Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ศวช. ป4-6

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ศวช. ป4-6

Published by Opor Kanuengnit Chaloempong, 2022-08-17 05:10:42

Description: หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ศวช. ป4-6

Search

Read the Text Version

297 ๖. บันทกึ หลงั การจัดการเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่อื .......................................ครผู สู้ อน (.........................................) ๗. ความคดิ เห็นผ้บู ริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ .....................................ผ้บู รหิ าร (นายกุศล ชุมปญั ญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบา้ นศรีวชิ า “คุรุราษฎรอ์ ทุ ิศ”

298 ๗. ภาคผนวก ใบความรู้ เรอื่ ง การทุจรติ ป๎ญหาการทจุ ริต เป็นปญ๎ หาที่สาํ คัญทง้ั ของประเทศไทยและประเทศอืน่ ๆ ทว่ั โลก ป๎ญหาการทุจรติ จะ ทาํ ให้เกดิ ความเส่อื มในด้านต่างๆ เกิดข้นึ ทงั้ สงั คม เศรษฐกิจ การเมอื ง และนบั วันปญ๎ หาดงั กลา่ วกจ็ ะรนุ แรง มากขึน้ และมรี ปู แบบการทจุ รติ ทซ่ี บั ซ้อน ยากแก่การตรวจสอบมากขึ้น จากเดิมท่ีกระทําเพียงสองฝาุ ย ปจ๎ จุบนั การทุจรติ จะกระทํากนั หลายฝาุ ย ทัง้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมอื ง เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั และเอกชน โดยประกอบด้วย สองส่วนใหญ่ๆ คอื ผ้ใู ห้ผลประโยชนก์ ับผ้รู บั ผลประโยชน์ ซึง่ ทงั้ สองฝุายนี้จะมผี ลประโยชน์รว่ มกนั ตราบใดที่ ผลประโยชน์สมเหตุสมผลต่อกัน ก็จะนาํ ไปสปู่ ญ๎ หาการทจุ ริตได้ บางครงั้ ผ้ทู ี่รับผลประโยชนก์ ็เป็นผู้ใหป้ ระโยชน์ ได้เชน่ กนั โดยผรู้ บั ผลประโยชนแ์ ละผ้ใู หผ้ ลประโยชน์ คือ ๑. ผรู้ บั ผลประโยชน์ จะเปน็ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซ่งึ มีอาํ นาจ หน้าทใ่ี นการกระทํา การดําเนนิ การตา่ งๆ และรับประโยชน์จะเปน็ ไปในรูปแบบต่างๆ เช่น การจดั ซ้ือจัดจ้าง การเรยี กรับประโยชน์โดยตรง การกาหนด ระเบยี บหรือคณุ สมบตั ิทีเ่ อ้อื ต่อตนเองและพวกพ้อง ๒. ผ้ใู หผ้ ลประโยชน์ เช่น ภาคเอกชน โดยการเสนอผลตอบแทนในรปู แบบตา่ งๆ เชน่ เงิน สิทธพิ ิเศษ อื่นๆ เพือ่ จงู ใจให้นักการเมือง เจ้าหน้าท่ีของรฐั กระทําการหรือไมก่ ระทาํ การอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ในตําแหนง่ หน้าท่ี ซง่ึ การกระทาํ ดังกล่าวเป็นการกระทาํ ทฝ่ี ุาฝืนต่อระเบียบหรอื ผิดกฎหมาย เปน็ ตน้ ทจุ รติ คืออะไร คําว่าทจุ รติ มีการให้ความหมายได้มากมาย หลากหลาย ข้นึ อยกู่ บั วา่ จะมีการใหค้ วามหมายดังกลา่ วไว้ ว่าอย่างไร โดยทค่ี ําวา่ ทุจรติ น้ัน จะมีการให้ความหมายโดยหน่วยงานของรฐั หรอื การให้ความหมายโดยกฎหมาย ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นการใหค้ วามหมายจากแหล่งใด เน้อื หาสําคัญของคําวา่ ทจุ ริตกย็ งั คงมีความหมายทส่ี อดคล้องกันอยู่ นนั่ คอื การทจุ ริตเปน็ สิ่งทีไ่ มด่ ี มีการแสวหาหรอื เอาผลประโยชนข์ องส่วนรวม มาเป็นของส่วนตวั ทง้ั ๆ ทตี่ นเอง ไม่ไดม้ สี ิทธใิ นสง่ิ ๆ น้นั การยดึ ถือ เอามาดังกลา่ วจงึ ถอื เปน็ สงิ่ ทผ่ี ิด ทงั้ ในแงข่ องกฎหมายและศลี ธรรม ดังนัน้ การทุจรติ คือ การคดโกง ไม่ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ การกระทําทผ่ี ดิ กฎหมาย เพ่ือใหเ้ กดิ ความไดเ้ ปรยี บ ในการแขง่ ขัน การใช้อํานาจหนา้ ทใี่ นทางทีผ่ ดิ เพอ่ื แสวงหาประโยชนห์ รือให้ไดร้ ับสงิ่ ตอบแทน การใหห้ รือการ รับสนิ บน การกาหนดนโยบายทีเ่ ออื้ ประโยชนแ์ กต่ นหรอื พวกพ้องรวมถึงการทุจริตเชิงนโยบาย

299 ใบความรู้ เรื่อง จริยธรรม ความดีงามทางสงั คม ถอื เปน็ กฎเกณฑแ์ ห่งความประพฤติ หรือหลกั ความจริงท่ีเปน็ แนวทางแหง่ ความ ประพฤติปฏบิ ตั ิใหม้ นุษยอ์ ยรู่ ว่ มกนั ในสังคมอยา่ งเปน็ สขุ การศกึ ษาเร่ืองจริยธรรม จงึ เป็นหน่งึ ในวิชาปรัชญาท่ี ศกึ ษาเกยี่ วกบั ความดีงามทางสังคมมนุษย์ ความหมายของ จรยิ ธรรม จริยธรรม หมายถงึ สิ่งทที่ าํ ไดใ้ นทางวินยั จนเกิดความเคยชินมีพลงั ใจ มีความตง้ั ใจแนว่ แนจ่ ึงตอ้ ง อาศัยปญ๎ ญา และปญ๎ ญาอาจเกดิ จากความศรทั ธาเชอื่ ถือผูอ้ ่ืน ในทางพุทธศาสนาสอนวา่ จรยิ ธรรมคอื การนาํ ความรู้ ความจรงิ หรอื กฎธรรมชาตมิ าใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดําเนนิ ชีวติ ท่ดี ีงาม (พระราชวรมุนี) พจนานุกรมไทยฉบับราชบณั ฑติ สถาน (๒๕๔๖ ) ให้ความหมายของจรยิ ธรรมไว้ว่า หมายถงึ ธรรมที่ เปน็ ข้อประพฤตปิ ฏิบตั ิ โคลเบริ ์ก (Kohlberg ๑๙๗๒ : ๒๑๒) กลา่ วถงึ จริยธรรมว่า จรยิ ธรรมเป็นความรู้สกึ ผิดชอบชว่ั ดี เป็น กฎเกณฑ์และมาตรฐานของการประพฤติปฏบิ ตั ใิ นสงั คมซึ่งบุคคลพฒั นาขน้ึ จนกระทั่งมพี ฤตกิ รรมเปน็ ของ ตนเอง โดยสังคมจะเป็นตวั ตดั สนิ ผลของการกระทํา นั้นว่าเปน็ การกระทาํ ทถ่ี ูกหรอื ผดิ จากความหมายที่กล่าวมา สรปุ ไดว้ า่ จริยธรรม หมายถงึ แนวทางซึง่ เปน็ กฎเกณฑใ์ นการประพฤติ ปฏบิ ตั ิในสิ่งท่ถี ูกต้องดีงาม และเปน็ ลักษณะทส่ี งั คมตอ้ งการเป็นส่งิ ทเี่ กิดประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คมสว่ นรวม บคุ คลทมี่ จี รยิ ธรรมอยู่ในตนเอง ยอ่ มเป็นท่ียอมรับนับถอื ของคนในสงั คมและสามารถดาํ เนินชีวิตไดอ้ ยา่ งเปน็ ปกตสิ ุข เปน็ คนท่ีมีคณุ ภาพและเปน็ ทยี่ อมรบั ของสงั คมส่วนรวม

300 ใบงาน เรื่อง ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการทจุ ริต ชือ่ .............................................................................................................ชัน้ ..........................เลขท.ี่ ................. คําช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นเขยี นการกระทาํ ท่แี สดงใหเ้ ห็นถึงจริยธรรมและการกระทาํ ท่แี สดงให้เห็นถงึ การทจุ ริตลง ในแผนผังทก่ี าหนดให้ การ การทุจริต กระทาํ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ จรยิ ธรรม ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________ ____________________________________

301 แบบสังเกตพฤตกิ รรม เร่อื ง ซ่อื สตั ย์ สุจรติ คําช้ีแจง การบันทกึ ใหท้ ําเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งที่ตรงกับพฤตกิ รรมท่เี กดิ ขนึ้ จริง รายการ รจู้ ัก แยกแยะ สรปุ ผล การประเมนิ เลขท่ี ชอ่ื - สกุล พูด ไม่ลกั ตรงไป ทาํ ตัว ประโยชน์ ความ ขโมย จรงิ ตรงมา นา่ เชอ่ื ถอื สว่ นตน กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมิน ๓ รายการ ถอื ว่า ผ่าน ๒ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ า่ น ผ่านต้ังแต่ ผา่ น ลงชอ่ื ผู้ประเมนิ ( ) ///

302 แผนการจดั การเรยี นรู้ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๖ เวลา ๒ ชั่วโมง หน่วยที่ ๑ ชือ่ หน่วย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ ๕ เรอ่ื ง ประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์สว่ นรวม ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ นกั เรยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ ส่วนรวม ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒.๒ นกั เรยี นสามารถบอกการกระทําทีเ่ ป็นผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั การกระทาํ ท่เี ปน็ ผลประโยชนส์ ่วนรวม ได้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ความหมายของประโยชนส์ ่วนตนกับประโยชนส์ ่วนรวม ประโยชนส์ ่วนตน หมายถึง การทีบ่ ุคคลทวั่ ไปในสถานะเอกชนหรอื เจา้ หน้าท่ีของรฐั ได้ทาํ กิจกรรมหรือ ไดก้ ระทาํ การตา่ งๆ เพ่ือประโยชน์สว่ นตน ครอบครัว ญาติ เพอื่ นหรอื ของกลมุ่ ในสงั คม ประโยชนส์ ่วนรวมหรือประโยชนส์ าธารณะ หมายถึง การท่บี ุคคลใด ๆ ในสถานะทเ่ี ปน็ เจา้ หน้าทข่ี อง รัฐ ไดก้ ระทําการใด ๆ ตามหนา้ ท่ีหรือได้ปฏบิ ัติหนา้ ที่ อันเปน็ การดาํ เนนิ การในอกี ส่วนหนง่ึ ที่แยกออกมา จากการดาํ เนินการตามหน้าทใ่ี นสถานะของเอกชน ๓.๒ สมรรถนะสาํ คญั ของผเู้ รยี น ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒) ความสามารถในการคดิ ๓.๓ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๑) ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ ๔. กิจกรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ข้นั ตอนการเรยี นรู้ ชวั่ โมงที่ ๑ ๑) ครู ใหน้ ักเรยี นดูภาพเกีย่ วกับสาธารณะสมบตั ิ เช่น ส่วนสาธารณะ รถไฟสาธารณะ หอ้ งสมดุ เปน็ ตน้ ๒) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสนทนาเกย่ี วกับภาพ ดงั น้ี - ภาพน้เี ก่ยี วกบั อะไร - ภาพน้ีมีกจิ กรรมอะไรบา้ ง - สงิ่ ของในภาพนีอ้ ะไรท่ีเปน็ ของส่วนตัว - สง่ิ ของในภาพน้อี ะไรท่เี ปน็ ของสว่ นรวม ๓) ครสู รปุ ความหมายของคําวา่ “ผลประโยชน์สว่ นตน” กบั “ผลประโยชน์ส่วนรวม” ๔) ครูซกั ถามนักเรยี นเก่ยี วกับส่ิงของสว่ นรวม ดงั นี้ - สิ่งของทีเ่ ป็นของส่วนรวมมปี ระโยชนอ์ ย่างไร

303 - ใครเป็นผไู้ ดร้ บั ประโยชน์จากส่งิ ของส่วนรวมนนั้ - ใครเปน็ ผดู้ แู ลรกั ษาสิ่งของสว่ นรวม - มีวธิ กี ารดแู ลรักษาสง่ิ ของส่วนรวมอย่างไร ครซู กั ถามนักเรียนเกี่ยวกับสงิ่ ของส่วนตน ดังน้ี - สง่ิ ของท่ีเปน็ ของสว่ นตนมปี ระโยชน์อยา่ งไร - ใครเปน็ ผไู้ ดร้ ับประโยชนจ์ ากสิ่งของส่วนตนน้นั - ใครเปน็ ผดู้ ูแลรักษาสิง่ ของสว่ นตน - มีวิธีการดแู ลรักษาสงิ่ ของส่วนตนอยา่ งไร ชว่ั โมงที่ ๒ ๑) ครูให้นักเรยี นทาํ ใบงาน เรื่อง ผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) ให้นักเรียนนาํ เสนอผลงานหน้าชน้ั เรียน ๓) นักเรยี นนาํ ผลงานไปตดิ ทปี่ าู ยประชาสมั พนั ธข์ องโรงเรยี น ๔.๒ ส่ือการเรยี นรู้ ๑) รูปภาพเกีย่ วกับสาธารณะสมบัติ เช่น ส่วนสาธารณะ เปน็ ตน้ ๖. บนั ทึกห๒ล)ังใกบางราจนัดกเราื่อรงเรผียลนปรู้ระโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๕. …ก…าร…ป…ระ…เ…มนิ…ผ…ล…ก…าร…เร…ีย…น…รู้…………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …๕….๑…ว…ิธ…กี า…ร…ป…ระ…เ…มิน……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………๑…) …ต…รว…จ…ผล…ง…า…นก…า…ร…ทํา…ใ…บ…งา…น…เ…รื่อ…ง…ผ…ล…ป…ระ…โย…ช…น…์ส…ว่ น…ต…น…ก…บั …ผ…ลป…ร…ะ…โย…ช…น…์สว่…น…ร…วม………………………………………………………….. ………๒…) …ส…ังเ…กต…พ…ฤ…ต…ิก…รร…ม…ซ…อ่ื …ส…ตั ย…์ …สจุ…ร…ติ ………………………………………………………………………………………………………………………….. ๕.๒ เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการประเมิน ๑) แบบให้คะแนนการตรวจผลงานใบงาน ลงช่ือ.......................................ครผู ้สู อน ๒) แบบสงั เกตพฤติกรรม ซ่อื สัตยส์ ุจรติ (.........................................) ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน ๗น. ักคเวราียมนคผดิ ่าเนหเน็ กผณ้บู ฑร์กหิ ารประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผู้บรหิ าร (นายกศุ ล ชุมปัญญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบ้านศรีวิชา “ครุ ุราษฎรอ์ ุทิศ”

304 ๗. ภาคผนวก ใบงาน เรอ่ื ง ผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม ช่ือ............................................................................................................ชัน้ ..........................เลขที่.................. คําช้แี จง ใหน้ ักเรยี นตอบคําถามดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. ผลประโยชนส์ ว่ นตน หมายถงึ อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. จงยกตวั อยา่ งการกระทําท่ีเปน็ ผลประโยชนส์ ่วนตน มา ๓ ขอ้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. จงยกตัวอยา่ งการกระทาํ ทเี่ ปน็ ผลประโยชน์สว่ นรวม มา ๓ ข้อ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

305 แบบสังเกตพฤตกิ รรม เร่อื ง ซ่อื สตั ย์ สุจรติ คําช้ีแจง การบันทกึ ใหท้ ําเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งที่ตรงกับพฤตกิ รรมท่เี กดิ ขนึ้ จริง รายการ รจู้ ัก พูด แยกแยะ สรปุ ผล ความ เลขท่ี ชอ่ื - สกุล จรงิ ไม่ลกั ตรงไป ทาํ ตัว ประโยชน์ การประเมนิ ขโมย ตรงมา นา่ เชอ่ื ถอื สว่ นตน กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมิน ๓ รายการ ถอื ว่า ผ่าน ๒ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ า่ น ผ่านต้ังแต่ ผา่ น ลงชอ่ื ผู้ประเมนิ ( ) ///

306 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่ ๑ ชอื่ หนว่ ย การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๖ เร่อื ง การขดั แยง้ กนั ระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม เวลา ๒ ชว่ั โมง ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ นักเรยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน กับผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของคําวา่ “ขดั แย้งกัน” ได้ ๒.๒ นักเรยี นสามารถบอกผลกระทบจากการขดั แยง้ กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ ส่วนรวมได้ ๒.๓ นักเรยี นสามารถบอกวิธีการแก้ไขความขดั แย้งกันระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชน์ สว่ นรวมได้ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ความหมายของการขัดแยง้ ความขดั แย้งกันระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม หมายถึง สถานการณ์ หรือการ กระทาํ ท่บี ุคคลไม่วา่ จะเป็นนักการเมอื ง ข้าราชการ พนกั งานบริษทั หรือผบู้ ริหารมผี ลประโยชน์สว่ นตวั มากจนมีผลตอ่ การตดั สินใจ หรอื การปฏิบตั ิหนา้ ท่ใี นตาํ แหนง่ หน้าทีท่ ี่บุคคลนน้ั รับผดิ ชอบอยู่ และสง่ ผล กระทบตอ่ ประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งการกระทาํ น้ันอําจจะเกดิ ข้นึ อยา่ งรู้ตัวหรือไมร่ ตู้ ัว ท้งั เจตนาและไม่ เจตนาํ และมีรูปแบบทหี่ ลากหลาย จนกระทั่งกลายเปน็ ส่งิ ทป่ี ฏบิ ตั กิ ันทั่วไป โดยไม่เหน็ ว่าเปน็ ความผดิ เช่น การรับสนิ บน การจา่ ยเงนิ ใต้โต๊ะ การจา่ ยเงนิ ตอบแทนเพ่ือให้ตนเอง ๓.๒ สมรรถนะสาํ คญั ของผเู้ รยี น ๑) ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒) ความสามารถในการคิด ๓.๓ คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ซื่อสัตยส์ จุ รติ ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขัน้ ตอนการเรยี นรู้ ชั่วโมงท่ี ๑ ๑) ครทู บทวนเรื่องผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๒) ครเู ล่าเหตุการณ์เรอ่ื ง “แมป่ ระนอมรอ้ ง ถกู ลกู สาว – ลูกเขย ฮุบกจิ การน้ําพริกเผา”

307 แม่ประนอมรอ้ ง ถกู ลูกสาว – ลูกเขย ฮุบกิจการนํ้าพรกิ เผา แม่ประนอม\" ผกู้ ่อต้งั ธรุ กิจนํา้ พริกเผาชอื่ ดัง ยน่ื หนังสือรอ้ งเรยี นถึง นายกฯ ขอความเปน็ ธรรม อ้างถกู \"ลกู สาว-ลกู เขย\" ยดึ กจิ การ พรอ้ มใช้เงนิ แทรกแซงกระบวนการยตุ ิธรรม เม่ือวนั ท่ี ๒๕ มี.ค. ๕๙ ท่ี ศนู ยบ์ ริการประชาชน สํานกั ปลัดสํานกั นายกรฐั มนตรี ทําเนยี บรัฐบาล นางประนอม แดงสภุ า ผ้กู อ่ ต้งั ธรุ กจิ นํ้าพริกเผาแม่ประนอม ในนามบริษัท พบิ ูลย์ชัยน้ําพรกิ เผาไทยแม่ประนอม จํากัด เดินทางเขา้ ย่ืน หนังสอื รอ้ งเรยี นขอความเป็นธรรมโดยระบวุ า่ ถกู นางศิริพร แดงสภุ า บุตรสาวคนโต และ สุชาติ ภาษาประเทศ บตุ รเขย ฮบุ กิจการ ซ่งึ ทผ่ี า่ นมา นางศิริพร เปน็ ทไี่ วว้ างใจของคนในครอบครวั มาโดยตลอด จึงไดใ้ หด้ ูแล และบริหารงานตา่ งๆ แทนครอบครวั คนเดยี ว จนต่อมา เมื่อปี ๒๕๕๘ นางศริ ิพร ไดฮ้ บุ กิจการ โดยปลอมหนังสือมอบอาํ นาจจาก นายศิริชยั สามี ซงึ่ ถงึ แกก่ รรม เมื่อปี ๒๕๕๖ โอนทีด่ นิ กองมรดกมาเปน็ ของตวั เอง ต่อมาจงึ ทราบวา่ นางศริ พิ ร และ นายสชุ าติ ไดฮ้ ุบกจิ การนา้ํ พรกิ เผาแม่ประนอมไปเป็นของ ตัวเองเรยี บร้อย ซง่ึ ได้เปลยี่ นแปลงรายชื่อผถู้ ือหนุ้ ของบริษทั ใหม่ทั้งหมด โดยตัดช่อื นายศริ ิชัย ตน และ บตุ รคนอ่นื ๆ ออกจากรายชอ่ื ผ้ถู ือห้นุ ทั้งหมด แล้วใส่ชื่อของตัวเองและบุตรเขยเข้าไปแทน จนต่อมาท้ัง ๒ คน ก็ได้ขับไลต่ นออกจากบ้านอกี ดว้ ย ๓) ครใู ห้นกั เรยี นวพิ ากษ์วิจารณเ์ ก่ยี วกับการกระทําของลูกสาวคนโตและแม่ประนอมวา่ ถกู ตอ้ งหรอื ไม่ อย่างไร ๔) ครอู ธบิ ายความหมายของคําว่าการขดั แยง้ กนั - การขัดแยง้ กัน หมายถงึ ไมล่ งรอยกนั ไมเ่ หน็ พอ้ งตอ้ งกัน ทงั้ ในเรือ่ งผลประโยชน์สว่ นตน และผลประโยชนส์ ่วนรวม ๕) ใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันยกตัวอยา่ งกรณีที่บุคคลขดั แยง้ กันในสังคมประมาณ ๔-๕ เรอ่ื ง แลว้ เขยี นบนั ทึกลงในสมดุ ชัว่ โมงที่ ๒ ๑) ครูใหน้ ักเรยี นบอกผลกระทบจากการขัดแยง้ กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ ส่วนตนกับ ผลประโยชน์ส่วนรวม ๒) ครสู นทนาํ ซักถามนกั เรียนว่า “ถา้ นกั เรียนพบเห็นการกระทําหรือเหตุการณ์ท่ีขดั แย้งกนั เช่น เหตุการณ์น้ี นักเรยี นจะมีวิธีการแก้ไขความขดั แย้งกันได้อยา่ งไร เชน่ ไมเ่ หน็ แกไ่ ด้ ไมโ่ ลภ ไม่ อยากไดข้ องผูอ้ ืน่ เปน็ ของตนเอง เป็นต้น ๓) ครูใหน้ กั เรียนทาํ ใบงาน เร่อื ง แท็กซ่ไี ล่นักทอ่ งเทีย่ วออกจากรถอเู บอร์ ๔) นกั เรียนนาํ เสนอเพ่ือแลกเปลย่ี นเรยี นรแู้ ละติดปาู ยนิเทศ ๔.๒ สื่อการเรียนรู้ ๑) ขา่ ว “แมป่ ระนอมร้อง ถูกลูกสาว – ลกู เขย ฮุบกิจการนํา้ พรกิ เผา” ๒) ใบงาน เรอ่ื ง แท็กซีไ่ ล่นกั ทอ่ งเท่ียวออกจากรถอูเบอร์ ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน ๑) สังเกตพฤติกรรม ซื่อสัตยส์ ุจรติ ๒) ตรวจผลงาน เรื่อง แทก็ ซไ่ี ล่นกั ท่องเที่ยวออกจากรถอเู บอร์

308 ๕.๒ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการประเมิน ๑) แบบให้คะแนนการตรวจใบงาน เรอื่ ง แทก็ ซี่ไลน่ กั ท่องเท่ียวออกจากรถอูเบอร์ ๒) แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นกั เรียนผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ ๘๐ ขน้ึ ไป ๖. บันทึกหลังการจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชื่อ.......................................ครผู ูส้ อน (.........................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ าร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.....................................ผู้บริหาร (นายกุศล ชุมปญั ญา) ผอู้ านวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ิชา “คุรุราษฎร์อทุ ิศ”

309 ๗. ภาคผนวก ใบงาน เร่ือง แท็กซ่ไี ล่นักท่องเทย่ี วออกจากรถอเู บอร์ ชื่อ............................................................................................................ช้ัน.......................เลขที่.................. คําชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนอ่านข่าว แลว้ ตอบคําถามตอ่ ไปนี้ หนมุ่ โชเฟอร์อูเบอรอ์ ัดคลิปแจง้ ตํารวจจับกลมุ่ แท็กซ่ีพัทยา หลังถกู ลอ้ ม และไล่นักท่องเทยี่ วลงจากรถ สร้าง ความตกใจแกผ่ โู้ ดยสารชาวต่างชาติเปน็ อย่างมาก โดยเป็นเหตุการณ์ทเี่ กิดขน้ึ ในชว่ งเยน็ วานน้ี (วนั ที่ ๑๗ พ.ค. ๖๐) ขณะทนี่ ายสุรศกั ด์ิ คูคํา อาํ ยุ ๒๙ ปี โชเฟอร์ รถแท็กซอี่ เู บอร์ นาํ รถจอดรับผู้โดยสารซ่งึ เป็นนกั ทอ่ งเท่ยี วชาวต่างประเทศ โดยไดม้ ีกลมุ่ คนขบั สหกรณ์แท็กซีป่ ระมาณ ๕-๖ คน เขา้ มาปิดล้อมและไลใ่ ห้ผโู้ ดยสารลงจากรถ สร้างความตกใจใหน้ ักท่องเทีย่ วชาวตา่ งประเทศเป็นอยา่ งมาก จากนนั้ กลุม่ คนดังกล่าวกย็ งั ไมย่ อมปลอ่ ยใหร้ ถว่ิงออกไป ยังพยายามปิดลอ้ มไว้ แลว้ เรียกเจ้าหนา้ ทต่ี ํารวจมายดึ ใบขบั ข่ี ไปเสยี คา่ ปรบั ยัง สภ.เมอื งพทั ยา เปน็ เงนิ ๑,๐๐๐ บาท ๑. นักเรียนคดิ วา่ การกระทาํ ของกลมุ่ แทก็ ซี่พัทยาเปน็ การกระทาํ ที่เหมาะสมหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ ๒. ถา้ นักเรียนเป็น โชเฟอรร์ ถแท็กซอี่ ูเบอร์ดงั กลา่ ว นักเรียนจะแก้ไขป๎ญหาท่ีเกดิ ขน้ึ อย่างไร _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________

310 แบบสังเกตพฤตกิ รรม เร่อื ง ซ่อื สตั ย์ สุจรติ คําช้ีแจง การบันทกึ ใหท้ ําเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งที่ตรงกับพฤติกรรมท่เี กดิ ขนึ้ จริง รายการ รจู้ ัก พูด แยกแยะ สรปุ ผล ความ เลขท่ี ชอ่ื - สกุล จรงิ ไม่ลกั ตรงไป ทาํ ตัว ประโยชน์ การประเมนิ ขโมย ตรงมา นา่ เชอ่ื ถอื สว่ นตน กบั ประโยชน์ ส่วนรวม ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การประเมิน ๓ รายการ ถอื ว่า ผ่าน ๒ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ า่ น ผ่านต้ังแต่ ผา่ น ลงชอ่ื ผู้ประเมนิ ( ) ///

311 แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยที่ ๑ ช่ือหน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๗ เรอื่ ง ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น เวลา ๒ ชั่วโมง 1. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวมได้ ๑.๓ ตระหนักและเห็นความสาํ คัญของการต่อต้านและปอู งกันการทุจรติ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ นกั เรียนสามารถ ๒.๑ อธบิ ายความหมายของผลประโยชนท์ บั ซ้อนได้ ๒.๒ ยกตวั อยา่ งผลประโยชนท์ บั ซอ้ นได้ ๒.๓ บอกวิธกี ารปฏบิ ตั ิตนเพอื่ ปอู งกนั ผลประโยชน์ทับซ้อน ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น คือ คอื ผลประโยชน์สว่ นตวั ของเจา้ หนา้ ทร่ี ัฐไปขัดแยง้ กับผลประโยชน์ สว่ นรวมแลว้ ตอ้ งเลือกเอาอย่างใดอยา่ งหนึ่ง ซึ่งทําให้ตดั สินใจไดย้ ากในอันท่ีจะปฏบิ ัติหน้าท่ใี หเ้ กดิ ความเปน็ ธรรม และปราศจากอคติ การทเี่ จา้ หนา้ ที่ของรัฐกระทําการใดๆตามอํานาจหน้าทเี่ พอ่ื ประโยชน์ส่วนรวม แตก่ ลับเข้าไปมี สว่ นไดเ้ สียกบั กิจกรรมหรือการดําเนินการท่เี ออื้ ผลประโยชน์ให้กับตนเองหรอื พวกพ้อง ทําใหก้ ารใช้อํานาจหนา้ ที่ เป็นไปโดยไม่สจุ ริต ก่อให้เกดิ ผลเสยี ต่อภาครัฐ สาเหตุการเกดิ ผลประโยชนท์ บั ซอ้ น เกดิ จากเจา้ หน้าท่ีของรฐั มีบทบาททขี่ ดั แย้งกัน ๒ บทบาท ไดแ้ ก่ บทบาทท่ี ๑ คอื บทบาทท่ีตัดสินใจตามหน้าทค่ี วามรับผดิ ชอบ บทบาทท่ี ๒ คอื บทบาททีต่ ัดสินใจตามผลประโยชนส์ ว่ นตวั ซ่ึงอาํ จจะไมผ่ ิดกฎหมาย แตเ่ มื่อตัดสนิ ใจไปแล้ว จะมผี ลกระทบตอ่ การตัดสนิ ใจตามหน้าทที่ าํ ใหเ้ กิดปญ๎ หาหรือความผิดได้ ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเ่ี กิด) ๑) ความสามารถในการอา่ นและตีความเรอ่ื งผลประโยชน์ทบั ซอ้ น ๒) ความสามารถในการคดิ แยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๓) ความสามารถในการคดิ วิเคราะหผ์ ลเสยี ที่เกดิ จากผลประโยชน์ทบั ซอ้ น ๓.๓ คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ / ค่านยิ ม ๑) มุง่ มน่ั ในการทํางาน ๒) ซอื่ สัตยส์ ุจรติ ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ ชวั่ โมงที่ ๑

312 ๑) ให้นกั เรียนดูวีดิทัศน์ เรือ่ ง นมิ นต์ย้ิมเดลี่ คนดไี มค่ อรร์ ัปชัน ตอน รับไมไ่ ด้ ซึง่ เป็นเร่ือง เกย่ี วกับเจ้าหน้าทเี่ ข้าไปตรวจสอบสนิ ค้าแตเ่ จา้ ของสินคา้ ไมใ่ ห้ตรวจและจะมอบสนิ บนให้กบั เจ้าหนา้ ท่ี ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนัน้ ไม่ยอมรับของดังกลา่ ว ๒) ให้นกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายเร่อื งท่เี กิดขึ้นจากการดูวดี ิทัศน์ ตามประเดน็ ตอ่ ไปนี้ ๒.๑) เกิดเหตุการณ์อะไรขน้ึ (เจ้าของสนิ ค้าจะมอบสินบนให้เจ้าหน้าท่ีเพ่ือแลกกับการไม่ตอ้ งถกู ตรวจสอบสนิ ค้า) ๒.๒) เจา้ ของสินค้าทําอยา่ งไรเพอ่ื ไมใ่ หถ้ กู ตรวจสอบ (จา่ ยเงินสนิ บนให้เจ้าหนา้ ท)ี่ ๒.๓) เจ้าหนา้ ท่ีทาํ อยา่ งไร (ไมย่ อมรับเงนิ สินบน) ๒.๔) นักเรียนคดิ วา่ เจา้ หนา้ ที่ทําถูกหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ( ทําถกู ต้อง เพราะ สามารถแยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์ ส่วนรวมได้ ) ๒.๕) ถ้านักเรียนเป็นเจ้าหนา้ ทน่ี กั เรยี นจะทําอย่างไร (ไมร่ บั เงนิ สนิ บนและจบั เจา้ ของสินค้าไปดาํ เนินคดี เพราะ การรบั เงนิ สินบน เป็นเรือ่ งท่ผี ดิ และเปน็ การจงใจหลีกเล่ยี งการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่)ี ๒.๖) ผลสรุปการกระทาํ ของเจา้ หนา้ ท่ีเปน็ อยา่ งไร ( เจา้ หน้าที่เลง็ เหน็ ผลประโยชนส์ ่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์สว่ นตวั และ สามารถแยกแยะส่ิงสองสงิ่ น้ีออกจากกันไดอ้ ยา่ งชัดเจน ทําใหก้ ารปฏบิ ตั ิ หนา้ ที่เป็นไปอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม ) ๓) ครใู ห้นกั เรยี นจับกลมุ่ ๆละ ๓ คน เพือ่ ระดมความคดิ ในการหาผลเสียทอ่ี ําจเกดิ ข้ึนหาก เจา้ หน้าที่ของรัฐเหน็ ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชนส์ ่วนรวม ๔) ให้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มออกมานาํ เสนอความคิดหนา้ ชน้ั เรยี น ๕) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั วเิ คราะหห์ าสาเหตุที่ทําใหเ้ กิดผลประโยชนท์ บั ซอ้ นร่วมกัน จากนั้นมอบหมายใหน้ กั เรียนสรปุ ออกมาเปน็ แนวความคดิ ของตัวเอง ๖) ครแู จกใบความรู้ เรอื่ ง ผลประโยชน์ทับซอ้ น ใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนศกึ ษา ๗) ครูนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบ ความถกู ตอ้ ง ของสาเหตทุ ่ีทําใหเ้ กดิ ผลประโยชน์ทับซอ้ น ชว่ั โมงท่ี ๒ ๑) ครูอธิบายความหมายของผลประโยชน์ทับซ้อนว่าเกดิ จากการเจ้าหนา้ ที่ของรฐั มบี ทบาทท่ี ขดั แยง้ กนั ๒ บทบาท ได้แก่ บทบาทท่ี ๑ คือบทบาททตี่ ดั สินใจตามหนา้ ทค่ี วามรับผดิ ชอบ

313 บทบาทที่ ๒ คอื บทบาททต่ี ัดสนิ ใจตามผลประโยชนส์ ว่ นตัว ซงึ่ อาจจะไม่ผดิ กฎหมาย แต่ เม่อื ตดั สนิ ใจไปแล้วจะมผี ลกระทบตอ่ การตัดสนิ ใจตามหนา้ ทท่ี ําให้เกิดป๎ญหาหรอื ความผดิ ได้ ๒) ให้นักเรียนสร้างผงั มโนทศั นเ์ กีย่ วกับผลประโยชนท์ บั ซอ้ น สาเหตทุ ่ีทําใหเ้ กิดผลประโยชน์ ทับซอ้ น และผลเสยี ทีเ่ กดิ จากผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๓) ครู ยกสถานการณ์ตวั อยา่ ง เชน่ ครสู มพรนาํ กระดาษของโรงเรยี นกลับมาใหล้ ูกชายใชท้ าํ รายงาน ๔) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันวเิ คราะหส์ ถานการณ์ตวั อยา่ งและแยกแยะบทบาทท่ี ๑ และบทบาทที่ ๒ ของบคุ คลในสถานการณ์ ดงั นี้ บทบาทท่ี ๑ : ครูเบกิ กระดาษมาใช้ในงานราชการ บทบาทท่ี ๒ : แมท่ ี่ตอ้ งจดั หาอปุ กรณ์การเรียนให้แกล่ ูก ๕) มอบหมายให้นกั เรียนร่วมกันระดมความคดิ จากสถานการณ์ตัวอย่าง การทบี่ ทบาทที่ ๑ และ บทบาทท่ี ๒ เกิดความทับซอ้ นกนั กอ่ ให้เกดิ ผลเสยี อยา่ งไร ๖) ครมู อบหมายให้นกั เรยี นทาํ ใบกจิ กรรม เรอื่ ง ความขัดแยง้ ของบทบาท ๗) ให้นกั เรียนระดมความคดิ ในการปอู งกนั ตนเองจากผลประโยชนท์ บั ซอ้ นและเขยี นลงในใบงาน เร่ือง การปฏบิ ัตติ นเพ่อื ปอู งกันผลประโยชนท์ ับซ้อน ๔.๒ สอ่ื การเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) วดี ทิ ัศน์ เรือ่ ง นิมนตย์ ม้ิ เดลี่ คนดไี ม่คอร์รัปชัน ตอน รบั ไม่ได้ ๒) ใบความรู้ เรอื่ ง ผลประโยชนท์ ับซอ้ น ๓) ใบงาน เรอื่ ง ความขัดแย้งของบทบาท ๔) ใบงาน เรื่อง การปฏิบตั ติ นเพอ่ื ปอู งกันผลประโยชนท์ ับซ้อน ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมนิ ๖. บนั ทกึ หลงั การจดั กา๑ร)เรตยีรนวจรู้ผลงานการทาํ ใบงาน เร่อื ง ความขดั แยง้ ของบทบาท และการปฏิบตั ติ นเพื่อปูองกนั ………ผ…ลป…ร…ะ…โย…ช…น…์ท…บั ซ…อ้ …น……………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………๕….…๒…เ…คร…อ่ื …งม…ือ…ท…ใี่ …ชใ้…น…ก…าร…ป…ระ…เ…มนิ……………………………………………………………………………………………………………………….. …………ป……ูอ……ง……กัน……ผ……ล……ป……ร……ะโ……ย……ชน……๑์ท)……ับแ……ซบ……้อบ……นป……ระ……เ……ม……ินผ……ล……ง……าน……ก……า……รท……าํ ……ใบ……ก……จิ ……ก……รร……ม……เ……ร่ือ……ง……ค……ว……าม……ข……ดั ……แ……ย้ง……ข……อ……งบ……ท……บ……า……ท……แ……ละ……ก……า……รป……ฏ……ิบ……ตั ……ิต……น……เพ……่อื …………………….... ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ ลงชือ่ .......................................ครผู ู้สอน ๑) นกั เรยี นผา่ นการประเมนิ ร้อยละ ๘๐ ขน้ึ ไป (.........................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผูบ้ ริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ.....................................ผูบ้ ริหาร (นายกศุ ล ชุมปญั ญา) ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ชิ า “คุรรุ าษฎรอ์ ทุ ิศ”

314 ๗. ภาคผนวก ใบความรู้ เร่อื ง ผลประโยชน์ทับซ้อน ชอ่ื ...........................................................สกุล.......................................................... .เลขที่..............ชั้น................ ผลประโยชน์ทับซอ้ น คอื ผลประโยชนส์ ว่ นตัวของเจา้ หน้าที่รฐั ไปขดั แยง้ กับผลประโยชน์ สว่ นรวมแล้ว ตอ้ งเลอื กเอาอย่างใดอย่างหน่งึ ซึง่ ทําให้ตัดสนิ ใจได้ยาก ในอันทจี่ ะปฏบิ ตั ิหน้าท่ีให้ เกิดความเป็นธรรมและปราศจากอคติ การที่ เจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐ กระทําการใดๆตามอาํ นาจหนา้ ทเ่ี พอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวม แต่กลับเข้าไปมีสว่ นไดเ้ สยี กบั กิจกรรมหรือ การดําเนินการทเี่ อ้อื ผลประโยชน์ใหก้ ับตนเองหรอื พวกพ้อง ทาํ ใหก้ ารใช้อาํ นาจหนา้ ท่ี เปน็ ไปโดยไม่สจุ ริตก่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ต่อภาครฐั เกิดจากเจา้ หน้าท่ีของรฐั มีบทบาททีข่ ัดแย้งกนั ๒ บทบาท ไดแ้ ก่ สาเหตุการเกดิ บทบาทท่ี ๑ คือบทบาททีต่ ดั สินใจตามหน้าทีค่ วามรบั ผดิ ชอบ ผลประโยชน์ทับซอ้ น บทบาทที่ ๒ คอื บทบาททตี่ ัดสนิ ใจตามผลประโยชน์ส่วนตวั ซึ่งอาจจะไมผ่ ดิ กฎหมาย แตเ่ ม่อื ตดั สินใจไปแล้วจะมผี ลกระทบตอ่ การตัดสนิ ใจตามหน้าทที่ าํ ใหเ้ กดิ ปญ๎ หาหรอื ความผดิ ได้ ครสู ่ังใหน้ กั เรยี นไปซือ้ ของสาหรับทาํ งานประดิษฐใ์ นวชิ าของตนเอง โดยของชน้ิ นนั้ หาซื้อไดท้ ร่ี า้ นค้าของตนเองเทา่ นน้ั บทบาทท่ี ๑ คือ สง่ั งานตามหนา้ ทขี่ องครู บทบาทท่ี ๒ คือ ตอ้ งการหารายไดเ้ ข้ากจิ การของตวั เอง ผลประโยชนท์ บั ซ้อน คอื ครไู ดร้ ับผลประโยชน์จากการสั่งใหน้ ักเรยี น ซ้อื ของทีร่ ้านคา้ ของตนเอง ปลัดอาํ เภอจดั งานเลยี้ งต้อนรับ นายอาํ เภอท่ีมารบั หน้าที่ใหม่ โดยว่าจ้างน้องชายของภรรยาเปน็ ผจู้ ัดการ บทบาทที่ ๑ คอื จดั งานตามหน้าท่ีทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย บทบาทที่ ๒ คือ จัดหางานวา่ จ้างใหก้ จิ การภายในครอบครัว ผลประโยชน์ทับซ้อน คือ อนมุ ัติโครงการที่มปี ระโยชน์ต่อธุรกจิ ของตนเองโดยทีโ่ ครงการนนั้ อาจไมก่ ่อใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม

315 ใบงาน เรอื่ ง ความขดั แย้งของบทบาท ช่อื ...........................................................สกุล.......................................................... .เลขท่.ี .............ชนั้ ................ j;’;l’ จากสถานการณ์ตวั อยา่ งทกี่ ําหนดให้ จงเติมข้อความในชอ่ งว่างให้สมบรู ณ์ สถานการณ์ตัวอย่าง ครสู มพรนาํ กระดาษของโรงเรียนกลับมาใหล้ ูกชายใชท้ าํ รายงาน บทบาทที่ ๑ :ครเู บิกกระดาษมาใชใ้ นงานราชการ บทบาทท่ี ๒ :แม่ทตี่ ้องจดั หาอุปกรณ์การเรยี นใหแ้ ก่ลูก ผลประโยชนท์ ับซอ้ น : นําสมบตั ขิ องรัฐไปใช้สว่ นตัว สถานการณ์ที่ ๑ ผู้อาํ นวยการโรงเรียนรับหลานสาวเข้าทาํ งานในตาํ แหน่งครูอัตราจา้ ง บทบาทท่ี ๑ :…………………………………………………………………………………………………. บทบาทที่ ๒ :…………………………………………………………………………………………………. ผลประโยชน์ทับซ้อน : …………………………………………………………………………………………………. ........................................................................................................................................................ สถานการณ์ท่ี ๒ พยาบาลลดั ควิ เขา้ ตรวจใหก้ บั คนไขท้ คี่ ้นุ เคย บทบาทที่ ๑ :…………………………………………………………………………………………………. บทบาทท่ี ๒ :…………………………………………………………………………………………………. ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : …………………………………………………………………………………………………. ........................................................................................................................................................ สถานการณ์ท่ี ๓ ครูนาํ ข้อสอบปลายภาคไปสอนใหน้ ักเรยี นท่เี รียนพเิ ศษกบั ครฝู ึกทาํ กอ่ นสอบ บทบาทท่ี ๑ :…………………………………………………………………………………………………. บทบาทท่ี ๒ :…………………………………………………………………………………………………. ผลประโยชนท์ บั ซ้อน : …………………………………………………………………………………………………. ........................................................................................................................................................ สถานการณ์ท่ี ๔ ผสู้ มคั รรบั เลือกตงั้ เปน็ ผูใ้ หญบ่ า้ น นํานโยบายของรฐั มาใช้ในการหาเสยี ง บทบาทท่ี ๑ :…………………………………………………………………………………………………. บทบาทที่ ๒ :…………………………………………………………………………………………………. ผลประโยชนท์ ับซ้อน : ………………………………………………………………………………………………….

316 ใบงาน เรื่อง การปฏิบตั ิตนเพื่อปอู งกนั ผลประโยชนท์ ับซ้อน ช่ือ...........................................................สกลุ .......................................................... .เลขท.่ี .............ช้ัน................ จากสถานการณท์ กี่ ําหนดให้ จงบอกวิธกี ารปฏบิ ัติตวั เพ่ือหลกี เลี่ยงผลประโยชน์ทบั ซ้อน ท่ี สถานการณ์ ผลประโยชน์ทับซอ้ นที่เกดิ ขึน้ แนวทางการปฏบิ ัตติ วั ของนักเรยี น นักเรยี นแซงควิ ซ้อื ขนม นักเรยี นไดซ้ ื้อขนมในขณะท่คี นอนื่ เข้าแถวซื้อของใหเ้ รยี บรอ้ ย ต้องเขา้ ควิ รอเปน็ เวลานาน หน้าโรงเรยี น ........................................................ ๑ ภูผาไมอ่ ่านหนังสือเตรยี ม ........................................................ ........................................................ สอบจงึ ตัง้ ใจลอกข้อสอบ ........................................................ ........................................................ เพื่อน ........................................................ ........................................................ ........................................................ ๒ ครูให้มณชี ว่ ยสอนการบ้าน ........................................................ ........................................................ เพอื่ น แต่มณีกลับเรียก ........................................................ ........................................................ ........................................................ เก็บคา่ สอนจากเพ่ือน ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ๓ สมชายไม่ชว่ ยเพอ่ื นคน ........................................................ ........................................................ อน่ื ๆทําความสะอาด ........................................................ ........................................................ ห้องเรยี น ........................................................ ........................................................ ........................................................ ........................................................ ๔ เมธาสอบตกวิชาศิลปะจึง ........................................................ ........................................................ ซ้อื ขนมมาฝากครูผ้สู อน เพอ่ื หวงั ให้ครูเพิ่มคะแนน ........................................................ ให้ ........................................................ ๕ เมฆาไมช่ อบเรียนวชิ า ........................................................ ........................................................ คณติ ศาสตร์จงึ แกล้งปุวย ........................................................ ........................................................ และไปนอนทีห่ ้องพยาบาล ........................................................ ........................................................ หมายเหตุ ในแต่ละขอ้ ถ้านกั เรยี นตอบถกู ๒ ชอ่ งจะได้ ๒ คะแนน แต่ถา้ นักเรียนตอบถูกเพียง ๑ ช่องจะได้ ๑ คะแนน

317 แผนการจดั การเรียนรู้ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ เวลา ๑ ชว่ั โมง หนว่ ยที่ ๑ ช่อื หนว่ ย การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี ๘ เรื่อง รปู แบบของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๑.๓ ตระหนักและเหน็ ความสาํ คัญของการต่อต้านและปอู งกันการทจุ ริต ๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนสามารถ ๒.๑ บอกรูปแบบของผลประโยชน์ทบั ซ้อนได้ ๒.๒ ยกตัวอยา่ งรปู แบบของผลประโยชนท์ ับซ้อนได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ รูปแบบของผลประโยชนท์ ับซอ้ น แบง่ ออกเป็น ๗ รปู แบบ ไดแ้ ก่ ๑) การรบั ผลประโยชน์ต่างๆ คอื การรบั สินบน หรอื ผลประโยชน์ในรูปแบบอน่ื ๆ ทีไ่ ม่ เหมาะสม ๒) การทําธรุ กิจกบั ตวั เองหรือเป็นค่สู ญั ญา คือ สถานการณ์ทเ่ี จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั มสี ่วนไดเ้ สยี ใน สัญญาทท่ี าํ กับหน่วยงานทต่ี นสังกดั ๓) การทํางานหลังจากออกจากตาํ แหน่งสาธารณะหรอื หลงั เกษียณ คือ การท่บี คุ ลากรออก จากหน่วยงานของรฐั และไปทํางานในบริษัทเอกชนที่ดําเนินธุรกิจประเภทเดยี วกับที่ตนเองเคยมีอาํ นาจ ควบคุม๔) การทํางานพิเศษ เช่น เจา้ หน้าทข่ี องรฐั ตัง้ บริษัทดาํ เนนิ ธรุ กิจทเ่ี ป็นการแขง่ ขันกับ หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณะทต่ี นสงั กัด ๕) การรบั รู้ข้อมูลภายใน คอื สถานการณ์ทผี่ ู้ดํารงตําแหนง่ สาธารณะใชป้ ระโยชน์จากการรู้ ข้อมูลภายในเพอ่ื ประโยชน์ของตนเอง ๖) การใช้ทรพั ยส์ นิ ของหน่วยงานเพือ่ ประโยชน์ของธรุ กิจสว่ นตวั เชน่ การนําเคร่ืองใช้ สานักงาน ต่างๆกลับไปใช้ทบ่ี า้ น การนาํ รถยนต์ในราชการไปใชเ้ พ่ืองานส่วนตัว ๗) การนาํ โครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตงั้ เพอื่ ประโยชนใ์ นทางการเมือง เชน่ การที่ รฐั มนตรี อนมุ ตั โิ ครงการของกระทรวงไปลงในพนื้ ทห่ี รือบา้ นเกิดของตนเอง หรือการใช้งบประมาณสาธารณะ เพ่อื การ หาเสียงเลอื กตัง้ ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเ่ี กดิ ) ๑) ความสามารถในการคดิ วิเคราะหผ์ ลเสียทเี่ กดิ จากผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ๒) ความสามารถในการอา่ นและตคี วามเรื่องประเภทของผลประโยชน์ทบั ซ้อน ๓.๓ คุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ / คา่ นยิ ม ๑) ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ ๒) มีจติ สาธารณะ

318 ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ขั้นตอนการเรียนรู้ ๑) ครแู จกใบความรู้ เรอื่ ง ประเภทของผลประโยชนท์ บั ซ้อน ให้นักเรียนแต่ละคนไดศ้ กึ ษาหา ความรูด้ ้วยตนเอง ๒) ครตู ัง้ คําถามนักเรียนวา่ ๓.๑) ประโยชน์ทับซ้อนมกี ปี่ ระเภท ๓.๒) ประโยชนท์ ับซอ้ นมอี ะไรบา้ ง ๓) ครูใหน้ กั เรยี นตรวจสอบคําตอบที่เขยี นไวก้ ับใบความรถู้ กู ตอ้ งตรงกันหรอื ไมห่ ากไม่ถกู ต้อง ให้แกไ้ ขใหถ้ ูกต้อง ๔) ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนสร้างผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง ประเภทของผลประโยชน์ทับ ซอ้ น ๕) ครยู กตวั อย่างสถานการณ์ทต่ี รงตามประเภทของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น เพอ่ื ให้นกั เรยี นเกดิ ความรูค้ วามเข้าใจมากยงิ่ ข้ึน ดงั ต่อไปนี้ ๕.๑) การรับผลประโยชน์ต่างๆ เช่น หนว่ ยงานราชการรบั เงนิ บริจาคจากบรษิ ัทเพอื่ จดั ซอ้ื จดั จ้างแลว้ เจ้าหนา้ ทไ่ี ด้รบั ของแถมหรือผลประโยชนอ์ ื่นตอบแทน ๕.๒) การทําธุรกิจกบั ตวั เองหรือเป็นคสู่ ัญญา เชน่ การใช้ตาํ แหน่งหนา้ ที่ท่ีทําให้ หนว่ ยงานทําสัญญาซ้อื สินค้าจากบริษทั ของตนเอง ๕.๓) การทํางานหลงั จากออกจากตําแหนง่ สาธารณะหรอื หลงั เกษยี ณ เชน่ บุคลํากร ออกจากหน่วยงานของรฐั และไปทาํ งานในบรษิ ัทเอกชนที่ดาํ เนนิ ธุรกจิ ประเภทเดยี วกับที่ตนเองเคยมี อาํ นาํ จควบคุม ๕.๔) การทาํ งานพเิ ศษ เช่น เจา้ หน้าท่ีของรัฐตัง้ บรษิ ัทดาํ เนินธุรกิจท่เี ปน็ การแข่งขัน กับหนว่ ยงานหรือองคก์ รสาธารณะที่ตนสงั กดั ๕.๕) การรับรขู้ ้อมูลภายใน เชน่ ทราบวา่ จะมีการตดั ถนนไปตรงไหนก็รบี ไปซอ้ื ที่ดนิ โดยใส่ชื่อภรรยา ๕.๖) การใชท้ รัพยส์ นิ ของหน่วยงานเพือ่ ประโยชน์ของธุรกิจส่วนตวั เชน่ การนํา เคร่ืองใชส้ ํานักงานตา่ งๆกลับไปใชท้ ี่บ้าน ๕.๗) การนาํ โครงการสาธารณะลงในเขตเลอื กตัง้ เพ่ือประโยชนใ์ นทางการเมอื ง เช่น การใช้งบประมาณสาธารณะ เพื่อการหาเสยี งเลอื กตงั้ ๖) ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนหาเหตุการณ์ในชีวติ ประจาํ วนั ที่เกย่ี วกับผลประโยชน์ทับซอ้ นจากข่าว ในหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เนต็ ตามประเภทของผลประโยชนท์ บั ซอ้ นใหไ้ ด้มากทสี่ ุด ๗) ครูและนกั เรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องของเหตุการณ์ท่ีเกย่ี วกับผลประโยชน์ทบั ซอ้ นในแตล่ ะประเภทรว่ มกัน

319 ๔.๒ สอ่ื การเรยี นรู้ / แหล่งการเรยี นรู้ ๑) ใบความรู้ เรือ่ ง ประเภทของผลประโยชน์ทบั ซอ้ น ๒) ใบงาน เรือ่ ง การหาเหตุการณ์ในชวี ิตประจาํ วันทเี่ ก่ยี วกบั ผลประโยชน์ทับซอ้ น ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) ตรวจสอบผลงานการทาํ ผังมโนทัศน์ ๒) ตรวจผลงานการทําใบงาน เร่อื ง การหาเหตุการณ์ในชีวิตประจาํ วนั ทเ่ี ก่ยี วกับผลประโยชน์ทับ ซ้อน ๕.๒ เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการประเมิน ๑) แบบประเมนิ ผงั มโนทศั น์ เรื่อง ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน ๒) แบบตรวจผลงานการทําใบกจิ กรรม เรือ่ ง ประเภทของผลประโยชน์ทับซ้อน ๕.๓ เกณฑ์การตัดสนิ ๑) นกั เรยี นผ่านการประเมิน ระดบั ดขี ้นึ ไป ๒) นกั เรียนยกตัวอยา่ งประเภทของประโยชนท์ ับซอ้ นได้ ๕ ประเภทข้นึ ไป ถอื วา่ ผา่ น ๖. บนั ทึกหลงั การจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชือ่ .......................................ครผู ้สู อน (.........................................) ๗. ความคดิ เห็นผ้บู รหิ าร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผบู้ ริหาร (นายกศุ ล ชมุ ปญั ญา) ผูอ้ านวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ชิ า “คุรรุ าษฎรอ์ ุทิศ”

320 ๗. ภาคผนวก ใบความรู้ เรอ่ื ง ประเภทของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ช่อื .......................................................สกลุ .......................................................เลขท.่ี .............ช้ัน................ รปู แบบของผลประโยชนท์ บั ซ้อน แบง่ ออกเปน็ ๗ รูปแบบ ไดแ้ ก่ ๑. การรับผลประโยชน์ตา่ งๆ คือ การรบั สนิ บน หรือผลประโยชนใ์ นรูปแบบอื่นๆ ทไี่ ม่เหมาะสมและมผี ลต่อการปฏิบตั งิ านของเจ้าหนา้ ท่ี เช่น หน่วยงานราชการรบั เงนิ บริจาคสรา้ งสาํ นกั งานจากนกั ธรุ กิจหรอื บรษิ ทั ธรุ กิจท่เี ป็นคสู่ ญั ญากบั หนว่ ยงาน การใชง้ บประมาณ ของรัฐเพอ่ื จัดซือ้ จัดจ้างแลว้ เจา้ หน้าทไ่ี ด้รับของแถมหรอื ผลประโยชน์อื่นตอบแทน ๒. การทาํ ธุรกจิ กบั ตวั เองหรือเปน็ ค่สู ญั ญา คอื สถานการณ์ทเ่ี จา้ หนา้ ที่ของรฐั มีส่วนไดเ้ สยี ในสญั ญาที่ทํากับหนว่ ยงานท่ีตนสงั กดั เชน่ การใช้ตําแหน่งหนา้ ท่ที ี่ทาํ ให้หน่วยงานทาํ สัญญาซอ้ื สินคา้ จากบริษทั ของตนเองหรอื จา้ งบรษิ ัทของตนเอง เปน็ ที่ปรกึ ษา หรอื ซอื้ ท่ดี ิน ของตนเองในการจัดสรา้ งสาํ นักงาน ๓. การทํางานหลงั จากออกจากตาํ แหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ คอื การทบ่ี คุ ลากรออกจากหนว่ ยงานของรัฐ และไปทํางานในบรษิ ทั เอกชนท่ีดําเนินธุรกิจประเภทเดยี วกับ ที่ตนเองเคยมอี ํานาจควบคุม กากบั ดแู ล ๔. การทาํ งานพิเศษ เชน่ เจา้ หน้าที่ของรัฐตงั้ บริษัทดําเนนิ ธุรกจิ ทีเ่ ป็นการแข่งขนั กับหนว่ ยงานหรอื องค์กรสาธารณะที่ตนสงั กดั หรือ การรบั จ้างเป็นทป่ี รึกษาโครงการโดยอาศัยตาํ แหนง่ ในราชการสร้างความนา่ เชอื่ ถือว่าโครงการของผวู้ า่ จา้ ง จะไมม่ ีปญ๎ หาติดขดั ในการพิจารณาจากหนว่ ยงานท่ตี นสงั กดั อยู่ ๕. การรับร้ขู ้อมลู ภายใน คอื สถานการณ์ทีผ่ ู้ดาํ รงตาํ แหน่งสาธารณะใชป้ ระโยชนจ์ ากการรูข้ อ้ มูลภายในเพ่อื ประโยชนข์ องตนเอง เชน่ ทราบว่าจะมีการตดั ถนนไปตรงไหนก็รบี ไปซ้ือท่ดี นิ โดยใสช่ อ่ื ภรรยา หรือทราบวา่ จะมีการซือ้ ที่ดินเพ่อื ทาํ โครงการของรฐั กร็ ีบไปซือ้ ทีด่ ินเพื่อเกง็ กาไรและขายใหก้ บั รฐั ในราคาทสี่ งู ขน้ึ ๖. การใชท้ รพั ย์สินของหน่วยงานเพื่อประโยชนข์ องธรุ กิจสว่ นตัว เช่น การนําเคร่อื งใชส้ านักงานต่างๆกลบั ไปใช้ที่บา้ น การนาํ รถยนตใ์ นราชการไปใชเ้ พ่อื งานสว่ นตวั ๗. การนําโครงการสาธารณะลงในเขตเลอื กต้ังเพ่อื ประโยชนใ์ นทางการเมือง เช่น การท่รี ัฐมนตรอี นุมัตโิ ครงการของกระทรวงไปลงในพื้นที่หรือบ้านเกดิ ของตนเอง หรอื การใชง้ บประมาณ สาธารณะ เพ่อื การหาเสียงเลอื กตง้ั

321 ใบงาน เรอื ง ประเภทของของผลประโยชนท์ บั ซอ้ น ช่ือ...............................................................สกุล..............................................เลขท่ี...................ชน้ั ............... จงยกตัวอยา่ งเหตุการณผ์ ลประโยชน์ทบั ซอ้ นทีน่ ักเรยี นเคยพบเหน็ ตามประเภทของผลประโยชน์ทบั ซอ้ นท่ี กาํ หนดใหถ้ ูกต้องและเหมาะสม ๑. การรบั ผลประโยชน์ต่างๆ ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ๗. การนําโครงการสาธารณะลงในเขต ๒. การทําธรุ กิจกบั ตวั เอง เลอื กตัง้ เพ่อื ประโยชนใ์ นทางการเมอื ง ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ๓.การทาํ งานหลงั จากออกจาก … ตาํ แหน่งสาธารณะหรือหลังเกษียณ ……………………………………………………… ๖. การใช้ทรัพยส์ ิ นของหน่วยงานเพ่ือ ……………………………………………………… ประโยชน์ของธรุ กจิ ส่วนตวั ……………………………………………………… ……………………………………………………. ………………………………………………………… ………………………………………………………… ๔. การทาํ งานพิเศษ ………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………..…… …………………………………………………………… …………………………………………………………… ๕. การรบั ร้ขู อ้ มลู ภายใน …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… …………………………………………………………… ….…

322 แบบประเมนิ ผังมโนทัศน์ เลอื ก ความ รายละ สาระ การ องค์ การนาํ ข้อมูลที่ ใช้ผัง สวย เอียด ถูกตอ้ ง สะกด ประ เสนอ นาํ มโน งาม เหมาะ คํา กอบ ขอ้ มลู เสนอ ทัศน์ ประ สม ของผงั ดูง่าย ชดั เจน เหมาะ ณีต เครอื่ ง มโน น่าสน ถูกต้อง ทัศน์ ใจ สม ของผงั หมาย การใช้ ที่ ชอ่ื -สกุล มโน ภาษา ครบ รวม ผลการประเมิน ทัศน์ ถกู ต้อง ถว้ น ตามท่ี กา หนด ๕ ๕ ๕ ๕ ๕ ๕ ๕ ๕ ๔๐ ผ่าน ไมผ่ า่ น เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน ๓๖ – ๔๐ ระดบั ดเี ย่ียม คะแนน ๓๒ – ๓๕ ระดบั ดี คะแนน ๒๐ – ๓๑ ระดบั พอใช้ คะแนน ตํา่ กว่า ๒๐ ระดับ ปรับปรงุ

323 แบบบันทกึ คะแนนใบงาน ที่ ชื่อ-สกุล จํานวนข้อท่ี คะแนน ผลการประเมิน ถกู ตอ้ ง ผ่าน ไม่ผ่าน

324 หน่วยท่ี ๒ ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ

325 แผนการจดั การเรียนรู้ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๖ เวลา ๑ ช่วั โมง หน่วยท่ี ๒ ชือ่ หนว่ ย ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจรติ แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑ เรอื่ ง การทาํ การบา้ น ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มีความรคู้ วามเขา้ ใจ เก่ยี วกับความไม่ทนและความละอายตอ่ การทุจริต ๑.๒ ปฏิบัตติ นเป็นผ้ไู มท่ นและละอายตอ่ การทจุ รติ ทกุ รปู แบบ ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นกั เรยี นสามารถเรียนรู้และมีความเขา้ ใจเกยี่ วกบั ความไม่ทนและความละอายต่อการทุจริต ๒.๒ นักเรียนสามารถปฏบิ ตั ิตนเป็นผไู้ มท่ นและละอายต่อการทุจริตทุกรปู แบบ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ การทาํ การบ้านถือวา่ เปน็ การฝกึ ฝนและการทบทวนบทเรยี นทไี่ ดเ้ รียนมา และการแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ เพอื่ ช่วยกันปูองกันและแกไ้ ขการลอกการบา้ นกัน แตถ่ า้ หากลอกการบ้านถือวา่ เปน็ การกระทาํ ที่ไม่ถกู ตอ้ งเปน็ การกระทาํ ท่ที ุจริต ทกี่ ่อใหเ้ กดิ ผลเสยี ตอ่ ตนเองและผู้อนื่ ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ ๑) ทกั ษะกระบวนการคดิ ๒) ความสามรถในการใชท้ ักษะชวี ติ ๓) ความสามารถในการแกป้ ๎ญหา ๓.๓ คณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค์ / ค่านยิ ม ๑) ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ ๒) ใฝุเรียนรู้ ๓) มุง่ ม่นั ในการทาํ งาน ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขนั้ การเรยี นรู้ ๑) ใหน้ ักเรยี นบอกป๎ญหาในการเรยี นแตล่ ะวิชา โดยจดบันทึกลงในใบงาน เร่อื ง ป๎ญหาในแต่ ละวิชา ทค่ี รเู ตรียมให้ ๒) ให้นักเรียนจบั คูแ่ ละแลกเปลีย่ นปญ๎ หาท่นี กั เรียนพบเจอว่าเหมือนหรอื แตกต่างจากของเรา อยา่ งไรบา้ งซึ่งบนั ทกึ ลงในใบงาน เร่อื ง ป๎ญหาในแต่ละวชิ า ๓) ครูให้นักเรยี นส่งตวั แทน ๒ คู่ ออกมานาํ เสนอปญ๎ หาทต่ี ัวเองพบเจอให้เพอ่ื นในชน้ั เรยี นฟง๎ ๔) ครใู หน้ กั เรียนแบง่ กลุ่ม ๓-๕ กลมุ่ แลว้ รว่ มกันจดั กิจกรรมใชใ้ นห้องเรียนเพื่อการ แกป้ ๎ญหาเก่ียวกบั การส่งการบ้านชา้ และไม่ลอกการบา้ นซ่ึง เปน็ ปญ๎ หาของแตล่ ะวิชา โดยให้ นกั เรยี นเน้นจดั กิจกรรมการชว่ ยเหลือซึ่งกันและกัน ๕) ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นําเสนอกจิ กรรมของตนเอง แลว้ รว่ มกนั สรปุ กิจกรรมท่ีจะนาํ มา

326 ช่วยเหลอื และแก้ปญ๎ หาเกยี่ วกบั การส่งการบา้ นชา้ และไมล่ อกการบ้านในหอ้ งเรยี นของ ตนเอง ๖) ครูและนักเรยี นร่วมกนั สรปุ “การลอกการบ้านเป็นจุดเร่ิมต้นของการทจุ ริตซ่งึ เปน็ การ กระทําท่ไี มถ่ ูกตอ้ ง ๔.๒ สือ่ การเรยี นรู้ ๑) ใบงาน ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงานนกั เรยี น ๒) สงั เกตการพฤติกรรมของนกั เรียนในการทํากจิ กรรมกล่มุ ๕.๒ เครอ่ื งมือในการประเมิน ๑) แบบบนั ทึกการตรวจผลงานนักเรียน ๒) แบบสงั เกตการพฤตกิ รรมของนกั เรียนในการทํากจิ กรรมกลมุ่ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ ๑) เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมของนักเรยี นในการทํากิจกรรมกล่มุ ระดบั ๔หมายถึง ดีเยย่ี ม ระดับ๓หมายถึง ดี ระดบั ๒หมายถงึ พอใช้ ระดับ๑หมายถงึ ต้องปรบั ปรงุ การสรุปผลการประเมนิ ใหเ้ ป็นระดบั คณุ ภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาหนดเกณฑไ์ ด้ตามความ เหมาะสมหรืออาจใช้เกณฑด์ ังน้ี ๑๖–๒๐ คะแนน = ๔ (ดเี ยย่ี ม) ๑๑–๑๕ คะแนน = ๓ (ด)ี ๖–๑๐ คะแนน = ๒ (พอใช้) ตํ่ากวา่ ๕คะแนน = ๑ (ปรับปรุง) ๖. บนั ทึกหลงั การจดั การเรยี นรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงช่อื .......................................ครผู สู้ อน (.........................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผู้บริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผบู้ ริหาร (นายกศุ ล ชมุ ปัญญา) ผ้อู านวยการโรงเรยี นบา้ นศรวี ชิ า “คุรุราษฎร์อทุ ิศ”

327 ๒) เกณฑ์การใหค้ ะแนนผลงาน ประเด็นท่ปี ระเมนิ คะแนน ๓ ๒ ๑ ๑. ผลงานตรงกับจดุ ประสงค์ที่ ๔ ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานไม่ กาํ หนด ผลงานสอดคล้อง กบั จดุ ประสงค์ กบั จุดประสงค์ สอดคล้องกบั ๒. ผลงานมีความถูกต้องสมบรู ณ์ จุดประสงค์ทกุ เป็นสว่ นใหญ่ บางประเดน็ จดุ ประสงค์ ประเดน็ ๓. ผลงานมคี วามคดิ สร้างสรรค์ เน้ือหาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนื้อหาสาระของ ผลงานถูกตอ้ งเปน็ ผลงานถูกตอ้ งเปน็ ผลงานไม่ถูกต้อง ๔. ผลงานมีความเปน็ ระเบยี บ ผลงานถกู ต้อง ส่วนใหญ่ บางประเด็น เป็นสว่ นใหญ่ ครบถว้ น ผลงานแสดงออก ผลงานมีแนวคดิ ผลงานมาความ ผลงานไมแ่ สดง ถงึ ความคิด แปลกใหม่แตย่ งั ไม่ นา่ สนใจ แตย่ ังไม่ แนวคดิ ใหม่ สร้างสรรคแ์ ปลก เปน็ ระบบ มีแนวคิดแปลก ใหม่และเป็น ใหม่ ระบบ ผลงานส่วนใหญม่ ี ความเปน็ ระเบียบ ผลงานมีความเป็น ผลงานส่วนใหญ่ ผลงานมีความเป็น แต่ยงั มี ระเบียบแต่มี ไม่เปน็ ระเบยี บ ระเบยี บแสดงออก ขอ้ บกพรอ่ ง ขอ้ บกพร่อง และมขี อ้ บกพรอ่ ง ถึงความประณตี บางสว่ น เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ นักเรยี นได้คะแนน ระดับดีขน้ึ ไปถือวา่ ผ่าน

328 ๗. ภาคผนวก ใบงาน ป๎ญหาในแตล่ ะวิชา คาํ ชี้แจง : ใหน้ ักเรียนระบุปญ๎ หาในการเรียนแตล่ ะวิชาและแลกเปลย่ี นป๎ญหาร่วมกันกบั เพอื่ น ปญ๎ หาแตล่ ะวิชาของตนเอง ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ปญ๎ หาแตล่ ะวิชาของเพ่อื น ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในการทาํ กจิ กรรมกลมุ่ ........................................................................................................................................................................ เรื่อง ……………………………………. ........................................................................................................................................................................

329 ระดับคะแนนแตล่ ะกลุ่ม ขอ้ รายการประเมนิ กลุ่ม กลมุ่ กลุ่ม กลุม่ กล่มุ กลุ่ม กลมุ่ กล่มุ กลุ่ม ๑ สังเกตจากการตอบคําถาม ๑๒ ๓ ๔๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๒ สงั เกตจาการกล้าออกมาสรปุ ๓ สงั เกตจากการทาํ กิจกรรมร่วมกนั ๔ สังเกตจากความสนใจเรียน ๕ อภิปรายเร่ืองไดถ้ กู ต้องตรงประเดน็ รวม ผลการประเมินแต่ละกลมุ่ ๑. เกณฑ์การประเมนิ ระดับ๔หมายถงึ ดีเยยี่ ม ระดบั ๓หมายถึง ดี ระดบั ๒หมายถงึ พอใช้ ระดับ๑หมายถงึ ต้องปรบั ปรุง ๒. การสรุปผลการประเมินให้เป็นระดบั คณุ ภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาหนดเกณฑ์ไดต้ ามความ เหมาะสมหรอื อาจใช้ เกณฑด์ ังนี้ ๑๖–๒๐ คะแนน = ๔ (ดเี ย่ยี ม) ๑๑–๑๕ คะแนน = ๓ (ดี) ๖–๑๐ คะแนน = ๒ (พอใช้) ตาํ่ กว่า ๖คะแนน = ๑ (ควรปรับปรุง)

330 แบบประเมนิ ผลงานนักเรยี น ชื่อ-นามสกลุ ...................................................................ชนั้ ............... หนว่ ยการเรียนรู้ที่.........กจิ กรรม............................................................. คําชแ้ี จง ใหผ้ ูป้ ระเมินใส่เคร่ืองหมาย ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดับคะแนน ประเด็นท่ีประเมิน ผปู้ ระเมนิ ๑. ตรงจดุ ประสงคท์ ก่ี าหนด ตนเอง เพ่ือน ครู ๒. มคี วามถูกต้อง ๔ ๓ ๒๑ ๔ ๓ ๒๑ ๔ ๓ ๒๑ ๓. มีความคดิ สร้างสรรค์ ๔. มคี วามเป็นระเบยี บ รวม รวมทุกรายการ เฉลี่ย ลงชือ่ ผู้ประเมนิ ................................................(ตนเอง) ลงชอ่ื ผูป้ ระเมิน.................................... ............(เพ่อื น) ลงช่อื ผู้ประเมิน................................................(คร)ู

331 เกณฑ์การใหค้ ะแนนผลงาน คะแนน ๓ ๒ ๑ ประเด็นทีประเมิน ๔ ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานสอดคล้อง ผลงานไม่ ๑. ผลงานตรงกับจดุ ประสงคท์ ่ี ผลงานสอดคลอ้ ง กบั จดุ ประสงค์ กับจุดประสงค์ สอดคลอ้ งกบั กาหนด จดุ ประสงค์ทุก เป็นสว่ นใหญ่ บางประเด็น จุดประสงค์ ๒. ผลงานมีความถกู ต้องสมบูรณ์ ประเด็น เนอ้ื หาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ เนื้อหาสาระของ ๓. ผลงานมีความคดิ สร้างสรรค์ เนอื้ หาสาระของ ผลงานถกู ต้องเป็น ผลงานถูกต้องเป็น ผลงานไม่ถูกต้อง ผลงานถูกต้อง สว่ นใหญ่ บางประเดน็ เปน็ สว่ นใหญ่ ๔. ผลงานมีความเป็นระเบียบ ครบถว้ น ผลงานแสดงออก ผลงานมีแนวคดิ ผลงานมาความ ผลงานไมแ่ สดง ถึงความคดิ แปลกใหม่แตย่ งั ไม่ น่าสนใจ แตย่ งั ไม่ แนวคดิ ใหม่ สร้างสรรค์แปลก เป็นระบบ มแี นวคิดแปลก ใหมแ่ ละเปน็ ใหม่ ผลงานส่วนใหญ่ ระบบ ผลงานส่วนใหญม่ ี ไมเ่ ป็นระเบียบ ความเปน็ ระเบียบ ผลงานมคี วามเป็น และมขี อ้ บกพรอ่ ง ผลงานมีความเป็น แต่ยังมี ระเบียบแตม่ ี ระเบยี บแสดงออก ข้อบกพร่อง ขอ้ บกพรอ่ ง ถงึ ความประณีต บางส่วน เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ นักเรยี นได้ระดบั ดีขึ้นไป ถือว่าผ่าน

แผนการจดั การเรยี นรู้ 332 หน่วยท่ี ๒ ชอื่ หน่วย ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ รติ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๒ เร่อื ง การทาํ เวร เวลา ๑ ชวั่ โมง ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามร้คู วามเขา้ ใจ เกี่ยวกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๑.๒ มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั พลเมอื งและมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ๑.๓ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๑.๔ ปฏิบัตติ นตามหนา้ ทพ่ี ลเมอื งและมีความรับผดิ ชอบต่อสงั คม ๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ นกั เรียนมคี วามร้คู วามเข้าใจ เก่ียวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชน์ สว่ นรวม ๒.๒ นกั เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั พลเมืองและมคี วามรบั ผิดชอบต่อสังคม ๒.๓ นักเรียนสามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๒.๔ นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั ิตนตามหนา้ ท่ีพลเมอื งและมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ พลเมือง หมายถึง สถานภาพของบุคคลท่ีจารตี ประเพณี หือกฎหมายของรฐั รับรองซง่ึ ให้สิทธิและ หน้าทีแ่ ห่งความเปน็ พลเมืองแก่บคุ คล การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม จาเป็นอย่างย่งิ ทีเ่ ราตอ้ งรูจ้ ักมคี วามรบั ผดิ ชอบรู้หน้าทีข่ องตนเอง แยกแยะ ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม มีความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม รักษาสมบัตสิ ่วนตนและ ส่วนรวม ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ ๑) ความสามารถในการแกป้ ญ๎ หา ๒) ความสามรถในการใชท้ ักษะชวี ิต ๓.๓ คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ / ค่านยิ ม ๑) มวี นิ ัย ๒) มจี ติ สารธารณะ ๓) มุ่งมนั่ ในการทาํ งาน ๔. กิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑ ข้นั การเรียนรู้ ๑) ให้นกั เรยี นศกึ ษากรณีศกึ ษา เร่ือง ไมก้ วาดหายไปไหน ๒) ใหน้ ักเรยี นรว่ มกนั วเิ คราะห์ประเด็นดงั ตอ่ ไปน้ี แล้วบันทกึ ลงในใบงาน เรือ่ ง ไมก้ วดหายไปไหน

333 ๑. ถ้านักเรยี นเปน็ แกว้ จะเกบ็ ไม้กวาดไม้ถทู เ่ี กบ็ ไวอ้ ย่างไร ๒. เอมและเพอื่ นควรแอบไปเอาไมก้ วาดไม้ถจู ากห้องอืน่ หรอื ไม่ ๓) ครใู ห้นักเรยี นส่งตัวแทนออกมานําเสนอการวิเคราะห์ของตนเองหน้าช้ันเรียน ๔) ครใู ห้นกั เรียนแบง่ กลมุ่ ๖ กลุ่ม ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ เลือกสงิ่ ของในห้องเรียนกล่มุ ละ ๑ อย่าง แล้วอภิปรายในกลุ่ม บอกวิธีการใชแ้ ละดแู ลรกั ษาส่ิงของน้นั ใชอ้ ย่างไรให้ได้นาน มคี วามคงทน โดยใหส้ รปุ เปน็ ข้อๆแลว้ บันทกึ ลงในใบงาน เร่ือง รู้ใช้ รูร้ ักษา ๕) ครูมอบหมายใหแ้ ตล่ ะกล่มุ ปฏิบตั กิ ิจกรรมทําความสะอาดหอ้ งเรียนและสังเกตลกั ษณะการใช้ สง่ิ ของและการดแู ลสิง่ ของที่แตล่ ะกล่มุ ได้รับมอบหมาย ดงั นี้ กลุ่มที่ ๑ และกลุ่มท่ี ๒ สํารวจโตะ๊ เกา้ อี้มีรอยขดี ขว่ นหรอื ชารดุ เสยี หาย ถูโตะ๊ เก้าอี้ จดั โต๊ะ เกา้ อ้ี กลุ่มท่ี ๓ และกลมุ่ ที่ ๔ ปด๎ กวาดหอ้ งเรยี น และถูพื้น กลุ่มที่ ๕ และกลุ่มที่ ๖ ปด๎ ฝุน เชด็ โตะ๊ ครู ช้นั วางของ ชน้ั วางหนังสือ จัดหนงั สือจัดหนงั สอื ใน ชั้นเรยี นใหเ้ รียบรอ้ ย ๖) หลังจากทาํ ความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ครรู ่วมกับนกั เรยี นสรปุ วา่ ส่งิ ของทอี่ ยู่ในห้องเรียนทเ่ี ราใช้ ร่วมกนั นัน้ เปน็ ของสว่ นร่วม เปน็ สงิ่ ที่ทุกคนเป็นเจา้ ของรว่ มกนั เวลาใชแ้ ลว้ ต้องเกบ็ ใหเ้ รียบร้อย และใช้อย่าง ทะนุ ถนอม ไม่ ขีด เขยี นโต๊ะ เก้า อี้ เพ่อื เราจะได้ใชส้ ่ิงของพวกนี้ ไปไดน้ าน ๆ และเราตอ้ งรูจ้ ักหนา้ ท่ีการ รบั ผิดชอบการทาํ เวรของแตล่ ะคน ๔.๒ สอื่ การเรียนรู้ ๑) อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ในหอ้ งเรยี น เช่น โตะ๊ เกา้ อี้ ไม้กวาด ไมถ้ พู ้ืน เศษผา้ เปน็ ตน้ ๒) ใบงาน เรื่อง รู้ใช้ รรู้ กั ษา ๓) กรณศี ึกษา เรื่อง ไมก้ วาดหายไปไหน ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงานนักเรยี น ๒) สังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลุ่ม ๕.๒ เครือ่ งมือในการประเมิน ๑) แบบบนั ทกึ การตรวจผลงานนกั เรียน ๒) แบบสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลมุ่ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน ๑) เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมของนักเรยี นในการปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลุ่ม ระดบั ๔ หมายถงึ ดเี ยย่ี ม ระดับ ๓ หมายถึง ดี ระดับ ๒ หมายถงึ พอใช้ ระดับ ๑ หมายถึง ตอ้ งปรบั ปรุง

334 การสรุปผลการประเมนิ ใหเ้ ปน็ ระดบั คณุ ภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาํ หนดเกณฑไ์ ด้ตามความ เหมาะสมหรอื อาจใช้เกณฑ์ดังนี้ ๑๖–๒๐ คะแนน = ๔ (ดีเย่ยี ม) ๑๑–๑๕ คะแนน = ๓ (ดี) ๖–๑๐ คะแนน = ๒ (พอใช)้ ๐–๕คะแนน = ๑ (ควรปรบั ปรงุ ) ๒) เกณฑ์การใหค้ ะแนนผลงาน ประเด็นทป่ี ระเมนิ คะแนน ๑. ผลงานตรงกับจดุ ประสงคท์ ี่ กาํ หนด ๔ ๓ ๒ ๑ ๒. ผลงานมีความถูกตอ้ งสมบูรณ์ ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานสอดคลอ้ ง ผลงานสอดคล้อง ผลงานไม่ จุดประสงคท์ กุ กบั จดุ ประสงค์ กับจุดประสงค์ สอดคล้องกับ ๓. ผลงานมีความคดิ สรา้ งสรรค์ ประเดน็ เปน็ สว่ นใหญ่ บางประเด็น จดุ ประสงค์ เนอื้ หาสาระของ เน้อื หาสาระของ เนือ้ หาสาระของ เนอ้ื หาสาระของ ผลงานถกู ต้อง ผลงานถูกต้องเป็น ผลงานถูกตอ้ งเป็น ผลงานไมถ่ ูกต้อง ครบถ้วน สว่ นใหญ่ บางประเดน็ เป็นสว่ นใหญ่ ผลงานแสดงออก ผลงานมีแนวคดิ ผลงานมคี วาม ถงึ ความคิด แปลกใหม่แตย่ งั ไม่ นา่ สนใจ แตย่ งั ไม่ ผลงานไมแ่ สดง สร้างสรรคแ์ ปลก เปน็ ระบบ มีแนวคดิ แปลก แนวคิดใหม่ ใหมแ่ ละเป็น ใหม่ ระบบ ๔. ผลงานมีความเปน็ ระเบยี บ ผลงานมีความเป็น ผลงานส่วนใหญม่ ี ผลงานมคี วามเป็น ผลงานส่วนใหญ่ ระเบยี บแสดงออก ความเปน็ ระเบียบ ระเบียบแตม่ ี ไมเ่ ป็นระเบยี บ ถงึ ความประณีต แต่ยังมี ขอ้ บกพรอ่ ง และมขี ้อบกพร่อง ข้อบกพร่อง บางส่วน เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ นกั เรียนไดร้ ะดับดีข้นึ ไป ถือว่าผา่ น ๖. บนั ทกึ หลงั การจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชอ่ื .......................................ครผู ู้สอน (.........................................) ๗. ความคดิ เห็นผู้บริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชอื่ .....................................ผ้บู รหิ าร (นายกศุ ล ชมุ ปัญญา) ผู้อานวยการโรงเรียนบา้ นศรวี ิชา “คุรรุ าษฎรอ์ ทุ ิศ”

335 8. ภาคผนวก แบบสังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการทํากจิ กรรมกลุ่ม กลมุ่ ที.่ ..........................................ชน้ั ............................. เร่อื ง ……………………………………. ระดบั คะแนนแต่ละกล่มุ ขอ้ รายการประเมนิ กลมุ่ กล่มุ กลุ่ม กลุม่ กลุ่ม กลุ่ม กลมุ่ กลมุ่ กลมุ่ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗๘ ๙ ๑๒ ๑ สงั เกตจากการตอบคําถาม ๒ สงั เกตจาการกล้าออกมาสรปุ ๓ สงั เกตจากการทํากจิ กรรมรว่ มกัน ๔ สังเกตจากความสนใจเรียน ๕ อภิปรายเรอื่ งไดถ้ ูกต้องตรงประเดน็ รวม ผลการประเมนิ แตล่ ะกลุ่ม ๑. เกณฑ์การประเมิน ระดบั ๔หมายถงึ ดเี ยย่ี ม ระดับ๓หมายถงึ ดี ระดับ๒หมายถึง พอใช้ ระดบั ๑หมายถงึ ตอ้ งปรบั ปรุง ๒. การสรุปผลการประเมินใหเ้ ปน็ ระดบั คณุ ภาพ ๔, ๓, ๒, ๑ กาหนดเกณฑไ์ ดต้ ามความ เหมาะสมหรอื อาํ จใช้ เกณฑด์ ังน้ี คะแนน ๑๖–๒๐ ระดับ ดเี ยี่ยม คะแนน ๑๑–๑๕ ระดบั ดี คะแนน ๖–๑๐ ระดบั พอใช้ ตาํ่ กว่า ๖ระดบั ปรับปรงุ

336 แบบประเมนิ ผลงานนักเรยี น ชื่อ-นามสกลุ ...................................................................ชนั้ ............... หนว่ ยการเรียนรู้ที.่ ........กิจกรรม............................................................. คําช้ีแจง ให้ผ้ปู ระเมินใส่เครื่องหมาย ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดบั คะแนน ผู้ประเมิน ประเดน็ ทีป่ ระเมิน ตนเอง เพื่อน ครู ๔ ๓ ๒๑ ๔ ๓ ๒ ๑๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ตรงจดุ ประสงคท์ กี่ าหนด ๒. มีความถกู ตอ้ ง ๓. มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ ๔. มคี วามเป็นระเบียบ รวม ลงชื่อผู้ประเมนิ ................................................(เพอ่ื น) รวมทกุ รายการ เฉล่ยี ลงชื่อผูป้ ระเมนิ ................................................(ตนเอง) ลงช่อื ผปู้ ระเมนิ ................................................(ครู)

337 เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน คะแนน ประเด็นท่ีประเมนิ ๔ ๓ ๒ ๑ ๑. ผลงานตรงกับจดุ ประสงคท์ ี่ ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานไม่ กาหนด จดุ ประสงคท์ ุก กับจดุ ประสงค์ กับจุดประสงค์ สอดคล้องกับ ๒. ผลงานมคี วามถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ ประเดน็ เปน็ ส่วนใหญ่ บางประเดน็ จุดประสงค์ ๓. ผลงานมีความคดิ สรา้ งสรรค์ เนื้อหาสาระของ เน้อื หาสาระของ เน้ือหาสาระของ เน้อื หาสาระของ ผลงานถกู ตอ้ ง ผลงานถูกต้องเป็น ผลงานถูกต้องเปน็ ผลงานไมถ่ กู ตอ้ ง ๔. ผลงานมคี วามเป็นระเบียบ ครบถ้วน สว่ นใหญ่ บางประเด็น เป็นสว่ นใหญ่ ผลงานแสดงออก ผลงานมีแนวคดิ ผลงานมาความ ผลงานไม่แสดง ถึงความคดิ แปลกใหม่แตย่ ังไม่ น่าสนใจ แต่ยงั ไม่ แนวคิดใหม่ สร้างสรรค์แปลก เป็นระบบ มแี นวคิดแปลก ใหม่และเปน็ ใหม่ ผลงานส่วนใหญ่ ระบบ ไมเ่ ป็นระเบยี บ ผลงานส่วนใหญม่ ี ผลงานมีความเป็น และมีขอ้ บกพร่อง ผลงานมีความเป็น ความเป็นระเบียบ ระเบยี บแตม่ ี ระเบยี บแสดงออก แตย่ ังมี ข้อบกพร่อง ถงึ ความประณีต ข้อบกพร่อง บางส่วน เกณฑ์การตัดสนิ คณุ ภาพ นักเรยี นไดค้ ะแนน ระดบั ดี ขึ้นไปถือวา่ ผา่ น

338 กรณีศกึ ษา ไม้กวาดหายไปไหน เม่อื เยน็ วนั จนั ทรใ์ นหอ้ งเรียนชัน้ ป.๖/๑ เวรประจาํ วนั กาลังทําความสะอาดหอ้ งเรียน แก้วและเพื่อนๆ เปน็ เวรทําความสะอาดวนั น้ี เม่อื ทําความสะอาดเสรจ็ แล้วตา่ งก็เตรียมตัวกลบั บา้ น ตน้ : พวกเราเก็บไม้กวาดไม้ถูพ้ืน ให้เรียบรอ้ ยกอ่ นกลบั บา้ นกันนะ แก้ว : ทําไมละกเ็ อาวางไวต้ รงนกี้ ็ได้ เดี๋ยวเวรวนั พร่งุ นก้ี ็ใช้อย่ดู ี โบ : ไมไ่ ด้นะ ของพวกนีเ้ ป็นของห้องเรานะ ใช้แลว้ กต็ อ้ งเก็บใหเ้ รยี บร้อยสิ ไม้ : ใชๆ่ วางไม่เป็นท่แี บบนถ้ี ้าเกดิ ใครมาเหยยี บหกั หรือหายไปจะเอาไม้กวาดทไ่ี หนใชก้ นั ละ ต้น : เอามาใสก่ ลอ่ งเก็บไมก้ วาดไมถ้ ูพน้ื แบบน้ีดกี วา่ เวลาหยิบใช้งานกส็ ะดวกไมเ่ สยี งา่ ยและไมเ่ กะกะด้วย แก้ว : ได้ ง้นั เด๋ียวเราจะเกบ็ ใสก่ ลอ่ งไว้ จะไดส้ ะดวกเวลาหยิบใช้ วนั ต่อมาเปน็ เวรของกล่มุ ปาุ น เมอื่ มาถงึ ห้องเรยี นปาุ นและเพอ่ื นกจ็ ะนําอปุ กรณ์ทาํ ความสะอาดไปใชก้ พ็ บว่า ไม้กวาดไม้ถพู น้ื ที่เก็บไวอ้ ย่างเป็นระเบียบเรยี บร้อยก็พูดขนึ้ วา่ ปาุ น : เวรเมื่อวานเก็บไม้กวาดไมถ้ พู น้ื ไดเ้ ปน็ ระเบียบดจี งั เลยทาํ ให้ใช้ไดส้ ะดวก ไมห่ าย ปอ : ดนี ะ แต่วา่ ไมก้ วาดน้อยแลว้ กเ็ กา่ ด้วยทาํ อยา่ งไรจงึ จะให้ใช้ไดน้ าน ๆ ละ่ ปลา : เราตอ้ งใช้อย่างทะนุถนอมสิ อย่าทาํ รนุ แรงเวลาไม่ใช้กว็ างหงายขน้ึ จะได้ไมพ่ ังเรว็ ใช้ได้นาน ๆ แปูง : ไม้ถูพื้นกเ็ หมือนกนั ไมค่ วรโยนถา้ หักขน้ึ มาเดยี๋ วจะไม่มีใช้ ปาุ น : ดจี ๊ะ เรามาช่วยกันทาํ เวรเถอะ สง่ ไมก้ วาดมาใหฉ้ นั อยา่ โยนละ่ เราต้องใช้ของพวกนอี้ ย่างระมดั ระวงั จะไดใ้ ช้ไปนาน ๆ ครูอํานวยพรผ่านมาเห็นเด็ก ๆ ใชไ้ มก้ วาด ไม้ถู อย่างทะนถุ นอมกก็ ลา่ วชมเชย วันศุกร์เป็นเวรของกลมุ่ เอมมาทําความสะอาดแต่ปรากฏว่าไม่มีท้งั ไม้กวาดและไมถ้ พู น้ื เอม : ไม่มไี มก้ วาดไม้ถพู ื้นเพือ่ ทาํ ความสะอาดงัน้ วันนีเ้ รากลบั บ้านกนั เถอะ อั๊ม : ไมไ่ ดน้ ะ ไมม่ เี ราก็ต้องหามาแล้วทําความสะอาดเพราะวนั นเี้ ปน็ หน้าที่ของเรา อู๋ : จะทําได้ยังไง ฉันวา่ กลบั บ้านดกี วา่ ไม่ใชค่ วามผดิ ของเรานี่ โอ๋ : เราก็ไปยมื ห้องอื่นสิ เอม : ใครมาขโมยของพวกเราไป เราก็ไปขโมยของหอ้ งอื่นบางสิเพ่ือเอามาแทนของเราทห่ี ายไป ทกุ คน : !!!!!!!!!!!

339 ใบงาน ไมก้ วาดหายไปไหน คาํ ชแ้ี จง : ให้นักเรยี นวิเคราะห์ประเด็นดงั ต่อไปนี้ ๑. ถา้ นกั เรยี นเป็นแก้ว จะเก็บไมก้ วาดไมถ้ ูพืน้ ทเี่ กบ็ ไว้อย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ๒. เอมและเพ่อื นควรแอบไปเอาไมก้ วาดไม้ถูพ้ืนจากหอ้ งอื่นหรอื ไม่ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................

340 ใบงาน รู้ใช้ รู้รกั ษา กลุ่มที.่ ..................................................................... รายช่ือสมาชิกกลมุ่ ๑............................................................................. ๒............................................................................. ๓............................................................................. ๔............................................................................. ๕............................................................................. ๑. สภาพป๎ญหาทนี่ ักเรยี นตอ้ งรบั ผดิ ชอบคอื อะไร และมสี ภาพปญ๎ หาอยา่ งไรบ้าง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ๒. หลักปฏบิ ตั ิ พฤติกรรมทีถ่ กู ต้องในการใช้และการดกู แลรักษาสง่ิ ของน้ี ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ๓. สิง่ ทีน่ กั เรยี นสามารถปฏบิ ตั ิไดใ้ นการมสี ว่ นรว่ มดแู ลรกั ษาสงิ่ ของสว่ นรวมนี้ มอี ะไรบ้าง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................

341 แผนการจดั การเรียนรู้ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ เวลา ๒ ชวั่ โมง หนว่ ยท่ี ๒ ช่ือหนว่ ย ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ รติ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง การสอบ ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ ๑.๒ ปฏิบตั ติ นเป็นผู้ละอายและไม่ทนตอ่ การทจุ รติ ทุกรูปแบบ ๑.๓ ตระหนักและเห็นความสาํ คัญของการตอ่ ต้านและการปอู งกนั การทุจริต ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นกั เรียนสามารถบอกกฎระเบียบในการสอบได้ ๒.๒ นกั เรียนสามารถบอกการกระทําที่ไมเ่ หมาะสมในขณะทําการสอบได้ ๒.๓ นักเรยี นสามารถบอกผลเสยี ของการทุจรติ ในการสอบได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ กฎระเบยี บในการสอบ ผเู้ ขา้ สอบตอ้ งปฏิบัตดิ ังต่อไปน้ี ๑) การแตง่ กาย ถา้ เปน็ นกั เรียนหรอื นักศกึ ษาต้องแต่งเคร่ืองแบบนกั เรยี นหรือนักศึกษาแลว้ แต่กรณี ถา้ เป็นผู้สมคั รสอบต้องแต่งกายใหส้ ุภาพเรียบรอ้ ยตามประเพณีนิยม ๒) ไปถงึ สถานทส่ี อบกอ่ นเวลาเรม่ิ สอบตามสมควร ผู้ใดไปไม่ทนั เวลา ลงมือสอบวิชาใด ไมม่ สี ทิ ธเิ ข้า สอบวชิ าน้นั แต่สาํ หรับการสอบวิชาแรกในตอนเชา้ ของ แตล่ ะวนั ผใู้ ดเขา้ หอ้ งสอบหลงั จากเวลาลงมอื สอบแล้ว ๑๕ นาที จะไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตใหส้ อบวชิ านัน้ เวน้ แตม่ เี หตุความจาเปน็ ให้อยูใ่ นดุลพนิ ิจของประธานดาํ เนินการ สอบพจิ ารณาอนญุ าต ๓) ไม่เข้าหอ้ งสอบกอ่ นได้รบั อนญุ าต ๔) ไม่นาํ เอกสาร เครอื่ งอิเลก็ ทรอนิกสห์ รือเคร่ืองสอื่ สารใดๆ เข้าไป ในหอ้ งสอบ ๕) นงั่ ตามทก่ี าํ หนดให้ จะเปล่ียนทนี่ ่งั กอ่ นไดร้ ับอนญุ าตไมไ่ ด้ ๖) ปฏบิ ัติตามระเบยี บเกย่ี วกบั การสอบ และคําสง่ั ของผู้กากบั การสอบ โดยไมท่ ุจรติ ในการสอบ ๗) มิใหผ้ ้เู ข้าสอบคนอนื่ คัดลอกคําตอบของตน รวมทัง้ ไมพ่ ดู คยุ กับผู้ใดในเวลาสอบ เมอื่ มีข้อสงสยั หรือ มีเหตจุ าเป็นให้แจง้ ตอ่ ผู้กากบั การสอบ ๘) ประพฤติตนเปน็ สภุ าพชน ๙) ผู้ใดสอบเสร็จก่อน ผูน้ ้ันต้องออกไปห่างจากหอ้ งสอบ และไม่กระทําการใดๆ อนั เปน็ การรบกวนแก่ ผู้ทย่ี งั สอบอยู่ แต่ทง้ั นีผ้ เู้ ขา้ สอบทกุ คนจะออกจากหอ้ งสอบกอ่ นเวลา ๒๐ นําที หลงั จากเร่ิมสอบวชิ านัน้ ไม่ได้ ๑๐) ไม่นํากระดาษสาหรบั เขยี นคําตอบที่ผู้กากับการสอบแจกใหอ้ อกไปจากหอ้ งสอบ ๓.๒ สมรรถนะสาํ คัญของผเู้ รยี น ๑) ความสามารถในการสือ่ สาร ๒) ความสามารถในการคิด ๓) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

342 ๓.๓ คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ ๑) ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ ๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ๔.๑ ขน้ั ตอนการเรยี นรู้ ชว่ั โมงที่๑ ๑) ครสู นทนาเกยี่ วกบั การเรยี นการสอบของนักเรียน เชน่ ในการเรยี นจะตอ้ งมีการทดสอบเพอื่ ให้ นักเรยี นไดร้ ู้ความสามารถของตนเอง การสอบมหี ลายคร้ัง ได้แก่ การสอบทา้ ยบทเรียน การสอบกลางภาค เรียน เปน็ ตน้ ๒) ครแู นะนาํ เรื่อง การทดสอบประเภทตา่ ง ๆ เชน่ - การสอบภายในโรงเรียน - การสอบแขง่ ขนั ประเภทตา่ ง ๆ - การสอบเขา้ ทํางาน ๓) ครแู นะนาํ เรือ่ งกฎระเบยี บกติกาในการเขา้ หอ้ งสอบ ไดแ้ ก่ ไม่นาํ หนงั สือเข้าห้องสอบ ไมส่ ง่ เสียงดงั เปน็ ต้น ๔) ครใู หน้ ักเรยี นชมวดี ทิ ศั น์ เร่อื ง ขอเกรด ๕) ครูให้นกั เรยี นวิพากษว์ ิจารณเ์ ก่ียวกับเรอื่ งขอเกรด ตามประเด็นดงั ต่อไปน้ี - ทาํ ไมเด็กชายในเร่อื งจึงไปขอร้องคุณครูให้เขาสอบผา่ น - ผลสดุ ทา้ ยเด็กชายในเรื่องนี้ สอบผา่ นหรือไม่ เพราะเหตใุ ด ๖) ครูให้นกั เรยี นชว่ ยกนั บอกพฤตกิ รรมทไี่ ม่เหมาะสมในขณะทําการสอบ เชน่ เคาะโตะ๊ คยุ กนั เป็น ตน้ ๗) ครูให้นักเรยี นช่วยกันบอกผลเสียของการทจุ รติ ในการสอบ เช่น พกั การเรียน เปน็ ต้น ๘) ให้นักเรียนทําใบงานที่ ๑ เรือ่ ง กฎระเบยี บในการสอบ ตามประเดน็ ดังตอ่ ไปนี้ - กฎระเบยี บในการสอบ - การกระทาํ ทไ่ี ม่เหมาะสมในการสอบ ช่ัวโมงท่ี๒ ๑) ครูใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุม่ เป็น ๕ กลมุ่ โดยให้ศกึ ษาคน้ ควา้ จากห้องสมุดและอินเทอรเ์ นต็ เก่ยี วกับ เรื่องการทุจริตในการสอบประเภทต่าง ๆ ๒) ครใู หน้ กั เรยี นนาํ เสนอขา่ ว/เหตุการณจ์ ากการศกึ ษาคน้ ควา้ หนา้ ชน้ั เรยี น แล้วนําไปจดั ปาู ย นเิ ทศภายในบรเิ วณโรงเรยี น ๓) ครูให้นักเรยี นรอ้ งเพลง “ความซื่อสัตย”์ และสรุปใจความสาํ คญั ของเนือ้ เพลง ๔) ใหน้ กั เรียนทาํ ใบงานที่ ๒ เร่อื ง ผลเสยี ของการทจุ รติ ในการสอบแลว้ นําเสนอหนา้ ชั้นเรยี น ๕) ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ เกยี่ วกบั ผลเสยี ของการทจุ ริตในการสอบ แล้วนาํ ผลงานไปจดั ปูาย นเิ ทศ

343 ๔.๒ สื่อการเรียนรู้ ๑) เพลง ความซอ่ื สัตย์ ๒) วีดที ศั น์ เรอ่ื ง ลอกขอ้ สอบ ๓) ใบงานท่ี ๑ เรอ่ื ง กฎระเบียบในการสอบ ๔) ใบงานที่ ๒ เร่อื ง ผลเสยี ของการทุจรติ ในการสอบ ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) ตรวจผลงานใบงานที่ ๑ และใบงานที่ ๒ ๒) สงั เกตพฤตกิ รรม ซื่อสัตยส์ ุจริต ๕.๒ เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการประเมิน ๑) แบบใหค้ ะแนนการตรวจผลงานใบงานที่ ๑ และใบงานท่ี ๒ ๒) แบบสงั เกตพฤติกรรม ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ในการทําข้อสอบ ๕.๓ เกณฑ์การตดั สิน นกั เรยี นผ่านเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขึ้นไป ๖. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชือ่ .......................................ครผู ูส้ อน (.........................................) ๗. ความคดิ เห็นผู้บริหาร ........................................................................................................................................................................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.....................................ผู้บรหิ าร (นายกุศล ชมุ ปญั ญา) ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านศรวี ชิ า “ครุ ุราษฎรอ์ ทุ ศิ ”

344 8. ภาคผนวก เพลง ความซื่อสตั ย์ ความซื่อสตั ยเ์ ป็นสมบตั ขิ องผู้ดี หากวา่ ใครไม่มีชาตินี้เอาดีไมไ่ ด้ มคี วามรทู้ ว่ มหัว เอาตวั ไมร่ อดถมไป คดโกงแลว้ ใครจะรับไวใ้ ห้ร่วมงานเอย จะรบั ไว้ใหร้ ่วมงานเอย ความซื่อสัตย์เป็นสมบตั ขิ องผู้ดี หากว่าใครไมม่ ชี าติน้ีเอาดีไมไ่ ด้ มคี วามรทู้ ่วมหัว เอาตัวไมร่ อดถมไป คดโกงแลว้ ใครจะรบั ไวใ้ ห้ร่วมงานเอย จะรบั ไว้ให้ร่วมงานเอย

345 ใบงานท่ี ๑ เร่ือง กฎระเบียบในการสอบ ช่อื -สกุล............................................................................................................ชัน้ ..........................เลขที่……………………………. คําช้แี จง ให้นักเรยี นตอบคําถามตอ่ ไปน้ี ๑. ในการสอบแขง่ ขันระดับชาติ มขี อ้ ปฏิบัติอยา่ งไรบ้าง (ตอบอยา่ งน้อย ๕ ขอ้ ) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………. ๒. การกระทาํ ทไ่ี มเ่ หมาะสมในการสอบมีอะไรบา้ ง (ตอบอยา่ งน้อย ๕ ข้อ) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………………….

346 ใบงาน ท่ี ๒ เรือ่ ง ผลเสียของการทุจริตในการสอบ ชอ่ื -สกุล............................................................................................................ช้นั .........................เลขท…่ี …………….. คําช้แี จง ให้นักเรยี นบอกผลเสยี ของการทุจรติ ในการสอบ อยา่ งน้อย ๕ ข้อ ______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________________________ _


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook