้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 388 ค. จรรยาบรรณวิชาชพี ทางการศกึ ษา “จรรยา” มีความหมายเชนเดียวกับคําวา “จริยา” ซ่ึงหมายถึง กิริยาท่ีพึงปฏิบัติสวนคําวา “บรรณ” หมายถึง หนังสือ ดังน้ันเมื่อนําคําท้ังสองมารวมกันเปน “จรรยาบรรณ” จึงมีความหมายวา ความประพฤติที่ ผูประกอบวิชาชีพตาง ๆ พึงปฏิบัติ โดยบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร ขอกําหนดที่บัญญัติไวน้ันเพื่อรักษา ชื่อเสียงเกียรติคุณของวิชาชีพและฐานะของสมาชิกน้ัน ๆ จรรยาบรรณจึงกฎเกณฑที่ควรปฏิบัติ โดยกําหนด ไวเปน ลายลักษณอกั ษรชดั เจนเปนกติกาของหมูคณะ วิชาชีพทางการศึกษา หมายความวา วชิ าชีพทางการศึกษาท่ีทําหนาที่หลักทางดานการเรยี นการสอน และการสงเสริม การเรียนรูของผูเรียนดวยวิธีการตาง ๆ รวมท้ังการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาใน สถานศึกษาปฐมวัย ข้ันพ้ืนฐาน และอุดมศึกษาท่ีต่ํากวาปริญญา ท้ังของรัฐ และเอกชน และการบริหารการ ศึกษานอกสถานศึกษาในระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาตลอดจน การสนับสนุนการศึกษา ใหบริการหรือปฏิบัติ งานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศและการบริหารการศึกษาในหนวยงานการ ศกึ ษาตา ง ๆ ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา หมายความวา ครู ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา และ บคุ ลากรทางการศึกษาอ่ืน ซ่ึงไดรบั ใบอนุญาตเปน ผปู ระกอบวิชาชีพตามพระราชบญั ญตั ิสภาครูและบุคลากร ทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546 มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายความวา จรรยาบรรณของวิชาชีพท่ีกําหนดข้ึน เปนแบบแผนในการ ประพฤติตน ซ่ึงผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตองปฏิบัติตาม เพ่ือรักษาและสงเสริมเกียรติคุณ ช่ือเสียง และฐานะของผูประกอบ วิชาชีพทางการศึกษาใหเปนท่ีเชื่อถือศรัทธาแกผูรับบริการและสังคม อันจะนํา มาซ่ึงเกียรตแิ ละศักด์ิศรีแหง วชิ าชพี มาตรฐานวิชาชีพการศึกษา ประกอบดวย 3 ดาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ ประกอบไปดวย 5 ดาน รวม 9 ประการ ดงั นี้ 1) มาตรฐานวชิ าชพี 3 ดาน ไดแ ก 1.1) มาตรฐานดา นความรูและประสบการณ 1.2) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน 12 ประการ 1.3) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน(จรรยาบรรณ) ประกอบดวย 5 หมวดหมู 9 ประการ 2) จรรยาบรรณวชิ าชีพ ไดแก 2.1) จรรยาบรรณตอ ตนเอง 2.2) จรรยาบรรณตอวชิ าชีพ คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 389 2.3) จรรยาบรรณตอผูรบั บรกิ าร 2.4) จรรยาบรรณตอ ผรู วมประกอบวิชาชีพ 2.5) จรรยาบรรณตอสงั คม 3) รายละเอียดจรรยาบรรณของวิชาชพี - ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผนพฤติ กรรมตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ประกอบดวย 3.1) จรรยาบรรณตอตนเอง ขอ 1 ผปู ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ตอ งมวี ินยั ในตนเอง พัฒนาตนเองดานวิชาชพี บคุ ลกิ ภาพ และวิสยั ทัศน ใหท นั ตอการพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมืองอยเู สมอ 3.2) จรรยาบรรณตอ วชิ าชพี ขอ 2 ผูประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ตอ งรกั ศรทั ธา ซอ่ื สัตยสุจรติ รับผิดชอบตอ วชิ าชีพ และ เปน สมาชกิ ทด่ี ีขององคกรวชิ าชีพ 3.3) จรรยาบรรณตอ ผูร ับบรกิ าร ขอ 3 ผูประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ตอ งรัก เมตตา เอาใจใส ชว ยเหลอื สง เสรมิ ใหกําลงั ใจแก ศิษย และผรู บั บริการ ตามบทบาทหนา ทโ่ี ดยเสมอหนา ขอ 4 ผปู ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ตองสงเสริมใหเกดิ การเรยี นรู ทกั ษะ และนสิ ยั ที่ถูกตอ ง ดีงามแกศษิ ยและผูรบั บริการ ตามบทบาทหนาทอี่ ยางเต็มความสามารถ ดว ยความบรสิ ุทธใิ์ จ ขอ 5 ผปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ งประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นเปนแบบอยางทด่ี ี ทงั้ ทางกาย วาจา และจติ ใจ ขอ 6 ผูป ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตองไมกระทาํ ตนเปนปฏิปก ษต อความเจรญิ ทางกาย สตปิ ญญา จิตใจ อารมณ และสงั คมของศษิ ย และผรู บั บรกิ าร ขอ 7 ผูประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ตองใหบรกิ ารดวยความจริงใจและ เสมอภาค โดยไม เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชนจ ากการใชต าํ แหนง หนาทโ่ี ดยมิชอบ 3.4) จรรยาบรรณตอ ผูรว มประกอบวิชาชพี ขอ 8 ผปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พงึ ชวยเหลือเก้ือกลู ซง่ึ กนั และกันอยา งสรา งสรรค โดย ยดึ มัน่ ในระบบคณุ ธรรม สรางความสามคั คีในหมูคณะ 3.5) จรรยาบรรณตอ สังคม ขอ 9 ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเปนผูนําในการอนุรักษและพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปญ ญา สิง่ แวดลอ ม รักษาผลประโยชนของ สวนรวม และยดึ ม่ัน ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 390 6. จติ วทิ ยาการศกึ ษาและการแนะแนว ก. จติ วิทยาการเรียนรู 1) ความหมายของการเรยี นรู การเรียนรูตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอยางคอนขาง ถาวรอันเปนผลมาจากการฝกฝนหรือการมีประสบการณ โดยพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการเรียนรูจะ ตองมีลักษณะสาํ คัญ คอื พฤตกิ รรมท่เี ปลี่ยนไปจะตองเปล่ยี นไปอยางคอนขา งถาวร จึงจะถอื วาเกิดการเรยี นรู ขนึ้ หากเปนการเปลี่ยนแปลงชวั่ คราวก็ยังไมถือวาเปนการเรียนรู พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะตองเกิดจาก การฝกฝน หรือเคยมีประสบการณน ัน้ ๆ มากอน 2) ทฤษฎกี ารเรียนรู ทฤษฎกี ารเรียนรูทางจิตวทิ ยาอาจแบงเปน 2 กลุมใหญๆ คอื 2.1 ทฤษฎีการเรียนรูกลุมปญญานิยม (Cognitive theory) ทฤษฎีในกลุมนี้อธิบายวา การเรียนรูเปน ผลของกระบวนการคิด ความเขาใจ การรับรูส่ิงเราท่ีมากระตุนผสมผสานกับประสบการณในอดีตท่ีผานมา ของบุคคล ทําใหเกิดการเรียนรูขึ้น ซ่ึงการผสมผสานระหวางประสบการณที่ไดรับในปจจุบันกับประสบ- การณในอดีต จําเปนตองอาศัยกระบวนการทางปญญาเขามามีอิทธิพลในการเรียนรูดวย ทฤษฎีกลุมน้ีจึงเนน กระบวนการทางปญญา (Cognitive Process) มากกวาการวางเงื่อนไขเพื่อใหเกิดพฤติกรรม ทฤษฎีการเรียนรู ในกลุมนี้ ไดแ ก ทฤษฎกี ารเรยี นรูปญญาทางสงั คม การเรยี นรแู บบการหยั่งรู เปนตน 2.2 ทฤษฎีการเรยี นรูกลุมพฤตกิ รรมนิยม (Behavioral Theory) ทฤษฎีในกลมุ น้ี อธิบายวา การเรียน รูในส่ิงตางๆ เปนการสรางความสัมพันธหรือเชื่อมโยงระหวางส่ิงเรากับการตอบสนอง ทฤษฎีที่สําคัญใน กลุมนี้ไดแก ทฤษฎีการเรียนรูวางเง่ือนไขแบบคลาสสิก หรือแบบส่ิงเราและทฤษฎีการเรียนรูก ารวางเงื่อนไข แบบการกระทํา 3) ทฤษฎีการเรยี นรใู นกลมุ ปญญานยิ ม 3.1 ทฤษฎีปญญาทางสังคม (Social Cognitive theory) โดย ศาสตราจารย อัลเบิรต แบนดูรา (Albert Bundura, 1986) แหง มหาวทิ ยาลัยสแตนฟอรด เขามแี นวคดิ พน้ื ฐาน ดังนี้ 1) พฤติกรรม (behavior หรือ B) ของมนุษยมีปฏิสัมพันธกับปจจัยหลักอีก 2 ปจจัย คือ ปจจัยทาง ปญญาและปจจัยสวนบุคคลอื่นๆ (Personal Factor หรือ P) อิทธิพลของสภาพ แวดลอม (Environmental Influences หรอื E)แบนดูราเรียกแนวความคดิ ทงั้ หมดรวมกันวา เปน ปจจยั สามปจจัยซึ่งกําหนดซึ่งกันและกัน 2) ความแตกตางระหวางการเรียนรู (Learning) กับการกระทํา(Performance)ซ่ึงสําคัญมากเพราะคน เราอาจจะเรียนรอู ะไรหลายอยา งแตไมจําเปน ตอ งแสดงออกทุกอยา ง 3) การเรียนรขู องมนุษยสว นมากเปน การเรียนรูโดยการสงั เกต (Observational Learning) หรอื การ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 391 เลยี นแบบจากตวั แบบ (Modeling) สําหรบั ตัวแบบไมจาํ เปนตอ งเปนตวั แบบท่ีมีชวี ิตเทา นัน้ แตอ าจจะเปน ตัวแบบสญั ลกั ษณ กระบวนการเรียนรูโดยการสังเกต การเรียนรูโดยการสังเกต หรือการเลียนแบบประกอบไปดวย 4 กระบวนการ คือ กระบวนการใสใจ กระบวนการเก็บจาํ กระบวนการกระทาํ และกระบวนการจูงใจ 1) กระบวนการใสใจ (Attentional processes) เปนกระบวนการท่ีมนุษยใสใจและสนใจรับรูพฤติ กรรมของตัวแบบ การเรียนรูโดยการสังเกต จะเกิดข้ึนไดมากก็ตอเม่ือบุคคลใสใจตอพฤติกรรมของตัวแบบ แตการจะใสใจไดมากนอยเพียงไรข้ึนอยูกับปจจัยหลัก 2 ปจจัย คือ ปจจัยเก่ียวกับตัวแบบ และปจจัยเก่ียวกับ ผสู งั เกต 2) กระบวนการเก็บจาํ (Retention processes) เปนขัน้ ท่ผี ูสังเกตบนั ทึกสิง่ ท่ีตนสังเกตจากตัวแบบ ไปเกบ็ ไวใ นความจําระยะยาว ซ่งึ อาจจะเก็บจาํ ในรปู ของภาพ หรอื คําพูดกไ็ ด 3) กระบวนการกระทํา (Production processes) เปนกระบวนการที่ผูสังเกตเอาส่ิงท่ีเก็บจํามาแปลง เปนการกระทาํ ปจจยั ท่สี าํ คัญของกระบวนการนค้ี ือ ความพรอ มทางดา นรางกายและทกั ษะทจ่ี าํ เปน จะตอ งใช ในการเลยี นแบบของผสู ังเกต ถา ผูส ังเกตไมม คี วามพรอ มกไ็ มส ามารถทีจ่ ะแสดงพฤตกิ รรมเลียนแบบได 4) กระบวนการจูงใจ (Motivation process) ตามท่ีไดกลาวไวในหัวขอแนวคิดพ้ืนฐาน ที่แบนดูรา แยกความแตกตางระหวางการเรียนรู (Learning) ออกจากการกระทํา (Performance) นน่ั คือ เราไมจําเปนตอง แสดงพฤติกรรมทุกอยางท่ีไดเรียนรูออกมา เราจะทําหรือไมทําพฤติกรรมน้ันๆ ก็ข้ึนอยูกับวาเรามีแรงจูงใจ มากนอ ยแคไหน 3.2 การเรยี นรโู ดยการหย่งั รู (Insight Learning) นักจติ วิทยาทีส่ นใจเรื่องการเรียนรโู ดยการหยัง่ รู และทําการทดลองไวคือโคทเลอร (Kohler, 1925) โดยเขาใหข อสรปุ เกย่ี วกับการเรยี นรูโดยการหยั่งรู ไวด ังน้ี 1) แนวทางการเรยี นรใู นการแกป ญหาของผูเรยี นมักจะเกิดขึ้นทันทที ันใดจงึ เรยี กวา Insight 2) การทจ่ี ะมคี วามสามารถเรียนรูการแกป ญ หาอยางทนั ทีทันใดไดน นั้ ผูเรยี นจะตองมปี ระสบ การณในการแกป ญ หาทํานองเดยี วกันมากอน จะชวยทาํ ใหมองเห็นชอ งทางในการแกปญหาแบบใหมไ ด 3) นอกเหนอื จากประสบการณเ ดิมแลว ผเู รียนจะตองมีความสามารถในการมองเหน็ ความสัมพนั ธ ตา งๆ เพราะการที่มคี วามสามารถมองเหน็ ความสัมพันธของสงิ่ ตา งๆ น้ีเองจะมสี ว นชว ยใหผเู รยี นมกี ารเรยี น รูในการแกปญหาไดอยา งถูกตอ งความสามารถดงั กลาวนีจ้ ําเปนอยา งยงิ่ ท่ผี ูเรียนจะตองมรี ะดบั สตปิ ญญาดี พอสมควรจงึ สามารถแกป ญ หาโดยการหยั่งรูไ ด คูม ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 392 4) ทฤษฎกี ารเรยี นรกู ลุมพฤตกิ รรมนยิ ม 4.1 ทฤษฎีการเรียนรกู ารวางเงื่อนไขแบบคลาสสกิ (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเรา ผทู ี่คนพบการเรียนรลู ักษณะน้ีคือ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936) เขาสนใจศึกษาเก่ียว กับระบบยอยอาหาร โดยไดทําการทดลองกับสุนัขจนไดขอสรุปถึงพฤติกรรมสุนัขถูกวางเง่ือนไขหรือเรียก วาสนุ ัขเกดิ การเรยี นรกู ารวางเงอื่ นไขเบบคลาสสิก จากการทดลองของ พาฟลอฟ มสี งิ่ ท่ีตอ งขยายความดงั นี้ 1) UCS (Unconditioned Stimulus ) สง่ิ เราท่ไี มตอ งวางเงอื่ นไข คอื สิง่ เราที่สามารถกระตุนให อนิ ทรียเ กิดการตอบสนองไดโ ดยอัตโนมตั ิตามธรรมชาติ จากการทดลองกค็ อื ผงเนอื้ 2) CS (Conditioned Stimulus) ส่งิ เราทตี่ องวางเงือ่ นไขคือ สงิ่ เราท่ีเปนกลาง (Neutral Stimulus) ไมส ามารถกระตนุ ใหอินทรียเ กิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ จากการทดลองก็คือ เสียงกระดง่ิ 3) UCR (Uncondition Response) การตอบสนองท่ีไมต อ งวางเง่อื นไข คือ การตอบสนองโดย อตั โนมัตทิ ีเ่ กดิ จากการกระตุน ของ UCS 4) CR (Condition Response) การตอบสนองทต่ี องวางเงอ่ื นไข เปน การตอบสนองโดยอตั โนมัติ ทเ่ี กิดจากการวางเง่ือนไขรว มระหวา ง CS กบั UCS เมื่อ พาฟลอฟ คน พบการเรยี นรูว างเงอ่ื นไขแบบคลาสสิคแลว พาฟลอฟ ไดทําการทดลองตอ และคน พบหลกั การสําคัญๆ ดังตอไปนี้ 1) Extinction (การหยดุ ยงั้ ของพฤติกรรม) เมอ่ื สุนัขเกิดการเรยี นรูแ ลว คือ ใหแตเสียงกระดง่ิ (CS) อยางเดียวแลว สุนขั นาํ้ ลายไหล พาฟลอฟ ทดลองตอโดยใหแตเ สยี งกระด่งิ (CS) อยางเดียวไปเรอื่ ยๆ โดยไม ใหอ าหาร (UCS) เลย ปรากฏวา การตอบสนอง (นาํ้ ลายไหล) ของสนุ ขั จะคอยๆ ลดลง จนนา้ํ ลายหยดุ ไหลใน ที่สุด ปรากฎการณน เี้ รียกวา สนุ ขั เกดิ การหยดุ ยงั้ พฤติกรรม (Extinction) หรอื เกิดการหดหายของพฤติกรรม 2) Spontaneous Recovery (การฟนกลับมาใหมของพฤตกิ รรม) เมื่อสุนัขเกดิ การหยดุ ยง้ั พฤติ กรรมแลว ท้งิ ระยะไวซกั พกั หน่งึ แลวทดลองโดยใหเ ฉพาะเสยี งกระด่ิง (CS) เพียงอยางเดยี วโดยไมใ หอาหาร (UCS) ปรากฎวา สนุ ขั กลบั มีการตอบสนองโดยนํา้ ลายกลบั มาไหลใหม เราเรียก ปรากฎการณน ว้ี า \"การฟน กลับมาใหมของพฤตกิ รรม\" 3) Generalization (การแผขยายสง่ิ เรา) เม่อื สนุ ัขเกิดการเรียนรูแลว พาฟลอฟไดท ดลองเปล่ียน เสยี งกระดงิ่ ใหมโดยเสยี งใหมม ลี ักษณะคลายคลึงกบั เสยี งเดิม (อาจจะมีโทนเสยี งสงู หรือตํา่ กวา เดมิ เลก็ นอ ย) ปรากฏวาสนุ ขั เกิดการตอบสนอง คอื นา้ํ ลายไหล ปรากฏการณน ้เี รยี กวา การแผข ยายส่งิ เรา 4) Discrimination (การแยกแยะ) พาฟลอฟไดท ดลองเปล่ียนจากเสยี งกระด่ิง เปน เสียงระฆัง ปรากฎวาสนุ ัขไมต อบสนองแสดงวา สนุ ขั เกดิ การเรยี นรทู จ่ี ะแยกแยะความแตกตางระหวา งเสียงกระดิ่ง กับเสยี งระฆัง และมีการตอบสนองตา งกนั กบั สง่ิ เราที่มีลกั ษณะตางไปจากเดิม คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 393 4.2 ทฤษฎกี ารเรียนรูการวางเงอ่ื นไขแบบการกระทํา (Operant Conditioning theory) หรือทฤษฎีการ เรยี นรูเ งอื่ นไขผลกรรม นกั จติ วิทยาทเ่ี ปนเจาของทฤษฎกี ารเรยี นรูทเ่ี รียกวา \"Operant conditioning\" คอื เบอรร สั สกินเนอร (Burrhus Skinner) ชาวอเมริกนั ทฤษฎีของเขานับวาเปนทฤษฎีทม่ี ีประโยชนใ นการ อธิบายพฤติกรรมของมนุษย และมหี ลักการประยกุ ตท ี่มีประโยชนห ลายอยา ง จนกระทง่ั ไดร บั เลอื กใหเ ปน นักจติ วิทยาทไ่ี ดรบั การยกยอ งมากที่สุดในศตวรรษน้ี แนวคิดสาํ คญั ของสกินเนอร 1) พฤติกรรมที่บุคคลกระทาํ หรอื แสดงออกจะเกดิ ผลกรรมตามมาเสมอ 2) ผลกรรมท่ีเกดิ ตามหลงั การกระทาํ ตางๆ นี้ จะทาํ ใหบ คุ คลเกิดการเรียนรวู าตนจะทาํ หรือไมทาํ พฤติกรรมเชน นนั้ อกี ในอนาคต จาก \"แนวคิดสําคัญ\" ดงั กลา ว จะเหน็ วา ผลกรรมท่เี กดิ ตามหลงั พฤตกิ รรม มีอิทธพิ ลตอ การเรยี นรู ของบคุ คลเปนอยา งมาก และผลกรรมทส่ี กนิ เนอรสนใจแบง เปน 2 ประเภท คอื 1. ผลกรรมท่เี ปน ตวั เสริมแรง หรอื การเสริมแรง (Reinforcement) การเสรมิ แรงแบง ออกเปน 2 ประเภท ก. การเสริมแรงทางบวก ข. การเสริมแรงทางลบ ก. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เปน การทําใหค วามถี่ของพฤตกิ รรมคงท่ี หรอื เพิ่มมากขึ้น อันเปน ผลเนือ่ งมาจากผลกรรมท่ีตามหลงั พฤติกรรมน้ันๆ ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งท่มี ี ศักยภาพเปนตัวเสรมิ แรงไดน้ัน แบงไดเปน 4 ประเภท คือ 1) ตัวเสรมิ แรงท่เี ปนส่ิงของ (Material Reinforcer) เปน ตัวเสริมแรงทีป่ ระกอบไปดวยอาหาร ของทเ่ี ลน ได และสิง่ ของตางๆ เชน ขนม ของเลน เสือ้ ผา นํา้ หอม รถยนต ฯลฯ 2) ตัวเสริมแรงทางสงั คม (Social Reinforcer) แบงเปน 2 ลักษณะ คือ คาํ พูด ไดแ ก คาํ ชมเชย เชน ดีมาก นาสนใจมาก ผมชอบมากเลย ใชเ ลยฉลาดจรงิ ๆ เปน ความคดิ ทด่ี ี ฯลฯ การแสดงออกทางทา ทาง เชน ยิ้ม มองอยางสนใจ การแตะตัว จับมือ ฯลฯ 3) ตัวเสรมิ แรงที่เปนกิจกรรม (Activity Reinforcer) ตัวเสริมแรงลกั ษณะน้ี บางคร้งั รูจ ักกัน ในชื่อของ หลักการของพรีแม็ค (Premack Principle) ซ่งึ กค็ อื การใชกิจกรรม หรอื พฤตกิ รรมที่ชอบไปเสริม แรงกจิ กรรมหรอื พฤตกิ รรมทไี่ มช อบ 4) ตวั เสริมแรงที่เปน เบยี้ อรรถกร (Token Reinforcer) เบย้ี อรรถกรจะมคี ณุ คาเปน ตวั เสรมิ แรง ได ก็ตอ เมื่อสามารถนาํ ไปแลกเปนตัวเสรมิ แรงอื่นๆ ได เชน ดาว คปู อง โบนสั เงนิ คะแนน เปนตน หลกั การใชการเสริมแรงทางบวกอยางมีประสทิ ธภิ าพ ไดแก 1) การเสริมแรงทางบวก จะตอ งใหหลงั จากเกดิ พฤติกรรมเปาหมายแลวเทา น้นั 2) การเสริมแรงทางบวกจะตอ งทําทันทีทพี่ ฤตกิ รรมเปาหมายเกิดข้ึน 3) การเสรมิ แรงทางบวกควรจะใหอยา งสมาํ่ เสมอ นนั่ คือควรใหการเสรมิ แรงทุกคร้งั หรือ แทบทุกครง้ั ท่พี ฤตกิ รรมเปา หมายเกิดขนึ้ ไมควรขึน้ อยกู บั อารมณของผดู ําเนินการปรับพฤติกรรม 4) ตัวเสริมแรงน้นั จะตอ งเลอื กใหเ หมาะกบั แตละบุคคล เน่อื งจากคนเรามคี วามแตกตางกัน คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 394 ดงั นั้นตวั เสริมแรงของแตละคนจงึ อาจไมเหมอื นกนั 5) ถา เปน ไปไดควรใชตวั เสรมิ แรงทีม่ อี ยใู นสภาพแวดลอ มน้ัน เชน การใชกิจกรรมที่ชอบ ทาํ มากท่สี ดุ หรอื ใชก ารเสรมิ แรงทางสังคม เปนตน 6) ควรมีการวางแผนการใชตารางการเสรมิ แรง ตารางเสรมิ แรง แบง เปน 2 ประเภท คอื การเสรมิ แรงตอเนอ่ื ง (Continuous Reinforcement) C.R.การเสรมิ แรงบางสวน (Partial Reinforcement) P.R. ข. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เปนการทําใหความถ่ีของพฤติกรรมคงท่ี หรือเพ่ิมมากข้ึน อันเปนผลมาจากการที่เราทําพฤติกรรมดังกลาว แลวสามารถหลีกหนีจากสิ่งที่เราไมพึงพอ ใจ (Aversive Stimuli) ได ตัวอยางเชน ใกลสอบ อานหนังสือหลีกหนีการสอบตก (Aversive Stimuli) ปวดหัว ทานยาแกปวดหลีกหนีสภาพไมสบายกาย, เจ็บปวด (A.S.) ไฟแดง หยุดรถหลีกหนีการถูกจับ, ปรับ (A.S.) เปนตน 2. ผลกรรมที่เปนตัวลงโทษ หรือ การลงโทษ การลงโทษ (Punishment) เปนการทําใหความถ่ีของพฤติกรรมเปาหมายลดหรือยุติลง อันเปน ผลเนื่องมาจากผลกรรมท่ีตามหลังพฤติกรรมน้ัน ตัวอยาง ขณะสอบปลายภาควิชาจิตวิทยา นายสุดหลอ ทุจริตในการสอบครจู ับไดเลยให F หลงั จากน้นั นายสุดหลอ ไมก ลาทุจริตใหก ารสอบอกี เลย ขอ เสนอแนะในการลงโทษ 1) ทําทนั ทีหรอื เรว็ ทีส่ ดุ เมอื่ พฤติกรรมทไ่ี มตองการเกดิ ขึน้ 2) ควรใหม คี วามรุนแรงพอเหมาะไมม ากหรือนอยเกนิ ไป 3) ควรใหผูถูกลงโทษรวู าพฤติกรรมใดที่ถกู ลงโทษและเพราะเหตใุ ด 4) ควรใชเ หตผุ ลไมใ ชอารมณ 5) ควรใชก ารลงโทษควบคกู บั การเสริมแรงทางบวก (ระงับพฤตกิ รรมทีไ่ มพ ึงปรารถนา โดย การลงโทษ และเม่อื ทาํ พฤติกรรมทพ่ี งึ ปรารถนาตองรีบใหก ารเสริมแรงทางบวก) 6) ผลู งโทษตองเปนตวั แบบทดี่ ีในทุกๆ ดาน 7) การลงโทษควรเปน วธิ สี ุดทา ย ถาไมจ าํ เปน ไมควรใชการลงโทษ (การลงโทษควรใชใ น กรณที ที่ าํ พฤติกรรมอนั ตรายตอ ชวี ิต เชน เด็กเอามอื ไปแหยปลั๊กไฟ ฯลฯ ) ขอเสยี ของการลงโทษ 1) การลงโทษเปนเพียง การกด (Suppress) พฤตกิ รรมที่ไมพงึ ปรารถนาไวเทานน้ั 2) กอใหเ กิดปญหาทางอารมณ เชน โกรธ เสยี ใจ เศรา ตามมา 3) เกดิ การเลยี นแบบพฤตกิ รรมการลงโทษ 4) เกิดทศั นคติที่ไมด ตี อผูลงโทษ คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 395 ข. จิตวิทยาพฒั นาการ 1) ความหมายจติ วิทยาพฒั นาการ (Development Psychology) จิตวิทยาพัฒนาการ (Development Psychology) หมายถึง จิตวิทยาสาขาหน่ึงท่ีมุงศึกษาพฤติกรรม ของคนในวัยตางๆ กัน เพ่ือใหรูวาบุคคลมีพัฒนามาอยางไร ในแตละวัยมีสิ่งใดเกิดข้ึนบาง สาเหตุของการ เกิด สิง่ น้ันๆ มอี ยางไร 2) ประโยชนของจิตวิทยาพัฒนาการ (Development Psychology) จิตวทิ ยาพฒั นาการ (Development Psychology) มีประโยชนต อ ครอู ยา งไร โดยที่จุดประสงคสําคัญของจิตวิทยาพัฒนาการคือ การเขาใจบุคคล ท้ังในฐานะที่เปนบุคคลคนหนึ่ง และเปนสวนหน่ึงของสังคม การไดเขาใจถึงสติปญญา รางกาย อารมณ สังคม ตลอดจนความตองการของ บุคคลแตละวัย ยอมชวยใหบุคคลปรับตัวเขากันไดดีข้ึน สามารถดํารงชีวิตอยูไดอยางมีความสุข สามารถ ทาํ งานรวมกนั ไดอ ยางราบรนื่ สําหรบั ครูจะชวยใหเขาใจในกระบวนการตางๆ ของการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของเด็ก จะชวย ใหครูสามารถสง เสรมิ เดก็ ใหมพี ัฒนาการในดานตา งๆ ไดเ ปนอยา งดี สามารถจดั กจิ กรรมการเรียนรตู างๆ สอดคลองกบั วฒุ ิภาวะและระดบั พัฒนาการ ซึง่ จะมีผลตอ การเรยี นรูที่ดีท่สี ุดของนกั เรยี น 3) ความหมาย ของพฒั นาการ พฒั นาการ (Development) หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงทีเ่ ปนระบบระเบยี บ สามารถคาดคะเนได ตามสมควร เปนการเปล่ยี นแปลงท่กี า วหนา ของบคุ คล อนั เปนผลมาจากวุฒิภาวะและประสบการณ ซึ่งเกิด ขึน้ ตลอดชวี ิตตั้งแตแ รกเกดิ ความเจริญงอกงาม (Growth) หมายถึง การเปลีย่ นแปลงทีแ่ สดงใหเหน็ ถึงการเพิม่ ขึ้นทางดา น ปริมาณ (Quantity) เปน การเปลีย่ นแปลงทางดานโครงสรา ง (Structure) เปนการเพิ่มเกีย่ วกบั จํานวน เชน นํ้าหนกั สวนสูง ความหนา และจํานวนกลามเน้อื 4) ลกั ษณะและองคป ระกอบของพัฒนาการ 4.1 ลกั ษณะเฉพาะของพัฒนาการ 1) พฒั นาการจะเกดิ ในลักษณะที่ตอเน่ืองกนั (Continuity) จะดําเนินการไปตามลาํ ดับขนั้ พัฒนาการจะเกดิ ข้ึนทุกชวงของชีวติ 2) พัฒนาการจะเปนไปตามแบบฉบบั ของตวั เอง (Sequence) คอื อตั ราการพัฒนาการของ แตล ะบุคคลจะแตกตา งกัน คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 396 3) พัฒนาการจะเกิดในอตั ราทไี่ มเ ทา กัน (Ratio) อัตราการเจรญิ เตบิ โตแตละคนไมเ หมือน กันวยั เด็กเลก็ มีอัตราการพฒั นาการมากกวาเด็กโต 4) พฒั นาการจะเกิดเปนทศิ ทางเฉพาะ (Develop Mental Direction) พัฒนาการจะเปน ไป ตามแนวศรษี ะลงไปสปู ลายเทา เดก็ จะชันคอไดกอนเตบิ โตไปสแู กนกลางของลําตัว ไปสูสวนยอย เคลอ่ื น ไหวลาํ ตวั ไดกอ นนวิ้ มอื นิว้ เทา 4.2 องคประกอบของพฒั นาการ พัฒนาการประกอบดวย 1) วุฒภิ าวะ (Maturity) หมายถงึ ความเจริญเตบิ โตทั้งทางรางกายและจิตใจ พรอ มทจี่ ะทํางาน 2) การเรยี นรู (Learning) หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมอนั เปนผลมาจากประสบ การณหรือการฝก หดั การเรยี นรูเ ปน สาเหตอุ ยางหน่ึงทีท่ าํ ใหเ กิดการพฒั นา 4.3 พัฒนาการแบงออกไดเปน กด่ี าน นกั จติ วทิ ยาไดแบงพัฒนาการออกเปน 4 ดา น คือ 1) พฒั นาการทางดานรา งกาย (Physical Develop Metric) ไดแ ก การเปลย่ี นแปลงดา น ขนาด รูปราง โครงสรางของรางกาย กลามเน้ือ กระดกู และตอ ม การเพิม่ ของสวนสูงและประสทิ ธภิ าพของ ประสาท 2) พัฒนาการทางดานสตปิ ญญา (Mental Development) ไดแ ก ความรู ความจาํ เชาว ปญ ญา และความคิดอยา งมเี หตผุ ล 3) พัฒนาการทางดา นอารมณ (Emotional Development) ความรสู ึก ทศั นคติ คา นิยม 4) พฒั นาการทางดานสงั คม (Social Development) ไดแ ก การปรับตัวใหเ ขากับสภาพแวด ลอม รวมถึงบคุ ลิกภาพของบุคคลดว ยพนั ธุกรรมและส่ิงแวดลอ ม ความแตกตา งของบคุ คลเกดิ จากพนั ธกุ รรมและสิ่งแวดลอ ม ทง้ั สองสิ่งนี้มีบทบาทรว มกนั เปนตวั กําหนดพัฒนาการของคน 1) พนั ธุกรรม (Heredity) คือ การถา ยทอดลักษณะตา งๆ ทางชีววทิ ยาจากบิดามารดาไป สบู ุตร โดยผานทางเซลลสืบพนั ธุ 2) สิง่ แวดลอม (Environment) หมายถึง ทกุ สง่ิ ทกุ อยางท้ังมีชีวติ และไมม ีชวี ติ ที่มีอิทธิพล ตอมนุษย และสามารถท่ีจะปรุงแตง ชวี ติ ในรูปลักษณะตา งๆ 5) ความพรอ ม (Readiness) ปจ จัยทีท่ าํ ใหบุคคลเกิดความพรอ ม ไดแ ก วฒุ ภิ าวะ ความสนใจหรอื แรงจงู ใจ การไดร ับการฝก ฝน การเตรยี มตวั หรอื เตรยี มความพรอม 6)พฒั นาการของเด็กชว งอายุตางๆ พฒั นาการของเด็กชว งอายตุ างๆ ซ่ึงแบง เปนชว งอายุ 3-4 ป 4–5 ป และ5– 6 ป ดังตาราง คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
397 พัฒนาการ ดานรา งกาย ดา นสตปิ ญ ญา ดา นสังคม ดา นอารมณแ ละจติ ใจ 3 – 4 ป - เดินและว่ิงได - สมาธสิ น้ั (3 นาที) - ชอบเลนแบบคขู นาน - หงดุ หงดิ รอ งไหง าย 4 – 5 ป - กระโดดไดไมดี - ถาม “ทําไม”ตลอดเวลา - ไมช อบเลนกับผอู ื่น - พอใจคนทีต่ ามใจ 5 – 6 ป - ประสาทยงั ไม - คดิ ส่ิงท่ีเปนนามธรรม - แบง ปน ไมเ ปน - ชอบไดร ับคําชม สัมพันธก ัน ไมได - เริ่มรูจ ักใชพลัง - อยากรูอยากเห็น - ยดึ ตนเองเปน ศูนยกลาง ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com- เดินและวง่ิ ได - เปรียบเทยี บได - สนใจผูอื่น - ชอบทา ทายผใู หญ - กระโดดไดไ มด ี - เรียงลําดบั เหตกุ ารณไ ด - ชอบเลน บทบาทสมมตุ ิ - มนั่ ใจตนเองมากข้นึ - ประสาทยังไม - เขา ใจความเปนเหตเุ ปนผล - สนใจกจิ กรรมผูใหญ สัมพนั ธก ัน ขน้ึ - เร่มิ มพี ฤติกรรมกาวราว - เรม่ิ รจู กั ใชพลังงาน - ถามคาํ ถามมากมาย - พดู เปน ประโยค - คลองแคลวไมน่งิ - ชว งความสนใจยาวขึ้น - มปี ฏสิ มั พนั ธกับผูอนื่ - ยึดตนเองเปน ศูนย - ใชก ลา มเนือ้ เลก็ ได - พดู ประโยคไดยาวขึ้น - ชอบทาํ ใหผ อู ่ืนพอใจ กลางนอยลง ดี เชน ตดิ กระดุมเสอ้ื - รคู าํ ศพั ทมากขนึ้ ผกู เชอื ก รองเทา - คดิ เกมขึน้ เลน เองไดแ ละ - ชอบแสดงออก - อายงาย ชอบเปลี่ยนกฎขณะเลน - ชอบทําสิ่งทีถ่ ูกเพื่อใหค รู - รักครู ชมเชย คุณลกั ษณะตามวยั เดก็ ระดับกอ นประถมศกึ ษา พัฒนาการ อายุ 3 - 4 ป อายุ 4 - 5 ป อายุ 5 - 6 ป ดานรา งกาย - เดินขึ้นบันไดสลบั เทาได - เดิน กระโดด ไดดีเพราะ - เดนิ ขน้ึ ลงบนั ไดสลบั เทา ได - ว่งิ แลวหยดุ ไดโดยไมลม กลา มเนอ้ื เริ่มประสานสัมพนั ธ คลอ งแคลว กนั - กระฉบั กระเฉงไมอยูเฉย - ใชกรรไกรมอื เดยี วได - กระฉบั กระเฉงไมชอบอยเู ฉย - ใชก ลา มเนอ้ื เลก็ ไดดี เชน ตดิ - ตัดกระดาษเปน เสน ตรงได กระดุม ผูกเชือกรองเทา ได - วาดและระบายสีได - ยดื ตัว คลอ งแคลว ดา นอารมณ - พอใจคนท่ีตามใจ - มีความมน่ั ใจในตนเองสูงมากข้ึน - อายงา ย จิตใจและสังคม- ชอบท่ีจะทําใหผ ูใหญพ อใจ - ชอบทาทายผูใหญ - ยึดตัวเองเปนศูนยกลางนอยลง และไดคําชม - ชว ยตนเองได - ตอ งการใหม ีคนฟง คนสนใจ - ชอบเลน กบั เดก็ อนื่ - ชอบเลน แบบคูข นาน เลนของ ชนดิ เดียวกันแตต างคนตางเลน - สนใจผูอ่นื - ชวยตัวเองได - ชอบเลนบทบาทสมมุติ - ชอบสรางความพอใจใหอ ืน่ - ชอบเลนเปน กลมุ - ชอบแสดงออกและทําสิ่งที่ ถูกตอ งเพื่อใหผูใหญชมเชย คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
398 ดานสติปญญา - สนใจนิทานและเรอื่ ราวตางๆ - เปรียบเทยี บได - พูดประโยคไดย าวข้ึน - รูคาํ ศัพทมากข้ึน - สมาธิสั้นเนอื่ งจากอยากรู - เรยี งลําดับเหตุการณได - รอ งเพลง ทองคําคลอ งจองได - บอกช่อื นามสกุลของตนเองได อยากเห็นทกุ อยา งรอบตัว -เริม่ เขา ใจสงิ่ ท่เี ปน นามธรรม - นบั 1 – 20 ได -บอกความแตกตา งของกล่ินสเี สยี ง - ชอบทาย “ทําไม” ตลอดเวลา - ชอบถาม “ทาํ ไม” เนอ่ื งจาก รสรปู รา งและจัดหมวดหมสู ิ่งของ ได - รองเพลงงา ยๆ แสดงทา ทางเลียน เริม่ เรียนรูไดแลว แบบ - เขาใจความเปนเหตเุ ปน ผลได - พูดประโยคยาวขึ้น - พูดเปน ประโยคได ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com - ยังคดิ สิง่ ที่เปนนามธรรมไมได ค. การแนะแนว กิจกรรมแนะแนวเปนกระบวนการพฒั นาและสง เสริมผเู รียนดวยการจัดบริการ และกิจกรรมที่ หลากหลายเปนรายบุคคลและเปนกลุม โดยมุงสงเสริมพัฒนาบุคลิกภาพ มารยาท ทักษะชีวิต พ้ืนฐานของ ความเชอ่ื วา ทุกคนมีความแตกตา งกัน ทกุ คนมคี ุณคา สามารถพฒั นาตนเองใหเจรญิ งอกงามไดแ ละเตมิ เต็ม ใหผูเรียนสามารถจัดการชีวิตของตนไดตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ บนเต็มตามศักยภาพ ของแตละบุคคล 1) ความหมายของการแนะแนว การแนะแนว คือกระบวนการที่ชวยใหบุคคลรูจักและเขาใจตนเอง เรียนรูท่ีจะเขาใจสภาพแวดลอม รูจักวิธีการท่ีจะเผชิญกับปญหา ตัดสินใจเลือกวิธีแกปญหาไดอยางถูกตอง สามารถวางแผนการดําเนินชีวิต ในอนาคตของตนเองไดอยางถูกตอง และปรับตัวเขากับสังคมไดอยางดี ซ่ึงบุคคลกลุมนี้จะทําหนาที่ชวย เหลือ และสงเสริมใหเด็กไดมีพัฒนาการไปทุก ๆ ดาน และสามารถปรับตัวไดอยางเหมาะสม ซึ่งเปน กรรมวธิ ที ่จี ะตอ งกระทําตดิ ตอ กนั การแนะแนวตามหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน คอื การแนะแนวทีม่ ุงใหนกั เรยี นทกุ คนมชี ว งชีวิตทีม่ ี คณุ ภาพและสงั คมทดี่ ี ใชชีวิตอยางเพยี งพอและมีความสุข โดยมรี ปู แบบในการจดั กิจกรรมแนะแนวเพื่อชว ย เหลอื และพัฒนานักเรียนสามารถแบง เปน 2 รปู แบบ ไดแก 1) การจัดกิจกรรม ดวยกระบวนการทางจติ วิทยาใหแกนักเรยี นทั้งเปน รายบุคคลและเปนกลุม เพ่ือให รจู กั นกั เรยี นมากขน้ึ และสง เสริมปองกันปญหาของนักเรยี นทุกคน การจดั กจิ กรรมจะจดั ในหองเรยี นโดยมี บรรยากาศที่เปนกนั เอง และนกั เรยี นทุกคนมสี วนรว มในการจดั กิจกรรม คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 399 2) การจัดบรกิ าร โดยมคี รแู นะแนวเปน ผใู หบริการขอมลู ขา วสารสารสนเทศท่ีจาํ เปน และทนั สมัย ทง้ั ดานการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาบคุ ลิกภาพ เพอื่ ใหน กั เรียนไดสาํ รวจตนเองและรูจักตนเองในทุกดาน สามารถตัดสินใจและแกปญหาดว ยตนเอง ตลอดจนชวยเหลือแกไขและฝก ประสบการณทเ่ี หมาะสม สาํ หรับนักเรยี นไดใ ชเปน แนวทางในการวางแผนการศกึ ษาและการดาํ เนินชวี ติ ตอไปในอนาคต 2) ความสาํ คญั ความจําเปน และประโยชนข องการแนะแนว สาเหตุที่จําเปนจะตองมีบริการแนะแนว สืบเนื่องมาจากปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย การอยูรวมกลุมกันของมนุษยยอมกอใหเกิดปญหาตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมมากมาย การอยูรวมกลุมกันของ มนษุ ยยอมกอใหเ กดิ ปญหาตา ง ๆ ตามธรรมดา นอกจากน้นั การที่มนุษยต องตอ สูด้ินรนเพื่อความอยรู อด และ ดําเนินชีวิตตามสมควรแกอัตภาพ ทําใหเกิดปญหาอยูตลอดเวลา ปญหาของมนุษยเร่ิมแรกจะเกิดจากปญหา ครอบครัว จะคอย ๆ เปนปญหาที่สืบเน่ืองไปสูสังคมนอกบาน เพ่ือนบาน จากสังคมกลุมเล็กไปสูสังคมกลุม ใหญ และคอย ๆ กลายเปนปญหาของประเทศชาติไปในท่ีสุด การแนะแนวจะชวยปองกันปญหา ลดปญหา ตาง ๆ ใหนอ ยลง และประโยชนข องการแนะแนว สรปุ ไดด ังน้ี 2.1) ชวยใหนักเรียนสามารถศึกษาหาความรูอยางถกู วธิ ี ชวยใหเกิดความเขาใจในบทเรยี นไดด ยี ่ิงข้ึน ทําใหเ กดิ ประสิทธภิ าพในการเรยี นการสอน 2.2) ชวยใหนักเรยี นสามารถเรียนไปตามความถนดั ของตนเอง สามารถเลอื กวชิ าตามความรูความ สามารถของตนเอง 2.3) ชว ยกระตนุ ใหน ักเรยี นเห็นคุณคาของการศกึ ษา ทาํ ใหเกิดความสนใจในการเรยี น พอใจท่จี ะ ศึกษาหาความรู 2.4) ชวยใหโ รงเรียนสามารถจดั วชิ าเรียนไดส นองความตองการของนักเรยี นรแู นวทางวา วิชาใด ควรจดั และเหมาะสมกับผูใ ด 2.5) ชวยปองกนั ปญ หาตาง ๆ โดยการวางแผนเอาไวล ว งหนา เพ่ือชว ยใหน กั เรียนหลีกหนจี าก ปญหา ไมตอ งเผชญิ กับปญ หา 2.6)ชว ยใหนกั เรยี นรจู ักคิด และรว มกิจกรรมตาง ๆ ไปตามความพอใจและความสามารถของตนเอง 2.7) ชวยใหน กั เรียนสามารถเลือกอาชีพไปตามความถนดั ของตนเอง อันจะเปน แนวทางไปสคู วาม สมั ฤทธิผ์ ลในวชิ าทตี่ นเองเลอื กเรยี น 2.8) ชว ยใหน กั เรยี นเกิดความคิดริเร่มิ สรา งสรรค รจู ักคดิ และปฏบิ ตั ิสิ่งใหม ๆ ไดด ว ยตนเอง สราง ความเช่ือมนั่ ใหก บั ตนเอง 2.9) ชว ยใหนกั เรยี นไดมีการพัฒนาการไปอยางถูกหลักวธิ ี โดยมีการพัฒนาการไปพรอ ม ๆ กัน ทั้งทางดา นรา งกาย สมอง อารมณ และสังคม 2.10 )ชวยใหนักเรียนประสบความสาํ เร็จในการศึกษาเลา เรยี น แลว สามารถนาํ ความรทู ไ่ี ดร ับไป ปรับตัวใหอ ยใู นสังคมไดอยา งราบร่ืน คูมอื เตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 400 2.11) ชว ยใหนกั เรียนรูจกั รกั ษาระเบียบวินยั และขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดีงาม รูจกั หนา ทข่ี อง ตนเองในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเปนสมาชิกทด่ี ีของครอบครัว มีมานะอดทน ขยันหม่นั เพยี ร เพ่อื นําไปสคู วามสําเรจ็ 2.12) ชว ยใหน กั เรียนเขา ใจตนเอง รูจกั ตวั เองอยางแทจริง รูจ ักคิดและแกไ ขปญ หาไดดว ยตนเอง รจู กั วางแผนชวี ิตในอนาคต และดาํ เนินชวี ติ ไปตามท่ตี นตอ งการ 3) วตั ถุประสงคการแนะแนว 3.1) เพอื่ ใหนักเรยี นคน พบความถนดั ความสามารถ และความสนใจของตนเอง 3.2) เพ่อื ใหนกั เรียนไดร ับขอ มูล ขาวสาร ดา นการศึกษาและอาชพี เพอ่ื นาํ ไปวางแผนการศกึ ษาตอ และเลอื กอาชีพทเี่ หมาะสม สอดคลอ งกับความถนัดและความสนใจของตนเอง 3.3) เพ่อื ใหนักเรียนไดพฒั นาบุคลกิ ภาพและสามารถปรบั ตนอยใู นสงั คมไดอยางมีความสขุ 3.4) เพอื่ สงเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม และปลูกฝงคา นิยมที่เปนพน้ื ฐานแกนกั เรยี น 3.5) เพอื่ เสรมิ สรางใหนกั เรียนมคี วามรู ความสามารถ ความคิดสรางสรรค และมีเจตคติท่ีดตี อ สัมมาชพี ทกุ ประเภท 4) ขอบขา ยของการแนะแนวมสี าระสําคญั 3 ดาน 1) การแนะแนวการศกึ ษา มงุ หวงั ใหผูเรยี นพฒั นาการเรียนไดเ ตม็ ศักยภาพ รจู กั แสวงหาความรู และ วางแผนการเรียนไดอยางมปี ระสิทธภิ าพ สามารถปรบั ตวั ดา นการเรยี น และมีนิสยั ใฝร ใู ฝเ รียน 2) การแนะแนวอาชีพ ชว ยใหผเู รยี นรจู ักตนเองและโลกของงานอยา งหลากหลาย มเี จตคตแิ ละนิสยั ท่ีดีในการทํางาน มโี อกาสไดรบั ประสบการณและฝก งานตามความถนดั ความสนใจ 3) การแนะแนวเพอ่ื พัฒนาบุคลิกภาพ ชวยใหผเู รยี นเขาใจตนเอง รกั และเห็นคณุ คา ในตนเองและผอู น่ื มีอารมณม ่ันคง มมี นษุ ยสมั พนั ธท ด่ี ี เขาใจส่งิ แวดลอ มและสามารถปรบั ตัวใหดาํ รงชวี ติ อยูใ นสังคมอยา ง เปน สุข 5) ภาระงานในการแนะแนว ประกอบดวย 5 งานหลกั ดงั น้ี 5.1) งานศึกษารวบรวมขอมูล เปนการศึกษา สํารวจ ขอมูลเก่ียวกับตัวผูเรียนดวยวิธีการตาง ๆ เชน การสังเกต สัมภาษณ ใชแบบสอบถาม แบบทดสอบ การเขียนอัตชีวประวัติ สังคมมิติ การเยี่ยมบาน โดย มีการบันทึกขอมูลในระเบียนพฤติการณ ระเบียนสะสม สมุดรายวานประจําตัวผูเรียน เปนตน ขอมูลเหลานี้ จะชว ยใหค รรู ูจักผูเ รยี นแตล ะคนวาเปน อยางไร ตองการอะไร และควรใหความชวยเหลือในลกั ษณะใด คูมอื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 401 5.2) งานสารสนเทศ เปนการใหขอมูลขาวสาร ความรูที่จําเปนในการตัดสินใจ เชน ขอมูลเก่ียวกับการ ศึกษา อาชพี วัฒนธรรม ศลี ธรรม จริยธรรม สุขภาพ โดยนาํ เสนอในรปู แบบตา ง ๆ เชน การบรรยาย อภปิ ราย จดั ปายสนเทศ การจัดหาเอกสารคูมือใหอาน ทัศนศึกษา การใชสื่อภาพยนต วีดิทัศน เปนตน ขอมูลที่ถูกตอง ทันสมัยมีความจําเปนมากในการชวยใหผูเรียนสามารถตัดสินใจไดอยางเหมาะสมมากข้ึน และปองกันความ ลม เหลวไดอ ยา งมาก 5.3) งานใหคําปรึกษา มีจุดมุงหมายที่จะชวยใหผูเรียนท่ีมารับการปรึกษาเกิดการเรียนรูและเขาใจตนเอง รูวาปญหาของตนอยูม่ีไหน ควรจะแกไขตนเองอยางไร การแกไขนั้นมีก่ีทาง และควรเลือกทางใดจึงจะ เหมาะสมกบั ตนเองมากท่ีสุด พรอ มท้งั เกิดความรับผิดชอบในการชว ยตนเองอยา งจริงจงั 5.4) งานปองกัน สงเสริม พัฒนา ชวยเหลือ เปนการจัดกิจกรรมดวยรูปแบบวิธีการที่หลากหลาย เพื่อ ให ผูเรียนไดรับประสบการณ ไดรับการฝกฝน หรือไดรับการชวยเหลือตามควรแกกรณี เชน กิจกรรมท่ี สนองความถนัด ความสนใจ และความสามารถ แกผูเรียนทุกกลุม ทุกคน รวมท้ังการจัดหาทุนการศึกษา อาหารกลางวนั หรอื การหางานพเิ ศษ 5.5) งานติดตามประเมินผล เปนการติดตามผลการดําเนินงานแนะแนวตาง ๆ ท่ีจัดใหแกผูเรียน การ ตดิ ตามประเมินผลแบง ออกเปน 2 งาน คอื 5.5.1) งานติดตามและประเมินผลท่ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับผูเรียน ซ่ึงจะเปน ประโยชนในการชวยเหลือผเู รยี นแตล ะคนใหส ามารถแกปญ หาและปรับปรงุ ตนในดา นตาง ๆ ไดอยา งเหมาะ สม และเพื่อนาํ ขอ มูลท่ีไดไ ปใชป ระเมินผลการดําเนนิ งานแนะแนวและงานอืน่ ๆ ของโรงเรยี น 5.5.2) งานติดตามและประเมินผลที่มีวัตถุประสงคเพ่ือพิจารณาผลที่ไดจากการดําเนินโครงการ แนะแนววา มีคุณคามากนอยเพียงใด ไดผลหริไม ควรปรับปรุงพัฒนาอยางไร และควรขยายผลตอไปหรือไม เปนตน 6) มาตรฐานกิจกรรมแนะแนวตามหลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน มาตรฐานกจิ กรรมแนะแนวตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พื้นฐานของแตละชวงช้ัน ประกอบ 4 มาตรฐาน ดงั น้ี มาตรฐานที่ 1 รูจกั เขาใจและเห็นคุณคาในตนเองและผอู ่นื มาตรฐานท่ี 2 มีความสามารถในการแสวงหาและใชข อ มูลสารสนเทศ มาตรฐานท่ี 3 มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจและแกป ญหาไดอ ยา งเหมาะสม มาตรฐานที่ 4 มคี วามสามารถในการปรับตวั และการดาํ รงชีวิตอยา งมีความสุข คูมอื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 402 7. มนุษยสัมพนั ธแ ละการประสานงาน ก. มนษุ ยสัมพนั ธ (human relations) มนษุ ยสัมพันธ เปนส่งิ ที่มีความสําคัญมากในการดําเนินชีวติ และการปฎิบตั งิ าน เพราะไมม ีใครสามารถ อยูคนเดียวโดยไมเก่ียวของกับผูอ่ืน การที่บุคคลจะสามารถดําเนินชีวิตอยูในสังคมอยางเปนสุขนั้น จําเปน ตองมีมนษุ ยสมั พนั ธท ดี่ ี 1) ความหมายของมนษุ ยสมั พนั ธ มนุษยสัมพันธ(human relations) คือ การรวมคนใหทํางานรวมกันในลักษณะท่ีมุงใหเกิดความรวมมือ ประสานงาน ความคิดริเร่มิ สรา งสรรค เพือ่ ใหบงั เกดิ ผลตามเปา หมาย มนุษยสัมพันธ เปน การจูงใจบุคคลในกลุมใหรวมมือกนั เพื่อทํางานอยางมีประสิทธิภาพ บังเกิดผลเปน ท่นี า พอใจทง้ั ในดานเศรษฐกจิ และสังคม มนุษยสมั พนั ธเ ปน เร่อื งราวท่ีวา ดวยพฤตกิ รรมของคนทม่ี าเก่ียวขอ งกบั การทาํ งานรวมกบั องคก ารหรือ หนวยงานเพอ่ื ใหก ารทาํ งานรวมกนั ดําเนินไปดวยความราบร่นื บรรลุวัตถปุ ระสงคแ ละเปาหมาย จากความหมายของมนุษยสัมพันธที่ยกมาเปนตัวอยางท้ัง 3 ความหมายดังกลาว อาจสรุปไดวามนุษย สัมพันธเปนความสัมพันธระหวางบุคคลหรือระหวางกลุมบุคคลในองคการใดองคการหน่ึง หรือสังคมใด สงั คมหนึง่ เพ่ือดาํ เนินการใหองคการนั้นหรือสังคมน้ันบรรลผุ ลตามเปาหมายที่วางไว ซึ่งจะมี 2 ลักษณะดวย กันคือ มนุษยสัมพันธอันดีและมนุษยสัมพันธไมดี ถามีมนุษยสัมพันธอันดี บุคคลในองคการหรือสังคมดัง กลาวก็จะมีความรูสึกพึงพอใจตอกันและกันมีความเขาใจอันดีตอกัน รวมมือกันประสานงาน ชวยเหลือ แบงปน และใหอ ภยั ตอกนั แตถ ามนุษยสัมพันธไ มดี บคุ คลในองคก ารนั้นหรือสังคมน้ันก็มกั จะไมช อบพอกนั ขัดแยงกัน ไมรวมมือกัน ไมชวยเหลือ ตางคนตางอยูหรือกล่ันแกลงกัน สงผลใหงานสวนรวมขององคการ หรือกลุมสังคมนั้นๆ เสียหาย บุคคลในกลุมขาดความสุข ซึ่งในทาท่ีสุดก็จะสงผลกระทบตอการดําเนินชีวิต ของบคุ คลทุกคนในกลุม นัน้ ๆ ไมมากก็นอย 2) องคประกอบของมนุษยสัมพนั ธ การสรางมนุษยสัมพันธใหเกิดขึ้นในกลุมคนไมวาจะเปนกลุมใด จะตองคํานึงถึงองคประกอบของ มนษุ ยสัมพันธซึง่ เปนปจจัยสนับสนุนหรอื เปนอปุ สรรคของความสัมพันธข องกลุม แลว ดําเนนิ การสรา งเสริม พัฒนา และปรบั ปรุงปจจัยตางๆ เหลาน้ันใหเปนปจจัยที่เอื้อตอ มนุษยสัมพันธท่ีดีใหได สําหรับองคประกอบ ของมนษุ ยส ัมพนั ธมี 3 ประการดว ยกัน ไดแก การรูจักตน การเขาใจผอู ื่น และการมีสภาพแวดลอมทีด่ ี คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
403 ในเรื่องของการรูจักตนนั้น บุคคลควรตองวิเคราะหตนเพื่อใหรูจักตัวเองอยางแทจริงท้ังลักษณะท่ีดี และไมดี แลวปรับปรุงตนในสวนที่เปนลักษณะท่ีไมดีซึ่งอาจสรางปญหาและอุปสรรคในการทํางานและ การสรางสัมพันธกับผูอ่ืน นอกจากจะเปนแนวทางใหวิเคราะหเพ่ือนรวมงานและเขาใจเพ่ือนรวมงานให มากข้ึนแลว ยงั ชว ยยอมรบั ความแตกตางระหวา งบคุ คลและพัฒนาตนใหเ ขากบั เพ่ือนรว มงานไดดี สว นความ เขาใจในเร่ืองของส่ิงแวดลอมในท่ีทํางานดี จะเปนตัวกระตุนใหบุคคลวิเคราะหส่ิงแวดลอมในที่ทํางานแลว ปรับปรุงใหดีขึ้น รวมท้ังเปนแนวทางพัฒนาตนใหเขากับท่ีทํางานใหไดดวย ซึ่งท้ังหมดดังกลา วนั้น จะสง ผล ตอมนุษยสัมพันธในองคการ เมื่อมนุษยสัมพันธในองคการดีก็จะทําใหบุคคลเปนสุข เพื่อนรวมงานสุข และ ส่ิงแวดลอมในท่ีทํางานดี ซ่ึงหมายถึงประสิทธิภาพท่ีดีขององคการ จึงเห็นไดวา การศึกษาในเรื่ององค ประกอบของมนุษยสัมพันธดังกลาว จะขวยใหบุคคลเกิดความเขาใจและเกิดแรงกระตุนในการประพฤติ ปฏบิ ัติใหเกิดองคประกอบดงั กลา วอันนํามาซง่ึ ความสัมพนั ธอ นั ดใี นองคก าร 3) การพฒั นาความสามารถดานมนษุ ยสมั พันธ ความมีมนุษยสมั พันธ (Human Relation) เปน ปจ จัยความสามารถในดา นหน่ึงทีท่ าํ ใหการทํางาน ประสบผลสําเรจ็ ซ่งึ ความมมี นุษยสมั พนั ธหมายถงึ การสรางความเปนมติ รหรอื ความสมั พนั ธเชงิ บวกกับ บคุ คลอ่นื โดยการเร่ิมตนทักทาย การสนับสนนุ และชวยเหลือ การรกั ษาและพฒั นาความสมั พันธระหวา ง บุคคล รวมทงั้ การใหเ กยี รตบิ ุคคลอืน่ โดยทั่วไปบุคคลท่มี มี นุษยสัมพันธท ีด่ ีมกั จะมคี นอยากเขามาหา มาพดู คุยปรึกษาหารอื ดว ย และทส่ี าํ คญั จะไดรบั ความชวยเหลอื ความรว มมอื ในการทํางาน รวมท้ังการไดรับขอ มลู ขาวสารตาง ๆ จากบคุ คลรอบขา งดว ยเชน กนั ซึ่งตรงกนั ขา มกับบุคคลทีไ่ มม ีมนุษยสัมพันธ… กลมุ คนเหลาน้ี หากไปขอความชวยเหลอื หรอื ติดตอ งานกบั หนวยงานใดมกั จะไมมใี ครใหข อ มลู หรอื ความชวยเหลอื ใด ๆ ดังน้ันความมีมนุษยสัมพันธจึงเปนปจจัยหน่ึงที่สําคัญและมีผลตอการทํางานและจัดอยูในกลุมของ ความสามารถในงาน (Technical Competency) ความสามารถดานความมีมนุษยสัมพันธจึงเปนปจจัยหนึ่ง ท่ีถูกนํามาใชในการประเมินพฤติกรรมการทํางาน จะเห็นไดวาระดับของพฤติกรรมของผูมีมนุษยสัมพันธ ในการทํางานจะมีระดับท่ีแตกตางกันไปโดยมีระดับที่ตํ่ากวามาตรฐานท่ีกําหนดไปจนถึงระดับที่สงู หรือเกิน กวา มาตรฐานทีก่ าํ หนด ดงั นี้ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ระดับ ลักษณะพฤติกรรม 1(ต่ํากวามาตรฐานท่ีกาํ หนดอยา ง • ไมส นใจทีจ่ ะสรา งความสมั พนั ธก ับบคุ คลท่ีไมเคยรูจัก มาก) • ไมส ามารถควบคุมกริ ิยาทาทางและนาํ้ เสยี งเม่ือตอ งเผชญิ ปญหา ในการตดิ ตอ ประสานงานกับผอู ื่น • ไมรับฟง ความคิดเหน็ ของผอู ่ืน คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
404 2 (ตา่ํ กวามาตรฐาน ท่กี าํ หนด) • เร่ิมตนสรางความสมั พันธก บั บุคคลที่ไมเ คยรูจักมากอน เทาทจ่ี ําเปน • รบั ฟง ปญ หาของผูอนื่ อยา งเหน็ อกเหน็ ใจ • ใหคําปรกึ ษาแนะนําในการแกไขปญ หาตา ง ๆ ไดเปน บางครง้ั 3 (ตามมาตรฐาน ท่ีกาํ หนด) • เริ่มตนสรา งความสัมพนั ธก ับบุคคลทไี่ มเ คยรูจกั มากอ น อยเู สมอ • ยอมรบั ฟง ความคิดเหน็ และปญ หาตา ง ๆ ของผูอน่ื • เสนอแนวทางเลอื กในการแกไ ขปญหาท่ีเกดิ ข้ึน ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 4(สูง/เกินกวา มาตรฐาน ที่ • แสวงหาโอกาสในการทําความรูจ กั กับเพ่ือนใหม กําหนด) • เต็มใจที่จะใหก ารสนับสนุนและชว ยเหลอื สมาชิกภายในและ ภายนอกทมี • รกั ษาความสมั พนั ธอ ันดกี ับสมาชกิ ภายในและภายนอกทีมอยู เสมอ 5(สูง/เกินกวามาตรฐาน ทีก่ าํ หนด • สรา งและรกั ษาความสัมพนั ธท่ีดกี บั เพ่อื นใหมไ ดใ นทกุ กลุม/ อยา งมาก) ระดับ • รับรแู ละเขาใจเหตุผลในการแสดงพฤตกิ รรมของแตล ะคน • ปรบั เปล่ียนกริ ยิ าทาทาง และนา้ํ เสยี งใหเ หมาะสมกับบุคคล ทตี่ ดิ ตอ ไดใ นทุกกลมุ /ระดบั ท้ังน้ีความสามารถดานการมีมนุษยสัมพันธในการทํางานจึงเปนส่ิงท่ีพัฒนาและปรับปรุงได หาก คุณรวมมือและพยามยามปรับเปลี่ยนตนเองใหมีมนุษยสัมพันธในการทํางานที่ดี เพราะ \"มนุษยสัมพันธ\" นอกจากจะสงผลตอความสําเร็จในการทํางานแลว ยังสงตอสุขภาพจิตในการทํางานของคุณอีกดวย ทั้งน้ี ผูที่มีมนุษยสัมพันธในการทํางานท่ีดีโดยสวนใหญจะเปนบุคคลที่มองโลกในแงดี หรือมองในดานบวก (Positive Thinking) อยูเสมอ ดังนั้นหลักของ \"R-E-L-A-T-I-O-N\"จึงเปนอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนา ความสามารถดานการมมี นุษยสัมพนั ธในการทํางาน ใหเกดิ ขน้ึ ดงั ตอ ไปน้ี คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
405 R Reality เปนตัวของเรา…นาํ พาความจริงใจ E Energetic กระตือรือรน….สรางความประทบั ใจ L Listening รับฟงทีด่ …ี เขาถงึ จติ ใจ A Adaptability ปรบั ตวั เปนเลศิ …สรางสายสัมพันธ T Tolerance อดทนสักนิด…ชวี ิตสุขสันต I Integrity มีความซอ่ื สัตย …สรางความไวใ จ O Oral Communication วาจาไพเราะ…รกั ษามิตรภาพ N Networking แสวงหาเครอื ขาย…ขยายมิตรสมั พันธ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 1) Reality (เปน ตัวของเรา…นําพาความจริงใจ) การจะคบหรอื รจู กั ใครสกั คน ส่งิ แรกที่สาํ คญั ก็คือ ความเปนตวั ของเราเอง การแสดงออกอยางเปน ธรรมชาติโดยพฤติกรรมตาง ๆ ท่ีแสดงออกควรมาจากใจและความเปนตัวตนของเราเองอยา งแทจริง ไม เสแสรงแกลงทาํ ซ่ึงสง่ิ เหลา น้เี องจะเปนเสนห ของตัวเราท่จี ะทําใหค นอนื่ อยากเขา มาพูดคยุ และคบหาสมาคม ดว ย…มหี ลายคนถามมาวา หากเราแสดงความเปนตัวตนของเราเอง จะทําใหข าดความนา เชอื่ ถอื ในการคบ หาสมาคมหรือไม?….คําตอบกค็ อื ไมแ นนอน เพราะความนา เชื่อถอื ควรจะประกอบดว ยหลายปจ จยั รวมกัน เชน ความรู ทกั ษะและความสามารถในหนาทกี่ ารงาน การควบคมุ อารมณ และความจรงิ ใจ ซึง่ ความจริงใจ ยอ มจะเกดิ ข้นึ จากการแสดงออกจากความเปน ตวั ของเราเอง 2) Energetic (กระตือรือรน ….สรางความประทบั ใจ) ผูทม่ี มี นุษยสัมพันธท ีด่ จี ะมีความกระตือรือรน ท่จี ะชวยเหลอื การใหความรว มมือและสนับสนุนการ ทํางานและกิจกรรมตา ง ๆ ทจี่ ัดขึ้น นอกจากนี้เสนห อ กี อยางหนึ่งทีจ่ ะสรา งความประทับใจและสรางสัมพนั ธ ทด่ี ี นนั่ ก็คือ ความกระตือรอื รนทจี่ ะอาสาดาํ เนินการและใหค วามรว มมือ ความชว ยเหลือในการทาํ งานตาง ๆ โดยไมต องรอใหอ ีกฝา ยหน่งึ มารองขอ…ความกระตอื รือรนทจี่ ะชว ยงานไมวา จะเปนงานเล็กงานนอย หรือ แมก ระทัง่ งานใหญ ๆ กต็ าม จะทาํ ใหบคุ คลตาง ๆ ทท่ี าํ งานรว มดวยเกดิ ความประทับใจและรสู กึ ยินดีทีจ่ ะ ใหค วามสนบั สนุน ความชว ยเหลอื และรวมมือดวยเชน กนั 3) Listening (รบั ฟงทดี่ …ี .เขา ถึงจิตใจ) อกี คุณลักษณะหน่ึงของผทู ่ีมมี นษุ ยสมั พนั ธทดี่ กี ็คือ การเปน ผฟู งที่ดี ซึง่ เปน การรบั รูขอมูลขา วสาร เหตุการณ และความรูส กึ ตาง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึนจากผูอ น่ื อยา งต้งั ใจและเต็มใจ รวมทัง้ การไมพดู สอดแทรกและ ขัดจังหวะในระหวางการพดู …เทคนิคหนึ่งสําหรบั การเปนผูฟงทีด่ ีและอยากจะขอแนะนาํ นั่นก็คือ การไม พดู ถงึ บุคคลอ่ืนในทางท่ีไมดี พยายามอยาวิพากษว จิ ารณผ ูอ ่ืน หากบุคคลทีเ่ รากําลงั สนทนาดวยกาํ ลังวจิ ารณ คูมอื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 406 ถงึ ผูอ ืน่ อย…ู ขอแนะนาํ วา ….ใหรบั ฟง …โดยอยา พยายามพูดสนบั สนนุ หรอื พดู ขัดแยง ความคิดหรือความรู สึกของบุคคลท่ีเรากาํ ลังสนทนาดว ย แตควรจะพยายามรับฟง ปญหาและเรื่องราวท้งั หมดทเ่ี กิดขึ้น…ขอใหพึง ตระหนกั ไวเสมอวา …คนบางคน อาจไมตอ งการความชว ยเหลอื เพียงแคข อใหมีใครสักคนรบั ฟงปญ หาหรอื ความรูสกึ ทไี่ มส บายใจ…แคน ี…้ กพ็ อแลว 4) Adaptability (ปรับตวั เปนเลศิ …สรางสายสัมพนั ธ) กอ นท่ีเราจะมีความสมั พันธที่ดีกับบคุ คลตา ง ๆ ไดน นั้ การปรับตวั จงึ เปนสิ่งสําคญั โดยเฉพาะการปรบั ตวั ใหเ ขา กับ วฒั นธรรมองคก ร วัฒนธรรมกลมุ ท่เี ราเขา ไปอยดู ว ย..แนนอนวาทกุ คนยอ มตองผา นชวงเวลา ของการปรบั ตวั การสรางความคนุ เคยกบั องคกรหรือกลุมทีเ่ ราเขา ไปรวมดว ย หากคณุ ปรบั ตวั เองไดน ั่นยอม เปน จดุ เรม่ิ ตน ที่ดใี นการสรางความสมั พันธอ ันดกี ับบุคคลตา ง ๆ ผทู มี่ ีการปรับตัวทีด่ โี ดยสว นใหญจะเปน ผทู ี่มองชวี ติ มองโลกในทางบวก มองเหตผุ ลของการกระทาํ และเขา ใจพฤตกิ รรมท่เี คาแสดงออกกบั คุณเอง 5) Tolerance (อดทนสักนิด…ชีวติ สขุ สนั ต) หนทางในการเขา ถงึ คนเพื่อสรางความสัมพันธที่ดนี น้ั ไมใ ชวา จะโรยดวยกลบี กุหลาบเสมอไป บางครั้งอาจตองใชความพยายามในการสรางและรกั ษาความสัมพนั ธอ ันดี และเปน เร่อื งที่ตองใชความอดทน และความพยายามอยางสงู ในการสรางความสัมพันธกบั คนที่ปด ก้ันตวั เองและไมย อมเปดรับสมาชิกใหม… ความอดทนตอ คาํ พดู และการกระทําตา ง ๆ การใหอภยั ไมค ดิ มาก ใจกวางยอมรับฟง คําวิจารณจากผูอ่นื อยา ง จรงิ ใจจึงเปนคณุ ลกั ษณะท่ีสาํ คัญในการสรา งและพฒั นาความสมั พันธใ หดขี ้ึนได และการทคี่ ุณมีความอดทน อดกล้ันยอมจะทําใหค ุณไมใสใจตอ คาํ พูดและพฤตกิ รรมตาง ๆ ทท่ี ําใหค ุณรสู กึ ไมส บายใจหรืออึดอัดใจ… เพียงแคน …้ี คุณก็มคี วามสขุ กบั การดาํ เนนิ ชวี ติ ของคุณเอง 6) Integrity (มคี วามซื่อสัตย…สรา งความไวใจ) บคุ คลทม่ี ีความซ่ือสตั ยไ มว า จะเปนท้ังตอตนเอง เพื่อนรวมงาน ผอู ื่น และงานทค่ี ุณทาํ ยอ มจะสงผลให คุณเปนคนนา คบหาสมาคมดว ย ผูทีม่ คี วามซอ่ื สัตยย อมเปน บคุ คลท่ไี ววางใจได…และการเปนทีไ่ ววางใจได นีเ้ องจึงเปนคณุ ลักษณะขน้ั สงู ทีส่ ามารถพัฒนาและรกั ษาความสัมพนั ธอนั ดกี บั บุคคลตาง ๆ ไวได…การสรา ง ความสมั พันธก ับบคุ คลอนื่ อาจเปนเรื่องงา ย..แตการพฒั นาและรักษาความสัมพนั ธอ ันดีไวใ หไ ดน ้ีเองจึงเปน เร่ืองทีย่ าก…ทค่ี ณุ ควรจะทาํ … 7) Oral Communication (วาจาไพเราะ…รกั ษามิตรภาพ) คาํ พดู ทดี ียอ มรักษามติ รภาพไวได มหี ลายตอ หลายคนทีต่ องโกรธเคืองกนั เพราะคาํ พูด…มนุษยสัมพันธ สามารถสรา งและทาํ ใหเกิดไดดวยคําพดู และในทางตรงกันขามมนุษยสมั พันธส ามารถถูกลบลา งไปไดก ็ เพราะคาํ พูดเชน เดยี วกัน คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 407 8) Networking (แสวงหาเครอื ขาย…ขยายมิตรสัมพนั ธ) ผทู ่ีมมี นุษยสมั พนั ธท ่ดี ยี อมจะเปนผทู ่ีแสวงหาโอกาสเพ่อื รจู ักกบั บุคคลใหม ๆ และการสรา งความ สมั พันธทด่ี กี บั บุคคลทพ่ี ึง่ รูจกั รวมทง้ั การรักษาความสัมพนั ธอนั ดกี บั บุคคลตาง ๆ ทง้ั ทเ่ี กีย่ วขอ งและไม เกี่ยวขอ งในสายอาชพี หรอื แวดวงเดียวกนั ซึ่งพฤตกิ รรมของบุคคลทีช่ อบสรางเครือขา ย ก็คอื การเขา กลุม สมาคม หรือสโมสรตา ง ๆ ทจ่ี ดั ข้นึ การแนะนาํ ตนเองเพื่อทําความรูจกั กบั เพือ่ นใหมก อ นเสมอ รวมท้งั ให ความชวยเหลือและความรวมมือในการทํางานกับบคุ คลตาง ๆ ตลอดจนการตดิ ตามความเคล่ือนไหวและ สถานการณต าง ๆ ของบคุ คลทร่ี จู ัก การเสรมิ สรางมนุษยสัมพันธในการทํางานเปนศกั ยภาพในการทาํ งานอีกดา นหนึ่งที่สามารถพัฒนาได ทั้งนี้การเสริมสรางและพัฒนาใหบุคคลมีมนุษยสัมพันธที่ดี ยอมตองอาศัยคุณลักษณะรวมหลายประการ รวมกันตามทีไ่ ดก ลา วไวแ ลว ขา งตน ข. การประสานงาน 1) ความเขา ใจพืน้ ฐานเก่ียวกบั การประสานงาน ในทางราชการไดมีนักวิชาการใหความหมายไววา การประสานงาน หมายถึง \"การจัดระเบียบ วิธีการทํางาน เพื่อใหงานและเจาหนาท่ีฝายตางๆรวมมือปฏิบัติงานเปนน้ําหนึ่งใจเดียว ไมทําใหงานซอนกัน ขดั แยง กนั หรือเหลือ่ มล้ํากัน ทั้งนี้เพื่อใหงานดําเนินไปอยา งราบรื่น สอดคลองกับวัตถปุ ระสงค และนโยบาย ขององคการนั้นอยา งสมานฉนั ท และมีประสทิ ธิภาพ\" สวนทางธุรกิจนิยมท่ีจะใหความหมายวา การประสานงาน หมายถึง \" การติดตอส่ือสารใหเกิด ความคิดความเขาใจตรงกันในการรวมมือปฏิบัติงานใหสอดคลองท้ังเวลา และกิจกรรมที่จะตองกระทําให บรรลุวตั ถุประสงคอยางสมานฉันทเ พ่อื ใหงานดําเนินไปอยางราบร่ืน ไมเกิดการทาํ งานซ้ําซอ น ขัดแยงหรือ เหลีอ่ มลา้ํ กนั \" 2) องคประกอบของการประสานงาน อาจพิจารณาองคประกอบท่สี าํ คญั ไดดงั นี้ 1. ความรวมมือ จะตองสรางสัมพันธภาพในการทํางานรว มกันของทุกฝาย โดยอาศัยความเขาใจ หรือการตกลงรวมกัน มีการรวบรวมกําลงั ความคิด วิธีการ เทคนิค และระดมทรัพยากรมาสนับสนุนงานรวม กนั เพ่อื ใหเกิดความเปนอนั หนงึ่ อนั เดียวกัน เตม็ ใจทจ่ี ะทํางานรว มกนั 2. จังหวะเวลา จะตองปฏิบัติงานตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบของแตละคน ตาม กาํ หนดเวลาทต่ี กลงกนั ใหตรงเวลา 3. ความสอดคลอ ง จะตอ งพิจารณาความพอเหมาะพอดี ไมทาํ งานซอ นกัน 4. ระบบการสอื่ สาร จะตอ งมกี ารส่ือสารท่ีเขา ใจตรงกันอยา งรวดเร็ว และราบร่ืน คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 408 5. ผูป ระสานงาน จะตองสามารถดึงทุกฝา ยเขารว มทํางาน เพอื่ ตรงไปสจุ ุดหมายเดียวกนั ตามท่ีกําหนด เปนวัตถปุ ระสงคของงาน 3) วัตถุประสงคของการประสานงาน การประสานงานเกิดจากความตองการท่ีจะใหงาน หรือกิจกรรมยอย ๆ ที่จะทําเกิดผลสําเร็จ โดย ปฏิบัติอยางสอดคลองในจังหวะ เวลาเดียวกัน ไดผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานท่ีเปนไปตามขอกําหนด ประหยัดเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัตงิ าน กอนการประสานงานเราควรกําหนดความตองการใหแนชัดวาเราจะประสานงานใหเกิดอะไรหรือ เปนอยางไร หรือจะทําใหไดผลรับอยางไร เพราะหากวาไมมีวัตถุประสงคท่ีชัดเจนเราก็อาจจะประสานงาน ไปผิดจากที่ควรจะเปน โดยท่ัวไปเราประสานงานเพื่อใหการดําเนินงานมีความสะดวกราบรื่นไมเกิดปญหา ขอขัดแยง แตในการประสานงานในแตละครั้งหรือในแตละกรณี เราประสานงานโดยวัตถุประสงคเฉพาะ เชน เพื่อแจงใหผูซ่ึงมีสวนเกี่ยวของทราบ เพื่อรักษาไวซ่ึงความสัมพันธอันดี เพื่อขอคํายินยอมหรือความ เห็นชอบ เพื่อขอความชว ยเหลอื หรือ เพอ่ื ขจดั ขอ ขดั แยง อันอาจมีขึน้ เปน ตน 4) ประโยชนของการประสานงาน การประสานงาน ทาํ ใหเกดิ กําลงั กลมุ เปน กําลังทเี่ กิดขึน้ ใหมจากแรงประสาน ทวี่ า เปนกาํ ลงั ใหม เพราะหากเอากําลงั เดมิ ของแตล ะคนรวมเขาดวยกันท้งั หมดก็ยังจะนอยกวากาํ ลงั กลุม ทีเ่ กดิ จากแรงประสาน การประสานงานทาํ ใหไดรับสิ่งท่ีเปนผลดหี รอื เปน คณุ ดังนี้ 1. ชว ยใหก ารทาํ งานบรรลเุ ปาหมายโดยราบรื่นและรวดเรว็ 2. ชว ยใหทุกคน ทกุ ฝาย มคี วามเขาใจซาบซึ้งถึงนโยบายและวัตถปุ ระสงคของหนวยงานไดดยี ิ่งขึ้น 3. ชวยประหยดั เวลาในการทาํ งาน 4. ชวยประหยดั เงนิ วัสดุและส่ิงของตาง ๆ 5. ชว ยใหการดาํ เนนิ งานเปนไปอยา งมีประสทิ ธิภาพ 6. ชว ยใหเกดิ การทาํ งานเปนทมี 7. ชว ยเพม่ิ ผลสําเร็จของงานใหมากขึ้น 8. ชวยสรา งความเขา ใจอันดี และสามัคคธี รรมในหมคู ณะ 9. ชว ยปอ งกนั การกาวกายหนาท่ี 10. ชว ยขจดั ปญ หาการทํางานซ้ําซอนหรือเหลอ่ื มลํ้ากนั 11. ชวยใหเ ขา ใจขอเทจ็ จรงิ และปญหาของหนว ยงานอ่นื 12. ชวยสรา งความกลมเกลยี ว 13. ชว ยลดขอ ขดั แยง ในการทาํ งาน 14. ชวยสรางเสริมขวญั ในการทาํ งาน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 409 15. ชวยใหเกดิ ความปลอดภัยในการทํางาน 16. ชว ยกระตนุ ความคดิ สรา งสรรคแ ละลูทางการปรบั ปรุงงาน 17. ชว ยเพาะนสิ ัยการใหค วามรว มมือ 18. ชว ยสรา งความสํานกึ ในการรบั ผิดชอบรว มกนั 5) การประสานงานกบั การสรางความรว มมอื การประสานงานตองการความรวมมือ รวมใจในการปฏิบัติงานใหเรียบรอย และสอดคลองกลม เกลยี วกนั ในจังหวะเดยี วกนั เพอ่ื ใหงานบรรลุผลสาํ เร็จตามวตั ถปุ ระสงค และเปา หมายอยางมปี ระสิทธิภาพ การประสานงานมีคําที่มีความหมายใกลเคียงกันอยูอีกคําหนึ่งคือ ความรวมมือ ขอแตกตางคือความ รวมมือเปนการชวยเหลือดวยความสมัครใจแมจะไมมีหนาที่โดยตรง อาจจะทําเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือตางเวลาก็ได แมกระท่ังอาจใหความรวมมือทําบางเร่ืองบางเวลา แตการประสานงานตองประสานจิต ใจ ความสามารถ กําลังงานในเวลาเดียวกันเพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายเดียวกันดวยการแบงหนาที่กันทํา และ ตอ งการความรว มมอื จนกวา งานจะบรรลุผลสําเร็จ 5.1) ความหมายของความรว มมอื การประสานงานกับความรวมมือ มีสวนเก่ียวของกัน แตความหมายแตกตางกัน มีนักบริหารและ นกั วิชาการใหค วามหมายของความรวมมอื ไวดังนี้ ความรว มมือ หมายถึง ความเต็มใจของแตละคนในการชวยเหลอื ซ่งึ กันและกนั ความรวมมือ หมายถึง พฤตกิ รรมของบคุ คลที่ทาํ รวมกัน หรอื ชวยเหลอื ซง่ึ กันและกัน เพือ่ ไปสู เปา หมายใดเปา หมายหนึง่ ความรวมมือ หมายถึง การทํางานรว มกับคนอื่นในทางตา ง ๆ เพื่อใหเปนไปตามเปา หมายของ องคก ารหรือหนวยงาน ความรวมมอื หมายถึง บคุ คลในหนว ยงานหรือองคกร ซง่ึ ทํางานชวยเหลอื ซ่ึงกัน ดว ยความเต็ม ใจเพ่ือบรรลุวัตถุประสงคอ ยางเดียวกัน 5.2) ลักษณะของการประสานงาน จากความหมายของการประสานงานที่กลา วถงึ ขา งตน การประสานงานมลี กั ษณะ ดังนี้ 1. การประสานงาน เปน เรอ่ื งเก่ยี วกับการจดั ใหงานสอดคลองกันโดยปราศจากการขัดแยง 2. การประสานงาน เปน เร่อื งซึ่งเก่ียวกับความรวมมอื ของผูน าํ และผปู ฏบิ ตั ิงานทุกฝาย 3. การประสานงานเปนเรอ่ื งเกี่ยวกับหนาทใ่ี นทางจัดการ 4. การประสานงานเปนการติดตอสื่อสาร โดยเฉพาะอยางยิ่งการติดตอ สอื่ สาร 2 ทาง ( Two- Way Ccommunication ) จะชว ยใหม ีความเขาใจตรงกนั 5. การประสานงานมีอยทู ุกระดบั ชนั้ ของสายการบงั คบั บญั ชาท้งั ในรปู ทีเ่ ปนทางการและไมเปน ทางการ คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 410 6. การประสานงานมีไดท ง้ั ระหวางหนวยงานตา งๆ ระดับเดยี วกนั และระหวา งหนวยงานที่อยูตาง ระดับกนั 5.3) ลักษณะของความรว มมือ การประสานงานจะเกิดผลเมือ่ ไดรบั ความรว มมอื ตามท่กี ลาวถงึ ขางตน และความรวมมือเปนสวน สําคญั ของการประสานงาน จงึ ควรทําความเขาใจถงึ ลักษณะของความรว มมอื ดงั น้ี 1. ความรว มมือเปน ลกั ษณะของการปฏิบัตงิ านเพื่อบรรลจุ ดุ มงุ หมายเดยี วกัน 2. ความรว มมือเปนการชวยเหลือบคุ คลอื่น ๆ หรอื ชวยเหลือซึ่งกนั และกนั ในทางสรา งเสริม 3. ความรวมมอื เปนการยอมรบั การกระทําของบุคคลอน่ื และของตนเอง ความรวมมอื เปนการกระทําที่เห็นพอ งตองกันและเพมิ่ กาํ ลงั ในทางปฏิบตั ิ 6) วธิ ที ่จี ะใหไดรับความรว มมือในการประสานงาน การประสานงานไมควรจะกระทําโดยใชอํานาจสั่งการแตอยางเดียว ควรใชความสัมพันธท่ีดีตอกัน เปนหลัก เพราะความมีน้ําใจตอกัน ไววางใจกันจะเปนผลใหเกิดการรวมใจมากกวาการใชอํานาจหนาที่ พยายามผูกมิตรต้ังแตตนและปองกันไมใหเกิดความรูสึกเปนปฏิปกษ มีความหวาดระแวงหรือกินแหนง แคลงใจกัน ใหการยอมรับซ่ึงกันและกัน ไมนินทาวารายกัน ไมโยนความผิดใหแกผูอ่ืน เม่ือมีสิ่งใดจะชวย เหลือแนะนํากันไดก็อยาลังเล และพรอมจะรับฟงคําแนะนําของผูเกี่ยวของแมจะไมเห็นดวยก็อยาแสดง ปฏกิ ริยาโตตอบ เม่อื มกี ารเปล่ียนแปลงกต็ อ งแจงใหทราบ วธิ สี รางความรว มมืออาจใชแนวทางปฏิบัติ ดงั น้ี 1. ช้ีใหเห็นประโยชนรวมกัน ทําใหบุคคลที่เกี่ยวของมีความรูสึกตองานตรงกันดวยการรับ ฟงความคิดเห็นของผูเก่ียวของ และทําความเขาใจถึงผลงานท่ีจะเปนประโยชนรวมกัน การชักจูงใหเห็น ประโยชนของสวนรวมอาจใชไมไดกับคนบางคน จึงตองชี้ใหเห็นถึงประโยชนทางออมท่ีผูเก่ียวของในการ ประสานงานจะไดรับดว ย 2. ผูกมิตรไมตรีตอกัน ทําใหผูปฏิบัติงานมีน้ําใจท่ีจะชวยเหลือซ่ึงกันและกันดวยวิธีใหผู เก่ียวของรวมแสดงความคิดเห็นถึงปญหาอุปสรรคและแนวทางแกไข เพื่อใหงานบรรลุผลสําเร็จใหจงได และยํ้าใหเ ห็นวา เปน ความสําเร็จรว มกนั 3. แนะนํากัน ทําใหผูปฏิบัติงานที่เก่ียวของกันมีความสามารถทัดเทียมกันดวยการพิจารณา ความสามารถของผูรว มปฏิบัตใิ นการประสานงาน ทง้ั ดานความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถเฉพาะ ดานหรือความถนัดในงาน และใหขอแนะนําท่ีจะเปนทางทําใหผูเก่ียวของมีความสามารถในระดับเดียวกัน หรอื ใกลเคยี งกัน เพอ่ื จะไดทํางานไปดวยกันได 4. มกี ารส่ือสารท่ีดี ทาํ ใหด วยการประสบการณรว มกันหรือสรางสภาวะคลายคลึง ดวยการ รวมกนั คดิ หากสามารถรวมวางแผนปฏิบตั กิ ารดวยกนั ตั้งแตตนกจ็ ะชวยใหมีกรอบแหง การอางอิง (Frame of reference) รว มกนั ทาํ งานอยใู นวงประสบการณทีม่ ีสภาวะคลา ยคลงึ กนั คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 411 5. เพ่ิมความใกลชิด ทําใหมีการพบปะหารือกันอยูเสมอเพื่อใหไววางใจกัน เพราะความ ใกลชิด จะชวยใหไดและเปล่ียนความคิดเห็นและถายทอดความรูสึกถึงกันย่ิงใกลชิดกันมากเทาใดก็จะเกิด ความเขา ใจและรูจ ักคุนเคยกันมากข้ึน ถา มีความหวงั ดตี อกัน มเี จตนาทบ่ี รสิ ทุ ธิ์และจริงใจกจ็ ะเพ่มิ ความ เชื่อถือไววางใจกันย่ิงขึ้น ทุกคร้ังที่เกิดปญหาเก่ียวกับความรวมมือ ตองรีบดําเนินการประชุมผูเกี่ยวของหา วิธีการปองกันและแกไขโดยทันที อยาปลอยใหปญหาเร้ือรังและบานปลายกลายเปนความขัดแยงลุกลาม สรา งความแตกแยกขน้ึ ในหนวยงานจะตองรวมกันพจิ ารณาหาสาเหตุของปญ หาและสรางความเขาใจใหเกิด ขึน้ โดยเร็ว ปญหาที่มักเกิดข้ึนเสมอในเรื่องของความรวมมือ ไดแกความไมเต็มใจในการใหความชวยเหลือ เนอ่ื งจากการขาดแรงจงู ใจ การขาดแรงจูงใจในการใหความรวมมือ ทําใหผลงานไมแลวเสร็จตามเวลาท่ีกําหนดเพราะทํางาน อยา งไมก ระตือรือรน ความไมเขาใจในวัตถุประสงค ทําใหตางคนตองคิด และตางคนตางทํา เมือไมมีความชัดเจน ใน วัตถุประสงค ก็สงผลใหมีเปาหมายไมตรงกันไปดวย จึงไมมีการกระทําท่ีสงเสริมซึ่งกันและกัน ไมเกิดการ ยอมรับในการกระทําของผูเกีย่ วขอ งเพราะไมเ หน็ พองในจุดมงุ หมาย ปญหาการไมใ หความรว มมือ เปนปญหาใหญทส่ี ง ผลกระทบตอ การประสานงานในทุกดาน จึงตอ ง พยายามคนหาสาเหตแุ ละทางปองกันไวตั้งแตต น แมจะมีความตั้งใจใหความรวมมือ แตเม่ือมีการเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนไมไดแจงใหผูเกี่ยวของรู ก็จะ ทําใหไ มสามารถดําเนินการตามจงั หวะเวลาในแผนงาน หากมีการปดบังซอนเรนขอมูล เพื่อปกปองตนเองหรือพวกพอง ทําใหผูเกี่ยวของไมรูในสาระ สาํ คัญของงานบางลกั ษณะกจ็ ะทาํ ใหเขาใจผดิ มคี วามเขา ใจในเนื้อหาของงานไมตรงกันอาจดาํ เนนิ การลาชา มีผลกระทบตองานในดานอ่ืน ๆ 7) หลักและวธิ ีการประสานงาน หลักในการประสานงาน การประสานงานจะสัมฤทธ์ิผลตอ งยึดถือหลกั การสาํ คัญ ดงั ตอไปน้ี 1. จัดใหมีกระบวนการบริหารทเี่ ปนระบบ การประสานงานที่ดีจะตองเริ่มตนดวยการวางแผนท่ีดี กําหนดวัตถุประสงคและนโยบาย กําหนด ข้ันตอนการปฏิบัติตามกระบวนการทํางาน กาํ หนดเวลาและสถานที่ ผูรับผิดชอบเพื่อใหผูเกี่ยวของทราบวา ในวันเวลาใด ใครจะทาํ อะไรทีไ่ หน และทําอยา งไร เปนการสะดวกแกทุกฝาย ในการติดตอ ประสานงาน 2. จดั ใหม รี ะบบของความรว มมอื ท่ดี ี ตองทําใหเกิดการยอมรับระหวางทุกฝายที่เก่ียวของเพ่ือใหมีความพรอมที่จะใหความรวม มือซ่ึงกันและกัน มีน้ําใจไมตรีตอกัน อันจะเปนผลใหงานดําเนินไปดวยดีและบรรลุผลตามวัตถุประสงค ตรงตามเปาหมาย คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 412 3. จดั ใหม รี ะบบการสอ่ื สารทดี่ ี การติดตอสื่อสารระหวางกันภายในหนวยงานหรือระหวางหนวยงาน ตองมีการกําหนดตัวบุคคล สถานที่ติดตอ วัน เวลา และเคร่ืองมือท่ีจะใชในการส่ือสารท้ังจะตองจัดใหมีระบบสื่อสารจากบนสูลาง จาก ลา งสบู น และในระดับเดียวกนั อยางเหมาะสม 4. จดั ใหม ีการประสานวัตถุประสงคแ ละนโยบาย การท่ีจะทําใหเกิดเอกภาพในการประสานงานตองทําความเขาใจในวัตถุประสงควา จะประสานงานใหเกดิ ผลอยา งไรมนี โยบายท่ีกาํ หนดขึ้นไวเ ปนหลักการเพอ่ื ใชเ ปน กรอบหรอื แนวทางปฏบิ ัติ ที่ขัดเจน อันจะเปน ผลใหประสานงานโดยมีจุดมงุ หมายเดยี วกนั และสอดคลองตอ งกนั ทงั้ จังหวะและเวลา 5. จัดใหม รี ะบบความสัมพันธท ่ดี ี ผูรวมงานตองมีความไวเนื้อเช่ือใจกัน จึงตองจัดใหมีการพบปะแลกเปล่ียนความคิดเห็น และทําความคุนเคยกันบาง เวนแตจะเปนการประสานงานในทางลับท่ีมีรหัสเปนเครื่องแสดงถึงความเปน พวกเดียวกัน เพื่อใหมคี วามไววางใจกัน 6. จัดใหรสู ่งิ ทีต่ องประสานงานใหช ัดเจน การทีผ่ ูรว มงานไดรชู ัดวา งานจะตองประสานงานในเรอ่ื งใด มสี ิง่ ใดท่ีจะตองประสาน ทําให การประสานงานมีความครอบคลมุ ครบถว น ไมข าดตกบกพรองมีความสอดคลอ งทั้งกจิ กรรมและจงั หวะเวลา 7. จัดใหร ูรูปแบบและวธิ กี ารประสานงาน การประสานงานภายในหนวยงานเดียวกันอาจไมมีรูปแบบหรือพิธีการมาก ผูรวมงานมี ความรจู ักคนุ เคยกันอยูแลว แตการประสานงานระหวางหนว ยงานจะตองกําหนดใหรูรปู แบบ และวธิ กี ารใน การปฏบิ ตั ใิ หถ กู ตอ งและเหมาะสม เพอ่ื เปน การปอ งกนั ปญหาความขดั แยง 8) ปจ จัยในการประสานงาน ปจจัยที่จาํ เปน ตอ การประสานงานไมว าจะเปน องคการ หรอื หนวยงานประเภทใด มีปจ จัยดงั นี้ 1. คน หมายถึง ผูซ่ึงจะทําใหงานเปนผลขึ้นมา การประสานงานที่แทจริง คือการประสานคนให รวมใจรวมกําลังงานดวยการนําเอาความสามารถของคนมาทําใหเกิดผลงานในจุดมุงหมายเดียวกัน ความสามารถของคนพิจารณาไดสองดานคือทางดานความรูและดานความสัมพันธกับผูอื่น ผูประสานงาน ตองมีความรูความสามารถและการมองการไกล มีมนุษยสัมพันธดี มีทัศนคติท่ีดีตอกัน ผูรวมงานทุกฝาย เขา กันไดด ี มีการพบปะหารอื กันอยูเสมอ 2. เงิน หมายถงึ ตัวเงนิ และส่ิงอ่นื ซึง่ สามารถใชเ ปนสอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี นได ในการประสาน งานจะตองมีกาํ ลังเงนิ สนับสนุนการปฏิบัติงาน 3. วสั ดุ หมายถึง สงิ่ ของเครื่องมือและเครือ่ งใชต าง ๆ ในการประสานจะตอ งมวี สั ดอุ ปุ กรณชว ยใน การประสานงานอยางพอเพียง คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 413 4. วธิ ีการทาํ งาน หมายถึงการบริหารงานใหสามารถบรรลผุ ลสาํ เร็จตามจุดประสงคที่กําหนดเปน เปาหมายไว มกี ารกําหนดอํานาจหนาที่ และความรบั ผิดชอบใหชัดเจน มกี ารมอบหมายงานและ การควบ คุมงาน การติดตอ สือ่ สารดี 9) ส่ิงที่ตองประสาน การประสานงานนั้น มีความหลากหลายในเรื่องท่ีจะประสานกัน ซึ่งจะตองพิจารณารูปแบบของ การประสานงานใหเหมาะสม โดยท่ัวไป มีสง่ิ ทต่ี องคํานงึ ถงึ ในการประสานงานในแตล ะกรณี ดงั ตอไปน้ี 1. วัตถุประสงค การประสานงานเพ่ือบรรลุวัตถุประสงคตองอาศัยความรวมมือและจังหวะเวลาใน การปฏิบัติจากผูเก่ียวของหลายฝาย ตัวอยางเชน งานกฎหมาย สวนวาคดีของธนาคาร ในการเตรียมฟองจะ ตองประสานไปยังศาล เพื่อขอเอกสารและขอความรวมมือใหจัดทําการดบัญชีมาเปนเอกสารพยาน ตรวจ สอบความครบถวนและความถูกตองในการคิดคํานวณดอกเบี้ยตามกฎหมาย ในประการสําคัญจะตองสงมา ใหทันกําหนด เพ่ือจะไดไมตองเลอ่ื นฟอ งและทนายความมีเวลาตรวจสอบความถกู ตองในทางกฎหมายได 2. กระบวนการ การประสานงานในเร่ืองท่ีมีข้ันตอนการปฏิบัติอยางเปนกระบวนการ จะตอง กระทําใหสอดคลอ งกบั วัตถปุ ระสงคซ่งึ เปน ส่ิงท่ีจะตองระมัดระวังอยางยงิ่ เพราะงานทม่ี ีวัตถุประสงคดแี ตมี การปฏิบัติผิดข้ันตอน ก็จะทําใหไมไดรับผลตามตองการ ตัวอยางเชน การจัดใหพนักงานรวมบริจาคโลหิต เพ่ืออุทิศถวายเปนพระราชกุศล เปนกิจกรรมซึ่งมีวัตถุประสงคท่ีดี จะตองดําเนินการเชิญชวนพนักงานให รวมบริจาคโลหิตดวยการประสานงานกับศูนยรับบริจาคโลหิต สภากาชาดไทยในการกําหนดวัน เวลา และ สถานที่ ใหเหมาะสม มีความสะดวกท้ังทางหนวยงานตางๆ ที่จะอนุญาตใหพนักงานละจากหนาท่ีมาบริจาค โลหิต และพนักงานผูบริจาคเองก็สะดวก ในข้ันตอนตอไปก็จะตองแจงเชิญชวนใหพนักงานทราบกําหนด วัน เวลา และสถานท่ี จะตองติดตอขออนุญาตฝายสถานท่ี และขอความรวมมือในการจัดสถานท่ีลวงหนา ติดตอ ฝายอาหารเพื่อจัดเล้ยี งอาหารวาง และเครือ่ งดืม่ เพ่อื ใหเ กิดความพรักพรอม 3. เจาหนาท่ีกับเจาหนาท่ี การประสานงานระหวา งคนตองคํานึงถงึ ความเขาใจและความรสู กึ ทดี่ ตี อ กัน ในเบื้องตนจะตองมีการยอมรับระหวางกันเพ่ือจะไดมีทัศนคติท่ีดีตอกัน ความรวมมือก็จะเกิดตามมา เจาหนาท่ีซึ่งรับผิดชอบในงานท่ีตองรวมกันทําเปนทีมก็จะตองใหความรวมมือกันโดยลักษะของการทํางาน อยูแลว แตเจาหนาท่ีซึ่งอยูตางหนวยงานกันมักจะเขาใจวาอยูตางทีมงานกัน แทที่จริงผูซ่ึงอยูตางหนวยงาน กันแตตองติดตอประสานงานกันก็คือเปนทีมงานเดียวกันได ท้ังน้ีจะตองทําความเขาใจวัตถุประสงคใหตรง กันและรูบทบาทหนาที่ของตนในงานที่จะประสานกัน มีความรวมมือใหแกกัน ตัวอยางเชน การประสาน งานในการยายสํานักงาน ก็จะตอ งทาํ ความเขา ใจกันระหวางเจา หนา ท่ีของสถานที่เดิมกับเจาหนา ที่ของสถาน ที่ใหม มีการตกลงในเรือ่ งวัน เวลา และชแ้ี จงขอมูลอันจําเปนใหแ กกัน เพ่อื จะไดเกิดความเขา ใจและมีความ รสู ึกทีด่ ตี อ กนั 4. หนวยงานตอหนวยงาน การประสานงานระหวางหนวยงานตอหนวยงาน ตัวอยางเชน การรับ งานออกแบบจากฝายศิลปของบริษัท สงใหทางโรงพิมพ แกสีทําเพลท นํากลับมาใหฝายศิลปปรูฟสี และสง คูม ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 414 ใหผูบริหารอนุมติการจัดพิมพและบรรจุหีบหอใหเรียบรอย จัดสงใหแกหนวยงานตางๆ ตามกําหนดเวลาที่ ไดต กลงกนั เพอื่ ใหหนวยงานตา งๆ จดั สงถงึ ลกู คาตอไป 5. นโยบายกับวิธีปฏิบัติ นโยบายถูกกําหนดขึ้นโดยฝายจัดการ หรือผูบริหารสูงสุด การปฏิบัติดวย วิธีการใดๆ จะตองไมขัดกับนโยบายแมจะใหผลตรงตามวตั ถุประสงค และบรรลุเปาหมาย ตัวอยางเชน การ ใหสินเช่ือของธนาคาร ซ่ึงกําหนดนโยบายไววาจะไมสงเสริมการสรางอาคารชุด เพราะถามีธุรกิจอาคารชุด มากเกนิ ความจาํ เปน เมื่อประชาชนไมต องการที่อยอู าศยั ในลกั ษณะน้ี ธรุ กจิ กจ็ ะไมสามารถใชห น้คี นื ธนาคาร ได ดังน้ันสาขาของธนาคารก็จะตองไมใหการอนุมัติสินเช่ือแกธุรกิจอาคารชุด แมวาจะเปนวิธีการที่ทําให ยอดวงเงินสินเชือ่ เขาเปา 6. นโยบายกับการปฏิบัติ มีการประสานนโยบายอันไดแก หลักการท่ีกําหนดไวลวงหนาเพื่อใชเปน กรอบหรือแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจะตองทําใหผูเก่ียวของทุกฝายไดรับรูมีความเขาใจและปฎิบัติไดถูกตองตรง กนั เปน การประสานนโยบายกับการปฏิบัติ 7. การปฏิบัติกับการปฏิบัติ ในการประสานงานใดๆ จะมีการปฏิบัติหลายกิจกรรมซ่ึงแตละกิจกรรม ก็จะดําเนินไปในแนวทางท่ีจะใหเกิดประสิทธิผลอยางมีประสิทธิภาพและประหยัด แตถาไมมีการประสาน การปฏิบตั ิก็อาจจะไมส อดคลอ งกัน และไมถูกจังหวะเวลา เปนผลใหง านโดยสว นรวมเสียหายได ท้ังนี้จะตองประสานวัตถุประสงคและนโยบายตามแผนงานโดยพิจารณาถึงระเบียบวิธีปฏิบัติงาน การใชเ วลา วัสดอุ ปุ กรณ กาํ ลังคน กาํ ลงั เงิน และวธิ กี ารส่ือสาร ผูเกี่ยวขอ งในการทํางานรว มกนั ควรมีสิง่ ที่จะยดึ ถอื เปนแนวปฏิบตั ิดังน้ี 1. เตม็ ใจทจ่ี ะตดิ ตอ กบั ผูอ่ืนกอ น 2. แสดงความมนี ํ้าใจตอผอู ื่นกอ น สรา งสัมพนั ธท่ีดี มีความไววางใจกนั 3. ฟงผอู ืน่ พูดใหมาก 4. หลีกเลีย่ งการโตแยง 5. ซักซอมการทาํ งานใหเขา ใจวตั ถุประสงคต รงกัน 6. ทาํ ความเขา ใจขัน้ ตอนการปฏิบัตแิ ละจังหวะเวลาใหร ับกนั 7. เสรมิ สรางมติ ร ไมตรี และความเปนกันเอง 8. ติดตอ ตามสายงาน และชองทางการสอ่ื สารท่ถี กู ตอ ง 9. ไมรับการติดตอ ในเร่ืองทไี่ มเ ก่ียวกบั งานจากผใู ตบ งั คับบัญชาหนวยงานอ่ืน 10) วิธกี ารประสานงาน การประสานงานนอกจากตอ งยดึ ถือหลักการเปนสาํ คัญแลวจะตองมีวิธกี ารประสานงานทีเ่ ปน ไป ตามหลักการดว ย ดงั นี้ 1. จัดทาํ แผนงาน และประชมุ ช้ีแจงใหผ เู ก่ยี วของทราบ 2. ทาํ ความเขาใจวตั ถุประสงคของแผนงานใหชดั เจน คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 415 3. ระบกุ ิจกรรมทจ่ี ะตอ งประฏบิ ตั ติ ามแผนงาน และกําหนดผรู บั ผดิ ชอบแตละกิจกรรมใหแ นน อน 4. จัดทําการไหลของงาน (Work Flow) และอธบิ ายจุดเชอ่ื มโยงของงานใหผรู บั ผิดชอบงานแตละ งานรถู งึ ระยะเวลาการปฏิบัตแิ ละจงั หวะเวลาที่ตอ งรบั สงงานระหวา งกนั 5. ชแี้ จงใหท กุ คนรบู ทบาทวา ไดรบั การคาดหวงั จากหนว ยงานอยางไร 6. สงเสริมขวญั กําลงั ใจในการปฏิบัตงิ านใหยดื มั่นในภารกจิ ของหนว ยงาน 7. กาํ หนดมาตรการท่ีประกนั ใหเ กดิ ความรวมมอื ในการปฏิบัตกิ ิจกรรมรวมกันอยา งจริงจงั 8. หากเปนการประสานงานระหวา งหนวยงานจะตอ งทําความเขาใจในพิธีการและระเบยี บปฏิบัติ ใหถูกตอ งครบถว น อยางไรกด็ กี ารประสานงาน อาจกระทาํ ไดเ ปน 2 ลักษณะ คือ 1. วธิ ปี ระสานงานอยางเปน ทางการ หมายถงึ มแี บบพิธที ่ีตองปฏิบตั ิ เชน มหี นงั สือติดตอหรือตอ ง แจง ใหคณะกรรมการเฉพาะกิจรบั รู และขอความเหน็ ชอบ เปน ตน 2. วธิ ปี ระสานงานอยางไมเ ปน ทางการ หมายถงึ การประสานงานอยา งไมมีพิธรี ีรอง เพียงแตทาํ ความตกลงใหท ราบถงึ การที่จะปฏบิ ตั ิใหเ ปน ไปในจงั หวะเวลาเดยี วกันดว ยจดุ ประสงคเดียวกัน 11) ระบบและรปู แบบของการประสานงาน การประสานงานอาจแบง เปนประเภทใหญๆ ดังน้ี 1. การประสานงานภายในหนวยงานหรือองคการเดยี วกนั และการประสานงานตางหนวยงานหรอื องคก าร 2. การประสานงานในแนวดงิ่ และแนวนอน หมายถงึ การประสานงานจากผูบ ังคบั บัญชาไปสูผใู ต บังคับบญั ชา และกลับกันคอื การประสานงานระหวา งผใู ตบงั คบั บัญชากับผบู ังคบั บัญชา สว นการประสาน งานในแนวนอน หมายถึง การประสานงานกบั บคุ คลในระดบั เดยี วกัน เชน ระหวางหัวหนาหนวยกบั หวั หนา อกี หนว ยหนึ่ง หรือหัวหนาสวนหนึ่งกับหวั หนาอีกสว นหน่งึ หรอื หวั หนาฝายหนง่ึ กับหัวหนา อกี ฝา ยหน่ึง เปน ตน 11.1) ระบบประสานงานภายในหนว ยงาน การประสานงานภายในหนวยงานเดียวกัน มีความสะดวกกวาการประสานงานระหวางหนวยงาน และอาจจดั ระบบ ดงั ตอ ไปน้ี 1. การจัดแผนผังและกําหนดหนาที่การงาน หมายถึง การจัดแบงแยกงานใหเปนไปตาม ลักษณะเฉพาะของงาน รวมทัง้ การกาํ หนดหนาที่ใหชัดแจง เพือ่ ปองกันการปฏิบัตงิ านกาวกายซาํ้ ซอน กนั ซง่ึ เมื่อการดําเนนิ งานเปน ไปตามลักษณะและหนาทท่ี ี่กาํ หนดไวแลว งานกย็ อมจะประสานสอดคลอ งกัน 2. การจัดใหมีระบบการติดตอส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ การติดตอสื่อสารเปนวิถีทางของ การประสานงานและมีความสําคัญอยางแยกไมออก เพราะฉน้ัน จึงควรจัดใหระบบการติดตอดําเนินไป คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 416 อยางมีประสิทธิภาพ ปองกันอยา ใหไหลไป ณ ที่หนึ่งท่ีใดโดยเฉพาะ เพราะจะทําใหงานค่ังคา งชักชานอก จากน้ีจะตองพิจารณาถึงสายการบังคับบัญชาดวยวา มีลักษณะที่อํานวยประโยชนตอการประสานงานหรือ ไม รวมทง้ั ระบบการติดตอ สือ่ สารนนั้ มกี ารสอ่ื สารกลบั และเปนการส่อื สารสองทางหรอื ไม 3. การใชคณะกรรมการ การจัดใหมีการประชุมปรึกษาหารือกําหนดระเบียบวิธีใหการ บริหารของฝายตางๆ ใหเปนไปในลักษณะการประสานงานที่ดีโดยคณะกรรมการน้ีอาจเปนคณกรรมการที่ อํานวยประโยชนโดยตรง หรือโดยปริยายแกการประสานงานก็ได เชน คณะกรรมการที่ประกอบดวยบุคคล หลายฝายซึ่งหนาท่ีรับผิดชอบในการบริหารงานสาขาตางๆ ในโครงการเดียวกัน หรือโครงการที่มีลักษณะ คลายคลงึ กัน หากจะกลาวโดยแทจริงแลวเปนการยากที่จะแยกวาคณะกรรมการอยางใดอยูในประเภทใด ตาม ความเปน จริงน้นั คณะกรรมการที่ต้งั ข้นึ ยอ มมีหนา ทที่ ีเ่ กีย่ วกับการประสานงานอยูดวยกนั ท้งั สนิ้ ไมม ากกน็ อ ย หรือมิใชโดยตรงก็โดยออม อยางไรก็การประสานงานโดยใชคณะกรรมการน้ีนับวาเปนวิธีที่ไดผล และนิยมใชกันอยูอยางแพร หลาย คณะกรรมการท่ีชวยเหลือในการประสานงาน อาจจําแนกเปนคณะกรรมการฝา ยบริหาร ซ่ึงประกอบ ดวยผูบริหารระดับสูงขององคการ และคณะกรรมการฝายผูเชี่ยวชาญซึ่งจะมีขอบขายการปฏิบัติงานเฉพาะ เจาะจงและแคบกวา 4. การใชวิธีการงบประมาณ การควบคุมการใชจายเงิน หรือวิธีการควบคุมอ่ืนๆ ทางการ เงิน เปนเครื่องมือสําหรับควบคุมใหการปฏิบัติงานในสวนตางๆ ของแตละโครงการใหประสานกัน เพื่อให บรรลุเปาหมายอยางมีเอกภาพ โดยเฉพาะระบบงบประมาณปฏิบัติการ และงบประมาณโครงการจะชวยให ทราบผลการดําเนินงาน และชวยใหเกิดการประสานงานกันอยางดีเพราะระบบงบประมาณดังกลาวมีสวน สัมพันธก บั ระบบการบรหิ ารดา นอนื่ ๆ อยดู วยเปนอันมาก 5. การติดตามสอดสองการปฏิบัติงาน การติดตามงานในหนวยที่มีหนาที่รับผิดชอบวามี ขอขัดของผิดพลาดอยางใดบางโดยเฉพาะอยางย่ิงในเร่ืองเวลา เชนปฏิบัติงานในเร่ืองใดสําเร็จเรียบรอยตาม กําหนดเวลาหรือไม หรือเจา หนาท่ีภายใตบังคับบัญชา และเจาหนาท่ีของหนวยงานอ่ืนใด มีความเที่ยงตรง ฉับพลันเพียงใดเกี่ยวกับการโตตอบขาวสารท่ีตางฝายตางติดตอกัน ทั้งน้ีเพ่ือหาทางแกไขขอขัดของและจัด ใหมกี ารประสานงานกนั 6. การใชเจาหนาที่ประสานงาน งานบางประเภทมีลักษณะพิเศษ หรือเปนงานซับซอน หากใชบุคคลธรรมดาติดตอดําเนินงานอาจไมไดผลและโดยที่คนเราแตละคนไมเ หมือนกันบางคนเหมาะสม สําหรับปฏิบัติงานติดตอโดยเฉพาะ เพราะมีความนุมนวลไมเกงกาง หรืออยางท่ีเรียกวามีพรสวรรคบุคคล ประเภทน้ีเหมาะสําหรับเปนเจาหนาท่ตี ิดตอ ยิ่งกวาน้ันงานติดตอบางอยางยังตอ งการความชํานาญพิเศษเชน ความรูทางภาษาตางประเทศ เปนตน เจาหนาท่ีประสานงานจะทําหนาท่ีแทนนักบรหิ าร เปนผูประสานงาน โดยไมม อี ํานาจทจี่ ะกระทาํ การอันกอ ใหเ กิดพนั ธะใดๆ หนาทส่ี าํ คัญของเจาหนา ทีป่ ระสานงานกเ็ พยี งแตก าร แลกเปล่ียนขาวสาร เพ่ือการประสานงานใหดําเนินไปดวยความเรียบรอยจนบรรลุวัตถุประสงคจึงตองเลือก คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 417 ใชบุคคลใหเหมาะสมกับงาน และความสําเร็จของงานก็ขึ้นอยูกับความสามารถของเจาหนาท่ีประสานงาน โดยเฉพาะนีม้ าก 7. การจัดใหม กี ารประชุมเจาหนาทด่ี าํ เนินงาน ทั้งนเี้ พ่ือชว ยใหผูเ กี่ยวของทราบโดยชดั แจง ถงึ การกระทํา เพื่อประโยชนแกการประสานงานโดยตรง ในขอน้ีมีความจําเปนมาก เมื่อหนวยงานน้ันๆ จะ ตองปฏิบัติงานตามโครงการใหญๆ นอกจากน้ัน ยังอาจใชการประชุมน้ีใหเปนประโยชนแกการประสาน งานโดยปริยายได เพราะเกิดความสนิทสนมเปน กนั เองเนือ่ งจากการประชมุ ชมุ นมุ สงั สรรคนน่ั เอง 8. การจัดการฝกอบรม การพัฒนาผูอยูใตบังคับบัญชาใหมีความเขาใจซาบซ้ึง และรอบรู เก่ียวกับการงานใหมที ัศนคตทิ ่ีดีมีความคิดสรา งสรรคและกําลงั ใจ รักงาน การพฒั นาผูใตบังคบั บัญชาที่วาทํา อยางไรผูใตบังคับบัญชาจึงจะมีความเขาใจการปฏิบัติงานและทําอยางไรสัมพันธภาพระหวางผูบังคับบัญชา กับผใู ตบ ังคับบัญชา และผูรว มงานจงึ จะดี มีความเขาใจตอกันอนั นาํ ไปสูค วามรว มมอื ประสานงานที่ดี 9. การจัดใหมีหนวยแนะนํางานท่ีปรึกษา หนวยงานนี้จะทําหนาท่ีดูแล ศึกษาคนควาหา ขอขัดของหรือขอขัดแยงและปญหายุงยากที่เกิดข้ึนเพ่ือหาวิธีการแกไขปรับปรุงใหมีการประสานงานใน หนว ยงานนั้นๆ ใหไ ดผลดียงิ่ ข้นึ 10. การจัดใหมีการมอบอาํ นาจหนา ท่ี การจดั ใหมีการมอบอาํ นาจหนาทแ่ี กผ ใู ตบ งั คบั บัญชาหรือผูรวมงานเพ่ือรับไปปฏิบัติ นอกจากจะเปนการกระจายงานแบงเบาภาระหนาที่ของผูบังคับ บัญชาแลว ยังเปนการเสริมสราง กอใหเกิดความเขาใจอันดีและสามัคคีธรรมในหมูผูรวมงานอันจะเปน ประโยชนแ กก ารประสานงานเปนอยา งยิ่ง 11. การจดั ใหม ีการบํารุงขวญั การจัดใหผ รู วมงานไดมขี วัญในการทํางานทด่ี เี ปนหลัก สาํ คัญอนั หนึ่งท่จี ะกอ ใหเกิดความรวมมอื และการประสานงานข้นึ ไดอยา งมีประสิทธิภาพ 11.2) ระบบการประสานงานระหวางหนว ยงาน การประสานงานระหวางหนวยงาน อาจนําวิธีการบางประการท่ีใชสําหรับการประสานงานใน หนวยงานไปใชในการประสานงานระหวางหนวยงานไดดวย ระบบการประสานงานระหวางหนวยงานที่ ควรจะจัดใหม ีขน้ึ มีดงั ตอ ไปนี้ 1. การกําหนดอํานาจหนาท่ี การกําหนดอํานาจหนาท่ีขององคการแตละองคการควรใหชัด เจน และเขาใจงา ย อยากําหนดหนาท่ีใหกวางขวางหรือเปนขอความกํากวมซ่ึงอาจตีความ และเขาใจความ หมายไปไดหลายทาง อันอาจจะนําไปสูการทํางานเหลี่อมล้ํากัน ซอนกันและเกิดความขัดแยงกันไดในที่สุด การกําหนดอํานาจและหนาท่ีนอกจากจะไดกําหนดไวเปนหลักของแตละองคการโดยเฉพาะและองคการที่ ตองปฏิบัติงานที่มีลักษณะใกลเคียงแลว ระเบียบปฏิบัติและขอบังคับตาง ๆ ก็ควรจะไดคํานึงถึงหลักการ ขอนี้ไวดวย เชน เจาพนักงานที่ดินมีอํานาจหนาที่ แจงใหเจาของท่ีดินมาระวังแนวเขตรังวัดท่ีดิน แจงใหมา รับโฉนดที่ดิน แจงใหมาจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมหรือกรรมสิทธิ์รวม แจงใหมาจดทะเบียนโอน มรดก เม่อื ประกาศครบ 30 วัน เปน ตน คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 418 2. การใชคณะกรรมการผสมหรือคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการดงั กลาวนี้จะชว ยกล่ัน กรองและขจดั มูลเหตทุ อ่ี าจทาํ ใหมกี ารขดั แยง ลงไดม ากและจะทําใหมกี ารประสานงานดขี ึน้ โดยเฉพาะในกิจ การบรกิ ารทมี่ ีความมงุ หมายกวา งขวางและตอ งอาศัยความรวมมือรว มใจจากหลายฝายหลายสังกัด 3. การใชวิธีการงบประมาณ การใชวิธีการงบประมาณนอกจากจะใชสําหรับการประสาน งานภายในองคการแลวยังเปนเคร่ืองมือท่ีมีประสิทธิภาพ ในการประสานงานระหวางองคการดวยเพราะใน การพจิ ารณาจัดทํางบประมาณเพ่ือขออนุมัติคา ใชจายตามแผนงานขององคก ารตางๆ โดยวิธีการงบประมาณ จะสามารถพิจารณาแยกและปอ งกนั ปญหาเรือ่ งการทาํ งานซ้ําซอนกันไดด ี 12) รปู แบบของการประสานงาน 12.1) การประสานงานในรปู แบบพิธกี าร การประสานงานในองคการขนาดใหญจะจัดโครงสรางการบริหารไวเปนแบบแผน มีแผนภูมิแสดง สายการบังคับบัญชาและสายงานติดตอสื่อสารที่ชัดเจน การประสานงานจะตองปฏิบัติตามกฎเกณฑและ ระเบียบขอบังคับตางๆ รวมท้ังระเบียบปฏิบัติซึ่งมีการจัดทําไวเปนลายลักษณอักษรอางอิง มีระบบเสนอราย งานตามสายการบังคับบัญชา และอาจจัดใหมีบุคคลผูซ่ึงทําหนาท่ีประสานงานโดยเฉพาะ การติดตอสื่อสาร ในการประสานงานทุกๆ กรณี จะตองเปนไปตามระเบียบปฏบิ ัตมิ ีการกาํ หนดระยะเวลาการปฏิบัติงานวาวัน เวลาใด จะปฏิบัติงานเร่ืองอะไร ซ่ึงผูท่ีจะติดตอประสานงานจะตองปฏิบัติตามขอกําหนดเหลานั้น เชน หนวยงานทางราชการก็จะมีการกําหนดระยะเวลาท่ีจะปดการใหบริการเพื่อท่ีจะใชเวลาราชการสวนที่เหลือ ตอจากน้ันสะสางงาน ผูซ่ึงติดตอราชการจําเปนจะตองรูระเบียบปฏิบัติเชน การไปเสียภาษีบํารุงทองท่ีจาก สาํ นักงานเขต จะตอ งย่นื ชาํ ระเงินกอน 15.00 น.เพราะฝา ยการเงนิ ของสาํ นักงานเขตจะไมรับชําระเงนิ ลักษณะของการประสานงานทีอ่ ยใู นรปู แบบพธิ กี ารสว นใหญเปน เร่อื งทเ่ี ปน การประสานงานใน องคการขนาดใหญ เชน การประสานงานระหวางประเทศ ระหวา งสวนราชการ ระหวางองคก าร จะมแี บบ พิธที ต่ี องปฏิบัติ เชนมีขอ กําหนดใหต ิดตอ ระหวางหวั หนา ราชการ หรือในภาคธรุ กิจเอกชจะตอ งมกี ารส่ือ สารระหวา งบุคคลในระดบั เดียวกัน บางกรณีจะตองแจง ใหคณะกรรมการเฉพาะกจิ รับรู และขอความเห็น ชอบเปนตน ทง้ั นี้เพ่อื ปองกนั ปญหาความผดิ พลาดในการสอื่ สาร รวมท้ังการประสานงานท่ตี องดาํ เนนิ การ ตามกฎหมาย เชน การสงหมายศาล การปด หมายสาร การแจงช้ีแนวเขตท่ดี นิ ซงึ่ ไดก ําหนดใหมีวิธปี ฏิบตั ิ การประสานงานทเี่ ปนพธิ กี ารจึงมลี ักษณะดังตอ ไปน้ี 1. ตองทําอยางเปนกระบวนการมีขั้นตอนการปฏิบตั ิและมีระเบยี บวิธปี ฏิบัติกาํ หนดไว เชน การติด ตอระหวางสว นราชการ ตอ งปฏิบัตติ ามระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรี 2. มกี ารสือ่ สารเปนลายลักษณอักษรทาํ เปนหนังสอื ราชการ หรอื จดหมายธุรกจิ 3. กําหนดใหมีชอ งทางการสอ่ื สารที่แนนอน 4. ส่อื สารเปน ไปตามระดบั ชัน้ ผานผูร ับผดิ ชอบในแตล ะระดับ คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 419 5. อาจกําหนดใหใ ชแ บบพมิ พเ พื่อใหกรอกขอมลู อยางครบถว น ขอดีของการประสานงานในรปู แบบพธิ ีการ 1. ทาํ ใหการปฏบิ ัตเิ ปนไปอยา งมีระบบมีระเบียบแบบแผน 2. มหี ลักฐานอางองิ สะดวกตอการตดิ ตามและควบคมุ 3. มจี ุดตดิ ตอ ประสานงานที่กาํ หนดไวใ หรูชดั 4. มรี ะบบการปฏบิ ัตติ ามสายการบังคับบัญชา ซึ่งยดื เปนหลักปฏิบตั ิไดแนนอน 5. มบี นั ทึกสามารถจัดทาํ ทะเบียนคมุ เรื่อง สะดวกตอ การคน ควาขอ มลู ขอ เสียของการประสานงานในรปู แบบพิธีการ 1. ขาดความคลอ งตวั และเกดิ ความลา ชา 2. มีหลักฐานควบคุมจนเกิดความกงั วลในความรับผิดชอบ 3. ถาไมรูระเบียบพธิ กี ารกจ็ ะตดิ ตอ ประสานงานไมไ ด 4. ถา สายการบงั คบั บญั ชา มมี ากหลายระดบั จะเกดิ ความลา ชา และไมร ูวางานดาํ เนนิ ไปถงึ ไหน 5. มงี านเกยี่ วกบั เอกสารเกิดข้ึนเปน ภาระในงานปฏบิ ัติ 12.2) การประสานงานท่ีไมเ ปน พิธกี าร การติดตออยางไมเปนทางการ(Informal contacts) ในการปฏิบัติงานน้ันในบางโอกาสก็มีความจํา เปน หากใชวิธีปฏิบัติตามแบบแผนอยางเปนทางการ ก็อาจทําใหงานลาชาเกิดผลเสียแกงานได เพื่อหลีก เลี่ยงความลาชาอันจะเกิดจากการยึดรูปแบบพิธีการและเพื่อใหเกิดการประสานงานท่ีดี การใชการติดตอ อยา งไมเ ปนพธิ กี ารกช็ ว ยไดมาก และดูจะเปน ท่นี ยิ มกันแพรห ลายในงานทว่ั ไปดวย การใชความสัมพันธระหวางผูบังคับบัญชาและผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาท่ีซ่ึง ตนมีอยูออกคําส่ังใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติตามหรืออาจส่ังงานในเรื่องที่จัดทําอยูโดยเฉพาะแกผูใตบังคับ บญั ชาในฐานะที่ถือวาตนเปนผูเช่ียวชาญมากกวาที่จะถือวาตนเปนผูบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาประเภทนี้จะ ตองมีความชํานิชํานาญทางวิชาการเปนพิเศษ การประสานงานโดยวิธีนี้จึงไดผลดี ผูบังคับบัญชาจะใชคุณ ลักษณะในการเปนผูนําท่ีเกิดขึ้นจากอิทธิพลสวนตัวของตนสําหรับการติดตอประสานงานกับผูใตบังคับ บัญชา แทนท่จี ะใชอํานาจหนา ทแี่ ละตาํ แหนง ทเี่ ปน ทางการผูบ งั คบั บญั ชาอาจจะประสานงานโดยการยอมรบั ฟงความคิดเห็นจากเจาหนาท่ีเบ้ืองลาง หรืออาจจะกระตุนใหเจาหนาที่ช้ันผูนอยเขารวมในการดําเนินงาน ดวยในบางกรณีผูบังคับบัญชาอาจจะจัดใหมีการประชุมผูใตบังคับบัญชา เพ่ือจะหย่ังรูความคิดเห็นในดานที่ เกยี่ วกับนโยบายและการดําเนนิ งานของหนวยงาน การสนทนาหรือการปรึกษาหารือ วิธีการประสานงานแบบน้ี เนนหนักไปในทางติดตอกันเปน สวนตัว (Informal Contact) ซ่ึงมีความสําคัญไมนอยไปวาการติดตอแบบเปนทางการ(Formal Contact) ท้ังนี้ เพราะวาถาไดมีการปรึกษาหารือเปนการสวนตัวแลวเรื่องน้ัน ๆ ก็ไมจําเปนที่จะตองทําเปนลายลักษณ อักษร หรือมีบันทึกซึ่งยากแกการที่จะแกไขภายหลัง การประสานงานในรูปนี้อาจจะกระทําไดโดยวิธีพบ คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 420 ปะสังสรรคกันในวันสุดสัปดาห หรือการสนทนากันในหองอาหาร การสนทนาหรือการปรึกษาหารือเปน การสวนตัวจะบรรลุผลในการประสานงานไดตองติดตอกันโดยตรงกับบุคคลท่ีเก่ียวของรับผิดชอบในงาน น้ันๆ ตั้งแตระยะแรกของการปฏิบัติงานเช่ือมโยงสวนประกอบตางๆ เขาดวยกันและจะทําเปนกระบวนการ ท่มี ีขน้ั ตอนท่ตี ดิ ตอกันไมข าดสาย โดยทั่วไปการประสานงานแบบไมเปนพิธีการจะใชในการประสานงานภายในหนวยงานเดียวกัน และเปนงานประจาํ ซง่ึ คนุ เคยกับวิธีการปฏบิ ตั อิ ยแู ลว ลักษณะการประสานงานที่ไมเปน พธิ ีการ มดี ังนี้ 1. มีการปฏิบตั ิตามความสมั พันธส วนบคุ คล 2. ไมมกี ระบวนการและข้นั ตอนปฏิบัตไิ วเปนระเบยี บปฏบิ ตั ิ 3. โดยทัว่ ไปใชการสอ่ื สารดว ยวาจาแตอาจจะมหี นงั สอื ตามมาในภายหลังก็ได 4. มีการสือ่ สารตามชอ งทางที่สะดวก โดยอาศยั ความสัมพันธทใ่ี กลช ดิ 5. การสอ่ื สารมักไมเ ปนไปตามระดับชน้ั 6. การดําเนนิ การไมมีระเบียบพิธกี าร ขอ ดีของการประสานงานในรปู แบบไมเปน พิธีการ 1. ทาํ ใหม กี ารยืดหยุนไดตามสถานการณ 2. มีความคลอ งตัวในการปฏิบัติ 3. ส่อื สารดวยการพดู สะดวกและรวดเรว็ 4. เกดิ การสอื่ สารที่ไมเ ปนทางการมีความสะดวก 5. เลือกผูร ับการติดตอสื่อสารไดต ามความถนดั 6. ดาํ เนินการไดโดยไมเสียเวลากับระเบยี บพิธกี าร ขอเสยี ของการประสานงานในรปู แบบไมเปน พธิ กี าร 1. อาจเกดิ การเลอื กปฏิบตั ิเปน แตล ะกรณี 2. ทาํ ใหเ กดิ ความสบั สนในการปฏบิ ตั ิ 3. ไมม หี ลกั ฐานอางอิง 4. เกดิ การสอื่ สารผิดชอ งทางและมปี ญหายุง ยากตามมา 5. กอใหเ กิดความขดั แจงไดงา ย 6. อาจดาํ เนินการตามอําเภอใจจนเกดิ ความเสียหาย 13) ปญ หาและอปุ สรรคของการประสานงาน ปญ หาของการประสานงาน ปญหาคือสิ่งท่ีเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน หรือไมเปนอยางที่ควรจะเปน การประสานงาน อาจเกิดปญหา คือไมเปนไปตามมาตรฐานหรือสิ่งที่ควรจะเปน ทําใหงานไมราบรื่นหรือไมบรรลุผล ซ่ึง คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 421 มีปญหาตั้งแตเล็กนอยไปจนกระทั่งปญหารายแรง บางปญหาก็เกิดจากสาเหตุเล็กนอยแตบางปญหาเกิดจาก สาเหตุใหญหรือหลายๆ สาเหตุบางปญหาเกิดจากขอจํากัดตางๆ บางปญหาเกิดจากอุปสรรคหรือสิ่งท่ีมา สะกัดก้ัน ปญหาในการปกระสานงานสวนใหญถูกระบุวา การประสานงานไมไดรับความรวมมือจาก ผูเกี่ยวของ การปฏิบัติในการประสานงานไมถูกจังหวะเวลา เกิดความคลาดเคลื่อนไมเปนไปตามแผนงาน ผูรวมในการปฏิบัติวางแผนไมรูบทบาท ไมทําตามหนาท่ีและไมมีความรับผิดชอบในงานท่ีไดรับมอบหมาย ปฏิบัติงานไมสอดคลองกัน ทํางานเหลื่อมล้ําหรือซ้ําซอนกัน ไมปฏิบัติหนาที่ตามที่ควรจะทํา มีการส่ือสาร ทีผ่ ดิ พลาด เกดิ ความเขา ใจไมต รงกนั ทาํ ใหพลาดจังหวะเวลาตามท่กี าํ หนดไวในแตล ะงาน ปญหาการประสานงานมีโอกาสเกิดขึ้นระหวางบุคคลในแตละระดับช้ันการบังคับบัญชา และอาจ เกดิ ข้นึ กบั บุคคลภายนอกที่ตองติดตอ ประสานงานกัน ในการสัมมนาปญหา การประสานงานหลายครั้งผเู ขา สัมมนา จะระบุวามีปญหาการประสานงานสวนใหญกับผูรวมงานระดับเดียวกันมากที่สุด ดวยสาเหตุจาก ทัศนคติท่ีไมดีตอกัน และไมใหความรวมมือกัน ปญหารองลงมาจะเปนปญหาการประสานงานกับ ผูใตบังคับบัญชาซ่ึงมีจํานวนมาก อาจดวยสาเหตุจากการท่ีไมจัดทําใหมีบรรยากาศของความไววางใจใกล ชิด และมีระบบรายงานการปฏิบัติงาน ฝายผูบังคับบัญชามีความตองการจะรูเรื่องงานที่ผูใตบังคับบัญชาได ปฏิบัติไมก็ไมสอบถาม ไดแตรอรับรายงาน ปญหาการประสานงานกับผูบังคับบัญชามีนอยมาก อาจเปน ดวยมีการรับคําส่ังและดําเนินการไปอยางไรก็รายงานใหทราบ ปญหาการประสานงานกับบุคคลภายนอก ตัวอยางเชน ผูรับเหมาหรือคูคา ก็จะมีปรากฎในรายงานผลการสํารวจบาง แตมีนอยอาจเปนดวยไมใครจะ ไดป ระสานงานกนั โดยทวั่ ไปสาเหตใุ หญของปญ หาในการประสานงาน อนั เปนผลใหง านไมบรรลวุ ัตถปุ ระสงค มดี ังนี้ 1. ขนาดขององคก าร องคก ารมขี นาดใหญม ากเทา ใด ความลําบากในการประสานงานก็ยอ มมีมาก ขึน้ เทาน้นั ทง้ั นเี้ พราะองคการขนาดใหญยอมมีการแบงงานออกเปน หลายหนวยงาน และหลายระดับ 2. การใชความชํานาญพเิ ศษในการปฏบิ ตั ิงาน อาจพบวา นักบัญชกี ม็ ุง ทํางานใหถ ูกตองตามหลกั การบญั ชี นกั กฎหมายกม็ องลกั ษณะการทาํ งานขององคก ารไปในแงก ฎหมาย เปนตน ซึง่ เปน การยากทีจ่ ะทํา ใหบ ุคคลหรือกลุมผชู าํ นาญพิเศษเหลานม้ี องสิง่ ตาง ๆ ในแงเดยี วกนั เปา หมายที่เปน สวนรวมขององคก าร เมอื่ เปนเชน นี้การทจี่ ะดงึ เอาบุคคลหรือกลมุ บคุ คลดังกลาว ซ่ึงมคี วามคิดเห็นเปน เอกเทศใหมาประสานงานกันก็ อาจจะกระทําไดโดยยากลําบากยง่ิ เพราะบคุ คลเหลา นี้มักแยกตัวเปน อสิ ระ และนยิ มสรางอาณาจักรของตน เองซง่ี เปน การยากท่จี ะไปประสานงานกับเขาได 3. ความจําเปนที่จะตอ งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิธปี ฏิบัติงาน ในปจ จุบนั องคการหรือ หนวยงานตา ง ๆ มกั จะนําเอาความรูแ ละวิธปี ฏบิ ัติงานใหม ๆ มาใชอ ยเู สมอ ท้ังนก้ี เ็ พอื่ ใหงานมปี ระสทิ ธิ ภาพ และเพื่อกา วใหท นั กบั ความเจรญิ ทางวิชาการ ฉะนั้น ถา วตั ถปุ ระสงคหรอื นโยบายขององคการทีต่ งั้ ไวแนน อนคงท่ี การประสานงานระหวางหนวยงานตาง ๆ ท่จี ะตอ งเปล่ียนแปลงวธิ กี ารดาํ เนนิ งานกย็ อ มเปน ไปดว ยความยากลําบาก คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 422 บรรณานกุ รม กรมวชิ าการ. (2545). การวิจยั เพอื่ พัฒนาการเรียนรตู ามหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พครุ สุ ภาลาดพรา ว. กรมวิชาการ. (2545). คูมือพัฒนาสอ่ื การเรยี นรู. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพคุรสุ ภาลาดพราว. กรมวชิ าการ. (2545). แนวทางการจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษา. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค รุ ุสภาลาดพรา ว. กรมวิชาการ. (2545). แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : โรงพิมพครุ ุสภาลาดพรา ว. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2550). เอกสารประกอบการพัฒนาหลกั สตู รผนู ําการเปลี่ยนแปลงเพอ่ื รองรบั การ กระจายอํานาจสาํ หรบั ผูบริหารการศึกษาและผบู ริหารสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สํานักพมิ พค ณะ รฐั มนตรแี ละราชกิจจานุเบกษา. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2550). เอกสารประกอบการพัฒนาหลกั สตู รผูนาํ การเปล่ยี นแปลงเพ่อื รองรบั การ กระจายอาํ นาจสําหรับครู และศึกษานเิ ทศก. กรงุ เทพฯ : สํานกั พิมพคณะรัฐมนตรีและราชกจิ จา นุเบกษา. กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2548). ประมวลกฎหมายการศกึ ษา เลม 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค รุ ุสภาลาดพราว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คูมอื การปฏบิ ัติงานสาํ นกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา. กรุงเทพฯ: หจก.โรงพมิ พ คลงั นานาวทิ ยา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. 2546 และกฎกระทรวงแบง สวนราชการ. กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พองคการรบั สง สินคาและพสั ดภุ ณั ฑ(ร.ส.พ.). กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2546). พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และแกไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พรอ ม กฎกระทรวงทเ่ี กย่ี วของ และพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพองคการรบั สง สินคา และพสั ดุภัณฑ (ร.ส.พ.). กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2546). คูมือการบริหารสถานศกึ ษาข้นั พื้นฐานทเ่ี ปน นติ บิ ุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการรับสงสนิ คา และพสั ดุภณั ฑ (ร.ส.พ.). กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2545). หลักสูตรการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ คุรสุ ภาลาดพรา ว. กระทรวงศึกษาธิการ. บทความสําหรับครู อาจารย. http://www.moe.go.th/article02.shtml. เกษม วฒั นชัย. (2545). การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร: สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา แหง ชาต,ิ กระทรวงศึกษาธิการ. ไกรฤกษ ไมตรีวงศ . “ เทคนคิ และจติ วทิ ยาในการใหบรกิ ารประชาชน” http://www.dopa.go.th/iad/subject/tservice.doc คูม อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 423 กติ ตภิ ชั กนกธาดากุล.(2546). การศึกษาลักษณะผบู รหิ ารมอื อาชีพตามทัศนะของผูบรหิ ารและครูใน โรงเรียน เครือขายการใชห ลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน.วิทยานิพนธการศกึ ษามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั บรู พา. จรี ะ งอกศลิ ป. (2549) . เตรยี มสอบรองผอู ํานวยการสถานศึกษา/ผูอ ํานวยการสถานศึกษา สพฐ. ชุดท3ี่ . ชยั ภูมิ.: ม.ป.ท. ธีระพล อรุณะกสกิ ร และคนอื่นๆ. (2545). ระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรี วา ดวยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และ ภาคผนวก แกไ ขเพม่ิ เตมิ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : วญิ ูชน. ธีระ รุญ เจริญ. (2548). สูค วามเปนผูบริหารสถานศกึ ษามืออาชีพ. กรงุ เทพฯ : บริษทั ขมุ ทองอุตาหกรรม และการพิมพ จํากดั . ธีระ รุญ เจริญ. (2549). ความเปน มอื อาชพี ของผบู รหิ ารสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: บริษทั แอล ที เพรส จาํ กดั . นพนิตย ชน้ั บุญใส.(2544). การศกึ ษาคณุ ลกั ษณะและแนวทางการพฒั นาคณุ ลักษณะของผูบรหิ ารโรงเรียน สังกดั สํานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง ชาติ เขตการศึกษา 12. วิทยานพิ นธการศึกษา มหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั บูรพา. ประยุทธ ชูสอน. (2548). พฤติกรรมภาวะผูน ําและแนวทางการพัฒนาสคู วามเปนผูบรหิ ารมอื อาชีพของ ผบู รหิ ารโรงเรียนประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื . ปริญญานพิ นธด ษุ ฎบี ัณฑิต, คณะศึกษาศาสตร, มหาวทิ ยาลัยขอนแกน. พมิ พันธ เดชะคปุ ตและพเยาว ยนิ ดีสขุ ( 2548) ทักษะ 5 C เพอ่ื การพัฒนาหนวยการเรียนรแู ละ จัดการเรยี นการสอนแบบบรู ณาการ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. รุง แกวแดง. (2543). ปฏวิ ตั กิ ารศกึ ษาไทย. พิมพค รั้งที่ 8 . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม ตชิ น. รัชนวี รรณ วนชิ ยถ นอม(2546). สมรรถนะในระบบขา ราชการพลเรอื นไทย. กรงุ เทพ ฯ:สํานักงาน ก.พ. . วณิช สธุ ารัตน. (2547). ความคดิ และความคดิ สรา งสรรค. กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาสน . วิจิตร ศสี อาน.(2527) “การศกึ ษากบั การพฒั นา” เอกสารการสอนชดุ วชิ าพฒั นศกึ ษา หนว ยท่ี 1. พมิ พค รง้ั ท่ี 4 . กรงุ เทพฯ : ,มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. เวบ็ ไชตส อบบรรจ.ุ เทคนิคการเตรยี มสอบุ http://freehost19.websamba.com/sobbanju/techniqe.htm ศูนยว ิจัยและพฒั นา สถาบนั พัฒนาครู คณาจารยแ ละบุคลากรทางการศึกษา,กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. รวมบทความการบริหาร. http://www.moe.go.th/wijai/article.html. ศูนยศกึ ษาเศรษฐกิจพอเพยี ง สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร. ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง . http://cse.nida.ac.th/phil.htm. สถาบันพฒั นาครู คณาจารยและบุคลากรทางการศกึ ษา. เอกสารประกอบการฝกอบรม/สัมมนา. http://www.moe.go.th/wijai/e-learning.html. คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 424 สถาบนั พัฒนาครู ผบู รหิ ารและบุคลากรทางการศึกษา.” โครงการการพฒั นาสมรรถนะการบริหารทรัพยากร บคุ คล”. http://www.nidtep.go.th/hr/data/history/HR_project_idea2.pdf สถาบนั พัฒนาครู ผูบรหิ ารและบคุ ลากรทางการศึกษา. “ เอกสารเผยแพรเ กีย่ วกับการพัฒนาสมรรถนะ ระบบบริหารทรพั ยากรบุคคล” . http://www.nidtep.go.th/hr/infor.htm สถาบันพฒั นาผบู รหิ ารการศกึ ษา. (2548). หลักการจัดการศึกษายุคใหม. นครปฐม : สถาบนั พฒั นาผบู ริหาร การศกึ ษา, กระทรวงศึกษาธกิ าร. สถาบนั พัฒนาผบู รหิ ารการศกึ ษา. (2548). ผนู าํ มอื โปร. นครปฐม : สถาบันพัฒนาผูบรหิ ารการศึกษา, กระทรวงศกึ ษาธิการ. สมเดช สีแสง . 2549. คูมือบริหารโรงเรียนสถานศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ตาม พรบ.การศึกาแหงชาติ . นครสวรรค:หจก.ริมปงการพิมพ. สมศักดิ์ ดลประสิทธ.ิ์ “คนคุณภาพ คอื คณุ ภาพการศึกษา” . วิทยาจารย. (พฤศจิกายน2544): 8 – 10. สํานกั งาน ก.พ.(2546) . ชดุ การเรียนดวยตนเอง หลกั สตู รการบริหารงาน การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม (ชุดวิชาท่ี 1-6). กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั อาทติ ย โพรดกั ส กรปุ จํากัด. สํานักงาน ก.พ.. การปรบั ใชส มรรถนะในการบริหารทรัพยากรมนษุ ย. เอกสารประกอบการสัมมนาเร่อื ง สมรรถนะของขาราชการ เมอื่ วนั ท่ี 31 มกราคม 254 สาํ นักงาน ก.พ. “การพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรพั ยากรบุคคล” http://www.ocsc.go.th/project/project_HR_scorecard.as สํานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาบุรรี ัมย เขต3.(2547) . เอกสารประกอบการฝก อบรมการพัฒนาองคกรในยคุ การ เปล่ียนแปลง. เอกสารอดั สาํ เนา. สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน,กระทรวงศึกษาธิการ.(2548). ประมวลกฎหมายการศึกษา เลม 1. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค ุรุสภาลาดพรา ว. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน.(2549). เอกสารแนวทางการดาํ เนินงานปฏริ ปู การเรียน การสอนตามเจตนารมณกระทรวงศึกษาธกิ าร” 2549 ปแหงการปฏิรปู การเรียนการสอน”(เลม1-8). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พชุมชนสหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทยจาํ กัด. สํานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง ชาต.ิ (2545). เอกสารประกอบการศกึ ษาดวยตนเอง หลักสตู รผูชว ยผบู ริหารสถานศึกษาและผบู ริหารสถานศกึ ษา.กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ งคก ารรบั สง สนิ คา และพสั ดภุ ัณฑ. สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน. (2547). แนวทางการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัติ ระเบยี บขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2547. ม.ป.ท. สาํ นกั งานตรวจเงินแผนดิน(2544). มาตรฐานการควบคุมภายใน เลม 1 เลม 2. ไมป รากฎท่พี ิมพ. สํานกั งานปฏริ ูปการศึกษา.(2544) . เขตพนื้ ที่การศึกษาสูการปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพฯ : บริษัท พมิ พด ี จาํ กัด. คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 425 สาํ นกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย. (ม.ป.ป.). คมู อื การขอพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณป ระจําป. กรุงเทพฯ:พมิ พดี. สํานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ. (2547).กฎกระทรวง เลม 1 ออกตามกฎหมายการศึกษา.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพอ งคก ารรับสง สนิ คาและพัสดุภัณฑ. สํานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2547). พระราชบัญญตั ิ กฎหมายการศึกษา เลม 1. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพองคก ารรบั สงสินคา และพัสดุภณั ฑ. สํานกั งานพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2550-2554). http://www.nesdb.go.th/plan10/index.htm. สาํ นกั งานเลขาธิการคุรุสภา. มาตรฐานวชิ าชพี ครู . http://www.ksp.or.th/mainpage/inner.php?System_MenuGroupID=0&System_MenuID=278 อโฌมา คงตะแบก. “ องคก ารแหง การเรียนรู” . http://kromchol.rid.go.th/person/train/ article/learning01.html คูม อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร
เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๒ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศคณะกรรมการคุรสุ ภา เรอื่ ง มาตรฐานความรู มาตรฐานประสบการณวชิ าชพี สาระความรู สมรรถนะ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของผปู ระกอบวชิ าชพี ศึกษานิเทศก เพื่ออนุวัติใหเปนไปตามกฎกระทรวงการประกอบวิชาชีพควบคุม พ.ศ. ๒๕๔๙ กําหนดให้บานสอบค ูร www.sobkroo.com วิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศกเ ปน วชิ าชพี ควบคมุ ตามพระราชบญั ญตั ิสภาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ อาศัยอํานาจตามความในขอ ๔ ขอ ๘ ขอ ๙ และขอ ๑๒ แหงขอบังคับคุรุสภา วาดวย มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชมุ ครงั้ ท่ี ๓/๒๕๔๙ วนั ท่ี ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๙ คณะกรรมการคุรุสภาจึงกําหนดมาตรฐาน ความรู มาตรฐานประสบการณวิชาชีพ สาระความรู สมรรถนะและมาตรฐานการปฏิบัติงานของ ประกอบวิชาชพี ศึกษานเิ ทศกไว ดังตอไปนี้ หมวด ๑ มาตรฐานความรแู ละประสบการณวชิ าชพี ขอ ๑ ผูประกอบวชิ าชีพศึกษานิเทศก ตอ งมีมาตรฐานความรู ดังตอ ไปน้ี (ก) มคี ุณวฒุ ิไมต ่ํากวาปรญิ ญาโททางการศกึ ษา หรอื เทียบเทา หรือคุณวุฒิอ่ืนท่ีคุรุสภา รบั รอง โดยมคี วามรู ดงั ตอ ไปน้ี (๑) การนเิ ทศการศกึ ษา (๒) นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา (๓) การพฒั นาหลักสูตรและการสอน (๔) การประกนั คุณภาพการศึกษา (๕) การบริหารจดั การการศึกษา (๖) การวจิ ยั ทางการศึกษา (๗) กลวิธกี ารถา ยทอดความรู แนวคดิ ทฤษฎี และผลงานทางวชิ าการ (๘) การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ (๙) คณุ ธรรมและจริยธรรมสําหรบั ศึกษานเิ ทศก
เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๓ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานุเบกษา (ข) ผานการฝกอบรมหลักสตู รการนเิ ทศการศึกษาทีค่ ณะกรรมการครุ สุ ภารบั รอง ขอ ๒ ผูประกอบวิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศกตองมมี าตรฐานประสบการณว ิชาชีพ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) มีประสบการณดานปฏิบัติการสอนมาแลวไมนอยกวาสิบป หรือมีประสบการณ ดานปฏิบัติการสอนและมีประสบการณในตําแหนง ผูบริหารสถานศึกษา หรือผูบริหารการศึกษา รวมกันมาแลวไมน อ ยกวาสบิ ป (๒) มีผลงานทางวิชาการที่มคี ุณภาพและมกี ารเผยแพร ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com หมวด ๒ สาระความรูแ ละสมรรถนะของผปู ระกอบวิชาชพี ศึกษานเิ ทศก ตามมาตรฐานความรู ขอ ๓ การนเิ ทศการศกึ ษา ประกอบดว ย สาระความรูและสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั การและรูปแบบการนเิ ทศ (๒) วิธีการและกระบวนการนเิ ทศ (๓) กลยุทธก ารนเิ ทศการศึกษา (๓.๑) การวเิ คราะหพฤตกิ รรมการนิเทศการศกึ ษา (๓.๒) การสรางทักษะในการนเิ ทศ (๓.๓) การใชก ลยทุ ธใ นการนิเทศ (๓.๔) การนาํ นวตั กรรมมาประยกุ ตใ ชใ นการนเิ ทศ (๓.๕) การควบคมุ และการประเมนิ เพ่อื การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา (๔) การนิเทศภายใน (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถวิเคราะห วิจยั สง เสริม ใหข อ เสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบการนิเทศ ภายในสถานศกึ ษา (๒) สามารถติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการจัดกระบวนการเรียนรู การสอนและการบริหารจดั การการศึกษา
เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๔ ๘ มถิ ุนายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(๓) สามารถประสาน สนับสนุน และเผยแพรผลงานดานการนิเทศการศึกษา แกหนวยงานที่เกยี่ วของ (๔) สามารถใชเทคนิคการนิเทศไดอยา งหลากหลายดว ยความเปน กัลยาณมติ ร ขอ ๔ นโยบายและการวางแผนการศึกษา ประกอบดวย สาระความรูแ ละสมรรถนะ ดงั ตอไปน้ี (ก) สาระความรู (๑) ระบบและทฤษฎกี ารวางแผน (๒) บรบิ ททางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งไทยท่มี อี ิทธพิ ลตอ การศึกษา (๓) แผนการศกึ ษาระดบั ชาติและระดับตา ง ๆ (๔) การวิเคราะหแ ละกาํ หนดนโยบายการศึกษา (๕) การวางแผนพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา (๖) การพฒั นาและประเมนิ นโยบายการศกึ ษา (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเก่ียวกับการวิเคราะหขอมูล และรายงานผล เพอื่ จัดทาํ นโยบาย แผน และการติดตามประเมนิ ผลดานการศกึ ษา (๒) สามารถใหคําแนะนาํ ปรกึ ษาเกี่ยวกับการกาํ หนดนโยบายและการวางแผน ดาํ เนนิ งาน และการประเมนิ คณุ ภาพการจดั การศกึ ษา (๓) สามารถใหค ําแนะนาํ ปรกึ ษาเกี่ยวกับการจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทมี่ งุ ใหเกดิ ผลดี คมุ คา ตอ การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา สังคม และสงิ่ แวดลอ มอยางย่ังยืน ขอ ๕ การพัฒนาหลักสูตรและการสอน ประกอบดว ย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) ความรเู ก่ียวกับหลักสตู ร (๒) การสรางหลักสูตรสถานศกึ ษา (๓) หลักการพฒั นาหลกั สตู ร (๔) การจดั การเรียนรู (๕) จติ วิทยาการศกึ ษา (๖) การวัดและการประเมินผล (๗) การจัดการศึกษาพเิ ศษ
เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๕ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกิจจานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรและการจัดทํา หลักสูตรสถานศกึ ษา (๒) สามารถสาธิต แนะนาํ ครใู หจ ัดกจิ กรรมทสี่ ง เสรมิ การเรยี นรไู ดเต็มศักยภาพ ของผเู รยี น (๓) สามารถประเมนิ หลกั สตู รและการนําหลกั สูตรไปใช ขอ ๖ การประกันคุณภาพการศึกษา ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดงั ตอไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) การบริหารคุณภาพ (๒) การประกันคุณภาพการศกึ ษา (๓) มาตรฐานคณุ ภาพการศึกษา (๔) กระบวนการประเมินคณุ ภาพภายในและภายนอกสถานศกึ ษา (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถศึกษา วิเคราะห วจิ ัย การจัดทํามาตรฐาน และการพัฒนาระบบ ประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา (๒) สามารถนิเทศ กํากับ ติดตาม และประเมินผลการประกันคุณภาพภายใน ของสถานศึกษา (๓) สามารถใหคําปรึกษา ขอเสนอแนะ และการวางระบบการจัดทํารายงาน ผลการประเมนิ ตนเองของสถานศกึ ษา เพ่ือการพฒั นาอยา งตอเนอื่ งและพรอ มรบั การประเมินภายนอก ขอ ๗ การบริหารจดั การการศึกษา ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั และระบบขอบขา ยการจดั การศึกษา (๒) หลกั การบรหิ ารจดั การการศกึ ษาโดยใชโรงเรยี นเปน ฐาน (๓) การปฏริ ูปการศกึ ษา (๔) กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวขอ งกบั การจัดการศึกษา
เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๖ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกิจจานุเบกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําปรึกษา แนะนําการจัดการศึกษาใหบรรลุวัตถุประสงค ตามเจตนารมณของการศึกษา (๒) สามารถนเิ ทศการบรหิ ารจัดการสถานศึกษาไปสูองคกรแหง การเรียนรู (๓) สามารถบรหิ ารจัดการการศึกษาโดยใชโรงเรียนเปนฐาน ขอ ๘ การวิจัยทางการศึกษา ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดังตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) ระเบยี บวิธีวจิ ัย (๒) กระบวนการวิจัย (๓) การนาํ ผลการวจิ ัยไปใช (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเกี่ยวกับการนํากระบวนการวิจัยไปใชใน การแกปญ หาและพัฒนาการเรียนการสอน (๒) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเก่ียวกับการนําผลการวิจัยไปใชในการพัฒนา การจดั การเรียนการสอน (๓) สามารถดําเนินการวิจัยเพ่ือสรางองคความรูใหม ๆ ดานการเรียนรูและ การจดั การศึกษา ขอ ๙ กลวิธีการถายทอดความรู แนวคิด ทฤษฎี และผลงานทางวิชาการ ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) กลวิธกี ารนาํ เสนอความรู แนวคิด ทฤษฎีท่เี หมาะสมกับการเรียนรู (๒) การเขียนรายงาน บทความ ผลงาน ผลการศกึ ษาคนควา และอืน่ ๆ (๓) การวเิ คราะห วิจารณผ ลงานวิชาการอยางสรา งสรรค (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถเขียนเอกสารทางวิชาการประเภทตาง ๆ
เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๗ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(๒) สามารถแนะนําและใหคําปรึกษาการเขียนเอกสารทางวิชาการแกครู และบุคลากรทางการศึกษา (๓) สามารถนําเสนอความรู แนวคิด ทฤษฎีดวยวิธีการท่ีหลากหลายและ เหมาะสมตอ การเรยี นรู ขอ ๑๐ การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดังตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ (๒) อนิ เทอรเนต็ (๓) คอมพิวเตอรช ว ยสอน (๔) ระบบมัลติมีเดียแบบปฏิสมั พันธ (๕) สํานักงานอัตโนมัติ (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการพัฒนาตนและการพัฒนางาน ไดอยางเหมาะสม (๒) สามารถใหคําปรึกษา แนะนําการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนา การจดั การศกึ ษาแกสถานศึกษา ขอ ๑๑ คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับศึกษานิเทศก ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดังตอไปน้ี (ก) สาระความรู (๑) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสําหรับศึกษานเิ ทศก (๒) จรรยาบรรณของวชิ าชพี ศึกษานเิ ทศก (๓) การบริหารกิจการบา นเมอื งทดี่ ี (ข) สมรรถนะ (๑) ปฏิบตั ติ นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพศกึ ษานิเทศก (๒) มหี ลักธรรมในการนเิ ทศและประพฤติเปน แบบอยา งทีด่ ี
เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๘ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานุเบกษา หมวด ๓ มาตรฐานการปฏิบัติงานของศกึ ษานิเทศก ขอ ๑๒ ผปู ระกอบวิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศก ตอ งปฏิบัตงิ านตามมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน ดงั ตอไปนี้ (๑) ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ียวกับการพัฒนาการนิเทศการศึกษา เพื่อใหเกิดการพัฒนา วิชาชีพทางการศกึ ษา (๒) ตดั สินใจปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการนเิ ทศการศกึ ษา โดยคาํ นึงถึงผลทจ่ี ะเกิดแกผูรบั การนเิ ทศ (๓) มุงมั่นพัฒนาผูรับการนิเทศใหลงมือปฏิบัติกิจกรรมจนเกิดผลตอการพัฒนาอยางเต็ม ศกั ยภาพ (๔) พฒั นาแผนการนิเทศใหส ามารถปฏบิ ตั ิไดเกดิ ผลจรงิ (๕) พฒั นาและใชน วัตกรรมการนิเทศการศึกษาจนเกิดผลงานที่มคี ณุ ภาพสงู ขน้ึ เปนลําดับ (๖) จัดกจิ กรรมการนิเทศการศึกษาโดยเนนผลถาวรทเ่ี กิดแกผรู บั การนิเทศ (๗) รายงานผลการนิเทศการศึกษาไดอ ยา งเปนระบบ (๘) ปฏิบตั ติ นเปน แบบอยางทดี่ ี (๙) รวมพัฒนางานกบั ผอู น่ื อยางสรา งสรรค (๑๐) แสวงหาและใชขอมลู ขา วสารในการพัฒนา (๑๑) เปน ผูนาํ และสรา งผนู ําทางวิชาการ (๑๒) สรางโอกาสในการพฒั นางานไดทกุ สถานการณ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ประกาศ ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เสริมศักด์ิ วศิ าลาภรณ ประธานกรรมการครุ สุ ภา
้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ เรยี บเรยี งและรวบรวมโดย นายบวร เทศารนิ ทร สบื คนขอ มลู เพมิ่ เติมไดท ี่ http://www.sobkroo.com ตดิ ตอ กับผเู รยี บเรียงไดท่ี 08-9942-1665 หรือ 08-1879-6280 หรือ E-mail; [email protected] , [email protected] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446