Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประมวลกฎหมายที่ดิน

ประมวลกฎหมายที่ดิน

Description: ประมวลกฎหมายที่ดิน

Search

Read the Text Version

คำนำ กรมท่ีดินมภี ารกจิ สาคญั เกีย่ วกบั การคมุ้ ครองสทิ ธใิ นท่ดี ินของบคุ คลและจดั การท่ดี ิน ของรัฐ โดยการรังวัดและทาแผนที่ การออกหนงั สอื แสดงสิทธใิ นทด่ี ิน การให้บรกิ ารจดทะเบียน สทิ ธแิ ละ นิติกรรมเกีย่ วกับอสังหาริมทรพั ย์ การสง่ เสริมธรุ กจิ อสังหาริมทรัพย์ และการจดั การ ขอ้ มูลสารสนเทศทีด่ นิ เพ่อื ให้บุคคลมคี วามม่ันคงในการถอื ครองท่ีดินและได้รับบรกิ าร ท่มี ปี ระสิทธิภาพ ตลอดจนการบรหิ ารจัดการทีด่ ินของรฐั เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพและ เกดิ ประโยชนส์ งู สุด โดยถือปฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ์ วิธีการตามประมวลกฎหมายทด่ี นิ ทีเ่ ป็นกฎหมายหลักทีส่ าคัญตอ่ การปฏบิ ัตงิ านของกรมท่ีดนิ ในสว่ นทเี่ กี่ยวขอ้ งกับทรพั ยากรที่ดนิ ของประเทศ ซ่งึ ประมวลกฎหมายท่ีดินได้ใช้บงั คับตงั้ แตว่ ันท่ี ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗ เปน็ ต้นมา และ ไดม้ ีการปรบั ปรุงพัฒนาใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกบั ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกจิ การเมืองอย่างตอ่ เนอื่ งตลอดมานับถึงบัดน้ี เป็นเวลา ๖๐ ปี เนอ่ื งในโอกาสครอบรอบ ๖๐ ปี แห่งการบังคับใชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ กรมทีด่ ินจึงได้จัดทาประมวลกฎหมายทีด่ นิ ท่ีเปน็ ปัจจุบัน โดยรวบรวมและจัดพมิ พท์ งั้ บทบญั ญัตเิ ดิมทีถ่ ูกยกเลิกไปแล้ว และบทบญั ญัติที่ใชบ้ งั คบั ในปัจจุบัน รวมทั้งกฎกระทรวงและระเบียบของคณะกรรมการจัดท่ดี นิ แห่งชาตไิ วด้ ้วย ท้งั น้ี เพ่อื ความสะดวก สาหรับศกึ ษา คน้ ควา้ และอา้ งองิ ใน การปฏิบตั งิ านของพนกั งานเจ้าหน้าทีก่ รมทีด่ นิ รวมถงึ ผสู้ นใจท่ีจะทาความเข้าใจถึงสิทธิและหนา้ ทต่ี ามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นกฎหมาย กรมทดี่ ินหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ ว่าการจัดทาประมวลกฎหมายทดี่ นิ ในโอกาสน้ี จะอานวยประโยชนใ์ นการนาไปใช้ศึกษาค้นคว้าและปฏบิ ตั ิงาน ตลอดจนอา้ งอิงในการ ใหบ้ ริการ ประชาชนได้เป็นอย่างดี ซ่งึ จะทาให้การปฏบิ ตั ิงานตามภารกิจสาเรจ็ ลลุ ว่ งไปไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ส่งผลใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สุดตอ่ ประชาชนผรู้ บั บรกิ าร กรมทีด่ นิ กระทรวงมหาดไทย ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

สารบญั หนา้ พระราชบญั ญัตใิ หใ้ ช้ประมวลกฎหมายทดี่ ิน พ.ศ. 2497 พระราชบญั ญัตใิ หใ้ ช้ประมวลกฎหมายทด่ี ิน พ.ศ. 2497 3 ประมวลกฎหมายท่ีดิน หมวด 1 บทเบ็ดเสรจ็ ทว่ั ไป 9 53 หมวด 2 การจัดทด่ี ินเพือ่ ประชาชน 14 53 หมวด 3 การกาหนดสทิ ธิในทด่ี ิน 23 56 หมวด 4 การออกหนังสือแสดงสิทธใิ นท่ดี นิ 27 58 หมวด 5 การรังวัดท่ีดนิ 40 58 หมวด 6 การจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิตกิ รรม 43 64 หมวด 7 การกาหนดสทิ ธิในทดี่ ินเพือ่ การศาสนา 67 หมวด 8 การกาหนดสิทธใิ นทด่ี นิ ของคนตา่ งดา้ ว หมวด 9 การกาหนดสทิ ธิในท่ีดินของนิติบุคคลบางประเภท หมวด 10 การคา้ ทด่ี นิ หมวด 11 ค่าธรรมเนยี ม หมวด 12 บทกาหนดโทษ อัตราคา่ ธรรมเนยี มทา้ ยประมวลกฎหมายทด่ี นิ กฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. 2497 กฎกระทรวง (พ.ศ. 2497) 75 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 2 (พ.ศ. 2497) 76 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2497) 81

กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 4 (พ.ศ. 2497) 109 84 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 5 (พ.ศ. 2497) 120 86 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 6 (พ.ศ. 2497) 135 107 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 7 (พ.ศ. 2497) 142 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 8 (พ.ศ. 2497) 125 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 9 (พ.ศ. 2497) 167 126 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ. 2497) 132 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2500) กฎกระทรวง ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2500) 141 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 13 (พ.ศ. 2503) กฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2504) 144 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 15 (พ.ศ. 2510) 148 กฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2514) 149 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 17 (พ.ศ. 2514) 153 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 18 (พ.ศ. 2515) 157 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 19 (พ.ศ. 2515) 158 กฎกระทรวง ฉบับที่ 20 (พ.ศ. 2515) 160 กฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2515) 161 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 22 (พ.ศ. 2515) 162 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 23 (พ.ศ. 2515) 164 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 24 (พ.ศ. 2516) 166 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 25 (พ.ศ. 2516) กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 26 (พ.ศ. 2516) 171 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 27 (พ.ศ. 2516) 173 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 28 (พ.ศ. 2516) 174 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 29 (พ.ศ. 2517) 175 กฎกระทรวง ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2518)

กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 31 (พ.ศ. 2521) 176 178 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 32 (พ.ศ. 2522) 185 187 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 33 (พ.ศ. 2526) 191 193 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 34 (พ.ศ. 2529) 194 195 กฎกระทรวง ฉบับที่ 35 (พ.ศ. 2531) 196 กฎกระทรวง ฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2532) 198 200 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 37 (พ.ศ. 2532) 233 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 38 (พ.ศ. 2532) 235 237 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 39 (พ.ศ. 2533) 240 250 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 40 (พ.ศ. 2534) 197 252 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 41 (พ.ศ. 2534) 257 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 42 (พ.ศ. 2536) 264 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 43 (พ.ศ. 2537) 205 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 44 (พ.ศ. 2537) กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 45 (พ.ศ. 2537) กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 46 (พ.ศ. 2540) กฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) กฎกระทรวง ฉบับท่ี 48 (พ.ศ. 2542) กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารในการตัง้ คณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจ้งผูม้ ีส่วนไดเ้ สียเพ่อื ใหโ้ อกาสคดั ค้าน และการพจิ ารณา เพิกถอนหรอื แก้ไขการออกโฉนดท่ดี ินหรือหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ การจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิตกิ รรมเกี่ยวกบั อสงั หารมิ ทรพั ย์ หรือการจดแจ้ง เอกสารรายการจดทะเบียนอสงั หารมิ ทรัพย์โดยคลาดเคลอ่ื นหรอื ไมช่ อบ ด้วยกฎหมาย พ.ศ. 2544 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 49 (พ.ศ. 2544) กฎกระทรวงกาหนดหลกั เกณฑ์ วิธกี าร และเง่อื นไขการได้มาซ่ึงที่ดิน เพอ่ื ใช้เปน็ ทอี่ ยู่อาศยั ของคนต่างดา้ ว พ.ศ. 2545 258 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 50 (พ.ศ. 2548)

กฎกระทรวง ฉบับที่ 51 (พ.ศ. 2549) 265 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 52 (พ.ศ. 2549) 267 กฎกระทรวง ฉบับที่ 53 (พ.ศ. 2549) 269 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 54 (พ.ศ. 2553) 271 กฎกระทรวงกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารในการสอบสวนและการพิจารณา เพกิ ถอนหรอื แก้ไขการออกโฉนดทด่ี นิ หรอื หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ 279 การจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ กิ รรม หรอื การจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน โดยคลาดเคลอื่ นหรอื ไมช่ อบด้วยกฎหมาย พ.ศ. 2553 273 285 กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2556) ระเบียบของคณะกรรมการจดั ท่ีดนิ แหง่ ชาติ ระเบยี บวา่ ดว้ ยการจดั ทดี่ ินเพอื่ ประชาชน ระเบยี บของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับท่ี 2 (พ.ศ. 2515) 295 ระเบยี บของคณะกรรมการจัดที่ดนิ แห่งชาติ ฉบบั ที่ 3 (พ.ศ. 2515) 301 ระเบียบของคณะกรรมการจัดทด่ี นิ แหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 4 (พ.ศ. 2515) 306 ระเบยี บของคณะกรรมการจัดท่ดี ินแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 5 (พ.ศ. 2521) 307 ระเบยี บของคณะกรรมการจดั ท่ีดินแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 6 (พ.ศ. 2521) 308 ระเบยี บของคณะกรรมการจดั ท่ีดนิ แหง่ ชาติ ฉบับท่ี 7 (พ.ศ. 2524) 309 ระเบยี บของคณะกรรมการจัดทด่ี นิ แหง่ ชาติ ฉบับท่ี 8 (พ.ศ. 2529) 312 ระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดนิ แห่งชาติ ฉบบั ที่ 9 (พ.ศ. 2529) 315 ระเบียบของคณะกรรมการจัดทด่ี นิ แหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2529) 321 ระเบียบของคณะกรรมการจดั ทด่ี ินแหง่ ชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2530) 323 ระเบียบของคณะกรรมการจดั ที่ดินแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2532) 324

1 พระราชบัญญัติ ใหใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายท่ดี ิน พ.ศ. 2497

2 พระราชบญั ญตั ิ ให้ใชป้ ระมวลกฎหมายทีด่ นิ พ.ศ. 2497 ภูมพิ ลอดลุ ยเดช ป.ร. ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี 30 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2497 เปน็ ปที ่ี 9 ในรัชกาลปัจจบุ นั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช มพี ระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ระกาศวา่ โดยท่ีเป็นการสมควรท่จี ะประกาศใชป้ ระมวลกฎหมายทดี่ นิ จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญตั ขิ ึน้ ไว้ โดยคาแนะนาและยินยอม ของสภาผู้แทนราษฎร ด่งั ต่อไปน้ี มาตรา 1 พระราชบญั ญัตนิ ้เี รียกวา่ “พระราชบัญญตั ิใหใ้ ช้ประมวลกฎหมายท่ดี นิ พ.ศ. 2497” มาตรา 2 พระราชบญั ญัติน้ใี ห้ใชบ้ ังคับต้ังแตว่ ันถดั จากวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เปน็ ตน้ ไป มาตรา 3 ประมวลกฎหมายที่ดนิ ตามท่ตี ราไว้ต่อทา้ ยพระราชบัญญตั ิน้ใี หใ้ ช้บังคับ เป็นกฎหมายตั้งแตว่ นั ท่ี 1 ธันวาคม พ.ศ. 2497 เป็นต้นไป มาตรา 4 ตั้งแตว่ นั ท่ปี ระมวลกฎหมายที่ดนิ ใชบ้ ังคบั ให้ยกเลิก (1) พระราชบัญญัตอิ อกตราจองชว่ั คราว ซึ่งประกาศเปลี่ยนนามพระราชบญั ญัติ เมอื่ รัตนโกสินทรศก 124 เป็นพระราชบัญญัตอิ อกโฉนดตราจอง (2) พระราชบญั ญตั กิ ารออกโฉนดทด่ี ิน รัตนโกสนิ ทรศก 127 (3) พระราชบญั ญตั อิ อกโฉนดที่ดนิ ฉบับที่ 2 (4) พระราชบญั ญตั อิ อกโฉนดทด่ี นิ ฉบบั ที่ 3

3 (5) พระราชบัญญัติแกไ้ ขความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัตกิ ารออกโฉนดท่ีดิน ร.ศ. 127 (6) พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงหา้ มทีด่ นิ รกร้างว่างเปล่าอนั เป็นสาธารณสมบัติ ของแผ่นดนิ พทุ ธศักราช 2478 (7) พระราชบญั ญตั อิ อกโฉนดทีด่ ิน (ฉบบั ท่ี 5) พทุ ธศักราช 2479 (8) พระราชบญั ญตั อิ อกโฉนดทดี่ ิน (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2479 (9) พระราชบัญญัตคิ วบคมุ การได้มาซ่งึ ทดี่ ินโดยหา้ งหุ้นสว่ นและบรษิ ัทจากดั เพอ่ื คา้ กาไร พุทธศกั ราช 2485 (10) พระราชบญั ญตั ิออกโฉนดที่ดนิ (ฉบับท่ี 7) พทุ ธศกั ราช 2486 (11) พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยพนกั งานเจ้าหน้าทีจ่ ดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนิตกิ รรมเก่ยี วกบั อสังหารมิ ทรัพยต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ พทุ ธศักราช 2486 (12) พระราชบัญญัติว่าดว้ ยพนักงานเจา้ หนา้ ที่จดทะเบียนสทิ ธแิ ละนติ ิกรรมเกย่ี วกบั อสังหาริมทรพั ย์ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (ฉบบั ท่ี 2) พุทธศกั ราช 2492 (13) พระราชบัญญตั ทิ ี่ดินในสว่ นทเ่ี กยี่ วกบั คนตา่ งดา้ ว พุทธศกั ราช 2486 (14) พระราชบัญญัติทด่ี นิ ในส่วนท่เี ก่ียวกบั คนตา่ งดา้ ว (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2493 และ (15) บรรดาบทกฎหมาย กฎ และขอ้ บงั คบั อืน่ ๆ ในส่วนทม่ี บี ัญญัติไวแ้ ล้วในประมวล กฎหมายที่ดิน หรือซึง่ แยง้ หรอื ขดั ต่อบทแหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 5 ให้ผู้ทไ่ี ด้ครอบครองและทาประโยชน์ในที่ดินอยกู่ อ่ นวันที่ประมวล กฎหมาย ท่ดี ินใชบ้ งั คับ โดยไม่มีหนังสือสาคญั แสดงกรรมสิทธ์ิทด่ี ิน แจ้งการครอบครองท่ีดินตอ่ นายอาเภอท้องที่ภายในหน่งึ ร้อยแปดสิบวนั นับแตว่ ันที่พระราชบญั ญัตนิ ้ีใช้บังคบั ตามหลักเกณฑ์ และวธิ ีการทรี่ ฐั มนตรกี าหนดโดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา1 (ถา้ ผูค้ รอบครองและทาประโยชน์ในท่ดี นิ ซงึ่ มหี น้าทแ่ี จง้ การครอบครองทด่ี ิน ไม่แจง้ ภายในระยะเวลา ตามที่ระบุไว้ในวรรคแรก ให้ถอื ว่าบุคคลน้ันเจตนาสละสทิ ธคิ รอบครองที่ดนิ รฐั มอี านาจจัดทีด่ นิ ดังกลา่ วตาม บทแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เว้นแต่ผูว้ า่ ราชการจังหวดั จะไดม้ ีคาส่ังผ่อนผันใหเ้ ป็นการเฉพาะราย) (ความในวรรคสองของมาตรา 5 นีถ้ กู ยกเลกิ โดยข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ท่ี 96 ลงวันท่ี 29 กุมภาพนั ธ์ พุทธศกั ราช 2515) การแจ้งการครอบครองตามความในมาตราน้ี ไม่ก่อใหเ้ กดิ สทิ ธขิ ้นึ ใหม่แก่ผแู้ จง้ แต่ประการใด 1 รฐั มนตรีได้ออกประกาศเรือ่ งแจ้งการครอบครองทีด่ ิน ลงวันท่ี 1 ธนั วาคม 2497

4 มาตรา 6 บุคคลท่ีครอบครองและทาประโยชนใ์ นที่ดินอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อน วนั ทพี่ ระราชบญั ญัตอิ อกโฉนดทีด่ นิ (ฉบบั ที่ 6) พุทธศักราช 2479 ใชบ้ งั คบั และผูร้ บั โอนทด่ี นิ ดังกล่าว ใหม้ สี ทิ ธิขอรบั โฉนดทีด่ ินตามบทแห่งประมวลกฎหมายทดี่ ิน สาหรบั บคุ คลท่ีครอบครอง ท่ดี ินตั้งแต่วนั ที่พระราชบญั ญตั ิออกโฉนดที่ดนิ (ฉบบั ท่ี 6) พุทธศักราช 2479 ใชบ้ ังคบั เปน็ ตน้ มา และกอ่ นวันท่ีประมวลกฎหมายทีด่ นิ ใชบ้ งั คับ ถา้ ไม่ดาเนินการใหช้ อบดว้ ยกฎหมายที่ใช้บังคับ อยใู่ นขณะนัน้ การออกโฉนดทด่ี ินใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการที่กาหนดโดยกฎกระทรวง 2 และให้พระราชบญั ญัติออกโฉนดท่ดี ิน (ฉบับท่ี 6) พทุ ธศกั ราช 2479 คงใชบ้ งั คบั ต่อไป มาตรา 7 ท่ดี ินทไี่ ด้รบั อนญุ าตให้จับจองไวแ้ ลว้ ตามพระราชบัญญตั ิออกโฉนดทดี่ ิน (ฉบับที่ 6) พทุ ธศักราช 2479 และยงั มไิ ด้รบั คารับรองว่า ไดท้ าประโยชนแ์ ล้วก่อนวันท่ี พระราชบญั ญัติน้ีใช้บงั คบั ใหถ้ ือว่าผไู้ ดร้ ับอนญุ าตยังมสี ทิ ธทิ ีจ่ ะมาขอคารบั รองจากนายอาเภอ ได้จนกวา่ จะครบกาหนดหน่ึงรอ้ ยแปดสบิ วัน นบั จากวันสิ้นสุดเวลาแหง่ การจับจองตาม พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ในกรณรี ะยะเวลาแหง่ การจบั จองดังกล่าวในวรรคแรกสน้ิ สดุ ลง กอ่ นวันที่ประมวล กฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากปรากฏวา่ การทาประโยชน์จากที่ดนิ ท่ไี ด้รบั อนญุ าตใหจ้ ับจองอย่ใู น สภาพท่จี ะพงึ ขอคารับรองวา่ ไดท้ าประโยชนด์ ังกลา่ วแลว้ ได้ ใหย้ น่ื คาขอตอ่ นายอาเภอเพอื่ ขอ คารับรองเสียภายในกาหนดหนึง่ รอ้ ยแปดสบิ วนั นับแตว่ ันทป่ี ระมวลกฎหมายที่ดนิ ใช้บังคับ เม่อื พน้ กาหนดเวลาดงั กล่าว ใหถ้ อื ว่าทด่ี นิ น้ันปลอดจากการจับจอง เวน้ แตน่ ายอาเภอได้มีคาสง่ั ผอ่ นผนั ให้เป็นการเฉพาะราย มาตรา 8 การพิจารณาว่าที่ดินได้ทาประโยชนแ์ ลว้ หรือไม่ ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ ที่กาหนดในกฎกระทรวง3 ทีด่ ินทไ่ี ดร้ บั อนญุ าตใหจ้ ับจอง แต่ยงั ไมไ่ ดร้ บั คารบั รองจากนายอาเภอวา่ ไดท้ าประโยชน์ แล้ว ผ้ไู ดร้ ับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เวน้ แต่จะตกทอดโดยทางมฤดก มาตรา 9 ท่ดี ินทไ่ี ดร้ บั คารบั รองจากนายอาเภอว่า ได้ทาประโยชน์แล้ว ใหโ้ อนกนั ได้ มาตรา 10 ทดี่ ินซง่ึ ได้หวงหา้ มไวเ้ พอ่ื ประโยชนต์ ามพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยการหวงห้าม ท่ีดินรกรา้ งวา่ งเปล่าอันเปน็ สาธารณสมบัตขิ องแผน่ ดิน พุทธศักราช 2478 หรอื ตามกฎหมายอนื่ อยกู่ ่อนวันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใชบ้ งั คบั ใหค้ งเปน็ ทีห่ วงห้ามตอ่ ไป 2 กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) 3 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 43 (พ.ศ. 2537)

5 มาตรา 11 ในเขตทอ้ งท่ีซึ่งไดอ้ อกโฉนดตราจองและตราจองทต่ี ราว่า “ไดท้ าประโยชน์แลว้ ” ก่อนวันทปี่ ระมวลกฎหมายที่ดนิ ใช้บงั คบั ใหค้ งใชบ้ ทกฎหมายว่าด้วยการน้นั เฉพาะในส่วนทบี่ ัญญตั ิ ถงึ วิธกี ารรงั วดั และการออกหนังสอื สาคญั ดงั กลา่ วขา้ งต้นตอ่ ไปจนกว่าจะไดอ้ อกโฉนดทดี่ นิ ตาม ประมวลกฎหมายทด่ี นิ แลว้ มาตรา 12 บคุ คลใดจะได้มาซ่ึงที่ดนิ โดยมีสญั ญาจะซอื้ จะขาย หรือสญั ญาเชา่ ซื้อซึง่ ได้ กระทาไว้กอ่ นวนั ที่พระราชบญั ญัตนิ ใี้ ชบ้ งั คับ ถ้าได้จดแจง้ สัญญาน้ันตอ่ พนกั งานเจา้ หน้าทีต่ าม มาตรา 71 แห่งประมวลกฎหมายทดี่ ิน ตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารที่รัฐมนตรีกาหนด 4 ภายใน หน่ึงร้อยยี่สิบวนั นับแตว่ นั ท่พี ระราชบัญญตั ินใ้ี ชบ้ งั คบั เม่ือไดม้ ีการซื้อขายไปตามสญั ญาเชน่ วา่ นนั้ ใหถ้ ือเสมือนวา่ ผซู้ ื้อหรอื ผู้เช่าซ้อื มีสิทธิในทีด่ ินอยกู่ อ่ นวันทปี่ ระมวลกฎหมายทีด่ นิ ใชบ้ งั คบั มาตรา 13 บคุ คลใดได้ขายฝากทีด่ นิ ไวก้ ่อนวันท่ีพระราชบญั ญัตินี้ใชบ้ งั คบั ถา้ ได้ทา การไถถ่ อนทดี่ นิ น้ัน เมือ่ ประมวลกฎหมายท่ีดินไดใ้ ช้บงั คับแลว้ ให้ถือเสมอื นวา่ ผนู้ นั้ เป็นผ้มู ีสิทธิ ในท่ีดินอยูก่ อ่ นวนั ทปี่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใชบ้ ังคบั มาตรา 14 บคุ คลใดไดด้ าเนนิ การขอจบั จองท่ีดินไว้ต่อพนกั งานเจา้ หน้าท่กี อ่ นวนั ท่ี พระราชบญั ญัติน้ใี ช้บังคับ แตย่ งั ไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต ใหน้ ายอาเภอมอี านาจดาเนนิ การตามนัยแหง่ พระราชบญั ญัติออกโฉนดทด่ี นิ (ฉบบั ที่ 6) พทุ ธศกั ราช 2479 ตอ่ ไปจนถึงท่สี ดุ ได้ มาตรา 15 ใหร้ ฐั มนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทยรกั ษาการตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ และตามประมวลกฎหมายทดี่ ิน และใหม้ ีอานาจแต่งตง้ั เจา้ พนกั งานที่ดนิ และพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ กับออกกฎกระทรวงเพอ่ื ปฏิบัตกิ ารใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ินแ้ี ละประมวลกฎหมายท่ดี นิ กฎกระทรวงนั้น เมื่อไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแล้วใหใ้ ชบ้ ังคับได้ ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบลู สงคราม นายกรัฐมนตรี (ราชกิจจานเุ บกษา เล่ม 71 ตอนที่ 78 (ฉบบั พิเศษ) วันท่ี 30 พฤศจิกายน 2497) 4 รัฐมนตรีไดก้ าหนดไว้ ในคาสงั่ ท่ี 1379/2497 ลงวนั ที่ 1 ธนั วาคม 2497

ประมวลกฎหมายท่ดี นิ

5 ประมวลกฎหมายท่ีดนิ หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทัว่ ไป มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายน้ี “ทีด่ ิน” หมายความว่า พนื้ ทดี่ นิ ทวั่ ไป และใหห้ มายความรวมถึง ภเู ขา หว้ ย หนอง คลอง บงึ บาง ลาน้า ทะเลสาบ เกาะ และท่ชี ายทะเลดว้ ย “ สทิ ธใิ นทีด่ ิน” หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสทิ ธคิ รอบครองดว้ ย “ใบจอง” หมายความว่า หนงั สือแสดงการยอมใหเ้ ขา้ ครอบครองทด่ี ินชั่วคราว “หนังสอื รบั รองการทาประโยชน์” หมายความว่า หนงั สอื คารับรองจากพนกั งานเจา้ หน้าที่ วา่ ได้ทาประโยชน์ในทด่ี ินแลว้ “ ใบไต่สวน” หมายความวา่ หนังสอื แสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดท่ดี นิ และ ให้หมายความรวมถึงใบนาด้วย “โฉนดที่ดิน” หมายความวา่ หนงั สือสาคัญแสดงกรรมสิทธ์ิที่ดิน และให้หมายความ รวมถึงโฉนดแผนท่ี โฉนดตราจอง และตราจองทต่ี ราว่า “ได้ทาประโยชนแ์ ล้ว” “การรังวัด” หมายความวา่ การรังวดั ปกั เขต และทาเขต จด หรอื คานวณการรังวดั เพ่ือให้ทราบที่ตง้ั แนวเขตทดี่ ิน หรือทราบทต่ี ัง้ และเนื้อท่ขี องทีด่ นิ (“การค้าท่ดี นิ ” หมายความวา่ การได้มาและจาหน่ายไปซึ่งทด่ี นิ เพ่อื ประโยชน์ในกิจการคา้ หากาไร โดยวิธขี าย แลกเปล่ยี น หรอื ให้เชา่ ซื้อทดี่ นิ ) (นยิ ามคาวา่ “การคา้ ท่ดี นิ ” ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายท่ีดนิ (ฉบบั ที่ 12) พ. ศ. 2551) (มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2521 ให้เพ่มิ บทนิยามคาวา่ “ทบวงการเมอื ง” ขึ้นดังต่อไปน้ี “ทบวงการเมือง” หมายความวา่ หน่วยราชการทมี่ ฐี านะเป็นนติ บิ ุคคลของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถิน่ ) (นยิ ามคาวา่ “ทบวงการเมอื ง” ซ่ึงเพม่ิ โดยมาตรา 3 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดนิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2521 ถูกยกเลกิ ความเดิมโดยมาตรา 3 แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบับท่ี 13) พ.ศ. 2556 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้ีแทน)

6 “ทบวงการเมือง” หมายความว่า (1) ราชการส่วนกลาง ราชการสว่ นภูมภิ าค หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน (2) หนว่ ยงานอ่นื ของรฐั ทไ่ี มใ่ ช่รฐั วิสาหกิจ “คณะกรรมการ” หมายความวา่ คณะกรรมการจัดทด่ี ินแหง่ ชาติ “พนักงานเจ้าหนา้ ท่ี” หมายความว่า เจ้าพนักงานซง่ึ เป็นผ้ปู ฏิบัตกิ ารตามประมวล กฎหมายน้ี และพนักงานอนื่ ซึ่งรัฐมนตรีแตง่ ต้ังให้ปฏบิ ตั กิ ารตามประมวลกฎหมายน้ี “อธิบดี” หมายความวา่ อธิบดีกรมท่ดี นิ “รัฐมนตรี” หมายความวา่ รัฐมนตรีผ้รู กั ษาการตามพระราชบัญญัตใิ หใ้ ชป้ ระมวล กฎหมายท่ีดิน และตามประมวลกฎหมายน้ี มาตรา 2 ทดี่ นิ ซ่งึ มิได้ตกเปน็ กรรมสทิ ธขิ์ องบคุ คลหน่ึงบคุ คลใด ใหถ้ อื ว่าเปน็ ของรฐั มาตรา 3 บคุ คลยอ่ มมีกรรมสทิ ธ์ิในทดี่ ิน ในกรณตี อ่ ไปน้ี (1) ไดม้ าซ่ึงกรรมสิทธต์ิ ามบทกฎหมายกอ่ นวนั ที่ประมวลกฎหมายนใี้ ช้บังคบั หรอื ได้มา ซึง่ โฉนดที่ดนิ ตามบทแหง่ ประมวลกฎหมายนี้ (2) ได้มาซึ่งกรรมสทิ ธิต์ ามกฎหมายว่าด้วยการจดั ทีด่ นิ เพื่อการครองชีพ หรอื กฎหมายอน่ื มาตรา 4 ภายใต้บังคับมาตรา 6 บคุ คลใดได้มาซ่ึงสิทธิครอบครองในทดี่ นิ ก่อนวันที่ ประมวลกฎหมายน้ใี ช้บงั คบั ให้มสี ิทธิครอบครองสืบไปและใหค้ ุม้ ครองตลอดถึงผรู้ ับโอนด้วย (มีความเพมิ่ ขึ้นเปน็ มาตรา 4 ทวิ โดยขอ้ 2 แห่งประกาศของคณะปฏบิ ตั ิ ฉบับที่ 96 ลงวนั ที่ 29 กมุ ภาพันธ์ พทุ ธศกั ราช 2515 ดงั ตอ่ ไปนี้) มาตรา 4 ทวิ นบั ตง้ั แต่วันท่ปี ระกาศของคณะปฏิวัตฉิ บับน้ีใชบ้ ังคับ การโอน กรรมสิทธิห์ รอื สิทธคิ รอบครองในทด่ี นิ ซึง่ มโี ฉนดท่ดี นิ หรือหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ ตอ้ งทาเป็นหนงั สอื และจดทะเบยี นตอ่ พนกั งานเจ้าหนา้ ที่ มาตรา 5 ผใู้ ดมคี วามประสงค์เวนคนื สิทธิในท่ดี ินใหแ้ ก่รัฐ ใหย้ น่ื คาขอเวนคนื ต่อ พนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา 71 (มาตรา 6 ต้งั แต่วันทป่ี ระมวลกฎหมายน้ใี ช้บังคับเปน็ ตน้ ไป บคุ คลใดมสี ิทธใิ นท่ีดนิ หากบคุ คลนน้ั ทอดท้ิงไมท่ าประโยชน์ หรอื ปล่อยให้เปน็ ทรี่ กรา้ งว่างเปลา่ เกินกาหนดเวลาดงั ตอ่ ไปนี้ ให้เปน็ อันหมดสิทธิใน ทด่ี นิ และให้ทีด่ นิ ตกเปน็ ของรัฐ (1) สาหรบั ท่ีดนิ ที่มีโฉนดท่ดี ิน หรอื ทีด่ นิ ท่ใี ชเ้ ปน็ ทบี่ ้าน หรอื ที่สวนไม้ยนื ตน้ เกินกาหนดหา้ ปี ติดต่อกัน (2) สาหรบั ทด่ี นิ ท่ไี มม่ ีโฉนดท่ดี นิ และทีด่ ินนั้นใช้เพอื่ ประโยชนอ์ ยา่ งอืน่ เกินกาหนดสามปตี ิดตอ่ กัน) (ความในมาตรา 6 เดิม ถูกยกเลิกโดยขอ้ 3 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ที่ 96 ลงวันที่ 29 กมุ ภาพันธ์ พุทธศักราช 2515 และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน)

7 มาตรา 6 นับตั้งแตว่ นั ทป่ี ระกาศของคณะปฏิวตั ฉิ บับนใี้ ช้บังคบั บคุ คลใดมสี ิทธิ ในที่ดนิ ตามโฉนดทดี่ นิ หรือหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ หากบุคคลนน้ั ทอดทง้ิ ไม่ทาประโยชน์ ในท่ีดนิ หรือปลอ่ ยท่ีดนิ ให้เป็นทรี่ กรา้ งว่างเปลา่ เกนิ กาหนดเวลาดงั ตอ่ ไปน้ี (1) สาหรบั ทด่ี นิ ทีม่ ีโฉนดท่ีดนิ เกินสิบปตี ิดตอ่ กนั (2) สาหรับทดี่ ินท่ีมีหนังสือรบั รองการทาประโยชน์ เกนิ ห้าปตี ดิ ตอ่ กนั ให้ถอื วา่ เจตนาสละสิทธใิ นท่ีดนิ เฉพาะสว่ นที่ทอดทิง้ ไมท่ าประโยชน์หรอื ท่ปี ลอ่ ยให้ เป็นท่รี กรา้ งว่างเปล่า เมื่ออธบิ ดไี ดย้ ืน่ คารอ้ งตอ่ ศาล และศาลไดส้ ง่ั เพิกถอนหนังสอื แสดงสิทธิ ในท่ีดินดังกลา่ ว ให้ที่ดนิ น้นั ตกเปน็ ของรัฐเพื่อดาเนินการตามประมวลกฎหมายนี้ตอ่ ไป (มาตรา 7 ให้อธิบดีมหี นา้ ทส่ี ารวจ จาแนก และทาสามะโนทีด่ นิ เพอื่ ให้ทราบถึงความอุดมสมบรู ณ์ ตามธรรมชาติ และความเหมาะสมแก่การทาประโยชน์ เพ่ือประโยชนข์ องรัฐและประชาชน) (ความในมาตรา 7 น้ี ถกู ยกเลิกโดยมาตรา 3 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายทดี่ นิ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2526) (มาตรา 8 บรรดาท่ดี นิ ทัง้ หลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผน่ ดนิ หรือเปน็ ทรพั ยส์ ินของแผ่นดินน้ัน ถา้ ไมม่ ีกฎหมายกาหนดไวเ้ ป็นอย่างอ่นื ให้อธบิ ดมี ีอานาจหนา้ ทดี่ ูแลรกั ษาและดาเนินการคุ้มครองป้องกันได้ ตามควรแกก่ รณี อานาจหน้าที่ดังวา่ นี้ รฐั มนตรจี ะมอบหมายให้ทบวงการเมอื งอนื่ เป็นผใู้ ชก้ ไ็ ด้ ทดี่ นิ อันเป็นสาธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดินที่ราษฎรใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั นนั้ หากภายหลงั ปรากฏว่าราษฎร มิได้ใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไปแลว้ ก็ดี หรอื รัฐหาที่ดินอื่นให้ราษฎรใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั แทนกด็ ี ใหถ้ อนสภาพท่ีดนิ นน้ั ได้ การถอนสภาพใหก้ ระทาโดยพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาดงั กลา่ วให้มแี ผนทีแ่ สดงเขตทดี่ ินท่จี ะ ถอนสภาพ น้นั ด้วย บรรดาท่ีดินดังกลา่ วในวรรคแรกน้นั เม่ือมีเหตผุ ลอันสมควร รฐั มนตรมี ีอานาจที่จะจัดข้นึ ทะเบียน เปน็ ของทบวงการเมอื งได้ ในกรณีเชน่ ว่านี้ ที่ดนิ น้ันอาจโอนตอ่ ไปยงั เอกชนได้ แตต่ อ้ งกระทาโดย พระราชบญั ญตั ิ) (ความในมาตรา 8 เดมิ ถกู ยกเลิกโดยขอ้ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ 334 ลงวนั ที่ 13 ธันวาคม พทุ ธศักราช 2515 และใหใ้ ช้ความต่อไปนีแ้ ทน) มาตรา 8 บรรดาทีด่ นิ ทง้ั หลายอันเป็นสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดนิ หรอื เปน็ ทรัพยส์ ิน ของแผน่ ดินนัน้ ถา้ ไมม่ ีกฎหมายกาหนดไว้เปน็ อยา่ งอ่ืน ใหอ้ ธบิ ดีมอี านาจหนา้ ท่ดี แู ลรกั ษา และดาเนินการคุ้มครองปอ้ งกนั ไดต้ ามควรแก่กรณี อานาจหนา้ ท่ดี งั ว่าน้ี รัฐมนตรจี ะมอบหมาย ใหท้ บวงการเมอื งอ่ืนเป็นผ้ใู ชก้ ไ็ ด้ ท่ดี นิ อนั เป็นสาธารณสมบัตขิ องแผ่นดินสาหรับพลเมืองใชร้ ว่ มกันหรอื ใชเ้ พือ่ ประโยชน์ ของแผ่นดนิ โดยเฉพาะ หรือเปน็ ทด่ี ินท่ีได้หวงห้ามหรือสงวนไว้ตามความ ตอ้ งการของ

8 ทบวงการเมืองอาจถูกถอนสภาพหรอื โอนไปเพอ่ื ใชป้ ระโยชน์อยา่ งอืน่ หรอื นาไปจัดเพื่อ ประชาชนได้ ในกรณดี งั ต่อไปน้ี (1) ท่ีดนิ สาหรับพลเมอื งใชร้ ่วมกนั ถา้ ทบวงการเมอื ง รฐั วสิ าหกิจหรอื เอกชนจดั หา ท่ดี นิ มาให้พลเมอื งใชร้ ว่ มกันแทนแลว้ การถอนสภาพหรอื โอนให้กระทาโดยพระราชบัญญัติ แตถ่ ้าพลเมืองไดเ้ ลกิ ใช้ประโยชน์ในท่ีดินน้ัน หรือท่ีดนิ นน้ั ไดเ้ ปลยี่ นสภาพไปจากการเป็นทด่ี นิ สาหรบั พลเมอื งใช้ร่วมกนั และมิไดต้ กไปเปน็ กรรมสิทธิ์ของผใู้ ดตามอานาจกฎหมายอนื่ แลว้ การถอนสภาพใหก้ ระทาโดยพระราชกฤษฎีกา (2 ) ทด่ี ินทีใ่ ช้เพือ่ ประโยชน์ของแผน่ ดนิ โดยเฉพาะ หรือทดี่ นิ ที่ไดห้ วงห้ามหรอื สงวนไว้ตามความตอ้ งการของทบวงการเมอื งใด ถา้ ทบวงการเมอื งนนั้ เลกิ ใช้ หรอื ไมต่ ้องการ หวงห้ามหรอื สงวนตอ่ ไป เม่ือไดม้ พี ระราชกฤษฎีกาถอนสภาพแล้ว คณะรฐั มนตรีจะมอบหมาย ใหท้ บวงการเมอื งซ่งึ มีหนา้ ทเ่ี ป็นผใู้ ชห้ รือจดั หาประโยชนก์ ไ็ ด้ แต่ถ้าจะโอนต่อไปยงั เอกชน ใหก้ ระทาโดยพระราชบัญญตั ิ และถา้ จะนาไปจดั เพอื่ ประชาชนตามประมวลกฎหมายน้หี รือ กฎหมายอนื่ ให้กระทาโดยพระราชกฤษฎีกา การตราพระราชบัญญตั ิหรือพระราชกฤษฎกี าตามวรรคสองให้มแี ผนทแี่ สดงเขตทดี่ ิน แนบทา้ ยพระราชบัญญัตหิ รือพระราชกฤษฎกี าน้ันด้วย (มคี วามเพ่มิ ขน้ึ เปน็ มาตรา 8 ทวิ และมาตรา 8 ตรี โดยขอ้ 2 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช 2515 โดยลาดับดังนี้) มาตรา 8 ทวิ ท่ีดนิ ของรัฐซึ่งมิไดม้ บี ุคคลใดมสี ทิ ธิครอบครอง หรอื ทดี่ นิ สาหรับ พลเมอื งใชร้ ว่ มกันซงึ่ ได้ถอนสภาพตามมาตรา 8 (1) แล้ว รฐั มนตรีมีอานาจทจี่ ะจัดข้ึนทะเบียน เพ่อื ให้ทบวงการเมอื งใชป้ ระโยชน์ในราชการไดต้ ามหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการทกี่ าหนดใน กฎกระทรวง5 กอ่ นที่จะจัดขึน้ ทะเบยี นตามวรรคหน่งึ ให้มีการรังวดั ทาแผนที่ และให้ผวู้ ่าราชการ จงั หวดั ทอ้ งทป่ี ระกาศการจัดขึ้นทะเบยี นใหร้ าษฎรทราบมกี าหนดสามสิบวนั ประกาศให้ปดิ ในท่เี ปดิ เผย ณ สานักงานที่ดนิ ท่วี า่ การอาเภอหรอื ท่วี ่าการกิ่งอาเภอ ทที่ าการกานัน และใน บริเวณทีด่ นิ นั้น การจัดขน้ึ ทะเบยี นตามวรรคหนึ่ง ใหร้ ัฐมนตรีประกาศในราชกจิ จานุเบกษา และให้มี แผนที่แนบท้ายประกาศด้วย 5 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 25 (พ.ศ. 2516)

9 มาตรา 8 ตรี ทีด่ ินอนั เป็นสาธารณสมบัติของแผน่ ดินสาหรับพลเมอื งใช้รว่ มกัน หรอื ใช้เพอ่ื ประโยชน์ของแผน่ ดินโดยเฉพาะ อธิบดอี าจจดั ให้มหี นังสอื สาคญั สาหรับท่หี ลวง เพอ่ื แสดงเขตไวเ้ ป็นหลักฐาน แบบ หลักเกณฑ์ และวธิ ีการออกหนังสือสาคัญสาหรับทีห่ ลวง ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ี กาหนดในกฎกระทรวง6 ท่ดี นิ ตามวรรคหน่ึงแปลงใดยังไม่มหี นังสือสาคญั สาหรับทห่ี ลวง เขตของท่ดี ิน ดงั กลา่ วให้ เป็นไปตามหลักฐานของทางราชการ มาตรา 9 ภายใต้บงั คบั กฎหมายวา่ ด้วยการเหมอื งแรแ่ ละการป่าไม้ ท่ีดนิ ของรฐั นน้ั ถ้ามิไดม้ สี ทิ ธิครอบครอง หรอื มิไดร้ บั อนญุ าตจากพนักงานเจ้าหน้าท่แี ลว้ 7 หา้ มมิให้บคุ คลใด (1) เขา้ ไปยดึ ถือ ครอบครอง รวมตลอดถงึ การก่นสร้างหรือเผาป่า (2) ทาด้วยประการใด ให้เป็นการทาลาย หรือทาใหเ้ ส่ือมสภาพทด่ี นิ ทหี่ นิ ทีก่ รวด หรอื ที่ทราย ในบริเวณท่ีรฐั มนตรปี ระกาศหวงหา้ มในราชกิจจานเุ บกษา8 หรือ (3) ทาสง่ิ หน่งึ สงิ่ ใดอนั เป็นอนั ตรายแก่ทรพั ยากรในท่ดี ิน (มีความเพ่มิ ขึน้ เป็นมาตรา 9 ทวิ โดยข้อ 3 แห่งประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ดงั ตอ่ ไปนี้ มาตรา 9 ทวิ ผู้รบั อนุญาตตามมาตรา 9 ต้องเสียคา่ ตอบแทนเปน็ รายปใี หแ้ กอ่ งคก์ ารบริหาร ส่วนจังหวัด ตามวธิ ีการและอัตราทก่ี าหนดไว้ในข้อบัญญตั ิจงั หวดั แตต่ ้องไมเ่ กินอัตราตามบญั ชที า้ ย ประมวล กฎหมายน้ี) (ความในมาตรา 9 ทวิ ถูกยกเลิกโดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายท่ีดิน (ฉบบั ท่ี 11) พ.ศ. 2551 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนี้เปน็ มาตรา 9/1 แทน) มาตรา 9/1 ใหผ้ ู้รับอนุญาตตามมาตรา 9 เสยี คา่ ตอบแทนเป็นรายปใี หแ้ กเ่ ทศบาล องคก์ ารบริหารสว่ นตาบล กรุงเทพมหานคร เมอื งพทั ยา หรือองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ อ่ืนทมี่ ี กฎหมายจัดตัง้ ทท่ี ่ีดินท่ีได้รับอนญุ าตตั้งอยู่ ยกเวน้ องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด ท้ังนี้ ตามวธิ กี ารและ อตั ราท่ีกาหนดในขอ้ บัญญัตทิ อ้ งถ่นิ น้ัน แต่ตอ้ งไมเ่ กินอตั ราตามบัญชีทา้ ยประมวลกฎหมายนี้ ใหอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจงั หวัดแบ่งค่าตอบแทนท่ีไดร้ ับตามวรรคหนง่ึ ให้แกอ่ งค์การบริหารส่วนจงั หวัดในอตั รารอ้ ยละสีส่ บิ ของค่าตอบแทนที่ไดร้ ับภายในกาหนด สามสิบวันนบั แต่วนั ที่ได้รับ เพอ่ื เป็นรายไดข้ ององค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด และให้ค่าตอบแทน สว่ นทเ่ี หลือตกเปน็ รายได้ขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทท่ี ่ีดนิ ทีไ่ ดร้ บั อนญุ าตตง้ั อยู่ ในกรณี 6 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 26 (พ.ศ. 2516) และกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 45 (พ.ศ. 2537) 7 คาสัง่ กระทรวงมหาดไทย ที่ 109/2538 ลงวันท่ี 16 มนี าคม 2538 8 รัฐมนตรีได้ประกาศหวงห้าม ลงวนั ท่ี 21 พฤษภาคม 2523

10 ทที่ ีด่ นิ ดังกลา่ วไมไ่ ด้ตง้ั อยใู่ นเขตขององค์การบริหารส่วนจงั หวดั ให้ค่าตอบแทนท่ไี ดร้ บั ตามวรรคหนึ่ง ตกเป็นรายไดข้ ององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ น้นั ทงั้ หมด มาตรา 10 ท่ีดินของรัฐซ่งึ มไิ ด้มีบคุ คลใดมีสิทธคิ รอบครองและมใิ ชส่ าธารณสมบตั ิ ของแผน่ ดินอนั ราษฎรใชป้ ระโยชนร์ ่วมกันนัน้ ให้อธบิ ดมี ีอานาจจัดหาผลประโยชน์ ในการจัดหา ผลประโยชน์ ให้รวมถงึ จดั ทาใหท้ ี่ดินใชป้ ระโยชนไ์ ด้ ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เชา่ และให้เช่าซ้อื หลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการจัดหาผลประโยชน์ ให้กาหนดโดยกฎกระทรวง 9 แต่สาหรับ การขาย การแลกเปลีย่ น และการใหเ้ ชา่ ซ้ือท่ดี นิ ต้องได้รับอนุมัตจิ ากรฐั มนตรี การดาเนนิ การจดั หาผลประโยชนต์ ามความในมาตราน้ี ให้คานึงถงึ การท่ีจะสงวนท่ีดนิ ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังดว้ ย มาตรา 11 การจัดหาผลประโยชนซ์ งึ่ ท่ีดนิ ของรฐั ตามนยั ดังกล่าวมาในมาตราก่อนน้ี รัฐมนตรจี ะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอืน่ เป็นผู้จัดหาผลประโยชนส์ าหรบั รฐั หรอื บารุงท้องถิน่ กไ็ ด้ ท้งั น้ีให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารทีก่ าหนดในกฎกระทรวง10 มาตรา 12 ท่ีดินของรัฐซึ่งมิไดม้ ีบุคคลใดมสี ทิ ธิครอบครอง รฐั มนตรีมอี านาจให้สมั ปทาน ให้ หรอื ให้ใชใ้ นระยะเวลาอนั จากดั ท้งั นี้ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารทก่ี าหนดในกฎกระ1ท1รวง บทบัญญตั ิในมาตรานไ้ี มก่ ระทบกระเทอื นถึงกฎหมายวา่ ดว้ ยการเหมอื งแร่และการปา่ ไม้ มาตรา 13 เพ่อื ดาเนนิ การให้เป็นไปตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้รฐั มนตรมี ีอานาจ จดั ตง้ั สานักงานท่ีดนิ จงั หวดั ข้นึ จงั หวดั ใดมคี วามจาเป็นที่จะตอ้ งตง้ั ท่ที าการทด่ี ินมากกว่าหนง่ึ แห่งให้รฐั มนตรมี อี านาจ จัดต้งั สานักงานท่ีดินสาขาข้นึ โดยให้สังกัดอยู่ในสานักงานที่ดนิ จังหวดั การจดั ต้ังสานักงานท่ีดนิ จงั หวดั และสานักงานทดี่ นิ สาขา ให้ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา หมวด 2 การจัดทดี่ ินเพ่อื ประชาชน (มาตรา 14 ใหม้ ีกรรมการคณะหนง่ึ เรียกว่า “คณะกรรมการจัดท่ดี นิ แหง่ ชาติ” ประกอบดว้ ย รฐั มนตรเี ปน็ ประธานกรรมการ อธิบดีเปน็ กรรมการและเลขาธกิ ารโดยตาแหนง่ และผทู้ รงคุณวุฒิอ่นื อกี ไมน่ ้อยกวา่ เก้าคนแต่ไม่เกนิ ยสี่ บิ คนซ่งึ คณะรัฐมนตรแี ตง่ ตงั้ ) 9-10 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 11 พ.ศ. 2500 11 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ. 2500) กฎกระทรวง ฉบับท่ี 13 (พ.ศ. 2503) และกฎกระทรวง ฉบับท่ี 21 (พ.ศ. 2515)

11 (ความในมาตรา 14 เดมิ ถูกยกเลิกโดยข้อ 4 แห่งประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ 334 และใหใ้ ช้ ความต่อไปนแี้ ทน) (มาตรา 14 ให้มกี รรมการคณะหน่ึงเรยี กวา่ “คณะกรรมการจดั ท่ีดนิ แห่งชาติ” ประกอบดว้ ย รัฐมนตรเี ปน็ ประธาน รฐั มนตรีชว่ ยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงกลาโหม อธิบดกี รมการปกครอง อธบิ ดกี รมประชาสงเคราะห์ อธบิ ดกี รมสง่ เสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง อธบิ ดกี รมชลประทาน อธบิ ดีกรมพฒั นาทดี่ ิน อธิบดีกรมทรพั ยากรธรณี อธบิ ดกี รมสง่ เสริมการเกษตร อธบิ ดกี รมป่าไม้ อธบิ ดีกรมธนารกั ษ์ ผู้อานวยการสานกั งบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ เลขาธกิ ารสานักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท เป็นกรรมการ อธบิ ดีเปน็ กรรมการและเลขาธกิ ารโดยตาแหน่ง และคณะกรรมการผ้ทู รงคุณวฒุ อิ นื่ อีกไมเ่ กิน เจด็ คน ซึง่ คณะรฐั มนตรีแตง่ ตั้ง) (ในมาตรา 14 ให้แกไ้ ขคาว่า “รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย” เป็น “รัฐมนตรวี า่ การกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” คาว่า “อธบิ ดกี รมประชาสงเคราะห์” เปน็ “อธบิ ดีกรมพฒั นาสงั คมและ สวัสดกิ าร” และคาวา่ “อธบิ ดกี รมท่ดี นิ ” เปน็ “ผ้อู านวยการสานักนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาติ และสิง่ แวดลอ้ ม” ตามมาตรา 4 แหง่ พ.ร.ฎ. แกไ้ ขบทบญั ญัตใิ ห้สอดคล้องกับการโอนอานาจหนา้ ทข่ี อง ส่วนราชการใหเ้ ปน็ ไปตาม พ.ร.บ. ปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545) มาตรา 14 ให้มกี รรมการคณะหน่งึ เรียกวา่ “คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ” ประกอบด้วย รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม เปน็ ประธาน รัฐมนตรีช่วยวา่ การกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดกี รมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร อธิบดีกรมส่งเสรมิ สหกรณ์ อธบิ ดีกรมทางหลวง อธิบดี กรมชลประทาน อธิบดีกรมพฒั นาท่ดี ิน อธิบดกี รมทรัพยากรธรณี อธบิ ดกี รมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ อธบิ ดีกรมธนารักษ์ ผู้อานวยการสานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธกิ ารคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แหง่ ชาติ เลขาธกิ ารสานกั งานเรง่ รัดพฒั นาชนบทเป็นกรรมการผู้อานวยการสานกั งานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เป็นกรรมการและเลขาธิการโดยตาแหนง่ และ คณะกรรมการผ้ทู รงคุณวุฒอิ ่นื อีกไม่เกนิ เจ็ดคน ซ่งึ คณะรฐั มนตรีแต่งตง้ั (มาตรา 15 กรรมการผู้ทรงคณุ วุฒดิ ารงตาแหน่งมกี าหนดเวลาสี่ปี ในวาระเรมิ่ แรกเม่ือครบกาหนด สองปี ให้กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิจับสลากออกจากตาแหน่งกึ่งหนง่ึ กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ทิ ีพ่ ้นจากตาแหน่ง คณะรฐั มนตรจี ะแต่งตงั้ ใหเ้ ปน็ กรรมการอีกกไ็ ด้) (ความในมาตรา 15 เดมิ ถกู ยกเลิกโดยขอ้ 4 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบับท่ี 334 ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พุทธศักราช 2515 และใหใ้ ชค้วามต่อไปนแี้ ทน) มาตรา 15 กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิดารงตาแหน่งมกี าหนดสปี่ ี กรรมการผูท้ รงคุณวุฒิ ทพ่ี น้ จากตาแหน่ง คณะรฐั มนตรีจะแตง่ ตั้งให้เป็นกรรมการอีกก็ได้

12 มาตรา 16 นอกจากการออกจากตาแหน่งตามวาระตามความในมาตรา 15 กรรมการ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิพน้ จากตาแหน่งเมอื่ (1) ตาย (2) ลาออก (3) ตอ้ งจาคุกโดยคาพพิ ากษาถงึ ที่สุดใหจ้ าคุก เวน้ แต่ความผดิ ทเี่ ป็น ลหุโทษ หรือ ความผดิ ทีม่ ีโทษชน้ั ลหโุ ทษ หรอื ความผิดอนั ไดก้ ระทาโดยประมาท (4) คณะรฐั มนตรใี ห้ออกจากตาแหนง่ ในกรณีที่มกี ารพน้ จากตาแหนง่ ตามมาตราน้ี ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตง้ั ผทู้ รงคุณวุฒเิ ปน็ กรรมการแทน กรรมการทไี่ ดร้ บั แต่งตั้งเข้าแทนนี้ยอ่ มอยู่ในตาแหน่งไดเ้ พยี งเท่ากาหนดเวลา ของผู้ซึง่ ตนแทน มาตรา 17 การประชมุ ของคณะกรรมการ ตอ้ งมีกรรมการประชมุ เกินกวา่ กงึ่ หนึ่ง จงึ เปน็ องค์ประชุม มาตรา 18 ในเม่อื ประธานไม่อยใู่ นทป่ี ระชมุ ให้กรรมการเลอื กตงั้ กันขึน้ เองเปน็ ประธาน มาตรา 19 การลงมตวิ ินจิ ฉัยข้อปรกึ ษาน้นั ให้ถอื เอาเสียงขา้ งมากเป็นประมาณ กรรมการคนหนงึ่ ย่อมมีเสยี งหนึง่ ในการลงคะแนน ถ้ามจี านวนเสียงลงคะแนนเท่ากนั ให้ประธานในที่ประชมุ ออกเสยี งเพิ่มขนึ้ ไดอ้ กี เสียงหน่ึงเป็นเสยี งชข้ี าด (มาตรา 20 ใหค้ ณะกรรมการมีอานาจหน้าท่ดี งั ต่อไปน้ี (1) วางโครงการจดั ท่ีดิน โดยมีวตั ถุประสงค์ทจี่ ะให้บคุ คลมที ี่ดนิ สาหรับอย่อู าศัย และประกอบการ ทามาหาเล้ียงชีพตามควรแกอ่ ตั ภาพ โดยใหก้ ารช่วยเหลอื ในดา้ นสาธารณูปโภคและอืน่ ๆ (2) วางโครงการเพื่อสงวนและบารงุ ทีด่ ิน (3) ประสานงานกับทบวงการเมืองซ่ึงมีอานาจหน้าที่เกยี่ วกบั ทด่ี ิน (4) พจิ ารณาสงวนทดี่ ินตามความต้องการของทบวงการเมอื ง (5) ปฏบิ ัตกิ ารอน่ื ตามทบี่ ญั ญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายน้ี และ (6) วางระเบียบข้อบงั คบั เกีย่ วกบั อานาจหน้าที่ตาม (1) (2) (3) (4) และ (5)) (ความในมาตรา 20 เดมิ ถูกยกเลิกโดยข้อ 4 แหง่ ประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พทุ ธศักราช 2515 และใหใ้ ชค้ วาตมอ่ ไปน้ีแทน) (มาตรา 20 ให้คณะกรรมการมอี านาจหนา้ ท่ีดังตอ่ ไปน้ี (1) วางนโยบายการจัดท่ดี นิ การใช้ทดี่ นิ หรือการพัฒนาทดี่ ิน (2) วางแผนการกาหนดบริเวณการใชท้ ดี่ นิ การถอื ครองที่ดนิ รวมทง้ั การอนรุ ักษด์ ินและน้า (3) สงวนและพฒั นาทดี่ ินเพื่อจดั ใหแ้ กป่ ระชาชน (4) สงวนหรือหวงห้ามที่ดินของรฐั ซง่ึ มิได้มบี คุ คลใดมสี ิทธคิ รอบครอง เพ่ือใหป้ ระชาชนใช้ประโยชนร์ ่วมกัน (5) อนุมัติโครงการการจัดที่ดินของทบวงการเมือง

13 (6) ควบคมุ การจดั ที่ดนิ ตามประมวลกฎหมายนีแ้ ละกฎหมายอน่ื (7) ปฏิบัติการเกย่ี วกบั ท่ีดินตามที่คณะรัฐมนตรมี อบหมาย (8) มอบหมายให้ทบวงการเมอื งท่ีเกี่ยวขอ้ งดาเนนิ การเก่ียวกบั อานาจหน้าท่ีอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ในมาตราน้แี ทนคณะกรรมการไดต้ ามที่เห็นสมควร (9) ปฏิบัตกิ ารอืน่ ตามทีบ่ ัญญตั ไิ ว้ในประมวลกฎหมายนห้ี รอื กฎหมายอ่ืน (10) วางระเบียบหรอื ข้อบังคับกาหนดหลักเกณฑ์หรือเงอ่ื นไขเกย่ี วกับการจัดทด่ี ินและการประเมนิ ราคาทีด่ ิน เพอ่ื การภาษบี ารุงทอ้ งท่หี รอื เพื่อกิจการอื่น ระเบียบหรือข้อบังคับท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ประชาชน ให้ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา) (ความในมาตรา 20 ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเตมิ โดยประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับที่ 96 ลงวนั ที่ 29 กุมภาพันธ์ พุทธศกั ราช 2515 ถกู ยกเลิกโดยมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายทด่ี นิ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2526และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนี้แทน) มาตรา 20 ให้คณะกรรมการมีอานาจหนา้ ทด่ี งั ตอ่ ไปนี้ (1) วางนโยบายการจดั ทด่ี นิ เพื่อใหป้ ระชาชนมีทด่ี ินสาหรบั อยอู่ าศยั และหาเลี้ยงชพี ตามควรแกอ่ ัตภาพ (2) วางแผนการถือครองท่ีดิน (3) สงวนและพฒั นาท่ีดนิ เพื่อจดั ให้แกป่ ระชาชน (4) สงวนหรอื หวงหา้ มทด่ี ินของรัฐซึง่ มิไดม้ บี ุคคลใดมสี ิทธคิ รอบครองเพอื่ ให้ ประชาชน ใช้ประโยชน์รว่ มกนั (5) อนมุ ตั โิ ครงการการจัดที่ดินของทบวงการเมือง (6) ควบคมุ การจัดทีด่ ินตามประมวลกฎหมายน้ีและกฎหมายอนื่ (7) ปฏบิ ตั ิการเก่ียวกับทดี่ นิ ตามที่คณะรฐั มนตรมี อบหมาย (8) มอบหมายใหท้ บวงการเมอื งทเี่ กย่ี วข้องดาเนินการเกี่ยวกบั อานาจหนา้ ท่ีอย่างใด อย่างหนึง่ ในมาตราน้ีแทนคณะกรรมการได้ตามท่เี ห็นสมควร (9) ปฏิบัตกิ ารอืน่ ตามท่ีบัญญัติไวใ้ นประมวลกฎหมายน้หี รอื กฎหมายอืน่ (10) วางระเบียบหรือขอ้ บงั คบั กาหนดหลกั เกณฑห์ รือเงอื่ นไขเกี่ยวกบั การจดั ท่ดี นิ หรือเพื่อกิจการอื่นตามประมวลกฎหมายน้ี ระเบียบหรือขอ้ บงั คบั ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับประชาชน ใหป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา มาตรา 21 ใหร้ ฐั มนตรดี าเนนิ การตามมติของคณะกรรมการ และมอี านาจมอบหมาย ใหท้ บวงการเมอื งทเ่ี กี่ยวขอ้ งดาเนนิ การใดๆ อนั เกย่ี วกับการจดั ทดี่ ินได้ และถา้ สามารถทาได้ ใหท้ บวงการเมอื งทเ่ี ก่ยี วขอ้ งปฏิบัตกิ ารใหเ้ ป็นไปตามที่ได้รับมอบอานาจไปนัน้ โดยไมช่ กั ชา้ และเพ่ือประโยชนแ์ หง่ มาตราน้ี ให้เจา้ พนักงานของทบวงการเมอื งเชน่ วา่ นั้นมีอานาจหน้าที่ อยา่ งเดยี วกบั พนกั งานเจา้ หน้าทีต่ ามที่กาหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้

14 ในการมอบอานาจให้ทบวงการเมอื งดาเนนิ การตามความในวรรคก่อน รัฐมนตรจี ะให้ ทบวงการเมืองเช่นว่านนั้ เบิกเงินในงบประมาณของกรมที่ดนิ ไปใชจ้ ่ายตามรายการในงบประมาณ แทนกรมทด่ี นิ กไ็ ด้ มาตรา 22 ให้รฐั มนตรแี ละพนกั งานเจ้าหนา้ ที่ท่ีรฐั มนตรมี อบหมายมีอานาจ ดังต่อไปนี้ (1) มีหนงั สอื เรียกบคุ คลใดๆ มาชี้แจงหรือแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั การจัดที่ดิน และให้ส่งเอกสารหลักฐานหรอื สงิ่ อน่ื ทีเ่ กย่ี วขอ้ งมาประกอบการพจิ ารณาของคณะกรรมการ (2) เข้าไปยงั สถานทีห่ รือทด่ี ินของทบวงการเมอื ง องคก์ ารของรฐั หรอื เอกชนเพ่อื ตรวจสอบเรอื่ งต่างๆ ทีเ่ กีย่ วกับการจดั ที่ดนิ และใหม้ อี านาจสอบถามข้อเทจ็ จรงิ เรยี กเอกสาร หลกั ฐาน หรือสิง่ อนื่ ที่เก่ยี วข้อง จากบุคคลทอ่ี ย่ใู นสถานท่ีหรือท่ีดนิ เช่นว่านั้น มาตรวจพิจารณา ได้ตามความจาเปน็ ในการนบี้ ุคคลเช่นวา่ นั้นต้องให้ความสะดวกแกค่ ณะกรรมการ และพนกั งาน เจา้ หนา้ ที่ตามสมควร มาตรา 23 ในการใช้อานาจหนา้ ทีต่ ามประมวลกฎหมายน้ี พนกั งานเจา้ หน้าท่แี ละ เจ้าพนักงานของทบวงการเมืองซึง่ มอี านาจหน้าทอี่ ย่างเดยี วกบั พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ตามความใน มาตรา 21 ตอ้ งมีบตั รประจาตวั และแสดงแก่บุคคลที่เกยี่ วขอ้ ง มาตรา 24 ให้ถือวา่ พนักงานเจ้าหนา้ ทีแ่ ละเจ้าพนักงานทป่ี ฏิบตั หิ น้าท่ีตามความใน ประมวลกฎหมายนี้ เป็นเจ้าพนกั งานตามความหมายในกฎหมายลกั ษณะอาญา (มาตรา 25 เพื่อประโยชนท์ ่ีจะวางโครงการจดั การทด่ี ินตามความในมาตรา 20 (1) คณะกรรมการ จะจัดให้มกี ารสารวจท่ีดนิ กไ็ ด้ เมอื่ เปน็ การสมควรจะสารวจท่ีดินในท้องทีใ่ ด ให้คณะกรรมการประกาศทอ้ งทน่ี ัน้ เปน็ เขตสารวจท่ดี ิน ในราชกจิ จานเุ บกษา และให้ปดิ ประกาศน้นั ณ ทว่ี ่าการอาเภอและบ้านกานนั ในตาบลทอ่ี ยูใ่ น เขตสารวจ ประกาศของคณะกรรมการดังกล่าวใหม้ ีแผนทป่ี ระเมนิ เขตทด่ี นิ ท่กี าหนดให้เป็นเขตสารวจท่ีดินไว้ ทา้ ย ประกาศด้วย แผนท่ีดง่ั กล่าวนี้ให้ถือว่าเป็นส่วนแห่งประกาศ) (ความในมาตรา 25 เดิม ถกู ยกเลิกโดยขอ้ 5 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 334 ลงวันท่ี 13 ธนั วาคม พทุ ธศักราช 2515 และให้ใชค้วามตอ่ ไปนแ้ี ทน) มาตรา 25 เพ่อื ประโยชนใ์ นการจดั ท่ดี นิ หรือการสารวจความอดุ มสมบรู ณข์ องดิน คณะกรรมการจะจัดให้มกี ารสารวจทด่ี นิ ก็ได้ เมอื่ เปน็ การสมควรจะสารวจท่ดี นิ ในทอ้ งท่ใี ด ให้คณะกรรมการประกาศทอ้ งท่ีนน้ั เปน็ เขตสารวจที่ดนิ ในราชกิจจานเุ บกษา และให้ปิดประกาศนนั้ ณ ทวี่ า่ การอาเภอและ บ้านกานันในตาบลทีอ่ ยใู่ นเขตสารวจ ประกาศของคณะกรรมการดงั กลา่ วให้มีแผนท่ีประเมิน เขตทด่ี ินทกี่ าหนดให้เปน็ เขตสารวจทีด่ ินไวท้ า้ ยประกาศด้วย แผนทีด่ งั กล่าวนีใ้ ห้ถือวา่ เปน็ สว่ นแห่งประกาศ

15 มาตรา 26 ภายในเขตสารวจท่ดี นิ ตามความในมาตรา 25 ใหผ้ ู้มสี ิทธใิ นท่ีดนิ หรือผู้ครอบครองที่ดนิ ซ่ึงอย่ใู นเขตสารวจท่ีดนิ มหี นา้ ท่ี (1) แจ้งตอ่ พนกั งานเจ้าหนา้ ทใ่ี นทอ้ งท่ีซ่ึงท่ดี ินต้ังอยภู่ ายในระยะเวลาทีผ่ ้วู า่ ราชการ จงั หวัดประกาศกาหนด ตามแบบและวธิ ีการที่กาหนดในกฎกระทรวง 12 ในกรณเี ช่นน้จี ะจดั ให้ บุคคลอนื่ แจง้ แทนกไ็ ด้ (2) นาหรอื จดั ให้บุคคลอืน่ นาพนักงานเจ้าหนา้ ทไ่ี ปช้ีเขตที่ดนิ ซึ่งตนมีสิทธหิ รือ ครอบครองอยู่ ในเมอื่ ได้รบั คาบอกกล่าวจากพนกั งานเจา้ หนา้ ทเี่ ป็นเวลาอันสมควร (3) ลง ชือ่ รบั รองการสารวจท่ีดนิ ของพนกั งานเจ้าหน้าท่ตี ามทีเ่ ป็นจริง ใน กรณีท่จี ดั ให้ บคุ คลอน่ื นาชีเ้ ขตทีด่ นิ ให้บคุ คลซึ่งนาช้เี ขตที่ดินเปน็ ผ้ลู งชื่อรับรองการสารวจที่ดินแทน มาตรา 27 นอกจากที่ดินทส่ี ่วนราชการหรอื องค์การของรฐั นาไปจดั ตามกฎหมาย อน่ื แล้ว อธิบดมี ีอานาจจัดทดี่ นิ ของรฐั ซ่ึงมไิ ดม้ บี คุ คลใดมีสิทธคิ รอบครองให้ราษฎรเพ่ือเปน็ ทอี่ ยู่อาศยั และทามาหาเลีย้ งชีพได้ ทงั้ นี้ ต้องเปน็ ไปตามระเบียบ 13 ข้อบงั คับ ข้อกาหนด และเงื่อนไขท่คี ณะกรรมการกาหนดซ่งึ ใหร้ วมถึงรายการดง่ั ต่อไปน้ี คอื (1) จานวนทดี่ ินทจ่ี ะแบ่งใหค้ รอบครอง (2) หลกั เกณฑส์ อบสวนคัดเลือกผู้เขา้ ครอบครอง (3) วธิ ีทผี่ ู้เขา้ ครอบครองพงึ ปฏบิ ัติ (4) หลักเกณฑ์การชดใชท้ นุ ที่ไดล้ งไปในที่ดนิ น้นั และการเรียกคา่ ธรรมเนียมบางอย่าง (5) กจิ การทีจ่ าเป็นสาหรับการจดั แบ่งทีด่ นิ ระเบียบ ขอ้ บังคับ ขอ้ กาหนด และเงอ่ื นไขของคณะกรรมการ ให้ประกาศในราชกจิ จา นุเบกษา (มคี วามเพม่ิ เตมิ เป็นมาตรา 27 ทวิ และมาตรา 27 ตรี โดยข้อ 5 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 96 ลงวนั ท่ี 29 กมุ ภาพนั ธ์ พทุ ธศักราช 2515โดยลาดบั ดังน้ี) มาตรา 27 ทวิ ในกรณที ่ีผคู้ รอบครองและทาประโยชนใ์ นทด่ี นิ หรอื ผู้ซ่งึ ไดค้ รอบครอง และทาประโยชน์ในที่ดินต่อเนอื่ งจากบุคคลดังกลา่ ว ได้ยืน่ คารอ้ งขอผอ่ นผันการแจง้ การครอบครองตามพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ2. 497 กอ่ นวันทีป่ ระกาศ ของคณะปฏิวตั ฉิ บบั น้ใี ชบ้ ังคับ และผ้วู ่าราชการจังหวัดยังไม่ไดม้ คี าสัง่ ใหผ้ วู้ า่ ราชการจงั หวัด พิจารณาสัง่ การให้เสร็จสน้ิ โดยไม่ชกั ชา้ แต่ทง้ั นไ้ี ม่ตัดสิทธิผู้ครอบครองและทาประโยชน์ ในทด่ี ินนน้ั ทจี่ ะใช้สิทธิตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายนี้ 12 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 14 (พ.ศ. 2504) 13 ระเบียบคณะกรรมการจัดทดี่ นิ แห่งชาติ ว่าด้วยการจัดท่ดี ินเพ่อื ประชาชน พ.ศ. 2498, ระเบียบฯ ฉบบั ท่ี 5 (พ.ศ. 2521) และระเบียบฯ ฉบับท่ี 6 (พ.ศ. 2521)

16 (มาตรา 27 ตรี เมือ่ ผวู้ ่าราชการจังหวดั ไดป้ ระกาศกาหนดท้องทีแ่ ละวนั เร่มิ ตน้ ของการสารวจตาม มาตรา 58 วรรคสอง ผคู้ รอบครองและทาประโยชน์ในทด่ี ินอยกู่ อ่ นวนั ที่ประมวลกฎหมายนี้ใชบ้ งั คบั โดยไม่มี หนงั สอื สาคญั แสดง กรรมสิทธิท์ ่ีดิน และมไิ ดแ้ จ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แหง่ พระราชบญั ญตั ิให้ใช้ ประมวลกฎหมายท่ดี ิน พ.ศ. 2497 หรือผูซ้ ึง่ รอคาสงั่ ผ่อนผันจากผ้วู า่ ราชการจงั หวัดตามมาตรา 27 ทวิ แตไ่ ดค้ รอบครองและทาประโยชน์ ในท่ีดินนนั้ ติดตอ่ มาจนถึงวันทาการสารวจรังวดั หรอื พิสจู น์สอบสวน ถา้ ประสงคจ์ ะไดส้ ทิ ธิในทด่ี ินนั้น ใหแ้ จง้ การ ครอบครองท่ดี ินตอ่ นายอาเภอทอ้ งท่หี รือปลัดอาเภอผู้เป็น หวั หน้าประจากิ่งอาเภอ หรอื ผู้ไดร้ ับมอบหมายจากนายอาเภอหรือปลดั อาเภอผเู้ ป็นหวั หน้าประจากง่ิ อาเภอ ภายในกาหนดเวลาสามสบิ วันนบั แต่วันปิดประกาศ ถา้ มไิ ดแ้ จ้งการครอบครองภายในกาหนดเวลาดงั กลา่ ว แตไ่ ด้มานาหรือสง่ ตวั แทนมานาพนกั งานเจา้ หนา้ ทที่ าการสารวจรงั วดั ตามวนั และเวลาท่พี นักงานเจา้ หนา้ ที่ ประกาศกาหนด ให้ถอื ว่ายงั ประสงค์จะไดส้ ิทธิในท่ีดนิ นน้ั เพื่อประโยชนแ์ ห่งมาตราน้ี ผ้คู รอบครองและทาประโยชนใ์ นท่ดี ินตามวรรคหนง่ึ ใหห้ มายความ รวมถงึ ผู้ ซ่ึงไดค้ รอบครองและทาประโยชน์ในทีด่ ินต่อเนือ่ งมาจากบคุ คลดังกลา่ วดว้ ย) (ความในมาตรา 27 ตรี ซ่ึงแก้ไขเพม่ิ เติมโดยประกาศคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 96 ลงวนั ที่ 29 กุมภาพันธ์ พทุ ธศกั ราช 2515 ถกู ยกเลิกโดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายท่ีดนิ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน) มาตรา 27 ตรี เมือ่ ผู้วา่ ราชการจังหวดั ไดป้ ระกาศกาหนดท้องทแี่ ละวันเริ่มตน้ ของการสารวจตามมาตรา 58 วรรคสอง ผคู้ รอบครองและทาประโยชน์ในท่ีดนิ อย่กู อ่ นวนั ท่ี ประมวลกฎหมายนี้ใชบ้ งั คับโดยไมม่ ีหนงั สอื สาคัญแสดงกรรมสิทธทิ์ ่ีดิน และมิไดแ้ จ้งการ ครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบญั ญัติให้ใชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี ิน พ.ศ. 2497 หรอื ผู้ซง่ึ รอคาสง่ั ผ่อนผนั จากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แตไ่ ด้ครอบครองและ ทาประโยชน์ในท่ีดนิ นนั้ ติดต่อมาจนถึงวนั ทาการสารวจรงั วดั หรอื พสิ จู นส์ อบสวน ถา้ ประสงค์ จะได้สทิ ธใิ นท่ีดินนั้น ใหแ้ จ้งการครอบครองที่ดินตอ่ เจ้าพนักงานทีด่ นิ ณ ทีด่ ินนั้นตัง้ อยภู่ ายใน กาหนดเวลาสามสบิ วันนับแตว่ ันปิดประกาศ ถา้ มไิ ด้แจ้งการครอบครองภายในกาหนดเวลา ดงั กล่าว แตไ่ ด้มานาหรอื สง่ ตวั แทนมานาพนักงานเจ้าหนา้ ทท่ี าการสารวจรังวดั ตามวนั และเวลาท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกาหนด ให้ถอื วา่ ยังประสงคจ์ ะไดส้ ทิ ธิในที่ดินนัน้ เพือ่ ประโยชน์แหง่ มาตรานี้ ผูค้ รอบครองและทาประโยชนใ์ นที่ดินตามวรรคหนึง่ ให้หมายความรวมถึงผ้ซู ่งึ ได้ครอบครองและทาประโยชน์ในท่ดี นิ ตอ่ เนือ่ งมาจากบุคคล ดังกล่าวดว้ ย มาตรา 28 ใหค้ ณะกรรมการมอี านาจแต่งต้งั คณะอนุกรรมการเพือ่ ช่วยเหลอื ในการ ดาเนนิ กจิ การอยา่ งใดอย่างหน่งึ แล้วรายงานคณะกรรมการ ให้นาความในมาตรา 17 มาตรา 18 และมาตรา 19 มาใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม

17 มาตรา 29 ในการดาเนนิ การตามความในมาตรา 27 ทีด่ ินทไ่ี ดร้ บั มาโดยบทแห่ง ประมวลกฎหมายนตี้ ง้ั อยูใ่ นทอ้ งทใ่ี ด ใหจ้ ัดให้บุคคลทีม่ ภี ูมิลาเนาอยู่ในทอ้ งทีน่ ัน้ ไดร้ บั ได้ซอื้ ไดแ้ ลกเปล่ยี น หรอื ได้เช่าซื้อกอ่ น ต่อเมอ่ื มที ่ดี ินเหลอื อยู่ จงึ ใหจ้ ัดใหบ้ ุคคลท่ีมีภูมิลาเนาอยู่ใน ทอ้ งที่อ่ืนได้รบั ได้ซ้ือ ไดแ้ ลกเปลี่ยน หรือได้เชา่ ซอื้ ต่อไป (มาตรา 30 เม่อื ได้จดั ให้บุคคลเขา้ ครอบครองในท่ดี นิ รายใดแล้ว ให้พนกั งานเจา้ หน้าท่อี อกใบจอง ไว้เป็นหลักฐานก่อน และเมื่อปรากฏแกพ่ นักงานเจา้ หนา้ ที่วา่ บคุ คลทีไ่ ดจ้ ัดให้ครอบครองทด่ี นิ ไดท้ าประโยชน์ ในที่ดิน และทัง้ ได้ปฏิบัติตามระเบียบ ขอ้ บังคับ ข้อกาหนด และเงอื่ นไขทคี่ ณะกรรมการกาหนดโดยครบถ้วนแลว้ ก็ให้เจา้ พนกั งานทด่ี ินออกโฉนดที่ดนิ ใหโ้ ดยเร็ว) (ความในมาตรา 30 เดมิ ถกู ยกเลกิ โดยข้อ 6 แห่งประกาศของคณะปฏวิ ัติฉบบั ท่ี 334 ลงวนั ที่ 13 ธนั วาคม พุทธศกั ราช 2515 และให้ใชค้วามต่อไปนี้แทน) มาตรา 30 เมอ่ื ได้จัดใหบ้ ุคคลเขา้ ครอบครองในทดี่ ินรายใดแล้ว ใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าท่ี ออกใบจองให้ไว้เป็นหลักฐานก่อน และเมื่อปรากฏแก่พนกั งานเจา้ หนา้ ทีว่ า่ บคุ คลทไี่ ด้จัดให้ เขา้ ครอบครองท่ดี นิ ไดท้ าประโยชน์ในทด่ี ิน และทง้ั ไดป้ ฏบิ ัติตามระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ข้อกาหนด และเงอ่ื นไขท่คี ณะกรรมการกาหนดโดยครบถว้ นแล้ว กใ็ ห้พนักงานเจ้าหน้าทอ่ี อกหนังสือ แสดงสิทธิในท่ีดนิ ให้โดยเรว็ (มาตรา 31 ภายในหา้ ปีนับแต่วนั ได้รับโฉนดทด่ี ินมาตรา 30 ผเู้ ป็นเจ้าของจะโอนท่ดี นิ นนั้ ไปยัง ผ้อู ื่นมิได้นอกจากการตกทอดทางมฤดก ภายในระยะเวลาดั่งกล่าวในวรรคกอ่ น ท่ดี นิ ย่อมไมอ่ ยูใ่ นขา่ ยแห่งการบงั คบั คดี บทบัญญตั ิในมาตรานม้ี ใิ หใ้ ช้บงั คบั ในกรณีทบี่ คุ คลได้มาซึง่ ที่ดนิ โดยรฐั มิได้ใหก้ ารช่วยเหลอื ในด้าน สาธารณูปโภคและอนื่ ๆ) (ความในมาตรา 31 เดมิ ถูกยกเลิกโดยข้อ 6 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ัตฉิ บบั ที่ 334 ลงวันท่ี 13 ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช 2515 และให้ใชค้วามตอ่ ไปนแ้ี ทน) (มาตรา 31 ภายในสบิ ปีนบั แต่วนั ท่ไี ดร้ ับโฉนดทดี่ นิ หรอื หนังสอื รบั รองการทาประโยชน์ในทด่ี นิ อนั สบื เนอื่ งมาจากใบจองตามมาตรา 30 และมาตรา 33 แหง่ ประมวลกฎหมายทดี่ ิน ผ้ไู ด้มาซง่ึ สทิ ธใิ นที่ดิน ดังกลา่ ว จะโอนท่ดี ินนนั้ ไปยงั ผูอ้ ่ืนไมไ่ ด้ นอกจากตกทอดทางมรดก ภายในกาหนดระยะเวลาตามวรรคหนึง่ ทดี่ นิ น้นั ไมอ่ ย่ใู นขา่ ยแห่งการบงั คับคดี) (ความในมาตรา 31 ซงึ่ แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ที่ 334 ลงวนั ท่ี 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 ถกู ยกเลกิ โดยมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2521 และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปนแี้ ทน) (มาตรา 31 ภายในสิบปีนับแต่วันได้รับโฉนดทด่ี ินหรอื หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์อันสืบเน่อื ง มาจากใบจองตามมาตรา 30 และมาตรา 33 ที่ไดอ้ อกในวันหรือหลังวนั ท่ี 14 ธนั วาคม พ.ศ. 2515 หา้ มมใิ ห้ ผไู้ ดม้ าซ่ึงสทิ ธใิ นที่ดนิ ดงั กลา่ ว โอนทด่ี ินน้นั ใหแ้ กผ่ ูอ้ ่ืน เวน้ แตเ่ ปน็ การตกทอดทางมรดกหรอื โอนให้แก่ ทบวงการเมอื ง หรือโอนให้แกส่ หกรณเ์ พ่อื ชาระหน้ีและได้รบั อนุมตั จิ ากนายทะเบียนสหกรณแ์ ลว้

18 ความในวรรคหนง่ึ มใิ หใ้ ชบ้ ังคับกับการได้รบั โฉนดที่ดินหรอื หนงั สอื รับรองการทาประโยชนอ์ันสบื เน่ือง มาจากใบจองตามมาตรา 30 และมาตรา 33 ท่ไี ด้ออกใหก้ ่อนวันท่ี 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 แต่ ถ้าเป็น การไดร้ ับโฉนดทด่ี ินหรอื หนังสอื รับรองการทาประโยชน์จากการจัดท่ีดินให้ราษฎรท่ีรัฐให้การชว่ ยเหลือ ในด้าน สาธารณปู โภคและอ่ืนๆ การหา้ มโอนตามวรรคหน่งึ ใหม้ ีกาหนดหา้ ปี ภายในกาหนดระยะเวลาห้ามโอนตามวรรคหนง่ึ และวรรคสอง ที่ดนิ นน้ั ไม่อยใู่ นขา่ ยแหง่ การ บังคบั คดี) (ความในมาตรา 31 ซ่งึ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดย พ.ร.บ. แก้ไขเพ่มิ เติมประมวลกฎหมายที่ดนิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 ถกู ยกเลิกโดยมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายท่ีดนิ (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2528 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทน) มาตรา 31 โฉนดท่ีดินหรอื หนังสือรบั รองการทาประโยชน์ทไ่ี ดอ้ อกสบื เนอ่ื งมาจาก ใบจองตามมาตรา 30 และมาตรา 33 หา้ มมใิ หผ้ ไู้ ด้มาซง่ึ สิทธใิ นท่ดี นิ ดงั กล่าวโอนทด่ี นิ นั้น ใหแ้ ก่ผอู้ ่ืนในกรณดี งั ต่อไปน้ี (1) ถ้าเป็นกรณที ่ีไดอ้ อกใบจองในหรือหลงั วนั ท่ี 14 ธนั วาคม พ.ศ. 2515 หา้ มโอนภายในกาหนดสบิ ปนี บั แต่วันไดร้ บั โฉนดท่ดี ินหรอื หนังสือรับรองการทาประโยชน์ (2) ถ้าเปน็ กรณีที่ไดอ้ อกใบจองกอ่ นวนั ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 เฉพาะท่รี ฐั ให้ การชว่ ยเหลือในด้านสาธารณปู โภคและอ่นื ๆ เน่อื งจากการจัดทดี่ นิ ห้ามโอนภายใน กาหนดหา้ ปี นบั แตว่ ันไดร้ บั โฉนดท่ีดินหรอื หนังสอื รบั รองการทาประโยชน์ ความในวรรคหน่ึงมใิ หใ้ ชบ้ ังคับแกก่ รณที ีท่ ดี่ นิ นั้นตกทอดทางมรดก หรือโอนใหแ้ ก่ ทบวงการเมอื ง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ต้งั องคก์ ารของรัฐบาล รฐั วสิ าหกิจทีจ่ ดั ตั้งข้นึ โดยพระราชบัญญัติ หรอื โอนให้แกส่ หกรณเ์ พอ่ื ชาระหนโี้ ดยได้รับ อนุมตั ิจากนายทะเบยี นสหกรณ์ ภายในกาหนดเวลาห้ามโอนตามวรรคหน่งึ ทดี่ ินนัน้ ไมอ่ ยใู่ นขา่ ยแห่งการบังคับคดี มาตรา 32 บคุ คลใดเข้าครอบครองที่ดนิ ตามนยั แหง่ บทบญั ญัติมาตรา 30 ไมป่ ฏิบัติ ตามระเบียบขอ้ บังคับ ขอ้ กาหนด หรือเงือ่ นไขของคณะกรรมการ อธบิ ดมี อี านาจสงั่ ให้บุคคลนน้ั ออกไปจากทดี่ ินนนั้ ได้ และนับตง้ั แต่วันไดร้ ับคาสั่ง ให้บคุ คลนน้ั ขาดสิทธอิ นั จะพึงได้ตามระเบียบ ขอ้ บังคบั ทัง้ หลายทนั ที ถา้ บุคคลนั้นไมพ่ อใจคาส่งั ดงั่ กลา่ วในวรรคก่อน กม็ สี ิทธิยน่ื อุทธรณต์ ่อรัฐมนตรีได้ภายใน กาหนดสามสิบวนั นับแตว่ นั ได้รับคาสั่ง แตถ่ า้ รัฐมนตรีมิไดว้ ินจิ ฉัยส่งั การ ภายในกาหนดหกสบิ วัน นบั แต่วนั ไดร้ บั อทุ ธรณ์ใหถ้ ือวา่ รัฐมนตรสี ่ังใหม้ ีสทิ ธคิ รอบครองในท่ีดนิ นั้นตอ่ ไป แตจ่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ิ ตามระเบียบ ขอ้ บงั คบั ข้อกาหนดและเง่ือนไขของคณะกรรมการตามเดมิ คาสัง่ ของรัฐมนตรีให้ถือเปน็ ที่สดุ

19 มาตรา 33 ในเขตท้องท่ใี ดทีค่ ณะกรรมการยังมิไดป้ ระกาศเขตสารวจที่ดินตามความ ในหมวดนีก้ ็ดี หรือในกรณที ี่สภาพของทีด่ นิ เป็นแปลงเลก็ แปลงน้อยกด็ ี ราษฎรจะขออนญุ าต จบั จองท่ีดนิ ได้โดยปฏบิ ัตติ ามระเบียบ ข้อบงั คบั ข้อกาหนด และเง่อื นไขท่ีคณะกรรมการกาหนด และเมอ่ื พนกั งานเจ้าหนา้ ทีอ่ นุญาตแล้ว กใ็ หอ้ อกใบจองให้ต่อไป หมวด 3 การกาหนดสทิ ธใิ นทีด่ นิ (ความในมาตรา 34 – มาตรา 49 ถูกยกเลกิ โดยประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม 2502) (มาตรา 34 นับแตว่ ันทป่ี ระมวลกฎหมายน้ใี ชบ้ งั คับ บุคคลจะมีสทิ ธิในทด่ี นิ ไดด้ ัง่ ตอ่ ไปนี้ (1) ทด่ี นิ เพ่ือเกษตรกรรม ไมเ่ กิน 50 ไร่ (2) ท่ีดินเพอ่ื อตุ สาหกรรม ไม่เกนิ 10 ไร่ (3) ทีด่ นิ เพือ่ พาณชิ ยกรรม ไม่เกนิ 5 ไร่ (4) ท่ดี นิ เพ่ืออยอู่ าศยั ไมเ่ กิน 5 ไร่ ท้ังน้ี เว้นแต่จะมบี ทบัญญัติเปน็ อย่างอน่ื ในประมวลกฎหมายน้ี มาตรา 35 ให้รัฐมนตรีมีอานาจกาหนดเขตทด่ี ินเพอ่ื พาณชิ ยกรรมและที่อยู่อาศยั โดยประกาศ ในราชกิจจานเุ บกษา ในเขตท่ดี ินเช่นว่าน้ี บคุ คลจะไดม้ าซึ่งสทิ ธิในท่ดี นิ เพื่อการเกษตรกรรมหรอื เพือ่ การ อตุ สาหกรรมมไิ ด้ มาตรา 36 การกาหนดสทิ ธใิ นท่ดี ินตามมาตรา 34 มิใหก้ ระทบกระเทอื นแกผ่ ู้ที่มสี ทิ ธใิ นทด่ี นิ อยแู่ ลว้ กอ่ นวนั ทป่ี ระมวลกฎหมายน้ีใชบ้ งั คบั และแก่ทดี่ นิ ดงั่ ต่อไปน้ดี ว้ ย (1) ที่ดินของทบวงการเมอื ง องค์การของรฐั และสหกรณ์ (2) ทีด่ ินที่ใชเ้ ป็นท่ีตง้ั โรงพยาบาล โรงเรยี น วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และวัดวาอาราม มาตรา 37 ภายใตบ้ ังคบั มาตรา 39 และมาตรา 43 ถึงมาตรา 48 บุคคลใดมสี ทิ ธใิ นที่ดนิ เพ่ือเกษตรกรรม ทด่ี นิ เพอ่ื อุตสาหกรรม ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม หรอื ทด่ี นิ เพือ่ อย่อู าศยั แลว้ แตก่ รณมี จี านวน เท่ากบั หรอื มากกวา่ จานวนตามสทิ ธทิ ีก่ าหนดไว้ในมาตรา 34 เป็นอันหมดสิทธิทจี่ ะไดม้ าซึง่ สทิ ธิในที่ดินอกี ไม่วา่ ในท้องทใี่ ด เว้นแตเ่ มอ่ื มีการจาหนา่ ยจ่ายโอนสิทธิในท่ดี นิ เดมิ ไปแล้ว กใ็ หม้ สี ทิ ธิในท่ดี ินใหมไ่ ด้ แตร่ วมแล้ว ต้องไมเ่ กินสทิ ธิในทด่ี ินตามทีก่ าหนดไวใ้ นมาตรา 34 ท้งั นี้ ไม่ว่าการได้มานน้ั จะเปน็ โดยการซื้อขาย ให้ อายคุ วาม หรอื โดยวธิ ีอืน่ ใดนอกจากกรณีดัง่ บญั ญัตไิ ว้ในมาตรา 729 หรอื มาตรา 1308 แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และกรณรี ับมฤดก

20 มาตรา 38 บุคคลใดมีทีด่ นิ เกินกว่าสิทธติ ามจานวนทกี่ าหนดไว้ในมาตรา 34 ตอ้ ง (1) แจง้ ต่อพนักงานเจา้ หนา้ ทใ่ี นท้องทีซ่ ง่ึ ทด่ี นิ ตงั้ อย่วู า่ ตนมีสทิ ธใิ นที่ดนิ ประเภทใด เท่าใด ภายใน ระยะเวลาที่รฐั มนตรีจะไดป้ ระกาศกาหนดในราชกิจจานเุ บกษา14 การแจง้ ให้ปฏิบตั ติ ามแบบ และวธิ ีการท่ีกาหนดในกฎกระทรวง15 (2) แจ้งตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าท่ตี ามแบบและวิธีการทีก่ าหนดในกฎกระทรวง ในขณะทที่ านติ ิกรรม ในกรณีท่ขี อ้ เท็จจรงิ แห่งสทิ ธใิ นทด่ี ินได้เปล่ยี นแปลงไป มาตรา 39 ภายใตบ้ ังคบั มาตรา 36 บุคคลใดได้มาซง่ึ สิทธิในทด่ี นิ โดยบทบญั ญตั มิ าตรา 729 แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์เม่อื ประมวลกฎหมายน้ไี ด้ใช้บงั คับแลว้ และท่ีดินท่ไี ดม้ าน้ันเมอื่ รวมกบั ทด่ี นิ ทบ่ี คุ คลนั้นมีอยเู่ ดมิ เกนิ จานวนทบี่ ัญญัติไว้ในมาตรา 34 ใหจ้ าหน่ายท่ดี ินส่วนทเ่ี กนิ น้ันภายในเจ็ดปี นบั แต่วันที่ได้มาซงึ่ สทิ ธใิ นทีด่ นิ น้นั ถา้ บคุ คลน้ันไม่สามารถจาหนา่ ยทด่ี ินสว่ นท่เี กินนัน้ ได้ ให้อธิบดมี ีอานาจ จาหนา่ ยทีด่ นิ ส่วนทเ่ี กินน้ันแก่บุคคลอื่นได้ มาตรา 40 ในกรณีที่บคุ คลหลายคนมีสิทธใิ นที่ดินร่วมกนั ให้คานวณแยกทดี่ นิ อันบุคคลพึงมีได้ตาม บทแหง่ ประมวลกฎหมายนี้ตามส่วนของแต่ละบคุ คล มาตรา 41 บุคคลทม่ี ีสามี ภรยิ า หรือบตุ รอาจได้มาหรือถอื สทิ ธิในทดี่ ินเพ่ือประโยชนข์ องบุคคลเชน่ ว่านนั้ เท่าท่บี คุ คลเช่นวา่ นัน้ จะพงึ ได้ตามบทแหง่ ประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีดงั่ กล่าวนี้ ภรยิ า สามี หรือบิดามารดา จะตอ้ งแจง้ ขอ้ ความตามทีร่ ะบไุ ว้ในมาตรา 38 (1) ต่อพนักงานเจา้ หน้าทีภ่ ายในหนึ่งรอ้ ยแปดสิบวนั ในกรณีที่ไดส้ ทิ ธใิ นทีด่ ินมาเมอื่ ประมวล กฎหมายนี้ไดใ้ ช้ บังคับแล้ว ใหแ้ จ้งขอ้ ความดงั่ กล่าวต่อพนกั งานเจา้ หน้าที่ภายในหกสิบวนั นับแต่วันไดส้ ทิ ธิ ในทดี่ ินน้นั มา แลว้ จึงจะถือวา่ มสี ิทธิในทีด่ ิน เพ่อื ประโยชน์ของสามี ภริยา หรอื บุตร แลว้ แตก่ รณีได้ ในกรณเี ช่น วา่ นี้ ให้ถอื เสมอื นวา่ สามี ภรยิ า หรือบตุ รเช่นว่านั้น ถือสทิ ธใิ นทด่ี นิ ด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสามี ภริยา หรือบุตร ด่ังกลา่ วในวรรคแรกถึงแก่ความตาย บุคคลทีถ่ อื สทิ ธเิ พื่อประโยชนข์ องสามี ภรยิ า หรอื บตุ ร แลว้ แตก่ รณี เปน็ อนั หมดสิทธินนั้ ตอ่ ไปนบั ต้ังแตว่ นั ท่ีสามี ภรยิ า หรือบตุ รดั่งกล่าวตาแยละให้นา ความในมาตรา 39 มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม ถา้ สามี ภริยา หรือบตุ รด่งั กลา่ วในวรรคแรกประสงคจ์ ะได้มาหรือถือสิทธใิ นท่ีดนิ อืน่ เพ่ือตนเอง บคุ คลท่ีถือสิทธเิ พื่อประโยชนข์ องสามี ภรยิ า หรอื บตุ ร แล้วแตก่ รณี เปน็ อนั หมดสทิ ธทิ ีจ่ ะถือ ประโยชนข์ อง บคุ คลดั่งกล่าวน้นั ตอ่ ไป นับแต่วันท่สี ามี ภรยิ า หรือบตุ รดงั่ กล่าวได้มาหรือถอื สิทธใิ นทดี่ ินอน่ื เพือ่ ตนเอง ทัง้ น้ี เพยี งเทา่ จานวนทบ่ี ุคคลดั่งกล่าวไดม้ าหรือถอื สิทธิในที่ดินน้นั และให้นาความในมาตรา 39 มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม บทบญั ญัตใิ นมาตรานี้ไม่กระทบกระเทอื นถึงกรณีรับมฤดก มาตรา 42 บุตรซ่งึ บรรลนุ ิติภาวะแลว้ อาจไดม้ าหรอื ถอื สิทธิ เพอ่ื ประโยชนข์ องบิดามารดา เทา่ ท่ี บิดามารดาจะพงึ มีไดต้ ามบทแหง่ ประมวลกฎหมายน้ใี นเมื่อบิดามารดายินยอม และให้นาความในมาตรา 41 วรรคสองวรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใช้บงั คบั โดยอนุโลม ความในมาตราน้ีมิให้ใชบ้ ังคับในกรณที บี่ ดิ าหรอื มารดาเปน็ คนต่างด้าว 14 รฐั มนตรีได้ประกาศเร่อื งแจ้งการมีทดี่ นิ เกนิ กว่าสทิ ธิ ลงวนั ท่ี 6 มกราคม 2498 15 กฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2497)

21 มาตรา 43 ท่ีดินสว่ นใดท่ีเจา้ ของแจ้งวา่ ได้ใชเ้ พือ่ สาธารณประโยชน์ การกุศลสาธารณ หรอื สาธารณูปโภค คณะกรรมการจะพิจารณาอนญุ าตให้ได้มาซง่ึ ที่ดนิ สว่ นนัน้ ตามสมควรกไ็ ด้ มาตรา 44 ทด่ี นิ ส่วนใดทเ่ี จา้ ของแจง้ วา่ ได้ใช้เพือ่ เป็นสสุ านของตระกลู คณะกรรมการจะพจิ ารณา อนุญาตให้ได้มา ซง่ึ ทด่ี ินสว่ นน้ันจานวนไมเ่ กนิ 1 ไร่ เวน้ แตก่ รณจี าเปน็ คณะกรรมการจะอนญุ าตใหข้ ยาย จานวนท่ีดินออกไปอีกเท่าที่จาเปน็ แต่ไมเ่ กนิ 1 ไร่กไ็ ด้ มาตรา 45 บคุ คลใดไดม้ าซ่ึงสิทธใิ นทด่ี นิ เกนิ กวา่ ท่อี นญุ าตไว้ในประมวลกฎหมายนี้ และส่วนทเี่ กนิ น้นั ไมเ่ กินกว่าก่งึ หนึ่งของจานวนท่ีพงึ มีได้ตามบทแหง่ ประมวลกฎหมายน้ี จะขออนุญาตตอ่ คณะกรรมการ เพ่ือใหม้ สี ทิ ธิในทดี่ ินนั้นตอ่ ไปกไ็ ด้ ในกรณที ีค่ ณะกรรมการเหน็ ว่าท่ีดนิ สว่ นทีเ่ กนิ นน้ั ไม่สามารถนาไปให้ บคุ คลอนื่ ใชป้ ระโยชน์ได้หรอื ใชไ้ ด้โดยไมค่ ้มุ ค่า หรอื ถา้ ใหจ้ าหน่ายจะเปน็ การบ่นั รอนอาชีพของผมู้ ีสิทธิในทีด่ ิน โดยไม่สมควร ก็ให้คณะกรรมการอนุญาต มาตรา 46 ทด่ี นิ เพ่อื เกษตรกรรมในท้องทีใ่ ดใหป้ ระโยชนใ์ นการเกษตรน้อย สมควรจะให้บุคคล มี สทิ ธิในทด่ี ินเกินกวา่ 50 ไร่ จะตราพระราชกฤษฎีกากาหนดใหบ้ ุคคลมีสิทธใิ นที่ดนิ เกนิ กว่า 50 ไรก่ ็ได้ แต่ตอ้ งไม่เกิน 100 ไร่ มาตรา 47 บคุ คลใดต้องการมีสิทธิในทีด่ นิ เพ่ือการเกษตรเกินกวา่ ทอ่ี นุญาตไวใ้ นมาตรา 34 หรอื มาตรา 46 แหง่ ประมวลกฎหมายนี้ หากแสดงไดว้ า่ ตนมคี วามสามารถและมีปัจจัยทจ่ี ะทาท่ดี ินนั้น ให้เปน็ ประโยชนไ์ ด้ ท้ังตนจะเปน็ ผ้อู านวยการทาประโยชนใ์ นทีด่ นิ น้นั ด้วยตนเอง ให้ทาคารอ้ งยน่ื ตอ่ พนักงาน เจา้ หน้าท่ี พรอ้ มท้งั แสดงหลกั ฐานอา้ งองิ ประกอบคารอ้ ง เมื่อพนกั งานเจ้าหน้าท่ีสอบสวนแลว้ ก็ใหเ้ สนอเรอื่ งราว ตอ่ คณะกรรมการเพ่อื วินิจฉัย คณะกรรมการจะส่งั อนุญาตใหม้ ีสิทธใิ นท่ดี ินตามทเ่ี หน็ สมควร โดยกาหนดเง่อื นไขกไ็ ด้ ในกรณที ีผ่ ู้ขอ อนุญาตไม่ปฏิบตั ติ ามเง่ือนไข คณะกรรมการจะสง่ั ใหจ้ าหนา่ ยทีด่ ินทง้ั หมดหรอื แต่บางสว่ นภายในกาหนด หนึ่งปีก็ได้ ถา้ ผขู้ ออนุญาตไม่จาหนา่ ยทีด่ นิ ภายในเวลาท่กี าหนด ให้อธิบดีมีอานาจจาหนา่ ยที่ดนิ นนั้ มาตรา 48 บคุ คลใดต้องการมสี ทิ ธิในท่ีดินเพื่อการอุตสาหกรรมเกนิ กว่าทอี่ นุญาตไวใ้ นประมวล กฎหมายน้ี หากแสดงได้ว่าการประกอบการอตุ สาหกรรมนน้ั หรือการขยายการประกอบการอตุ สาหกรรมนน้ั จาเป็นตอ้ งใช้ท่ีดินมจี านวนเกินกวา่ ท่ไี ดร้ ับอนญุ าตไวจ้ รงิ ใหท้ าคารอ้ งยน่ื ตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าท่พี รอ้ มทั้งแสดง หลักฐานอา้ งอิงประกอบคารอ้ ง เมือ่ พนักงานเจา้ หน้าที่สอบสวนแลว้ ก็ให้เสนอเรื่องตอ่ คณะกรรมการเพ่ือ วินิจฉยั คณะกรรมการจะสง่ั อนญุ าตให้มสี ทิ ธิในทดี่ ินตามท่ีเห็นสมควรโดยกาหนดเง่อื นไขกไ็ ด้ ในกรณที ่ี ผขู้ ออนุญาตไมป่ ฏิบตั ิตามเง่ือนไข คณะกรรมการจะส่ังใหจ้ าหนา่ ยทดี่ นิ ทง้ั หมดหรอื แตบ่ างสว่ นภายในกาหนด หนึ่งปีกไ็ ด้ ถ้าผ้ขู ออนญุ าตไม่จาหนา่ ยที่ดนิ ภายในเวลาที่กาหนด ใหอ้ ธบิ ดมี อี านาจจาหน่ายทีด่ ินน้ัน มาตรา 49 ภายใตบ้ ังคับมาตรา 39 มาตรา 47 และมาตรา 48 ผู้ใดมที ด่ี นิ เกนิ กว่าจานวนท่ีกฎหมาย อนญุ าตไว้เป็นการฝา่ ฝนื บทแหง่ ประมวลกฎหมายนี้ ใหผ้ ้นู ้นั จาหน่ายท่ีดินส่วนท่ีเกนิ นั้นภายในหน่ึงปี นบั แต่ วนั ที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบวา่ ได้มกี ารฝ่าฝืน ถา้ ไมจ่ าหน่ายภายในเวลาดงั่ กล่าว ให้อธบิ ดมี ีอานาจ จาหน่าย)

22 มาตรา 50 ในการท่อี ธบิ ดีใชอ้ านาจจาหน่ายทดี่ ินตามบทแหง่ ประมวลกฎหมายนี้ ใหอ้ ธบิ ดีมีอานาจจาหน่ายโดยการขาย หรือให้เชา่ ซ้อื ตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการทกี่ าหนดใน กฎกระทรวง16 และให้อธิบดมี อี านาจเรยี กค่าธรรมเนยี มไดไ้ ม่เกนิ รอ้ ยละหา้ ของราคาท่จี าหนา่ ยนั้น ถา้ จาหน่ายไม่ไดภ้ ายในสองปี ใหอ้ ธบิ ดีโดยอนุมตั ริ ฐั มนตรีมอี านาจจัดการขายที่ดนิ น้นั ดว้ ยวธิ ี ผ่อนสง่ ภายในสิบปี อานาจตามความที่กลา่ วในวรรคแรกนนั้ เมื่ออธบิ ดเี ห็นเปน็ การสมควรจะจัดแบ่งที่ดิน ออกเป็นแปลงๆ เพอื่ จาหน่ายกไ็ ด้ มาตรา 51 ในกรณีที่อธิบดจี ะใช้อานาจจาหนา่ ยท่ีดนิ ตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ผมู้ ี สทิ ธใิ นที่ดินอันจะพึงจาหน่ายตกลงกบั พนกั งานเจ้าหนา้ ที่วา่ ทีด่ ินแปลงใด หรือสว่ นของที่ดิน ตอนใดจะพงึ จาหน่าย ถ้าไมส่ ามารถตกลงกนั ได้ ให้เสนอเร่อื งให้คณะกรรมการชข้ี าด มาตรา 52 ในกรณที อ่ี ธบิ ดเี ห็นสมควรจะใชอ้ านาจจาหน่ายทีด่ นิ ให้พนักงาน เจา้ หนา้ ท่แี จ้งไปให้ผ้มู ีสิทธิในทด่ี นิ ทราบล่วงหนา้ ไมน่ ้อยกว่าสามสิบวัน เมือ่ พน้ กาหนดดง่ั กล่าว ให้พนกั งานเจ้าหน้าที่ตกลงกบั ผมู้ สี ิทธใิ นทีด่ ินเกย่ี วกบั ราคาทีด่ ิน ถา้ ไม่สามารถตกลงราคาท่ดี นิ กนั ได้ ใหน้ าบทบญั ญัตวิ า่ ด้วยการกาหนดราคาอสังหารมิ ทรัพย์โดยอนญุ าโตตลุ าการตาม กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาใช้บงั คับโดยอนโุ ลม ราคาที่ดินท่ีจะพงึ ตกลงหรอื ทจ่ี ะพงึ กาหนดโดยอนุญาโตตุลาการน้นั ให้ถือราคาตลาด ตามที่เปน็ อยใู่ นวนั ท่พี นกั งานเจา้ หน้าท่ีแจง้ ให้ผ้มู ีสิทธิในที่ดินทราบว่าอธบิ ดจี ะใช้อานาจจาหน่าย มาตรา 53 นับแต่วนั ที่พนักงานเจา้ หน้าท่ีแจ้งให้ทราบตามความในมาตรา 52 ใหอ้ ธิบดี มีอานาจครอบครองท่ดี นิ นน้ั ทนั ที และใหผ้ มู้ สี ิทธใิ นทีด่ นิ บริวาร ผเู้ ช่า ผอู้ าศยั และบุคคลอน่ื ใด ท่ีอยู่ในท่ีดนิ น้นั ออกจากที่ดนิ ภายในกาหนดหนึ่งปี ในกรณีทมี่ ีสญั ญาเชา่ ทด่ี นิ แปลงนนั้ อยู่ ก็ให้สัญญาเช่าเปน็ อันระงับไปในวันท่พี นักงาน เจ้าหนา้ ทแี่ จ้งใหผ้ ูม้ ีสทิ ธิในท่ีดนิ ทราบว่าอธิบดจี ะใชอ้ านาจจาหนา่ ย มาตรา 54 เมอ่ื มีการจาหนา่ ยทด่ี ินของผ้ใู ดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายน้ีโดยวธิ ี เช่าซอ้ื หรอื ผอ่ นชาระราคา ใหอ้ ธบิ ดีชาระราคาที่ดนิ ให้แกผ่ มู้ ีสิทธใิ นทีด่ นิ เป็นงวดๆ ใหเ้ สรจ็ สิน้ ภายในระยะเวลาด่งั ตอ่ ไปน้ี (1) กรณกี ารจาหนา่ ยตามมาตรา 39 ให้ผ่อนชาระราคาที่ดนิ ภายในห้าปี (2) กรณีการจาหน่ายตามมาตราอื่น ให้ผ่อนชาระราคาท่ดี ินภายในสิบปี สาหรบั การผอ่ นชาระราคาที่ดนิ นนั้ ให้คดิ ดอกเบี้ยร้อยละสามตอ่ ปีของราคาที่ดนิ ทค่ี ้าง ชาระจากผู้ซอื้ หรือผู้เช่าซ้ือ ให้แกผ่ มู้ สี ทิ ธใิ นที่ดินเดิม 16 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2497)

23 มาตรา 55 ในกรณกี ารขายหรือให้เช่าซือ้ ทีด่ ินตามความในมาตรา 50 ถ้าผซู้ ือ้ หรอื ผเู้ ชา่ ซ้อื ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามเง่ือนไขในสญั ญาซอื้ ขายหรือสัญญาเชา่ ซอื้ แลว้ แต่กรณี ใหอ้ ธบิ ดีมีอานาจ เรยี กท่ีดนิ คนื ในการเรยี กท่ีดินคนื ให้สทิ ธใิ นท่ีดนิ ตกเป็นของกรมทีด่ ินในวันท่ีผู้ซ้ือหรอื ผเู้ ช่าซอ้ื ได้ทราบ หรือควรจะได้ทราบถึงการเรยี กทด่ี นิ คืน หมวด 4 การออกหนงั สอื แสดงสทิ ธิในท่ดี นิ (มาตรา 56 แบบ หลกั เกณฑ์ และวิธีการออกใบจอง หนังสอื รับรองการทาประโยชน์ ใบไต่สวนหรือ โฉนดท่ีดนิ รวมท้ังใบแทนของหนังสือด่งั กลา่ วมาแลว้ น้ัน ให้กาหนดโดยกฎกระทรวง) (ความในมาตรา 56 เดมิ ถกู ยกเลิกโดยมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับท่ี 11) พ.ศ. 2551 และใหใ้ ช้ความต่อไปนแ้ี ทน) มาตรา 56 ภายใตบ้ งั คบั มาตรา 56/1 แบบ หลกั เกณฑ์ และวิธีการออกใบจอง หนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ ใบไตส่ วนหรือโฉนดที่ดนิ รวมทั้งใบแทนของหนังสอื ดงั กล่าว ให้เป็นไปตามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง17 (มคี วามเพิม่ ข้ึนเปน็ มาตรา 56/1 โดยมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายท่ดี ิน (ฉบบั ที่ 11) พ.ศ. 2551 ดังตอ่ ไปนี้) มาตรา 56/1 การออกโฉนดท่ีดินหรือหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ ถา้ เปน็ ทด่ี ิน ที่มีอาณาเขตติดต่อคาบเกยี่ วหรอื อยู่ในเขตท่ีดนิ ของรัฐทีม่ ีระวางแผนทร่ี ูปถา่ ยทางอากาศ หรือระวางรูปถา่ ยทางอากาศ พนกั งานเจา้ หนา้ ที่จะออกให้ได้ตอ่ เมอ่ื ตรวจสอบกบั ระวาง แผนท่รี ูป ถา่ ยทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับท่ีทาขนึ้ กอ่ นสดุ เท่าท่ีทางราชการ มีอยแู่ ล้วว่าเป็นท่ดี ินทีส่ ามารถออกโฉนดท่ีดินหรือหนังสือรบั รองการทาประโยชน์ได้ หรือ ตรวจสอบดว้ ยวิธอี นื่ ทงั้ น้ี ตามระเบียบทอ่ี ธิบดกี าหนด (มาตรา 57 แบบโฉนดท่ีดนิ ให้มีขอ้ ความสาคญั ดง่ั ต่อไปน้ี ชอื่ ตัว ช่อื สกุล ที่อยู่ของผมู้ กี รรมสทิ ธิ์ ตาแหนง่ ทดี่ นิ จานวนเนอ้ื ที่ รูปแผนทข่ี องทดี่ นิ แปลงนัน้ แสดงเขตขา้ งเคยี งทง้ั สท่ี ิศ และให้มสี ารบญั สาหรับ จดทะเบยี นไว้ด้วย ให้เจา้ พนกั งานทดี่ นิ และผวู้ ่าราชการจังหวดั ลงลายมอื ชือ่ และประทับตราประจาตาแหนง่ เป็นสาคญั โฉนดทดี่ นิ ดัง่ กล่าวนี้ให้ทาเปน็ คู่ฉบับ รวมเปน็ สองฉบับ มอบใหผ้ ูถ้ อื กรรมสิทธิไ์ วฉ้ บับหนึง่ อีกฉบับหนึ่ง เก็บไว้ ณ สานักงานท่ีดินจงั หวัดหรือสานกั งานท่ดี นิ สาขา แล้วแต่กรณี สาหรับฉบบั ที่เกบ็ ไว้ ณ สานักงานทีด่ นิ จังหวดั หรอื สานกั งานที่ดินสาขานน้ั จะจาลองเปน็ รูปถ่ายไวก้ ็ได้ ในกรณเี ช่นว่าน้ี ให้ถอื เสมือนเป็นตน้ ฉบบั ) 17 กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537)

24 (ความในมาตรา 57 เดิมถูกยกเลิกโดยขอ้ 6 แหง่ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 96 ลงวนั ที่ 29 กมุ ภาพันธ์ พุทธศกั ราช 2515 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปน้ีแทน) (มาตรา 57 แบบโฉนดที่ดินและแบบหนังสอื รบั รองการทาประโยชนใ์ ห้มขี อ้ ความสาคัญดงั ตอ่ ไปนี้ ชื่อตัว ช่ือสกุล ทีอ่ ยขู่ องผูม้ สี ิทธิในท่ดี ิน ตาแหน่งที่ดนิ จานวนเนือ้ ท่ี และรปู แผนท่ขี องที่ดนิ แปลงนัน้ ซงึ่ แสดงเขตข้างเคยี งทงั้ สที่ ศิ และใหม้ ีสารบญั สาหรับจดทะเบียนไว้ด้วย สาหรับโฉนดท่ดี ินให้มลี ายมอื ช่อื เจา้ พนกั งานท่ีดินและผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรือผู้ซึง่ รัฐมนตรีมอบหมายใหล้ งลายมอื ชื่อแทนผวู้ า่ ราชการจังหวัด และประทับตราประจาตาแหนง่ ของผู้ลงลายมือช่อื เป็นสาคญั สาหรบั หนังสือรบั รองการทาประโยชนใ์ หม้ ี ลายมือช่ือนายอาเภอหรอื ปลดั อาเภอผูเ้ ปน็ หัวหนา้ ประจากง่ิ อาเภอ แลว้ แต่กรณี และประทบั ตราประจาตาแหน่ง ของผลู้ งลายมือช่ือเป็นสาคัญ โฉนดทีด่ นิ และหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ใหท้ าเป็นคูฉ่ บบั รวมสองฉบับ มอบใหผ้ ู้มสี ทิ ธใิ นท่ีดนิ ฉบับหนึง่ อีกฉบบั หนึ่งเกบ็ ไว้ ณ สานักงานท่ดี ิน ท่ที าการท่ดี ินอาเภอ หรอื ทท่ี าการทีด่ นิ กิ่งอาเภอ แล้วแตก่ รณี สาหรับค่ฉู บับทเ่ี กบ็ ไว้ ณ สานกั งานท่ีดนิ ท่ีทาการท่ีดินอาเภอ หรือทที่ าการทีด่ ินกง่ิ อาเภอนน้ั จะจาลองเป็นรูปถา่ ย ไว้ก็ได้ ในกรณีเช่นน้ใี หถ้ อื เสมอื นเป็นตน้ ฉบับ) (ความในมาตรา 57 ซ่ึงแกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ท่ี 96 ลงวันท่ี 29 กมุ ภาพนั ธ์ พุทธศกั ราช 2515 ถูกยกเลกิ โดย มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายทดี่ นิ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 และให้ใช้ความตอ่ ไปนี้แทน) มาตรา 57* โฉนดท่ีดนิ และหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ ใหม้ ขี อ้ ความสาคัญ ดังต่อไปนี้ ชอ่ื ตัว ชอื่ สกุล ท่ีอยู่ของผู้มีสิทธใิ นทดี่ ิน ตาแหนง่ ทดี่ นิ จานวนเน้ือที่ รูปแผนท่ี ของท่ีดินแปลงน้ันซ่งึ แสดงเขตข้างเคียงทง้ั สท่ี ศิ ให้เจา้ พนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนกั งานทด่ี ิน จังหวัดสาขา หรือเจา้ พนักงานทด่ี ินซึง่ อธิบดมี อบหมาย เปน็ ผลู้ งลายมือชอื่ และประทับตรา ประจาตาแหนง่ ของเจา้ พนกั งานที่ดินเปน็ สาคญั กับให้มสี ารบญั สาหรบั จดทะเบียนไวด้ ้วย (โฉนดทด่ี นิ และหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ให้ทาเปน็ ค่ฉู บับรวมสองฉบบั มอบให้ผู้มสี ทิ ธใิ นทด่ี ิน ฉบบั หนง่ึ อีกฉบบั หนึ่งเกบ็ ไว้ ณ สานกั งานท่ีดิน สาหรับคู่ฉบับท่ีเก็บไว้ ณ สานักงานทีด่ ินนัน้ จะจาลองเปน็ รูปถ่ายไว้กไ็ ด้ ในกรณเี ช่นนี้ให้ถอื เสมอื นเปน็ ต้นฉบับ) (ความในวรรคสองของมาตรา 57ซึ่งแกไ้ ขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายทีด่ นิ (ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2528 ถูกยกเลกิ โดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายทด่ี ิน (ฉบบั ที่ 10) พ.ศ. 2550 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน) * มาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายทดี่ นิ (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2528 :- การปฏิบัตกิ ารตาม ประมวลกฎหมายท่ีดิน ซ่งึ เปน็ อานาจหน้าท่ขี องหวั หน้าเขต นายอาเภอ หรือปลดั อาเภอผ้เู ปน็ หัวหน้าประจา กิง่ อาเภอ อยู่ ก่อนวนั ท่พี ระราชบญั ญตั นิ ีใ้ ช้บงั คบั ใหผ้ ู้ดารงตาแหน่งดงั กลา่ วปฏิบตั ติ ่อไปพลางกอ่ น จนกวา่ รัฐมนตรี จะได้ประกาศยกเลกิ ในราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ทอ้ งทไี่ ป

25 โฉนดที่ดินและหนงั สือรับรองการทาประโยชนใ์ หท้ าเป็นคฉู่ บบั รวมสองฉบับมอบให้ ผู้มีสทิ ธิในที่ดนิ ฉบบั หนึง่ อีกฉบบั หนึง่ เก็บไว้ ณ สานกั งานทีด่ นิ สาหรับฉบับท่ีเก็บไว้ ณ สานักงานท่ดี นิ นน้ั จะจาลองเป็นรปู ถ่ายหรอื จัดเก็บโดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสารกไ็ ด้ ในกรณเี ช่นนใ้ี ห้ถือเสมือนเปน็ ต้นฉบับ (มาตรา 58 เมื่อรัฐมนตรเี หน็ สมควรจะให้ออกโฉนดทีด่ ินในทอ้ งทจ่ี งั หวัดใด ให้รัฐมนตรีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษากาหนดเขตท้องท่เี พ่อื ทาการสารวจรังวัดทาแผนที่ เพ่ือออกโฉนดทีด่ นิ เม่ือพนักงานเจา้ หน้าท่จี ะไปเดนิ สารวจทาการรงั วดั ที่ดินตามความในวรรคกอ่ น ใหผ้ วู้ ่าราชการจงั หวัด ประกาศลว่ งหนา้ ในท้องทีซ่ ่ึงจะรงั วดั ออกโฉนดที่ดนิ ไม่น้อยกวา่ สามสิบวนั และใหผ้ ู้มีสิทธิในทด่ี นิ นา พนักงานเจ้าหนา้ ที่ทาการรังวัดทด่ี ินของตนตามวันและเวลาทก่ี าหนด ผมู้ ีสทิ ธใิ นทีด่ นิ ตามความในวรรคก่อนจะตงั้ ตวั แทนนาพนักงานเจา้ หนา้ ทที่ าการรงั วัดที่ดินของตนก)ไ็ ด้ (ความในมาตรา ๕๘ เดมิ ถูกยกเลิกโดยขอ้ ๗ แหง่ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๙๖ลงวันที่ 29 กมุ ภาพันธ์ พทุ ธศักราช 2515 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้ีแทน) (มาตรา ๕๘ เม่ือรฐั มนตรเี หน็ สมควรจะให้มีการออกโฉนดท่ดี นิ หรอื หนังสือรับรองการทาประโยชน์ ในจังหวัดใดในปีใด ใหร้ ัฐมนตรปี ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษากาหนดจังหวัดท่ีจะทาการสารวจรังวัดทาแผนท่ี หรือพิสจู นส์ อบสวนการทาประโยชน์สาหรบั ปนี ้นั เขตจังหวัดทรี่ ฐั มนตรปี ระกาศกาหนดไม่รวมทอ้ งท่ี ทีท่ างราชการ ไดจ้ าแนกให้เป็นเขตปา่ ไม้ถาวร เม่ือไดม้ ีประกาศของรฐั มนตรตี ามวรรคหนึง่ ให้ผวู้ ่าราชการจังหวดั กาหนดท้องทแ่ี ละวนั เรมิ่ ต้น ของการเดนิ สารวจรงั วดั ในท้องทนี่ นั้ โดยปดิ ประกาศไว้ ณ สานักงานทดี่ ิน ทีว่ ่าการอาเภอ ทีว่ า่ การกิ่งอาเภอ ทีท่ าการกานันและท่ที าการผใู้ หญ่บ้านแห่งท้องทก่ี อ่ นวนั เรมิ่ ตน้ สารวจไม่นอ้ ยกว่าสามสบิ วัน เม่ือไดม้ ีประกาศของผ้วู า่ ราชการจงั หวดั ตามวรรคสอง ให้บคุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง หรอื ตวั แทนของบคุ คลดังกลา่ ว นาพนกั งานเจา้ หนา้ ท่หี รอื ผ้ซู งึ่ พนักงานเจ้าหนา้ ทมี่ อบหมาย เพื่อทาการสารวจรงั วดั ทาแผนทห่ี รือพิสูจนส์ อบสวนการทาประโยชนใ์ นทีด่ นิ ของตน ตามวันและเวลาที่พนักงานเจา้ หน้าทไี่ ดน้ ดั หมาย ในการเดนิ สารวจพิสจู น์สอบสวนการทาประโยชน์เพ่อื ออกหนงั สือรบั รองการทาประโยชนน์ ายอาเภอ หรือปลัดอาเภอผู้เป็นหวั หน้าประจากง่ิ อาเภอจะแตง่ ตง้ั ให้ผ้ซู ่งึ ไดร้ ับการอบรมการพสิ จู นส์ อบสวนการทาประโยชน์ เป็นเจา้ หน้าท่อี อกไปพิสจู นส์ อบสวนการทาประโยชนแ์ ทนตนกไ็ ด้ ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีตามที่นายอาเภอหรือปลดั อาเภอผูเ้ ปน็ หวั หน้าประจาก่งิ อาเภอมอบหมายตาม วรรคส่ี ใหเ้ จ้าหน้าท่เี ปน็ เจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา) (ความในมาตรา ๕๘ ซึ่งแกไ้ ขเพิม่ เติมโดยประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ ๙๖ ลงวันท่ี 29 กมุ ภาพนั ธ์ พุทธศักราช 2515 ถกู ยกเลิกโดยมาตรา ๖ แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายท่ีดิน (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และให้ใช้ความตอ่ ไปนแี้ ทน) มาตรา ๕๘ เมือ่ รฐั มนตรเี ห็นสมควรจะให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รอง การทาประโยชน์ในจังหวดั ใดในปีใด ให้รฐั มนตรีประกาศในราชกิจจานเุ บกษากาหนดจังหวดั

26 ที่จะทาการสารวจรงั วัดทาแผนทหี่ รอื พิสูจน์สอบสวนการทาประโยชน์สาหรับปีนั้น เขตจงั หวัด ทรี่ ัฐมนตรปี ระกาศกาหนดไมร่ วมท้องท่ที ี่ทางราชการไดจ้ าแนกให้เปน็ เขตปา่ ไม้ถาวร เม่อื ได้มีประกาศของรฐั มนตรตี ามวรรคหนึ่ง ให้ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั กาหนดท้องท่ี และวนั เรม่ิ ต้นของการเดินสารวจรังวดั ในท้องท่นี ้นั โดยปดิ ประกาศไว้ ณ สานกั งานที่ดิน ทีว่ า่ การอาเภอ ทว่ี ่าการกิ่งอาเภอ ที่ทาการกานนั และทีท่ าการผู้ใหญ่บ้านแห่งทอ้ งทก่ี ่อนวัน เริม่ ต้นสารวจไม่นอ้ ยกว่าสามสบิ วนั เมอ่ื ได้มีประกาศของผูว้ ่าราชการจงั หวัดตามวรรคสอง ให้บุคคลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง หรือตัวแทนของบุคคลดงั กลา่ ว นาพนกั งานเจ้าหน้าท่หี รอื ผู้ซึ่งพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี มอบหมาย เพอ่ื ทาการสารวจรังวดั ทาแผนทหี่ รอื พิสจู น์สอบสวนการทาประโยชนใ์ นท่ีดนิ ของ ตนตามวันและเวลาที่พนกั งานเจา้ หนา้ ทีไ่ ดน้ ัดหมาย ในการเดนิ สารวจพสิ ูจน์สอบสวนการทาประโยชนเ์ พอ่ื ออกหนงั สือรับรองการทา ประโยชน์เจ้าพนักงานท่ดี นิ มอี านาจแต่งตัง้ ผู้ซง่ึ ไดร้ บั การอบรมในการพิสูจน์สอบสวนการทา ประโยชน์ เปน็ เจ้าหน้าที่ออกไปพิสจู นส์ อบสวนการทาประโยชน์แทนตนได้ ในการปฏบิ ัตหิ น้าที่ตามวรรคสี่ ให้เจ้าหน้าทเี่ ปน็ เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญา (มคี วามเพ่มิ ขึ้นเป็นมาตรา ๕๘ ทวิ โดยข้อ ๗ แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ท่ี ๙ล๖งวนั ที่ 29 กมุ ภาพนั ธ์ พุทธศักราช 2515 ดงั ตอ่ ไปนี้) (มาตรา ๕๘ ทวิ เมอ่ื ไดส้ ารวจรงั วดั ทาแผนท่หี รอื พสิ ูจนส์ อบสวนการทาประโยชน์ในทด่ี นิ ตาม มาตรา ๕๘ แล้ว ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าทอ่ี อกโฉนดทด่ี ินหรอื หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ แลว้ แต่กรณี ให้ แก่ บุคคลตามท่ีระบไุ วใ้ นวรรคสอง เมื่อปรากฏว่าที่ดินท่ีบุคคลนั้นครอบครองเป็นทดี่ นิ ที่อาจออกโฉนดท่ีดินหรือ หนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้ บคุ คลซ่งึ พนักงานเจ้าหนา้ ที่อาจออกโฉนดทดี่ นิ หรอื หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ตามวรรคหนง่ึ ให้ได้ คอื (๑) ผ้ซู ่ึงมีหลกั ฐานการแจ้งการครอบครองท่ดี นิ มีใบจอง ใบเหยียบย่า หนงั สือรับรองการทาประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า “ไดท้ าประโยชน์แลว้ ” หรือเปน็ ผมู้ สี ทิ ธติ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจัดทดี่ ิน เพือ่ การครองชพี (๒) ผซู้ ึง่ ไดป้ ฏบิ ตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี (๓ ) ผู้ซงึ่ ครอบครองที่ดินและทาประโยชน์ในท่ีดนิ ภายหลังวนั ท่ีประมวลกฎหมายนใ้ี ชบ้ ังคบั และ ไม่มีใบจอง ใบเหยยี บยา่ หรือไมม่ ีหลักฐานว่าเป็นผ้มู สี ทิ ธติ ามกฎหมายว่าดว้ ยการจัดท่ีดินเพื่อการครองชพี สาหรับบคุ คลตาม (๒) และ (๓) ให้ออกโฉนดทด่ี ินหรอื หนังสือรบั รองการทาประโยชน์ แลว้ แต่กรณี ได้ไมเ่ กินห้าสบิ ไร่ ถา้ เกินห้าสิบไร่จะตอ้ งไดร้ บั อนมุ ัติจากผู้ว่าราชการจังหวดั เปน็ การเฉพาะราย ทง้ั นีต้ ามระเบียบ ที่คณะกรรมการกาหนด

27 เพอ่ื ประโยชน์แหง่ มาตรานี้ ผซู้ ง่ึ มหี ลักฐานการแจง้ การครอบครองท่ีดินตามวรรคหนึง่ ให้หมายความ รวมถึงผ้ซู ่งึ ไดค้ รอบครองและทาประโยชน์ในทด่ี นิ ตอ่ เนื่องมาจากบคุ คลดงั กล่าวดว้ ย ภายในสบิ ปีนับแตว่ ันได้รบั โฉนดทีด่ นิ หรอื หนังสอื รับรองการทาประโยชน์ตามวรรคหน่ึง บคุ คลตา(ม๓) ซ่ึงไดร้ ับหนงั สือแสดงสิทธใิ นท่ีดินดงั กล่าวจะโอนท่ดี ินน้ันไปยงั ผ้อู น่ื มไิ ด้ นอกจากการตกทอดทางมรดก หรือ โอนให้แก่ทางราชการ และทด่ี ินนั้นไม่อย่ใู นขา่ ยแหง่ การบังคบั คดี) (ความในมาตรา ๕๘ ทวิ ซ่ึงแกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ท่ี ๙๖ ลงวนั ที่ 29 กมุ ภาพันธ์ พุทธศกั ราช 2515 ถกู ยกเลกิ โดยมาตรา ๕ แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพมิ่ เติม ประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๑และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนีแ้ ทน) (มาตรา ๕๘ ทวิ เมือ่ ได้สารวจรงั วดั ทาแผนทหี่ รอื พิสจู น์สอบสวนการทาประโยชนใ์ นทดี่ ินตาม มาตรา ๕ 8 แลว้ ใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ท่อี อกโฉนดท่ดี ินหรอื หนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ แล้วแตก่ รณี ใหแ้ ก่ บุคคลท่รี ะบไุ วใ้ นวรรคสอง เมือ่ ปรากฏว่าทด่ี ินทบี่ คุ คลน้ันครอบครองเปน็ ทด่ี นิ ทอ่ี าจออกโฉนดที่ดินหรือ หนงั สอื รับรองการทาประโยชนไ์ ดต้ ามประมวลกฎหมายน้ี บคุ คลซึง่ พนกั งานเจา้ หน้าท่ีอาจออกโฉนดท่ีดินหรือหนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ตามวรรคหนง่ึ ใหไ้ ด้ คือ (๑) ผซู้ ่ึงมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดนิ มีใบจอง ใบเหยียบยา่ หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองท่ีตราวา่ “ได้ทาประโยชนแ์ ล้ว” หรอื เปน็ ผมู้ ีสทิ ธิตามกฎหมายว่าดว้ ยการจดั ทดี่ นิ เพือ่ การครองชีพ (๒) ผซู้ ่ึงไดป้ ฏิบัตติ ามมาตรา ๒๗ ตรี (๓) ผู้ซ่ึงครอบครองทด่ี นิ และทาประโยชน์ในท่ีดิน ภายหลังวนั ท่ีประมวลกฎหมายนใ้ี ชบ้ งั คบั และ ไม่มใี บจอง ใบเหยียบยา่ หรือไม่มีหลกั ฐานว่าเปน็ ผมู้ ีสทิ ธติ ามกฎหมายว่าดว้ ยการจัดท่ีดนิ เพือ่ การครองชีพ เพอ่ื ประโยชน์แห่งมาตราน้ี ผซู้ ่ึงมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองทด่ี นิ ตามวรรคสอง (๑) ให้หมายความ รวมถึงผซู้ งึ่ ไดค้ รอบครองและทาประโยชน์ในทดี่ นิ ต่อเนอื่ งมาจากบุคคลดังกลา่ วดว้ ย สาหรับบคุ คลตามวรรคสอง (๒) และ (๓) ใหอ้ อกโฉนดที่ดนิ หรือหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ แล้วแตก่ รณี ไดไ้ มเ่ กนิ หา้ สบิ ไร่ ถ้าเกินห้าสบิ ไร่ จะต้องได้รับอนุมัตจิ ากผ้วู า่ ราชการจงั หวัดเป็นการเฉพาะราย ทัง้ นี้ ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกาหนด ภายในสิบปีนับแต่วนั ท่ไี ดร้ ับโฉนดที่ดินหรอื หนงั สอื รบั รองการทาประโยชนต์ ามวรรคหนึ่ง ห้ามมใิ ห้ บุคคลตามวรรคสอง (๓) ซ่งึ ไดม้ าซ่ึงสทิ ธใิ นทดี่ นิ ดังกล่าวโอนที่ดนิ นั้นให้แก่ผู้อ่นื เว้นแตเ่ ป็นการตกทอด ทางมรดกหรอื โอนใหแ้ กท่ บวงการเมือง หรือโอนใหแ้ ก่สหกรณเ์ พ่อื ชาระหนี้ และไดร้ บั อนุมัติจากนายทะเบียน สหกรณ์แลว้ ภายในกาหนดระยะเวลาหา้ มโอนตามวรรคห้า ท่ีดนิ น้ันไมอ่ ยใู่ นข่ายแห่งการบงั คับคดี ) (ความในมาตรา ๕๘ ทวิ ซง่ึ แก้ไขเพ่ิมเตมิ โดย พ.ร.บ. แกไ้ ขเพ่ิมเติม ประมวลกฎหมายทด่ี ิน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๑ ถกู ยกเลกิ โดย มาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายท่ดี นิ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนแ้ี ทน)

28 มาตรา ๕๘ ทวิ เมือ่ ได้สารวจรงั วดั ทาแผนท่หี รอื พสิ จู น์สอบสวนการทาประโยชน์ ในทีด่ ินตามมาตรา ๕๘ แลว้ ให้พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีออกโฉนดทีด่ นิ หรอื หนงั สือรับรองการทา ประโยชน์ แล้วแต่กรณี ให้แกบ่ คุ คลตามทีร่ ะบไุ วใ้ นวรรคสอง เมอื่ ปรากฏว่าทด่ี นิ ทบ่ี ุคคลน้ัน ครอบครองเปน็ ทดี่ นิ ทอ่ี าจออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สอื รับรองการทาประโยชนไ์ ดต้ ามประมวล กฎหมายนี้ บคุ คลซ่งึ พนกั งานเจา้ หน้าทอี่ าจออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรบั รองการทาประโยชน์ ตามวรรคหนงึ่ ให้ได้ คือ (๑) ผซู้ ึ่งมีหลักฐานการแจง้ การครอบครองทีด่ ิน มใี บจองใบเหยยี บย่า หนงั สือรบั รอง การทาประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองทต่ี ราว่า “ได้ทาประโยชนแ์ ล้ว” หรือเป็นผ้มู ีสทิ ธิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ (๒) ผ้ซู ึ่งได้ปฏบิ ัติตามมาตรา ๒๗ ตรี (๓) ผ้ซู ึ่งครอบครองท่ีดินและทาประโยชน์ในทีด่ นิ ภายหลังวนั ทป่ี ระมวลกฎหมายน้ี ใช้บังคับ และไม่มใี บจอง ใบเหยียบยา่ หรือไมม่ หี ลักฐานวา่ เป็นผูม้ ีสิทธิตามกฎหมายว่าดว้ ย การจดั ทด่ี ินเพ่อื การครองชีพ เพ่อื ประโยชนแ์ หง่ มาตรานี้ ผู้ซ่ึงมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองท่ีดินตาม วรรค สอง (๑) ให้หมายความรวมถึงผู้ซ่ึงไดค้ รอบครองและทาประโยชน์ในท่ดี ินตอ่ เนอ่ื ง มาจากบุคคลดังกลา่ วดว้ ย สาหรบั บคุ คลตามวรรคสอง (๒) และ (๓) ให้ออกโฉนดทดี่ นิ หรอื หนงั สอื รับรอง การทาประโยชน์ แล้วแต่กรณี ไดไ้ ม่เกินหา้ สบิ ไร่ ถ้าเกนิ ห้าสิบไร่ จะตอ้ งได้รับอนุมัติจาก ผู้วา่ ราชการจังหวดั เป็นการเฉพาะราย ท้งั น้ี ตามระเบยี บทค่ี ณะกรรมการกาหนด๑๘ ภายในสบิ ปีนับแต่วนั ท่ีได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสอื รบั รองการทาประโยชน์ตาม วรรคหน่ึง ห้ามมใิ หบ้ คุ คลตามวรรคสอง (๓) ผไู้ ดม้ าซงึ่ สทิ ธใิ นที่ดินดงั กลา่ วโอนทด่ี นิ นั้น ให้แก่ผู้อืน่ เว้นแต่เปน็ การตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาล ตามกฎหมายว่าดว้ ยการจดั ต้ังองคก์ ารของรัฐบาล รัฐวสิ าหกิจทจี่ ดั ตั้งขน้ึ โดยพระราชบัญญัติ หรือโอนใหแ้ ก่สหกรณ์เพอื่ ชาระหน้ีโดยได้รับอนุมตั จิ ากนายทะเบียนสหกรณ์ ภายในกาหนดระยะเวลาห้ามโอนตามวรรคหา้ ที่ดนิ น้ันไมอ่ ยใู่ นข่ายแห่งการ บงั คบั คดี (มีความเพม่ิ ขึ้นเป็นมาตรา ๕๘ ตรี โดยมาตรา ๘ แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเตปิมระมวลกฎหมายทด่ี ิน (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ดังต่อไปนี้) ๑๘ ระเบยี บคณะกรรมการจัดทีด่ นิ แห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒)

29 มาตรา ๕๘ ตรี เม่อื รัฐมนตรเี หน็ สมควรจะใหม้ กี ารออกโฉนดท่ดี นิ สาหรับท่ีดิน ที่มี หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ซึ่งใช้ระวางรปู ถา่ ยทางอากาศในทอ้ งที่ใด ใหร้ ฐั มนตรี ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษากาหนดท้องทน่ี ัน้ และวนั ที่เริ่มดาเนินการออกโฉนดทีด่ ิน ให้ทราบล่วงหน้าไมน่ ้อยกว่าสามสบิ วัน การทาแผนทีเ่ พื่อออกโฉนดท่ีดินตามวรรคหนง่ึ ให้นาหลักฐานเกยี่ วกบั ระวางรปู ถา่ ย ทางอากาศท่ีใช้กบั หนังสอื รับรองการทาประโยชน์มาปรบั แกต้ ามหลกั วชิ าการแผนทร่ี ูปถา่ ย ทางอากาศโดยไมต่ ้องทาการสารวจรงั วัด เวน้ แต่กรณีจาเปน็ ใหเ้ จา้ พนกั งานทีด่ ินทาการ สารวจรงั วัด เมือ่ ถงึ กาหนดวนั ที่เรม่ิ ดาเนินการออกโฉนดที่ดนิ ตามประกาศของรฐั มนตรีตาม วรรคหน่งึ แล้ว ให้ระงบั การจดทะเบียนสทิ ธิและนติ กิ รรมใดๆ ทต่ี ้องมีการรงั วัดสาหรับท่ดี ิน ทีม่ หี นังสือรับรองการทาประโยชน์โดยใชร้ ะวางรูปถ่ายทางอากาศในทอ้ งที่ดงั กล่าว เว้ นแต่ ในกรณจี าเป็นเจา้ พนักงานที่ดินจะอนญุ าตเฉพาะรายกไ็ ด้ ทงั้ น้ี ตามระเบียบทค่ี ณะกรรมการ กาหนด๑๙ การออกโฉนดท่ดี ินตามมาตรานี้ ให้ออกแก่ผ้มู ชี อ่ื ซ่ึงเปน็ ผ้มู สี ทิ ธใิ นหนังสอื รับรอง การทาประโยชน์ เม่อื ไดจ้ ัดทาโฉนดท่ดี ินแปลงใดพร้อมท่ีจะแจกแลว้ ใหเ้ จ้าพนกั งานทีด่ ินประกาศ กาหนดวนั แจกโฉนดท่ีดนิ แปลงน้ันแก่ผมู้ สี ิทธิ และใหถ้ อื ว่าหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ สาหรับทดี่ นิ แปลงนัน้ ได้ยกเลกิ ตั้งแต่วนั กาหนดแจกโฉนดที่ดนิ ตามประกาศดังกลา่ ว และให้ สง่ หนังสอื รับรองการทาประโยชน์ทีย่ กเลกิ แล้วน้ันคืนแก่เจ้าพนกั งานที่ดนิ เว้นแตก่ รณี สญู หาย (มาตรา ๕๙ ในกรณีทผี่ มู้ ีสทิ ธิครอบครองท่ีดินเฉพาะรายมาขอออกโฉนดทีด่ นิ เม่ือพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ พจิ ารณาเห็นเปน็ การสมควรตามหลกั เกณฑ์ ใหด้ าเนนิ การออกโฉนดทดี่ นิ ให้) (ความในมาตรา ๕๙ เดมิ ถกู ยกเลิกโดยขอ้ ๘ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ที่ ๙ล๖งวันท่ี 29 กมุ ภาพันธ์ พุทธศักราช 2515และใชค้ วามใหมแ่ ทนเปน็ มาตรา ๕๙, ๕๙ ทวิ และ ๕๙ ตรี โดยลาดับดงั น้ี) มาตรา ๕๙ ในกรณีทผี่ ้มู สี ทิ ธคิ รอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดท่ีดนิ หรือหนงั สือ รบั รองการทาประโยชนเ์ ป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรฐั มนตรีตามมาตรา ๕๘ แลว้ หรือไมก่ ต็ าม เมือ่ พนักงานเจ้าหน้าท่ีพิจารณาเห็นสมควร ใหด้ าเนินการออกโฉนดทีด่ นิ หรอื หนงั สือรบั รองการทาประโยชน์แลว้ แตก่ รณี ไดต้ ามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการทีป่ ระมวล กฎหมายนีก้ าหนด ๑๙ ระเบยี บคณะกรรมการจดั ที่ดนิ แหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๒๙)

30 เพือ่ ประโยชน์แหง่ มาตรานี้ ผมู้ ีสทิ ธิครอบครองทดี่ ินตามวรรคหนง่ึ ให้หมายความ รวมถงึ ผซู้ ่ึงไดค้ รอบครองและทาประโยชนใ์ นทีด่ ินต่อเนอื่ งมาจากผ้ซู ่ึงมีหลักฐานการแจ้ง การครอบครองดว้ ย มาตรา ๕๙ ทวิ ผูซ้ งึ่ ครอบครองและทาประโยชนใ์ นท่ดี นิ อยกู่ ่อนวนั ทีป่ ระมวล กฎหมายน้ใี ชบ้ งั คบั โดยไมม่ ีหนังสือสาคัญแสดงกรรมสิทธิท์ ด่ี นิ และมไิ ดแ้ จง้ การครอบครอง ตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญัติใหใ้ ช้ประมวลกฎหมายท่ดี นิ พ.ศ. ๒๔๙๗ แตไ่ มร่ วมถงึ ผู้ซง่ึ มิไดป้ ฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี ถา้ มคี วามจาเป็นจะขอออกโฉนดทดี่ ินหรอื หนงั สอื รับรอง การทาประโยชน์เปน็ การเฉพาะราย เมื่อพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีพิจารณาเหน็ สมควรให้ดาเนนิ การ ออกโฉนดที่ดินหรอื หนงั สือรบั รองการทาประโยชนแ์ ลว้ แตก่ รณี ไดต้ ามหลักเกณฑ์และวธิ ีการ ที่ประมวลกฎหมายนก้ี าหนด แตต่ ้องไม่เกินห้าสบิ ไร่ ถ้าเกนิ หา้ สิบไร่จะตอ้ งไดร้ ับอนมุ ตั จิ าก ผู้ว่าราชการจงั หวดั ทง้ั น้ีตามระเบยี บทีค่ ณะกรรมการกาหนด๒๐ เพื่อประโยชน์แหง่ มาตราน้ี ผูค้ รอบครองและทาประโยชน์ในท่ดี ินตามวรรคหน่ึง ใหห้ มายความรวมถึงผู้ซงึ่ ไดค้ รอบครองและทาประโยชนใ์ นท่ดี ินต่อเนอื่ งมาจากบคุ คล ดังกล่าวดว้ ย มาตรา ๕๙ ตรี ในการออกโฉนดทด่ี ินหรือหนังสือรบั รองการทาประโยชน์ ถา้ ปรากฏว่า เนอ้ื ท่ที ท่ี าการรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเน้ือที่ตามใบแจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญัติใหใ้ ช้ประมวลกฎหมายทีด่ นิ พ.ศ. ๒๔๙๗ ให้พนักงานเจา้ หน้าทพ่ี ิจารณา ออกหนงั สอื แสดงสทิ ธิในท่ีดินให้ไดเ้ ท่าจานวนเนอ้ื ทท่ี ีไ่ ดท้ าประโยชน์ ทงั้ นตี้ ามระเบียบท่ี คณะกรรมการกาหนด๒๑ (มคี วามเพิ่มข้นึ เปน็ มาตรา ๕๙ จตั วา และมาตรา ๕๙ เบญจ โดยมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ข เพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายท่ดี ิน(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยลาดับดงั น้ี) มาตรา ๕๙ จัตวา การออกโฉนดทดี่ ินตามมาตรา ๕๘ ทวิ มาตรา ๕๘ ตรี และ มาตรา ๕๙ ถ้าหนงั สือแสดงสทิ ธิในที่ดินเดมิ มีรายการภาระผูกพนั หรอื มรี ายการเปลยี่ นแปลง ผ้มู สี ทิ ธิในท่ีดินในระหว่างดาเนนิ การออกโฉนดท่ีดิน ให้ยกรายการดงั กลา่ วมาจดแจง้ ไวใ้ น โฉนดทีด่ ินดว้ ย มาตรา ๕๙ เบญจ การออกโฉนดท่ีดินตามมาตรา ๕๘ ทวิ และมาตรา ๕๙ ให้ถือวา่ หนังสือแสดงสทิ ธิในทีด่ ินเดมิ เป็นอนั ยกเลิก และให้ส่งหนังสือแสดงสทิ ธิในที่ดินที่ยกเลกิ แลว้ นั้นคืนแกเ่ จา้ พนกั งานท่ดี ิน เวน้ แตก่ รณสี ูญหาย ๒๐ ระเบียบคณะกรรมการจัดทด่ี ินแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ๒๑ ระเบยี บคณะกรรมการจัดที่ดนิ แห่งชาติ ฉบบั ท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒)

31 (มาตรา ๖๐ ในการออกโฉนดทดี่ ินตามความในมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ ถ้ามผี ูโ้ ตแ้ ย้งสิทธกิ นั ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าท่หี รือเจ้าพนักงานทีด่ นิ แล้วแตก่ รณี มีอานาจทาการสอบสวนเปรยี บเทยี บ ถ้าตกลงกนั กใ็ ห้ ดาเนินการตามความตกลงนน้ั แตถ่ ้าไมต่ กลงกนั ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าทห่ี รือเจ้าพนกั งานทีด่ นิ เสนอเรือ่ ง พร้อมท้ังความเห็นไปยังผวู้ ่าราชการจงั หวดั เพ่ือพิจารณาสง่ั การ เมื่อผู้ว่าราชการจงั หวัดสัง่ ประการใดแล้ว ให้แจง้ แก่คู่กรณีทราบ และใหฝ้ ่ายท่ไี ม่พอใจไปดาเนนิ การ ฟอ้ งหรอื ร้องตอ่ ศาลภายในกาหนดหกสิบวันนบั แต่วันทราบคาสั่ง ในกรณีทีไ่ ดฟ้ อ้ งหรือร้องต่อศาลแลว้ ให้รอเรือ่ งไว้จนกว่าศาลจะพพิ ากษาหรอื มีคาสัง่ ประการใด จึงใหด้ าเนินการไปตามกรณี ถา้ ไม่ฟอ้ งหรือร้องภายในกาหนด ก็ให้ดาเนินการไปตามท่ผี วู้ ่าราชการจงั หวัดสัง่ ) (ความในมาตรา ๖๐ เดิม ถกู ยกเลกิ โดยมาตรา ๑๐ แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิม่ ปเตริมะมวลกฎหมายทดี่ ิน (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนแี้ ทน) มาตรา ๖๐ ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ ถา้ มผี ู้โต้แย้ง สทิ ธกิ นั ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าท่ีหรือเจา้ พนกั งานทด่ี ิน แล้วแต่กรณี มีอานาจทาการสอบสวน เปรยี บเทยี บ ถ้าตกลงกนั ได้กใ็ ห้ดาเนินการไปตามทต่ี กลง หากตกลงกนั ไม่ได้ให้เจา้ พนักงานทีด่ นิ จงั หวัดหรือเจ้าพนกั งานทด่ี ินจงั หวดั สาขามีอานาจพิจารณาสงั่ การไปตามทเ่ี หน็ สมควร เมื่อเจ้าพนกั งานท่ีดนิ จังหวัดหรอื เจา้ พนกั งานท่ดี ินจงั หวดั สาขาสัง่ ประการใดแลว้ ให้ แจ้งเป็นหนงั สอื ตอ่ คู่กรณเี พ่อื ทราบ และใหฝ้ ่ายทไ่ี ม่พอใจไปดาเนินการฟ้องต่อศาลภายใน กาหนดหกสบิ วนั นบั แตว่ ันทราบคาส่ัง ในกรณที ่ไี ดฟ้ อ้ งตอ่ ศาลแลว้ ใหร้ อเรอื่ งไว้ เมอื่ ศาลไดพ้ พิ ากษาหรือมีคาสงั่ ถึงที่สดุ ประการใด จึงให้ดาเนินการไปตามกรณี ถา้ ไมฟ่ ้องภายในกาหนด กใ็ ห้ดาเนินการไปตามท่ี เจา้ พนักงานทด่ี นิ จงั หวัดหรอื เจา้ พนกั งานท่ีดินจังหวัดสาขาส่ัง แล้วแตก่ รณี (มาตรา 61 เม่ือความปรากฏวา่ ได้ออกโฉนดท่ดี ินหรือไดจ้ ดทะเบยี นสทิ ธิและนติ ิกรรมเกีย่ วกับที่ดิน หรอื จดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนท่ีดนิ ใหแ้ ก่ผูใ้ ดโดยคลาดเคล่ือนหรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ใหอ้ ธิบดี มีอานาจเรยี กโฉนดทด่ี นิ หรือเอกสารที่ไดจ้ ดทะเบยี นสทิ ธิและนิติกรรมหรือเอกสารท่ีไดจ้ ดแจ้งรายการทะเบียน ที่ดินนน้ั มาแก้ไขใหถ้ กู ตอ้ ง หรือเพกิ ถอนเสียได้ ก่อนทีจ่ ะแกไ้ ขหรือเพกิ ถอนตามความในวรรคแรก ใหแ้ จ้งให้ผมู้ สี ว่ นได้เสยี ทราบโดยตรงลว่ งหนา้ ไมน่ ้อยกวา่ สิบหา้ วัน เพ่อื ให้โอกาสโต้แย้งคัดคา้ น เมื่ออธบิ ดพี ิจารณาประการใดแล้ว ก็ให้ดาเนินการตอ่ ไป ตามควรแกก่ รณี) (ความในมาตรา 61 เดิม ถกู ยกเลิกโดยขอ้ 7 แห่งประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 334 ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พทุ ธศักราช 2515 และ ให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน) (มาตรา 61 เมื่อความปรากฏว่าไดอ้ อกโฉนดทด่ี ินหรอื หนังสอื รับรองการทาประโยชน์หรอื ได้จด ทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ ิกรรมเกีย่ วกบั ทด่ี นิ หรือจดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบียนท่ีดินให้แก่ผ้ใู ดโดยคลาดเคลอื่ น หรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ใหผ้ ูด้ ารงตาแหน่งตอ่ ไปนีม้ ีอานาจเพกิ ถอน แก้ไข หรอื ออกใบแทนหนังสอื แสดงสิทธิ

32 ในท่ดี ิน หรอื เพิกถอนแก้ไขเอกสารทีไ่ ดจ้ ดทะเบียนสิทธิและนิตกิ รรม หรือเอกสารทีไ่ ด้จดแจง้ รายการทะเบียน ทดี่ นิ น้ันได้ แลว้ แตก่ รณี (1) อธิบดีสาหรับโฉนดที่ดิน การจดทะเบียนสิทธิและนติ กิ รรมซ่ึงกระทาตอ่ พนักงานเจ้าหน้าทต่ี าม มาตรา 71 (1) และการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดินสาหรับโฉนดท่ีดนิ (2) ผู้วา่ ราชการจงั หวดั สาหรับหนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธแิ ละนิตกิ รรม ซึ่งกระทาตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าทีต่ ามมาตรา 71 (2) และการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบยี นทดี่ นิ สาหรบั หนงั สอื รับรองการทาประโยชน์ ให้พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ตามมาตรา 71 มีอานาจสอบสวนและเรียกโฉนดทีด่ นิ หนงั สอื รบั รองการทา ประโยชน์ เอกสารที่ไดจ้ ดทะเบยี นสิทธิและนติ กิ รรมเอกสารท่ีไดจ้ ดแจ้งรายการทะเบยี นท่ีดนิ หรือเอกสารอน่ื ท่ีเกี่ยวข้องน้นั มาพิจารณากอ่ นท่ีจะดาเนนิ การเพิกถอนหรือแกไ้ ขให้แจ้งให้ผูม้ สี ่วนไดเ้ สียทราบล่วงหนา้ ไมน่ ้อยกว่าสิบห้าวันเพอื่ ให้โอกาสคดั คา้ น ถ้าไม่คัดคา้ นภายในกาหนดสามสบิ วนั นับแตว่ ันทรี่ บั แจง้ ให้ถอื วา่ ไม่มกี ารคัดค้าน เมอื่ ผมู้ อี านาจวรรคหนงึ่ พจิ ารณาประการใดแล้วกใ็ ห้ดาเนินการไปตามน้นั ถา้ มกี ารคลาดเคล่อื นเนือ่ งจากเขียนหรือพิมพข์ อ้ ความผิดพลาดโดยมหี ลักฐานชดั แจง้ และผู้มีสว่ นได้เสยี ยินยอมเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรแลว้ ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา 71 มอี านาจแกไ้ ขให้ ถกู ตอ้ งได้ ในกรณที ศ่ี าลมคี าพพิ ากษาหรือคาส่งั ถงึ ที่สุดให้เพิกถอนหรอื แกไ้ ขอยา่ งใดแลว้ ใหพ้ นกั งจาา้นหเนา้ ทต่ี าม มาตรา 71 ดาเนนิ การตามคาพิพากษาหรอื คาสัง่ น้ันตามวิธกี ารทอ่ี ธิบดีกาหนด) (ความในมาตรา 61 ซ่งึ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 334 ลงวนั ที่ 13 ธันวาคม พทุ ธศักราช 2515 ถกู ยกเลกิ โดยมาตรา 11 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายที่ดนิ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน) (มาตรา 61 เมือ่ ความปรากฏวา่ ไดอ้ อกโฉนดท่ดี นิ หรือหนงั สือรบั รองการทาประโยชน์หรือไดจ้ ด ทะเบยี นสิทธแิ ละนิตกิ รรมเก่ียวกบั อสังหารมิ ทรพั ย์ หรอื จดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบยี นอสังหารมิ ทรพั ย์ ให้แกผ่ ู้ใดโดยคลาดเคล่อื นหรือไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ใหผ้ ูด้ ารงตาแหน่งตอ่ ไปนเ้ี ป็นพนกั งานเจา้ หน้าทม่ี อี านาจ สั่งเพกิ ถอน แก้ไข หรอื ออกใบแทนหนังสอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ หรือเพิกถอน แกไ้ ข เอกสารท่ีได้จดทะเบยี นสิทธิ และนติ กิ รรม หรอื เอกสารท่ไี ดจ้ ดแจ้งรายการทะเบยี นอสังหาริมทรัพยน์ ้นั ได้ (1) อธบิ ดีหรอื ผู้ซ่งึ อธบิ ดีมอบหมาย สาหรบั กรงุ เทพมหานคร (2) ผ้วู ่าราชการจังหวดั สาหรบั จงั หวัดอ่ืน ก่อนท่ีจะดาเนนิ การตามวรรคหนง่ึ ให้เจา้ พนักงานทดี่ ินมอี านาจสอบสวนและเรียกโฉนดที่ดิน หนงั สือรบั รองการทาประโยชน์ เอกสารท่ไี ด้จดทะเบียนสิทธแิ ละนิติกรรม เอกสารท่ีได้จดแจง้ รายการทะเบียน อสังหารมิ ทรพั ย์หรือเอกสารอน่ื ที่เก่ียวข้องมาพิจารณา และแจง้ ให้ผมู้ ีส่วนได้เสียทราบเพือ่ ให้โอกาสคดั คา้ น ถ้าไมค่ ัดค้านภายในกาหนดหกสบิ วนั นบั แต่วันที่รับทราบ ใหถ้ ือวา่ ไมม่ กี ารคดั ค้าน เมอื่ ผมู้ ีอานาจตามวรรคหน่ึงพิจารณาประการใดแลว้ กใ็ ห้ดาเนินการไปตามนั้น ถา้ มีการคลาดเคล่อื นเนือ่ งจากเขยี นหรอื พิมพข์ อ้ ความผดิ พลาดโดยมหี ลักฐานชัดแจง้ และผู้มสี ว่ นไดเ้ สีย ยินยอมเป็นลายลักษณ์อกั ษรแล้ว ใหเ้ จ้าพนักงานท่ดี ินมีอานาจแกไ้ ขให้ถูกตอ้ งได้

33 ในกรณที ่ศี าลมีคาพิพากษาหรอื คาสงั่ ถงึ ท่ีสดุ ใหเ้ พกิ ถอนหรอื แกไ้ ขอย่างใดแลว้ ให้เจ้าพนักงานทด่ี นิ ดาเนนิ การตามคาพพิ ากษาหรอื คาสงั่ นนั้ ตามวิธกี ารทีอ่ ธิบดกี าหนด) (ความในมาตรา 61 ซง่ึ แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายทีด่ นิ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 ถูกยกเลกิ โดยมาตรา 3 แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายทดี่ นิ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2543 และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปนี้แทน) (มาตรา 61* เมื่อความปรากฏวา่ ได้ออกโฉนดท่ดี นิ หรอื หนังสอื รับรองการทาประโยชน์หรอื ได้จด ทะเบยี นสิทธแิ ละนิตกิ รรมเกยี่ วกบั อสังหารมิ ทรพั ย์ หรอื จดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรพั ย์ ใหแ้ กผ่ ู้ใดโดยคลาดเคล่ือนหรือไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือรองอธบิ ดซี งึ่ อธบิ ดมี อบหมายมอี านาจหนา้ ที่ สั่งเพกิ ถอนหรอื แกไ้ ขได้ ก่อนทีจ่ ะดาเนนิ การตามวรรคหน่งึ ให้อธบิ ดีหรอื รองอธิบดีซึ่งอธบิ ดมี อบหมายตงั้ คณะกรรมการ สอบสวนขึน้ คณะหนงึ่ โดยมอี านาจเรยี กโฉนดทดี่ ิน หนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ เอกสารท่ีได้จดทะเบียน สิทธแิ ละนิติกรรม เอกสารท่ีไดจ้ ดแจง้ รายการทะเบียนอสงั หารมิ ทรัพย์ หรอื เอกสารอ่ืนท่ีเกยี่ วขอ้ งมาพจิ ารณา พรอ้ มทงั้ แจ้งใหผ้ ู้มีส่วนไดเ้ สียทราบเพื่อใหโ้ อกาสคดั คา้ น ถา้ ไม่คัดค้านภายในกาหนดสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ที่ ไดร้ บั แจง้ ให้ถือว่าไมม่ ีการคดั คา้ น คณะกรรมการสอบสวนการออกโฉนดท่ีดนิ หรือหนังสือรบั รองการทาประโยชนท์ อี่ อโกดยคลาดเคลอื่ น หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างน้อยต้องมีเจา้ พนักงานฝ่ายปกครอง และตวั แทนคณะผบู้ ริหารทอ้ งถน่ิ หรอื ผู้บริหารท้องถิน่ ทท่ี ่ีดินน้ันต้ังอยเู่ ป็นกรรมการ การสอบสวนตามวรรคสองตอ้ งดาเนนิ การใหแ้ ลว้ เสร็จและส่งให้อธบิ ดีหรือรองอธบิ ดซี ึ่งอธบิ ดีมอบหมาย ภายในกาหนดหกสิบวันนบั แต่วนั ทไี่ ด้มีคาสงั่ ให้ทาการสอบสวนในกรณที ีค่ ณะกรรมการสอบสวนไมส่ ามารถ ดาเนนิ การใหแ้ ล้วเสร็จภายในกาหนดเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตทุ ่ที าใหก้ ารสอบสวน ไมแ่ ล้วเสร็จตอ่ อธิบดหี รอื รองอธบิ ดซี ึง่ อธบิ ดีมอบหมายเพอ่ื ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน โดยใหอ้ ธิบดีหรอื รองอธิบดซี ่งึ อธบิ ดมี อบหมายส่ังขยายระยะเวลาดาเนนิ การไดต้ ามความจาเป็นแตไ่ ม่เกินหกสิบวัน ใหอ้ ธบิ ดีหรอื รองอธบิ ดซี ง่ึ อธิบดมี อบหมายพิจารณาใหแ้ ล้วเสร็จภายในสิบหา้ วนั นบั แตไ่ ด้รับรายงาน การสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคส่ี เม่ืออธิบดหี รอื รองอธิบดซี ง่ึ อธิบดีมอบหมายพิจารณา ประการใดแลว้ ก็ใหด้ าเนินการไปตามนนั้ การดาเนนิ การเพิกถอนแก้ไขตามความในมาตราน้ี ถ้าไมไ่ ดโ้ ฉนดท่ดี นิ หรือหนงั สอื รบั รองการทา ประโยชนม์ าให้ถือว่าโฉนดท่ีดินหรือหนังสอื รับรองการทาประโยชน์นั้นสูญหาย ใหเ้ จ้าพนักงานท่ดี ินออกใบแทน หนังสอื แสดงสทิ ธใิ นที่ดนิ เพอ่ื ดาเนนิ การต่อไป * มาตรา 9 แหง่ พระราชบัญญตั ิแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายที่ดนิ (ฉบับท่ี 9) พ.ศ. 2543 ใหก้ ารสอบสวนเก่ยี วกับ การออกโฉนดท่ดี นิ หรือหนังสอื รับรองการทาประโยชน์ หรือการจดทะเบียนสิทธิและนติ กิ รรมเกี่ยวกบั อสังหารมิ ทรพั ย์ หรือการจดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบยี นอสังหาริมทรพั ย์ตามมาตรา 61 วรรคสอง แหง่ ประมวลกฎหมายทดี่ ิน ซึง่ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายท่ีดนิ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ. 2528 ที่ไดด้ าเนนิ การ มากอ่ นวันทีพ่ ระราชบัญญัตนิ ใ้ี ช้บังคบั เป็นการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินซึ่งแก้ไขเพ่มิ เติม โดยพระราชบัญญัติน้ี การสอบสวนตามความในวรรคหนึง่ ทอ่ี ย่ใู นขนั้ ตอนการพิจารณาของผู้ว่าราชการจังหวดั ใหผ้ ้วู า่ ราชการจังหวดั สง่ สานวนการสอบสวนให้อธิบดีภายในสามสิบวนั นับแต่วนั ที่พระราชบัญญตั ิน้ใี ชบ้ ังคับ

34 ถ้ามกี ารคลาดเคล่อื นเน่อื งจากเขยี นหรอื พมิ พ์ขอ้ ความผดิ พลาดโดยมหี ลกั ฐานชดั แจง้ และผ้มู สี ว่ นได้เสยี ยนิ ยอมเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรแลว้ ให้เจ้าพนกั งานท่ีดนิ มีอานาจหน้าทแ่ี ก้ไขใหถ้ กู ตอ้ งได้ ในกรณที ีศ่ าลมคี าพิพากษาหรอื คาส่ังถึงที่สดุ ใหเ้ พกิ ถอนหรอื แกไ้ ขอย่างใดแล้ว ให้เจา้ พนักงานท่ดี นิ ดาเนนิ การตามคาพิพากษาหรอื คาสง่ั นนั้ ตามวธิ ีการท่ีอธิบดีกาหนด การตง้ั คณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจง้ ผู้มีส่วนไดเ้ สยี เพอื่ ให้โอกาสคัดคา้ น และ การพจิ ารณาเพิกถอนแก้ไข ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารท่กี าหนดในกฎกระทรวง) (ความในมาตรา 61 ซ่งึ แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดย พ.ร.บ. แกไ้ ขเพ่มิ เติมประมวลกฎหมายท่ีดนิ (ฉบบั ที่ 9) พ.ศ. 2543 ถกู ยกเลกิ โดยมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายท่ดี นิ (ฉบับท่ี 11) พ.ศ. 2551 และใหใ้ ช้ความต่อไปนีแ้ ทน) มาตรา 61 เมอื่ ความปรากฏว่าไดอ้ อกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการทาประโยชน์ หรือได้จดทะเบียนสิทธแิ ละนติ กิ รรมเกี่ยวกบั อสงั หารมิ ทรัพย์ หรือจดแจง้ เอกสารรายการ จดทะเบียนอสงั หารมิ ทรัพย์ให้แกผ่ ใู้ ดโดยคลาดเคลื่อนหรือไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ใหอ้ ธบิ ดหี รอื ผู้ซึง่ อธบิ ดมี อบหมายซ่ึงดารงตาแหน่งรองอธิบดหี รือผตู้ รวจราชการกรมทด่ี ินมอี านาจหนา้ ที่ สง่ั เพกิ ถอนหรือแก้ไขได้ กอ่ นที่จะดาเนินการตามวรรคหนงึ่ ใหอ้ ธิบดหี รือผู้ซงึ่ อธบิ ดมี อบหมาย ตามวรรคหน่งึ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขนึ้ คณะหน่งึ โดยมอี านาจเรยี กโฉนดทด่ี ิน หนังสอื รบั รองการทา ประโยชน์ เอกสารทีไ่ ดจ้ ดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ กิ รรม เอกสารท่ไี ดจ้ ดแจง้ รายการจดทะเบยี น อสังหาริมทรพั ย์ หรอื เอกสารอื่นท่เี ก่ยี วข้องมาพจิ ารณา พร้อมทั้งแจ้งใหผ้ มู้ สี ่วนได้เสียทราบ เพ่อื ให้โอกาสคดั ค้าน ถ้าไม่คดั คา้ นภายในกาหนดสามสิบวันนบั แต่วนั ท่ไี ดร้ บั แจง้ ใหถ้ ือวา่ ไม่มกี ารคัดค้าน คณะกรรมการสอบสวนการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสอื รบั รองการทาประโยชนท์ ่ีออก โดยคลาดเคล่ือนหรือไมช่ อบด้วยกฎหมาย อย่างน้อยตอ้ งมีเจ้าพนกั งานฝา่ ยปกครองและ ตวั แทนคณะผบู้ รหิ ารท้องถนิ่ หรอื ผ้บู ริหารทอ้ งถ่นิ ทีท่ ด่ี นิ น้ันตงั้ อย่เู ป็นกรรมการ การสอบสวนตามวรรคสองต้องดาเนินการให้แลว้ เสร็จและสง่ ให้อธบิ ดหี รอื ผ้ซู งึ่ อธิบดี มอบหมายตามวรรคหน่ึงภายในกาหนดหกสบิ วันนับแตว่ นั ท่ีได้มีคาส่งั ใหท้ าการสอบสวน ในกรณีท่คี ณะกรรมการสอบสวนไมส่ ามารถดาเนินการใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายในกาหนดเวลาดงั กลา่ ว ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุท่ีทาใหก้ ารสอบสวนไมแ่ ลว้ เสร็จตอ่ อธบิ ดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี มอบหมายตามวรรคหนงึ่ เพอ่ื ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน โดยให้อธบิ ดหี รอื ผูซ้ ึ่งอธิบดี มอบหมายตามวรรคหนงึ่ สง่ั ขยายระยะเวลาดาเนินการไดต้ ามความจาเปน็ แตไ่ มเ่ กินหกสบิ วัน ให้อธบิ ดหี รือผซู้ ง่ึ อธบิ ดมี อบหมายตามวรรคหนึ่งพจิ ารณาใหแ้ ลว้ เสร็จภายในสบิ หา้ วัน นับแตไ่ ดร้ ับรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคส่ี เม่อื อธบิ ดหี รือ ผู้ซึง่ อธบิ ดมี อบหมายตามวรรคหนง่ึ พิจารณาประการใดแล้ว กใ็ ห้ดาเนนิ การไปตามน้นั

35 การดาเนินการเพกิ ถอนหนงั สือหรือแก้ไขตามความในมาตรานี้ ถ้าไม่ได้โฉนดท่ีดนิ หรอื หนังสือรับรองการทาประโยชน์มา ใหถ้ อื วา่ โฉนดทด่ี ินหรอื หนงั สือรบั รองการทา ประโยชน์ นน้ั สญู หาย และให้เจ้าพนักงานทด่ี ินออกใบแทนหนงั สือแสดงสทิ ธิในท่ดี นิ เพือ่ ดาเนนิ กาตร่อไป ถ้ามกี ารคลาดเคลอื่ นเน่ืองจากเขยี นหรือพิมพข์ ้อความผดิ พลาดโดยมีหลักฐานชดั แจง้ และผูม้ ีสว่ นไดเ้ สียยินยอมเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรแล้ว ให้เจ้าพนักงานท่ีดินมอี านาจหนา้ ที่แก้ไข ให้ถกู ต้องได้ ในกรณีท่ีศาลมคี าพพิ ากษาหรอื คาสั่งถงึ ทสี่ ดุ ใหเ้ พิกถอนหรือแกไ้ ขอยา่ งใดแล้ว ใหเ้ จ้า พนกั งานทีด่ ินดาเนนิ การตามคาพพิ ากษาหรือคาสง่ั นั้นตามวิธีการท่ีอธิบดีกาหนด การตง้ั คณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจง้ ผ้มู ีส่วนได้เสียเพือ่ ให้โอกาส คดั คา้ นและการพิจารณาเพกิ ถอนหรอื แก้ไข ใหเ้ ป็นไปตามหลักเกณฑ์และวธิ ีการที่กาหนด ในกฎกระทรวง22 มาตรา 62 บรรดาคดที ี่เกิดข้ึนเกย่ี วด้วยเรื่องกรรมสิทธ์ิทด่ี นิ ทไ่ี ดอ้ อกโฉนดทีด่ ินแลว้ เม่ือศาลพจิ ารณาพิพากษาคดถี ึงท่ีสดุ แล้ว ใหศ้ าลแจ้งผลของคาพพิ ากษาอนั ถึงทสี่ ุดหรอื คาสั่งน้ัน ตอ่ เจา้ พนกั งานทด่ี ินแหง่ ท้องทซี่ ึง่ ที่ดินน้นั ตงั้ อยดู่ ้วย มาตรา 63 โฉนดทด่ี ินของผ้ใู ดเป็นอันตราย ชารุด สญู หายด้วยประการใด ใหเ้ จา้ ของ มาขอรับใบแทนโฉนดทด่ี นิ น้ันได้ เม่ือไดอ้ อกใบแทนไปแลว้ โฉนดทีด่ นิ เดมิ เปน็ อนั ยกเลิก เวน้ แต่ศาลจะสงั่ เปน็ อยา่ งอนื่ สาหรบั การขอใบแทนใบจอง หนงั สือรบั รองการทาประโยชนห์ รือใบไต่สวน ใหน้ าความ ดังกลา่ วขา้ งตน้ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม (มาตรา 64 ถา้ โฉนดทีด่ นิ ฉบับสานักงานทด่ี ินจงั หวัด หรอื สานกั งานทดี่ นิ สาขา เป็นอนั ตราย ชารดุ สูญหาย ใหเ้ จา้ พนักงานทดี่ ินมอี านาจเรียกโฉนดท่ีดนิ ฉบับเจ้าของทดี่ ิน มาพิจารณาแล้วจดั ทาข้ึนใหม่โดยอาศัย หลักฐานเดิมได้ (ความในมาตรา 64 ถูกยกเลิกโดยมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายท่ดี นิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2521 และให้ใช้ความตอ่ ไปนแี้ ทน) มาตรา 64 ถ้าโฉนดทดี่ ิน ใบไต่สวน หนังสือรับรองการทาประโยชน์ หรอื ใบจอง ฉบบั สานกั งานทด่ี ินเปน็ อันตราย ชารุด สูญหาย ใหพ้ นกั งานเจา้ หน้าทตี่ ามมาตรา 71 มอี านาจเรียกหนังสือแสดงสทิ ธิในทด่ี นิ ดงั กลา่ วจากผู้มสี ทิ ธใิ นทด่ี ินมาพิจารณาแลว้ จดั ทา ข้ึนใหม่ โดยอาศยั หลกั ฐานเดมิ ได้ 22 กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารในการสอบสวนและการพจิ ารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออก โฉนด ท่ีดนิ หรอื หนงั สือรับรองการทาประโยชน์ การจดทะเบยี นสทิ ธิและนติ ิกรรม หรอื การจดแจง้ เอกสารรายการ จดทะเบียนโดยคลาดเคลือ่ นหรือไมช่ อบด้วยกฎหมาย พ.ศ. 2553

36 หมวด 5 การรงั วัดทดี่ ิน มาตรา 65 การรงั วัดเพือ่ ออกโฉนดทดี่ นิ ให้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ ีการที่ กาหนดใน กฎกระทรวง23 มาตรา 66 เพอ่ื ประโยชน์แกก่ ารรงั วัด ใหพ้ นักงานเจา้ หน้าทแี่ ละคนงานมีอานาจ เขา้ ไปในท่ดี นิ ของผู้มีสทิ ธิในที่ดิน หรือผู้ครอบครองในเวลากลางวันได้ แต่จะต้องแจง้ ให้ผมู้ ีสทิ ธิ ในท่ดี นิ ทราบเสียก่อน และให้ผู้มีสิทธิในทดี่ ินหรือผคู้ รอบครองทีด่ ินน้ันอานวยความสะดวก ตามควรแกก่ รณี ในกรณตี อ้ งสรา้ งหมุดหลักฐานการแผนท่ีในทด่ี นิ ของผใู้ ด ให้พนกั งานเจ้าหนา้ ที่มอี านาจ สรา้ งหมดุ หลักฐานลงไดต้ ามความจาเป็น ในการรังวดั เม่ือมคี วามจาเปน็ และโดยสมควร พนักงานเจา้ หน้าทม่ี ีอานาจท่ี จะ ขุดดนิ ตัด รานกิ่งไมห้ รือกระทาการอยา่ งอ่นื แกส่ ่งิ ทก่ี ดี ขวางแกก่ ารรังวัดไดเ้ ทา่ ทจ่ี าเปน็ ท้ังนีใ้ หร้ ะลึกถงึ การที่จะให้เจ้าของไดร้ บั ความเสยี หายน้อยที่สุด มาตรา 67 เม่ือพนกั งานเจา้ หน้าท่ีไดจ้ ดั ทาหลักหมายเขตท่ดี นิ หรือได้สร้างหมุด หลักฐานเพอื่ การแผนที่ลงไว้ในท่ใี ด หา้ มมใิ ห้ผู้หนึง่ ผู้ใดนอกจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี ทาลาย ดดั แปลง เคลอื่ นยา้ ย ถอดถอนหลักหมายเขตหรอื หมุดหลักฐานเพือ่ การแผนทน่ี ัน้ ไปจากท่ีเดิม เว้นแตจ่ ะไดร้ บั อนุญาตจากเจา้ พนกั งานทด่ี นิ มาตรา 68 เมอื่ บุคคลใดมคี วามจาเปน็ ท่จี ะต้องกระทาการตามความในมาตรา 67 ให้ย่นื คารอ้ งตอ่ เจา้ พนกั งานท่ดี นิ เพอื่ ขออนุญาต ในกรณีท่ีเจา้ พนกั งานที่ดินไม่อนญุ าต ให้เจา้ ของทดี่ ินมีสิทธิอุทธรณ์ตอ่ รัฐมนตรไี ด้ ภายในสิบห้าวันนับจากวนั ทราบคาสงั่ ไมอ่ นญุ าต ใหร้ ฐั มนตรสี ง่ั ภายในหกสบิ วนั นับ จากวัน ไดร้ บั อทุ ธรณ์ คาสงั่ รัฐมนตรีให้เปน็ ท่ีสุด ถ้ารัฐมนตรไี ม่สั่งภายในกาหนดหกสบิ วนั ดงั กลา่ วในวรรคกอ่ น ใหถ้ ือว่าอนุญาต มาตรา 69 เมื่อเป็นการสมควรจะทาการสอบเขตท่ดี ินตามแผนทีร่ ะวางในท้องทใ่ี ด ใหผ้ ู้วา่ ราชการจังหวดั ประกาศใหผ้ มู้ ีสิทธใิ นที่ดนิ ทราบลว่ งหน้าไมน่ อ้ ยกวา่ สบิ หา้ วนั การประกาศ ใหท้ าหนงั สือปดิ ไว้ในบริเวณทด่ี ินเพือ่ ใหผ้ ูท้ ีเ่ ก่ยี วข้องทราบด้วย และให้แจ้งกาหนด วนั เวลา ไปให้ผมู้ ีสทิ ธิใน ที่ดนิ ทราบอีกชัน้ หนง่ึ และให้ผมู้ ีสิทธใิ นท่ีดนิ นาพนกั งานเจา้ หน้าท่ที าการรังวัด สอบเขตท่ีดนิ 23 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 6 (พ.ศ. 2497)

37 ผู้มีสิทธใิ นท่ดี นิ ตามความในวรรคก่อน จะต้ังตวั แทนนาพนกั งานเจา้ หน้าที่ทาการรงั วดั สอบเขตทีด่ นิ ของตนกไ็ ด้ ท่ดี ินท่ีไดท้ าการสอบเขตแล้ว ใหเ้ จ้าพนักงานที่ดนิ มอี านาจทาโฉนดที่ดนิ ให้ใหม่ แทนฉบบั เดมิ ส่วนฉบบั เดิมเป็นอันยกเลิกและใหส้ ง่ คนื ( มีความเพ่มิ ข้ึนเปน็ มาตรา 69 ทวิ โดยข้อ 8 แห่งประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับท่ี 334 ลงวันท่ี 13 ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช 2515 ดงั ต่อไปนี้) (มาตรา 69 ทวิ ผูม้ ีสทิ ธใิ นท่ดี นิ ประสงคจ์ ะขอสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะรายของตน ให้ย่นื คาขอ พร้อมดว้ ยโฉนดทีด่ ินนั้นต่อเจา้ พนักงานทด่ี นิ และให้พนกั งานเจ้าหนา้ ท่ไี ปทาการรังวัดให้ ในการรงั วัด ถา้ ปรากฏว่าการครอบครองไมต่ รงกบั แผนทใี่ นโฉนดที่ดนิ เมอ่ื ผูม้ ีสิทธิ ในท่ดี ินข้างเคยี ง ด้านทเ่ี กีย่ วข้องไดล้ งช่ือรบั รองแนวเขต ให้เจ้าพนักงานทด่ี นิ มอี านาจแก้ไขให้ตรงกบั ความเป็น จริงได้ เวน้ แต่จะเปน็ การสมยอมเพอ่ื หลกี เล่ยี งกฎหมาย หากปรากฏวา่ มผี ู้คัดค้าน ให้เจ้าพนักงานที่ดนิ มีอานาจสอบสวนไกล่เกลี่ย โดยถอื หลกั ฐานแผนทีเ่ ป็น หลกั ในการพิจารณา ถ้าตกลงกนั ได้ให้ดาเนินการไปตามท่ตี กลง แต่ต้องไมเ่ ป็นการสมยอมกันเพ่ือหลกี เลยี่ ง กฎหมาย หากตกลงกันไมไ่ ด้ ใหแ้ จ้งให้คู่กรณไี ปฟอ้ งรอ้ งต่อศาลภายในเกา้ สบิ วันนับแตว่ ันท่ีไดร้ บั แจ้ง ถา้ ไม่มี การฟ้องรอ้ งภายในกาหนดดังกล่าว ให้ถอื วา่ ผู้ขอไม่ประสงค์จะสอบเขตโฉนดท่ีดนิ น้นั ตอ่ ไป ในกรณผี ้มู สี ิทธิในที่ดินประสงค์จะขอใหต้ รวจสอบเนอ้ื ทต่ี ามหนงั สือรับรองการทา ประโยชนเ์ ฉพาะ รายของตน ใหย้ น่ื คาขอพร้อมดว้ ยหนังสือรบั รองการทาประโยชนส์ าหรับทีด่ นิ น้ันต่อนายอาเภอหรือ ปลดั อาเภอผู้เปน็ หัวหน้าประจากิง่ อาเภอท้องท่ี และให้นาความในวรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดย อนโุ ลม) (ความในมาตรา 69 ทวิ ถูกยกเลิกโดยมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2520 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนี้แทน) (มาตรา 69 ทวิ ผู้มสี ิทธใิ นทีด่ นิ ประสงค์จะขอสอบเขตโฉนดท่ดี ินเฉพาะรายของตนให้ยน่ื คาขอ พรอ้ มด้วยโฉนดทด่ี ินนนั้ ต่อเจา้ พนกั งานท่ีดนิ และให้พนกั งานเจา้ หน้าที่ไปทาการรังวดั ให้ ในการรงั วดั ถ้าปรากฏว่าการครอบครองไม่ตรงกบั แผนที่หรอื เนื้อท่ีในโฉนดท่ดี นิ เม่ือผมู้ ีสิทธิในที่ดนิ ขา้ งเคียงไดร้ ับรองแนวเขตแลว้ ให้เจ้าพนกั งานท่ดี นิ มีอานาจแก้ไขแผนทหี่ รือเน้อื ที่ใหต้ รงกบั ความเปน็ จริงได้ เวน้ แต่จะเป็นการสมยอมเพอื่ หลกี เลย่ี งกฎหมาย ในกรณีท่ไี มอ่ าจติดต่อผมู้ ีสทิ ธใิ นท่ดี นิ ข้างเคยี งใหม้ าระวงั แนวเขตได้หรือในกรณที ีผ่ มู้ ีสิทธิในที่ดิน ขา้ งเคยี งไดร้ บั การติดต่อจากพนักงานเจา้ หน้าท่ีใหม้ าระวงั แนวเขตแล้วแตไ่ ม่มาหรือมาแตไ่ ม่ยอมลงช่อื รบั รอง แนวเขตโดยไมไ่ ดค้ ดั ค้านการรงั วดั ใหพ้ นกั งานเจ้าหน้าทีแ่ จง้ เป็นหนงั สือให้ผนู้ น้ั มาลงชอื่ รับรองแนวเขตหรือ คดั ค้านภายในสามสบิ วนั นับแต่วนั ที่ไดส้ ่งหนงั สอื ถา้ ผมู้ ีสทิ ธิในท่ดี ินข้างเคยี งไม่ดาเนินการ อย่างหนง่ึ อยา่ งใด ภายในกาหนดดังกล่าว และผู้ขอได้ใหค้ ารบั รองว่ามไิ ดน้ าทาการรังวดั รกุ ล้าทด่ี ินข้างเคียงและ ยินยอมให้ แกไ้ ขแผนท่ีหรือเนื้อทใี่ หต้ รงกับความเป็นจริง ให้เจา้ พนกั งานท่ีดินดาเนนิ การตามวรรคสองไปไดโ้ ดยไมต่ ้องมี การรบั รองแนวเขต

38 การตดิ ต่อหรือการแจ้งผมู้ ีสิทธิในท่ีดนิ ขา้ งเคียงตามความในวรรคสาม ใหเ้ ปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ และวิธกี ารทีก่ าหนดในกฎกระทรวง หากปรากฏว่ามีผู้คดั คา้ น ให้เจา้ พนกั งานที่ดินมีอานาจสอบสวนไกลเ่ กล่ีย โดยถอื หลกั ฐานแผนทเ่ี ปน็ หลกั ในการพิจารณาถา้ ตกลงกนั ไดใ้ หด้ าเนนิ การไปตามที่ตกลง แต่ตอ้ งไมเ่ ปน็ การสมยอมกันเพ่อื หลกี เล่ียง กฎหมาย หากตกลงกันไมไ่ ด้ให้แจ้งคกู่ รณีไปฟอ้ งร้องต่อศาลภายในเก้าสบิ วันนบั แต่วนั ทีไ่ ด้รบั แจง้ ถา้ ไม่มกี าร ฟอ้ งร้องภายในกาหนดดงั กล่าว ใหถ้ ือวา่ ผู้ขอไมป่ ระสงคจ์ ะสอบเขตโฉนดท่ดี นิ น้ันต่อไป ในกรณผี มู้ ีสิทธิในท่ีดินประสงค์จะขอให้ตรวจสอบเน้ือทตี่ ามหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์เฉพาะ รายของตน ให้ยื่นคาขอพร้อมด้วยหนงั สอื รับรองการทาประโยชน์สาหรบั ท่ดี ินนนั้ ต่อหวั หน้าเขต นายอาเภอ หรอื ปลัดอาเภอผู้เปน็ หัวหน้าประจากงิ่ อาเภอท้องท่ี แลว้ แต่กรณี และใหน้ าความในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้ามาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม) (ความในมาตรา ๖๙ ทวิ ซงึ่ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดย พ.ร.บ. แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายท่ีดิน พ.ศ. ๒๕๒๐ ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๑๒ แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายท่ดี ิน (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และให้ได้ความตอ่ ไปนแ้ี ทน) มาตรา 69 ทวิ ผมู้ สี ทิ ธิในทดี่ นิ ประสงค์จะขอสอบเขตโฉนดท่ดี ินเฉพาะรายของตน ให้ยนื่ คาขอพรอ้ มดว้ ยโฉนดทีด่ ินนั้นตอ่ เจ้าพนกั งานที่ดินและให้พนักงานเจ้าหนา้ ทไ่ี ปทาการ รังวดั ให้ ในการรงั วดั ถ้าปรากฏว่าการครอบครองไมต่ รงกบั แผนทีห่ รือเนือ้ ท่ีในโฉนดทด่ี ิน เมื่อผมู้ สี ิทธิในท่ดี นิ ขา้ งเคียงได้รบั รองแนวเขตแล้ว ใหเ้ จ้าพนกั งานท่ีดนิ มอี านาจแกไ้ ขแผนท่ี หรอื เนือ้ ที่ใหต้ รงกบั ความเปน็ จรงิ ได้ เว้นแตจ่ ะเปน็ การสมยอมเพ่อื หลกี เลีย่ งกฎหมาย ในกรณีที่ไมอ่ าจตดิ ตอ่ ผูม้ ีสิทธิในทดี่ นิ ขา้ งเคยี งให้มาระวังแนวเขตได้ หรอื ในกรณี ทผี่ มู้ ีสทิ ธิในทีด่ นิ ข้างเคียงได้รับการตดิ ตอ่ จากพนกั งานเจ้าหนา้ ทใ่ี หม้ าระวงั แนวเขตแล้ว แตไ่ มม่ า หรือมาแต่ไมย่ อมลงชื่อรบั รองแนวเขตโดยไม่ไดค้ ดั คา้ นการรงั วัด ใหพ้ นักงาน เจ้าหนา้ ที่แจง้ เป็นหนังสือให้ผู้น้ันมาลงช่ือรบั รองแนวเขตหรือคดั ค้านภายในสามสบิ วัน นับแต่วนั ท่ไี ดส้ ่งหนงั สอื ถ้าผมู้ ีสิทธิในทดี่ ินขา้ งเคยี งไม่ดาเนินการอย่างหน่ึงอย่างใด ภายใน กาหนดดงั กลา่ ว และผู้ขอไดใ้ หค้ ารบั รองว่ามไิ ด้นาทาการรังวดั รกุ ลา้ ทีด่ นิ ขา้ งเคียงและ ยินยอมให้แกไ้ ขแผนทีห่ รอื เนอื้ ทีใ่ หต้ รงกับความเปน็ จริง ให้เจา้ พนักงานท่ดี นิ ดาเนินการ ตามวรรคสองไปได้โดยไม่ต้องมีการรับรองแนวเขต การติดตอ่ หรือการแจ้งผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงตามวรรคสาม ให้ เปน็ ไปตาม หลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารทีก่ าหนดในกฎกระทรวง24 24 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๓๑ (พ.ศ. ๒๕๒๑)

39 หากปรากฏว่ามผี คู้ ัดค้าน ให้เจา้ พนกั งานท่ดี นิ มีอานาจสอบสวน ไกลเ่ กลย่ี โดยถอื หลกั ฐานแผนทเี่ ปน็ หลักในการพิจารณา ถ้าตกลงกันไดก้ ็ใหด้ าเนนิ การไปตาม ทตี่ กลง แตต่ อ้ ง ไม่เปน็ การสมยอมกันเพ่ือหลีกเลีย่ งกฎหมาย หากตกลงกันไมไ่ ดใ้ ห้แจง้ ค่กู รณไี ปฟ้องต่อศาล ภายในเกา้ สบิ วันนบั แต่วันที่ได้รับแจ้ง ถา้ ไมม่ กี ารฟอ้ งภายในกาหนดดงั กล่าว ใหถ้ อื ว่าผู้ขอไม่ ประสงค์จะสอบเขตโฉนดทดี่ ินนัน้ ต่อไป ในกรณผี มู้ ีสิทธิในท่ดี นิ ประสงคจ์ ะขอใหต้ รวจสอบเนอ้ื ทต่ี ามหนังสอื รับรองการทา ประโยชนเ์ ฉพาะรายของตน ให้ยื่นคาขอพรอ้ มดว้ ยหนงั สอื รับรองการทาประโยชน์สาหรับทดี่ นิ ต่อเจา้ พนกั งานท่ีดิน และให้นาความในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม มาตรา ๗๐ เพือ่ ประโยชน์แกก่ ารรงั วัด ใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทม่ี ีอานาจ (๑) เรียกผมู้ สี ิทธิในท่ีดินขา้ งเคยี งมาระวงั แนวเขต และลงชอ่ื รบั ทราบแนวเขตที่ดนิ ของตน (๒) เรยี กให้บคุ คลทเี่ ก่ียวข้องมาให้ถอ้ ยคา หรือส่งั ใหส้ ่งเอกสาร หรือหลักฐานอนื่ ใดท่ี เกย่ี วขอ้ งในการสอบสวน (มีความเพิม่ ขนึ้ เป็นมาตรา ๗๐ ทวิ โดยขอ้ ๙ แห่งประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับท่ี 334 ลงวนั ที่ 13 ธนั วาคม พทุ ธศักราช 2515 ดังตอ่ ไปน้ี) (มาตรา 70 ทวิ ใหน้ ามาตรา 66 และมาตรา 70 มาใชบ้ งั คบั แก่การพิสูจนส์ อบสวนทดี่ นิ เพ่ือออก หนงั สือรับรองการทาประโยชน์โดยอนุโลม) (ความในมาตรา 70 ทวิ ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี ๓๓๔ ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พทุ ธศักราช 2515 ถูกยกเลิกโดยมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. แก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ท่ี ๒ ) พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน) มาตรา 70 ทวิ ใหน้ าความในมาตรา 66 และมาตรา 70 มาใชบ้ งั คบั แกก่ ารพสิ ูจน์ สอบสวนท่ดี นิ เพอ่ื ออกหนังสอื รบั รองการทาประโยชน์ และการตรวจสอบเนื้อท่ีตามหนังสือ รับรองการทาประโยชน์โดยอนุโลม หมวด 6 การจดทะเบียนสิทธิและนิตกิ รรม (มาตรา 71 ให้ผู้ดารงตาแหน่งตอ่ ไปน้ีเปน็ พนกั งานเจ้าหน้าท่จี ดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนิติกรรมเกยี่ วกับ อสังหารมิ ทรพั ยต์ ามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (๑) เจ้าพนักงานทดี่ นิ หรอื ผทู้ าการแทนสาหรับทดี่ ินในเขตท่ีมสี านกั งานทด่ี นิ จงั หวดั หรือสานักงาน ที่ดนิ สาขา และเฉพาะทด่ี ินท่ีมโี ฉนดทด่ี นิ หรือทมี่ ใี บไต่สวนหรอื อสังหารมิ ทรัพย์อย่างอื่นในทด่ี นิ ดังกลา่ วน้ัน รวมกบั ที่ดิน

40 (๒) นายอาเภอหรือผู้ทาการแทน ปลัดอาเภอผู้เปน็ หัวหนา้ ประจาก่ิงอาเภอหรือผทู้ าการแทน สาหรับทด่ี นิ หรอื อสงั หารมิ ทรัพย์อย่างอ่ืนในทอ้ งที่อาเภอหรือก่งิ อาเภอนั้นสาหรบั กรณีอน่ื นอกจาก ระบุไว้ ใน (๑)) ( ความในมาตรา 71 เดิมนี้ ถูกยกเลิกโดยมาตรา 13 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายท่ดี ิน (ฉบบั ท่ี 4) พ.ศ. 2528 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปน้ีแทน) มาตรา ๗๑ * ให้เจา้ พนกั งานทด่ี ิน เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสทิ ธิ และ นติ ิกรรมเก่ยี วกับอสงั หาริมทรพั ย์ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ สาหรบั อสงั หารมิ ทรพั ย์ทอ่ี ยู่ในเขตทอ้ งท่ีสานักงานทด่ี นิ จังหวดั หรือสานกั งานทดี่ นิ สาขานั้น (มคี วามเพิ่มข้ึนเปน็ วรรคสองของมาตรา 71 โดยมาตรา 4 แหง่ พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ ประมวล กฎหมายทดี่ ิน (ฉบบั ที่ 10) พ.ศ. 2550 ดงั ต่อไปนี้) ในกรณที ่ีสานักงานทีด่ ินจังหวัดหรือสานกั งานทดี่ นิ สาขาไดน้ าระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและการส่อื สารมาใชใ้ นการจดทะเบยี นสทิ ธิและนติ ิกรรมแลว้ ให้เจ้าพนกั งานที่ดิน เปน็ พนักงานเจา้ หน้าที่จดทะเบยี นสทิ ธิและนติ กิ รรมเก่ียวกับอสงั หาริมทรพั ย์ตามประมวล กฎหมายแพง่ และพาณชิ ยโ์ ดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารสาหรบั อสงั หาริมทรัพย์ทอี่ ย่ใู นเขตทอ้ งที่ สานกั งานทด่ี ินจังหวดั หรือสานักงานทด่ี นิ สาขาอน่ื ไดด้ ว้ ย เวน้ แต่การจดทะเบยี นที่ตอ้ งมกี ารประกาศหรือตอ้ งมีการรังวัด ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑแ์ ละ วิธกี ารทอ่ี ธบิ ดปี ระกาศกาหนดใน ราชกจิ จานุเบกษา (มาตรา 72 ผ้ใู ดประสงค์จะจดทะเบยี นสิทธแิ ละนิตกิ รรมเกี่ยวกบั อสังหารมิ ทรพั ย์ ตามประมวล กฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ใหค้ ูก่ รณีนาหนังสือแสดงสทิ ธใิ นทดี่ นิ มาจดทะเบียนต่อพนกั งานเจ้าหนา้ ทีต่ าม มาตรา ๗1 แลว้ แต่กรณี) (มคี วามเพม่ิ ขึ้นเปน็ วรรคสอง ของมาตรา 72 โดยขอ้ 10 แหง่ ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบับที่ ๓๓๔ ลงวนั ท่ี 13 ธนั วาคม พุทธศักราช 2515 ดงั ต่อไปนี้) (การขอจดทะเบยี นสทิ ธิและนติ กิ รรมตามความในวรรคหนึง่ สาหรบั ทดี่ ินทม่ี ีโฉนดท่ดี ิน ใบไต่สวน หรอื หนังสอื รบั รองการทาประโยชน์ คกู่ รณอี าจย่ืนคาขอตอ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ณ กรมท่ีดนิ เพ่อื ใหพ้ นักงาน เจา้ หน้าที่ตามมาตรา 71 ดาเนินการจดทะเบียนให้กไ็ ด้ เว้นแตก่ ารจดทะเบยี นทีต่ อ้ งมีการประกาศหรอื ต้องมี การรังวดั ) (ความในมาตรา 72 ซึ่งแกไ้ ขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบับที่ 334 ลงวนั ท่ี 13 ธันวาคม พุทธศกั ราช 2515 ถูกยกเลิกโดยมาตรา 14 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายท่ดี ิน (ฉบับท่ี ๔) พ.ศ. 2528และให้ใช้ความตอ่ ไปน้ีแทน) * มาตรา 19 แหง่ พ.ร.บ. แก้ไขเพ่มิ เติมประมวลกฎหมายท่ีดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ :- การปฏบิ ัติตามประมวล กฎหมายท่ดี ิน ซ่ึงเปน็ อานาจหน้าที่ของหวั หน้าเขต นายอาเภอ หรอื ปลัดอาเภอผเู้ ปน็ หัวหน้าประจากง่ิ อาเภอ อยกู่ อ่ นวันที่พระราชบัญญตั ินี้ใช้บงั คับ ให้ผ้ดู ารงตาแหน่งดงั กล่าวปฏิบตั ิต่อไปพลางก่อน จนกวา่ รฐั มนตรีจะได้ ประกาศยกเลิกในราชกิจจานเุ บกษาเปน็ ทอ้ งทไ่ี ป

41 มาตรา 72 ผู้ใดประสงค์จะจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิติกรรมเกย่ี วกบั อสงั หาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ใหค้ กู่ รณนี าหนงั สือแสดงสทิ ธิในทีด่ นิ มาขอจดทะเบยี น ต่อพนกั งานเจ้าหน้าท่ตี ามมาตรา ๗๑ การขอจดทะเบยี นสิทธิและนติ ิกรรมตามวรรคหนง่ึ สาหรบั ท่ดี นิ ท่มี โี ฉนดที่ดนิ ใบไต่สวนหรือหนงั สอื รบั รองการทาประโยชน์ คกู่ รณอี าจยื่นคาขอตอ่ พนกั งานเจ้าหน้าที่ ณ กรมทีด่ ิน หรือสานักงานทด่ี ินแห่งใดแห่งหนงึ่ เพ่อื ให้พนักงานเจา้ หนา้ ทีต่ ามมาตรา 71 ดาเนนิ การจดทะเบียนใหเ้ ว้นแตก่ ารจดทะเบยี นทตี่ อ้ งมีการประกาศหรอื ตอ้ งมกี ารรงั วัด มาตรา 73 เมื่อปรากฏตอ่ พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีว่านติ ิกรรมที่คูก่ รณีนามาขอจดทะเบียน นน้ั เปน็ โมฆะกรรม พนักงานเจ้าหนา้ ทไ่ี ม่ต้องจดทะเบียนให้ หากนิติกรรมทีค่ ู่กรณีนามาขอจดทะเบียนนัน้ ปรากฏวา่ เปน็ โมฆียะกรรม ให้พนักงาน เจา้ หนา้ ท่ีรับจดทะเบยี นในเมือ่ คูก่ รณฝี ่ายทอี่ าจเสยี หายยืนยนั ให้จด มาตรา 74 ในการดาเนนิ การจดทะเบยี นสิทธิและนิตกิ รรมของพนกั งานเจ้าหนา้ ที่ ตามมาตรา ๗๑ ใหพ้ นกั งานเจ้าหนา้ ที่มีอานาจสอบสวนค่กู รณี และเรยี กบุคคลท่เี ก่ียวข้องมาให้ ถอ้ ยคา หรอื ส่งเอกสารหลักฐานทีเ่ กยี่ วขอ้ งได้ตามความจาเป็นแลว้ ให้พนักงานเจ้าหน้าทีด่ าเนินการ ไปตามควรแกก่ รณี ถา้ มีกรณเี ปน็ ทค่ี วรเช่อื ได้ว่า การขอจดทะเบยี นสทิ ธิและนติ ิกรรมนนั้ จะเป็นการ หลีกเลีย่ งกฎหมาย หรือเป็นท่ีควรเชอื่ ไดว้ ่าบคุ คลใดจะซอื้ ทดี่ ินเพ่ือประโยชน์แก่คนตา่ งด้าว ใหข้ อคาสั่งตอ่ รฐั มนตรี คาสั่งรฐั มนตรเี ปน็ ที่สดุ (มาตรา 75 การดาเนินการจดทะเบียนสิทธแิ ละนติ กิ รรมเก่ยี วกับทดี่ นิ มีโฉนดท่ดี นิ ให้เจ้าพนกั งานทด่ี ิน บนั ทกึ ข้อตกลงหรอื ทาสญั ญาเกยี่ วกบั การนนั้ แลว้ แต่กรณี แล้วให้จดบนั ทึกสารสาคัญลงในโฉนดท่ีดนิ ฉบับ สานักงานท่ดี นิ จงั หวัด หรือสานักงานท่ีดินสาขา และฉบบั เจ้าของทดี่ นิ ให้ตรงกนั ดว้ ย) (ความในมาตรา 75 เดิมถกู ยกเลกิ โดยมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. แกไ้ ขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายท่ดี นิ (ฉบบั ที่ 4 ) พ.ศ. 2528 และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปนแ้ี ทน) มาตรา 75 การดาเนินการจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ กิ รรมเกี่ยวกับที่ดินท่ีมโี ฉนดท่ีดนิ หรือหนังสอื รับรองการทาประโยชน์ ใหเ้ จ้าพนกั งานทด่ี ินบันทึกข้อตกลงหรือทาสญั ญาเกย่ี วกับ การนนั้ แลว้ แต่กรณี แลว้ ใหจ้ ดบันทกึ สารสาคญั ลงในโฉนดท่ีดินหรอื หนงั สอื รับรองการทา ประโยชน์ฉบบั สานักงานทด่ี นิ และฉบับเจา้ ของทีด่ นิ ใหต้ รงกันดว้ ย มาตรา 76 ในกรณีการขอจดทะเบียนสทิ ธิและนิตกิ รรมเกยี่ วกบั ที่ดนิ ซงึ่ พนักงาน เจ้าหนา้ ที่ได้ทาการสอบสวนและรงั วัดหมายเขตไวแ้ ลว้ แต่ยังไม่ไดอ้ อกโฉนดท่ีดนิ ให้ไปขอ จดทะเบียนตอ่ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 71

42 การจดทะเบยี นดงั กลา่ วในวรรคก่อน ใหจ้ ดแจ้งในใบไต่สวน อนโุ ลมตามวธิ กี ารว่าด้วย การจดทะเบยี นสิทธแิ ละนิติกรรมเกีย่ วกับท่ดี นิ ท่ีมีโฉนดทีด่ ิน มาตรา 77 การจดทะเบยี นสิทธแิ ละนติ กิ รรมเกี่ยวกับท่ดี ินหรอื อสงั หารมิ ทรัพย์อยา่ งอนื่ ถา้ ประมวลกฎหมายนม้ี ิไดบ้ ัญญัตไิ ว้เป็นอยา่ งอ่ืน ใหป้ ฏิบตั ติ ามหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารทก่ี าหนด ในกฎกระทรวง๒๕ มาตรา 78 การขอจดทะเบียนสิทธิและนติ กิ รรมในทีด่ นิ ซ่งึ ไดม้ าตามประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา 1382 หรือโดยประการอืน่ นอกจากนติ กิ รรมสาหรับท่ีดนิ ทม่ี ี โฉนด ทดี่ นิ แล้ว ใหป้ ฏิบตั ิตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารท่ีกาหนดในกฎกระทรวง26 (มาตรา 79 เม่ือผู้มสี ิทธิในทีด่ ินซงึ่ มีโฉนดท่ีดนิ แล้วประสงคจ์ ะแบ่งแยกทด่ี ินเปน็ บางสว่ น ต้องให้ พนกั งานเจา้ หนา้ ทีไ่ ปทาการรังวัดแบง่ แยกทด่ี นิ เมอื่ ไดร้ ังวัดแบ่งแยกเสร็จแลว้ ถ้าจะต้องจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ก็ให้จดทะเบยี นสิทธแิ ละนิติกรรมเสยี กอ่ น แลว้ ใหเ้ จา้ พนักงานทีด่ ินออกโฉนดที่ดินฉบบั ใหม่ให้ สาหรับกรณที ด่ี ินทีม่ ใี บไตส่ วน ให้นาความดง่ั กล่าวขา้ งตน้ มาใช้บงั คบั โดยอนุโลม) (ความในมาตรา 79 เดมิ ถูกยกเลกิ โดยข้อ 11 แห่งประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับท่ี 334 ลงวนั ท่ี 13 ธนั วาคม พุทธศกั ราช 2515 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทน) มาตรา 79 ผมู้ สี ทิ ธใิ นทีด่ ินประสงคจ์ ะแบง่ แยกที่ดนิ ออกเปน็ หลายแปลงหรอื รวมทีด่ ินหลายแปลงเขา้ เปน็ แปลงเดียวกนั ใหย้ ืน่ คาขอพรอ้ มด้วยหนงั สือแสดงสิทธใิ นทดี่ ินนัน้ ต่อพนกั งานเจ้าหน้าทต่ี ามมาตรา 71 เพอ่ื ประโยชนแ์ ห่งมาตราน้ี ให้นามาตรา 69 ทวิ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลมดว้ ย และถ้า จะตอ้ งจดทะเบยี นสิทธแิ ละนิตกิ รรม กใ็ หจ้ ดทะเบียนสทิ ธิและนิตกิ รรมเสียกอ่ น แล้วจึงออก หนงั สือแสดงสิทธิในทดี่ ินฉบบั ใหมใ่ ห้ (มาตรา 80 ในกรณีไถ่ถอนจากจานอง หรอื ไถ่ถอนจากการขายฝากซ่ึงทดี่ ินมโี ฉนดทีด่ นิ แล้ว เมื่อผู้รับจานอง หรอื ผู้รบั ซื้อฝากได้ทาหลักฐานเป็นหนังสอื ว่าได้มกี ารไถ่ถอนแล้ว ใหเ้ จา้ ของทด่ี ิน หรือผูข้ ายฝาก นาโฉนดท่ดี นิ มาขอจดทะเบยี นไถ่ถอนตอ่ เจ้าพนักงานท่ดี นิ เมือ่ เจา้ พนักงานทด่ี นิ ตรวจเป็นการถกู ตอ้ งกใ็ หจ้ ดทะเบยี นในโฉนดทีด่ ินให้ปรากฏการไถ่ถอนนั้น สาหรบั ท่ีดนิ ท่มี ใี บไต่สวน ใหน้ าความดงั่ กล่าวข้างต้นมาใช้บังคบั โดยอนุโลม) (ความในมาตรา 80 เดมิ ถูกยกเลิกโดยขอ้ 11 แห่งประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ที่ 334 ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พทุ ธศักราช 2515 และให้ใชค้ วามตอ่ ไปน้แี ทน) 25 กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี 7 (พ.ศ. 2497), กฎกระทรวง ฉบับท่ี 33 (พ.ศ. 2526), กฎกระทรวง ฉบับที่ 35 (พ.ศ. 2531) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 42 (พ.ศ. 2536) 26 กฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๗ (พ.ศ. 2497)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook