้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 140 แผนภูมคิ วามเชอ่ื มโยงมาตรฐานการศกึ ษาชาตกิ ับมาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ปฐมวัย 2) มาตรฐานการศึกษาชาติ ความหมายของมาตรฐานการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติไดใหน ยิ ามมาตรฐานการศกึ ษาวา เปนขอ กําหนดเกย่ี วกับ คณุ ลกั ษณะ คณุ ภาพที่พึงประสงคและมาตรฐานทต่ี อ งการใหเกดิ ข้นึ ในสถานศกึ ษาทุกแหง และเพ่อื ใชเ ปน หลกั ในการเทียบเคยี ง สําหรบั การสงเสรมิ และกาํ กบั ดแู ล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกนั คณุ ภาพทางการศึกษา วตั ถปุ ระสงคข องการกําหนดมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ 1. เพื่อเปน เปา หมาย และแนวทางพฒั นาการจดั การศึกษาของชาตใิ นทกุ ระบบและ ทกุ ประเภทในระดับ มหภาค เพื่อเปนหลักและแนวทางในการกาํ หนดนโยบาย แผนพัฒนาและ จัดการศึกษารวมทง้ั มาตรฐานการ ศึกษา ท้ังการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน การอาชีวศึกษา และการอุดมศกึ ษา คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
141 2. เพอ่ื เปนเคร่อื งมือกํากบั การตรวจราชการ การนิเทศ การติดตามและประเมินผล รวมทั้งการประกัน คุณภาพ 3. เพอื่ ใหท ราบสถานภาพและความกาวหนา ของ การจัดการศึกษาของชาติระดับมหภาค 4. เพื่อเปนมาตรฐานสําหรบั การประกนั คุณภาพภายนอก ในระดับเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาและสถานศกึ ษา เพอ่ื เปนพ้นื ฐานสําหรับการพฒั นามาตรฐานการศึกษาของชาตใิ นระยะตอ ไป อุดมการณข องมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ อดุ มการณสําคัญของการจัดการศกึ ษา คอื การจัดใหม ีการศึกษาตลอดชีวิตและการสรา งสังคมไทยให เปนสังคมแหง การเรยี นรู การศกึ ษาทส่ี รางคุณภาพชวี ติ และสงั คมบูรณาการอยางสมดุลระหวางปญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เปน การศกึ ษาตลอดชวี ติ เพื่อคนไทยทง้ั ปวง มุงสรา งพนื้ ฐานที่ดีในวยั เดก็ ปลูกฝง ความเปน สมาชิกทดี่ ีของสงั คม ตัง้ แตวัยการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน และพฒั นาความรคู วามสามารถ เพื่อการทํางาน ทีม่ ีคณุ ภาพ โดยใหสังคมทกุ ภาคสว นมีสว นรว มในการจดั การศึกษาไดต รงตามความตอ งการของผเู รียน และ สามารถตรวจสอบไดอยางมนั่ ใจวา การศึกษาเปน กระบวนการของการพัฒนาชีวติ และสังคม เปน ปจจัย สาํ คญั ในการพฒั นาประเทศอยางยงั่ ยืน ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com มาตรฐานการศึกษาของชาติ มี 3 มาตรฐานและ 11 ตวั บงชี้ ไดแ ก มาตรฐานที่ 1 คุณลกั ษณะของคนไทยทพี่ งึ ประสงค ทัง้ ในฐานะพลเมอื งและพลโลก(5 ตัวบง ชี้) มาตรฐานที่ 2 แนวการจัดการศึกษา (3 ตัวบง ชี)้ มาตรฐานที่ 3 แนวการสรา งสังคมแหงการเรียนรู/ สงั คมแหงความรู ( 3 ตวั บงช)้ี 3) มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ความหมาย เปนขอ กาํ หนดเก่ียวกับคุณลักษณะ คุณภาพท่ี พึงประสงคแ ละมาตรฐานท่ีตอ งการให เกดิ ข้ึน ในสถานศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน ทุกแหง และเพือ่ เปนหลักในการเทยี บเคยี ง สําหรบั การสง เสริมและกาํ กบั ดแู ล ตรวจสอบประเมนิ ผลและประกนั คณุ ภาพการศึกษา อุดมการณ เปน การจดั การศึกษาเพอื่ ปวงชนโดยรฐั พฒั นาคนใหมลี ักษณะทพ่ี ึงประสงคในฐานะ พลเมืองไทย พลเมืองโลก เพ่อื สรางสงั คมแหง การเรียนรูและพฒั นาประเทศอยา งยงั้ หลักการ การพัฒนาผูเรียนอยา งครบถวนจัดการศึกษาเพื่อเปนคนไทย ความเสมอภาค12 ป การมี สวนรว ม และหลักความสอดคลอ ง ประกอบดว ย มาตรฐานการศึกษา 18 มาตรฐาน 84 ตัวบงช้ี ไดแ ก -ดา นคณุ ภาพนักเรยี น 8 33 -ดานการเรียนการสอน 2 14 -ดานการบริหารจัดการศกึ ษา 6 33 - ดานพัฒนาชุมชนแหง การเรยี นรู 2 4 คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 142 มาตรฐานดา นคณุ ภาพผเู รียน (มี 8 มาตรฐาน 33 ตวั บงช้)ี มาตรฐานที่ 1 ผเู รียนมีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมท่พี ึงประสงค มาตรฐานท่ี 2 ผเู รียนมีจิตสาํ นกึ ในการอนุรักษและพัฒนาสง่ิ แวดลอม มาตรฐานท่ี 3 ผเู รยี นมีทกั ษะในการทาํ งาน รักการทํางาน สามารถทาํ งาน รว มกบั ผอู ื่นไดและมี เจตคติที่ดตี อ อาชพี สจุ รติ มาตรฐานท่ี 4 ผูเ รยี นมีความสามารถในการคิดวิเคราะห คดิ สังเคราะห มวี ิจารณญาณ มีความคิด สรา งสรรค คิดไตรตรอง และมีวิสยั ทศั น มาตรฐานที่ 5 ผเู รยี นมีความรแู ละทักษะที่จําเปนตามหลักสตู ร มาตรฐานที่ 6 ผเู รียนมที ักษะในการแสวงหาความรดู ว ยตนเอง รักการเรียนรู และพฒั นา ตนเองอยา งตอ เน่ือง มาตรฐานท่ี 7 ผเู รยี นมีสุขนสิ ัย สุขภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มาตรฐานที่ 8 ผเู รยี นมีสุนทรยี ภาพและลกั ษณะนิสยั ดานศิลปดนตรแี ละกีฬา มาตรฐานดา นการเรียนการสอน (มี 2 มาตรฐาน 14 ตัวบงช้ี) มาตรฐานท่ี 9 ครูมวี ุฒิ / ความรู ความสามารถตรงกบั งานท่รี บั ผิดชอบ หม่นั พฒั นาตนเองเขา กบั ชมุ ชนไดด แี ละมคี รูเพียงพอ มาตรฐานที่ 10 ครูมีความสามารถในการจัดการเรยี นการสอนอยา งมปี ระสิทธภิ าพและเนน ผเู รียน เปนสาํ คญั มาตรฐานดา นการบริหารและการจดั การศกึ ษา(มี 6 มาตรฐาน33ตวั บง ช้ี) มาตรฐานที่ 11 ผูบริหารมีภาวะผูนําและมีความสามารถในการบริหาร มาตรฐานที่ 12 สถานศกึ ษามีการจดั องคก ร โครงสราง ระบบการบรหิ ารและพฒั นาองคก รอยา ง เปนระบบครบวงจร มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการบริหารและจดั การศกึ ษาโดยใชส ถานศึกษาเปนฐาน มาตรฐานที่ 14 สถานศกึ ษามีการจัดหลักสูตร และกระบวนการเรยี นรทู ่เี นน ผเู รียนเปน สาํ คญั มาตรฐานท่ี 15 สถานศึกษามีการจดั กจิ กรรมสงเสริมคณุ ภาพผูเรยี นอยา งหลากหลาย มาตรฐานท่ี 16 สถานศึกษามกี ารจดั สภาพแวดลอ มและการบรกิ ารที่สง เสริมใหผ ูเ รียนพฒั นาตาม ธรรมชาติ เตม็ ตามศักยภาพ มาตรฐานดา นการพฒั นาชุมชนแหง การเรียนรู (มี 2 มาตรฐาน 4 ตัวบงชี้) มาตรฐานที่ 17 สถานศกึ ษามีการสนับสนุนและใชแ หลงเรยี นรแู ละภมู ิปญ ญาในทองถิ่น มาตรฐานที่ 18 สถานศกึ ษามีการรวมมอื กันระหวางบาน องคกรทางศาสนา และสถาบันทา วชิ าการ และ องคกรภาครัฐและเอกชน เพอื่ พัฒนาวถิ กี ารเรียนรชู มุ ชน คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
143 4) มาตรฐานการศกึ ษาระดบั การศึกษาปฐมวัย ความหมาย เปน ขอกาํ หนดเกีย่ วกบั คุณลกั ษณะ คณุ ภาพที่ พึงประสงคและมาตรฐานท่ีตอ งการ ใหเ กิดขึน้ ในสถานศึกษาจัดการศกึ ษาปฐมวัยทกุ แหง และเพือ่ เปน หลัก ในการเทียบเคียง สําหรับการสง เสรมิ และกาํ กบั ดแู ล ตรวจสอบประเมินผลและประกนั คุณภาพการศึกษา อดุ มการณ เปนการจดั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานระดบั แรกวางรากฐานใหเจริญสมบูรณสมวยั สมดลุ ทกุ ดา น เตรยี มพรอมเขาข้นั พื้นฐาน มุงเนนพัฒนาเด็ก การอบรมเลีย้ งดู ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comหลกั การ การพฒั นาเด็กโดยองครวมจัดประสบการณย ดึ เดก็ เปน สําคัญ เสรมิ สรา งความเปนไทย ความรว มมอื และหลกั ความสอดคลอ ง มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย มี 18 มาตรฐาน 82 ตวั บง ช้ี ไดแ ก -ดานคุณภาพเดก็ 8 32 -ดา นการจัดการเรยี นรู 2 14 -ดา นการบริหารและจดั การศกึ ษา6 32 -ดา นพฒั นาชุมชนแหงการเรยี นรู 2 4 5) มาตรฐานเพ่ือการประเมินภายนอก มาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน สาํ หรับประเมนิ ภายนอกรอบโดยสํานกั งานรับรองมาตรฐานและการ ประเมินคณุ ภาพการศึกษา(สมศ) มีท้ังหมด 27 มาตรฐาน 91 ตวั ชวี้ ดั ซึ่งการประเมินรอบแรกตามกฎหมาย การศึกษาชาติ ไดผา นพนไปแลว ขณะน้อี ยใู นชวงระยะเวลาการประเมนิ รอบสอง ซ่งึ สมศ. ไดกาํ หนดใหม ี การประเมนิ เพียง 14 มาตรฐาน 60 ตัวช้วี ดั เทานัน้ นอกจากนน้ั สมศ. ยังไดป รับมาตรฐานใหส อดคลองกับ มาตรฐานการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานและมาตรฐานการศกึ ษาปฐมวยั ดวยเพื่อความสะดวกและไมส บั สน ดังน้ี 5.1) มาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน (สาํ หรับประเมนิ ภายนอกรอบสอง ) คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 144 5.2) มาตรฐานการศึกษาปฐมวยั (สาํ หรบั ประเมนิ ภายนอกรอบสอง) คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 145 งานพัฒนาระบบการวัดผลและประเมนิ ผล 1. หลกั การวัดและประเมนิ ผลทางการศกึ ษา 1) ขอบขายของการวดั ผลและประเมนิ ผลการศึกษา การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู(ผูเ รียนหรือผูเขา สอบ)ที่ดโี ดยทวั่ ไป จะตองวดั ไดค รอบคลุมใน สิ่งท่ีตอ งการวัด และมน่ั ใจวา สามารถวดั ส่ิงนนั้ ไดแ นนอนดว ย การวัดผล ทคี่ รอบคลมุ ควรวดั ใหค รอบคลมุ ทัง้ 3 ดา นคือ 1.1) ดา นสติปญ ญา (พทุ ธิพสิ ยั ) เปน การวัดความรู ความคิดและการนําความรูไปประยุกต พฤติกรรม ทใ่ี ชวดั ดานนคี้ ือ 1) ความจํา หมายถงึ ความสามารถของสมองในการที่จะเกบ็ สะสม ความรูห รอื ขอเทจ็ จริงทไี่ ด ประสบพบเห็นมาใหคงอยู ได การแสดงออกที่บงบอกวา จําได เชน บอกทฤษฎี หลักการ ขอ กฎหมาย หรอื เกีย่ วกบั วันเวลา เปนตน 2) ความเขา ใจ หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความและ ขยายความสถานการณนน้ั ได สมรรถภาพนีส้ ูงกวา ความรู ความจํา การแสดงออกทบ่ี ง บอก วา มีความเขาใจ ไดแก อธิบายขอความทย่ี าก ใหเ ปนภาษางา ย ๆ เปรียบเทียบลกั ษณะของสิง่ หน่ึงกบั อกี สิ่งหน่ึง 3) การนําไปใช หมายถงึ ความสามารถในการแกปญ หาโดยการนาํ ประสบการณหนึ่งไปใชใ นอีก ประสบการณห นึง่ ได ผลดี สมรรถภาพนส้ี ูงกวา ความเขาใจ คอื ตองเขาใจกอ น จึงจะแกป ญหาได การแสดง ออกทบี่ ง บอกวานาํ ไปใชได เชน แกโ จทยท ไ่ี มเ คยทาํ มากอ น ทดลองในสงิ่ ทีใ่ ชอยา งหน่ึงทดแทน เชน ใช นา้ํ มะนาวแทนนาํ้ กรด 4) การวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะดูวาสิ่งน้ัน ประกอบดวยอะไร การเกิดสิง่ นนั้ ขนึ้ อาศยั เหตุผลใด สามารถจาํ แนกไดวา สิง่ ใดสําคัญมาก สิง่ ใดมีความสัมพันธกนั และเกิด ปรากฏการณ นนั้ ๆ ข้นึ อาศัยหลกั การใด การแสดงออกที่ แสดงถึงการวเิ คราะห เชน เลือกทานอาหาร 4-5 ชนิดที่มีรสชาติ และราคาท่ีพอ ๆ กนั แตเลอื กทานชนิดทด่ี ีท่สี ดุ ทราบสาเหตุของไฟฟาช็อต คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 146 5) การสงั เคราะห หมายถึง ความสามารถในการรวมสว นยอยตา ง ๆ ต้ังแต สองสว นข้นึ ไปเขา ดวย กัน แลวเปลีย่ น เปน สง่ิ ใหมท ่ีมีคุณภาพแปลกและแตกตางออกไป สวนยอยดังกลา วอาจจะเปนเหตุการณ สถานการณ ขอเท็จจรงิ ความคิดเหน็ ใด ๆ ก็ได การสงั เคราะหก็คอื ความคิดรเิ ริม่ สรางสรรคน ัน่ เอง การแสดง ออกท่แี สดงถึง การสงั เคราะห เชน เขียนกลอนได แตง เรือ่ งใหมเ ปน หรือวางแผนการแขง ขันฟตุ บอลเพอ่ื หา รายไดไ ด 6) การประเมนิ คา หมายถงึ ความสามารถในการตีราคาของส่ิงน้ันวา ดี- เลว ชอบ-ไมช อบ ควร- ไมค วร เหมาะสม-ไมเหมาะสมอยาไร โดยอาศัยเหตผุ ลประกอบดวย ซ่ึงหากไมม เี กณฑ ไมใ ชการประเมนิ เปนความคดิ เหน็ ลอย ๆ การแสดงออก ท่ีแสดงถงึ การประเมินคา เชน พจิ ารณาตดั สินวา เร่อื งราวใหฟง อา น นนั้ ควรเชอ่ื หรือไม หรอื พิจารณาตัดสินใจเลือกส่ิงใดทเ่ี หมาะสมกบั สถานการณน ้นั เปน ตน 1.2) ดานความรสู กึ (เจตพสิ ยั ) เปน การวดั เกี่ยวกบั ความรสู กึ อารมณและทศั นคติ เปนการวัดสภาพการเปล่ยี นแปลงของจติ ใจเมื่อ มี สิง่ หนึ่งส่ิงใดมา กระทบแลว เกิด การรบั รู เกิดความสนใจ อยากจะเกีย่ วของดวยจนรคู ณุ คาทั้งทางดแี ละไม ดี การวัดดา นนี้จะเรมิ่ จากการรบั การสนองตอบ การรคู ณุ คา การจดั ระบบคณุ คา และ การสรา งลักษณะนสิ ยั ทศั นคติ หมายถงึ ความเช่อื ศรัทธาหรอื เล่อื มใสในสง่ิ หนึง่ สง่ิ ใดจนเกดิ ความพรอ มในจติ ใจ สามารถ ประพฤติปฏบิ ตั ิตามได การแสดงออก การทํางานมากกวาท่ีกําหนด 1.3)ดา นทกั ษะกลไก (ทักษะพสิ ยั ) เปนการวัดเกย่ี วกบั ทักษะในการใชสว นตา ง ๆ ของรางกาย การประสานงานของการใชอวยั วะตา ง ๆ ตลอดจนการใช เครอื่ งมอื ตาง ๆ เชน การเขยี น การอาน การพูด การวิ่ง การกระโดด การวา ยนํา้ การใช เครื่อง คอมพิวเตอร การใชเ ครื่อง คิดเลข เปน ตน ทกั ษะ หมายถงึ ความสามารถในการทจ่ี ะทาํ งานไดแคลวคลอ งวองไว โดยไมม ปี ด หรอื คลาดเคลอื่ น ไปจากความเปน จรงิ ในสิง่ น้นั การแสดงออก - บวก ลบ คูณ หารไดร วดเร็ว ถกู ตอ ง – พมิ พร ายงานได รวดเร็วถกู ตอง 2) ประเภทของการวดั และประเมนิ ผล การจาํ แนกประเภทของการวดั และประเมินผล สามารถจาํ แนกไดหลายแบบ แตถ า จําแนกตาม คุณลกั ษณะของส่งิ ทว่ี ัด จะแบงเปน ดานใหญ ๆ ได 3 ดา น คอื 1. การวดั ผลสัมฤทธ์ิ ( Achievement test ) จะเปน การวัดการเรยี นรขู องผูเรยี น หรือผูเขาสอบวาได เรียนรูอะไรบาง มคี วามรู ความรอบรมู ากนอยเพยี งใด 2. การวดั ความถนัด ( Aptitude test ) จะเปน การวัดวาผูเรียนหรือผเู ขา สอบ มีความถนัดในดานนี้ หรือไม ซ่ึงจะมีสว นชวยทาํ นายอนาคตวา นกั เรียนคนนมี้ แี นวโนม จะเรียนดานน้ไี ดสาํ เร็จหรอื ไม หรอื วัด บุคคลท่วั ไปวามีความถนดั ในเรือ่ งน้นั ๆหรือไม คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 147 3. การวดั บคุ ลิกภาพ ( Personality test ) จะเปน การวัดลกั ษณะของผเู รียนหรือผูเ ขา สอบ ในดานที่ เก่ยี วขอ งกบั ลักษณะสวนบุคคล เชน ทศั นคติ ความสนใจ อารมณ การปรับตัว ลักษณะนสิ ัย ฯ เพื่อนํามา เปนขอมลู ประกอบการจัดการเรียนการสอนใหเ หมาะสมกบั ลกั ษณะของผูเรียน 3) ชนดิ ของแบบทดสอบ (Types of tests) แบบทดสอบมีหลายชนดิ ซ่ึงแบงออกได ดงั นี้ 3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement tests) เปน แบบทดสอบท่ใี ชวดั ความรู (knowledge)และทักษะ (skill) ซ่งึ ในตา งประเทศจะมีแบบทดสอบ มาตรฐานดานนีเ้ ปน จาํ นวนมาก เชนStanford Achievement Test, Metropolitan Achievement Test และ California Achievement Test Battery (ซงึ่ มีขอ สอบประกอบดวยการอา น คณิตศาสตร การสะกดคาํ สงั คม ศกึ ษา วิทยาศาสตรและความเขาใจในการฟง) 3.2 แบบทดสอบวัดบคุ ลิกภาพ (Personality) เปน แบบทดสอบที่ใชวัดคุณลักษณะของคน เกีย่ วกับความรสู ึก เจตคติ ฯลฯ ลกั ษณะของแบบ ทดสอบท้ังภาคปฏิบัติและถามตอบ สอบเปนรายบุคคลกับเปน กลุม เปนตน 3.3 แบบวัดความถนดั (Aptitude Test) แบบวัดความถนัดเปนการวดั ศักยภาพ (Potential) ของผูตอบ เพ่อื ใชใ นการทํานายความ สามารถในการปฏบิ ัตงิ านกิจกรรม หรอื การศกึ ษา ในอนาคตไดส ําเร็จ แบบวัดความถนดั มชี อื่ เรียกหลาย อยาง เชน แบบวัดความถนัดทางการเรยี น (Scholastic Aptitude tests) แบบวัดเชาวนปญญา (Intelligence Tests) และ แบบวัดความสามารถทางสมอง (Tests of General Mental Ability) ผลของการวัดความถนดั จะเปนประโยชนตอครูผูส อน ครูแนะแนวและผบู รหิ าร แบบวัดความถนัด 4) ประเภทของขอสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ขอสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ ่ัวไป นั้น มหี ลายรปู แบบ ดงั นี้ 1) แบบอตั นัย ( Subjective test หรือ Essay test ) เปนแบบทดสอบท่มี คี ําถามไมก ่ขี อ แลวใหผูต อบ เรียบเรยี งความคิด เขียนตอบอยา งอิสระ ตามแนวคดิ เชน แบบทดสอบความเรียง , แบบทดสอบ เอม็ อี คิว 2) แบบปรนัย ( Objective test หรอื Short answer test ) ซง่ึ แบง ออกไดอกี หลายแบบ ดังน้ี 2.1) แบบหลายตวั เลือก ( Multiple choices ) 2.2) แบบสองตัวเลือก หรอื แบบถกู ผิด ( True-False ) 2.3) แบบจับคู ( Matching ) 2.4) แบบเติมคํา ( Completion ) 5) ลักษณะขอ สอบอัตนัย ลกั ษณะขอ สอบอตั นยั (ขอสอบบรรยาย) มขี อควรคํานึง 2 ประการ ดงั น้ี 1) การสรางขอสอบใหค รอบคลมุ เนือ้ หา 2) การตรวจขอ สอบใหไ ดค ะแนนท่นี าเชอ่ื ถอื สวนการต้งั คาํ ถาม อาจถามในหลายลกั ษณะ เพ่อื ดงึ ความคิดขนั้ สงู ออกมา เชน 1) ใหระลึกประสบการณ คมู อื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 148 2) ใหเปรียบเทียบ 3) ถามสาเหตุ หรอื ผลท่เี กิด 4) การวเิ คราะห 5) ถามความสมั พนั ธ 6) ถามใหอ ภิปราย 7) ถามใหวิจารณ ความถูกตอ ง ความเปนเหตเุ ปนผล 8) ถามใหค ิดเชิงอนุมาน 9) ถามใหส รุป 10) ถามใหส รางแนวคิดใหม 2. การวัดผลและประเมนิ ผลตามหลักสตู รการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สาระสําคัญของการวดั และประเมนิ ผลการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2544 มดี งั นี้ 1) การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู - สถานศกึ ษาจดั ทาํ หลักเกณฑแ นวปฏบิ ัตใิ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู - มีการวัดและประเมินผลท้ังระดับช้ันเรยี น ระดับสถานศึกษา และระดับชาติ 2) การประเมินผลรอบดาน พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และทแี่ กไ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ใหสถานศกึ ษาจัดการประเมนิ ผเู รียนโดยพจิ ารณาจากพฒั นาการของผเู รียน ความประพฤติ การสงั เกตพฤติ กรรมการเรยี น การรวมกจิ กรรม และการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสม ของแตละระดับและรปู แบบการศกึ ษา ใหสถานศึกษาใชว ธิ กี ารทีห่ ลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเขา มาศึกษาตอ และใหน าํ ผลการ ประเมนิ ผูเรยี น ตามวรรคหนงึ่ มาใชป ระกอบการพจิ ารณาดวย จากมาตรา 26 ยอ มเปนเคร่อื งบง ชี้วา สถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐานจาํ เปนตอ งนําวิธกี ารประเมนิ พัฒนาการ ของผเู รยี นควบท้งั 4 ดาน คือ รา งกาย อารมณ สงั คม และสตปิ ญญา สถานศึกษาเปนผูรับผดิ ชอบการจดั การศกึ ษาตอ งจัดทาํ หลักเกณฑแ ละแนวปฏบิ ัติในการวัด ประเมนิ ผลการเรียนทม่ี งุ ตรวจสอบผลการเรยี นและพัฒนาการของผเู รยี นรว มกนั การประเมินผลการเรียน สอดคลองกบั กระบวนการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ใหข อมูลผลการประเมนิ ผลการเรยี นของ ทุกคนอยางมคี วามหมาย สามารถใชส ง ตอระหวางสถานศึกษาและหนวยงานตา ง ๆ ไดอยา งมีประสิทธภิ าพ จงึ กาํ หนดการประเมินเปน 3 ระดบั คอื การวัดและประเมินผลระดบั ช้นั เรียน การประเมินผลระดบั สถาน ศึกษา และการประเมนิ คุณภาพระดับชาติ ดงั นี้ คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 149 2.1) การวัดและประเมินผลระดับชัน้ เรียน วัตถปุ ระสงค มงุ ประเมนิ ความกาวหนาของผเู รยี นทัง้ ดานความรู ทักษะกระบวนการคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค ซงึ่ เกิดจากการจัดกิจกรรม 8 กลมุ สาระการเรียนรแู ละกิจกรรมพัฒนาผูเ รียน ดานคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค และการอาน คดิ วเิ คราะหและเขยี น วิธีการประเมนิ ใชวิธกี ารประเมินที่หลากหลายควบคูกับกิจกรรมการเรียนรูข องผูเ รียน เนนการประเมินสภาพจรงิ จากพัฒนาการของผเู รียน ความประพฤติ การสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นการรว มกจิ กรรม ผลงานจากโครง งานหรือแฟมสะสมผลงานและการทดสอบ ผูเกยี่ วขอ ง ผูเรียน เพือ่ น ผูสอน พอ แม ผปู กครอง และผูเกย่ี วขอ งในชมุ ชน 2.2) การประเมนิ ผลระดบั สถานศกึ ษา วตั ถุประสงค 1. เพ่ือประเมนิ ผลการเรียนและพัฒนาการของผูเ รยี นปลายป (ชว งช้นั ท่ี 1-3) หรือ ปลายภาค (ชวงชนั้ ที่4) และเม่อื สิ้นสุดชวงชนั้ แตละชว งช้นั เพือ่ นําผลไปใชเ ปนขอมูลในการปรบั ปรงุ ผูเรยี นใหมี คณุ ภาพตามผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั มาตรฐานการเรียนรชู ว งช้ันคุณลกั ษณะอันพึงประสงคแ ละมาตรฐาน การอา น คิดวเิ คราะห และเขียนทีส่ ถานศึกษากําหนดแตละชว งชั้น 2. นาํ ผลการประเมินผลการเรียนรายวิชาของทุกกลมุ สาระการเรียนรู กิจกรรมพัฒนาผูเรียน คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค การอา น คดิ วิเคราะห และเขยี นใชในการพจิ ารณาตดั สินการเลื่อนชวงช้นั 3. ปรบั ปรงุ ผเู รยี นใหบรรลผุ ลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั 4. ปรบั ปรุงการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนใหม ีประสทิ ธิภาพ และใชสาํ หรบั ตดั สินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในดา นตา ง ๆ ของผเู รยี น ท้ังนส้ี ถานศึกษาเปนผูก าํ หนดหลกั เกณฑการประเมิน โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน วธิ กี ารประเมนิ การประเมนิ สภาพจริงจากพัฒนาการของผเู รยี น ความประพฤติ การสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียน การรว มกจิ กรรมและการทดสอบ สรุปการประเมนิ ตัดสนิ การผา นชวงช้ัน ผูเก่ยี วของ คณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ คณะกรรมการพฒั นาและประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค คณะกรรมการประเมนิ การอา นคิดวิเคราะห และเขยี น คณะอนุกรรมการกลมุ สาระการเรยี นรแู ละกิจกรรมพัฒนาผเู รียน ผูบริหารสถานศกึ ษา ผูส อน และครูประจาํ ช้ัน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
150 2.3) การประเมนิ คณุ ภาพระดบั ชาติ วัตถปุ ระสงค เพ่อื ตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศกึ ษาและคณุ ภาพการศกึ ษาของชาติ และนําผลการประเมิน ไปวางแผนดําเนินการปรบั ปรงุ แกไ ขและพฒั นาการศกึ ษาของชาติ วิธกี ารประเมนิ สถานศึกษาตอ งจัดใหผ ูเรียนทุกคนทเี่ รยี นในปสดุ ทา ยของแตละชว งช้นั คอื ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 3 ชัน้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 3 และชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6 เขา รับการประเมนิ คณุ ภาพระดบั ชาติ และกระตุนใหผ เู รยี นไดแสดงความสามารถในการประเมินอยา งเตม็ ศกั ยภาพ ซึ่งกระทรวงศกึ ษาธิการจะ กาํ หนดใหม กี ารประเมินในกลมุ สาระการเรยี นรูตา ง ๆ ตามความจาํ เปนรายป ขอ มลู จากการประเมินจะนาํ ไป ใชใ นการพัฒนาคณุ ภาพผูเรียน คณุ ภาพการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษาและคุณภาพการศกึ ษาของชาติ ผเู กย่ี วขอ ง คณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงานวิชาการ คณะกรรมการพัฒนาและประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค คณะกรรมการประเมินการอา น คดิ วิเคราะห และเขยี น คณะอนุกรรมการกลมุ สาระการเรียนรแู ละกจิ กรรมพัฒนาผเู รียน ผบู รหิ ารสถานศกึ ษา ผสู อน ครูประจําช้นั และผูเรยี น 3) เกณฑการผา นชว งชัน้ และการจบหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน เพอื่ ใหผ เู รียนหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานทีผ่ านการศึกษาละชวงชัน้ และจบหลักสตู รการศกึ ษาได ศึกษาครบถวนตามโครงสรา งของหลกั สตู รและมคี ณุ ภาพมาตรฐานการศกึ ษา จงึ กาํ หนดเกณฑก ารตดั สนิ ผล การเรียนผา นชว งชน้ั การจบหลกั สตู รการศกึ ษาภาคบงั คับและจบหลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ดงั นี้ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ชว งชั้นท่ี 1, 2, 3 ชวงชั้นท่ี 4 ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 1-3 ช้ันประถมศึกษาปที่ 4-6 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4-6 และชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1-3 (จบการศึกษาภาคบังคับ) (จบการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน) 1. ผเู รียนตองเรียนรตู ามกลุม สาระการเรยี นรูทั้ง 8 1. ผเู รยี นตอ งเรียนรตู ามกลุม สาระการเรียนรูท ั้ง 8 กลุม และไดร ับการตัดสินผลการใหไดตามเกณฑที่ กลมุ และไดหนว ยกิตครบตามหลกั สูตรทส่ี ถาน สถานศกึ ษากาํ หนด ศกึ ษากาํ หนด และไดรบั การตัดสนิ ผลการเรยี นใหได 2. ผูเรยี นตองผานการประเมินการอาน คิดวิเคราะห ตามเกณฑท ่สี ถานศกึ ษากําหนด และเขียน ใหไ ดตามเกณฑท ส่ี ถานศกึ ษากาํ หนด 2. ผูเรียนตอ งผา นการประเมินการอา น คดิ วิเคราะห 3. ผูเรยี นตองผา นการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึง และเขียน ใหไดต ามเกณฑท สี่ ถานศึกษากาํ หนด ประสงค ตามเกณฑท่สี ถานศกึ ษากําหนด 3. ผเู รยี นตองผานการประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ 4. ผูเรียนตอ งเขารวมกิจกรรมพัฒนาผเู รยี นและผา น ประสงค ตามเกณฑท ่ีสถานศกึ ษากาํ หนด การประเมินตามเกณฑทส่ี ถานศึกษากําหนด 4. ผเู รยี นตอ งเขารว มกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนและผา น การประเมินตามเกณฑท สี่ ถานศึกษากําหนด คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 151 4) แนวทางการประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ และคุณธรรม ตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และทีแ่ กไขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 สงผลใหก ารวดั และประเมินผลการศึกษาในชั้นเรยี นเกิดการเปลย่ี นแปลงขน้ึ จากการประเมนิ ผลการศกึ ษา แบบดัง้ เดมิ (Tradition Assessment) ทใี่ ชข อ สอบเพียงอยางเดียวเปน สวนมากมาเปนการประเมินผลแบบ ดง้ั เดมิ พรอ ม ๆ กบั การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ดังนัน้ การประเมินผลการศึกษาของผเู รียนในช้ันเรยี น ยงั มีความจําเปนตองใชข อสอบในการ ประเมนิ องคค วามรขู องผูเรียน สว นกาประเมนิ ดา นพฒั นาการ ความประพฤติ พฤติกรรมและการรว ม กจิ กรรมผูส อนตองคิดคน หาเทคนคิ วธิ ีการประเมินผลใหครอบคลมุ ทังดานองคค วามรู ทักษะ และคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จากกระบวนการจัดการเรียนรทู ั้งในและนอกหองเรียน น้ันคือ การนาํ แนวทางการประเมนิ ผล ตามสภาพจริง มาใชในกระบวนการวดั และประเมนิ ผลในชนั้ เรยี น แนวคดิ / หลกั การ เพือ่ ใหเ กดิ ความเขาใจทีถ่ ูกตองกอนวางแผนการจดั การเรยี นรูและประเมนิ ผลการศกึ ษา ควรทาํ ความเขาใจถึงความหมายของการประเมินผลตามสภาพจริงและคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดังตอ ไปน้ี การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถงึ การประเมนิ ผลจากความรู ความสามารถท่แี ทจ ริงของผูเรียน จากการปฏิบตั ิงานจรงิ หรือกจิ กรรมอยา งใดอยา งหนึง่ โดยงานหรอื กิจกรรมท่ีมอบหมายใหผูเ รยี นปฏบิ ตั ิ จะเปน งานหรือสถานการณทีเ่ ปนจริง (Real life) หรอื ใกลเ คยี ง กบั ชีวิตจรงิ ซง่ึ งานดังกลาวเปน งานท่มี สี ถานการณซบั ซอน (Complexity) และมีลักษณะเปน องครวม (Holistic) มากกวา งานที่ปฏิบัตใิ นกจิ กรรมการเรียนทั่วไป คณุ ธรรม จรยิ ธรรม หมายถงึ คุณลกั ษณะท่ตี อ งการใหเ กดิ ขน้ึ กับผูเรียนอันเปน คณุ ลกั ษณะที่ สังคมตองการ ในดา นการมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ ม บคุ ลกิ ลักษณะนิสัยท่ดี ีงาม ดังนัน้ สถานศึกษาแต ละแหง อาจจะกาํ หนดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคไ มเ หมอื นกัน ทงั นี้ ข้ึนอยูก บั สภาพปญหา ความตอ งการ ตลอดจนวิสยั ทัศนข องสถานศึกษาซง่ึ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานและคณะกรรมการพฒั นาและ ประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงคของสถานศึกษาเปนผกู าํ หนด ดงั น้นั การประเมินผลตามสภาพจริงและคณุ ธรรม จรยิ ธรรม หมายถึง การประเมินผลจาก ความรู ความสามารถทีแ่ ทจ ริงของผูเรยี น รวมทง้ั คณุ ลักษณะที่ตอ งการใหเ กิดขึ้นกบั ผเู รยี น ในดา นคณุ ธรรม จริยธรรม จากการปฏิบตั ิงานกิจกรรมทมี่ อบหมายใหผูเรียนปฏิบัตจิ ะเปนงานหรือสถานการณท ี่เปนจรงิ (Real life) หรอื ใกลเ คียงกบั ชวี ิตจริง ซึ่งงานดงั กลา วเปนงานทมี่ ีสถานการณซ บั ซอนและมีลักษณะเปน องค รวมมากกวางานท่ีปฏบิ ัติในกิจกรรมการเรียนท่ัวไป โดยสถานศกึ ษา สามารถประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คานยิ ม บคุ ลกิ ลกั ษณะ และคุณลักษณะอันพึงประสงคของผเู รียนไดในขณะทไี่ ดป ฏิบัตงิ าน ช้ินงานนน้ั ทง้ั ทเ่ี กดิ ขึน้ ในหองเรยี นและนอกหอ งเรียนไปพรอ ม ๆ กันอยางตอ เน่อื งทกุ กลมุ สาระการเรียนรูอยางเปน ระบบและมีขั้นตอนชัดเจน กระบวนการประเมินผลตามสภาพจริงไว 3 ข้นั ตอน คอื คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 152 1) ขนั้ ตอนท่ี 1 การนิยามความสามารถท่ตี อ งการ กําหนดวาผลผลิตที่เกดิ จากผูเรียนเปน กระบวนการหรือผลผลติ หรอื ทั้งสอง โดยพิจารณาภาระงานที่เหมาะสมกบั ผเู รียน (Task Accommodate Student) จํานวนผเู รียน ระยะเวลา กลุมมาตรฐานหรือดา นคณุ ภาพตา ง ๆ 2) ขน้ั ตอนท่ี 2 การคดิ สรางสรรคภ าระงาน การกําหนดงานจะตอ งสรา งสรรคภ าระงานท่ีมคี วาม หมายโดยกาํ หนดช้นิ งานขนึ้ มา แลวนําไปทดลองนัยความสําคัญของช้นิ งาน ภาระงาน / ช้ินงานมมี ติ ิตาง ๆ 3) ขัน้ ตอนท่ี 3 กําหนดเกณฑก ารประเมนิ (Rubric) สาํ หรบั ชนิ้ งาน / ภาระงานทกี่ าํ หนดให นกั เรียนทาํ ผูสอนตอ งสามารถประเมนิ วาผเู รียนไดแ สดงออกซง่ึ ความรู ทกั ษะ คุณธรรม จรยิ ธรรม และ ความสามารถในช้นิ งานไดดีเพยี งใด 5) เอกสารหลักฐานการศกึ ษา สถานศึกษาตองพิจารณาจดั ทําเอกสารการประเมนิ ผลการเรียนเพอ่ื ใชประกอบการดําเนนิ งานดา น การวัดและประเมนิ ผลการเรียนตามที่เห็นสมควร เชน เอกสารแสดงผลการเรียนรขู องผเู รียน แบบบันทึกผล การพัฒนาคุณภาพผูเรยี นในรายวิชาตา งๆ แบบรายงานการพัฒนาคณุ ภาพผเู รยี นเปนรายบคุ คล ระเบยี น สะสมแสดงพัฒนาการดานตางๆ และแบบแสดงผลการพฒั นาคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค เปน ตน ทง้ั น้ีจะมีการกําหนดเอกสารหลักฐานการศึกษา ทส่ี ถานศกึ ษาทุกแหงตองใชเ หมือนกนั เพอื่ ประโยชน ในการสื่อความเขา ใจทีต่ รงกนั และการสงตอ ไดแ กเ อกสารแสดงผลการเรยี น เอกสารแสดงวุฒิการศกึ ษา แบบรายงานผสู าํ เรจ็ การศกึ ษาภาคบังคับ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานสงเสริมการใชส ื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษา 1. สือ่ การศกึ ษา 1) ความหมาย ประเภทสือ่ การศกึ ษา 1. ความหมายของสอื่ การศึกษา สื่อการศึกษา คือ ตัวกลางหรือสิ่งตาง ๆ เชน วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ รวมทั้ง กิจกรรมตางๆ ท่ีชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรู เกิดการพัฒนา และสามารถนําความรูท่ีไดรับนั้นไปใชในการ ประกอบอาชพี ตลอดจนการดํารงชวี ิตไดอ ยางมคี วามสขุ และมปี ระสิทธภิ าพ ส่อื / นวตั กรรมทางการศกึ ษา หมายถึง ส่งิ ใหมห รอื วธิ กี ารใหมท ่นี าํ มาใชการจดั การศกึ ษา อนั ไดแ ก แนวคดิ เทคนิค วธิ ีการ กระบวนการ แนวปฏบิ ตั ิ หรือส่ิงประดิษฐใหม ๆ เพ่อื แกปญหาการเรียนการสอนของ ครแู ละพัฒนาการเรียนรูใหม ปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลตามเปา หมายของหลักสตู ร ซึง่ พิจารณาได ดงั น้ี 1. เปน สิ่งทีใ่ ชแ ลวจากทีอ่ ืน่ แตนํามาใชใหมทนี่ ่ี 2. เปน ส่งิ ที่เคยใชมาแลวจากทอ่ี ื่น แลว นาํ มาปรับปรุงแกไขใหม 3. เปน ส่งิ ท่มี อี ยแู ลวแตเ พงิ่ นาํ มาทดลองใช คูม ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 153 4. เปน ท่ีผลติ / สรางขึน้ ใหมแ ละทดลองใชที่นี่เปนครง้ั แรก สื่อ / นวัตกรรมทางการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการ เทคนิค วิธีการ แนวคิด หลักปฏิบัติ เคร่ืองมือหรือส่ิงใหม ๆ ที่ไดผานการทดลองและพัฒนาอยางมีขั้นตอนและเปนระบบ แลวนํามาใชในการ เพมิ่ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของการเรยี นการสอน 2. ประเภทของสอ่ื การศึกษา ส่ือการศึกษาแบงประเภทไดหลายลักษณะไดแก (1) การแบงประเภทตามชองทางการสงและรับสาร (2) การแบงประเภทตามโครงสรางความคิด และ (3) การแบงประเภทตามโครงสรา งของส่ือ (4) การแบงส่ือ ตามหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ดังรายละเอียดตอไปนี้ 2.1 การแบงประเภทตามชอ งทางการสง และรบั สาร สอ่ื การศกึ ษาทแ่ี บง ประเภทตามชองทางการสง และรบั สาร มี 3 ประเภท ไดแก 1) ส่ือโสตทัศน ไดแก สื่อกราฟฟก วัสดุลายเสน และ แผนปายตางๆ ส่ือสามมิติ ประเภทหนุ จําลอง และสือ่ เสียง เชน เทปเสียง เปนตน 2) สือ่ มวลชน ไดแ ก สอ่ื สงิ่ พมิ พ วิทยุกระจายเสยี ง และวิทยุโทรทัศน 3) สือ่ อิเล็กทรอนิกสและโทรคมนาคม ไดแก โทรศัพท โทรสาร วิทยุส่ือสาร โทรทัศน ปฏิสัมพันธ ระบบประชุมทางไกล เครือขายคอมพิวเตอร และ อินเตอรเ นต เปน ตน 2.2 การแบงประเภทของสื่อการศึกษาตามโครงสรางความคิด มีสองลักษณะ คือ แบงตามลักษณะ ของประสบการณ และแบง ตามลกั ษณะการคดิ ของคน ดังตอ ไปนี้ 1) การแบงประเภทสอื่ การศึกษาตามลกั ษณะประสบการณ การแบง ประเภทส่อื การเรยี นการศึกษาตามลักษณะของประสบการณท่ผี ูเ รยี นไดรับจาก ผลการใชส่ือน้นั ๆ เอด็ การ เดล เปนคนแบง ไวม ี 10 ประเภท (Dale, 1949) เรม่ิ แรกทีเดียวเขาแบง ออกเปน 11 ประเภท แตตอนหลังไดปรบั ปรุงโดยรวมภาพยนตรกับโทรทศั นเปน ประเภทเดยี วกัน จงึ เหลอื เปน 10 ประเภท เรียกวา “กรวยแหงประสบการณ” ตามลาํ ดบั จากรปู ธรรมไปหานามธรรม ดังตอไปน้ี 1.1) ประสบการณต รงทผี่ ูเรียนเจตนารบั เปน สอื่ ของจริง 1.2)ประสบการณจ ากสถานการณจาํ ลองและหนุ จาํ ลอง 1.3) ประสบการณนาฏการท่ีผูเรียนไดรับรูการแสดงดวยตนเองหรือการชมการแสดง 1.4) ประสบการณจ ากการทดลองสาธติ 1.5) ประสบการณท ัศนศกึ ษา 1.6) ประสบการณที่ไดจากนทิ รรศการ 1.7) ประสบการณจากภาพยนตรห รอื โทรทศั น 1.8) ประสบการณจากภาพนิ่ง วิทยุและการบันทึกเสียง คมู อื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 154 1.9) ประสบการณจากส่ือทัศน 1.10) ประสบการณพจนสัญลักษณ 2) การแบง ประเภทสอ่ื การศึกษาตามลักษณะสือ่ ในกระแสความคดิ ของผเู รยี น การแบง ประเภทของสือ่ การศึกษาตามลกั ษณะส่ือในกระแสความคดิ ของผูเรยี นนี้ แบง ตาม ทฤษฎโี ครงสรา งของความคิด (Cognitive Structure) ของบรเู นอร (Bruner, 1966) ซึง่ อธบิ ายไวว า คนเราจะ เกิดความรูความเขาใจส่ิงแวดลอมไดโดยส่ิงแวดลอมท่ีเปนวัตถุ ปรากฏการณหรือสถานการณ เราใหเ กดิ สอื่ หรือสง่ิ แทนในการะแสความคิดดานใดดานหนง่ึ หรอื ทั้งสามดา น ไดแ ก ดา นกระทาํ ดา นภาพ หรือดา น สญั ลักษณ ดงั นน้ั สือ่ ในที่น้ีจึงหมายถงึ สือ่ ทเ่ี ปน วตั ถุหรอื สถานการณกับส่ือท่เี ปนลกั ษณะของความคิด ซึ่งอาจเทียบกับสือ่ ท่ีแบงประเภทตามแบบของ เอ็ดการ เดล ไดด ังน้ี 2.1) สื่อประเภทที่กอ ใหเกดิ การกระทาํ การเคลือ่ นที่หรือเคลื่อนไหวกลา มเนอื้ ทาํ ใหเกิด ความรูความเขาใจได ไดแก สื่อของจริง สถานการณจําลอง หุนจําลอง นาฏการ การทดลองสาธิต และ การศกึ ษานอกสถานที่ 2.2) สอื่ ประเภทท่ีกอใหเ กิดภาพนึก ไดแก ส่ือนทิ รรศการ ภาพยนตร โทรทศั น ภาพนงิ่ วิทยุ และแผน เสยี ง 2.3) ส่อื ประเภทท่กี อ ใหเ กิดการคิดนึกเปน สญั ลักษณ ไดแ ก สอื่ ทศั นสัญลกั ษณแ ละภาษา 2.3 การแบง ประเภทของสือ่ การศึกษาตามลักษณะโครงสรางของส่อื ประเภทของสือ่ การศกึ ษาตามลักษณะโครงสราง แบง ออกไดเ ปน 2 กลมุ ใหญ ๆ คอื กลุมฮารด แวร และกลมุ ซอฟตแ วร ดงั ตอไปน้ี 1) ฮารดแวร ความหมายของฮารด แวรต ามพจนานกุ รม หมายถงึ เครอื่ งมือ อุปกรณท ่ีเปนโลหะ และวตั ถุเนื้อแข็ง อาวุธ ยุทโธปกรณ ตลอดทั้งชน้ิ สวนประกอบตา ง ๆ ของเครื่องมอื และอุปกรณเหลา น้ี ความ หมายของฮารด แวรใ นเทคโนโลยคี อมพิวเตอร หมายถงึ เครอื่ งกลไกและวงจรอเิ ล็กทรอนิกสท่เี ปนตัวเครือ่ ง คอมพิวเตอร จะเหน็ ไดว า ฮารด แวรเปนผลิตผลจากการประยุกตท างดา นวิทยาศาสตรก ายภาพทงั้ หมด ซึง่ ประกอบดวยวสั ดุส้นิ เปลือง เครอื่ งมือและอุปกรณ ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1.1) วัสดุสนิ้ เปลือง หมายถึง วสั ดตุ า ง ๆ ท่ไี ดจ ากการประยกุ ตว ิทยาศาสตรก ายภาพเตรียม ไวใชประกอบกบั เครอ่ื งมอื และอุปกรณอ่นื เม่อื ถูกนาํ ไปใชแ ลววสั ดบุ างอยางกจ็ ะหมดสภาพการเปน ประเภท ฮารดแวร เพราะมีผลิตผลของการประยุกตพฤตกิ รรมศาสตรเ ขามาเปน โครงสรา งของวสั ดนุ น้ั กลายเปนวัสดุ สาํ เร็จพรอ มท่ีจะนาํ ไปใชในกระบวนการแนะแนวตามตอ งการได วสั ดสุ ิน้ เปลอื งทน่ี ํามาใชมากในกระบวน การแนะแนว ไดแก กระดาษ หมกึ สี แผน โปรงใสสาํ หรบั เขยี น และประเภทอาบสารไวแสงที่ยังไมไดถาย ภาพลงไป ฟลมถายภาพ ฟลมภาพยนตร ฟลม พวกไมโครฟอรมตา ง ๆ ทีย่ ังไมไ ดใช เทปเสียง เทปภาพ ทย่ี ัง ไมไ ดบ ันทกึ แผน ฟลอบป แผน ดิสคแ มเหลก็ แผน ดิสคออพตกิ สาํ หรบั เคร่อื งเลเซอรด ิสค เปน ตน 1.2) เคร่ืองมือ หมายถงึ เคร่ืองชว ยเครอื่ งประกอบในกิจการแนะแนว เชน ปากกา ดินสอ มีด คัตเตอร จอบ เสยี ม เปน ตน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 155 1.3) อปุ กรณ ไดแก เคร่ืองอปุ กรณห นกั ตาง ๆ ท่เี ปนครุภัณฑตามระเบยี บการเงนิ ของ ราชการไทย เชน เคร่อื งฉายภาพขา มศีรษะ เคร่ืองฉายภาพทบึ แสง เครอ่ื งฉายสไลด เครือ่ งฉายภาพยนตร เครอ่ื งเทปเสยี ง เครอื่ งรบั วิทยุ เครอ่ื งรับโทรทศั น เคร่อื งบันทกึ ภาพ (VTR) กลองวทิ ยุโทรทศั น กลองถายภาพ เปน ตน 2) ซอฟตแวร ซอฟตแ วรเปน คําท่ีนาํ มาใชใ นเทคโนโลยีคอมพิวเตอรโ ดยท่ตี ัวเครือ่ งคอมพิวเตอร น้นั เปน วงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส การที่จะสง่ั ใหค อมพวิ เตอรทาํ งานอยางใดอยา งหนึง่ นน้ั จะตองมคี ําสง่ั หรือ โปรแกรมทีเ่ ปนภาษาของเครื่องชวยจึงจะส่งั เคร่อื งใหทํางานตามตองการได วิธีการทาํ โปรแกรมคาํ ส่ังหรอื เทคนิคในการจัดทาํ ชดุ คําสัง่ คอมพิวเตอร และผลผลติ ท่ีไดเปน โปรแกรมตาง ๆ น้เี รยี กวาซอฟตแวร แตในท่ีน้ี นาํ คําวาซอฟตแวรมาใชในความหมายกวาง ๆ หมายถึง ผลผลิตจากการประยุกตพฤติกรรมศาสตรมาใชใ น การศกึ ษาและการแนะแนว ซ่ึงไดแ กล ําดับขนั้ ตอน ระบบกระบวนการ โปรแกรมและวธิ กี ารเกบ็ รวบรวม จัดแจง และการเสนอสารสนเทศทางการศึกษาและการแนะแนว ซึง่ สามารถแบงออกเปน วัสดุสําเร็จรูป กจิ กรรมและเกม และวธิ ีการ 2.1) วัสดุสาํ เรจ็ รปู ไดแ ก วัสดทุ ี่ไดด าํ เนนิ การออกแบบและจดั บรรจเุ นื้อหาสาระเปนระบบ เพ่อื การศกึ ษาและการแนะแนวเรยี บรอ ยแลว พรอ มที่จะนําไปใช เชน ฟล มภาพยนตรทถ่ี า ยทาํ เปนเรือ่ งราว เรยี บรอยแลว ตาํ ราแบบโปรแกรม แผนฟลอบปดิสคโปรแกรมการสอน เปนตน 2.2) กจิ กรรมและเกม ไดแ ก การเลยี นแบบ สถานการณจาํ ลอง บทบาทสมมติ และเกมที่จัด เตรียมไวเพื่อสรางสถานการณการส่ือสาร การตดั สนิ ใจ เสนอประเดน็ ความคิด หรือเปด เผยขอ มลู ท่เี กย่ี วขอ ง กับการแนะแนว เปนตน 2.3) วิธีการ หมายถึง เทคนคิ วธิ ีลาํ ดบั ขั้นตอนและระบบในการรวบรวมหรือเสนอเน้ือหาสาระ และขอมูลทีเ่ กยี่ วของกับการใหก ารศึกษาและการแนะแนวในสถานศึกษา 2.4 การแบงประเภทของสอ่ื ตามหลักสตู รการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ในหลักสตู รการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 ไดแบงประเภทของสอื่ อกเปน 3 ประเภท ดงั นี้ 1) สอื่ ส่ิงพิมพ ไดแ ก หนงั สือเรยี น หนงั สอื คน ควา พจนานกุ รม สารานกุ รม ภาพพลกิ แผนพบั โปสเตอร และอื่นๆ 2) สือ่ เทคโนโลยี ไดแก วดี ที ศั น แถบบันทึกเสียง สื่อคอมพิวเตอรช ว ยสอน ซดี รี อม อนิ เตอรเน็ตและอ่ืนๆ 3) สือ่ อืน่ ๆ ไดแ ก สอ่ื บคุ คล สื่อธรรมชาติ สิ่งแวดลอม สื่อกจิ กรรมหรือกระบวนการ เชน การแสดง ละคร บทบาทสมมุติ การสาธิต การทําโครงงาน ส่ือวสั ดุ เครอื่ งมืออปุ กรณ เชนหุนจาํ ลอง เคร่อื งมือ วทิ ยาศาสตร เปน ตน) คูม ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
156 2.5) ตัวอยา งสื่อ / นวตั กรรมทางการเรียนการสอน ประเภทวิธีการหรือกระบวนการ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comประเภทสื่อเทคโนโลยีการสอน - บทกลอน - เพลง - นิทาน - เกม - บทเรียนสาํ เร็จรปู - บทบาทสมมติ - ชุดการสอน - สถานการณจําลอง - ชดุ การเรียน - วิธกี ารสอนแบบรวมมอื - หนงั สืออานประกอบ - วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน - หนงั สอื เสริมประสบการณ - วธิ ีสอนแบบอรยิ สจั 4 - บทเรยี นโปรแกรม - การสอนแบบโครงงาน - สื่อ CAI - การเรยี นในระบบ Buddy System - หนังสือเลมเล็ก - วิธสี อนพัฒนากระบวนการตดิ ตามหลกั คุณธรรม - แบบฝก ทักษะ ฯลฯ - วธิ คี ิดแบบสืบสาวเหตปุ จจัย - วิธคี ดิ แบบแยกแยะสวนประกอบ - วิธีคิดแบบรูเทา ทนั ธรรมดา - วธิ ีคดิ แบบแกปญหา - วิธคี ิดแบบหลกั การและความมุง หมาย - วิธีคิดแบบเหน็ คณุ โทษและทางออก - วิธคี ดิ คุณคาแท – คุณคาเทยี ม - วธิ คี ิดแบบอยกู บั ปจจบุ นั 3) คณุ คา ของสอื่ การศกึ ษา คณุ คาของสอื่ การศึกษา สามารถสรุปไดด ังนี้ 3.1) สอ่ื การศกึ ษาจะสามารถชวยใหค ุณภาพการเรียนรูดขี ้ึน 3.2) ผเู รียนสามารถเรยี นรไู ดมากขนึ้ ในเวลาทก่ี ําหนด 3.3 ) สื่อการศึกษาสามารถสรางแรงจงู ใจและเราความสนใจไดเ ปน อยา งดี 3.4) ผูเ รียนสามารถมีสว นรวมในกระบวนการเรยี นรู 3.5) การเรยี นรจู ากส่อื การศกึ ษาจะทาํ ใหผ เู รียนจําไดน าน เรียนรไู ดเร็วและดขี ้ึน 3.6) ผเู รยี นมปี ระสบการณจากรปู ธรรมไปสูน ามธรรม 3.7) ส่อื การศึกษาสามารถเอาชนะขอ จํากดั ตางๆได เชน - ทาํ สิง่ ทซี่ บั ซอ นใหงา ยขึ้น - ทํานามธรรมใหเปน รปู ธรรม - ทาํ สิ่งทเี่ คลือ่ นไหวเร็วใหดชู าลง- ทําส่งิ ทีเ่ คลอื่ นไหวชา ใหดูเรว็ ขึน้ - ทาํ ส่งิ ท่ีใหญมากใหยอ ขนาดลง - ทาํ สิ่งที่เล็กมากใหขยายขนาดขึ้น คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
157 - นําอดตี มาศึกษาได - นาํ สิง่ ทอ่ี ยูไ กลหรือลลี้ ับมาศกึ ษาได 3.8) ชวยใหผเู รียนเรียนสําเรจ็ งา ยขนึ้ และสอบไดมากข้ึน 4) ลกั ษณะท่ีเหมาะสมของสื่อ / นวตั กรรม 1. เปน นวัตกรรมทีส่ ามารถแกปญหาหรอื พฒั นาการเรียนการสอนไดตรงประเดน็ ปญหา 2. เปน นวัตกรรมท่ไี มยุงยากซบั ซอ น 3. เปน นวตั กรรมทปี่ ระหยดั ราคาไมแ พง ดแู ลรักษางา ย 4. เปนนวัตกรรมท่ไี มข ดั ตอสงั คม คานยิ ม ประเพณี ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 5. เปน นวัตกรรมที่สามารถทดลองหรือทดสอบไดโดยไมย งุ ยาก 6. เปนนวัตกรรมทส่ี งผลตอ การพฒั นาการเรยี นรูของนกั เรียน มากกวา วธิ กี ารหรอื ส่งิ ที่ ครผู สู อนใชอยเู ดิม 2) การเลือก การวางแผนผลติ และการใชส ือ่ การศึกษา 1. การเลอื กส่อื การศึกษา สอื่ การศึกษาจะใหป ระโยชนอยางมาก ถา มีการใชอ ยา งถูกตอ งเหมาะสม ดงั นนั้ ในการเลือกสื่อ การศึกษาควรพิจารณาสิ่งตางๆ ดังนี้ 1.1 เลอื กสอ่ื การศึกษาที่สอดคลอ งกับจดุ ประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรมของการเรียนการสอนเรอื่ งนัน้ ๆ 1.2 เลือกสอ่ื การศึกษาทีส่ อดคลอ งกบั ลกั ษณะการตอบสนองและพฤติกรรมขั้นสุดทายของผเู รียน ท่คี าดหวังจะใหเกดิ ข้ึน พฤติกรรมของผูเรียนจะเกิดขึ้นไดเ มือ่ ผูเ รียนมีความพึงพอใจในกิจกรรมและประสบ การณที่ไดร ับ และความพงึ พอใจยอมกอ ใหเกดิ การเรยี นรูไดด ี 1.3 เลอื กส่อื การศกึ ษาใหเหมาะสมกบั กิจกรรมการเรียนการสอน 1.4 เลอื กสอื่ การศึกษาใหเหมาะสมกับความสามารถและประสบการณเดมิ ของผูเรยี น สือ่ การศึกษา ทจี่ ัดใหผูเรยี นควรงายและอยูในขอบเขตความสามารถของผเู รยี น 1.5 เลือกสื่อการศึกษาท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพ มคี วามสมบูรณ สามารถส่อื ความหมายไดถูกตอง 1.6 เลอื กสอ่ื การศึกษาท่ีมอี ยูในทองถิ่นเพ่อื ประหยัดเวลาและงบประมาณ 1.7 เลอื กสอื่ การศกึ ษาท่ีพอจะหาไดโดยคํานงึ ถึงประสิทธภิ าพ ความปลอดภัย ประหยัด และ สามารถใชไ ดส ะดวก 2. การวางแผนผลิตส่อื การศึกษา ส่อื การศึกษาท่ีมีประสทิ ธิภาพจะตองมีกระบวนการผลติ ทีม่ ขี ั้นตอนและมีระบบ ดังนี้ คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 158 2.1 การเตรยี มการดา นวชิ าการ การเตรียมการดา นวชิ าการเปนการเตรยี มขอ มูลเพอ่ื ใชป ระกอบในการผลติ ส่อื การศึกษา ซงึ่ มี หัวขอ ทีจ่ ะตองเตรยี ม คอื การกําหนดจดุ ประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม การวเิ คราะหกลมุ เปาหมาย การกําหนดเน้ือ หาและการจดั ลําดับเนื้อหา ระดับการผลติ สอ่ื การศึกษา บุคลากรท่ีเกี่ยวของในการผลติ สอื่ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1) การกาํ หนดจุดประสงคการเรียนการสอน 1.1) จุดประสงคท่ัวไป เปนจุดประสงคที่กําหนดขอบเขตเอาไวอยางกวางๆ เพ่ือกําหนด ใหร ูวาสง่ิ ที่ตองการใหผูเรียนเกิดการเรยี นรูน้นั คอื อะไร อยใู นระดับไหน เชน - ผเู รียนมีความรเู รื่องจดุ ประสงค - ผูเ รียนมคี วามเขาใจเรื่ององคป ระกอบของการออกแบบวสั ดุกราฟฟกฯลฯ 1.2) จดุ ประสงคเ ชงิ พฤติกรรม เปนจุดประสงคท่ีระบุไวอยางชัดเจนวา เมือ่ ผูเรยี นผา นบท เรียนนนั้ ๆ แลว ผูเรียนมีความสามารถอะไรบา ง ซง่ึ ความสามารถนน้ั จะตอ งแสดงออกมาเปนพฤตกิ รรมที่สงั เกต ได การกาํ หนดจดุ ประสงคเ ชิงพฤตกิ รรมนั้นเปนการขยายความจุดประสงคทว่ั ไปใหชดั เจนและมีความ ละเอียดข้ึนน่ันเอง ในบทเรยี นหนงึ่ ๆ จุดประสงคท ั่วไปและจุดประสงคเชงิ พฤติกรรมจะตอ งสอดคลองกัน และ โดยปกติจดุ ประสงคทั่วไป 1 ขอ จะสามารถขยายความเปน จุดประสงคเ ชิงพฤติกรรมไดม ากกวา 1 ขอ 2) การวิเคราะหก ลมุ เปา หมาย กลมุ เปาหมาย คอื กลุมของผูเรยี นทีต่ อ งการใหเกิดพฤตกิ รรมตามทก่ี ําหนดไวใ นจุด ประสงค ในการผลติ สื่อการศึกษานนั้ การวเิ คราะหก ลมุ ผูเ รียนเปน เร่อื งทมี่ คี วามจําเปน อยา งยิง่ มฉิ ะนน้ั แลว ผผู ลิตสอื่ จะไมส ามารถวางแผนการผลติ และเตรียมการผลิตส่ือใหไ ดอ ยา งเหมาะสม การวเิ คราะหก ลมุ ผู เรยี นจะตอ งพิจารณาสิ่งตอไปนี้ 2.1) ลักษณะภายนอกของผูเรียน ไดแก ระดับอายุ (วัย) เพศ และขนาดของกลุม ส่ิงเหลานี้ เปนปจจัยท่ีสําคัญตอการวางแผนการผลิตส่ือ เชน เด็กเล็กชอบส่ือท่ีมีสีสด ผูหญิงชอบภาพสวยงาม ผูเรียน 50 คน ตองใชสื่อขนาดใหญ เปนตน ลักษณะทางการศึกษา ไดแก พ้ืนฐานความรูเดิม ประสบการณเดิม วิธีการ เรียนการสอนท่ชี อบ ตลอดจนทกั ษะหรือความชาํ นาญทม่ี ีมากอ น เปนตน 2.2) ลกั ษณะความรูสึกภายใน ไดแก ความเช่ือ เจตคติ ความสนใจและความนิยมชมชอบ หรือความศรัทธา เปนตน 2.3) สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม ไดแก เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และฐานะ ความเปนอยู สิง่ เหลา นี้ถือเปน สงิ่ แวดลอมที่มีผลตอ การเรยี นรขู องผเู รียน 3) การกาํ หนดเนื้อหาและการจัดลําดับเนอ้ื หา การกาํ หนดหวั ขอเน้อื หาและการจัดลําดับเนื้อหาตองคํานงึ ถงึ หลักการดงั น้ี 3.1) พจิ ารณาเนือ้ หาทง้ั หมดเพ่อื หาความสาํ คัญของเน้ือหาแลวนาํ ความสําคัญของเนื้อหา นน้ั มากาํ หนดใหเ ปนหัวขอใหญ คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 159 3.2) พิจารณาหวั ขอ ใหญท ีละหัวขอ วา ควรมีหวั ขอ ยอ ยอะไรบาง 3.3) หัวขอ เน้อื หาและลาํ ดบั เนอื้ หาตองใหสอดคลอ งกบั จดุ ประสงคท่กี าํ หนดไว 3.4) จัดลําดับเนื้อหา โดยพิจารณาเลือกหัวขอวา หัวขอใดเปนพ้ืนฐานควรเรียนกอน และหวั ขอ ใดยากควรเรยี นหลงั จากท่มี พี ้นื ฐานความรแู ลว 4) ระดบั การผลิตสอ่ื การศกึ ษา การผลติ สอ่ื การศกึ ษาสามารถแบงระดบั การผลติ สือ่ การศกึ ษาได 3 ระดบั คอื 4.1) ระดับมูลฐาน ในการผลิตสือ่ การศึกษาระดบั นี้ เปน การผลติ สื่อแบบงายๆ ไมต องมี การวางแผนอะไรมากนัก เชน การทําแผนภูมิโดยการตัดรูปภาพจากนิตยสารมาติดแผนภูมิ การผนึกภาพ การทาํ สาํ เนาสไลด หรือ การผลิตแผน โปรง ใสโดยการเขียนขอ ความธรรมดา เปนตน 4.2) ระดับสรางสรรค เปนการผลิตในระดับที่สูงขึ้น ในการผลิตส่ือการศึกษาในระดับนี้ จะตองมีการวางแผนและผานการตัดสินใจ เพราะมีลําดับขั้นตอนของการปฏิบัติงานมากกวาระดับมูลฐาน เชน การทําแผนภูมิที่มีเทคนิคการนําเสนอสูงกวาปกติ การทําสไลดประกอบเสียง การทําแผนโปรงใส แบบซอน หรอื การทาํ รายการโทรทศั น เปนตน 4.3) ระดับกาวหนา เปนการผลิตระดับสูงสุด โดยพัฒนาเอาส่ือการศึกษาท่ีมีความ สัมพันธกันมารวมกันเปนสื่อประสม สื่อประสมเหลาน้ีสามารถใชกับกิจกรรมการเรียนการสอนแนวเดียวกัน ไดเปนอยางดี เพ่ือชวยให การจัดการเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลตามจุดประสงคที่กําหนดไว เชน การทําชุด การสอน การทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน การทํารายการโทรทัศนที่ตองใชสื่อหลายสื่อมาสอดแทรก ในรายการเดียวกนั 2.2 การผลติ สื่อการศกึ ษา การผลิตสื่อการศึกษาแตละประเภทมีข้ันตอนการผลิตท่ีแตกตางกัน ผูสนใจที่จะเรียนรูในการ ผลิตสื่อการศึกษาจึงตองศึกษาคนควาฝกปฏิบัติหรือเขารับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการการผลิตเฉพาะอยาง การผลิตส่ือการศึกษาเปนทักษะอยางหนึ่ง หากผลิตบอย ๆ ก็จะเกิดทักษะ เกิดความชํานาญ สามารถผลิตได เองอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 3) หลกั การใชสอ่ื การศึกษา ส่อื การศึกษามีหลายประเภท ซ่ึงมคี วามแตกตา งกนั ในรปู รางลกั ษณะ และลักษณะการใชงาน ผใู ช จะตอ งศกึ ษาวธิ กี ารใชส่ือแตละชนดิ เพ่อื ใหเ กดิ ประสิทธผิ ลสูงสุด และควรคํานงึ ถึงหลักการใชส่ือ ดังตอ ไปนี้ 3.1) ในบทเรยี นหนึง่ ๆไมควรใชส ื่อการศึกษามากเกนิ ไป ควรใชเทา ทจ่ี าํ เปนเทา น้ัน 3.2) กอนใชส่ือการศึกษาจริงควรทดลองใชจนเกิดความมั่นใจ เพื่อปองกันการเกิด ความผดิ พลาด ซง่ึ อาจจะทาํ ใหผเู รียนลดศรทั ธาในความสามารถของผสู อนได ทั้งยงั สามารถกาํ หนดเวลาและ กจิ กรรมท่ีเหมาะสมกับการใชส อ่ื นัน้ ๆ 3.3) ใชส อ่ื การศึกษาท่ีตรงกบั บทเรียนและกระบวนการเรยี นการสอน คมู อื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 160 3.4) ควรเปดโอกาสใหผูเ รยี นมีสวนรวมในการใชส ื่อการศกึ ษา 3.5) คํานงึ เสมอวา สื่อการศกึ ษาทีใ่ ชอ ยนู ั้นไมส ามารถใชไ ดกับทกุ บทเรียนและทกุ สถานการณ 3.6) พยายามนาํ สง่ิ ทีม่ ีอยูใ นทองถิ่นมาใชเ ปน ส่อื การศกึ ษาเพื่อการประหยดั เวลาการลงทนุ 2. เทคโนโลยที างการศกึ ษา 1) ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยี (Technology) หมายถงึ การใชเครื่องมือใหเ หมาะสมกับสถานการณใ นการแกป ญ หา ผูท ี่นําเอาเทคโนโลยมี าใช เรียกวานักเทคโนโลยี (Technologist) เทคโนโลยีทางการศกึ ษา (Educational Technology) ตามรูปศพั ท เทคโน (วิธีการ) + โลยี (วทิ ยา) หมายถงึ ศาสตรที่วาดวยวธิ กี ารทางการศกึ ษา ครอบคลมุ ระบบการนําวิธกี าร มาปรับปรุงประสิทธภิ าพของ การศึกษาใหส งู ขนึ้ เทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองคประกอบ 3 ประการ คอื 1) วัสดุ ไดแ ก สิ่งทมี่ กี ารผพุ ังสิ้นเปลืองตา งๆ อาทิ ชอลก ดินสอ กระดาษ ฟลม 2) อุปกรณห รอื เครอ่ื งมอื ไดแก สง่ิ ท่ีมีความคงทนถาวร อาทิ กระดานดาํ เครอ่ื งฉายภาพยนตร เคร่อื งฉายแผนใส เคร่อื งบนั ทึกภาพ ฯลฯ 3) วิธกี าร ซึง่ ไดแ ก กิจกรรม การสาธิต ทดลองตางๆ ซ่ึงจะตองมรี ะบบการนํามาบรู ณาการใหการ เรยี นรูมีประสิทธภิ าพ 2) เปาหมายของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา 1) การขยายพสิ ยั ของทรพั ยากรของการเรียนรู แหลงทรัพยากรการเรยี นรู มไิ ดหมายถึงแตเพยี ง ตาํ รา ครู และอุปกรณการสอนที่โรงเรยี นมอี ยเู ทา นนั้ แนวคดิ ทางเทคโนโลยที างการศกึ ษา ตอ งการให ผูเ รยี นมโี อกาสเรยี นจากแหลง ความรทู ่กี วางขวางออกไป แหลง ทรพั ยากรการเรยี นรคู รอบคลุมถงึ อ่ืนๆ เชน 1.1) คน คนเปน แหลงทรัพยากรการเรียนรูท ่สี ําคญั ซ่ึงไดแ ก ครู และวิทยากรอ่ืน ซง่ึ อยนู อก โรงเรยี น เชน เกษตรกร ตํารวจ บรุ ษุ ไปรษณยี เปนตน 1.2) วัสดุและเคร่อื งมือ ไดแก โสตทศั นปู กรณต า งๆ เชน ภาพยนตร วทิ ยุ โทรทศั น เครื่องวดิ ีโอ เทป ของจริง ของจําลอง ส่ิงพิมพ รวมไปถึงการใชส อ่ื มวลชนตา งๆ 1.3) เทคนคิ -วธิ ีการ แตเดิมนัน้ การเรียนการสอนสว นมาก ใชวธิ ใี หค รูเปน คนบอกเนอ้ื หา แก ผเู รียนปจ จุบนั น้ัน เปดโอกาสใหผ เู รยี นไดศ กึ ษาคน ควาดว ยตนเองได ครเู ปนเพยี งผวู างแผนแนะแนวทาง 1.4) สถานท่ี อนั ไดแก โรงเรยี น หอ งปฏบิ ตั ิการทดลอง โรงฝก งาน ไรน า ฟารม ท่ที าํ การรฐั บาล ภเู ขา แมน าํ้ ทะเล หรือสถานที่ใดๆ ทช่ี ว ยเพม่ิ ประสบการณท ี่ดีแกผเู รยี นได 2) การเนน การเรยี นรูแ บบเอกกัตบุคคล ถงึ แมน กั เรยี นจะลนชนั้ และกระจดั กระจาย ยากแกการจดั การศกึ ษาตามความแตกตา งระหวา งบคุ คลได นกั การศึกษาและนักจิตวิทยาไดพยายามคดิ หาวิธนี ําเอาระบบ การเรียนแบบตวั ตอ ตัวมาใช แตแ ทนทจ่ี ะใชค รสู อนนักเรียนทลี ะคน เขาก็คดิ ‘แบบเรียนโปรแกรม’ ซง่ึ ทํา หนาทส่ี อน ซ่งึ เหมอื นกบั ครมู าสอน นักเรียนจะเรยี นดวยตนเองจากแบบเรยี นดวยตนเองในรูปแบบเรียนเปน คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 161 เลม เคร่ืองสอนหรอื สื่อประสมหลายๆ อยาง จะเรยี นชา หรอื เร็วกท็ าํ ไดต ามความสามารถของผเู รียนแตล ะคน 3) การใชว ิธวี เิ คราะหระบบในการศกึ ษา การใชว ิธรี ะบบ ในการปฏิบัติหรือแกป ญ หา เปน วิธกี ารท่ี เปน วิทยาศาสตร ที่เชอ่ื ถือไดวา จะสามารถแกปญหา หรอื ชว ยใหงานบรรลเุ ปา หมายได เนือ่ งจากกระบวน การของ วิธีระบบ เปน การวิเคราะหองคป ระกอบของงานหรอื ของระบบ อยางมีเหตุผล หาทางใหสว นตางๆ ของระบบทํางาน ประสานสัมพันธกันอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ 4) พัฒนาเคร่อื งมือ-วัสดอุ ปุ กรณทางการศกึ ษา วัสดแุ ละเคร่ืองมือตา งๆ ทใ่ี ชในการศึกษา หรอื การ เรยี นการสอนปจจบุ นั จะตองมีการพัฒนาใหม ีศักยภาพ หรือขดี ความสามารถในการทาํ งานใหสูงยิ่งขึ้นไปอีก 3) ลักษณะของเทคโนโลยี เทคโนโลยสี ามารถจําแนกออกไดเปน 3 ลักษณะ คือ 1) เทคโนโลยใี นลกั ษณะของกระบวนการ ( process) เปนการใชอ ยางเปนระบบของวธิ ีการทาง วทิ ยาศาสตรหรอื ความรตู า งๆ ท่ไี ดร วบรวมไว เพอ่ื นําไปสผู ลในทางปฏบิ ตั ิ โดยเชอื่ วา เปน กระบวนการท่ี เช่ือถือไดและนาํ ไปสูก ารแกปญ หาตา งๆ 2) เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดแุ ละอปุ กรณท ีเ่ ปน ผลมาจากการใช กระบวนการทางเทคโนโลยี 3) เทคโนโลยีในลกั ษณะผสมของกระบวนการและผลผลติ (process and product) เชน ระบบ คอมพวิ เตอรซ ง่ึ มีการทํางานเปน ปฏสิ ัมพันธร ะหวา งตัวเครือ่ งกบั โปรแกรม 3. นวัตกรรมทางการศกึ ษา(Innovation) 1) ความหมายของนวตั กรรมการศกึ ษา นวตั กรรม เปน ศัพทบัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพทว ิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร ซงึ่ แตเ ดมิ ใชคาํ วา นวกรรม เปนคํามาจากภาษาอังกฤษวา Innovation แปลวา การทําสิง่ ใหมๆ หรือสิ่งใหมท่ี ทําขึน้ มา คาํ วา นวกรรม มาจากคําบาลีสันสฤต คือ นว หมายถึง ใหม และกรรม หมายถึง ความคดิ การปฏิบตั ิ นวตั กรรม (Innovation) หมายถึง ความคิดและการกระทําใหมๆ ที่นาํ มาใชใ นการปรับปรุงเปลี่ยน แปลงการดาํ เนนิ งานใหม ปี ระสิทธภิ าพสงู ขน้ึ นวตั กรรมทางการศกึ ษา หมายถงึ ความคิดและวธิ กี ารปฏบิ ตั ิใหมๆ ทส่ี งเสรมิ ใหก ระบวนการทาง การศึกษามปี ระสิทธิภาพ ขอสังเกตเกยี่ วกบั ส่งิ ที่ถอื วา เปน นวัตกรรม เปนความคิดและกระบวนการกระทาํ ใหมทง้ั หมดหรือ ปรับปรงุ ดัดแปลงจากที่เคยมมี ากอนแลว ความคดิ การกระทาํ นน้ั มกี ารพิสจู นด ว ยการวิจยั และชว ยใหก าร ดําเนินงานมีประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึน มีการนาํ วิธรี ะบบมาใชอ ยางชัดเจนโดยพิจารณาองคป ระกอบทง้ั 3 สวน คอื ขอ มูล กระบวนการ และผลลพั ธ และยงั ไมเ ปนสว นหนง่ึ ของระบบงานในปจ จุบัน 2) แนวคิดพืน้ ฐานท่กี อ ใหเ กิดนวตั กรรมการศึกษา คูมือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 162 แนวความคดิ พ้นื ฐานทางการศกึ ษาท่เี ปลยี่ นแปลงไปมผี ลทําใหเกิดนวัตกรรมการศึกษาขึน้ หลาย รปู แบบดวยกนั แนวความคิดพ้ืนฐานทางการศึกษาท่ีสําคัญพอสรปุ ได 4 ประการคือ 1) ความแตกตา งระหวา งบุคคล (Individual Different) ไดก อใหเกิดนวัตกรรม ไดแก โรงเรียนไมแบงชั้น บทเรยี นสําเร็จรูป การสอนเปนคณะ หรือคอมพิวเตอรช วยสอน (CAI) เปน ตน 2) ความพรอม (Readiness) ไดกอ ใหเกดิ นวัตกรรม ไดแ ก ชุดการเรยี นการสอน ศนู ยการเรยี น 3) เวลาที่ใชใ นการศึกษา นวตั กรรมท่สี นองความคดิ น้ี ไดแก ตารางเรียนแบบยดื หยนุ มหาวทิ ยาลัย เปด หรือ การเรยี นทางไปรษณีย เปนตน 4) การขยายตวั ดานวชิ าการและอตั ราการเพ่มิ ของประชากร ทาํ ใหเกดิ นวัตกรรมในดานนข้ี ้นึ ไดแ ก ดาวเทยี มเพื่อการศึกษา มหาวทิ ยาลยั เปด การศกึ ษาทางไกล หรอื การเรยี นผานอินเตอรเ น็ต เปน ตน 3) ตวั อยางนวตั กรรมทางการศกึ ษา ตวั อยางนวตั กรรมทางการศกึ ษา เชน บทเรียนโปรแกรม ชุดการสอน และโมดลู (Instructional packages and module) การใชคอมพวิ เตอรการเรยี นการสอน (CAI) เครอ่ื งสอน (Teaching machine) การ สอนเปน คณะ (Team teaching) ศนู ยการเรียน (Learning center) การสอนแบบจุลภาค (Micro teaching) การจัดตารางเรยี นแบบยดื หยุน (Flexible scheduling) การใชส่อื มวลชนเพ่ือการศกึ ษา E-learning หอ งเรยี น เสมอื นจริง การศึกษาทางไกล (Distance Learning) ส่ือหลายมติ ิ การจัดการเรียนการสอนผา นเครอื ขา ย อนิ เตอรเน็ต เปน ตน ตวั อยางโครงการท่ีเปนเทคโนโลยีและนวตั กรรมทางการศกึ ษาดานส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส เชน โครงการสง เสริมเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนและโรงเรยี นอนิ เตอรเ น็ตในอาเซียน (ASEAN Schoolnet : Thailand) โครงการ Intel® Teach to the Future โครงการการเรยี นการสอนทางไกล ผา นเครอื ขายอินเตอรเ นต็ ดวยเว็บไซต Think.com โครงการโรงเรียนตน แบบ ICT เพ่อื พฒั นาการเรยี นรู โครงการ เพ่ิมพูนสมรรถภาพ Schoolnet ประเทศไทย เปนตน 4) นวตั กรรมทางการศกึ ษาท่สี าํ คญั ของไทยในปจจบุ นั ที่นารู ในวงการศึกษาปจจบุ ัน มีส่งิ ท่เี รียกวา นวัตกรรมทางการศกึ ษา หรือนวตั กรรมการเรยี นการสอน อยูเปนจาํ นวนมาก บางอยา งเกิดข้ึนใหม บางอยางมกี ารใชมาหลายสิบปแ ลว แตกย็ งั คงถือวาเปนนวัตกรรม เนอ่ื งจากนวตั กรรมเหลาน้ันยังไมแพรหลายเปนทีร่ ูจกั ท่ัวไป ในวงการศึกษา ตัวอยา งนวัตกรรมทางการศึกษา ทส่ี าํ คัญ คูมือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 163 4.1) การจดั การเรียนการสอนดว ยระบบอิเล็กทรอนกิ ส (E-Education & E-Learning) 1) E-Education ความหมาย E-Education ในแงก ารสอื่ สาร E-Education (การศึกษาอเิ ลก็ ทรอนิกส) คอื การสงขอมลู สอื่ การศกึ ษา และการบรกิ าร เชน Course ware , หองสมดุ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส และการชาํ ระ ลงทะเบยี นเรียน, ผานสอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกส เชน สายโทรศัพท เครอื ขา ยคอมพิวเตอร เปนตน ในแงของระบบและกระบวนการ E-Education คือ เทคโนโลยีทีช่ วยใหกระบวนการจัดระบบการ ศกึ ษา (Education System) เปนการทาํ งานตามข้นั ตอน เปน ไปอยา งอตั โนมัติจนเสรจ็ สิน้ บนระบบเครือขา ย ในแงการใหบรกิ าร E-Education คอื เครอ่ื งมือทชี่ ว ยสถาบนั การศกึ ษา องคก ารจดั การศกึ ษา ตลอดจน ผูศ ึกษาหรอื ผูเ รียนลดคาใชจ า ยจากการใชบริการผานเครือขา ย ชว ยใหขอ มูลและการบริการทีร่ วดเร็วทันสมยั อนั เปน ประโยชนต อการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา ประโยชน E-Education 1. ประโยชน ตอผูเรียน เปนตลาดการศึกษาทผ่ี เู รยี นสามารถเลือกซ้ือสินคาความรูและบรกิ าร การศกึ ษาจากแหลง ตา งๆ ท่ัวโลก สามารถคัดเลือกและเปรียบเทยี บคุณภาพราคา และยังประหยดั เวลาเน่ือง จากไมตองเดนิ ทาง (ในขณะนีม้ ี Website บริการใหเขา ศึกษากอ นจา ยเงนิ ที่หลัง) สามารถรับขอมลู การศกึ ษา ทเ่ี ปน ประโยชนใ นการตัดสินใจหลากหลายแงมมุ เชน รายละเอียดของหลักสูตร ขอมลู อาจารยผ สู อน รวมถึง ยงั สามารถใหข อคิดเหน็ เกยี่ วกับการจดั การศึกษาน้ันๆ ไดโดยตรงอกี ดว ย ไดรับความสะดวกในการศกึ ษา เพราะสามรถนง่ั ศึกษาอยทู ่ีบา นหรือทใี่ ดๆ ทวั่ โลกที่มีอินเตอรเนต 2. ประโยชนตอผูจดั การศึกษา ขยายตลาดการศกึ ษาและการบรกิ ารออกไปอยา งกวา งขวาง เพราะ เครอื ขา ยอนิ เตอรเ นต็ ครอบคลมุ กลมุ ผเู รียนทวั่ โลก สามารถใชเปน ชอ งทางเจาะกลุมเปา หมายผสู นใจเรียนใน สาขาน้ันไดดขี ึ้นหรือโดยตรง (เชน ในลกั ษณะของ Direct Electronic Mailing) เครือขายอินเตอรเ นต็ เปน แหลง ขอมูลอันมหาศาลทส่ี ามารถชว ยทาํ การวิจัยการตลาดและการพฒั นาสินคา ไดอ ยางประหยดั สามารถ ทาํ ธุรกจิ การศกึ ษาระหวางสถาบนั กนั และกนั ไดง ายและรวดเร็วข้นึ ชว ยใหการบริหาร การตรวจสอบ การจัด จําหนา ยสอื่ การศกึ ษา การทําธุรกรรมทางการรบั ชาํ ระเงินลงทะเบียนเรยี น รวดเร็วมีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ 2) E-Learning ความหมาย e-Learning หมายถงึ การเรยี นรูจ ากการถา ยทอดเนื้อหาผา นสอ่ื อุปกรณท ีเ่ ปน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส ไมว า จะเปน วิทยุ โทรทศั น วีดีโอ ซีดีรอม เครือขา ยอินเตอรเ น็ต อินทราเนต็ เอก็ ซทราเนต็ ระบบเสมือนจรงิ (Visual Reality System) ทางไกลผานดาวเทยี มและเฉพาะการเรยี น ทผ่ี า นอปุ กรณ เทคโนโลยขี องเว็บ (Web Technology) ในการถา ยทอดเนื้อหาและเทคโนโลยีระบบการจัดการคอรส (Course Management System) ในการบริหารจดั การงานสวนดานตางๆ โดยผูเ รยี นที่เรยี นจาก e-Learning ทสี่ ามารถศึกษาเน้อื หาในลกั ษณะออนไลนห รือจากแผนซดี ี-รอม ก็ได เปนการเปด โอกาสใหผูเ รียนทีอ่ ยูใ น สถานที่ตางๆ ไดมีโอกาสเรียนรูเทา เทยี มกนั e-Learning เปนรูปแบบการเรยี นท่ีเกดิ ข้ึนเพื่อตอบสนองการ เรยี นในลกั ษณะทางไกล (Distance Learning) เปนรูปแบบการเรยี น ซึ่งผูเรียนไมจ าํ เปน ตองเดินทางมาเรยี น คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 164 ในสถานท่เี ดียวกนั ในเวลาเดียวกัน มแี บบฝก หัด และแบบทดสอบใหผูเ รียนสามารถตรวจสอบความเขา ใจ ได โดยเนอ้ื หา e-Learning Course ware จะมกี ารแบง ไดเปนหนวย (Module) เพื่อศึกษาดว ยตนเองแลวผเู รียน มีหนาทใี่ นการอภปิ ราย แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ รวมทง้ั การสอบถามปญหาตา งๆ กับเพือ่ นๆ รว มช้นั ทาง อิเลก็ ทรอนิกส ซึ่งในทน่ี หี้ มายถงึ ออนไลน หลังจากนนั้ ผูสอนอาจจะนัดหมายผูเรยี นมาพบ (ในชน้ั เรยี น หรอื ในลกั ษณะออนไลนก ็ได) สว นประกอบของ e-Learning ประกอบดวย 4 สว นหลกั ดังนี้ 1) e-Learning Management System (LMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดา นการเรยี นรู ซ่งึ เปน สว นทีส่ ําคัญของ e-Learning จะตองนําพาผเู รยี นยังเปา หมายทต่ี อ งการ จะทําหนา ที่แตง ตั้งผเู รียนเขามาเรยี น โดยจัดเตรียมหลักสตู ร บทเรยี นทง้ั หมดเอาไวใหพรอ มที่จะใหผ เู รยี นไดเ ขามาเรยี น เมอ่ื ผเู รียนไดเ ร่ิมตน บทเรียนแลว ระบบเริ่มทํางาน โดยสง บทเรยี นตามคาํ ขอของผเู รียนดานเครอื ขายคอมพวิ เตอรไ ปแสดงที่ Web Browser ของผเู รยี น จากท้งั ระบบก็จะคิดตามและบันทึกความกา วหนา รวมทง้ั สรางรายงานกจิ กรรม และ ผลการเรยี นของผูเ รยี นในทุกหนว ยการเรียนอยา งละเอยี ดจนกระทงั่ จบหลกั สูตร 2) Content Management System (CMS) หมายถึง ระบบการจัดการดานเนอื้ หาซึง่ เปน สวน บรกิ ารสาํ หรับผูออกแบบหรือผูพ ัฒนาบทเรียน ในการสรา งสรรคและนาํ เสนอเน้อื หาบทเรียน เริ่มตัง้ แตเน้ือ หาสวนของการลงทะเบยี น การรวบรวม การจัดเน้ือหา และการนําสงเนอื้ หา (Delivery) ไปยังเวบ็ ไซตข อง e-Learning หรือการพิมพเปน เอกสาร หรอื การบันทกึ ลงซีดีรอม เน้อื หาบทเรยี นซ่ึงเปนองคค วามรูสําหรับ ผูเ รยี นเหลา นีจ้ ะถูกจดั การนําเสนอโดยระบบ CMS โดยสามารถปรบั ปรงุ แกไ ข เพ่อื นาํ กลับมาใชใ หม กไ็ ด ในกรรที ี่เหน็ วามขี อ ผิดพลาดเกดิ ขน้ึ 3) Delivery Management System (DMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดา นการนาํ สง ซึ่งเปน การ นําสงบทเรียนไปยังผเู รียนไดศ ึกษาตามวตั ถปุ ระสงค การนําสง บทเรียนจงึ รวมถึงการจัดการบนเครอื ขา ย คอมพิวเตอร ทงั้ เครอื ขายอนิ เตอรเนต็ อินทราเน็ต หรือเอ็กซทราเน็ต การพมิ พเ ปน เอกสารสําหรับผเู รียน การบนั ทกึ ลงสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส และการนาํ สง บทเรียนในรปู แบบอน่ื ๆ ไปยงั ผูเรียนใหศ ึกษาบทเรียนตาม วตั ถปุ ระสงคทต่ี อ งการ เชน สง ผานโทรทศั นต ามสาย เปนตน 4) Test Management (TMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดานการทดสอบเปน สวนของการจัด การและการนาํ สง รวมท้งั การดาํ เนนิ การสอบใหก บั ผเู รยี น เพอื่ ทาํ การประเมินผลความกาวหนา ของผูเรยี น ในระบบ e-Learning โดยทีขอ มลู เก่ยี วกับขอ ทดสอบท้งั หมดจะถูกเก็บไวในฐานขอมูลสวนกลางสาํ หรับ ใหผูเรยี นตอ เช่ือมเขาไปทาํ การทดสอบตามเงือ่ นไขท่ีระบุไวในสว นของ LMS และ CMS ระบบ TMS จงึ ประกอบดว ย 2 สว น ไดแ ก 1) สวนของผอู อกแบบและผพู ฒั นาบทเรยี นสําหรับการออกแบบ แกไข นาํ กลบั มาใชใ หม พมิ พ และจัดการเกี่ยวกับขอ ทดสอบ และ 2) สว นของผูเ รยี นสาํ หรับการทําขอ ทดสอบ รวมทงั้ การบนั ทึกผลความกา วหนาการประเมินผล และการรายงานผลในรปู แบบตา งๆ คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 165 4.2) การศกึ ษาทางไกล (Distance Learning) ความหมาย การเรียนทางไกล (Distance learning) หรอื การศกึ ษาทางไกล (distance education) หมายถงึ กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่จัดข้ึนโดยท่ผี เู รยี นไมจ าํ เปนตองเขาช้นั เรียนปกติ เปน การเรียน การสอนแบบไมมชี ้นั เรียน แตอาศัยส่อื ตางๆ ทีเ่ รียกวาสอื่ ประสม ไดแ ก เอกสาร ส่อื โสตทศั น และสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส รวมไปถึงสอ่ื บคุ คลชวยในการจดั การเรยี นการสอน หลักสําคญั ของการศึกษาทางไกล ลกั ษณะสาํ คญั ของการศกึ ษาทางไกลไวดงั น้ี 1) ผูเ รียนและผูสอนอยูหา งจากกนั 2) เนน ผูเรยี นเปนศูนยกลางการเรียน 3) ใชสื่อและเทคโนโลยีเปน เครอื่ งมือในการบริหารและบริการ 4) ดําเนินงานและควบคุมคณุ ภาพในรูปองคกรคณะบุคคล 5) มีการจดั การศกึ ษาอยา งมรี ะบบ 6) มีการใชส อ่ื ประเภทตางๆ หลากหลาย แทนสอ่ื บุคคล 7) เนน ดานการผลติ และจดั สง สือ่ การสอนมากกวา การทําการสอนโดยตรง 8) มีการจดั ตง้ั หนวยงานและโครงสรา งข้ึนเพ่ือสนบั สนุนการสอนและการบริการผูเ รยี น 9) ใชการสอ่ื สารติดตอแบบสองทางในการจัดการศึกษาทางไกล สื่อและวิธีการศึกษาทางไกล สอ่ื ท่ใี ชใ นการศึกษาทางไกลน้แี ยกไดเ ปน 1) สื่อหลัก คอื ส่ือที่ผเู รียนสามารถใชศกึ ษาไดด ว ยตนเองตลอดเวลาและทุกสถานท่ี สอ่ื หลกั สว นมากจะเปน สอื่ สิ่งพิมพ เชน ตํารา เอกสารคําสอน หรอื คูมือเรยี น โดยผูเรยี นสามารถใชส่ือเหลาน้เี ปน หลักในการเรียนวชิ านน้ั ๆ และมีโอกาสพลาดจากการเรียนไดนอยมาก เพราะผเู รียนมีสื่อหลักน้ีอยกู ับตัวแลว 2) สื่อเสริม คอื สื่อท่ีจะชวยเก็บตก ตอ เติมความรูใ หแ กผูเรยี นใหมีความรกู ระจา งสมบรู ณข น้ึ หรือหากในกรณที ผ่ี ูเรียนศึกษาจากสอื่ หลักแลว ยังไมจุใจพอ หรอื ยังไมเขา ใจไดช ดั เจนมีปญหาอยกู ็สามารถ ศกึ ษาเพ่ิมเติมจากสอื่ เสรมิ ได ส่ือประเภทนี้จะอยใู นรูปแบบของเทปสรปุ บทเรยี น วิทยุ เอกสารเสรมิ การ สอนเสริมหรอื การพบกลุม เปนตน ในสว นของวธิ กี ารเรียนการสอนทางไกลนนั้ นอกจากผเู รียนจะเรียนดว ย ตนเองจากส่ือประเภทตางๆ ท้งั สื่อหลกั และส่อื เสริมแลว สถาบันการศกึ ษาทางไกลในปจ จุบนั จาํ นวนมากได ใชส ื่อวิธีการตา งๆ เปน สอื่ เสรมิ อีกดว ย เชน กระบวนการกลุม การสาธติ การทดลอง สถานการณจ ําลอง การศึกษารายกรณี ฯลฯ โดยผสู อนอาจกาํ หนดใหนักศึกษาทาํ กจิ กรรมตอ เนือ่ งหลังจากท่ศี กึ ษาเนอื้ หาจากสอ่ื หลกั แลวอาจใหไ ปสมั ภาษณผูเ กยี่ วของเพ่ิมเตมิ ใหไ ปฝก ปฏิบัตงิ านในหนว ยงานตา งๆ โดยใหน ักศึกษา รบั ผดิ ชอบไปทํากิจกรรมเหลา น้นั เองแลว สง ผลการทาํ กิจกรรมมาใหอ าจารยผ สู อนตรวจ หรือจัดใหม ีการ ประชมุ ปฏบิ ัตกิ ารระยะสั้น มีการอภิปรายกลุม โดยการนดั หมาย ณ ศนู ยวิทยบริการในทองถิ่นดว ย คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 166 4.3) การศกึ ษาแบบไรพรมแดน (Asynchronous Learning) ความหมาย Asynchronous Learning คอื รูปแบบการเรียนการสอนท่ผี สู อน และผูเรียนไมจํา เปนตองพบกันตามเวลาในตารางทีก่ ําหนดไว (Synchronous Learning) แตผ สู อนและผูเรยี นสามารถตดิ ตอ กันไดต ลอดเวลา โดยใชเ ครื่องมือสือ่ สารตางๆ ซ่ึงเปนการเรียนรทู ไี่ มมีขอจาํ กัดในเรอ่ื งของเวลา และสถานที่ ผเู รียนสามารถเรียนท่ไี หน เวลาใดก็ได (Anywhere Anytime) เปนการเรียนท่ีอาศยั วิธีการหรือเคร่ืองมอื ตา งๆ ท่ที าํ ใหผ เู รยี น สามารถเรยี นรใู นลกั ษณะทป่ี ฏิสมั พนั ธ และมีสวนรวมชวยเหลอื กนั ระหวา งผเู รียน โดยใช แหลง ขอมูลความรูตางๆ ทั้งใกลแ ละไกล ผเู รียนสามารถศึกษาคน ควา หรอื เขา ถงึ ขอ มูลความรเู หลาน้ันจาก ท่ไี หน และเวลาใดกไ็ ด ตามความตอ งการและความสะดวกของผูเ รียนเอง ซ่งึ Asynchronous Learning เปนการใชการสื่อสารระยะไกล (Telecommunication) เพอ่ื ชวยใหการเรียนรูมีลกั ษณะใกลเคียงกับการเรียน ในระบบหอ งเรียนหรอื การเรียนการสอนที่ผูส อนกับผูเรยี นไดพบหนา กัน (Face - to - Face Instruction) หลักการ แนวคดิ เกยี่ วกับ Asynchronous Learning คือ การนําความกา วหนา ของเทคโนโลยี การสือ่ สาร และความสามารถของอุปกรณอ เิ ล็กทรอนิกสตา งๆ ไดแ ก ระบบโทรทศั น ระบบเครอื ขา ย คอมพวิ เตอร รวมท้ังโปรแกรมสําเรจ็ รปู (Software) ตา งๆ มาใชใหเปนประโยชนเพื่อการศึกษา ทาํ ให สามารถขจดั ขอ จาํ กดั ของการเรียนการสอนในลักษณะทีผ่ สู อนและผูเรยี นตองมเี วลาตรงกันในลกั ษณะตาราง สอน (Synchronous Learning) มีสถานท่ตี รงกนั อาจจะเปนหองเรยี นหรือสถานทใ่ี ดท่หี น่งึ จงึ จะมกี จิ กรรมการเรยี นการสอน ทที่ ําใหผเู รยี นมปี ฏิสัมพนั ธกบั ผูสอนในลกั ษณะ Face - to - Face แตถ าหากใช เทคโนโลยแี ละเครอื่ งมอื ส่ือสารตาง ๆ จะชวยสนับสนุนการเรยี นรู การเรียนรใู นลกั ษณะดังกลา วสามารถ เกิดขน้ึ ไดเชนเดยี วกัน โดยท่ผี ูเรียนและผูสอนไมจ าํ เปน ตองมเี วลาและสถานทีต่ รงกัน นน่ั คอื ผเู รยี นสามารถ เรียนจากท่ีไหนและเวลาใดกไ็ ด ตามความตองการ ของผูเรียนเอง โดยผา นส่อื ตา งๆ เชน Multimedia Computer, Telephone และ Computer Linking Infrastructure, The Internet และ World Wide Web, E - Mail, Conference System และอนื่ ๆ เชน Audio - Video องคประกอบของการจดั การศกึ ษาแบบ Asynchronous Learning มอี งคประกอบ ดงั นี้ 1) แหลง ขอ มลู ระยะไกล (Remote Resource) ทตี่ องใชเ คร่อื งมอื และเทคโนโลยีตางๆ ในการ เชอื่ มตอ กบั ระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอร เชน - E-Mail - Web Board - White Board -Bulletin Board -Web Phonelink - Chat - Talk online - Video Conference - FTP - Course Homepage - Course Syllabus - Lecture Note - Tutorials - Homework Assignments - Slides - Multimedia Courseware - Interactive Multimedia Courseware - Hypermedia Courseware - Visual Library 2) การเรียนรูอ ยางมปี ฏิสัมพนั ธ (Interactive Learning) โดยมีลักษณะสําคัญดังนี้ ผเู รยี นจะเปน ผูควบคุมสิ่งทจ่ี ะเกิดขนึ้ ในการเรยี นการสอนตามความตองการของตนเองเปนการเรียนในลกั ษณะของการ ส่ือสารสองทาง (Two -Way Communication)ทัง้ ระหวา งผเู รียนกบั ผเู รยี นดว ยกันระหวา งผเู รียนกับผูสอน 3) การเรียนแบบรว มมือกัน (Collaborative Learning) เปน การเรียนแบบชวยเหลอื กัน ซง่ึ การเรยี น แบบนค้ี ือ นกั เรยี นรวมกนั ทาํ งานในกลมุ เลก็ ๆ เพ่อื บรรลเุ ปาหมายหลกั รว มกัน คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 167 4) การเรยี นการสอนทีไ่ มจ ําเปนตอ งเรยี นตามตารางสอน (Teaching and Learning in Asynchronous Learning) เปน การเรยี นการสอนแบบ Asynchronous ซ่ึงผูสอนมบี ทบาทเปน ผชู ้แี นะแนวทาง เปน โคช และผูอํานวยความสะดวกในการเรยี นการสอน โดยถือวา ผูส อนเปนสมาชกิ คนหน่ึงในการเรยี นการ สอนดวย สว นผูเรียนมบี ทบาทท่จี ะตอ งคน ควา หาขอ มูลดวยตนเองในการเรยี นแบบชว ยเหลอื กัน และตอ ง มีปฏสิ มั พนั ธก นั ผเู รียนจะตอ งเรียนรูอ ยา งกระฉับกระเฉง ไมใ ชใหค รูเปนผนู ําความรูมาใหเ พียงฝายเดียว และตองมกี ารเรยี นรแู บบผเู รยี นเปนศูนยก ลาง เทคนิคการเรยี นแบบ Asynchronous (Asynchronous Techniques) ประกอบดว ยส่งิ ตา งๆ ดงั น้ี - Web - Based Instruction - Web - Based Interactive Learning Environment - WWW - Based Education - Interactive Education Aids - World Lecture Hall - World - Based Multimedia Web Based Course คือ การท่ผี ูสอนใหร ายละเอยี ดทั้งดา นเนอ้ื หา แหลงคนควา แบบฝก หัด ฯลฯโดยการนํารายละเอยี ดดังกลาวใสไ วในเครือขายคอมพิวเตอร เพ่ือใหผ ูเรียนสามารถ เรยี กใชไดต ลอด เวลา ส่ิงที่สนบั สนุนใหเ กดิ ลักษณะการเรยี นการสอนแบบ Asynchronous มี ดังนี้ การเรยี นการสอนแบบ ผเู รยี นเปน ศนู ยกลาง (Student Center) การเรยี นรแู บบชวยเหลือกนั (Collaborative Learning)มีการเสรมิ เนื้อ หา (Content Reinforcement) งา ยในการรบั ขอมูลจากส่ือตา งๆ ทัว่ โลกรับขอมูลไดรวดเรว็ ทันเวลา และมี การแลกเปล่ียนขอ มูลกนั การเรียนการสอนแบบปฏิสมั พนั ธ (Interactive Learning) การใหค วามรูผา นสอ่ื หลากหลาย (Multimedia) ลักษณะการเรยี นการสอนแบบ Asynchronous Learning ทก่ี ลาวมาขางตน มีการนําเทคโนโลยตี า งๆ มาใช โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยกี ารส่ือสาร ทงั้ นีเ้ พ่ือนาํ มาใชสนับสนนุ การเรียน การสอนใหม ีประสิทธิภาพ และเพอื่ ใหผ เู รยี นสามารถเลอื กสถานท่ี เวลา และ สอ่ื การเรียนไดตามความ ตองการ งานวิเคราะห วิจัย และขอมลู สารสนเทศ 1. การวจิ ยั ทางการศึกษา 1. 1 ความหมายของการวิจัย การวิจยั ทางการศกึ ษา หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรูใหมๆ ท่เี ปนความจรงิ เชิงตรรกะ (Logical) หรือความจรงิ เชิงประจักษ (Empirical) เพอื่ ตอบปญ หาทางการศกึ ษาอยางมีระบบ และมีวัตถุประสงคท ่ีแนนอน โดยอาศัยวธิ ีการทางวิทยาศาสตรเปน หลกั 1.2 ลักษณะท่สี ําคัญของการวจิ ัย ลักษณะทสี่ าํ คัญของการวิจัย ดงั น้ี 1. เปาหมายของการวิจยั มุงท่ีจะหาคาํ ตอบตา งๆ เพอ่ื จะนาํ มาใชแ กปญ หาที่มอี ยูโดยพยายาม ท่ีจะศกึ ษาถึงความสมั พนั ธระหวางตวั แปรในลกั ษณะความเปนเหตเุ ปน ผลซงึ่ กนั และกัน 2. การวิจยั เนน ถึงการพัฒนาขอสรุป หลักเกณฑ หรือทฤษฎีตางๆ เพ่ือทีจ่ ะเปนประโยชน คมู อื เตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 168 ในการทํานายเหตุการณตางๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต เปาหมายของการวจิ ยั นัน้ มิไดหยุดอยูเฉพาะกลุมตัวอยาง ท่ีนํามาศกึ ษาเทาน้ัน แตข อสรุปทไี่ ดม งุ ท่ีจะอางองิ ไปสูกลมุ ประชากร เปา หมาย 3. การวจิ ัยจะอาศัยขอ มูล หรือเหตุการณตา งๆ ที่สามารถสังเกตไดร วบรวมได คําถามที่ นา สนใจบางคาํ ถามไมส ามารถทาํ การวิจยั ได เพราะไมส ามารถรวบรวมขอมลู มาศกึ ษาได 4. การวิจยั ตองการเครอื่ งมือและการรวบรวมขอ มลู ทแ่ี มนยํา เท่ยี งตรง 5. การวจิ ยั จะเกีย่ วขอ งกับการรวบรวมขอมลู ใหมๆ จากแหลง ปฐมภมู ิหรือใชข อ มลู ที่มี อยเู ดิมเพ่อื หาคําตอบของวัตถุประสงคใหม 6. กจิ กรรมท่ีใชในการวจิ ยั เปนกิจกรรมทีก่ าํ หนดไวอ ยางมีระบบแบบแผน 7. การวิจัยตองการผรู จู ริงในเนือ้ หาทจี่ ะทาํ การวิจยั 8. การวจิ ยั เปนกระบวนการทมี่ ีเหตผุ ล และมคี วามเปนปรนยั สามารถทีจ่ ะทําการตรวจสอบ ความตรงของวิธีการทใี่ ชขอมลู ทีร่ วบรวมมา และขอ สรุปทไ่ี ด 9. สามารถท่จี ะทาํ ซ้าํ ได โดยใชว ิธเี ดยี วกนั หรือวิธกี ารทค่ี ลายคลงึ กัน ถามีการเปลยี่ นแปลง กลุมประชากร สถานการณ หรอื ระยะเวลา 10. การทาํ วิจยั นน้ั จะตองมีความอดทนและรบี รอนไมไ ด นกั วจิ ัยควรจะเตรียมใจไวด วย วา อาจจะตอ งมีความลาํ บากในบางเรอ่ื ง ในบางกรณที ่จี ะแสวงหาคําตอบของคําถามท่ียากๆ 11. การเขียนรายงานการวจิ ยั ควรจะทาํ อยางละเอียดรอบคอบ ศพั ทเทคนคิ ท่ีใชค วรจะ บญั ญัตคิ วามหมายไว วิธีการทีใ่ ชในการวจิ ัยอธบิ ายอยางละเอียด รายงายผลการวจิ ัยอยา งตรงไปตรงมา โดยไมใชความคดิ เห็นสวนตวั ไมบ ดิ เบอื นผลการวิจัย 1.3 จุดมงุ หมายและประโยชนของการวจิ ยั 1) จดุ มงุ หมายของการวิจยั จุดมงุ หมายของการวจิ ัยเม่ือพิจารณาตามเปา หมายในการวจิ ยั แบง ได 2 ประการคอื 1. เพ่อื เพ่มิ พนู ความรใู หมๆ ทางวชิ าการ เปน การแสวงหาความรู หรือความจรงิ เพื่อสรา งเปน กฎ สตู รทฤษฎี ในแตละสาขาวชิ า ไมคาํ นึงถึงเร่อื งการนาํ ผลการวิจัยไปใช เพราะการวจิ ยั แบบนีม้ จี ุดมุงหมาย เพยี งตอ งการรูเร่ืองราวตา งๆ เทานนั้ เชน การวิจยั เกี่ยวกบั ปรากฏการณธ รรมชาตกิ ารโคจรของดาวหาง เปนตน 2. เพ่อื นําไปประยกุ ตหรือใชประโยชนใ นงานตา งๆ มจี ุดมุงหมายในการนําผลการวจิ ัยไปใช ในเชงิ ปฏบิ ตั โิ ดยตรง เชน การวิจัยแกปญหาการจราจร การวจิ ัยปญ หาการเรยี นการสอน การวิจยั เพ่ือศึกษา ขวญั และกําลังใจในการทํางาน เปนตน 2) ประโยชนข องการวจิ ัยทางการศกึ ษา โดยท่วั ไปการวจิ ยั มปี ระโยชน ดงั นี้ 1. ไดข อ ความรคู วามเขาใจในปรากฏการณต า งๆ ทีเ่ ก่ยี วของกับการจดั การศึกษา เชน ผลการวจิ ัย ทาํ ใหเ ราทราบวามนษุ ยแ ตล ะคนมคี วามถนดั ในการเรียนวชิ าการสาขาตางๆ แตกตางกันออกไป การศึกษา คมู ือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 169 เก่ียวกับเทคนิคการสอน ทาํ ใหทราบวา เทคนิคการสอนทีต่ า งกนั น้ันทาํ ใหผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของผเู รยี น แตกตางกนั ไปอยางไร 2. ชว ยใหการจดั การศึกษามีประสิทธภิ าพสูงสดุ จากการไดความรูและ ความเขาใจตางๆ ในสว นท่ี เกี่ยวขอ งกบั การศึกษา ทําใหนกั การศกึ ษาสามารถทจ่ี ะจัดการศกึ ษาใหม ีประสิทธิภาพสูงสุดได 3. กอ ใหเ กดิ ประดษิ ฐก รรมและนวตั กรรมใหมๆ ในการศกึ ษา ผลของการวจิ ัยในทางการศกึ ษาสว น หนึ่งกอ ใหเกิดแนวคิด วิธีการเครอื่ งมือ ตลอดจนวิธีการใหมๆ ในการจัดการศึกษาใหดขี ้นึ 1.3 ประเภทของการวิจยั 1) แบงตามประโยชนท ไ่ี ดรับจากการวจิ ยั แบงได 2 ประเภท คือ 1.1 การวจิ ัยพืน้ ฐานหรอื การวจิ ยั บริสทุ ธ์ิ (Pure Research) เปน การวจิ ยั ท่ไี มไ ดม ุงทีจ่ ะนาํ ผล ของการวิจยั ไปใชใ หเปนประโยชนทนั ทใี นชวี ติ จรงิ แตมีความตองการที่จะใหไดม าซงึ่ ความรูใ หม ขอ เทจ็ จรงิ พ้นื ฐานทางทฤษฎหี รือกฎทเี่ ก่ยี วขอ งกับการเกดิ ขึน้ ของปรากฏการณทศ่ี กึ ษา เปนการแสวงหาความรู ใหมๆ เพือ่ สนองความอยากรอู ยากเห็นของมนษุ ยเปนเปา หมายหลัก 1.2 การวจิ ัยประยกุ ต (Applied Research)เปนการวจิ ัยทีม่ ุงนาํ ผลการวิจัยไปใชใ หเปน ประโยชน ในทางปฏิบัติ เชน เพื่อนาํ ไปแกปญหา เพื่อนําไปประกอบการตดั สนิ ใจ เพือ่ นําไปพัฒนาโครงการ เปน ตน 2) แบงตามลักษณะวธิ กี ารวิเคราะหข อมูลแบง ได 2 ประเภท คือ 2.1 การวจิ ัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เปน การวิจยั ที่มุงหาขอ เท็จจรงิ และขอสรุป เชิงปรมิ าณ เนน การใชขอมูลท่ีเปนตัวเลขเปน หลักฐานยืนยนั ความถูกตองของขอ คน พบ และสรุปตางๆ มกี าร ใชเคร่อื งมือที่มีความเปน ปรนยั ในการเกบ็ รวบรวมขอมลู เชน แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสงั เกต การสัมภาษณ การทดลอง เปน ตน 2.2 การวิจัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) เปน การวิจยั ท่นี กั วจิ ยั จะตอ งลงไปศกึ ษาและ สังเกตกลุมบคุ คลที่ตอ งการศึกษาโดยละเอยี ดทกุ ดานในลกั ษณะเจาะลึก ใชว ิธีการสงั เกตแบบมสี วนรว ม และการสมั ภาษณแบบไมเ ปน ทางการเปน หลักในการเก็บรวบรวมขอมลู การวิเคราะหข อมูลจะใชการ วิเคราะหเ ชงิ เหตุผลไมไ ดมุงเกบ็ เปนตัวเลขมาทาํ การวเิ คราะห 3) แบงตามประเภทของศาสตร แบง ได2 ประเภท คอื 3.1 การวจิ ัยทางวิทยาศาสตร (Sciences Research) เปน การวิจัยท่เี นน ในเรอื่ งของการทําความ เขา ใจกับปรากฏการณทางธรรมชาติและวตั ถตุ างๆ รวมทั้งมงุ นาํ เอาความรูท่ไี ดม าใชใ หเกดิ ประโยชน เชน งานวจิ ยั ทางดานการแพทย อตุ สาหกรรม เคมี ชวี วทิ ยา เปน ตน 3.2 การวิจยั ทางสังคมศาสตร (Social Research) เปน การวิจยั ท่เี นนในเรอื่ งการศกึ ษาพฤตกิ รรม ของมนษุ ยรวมทง้ั สังคมและวัฒนธรรมของมนุษย เชน การวจิ ยั ทางการศึกษา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร ศิลป วฒั นธรรม การเมืองการปกครอง เปน ตน 4) แบง ตามระเบยี บวิธวี จิ ัย ระเบยี บวิธีวจิ ยั หมายถึง แบบแผนในการวจิ ยั ซง่ึ ประกอบดว ยการเก็บ คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 170 รวบรวมขอ มูล และการวเิ คราะหข อมลู เพอ่ื ตอบปญหาท่ีทาํ การวิจยั การแบงประเภทของการวจิ ัยตาม ระเบียบ วิธีวิจยั นเ้ี ปน ทน่ี ิยมใชกันมากซง่ึ แบง ได 3 ประเภท คอื 4.1 การวิจัยเชิงประวตั ศิ าสตร (Historical Research) เปนการวจิ ัยท่มี ุงแสวงหาคําตอบใหกบั เรื่อง ราวท่ีเกิดขึ้นในอดีตโดยศกึ ษาจากหลกั ฐานตางๆ ที่ยงั หลงเหลอื มาจนถงึ ปจจบุ ัน ผูวิจัยจะตอ งนําเอาขอมลู ท่เี กย่ี วกบั เหตกุ ารณแนวคดิ ตางๆ ท่คี น พบมาประมวล แปลความ วเิ คราะห และสังเคราะห 4.2 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เปน การวจิ ยั ทีค่ น หาความจรงิ โดยอาศยั การ ทดลองเพ่ือใหไดคาํ ตอบในเชิงเหตุผลวามีสิง่ ใดเปนเหตุ ส่งิ ใดเปน ผลที่เกิดตามมา การวจิ ัยประเภทนี้จะมี การควบคมุ ตวั แปรที่ไมเ กยี่ วขอ งกับการทดลอง 4.3 การวิจยั เชงิ บรรยาย (Descriptive Research) เปน การวิจัยทมี่ งุ คนหาคําตอบ คาํ อธิบาย ของ สภาพการณหรอื เรื่องราวใดๆ ทีอ่ ยูใ นชวงปจ จบุ นั ท่กี าํ ลงั มกี ารวจิ ัยโดยช้ใี หเห็นวา ปรากฏการณนั้นเปน อยาง ไร เชน เกดิ ข้นึ บอ ยครง้ั เพยี งใด มลี ักษณะทส่ี ําคัญๆ อะไรบา ง สามารถแบง ออกไดเ ปน 3 ประเภทยอ ย คอื 4.3.1 การวจิ ัยเชงิ สํารวจ (Survey Studies) เปน การศึกษาเพื่อที่จะรวบรวมขอ เท็จจรงิ ตางๆ ของสิ่งใดสงิ่ หน่งึ ในชว งปจจบุ นั ท่ีมีการเก็บขอมูล โดยนําขอมูลท่ไี ดม าเปน ขอ มูลพื้นฐานของหนว ยงานใน การวางแผนหรอื ปรบั ปรงุ สภาพท่เี ปนอยูใ หดขี ้นั 4.3.2 การวิจยั เชงิ ความสัมพันธ (Correlational Studies) เปนการวิจัยท่ศี กึ ษาความสมั พันธ ระหวางตัวแปรของปรากฏการณหรือพฤติกรรมตางๆ แบงเปน 3 แบบ คอื การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case studies) การศกึ ษาเปรียบเทยี บ(Causal comparative studies)การศกึ ษาเชิงสหสัมพนั ธ(Correlation studies) 4.3.3 การศกึ ษาพฒั นาการ (Developmental Studies) เปนการวิจัยในลักษณะเฝา ติดตามดคู วาม เจรญิ เตบิ โตหรอื การเปล่ยี นแปลงของสง่ิ ใดๆ ทีฝ่ น แปรไปตามเวลา แบงเปน 2 แบบ คอื การศึกษาภาวะ การเจริญเติบโต (Growth studies) การศกึ ษาแนวโนม (Trend Studies) 1.4 ตัวแปรในการวิจัย ตัวแปร หมายถงึ คณุ ลักษณะของสง่ิ ตางๆ ที่สามารถแปรเปล่ยี นคา ได เชน เพศ แปรคา ไดเ ปน เพศ ชาย และเพศหญิง ระดับการศกึ ษาอาจแบงเปน ระดับต่าํ กวา ปรญิ ญาตรี และระดับปริญญาตรีข้นึ ไป เปนตน ส่ิงท่ี แปรเปลย่ี นคา ไมไ ดไมถอื วาเปนตัวแปร เชน คน แมว แตถ าเปนเช้อื ชาติของคน สขี องแมว จะกลาย เปนส่งิ ท่ีแปรเปลยี่ นคา ไดจึงจะถือวาเปน ตวั แปร ประเภทของตัวแปร เกณฑในการจาํ แนกประเภทของตัวแปรมี 4 ลกั ษณะ คอื 1. พิจารณาคณุ สมบัติของคา ทแี่ ปรออกมาแบงเปน 2 ชนิด คือ 1.1 ตัวแปรเชิงปรมิ าณ (Quantitative Variables) เปน ตัวแปรท่ีแตกตางกันในระหวางพวกเดียวกัน หรอื คา ท่แี ปรออกมาแตกตางกันออกไปตามความถ่จี ํานวนปรมิ าณมากนอยหรอื ลําดับท่ี 1.2 ตวั แปรเชิงคุณภาพ (Qualitative Variables) เปน ตัวแปรทม่ี คี ุณสมบัติแตกตางกันในแงข องชนิด หรือประเภทโดยใชชอ่ื เปน ภาษาท่ีแสดงถึงคุณลักษณะของสง่ิ ตางๆ ในพวกน้นั คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 171 2. พจิ ารณาความตอ เน่อื งตามธรรมชาติของตวั แปรแบงเปน 2 ชนิด คอื 2.1 ตวั แปรคา ตอเน่อื ง (Continuous Variables) เปน ตวั แปรที่มคี าตอ เน่ืองกนั ตลอด เชน สวนสงู นา้ํ หนกั คะแนนสอบ เปนตน คา ของตวั แปรเหลาน้ไี มจําเปน ตอ งเปน เลขเตม็ หนว ยพอดีอาจเปน ทศนยิ ม หรือเปนเศษสว นได 2.2 ตวั แปรคา ไมต อ เนื่อง (Discrete Variables) ตวั แปรประเภทนี้มคี า เฉพาะตวั ของมัน แยกออก จากกนั เด็ดขาด วัดคา เปนจาํ นวนเตม็ เชน จาํ นวนหนงั สือ เพศ (ชายแทนดว ย 0, หญงิ แทนดว ย 1) เปนตน 3. พจิ ารณาความเปนไปไดของผูวจิ ยั ท่จี ะจัดกระทาํ กบั ตวั แปรแบง เปน 2 ชนดิ คอื 3.1 ตัวแปรทกี่ าํ หนดได (Active Variables) เปน ตัวแปรท่ผี วู จิ ยั สามารถกําหนดใหก ับผรู บั การ ทดลองได เชน วิธสี อน การจัดสอนซอมเสรมิ การจดั สภาพหอ งเรียนและอ่นื ๆ เปน ตน 3.2 ตวั แปรท่ีจัดกระทาํ ขน้ึ ไมได (Attribute of Organismic Variables) เปน ตวั แปรทีย่ ากจะกาํ หนด ใหผ รู บั การทดลองไดต ัวแปรเหลานเ้ี ปนลักษณะของผูรับการทดลอง เชน เพศ สภาพเศรษฐกจิ ความถนัด เปนตน 4. พิจารณาถงึ ความสัมพนั ธระหวา งตวั แปรในเชงิ เหตุผล 4.1 ตัวแปรอสิ ระหรือตวั แปรตน (Independent Variables) เปนตวั แปรทีจ่ ะทาํ ใหเ กดิ สิ่งอืน่ ตามมา เปนตวั แปรทเ่ี ปน เหตตุ ัวแปรทม่ี ากอ น 4.2 ตวั แปรตาม (Dependent Variables) เปนตวั แปรท่ีเปนผลมาจากตัวแปรตน 4.3 ตัวแปรแทรกซอน (Extraneous Variables) เปนตวั แปรอื่นๆ ทอี่ าจมผี ลตอตวั แปรตาม โดยผวู จิ ัย ไมตอ งการใหเกดิ เหตุการณนัน้ ขน้ึ โดยผวู ิจัยตอ งพยายามควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ น เชน ควบคุมดว ยการ เลือกกลุม ตัวอยางควบคุมโดยวธิ ีการทางสถติ หิ รือ ผูวิจัยอาจนําตัวแปรแทรกซอนมาศกึ ษาเปน ตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหน่งึ ไปเลย 1.5 ข้ันตอนของการวิจัย การดาํ เนินการวจิ ัยยดึ ถือและปฏิบตั ติ ามวธิ ีการทางวิทยาศาสตรเ ปน หลัก โดยท่วั ไปการวจิ ยั มีลําดบั ขั้น ของการทําวจิ ยั 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี ขน้ั ที่ 1 การกาํ หนดปญ หา (Problem Identification) เมอ่ื ตอ งการศึกษาเรื่องใด ตองตงั้ ปญหาทจ่ี ะ ศกึ ษาใหชดั เจนซึง่ ในข้ันน้ีผูว จิ ยั จะตองตั้งชอ่ื เรอ่ื ง และนิยามปญ หาทีจ่ ะวจิ ยั วาในการศกึ ษาคน ควา ครงั้ น้ีมี จุดมุงหมายอยางไรการทีจ่ ะนิยามปญหาไดชัดเจน ตอ งมกี ารศกึ ษาเอกสารทีเ่ ก่ยี วกับเร่ืองนน้ั ๆ ขั้นที่ 2 การต้งั สมมุติฐาน (Formulation Hypothesis) การตงั้ สมมตุ ิฐานเปน การทาํ นายผลการวิจัย เปนการเดาวาเร่ืองตา งๆ ทีศ่ ึกษาน้ันเกิดขน้ึ เพราะอะไร ข้นั ที่ 3 การรวบรวมขอมลู (Collection of Data) ผวู จิ ัยจะตองวางแผนวาจะใชว ิธีการใดเก็บรวบรวม ขอมลู และหาวิธีการเกบ็ รวบรวมขอ มลู เพ่ือทจ่ี ะนาํ ขอมลู มาใชในการตอบสมมุตฐิ านทตี่ งั้ ไว คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 172 ข้นั ท่ี 4 การวเิ คราะหข อ มลู (Data Analysis) ผวู จิ ยั จะตอ งใช วิธกี ารทางสถติ ิ เพือ่ วิเคราะหผ ลการวจิ ยั และแปลความหมายของขอมูล ขนั้ ที่ 5 การสรุปผล (Conclusion) เปนการสรุปผลวา การวิจัยครั้งน้ไี ดผลอยางไรบา ง พรอ มทง้ั อภปิ รายผล และใหขอ เสนอแนะ แลวทําเปนรายงานการวจิ ัย เพ่ือเปนเอกสารแสดงผลการศึกษาคน ควา 2. การวจิ ัยในชัน้ เรียน 2.1) ความหมายของการวิจัยในช้ันเรยี น การวจิ ยั ในชน้ั เรยี น กค็ อื การวจิ ยั ปฏิบัติการในชน้ั เรยี น (Classroom Action Research) เปน กระบวนการเสาะแสวงหาความรู เพอื่ ตอบคําถาม (หาคาํ ตอบ) หรือแกปญหาที่เกดิ ขึน้ กบั นักเรยี นใน ชนั้ เรยี นหรอื กลุมสาระท่ีครูรบั ผดิ ชอบ โดยมวี ัตถุประสงคเ พอื่ พฒั นาการเรียนการสอนท่ตี นรบั ผิดชอบ มีขั้นตอนท่เี ปนระบบ ไดรบั การยอมรบั และเชื่อถอื ได การวิจัยในชนั้ เรยี น เปน บูรณาการวธิ ีการปฏิบัตงิ าน (การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน) ตามปกติ กบั การพฒั นา องคความรทู ี่เกดิ จากการปฏิบตั งิ าน เขาดวยกนั น่นั คือไมแยกการวจิ ยั ออกจากการสอน 2.2) ลักษณะของการวิจัยในชนั้ เรยี น การวิจยั ในช้นั เรยี น เปนกระบวนการวิจยั ท่นี กั วิจยั ซึ่งมสี วนเกีย่ วขอ งทุกคนไดศึกษาวิเคราะหป ญ หา ท่ีเกดิ จากกรปฏิบตั กิ ารเรยี นการสอนในหนา ท่รี ับผิดชอบของตน โดยใชห ลกั การและวิธกี ารวิจยั เพ่ือใหไ ด ผลการวจิ ัยไปใชป รับปรุงและพัฒนาการเรยี นการสอนในหนา ทรี่ บั ผิดชอบของตนใหดีย่งิ ข้ึน ลกั ษณะทสี่ ําคญั มดี ังตอ ไปน้ี 1. ปญหาวจิ ัยตอ งเปน ปญหาเก่ียวขอ งโดยตรงกับงานในหนาทร่ี ับผดิ ชอบ เพื่อท่ีวาจะแกป ญ หา ไดท นั เหตุการณ สามารถนําผลการวิจัยไปใชประโยชนไดทนั ที และเกิดการเรยี นรู 2. ครูและผบู ริหารโรงเรียนผปู ระสบปญ หาและต้ังปญ หาวจิ ยั เอง เปนนกั วจิ ยั ที่ตั้งปญ หาวจิ ัย ไดเ หมาะสม กวาผูท ี่ไมไดเก่ยี วของ และหาวธิ ีแสวงหาความรแู กปญหาไดดกี วา นกั วจิ ยั ทไี่ มไดส มั ผสั ปญหา โดยตรง 3. เม่ือครแู ละผูบ ริหารไดทาํ การวิจัยในชั้นเรียนดวยตนเอง ตองสามารถมองเห็นลูทาง/แนวทาง ในการพฒั นาตนเอง และพฒั นาคณุ ภาพงานในหนาท่ีรบั ผดิ ชอบไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ 4. การวิจัยในชัน้ เรยี นเปนการวจิ ยั ที่ตองมีการรว มมือรวมพลังจากบคุ ลากรที่เกีย่ วขอ งทกุ กลุม 5. การวจิ ัยในชั้นเรยี นมใิ ชภาระงานใหม แตเปนงานเดียวกับงานในหนาทคี่ วามรับผดิ ชอบ ของครทู ี่ทาํ เปนปกติ เปน งานเดยี วกบั งานประกนั คณุ ภาพกายในระดบั บุคคล และใชจงจร P-D-C-A ในการ ปฏบิ ัติงานได คูมอื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 173 6. การวจิ ยั ในชน้ั เรยี นมหี ลกั การและขน้ั ตอนดําเนนิ งานเปน แบบเดียวกันใชว งจร P-A-O-R หรอื P-D-C-A ซ่งึ ตอ งทาํ เปน วงจรตอเนือ่ งจนกวา จะสามารถตอบปญหาวิจยั ได แตระยะเวลาความหนัก แนนทางวชิ าการมลี กั ษณะแตกตางกนั ไดหลากหลาย นกั วจิ ยั อาจทาํ การวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารในชน้ั เรียนโดยไมม ี การควบคมุ เกบ็ ขอมูลจากการเฝาสงั เกตงา ย ๆ ใชเ วลาส้นั ไดรายงานวจิ ยั 1 – 5 หนา กไ็ ด หรอื อาจออก แบบการวิจัยใหม กี ารควบคุมปจจยั ที่ไมเ กีย่ วขอ งกบั ปญหาวิจยั จดั กลมุ ทดลองเปรียบเทยี บกบั กลุมควบคมุ ดาํ เนินการวิจยั เปนเดอื น เขียนรายงานวจิ ยั เปนรอยหนากไ็ ดและอาจเขยี นรายงานแยกเปน 5 บท ตามแบบ วิทยานพิ นธกไ็ ด 7. การวิจยั ในช้ันเรยี นมปี ระวตั ิความเปนมาเริ่มตนจากปญหาทเี่ กิดข้นึ ในชั้นเรยี น แตน กั วจิ ยั อาจขยายขอบเขตการทํางานออกไปนอกหอ งเรียน ไปถึงชมุ ชมได ตามปรัชญาการศกึ ษาในยคุ ปฏิรูปการ ศึกษาทไี่ มท กี าํ แพงก้นั อาณาเขตหองเรยี น เพราะกระบวนการเรียนรทู ี่ดเี กิดขนึ้ ตามสภาพธรรมชาติอนั เปน หองเรียนธรรมชาติ 2.3) ลกั ษณะท่ไี มใ ชง านวิจยั ในชั้นเรยี น 1. การทีค่ รูทาํ แผนการสอน ลงมอื สอน และบันทกึ ผลการสอนแตละคาบ ไมใ ชการวิจัยปฏบิ ัติ การในช้นั เรยี น เปนเพยี งจดุ ตั้งตน ท่จี ะทาํ การวิจัยปฏบิ ตั ิการในช้นั เรยี นเทา นน้ั เพราะกิจกรรมดังกลา วชว ย ครูไดทราบวามปี ญ หาอะไรที่สามารถนาํ มาวจิ ัยได 2. การท่ีครปู ฏิบัตงิ านประสบปญ หา แลว ครูแกปญหาได ยงั มใิ ชก ารวจิ ัยปฏิบตั กิ าร จะเปนการ วิจัยปฏิบัตกิ ารตอ เม่อื ครูตัง้ โจทยป ญ หาซึง่ มเี ปา หมายท่เี ปนการพัฒนางานไวก อน แลว แสวงหาวธิ ีการที่มี ระบบในการแกปญ หา นาํ มาลองใช และศกึ ษาสังเกตผลท่ีเกดิ ขึ้นใหไ ดความรกู อ นที่จะนําไปใชปฏบิ ตั จิ รงิ 3. การวิจัยในชนั้ เรยี นมไิ ดหยดุ ทก่ี ารสรปุ และตีความผลการทดสอบสมมตุ ิฐาน แตต อ งเลยไป ถงึ การนาํ ผลการวจิ ัยไปใชประโยชนในการแกไขปรบั ปรงุ งานดวย 4. การวิจยั ในชน้ั เรยี นมิใชเ ปนการวจิ ัยกลุมตวั อยางผูใหข อมูล แตเ ปนการวจิ ัยผูเก่ยี วขอ งกบั งานของนกั วิจยั ซ่งึ นกั วจิ ัยปฏบิ ตั กิ ารในชัน้ เรยี นตอ งใหเกียรติในฐานะผมู สี วนรว มในการวิจัยมิใชเ พียงแต ผูใ หขอมูล นั่นคอื ในกรณที เี่ ปน การวิจยั กับนกั เรยี น นกั วิจยั ตองรับผังความคดิ เหน็ ของนักเรยี นและนาํ มา ใชประโยชนด วย 5. เปา หมายสุดทายของการวจิ ยั ในช้นั เรยี น มิใชการไดรายงานวิจยั ไวน ําเสนอหรอื ขอเลอ่ื น วิทยฐานะ รายงานวิจัยเปนเพียงเคร่ืองมอื สาํ หรบั เผยแพรค วามรใู หเ พอ่ื นครไู ดเรียนรู แตเ ปา หมายสดุ ทา ย คอื การพัฒนาปรบั ปรงุ โดยใชผ ลงานวิจยั 2.4) ข้ันตอนการวิจัยในชั้นเรยี น การวจิ ัยปฏบิ ตั กิ ารมีสาระสําคญั อยทู ่ีการแสวงหาความรูค วามจรงิ จากการปฏบิ ตั ิเพอื่ เปา หมายใน การปรับปรงุ การปฏิบตั ิงาน การดาํ เนินงานวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารเปนกระบวนการท่ีตอ งดาํ เนินการซาํ้ กนั เปน วงจร การวจิ ยั (research cycle) ตอ เนอื่ งกันไป จงจรการวจิ ัยในแตล ะวงจรมกี ารดําเนนิ การรวม 4 ขั้นตอน ดงั น้ี คูม ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 174 ขน้ั ตอนที่ 1 การตรวจตราและการวางแผนงานท่ัวไป (Reconnaissance and General Plan) ขั้นตอนนี้เปน ข้นั ตอนทน่ี ักวจิ ยั รบั รูปญ หา และสํารวจตรวจตราเพอ่ื ทาํ ความเขาใจปญ หา ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในการปฏบิ ตั งิ านและวางแผนทจ่ี ะใชยุทธวิธตี าง ๆ ในการแกป ญหา ขน้ั ตอนที่ 2 การปฏบิ ตั กิ าร (Action) ในข้ันตอนน้นี กั วจิ ยั ลงมอื ดาํ เนนิ การตามแผนงานทกี่ ําหนดไว โดยการใชย ทุ ธวธิ ตี า ง ๆ ทน่ี กั วจิ ัย เชือ่ วาจะแกป ญ หาไดใ นการดําเนนิ งาน ข้ันตอนการปฏบิ ัตกิ ารนจี้ งึ จัดวา เปน หวั ใจสําคญั ของการวิจยั ปฏิบตั ิ การ และชื่อของการวจิ ยั ปฏิบัติการไดมาจากกิจกรรมหลกั ในขั้นตอนนี้น่ันเอง ขน้ั ตอนที่ 3 การติดตามกํากับผลการดาํ เนนิ งานโดยการสงั เกต (Monitoring the Implementation by Observation) ในขนั้ ตอนนนี้ ักวจิ ยั สังเกตและบันทึกขอ มูลเกย่ี วกบั สภาพและผลการปฏบิ ัติงานระหวา งการ ดาํ เนนิ งานและหลังการดาํ เนนิ งานตามแผนงานทก่ี ําหนดไวการดําเนนิ งานในขน้ั ตอนนี้ตองใชว ธิ ี การรวบ รวมขอมูลโดยการสงั เกตอยา งมรี ะบบ ขน้ั ตอนที่ 4 การคิดไตรต รองและการทบทวนแกไ ข (Reflection and Revision) ในข้ันตอนนี้นกั วจิ ยั นําผลการดําเนินงานทไี่ ดจ ากขั้นตอนทส่ี ามมาพจิ ารณาไตรต รองหรือใชความ คดิ สะทอ นหากผลการปฏิบัติงานยงั ไมบรรลเุ ปาหมาย นกั วิจัยแสวงหาวธิ กี ารหรือยทุ ธวธิ ีใหม มาปรบั ปรงุ การปฏิบตั งิ าน และเรมิ่ ดาํ เนนิ งานตามวงจรการวจิ ัยในรอบใหม ขนั้ ตอนทง้ั สข่ี ้นั ตอนของวงจรการวิจัยปฏิบัตกิ ารน้ีในปจจบุ นั เปน ทีร่ จู กั กันดใี นช่ือ วงจรการวจิ ยั P-A-O-R หมายถึง Plan – Action – Observation – Reflection and Revision นกั วจิ ัยชอ่ื Kemis ไดนาํ เสนอ P-A-O-R สาํ หรบั การวจิ ยั ปฏิบตั ิการเปนวงจรการวจิ ัยทต่ี อเน่ืองกนั ไปดงั แสดงในภาพที่ 1 ลักษณะการ ดําเนนิ งานของวงจรการวิจยั ปฏบิ ัติการจะเรมิ่ ตน จากวงจรการวิจยั ที่ 1 ซึ่งประกอบดว ยข้นั ตอนหลกั 4 ขัน้ ตอน คอื ขัน้ การวางแผน (P) ขั้นปฏบิ ัติการ (A) ขัน้ การสังเกต (O) และขั้นการคดิ ไตรตรองหรอื การคิดสะทอน (R) จากน้นั จะเร่มิ เขาวงจรการวจิ ัยที่ 2 สืบเนอื่ งตอกนั ไปจนกวา ปญ หาไดร ับการแกไข ปรับปรงุ ใหด ขี ึน้ ไดต ามเปา หมายที่นักวจิ ัยตามแนวคิดของ Eliott แสดงใหเหน็ กจิ กรรมการดาํ เนนิ งานใน แตละวงจรซ่ึงประกอบดวยข้ันตอนหลัก 4 ขนั้ ตอน สวนภาพขวามือเปนวงจรการวิจัย P-A-O-R ตามแนว คิดทเ่ี สนอโดย Kemis วงจรการวจิ ัยของ Eliott นนั้ ใหภ าพท่ชี ดั เจนวากิจกรรมการดําเนนิ การตามวงจรการ วจิ ัยแตละวงจรนน้ั แตกตางกนั กิจกรรมขน้ั การวางแผนงานในวงจรการวจิ ยั ท่ี 1 เปนแผนงานทัว่ ไปทีม่ ีการ ปฏิบัติตามแผนงาน แตใ นวงจรการวิจัยที่ 2 กจิ กรรมขัน้ การวางแผนงานนนั้ เปนแผนงานทม่ี กี ารปรบั ปรงุ แกไ ข และกิจกรรมขนั้ การปฏิบัตกิ ารเปน การดําเนินงานตามยุทธวธิ ที ่ีแตกตา งกนั กบั การปฏิบัตกิ ารในวงจร มากวจิ ัยแรก Freeman อธบิ ายวา การวิจยั ปฏิบตั กิ ารมีขนั้ ตอนการดําเนินงาน รวม 6 ข้นั ตอน เปนวงจรการวิจัย ไดแ ก คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 175 ข้นั ตอนแรกการตงั้ ขอ สงสัย (Inquiry) เปนขนั้ ตอนการเรม่ิ สนใจและตั้งตนกระบวนการวจิ ัย ขัน้ ตอนท่สี อง การกาํ หนดคาํ ถาม (Question) เปน ข้นั ตอนของการทําความเขาใจส่งิ ทีเ่ ปนปญ หา และจาํ กัดขอบเขตของปญ หาในรปู คําถามท่ีสามารถทําวจิ ยั ได ขั้นตอนทส่ี าม การราบรวมขอ มลู (Data collection) เปนขนั้ ตอนการรวบรวมขอ มลู สารสนเทศ ดวยวิธีการท่มี ีระบบเกี่ยวกับคาํ ถามวิจัย ขั้นตอนที่ส่ี การวเิ คราะหขอมลู (Data analysis) เปน ขั้นตอนของการแยกแยะจัดระเบียบหรอื จดั หมวดหมขู อมูล และสังเคราะหสรปุ ขอ มลู (disassembling and reassembling data) เพ่อื ตอบคําถามวจิ ัย ขั้นตอนทหี่ า การทาํ ความเขาใจ (Understanding) ใหไดแ งค ดิ และมมุ มองใหม ท่จี ะชว ยแกป ญ หา และนําไปใชป ระโยชนไ ด และขัน้ ตอนสุดทา ย การพมิ พเผยแพร (Publishing) ผลการวิจัยใหผ เู กยี่ วของไดท ราบและใช ประโยชน วงจรการวจิ ัยของ Freeman มีลกั ษณะพิเศษตรงท่มี ีจุดตั้งตนของจงจรหลายจดุ หมายความวา ครอู าจเริม่ ทาํ การวจิ ัยไดเกือบทุกขั้นตอน เชน ครูอาจเร่มิ ตน ทขี่ ัน้ การรวบรวมขอ มลู โดยกําหนดใหน กั เรียนทําบนั ทกึ ประจําวนั แลวนาํ บนั ทกึ มาสังเคราะหวา นกั เรียนมีการพัฒนาในเรื่องใด อยางไร จะเรงรดั การพฒั นาอยางไร ครูอาจเรมิ่ ตน ท่ขี ั้นการวเิ คราะหข อ มลู โดยการนาํ การบา นของนกั เรียนมาวเิ คราะหว านกั เรียนทํา ผิดอยางไร และอะไรเปน สาเหตทุ ําใหน กั เรยี นทําผดิ จากน้ันกว็ ิจยั เพอ่ื แสวงหาแนวทางในทางแกไขตอ ไป วงจรการวิจัยของ Freeman ยังมีลักษณะพิเศษตรงทกี่ จิ กรรมในวงจรแสดงถึงลกั ษณะบทบาท ของครู นักวิจยั 4 บทบาทคือ บทบาทในฐานะ นกั ปฏิบัติ (Activist) ที่มบี ทบาทในการทาํ (doing) ตามบทบาทนค้ี รนู ักวจิ ยั ตอ ง ปฏิบตั เิ พ่ือใหร ใู นสิ่งที่ยงั ไมร ูแ ละตอ งปฏบิ ตั ใิ นส่ิงที่ควรตอ งปฏิบตั ิ นัน้ คอื ครนู กั วจิ ยั ทําการสอนและขณะ เดยี วกันตองปฏบิ ตั กิ ารวจิ ัยเพ่ือใหร จู กั นกั เรียนเปนอยางดีเพ่ือทีจ่ ะสอนใหไดผ ลดีดว ย บทบาทในฐานะนักมานษุ ยวทิ ยา (Anthropologist) ที่มีบทบาทในการเฝา ดู (seeing) บทบาทนี้ครู นกั วจิ ัยตอ งสงั เกตและทําความเขาใจปรากฏการณ/พฤติกรรม/ความคดิ เหน็ ทัง้ ทส่ี งั เกตโดยตรงและทีไ่ มอาจ สงั เกตไดโดยตรงดวย นอกจากนีย้ งั ตองตระหนกั ถึงสิ่งท่ตี นสงั เกตไดแ ละสิ่งท่ีผูอ่นื สงั เกตได ซ่ึงมีลกั ษณะ แตกตา งกันเพ่อื เรียนรูจากกนั และกัน บทบาทในฐานะนักเลาเรอ่ื ง (Storyteller) ท่มี ีบทบาทในการบอกเลา (telling) เพื่อใหอ งคความรู ทีค่ รนู กั วิจัยไดเ รียนรูเ ผยแพรไปสบู คุ คลท่ีเก่ยี วของอนั จะชวยทําใหเกิดการเรียนรใู นวงกวาง Freeman กลา ววา หนาทีข่ องครู คอื การปฏบิ ัติ แตห นา ที่ของนกั วจิ ัย คอื การบอกเลาผลการวจิ ยั ดว ย ตามหลักการวจิ ัย ปฏบิ ัตกิ ารของครู ครูนกั วิจัยตอ งมีบทบาทในฐานะนักเลา เร่ืองดว ยและสงิ่ ทบ่ี อกเลา มิใชองคความรูเ ชิง วชิ าการอยางเดียว แตร วมถงึ องคความรทู ่ีเกิดจากความรูความเขาใจในการสอนการวจิ ยั ที่ไดปฏบิ ัตจิ ริงดวย คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 176 บทบาทในฐานะ นกั ทฤษฎี (Theoretician) ทมี่ ีบทบาทในการกําหนดคณุ คา (valuing) ของ ผลการสอนและการวจิ ยั ท่ีจะเปนประโยชนต อชมุ ชนและสังคมโดยสว นรวม วงจรการวิจยั ปฏิบัติการทกี่ ลาวมานม้ี ีหลักการและข้ันตอนคลายคลึงกัน เปาหมายของการวิจยั ปฏิบตั กิ ารเนนความสาํ คญั ของการปรับปรงุ และพฒั นางานใหด ีข้นึ วงจรการวิจยั ปฏิบตั กิ ารจงึ มลี กั ษณะ เหมือนกับวงจรคณุ ภาพ P-D-C-A (Plan –Do-Check-Act) ของ Demming และครูอาจดาํ เนนิ การวิจยั ใน ช้ันเรยี นตามวงจร เปน งานเดียวกับการพฒั นาการเรยี นการสอน หรือการประกนั คุณภาพได กลา วโดย สรปุ การวจิ ัยในช้นั เรยี นเปน เพียงเครอ่ื งมือหรอื กลไกท่ีชวยใหค รสู ามารถปฏบิ ัติหนา ที่ในความรับผดิ ชอบ ใหมีคณุ ภาพดยี งิ่ ข้นึ โดยมกี ารประกันคุณภาพทกุ ข้ันตอนการดาํ เนินงาน 2.5) ลกั ษณะของแผนแบบการวิจยั ของครู การวิจยั ปฏบิ ัติการท่ใี ชอ ยูในวงการศกึ ษาของประเทศตา ง ๆ แมวาจะมีขั้นตอนการดาํ เนินงานเปน แบบเดียวกนั แตค วามหนักแนน ในการดาํ เนินงานแตล ะขัน้ ตอนมคี วามแตกตางกนั จงึ ทําใหงาน วิจยั ใน ช้นั เรยี นมีลักษณะแตกตา งกนั แบงไดหลายประเภท Freeman แบง ประเภทของการวจิ ัยปฏบิ ตั ิการออกเปน 4 ประเภท ตามแนวคิดของนกั วจิ ัยการศึกษา ชอื่ Leo van Lier ซ่ึงเสนอหลกั การวิจยั วา โดยทั่วไปการวจิ ยั การศึกษาประกอบดว ยหลักการพน้ื ฐาน 2 หลกั การ คอื หลกั การจดั ระเบยี บ (organization) ซง่ึ แสดงถึง ระดับความเขม ของการจัดควบคมุ ผมู ีสวนรวมในการวจิ ยั และหลักการปรับเปลย่ี นหรอื การแทรกแซง (intervention) ซ่ึงแสดงถึงระดับการแทรกแซงการสอนดว ยกระบวนการวจิ ยั ของครู (Teacher research) 4 รูปแบบ ซงึ่ แตล ะรูปแบบมปี ระโยชนในสภาพการณท ีต่ า งกนั ลักษณะของแผนแบบการวจิ ยั ของครู ทง้ั 4 รปู แบบ แสดงดวยตวั อยา งงานวิจัย ดังนี้ 1) แผนแบบการวจิ ัยท่ี 1 แบบทกี ารควบคมุ (Controlling) ครู Maya แบง นักเรยี นในหอ งเรยี นเปน 2 กลมุ โดยพยายามแบง ใหน กั เรยี นทัง้ สองกลมุ มีลกั ษณะ คลา ยกันในดา นความสามารถ และสดั สว นของนกั เรยี นชาย / หญงิ ครู Maya สงเดก็ นกั เรียนกลมุ หน่ึงไป เรียนช่ัวโมงศิลปะ และสอนนักเรียนอกี กลมุ หนึ่งเรื่องทิศทาง ในวนั ตอ มา ครู Maya ใหงานนกั เรยี นทง้ั สองกลุม ทาํ งานเกี่ยวกับแผนทแ่ี ละการระบทุ ศิ ทาง โดยมวี ัตถปุ ระสงคจ ะตดิ ตามดูวาผลการทํางานของ นักเรยี นท้งั สองกลุมตา งกันอยา งไร นกั เรียนกลุมทีไ่ ดรบั การเรยี นเรื่องทิศทางไดน าํ ความรูมาใชหรือไม และ บนั ทกึ ผลการวิจยั โดยการบนั ทึกวดิ ิทัศน แผนการวจิ ัยนม้ี กี ารจดั ระเบียบควบคุมผูม ีสว นรว มการวจิ ยั โดย การจัดใหมีกลมุ ควบคุมเปนกลุมเปรียบเทียบ และมีการแทรกแซงโดยการสอนเพิ่มพิเศษ ลกั ษณะแผน แบบการวิจยั น้ี คอื แผนแบบการวิจัยเชิงทดลอง (experiment design) หรือแผนแบบการวจิ ยั กง่ึ ทดลอง (quasi-experimental design) คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 177 2) แผนแบบการวจิ ยั ท่ี 2 แบบมกี ารถามและทํา (Asking and Doing) ครู Betty สนใจศึกษาวานักเรยี นการศึกษาผูใหญร ะดับตนในชนั้ เรียนของเธอ จะเขาใจคําสง่ั ในการทํากจิ กรรมหรือไม และชอบการใชร ูปแบบคาํ ส่งั ของครแู บบใดใน 3 แบบ คอื แบบการ ส่ังดว ยวาจา แบบการส่ังดว ยวาจาและใหผูเรียนทบทวนคําสงั่ และแบบการเขยี นคําสัง่ บนกระดานดํา ครู Betty สอน โดยใชค ําสั่งแตล ะแบบเปน เวลาหน่ึงสปั ดาห ตอนวันสุดทา ยของสปั ดาห ครู Betty สอบถามนักเรยี นวา ชอบการใชคาํ สัง่ แบบนนั้ ๆ หรอื ไม และใหผ เู รียนประมาณคา วาชอบการใชคาํ สั่งแตละแบบมากนอ ยเทาไร โดยใชมาตรประมาณคา (rating scale) 3 ระดบั ชอบมากท่ีสุด ชอบ และไมช อบ แผนแบบการวจิ ยั นี้ไมม ี การจัดระเบยี บหรอื การควบคมุ แตมกี ารแทรกแซงการสอนโดยการใชแบบของคําสัง่ ท่แี ตกตางกนั ลกั ษณะ แผนแบบการวจิ ยั นี้ คือแผนแบบการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการ (action research) หรือ แผนแบบการวิจัยแบบรวม พลงั (collaborative research) 3) แผนแบบการวิจัยท่ี 3 แบบการวัด (Measuring) ครู Vera มีนักศึกษาผใู หญที่มีภมู หิ ลงั แตกตา งกนั ในชั่วโมงสอนภาษาองั กฤษเปน ภาษา ทีส่ องซ่ึงมีการสนทนา นักศกึ ษาบางคนรว มสนทนา แตห ลายคนไมเ ขา รวมการสนทนา ครู Vera สังเกต เหน็ วาระดับการเขารว มกจิ กรรมของนกั ศกึ ษาข้นึ อยูกับหวั เรอื่ งการสนทนา และตวั ผนู ําการสนทนา เพื่อ กระตนุ ใหน ักศึกษาทกุ คนเขารว มกจิ กรรมมากขน้ึ ครู Vera จงึ ทาํ การสํารวจความคดิ เหน็ ของนักศกึ ษา โดย ใหระบภุ ูมิหลังของนักศึกษาแตละคนวา อายเุ ทา ไร เรียนภาษาอังกฤษมานานเทาไรความสนใจในหัวขอ การสนทนาที่มีอยใู นเรื่องใดบาง และใหนกั ศึกษาระบชุ อ่ื นกั ศึกษาท่ตี นอยากใหเ ปนผนู าํ การสนทนามา 3 ชอื่ ขอ มูลที่ไดช วยให ครู Vera จัดกจิ กรรมการสนทนาในชน้ั เรยี นไดด ีขึ้น โดยนักศกึ ษาทุกคนมสี ว นรวม ในกิจกรรม แผนแบบการวิจยั นม้ี ีการจัดระเบียบกําหนดชดั เจน โดยการสอบถามขอ มูลดว ยวธิ กี ารสาํ รวจ แตไ มมกี ารสอนแทรกแซงเปนพิเศษลักษณะแผนแบบการวจิ ยั นี้ คอื แผนแบบการวจิ ัยเชิงสํารวจ (survey research) 4) แผนแบบการวจิ ยั ที่ 4 แบบเฝาดู (Watching) ครู Joan ทาํ บันทึกเหตุการณประจําวนั (joumal) เกี่ยวกบั การสอนนกั เรยี นช้นั ป.1 ทเ่ี ริม่ เรยี นอาน – เขียน โดยบันทกึ เหตุการณทกุ วัน ตั้งแตต อนเชาอันเปน ชว งเวลาท่ีนกั เรียนใชเวลาโดยอสิ ระ ตอมาใน ช่ัวโมงดนตรี ครู Joan มเี วลา 20 นาที ทจ่ี ะตรวจดคู วามกา วหนา ของนกั เรยี นแตละคน และไดพ บวา นักเรียนแตละคนมคี วามกา วหนาในการเรยี นแตกตางกนั ครู Joan คิดอยางไตรต รอง และบันทกึ ความคิด สะทอน (reflective memo) โดยการตงั้ คําถามเปนแนวทางในการบนั ทกึ ดงั นี้ “ฉนั กาํ ลงั ศกึ ษากระบวน การเรยี นรขู องนักเรยี นอยางไร ศกึ ษาตามมุมมองของครเู พอื่ จะหาวิธกี ารชวยเหลอื สง เสรมิ ใหน ักเรียนรูด ีขน้ึ หรือศึกษาตามมุมมองของนกั วจิ ยั เพ่ือจะเกบ็ ขอมลู และทําความเขาใจกระบวนการเรียนรขู องนกั เรยี น?” ครู Joan บนั ทึกความคิดสะทอนแยกเปน สองคอลมั น คอลมั นความคิดในฐานะครู และคอลัมนความคดิ ใน ฐานะนกั วิจยั เม่อื เวลาผานไป 2 สปั ดาห ครู Joan ตดั สินใจเฝาสังเกตพฤติกรรมการเรยี นของนักเรยี นเพียง 2 คน ทีม่ ีลกั ษณะแตกตา งกนั มาก และเมือ่ บนั ทึกเหตุการณป ระจาํ วนั และบนั ทกึ ความคดิ สะทอนได 2 – 3 คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 178 สัปดาห ครู Joan จะนําบันทกึ มาศึกษาทบทวน และเขียนรายงานการวเิ คราะหเ ปรียบเทียบวธิ กี ารเรยี นรู ของนักเรยี นทง้ั 2 คน แผนแบบการวิจยั นไี้ มม ีการควบคมุ และไมม กี ารแทรกแซงแตอยา งใด ลักษณะ แผนแบบการวิจัยนีค้ อื แผนแบบการวิจยั รายกรณี (case study research) หรือ แผนแบบการวจิ ยั ธรรมชาติ (naturalistic research) แผนแบบการวจิ ัยของครทู ้งั 4 แบบ ตามแนวคิดของ Freeman ทนี่ าํ เสนอขางตนลว น เปนงานวจิ ัยปฏบิ ัติการทงั้ สนิ้ การแยกประเภทของแผนแบบการวิจัยปฏิบตั ิการออกเปน 4 แบบนี้มิใชเ ปน การแยกประเภทขาดจากกนั ความเปน จริงลกั ษณะแผนแบบการวจิ ัยปฏิบตั กิ ารยงั แตกตางกนั ตามระดบั การ ควบคมุ และระดบั การแทรกแซงไดม ากนอยแตกตางกนั ดังน้นั การวิจยั ปจจัยปฏบิ ตั ิการอาจมีแผนแบบการ วิจยั เชงิ ทดลอง หรือแผนแบบการวจิ ัยเชงิ สํารวจ อีกหลายแบบทีม่ ีระดับการควบคุมและการวดั แตกตา งกัน ไดอกี หลายแบบ 2.6) ประเภทของการวิจยั ปฏิบัตกิ าร ประเภทการวจิ ยั ปฏิบัติการไดเ ปน 4 ประเภท ดงั น้ี 1. การวิจยั ปฏบิ ัตกิ ารในชน้ั เรยี น (Classroom Action Research = CAR) การวจิ ัยในช้นั เรยี น ทําโดยครผู ูสอนเพอื่ แสวงหาวธิ ีแกไ ขปญ หาและพัฒนาการปฏบิ ัตงิ านใหดีขึน้ เพ่ือนําผลการวจิ ัยไปใช แกปญหา และพัฒนาการเรยี นการสอนในชน้ั เรียนโดยตรง 2. การวิจยั ปฏิบัตกิ ารแบบรวมพลัง (Collaborative Action Research) การวจิ ัยน้เี ปนการวิจัย ปฏิบัติการท่ดี าํ เนนิ งานโดยครหู ลายคนรว มกันทาํ วิจัยเพ่อื ปรับปรุงเปลย่ี นแปลงชน้ั เรยี นหลาย ๆ ชน้ั หรือ แผนกวิชา หรือภาควชิ า ทมี งานนกั วิจยั มักเปน การรวมตวั กนั ของครผู มู ีความสามารถ ความชํานาญเฉพาะ ดา นแตกตางกัน มารวมมอื กนั ทาํ งานวจิ ยั โดยมีจดุ มุงหมายรว มกนั การรวมมอื รวมพลังทาํ งานจะทาํ ใหครู เกดิ การเรียนรูแบบลมุ ลึก (deep leaming) จากกันและกันไดมากกวาการทาํ วจิ ยั คนเดียว (Bennet, Foreman – Peck and Higgins , 1996) 3. การวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารระดับโรงเรียน (School Action Research) การวิจัยนีเ้ ปนการวจิ ัยปฏบิ ัติ นอกทด่ี าํ เนินงานโดยผบู ริหารโรงเรียนและบุคลากรทางการศกึ ษาของโรงเรียน อาจรวมหนวยงานนอก โรงเรียนดว ย โดยมเี ปาหมายที่จะพฒั นาโรงเรียน และสภาพแวดลอมของโรงเรยี น 4. การวจิ ยั ปฏิบตั ิการอิงชมุ ชน (Community- Based Action Research) การวิจัยนีเ้ ปน การวจิ ยั ปฏิบัตกิ ารตามแนวคดิ ของ Stringer (1996) ซง่ึ มคี วามเช่ือวาโรงเรยี นและชมุ ชนมคี วามสมั พนั ธกันแยก ไมออก และครมู ีหนา ท่ีท่ีจะตอ งสรา งความสัมพนั ธแบบสองทางระหวางโรงเรยี นและชุมชน ดงั นนั้ การ ทาํ การวจิ ยั ปฏิบตั ิการโดยอาศยั ความรว มมือและรวมพลงั จากชมุ ชน จึงเปน วิถที างทีจ่ ะสามารถระดม ทรัพยากรจากทกุ แหลงในการพฒั นาการศกึ ษาและการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาชุมชนในพรอมกัน ไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 179 ขอบขา ยภาระหนาที่ของครเู กยี่ วกับการวิจัยปฏบิ ตั ิการ เม่อื พจิ ารณาตามประเภทของการวจิ ัย ปฏบิ ัติการทั้ง 4 ประเภท สะทอ นใหเ ห็นถึงขอบเขตการวจิ ัยและภาระหนาท่ขี องครูจากระดบั จุลภาคไป สรู ะดบั มหภาคเหมือนละลอกคล่ืน ดงั แสดงในภาพที่ 4 ครทู ีเ่ ปนนักวจิ ัยทเ่ี ริม่ ตน ทําการวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารควร จะเริม่ ตนจากการวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารในช้ันเรียนกอน เมอ่ื มีประสบการณใ นการวิจยั มากขน้ึ จึงขยายขอบเขต การวจิ ัยกวางขน้ึ จนถึงข้นั การวิจัยปฏิบัตกิ ารอิงชุมชน นอกจากนคี้ รูแตล ะคนท่ีทาํ การวิจัยปฏบิ ัตกิ ารในชัน้ เรียนอาจปรกึ ษาหารอื วเิ คราะหเ ปรยี บเทียบผลงานแตล ะคน และสงั เคราะหสรุปเปนรายงานการสงั เคราะห งานวิจัย หรอื รวมกันเปน ทีมทําการวิจัยปฏบิ ัตกิ ารแบบรวมพลงั (collaborative action research) หรอื อาจ ขยายขอบเขตการทําวิจัยลงสรู ะดับนักเรียน โดยจดั ใหม ีการเรยี นการสอนใหเ กดิ การเรยี นรูโ ดยใชการวิจยั เปนฐาน (research-based leaming) ได 2.7) ความสําคญั ของการวิจัยในเรียน 1. เปน การพัฒนาหลักสูตรและปรบั ปรุงวิธกี ารปฏบิ ตั งิ านเพ่ือพฒั นาคุณภาพการเรียน การสอน ดวยการวิจยั 2. เปน การพฒั นาวิชาชพี ของครู 3. เปนการแสดงความกา วหนาทางวชิ าชีพครูดวยการเผยแพรค วามรทู ี่ไดจากการปฏบิ ตั ิ 4. เปน การสง เสริม สนับสนุนความกา วหนาของการวิจยั ทางการศึกษา 2.8) เปาหมายของการวิจยั ในเรียน เพื่อพฒั นาคุณภาพการเรยี นการสอนใหเ กิดผลดีที่สุด ตามจุดมุงหมายและมาตรฐาน การเรียนรู ของหลักสูตรดวยตัวครเู อง 2.9) บทบาทของครกู ับการวจิ ยั ในเรยี น 1. ครูในฐานะนักสอน 2. ครูในฐานะนกั พฒั นาหลกั สตู ร 3. ครูในฐานะนักวิจัย การพฒั นา ปรับปรุง แกไ ขหลักสตู รและการพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนจะมปี ระสทิ ธภิ าพ ไดตอ งอาศัยกระบวนการวจิ ัยในชนั้ เรยี นโดยเมอ่ื ไรกต็ ามท่ีครมู กี ารวางแผนการสอน(วิเคราะหหลักสูตร จดั ทําแผนการจดั การเรยี นร)ู นําแผนการจดั การเรียนรูไปใช บนั ทกึ ผลทีเ่ กิดขน้ึ ขณะจัดกจิ กรรมและนาํ ผล (ขอมลู ) ทีเ่ กิดกบั นักเรียน (ผลสัมฤทธิ์ พฤตกิ รรมของนักเรยี น บรรยากาศ ในชนั้ เรยี น) ไปเปน ขอมูล พ้ืนฐานในการพฒั นาคุณภาพการเรยี นการสอน การกระทาํ เชนนี้เปนบทบาทของนักการสอน นักพัฒนา หลกั สตู รและนกั วิจยั ในเวลาเดยี วกนั คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
180 3. การวจิ ัยและพัฒนา (Research and Development) 3.1) ความหมายของการวิจยั พัฒนา (R & D) การวจิ ยั และพัฒนาทางการศึกษา (R & D) เปนการพฒั นาการศกึ ษา โดยพน้ื ฐานการวิจยั (Research Based Education Development) เปน กลยุทธห รอื วิธกี ารสําคญั หน่ึงท่ีนยิ มใชใ นการปรบั ปรุงเปลยี่ นแปลง หรือพัฒนา การศกึ ษา โดยเนนหลัก เหตผุ ลและตรรกวทิ ยา เปาหมายหลกั คอื ใชเ ปนกระบวนการในการ พฒั นาและตรวจสอบคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑท างการศึกษา (Education Product) ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comR & D จะพบมากในเชิงธุรกจิ เชน การผลติ สินคาขึ้นมา 1 ชนิ้ R จะทําการทดสอบคณุ ภาพ ของสนิ คา D จะทาํ การวจิ ัยการตลาดถงึ สนิ คา ตวั น้ีควบคูไปถึงความพงึ พอใจ นาํ ผลท่ีไดจ าก R & D หาคาํ ตอบ ไดค าํ ตอบนํามาปรับปรุงไปเรอื่ ย ๆ สาํ หรับ R & D ในวงการศึกษาไมม ีความชัดเจน R เปนการวิจยั เพื่อหาคาํ ตอบ พอไดค าํ ตอบ กจ็ บการวจิ ัย รูแลว กแ็ ลว กันไป ไมมีการดําเนนิ การอะไรตอจากคําตอบวิจยั ทีไ่ ด หรือวิจัยแลว ไมพฒั นา สําหรับคนทที่ ําหรือพัฒนา D จะทําโดยไมไ ดห าคําตอบกอนวาสิง่ ท่ที าํ มีปญหาหรอื สาเหตุของปญหา ทแ่ี ทจ ริงคือ อะไร อาจคิดเดาเอาเอง หรือทาํ โดยคนอน่ื บอกใหท ําหรอื สั่งใหไปทาํ ทําหรือพฒั นาโดย ไมมี การวจิ ยั มากอนนัน่ เอง ครู ผบู รหิ าร ศกึ ษานิเทศก ตอ งทาํ R & D เปน การวิจยั แลวไมใหคนอนื่ มาพัฒนาให หมายความวา วจิ ัยเกย่ี วเพอ่ื พฒั นาการเรียนการสอน เมอ่ื หาคาํ ตอบไดแลว ก็นาํ คาํ ตอบ (วิธสี อน) ไปใช พัฒนาการเรียนการสอนเอง ประเดน็ หลกั ของ R & D อยทู ่กี ารพัฒนาการเรยี นการสอน โดยอิงการวจิ ยั ตารางวิเคราะหค วามแตกตางวิจัย (Research) พฒั นา (Development) และวจิ ัยและพัฒนา (R &D) วจิ ยั (Research) พัฒนา(Development) วจิ ยั และพัฒนา(R & D) ปญหาคือ เร่ืองการอาน ทาํ โครงการมากมาย ปญ หาคือ เรือ่ งการอา น เกิดจากนโยบาย/ สาเหตุคอื ขาดสอ่ื ทมี่ ีประสิทธภิ าพ การดําเนนิ การ ส่งั ใหท ําคิดทําเอง ศึกษาพฤตกิ รรมการเรยี น การดําเนินการ การดําเนนิ การ ของนักเรยี น จดั กจิ กรรมตามโครงการ สรา งและปรับปรุงสอ่ื ใหดี นําไปจัดกิจรรมการเรยี นการอสน บันทึกผลการใช/ ผลสําเรจ็ พรอม ปญ หา อุปสรรคปรับปรงุ ส่ืออกี ครัง้ นาํ ไปสอนอกี เปนครงั้ ที่ 2 บันทกึ ผลสําเร็จหากมีปญหาอกี ก็ปรับปรุง คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
181 สรุป สรุป /พัฒนาสอื่ นาํ ไปสอนอีก บนั ทกึ ผล ไดค ําตอบแลว รแู ลว กจ็ บ ทําโดยไมไดห าคําตอบวา และเปรยี บเทียบผลจนในทสี่ ุดได ไมดําเนินการตอ ปญ หาคอื อะไร ส่ือการสอนทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ “วจิ ยั แลว ไมพ ฒั นา” “พัฒนาโดยไมไดว ิจยั ” สรุป หากคาํ ตอบกอ น ลงมือทํา “พัฒนาโดยอิงการวิจยั ” 3.2) ความแตกตา งระหวางการวจิ ยั และการวจิ ยั ในชัน้ เรียน้บานสอบค ูร www.sobkroo.com หัวขอ /ประเดน็ การวิจัยในชนั้ เรียน การวิจยั ทางการศึกษา ผูทาํ คณุ สมบตั ิผทู ํา ครผู สู อน นกั วจิ ยั นกั วชิ ากร นักการศกึ ษา เปาหมายในการทาํ ทาํ เมอื่ ไร ศกึ ษานิเทศก เรม่ิ ตน อยางๆ ประเด็นปญหาหรือ มีความรูวิธกี ารแกป ญ หาการ เทคนคิ การวิจยั เนอ้ื หาทีจ่ ะทําวิจยั คาํ ถามการวิจัย ทาํ ไปทาํ ไม เรียนการสอน สถานทด่ี ําเนินการ การดาํ เนินการ แกปญ หา/พัฒนานกั เรียนใน แกป ญหา/พฒั นา กลมุ ใหญ การสุมตวั อยา ง เรอ่ื งเล็กแตเปน เรื่องทสี่ ําคญั เร่ืองทีส่ าํ คัญ เม่อื พบปญ หา เมื่อมงี บประมาณ แรงงาน เวลา วเิ คราะหปญหาทีแ่ ทจ ริง เพอ่ื กําหนดนโยบาย/แกปญ หาใหญ ๆ ประเด็นปญหาทเี่ กดิ ข้นึ กบั ผู ตรวจสอบเอกสารทฤษฎีและงานวิจัย เรียน ในหอ งเรยี น ทพ่ี บ ทีเ่ กี่ยวของ ปญ หาทมี่ มุ กวา ง ปจจุบัน ปญ หาเฉพาะหนา แกป ญหา / พัฒนา เพ่อื ใหไดองคความรใู หม ปรับปรุงการเรยี นการสอน ในหอ งเรียนที่ครูรบั ผดิ ชอบ ทุกสถานที่ ท่ตี องการหาคาํ ตอบ/ อยากรู แกปญ หาอยา งรวดเรว็ ทันที บางครง้ั อาจแยกมาทําวิจยั ตา งหากจาก ควบคูกับการเรยี นการสอนตาม การเรยี นการสอนเนนระเบียบแบบ ปกติ ไมเ นนระเบียบแบบแผน แผนการวจิ ยั การวจิ ยั ไมเ นนการสุมตัวอยา ง กลมุ ที่ เนนการสมุ ชนดิ ทคี่ ํานึงถึงความนา จะ ศกึ ษาคือผูเรียนทม่ี ขี อ บกพรอง เปน เพ่อื ใหไ ดกลมุ ตวั อยา งที่เปนตัว คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
182 หรอื ตองการพัฒนา แทนของประชากร ใชวิธีการทางสถิติ และความนา จะเปน การคน ควา เอกสาร คน ควา อยา งงาย ๆ และอนุโลม ทําอยางกวางขวาง ชดั เจน และเนน ใช การวเิ คราะหขอมูล ใหใ ชข อมูลแหลง ทุตยิ ภมู ิ ขอมูลแหลงปฐมภมู ิ แบบแผนการวิจัย ผลการวจิ ัย ไมเ นนการทดสอบความมนี ยั ใชอ นมุ านสถติ ใิ นการทดสอบความมี การประยกุ ตใชผ ล สาํ คญั และมกี ารนําเสนอขอ มูล นัยสําคญั และใชเ ทคนคิ ของการวิจัย ดบิ ประกอบ เชิงคณุ ภาพและปรมิ าณ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com เนนเชงิ คุณภาพ ตดั ขัน้ ตอนท่ไี มจ ําเปน บางอยาง มีการควบคุมตวั แปรอยางเขม งวดและ ออกไป ใชร ะยะเวลาสนั้ ไมเ ขม ใชระยะเวลายาวนาน งวดในการควบคุมตวั แปร องคความรูท ีจ่ ะนาํ มาปรบั ปรุง องคค วามรกู วา งขวางและครอบคลมุ ท่ี และพฒั นาการเรียนการสอนท่ี สามารถสรุปอางอิงไปยังกลุมอ่นื ได ดําเนนิ การอยู/ไมอางอิงไปใช กบั กลุมอน่ื ยดึ ความสอดคลอ งกับการ ยดึ ความสอดคลอ งกับทฤษฎี ปฏิบัติ 4. การนําผลการวิจยั ไปใช การนาํ ผลการวจิ ัยไปใชเปน ขนั้ ตอนทีส่ ําคญั เพราะครสู ามารถใชน วตั กรรมท่คี น พบไปปรบั ปรงุ และพฒั นาการเรยี นการสอนใหบ รรลมุ าตรฐานการเรียนรขู องหลักสตู ร ผลการนาํ ไปใชจ ะทาํ ใหม คี วามสมบรู ณแ ละมคี ุณคา มากยงิ่ ขน้ึ ตลอดจนผูเกยี่ วขอ ง/หนว ยงาน ใชเปนขอ มลู ในวางแผนพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษาตอ ไป 4.1) ความสาํ คัญของการนําผลการวิจัยไปใช 1. ทาํ ใหก ารจัดการเรยี นการสอนบรรลมุ าตรฐาน การเรียนรขู องหลักสูตร เพราะครูไดใชส ื่อ/ นวัตกรรมทมี่ คี ณุ ภาพ ผานการตรวจสอบคณุ ภาพ เชื่อถือได 2. ทาํ ใหครพู ัฒนาตนเองใหม ีคุณภาพยิ่งขน้ึ 3. ผูเรยี นไดร บั การพัฒนาเต็มตามศกั ยภาพ 4. ผูบรหิ าร/หนว ยงานใชขอ มลู ไปปรบั ปรงุ /พัฒนา ตรงตามสภาพจริง 5. ครใู ชเ ปน ผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวทิ ยฐานะ / ความกา วหนา ในวชิ าชีพ 6. ทําใหม ขี อ มลู ปรับปรงุ หรือพฒั นางานและกาํ หนดนโยบายของหนวยงานทางการศกึ ษา คูมือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 183 4.2) จดุ มุงหมายในการนาํ ผลการวจิ ัยไปใช 1. เพือ่ แกปญ หาการเรียนการสอน 2. เพื่อปรบั ปรงุ หรือพฒั นาการเรยี นการสอนใหม ีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้ 3. เพ่อื ใชเปนขอ มลู ในการดําเนนิ งานเฉพาะดา น 4. เพอื่ ใชประเมินผลและพฒั นาการปฏิบัตงิ านของครหู รือหนวยงาน 4.3) การเผยแพรผลงานวิจัย หนว ยงานตนสังกัดของโรงเรียนตองดาํ เนินงานตอเนือ่ ง คือ การสงเสรมิ สนับสนนุ ใหมีการเผยแพร ผลงานวิจัย และการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชนอยา งกวา งขวาง ในรูปแบบตาง ๆ เชน การจดั ประชุม สัมมนาทางวชิ าการเผยแพรผ ลงานวจิ ยั การจดั ทําเครอื ขา ยการวิจยั เพอื่ พัฒนาการเรยี นการสอนในรปู แบบ ของเว็บไซด หรอื โฮมเพจ เพอื่ นาํ เสนอผลงานวจิ ยั อยางตอ เน่อื งและสมา่ํ เสมอ 4.4) แนวทางการนําผลการวจิ ยั ไปใช 1. นาํ ไปใชในการปรับปรงุ และพฒั นาการเรยี นการสอน 2. นําไปใชเ ปน ขอ มลู พืน้ ฐานในการพฒั นาการเรียนการสอน 3. นาํ ไปใชพฒั นาวิชาชพี 4.5) แนวทางการนําผลการวิจยั ไปใชของครู 1. ใชแกปญหาการเรียนการสอนโดยตรงนํานวตั กรรมไปใชสอนซอมเสรมิ /สอนตามปกติ 2. นาํ ไปเปน ขอ มลู ในการปรบั ปรุงการเรียนการสอน รวู ามีนวตั กรรมอะไร ใชแกป ญ หาอะไร 3. นําไปใชพ ัฒนาหลกั สูตร หนว ยการเรยี นรู การวัดและประเมนิ ผล 4. นาํ ไปใชใ นการพฒั นาวิชาชพี 4.6) แนวทางการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชของผูบริหาร 1. ใชในการวางแผน กําหนดนโยบายการเรยี นการสอนและพัฒนาหลักสตู ร ปรับปรุง/ ดัดแปลงงาน/โครงการ ใหเปนไปตามเปา หมายอยา งเปนระบบ 2. กระตนุ ใหค รูพฒั นาการเรียนการสอนโดยใชการวิจัยเปนฐาน 3. สงเสริมใหครคู น ควาหาความรูใหม ๆ 4. สงเสริมใหครไู ดม กี ารประชมุ แลกเปล่ียนงานวิจยั ของตนกบั ผอู ่นื 4.7) จดุ ท่คี วรพิจารณาในการนําผลการวิจัยไปใช 1. กระบวนการพฒั นาสอ่ื /นวตั กรรม (บทท่ี 3) 2. กระบวนการพฒั นาเครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมขอมูล (บทที่ 3) 3. สรปุ ผลการวจิ ยั /ขอ คนพบการวจิ ยั เปนอยางไร (บทที่ 5) 4. ขอ บกพรองในการดําเนินงานวิจยั (ขอเสนอแนะ บทท่ี 5) 5. ทาํ ไมตองวจิ ยั / ปญหาคืออะไร (บทท่ี 1) คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 184 งานพัฒนาระบบขอ มลู สารสนเทศเพ่ือพฒั นาการศึกษา ระบบสารสนเทศทางการศึกษา 1) ความหมายของระบบ ระบบ (System) คอื ชุดขององคประกอบซงึ่ มีปฏิสัมพันธ ตอ กันในรูปของความเปนหนง่ึ เดยี ว และดาํ เนินงานรว มไปสเู ปาหมายเดียวกนั ประกอบดว ยสว นสําคัญสปี่ ระการ คอื 1. ขอมลู นําเขา (Input) 2. กระบวนการประมวลผล (Process) 3. ผลลพั ธ (Input) 4. การควบคุมการยอนกลับ (Feedback Control) 2) ความหมายของ ขอ มลู สารสนเทศ ขอ มลู (Data) คือ ขอ เท็จจรงิ เกีย่ วกับเหตกุ ารณ หรอื ขอ มูลดิบทย่ี งั ไมผา นการประมวลผล ยังไมม ี ความหมาย ในการนําไปใชงาน ขอ มูลอาจเปนตวั เลข ตวั อกั ษร สญั ลกั ษณ รปู ภาพ เสยี ง หรอื ภาพเคล่ือน ไหว สารสนเทศ (Information) คือ ขอ มูลทผ่ี า นกระบวนการประมวลผล หรอื จัดระบบแลว เพือ่ ใหม ี ความหมายและคุณคา สาํ หรบั ผูใช ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ชุดของคน ขอมลู และวิธกี าร ซ่ึงทํางาน รว มกัน เพอ่ื ใหเ กิดความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทวี่ างไว หรอื สารสนเทศ คอื ขอมลู ที่ผานการประมวลผล บวก ลบ คูณ หาร เปรียบเทยี บหรอื ตรวจสอบแลวมีความชัดเจนขนึ้ สามารถนํามาใชใ นการพิจารณาตัดสนิ ใจ หรอื ดาํ เนนิ การใด ๆ ตอ ไปได สารสนเทศจะถกู นําเสนอในรูปอัตราสวน รอ ยละ การเปรยี บเทียบ เชน อัตราครูตอนกั เรยี น การเปรยี บเทียบงบประมาณท่ไี ดรับปจจุบันกับอดีต การเปรยี บเทยี บผลการดําเนนิ การ นบั แตเ รม่ิ โครงการ การเปรียบเทยี บผลกาํ ไรตอการลงทนุ ทรัพยากรทีส่ ําคญั ท่สี ุดขององคก ารคอื คน คนคอื ผูสรา งงานผลิต เปน ผใู ชบ รกิ าร เปน ผแู กปญ หา และเปนผตู ัดสินใจ คนท่ีมคี ุณภาพจะเปนกระดกู สนั หลงั ขององคก าร 3) ประเภทของระบบสารสนเทศ 1) ระบบประมวลผลธุรกรรม (Transaction Processing System : TPS) เปน เครื่องมือของผบู รหิ าร ระดบั ปฏบิ ัตกิ าร (Operating Manager) เชน ระบบสารสนเทศการบัญชี 2) ระบบสารสนเทศการจัดการ (Management Information System : MIS) เปนเคร่อื งของผบู รหิ าร ระดับสั่งการ หรอื ระดบั กลาง (Tactical Manager) มี 3 ประเภท คอื รายงานตามตารางการผลิต รายงาน ตามตอ งการ และรายงานพเิ ศษ คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 185 3) ระบบสนับสนุนการตัดสนิ ใจ (Decision Support System : DSS) เปน เคร่อื งมอื ของผูบรหิ าร ระดบั นโยบาย หรือระดบั สงู (Strategic Manager) และผบู ริหารระดบั ส่ังการหรือระดบั กลาง(Tactical Manager) 4) ระบบการสนับสนนุ ระดับนโยบาย (Executive Support System : ESS) จาํ เปนมากสาํ หรับการ บรหิ ารระดับสงู การพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช วัฏจกั รของการพัฒนาระบบ SDLC เปน การติดตอ สื่อสาร อยางตอเนอ่ื งชัดเจนระหวางผูใช กบั 4) บคุ ลากรในระบบสารสนเทศ ประกอบดวย 1) ผใู ช (User) ไดแกบ ุคคลซง่ึ ใชระบบสารสนเทศเมอ่ื มีการนาํ ออกมาใช ไดแก ผูใชคอมพิวเตอร และผูจ ดั การ 2) นักวิเคราะหระบบ (System Analyst) จะทาํ งานรว มกับผูใช เพ่ือตรวจสอบความจําเปนทต่ี อง ใชสารสนเทศในกระบวนการของผใู ช 3) นกั ออกแบบระบบ (System Designer) เปน ผูออกแบบระบบใหตรงกบั ความจาํ เปนความ ตอ งการของผูใช 4) นกั เขียนโปรแกรม (Programmer)ใชโ ปรแกรม เพ่อื รหสั คาํ สงั่ สาํ หรบั ใหคอมพวิ เตอรแ กปญ หา 1.2 ความสําคัญและประโยชนของขอมูลสารสนเทศ ปจจบุ ัน IT มีความสาํ คญั ท้งั ในชวี ติ ประจาํ วัน ชวี ิตการทาํ งาน และการดําเนนิ งานดานตางๆ จนบาง คร้ังอาจเปรียบขอ มูล และสารสนเทศ ไดเ สมอื นกบั สายเลือดทห่ี ลอเลี้ยงการทํางานทุกดา นขององคก รเพราะ ถาขอ มูลและสารสนเทศมคี วามถูกตองเปนปจ จบุ นั ทําใหก ารบรหิ ารจัดการมีศักยภาพยง่ิ ขึน้ สารสนเทศ ท่ดี ี มีประโยชนในดา นตอไปน้ี 1) ประสิทธภิ าพ (Effciency) ไดแก 1.1 ระบบสารสนเทศทําใหก ารปฏิบตั ิงานมคี วามรวดเรว็ 1.2 ระบบสารสนเทศชว ยใหก ารเขาถงึ ขอ มลู ขนาดใหญไ ดอยางรวดเรว็ 1.3 ระบบสารสนเทศชวยใหก ารตดิ ตอ สอ่ื สารเปน ไปไดอ ยางรวดเร็ว 1.4 ชว ยลดตน ทุน 1.5 ชว ยใหก ารประสานงานระหวา งฝา ยตา งๆเปน ไปไดดวยดี 2) ประสิทธผิ ล (Effeciveness) ไดแก 2.1 ระบบสารสนเทศชว ยใหการตดั สนิ ใจ สงผลใหก ารดาํ เนินงานบรรลุวัตถปุ ระสงคได 2.2 ระบบสารสนเทศชวยในการเลือกผลติ สนิ คา บรกิ ารทเ่ี หมาะสม คมู อื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 186 2.3 ระบบสารสนเทศชวยในการดาํ เนินงานไดอยางถูกตอ ง รวดเร็วขึน้ ตรงกับความตองการ 3) ความไดเ ปรียบในการแขงขนั (Competitive Advantage) ไดแก การมีการนาํ สารสนเทศมาใช และทําใหเ กดิ การบรหิ าร จดั การแบบใหม เชน E- Government Re- engineering Knowledge Management เปนตน 4) คณุ ภาพชีวิตการทาํ งาน (Quality of Work Life) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทําใหเกิเครอ่ื งมือ การทาํ งานรปู แบบใหมๆ เชน Tele/Video Conferencing Electron data Interchange Virtual Organization เปน ตน ซึง่ ทาํ ใหประหยัดทรัยากร และเพิ่มครุ ภาพชวี ิตได 1.3 ลกั ษณะขอมูลสารสนเทศทด่ี ี ในปจจุบนั ขอ มูลสารสนเทศมคี วามจาํ เปน อยา งย่ิง ตอการบริหารจดั การ เพราะถาขอ มลู มคี วาม ถูกตองเปน ปจจบุ นั จะทําใหก ารบริหารจดั การมีประสิทธิภาพย่งิ ข้นึ ดงั นน้ั และผูป ฏิบตั ิงานดา นขอมูล สารสนเทศของหนว ยงาน ตอ งคํานงึ ถึงลักษณะขอมลู ทีด่ ี ดังนี้ 1. ความครอบคลมุ คือ ขอ มลู จะตองมคี วามครอบคลมุ กบั งานทกุ ๆเรือ่ ง และสามารถนาํ มาใช ประโยชนไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ 2. ความรวดเรว็ คอื สามารถหาไดอยา งรวดเรว็ ทนั เวลาทต่ี องการ 3. ความถูกตอง คือ ขอมูลจะตองมคี วามถกู ตอง ไมมขี อ ผดิ ผลาด 4. ความทันสมัย คือ มกี ารปรบั ปรงุ ขอมลู ใหเ ปนปจจบุ ันอยเู สมอ 5. ความนาเชือ่ ถอื คือ แหลงทมี่ าของขอมูล ตลอดจนกระบวนการจดั เกบ็ ขอมูล 6. ตรวจสอบ ได คือ ขอ มูลท่สี ามารถตรวจสอบได 1.4 กระบวนการหรือขน้ั ตอนการจัดระบบสารสนเทศ กระบวนการหรอื ขั้นตอนการจดั ระบบสารสนเทศของหนวยงาน มผี จู ัดไวหลายขน้ั แตกตา งกันไป แตโ ดยทั่วไปแลวม้ขี ั้นตอนดังน้ี 1. การรวบรวมขอมูล 2. การตรวจสอบขอมูล 3. การจดั กระทําขอมลู 4. การจัดเกบ็ ขอ มูล 5. การวิเคราะหขอมูล 6. การนาํ ขอ มูลไปใช 1.5 โปรแกรมท่ีเกยี่ วขอ งกับขอมูลสารสนเทศในระดับสถานศกึ ษา สงั กัด สพฐ. 1. โปรแกรม SMIS เปนโปรแกรมที่เก็บขอ มูลนักเรยี นรายบุคคล สงั กดั สพฐ. โดยการเก็บขอมูล แบงออกเปน 2 ระยะ คอื คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 187 1.1 ระยะแรก ใชขอ มลู ณ วนั ท่ี 10 มิถนุ ายน ของแตล ะป 1.2 ระยะที่สอง ใชข อ มูล ณ วนั ที่ 30 พฤศจิกายน ของแตล ะป 2.. โปรแกรม OBEC เปนโปรแกรมท่เี ก็บขอมูลพน้ื ฐานทางการศกึ ษา โดยใชข อ มลู ณ วนั ที่ 10 มถิ ุนายน ของทกุ ป 3. โปรแกรมโปรแกรม B_OBEC เปน โปรแกรมที่เก็บเก่ียวกบั ท่ดี ิน ส่ิงกอ สรา ง โดยใชข อมลู ณ วนั ท่ี 30 กันยายน ของทกุ ป 4. โปรแกรม M_ OBEC เปน โปรแกรมทเ่ี กบ็ ขอมลู เก่ยี วกบั ครภุ ณั ฑ โดยใชข อมูล ณ วนั ท่ี 30 กันยายน ของทุกป 5. โปรแกรม P_OBEC เปน โปรแกรมที่เก็บขอมูลเกย่ี วกบั บคุ ลากร 1.6 ปญ หาอุปสรรคในการจัดระบบขอ มูลสารสนเทศ จากการดําเนินงานการจดั เกบ็ ขอ มูลทผ่ี า นมาทุกป มกั จะพบปญ หาลักษณะคลา ยคลงึ กนั ทกุ ป กลา วคอื 1. ปญ หาดา นคอมพวิ เตอรและโปรแกรม ซง่ึ มคี อมพิวเตอรท่ีลาสมัย ความจไุ มพ รอมสําหรบั การ จัดเกบ็ ขอ มลู ขนาดใหญ โปรแกรมจัดเกบ็ มกี ารเปลย่ี นแปลงบอ ย ฐานการเกบ็ ขนาดใหญ ทําใหป รบั ปรงุ (update)ขอมูลอยตู ลอด และบางแหง ไมสามารถทําได เน่ืองจากงบประมาณจาํ กดั สวนปญ หาโปรแกรม จัดเก็บขอมูลรายบุคคล เปลี่ยนแปลงบอ ย ซบั ซอน ไมส มบรู ณ 2. ปญ หาบคุ ลากร ตอ งปฏิบัตหิ นา ท่ีสอนดวย คนทไี่ ดร ับการอบรมแลว มกี ารเปลยี่ นแปลงยายบอ ย คนใหมไมม คี วามรูพ นื้ ฐาน จัดเก็บและทาํ ขอ มลู ไดชา ไมท นั เวลา และบคุ ลากรบางสว นยังไมใ หความสําคัญ กับการจดั เก็บและทําขอมลู ดานนี้ คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 188 ง. สรุปสาระสําคัญของบทบาทศกึ ษานิเทศกต ามกรอบหลักสตู รผนู าํ การเปลีย่ นแปลง 1) หลักการ แนวคดิ ในการประชมุ สมั มนาตามหลกั สูตร 1. วิธกี ารเรยี นรูข องผมู ปี ระสบการณ 2. ผนู ําการเปล่ยี นแปลง การบริหารการเปลยี่ นแปลง และการเรง รัดการเปลี่ยนแปลง (Leading change, Change management, CAP, ผูบ ริหารการเปลยี่ นแปลงของ กพร.) 3. การพัฒนาคนในสภาวะการปฏิบตั งิ านปกติ (On the job training) 4. การพัฒนาคุณภาพโดยกระบวนการนิเทศ(Innovation-นวัตกรรม, วิธีการชวยกระตุนสงเสริมใหคน ทลี่ าหลังใหท ันสมยั , การมองเห็นภาพรวมแลวนํามาปรับเปนเปาหมายใหม) 2) วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือสงเสริมและพัฒนาหัวหนากลุมนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาในการบริหาร จัดการการนิเทศเพื่อพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 2. เพอื่ เพมิ่ พนู ความรู ความเขา ใจ และทกั ษะความเปน ผนู ําทางการบริหารงานวิชาการใหสอดคลองกับ การเปลย่ี นแปลง 3. เพื่อแลกเปลยี่ นเรียนรูรว มกันในการสรา งสรรคง านการนเิ ทศการศึกษา 3) เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการประชมุ สัมมนา 1. กระบวนการเรียนรรู วมกนั (Participatory Learning) 2. กระบวนการฝกปฏบิ ัติ และสรุปความรู 3. กระบวนการฝกทักษะผนู ํา 4) ทกั ษะผนู ําท่ีมุงสง เสรมิ พัฒนา ประกอบดวย ทักษะการคิดเชิงระบบ ทกั ษะการตัดสนิ ใจ ทักษะการแกป ญหา ทักษะการทํางานเปนทีม และทักษะการสอ่ื สาร 5) เน้อื หาสาระ/หนวยการประชมุ สัมมนา ไดแ ก หนว ยที่ 1 คณุ ภาพการศึกษาที่เปน อยู (Quality Profiles) หนว ยที่ 2 มุงสูเ ปาหมายทรี่ ว มกัน (Creating A Shared Needs) หนวยที่ 3 สรรคสรางวสิ ัยทศั นเปนตวั ตน (Shaping A Vision) หนวยท่ี 4 รวมพลขับเคล่อื นพนั ธสญั ญา (Mobilizing Commitment) หนว ยที่ 5 ติดตามความกา วหนาตามเข็มมุง (Monitoring Progress) หนว ยที่ 6 ผดุงคุณภาพใหยั่งยืน (Making Change Last) คูม อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 189 6) สรปุ สาระสาํ คัญ(แนวคดิ องคค วามรู) แตละหนวย 6.1 หนวยที่ 1 คุณภาพการศึกษาที่เปน อยู (Quality Profiles) เรือ่ ง การบริหารโดยใชระบบขอ มลู สารสนเทศดานคณุ ภาพ แนวคดิ หลัก ในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา จําเปน ตองมีขอมูลคุณภาพ (Quality Profiles) ของสงิ่ ท่ีจะพัฒนา อยางชัดเจน ครอบคลุมภาระงานทุกดาน จึงจะทําใหการพัฒนาคุณภาพเริ่มตนอยางมีประสิทธิภาพ ศกึ ษานิเทศกซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา จงึ ตองมีขอมูลพนื้ ฐานเกี่ยวกับคณุ ภาพของนักเรียน ครู ผูบริหาร และ ศึกษานิเทศกในสังกัดท่ีชัดเจน ครอบคลุมและเพียงพอ เพ่ือนําไปใชประโยชนในการ พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ และเกิดประสิทธผิ ลตามเปา หมาย 6.2 หนวยท่ี 2 มุง สเู ปา หมายท่ีรวมกัน (Creating A Shared Needs) เร่อื ง การกาํ หนดเปา หมายความตองการรว มกัน แนวคิดหลัก การกาํ หนดเปาหมายการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาท่คี รอบคลมุ และชดั เจน ทาํ ใหส ามารถกาํ หนด แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาไดต รง และสอดคลองกบั สภาพของสถานศกึ ษาท่ีตองการพัฒนาใหมี คุณภาพมากขน้ึ ซงึ่ ในการกําหนดเปา หมายของการพัฒนาตอ งใหผ ูเก่ยี วขอ งมีสวนรว มในการกาํ หนดเปาหมาย การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ซง่ึ จะทาํ ใหทุกคนรสู ึกเปนเจา ของงานที่จะพฒั นาและรว มกนั พัฒนางานอยา งเตม็ ที่ 6.3 หนวยท่ี 3 สรรคส รางวิสยั ทัศนเ ปน ตวั ตน (Shaping A Vision) 6.3.1 เร่ือง การออกแบบกิจกรรมนําสกู ารปฏบิ ตั ิ แนวคิดหลกั วิสัยทัศน เปนภาพความสําเร็จหรือเปาหมายท่ีตองการใหเกิดข้ึนในอนาคต การแปลงวิสัยทัศนให เปนการกระทําท่ีเปนรูปธรรม จะชวยใหการเปล่ียนแปลงสภาพในอนาคตเขาใจงายและลงมือปฏิบัติไดจริง ซ่ึงเปนบทบาทสําคัญของหัวหนากลุมนิเทศฯ ที่จะตองขับเคล่ือนการนิเทศใหสอดคลองไปกับการบริหาร และการจัดการเรยี นรูเ พ่ือพฒั นาคณุ ภาพผูเรยี นใหบรรลุตามเปา หมาย หรือวสิ ยั ทัศนน ั้น ๆ 6.3.2 เรอ่ื ง การออกแบบนวตั กรรมเพื่อการบรหิ ารจดั การศกึ ษา แนวคิดหลกั การมีนวัตกรรมที่ดี มีคุณภาพ สอดคลองกับกระบวนการที่ตองการบริหารการเปลี่ยนแปลงทําให สามารถพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษาไดอยางมปี ระสิทธภิ าพ และเกิดประสทิ ธิผล คูมอื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446