หลกั สูตรโรงเรียนเข่อื นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกาศโรงเรยี นเข่ือนผากวิทยา เร่อื ง ใหใ้ ช้หลกั สตู รโรงเรียนเขือ่ นผากวทิ ยา พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑ ตามโครงสรา้ งเวลาเรียนโรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา และ ตามนโยบายลดเวลาเรยี นเพ่ิมเวลารู้ ของกระทรวงศึกษาธิการ พื่อ฿ห๎การจัดการศึกษาข้ันพื้นฐาน สอดคล๎องกับสภาพความปล่ียนปลงทางศรษฐกิจสังคมละความ จริญก๎าวหน๎าทางวิชาการ ป็นการสร๎างกลยุทธ์฿หมํ฿นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา฿ห๎สามารถตอบสนองความ ต๎องการของบุคคล สังคมเทย ผู๎รียนมีศักยภาพ฿นการขํงขันละรํวมมืออยํางสร๎างสรรค์฿นสังคมลก ปลูกฝัง฿ห๎ ผ๎ูรียนมีจิตสานึก฿นความป็นเทยมีระบียบวินัย คานึงถึงประยชน์สํวนรวมละยึดมั่น฿นการปกครองระบอบ ประชาธิปเตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงป็นประมุข ป็นเปตามจตนารมณ์มาตรา ๘๐ ของรัฐธรรมนูญหํง ราชอาณาจักรเทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ละพระราชบัญญัติการศึกษาหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ละที่ก๎เขพ่ิมติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ฉะนั้น อาศยั คาสั่งคณะกรรมการศกึ ษาพระปริยตั ิธรรม ผนสามญั ศกึ ษา ละอาศัยอานาจตามความ฿นข๎อ ที่ ๑๔ ละข๎อที่ ๑๕ หงํ ประกาศมหาถรสมาคม วําด๎วยรงรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม ผนกสามัญศึกษา ฿นการ ประชมุ ผบ๎ู ริหารรงรียนพระปรยิ ัติธรรม ผนกสามัญศึกษา กลุมํ ท่ี ๕ ครง้ั ท่ี ๓ ประจาปกี ารศึกษา ๒๕๕๙ ม่ือ วันท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๙ จึงมีการปรบั ปรุงครงสร๎างวลารยี นละกณฑก์ ารจบการศกึ ษารงรยี นพระปริยัติ ธรรม ผนกสามญั ศกึ ษา ท้ังนี้ หลักสูตรรงรียนข่ือนผากวิทยา พุทธศักราช ๒๕๖๐ เด๎รับความห็นชอบจากคณะกรรมการ สถานศึกษาข้ันพื้นฐาน มื่อวันท่ี ๑ ดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๐ จึงประกาศ฿ห๎฿ช๎หลักสูตรรงรียนต้ังตํบัดนี้ป็น ตน๎ เป ประกาศ ณ วันท่ี ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ พระครูศรปี รยิ ตั ยานุกจิ , ดร. ผอู๎ านวยการรงรียนขื่อนผากวิทยา
หลกั สูตรโรงเรยี นเขอื่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒ หลกั สตู รโรงเรยี นเข่อื นผากวิทยา พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ โรงเรียนเขือ่ นผากวทิ ยา อาเภอพร้าว จังหวดั เชยี งใหม่ --------------------------------------------------- ความนา หลักสูตรรงรียนขอ่ื นผากวิทยา พุทธศักราช ๒๕๕๑ ป็นหลักสูตรกนกลางของประทศท่ีมีวิสัยทัศน์ มุํง พัฒนาผ๎ูรียนทุกคน ซึ่งป็นกาลังของชาติ฿ห๎ป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด๎านรํางกาย ความรู๎ คุณธรรม มีจิตสานึก ฿นความป็นพลมืองเทยละป็นพลลก ยึดม่ัน฿นการปกครองตามระบอบประชาธิปเตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง ป็นประมุข มีความรู๎ละทักษะพ้ืนฐานรวมท้ังจตคติท่ีจาป็น ตํอการศึกษาตํอ การประกอบอาชีพ ละการศึกษา ตลอดชีวิต ดยมุํงน๎นผ๎ูรียนป็นสาคัญบนพื้นฐานความช่ือวําทุกคนสามารถรียนร๎ูละพัฒนาตนองเด๎ต็มตาม ศกั ยภาพ ละมจี ุดหมายที่จะพัฒนาคุณภาพผู๎ รยี น฿ห๎ปน็ คนดี มีปญั ญา มีความสุข มีศักยภาพ฿นการศึกษาตํอ ละ ประกอบอาชีพ รงรียนข่ือนผากวิทยาเด๎จัดทาหลักสูตรรงรียนข่ือนผากวิทยา ละตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติ ธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๙ ฿นระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต๎น ละตอนปลาย ตามนยบายลดวลารียน พ่ิมวลาร๎ู ของกระทรวงศึกษาธิการ ดยครูทุกทํานรํวมกันวิคราะห์หลักสูตรของสถานศึกษาละหลักสูตรของตํ ละกลมุํ สาระการรียนร๎ู จนเด๎หลักสตู รของรงรียนที่สร็จสมบรู ณจ์ ะริ่มนาหลักสตู รมา฿ช๎฿นภาครียนท่ี ๒ ประจาปี การศึกษา ๒๕๕๙ ดยความรํวมมือของทุกกลุํมสาระการรียนร๎ูละกิจกรรมพัฒนาผู๎รียนหลักสูตรรงรียนขื่อน ผากวิทยา พุทธศักราช ๒๕๕๑ ละตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๙ รงรยี นขื่อนผากวทิ ยาท่ีจดั ทาขึ้นเด๎ผํานความห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานรงรียนข่ือนผาก วิทยาปน็ ที่ รียบร๎อยลว๎ จงึ ประกาศ฿ช฿๎ นภาครยี นท่ี ๑ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๐ น้ี พระครศู รีปรยิ ัตยานกุ ิจ, ดร. ผ๎ูอานวยการรงรยี นขื่อนผากวทิ ยา
หลักสูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๓ ความนา กระทรวงศึกษาธิการเด๎มคี าสั่งท่ี สพฐ. ๒๙๓/๒๕๕๑ ลงวนั ท่ี ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ประกาศ฿ช๎หลักสูตร กนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ดยกาหนด฿ห๎รงรียนต๎นบบการ฿ช๎หลักสูตรละรงรียนท่ีมีความ พร๎อมตามรายชื่อท่ีกระทรวงศึกษาธิการประกาศ ร่ิม฿ช๎หลักสูตรดังกลําว฿นปีการศึกษา ๒๕๕๒ ฿นชั้น ประถมศึกษา ปีที่ ๑ – ๖ ละชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ละ ๔ ฿นปีการศึกษา ๒๕๕๓ ฿ห๎฿ช๎฿นช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖, ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ละ ๒, ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๔ ละ ๕ ต้งั ตปํ กี ารศึกษา ๒๕๕๔ ป็นตน๎ เป ฿ห๎฿ช๎฿นทุกช้ันรียน สาหรับรงรียนท่ัวเปทั่วประทศ฿ห๎ร่ิม฿ช๎หลักสูตรกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ฿นปีการศึกษา ๒๕๕๓ ฿นช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖, ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ ละ ๔ ฿นปีการศึกษา ๒๕๕๔ ฿ห๎฿ช๎฿นช้ัน ประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖, ช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ ๑ ละ ๒, ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ละ๕ ตั้งตํปีการศึกษา ๒๕๕๕ ปน็ ตน๎ เป ฿ห๎฿ช๎หลักสตู รน้ี฿นทุกชน้ั รียน พระราชบัญญัติการศึกษาหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก๎เขพ่ิมติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ บัญญัติเว๎฿น มาตรา ๒๗ ฿ห๎คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานกาหนดหลักสูตรกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ่ือความป็นเทย ความป็นพลมืองท่ีดีของชาติ การดารงชีวิต ละการประกอบอาชีพ ตลอดจนพื่อการศึกษาตํอ ดังน้ัน สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) จึงเด๎จัดทาหลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ขึ้น ดยเด๎ปรับปรุงละพัฒนาจากหลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ องค์ประกอบสาคัญของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้แก่ วิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างเวลาเรียน พ้ืนฐาน และเกณฑ์การวัดและประเมินผลกลาง ซ่ึงสถานศึกษาทุกหํงที่จัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานต๎องนาหลักสูตร กนกลางเป฿ช๎ป็นกรอบละทิศทาง฿นการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา ละจัดการรียนการสอน พ่ือพัฒนาด็กละ ยาวชนเทยทุกคน฿นระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ฿ห๎มีคุณภาพด๎านความรู๎ ละทักษะที่จาป็นสาหรับการดารงชีวิต฿น สังคมท่ีมีการปล่ียนปลง ละสวงหาความรู๎พื่อพัฒนาตนองอยํางตํอนื่องตลอดชีวิต โดยสถานศึกษาสามารถ พัฒนาเพิ่มเติม เพ่ือให้สอดคล้องเหมาะสมกับจุดเน้นของสถานศึกษา ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน หรือเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระดับสูง ทั้งนี้ สถานศึกษาไม่จาเป็นต้องกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้ เพ่ิมเติม นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่จัดการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ สามารถนา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ไปปรับใช้ตามความเหมาะสมกับสภาพและบริบทของแต่ละ กลุม่ เป้าหมาย โดยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานท่กี าหนด โ ด ย ที่ โ ร ง เ รี ย น เ ข่ื อ น ผ า ก วิ ท ย า เ ป็ น ส ถ า น ศึ ก ษ า ที่ มี วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ พิ เ ศ ษ ใ น ก า ร จดั การศกึ ษา กลา่ วคือ การจัดการเรียนการสอนสาหรับพระภิกษุสามเณรเป็นการศึกษาเฉพาะ และมีจุดเน้นใน การพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นศาสนทายาทท่ีเปี่ยมด้วยปัญญาพุทธธรรม มีความรู้ ความสามารถ มีความประพฤติ ปฏิบตั ิตรงตามพระธรรมวินยั เป็นแบบอยา่ งที่ดีของพุทธศาสนกิ ชน ดงั นัน้ โรงเรยี นเขือ่ นผากวิทยา นอกจากจะ ยึดแนวทางการจัดการหลักสูตรให้ผู้เรียนได้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ และหลักสูตรแกนกลางการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยัง ได้สนองนโยบายของมหาเถรสมาคมโดยได้นาหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ.
หลกั สูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๔ ๒๕๕๘ และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานตามความเหมาะสมกับสภาพและบริบทของผู้เรียนซึ่งเป็น พระภกิ ษุสามเณรโดยมุง่ เปา้ ประสงค์ไปที่การศกึ ษา นกั ธรรม-บาลี อย่างเขม้ ข้นอกี ดว้ ย รงรียนข่ือนผากวิทยา เด๎จัดทา “หลักสูตรโรงเรียนเขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑”ตามหลักสูตร การศึกษาพระปรยิ ตั ิธรรม แผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑” ขน้ึ โดยมกี ารปรับปรุง เพิ่มเติมสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระ สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ฿ห๎ หมาะสมกับผ๎ู รียนซง่ึ ป็นพระภิกษุสามณร พ่ือ฿ห๎รงรยี นขือ่ นผากวิทยา เด๎นาเป฿ช๎ป็นกรอบละทิศทาง฿นการ จัดทาหลักสูตรสถานศึกษาละจัดการรียนการสอนพื่อพัฒนาพระภิกษุสามณร ฿ห๎ป็นศาสนทายาทท่ีมีความ สมบูรณ์ท้ังรํางกายจิต฿จ อารมณ์ ละสังคม มีความพร๎อม฿นการดานินชีวิตอยํางมีความสุขด๎วยปัญญาพุทธธรรม รวํ มสรา๎ งประยชน์ กํสังคมละสืบทอดพระพุทธศาสนา฿ห๎จริญรุํงรืองสบื เป ฿นอกสารลํมนี้ ได้กาหนด วิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ใน ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อีกทั้งได้กาหนดรายวิชาที่เป็นจุดเน้นของโรงเรียน เข่ือนผากวทิ ยา ซึ่งพระภิกษุสามณรรงรยี นขื่อนผากวิทยา ทุกรูป จะตอ๎ งเด๎รยี นรู๎ละฝึกปฏิบัติ นอกจากน้ียัง เด๎กาหนดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับสมณสารูป กาหนดเกณฑ์กลางการวัดและประเมินผลการเรียน พ่ือป็นมาตรฐาน฿ห๎รงรียนขื่อนผากวิทยา เด๎฿ช๎ป็นนวทาง฿นการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา฿ห๎มีคุณภาพละป็น อกภาพยง่ิ ข้ึน พระครศู รีปรยิ ัตยานุกจิ , ดร. ผู๎อานวยการรงรยี นขอ่ื นผากวทิ ยา
หลกั สูตรโรงเรยี นเข่ือนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๕ วิสัยทศั น์ รงรยี นข่ือนผากวิทยา มุํงสร๎างศาสนทายาทท่ีปีย่ มปัญญาพุทธธรรม ฿ฝุรียน ฿ฝุร๎ู ละพัฒนาตนองเด๎ ต็มตามศักยภาพ สมบูรณ์ด๎วยความร๎ูละทักษะพ้ืนฐานตามมาตรฐานการศึกษา สามารถผยผํหลักธรรม สร๎างสรรค์สังคมเทยละสังคมลก฿ห๎ข๎มข็ง ดารงชีวิตตามหลักปรัชญาศรษฐกิจพอพียง มีจิตสานึก฿นการ อนุรักษ์ละสืบสานประพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาเทย ภูมิปัญญาท๎องถิ่น สํงสริมการปกครองระบอบ ประชาธิปเตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ปน็ ประมุข หลกั การ หลักสูตรรงรียนขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญ ศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลกั สูตรกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มีหลกั การสาคญั ดงั น้ี ๑. ปน็ หลกั สูตรท่สี อดคลอ๎ งตามหลักสูตรการศึกษาพระปรยิ ัตธิ รรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละ หลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ พ่ือความป็นอกภาพของชาติละพระพุทธศาสนา มี จุดหมายละมาตรฐานการรียนรู๎ ปน็ ปาู หมายสาหรับพัฒนาพระภิกษุสามณร฿ห๎สมบูรณ์ด๎วยคุณธรรม จริยธรรม ความร๎ู ความสามารถละความพร๎อม฿นการปน็ ศาสนทายาทท่ีสืบทอดพระพุทธศาสนา ๒. ป็นหลกั สูตรพือ่ สํงสริม฿ห๎พระภกิ ษสุ ามณรเด๎รบั การศึกษาอยาํ งสมอภาคละมีคุณภาพ ๓. ป็นหลักสูตรท่ีสนองการกระจายอานาจ฿ห๎สถาบันพระพุทธศาสนามีสํวนรํวม฿นการจัดการศึกษา฿ห๎ สอดคล๎องกบั อตั ลักษณ์ของรงรียนขอ่ื นผากวทิ ยา ๔. ป็นหลกั สตู รทมี่ ี ครงสรา๎ งยืดหยุํนทง้ั ด๎านสาระการรียนร๎ู วลา ละการจดั การรียนร๎ู ๕. ป็นหลกั สตู รที่ น๎นผ๎ู รยี นป็นสาคัญ ๖. ป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษา฿นระบบ สาหรับพระภิกษุสามณร สามารถทียบอนผลการ รียนร๎ูเด๎ จดุ หมาย หลกั สตู รรงรียนขอ่ื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลักสตู รการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มํุงพัฒนาพระภิกษุสามณร฿ห๎ป็นศาสน ทายาทท่ีปี่ยมปญั ญาพทุ ธธรรม จงึ กาหนดป็นจดุ หมายพ่ือ฿ห๎ กิดกบั พระภิกษุสามณรมื่อจบหลกั สูตร ดังน้ี ๑. มีคุณธรรม จริยธรรม ละคํานิยมท่ีพึงประสงค์ ปฏิบัติตนหมาะสมกับสมณสารูป สอดคล๎องกับหลัก ปรชั ญาศรษฐกิจพอพียง ๒. มีความร๎ูละทักษะตามหลักพุทธธรรม ละมาตรฐานการรียนร๎ูตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติ ธรรม ผนกสามัญศึกษา พศ. ๒๕๕๘ ละหลกั สตู รกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ๓. มีสขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ สุขนสิ ยั ที่ดี ปฏบิ ตั ิตามหลักสมถะละวปิ ัสสนากมั มัฎฐาน ๔. มีจติ สานึกทด่ี ตี ํอสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา ละพระมหากษตั ริย์
หลกั สูตรโรงเรียนเขอื่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๖ ๕. มีจิตสานึก฿นการอนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ละอนุรักษ์พัฒนาส่ิงวดล๎อม มีจิตสาธารณะท่ีมุํงทา ประยชน์ ละสรา๎ งสิง่ ทีด่ ีงาม฿นสงั คม ละอยูํรํวมกนั ฿นสังคม อยาํ งมคี วามสุข สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน หลกั สตู รรงรยี นขื่อนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลักสูตรการศกึ ษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลักสูตรกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มํุงน๎นพัฒนาพระภิกษุสามณร฿ห๎มี คุณภาพตามมาตรฐานการรยี นร๎ูละมสี มรรถนะของ ศาสนทายาททีส่ าคัญ ๕ ประการ ดังน้ี ๑. ความสามารถในการส่ือสาร ป็นความสามารถ฿นการรับละสํงสาร มีวัฒนธรรม฿นการ฿ช๎ภาษาถํายทอดความคิด ความร๎ู ความ ข๎า฿จ ความร๎ูสกึ ละทศั นะของตนองพื่อลกปล่ียนข๎อมูลขําวสาร ละประสบการณ์อันจะป็นประยชน์ตํอการ พัฒนาตนองละสังคม รวมทั้งการสามารถถํายทอดหลักธรรมพื่อขจัดปัญหาความขัดย๎ง฿นสถานการณ์ตํางๆ การลอื กรบั หรอื เมํรบั ขอ๎ มูลขาํ วสารด๎วยหลักหตุผล ละความถูกต๎อง ตลอดจนการลือก฿ช๎วิธีการส่ือสารธรรมที่มี ประสิทธิภาพดยคานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีมีตํอตนองละสงั คม ๒. ความสามารถในการคิด ป็นความสามารถ฿นการคิดวิคราะห์ การคิดสังคราะห์ การคิดอยํางสร๎างสรรค์ การคิดอยํางมี วจิ ารณญาณ ละการคดิ ป็นระบบ หรอื การคดิ บบยนิ สมนสิการ พื่อนาเปสูํองค์ความรู๎หรือสารสนทศพื่อการ ตดั สนิ ฿จกย่ี วกับตวั องละสงั คมเด๎อยํางหมาะสม ๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา ปน็ ความสามารถ฿นการกป๎ ัญหาละอปุ สรรคตาํ งๆ ที่ผชิญเด๎อยํางถูกต๎องหมาะสม บนพื้นฐานของ หลักธรรมละข๎อมูลสารสนทศ ข๎า฿จความสัมพันธ์ละการปลี่ยนปลงของหตุการณ์ตํางๆ ฿นสังคม สวงหา ความรู๎ ประยุกต์ความร๎ูมา฿ช๎฿นการปูองกันละก๎เขปัญหา ละมีการตัดสิน฿จที่มีประสิทธิภาพดยคานึงถึง ผลกระทบท่ีกดิ ข้ึนตอํ ตนองสงั คมละสง่ิ วดลอ๎ ม ๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ป็นความสามารถ฿นการนาหลักธรรม ละกระบวนการตํางๆ เป฿ช๎฿นการดานินชีวิต ประจาวัน การ รยี นรู๎ด๎วยตนอง ฿ฝุรียน฿ฝุร๎ู ปฏิบัติศาสนกิจ ละการอยูํรวมกัน฿นสังคมด๎วยการสร๎างความสามัคคีธรรมระหวําง บุคคล การจัดการปัญหาละความขัดย๎งตํางๆ อยํางหมาะสม การปรับตัว฿ห๎ทันกับการปลี่ยนปลงของสังคม ละสภาพวดล๎อม฿ห๎หมาะสมกับสมณสารูป ละการร๎ูจักหลีกลี่ยงพฤติกรรมเมํพึงประสงค์ที่สํงผลกระทบตํอ ตนองละผ๎ูอ่ืน ๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ป็นความสามารถ฿นการลือกละ฿ช๎ทคนลยีด๎านตํางๆ ฿ห๎หมาะสมกับสมณสารูป ละมีทักษะ กระบวนการทางทคนลยี พื่อการพัฒนาตนองละสังคม฿นด๎านการรียนรู๎ การสื่อสาร การปฏิบัติศาสนกิจ การ กป๎ ัญหาอยาํ งสรา๎ งสรรค์ ถูกต๎องหมาะสมละมีคุณธรรม
หลกั สูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๗ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรรงรียนขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลกั สูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลักสูตรกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มํุงพัฒนาผ๎ูรียน฿ห๎มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ ดังน้ี ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หมายถึง คุณลักษณะที่สดงออกถึงการป็นพลมืองดีของชาติ ธารงเว๎ซึ่ง ความปน็ เทย ศรัทธา ยดึ ม่ัน฿นพระพุทธศาสนา ละคารพทดิ ทนู สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ ๒. ซื่อสัตย์สจุ รติ หมายถงึ คุณลกั ษณะที่ สดงออกถึงการยึดม่ัน฿นความถูกต๎อง ประพฤติตรงตามความ ปน็ จริงตํอตนอง ละผู๎อืน่ ทงั้ กาย วาจา ฿จ ๓. มีวนิ ัย หมายถงึ คณุ ลักษณะที่ สดงออกถึงการยึดมั่น฿นข๎อตกลง กฎกณฑ์ ละระบียบ ข๎อบังคับ ของวัด รงรียน ละสังคม ๔. ใฝ่เรยี นรู้ หมายถงึ คุณลักษณะท่ี สดงออกถงึ ความตั้ง฿จ พียรพยายาม฿นการรียน สวงหาความรู๎ จากหลงํ รียนร๎ทู ้ังภาย฿นละภายนอกรงรียน ๕. อยู่อย่างพอเพียง หมายถึง คุณลักษณะที่สดงออกถึงการดานินชีวิตอยํางพอประมาณ มีหตุผล รอบคอบ มคี ุณธรรม มภี ูมคิ ุม๎ กัน฿นตัวที่ดี ละปรับตวั พอ่ื อยํู฿นสงั คมเดอ๎ ยาํ งมคี วามสุข ๖. มุ่งมั่นในการทางาน หมายถึง คุณลักษณะที่สดงออกถึงความต้ัง฿จละรับผิดชอบ฿นการปฏิบัติ ศาสนกิจ ด๎วยความพียรพยายาม อดทน พ่อื ฿ห๎ศาสนกิจสารจ็ ตามปาู หมาย ๗. รักความเปน็ ไทย หมายถึง คณุ ลกั ษณะท่ี สดงออกถึงความภาคภูมิ฿จ ห็นคุณคํา รํวมอนุรักษ์ สืบ ทอดภูมิปัญญาเทย ขนบธรรมนียมประพณี ศิลปะละวัฒนธรรม ฿ช๎ภาษาเทย฿นการส่ือสารเด๎อยํางถูกต๎องละ หมาะสม ๘. มีจิตสาธารณะ หมายถึง คุณลักษณะที่สดงออกถึงการมีสํวนรํวม฿นกิจกรรมหรือสถานการณ์ท่ีกํอ฿ห๎กิด ประยชน์ กผํ ๎ูอนื่ ชุมชน ละสงั คมด๎วยความตม็ ฿จ มงํุ มนั่ ดยเมํหวังผลตอบทน (โรงเรียนสามารถกาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้น ของตนเองได้) มาตรฐานการเรยี นรู้ หลักสูตรรงรียนขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญ ศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลักสูตรกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ มํุงพัฒนาผู๎รียนซ่ึงป็นพระภิกษุ สามณร ฿ห๎กิดความสมดุล คานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองละพหุปัญญา จึงกาหนด฿ห๎ผู๎รียนรียนร๎ู ๘ กลุํม สาระการรียนรู๎ ป็นความรพู๎ นื้ ฐาน ดังน้ี ๑. ภาษาเทย ๒. คณิตศาสตร์ ๓. วทิ ยาศาสตร์ ๔. สังคมศึกษา ศาสนา ละวัฒนธรรม
หลักสูตรโรงเรยี นเขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๘ ๕. สขุ ศกึ ษาละพลศึกษา ๖. ศิลปะ ๗. การงานอาชพี ละทคนลยี ๘. ภาษาตํางประทศ ตัวชว้ี ดั ตัวช้ีวัดระบุสิ่งที่นักรียนพึงร๎ูละปฏิบัติเด๎ รวมท้ังคุณลักษณะของผ๎ูรียน฿นตํละระดับช้ันซึ่งสะท๎อนถึง มาตรฐานการรียนร๎ู มีความฉพาะจาะจงละมีความป็นรูปธรรม นาเป฿ช๎฿นการกาหนดน้ือหา จัดทาหนํวยการ รียนร๎ู จดั การรยี นการสอน ละป็นกณฑ์สาคญั สาหรับการวัดประมนิ ผลพอ่ื ตรวจสอบคุณภาพผู๎รียน ดังน้ี ๑. ตัวชี้วดั ชัน้ ปี ป็นปูาหมาย฿นการพัฒนาผ๎ู รียนตํละชั้นป฿ี นระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น (มัธยมศึกษา ปที ี่ ๑ – มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓) ๒. ตัวช้ีวัดช่วงชั้น ป็นปูาหมาย฿นการพัฒนาผู๎รียน฿นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีท่ี ๔ – มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖) สาระการเรยี นรู้ สาระการรียนร๎ู ประกอบดว๎ ย องค์ความร๎ู ทักษะหรอื กระบวนการรียนรู๎ ละคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซ่งึ กาหนด฿หผ๎ ๎ู รยี นทกุ รปู /คน฿นระดบั การศึกษาข้นั พื้นฐานจาป็นต๎องรยี นร๎ู ดังน้ัน พระภกิ ษุสามณร ฿นรงรยี นข่อื นผากวิทยา จึงต๎องรียนรูต๎ าม ๘ กลุํมสาระการรยี นรู๎ ดงั น้ี ภาษาไทย : ความร๎ู ว ม า า า า า ความ ม การห็นค คา ม าเ ม าา าา คณิตศาสตร์ : การนาความรู๎ทักษะละกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป฿ช๎฿นการก๎ปัญหา การดานิน ชีวิต ละศึกษาตํอ การมีหตมุ ีผล มี จตคตทิ ่ีดตี ํอคณิตศาสตร์ พฒั นาการคดิ วิทยาศาสตร์ : การนาความรู๎ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป฿ช๎฿นการศึกษา ค๎นคว๎าหาความร๎ู ละก๎ปัญหาอยาํ งปน็ ระบบ การคิดอยาํ งป็นหตุปน็ ผล คดิ วิ คราะห์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม : การอยูํรํวมกัน฿นสังคมเทยละสังคมลกอยํางสันติสุข การป็น พลมืองดี ศรัทธา฿นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา การห็นคุณคําของทรัพยากรละส่ิงวดล๎อม ความรักชาติ ละภมู ฿ิ จ฿นความป็นเทย สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา : ความรู๎ ทักษะละจตคต฿ิ นการสรา๎ งสริมสุขภาพพลานามัยของตนองละ ผ๎ูอืน่ การปอู งกนั ละปฏิบตั ติ อํ สิง่ ตาํ งๆ ท่มี ผี ลตํอสุขภาพอยํางถกู วิธี ละทกั ษะ฿นการ ดานนิ ชีวิต ศิลปะ : ความร๎ู ละทักษะ฿นการคิดริริ่ม จนิ ตนาการ สร๎างสรรค์งานศิลปะ สุนทรียภาพละการห็น คณุ คําทางศลิ ปะ
หลกั สูตรโรงเรยี นเขื่อนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๙ การงานอาชีพและเทคโนโลยี : ความร๎ู ทักษะ ละจตคติ฿นการทางาน การจัดการ การดารงชีวิต การประกอบอาชพี ละการ฿ช๎ทคนลยี ภาษาต่างประเทศ : ความร๎ู ทักษะ จตคติ ละวัฒนธรรม การ฿ช๎ภาษาตํางประทศ฿นการส่ือสาร การสวงหาความรู๎ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ หลักสูตรรงรยี นข่ือนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ตามหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม ผนกสามัญศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๘ ละหลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ กาหนดมาตรฐานการรียนร๎ู฿น ๘ กลุํม สาระการรียนร๎ู จานวน ๖๘ มาตรฐาน ดงั น้ี ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอา่ น มาตรฐาน ท ๑.๑ ฿ช๎กระบวนการอํานสร๎างความรู๎ละความคิดพ่ือนาเป฿ช๎ตัดสิน฿จ ก๎ปัญหา ฿นการดานิน ชีวิตละมนี สิ ัยรักการอาํ น สาระท่ี ๒ การเขยี น มาตรฐาน ท ๒.๑ ฿ช๎กระบวนการขียน ขียนส่ือสาร ขียนรียงความ ยํอความ ละขียนร่ืองราว฿นรูปบบ ตาํ งๆ ขยี นรายงานข๎อมูลสารสนทศละรายงานการศึกษาคน๎ คว๎าอยาํ งมปี ระสทิ ธภิ าพ สาระที่ ๓ การฟงั การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถลือกฟังละดูอยํางมีวิจารณญาณ ละพูดสดงความร๎ู ความคิด ความรู๎สึก ฿น อกาสตํางๆ อยํางมวี ิจารณญาณ ละสรา๎ งสรรค์ สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ ข๎า฿จธรรมชาติของภาษาละหลักภาษาเทย การปลี่ยนปลงของภาษาละพลังของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา ละรกั ษาภาษาเทยเว๎ ป็นสมบตั ขิ องชาติ สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ ข๎า฿จละสดงความคิดห็น วิจารณ์วรรณคดี ละวรรณกรรมเทยอยํางห็นคุณคําละนา มาประยกุ ต฿์ ช๎฿นชวี ติ จริง คณิตศาสตร์ สาระท่ี ๑ จานวนและพืชคณิต มาตรฐาน ค ๑.๑ ขา๎ ฿จความหลากหลายของการสดงจานวน ระบบจานวน การดานินการของจานวน ผลท่ี กดิ ขึ้นจากการดานนิ การ สมบตั ิของการดานนิ การ ละนาเป฿ช๎ มาตรฐาน ค ๑.๒ ข๎า฿จละวิคราะห์ บบรปู ความสมั พนั ธ์ ฟงั กช์ นั ลาดับละอนกุ รม ละนาเป฿ช๎ มาตรฐาน ค ๑.๓ ฿ชน๎ พิ จน์ สมการ อสมการ ละมทริกซ์ อธบิ ายความสมั พันธ์ หรือชวํ ยกป๎ ญั หาที่
หลักสูตรโรงเรียนเขือ่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๐ กาหนด฿ห๎ หมายเหตุ: มาตรฐาน ค ๑.๓ สาหรับผู๎รยี น฿นระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑ – ๖ สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณติ มาตรฐาน ค ๒.๑ ขา๎ ฿จพืน้ ฐานก่ียวกบั การวดั วัดละคาดคะนขนาดของสง่ิ ท่ีตอ๎ งการวัด ละนาเป฿ช๎ มาตรฐาน ค ๒.๒ ข๎า฿จละวิ คราะห์รูปรขาคณติ สมบตั ิของรูปรขาคณติ ความสมั พันธ์ระหวํางรูป รขาคณิต ละทฤษฎีบททางรขาคณติ ละนาเป฿ช๎ มาตรฐาน ค ๒.๓ ขา๎ ฿จรขาคณติ วิคราะห์ ละนาเป฿ช๎ มาตรฐาน ค ๒.๔ ข๎า฿จวกตอร์ การดานนิ การของวกตอร์ ละนาเป฿ช๎ หมายเหตุ: ๑. มาตรฐาน ค ๒.๑ ละ ค ๒.๒ สาหรบั ผ๎ู รียน฿นระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๑ ถงึ ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓ ๒. มาตรฐาน ค ๒.๓ ละ ค ๒.๔ สาหรบั ผ๎ู รยี น฿นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ – ๖ ท่ีเน้นวิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ค ๒.๒ ก๎ปญั หาก่ียวกับการวดั สาระท่ี ๓ สถิตแิ ละความน่าจะเปน็ มาตรฐาน ค ๓.๑ ข๎า฿จกระบวนการทางสถิติ ละ฿ช๎ความร๎ูทางสถติ ิ฿นการก๎ปญั หา มาตรฐาน ค ๓.๒ ขา๎ ฿จหลักการนับบื้องต๎น ความนําจะป็น ละนาเป฿ช๎ หมายเหตุ: ค ๓.๒ สาหรบั ผู๎ รยี น฿นระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑ – ๖ สาระที่ ๔ แคลคลู ัส มาตรฐาน ค ๔.๑ ขา๎ ฿จลิมิตละความตํอน่ืองของฟงั ก์ชัน อนุพนั ธข์ องฟังกช์ นั ละปริพันธ์ของฟังก์ชนั ละ นาเป฿ช๎ หมายเหตุ: มาตรฐาน ค ๔.๑ สาหรบั ผ๎ู รยี น฿นระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔ – ๖ ทเี่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ ขา๎ ฿จความหลากหลายของระบบนิวศ ความสัมพันธร์ ะหวํางสิ่งเมมํ ชี ีวิตกับสิ่งมีชีวิตละ ความสมั พันธ์ระหวํางส่ิงมชี วี ิตกบั ส่ิงมีชวี ิตตาํ ง ๆ ฿นระบบนิ วศ การถาํ ยทอดพลงั งาน การปล่ียนปลงทนที฿่ นระบบนิวศ ความหมายของประชากร ปัญหาละผลกระทบท่ี มีตอํ ทรพั ยากรธรรมชาติ ละสิง่ วดลอ๎ ม นวทาง฿นการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติละ การก๎เขปญั หาส่งิ วดลอ๎ มรวมทง้ั นาความรูเ๎ ป฿ช๎ประยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๒ ขา๎ ฿จสมบตั ิของส่ิงมีชีวติ หนวํ ยพน้ื ฐานของส่ิงมีชีวิต การลาลยี งสารขา๎ ละออกจาก ซลล์ ความสมั พันธข์ องครงสรา๎ ง ละหนา๎ ที่ของระบบตาํ ง ๆ ของสตั ว์ ละมนษุ ย์ท่ีทา งานสัมพันธก์ นั ความสมั พนั ธ์ของครงสรา๎ ง ละหนา๎ ท่ีของอวยั วะตําง ๆ ของพชื ที่ทางาน สัมพนั ธก์ ัน รวมทงั้ นาความรูเ๎ ป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๓ ข๎า฿จกระบวนการละความสาคญั ของการถํายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรมสารพันธุกรรม
หลักสูตรโรงเรียนเขอ่ื นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๑ การปลีย่ นปลงทางพนั ธกุ รรมที่มีผลตํอส่งิ มีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพละวิวฒั นาการ ของสิ่งมชี วี ติ รวมทงั้ นาความร๎เู ป฿ช๎ประยชน์ หมายเหตุ:มาตรฐาน ว ๑.๑ - ว ๑.๓ สาหรับผู๎ รียน฿นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถงึ ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ ละผ๎ู รยี น฿นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔ – ๖ ทไ่ี ม่เน้นวทิ ยาศาสตร์ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ ข๎า฿จสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหวาํ งสมบัติของสสารกับ ครงสรา๎ งละรงยึดหนี่ยวระหวํางอนภุ าค หลักละธรรมชาตขิ องการปล่ยี นปลง สถานะของสสาร การกิดสารละลาย ละการกิดปฏิกริ ยิ าคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ ขา๎ ฿จธรรมชาติของรง฿นชวี ิตประจาวัน ผลของรงทก่ี ระทาตอํ วัตถุ ลกั ษณะการ คล่อื นท่ี บบตาํ ง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นาความร๎เู ป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๒.๓ ข๎า฿จความหมายของพลังงาน การปล่ยี นปลงละการถํายอนพลังงาน ปฏิสมั พนั ธ์ ระหวาํ ง สสารละพลังงาน พลงั งาน฿นชวี ิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี กยี่ วข๎องกบั สียง สง ละคล่ืนมํ หล็กเฟฟูา รวมทั้งนาความร๎เู ป฿ช๎ประยชน์ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๒.๑ – ว ๒.๓ สาหรับผู๎รียน฿นระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓ ละผู๎รียน฿นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ ทไ่ี มเ่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ ข๎า฿จองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการกดิ ละวิวฒั นาการของอกภพ กาล็กซี ดาวฤกษ์ ละระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพนั ธ์ภาย฿นระบบสุรยิ ะทส่ี ํงผลตํอสิง่ มีชวี ิตละ การประยุกต์฿ช๎ ทคนลยอี วกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ ขา๎ ฿จองค์ประกอบละความสมั พันธ์ของระบบลก กระบวนการปล่ยี นปลงภาย฿นลก ละบนผิวลก ธรณีพิบัตภิ ยั กระบวนการปลยี่ นปลงลมฟูาอากาศละภมู ิอากาศลก รวมท้ังผลตํอสง่ิ มชี วี ิตละส่งิ วดล๎อม หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๓.๑ – ว ๓.๒ สาหรบั ผ๎ูรยี นทกุ คน฿นระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ถงึ ระดบั ช้ันมธั ยม ศึกษา ปที ่ี ๓ ละผู๎ รียน฿นระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๔ – ๖ ทไ่ี ม่เน้นวทิ ยาศาสตร์ สาระที่ ๔ ชวี วิทยา มาตรฐาน ว ๔.๑ ขา๎ ฿จธรรมชาติของสง่ิ มีชวี ิต การศึกษาชวี วทิ ยาละวิธีการทางวิทยาศาสตร์ สารท่ี ป็น องคป์ ระกอบของสงิ่ มชี ีวติ ปฏิกิรยิ าคม฿ี นซลล์ของส่งิ มชี ีวติ กล๎องจลุ ทรรศน์ ครงสร๎าง ละหน๎าท่ขี องซลล์ การลาลยี งสารข๎าละออกจากซลล์ การบํงซลล์ ละการหาย฿จ ระดับซลล์ มาตรฐาน ว ๔.๒ ข๎า฿จการถาํ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การถํายทอดยีนบนครมซม สมบัติละหนา๎ ทข่ี องสารพนั ธกุ รรม การกดิ มวิ ทชนั ทคนลยีทางดีอ็นอ หลักฐาน ข๎อมลู ละนวคิด ก่ียวกบั ววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวติ ภาวะสมดลุ ของฮารด์ ี-เวน์ บริ ์ก การกิดสปีชสี ์฿หมํ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กานดิ ของสิ่งมีชีวติ ความหลากหลายของสิ่งมชี ีวิต ละ อนกุ รมวธิ าน รวมท้ังนาความรเ๎ู ป฿ช๎ประยชน์
หลักสูตรโรงเรียนเขอ่ื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๒ มาตรฐาน ว ๔.๓ ข๎า฿จสํวนประกอบของพชื การลกปลย่ี นก๏สละคายนา้ ของพชื การลาลยี งของพืช การสงั คราะหด์ ๎วยสง การสบื พันธ์ุของพชื ดอกละการจรญิ ติบต ละการตอบสนอง ของพืช รวมทัง้ นาความร๎ูเป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๔.๔ ข๎า฿จการยํอยอาหารของสตั ว์ละมนษุ ย์ รวมทั้งการหาย฿จละการลกปลยี่ นก๏ส การ ลาลียงสารละการหมนุ วียนลอื ด ภมู ิคุ๎มกนั ของราํ งกาย การขับถําย การรบั ร๎ู ละการ ตอบสนอง การคลื่อนที่ การสืบพันธุ์ละการจริญติบต ฮอร์ มนกับการรักษา ดุลยภาพ ละพฤตกิ รรมของสัตว์ รวมทัง้ นาความร๎ูเป฿ช๎ประยชน์ มาตรฐาน ว ๔.๕ ขา๎ ฿จนวคิดกีย่ วกบั ระบบนิวศ กระบวนการถํายทอดพลังงานละการหมุนวยี นสาร ฿นระบบนิ วศ ความหลากหลายของเบอม การปล่ียนปลงทนทข่ี องสง่ิ มชี วี ติ ฿นระบบ นิวศ ประชากรละรปู บบการพ่ิมของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ ละสิ่งวดลอ๎ ม ปญั หา ละผลกระทบท่ีกดิ จากการ฿ชป๎ ระยชน์ ละนวทางการก๎เขปัญหา หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๔.๑ – ว ๔.๕ สาหรับผู๎ รยี น฿นระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔ – ๖ ทเี่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ สาระที่ ๕ เคมี มาตรฐาน ว ๕.๑ ขา๎ ฿จครงสรา๎ งอะตอม การจัดรยี งธาต฿ุ นตารางธาตุ สมบตั ิของธาตุ พันธะคมี ละ สมบตั ขิ องสาร ก๏สละสมบัติของกส๏ ประภทละสมบัตขิ องสารประกอบอินทรยี ์ ละ พอลิ มอร์ รวมทัง้ การนาความร๎เู ป฿ช๎ประยชน์ มาตรฐาน ว ๕.๒ ขา๎ ฿จการขยี นละการดุลสมการคมี ปรมิ าณสมั พันธ์฿นปฏกิ ริ ิยาคมี อตั ราการ กิดปฏิกิรยิ าคมี สมดลุ ฿นปฏิกิรยิ าคมี สมบัติ ละปฏิกริ ิยาของกรด–บส ปฏิกิรยิ ารี ดอกซ์ละซลล์คมเี ฟฟาู รวมทัง้ การนาความร๎ูเป฿ช๎ประยชน์ มาตรฐาน ว ๕.๓ ขา๎ ฿จหลักการทาปฏิบตั กิ ารคมี การวดั ปรมิ าณสาร หนํวยวัดละการปลี่ยนหนวํ ย การ คานวณ ปรมิ าณของสาร ความข๎มข๎นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความร๎ูละ ทกั ษะ฿นการอธบิ าย ปรากฏการณ์฿นชีวิตประจาวนั ละการกป๎ ัญหาทางคมี หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๕.๑ – ว ๕.๓ สาหรบั ผ๎ู รยี น฿นระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ ทเ่ี น้นวทิ ยาศาสตร์ สาระท่ี ๖ ฟิสิกส์ มาตรฐาน ว ๖.๑ ข๎า฿จธรรมชาตทิ างฟสิ ิกส์ ปริมาณละกระบวนการวดั การคลอ่ื นที่ นวตรง รงละ กฎการคลื่อนที่ของนวิ ตนั กฎความน๎มถวํ งสากล รงสยี ดทาน สมดุลกลของวัตถุ งาน ละกฎการอนรุ ักษพ์ ลงั งานกล มมนตัมละกฎการอนุรักษ์มมนตัม การคล่ือนที่ นว คง๎ รวมทงั้ นาความรู๎เป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๖.๒ ขา๎ ฿จการคล่อื นท่ี บบฮารม์ อนกิ สอ์ ยํางงาํ ย ธรรมชาติของคลืน่ สยี งละการเดย๎ ิน ปรากฏการณ์ที่ กี่ยวข๎องกับสยี ง สงละการห็น ปรากฏการณ์ท่ีกี่ยวข๎องกับสง รวมทั้งนาความรู๎เป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๖.๓ ข๎า฿จรงเฟฟูาละกฎของคูลอมบ์ สนามเฟฟูา ศกั ยเ์ ฟฟูา ความจเุ ฟฟาู กระสเฟฟูา ละ กฎของอหม์ วงจรเฟฟาู กระสตรง พลังงานเฟฟาู ละกาลงั เฟฟาู การปล่ียนพลงั งานทดทน ปน็ พลงั งานเฟฟูา สนามมํหลก็ รงมํหล็กท่ีกระทากับประจเุ ฟฟูา ละ
หลักสูตรโรงเรยี นเข่อื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๓ กระสเฟฟาู การหนย่ี วนามํหล็กเฟฟาู ละกฎของฟาราดย์ เฟฟาู กระสสลบั คลืน่ มํ หล็กเฟฟูา ละการสื่อสาร รวมทั้งนาความรเ๎ู ป฿ช๎ประยชน์ มาตรฐาน ว ๖.๔ ขา๎ ฿จความสมั พนั ธข์ องความร๎อนกบั การปลยี่ นอุณหภูมิ ละสถานะของสสาร สภาพยืด หยํนุ ของวสั ดุ ละมอดลุ ัสของยัง ความดนั ฿นของเหล รงพยุง ละหลกั ของอารค์ ิมีดสี ความตงึ ผวิ ละรงหนดื ของของหลว ของเหลอดุ มคติ ละสมการบร์นลู ลี กฎของ กส๏ ทฤษฎจี ลนข์ อง กส๏ อดุ มคติละพลังงาน฿นระบบ ทฤษฎอี ะตอมของบร์ ปรากฎ การณ์ฟตอิลก็ ทรกิ ทวิภาวะ ของคลน่ื ละอนุภาค กัมมันตภาพรงั สี รงนวิ คลียร์ ปฏกิ ิริยานวิ คลยี ร์ พลงั งานนิวคลยี ร์ ฟิสกิ ส์ อนุภาค รวมทง้ั นาความรู๎เป฿ชป๎ ระยชน์ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๖.๑ – ว ๖.๔ สาหรบั ผู๎รยี น฿นระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๔ – ๖ ทเ่ี น้นวทิ ยาศาสตร์ สาระท่ี ๗ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ มาตรฐาน ว ๗.๑ ข๎า฿จกระบวนการปล่ียนปลงภาย฿นลก ธรณีพิบัติภัยละผลตํอส่ิงมีชีวิตละ ส่งิ วดลอ๎ ม การศกึ ษาลาดบั ช้นั หนิ ทรพั ยากรธรณี ผนที่ ละการนาเป฿ชป๎ ระยชน์ มาตรฐาน ว ๗.๒ ขา๎ ฿จสมดุลพลังงานของลก การหมนุ วยี นของอากาศบนลก การหมนุ วยี นของนา้ ฿นม หาสมทุ ร การกดิ มฆ การปลี่ยนปลงภมู อิ ากาศลกละผลตอํ ส่งิ มชี ีวิตละสง่ิ วดล๎อม รวมทง้ั การพยากรณ์อากาศ มาตรฐาน ว ๗.๓ ขา๎ ฿จองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการกิดละววิ ฒั นาการของอกภพ กาลก็ ซี ดาวฤกษ์ ละระบบสรุ ิยะ ความสัมพันธข์ องดาราศาสตร์กับมนษุ ย์จากการศึกษาตาหนํง ดาว บนทรงกลมฟูาละปฏสิ ัมพนั ธ์ภาย฿นระบบสุริยะ รวมทง้ั การประยุกต์฿ช๎ทคนลยี อวกาศ หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๗.๑ – ว ๗.๓ สาหรบั ผ๎ู รยี น฿นระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔ – ๖ ทเี่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ สาระท่ี ๘ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๘.๑ ขา๎ ฿จนวคดิ หลักของทคนลยีพื่อการดารงชีวติ ฿นสงั คมทม่ี กี ารปลย่ี นปลงอยาํ ง รวดรว็ ฿ชค๎ วามร๎ู ละทักษะทางดา๎ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ละศาสตร์อนื่ ๆ พ่ือ กป๎ ัญหา หรอื พฒั นางานอยํางมคี วามคิดสรา๎ งสรรค์ด๎วยกระบวนการออกบบชงิ วศิ วกรรม ลอื ก฿ช๎ ทคนลยี อยาํ งหมาะสมดยคานึงถึงผลกระทบตํอชวี ติ สงั คม ละ ส่ิงวดล๎อม มาตรฐาน ว ๘.๒ ขา๎ ฿จละ฿ช๎ นวคิดชงิ คานวณ฿นการก๎ปัญหาที่พบ฿นชีวิตจรงิ อยาํ งป็นขัน้ ตอนละ ปน็ ระบบ฿ช๎ทคนลยีสารสนทศละการส่ือสาร฿นการรียนร๎ู การทางาน ละการ ก๎ปัญหาเดอ๎ ยาํ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ร๎ู ทาํ ทัน ละมจี รยิ ธรรม หมายเหตุ: มาตรฐาน ว ๘.๑ สาหรบั ผู๎ รยี น฿นระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ – ๕ มาตรฐาน ว. ๘.๒ สาหรับนกั รียน฿นระดับชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๑ -ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๖
หลกั สูตรโรงเรียนเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๔ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ ๑ พระพุทธศาสนา มาตรฐาน ส ๑.๑ ร๎ู ละข๎า฿จพระพุทธประวัติ ความสาคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา ละศาสนาอื่น มีศรัทธาท่ีถกู ตอ๎ ง ยดึ มั่น ละปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาพื่ออยูํรํวมกันอยําง สนั ตสิ ขุ มาตรฐาน ส ๑.๒ ขา๎ ฿จ ตระหนักละปฏิบตั ิตนปน็ พทุ ธศาสนิกชนท่ีดี ละธารงรักษาพระพทุ ธศาสนา มาตรฐาน ส.๑.๓ ร๎ู ข๎า฿จละตระหนัก฿นการปฏิบัติตนตามหลักพระวินัย ระบียบ คาสั่ง กฎมหาถรสมาคม ละพระราชบญั ญัติคณะสงฆ์ สาระที่ ๒ หนา้ ทพี่ ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสงั คม มาตรฐาน ส ๒.๑ ข๎า฿จละปฏิบัติตนตามหน๎าที่ของการป็นพลมืองดี มีคํานิยมที่ดีงาม ละธารงรักษา ประพณีละวัฒนธรรมเทย ดารงชวี ิตอยํรู ํวมกนั ฿นสงั คมเทยละสังคมลกอยํางสนั ติสขุ มาตรฐาน ส ๒.๒ ข๎า฿จระบบการมืองการปกครอง฿นสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา ละธารงรักษาเว๎ซ่ึงการ ปกครองระบอบประชาธปิ เตยอันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงป็นประมุข สาระที่ ๓ เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส ๓.๑ ข๎า฿จละสามารถบริหารจัดการทรัพยากร฿นการผลิตละการบริภค การ฿ช๎ทรัพยากรที่มี อยูํจากัดเด๎อยํางมีประสิทธิภาพละค๎ุมคํา รวมท้ังข๎า฿จหลักการของศรษฐกิจพอพียง พื่อการดารงชีวติ อยํางมดี ลุ ยภาพ มาตรฐาน ส ๓.๒ ข๎า฿จระบบ ละสถาบันทางศรษฐกิจตํางๆ ความสัมพันธ์ทางศรษฐกิจ ละความจาป็น ของการรํวมมอื กนั ทางศรษฐกจิ ฿นสงั คมลก สาระที่ ๔ ประวตั ศิ าสตร์ มาตรฐาน ส ๔.๑ ข๎า฿จความหมาย ความสาคัญของวลาละยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถ฿ช๎วิธีการ ทางประวตั ิศาสตร์มาวิคราะห์ หตุการณ์ตาํ งๆ อยาํ งป็นระบบ มาตรฐาน ส ๔.๒ ข๎า฿จพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ฿นด๎านความสัมพันธ์ละการ ปล่ียนปลงของหตุการณ์อยํางตํอน่ือง ตระหนักถึงความสาคัญละสามารถวิคราะห์ ผลกระทบที่กิดขึ้น มาตรฐาน ส ๔.๓ ข๎า฿จความป็นมาของชาติเทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาเทย มีความรัก ความภูมิ฿จละธารง ความปน็ เทย สาระท่ี ๕ ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส ๕.๑ ข๎า฿จลักษณะทางกายภาพของลกละความสัมพันธ์ของสรรพส่ิงซ่ึงมีผลตํอกัน ฿ช๎ผนท่ี ละครื่องมือทางภูมิศาสตร์฿นการค๎นหา วิคราะห์ ละสรุปข๎อมูล ตามกระบวนการทาง ภมู ศิ าสตร์ ตลอดจน฿ช๎ภูมิสารสนทศอยาํ งมปี ระสิทธิภาพ
หลักสูตรโรงเรยี นเขอื่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๕ มาตรฐาน ส ๕.๒ ข๎า฿จปฏิสัมพันธ์ระหวํางมนุษย์กับสิ่งวดล๎อมทางกายภาพท่ีกํอ฿ห๎กิด การสร๎างสรรค์วิถี การดานินชีวิต มีจิตสานึกละมีสํวนรํวม฿นการจัดการทรัพยากร ละสิ่งวดล๎อมพ่ือการ พัฒนาท่ยี ่ังยืน สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา สาระท่ี ๑ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนษุ ย์ มาตรฐาน พ ๑.๑ ขา๎ ฿จธรรมชาติของการจริญติบตละพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ ๒ ชีวติ และครอบครัว มาตรฐาน พ ๒.๑ ขา๎ ฿จละหน็ คณุ คาํ ตนอง ครอบครวั พศศกึ ษา ละมีทกั ษะ฿นการดานินชวี ติ สาระที่ ๓ การเคลื่อนไหว การออกกาลงั กาย ตามสมณวสิ ยั มาตรฐาน พ ๓.๑ รู๎ ละขา๎ ฿จ มีทกั ษะ฿นการคลอ่ื นเหว กิจกรรมทางกาย รูจ๎ ักกมละกีฬา มาตรฐาน พ ๓.๒ ห็นคุณคําของการบริหารกาย ปฏิบัติป็นประจาอยํางสม่าสมอ มีวินัย รู๎จักสิทธิ กฎกติกา ของกฬี า สาระท่ี ๔ การสรา้ งเสรมิ สุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกนั โรค มาตรฐาน พ ๔.๑ ห็นคุณคําละมีทักษะ฿นการสร๎างสริมสุขภาพ การดารงสุขภาพ การปูองกันรคละการ สร๎างสรมิ สมรรถภาพพอื่ สขุ ภาพ สาระที่ ๕ ความปลอดภยั ในชวี ติ มาตรฐาน พ ๕.๑ ปูองกันละหลีกลี่ยงปัจจัยสี่ยง พฤติกรรมส่ียงตํอสุขภาพ อุบัติหตุ การ฿ช๎ยาสารสพติด ละความรุนรง ศิลปะ สาระที่ ๑ ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ ๑.๑ สรา๎ งสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ ละความคิดสร๎างสรรค์ วิคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ คุณคํางานทัศนศิลป์ ถํายทอดความรู๎สึก ความคิดตํองานศิลปะอยํางอิสระ ชื่นชม ละ ประยุกต฿์ ช๎฿นชีวติ ประจาวัน มาตรฐาน ศ ๑.๒ ข๎า฿จความสัมพันธ์ระหวํางทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ ละวัฒนธรรม ห็นคุณคํางาน ทศั นศลิ ป์ที่ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรม ภูมปิ ัญญาท๎องถ่นิ ภมู ิปัญญาเทยละสากล สาระที่ ๒ ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๑ ข๎า฿จดนตรี วิคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ คุณคําดนตรี ถํายทอดความรู๎สึก ความคิดตํอดนตรี อยาํ งอิสระ มาตรฐาน ศ ๒.๒ ข๎า฿จความสัมพันธร์ ะหวํางดนตรี ประวตั ิศาสตร์ ละวัฒนธรรม ห็นคุณคําของดนตรีท่ีป็น มรดกทางวัฒนธรรม ภมู ปิ ัญญาทอ๎ งถน่ิ ภูมปิ ัญญาเทยละสากล
หลักสูตรโรงเรยี นเข่ือนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๖ สาระที่ ๓ นาฏศลิ ป์ มาตรฐาน ศ ๓.๑ ขา๎ ฿จนาฏศลิ ป์ วิ คราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์คณุ คํานาฏศลิ ป์ ถํายทอดความรู๎สึก ความคิดอยําง อิสระ มาตรฐาน ศ ๓.๒ ข๎า฿จความสัมพันธ์ระหวํางนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์ ละวัฒนธรรม ห็นคุณคําของนาฏศิลป์ท่ี ป็นมรดกทางวฒั นธรรม ภมู ปิ ัญญาท๎องถิ่น ภูมปิ ัญญาเทยละสากล การงานอาชพี และเทคโนโลยี สาระท่ี ๑ การดารงชีวติ และครอบครวั มาตรฐาน ง ๑.๑ ข๎า฿จการทางาน มีความคิดสร๎างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการก๎ปัญหา ทักษะการทางานรํวมกัน ละทักษะการสวงหาความรู๎ มี คุณธรรมละลักษณะนิสัย฿นการทางาน มีจิตสานึก฿นการ฿ช๎พลังงาน ทรัพยากร ละ ส่ิงวดล๎อมพื่อการดารงชีวิตละครอบครัว สาระที่ ๒ การออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง ๒.๑ ขา๎ ฿จทคนลยีละกระบวนการทคนลยี ออกบบละสรา๎ งสงิ่ ของคร่ือง฿ช๎ หรือวิธีการ ตามกระบวนการทคนลยอี ยํางมคี วามคดิ สร๎างสรรค์ ลือก฿ช๎ทคนลยี฿นทางสร๎างสรรค์ ตํอชีวติ สงั คม สิ่งวดลอ๎ ม ละมีสํวนรวํ ม฿นการจัดการทคนลยที ่ยี ั่งยืน สาระท่ี ๓ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร มาตรฐาน ง ๓.๑ ข๎า฿จ ห็นคุณคํา ละ฿ช๎กระบวนการทคนลยีสารสนทศ฿นการสืบค๎นข๎อมูล การรียนร๎ู การ สือ่ สาร การกป๎ ญั หา การทางาน ละอาชีพอยํางมีประสทิ ธภิ าพ ประสิทธผิ ล ละมคี ณุ ธรรม สาระท่ี ๔ การอาชพี มาตรฐาน ง ๔.๑ ข๎า฿จ มีทักษะที่จาป็น มีประสบการณ์ ห็นนวทาง฿นงานอาชีพ ฿ช๎ทคนลยีพ่ือพัฒนา อาชีพ มีคุณธรรม ละมี จตคติทีด่ ตี ํออาชีพ ภาษาตา่ งประเทศ สาระท่ี ๑ ภาษาเพ่อื การสอื่ สาร มาตรฐาน ต ๑.๑ ขา๎ ฿จละตีความร่ืองท่ีฟังละอํานจากสื่อประภทตํางๆ ละสดงความคิดหน็ อยาํ งมีหตผุ ล มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการส่ือสารทางภาษา฿นการลกปล่ียนข๎อมูลขําวสาร สดงความร๎ูสึกละความ คิดห็นอยํางมปี ระสิทธภิ าพ มาตรฐาน ต ๑.๓ นาสนอข๎อมูลขําวสาร ความคิดรวบยอด ละความคิดห็น฿นร่ืองตํางๆ ดยการพูดละ การขยี น สาระที่ ๒ ภาษาและวฒั นธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ ข๎า฿จความสัมพันธ์ระหวํางภาษากับวัฒนธรรมของจ๎าของภาษา ละนาเป฿ช๎เด๎อยําง หมาะสมกับกาลทศะ
หลกั สูตรโรงเรยี นเขอื่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๗ มาตรฐาน ต ๒.๒ ข๎า฿จความหมือนละความตกตํางระหวํางภาษาละวัฒนธรรมของจ๎าของภาษากับ ภาษาละวฒั นธรรมเทย ละนามา฿ช๎อยาํ งถกู ต๎องละหมาะสม สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธก์ ับกลมุ่ สาระการเรียนรอู้ ่ืน มาตรฐาน ต ๓.๑ ฿ช๎ภาษาตํางประทศ฿นการช่ือมยงความร๎ูกับกลํุมสาระการรียนร๎ูอื่น ละป็นพ้ืนฐาน฿นการ พัฒนา สวงหาความรู๎ ละปดิ ลกทศั น์ของตน สาระท่ี ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๑ ฿ช๎ภาษาตาํ งประทศ฿นสถานการณ์ตาํ งๆ ทัง้ ฿นรงรียน ชุมชน ละสงั คม มาตรฐาน ต ๔.๒ ฿ช๎ภาษาตํางประทศป็นคร่ืองมือพื้นฐาน฿นการศึกษาตํอ การประกอบอาชีพ ละการ ลกปลีย่ นรยี นร๎กู บั สงั คมลก
