Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

Published by ปัณณธร ละม้าย, 2019-08-08 06:26:14

Description: 8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

Search

Read the Text Version

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 140 แผนภูมคิ วามเชอ่ื มโยงมาตรฐานการศกึ ษาชาตกิ ับมาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ปฐมวัย 2) มาตรฐานการศึกษาชาติ ความหมายของมาตรฐานการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติไดใหน ยิ ามมาตรฐานการศกึ ษาวา เปนขอ กําหนดเกย่ี วกับ คณุ ลกั ษณะ คณุ ภาพที่พึงประสงคและมาตรฐานทต่ี อ งการใหเกดิ ข้นึ ในสถานศกึ ษาทุกแหง และเพ่อื ใชเ ปน หลกั ในการเทียบเคยี ง สําหรบั การสงเสรมิ และกาํ กบั ดแู ล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกนั คณุ ภาพทางการศึกษา วตั ถปุ ระสงคข องการกําหนดมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ 1. เพื่อเปน เปา หมาย และแนวทางพฒั นาการจดั การศึกษาของชาตใิ นทกุ ระบบและ ทกุ ประเภทในระดับ มหภาค เพื่อเปนหลักและแนวทางในการกาํ หนดนโยบาย แผนพัฒนาและ จัดการศึกษารวมทง้ั มาตรฐานการ ศึกษา ท้ังการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน การอาชีวศึกษา และการอุดมศกึ ษา คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

141 2. เพอ่ื เปนเคร่อื งมือกํากบั การตรวจราชการ การนิเทศ การติดตามและประเมินผล รวมทั้งการประกัน คุณภาพ 3. เพอื่ ใหท ราบสถานภาพและความกาวหนา ของ การจัดการศึกษาของชาติระดับมหภาค 4. เพื่อเปนมาตรฐานสําหรบั การประกนั คุณภาพภายนอก ในระดับเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาและสถานศกึ ษา เพอ่ื เปนพ้นื ฐานสําหรับการพฒั นามาตรฐานการศึกษาของชาตใิ นระยะตอ ไป อุดมการณข องมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ อดุ มการณสําคัญของการจัดการศกึ ษา คอื การจัดใหม ีการศึกษาตลอดชีวิตและการสรา งสังคมไทยให เปนสังคมแหง การเรยี นรู การศกึ ษาทส่ี รางคุณภาพชวี ติ และสงั คมบูรณาการอยางสมดุลระหวางปญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เปน การศกึ ษาตลอดชวี ติ เพื่อคนไทยทง้ั ปวง มุงสรา งพนื้ ฐานที่ดีในวยั เดก็ ปลูกฝง ความเปน สมาชิกทดี่ ีของสงั คม ตัง้ แตวัยการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน และพฒั นาความรคู วามสามารถ เพื่อการทํางาน ทีม่ ีคณุ ภาพ โดยใหสังคมทกุ ภาคสว นมีสว นรว มในการจดั การศึกษาไดต รงตามความตอ งการของผเู รียน และ สามารถตรวจสอบไดอยางมนั่ ใจวา การศึกษาเปน กระบวนการของการพัฒนาชีวติ และสังคม เปน ปจจัย สาํ คญั ในการพฒั นาประเทศอยางยงั่ ยืน ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com มาตรฐานการศึกษาของชาติ มี 3 มาตรฐานและ 11 ตวั บงชี้ ไดแ ก มาตรฐานที่ 1 คุณลกั ษณะของคนไทยทพี่ งึ ประสงค ทัง้ ในฐานะพลเมอื งและพลโลก(5 ตัวบง ชี้) มาตรฐานที่ 2 แนวการจัดการศึกษา (3 ตัวบง ชี)้ มาตรฐานที่ 3 แนวการสรา งสังคมแหงการเรียนรู/ สงั คมแหงความรู ( 3 ตวั บงช)้ี 3) มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ความหมาย เปนขอ กาํ หนดเก่ียวกับคุณลักษณะ คุณภาพท่ี พึงประสงคแ ละมาตรฐานท่ีตอ งการให เกดิ ข้ึน ในสถานศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน ทุกแหง และเพือ่ เปนหลักในการเทยี บเคยี ง สําหรบั การสง เสริมและกาํ กบั ดแู ล ตรวจสอบประเมนิ ผลและประกนั คณุ ภาพการศึกษา อุดมการณ เปน การจดั การศึกษาเพอื่ ปวงชนโดยรฐั พฒั นาคนใหมลี ักษณะทพ่ี ึงประสงคในฐานะ พลเมืองไทย พลเมืองโลก เพ่อื สรางสงั คมแหง การเรียนรูและพฒั นาประเทศอยา งยงั้ หลักการ การพัฒนาผูเรียนอยา งครบถวนจัดการศึกษาเพื่อเปนคนไทย ความเสมอภาค12 ป การมี สวนรว ม และหลักความสอดคลอ ง ประกอบดว ย มาตรฐานการศึกษา 18 มาตรฐาน 84 ตัวบงช้ี ไดแ ก -ดา นคณุ ภาพนักเรยี น 8 33 -ดานการเรียนการสอน 2 14 -ดานการบริหารจัดการศกึ ษา 6 33 - ดานพัฒนาชุมชนแหง การเรยี นรู 2 4 คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 142 มาตรฐานดา นคณุ ภาพผเู รียน (มี 8 มาตรฐาน 33 ตวั บงช้)ี มาตรฐานที่ 1 ผเู รียนมีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมท่พี ึงประสงค มาตรฐานท่ี 2 ผเู รียนมีจิตสาํ นกึ ในการอนุรักษและพัฒนาสง่ิ แวดลอม มาตรฐานท่ี 3 ผเู รยี นมีทกั ษะในการทาํ งาน รักการทํางาน สามารถทาํ งาน รว มกบั ผอู ื่นไดและมี เจตคติที่ดตี อ อาชพี สจุ รติ มาตรฐานท่ี 4 ผูเ รยี นมีความสามารถในการคิดวิเคราะห คดิ สังเคราะห มวี ิจารณญาณ มีความคิด สรา งสรรค คิดไตรตรอง และมีวิสยั ทศั น มาตรฐานที่ 5 ผเู รยี นมีความรแู ละทักษะที่จําเปนตามหลักสตู ร มาตรฐานที่ 6 ผเู รียนมที ักษะในการแสวงหาความรดู ว ยตนเอง รักการเรียนรู และพฒั นา ตนเองอยา งตอ เน่ือง มาตรฐานท่ี 7 ผเู รยี นมีสุขนสิ ัย สุขภาพกายและสขุ ภาพจิตท่ดี ี มาตรฐานที่ 8 ผเู รยี นมีสุนทรยี ภาพและลกั ษณะนิสยั ดานศิลปดนตรแี ละกีฬา มาตรฐานดา นการเรียนการสอน (มี 2 มาตรฐาน 14 ตัวบงช้ี) มาตรฐานท่ี 9 ครูมวี ุฒิ / ความรู ความสามารถตรงกบั งานท่รี บั ผิดชอบ หม่นั พฒั นาตนเองเขา กบั ชมุ ชนไดด แี ละมคี รูเพียงพอ มาตรฐานที่ 10 ครูมีความสามารถในการจัดการเรยี นการสอนอยา งมปี ระสิทธภิ าพและเนน ผเู รียน เปนสาํ คญั มาตรฐานดา นการบริหารและการจดั การศกึ ษา(มี 6 มาตรฐาน33ตวั บง ช้ี) มาตรฐานที่ 11 ผูบริหารมีภาวะผูนําและมีความสามารถในการบริหาร มาตรฐานที่ 12 สถานศกึ ษามีการจดั องคก ร โครงสราง ระบบการบรหิ ารและพฒั นาองคก รอยา ง เปนระบบครบวงจร มาตรฐานที่ 13 สถานศึกษามีการบริหารและจดั การศกึ ษาโดยใชส ถานศึกษาเปนฐาน มาตรฐานที่ 14 สถานศกึ ษามีการจัดหลักสูตร และกระบวนการเรยี นรทู ่เี นน ผเู รียนเปน สาํ คญั มาตรฐานท่ี 15 สถานศึกษามีการจดั กจิ กรรมสงเสริมคณุ ภาพผูเรยี นอยา งหลากหลาย มาตรฐานท่ี 16 สถานศึกษามกี ารจดั สภาพแวดลอ มและการบรกิ ารที่สง เสริมใหผ ูเ รียนพฒั นาตาม ธรรมชาติ เตม็ ตามศักยภาพ มาตรฐานดา นการพฒั นาชุมชนแหง การเรียนรู (มี 2 มาตรฐาน 4 ตัวบงชี้) มาตรฐานที่ 17 สถานศกึ ษามีการสนับสนุนและใชแ หลงเรยี นรแู ละภมู ิปญ ญาในทองถิ่น มาตรฐานที่ 18 สถานศกึ ษามีการรวมมอื กันระหวางบาน องคกรทางศาสนา และสถาบันทา วชิ าการ และ องคกรภาครัฐและเอกชน เพอื่ พัฒนาวถิ กี ารเรียนรชู มุ ชน คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

143 4) มาตรฐานการศกึ ษาระดบั การศึกษาปฐมวัย ความหมาย เปน ขอกาํ หนดเกีย่ วกบั คุณลกั ษณะ คณุ ภาพที่ พึงประสงคและมาตรฐานท่ีตอ งการ ใหเ กิดขึน้ ในสถานศึกษาจัดการศกึ ษาปฐมวัยทกุ แหง และเพือ่ เปน หลัก ในการเทียบเคียง สําหรับการสง เสรมิ และกาํ กบั ดแู ล ตรวจสอบประเมินผลและประกนั คุณภาพการศึกษา อดุ มการณ เปนการจดั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานระดบั แรกวางรากฐานใหเจริญสมบูรณสมวยั สมดลุ ทกุ ดา น เตรยี มพรอมเขาข้นั พื้นฐาน มุงเนนพัฒนาเด็ก การอบรมเลีย้ งดู ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comหลกั การ การพฒั นาเด็กโดยองครวมจัดประสบการณย ดึ เดก็ เปน สําคัญ เสรมิ สรา งความเปนไทย ความรว มมอื และหลกั ความสอดคลอ ง มาตรฐานการศึกษาปฐมวัย มี 18 มาตรฐาน 82 ตวั บง ช้ี ไดแ ก -ดานคุณภาพเดก็ 8 32 -ดา นการจัดการเรยี นรู 2 14 -ดา นการบริหารและจดั การศกึ ษา6 32 -ดา นพฒั นาชุมชนแหงการเรยี นรู 2 4 5) มาตรฐานเพ่ือการประเมินภายนอก มาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน สาํ หรับประเมนิ ภายนอกรอบโดยสํานกั งานรับรองมาตรฐานและการ ประเมินคณุ ภาพการศึกษา(สมศ) มีท้ังหมด 27 มาตรฐาน 91 ตวั ชวี้ ดั ซึ่งการประเมินรอบแรกตามกฎหมาย การศึกษาชาติ ไดผา นพนไปแลว ขณะน้อี ยใู นชวงระยะเวลาการประเมนิ รอบสอง ซ่งึ สมศ. ไดกาํ หนดใหม ี การประเมนิ เพียง 14 มาตรฐาน 60 ตัวช้วี ดั เทานัน้ นอกจากนน้ั สมศ. ยังไดป รับมาตรฐานใหส อดคลองกับ มาตรฐานการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานและมาตรฐานการศกึ ษาปฐมวยั ดวยเพื่อความสะดวกและไมส บั สน ดังน้ี 5.1) มาตรฐานการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน (สาํ หรับประเมนิ ภายนอกรอบสอง ) คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 144 5.2) มาตรฐานการศึกษาปฐมวยั (สาํ หรบั ประเมนิ ภายนอกรอบสอง) คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 145 งานพัฒนาระบบการวัดผลและประเมนิ ผล 1. หลกั การวัดและประเมนิ ผลทางการศกึ ษา 1) ขอบขายของการวดั ผลและประเมนิ ผลการศึกษา การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู(ผูเ รียนหรือผูเขา สอบ)ที่ดโี ดยทวั่ ไป จะตองวดั ไดค รอบคลุมใน สิ่งท่ีตอ งการวัด และมน่ั ใจวา สามารถวดั ส่ิงนนั้ ไดแ นนอนดว ย การวัดผล ทคี่ รอบคลมุ ควรวดั ใหค รอบคลมุ ทัง้ 3 ดา นคือ 1.1) ดา นสติปญ ญา (พทุ ธิพสิ ยั ) เปน การวัดความรู ความคิดและการนําความรูไปประยุกต พฤติกรรม ทใ่ี ชวดั ดานนคี้ ือ 1) ความจํา หมายถงึ ความสามารถของสมองในการที่จะเกบ็ สะสม ความรูห รอื ขอเทจ็ จริงทไี่ ด ประสบพบเห็นมาใหคงอยู ได การแสดงออกที่บงบอกวา จําได เชน บอกทฤษฎี หลักการ ขอ กฎหมาย หรอื เกีย่ วกบั วันเวลา เปนตน 2) ความเขา ใจ หมายถึง ความสามารถในการแปลความ ตีความและ ขยายความสถานการณนน้ั ได สมรรถภาพนีส้ ูงกวา ความรู ความจํา การแสดงออกทบ่ี ง บอก วา มีความเขาใจ ไดแก อธิบายขอความทย่ี าก ใหเ ปนภาษางา ย ๆ เปรียบเทียบลกั ษณะของสิง่ หน่ึงกบั อกี สิ่งหน่ึง 3) การนําไปใช หมายถงึ ความสามารถในการแกปญ หาโดยการนาํ ประสบการณหนึ่งไปใชใ นอีก ประสบการณห นึง่ ได ผลดี สมรรถภาพนส้ี ูงกวา ความเขาใจ คอื ตองเขาใจกอ น จึงจะแกป ญหาได การแสดง ออกทบี่ ง บอกวานาํ ไปใชได เชน แกโ จทยท ไ่ี มเ คยทาํ มากอ น ทดลองในสงิ่ ทีใ่ ชอยา งหน่ึงทดแทน เชน ใช นา้ํ มะนาวแทนนาํ้ กรด 4) การวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะดูวาสิ่งน้ัน ประกอบดวยอะไร การเกิดสิง่ นนั้ ขนึ้ อาศยั เหตุผลใด สามารถจาํ แนกไดวา สิง่ ใดสําคัญมาก สิง่ ใดมีความสัมพันธกนั และเกิด ปรากฏการณ นนั้ ๆ ข้นึ อาศัยหลกั การใด การแสดงออกที่ แสดงถึงการวเิ คราะห เชน เลือกทานอาหาร 4-5 ชนิดที่มีรสชาติ และราคาท่ีพอ ๆ กนั แตเลอื กทานชนิดทด่ี ีท่สี ดุ ทราบสาเหตุของไฟฟาช็อต คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 146 5) การสงั เคราะห หมายถึง ความสามารถในการรวมสว นยอยตา ง ๆ ต้ังแต สองสว นข้นึ ไปเขา ดวย กัน แลวเปลีย่ น เปน สง่ิ ใหมท ่ีมีคุณภาพแปลกและแตกตางออกไป สวนยอยดังกลา วอาจจะเปนเหตุการณ สถานการณ ขอเท็จจรงิ ความคิดเหน็ ใด ๆ ก็ได การสงั เคราะหก็คอื ความคิดรเิ ริม่ สรางสรรคน ัน่ เอง การแสดง ออกท่แี สดงถึง การสงั เคราะห เชน เขียนกลอนได แตง เรือ่ งใหมเ ปน หรือวางแผนการแขง ขันฟตุ บอลเพอ่ื หา รายไดไ ด 6) การประเมนิ คา หมายถงึ ความสามารถในการตีราคาของส่ิงน้ันวา ดี- เลว ชอบ-ไมช อบ ควร- ไมค วร เหมาะสม-ไมเหมาะสมอยาไร โดยอาศัยเหตผุ ลประกอบดวย ซ่ึงหากไมม เี กณฑ ไมใ ชการประเมนิ เปนความคดิ เหน็ ลอย ๆ การแสดงออก ท่ีแสดงถงึ การประเมินคา เชน พจิ ารณาตดั สินวา เร่อื งราวใหฟง อา น นนั้ ควรเชอ่ื หรือไม หรอื พิจารณาตัดสินใจเลือกส่ิงใดทเ่ี หมาะสมกบั สถานการณน ้นั เปน ตน 1.2) ดานความรสู กึ (เจตพสิ ยั ) เปน การวดั เกี่ยวกบั ความรสู กึ อารมณและทศั นคติ เปนการวัดสภาพการเปล่ยี นแปลงของจติ ใจเมื่อ มี สิง่ หนึ่งส่ิงใดมา กระทบแลว เกิด การรบั รู เกิดความสนใจ อยากจะเกีย่ วของดวยจนรคู ณุ คาทั้งทางดแี ละไม ดี การวัดดา นนี้จะเรมิ่ จากการรบั การสนองตอบ การรคู ณุ คา การจดั ระบบคณุ คา และ การสรา งลักษณะนสิ ยั ทศั นคติ หมายถงึ ความเช่อื ศรัทธาหรอื เล่อื มใสในสง่ิ หนึง่ สง่ิ ใดจนเกดิ ความพรอ มในจติ ใจ สามารถ ประพฤติปฏบิ ตั ิตามได การแสดงออก การทํางานมากกวาท่ีกําหนด 1.3)ดา นทกั ษะกลไก (ทักษะพสิ ยั ) เปนการวัดเกย่ี วกบั ทักษะในการใชสว นตา ง ๆ ของรางกาย การประสานงานของการใชอวยั วะตา ง ๆ ตลอดจนการใช เครอื่ งมอื ตาง ๆ เชน การเขยี น การอาน การพูด การวิ่ง การกระโดด การวา ยนํา้ การใช เครื่อง คอมพิวเตอร การใชเ ครื่อง คิดเลข เปน ตน ทกั ษะ หมายถงึ ความสามารถในการทจ่ี ะทาํ งานไดแคลวคลอ งวองไว โดยไมม ปี ด หรอื คลาดเคลอื่ น ไปจากความเปน จรงิ ในสิง่ น้นั การแสดงออก - บวก ลบ คูณ หารไดร วดเร็ว ถกู ตอ ง – พมิ พร ายงานได รวดเร็วถกู ตอง 2) ประเภทของการวดั และประเมนิ ผล การจาํ แนกประเภทของการวดั และประเมินผล สามารถจาํ แนกไดหลายแบบ แตถ า จําแนกตาม คุณลกั ษณะของส่งิ ทว่ี ัด จะแบงเปน ดานใหญ ๆ ได 3 ดา น คอื 1. การวดั ผลสัมฤทธ์ิ ( Achievement test ) จะเปน การวัดการเรยี นรขู องผูเรยี น หรือผูเขาสอบวาได เรียนรูอะไรบาง มคี วามรู ความรอบรมู ากนอยเพยี งใด 2. การวดั ความถนัด ( Aptitude test ) จะเปน การวัดวาผูเรียนหรือผเู ขา สอบ มีความถนัดในดานนี้ หรือไม ซ่ึงจะมีสว นชวยทาํ นายอนาคตวา นกั เรียนคนนมี้ แี นวโนม จะเรียนดานน้ไี ดสาํ เร็จหรอื ไม หรอื วัด บุคคลท่วั ไปวามีความถนดั ในเรือ่ งน้นั ๆหรือไม คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 147 3. การวดั บคุ ลิกภาพ ( Personality test ) จะเปน การวัดลกั ษณะของผเู รียนหรือผูเ ขา สอบ ในดานที่ เก่ยี วขอ งกบั ลักษณะสวนบุคคล เชน ทศั นคติ ความสนใจ อารมณ การปรับตัว ลักษณะนสิ ัย ฯ เพื่อนํามา เปนขอมลู ประกอบการจัดการเรียนการสอนใหเ หมาะสมกบั ลกั ษณะของผูเรียน 3) ชนดิ ของแบบทดสอบ (Types of tests) แบบทดสอบมีหลายชนดิ ซ่ึงแบงออกได ดงั นี้ 3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement tests) เปน แบบทดสอบท่ใี ชวดั ความรู (knowledge)และทักษะ (skill) ซ่งึ ในตา งประเทศจะมีแบบทดสอบ มาตรฐานดานนีเ้ ปน จาํ นวนมาก เชนStanford Achievement Test, Metropolitan Achievement Test และ California Achievement Test Battery (ซงึ่ มีขอ สอบประกอบดวยการอา น คณิตศาสตร การสะกดคาํ สงั คม ศกึ ษา วิทยาศาสตรและความเขาใจในการฟง) 3.2 แบบทดสอบวัดบคุ ลิกภาพ (Personality) เปน แบบทดสอบที่ใชวัดคุณลักษณะของคน เกีย่ วกับความรสู ึก เจตคติ ฯลฯ ลกั ษณะของแบบ ทดสอบท้ังภาคปฏิบัติและถามตอบ สอบเปนรายบุคคลกับเปน กลุม เปนตน 3.3 แบบวัดความถนดั (Aptitude Test) แบบวัดความถนัดเปนการวดั ศักยภาพ (Potential) ของผูตอบ เพ่อื ใชใ นการทํานายความ สามารถในการปฏบิ ัตงิ านกิจกรรม หรอื การศกึ ษา ในอนาคตไดส ําเร็จ แบบวัดความถนดั มชี อื่ เรียกหลาย อยาง เชน แบบวัดความถนัดทางการเรยี น (Scholastic Aptitude tests) แบบวัดเชาวนปญญา (Intelligence Tests) และ แบบวัดความสามารถทางสมอง (Tests of General Mental Ability) ผลของการวัดความถนดั จะเปนประโยชนตอครูผูส อน ครูแนะแนวและผบู รหิ าร แบบวัดความถนัด 4) ประเภทของขอสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ขอสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ ่ัวไป นั้น มหี ลายรปู แบบ ดงั นี้ 1) แบบอตั นัย ( Subjective test หรือ Essay test ) เปนแบบทดสอบท่มี คี ําถามไมก ่ขี อ แลวใหผูต อบ เรียบเรยี งความคิด เขียนตอบอยา งอิสระ ตามแนวคดิ เชน แบบทดสอบความเรียง , แบบทดสอบ เอม็ อี คิว 2) แบบปรนัย ( Objective test หรอื Short answer test ) ซง่ึ แบง ออกไดอกี หลายแบบ ดังน้ี 2.1) แบบหลายตวั เลือก ( Multiple choices ) 2.2) แบบสองตัวเลือก หรอื แบบถกู ผิด ( True-False ) 2.3) แบบจับคู ( Matching ) 2.4) แบบเติมคํา ( Completion ) 5) ลักษณะขอ สอบอัตนัย ลกั ษณะขอ สอบอตั นยั (ขอสอบบรรยาย) มขี อควรคํานึง 2 ประการ ดงั น้ี 1) การสรางขอสอบใหค รอบคลมุ เนือ้ หา 2) การตรวจขอ สอบใหไ ดค ะแนนท่นี าเชอ่ื ถอื สวนการต้งั คาํ ถาม อาจถามในหลายลกั ษณะ เพ่อื ดงึ ความคิดขนั้ สงู ออกมา เชน 1) ใหระลึกประสบการณ คมู อื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 148 2) ใหเปรียบเทียบ 3) ถามสาเหตุ หรอื ผลท่เี กิด 4) การวเิ คราะห 5) ถามความสมั พนั ธ 6) ถามใหอ ภิปราย 7) ถามใหวิจารณ ความถูกตอ ง ความเปนเหตเุ ปนผล 8) ถามใหค ิดเชิงอนุมาน 9) ถามใหส รุป 10) ถามใหส รางแนวคิดใหม 2. การวัดผลและประเมนิ ผลตามหลักสตู รการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สาระสําคัญของการวดั และประเมนิ ผลการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2544 มดี งั นี้ 1) การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู - สถานศกึ ษาจดั ทาํ หลักเกณฑแ นวปฏบิ ัตใิ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู - มีการวัดและประเมินผลท้ังระดับช้ันเรยี น ระดับสถานศึกษา และระดับชาติ 2) การประเมินผลรอบดาน พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และทแี่ กไ ขเพิ่มเตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ใหสถานศกึ ษาจัดการประเมนิ ผเู รียนโดยพจิ ารณาจากพฒั นาการของผเู รียน ความประพฤติ การสงั เกตพฤติ กรรมการเรยี น การรวมกจิ กรรม และการทดสอบควบคูไปในกระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสม ของแตละระดับและรปู แบบการศกึ ษา ใหสถานศึกษาใชว ธิ กี ารทีห่ ลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเขา มาศึกษาตอ และใหน าํ ผลการ ประเมนิ ผูเรยี น ตามวรรคหนงึ่ มาใชป ระกอบการพจิ ารณาดวย จากมาตรา 26 ยอ มเปนเคร่อื งบง ชี้วา สถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐานจาํ เปนตอ งนําวิธกี ารประเมนิ พัฒนาการ ของผเู รยี นควบท้งั 4 ดาน คือ รา งกาย อารมณ สงั คม และสตปิ ญญา สถานศึกษาเปนผูรับผดิ ชอบการจดั การศกึ ษาตอ งจัดทาํ หลักเกณฑแ ละแนวปฏบิ ัติในการวัด ประเมนิ ผลการเรียนทม่ี งุ ตรวจสอบผลการเรยี นและพัฒนาการของผเู รยี นรว มกนั การประเมินผลการเรียน สอดคลองกบั กระบวนการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ใหข อมูลผลการประเมนิ ผลการเรยี นของ ทุกคนอยางมคี วามหมาย สามารถใชส ง ตอระหวางสถานศึกษาและหนวยงานตา ง ๆ ไดอยา งมีประสิทธภิ าพ จงึ กาํ หนดการประเมินเปน 3 ระดบั คอื การวัดและประเมินผลระดบั ช้นั เรียน การประเมินผลระดบั สถาน ศึกษา และการประเมนิ คุณภาพระดับชาติ ดงั นี้ คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 149 2.1) การวัดและประเมินผลระดับชัน้ เรียน วัตถปุ ระสงค มงุ ประเมนิ ความกาวหนาของผเู รยี นทัง้ ดานความรู ทักษะกระบวนการคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค ซงึ่ เกิดจากการจัดกิจกรรม 8 กลมุ สาระการเรียนรแู ละกิจกรรมพัฒนาผูเ รียน ดานคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค และการอาน คดิ วเิ คราะหและเขยี น วิธีการประเมนิ ใชวิธกี ารประเมินที่หลากหลายควบคูกับกิจกรรมการเรียนรูข องผูเ รียน เนนการประเมินสภาพจรงิ จากพัฒนาการของผเู รียน ความประพฤติ การสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นการรว มกจิ กรรม ผลงานจากโครง งานหรือแฟมสะสมผลงานและการทดสอบ ผูเกยี่ วขอ ง ผูเรียน เพือ่ น ผูสอน พอ แม ผปู กครอง และผูเกย่ี วขอ งในชมุ ชน 2.2) การประเมนิ ผลระดบั สถานศกึ ษา วตั ถุประสงค 1. เพ่ือประเมนิ ผลการเรียนและพัฒนาการของผูเ รยี นปลายป (ชว งช้นั ท่ี 1-3) หรือ ปลายภาค (ชวงชนั้ ที่4) และเม่อื สิ้นสุดชวงชนั้ แตละชว งช้นั เพือ่ นําผลไปใชเ ปนขอมูลในการปรบั ปรงุ ผูเรยี นใหมี คณุ ภาพตามผลการเรียนรทู ่ีคาดหวงั มาตรฐานการเรียนรชู ว งช้ันคุณลกั ษณะอันพึงประสงคแ ละมาตรฐาน การอา น คิดวเิ คราะห และเขียนทีส่ ถานศึกษากําหนดแตละชว งชั้น 2. นาํ ผลการประเมินผลการเรียนรายวิชาของทุกกลมุ สาระการเรียนรู กิจกรรมพัฒนาผูเรียน คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค การอา น คดิ วิเคราะห และเขยี นใชในการพจิ ารณาตดั สินการเลื่อนชวงช้นั 3. ปรบั ปรงุ ผเู รยี นใหบรรลผุ ลการเรยี นรทู ีค่ าดหวงั 4. ปรบั ปรุงการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนใหม ีประสทิ ธิภาพ และใชสาํ หรบั ตดั สินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในดา นตา ง ๆ ของผเู รยี น ท้ังนส้ี ถานศึกษาเปนผูก าํ หนดหลกั เกณฑการประเมิน โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน วธิ กี ารประเมนิ การประเมนิ สภาพจริงจากพัฒนาการของผเู รยี น ความประพฤติ การสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียน การรว มกจิ กรรมและการทดสอบ สรุปการประเมนิ ตัดสนิ การผา นชวงช้ัน ผูเก่ยี วของ คณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ คณะกรรมการพฒั นาและประเมินคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค คณะกรรมการประเมนิ การอา นคิดวิเคราะห และเขยี น คณะอนุกรรมการกลมุ สาระการเรยี นรแู ละกิจกรรมพัฒนาผเู รียน ผูบริหารสถานศกึ ษา ผูส อน และครูประจาํ ช้ัน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

150 2.3) การประเมนิ คณุ ภาพระดบั ชาติ วัตถปุ ระสงค เพ่อื ตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศกึ ษาและคณุ ภาพการศกึ ษาของชาติ และนําผลการประเมิน ไปวางแผนดําเนินการปรบั ปรงุ แกไ ขและพฒั นาการศกึ ษาของชาติ วิธกี ารประเมนิ สถานศึกษาตอ งจัดใหผ ูเรียนทุกคนทเี่ รยี นในปสดุ ทา ยของแตละชว งช้นั คอื ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 3 ชัน้ ประถมศกึ ษาปที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 3 และชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ 6 เขา รับการประเมนิ คณุ ภาพระดบั ชาติ และกระตุนใหผ เู รยี นไดแสดงความสามารถในการประเมินอยา งเตม็ ศกั ยภาพ ซึ่งกระทรวงศกึ ษาธิการจะ กาํ หนดใหม กี ารประเมินในกลมุ สาระการเรยี นรูตา ง ๆ ตามความจาํ เปนรายป ขอ มลู จากการประเมินจะนาํ ไป ใชใ นการพัฒนาคณุ ภาพผูเรียน คณุ ภาพการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษาและคุณภาพการศกึ ษาของชาติ ผเู กย่ี วขอ ง คณะกรรมการบรหิ ารสถานศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สูตรและงานวิชาการ คณะกรรมการพัฒนาและประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค คณะกรรมการประเมินการอา น คดิ วิเคราะห และเขยี น คณะอนุกรรมการกลมุ สาระการเรียนรแู ละกจิ กรรมพัฒนาผเู รียน ผบู รหิ ารสถานศกึ ษา ผสู อน ครูประจําช้นั และผูเรยี น 3) เกณฑการผา นชว งชัน้ และการจบหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน เพอื่ ใหผ เู รียนหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานทีผ่ านการศึกษาละชวงชัน้ และจบหลักสตู รการศกึ ษาได ศึกษาครบถวนตามโครงสรา งของหลกั สตู รและมคี ณุ ภาพมาตรฐานการศกึ ษา จงึ กาํ หนดเกณฑก ารตดั สนิ ผล การเรียนผา นชว งชน้ั การจบหลกั สตู รการศกึ ษาภาคบงั คับและจบหลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ดงั นี้ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ชว งชั้นท่ี 1, 2, 3 ชวงชั้นท่ี 4 ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 1-3 ช้ันประถมศึกษาปที่ 4-6 ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4-6 และชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1-3 (จบการศึกษาภาคบังคับ) (จบการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน) 1. ผเู รียนตองเรียนรตู ามกลุม สาระการเรยี นรูทั้ง 8 1. ผเู รยี นตอ งเรียนรตู ามกลุม สาระการเรียนรูท ั้ง 8 กลุม และไดร ับการตัดสินผลการใหไดตามเกณฑที่ กลมุ และไดหนว ยกิตครบตามหลกั สูตรทส่ี ถาน สถานศกึ ษากาํ หนด ศกึ ษากาํ หนด และไดรบั การตัดสนิ ผลการเรยี นใหได 2. ผูเรยี นตองผานการประเมินการอาน คิดวิเคราะห ตามเกณฑท ่สี ถานศกึ ษากําหนด และเขียน ใหไ ดตามเกณฑท ส่ี ถานศกึ ษากาํ หนด 2. ผูเรียนตอ งผา นการประเมินการอา น คดิ วิเคราะห 3. ผูเรยี นตองผา นการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอันพึง และเขียน ใหไดต ามเกณฑท สี่ ถานศึกษากาํ หนด ประสงค ตามเกณฑท่สี ถานศกึ ษากําหนด 3. ผเู รยี นตองผานการประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ 4. ผูเรียนตอ งเขารวมกิจกรรมพัฒนาผเู รยี นและผา น ประสงค ตามเกณฑท ่ีสถานศกึ ษากาํ หนด การประเมินตามเกณฑทส่ี ถานศึกษากําหนด 4. ผเู รยี นตอ งเขารว มกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนและผา น การประเมินตามเกณฑท สี่ ถานศึกษากําหนด คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 151 4) แนวทางการประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ และคุณธรรม ตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และทีแ่ กไขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 สงผลใหก ารวดั และประเมินผลการศึกษาในชั้นเรยี นเกิดการเปลย่ี นแปลงขน้ึ จากการประเมนิ ผลการศกึ ษา แบบดัง้ เดมิ (Tradition Assessment) ทใี่ ชข อ สอบเพียงอยางเดียวเปน สวนมากมาเปนการประเมินผลแบบ ดง้ั เดมิ พรอ ม ๆ กบั การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ดังนัน้ การประเมินผลการศึกษาของผเู รียนในช้ันเรยี น ยงั มีความจําเปนตองใชข อสอบในการ ประเมนิ องคค วามรขู องผูเรียน สว นกาประเมนิ ดา นพฒั นาการ ความประพฤติ พฤติกรรมและการรว ม กจิ กรรมผูส อนตองคิดคน หาเทคนคิ วธิ ีการประเมินผลใหครอบคลมุ ทังดานองคค วามรู ทักษะ และคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จากกระบวนการจัดการเรียนรทู ั้งในและนอกหองเรียน น้ันคือ การนาํ แนวทางการประเมนิ ผล ตามสภาพจริง มาใชในกระบวนการวดั และประเมนิ ผลในชนั้ เรยี น แนวคดิ / หลกั การ เพือ่ ใหเ กดิ ความเขาใจทีถ่ ูกตองกอนวางแผนการจดั การเรยี นรูและประเมนิ ผลการศกึ ษา ควรทาํ ความเขาใจถึงความหมายของการประเมินผลตามสภาพจริงและคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ดังตอ ไปน้ี การประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หมายถงึ การประเมนิ ผลจากความรู ความสามารถท่แี ทจ ริงของผูเรียน จากการปฏิบตั ิงานจรงิ หรือกจิ กรรมอยา งใดอยา งหนึง่ โดยงานหรอื กิจกรรมท่ีมอบหมายใหผูเ รยี นปฏบิ ตั ิ จะเปน งานหรือสถานการณทีเ่ ปนจริง (Real life) หรอื ใกลเ คยี ง กบั ชีวิตจรงิ ซง่ึ งานดังกลาวเปน งานท่มี สี ถานการณซบั ซอน (Complexity) และมีลักษณะเปน องครวม (Holistic) มากกวา งานที่ปฏิบัตใิ นกจิ กรรมการเรียนทั่วไป คณุ ธรรม จรยิ ธรรม หมายถงึ คุณลกั ษณะท่ตี อ งการใหเ กดิ ขน้ึ กับผูเรียนอันเปน คณุ ลกั ษณะที่ สังคมตองการ ในดา นการมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา นยิ ม บคุ ลกิ ลักษณะนิสัยท่ดี ีงาม ดังนัน้ สถานศึกษาแต ละแหง อาจจะกาํ หนดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคไ มเ หมอื นกัน ทงั นี้ ข้ึนอยูก บั สภาพปญหา ความตอ งการ ตลอดจนวิสยั ทัศนข องสถานศึกษาซง่ึ คณะกรรมการสถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานและคณะกรรมการพฒั นาและ ประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงคของสถานศึกษาเปนผกู าํ หนด ดงั น้นั การประเมินผลตามสภาพจริงและคณุ ธรรม จรยิ ธรรม หมายถึง การประเมินผลจาก ความรู ความสามารถทีแ่ ทจ ริงของผูเรยี น รวมทง้ั คณุ ลักษณะที่ตอ งการใหเ กิดขึ้นกบั ผเู รยี น ในดา นคณุ ธรรม จริยธรรม จากการปฏิบตั ิงานกิจกรรมทมี่ อบหมายใหผูเรียนปฏิบัตจิ ะเปนงานหรือสถานการณท ี่เปนจรงิ (Real life) หรอื ใกลเ คียงกบั ชวี ิตจริง ซึ่งงานดงั กลา วเปนงานทมี่ ีสถานการณซ บั ซอนและมีลักษณะเปน องค รวมมากกวางานท่ีปฏบิ ัติในกิจกรรมการเรียนท่ัวไป โดยสถานศกึ ษา สามารถประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คานยิ ม บคุ ลกิ ลกั ษณะ และคุณลักษณะอันพึงประสงคของผเู รียนไดในขณะทไี่ ดป ฏิบัตงิ าน ช้ินงานนน้ั ทง้ั ทเ่ี กดิ ขึน้ ในหองเรยี นและนอกหอ งเรียนไปพรอ ม ๆ กันอยางตอ เน่อื งทกุ กลมุ สาระการเรียนรูอยางเปน ระบบและมีขั้นตอนชัดเจน กระบวนการประเมินผลตามสภาพจริงไว 3 ข้นั ตอน คอื คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 152 1) ขนั้ ตอนท่ี 1 การนิยามความสามารถท่ตี อ งการ กําหนดวาผลผลิตที่เกดิ จากผูเรียนเปน กระบวนการหรือผลผลติ หรอื ทั้งสอง โดยพิจารณาภาระงานที่เหมาะสมกบั ผเู รียน (Task Accommodate Student) จํานวนผเู รียน ระยะเวลา กลุมมาตรฐานหรือดา นคณุ ภาพตา ง ๆ 2) ขน้ั ตอนท่ี 2 การคดิ สรางสรรคภ าระงาน การกําหนดงานจะตอ งสรา งสรรคภ าระงานท่ีมคี วาม หมายโดยกาํ หนดช้นิ งานขนึ้ มา แลวนําไปทดลองนัยความสําคัญของช้นิ งาน ภาระงาน / ช้ินงานมมี ติ ิตาง ๆ 3) ขัน้ ตอนท่ี 3 กําหนดเกณฑก ารประเมนิ (Rubric) สาํ หรบั ชนิ้ งาน / ภาระงานทกี่ าํ หนดให นกั เรียนทาํ ผูสอนตอ งสามารถประเมนิ วาผเู รียนไดแ สดงออกซง่ึ ความรู ทกั ษะ คุณธรรม จรยิ ธรรม และ ความสามารถในช้นิ งานไดดีเพยี งใด 5) เอกสารหลักฐานการศกึ ษา สถานศึกษาตองพิจารณาจดั ทําเอกสารการประเมนิ ผลการเรียนเพอ่ื ใชประกอบการดําเนนิ งานดา น การวัดและประเมนิ ผลการเรียนตามที่เห็นสมควร เชน เอกสารแสดงผลการเรียนรขู องผเู รียน แบบบันทึกผล การพัฒนาคุณภาพผูเรยี นในรายวิชาตา งๆ แบบรายงานการพัฒนาคณุ ภาพผเู รยี นเปนรายบคุ คล ระเบยี น สะสมแสดงพัฒนาการดานตางๆ และแบบแสดงผลการพฒั นาคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค เปน ตน ทง้ั น้ีจะมีการกําหนดเอกสารหลักฐานการศึกษา ทส่ี ถานศกึ ษาทุกแหงตองใชเ หมือนกนั เพอื่ ประโยชน ในการสื่อความเขา ใจทีต่ รงกนั และการสงตอ ไดแ กเ อกสารแสดงผลการเรยี น เอกสารแสดงวุฒิการศกึ ษา แบบรายงานผสู าํ เรจ็ การศกึ ษาภาคบังคับ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน งานสงเสริมการใชส ื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศกึ ษา 1. สือ่ การศกึ ษา 1) ความหมาย ประเภทสือ่ การศกึ ษา 1. ความหมายของสอื่ การศึกษา สื่อการศึกษา คือ ตัวกลางหรือสิ่งตาง ๆ เชน วัสดุ อุปกรณ เครื่องมือ และเทคนิควิธีการ รวมทั้ง กิจกรรมตางๆ ท่ีชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรู เกิดการพัฒนา และสามารถนําความรูท่ีไดรับนั้นไปใชในการ ประกอบอาชพี ตลอดจนการดํารงชวี ิตไดอ ยางมคี วามสขุ และมปี ระสิทธภิ าพ ส่อื / นวตั กรรมทางการศกึ ษา หมายถึง ส่งิ ใหมห รอื วธิ กี ารใหมท ่นี าํ มาใชการจดั การศกึ ษา อนั ไดแ ก แนวคดิ เทคนิค วธิ ีการ กระบวนการ แนวปฏบิ ตั ิ หรือส่ิงประดิษฐใหม ๆ เพ่อื แกปญหาการเรียนการสอนของ ครแู ละพัฒนาการเรียนรูใหม ปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลตามเปา หมายของหลักสตู ร ซึง่ พิจารณาได ดงั น้ี 1. เปน สิ่งทีใ่ ชแ ลวจากทีอ่ ืน่ แตนํามาใชใหมทนี่ ่ี 2. เปน ส่งิ ที่เคยใชมาแลวจากทอ่ี ื่น แลว นาํ มาปรับปรุงแกไขใหม 3. เปน ส่งิ ท่มี อี ยแู ลวแตเ พงิ่ นาํ มาทดลองใช คูม ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 153 4. เปน ท่ีผลติ / สรางขึน้ ใหมแ ละทดลองใชที่นี่เปนครง้ั แรก สื่อ / นวัตกรรมทางการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการ เทคนิค วิธีการ แนวคิด หลักปฏิบัติ เคร่ืองมือหรือส่ิงใหม ๆ ที่ไดผานการทดลองและพัฒนาอยางมีขั้นตอนและเปนระบบ แลวนํามาใชในการ เพมิ่ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของการเรยี นการสอน 2. ประเภทของสอ่ื การศึกษา ส่ือการศึกษาแบงประเภทไดหลายลักษณะไดแก (1) การแบงประเภทตามชองทางการสงและรับสาร (2) การแบงประเภทตามโครงสรางความคิด และ (3) การแบงประเภทตามโครงสรา งของส่ือ (4) การแบงส่ือ ตามหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ดังรายละเอียดตอไปนี้ 2.1 การแบงประเภทตามชอ งทางการสง และรบั สาร สอ่ื การศกึ ษาทแ่ี บง ประเภทตามชองทางการสง และรบั สาร มี 3 ประเภท ไดแก 1) ส่ือโสตทัศน ไดแก สื่อกราฟฟก วัสดุลายเสน และ แผนปายตางๆ ส่ือสามมิติ ประเภทหนุ จําลอง และสือ่ เสียง เชน เทปเสียง เปนตน 2) สือ่ มวลชน ไดแ ก สอ่ื สงิ่ พมิ พ วิทยุกระจายเสยี ง และวิทยุโทรทัศน 3) สือ่ อิเล็กทรอนิกสและโทรคมนาคม ไดแก โทรศัพท โทรสาร วิทยุส่ือสาร โทรทัศน ปฏิสัมพันธ ระบบประชุมทางไกล เครือขายคอมพิวเตอร และ อินเตอรเ นต เปน ตน 2.2 การแบงประเภทของสื่อการศึกษาตามโครงสรางความคิด มีสองลักษณะ คือ แบงตามลักษณะ ของประสบการณ และแบง ตามลกั ษณะการคดิ ของคน ดังตอ ไปนี้ 1) การแบงประเภทสอื่ การศึกษาตามลกั ษณะประสบการณ การแบง ประเภทส่อื การเรยี นการศึกษาตามลักษณะของประสบการณท่ผี ูเ รยี นไดรับจาก ผลการใชส่ือน้นั ๆ เอด็ การ เดล เปนคนแบง ไวม ี 10 ประเภท (Dale, 1949) เรม่ิ แรกทีเดียวเขาแบง ออกเปน 11 ประเภท แตตอนหลังไดปรบั ปรุงโดยรวมภาพยนตรกับโทรทศั นเปน ประเภทเดยี วกัน จงึ เหลอื เปน 10 ประเภท เรียกวา “กรวยแหงประสบการณ” ตามลาํ ดบั จากรปู ธรรมไปหานามธรรม ดังตอไปน้ี 1.1) ประสบการณต รงทผี่ ูเรียนเจตนารบั เปน สอื่ ของจริง 1.2)ประสบการณจ ากสถานการณจาํ ลองและหนุ จาํ ลอง 1.3) ประสบการณนาฏการท่ีผูเรียนไดรับรูการแสดงดวยตนเองหรือการชมการแสดง 1.4) ประสบการณจ ากการทดลองสาธติ 1.5) ประสบการณท ัศนศกึ ษา 1.6) ประสบการณที่ไดจากนทิ รรศการ 1.7) ประสบการณจากภาพยนตรห รอื โทรทศั น 1.8) ประสบการณจากภาพนิ่ง วิทยุและการบันทึกเสียง คมู อื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 154 1.9) ประสบการณจากส่ือทัศน 1.10) ประสบการณพจนสัญลักษณ 2) การแบง ประเภทสอ่ื การศึกษาตามลักษณะสือ่ ในกระแสความคดิ ของผเู รยี น การแบง ประเภทของสือ่ การศึกษาตามลกั ษณะส่ือในกระแสความคดิ ของผูเรยี นนี้ แบง ตาม ทฤษฎโี ครงสรา งของความคิด (Cognitive Structure) ของบรเู นอร (Bruner, 1966) ซึง่ อธบิ ายไวว า คนเราจะ เกิดความรูความเขาใจส่ิงแวดลอมไดโดยส่ิงแวดลอมท่ีเปนวัตถุ ปรากฏการณหรือสถานการณ เราใหเ กดิ สอื่ หรือสง่ิ แทนในการะแสความคิดดานใดดานหนง่ึ หรอื ทั้งสามดา น ไดแ ก ดา นกระทาํ ดา นภาพ หรือดา น สญั ลักษณ ดงั นน้ั สือ่ ในที่น้ีจึงหมายถงึ สือ่ ทเ่ี ปน วตั ถุหรอื สถานการณกับส่ือท่เี ปนลกั ษณะของความคิด ซึ่งอาจเทียบกับสือ่ ท่ีแบงประเภทตามแบบของ เอ็ดการ เดล ไดด ังน้ี 2.1) สื่อประเภทที่กอ ใหเกดิ การกระทาํ การเคลือ่ นที่หรือเคลื่อนไหวกลา มเนอื้ ทาํ ใหเกิด ความรูความเขาใจได ไดแก สื่อของจริง สถานการณจําลอง หุนจําลอง นาฏการ การทดลองสาธิต และ การศกึ ษานอกสถานที่ 2.2) สอื่ ประเภทท่ีกอใหเ กิดภาพนึก ไดแก ส่ือนทิ รรศการ ภาพยนตร โทรทศั น ภาพนงิ่ วิทยุ และแผน เสยี ง 2.3) ส่อื ประเภทท่กี อ ใหเ กิดการคิดนึกเปน สญั ลักษณ ไดแ ก สอื่ ทศั นสัญลกั ษณแ ละภาษา 2.3 การแบง ประเภทของสือ่ การศึกษาตามลักษณะโครงสรางของส่อื ประเภทของสือ่ การศกึ ษาตามลักษณะโครงสราง แบง ออกไดเ ปน 2 กลมุ ใหญ ๆ คอื กลุมฮารด แวร และกลมุ ซอฟตแ วร ดงั ตอไปน้ี 1) ฮารดแวร ความหมายของฮารด แวรต ามพจนานกุ รม หมายถงึ เครอื่ งมือ อุปกรณท ่ีเปนโลหะ และวตั ถุเนื้อแข็ง อาวุธ ยุทโธปกรณ ตลอดทั้งชน้ิ สวนประกอบตา ง ๆ ของเครื่องมอื และอุปกรณเหลา น้ี ความ หมายของฮารด แวรใ นเทคโนโลยคี อมพิวเตอร หมายถงึ เครอื่ งกลไกและวงจรอเิ ล็กทรอนิกสท่เี ปนตัวเครือ่ ง คอมพิวเตอร จะเหน็ ไดว า ฮารด แวรเปนผลิตผลจากการประยุกตท างดา นวิทยาศาสตรก ายภาพทงั้ หมด ซึง่ ประกอบดวยวสั ดุส้นิ เปลือง เครอื่ งมือและอุปกรณ ดังรายละเอียดตอไปนี้ 1.1) วัสดุสนิ้ เปลือง หมายถึง วสั ดตุ า ง ๆ ท่ไี ดจ ากการประยกุ ตว ิทยาศาสตรก ายภาพเตรียม ไวใชประกอบกบั เครอ่ื งมอื และอุปกรณอ่นื เม่อื ถูกนาํ ไปใชแ ลววสั ดบุ างอยางกจ็ ะหมดสภาพการเปน ประเภท ฮารดแวร เพราะมีผลิตผลของการประยุกตพฤตกิ รรมศาสตรเ ขามาเปน โครงสรา งของวสั ดนุ น้ั กลายเปนวัสดุ สาํ เร็จพรอ มท่ีจะนาํ ไปใชในกระบวนการแนะแนวตามตอ งการได วสั ดสุ ิน้ เปลอื งทน่ี ํามาใชมากในกระบวน การแนะแนว ไดแก กระดาษ หมกึ สี แผน โปรงใสสาํ หรบั เขยี น และประเภทอาบสารไวแสงที่ยังไมไดถาย ภาพลงไป ฟลมถายภาพ ฟลมภาพยนตร ฟลม พวกไมโครฟอรมตา ง ๆ ทีย่ ังไมไ ดใช เทปเสียง เทปภาพ ทย่ี ัง ไมไ ดบ ันทกึ แผน ฟลอบป แผน ดิสคแ มเหลก็ แผน ดิสคออพตกิ สาํ หรบั เคร่อื งเลเซอรด ิสค เปน ตน 1.2) เคร่ืองมือ หมายถงึ เคร่ืองชว ยเครอื่ งประกอบในกิจการแนะแนว เชน ปากกา ดินสอ มีด คัตเตอร จอบ เสยี ม เปน ตน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 155 1.3) อปุ กรณ ไดแก เคร่ืองอปุ กรณห นกั ตาง ๆ ท่เี ปนครุภัณฑตามระเบยี บการเงนิ ของ ราชการไทย เชน เคร่อื งฉายภาพขา มศีรษะ เคร่ืองฉายภาพทบึ แสง เครอ่ื งฉายสไลด เครือ่ งฉายภาพยนตร เครอ่ื งเทปเสยี ง เครอื่ งรบั วิทยุ เครอ่ื งรับโทรทศั น เคร่อื งบันทกึ ภาพ (VTR) กลองวทิ ยุโทรทศั น กลองถายภาพ เปน ตน 2) ซอฟตแวร ซอฟตแ วรเปน คําท่ีนาํ มาใชใ นเทคโนโลยีคอมพิวเตอรโ ดยท่ตี ัวเครือ่ งคอมพิวเตอร น้นั เปน วงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ ส การที่จะสง่ั ใหค อมพวิ เตอรทาํ งานอยางใดอยา งหนึง่ นน้ั จะตองมคี ําสง่ั หรือ โปรแกรมทีเ่ ปนภาษาของเครื่องชวยจึงจะส่งั เคร่อื งใหทํางานตามตองการได วิธีการทาํ โปรแกรมคาํ ส่ังหรอื เทคนิคในการจัดทาํ ชดุ คําสัง่ คอมพิวเตอร และผลผลติ ท่ีไดเปน โปรแกรมตาง ๆ น้เี รยี กวาซอฟตแวร แตในท่ีน้ี นาํ คําวาซอฟตแวรมาใชในความหมายกวาง ๆ หมายถึง ผลผลิตจากการประยุกตพฤติกรรมศาสตรมาใชใ น การศกึ ษาและการแนะแนว ซ่ึงไดแ กล ําดับขนั้ ตอน ระบบกระบวนการ โปรแกรมและวธิ กี ารเกบ็ รวบรวม จัดแจง และการเสนอสารสนเทศทางการศึกษาและการแนะแนว ซึง่ สามารถแบงออกเปน วัสดุสําเร็จรูป กจิ กรรมและเกม และวธิ ีการ 2.1) วัสดุสาํ เรจ็ รปู ไดแ ก วัสดทุ ี่ไดด าํ เนนิ การออกแบบและจดั บรรจเุ นื้อหาสาระเปนระบบ เพ่อื การศกึ ษาและการแนะแนวเรยี บรอ ยแลว พรอ มที่จะนําไปใช เชน ฟล มภาพยนตรทถ่ี า ยทาํ เปนเรือ่ งราว เรยี บรอยแลว ตาํ ราแบบโปรแกรม แผนฟลอบปดิสคโปรแกรมการสอน เปนตน 2.2) กจิ กรรมและเกม ไดแ ก การเลยี นแบบ สถานการณจาํ ลอง บทบาทสมมติ และเกมที่จัด เตรียมไวเพื่อสรางสถานการณการส่ือสาร การตดั สนิ ใจ เสนอประเดน็ ความคิด หรือเปด เผยขอ มลู ท่เี กย่ี วขอ ง กับการแนะแนว เปนตน 2.3) วิธีการ หมายถึง เทคนคิ วธิ ีลาํ ดบั ขั้นตอนและระบบในการรวบรวมหรือเสนอเน้ือหาสาระ และขอมูลทีเ่ กยี่ วของกับการใหก ารศึกษาและการแนะแนวในสถานศึกษา 2.4 การแบงประเภทของสอ่ื ตามหลักสตู รการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ในหลักสตู รการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 ไดแบงประเภทของสอื่ อกเปน 3 ประเภท ดงั นี้ 1) สอื่ ส่ิงพิมพ ไดแ ก หนงั สือเรยี น หนงั สอื คน ควา พจนานกุ รม สารานกุ รม ภาพพลกิ แผนพบั โปสเตอร และอื่นๆ 2) สือ่ เทคโนโลยี ไดแก วดี ที ศั น แถบบันทึกเสียง สื่อคอมพิวเตอรช ว ยสอน ซดี รี อม อนิ เตอรเน็ตและอ่ืนๆ 3) สือ่ อืน่ ๆ ไดแ ก สอ่ื บคุ คล สื่อธรรมชาติ สิ่งแวดลอม สื่อกจิ กรรมหรือกระบวนการ เชน การแสดง ละคร บทบาทสมมุติ การสาธิต การทําโครงงาน ส่ือวสั ดุ เครอื่ งมืออปุ กรณ เชนหุนจาํ ลอง เคร่อื งมือ วทิ ยาศาสตร เปน ตน) คูม ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

156 2.5) ตัวอยา งสื่อ / นวตั กรรมทางการเรียนการสอน ประเภทวิธีการหรือกระบวนการ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comประเภทสื่อเทคโนโลยีการสอน - บทกลอน - เพลง - นิทาน - เกม - บทเรียนสาํ เร็จรปู - บทบาทสมมติ - ชุดการสอน - สถานการณจําลอง - ชดุ การเรียน - วิธกี ารสอนแบบรวมมอื - หนงั สืออานประกอบ - วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน - หนงั สอื เสริมประสบการณ - วธิ ีสอนแบบอรยิ สจั 4 - บทเรยี นโปรแกรม - การสอนแบบโครงงาน - สื่อ CAI - การเรยี นในระบบ Buddy System - หนังสือเลมเล็ก - วิธสี อนพัฒนากระบวนการตดิ ตามหลกั คุณธรรม - แบบฝก ทักษะ ฯลฯ - วธิ คี ิดแบบสืบสาวเหตปุ จจัย - วิธคี ดิ แบบแยกแยะสวนประกอบ - วิธีคิดแบบรูเทา ทนั ธรรมดา - วธิ ีคดิ แบบแกปญหา - วิธคี ิดแบบหลกั การและความมุง หมาย - วิธีคิดแบบเหน็ คณุ โทษและทางออก - วิธคี ดิ คุณคาแท – คุณคาเทยี ม - วธิ คี ิดแบบอยกู บั ปจจบุ นั 3) คณุ คา ของสอื่ การศกึ ษา คณุ คาของสอื่ การศึกษา สามารถสรุปไดด ังนี้ 3.1) สอ่ื การศกึ ษาจะสามารถชวยใหค ุณภาพการเรียนรูดขี ้ึน 3.2) ผเู รียนสามารถเรยี นรไู ดมากขนึ้ ในเวลาทก่ี ําหนด 3.3 ) สื่อการศึกษาสามารถสรางแรงจงู ใจและเราความสนใจไดเ ปน อยา งดี 3.4) ผูเ รียนสามารถมีสว นรวมในกระบวนการเรยี นรู 3.5) การเรยี นรจู ากส่อื การศกึ ษาจะทาํ ใหผ เู รียนจําไดน าน เรียนรไู ดเร็วและดขี ้ึน 3.6) ผเู รยี นมปี ระสบการณจากรปู ธรรมไปสูน ามธรรม 3.7) ส่อื การศึกษาสามารถเอาชนะขอ จํากดั ตางๆได เชน - ทาํ สิง่ ทซี่ บั ซอ นใหงา ยขึ้น - ทํานามธรรมใหเปน รปู ธรรม - ทาํ สิ่งทเี่ คลือ่ นไหวเร็วใหดชู าลง- ทําส่งิ ทีเ่ คลอื่ นไหวชา ใหดูเรว็ ขึน้ - ทาํ ส่งิ ท่ีใหญมากใหยอ ขนาดลง - ทาํ สิ่งที่เล็กมากใหขยายขนาดขึ้น คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

157 - นําอดตี มาศึกษาได - นาํ สิง่ ทอ่ี ยูไ กลหรือลลี้ ับมาศกึ ษาได 3.8) ชวยใหผเู รียนเรียนสําเรจ็ งา ยขนึ้ และสอบไดมากข้ึน 4) ลกั ษณะท่ีเหมาะสมของสื่อ / นวตั กรรม 1. เปน นวัตกรรมทีส่ ามารถแกปญหาหรอื พฒั นาการเรียนการสอนไดตรงประเดน็ ปญหา 2. เปน นวัตกรรมท่ไี มยุงยากซบั ซอ น 3. เปน นวตั กรรมทปี่ ระหยดั ราคาไมแ พง ดแู ลรักษางา ย 4. เปนนวัตกรรมท่ไี มข ดั ตอสงั คม คานยิ ม ประเพณี ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 5. เปน นวัตกรรมที่สามารถทดลองหรือทดสอบไดโดยไมย งุ ยาก 6. เปนนวัตกรรมทส่ี งผลตอ การพฒั นาการเรยี นรูของนกั เรียน มากกวา วธิ กี ารหรอื ส่งิ ที่ ครผู สู อนใชอยเู ดิม 2) การเลือก การวางแผนผลติ และการใชส ือ่ การศึกษา 1. การเลอื กส่อื การศึกษา สอื่ การศึกษาจะใหป ระโยชนอยางมาก ถา มีการใชอ ยา งถูกตอ งเหมาะสม ดงั นนั้ ในการเลือกสื่อ การศึกษาควรพิจารณาสิ่งตางๆ ดังนี้ 1.1 เลอื กสอ่ื การศึกษาที่สอดคลอ งกับจดุ ประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรมของการเรียนการสอนเรอื่ งนัน้ ๆ 1.2 เลือกสอ่ื การศึกษาทีส่ อดคลอ งกบั ลกั ษณะการตอบสนองและพฤติกรรมขั้นสุดทายของผเู รียน ท่คี าดหวังจะใหเกดิ ข้ึน พฤติกรรมของผูเรียนจะเกิดขึ้นไดเ มือ่ ผูเ รียนมีความพึงพอใจในกิจกรรมและประสบ การณที่ไดร ับ และความพงึ พอใจยอมกอ ใหเกดิ การเรยี นรูไดด ี 1.3 เลอื กส่อื การศกึ ษาใหเหมาะสมกบั กิจกรรมการเรียนการสอน 1.4 เลอื กสอื่ การศึกษาใหเหมาะสมกับความสามารถและประสบการณเดมิ ของผูเรยี น สือ่ การศึกษา ทจี่ ัดใหผูเรยี นควรงายและอยูในขอบเขตความสามารถของผเู รยี น 1.5 เลือกสื่อการศึกษาท่มี ปี ระสทิ ธภิ าพ มคี วามสมบูรณ สามารถส่อื ความหมายไดถูกตอง 1.6 เลอื กสอ่ื การศึกษาท่ีมอี ยูในทองถิ่นเพ่อื ประหยัดเวลาและงบประมาณ 1.7 เลอื กสอื่ การศกึ ษาท่ีพอจะหาไดโดยคํานงึ ถึงประสิทธภิ าพ ความปลอดภัย ประหยัด และ สามารถใชไ ดส ะดวก 2. การวางแผนผลิตส่อื การศึกษา ส่อื การศึกษาท่ีมีประสทิ ธิภาพจะตองมีกระบวนการผลติ ทีม่ ขี ั้นตอนและมีระบบ ดังนี้ คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 158 2.1 การเตรยี มการดา นวชิ าการ การเตรียมการดา นวชิ าการเปนการเตรยี มขอ มูลเพอ่ื ใชป ระกอบในการผลติ ส่อื การศึกษา ซงึ่ มี หัวขอ ทีจ่ ะตองเตรยี ม คอื การกําหนดจดุ ประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม การวเิ คราะหกลมุ เปาหมาย การกําหนดเน้ือ หาและการจดั ลําดับเนื้อหา ระดับการผลติ สอ่ื การศึกษา บุคลากรท่ีเกี่ยวของในการผลติ สอื่ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1) การกาํ หนดจุดประสงคการเรียนการสอน 1.1) จุดประสงคท่ัวไป เปนจุดประสงคที่กําหนดขอบเขตเอาไวอยางกวางๆ เพ่ือกําหนด ใหร ูวาสง่ิ ที่ตองการใหผูเรียนเกิดการเรยี นรูน้นั คอื อะไร อยใู นระดับไหน เชน - ผเู รียนมีความรเู รื่องจดุ ประสงค - ผูเ รียนมคี วามเขาใจเรื่ององคป ระกอบของการออกแบบวสั ดุกราฟฟกฯลฯ 1.2) จดุ ประสงคเ ชงิ พฤติกรรม เปนจุดประสงคท่ีระบุไวอยางชัดเจนวา เมือ่ ผูเรยี นผา นบท เรียนนนั้ ๆ แลว ผูเรียนมีความสามารถอะไรบา ง ซง่ึ ความสามารถนน้ั จะตอ งแสดงออกมาเปนพฤตกิ รรมที่สงั เกต ได การกาํ หนดจดุ ประสงคเ ชิงพฤตกิ รรมนั้นเปนการขยายความจุดประสงคทว่ั ไปใหชดั เจนและมีความ ละเอียดข้ึนน่ันเอง ในบทเรยี นหนงึ่ ๆ จุดประสงคท ั่วไปและจุดประสงคเชงิ พฤติกรรมจะตอ งสอดคลองกัน และ โดยปกติจดุ ประสงคทั่วไป 1 ขอ จะสามารถขยายความเปน จุดประสงคเ ชิงพฤติกรรมไดม ากกวา 1 ขอ 2) การวิเคราะหก ลมุ เปา หมาย กลมุ เปาหมาย คอื กลุมของผูเรยี นทีต่ อ งการใหเกิดพฤตกิ รรมตามทก่ี ําหนดไวใ นจุด ประสงค ในการผลติ สื่อการศึกษานนั้ การวเิ คราะหก ลมุ ผูเ รียนเปน เร่อื งทมี่ คี วามจําเปน อยา งยิง่ มฉิ ะนน้ั แลว ผผู ลิตสอื่ จะไมส ามารถวางแผนการผลติ และเตรียมการผลิตส่ือใหไ ดอ ยา งเหมาะสม การวเิ คราะหก ลมุ ผู เรยี นจะตอ งพิจารณาสิ่งตอไปนี้ 2.1) ลักษณะภายนอกของผูเรียน ไดแก ระดับอายุ (วัย) เพศ และขนาดของกลุม ส่ิงเหลานี้ เปนปจจัยท่ีสําคัญตอการวางแผนการผลิตส่ือ เชน เด็กเล็กชอบส่ือท่ีมีสีสด ผูหญิงชอบภาพสวยงาม ผูเรียน 50 คน ตองใชสื่อขนาดใหญ เปนตน ลักษณะทางการศึกษา ไดแก พ้ืนฐานความรูเดิม ประสบการณเดิม วิธีการ เรียนการสอนท่ชี อบ ตลอดจนทกั ษะหรือความชาํ นาญทม่ี ีมากอ น เปนตน 2.2) ลกั ษณะความรูสึกภายใน ไดแก ความเช่ือ เจตคติ ความสนใจและความนิยมชมชอบ หรือความศรัทธา เปนตน 2.3) สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม ไดแก เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และฐานะ ความเปนอยู สิง่ เหลา นี้ถือเปน สงิ่ แวดลอมที่มีผลตอ การเรยี นรขู องผเู รียน 3) การกาํ หนดเนื้อหาและการจัดลําดับเนอ้ื หา การกาํ หนดหวั ขอเน้อื หาและการจัดลําดับเนื้อหาตองคํานงึ ถงึ หลักการดงั น้ี 3.1) พจิ ารณาเนือ้ หาทง้ั หมดเพ่อื หาความสาํ คัญของเน้ือหาแลวนาํ ความสําคัญของเนื้อหา นน้ั มากาํ หนดใหเ ปนหัวขอใหญ คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 159 3.2) พิจารณาหวั ขอ ใหญท ีละหัวขอ วา ควรมีหวั ขอ ยอ ยอะไรบาง 3.3) หัวขอ เน้อื หาและลาํ ดบั เนอื้ หาตองใหสอดคลอ งกบั จดุ ประสงคท่กี าํ หนดไว 3.4) จัดลําดับเนื้อหา โดยพิจารณาเลือกหัวขอวา หัวขอใดเปนพ้ืนฐานควรเรียนกอน และหวั ขอ ใดยากควรเรยี นหลงั จากท่มี พี ้นื ฐานความรแู ลว 4) ระดบั การผลิตสอ่ื การศกึ ษา การผลติ สอ่ื การศกึ ษาสามารถแบงระดบั การผลติ สือ่ การศกึ ษาได 3 ระดบั คอื 4.1) ระดับมูลฐาน ในการผลิตสือ่ การศึกษาระดบั นี้ เปน การผลติ สื่อแบบงายๆ ไมต องมี การวางแผนอะไรมากนัก เชน การทําแผนภูมิโดยการตัดรูปภาพจากนิตยสารมาติดแผนภูมิ การผนึกภาพ การทาํ สาํ เนาสไลด หรือ การผลิตแผน โปรง ใสโดยการเขียนขอ ความธรรมดา เปนตน 4.2) ระดับสรางสรรค เปนการผลิตในระดับที่สูงขึ้น ในการผลิตส่ือการศึกษาในระดับนี้ จะตองมีการวางแผนและผานการตัดสินใจ เพราะมีลําดับขั้นตอนของการปฏิบัติงานมากกวาระดับมูลฐาน เชน การทําแผนภูมิที่มีเทคนิคการนําเสนอสูงกวาปกติ การทําสไลดประกอบเสียง การทําแผนโปรงใส แบบซอน หรอื การทาํ รายการโทรทศั น เปนตน 4.3) ระดับกาวหนา เปนการผลิตระดับสูงสุด โดยพัฒนาเอาส่ือการศึกษาท่ีมีความ สัมพันธกันมารวมกันเปนสื่อประสม สื่อประสมเหลาน้ีสามารถใชกับกิจกรรมการเรียนการสอนแนวเดียวกัน ไดเปนอยางดี เพ่ือชวยให การจัดการเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลตามจุดประสงคที่กําหนดไว เชน การทําชุด การสอน การทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน การทํารายการโทรทัศนที่ตองใชสื่อหลายสื่อมาสอดแทรก ในรายการเดียวกนั 2.2 การผลติ สื่อการศกึ ษา การผลิตสื่อการศึกษาแตละประเภทมีข้ันตอนการผลิตท่ีแตกตางกัน ผูสนใจที่จะเรียนรูในการ ผลิตสื่อการศึกษาจึงตองศึกษาคนควาฝกปฏิบัติหรือเขารับการฝกอบรมเชิงปฏิบัติการการผลิตเฉพาะอยาง การผลิตส่ือการศึกษาเปนทักษะอยางหนึ่ง หากผลิตบอย ๆ ก็จะเกิดทักษะ เกิดความชํานาญ สามารถผลิตได เองอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 3) หลกั การใชสอ่ื การศึกษา ส่อื การศึกษามีหลายประเภท ซ่ึงมคี วามแตกตา งกนั ในรปู รางลกั ษณะ และลักษณะการใชงาน ผใู ช จะตอ งศกึ ษาวธิ กี ารใชส่ือแตละชนดิ เพ่อื ใหเ กดิ ประสิทธผิ ลสูงสุด และควรคํานงึ ถึงหลักการใชส่ือ ดังตอ ไปนี้ 3.1) ในบทเรยี นหนึง่ ๆไมควรใชส ื่อการศึกษามากเกนิ ไป ควรใชเทา ทจ่ี าํ เปนเทา น้ัน 3.2) กอนใชส่ือการศึกษาจริงควรทดลองใชจนเกิดความมั่นใจ เพื่อปองกันการเกิด ความผดิ พลาด ซง่ึ อาจจะทาํ ใหผเู รียนลดศรทั ธาในความสามารถของผสู อนได ทั้งยงั สามารถกาํ หนดเวลาและ กจิ กรรมท่ีเหมาะสมกับการใชส อ่ื นัน้ ๆ 3.3) ใชส อ่ื การศึกษาท่ีตรงกบั บทเรียนและกระบวนการเรยี นการสอน คมู อื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 160 3.4) ควรเปดโอกาสใหผูเ รยี นมีสวนรวมในการใชส ื่อการศกึ ษา 3.5) คํานงึ เสมอวา สื่อการศกึ ษาทีใ่ ชอ ยนู ั้นไมส ามารถใชไ ดกับทกุ บทเรียนและทกุ สถานการณ 3.6) พยายามนาํ สง่ิ ทีม่ ีอยูใ นทองถิ่นมาใชเ ปน ส่อื การศกึ ษาเพื่อการประหยดั เวลาการลงทนุ 2. เทคโนโลยที างการศกึ ษา 1) ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยี (Technology) หมายถงึ การใชเครื่องมือใหเ หมาะสมกับสถานการณใ นการแกป ญ หา ผูท ี่นําเอาเทคโนโลยมี าใช เรียกวานักเทคโนโลยี (Technologist) เทคโนโลยีทางการศกึ ษา (Educational Technology) ตามรูปศพั ท เทคโน (วิธีการ) + โลยี (วทิ ยา) หมายถงึ ศาสตรที่วาดวยวธิ กี ารทางการศกึ ษา ครอบคลมุ ระบบการนําวิธกี าร มาปรับปรุงประสิทธภิ าพของ การศึกษาใหส งู ขนึ้ เทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองคประกอบ 3 ประการ คอื 1) วัสดุ ไดแ ก สิ่งทมี่ กี ารผพุ ังสิ้นเปลืองตา งๆ อาทิ ชอลก ดินสอ กระดาษ ฟลม 2) อุปกรณห รอื เครอ่ื งมอื ไดแก สง่ิ ท่ีมีความคงทนถาวร อาทิ กระดานดาํ เครอ่ื งฉายภาพยนตร เคร่อื งฉายแผนใส เคร่อื งบนั ทึกภาพ ฯลฯ 3) วิธกี าร ซึง่ ไดแ ก กิจกรรม การสาธิต ทดลองตางๆ ซ่ึงจะตองมรี ะบบการนํามาบรู ณาการใหการ เรยี นรูมีประสิทธภิ าพ 2) เปาหมายของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา 1) การขยายพสิ ยั ของทรพั ยากรของการเรียนรู แหลงทรัพยากรการเรยี นรู มไิ ดหมายถึงแตเพยี ง ตาํ รา ครู และอุปกรณการสอนที่โรงเรยี นมอี ยเู ทา นนั้ แนวคดิ ทางเทคโนโลยที างการศกึ ษา ตอ งการให ผูเ รยี นมโี อกาสเรยี นจากแหลง ความรทู ่กี วางขวางออกไป แหลง ทรพั ยากรการเรยี นรคู รอบคลุมถงึ อ่ืนๆ เชน 1.1) คน คนเปน แหลงทรัพยากรการเรียนรูท ่สี ําคญั ซ่ึงไดแ ก ครู และวิทยากรอ่ืน ซง่ึ อยนู อก โรงเรยี น เชน เกษตรกร ตํารวจ บรุ ษุ ไปรษณยี  เปนตน 1.2) วัสดุและเคร่อื งมือ ไดแก โสตทศั นปู กรณต า งๆ เชน ภาพยนตร วทิ ยุ โทรทศั น เครื่องวดิ ีโอ เทป ของจริง ของจําลอง ส่ิงพิมพ รวมไปถึงการใชส อ่ื มวลชนตา งๆ 1.3) เทคนคิ -วธิ ีการ แตเดิมนัน้ การเรียนการสอนสว นมาก ใชวธิ ใี หค รูเปน คนบอกเนอ้ื หา แก ผเู รียนปจ จุบนั น้ัน เปดโอกาสใหผ เู รยี นไดศ กึ ษาคน ควาดว ยตนเองได ครเู ปนเพยี งผวู างแผนแนะแนวทาง 1.4) สถานท่ี อนั ไดแก โรงเรยี น หอ งปฏบิ ตั ิการทดลอง โรงฝก งาน ไรน า ฟารม ท่ที าํ การรฐั บาล ภเู ขา แมน าํ้ ทะเล หรือสถานที่ใดๆ ทช่ี ว ยเพม่ิ ประสบการณท ี่ดีแกผเู รยี นได 2) การเนน การเรยี นรูแ บบเอกกัตบุคคล ถงึ แมน กั เรยี นจะลนชนั้ และกระจดั กระจาย ยากแกการจดั การศกึ ษาตามความแตกตา งระหวา งบคุ คลได นกั การศึกษาและนักจิตวิทยาไดพยายามคดิ หาวิธนี ําเอาระบบ การเรียนแบบตวั ตอ ตัวมาใช แตแ ทนทจ่ี ะใชค รสู อนนักเรียนทลี ะคน เขาก็คดิ ‘แบบเรียนโปรแกรม’ ซง่ึ ทํา หนาทส่ี อน ซ่งึ เหมอื นกบั ครมู าสอน นักเรียนจะเรยี นดวยตนเองจากแบบเรยี นดวยตนเองในรูปแบบเรียนเปน คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 161 เลม เคร่ืองสอนหรอื สื่อประสมหลายๆ อยาง จะเรยี นชา หรอื เร็วกท็ าํ ไดต ามความสามารถของผเู รียนแตล ะคน 3) การใชว ิธวี เิ คราะหระบบในการศกึ ษา การใชว ิธรี ะบบ ในการปฏิบัติหรือแกป ญ หา เปน วิธกี ารท่ี เปน วิทยาศาสตร ที่เชอ่ื ถือไดวา จะสามารถแกปญหา หรอื ชว ยใหงานบรรลเุ ปา หมายได เนือ่ งจากกระบวน การของ วิธีระบบ เปน การวิเคราะหองคป ระกอบของงานหรอื ของระบบ อยางมีเหตุผล หาทางใหสว นตางๆ ของระบบทํางาน ประสานสัมพันธกันอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ 4) พัฒนาเคร่อื งมือ-วัสดอุ ปุ กรณทางการศกึ ษา วัสดแุ ละเคร่ืองมือตา งๆ ทใ่ี ชในการศึกษา หรอื การ เรยี นการสอนปจจบุ นั จะตองมีการพัฒนาใหม ีศักยภาพ หรือขดี ความสามารถในการทาํ งานใหสูงยิ่งขึ้นไปอีก 3) ลักษณะของเทคโนโลยี เทคโนโลยสี ามารถจําแนกออกไดเปน 3 ลักษณะ คือ 1) เทคโนโลยใี นลกั ษณะของกระบวนการ ( process) เปนการใชอ ยางเปนระบบของวธิ ีการทาง วทิ ยาศาสตรหรอื ความรตู า งๆ ท่ไี ดร วบรวมไว เพอ่ื นําไปสผู ลในทางปฏบิ ตั ิ โดยเชอื่ วา เปน กระบวนการท่ี เช่ือถือไดและนาํ ไปสูก ารแกปญ หาตา งๆ 2) เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดแุ ละอปุ กรณท ีเ่ ปน ผลมาจากการใช กระบวนการทางเทคโนโลยี 3) เทคโนโลยีในลกั ษณะผสมของกระบวนการและผลผลติ (process and product) เชน ระบบ คอมพวิ เตอรซ ง่ึ มีการทํางานเปน ปฏสิ ัมพันธร ะหวา งตัวเครือ่ งกบั โปรแกรม 3. นวัตกรรมทางการศกึ ษา(Innovation) 1) ความหมายของนวตั กรรมการศกึ ษา นวตั กรรม เปน ศัพทบัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพทว ิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร ซงึ่ แตเ ดมิ ใชคาํ วา นวกรรม เปนคํามาจากภาษาอังกฤษวา Innovation แปลวา การทําสิง่ ใหมๆ หรือสิ่งใหมท่ี ทําขึน้ มา คาํ วา นวกรรม มาจากคําบาลีสันสฤต คือ นว หมายถึง ใหม และกรรม หมายถึง ความคดิ การปฏิบตั ิ นวตั กรรม (Innovation) หมายถึง ความคิดและการกระทําใหมๆ ที่นาํ มาใชใ นการปรับปรุงเปลี่ยน แปลงการดาํ เนนิ งานใหม ปี ระสิทธภิ าพสงู ขน้ึ นวตั กรรมทางการศกึ ษา หมายถงึ ความคิดและวธิ กี ารปฏบิ ตั ิใหมๆ ทส่ี งเสรมิ ใหก ระบวนการทาง การศึกษามปี ระสิทธิภาพ ขอสังเกตเกยี่ วกบั ส่งิ ที่ถอื วา เปน นวัตกรรม เปนความคิดและกระบวนการกระทาํ ใหมทง้ั หมดหรือ ปรับปรงุ ดัดแปลงจากที่เคยมมี ากอนแลว ความคดิ การกระทาํ นน้ั มกี ารพิสจู นด ว ยการวิจยั และชว ยใหก าร ดําเนินงานมีประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึน มีการนาํ วิธรี ะบบมาใชอ ยางชัดเจนโดยพิจารณาองคป ระกอบทง้ั 3 สวน คอื ขอ มูล กระบวนการ และผลลพั ธ และยงั ไมเ ปนสว นหนง่ึ ของระบบงานในปจ จุบัน 2) แนวคิดพืน้ ฐานท่กี อ ใหเ กิดนวตั กรรมการศึกษา คูมือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 162 แนวความคดิ พ้นื ฐานทางการศกึ ษาท่เี ปลยี่ นแปลงไปมผี ลทําใหเกิดนวัตกรรมการศึกษาขึน้ หลาย รปู แบบดวยกนั แนวความคิดพ้ืนฐานทางการศึกษาท่ีสําคัญพอสรปุ ได 4 ประการคือ 1) ความแตกตา งระหวา งบุคคล (Individual Different) ไดก อใหเกิดนวัตกรรม ไดแก โรงเรียนไมแบงชั้น บทเรยี นสําเร็จรูป การสอนเปนคณะ หรือคอมพิวเตอรช วยสอน (CAI) เปน ตน 2) ความพรอม (Readiness) ไดกอ ใหเกดิ นวัตกรรม ไดแ ก ชุดการเรยี นการสอน ศนู ยการเรยี น 3) เวลาที่ใชใ นการศึกษา นวตั กรรมท่สี นองความคดิ น้ี ไดแก ตารางเรียนแบบยดื หยนุ มหาวทิ ยาลัย เปด หรือ การเรยี นทางไปรษณีย เปนตน 4) การขยายตวั ดานวชิ าการและอตั ราการเพ่มิ ของประชากร ทาํ ใหเกดิ นวัตกรรมในดานนข้ี ้นึ ไดแ ก ดาวเทยี มเพื่อการศึกษา มหาวทิ ยาลยั เปด การศกึ ษาทางไกล หรอื การเรยี นผานอินเตอรเ น็ต เปน ตน 3) ตวั อยางนวตั กรรมทางการศกึ ษา ตวั อยางนวตั กรรมทางการศกึ ษา เชน บทเรียนโปรแกรม ชุดการสอน และโมดลู (Instructional packages and module) การใชคอมพวิ เตอรการเรยี นการสอน (CAI) เครอ่ื งสอน (Teaching machine) การ สอนเปน คณะ (Team teaching) ศนู ยการเรียน (Learning center) การสอนแบบจุลภาค (Micro teaching) การจัดตารางเรยี นแบบยดื หยุน (Flexible scheduling) การใชส่อื มวลชนเพ่ือการศกึ ษา E-learning หอ งเรยี น เสมอื นจริง การศึกษาทางไกล (Distance Learning) ส่ือหลายมติ ิ การจัดการเรียนการสอนผา นเครอื ขา ย อนิ เตอรเน็ต เปน ตน ตวั อยางโครงการท่ีเปนเทคโนโลยีและนวตั กรรมทางการศกึ ษาดานส่อื อเิ ล็กทรอนกิ ส เชน โครงการสง เสริมเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนและโรงเรยี นอนิ เตอรเ น็ตในอาเซียน (ASEAN Schoolnet : Thailand) โครงการ Intel® Teach to the Future โครงการการเรยี นการสอนทางไกล ผา นเครอื ขายอินเตอรเ นต็ ดวยเว็บไซต Think.com โครงการโรงเรียนตน แบบ ICT เพ่อื พฒั นาการเรยี นรู โครงการ เพ่ิมพูนสมรรถภาพ Schoolnet ประเทศไทย เปนตน 4) นวตั กรรมทางการศกึ ษาท่สี าํ คญั ของไทยในปจจบุ นั ที่นารู ในวงการศึกษาปจจบุ ัน มีส่งิ ท่เี รียกวา นวัตกรรมทางการศกึ ษา หรือนวตั กรรมการเรยี นการสอน อยูเปนจาํ นวนมาก บางอยา งเกิดข้ึนใหม บางอยางมกี ารใชมาหลายสิบปแ ลว แตกย็ งั คงถือวาเปนนวัตกรรม เนอ่ื งจากนวตั กรรมเหลาน้ันยังไมแพรหลายเปนทีร่ ูจกั ท่ัวไป ในวงการศึกษา ตัวอยา งนวัตกรรมทางการศึกษา ทส่ี าํ คัญ คูมือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 163 4.1) การจดั การเรียนการสอนดว ยระบบอิเล็กทรอนกิ ส (E-Education & E-Learning) 1) E-Education ความหมาย E-Education ในแงก ารสอื่ สาร E-Education (การศึกษาอเิ ลก็ ทรอนิกส) คอื การสงขอมลู สอื่ การศกึ ษา และการบรกิ าร เชน Course ware , หองสมดุ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส และการชาํ ระ ลงทะเบยี นเรียน, ผานสอื่ อเิ ลก็ ทรอนิกส เชน สายโทรศัพท เครอื ขา ยคอมพิวเตอร เปนตน ในแงของระบบและกระบวนการ E-Education คือ เทคโนโลยีทีช่ วยใหกระบวนการจัดระบบการ ศกึ ษา (Education System) เปนการทาํ งานตามข้นั ตอน เปน ไปอยา งอตั โนมัติจนเสรจ็ สิน้ บนระบบเครือขา ย ในแงการใหบรกิ าร E-Education คอื เครอ่ื งมือทชี่ ว ยสถาบนั การศกึ ษา องคก ารจดั การศกึ ษา ตลอดจน ผูศ ึกษาหรอื ผูเ รียนลดคาใชจ า ยจากการใชบริการผานเครือขา ย ชว ยใหขอ มูลและการบริการทีร่ วดเร็วทันสมยั อนั เปน ประโยชนต อการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา ประโยชน E-Education 1. ประโยชน ตอผูเรียน เปนตลาดการศึกษาทผ่ี เู รยี นสามารถเลือกซ้ือสินคาความรูและบรกิ าร การศกึ ษาจากแหลง ตา งๆ ท่ัวโลก สามารถคัดเลือกและเปรียบเทยี บคุณภาพราคา และยังประหยดั เวลาเน่ือง จากไมตองเดนิ ทาง (ในขณะนีม้ ี Website บริการใหเขา ศึกษากอ นจา ยเงนิ ที่หลัง) สามารถรับขอมลู การศกึ ษา ทเ่ี ปน ประโยชนใ นการตัดสินใจหลากหลายแงมมุ เชน รายละเอียดของหลักสูตร ขอมลู อาจารยผ สู อน รวมถึง ยงั สามารถใหข อคิดเหน็ เกยี่ วกับการจดั การศึกษาน้ันๆ ไดโดยตรงอกี ดว ย ไดรับความสะดวกในการศกึ ษา เพราะสามรถนง่ั ศึกษาอยทู ่ีบา นหรือทใี่ ดๆ ทวั่ โลกที่มีอินเตอรเนต 2. ประโยชนตอผูจดั การศึกษา ขยายตลาดการศกึ ษาและการบรกิ ารออกไปอยา งกวา งขวาง เพราะ เครอื ขา ยอนิ เตอรเ นต็ ครอบคลมุ กลมุ ผเู รียนทวั่ โลก สามารถใชเปน ชอ งทางเจาะกลุมเปา หมายผสู นใจเรียนใน สาขาน้ันไดดขี ึ้นหรือโดยตรง (เชน ในลกั ษณะของ Direct Electronic Mailing) เครือขายอินเตอรเ นต็ เปน แหลง ขอมูลอันมหาศาลทส่ี ามารถชว ยทาํ การวิจัยการตลาดและการพฒั นาสินคา ไดอ ยางประหยดั สามารถ ทาํ ธุรกจิ การศกึ ษาระหวางสถาบนั กนั และกนั ไดง ายและรวดเร็วข้นึ ชว ยใหการบริหาร การตรวจสอบ การจัด จําหนา ยสอื่ การศกึ ษา การทําธุรกรรมทางการรบั ชาํ ระเงินลงทะเบียนเรยี น รวดเร็วมีประสทิ ธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ 2) E-Learning ความหมาย e-Learning หมายถงึ การเรยี นรูจ ากการถา ยทอดเนื้อหาผา นสอ่ื อุปกรณท ีเ่ ปน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส ไมว า จะเปน วิทยุ โทรทศั น วีดีโอ ซีดีรอม เครือขา ยอินเตอรเ น็ต อินทราเนต็ เอก็ ซทราเนต็ ระบบเสมือนจรงิ (Visual Reality System) ทางไกลผานดาวเทยี มและเฉพาะการเรยี น ทผ่ี า นอปุ กรณ เทคโนโลยขี องเว็บ (Web Technology) ในการถา ยทอดเนื้อหาและเทคโนโลยีระบบการจัดการคอรส (Course Management System) ในการบริหารจดั การงานสวนดานตางๆ โดยผูเ รยี นที่เรยี นจาก e-Learning ทสี่ ามารถศึกษาเน้อื หาในลกั ษณะออนไลนห รือจากแผนซดี ี-รอม ก็ได เปนการเปด โอกาสใหผูเ รียนทีอ่ ยูใ น สถานที่ตางๆ ไดมีโอกาสเรียนรูเทา เทยี มกนั e-Learning เปนรูปแบบการเรยี นท่ีเกดิ ข้ึนเพื่อตอบสนองการ เรยี นในลกั ษณะทางไกล (Distance Learning) เปนรูปแบบการเรยี น ซึ่งผูเรียนไมจ าํ เปน ตองเดินทางมาเรยี น คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 164 ในสถานท่เี ดียวกนั ในเวลาเดียวกัน มแี บบฝก หัด และแบบทดสอบใหผูเ รียนสามารถตรวจสอบความเขา ใจ ได โดยเนอ้ื หา e-Learning Course ware จะมกี ารแบง ไดเปนหนวย (Module) เพื่อศึกษาดว ยตนเองแลวผเู รียน มีหนาทใี่ นการอภปิ ราย แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ รวมทง้ั การสอบถามปญหาตา งๆ กับเพือ่ นๆ รว มช้นั ทาง อิเลก็ ทรอนิกส ซึ่งในทน่ี หี้ มายถงึ ออนไลน หลังจากนนั้ ผูสอนอาจจะนัดหมายผูเรยี นมาพบ (ในชน้ั เรยี น หรอื ในลกั ษณะออนไลนก ็ได) สว นประกอบของ e-Learning ประกอบดวย 4 สว นหลกั ดังนี้ 1) e-Learning Management System (LMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดา นการเรยี นรู ซ่งึ เปน สว นทีส่ ําคัญของ e-Learning จะตองนําพาผเู รยี นยังเปา หมายทต่ี อ งการ จะทําหนา ที่แตง ตั้งผเู รียนเขามาเรยี น โดยจัดเตรียมหลักสตู ร บทเรยี นทง้ั หมดเอาไวใหพรอ มที่จะใหผ เู รยี นไดเ ขามาเรยี น เมอ่ื ผเู รียนไดเ ร่ิมตน บทเรียนแลว ระบบเริ่มทํางาน โดยสง บทเรยี นตามคาํ ขอของผเู รียนดานเครอื ขายคอมพวิ เตอรไ ปแสดงที่ Web Browser ของผเู รยี น จากท้งั ระบบก็จะคิดตามและบันทึกความกา วหนา รวมทง้ั สรางรายงานกจิ กรรม และ ผลการเรยี นของผูเ รยี นในทุกหนว ยการเรียนอยา งละเอยี ดจนกระทงั่ จบหลกั สูตร 2) Content Management System (CMS) หมายถึง ระบบการจัดการดานเนอื้ หาซึง่ เปน สวน บรกิ ารสาํ หรับผูออกแบบหรือผูพ ัฒนาบทเรียน ในการสรา งสรรคและนาํ เสนอเน้อื หาบทเรียน เริ่มตัง้ แตเน้ือ หาสวนของการลงทะเบยี น การรวบรวม การจัดเน้ือหา และการนําสงเนอื้ หา (Delivery) ไปยังเวบ็ ไซตข อง e-Learning หรือการพิมพเปน เอกสาร หรอื การบันทกึ ลงซีดีรอม เน้อื หาบทเรยี นซ่ึงเปนองคค วามรูสําหรับ ผูเ รยี นเหลา นีจ้ ะถูกจดั การนําเสนอโดยระบบ CMS โดยสามารถปรบั ปรงุ แกไ ข เพ่อื นาํ กลับมาใชใ หม กไ็ ด ในกรรที ี่เหน็ วามขี อ ผิดพลาดเกดิ ขน้ึ 3) Delivery Management System (DMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดา นการนาํ สง ซึ่งเปน การ นําสงบทเรียนไปยังผเู รียนไดศ ึกษาตามวตั ถปุ ระสงค การนําสง บทเรียนจงึ รวมถึงการจัดการบนเครอื ขา ย คอมพิวเตอร ทงั้ เครอื ขายอนิ เตอรเนต็ อินทราเน็ต หรือเอ็กซทราเน็ต การพมิ พเ ปน เอกสารสําหรับผเู รียน การบนั ทกึ ลงสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส และการนาํ สง บทเรียนในรปู แบบอน่ื ๆ ไปยงั ผูเรียนใหศ ึกษาบทเรียนตาม วตั ถปุ ระสงคทต่ี อ งการ เชน สง ผานโทรทศั นต ามสาย เปนตน 4) Test Management (TMS) หมายถงึ ระบบการจดั การดานการทดสอบเปน สวนของการจัด การและการนาํ สง รวมท้งั การดาํ เนนิ การสอบใหก บั ผเู รยี น เพอื่ ทาํ การประเมินผลความกาวหนา ของผูเรยี น ในระบบ e-Learning โดยทีขอ มลู เก่ยี วกับขอ ทดสอบท้งั หมดจะถูกเก็บไวในฐานขอมูลสวนกลางสาํ หรับ ใหผูเรยี นตอ เช่ือมเขาไปทาํ การทดสอบตามเงือ่ นไขท่ีระบุไวในสว นของ LMS และ CMS ระบบ TMS จงึ ประกอบดว ย 2 สว น ไดแ ก 1) สวนของผอู อกแบบและผพู ฒั นาบทเรยี นสําหรับการออกแบบ แกไข นาํ กลบั มาใชใ หม พมิ พ และจัดการเกี่ยวกับขอ ทดสอบ และ 2) สว นของผูเ รยี นสาํ หรับการทําขอ ทดสอบ รวมทงั้ การบนั ทึกผลความกา วหนาการประเมินผล และการรายงานผลในรปู แบบตา งๆ คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 165 4.2) การศกึ ษาทางไกล (Distance Learning) ความหมาย การเรียนทางไกล (Distance learning) หรอื การศกึ ษาทางไกล (distance education) หมายถงึ กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่จัดข้ึนโดยท่ผี เู รยี นไมจ าํ เปนตองเขาช้นั เรียนปกติ เปน การเรียน การสอนแบบไมมชี ้นั เรียน แตอาศัยส่อื ตางๆ ทีเ่ รียกวาสอื่ ประสม ไดแ ก เอกสาร ส่อื โสตทศั น และสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส รวมไปถึงสอ่ื บคุ คลชวยในการจดั การเรยี นการสอน หลักสําคญั ของการศึกษาทางไกล ลกั ษณะสาํ คญั ของการศกึ ษาทางไกลไวดงั น้ี 1) ผูเ รียนและผูสอนอยูหา งจากกนั 2) เนน ผูเรยี นเปนศูนยกลางการเรียน 3) ใชสื่อและเทคโนโลยีเปน เครอื่ งมือในการบริหารและบริการ 4) ดําเนินงานและควบคุมคณุ ภาพในรูปองคกรคณะบุคคล 5) มีการจดั การศกึ ษาอยา งมรี ะบบ 6) มีการใชส อ่ื ประเภทตางๆ หลากหลาย แทนสอ่ื บุคคล 7) เนน ดานการผลติ และจดั สง สือ่ การสอนมากกวา การทําการสอนโดยตรง 8) มีการจดั ตง้ั หนวยงานและโครงสรา งข้ึนเพ่ือสนบั สนุนการสอนและการบริการผูเ รยี น 9) ใชการสอ่ื สารติดตอแบบสองทางในการจัดการศึกษาทางไกล สื่อและวิธีการศึกษาทางไกล สอ่ื ท่ใี ชใ นการศึกษาทางไกลน้แี ยกไดเ ปน 1) สื่อหลัก คอื ส่ือที่ผเู