130 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ตรงหนา แหง ชนทง้ั หลาย ผยู นื อยใู นทใี่ ดทหี่ นง่ึ เหมอื นดวงจนั ทรล อยเดน อยใู นกลางหาว ยอมปรากฏแกปวงสตั วว า ดวงจนั ทรอ ยบู นศีรษะของเราฉะน้ัน มิคารเศรษฐี แมจะหลบอยูหลังมาน ก็มีโอกาสไดฟงธรรมจนจบและ สําเร็จเปนพระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน จึงไดออกจากมานตรงเขาไปหานางวิสาขา และ ใชปากดดู ถันลกู สะใภ แลวประกาศใหไดยนิ ท่ัวกัน ณ ท่ีน้นั วา ต้งั แตบดั นี้เปน ตนไป ขอเธอจงเปน มารดาของขา พเจา และตง้ั แตน นั้ มา นางวสิ าขาจงึ ไดน ามวา “มคิ ารมารดา” แตประชาชนท่วั ไปนยิ มเรยี กนางวา วสิ าขามคิ ารมารดา ในบรรดาอบุ าสกิ าทงั้ หลาย นางวิสาขานับวา เปนผูม บี ุญส่ังสมมาต้งั แตอดีต ชาตมิ าเปน พเิ ศษกวา อบุ าสิกาคนอ่ืนๆ หลายประการ เชน วา ๑. มลี ักษณะของผูม ีวัยงาม คือแมนางจะอายุมาก มบี ตุ รและธดิ าถงึ ๒๐ คน บุตรเหลานั้นเม่ือแตงงานแลว มีบุตรและธิดาอีกคนละ ๒๐ คน นางมีบุตรหลานนับ ไดร าว ๔๐๐ คน หลานเหลานัน้ แตงงานมบี ุตรและธิดาอีกคนละ ๒๐ คน นางวิสาขา จงึ มีเหลนราว ๘,๐๐๐ คน ดงั นั้น คนจาํ นวน ๘,๔๐๐ คน จงึ มตี นกําเนดิ มาจากตระกูล แหงนางวิสาขา นางมีอายุยืนยาวไดเห็นลูกหลาน-เหลนทุกคน แมจะดํารงอายุถึง ๑๒๐ ป แตเ มอ่ื นางนงั่ อยใู นทา มกลางลกู หลาน-เหลน นางกด็ มู ลี กั ษณะวยั ใกลเ คยี งกบั คนเหลานั้น คนพวกอนื่ จะไมอาจรูไดว า นางวิสาขาคอื คนไหน แตจ ะสังเกตไดเมอื่ เวลา จะลกุ ขนึ้ ยนื ธรรมดาคนหนุมสาวจะลกุ ไดท นั ที สว นผูสงู วัยมากแลว จะใชม ือยนั พื้น ชว ยพยุงกายและยกกน ข้ึนกอ น ทาํ นองนี้เองจงึ จะรูวา นางวสิ าขาคอื คนไหน ๒. นางมีกําลังเทากับชาง ๕ เชือกรวมกัน โดยในสมัยหนึ่ง พระราชามี พระประสงคจะทดลองกําลังของนาง จึงรับส่ังใหปลอยชางพลายท่ีมีกําลังมาก เพอ่ื ใหว ่ิงชนนางวสิ าขา นางเห็นชางวง่ิ ตรงมา คิดวา ถา จะรบั ชา งน้ดี ว ยมือขางเดียวแลว ผลักไป ชางจะเปนอันตรายถึงชีวิต บาปจะเกิดแกเรา ควรจะรักษาชีวิตชางไวดีกวา จงึ ใชน ว้ิ มอื เพยี งสองนวิ้ จบั ชา งทง่ี วงแลว เหวย่ี งไป ชา งถงึ กบั ลม กลงิ้ แตไ มเ ปน อนั ตรายใด ปกตนิ างวสิ าขาจะไปวดั วนั ละ ๒ ครง้ั เชา -เยน็ จะไมไ ปมอื เปลา ถา ไปเวลาเชา จะมขี องเคยี้ วของฉนั ไปถวายพระ ไปชว งเยน็ กจ็ ะจดั นา้ํ ปานะไปถวาย เพราะนางปฏบิ ตั ิ เชน นป้ี ระจาํ จนเปน ทรี่ ใู นหมพู ระภกิ ษสุ ามเณรและอบุ าสก อบุ าสกิ าทงั้ หลาย แมน างเอง ก็ไมก ลาทจี่ ะไปวดั ดวยมอื เปลา ๆ เพราะละอายทภ่ี กิ ษุหนมุ สามเณรนอย ตา งจะมองท่ี มอื วา วันน้ีนางวสิ าขาถืออะไรมาถวาย วันหนึง่ เม่อื นางมาถึงวัด ไดถอดเคร่ืองประดับ 130
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 131 มหาลดาปสาธน มอบใหห ญิงสาวผูต ิดตามถอื ไว เม่ือฟง ธรรมแลว จะกลับบา นจึงบอก หญิงรับใชนําเคร่ืองประดับมาให แตหญิงน้ันลืมไวท่ีศาลา นางวิสาขาจึงใหคนใชกลับ ไปเอา ส่ังวาถาพระอานนทเก็บไวก็ไมตองเอาคืนมา ใหถวายทานไป เพราะนางคิดวา จะไมตกแตงเครื่องอาภรณท่ีพระคุณเจาถูกตองสัมผัสแลว ซ่ึงพระอานนทมักจะดูแล ความเรียบรอยภายในวิหารและเก็บรักษาของท่ีอุบาสก อุบาสิกาลืมไวเสมอ และเปน ตามทนี่ างคดิ ไวจ รงิ ๆ แตน างกก็ ลบั คดิ ไดว า เครอ่ื งประดบั นไ้ี มม ปี ระโยชนแ กพ ระเถระ จึงไปขอรับมาแลวนํามาขายในราคา ๙ โกฏิ กบั ๑ แสนกหาปณะ ตามราคาทนุ เดมิ แต ไมมีใครมีทรัพยพอท่ีจะซ้ือไวได นางจึงซ้ือเอาไวเองแลวนําทรัพยเทาจํานวนนั้นมาซ้ือ ที่ดินและวัสดุกอสราง เพื่อสรางวัดถวายเปนพระอารามที่ประทับของพระพุทธเจาและ ทอ่ี ยอู าศยั ของพระภิกษุ สามเณร โดยพระศาสดาโปรดใหพ ระมหาโมคคัลลานะ เปน ผูอาํ นวยการดแู ลการกอสรางท้งั หมด อารามนีช้ ือ่ วา วัดบุพพาราม เปน วดั ที่นางวิสาขา มหาอบุ าสิกาสรางถวายไวในพระพทุ ธศาสนา วันหนึ่ง สาวใชไปเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ําฝน ในขณะท่ีฝนกําลังตก นางคิดวาเปนพวกนักบวชชีเปลือยจึงรีบกลับไปแจงแกนางวิสาขา ฝายนางวิสาขา เมอื่ ฟง คาํ เลา อยา งนนั้ แลว แตเ พราะนางเปน พระอรยิ บคุ คลชนั้ โสดาบนั เปน มหาอบุ าสกิ า ผูมีศรัทธามั่นคงและใกลชิดกับภิกษุสงฆ สามเณรในฐานะผูอุปถัมภบํารุงพระศาสนา จงึ รอู ยวู า พระพทุ ธองคทรงอนญุ าตใหภ ิกษมุ ีผาใชส อยเพียง ๓ ผืน คือจวี รสาํ หรับหม สงั ฆาฏสิ าํ หรบั หม ซอ น และสบงสาํ หรบั นงุ เมอ่ื เวลาอาบนาํ้ จงึ ไมม ผี า สาํ หรบั ผลดั เปลย่ี น จาํ เปน ตอ งเปลอื ยกายอาบนา้ํ อาศยั เหตนุ ้ี นางวสิ าขาจงึ มหาอบุ าสกิ าจงึ ไดก ราบทลู ขอพร เพอื่ ถวายผา อาบนา้ํ ฝนแกภ กิ ษสุ งฆ พระพทุ ธองคท รงอนญุ าต นางวสิ าขานบั เปน บคุ คล แรกท่ีไดถวายผา อาบนํ้าฝนแกภ ิกษสุ งฆ นางวิสาขาไดชื่อวาเปนมหาอุบาสิกาผูย่ิงใหญ เปนยอดอุปฏฐายิกา ผูถวาย ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนา การทําบุญของนางวิสาขานับวาครบถวนตามหลักบุญกิริยา วตั ถุ บรรลสุ มตามนยั แหง คาํ ท่นี างเปลง อทุ านในงานพิธีฉลองวัดบพุ พาราม ทีถ่ วายไว ในพระพุทธศาสนาวา ความปรารถนาใดๆ ที่เราต้ังไวใ นกาลกอน ความปรารถนานั้นๆ ทั้งหมดของเราไดสาํ เรจ็ เสรจ็ สิน้ สมบรู ณท กุ ประการแลว ความปรารถนาของนางวสิ าขามหาอบุ าสกิ ามีดงั น้ี ๑. ปรารถนาทจ่ี ะสรา งปราสาทฉาบดว ยปนู ถวายเปนวิหารทาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 131
132 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๒. ปรารถนาที่จะถวายเตยี ง ต่งั ฟกู หมอน เปนเสนาสนภณั ฑ ๓. ปรารถนาท่จี ะถวายสลากภัตเปน โภชนาทาน ๔. ปรารถนาทจ่ี ะถวายผา กาสาวพสั ตร ผาเปลอื กไม ผา ฝายเปน จีวรทาน ๕. ปรารถนาทจ่ี ะถวายเนยใส เนยขน นํา้ มนั นํ้าผงึ้ นํ้าออย เปนเภสัชทาน ความปรารถนาของนางวิสาขามหาอุบาสิกา บดั นี้ สําเร็จครบถวนทกุ ประการ สง ผลใหเ กดิ ความเอิบอ่มิ ใจย่ิงนกั นางจงึ เดินเวยี นเทียนรอบปราสาทอันเปนวิหารทาน พรอ มทงั้ เปลง อทุ าน เหลา ภกิ ษทุ งั้ หลายไดเ หน็ กริ ยิ าอาการของนางแลว ตา งประหลาดใจ จึงไปกราบทูลถามพระพุทธเจาวา ขาแตพระองคผูเจริญ ตั้งแตไดรูจักนางวิสาขา มหาอุบาสิกาก็เปนเวลานาน พวกขาพระองค ไมเคยเห็นขับรองเพลงและแสดงอาการ อยา งนี้ แตว ันน้ี มหาอบุ าสิกาวิสาขาอยใู นทา มกลางแวดลอมของบรรดาบุตรธิดา และ หลานๆ พรอมท้ังบริวารไดเดินเวียนรอบปราสาทและพึมพําคลายกับขับรองเพลง เขาใจวาดีของนางคงจะกําเริบ หรือไมก็อาจจะเสียจริตไปแลว พระเจาขา พระศาสดา ตรัสวา ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเรามิไดขับรองเพลงมิไดเสียจริตอยางที่พวกเธอเขาใจ แตธิดาของเราเปนอยางน้ัน เพราะความปติยินดีที่ความปรารถนาของตนที่ต้ังไวสําเร็จ บรบิ รู ณ จงึ เดนิ เปลง อุทานดวยความอิม่ เอมใจ นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ า เปน กาํ ลงั สาํ คญั ยง่ิ ผหู นงึ่ ทถ่ี วายอปุ ถมั ภบ าํ รงุ สง เสรมิ พระศาสนาในดา นตา งๆ สมา่ํ เสมอมา ทง้ั ดา นการทะนบุ าํ รงุ ภกิ ษสุ งฆ สามเณรดว ยเครอื่ ง อุปโภค และบรโิ ภค อันมีอาหารบณิ ฑบาต เปนตน และการสรางวัดรวมทงั้ เสนาสนะ ถาวรวตั ถทุ เี่ ปน ประโยชนเ กอื้ กลู แกภ กิ ษสุ งฆ สามเณร ตลอดทง้ั ประชาชนไวใ นพระพทุ ธ ศาสนาเปนจํานวนมาก โดยพระศาสดาตรัสยกยองไวในตําแหนง เอตทัคคะคือเปน ผูเลิศกวา อุบาสิกาทง้ั หลายในฝายผเู ปน ทายิกา ๒๕. มัลลิกาเทวี พระนางมัลลิกาเทวี เปนพระอคั รมเหสขี องพระเจาปเสนทโิ กศล นามเดมิ วา สิรจิต เปนธิดาของนายมาลาการ (ชางจัดดอกไม) ที่มีถิ่นฐานอยูในเมืองสาวัตถี แควนโกศล สิรจิต เปนสาวท่มี ีรูปรางผิวพรรณงดงาม มีสติปญ ญาดเี ฉลียวฉลาดและ มีความกตัญูกตเวที ในทุกๆ วัน นางจะไปเก็บดอกไมมาใหบิดาทําพวงมาลัยขาย วันหน่ึงมัลลิกาไดจัดขนมถั่วใสกระเชาดอกไม ถือไปยังสวนดอกไม พบพระพุทธเจา 132
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 133 เสดจ็ บิณฑบาตพรอ มดวยภิกษสุ งฆ จงึ เอาขนมน้ันใสบาตร นางเกิดปตมิ ีพระพุทธเจา เปนอารมณยืนสงบนิ่งอยู พระพุทธองคทรงแยมใหปรากฏ พระอานนท จึงทูลถาม ถึงสาเหตุที่ทรงแยม พระองคตรัสวา อานนท กุมาริกานี้จะไดเปนอัครมเหสีของ พระเจาปเสนทิโกศลดวยผลทานทีถ่ วายขนมถวั่ ในวันน้ี เมื่อธิดาของชางดอกไมไปถึงสวนดอกไม ก็รองเพลงไปพลางเก็บดอกไม พระเจาปเสนทิโกศลทรงพา ยแพมาจากสูรบั กับพระเจา อชาตศัตรู ทรงมา เสดจ็ หนผี า น มาทางสวนดอกไม ทรงไดยินเสยี งขับรองเพลง กท็ รงพอพระทัยชืน่ ชอบ เสด็จเขา ไปท่ี สวนดอกไม เมอ่ื ทรงทราบวา กมุ ารกิ านนั้ ยงั ไมม สี ามี จงึ โปรดใหข น้ึ หลงั มา เขา สนู ครสาวตั ถี และโปรดใหพานางกลับบาน ในตอนเย็นจึงโปรดใหมีการอภิเษกสมรสตั้งใหเปน พระอัครมเหสี พระนางมัลลิการเทวีผูมีปญญาดีและเฉลียวฉลาด ก็เปนที่โปรดปราน ยง่ิ ของพระเจา ปเสนทโิ กศล พระนางจดั ถวายทานทไ่ี มใ ครเหมอื น ทเ่ี รยี กวา อสทสิ ทาน สมัยเมื่อพระศาสดาเสด็จประทบั ณ วดั พระเชตวัน เมืองสาวัตถี พระเจาปเสนทโิ กศล เสดจ็ เขา เฝา ทลู อาราธนาพระพทุ ธเจา เพอ่ื จะถวายอาคนั ตกุ ทานในวนั รงุ ขน้ึ (อาคนั ตกุ ะ คือผูมา) คือถวายทานแดพระพุทธเจาและภิกษุสงฆท่ีตามเสด็จมา เมื่อประชาชน ไดเห็นเคร่ืองทานของพระราชา ก็เกิดศรัทธาและจัดถวายทานแดพระพุทธเจาและ ภิกษุสงฆ โดยเปนเคร่ืองทานทป่ี ระณตี และมากยง่ิ กวา พระราชา ชาวบา นและพระราชา ทาํ สลบั กนั ถวายทานไปมา ฝา ยพระเจา ปเสนทโิ กศลไมอ าจหาของแปลกๆ ทพ่ี สิ ดารกวา ชาวบาน ทรงวติ กกังวลในเรอ่ื งน้ีอยู จึงทรงขอความชว ยเหลอื จากพระนางมัลลิกาเทวี ฝายพระอัครมเหสกี ็ทรงประสงคที่จะถวายอสทิสทาน (ทานทไ่ี มมีใครเหมอื น) อยแู ลว จงึ ทูลใหพ ระองคโปรดรบั สั่งดงั นี้ ๑. ใหสรา งมณฑปดวยไมส าละสาํ หรับพระ ๕๐๐ รูปน่งั และใชไมข านางเอา ไวถางขาทําเปนโตะ พระทเี่ กนิ จาก ๕๐๐ รูปใหน ั่งอยรู อบนอก ๒. ใหทาํ เศวตฉัตร ๕๐๐ คัน ๓. ใหใ ชชา ง ๕๐๐ เชอื ก ถือเศวตฉัตรกนั้ อยูดานหลงั ภกิ ษสุ งฆ ๕๐๐ รปู ๔. ใหส รา งเรือจากทองคาํ แทๆ ๘ ลํา หรอื ๑๐ ลํา เรอื เหลานี้จะอยทู า มกลาง มณฑป ๕. ใหเ จา หญิง ๑ องค น่ังบดของหอมทามกลางภิกษุ ๒ รูป และเจาหญงิ อีก ๑ องค ถอื พดั ถวายแดภ กิ ษุ ๒ รปู ฉะนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูป กจ็ ะมเี จาหญิง ๕๐๐ องค คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 133
134 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๖. เจาหญิงท่ีเหลือ จะนําของหอมท่ีบดแลวไปใสในเรือทามกลางมณฑป ทุกๆ ลํา เจาหญิงบางพวกจะทรงถือดอกอุบลเขียวเคลาของหอม เพ่ือใหภิกษุรับเอา กลนิ่ อบ (เจา หญงิ สว นใหญจ ะเปน ธดิ ากษตั รยิ แ ละธดิ าของกษตั รยิ ข า งเคยี ง คอื นอ งๆ รองลงไป ในสมยั นน้ั พระราชามีพระมเหสถี งึ ๑๐๐ กวาพระองคจึงไมนา ประหลาดใจ หากจะมีเจาหญงิ ถึง ๑,๐๐๐ พระองค) เมอ่ื ทาํ เชน นแี้ ลว กจ็ ะชนะประชาชนชาวพระนคร เพราะพวกเขา ไมม เี จา หญงิ ไมมเี ศวตฉตั ร และไมมีชางทีม่ ากมายเทยี บเทาพระราชาได หลงั จากท่ีมีการจดั เตรียม ทกุ อยา งแลว ปรากฏวา จะนับชางอยางไรก็ไมพอสาํ หรบั ภิกษุ ๑ รูป กลา วคือชา งมมี าก แตช า งทฝี่ ก เชอ่ื งแลว มไี มพ อ เหลอื แตช า งทดี่ รุ า ย ในคราวนนั้ พระนางมลั ลกิ าเทวไี ดท ลู พระราชาวา ทราบวา มีชา งทีด่ ุรา ยเชือกหนงึ่ ทสี่ ามารถจะปรามไดด ว ยกําลงั ใจ โดยทูล อธบิ ายวา ใหชา งที่ดุรา ยน้นั ยนื ใกลๆ พระผูเปน เจา ชอื่ วา “องคลุ มิ าล” เพราะชางนเ้ี คย ตอ สกู บั พระองคลุ มิ าลมาแลว มใิ ชน อ ย เมอ่ื ทา นเปน พระอรหนั ตแ ลว กไ็ ดท าํ ใหล กู ชา งอยู ในอาการสงบ โดยใชหางสอดเขา ระหวางขา หสู องขางตัง้ ข้ึน ยนื หลบั ตาอยู พระราชาปเสนทิโกศสไดทูลถวายส่ิงของท่ีจัดเตรียมน้ันทั้งหมดบูชาพระคุณ ของพระพทุ ธเจา เปนตน วา เรอื นทอง เตยี ง ต่งั ทรพั ยอกี ๑๔ โกฏิ เศวตฉัตรหน่ึง บลั ลงั ก เชงิ บาตรหนึง่ ต่งั สาํ หรบั เชดเทาหนึง่ ทีซ่ งึ่ มรี าคาสูงประมาณคา มไิ ด อสทสิ ทาน จงึ นับเปนทานอนั ยง่ิ ใหญ สมดงั ที่พระศาสดาตรัสวา พระพทุ ธเจา ๑ พระองค จะมคี น ถวายอสทสิ ทานครง้ั เดียวในชีวติ และคนทีจ่ ะถวายอสทิสทานไดน น้ั ตองเปน สตรี ในสมัยหนึ่ง พระเจาปเสนทิโกศล ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีวา ทรงรัก พระองคห รอื ไม รกั มากเพยี งใด เมอ่ื พระนางทลู วา รกั ตนเองมากกวา สง่ิ ใด ทาํ ใหพ ระองค ถงึ กบั ทรงนอ ยพระทยั วา พระมเหสมี ลั ลกิ าไมไ ดร กั พระองคเ สมอชวี ติ นาง ครนั้ ไดเ ขา เฝา พระพทุ ธองคแ ลว จงึ ทลู ใหท รงทราบ พระศาสดาตรสั วา ทพ่ี ระนางมลั ลกิ าเทวที ลู เชน นนั้ ถกู ตอ งแลว เพราะความรกั ทงั้ หลายในโลกน้ี ยอ มไมม คี วามรกั ใดเทยี บเทา ความรกั ทมี่ ี ตอ ตนเอง พระนางทรงยดึ มน่ั ในสจั จะตรสั ความจรงิ เชน นแ้ี ลว มหาบพติ รควรจะชน่ื ชม ยินดี พระราชากท็ รงคลายความนอยพระทยั ลง วันหน่งึ พระนางมลั ลิกาเทวี เสดจ็ ไปยังท่ีสรงสนาน (ท่มี ีอา งนา้ํ ) ทรงชําระ พระโอษฐ ขณะท่ีทรงกมลงจะชําระพระชงฆ (ชวงหัวเขา) สุนัขตัวโปรดตัวหน่ึง ที่ว่ิง 134
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 135 ตามเขา ไปกเ็ ขา คลอเคลยี เหมอื นกบั จะทาํ อสทั ธรรมสนั ถวะ พระราชาทอดพระเนตรทาง พระแกล (หนาตาง) ในปราสาทช้นั บน ทรงเหน็ กริ ิยาน้นั เมอื่ พระนางเสดจ็ มาจากซมุ นํา้ นน้ั จึงตรัสตาํ หนวิ า หญิงถอย จงฉบิ หาย เพราะเหตไุ รเจาจงึ ไดท ํากรรมเหน็ ปานน้ี พระนางจึงทูลวา ผใู ดผูห น่งึ เขาไปซุมนํ้านน้ั ผูเดยี ว จะปรากฏเห็นเปน ๒ คน แกผูที่ แลดทู าง พระแกลนี้ (หนาตา ง) ถาพระองคไ มท รงเช่ือหมอ มฉนั ขอเชิญเสดจ็ เขาไปยงั ซุมนา้ํ นั้น หมอมฉนั จะแลดพู ระองคทางพระแกลนี้ พระราชาตดิ จะเขลา ทรงเชอื่ ถอ ยคาํ จงึ เสดจ็ เขา ไปยงั ซมุ นา้ํ นนั้ ฝา ยพระนาง- มัลลิกาเทวี ทรงยืนทอดพระเนตรอยูท่ีพระแกลดังกลาว ทูลวา มหาราชผูมืดเขลา พระองคท รงทาํ สนั ถวะกบั นางแพะ แมเ มอ่ื พระราชาจะตรสั วา ฉนั ไมไ ดท าํ กรรมเชน นนั้ ก็ทลู วา หมอ มฉันเห็นเองหมอมฉนั จะเช่อื พระองคไมได พระราชาทรงสดับคํานั้นแลว ทรงเชอ่ื วา ผเู ขา ไปทซี่ มุ นา้ํ นน้ั ผเู ดยี วเทา นนั้ กย็ อ มปรากฏเปน ๒ คน พระมเหสมี ลั ลกิ าเทวี ทรงดําริวา พระราชาน้ีถูกเราหลอกแลวเพราะทรงโงเขลา เราทํากรรมชั่วยิ่งแลว เรากลาวตูพระราชาดวยคําไมจริง แมพระพุทธเจาก็จะทรงทราบกรรมน้ีของเรา พระอัครสาวกท้ังสอง พระอสีติมหาสาวกยอมจะทราบ เราทํากรรมหนักแลวจริงๆ จึงคร้ันในเวลาจะสิ้นพระชนม พระนางมิไดทรงนึกถึงการบริจาคทานใหญเห็นปานนั้น เลย กลบั ระลกึ ถงึ กรรมอนั ลามกนน้ั อยา งเดยี ว เมอื่ สน้ิ พระชนมก ไ็ ปเกดิ ในอเวจไี หมอ ยู ในนรกตลอด ๗ วนั ครน้ั ในวันท่ี ๘ ก็จุติจากท่ีนน้ั ไปบังเกิดในสวรรคช ัน้ ดุสิต เมื่อพระเจา ปเสนทโิ กศลเสดจ็ ไปเฝาพระพุทธเจา จงึ ทรงบนั ดาลดว ยฤทธิใ์ ห พระราชาทรงลืมท่ีจะถามเร่ืองของพระนางมัลลิกาเทวีไวกอน เพราะหากทรงทราบวา พระมเหสีไปเกิดในอเวจีนรก ก็จะไมอยากทําบุญอีกตอไป เพราะพระนางมัลลิกาเทวี ไดทําบุญไวมากยังไปตกนรก เม่ือผานไป ๗ วัน จึงทรงคลายฤทธิ์ และตรัสโปรด พระราชาวา บัดนี้ พระนางมัลลิกาเทวีไปบังเกิดในดุสิตภพ เม่ือทรงสดับพุทธดํารัสน้ี แลว ทรงคลายความเศราโศกกลบั ทรงมีปตเิ อิบอม่ิ ในพระทัยข้นึ มาแทน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 135
136 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ÈÒʹ¾¸Ô Õ ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· ¤Òí ¹Òí ศาสนพิธี พิธีทางศาสนา หมายถึง วิธีปฏิบัติ ระเบียบแบบแผนใน การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนพิธีเกิดข้ึนภายหลังมีศาสนาเกิดขึ้นแลว ผูนับถือพระศาสนาจึงมีการปฏิบัติพิธีกรรมตางๆ ท่ีเก่ียวเน่ืองกับพระศาสนาข้ึน ดังนั้น เพ่ือใหการปฏิบัติพิธีกรรมในเรื่องน้ันๆ เปนไปดวยความเรียบรอย เหมาะสม และดงู ามตาแกผ พู บเหน็ จะเปน เหตสุ ง เสรมิ ศรทั ธาปสาทะในพระศาสนาไดอ กี ทางหนงึ่ ทานจึงกําหนดแนวทางวิธีปฏิบัติกิจกรรมทางพระศาสนาข้ึน เรียกวา ศาสนพิธี โดยนักปราชญบางทานกลาวไววา ศาสนพิธีเปรียบเสมือนเปลือกของพระศาสนา และมีความเกื้อกูลแกพระศาสนา กลาวคือหากไมมีแกนแทของพระศาสนาแลว ศาสนพธิ กี อ็ ยูไดไมน าน หากมีเฉพาะแกน ของพระศาสนา แตไมมีเปลือกคอื ศาสนพธิ ี แกนของพระศาสนากย็ อมอยไู ดไ มน าน เชน เดียวกับตน ไมท ีม่ ีแตเปลือกไมม แี กนหรอื มแี ตแกน ไมมีเปลือก ก็ยอมตงั้ อยูไดไมค งทน ฉะนัน้ ปจจุบัน มีจุดหักเหในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา อาจทําให ผทู ยี่ งั ไมเ ขา ใจในหลกั พระธรรมวนิ ยั ไปยดึ ถอื วา ศาสนพธิ ี นนั่ เองคอื แกน ของพระศาสนา ซึ่งนับวาเปนอันตรายอยางย่ิงตอพระพุทธศาสนา ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนท้ังหลาย จงึ ตอ งศกึ ษาและทาํ ความเขา ใจใหถ กู ตอ งวา อะไรคอื ศาสนพธิ ี อะไรเปน หลกั พระธรรม วนิ ัยคาํ สั่งสอน เพอ่ื จะปฏบิ ัตไิ ดอยา งถกู ตองตามความมุงหมายของพระพุทธศาสนา องคป ระกอบของศาสนา ศาสนา แปลวา คาํ สอน หมายถงึ หลกั ธรรมคาํ สอนของศาสดา ผกู อ ตงั้ ศาสนา นนั้ ๆ รวมทงั้ หลกั ธรรมคาํ สอนของศาสนาทม่ี ศี าสดาผกู อ ตง้ั โดยมอี งคป ระกอบสาํ คญั ๆ ๕ ประการ คือ 136
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 137 ๑. ศาสดา ผูกอตั้งศาสนา โดยศาสนาที่มีผูนับถือมากเปนที่รูจักกันใน ประเทศไทยและไดรับการรับรองจากทางราชการ ไดแก ศาสนาพุทธ คริสต อิสลาม สิกขหรือซิกข ลวนมีศาสดาผูกอตั้งศาสนา เวนศาสนาพราหมณ–ฮินดู ไมมีศาสดา ผกู อ ตงั้ ซง่ึ เปน ศาสนาทีน่ ับถอื สืบตอกนั มาแตโบราณ ๒. ศาสนธรรม หลักธรรมคําสอนท่ศี าสดาประกาศเผยแผแ กช าวโลก ๓. ศาสนกิ หรอื สาวก ผรู บั ฟง หลกั ธรรมคาํ สอนทศ่ี าสดาประกาศแลว มศี รทั ธา เลอื่ มใสและปฏบิ ตั ิตาม ๔. ศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ สถานที่ท่ีประกอบพิธีของศาสนาน้ันๆ หรือ รูปเคารพของศาสดา เปน ตน ๕. ศาสนพธิ ี หลักแนวทางวธิ ปี ฏบิ ตั ิพธิ กี รรมทางศาสนา ประโยชนข องศาสนพิธี ๑. ทําใหการปฏิบัติพิธีกรรมทางพระศาสนา ดําเนินไปดวยความเรียบรอย เหมาะสม และสาํ เร็จตามความมุงหมาย ๒. เปน ที่เจรญิ ศรทั ธาปสาทะแกผ พู บเห็น ๓. เปน การสงเสริมและรกั ษาวฒั นธรรมประเพณีท่ดี งี ามของชาติ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 137
138 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท บทท่ี ๑ พิธบี ําเพ็ญกุศลในวันสาํ คญั ทางพระพุทธศาสนา ทุกศาสนาลวนมีวันสําคัญ เพื่อระลกึ เหตกุ ารณส าํ คญั ท่ีเคยเกิดขึ้นแกศ าสดา ผูกอต้ัง และเกี่ยวเน่ืองในพิธีกรรมหรือกิจกรรมท่ีเหลาศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ จดั ขึ้นในโอกาสตา งๆ พระพุทธศาสนา กเ็ ชนเดียวกัน มวี ันสาํ คัญท่ีกาํ หนดขน้ึ สาํ หรับ ใหพ ุทธศาสนกิ ชนปฏิบตั ิ เพ่ือนอ มรําลกึ ถงึ คณุ ของพระรตั นตรัย และบาํ เพ็ญกศุ ลเปน กรณีพิเศษดว ยอามสิ บชู าและปฏิบัติบูชา โดยมีวันสาํ คัญ คือ ๑. วนั เขาพรรษา ๒. วนั ออกพรรษา ๓. วันเทโวโรหณะ ๔. วนั ธรรมสวนะ (วันพระ) วนั เขา พรรษา พรรษา มาจากศัพทบ าลีวา วสฺส ศพั ทสันสกฤตวา วรษฺ แปลวา ฝน ฤดฝู น ภาษาไทยใชศัพทสันสกฤต แผลงเปน พรรษา การเขาพรรษา หมายถึงการที่ พระภิกษุสงฆอธิษฐานจิตอยูประจําในสถานท่ีแหงใดแหงหน่ึงในฤดูฝน จะไมไปคาง แรมในทอี่ น่ื พธิ เี ขา พรรษาจงึ เปน ขอ ปฏบิ ตั ขิ องพระสงฆโ ดยตรง จะตอ งปฏบิ ตั ติ ามพทุ ธ บญั ญตั ิ กาํ หนดเขา พรรษาในวนั แรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ ของทกุ ป หรอื เดอื น ๘ หลงั ในปท มี่ ี เดอื น ๘ สองหน (ปอ ธกิ มาส) เปน วนั สําคญั ตอเน่อื งจากวนั อาสาฬหบูชา ในสว นที่เปนพระราชพธิ ีทานรวมวนั สําคัญทง้ั ๒ เขา เปนพระราชพิธเี ดียวกนั เรยี กวา พระราชพธิ ที รงบาํ เพญ็ พระราชกศุ ลอาสาฬหบชู าและเขา พรรษา ซงึ่ ทางราชการ กําหนดใหเปน วนั หยุดราชการประจาํ ป พธิ ีบาํ เพ็ญพระราชกศุ ลเขาพรรษา ในวนั แรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ เปน วนั เขา พรรษา มหี มายกาํ หนดบาํ เพญ็ พระราชกศุ ล พอสรปุ ไดด ังน้ี 138
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 139 เวลาเชา ประมาณ ๐๗.๐๐ น. เจาหนาท่ีฝายพิธี กองศาสนูปถัมภ กรมการศาสนานิมนตพระสงฆ ๑๕๐ รูป รับพระราชทานอาหารบิณฑบาตของหลวง ณ บริเวณพรวิหารคด วัดพระศรีรตั นศาสดาราม คร้ันเวลาบาย พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จพระราชดําเนินไปยัง พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จขึ้นไปหลังบุษบก ซึ่งเปนท่ีประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงประกอบพิธีเปล่ียนเครื่องทรงพระพุทธมหามณี- รัตนปฏิมากร จากเครอ่ื งทรงฤดรู อนเปนเครือ่ งทรงฤดฝู น และทรงถอดยอดพระรศั มี พระสมั พทุ ธพรรณี ประจาํ ฤดรู อ นออก ทรงเปลยี่ นสว นยอดพระรศั มปี ระจาํ ฤดฝู นถวาย (พระสัมพุทธพรรณี ประดิษฐานอยูหนาบุษบก ท่ีประดิษฐานพระพุทธมหามณี- รัตนปฏมิ ากร) ทรงพระสหุ ราย ทรงวางกระทงดอกไมและจดุ ธปู เทยี นเคร่ืองนมัสการ ทรงรับพระมหาสังขเพชรนอยบรรจุนํ้าท่ีซับองคพระพุทธมหามณีรัตน- ปฏิมากร สรงพระเศียร จากน้ันเสด็จไปทรงสุหรายนํ้าพระพุทธมนตแกขาราชการ ทเ่ี ฝา ทลู ละอองธลุ พี ระบาทในพระอโุ บสถ หลงั พราหมณเ บกิ แวน เวยี นเทยี น ๓ รอบแลว เสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ออกจากพระอโุ บสถ ทรงพระสหุ รา ยนาํ้ พระพทุ ธมนตแ กป ระชาชน ท่ีมาเฝา รับเสด็จ ณ บรเิ วณลานพระอุโบสถทัง้ สองขา งทางเสดจ็ พระราชดําเนิน อนึ่ง เน่ืองในพระราชพิธีดังกลาวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว จะเสด็จพระราชดําเนินไปทรงถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอารามหลวงท่ีสําคัญๆ มวี ดั บวรนเิ วศวหิ าร เปน ตน พรอ มกบั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานวุ งศ หรอื องคมนตรี เปนผูแทนพระองค ถวายพมุ เทยี นพรรษา ณ พระอารามหลวงสาํ คญั ๆ ในกรุงเทพมหานคร ความเปนมาของวันเขา พรรษา การเขาพรรษา เปนพุทธานุญาตท่ีใหพระภิกษุอธิษฐานอยูประจําสถานท่ี ไมจาริกไปคางแรมในสถานท่ีอื่น ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในชวงฤดูฝน คือตั้งแต วันแรม ๑ คํ่า เดอื น ๘ ถึงวนั ขน้ึ ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ตามตํานานวา การอยูจําพรรษา เปนธรรมเนียมของนักบวชนอกพระพุทธ- ศาสนาในชมพูทวีปที่มีการปฏิบัติกันอยูกอนแลว แตคงไมไดปฏิบัติกันเครงครัดนัก จึงเปนเรื่องคุนชินของคนในยุคน้ัน สมัยตนพุทธกาล ขณะพระพุทธเจาประทับอยู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 139
140 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ณ เวฬุวันวิหาร เมืองราชคฤห เมื่อถึงฤดูฝน พระภิกษุสวนมากจะอยูประจําสถานที่ เชนเดียวกับนักบวชอื่นๆ แตมีกลุมพระภิกษุฉัพพัคคีย คือพระภิกษุ ๖ รูป ไดแก พระมัณฑุกะ พระโลหิตกะ พระเมตติยะ พระกุมมชกะ พระอัสสชิ พระปุนัพพสุกะ พรอมท้ังพระภิกษุที่เปนศานุศิษยประมาณ ๑,๕๐๐ รูป จาริกไปตามสถานที่ตางๆ เนอ่ื งจากขณะนนั้ ยงั มไิ ดม พี ทุ ธานญุ าตการอยจู าํ พรรษา ในการจารกิ ไปของทา นเหลา นน้ั มผี ลกระทบตอ การทาํ เกษตรกรรมของชาวบา น ขา วกลา และพชื ผกั เสยี หาย ถกู ชาวบา น กลา วตาํ หนเิ ตยี นถงึ การไมห ยดุ จารกิ ในฤดฝู นของภกิ ษเุ หลา นน้ั พระพทุ ธเจา จงึ โปรดให ประชมุ ภกิ ษสุ งฆและทรงบัญญัตใิ หพ ระภกิ ษุอยูจําพรรษาเปนเวลา ๓ เดอื นในฤดูฝน พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย มกี ารบําเพ็ญกศุ ลเนอื่ งในเทศกาลเขาพรรษา ดาํ เนินมาตั้งแตส มัยกรงุ สโุ ขทัย ดงั ความในศิลาจารกิ หลักท่ี ๑ วา “พอ ขุนรามคาํ แหง พอ เมอื งสโุ ขทยั นที้ งั้ ชาวแมช าวเจา ทว ยปว ทว ยนางลกู เจา ลกู ขนุ ทงั้ สนิ้ ทง้ั หลาย ทง้ั ผชู าย ผหู ญงิ ฝูงทว ยมศี รทั ธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเม่อื พรรษาทกุ คน” โดยมกี ารบาํ เพญ็ กศุ ล เนอื่ งในวนั เขา พรรษาสบื ทอดมาถงึ ปจ จบุ นั แมจ ะปฏบิ ตั ิ แตกตา งกนั บางตามยคุ สมัย แตห ลักการใหญที่ไมแตกตางกนั คอื การทําบุญตกั บาตร รักษาศีล ฟงพระธรรมเทศนา การปฏิบัติธรรมตามหลักสมถกรรมฐานและวิปสสนา กรรมฐานและการทาํ ความดอี ่นื ๆ การอยูจาํ พรรษามี ๒ อยา ง ๑. การจาํ พรรษาตน เรยี ก ปรุ มิ กิ าวสั สปู นายกิ า เรมิ่ ตง้ั แตว นั แรม ๑ คาํ่ เดอื น ๘ ถึงวนั ขึ้น ๑๕ คํ่า เดอื น ๑๑ สาํ หรับปท ีม่ อี ธิกมาส คอื เดือน ๘ สองหน จะเล่ือนการ จาํ พรรษาไปเปน วันแรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ หลัง ๒. การจาํ พรรษาหลงั เรียก ปจฉมิ กิ าวสั สูปนายิกา เริ่มตงั้ แตวนั แรม ๑ คํ่า เดือน ๙ ถึงวันขนึ้ ๑๕ คํา่ เดือน ๑๒ ปจ จุบนั ไมคอยมปี ฏิบตั ิ จึงไมเปน ท่รี ูจักกนั สตั ตาหกรณยี ะ การอยูจําพรรษา มิใชเปนขอหามเด็ดขาดวาตองอยูประจําตลอด ๓ เดือน ไมสามารถเดินทางไปคางแรมที่ไหนไดเลย โดยมีพระพุทธานุญาตใหพระภิกษุ 140
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 141 ผอู ยจู ําพรรษา สามารถไปคา งแรมคืนในสถานท่อี น่ื ได คราวละไมเ กิน ๗ วัน เรยี กวา สตั ตาหกรณยี ะมี ๔ ประการ คอื ๑. เพอื่ นสหธรรมิกท้งั ๕ คอื ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรี ปวยหรือบิดามารดาปว ยไปเพ่ือดแู ลพยาบาลได ๒. ไปเพือ่ จะยับยง้ั เพ่ือสหธรรมกิ ทอ่ี ยากสึกมิใหส กึ ได ๓. ไปเพือ่ กิจของสงฆ เชน กรณกี ฏุ วิ ิหารชํารุดเสียหาย เพอื่ ชว ยหาอุปกรณ มาสรางซอ มแซมได ๔. ไปเพ่ือฉลองศรัทธาพุทธศาสนิกชน ท่ีนิมนตไปในพิธีบําเพ็ญบุญได หรือไปดว ยเหตอุ ื่นๆ อนโุ ลมเขา กบั ทงั้ ๔ ขอขางตนขอใดขอหนงึ่ ก็ได พระภิกษุผูมีกิจธุระจําเปน และประสงคจะสัตตาหะเพ่ือไปทํากิจน้ันๆ พงึ บอกลาพระภกิ ษทุ มี่ ีอยู โดยเปลงวาจาแสดงเจตนาเปนภาษามคธวา อตั ถิ เม กจิ จงั อิมสั มงิ สตั ตาหพั ภันตะเร นวิ ตั ตสิ สามิ. แปลวา ขา พเจามีกิจตองไปจะกลบั มาภายใน ๗ วนั หรือเพยี งผูกใจอธษิ ฐานทําสัตตาหะดว ยตนเองกไ็ ด ประโยชนข องวนั เขาพรรษา ๑. ในสมยั พทุ ธกาล ปอ งกนั ไมใ หพ ระภกิ ษจุ ารกิ ไปเหยยี บยาํ่ ขา วกลา พชื พนั ธุ ของชาวบา น เปน เหตใุ หไดรับการตเิ ตียน ๒. พระภิกษุไดหยุดพักผอน บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยจากการจาริกไป เผยแผพระศาสนา เพราะสมัยกอนใชวิธีเดินเทาไปยังสถานท่ีตางๆ เน่ืองจากยังไมมี ถนนหนทางและพาหนะที่สะดวกเหมอื นปจ จุบัน ๓. พระภกิ ษไุ ดอยูประจาํ เพือ่ ศกึ ษาเลาเรยี น และปฏิบัติธรรมเพ่มิ เติมและ เตรยี มความพรอมเพ่อื เผยแผพระศาสนาหลงั ออกพรรษาแลว ๔. พทุ ธศาสนกิ ชน ไดม โี อกาสบาํ เพญ็ กศุ ลเปน การพเิ ศษ เชน ทาํ บญุ ตกั บาตร รกั ษาศลี เจรญิ ภาวนา งดเวนอบายมุขตา งๆ เชน คนเคยดม่ื สุราเปน ประจํา กจ็ ะอธฐิ าน งดเวนการดื่มสุราตลอดพรรษา เปน ตน ๕. ทาํ ใหมพี ธิ ีทําบญุ อ่นื ๆ เกิดขนึ้ เชน พธิ ีถวายเทยี นพรรษา และพิธถี วาย ผา อาบนาํ้ ฝน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 141
142 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พิธีถวายดอกไมธ ูปเทยี นวันเขา พรรษา การถวายดอกไมธ ปู เทยี นในวนั เขา พรรษา เพอื่ พระภกิ ษนุ าํ ไปบชู าพระรตั นตรยั ไดมีมาแตโบราณ แตเปนเพียงการปฏิบัติเฉพาะบุคคล เฉพาะท่ี โดยพุทธศาสนิกชน จะนาํ ธูปเทยี น และดอกไมต ามทห่ี าไดใ นชุมชนไปถวายพระภิกษุในวัดใกลบานของตน พระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเขาพรรษา พระเจาแผนดิน จะเสด็จ พระราชดําเนินไปทรงถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอารามหลวงที่สําคัญๆ มีวัดบวร นเิ วศวหิ าร วดั เบญจมบพติ ร เปน ตน พรอ มกบั จะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรม วงศานวุ งศ หรือองคมนตรี เปน ผูแทนพระองค ถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอาราม หลวงทีส่ ําคัญๆ อีกสวนหนึง่ ในสวนภูมิภาคบางจังหวัด ยังมีพิธีตักบาตรดอกไมดวย อยางเชนท่ี วัดพระพุทธบาท อําเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เดิมทีชาวบานจะนําดอกไม ท่ีเรียกวา ดอกเขาพรรษาไปถวายพระสงฆ ดอกไมชนิดนี้จะออกดอกเฉพาะชวง เขา พรรษาปห นงึ่ เพยี งครงั้ เดยี ว เกดิ อยตู ามธรรมชาตบิ รเิ วณพน้ื ทใ่ี กลๆ วดั โดยชาวบา น จะมาคอยถวายดอกไมแกพระสงฆที่จะไปยังพระอุโบสถเพื่อประกอบพิธีอธิษฐาน เขาพรรษา และถือปฏิบัติเชนนี้สืบตอกันมายาวนาน จนเปนท่ีรูจักไปยังที่อ่ืนๆ จึงได เร่ิมมีพิธีตักบาตรดอกไมข้ึน ภาครัฐและเอกชนก็ไดสงเสริมสนับสนุนใหมีการจัดพิธี ตักบาตรดอกไมขึ้น เปนงานประเพณีประจําจังหวัดสระบุรี มีประชาชนตางจังหวัด เดนิ ทางไปตักบาตรดอกไมเปนจํานวนมาก ปจ จุบนั จึงกําหนดจดั ขึ้น ๒ วัน คือวันข้ึน ๑๕ คํา่ และแรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ จดั พธิ ีตักบาตรวันละ ๒ รอบ เพ่ือรองรับศรัทธาของ พุทธศาสนกิ ชนทวั่ ไป วันออกพรรษา วันออกพรรษา คือวันสุดทายการอยูจําพรรษาของพระภิกษุสงฆ เรียกวา วนั ปวารณา ตรงกับวันขึน้ ๑๕ ค่ํา เดอื น ๑๑ อยูในเดอื นตุลาคม สวนวันออกพรรษา หลงั จะตรงกับวันขึน้ ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๒ พธิ ีปวารณาออกพรรษาเปนสังฆกรรมประเภท หนง่ึ โดยพระวินัยบัญญัติ เพือ่ ใหโ อกาสพระสงฆทีอ่ ยจู าํ พรรษารวมกันตลอดไตรมาส สามารถวากลาวตักเตือนและช้ีบอกขอผิดพลาดแกกันและกันได โดยความเสมอภาค 142
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 143 และดวยจิตที่ตั้งอยูบนพื้นฐานแหงความเมตตาปรารถนาดีตอกันเปนสําคัญ อันแสดง ใหเห็นวา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาแหงประชาธิปไตย มาต้ังแตสมัยพุทธกาลแลว การทาํ ปวารณาตอ กนั ของพระสงฆเ นอ่ื งในวนั ออกพรรษา พทุ ธศาสนกิ ชนสามารถนาํ มา ประยกุ ตใ ชไ ดเ ปน อยา งดใี นการทจี่ ะอยรู ว มกนั เปน ครอบครวั หมบู า นหรอื สงั คม เพราะ ถา กลมุ ชนทเี่ กยี่ วเนอ่ื งและอยรู ว มกนั จาํ นวนมาก เปด โอกาสใหส ามารถวา กลา วตกั เตอื น แนะนาํ กันและกนั ได เมอ่ื ผใู ดผูหนงึ่ ทาํ ผิดพลาดไป จะชว ยแกไขขอ บกพรองผดิ พลาด ตางๆ ตอกันไดทันทวงที จะไมกลายเปนเรื่องที่จะใหเสียหายใหญโตจนยากจะแกไข ที่อาจเกดิ ความวนุ วายทาํ ใหส งั คมไมส งบสุขได ความเปน มาของการปวารณา เม่อื คร้ังพระพุทธเจาประทับอยู ณ พระเชตวนั วหิ าร เมอื งสาวตั ถี มีพระภิกษุ กลมุ หน่งึ แยกยา ยกันจําพรรษาอยรู อบๆ เมอื ง ซ่งึ เหน็ พองกนั วา เพ่ือมใิ หเกดิ ทะเลาะ ววิ าทขนึ้ ระหวา งกนั สมควรปฏบิ ตั มิ คู วตั ร คอื การตงั้ ปฏญิ าณไมพ ดู จากนั ตลอดพรรษา เม่ือออกพรรษาแลว พระภิกษุเหลานั้นไปเฝาพระพุทธเจาท่ีพระเชตวันวิหาร ทูลเร่ือง ปฏบิ ตั มิ คู วตั รใหท รงทราบ พระพทุ ธองคต รสั ตาํ หนวิ า เปน การอยรู ว มกนั เหมอื นปศสุ ตั ว แลวทรงอนุญาตใหพระสงฆทําปวารณาตอกันวา ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหภิกษุ ทั้งหลายผูจําพรรษาแลว ทําปวารณาตอกันใน ๓ สถานะคือดวยการไดเห็น ดวย การไดยินหรือดวยการรังเกียจสงสัย ดังน้ัน วันออกพรรษา จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา วันปวารณา ประโยชนข องวันออกพรรษา ๑. พระภิกษุไดร ับอานสิ งสการจําพรรษา ๕ ประการ ๒. พระภกิ ษุสามารถจาริกไปคา งแรมในสถานที่อน่ื ได ๓. พระภกิ ษไุ ดศ กึ ษาเลา เรยี น และใครค รวญในหลกั พระธรรมวนิ ยั ยงิ่ ขนึ้ ใน ระหวา งจาํ พรรษา ๔. พระภกิ ษไุ ดท าํ ปวารณา เปด โอกาสใหเ พอื่ นสหธรรมกิ วา กลา วตกั เตอื นกนั ได ๕. เปนโอกาสใหพ ุทธศาสนิกชน ไดทําบญุ ดวยการตกั บาตรเนื่องในเทศกาล ออกพรรษา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 143
144 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท วันเทโวโรหณะ เทโวโรหณะ แปลวา ลงจากเทวโลก หมายถึง วันท่ีพระพุทธเจาเสด็จลง จากเทวโลกหลังจากทรงจําพรรษาท่ี ๗ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน ในสวรรคชั้น ดาวดงึ ส เพื่อทรงเทศนาพระอภธิ รรมโปรดพทุ ธมารดาตลอดไตรมาส ครั้นออกพรรษา จงึ เสดจ็ กลบั ยงั มนษุ ยโลก โดยทางบนั ไดสวรรค ณ ประตเู มอื งสงั กสั สะ ในเมอื งสาวตั ถี เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๑ เรียกวนั นวี้ า วันเทโวโรหณะ ในครั้งนนั้ พระพุทธองคทรงแสดง วิวรณปาฏิหาริยบันดาลใหโลกสวรรคมนุษยและสัตวนรกมองเห็นกันและกัน จึงเรียก อีกอยางหน่งึ วา วันพระเจาเปด โลก ในรงุ เชา วันแรม ๑ ค่าํ เดือน ๑๑ จงึ มีการทําบญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะเปน การใหญเ พอื่ เฉลมิ ฉลองในโอกาสทพี่ ระพทุ ธเจา เสดจ็ ลงมาจาก เทวโลก นยิ มเรยี กยอๆ วาตกั บาตรเทโว ในบางแหงเรียกวา ตกั บาตรดาวดงึ ส ความเปน มาของวันเทโวโรหณะ ลเุ ขาพรรษาที่ ๗ นับแตก ารตรัสรเู ปน พระพุทธเจา ครน้ั ในวนั เพญ็ เดือน ๘ เวลาบา ย ทรงแสดงยมกปาฏหิ ารยิ (ปาฏหิ ารยิ ท แี่ สดงเปน ค)ู ณ ตน มะมว ง ในเมอื งสาวตั ถี เพื่อปราบมานะของพวกเดียรถีย นับเปนความอัศจรรยยิ่งทําใหมหาชนไดรูถึง พระพุทธานุภาพอยางถองแทไมสงสัย ครั้นรุงข้ึนจากวันแสดงยมกปาฏิหาริย เปน วันเขา พรรษาที่ ๗ ตรงกับวนั แรม ๑ คาํ่ เดอื น ๘ พระพุทธองคทรงประกาศแก พุทธบรษิ ทั วา จะขนึ้ ไปจําพรรษาในสวรรคช ้นั ดาวดงึ ส ตามธรรมเนียมของพระพทุ ธเจา ทั้งหลายในอดีต เปนท่ีอาลัยแกเหลาพุทธบริษัทท่ีชุมนุมอยูในสถานที่น้ันอยางยิ่ง พระองคเสด็จไปยังดาวดึงสพิภพ ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน ณ ภายใต ตน ปารฉิ ตั ร เมอื่ เหลา เทวดาและพทุ ธมารดาผเู ปน เทวดาพรอ มกนั แลว ทรงยกพระพทุ ธ มารดาใหเ ปน ประธานแหง เทพบรษิ ทั ทง้ั ปวง ตรสั พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี (ประกอบดว ย สังคิณี วิภังค ธาตกุ ถา ปคุ คลบญั ญตั กิ ถาวตั ถุ ยมกและมหาปฏฐาน) ตลอดไตรมาส ตดิ ตอกันโดยมไิ ดหยดุ พกั พระพทุ ธมารดา ไดบรรลโุ สดาปตตผิ ลเปน พระอริยบุคคล ชั้นโสดาบนั ฝายเทวดาทงั้ หลายกไ็ ดบรรลมุ รรคผลตามสมควรแกอปุ นสิ ยั แหงตนๆ เม่ือเหลืออยู ๗ วัน จะถึงวันปวารณาออกพรรษา มหาชนพากันไปพบ พระโมคคลั ลานะ ถามถึงวนั ท่ีพระพทุ ธเจาจะเสด็จลงมาจากเทวโลก พระเถระจงึ แสดง ฤทธ์ิเหาะข้ึนไปเฝาพระพุทธเจา ทูลถามถึงการเสด็จลงจากเทวโลก พระศาสดาตรัส 144
ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 145 แจงแกพ ระโมคคลั ลานะ เพอ่ื ใหนําความไปบอกแกมหาชนวา พระองคจ ะเสด็จลงจาก เทวโลก วนั ปวารณาขนึ้ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๑ ใกลป ระตเู มอื งสงั กสั สะ ฝา ยทา วสกั กเทวราช เมอ่ื ทราบถงึ วนั ทพ่ี ระพทุ ธเจา จะเสดจ็ ลงจากเทวโลกแลว จงึ เนรมติ บนั ไดทพิ ย ๓ บนั ได คือ บันไดทองอยูเบ้ืองขวาใหเทวดาทั้งหลายลง บันไดเงินอยูเบื้องซายใหหมูพรหม ท้ังหลายลง และบันไดแกว อยตู รงกลางสาํ หรับเปนทเ่ี สด็จลงของพระพทุ ธเจา โดยเชิง บนั ไดทง้ั ๓ ตงั้ จรดลงใกลประตูเมืองสังกัสสะ สถานทนี่ ัน้ ไดช ื่อวา อจลเจดยี หวั บันได เบื้องบนจรดยอดเขาสเิ นรุ เปนท่ีตั้งของสวรรคชนั้ ดาวดึงส ขณะพระพุทธเจา เสด็จจากดาวดึงสเทวโลกสูภพมนุษย ณ ประตูเมือง สงั กสั สะทอดพระเนตรเหน็ เทวดาและมนษุ ยท าํ การบชู าสกั การะอยา งมโหฬาร พระองค ทรงแสดงวิวรณปาฏิหาริยใหเทวดา มนุษย และสัตวนรก ตางมองเห็นซึ่งกันและกัน ตลอด ๓ โลก แมการลงโทษฑัณฑในเมืองนรกก็หยุดช่ัวคราวในวันน้ี จึงไดชื่อวา วันพระเจาเปดโลก โดยในเชาวันรุงข้ึน พุทธบริษัทพรอมใจกันทําบุญตักบาตร พระสงฆท อี่ ยใู นทนี่ นั้ มพี ระพทุ ธเจา ทรงเปน ประธาน โดยมไิ ดน ดั หมายกนั ไว ปรากฏวา การตักบาตรในวันนั้น มีผูคนแออัดมาก ไมอาจจะเขาไปตักบาตรไดสะดวก จึงเอา ขา วสาลขี องตนหอ บา ง ทาํ เปน ปน ๆ บา ง โยนเขา ไปถวายพระบณิ ฑบาต เปน ตน เหตใุ หค น สมยั กอ นนยิ มทาํ ขา วตม ลกู โยนในการตกั บาตรเทโวโรหณะ ปจ จบุ นั การทาํ ขา วตม ลกู โยน ยังพอมีอยูบางในสวนภูมิภาค แตในสวนกลางเลือนหายไป ถึงอยางไรพิธีตักบาตร เทโวโรหณะก็ยังเปนท่ีรูจักและนิยมจัดกันแทบทุกวัด โดยถือเปนประเพณีที่สําคัญ อยางหน่ึงของพทุ ธศาสนกิ ชน การจดั พธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ การตักบาตรเทโวโรหณะในประเทศไทย ถือปฏิบัติสืบตอกันมาแตโบราณ โดยจาํ ลองเหตกุ ารณว นั เทโวโรหณะ ถา วดั ใดอยใู กลภ เู ขา มอี โุ บสถ วหิ ารหรอื สญั ลกั ษณ ทางพระพทุ ธศาสนาอน่ื ๆ อยบู นยอดเขา และมบี นั ไดทางเดนิ สาํ หรบั ขน้ึ ลงเขา จะจดั พธิ ี โดยอัญเชิญพระพทุ ธรูปลงจากยอดเขา นําหนา แถวพระภิกษสุ งฆ สวนประชาชนทีม่ า รอคอยตักบาตรก็จะยืนหรือน่ังหันหนาเขาหากัน เวนชองทางระหวางกลางไวสําหรับ พระสงฆเ ดนิ รบั บณิ ฑบาต สง่ิ ของทนี่ าํ มาตกั บาตรอาจแตกตา งกนั บา ง ซงึ่ ในเมอื งจะนยิ ม ใชอาหารแหง ในภูมิภาคบางทองถนิ่ ก็ใชอ าหารสดเปน ไปตามศรัทธา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 145
146 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ บางแหง ไดจ ดั เปนงานประเพณีประจาํ จังหวัด เชนที่ วัดสังกัสรัตนคีรี จังหวัดอุทัยธานี ต้ังอยูบนยอดเขาสะแกกรัง มีบันไดทอดลงจาก ยอดเขาถงึ พืน้ ดนิ จาํ นวน ๔๙๙ ขัน้ สว นภาคใตก จ็ ะมีพธิ ีชักพระท้งั ทางบกและทางนํา้ มกี ารจดั ตกแตง รถทรงดว ยราชวตั รฉตั รธงอยา งประณตี สวยงาม อญั เชญิ พระพทุ ธรปู ขน้ึ ประดษิ ฐาน โดยจะชว ยกนั ชกั หรอื ลากไปตามถนนเพอ่ื ใหป ระชาชนไดส กั การะและทาํ บญุ ตักบาตร และที่จัดทางน้ําก็เชนเดียวกันเพียงแตใชเรือแหไปตามแมน้ําลําคลองเทานั้น ในสมัยตอๆ มา พิธีตักบาตรเทโวโรหณะในบางแหงไดรับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน เปนงานพิธีทําบุญท่ีมีช่ือเสียงเปนท่ีรูกันท่ัวไป และเปนการสงเสริม การทอ งเที่ยวในเมืองไทยไปในตัว ระเบยี บพิธตี กั บาตรเทโวโรหณะ กอนวนั แรม ๑ ค่าํ เดือน ๑๑ เปน กาํ หนดพธิ ตี ักบาตรเทโวโรหณะ ทางวัด จะมกี ารจดั เตรียมดงั น้ี ๑. พระพทุ ธรปู ยนื ๑ องค ขนาดพอสมควร ประดิษฐานบนรถหรอื คานหาม สําหรับชักหรือหามนําหนาพระสงฆบิณฑบาต โดยจัดตกแตงดวยดอกไมและราชวัตร ฉัตรธงตามความเหมาะสม จัดที่ต้ังบาตรตรงหนาพระพุทธรูป (เปนพระพุทธรูป ปางอมุ บาตรก็จะเหมาะกบั พธิ ี) ถา ไมม ีจะใชป างอน่ื ก็ได แตค วรเปนพระพุทธรูปยืน ๒. จัดเตรียมสถานที่สําหรับใหทายกทายิกา ประชาชนต้ังอาหารหรือสิ่งของ ที่นํามาตักบาตร โดยจัดบริเวณรอบอุโบสถ ลานวัด หรือบันไดทางลงจากภูเขาก็ได ตามความเหมาะสมของแตละวดั ๓. แจง กาํ หนดการพิธีใหป ระชาชนทราบลว งหนา สําหรับประชาชน เม่ือทราบกําหนดพิธีตักบาตรเทโวโรหณะจากทางวัดแลว ควรเตรยี มการดังน้ี ๑. จดั เตรียมอาหารหรือส่งิ ของสําหรับตักบาตรตามกําลังศรัทธา ๒. นําอาหาร สง่ิ ของตักบาตรไปต้ัง ณ ท่ที ท่ี างวดั จัดเตรยี มไวให ๓. ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีท่ีทางวัดกําหนด เมื่อตักบาตรเสร็จ เรียบรอ ยแลว เปนอันเสรจ็ พธิ ี 146
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 147 บางวัดจะกําหนดใหมีพิธีไหวพระและสมาทานศีลกอน เพ่ือใหผูมารวมพิธี ทาํ บญุ ตกั บาตรในวนั สําคญั นี้ ไดไหวพ ระ รับศีล รับพรโดยทวั่ กันเปน เบอ้ื งตนเสียกอ น จากนั้นพระสงฆ สามเณรกจ็ ะสวดบทถวายพรพระ และอนโุ มทนา ยะถา สพั พี จบแลว จึงจะออกเดินแถวรบั อาหารบณิ ฑบาตเน่ืองในวันเทโวโรหณะ วนั ธรรมสวนะ วนั ธรรมสวนะ แปลวา วันฟง ธรรม รูจ ักกันโดยทวั่ ไปวา “วันพระ” ชาวพทุ ธ กาํ หนดวา เปนวนั ประชุมทาํ บุญ สมาทานศลี ฟงพระธรรมเทศนา มกั เรียกวา ไปวัด ทาํ บญุ ฟง เทศน วนั พระตามประเพณไี ทยคอื วนั ตรงกบั วนั ขน้ึ ๘ คาํ่ ขน้ึ ๑๕ คา่ํ แรม ๘ คา่ํ และแรม ๑๕ คํ่า หรือแรม ๑๔ ค่าํ (ในเดอื นขาด-เดือนทางจนั ทรคติ) ในเดือนหนึง่ ๆ จะมีวนั พระ ๔ วัน ความเปนมาของวันธรรมสวนะ วันธรรมสวนะ มีมาตั้งแตสมัยพุทธกาล ตามคัมภีรวินัยปฎก ตอนวาดวย อุโบสถขันธกะกลาววา พวกปริพาชกและเดียรถีย นักบวชลัทธิหน่ึง จะประชุมกัน ทุกวัน ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ ๑๕ ค่ํา ท้งั ขา งขน้ึ และขา งแรม เพอ่ื สนทนาเกี่ยวกบั ลัทธิ คาํ สอนของตน เมอื่ พระเจา พมิ พสิ ารเสดจ็ เขา เฝา พระพทุ ธเจา ณ พระคนั ธกฏุ ี เขาคชิ ฌกฎู ใกลเมืองราชคฤห โดยทูลเร่ืองนี้เพื่อทรงทราบ พระศาสดาทรงเห็นวาเปนเร่ืองดีมี ประโยชนต อพระศาสนาจึงโปรดอนุญาตใหพระภิกษมุ าประชมุ กันในวัน ๘ คาํ่ ๑๔ คํ่า และ ๑๕ ค่ํา ท้ังขางขึ้นและขางแรม ในตอนแรกๆ นั้น เม่ือมาประชุมพรอมแลว ก็ไมไดทํากิจกรรมอะไร ไมไดสนทนาธรรม ชาวบานพากันไปวัดเพื่อรวมฟงธรรม จงึ รสู กึ ผดิ หวงั และกลา วตาํ หนติ เิ ตยี นพระสงฆ พระพทุ ธเจา จงึ ทรงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษุ สนทนาธรรมและแสดงธรรมในวันดังกลาว เพ่ือใหพุทธบริษัทไดรับฟงธรรมจาก พระสงฆเ นอื่ งในวนั พระนน้ั ๆ จงึ เรยี กวา วนั ธรรมสวนะ สมัยพุทธกาลยังไมมีการจารึกเปนลายลักษณอักษร โดยสืบทอดตอกันมา ดวยคําพูด ท่ีเรียกวา มุขปาฐะ อันเปนภูมิความรูในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ที่เกิดข้ึนจากท่ีไดรับฟงเทศนาธรรม แลวศึกษาใครครวญ พรอมกับมีการสาธยาย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 147
148 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ทองบน จดจําและนอมนํามาเปนแนวทางประพฤติปฏิบัติเกิดประโยชนสุขใน การดาํ เนนิ ชวี ติ การแสดงธรรมและการฟง ธรรม จงึ นบั เปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ประการหนง่ึ ในการเผยแผพระพทุ ธศาสนาสืบมา พระพทุ ธองคเ มอ่ื ทรงบญั ญตั พิ ระวนิ ยั ขนึ้ แลว จงึ ทรงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษสุ งฆ ทําอุโบสถสังฆกรรม มีการสวดพระปาติโมกขในวันพระน้ันดวย ในสมัยแรกๆ จะมกี ารสวดพระปาตโิ มกขป ระจาํ ทกุ วนั พระ ครนั้ ตอ มาทรงอนญุ าตใหส วดพระปาตโิ มกข ในวนั ขา งขนึ้ และขา งแรม ๑๕ คา่ํ หรอื แรม ๑๔ คา่ํ (ในเดอื นขาด) จงึ เรยี กวา วนั อโุ บสถ- วันพระใหญ- วันปาตโิ มกข พิธีวันธรรมสวนะในประเทศไทย ปรากฏวามีมาต้ังแตสมัยสุโขทัย ตามหลักฐานศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง หลักท่ี ๑ วา “พอขุนรามคําแหง เจาเมือง ศรีสัชชนาลัย สุโขทัย ปลูกไมตาลน้ีไดสิบสี่เขา จึงใหชางฟนขดานหิน ต้ังหวาง กลางไมตาลน้ี วันเดือนดับ เดือนโอก แปดวัน วันเดือนเต็มเดือนบาง แปดวัน ฝูงปูครู มหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแกอุบาสก ฝูงทวยจําศีล” โดยมี การถือปฏิบัติสืบมากระท่ังถึงสมัยปจจุบัน คือกําหนดวันธรรมสวนะเหมือนกับใน สมัยสุโขทยั กลาวคือขนึ้ และแรม ๘ คา่ํ ๑๕ คา่ํ หรือแรม ๑๔ ค่าํ (ในเดือนขาด-เดอื น ทางจันทรคต)ิ เมอื่ ป พ.ศ. ๒๔๙๙ รฐั บาลจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของพระพุทธศาสนา โดยไดประกาศใหวันพระ และวันอาทิตยเปนวันหยุดราชการ และใชปฏิบัติอยูระยะหน่ึง ในป พ.ศ.๒๕๐๒ รัฐบาลไดประกาศใหวันเสารและ วันอาทิตยเปนวันหยุดราชการ เพื่อใหสอดคลองตามหลักสากลนิยม จะอยางไรก็ ตามที วันธรรมสวนะก็คงยังเปนวันสําคัญวันหนึ่งสําหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย สืบมากระท่งั ถึงในทกุ วนั นี้ วันโกน วันโกน คือวนั ปลงผม (โกนผม) ของพระภกิ ษุ เปน วนั กอนวนั พระ ๑ วนั เดอื นหน่ึงมี ๔ วนั คือวันขนึ้ ๗ คาํ่ ๑๔ คํ่า และแรม ๗ คํา่ ๑๔ คาํ่ หรือแรม ๑๓ คํ่า (ในเดือนขาด) วันโกนท่ีกลาวมานี้ ถือตามกําหนดวันโกนของพระสงฆไทยใน 148
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 149 สมัยโบราณ บางทองถิ่นยังถือปฏิบัติอยู แตจํานวนนอย ปจจุบันกําหนดเพียงวัน ข้ึน ๑๔ คํ่า เปนวันโกนเพียงวันเดียว เดิมทีวันโกนเปนสัญลักษณใหรูวา วันรุงข้ึน จะเปนวันพระ เพ่ือใหพุทธศาสนิกชนจะไดเตรียมตัวไปทําบุญในวันรุงข้ึน เพราะ สมยั โบราณปฏิทนิ หายาก ประโยชนข องวนั ธรรมสวนะ ๑. เปนวันทําบุญ สมัยกอนเมื่อถึงวันพระ พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะหยุด การงานไว และจดั เตรยี มอาหารคาวหวานไปทําบญุ รวมกนั ที่วัด ๒. เปนวันรักษาศีล พุทธศาสนิกชนในสมัยกอนจะหยุดใชแรงงานสัตว แมโ รงฆา สัตวก จ็ ะหยุด ชาวประมงจะงดออกเรือจับปลา เพือ่ ไปวดั ทาํ บญุ โดยสมาทาน ศลี ๕ ศีล ๘ หรือศลี อุโบสถตามควรแกสถานะแหงตน ๓. เปนวันฟงธรรม ในทุกวัดจะมีการแสดงธรรม หรือเทศนอยางนอย ๑ กัณฑ ถามีผูสมาทานรักษาศีลอุโบสถจะมีเทศน ๒-๓ กัณฑ เชนวา รอบเชาหลัง พระฉนั เชา ตอนบา ย ๑ กัณฑ และตอนหวั ค่ําอกี ๑ กณั ฑ ๔. เปนวันปฏิบัตธิ รรม ในวนั พระนอกจากที่ไดถ วายทาน รกั ษาศลี ฟง เทศน ตามปกติแลว ยังมีโอกาสไดทําวัตร-สวดมนต และปฏิบัติธรรมดวยการเจริญสมาธิ ภาวนาตามหลักสมถกรรมฐานและวิปส สนากรรมฐาน ๕. เปน วนั สวดพระปาฏิโมกขท าํ สงั ฆกรรมของพระภิกษสุ งฆ ปจ จบุ นั การเขา วดั ในวนั พระ แมจ ะไมเ ครง ครดั เหมอื นสมยั กอ นๆ แตก ช็ อื่ วา ทุกคนไดยังจิตใจใหเจริญดวยศรัทธาท่ีมั่นคงอยูในพระรัตนตรัย โดยมีวัดเปนศูนย นาํ สกู ารปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในวนั พระ จงึ ควรมกี ารสง เสรมิ ใหพ ทุ ธศาสนกิ ชนทว่ั ไปไดร แู ละ เขา ใจถงึ ประโยชนข องการเขา วดั ในวนั พระ เพราะเปน แนวทางเผยแผห ลกั ธรรมคาํ สอน สูประชาชน โดยเปนโอกาสท่ีจะสงเสริมใหตระหนักถึงหนาท่ีความเปนพุทธศาสนิกชน และสนใจเรียนรูหลักธรรมคําสอน พรอมกับนอมนํามาเปนแนวทางประพฤติปฏิบัติ เพ่ือการดํารงชวี ิตท่ดี งี ามปราศจากโทษ จะเกดิ ความสุขในชีวิตและสังคมตอ ไป คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 149
150 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท บทท่ี ๒ พธิ ีเจรญิ พระพทุ ธมนต ความเปน มาของพิธเี จรญิ พระพุทธมนต การเจริญ หรือการสวดพระพุทธมนต มีมาต้ังแตในสมัยพุทธกาลเพ่ือ ปอ งกนั อนั ตรายและใหม คี วามสขุ สวสั ดแี กผ ปู ระกอบพธิ ี โดยเมอ่ื สวดดว ยจติ เมตตาวา ขออานุภาพแหงพระปริตรจงคุมครองปกปกรักษาทุกเมื่อ มีจิตเปนสมาธิแนวแน ยอ มทําใหพ ระปริตรมพี ลงั และอานภุ าพย่งิ ขน้ึ ดงั ในสมยั หนง่ึ เกดิ ความแหง แลงขึ้นในเมอื งเวสาลี พวกพชื พนั ธุธัญญาหาร เสยี หายอยา งมาก ขาวยากหมากแพง ทง้ั เกิดโรคระบาดรนุ แรง ชาวเมอื งเวสาลลี มตาย เปน จํานวนมาก ซ้ํามีวิญญาณทีย่ ังไมไปเกดิ ใหม เขา มารบกวนทํารายชาวเมือง ราษฎร จึงไปกราบทูลเจากษัตริยลิจฉวี เพื่อหาผูวิเศษมาชวยขจัดปดเปาภัยพิบัติในครั้งนี้ ฝายเจากษัตริยลิจฉวีทรงระลึกถึงพระพุทธเจาวา จะทรงชวยขจัดภัยพิบัติไดอยาง แนนอน จึงโปรดแตงตั้งเจาลิจฉวี ๒ องค พรอมเคร่ืองบรรณาการนําไปทูลถวาย พระเจา พิมพิสารท่เี มืองราชคฤห เจาลจิ ฉวี เมื่อเขา เฝาพระเจาพิมพสิ ารแลว ไดทลู ถงึ เรอ่ื งราวความเดือดรอ น ของชาวเมืองเวสาลี และทูลขอใหทรงพาไปเขาพระพุทธเจา เพื่อจะทูลนิมนตเสด็จไป โปรดชาวเมอื งเวสาลี ในคราวนน้ั พระพทุ ธเจา ทรงเห็นวา ถาไปยงั เมืองเวสาลี ภัยพบิ ตั ิ ทงั้ ปวงจะสงบลง เปนประโยชนแกชาวเมืองเวสาลี จึงทรงรบั การอาราธนาของเจาลจิ ฉวี พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยังเมืองเวสาลี พรอ มพระสงฆส าวก ๕๐๐ รูป ดว ยเรอื แพท่ีพระเจาพิมพิสารทรงจัดถวาย เพ่ือเสด็จขามแมนํ้าคงคา ฝายเจากษัตริยลิจฉวี ซึ่งทรงเตรียมการรอถวายการตอนรับอยูอีกฝงหน่ึงทรงดําเนินลุยนํ้าเพ่ือรีบไปรับ พระพุทธเจาดวยความปล้ืมปติ ทูลอาราธนาใหพระพุทธองคเสด็จเขาเมืองเวสาลี ในบัดนั้นดวยพระพุทธานุภาพบันดาลใหมีฝนตกกระหนํ่าอยางหนัก ทําใหน้ําทวมทั่ว เมืองเวสาลี เพอื่ ลา งส่ิงสกปรกและซากศพทัว่ เมืองใหหมดไป ทําใหเมืองเวสาลกี ลบั มา สะอาดสงบดงั เดมิ เมอ่ื พระพทุ ธเจา ดําเนินถึงประตูเมืองเวสาลี ทาวสักกเทวราชพรอม 150
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 151 ดวยเทพบรวิ ารเสดจ็ มาชมุ นุมอยู ณ ทน่ี ัน้ ทาํ ใหอ มนุษยเ ปน อนั มากพากนั หลบหนีไป แตยงั มหี ลงเหลอื อยูบ าง และ ณ ท่ปี ระตเู มืองเวสาลีน้นั พระศาสดาตรสั ใหพระอานนท เรียนเอาบทรตนสูตร แลวใหเขาไปภายในกําแพงเมือง ๓ ชั้น กับพวกกุมารลิจฉวี ทาํ การสวดพระปรติ รใหท ั่วเมือง พระอานนท เรียนพระพุทธมนตบทรตนสูตรจากพระพุทธองคแลว จึงนําบาตรศิลาของพระพุทธเจาใสนํ้าถือไปยืนท่ีหนาประตูเมืองเวสาลี นอมรําลึก ถึงพระคุณของพระพุทธเจา แลวเดินประพรมนํ้าพระพุทธมนตจนท่ัวเมืองเวสาลี ภัยท้ังหลายและอมนุษยที่ยังหลงเหลืออยูก็หนีหมดส้ิน โรคภัยไขเจ็บของชาวเมือง กส็ งบลง ชาวเมอื งเวสาลนี าํ ดอกไมข องหอมเดนิ ตามบชู าพระอานนทเ ถระทป่ี ระพรมนา้ํ พระพทุ ธมนตไปทัว่ เมืองตลอดคืน พระมหาเถระแตโบราณพิจารณาเห็นอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ แหงพระพุทธมนต จึงรวบรวมพระพทุ ธมนต บทรตนสูตร และบทอ่นื ๆ มาตงั้ เปนบท พระปริตร เรียกวาเจ็ดตํานาน สิบสองตํานานบาง และที่เรียกชื่อตามพระสูตรน้ันๆ เพ่ือใหพุทธศาสนิกชนใชสวด เปนเคร่ืองปองกันภัยอันตรายและเกิดความสุขสวัสดี แกชีวิต กลาววาโดยนัยที่พระอานนททานนําบาตรศิลาของพระพุทธเจา บรรจุน้ํา พระพุทธมนตเต็มบาตร และเดินประพรมไปทั่วพระนครเวสาลีในคราวนั้น ถือเปน แบบอยางในการทํานํ้าพระพุทธมนตและการประพรมนํ้าพระพุทธมนตท่ีปฏิบัติใน ปจ จบุ ัน ความศกั ดิส์ ทิ ธขิ์ องพระพุทธมนต การเจริญพระพุทธมนต จะเกิดพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ และปริตตานุภาพท่ีศักดิ์สิทธ์ิสมบูรณ ผูรวมประกอบพิธีกรรมตองมีความพรอม ๓ ประการ คือ ๑. ผฟู ง มีศรทั ธาความเชื่อความเล่อื มใสในพระพทุ ธมนต ๒. ผเู จริญหรือสวดพระพุทธมนตม ีจิตสงบน่งิ เปน สมาธแิ นว แน ๓. สวดดวยจติ เมตตาหวังใหผ ฟู งไดรับอานิสงสเ ต็มที่ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 151
152 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พธิ เี จริญพระพุทธมนต คําวา เจริญพระพุทธมนตและสวดพระพุทธมนต เปนศัพทบัญญัติใชกับ พิธีทําบุญทางพระพุทธศาสนา กลาวคือ เจริญพระพุทธมนตใชกับงานพิธีที่ปรารภ เหตุอันเปนมงคล เพื่อความสุข ความเจริญของตนเองบาง ครอบครัว สังคมบาง ทเี่ รยี กวา งานมงคล สว นทใี่ ชว า สวดพระพทุ ธมนตจ ะใชก บั งานทเี่ กย่ี วกบั ผทู ลี่ ว งไปแลว เปน สาํ คญั นยิ มเรยี กวา งานอวมงคล ซง่ึ คาํ วา เจรญิ หรอื สวดนน้ั ตา งกนั เพยี งประเภทของ งานเทา นน้ั เมอื่ ใชภ าษาใหเ ขา ใจงา ย เรยี กรวมกนั วา สวดมนต ไมว า จะเปน งานใดกต็ าม พธิ มี งคลทจ่ี ดั ขนึ้ เพอื่ ความสขุ ความเจรญิ กาํ หนดบทพระปรติ รและพระสตู ร ไวดังนี้ ๑. เจด็ ตํานานหรอื จลุ ราชปริตร ๒. สบิ สองตาํ นานหรือมหาราชปริตร ๓. ธมั มจกั กัปปวตั ตนสตู ร ๔. มหาสมยั สูตร ๕. โพชฌงคสูตร ๖. คริ มิ านนทสูตร ๗. มหาสตปิ ฏฐานสตู ร ๘. ชยมงคลคาถา ๙. คาถาจดุ เทยี นชยั และคาถาดบั เทียนชัย เจ็ดตาํ นานและสบิ สองตํานาน พิธีทําบุญเนื่องดวยการเฉลิมฉลองและปรารภความสุขความเจริญ เพ่ือเกิด สิริมงคลแกเจาภาพ อยางเชน งานข้ึนบานใหม งานมงคลสมรส งานทําบุญวันเกิด งานฉลองพระบวชใหม เปนตน การเจริญพระพุทธมนต นิยมใชเจ็ดตํานานเปนพ้ืน ซ่ึงพระมหาเถระแตโบราณไดกําหนดพระสูตร คาถา และหัวขอพุทธภาษิต บรรดาท่ี มอี านภุ าพในทางปดเปา และปอ งกันสรรพภยั พบิ ัติ รวมเรยี กวา พระปรติ ร ทีแ่ ปลวา เคร่ืองปองกนั ตา นทาน 152
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 153 เจด็ ตํานานหรือจลุ ราชปริตร ประกอบดวย ๑. มงคลสูตร ๒. รตนสูตร ๓. กรณยี เมตตสตู ร ๔. ขันธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตรหรอื ธชัคคสูตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร ๘. โพชฌงคปริตร เมอื่ ทา นจดั รวมโมรปรติ รเขา กบั ธชคั คปรติ ร จะเหลอื เพยี ง ๗ ปรติ ร จงึ เรยี กวา เจ็ดตาํ นาน (มจี าํ นวน ๗ บทสวด) สิบสองตาํ นานหรอื มหาราชปรติ ร ประกอบดว ย ๑. มงคลสตู ร ๒. รตนสตู ร ๓. กรณยี เมตตสตู ร ๔. ขนั ธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. วัฏฏกปริตร ๗. ธชคั คปริตรหรือธชคั คสตู ร ๘. อาฏานาฏิยปรติ ร ๙. องคคลิมาลปริตร ๑๐. โพชฌงั คปริตร ๑๑. อภยปริตร ๑๒. ชยปรติ ร ในการสวดท่ัวไปนิยมใชเพียง ๗ หัวขอ หรือนอยกวา พิธีที่ใชสวดทั้ง ๘ หรือ ๑๒ หัวขอ ก็มอี ยู ทั้งนี้ ขึน้ อยูก บั ความสําคัญของงานและมเี วลา ฉะนนั้ ปจ จุบัน จึงมสี วดอยู ๓ แบบ คือแบบเตม็ แบบยอและแบบลัด คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 153
154 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท อนงึ่ การเจรญิ หรอื สวดพระพทุ ธมนตใ นพธิ ตี า งๆ พระสงฆจ ะสวดบทเบอื้ งตน กอ น เรียกวา ตนสวดมนต-ตนตํานาน แลวจึงสวดพระปริตรหรือพระสูตรตา งๆ ตาม กาํ หนด เรยี กวา ตวั ตาํ นาน สดุ ทา ยเปน เบอื้ งปลายของบทสวดมนต เรยี กวา ทา ยสวดมนต หรือทายตํานาน ตนตํานานก็เร่ิมดวยบทชุมนุมเทวดา เรียกอยางสามัญวา ขัดสัคเค พระสงฆรูปท่ี ๓ จะเปนผูขัด จากน้ันจะสวดบทนมัสการคือนโม ตัสสะจนถึงบท นมการอฎั ฐกคาถา หรอื นโม ๘ บท แลว จงึ สวดบทพระปรติ รหรอื พระสตู รเปน ลาํ ดบั ไป บทชุมนมุ เทวดา เรยี กวา ขัดสคั เค กลาวเพ่อื เชญิ เทวดาผูส ถติ อยู ณ สถานท่ี ตางๆ ใหมารวมประชมุ ฟง ธรรม คือการเจริญพระพุทธมนตนัน้ การขัดสคั เค มบี ทนาํ ขดั อยู ๓ แบบ จะใชใ นพธิ ีแตกตา งกันดังน้ี แบบท่ี ๑ ในงานพระราชพิธแี ละรัฐพธิ ี จะมบี ทนําในการขัดสัคเควา สะรัชชัง สะเสนงั สะพนั ธงุ นรนิ ทงั ปะรติ ตานภุ าโว สะทา รกั ขะตตู ิ ผะรติ วานะ เมตตงั สะเมตตา ภะทนั ตา อะวกิ ขติ ตะจติ ตา ปะรติ ตงั ภะณนั ตุ แลว จงึ วา บทขดั สคั เคทเี่ หลอื ตอ ไปจนจบ แบบท่ี ๒ ใชขดั ในการสวดพระพุทธมนต ๑๒ ตาํ นาน เรม่ิ ตน คําวา สะมนั ตา จกั กะวาเฬสุ อตั ราคจั ฉนั ตุ เทวะตา สทั ทมั มงั มนุ ริ าชสั สะ สณุ นั ตุ สคั คะโมกขะทงั แลว วาบทขัดสคั เคท่ีเหลอื ตอไปจนจบ แบบท่ี ๓ ใชข ัดในการสวดพระพุทธมนต ๗ ตาํ นาน เรม่ิ ตน คําวา ผะรติ วานะ เมตตงั สะเมตตา ภะทันตา อะวกิ ขติ ตะจติ ตา ปะรติ ตัง ภะณันตุ แลววาบทขดั สคั เค ทีเ่ หลอื ตอไปจนจบ ทา ยตํานานคอื บท นัตถิ เม สะระณัง อญั ญัง ... ตอกับบท ยงั กญิ จิ ระตะนัง โลเก ... และตอ ดว ยบท ทกุ ขปั ปต ตา ถา มกี ารถวายภตั ตารดว ย จะสวดบทถวายพรพระ และบท ภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั เปนอันเสร็จพิธีเจริญพระพุทธมนต การเจริญพระพุทธมนตซึ่งมีพิธีใน ชว งเยน็ ทน่ี ยิ มเรยี กวา สวดมนตเ ยน็ จะไมม บี ทสวดถวายพรพระและจบดว ยบท ภะวะตุ สพั พะมังคะลัง ... เชนเดียวกัน พิธีมงคลสมรส พิธีมงคลสมรส ที่เรียกอยางสามัญวา งานแตงงาน-งานแตง ผูเปน พทุ ธศาสนกิ ชนนยิ มใหม พี ธิ สี งฆเ ขา มาเกยี่ วขอ งดว ย เพอ่ื ความเปน สริ มิ งคลแกค บู า วสาว 154
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 155 ในสมยั พทุ ธกาลเรยี กพธิ นี วี้ า “ววิ าหมงคลหรอื อาวาหมงคล” โดยชาวไทยนาํ มาใชแ บบกง่ึ ทางการวา “งานววิ าห” ปกตงิ านมงคลสมรสของไทยจะจดั พธิ ที บ่ี า นเจา สาว ถา มเี รอื นหอ โดยเฉพาะก็จะจัดท่ีเรอื นหอ พธิ ที าํ บญุ งานมงคลสมรส เปน ประเพณไี ทยทมี่ มี าแตโ บราณ นยิ มจดั งานเสรจ็ ภายในวนั เดยี ว แบง เปน ๒ ชว งเวลา คอื ตอนเชา มพี ธิ ที าํ บญุ เลย้ี งพระ มงุ หวงั ใหค บู า วสาว ไดทําบุญตักบาตรรว มกนั กอ น เม่ือเสรจ็ พธิ สี งฆชว งเชาแลว ตอนสายจะเปนประเพณี ยกขันหมาก ไหวบ รรพบรุ ษุ ไหวพอ แม ญาติผูใ หญแ ละอนื่ ๆ ในตอนบายจะมีพิธสี งฆ อีกวาระนึ่ง จะนิมนตพระสงฆชุดเดิมมาเจริญพระพุทธมนต เพื่อทําน้ําพระพุทธมนต สําหรับใชหลั่งนํ้าสังข โดยพระสงฆจะประพรมน้ําพระพุทธมนตใหเพื่อเปนสิริมงคล แกคูบาวสาวและบานเรือนดวย จากนั้นเปนพิธีหล่ังน้ําสังขของบิดา มารดา และญาติ ผูใหญของคูบาวสาว ตลอดถึงแขกผูมีเกียรติท่ีรับเชิญมารวมงาน จะไมขอลงราย ละเอยี ดในพธิ แี บบโบราณน้ี เพราะสมยั นด้ี จู ะไมม กี ารจดั พธิ รี ปู แบบนแ้ี ลว ปจ จบุ นั นยิ ม จดั พิธสี งฆใหเ สรจ็ ในชว งเชา เสรจ็ พธิ ีสงฆแลว จึงจะประกอบพิธที างโลกตอไป ในทีน่ ้ี จะกลาวเฉพาะพธิ ีสงฆเทา นั้น ในการเตรยี มการตา งๆ คลา ยกบั งานทําบญุ ในพธิ ที ั่วไป การนมิ นตพระสงฆ นยิ มนมิ นต ๙ รูป แตใ นสมยั โบราณจะนิยมนิมนตพระสงฆเปนคู คอื ๘ รูป ๑๐ รปู เพื่อใหคูบาวสาวนิมนตเทาๆ กัน เครื่องประกอบพิธี นอกจากอุปกรณท่ัวไป เชน พระพทุ ธรูป โตะ หมูบูชา ยังมีเคร่ืองประกอบพิธโี ดยเฉพาะอกี คือมงคลแฝด กระแจะ สําหรับเจิมคูบาวสาว เตรียมนําเขาพิธีเจริญพระพุทธมนต เพื่อความเปนสิริมงคล โดยมีข้ันตอนปฏิบัติตามลําดับดังนี้ เม่ือพรอมเพรียงตามกําหนดแลว ใหคูบาวสาว จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยรวมกัน โดยเจาสาวนั่งดานซายของเจาบาว สมาทานศีล ฟงพระสงฆเจริญพระพุทธมนต เมื่อถึงบทพาหุง คูบาวสาวตักบาตรรวมกัน ท้ังคูจับ ทัพพีเดียวกัน และการประเคนภตั ตาหาร ถวายจตุปจจัยไทยธรรม รวมท้ังรับประพรม น้ําพระพุทธมนตก็ใหปฏิบัติรวมกัน กรณีมีพิธีหลั่งนํ้าสังขในภายหลัง ประธานในพิธี จะเปน ผเู จมิ หนาคูบาวสาว การเจรญิ พระพทุ ธมนตใ นงานพธิ มี งคลสมรสเมอื่ กอ น นยิ มสวดบทมหาสมยั สตู ร ปจจุบันสวดเจ็ดตํานานเหมือนพิธีทําบุญทั่วไป แตจะสวดอังคุลิมาลปริตรและวัฏฏก- คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 155
156 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ปรติ รเพม่ิ ดว ย มคี วามหมายวา องั คลุ มิ าลปรติ รจะอาํ นวยใหค ลอดบตุ รไดโ ดยงา ย และ วฏั ฏกปรติ ร มอี านภุ าพคุมครองบา นเรอื นจากอัคคีภยั พธิ ีทาํ บุญอายุ พิธที าํ บุญอายุ เรม่ิ มีสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลท่ี ๔ โดยถอื เปนธรรมเนียมวา เม่อื มีเจรญิ วัยมอี ายุพอสมควรแลว นยิ มทาํ บุญอายุของตน อาจทําทุกปเนื่องในโอกาสวันคลายวันเกิด เรียกวา ทําบุญวันเกิดหรือทําบุญวันคลาย วันเกิด เริม่ ทาํ เม่ือมีอายุ ๑๕ ปเ ปนตน ไป หรืออาจเปนบางคร้ังบางปก ็ได แตถ าทาํ บุญ วนั ครบรอบใหญ คือ ๕ รอบเปน ตนไป ไดแก อายุครบ ๖๐ ป ๗๒ ป ๘๔ ป เรยี กวา ทาํ บุญอายุใหญ ที่นยิ มเรยี กในปจจบุ ันวา ทาํ บุญอายวุ ฒั นมงคล พธิ ที าํ บญุ วนั เกดิ ประจาํ ป จะจดั พธิ กี ารเหมอื นทาํ บญุ โดยทว่ั ไป พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตบ ทเจด็ ตาํ นาน ถา เจา ภาพมศี รทั ธาประสงคจ ะใหพ ระทา นสวดธมั มจกั กปั ป- วตั ตนสตู รกไ็ ด หรอื ทา นจะสวดบทยอ ของธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร เฉพาะตงั้ แต ภมุ มานงั เทวานัง เปนตน ก็ไดเ ชน เดยี วกนั ธรรมเนยี มโบราณ ถา อายุไมถ งึ ๕ รอบ ไมนิยมสวด ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร แตไ มใ ชข อ หา มตายตวั สว นการนมิ นตพ ระสงฆ ถา เปน งานใหญ จะนิมนตพระสงฆเทาอายุบวกอีก ๑ หรือนิมนต ๙ รูป ตามปกติก็ได ขึ้นอยูกับ ความพรอ มและศรัทธาของเจา ภาพ การทาํ บุญอายุครบรอบใหญ ๒ อยา ง การทาํ บุญอายุครบรอบใหญ มี ๒ อยา ง คือการจดั พิธีทําบญุ อายุตามปกติ ทวั่ ไปและจดั พธิ ที าํ บญุ อายปุ ระกอบพธิ นี พเคราะห ในอยา งแรก เดมิ ทนี ยิ มจดั งาน ๒ วนั คือมีพิธีเจริญพระพุทธมนตเย็นกอนวันเกิดวันหน่ึง พอรุงขึ้นก็ทําบุญเลี้ยงพระใน วันเกิดน้ัน ปจจุบันนิยมจัดงานวันเดียว เรียกทั่วไปวา สวดมนตฉันเชาหรือสวดมนต ฉันเพล โดยมีระเบียบพิธีเหมือนการทําบุญทั่วไป ในอยางท่ี ๒ งานทําบุญอายุครบ รอบใหญโ ดยจัดใหมพี ธิ สี วดนพเคราะหห รือพิธโี หร เปน การทาํ บุญอายุทนี่ ําเอาคตทิ าง พระพทุ ธศาสนา คอื ทาํ บญุ อายผุ นวกกบั คตพิ ราหมณร วมเปน พธิ เี ดยี วกนั โดยถอื ปฏบิ ตั ิ ตามคตพิ ทุ ธเปน หลกั และมคี ตพิ ราหมณห รอื คตโิ หรเปน สว นประกอบ ปจ จบุ นั พธิ สี วด นพเคราะหที่จัดเปนสวนบุคคลมีนอย เพราะเปนพิธีกรรมที่ใชเงินมากพอสมควรและ 156
ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 157 จัดเตรียมการมาก อีกทั้งคนที่เขาใจในพิธีกรรมน้ีก็มีอยูไมมาก จึงนิยมทําพิธีเปน หมูคณะตามสถานทตี่ า งๆ สว นมากจะมีคณะผรู แู ละชํานาญในเร่อื งนี้ดําเนินการจดั ขึ้น ณ วัดใดวัดหน่ึงหรอื ทใี่ ดท่หี นึง่ ดาวนพเคราะหท ้งั ๙ คตโิ หรเชอื่ วา โลกจกั รวาลอนั มนษุ ยแ ละสตั วเ วยี นวา ยตายเกดิ อยนู ้ี นอกจาก เปนไปตามคติกรรมทางพระพุทธศาสนาแลว ยังหมุนเวียนไปตามอิทธิพลดวงดาวอีก ๙ ดวง รวมเปนกลมุ จกั รวาลนีข้ ้นึ เรยี กวา นพเคราะห แปลวา กลุมดาวทัง้ ๙ เรยี ง ลําดับตามวิถีโคจรไปรอบโลกของเรา จัดลําดับจากเห็นกอนและหลัง ตามหลักคัมภีร ทักษาของคตโิ หร คืออาทติ ย จนั ทร องั คาร พุธ เสาร พฤหัสบดี ราหู ศุกร และเกตุ มชี อ่ื เรยี กและลาํ ดบั ปรากฏในวงโคจรตามทกี่ ลา วมาขา งตน ฉะนน้ั บทสวดมนตก าํ หนด เปน บทประจาํ นพเคราะหน นั้ ๆ จงึ นาํ มาสวดตามลาํ ดบั ทป่ี รากฏของดาวนพเคราะหท ง้ั ๙ โดยคมั ภรี ท กั ษาทา นกาํ หนดกาํ ลงั นพเคราะหไ ว ตามกาํ ลงั รอบทห่ี มนุ เวยี นรอบจกั รวาล กลาวคือพระอาทิตย มกี าํ ลงั ๖ พระจันทร ๑๕ พระองั คาร ๘ พระพทุ ธ ๑๗ พระเสาร ๑๐ พระพฤหัสบดี ๑๙ พระราหู ๑๒ พระศกุ ร ๒๑ และพระเกตุ ๙ ความมุง หมายของพธิ นี พเคราะห พิธีนพเคราะหเปนพิธีโบราณ กระทําสืบทอดกันมาเปนระยะเวลายาวนาน จดั พธิ ขี น้ึ ตามความเชอื่ ทางหลกั โหราศาสตรท วี่ า ชวี ติ ของคนเรามเี ทวดานพเคราะหผ ลดั เปลยี่ นเขา มาเสวยอายตุ ง้ั แตแ รกเกดิ เมอ่ื เทวดานพเคราะหค เู ปน มติ รกนั เขา มาเสวยอายุ กจ็ ะทาํ บคุ คลนนั้ มคี วามสขุ ความเจรญิ มโี ชคลาภ แตเ มอื่ เทวดาเขา มาเสวยอายเุ ปน คศู ตั รู กนั จะทาํ ใหบ คุ คลนน้ั ประสบอปุ สรรคหรอื บางครง้ั อาจถงึ เสยี ชวี ติ ตามคาํ พดู วา พระศกุ ร เขา พระเสารแ ทรก โบราณาจารยแ ละโหราศาสตรด า นวธิ แี กไ ข เพอื่ สรา งขวญั กาํ ลงั ใจแก บุคคลเจาของชะตา โดยรวบรวมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาใหบุคคลเจาของชะตา นําไปประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิต จึงจัดทําพิธีบูชานพเคราะหขึ้น เพื่อเปน เครอ่ื งบชู าเทวดาทผ่ี ลดั เปลย่ี นกนั มาเสวยอายไุ ดเ มตตาปรานแี ละอดโทษใหท เุ ลาความ เลวรา ยลง และโปรดดลบนั ดาลประทานความสขุ ความเจรญิ ใหก บั เจา ของชะตานน้ั ๆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 157
158 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การจดั พิธีสวดนพเคราะห เนอ่ื งจากพธิ สี วดนพเคราะห เปน พธิ ใี หญ และมรี ะเบยี บพธิ ลี าํ ดบั ขนั้ ตอนมาก ยากท่ีบุคคลทั่วไปจะจัดข้ึนได การประกอบพิธีจะตองอาศัยบุคคลผูมีความรูและ เช่ียวชาญในพิธีกรรมนี้ จึงจะสามารถปฏิบัติใหถูกตองสมบูรณ บุคคลทั่วไปพึงศึกษา อยางกวา งๆ เพือ่ เปนความรกู ็เพียงพอแลว ฉะนัน้ ในท่ีนจ้ี ึงกลาวไวพ อเปน แนวปฏิบัติ ไมลงลึกในรายละเอียดมากนัก พธิ สี วดนพเคราะห ถอื เปน พธิ กี รรมพเิ ศษ พระสงฆแ ละโหราจารยจ ะประกอบ พิธีรวมกัน การจัดเตรียมอุปกรณเคร่ืองใชในพิธีเจาภาพตองจัดใหครบตามคําแนะนํา ของโหราจารยท เ่ี ชญิ มาประกอบพธิ ี ในปจ จบุ นั เพ่อื อาํ นวยความสะดวกแกทางเจาภาพ บางสาํ นกั รบั จดั อปุ กรณพ ธิ นี พเคราะหใ หค รบถว น สว นคา ใชจ า ยจะตกลงกนั ทงั้ ๒ ฝา ย โดยมีอปุ กรณเ ครือ่ งใชส าํ คัญท่ีพอสรุปไดด งั นี้ ๑. เทียนชัย เปนเทียนเลมใหญ ฟนดวยข้ีผึ้งอยางดี มีความสูงเทากับ ตวั เจาภาพ ไสเ ทียนใชด ายดบิ เทากับอายุเจาภาพ บวก ๑ ตั้งไวในตเู ทียนชยั ตอ งดแู ล รกั ษาไมใหดบั จนกวาจะเสรจ็ พิธี ๒. เทยี นมงคล เทยี นขผี้ งึ้ หนกั ๙ บาท มคี วามยาวเทา กบั ความยาวรอบศรี ษะ เจา ภาพ ไสเทียนเทากับอายขุ องเจาภาพบวก ๑ ๓. เทยี นประจาํ บตั ร ๑๑ เลม หนกั เลม ละ ๒ บาท ไสเ ทยี น ๑๖ เสน ความยาว ๑ คืบ ๔. เทยี นขผ้ี ้งึ หนัก ๑ สลงึ ไสเทยี น ๙ เสน จาํ นวน ๑๑๗ เลม ใชจ ดุ บูชา เทวดาพระเคราะห ๕. เทยี นหนกั ๑ บาท ใชประมาณ ๕ เลม ๖. ขนั นาํ้ มนตช นดิ ขนั เชงิ ใหญ ๑ ใบ ถา ไมม ใี ชก ระถางแทนกไ็ ด ใสน าํ้ สาํ หรบั ทาํ นา้ํ มนต ใสใ บไมมงคล ๙ ชนิด และดอกบวั ลอยไว ๕ ดอก ๗. พระพทุ ธรูปปางประจําวนั เกิด สําหรบั ตง้ั เปน ประธานบนโตะ หมูบ ูชา ๘. ของใชอื่นๆ เชน สายสิญจน ธูปหอมประมาณ ๑๕๐ ดอก บัตรพลี เคร่ืองกระยาบวชสําหรับบูชาเทวดา จะจัดหาวงปพาทยมาบรรเลงในการประกอบพิธี เพื่อเปนการรับสงเทวดานพเคราะหทั้ง ๙ ตามกําลังวันพระเคราะหเสวยอายุน้ันๆ ดว ยก็ได 158
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 159 ลําดบั ขั้นตอนพิธี เม่ือไดเวลาประกอบพิธี เจาภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนชัย ขณะที่จุดเทียนชัยพระสงฆจะสวดคาถาจุดเทียนชัย จุดเทียนบูชานพเคราะหตามท่ี โหราจารยก าํ หนด โหราจารยอาราธนาศลี ทุกคนรบั ศีลโหราจารยกลา วอญั เชญิ เทวดา ตามลทั ธิ และอาราธนาพระปรติ ร จากนนั้ พระสงฆจ ะดาํ เนินพธิ สี วดนพเคราะห เรม่ิ ตน ดวยพระสงฆรูปที่ ๓ ชุมนุมเทวดา (ขัดสัคเค) ประธานสงฆจะนําสวดบทตนตํานาน ตอดวยมงคลสูตร จบแลวโหราจารยประกาศคําอํานวยพร และประกาศคําบูชา พระอาทิตย พระสงฆสวดโมรปริตรประจําวันอาทิตย และประกาศคําบูชาพระจันทร พระอังคาร พระพุธ พระเสาร พระพฤหสั บดี พระราหู พระศกุ ร และพระเกตุ สลบั กับการสวดของพระสงฆในทุกพระเคราะห เรียงตามลําดับ ดังที่กลาวแลว ซ่ึงแตละ พระเคราะหจ ะมบี ทสวดเฉพาะ จากนน้ั จะสวดบททา ยตาํ นาน จนจบภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั และตอดวยบทนักขัตตะยักขะภูตานัง จึงเสร็จพิธีสวดนพเคราะห สุดทายเปนพิธีดับ เทียนชัย โดยพระสงฆ หรอื โหราจารยเ ปนผดู บั ในขณะดบั เทยี นชยั พระสงฆส วดคาถา ดบั เทยี นชยั จากนน้ั ประธานสงฆจ ะประพรมนาํ้ มนตใ หก บั เจา ภาพ และผรู ว มพธิ ที กุ คน แลวเจาภาพถวายไทยธรรมแกพระสงฆ กรวดน้ํารบั พร เปน อันเสร็จพธิ ี พธิ ีเจรญิ พระพุทธมนตน วคั คหายสุ มธมั ม นวัคคหายสุ มธัมม (อา นวา นะ-วคั -คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทํา) แปลวา ธรรมอัน เสมอดวยอายุพระเคราะหท้ัง ๙ โดยเปนพิธีที่จัดข้ึนสําหรับพระมหากษัตริย และ พระบรมวงศานุวงศ มีระเบียบพิธีข้ันตอนปฏิบัติเชนเดียวกับพิธีนพเคราะห เร่ิมจัด เปนครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๔ โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปสุ ฺสเทวมหาเถร) วัดราชประดิษฐสถติ มหาสีมาราม สมเด็จพระสังฆราช องคที่ ๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร ทรงคัดเลือกหัวขอธรรมจาก พระสูตรตางๆ ตั้งเปนบทสวดบูชาพระเคราะหท้ัง ๙ ดังปรากฏในหนังสือสวดมนต ฉบับหลวง จึงเปนธรรมเนียมวา พิธีนวัคคหายุสมธัมม สําหรับพระมหากษัตริย ณ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม จะตอ งนมิ นตพ ระสงฆจ ากวดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม เทานั้น จาํ นวน ๕ รปู ซึ่งการประกอบพิธีดงั กลา วนี้ในวนั ที่ ๕ ธนั วาคม เนอ่ื งในพระราช พิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว วันท่ี ๕ ธันวาคม พระสงฆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 159
160 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ที่นิมนตเขาในพิธี นวัคคหายุสมธัมมจะรับพระราชทานฉันเพล ในวันท่ี ๖ ธันวาคม ณ พระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย ในสวนเครื่องใชในพิธีพราหมณนั้น พระครูพราหมณ สํานักพระราชวัง จะจัดเตรียมท้ังหมดและประกอบพิธีรวมกับพระสงฆทรงสมณศักด์ิ โดยกรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม ออกฎีกานิมนต พิธีเจริญพระพุทธมนตนวัคคหายุสมธัมม นอกจากจัดในวันเฉลิม พระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวแลว ยังเคยจัดขึ้นเน่ืองในวันเฉลิม พระชนมพรรษา ของสมเดจ็ พระนางเจา ฯ พระบรมราชินีนาถ วนั พระราชสมภพสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกุมาร และสมเดจ็ พระเจา พี่นางเธอ เจาฟา กลั ยา ณิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรอ กี ดวย พธิ ที าํ บญุ ตอนาม การทําบุญตอนาม เปนการทําบุญที่ตองการใหผูปวยไดทําบุญกุศลในชวง สุดทายของชีวิต เพื่อเปนพลวปจจัยหนุนนําไปสูสุคติในสัมปรายภพ เสมือนเตรียม เสบียงเดินทางสําหรับผูน้ันจะไดนําไปใชสอย เม่ือจะตองละโลกนี้ไป เพื่อให บญุ กศุ ลชว ยปด เปา ใหห าย หรอื บรรเทาจากอาการเจบ็ ปว ยไขน น้ั มชี วี ติ อยยู นื ยาวตอ ไป จงึ เรยี กวา พิธที ําบญุ ตอ นาม หมายถงึ สืบตอขนั ธ ๕ (สว นท่เี ปนนาม คือเวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ) ใหกลับมาดําเนินตอไปโดยปราศจากอันตรายถึงเสียชีวิตหรือ ถาไมอาจหายจากอันตรายน้ันได ก็ขอใหมีเสบียงบุญสืบตอไปสูภพใหมเปนสุคติ จงึ เรียกอีกอยางหนึง่ วา ทําบญุ ตอ อายุ เปนพิธไี มค อ ยมีใหเหน็ บอยนกั ในปจจบุ นั การทาํ บญุ ตอ นามเปน พธิ ที จ่ี ดั ขนึ้ แบบกะทนั หนั เรง ดว น ระเบยี บพธิ ไี มม อี ะไรมาก มกั จดั ในหอ งผปู ว ยตามมตี ามได โดยตงั้ พระพทุ ธรปู บชู าไวด า นหวั นอนตามความเหมาะสม นมิ นตพ ระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตต อ นาม ๕ รปู ไมเ กนิ ๗ รปู เนอื่ งจากเปน กจิ นมิ นต กะทันหัน และรับพระสงฆมาสวดใหเด๋ียวนั้นเลยก็มี ฝายพระสงฆอาจจะนั่งหรือยืน สวดกไ็ ดข น้ึ อยกู บั สถานทต่ี ามทเ่ี หน็ สมควร ถา ผปู ว ยมอี าการไมห นกั ไมใ กลส น้ิ ชวี ติ แต ญาตติ อ งการจดั เพอื่ เปน ขวญั กาํ ลงั ใจแกผ ปู ว ยกท็ าํ ไดเ ชน กนั การทาํ บญุ ตอ นามมลี าํ ดบั พธิ โี ดยยอ ดงั นี้ เมอื่ พรอมแลว ใหผปู วย หรอื ผูแทนก็ไดจ ุดธปู เทยี นบูชาพระรตั นตรัย มกี ารอาราธนาศลี รบั ศลี อาราธนาพระปรติ ร พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตต ามบทนยิ ม 160
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 161 และตอดวยสวดโพชฌงคสตู รทง้ั ๓ คือ มหากัสสปโพชฌงค มหาโมคคัลลานโพชฌงค มหาจุนทโพชฌงค หรอื จะสวดคริ ิมานนทสูตรแทนโพชฌงคสตู รทัง้ ๓ ก็ได พิธีทําบุญตอนามนี้ ที่จัดติดตอกัน ๓ วัน ๓ คืนก็มี เพื่อเพ่ิมบุญกุศลแก ผูปวย พระสงฆก็สวดพระสูตรไมซํ้ากันท้ัง ๓ วัน โดยในวันแรกสวดโพชฌงคสูตร วนั ท่ี ๒ สวดคริ มิ านนทสตู ร ในวนั สดุ ทา ยมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร โดยจะพจิ ารณาผา บงั สกุ ลุ ใหผ ูปวยดว ย เรียกวา พิจารณาผา บงั สุกุลเปน พธิ ีวางศิลาฤกษ การวางศลิ าฤกษ เปนพิธีตามธรรมเนียมประเพณไี ทย เกิดข้ึนจากความเชอ่ื ทางโหราศาสตร ในการประกอบพธิ จี ะตอ งเลอื กหาฤกษง ามยามดที เ่ี ปน มงคล เพอ่ื ความ มง่ั มศี รสี ขุ มโี ชคลาภ เกดิ ความเจรญิ รงุ เรอื งในชวี ติ ยง่ิ ขนึ้ เพอื่ ความสขุ กายสบายใจแก ผอู ยอู าศยั หรอื ความเจรญิ รงุ เรอื งแหง กจิ การนนั้ ๆ สง่ิ กอ สรา งทค่ี วรวางศลิ าฤกษ ไดแ ก พระบรมราชานสุ าวรยี อนสุ รณส ถาน โบสถ ศาลาการเปรียญ อาคารสถานทห่ี นวยงาน ราชการ รัฐวสิ าหกิจ สํานักงานใหญของบรษิ ัท เปน ตน แตถ าเปน อาคารบานเรือน จะไม นิยมประกอบพิธีวางศลิ าฤกษ แตจ ะทาํ พธิ ียกเสาเอก เสาโทแทน พธิ ีวางศิลาฤกษนยิ มจัดใหม พี ธิ สี งฆ และพิธพี ราหมณรวมอยใู นพิธเี ดียวกนั โดยจะมอี ปุ กรณเ ครอ่ื งประกอบพธิ มี าก นบั ตง้ั แตโ ตะ หมู สาํ หรบั ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู อาสนสงฆสําหรับพระสงฆในพิธี โตะวางแผนศิลาฤกษ อิฐทอง นาค เงิน ไมมงคล โถกระแจะเจมิ พานขาวตอกดอกไม และขดุ หลมุ ศิลาฤกษ ขนาดกวางxยาว ๕๐x๕๐ เซนติเมตร ลึก ๗๐ เซนติเมตร หรือใหใหญกวาแผนศิลาฤกษประมาณ ๑๐ นิ้ว โดยวดั รอบใหข อบปากหลุมสูงจากพนื้ ๗๐ เซนตเิ มตร เตรยี มไมม งคล คือไมก ันเกรา ไมช ัยพฤกษ ไมท รงบาดาล (บุนนาค) ไมท องหลาง ไมพ ยงุ ไมร าชพฤกษ ไมไผส ีสกุ ไมขนุนและไมสักจะอยูตรงกลางหลุมเน่ืองจากถือวาเปนพญาไม คอนสําหรับตอก ไมม งคลท้งั ๙ ปูนซีเมนตทผี่ สมทรายแลว พรอมทง้ั เกรียงสําหรับปาดปนู ใหเรียบรอย นพรตั นห รอื พลอย ๙ สี ดอกไมฉ กี กลบี นยิ มดอกดาวเรืองหรอื ดอกกหุ ลาบ และกอน ถึงเวลาประกอบพิธีวางศิลาฤกษจะประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยกอน เคร่ืองบวงสรวง สงั เวย ไดแ ก บายศรปี ากชามซา ยขวา เครอื่ งประกอบฤกษ ขนมสดทงั้ ๕ คอื ขนมตม แดง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 161
162 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ขนมตม ขาว ขนมมชี อ่ื เปน มงคลอกี ๓ ชนดิ เชน ทองหยบิ ฝอยทอง ขนมชนั้ ขนมถว ยฟู เมอ่ื ไดฤ กษป ระกอบพธิ ี โหรหรอื พราหมณ จะเชญิ ประธานพธิ จี ดุ ธปู เทยี นทโี่ ตะ สงั เวย จาก นนั้ โหรหรอื พราหมณน าํ ทาํ พธิ บี วงสรวงตามเวลาทเี่ หมาะสม เสรจ็ พธิ บี วงสรวงแลว เปน พธิ เี จรญิ พระพทุ ธมนตโ ดยประธานพธิ จี ดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั พธิ กี รอาราธนาศลี ประธานสงฆใ หศ ลี ทกุ คนรบั ศลี พธิ กี รอาราธนาพระปรติ ร พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนต จบแลวถา มีรายงานถงึ วัตถุประสงคก ารกอ สราง ก็กลา วรายงานในชว งน้ี เจา หนา ท่เี ชิญ เครอ่ื งประกอบพธิ วี างศลิ าฤกษไ ปยงั จดุ วางศลิ าฤกษ เมอ่ื กลา วรายงานเสรจ็ แลว พธิ กี รเชญิ ประธานพธิ ไี ปยงั บรเิ วณวางศลิ าฤกษ เพอ่ื ประกอบพธิ วี างศลิ าฤกษ โดยหยบิ ไมม งคลปก ลงตรงจดุ ทง้ั ๙ ใชค อ นตอกลงในทราย แลว หยบิ แผน อฐิ เงนิ นาก ทอง อยา งละ ๓ แผน วางบนหลักไมมงคลแลว ใชปูนซีเมนตท่ีจัดเตรียมไวกออิฐเงิน นาก ทองเปนชั้นๆ ใหครบท้ัง ๙ แผน วางแผนศิลาฤกษบนแผนอิฐทอง นาก เงิน วางพวงมาลัยบน แผนศิลาฤกษ โปรยขาวตอกดอกไมลงในหลุมศิลาฤกษ และเชิญผูมีเกียรติทานอื่นๆ รวมโปรยดอกไม (ขณะท่ีประกอบพิธีวางศิลานั้น พระสงฆเจริญชัยมงคลคาถา วงดรุ ยิ างคบ รรเลงเพลงมหาฤกษ) ประธานสงฆป ระพรมนา้ํ พระพทุ ธมนตท หี่ ลมุ ศลิ าฤกษ นั้น กลับเขามาในมณฑลพิธี และถวายจตุปจจัยไทยธรรม พระสงฆอนุโมทนา กรวดน้ํา รบั พร เปนอนั เสร็จพิธี 162
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 163 บทที่ ๓ พธิ สี วดพระพทุ ธมนต พิธีสวดพระพุทธมนต เปนพิธีบําเพ็ญกุศลโดยปรารภถึงผูที่ลวงลับไปแลว เชน บุพการี ญาติพ่ีนอง เปนตน เพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูวายชนม พิธีเกี่ยวกับ การบําเพ็ญกุศลศพ เชน การสวดพระอภิธรรม การทําบุญครบ ๗ วัน ๕๐ วันหรือ ๑๐๐ วัน การฌาปนกิจศพ การเก็บอัฐิ และการทําบุญครบรอบวันตาย โดยมี การจัดเตรียมงาน และขน้ั ตอนพิธีเหมอื นงานทาํ บญุ ทวั่ ไป คงตางกนั เพยี งรายละเอียด บางประการเทา นนั้ พิธีสวดพระพุทธมนต เมื่อพระสงฆพรอมแลว เจาภาพจุดธูปเทียนบูชา พระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองนอยเคารพศพ หรืออัฐิใชธูปเทียนธรรมดาแทน กไ็ ด จากนน้ั พธิ กี รอาราธนาศีล พระสงฆใ หศ ีล ทกุ คนรบั ศีล พธิ ีกรอาราธนาพระปริตร พระสงฆสวดพระพุทธมนต จบแลวเจาภาพรวมกันถวายภัตตาหาร เม่ือพระสงฆ ฉนั ภตั ตาหารเสรจ็ แลว มพี ิธีบงั สุกุล โดยเจา หนา ที่ลาดภษู าโยง หรอื สายโยง เจา ภาพ ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบังสุกุลแลว เจาภาพรวมกันถวายจตุปจจัย ไทยธรรม พระสงฆอนโุ มทนา เจาภาพกรวดนํ้า เปนอนั เสรจ็ พิธี การจัดงานศพ การจดั งานศพมอี ปุ กรณป ระกอบพธิ เี หมอื นงานทาํ บญุ ปกตทิ วั่ ไปถา จดั พธิ ที วี่ ดั ทางวัดจะอํานวยความสะดวกทุกอยา งในสวนที่เกยี่ วของกบั พธิ ีทาํ บญุ ถาจัดพิธที บี่ า น มีอุปกรณที่ตองจัดเตรียม เชนวา ภูษาโยงหรือสายโยง (บางที่ใชสายสิญจนแทน) เครอ่ื งบชู าศพหรอื เครอ่ื งทองนอ ย จะใชก ระถางธปู เชงิ เทยี น และแจกนั ดอกไมแ ทนกไ็ ด การจัดงานศพมีหลายขั้นตอน ในขั้นตอนแรก เปนพิธีรดน้ําศพ หลังจากมี การแตงศพเสร็จเรียบรอยแลว จัดเตรียมท่ีสําหรับใหผูมารวมพิธีไดรดนํ้าศพแลว การรดนา้ํ ศพเปน การขอขมาโทษใหพ น เวรกรรมทม่ี ตี อ กนั ถา เปน บตุ รหลาน กแ็ สดงถงึ การสนองคณุ และแสดงกตญั กู ตเวทตี อ ผตู ายอกี ดว ย เตยี งตง้ั ศพนยิ มวางทางดา นซา ย ของโตะหมูบูชา หรือที่เหมาะสม นํามือขวาของศพออกมาอยูดานนอก เพื่อรดน้ําศพ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 163
164 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไดสะดวก หามมิใหผูใดเดินผานดานศีรษะของศพ เพราะเปนกิริยาที่ไมเคารพตอศพ จดั รา งศพใหน อนหงายเหยยี ดยาว ใชผ า หม แพรคลมุ ตลอดรา งศพ เปด หนา และมอื ขวา เทานั้น จดั เตรยี มขนั นา้ํ รองรับนา้ํ จากมือศพ นํา้ อบนํา้ หอมผสมนํ้าตามควร การจดั ใหศ พเหยยี ดมอื ออกหา งจากตวั เลก็ นอ ยและหงายแบมอื ออกมาคอย รบั การรดนา้ํ ยอ มเปน ปรศิ นาธรรมใหผ มู ารดนา้ํ ศพพจิ ารณาเหน็ วา คนเรานนั้ เมอ่ื ตายไป ก็ไมสามารถจะนําเอาส่ิงของใดๆ ติดตัวไปได นอกจากบุญกุศลคุณความดีเทานั้น พธิ รี ดนา้ํ ศพนน้ั ควรใหบ ตุ รหลานหรอื ทเี่ หน็ สมควรใหค อยตกั นาํ้ มอบใหแ กผ มู ารว มพธิ ี รดนา้ํ ศพ จะจดุ เครอื่ งบชู า เชน ธปู หอมไวท างดา นศรี ษะศพกอ นเรม่ิ พธิ ี โดยบตุ รหลาน วงศาคณาญาตจิ ะรดน้าํ ศพกอ น ตอจากนนั้ จะเชิญแขกผูมารว มพิธีรดน้าํ ศพ ถาไดรับ พระราชทานนํ้าหลวงอาบศพ ใหเชิญผูอาวุโสในที่นั้น หรือผูเคารพนับถือเปนประธาน พิธีอาบน้ําหลวงพระราชทานเปนทานสุดทาย จะไมมีรดนํ้าศพตออีก จากน้ันนําศพ บรรจใุ นหบี ศพนาํ ขน้ึ ตง้ั ณ ทที่ จี่ ดั เตรยี มไว พรอ มตงั้ เครอ่ื งสกั การะศพ เปน อนั เสรจ็ พธิ ี สถานทตี่ ง้ั ศพบําเพญ็ กุศล สถานทต่ี ง้ั ศพ ควรคาํ นงึ ถงึ การจดั ตงั้ และสว นประกอบของพธิ ศี พ ควรจดั ให เปนไปตามความเหมาะสมและเปนเกยี รตแิ กผวู ายชนม เชน วา ๑. สถานทีต่ งั้ โตะ หมบู ชู าพระรัตนตรัยเหมาะสม ๒. สถานที่ตงั้ อาสนส งฆ สําหรับพระสงฆน ง่ั สวดพระอภธิ รรมและพธิ ีอื่นๆ ๓. สถานท่ตี ั้งเครือ่ งประกอบศพ เชน เคร่ืองราชอสิ รยิ าภรณ (ถามี) รปู ถา ย รวมทั้งท่ีตั้งพวงหรดี ของผูน าํ มาไวอ าลยั ตอผวู ายชนม ๔. สถานทีต่ งั้ เคร่อื งไทยธรรมสําหรบั ถวายพระสงฆ อปุ กรณเคร่ืองใชต องจัดเตรยี มในพธิ ศี พ ๑. ผาภษู าโยงหรือดา ยสายโยง ๒. เครอ่ื งทองนอย (ใชก ระถางธปู เชงิ เทยี น แจกันดอกไมก็ได) ๓. ชดุ กรวดนา้ํ ๔. กระถางธูป ธปู เทยี น และตะเกียงเลก็ (จดุ ต้งั ไวหนา หีบศพสาํ หรบั ผมู า ไวอ าลัยจุดเคารพศพ – ธูปเทียนจะจดุ ไวตลอดเวลา) 164
ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 165 ๕. โตะรองกราบหรือหมอนรองกราบหนาหีบศพ สายโยงนนั้ ใชต อ เชอื่ มกบั ดา ยสายโยงจากมอื ศพ ทอดลงมาจากปากหบี ศพไป จดั ใสพ านไวด า นหวั อาสนส งฆ สาํ หรบั ใชเ วลาทอดผา บงั สกุ ลุ สว นเครอื่ งทองนอ ยนยิ มใช ๒ ชดุ ตง้ั หนาหีบศพชดุ หนงึ่ เพ่ือใหผวู ายชนมบ ชู าพระธรรม ตงั้ หนั ดานธปู เทียนเขาหา หีบศพ อีกชดุ หนง่ึ สําหรับประธานหรอื เจา ภาพจดุ เคารพศพ ต้งั หนั ดานธปู เทยี นเขาหา คนจดุ มีขอ ควรสังเกต คอื การตัง้ เครอื่ งทองนอ ย ถา จะใหใครจดุ ใหหันธูปเทยี นเขาหา คนจุด และเทียนตองอยูขวามือของคนจุดเสมอไป (กรณีที่หันธูปเทียนเขาหาหีบศพ หมายความวาเพอื่ ใหศ พนัน้ จดุ บูชาธรรม เชน เมื่อมสี วดมนต หรือเทศน โดยเจา ภาพ เปนคนจดุ เพอื่ ใหศพไดบชู าธรรมนั่นเอง) กระถางธปู พรอ มธปู และตะเกยี งขนาดเลก็ วางเบอื้ งหนา เครอ่ื งตง้ั ประดบั ศพ เพ่อื ใหค นมาในงานไดจดุ เคารพศพตามประเพณีนิยม พิธีบงั สกุ ลุ ปากหบี เมื่อจัดพิธีตั้งแตตน กระท่ังนําศพบรรจุลงหีบ และนําหีบศพขึ้นตั้งพรอม ประดับตกแตงเรียบรอยแลว ถาเจาภาพมีความประสงคจะทอดผาบังสุกุลปากหีบ พึงนิมนตพ ระสงฆจ าํ นวน ๕ หรือ ๑๐ รปู นง่ั บนอาสนสงฆ ประธานหรอื เจา ภาพจดุ ธูป เทยี นบชู าพระรตั นตรยั จดุ เครอื่ งทองนอ ย หรอื ธปู เทยี นหนา หบี ศพ เจา หนา ทหี่ รอื ทายก อาราธนาศีล รบั ศีล ลาดผาภษู าโยงหรอื สายโยง ประธาน หรือเจา ภาพทอดผาบังสกุ ุล โดยวางขวางทบั ผา ภษู าโยง พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ และอนโุ มทนา เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ิศสวนกศุ ลใหแ กผูว ายชนม เปน อนั เสร็จพธิ บี งั สุกุลปากหีบ พิธสี วดพระอภิธรรม การจดั บาํ เพญ็ กุศลศพ นยิ มจัด ๓ คืน ๕ คืน ๗ คืนหรอื มากกวานี้ ข้นึ อยู กับความพรอมของเจา ภาพ ในแตล ะคนื จะมีพธิ สี วดพระอภิธรรม โดยญาตพิ นี่ องเปน เจาภาพบาง คนอื่นรับเปนเจาภาพบาง เริ่มพิธีดวยประธานหรือเจาภาพ จุดธูปเทียน บชู าพระรตั นตรัย จุดเครือ่ งสกั การบชู าหนา ตูพระอภิธรรม จดุ เคร่ืองทองนอยหนาศพ และเครอื่ งทองนอ ยอกี ชดุ สาํ หรบั ใหผ วู ายชนมน น้ั บชู าพระธรรม โดยถา เปน ศพคฤหสั ถ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 165
166 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท จะจุดในคราวเดยี วกนั แตถาเปน ศพพระสงฆ เมอื่ ประธานจุดเคร่อื งทองนอ ยหนา ศพ แลว นงั่ ประจาํ ที่ เจา หนา ทอี่ าราธนาศลี ประธานสงฆใ หศ ลี จบแลว จงึ จดุ เครอ่ื งทองนอ ย เพ่ือพระสงฆท่ีมรณะนั้นบูชาพระธรรม พระสงฆสวดพระอภิธรรม ประจําคืน ในพิธี สวดพระอภิธรรมศพ ไมตองอาราธนาธรรม เพราะการอาราธนาธรรมถือเปนการแจง ใหพระแสดงพระธรรมเทศนาหรือเทศน มิใชเปนการอาราธนาใหสวดพระอภิธรรม แตบ างแหงยงั นิยมอาราธนาธรรมในพธิ ีดังกลา วนี้อยู (แตน้ันกม็ ิใชข อ เสียหายอะไร) เมื่อพระสงฆสวดพระอภิธรรมจบแลว ถวายเครื่องไทยธรรม และทอดผา บงั สกุ ล พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ อนโุ มทนา เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ศิ กศุ ลใหแ กผ วู ายชนม เปน อนั เสรจ็ พธิ ี การบาํ เพญ็ กุศลครบ ๗ วนั ๕๐ วนั ๑๐๐ วนั การทําบญุ อทุ ิศใหผ ูตาย มตี ลอดการต้ังศพบําเพ็ญกศุ ล พิธีทําบุญใหผ ูตาย หลงั จากตายครบ ๗ วนั เรยี กวา สตั ตมวาร การทาํ บญุ ใหผ ตู ายหลงั จากตายครบ ๕๐ วนั เรยี กวา ปญ ญาสมวาร การทาํ บญุ ใหค นตายหลงั จากตายครบ ๑๐๐ วนั เรยี กวา สตมวาร โดยมีระเบียบปฏบิ ตั ิเหมอื นงานพิธที ําบุญท่ัวไป จะมีขอแตกตา งกันอยบู าง คอื ไมต อ ง วงสายสิญจนและไมตองต้ังขันนํ้ามนต เมื่อทายกอาราธนาพระปริตรแลว พระสงฆ ไมตองกลาวชุมนุมเทวดา (ขัดสัคเค) จะสวดพระพุทธมนตตอเลย จบแลวเจาภาพ ถวายภัตตาหาร เมื่อพระฉันเสร็จแลว เจาภาพถวายเครื่องธรรม ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผา บงั สุกลุ อนุโมทนา เจาภาพกรวดนา้ํ เปน อนั เสร็จพิธี บทสวดมนตในพิธีบําเพ็ญกุศลศพครบ ๗ วัน แตสมัยโบราณนิยม สวดอนตั ตลกั ขณสูตร พิธที าํ บญุ ๕๐ วัน สวดอาทิตตปรยิ ายสูตร ๑๐๐ วัน จะสวด ธมั มนยิ ามสตู ร แตป จ จบุ นั พระสงฆส ว นใหญจ ะสวดธรรมนยิ ามสตู รทกุ งาน ยกเวน งานท่ี เจา ภาพนมิ นตร ะบพุ ระสตู รใหส วด แตม ธี รรมเนยี มวา ไมส วดเจด็ ตาํ นาน สบิ สองตาํ นาน ธัมมจกั กัปปวตั ตนสูตร และมหาสมัยสตู รในงานทาํ บญุ เกี่ยวของดว ยการตาย การจดั พิธีบําเพ็ญกุศลเน่ืองในวันดังกลาว ถือการทําบุญอุทิศใหแกผูลวงลับไปแลว จึงนิยม ทํากันโดยทั่วไป การกําหนดวันจัดงานใหนับวันเสียชีวิตเปนหลัก คือตายลงวันไหน ใหถือวันน้ันเปนวันสําคัญในการอุทิศผลบุญเปนกรณีพิเศษ เชนวา ตายวันอาทิตย ถาจัดงาน ๒ วัน ก็จะนิมนตพระสงฆสวดพระพุทธมนตในตอนเย็นวันเสาร และ 166
ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 167 จดั ถวายภตั ตาหารแดพ ระสงฆใ นวนั อาทติ ย กรณที จี่ ดั ทาํ บญุ วนั เดยี ว พธิ สี วดพระพทุ ธมนต และการถวายภัตตาหารแกพระสงฆ ก็จัดพิธีข้ึนในวันอาทิตยซึ่งตรงกับวันตายของ ผวู ายชนมตามนัยทีก่ ลาวแลว การบาํ เพญ็ กศุ ลทจี่ ดั พธิ ี ๒ วนั วนั แรก จะมพี ธิ สี วดพระพทุ ธมนต และแสดง พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ พระสงฆ ๔ รปู สวดรับเทศน จบแลวเจา ภาพถวายกณั ฑ เทศน และทอดผา บังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบงั สุกลุ และอนุโมทนา เจา ภาพกรวดนา้ํ อทุ ศิ เปน อันเสรจ็ พิธี ในชว งกลางคนื จะพิธีสวดพระอภธิ รรมตามเวลาทีก่ ําหนด และ ในรุงข้ึนพระสงฆที่มาสวดพระพุทธมนตวันแรก จะสวดถวายพรพระ จบแลวเจาภาพ ถวายภตั ตาหาร เมอ่ื พระฉนั เสรจ็ แลว เจา ภาพถวายเครอื่ งไทยธรรม และทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผาบังสกุ ลุ อนโุ มทนา กรวดนาํ้ อทุ ิศ เปนอนั เสร็จพธิ ี การบําเพ็ญกุศลท่ีจัดพิธีในวันเดียว พระสงฆสวดพระพุทธมนต แสดง พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ เจาภาพถวายภัตตาหาร เม่ือพระฉันเสร็จ เจาภาพถวาย เคร่ืองไทยธรรม ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบังสุกุล อนุโมทนา เจาภาพ กรวดนํา้ อทุ ิศ เปนอันเสรจ็ พิธี พิธที าํ บญุ งานฌาปนกิจศพ การจัดงานฌาปนกิจศพ นิยมจัดงานเปน ๒ เวลา คือภาคเชากับภาคบาย โดยมรี ะเบยี บพธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั น้ี พธิ ใี นภาคเชา เมอื่ ถงึ เวลาตามกาํ หนด เจา ภาพจดุ ธปู เทยี น บชู าพระรัตนตรยั จุดธูปเทยี นเครื่องทองนอ ยเคารพศพ อาราธนาศีล รบั ศลี อาราธนา พระปริตร พระสงฆสวดพระพุทธมนต จบแลวถวายภัตตาหารเพล ถวายจตุปจจัย ไทยธรรม ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพิจารณาผาบงั สกุ ุล อนโุ มทนา กรวดน้ําอุทศิ กศุ ล เปน อนั เสรจ็ พธิ ี พิธีในภาคบาย นิยมใหมีพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ โดยพรรณนาประวัติ เกยี รตคิ ณุ ความดขี องผวู ายชนม และหลกั ธรรมเพอ่ื นาํ สกู ารดาํ เนนิ ชวี ติ ทด่ี งี าม เพอ่ื เปน เหตสุ ง เสรมิ ใหผ ยู งั ชวี ติ อยไู ดร ะลกึ ถงึ และดาํ รงตนอยใู นความไมป ระมาท โดยเจา ภาพ จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั จดุ ธปู เทยี นเครอื่ งทองนอ ยเคารพศพ จดุ เทยี นสอ งธรรม และจดุ เทยี นเครอ่ื งทองนอ ยบชู าธรรม นมิ นตพ ระสงฆอ งคเ ทศนข นึ้ ธรรมาสน พธิ กี รนาํ เทยี นสองธรรมไปตง้ั บนธรรมาสน อาราธนาศีล ทุกคนรับศีล อาราธนาธรรม พระสงฆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 167
168 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ จบแลวอนโุ มทนาบนธรรมาสน เจาภาพกรวดน้ําอุทิศ สว นกศุ ลใหผ วู ายชนม พระเทศนล งจากธรรมาสน มานง่ั บนอาสนส งฆ เจา ภาพประเคน กัณฑเ ทศน เปนอนั เสร็จพิธี ตอ จากนนั้ นมิ นตพระสงฆสวดมาตกิ าบงั สกุ ลุ ขึน้ นง่ั บนอาสนส งฆ อาราธนา พระปริตร ไมตองอาราธนาศีลซํ้าอีก พระสงฆสวดมาติกาจบแลวพิจารณาผาบังสุกุล และอนุโมทนา เจา ภาพกรวดนํ้า เปน อนั เสร็จพธิ ี พิธีสวดมาตกิ าบังสุกุล การสวดมาติกา คอื การสวดบทมาติกาของพระอภิธรรมเจ็ดคัมภรี เรียกอกี อยางวา สัตตัปปกรณาภิธรรม เปนประเพณีในการทําบุญหนาศพอยางหน่ึง เรียกวา สวดมาติกา การสวดมาติกาในพิธีบําเพ็ญพระกุศลศพ พระบรมวงศชั้นพระองคเจา ข้ึนไป เรียกวา สดับปกรณ โดยปกติเปนพิธีในชวงบาย กอนจะมีพิธีฌาปนกิจศพ หรือพระราชทานเพลงิ ศพ ในการสวดมาติกา ไมมีกําหนดตายตัววา จะตองนิมนตพระสงฆจํานวน เทาไร จะนิยมนิมนตเทาอายุผูตาย หรือตามจํานวนพระสงฆท้ังหมดในวัด แตใน กรุงเทพมหานคร นิยมนิมนต ๑๐ รูป เหมือนพิธีหลวง การสวดมาติกาก็ดีการสวด พระอภิธรรมก็ดี ตามธรรมเนียมโบราณไมมีการอาราธนาธรรม และพิธีหลวงก็ไมมี การอาราธนาธรรม โดยมรี ะเบยี บพิธที ่คี วรทราบดงั น้ี การสวดมาตกิ าทดี่ าํ เนนิ ตอ จากพธิ แี สดงพระธรรมเทศนา ไมต อ งจดุ ธปู เทยี น และไมต อ งอาราธนาศลี เวน แตก าํ หนดจดั ขนึ้ คนละชว งเวลาเปน พธิ มี าตกิ าเปน สว นหนง่ึ ตา งหาก จงึ เริ่มตน ดวยเจาภาพจดุ ธปู เทียนบูชาพระรตั นตรัย อาราธนาศลี รบั ศลี แลว พระสงฆส วดมาตกิ าดว ยบทกสุ ะลา ธมั มา อะกสุ ะลา ธมั มา...ฯ จบดว ยบทเหตปุ จ จะโย เจา ภาพทอดผา บังสกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผาบงั สกุ ุล อนุโมทนา ยะถา สพั พี ตอดวย บทอะทาสิ เม จบดว ยบทภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั กรวดน้าํ อุทศิ เปน อนั เสรจ็ พธิ ี กรณนี มิ นตพ ระสงฆจ าํ นวนมาก จะตอ งจดั ขนึ้ เปน ชดุ ๆ เมอื่ พธิ กี รเกบ็ ภษู าโยง พระสงฆชุดแรก อนุโมทนาและลงจากอาสนสงฆแลว นิมนตพระสงฆชุดท่ี ๒ ข้ึนสูอาสนสงฆ ไมตองสวดมาติกาอีก พิธีกรลาดภูษาโยงเชิญเจาภาพทอดผาบังสุกุล 168
ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 169 พระสงฆพิจารณาผา บังสกุ ุล ไมตอ งอนโุ มทนาปฏบิ ัติเชน นีจ้ นหมดพระสงฆท่อี าราธนา มาในพธิ ี การสวดมาติกาในพิธีหลวง ตางจากพิธีฌาปนกิจศพของคนทั่วไป กลาว คืองานศพที่ไดรับพระบรมราชานุเคราะห พระสงฆตองใชพัดยศ และเวลาอนุโมทนา จะตองถวายอดิเรกดวย คือพระราชาคณะประธานสงฆกลาวถวายพระพรเปนพิเศษ แดพ ระบาทสมเด็จพระเจาอยหู ัว พิธีสวดแจง พิธีฌาปนกิจศพ เม่ือสมัย ๓๐ ถึง ๕๐ ปที่ผานมา เจาภาพนิยมจัดใหมี การเทศนสังคีติกถา คือจําลองการปฐมสังคายนามาเปนแบบการเทศน เรียกวา เทศนแจง แตปจจุบันเริ่มเลือนหายไป ที่ยังพอมีใหเห็นอยูในสวนภูมิภาค เชน ในจังหวดั เพชรบรุ ี คนรนุ ใหมจงึ ไมคอยรจู กั พธิ เี ทศนแ จง การเทศนแจง เปนธรรมเนียมเฉพาะงานฌาปนกิจศพของบิดามารดา ญาติผูใหญ พระสงฆทรงสมณศักดิ์ดํารงตําแหนงเจาอาวาส เปนตน ไมจัดในพิธี ฌาปนกิจศพผนู อย เชน บตุ รธดิ าของเจา ภาพ พธิ กี ารเทศนแ จงธรรมาสนเ ดยี วกม็ ี ๒ ธรรมาสนกม็ ี แตน ยิ มเทศน ๓ ธรรมาสน พระสงฆท่ี สวดแจง ทางเจา ภาพจะนมิ นต มาเต็มจํานวน ๕๐๐ รูป เทากับพระอรหันตท่ีเขารวมทําปฐมสังคายนาหรือนิมนต เพียง ๕๐ รูป ๒๕ รูปก็ได ตามความตองการของเจา ภาพ พิธีเทศนแ จงหรือสงั คตี กิ ถา นยิ มจดั ในตอนบา ย กอ นพธิ ฌี าปนกจิ ถอื เปน การทาํ บญุ ทม่ี อี านสิ งสม าก และตอบแทน คุณของบิดามารดาอยางสูงยิ่ง เชนเดียวกับพระเจาอชาติศัตรู ทรงเปนองคอุปถัมภ การทาํ ปฐมสงั คายนา การเทศนแจงรูปเดียว เบื้องตนพระเทศนจะใหศีล บอกศักราช และกลาว พรรณาถึงอานิสงสการฟงเทศนแจง แสดงปฐมสังคายนาโดยยอทั้งสวนพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎ ก และพระอภิธรรมปฎ ก แลว จึงจะเผดียงพระสงฆข้นึ นง่ั บนอาสนส งฆ เพื่อสวดแจงตามลําดับ เริ่มแตบทสวดพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎก และ พระอภธิ รรมปฎ ก จบแลว เจา ภาพ ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ พระเทศน ยถา อนุโมทนาบนธรรมสาสน พระสงฆท ง้ั หมดรบั สัพพี ตอ ดวยบท อะทาสิ เม จบดว ย บท ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั กรวดนาํ้ อทุ ิศ เปน อนั เสร็จพิธี คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 169
170 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การเทศนแ จง๒ธรรมาสนเรยี กวา เทศนป จุ ฉาวสิ ชั นาจะมกี ารสมมตพิ ระรปู หนง่ึ เปนผูถาม อีกรูปหนึ่งเปนผูตอบ โดยจะถามตอบในเร่ืองการทําปฐมสังคายนา เร่ิมตนดวยพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎก และพระอภิธรรมปฎก เมื่อจบแต ละปฎ ก องคเ ทศนจ ะเผดยี งใหพ ระสงฆน งั่ แจงสวดบทบาลแี ตล ะปฎ ก สลบั กบั การเทศน ปจุ ฉาวสิ ชั นา เชน นจ้ี นครบ ๓ ปฎ ก จบแลว ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ อนโุ มทนาบนธรรมาสน พระสงฆท ง้ั หมดรบั สพั พี ตอ ดว ยบท อะทาสิ เม และบทภะวะตุ สพั พะมังคะลัง เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ศิ เปน อนั เสร็จพิธี การเทศนแจง ๓ ธรรมาสน ดําเนินเชนเดียวกับเทศน ๒ ธรรมาสนแต จะสมมติตนเปนพระมหากัสสปะ พระอุบาลี และพระอานนท โดยรูปท่ี สมมติเปน พระมหากสั สปะมหี นาท่ีปจุ ฉา คอื ถามถงึ สาเหตขุ องการทําสงั คายนาปฎ กท้ัง ๓ ผเู ปน พระอุบาลีมีหนาท่ีวิสัชนา คือตอบพระวินัยปฎก ผูเปนพระอานนทก็ทําหนาที่วิสัชนา ทงั้ พระสตุ ตนั ตปฎ ก และพระอภธิ รรมปฎ ก สว นการสวดบทบาลขี องปฎ กทงั้ ๓ พระสงฆ ทนี่ งั่ แจง จะสวดตามที่พระเทศนเผดียงใหสวดหลังจากเทศนจบปฎกน้ันๆ กไ็ ด หรือ ยกรวมสวดคร้ังเดียว ๓ ปฎก เมื่อเทศนจบก็ได พิธีกรรมท่ีเหลือปฏิบัติเชนเดียวกับ การเทศนแจง ๒ ธรรมาสน พธิ ฌี าปนกจิ ศพและพระราชทานเพลงิ ศพ พิธีฌาปนกิจศพ และพระราชทานเพลิงศพ เปนการบําเพ็ญกุศลอุทิศให ผูวายชนมคร้ังสุดทายตามประเพณีชาวพุทธไทย กอนสรีระรางกายจะถูกเผาไหมใน กองเพลิง เหลือแตกระดูกเถาถาน จึงถือวาเปนเรื่องสําคัญ ที่ทุกคนควรไปรวมงาน ฌาปนกิจศพแมคนที่ไมใชญาติก็ตาม คนเคยเปนคูบาดหมางกับผูตายตอนมีชีวิตอยู ก็ตาม จะเปน ใหอ ภัยตอ กันไดสวนหนึง่ พิธฌี าปนกจิ หรอื พระราชทานเพลงิ ศพ เปน พธิ ีตอเน่ืองจากพธิ บี าํ เพ็ญกุศล ภาคเชา และภาคบา ย โดยเจา ภาพจะจดั เตรยี มขบวนเชญิ ศพ ประกอบดว ยเครอื่ งทองนอ ย หรอื กระถางธูป เครื่องราชอสิ รยิ าภรณ (ถา ม)ี รูปถาย พระสงฆน าํ ศพ หีบศพ ผูรว ม ขบวนเชญิ ศพ แตพ ธิ หี ลวงไมต อ งนาํ รปู ถา ยและเครอ่ื งทองนอ ยเขา ในขบวน จะนาํ ไปตงั้ บนฌาปนสถานเลย เมอ่ื นาํ ศพเวยี นเมรุโดยเวียนซาย ๓ รอบ นําศพข้นึ ต้งั บนเมรุ และ มพี ธิ ี ทอดผา บงั สกุ ลุ บนตามลาํ ดบั กอ นประกอบพธิ ฌี าปนกจิ หรอื พระราชทานเพลงิ ศพ 170
ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 171 จะมีการอานประวัติผูวายชนมดวย ถาเปนงานพระราชทานเพลิง จะอานหมายรับส่ัง อา นสาํ นกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ แหง พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั แลว จงึ ประกอบพธิ ี ในขน้ั ตอนสดุ ทาย โดยประธานทอดผา ไตรบังสุกุลชดุ สุดทาย พระสงฆพ จิ ารณาผาไตร บังสุกุล ประธานจดุ ไฟประชุมเพลิงหรอื ไฟพระราชทาน ผรู วมงานเรม่ิ ตนจากพระสงฆ (ถาม)ี แขกผทู รงเกยี รติ และประชาชนทั่วไปขนึ้ วางดอกไมจ นั ทน คณะเจา ภาพยนื เขา แถวกลา วขอบคุณ นอมสงผูร ว มพธิ ที ุกคนแลว ขึ้นวางดอกไมจ นั ทนแ ละประชมุ เพลงิ เปนชุดสดุ ทาย เปนอนั เสร็จพิธีฌาปนกิจศพ พธิ ีเก็บอัฐิและพธิ ีสามหาบ วนั รงุ ขน้ึ ตอ จากวนั ฌาปนกจิ ศพหรอื พระราชทานเพลงิ ศพ จะมพี ธิ เี กบ็ อฐั แิ ละ พิธีสามหาบ คําวา สามหาบ เปนช่ือภัตตาหาร ๓ สํารับที่ถวายพระสงฆในพิธีเก็บอัฐิ โดยจดั อาหารคาวหวานเปน ๓ สํารับ สาํ หรบั ถวายแกพ ระสงฆ ๓ รูป ในการประกอบ พิธีเก็บอัฐิ เดิมทีนั้นจัดใสหาบเดินรองกูรอบฌาปนสถาน เพื่อเรียกวิญญาณผูตายมา รวมพิธีทําบุญน้ี จะถวายแกพระสงฆหลังเสร็จพิธีเก็บอัฐิแลว ปจจุบันอาจจัดอาหาร คาวหวานใสป น โตแทนหรอื ไมจ ดั เลยกไ็ ด ถวายแตด อกไมธ ปู เทยี นและเครอ่ื งไทยธรรม การเก็บอฐั ิ มสี ิง่ ท่เี จา ภาพจะตองจัดเตรียมไป คือ โกศบรรจุอฐั ิ ลงุ บรรจุเถา กระดกู ทีเ่ หลือ ผาขาว ๒ ผนื สําหรับหอลุง และเถา กระดกู ท่เี หลือ ผาทอดบงั สุกุลกอน เกบ็ อฐั ิ ๓ ชุด อาหารคาวหวาน ๓ ชดุ เครื่องทองนอ ยหรือกระถางธูปเชิงเทยี น ดอกไม โปรยลงที่อัฐิ นํ้าอบนํ้าหอมสําหรับพรมอัฐิ เงินเหรียญสําหรับโปรยอัฐิ (๓๒ เหรียญ) และท่ีจะโปรยบริจาคทาน (ถามี) สิ่งของเหลานี้จะขอใหเจาหนาท่ีของฌาปนสถานจัด เตรียมใหก็จะสะดวก เจาหนาที่ของฌาปนสถานทําการแปรรูปอัฐิ โดยจัดเรียงสอัฐิเปนโครงรางของ คนนอนหนั ศรี ษะทางทศิ ตะวนั ตก เมอ่ื ถงึ เวลาตามกาํ หนดจะเชญิ เจา ภาพจดุ เครอ่ื งทองนอ ย (จุดธูป) ไหวอัฐิ เจาหนาท่ีนําผาขาวคลุมอัฐิเจาภาพทอดผาบังสุกุล พระสงฆ ๓ รูป พิจารณาบังสุกุลโดยพิจารณาบังสุกุลตายกอนแลวเจาหนาท่ีแปรรูปโครงรางอัฐิใหหัน ดานศีรษะทางทิศตะวันออก พระสงฆพิจารณาบังสุกุลเปนอีกคร้ังหน่ึง แลวนิมนตไป ยงั ศาลาบาํ เพ็ญกุศล เจา ภาพพรมนาํ้ อบน้ําหอม โปรยดอกไมท่อี ัฐิ และเถากระดกู เกบ็ อัฐิบรรจุลงโกศ โดยจะเลือกสวนตางๆ ของรางกาย เชนวา กะโหลกศีรษะ กระดูก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 171
172 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ซโ่ี ครง กระดกู หนา อก กระดกู แขนสองขา ง กระดกู ขาสองขา ง สาํ หรบั กระดกู ทเ่ี หลอื และ เถา หอ ดว ยผา ขาวบรรจลุ งในลงุ หรอื กลอ ง หอ ดว ยผา ขาวใหเ รยี บรอ ย นาํ เครอื่ งทองนอ ย โกศอัฐิ และลุงไปยังศาลาบําเพ็ญกุศลของวัด ประเคนภัตตาหารสามหาบ พระสงฆ อนุโมทนา กรวดนํา้ อุทิศสวนกุศลใหแ กผ ูว ายชนม เปนอันเสร็จพธิ ี พิธที ําบญุ ฉลองอฐั ิ เจา ภาพบางรายจะจัดพธิ บี าํ เพ็ญกศุ ลฉลองอัฐิ หลงั จากเกบ็ อัฐเิ รียบรอ ยแลว จะมพี ธิ พี ระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตเ หมอื นพธิ ที าํ บญุ ทวั่ ไป แตต ง้ั โกศบรรจอุ ฐั ิ รปู ถา ย และขนั นาํ้ มนต ไมว งสายสญิ จน ตามความเชอ่ื วา ถา วงสายสญิ จนว ญิ ญาณผตู ายจะไม สามารถเขา รว มพธิ ไี ด ประธานสงฆ จะประพรมนาํ้ มนตใ หแ กญ าตผิ ตู าย และผรู ว มงาน เพ่ือเปนสิริมงคลและสรางขวัญกําลังใจในการดํารงชีวิตตอไป และถือกันวาวันนี้เปน วนั ออกทุกขแ ลว พิธีน้ีจะจัดท่บี านหรอื วัดกไ็ ดต ามความสะดวกของเจา ภาพ พธิ บี รรจุศพ เจา ภาพบางรายตอ งการเกบ็ ศพไว หลงั จากต้ังศพบาํ เพญ็ กุศลครบ ๓ คืน ๗ คนื แลว สถานทเ่ี ก็บศพสว นใหญจะทข่ี องทางวัด หรือสุสานของมูลนธิ ิ สมาคมที่ตัง้ อยู นอกวดั เจา ภาพควรตกลงกบั ทางวดั หรอื เจา หนา ทข่ี องสสุ านลว งหนา เพอื่ ความสะดวก เรียบรอยในการประกอบพธิ ี การประกอบพิธีบรรจุศพ เจาภาพควรจัดเตรียมอุปกรณเครื่องใชในพิธี ใหพรอม คอื ผาไตร หรอื ผา สาํ หรับทอด ใหพระสงฆพิจารณาบงั สุกุลอยางนอย ๑ ไตร กอนดินเลก็ ๆ หอ ผาดาํ หรือผาขาว ดอกไมสด ธปู จดั ใหเพยี งพอกบั ผเู ขา รว มพิธี และ กระถางธูปสําหรับปกธูปเคารพศพ ถึงเวลาประกอบพิธี จะเชิญประธานวางกอนดิน และดอกไม ณ สถานท่ีบรรจุศพ ถือธูปประนมมือ พรอมอธิษฐานใหผูตายไปสูสุคติ ปกธูปลงในกระถางธูป จากน้ันเชิญผูรวมพิธีวางกอนดินและดอกไมจนครบทุกคน เปนอนั เสรจ็ พิธี 172
ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 173 บทท่ี ๔ เทศกาลสาํ คัญทางพระพุทธศาสนา การลอยกระทงตามประทีป การลอยกระทงตามประทีป นับเปนประเพณีท่ีมีมาแตโบราณแลว ใน ประเทศไทยปรากฏหลกั ฐานการจดั พธิ ลี อยกระทงขนึ้ ตง้ั แตส มยั สโุ ขทยั มคี วามมงุ หมาย เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา ซ่ึงประดิษฐานอยูท่ีริมฝงแมน้ํานัมมทา ในชมพูทวีป อีกนัยหน่ึง เพ่ือขอขมาพระแมคงคา หรือแมนํ้า ซ่ึงคนไดอาศัยใชสอย ในการดํารงชีพ ทําใหเห็นวาคนไทยเปนผูมีความกตัญูตอสิ่งที่ใหประโยชนแกตน แมจ ะเปน ส่งิ ทีไ่ มมชี ีวิต ในอรรถกถาปณุ โณวาทสตู ร กลา ววา สมยั หนง่ึ พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยงั แมน า้ํ นมั มทา พญานมั มทานาคราช ทลู อาราธนาใหเ สดจ็ สนู าคพภิ พดว ยความศรทั ธาเลอ่ื มใส เพอื่ ถวายบชู าสกั การะ พระพทุ ธองคเ สดจ็ ไปตรสั เทศนาโปรดพญานาคราช พรอ มบรวิ าร แลว โดยพญานาคราชไดก ราบทลู ขอสงิ่ ทร่ี ะลกึ อยา งใดอยา งหนงึ่ เพอื่ เปน สงิ่ อนสุ รณไ ว สาํ หรบั สกั การบชู าตอ ไป พระพทุ ธองคจ งึ ทรงประดษิ ฐานรอยฝา พระบาทลงไว ณ รมิ ฝง แมน้าํ นมั มทาไดเปนทีส่ ักการะของพญานมั มทานาคราชและเหลา บริวารสบื มา ความเปนมาของพิธลี อยกระทงตามประทีป พธิ ลี อยกระทงของไทย เรม่ิ มมี าตงั้ แตส มยั กรงุ สโุ ขทยั ในรชั สมยั พระมหาธรรม ราชาลไิ ท ท่ี ๕ นิยมทาํ กนั เปนประเพณีในวันเพ็ญเดอื น ๑๒ (วันขน้ึ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๒) ปรากฏในหนังสือตําหรับทาวศรีจุฬาลักษณ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไท และเปนพระธิดาของพระศรีมโหสถ แหงตระกูลพราหมณ ซ่ึงเปนราชครูใน พระมหาธรรมราชาลิไทดวย ไดเรียบเรียงเร่ืองเก่ียวกับราชประเพณี ๑๒ เดือนใน ราชสาํ นกั พระมหาธรรมราชาลไิ ท ความตอนหนง่ึ วา “...ถงึ วนั เพญ็ เดอื น ๑๒ พระรว งเจา รับสง่ั ใหบ รรดาพระสนมนางใน เถา แกแ มทาวทงั้ หลาย ตกแตง ประดับกระทง ดอกไม ธปู เทยี น นาํ ลอยนา้ํ หนา พระทน่ี ั่ง ตามประเพณีของกษัตรยิ โ บราณทม่ี ีมา...” แสดงวา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 173
174 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การลอยกระทงตามประทีปเพ่ือบูชารอยพระพุทธบาทในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ของไทย ทํากันมาแตครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเปนราชธานี และหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนพิ นธในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั รัชกาลท่ี ๕ ทรงกลาวถึง พิธีลอยกระทงตามประทีปไวเชนกัน แสดงวาประเพณีนี้ไดมีการปฏิบัติกันสืบมาอยาง ตอ เน่อื งมาโดยตลอด พิธลี อยกระทงตามประทีป นยิ มเรียกกนั ท่วั ไปวา งานลอยกระทง จะมงี าน การลอยกระทงกันในท่ัวทุกภูมิภาคของประเทศ ในบางจังหวัดจะจัดงานลอยกระทง ข้นึ อยา งยงิ่ ใหญ เชน ทีจ่ ังหวดั เชียงใหม เรียกวา งานประเพณีย่ีเปง ถอื เปน งานประเพณี สาํ คญั ของจงั หวดั เชยี งใหม หรอื ทจี่ งั หวดั สโุ ขทยั ซงึ่ ถอื เปน ตน ตาํ หรบั ของพธิ ลี อยกระทง ตามประทีป กไ็ ดจ ดั งานประเพณเี ผาเทยี นเลน ไฟขึ้น เปน งานใหญประจาํ ปท ี่มีชอื่ เสยี ง เปนทรี่ ูจ ักกนั ดขี องชาวไทยและนกั ทองเท่ยี วทว่ั โลก ผาปา คําวา ผาปา ในสมยั พทุ ธกาล เรียกวา บงั สกุ ุลจีวร หรือผาบงั สกุ ุล แปลวา ผาเปอนฝนุ เปนผาไมมเี จาของหวงแหน ทง้ิ อยูต ามรมิ ถนนหนทางบาง ปาชา บาง หรือ แขวนอยตู ามกงิ่ ไมต ามทางตามปา เมอื่ ครงั้ ทพ่ี ระพทุ ธเจา ยงั มไิ ดท รงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษุ รบั จวี รจากชาวบา น ทรงอนุญาตใหแสวงหาผาบังสุกุล ผาเปอนฝุนไมมีเจาของ ผาหอ ซากศพตามปา ชา ผา ทตี่ กอยตู ามถนนหนทาง ตามตลาด นาํ มาซกั ใหสะอาด ยอ ม และ เย็บเปนผา สาํ หรับนงุ หม (สบง จวี ร) เมอ่ื ประชาชนเห็นความลาํ บากของพระภิกษุ และ มีศรัทธาจะบําเพ็ญกุศลท่ีไมขัดตอพระพุทธบัญญัติ จึงจัดหาผาควรแกสมณะใชสอย นําไปทิ้งตามสถานที่ตางๆ มีตามปาชา ขางถนนหนทาง เปนตน จึงเปนตนเคาที่เกิด คาํ วา ผาปา ดงั ทีพ่ ุทธศาสนิกชนชาวไทยเรยี กอยใู นทกุ วันน้ี ประเภทของผา ปา พธิ ีทอดผาปา ในประเทศไทย นยิ มปฏบิ ัตกิ ันมาไมจํากดั กาล เดมิ ทกี ารทอด ผา ปา จะไมม พี ธิ กี ารอะไรมาก ผมู ศี รทั ธาจดั สง่ิ ของควรแกส มณะ ใชส อย บรรจใุ นภาชนะ เชน กระบงุ กระจาดหรอื ถงั สงั กะสี ปก กง่ิ ไมต รงกลาง แลว แขวนผา ผนื หนง่ึ พาดกงิ่ ไมไ ว 174
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 175 สมมติวา เปนปา นําไปต้ังตามทางมีพระบิณฑบาตเดินผานไปมา หรือไปต้ังใกลวัด ทําสัญญาณใหพระสงฆรูวามีผูนําผาปามาถวาย เม่ือพระสงฆพิจารณานําไปใชสอย ก็ช่ือวาสําเร็จเปนผาปาตามจิตประสงค ผาปายังมีชื่อที่เรียกตามวิธีปฏิบัติเปน ๓ ประเภท คือ ผา ปาโยง ผา ปา หาง และผา ปา สามัคคี ผาปาโยง เปนผาปาท่ีประชาชนซ่ึงบานเรือนอยูอาศัยใกลแมน้ําลําคลอง นิยมจัดขึ้นในสมัยกอน ผูมีจิตศรัทธาคนเดียวหรือหมูคณะรวมกันจัดทําตนผาปา ขน้ึ จาํ นวนหลายๆ ตน โดยนาํ ลงเรอื ลาํ ใหญใ ชเ รอื ยนตล ากจงู ไปตามแมน า้ํ หรอื ลาํ คลอง เมื่อถึงหนาวัดใดก็จะจอดเรือ นําตนผาปาไปตั้งท่ีศาลาทานํ้า จุดประทัดสัญญาณ เพอ่ื แจง ใหพ ระภกิ ษใุ นวดั นนั้ ทราบ จากนนั้ จะลงเรอื แลน ตอ ไปยงั วดั อน่ื ๆ ตามรมิ แมน า้ํ ปฏิบัติเชนเดียวกันจนหมดตนผาปาท้ังเรือ จึงจะพากันเดินทางกลับ ฝายพระภิกษุใน วดั นน้ั ๆ เม่อื ไดยินเสียงสัญญาณ กจ็ ะไปพจิ ารณาผาปา นําไปใชสอย การทอดผา ปาโยง จะไมมีพธิ ีถวายและพระก็ไมต องอนโุ มทนา ผาปาหาง เรียกเต็มคําวา ผาปาหางกฐินหรือผาปาแถมกฐิน คือเปนผาปา ที่เจาภาพกฐินหรือผูมีจิตศรัทธาอ่ืนจัดข้ึน และนําไปถวายในวันที่มีพิธีทอดกฐินน้ัน หลังจากเสร็จพิธีทอดผากฐินแลว ก็จะทอดหรือถวายผาปาในทายลําดับพิธีทอดกฐิน น้นั เลย จึงเรยี กวา ผา ปา หางกฐินหรือผาปาแถมกฐนิ โดยจดุ มงุ หมายนาํ จตุปจ จยั รว ม สมทบในบญุ กฐนิ เพอ่ื สมทบทุนในการกอสรางเสนาสนะตา งๆ ของวดั ตอไป ผาปาสามัคคี เปนผาปาที่ประชาชนนิยมจัดขึ้นในสมัยปจจุบัน โดยเปน รูปแบบหมูคณะ มีประธานกรรมการ รองประธาน และกรรมการ มีผูดําเนินการ ประสานงานผาปา เหรัญญิก เปนตน จัดข้ึนดวยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความสามัคคีรวมดวยชวยกันเปนสําคัญ จึงเรียกวา ผาปาสามัคคี มีจุดประสงค เพื่อรวบรวมจตุปจจัยถวายบํารุงวัด หรือสมทบทุนกอสรางบูรณปฏิสังขรณเสนาสนะ ของวัด ในบางแหงจะมีการฉลองผาปา โดยมีพิธีเจริญพระพุทธมนต และมีมหรสพ สมโภชตามควรแกก าํ ลงั สาํ หรบั พธิ ที อดผา ปา จะเรมิ่ เหมอื นพธิ ที าํ บญุ ทว่ั ไป คอื ประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กลาวคําบูชาพระรัตนตรัย ทายกอาราธนาศีล ทุกคน รับศีล กลาวคําถวายผาปา (ประธานหรือทายกนํากลาว) จบแลวไมตองยกประเคน นิมนตพระสงฆพิจารณาผาปา (ชักผาปา) จากน้ัน ประธาน และคณะรวมกัน ถวายจตปุ จ จัยไทยธรรม พระสงฆอ นโุ มทนา กรวดนํ้ารับพร เปน อันเสร็จพธิ ี คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 175
176 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท คําถวายผา ปา อิมานิ มะยัง ภันเต ปงสุกูละจีระวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปงสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคันหาตุ อมั หากัง ทฆี รัตตงั หิตายะ สขุ ายะฯ คาํ แปล ขา แตพ ระสงฆผเู จรญิ ขาพเจาทั้งหลาย ขอนอมถวายผาบงั สุกลุ จีวร กบั ของ บรวิ ารท้งั หลายเหลา น้ี แดพ ระภกิ ษุสงฆ ขอพระภิกษุสงฆ จงรับผา บังสกุ ลุ จีวร กบั ของ บริวารทั้งหลายเหลานี้ ของขาพเจาทั้งหลาย เพื่อประโยชนและความสุข แกขาพเจา ทัง้ หลาย ตลอดกาลนาน เทอญฯ กฐนิ การทอดกฐิน เปนประเพณีที่สําคัญอยางหนึ่งของพุทธศาสนิกชน เกี่ยวกับ การทาํ บญุ ในพระพทุ ธศาสนาดว ยการถวายผา ไตรจวี รแกพ ระสงฆท จี่ าํ พรรษากาลถว น ไตรมาส (๓ เดือน) กาํ หนดในระหวา งวันแรม ๑ ค่ํา เดอื น ๑๑ ถึงวนั ขึน้ ๑๕ ค่ํา เดอื น ๑๒ รวม ๑ เดอื น เรยี กวา เขตกฐนิ กาล จะจดั ขน้ึ กอ นหรอื หลงั จากนไี้ มไ ด และวดั หนง่ึ ๆ จะรบั กฐนิ ไดเพียงปละ ๑ ครั้งเทานน้ั ความหมายของกฐนิ กฐิน แปลวา ไมส ะดงึ คือกรอบไมส ําหรับขงึ ผาใหต ึง เพ่ือการกะ ตัด เยบ็ จวี รของพระภกิ ษไุ ดส ะดวกขนึ้ เนอ่ื งจากเมอ่ื กอ นเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชเ ยบ็ ผา ไมส ะดวกเหมอื น ปจ จบุ นั การเยบ็ จวี รเปน การเยบ็ ผา หลายๆ ชน้ิ ตอ กนั และประสานกนั ใหเ หมอื นกระทง นาของชาวมคธ จงึ ตอ งอาศยั ไมส ะดงึ ชว ยในการขงึ ผา ใหต งึ ผา ทเ่ี ยบ็ โดยอาศยั ไมส ะดงึ จึงเรียกวา ผากฐิน และยังใชเรียกผากฐินตามความหมายเดิมเรื่อยมา แมจะมีจีวร สาํ เร็จรูปแลว โดยไมต อ งอาศยั ไมสะดึง ก็ยังเรียกวา ผากฐนิ สืบมา กฐิน มีความหมายแตกออกไปพอสรุปไดดงั นี้ ๑. เปนชอื่ ของกรอบไมส ะดงึ ๒. เปนช่อื ของผา ถวายแกสงฆ เรียกวา ผา กฐิน 176
ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 177 ๓. เปนชือ่ สงั ฆกรรมในพธิ รี ับกฐิน เรยี กวา กฐินกรรม ๔. เปน ชอื่ ชวงเวลาตัง้ แตแ รม ๑ เดอื น ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๒ เรยี กวา กฐินกาล เม่อื สมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา ยังไมทรงอนญุ าตใหภ กิ ษรุ ับผา ที่เขานาํ มาถวายภกิ ษุ จะแสวงหาผา จากท่ตี างๆ ท่ีไมม ใี ครเปน เจา ของ ดวยวธิ ีบังสุกุลนําผานน้ั มาซกั กะ ตดั เย็บและยอมทําเปนผานุง ผาหม ครั้นพระพุทธองคทรงอนุญาตใหภิกษุรับผาที่มีผูนํา มาถวาย และใหกรานกฐินดวยผาน้ันได จึงเปนเหตุใหพุทธศาสนิกชนผูมีจิตศรัทธา จัดทอดกฐินสบื มา คาํ วา ทอด คือวางไว การทอดกฐิน จงึ หมายถึง การนําผา ไตรจวี ร ใสพาน แวน ฟา ไปตง้ั ไวต อ หนา พระสงฆ จาํ นวนอยา งนอ ย ๕ รปู โดยยงั ไมต อ งประเคนพระภกิ ษุ รปู ใดรูปหน่ึงในพธิ ี มูลเหตใุ หเกิดการทอดกฐนิ ในพระไตรปฎก ตอนวาดว ยกฐนิ ขันธกะ กลาวมลู เหตุเกิดกฐินไวว า ในสมยั หนงึ่ ภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐา ๓๐ รูป ประสงคจะเขา เฝาพระพุทธเจา ณ พระเชตวนั วิหาร เมืองสาวัตถี พากันเดินทางไป คร้ันถึงเมืองสาเกตท่ีอยูหางจากเมืองสาวัตถีประมาณ ๖ โยชน (๙๖ กิโลเมตร) ก็จวนจะถึงวันเขาพรรษา จึงพากันอธิษฐานจําพรรษาอยูที่ เมืองสาเกต ระหวางพรรษาใจยังเรารอนอยากจะเขาเฝาพระพุทธเจา เมื่อออกพรรษา ปวารณาแลว กร็ บี เดนิ ทางไปเมอื งสาวตั ถี ในชว งนนั้ ฝนยงั ตกชกุ อยทู าํ ใหพ น้ื ดนิ เตม็ ไป ดว ยนาํ้ หลม เลน ภกิ ษเุ หลา นน้ั มจี วี รเปรอะเปอ น เขา เฝา พระพทุ ธเจา พระองคต รสั ถามถงึ การเดนิ ทางและความลาํ บากอน่ื ๆ ภกิ ษเุ หลา นนั้ ทลู ใหท รงทราบถงึ ความกระวนกระวาย ทจี่ ะมาเขา เฝา โดยรบี ออกเดนิ ทางมาจนจวี รเปรอะเปอ นไปดว ยโคลนตม พระพทุ ธองค ทรงยกเรื่องน้ีขึ้นเปนมูลเหตุ และมีพุทธานุญาตใหพระภิกษุรับผาที่มีผูนํามาถวายได ทรงอนญุ าตใหผมู ีจติ ศรัทธานําผาไปถวายพระสงฆทอ่ี ยูจ าํ พรรษาแลว ได นางวิสาขามหาอุบาสิกา เปนบุคคลแรกในพระพุทธศาสนา ท่ีไดถวายผาแก พระภิกษชุ าวเมอื งปาฐาทงั้ ๓๐ รูปในคราวน้ัน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 177
178 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ประเภทของกฐิน กฐนิ แบงเปนประเภทใหญๆ ๒ ประเภท คือ ๑. พระกฐินหลวง พระกฐินที่พระมหากษัตริย เสด็จพระราชดําเนินไป ถวายผาพระกฐินดวยพระองคเอง ณ พระอารามหลวงที่สําคัญๆ หรือทรงพระกรุณา โปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานวุ งศ เปน ผแู ทนพระองคถ วายผา พระกฐนิ ณ พระอารามหลวง ท่ีสําคัญๆ ในจํานวน ๑๖ พระอาราม และท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทาน ผาพระกฐินใหแกผูขอรับพระราชทานพระกฐิน ที่เรียกวา พระกฐินพระราชทาน โดยทอดถวาย ณ พระอารามหลวงตา งๆ ทว่ั ประเทศ เวนในจาํ นวน ๑๖ พระอาราม ๒. กฐนิ ราษฎร คือกฐินท่ผี มู จี ิตศรทั ธานําไปทอด ณ วัดราษฎร วัดท่ีสมควรจองกฐินหรือรับกฐิน จะตองมีพระภิกษุอยูจําพรรษาอยางนอย ๕ รูป และตอ งอยูจาํ พรรษาครบไตรมาส หรอื ๓ เดือน ประเพณที อดกฐนิ พทุ ธศาสนิกชนชาวไทย ในทกุ ระดบั ชั้นตง้ั แตอ งคพ ระมหากษัตริย พระบรม วงศานวุ งศ ขนุ นาง ขา ราชการ พอคา ประชาชน มีศรทั ธาและถอื กนั วา การทอดกฐนิ เปนงานทําบุญใหญมีอานิสงสมาก เปนการทํานุบํารุงวัดและพระศาสนาอีกสวนหน่ึง จึงมีศรัทธาจัดทอดกฐินข้ึน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร ดําเนินมาต้ังแตสมัย กรุงสุโขทัย ดังปรากฏในศิลาจารึกวา “...คนในเมืองสุโขทัยน้ี มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พอขนุ รามคําแหง เจา เมอื งสุโขทยั น้ี ทง้ั ชาวแม ชาวเจา ทงั้ ทว ยปว ทว ยนาง ลกู เจา ลกู ขนุ ทง้ั สนิ้ ทงั้ หลาย ทงั้ ผชู ายผหู ญงิ ฝงู ทว ยมศี รทั ธาในพระพทุ ธศาสนา ทรงศลี เมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษาเดือนหน่ึงจึงแลว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย พนมหมาก มีพนมดอกไม มหี มอนน่งั มหี มอนนอน บรพิ ารกฐินโอยทาน...” สมัยกรุงศรอี ยุธยา และกรุงธนบุรี ประเพณีทอดกฐนิ นไ้ี ดปฏิบตั สิ ืบตอกัน มามไิ ดข าด ทง้ั พธิ รี าษฎรแ ละพธิ หี ลวง ปฏบิ ตั สิ บื กนั มากระทงั่ ถงึ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร การทอดกฐินถือกันวา เปนงานบุญใหญ ดังน้ัน นอกจากมีไตรจีวรเปนองคกฐินแลว เจาภาพยังจัดเคร่ืองบริวารกฐินเพ่ิมอีกจํานวนมาก เปนตนวา บาตร ที่นอน หมอน มุง กานา้ํ ชา กระตกิ น้าํ รอน ชาม ชอ น รวมทัง้ เครือ่ งมือโยธา เชน คอน เลอ่ื ย สวิ่ ตะไบ คมี กบไสไม ไมก วาด สาํ หรบั ทางวดั ใชส อย หรอื เพอื่ อาํ นวยความสะดวกแกผ ไู ปบาํ เพญ็ 178
ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 179 กศุ ลในวดั พรอมเคร่ืองจตุปจ จยั ไทยธรรม โดยเจา ภาพจะเชิญญาติพนี่ อ ง เพอื่ นบา น และผเู คารพนบั ถอื ไปรว มอนุโมทนาบุญกฐนิ โดยทั่วกนั ในศาสนพธิ ีน้ี จะกลาวกฐินราษฎรเปนลาํ ดบั แรก เพราะเปนเรอื่ งใกลตัวของ ชาวพทุ ธ สว นพระกฐนิ หลวงจะกลาวในลําดบั ถดั ไป กฐนิ ราษฎร กฐินราษฎรแ บงเปน ๒ ประเภท คือมหากฐนิ และจลุ กฐนิ มหากฐิน เปนกฐินสวนบุคคล เจาภาพเปนคหบดีมีศรัทธาออกทุนทรัพย ของตน และครอบครัวญาติพี่นองเปนหลักรวมกันจัดตั้งองคกฐินข้ึน โดยมีปจจัย ถวายบํารุงวัด ถวายพระสงฆ สามเณร รวมทั้งจัดสิ่งของตางๆ ท่ีเปนบริวารกฐินเปน จาํ นวนมาก ถวายเขา วดั สาํ หรบั ใชสอยเปนสว นกลางของวัด จึงนิยมเรยี กวา มหากฐิน และมหากฐินอีกอยางหนึ่งคือกฐินสามัคคี นิยมจัดตั้งองคกฐินขึ้นในรูปแบบคณะ มีประธาน รองประธาน กรรมการ รวมท้ังผูดําเนินงานและประสานงานในแตละสาย โดยจะมีเหรัญญิกดานการบัญชีการเงิน เพื่อใหองคกฐินสามัคคีสมบูรณบริบูรณดวย ปจจัย และส่ิงของเคร่ืองใชอันเปนบริวารกฐินจํานวนมากตามสมควร และเพ่ือให งานทาํ บญุ กฐนิ สามคั คดี าํ เนินไปดว ยความเรยี บรอ ย การทอดกฐินกอใหเกิดอานิสงสท้ังแกผูทอดและผูรับ พระสงฆผูรับจะได รับอานิสงสตามวินัยที่วา ภิกษุกรานกฐินแลว สามารถเที่ยวไปไมตองบอกลา ไมตอง ถือไตรจีวรครบสํารับ ฉันอาหารคณโภชนาและปรัมปราโภชนาได ใชสอยอดิเรกจีวร เก็บจีวรสวนเกินไดตามปรารถนา และเม่ือมีลาภเกิดขึ้นในวัดจะเปนของภิกษุ ผจู าํ พรรษา และกรานกฐนิ แลว ฝา ยเจา ภาพทอดกฐนิ เชอื่ กนั วา ไดบ ญุ มาก เพราะปห นง่ึ มีเพยี งฤดกู าลเดียว คือฤดูกาลทอดกฐินเทาน้นั เปน ผลใหเจา ภาพมจี ิตใจแจม ใสอิม่ ใน บุญกุศล นอกจากน้ี ยังสามารถขจัดความโลภในใจไดท างออ มอีกดว ย เมอื่ ทอดกฐนิ แลว เจา ภาพจะปก ธงรปู จระเขไ วต ามวดั เพอื่ เปน เครอื่ งหมายวา วัดนมี้ ีคนทอดกฐนิ แลว ตามตาํ นานเลาขานไว ๒ นยั คือ เร่ืองแรกเลาวาในสมัยกอนการเดินทางตองอาศัยดูดาวเปนสําคัญ เชนวา ยกทัพตอนใกลรุง ตองดูดาวจระเขข้ึนตอนใกลรุง การไปทอดกฐิน บางคร้ังไป ทอดกฐินวัดท่ีอยูไกลบาน จะตองเดินทางไกล ฉะน้ัน การดูเวลาตองอาศัยดูดาว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 179
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380