หลกั สูตรโรงเรยี นเขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๘ มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชี้วดั หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ทาไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย ภาษาเทยป็นอกลักษณ์ของชาติป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันกํอ฿ห๎กิดความป็นอกภาพละสริมสร๎าง บุคลิกภาพของคน฿นชาติ฿ห๎มีความป็นเทย ป็นคร่ืองมือ฿นการติดตํอสื่อสารพื่อสร๎าง ความข๎า฿จละ ความสัมพนั ธท์ ่ดี ตี อํ กนั ทา฿หส๎ ามารถประกอบกจิ ธุระ การงาน ละดารงชวี ติ รวํ มกนั ฿นสังคมประชาธิปเตยเด๎อยําง สันติสุข ละป็นครื่องมือ฿นการสวงหาความร๎ู ประสบการณ์จากหลํงข๎อมูลสารสนทศตํางๆ พ่ือพัฒนาความร๎ู พัฒนากระบวนการคดิ วิคราะห์ วจิ ารณ์ ละสร๎างสรรค์฿ห๎ทันตํอการปลี่ยนปลงทางสังคม ละความก๎าวหน๎าทาง วิทยาศาสตร์ ทคนลยี ตลอดจนนาเป฿ช๎฿นการพัฒนาอาชีพ฿ห๎มีความม่ันคงทางศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังป็นสื่อ สดงภูมปิ ัญญาของบรรพบุรษุ ดา๎ นวฒั นธรรม ประพณี ละสุนทรียภาพ ป็นสมบตั ลิ ้าคําควรกํการรียนรู๎ อนุรักษ์ ละสบื สาน ฿ห๎คงอยคํู ูชํ าตเิ ทยตลอดเป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาเทยป็นทักษะท่ีต๎องฝึกฝนจนกิดความชานาญ฿นการ฿ช๎ภาษาพ่ือการส่ือสาร การรียนร๎ูอยํางมี ประสทิ ธภิ าพ ละพื่อนาเป฿ช฿๎ นชวี ติ จริง การอ่าน การอํานออกสียงคา ประยค การอํานบทร๎อยก๎ว คาประพันธ์ชนิดตํางๆ การอําน฿น฿จ พ่ือสร๎างความข๎า฿จ ละการคิดวิคราะห์ สังคราะห์ความรู๎จากส่ิงที่อําน พ่ือนาเปปรับ฿ช๎฿น ชีวิตประจาวนั การเขียน การขียนสะกดตามอักขรวิธี การขียนส่ือสาร ดย฿ช๎ถ๎อยคาละรูปบบตํางๆ ของการขียน ซ่ึงรวมถึงการขียนรียงความ ยํอความ รายงานชนิดตํางๆ การขียนตามจินตนาการ วิคราะห์วิจารณ์ ละขียนชงิ สร๎างสรรค์ การฟงั การดู และการพูด การฟังละดูอยํางมีวิจารณญาณ การพูดสดงความคิดห็น ความร๎ูสึก พูดลาดบั รื่องราวตํางๆ อยํางป็นหตุป็นผล การพูด฿นอกาสตํางๆ ท้ังป็นทางการละเมํป็นทางการ ละการพูดพ่อื นม๎ น๎าว฿จ หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติละกฎกณฑ์ของภาษาเทย การ฿ช๎ภาษา฿ห๎ถูกต๎องหมาะสมกับ อกาสละบุคคล การตงํ บทประพันธป์ ระภทตาํ งๆ ละอิทธิพลของภาษาตํางประทศ฿นภาษาเทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิคราะห์วรรณคดีละวรรณกรรมพื่อศึกษาข๎อมูล นวความคิด คุณคําของ งานประพันธ์ ละความพลิดพลิน การรียนรู๎ละทาความข๎า฿จบทหํ บทร๎องลํนของด็ก พลง พืน้ บา๎ นท่ีปน็ ภมู ปิ ญั ญาทม่ี คี ณุ คําของเทย ซึง่ เดถ๎ ํายทอดความร๎ูสึกนึกคิด คํานิยม ขนบธรรมนียมประพณี
หลกั สูตรโรงเรียนเขอ่ื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑๙ ร่ืองราวของสงั คม฿นอดตี ละความงดงามของภาษา พื่อ฿ห๎กิดความซาบซ้ึงละภูมิ฿จ ฿นบรรพบุรุษท่ีเด๎ สั่งสมสบื ทอดมาจนถึงปจั จุบนั คุณภาพผ้เู รียน จบชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓ อํานออกสียงบทร๎อยก๎วละบทร๎อยกรองป็นทานองสนาะเด๎ถูกต๎อง ข๎า฿จความหมายดยตรง ละความหมายดยนยั จับ฿จความสาคัญละรายละอียดของส่ิงที่อําน สดงความคิดห็นละข๎อต๎ย๎ง ก่ียวกับร่ืองท่ีอําน ละขียนกรอบนวคิด ผังความคิด ยํอความ ขียนรายงานจากส่ิงท่ีอํานเด๎ วิคราะห์ วิจารณ์ อยํางมีหตุผล ลาดับความอยํางมีขั้นตอนละความป็นเปเด๎ของรื่องที่อําน รวมท้ัง ประมนิ ความถูกตอ๎ งของข๎อมลู ที่฿ชส๎ นับสนนุ จากรื่องท่ีอําน ขียนส่ือสารด๎วยลายมือท่ีอํานงํายชัดจน ฿ช๎ถ๎อยคาเด๎ถูกต๎องหมาะสมตามระดับภาษาขียนคาขวัญ คาคม คาอวยพร฿นอกาสตํางๆ ฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติละประสบการณ์ ตํางๆ ขียนยํอความ จดหมายกิจธุระ บบกรอกสมัครงาน ขียนวิคราะห์ วิจารณ์ ละสดงความรู๎ ความคิดหรือต๎ยง๎ อยํางมีหตุผล ตลอดจนขียนรายงานการศกึ ษาค๎นคว๎าละขยี นครงงาน พดู สดงความคิดหน็ วิคราะห์ วิจารณ์ ประมินส่ิงท่ีเด๎จากการฟังละดู นาข๎อคิดเปประยุกต์฿ช๎฿น ชีวิตประจาวัน พูดรายงานรื่องหรือประด็นที่เด๎จากการศึกษาค๎นคว๎าอยํางป็นระบบ มีศิลปะ฿นการพูด พูด ฿นอกาสตํางๆ เดต๎ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ ละพูดน๎มน๎าวอยํางมีหตุผลนําชื่อถือ รวมทั้งมีมารยาท฿นการฟัง ดู ละพดู ข๎า฿จละ฿ช๎คาราชาศัพท์ คาบาลสี ันสกฤต คาภาษาตํางประทศอื่นๆ คาทับศัพท์ ละศัพท์บัญญัติ ฿นภาษาเทย วิคราะห์ความตกตําง฿นภาษาพูด ภาษาขียน ครงสร๎างของประยครวม ประยคซ๎อน ลักษณะภาษาที่ป็นทางการ กึ่งทางการละเมํป็นทางการ ละตํงบทร๎อยกรองประภทกลอนสุภาพ กาพย์ ละคลงสี่สุภาพ สรุปนื้อหาวรรณคดีละวรรณกรรมท่ีอําน วิคราะห์ตัวละครสาคัญ วิถีชีวิตเทย ละคุณคําท่ีเด๎รับ จากวรรณคดวี รรณกรรมละบทอาขยาน พรอ๎ มทั้งสรปุ ความรูข๎ ๎อคดิ พ่ือนาเปประยุกต์฿ช๎฿นชวี ติ จริง จบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖ อํานออกสียงบทร๎อยก๎วละบทร๎อยกรองป็นทานองสนาะเด๎ถูกต๎องละข๎า฿จ ตีความ ปลความ ละขยายความร่ืองที่อํานเด๎ วิคราะห์วิจารณ์ร่ืองท่ีอําน สดงความคิดห็นต๎ย๎งละสนอความคิด ฿หมจํ ากการอํานอยาํ งมีหตุผล คาดคะนหตุการณ์จากร่ืองที่อําน ขียนกรอบนวคิด ผังความคิด บันทึก ยํอความ ละขียนรายงานจากสิ่งท่ีอําน สังคราะห์ ประมินคํา ละนาความรู๎ความคิดจากการอํานมา พัฒนาตน พฒั นาการรยี น ละพัฒนาความรท๎ู างอาชพี ละนาความร๎ูความคิดเปประยุกต์฿ช๎ก๎ปัญหา฿น การดานินชวี ิต มมี ารยาทละมีนสิ ยั รกั การอําน
หลกั สูตรโรงเรียนเข่อื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒๐ ขียนส่ือสาร฿นรปู บบตาํ งๆ ดย฿ช๎ภาษาเด๎ถูกต๎องตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ยํอความจากส่ือที่มีรูปบบ ละนื้อหาท่ีหลากหลาย รียงความสดงนวคิดชิงสร๎างสรรค์ดย฿ช๎วหารตํางๆ ขียนบันทึก รายงาน การศกึ ษาค๎นควา๎ ตามหลักการขียนทางวิชาการ ฿ช๎ข๎อมูลสารสนทศ฿นการอ๎างอิง ผลิตผลงานของตนอง ฿นรูปบบตํางๆ ทั้งสารคดีละบันทิงคดี รวมทั้งประมินงานขียนของผู๎อ่ืนละนามาพัฒนางานขียน ของตนอง ตั้งคาถามละสดงความคิดห็นกี่ยวกับร่ืองท่ีฟังละดู มีวิจารณญาณ฿นการลือกรื่องท่ีฟังละดู วิ คราะห์วตั ถุประสงค์ นวคิด การ฿ช๎ภาษา ความนําช่ือถือของร่ืองที่ฟังละดู ประมินส่ิงท่ีฟังละดูล๎ว นาเปประยุกต์฿ช฿๎ นการดานินชวี ิต มที ักษะการพดู ฿นอกาสตํางๆ ทั้งท่ี ปน็ ทางการละเมํป็นทางการดย ฿ช๎ภาษาที่ถูกต๎อง พูดสดงทรรศนะ ต๎ย๎ง น๎มน๎าว ละสนอนวคิด฿หมํอยํางมีหตุผล รวมทั้งมี มารยาท฿นการฟงั ดู ละพดู ข๎า฿จธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา ละลักษณะของภาษาเทย ฿ช๎คาละกลุํมคาสร๎าง ประยคเดต๎ รงตามวัตถุประสงค์ ตํงคาประพันธ์ประภท กาพย์ คลง รํายละฉันท์ ฿ช๎ภาษาเด๎หมาะสม กับกาลทศะละ฿ช๎คาราชาศัพท์ละคาสุภาพเด๎อยํางถูกต๎อง วิคราะห์หลักการ สร๎างคา฿นภาษาเทย อทิ ธพิ ลของภาษาตาํ งประทศ฿นภาษาเทยละภาษาถนิ่ วิคราะห์ ละประมินการ฿ช๎ภาษาจากส่ือส่ิงพิมพ์ ละส่ืออิลก็ ทรอนกิ ส์ วิคราะห์วิจารณ์วรรณคดีละวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีบื้องต๎น ร๎ูละข๎า฿จลักษณะ ดํนของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาละวรรณกรรมพ้ืนบ๎าน ช่ือมยงกับการรียนร๎ูทางประวัติศาสตร์ ละวิถเี ทย ประมินคณุ คําดา๎ นวรรณศิลป์ ละนาขอ๎ คิดจากวรรณคดีละวรรณกรรมเปประยุกต์฿ช๎฿นชีวิต จริง
หลักสูตรโรงเรียนเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๑ การอา่ น มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความร้แู ละความคดิ เพื่อนาไปใชต้ ดั สนิ ใ ตัวช้ีวดั ชัน้ ปี ม. ๑ ม. ๒ ๑. อํานออกสียงบทร๎อยก๎วละบทร๎อย ๑. อาํ นออกสียงบทรอ๎ ยกว๎ ละบทร๎อยกรอง ๑. กรองเด๎ถกู ตอ๎ งหมาะสมกับร่ืองทอี่ ําน เด๎ถกู ตอ๎ ง ๒. จบั ฿จความสาคญั จากร่อื งท่ีอําน ๒. จับ฿จความสาคัญ สรุปความละอธิบาย ๒. ๓. ระบุหตุละผล ละข๎อท็จจริงกับ รายละอยี ดจากร่อื งท่อี าํ น ขอ๎ คิดห็นจากรื่องทอี่ ําน ๓. ขียนผังความคิดพ่ือสดงความข๎า฿จ฿น ๓. ๔. ระบุ ละอธิบาย คาปรียบทียบละคาท่ี บทรียนตาํ งๆ ทีอ่ าํ น มีหลายความหมาย฿นบริบทตํางๆ จากการ ๔. อภิปรายสดงความคิดห็นละข๎อต๎ย๎ง ๔. อําน ก่ยี วกบั ร่ืองท่อี ําน ๕. ตีความคายาก฿นอกสารวิชาการ ดย ๕. วิคราะห์ละจานกข๎อท็จจริง ข๎อมูล ๕. พจิ ารณาจากบริบท สนับสนุน ละข๎อคิดห็นจากบทความท่ี ๖. ระบุข๎อสังกตละความมหตุสมผลของ อาํ น งานขยี นประภทชักจูงนม๎ นา๎ ว฿จ ๖. ระบุข๎อสังกต การชวนชื่อ การน๎มน๎าว ๖. ๗. ปฏิบัติตามคูํมือนะนาวิธีการ฿ช๎งานของ หรือความสมหตสุ มผลของงานขียน ครอื่ งมอื หรือครอ่ื ง฿ช฿๎ นระดับท่ียากข้นึ ๗. อํานหนังสือ บทความหรือคาประพันธ์ ๗. ๘. วิคราะห์คุณคําท่ีเด๎รับจากการอํานงาน อยํางหลากหลาย ละประมินคุณคําหรือ ขี ย น อ ยํ า ง ห ล า ก ห ล า ย พื่ อ น า เ ป ฿ ช๎ นวคิดท่ีเด๎จากการอําน พ่ือนาเป฿ช๎ ๘. ก๎ปัญหา฿นชวี ติ กป๎ ญั หา฿นชีวติ ๙. มมี ารยาท฿นการอําน ๘. มมี ารยาท฿นการอําน ๙. ๑๐.
๑๖ ใจ แก้ปัญหาในการดาเนนิ ชีวติ และมนี ิสยั รักการอ่าน ตวั ช้วี ดั ชว่ งชั้น ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ อํานออกสียงบทร๎อยก๎วละบทร๎อยกรอง ๑. อาํ นออกสยี งบทรอ๎ ยกว๎ ละบทรอ๎ ยกรองเด๎อยําง เด๎ถูกตอ๎ งละหมาะสมกบั ร่ืองท่ีอาํ น ถกู ต๎อง เพราะ ละหมาะสมกับร่อื งทีอ่ าํ น ระบุความตกตํางของคาท่ีมี ความหมาย ๒. ตีความ ปลความ ละขยายความร่อื งทอ่ี ําน ดยตรง ละความหมายดยนัย ๓. วิคราะห์ละวิจารณ์ รือ่ ง ทอ่ี าํ น฿นทกุ ๆ ด๎านอยํางมี ระบุ฿จความสาคัญละรายละอียดของ หตผุ ล ข๎อมลู ท่สี นบั สนนุ จากร่อื งที่อาํ น ๔. คาดคะนหตกุ ารณ์จากร่ืองที่อําน ละประมินคํา อํานรื่องตํางๆ ล๎วขียนกรอบนวคิด ผัง พื่อนาความรู๎ ความคิดเป฿ช๎ตัดสิน฿จก๎ปัญหา฿น ความคดิ บันทึก ยอํ ความละรายงาน การดานนิ ชีวติ วิคราะห์ วิจารณ์ ละประมินร่ือง ท่ีอําน ๕. วิคราะห์ วิจารณ์ สดงความคิดห็นต๎ย๎งกับรื่อง ดย฿ช๎กลวิธีการปรียบทียบพื่อ฿ห๎ผ๎ูอําน ที่อาํ น ละสนอความคิด฿หมํอยาํ งมีหตุผล ขา๎ ฿จเด๎ดีขนึ้ ๖. ตอบคาถามจากการอํานประภทตํางๆ ภาย฿นวลาที่ ประมินความถูกต๎องของข๎อมูล ท่ี฿ช๎ กาหนด สนับสนุน฿นรอ่ื งทอี่ ําน ๗. อํานรื่องตํางๆ ล๎วขียนกรอบนวคิด ผังความคิด วิจารณค์ วามสมหตสุ มผล การลาดบั ความละ บนั ทกึ ยอํ ความ ละรายงาน ความป็นเปเด๎ของร่ือง ๘. สังคราะห์ความรู๎จากการอําน ส่ือสิ่งพิมพ์ ส่ือ วิคราะห์พื่อสดงความคิดห็นต๎ย๎ง อิ ล็กทรอนิกส์ ละหลํงรียนรู๎ตํางๆ มาพัฒนาตน กย่ี วกับร่ืองทอี่ ําน พัฒนาการรียน ละพฒั นาความรูท๎ างอาชีพ ตคี วามละประมินคุณคํา ละ นวคิด ท่ี ๙. มีมารยาท฿นการอาํ น เด๎จากงานขียน อยํางหลากหลาย พื่อ นาเป฿ช๎ กป๎ ญั หา฿นชีวติ . มมี ารยาท฿นการอํา
หลกั สูตรโรงเรยี นเข่อื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเข รายงานการศึกษาคน้ ควา้ อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ตัวช้ีวัดชน้ั ปี ม. ๑ ม. ๒ ๑. คัดลายมือตวั บรรจงครึง่ บรรทดั ๑. คัดลายมือ ตวั บรรจงคร่ึงบรรทดั ๑. ๒. ขียนสื่อสารดย฿ช๎ถ๎อยคาถูกต๎องชัดจน ๒. ขียนบรรยาย ละพรรณนา ๒. หมาะสม ละสละสลวย ๓. ขยี นรียงความ ๓. ขียนบรรยายประสบการณ์ดยระบุ ๔. ขยี นยํอความ ๓. สาระสาคัญ ละรายละอียดสนับสนุน ๕. ขียนรายงานการศึกษาคน๎ ควา๎ ๔. ขยี นรียงความ ๖. ขยี นจดหมายกิจธรุ ะ ๕. ขยี นยํอความจากร่อื งท่อี ําน ๗. ขียนวิคราะห์ วิจารณ์ ละสดงความรู๎ ๔. ๖. ขียนสดงความคดิ หน็ ก่ียวกับสาระจาก ความคิดห็น หรือต๎ย๎ง฿นร่ืองท่ีอําน ๕. สอ่ื ท่เี ดร๎ บั อยาํ งมีหตุผล ๖. ๗. ขียนจดหมายสํวนตัวละจดหมาย ๘. มมี ารยาท฿นการขียน กิจธุระ ๗. ๘. ขียนรายงานการศึกษาค๎นคว๎าละ ครงงาน ๘. ๙. มีมารยาท฿นการขยี น ๙. ๑๐.
๑๗ ขียนเรือ่ งราวในรูปแบบตา่ งๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและ ตัวชี้วดั ช่วงช้ัน ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ คดั ลายมือ ตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด ๑. ขี ย น ส่ื อ ส า ร ฿ น รู ป บ บ ตํ า ง ๆ เ ด๎ ต ร ง ต า ม ขียนข๎อความดย฿ช๎ถ๎อยคาเด๎ถูกต๎องตาม วัตถุประสงค์ ดย฿ชภ๎ าษารียบรียงถูกต๎อง มีข๎อมูล ระดับภาษา ละสาระสาคัญชัดจน ขียนชีวประวัติหรืออัตชีวประวัติดยลํา ๒. ขียนรียงความ หตุการณ์ ข๎อคิดห็น ละทัศนคติ฿นร่ือง ๓. ขียนยํอความจากสื่อที่มีรูปบบ ละน้ือหา ตาํ งๆ หลากหลาย ขียนยํอความ ๔. ผลิตงานขยี นของตนอง฿นรูปบบตาํ งๆ ขียนจดหมายกจิ ธุระ ๕. ประมินงานขียนของผ๎ูอ่ืนล๎วนามาพัฒนางาน ขียนอธิบาย ชี้จง สดงความคิดห็นละ ขยี นของตนอง ต๎ยง๎ อยํางมีหตผุ ล ๖. ขียนรายงานการศึกษาค๎นคว๎า รื่องที่สน฿จตาม ขียนวิคราะห์ วิจารณ์ ละสดงความร๎ู หลักการขียนชิงวิชาการ ละ฿ช๎ข๎อมูลสารสนทศ ความคิดห็น หรอื ต๎ ยง๎ ฿นรอ่ื งตาํ งๆ อ๎างอิงอยาํ งถกู ตอ๎ ง กรอกบบสมัครงานพร๎อมขียนบรรยาย ๗. บันทึกการศึกษาค๎นคว๎า พื่อนาเปพัฒนาตนอง กี่ยวกับความร๎ูละทักษะของตนองท่ี อยาํ งสมา่ สมอ หมาะสมกับงาน ๘. มมี ารยาท฿นการขยี น ขียนรายงานการศึกษคน๎ ควา๎ ละครงงาน . มีมารยาท฿นการขยี น
หลักสูตรโรงเรยี นเขอ่ื นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพดู มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลอื กฟังและดูอย่างมวี จิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ค ตัวช้วี ัดชนั้ ปี ม. ๑ ม. ๒ ๑. พดู สรุป฿จความสาคญั ของรอ่ื งทฟ่ี งั ละดู ๑. พดู สรุป฿จความสาคญั ของรอื่ งทฟ่ี ังละดู ๑. ๒. ลาํ ร่อื งยํอจากรอื่ งทฟ่ี งั ละดู ๒. วิ ค ร า ะ ห์ ข๎ อ ท็ จ จ ริ ง ข๎ อ คิ ด ห็ น ๓. พูดสดงความคิดห็นอยํางสร๎างสรรค์ ละความนําช่ือถือของขําวสารจากส่ือ ๒. กีย่ วกับรอ่ื งทฟี่ ังละดู ตาํ งๆ ๔. ประมินความนําชื่อถือของสื่อที่มีนื้อหา ๓. วิคราะห์ละวิจารณ์ร่ืองท่ีฟังละดูอยําง น๎มน๎าว฿จ มีหตุผลพื่อนาข๎อคิดมาประยุกต์฿ช๎ ๓. ๕. พูดรายงานร่ืองหรือประด็นท่ีศึกษา ฿นการดานินชวี ติ คน๎ ควา๎ จากการฟัง การดู ละการสนทนา ๔. พดู ฿นอกาสตํางๆ เด๎ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ๔. ๖. มมี ารยาท฿นการฟงั การดู ละการพูด ๕. พูดรายงานร่ืองหรือประด็นท่ีศึกษา ๕. ค๎นคว๎า ๖. มีมารยาท฿นการฟัง การดู ละการพูด ๖.
๑๘ ความคดิ และความรสู้ ึกในโอกาสตา่ งๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์ ตวั ช้ีวดั ชว่ งชน้ั ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ สดงความคิดห็นละประมินรื่องจาก ๑. สรุปนวคิด ละสดง ความคิดห็นจากร่ืองท่ีฟัง การฟังละการดู ละดู วิคราะห์ละวิจารณ์ร่ืองท่ีฟังละดู ๒. วิคราะห์ นวคิด การ฿ช๎ภาษา ละความนําช่ือถือ พื่อนาข๎อคิดมาประยุกต์฿ช๎฿นการดานิน จากรอื่ งที่ฟังละดอู ยาํ งมีหตุผล ชวี ติ ๓. ประมินร่ืองที่ฟังละดูล๎วกาหนดนวทางนาเป พูดรายงานร่ืองหรือประด็นท่ีศึกษา ประยกุ ต์฿ช๎฿นการดานินชีวิต คน๎ ควา๎ จากการฟงั การดู ละการสนทนา ๔. มวี จิ ารณญาณ฿นการลอื กร่ืองทฟ่ี ังละดู พดู ฿นอกาสตาํ งๆ เดต๎ รงตามวตั ถุประสงค์ ๕. พูด฿นอกาสตํางๆ พูดสดงทรรศนะ ต๎ย๎ง พูดน๎มน๎าวดยนาสนอหลักฐานตาม น๎มน๎าว฿จละสนอนวคิด฿หมํด๎วยภาษาถูกต๎อง ลาดบั น้อื หาอยาํ งมีหตผุ ล ละนาํ ช่อื ถือ หมาะสม มีมารยาท฿นการฟงั การดู ละการพูด ๖. มมี ารยาท฿นการฟัง การดู ละการพดู
หลักสูตรโรงเรยี นเขอื่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระท่ี ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภา ตวั ชีว้ ัดชัน้ ปี ม. ๑ ม. ๒ ๑. อธบิ ายลกั ษณะของสียง฿นภาษาเทย ๑. สร๎างคา฿นภาษาเทย ๑. ๒. สร๎างคา฿นภาษาเทย ๒. วิคราะห์ครงสร๎างประยคสามัญ ๓. วิคราะห์ชนิดละหน๎าที่ของคา฿น ประยครวมละประยคซอ๎ น ๒. ประยค ๓. ตงํ บทรอ๎ ยกรอง ๓. ๔. วิคราะห์ความตกตํางของภาษาพูดละ ๔. ฿ชค๎ าราชาศพั ท์ ๔. ภาษาขียน ๕. รวบรวมละอธิบายความหมายของ คา ๕. ๕. ตํงบทรอ๎ ยกรอง ภาษาตํางประทศที่฿ช฿๎ นภาษาเทย ๖. จานกละ฿ชส๎ านวนท่ีปน็ คาพังพย ๖. ละสุภาษติ
๑๙ าษาและพลังของภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ ตัวชีว้ ดั ชว่ งชน้ั ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ จานกละ฿ช๎คา ภาษาตํางประทศที่฿ช๎฿น ๑. อธิบายธรรมชาติของภาษาพลังของภาษา ละ ภาษาเทย ลักษณะของภาษา วิ คราะห์ ครงสร๎างประยคซบั ซ๎อน ๒. ฿ช๎คาละกลุํมคาสรา๎ งประยคตรงตามวตั ถุประสงค์ วิ คราะหร์ ะดบั ภาษา ๓. ฿ช๎ภาษาหมาะสมกํอกาส กาลทศะ ละบุคคล ฿ช๎คาทบั ศัพท์ละศพั ทบ์ ัญญัติ รวมท้งั คาราชาศัพท์อยํางหมาะสม อธิบายความหมายคาศัพทท์ างวชิ าการละ ๔. ตงํ บทรอ๎ ยกรอง วิชาชีพ ๕. วิคราะห์อิทธิพลของภาษาตํางประทศละภาษา ตงํ บทร๎อยกรอง ถ่นิ ๖. อธบิ ายละวิคราะหห์ ลักการสรา๎ งคา฿นภาษาเทย ๗. วิคราะห์ละประมินการ฿ช๎ภาษาจากส่ือสิ่งพิมพ์ ละสือ่ อิลก็ ทรอนกิ ส์
หลักสูตรโรงเรียนเขอ่ื นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ ตัวชี้วัดชั้นปี ม. ๑ ม. ๒ ๑. สรุปน้ือหาวรรณคดีละวรรณกรรมท่ี ๑. สรปุ นือ้ หาวรรณคดี ละวรรณกรรมท่อี ําน ๑. อาํ น ฿นระดบั ที่ยากขน้ึ ๒. วิคราะห์วรรณคดีละวรรณกรรมท่ีอําน ๒. วิคราะห์ละวิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรม ๒. พร๎อมยกหตุผลประกอบ ละวรรณกรรมท๎องถิ่นที่อําน พร๎อมยก ๓. อ ธิ บ า ย คุ ณ คํ า ข อ ง ว ร ร ณ ค ดี ล ะ หตุผลประกอบ ๓. วรรณกรรมทีอ่ าํ น ๓. อ ธิ บ า ย คุ ณ คํ า ข อ ง ว ร ร ณ ค ดี ล ะ ๔. สรุปความรู๎ละข๎อคิดจากการอําน พื่อ วรรณกรรมทีอ่ ําน ๔. ประยุกต์฿ช๎฿นชวี ติ จรงิ ๔. สรุปความร๎ูละข๎อคิดจากการอําน เป ๕. ทํอ ง จ า บ ท อ า ข ย า น ต า ม ท่ี ก า ห น ด ประยกุ ต฿์ ช๎฿นชวี ติ จรงิ ละบทร๎อยกรองที่มีคุณคําตามความ ๕. ทํองจาบทอาขยานตามที่กาหนด ละบท สน฿จ รอ๎ ยกรองทม่ี ีคณุ คาํ ตามความสน฿จ
๒๐ างเหน็ คณุ ค่าและนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง ตวั ชว้ี ัดชว่ งช้นั ม. ๓ ม. ๔ – ม. ๖ สรุปนื้อหาวรรณคดีวรรณกรรม ละ ๑. วิคราะห์ ละวจิ ารณ์วรรณคดี ละวรรณกรรมตาม วรรณกรรมทอ๎ งถิ่น ฿นระดบั ทย่ี ากยงิ่ ข้ึน หลกั การวิจารณ์ บ้อื งตน๎ วิคราะห์วิถีเทย ละคุณคําจากวรรณคดี ๒. วิคราะห์ลักษณะดํนของวรรณคดีช่ือมยงกับการ ละวรรณกรรมทีอ่ าํ น รียนร๎ูทางประวัติศาสตร์ละวิถีชีวิตของสังคม฿น สรุปความรู๎ละข๎อคิดจากการอําน พ่ือ อดีต นาเปประยกุ ต์ ฿ช๎฿นชวี ติ จรงิ ๓. วิคราะห์ละประมินคุณคําด๎านวรรณศิลป์ของ ทํองจาละบอกคุณคําบทอาขยานตามที่ วรรณคดีละวรรณกรรม฿นฐานะท่ีป็นมรดกทาง กาหนดละบทร๎อยกรอง ท่ีมีคุณคําตาม วัฒนธรรมของชาติ ความสน฿จละนาเป฿ช๎อ๎างองิ ๔. สังคราะห์ข๎อคิดจากวรรณคดีละวรรณกรรมพื่อ นาเปประยุกต฿์ ช฿๎ นชีวิตจรงิ ๕. รวบรวมวรรณกรรมพ้ืนบ๎าน ละอธิบายภูมิปัญญา ทางภาษา ๖. ทํองจาละบอกคุณคําบทอาขยานตามท่ีกาหนด ละบทร๎อยกรองที่มีคุณคําตามความสน฿จ ละ นาเป฿ชอ๎ ๎างองิ
หลักสูตรโรงเรียนเขอื่ นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒๑ กลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ ทาไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ คณติ ศาสตร์มีบทบาทสาคัญย่ิงตํอความสาร็จ฿นการรียนร๎ู฿นศตวรรษที่ ๒๑ น่ืองจากคณิตศาสตร์ชํวย฿ห๎ มนุษย์มีความคดิ ริ ร่มิ สร๎างสรรค์ คดิ อยาํ งมีหตุผล ปน็ ระบบ มีบบผน สามารถวิคราะห์ปัญหา หรือสถานการณ์ เด๎อยํางรอบคอบละถ่ีถ๎วน ชํวย฿ห๎คาดการณ์ วางผน ตัดสิน฿จ ก๎ปัญหา เด๎อยํางถูกต๎องหมาะสม ละสามารถ นาเป฿ช๎฿นชีวิตจริงเด๎อยํางมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังป็นครื่องมือ ฿นการศึกษาด๎านวิทยาศาสตร์ ทคนลยี ละศาสตร์อื่น ๆ อันป็นรากฐาน฿นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ฿ห๎มีคุณภาพละพัฒนา ศรษฐกิจของประทศ฿ห๎ทัดทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์ จึงจาป็นต๎องมีการพัฒนาอยํางตํอน่ือง พอื่ ฿ห๎ทนั สมัยละสอดคล๎องกบั สภาพศรษฐกิจ สงั คม ละความรู๎ ทางวิทยาศาสตร์ละทคนลยีท่ีจริญก๎าวหน๎า อยาํ งรวดรว็ ฿นยุคลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดละสาระการรียนรู๎กนกลาง กลุํมสาระการรียนรู๎คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตาม หลักสูตรกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ฉบับน้ี จัดทาข้ึนดยคานึงถึงการสํงสริม ฿ห๎ผู๎รียนมี ทักษะท่ีจาป็นสาหรับการรียนร๎ู฿นศตวรรษที่ ๒๑ ป็นสาคัญ นั่นคือ การตรียมผู๎รียน฿ห๎มีทักษะด๎านการคิด วิคราะห์ การคิดอยาํ งมีวจิ ารณญาณ การก๎ปญั หา การคดิ สร๎างสรรค์ การ฿ช๎ทคนลยี การส่ือสารละการรํวมมือ ซ่ึงจะสํงผล฿ห๎ผู๎รียนร๎ูทําทันการปล่ียนปลงของระบบศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ละสภาพวดล๎อม สามารถ ขํงขันละอยูํรํวมกับประชาคมลกเด๎ ทั้งน้ี การจัดการรียนร๎ูคณิตศาสตร์ท่ีประสบความสาร็จนั้น จะต๎องตรียม ผ๎ูรียน฿ห๎มีความพร๎อมท่ีจะรียนร๎ูสิ่งตําง ๆ พร๎อมที่ จะประกอบอาชีพม่ือจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาตํอ฿น ระดบั ท่สี ูงข้ึน ดงั นัน้ สถานศกึ ษาควรจดั การรียนรู฿๎ ห๎หมาะสมตามศักยภาพของผู๎ รียน เรยี นรอู้ ะไรในคณติ ศาสตร์ กลุํมสาระการรียนรู๎คณิตศาสตร์จัดป็น ๔ สาระ เด๎กํ จานวนละพีชคณิต การวัดละรขาคณิต สถิติ ละความนาํ จะปน็ คลคูลัส จานวนและพชี คณิต ระบบจานวนจริง สมบัติก่ียวกับจานวนจริง อัตราสํวน ร๎อยละ การประมาณคํา การก๎ปัญหาก่ียวกับจานวน การ฿ช๎จานวน฿นชีวิตจริง บบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ อกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกบี้ยละมูลคําของงิน มทริกซ์ จานวนชิงซ๎อน ลาดับ ละอนกุ รม ละการนาความร๎ู กยี่ วกับจานวนละพชี คณติ เป฿ช฿๎ นสถานการณ์ตาํ ง ๆ การวัดและเรขาคณิต ความยาว ระยะทาง น้าหนัก พ้ืนที่ ปริมาตรละความจุ งินละวลา หนํวย วัดระบบตําง ๆ การคาดคะนก่ียวกับการวัด อัตราสํวนตรีกณมิติ รูปรขาคณิตละสมบัติของ รูปรขาคณิต การ นึกภาพ บบจาลองทางรขาคณิต ทฤษฎีบททางรขาคณิต การปลงทางรขาคณิต฿นร่ืองการลื่อนขนาน การ สะทอ๎ น การหมุน รขาคณิตวิคราะห์ วกตอร์฿นสามมิติ ละการนาความรู๎ก่ียวกับ การวัดละรขาคณิตเป฿ช๎฿น สถานการณ์ตาํ ง ๆ สถิติและความนา่ จะเป็น การต้งั คาถามทางสถติ ิ การกบ็ รวบรวมข๎อมลู การคานวณคาํ สถติ ิ การ นาสนอละปลผลสาหรบั ข๎อมลู ชิงคณุ ภาพละชิงปริมาณ หลักการนับบ้ืองต๎น ความนาํ จะป็น การจกจง
หลักสูตรโรงเรยี นเขื่อนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒๒ ของตวั ปรสมํุ การ฿ช๎ความรู๎กีย่ วกบั สถติ ิ ละความนาํ จะปน็ ฿นการอธิบายหตุการณ์ตําง ๆ ละชวํ ย฿นการ ตดั สิน฿จ แคลคูลัส ลิมิตละความตํอนื่องของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชันพีชคณิต ปริพันธ์ของฟังก์ชัน พีชคณิต ละการนาความร๎ู ก่ยี วกบั คลคูลสั เป฿ช๎฿นสถานการณ์ตาํ ง ๆ คณุ ภาพผู้เรยี น จบช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓ มคี วามรู๎ความขา๎ ฿จก่ียวกับจานวนจริง ความสัมพนั ธ์ของจานวนจริง สมบัติของจานวนจรงิ ละ฿ชค๎ วามรค๎ู วามขา๎ ฿จนี฿้ นการกป๎ ัญหา฿นชีวติ จริง มีความรค๎ู วามข๎า฿จกย่ี วกบั อตั ราสํวน สดั สํวน ละรอ๎ ยละ ละ฿ชค๎ วามร๎คู วามข๎า฿จน้ี ฿นการก๎ปัญหา฿นชีวิตจริง มีความรู๎ความข๎า฿จก่ยี วกบั ลขยกกาลังท่ีมีลขชก้ี าลังป็นจานวนต็ม ละ฿ช๎ความรูค๎ วามข๎า฿จน้ี ฿น การก๎ปัญหา฿นชวี ิตจริง มคี วามรค๎ู วามข๎า฿จกี่ยวกบั สมการชิงสน๎ ตวั ปรดยี ว ระบบสมการชงิ ส๎นสองตัวปร ละอสมการชงิ สน๎ ตัวปรดียว ละ฿ช๎ความรู๎ความข๎า฿จนี้฿นการกป๎ ญั หา฿นชีวติ จรงิ มคี วามร๎ูความข๎า฿จละ฿ชค๎ วามร๎ู กย่ี วกบั คูอํ นั ดับ กราฟของความสัมพันธ์ ละฟงั กช์ นั กาลังสอง ละ ฿ช๎ความรคู๎ วามข๎า฿จหลาํ น฿ี้ นการกป๎ ัญหา฿นชวี ิตจริง มีความรค๎ู วามข๎า฿จทางรขาคณิตละ฿ช๎ครื่องมอื ชนํ วงวยี นละสันตรง รวมท้ังปรกรม The Geometer’s Sketchpad หรอื ปรกรมรขาคณติ พลวตั อ่ืน ๆ พ่ือสรา๎ งรปู รขาคณติ ตลอดจน นาความร๎ู กี่ยวกบั การสรา๎ งนเ้ี ปประยกุ ต์฿ช๎฿นการก๎ปญั หา฿นชวี ติ จรงิ มีความรู๎ความข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ความข๎า฿จน้฿ี นการหาความสมั พนั ธร์ ะหวาํ งรปู รขาคณิตสองมิติ ละรูปรขาคณติ สามมิติ มคี วามรู๎ความข๎า฿จ฿นรื่องพ้นื ท่ผี วิ ละปริมาตรของปริซมึ ทรงกระบอก พีระมดิ กรวย ละ ทรงกลม ละ฿ชค๎ วามรูค๎ วามข๎า฿จน้฿ี นการก๎ปัญหา฿นชวี ิตจริง มคี วามรค๎ู วามข๎า฿จก่ยี วกบั สมบตั ขิ องส๎นขนาน รปู สามหลี่ยมท่ี ทํากนั ทุกประการ รปู สามหลี่ยมคล๎าย ทฤษฎบี ทพีทากรสั ละบทกลบั ละนาความรคู๎ วามข๎า฿จน้ีเป฿ช฿๎ นการก๎ปัญหา฿นชีวติ จริง มคี วามรู๎ความข๎า฿จ฿นร่ืองการปลงทางรขาคณติ ละนาความรู๎ความข๎า฿จนี้เป฿ช๎฿นการกป๎ ัญหา ฿นชวี ิตจริง มีความรค๎ู วามข๎า฿จ฿นรื่องอัตราสวํ นตรี กณมติ ิละนาความร๎ูความข๎า฿จนี้เป฿ช๎฿นการก๎ปัญหา฿น ชวี ติ จริง มีความรู๎ความข๎า฿จ฿นร่ืองทฤษฎีบทกีย่ วกับวงกลมละนาความรค๎ู วามขา๎ ฿จน้ีเป฿ช฿๎ นการกป๎ ัญหา คณติ ศาสตร์ มคี วามรู๎ความข๎า฿จทางสถติ ฿ิ นการนาสนอข๎อมูล วิคราะห์ข๎อมูล ละปลความหมายขอ๎ มลู
หลกั สูตรโรงเรียนเข่อื นผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๒๓ ที่ก่ยี วข๎องกบั ผนภาพจุด ผนภาพตน๎ -฿บ ฮิสทกรม คํากลางของข๎อมลู ละผนภาพกลํอง ละ฿ชค๎ วามร๎คู วาม ข๎า฿จนี้ รวมทั้งนาสถิติเป฿ช๎฿นชวี ิตจรงิ ดย฿ช๎ ทคนลยที ี่หมาะสม มคี วามร๎ูความข๎า฿จกี่ยวกับความนําจะปน็ ละ฿ช๎฿นชวี ิตจรงิ จบชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ จบช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ (สาหรับนกั เรียนทไ่ี ม่เน้นวทิ ยาศาสตร์) ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามรู๎กีย่ วกับซตละตรรกศาสตร์ บือ้ งต๎น ฿นการสือ่ สารละส่อื ความหมาย ทาง คณิตศาสตร์ ขา๎ ฿จละ฿ชห๎ ลกั การนบั บอ้ื งตน๎ การรยี งสบั ปล่ยี น ละการจัดหมํู ฿นการกป๎ ญั หา ละ นาความรู๎ กยี่ วกับความนําจะปน็ เป฿ช๎ นาความร๎ู ก่ียวกับลขยกกาลงั ฟังกช์ นั ลาดบั ละอนุกรม เป฿ช๎฿นการกป๎ ญั หา รวมทง้ั ปัญหา กยี่ วกับดอกบีย้ ละมลู คําของงนิ ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ทางสถิติ฿นการวิคราะห์ข๎อมูล นาสนอข๎อมลู ละปลความหมายข๎อมลู พื่อ ประกอบการตัดสิน฿จ จบชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ (สาหรับนกั เรยี นทีเ่ น้นวทิ ยาศาสตร์) ข๎า฿จละ฿ช๎ความร๎ู กย่ี วกบั ซต ฿นการสอื่ สารละสือ่ ความหมายทางคณิตศาสตร์ ขา๎ ฿จละ฿ช๎ความรู๎กย่ี วกับตรรกศาสตร์ บื้องตน๎ ฿นการส่อื สาร ส่ือความหมาย ละอา๎ งหตุผล ข๎า฿จละ฿ช๎สมบตั ขิ องจานวนจริงละพหุนาม ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามร๎ู กี่ยวกบั ฟังก์ชัน ฟังก์ชันอกซ์พนนชียล ฟังกช์ ันลอการิทึม ละฟงั ก์ชัน ตรีกณมิติ ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ ก่ียวกบั รขาคณิตวิ คราะห์ ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ กีย่ วกบั มทริกซ์ ข๎า฿จละ฿ชส๎ มบัตขิ องจานวนชิงซ๎อน นาความรู๎ ก่ียวกับวกตอร์฿นสามมิตเิ ป฿ช๎ ขา๎ ฿จละ฿ช๎หลักการนบั บอ้ื งต๎น การรยี งสับปล่ียน ละการจดั หมํู ฿นการกป๎ ัญหา ละ นาความรู๎ กย่ี วกบั ความนําจะปน็ เป฿ช๎ นาความร๎ู กย่ี วกับลาดบั ละอนุกรมเป฿ช๎ ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ทางสถิติ฿นการวิ คราะห์ข๎อมลู นาสนอข๎อมลู ละปลความหมายข๎อมลู พ่ือ ประกอบการตัดสนิ ฿จ หาความนําจะปน็ ของหตุการณ์ท่ีกดิ จากตวั ปรสุมํ ทีม่ ีการจกจงอกรปู การจกจงทวินามละ การจกจงปกติ ละนาเป฿ช๎ นาความรู๎ กย่ี วกับคลคูลสั บ้อื งต๎นเป฿ช๎
หลกั สูตรโรงเรยี นเข่อื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระท่ี ๑ จานวนละพชี คณิต มาตรฐาน ค ๑.๑ ขา๎ ฿จความหลากหลายของการสดงจานวน ระบบจานวน การดานนิ การ ตัวชว้ี ดั ชน้ั ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ ๑. ข๎า฿จจานวนตรรกยะละ 1. ข๎า฿จละ฿ช๎สมบัติของ - ความสัมพันธ์ของ จานวน ลขยกกาลังที่มีลขชี้กาลัง ตรรกยะ ละ฿ชส๎ มบัติ ป็นจานวนต็ม฿นการ ของจานวนตรรกยะ฿น กป๎ ญั หาคณิตศาสตร์ละ การกป๎ ัญหาคณติ ศาสตร์ ปญั หา฿นชีวิตจรงิ ละปัญหา฿นชวี ติ จรงิ ๒. ขา๎ ฿จละ฿ช๎สมบัตขิ อง 2. ข๎า฿จจานวนจริงละ ลขยกกาลงั ที่มีลขชี้ ความสัมพันธ์ของจานวน กาลังป็นจานวนต็มบวก จริง ละ฿ช๎สมบัติของ ฿นการก๎ปญั หา จ า น ว น จ ริ ง ฿ น ก า ร คณติ ศาสตร์ ละปญั หา฿น กป๎ ญั หาคณิตศาสตร์ละ ชวี ิตจรงิ ปญั หา฿นชวี ติ จริง ๓. ขา๎ ฿จละประยกุ ต฿์ ช๎ อตั ราสวํ น สัดสํวน ละ ร๎อยละ ฿นการกป๎ ัญหา คณติ ศาสตร์ ละปญั หา฿น ชีวติ จริง
๒๔ รของจานวน ผลที่กิดขนึ้ จากการดานนิ การ สมบัตขิ องการดานนิ การ ละนาเป฿ช๎ ตวั ชี้วัดช่วงช้ัน ม.๔ ม.๕ ม.๖ ไมเ่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ ไมเ่ น้นวทิ ยาศาสตร์ ๑. ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ ๑. ข๎า฿จความหมายละ฿ช๎ - ก่ยี วกบั ซตละ สมบตั ิ ก่ียวกบั การบวก เน้นวิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ บ้ืองตน๎ ฿น การคูณ การทํากนั ละ - การสอื่ สารละสือ่ การเมํ ทาํ กันของจานวน ความหมายทาง จรงิ ฿นรปู กรณฑ์ ละ คณิตศาสตร์ จานวนจริง ฿นรูปลขยก เน้นวิทยาศาสตร์ กาลังท่ีมี ลขชี้กาลังปน็ ๑. ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามรู๎ จานวนตรรกยะ ก่ยี วกับซต฿นการสื่อสาร เนน้ วิทยาศาสตร์ ละส่อื ความหมายทาง ๑. ขา๎ ฿จจานวนชงิ ซอ๎ นละ คณิตศาสตร์ ฿ช๎สมบตั ขิ องจานวน ๒. ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ ชิงซ๎อน฿นการก๎ปญั หา กย่ี วกับตรรกศาสตร์ ๒. หารากที่ n ของจานวน บือ้ งต๎น฿นการสื่อสาร สอื่ ชงิ ซ๎อน มือ่ n ป็น ความหมาย ละอ๎าง จานวนนบั ทม่ี ากกวาํ ๑ หตผุ ล
หลกั สูตรโรงเรยี นเข่ือนผากวิทยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ม.๓ ตัวช้ีวดั ชั้นปี ม.๑ ม.๒
ม.๔ ตัวชี้วัดชว่ งชั้น ๒๕ ๓. ข๎า฿จจานวนจริง ละ฿ช๎ ม.๕ ม.๖ สมบตั ขิ องจานวนจริง ฿น การกป๎ ัญหา
หลักสูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๑ จานวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค ๑.๒ เขา้ ใจและวิเคราะห์แบบรปู ความสัมพันธ์ ฟงั กช์ นั ลาดับและอนกุ รม แล ตวั ช้ีวัดชนั้ ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ - ๑. ขา๎ ฿จหลกั การการ ๑. ขา๎ ฿จละ฿ช๎การยกตัว ดานินการของพหนุ าม ประกอบของพหนุ ามที่มี ละ฿ช๎พหนุ าม฿นการ ดกี รีสงู กวําสอง฿นการ กป๎ ัญหาคณติ ศาสตร์ ก๎ปญั หาคณติ ศาสตร์ ๒. ข๎า฿จละ฿ช๎การยกตวั ๒. ข๎า฿จละ฿ชค๎ วามรู๎ก่ียวกบั ๓. ประกอบของพหนุ าม ฟังก์ชันกาลงั สอง ฿นการ ๔. ดกี รีสอง฿นการก๎ปัญหา กป๎ ัญหาคณิตศาสตร์ ๕. คณิตศาสตร์
๒๖ ละนาไปใช้ ตวั ชว้ี ัดชว่ งช้ัน ม.๔ ม.๕ ม.๖ ไมเ่ น้นวิทยาศาสตร์ ไมเ่ น้นวทิ ยาศาสตร์ ไมเ่ น้นวิทยาศาสตร์ - เนน้ วิทยาศาสตร์ - ๑. ฿ช๎ฟังก์ชนั ละกราฟของ ๑. ระบุเดว๎ ําลาดับท่ี เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ฟังกช์ ันอธบิ ายสถานการณ์ กาหนด฿ห๎ปน็ ลาดับลํู ข๎า หรอื ลูอํ อก ๑. ฿ช๎ฟังก์ชนั ละกราฟของ ทกี่ าหนด ๒. หาผลบวก n พจน์ รก ของอนุกรมลขคณิต ละ ฟงั ก์ชนั อธบิ ายสถานการณ์ ๒. ขา๎ ฿จละนาความร๎ู อนกุ รมรขาคณติ ๓. หาผลบวกอนกุ รมอนนั ต์ ที่กาหนด ก่ียวกบั ลาดบั ละอนุกรม ๔. ขา๎ ฿จละนาความรู๎ ก่ยี วกับลาดับละอนกุ รม ๒. หาผลลพั ธข์ องการบวก เป฿ช เป฿ช๎ การลบ การคูณ การหาร เน้นวิทยาศาสตร์ ฟงั กช์ ัน หาฟังกช์ นั ๑. ขา๎ ฿จฟังก์ชนั ตรี กณมติ ิ ประกอบละฟงั กช์ ัน ละลักษณะกราฟของ ผกผัน ฟังกช์ ันตรี กณมติ ิ ละ ๓. ฿ช๎สมบตั ิของฟังก์ชนั ฿น นาเป฿ช฿๎ นการก๎ปญั หา การก๎ปญั หา ๔. ขา๎ ฿จลกั ษณะกราฟของ ฟังกช์ นั อกซ์พนนชียล ละฟังก์ชนั ลอการทิ ึมละ นาเป฿ช๎฿นการกป๎ ญั หา
หลักสูตรโรงเรยี นเขื่อนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๑ จานวนและพชี คณติ มาตรฐาน ค ๑.๓ ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ และเมทรกิ ซ์ อธบิ ายความสัมพันธ์ หรือชว่ ย ตวั ชว้ี ดั ชัน้ ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ ๑. ข๎า฿จละ฿ชส๎ มบตั ิของการ - ๑. ข๎า฿จละ฿ช๎สมบตั ขิ องการ ทาํ กนั ละสมบตั ิ ของ เมํ ทํากันพื่อวิคราะห์ละ จานวน พอื่ วิ คราะห์ ละ กป๎ ญั หาดย฿ชอ๎ สมการ กป๎ ญั หาดย฿ชส๎ มการชิง ชงิ ส๎นตัวปรดยี ว ส๎นตัวปรดยี ว ๒. ประยกุ ต์฿ชส๎ มการกาลงั ๒. ข๎า฿จละ฿ชค๎ วามรู๎ สองตวั ปรดียว กี่ยวกบั กราฟ฿นการ ฿นการกป๎ ัญหา กป๎ ัญหาคณิตศาสตร์ ละ คณติ ศาสตร์ ปญั หา฿นชวี ติ จริง ๓. ประยกุ ต฿์ ชร๎ ะบบสมการ ๓. ข๎า฿จละ฿ช๎ความร๎ู ชิงส๎นสองตัวปร ก่ยี วกบั ความสมั พนั ธ์ชิง ฿นการกป๎ ญั หา ส๎น ฿นการกป๎ ัญหา คณติ ศาสตร์ คณิตศาสตร์ ละปญั หา฿น ชีวติ จริง
๒๗ ยแกป้ ัญหาท่ีกาหนดให้ ตวั ชว้ี ดั ช่วงช้นั ม.๔ ม.๕ ม.๖ ไม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ไม่เน้นวทิ ยาศาสตร์ ไม่เนน้ วิทยาศาสตร์ - ๑. ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามร๎ูกย่ี วกบั - เน้นวิทยาศาสตร์ ดอกบยี้ ละมลู คําของงิน เน้นวทิ ยาศาสตร์ ๑. ก๎สมการละอสมการพหุ ฿นการกป๎ ญั หา - นามตวั ปรดียว เน้นวทิ ยาศาสตร์ ดีกรเี มํ กนิ ส่ี ละนาเป฿ช๎ ๑. กส๎ มการตรี กณมติ ิ ละ ฿นการกป๎ ญั หา นาเป฿ช฿๎ นการกป๎ ญั หา ๒. ก๎สมการละอสมการ ๒. ฿ช๎กฎของคเซน์ ละกฎของ ศษสวํ นของพหุนาม เซน฿์ นการกป๎ ญั หา ตัวปรดยี ว ละนาเป฿ช๎ ๓. ข๎า฿จความหมาย หาผลลพั ธ์ ฿นการกป๎ ัญหา ของการบวกมทรกิ ซ์ การ ๓. กส๎ มการละอสมการคํา คณู มทริกซก์ บั จานวนจริง สัมบูรณ์ของพหุนามตัว การคณู ระหวํางมทรกิ ซ์ ปรดียว ละนาเป฿ช฿๎ น ละหามทรกิ ซส์ ลบั ปลย่ี น การก๎ปญั หา หาดี ทอรม์ ินนตข์ องมท ๔. ก๎สมการอกซ์ พนน ริกซ์ n X n ม่ือ n ปน็ ชียลละสมการลอการิทมึ จานวนนบั ที่เมํ กิน สาม ละนาเป฿ช๎฿นการ ๔. หามทรกิ ซผ์ กผันของมท ก๎ปัญหา รกิ ซ์ ๒ X ๒
หลกั สูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ม.๓ ตัวช้ีวัดชั้นปี ม.๑ ม.๒ สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณติ มาตรฐาน ค ๒.๑ เขา้ ใจพ้นื ฐานเกี่ยวกับการวัด วดั และคาดคะเนขนาดของสง่ิ ที่ต้องการว ตวั ช้ีวดั ชนั้ ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ - ๑. ประยุกต์฿ช๎ความรู๎ รอ่ื ง ๑. ประยุกต฿์ ชค๎ วามร๎ู รือ่ ง พ้นื ทผ่ี ิวของปริซึมละ พน้ื ท่ีผวิ ของพรี ะมิด กรวย ทรงกระบอก฿นการ ละทรงกลม฿นการ กป๎ ัญหาคณติ ศาสตร์ ละ กป๎ ญั หาคณิตศาสตร์ละ ปญั หา฿นชวี ิตจรงิ ปญั หา฿นชีวติ จรงิ ๒. ประยุกต์฿ชค๎ วามรู๎รื่อง ๒. ประยุกต฿์ ช๎ความรู๎รอ่ื ง ปริมาตรของปรซิ ึมละ ปริมาตรของพรี ะมดิ กรวย ทรงกระบอก฿นการ ละทรงกลม฿นการ กป๎ ญั หาคณติ ศาสตร์ละ ก๎ปัญหาคณิตศาสตร์ ละ ปญั หา฿นชีวิตจริง ปญั หา฿นชีวิตจรงิ
๒๘ ตวั ช้ีวดั ชว่ งชนั้ ม.๔ ม.๕ ม.๖ ๕. กร๎ ะบบสมการชิงสน๎ ดย ฿ช๎มทรกิ ซผ์ กผัน ละการ ดานินการตามถว ๔. ก๎สมการพหนุ ามตวั ปร ดียวดีกรีเมํ กนิ สที่ ่ีมี สัมประสิทธ์ิ ป็นจานวนตม็ ละนาเป฿ช๎฿นการ ก๎ปญั หา วดั และนาไปใช้ ตวั ช้ีวดั ชว่ งช้นั ม.๖ ม.๕ ม.๔ ไม่เนน้ วิทยาศาสตร์ ไมเ่ น้นวิทยาศาสตร์ - ไม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์ - - ไมเ่ น้นวิทยาศาสตร์ ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ - ไม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์ - -
หลักสูตรโรงเรยี นเขอ่ื นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๒ การวดั และเรขาคณติ มาตรฐาน ค ๒.๒ เขา้ ใจและวิเคราะหร์ ูปเรขาคณติ สมบัติของรูปเรขาคณติ ความสมั พันธ ตวั ช้วี ดั ชนั้ ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ ๑. ฿ช๎ความรู๎ทางรขาคณติ ๑. ฿ชค๎ วามร๎ูทางรขาคณติ ๑. ข๎า฿จละ฿ชส๎ มบตั ิของรูป ละครอื่ งมอื ชํน วงวยี น ละครอื่ งมอื ชํน วงวียน สามหลยี่ มทค่ี ล๎ายกัน ฿น การกป๎ ญั หาคณติ ศาสตร์ ละสันตรง รวมทงั้ ละสันตรง รวมทัง้ ละปัญหา฿นชวี ิตจริง ปรกรม The ปรกรม The Geometer’s Sketchpad Geometer’s Sketchpad ๒. ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ หรอื ปรกรมรขาคณติ หรอื ปรกรมรขาคณิต กย่ี วกับอัตราสํวน พลวัตอน่ื ๆ พ่อื สร๎างรปู พลวัตอื่น ๆ พือ่ สร๎างรปู ตรีกณมติ ิ ฿นการกป๎ ัญหา รขาคณติ ตลอดจนนา รขาคณติ ตลอดจนนา คณติ ศาสตร์ ละปัญหา฿น ความรู๎กย่ี วกบั การสร๎างน้ี ความรู๎ ก่ยี วกบั การสร๎างน้ี ชวี ติ จริง เปประยกุ ต฿์ ช๎฿นการ เปประยุกต฿์ ช฿๎ นการ ๓. ข๎า฿จละ฿ชท๎ ฤษฎบี ท ก๎ปญั หา฿นชวี ิตจริง กป๎ ญั หา฿นชวี ติ จรงิ กยี่ วกบั วงกลม ฿นการ ๒. ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามร๎ูทาง ๒. นาความร๎ู กยี่ วกบั สมบตั ิ กป๎ ัญหาคณิตศาสตร์ รขาคณิต฿นการวิ คราะห์ ของส๎นขนานละ รูป หาความสมั พนั ธร์ ะหวําง สามหลย่ี มเป฿ช๎฿นการ รปู รขาคณติ สองมติ ิ ละ ก๎ปญั หาคณติ ศาสตร์ รูปรขาคณติ สามมิติ ๓. ข๎า฿จละ฿ชค๎ วามร๎ู ก่ยี วกับการปลงทาง รขาคณิต฿นการกป๎ ญั หา คณิตศาสตร์ละปัญหา฿น ชีวิตจริง
๒๙ ธร์ ะหวา่ งรปู เรขาคณิต และทฤษฎบี ททางเรขาคณิต และนาไปใช้ ตัวช้วี ดั ช่วงชนั้ ม.๔ ม.๕ ม.๖ ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ ไมเ่ นน้ วิทยาศาสตร์ ไมเ่ น้นวทิ ยาศาสตร์ --- เนน้ วิทยาศาสตร์ เนน้ วิทยาศาสตร์ เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ---
หลักสูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ ม.๓ ตวั ชวี้ ัดช้ันปี ม.๓ ม.๑ ม.๒ - ๔. ข๎า฿จละ฿ช๎สมบตั ิของรปู สามหลี่ยมท่ี ทาํ กนั ทุก ประการ฿นการก๎ปญั หา คณิตศาสตร์ละปัญหา฿น ชวี ติ จรงิ ๕. ข๎า฿จละ฿ช๎ทฤษฎบี ทพี ทากรสั ละบทกลับ฿นการ กป๎ ัญหาคณติ ศาสตร์ ละ ปญั หา฿นชวี ติ จรงิ สาระที่ ๒ การวัดและเรขาคณติ มาตรฐาน ค ๒.๓ เขา้ ใจเรขาคณติ วเิ คราะห์ และนาไปใช้ ตัวชว้ี ัดช้ันปี ม.๑ ม.๒ --
๓๐ ตวั ชี้วดั ชว่ งช้นั ม.๔ ม.๕ ม.๖ ตวั ชีว้ ัดชว่ งช้ัน ม.๔ ม.๕ ม.๖ ไม่เน้นวทิ ยาศาสตร์ ไมเ่ นน้ วทิ ยาศาสตร์ ไม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์ - - - เน้นวทิ ยาศาสตร์ เน้นวิทยาศาสตร์ เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ๑. ขา๎ ฿จละ฿ชค๎ วามรู๎กยี่ วกบั - - รขาคณติ วิ คราะห์ ฿นการ กป๎ ญั หา
หลักสูตรโรงเรียนเข่ือนผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระที่ ๒ การวดั และเรขาคณติ มาตรฐาน ค ๒.๔ เขา้ ใจเวกเตอร์ การดาเนนิ การของเวกเตอร์ และนาไปใช้ ตัวชวี้ ดั ชั้นปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ ---
๓๑ ม.๔ ตัวชว้ี ัดชว่ งช้ัน ม.๖ ไม่เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ม.๕ ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ - - ไม่เน้นวิทยาศาสตร์ เน้นวทิ ยาศาสตร์ - เนน้ วทิ ยาศาสตร์ - - เนน้ วทิ ยาศาสตร์ ๑. หาผลลพั ธข์ องการบวก การลบวกตอร์ การคูณ วกตอรด์ ๎วยสกลาร์ หาผลคณู ชิงสกลาร์ ละ ผลคณู ชิงวกตอร์ ๒. นาความร๎ูกย่ี วกบั วกตอร์ ฿นสามมิตเิ ป฿ช๎ ฿นการ ก๎ปญั หา
หลักสูตรโรงเรยี นเขือ่ นผากวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระท่ี ๓ สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค ๓.๑ เขา้ ใจกระบวนการทางสถิติ และใชค้ วามรู้ทางสถิติในการแก้ปญั หา ตัวช้ีวดั ช้นั ปี ม.๑ ม.๒ ม.๓ ๑. ข๎า฿จละ฿ช๎ความรู๎ทาง ๑. ขา๎ ฿จละ฿ช๎ความร๎ูทางสถติ ิ฿นการ ๑. ขา๎ ฿จละ฿ช๎ความ สถิต฿ิ นการนาสนอ นาสนอขอ๎ มูล ละวิ คราะหข์ ๎อมลู จาก สถติ ิ฿นการนาสนอ ข๎อมูลละปล ผนภาพจดุ ผนภาพ ตน๎ – ฿บ ฮิสท ละวิ คราะหข์ อ๎ มลู ความหมายข๎อมลู กรม ละคํากลางของขอ๎ มลู ละปล ผนภาพกลํอง รวมท้ังนาสถติ เิ ป฿ช๎ ฿น ความหมายผลลพั ธ์ รวมท้ังนาสถิติเป฿ช๎ ปลความหมายผล ชวี ติ จริงดย฿ช๎ ฿นชีวิตจริงดย฿ช๎ ทคนลยีที่ หมาะสม รวมท้งั นาสถติ ิ เป ทคนลยีท่ีหมาะสม ชวี ติ จริงดย฿ช๎ ทคนลยที ี่ หมาะ สาระที่ ๓ สถติ แิ ละความน่าจะเปน็
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 586
Pages: