Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

Published by suttasilo, 2021-06-27 06:38:00

Description: คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท ปี 2561

Keywords: คู่มือธรรมศึกษา,ธรรมศึกษาชั้นโท,2561

Search

Read the Text Version

130 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ตรงหนา แหง ชนทง้ั หลาย ผยู นื อยใู นทใี่ ดทหี่ นง่ึ เหมอื นดวงจนั ทรล อยเดน อยใู นกลางหาว ยอมปรากฏแกปวงสตั วว า ดวงจนั ทรอ ยบู นศีรษะของเราฉะน้ัน มิคารเศรษฐี แมจะหลบอยูหลังมาน ก็มีโอกาสไดฟงธรรมจนจบและ สําเร็จเปนพระอริยบุคคลช้ันโสดาบัน จึงไดออกจากมานตรงเขาไปหานางวิสาขา และ ใชปากดดู ถันลกู สะใภ แลวประกาศใหไดยนิ ท่ัวกัน ณ ท่ีน้นั วา ต้งั แตบดั นี้เปน ตนไป ขอเธอจงเปน มารดาของขา พเจา และตง้ั แตน นั้ มา นางวสิ าขาจงึ ไดน ามวา “มคิ ารมารดา” แตประชาชนท่วั ไปนยิ มเรยี กนางวา วสิ าขามคิ ารมารดา ในบรรดาอบุ าสกิ าทงั้ หลาย นางวิสาขานับวา เปนผูม บี ุญส่ังสมมาต้งั แตอดีต ชาตมิ าเปน พเิ ศษกวา อบุ าสิกาคนอ่ืนๆ หลายประการ เชน วา ๑. มลี ักษณะของผูม ีวัยงาม คือแมนางจะอายุมาก มบี ตุ รและธดิ าถงึ ๒๐ คน บุตรเหลานั้นเม่ือแตงงานแลว มีบุตรและธิดาอีกคนละ ๒๐ คน นางมีบุตรหลานนับ ไดร าว ๔๐๐ คน หลานเหลานัน้ แตงงานมบี ุตรและธิดาอีกคนละ ๒๐ คน นางวิสาขา จงึ มีเหลนราว ๘,๐๐๐ คน ดงั นั้น คนจาํ นวน ๘,๔๐๐ คน จงึ มตี นกําเนดิ มาจากตระกูล แหงนางวิสาขา นางมีอายุยืนยาวไดเห็นลูกหลาน-เหลนทุกคน แมจะดํารงอายุถึง ๑๒๐ ป แตเ มอ่ื นางนงั่ อยใู นทา มกลางลกู หลาน-เหลน นางกด็ มู ลี กั ษณะวยั ใกลเ คยี งกบั คนเหลานั้น คนพวกอนื่ จะไมอาจรูไดว า นางวิสาขาคอื คนไหน แตจ ะสังเกตไดเมอื่ เวลา จะลกุ ขนึ้ ยนื ธรรมดาคนหนุมสาวจะลกุ ไดท นั ที สว นผูสงู วัยมากแลว จะใชม ือยนั พื้น ชว ยพยุงกายและยกกน ข้ึนกอ น ทาํ นองนี้เองจงึ จะรูวา นางวสิ าขาคอื คนไหน ๒. นางมีกําลังเทากับชาง ๕ เชือกรวมกัน โดยในสมัยหนึ่ง พระราชามี พระประสงคจะทดลองกําลังของนาง จึงรับส่ังใหปลอยชางพลายท่ีมีกําลังมาก เพอ่ื ใหว ่ิงชนนางวสิ าขา นางเห็นชางวง่ิ ตรงมา คิดวา ถา จะรบั ชา งน้ดี ว ยมือขางเดียวแลว ผลักไป ชางจะเปนอันตรายถึงชีวิต บาปจะเกิดแกเรา ควรจะรักษาชีวิตชางไวดีกวา จงึ ใชน ว้ิ มอื เพยี งสองนวิ้ จบั ชา งทง่ี วงแลว เหวย่ี งไป ชา งถงึ กบั ลม กลงิ้ แตไ มเ ปน อนั ตรายใด ปกตนิ างวสิ าขาจะไปวดั วนั ละ ๒ ครง้ั เชา -เยน็ จะไมไ ปมอื เปลา ถา ไปเวลาเชา จะมขี องเคยี้ วของฉนั ไปถวายพระ ไปชว งเยน็ กจ็ ะจดั นา้ํ ปานะไปถวาย เพราะนางปฏบิ ตั ิ เชน นป้ี ระจาํ จนเปน ทรี่ ใู นหมพู ระภกิ ษสุ ามเณรและอบุ าสก อบุ าสกิ าทงั้ หลาย แมน างเอง ก็ไมก ลาทจี่ ะไปวดั ดวยมอื เปลา ๆ เพราะละอายทภ่ี กิ ษุหนมุ สามเณรนอย ตา งจะมองท่ี มอื วา วันน้ีนางวสิ าขาถืออะไรมาถวาย วันหนึง่ เม่อื นางมาถึงวัด ไดถอดเคร่ืองประดับ 130

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 131 มหาลดาปสาธน มอบใหห ญิงสาวผูต ิดตามถอื ไว เม่ือฟง ธรรมแลว จะกลับบา นจึงบอก หญิงรับใชนําเคร่ืองประดับมาให แตหญิงน้ันลืมไวท่ีศาลา นางวิสาขาจึงใหคนใชกลับ ไปเอา ส่ังวาถาพระอานนทเก็บไวก็ไมตองเอาคืนมา ใหถวายทานไป เพราะนางคิดวา จะไมตกแตงเครื่องอาภรณท่ีพระคุณเจาถูกตองสัมผัสแลว ซ่ึงพระอานนทมักจะดูแล ความเรียบรอยภายในวิหารและเก็บรักษาของท่ีอุบาสก อุบาสิกาลืมไวเสมอ และเปน ตามทนี่ างคดิ ไวจ รงิ ๆ แตน างกก็ ลบั คดิ ไดว า เครอ่ื งประดบั นไ้ี มม ปี ระโยชนแ กพ ระเถระ จึงไปขอรับมาแลวนํามาขายในราคา ๙ โกฏิ กบั ๑ แสนกหาปณะ ตามราคาทนุ เดมิ แต ไมมีใครมีทรัพยพอท่ีจะซ้ือไวได นางจึงซ้ือเอาไวเองแลวนําทรัพยเทาจํานวนนั้นมาซ้ือ ที่ดินและวัสดุกอสราง เพื่อสรางวัดถวายเปนพระอารามที่ประทับของพระพุทธเจาและ ทอ่ี ยอู าศยั ของพระภิกษุ สามเณร โดยพระศาสดาโปรดใหพ ระมหาโมคคัลลานะ เปน ผูอาํ นวยการดแู ลการกอสรางท้งั หมด อารามนีช้ ือ่ วา วัดบุพพาราม เปน วดั ที่นางวิสาขา มหาอบุ าสิกาสรางถวายไวในพระพทุ ธศาสนา วันหนึ่ง สาวใชไปเห็นภิกษุเปลือยกายอาบน้ําฝน ในขณะท่ีฝนกําลังตก นางคิดวาเปนพวกนักบวชชีเปลือยจึงรีบกลับไปแจงแกนางวิสาขา ฝายนางวิสาขา เมอื่ ฟง คาํ เลา อยา งนนั้ แลว แตเ พราะนางเปน พระอรยิ บคุ คลชนั้ โสดาบนั เปน มหาอบุ าสกิ า ผูมีศรัทธามั่นคงและใกลชิดกับภิกษุสงฆ สามเณรในฐานะผูอุปถัมภบํารุงพระศาสนา จงึ รอู ยวู า พระพทุ ธองคทรงอนญุ าตใหภ ิกษมุ ีผาใชส อยเพียง ๓ ผืน คือจวี รสาํ หรับหม สงั ฆาฏสิ าํ หรบั หม ซอ น และสบงสาํ หรบั นงุ เมอ่ื เวลาอาบนาํ้ จงึ ไมม ผี า สาํ หรบั ผลดั เปลย่ี น จาํ เปน ตอ งเปลอื ยกายอาบนา้ํ อาศยั เหตนุ ้ี นางวสิ าขาจงึ มหาอบุ าสกิ าจงึ ไดก ราบทลู ขอพร เพอื่ ถวายผา อาบนา้ํ ฝนแกภ กิ ษสุ งฆ พระพทุ ธองคท รงอนญุ าต นางวสิ าขานบั เปน บคุ คล แรกท่ีไดถวายผา อาบนํ้าฝนแกภ ิกษสุ งฆ นางวิสาขาไดชื่อวาเปนมหาอุบาสิกาผูย่ิงใหญ เปนยอดอุปฏฐายิกา ผูถวาย ทะนุบํารุงพระพุทธศาสนา การทําบุญของนางวิสาขานับวาครบถวนตามหลักบุญกิริยา วตั ถุ บรรลสุ มตามนยั แหง คาํ ท่นี างเปลง อทุ านในงานพิธีฉลองวัดบพุ พาราม ทีถ่ วายไว ในพระพุทธศาสนาวา ความปรารถนาใดๆ ที่เราต้ังไวใ นกาลกอน ความปรารถนานั้นๆ ทั้งหมดของเราไดสาํ เรจ็ เสรจ็ สิน้ สมบรู ณท กุ ประการแลว ความปรารถนาของนางวสิ าขามหาอบุ าสกิ ามีดงั น้ี ๑. ปรารถนาทจ่ี ะสรา งปราสาทฉาบดว ยปนู ถวายเปนวิหารทาน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 131

132 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๒. ปรารถนาที่จะถวายเตยี ง ต่งั ฟกู หมอน เปนเสนาสนภณั ฑ ๓. ปรารถนาท่จี ะถวายสลากภัตเปน โภชนาทาน ๔. ปรารถนาทจ่ี ะถวายผา กาสาวพสั ตร ผาเปลอื กไม ผา ฝายเปน จีวรทาน ๕. ปรารถนาทจ่ี ะถวายเนยใส เนยขน นํา้ มนั นํ้าผงึ้ นํ้าออย เปนเภสัชทาน ความปรารถนาของนางวิสาขามหาอุบาสิกา บดั นี้ สําเร็จครบถวนทกุ ประการ สง ผลใหเ กดิ ความเอิบอ่มิ ใจย่ิงนกั นางจงึ เดินเวยี นเทียนรอบปราสาทอันเปนวิหารทาน พรอ มทงั้ เปลง อทุ าน เหลา ภกิ ษทุ งั้ หลายไดเ หน็ กริ ยิ าอาการของนางแลว ตา งประหลาดใจ จึงไปกราบทูลถามพระพุทธเจาวา ขาแตพระองคผูเจริญ ตั้งแตไดรูจักนางวิสาขา มหาอุบาสิกาก็เปนเวลานาน พวกขาพระองค ไมเคยเห็นขับรองเพลงและแสดงอาการ อยา งนี้ แตว ันน้ี มหาอบุ าสิกาวิสาขาอยใู นทา มกลางแวดลอมของบรรดาบุตรธิดา และ หลานๆ พรอมท้ังบริวารไดเดินเวียนรอบปราสาทและพึมพําคลายกับขับรองเพลง เขาใจวาดีของนางคงจะกําเริบ หรือไมก็อาจจะเสียจริตไปแลว พระเจาขา พระศาสดา ตรัสวา ภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเรามิไดขับรองเพลงมิไดเสียจริตอยางที่พวกเธอเขาใจ แตธิดาของเราเปนอยางน้ัน เพราะความปติยินดีที่ความปรารถนาของตนที่ต้ังไวสําเร็จ บรบิ รู ณ จงึ เดนิ เปลง อุทานดวยความอิม่ เอมใจ นางวสิ าขามหาอบุ าสกิ า เปน กาํ ลงั สาํ คญั ยง่ิ ผหู นงึ่ ทถ่ี วายอปุ ถมั ภบ าํ รงุ สง เสรมิ พระศาสนาในดา นตา งๆ สมา่ํ เสมอมา ทง้ั ดา นการทะนบุ าํ รงุ ภกิ ษสุ งฆ สามเณรดว ยเครอื่ ง อุปโภค และบรโิ ภค อันมีอาหารบณิ ฑบาต เปนตน และการสรางวัดรวมทงั้ เสนาสนะ ถาวรวตั ถทุ เี่ ปน ประโยชนเ กอื้ กลู แกภ กิ ษสุ งฆ สามเณร ตลอดทง้ั ประชาชนไวใ นพระพทุ ธ ศาสนาเปนจํานวนมาก โดยพระศาสดาตรัสยกยองไวในตําแหนง เอตทัคคะคือเปน ผูเลิศกวา อุบาสิกาทง้ั หลายในฝายผเู ปน ทายิกา ๒๕. มัลลิกาเทวี พระนางมัลลิกาเทวี เปนพระอคั รมเหสขี องพระเจาปเสนทโิ กศล นามเดมิ วา สิรจิต เปนธิดาของนายมาลาการ (ชางจัดดอกไม) ที่มีถิ่นฐานอยูในเมืองสาวัตถี แควนโกศล สิรจิต เปนสาวท่มี ีรูปรางผิวพรรณงดงาม มีสติปญ ญาดเี ฉลียวฉลาดและ มีความกตัญูกตเวที ในทุกๆ วัน นางจะไปเก็บดอกไมมาใหบิดาทําพวงมาลัยขาย วันหน่ึงมัลลิกาไดจัดขนมถั่วใสกระเชาดอกไม ถือไปยังสวนดอกไม พบพระพุทธเจา 132

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 133 เสดจ็ บิณฑบาตพรอ มดวยภิกษสุ งฆ จงึ เอาขนมน้ันใสบาตร นางเกิดปตมิ ีพระพุทธเจา เปนอารมณยืนสงบนิ่งอยู พระพุทธองคทรงแยมใหปรากฏ พระอานนท จึงทูลถาม ถึงสาเหตุที่ทรงแยม พระองคตรัสวา อานนท กุมาริกานี้จะไดเปนอัครมเหสีของ พระเจาปเสนทิโกศลดวยผลทานทีถ่ วายขนมถวั่ ในวันน้ี เมื่อธิดาของชางดอกไมไปถึงสวนดอกไม ก็รองเพลงไปพลางเก็บดอกไม พระเจาปเสนทิโกศลทรงพา ยแพมาจากสูรบั กับพระเจา อชาตศัตรู ทรงมา เสดจ็ หนผี า น มาทางสวนดอกไม ทรงไดยินเสยี งขับรองเพลง กท็ รงพอพระทัยชืน่ ชอบ เสด็จเขา ไปท่ี สวนดอกไม เมอ่ื ทรงทราบวา กมุ ารกิ านนั้ ยงั ไมม สี ามี จงึ โปรดใหข น้ึ หลงั มา เขา สนู ครสาวตั ถี และโปรดใหพานางกลับบาน ในตอนเย็นจึงโปรดใหมีการอภิเษกสมรสตั้งใหเปน พระอัครมเหสี พระนางมัลลิการเทวีผูมีปญญาดีและเฉลียวฉลาด ก็เปนที่โปรดปราน ยง่ิ ของพระเจา ปเสนทโิ กศล พระนางจดั ถวายทานทไ่ี มใ ครเหมอื น ทเ่ี รยี กวา อสทสิ ทาน สมัยเมื่อพระศาสดาเสด็จประทบั ณ วดั พระเชตวัน เมืองสาวัตถี พระเจาปเสนทโิ กศล เสดจ็ เขา เฝา ทลู อาราธนาพระพทุ ธเจา เพอ่ื จะถวายอาคนั ตกุ ทานในวนั รงุ ขน้ึ (อาคนั ตกุ ะ คือผูมา) คือถวายทานแดพระพุทธเจาและภิกษุสงฆท่ีตามเสด็จมา เมื่อประชาชน ไดเห็นเคร่ืองทานของพระราชา ก็เกิดศรัทธาและจัดถวายทานแดพระพุทธเจาและ ภิกษุสงฆ โดยเปนเคร่ืองทานทป่ี ระณตี และมากยง่ิ กวา พระราชา ชาวบา นและพระราชา ทาํ สลบั กนั ถวายทานไปมา ฝา ยพระเจา ปเสนทโิ กศลไมอ าจหาของแปลกๆ ทพ่ี สิ ดารกวา ชาวบาน ทรงวติ กกังวลในเรอ่ื งน้ีอยู จึงทรงขอความชว ยเหลอื จากพระนางมัลลิกาเทวี ฝายพระอัครมเหสกี ็ทรงประสงคที่จะถวายอสทิสทาน (ทานทไ่ี มมีใครเหมอื น) อยแู ลว จงึ ทูลใหพ ระองคโปรดรบั สั่งดงั นี้ ๑. ใหสรา งมณฑปดวยไมส าละสาํ หรับพระ ๕๐๐ รูปน่งั และใชไมข านางเอา ไวถางขาทําเปนโตะ พระทเี่ กนิ จาก ๕๐๐ รูปใหน ั่งอยรู อบนอก ๒. ใหทาํ เศวตฉัตร ๕๐๐ คัน ๓. ใหใ ชชา ง ๕๐๐ เชอื ก ถือเศวตฉัตรกนั้ อยูดานหลงั ภกิ ษสุ งฆ ๕๐๐ รปู ๔. ใหส รา งเรือจากทองคาํ แทๆ ๘ ลํา หรอื ๑๐ ลํา เรอื เหลานี้จะอยทู า มกลาง มณฑป ๕. ใหเ จา หญิง ๑ องค น่ังบดของหอมทามกลางภิกษุ ๒ รูป และเจาหญงิ อีก ๑ องค ถอื พดั ถวายแดภ กิ ษุ ๒ รปู ฉะนั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูป กจ็ ะมเี จาหญิง ๕๐๐ องค คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 133

134 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ๖. เจาหญิงท่ีเหลือ จะนําของหอมท่ีบดแลวไปใสในเรือทามกลางมณฑป ทุกๆ ลํา เจาหญิงบางพวกจะทรงถือดอกอุบลเขียวเคลาของหอม เพ่ือใหภิกษุรับเอา กลนิ่ อบ (เจา หญงิ สว นใหญจ ะเปน ธดิ ากษตั รยิ แ ละธดิ าของกษตั รยิ ข า งเคยี ง คอื นอ งๆ รองลงไป ในสมยั นน้ั พระราชามีพระมเหสถี งึ ๑๐๐ กวาพระองคจึงไมนา ประหลาดใจ หากจะมีเจาหญงิ ถึง ๑,๐๐๐ พระองค) เมอ่ื ทาํ เชน นแี้ ลว กจ็ ะชนะประชาชนชาวพระนคร เพราะพวกเขา ไมม เี จา หญงิ ไมมเี ศวตฉตั ร และไมมีชางทีม่ ากมายเทยี บเทาพระราชาได หลงั จากท่ีมีการจดั เตรียม ทกุ อยา งแลว ปรากฏวา จะนับชางอยางไรก็ไมพอสาํ หรบั ภิกษุ ๑ รูป กลา วคือชา งมมี าก แตช า งทฝี่ ก เชอ่ื งแลว มไี มพ อ เหลอื แตช า งทดี่ รุ า ย ในคราวนนั้ พระนางมลั ลกิ าเทวไี ดท ลู พระราชาวา ทราบวา มีชา งทีด่ ุรา ยเชือกหนงึ่ ทสี่ ามารถจะปรามไดด ว ยกําลงั ใจ โดยทูล อธบิ ายวา ใหชา งที่ดุรา ยน้นั ยนื ใกลๆ พระผูเปน เจา ชอื่ วา “องคลุ มิ าล” เพราะชางนเ้ี คย ตอ สกู บั พระองคลุ มิ าลมาแลว มใิ ชน อ ย เมอ่ื ทา นเปน พระอรหนั ตแ ลว กไ็ ดท าํ ใหล กู ชา งอยู ในอาการสงบ โดยใชหางสอดเขา ระหวางขา หสู องขางตัง้ ข้ึน ยนื หลบั ตาอยู พระราชาปเสนทิโกศสไดทูลถวายส่ิงของท่ีจัดเตรียมน้ันทั้งหมดบูชาพระคุณ ของพระพทุ ธเจา เปนตน วา เรอื นทอง เตยี ง ต่งั ทรพั ยอกี ๑๔ โกฏิ เศวตฉัตรหน่ึง บลั ลงั ก เชงิ บาตรหนึง่ ต่งั สาํ หรบั เชดเทาหนึง่ ทีซ่ งึ่ มรี าคาสูงประมาณคา มไิ ด อสทสิ ทาน จงึ นับเปนทานอนั ยง่ิ ใหญ สมดงั ที่พระศาสดาตรัสวา พระพทุ ธเจา ๑ พระองค จะมคี น ถวายอสทสิ ทานครง้ั เดียวในชีวติ และคนทีจ่ ะถวายอสทิสทานไดน น้ั ตองเปน สตรี ในสมัยหนึ่ง พระเจาปเสนทิโกศล ตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีวา ทรงรัก พระองคห รอื ไม รกั มากเพยี งใด เมอ่ื พระนางทลู วา รกั ตนเองมากกวา สง่ิ ใด ทาํ ใหพ ระองค ถงึ กบั ทรงนอ ยพระทยั วา พระมเหสมี ลั ลกิ าไมไ ดร กั พระองคเ สมอชวี ติ นาง ครนั้ ไดเ ขา เฝา พระพทุ ธองคแ ลว จงึ ทลู ใหท รงทราบ พระศาสดาตรสั วา ทพ่ี ระนางมลั ลกิ าเทวที ลู เชน นนั้ ถกู ตอ งแลว เพราะความรกั ทงั้ หลายในโลกน้ี ยอ มไมม คี วามรกั ใดเทยี บเทา ความรกั ทมี่ ี ตอ ตนเอง พระนางทรงยดึ มน่ั ในสจั จะตรสั ความจรงิ เชน นแ้ี ลว มหาบพติ รควรจะชน่ื ชม ยินดี พระราชากท็ รงคลายความนอยพระทยั ลง วันหน่งึ พระนางมลั ลิกาเทวี เสดจ็ ไปยังท่ีสรงสนาน (ท่มี ีอา งนา้ํ ) ทรงชําระ พระโอษฐ ขณะท่ีทรงกมลงจะชําระพระชงฆ (ชวงหัวเขา) สุนัขตัวโปรดตัวหน่ึง ที่ว่ิง 134

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 135 ตามเขา ไปกเ็ ขา คลอเคลยี เหมอื นกบั จะทาํ อสทั ธรรมสนั ถวะ พระราชาทอดพระเนตรทาง พระแกล (หนาตาง) ในปราสาทช้นั บน ทรงเหน็ กริ ิยาน้นั เมอื่ พระนางเสดจ็ มาจากซมุ นํา้ นน้ั จึงตรัสตาํ หนวิ า หญิงถอย จงฉบิ หาย เพราะเหตไุ รเจาจงึ ไดท ํากรรมเหน็ ปานน้ี พระนางจึงทูลวา ผใู ดผูห น่งึ เขาไปซุมนํ้านน้ั ผูเดยี ว จะปรากฏเห็นเปน ๒ คน แกผูที่ แลดทู าง พระแกลนี้ (หนาตา ง) ถาพระองคไ มท รงเช่ือหมอ มฉนั ขอเชิญเสดจ็ เขาไปยงั ซุมนา้ํ นั้น หมอมฉนั จะแลดพู ระองคทางพระแกลนี้ พระราชาตดิ จะเขลา ทรงเชอื่ ถอ ยคาํ จงึ เสดจ็ เขา ไปยงั ซมุ นา้ํ นนั้ ฝา ยพระนาง- มัลลิกาเทวี ทรงยืนทอดพระเนตรอยูท่ีพระแกลดังกลาว ทูลวา มหาราชผูมืดเขลา พระองคท รงทาํ สนั ถวะกบั นางแพะ แมเ มอ่ื พระราชาจะตรสั วา ฉนั ไมไ ดท าํ กรรมเชน นนั้ ก็ทลู วา หมอ มฉันเห็นเองหมอมฉนั จะเช่อื พระองคไมได พระราชาทรงสดับคํานั้นแลว ทรงเชอ่ื วา ผเู ขา ไปทซี่ มุ นา้ํ นน้ั ผเู ดยี วเทา นนั้ กย็ อ มปรากฏเปน ๒ คน พระมเหสมี ลั ลกิ าเทวี ทรงดําริวา พระราชาน้ีถูกเราหลอกแลวเพราะทรงโงเขลา เราทํากรรมชั่วยิ่งแลว เรากลาวตูพระราชาดวยคําไมจริง แมพระพุทธเจาก็จะทรงทราบกรรมน้ีของเรา พระอัครสาวกท้ังสอง พระอสีติมหาสาวกยอมจะทราบ เราทํากรรมหนักแลวจริงๆ จึงคร้ันในเวลาจะสิ้นพระชนม พระนางมิไดทรงนึกถึงการบริจาคทานใหญเห็นปานนั้น เลย กลบั ระลกึ ถงึ กรรมอนั ลามกนน้ั อยา งเดยี ว เมอื่ สน้ิ พระชนมก ไ็ ปเกดิ ในอเวจไี หมอ ยู ในนรกตลอด ๗ วนั ครน้ั ในวันท่ี ๘ ก็จุติจากท่ีนน้ั ไปบังเกิดในสวรรคช ัน้ ดุสิต เมื่อพระเจา ปเสนทโิ กศลเสดจ็ ไปเฝาพระพุทธเจา จงึ ทรงบนั ดาลดว ยฤทธิใ์ ห พระราชาทรงลืมท่ีจะถามเร่ืองของพระนางมัลลิกาเทวีไวกอน เพราะหากทรงทราบวา พระมเหสีไปเกิดในอเวจีนรก ก็จะไมอยากทําบุญอีกตอไป เพราะพระนางมัลลิกาเทวี ไดทําบุญไวมากยังไปตกนรก เม่ือผานไป ๗ วัน จึงทรงคลายฤทธิ์ และตรัสโปรด พระราชาวา บัดนี้ พระนางมัลลิกาเทวีไปบังเกิดในดุสิตภพ เม่ือทรงสดับพุทธดํารัสน้ี แลว ทรงคลายความเศราโศกกลบั ทรงมีปตเิ อิบอม่ิ ในพระทัยข้นึ มาแทน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 135

136 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ÈÒʹ¾¸Ô Õ ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªé¹Ñ â· ¤Òí ¹Òí ศาสนพิธี พิธีทางศาสนา หมายถึง วิธีปฏิบัติ ระเบียบแบบแผนใน การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ศาสนพิธีเกิดข้ึนภายหลังมีศาสนาเกิดขึ้นแลว ผูนับถือพระศาสนาจึงมีการปฏิบัติพิธีกรรมตางๆ ท่ีเก่ียวเน่ืองกับพระศาสนาข้ึน ดังนั้น เพ่ือใหการปฏิบัติพิธีกรรมในเรื่องน้ันๆ เปนไปดวยความเรียบรอย เหมาะสม และดงู ามตาแกผ พู บเหน็ จะเปน เหตสุ ง เสรมิ ศรทั ธาปสาทะในพระศาสนาไดอ กี ทางหนงึ่ ทานจึงกําหนดแนวทางวิธีปฏิบัติกิจกรรมทางพระศาสนาข้ึน เรียกวา ศาสนพิธี โดยนักปราชญบางทานกลาวไววา ศาสนพิธีเปรียบเสมือนเปลือกของพระศาสนา และมีความเกื้อกูลแกพระศาสนา กลาวคือหากไมมีแกนแทของพระศาสนาแลว ศาสนพธิ กี อ็ ยูไดไมน าน หากมีเฉพาะแกน ของพระศาสนา แตไมมีเปลือกคอื ศาสนพธิ ี แกนของพระศาสนากย็ อมอยไู ดไ มน าน เชน เดียวกับตน ไมท ีม่ ีแตเปลือกไมม แี กนหรอื มแี ตแกน ไมมีเปลือก ก็ยอมตงั้ อยูไดไมค งทน ฉะนัน้ ปจจุบัน มีจุดหักเหในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา อาจทําให ผทู ยี่ งั ไมเ ขา ใจในหลกั พระธรรมวนิ ยั ไปยดึ ถอื วา ศาสนพธิ ี นนั่ เองคอื แกน ของพระศาสนา ซึ่งนับวาเปนอันตรายอยางย่ิงตอพระพุทธศาสนา ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนท้ังหลาย จงึ ตอ งศกึ ษาและทาํ ความเขา ใจใหถ กู ตอ งวา อะไรคอื ศาสนพธิ ี อะไรเปน หลกั พระธรรม วนิ ัยคาํ สั่งสอน เพอ่ื จะปฏบิ ัตไิ ดอยา งถกู ตองตามความมุงหมายของพระพุทธศาสนา องคป ระกอบของศาสนา ศาสนา แปลวา คาํ สอน หมายถงึ หลกั ธรรมคาํ สอนของศาสดา ผกู อ ตงั้ ศาสนา นนั้ ๆ รวมทงั้ หลกั ธรรมคาํ สอนของศาสนาทม่ี ศี าสดาผกู อ ตง้ั โดยมอี งคป ระกอบสาํ คญั ๆ ๕ ประการ คือ 136

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 137 ๑. ศาสดา ผูกอตั้งศาสนา โดยศาสนาที่มีผูนับถือมากเปนที่รูจักกันใน ประเทศไทยและไดรับการรับรองจากทางราชการ ไดแก ศาสนาพุทธ คริสต อิสลาม สิกขหรือซิกข ลวนมีศาสดาผูกอตั้งศาสนา เวนศาสนาพราหมณ–ฮินดู ไมมีศาสดา ผกู อ ตงั้ ซง่ึ เปน ศาสนาทีน่ ับถอื สืบตอกนั มาแตโบราณ ๒. ศาสนธรรม หลักธรรมคําสอนท่ศี าสดาประกาศเผยแผแ กช าวโลก ๓. ศาสนกิ หรอื สาวก ผรู บั ฟง หลกั ธรรมคาํ สอนทศ่ี าสดาประกาศแลว มศี รทั ธา เลอื่ มใสและปฏบิ ตั ิตาม ๔. ศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ สถานที่ท่ีประกอบพิธีของศาสนาน้ันๆ หรือ รูปเคารพของศาสดา เปน ตน ๕. ศาสนพธิ ี หลักแนวทางวธิ ปี ฏบิ ตั ิพธิ กี รรมทางศาสนา ประโยชนข องศาสนพิธี ๑. ทําใหการปฏิบัติพิธีกรรมทางพระศาสนา ดําเนินไปดวยความเรียบรอย เหมาะสม และสาํ เร็จตามความมุงหมาย ๒. เปน ที่เจรญิ ศรทั ธาปสาทะแกผ พู บเห็น ๓. เปน การสงเสริมและรกั ษาวฒั นธรรมประเพณีท่ดี งี ามของชาติ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 137

138 ¤‹ÁÙ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท บทท่ี ๑ พิธบี ําเพ็ญกุศลในวันสาํ คญั ทางพระพุทธศาสนา ทุกศาสนาลวนมีวันสําคัญ เพื่อระลกึ เหตกุ ารณส าํ คญั ท่ีเคยเกิดขึ้นแกศ าสดา ผูกอต้ัง และเกี่ยวเน่ืองในพิธีกรรมหรือกิจกรรมท่ีเหลาศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ จดั ขึ้นในโอกาสตา งๆ พระพุทธศาสนา กเ็ ชนเดียวกัน มวี ันสาํ คัญท่ีกาํ หนดขน้ึ สาํ หรับ ใหพ ุทธศาสนกิ ชนปฏิบตั ิ เพ่ือนอ มรําลกึ ถงึ คณุ ของพระรตั นตรัย และบาํ เพ็ญกศุ ลเปน กรณีพิเศษดว ยอามสิ บชู าและปฏิบัติบูชา โดยมีวันสาํ คัญ คือ ๑. วนั เขาพรรษา ๒. วนั ออกพรรษา ๓. วันเทโวโรหณะ ๔. วนั ธรรมสวนะ (วันพระ) วนั เขา พรรษา พรรษา มาจากศัพทบ าลีวา วสฺส ศพั ทสันสกฤตวา วรษฺ แปลวา ฝน ฤดฝู น ภาษาไทยใชศัพทสันสกฤต แผลงเปน พรรษา การเขาพรรษา หมายถึงการที่ พระภิกษุสงฆอธิษฐานจิตอยูประจําในสถานท่ีแหงใดแหงหน่ึงในฤดูฝน จะไมไปคาง แรมในทอี่ น่ื พธิ เี ขา พรรษาจงึ เปน ขอ ปฏบิ ตั ขิ องพระสงฆโ ดยตรง จะตอ งปฏบิ ตั ติ ามพทุ ธ บญั ญตั ิ กาํ หนดเขา พรรษาในวนั แรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ ของทกุ ป หรอื เดอื น ๘ หลงั ในปท มี่ ี เดอื น ๘ สองหน (ปอ ธกิ มาส) เปน วนั สําคญั ตอเน่อื งจากวนั อาสาฬหบูชา ในสว นที่เปนพระราชพธิ ีทานรวมวนั สําคัญทง้ั ๒ เขา เปนพระราชพิธเี ดียวกนั เรยี กวา พระราชพธิ ที รงบาํ เพญ็ พระราชกศุ ลอาสาฬหบชู าและเขา พรรษา ซงึ่ ทางราชการ กําหนดใหเปน วนั หยุดราชการประจาํ ป พธิ ีบาํ เพ็ญพระราชกศุ ลเขาพรรษา ในวนั แรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ เปน วนั เขา พรรษา มหี มายกาํ หนดบาํ เพญ็ พระราชกศุ ล พอสรปุ ไดด ังน้ี 138

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 139 เวลาเชา ประมาณ ๐๗.๐๐ น. เจาหนาท่ีฝายพิธี กองศาสนูปถัมภ กรมการศาสนานิมนตพระสงฆ ๑๕๐ รูป รับพระราชทานอาหารบิณฑบาตของหลวง ณ บริเวณพรวิหารคด วัดพระศรีรตั นศาสดาราม คร้ันเวลาบาย พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เสด็จพระราชดําเนินไปยัง พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จขึ้นไปหลังบุษบก ซึ่งเปนท่ีประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงประกอบพิธีเปล่ียนเครื่องทรงพระพุทธมหามณี- รัตนปฏิมากร จากเครอ่ื งทรงฤดรู อนเปนเครือ่ งทรงฤดฝู น และทรงถอดยอดพระรศั มี พระสมั พทุ ธพรรณี ประจาํ ฤดรู อ นออก ทรงเปลยี่ นสว นยอดพระรศั มปี ระจาํ ฤดฝู นถวาย (พระสัมพุทธพรรณี ประดิษฐานอยูหนาบุษบก ท่ีประดิษฐานพระพุทธมหามณี- รัตนปฏมิ ากร) ทรงพระสหุ ราย ทรงวางกระทงดอกไมและจดุ ธปู เทยี นเคร่ืองนมัสการ ทรงรับพระมหาสังขเพชรนอยบรรจุนํ้าท่ีซับองคพระพุทธมหามณีรัตน- ปฏิมากร สรงพระเศียร จากน้ันเสด็จไปทรงสุหรายนํ้าพระพุทธมนตแกขาราชการ ทเ่ี ฝา ทลู ละอองธลุ พี ระบาทในพระอโุ บสถ หลงั พราหมณเ บกิ แวน เวยี นเทยี น ๓ รอบแลว เสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ออกจากพระอโุ บสถ ทรงพระสหุ รา ยนาํ้ พระพทุ ธมนตแ กป ระชาชน ท่ีมาเฝา รับเสด็จ ณ บรเิ วณลานพระอุโบสถทัง้ สองขา งทางเสดจ็ พระราชดําเนิน อนึ่ง เน่ืองในพระราชพิธีดังกลาวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว จะเสด็จพระราชดําเนินไปทรงถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอารามหลวงท่ีสําคัญๆ มวี ดั บวรนเิ วศวหิ าร เปน ตน พรอ มกบั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานวุ งศ หรอื องคมนตรี เปนผูแทนพระองค ถวายพมุ เทยี นพรรษา ณ พระอารามหลวงสาํ คญั ๆ ในกรุงเทพมหานคร ความเปนมาของวันเขา พรรษา การเขาพรรษา เปนพุทธานุญาตท่ีใหพระภิกษุอธิษฐานอยูประจําสถานท่ี ไมจาริกไปคางแรมในสถานท่ีอื่น ตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในชวงฤดูฝน คือตั้งแต วันแรม ๑ คํ่า เดอื น ๘ ถึงวนั ขน้ึ ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ตามตํานานวา การอยูจําพรรษา เปนธรรมเนียมของนักบวชนอกพระพุทธ- ศาสนาในชมพูทวีปที่มีการปฏิบัติกันอยูกอนแลว แตคงไมไดปฏิบัติกันเครงครัดนัก จึงเปนเรื่องคุนชินของคนในยุคน้ัน สมัยตนพุทธกาล ขณะพระพุทธเจาประทับอยู คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 139

140 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ณ เวฬุวันวิหาร เมืองราชคฤห เมื่อถึงฤดูฝน พระภิกษุสวนมากจะอยูประจําสถานที่ เชนเดียวกับนักบวชอื่นๆ แตมีกลุมพระภิกษุฉัพพัคคีย คือพระภิกษุ ๖ รูป ไดแก พระมัณฑุกะ พระโลหิตกะ พระเมตติยะ พระกุมมชกะ พระอัสสชิ พระปุนัพพสุกะ พรอมท้ังพระภิกษุที่เปนศานุศิษยประมาณ ๑,๕๐๐ รูป จาริกไปตามสถานที่ตางๆ เนอ่ื งจากขณะนนั้ ยงั มไิ ดม พี ทุ ธานญุ าตการอยจู าํ พรรษา ในการจารกิ ไปของทา นเหลา นน้ั มผี ลกระทบตอ การทาํ เกษตรกรรมของชาวบา น ขา วกลา และพชื ผกั เสยี หาย ถกู ชาวบา น กลา วตาํ หนเิ ตยี นถงึ การไมห ยดุ จารกิ ในฤดฝู นของภกิ ษเุ หลา นน้ั พระพทุ ธเจา จงึ โปรดให ประชมุ ภกิ ษสุ งฆและทรงบัญญัตใิ หพ ระภกิ ษุอยูจําพรรษาเปนเวลา ๓ เดอื นในฤดูฝน พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย มกี ารบําเพ็ญกศุ ลเนอื่ งในเทศกาลเขาพรรษา ดาํ เนินมาตั้งแตส มัยกรงุ สโุ ขทัย ดงั ความในศิลาจารกิ หลักท่ี ๑ วา “พอ ขุนรามคาํ แหง พอ เมอื งสโุ ขทยั นที้ งั้ ชาวแมช าวเจา ทว ยปว ทว ยนางลกู เจา ลกู ขนุ ทงั้ สนิ้ ทง้ั หลาย ทง้ั ผชู าย ผหู ญงิ ฝูงทว ยมศี รทั ธาในพระพุทธศาสน ทรงศีลเม่อื พรรษาทกุ คน” โดยมกี ารบาํ เพญ็ กศุ ล เนอื่ งในวนั เขา พรรษาสบื ทอดมาถงึ ปจ จบุ นั แมจ ะปฏบิ ตั ิ แตกตา งกนั บางตามยคุ สมัย แตห ลักการใหญที่ไมแตกตางกนั คอื การทําบุญตกั บาตร รักษาศีล ฟงพระธรรมเทศนา การปฏิบัติธรรมตามหลักสมถกรรมฐานและวิปสสนา กรรมฐานและการทาํ ความดอี ่นื ๆ การอยูจาํ พรรษามี ๒ อยา ง ๑. การจาํ พรรษาตน เรยี ก ปรุ มิ กิ าวสั สปู นายกิ า เรมิ่ ตง้ั แตว นั แรม ๑ คาํ่ เดอื น ๘ ถึงวนั ขึ้น ๑๕ คํ่า เดอื น ๑๑ สาํ หรับปท ีม่ อี ธิกมาส คอื เดือน ๘ สองหน จะเล่ือนการ จาํ พรรษาไปเปน วันแรม ๑ คา่ํ เดอื น ๘ หลัง ๒. การจาํ พรรษาหลงั เรียก ปจฉมิ กิ าวสั สูปนายิกา เริ่มตงั้ แตวนั แรม ๑ คํ่า เดือน ๙ ถึงวันขนึ้ ๑๕ คํา่ เดือน ๑๒ ปจ จุบนั ไมคอยมปี ฏิบตั ิ จึงไมเปน ท่รี ูจักกนั สตั ตาหกรณยี ะ การอยูจําพรรษา มิใชเปนขอหามเด็ดขาดวาตองอยูประจําตลอด ๓ เดือน ไมสามารถเดินทางไปคางแรมที่ไหนไดเลย โดยมีพระพุทธานุญาตใหพระภิกษุ 140

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 141 ผอู ยจู ําพรรษา สามารถไปคา งแรมคืนในสถานท่อี น่ื ได คราวละไมเ กิน ๗ วัน เรยี กวา สตั ตาหกรณยี ะมี ๔ ประการ คอื ๑. เพอื่ นสหธรรมิกท้งั ๕ คอื ภกิ ษุ ภกิ ษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรี ปวยหรือบิดามารดาปว ยไปเพ่ือดแู ลพยาบาลได ๒. ไปเพือ่ จะยับยง้ั เพ่ือสหธรรมกิ ทอ่ี ยากสึกมิใหส กึ ได ๓. ไปเพือ่ กิจของสงฆ เชน กรณกี ฏุ วิ ิหารชํารุดเสียหาย เพอื่ ชว ยหาอุปกรณ มาสรางซอ มแซมได ๔. ไปเพ่ือฉลองศรัทธาพุทธศาสนิกชน ท่ีนิมนตไปในพิธีบําเพ็ญบุญได หรือไปดว ยเหตอุ ื่นๆ อนโุ ลมเขา กบั ทงั้ ๔ ขอขางตนขอใดขอหนงึ่ ก็ได พระภิกษุผูมีกิจธุระจําเปน และประสงคจะสัตตาหะเพ่ือไปทํากิจน้ันๆ พงึ บอกลาพระภกิ ษทุ มี่ ีอยู โดยเปลงวาจาแสดงเจตนาเปนภาษามคธวา อตั ถิ เม กจิ จงั อิมสั มงิ สตั ตาหพั ภันตะเร นวิ ตั ตสิ สามิ. แปลวา ขา พเจามีกิจตองไปจะกลบั มาภายใน ๗ วนั หรือเพยี งผูกใจอธษิ ฐานทําสัตตาหะดว ยตนเองกไ็ ด ประโยชนข องวนั เขาพรรษา ๑. ในสมยั พทุ ธกาล ปอ งกนั ไมใ หพ ระภกิ ษจุ ารกิ ไปเหยยี บยาํ่ ขา วกลา พชื พนั ธุ ของชาวบา น เปน เหตใุ หไดรับการตเิ ตียน ๒. พระภิกษุไดหยุดพักผอน บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยจากการจาริกไป เผยแผพระศาสนา เพราะสมัยกอนใชวิธีเดินเทาไปยังสถานท่ีตางๆ เน่ืองจากยังไมมี ถนนหนทางและพาหนะที่สะดวกเหมอื นปจ จุบัน ๓. พระภกิ ษไุ ดอยูประจาํ เพือ่ ศกึ ษาเลาเรยี น และปฏิบัติธรรมเพ่มิ เติมและ เตรยี มความพรอมเพ่อื เผยแผพระศาสนาหลงั ออกพรรษาแลว ๔. พทุ ธศาสนกิ ชน ไดม โี อกาสบาํ เพญ็ กศุ ลเปน การพเิ ศษ เชน ทาํ บญุ ตกั บาตร รกั ษาศลี เจรญิ ภาวนา งดเวนอบายมุขตา งๆ เชน คนเคยดม่ื สุราเปน ประจํา กจ็ ะอธฐิ าน งดเวนการดื่มสุราตลอดพรรษา เปน ตน ๕. ทาํ ใหมพี ธิ ีทําบญุ อ่นื ๆ เกิดขนึ้ เชน พธิ ีถวายเทยี นพรรษา และพิธถี วาย ผา อาบนาํ้ ฝน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 141

142 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พิธีถวายดอกไมธ ูปเทยี นวันเขา พรรษา การถวายดอกไมธ ปู เทยี นในวนั เขา พรรษา เพอื่ พระภกิ ษนุ าํ ไปบชู าพระรตั นตรยั ไดมีมาแตโบราณ แตเปนเพียงการปฏิบัติเฉพาะบุคคล เฉพาะท่ี โดยพุทธศาสนิกชน จะนาํ ธูปเทยี น และดอกไมต ามทห่ี าไดใ นชุมชนไปถวายพระภิกษุในวัดใกลบานของตน พระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเขาพรรษา พระเจาแผนดิน จะเสด็จ พระราชดําเนินไปทรงถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอารามหลวงที่สําคัญๆ มีวัดบวร นเิ วศวหิ าร วดั เบญจมบพติ ร เปน ตน พรอ มกบั จะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรม วงศานวุ งศ หรือองคมนตรี เปน ผูแทนพระองค ถวายพุมเทียนพรรษา ณ พระอาราม หลวงทีส่ ําคัญๆ อีกสวนหนึง่ ในสวนภูมิภาคบางจังหวัด ยังมีพิธีตักบาตรดอกไมดวย อยางเชนท่ี วัดพระพุทธบาท อําเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เดิมทีชาวบานจะนําดอกไม ท่ีเรียกวา ดอกเขาพรรษาไปถวายพระสงฆ ดอกไมชนิดนี้จะออกดอกเฉพาะชวง เขา พรรษาปห นงึ่ เพยี งครงั้ เดยี ว เกดิ อยตู ามธรรมชาตบิ รเิ วณพน้ื ทใ่ี กลๆ วดั โดยชาวบา น จะมาคอยถวายดอกไมแกพระสงฆที่จะไปยังพระอุโบสถเพื่อประกอบพิธีอธิษฐาน เขาพรรษา และถือปฏิบัติเชนนี้สืบตอกันมายาวนาน จนเปนท่ีรูจักไปยังที่อ่ืนๆ จึงได เร่ิมมีพิธีตักบาตรดอกไมข้ึน ภาครัฐและเอกชนก็ไดสงเสริมสนับสนุนใหมีการจัดพิธี ตักบาตรดอกไมขึ้น เปนงานประเพณีประจําจังหวัดสระบุรี มีประชาชนตางจังหวัด เดนิ ทางไปตักบาตรดอกไมเปนจํานวนมาก ปจ จุบนั จึงกําหนดจดั ขึ้น ๒ วัน คือวันข้ึน ๑๕ คํา่ และแรม ๑ ค่ํา เดือน ๘ จดั พธิ ีตักบาตรวันละ ๒ รอบ เพ่ือรองรับศรัทธาของ พุทธศาสนกิ ชนทวั่ ไป วันออกพรรษา วันออกพรรษา คือวันสุดทายการอยูจําพรรษาของพระภิกษุสงฆ เรียกวา วนั ปวารณา ตรงกับวันขึน้ ๑๕ ค่ํา เดอื น ๑๑ อยูในเดอื นตุลาคม สวนวันออกพรรษา หลงั จะตรงกับวันขึน้ ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๒ พธิ ีปวารณาออกพรรษาเปนสังฆกรรมประเภท หนง่ึ โดยพระวินัยบัญญัติ เพือ่ ใหโ อกาสพระสงฆทีอ่ ยจู าํ พรรษารวมกันตลอดไตรมาส สามารถวากลาวตักเตือนและช้ีบอกขอผิดพลาดแกกันและกันได โดยความเสมอภาค 142

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 143 และดวยจิตที่ตั้งอยูบนพื้นฐานแหงความเมตตาปรารถนาดีตอกันเปนสําคัญ อันแสดง ใหเห็นวา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาแหงประชาธิปไตย มาต้ังแตสมัยพุทธกาลแลว การทาํ ปวารณาตอ กนั ของพระสงฆเ นอ่ื งในวนั ออกพรรษา พทุ ธศาสนกิ ชนสามารถนาํ มา ประยกุ ตใ ชไ ดเ ปน อยา งดใี นการทจี่ ะอยรู ว มกนั เปน ครอบครวั หมบู า นหรอื สงั คม เพราะ ถา กลมุ ชนทเี่ กยี่ วเนอ่ื งและอยรู ว มกนั จาํ นวนมาก เปด โอกาสใหส ามารถวา กลา วตกั เตอื น แนะนาํ กันและกนั ได เมอ่ื ผใู ดผูหนงึ่ ทาํ ผิดพลาดไป จะชว ยแกไขขอ บกพรองผดิ พลาด ตางๆ ตอกันไดทันทวงที จะไมกลายเปนเรื่องที่จะใหเสียหายใหญโตจนยากจะแกไข ที่อาจเกดิ ความวนุ วายทาํ ใหส งั คมไมส งบสุขได ความเปน มาของการปวารณา เม่อื คร้ังพระพุทธเจาประทับอยู ณ พระเชตวนั วหิ าร เมอื งสาวตั ถี มีพระภิกษุ กลมุ หน่งึ แยกยา ยกันจําพรรษาอยรู อบๆ เมอื ง ซ่งึ เหน็ พองกนั วา เพ่ือมใิ หเกดิ ทะเลาะ ววิ าทขนึ้ ระหวา งกนั สมควรปฏบิ ตั มิ คู วตั ร คอื การตงั้ ปฏญิ าณไมพ ดู จากนั ตลอดพรรษา เม่ือออกพรรษาแลว พระภิกษุเหลานั้นไปเฝาพระพุทธเจาท่ีพระเชตวันวิหาร ทูลเร่ือง ปฏบิ ตั มิ คู วตั รใหท รงทราบ พระพทุ ธองคต รสั ตาํ หนวิ า เปน การอยรู ว มกนั เหมอื นปศสุ ตั ว แลวทรงอนุญาตใหพระสงฆทําปวารณาตอกันวา ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตใหภิกษุ ทั้งหลายผูจําพรรษาแลว ทําปวารณาตอกันใน ๓ สถานะคือดวยการไดเห็น ดวย การไดยินหรือดวยการรังเกียจสงสัย ดังน้ัน วันออกพรรษา จึงเรียกอีกอยางหนึ่งวา วันปวารณา ประโยชนข องวันออกพรรษา ๑. พระภิกษุไดร ับอานสิ งสการจําพรรษา ๕ ประการ ๒. พระภกิ ษุสามารถจาริกไปคา งแรมในสถานที่อน่ื ได ๓. พระภกิ ษไุ ดศ กึ ษาเลา เรยี น และใครค รวญในหลกั พระธรรมวนิ ยั ยงิ่ ขนึ้ ใน ระหวา งจาํ พรรษา ๔. พระภกิ ษไุ ดท าํ ปวารณา เปด โอกาสใหเ พอื่ นสหธรรมกิ วา กลา วตกั เตอื นกนั ได ๕. เปนโอกาสใหพ ุทธศาสนิกชน ไดทําบญุ ดวยการตกั บาตรเนื่องในเทศกาล ออกพรรษา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 143

144 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท วันเทโวโรหณะ เทโวโรหณะ แปลวา ลงจากเทวโลก หมายถึง วันท่ีพระพุทธเจาเสด็จลง จากเทวโลกหลังจากทรงจําพรรษาท่ี ๗ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน ในสวรรคชั้น ดาวดงึ ส เพื่อทรงเทศนาพระอภธิ รรมโปรดพทุ ธมารดาตลอดไตรมาส ครั้นออกพรรษา จงึ เสดจ็ กลบั ยงั มนษุ ยโลก โดยทางบนั ไดสวรรค ณ ประตเู มอื งสงั กสั สะ ในเมอื งสาวตั ถี เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๑ เรียกวนั นวี้ า วันเทโวโรหณะ ในครั้งนนั้ พระพุทธองคทรงแสดง วิวรณปาฏิหาริยบันดาลใหโลกสวรรคมนุษยและสัตวนรกมองเห็นกันและกัน จึงเรียก อีกอยางหน่งึ วา วันพระเจาเปด โลก ในรงุ เชา วันแรม ๑ ค่าํ เดือน ๑๑ จงึ มีการทําบญุ ตกั บาตรเทโวโรหณะเปน การใหญเ พอื่ เฉลมิ ฉลองในโอกาสทพี่ ระพทุ ธเจา เสดจ็ ลงมาจาก เทวโลก นยิ มเรยี กยอๆ วาตกั บาตรเทโว ในบางแหงเรียกวา ตกั บาตรดาวดงึ ส ความเปน มาของวันเทโวโรหณะ ลเุ ขาพรรษาที่ ๗ นับแตก ารตรัสรเู ปน พระพุทธเจา ครน้ั ในวนั เพญ็ เดือน ๘ เวลาบา ย ทรงแสดงยมกปาฏหิ ารยิ  (ปาฏหิ ารยิ ท แี่ สดงเปน ค)ู ณ ตน มะมว ง ในเมอื งสาวตั ถี เพื่อปราบมานะของพวกเดียรถีย นับเปนความอัศจรรยยิ่งทําใหมหาชนไดรูถึง พระพุทธานุภาพอยางถองแทไมสงสัย ครั้นรุงข้ึนจากวันแสดงยมกปาฏิหาริย เปน วันเขา พรรษาที่ ๗ ตรงกับวนั แรม ๑ คาํ่ เดอื น ๘ พระพุทธองคทรงประกาศแก พุทธบรษิ ทั วา จะขนึ้ ไปจําพรรษาในสวรรคช ้นั ดาวดงึ ส ตามธรรมเนียมของพระพทุ ธเจา ทั้งหลายในอดีต เปนท่ีอาลัยแกเหลาพุทธบริษัทท่ีชุมนุมอยูในสถานที่น้ันอยางยิ่ง พระองคเสด็จไปยังดาวดึงสพิภพ ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน ณ ภายใต ตน ปารฉิ ตั ร เมอื่ เหลา เทวดาและพทุ ธมารดาผเู ปน เทวดาพรอ มกนั แลว ทรงยกพระพทุ ธ มารดาใหเ ปน ประธานแหง เทพบรษิ ทั ทง้ั ปวง ตรสั พระอภธิ รรม ๗ คมั ภรี  (ประกอบดว ย สังคิณี วิภังค ธาตกุ ถา ปคุ คลบญั ญตั กิ ถาวตั ถุ ยมกและมหาปฏฐาน) ตลอดไตรมาส ตดิ ตอกันโดยมไิ ดหยดุ พกั พระพทุ ธมารดา ไดบรรลโุ สดาปตตผิ ลเปน พระอริยบุคคล ชั้นโสดาบนั ฝายเทวดาทงั้ หลายกไ็ ดบรรลมุ รรคผลตามสมควรแกอปุ นสิ ยั แหงตนๆ เม่ือเหลืออยู ๗ วัน จะถึงวันปวารณาออกพรรษา มหาชนพากันไปพบ พระโมคคลั ลานะ ถามถึงวนั ท่ีพระพทุ ธเจาจะเสด็จลงมาจากเทวโลก พระเถระจงึ แสดง ฤทธ์ิเหาะข้ึนไปเฝาพระพุทธเจา ทูลถามถึงการเสด็จลงจากเทวโลก พระศาสดาตรัส 144

ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 145 แจงแกพ ระโมคคลั ลานะ เพอ่ื ใหนําความไปบอกแกมหาชนวา พระองคจ ะเสด็จลงจาก เทวโลก วนั ปวารณาขนึ้ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๑ ใกลป ระตเู มอื งสงั กสั สะ ฝา ยทา วสกั กเทวราช เมอ่ื ทราบถงึ วนั ทพ่ี ระพทุ ธเจา จะเสดจ็ ลงจากเทวโลกแลว จงึ เนรมติ บนั ไดทพิ ย ๓ บนั ได คือ บันไดทองอยูเบ้ืองขวาใหเทวดาทั้งหลายลง บันไดเงินอยูเบื้องซายใหหมูพรหม ท้ังหลายลง และบันไดแกว อยตู รงกลางสาํ หรับเปนทเ่ี สด็จลงของพระพทุ ธเจา โดยเชิง บนั ไดทง้ั ๓ ตงั้ จรดลงใกลประตูเมืองสังกัสสะ สถานทนี่ ัน้ ไดช ื่อวา อจลเจดยี  หวั บันได เบื้องบนจรดยอดเขาสเิ นรุ เปนท่ีตั้งของสวรรคชนั้ ดาวดึงส ขณะพระพุทธเจา เสด็จจากดาวดึงสเทวโลกสูภพมนุษย ณ ประตูเมือง สงั กสั สะทอดพระเนตรเหน็ เทวดาและมนษุ ยท าํ การบชู าสกั การะอยา งมโหฬาร พระองค ทรงแสดงวิวรณปาฏิหาริยใหเทวดา มนุษย และสัตวนรก ตางมองเห็นซึ่งกันและกัน ตลอด ๓ โลก แมการลงโทษฑัณฑในเมืองนรกก็หยุดช่ัวคราวในวันน้ี จึงไดชื่อวา วันพระเจาเปดโลก โดยในเชาวันรุงข้ึน พุทธบริษัทพรอมใจกันทําบุญตักบาตร พระสงฆท อี่ ยใู นทนี่ นั้ มพี ระพทุ ธเจา ทรงเปน ประธาน โดยมไิ ดน ดั หมายกนั ไว ปรากฏวา การตักบาตรในวันนั้น มีผูคนแออัดมาก ไมอาจจะเขาไปตักบาตรไดสะดวก จึงเอา ขา วสาลขี องตนหอ บา ง ทาํ เปน ปน ๆ บา ง โยนเขา ไปถวายพระบณิ ฑบาต เปน ตน เหตใุ หค น สมยั กอ นนยิ มทาํ ขา วตม ลกู โยนในการตกั บาตรเทโวโรหณะ ปจ จบุ นั การทาํ ขา วตม ลกู โยน ยังพอมีอยูบางในสวนภูมิภาค แตในสวนกลางเลือนหายไป ถึงอยางไรพิธีตักบาตร เทโวโรหณะก็ยังเปนท่ีรูจักและนิยมจัดกันแทบทุกวัด โดยถือเปนประเพณีที่สําคัญ อยางหน่ึงของพทุ ธศาสนกิ ชน การจดั พธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ การตักบาตรเทโวโรหณะในประเทศไทย ถือปฏิบัติสืบตอกันมาแตโบราณ โดยจาํ ลองเหตกุ ารณว นั เทโวโรหณะ ถา วดั ใดอยใู กลภ เู ขา มอี โุ บสถ วหิ ารหรอื สญั ลกั ษณ ทางพระพทุ ธศาสนาอน่ื ๆ อยบู นยอดเขา และมบี นั ไดทางเดนิ สาํ หรบั ขน้ึ ลงเขา จะจดั พธิ ี โดยอัญเชิญพระพทุ ธรูปลงจากยอดเขา นําหนา แถวพระภิกษสุ งฆ สวนประชาชนทีม่ า รอคอยตักบาตรก็จะยืนหรือน่ังหันหนาเขาหากัน เวนชองทางระหวางกลางไวสําหรับ พระสงฆเ ดนิ รบั บณิ ฑบาต สง่ิ ของทนี่ าํ มาตกั บาตรอาจแตกตา งกนั บา ง ซงึ่ ในเมอื งจะนยิ ม ใชอาหารแหง ในภูมิภาคบางทองถนิ่ ก็ใชอ าหารสดเปน ไปตามศรัทธา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 145

146 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พธิ ีตักบาตรเทโวโรหณะ บางแหง ไดจ ดั เปนงานประเพณีประจาํ จังหวัด เชนที่ วัดสังกัสรัตนคีรี จังหวัดอุทัยธานี ต้ังอยูบนยอดเขาสะแกกรัง มีบันไดทอดลงจาก ยอดเขาถงึ พืน้ ดนิ จาํ นวน ๔๙๙ ขัน้ สว นภาคใตก จ็ ะมีพธิ ีชักพระท้งั ทางบกและทางนํา้ มกี ารจดั ตกแตง รถทรงดว ยราชวตั รฉตั รธงอยา งประณตี สวยงาม อญั เชญิ พระพทุ ธรปู ขน้ึ ประดษิ ฐาน โดยจะชว ยกนั ชกั หรอื ลากไปตามถนนเพอ่ื ใหป ระชาชนไดส กั การะและทาํ บญุ ตักบาตร และที่จัดทางน้ําก็เชนเดียวกันเพียงแตใชเรือแหไปตามแมน้ําลําคลองเทานั้น ในสมัยตอๆ มา พิธีตักบาตรเทโวโรหณะในบางแหงไดรับการสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชน เปนงานพิธีทําบุญท่ีมีช่ือเสียงเปนท่ีรูกันท่ัวไป และเปนการสงเสริม การทอ งเที่ยวในเมืองไทยไปในตัว ระเบยี บพิธตี กั บาตรเทโวโรหณะ กอนวนั แรม ๑ ค่าํ เดือน ๑๑ เปน กาํ หนดพธิ ตี ักบาตรเทโวโรหณะ ทางวัด จะมกี ารจดั เตรียมดงั น้ี ๑. พระพทุ ธรปู ยนื ๑ องค ขนาดพอสมควร ประดิษฐานบนรถหรอื คานหาม สําหรับชักหรือหามนําหนาพระสงฆบิณฑบาต โดยจัดตกแตงดวยดอกไมและราชวัตร ฉัตรธงตามความเหมาะสม จัดที่ต้ังบาตรตรงหนาพระพุทธรูป (เปนพระพุทธรูป ปางอมุ บาตรก็จะเหมาะกบั พธิ ี) ถา ไมม ีจะใชป างอน่ื ก็ได แตค วรเปนพระพุทธรูปยืน ๒. จัดเตรียมสถานที่สําหรับใหทายกทายิกา ประชาชนต้ังอาหารหรือสิ่งของ ที่นํามาตักบาตร โดยจัดบริเวณรอบอุโบสถ ลานวัด หรือบันไดทางลงจากภูเขาก็ได ตามความเหมาะสมของแตละวดั ๓. แจง กาํ หนดการพิธีใหป ระชาชนทราบลว งหนา สําหรับประชาชน เม่ือทราบกําหนดพิธีตักบาตรเทโวโรหณะจากทางวัดแลว ควรเตรยี มการดังน้ี ๑. จดั เตรียมอาหารหรือส่งิ ของสําหรับตักบาตรตามกําลังศรัทธา ๒. นําอาหาร สง่ิ ของตักบาตรไปต้ัง ณ ท่ที ท่ี างวดั จัดเตรยี มไวให ๓. ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีท่ีทางวัดกําหนด เมื่อตักบาตรเสร็จ เรียบรอ ยแลว เปนอันเสรจ็ พธิ ี 146

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 147 บางวัดจะกําหนดใหมีพิธีไหวพระและสมาทานศีลกอน เพ่ือใหผูมารวมพิธี ทาํ บญุ ตกั บาตรในวนั สําคญั นี้ ไดไหวพ ระ รับศีล รับพรโดยทวั่ กันเปน เบอ้ื งตนเสียกอ น จากนั้นพระสงฆ สามเณรกจ็ ะสวดบทถวายพรพระ และอนโุ มทนา ยะถา สพั พี จบแลว จึงจะออกเดินแถวรบั อาหารบณิ ฑบาตเน่ืองในวันเทโวโรหณะ วนั ธรรมสวนะ วนั ธรรมสวนะ แปลวา วันฟง ธรรม รูจ ักกันโดยทวั่ ไปวา “วันพระ” ชาวพทุ ธ กาํ หนดวา เปนวนั ประชุมทาํ บุญ สมาทานศลี ฟงพระธรรมเทศนา มกั เรียกวา ไปวัด ทาํ บญุ ฟง เทศน วนั พระตามประเพณไี ทยคอื วนั ตรงกบั วนั ขน้ึ ๘ คาํ่ ขน้ึ ๑๕ คา่ํ แรม ๘ คา่ํ และแรม ๑๕ คํ่า หรือแรม ๑๔ ค่าํ (ในเดอื นขาด-เดือนทางจนั ทรคติ) ในเดือนหนึง่ ๆ จะมีวนั พระ ๔ วัน ความเปนมาของวันธรรมสวนะ วันธรรมสวนะ มีมาตั้งแตสมัยพุทธกาล ตามคัมภีรวินัยปฎก ตอนวาดวย อุโบสถขันธกะกลาววา พวกปริพาชกและเดียรถีย นักบวชลัทธิหน่ึง จะประชุมกัน ทุกวัน ๘ คํ่า ๑๔ คํ่า และ ๑๕ ค่ํา ท้งั ขา งขน้ึ และขา งแรม เพอ่ื สนทนาเกี่ยวกบั ลัทธิ คาํ สอนของตน เมอื่ พระเจา พมิ พสิ ารเสดจ็ เขา เฝา พระพทุ ธเจา ณ พระคนั ธกฏุ ี เขาคชิ ฌกฎู ใกลเมืองราชคฤห โดยทูลเร่ืองนี้เพื่อทรงทราบ พระศาสดาทรงเห็นวาเปนเร่ืองดีมี ประโยชนต อพระศาสนาจึงโปรดอนุญาตใหพระภิกษมุ าประชมุ กันในวัน ๘ คาํ่ ๑๔ คํ่า และ ๑๕ ค่ํา ท้ังขางขึ้นและขางแรม ในตอนแรกๆ นั้น เม่ือมาประชุมพรอมแลว ก็ไมไดทํากิจกรรมอะไร ไมไดสนทนาธรรม ชาวบานพากันไปวัดเพื่อรวมฟงธรรม จงึ รสู กึ ผดิ หวงั และกลา วตาํ หนติ เิ ตยี นพระสงฆ พระพทุ ธเจา จงึ ทรงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษุ สนทนาธรรมและแสดงธรรมในวันดังกลาว เพ่ือใหพุทธบริษัทไดรับฟงธรรมจาก พระสงฆเ นอื่ งในวนั พระนน้ั ๆ จงึ เรยี กวา วนั ธรรมสวนะ สมัยพุทธกาลยังไมมีการจารึกเปนลายลักษณอักษร โดยสืบทอดตอกันมา ดวยคําพูด ท่ีเรียกวา มุขปาฐะ อันเปนภูมิความรูในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ที่เกิดข้ึนจากท่ีไดรับฟงเทศนาธรรม แลวศึกษาใครครวญ พรอมกับมีการสาธยาย คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 147

148 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ทองบน จดจําและนอมนํามาเปนแนวทางประพฤติปฏิบัติเกิดประโยชนสุขใน การดาํ เนนิ ชวี ติ การแสดงธรรมและการฟง ธรรม จงึ นบั เปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ประการหนง่ึ ในการเผยแผพระพทุ ธศาสนาสืบมา พระพทุ ธองคเ มอ่ื ทรงบญั ญตั พิ ระวนิ ยั ขนึ้ แลว จงึ ทรงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษสุ งฆ ทําอุโบสถสังฆกรรม มีการสวดพระปาติโมกขในวันพระน้ันดวย ในสมัยแรกๆ จะมกี ารสวดพระปาตโิ มกขป ระจาํ ทกุ วนั พระ ครนั้ ตอ มาทรงอนญุ าตใหส วดพระปาตโิ มกข ในวนั ขา งขนึ้ และขา งแรม ๑๕ คา่ํ หรอื แรม ๑๔ คา่ํ (ในเดอื นขาด) จงึ เรยี กวา วนั อโุ บสถ- วันพระใหญ- วันปาตโิ มกข พิธีวันธรรมสวนะในประเทศไทย ปรากฏวามีมาต้ังแตสมัยสุโขทัย ตามหลักฐานศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง หลักท่ี ๑ วา “พอขุนรามคําแหง เจาเมือง ศรีสัชชนาลัย สุโขทัย ปลูกไมตาลน้ีไดสิบสี่เขา จึงใหชางฟนขดานหิน ต้ังหวาง กลางไมตาลน้ี วันเดือนดับ เดือนโอก แปดวัน วันเดือนเต็มเดือนบาง แปดวัน ฝูงปูครู มหาเถรขึ้นนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแกอุบาสก ฝูงทวยจําศีล” โดยมี การถือปฏิบัติสืบมากระท่ังถึงสมัยปจจุบัน คือกําหนดวันธรรมสวนะเหมือนกับใน สมัยสุโขทยั กลาวคือขนึ้ และแรม ๘ คา่ํ ๑๕ คา่ํ หรือแรม ๑๔ ค่าํ (ในเดือนขาด-เดอื น ทางจันทรคต)ิ เมอื่ ป พ.ศ. ๒๔๙๙ รฐั บาลจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของพระพุทธศาสนา โดยไดประกาศใหวันพระ และวันอาทิตยเปนวันหยุดราชการ และใชปฏิบัติอยูระยะหน่ึง ในป พ.ศ.๒๕๐๒ รัฐบาลไดประกาศใหวันเสารและ วันอาทิตยเปนวันหยุดราชการ เพื่อใหสอดคลองตามหลักสากลนิยม จะอยางไรก็ ตามที วันธรรมสวนะก็คงยังเปนวันสําคัญวันหนึ่งสําหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย สืบมากระท่งั ถึงในทกุ วนั นี้ วันโกน วันโกน คือวนั ปลงผม (โกนผม) ของพระภกิ ษุ เปน วนั กอนวนั พระ ๑ วนั เดอื นหน่ึงมี ๔ วนั คือวันขนึ้ ๗ คาํ่ ๑๔ คํ่า และแรม ๗ คํา่ ๑๔ คาํ่ หรือแรม ๑๓ คํ่า (ในเดือนขาด) วันโกนท่ีกลาวมานี้ ถือตามกําหนดวันโกนของพระสงฆไทยใน 148

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 149 สมัยโบราณ บางทองถิ่นยังถือปฏิบัติอยู แตจํานวนนอย ปจจุบันกําหนดเพียงวัน ข้ึน ๑๔ คํ่า เปนวันโกนเพียงวันเดียว เดิมทีวันโกนเปนสัญลักษณใหรูวา วันรุงข้ึน จะเปนวันพระ เพ่ือใหพุทธศาสนิกชนจะไดเตรียมตัวไปทําบุญในวันรุงข้ึน เพราะ สมยั โบราณปฏิทนิ หายาก ประโยชนข องวนั ธรรมสวนะ ๑. เปนวันทําบุญ สมัยกอนเมื่อถึงวันพระ พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะหยุด การงานไว และจดั เตรยี มอาหารคาวหวานไปทําบญุ รวมกนั ที่วัด ๒. เปนวันรักษาศีล พุทธศาสนิกชนในสมัยกอนจะหยุดใชแรงงานสัตว แมโ รงฆา สัตวก จ็ ะหยุด ชาวประมงจะงดออกเรือจับปลา เพือ่ ไปวดั ทาํ บญุ โดยสมาทาน ศลี ๕ ศีล ๘ หรือศลี อุโบสถตามควรแกสถานะแหงตน ๓. เปนวันฟงธรรม ในทุกวัดจะมีการแสดงธรรม หรือเทศนอยางนอย ๑ กัณฑ ถามีผูสมาทานรักษาศีลอุโบสถจะมีเทศน ๒-๓ กัณฑ เชนวา รอบเชาหลัง พระฉนั เชา ตอนบา ย ๑ กัณฑ และตอนหวั ค่ําอกี ๑ กณั ฑ ๔. เปนวันปฏิบัตธิ รรม ในวนั พระนอกจากที่ไดถ วายทาน รกั ษาศลี ฟง เทศน ตามปกติแลว ยังมีโอกาสไดทําวัตร-สวดมนต และปฏิบัติธรรมดวยการเจริญสมาธิ ภาวนาตามหลักสมถกรรมฐานและวิปส สนากรรมฐาน ๕. เปน วนั สวดพระปาฏิโมกขท าํ สงั ฆกรรมของพระภิกษสุ งฆ ปจ จบุ นั การเขา วดั ในวนั พระ แมจ ะไมเ ครง ครดั เหมอื นสมยั กอ นๆ แตก ช็ อื่ วา ทุกคนไดยังจิตใจใหเจริญดวยศรัทธาท่ีมั่นคงอยูในพระรัตนตรัย โดยมีวัดเปนศูนย นาํ สกู ารปฏบิ ตั กิ จิ กรรมในวนั พระ จงึ ควรมกี ารสง เสรมิ ใหพ ทุ ธศาสนกิ ชนทว่ั ไปไดร แู ละ เขา ใจถงึ ประโยชนข องการเขา วดั ในวนั พระ เพราะเปน แนวทางเผยแผห ลกั ธรรมคาํ สอน สูประชาชน โดยเปนโอกาสท่ีจะสงเสริมใหตระหนักถึงหนาท่ีความเปนพุทธศาสนิกชน และสนใจเรียนรูหลักธรรมคําสอน พรอมกับนอมนํามาเปนแนวทางประพฤติปฏิบัติ เพ่ือการดํารงชวี ิตท่ดี งี ามปราศจากโทษ จะเกดิ ความสุขในชีวิตและสังคมตอ ไป คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 149

150 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒª¹éÑ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท บทท่ี ๒ พธิ ีเจรญิ พระพทุ ธมนต ความเปน มาของพิธเี จรญิ พระพุทธมนต การเจริญ หรือการสวดพระพุทธมนต มีมาต้ังแตในสมัยพุทธกาลเพ่ือ ปอ งกนั อนั ตรายและใหม คี วามสขุ สวสั ดแี กผ ปู ระกอบพธิ ี โดยเมอ่ื สวดดว ยจติ เมตตาวา ขออานุภาพแหงพระปริตรจงคุมครองปกปกรักษาทุกเมื่อ มีจิตเปนสมาธิแนวแน ยอ มทําใหพ ระปริตรมพี ลงั และอานภุ าพย่งิ ขน้ึ ดงั ในสมยั หนง่ึ เกดิ ความแหง แลงขึ้นในเมอื งเวสาลี พวกพชื พนั ธุธัญญาหาร เสยี หายอยา งมาก ขาวยากหมากแพง ทง้ั เกิดโรคระบาดรนุ แรง ชาวเมอื งเวสาลลี มตาย เปน จํานวนมาก ซ้ํามีวิญญาณทีย่ ังไมไปเกดิ ใหม เขา มารบกวนทํารายชาวเมือง ราษฎร จึงไปกราบทูลเจากษัตริยลิจฉวี เพื่อหาผูวิเศษมาชวยขจัดปดเปาภัยพิบัติในครั้งนี้ ฝายเจากษัตริยลิจฉวีทรงระลึกถึงพระพุทธเจาวา จะทรงชวยขจัดภัยพิบัติไดอยาง แนนอน จึงโปรดแตงตั้งเจาลิจฉวี ๒ องค พรอมเคร่ืองบรรณาการนําไปทูลถวาย พระเจา พิมพิสารท่เี มืองราชคฤห เจาลจิ ฉวี เมื่อเขา เฝาพระเจาพิมพสิ ารแลว ไดทลู ถงึ เรอ่ื งราวความเดือดรอ น ของชาวเมืองเวสาลี และทูลขอใหทรงพาไปเขาพระพุทธเจา เพื่อจะทูลนิมนตเสด็จไป โปรดชาวเมอื งเวสาลี ในคราวนน้ั พระพทุ ธเจา ทรงเห็นวา ถาไปยงั เมืองเวสาลี ภัยพบิ ตั ิ ทงั้ ปวงจะสงบลง เปนประโยชนแกชาวเมืองเวสาลี จึงทรงรบั การอาราธนาของเจาลจิ ฉวี พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยังเมืองเวสาลี พรอ มพระสงฆส าวก ๕๐๐ รูป ดว ยเรอื แพท่ีพระเจาพิมพิสารทรงจัดถวาย เพ่ือเสด็จขามแมนํ้าคงคา ฝายเจากษัตริยลิจฉวี ซึ่งทรงเตรียมการรอถวายการตอนรับอยูอีกฝงหน่ึงทรงดําเนินลุยนํ้าเพ่ือรีบไปรับ พระพุทธเจาดวยความปล้ืมปติ ทูลอาราธนาใหพระพุทธองคเสด็จเขาเมืองเวสาลี ในบัดนั้นดวยพระพุทธานุภาพบันดาลใหมีฝนตกกระหนํ่าอยางหนัก ทําใหน้ําทวมทั่ว เมืองเวสาลี เพอื่ ลา งส่ิงสกปรกและซากศพทัว่ เมืองใหหมดไป ทําใหเมืองเวสาลกี ลบั มา สะอาดสงบดงั เดมิ เมอ่ื พระพทุ ธเจา ดําเนินถึงประตูเมืองเวสาลี ทาวสักกเทวราชพรอม 150

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 151 ดวยเทพบรวิ ารเสดจ็ มาชมุ นุมอยู ณ ทน่ี ัน้ ทาํ ใหอ มนุษยเ ปน อนั มากพากนั หลบหนีไป แตยงั มหี ลงเหลอื อยูบ าง และ ณ ท่ปี ระตเู มืองเวสาลีน้นั พระศาสดาตรสั ใหพระอานนท เรียนเอาบทรตนสูตร แลวใหเขาไปภายในกําแพงเมือง ๓ ชั้น กับพวกกุมารลิจฉวี ทาํ การสวดพระปรติ รใหท ั่วเมือง พระอานนท เรียนพระพุทธมนตบทรตนสูตรจากพระพุทธองคแลว จึงนําบาตรศิลาของพระพุทธเจาใสนํ้าถือไปยืนท่ีหนาประตูเมืองเวสาลี นอมรําลึก ถึงพระคุณของพระพุทธเจา แลวเดินประพรมนํ้าพระพุทธมนตจนท่ัวเมืองเวสาลี ภัยท้ังหลายและอมนุษยที่ยังหลงเหลืออยูก็หนีหมดส้ิน โรคภัยไขเจ็บของชาวเมือง กส็ งบลง ชาวเมอื งเวสาลนี าํ ดอกไมข องหอมเดนิ ตามบชู าพระอานนทเ ถระทป่ี ระพรมนา้ํ พระพทุ ธมนตไปทัว่ เมืองตลอดคืน พระมหาเถระแตโบราณพิจารณาเห็นอานุภาพและความศักดิ์สิทธิ์ แหงพระพุทธมนต จึงรวบรวมพระพทุ ธมนต บทรตนสูตร และบทอ่นื ๆ มาตงั้ เปนบท พระปริตร เรียกวาเจ็ดตํานาน สิบสองตํานานบาง และที่เรียกชื่อตามพระสูตรน้ันๆ เพ่ือใหพุทธศาสนิกชนใชสวด เปนเคร่ืองปองกันภัยอันตรายและเกิดความสุขสวัสดี แกชีวิต กลาววาโดยนัยที่พระอานนททานนําบาตรศิลาของพระพุทธเจา บรรจุน้ํา พระพุทธมนตเต็มบาตร และเดินประพรมไปทั่วพระนครเวสาลีในคราวนั้น ถือเปน แบบอยางในการทํานํ้าพระพุทธมนตและการประพรมนํ้าพระพุทธมนตท่ีปฏิบัติใน ปจ จบุ ัน ความศกั ดิส์ ทิ ธขิ์ องพระพุทธมนต การเจริญพระพุทธมนต จะเกิดพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ และปริตตานุภาพท่ีศักดิ์สิทธ์ิสมบูรณ ผูรวมประกอบพิธีกรรมตองมีความพรอม ๓ ประการ คือ ๑. ผฟู ง มีศรทั ธาความเชื่อความเล่อื มใสในพระพทุ ธมนต ๒. ผเู จริญหรือสวดพระพุทธมนตม ีจิตสงบน่งิ เปน สมาธแิ นว แน ๓. สวดดวยจติ เมตตาหวังใหผ ฟู งไดรับอานิสงสเ ต็มที่ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 151

152 ¤Á‹Ù Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท พธิ เี จริญพระพุทธมนต คําวา เจริญพระพุทธมนตและสวดพระพุทธมนต เปนศัพทบัญญัติใชกับ พิธีทําบุญทางพระพุทธศาสนา กลาวคือ เจริญพระพุทธมนตใชกับงานพิธีที่ปรารภ เหตุอันเปนมงคล เพื่อความสุข ความเจริญของตนเองบาง ครอบครัว สังคมบาง ทเี่ รยี กวา งานมงคล สว นทใี่ ชว า สวดพระพทุ ธมนตจ ะใชก บั งานทเี่ กย่ี วกบั ผทู ลี่ ว งไปแลว เปน สาํ คญั นยิ มเรยี กวา งานอวมงคล ซง่ึ คาํ วา เจรญิ หรอื สวดนน้ั ตา งกนั เพยี งประเภทของ งานเทา นน้ั เมอื่ ใชภ าษาใหเ ขา ใจงา ย เรยี กรวมกนั วา สวดมนต ไมว า จะเปน งานใดกต็ าม พธิ มี งคลทจ่ี ดั ขนึ้ เพอื่ ความสขุ ความเจรญิ กาํ หนดบทพระปรติ รและพระสตู ร ไวดังนี้ ๑. เจด็ ตํานานหรอื จลุ ราชปริตร ๒. สบิ สองตาํ นานหรือมหาราชปริตร ๓. ธมั มจกั กัปปวตั ตนสตู ร ๔. มหาสมยั สูตร ๕. โพชฌงคสูตร ๖. คริ มิ านนทสูตร ๗. มหาสตปิ ฏฐานสตู ร ๘. ชยมงคลคาถา ๙. คาถาจดุ เทยี นชยั และคาถาดบั เทียนชัย เจ็ดตาํ นานและสบิ สองตํานาน พิธีทําบุญเนื่องดวยการเฉลิมฉลองและปรารภความสุขความเจริญ เพ่ือเกิด สิริมงคลแกเจาภาพ อยางเชน งานข้ึนบานใหม งานมงคลสมรส งานทําบุญวันเกิด งานฉลองพระบวชใหม เปนตน การเจริญพระพุทธมนต นิยมใชเจ็ดตํานานเปนพ้ืน ซ่ึงพระมหาเถระแตโบราณไดกําหนดพระสูตร คาถา และหัวขอพุทธภาษิต บรรดาท่ี มอี านภุ าพในทางปดเปา และปอ งกันสรรพภยั พบิ ัติ รวมเรยี กวา พระปรติ ร ทีแ่ ปลวา เคร่ืองปองกนั ตา นทาน 152

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 153 เจด็ ตํานานหรือจลุ ราชปริตร ประกอบดวย ๑. มงคลสูตร ๒. รตนสูตร ๓. กรณยี เมตตสตู ร ๔. ขันธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตรหรอื ธชัคคสูตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร ๘. โพชฌงคปริตร เมอื่ ทา นจดั รวมโมรปรติ รเขา กบั ธชคั คปรติ ร จะเหลอื เพยี ง ๗ ปรติ ร จงึ เรยี กวา เจ็ดตาํ นาน (มจี าํ นวน ๗ บทสวด) สิบสองตาํ นานหรอื มหาราชปรติ ร ประกอบดว ย ๑. มงคลสตู ร ๒. รตนสตู ร ๓. กรณยี เมตตสตู ร ๔. ขนั ธปริตร ๕. โมรปริตร ๖. วัฏฏกปริตร ๗. ธชคั คปริตรหรือธชคั คสตู ร ๘. อาฏานาฏิยปรติ ร ๙. องคคลิมาลปริตร ๑๐. โพชฌงั คปริตร ๑๑. อภยปริตร ๑๒. ชยปรติ ร ในการสวดท่ัวไปนิยมใชเพียง ๗ หัวขอ หรือนอยกวา พิธีที่ใชสวดทั้ง ๘ หรือ ๑๒ หัวขอ ก็มอี ยู ทั้งนี้ ขึน้ อยูก บั ความสําคัญของงานและมเี วลา ฉะนนั้ ปจ จุบัน จึงมสี วดอยู ๓ แบบ คือแบบเตม็ แบบยอและแบบลัด คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 153

154 ¤Á‹Ù ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท อนงึ่ การเจรญิ หรอื สวดพระพทุ ธมนตใ นพธิ ตี า งๆ พระสงฆจ ะสวดบทเบอื้ งตน กอ น เรียกวา ตนสวดมนต-ตนตํานาน แลวจึงสวดพระปริตรหรือพระสูตรตา งๆ ตาม กาํ หนด เรยี กวา ตวั ตาํ นาน สดุ ทา ยเปน เบอื้ งปลายของบทสวดมนต เรยี กวา ทา ยสวดมนต หรือทายตํานาน ตนตํานานก็เร่ิมดวยบทชุมนุมเทวดา เรียกอยางสามัญวา ขัดสัคเค พระสงฆรูปท่ี ๓ จะเปนผูขัด จากน้ันจะสวดบทนมัสการคือนโม ตัสสะจนถึงบท นมการอฎั ฐกคาถา หรอื นโม ๘ บท แลว จงึ สวดบทพระปรติ รหรอื พระสตู รเปน ลาํ ดบั ไป บทชุมนมุ เทวดา เรยี กวา ขัดสคั เค กลาวเพ่อื เชญิ เทวดาผูส ถติ อยู ณ สถานท่ี ตางๆ ใหมารวมประชมุ ฟง ธรรม คือการเจริญพระพุทธมนตนัน้ การขัดสคั เค มบี ทนาํ ขดั อยู ๓ แบบ จะใชใ นพธิ ีแตกตา งกันดังน้ี แบบท่ี ๑ ในงานพระราชพิธแี ละรัฐพธิ ี จะมบี ทนําในการขัดสัคเควา สะรัชชัง สะเสนงั สะพนั ธงุ นรนิ ทงั ปะรติ ตานภุ าโว สะทา รกั ขะตตู ิ ผะรติ วานะ เมตตงั สะเมตตา ภะทนั ตา อะวกิ ขติ ตะจติ ตา ปะรติ ตงั ภะณนั ตุ แลว จงึ วา บทขดั สคั เคทเี่ หลอื ตอ ไปจนจบ แบบท่ี ๒ ใชขดั ในการสวดพระพุทธมนต ๑๒ ตาํ นาน เรม่ิ ตน คําวา สะมนั ตา จกั กะวาเฬสุ อตั ราคจั ฉนั ตุ เทวะตา สทั ทมั มงั มนุ ริ าชสั สะ สณุ นั ตุ สคั คะโมกขะทงั แลว วาบทขัดสคั เคท่ีเหลอื ตอไปจนจบ แบบท่ี ๓ ใชข ัดในการสวดพระพุทธมนต ๗ ตาํ นาน เรม่ิ ตน คําวา ผะรติ วานะ เมตตงั สะเมตตา ภะทันตา อะวกิ ขติ ตะจติ ตา ปะรติ ตัง ภะณันตุ แลววาบทขดั สคั เค ทีเ่ หลอื ตอไปจนจบ ทา ยตํานานคอื บท นัตถิ เม สะระณัง อญั ญัง ... ตอกับบท ยงั กญิ จิ ระตะนัง โลเก ... และตอ ดว ยบท ทกุ ขปั ปต ตา ถา มกี ารถวายภตั ตารดว ย จะสวดบทถวายพรพระ และบท ภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั เปนอันเสร็จพิธีเจริญพระพุทธมนต การเจริญพระพุทธมนตซึ่งมีพิธีใน ชว งเยน็ ทน่ี ยิ มเรยี กวา สวดมนตเ ยน็ จะไมม บี ทสวดถวายพรพระและจบดว ยบท ภะวะตุ สพั พะมังคะลัง ... เชนเดียวกัน พิธีมงคลสมรส พิธีมงคลสมรส ที่เรียกอยางสามัญวา งานแตงงาน-งานแตง ผูเปน พทุ ธศาสนกิ ชนนยิ มใหม พี ธิ สี งฆเ ขา มาเกยี่ วขอ งดว ย เพอ่ื ความเปน สริ มิ งคลแกค บู า วสาว 154

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 155 ในสมยั พทุ ธกาลเรยี กพธิ นี วี้ า “ววิ าหมงคลหรอื อาวาหมงคล” โดยชาวไทยนาํ มาใชแ บบกง่ึ ทางการวา “งานววิ าห” ปกตงิ านมงคลสมรสของไทยจะจดั พธิ ที บ่ี า นเจา สาว ถา มเี รอื นหอ โดยเฉพาะก็จะจัดท่ีเรอื นหอ พธิ ที าํ บญุ งานมงคลสมรส เปน ประเพณไี ทยทมี่ มี าแตโ บราณ นยิ มจดั งานเสรจ็ ภายในวนั เดยี ว แบง เปน ๒ ชว งเวลา คอื ตอนเชา มพี ธิ ที าํ บญุ เลย้ี งพระ มงุ หวงั ใหค บู า วสาว ไดทําบุญตักบาตรรว มกนั กอ น เม่ือเสรจ็ พธิ สี งฆชว งเชาแลว ตอนสายจะเปนประเพณี ยกขันหมาก ไหวบ รรพบรุ ษุ ไหวพอ แม ญาติผูใ หญแ ละอนื่ ๆ ในตอนบายจะมีพิธสี งฆ อีกวาระนึ่ง จะนิมนตพระสงฆชุดเดิมมาเจริญพระพุทธมนต เพื่อทําน้ําพระพุทธมนต สําหรับใชหลั่งนํ้าสังข โดยพระสงฆจะประพรมน้ําพระพุทธมนตใหเพื่อเปนสิริมงคล แกคูบาวสาวและบานเรือนดวย จากนั้นเปนพิธีหล่ังน้ําสังขของบิดา มารดา และญาติ ผูใหญของคูบาวสาว ตลอดถึงแขกผูมีเกียรติท่ีรับเชิญมารวมงาน จะไมขอลงราย ละเอยี ดในพธิ แี บบโบราณน้ี เพราะสมยั นด้ี จู ะไมม กี ารจดั พธิ รี ปู แบบนแ้ี ลว ปจ จบุ นั นยิ ม จดั พิธสี งฆใหเ สรจ็ ในชว งเชา เสรจ็ พธิ ีสงฆแลว จึงจะประกอบพิธที างโลกตอไป ในทีน่ ้ี จะกลาวเฉพาะพธิ ีสงฆเทา นั้น ในการเตรยี มการตา งๆ คลา ยกบั งานทําบญุ ในพธิ ที ั่วไป การนมิ นตพระสงฆ นยิ มนมิ นต ๙ รูป แตใ นสมยั โบราณจะนิยมนิมนตพระสงฆเปนคู คอื ๘ รูป ๑๐ รปู เพื่อใหคูบาวสาวนิมนตเทาๆ กัน เครื่องประกอบพิธี นอกจากอุปกรณท่ัวไป เชน พระพทุ ธรูป โตะ หมูบูชา ยังมีเคร่ืองประกอบพิธโี ดยเฉพาะอกี คือมงคลแฝด กระแจะ สําหรับเจิมคูบาวสาว เตรียมนําเขาพิธีเจริญพระพุทธมนต เพื่อความเปนสิริมงคล โดยมีข้ันตอนปฏิบัติตามลําดับดังนี้ เม่ือพรอมเพรียงตามกําหนดแลว ใหคูบาวสาว จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยรวมกัน โดยเจาสาวนั่งดานซายของเจาบาว สมาทานศีล ฟงพระสงฆเจริญพระพุทธมนต เมื่อถึงบทพาหุง คูบาวสาวตักบาตรรวมกัน ท้ังคูจับ ทัพพีเดียวกัน และการประเคนภตั ตาหาร ถวายจตุปจจัยไทยธรรม รวมท้ังรับประพรม น้ําพระพุทธมนตก็ใหปฏิบัติรวมกัน กรณีมีพิธีหลั่งนํ้าสังขในภายหลัง ประธานในพิธี จะเปน ผเู จมิ หนาคูบาวสาว การเจรญิ พระพทุ ธมนตใ นงานพธิ มี งคลสมรสเมอื่ กอ น นยิ มสวดบทมหาสมยั สตู ร ปจจุบันสวดเจ็ดตํานานเหมือนพิธีทําบุญทั่วไป แตจะสวดอังคุลิมาลปริตรและวัฏฏก- คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 155

156 ¤Ù‹Á×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ปรติ รเพม่ิ ดว ย มคี วามหมายวา องั คลุ มิ าลปรติ รจะอาํ นวยใหค ลอดบตุ รไดโ ดยงา ย และ วฏั ฏกปรติ ร มอี านภุ าพคุมครองบา นเรอื นจากอัคคีภยั พธิ ีทาํ บุญอายุ พิธที าํ บุญอายุ เรม่ิ มีสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั รชั กาลท่ี ๔ โดยถอื เปนธรรมเนียมวา เม่อื มีเจรญิ วัยมอี ายุพอสมควรแลว นยิ มทาํ บุญอายุของตน อาจทําทุกปเนื่องในโอกาสวันคลายวันเกิด เรียกวา ทําบุญวันเกิดหรือทําบุญวันคลาย วันเกิด เริม่ ทาํ เม่ือมีอายุ ๑๕ ปเ ปนตน ไป หรืออาจเปนบางคร้ังบางปก ็ได แตถ าทาํ บุญ วนั ครบรอบใหญ คือ ๕ รอบเปน ตนไป ไดแก อายุครบ ๖๐ ป ๗๒ ป ๘๔ ป เรยี กวา ทาํ บุญอายุใหญ ที่นยิ มเรยี กในปจจบุ ันวา ทาํ บุญอายวุ ฒั นมงคล พธิ ที าํ บญุ วนั เกดิ ประจาํ ป จะจดั พธิ กี ารเหมอื นทาํ บญุ โดยทว่ั ไป พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตบ ทเจด็ ตาํ นาน ถา เจา ภาพมศี รทั ธาประสงคจ ะใหพ ระทา นสวดธมั มจกั กปั ป- วตั ตนสตู รกไ็ ด หรอื ทา นจะสวดบทยอ ของธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร เฉพาะตงั้ แต ภมุ มานงั เทวานัง เปนตน ก็ไดเ ชน เดยี วกนั ธรรมเนยี มโบราณ ถา อายุไมถ งึ ๕ รอบ ไมนิยมสวด ธมั มจกั กปั ปวตั ตนสตู ร แตไ มใ ชข อ หา มตายตวั สว นการนมิ นตพ ระสงฆ ถา เปน งานใหญ จะนิมนตพระสงฆเทาอายุบวกอีก ๑ หรือนิมนต ๙ รูป ตามปกติก็ได ขึ้นอยูกับ ความพรอ มและศรัทธาของเจา ภาพ การทาํ บุญอายุครบรอบใหญ ๒ อยา ง การทาํ บุญอายุครบรอบใหญ มี ๒ อยา ง คือการจดั พิธีทําบญุ อายุตามปกติ ทวั่ ไปและจดั พธิ ที าํ บญุ อายปุ ระกอบพธิ นี พเคราะห ในอยา งแรก เดมิ ทนี ยิ มจดั งาน ๒ วนั คือมีพิธีเจริญพระพุทธมนตเย็นกอนวันเกิดวันหน่ึง พอรุงขึ้นก็ทําบุญเลี้ยงพระใน วันเกิดน้ัน ปจจุบันนิยมจัดงานวันเดียว เรียกทั่วไปวา สวดมนตฉันเชาหรือสวดมนต ฉันเพล โดยมีระเบียบพิธีเหมือนการทําบุญทั่วไป ในอยางท่ี ๒ งานทําบุญอายุครบ รอบใหญโ ดยจัดใหมพี ธิ สี วดนพเคราะหห รือพิธโี หร เปน การทาํ บุญอายุทนี่ ําเอาคตทิ าง พระพทุ ธศาสนา คอื ทาํ บญุ อายผุ นวกกบั คตพิ ราหมณร วมเปน พธิ เี ดยี วกนั โดยถอื ปฏบิ ตั ิ ตามคตพิ ทุ ธเปน หลกั และมคี ตพิ ราหมณห รอื คตโิ หรเปน สว นประกอบ ปจ จบุ นั พธิ สี วด นพเคราะหที่จัดเปนสวนบุคคลมีนอย เพราะเปนพิธีกรรมที่ใชเงินมากพอสมควรและ 156

ÇÔªÒ͹ؾ·Ø ¸»ÃÐÇμÑ Ô 157 จัดเตรียมการมาก อีกทั้งคนที่เขาใจในพิธีกรรมน้ีก็มีอยูไมมาก จึงนิยมทําพิธีเปน หมูคณะตามสถานทตี่ า งๆ สว นมากจะมีคณะผรู แู ละชํานาญในเร่อื งนี้ดําเนินการจดั ขึ้น ณ วัดใดวัดหน่ึงหรอื ทใี่ ดท่หี นึง่ ดาวนพเคราะหท ้งั ๙ คตโิ หรเชอื่ วา โลกจกั รวาลอนั มนษุ ยแ ละสตั วเ วยี นวา ยตายเกดิ อยนู ้ี นอกจาก เปนไปตามคติกรรมทางพระพุทธศาสนาแลว ยังหมุนเวียนไปตามอิทธิพลดวงดาวอีก ๙ ดวง รวมเปนกลมุ จกั รวาลนีข้ ้นึ เรยี กวา นพเคราะห แปลวา กลุมดาวทัง้ ๙ เรยี ง ลําดับตามวิถีโคจรไปรอบโลกของเรา จัดลําดับจากเห็นกอนและหลัง ตามหลักคัมภีร ทักษาของคตโิ หร คืออาทติ ย จนั ทร องั คาร พุธ เสาร พฤหัสบดี ราหู ศุกร และเกตุ มชี อ่ื เรยี กและลาํ ดบั ปรากฏในวงโคจรตามทกี่ ลา วมาขา งตน ฉะนน้ั บทสวดมนตก าํ หนด เปน บทประจาํ นพเคราะหน นั้ ๆ จงึ นาํ มาสวดตามลาํ ดบั ทป่ี รากฏของดาวนพเคราะหท ง้ั ๙ โดยคมั ภรี ท กั ษาทา นกาํ หนดกาํ ลงั นพเคราะหไ ว ตามกาํ ลงั รอบทห่ี มนุ เวยี นรอบจกั รวาล กลาวคือพระอาทิตย มกี าํ ลงั ๖ พระจันทร ๑๕ พระองั คาร ๘ พระพทุ ธ ๑๗ พระเสาร ๑๐ พระพฤหัสบดี ๑๙ พระราหู ๑๒ พระศกุ ร ๒๑ และพระเกตุ ๙ ความมุง หมายของพธิ นี พเคราะห พิธีนพเคราะหเปนพิธีโบราณ กระทําสืบทอดกันมาเปนระยะเวลายาวนาน จดั พธิ ขี น้ึ ตามความเชอื่ ทางหลกั โหราศาสตรท วี่ า ชวี ติ ของคนเรามเี ทวดานพเคราะหผ ลดั เปลยี่ นเขา มาเสวยอายตุ ง้ั แตแ รกเกดิ เมอ่ื เทวดานพเคราะหค เู ปน มติ รกนั เขา มาเสวยอายุ กจ็ ะทาํ บคุ คลนนั้ มคี วามสขุ ความเจรญิ มโี ชคลาภ แตเ มอื่ เทวดาเขา มาเสวยอายเุ ปน คศู ตั รู กนั จะทาํ ใหบ คุ คลนน้ั ประสบอปุ สรรคหรอื บางครง้ั อาจถงึ เสยี ชวี ติ ตามคาํ พดู วา พระศกุ ร เขา พระเสารแ ทรก โบราณาจารยแ ละโหราศาสตรด า นวธิ แี กไ ข เพอื่ สรา งขวญั กาํ ลงั ใจแก บุคคลเจาของชะตา โดยรวบรวมหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาใหบุคคลเจาของชะตา นําไปประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิต จึงจัดทําพิธีบูชานพเคราะหขึ้น เพื่อเปน เครอ่ื งบชู าเทวดาทผ่ี ลดั เปลย่ี นกนั มาเสวยอายไุ ดเ มตตาปรานแี ละอดโทษใหท เุ ลาความ เลวรา ยลง และโปรดดลบนั ดาลประทานความสขุ ความเจรญิ ใหก บั เจา ของชะตานน้ั ๆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 157

158 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การจดั พิธีสวดนพเคราะห เนอ่ื งจากพธิ สี วดนพเคราะห เปน พธิ ใี หญ และมรี ะเบยี บพธิ ลี าํ ดบั ขนั้ ตอนมาก ยากท่ีบุคคลทั่วไปจะจัดข้ึนได การประกอบพิธีจะตองอาศัยบุคคลผูมีความรูและ เช่ียวชาญในพิธีกรรมนี้ จึงจะสามารถปฏิบัติใหถูกตองสมบูรณ บุคคลทั่วไปพึงศึกษา อยางกวา งๆ เพือ่ เปนความรกู ็เพียงพอแลว ฉะนัน้ ในท่ีนจ้ี ึงกลาวไวพ อเปน แนวปฏิบัติ ไมลงลึกในรายละเอียดมากนัก พธิ สี วดนพเคราะห ถอื เปน พธิ กี รรมพเิ ศษ พระสงฆแ ละโหราจารยจ ะประกอบ พิธีรวมกัน การจัดเตรียมอุปกรณเคร่ืองใชในพิธีเจาภาพตองจัดใหครบตามคําแนะนํา ของโหราจารยท เ่ี ชญิ มาประกอบพธิ ี ในปจ จบุ นั เพ่อื อาํ นวยความสะดวกแกทางเจาภาพ บางสาํ นกั รบั จดั อปุ กรณพ ธิ นี พเคราะหใ หค รบถว น สว นคา ใชจ า ยจะตกลงกนั ทงั้ ๒ ฝา ย โดยมีอปุ กรณเ ครือ่ งใชส าํ คัญท่ีพอสรุปไดด งั นี้ ๑. เทียนชัย เปนเทียนเลมใหญ ฟนดวยข้ีผึ้งอยางดี มีความสูงเทากับ ตวั เจาภาพ ไสเ ทียนใชด ายดบิ เทากับอายุเจาภาพ บวก ๑ ตั้งไวในตเู ทียนชยั ตอ งดแู ล รกั ษาไมใหดบั จนกวาจะเสรจ็ พิธี ๒. เทยี นมงคล เทยี นขผี้ งึ้ หนกั ๙ บาท มคี วามยาวเทา กบั ความยาวรอบศรี ษะ เจา ภาพ ไสเทียนเทากับอายขุ องเจาภาพบวก ๑ ๓. เทยี นประจาํ บตั ร ๑๑ เลม หนกั เลม ละ ๒ บาท ไสเ ทยี น ๑๖ เสน ความยาว ๑ คืบ ๔. เทยี นขผ้ี ้งึ หนัก ๑ สลงึ ไสเทยี น ๙ เสน จาํ นวน ๑๑๗ เลม ใชจ ดุ บูชา เทวดาพระเคราะห ๕. เทยี นหนกั ๑ บาท ใชประมาณ ๕ เลม ๖. ขนั นาํ้ มนตช นดิ ขนั เชงิ ใหญ ๑ ใบ ถา ไมม ใี ชก ระถางแทนกไ็ ด ใสน าํ้ สาํ หรบั ทาํ นา้ํ มนต ใสใ บไมมงคล ๙ ชนิด และดอกบวั ลอยไว ๕ ดอก ๗. พระพทุ ธรูปปางประจําวนั เกิด สําหรบั ตง้ั เปน ประธานบนโตะ หมูบ ูชา ๘. ของใชอื่นๆ เชน สายสิญจน ธูปหอมประมาณ ๑๕๐ ดอก บัตรพลี เคร่ืองกระยาบวชสําหรับบูชาเทวดา จะจัดหาวงปพาทยมาบรรเลงในการประกอบพิธี เพื่อเปนการรับสงเทวดานพเคราะหทั้ง ๙ ตามกําลังวันพระเคราะหเสวยอายุน้ันๆ ดว ยก็ได 158

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇμÑ Ô 159 ลําดบั ขั้นตอนพิธี เม่ือไดเวลาประกอบพิธี เจาภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเทียนชัย ขณะที่จุดเทียนชัยพระสงฆจะสวดคาถาจุดเทียนชัย จุดเทียนบูชานพเคราะหตามท่ี โหราจารยก าํ หนด โหราจารยอาราธนาศลี ทุกคนรบั ศีลโหราจารยกลา วอญั เชญิ เทวดา ตามลทั ธิ และอาราธนาพระปรติ ร จากนนั้ พระสงฆจ ะดาํ เนินพธิ สี วดนพเคราะห เรม่ิ ตน ดวยพระสงฆรูปที่ ๓ ชุมนุมเทวดา (ขัดสัคเค) ประธานสงฆจะนําสวดบทตนตํานาน ตอดวยมงคลสูตร จบแลวโหราจารยประกาศคําอํานวยพร และประกาศคําบูชา พระอาทิตย พระสงฆสวดโมรปริตรประจําวันอาทิตย และประกาศคําบูชาพระจันทร พระอังคาร พระพุธ พระเสาร พระพฤหสั บดี พระราหู พระศกุ ร และพระเกตุ สลบั กับการสวดของพระสงฆในทุกพระเคราะห เรียงตามลําดับ ดังที่กลาวแลว ซ่ึงแตละ พระเคราะหจ ะมบี ทสวดเฉพาะ จากนน้ั จะสวดบททา ยตาํ นาน จนจบภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั และตอดวยบทนักขัตตะยักขะภูตานัง จึงเสร็จพิธีสวดนพเคราะห สุดทายเปนพิธีดับ เทียนชัย โดยพระสงฆ หรอื โหราจารยเ ปนผดู บั ในขณะดบั เทยี นชยั พระสงฆส วดคาถา ดบั เทยี นชยั จากนน้ั ประธานสงฆจ ะประพรมนาํ้ มนตใ หก บั เจา ภาพ และผรู ว มพธิ ที กุ คน แลวเจาภาพถวายไทยธรรมแกพระสงฆ กรวดน้ํารบั พร เปน อันเสร็จพธิ ี พธิ ีเจรญิ พระพุทธมนตน วคั คหายสุ มธมั ม นวัคคหายสุ มธัมม (อา นวา นะ-วคั -คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทํา) แปลวา ธรรมอัน เสมอดวยอายุพระเคราะหท้ัง ๙ โดยเปนพิธีที่จัดข้ึนสําหรับพระมหากษัตริย และ พระบรมวงศานุวงศ มีระเบียบพิธีข้ันตอนปฏิบัติเชนเดียวกับพิธีนพเคราะห เร่ิมจัด เปนครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๔ โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปสุ ฺสเทวมหาเถร) วัดราชประดิษฐสถติ มหาสีมาราม สมเด็จพระสังฆราช องคที่ ๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร ทรงคัดเลือกหัวขอธรรมจาก พระสูตรตางๆ ตั้งเปนบทสวดบูชาพระเคราะหท้ัง ๙ ดังปรากฏในหนังสือสวดมนต ฉบับหลวง จึงเปนธรรมเนียมวา พิธีนวัคคหายุสมธัมม สําหรับพระมหากษัตริย ณ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม จะตอ งนมิ นตพ ระสงฆจ ากวดั ราชประดษิ ฐสถติ มหาสมี าราม เทานั้น จาํ นวน ๕ รปู ซึ่งการประกอบพิธีดงั กลา วนี้ในวนั ที่ ๕ ธนั วาคม เนอ่ื งในพระราช พิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว วันท่ี ๕ ธันวาคม พระสงฆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 159

160 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ที่นิมนตเขาในพิธี นวัคคหายุสมธัมมจะรับพระราชทานฉันเพล ในวันท่ี ๖ ธันวาคม ณ พระที่น่ังอมรินทรวินิจฉัย ในสวนเครื่องใชในพิธีพราหมณนั้น พระครูพราหมณ สํานักพระราชวัง จะจัดเตรียมท้ังหมดและประกอบพิธีรวมกับพระสงฆทรงสมณศักด์ิ โดยกรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม ออกฎีกานิมนต พิธีเจริญพระพุทธมนตนวัคคหายุสมธัมม นอกจากจัดในวันเฉลิม พระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวแลว ยังเคยจัดขึ้นเน่ืองในวันเฉลิม พระชนมพรรษา ของสมเดจ็ พระนางเจา ฯ พระบรมราชินีนาถ วนั พระราชสมภพสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกฎุ ราชกุมาร และสมเดจ็ พระเจา พี่นางเธอ เจาฟา กลั ยา ณิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทรอ กี ดวย พธิ ที าํ บญุ ตอนาม การทําบุญตอนาม เปนการทําบุญที่ตองการใหผูปวยไดทําบุญกุศลในชวง สุดทายของชีวิต เพื่อเปนพลวปจจัยหนุนนําไปสูสุคติในสัมปรายภพ เสมือนเตรียม เสบียงเดินทางสําหรับผูน้ันจะไดนําไปใชสอย เม่ือจะตองละโลกนี้ไป เพื่อให บญุ กศุ ลชว ยปด เปา ใหห าย หรอื บรรเทาจากอาการเจบ็ ปว ยไขน น้ั มชี วี ติ อยยู นื ยาวตอ ไป จงึ เรยี กวา พิธที ําบญุ ตอ นาม หมายถงึ สืบตอขนั ธ ๕ (สว นท่เี ปนนาม คือเวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ) ใหกลับมาดําเนินตอไปโดยปราศจากอันตรายถึงเสียชีวิตหรือ ถาไมอาจหายจากอันตรายน้ันได ก็ขอใหมีเสบียงบุญสืบตอไปสูภพใหมเปนสุคติ จงึ เรียกอีกอยางหนึง่ วา ทําบญุ ตอ อายุ เปนพิธไี มค อ ยมีใหเหน็ บอยนกั ในปจจบุ นั การทาํ บญุ ตอ นามเปน พธิ ที จ่ี ดั ขนึ้ แบบกะทนั หนั เรง ดว น ระเบยี บพธิ ไี มม อี ะไรมาก มกั จดั ในหอ งผปู ว ยตามมตี ามได โดยตงั้ พระพทุ ธรปู บชู าไวด า นหวั นอนตามความเหมาะสม นมิ นตพ ระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตต อ นาม ๕ รปู ไมเ กนิ ๗ รปู เนอื่ งจากเปน กจิ นมิ นต กะทันหัน และรับพระสงฆมาสวดใหเด๋ียวนั้นเลยก็มี ฝายพระสงฆอาจจะนั่งหรือยืน สวดกไ็ ดข น้ึ อยกู บั สถานทต่ี ามทเ่ี หน็ สมควร ถา ผปู ว ยมอี าการไมห นกั ไมใ กลส น้ิ ชวี ติ แต ญาตติ อ งการจดั เพอื่ เปน ขวญั กาํ ลงั ใจแกผ ปู ว ยกท็ าํ ไดเ ชน กนั การทาํ บญุ ตอ นามมลี าํ ดบั พธิ โี ดยยอ ดงั นี้ เมอื่ พรอมแลว ใหผปู วย หรอื ผูแทนก็ไดจ ุดธปู เทยี นบูชาพระรตั นตรัย มกี ารอาราธนาศลี รบั ศลี อาราธนาพระปรติ ร พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตต ามบทนยิ ม 160

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇÑμÔ 161 และตอดวยสวดโพชฌงคสตู รทง้ั ๓ คือ มหากัสสปโพชฌงค มหาโมคคัลลานโพชฌงค มหาจุนทโพชฌงค หรอื จะสวดคริ ิมานนทสูตรแทนโพชฌงคสตู รทัง้ ๓ ก็ได พิธีทําบุญตอนามนี้ ที่จัดติดตอกัน ๓ วัน ๓ คืนก็มี เพื่อเพ่ิมบุญกุศลแก ผูปวย พระสงฆก็สวดพระสูตรไมซํ้ากันท้ัง ๓ วัน โดยในวันแรกสวดโพชฌงคสูตร วนั ท่ี ๒ สวดคริ มิ านนทสตู ร ในวนั สดุ ทา ยมหาสตปิ ฏ ฐานสตู ร โดยจะพจิ ารณาผา บงั สกุ ลุ ใหผ ูปวยดว ย เรียกวา พิจารณาผา บงั สุกุลเปน พธิ ีวางศิลาฤกษ การวางศลิ าฤกษ เปนพิธีตามธรรมเนียมประเพณไี ทย เกิดข้ึนจากความเชอ่ื ทางโหราศาสตร ในการประกอบพธิ จี ะตอ งเลอื กหาฤกษง ามยามดที เ่ี ปน มงคล เพอ่ื ความ มง่ั มศี รสี ขุ มโี ชคลาภ เกดิ ความเจรญิ รงุ เรอื งในชวี ติ ยง่ิ ขนึ้ เพอื่ ความสขุ กายสบายใจแก ผอู ยอู าศยั หรอื ความเจรญิ รงุ เรอื งแหง กจิ การนนั้ ๆ สง่ิ กอ สรา งทค่ี วรวางศลิ าฤกษ ไดแ ก พระบรมราชานสุ าวรยี  อนสุ รณส ถาน โบสถ ศาลาการเปรียญ อาคารสถานทห่ี นวยงาน ราชการ รัฐวสิ าหกิจ สํานักงานใหญของบรษิ ัท เปน ตน แตถ าเปน อาคารบานเรือน จะไม นิยมประกอบพิธีวางศลิ าฤกษ แตจ ะทาํ พธิ ียกเสาเอก เสาโทแทน พธิ ีวางศิลาฤกษนยิ มจัดใหม พี ธิ สี งฆ และพิธพี ราหมณรวมอยใู นพิธเี ดียวกนั โดยจะมอี ปุ กรณเ ครอ่ื งประกอบพธิ มี าก นบั ตง้ั แตโ ตะ หมู สาํ หรบั ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู อาสนสงฆสําหรับพระสงฆในพิธี โตะวางแผนศิลาฤกษ อิฐทอง นาค เงิน ไมมงคล โถกระแจะเจมิ พานขาวตอกดอกไม และขดุ หลมุ ศิลาฤกษ ขนาดกวางxยาว ๕๐x๕๐ เซนติเมตร ลึก ๗๐ เซนติเมตร หรือใหใหญกวาแผนศิลาฤกษประมาณ ๑๐ นิ้ว โดยวดั รอบใหข อบปากหลุมสูงจากพนื้ ๗๐ เซนตเิ มตร เตรยี มไมม งคล คือไมก ันเกรา ไมช ัยพฤกษ ไมท รงบาดาล (บุนนาค) ไมท องหลาง ไมพ ยงุ ไมร าชพฤกษ ไมไผส ีสกุ ไมขนุนและไมสักจะอยูตรงกลางหลุมเน่ืองจากถือวาเปนพญาไม คอนสําหรับตอก ไมม งคลท้งั ๙ ปูนซีเมนตทผี่ สมทรายแลว พรอมทง้ั เกรียงสําหรับปาดปนู ใหเรียบรอย นพรตั นห รอื พลอย ๙ สี ดอกไมฉ กี กลบี นยิ มดอกดาวเรืองหรอื ดอกกหุ ลาบ และกอน ถึงเวลาประกอบพิธีวางศิลาฤกษจะประกอบพิธีบวงสรวงสังเวยกอน เคร่ืองบวงสรวง สงั เวย ไดแ ก บายศรปี ากชามซา ยขวา เครอื่ งประกอบฤกษ ขนมสดทงั้ ๕ คอื ขนมตม แดง คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 161

162 ¤ÁÙ‹ Í× ¸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ขนมตม ขาว ขนมมชี อ่ื เปน มงคลอกี ๓ ชนดิ เชน ทองหยบิ ฝอยทอง ขนมชนั้ ขนมถว ยฟู เมอ่ื ไดฤ กษป ระกอบพธิ ี โหรหรอื พราหมณ จะเชญิ ประธานพธิ จี ดุ ธปู เทยี นทโี่ ตะ สงั เวย จาก นนั้ โหรหรอื พราหมณน าํ ทาํ พธิ บี วงสรวงตามเวลาทเี่ หมาะสม เสรจ็ พธิ บี วงสรวงแลว เปน พธิ เี จรญิ พระพทุ ธมนตโ ดยประธานพธิ จี ดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั พธิ กี รอาราธนาศลี ประธานสงฆใ หศ ลี ทกุ คนรบั ศลี พธิ กี รอาราธนาพระปรติ ร พระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนต จบแลวถา มีรายงานถงึ วัตถุประสงคก ารกอ สราง ก็กลา วรายงานในชว งน้ี เจา หนา ท่เี ชิญ เครอ่ื งประกอบพธิ วี างศลิ าฤกษไ ปยงั จดุ วางศลิ าฤกษ เมอ่ื กลา วรายงานเสรจ็ แลว พธิ กี รเชญิ ประธานพธิ ไี ปยงั บรเิ วณวางศลิ าฤกษ เพอ่ื ประกอบพธิ วี างศลิ าฤกษ โดยหยบิ ไมม งคลปก ลงตรงจดุ ทง้ั ๙ ใชค อ นตอกลงในทราย แลว หยบิ แผน อฐิ เงนิ นาก ทอง อยา งละ ๓ แผน วางบนหลักไมมงคลแลว ใชปูนซีเมนตท่ีจัดเตรียมไวกออิฐเงิน นาก ทองเปนชั้นๆ ใหครบท้ัง ๙ แผน วางแผนศิลาฤกษบนแผนอิฐทอง นาก เงิน วางพวงมาลัยบน แผนศิลาฤกษ โปรยขาวตอกดอกไมลงในหลุมศิลาฤกษ และเชิญผูมีเกียรติทานอื่นๆ รวมโปรยดอกไม (ขณะท่ีประกอบพิธีวางศิลานั้น พระสงฆเจริญชัยมงคลคาถา วงดรุ ยิ างคบ รรเลงเพลงมหาฤกษ) ประธานสงฆป ระพรมนา้ํ พระพทุ ธมนตท หี่ ลมุ ศลิ าฤกษ นั้น กลับเขามาในมณฑลพิธี และถวายจตุปจจัยไทยธรรม พระสงฆอนุโมทนา กรวดน้ํา รบั พร เปนอนั เสร็จพิธี 162

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 163 บทที่ ๓ พธิ สี วดพระพทุ ธมนต พิธีสวดพระพุทธมนต เปนพิธีบําเพ็ญกุศลโดยปรารภถึงผูที่ลวงลับไปแลว เชน บุพการี ญาติพ่ีนอง เปนตน เพื่ออุทิศสวนกุศลใหแกผูวายชนม พิธีเกี่ยวกับ การบําเพ็ญกุศลศพ เชน การสวดพระอภิธรรม การทําบุญครบ ๗ วัน ๕๐ วันหรือ ๑๐๐ วัน การฌาปนกิจศพ การเก็บอัฐิ และการทําบุญครบรอบวันตาย โดยมี การจัดเตรียมงาน และขน้ั ตอนพิธีเหมอื นงานทาํ บญุ ทวั่ ไป คงตางกนั เพยี งรายละเอียด บางประการเทา นนั้ พิธีสวดพระพุทธมนต เมื่อพระสงฆพรอมแลว เจาภาพจุดธูปเทียนบูชา พระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองนอยเคารพศพ หรืออัฐิใชธูปเทียนธรรมดาแทน กไ็ ด จากนน้ั พธิ กี รอาราธนาศีล พระสงฆใ หศ ีล ทกุ คนรบั ศีล พธิ ีกรอาราธนาพระปริตร พระสงฆสวดพระพุทธมนต จบแลวเจาภาพรวมกันถวายภัตตาหาร เม่ือพระสงฆ ฉนั ภตั ตาหารเสรจ็ แลว มพี ิธีบงั สุกุล โดยเจา หนา ที่ลาดภษู าโยง หรอื สายโยง เจา ภาพ ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบังสุกุลแลว เจาภาพรวมกันถวายจตุปจจัย ไทยธรรม พระสงฆอนโุ มทนา เจาภาพกรวดนํ้า เปนอนั เสรจ็ พิธี การจัดงานศพ การจดั งานศพมอี ปุ กรณป ระกอบพธิ เี หมอื นงานทาํ บญุ ปกตทิ วั่ ไปถา จดั พธิ ที วี่ ดั ทางวัดจะอํานวยความสะดวกทุกอยา งในสวนที่เกยี่ วของกบั พธิ ีทาํ บญุ ถาจัดพิธที บี่ า น มีอุปกรณที่ตองจัดเตรียม เชนวา ภูษาโยงหรือสายโยง (บางที่ใชสายสิญจนแทน) เครอ่ื งบชู าศพหรอื เครอ่ื งทองนอ ย จะใชก ระถางธปู เชงิ เทยี น และแจกนั ดอกไมแ ทนกไ็ ด การจัดงานศพมีหลายขั้นตอน ในขั้นตอนแรก เปนพิธีรดน้ําศพ หลังจากมี การแตงศพเสร็จเรียบรอยแลว จัดเตรียมท่ีสําหรับใหผูมารวมพิธีไดรดนํ้าศพแลว การรดนา้ํ ศพเปน การขอขมาโทษใหพ น เวรกรรมทม่ี ตี อ กนั ถา เปน บตุ รหลาน กแ็ สดงถงึ การสนองคณุ และแสดงกตญั กู ตเวทตี อ ผตู ายอกี ดว ย เตยี งตง้ั ศพนยิ มวางทางดา นซา ย ของโตะหมูบูชา หรือที่เหมาะสม นํามือขวาของศพออกมาอยูดานนอก เพื่อรดน้ําศพ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 163

164 ¤ÁÙ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ไดสะดวก หามมิใหผูใดเดินผานดานศีรษะของศพ เพราะเปนกิริยาที่ไมเคารพตอศพ จดั รา งศพใหน อนหงายเหยยี ดยาว ใชผ า หม แพรคลมุ ตลอดรา งศพ เปด หนา และมอื ขวา เทานั้น จดั เตรยี มขนั นา้ํ รองรับนา้ํ จากมือศพ นํา้ อบนํา้ หอมผสมนํ้าตามควร การจดั ใหศ พเหยยี ดมอื ออกหา งจากตวั เลก็ นอ ยและหงายแบมอื ออกมาคอย รบั การรดนา้ํ ยอ มเปน ปรศิ นาธรรมใหผ มู ารดนา้ํ ศพพจิ ารณาเหน็ วา คนเรานนั้ เมอ่ื ตายไป ก็ไมสามารถจะนําเอาส่ิงของใดๆ ติดตัวไปได นอกจากบุญกุศลคุณความดีเทานั้น พธิ รี ดนา้ํ ศพนน้ั ควรใหบ ตุ รหลานหรอื ทเี่ หน็ สมควรใหค อยตกั นาํ้ มอบใหแ กผ มู ารว มพธิ ี รดนา้ํ ศพ จะจดุ เครอื่ งบชู า เชน ธปู หอมไวท างดา นศรี ษะศพกอ นเรม่ิ พธิ ี โดยบตุ รหลาน วงศาคณาญาตจิ ะรดน้าํ ศพกอ น ตอจากนนั้ จะเชิญแขกผูมารว มพิธีรดน้าํ ศพ ถาไดรับ พระราชทานนํ้าหลวงอาบศพ ใหเชิญผูอาวุโสในที่นั้น หรือผูเคารพนับถือเปนประธาน พิธีอาบน้ําหลวงพระราชทานเปนทานสุดทาย จะไมมีรดนํ้าศพตออีก จากน้ันนําศพ บรรจใุ นหบี ศพนาํ ขน้ึ ตง้ั ณ ทที่ จี่ ดั เตรยี มไว พรอ มตงั้ เครอ่ื งสกั การะศพ เปน อนั เสรจ็ พธิ ี สถานทตี่ ง้ั ศพบําเพญ็ กุศล สถานทต่ี ง้ั ศพ ควรคาํ นงึ ถงึ การจดั ตงั้ และสว นประกอบของพธิ ศี พ ควรจดั ให เปนไปตามความเหมาะสมและเปนเกยี รตแิ กผวู ายชนม เชน วา ๑. สถานทีต่ งั้ โตะ หมบู ชู าพระรัตนตรัยเหมาะสม ๒. สถานที่ตงั้ อาสนส งฆ สําหรับพระสงฆน ง่ั สวดพระอภธิ รรมและพธิ ีอื่นๆ ๓. สถานท่ตี ั้งเครือ่ งประกอบศพ เชน เคร่ืองราชอสิ รยิ าภรณ (ถามี) รปู ถา ย รวมทั้งท่ีตั้งพวงหรดี ของผูน าํ มาไวอ าลยั ตอผวู ายชนม ๔. สถานทีต่ งั้ เคร่อื งไทยธรรมสําหรบั ถวายพระสงฆ อปุ กรณเคร่ืองใชต องจัดเตรยี มในพธิ ศี พ ๑. ผาภษู าโยงหรือดา ยสายโยง ๒. เครอ่ื งทองนอย (ใชก ระถางธปู เชงิ เทยี น แจกันดอกไมก็ได) ๓. ชดุ กรวดนา้ํ ๔. กระถางธูป ธปู เทยี น และตะเกียงเลก็ (จดุ ต้งั ไวหนา หีบศพสาํ หรบั ผมู า ไวอ าลัยจุดเคารพศพ – ธูปเทียนจะจดุ ไวตลอดเวลา) 164

ÇªÔ Ò͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 165 ๕. โตะรองกราบหรือหมอนรองกราบหนาหีบศพ สายโยงนนั้ ใชต อ เชอื่ มกบั ดา ยสายโยงจากมอื ศพ ทอดลงมาจากปากหบี ศพไป จดั ใสพ านไวด า นหวั อาสนส งฆ สาํ หรบั ใชเ วลาทอดผา บงั สกุ ลุ สว นเครอื่ งทองนอ ยนยิ มใช ๒ ชดุ ตง้ั หนาหีบศพชดุ หนงึ่ เพ่ือใหผวู ายชนมบ ชู าพระธรรม ตงั้ หนั ดานธปู เทียนเขาหา หีบศพ อีกชดุ หนง่ึ สําหรับประธานหรอื เจา ภาพจดุ เคารพศพ ต้งั หนั ดานธปู เทยี นเขาหา คนจดุ มีขอ ควรสังเกต คอื การตัง้ เครอื่ งทองนอ ย ถา จะใหใครจดุ ใหหันธูปเทยี นเขาหา คนจุด และเทียนตองอยูขวามือของคนจุดเสมอไป (กรณีที่หันธูปเทียนเขาหาหีบศพ หมายความวาเพอื่ ใหศ พนัน้ จดุ บูชาธรรม เชน เมื่อมสี วดมนต หรือเทศน โดยเจา ภาพ เปนคนจดุ เพอื่ ใหศพไดบชู าธรรมนั่นเอง) กระถางธปู พรอ มธปู และตะเกยี งขนาดเลก็ วางเบอื้ งหนา เครอ่ื งตง้ั ประดบั ศพ เพ่อื ใหค นมาในงานไดจดุ เคารพศพตามประเพณีนิยม พิธีบงั สกุ ลุ ปากหบี เมื่อจัดพิธีตั้งแตตน กระท่ังนําศพบรรจุลงหีบ และนําหีบศพขึ้นตั้งพรอม ประดับตกแตงเรียบรอยแลว ถาเจาภาพมีความประสงคจะทอดผาบังสุกุลปากหีบ พึงนิมนตพ ระสงฆจ าํ นวน ๕ หรือ ๑๐ รปู นง่ั บนอาสนสงฆ ประธานหรอื เจา ภาพจดุ ธูป เทยี นบชู าพระรตั นตรยั จดุ เครอื่ งทองนอ ย หรอื ธปู เทยี นหนา หบี ศพ เจา หนา ทหี่ รอื ทายก อาราธนาศีล รบั ศีล ลาดผาภษู าโยงหรอื สายโยง ประธาน หรือเจา ภาพทอดผาบังสกุ ุล โดยวางขวางทบั ผา ภษู าโยง พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ และอนโุ มทนา เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ิศสวนกศุ ลใหแ กผูว ายชนม เปน อนั เสร็จพธิ บี งั สุกุลปากหีบ พิธสี วดพระอภิธรรม การจดั บาํ เพญ็ กุศลศพ นยิ มจัด ๓ คืน ๕ คืน ๗ คืนหรอื มากกวานี้ ข้นึ อยู กับความพรอมของเจา ภาพ ในแตล ะคนื จะมีพธิ สี วดพระอภิธรรม โดยญาตพิ นี่ องเปน เจาภาพบาง คนอื่นรับเปนเจาภาพบาง เริ่มพิธีดวยประธานหรือเจาภาพ จุดธูปเทียน บชู าพระรตั นตรัย จุดเครือ่ งสกั การบชู าหนา ตูพระอภิธรรม จดุ เคร่ืองทองนอยหนาศพ และเครอื่ งทองนอ ยอกี ชดุ สาํ หรบั ใหผ วู ายชนมน น้ั บชู าพระธรรม โดยถา เปน ศพคฤหสั ถ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 165

166 ¤ÙÁ‹ Í× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªÑé¹â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท จะจุดในคราวเดยี วกนั แตถาเปน ศพพระสงฆ เมอื่ ประธานจุดเคร่อื งทองนอ ยหนา ศพ แลว นงั่ ประจาํ ที่ เจา หนา ทอี่ าราธนาศลี ประธานสงฆใ หศ ลี จบแลว จงึ จดุ เครอ่ื งทองนอ ย เพ่ือพระสงฆท่ีมรณะนั้นบูชาพระธรรม พระสงฆสวดพระอภิธรรม ประจําคืน ในพิธี สวดพระอภิธรรมศพ ไมตองอาราธนาธรรม เพราะการอาราธนาธรรมถือเปนการแจง ใหพระแสดงพระธรรมเทศนาหรือเทศน มิใชเปนการอาราธนาใหสวดพระอภิธรรม แตบ างแหงยงั นิยมอาราธนาธรรมในพธิ ีดังกลา วนี้อยู (แตน้ันกม็ ิใชข อ เสียหายอะไร) เมื่อพระสงฆสวดพระอภิธรรมจบแลว ถวายเครื่องไทยธรรม และทอดผา บงั สกุ ล พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ อนโุ มทนา เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ศิ กศุ ลใหแ กผ วู ายชนม เปน อนั เสรจ็ พธิ ี การบาํ เพญ็ กุศลครบ ๗ วนั ๕๐ วนั ๑๐๐ วนั การทําบญุ อทุ ิศใหผ ูตาย มตี ลอดการต้ังศพบําเพ็ญกศุ ล พิธีทําบุญใหผ ูตาย หลงั จากตายครบ ๗ วนั เรยี กวา สตั ตมวาร การทาํ บญุ ใหผ ตู ายหลงั จากตายครบ ๕๐ วนั เรยี กวา ปญ ญาสมวาร การทาํ บญุ ใหค นตายหลงั จากตายครบ ๑๐๐ วนั เรยี กวา สตมวาร โดยมีระเบียบปฏบิ ตั ิเหมอื นงานพิธที ําบุญท่ัวไป จะมีขอแตกตา งกันอยบู าง คอื ไมต อ ง วงสายสิญจนและไมตองต้ังขันนํ้ามนต เมื่อทายกอาราธนาพระปริตรแลว พระสงฆ ไมตองกลาวชุมนุมเทวดา (ขัดสัคเค) จะสวดพระพุทธมนตตอเลย จบแลวเจาภาพ ถวายภัตตาหาร เมื่อพระฉันเสร็จแลว เจาภาพถวายเครื่องธรรม ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผา บงั สุกลุ อนุโมทนา เจาภาพกรวดนา้ํ เปน อนั เสร็จพิธี บทสวดมนตในพิธีบําเพ็ญกุศลศพครบ ๗ วัน แตสมัยโบราณนิยม สวดอนตั ตลกั ขณสูตร พิธที าํ บญุ ๕๐ วัน สวดอาทิตตปรยิ ายสูตร ๑๐๐ วัน จะสวด ธมั มนยิ ามสตู ร แตป จ จบุ นั พระสงฆส ว นใหญจ ะสวดธรรมนยิ ามสตู รทกุ งาน ยกเวน งานท่ี เจา ภาพนมิ นตร ะบพุ ระสตู รใหส วด แตม ธี รรมเนยี มวา ไมส วดเจด็ ตาํ นาน สบิ สองตาํ นาน ธัมมจกั กัปปวตั ตนสูตร และมหาสมัยสตู รในงานทาํ บญุ เกี่ยวของดว ยการตาย การจดั พิธีบําเพ็ญกุศลเน่ืองในวันดังกลาว ถือการทําบุญอุทิศใหแกผูลวงลับไปแลว จึงนิยม ทํากันโดยทั่วไป การกําหนดวันจัดงานใหนับวันเสียชีวิตเปนหลัก คือตายลงวันไหน ใหถือวันน้ันเปนวันสําคัญในการอุทิศผลบุญเปนกรณีพิเศษ เชนวา ตายวันอาทิตย ถาจัดงาน ๒ วัน ก็จะนิมนตพระสงฆสวดพระพุทธมนตในตอนเย็นวันเสาร และ 166

ÇªÔ Ò͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 167 จดั ถวายภตั ตาหารแดพ ระสงฆใ นวนั อาทติ ย กรณที จี่ ดั ทาํ บญุ วนั เดยี ว พธิ สี วดพระพทุ ธมนต และการถวายภัตตาหารแกพระสงฆ ก็จัดพิธีข้ึนในวันอาทิตยซึ่งตรงกับวันตายของ ผวู ายชนมตามนัยทีก่ ลาวแลว การบาํ เพญ็ กศุ ลทจี่ ดั พธิ ี ๒ วนั วนั แรก จะมพี ธิ สี วดพระพทุ ธมนต และแสดง พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ พระสงฆ ๔ รปู สวดรับเทศน จบแลวเจา ภาพถวายกณั ฑ เทศน และทอดผา บังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบงั สุกลุ และอนุโมทนา เจา ภาพกรวดนา้ํ อทุ ศิ เปน อันเสรจ็ พิธี ในชว งกลางคนื จะพิธีสวดพระอภธิ รรมตามเวลาทีก่ ําหนด และ ในรุงข้ึนพระสงฆที่มาสวดพระพุทธมนตวันแรก จะสวดถวายพรพระ จบแลวเจาภาพ ถวายภตั ตาหาร เมอ่ื พระฉนั เสรจ็ แลว เจา ภาพถวายเครอื่ งไทยธรรม และทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผาบังสกุ ลุ อนโุ มทนา กรวดนาํ้ อทุ ิศ เปนอนั เสร็จพธิ ี การบําเพ็ญกุศลท่ีจัดพิธีในวันเดียว พระสงฆสวดพระพุทธมนต แสดง พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ เจาภาพถวายภัตตาหาร เม่ือพระฉันเสร็จ เจาภาพถวาย เคร่ืองไทยธรรม ทอดผาบังสุกุล พระสงฆพิจารณาผาบังสุกุล อนุโมทนา เจาภาพ กรวดนํา้ อทุ ิศ เปนอันเสรจ็ พิธี พิธที าํ บญุ งานฌาปนกิจศพ การจัดงานฌาปนกิจศพ นิยมจัดงานเปน ๒ เวลา คือภาคเชากับภาคบาย โดยมรี ะเบยี บพธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั น้ี พธิ ใี นภาคเชา เมอื่ ถงึ เวลาตามกาํ หนด เจา ภาพจดุ ธปู เทยี น บชู าพระรัตนตรยั จุดธูปเทยี นเครื่องทองนอ ยเคารพศพ อาราธนาศีล รบั ศลี อาราธนา พระปริตร พระสงฆสวดพระพุทธมนต จบแลวถวายภัตตาหารเพล ถวายจตุปจจัย ไทยธรรม ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพิจารณาผาบงั สกุ ุล อนโุ มทนา กรวดน้ําอุทศิ กศุ ล เปน อนั เสรจ็ พธิ ี พิธีในภาคบาย นิยมใหมีพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ โดยพรรณนาประวัติ เกยี รตคิ ณุ ความดขี องผวู ายชนม และหลกั ธรรมเพอ่ื นาํ สกู ารดาํ เนนิ ชวี ติ ทด่ี งี าม เพอ่ื เปน เหตสุ ง เสรมิ ใหผ ยู งั ชวี ติ อยไู ดร ะลกึ ถงึ และดาํ รงตนอยใู นความไมป ระมาท โดยเจา ภาพ จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั จดุ ธปู เทยี นเครอื่ งทองนอ ยเคารพศพ จดุ เทยี นสอ งธรรม และจดุ เทยี นเครอ่ื งทองนอ ยบชู าธรรม นมิ นตพ ระสงฆอ งคเ ทศนข นึ้ ธรรมาสน พธิ กี รนาํ เทยี นสองธรรมไปตง้ั บนธรรมาสน อาราธนาศีล ทุกคนรับศีล อาราธนาธรรม พระสงฆ คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 167

168 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ จบแลวอนโุ มทนาบนธรรมาสน เจาภาพกรวดน้ําอุทิศ สว นกศุ ลใหผ วู ายชนม พระเทศนล งจากธรรมาสน มานง่ั บนอาสนส งฆ เจา ภาพประเคน กัณฑเ ทศน เปนอนั เสร็จพิธี ตอ จากนนั้ นมิ นตพระสงฆสวดมาตกิ าบงั สกุ ลุ ขึน้ นง่ั บนอาสนส งฆ อาราธนา พระปริตร ไมตองอาราธนาศีลซํ้าอีก พระสงฆสวดมาติกาจบแลวพิจารณาผาบังสุกุล และอนุโมทนา เจา ภาพกรวดนํ้า เปน อนั เสร็จพธิ ี พิธีสวดมาตกิ าบังสุกุล การสวดมาติกา คอื การสวดบทมาติกาของพระอภิธรรมเจ็ดคัมภรี  เรียกอกี อยางวา สัตตัปปกรณาภิธรรม เปนประเพณีในการทําบุญหนาศพอยางหน่ึง เรียกวา สวดมาติกา การสวดมาติกาในพิธีบําเพ็ญพระกุศลศพ พระบรมวงศชั้นพระองคเจา ข้ึนไป เรียกวา สดับปกรณ โดยปกติเปนพิธีในชวงบาย กอนจะมีพิธีฌาปนกิจศพ หรือพระราชทานเพลงิ ศพ ในการสวดมาติกา ไมมีกําหนดตายตัววา จะตองนิมนตพระสงฆจํานวน เทาไร จะนิยมนิมนตเทาอายุผูตาย หรือตามจํานวนพระสงฆท้ังหมดในวัด แตใน กรุงเทพมหานคร นิยมนิมนต ๑๐ รูป เหมือนพิธีหลวง การสวดมาติกาก็ดีการสวด พระอภิธรรมก็ดี ตามธรรมเนียมโบราณไมมีการอาราธนาธรรม และพิธีหลวงก็ไมมี การอาราธนาธรรม โดยมรี ะเบยี บพิธที ่คี วรทราบดงั น้ี การสวดมาตกิ าทดี่ าํ เนนิ ตอ จากพธิ แี สดงพระธรรมเทศนา ไมต อ งจดุ ธปู เทยี น และไมต อ งอาราธนาศลี เวน แตก าํ หนดจดั ขนึ้ คนละชว งเวลาเปน พธิ มี าตกิ าเปน สว นหนง่ึ ตา งหาก จงึ เริ่มตน ดวยเจาภาพจดุ ธปู เทียนบูชาพระรตั นตรัย อาราธนาศลี รบั ศลี แลว พระสงฆส วดมาตกิ าดว ยบทกสุ ะลา ธมั มา อะกสุ ะลา ธมั มา...ฯ จบดว ยบทเหตปุ จ จะโย เจา ภาพทอดผา บังสกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผาบงั สกุ ุล อนุโมทนา ยะถา สพั พี ตอดวย บทอะทาสิ เม จบดว ยบทภะวะตุ สพั พะมงั คะลงั กรวดน้าํ อุทศิ เปน อนั เสรจ็ พธิ ี กรณนี มิ นตพ ระสงฆจ าํ นวนมาก จะตอ งจดั ขนึ้ เปน ชดุ ๆ เมอื่ พธิ กี รเกบ็ ภษู าโยง พระสงฆชุดแรก อนุโมทนาและลงจากอาสนสงฆแลว นิมนตพระสงฆชุดท่ี ๒ ข้ึนสูอาสนสงฆ ไมตองสวดมาติกาอีก พิธีกรลาดภูษาโยงเชิญเจาภาพทอดผาบังสุกุล 168

ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 169 พระสงฆพิจารณาผา บังสกุ ุล ไมตอ งอนโุ มทนาปฏบิ ัติเชน นีจ้ นหมดพระสงฆท่อี าราธนา มาในพธิ ี การสวดมาติกาในพิธีหลวง ตางจากพิธีฌาปนกิจศพของคนทั่วไป กลาว คืองานศพที่ไดรับพระบรมราชานุเคราะห พระสงฆตองใชพัดยศ และเวลาอนุโมทนา จะตองถวายอดิเรกดวย คือพระราชาคณะประธานสงฆกลาวถวายพระพรเปนพิเศษ แดพ ระบาทสมเด็จพระเจาอยหู ัว พิธีสวดแจง พิธีฌาปนกิจศพ เม่ือสมัย ๓๐ ถึง ๕๐ ปที่ผานมา เจาภาพนิยมจัดใหมี การเทศนสังคีติกถา คือจําลองการปฐมสังคายนามาเปนแบบการเทศน เรียกวา เทศนแจง แตปจจุบันเริ่มเลือนหายไป ที่ยังพอมีใหเห็นอยูในสวนภูมิภาค เชน ในจังหวดั เพชรบรุ ี คนรนุ ใหมจงึ ไมคอยรจู กั พธิ เี ทศนแ จง การเทศนแจง เปนธรรมเนียมเฉพาะงานฌาปนกิจศพของบิดามารดา ญาติผูใหญ พระสงฆทรงสมณศักดิ์ดํารงตําแหนงเจาอาวาส เปนตน ไมจัดในพิธี ฌาปนกิจศพผนู อย เชน บตุ รธดิ าของเจา ภาพ พธิ กี ารเทศนแ จงธรรมาสนเ ดยี วกม็ ี ๒ ธรรมาสนกม็ ี แตน ยิ มเทศน ๓ ธรรมาสน พระสงฆท่ี สวดแจง ทางเจา ภาพจะนมิ นต มาเต็มจํานวน ๕๐๐ รูป เทากับพระอรหันตท่ีเขารวมทําปฐมสังคายนาหรือนิมนต เพียง ๕๐ รูป ๒๕ รูปก็ได ตามความตองการของเจา ภาพ พิธีเทศนแ จงหรือสงั คตี กิ ถา นยิ มจดั ในตอนบา ย กอ นพธิ ฌี าปนกจิ ถอื เปน การทาํ บญุ ทม่ี อี านสิ งสม าก และตอบแทน คุณของบิดามารดาอยางสูงยิ่ง เชนเดียวกับพระเจาอชาติศัตรู ทรงเปนองคอุปถัมภ การทาํ ปฐมสงั คายนา การเทศนแจงรูปเดียว เบื้องตนพระเทศนจะใหศีล บอกศักราช และกลาว พรรณาถึงอานิสงสการฟงเทศนแจง แสดงปฐมสังคายนาโดยยอทั้งสวนพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎ ก และพระอภิธรรมปฎ ก แลว จึงจะเผดียงพระสงฆข้นึ นง่ั บนอาสนส งฆ เพื่อสวดแจงตามลําดับ เริ่มแตบทสวดพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎก และ พระอภธิ รรมปฎ ก จบแลว เจา ภาพ ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ พระเทศน ยถา อนุโมทนาบนธรรมสาสน พระสงฆท ง้ั หมดรบั สัพพี ตอ ดวยบท อะทาสิ เม จบดว ย บท ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั กรวดนาํ้ อทุ ิศ เปน อนั เสร็จพิธี คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 169

170 ¤ÙÁ‹ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒªé¹Ñ â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การเทศนแ จง๒ธรรมาสนเรยี กวา เทศนป จุ ฉาวสิ ชั นาจะมกี ารสมมตพิ ระรปู หนง่ึ เปนผูถาม อีกรูปหนึ่งเปนผูตอบ โดยจะถามตอบในเร่ืองการทําปฐมสังคายนา เร่ิมตนดวยพระวินัยปฎก พระสุตตันตปฎก และพระอภิธรรมปฎก เมื่อจบแต ละปฎ ก องคเ ทศนจ ะเผดยี งใหพ ระสงฆน งั่ แจงสวดบทบาลแี ตล ะปฎ ก สลบั กบั การเทศน ปจุ ฉาวสิ ชั นา เชน นจ้ี นครบ ๓ ปฎ ก จบแลว ทอดผา บงั สกุ ลุ พระสงฆพ จิ ารณาผา บงั สกุ ลุ อนโุ มทนาบนธรรมาสน พระสงฆท ง้ั หมดรบั สพั พี ตอ ดว ยบท อะทาสิ เม และบทภะวะตุ สพั พะมังคะลัง เจา ภาพกรวดนาํ้ อทุ ศิ เปน อนั เสร็จพิธี การเทศนแจง ๓ ธรรมาสน ดําเนินเชนเดียวกับเทศน ๒ ธรรมาสนแต จะสมมติตนเปนพระมหากัสสปะ พระอุบาลี และพระอานนท โดยรูปท่ี สมมติเปน พระมหากสั สปะมหี นาท่ีปจุ ฉา คอื ถามถงึ สาเหตขุ องการทําสงั คายนาปฎ กท้ัง ๓ ผเู ปน พระอุบาลีมีหนาท่ีวิสัชนา คือตอบพระวินัยปฎก ผูเปนพระอานนทก็ทําหนาที่วิสัชนา ทงั้ พระสตุ ตนั ตปฎ ก และพระอภธิ รรมปฎ ก สว นการสวดบทบาลขี องปฎ กทงั้ ๓ พระสงฆ ทนี่ งั่ แจง จะสวดตามที่พระเทศนเผดียงใหสวดหลังจากเทศนจบปฎกน้ันๆ กไ็ ด หรือ ยกรวมสวดคร้ังเดียว ๓ ปฎก เมื่อเทศนจบก็ได พิธีกรรมท่ีเหลือปฏิบัติเชนเดียวกับ การเทศนแจง ๒ ธรรมาสน พธิ ฌี าปนกจิ ศพและพระราชทานเพลงิ ศพ พิธีฌาปนกิจศพ และพระราชทานเพลิงศพ เปนการบําเพ็ญกุศลอุทิศให ผูวายชนมคร้ังสุดทายตามประเพณีชาวพุทธไทย กอนสรีระรางกายจะถูกเผาไหมใน กองเพลิง เหลือแตกระดูกเถาถาน จึงถือวาเปนเรื่องสําคัญ ที่ทุกคนควรไปรวมงาน ฌาปนกิจศพแมคนที่ไมใชญาติก็ตาม คนเคยเปนคูบาดหมางกับผูตายตอนมีชีวิตอยู ก็ตาม จะเปน ใหอ ภัยตอ กันไดสวนหนึง่ พิธฌี าปนกจิ หรอื พระราชทานเพลงิ ศพ เปน พธิ ีตอเน่ืองจากพธิ บี าํ เพ็ญกุศล ภาคเชา และภาคบา ย โดยเจา ภาพจะจดั เตรยี มขบวนเชญิ ศพ ประกอบดว ยเครอื่ งทองนอ ย หรอื กระถางธูป เครื่องราชอสิ รยิ าภรณ (ถา ม)ี รูปถาย พระสงฆน าํ ศพ หีบศพ ผูรว ม ขบวนเชญิ ศพ แตพ ธิ หี ลวงไมต อ งนาํ รปู ถา ยและเครอ่ื งทองนอ ยเขา ในขบวน จะนาํ ไปตงั้ บนฌาปนสถานเลย เมอ่ื นาํ ศพเวยี นเมรุโดยเวียนซาย ๓ รอบ นําศพข้นึ ต้งั บนเมรุ และ มพี ธิ ี ทอดผา บงั สกุ ลุ บนตามลาํ ดบั กอ นประกอบพธิ ฌี าปนกจิ หรอื พระราชทานเพลงิ ศพ 170

ÇÔªÒ͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 171 จะมีการอานประวัติผูวายชนมดวย ถาเปนงานพระราชทานเพลิง จะอานหมายรับส่ัง อา นสาํ นกึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ แหง พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั แลว จงึ ประกอบพธิ ี ในขน้ั ตอนสดุ ทาย โดยประธานทอดผา ไตรบังสุกุลชดุ สุดทาย พระสงฆพ จิ ารณาผาไตร บังสุกุล ประธานจดุ ไฟประชุมเพลิงหรอื ไฟพระราชทาน ผรู วมงานเรม่ิ ตนจากพระสงฆ (ถาม)ี แขกผทู รงเกยี รติ และประชาชนทั่วไปขนึ้ วางดอกไมจ นั ทน คณะเจา ภาพยนื เขา แถวกลา วขอบคุณ นอมสงผูร ว มพธิ ที ุกคนแลว ขึ้นวางดอกไมจ นั ทนแ ละประชมุ เพลงิ เปนชุดสดุ ทาย เปนอนั เสร็จพิธีฌาปนกิจศพ พธิ ีเก็บอัฐิและพธิ ีสามหาบ วนั รงุ ขน้ึ ตอ จากวนั ฌาปนกจิ ศพหรอื พระราชทานเพลงิ ศพ จะมพี ธิ เี กบ็ อฐั แิ ละ พิธีสามหาบ คําวา สามหาบ เปนช่ือภัตตาหาร ๓ สํารับที่ถวายพระสงฆในพิธีเก็บอัฐิ โดยจดั อาหารคาวหวานเปน ๓ สํารับ สาํ หรบั ถวายแกพ ระสงฆ ๓ รูป ในการประกอบ พิธีเก็บอัฐิ เดิมทีนั้นจัดใสหาบเดินรองกูรอบฌาปนสถาน เพื่อเรียกวิญญาณผูตายมา รวมพิธีทําบุญน้ี จะถวายแกพระสงฆหลังเสร็จพิธีเก็บอัฐิแลว ปจจุบันอาจจัดอาหาร คาวหวานใสป น โตแทนหรอื ไมจ ดั เลยกไ็ ด ถวายแตด อกไมธ ปู เทยี นและเครอ่ื งไทยธรรม การเก็บอฐั ิ มสี ิง่ ท่เี จา ภาพจะตองจัดเตรียมไป คือ โกศบรรจุอฐั ิ ลงุ บรรจุเถา กระดกู ทีเ่ หลือ ผาขาว ๒ ผนื สําหรับหอลุง และเถา กระดกู ท่เี หลือ ผาทอดบงั สุกุลกอน เกบ็ อฐั ิ ๓ ชุด อาหารคาวหวาน ๓ ชดุ เครื่องทองนอ ยหรือกระถางธูปเชิงเทยี น ดอกไม โปรยลงที่อัฐิ นํ้าอบนํ้าหอมสําหรับพรมอัฐิ เงินเหรียญสําหรับโปรยอัฐิ (๓๒ เหรียญ) และท่ีจะโปรยบริจาคทาน (ถามี) สิ่งของเหลานี้จะขอใหเจาหนาท่ีของฌาปนสถานจัด เตรียมใหก็จะสะดวก เจาหนาที่ของฌาปนสถานทําการแปรรูปอัฐิ โดยจัดเรียงสอัฐิเปนโครงรางของ คนนอนหนั ศรี ษะทางทศิ ตะวนั ตก เมอ่ื ถงึ เวลาตามกาํ หนดจะเชญิ เจา ภาพจดุ เครอ่ื งทองนอ ย (จุดธูป) ไหวอัฐิ เจาหนาท่ีนําผาขาวคลุมอัฐิเจาภาพทอดผาบังสุกุล พระสงฆ ๓ รูป พิจารณาบังสุกุลโดยพิจารณาบังสุกุลตายกอนแลวเจาหนาท่ีแปรรูปโครงรางอัฐิใหหัน ดานศีรษะทางทิศตะวันออก พระสงฆพิจารณาบังสุกุลเปนอีกคร้ังหน่ึง แลวนิมนตไป ยงั ศาลาบาํ เพ็ญกุศล เจา ภาพพรมนาํ้ อบน้ําหอม โปรยดอกไมท่อี ัฐิ และเถากระดกู เกบ็ อัฐิบรรจุลงโกศ โดยจะเลือกสวนตางๆ ของรางกาย เชนวา กะโหลกศีรษะ กระดูก คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 171

172 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈ¡Ö ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ซโ่ี ครง กระดกู หนา อก กระดกู แขนสองขา ง กระดกู ขาสองขา ง สาํ หรบั กระดกู ทเ่ี หลอื และ เถา หอ ดว ยผา ขาวบรรจลุ งในลงุ หรอื กลอ ง หอ ดว ยผา ขาวใหเ รยี บรอ ย นาํ เครอื่ งทองนอ ย โกศอัฐิ และลุงไปยังศาลาบําเพ็ญกุศลของวัด ประเคนภัตตาหารสามหาบ พระสงฆ อนุโมทนา กรวดนํา้ อุทิศสวนกุศลใหแ กผ ูว ายชนม เปนอันเสร็จพธิ ี พิธที ําบญุ ฉลองอฐั ิ เจา ภาพบางรายจะจัดพธิ บี าํ เพ็ญกศุ ลฉลองอัฐิ หลงั จากเกบ็ อัฐเิ รียบรอ ยแลว จะมพี ธิ พี ระสงฆเ จรญิ พระพทุ ธมนตเ หมอื นพธิ ที าํ บญุ ทวั่ ไป แตต ง้ั โกศบรรจอุ ฐั ิ รปู ถา ย และขนั นาํ้ มนต ไมว งสายสญิ จน ตามความเชอ่ื วา ถา วงสายสญิ จนว ญิ ญาณผตู ายจะไม สามารถเขา รว มพธิ ไี ด ประธานสงฆ จะประพรมนาํ้ มนตใ หแ กญ าตผิ ตู าย และผรู ว มงาน เพ่ือเปนสิริมงคลและสรางขวัญกําลังใจในการดํารงชีวิตตอไป และถือกันวาวันนี้เปน วนั ออกทุกขแ ลว พิธีน้ีจะจัดท่บี านหรอื วัดกไ็ ดต ามความสะดวกของเจา ภาพ พธิ บี รรจุศพ เจา ภาพบางรายตอ งการเกบ็ ศพไว หลงั จากต้ังศพบาํ เพญ็ กุศลครบ ๓ คืน ๗ คนื แลว สถานทเ่ี ก็บศพสว นใหญจะทข่ี องทางวัด หรือสุสานของมูลนธิ ิ สมาคมที่ตัง้ อยู นอกวดั เจา ภาพควรตกลงกบั ทางวดั หรอื เจา หนา ทข่ี องสสุ านลว งหนา เพอื่ ความสะดวก เรียบรอยในการประกอบพธิ ี การประกอบพิธีบรรจุศพ เจาภาพควรจัดเตรียมอุปกรณเครื่องใชในพิธี ใหพรอม คอื ผาไตร หรอื ผา สาํ หรับทอด ใหพระสงฆพิจารณาบงั สุกุลอยางนอย ๑ ไตร กอนดินเลก็ ๆ หอ ผาดาํ หรือผาขาว ดอกไมสด ธปู จดั ใหเพยี งพอกบั ผเู ขา รว มพิธี และ กระถางธูปสําหรับปกธูปเคารพศพ ถึงเวลาประกอบพิธี จะเชิญประธานวางกอนดิน และดอกไม ณ สถานท่ีบรรจุศพ ถือธูปประนมมือ พรอมอธิษฐานใหผูตายไปสูสุคติ ปกธูปลงในกระถางธูป จากน้ันเชิญผูรวมพิธีวางกอนดินและดอกไมจนครบทุกคน เปนอนั เสรจ็ พิธี 172

ÇÔªÒ͹ؾط¸»ÃÐÇÑμÔ 173 บทท่ี ๔ เทศกาลสาํ คัญทางพระพุทธศาสนา การลอยกระทงตามประทีป การลอยกระทงตามประทีป นับเปนประเพณีท่ีมีมาแตโบราณแลว ใน ประเทศไทยปรากฏหลกั ฐานการจดั พธิ ลี อยกระทงขนึ้ ตง้ั แตส มยั สโุ ขทยั มคี วามมงุ หมาย เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา ซ่ึงประดิษฐานอยูท่ีริมฝงแมน้ํานัมมทา ในชมพูทวีป อีกนัยหน่ึง เพ่ือขอขมาพระแมคงคา หรือแมนํ้า ซ่ึงคนไดอาศัยใชสอย ในการดํารงชีพ ทําใหเห็นวาคนไทยเปนผูมีความกตัญูตอสิ่งที่ใหประโยชนแกตน แมจ ะเปน ส่งิ ทีไ่ มมชี ีวิต ในอรรถกถาปณุ โณวาทสตู ร กลา ววา สมยั หนง่ึ พระพทุ ธเจา เสดจ็ ไปยงั แมน า้ํ นมั มทา พญานมั มทานาคราช ทลู อาราธนาใหเ สดจ็ สนู าคพภิ พดว ยความศรทั ธาเลอ่ื มใส เพอื่ ถวายบชู าสกั การะ พระพทุ ธองคเ สดจ็ ไปตรสั เทศนาโปรดพญานาคราช พรอ มบรวิ าร แลว โดยพญานาคราชไดก ราบทลู ขอสงิ่ ทร่ี ะลกึ อยา งใดอยา งหนงึ่ เพอื่ เปน สงิ่ อนสุ รณไ ว สาํ หรบั สกั การบชู าตอ ไป พระพทุ ธองคจ งึ ทรงประดษิ ฐานรอยฝา พระบาทลงไว ณ รมิ ฝง แมน้าํ นมั มทาไดเปนทีส่ ักการะของพญานมั มทานาคราชและเหลา บริวารสบื มา ความเปนมาของพิธลี อยกระทงตามประทีป พธิ ลี อยกระทงของไทย เรม่ิ มมี าตงั้ แตส มยั กรงุ สโุ ขทยั ในรชั สมยั พระมหาธรรม ราชาลไิ ท ท่ี ๕ นิยมทาํ กนั เปนประเพณีในวันเพ็ญเดอื น ๑๒ (วันขน้ึ ๑๕ คา่ํ เดอื น ๑๒) ปรากฏในหนังสือตําหรับทาวศรีจุฬาลักษณ พระสนมเอกของพระมหาธรรมราชาลิไท และเปนพระธิดาของพระศรีมโหสถ แหงตระกูลพราหมณ ซ่ึงเปนราชครูใน พระมหาธรรมราชาลิไทดวย ไดเรียบเรียงเร่ืองเก่ียวกับราชประเพณี ๑๒ เดือนใน ราชสาํ นกั พระมหาธรรมราชาลไิ ท ความตอนหนง่ึ วา “...ถงึ วนั เพญ็ เดอื น ๑๒ พระรว งเจา รับสง่ั ใหบ รรดาพระสนมนางใน เถา แกแ มทาวทงั้ หลาย ตกแตง ประดับกระทง ดอกไม ธปู เทยี น นาํ ลอยนา้ํ หนา พระทน่ี ั่ง ตามประเพณีของกษัตรยิ โ บราณทม่ี ีมา...” แสดงวา คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 173

174 ¤Ù‹ÁÍ× ¸ÃÃÁÈ¡Ö ÉÒª¹Ñé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท การลอยกระทงตามประทีปเพ่ือบูชารอยพระพุทธบาทในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ของไทย ทํากันมาแตครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเปนราชธานี และหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน พระราชนพิ นธในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั รัชกาลท่ี ๕ ทรงกลาวถึง พิธีลอยกระทงตามประทีปไวเชนกัน แสดงวาประเพณีนี้ไดมีการปฏิบัติกันสืบมาอยาง ตอ เน่อื งมาโดยตลอด พิธลี อยกระทงตามประทีป นยิ มเรียกกนั ท่วั ไปวา งานลอยกระทง จะมงี าน การลอยกระทงกันในท่ัวทุกภูมิภาคของประเทศ ในบางจังหวัดจะจัดงานลอยกระทง ข้นึ อยา งยงิ่ ใหญ เชน ทีจ่ ังหวดั เชียงใหม เรียกวา งานประเพณีย่ีเปง ถอื เปน งานประเพณี สาํ คญั ของจงั หวดั เชยี งใหม หรอื ทจี่ งั หวดั สโุ ขทยั ซงึ่ ถอื เปน ตน ตาํ หรบั ของพธิ ลี อยกระทง ตามประทีป กไ็ ดจ ดั งานประเพณเี ผาเทยี นเลน ไฟขึ้น เปน งานใหญประจาํ ปท ี่มีชอื่ เสยี ง เปนทรี่ ูจ ักกนั ดขี องชาวไทยและนกั ทองเท่ยี วทว่ั โลก ผาปา คําวา ผาปา ในสมยั พทุ ธกาล เรียกวา บงั สกุ ุลจีวร หรือผาบงั สกุ ุล แปลวา ผาเปอนฝนุ เปนผาไมมเี จาของหวงแหน ทง้ิ อยูต ามรมิ ถนนหนทางบาง ปาชา บาง หรือ แขวนอยตู ามกงิ่ ไมต ามทางตามปา เมอื่ ครงั้ ทพ่ี ระพทุ ธเจา ยงั มไิ ดท รงอนญุ าตใหพ ระภกิ ษุ รบั จวี รจากชาวบา น ทรงอนุญาตใหแสวงหาผาบังสุกุล ผาเปอนฝุนไมมีเจาของ ผาหอ ซากศพตามปา ชา ผา ทตี่ กอยตู ามถนนหนทาง ตามตลาด นาํ มาซกั ใหสะอาด ยอ ม และ เย็บเปนผา สาํ หรับนงุ หม (สบง จวี ร) เมอ่ื ประชาชนเห็นความลาํ บากของพระภิกษุ และ มีศรัทธาจะบําเพ็ญกุศลท่ีไมขัดตอพระพุทธบัญญัติ จึงจัดหาผาควรแกสมณะใชสอย นําไปทิ้งตามสถานที่ตางๆ มีตามปาชา ขางถนนหนทาง เปนตน จึงเปนตนเคาที่เกิด คาํ วา ผาปา ดงั ทีพ่ ุทธศาสนิกชนชาวไทยเรยี กอยใู นทกุ วันน้ี ประเภทของผา ปา พธิ ีทอดผาปา ในประเทศไทย นยิ มปฏบิ ัตกิ ันมาไมจํากดั กาล เดมิ ทกี ารทอด ผา ปา จะไมม พี ธิ กี ารอะไรมาก ผมู ศี รทั ธาจดั สง่ิ ของควรแกส มณะ ใชส อย บรรจใุ นภาชนะ เชน กระบงุ กระจาดหรอื ถงั สงั กะสี ปก กง่ิ ไมต รงกลาง แลว แขวนผา ผนื หนง่ึ พาดกงิ่ ไมไ ว 174

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 175 สมมติวา เปนปา นําไปต้ังตามทางมีพระบิณฑบาตเดินผานไปมา หรือไปต้ังใกลวัด ทําสัญญาณใหพระสงฆรูวามีผูนําผาปามาถวาย เม่ือพระสงฆพิจารณานําไปใชสอย ก็ช่ือวาสําเร็จเปนผาปาตามจิตประสงค ผาปายังมีชื่อที่เรียกตามวิธีปฏิบัติเปน ๓ ประเภท คือ ผา ปาโยง ผา ปา หาง และผา ปา สามัคคี ผาปาโยง เปนผาปาท่ีประชาชนซ่ึงบานเรือนอยูอาศัยใกลแมน้ําลําคลอง นิยมจัดขึ้นในสมัยกอน ผูมีจิตศรัทธาคนเดียวหรือหมูคณะรวมกันจัดทําตนผาปา ขน้ึ จาํ นวนหลายๆ ตน โดยนาํ ลงเรอื ลาํ ใหญใ ชเ รอื ยนตล ากจงู ไปตามแมน า้ํ หรอื ลาํ คลอง เมื่อถึงหนาวัดใดก็จะจอดเรือ นําตนผาปาไปตั้งท่ีศาลาทานํ้า จุดประทัดสัญญาณ เพอ่ื แจง ใหพ ระภกิ ษใุ นวดั นนั้ ทราบ จากนนั้ จะลงเรอื แลน ตอ ไปยงั วดั อน่ื ๆ ตามรมิ แมน า้ํ ปฏิบัติเชนเดียวกันจนหมดตนผาปาท้ังเรือ จึงจะพากันเดินทางกลับ ฝายพระภิกษุใน วดั นน้ั ๆ เม่อื ไดยินเสียงสัญญาณ กจ็ ะไปพจิ ารณาผาปา นําไปใชสอย การทอดผา ปาโยง จะไมมีพธิ ีถวายและพระก็ไมต องอนโุ มทนา ผาปาหาง เรียกเต็มคําวา ผาปาหางกฐินหรือผาปาแถมกฐิน คือเปนผาปา ที่เจาภาพกฐินหรือผูมีจิตศรัทธาอ่ืนจัดข้ึน และนําไปถวายในวันที่มีพิธีทอดกฐินน้ัน หลังจากเสร็จพิธีทอดผากฐินแลว ก็จะทอดหรือถวายผาปาในทายลําดับพิธีทอดกฐิน น้นั เลย จึงเรยี กวา ผา ปา หางกฐินหรือผาปาแถมกฐนิ โดยจดุ มงุ หมายนาํ จตุปจ จยั รว ม สมทบในบญุ กฐนิ เพอ่ื สมทบทุนในการกอสรางเสนาสนะตา งๆ ของวดั ตอไป ผาปาสามัคคี เปนผาปาที่ประชาชนนิยมจัดขึ้นในสมัยปจจุบัน โดยเปน รูปแบบหมูคณะ มีประธานกรรมการ รองประธาน และกรรมการ มีผูดําเนินการ ประสานงานผาปา เหรัญญิก เปนตน จัดข้ึนดวยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความสามัคคีรวมดวยชวยกันเปนสําคัญ จึงเรียกวา ผาปาสามัคคี มีจุดประสงค เพื่อรวบรวมจตุปจจัยถวายบํารุงวัด หรือสมทบทุนกอสรางบูรณปฏิสังขรณเสนาสนะ ของวัด ในบางแหงจะมีการฉลองผาปา โดยมีพิธีเจริญพระพุทธมนต และมีมหรสพ สมโภชตามควรแกก าํ ลงั สาํ หรบั พธิ ที อดผา ปา จะเรมิ่ เหมอื นพธิ ที าํ บญุ ทว่ั ไป คอื ประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กลาวคําบูชาพระรัตนตรัย ทายกอาราธนาศีล ทุกคน รับศีล กลาวคําถวายผาปา (ประธานหรือทายกนํากลาว) จบแลวไมตองยกประเคน นิมนตพระสงฆพิจารณาผาปา (ชักผาปา) จากน้ัน ประธาน และคณะรวมกัน ถวายจตปุ จ จัยไทยธรรม พระสงฆอ นโุ มทนา กรวดนํ้ารับพร เปน อันเสร็จพธิ ี คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 175

176 ¤‹ÙÁ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉҪѹé â· คมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท คําถวายผา ปา อิมานิ มะยัง ภันเต ปงสุกูละจีระวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปงสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคันหาตุ อมั หากัง ทฆี รัตตงั หิตายะ สขุ ายะฯ คาํ แปล ขา แตพ ระสงฆผเู จรญิ ขาพเจาทั้งหลาย ขอนอมถวายผาบงั สุกลุ จีวร กบั ของ บรวิ ารท้งั หลายเหลา น้ี แดพ ระภกิ ษุสงฆ ขอพระภิกษุสงฆ จงรับผา บังสกุ ลุ จีวร กบั ของ บริวารทั้งหลายเหลานี้ ของขาพเจาทั้งหลาย เพื่อประโยชนและความสุข แกขาพเจา ทัง้ หลาย ตลอดกาลนาน เทอญฯ กฐนิ การทอดกฐิน เปนประเพณีที่สําคัญอยางหนึ่งของพุทธศาสนิกชน เกี่ยวกับ การทาํ บญุ ในพระพทุ ธศาสนาดว ยการถวายผา ไตรจวี รแกพ ระสงฆท จี่ าํ พรรษากาลถว น ไตรมาส (๓ เดือน) กาํ หนดในระหวา งวันแรม ๑ ค่ํา เดอื น ๑๑ ถึงวนั ขึน้ ๑๕ ค่ํา เดอื น ๑๒ รวม ๑ เดอื น เรยี กวา เขตกฐนิ กาล จะจดั ขน้ึ กอ นหรอื หลงั จากนไี้ มไ ด และวดั หนง่ึ ๆ จะรบั กฐนิ ไดเพียงปละ ๑ ครั้งเทานน้ั ความหมายของกฐนิ กฐิน แปลวา ไมส ะดงึ คือกรอบไมส ําหรับขงึ ผาใหต ึง เพ่ือการกะ ตัด เยบ็ จวี รของพระภกิ ษไุ ดส ะดวกขนึ้ เนอ่ื งจากเมอ่ื กอ นเครอ่ื งมอื ทใ่ี ชเ ยบ็ ผา ไมส ะดวกเหมอื น ปจ จบุ นั การเยบ็ จวี รเปน การเยบ็ ผา หลายๆ ชน้ิ ตอ กนั และประสานกนั ใหเ หมอื นกระทง นาของชาวมคธ จงึ ตอ งอาศยั ไมส ะดงึ ชว ยในการขงึ ผา ใหต งึ ผา ทเ่ี ยบ็ โดยอาศยั ไมส ะดงึ จึงเรียกวา ผากฐิน และยังใชเรียกผากฐินตามความหมายเดิมเรื่อยมา แมจะมีจีวร สาํ เร็จรูปแลว โดยไมต อ งอาศยั ไมสะดึง ก็ยังเรียกวา ผากฐนิ สืบมา กฐิน มีความหมายแตกออกไปพอสรุปไดดงั นี้ ๑. เปนชอื่ ของกรอบไมส ะดงึ ๒. เปนช่อื ของผา ถวายแกสงฆ เรียกวา ผา กฐิน 176

ÇÔªÒ͹¾Ø Ø·¸»ÃÐÇμÑ Ô 177 ๓. เปนชือ่ สงั ฆกรรมในพธิ รี ับกฐิน เรยี กวา กฐินกรรม ๔. เปน ชอื่ ชวงเวลาตัง้ แตแ รม ๑ เดอื น ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๒ เรยี กวา กฐินกาล เม่อื สมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา ยังไมทรงอนญุ าตใหภ กิ ษรุ ับผา ที่เขานาํ มาถวายภกิ ษุ จะแสวงหาผา จากท่ตี างๆ ท่ีไมม ใี ครเปน เจา ของ ดวยวธิ ีบังสุกุลนําผานน้ั มาซกั กะ ตดั เย็บและยอมทําเปนผานุง ผาหม ครั้นพระพุทธองคทรงอนุญาตใหภิกษุรับผาที่มีผูนํา มาถวาย และใหกรานกฐินดวยผาน้ันได จึงเปนเหตุใหพุทธศาสนิกชนผูมีจิตศรัทธา จัดทอดกฐินสบื มา คาํ วา ทอด คือวางไว การทอดกฐิน จงึ หมายถึง การนําผา ไตรจวี ร ใสพาน แวน ฟา ไปตง้ั ไวต อ หนา พระสงฆ จาํ นวนอยา งนอ ย ๕ รปู โดยยงั ไมต อ งประเคนพระภกิ ษุ รปู ใดรูปหน่ึงในพธิ ี มูลเหตใุ หเกิดการทอดกฐนิ ในพระไตรปฎก ตอนวาดว ยกฐนิ ขันธกะ กลาวมลู เหตุเกิดกฐินไวว า ในสมยั หนงึ่ ภกิ ษชุ าวเมอื งปาฐา ๓๐ รูป ประสงคจะเขา เฝาพระพุทธเจา ณ พระเชตวนั วิหาร เมืองสาวัตถี พากันเดินทางไป คร้ันถึงเมืองสาเกตท่ีอยูหางจากเมืองสาวัตถีประมาณ ๖ โยชน (๙๖ กิโลเมตร) ก็จวนจะถึงวันเขาพรรษา จึงพากันอธิษฐานจําพรรษาอยูที่ เมืองสาเกต ระหวางพรรษาใจยังเรารอนอยากจะเขาเฝาพระพุทธเจา เมื่อออกพรรษา ปวารณาแลว กร็ บี เดนิ ทางไปเมอื งสาวตั ถี ในชว งนนั้ ฝนยงั ตกชกุ อยทู าํ ใหพ น้ื ดนิ เตม็ ไป ดว ยนาํ้ หลม เลน ภกิ ษเุ หลา นน้ั มจี วี รเปรอะเปอ น เขา เฝา พระพทุ ธเจา พระองคต รสั ถามถงึ การเดนิ ทางและความลาํ บากอน่ื ๆ ภกิ ษเุ หลา นนั้ ทลู ใหท รงทราบถงึ ความกระวนกระวาย ทจี่ ะมาเขา เฝา โดยรบี ออกเดนิ ทางมาจนจวี รเปรอะเปอ นไปดว ยโคลนตม พระพทุ ธองค ทรงยกเรื่องน้ีขึ้นเปนมูลเหตุ และมีพุทธานุญาตใหพระภิกษุรับผาที่มีผูนํามาถวายได ทรงอนญุ าตใหผมู ีจติ ศรัทธานําผาไปถวายพระสงฆทอ่ี ยูจ าํ พรรษาแลว ได นางวิสาขามหาอุบาสิกา เปนบุคคลแรกในพระพุทธศาสนา ท่ีไดถวายผาแก พระภิกษชุ าวเมอื งปาฐาทงั้ ๓๐ รูปในคราวน้ัน คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 177

178 ¤‹ÁÙ ×͸ÃÃÁÈÖ¡ÉÒªéѹⷠคมู ือธรรมศึกษา=ช้นั โท ประเภทของกฐิน กฐนิ แบงเปนประเภทใหญๆ ๒ ประเภท คือ ๑. พระกฐินหลวง พระกฐินที่พระมหากษัตริย เสด็จพระราชดําเนินไป ถวายผาพระกฐินดวยพระองคเอง ณ พระอารามหลวงที่สําคัญๆ หรือทรงพระกรุณา โปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานวุ งศ เปน ผแู ทนพระองคถ วายผา พระกฐนิ ณ พระอารามหลวง ท่ีสําคัญๆ ในจํานวน ๑๖ พระอาราม และท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทาน ผาพระกฐินใหแกผูขอรับพระราชทานพระกฐิน ที่เรียกวา พระกฐินพระราชทาน โดยทอดถวาย ณ พระอารามหลวงตา งๆ ทว่ั ประเทศ เวนในจาํ นวน ๑๖ พระอาราม ๒. กฐนิ ราษฎร คือกฐินท่ผี มู จี ิตศรทั ธานําไปทอด ณ วัดราษฎร วัดท่ีสมควรจองกฐินหรือรับกฐิน จะตองมีพระภิกษุอยูจําพรรษาอยางนอย ๕ รูป และตอ งอยูจาํ พรรษาครบไตรมาส หรอื ๓ เดือน ประเพณที อดกฐนิ พทุ ธศาสนิกชนชาวไทย ในทกุ ระดบั ชั้นตง้ั แตอ งคพ ระมหากษัตริย พระบรม วงศานวุ งศ ขนุ นาง ขา ราชการ พอคา ประชาชน มีศรทั ธาและถอื กนั วา การทอดกฐนิ เปนงานทําบุญใหญมีอานิสงสมาก เปนการทํานุบํารุงวัดและพระศาสนาอีกสวนหน่ึง จึงมีศรัทธาจัดทอดกฐินข้ึน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร ดําเนินมาต้ังแตสมัย กรุงสุโขทัย ดังปรากฏในศิลาจารึกวา “...คนในเมืองสุโขทัยน้ี มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พอขนุ รามคําแหง เจา เมอื งสุโขทยั น้ี ทง้ั ชาวแม ชาวเจา ทงั้ ทว ยปว ทว ยนาง ลกู เจา ลกู ขนุ ทง้ั สนิ้ ทงั้ หลาย ทงั้ ผชู ายผหู ญงิ ฝงู ทว ยมศี รทั ธาในพระพทุ ธศาสนา ทรงศลี เมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษาเดือนหน่ึงจึงแลว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ย พนมหมาก มีพนมดอกไม มหี มอนน่งั มหี มอนนอน บรพิ ารกฐินโอยทาน...” สมัยกรุงศรอี ยุธยา และกรุงธนบุรี ประเพณีทอดกฐนิ นไ้ี ดปฏิบตั สิ ืบตอกัน มามไิ ดข าด ทง้ั พธิ รี าษฎรแ ละพธิ หี ลวง ปฏบิ ตั สิ บื กนั มากระทงั่ ถงึ สมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร การทอดกฐินถือกันวา เปนงานบุญใหญ ดังน้ัน นอกจากมีไตรจีวรเปนองคกฐินแลว เจาภาพยังจัดเคร่ืองบริวารกฐินเพ่ิมอีกจํานวนมาก เปนตนวา บาตร ที่นอน หมอน มุง กานา้ํ ชา กระตกิ น้าํ รอน ชาม ชอ น รวมทัง้ เครือ่ งมือโยธา เชน คอน เลอ่ื ย สวิ่ ตะไบ คมี กบไสไม ไมก วาด สาํ หรบั ทางวดั ใชส อย หรอื เพอื่ อาํ นวยความสะดวกแกผ ไู ปบาํ เพญ็ 178

ÇªÔ Ò͹¾Ø ·Ø ¸»ÃÐÇÑμÔ 179 กศุ ลในวดั พรอมเคร่ืองจตุปจ จยั ไทยธรรม โดยเจา ภาพจะเชิญญาติพนี่ อ ง เพอื่ นบา น และผเู คารพนบั ถอื ไปรว มอนุโมทนาบุญกฐนิ โดยทั่วกนั ในศาสนพธิ ีน้ี จะกลาวกฐินราษฎรเปนลาํ ดบั แรก เพราะเปนเรอื่ งใกลตัวของ ชาวพทุ ธ สว นพระกฐนิ หลวงจะกลาวในลําดบั ถดั ไป กฐนิ ราษฎร กฐินราษฎรแ บงเปน ๒ ประเภท คือมหากฐนิ และจลุ กฐนิ มหากฐิน เปนกฐินสวนบุคคล เจาภาพเปนคหบดีมีศรัทธาออกทุนทรัพย ของตน และครอบครัวญาติพี่นองเปนหลักรวมกันจัดตั้งองคกฐินข้ึน โดยมีปจจัย ถวายบํารุงวัด ถวายพระสงฆ สามเณร รวมทั้งจัดสิ่งของตางๆ ท่ีเปนบริวารกฐินเปน จาํ นวนมาก ถวายเขา วดั สาํ หรบั ใชสอยเปนสว นกลางของวัด จึงนิยมเรยี กวา มหากฐิน และมหากฐินอีกอยางหนึ่งคือกฐินสามัคคี นิยมจัดตั้งองคกฐินขึ้นในรูปแบบคณะ มีประธาน รองประธาน กรรมการ รวมท้ังผูดําเนินงานและประสานงานในแตละสาย โดยจะมีเหรัญญิกดานการบัญชีการเงิน เพื่อใหองคกฐินสามัคคีสมบูรณบริบูรณดวย ปจจัย และส่ิงของเคร่ืองใชอันเปนบริวารกฐินจํานวนมากตามสมควร และเพ่ือให งานทาํ บญุ กฐนิ สามคั คดี าํ เนินไปดว ยความเรยี บรอ ย การทอดกฐินกอใหเกิดอานิสงสท้ังแกผูทอดและผูรับ พระสงฆผูรับจะได รับอานิสงสตามวินัยที่วา ภิกษุกรานกฐินแลว สามารถเที่ยวไปไมตองบอกลา ไมตอง ถือไตรจีวรครบสํารับ ฉันอาหารคณโภชนาและปรัมปราโภชนาได ใชสอยอดิเรกจีวร เก็บจีวรสวนเกินไดตามปรารถนา และเม่ือมีลาภเกิดขึ้นในวัดจะเปนของภิกษุ ผจู าํ พรรษา และกรานกฐนิ แลว ฝา ยเจา ภาพทอดกฐนิ เชอื่ กนั วา ไดบ ญุ มาก เพราะปห นง่ึ มีเพยี งฤดกู าลเดียว คือฤดูกาลทอดกฐินเทาน้นั เปน ผลใหเจา ภาพมจี ิตใจแจม ใสอิม่ ใน บุญกุศล นอกจากน้ี ยังสามารถขจัดความโลภในใจไดท างออ มอีกดว ย เมอื่ ทอดกฐนิ แลว เจา ภาพจะปก ธงรปู จระเขไ วต ามวดั เพอื่ เปน เครอื่ งหมายวา วัดนมี้ ีคนทอดกฐนิ แลว ตามตาํ นานเลาขานไว ๒ นยั คือ เร่ืองแรกเลาวาในสมัยกอนการเดินทางตองอาศัยดูดาวเปนสําคัญ เชนวา ยกทัพตอนใกลรุง ตองดูดาวจระเขข้ึนตอนใกลรุง การไปทอดกฐิน บางคร้ังไป ทอดกฐินวัดท่ีอยูไกลบาน จะตองเดินทางไกล ฉะน้ัน การดูเวลาตองอาศัยดูดาว คมู ือธรรมศึกษา=ชั้นโท 179


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook