247 แผนการจดั การเรียนรู้ ชั้น ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ หน่วยที่ ๓ ชอ่ื หนว่ ย STRONG /จติ พอเพยี งตอ่ ตา้ นการทุจริต เวลา ๑ ช่ัวโมง แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๕ เรอ่ื ง มุ่งไปขา้ งหน้า ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทจุ รติ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถยกตวั อยา่ งบคุ คลที่ดารงชวี ติ อยอู่ ย่างพอเพียงได้ ๒.๒ นกั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิตนโดยดารงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ - การมุ่งไปข้างหน้าหมายถึง การพัฒนาต่อยอดเร่อื งการตอ่ ตา้ นการทจุ รติ โดยใช้ชวี ติ อยา่ งพอเพียง - การมองไปขา้ งหน้าเป็นส่งิ ท่ีทุกคนทา แต่การมองไปขา้ งหนา้ ของแต่ละคนมมี มุ มองต่างกนั ตรงที่ ความคิด สิง่ สาคญั ของการม่งุ ไปขา้ งหนา้ ต้องมีเปูาหมาย และเปูาหมายทจ่ี ะไปตอ้ งชัดเจน เพราะถ้าไม่ชัดเจนกจ็ ะ ลม้ เหลว ไมป่ ระสบความสาเร็จดังทต่ี ั้งใจไว้ - ตวั อย่างบคุ คลท่เี สียสละความสขุ ส่วนตวั เพื่อประโยชน์สว่ นรวม สง่ิ ท่ีทาก็จะทาอย่างดี และ สนุกกับสิ่งทไ่ี ด้ทา แมจ้ ะเหนือ่ ยมาก แตไ่ มห่ ยดุ ที่จะทา แมจ้ ะพบกับอุปสรรคบ้างก็ไมล่ ะความพยายาม ๓.๒ สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓.๓ คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ อยู่อย่างพอเพียง ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ ๑) ให้นักเรยี นดภู าพยนตร์ส้ันโรงเรียนคณุ ธรรม สพฐ. เร่ือง เลือก ซงึ่ เปน็ เรอื่ งเกย่ี วกับตาให้เงนิ กบั หลาน ๑๐๐ บาทเพือ่ ไปซอ้ื ข้าว แต่เพ่ือนของหลานนากลอ่ งดินสอมาอวดกัน ทาให้หลานอยากได้กล่องดินสอจงึ มี ความคิดว่าจะนาเงินท่ีได้ไปซอ้ื ข้าวหรือกล่องดินสอ ในที่สดุ ก็เลือกสงิ่ ทีจ่ าเป็นตอ่ ตนเอง คือ ซ้ือขา้ ว ๒) ครตู ้ังคาถามให้นักเรยี นตอบ ดังตอ่ ไปนี้ ๑. ภาพยนตรท์ ่ดี เู ปน็ เรื่องเกี่ยวกับอะไร ( เป็นเรือ่ งเก่ยี วกับตาหลานค่หู นงึ่ โดยคณุ ตาได้ใหเ้ งนิ แกห่ ลานเพือ่ ไปซอ้ื ข้าวแตม่ ีเพือ่ นนา กลอ่ งดนิ สอมาอวดทาใหห้ ลานอยากได้ ) ๒. หลานมีความคดิ อยา่ งไร ( คดิ วา่ จะนาเงนิ ไปซ้อื ข้าวหรอื กลอ่ งดนิ สอดกี วา่ กัน ) ๓. สดุ ท้ายหลานตัดสนิ ใจอย่างไร ( ตดั สินใจนาเงนิ ไปซอ้ื ข้าว ) ๔) ถา้ นกั เรยี นเป็นหลาน นักเรยี นจะทาอย่างไร เพราะเหตใุ ด ( นาเงนิ ไปซอื้ ขา้ ว เพราะจุดมุ่งหมายทตี่ าให้เงนิ มาคอื ให้นาไปซือ้ ขา้ ว )
248 ๓) นักเรียนร่วมกันสรปุ พฤติกรรมของตวั ละครในภาพยนตรส์ ้นั ท่ไี ดช้ มเม่อื สกั ครู่ ๔) ครอู ธิบายเพม่ิ เติมวา่ การทีห่ ลานนาเงินทไ่ี ดร้ บั จากตาไปซ้ือขา้ ว แสดงให้เห็นวา่ หลานมคี วามมุ่งม่นั ท่ี จะทางานตามที่ไดร้ บั มอบหมายให้สาเร็จ ในขณะทห่ี ลานสามารถยับย้งั ช่งั ใจจากสงิ่ ของท่ีหลานอยากได้ แสดงให้เหน็ วา่ หลานมีความพอเพียง ร้วู า่ สิ่งใดมคี วามจาเปน็ มากกว่ากนั ระหวา่ งข้าวกับกลอ่ งดินสอ ๕) มอบหมายใหน้ กั เรยี นทาใบงาน ๔.๒ ส่ือการเรยี นรู้ / แหล่งการเรยี นรู้ ๑) ภาพยนตรส์ ั้นโรงเรียนคณุ ธรรม สพฐ. เรอ่ื ง เลอื ก ๒) ใบงาน เรือ่ ง มุ่งไปข้างหนา้ ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน ๑) สงั เกตจาก - การตอบคาถาม - ใบงาน - การปฏบิ ัตติ นเป็นผทู้ มี่ ุง่ ไปข้างหนา้ ที่ดี อยู่อยา่ งพอเพยี ง ๒) ตรวจผลงาน ๕.๒ เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการประเมิน ๑) แบบสังเกตพฤติกรรมความพอเพียง ๒) แบบให้คะแนนการทาใบงาน ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นักเรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ ขึน้ ไป ถือวา่ ผ่าน ๖. บันทึกหลังสอน ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................ ลงชอ่ื ................................................ ครูผสู้ อน (.....................................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผบู้ ริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.....................................ผู้บรหิ าร (นายกุศล ชมุ ปัญญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบา้ นศรีวชิ า “คุรรุ าษฎร์อทุ ศิ ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ ภาพยนตร์สนั้ โรงเรยี นคณุ ธรรม สพฐ. เรื่อง เลือก ๘.๒ https://www.youtube.com/watch?v=uiszoeKyLjE ๘.๓ ใบงาน เรื่อง มงุ่ ไปข้างหน้า ๘.๔ แบบสังเกตพฤติกรรมความพอเพียง
249 ใบงาน เร่อื ง มุ่งไปข้างหนา้ คาสัง่ ใหน้ ักเรยี นพิจารณาการกระทาของบุคคลดงั ต่อไปนี้ แล้วเขยี นอธิบายถงึ การกระทา ความมุ่งม่นั และความพอเพียงของบคุ คลนน้ั พีต่ นู บอดแี้ สลม จดั ตงั้ โครงการกา้ วคนละกา้ ว โดยจดั กจิ กรรมว่ิงมาราธอนจากใต้สดุ ไปเหนอื สดุ ของ ประเทศ เพื่อรบั บริจาคเงนิ ไปช่วยเหลอื โรงพยาบาลจานวน ๑๑ แหง่ ทวั่ ประเทศ ซง่ึ มคี วามมงุ่ หวังว่า จะไดร้ ับเงนิ จานวนน้อยจากบคุ คลจานวนมาก ไมใ่ ช่ได้เงินจานวนมากจากบคุ คลจานวนนอ้ ย ความโดดเด่นด้านความมุ่งม่ัน ............................................................................................................................. ................................. .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................. ............................................................................................................................. ................................. .............................................................................................................................................................. ความโดดเด่นด้านความพอเพยี ง ............................................................................................................................. ................................. ............................................................................................................................. ................................. .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................. ..............................................................................................................................................................
250 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความพอเพยี ง คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเขยี นเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งทต่ี รงกับพฤติกรรมท่ีเกดิ ขนึ้ จรงิ ท่ี พฤติกรรม ระดับการปฏบิ ตั ิ ประจา บางคร้งั น้อยครง้ั ไม่ทาเลย สรุป ผา่ น ไม่ผา่ น (๓) (๒) (๑) (๐) ๑ ใช้ทรพั ย์สนิ ตา่ ง ของตนเอง เชน่ เงนิ สง่ิ ของ เคร่ืองใช้ อย่างประหยัด คุม้ ค่าและเก็บรักษา ดูแลอย่างดี ๒ ใช้ทรพั ยากรของสว่ นรวมอยา่ งประหยดั คุ้มคา่ และเก็บรักษาดูแลอยา่ งดี ๓ ไมใ่ ชส้ ่งิ ของเกนิ ฐานะและความจาเป็น ๔ แบง่ ปันส่งิ ของใหเ้ พ่อื นทข่ี าดแคลน ๕ ไม่อยากไดข้ องผูอ้ นื่ มาเปน็ ของตน ๖ รจู้ กั เกบ็ ออม ๗ ไมเ่ อาเปรยี บผอู้ ่ืน และไม่ ทาให้ผอู้ นื่ เดอื ดร้อน ๘ วางแผนการเรยี น การทางานและการใช้ชวี ติ ประจาวนั บนพื้นฐานของความพอเพียง ๙ รู้เท่าทนั การ เปลย่ี นแปลง ของสงั คม และสภาพ แวดล้อมยอมรบั และปรับตวั เพอื่ อยู่ ร่วมกับ ผ้อู นื่ ได้ อย่างมีความสุข ๑๐ เหน็ ประโยชน์ส่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์สว่ นตน ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ (......................................................) เกณฑ์การประเมนิ ไดค้ ะแนน ๒๔ คะแนน ขน้ึ ไป = ผา่ น ไดค้ ะแนนต่ากวา่ ๒๔ คะแนน ขึ้นไป = ไมผ่ ่าน
251 แผนการจดั การเรยี นรู้ ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ เวลา ๑ ช่วั โมง หนว่ ยท่ี ๓ ชื่อหน่วย STRONG /จิตพอเพยี งตอ่ ตา้ นการทจุ รติ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๖ เร่ือง ความเออื้ อาทร ๑. ผลการเรยี นรู้ มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกบั STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทุจรติ ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถบอกความหมายของความเออื้ อาทรได้ ๒.๒ นกั เรียนสามารถยกตวั อยา่ งของความเออ้ื อาทรได้ ๒.๓ นักเรยี นสามารถปฏิบตั ติ นเปน็ ผ้มู ีที่ความเอ้อื อาทรตอ่ บคุ คลอ่ืนได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ความเอ้ืออาทร หมายถึง ความเอ้ือเฟอ้ื ความเอื้ออารี ความมนี ้าใจ และการปฏบิ ตั ติ น เปน็ ผู้มคี วามเออ้ื อาทร ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะท่เี กิด) ๑) ความสามารถในการส่อื สาร ๒) ความสามารถในการคิด ๓.๓ คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ / คา่ นยิ ม มีจิตสาธารณะ ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรียนรู้ ๑) ให้นักเรียนดภู าพอวยั วะภายนอกของคนว่าการทางานมอี ะไรบา้ ง เชน่ ตา หู มอื เปน็ ต้น ๒) สนทนาซกั ถามถึงหนา้ ท่ีของอวัยวะตา่ ง และความสมั พันธ์กันอยา่ งไร เช่น ตาใช้ดูทาให้ ขาเดินได้ตามทศิ ทางที่ใจต้องการไป ๓) ใหน้ ักเรียนแสดงบทบาทสมมติ เชน่ ปิดตาหยบิ ส่งิ ของ ผูกขาตดิ กนั แล้วใหเ้ ดิน เป็นต้น ๔) สนทนาซักถามปญั หาขณะปฏบิ ัติกิจกรรมและสรุปว่าอวยั วะต่าง ตอ้ งพ่ึงพากนั เพ่ือทา กิจกรรมตา่ ง ได้สาเร็จ ๕) ครูให้นักเรยี นอา่ นนทิ านเรอ่ื ง ทอ้ งกบั อวัยวะอ่นื ๆ ๖) ให้นักเรียนระดมความคิดทไ่ี ดจ้ ากเรอ่ื งท่อี ่าน ตามประเดน็ ต่อไปนี้ เชน่ ถา้ อวัยวะสว่ นใด สว่ นหนึ่งไม่ทาตามหนา้ ที่ จะมปี ญั หาอะไรตามมา ๗) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ถึงข้อคดิ ทไ่ี ดจ้ ากการอ่านนทิ าน เช่น การอยรู่ ่วมกับคนอน่ื ดว้ ย ความเออื้ อาทรมีความสาคัญอยา่ งหนึ่งทมี่ นุษยธ์ รรมดาคนหนง่ึ พึงต้องมี ถ้าเรารว่ มมอื รว่ มใจเอือ้ เฟื้อเผอื่ แผ่ ช่วยเหลอื กนั งานทีย่ ากกจ็ ะสาเร็จได้ดว้ ยงา่ ย แต่ถ้าทุกคนเอาเปรยี บเห็นแก่ประโยชนส์ ว่ นตัว ปญั หาต่าง ก็จะตามมาทาให้สังคมไมส่ งบสุข ๘) ครูยกตวั อย่างบคุ คลทแี่ สดงความเอื้ออาทรตอ่ ผอู้ ืน่ และการต่อตา้ นการทจุ ริต
252 - คุณหมอ มกั จะให้ความเอ้ืออาทรตอ่ คนไขท้ ี่เป็นเด็กเลก็ เป็นพเิ ศษ โดยเฉพาะหนนู ้อยทป่ี วุ ยหนกั - คุณครใู ห้ความชว่ ยเหลือนักเรยี นคนโปรด โดยให้คะแนนพเิ ศษกว่านกั เรยี นคนอนื่ ๙) ใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ ระดมความคิดหาตัวอยา่ งท่ีแสดงลักษณะความเอื้ออาทรลงในใบงาน ๑๐) ครูและนกั เรียนร่วมกันสรปุ ถึงความตระหนักในการปฏิบตั ติ นเป็นผู้ มีความเออ้ื อาทร ในชวี ิตประจาวนั เช่น ในสงั คมที่มกี ารชว่ ยเหลอื เก้ือกูลกนั เป็นสงิ่ ทดี่ ี แตถ่ า้ ชว่ ยเหลือในเรอื่ งท่ีผดิ หรือเร่ืองท่ี ไดร้ ับผลประโยชนจ์ ากการช่วยเหลือน้นั เปน็ เรื่องท่ผี ดิ สงั คมจะไม่ยอมรบั และจะเกดิ ปญั หาตามมาภายหลัง ๑๑) ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นทาใบงานเรื่อง ความเอื้ออาทร และนาเสนอหนา้ ชั้นเรยี นพรอ้ ม ทั้งนาผลงานไปจดั ปูายนเิ ทศ ๔.๒ สื่อการเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) ภาพอวัยวะภายนอกของคน ๒) ใบความรู้ นิทานเร่อื ง ท้องกบั อวยั วะอน่ื ๆ ๓) ใบงานท่ี เร่ือง ความเอื้ออาทร ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) สังเกตพฤตกิ รรม ๒) ตรวจผลงาน ๕.๒ เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการประเมนิ ๑) แบบสงั เกตการปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผมู้ ีความเอ้ืออาทร ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นักเรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน ๖. บันทึกหลงั สอน ................................................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................................... ๗. ความคดิ เหน็ ผูบ้ รหิ าร ลงชือ่ ................................................ ครผู สู้ อน (....................................................) ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.....................................ผู้บรหิ าร (นายกศุ ล ชมุ ปัญญา) ผ้อู านวยการโรงเรียนบา้ นศรวี ชิ า “ครุ รุ าษฎร์อทุ ิศ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ นทิ าน ทอ้ งกบั อวยั วะอนื่ ๘.๒ แบบประเมิน
253 นิทานเร่ือง ทอ้ งกบั อวยั วะอืน่ ๆ วันหนง่ึ บรรดาอวยั วะตา่ ง ของร่างกายอนั ไดแ้ ก่ มือ ขา ปาก และฟนั เป็นต้น เหน็ วา่ พวกตนทางานกัน ด้วยความเหน็ดเหนอ่ื ย แต่ท้องนัน้ อยูเ่ ฉย กไ็ ดร้ ับอาหารโดยไมต่ ้องออกแรงอะไรเปน็ การเอาเปรยี บผู้อน่ื อวยั วะทั้งหลายจึงพากันประทว้ ง โดยขาไม่ยอมเดนิ ไปหาอาหาร มอื ไมย่ อมหยิบอาหาร ปากไมย่ อมอ้าและ ฟันไม่ยอมเคีย้ วอาหารดว้ ยเหตุน้ี ในเวลาไม่นานนัก ท้องจึงรู้สกึ หิวโหย แตเ่ ม่อื ไม่มีอาหารจงึ ไม่อาจย่อยและ ส่งไปเลย้ี งอวยั วะอน่ื ได้ มอื ขา ปากและฟนั ตา่ งก็รสู้ กึ อ่อนเพลยี ไมม่ เี รย่ี วแรง และเร่ิมเขา้ ใจว่าแทท้ ่จี ริงทอ้ ง นัน้ ก็ทาหน้าทข่ี องตนเช่นกัน ไมไ่ ดอ้ ยูเ่ ฉย อย่างทพี่ วกตนคดิ แตแ่ รก หลังจากที่อวยั วะทกุ สว่ นของร่างกาย รว่ มแรงร่วมใจกันทางานอกี ครัง้ ร่างกายกก็ ลับแข็งแรงสมบรู ณเ์ หมอื น นทิ านเรอ่ื งนส้ี อนใหร้ ูว้ ่า : ทุกคนตอ้ งทางานไปตามหน้าทข่ี องตนเพ่อื ประโยชนส์ ุขของส่วนรวมซึง่ ตา่ ง ก็มีบทบาทและความสาคญั เชน่ เดยี วกนั ไม่มใี ครเคยบอกว่า one man show คือการทางานท่ดี ีทไี่ ดผ้ ลดที ่ีสดุ การอยูร่ ่วมกบั คนอื่นด้วยความเออ้ื อาทรเปน็ เสนห่ อ์ ย่างหนงึ่ ทมี่ นษุ ย์ธรรมดาคนหนึง่ พงึ ตอ้ งมี คุณไมร่ หู้ รอกวา่ คุณตอ้ งการความช่วยเหลอื จากใคร เมอ่ื ใด จาไว้วา่ คุณไมใ่ ช่ผ้วู ิเศษมาจากไหน งานบางอย่างตอ้ งการพลงั สรา้ งสรรค์ ถ้าพวกเขาไมร่ ว่ มมอื กบั คุณบ้างจริง คณุ อาจทางานได้อยากกวา่ นี้
254 แบบสงั เกตความเออ้ื อาทรผู้ประเมิน คาชีแ้ จง โปรดทาเครอื่ งหมาย ลงในแตล่ ะข้อรายการต่อไปน้ที ่ตี รงกบั ระดบั ความคดิ เหน็ ของผปู้ ระเมนิ รายการ นกั เรยี นมีพฤติกรรมที่ นกั เรยี น นกั เรียนมคี วาม เลขที่ ชือ่ - สกุล แสดงถงึ การ ปฏิบัติตน เอื้อเฟ้ือเผ่อื แผ่ สรุปผล มี เป็นนกั เรียน บาเพ็ญ การประเมนิ น้าใจ ให้ความ ท่ีดี ประโยชน์ต่อ ช่วยเหลือ ผ้อู นื่ สงั คม ผ่าน ไม่ผา่ น เกณฑ์การประเมิน ๒ รายการ ถอื วา่ ผา่ น ๑ รายการ ถือว่า ไมผ่ า่ น ผ่านตัง้ แต่ ผา่ น ลงช่อื ผู้ประเมิน ( ) //
255 ใบงานเร่อื ง ความเอื้ออาทร คาชีแ้ จง ให้นักเรียนเขียนเคร่อื งหมาย √ หนา้ ขอ้ การกระทาของบคุ คลทแี่ สดงถงึ ความเอ้อื อาทร และ เขยี นเครอ่ื งหมาย x หน้าข้อการกระทาของบคุ คลท่ีแสดงถึงความไมเ่ อ้ืออาทร ________ ๑. เด็กชายกอ้ งพาคณุ ยายข้ามถนนตรงทางม้าลาย ________ ๒. เด็กหญงิ พลอยว่ิงแซงหน้าเด็กหญิงขวัญเพื่อไปต่อแถวซอ้ื ของกอ่ น ________ ๓. ตาแกว้ ให้เพอ่ื นบ้านมาใช้นา้ บาดาลของบ้านตนเอง ________ ๔. นายพจนแ์ กล้งนอนหลบั ขณะทนี่ ง่ั บนรถโดยสารประจาทางเพราะมสี ภุ าพสตรีทอ้ งแก่มายนื ขา้ งๆ ________ ๕. เด็กหญงิ แพรวเกบ็ หมวกของคนอื่นได้แล้วส่งคนื เจ้าของ ________ ๖. พมิ พ์พรไล่ขอทานท่ีมาน่ังบนสะพานลอย ________ ๗. ชาวบ้านรับของแจกจากผ้สู มัครเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาตาบล ________ ๘. พ่ีตูนวง่ิ รับบรจิ าคเงินเพอื่ ช่วยเหลอื โรงพยาบาล
256 หนว่ ยท่ี ๔ พลเมืองกับความรับผดิ ชอบต่อสังคม
257 แผนการจัดการเรยี นรู้ ช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี ๕ เวลา ๒ ชัว่ โมง หนว่ ยท่ี ๔ ช่ือหน่วย พลเมืองกับความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๑ เรื่อง การเคารพสิทธิหนา้ ทต่ี อ่ ตนเองและผ้อู ่นื ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั เกย่ี วกับพลเมืองและมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ๑.๒ ปฏิบตั ติ นตามหนา้ ที่และมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ นกั เรียนสามารถ ๒.๑ นกั เรียนบอกแนวปฏิบตั ติ นในการเคารพสิทธิหน้าที่ตอ่ ตนเองและผู้อืน่ ท่ีมตี อ่ ชมุ ชนและสังคมได้ ๒.๒ นกั เรยี นอธิบายผลที่ได้รบั จากการเคารพสทิ ธิหนา้ ทตี่ อ่ ตนเองและผู้อื้นที่มตี ่อชมุ ชนและสงั คมได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ สมาชกิ ทกุ คนในสงั คมมีสิทธเิ ท่าเทยี มกนั ในการดาเนินชีวิตในสงั คม โดยสิทธดิ งั กลา่ วจะตอ้ งไมล่ ะเมดิ สิทธิ ของสมาชกิ คนอ่ืนในสังคม ดงั น้ี เสรภี าพในเคหสถาน เสรีภาพในการเดนิ ทางและตดิ ตอ่ สอื่ สาร เสรภี าพ ในการนับถือศาสนา เสรภี าพในทางวชิ าการ เสรภี าพในการชมุ นุมอยา่ งสงบโดยปราศจากอาวุธ สทิ ธิ เสรภี าพในการอนรุ ักษแ์ ละฟื้นฟูจารีตประเพณี ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ และเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ ( สมรรถนะท่ีเกิด ) ๓.๒.๑ นกั เรยี นมีทักษะการส่ือสาร ๓.๒.๒ นกั เรียนมที กั ษะการคิด ๓.๒,๓ นักเรียนมที กั ษะการแก้ปัญหา ๓.๒.๔ นกั เรยี นมคี วามสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ ๓.๓ คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ / คา่ นิยม ๓.๓.๑ มีวินัย ๓.๓.๒ ใฝเุ รยี นรู้ ๓.๓.๓ ม่งุ ม่นั ในการทางาน ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ / การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ข้ันตอนการเรียนรู้ / ขัน้ ตอนการจัดประสบการณ์ ช่วั โมงท่ี ๑ ๑. นกั เรยี นดู YouTube เรื่อง การเคารพสทิ ธเิ สรภี าพ และกฎกติกาของสงั คมที่เป็นธรรม จาก civics tartar .wixsite.com ๒. นกั เรยี นร่วมตอบคาถามต่อไปนี้ - เหตุการณ์ทเ่ี กิดขึน้ ในรา้ นขายข้าวแกงร้านท่ี ๑ และร้านที่ ๒ เปน็ อย่างไร - เกิดความแตกตา่ งกนั อยา่ งไรบ้าง - นักเรยี นชอบไปซ้ือรา้ นท่ี ๑ หรือร้านท่ี ๒ ๓. นักเรยี นอา่ นใบความรู้ เรื่องการเคารพสทิ ธขิ องตนเองและผู้อืน่ ทมี่ ตี อ่ ชมุ ชนและสังคมครู อธบิ ายเพม่ิ เตมิ แลว้ สมุ่ ถามนักเรยี น
258 ๔. นกั เรียนแบ่งเป็นกล่มุ กลุม่ ละ ๔ – ๕ คน อภปิ ราย แสดงความคดิ เหน็ สืบค้นข้อมลู ตาม หวั ข้อต่อไปนี้ ข้อ ๑ แนวทางการปฏบิ ัตติ นในการเคารพสทิ ธหิ นา้ ทต่ี ่อตนเองและผอู้ ่นื ทมี่ ีต่อชมุ ชนและ สังคม ข้อ ๒ ผลทไี่ ด้รับจากการเคารพสทิ ธิหนา้ ทขี่ องตนเองและผอู้ ่ืนท่ีมตี อ่ ชมุ ชน สังคม ช่ัวโมงที่ ๒ ๑.ประธานกลุม่ จบั สลากลาดับการนาเสนอผลงาน ๒. ตวั แทนกลุม่ นาเสนอหน้าชัน้ เรยี นตามลาดบั ๓. ครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้สมบรู ณ์ ๔. นกั เรียนและครรู ่วมกนั สรุปบทเรยี นและให้การเสรมิ แรง ๔.๒ สอ่ื การเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) YouTube เรื่อง การเคารพสิทธิ เสรภี าพ และกฎกติกาของสงั คมทีเ่ ปน็ ธรรม จาก civics tartar .wixsite.com ๒) ใบความร้เู รื่อง การเคารพสทิ ธิของตนเองและผ้อู ่ืนที่มีต่อชุมชนและสังคม ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธีการประเมนิ สงั เกตพฤตกิ รรมการทางาน ๕.๒ เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการประเมนิ แบบสังเกตพฤตกิ รรม ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ นักเรียนผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ขนึ้ ไป ถือวา่ ผา่ น ๖. บนั ทึกหลังสอน ............................................................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................................................. ( ลงชอ่ื ) ครผู สู้ อน ๗. ความคดิ เห็นผูบ้ รหิ าร (.......................................................) ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ .....................................ผบู้ รหิ าร (นายกุศล ชมุ ปัญญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบา้ นศรวี ชิ า “ครุ ุราษฎร์อุทิศ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ youtube เรื่องการเคารพสิทธิเสรีภาพ และกฎกติกาของสงั คมทเ่ี ป็นธรรม จาก civics tartar .wixsite.com ๘.๒ ใบความรเู้ รอ่ื ง การเคารพสิทธขิ องตนเองและผอู้ ่ืนที่มตี อ่ ชุมชนและสังคม ๘.๓ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
259 ใบความรู้ เรอ่ื ง การเคารพสิทธิของตนเองและผอู้ ่นื ที่มตี อ่ ชุมชนและสังคม สมาชิกทุกคนในสงั คมมสี ทิ ธิเท่าเทยี มกันในการดาเนินชีวิตในสงั คม โดยสทิ ธดิ ังกลา่ วจะตอ้ งไมล่ ะเมดิ สทิ ธิของ สมาชิกคนอ่นื ในสังคม ในท่ีนี่ขอยกตัวอย่างสทิ ธขิ องตนเองที่มตี ่อชมุ ชน และสงั คมที่สาคัญบางประการ ดงั น้ี ๑. เสรภี าพในเคหสถานชาวไทยทกุ คนยอ่ มมีเสรภี าพในเคหสถานทจ่ี ะสามารถอาศยั และครอบครอง เคหสถานของตนโดยปกตสิ ขุ ไมว่ ่าจะเกิดจากการเชา่ หรอื เป็นเจา้ ของกรรมสทิ ธ์ิ ซ่งึ บุคคลอ่นื จะตอ้ งให้ความ เคารพในสิทธินี้ แมแ้ ตเ่ จ้าหน้าที่ของรฐั หากจะเข้าไปดาเนนิ การตามกฎหมายใด เช่น การตรวจคน้ เคหสถาน ของประชาชนก็จะกระทามไิ ด้ เวน้ แต่จะมีหมายคน้ ที่ออกโดยศาลเทา่ นนั้ ๒. เสรีภาพในการเดินทางและตดิ ต่อสื่อสาร ชาวไทยทกุ คนมเี สรภี าพที่จะเดินทางไปในทีต่ ่าง บนผืนแผน่ ดินไทย ได้ทุกพ้นื ท่ีของประเทศไทยและสามารถเลือกถน่ิ ทอี่ ยู่อาศัย ณ ท่ีใดก็ไดภ้ ายในประเทศไทย รวมท้งั ชาวไทยทกุ คนสามารถทีจ่ ะตดิ ต่อสื่อสารกบั บุคคลอ่ืน ไมว่ า่ จะเป็นทางจดหมายโทรศัพท์หรอื อินเทอร์เนต็ ๓. เสรีภาพในการนับถอื ศาสนา สมาชกิ ทกุ คนในสงั คมมสี ทิ ธิ เสรภี าพ ท่จี ะนับถอื ศาสนาแตกตา่ งกนั ได้ ซึง่ บุคคลอื่นในสังคมรวมทง้ั รัฐจะตอ้ งใหค้ วามเคารพสทิ ธิเสรภี าพในเรอ่ื งน้ดี ว้ ย ๔. เสรภี าพในทางวิชาการ เยาวชนไทยทุกคนจะตอ้ งไดร้ ับการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานไม่นอ้ ยกว่า ๑๒ ปี โดยไมเ่ สยี คา่ ใช้จา่ ย นอกจากน้คี นไทยทุกคนยงั มสี ทิ ธใิ นการท่ีจะศึกษาค้นควา้ หรือทาวจิ ยั ตามทีต่ ้องการ โดย ไม่ขัดต่อกฎหมาย ๕. เสรีภาพในการชมุ นุมอยา่ งสงบโดยปราศจากอาวุธ หมายถึง ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรภี าพในการ ชุมนม แตต่ ้องเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ และจะตอ้ งไมร่ บกวนสิทธิของผ้อู นื่ การปราศจากอาวุธ นน้ั หมายรวมถึง หา้ มทุกคนท่ีมารว่ มชุมนมุ พกพาอาวุธเข้ามาในท่ชี ุมนุมโดยเด็ดขาด บุคคลน้นั จะไม่ไดร้ บั ความคุม้ ครองตามรัฐธรรมนญู ในกรณีท่ไี ด้กลา่ วมาขา้ งต้น ๖. สิทธิเสรภี าพในการอนรุ กั ษแ์ ละฟนื้ ฟูจารตี ประเพณี ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน ทกุ คนย่อมมีส่วนรม่ ในการ อนรุ ักษแ์ ละร่วมสืบสานศลิ ปะหรือวฒั นธรรมอันดงี ามของท้องถน่ิ และของประเทศชาติเพอ่ื ให้ดารงอยตู่ อ่ ไปกบั อนุชนรุ่นหลัง ๗. เสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยเสรภี าพในการประกอบอาชพี จะต้องไม่เอารัดเอาเปรยี บผอู้ ื่น เชน่ ผ้ปู ระกอบการจะตอ้ งเคารพและซื่อสตั ยต์ อ่ ผบู้ รโิ ภค และไม่เอาเปรียบผู้บรโิ ภค เป็นตน้
260 แบบสังเกตพฤติกรรม กลมุ่ ท่ี ......................................... ชนั้ ................................. ที่ พฤติกรรม ตรงจุดประสงค์ กระบวนการ ความรับผิดชอบ เสรจ็ ทนั เวลา รวม ชือ่ ทก่ี าหนด ๑๖ ทก่ี าหนด กลมุ่ ๔ ๓๒ ๑ คะแนน ๔ ๓ ๒๑๔ ๓๒ ๑ ๔ ๓ ๒๑ เกณฑ์การวัดผล ผู้ประเมิน ใหค้ ะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤตกิ รรม ดงั นี้ (.....................................................) .............../................./.................... ได้คะแนน ๑๓ คะแนน ขึน้ ไป = ผา่ น ไดค้ ะแนนต่ากวา่ ๑๓ คะแนน ขึ้นไป = ผ่าน ( ลงช่อื )
261 แผนการจดั การเรียนรู้ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๕ เวลา ๒ ชว่ั โมง หนว่ ยที่ ๔ ช่ือหน่วย พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบต่อการทจุ รติ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๒ เร่ือง ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั พลเมืองและมคี วามรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถบอกความหมายของ ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย ขององคก์ รหรอื หนว่ ยงาน ตา่ ง ได้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถแสวงหาขอ้ มูลเกีย่ วกับ ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย ขององค์กรหรอื หน่วยงาน ต่าง ได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ กฎ คือ ขอ้ บังคับ ท่ีอยูใ่ นความเปน็ จรงิ เพอ่ื ไม่ใหเ้ กดิ ความเสยี หายต่อทรัพยส์ นิ และชวี ติ ระเบียบวินัย น้นั เป็นสง่ิ ซ่ึงมคี วามสาคญั ยิง่ โดยเฉพาะกบั นกั เรยี นหรือเยาวชน อันจะเป็นกาลังอยา่ ง มากในการพฒั นาประเทศ ระเบยี บวินัย คอื คุณสมบัตทิ สี่ าคัญในการดาเนินชีวิต ความสามารถของบุคคลในการควบคุม อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเอง ใหเ้ ป็นไปตามทีม่ ุ่งหวงั โดยเกดิ จากการสานกึ ซึง่ ตอ้ งไมก่ ระทาการ ใด อนั เปน็ ผลทาให้เกิดความยุง่ ยากแก่ตนเองในอนาคต หากแตต่ อ้ งเป็นสง่ิ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความ เจริญรงุ่ เรอื งแกต่ นเองและผูอ้ ่ืนโดย กติกา คือ กฎเกณฑ์ ข้อตกลง หรือข้อกาหนด ที่บุคคลตั้งแต่ ๒ ฝาุ ยขึน้ ไปใช้เป็นหลกั ปฏิบตั ิ เพอ่ื ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทกุ ฝาุ ย กฎหมาย คอื กฎท่สี ถาบนั หรอื ผ้มู ีอานาจสูงสดุ ในรัฐตราขนึ้ หรอื ทเ่ี กิดขึน้ จากจารตี ประเพณี อันเปน็ ทย่ี อมรับนบั ถือ เพ่อื ใชใ้ นการบริหารประเทศ เพื่อใชบ้ งั คับบคุ คลให้ปฏิบตั ิตาม ๓.๒ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน ๑) ความสามารถในการส่ือสาร ๒) ความสามารถในการคิด ๓) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ๓.๓ คณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์ ซื่อสัตย์สจุ รติ ๔. กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ข้นั ตอนการเรียนรู้ ช่วั โมงท่ี ๑ ๑) ครแู บ่งนักเรยี นเปน็ ๔ กลมุ่ ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาใบความรู้ และสรุปความรู้เปน็ แผนผงั ความคดิ ดงั น้ี
262 กลุ่มที่ ๑ เร่ือง ระเบียบ กลมุ่ ท่ี ๒ เรอ่ื ง กฎ กลุ่มท่ี ๓ เรอ่ื ง กติกา กลุ่มท่ี ๔ เรอ่ื ง กฎหมาย ๒) ครูให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลงานแผนผังความคดิ หน้าชน้ั เรยี น ๓) ครูตดิ แผนภูมกิ ติกาในหอ้ งเรยี นแล้วให้นักเรยี นชว่ ยกันบอกวา่ มีขอ้ ตกลง กติกา อะไรบา้ ง ๔) ครใู ห้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่ม ค้นควา้ เกี่ยวกับระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมายขององค์กรหรือ หน่วยงานตา่ ง แลว้ สรปุ เพ่ือนาเสนอหนา้ ชั้นเรียนในช่วั โมงต่อไป ดังนี้ กลุ่มท่ี ๑ เร่ือง กฎ / ระเบยี บการใช้หอ้ งสมดุ กลมุ่ ที่ ๒ เรื่อง กฎ / ระเบยี บการใชส้ นามเดก็ เล่น กลุ่มที่ ๓ เรอ่ื ง กฎ / ระเบยี บของสถานที่ราชการ กลุ่มที่ ๔ เรอื่ ง กฎ / ระเบยี บการใชพ้ ้นื ทีส่ วนสาธารณะ ช่วั โมงที่ ๒ ๕) ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานทไี่ ปคน้ ควา้ หน้าช้นั เรียน พรอ้ มทั้งบอกผลดีของการ ปฏบิ ตั ิตามกฎระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย และบอกผลเสียของการไมป่ ฏบิ ตั ิตามระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย ๖) ครแู บง่ นักเรยี นเป็น ๒ กลุ่ม ดังน้ี กลุม่ ที่ ๑ ให้ บอกผลดีของการปฏบิ ัติตามกฎ ระเบียบ กติกา กฎหมาย แล้วจดั ทาเปน็ แผนภูมิ กลุ่มที่ ๒ ให้บอกผลเสยี ของการไม่ปฏิบตั ิตามกฎ ระเบียบ กติกา กฎหมาย แล้วจัดทาเปน็ แผนภมู ิ ๗) ให้นกั เรยี นนาเสนอผลงาน ๘) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ วา่ การปฏิบตั ติ นตามระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมาย ของสงั คม จะทาให้คนเป็นคนดี มีระเบียบ สงั คมกจ็ ะสงบสุข และประเทศชาตจิ ะสามารถพฒั นาไดร้ วดเร็ว กา้ ว ทันอารยประเทศ ๙) ครใู ห้นักเรยี นนาแผนภมู ไิ ปตดิ ปาู ยนเิ ทศภายในบรเิ วณโรงเรยี น ๔.๒ สือ่ การเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ ๑) ใบความรู้ เรือ่ ง ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมายขององคก์ รหรอื หนว่ ยงานตา่ ง ๒) แผนภมู กิ ติกาของห้องเรียน ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงานการทาแผนภมู เิ ก่ียวกบั ระเบยี บ กฎ กตกิ า กฎหมายขององค์กรหรอื หน่วยงานตา่ ง ๕.๒ เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการประเมนิ ๑) แบบให้คะแนนการตรวจผลงานการทาแผนภมู เิ ก่ียวกับ ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมายของ องคก์ รหรอื หนว่ ยงานต่าง
263 ๒) แบบสงั เกตพฤตกิ รรม เร่ือง ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมนิ รอ้ ยละ ๘๐ ข้นึ ไป ถอื วา่ ผ่าน ๖. บนั ทึกหลังสอน .................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................................. ลงช่ือ ................................................ ครูผสู้ อน ๗. ความคดิ เหน็ ผู้บริหาร (......................................................) ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ .....................................ผู้บรหิ าร (นายกุศล ชุมปัญญา) ผูอ้ านวยการโรงเรยี นบา้ นศรวี ชิ า “คุรรุ าษฎรอ์ ุทิศ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ ใบความรู้ เรอื่ ง ระเบยี บ กฎ กติกา กฎหมายขององคก์ รหรือหน่วยงานต่าง ๘.๒ แผนภมู กิ ติกาของหอ้ งเรยี น ๘.๓ แบบสงั เกตพฤติกรรม เรอื่ ง ซอื่ สัตย์ สจุ รติ
264 ข้อตกลงในห้องเรียน ๑.การแตง่ กายถกู ต้องตามระเบียบ ๒.ขออนุญาตครูก่อนออกจากห้องเรยี น ๓.ไมน่ าอาหารมารบั ประทานในห้องเรยี น ๔.ไม่วง่ิ หยอกล้อกันในห้องเรียน ๕.ไมข่ ดี เขียนตามโต๊ะและฝาผนัง ๖.ไม่ลักขโมยสงิ่ ของของผู้อ่นื ๗.ไม่ตะโกนส่งเสยี งดังในห้องเรยี น ๘.ทุกคนตอ้ งชว่ ยกนั ทาความสะอาด
265 ใบความรู้ เรอื่ ง ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมาย ระเบียบวนิ ัย คอื คุณสมบตั ทิ ี่สาคญั ในการดาเนนิ ชีวิต ความสามารถของบคุ คลในการควบคมุ อารมณ์ และพฤติกรรม ของตนเอง ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีมุง่ หวัง โดยเกิดจากการสานึก ซ่ึงตอ้ งไมก่ ระทาการใด อนั เป็นผลทาใหเ้ กดิ ความย่งุ ยากแก่ ตนเองในอนาคต หากแต่ตอ้ งเปน็ สงิ่ ที่กอ่ ให้เกิดความเจริญรุ่งเรอื งแก่ตนเองและผูอ้ นื่ โดย กฎ คือขอ้ บังคับ ท่ีอย่ใู นความเป็นจรงิ เพอื่ ไม่ให้เกดิ ความเสียหายตอ่ ทรพั ย์สนิ และ ชวี ิต ระเบียบวนิ ยั นนั้ เปน็ สิ่งซึ่ง มีความสาคัญยิ่ง โดยเฉพาะกบั นักเรียนหรือเยาวชน อนั จะเป็นกาลงั อยา่ งมากในการพฒั นาประเทศ กตกิ า คือ กฎเกณฑ์ ข้อตกลง หรือข้อกาหนด ทบี่ ุคคลต้งั แต่ ๒ ฝุายไปใชเ้ ปน็ หลกั ปฏิบตั ิเพอื่ ให้เกดิ ความ เป็นธรรมแก่ทุกฝุาย กฎหมาย คอื กฎทีส่ ถาบนั หรือผู้มีอานาจสูงสดุ ในรัฐตราขึน้ หรอื ท่เี กิดขึ้นจากจารตี ประเพณีอันเปน็ ที่ ยอมรบั นับถือ เพ่ือใชใ้ นการบริหารประเทศ เพ่อื ใชบ้ งั คับบุคคลให้ปฏบิ ัติตาม
266 แบบสงั เกตพฤติกรรม เรื่อง ซื่อสัตย์ สจุ รติ คาชแ้ี จง บนั ทกึ ใหท้ าเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งท่ีตรงกับพฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ รายการ รู้จกั แยกแยะ สรุปผล การประเมิน เลขท่ี ชอ่ื - สกุล พดู ไม่ลัก ตรงไป ทาตวั ประโยชน์ ความ ตรงมา นา่ เชอ่ื ถอื ส่วนตน จริง ขโมย กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมิน ๔ รายการ ถือวา่ ผ่าน ๒ รายการ ถือว่า ไม่ผ่าน ผ่านตง้ั แต่ ผ่าน ลงชื่อ ผู้ประเมนิ () ///
267 แผนการจดั การเรียนรู้ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๕ เวลา ๓ ช่ัวโมง หนว่ ยที่ ๔ ช่อื หน่วย พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ เรือ่ ง ความรับผดิ ชอบ ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั ความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ๑.๒ ปฏิบัตติ นตามหนา้ ทพ่ี ลเมืองและมคี วามรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถยกตวั อย่างการปฏิบตั ติ นท่ีแสดงถึงความรับผดิ ชอบได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ - การปฏบิ ัติตนเปน็ ผมู้ คี วามรับผิดชอบ หมายถงึ การปฏบิ ตั ิหน้าทท่ี ี่ตนไดร้ ับมอบหมายใน ฐานะนักเรยี น และการเป็นบตุ รในครอบครัวด้วยความตงั้ ใจได้เปน็ อยา่ งดี เชน่ - การต้งั ใจเรยี นหนงั สอื - ดูแลตนเองในกิจวัตรประจาวนั - เชื่อฟังคาสั่งสอนของพอ่ แม่ - มาโรงเรยี นใหท้ ันเวลา - ช่วยพ่อแม่ทางานบ้าน ๓.๒ สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น ความสามารถในการคิด ๓.๓ คุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ ซือ่ สัตย์ สจุ รติ ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขัน้ ตอนการเรยี นรู้ ชว่ั โมงที่ ๑ - ครูให้นักเรียนชมวดี ิทศั น์ เรอื่ งรูจ้ กั หน้าท่ี นักเรยี นชว่ ยกนั วเิ คราะห์วา่ ตัวละครในเร่ือง ดังกลา่ วมีการกระทาใดท่ีแสดงออกถงึ การมีความรับผดิ ชอบหรอื ไม่ แลว้ สง่ ผลกระทบตอ่ สิ่งใดบา้ ง - ใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่ม ๕ ถงึ ๗ คน ออกไปสารวจบรเิ วณภายในโรงเรยี นและวาดแผนที่ โรงเรยี น เชน่ ( อาคารเรียน โรงอาหาร หอ้ งสมุด หอ้ งสหกรณ์ หอ้ งดนตรี หอ้ งพยาบาล ห้องนา้ สนามฟตุ บอล พ้นื ทีท่ ่ีใช้รว่ มกันของโรงเรียน เปน็ ตน้ ) ลงในกระดาษท่ีแจกให้ โดยสงั เกตวา่ สถานที่ ใดบ้างทม่ี ีขยะมากดไู มเ่ ป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย ส่งกล่ินเหม็น และสร้างความราคาญแกน่ กั เรยี น ให้ นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มใหค้ ะแนนสสี ถานทท่ี ่ีสนใจดงั นี้ สีแดง หมายถงึ พื้นท่เี สี่ยง มขี ยะมากดแู ล้วไม่เรยี บร้อย สสี ้ม หมายถึง พ้ืนทเ่ี ริ่มจะมคี วามเสย่ี ง ต้องงช่วยกันดแู ลรกั ษา สเี ขยี ว หมายถงึ พื้นท่ปี ลอดขยะ สะอาดสดใส และเปน็ แบบอย่างได้ นักเรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานเพือ่ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดงั นี้
268 ก. สถานที่สารวจเป็นอย่างไรบ้าง ข. นักเรียนเคยใช้สถานที่นั้น หรอื ไมแ่ ละเคยดูแลรักษาสถานทเ่ี หล่านัน้ หรอื ไม่ ค. ถา้ โรงเรยี นมแี ตส่ ถานท่สี แี ดง นกั เรยี นคิดวา่ จะอยดู่ ้วยกนั ไดห้ รอื ไม่ เพราะเหตุใด ง. ให้นกั เรยี นชว่ ยกันแสดงความคดิ เห็นวา่ จะทาอยา่ งไรจงึ จะเปล่ยี นสถานทส่ี ีแดงใหเ้ ป็น สีเขยี ว - ครู และนกั เรียนร่วมกนั สรุปกจิ กรรมทส่ี ารวจ ทาให้นักเรยี นทราบถงึ สถานการณ์พน้ื ที่ ในโรงเรยี นว่า มสี ภาพอยา่ งไรเพอื่ ที่จะไดช้ ่วยกนั คดิ ปรบั ปรุง ซง่ึ การดูแลสถานทีต่ า่ ง ในโรงเรียน น้นั เปน็ การทาเพอ่ื สว่ นรวม และเป็น “หน้าทคี่ วามรบั ผดิ ชอบอย่างหนึง่ ของนกั เรยี นทีม่ ตี อ่ โรงเรียน รวมทัง้ การท่ีนกั เรยี นปฏบิ ตั ติ นเปน็ ตวั อย่างในการทาความดี ผลที่เกิดข้นึ ก็จะช่วยใหโ้ รงเรยี นเป็น สถานทน่ี ่าอยู่น่าดนู า่ เรียน ดไู มม่ กี ล่นิ นกั เรยี นก็จะมสี มาธใิ นการเรยี น” ชว่ั โมงที่ ๒ - นักเรยี นจบั กลุ่ม ๕ – ๗ คน เขียนแผนภาพความคิดเรอ่ื ง ความรับผดิ ชอบต่อโรงเรยี น และ ต่อสังคม - นักเรียนยกตวั อยา่ งการปฏิบตั ติ นให้เปน็ ผมู้ ีความรับผิดชอบตอ่ โรงเรียน และต่อสงั คมว่า ตอ้ งปฏบิ ตั ิอยา่ งไรบ้างโดยใหน้ กั เรยี นไปคน้ คว้าจากแหลง่ เรียนรตู้ ่าง - นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรียน โดยครูชว่ ยแนะนาเพิม่ เติมในแนวทาง การปฏบิ ัตติ นให้เป็นผู้ทมี่ ีความรับผดิ ชอบ - ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ การปฏิบัตติ นใหเ้ ป็นผู้มีความรบั ผิดชอบต่อโรงเรียนและต่อ สังคม ชว่ั โมงท่ี ๓ - ครใู หน้ ักเรยี นวาดภาพระบายสี “ความรับผดิ ชอบของฉนั ” - ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ หนา้ ทแ่ี ละความรับผดิ ชอบ “การปฏบิ ตั ติ นตามความรับผดิ ชอบ เป็นการปฏิบตั ิหน้าที่ทตี่ นไดร้ ับมอบหมายในฐานะนักเรยี น และการเป็นบตุ รในครอบครัวดว้ ยความ ต้งั ใจไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เช่น - การตัง้ ใจเรยี นหนังสอื - ดูแลตนเองในกิจวัตรประจาวัน - เช่ือฟังคาส่ังสอนของพอ่ แม่ - มาโรงเรยี นให้ตรงเวลา - ชว่ ยพอ่ แม่ทางานบา้ น ๔.๒ ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) วดี ที ัศน์ เรือ่ ง รูจ้ กั หน้าท่ี https://www.youtube.com/watch?v=GATjrfppBBA ๒) แผนภาพความคดิ เรอื่ ง ความรบั ผดิ ชอบต่อโรงเรยี น และตอ่ สงั คม ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจแผนภาพความคดิ เรื่อง ความรบั ผดิ ชอบต่อโรงเรยี น และต่อสงั คม ๒) ตรวจแบบสงั เกตพฤติกรรม ซอื่ สัตย์ สจุ รติ
269 ๕.๒ เครื่องมือทใ่ี ช้ในการประเมิน ๑) แผนภาพความคดิ เรือ่ ง ความรับผดิ ชอบตอ่ โรงเรยี น และตอ่ สงั คม ๒) แบบสังเกตพฤตกิ รรม ซอื่ สัตยส์ จุ รติ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ ๑) นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขน้ึ ไป ถือวา่ ผา่ น ๖. บนั ทึกหลงั สอน .................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. ลงชอื่ ................................................ ครูผสู้ อน ๗. ความคดิ เห็นผบู้ ริหาร (.................................................) ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.....................................ผบู้ รหิ าร (นายกศุ ล ชมุ ปญั ญา) ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านศรีวิชา “คุรุราษฎร์อุทศิ ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ แผนภาพความคดิ เรื่อง ความรับผดิ ชอบตอ่ โรงเรียน และต่อสงั คม ๘.๒ วดี ที ัศน์ เรอื่ ง รู้จักหนา้ ที่ https://www.youtube.com/watch?v=GATjrfppBBA ๘.๓ แบบสังเกตพฤติกรรม ซอื่ สัตย์ สจุ ริต
270 แผนภาพความคดิ ความรับผดิ ชอบตอ่ โรงเรียน และต่อสังคม ความรับผดิ ชอบต่อโรงเรียน และต่อสังคม
271 แบบบนั ทกึ การสารวจพ้นื ท่บี ริเวณโรงเรยี น คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นสารวจบรเิ วณภายในโรงเรียนและวาดแผนที่โรงเรียน ( มีอาคาร โรงอาหาร หอ้ งสมุด หอ้ งสหกรณ์ หอ้ งดนตรี หอ้ งพยาบาล หอ้ งนา้ สนามฟุตบอล พื้นทีท่ ใ่ี ช้ร่วมกันของโรงเรยี น แลว้ บันทกึ ผลลงแบบ บนั ทกึ สีแดง หมายถึง พน้ื ที่เสย่ี ง มขี ยะมากดแู ล้วไม่เรียบรอ้ ย สีสม้ หมายถึง พื้นทเ่ี ริ่มจะมีความเสย่ี ง ตอ้ งช่วยกนั ดแู ลรกั ษา สีเขยี ว หมายถงึ พนื้ ท่ีปลอดขยะ สะอาดสดใส และเป็นแบบอยา่ งได้ บรเิ วณทส่ี ารวจ สงิ่ ทพ่ี บเห็น คะแนนสที ไ่ี ด้
272 แบบสงั เกตพฤตกิ รรม เรอื่ ง ซื่อสัตย์ สจุ รติ คาชแ้ี จง บนั ทกึ ใหท้ าเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งท่ีตรงกับพฤตกิ รรมทีเ่ กดิ ขน้ึ จรงิ รายการ รจู้ กั พดู แยกแยะ สรุปผล ความ การประเมิน เลขท่ี ชอ่ื - สกุล จริง ไม่ลัก ตรงไป ทาตวั ประโยชน์ ขโมย ตรงมา น่าเชือ่ ถอื สว่ นตน กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมิน ๓ รายการ ถือวา่ ผ่าน ๒ รายการ ถือว่า ไม่ผา่ น ผ่านตง้ั แต่ ผ่าน ลงชื่อ ผปู้ ระเมนิ () ///
273 แผนการจดั การเรียนรู้ ช้ัน ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ เวลา ๓ ช่วั โมง หน่วยท่ี ๔ ช่อื หนว่ ย พลเมอื งกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๔ เรือ่ ง ความเป็นพลเมอื ง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ยี วกับพลเมืองและมีความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ๑.๒ ปฏบิ ตั ติ นตามหนา้ ทพ่ี ลเมอื งและมคี วามรับผิดชอบต่อสังคม ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนสามารถบอกความหมายของการเป็นพลเมอื งดไี ด้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถยกตวั อยา่ งการปฏบิ ตั ติ นใหเ้ ป็นพลเมอื งทด่ี ี ๒.๓ นักเรียนสามารถบอกผลเสียทเี่ กดิ จากการไม่ปฏบิ ตั ติ นตามหนา้ ทข่ี องพลเมืองทีด่ ไี ด้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ความหมายของพลเมอื งท่ดี ี พลเมืองดี หมายถงึ ผู้ที่ปฏบิ ตั หิ นา้ ทพ่ี ลเมอื งไดค้ รบถว้ น ทั้งกจิ ท่ีต้อง ทา และกจิ ท่ีควรทาหนา้ ท่ี หมายถึง กิจท่ีต้องทา หรือควรทา เป็นสง่ิ ทก่ี าหนดใหท้ า หรอื ห้ามมใิ ห้ กระทา ถ้าทากจ็ ะกอ่ ใหเ้ กิดผลดี เกิดประโยชน์ตอ่ ตนเอง ครอบครัว หรอื สังคมส่วนรวมแล้วแตก่ รณี ถา้ ไม่ทาหรือไม่ละเว้นการกระทาตามทกี่ าหนดจะได้รับผลเสยี โดยตรง คอื ไดร้ บั โทษ หรือถูกบงั คับ เชน่ ปรับ จาคกุ หรอื ประหารชีวติ เปน็ ตน้ โดยท่ัวไปสิ่งที่ระบุกจิ ท่ตี อ้ งทา ได้แก่ กฎหมาย เป็นตน้ ๓.๒ สมรรถนะท่ีสาคญั ของผูเ้ รียน ความสามารถในการสอ่ื สาร ๓.๓ คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ คานึงถงึ ผลประโยชน์การมวี นิ ัย และของชาตมิ ากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง ๔. กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขัน้ ตอนการเรยี นรู้ ชัว่ โมงท่ี ๑ ๑. นกั เรยี นดวู ดี ทิ ัศน์ เรอ่ื ง คนไทยไมค่ อรัปชนั นักเรยี นชว่ ยกันวเิ คราะห์วา่ ตัวละครในเรอื่ ง ดังกล่าวมีการกระทาใดทแี่ สดงออกถึงการเปน็ พลเมอื งดี การกระทาใดทแ่ี สดงวา่ เปน็ พลเมืองไมด่ ี และการเป็นพลเมืองไม่ดี มผี ลกระทบต่อสังคมอยา่ งไร ๒. นกั เรียนดภู าพกิจกรรมต่าง ท่ีแสดงถงึ การมสี ่วนรว่ มในสังคม เชน่ ๑) ภาพการปลกู ปุา ๒) ภาพการเลือกตั้ง ๓) ภาพการตดั ไม้ ๓. ใหน้ กั เรียนเขียนแสดงความคิดเหน็ ตามประเด็นทกี่ าหนดในใบงานท่ี๑ เรือ่ ง เขาทาอะไร ๔. ครแู ละนักเรียนสรปุ ความหมายของพลเมอื งทดี่ ี หมายถงึ “ ผทู้ ่ปี ฏบิ ัติหนา้ ทพ่ี ลเมืองไดค้ รบถ้วน ทงั้ กิจที่ตอ้ งทา และกิจท่ีควรทาหนา้ ที่ หมายถงึ กจิ ทตี่ อ้ งทา หรอื ควรทา เป็นส่งิ ทก่ี าหนดใหท้ า หรอื หา้ มมใิ ห้ กระทา ถา้ ทาก็จะก่อให้เกดิ ผลดี เกดิ ประโยชนต์ ่อตนเอง ครอบครัว หรือสงั คมส่วนรวม
274 แล้วแตก่ รณี ถา้ ไม่ทาหรือไมล่ ะเวน้ การกระทาตามทกี่ าหนดจะไดร้ ับผลเสยี โดยตรง คอื ไดร้ ับโทษ หรอื ถูกบังคบั เช่น ปรบั จาคุก หรือประหารชวี ติ เปน็ ต้น โดยท่ัว ไปส่ิงท่ีระบุกจิ ทตี่ อ้ งทา ไดแ้ ก่ กฎหมาย เป็นตน้ ” ชั่วโมงท่ี ๒ ๕. นกั เรียนจับกล่มุ ๕ – ๗ คน ทาใบงานท๒ี เรือ่ ง บทบาทหนา้ ทพี่ ลเมอื งทดี่ ี ๖. นักเรยี นยกตวั อยา่ งการปฏิบัติตนใหเ้ ปน็ พลเมอื งทีด่ ี ว่าต้องปฏบิ ตั ิอยา่ งไรบา้ งโดยใหน้ ักเรยี นไป ค้นคว้าจากแหลง่ เรยี นรตู้ ่าง ๗. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลงานหนา้ ในชั้นเรยี นโดยครชู ว่ ยแนะนาเพม่ิ เตมิ ในแนวทางการปฏิบตั ิ ตนตามบทบาทหน้าทผี่ ลเมอื งท่ีดี ๘. ครูและนักเรียนรว่ มกนั สรุปการปฏิบัตติ นใหเ้ ปน็ พลเมอื งดี เชน่ การชว่ ยคนตาบอดขา้ มถนนบน ทางมา้ ลาย ชั่วโมงที่ ๓ ๙ .ครูให้นักเรยี นกล่มุ เดมิ ช่วยกนั คดิ เร่อื ง การปฏบิ ตั ติ นตามบทบาทหน้าทข่ี องพลเมืองดแี ละผลเสยี จากการไมป่ ฏิบตั ิตามหนา้ ที่การเปน็ พลเมืองดีในประเด็น ดังน้ี - เคารพสทิ ธิและเสรภี าพของตนเองและผู้อื่น - ทาประโยชนต์ อ่ สงั คมและประเทศชาติ ๑๐. ใหน้ กั เรยี นนาเสนอผลงาน ๑๑. ให้นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ทาใบงานท่ี ๓ เรอ่ื ง ปฏิบตั ติ นพลเมืองดีและผลเสยี ทเี่ กดิ จากการไม่ปฏบิ ตั ิตาม หน้าทพี่ ลเมอื งดี แล้วนาไปจดั ปาู ยนเิ ทศ ๑๒. ครู และนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ความเปน็ พลเมอื งดีว่า “บคุ คลจะเป็นพลเมืองดีของสังคมนัน้ ตอ้ ง ตระหนกั ถึงบทบาทหน้าที่ ทจ่ี ะตอ้ งปฏิบัติ และม่งุ มนั่ เพอ่ื ให้บรรลเุ ปาู หมาย ด้วยความรับผิดชอบอยา่ งเตม็ ที่ สอดคลอ้ งกบั หลักธรรม วฒั นธรรมประเพณี และรฐั ธรรมนญู ที่กาหนดไว้ รวมท้งั บทบาททางสงั คมทีต่ นดารง อยู่ เพือ่ ให้เกดิ ประสิทธิภาพสูงสดุ และได้ประสิทธผิ ลทง้ั ในส่วนตนและสงั คม เม่ือสามารถปฏบิ ตั ิหนา้ ทไ่ี ดอ้ ย่าง ถูกตอ้ งสมบูรณย์ อ่ มเกิดความภาคภูมใิ จและเกิดผลดีทงั้ ต่อตนเองและสงั คม ด้วยการเปน็ พลเมืองดที ีเ่ คารพ กฎหมาย เคารพสทิ ธเิ สรภี าพของผอู้ น่ื มคี วามกระตอื รือร้นท่จี ะเข้ามามสี ว่ นร่วมในการแก้ปญั หาของชมุ ชน และสังคม มคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรมเป็นหลกั ในการดาเนินชวี ติ อย่างผาสขุ ” ๔.๒ ส่อื การเรยี นรู้ / แหลง่ การเรียนรู้ ๑) วดี ทิ ศั นเ์ รอื่ ง คนไทยไม่คอรัปชนั่ https://www.youtube.com/watch?v=ihrlY๖zniZw ๒) ใบงานที่๑ เรอ่ื ง เขาทาอะไร ? ๓) ใบงานท่ี๒ เร่ือง บทบาทหนา้ ทพี่ ลเมอื งดี ๔) ใบงานที่ ๓ เรอื่ ง ปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดี ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจใบงานที่ ๑ เรื่อง เขาทาอะไร ? ๒) ตรวจใบงานท่ี ๒ เรื่อง บทบาทหนา้ ท่ีพลเมืองดี ๓) ตรวจใบงานที่ ๓ เรื่อง ปฏิบัตติ นเปน็ พลเมอื งดี
275 ๕.๒ เคร่อื งมือที่ใช้ในการประเมิน ๑) ใบงานท่ี ๑ เร่ือง เขาทาอะไร ? ๒) ใบงานที่ ๒ เรอื่ ง บทบาทหนา้ ทพ่ี ลเมอื งดี ๓) ใบงานที่ ๓ เรื่อง ปฏิบตั ิตนเปน็ พลเมอื งดี ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน ๑) นกั เรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ๘๐ ขน้ึ ไป ถอื วา่ ผา่ น ๖. บันทกึ หลังสอน ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................................................. ๗. ความคดิ เห็นผบู้ ริหาร ลงชื่อ ................................................ ครูผสู้ อน (.................................................) ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผ้บู รหิ าร (นายกศุ ล ชุมปญั ญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบา้ นศรวี ิชา “คุรรุ าษฎร์อุทิศ” ๘. ภาคผนวก ๘.๑ ใบงานท๑ี เร่ืองเขาทาอะไร ?่ ๘.๒ ใบงานที ๒ เร่ือง บทบาทหน้าทพี่ ลเมืองดี ๘.๓ แบบบันทกึ ปฏิบัตติ นเปน็ พลเมอื งดี
276 ใบงานที่ ๑ เรือ่ ง เขาทาอะไร ? คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนเขยี นแสดงความรสู้ ึกใตภ้ าพและเขียนบรรยายผลกระทบทเี่ กดิ ข้นึ ต่อสงั คมอย่างไร ภาพที่ ๑ กิจกรรมในภาพเปน็ การกระทาใด........................................................................................................................ บุคลในภาพเปน็ คนอย่างไร…………………………………………………………………………………………………………………… การกระทาดงั กลา่ วสง่ ผลตอ่ สังคมและประเทศชาตอิ ย่างไร................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ภาพที่ ๒ กจิ กรรมในภาพเป็นการกระทาใด........................................................................................................................ บคุ ลในภาพเป็นคนอย่างไร…………………………………………………………………………………………………………………… การกระทาดงั กลา่ วส่งผลตอ่ สังคมและประเทศชาตอิ ย่างไร................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ภาพท่ี ๓ กิจกรรมในภาพเปน็ การกระทาใด........................................................................................................................ บุคลในภาพเป็นคนอย่างไร…………………………………………………………………………………………………………………… การกระทาดงั กล่าวสง่ ผลตอ่ สังคมและประเทศชาตอิ ยา่ งไร................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................
277 ใบงานที่ ๒ เร่อื ง บทบาทหนา้ ทพ่ี ลเมอื งดี คาชี้แจง ให้นกั เรียนเขียนผงั มโนทศั น์แสดงถงึ บทบาทหน้าท่ีผลเมอื งดตี อ่ สังคมและประเทศชาติ บทบาทหนา้ ท่ี พลเมอื งดตี ่อสงั คม และประเทศชาติ
278 ใบงานที่ ๓ ปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมอื งดี คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนบนั ทึกปฏบิ ตั ติ นเปน็ เยาวชนท่ดี ี โดยครอบคลมุ ในเร่อื ง การทาประโยชนส์ งั คมและ ประเทศ พฤติกรรม ผลดจี ากการปฏบิ ัติ ผลเสยี จากการไมป่ ฏบิ ตั ิ ตวั อยา่ ง สภาพแวดล้อมดี สภาพแวดลอ้ มเสื่อมโทรม การปลกู ตน้ ไม้บรเิ วณ มผี ลตอ่ สขุ ภาพสว่ นรวมดี สภาพอากาศไมด่ ตี อ่ สขุ ภาพ หมู่บา้ น/ในชุมชน
279 หน่วยที่ ๑ การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชนส์ ่วนรวม
280 แผนการจดั การเรยี นรู้ ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๑ ชว่ั โมง หนว่ ยท่ี ๑ ชอ่ื หนว่ ย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑ เรอื่ ง การคดิ แยกแยะ ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนกบั สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและส่วนรวมได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของประโยชนส์ ว่ นตนได้ ๒.๒ นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของประโยชนส์ ่วนรวมได้ ๒.๓ นกั เรยี นสามารถคดิ แยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ประโยชน์สว่ นรวมได้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ประโยชนส์ ่วนตน หมายถึง การที่บคุ คลทวั่ ไปในสถานะเอกชนหรอื เจา้ หน้าที่ ของรัฐได้ทาํ กจิ กรรม หรือไดก้ ระทําการตา่ งๆเพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นตน ครอบครัว ญาติ เพ่อื น หรอื ของกล่มุ ในสงั คมทมี่ คี วามสมั พนั ธ์ กันในรูปแบบต่างๆ เชน่ การประกอบอําชพี การทําธุรกิจ การค้า การลงทนุ เพื่อหาประโยชนใ์ นทางการเงิน หรอื ในทางทรพั ยส์ ินต่างๆ เป็นต้น ประโยชนส์ ่วนรวม หมายถึง การทบี่ คุ คลใดๆ ในสถานะท่ีเป็นเจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐ (ผู้ดาํ รงตาแหนง ทาง การเมอื ง ขาราชการ พนักงานรัฐวสิ าหกจิ หรอื เจา้ หน้าที่ของรฐั ในหน่วยงานของรัฐ) ได้กระทําการใดๆ ตาม หน้าที่ หรือได้ปฏิบัติหนา้ ทอี่ ่นื เปน็ การดําเนินการ อีกส่วนหนึง่ ทแ่ี ยกออกมาจากการดาํ เนินการตามหนา้ ทีใ่ น สถานะของเอกชน การกระทาํ การใดๆ ตามหนา้ ทหี่ รอื การปฏิบัติหนา้ ทข่ี องเจา้ หนา้ ที่ของรฐั จงึ มวี ตั ถุประสงค หรือมีเปูาหมายเพื่อประโยชน์ของสว่ นรวม หรือการรักษาประโยชนสว่ นรวมทีเ่ ปน็ ประโยชน์ของรัฐ การทํา หน้าทข่ี องเจ้าหน้าท่ีของรัฐจงึ มีความเกี่ยวขอ้ งเชื่อมโยงกบั อาํ นาจหน้าที่ ตามกฎหมายและจะมีรปู แบบของ ความสัมพนั ธ์หรอื มีการกระทาํ ในลักษณะต่าง ๆ กนั ทเ่ี หมือนหรือคลาํ ยกับการกระทําของบุคคลในสถานะ เอกชน เพียงแต่การกระทําในสถานะท่ีเป็นเจ้าหนา้ ท่ีของรฐั กบั การกระทําในสถานะเอกชน จะมคี วามแตกต่าง กันท่ีวัตถุประสงค์ ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการเขียน ๒) ความสามารถในวิเคราะห์แยกแยะ ๓.๓ คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ ๑) ใฝเุ รียนรู้ ๒) มุ่งม่ันในการทํางาน ๔. กจิ กรรมในการเรยี นรู้ ๔.๑ ขนั้ ตอนการเรยี นรู้ ๑) ให้นักเรยี นดูวีดีทัศนเ์ ร่ือง Animation Anti-Coruption by KPI ๒) ครูถามนักเรียนถึงพฤติกรรมต่างๆท่อี ย่ใู นเก่ียวกบั วดี ีทศั น์เร่ือง Animation –Anti-Coruption by KPI ๓) ครอู ธิบายความหมายผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
281 ๔) นักเรยี นและครรู ่วมกันสนทนาํ เกย่ี วกับพฤติกรรมใดเปน็ ผลประโยชน์ส่วนตนกบั พฤติกรรมใดเปน็ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๕) ครูให้นักเรียนแบ่งกลมุ่ เปน็ ๕ กล่มุ ๖) ให้นกั เรียนสรุปความร้โู ดยการทาํ แผนผงั ความคดิ เร่ือง ผลประโยชนส์ ่วนตน และ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ลงในกระดาษ๑๐๐ ปอนด์ ๗) ใหน้ ักเรียนสง่ ตัวแทนออกมานาํ เสนอหนา้ หอ้ งเรียนแล้วนาํ ผลงานไปจัดปาู ยนิเทศ ๔.๒ ส่อื การเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้ ๑) กระดาษ๑๐๐ ปอนด์ ๒) กระดาษกาว ๓) สีไม้ / สีเทียน ๔) วีดีทศั นเ์ รอ่ื ง Animation Anti-Coruption by KPI ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน ๑) สังเกตการตอบคําถาม ๒) ตรวจผลงาน ๓) สงั เกตการทาํ งานกลุ่ม ๕.๒ เคร่อื งมือที่ใช้ในการประเมิน ๑) แบบสงั เกตการตอบคําถาม ๒) แบบประเมนิ ผลงาน ๓) แบบประเมินการทํางานกลุ่ม ๕.๓ เกณฑก์ ารตัดสนิ นกั เรยี นผา่ นการประเมินระดับดี ขน้ึ ไป ๖. บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่ือ.......................................ครผู ูส้ อน (.........................................) ๗. ความคดิ เห็นผบู้ ริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผู้บรหิ าร (นายกุศล ชุมปัญญา) ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ชิ า “ครุ รุ าษฎร์อทุ ศิ ”
282 ๗. ภาคผนวก คําชีแ้ จง แบบสังเกตการตอบคําถาม ทําเครอ่ื งหมาย ลงในช่องระดบั คะแนนพฤตกิ รรมท่ีนักเรยี นปฏบิ ตั ดิ งั น้ี ระดบั ๓ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ มาก ระดบั ๒ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นปานกลาํ ง ระดบั ๑ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นน้อย พฤติกรรม/ สนใจและ ตอบคาํ ถาม ตอบคําถาม รวม การ ระดบั คะแนน ตั้งใจฟ๎ง ได้ตรง อย่าง คะ ประ คาํ ถาม ประเดน็ สมํ่าเสมอ แนน ร้อย เมนิ หมาย ลาํ ดบั ละ ผล เหตุ ท่ี ชื่อ-สกุล ๓ ๒๑๓๒๑ ๓๒ ๑ ไม่ ผ่าน ผา่ น ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. เกณฑ์การประเมิน ดเี ยยี่ ม คะแนน ๘ – ๙ ระดับ ดี คะแนน ๖ – ๗ ระดับ พอใช้ คะแนน ๔ – ๕ ระดบั ปรับปรงุ คะแนนตา่ํ กวา่ ๔ ระดบั นักเรียนได้คะแนนระดบั ดขี ้ึนไปถอื วา่ ผ่าน
283 แบบประเมินผลงาน เร่ือง ประโยชน์สว่ นตนกับประโยชน์ส่วนรวม คําชแ้ี จง ทาํ เครือ่ งหมาย ลงในช่องระดบั คะแนนพฤตกิ รรมทนี่ ักเรยี นปฏบิ ตั ดิ งั น้ี ผลงานครบถ้วนตามเกณฑ์ ระดบั ๓ หมายถึง ผลงานตามเกณฑ์สว่ นใหญ่ ระดับ ๒ หมายถงึ ผลงานครบตามเกณฑ์บางสว่ น ระดับ ๑ หมายถงึ หัวข้อประเมิน การ ความถูกต้อง ความ ความคดิ รวม ประ หมาย ๓๒๑ เรยี บรอ้ ย สร้างสรรค์ รอ้ ย เมิน เหตุ คะ ละ ผล ระดบั คะแนน ๓๒ แนน ลาํ ดบั ไม่ ท่ี ชือ่ -สกุล ๑ ๓ ๒๑ ผ่าน ผ่าน ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. เกณฑ์การประเมิน ระดับ ดีเยย่ี ม คะแนน ๘ – ๙ ระดบั ดี คะแนน ๖ – ๗ ระดบั พอใช้ คะแนน ๔ – ๕ ระดับ ปรบั ปรงุ คะแนนตาํ่ กวา่ ๔
284 สมาชิกในกลุ่ม แบบประเมนิ พฤติกรรมการทาํ งานกล่มุ กลุ่ม .......................................................................................................... ๑. ๒....................................................................... ...................................................................... ๓. ๔....................................................................... ...................................................................... ๕. ๖....................................................................... ...................................................................... ๗. ๘....................................................................... ...................................................................... ๙. ๑๐....................................................................... ...................................................................... คําชแ้ี จง: ให้นกั เรียนทําเคร่อื งหมาย ลงในชอ่ งทีต่ รงกับความเปน็ จรงิ พฤตกิ รรมทส่ี งั เกต ๓ คะแนน ๑ ๒ ๑. มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเหน็ ๒. มีความกระตือรือร้นในการทํางาน คะแนน ๓. มีความรบั ผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย คะแนน ๔. มีข้นั ตอนในการทํางานอย่างเปน็ ระบบ คะแนน ๕. ใช้เวลาในการทาํ งานอยา่ งเหมาะสม รวม เกณฑ์การใหค้ ะแนน พฤติกรรมทที่ ําเปน็ ประจาํ ให้ ๓ พฤติกรรมทที่ ําเป็นบางครง้ั ให้ ๒ พฤติกรรมทท่ี าํ นอ้ ยครัง้ ให้ ๑ เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน ๑๓ – ๑๕ ระดับ ดีเย่ียม คะแนน ๘ – ๑๒ ระดบั ดี คะแนน ๕ – ๗ ระดบั พอใช้ คะแนนตา่ํ กวา่ ๕ ระดบั ปรบั ปรงุ
แผนการจดั การเรยี นรู้ 285 หนว่ ยที่ ๑ ชื่อหนว่ ย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ ๒เ ร่ือง ระบบคิดฐาน ๒ เวลา ๒ ชว่ั โมง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นกั เรยี นสามารถแยกผลประโยชนส์ ว่ นตนออกจากผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒.๒ นกั เรยี นสามารถตระหนกั ถึงผลประโยชนส์ าธารณะมากอ่ นผลประโยชนส์ ่วนตน ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ “การปฏิบตั งิ านแบบใช้ระบบคิดฐานสอง (Digital)” คอื การทเี่ จา้ หน้าท่ีของรฐั มีระบบการคดิ ที่ สามารถแยกเรอื่ งตาํ แหน่งหนา้ ท่ีกับเรือ่ งสว่ นบคุ คลออกจากกนั ไดอ้ ยา่ งชัดเจนวา่ ส่งิ ไหนถูกส่ิงไหนผดิ สิ่ง ไหนทาํ ไดส้ ่งิ ไหนทาํ ไมไดส้ ง่ิ ไหนคอื ประโยชนสว่ นบคุ คลสงิ่ ไหน คอื ประโยชนส่วนรวม ไม่นาํ มาปะปนกัน ไม่ นําบคุ ลากรหรอื ทรพั ยส์ ินของราชการมาใช้เพ่อื ประโยชนส่วนบคุ คลไมเ่ บยี ดบังราชการ เหน็ แก่ ประโยชน์ ส่วนรวมหรือของหนว่ ยงานเหนอ่ื ยกว่าประโยชนป์ ระโยชนของส่วนบคุ คล เครือญาตแิ ละพวกพ้อง ไม่ แสวงหาประโยชนจากตาํ แหนง่ หน้าทรี่ าชการ ไมร่ บั ทรัพยส์ ินหรือประโยชนอน่ื ใดจากการปฏิบตั ิหนา้ ที่ กรณเี กดิ การขดั กนั ระหวา่ ง ประโยชนสว่ นบคุ คลและประโยชนสว่ นรวม กจ็ ะยดึ ประโยชนส่วนรวมเปน็ หลกั ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการสือ่ สาร ๒) ความสามารถในวิเคราะหแ์ ยกแยะ สรุป ๓.๓ คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ๑) ใฝเุ รยี นรู้ ๒) มงุ่ มั่นในการทํางาน ๔. กจิ กรรมในการเรยี นรู้ ๔.๑ ข้นั ตอนการเรยี นรู้ ชั่วโมงที่ ๑ ๑) ครูแบง่ นักเรยี นเป็น ๖ กลุ่ม พร้อมแจกข้อความเหตุการณ์ ๒) ครูอธิบายว่า นกั เรยี นแต่ละกลุ่มจะตอ้ งทาํ โครงเรือ่ ง ๓ ฉาก ให้นกั เรียน แตล่ ะกลมุ่ คดิ วา่ จะเกิดอะไรตอ่ จากเหตุการณ์ที่ กาหนดดังตอ่ ไปนี้ กลุ่ม ๑ เหตุการณ์เกดิ ท่โี รงเรยี นแห่งหน่ึง นกั เรียน ป. ๖ กาลังดม่ื นมโรงเรยี น มนี ักเรยี นคน หน่งึ มองดูท่กี ล่องนมแลว้ พูดว่า “นมหมดอาํ ยแุ ล้วน”ี่ จะเกิดเหตกุ ารณ์อะไรขนึ้ ต่อไป ให้นักเรยี นใน กล่มุ ชว่ ยกนั คิด กลมุ่ ๒ เหตุการณ์เกดิ ทโี่ รงเรยี นแหง่ หน่ึง นักเรียน ป. ๖ กลมุ่ หนง่ึ เดินผ่านห้อง น้อง ป. ๕ ท่ี กาลังสอบกันอยแู่ ละไดพ้ บเหน็ ร่นุ นอ้ งกาลังลอกข้อสอบ กนั อยู่ จะเกดิ เหตุการณ์อะไรขึ้นต่อไป ให้ นักเรียนในกล่มุ ช่วยกนั คิด
286 กลมุ่ ๓ เหตุการณ์เกิดทสี่ ี่แยกไฟแดงหนา้ โรงเรียน ขณะท่ีนักเรียนกลมุ่ หนึง่ กาลงั เดนิ ขา้ ม ทางม้าลาํ ยเพอ่ื ไปโรงเรยี น ไดเ้ หลอื บไปเหน็ รถคนั หนงึ่ ฝาุ ไฟแดง จนทําใหต้ ํารวจเรยี ก นักเรยี นกลมุ่ นี้ จึงหยดุ สงั เกตและพบว่า คนท่ีขบั รถ ฝุาไฟแดงกาลงั ย่ืนเงนิ ให้แกต่ าํ รวจ จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ตอ่ ไป ให้นักเรยี นในกลุ่มช่วยกนั คดิ กลุม่ ๔ เหตุการณ์เกิดทร่ี ้านสะดวกซ้ือแหง่ หนงึ่ นักเรียนกล่มุ หนึง่ เขา้ ไปซ้ือของ ในรา้ น เดก็ นักเรียนคนหน่ึงเห็นวา่ ไมม่ ีใครเขา้ มาซือ้ ของเลย จึงชวนเพ่ือน แอบขโมยของในร้านแหง่ น้ัน จะเกดิ เหตุการณ์อะไรขึน้ ตอ่ ไป ใหน้ กั เรยี นในกลมุ่ ช่วยกนั คดิ กลุ่ม ๕ เหตุการณ์เกดิ ที่บ้านนักเรียนคนหนงึ่ เมอื่ นกั เรยี นคนหนง่ึ ชวนเพอื่ น ๆ มาเทย่ี วที่บ้าน ขณะทกี่ าลงั เลน่ กนั อยา่ งสนกุ สนาน เหตการณ์ ที่ไม่คาํ ดคดิ กเ็ กดิ ขนึ้ นักเรียนคนหนึ่งทําแจกนั ใบละ หลายหมืน่ บาทแตก แตกลับ ปฏิเสธว่าตนเองไมไ่ ด้ทาํ แลว้ กล่าวโทษเพือ่ นอกี คน ทง้ั ท่ีเพื่อนคนน้ัน ไมไ่ ดเ้ ป็นคนทํา จะเกดิ เหตุการณอ์ ะไรขึน้ ต่อไป ให้นักเรยี นในกลมุ่ ชว่ ยกนั คดิ กลุม่ ๖ เหตุการณ์เกิดทใ่ี ตส้ ะพานลอยแห่งหนง่ึ นกั เรยี นกลมุ่ หนึ่งกาลงั รีบไป โรงเรยี นเพราะ สายมากแลว้ ขณะนน้ั นักเรียนกลมุ่ นี้กาลงั ตดั สนิ ใจวา่ จะ เดินขนึ้ สะพานลอยหรือวิ่งข้ามถนนโดยไม่ใช้ สะพานลอย และกระโดดขา้ ม แนวกนั้ ตรงเกาะกลางถนนเพ่อื ความรวดเร็ว จะเกิดเหตุการณ์อะไรขน้ึ ตอ่ ไป ใหน้ กั เรยี นในกล่มุ ช่วยกันคดิ ๓.) ให้นักเรยี นสรา้ งเคา้ โครงเรอื่ ง ๓ ฉาก โดยมเี นอ้ื สาระ ดังน้ี ก. เกิดเหตุการณ์อะไรขน้ึ บา้ ง ข. สาเหตขุ องเหตุการณ์ดงั กลา่ ว ค. ผลของเหตุการณ์มีอะไรบา้ ง ๔.) ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ชว่ ยกนั คิดวา่ ถา้ จะแกไ้ ขไม่ใหเ้ กดิ เหตุการณด์ ังกล่าว ควรทํา อยา่ งไร แลว้ เขยี น โดยนําเสนอเป็นฉากบทบาทสมมติทม่ี ีบทสนทนาไม่เกิน ๓ ประโยค แล้วนาํ เสนอหน้าช้ันเรยี น ๕.) ครสู รุปวา่ การทจุ รติ คอรร์ ปั ชันตา่ งๆ เชน่ การซอ้ื นมหมดอํายใุ ห้นักเรียนกิน การลอก ข้อสอบ การให้เงินแก่เจา้ หน้าที่ เปน็ ต้น เป็นการกระทําทไ่ี ม่ถกู ตอ้ ง และสง่ ผลตอ่ นกั เรียนและคนอืน่ ๆ อีกมากมาย ถา้ สังคมใดท่ีมีการทุจริตคอรร์ ัปชันกนั มาก จะทาํ ใหค้ นในสังคมเดอื ดร้อนและไม่สงบสขุ สังคมนนั้ จะเป็น อยา่ งไร จะมีแตเ่ ดก็ ปุวยจากนมหมดอาํ ยุ เด็กได้ คะแนนดีแตล่ อกคนอน่ื มา และ ความซอ่ื สัตยต์ ่อการกระทาํ ของตนเองดังกรณีเด็กทท่ี ําแจกนั แตกกต็ ้องยอมรับผดิ และการข้ามถนน โดยไมใ่ ช้สะพานลอยทเี่ กิดจากความมักง่าย ขาดระเบยี บวนิ ยั ทด่ี ซี ่ึงสิ่งเหล่านจี้ ะตดิ ตวั นักเรยี นไปเร่ือย ๆ เม่อื เตบิ โตเปน็ ผู้ใหญเ่ ดก็ เหลา่ นีก้ จ็ ะทาํ สงิ่ ทไี่ มด่ ี อีก แต่ถา้ คนปฏบิ ัติตนอยา่ งถกู ต้องและ ต่อต้าน การทจุ รติ ร่วมกนั ดแู ลสังคมใหป้ ลอดจากการโกง สงั คมก็จะมแี ต่ ความสงบสุข ไมม่ ีการเอาเปรยี บ และเบยี ดเบยี นซ่งึ กนั และกนั ๖) ครูใหน้ ักเรยี นหาข่าวหรอื เหตุการณเ์ กีย่ วกับการทุจริตคอรร์ ัปช่ัน หรอื การโกงคนละ ๑ ขา่ ว เพ่ือทาํ กจิ กรรมในครั้งต่อไป ชัว่ โมงท่ี ๒ ๑) ครูใหน้ กั เรยี นดโู ฆษณาเรอ่ื ง ยกั ษก์ นิ เมอื ง เพอ่ื สื่อใหน้ ักเรียนเห็นถึงพลงั ที่ สําคญั ของ นักเรียนรนุ่ ใหมท่ ต่ี อ้ ตา้ นการทุจรติ คอรร์ ัปชนั ครูอาจจะถาม นักเรยี นวา่ ยักษ์เปรียบได้กบั อะไรบา้ ง หรอื อธบิ ายว่า ยกั ษเ์ ปรยี บเสมอื น เช้อื โรครา้ ยแรงท่นี ักเรียนทกุ คนตอ้ งตอ่ สดู้ ้วยการสร้างภมู คิ มุ้ กัน ใหแ้ ก่ตนเอง และสงั คมเพอื่ สร้างสงั คมทน่ี ่าอยู่ด้วยพลังของนกั เรียนทุกคน ๒) หลงั จากดูโฆษณาเรอ่ื ง ยักษก์ นิ เมือง ครเู ลอื กนกั เรยี นบางคนเพ่ือเล่าข่าวท่ีนาํ มาให้เพอ่ื นฟง๎
287 ๓) แบ่งนักเรียนเป็น ๕ กล่มุ หรอื ใชก้ ลุ่มเดมิ ๔) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาํ ข่าวของตนเองตดิ ลงบนกระดาษขนําดใหญ่ของกลุม่ พร้อมตอบ คําถามต่อไปน้ี ก. นกั เรียนแต่ละคนนาํ ข่าวอะไรบา้ งมาแลกเปล่ยี นกบั เพอ่ื นในกลมุ่ ข. ข่าวท่นี ักเรยี นแต่ละคนนาํ มาส่งผลกระทบต่อใครบา้ ง ค. นักเรยี นรสู้ กึ อย่างไรตอ่ ข่าวที่นํามา ง. วาดภาพชมุ ชนทีต่ ่อต้านการโกง พร้อมใหเ้ หตุผลว่าตอ่ ตา้ นการโกง อยา่ งไรบ้าง ๕) ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นําเสนอผลงาน ๖) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ แลกเปลี่ยนความคดิ ต่อวา่ ถา้ จะเปล่ยี นแปลงจากคนทโ่ี กง เปน็ คนดี ควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไรบา้ งหรือสร้างจติ สํานึกอย่างไร และถา้ ปฏบิ ัตไิ ดจ้ รงิ จะเกดิ ผลอย่างไรต่อ สังคมบ้าง ๗) ครู อธบิ ายวา่ จะมีการรณรงค์ใหนักเรียนในโรงเรียน “เปล่ยี นความคดิ ชวี ิ ต เปลยี่ น” Change คอื การสรางคนดที ี่ไมโ่ กง และรงั เกยี จการโกงได้อยา่ งไรโดยคิด ๑ แนวคิดตอ ๑ กลุ่ม ท่จี ะใชร้ ณรงคใ์ นโรงเรยี น เช่น หยดุ การโกงเพอ่ื สงั คมนา่ อยู่ หรือ ประเทศชาติเสียหายมากแลว เพราะ “การโกง” หรืออย่าเอาเปรยี บกันเลย โกงกันทําไม เปน็ ตน ๘)เมื่อนักเรียนแต่ละกลมุ่ คดิ เสร็จเรียบร้อย ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มนาํ เสนอผลงาน ๙) หลงั จากนัน้ ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มวางแผนในการผลติ จดั ทาํ โปสเตอร์และแนวทางการ รณรงค์ในโรงเรียน ลงในขนาดกระดาษ๑๐๐ ปอนด หรือตามทเ่ี หมาะสม สอ่ื การเรียนการสอน ๑. ตวั อย่างโครงเรอ่ื ง ๓ ฉาก ๒. วดี ิทศั น์โฆษณาเร่ือง ยกั ษ์กินเมอื ง https://www.youtube.com/watch?v=YrZZqR_xVPA ๓. กระดาษ๑๐๐ ปอนด์ ๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน ๑) สงั เกตจาการตอบคําถาม ๒) ตรวจผลงาน ๕.๒ เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการประเมนิ ๑) แบบสังเกตการตอบคําถาม ๒) แบบประเมนิ ผลงาน ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นักเรยี นผา่ นการประเมนิ ระดบั ดีขึ้นไป ๖. บนั ทึกหลังการจดั การเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่ือ.......................................ครผู ู้สอน (.........................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผ้บู ริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.....................................ผบู้ ริหาร (นายกศุ ล ชุมปัญญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ิชา “ครุ รุ าษฎร์อุทิศ”
๗. ภาคผนวก ตัวอย่างฉากละคร ๓ ฉาก 288 ๒ ๓ ฉาก ๓ ๑
289 สมาชิกในกลมุ่ แบบประเมนิ พฤติกรรมการทํางานกลุ่ม กลุ่ม .......................................................................................................... ๑. ๒....................................................................... ...................................................................... ๓. ๔....................................................................... ...................................................................... ๕. ๖....................................................................... ...................................................................... ๗. ๘....................................................................... ...................................................................... ๙. ๑๐....................................................................... ...................................................................... คําช้แี จง: ให้นักเรยี นทําเครื่องหมาย ลงในช่องทตี่ รงกับความเปน็ จรงิ พฤตกิ รรมทสี่ งั เกต ๓ คะแนน ๑ ๒ ๑. มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเหน็ ๒. มคี วามกระตือรือรน้ ในการทาํ งาน คะแนน ๓. มีความรับผดิ ชอบในงานที่ได้รบั มอบหมาย คะแนน ๔. มีขน้ั ตอนในการทาํ งานอย่างเปน็ ระบบ คะแนน ๕. ใช้เวลาในการทาํ งานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การให้คะแนน พฤติกรรมทที่ ําเป็นประจาํ ให้ ๓ พฤตกิ รรมทท่ี าํ เป็นบางคร้งั ให้ ๒ พฤติกรรมทท่ี ํานอ้ ยครั้ง ให้ ๑ เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน ๑๓ – ๑๕ ระดับ ดีเยยี่ ม คะแนน ๘ – ๑๒ ระดับ ดี คะแนน ๕ – ๗ ระดบั พอใช้ คะแนนตํ่ากวา่ ๕ ระดบั ปรบั ปรุง
290 แบบประเมินผลงาน เร่ือง ประโยชน์สว่ นตนกับประโยชนส์ ว่ นรวม คําชแ้ี จง ทําเคร่ืองหมาย ลงในชอ่ งระดับคะแนนพฤตกิ รรมทน่ี กั เรยี นปฏิบตั ดิ งั น้ี ผลงานครบถ้วนตามเกณฑ์ ระดับ ๓ หมายถงึ ผลงานตามเกณฑ์สว่ นใหญ่ ระดับ ๒ หมายถึง ผลงานครบตามเกณฑ์บางสว่ น ระดบั ๑ หมายถงึ หัวขอ้ ประเมนิ การ ระดบั คะแนน ความถูกต้อง ความ ความคิด รวม ประ หมาย ลาํ ดับ ๓ ๒๑ เรียบร้อย สร้างสรรค์ คะ รอ้ ย เมิน เหตุ ที่ ชื่อ-สกลุ แนน ละ ผล ๓๒ ๑๓๒ ๑ ไม่ ผ่าน ผ่าน ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. เกณฑ์การประเมิน ระดับ ดีเยยี่ ม คะแนน ๘ – ๙ ระดับ ดี คะแนน ๖ – ๗ ระดับ พอใช้ คะแนน ๔ – ๕ ระดับ ปรบั ปรงุ คะแนนตํ่ากวา่ ๔
291 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยท่ี ๑ ช่อื หนว่ ย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ เร่อื ง ระบบคดิ ฐาน ๑๐ เวลา ๒ ช่วั โมง ๒. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความร้คู วามเข้าใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๓. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นกั เรยี นสามารถแยกผลประโยชนส์ ว่ นตนออกจากผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๒.๒ นกั เรียนสามารถตะหนักถงึ ผลประโยชนส์ าธารณะมากอ่ นผลประโยชนส์ ว่ นตน ๔. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ การทเ่ี จา้ หนา้ ที่ของรัฐยงั มรี ะบบการคดิ ทนี่ าํ ประโยชน์สว่ นตนและประโยชนส์ ่วนรวมมาปะปนกันไป หมด แยกแยะไมอ่ อกวา่ สง่ิ ไหนคอื ประโยชน์ส่วนตน สง่ิ ไหนคอื ประโยชน์สว่ นรวม นาํ ส่ิงของราชการมาใช้ เพือ่ ประโยชน์ส่วนตน เบียดบังราชการ เหน็ แก่ประโยชน์สว่ นตนเหนือกว่าประโยชนส์ ว่ นรวมหรือของ หนว่ ยงาน จะคอยแสวงหาประโยชน์จากตาํ แหน่งหนา้ ที่ราชการเพอื่ ตนเอง เครอื ญาติ หรือพวกพ้อง กรณี เกดิ การขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ่วนตนและประโยชนส์ ว่ นรวมจะยดึ ประโยชน์ส่วนตนเปน็ หลัก ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการเขยี น ๒) ความสามารถในวิเคราะห์แยกแยะ สรปุ ๓.๓ คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ๑) ใฝเุ รยี นรู้ ๒) มุง่ มน่ั ในการทาํ งาน ๔. กจิ กรรมในการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ ชัว่ โมงท่ี ๑ (ครใู หน้ ักเรยี นหาขา่ วหรือเหตุการณเ์ กีย่ วกบั การทุจติ คอรร์ ปั ช่ันหรือกลโกง มาคนละ ๑ ขา่ ว โดยให้ครสู ัง่ ลว่ งหน้า ๑ สปั ดาห์) ๑) ครูใหน้ ักเรยี นดสู ื่อ ปปช. หน่วยท่ี ๓ เรือ่ ง ป๎ญหาการทุจริตคอรร์ ัปชัน่ ๒) ครูและนักเรยี นสนทนาเก่ียวกบั ปญ๎ หาการทจุ รติ คอรร์ ปั ชน่ั ๓) ครูใหน้ กั เรยี นนาํ ข่าวทเี่ ตรียมมาทาํ ลงในใบงาน และวิเคราะหข์ า่ วตามประเด็นที่ กาหนดให้ ๔) ครูเลอื กนักเรียนออกมานําเสนอข่าวหนา้ ชั้นเรยี นเพอ่ื เปน็ การแลกเปลย่ี นรูก้ ับเพื่อนๆใน ชนั้ เรยี น ชั่วโมงท่ี ๒ ๑) ครูแบ่งกลุม่ นกั เรียน ตอบคําถาม ขอ้ ที่ ๑-๔ ลงในกระดาษบรูฟ ๑.นักเรียนคดิ ว่า เพราะเหตใุ ดคนจึงคิดทจุ รติ ถา้ เปน็ นกั เรียนจะคดิ เชน่ น้นั หรอื ไมเ่ พราะ เหตใุ ด
292 ๒.ให้นกั เรยี นเสนอแนวทางในการปอู งกนั การทุจรติ ๓.การทจุ ติ จะส่งผลต่อชาติ บ้านเมอื งอย่างไร ๖. บันทึกหลงั การจดั การเรยี น๔ร.ู้ ในฐานะของนักเรยี นควรปฏบิ ัตติ นอย่างไรจึงจะมีส่วนร่วมในการดาํ รงไว้ซ่งึ ชาตไิ ทย …………………………………………………………ร……ณ……ร……งค……แ์ ๒……ล)……ะใป……หล……้นูก……ักจเ……ติรยี……สนา……นแ……ึกต……กล่ า……ะรก……ปล……อูุ่มง……อก…อ…นั ก……กแ……าบร……บท……วจุ า……รดิต……ร……ปู ภ……า……พ……ก……าร……ต……อ่ ……ตา……้ น……ก……าร……ท……ุจ……ร……ิต……แ……ละ……เ……ขยี……น……ค……ําข……ว……ัญ……เพ……่อื………………………….... …………………………………………………………๔…….๒……ส……อื่ ……ก๓……า)……รเส……รง่ ีย……ตน……ัวรแ……ู้ ท/……นแ……นห……าํลเ……่งสเ……นรียอ……นผ……รล……ู้งา……น……แ……ล……้วน……ํา……ไป……จ……ัด……ป……ูาน……น……ิเ…ท…ศ…………………………………………………………………………………………………………………………………….... ๑) ใบงานเร่ือง การวิเคราะหข์ า่ ว ๒) สื่อ ปปช. หนว่ ยท่ี ๓ ทจุ ริตถนน และจราจรเรียกลเงงชนิ ื่อ.......................................ครผู ้สู อน ๓) กระดาษบรูฟ (.........................................) ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๗. คว๕าม.๑คดิ วเธิหกี ็นาผรบู้ปรรหิะเามรนิ ..............................................................๑๒......))....ตส......งัร..เ..ว..ก..จ..ต..ผ..ต..ล....อ..ง..บา....น..ค....ํา....ถ......า....ม................................................................................................................................................................................................................................................................................. ๕.๒ เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการประเมิน ๑) แบบสังเกตตอบคําถาม ลงช่ือ.....................................ผูบ้ รหิ าร ๒) แบบประเมินผลงาน ขน้ึ ไป หรอื ระดับดขี ้นึ ไป (นายกศุ ล ชุมปัญญา) ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน ผู้อานวยการโรงเรยี นบา้ นศรวี ชิ า “ครุ ุราษฎรอ์ ุทิศ” นกั เรยี นผ่านการประเมินร้อยละ ๘๐
293 ๗. ภาคผนวก ใบงาน เรอื่ ง การวิเคราะห์ขา่ ว ชอื่ -สกลุ ......................................................................................ชนั้ ................ เลขที.่ ................ ติด ติดข่าว ช่ือข่าว.................................................................................................................................................. แหล่งทม่ี า............................................................................................................................................. ประเด็นวิเคราะห์ ๑. ข่าวทน่ี กั เรยี นนํามาสง่ ผลกระทบตอ่ ใครบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. นกั เรยี นร้สู ึกอย่างไรตอ่ ข่าวที่นาํ มา ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
294 สมาชกิ ในกลมุ่ แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการทํางานกลมุ่ กล่มุ .......................................................................................................... ๑. ๒....................................................................... ...................................................................... ๓. ๔....................................................................... ...................................................................... ๕. ๖....................................................................... ...................................................................... ๗. ๘....................................................................... ...................................................................... ๙. ๑๐....................................................................... ...................................................................... คําชีแ้ จง: ใหน้ กั เรยี นทาํ เครื่องหมาย ลงในช่องที่ตรงกับความเปน็ จรงิ พฤตกิ รรมทสี่ งั เกต ๓ คะแนน ๑ ๒ ๑. มีสว่ นร่วมในการแสดงความคิดเหน็ ๒. มคี วามกระตือรือรน้ ในการทาํ งาน ๓. มีความรบั ผดิ ชอบในงานที่ได้รบั มอบหมาย ๔. มีขนั้ ตอนในการทาํ งานอย่างเปน็ ระบบ ๕. ใช้เวลาในการทาํ งานอย่างเหมาะสม รวม เกณฑ์การใหค้ ะแนน พฤติกรรมทที่ ําเป็นประจาํ ให้ ๓ คะแนน พฤตกิ รรมทท่ี าํ เป็นบางคร้งั ให้ ๒ คะแนน พฤติกรรมทท่ี ํานอ้ ยครั้ง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน ๑๓ – ๑๕ ระดบั ดเี ยีย่ ม คะแนน ๘ – ๑๒ ระดับ ดี คะแนน ๕ – ๗ ระดบั พอใช้ คะแนนตํ่ากวา่ ๕ ระดบั ปรบั ปรุง
295 แผนการจดั การเรียนรู้ ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๖ เวลา ๒ ชวั่ โมง หน่วยท่ี ๑ ชอื่ หนว่ ย การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๔ เรอ่ื ง ความแตกต่างระหว่างจรยิ ธรรมและการทุจริต ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ นกั เรยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน กับส่วนรวม ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของจรยิ ธรรมได้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของการทุจรติ ได้ ๒.๓ นักเรียนสามารถบอกความแตกต่างระหวา่ งจรยิ ธรรมและการทจุ ริตได้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต จรยิ ธรรม หมายถงึ แนวทางซง่ึ เปน็ กฎเกณฑใ์ นการประพฤติปฏบิ ตั ิในส่งิ ทถ่ี ูกต้องดีงาม และ เป็นลกั ษณะท่สี ังคมต้องการเปน็ ส่งิ ท่เี กดิ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและสังคมสว่ นรวม บคุ คลท่ีมีจรยิ ธรรมอยู่ ในตนเอง ย่อมเป็นท่ยี อมรับนบั ถือของคนในสังคมและสามารถดาํ เนินชวี ติ ได้อย่างเป็นปกตสิ ุข เปน็ คน ท่มี ีคณุ ภาพและเป็นท่ียอมรับของสงั คมสว่ นรวม การทจุ รติ คือ การคดโกง ไมซ่ ่ือสตั ยส์ ุจรติ การกระทําทผี่ ดิ กฎหมาย เพ่อื ให้เกดิ ความ ไดเ้ ปรียบในการแข่งขัน การใช้อํานาจหนา้ ทใี่ นทางที่ผดิ เพื่อแสวงหาประโยชนห์ รอื ให้ไดร้ ับสง่ิ ตอบ แทน การให้หรือการรบั สินบน การกาหนดนโยบายท่ีเ อ้ือประโยชน์แกต่ นหรือพวกพอ้ งรวมถงึ การ ทุจริตเชงิ นโยบาย ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต คอื จริยธรรมเปน็ แนวทางซ่ึงเป็นกฎเกณฑ์ใน การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในสิ่งทถ่ี ูกต้องดงี าม ส่วนการทุจรติ คอื การคดโกง ไม่ซ่อื สัตยส์ จุ รติ การกระทาํ ที่ ผดิ กฎหมาย ๓.๒ สมรรถนะสาํ คญั ของผ้เู รยี น ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต ๓.๓ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ๑) ซื่อสัตยส์ ุจรติ ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขั้นตอนการเรยี นรู้ ช่วั โมงท่ี ๑ ๑) ครูใหน้ กั เรยี นชมวีดที ศั น์ เรื่อง “ของหลวง” ๒) ครใู ห้นักเรยี นแบง่ กล่มุ ออกเปน็ ๕ กลุ่ม แล้วให้นักเรยี นต้งั คําถามจากการชมวดี ีทัศน์ โดยครู กาหนดคําถามให้ใช้คําว่า “ทาํ ไม” “เพราะเหตุใด” “ผลเปน็ อยา่ งไร” เช่น เพราะเหตใุ ดโดม จึงพังลง เปน็ ต้น
296 ๓) ครูให้นกั เรียนศึกษาใบความรู้ เร่ือง “การทจุ รติ ” จากนนั้ ครูอธิบายความหมายของการทจุ รติ ช่ัวโมงที่ ๒ ๑) ครใู หน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งของเหตกุ ารณห์ รอื การกระทําทแ่ี สดงถึงการทุจรติ ต่างๆ ใน สังคมไทย ๒) ครูให้นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้ เรือ่ ง จริยธรรม จากน้นั ครอู ธบิ ายความหมายของจรยิ ธรรม ๓) ครใู หน้ ักเรียนยกตัวอยา่ งของเหตุการณ์ หรือการกระทาํ ทแี่ สดงถงึ จรยิ ธรรมตา่ งๆ ใน สังคมไทย เชน่ ขา้ ราชการไมร่ บั ของขวญั จากผมู้ าตดิ ต่อราชการ ๔) ครูใหน้ ักเรยี นเขียนแยกการกระทาํ ทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถงึ การมจี รยิ ธรรมและการกระทาํ ท่ีแสดงให้ เห็นถงึ การทจุ ริต ลงในใบงาน เรอ่ื ง ความแตกต่างระหวา่ งจรยิ ธรรมและการทจุ รติ ๕) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทุจริต ดงั นี้ จริยธรรม หมายถงึ แนวทางซงึ่ เป็นกฎเกณฑ์ในการประพฤตปิ ฏิบัตใิ นส่งิ ทีถ่ ูกต้องดงี าม และ เปน็ ลกั ษณะทสี่ งั คมตอ้ งการเปน็ สิ่งทเี่ กดิ ประโยชน์ต่อตนเองและสงั คมส่วนรวม บุคคลที่มจี ริยธรรมอยู่ ในตนเอง ยอ่ มเป็นทย่ี อมรับนับถือของคนในสงั คมและสามารถดาํ เนินชวี ติ ไดอ้ ย่างเปน็ ปกติสุข เปน็ คน ทมี่ คี ณุ ภาพและเป็นที่ยอมรบั ของสังคมส่วนรวม การทจุ รติ คอื การคดโกง ไม่ซอ่ื สตั ย์สุจรติ การกระทาํ ทผ่ี ิดกฎหมาย เพือ่ ใหเ้ กดิ ความ ได้เปรยี บในการแขง่ ขัน การใช้อํานาจหนา้ ทใ่ี นทางท่ีผดิ เพอ่ื แสวงหาประโยชน์หรอื ให้ได้รบั สิง่ ตอบ แทน การให้หรือการรับสนิ บน การกาหนดนโยบายท่ีเอื้อประโยชน์แก่ตนหรอื พวกพ้องรวมถึงการ ทจุ รติ เชงิ นโยบาย ความแตกต่างระหวา่ งจรยิ ธรรมและการทจุ รติ คอื จรยิ ธรรมเป็นแนวทางซ่งึ เป็นกฎเกณฑใ์ น การประพฤติปฏบิ ัติในส่ิงท่ีถกู ต้องดงี าม ส่วนการทจุ รติ คือ การคดโกง ไมซ่ ่ือสตั ย์สจุ รติ การกระทําที่ ผิดกฎหมาย ๔.๒ สอื่ การเรียนรู้ ๑) วดี ที ศั น์ เรื่อง ของหลวง ๒) ใบความรู้ เรอ่ื ง การทจุ ริต ๓) ใบความรู้ เร่อื ง จรยิ ธรรม ๔) ใบงาน เร่อื ง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต ๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมิน ๑) ตรวจผลงานการทาํ ใบงาน เร่อื ง ความแตกตา่ งระหวา่ งจรยิ ธรรมและการทจุ รติ ๒) สงั เกตพฤตกิ รรมซือ่ สัตย์สุจรติ ๕.๒ เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ ๑) แบบให้คะแนนการตรวจผลงานใบงาน เรือ่ ง ความแตกตา่ งระหว่างจริยธรรมและการทจุ รติ ๒) แบบสังเกตพฤตกิ รรมซอื่ สตั ยส์ ุจรติ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นักเรียนผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ ข้นึ ไป
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431