รียนสามารถใชศกึ ษาไดด ว ยตนเองตลอดเวลาและทุกสถานท่ี สอ่ื หลกั สว นมากจะเปน สอื่ สิ่งพิมพ เชน ตํารา เอกสารคําสอน หรอื คูมือเรยี น โดยผูเรยี นสามารถใชส่ือเหลาน้เี ปน หลักในการเรียนวชิ านน้ั ๆ และมีโอกาสพลาดจากการเรียนไดนอยมาก เพราะผเู รียนมีสื่อหลักน้ีอยกู ับตัวแลว 2) สื่อเสริม คอื สื่อท่ีจะชวยเก็บตก ตอ เติมความรูใ หแ กผูเรยี นใหมีความรกู ระจา งสมบรู ณข น้ึ หรือหากในกรณที ผ่ี ูเรียนศึกษาจากสอื่ หลักแลว ยังไมจุใจพอ หรอื ยังไมเขา ใจไดช ดั เจนมีปญหาอยกู ็สามารถ ศกึ ษาเพ่ิมเติมจากสอื่ เสรมิ ได ส่ือประเภทนี้จะอยใู นรูปแบบของเทปสรปุ บทเรยี น วิทยุ เอกสารเสรมิ การ สอนเสริมหรอื การพบกลุม เปนตน ในสว นของวธิ กี ารเรียนการสอนทางไกลนนั้ นอกจากผเู รียนจะเรียนดว ย ตนเองจากส่ือประเภทตางๆ ท้งั สื่อหลกั และส่อื เสริมแลว สถาบันการศกึ ษาทางไกลในปจ จุบนั จาํ นวนมากได ใชส ื่อวิธีการตา งๆ เปน สอื่ เสรมิ อีกดว ย เชน กระบวนการกลุม การสาธติ การทดลอง สถานการณจ ําลอง การศึกษารายกรณี ฯลฯ โดยผสู อนอาจกาํ หนดใหนักศึกษาทาํ กจิ กรรมตอ เนือ่ งหลังจากท่ศี กึ ษาเนอื้ หาจากสอ่ื หลกั แลวอาจใหไ ปสมั ภาษณผูเ กยี่ วของเพ่ิมเตมิ ใหไ ปฝก ปฏิบัตงิ านในหนว ยงานตา งๆ โดยใหน ักศึกษา รบั ผดิ ชอบไปทํากิจกรรมเหลา น้นั เองแลว สง ผลการทาํ กิจกรรมมาใหอ าจารยผ สู อนตรวจ หรือจัดใหม ีการ ประชมุ ปฏบิ ัตกิ ารระยะสั้น มีการอภิปรายกลุม โดยการนดั หมาย ณ ศนู ยวิทยบริการในทองถิ่นดว ย คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 166 4.3) การศกึ ษาแบบไรพรมแดน (Asynchronous Learning) ความหมาย Asynchronous Learning คอื รูปแบบการเรียนการสอนท่ผี สู อน และผูเรียนไมจํา เปนตองพบกันตามเวลาในตารางทีก่ ําหนดไว (Synchronous Learning) แตผ สู อนและผูเรยี นสามารถตดิ ตอ กันไดต ลอดเวลา โดยใชเ ครื่องมือสือ่ สารตางๆ ซ่ึงเปนการเรียนรทู ไี่ มมีขอจาํ กัดในเรอ่ื งของเวลา และสถานที่ ผเู รียนสามารถเรียนท่ไี หน เวลาใดก็ได (Anywhere Anytime) เปนการเรียนท่ีอาศยั วิธีการหรือเคร่ืองมอื ตา งๆ ท่ที าํ ใหผ เู รยี น สามารถเรยี นรใู นลกั ษณะทป่ี ฏิสมั พนั ธ และมีสวนรวมชวยเหลอื กนั ระหวา งผเู รียน โดยใช แหลง ขอมูลความรูตางๆ ทั้งใกลแ ละไกล ผเู รียนสามารถศึกษาคน ควา หรอื เขา ถงึ ขอ มูลความรเู หลาน้ันจาก ท่ไี หน และเวลาใดกไ็ ด ตามความตอ งการและความสะดวกของผูเ รียนเอง ซ่งึ Asynchronous Learning เปนการใชการสื่อสารระยะไกล (Telecommunication) เพอ่ื ชวยใหการเรียนรูมีลกั ษณะใกลเคียงกับการเรียน ในระบบหอ งเรียนหรอื การเรียนการสอนที่ผูส อนกับผูเรยี นไดพบหนา กัน (Face - to - Face Instruction) หลักการ แนวคดิ เกยี่ วกับ Asynchronous Learning คือ การนําความกา วหนา ของเทคโนโลยี การสือ่ สาร และความสามารถของอุปกรณอ เิ ล็กทรอนิกสตา งๆ ไดแ ก ระบบโทรทศั น ระบบเครอื ขา ย คอมพวิ เตอร รวมท้ังโปรแกรมสําเรจ็ รปู (Software) ตา งๆ มาใชใหเปนประโยชนเพื่อการศึกษา ทาํ ให สามารถขจดั ขอ จาํ กดั ของการเรียนการสอนในลักษณะทีผ่ สู อนและผูเรยี นตองมเี วลาตรงกันในลกั ษณะตาราง สอน (Synchronous Learning) มีสถานท่ตี รงกนั อาจจะเปนหองเรยี นหรือสถานทใ่ี ดท่หี น่งึ จงึ จะมกี จิ กรรมการเรยี นการสอน ทที่ ําใหผเู รยี นมปี ฏิสัมพนั ธกบั ผูสอนในลกั ษณะ Face - to - Face แตถ าหากใช เทคโนโลยแี ละเครอื่ งมอื ส่ือสารตาง ๆ จะชวยสนับสนุนการเรยี นรู การเรียนรใู นลกั ษณะดังกลา วสามารถ เกิดขน้ึ ไดเชนเดยี วกัน โดยท่ผี ูเรียนและผูสอนไมจ าํ เปน ตองมเี วลาและสถานทีต่ รงกัน นน่ั คอื ผเู รยี นสามารถ เรียนจากท่ีไหนและเวลาใดกไ็ ด ตามความตองการ ของผูเรียนเอง โดยผา นส่อื ตา งๆ เชน Multimedia Computer, Telephone และ Computer Linking Infrastructure, The Internet และ World Wide Web, E - Mail, Conference System และอนื่ ๆ เชน Audio - Video องคประกอบของการจดั การศกึ ษาแบบ Asynchronous Learning มอี งคประกอบ ดงั นี้ 1) แหลง ขอ มลู ระยะไกล (Remote Resource) ทตี่ องใชเ คร่อื งมอื และเทคโนโลยีตางๆ ในการ เชอื่ มตอ กบั ระบบเครือขา ยคอมพวิ เตอร เชน - E-Mail - Web Board - White Board -Bulletin Board -Web Phonelink - Chat - Talk online - Video Conference - FTP - Course Homepage - Course Syllabus - Lecture Note - Tutorials - Homework Assignments - Slides - Multimedia Courseware - Interactive Multimedia Courseware - Hypermedia Courseware - Visual Library 2) การเรียนรูอ ยางมปี ฏิสัมพนั ธ (Interactive Learning) โดยมีลักษณะสําคัญดังนี้ ผเู รยี นจะเปน ผูควบคุมสิ่งทจ่ี ะเกิดขนึ้ ในการเรยี นการสอนตามความตองการของตนเองเปนการเรียนในลกั ษณะของการ ส่ือสารสองทาง (Two -Way Communication)ทัง้ ระหวา งผเู รียนกบั ผเู รยี นดว ยกันระหวา งผเู รียนกับผูสอน 3) การเรียนแบบรว มมือกัน (Collaborative Learning) เปน การเรียนแบบชวยเหลอื กัน ซง่ึ การเรยี น แบบนค้ี ือ นกั เรยี นรวมกนั ทาํ งานในกลมุ เลก็ ๆ เพ่อื บรรลเุ ปาหมายหลกั รว มกัน คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 167 4) การเรยี นการสอนทีไ่ มจ ําเปนตอ งเรยี นตามตารางสอน (Teaching and Learning in Asynchronous Learning) เปน การเรยี นการสอนแบบ Asynchronous ซ่ึงผูสอนมบี ทบาทเปน ผชู ้แี นะแนวทาง เปน โคช และผูอํานวยความสะดวกในการเรยี นการสอน โดยถือวา ผูส อนเปนสมาชกิ คนหน่ึงในการเรยี นการ สอนดวย สว นผูเรียนมบี ทบาทท่จี ะตอ งคน ควา หาขอ มูลดวยตนเองในการเรยี นแบบชว ยเหลอื กัน และตอ ง มีปฏสิ มั พนั ธก นั ผเู รียนจะตอ งเรียนรูอ ยา งกระฉับกระเฉง ไมใ ชใหค รูเปนผนู ําความรูมาใหเ พียงฝายเดียว และตองมกี ารเรยี นรแู บบผเู รยี นเปนศูนยก ลาง เทคนิคการเรยี นแบบ Asynchronous (Asynchronous Techniques) ประกอบดว ยส่งิ ตา งๆ ดงั น้ี - Web - Based Instruction - Web - Based Interactive Learning Environment - WWW - Based Education - Interactive Education Aids - World Lecture Hall - World - Based Multimedia Web Based Course คือ การท่ผี ูสอนใหร ายละเอยี ดทั้งดา นเนอ้ื หา แหลงคนควา แบบฝก หัด ฯลฯโดยการนํารายละเอยี ดดังกลาวใสไ วในเครือขายคอมพิวเตอร เพ่ือใหผ ูเรียนสามารถ เรยี กใชไดต ลอด เวลา ส่ิงที่สนบั สนุนใหเ กดิ ลักษณะการเรยี นการสอนแบบ Asynchronous มี ดังนี้ การเรยี นการสอนแบบ ผเู รยี นเปน ศนู ยกลาง (Student Center) การเรยี นรแู บบชวยเหลือกนั (Collaborative Learning)มีการเสรมิ เนื้อ หา (Content Reinforcement) งา ยในการรบั ขอมูลจากส่ือตา งๆ ทัว่ โลกรับขอมูลไดรวดเรว็ ทันเวลา และมี การแลกเปล่ียนขอ มูลกนั การเรียนการสอนแบบปฏิสมั พนั ธ (Interactive Learning) การใหค วามรูผา นสอ่ื หลากหลาย (Multimedia) ลักษณะการเรยี นการสอนแบบ Asynchronous Learning ทก่ี ลาวมาขางตน มีการนําเทคโนโลยตี า งๆ มาใช โดยเฉพาะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และเทคโนโลยกี ารส่ือสาร ทงั้ นีเ้ พ่ือนาํ มาใชสนับสนนุ การเรียน การสอนใหม ีประสิทธิภาพ และเพอื่ ใหผ เู รยี นสามารถเลอื กสถานท่ี เวลา และ สอ่ื การเรียนไดตามความ ตองการ งานวิเคราะห วิจัย และขอมลู สารสนเทศ 1. การวจิ ยั ทางการศึกษา 1. 1 ความหมายของการวิจัย การวิจยั ทางการศกึ ษา หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรูใหมๆ ท่เี ปนความจรงิ เชิงตรรกะ (Logical) หรือความจรงิ เชิงประจักษ (Empirical) เพอื่ ตอบปญ หาทางการศกึ ษาอยางมีระบบ และมีวัตถุประสงคท ่ีแนนอน โดยอาศัยวธิ ีการทางวิทยาศาสตรเปน หลกั 1.2 ลักษณะท่สี ําคัญของการวจิ ัย ลักษณะทสี่ าํ คัญของการวิจัย ดงั น้ี 1. เปาหมายของการวิจยั มุงท่ีจะหาคาํ ตอบตา งๆ เพอ่ื จะนาํ มาใชแ กปญ หาที่มอี ยูโดยพยายาม ท่ีจะศกึ ษาถึงความสมั พนั ธระหวางตวั แปรในลกั ษณะความเปนเหตเุ ปน ผลซงึ่ กนั และกัน 2. การวิจยั เนน ถึงการพัฒนาขอสรุป หลักเกณฑ หรือทฤษฎีตางๆ เพ่ือทีจ่ ะเปนประโยชน คมู อื เตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 168 ในการทํานายเหตุการณตางๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้ึนในอนาคต เปาหมายของการวจิ ยั นัน้ มิไดหยุดอยูเฉพาะกลุมตัวอยาง ท่ีนํามาศกึ ษาเทาน้ัน แตข อสรุปทไี่ ดม งุ ท่ีจะอางองิ ไปสูกลมุ ประชากร เปา หมาย 3. การวจิ ัยจะอาศัยขอ มูล หรือเหตุการณตา งๆ ที่สามารถสังเกตไดร วบรวมได คําถามที่ นา สนใจบางคาํ ถามไมส ามารถทาํ การวิจยั ได เพราะไมส ามารถรวบรวมขอมลู มาศกึ ษาได 4. การวิจยั ตองการเครอื่ งมือและการรวบรวมขอ มลู ทแ่ี มนยํา เท่ยี งตรง 5. การวจิ ยั จะเกีย่ วขอ งกับการรวบรวมขอมลู ใหมๆ จากแหลง ปฐมภมู ิหรือใชข อ มลู ที่มี อยเู ดิมเพ่อื หาคําตอบของวัตถุประสงคใหม 6. กจิ กรรมท่ีใชในการวจิ ยั เปนกิจกรรมทีก่ าํ หนดไวอ ยางมีระบบแบบแผน 7. การวิจัยตองการผรู จู ริงในเนือ้ หาทจี่ ะทาํ การวิจยั 8. การวจิ ยั เปนกระบวนการทมี่ ีเหตผุ ล และมคี วามเปนปรนยั สามารถทีจ่ ะทําการตรวจสอบ ความตรงของวิธีการทใี่ ชขอมลู ทีร่ วบรวมมา และขอ สรุปทไ่ี ด 9. สามารถท่จี ะทาํ ซ้าํ ได โดยใชว ิธเี ดยี วกนั หรือวิธกี ารทค่ี ลายคลงึ กัน ถามีการเปลยี่ นแปลง กลุมประชากร สถานการณ หรอื ระยะเวลา 10. การทาํ วิจยั นน้ั จะตองมีความอดทนและรบี รอนไมไ ด นกั วจิ ัยควรจะเตรียมใจไวด วย วา อาจจะตอ งมีความลาํ บากในบางเรอ่ื ง ในบางกรณที ่จี ะแสวงหาคําตอบของคําถามท่ียากๆ 11. การเขียนรายงานการวจิ ยั ควรจะทาํ อยางละเอียดรอบคอบ ศพั ทเทคนคิ ท่ีใชค วรจะ บญั ญัตคิ วามหมายไว วิธีการทีใ่ ชในการวจิ ัยอธบิ ายอยางละเอียด รายงายผลการวจิ ัยอยา งตรงไปตรงมา โดยไมใชความคดิ เห็นสวนตวั ไมบ ดิ เบอื นผลการวิจัย 1.3 จุดมงุ หมายและประโยชนของการวจิ ยั 1) จดุ มงุ หมายของการวิจยั จุดมงุ หมายของการวจิ ัยเม่ือพิจารณาตามเปา หมายในการวจิ ยั แบง ได 2 ประการคอื 1. เพ่อื เพ่มิ พนู ความรใู หมๆ ทางวชิ าการ เปน การแสวงหาความรู หรือความจรงิ เพื่อสรา งเปน กฎ สตู รทฤษฎี ในแตละสาขาวชิ า ไมคาํ นึงถึงเร่อื งการนาํ ผลการวิจัยไปใช เพราะการวจิ ยั แบบนีม้ จี ุดมุงหมาย เพยี งตอ งการรูเร่ืองราวตา งๆ เทานนั้ เชน การวิจยั เกี่ยวกบั ปรากฏการณธ รรมชาตกิ ารโคจรของดาวหาง เปนตน 2. เพ่อื นําไปประยกุ ตหรือใชประโยชนใ นงานตา งๆ มจี ุดมุงหมายในการนําผลการวจิ ัยไปใช ในเชงิ ปฏบิ ตั โิ ดยตรง เชน การวิจัยแกปญหาการจราจร การวจิ ัยปญ หาการเรยี นการสอน การวิจยั เพ่ือศึกษา ขวญั และกําลังใจในการทํางาน เปนตน 2) ประโยชนข องการวจิ ัยทางการศกึ ษา โดยท่วั ไปการวจิ ยั มปี ระโยชน ดงั นี้ 1. ไดข อ ความรคู วามเขาใจในปรากฏการณต า งๆ ทีเ่ ก่ยี วของกับการจดั การศึกษา เชน ผลการวจิ ัย ทาํ ใหเ ราทราบวามนษุ ยแ ตล ะคนมคี วามถนดั ในการเรียนวชิ าการสาขาตางๆ แตกตางกันออกไป การศึกษา คมู ือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 169 เก่ียวกับเทคนิคการสอน ทาํ ใหทราบวา เทคนิคการสอนทีต่ า งกนั น้ันทาํ ใหผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของผเู รยี น แตกตางกนั ไปอยางไร 2. ชว ยใหการจดั การศึกษามีประสิทธภิ าพสูงสดุ จากการไดความรูและ ความเขาใจตางๆ ในสว นท่ี เกี่ยวขอ งกบั การศึกษา ทําใหนกั การศกึ ษาสามารถทจ่ี ะจัดการศกึ ษาใหม ีประสิทธิภาพสูงสุดได 3. กอ ใหเ กดิ ประดษิ ฐก รรมและนวตั กรรมใหมๆ ในการศกึ ษา ผลของการวจิ ัยในทางการศกึ ษาสว น หนึ่งกอ ใหเกิดแนวคิด วิธีการเครอื่ งมือ ตลอดจนวิธีการใหมๆ ในการจัดการศึกษาใหดขี ้นึ 1.3 ประเภทของการวิจยั 1) แบงตามประโยชนท ไ่ี ดรับจากการวจิ ยั แบงได 2 ประเภท คือ 1.1 การวจิ ัยพืน้ ฐานหรอื การวจิ ยั บริสทุ ธ์ิ (Pure Research) เปน การวจิ ยั ท่ไี มไ ดม ุงทีจ่ ะนาํ ผล ของการวิจยั ไปใชใ หเปนประโยชนทนั ทใี นชวี ติ จรงิ แตมีความตองการที่จะใหไดม าซงึ่ ความรูใ หม ขอ เทจ็ จรงิ พ้นื ฐานทางทฤษฎหี รือกฎทเี่ ก่ยี วขอ งกับการเกดิ ขึน้ ของปรากฏการณทศ่ี กึ ษา เปนการแสวงหาความรู ใหมๆ เพือ่ สนองความอยากรอู ยากเห็นของมนษุ ยเปนเปา หมายหลัก 1.2 การวจิ ัยประยกุ ต (Applied Research)เปนการวจิ ัยทีม่ ุงนาํ ผลการวิจัยไปใชใ หเปน ประโยชน ในทางปฏิบัติ เชน เพื่อนาํ ไปแกปญหา เพื่อนําไปประกอบการตดั สนิ ใจ เพือ่ นําไปพัฒนาโครงการ เปน ตน 2) แบงตามลักษณะวธิ กี ารวิเคราะหข อมูลแบง ได 2 ประเภท คือ 2.1 การวจิ ัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เปน การวิจยั ที่มุงหาขอ เท็จจรงิ และขอสรุป เชิงปรมิ าณ เนน การใชขอมูลท่ีเปนตัวเลขเปน หลักฐานยืนยนั ความถูกตองของขอ คน พบ และสรุปตางๆ มกี าร ใชเคร่อื งมือที่มีความเปน ปรนยั ในการเกบ็ รวบรวมขอมลู เชน แบบสอบถาม แบบทดสอบ การสงั เกต การสัมภาษณ การทดลอง เปน ตน 2.2 การวิจัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) เปน การวิจยั ท่นี กั วจิ ยั จะตอ งลงไปศกึ ษาและ สังเกตกลุมบคุ คลที่ตอ งการศึกษาโดยละเอยี ดทกุ ดานในลกั ษณะเจาะลึก ใชว ิธีการสงั เกตแบบมสี วนรว ม และการสมั ภาษณแบบไมเ ปน ทางการเปน หลักในการเก็บรวบรวมขอมลู การวิเคราะหข อมูลจะใชการ วิเคราะหเ ชงิ เหตุผลไมไ ดมุงเกบ็ เปนตัวเลขมาทาํ การวเิ คราะห 3) แบงตามประเภทของศาสตร แบง ได2 ประเภท คอื 3.1 การวจิ ัยทางวิทยาศาสตร (Sciences Research) เปน การวิจัยท่เี นน ในเรอื่ งของการทําความ เขา ใจกับปรากฏการณทางธรรมชาติและวตั ถตุ างๆ รวมทั้งมงุ นาํ เอาความรูท่ไี ดม าใชใ หเกดิ ประโยชน เชน งานวจิ ยั ทางดานการแพทย อตุ สาหกรรม เคมี ชวี วทิ ยา เปน ตน 3.2 การวิจยั ทางสังคมศาสตร (Social Research) เปน การวิจยั ท่เี นนในเรอื่ งการศกึ ษาพฤตกิ รรม ของมนษุ ยรวมทง้ั สังคมและวัฒนธรรมของมนุษย เชน การวจิ ยั ทางการศึกษา เศรษฐศาสตร รัฐศาสตร ศิลป วฒั นธรรม การเมืองการปกครอง เปน ตน 4) แบง ตามระเบยี บวิธวี จิ ัย ระเบยี บวิธีวจิ ยั หมายถึง แบบแผนในการวจิ ยั ซง่ึ ประกอบดว ยการเก็บ คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 170 รวบรวมขอ มูล และการวเิ คราะหข อมลู เพอ่ื ตอบปญหาท่ีทาํ การวิจยั การแบงประเภทของการวจิ ัยตาม ระเบียบ วิธีวิจยั นเ้ี ปน ทน่ี ิยมใชกันมากซง่ึ แบง ได 3 ประเภท คอื 4.1 การวิจัยเชิงประวตั ศิ าสตร (Historical Research) เปนการวจิ ัยท่มี ุงแสวงหาคําตอบใหกบั เรื่อง ราวท่ีเกิดขึ้นในอดีตโดยศกึ ษาจากหลกั ฐานตางๆ ที่ยงั หลงเหลอื มาจนถงึ ปจจบุ ัน ผูวิจัยจะตอ งนําเอาขอมลู ท่เี กย่ี วกบั เหตกุ ารณแนวคดิ ตางๆ ท่คี น พบมาประมวล แปลความ วเิ คราะห และสังเคราะห 4.2 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เปน การวจิ ยั ทีค่ น หาความจรงิ โดยอาศยั การ ทดลองเพ่ือใหไดคาํ ตอบในเชิงเหตุผลวามีสิง่ ใดเปนเหตุ ส่งิ ใดเปน ผลที่เกิดตามมา การวจิ ัยประเภทนี้จะมี การควบคมุ ตวั แปรที่ไมเ กยี่ วขอ งกับการทดลอง 4.3 การวิจยั เชงิ บรรยาย (Descriptive Research) เปน การวิจัยทมี่ งุ คนหาคําตอบ คาํ อธิบาย ของ สภาพการณหรอื เรื่องราวใดๆ ทีอ่ ยูใ นชวงปจ จบุ นั ท่กี าํ ลงั มกี ารวจิ ัยโดยช้ใี หเห็นวา ปรากฏการณนั้นเปน อยาง ไร เชน เกดิ ข้นึ บอ ยครง้ั เพยี งใด มลี ักษณะทส่ี ําคัญๆ อะไรบา ง สามารถแบง ออกไดเ ปน 3 ประเภทยอ ย คอื 4.3.1 การวจิ ัยเชงิ สํารวจ (Survey Studies) เปน การศึกษาเพื่อที่จะรวบรวมขอ เท็จจรงิ ตางๆ ของสิ่งใดสงิ่ หน่งึ ในชว งปจจบุ นั ท่ีมีการเก็บขอมูล โดยนําขอมูลท่ไี ดม าเปน ขอ มูลพื้นฐานของหนว ยงานใน การวางแผนหรอื ปรบั ปรงุ สภาพท่เี ปนอยูใ หดขี ้นั 4.3.2 การวิจยั เชงิ ความสัมพันธ (Correlational Studies) เปนการวิจัยท่ศี กึ ษาความสมั พันธ ระหวางตัวแปรของปรากฏการณหรือพฤติกรรมตางๆ แบงเปน 3 แบบ คอื การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case studies) การศกึ ษาเปรียบเทยี บ(Causal comparative studies)การศกึ ษาเชิงสหสัมพนั ธ(Correlation studies) 4.3.3 การศกึ ษาพฒั นาการ (Developmental Studies) เปนการวิจัยในลักษณะเฝา ติดตามดคู วาม เจรญิ เตบิ โตหรอื การเปล่ยี นแปลงของสง่ิ ใดๆ ทีฝ่ น แปรไปตามเวลา แบงเปน 2 แบบ คอื การศึกษาภาวะ การเจริญเติบโต (Growth studies) การศกึ ษาแนวโนม (Trend Studies) 1.4 ตัวแปรในการวิจัย ตัวแปร หมายถงึ คณุ ลักษณะของสง่ิ ตางๆ ที่สามารถแปรเปล่ยี นคา ได เชน เพศ แปรคา ไดเ ปน เพศ ชาย และเพศหญิง ระดับการศกึ ษาอาจแบงเปน ระดับต่าํ กวา ปรญิ ญาตรี และระดับปริญญาตรีข้นึ ไป เปนตน ส่ิงท่ี แปรเปลย่ี นคา ไมไ ดไมถอื วาเปนตัวแปร เชน คน แมว แตถ าเปนเช้อื ชาติของคน สขี องแมว จะกลาย เปนส่งิ ท่ีแปรเปลยี่ นคา ไดจึงจะถือวาเปน ตวั แปร ประเภทของตัวแปร เกณฑในการจาํ แนกประเภทของตัวแปรมี 4 ลกั ษณะ คอื 1. พิจารณาคณุ สมบัติของคา ทแี่ ปรออกมาแบงเปน 2 ชนิด คือ 1.1 ตัวแปรเชิงปรมิ าณ (Quantitative Variables) เปน ตัวแปรท่ีแตกตางกันในระหวางพวกเดียวกัน หรอื คา ท่แี ปรออกมาแตกตางกันออกไปตามความถ่จี ํานวนปรมิ าณมากนอยหรอื ลําดับท่ี 1.2 ตวั แปรเชิงคุณภาพ (Qualitative Variables) เปน ตัวแปรทม่ี คี ุณสมบัติแตกตางกันในแงข องชนิด หรือประเภทโดยใชชอ่ื เปน ภาษาท่ีแสดงถึงคุณลักษณะของสง่ิ ตางๆ ในพวกน้นั คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 171 2. พจิ ารณาความตอ เน่อื งตามธรรมชาติของตวั แปรแบงเปน 2 ชนิด คอื 2.1 ตวั แปรคา ตอเน่อื ง (Continuous Variables) เปน ตวั แปรที่มคี าตอ เน่ืองกนั ตลอด เชน สวนสงู นา้ํ หนกั คะแนนสอบ เปนตน คา ของตวั แปรเหลาน้ไี มจําเปน ตอ งเปน เลขเตม็ หนว ยพอดีอาจเปน ทศนยิ ม หรือเปนเศษสว นได 2.2 ตวั แปรคา ไมต อ เนื่อง (Discrete Variables) ตวั แปรประเภทนี้มคี า เฉพาะตวั ของมัน แยกออก จากกนั เด็ดขาด วัดคา เปนจาํ นวนเตม็ เชน จาํ นวนหนงั สือ เพศ (ชายแทนดว ย 0, หญงิ แทนดว ย 1) เปนตน 3. พจิ ารณาความเปนไปไดของผูวจิ ยั ท่จี ะจัดกระทาํ กบั ตวั แปรแบง เปน 2 ชนดิ คอื 3.1 ตัวแปรทกี่ าํ หนดได (Active Variables) เปน ตัวแปรท่ผี วู จิ ยั สามารถกําหนดใหก ับผรู บั การ ทดลองได เชน วิธสี อน การจัดสอนซอมเสรมิ การจดั สภาพหอ งเรียนและอ่นื ๆ เปน ตน 3.2 ตวั แปรท่ีจัดกระทาํ ขน้ึ ไมได (Attribute of Organismic Variables) เปน ตวั แปรทีย่ ากจะกาํ หนด ใหผ รู บั การทดลองไดต ัวแปรเหลานเ้ี ปนลักษณะของผูรับการทดลอง เชน เพศ สภาพเศรษฐกจิ ความถนัด เปนตน 4. พิจารณาถงึ ความสัมพนั ธระหวา งตวั แปรในเชงิ เหตุผล 4.1 ตัวแปรอสิ ระหรือตวั แปรตน (Independent Variables) เปนตวั แปรทีจ่ ะทาํ ใหเ กดิ สิ่งอืน่ ตามมา เปนตวั แปรทเ่ี ปน เหตตุ ัวแปรทม่ี ากอ น 4.2 ตวั แปรตาม (Dependent Variables) เปนตวั แปรท่ีเปนผลมาจากตัวแปรตน 4.3 ตัวแปรแทรกซอน (Extraneous Variables) เปนตวั แปรอื่นๆ ทอี่ าจมผี ลตอตวั แปรตาม โดยผวู จิ ัย ไมตอ งการใหเกดิ เหตุการณนัน้ ขน้ึ โดยผวู ิจัยตอ งพยายามควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ น เชน ควบคุมดว ยการ เลือกกลุม ตัวอยางควบคุมโดยวธิ ีการทางสถติ หิ รือ ผูวิจัยอาจนําตัวแปรแทรกซอนมาศกึ ษาเปน ตัวแปรอิสระ อีกตัวแปรหน่งึ ไปเลย 1.5 ข้ันตอนของการวิจัย การดาํ เนินการวจิ ัยยดึ ถือและปฏิบตั ติ ามวธิ ีการทางวิทยาศาสตรเ ปน หลัก โดยท่วั ไปการวจิ ยั มีลําดบั ขั้น ของการทําวจิ ยั 5 ข้นั ตอน ดงั น้ี ขน้ั ที่ 1 การกาํ หนดปญ หา (Problem Identification) เมอ่ื ตอ งการศึกษาเรื่องใด ตองตงั้ ปญหาทจ่ี ะ ศกึ ษาใหชดั เจนซึง่ ในข้ันน้ีผูว จิ ยั จะตองตั้งชอ่ื เรอ่ื ง และนิยามปญ หาทีจ่ ะวจิ ยั วาในการศกึ ษาคน ควา ครงั้ น้ีมี จุดมุงหมายอยางไรการทีจ่ ะนิยามปญหาไดชัดเจน ตอ งมกี ารศกึ ษาเอกสารทีเ่ ก่ยี วกับเร่ืองนน้ั ๆ ขั้นที่ 2 การต้งั สมมุติฐาน (Formulation Hypothesis) การตงั้ สมมตุ ิฐานเปน การทาํ นายผลการวิจัย เปนการเดาวาเร่ืองตา งๆ ทีศ่ ึกษาน้ันเกิดขน้ึ เพราะอะไร ข้นั ที่ 3 การรวบรวมขอมลู (Collection of Data) ผวู จิ ัยจะตองวางแผนวาจะใชว ิธีการใดเก็บรวบรวม ขอมลู และหาวิธีการเกบ็ รวบรวมขอ มลู เพ่ือทจ่ี ะนาํ ขอมลู มาใชในการตอบสมมุตฐิ านทตี่ งั้ ไว คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 172 ข้นั ท่ี 4 การวเิ คราะหข อ มลู (Data Analysis) ผวู จิ ยั จะตอ งใช วิธกี ารทางสถติ ิ เพือ่ วิเคราะหผ ลการวจิ ยั และแปลความหมายของขอมูล ขนั้ ที่ 5 การสรุปผล (Conclusion) เปนการสรุปผลวา การวิจัยครั้งน้ไี ดผลอยางไรบา ง พรอ มทง้ั อภปิ รายผล และใหขอ เสนอแนะ แลวทําเปนรายงานการวจิ ัย เพ่ือเปนเอกสารแสดงผลการศึกษาคน ควา 2. การวจิ ัยในชัน้ เรียน 2.1) ความหมายของการวิจัยในช้ันเรยี น การวจิ ยั ในชน้ั เรยี น กค็ อื การวจิ ยั ปฏิบัติการในชน้ั เรยี น (Classroom Action Research) เปน กระบวนการเสาะแสวงหาความรู เพอื่ ตอบคําถาม (หาคาํ ตอบ) หรือแกปญหาที่เกดิ ขึน้ กบั นักเรยี นใน ชนั้ เรยี นหรอื กลุมสาระท่ีครูรบั ผดิ ชอบ โดยมวี ัตถุประสงคเ พอื่ พฒั นาการเรียนการสอนท่ตี นรบั ผิดชอบ มีขั้นตอนท่เี ปนระบบ ไดรบั การยอมรบั และเชื่อถอื ได การวิจัยในชนั้ เรยี น เปน บูรณาการวธิ ีการปฏิบัตงิ าน (การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน) ตามปกติ กบั การพฒั นา องคความรทู ี่เกดิ จากการปฏิบตั งิ าน เขาดวยกนั น่นั คือไมแยกการวจิ ยั ออกจากการสอน 2.2) ลักษณะของการวิจัยในชนั้ เรยี น การวิจยั ในช้นั เรยี น เปนกระบวนการวิจยั ท่นี กั วิจยั ซึ่งมสี วนเกีย่ วขอ งทุกคนไดศึกษาวิเคราะหป ญ หา ท่ีเกดิ จากกรปฏิบตั กิ ารเรยี นการสอนในหนา ท่รี ับผิดชอบของตน โดยใชห ลกั การและวิธกี ารวิจยั เพ่ือใหไ ด ผลการวจิ ัยไปใชป รับปรุงและพัฒนาการเรยี นการสอนในหนา ทรี่ บั ผิดชอบของตนใหดีย่งิ ข้ึน ลกั ษณะทสี่ ําคญั มดี ังตอ ไปน้ี 1. ปญหาวจิ ัยตอ งเปน ปญหาเก่ียวขอ งโดยตรงกับงานในหนาทร่ี ับผดิ ชอบ เพื่อท่ีวาจะแกป ญ หา ไดท นั เหตุการณ สามารถนําผลการวิจัยไปใชประโยชนไดทนั ที และเกิดการเรยี นรู 2. ครูและผบู ริหารโรงเรียนผปู ระสบปญ หาและต้ังปญ หาวจิ ยั เอง เปนนกั วจิ ยั ที่ตั้งปญ หาวจิ ัย ไดเ หมาะสม กวาผูท ี่ไมไดเก่ยี วของ และหาวธิ ีแสวงหาความรแู กปญหาไดดกี วา นกั วจิ ยั ทไี่ มไดส มั ผสั ปญหา โดยตรง 3. เม่ือครแู ละผูบ ริหารไดทาํ การวิจัยในชั้นเรียนดวยตนเอง ตองสามารถมองเห็นลูทาง/แนวทาง ในการพฒั นาตนเอง และพฒั นาคณุ ภาพงานในหนาท่ีรบั ผดิ ชอบไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ 4. การวิจัยในชัน้ เรยี นเปนการวจิ ยั ที่ตองมีการรว มมือรวมพลังจากบคุ ลากรที่เกีย่ วขอ งทกุ กลุม 5. การวจิ ัยในชั้นเรยี นมใิ ชภาระงานใหม แตเปนงานเดียวกับงานในหนาทคี่ วามรับผดิ ชอบ ของครทู ี่ทาํ เปนปกติ เปน งานเดยี วกบั งานประกนั คณุ ภาพกายในระดบั บุคคล และใชจงจร P-D-C-A ในการ ปฏบิ ัติงานได คูมอื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 173 6. การวจิ ยั ในชน้ั เรยี นมหี ลกั การและขน้ั ตอนดําเนนิ งานเปน แบบเดียวกันใชว งจร P-A-O-R หรอื P-D-C-A ซ่งึ ตอ งทาํ เปน วงจรตอเนือ่ งจนกวา จะสามารถตอบปญหาวิจยั ได แตระยะเวลาความหนัก แนนทางวชิ าการมลี กั ษณะแตกตางกนั ไดหลากหลาย นกั วจิ ยั อาจทาํ การวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารในชน้ั เรียนโดยไมม ี การควบคมุ เกบ็ ขอมูลจากการเฝาสงั เกตงา ย ๆ ใชเ วลาส้นั ไดรายงานวจิ ยั 1 – 5 หนา กไ็ ด หรอื อาจออก แบบการวิจัยใหม กี ารควบคุมปจจยั ที่ไมเ กีย่ วขอ งกบั ปญหาวิจยั จดั กลมุ ทดลองเปรียบเทยี บกบั กลุมควบคมุ ดาํ เนินการวิจยั เปนเดอื น เขียนรายงานวจิ ยั เปนรอยหนากไ็ ดและอาจเขยี นรายงานแยกเปน 5 บท ตามแบบ วิทยานพิ นธกไ็ ด 7. การวิจยั ในช้ันเรยี นมปี ระวตั ิความเปนมาเริ่มตนจากปญหาทเี่ กิดข้นึ ในชั้นเรยี น แตน กั วจิ ยั อาจขยายขอบเขตการทํางานออกไปนอกหอ งเรียน ไปถึงชมุ ชมได ตามปรัชญาการศกึ ษาในยคุ ปฏิรูปการ ศึกษาทไี่ มท กี าํ แพงก้นั อาณาเขตหองเรยี น เพราะกระบวนการเรียนรทู ี่ดเี กิดขนึ้ ตามสภาพธรรมชาติอนั เปน หองเรียนธรรมชาติ 2.3) ลกั ษณะท่ไี มใ ชง านวิจยั ในชั้นเรยี น 1. การทีค่ รูทาํ แผนการสอน ลงมอื สอน และบันทกึ ผลการสอนแตละคาบ ไมใ ชการวิจัยปฏบิ ัติ การในช้นั เรยี น เปนเพยี งจดุ ตั้งตน ท่จี ะทาํ การวิจัยปฏบิ ตั ิการในช้นั เรยี นเทา นน้ั เพราะกิจกรรมดังกลา วชว ย ครูไดทราบวามปี ญ หาอะไรที่สามารถนาํ มาวจิ ัยได 2. การท่ีครปู ฏิบัตงิ านประสบปญ หา แลว ครูแกปญหาได ยงั มใิ ชก ารวจิ ัยปฏิบตั กิ าร จะเปนการ วิจัยปฏิบัตกิ ารตอ เม่อื ครูตัง้ โจทยป ญ หาซึง่ มเี ปา หมายท่เี ปนการพัฒนางานไวก อน แลว แสวงหาวธิ ีการที่มี ระบบในการแกปญ หา นาํ มาลองใช และศกึ ษาสังเกตผลท่ีเกดิ ขึ้นใหไ ดความรกู อ นที่จะนําไปใชปฏบิ ตั จิ รงิ 3. การวิจัยในชนั้ เรยี นมไิ ดหยดุ ทก่ี ารสรปุ และตีความผลการทดสอบสมมตุ ิฐาน แตต อ งเลยไป ถงึ การนาํ ผลการวจิ ัยไปใชประโยชนในการแกไขปรบั ปรงุ งานดวย 4. การวิจยั ในชน้ั เรยี นมิใชเ ปนการวจิ ัยกลุมตวั อยางผูใหข อมูล แตเ ปนการวจิ ัยผูเก่ยี วขอ งกบั งานของนกั วิจยั ซ่งึ นกั วจิ ัยปฏบิ ตั กิ ารในชัน้ เรยี นตอ งใหเกียรติในฐานะผมู สี วนรว มในการวิจัยมิใชเ พียงแต ผูใ หขอมูล นั่นคอื ในกรณที เี่ ปน การวิจยั กับนกั เรยี น นกั วิจยั ตองรับผังความคดิ เหน็ ของนักเรยี นและนาํ มา ใชประโยชนด วย 5. เปา หมายสุดทายของการวจิ ยั ในช้นั เรยี น มิใชการไดรายงานวิจยั ไวน ําเสนอหรอื ขอเลอ่ื น วิทยฐานะ รายงานวิจัยเปนเพียงเคร่ืองมอื สาํ หรบั เผยแพรค วามรใู หเ พอ่ื นครไู ดเรียนรู แตเ ปา หมายสดุ ทา ย คอื การพัฒนาปรบั ปรงุ โดยใชผ ลงานวิจยั 2.4) ข้ันตอนการวิจัยในชั้นเรยี น การวจิ ัยปฏบิ ตั กิ ารมีสาระสําคญั อยทู ่ีการแสวงหาความรูค วามจรงิ จากการปฏบิ ตั ิเพอื่ เปา หมายใน การปรับปรงุ การปฏิบตั ิงาน การดาํ เนินงานวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารเปนกระบวนการท่ีตอ งดาํ เนินการซาํ้ กนั เปน วงจร การวจิ ยั (research cycle) ตอ เนอื่ งกันไป จงจรการวจิ ัยในแตล ะวงจรมกี ารดําเนนิ การรวม 4 ขั้นตอน ดงั น้ี คูม ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 174 ขน้ั ตอนที่ 1 การตรวจตราและการวางแผนงานท่ัวไป (Reconnaissance and General Plan) ขั้นตอนนี้เปน ข้นั ตอนทน่ี ักวจิ ยั รบั รูปญ หา และสํารวจตรวจตราเพอ่ื ทาํ ความเขาใจปญ หา ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในการปฏบิ ตั งิ านและวางแผนทจ่ี ะใชยุทธวิธตี าง ๆ ในการแกป ญหา ขน้ั ตอนที่ 2 การปฏบิ ตั กิ าร (Action) ในข้ันตอนน้นี กั วจิ ยั ลงมอื ดาํ เนนิ การตามแผนงานทกี่ ําหนดไว โดยการใชย ทุ ธวธิ ตี า ง ๆ ทน่ี กั วจิ ัย เชือ่ วาจะแกป ญ หาไดใ นการดําเนนิ งาน ข้ันตอนการปฏบิ ัตกิ ารนจี้ งึ จัดวา เปน หวั ใจสําคญั ของการวิจยั ปฏิบตั ิ การ และชื่อของการวจิ ยั ปฏิบัติการไดมาจากกิจกรรมหลกั ในขั้นตอนนี้น่ันเอง ขน้ั ตอนที่ 3 การติดตามกํากับผลการดาํ เนนิ งานโดยการสงั เกต (Monitoring the Implementation by Observation) ในขนั้ ตอนนนี้ ักวจิ ยั สังเกตและบันทึกขอ มูลเกย่ี วกบั สภาพและผลการปฏบิ ัติงานระหวา งการ ดาํ เนนิ งานและหลังการดาํ เนนิ งานตามแผนงานทก่ี ําหนดไวการดําเนนิ งานในขน้ั ตอนนี้ตองใชว ธิ ี การรวบ รวมขอมูลโดยการสงั เกตอยา งมรี ะบบ ขน้ั ตอนที่ 4 การคิดไตรต รองและการทบทวนแกไ ข (Reflection and Revision) ในข้ันตอนนี้นกั วจิ ยั นําผลการดําเนินงานทไี่ ดจ ากขั้นตอนทส่ี ามมาพจิ ารณาไตรต รองหรือใชความ คดิ สะทอ นหากผลการปฏิบัติงานยงั ไมบรรลเุ ปาหมาย นกั วิจัยแสวงหาวธิ กี ารหรือยทุ ธวธิ ีใหม มาปรบั ปรงุ การปฏิบตั งิ าน และเรมิ่ ดาํ เนนิ งานตามวงจรการวจิ ัยในรอบใหม ขนั้ ตอนทง้ั สข่ี ้นั ตอนของวงจรการวิจัยปฏิบัตกิ ารน้ีในปจจบุ นั เปน ทีร่ จู กั กันดใี นช่ือ วงจรการวจิ ยั P-A-O-R หมายถึง Plan – Action – Observation – Reflection and Revision นกั วจิ ัยชอ่ื Kemis ไดนาํ เสนอ P-A-O-R สาํ หรบั การวจิ ยั ปฏิบตั ิการเปนวงจรการวจิ ัยทต่ี อเน่ืองกนั ไปดงั แสดงในภาพที่ 1 ลักษณะการ ดําเนนิ งานของวงจรการวิจยั ปฏบิ ัติการจะเรมิ่ ตน จากวงจรการวิจยั ที่ 1 ซึ่งประกอบดว ยข้นั ตอนหลกั 4 ขัน้ ตอน คอื ขัน้ การวางแผน (P) ขั้นปฏบิ ัติการ (A) ขัน้ การสังเกต (O) และขั้นการคดิ ไตรตรองหรอื การคิดสะทอน (R) จากน้นั จะเร่มิ เขาวงจรการวจิ ัยที่ 2 สืบเนอื่ งตอกนั ไปจนกวา ปญ หาไดร ับการแกไข ปรับปรงุ ใหด ขี ึน้ ไดต ามเปา หมายที่นักวจิ ัยตามแนวคิดของ Eliott แสดงใหเหน็ กจิ กรรมการดาํ เนนิ งานใน แตละวงจรซ่ึงประกอบดวยข้ันตอนหลัก 4 ขนั้ ตอน สวนภาพขวามือเปนวงจรการวิจัย P-A-O-R ตามแนว คิดทเ่ี สนอโดย Kemis วงจรการวจิ ัยของ Eliott นนั้ ใหภ าพท่ชี ดั เจนวากิจกรรมการดําเนนิ การตามวงจรการ วจิ ัยแตละวงจรนน้ั แตกตางกนั กิจกรรมขน้ั การวางแผนงานในวงจรการวจิ ยั ท่ี 1 เปนแผนงานทัว่ ไปทีม่ ีการ ปฏิบัติตามแผนงาน แตใ นวงจรการวิจัยที่ 2 กจิ กรรมขัน้ การวางแผนงานนนั้ เปนแผนงานทม่ี กี ารปรบั ปรงุ แกไ ข และกิจกรรมขนั้ การปฏิบัตกิ ารเปน การดําเนินงานตามยุทธวธิ ที ่ีแตกตา งกนั กบั การปฏิบัตกิ ารในวงจร มากวจิ ัยแรก Freeman อธบิ ายวา การวิจยั ปฏิบตั กิ ารมีขนั้ ตอนการดําเนินงาน รวม 6 ข้นั ตอน เปนวงจรการวิจัย ไดแ ก คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 175 ข้นั ตอนแรกการตงั้ ขอ สงสัย (Inquiry) เปนขนั้ ตอนการเรม่ิ สนใจและตั้งตนกระบวนการวจิ ัย ขัน้ ตอนท่สี อง การกาํ หนดคาํ ถาม (Question) เปน ข้นั ตอนของการทําความเขาใจส่งิ ทีเ่ ปนปญ หา และจาํ กัดขอบเขตของปญ หาในรปู คําถามท่ีสามารถทําวจิ ยั ได ขั้นตอนทส่ี าม การราบรวมขอ มลู (Data collection) เปนขนั้ ตอนการรวบรวมขอ มลู สารสนเทศ ดวยวิธีการท่มี ีระบบเกี่ยวกับคาํ ถามวิจัย ขั้นตอนที่ส่ี การวเิ คราะหขอมลู (Data analysis) เปน ขั้นตอนของการแยกแยะจัดระเบียบหรอื จดั หมวดหมขู อมูล และสังเคราะหสรปุ ขอ มลู (disassembling and reassembling data) เพ่อื ตอบคําถามวจิ ัย ขั้นตอนทหี่ า การทาํ ความเขาใจ (Understanding) ใหไดแ งค ดิ และมมุ มองใหม ท่จี ะชว ยแกป ญ หา และนําไปใชป ระโยชนไ ด และขัน้ ตอนสุดทา ย การพมิ พเผยแพร (Publishing) ผลการวิจัยใหผ เู กยี่ วของไดท ราบและใช ประโยชน วงจรการวจิ ัยของ Freeman มีลกั ษณะพิเศษตรงท่มี ีจุดตั้งตนของจงจรหลายจดุ หมายความวา ครอู าจเริม่ ทาํ การวจิ ัยไดเกือบทุกขั้นตอน เชน ครูอาจเร่มิ ตน ทขี่ ัน้ การรวบรวมขอ มลู โดยกําหนดใหน กั เรียนทําบนั ทกึ ประจําวนั แลวนาํ บนั ทกึ มาสังเคราะหวา นกั เรียนมีการพัฒนาในเรื่องใด อยางไร จะเรงรดั การพฒั นาอยางไร ครูอาจเรมิ่ ตน ท่ขี ั้นการวเิ คราะหข อ มลู โดยการนาํ การบา นของนกั เรียนมาวเิ คราะหว านกั เรียนทํา ผิดอยางไร และอะไรเปน สาเหตทุ ําใหน กั เรยี นทําผดิ จากน้ันกว็ ิจยั เพอ่ื แสวงหาแนวทางในทางแกไขตอ ไป วงจรการวิจัยของ Freeman ยังมีลักษณะพิเศษตรงทกี่ จิ กรรมในวงจรแสดงถึงลกั ษณะบทบาท ของครู นักวิจยั 4 บทบาทคือ บทบาทในฐานะ นกั ปฏิบัติ (Activist) ที่มบี ทบาทในการทาํ (doing) ตามบทบาทนค้ี รนู ักวจิ ยั ตอ ง ปฏิบตั เิ พ่ือใหร ใู นสิ่งที่ยงั ไมร ูแ ละตอ งปฏบิ ตั ใิ นส่ิงที่ควรตอ งปฏิบตั ิ นัน้ คอื ครนู กั วจิ ยั ทําการสอนและขณะ เดยี วกันตองปฏบิ ตั กิ ารวจิ ัยเพ่ือใหร จู กั นกั เรียนเปนอยางดีเพ่ือทีจ่ ะสอนใหไดผ ลดีดว ย บทบาทในฐานะนักมานษุ ยวทิ ยา (Anthropologist) ที่มีบทบาทในการเฝา ดู (seeing) บทบาทนี้ครู นกั วจิ ัยตอ งสงั เกตและทําความเขาใจปรากฏการณ/พฤติกรรม/ความคดิ เหน็ ทัง้ ทส่ี งั เกตโดยตรงและทีไ่ มอาจ สงั เกตไดโดยตรงดวย นอกจากนีย้ งั ตองตระหนกั ถึงสิ่งท่ตี นสงั เกตไดแ ละสิ่งท่ีผูอ่นื สงั เกตได ซ่ึงมีลกั ษณะ แตกตา งกันเพ่อื เรียนรูจากกนั และกัน บทบาทในฐานะนักเลาเรอ่ื ง (Storyteller) ท่มี ีบทบาทในการบอกเลา (telling) เพื่อใหอ งคความรู ทีค่ รนู กั วิจัยไดเ รียนรูเ ผยแพรไปสบู คุ คลท่ีเก่ยี วของอนั จะชวยทําใหเกิดการเรียนรใู นวงกวาง Freeman กลา ววา หนาทีข่ องครู คอื การปฏบิ ัติ แตห นา ที่ของนกั วจิ ัย คอื การบอกเลาผลการวจิ ยั ดว ย ตามหลักการวจิ ัย ปฏบิ ัตกิ ารของครู ครูนกั วิจัยตอ งมีบทบาทในฐานะนักเลา เร่ืองดว ยและสงิ่ ทบ่ี อกเลา มิใชองคความรูเ ชิง วชิ าการอยางเดียว แตร วมถงึ องคความรทู ่ีเกิดจากความรูความเขาใจในการสอนการวจิ ยั ที่ไดปฏบิ ัตจิ ริงดวย คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 176 บทบาทในฐานะ นกั ทฤษฎี (Theoretician) ทมี่ ีบทบาทในการกําหนดคณุ คา (valuing) ของ ผลการสอนและการวจิ ยั ท่ีจะเปนประโยชนต อชมุ ชนและสังคมโดยสว นรวม วงจรการวิจยั ปฏิบัติการทกี่ ลาวมานม้ี ีหลักการและข้ันตอนคลายคลึงกัน เปาหมายของการวิจยั ปฏิบตั กิ ารเนนความสาํ คญั ของการปรับปรงุ และพฒั นางานใหด ีข้นึ วงจรการวิจยั ปฏิบตั กิ ารจงึ มลี กั ษณะ เหมือนกับวงจรคณุ ภาพ P-D-C-A (Plan –Do-Check-Act) ของ Demming และครูอาจดาํ เนนิ การวิจยั ใน ช้ันเรยี นตามวงจร เปน งานเดียวกับการพฒั นาการเรยี นการสอน หรือการประกนั คุณภาพได กลา วโดย สรปุ การวจิ ัยในช้นั เรยี นเปน เพียงเครอ่ื งมือหรอื กลไกท่ีชวยใหค รสู ามารถปฏบิ ัติหนา ที่ในความรับผดิ ชอบ ใหมีคณุ ภาพดยี งิ่ ข้นึ โดยมกี ารประกันคุณภาพทกุ ข้ันตอนการดาํ เนินงาน 2.5) ลกั ษณะของแผนแบบการวิจยั ของครู การวิจยั ปฏบิ ัติการท่ใี ชอ ยูในวงการศกึ ษาของประเทศตา ง ๆ แมวาจะมีขั้นตอนการดาํ เนินงานเปน แบบเดียวกนั แตค วามหนักแนน ในการดาํ เนินงานแตล ะขัน้ ตอนมคี วามแตกตางกนั จงึ ทําใหงาน วิจยั ใน ช้นั เรยี นมีลักษณะแตกตา งกนั แบงไดหลายประเภท Freeman แบง ประเภทของการวจิ ัยปฏบิ ตั ิการออกเปน 4 ประเภท ตามแนวคิดของนกั วจิ ัยการศึกษา ชอื่ Leo van Lier ซ่ึงเสนอหลกั การวิจยั วา โดยทั่วไปการวจิ ยั การศึกษาประกอบดว ยหลักการพน้ื ฐาน 2 หลกั การ คอื หลกั การจดั ระเบยี บ (organization) ซง่ึ แสดงถึง ระดับความเขม ของการจัดควบคมุ ผมู ีสวนรวมในการวจิ ยั และหลักการปรับเปลย่ี นหรอื การแทรกแซง (intervention) ซ่ึงแสดงถึงระดับการแทรกแซงการสอนดว ยกระบวนการวจิ ยั ของครู (Teacher research) 4 รูปแบบ ซงึ่ แตล ะรูปแบบมปี ระโยชนในสภาพการณท ีต่ า งกนั ลักษณะของแผนแบบการวจิ ยั ของครู ทง้ั 4 รปู แบบ แสดงดวยตวั อยา งงานวิจัย ดังนี้ 1) แผนแบบการวจิ ัยท่ี 1 แบบทกี ารควบคมุ (Controlling) ครู Maya แบง นักเรยี นในหอ งเรยี นเปน 2 กลมุ โดยพยายามแบง ใหน กั เรยี นทัง้ สองกลมุ มีลกั ษณะ คลา ยกันในดา นความสามารถ และสดั สว นของนกั เรยี นชาย / หญงิ ครู Maya สงเดก็ นกั เรียนกลมุ หน่ึงไป เรียนช่ัวโมงศิลปะ และสอนนักเรียนอกี กลมุ หนึ่งเรื่องทิศทาง ในวนั ตอ มา ครู Maya ใหงานนกั เรยี นทง้ั สองกลุม ทาํ งานเกี่ยวกับแผนทแ่ี ละการระบทุ ศิ ทาง โดยมวี ัตถปุ ระสงคจ ะตดิ ตามดูวาผลการทํางานของ นักเรยี นท้งั สองกลุมตา งกันอยา งไร นกั เรียนกลุมทีไ่ ดรบั การเรยี นเรื่องทิศทางไดน าํ ความรูมาใชหรือไม และ บนั ทกึ ผลการวิจยั โดยการบนั ทึกวดิ ิทัศน แผนการวจิ ัยนม้ี กี ารจดั ระเบียบควบคุมผูม ีสว นรว มการวจิ ยั โดย การจัดใหมีกลมุ ควบคุมเปนกลุมเปรียบเทียบ และมีการแทรกแซงโดยการสอนเพิ่มพิเศษ ลกั ษณะแผน แบบการวิจยั น้ี คอื แผนแบบการวิจัยเชิงทดลอง (experiment design) หรือแผนแบบการวจิ ยั กง่ึ ทดลอง (quasi-experimental design) คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 177 2) แผนแบบการวจิ ยั ท่ี 2 แบบมกี ารถามและทํา (Asking and Doing) ครู Betty สนใจศึกษาวานักเรยี นการศึกษาผูใหญร ะดับตนในชนั้ เรียนของเธอ จะเขาใจคําสง่ั ในการทํากจิ กรรมหรือไม และชอบการใชร ูปแบบคาํ ส่งั ของครแู บบใดใน 3 แบบ คอื แบบการ ส่ังดว ยวาจา แบบการส่ังดว ยวาจาและใหผูเรียนทบทวนคําสงั่ และแบบการเขยี นคําสัง่ บนกระดานดํา ครู Betty สอน โดยใชค ําสั่งแตล ะแบบเปน เวลาหน่ึงสปั ดาห ตอนวันสุดทา ยของสปั ดาห ครู Betty สอบถามนักเรยี นวา ชอบการใชคาํ สัง่ แบบนนั้ ๆ หรอื ไม และใหผ เู รียนประมาณคา วาชอบการใชคาํ สั่งแตละแบบมากนอ ยเทาไร โดยใชมาตรประมาณคา (rating scale) 3 ระดบั ชอบมากท่ีสุด ชอบ และไมช อบ แผนแบบการวจิ ยั นี้ไมม ี การจัดระเบยี บหรอื การควบคมุ แตมกี ารแทรกแซงการสอนโดยการใชแบบของคําสัง่ ท่แี ตกตางกนั ลกั ษณะ แผนแบบการวจิ ยั นี้ คือแผนแบบการวจิ ยั เชิงปฏิบัติการ (action research) หรือ แผนแบบการวิจัยแบบรวม พลงั (collaborative research) 3) แผนแบบการวิจัยท่ี 3 แบบการวัด (Measuring) ครู Vera มีนักศึกษาผใู หญที่มีภมู หิ ลงั แตกตา งกนั ในชั่วโมงสอนภาษาองั กฤษเปน ภาษา ทีส่ องซ่ึงมีการสนทนา นักศกึ ษาบางคนรว มสนทนา แตห ลายคนไมเ ขา รวมการสนทนา ครู Vera สังเกต เหน็ วาระดับการเขารว มกจิ กรรมของนกั ศกึ ษาข้นึ อยูกับหวั เรอื่ งการสนทนา และตวั ผนู ําการสนทนา เพื่อ กระตนุ ใหน ักศึกษาทกุ คนเขารว มกจิ กรรมมากขน้ึ ครู Vera จงึ ทาํ การสํารวจความคดิ เหน็ ของนักศกึ ษา โดย ใหระบภุ ูมิหลังของนักศึกษาแตละคนวา อายเุ ทา ไร เรียนภาษาอังกฤษมานานเทาไรความสนใจในหัวขอ การสนทนาที่มีอยใู นเรื่องใดบาง และใหนกั ศึกษาระบชุ อ่ื นกั ศึกษาท่ตี นอยากใหเ ปนผนู าํ การสนทนามา 3 ชอื่ ขอ มูลที่ไดช วยให ครู Vera จัดกจิ กรรมการสนทนาในชน้ั เรยี นไดด ีขึ้น โดยนักศกึ ษาทุกคนมสี ว นรวม ในกิจกรรม แผนแบบการวิจยั นม้ี ีการจัดระเบียบกําหนดชดั เจน โดยการสอบถามขอ มูลดว ยวธิ กี ารสาํ รวจ แตไ มมกี ารสอนแทรกแซงเปนพิเศษลักษณะแผนแบบการวจิ ยั นี้ คอื แผนแบบการวจิ ัยเชิงสํารวจ (survey research) 4) แผนแบบการวจิ ยั ที่ 4 แบบเฝาดู (Watching) ครู Joan ทาํ บันทึกเหตุการณประจําวนั (joumal) เกี่ยวกบั การสอนนกั เรยี นช้นั ป.1 ทเ่ี ริม่ เรยี นอาน – เขียน โดยบันทกึ เหตุการณทกุ วัน ตั้งแตต อนเชาอันเปน ชว งเวลาท่ีนกั เรียนใชเวลาโดยอสิ ระ ตอมาใน ช่ัวโมงดนตรี ครู Joan มเี วลา 20 นาที ทจ่ี ะตรวจดคู วามกา วหนา ของนกั เรยี นแตละคน และไดพ บวา นักเรียนแตละคนมคี วามกา วหนาในการเรยี นแตกตางกนั ครู Joan คิดอยางไตรต รอง และบันทกึ ความคิด สะทอน (reflective memo) โดยการตงั้ คําถามเปนแนวทางในการบนั ทกึ ดงั นี้ “ฉนั กาํ ลงั ศกึ ษากระบวน การเรยี นรขู องนักเรยี นอยางไร ศกึ ษาตามมุมมองของครเู พอื่ จะหาวิธกี ารชวยเหลอื สง เสรมิ ใหน ักเรียนรูด ีขน้ึ หรือศึกษาตามมุมมองของนกั วจิ ยั เพ่ือจะเกบ็ ขอมลู และทําความเขาใจกระบวนการเรียนรขู องนกั เรยี น?” ครู Joan บนั ทึกความคิดสะทอนแยกเปน สองคอลมั น คอลมั นความคิดในฐานะครู และคอลัมนความคดิ ใน ฐานะนกั วิจยั เม่อื เวลาผานไป 2 สปั ดาห ครู Joan ตดั สินใจเฝาสังเกตพฤติกรรมการเรยี นของนักเรยี นเพียง 2 คน ทีม่ ีลกั ษณะแตกตา งกนั มาก และเมือ่ บนั ทึกเหตุการณป ระจาํ วนั และบนั ทกึ ความคดิ สะทอนได 2 – 3 คมู ือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 178 สัปดาห ครู Joan จะนําบันทกึ มาศึกษาทบทวน และเขียนรายงานการวเิ คราะหเ ปรียบเทียบวธิ กี ารเรยี นรู ของนักเรยี นทง้ั 2 คน แผนแบบการวิจยั นไี้ มม ีการควบคมุ และไมม กี ารแทรกแซงแตอยา งใด ลักษณะ แผนแบบการวิจัยนีค้ อื แผนแบบการวิจยั รายกรณี (case study research) หรือ แผนแบบการวจิ ยั ธรรมชาติ (naturalistic research) แผนแบบการวจิ ัยของครทู ้งั 4 แบบ ตามแนวคิดของ Freeman ทนี่ าํ เสนอขางตนลว น เปนงานวจิ ัยปฏบิ ัติการทงั้ สนิ้ การแยกประเภทของแผนแบบการวิจัยปฏิบตั ิการออกเปน 4 แบบนี้มิใชเ ปน การแยกประเภทขาดจากกนั ความเปน จริงลกั ษณะแผนแบบการวจิ ัยปฏิบตั กิ ารยงั แตกตางกนั ตามระดบั การ ควบคมุ และระดบั การแทรกแซงไดม ากนอยแตกตางกนั ดังน้นั การวิจยั ปจจัยปฏบิ ตั ิการอาจมีแผนแบบการ วิจยั เชงิ ทดลอง หรือแผนแบบการวจิ ัยเชงิ สํารวจ อีกหลายแบบทีม่ ีระดับการควบคุมและการวดั แตกตา งกัน ไดอกี หลายแบบ 2.6) ประเภทของการวิจยั ปฏิบัตกิ าร ประเภทการวจิ ยั ปฏิบัติการไดเ ปน 4 ประเภท ดงั น้ี 1. การวิจยั ปฏบิ ัตกิ ารในชน้ั เรยี น (Classroom Action Research = CAR) การวจิ ัยในช้นั เรยี น ทําโดยครผู ูสอนเพอื่ แสวงหาวธิ ีแกไ ขปญ หาและพัฒนาการปฏบิ ัตงิ านใหดีขึน้ เพ่ือนําผลการวจิ ัยไปใช แกปญหา และพัฒนาการเรยี นการสอนในชน้ั เรียนโดยตรง 2. การวิจยั ปฏิบัตกิ ารแบบรวมพลัง (Collaborative Action Research) การวจิ ัยน้เี ปนการวิจัย ปฏิบัติการท่ดี าํ เนนิ งานโดยครหู ลายคนรว มกันทาํ วิจัยเพ่อื ปรับปรุงเปลย่ี นแปลงชน้ั เรยี นหลาย ๆ ชน้ั หรือ แผนกวิชา หรือภาควชิ า ทมี งานนกั วิจยั มักเปน การรวมตวั กนั ของครผู มู ีความสามารถ ความชํานาญเฉพาะ ดา นแตกตางกัน มารวมมอื กนั ทาํ งานวจิ ยั โดยมีจดุ มุงหมายรว มกนั การรวมมอื รวมพลังทาํ งานจะทาํ ใหครู เกดิ การเรียนรูแบบลมุ ลึก (deep leaming) จากกันและกันไดมากกวาการทาํ วจิ ยั คนเดียว (Bennet, Foreman – Peck and Higgins , 1996) 3. การวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารระดับโรงเรียน (School Action Research) การวิจัยนีเ้ ปนการวจิ ัยปฏบิ ัติ นอกทด่ี าํ เนินงานโดยผบู ริหารโรงเรียนและบุคลากรทางการศกึ ษาของโรงเรียน อาจรวมหนวยงานนอก โรงเรียนดว ย โดยมเี ปาหมายที่จะพฒั นาโรงเรียน และสภาพแวดลอมของโรงเรยี น 4. การวจิ ยั ปฏิบตั ิการอิงชมุ ชน (Community- Based Action Research) การวิจัยนีเ้ ปน การวจิ ยั ปฏิบัตกิ ารตามแนวคดิ ของ Stringer (1996) ซง่ึ มคี วามเช่ือวาโรงเรยี นและชมุ ชนมคี วามสมั พนั ธกันแยก ไมออก และครมู ีหนา ท่ีท่ีจะตอ งสรา งความสัมพนั ธแบบสองทางระหวางโรงเรยี นและชุมชน ดงั นนั้ การ ทาํ การวจิ ยั ปฏิบตั ิการโดยอาศยั ความรว มมือและรวมพลงั จากชมุ ชน จึงเปน วิถที างทีจ่ ะสามารถระดม ทรัพยากรจากทกุ แหลงในการพฒั นาการศกึ ษาและการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาชุมชนในพรอมกัน ไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 179 ขอบขา ยภาระหนาที่ของครเู กยี่ วกับการวิจัยปฏบิ ตั ิการ เม่อื พจิ ารณาตามประเภทของการวจิ ัย ปฏบิ ัติการทั้ง 4 ประเภท สะทอ นใหเ ห็นถึงขอบเขตการวจิ ัยและภาระหนาท่ขี องครูจากระดบั จุลภาคไป สรู ะดบั มหภาคเหมือนละลอกคล่ืน ดงั แสดงในภาพที่ 4 ครทู ีเ่ ปนนักวจิ ัยทเ่ี ริม่ ตน ทําการวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารควร จะเริม่ ตนจากการวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารในช้ันเรียนกอน เมอ่ื มีประสบการณใ นการวิจยั มากขน้ึ จึงขยายขอบเขต การวจิ ัยกวางขน้ึ จนถึงข้นั การวิจัยปฏิบัตกิ ารอิงชุมชน นอกจากนคี้ รูแตล ะคนท่ีทาํ การวิจัยปฏบิ ัตกิ ารในชัน้ เรียนอาจปรกึ ษาหารอื วเิ คราะหเ ปรยี บเทียบผลงานแตล ะคน และสงั เคราะหสรุปเปนรายงานการสงั เคราะห งานวิจัย หรอื รวมกันเปน ทีมทําการวิจัยปฏบิ ัตกิ ารแบบรวมพลงั (collaborative action research) หรอื อาจ ขยายขอบเขตการทําวิจัยลงสรู ะดับนักเรียน โดยจดั ใหม ีการเรยี นการสอนใหเ กดิ การเรยี นรูโ ดยใชการวิจยั เปนฐาน (research-based leaming) ได 2.7) ความสําคญั ของการวิจัยในเรียน 1. เปน การพัฒนาหลักสูตรและปรบั ปรุงวิธกี ารปฏบิ ตั งิ านเพ่ือพฒั นาคุณภาพการเรียน การสอน ดวยการวิจยั 2. เปน การพฒั นาวิชาชพี ของครู 3. เปนการแสดงความกา วหนาทางวชิ าชีพครูดวยการเผยแพรค วามรทู ี่ไดจากการปฏบิ ตั ิ 4. เปน การสง เสริม สนับสนุนความกา วหนาของการวิจยั ทางการศึกษา 2.8) เปาหมายของการวิจยั ในเรียน เพื่อพฒั นาคุณภาพการเรยี นการสอนใหเ กิดผลดีที่สุด ตามจุดมุงหมายและมาตรฐาน การเรียนรู ของหลักสูตรดวยตัวครเู อง 2.9) บทบาทของครกู ับการวจิ ยั ในเรยี น 1. ครูในฐานะนักสอน 2. ครูในฐานะนกั พฒั นาหลกั สตู ร 3. ครูในฐานะนักวิจัย การพฒั นา ปรับปรุง แกไ ขหลักสตู รและการพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนจะมปี ระสทิ ธภิ าพ ไดตอ งอาศัยกระบวนการวจิ ัยในชนั้ เรยี นโดยเมอ่ื ไรกต็ ามท่ีครมู กี ารวางแผนการสอน(วิเคราะหหลักสูตร จดั ทําแผนการจดั การเรยี นร)ู นําแผนการจดั การเรียนรูไปใช บนั ทกึ ผลทีเ่ กิดขน้ึ ขณะจัดกจิ กรรมและนาํ ผล (ขอมลู ) ทีเ่ กิดกบั นักเรียน (ผลสัมฤทธิ์ พฤตกิ รรมของนักเรยี น บรรยากาศ ในชนั้ เรยี น) ไปเปน ขอมูล พ้ืนฐานในการพฒั นาคุณภาพการเรยี นการสอน การกระทาํ เชนนี้เปนบทบาทของนักการสอน นักพัฒนา หลกั สตู รและนกั วิจยั ในเวลาเดยี วกนั คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

180 3. การวจิ ัยและพัฒนา (Research and Development) 3.1) ความหมายของการวิจยั พัฒนา (R & D) การวจิ ยั และพัฒนาทางการศึกษา (R & D) เปนการพฒั นาการศกึ ษา โดยพน้ื ฐานการวิจยั (Research Based Education Development) เปน กลยุทธห รอื วิธกี ารสําคญั หน่ึงท่ีนยิ มใชใ นการปรบั ปรุงเปลยี่ นแปลง หรือพัฒนา การศกึ ษา โดยเนนหลัก เหตผุ ลและตรรกวทิ ยา เปาหมายหลกั คอื ใชเ ปนกระบวนการในการ พฒั นาและตรวจสอบคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑท างการศึกษา (Education Product) ้บานสอบค ูร www.sobkroo.comR & D จะพบมากในเชิงธุรกจิ เชน การผลติ สินคาขึ้นมา 1 ชนิ้ R จะทําการทดสอบคณุ ภาพ ของสนิ คา D จะทาํ การวจิ ัยการตลาดถงึ สนิ คา ตวั น้ีควบคูไปถึงความพงึ พอใจ นาํ ผลท่ีไดจ าก R & D หาคาํ ตอบ ไดค าํ ตอบนํามาปรับปรุงไปเรอื่ ย ๆ สาํ หรับ R & D ในวงการศึกษาไมม ีความชัดเจน R เปนการวิจยั เพื่อหาคาํ ตอบ พอไดค าํ ตอบ กจ็ บการวจิ ัย รูแลว กแ็ ลว กันไป ไมมีการดําเนนิ การอะไรตอจากคําตอบวิจยั ทีไ่ ด หรือวิจัยแลว ไมพฒั นา สําหรับคนทที่ ําหรือพัฒนา D จะทําโดยไมไ ดห าคําตอบกอนวาสิง่ ท่ที าํ มีปญหาหรอื สาเหตุของปญหา ทแ่ี ทจ ริงคือ อะไร อาจคิดเดาเอาเอง หรือทาํ โดยคนอน่ื บอกใหท ําหรอื สั่งใหไปทาํ ทําหรือพฒั นาโดย ไมมี การวจิ ยั มากอนนัน่ เอง ครู ผบู รหิ าร ศกึ ษานิเทศก ตอ งทาํ R & D เปน การวิจยั แลวไมใหคนอนื่ มาพัฒนาให หมายความวา วจิ ัยเกย่ี วเพอ่ื พฒั นาการเรียนการสอน เมอ่ื หาคาํ ตอบไดแลว ก็นาํ คาํ ตอบ (วิธสี อน) ไปใช พัฒนาการเรียนการสอนเอง ประเดน็ หลกั ของ R & D อยทู ่กี ารพัฒนาการเรยี นการสอน โดยอิงการวจิ ยั ตารางวิเคราะหค วามแตกตางวิจัย (Research) พฒั นา (Development) และวจิ ัยและพัฒนา (R &D) วจิ ยั (Research) พัฒนา(Development) วจิ ยั และพัฒนา(R & D) ปญหาคือ เร่ืองการอาน ทาํ โครงการมากมาย ปญ หาคือ เรือ่ งการอา น เกิดจากนโยบาย/ สาเหตุคอื ขาดสอ่ื ทมี่ ีประสิทธภิ าพ การดําเนนิ การ ส่งั ใหท ําคิดทําเอง ศึกษาพฤตกิ รรมการเรยี น การดําเนินการ การดําเนนิ การ ของนักเรยี น จดั กจิ กรรมตามโครงการ สรา งและปรับปรุงสอ่ื ใหดี นําไปจัดกิจรรมการเรยี นการอสน บันทึกผลการใช/ ผลสําเรจ็ พรอม ปญ หา อุปสรรคปรับปรงุ ส่ืออกี ครัง้ นาํ ไปสอนอกี เปนครงั้ ที่ 2 บันทกึ ผลสําเร็จหากมีปญหาอกี ก็ปรับปรุง คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

181 สรุป สรุป /พัฒนาสอื่ นาํ ไปสอนอีก บนั ทกึ ผล ไดค ําตอบแลว รแู ลว กจ็ บ ทําโดยไมไดห าคําตอบวา และเปรยี บเทียบผลจนในทสี่ ุดได ไมดําเนินการตอ ปญ หาคอื อะไร ส่ือการสอนทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ “วจิ ยั แลว ไมพ ฒั นา” “พัฒนาโดยไมไดว ิจยั ” สรุป หากคาํ ตอบกอ น ลงมือทํา “พัฒนาโดยอิงการวิจยั ” 3.2) ความแตกตา งระหวางการวจิ ยั และการวจิ ยั ในชัน้ เรียน้บานสอบค ูร www.sobkroo.com หัวขอ /ประเดน็ การวิจัยในชนั้ เรียน การวิจยั ทางการศึกษา ผูทาํ คณุ สมบตั ิผทู ํา ครผู สู อน นกั วจิ ยั นกั วชิ ากร นักการศกึ ษา เปาหมายในการทาํ ทาํ เมอื่ ไร ศกึ ษานิเทศก เรม่ิ ตน อยางๆ ประเด็นปญหาหรือ มีความรูวิธกี ารแกป ญ หาการ เทคนคิ การวิจยั เนอ้ื หาทีจ่ ะทําวิจยั คาํ ถามการวิจัย ทาํ ไปทาํ ไม เรียนการสอน สถานทด่ี ําเนินการ การดาํ เนินการ แกปญ หา/พัฒนานกั เรียนใน แกป ญหา/พฒั นา กลมุ ใหญ การสุมตวั อยา ง เรอ่ื งเล็กแตเปน เรื่องทสี่ ําคญั เร่ืองทีส่ าํ คัญ เม่อื พบปญ หา เมื่อมงี บประมาณ แรงงาน เวลา วเิ คราะหปญหาทีแ่ ทจ ริง เพอ่ื กําหนดนโยบาย/แกปญ หาใหญ ๆ ประเด็นปญหาทเี่ กดิ ข้นึ กบั ผู ตรวจสอบเอกสารทฤษฎีและงานวิจัย เรียน ในหอ งเรยี น ทพ่ี บ ทีเ่ กี่ยวของ ปญ หาทมี่ มุ กวา ง ปจจุบัน ปญ หาเฉพาะหนา แกป ญหา / พัฒนา เพ่อื ใหไดองคความรใู หม ปรับปรุงการเรยี นการสอน ในหอ งเรียนที่ครูรบั ผดิ ชอบ ทุกสถานที่ ท่ตี องการหาคาํ ตอบ/ อยากรู แกปญ หาอยา งรวดเรว็ ทันที บางครง้ั อาจแยกมาทําวิจยั ตา งหากจาก ควบคูกับการเรยี นการสอนตาม การเรยี นการสอนเนนระเบียบแบบ ปกติ ไมเ นนระเบียบแบบแผน แผนการวจิ ยั การวจิ ยั ไมเ นนการสุมตัวอยา ง กลมุ ที่ เนนการสมุ ชนดิ ทคี่ ํานึงถึงความนา จะ ศกึ ษาคือผูเรียนทม่ี ขี อ บกพรอง เปน เพ่อื ใหไ ดกลมุ ตวั อยา งที่เปนตัว คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

182 หรอื ตองการพัฒนา แทนของประชากร ใชวิธีการทางสถิติ และความนา จะเปน การคน ควา เอกสาร คน ควา อยา งงาย ๆ และอนุโลม ทําอยางกวางขวาง ชดั เจน และเนน ใช การวเิ คราะหขอมูล ใหใ ชข อมูลแหลง ทุตยิ ภมู ิ ขอมูลแหลงปฐมภมู ิ แบบแผนการวิจัย ผลการวจิ ัย ไมเ นนการทดสอบความมนี ยั ใชอ นมุ านสถติ ใิ นการทดสอบความมี การประยกุ ตใชผ ล สาํ คญั และมกี ารนําเสนอขอ มูล นัยสําคญั และใชเ ทคนคิ ของการวิจัย ดบิ ประกอบ เชิงคณุ ภาพและปรมิ าณ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com เนนเชงิ คุณภาพ ตดั ขัน้ ตอนท่ไี มจ ําเปน บางอยาง มีการควบคุมตวั แปรอยางเขม งวดและ ออกไป ใชร ะยะเวลาสนั้ ไมเ ขม ใชระยะเวลายาวนาน งวดในการควบคุมตวั แปร องคความรูท ีจ่ ะนาํ มาปรบั ปรุง องคค วามรกู วา งขวางและครอบคลมุ ท่ี และพฒั นาการเรียนการสอนท่ี สามารถสรุปอางอิงไปยังกลุมอ่นื ได ดําเนนิ การอยู/ไมอางอิงไปใช กบั กลุมอน่ื ยดึ ความสอดคลอ งกับการ ยดึ ความสอดคลอ งกับทฤษฎี ปฏิบัติ 4. การนําผลการวิจยั ไปใช การนาํ ผลการวจิ ัยไปใชเปน ขนั้ ตอนทีส่ ําคญั เพราะครสู ามารถใชน วตั กรรมท่คี น พบไปปรบั ปรงุ และพฒั นาการเรยี นการสอนใหบ รรลมุ าตรฐานการเรียนรขู องหลักสตู ร ผลการนาํ ไปใชจ ะทาํ ใหม คี วามสมบรู ณแ ละมคี ุณคา มากยงิ่ ขน้ึ ตลอดจนผูเกยี่ วขอ ง/หนว ยงาน ใชเปนขอ มลู ในวางแผนพฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษาตอ ไป 4.1) ความสาํ คัญของการนําผลการวิจัยไปใช 1. ทาํ ใหก ารจัดการเรยี นการสอนบรรลมุ าตรฐาน การเรียนรขู องหลักสูตร เพราะครูไดใชส ื่อ/ นวัตกรรมทมี่ คี ณุ ภาพ ผานการตรวจสอบคณุ ภาพ เชื่อถือได 2. ทาํ ใหครพู ัฒนาตนเองใหม ีคุณภาพยิ่งขน้ึ 3. ผูเรยี นไดร บั การพัฒนาเต็มตามศกั ยภาพ 4. ผูบรหิ าร/หนว ยงานใชขอ มลู ไปปรบั ปรงุ /พัฒนา ตรงตามสภาพจริง 5. ครใู ชเ ปน ผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวทิ ยฐานะ / ความกา วหนา ในวชิ าชีพ 6. ทําใหม ขี อ มลู ปรับปรงุ หรือพฒั นางานและกาํ หนดนโยบายของหนวยงานทางการศกึ ษา คูมือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 183 4.2) จดุ มุงหมายในการนาํ ผลการวจิ ัยไปใช 1. เพือ่ แกปญ หาการเรียนการสอน 2. เพื่อปรบั ปรงุ หรือพฒั นาการเรยี นการสอนใหม ีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้ 3. เพ่อื ใชเปนขอ มลู ในการดําเนนิ งานเฉพาะดา น 4. เพอื่ ใชประเมินผลและพฒั นาการปฏิบัตงิ านของครหู รือหนวยงาน 4.3) การเผยแพรผลงานวิจัย หนว ยงานตนสังกัดของโรงเรียนตองดาํ เนินงานตอเนือ่ ง คือ การสงเสรมิ สนับสนนุ ใหมีการเผยแพร ผลงานวิจัย และการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชนอยา งกวา งขวาง ในรูปแบบตาง ๆ เชน การจดั ประชุม สัมมนาทางวชิ าการเผยแพรผ ลงานวจิ ยั การจดั ทําเครอื ขา ยการวิจยั เพอื่ พัฒนาการเรยี นการสอนในรปู แบบ ของเว็บไซด หรอื โฮมเพจ เพอื่ นาํ เสนอผลงานวจิ ยั อยางตอ เน่อื งและสมา่ํ เสมอ 4.4) แนวทางการนําผลการวจิ ยั ไปใช 1. นาํ ไปใชในการปรับปรงุ และพฒั นาการเรยี นการสอน 2. นําไปใชเ ปน ขอ มลู พืน้ ฐานในการพฒั นาการเรียนการสอน 3. นาํ ไปใชพฒั นาวิชาชพี 4.5) แนวทางการนําผลการวิจยั ไปใชของครู 1. ใชแกปญหาการเรียนการสอนโดยตรงนํานวตั กรรมไปใชสอนซอมเสรมิ /สอนตามปกติ 2. นาํ ไปเปน ขอ มลู ในการปรบั ปรุงการเรียนการสอน รวู ามีนวตั กรรมอะไร ใชแกป ญ หาอะไร 3. นําไปใชพ ัฒนาหลกั สูตร หนว ยการเรยี นรู การวัดและประเมนิ ผล 4. นาํ ไปใชใ นการพฒั นาวิชาชพี 4.6) แนวทางการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชของผูบริหาร 1. ใชในการวางแผน กําหนดนโยบายการเรยี นการสอนและพัฒนาหลักสตู ร ปรับปรุง/ ดัดแปลงงาน/โครงการ ใหเปนไปตามเปา หมายอยา งเปนระบบ 2. กระตนุ ใหค รูพฒั นาการเรียนการสอนโดยใชการวิจัยเปนฐาน 3. สงเสริมใหครคู น ควาหาความรูใหม ๆ 4. สงเสริมใหครไู ดม กี ารประชมุ แลกเปล่ียนงานวิจยั ของตนกบั ผอู ่นื 4.7) จดุ ท่คี วรพิจารณาในการนําผลการวิจัยไปใช 1. กระบวนการพฒั นาสอ่ื /นวตั กรรม (บทท่ี 3) 2. กระบวนการพฒั นาเครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมขอมูล (บทที่ 3) 3. สรปุ ผลการวจิ ยั /ขอ คนพบการวจิ ยั เปนอยางไร (บทที่ 5) 4. ขอ บกพรองในการดําเนินงานวิจยั (ขอเสนอแนะ บทท่ี 5) 5. ทาํ ไมตองวจิ ยั / ปญหาคืออะไร (บทท่ี 1) คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 184 งานพัฒนาระบบขอ มลู สารสนเทศเพ่ือพฒั นาการศึกษา ระบบสารสนเทศทางการศึกษา 1) ความหมายของระบบ ระบบ (System) คอื ชุดขององคประกอบซงึ่ มีปฏิสัมพันธ ตอ กันในรูปของความเปนหนง่ึ เดยี ว และดาํ เนินงานรว มไปสเู ปาหมายเดียวกนั ประกอบดว ยสว นสําคัญสปี่ ระการ คอื 1. ขอมลู นําเขา (Input) 2. กระบวนการประมวลผล (Process) 3. ผลลพั ธ (Input) 4. การควบคุมการยอนกลับ (Feedback Control) 2) ความหมายของ ขอ มลู สารสนเทศ ขอ มลู (Data) คือ ขอ เท็จจรงิ เกีย่ วกับเหตกุ ารณ หรอื ขอ มูลดิบทย่ี งั ไมผา นการประมวลผล ยังไมม ี ความหมาย ในการนําไปใชงาน ขอ มูลอาจเปนตวั เลข ตวั อกั ษร สญั ลกั ษณ รปู ภาพ เสยี ง หรอื ภาพเคล่ือน ไหว สารสนเทศ (Information) คือ ขอ มูลทผ่ี า นกระบวนการประมวลผล หรอื จัดระบบแลว เพือ่ ใหม ี ความหมายและคุณคา สาํ หรบั ผูใช ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง ชุดของคน ขอมลู และวิธกี าร ซ่ึงทํางาน รว มกัน เพอ่ื ใหเ กิดความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทวี่ างไว หรอื สารสนเทศ คอื ขอมลู ที่ผานการประมวลผล บวก ลบ คูณ หาร เปรียบเทยี บหรอื ตรวจสอบแลวมีความชัดเจนขนึ้ สามารถนํามาใชใ นการพิจารณาตัดสนิ ใจ หรอื ดาํ เนนิ การใด ๆ ตอ ไปได สารสนเทศจะถกู นําเสนอในรูปอัตราสวน รอ ยละ การเปรยี บเทียบ เชน อัตราครูตอนกั เรยี น การเปรยี บเทียบงบประมาณท่ไี ดรับปจจุบันกับอดีต การเปรยี บเทยี บผลการดําเนนิ การ นบั แตเ รม่ิ โครงการ การเปรียบเทยี บผลกาํ ไรตอการลงทนุ ทรัพยากรทีส่ ําคญั ท่สี ุดขององคก ารคอื คน คนคอื ผูสรา งงานผลิต เปน ผใู ชบ รกิ าร เปน ผแู กปญ หา และเปนผตู ัดสินใจ คนท่ีมคี ุณภาพจะเปนกระดกู สนั หลงั ขององคก าร 3) ประเภทของระบบสารสนเทศ 1) ระบบประมวลผลธุรกรรม (Transaction Processing System : TPS) เปน เครื่องมือของผบู รหิ าร ระดบั ปฏบิ ัตกิ าร (Operating Manager) เชน ระบบสารสนเทศการบัญชี 2) ระบบสารสนเทศการจัดการ (Management Information System : MIS) เปนเคร่อื งของผบู รหิ าร ระดับสั่งการ หรอื ระดบั กลาง (Tactical Manager) มี 3 ประเภท คอื รายงานตามตารางการผลิต รายงาน ตามตอ งการ และรายงานพเิ ศษ คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 185 3) ระบบสนับสนุนการตัดสนิ ใจ (Decision Support System : DSS) เปน เคร่อื งมอื ของผูบรหิ าร ระดบั นโยบาย หรือระดบั สงู (Strategic Manager) และผบู ริหารระดบั ส่ังการหรือระดบั กลาง(Tactical Manager) 4) ระบบการสนับสนนุ ระดับนโยบาย (Executive Support System : ESS) จาํ เปนมากสาํ หรับการ บรหิ ารระดับสงู การพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยใช วัฏจกั รของการพัฒนาระบบ SDLC เปน การติดตอ สื่อสาร อยางตอเนอ่ื งชัดเจนระหวางผูใช กบั 4) บคุ ลากรในระบบสารสนเทศ ประกอบดวย 1) ผใู ช (User) ไดแกบ ุคคลซง่ึ ใชระบบสารสนเทศเมอ่ื มีการนาํ ออกมาใช ไดแก ผูใชคอมพิวเตอร และผูจ ดั การ 2) นักวิเคราะหระบบ (System Analyst) จะทาํ งานรว มกับผูใช เพ่ือตรวจสอบความจําเปนทต่ี อง ใชสารสนเทศในกระบวนการของผใู ช 3) นกั ออกแบบระบบ (System Designer) เปน ผูออกแบบระบบใหตรงกบั ความจาํ เปนความ ตอ งการของผูใช 4) นกั เขียนโปรแกรม (Programmer)ใชโ ปรแกรม เพ่อื รหสั คาํ สงั่ สาํ หรบั ใหคอมพวิ เตอรแ กปญ หา 1.2 ความสําคัญและประโยชนของขอมูลสารสนเทศ ปจจบุ ัน IT มีความสาํ คญั ท้งั ในชวี ติ ประจาํ วัน ชวี ิตการทาํ งาน และการดําเนนิ งานดานตางๆ จนบาง คร้ังอาจเปรียบขอ มูล และสารสนเทศ ไดเ สมอื นกบั สายเลือดทห่ี ลอเลี้ยงการทํางานทุกดา นขององคก รเพราะ ถาขอ มูลและสารสนเทศมคี วามถูกตองเปนปจ จบุ นั ทําใหก ารบรหิ ารจัดการมีศักยภาพยง่ิ ขึน้ สารสนเทศ ท่ดี ี มีประโยชนในดา นตอไปน้ี 1) ประสิทธภิ าพ (Effciency) ไดแก 1.1 ระบบสารสนเทศทําใหก ารปฏิบตั ิงานมคี วามรวดเรว็ 1.2 ระบบสารสนเทศชว ยใหก ารเขาถงึ ขอ มลู ขนาดใหญไ ดอยางรวดเรว็ 1.3 ระบบสารสนเทศชวยใหก ารตดิ ตอ สอ่ื สารเปน ไปไดอ ยางรวดเร็ว 1.4 ชว ยลดตน ทุน 1.5 ชว ยใหก ารประสานงานระหวา งฝา ยตา งๆเปน ไปไดดวยดี 2) ประสิทธผิ ล (Effeciveness) ไดแก 2.1 ระบบสารสนเทศชว ยใหการตดั สนิ ใจ สงผลใหก ารดาํ เนินงานบรรลุวัตถปุ ระสงคได 2.2 ระบบสารสนเทศชวยในการเลือกผลติ สนิ คา บรกิ ารทเ่ี หมาะสม คมู อื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 186 2.3 ระบบสารสนเทศชวยในการดาํ เนินงานไดอยางถูกตอ ง รวดเร็วขึน้ ตรงกับความตองการ 3) ความไดเ ปรียบในการแขงขนั (Competitive Advantage) ไดแก การมีการนาํ สารสนเทศมาใช และทําใหเ กดิ การบรหิ าร จดั การแบบใหม เชน E- Government Re- engineering Knowledge Management เปนตน 4) คณุ ภาพชีวิตการทาํ งาน (Quality of Work Life) เทคโนโลยีสารสนเทศ ทําใหเกิเครอ่ื งมือ การทาํ งานรปู แบบใหมๆ เชน Tele/Video Conferencing Electron data Interchange Virtual Organization เปน ตน ซึง่ ทาํ ใหประหยัดทรัยากร และเพิ่มครุ ภาพชวี ิตได 1.3 ลกั ษณะขอมูลสารสนเทศทด่ี ี ในปจจุบนั ขอ มูลสารสนเทศมคี วามจาํ เปน อยา งย่ิง ตอการบริหารจดั การ เพราะถาขอ มลู มคี วาม ถูกตองเปน ปจจบุ นั จะทําใหก ารบริหารจดั การมีประสิทธิภาพย่งิ ข้นึ ดงั นน้ั และผูป ฏิบตั ิงานดา นขอมูล สารสนเทศของหนว ยงาน ตอ งคํานงึ ถึงลักษณะขอมลู ทีด่ ี ดังนี้ 1. ความครอบคลมุ คือ ขอ มลู จะตองมคี วามครอบคลมุ กบั งานทกุ ๆเรือ่ ง และสามารถนาํ มาใช ประโยชนไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ 2. ความรวดเรว็ คอื สามารถหาไดอยา งรวดเรว็ ทนั เวลาทต่ี องการ 3. ความถูกตอง คือ ขอมูลจะตองมคี วามถกู ตอง ไมมขี อ ผดิ ผลาด 4. ความทันสมัย คือ มกี ารปรบั ปรงุ ขอมลู ใหเ ปนปจจบุ ันอยเู สมอ 5. ความนาเชือ่ ถอื คือ แหลงทมี่ าของขอมูล ตลอดจนกระบวนการจดั เกบ็ ขอมูล 6. ตรวจสอบ ได คือ ขอ มูลท่สี ามารถตรวจสอบได 1.4 กระบวนการหรือขน้ั ตอนการจัดระบบสารสนเทศ กระบวนการหรอื ขั้นตอนการจดั ระบบสารสนเทศของหนวยงาน มผี จู ัดไวหลายขน้ั แตกตา งกันไป แตโ ดยทั่วไปแลวม้ขี ั้นตอนดังน้ี 1. การรวบรวมขอมูล 2. การตรวจสอบขอมูล 3. การจดั กระทําขอมลู 4. การจัดเกบ็ ขอ มูล 5. การวิเคราะหขอมูล 6. การนาํ ขอ มูลไปใช 1.5 โปรแกรมท่ีเกยี่ วขอ งกับขอมูลสารสนเทศในระดับสถานศกึ ษา สงั กัด สพฐ. 1. โปรแกรม SMIS เปนโปรแกรมที่เก็บขอ มูลนักเรยี นรายบุคคล สงั กดั สพฐ. โดยการเก็บขอมูล แบงออกเปน 2 ระยะ คอื คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 187 1.1 ระยะแรก ใชขอ มลู ณ วนั ท่ี 10 มิถนุ ายน ของแตล ะป 1.2 ระยะที่สอง ใชข อ มูล ณ วนั ที่ 30 พฤศจิกายน ของแตล ะป 2.. โปรแกรม OBEC เปนโปรแกรมท่เี ก็บขอมูลพน้ื ฐานทางการศกึ ษา โดยใชข อ มลู ณ วนั ที่ 10 มถิ ุนายน ของทกุ ป 3. โปรแกรมโปรแกรม B_OBEC เปน โปรแกรมที่เก็บเก่ียวกบั ท่ดี ิน ส่ิงกอ สรา ง โดยใชข อมลู ณ วนั ท่ี 30 กันยายน ของทกุ ป 4. โปรแกรม M_ OBEC เปน โปรแกรมทเ่ี กบ็ ขอมลู เก่ยี วกบั ครภุ ณั ฑ โดยใชข อมูล ณ วนั ท่ี 30 กันยายน ของทุกป 5. โปรแกรม P_OBEC เปน โปรแกรมที่เก็บขอมูลเกย่ี วกบั บคุ ลากร 1.6 ปญ หาอุปสรรคในการจัดระบบขอ มูลสารสนเทศ จากการดําเนินงานการจดั เกบ็ ขอ มูลทผ่ี า นมาทุกป มกั จะพบปญ หาลักษณะคลา ยคลงึ กนั ทกุ ป กลา วคอื 1. ปญ หาดา นคอมพวิ เตอรและโปรแกรม ซง่ึ มคี อมพิวเตอรท่ีลาสมัย ความจไุ มพ รอมสําหรบั การ จัดเกบ็ ขอ มลู ขนาดใหญ โปรแกรมจัดเกบ็ มกี ารเปลย่ี นแปลงบอ ย ฐานการเกบ็ ขนาดใหญ ทําใหป รบั ปรงุ (update)ขอมูลอยตู ลอด และบางแหง ไมสามารถทําได เน่ืองจากงบประมาณจาํ กดั สวนปญ หาโปรแกรม จัดเก็บขอมูลรายบุคคล เปลี่ยนแปลงบอ ย ซบั ซอน ไมส มบรู ณ 2. ปญ หาบคุ ลากร ตอ งปฏิบัตหิ นา ท่ีสอนดวย คนทไี่ ดร ับการอบรมแลว มกี ารเปลยี่ นแปลงยายบอ ย คนใหมไมม คี วามรูพ นื้ ฐาน จัดเก็บและทาํ ขอ มลู ไดชา ไมท นั เวลา และบคุ ลากรบางสว นยังไมใ หความสําคัญ กับการจดั เก็บและทําขอมลู ดานนี้ คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 188 ง. สรุปสาระสําคัญของบทบาทศกึ ษานิเทศกต ามกรอบหลักสตู รผนู าํ การเปลีย่ นแปลง 1) หลักการ แนวคดิ ในการประชมุ สมั มนาตามหลกั สูตร 1. วิธกี ารเรยี นรูข องผมู ปี ระสบการณ 2. ผนู ําการเปล่ยี นแปลง การบริหารการเปลยี่ นแปลง และการเรง รัดการเปลี่ยนแปลง (Leading change, Change management, CAP, ผูบ ริหารการเปลยี่ นแปลงของ กพร.) 3. การพัฒนาคนในสภาวะการปฏิบตั งิ านปกติ (On the job training) 4. การพัฒนาคุณภาพโดยกระบวนการนิเทศ(Innovation-นวัตกรรม, วิธีการชวยกระตุนสงเสริมใหคน ทลี่ าหลังใหท ันสมยั , การมองเห็นภาพรวมแลวนํามาปรับเปนเปาหมายใหม) 2) วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือสงเสริมและพัฒนาหัวหนากลุมนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาในการบริหาร จัดการการนิเทศเพื่อพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 2. เพอื่ เพมิ่ พนู ความรู ความเขา ใจ และทกั ษะความเปน ผนู ําทางการบริหารงานวิชาการใหสอดคลองกับ การเปลย่ี นแปลง 3. เพื่อแลกเปลยี่ นเรียนรูรว มกันในการสรา งสรรคง านการนเิ ทศการศึกษา 3) เทคนคิ ทใ่ี ชใ นการประชมุ สัมมนา 1. กระบวนการเรียนรรู วมกนั (Participatory Learning) 2. กระบวนการฝกปฏบิ ัติ และสรุปความรู 3. กระบวนการฝกทักษะผนู ํา 4) ทกั ษะผนู ําท่ีมุงสง เสรมิ พัฒนา ประกอบดวย ทักษะการคิดเชิงระบบ ทกั ษะการตัดสนิ ใจ ทักษะการแกป ญหา ทักษะการทํางานเปนทีม และทักษะการสอ่ื สาร 5) เน้อื หาสาระ/หนวยการประชมุ สัมมนา ไดแ ก หนว ยที่ 1 คณุ ภาพการศึกษาที่เปน อยู (Quality Profiles) หนว ยที่ 2 มุงสูเ ปาหมายทรี่ ว มกัน (Creating A Shared Needs) หนวยที่ 3 สรรคสรางวสิ ัยทศั นเปนตวั ตน (Shaping A Vision) หนวยท่ี 4 รวมพลขับเคล่อื นพนั ธสญั ญา (Mobilizing Commitment) หนว ยที่ 5 ติดตามความกา วหนาตามเข็มมุง (Monitoring Progress) หนว ยที่ 6 ผดุงคุณภาพใหยั่งยืน (Making Change Last) คูม อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 189 6) สรปุ สาระสาํ คัญ(แนวคดิ องคค วามรู) แตละหนวย 6.1 หนวยที่ 1 คุณภาพการศึกษาที่เปน อยู (Quality Profiles) เรือ่ ง การบริหารโดยใชระบบขอ มลู สารสนเทศดานคณุ ภาพ แนวคดิ หลัก ในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา จําเปน ตองมีขอมูลคุณภาพ (Quality Profiles) ของสงิ่ ท่ีจะพัฒนา อยางชัดเจน ครอบคลุมภาระงานทุกดาน จึงจะทําใหการพัฒนาคุณภาพเริ่มตนอยางมีประสิทธิภาพ ศกึ ษานิเทศกซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา จงึ ตองมีขอมูลพนื้ ฐานเกี่ยวกับคณุ ภาพของนักเรียน ครู ผูบริหาร และ ศึกษานิเทศกในสังกัดท่ีชัดเจน ครอบคลุมและเพียงพอ เพ่ือนําไปใชประโยชนในการ พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ และเกิดประสิทธผิ ลตามเปา หมาย 6.2 หนวยท่ี 2 มุง สเู ปา หมายท่ีรวมกัน (Creating A Shared Needs) เร่อื ง การกาํ หนดเปา หมายความตองการรว มกัน แนวคิดหลัก การกาํ หนดเปาหมายการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาท่คี รอบคลมุ และชดั เจน ทาํ ใหส ามารถกาํ หนด แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาไดต รง และสอดคลองกบั สภาพของสถานศกึ ษาท่ีตองการพัฒนาใหมี คุณภาพมากขน้ึ ซงึ่ ในการกําหนดเปา หมายของการพัฒนาตอ งใหผ ูเก่ยี วขอ งมีสวนรว มในการกาํ หนดเปาหมาย การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ซง่ึ จะทาํ ใหทุกคนรสู ึกเปนเจา ของงานที่จะพฒั นาและรว มกนั พัฒนางานอยา งเตม็ ที่ 6.3 หนวยท่ี 3 สรรคส รางวิสยั ทัศนเ ปน ตวั ตน (Shaping A Vision) 6.3.1 เร่ือง การออกแบบกิจกรรมนําสกู ารปฏบิ ตั ิ แนวคิดหลกั วิสัยทัศน เปนภาพความสําเร็จหรือเปาหมายท่ีตองการใหเกิดข้ึนในอนาคต การแปลงวิสัยทัศนให เปนการกระทําท่ีเปนรูปธรรม จะชวยใหการเปล่ียนแปลงสภาพในอนาคตเขาใจงายและลงมือปฏิบัติไดจริง ซ่ึงเปนบทบาทสําคัญของหัวหนากลุมนิเทศฯ ที่จะตองขับเคล่ือนการนิเทศใหสอดคลองไปกับการบริหาร และการจัดการเรยี นรูเ พ่ือพฒั นาคณุ ภาพผูเรยี นใหบรรลุตามเปา หมาย หรือวสิ ยั ทัศนน ั้น ๆ 6.3.2 เรอ่ื ง การออกแบบนวตั กรรมเพื่อการบรหิ ารจดั การศกึ ษา แนวคิดหลกั การมีนวัตกรรมที่ดี มีคุณภาพ สอดคลองกับกระบวนการที่ตองการบริหารการเปลี่ยนแปลงทําให สามารถพฒั นาคุณภาพการจัดการศึกษาไดอยางมปี ระสิทธภิ าพ และเกิดประสทิ ธิผล คูมอื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook