Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

Published by ปัณณธร ละม้าย, 2019-08-08 06:26:14

Description: 8357_คู่มือเตรียมสอบ ศน. สมบูรณ์

Search

Read the Text Version

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 388 ค. จรรยาบรรณวิชาชพี ทางการศกึ ษา “จรรยา” มีความหมายเชนเดียวกับคําวา “จริยา” ซ่ึงหมายถึง กิริยาท่ีพึงปฏิบัติสวนคําวา “บรรณ” หมายถึง หนังสือ ดังน้ันเมื่อนําคําท้ังสองมารวมกันเปน “จรรยาบรรณ” จึงมีความหมายวา ความประพฤติที่ ผูประกอบวิชาชีพตาง ๆ พึงปฏิบัติ โดยบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร ขอกําหนดที่บัญญัติไวน้ันเพื่อรักษา ชื่อเสียงเกียรติคุณของวิชาชีพและฐานะของสมาชิกน้ัน ๆ จรรยาบรรณจึงกฎเกณฑที่ควรปฏิบัติ โดยกําหนด ไวเปน ลายลักษณอกั ษรชดั เจนเปนกติกาของหมูคณะ วิชาชีพทางการศึกษา หมายความวา วชิ าชีพทางการศึกษาท่ีทําหนาที่หลักทางดานการเรยี นการสอน และการสงเสริม การเรียนรูของผูเรียนดวยวิธีการตาง ๆ รวมท้ังการรับผิดชอบการบริหารสถานศึกษาใน สถานศึกษาปฐมวัย ข้ันพ้ืนฐาน และอุดมศึกษาท่ีต่ํากวาปริญญา ท้ังของรัฐ และเอกชน และการบริหารการ ศึกษานอกสถานศึกษาในระดับเขตพ้ืนท่ีการศึกษาตลอดจน การสนับสนุนการศึกษา ใหบริการหรือปฏิบัติ งานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศและการบริหารการศึกษาในหนวยงานการ ศกึ ษาตา ง ๆ ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา หมายความวา ครู ผูบริหารสถานศึกษา ผูบริหารการศึกษา และ บคุ ลากรทางการศึกษาอ่ืน ซ่ึงไดรบั ใบอนุญาตเปน ผปู ระกอบวิชาชีพตามพระราชบญั ญตั ิสภาครูและบุคลากร ทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546 มาตรฐานการปฏิบัติตน หมายความวา จรรยาบรรณของวิชาชีพท่ีกําหนดข้ึน เปนแบบแผนในการ ประพฤติตน ซ่ึงผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตองปฏิบัติตาม เพ่ือรักษาและสงเสริมเกียรติคุณ ช่ือเสียง และฐานะของผูประกอบ วิชาชีพทางการศึกษาใหเปนท่ีเชื่อถือศรัทธาแกผูรับบริการและสังคม อันจะนํา มาซ่ึงเกียรตแิ ละศักด์ิศรีแหง วชิ าชพี มาตรฐานวิชาชีพการศึกษา ประกอบดวย 3 ดาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ ประกอบไปดวย 5 ดาน รวม 9 ประการ ดงั นี้ 1) มาตรฐานวชิ าชพี 3 ดาน ไดแ ก 1.1) มาตรฐานดา นความรูและประสบการณ 1.2) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงาน 12 ประการ 1.3) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน(จรรยาบรรณ) ประกอบดวย 5 หมวดหมู 9 ประการ 2) จรรยาบรรณวชิ าชีพ ไดแก 2.1) จรรยาบรรณตอ ตนเอง 2.2) จรรยาบรรณตอวชิ าชีพ คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 389 2.3) จรรยาบรรณตอผูรบั บรกิ าร 2.4) จรรยาบรรณตอ ผรู วมประกอบวิชาชีพ 2.5) จรรยาบรรณตอสงั คม 3) รายละเอียดจรรยาบรรณของวิชาชพี - ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตองประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผนพฤติ กรรมตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ประกอบดวย 3.1) จรรยาบรรณตอตนเอง ขอ 1 ผปู ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ตอ งมวี ินยั ในตนเอง พัฒนาตนเองดานวิชาชพี บคุ ลกิ ภาพ และวิสยั ทัศน ใหท นั ตอการพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมืองอยเู สมอ 3.2) จรรยาบรรณตอ วชิ าชพี ขอ 2 ผูประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ตอ งรกั ศรทั ธา ซอ่ื สัตยสุจรติ รับผิดชอบตอ วชิ าชีพ และ เปน สมาชกิ ทด่ี ีขององคกรวชิ าชีพ 3.3) จรรยาบรรณตอ ผูร ับบรกิ าร ขอ 3 ผูประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ตอ งรัก เมตตา เอาใจใส ชว ยเหลอื สง เสรมิ ใหกําลงั ใจแก ศิษย และผรู บั บริการ ตามบทบาทหนา ทโ่ี ดยเสมอหนา ขอ 4 ผปู ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ตองสงเสริมใหเกดิ การเรยี นรู ทกั ษะ และนสิ ยั ที่ถูกตอ ง ดีงามแกศษิ ยและผูรบั บริการ ตามบทบาทหนาทอี่ ยางเต็มความสามารถ ดว ยความบรสิ ุทธใิ์ จ ขอ 5 ผปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ งประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นเปนแบบอยางทด่ี ี ทงั้ ทางกาย วาจา และจติ ใจ ขอ 6 ผูป ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตองไมกระทาํ ตนเปนปฏิปก ษต อความเจรญิ ทางกาย สตปิ ญญา จิตใจ อารมณ และสงั คมของศษิ ย และผรู บั บรกิ าร ขอ 7 ผูประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ตองใหบรกิ ารดวยความจริงใจและ เสมอภาค โดยไม เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชนจ ากการใชต าํ แหนง หนาทโ่ี ดยมิชอบ 3.4) จรรยาบรรณตอ ผูรว มประกอบวิชาชพี ขอ 8 ผปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พงึ ชวยเหลือเก้ือกลู ซง่ึ กนั และกันอยา งสรา งสรรค โดย ยดึ มัน่ ในระบบคณุ ธรรม สรางความสามคั คีในหมูคณะ 3.5) จรรยาบรรณตอ สังคม ขอ 9 ผูประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเปนผูนําในการอนุรักษและพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปญ ญา สิง่ แวดลอ ม รักษาผลประโยชนของ สวนรวม และยดึ ม่ัน ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 390 6. จติ วทิ ยาการศกึ ษาและการแนะแนว ก. จติ วิทยาการเรียนรู 1) ความหมายของการเรยี นรู การเรียนรูตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอยางคอนขาง ถาวรอันเปนผลมาจากการฝกฝนหรือการมีประสบการณ โดยพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการเรียนรูจะ ตองมีลักษณะสาํ คัญ คอื พฤตกิ รรมท่เี ปลี่ยนไปจะตองเปล่ยี นไปอยางคอนขา งถาวร จึงจะถอื วาเกิดการเรยี นรู ขนึ้ หากเปนการเปลี่ยนแปลงชวั่ คราวก็ยังไมถือวาเปนการเรียนรู พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจะตองเกิดจาก การฝกฝน หรือเคยมีประสบการณน ัน้ ๆ มากอน 2) ทฤษฎกี ารเรียนรู ทฤษฎกี ารเรียนรูทางจิตวทิ ยาอาจแบงเปน 2 กลุมใหญๆ คอื 2.1 ทฤษฎีการเรียนรูกลุมปญญานิยม (Cognitive theory) ทฤษฎีในกลุมนี้อธิบายวา การเรียนรูเปน ผลของกระบวนการคิด ความเขาใจ การรับรูส่ิงเราท่ีมากระตุนผสมผสานกับประสบการณในอดีตท่ีผานมา ของบุคคล ทําใหเกิดการเรียนรูขึ้น ซ่ึงการผสมผสานระหวางประสบการณที่ไดรับในปจจุบันกับประสบ- การณในอดีต จําเปนตองอาศัยกระบวนการทางปญญาเขามามีอิทธิพลในการเรียนรูดวย ทฤษฎีกลุมน้ีจึงเนน กระบวนการทางปญญา (Cognitive Process) มากกวาการวางเงื่อนไขเพื่อใหเกิดพฤติกรรม ทฤษฎีการเรียนรู ในกลุมนี้ ไดแ ก ทฤษฎกี ารเรยี นรูปญญาทางสงั คม การเรยี นรแู บบการหยั่งรู เปนตน 2.2 ทฤษฎีการเรยี นรูกลุมพฤตกิ รรมนิยม (Behavioral Theory) ทฤษฎีในกลมุ น้ี อธิบายวา การเรียน รูในส่ิงตางๆ เปนการสรางความสัมพันธหรือเชื่อมโยงระหวางส่ิงเรากับการตอบสนอง ทฤษฎีที่สําคัญใน กลุมนี้ไดแก ทฤษฎีการเรียนรูวางเง่ือนไขแบบคลาสสิก หรือแบบส่ิงเราและทฤษฎีการเรียนรูก ารวางเงื่อนไข แบบการกระทํา 3) ทฤษฎีการเรยี นรใู นกลมุ ปญญานยิ ม 3.1 ทฤษฎีปญญาทางสังคม (Social Cognitive theory) โดย ศาสตราจารย อัลเบิรต แบนดูรา (Albert Bundura, 1986) แหง มหาวทิ ยาลัยสแตนฟอรด เขามแี นวคดิ พน้ื ฐาน ดังนี้ 1) พฤติกรรม (behavior หรือ B) ของมนุษยมีปฏิสัมพันธกับปจจัยหลักอีก 2 ปจจัย คือ ปจจัยทาง ปญญาและปจจัยสวนบุคคลอื่นๆ (Personal Factor หรือ P) อิทธิพลของสภาพ แวดลอม (Environmental Influences หรอื E)แบนดูราเรียกแนวความคดิ ทงั้ หมดรวมกันวา เปน ปจจยั สามปจจัยซึ่งกําหนดซึ่งกันและกัน 2) ความแตกตางระหวางการเรียนรู (Learning) กับการกระทํา(Performance)ซ่ึงสําคัญมากเพราะคน เราอาจจะเรียนรอู ะไรหลายอยา งแตไมจําเปน ตอ งแสดงออกทุกอยา ง 3) การเรียนรขู องมนุษยสว นมากเปน การเรียนรูโดยการสงั เกต (Observational Learning) หรอื การ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 391 เลยี นแบบจากตวั แบบ (Modeling) สําหรบั ตัวแบบไมจาํ เปนตอ งเปนตวั แบบท่ีมีชวี ิตเทา นัน้ แตอ าจจะเปน ตัวแบบสญั ลกั ษณ กระบวนการเรียนรูโดยการสังเกต การเรียนรูโดยการสังเกต หรือการเลียนแบบประกอบไปดวย 4 กระบวนการ คือ กระบวนการใสใจ กระบวนการเก็บจาํ กระบวนการกระทาํ และกระบวนการจูงใจ 1) กระบวนการใสใจ (Attentional processes) เปนกระบวนการท่ีมนุษยใสใจและสนใจรับรูพฤติ กรรมของตัวแบบ การเรียนรูโดยการสังเกต จะเกิดข้ึนไดมากก็ตอเม่ือบุคคลใสใจตอพฤติกรรมของตัวแบบ แตการจะใสใจไดมากนอยเพียงไรข้ึนอยูกับปจจัยหลัก 2 ปจจัย คือ ปจจัยเก่ียวกับตัวแบบ และปจจัยเก่ียวกับ ผสู งั เกต 2) กระบวนการเก็บจาํ (Retention processes) เปนขัน้ ท่ผี ูสังเกตบนั ทึกสิง่ ท่ีตนสังเกตจากตัวแบบ ไปเกบ็ ไวใ นความจําระยะยาว ซ่งึ อาจจะเก็บจาํ ในรปู ของภาพ หรอื คําพูดกไ็ ด 3) กระบวนการกระทํา (Production processes) เปนกระบวนการที่ผูสังเกตเอาส่ิงท่ีเก็บจํามาแปลง เปนการกระทาํ ปจจยั ท่สี าํ คัญของกระบวนการนค้ี ือ ความพรอ มทางดา นรางกายและทกั ษะทจ่ี าํ เปน จะตอ งใช ในการเลยี นแบบของผสู ังเกต ถา ผูส ังเกตไมม คี วามพรอ มกไ็ มส ามารถทีจ่ ะแสดงพฤตกิ รรมเลียนแบบได 4) กระบวนการจูงใจ (Motivation process) ตามท่ีไดกลาวไวในหัวขอแนวคิดพ้ืนฐาน ที่แบนดูรา แยกความแตกตางระหวางการเรียนรู (Learning) ออกจากการกระทํา (Performance) นน่ั คือ เราไมจําเปนตอง แสดงพฤติกรรมทุกอยางท่ีไดเรียนรูออกมา เราจะทําหรือไมทําพฤติกรรมน้ันๆ ก็ข้ึนอยูกับวาเรามีแรงจูงใจ มากนอ ยแคไหน 3.2 การเรยี นรโู ดยการหย่งั รู (Insight Learning) นักจติ วิทยาทีส่ นใจเรื่องการเรียนรโู ดยการหยัง่ รู และทําการทดลองไวคือโคทเลอร (Kohler, 1925) โดยเขาใหข อสรปุ เกย่ี วกับการเรยี นรูโดยการหยั่งรู ไวด ังน้ี 1) แนวทางการเรยี นรใู นการแกป ญหาของผูเรยี นมักจะเกิดขึ้นทันทที ันใดจงึ เรยี กวา Insight 2) การทจ่ี ะมคี วามสามารถเรียนรูการแกป ญ หาอยางทนั ทีทันใดไดน นั้ ผูเรยี นจะตองมปี ระสบ การณในการแกป ญ หาทํานองเดยี วกันมากอน จะชวยทาํ ใหมองเห็นชอ งทางในการแกปญหาแบบใหมไ ด 3) นอกเหนอื จากประสบการณเ ดิมแลว ผเู รียนจะตองมีความสามารถในการมองเหน็ ความสัมพนั ธ ตา งๆ เพราะการที่มคี วามสามารถมองเหน็ ความสัมพันธของสงิ่ ตา งๆ น้ีเองจะมสี ว นชว ยใหผเู รยี นมกี ารเรยี น รูในการแกปญหาไดอยา งถูกตอ งความสามารถดงั กลาวนีจ้ ําเปนอยา งยงิ่ ท่ผี ูเรียนจะตองมรี ะดบั สตปิ ญญาดี พอสมควรจงึ สามารถแกป ญ หาโดยการหยั่งรูไ ด คูม ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 392 4) ทฤษฎกี ารเรยี นรกู ลุมพฤตกิ รรมนยิ ม 4.1 ทฤษฎีการเรียนรกู ารวางเงื่อนไขแบบคลาสสกิ (Classical Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเรา ผทู ี่คนพบการเรียนรลู ักษณะน้ีคือ อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849–1936) เขาสนใจศึกษาเก่ียว กับระบบยอยอาหาร โดยไดทําการทดลองกับสุนัขจนไดขอสรุปถึงพฤติกรรมสุนัขถูกวางเง่ือนไขหรือเรียก วาสนุ ัขเกดิ การเรยี นรกู ารวางเงอื่ นไขเบบคลาสสิก จากการทดลองของ พาฟลอฟ มสี งิ่ ท่ีตอ งขยายความดงั นี้ 1) UCS (Unconditioned Stimulus ) สง่ิ เราท่ไี มตอ งวางเงอื่ นไข คอื สิง่ เราที่สามารถกระตุนให อนิ ทรียเ กิดการตอบสนองไดโ ดยอัตโนมตั ิตามธรรมชาติ จากการทดลองกค็ อื ผงเนอื้ 2) CS (Conditioned Stimulus) ส่งิ เราทตี่ องวางเงือ่ นไขคือ สงิ่ เราท่ีเปนกลาง (Neutral Stimulus) ไมส ามารถกระตนุ ใหอินทรียเ กิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ จากการทดลองก็คือ เสียงกระดง่ิ 3) UCR (Uncondition Response) การตอบสนองท่ีไมต อ งวางเง่อื นไข คือ การตอบสนองโดย อตั โนมัตทิ ีเ่ กดิ จากการกระตุน ของ UCS 4) CR (Condition Response) การตอบสนองทต่ี องวางเงอ่ื นไข เปน การตอบสนองโดยอตั โนมัติ ทเ่ี กิดจากการวางเง่ือนไขรว มระหวา ง CS กบั UCS เมื่อ พาฟลอฟ คน พบการเรยี นรูว างเงอ่ื นไขแบบคลาสสิคแลว พาฟลอฟ ไดทําการทดลองตอ และคน พบหลกั การสําคัญๆ ดังตอไปนี้ 1) Extinction (การหยดุ ยงั้ ของพฤติกรรม) เมอ่ื สุนัขเกิดการเรยี นรูแ ลว คือ ใหแตเสียงกระดง่ิ (CS) อยางเดียวแลว สุนขั นาํ้ ลายไหล พาฟลอฟ ทดลองตอโดยใหแตเ สยี งกระด่งิ (CS) อยางเดียวไปเรอื่ ยๆ โดยไม ใหอ าหาร (UCS) เลย ปรากฏวา การตอบสนอง (นาํ้ ลายไหล) ของสนุ ขั จะคอยๆ ลดลง จนนา้ํ ลายหยดุ ไหลใน ที่สุด ปรากฎการณน เี้ รียกวา สนุ ขั เกดิ การหยดุ ยงั้ พฤติกรรม (Extinction) หรอื เกิดการหดหายของพฤติกรรม 2) Spontaneous Recovery (การฟนกลับมาใหมของพฤตกิ รรม) เมื่อสุนัขเกดิ การหยดุ ยง้ั พฤติ กรรมแลว ท้งิ ระยะไวซกั พกั หน่งึ แลวทดลองโดยใหเ ฉพาะเสยี งกระด่ิง (CS) เพียงอยางเดยี วโดยไมใ หอาหาร (UCS) ปรากฎวา สนุ ขั กลบั มีการตอบสนองโดยนํา้ ลายกลบั มาไหลใหม เราเรียก ปรากฎการณน ว้ี า \"การฟน กลับมาใหมของพฤตกิ รรม\" 3) Generalization (การแผขยายสง่ิ เรา) เม่อื สนุ ัขเกิดการเรียนรูแลว พาฟลอฟไดท ดลองเปล่ียน เสยี งกระดงิ่ ใหมโดยเสยี งใหมม ลี ักษณะคลายคลึงกบั เสยี งเดิม (อาจจะมีโทนเสยี งสงู หรือตํา่ กวา เดมิ เลก็ นอ ย) ปรากฏวาสนุ ขั เกิดการตอบสนอง คอื นา้ํ ลายไหล ปรากฏการณน ้เี รยี กวา การแผข ยายส่งิ เรา 4) Discrimination (การแยกแยะ) พาฟลอฟไดท ดลองเปล่ียนจากเสยี งกระด่ิง เปน เสียงระฆัง ปรากฎวาสนุ ัขไมต อบสนองแสดงวา สนุ ขั เกดิ การเรยี นรทู จ่ี ะแยกแยะความแตกตางระหวา งเสียงกระดิ่ง กับเสยี งระฆัง และมีการตอบสนองตา งกนั กบั สง่ิ เราที่มีลกั ษณะตางไปจากเดิม คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 393 4.2 ทฤษฎกี ารเรียนรูการวางเงอ่ื นไขแบบการกระทํา (Operant Conditioning theory) หรือทฤษฎีการ เรยี นรูเ งอื่ นไขผลกรรม นกั จติ วิทยาทเ่ี ปนเจาของทฤษฎกี ารเรยี นรูทเ่ี รียกวา \"Operant conditioning\" คอื เบอรร สั สกินเนอร (Burrhus Skinner) ชาวอเมริกนั ทฤษฎีของเขานับวาเปนทฤษฎีทม่ี ีประโยชนใ นการ อธิบายพฤติกรรมของมนุษย  และมหี ลักการประยกุ ตท ี่มีประโยชนห ลายอยา ง จนกระทง่ั ไดร บั เลอื กใหเ ปน นักจติ วิทยาทไ่ี ดรบั การยกยอ งมากที่สุดในศตวรรษน้ี แนวคิดสาํ คญั ของสกินเนอร 1) พฤติกรรมที่บุคคลกระทาํ หรอื แสดงออกจะเกดิ ผลกรรมตามมาเสมอ 2) ผลกรรมท่ีเกดิ ตามหลงั การกระทาํ ตางๆ นี้ จะทาํ ใหบ คุ คลเกิดการเรียนรวู าตนจะทาํ หรือไมทาํ พฤติกรรมเชน นนั้ อกี ในอนาคต จาก \"แนวคิดสําคัญ\" ดงั กลา ว จะเหน็ วา ผลกรรมท่เี กดิ ตามหลงั พฤตกิ รรม มีอิทธพิ ลตอ การเรยี นรู ของบคุ คลเปนอยา งมาก และผลกรรมทส่ี กนิ เนอรสนใจแบง เปน 2 ประเภท คอื 1. ผลกรรมท่เี ปน ตวั เสริมแรง หรอื การเสริมแรง (Reinforcement) การเสรมิ แรงแบง ออกเปน 2 ประเภท ก. การเสริมแรงทางบวก ข. การเสริมแรงทางลบ ก. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เปน การทําใหค วามถี่ของพฤตกิ รรมคงท่ี หรอื เพิ่มมากขึ้น อันเปน ผลเนือ่ งมาจากผลกรรมท่ีตามหลงั พฤติกรรมน้ันๆ ประเภทของตัวเสริมแรง สิ่งท่มี ี ศักยภาพเปนตัวเสรมิ แรงไดน้ัน แบงไดเปน 4 ประเภท คือ 1) ตัวเสรมิ แรงท่เี ปนส่ิงของ (Material Reinforcer) เปน ตัวเสริมแรงทีป่ ระกอบไปดวยอาหาร ของทเ่ี ลน ได และสิง่ ของตางๆ เชน ขนม ของเลน เสือ้ ผา นํา้ หอม รถยนต ฯลฯ 2) ตัวเสริมแรงทางสงั คม (Social Reinforcer) แบงเปน 2 ลักษณะ คือ คาํ พูด ไดแ ก คาํ ชมเชย เชน ดีมาก นาสนใจมาก ผมชอบมากเลย ใชเ ลยฉลาดจรงิ ๆ เปน ความคดิ ทด่ี ี ฯลฯ การแสดงออกทางทา ทาง เชน ยิ้ม มองอยางสนใจ การแตะตัว จับมือ ฯลฯ 3) ตัวเสรมิ แรงที่เปนกิจกรรม (Activity Reinforcer) ตัวเสริมแรงลกั ษณะน้ี บางคร้งั รูจ ักกัน ในชื่อของ หลักการของพรีแม็ค (Premack Principle) ซ่งึ กค็ อื การใชกิจกรรม หรอื พฤตกิ รรมที่ชอบไปเสริม แรงกจิ กรรมหรอื พฤตกิ รรมทไี่ มช อบ 4) ตวั เสริมแรงที่เปน เบยี้ อรรถกร (Token Reinforcer) เบย้ี อรรถกรจะมคี ณุ คาเปน ตวั เสรมิ แรง ได ก็ตอ เมื่อสามารถนาํ ไปแลกเปนตัวเสรมิ แรงอื่นๆ ได เชน ดาว คปู อง โบนสั เงนิ คะแนน เปนตน หลกั การใชการเสริมแรงทางบวกอยางมีประสทิ ธภิ าพ ไดแก 1) การเสริมแรงทางบวก จะตอ งใหหลงั จากเกดิ พฤติกรรมเปาหมายแลวเทา น้นั 2) การเสริมแรงทางบวกจะตอ งทําทันทีทพี่ ฤตกิ รรมเปาหมายเกิดข้ึน 3) การเสรมิ แรงทางบวกควรจะใหอยา งสมาํ่ เสมอ นนั่ คือควรใหการเสรมิ แรงทุกคร้งั หรือ แทบทุกครง้ั ท่พี ฤตกิ รรมเปา หมายเกิดขนึ้ ไมควรขึน้ อยกู บั อารมณของผดู ําเนินการปรับพฤติกรรม 4) ตัวเสริมแรงน้นั จะตอ งเลอื กใหเ หมาะกบั แตละบุคคล เน่อื งจากคนเรามคี วามแตกตางกัน คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 394 ดงั นั้นตวั เสริมแรงของแตละคนจงึ อาจไมเหมอื นกนั 5) ถา เปน ไปไดควรใชตวั เสรมิ แรงทีม่ อี ยใู นสภาพแวดลอ มน้ัน เชน การใชกิจกรรมที่ชอบ ทาํ มากท่สี ดุ หรอื ใชก ารเสรมิ แรงทางสังคม เปนตน 6) ควรมีการวางแผนการใชตารางการเสรมิ แรง ตารางเสรมิ แรง แบง เปน 2 ประเภท คอื การเสรมิ แรงตอเนอ่ื ง (Continuous Reinforcement) C.R.การเสรมิ แรงบางสวน (Partial Reinforcement) P.R. ข. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เปนการทําใหความถ่ีของพฤติกรรมคงท่ี หรือเพ่ิมมากข้ึน อันเปนผลมาจากการที่เราทําพฤติกรรมดังกลาว แลวสามารถหลีกหนีจากสิ่งที่เราไมพึงพอ ใจ (Aversive Stimuli) ได ตัวอยางเชน ใกลสอบ อานหนังสือหลีกหนีการสอบตก (Aversive Stimuli) ปวดหัว ทานยาแกปวดหลีกหนีสภาพไมสบายกาย, เจ็บปวด (A.S.) ไฟแดง หยุดรถหลีกหนีการถูกจับ, ปรับ (A.S.) เปนตน 2. ผลกรรมที่เปนตัวลงโทษ หรือ การลงโทษ การลงโทษ (Punishment) เปนการทําใหความถ่ีของพฤติกรรมเปาหมายลดหรือยุติลง อันเปน ผลเนื่องมาจากผลกรรมท่ีตามหลังพฤติกรรมน้ัน ตัวอยาง ขณะสอบปลายภาควิชาจิตวิทยา นายสุดหลอ ทุจริตในการสอบครจู ับไดเลยให F หลงั จากน้นั นายสุดหลอ ไมก ลาทุจริตใหก ารสอบอกี เลย ขอ เสนอแนะในการลงโทษ 1) ทําทนั ทีหรอื เรว็ ทีส่ ดุ เมอื่ พฤติกรรมทไ่ี มตองการเกดิ ขึน้ 2) ควรใหม คี วามรุนแรงพอเหมาะไมม ากหรือนอยเกนิ ไป 3) ควรใหผูถูกลงโทษรวู าพฤติกรรมใดที่ถกู ลงโทษและเพราะเหตใุ ด 4) ควรใชเ หตผุ ลไมใ ชอารมณ 5) ควรใชก ารลงโทษควบคกู บั การเสริมแรงทางบวก (ระงับพฤตกิ รรมทีไ่ มพ ึงปรารถนา โดย การลงโทษ และเม่อื ทาํ พฤติกรรมทพ่ี งึ ปรารถนาตองรีบใหก ารเสริมแรงทางบวก) 6) ผลู งโทษตองเปนตวั แบบทดี่ ีในทุกๆ ดาน 7) การลงโทษควรเปน วธิ สี ุดทา ย ถาไมจ าํ เปน ไมควรใชการลงโทษ (การลงโทษควรใชใ น กรณที ที่ าํ พฤติกรรมอนั ตรายตอ ชวี ิต เชน เด็กเอามอื ไปแหยปลั๊กไฟ ฯลฯ ) ขอเสยี ของการลงโทษ 1) การลงโทษเปนเพียง การกด (Suppress) พฤตกิ รรมที่ไมพงึ ปรารถนาไวเทานน้ั 2) กอใหเ กิดปญหาทางอารมณ เชน โกรธ เสยี ใจ เศรา ตามมา 3) เกดิ การเลยี นแบบพฤตกิ รรมการลงโทษ 4) เกิดทศั นคติที่ไมด ตี อผูลงโทษ คูมือเตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 395 ข. จิตวิทยาพฒั นาการ 1) ความหมายจติ วิทยาพฒั นาการ (Development Psychology) จิตวิทยาพัฒนาการ (Development Psychology) หมายถึง จิตวิทยาสาขาหน่ึงท่ีมุงศึกษาพฤติกรรม ของคนในวัยตางๆ กัน เพ่ือใหรูวาบุคคลมีพัฒนามาอยางไร ในแตละวัยมีสิ่งใดเกิดข้ึนบาง สาเหตุของการ เกิด สิง่ น้ันๆ มอี ยางไร 2) ประโยชนของจิตวิทยาพัฒนาการ (Development Psychology) จิตวทิ ยาพฒั นาการ (Development Psychology) มีประโยชนต อ ครอู ยา งไร โดยที่จุดประสงคสําคัญของจิตวิทยาพัฒนาการคือ การเขาใจบุคคล ท้ังในฐานะที่เปนบุคคลคนหนึ่ง และเปนสวนหน่ึงของสังคม การไดเขาใจถึงสติปญญา รางกาย อารมณ สังคม ตลอดจนความตองการของ บุคคลแตละวัย ยอมชวยใหบุคคลปรับตัวเขากันไดดีข้ึน สามารถดํารงชีวิตอยูไดอยางมีความสุข สามารถ ทาํ งานรวมกนั ไดอ ยางราบรนื่ สําหรบั ครูจะชวยใหเขาใจในกระบวนการตางๆ ของการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของเด็ก จะชวย ใหครูสามารถสง เสรมิ เดก็ ใหมพี ัฒนาการในดานตา งๆ ไดเ ปนอยา งดี สามารถจดั กจิ กรรมการเรียนรตู างๆ สอดคลองกบั วฒุ ิภาวะและระดบั พัฒนาการ ซึง่ จะมีผลตอ การเรยี นรูที่ดีท่สี ุดของนกั เรยี น 3) ความหมาย ของพฒั นาการ พฒั นาการ (Development) หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงทีเ่ ปนระบบระเบยี บ สามารถคาดคะเนได ตามสมควร เปนการเปล่ยี นแปลงท่กี า วหนา ของบคุ คล อนั เปนผลมาจากวุฒิภาวะและประสบการณ ซึ่งเกิด ขึน้ ตลอดชวี ิตตั้งแตแ รกเกดิ ความเจริญงอกงาม (Growth) หมายถึง การเปลีย่ นแปลงทีแ่ สดงใหเหน็ ถึงการเพิม่ ขึ้นทางดา น ปริมาณ (Quantity) เปน การเปลีย่ นแปลงทางดานโครงสรา ง (Structure) เปนการเพิ่มเกีย่ วกบั จํานวน เชน นํ้าหนกั สวนสูง ความหนา และจํานวนกลามเน้อื 4) ลกั ษณะและองคป ระกอบของพัฒนาการ 4.1 ลกั ษณะเฉพาะของพัฒนาการ 1) พฒั นาการจะเกดิ ในลักษณะที่ตอเน่ืองกนั (Continuity) จะดําเนินการไปตามลาํ ดับขนั้ พัฒนาการจะเกดิ ข้ึนทุกชวงของชีวติ 2) พัฒนาการจะเปนไปตามแบบฉบบั ของตวั เอง (Sequence) คอื อตั ราการพัฒนาการของ แตล ะบุคคลจะแตกตา งกัน คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 396 3) พัฒนาการจะเกิดในอตั ราทไี่ มเ ทา กัน (Ratio) อัตราการเจรญิ เตบิ โตแตละคนไมเ หมือน กันวยั เด็กเลก็ มีอัตราการพฒั นาการมากกวาเด็กโต 4) พฒั นาการจะเกิดเปนทศิ ทางเฉพาะ (Develop Mental Direction) พัฒนาการจะเปน ไป ตามแนวศรษี ะลงไปสปู ลายเทา เดก็ จะชันคอไดกอนเตบิ โตไปสแู กนกลางของลําตัว ไปสูสวนยอย เคลอ่ื น ไหวลาํ ตวั ไดกอ นนวิ้ มอื นิว้ เทา 4.2 องคประกอบของพฒั นาการ พัฒนาการประกอบดวย 1) วุฒภิ าวะ (Maturity) หมายถงึ ความเจริญเตบิ โตทั้งทางรางกายและจิตใจ พรอ มทจี่ ะทํางาน 2) การเรยี นรู (Learning) หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมอนั เปนผลมาจากประสบ การณหรือการฝก หดั การเรยี นรูเ ปน สาเหตอุ ยางหน่ึงทีท่ าํ ใหเ กิดการพฒั นา 4.3 พัฒนาการแบงออกไดเปน กด่ี าน นกั จติ วทิ ยาไดแบงพัฒนาการออกเปน 4 ดา น คือ 1) พฒั นาการทางดานรา งกาย (Physical Develop Metric) ไดแ ก การเปลย่ี นแปลงดา น ขนาด รูปราง โครงสรางของรางกาย กลามเน้ือ กระดกู และตอ ม การเพิม่ ของสวนสูงและประสทิ ธภิ าพของ ประสาท 2) พัฒนาการทางดานสตปิ ญญา (Mental Development) ไดแ ก ความรู ความจาํ เชาว ปญ ญา และความคิดอยา งมเี หตผุ ล 3) พัฒนาการทางดา นอารมณ (Emotional Development) ความรสู ึก ทศั นคติ คา นิยม 4) พฒั นาการทางดานสงั คม (Social Development) ไดแ ก การปรับตัวใหเ ขากับสภาพแวด ลอม รวมถึงบคุ ลิกภาพของบุคคลดว ยพนั ธุกรรมและส่ิงแวดลอ ม ความแตกตา งของบคุ คลเกดิ จากพนั ธกุ รรมและสิ่งแวดลอ ม ทง้ั สองสิ่งนี้มีบทบาทรว มกนั เปนตวั กําหนดพัฒนาการของคน 1) พนั ธุกรรม (Heredity) คือ การถา ยทอดลักษณะตา งๆ ทางชีววทิ ยาจากบิดามารดาไป สบู ุตร โดยผานทางเซลลสืบพนั ธุ 2) สิง่ แวดลอม (Environment) หมายถึง ทกุ สง่ิ ทกุ อยางท้ังมีชีวติ และไมม ีชวี ติ ที่มีอิทธิพล ตอมนุษย และสามารถท่ีจะปรุงแตง ชวี ติ ในรูปลักษณะตา งๆ 5) ความพรอ ม (Readiness) ปจ จัยทีท่ าํ ใหบุคคลเกิดความพรอ ม ไดแ ก วฒุ ภิ าวะ ความสนใจหรอื แรงจงู ใจ การไดร ับการฝก ฝน การเตรยี มตวั หรอื เตรยี มความพรอม 6)พฒั นาการของเด็กชว งอายุตางๆ พฒั นาการของเด็กชว งอายตุ างๆ ซ่ึงแบง เปนชว งอายุ 3-4 ป 4–5 ป และ5– 6 ป ดังตาราง คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

397 พัฒนาการ ดานรา งกาย ดา นสตปิ ญ ญา ดา นสังคม ดา นอารมณแ ละจติ ใจ 3 – 4 ป - เดินและว่ิงได - สมาธสิ น้ั (3 นาที) - ชอบเลนแบบคขู นาน - หงดุ หงดิ รอ งไหง าย 4 – 5 ป - กระโดดไดไมดี - ถาม “ทําไม”ตลอดเวลา - ไมช อบเลนกับผอู ื่น - พอใจคนทีต่ ามใจ 5 – 6 ป - ประสาทยงั ไม - คดิ ส่ิงท่ีเปนนามธรรม - แบง ปน ไมเ ปน - ชอบไดร ับคําชม สัมพันธก ัน ไมได - เริ่มรูจ ักใชพลัง - อยากรูอยากเห็น - ยดึ ตนเองเปน ศูนยกลาง ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com- เดินและวง่ิ ได - เปรียบเทยี บได - สนใจผูอื่น - ชอบทา ทายผใู หญ - กระโดดไดไ มด ี - เรียงลําดบั เหตกุ ารณไ ด - ชอบเลน บทบาทสมมตุ ิ - มนั่ ใจตนเองมากข้นึ - ประสาทยังไม - เขา ใจความเปนเหตเุ ปนผล - สนใจกจิ กรรมผูใหญ สัมพนั ธก ัน ขน้ึ - เร่มิ มพี ฤติกรรมกาวราว - เรม่ิ รจู กั ใชพลังงาน - ถามคาํ ถามมากมาย - พดู เปน ประโยค - คลองแคลวไมน่งิ - ชว งความสนใจยาวขึ้น - มปี ฏสิ มั พนั ธกับผูอนื่ - ยึดตนเองเปน ศูนย - ใชก ลา มเนือ้ เลก็ ได - พดู ประโยคไดยาวขึ้น - ชอบทาํ ใหผ อู ่ืนพอใจ กลางนอยลง ดี เชน ตดิ กระดุมเสอ้ื - รคู าํ ศพั ทมากขนึ้ ผกู เชอื ก รองเทา - คดิ เกมขึน้ เลน เองไดแ ละ - ชอบแสดงออก - อายงาย ชอบเปลี่ยนกฎขณะเลน - ชอบทําสิ่งทีถ่ ูกเพื่อใหค รู - รักครู ชมเชย คุณลกั ษณะตามวยั เดก็ ระดับกอ นประถมศกึ ษา พัฒนาการ อายุ 3 - 4 ป อายุ 4 - 5 ป อายุ 5 - 6 ป ดานรา งกาย - เดินขึ้นบันไดสลบั เทาได - เดิน กระโดด ไดดีเพราะ - เดนิ ขน้ึ ลงบนั ไดสลบั เทา ได - ว่งิ แลวหยดุ ไดโดยไมลม กลา มเนอ้ื เริ่มประสานสัมพนั ธ คลอ งแคลว กนั - กระฉบั กระเฉงไมอยูเฉย - ใชกรรไกรมอื เดยี วได - กระฉบั กระเฉงไมชอบอยเู ฉย - ใชก ลา มเนอ้ื เลก็ ไดดี เชน ตดิ - ตัดกระดาษเปน เสน ตรงได กระดุม ผูกเชือกรองเทา ได - วาดและระบายสีได - ยดื ตัว คลอ งแคลว ดา นอารมณ - พอใจคนท่ีตามใจ - มีความมน่ั ใจในตนเองสูงมากข้ึน - อายงา ย จิตใจและสังคม- ชอบท่ีจะทําใหผ ูใหญพ อใจ - ชอบทาทายผูใหญ - ยึดตัวเองเปนศูนยกลางนอยลง และไดคําชม - ชว ยตนเองได - ตอ งการใหม ีคนฟง คนสนใจ - ชอบเลน กบั เดก็ อนื่ - ชอบเลน แบบคูข นาน เลนของ ชนดิ เดียวกันแตต างคนตางเลน - สนใจผูอ่นื - ชวยตัวเองได - ชอบเลนบทบาทสมมุติ - ชอบสรางความพอใจใหอ ืน่ - ชอบเลนเปน กลมุ - ชอบแสดงออกและทําสิ่งที่ ถูกตอ งเพื่อใหผูใหญชมเชย คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

398 ดานสติปญญา - สนใจนิทานและเรอื่ ราวตางๆ - เปรียบเทยี บได - พูดประโยคไดย าวข้ึน - รูคาํ ศัพทมากข้ึน - สมาธิสั้นเนอื่ งจากอยากรู - เรยี งลําดับเหตุการณได - รอ งเพลง ทองคําคลอ งจองได - บอกช่อื นามสกุลของตนเองได อยากเห็นทกุ อยา งรอบตัว -เริม่ เขา ใจสงิ่ ท่เี ปน นามธรรม - นบั 1 – 20 ได -บอกความแตกตา งของกล่ินสเี สยี ง - ชอบทาย “ทําไม” ตลอดเวลา - ชอบถาม “ทาํ ไม” เนอ่ื งจาก รสรปู รา งและจัดหมวดหมสู ิ่งของ ได - รองเพลงงา ยๆ แสดงทา ทางเลียน เริม่ เรียนรูไดแลว แบบ - เขาใจความเปนเหตเุ ปน ผลได - พูดประโยคยาวขึ้น - พูดเปน ประโยคได ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com - ยังคดิ สิง่ ที่เปนนามธรรมไมได ค. การแนะแนว กิจกรรมแนะแนวเปนกระบวนการพฒั นาและสง เสริมผเู รียนดวยการจัดบริการ และกิจกรรมที่ หลากหลายเปนรายบุคคลและเปนกลุม โดยมุงสงเสริมพัฒนาบุคลิกภาพ มารยาท ทักษะชีวิต พ้ืนฐานของ ความเชอ่ื วา ทุกคนมีความแตกตา งกัน ทกุ คนมคี ุณคา สามารถพฒั นาตนเองใหเจรญิ งอกงามไดแ ละเตมิ เต็ม ใหผูเรียนสามารถจัดการชีวิตของตนไดตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ บนเต็มตามศักยภาพ ของแตละบุคคล 1) ความหมายของการแนะแนว การแนะแนว คือกระบวนการที่ชวยใหบุคคลรูจักและเขาใจตนเอง เรียนรูท่ีจะเขาใจสภาพแวดลอม รูจักวิธีการท่ีจะเผชิญกับปญหา ตัดสินใจเลือกวิธีแกปญหาไดอยางถูกตอง สามารถวางแผนการดําเนินชีวิต ในอนาคตของตนเองไดอยางถูกตอง และปรับตัวเขากับสังคมไดอยางดี ซ่ึงบุคคลกลุมนี้จะทําหนาที่ชวย เหลือ และสงเสริมใหเด็กไดมีพัฒนาการไปทุก ๆ ดาน และสามารถปรับตัวไดอยางเหมาะสม ซึ่งเปน กรรมวธิ ที ่จี ะตอ งกระทําตดิ ตอ กนั การแนะแนวตามหลักสตู รการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน คอื การแนะแนวทีม่ ุงใหนกั เรยี นทกุ คนมชี ว งชีวิตทีม่ ี คณุ ภาพและสงั คมทดี่ ี ใชชีวิตอยางเพยี งพอและมีความสุข โดยมรี ปู แบบในการจดั กิจกรรมแนะแนวเพื่อชว ย เหลอื และพัฒนานักเรียนสามารถแบง เปน 2 รปู แบบ ไดแก 1) การจัดกิจกรรม ดวยกระบวนการทางจติ วิทยาใหแกนักเรยี นทั้งเปน รายบุคคลและเปนกลุม เพ่ือให รจู กั นกั เรยี นมากขน้ึ และสง เสริมปองกันปญหาของนักเรยี นทุกคน การจดั กจิ กรรมจะจดั ในหองเรยี นโดยมี บรรยากาศที่เปนกนั เอง และนกั เรยี นทุกคนมสี วนรว มในการจดั กิจกรรม คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 399 2) การจัดบรกิ าร โดยมคี รแู นะแนวเปน ผใู หบริการขอมลู ขา วสารสารสนเทศท่ีจาํ เปน และทนั สมัย ทง้ั ดานการศึกษา อาชีพ และการพัฒนาบคุ ลิกภาพ เพอื่ ใหน กั เรียนไดสาํ รวจตนเองและรูจักตนเองในทุกดาน สามารถตัดสินใจและแกปญหาดว ยตนเอง ตลอดจนชวยเหลือแกไขและฝก ประสบการณทเ่ี หมาะสม สาํ หรับนักเรยี นไดใ ชเปน แนวทางในการวางแผนการศกึ ษาและการดาํ เนินชวี ติ ตอไปในอนาคต 2) ความสาํ คญั ความจําเปน และประโยชนข องการแนะแนว สาเหตุที่จําเปนจะตองมีบริการแนะแนว สืบเนื่องมาจากปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย การอยูรวมกลุมกันของมนุษยยอมกอใหเกิดปญหาตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในสังคมมากมาย การอยูรวมกลุมกันของ มนษุ ยยอมกอใหเ กดิ ปญหาตา ง ๆ ตามธรรมดา นอกจากน้นั การที่มนุษยต องตอ สูด้ินรนเพื่อความอยรู อด และ ดําเนินชีวิตตามสมควรแกอัตภาพ ทําใหเกิดปญหาอยูตลอดเวลา ปญหาของมนุษยเร่ิมแรกจะเกิดจากปญหา ครอบครัว จะคอย ๆ เปนปญหาที่สืบเน่ืองไปสูสังคมนอกบาน เพ่ือนบาน จากสังคมกลุมเล็กไปสูสังคมกลุม ใหญ และคอย ๆ กลายเปนปญหาของประเทศชาติไปในท่ีสุด การแนะแนวจะชวยปองกันปญหา ลดปญหา ตาง ๆ ใหนอ ยลง และประโยชนข องการแนะแนว สรปุ ไดด ังน้ี 2.1) ชวยใหนักเรียนสามารถศึกษาหาความรูอยางถกู วธิ ี ชวยใหเกิดความเขาใจในบทเรยี นไดด ยี ่ิงข้ึน ทําใหเ กดิ ประสิทธภิ าพในการเรยี นการสอน 2.2) ชวยใหนักเรยี นสามารถเรียนไปตามความถนดั ของตนเอง สามารถเลอื กวชิ าตามความรูความ สามารถของตนเอง 2.3) ชว ยกระตนุ ใหน ักเรยี นเห็นคุณคาของการศกึ ษา ทาํ ใหเกิดความสนใจในการเรยี น พอใจท่จี ะ ศึกษาหาความรู 2.4) ชวยใหโ รงเรียนสามารถจดั วชิ าเรียนไดส นองความตองการของนักเรยี นรแู นวทางวา วิชาใด ควรจดั และเหมาะสมกับผูใ ด 2.5) ชวยปองกนั ปญ หาตาง ๆ โดยการวางแผนเอาไวล ว งหนา เพ่ือชว ยใหน กั เรียนหลีกหนจี าก ปญหา ไมตอ งเผชญิ กับปญ หา 2.6)ชว ยใหนกั เรยี นรจู ักคิด และรว มกิจกรรมตาง ๆ ไปตามความพอใจและความสามารถของตนเอง 2.7) ชวยใหน กั เรียนสามารถเลือกอาชีพไปตามความถนดั ของตนเอง อันจะเปน แนวทางไปสคู วาม สมั ฤทธิผ์ ลในวชิ าทตี่ นเองเลอื กเรยี น 2.8) ชว ยใหน กั เรยี นเกิดความคิดริเร่มิ สรา งสรรค รจู ักคดิ และปฏบิ ตั ิสิ่งใหม ๆ ไดด ว ยตนเอง สราง ความเช่ือมนั่ ใหก บั ตนเอง 2.9) ชว ยใหนกั เรยี นไดมีการพัฒนาการไปอยางถูกหลักวธิ ี โดยมีการพัฒนาการไปพรอ ม ๆ กัน ทั้งทางดา นรา งกาย สมอง อารมณ และสังคม 2.10 )ชวยใหนักเรียนประสบความสาํ เร็จในการศึกษาเลา เรยี น แลว สามารถนาํ ความรทู ไ่ี ดร ับไป ปรับตัวใหอ ยใู นสังคมไดอยา งราบร่ืน คูมอื เตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 400 2.11) ชว ยใหนกั เรียนรูจกั รกั ษาระเบียบวินยั และขนบธรรมเนยี มประเพณีอนั ดีงาม รูจกั หนา ทข่ี อง ตนเองในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเปนสมาชิกทด่ี ีของครอบครัว มีมานะอดทน ขยันหม่นั เพยี ร เพ่อื นําไปสคู วามสําเรจ็ 2.12) ชว ยใหน กั เรียนเขา ใจตนเอง รูจกั ตวั เองอยางแทจริง รูจ ักคิดและแกไ ขปญ หาไดดว ยตนเอง รจู กั วางแผนชวี ิตในอนาคต และดาํ เนินชวี ติ ไปตามท่ตี นตอ งการ 3) วตั ถุประสงคการแนะแนว 3.1) เพอื่ ใหนักเรยี นคน พบความถนดั ความสามารถ และความสนใจของตนเอง 3.2) เพ่อื ใหนกั เรียนไดร ับขอ มูล ขาวสาร ดา นการศึกษาและอาชพี เพอ่ื นาํ ไปวางแผนการศกึ ษาตอ และเลอื กอาชีพทเี่ หมาะสม สอดคลอ งกับความถนัดและความสนใจของตนเอง 3.3) เพ่อื ใหนักเรียนไดพฒั นาบุคลกิ ภาพและสามารถปรบั ตนอยใู นสงั คมไดอยางมีความสขุ 3.4) เพอื่ สงเสริมคุณธรรม จรยิ ธรรม และปลูกฝงคา นิยมที่เปนพน้ื ฐานแกนกั เรยี น 3.5) เพอื่ เสรมิ สรางใหนกั เรียนมคี วามรู ความสามารถ ความคิดสรางสรรค และมีเจตคติท่ีดตี อ สัมมาชพี ทกุ ประเภท 4) ขอบขา ยของการแนะแนวมสี าระสําคญั 3 ดาน 1) การแนะแนวการศกึ ษา มงุ หวงั ใหผูเรยี นพฒั นาการเรียนไดเ ตม็ ศักยภาพ รจู กั แสวงหาความรู และ วางแผนการเรียนไดอยางมปี ระสิทธภิ าพ สามารถปรบั ตวั ดา นการเรยี น และมีนิสยั ใฝร ใู ฝเ รียน 2) การแนะแนวอาชีพ ชว ยใหผเู รยี นรจู ักตนเองและโลกของงานอยา งหลากหลาย มเี จตคตแิ ละนิสยั ท่ีดีในการทํางาน มโี อกาสไดรบั ประสบการณและฝก งานตามความถนดั ความสนใจ 3) การแนะแนวเพอ่ื พัฒนาบุคลิกภาพ ชวยใหผเู รยี นเขาใจตนเอง รกั และเห็นคณุ คา ในตนเองและผอู น่ื มีอารมณม ่ันคง มมี นษุ ยสมั พนั ธท ด่ี ี เขาใจส่งิ แวดลอ มและสามารถปรบั ตัวใหดาํ รงชวี ติ อยูใ นสังคมอยา ง เปน สุข 5) ภาระงานในการแนะแนว ประกอบดวย 5 งานหลกั ดงั น้ี 5.1) งานศึกษารวบรวมขอมูล เปนการศึกษา สํารวจ ขอมูลเก่ียวกับตัวผูเรียนดวยวิธีการตาง ๆ เชน การสังเกต สัมภาษณ ใชแบบสอบถาม แบบทดสอบ การเขียนอัตชีวประวัติ สังคมมิติ การเยี่ยมบาน โดย มีการบันทึกขอมูลในระเบียนพฤติการณ ระเบียนสะสม สมุดรายวานประจําตัวผูเรียน เปนตน ขอมูลเหลานี้ จะชว ยใหค รรู ูจักผูเ รยี นแตล ะคนวาเปน อยางไร ตองการอะไร และควรใหความชวยเหลือในลกั ษณะใด คูมอื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 401 5.2) งานสารสนเทศ เปนการใหขอมูลขาวสาร ความรูที่จําเปนในการตัดสินใจ เชน ขอมูลเก่ียวกับการ ศึกษา อาชพี วัฒนธรรม ศลี ธรรม จริยธรรม สุขภาพ โดยนาํ เสนอในรปู แบบตา ง ๆ เชน การบรรยาย อภปิ ราย จดั ปายสนเทศ การจัดหาเอกสารคูมือใหอาน ทัศนศึกษา การใชสื่อภาพยนต วีดิทัศน เปนตน ขอมูลที่ถูกตอง ทันสมัยมีความจําเปนมากในการชวยใหผูเรียนสามารถตัดสินใจไดอยางเหมาะสมมากข้ึน และปองกันความ ลม เหลวไดอ ยา งมาก 5.3) งานใหคําปรึกษา มีจุดมุงหมายที่จะชวยใหผูเรียนท่ีมารับการปรึกษาเกิดการเรียนรูและเขาใจตนเอง รูวาปญหาของตนอยูม่ีไหน ควรจะแกไขตนเองอยางไร การแกไขนั้นมีก่ีทาง และควรเลือกทางใดจึงจะ เหมาะสมกบั ตนเองมากท่ีสุด พรอ มท้งั เกิดความรับผิดชอบในการชว ยตนเองอยา งจริงจงั 5.4) งานปองกัน สงเสริม พัฒนา ชวยเหลือ เปนการจัดกิจกรรมดวยรูปแบบวิธีการที่หลากหลาย เพื่อ ให ผูเรียนไดรับประสบการณ ไดรับการฝกฝน หรือไดรับการชวยเหลือตามควรแกกรณี เชน กิจกรรมท่ี สนองความถนัด ความสนใจ และความสามารถ แกผูเรียนทุกกลุม ทุกคน รวมท้ังการจัดหาทุนการศึกษา อาหารกลางวนั หรอื การหางานพเิ ศษ 5.5) งานติดตามประเมินผล เปนการติดตามผลการดําเนินงานแนะแนวตาง ๆ ท่ีจัดใหแกผูเรียน การ ตดิ ตามประเมินผลแบง ออกเปน 2 งาน คอื 5.5.1) งานติดตามและประเมินผลท่ีมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้นกับผูเรียน ซ่ึงจะเปน ประโยชนในการชวยเหลือผเู รยี นแตล ะคนใหส ามารถแกปญ หาและปรับปรงุ ตนในดา นตาง ๆ ไดอยา งเหมาะ สม และเพื่อนาํ ขอ มูลท่ีไดไ ปใชป ระเมินผลการดําเนนิ งานแนะแนวและงานอืน่ ๆ ของโรงเรยี น 5.5.2) งานติดตามและประเมินผลที่มีวัตถุประสงคเพ่ือพิจารณาผลที่ไดจากการดําเนินโครงการ แนะแนววา มีคุณคามากนอยเพียงใด ไดผลหริไม ควรปรับปรุงพัฒนาอยางไร และควรขยายผลตอไปหรือไม เปนตน 6) มาตรฐานกิจกรรมแนะแนวตามหลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน มาตรฐานกจิ กรรมแนะแนวตามหลักสูตรการศึกษาขัน้ พื้นฐานของแตละชวงช้ัน ประกอบ 4 มาตรฐาน ดงั น้ี มาตรฐานที่ 1 รูจกั เขาใจและเห็นคุณคาในตนเองและผอู ่นื มาตรฐานท่ี 2 มีความสามารถในการแสวงหาและใชข อ มูลสารสนเทศ มาตรฐานท่ี 3 มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจและแกป ญหาไดอ ยา งเหมาะสม มาตรฐานที่ 4 มคี วามสามารถในการปรับตวั และการดาํ รงชีวิตอยา งมีความสุข คูมอื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 402 7. มนุษยสัมพนั ธแ ละการประสานงาน ก. มนษุ ยสัมพนั ธ (human relations) มนษุ ยสัมพันธ เปนส่งิ ที่มีความสําคัญมากในการดําเนินชีวติ และการปฎิบตั งิ าน เพราะไมม ีใครสามารถ อยูคนเดียวโดยไมเก่ียวของกับผูอ่ืน การที่บุคคลจะสามารถดําเนินชีวิตอยูในสังคมอยางเปนสุขนั้น จําเปน ตองมีมนษุ ยสมั พนั ธท ดี่ ี 1) ความหมายของมนษุ ยสมั พนั ธ มนุษยสัมพันธ(human relations) คือ การรวมคนใหทํางานรวมกันในลักษณะท่ีมุงใหเกิดความรวมมือ ประสานงาน ความคิดริเร่มิ สรา งสรรค เพือ่ ใหบงั เกดิ ผลตามเปา หมาย มนุษยสัมพันธ เปน การจูงใจบุคคลในกลุมใหรวมมือกนั เพื่อทํางานอยางมีประสิทธิภาพ บังเกิดผลเปน ท่นี า พอใจทง้ั ในดานเศรษฐกจิ และสังคม มนุษยสมั พนั ธเ ปน เร่อื งราวท่ีวา ดวยพฤตกิ รรมของคนทม่ี าเก่ียวขอ งกบั การทาํ งานรวมกบั องคก ารหรือ หนวยงานเพอ่ื ใหก ารทาํ งานรวมกนั ดําเนินไปดวยความราบร่นื บรรลุวัตถปุ ระสงคแ ละเปาหมาย จากความหมายของมนุษยสัมพันธที่ยกมาเปนตัวอยางท้ัง 3 ความหมายดังกลาว อาจสรุปไดวามนุษย สัมพันธเปนความสัมพันธระหวางบุคคลหรือระหวางกลุมบุคคลในองคการใดองคการหน่ึง หรือสังคมใด สงั คมหนึง่ เพ่ือดาํ เนินการใหองคการนั้นหรือสังคมน้ันบรรลผุ ลตามเปาหมายที่วางไว ซึ่งจะมี 2 ลักษณะดวย กันคือ มนุษยสัมพันธอันดีและมนุษยสัมพันธไมดี ถามีมนุษยสัมพันธอันดี บุคคลในองคการหรือสังคมดัง กลาวก็จะมีความรูสึกพึงพอใจตอกันและกันมีความเขาใจอันดีตอกัน รวมมือกันประสานงาน ชวยเหลือ แบงปน และใหอ ภยั ตอกนั แตถ ามนุษยสัมพันธไ มดี บคุ คลในองคก ารนั้นหรือสังคมน้ันก็มกั จะไมช อบพอกนั ขัดแยงกัน ไมรวมมือกัน ไมชวยเหลือ ตางคนตางอยูหรือกล่ันแกลงกัน สงผลใหงานสวนรวมขององคการ หรือกลุมสังคมนั้นๆ เสียหาย บุคคลในกลุมขาดความสุข ซึ่งในทาท่ีสุดก็จะสงผลกระทบตอการดําเนินชีวิต ของบคุ คลทุกคนในกลุม นัน้ ๆ ไมมากก็นอย 2) องคประกอบของมนุษยสัมพนั ธ การสรางมนุษยสัมพันธใหเกิดขึ้นในกลุมคนไมวาจะเปนกลุมใด จะตองคํานึงถึงองคประกอบของ มนษุ ยสัมพันธซึง่ เปนปจจัยสนับสนุนหรอื เปนอปุ สรรคของความสัมพันธข องกลุม แลว ดําเนนิ การสรา งเสริม พัฒนา และปรบั ปรุงปจจัยตางๆ เหลาน้ันใหเปนปจจัยที่เอื้อตอ มนุษยสัมพันธท่ีดีใหได สําหรับองคประกอบ ของมนษุ ยส ัมพนั ธมี 3 ประการดว ยกัน ไดแก การรูจักตน การเขาใจผอู ื่น และการมีสภาพแวดลอมทีด่ ี คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

403 ในเรื่องของการรูจักตนนั้น บุคคลควรตองวิเคราะหตนเพื่อใหรูจักตัวเองอยางแทจริงท้ังลักษณะท่ีดี และไมดี แลวปรับปรุงตนในสวนที่เปนลักษณะท่ีไมดีซึ่งอาจสรางปญหาและอุปสรรคในการทํางานและ การสรางสัมพันธกับผูอ่ืน นอกจากจะเปนแนวทางใหวิเคราะหเพ่ือนรวมงานและเขาใจเพ่ือนรวมงานให มากข้ึนแลว ยงั ชว ยยอมรบั ความแตกตางระหวา งบคุ คลและพัฒนาตนใหเ ขากบั เพ่ือนรว มงานไดดี สว นความ เขาใจในเร่ืองของส่ิงแวดลอมในท่ีทํางานดี จะเปนตัวกระตุนใหบุคคลวิเคราะหส่ิงแวดลอมในที่ทํางานแลว ปรับปรุงใหดีขึ้น รวมท้ังเปนแนวทางพัฒนาตนใหเขากับท่ีทํางานใหไดดวย ซึ่งท้ังหมดดังกลา วนั้น จะสง ผล ตอมนุษยสัมพันธในองคการ เมื่อมนุษยสัมพันธในองคการดีก็จะทําใหบุคคลเปนสุข เพื่อนรวมงานสุข และ ส่ิงแวดลอมในท่ีทํางานดี ซ่ึงหมายถึงประสิทธิภาพท่ีดีขององคการ จึงเห็นไดวา การศึกษาในเรื่ององค ประกอบของมนุษยสัมพันธดังกลาว จะขวยใหบุคคลเกิดความเขาใจและเกิดแรงกระตุนในการประพฤติ ปฏบิ ัติใหเกิดองคประกอบดงั กลา วอันนํามาซง่ึ ความสัมพนั ธอ นั ดใี นองคก าร 3) การพฒั นาความสามารถดานมนษุ ยสมั พันธ ความมีมนุษยสมั พันธ (Human Relation) เปน ปจ จัยความสามารถในดา นหน่ึงทีท่ าํ ใหการทํางาน ประสบผลสําเรจ็ ซ่งึ ความมมี นุษยสมั พนั ธหมายถงึ การสรางความเปนมติ รหรอื ความสมั พนั ธเชงิ บวกกับ บคุ คลอ่นื โดยการเร่ิมตนทักทาย การสนับสนนุ และชวยเหลือ การรกั ษาและพฒั นาความสมั พันธระหวา ง บุคคล รวมทงั้ การใหเ กยี รตบิ ุคคลอืน่ โดยทั่วไปบุคคลท่มี มี นุษยสัมพันธท ีด่ ีมกั จะมคี นอยากเขามาหา มาพดู คุยปรึกษาหารอื ดว ย และทส่ี าํ คญั จะไดรบั ความชวยเหลอื ความรว มมอื ในการทํางาน รวมท้ังการไดรับขอ มลู ขาวสารตาง ๆ จากบคุ คลรอบขา งดว ยเชน กนั ซึ่งตรงกนั ขา มกับบุคคลทีไ่ มม ีมนุษยสัมพันธ… กลมุ คนเหลาน้ี หากไปขอความชวยเหลอื หรอื ติดตอ งานกบั หนวยงานใดมกั จะไมมใี ครใหข อ มลู หรอื ความชวยเหลอื ใด ๆ ดังน้ันความมีมนุษยสัมพันธจึงเปนปจจัยหน่ึงที่สําคัญและมีผลตอการทํางานและจัดอยูในกลุมของ ความสามารถในงาน (Technical Competency) ความสามารถดานความมีมนุษยสัมพันธจึงเปนปจจัยหนึ่ง ท่ีถูกนํามาใชในการประเมินพฤติกรรมการทํางาน จะเห็นไดวาระดับของพฤติกรรมของผูมีมนุษยสัมพันธ ในการทํางานจะมีระดับท่ีแตกตางกันไปโดยมีระดับที่ตํ่ากวามาตรฐานท่ีกําหนดไปจนถึงระดับที่สงู หรือเกิน กวา มาตรฐานทีก่ าํ หนด ดงั นี้ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ระดับ ลักษณะพฤติกรรม 1(ต่ํากวามาตรฐานท่ีกาํ หนดอยา ง • ไมส นใจทีจ่ ะสรา งความสมั พนั ธก ับบคุ คลท่ีไมเคยรูจัก มาก) • ไมส ามารถควบคุมกริ ิยาทาทางและนาํ้ เสยี งเม่ือตอ งเผชญิ ปญหา ในการตดิ ตอ ประสานงานกับผอู ื่น • ไมรับฟง ความคิดเหน็ ของผอู ่ืน คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

404 2 (ตา่ํ กวามาตรฐาน ท่กี าํ หนด) • เร่ิมตนสรางความสมั พันธก บั บุคคลที่ไมเ คยรูจักมากอน เทาทจ่ี ําเปน • รบั ฟง ปญ หาของผูอนื่ อยา งเหน็ อกเหน็ ใจ • ใหคําปรกึ ษาแนะนําในการแกไขปญ หาตา ง ๆ ไดเปน บางครง้ั 3 (ตามมาตรฐาน ท่ีกาํ หนด) • เริ่มตนสรา งความสัมพนั ธก ับบุคคลทไี่ มเ คยรูจกั มากอ น อยเู สมอ • ยอมรบั ฟง ความคิดเหน็ และปญ หาตา ง ๆ ของผูอน่ื • เสนอแนวทางเลอื กในการแกไ ขปญหาท่ีเกดิ ข้ึน ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 4(สูง/เกินกวา มาตรฐาน ที่ • แสวงหาโอกาสในการทําความรูจ กั กับเพ่ือนใหม กําหนด) • เต็มใจที่จะใหก ารสนับสนุนและชว ยเหลอื สมาชิกภายในและ ภายนอกทมี • รกั ษาความสมั พนั ธอ ันดกี ับสมาชกิ ภายในและภายนอกทีมอยู เสมอ 5(สูง/เกินกวามาตรฐาน ทีก่ าํ หนด • สรา งและรกั ษาความสัมพนั ธท่ีดกี บั เพ่อื นใหมไ ดใ นทกุ กลุม/ อยา งมาก) ระดับ • รับรแู ละเขาใจเหตุผลในการแสดงพฤตกิ รรมของแตล ะคน • ปรบั เปล่ียนกริ ยิ าทาทาง และนา้ํ เสยี งใหเ หมาะสมกับบุคคล ทตี่ ดิ ตอ ไดใ นทุกกลมุ /ระดบั ท้ังน้ีความสามารถดานการมีมนุษยสัมพันธในการทํางานจึงเปนส่ิงท่ีพัฒนาและปรับปรุงได หาก คุณรวมมือและพยามยามปรับเปลี่ยนตนเองใหมีมนุษยสัมพันธในการทํางานที่ดี เพราะ \"มนุษยสัมพันธ\" นอกจากจะสงผลตอความสําเร็จในการทํางานแลว ยังสงตอสุขภาพจิตในการทํางานของคุณอีกดวย ทั้งน้ี ผูที่มีมนุษยสัมพันธในการทํางานท่ีดีโดยสวนใหญจะเปนบุคคลที่มองโลกในแงดี หรือมองในดานบวก (Positive Thinking) อยูเสมอ ดังนั้นหลักของ \"R-E-L-A-T-I-O-N\"จึงเปนอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนา ความสามารถดานการมมี นุษยสัมพนั ธในการทํางาน ใหเกดิ ขน้ึ ดงั ตอ ไปน้ี คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

405 R Reality เปนตัวของเรา…นาํ พาความจริงใจ E Energetic กระตือรือรน….สรางความประทบั ใจ L Listening รับฟงทีด่ …ี เขาถงึ จติ ใจ A Adaptability ปรบั ตวั เปนเลศิ …สรางสายสัมพันธ T Tolerance อดทนสักนิด…ชวี ิตสุขสันต I Integrity มีความซอ่ื สัตย …สรางความไวใ จ O Oral Communication วาจาไพเราะ…รกั ษามิตรภาพ N Networking แสวงหาเครอื ขาย…ขยายมิตรสมั พันธ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 1) Reality (เปน ตัวของเรา…นําพาความจริงใจ) การจะคบหรอื รจู กั ใครสกั คน ส่งิ แรกที่สาํ คญั ก็คือ ความเปนตวั ของเราเอง การแสดงออกอยางเปน ธรรมชาติโดยพฤติกรรมตาง ๆ ท่ีแสดงออกควรมาจากใจและความเปนตัวตนของเราเองอยา งแทจริง ไม เสแสรงแกลงทาํ ซ่ึงสง่ิ เหลา น้เี องจะเปนเสนห ของตัวเราท่จี ะทําใหค นอนื่ อยากเขา มาพูดคยุ และคบหาสมาคม ดว ย…มหี ลายคนถามมาวา หากเราแสดงความเปนตัวตนของเราเอง จะทําใหข าดความนา เชอื่ ถอื ในการคบ หาสมาคมหรือไม?….คําตอบกค็ อื ไมแ นนอน เพราะความนา เชื่อถอื ควรจะประกอบดว ยหลายปจ จยั รวมกัน เชน ความรู ทกั ษะและความสามารถในหนาทกี่ ารงาน การควบคมุ อารมณ และความจรงิ ใจ ซึง่ ความจริงใจ ยอ มจะเกดิ ข้นึ จากการแสดงออกจากความเปน ตวั ของเราเอง 2) Energetic (กระตือรือรน ….สรางความประทบั ใจ) ผูทม่ี มี นุษยสัมพันธท ีด่ จี ะมีความกระตือรือรน ท่จี ะชวยเหลอื การใหความรว มมือและสนับสนุนการ ทํางานและกิจกรรมตา ง ๆ ทจี่ ัดขึ้น นอกจากนี้เสนห อ กี อยางหนึ่งทีจ่ ะสรา งความประทับใจและสรางสัมพนั ธ ทด่ี ี นนั่ ก็คือ ความกระตือรอื รนทจี่ ะอาสาดาํ เนินการและใหค วามรว มมือ ความชว ยเหลือในการทาํ งานตาง ๆ โดยไมต องรอใหอ ีกฝา ยหน่งึ มารองขอ…ความกระตอื รือรนทจี่ ะชว ยงานไมวา จะเปนงานเล็กงานนอย หรือ แมก ระทัง่ งานใหญ ๆ กต็ าม จะทาํ ใหบคุ คลตาง ๆ ทท่ี าํ งานรว มดวยเกดิ ความประทับใจและรสู กึ ยินดีทีจ่ ะ ใหค วามสนบั สนุน ความชว ยเหลอื และรวมมือดวยเชน กนั 3) Listening (รบั ฟงทดี่ …ี .เขา ถึงจิตใจ) อกี คุณลักษณะหน่ึงของผทู ่ีมมี นษุ ยสมั พนั ธทดี่ กี ็คือ การเปน ผฟู งที่ดี ซึง่ เปน การรบั รูขอมูลขา วสาร เหตุการณ และความรูส กึ ตาง ๆ ท่ีเกดิ ข้ึนจากผูอ น่ื อยา งต้งั ใจและเต็มใจ รวมทัง้ การไมพดู สอดแทรกและ ขัดจังหวะในระหวางการพดู …เทคนิคหนึ่งสําหรบั การเปนผูฟงทีด่ ีและอยากจะขอแนะนาํ นั่นก็คือ การไม พดู ถงึ บุคคลอ่ืนในทางท่ีไมดี พยายามอยาวิพากษว จิ ารณผ ูอ ่ืน หากบุคคลทีเ่ รากําลงั สนทนาดวยกาํ ลังวจิ ารณ คูมอื เตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 406 ถงึ ผูอ ืน่ อย…ู ขอแนะนาํ วา ….ใหรบั ฟง …โดยอยา พยายามพูดสนบั สนนุ หรอื พดู ขัดแยง ความคิดหรือความรู สึกของบุคคลท่ีเรากาํ ลังสนทนาดว ย แตควรจะพยายามรับฟง ปญหาและเรื่องราวท้งั หมดทเ่ี กิดขึ้น…ขอใหพึง ตระหนกั ไวเสมอวา …คนบางคน อาจไมตอ งการความชว ยเหลอื เพียงแคข อใหมีใครสักคนรบั ฟงปญ หาหรอื ความรูสกึ ทไี่ มส บายใจ…แคน ี…้ กพ็ อแลว 4) Adaptability (ปรับตวั เปนเลศิ …สรางสายสัมพนั ธ) กอ นท่ีเราจะมีความสมั พันธที่ดีกับบคุ คลตา ง ๆ ไดน นั้ การปรับตวั จงึ เปนสิ่งสําคญั โดยเฉพาะการปรบั ตวั ใหเ ขา กับ วฒั นธรรมองคก ร วัฒนธรรมกลมุ ท่เี ราเขา ไปอยดู ว ย..แนนอนวาทกุ คนยอ มตองผา นชวงเวลา ของการปรบั ตวั การสรางความคนุ เคยกบั องคกรหรือกลุมทีเ่ ราเขา ไปรวมดว ย หากคณุ ปรบั ตวั เองไดน ั่นยอม เปน จดุ เรม่ิ ตน ที่ดใี นการสรางความสมั พันธอ ันดกี ับบุคคลตา ง ๆ ผทู มี่ ีการปรับตัวทีด่ โี ดยสว นใหญจะเปน ผทู ี่มองชวี ติ มองโลกในทางบวก มองเหตผุ ลของการกระทาํ และเขา ใจพฤตกิ รรมท่เี คาแสดงออกกบั คุณเอง 5) Tolerance (อดทนสักนิด…ชีวติ สขุ สนั ต) หนทางในการเขา ถงึ คนเพื่อสรางความสัมพันธที่ดนี น้ั ไมใ ชวา จะโรยดวยกลบี กุหลาบเสมอไป บางครั้งอาจตองใชความพยายามในการสรางและรกั ษาความสัมพนั ธอ ันดี และเปน เร่อื งที่ตองใชความอดทน และความพยายามอยางสงู ในการสรางความสัมพันธกบั คนที่ปด ก้ันตวั เองและไมย อมเปดรับสมาชิกใหม… ความอดทนตอ คาํ พดู และการกระทําตา ง ๆ การใหอภยั ไมค ดิ มาก ใจกวางยอมรับฟง คําวิจารณจากผูอ่นื อยา ง จรงิ ใจจึงเปนคณุ ลกั ษณะท่ีสาํ คัญในการสรา งและพฒั นาความสมั พันธใ หดขี ้ึนได และการทคี่ ุณมีความอดทน อดกล้ันยอมจะทําใหค ุณไมใสใจตอ คาํ พูดและพฤตกิ รรมตาง ๆ ทท่ี ําใหค ุณรสู กึ ไมส บายใจหรืออึดอัดใจ… เพียงแคน …้ี คุณก็มคี วามสขุ กบั การดาํ เนนิ ชวี ติ ของคุณเอง 6) Integrity (มคี วามซื่อสัตย…สรา งความไวใจ) บคุ คลทม่ี ีความซ่ือสตั ยไ มว า จะเปนท้ังตอตนเอง เพื่อนรวมงาน ผอู ื่น และงานทค่ี ุณทาํ ยอ มจะสงผลให คุณเปนคนนา คบหาสมาคมดว ย ผูทีม่ คี วามซอ่ื สัตยย อมเปน บคุ คลท่ไี ววางใจได…และการเปนทีไ่ ววางใจได นีเ้ องจึงเปนคณุ ลักษณะขน้ั สงู ทีส่ ามารถพัฒนาและรกั ษาความสัมพนั ธอนั ดกี บั บุคคลตาง ๆ ไวได…การสรา ง ความสมั พันธก ับบคุ คลอนื่ อาจเปนเรื่องงา ย..แตการพฒั นาและรักษาความสัมพนั ธอ ันดีไวใ หไ ดน ้ีเองจึงเปน เร่ืองทีย่ าก…ทค่ี ณุ ควรจะทาํ … 7) Oral Communication (วาจาไพเราะ…รกั ษามิตรภาพ) คาํ พดู ทดี ียอ มรักษามติ รภาพไวได มหี ลายตอ หลายคนทีต่ องโกรธเคืองกนั เพราะคาํ พูด…มนุษยสัมพันธ สามารถสรา งและทาํ ใหเกิดไดดวยคําพดู และในทางตรงกันขามมนุษยสมั พันธส ามารถถูกลบลา งไปไดก ็ เพราะคาํ พูดเชน เดยี วกัน คมู ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 407 8) Networking (แสวงหาเครอื ขาย…ขยายมิตรสัมพนั ธ) ผทู ่ีมมี นุษยสมั พนั ธท ่ดี ยี อมจะเปนผทู ่ีแสวงหาโอกาสเพ่อื รจู ักกบั บุคคลใหม ๆ และการสรา งความ สมั พันธทด่ี กี บั บุคคลทพ่ี ึง่ รูจกั รวมทง้ั การรักษาความสัมพนั ธอนั ดกี บั บุคคลตาง ๆ ทง้ั ทเ่ี กีย่ วขอ งและไม เกี่ยวขอ งในสายอาชพี หรอื แวดวงเดียวกนั ซึ่งพฤตกิ รรมของบุคคลทีช่ อบสรางเครือขา ย ก็คอื การเขา กลุม สมาคม หรือสโมสรตา ง ๆ ทจ่ี ดั ข้นึ การแนะนาํ ตนเองเพื่อทําความรูจกั กบั เพือ่ นใหมก อ นเสมอ รวมท้งั ให ความชวยเหลือและความรวมมือในการทํางานกับบคุ คลตาง ๆ ตลอดจนการตดิ ตามความเคล่ือนไหวและ สถานการณต าง ๆ ของบคุ คลทร่ี จู ัก การเสรมิ สรางมนุษยสัมพันธในการทํางานเปนศกั ยภาพในการทาํ งานอีกดา นหนึ่งที่สามารถพัฒนาได ทั้งนี้การเสริมสรางและพัฒนาใหบุคคลมีมนุษยสัมพันธที่ดี ยอมตองอาศัยคุณลักษณะรวมหลายประการ รวมกันตามทีไ่ ดก ลา วไวแ ลว ขา งตน ข. การประสานงาน 1) ความเขา ใจพืน้ ฐานเก่ียวกบั การประสานงาน ในทางราชการไดมีนักวิชาการใหความหมายไววา การประสานงาน หมายถึง \"การจัดระเบียบ วิธีการทํางาน เพื่อใหงานและเจาหนาท่ีฝายตางๆรวมมือปฏิบัติงานเปนน้ําหนึ่งใจเดียว ไมทําใหงานซอนกัน ขดั แยง กนั หรือเหลือ่ มล้ํากัน ทั้งนี้เพื่อใหงานดําเนินไปอยา งราบรื่น สอดคลองกับวัตถปุ ระสงค และนโยบาย ขององคการนั้นอยา งสมานฉนั ท และมีประสทิ ธิภาพ\" สวนทางธุรกิจนิยมท่ีจะใหความหมายวา การประสานงาน หมายถึง \" การติดตอส่ือสารใหเกิด ความคิดความเขาใจตรงกันในการรวมมือปฏิบัติงานใหสอดคลองท้ังเวลา และกิจกรรมที่จะตองกระทําให บรรลุวตั ถุประสงคอยางสมานฉันทเ พ่อื ใหงานดําเนินไปอยางราบร่ืน ไมเกิดการทาํ งานซ้ําซอ น ขัดแยงหรือ เหลีอ่ มลา้ํ กนั \" 2) องคประกอบของการประสานงาน อาจพิจารณาองคประกอบท่สี าํ คญั ไดดงั นี้ 1. ความรวมมือ จะตองสรางสัมพันธภาพในการทํางานรว มกันของทุกฝาย โดยอาศัยความเขาใจ หรือการตกลงรวมกัน มีการรวบรวมกําลงั ความคิด วิธีการ เทคนิค และระดมทรัพยากรมาสนับสนุนงานรวม กนั เพ่อื ใหเกิดความเปนอนั หนงึ่ อนั เดียวกัน เตม็ ใจทจ่ี ะทํางานรว มกนั 2. จังหวะเวลา จะตองปฏิบัติงานตามบทบาทหนาที่และความรับผิดชอบของแตละคน ตาม กาํ หนดเวลาทต่ี กลงกนั ใหตรงเวลา 3. ความสอดคลอ ง จะตอ งพิจารณาความพอเหมาะพอดี ไมทาํ งานซอ นกัน 4. ระบบการสอื่ สาร จะตอ งมกี ารส่ือสารท่ีเขา ใจตรงกันอยา งรวดเร็ว และราบร่ืน คูมอื เตรียมสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 408 5. ผูป ระสานงาน จะตองสามารถดึงทุกฝา ยเขารว มทํางาน เพอื่ ตรงไปสจุ ุดหมายเดียวกนั ตามท่ีกําหนด เปนวัตถปุ ระสงคของงาน 3) วัตถุประสงคของการประสานงาน การประสานงานเกิดจากความตองการท่ีจะใหงาน หรือกิจกรรมยอย ๆ ที่จะทําเกิดผลสําเร็จ โดย ปฏิบัติอยางสอดคลองในจังหวะ เวลาเดียวกัน ไดผลงานที่มีคุณภาพตามมาตรฐานท่ีเปนไปตามขอกําหนด ประหยัดเวลาและทรัพยากรในการปฏิบัตงิ าน กอนการประสานงานเราควรกําหนดความตองการใหแนชัดวาเราจะประสานงานใหเกิดอะไรหรือ เปนอยางไร หรือจะทําใหไดผลรับอยางไร เพราะหากวาไมมีวัตถุประสงคท่ีชัดเจนเราก็อาจจะประสานงาน ไปผิดจากที่ควรจะเปน โดยท่ัวไปเราประสานงานเพื่อใหการดําเนินงานมีความสะดวกราบรื่นไมเกิดปญหา ขอขัดแยง แตในการประสานงานในแตละครั้งหรือในแตละกรณี เราประสานงานโดยวัตถุประสงคเฉพาะ เชน เพื่อแจงใหผูซ่ึงมีสวนเกี่ยวของทราบ เพื่อรักษาไวซ่ึงความสัมพันธอันดี เพื่อขอคํายินยอมหรือความ เห็นชอบ เพื่อขอความชว ยเหลอื หรือ เพอ่ื ขจดั ขอ ขดั แยง อันอาจมีขึน้ เปน ตน 4) ประโยชนของการประสานงาน การประสานงาน ทาํ ใหเกดิ กําลงั กลมุ เปน กําลังทเี่ กิดขึน้ ใหมจากแรงประสาน ทวี่ า เปนกาํ ลงั ใหม เพราะหากเอากําลงั เดมิ ของแตล ะคนรวมเขาดวยกันท้งั หมดก็ยังจะนอยกวากาํ ลงั กลุม ทีเ่ กดิ จากแรงประสาน การประสานงานทาํ ใหไดรับสิ่งท่ีเปนผลดหี รอื เปน คณุ ดังนี้ 1. ชว ยใหก ารทาํ งานบรรลเุ ปาหมายโดยราบรื่นและรวดเรว็ 2. ชว ยใหทุกคน ทกุ ฝาย มคี วามเขาใจซาบซึ้งถึงนโยบายและวัตถปุ ระสงคของหนวยงานไดดยี ิ่งขึ้น 3. ชวยประหยดั เวลาในการทาํ งาน 4. ชวยประหยดั เงนิ วัสดุและส่ิงของตาง ๆ 5. ชว ยใหการดาํ เนนิ งานเปนไปอยา งมีประสทิ ธิภาพ 6. ชว ยใหเกดิ การทาํ งานเปนทมี 7. ชว ยเพม่ิ ผลสําเร็จของงานใหมากขึ้น 8. ชวยสรา งความเขา ใจอันดี และสามัคคธี รรมในหมคู ณะ 9. ชว ยปอ งกนั การกาวกายหนาท่ี 10. ชว ยขจดั ปญ หาการทํางานซ้ําซอนหรือเหลอ่ื มลํ้ากนั 11. ชวยใหเ ขา ใจขอเทจ็ จรงิ และปญหาของหนว ยงานอ่นื 12. ชวยสรา งความกลมเกลยี ว 13. ชว ยลดขอ ขดั แยง ในการทาํ งาน 14. ชวยสรางเสริมขวญั ในการทาํ งาน คูมือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 409 15. ชวยใหเกดิ ความปลอดภัยในการทํางาน 16. ชว ยกระตนุ ความคดิ สรา งสรรคแ ละลูทางการปรบั ปรุงงาน 17. ชว ยเพาะนสิ ัยการใหค วามรว มมือ 18. ชว ยสรา งความสํานกึ ในการรบั ผิดชอบรว มกนั 5) การประสานงานกบั การสรางความรว มมอื การประสานงานตองการความรวมมือ รวมใจในการปฏิบัติงานใหเรียบรอย และสอดคลองกลม เกลยี วกนั ในจังหวะเดยี วกนั เพอ่ื ใหงานบรรลุผลสาํ เร็จตามวตั ถปุ ระสงค และเปา หมายอยางมปี ระสิทธิภาพ การประสานงานมีคําที่มีความหมายใกลเคียงกันอยูอีกคําหนึ่งคือ ความรวมมือ ขอแตกตางคือความ รวมมือเปนการชวยเหลือดวยความสมัครใจแมจะไมมีหนาที่โดยตรง อาจจะทําเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือตางเวลาก็ได แมกระท่ังอาจใหความรวมมือทําบางเร่ืองบางเวลา แตการประสานงานตองประสานจิต ใจ ความสามารถ กําลังงานในเวลาเดียวกันเพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายเดียวกันดวยการแบงหนาที่กันทํา และ ตอ งการความรว มมอื จนกวา งานจะบรรลุผลสําเร็จ 5.1) ความหมายของความรว มมอื การประสานงานกับความรวมมือ มีสวนเก่ียวของกัน แตความหมายแตกตางกัน มีนักบริหารและ นกั วิชาการใหค วามหมายของความรวมมอื ไวดังนี้ ความรว มมือ หมายถึง ความเต็มใจของแตละคนในการชวยเหลอื ซ่งึ กันและกนั ความรวมมือ หมายถึง พฤตกิ รรมของบคุ คลที่ทาํ รวมกัน หรอื ชวยเหลอื ซง่ึ กันและกัน เพือ่ ไปสู เปา หมายใดเปา หมายหนึง่ ความรวมมือ หมายถึง การทํางานรว มกับคนอื่นในทางตา ง ๆ เพื่อใหเปนไปตามเปา หมายของ องคก ารหรือหนวยงาน ความรวมมอื หมายถึง บคุ คลในหนว ยงานหรือองคกร ซง่ึ ทํางานชวยเหลอื ซ่ึงกัน ดว ยความเต็ม ใจเพ่ือบรรลุวัตถุประสงคอ ยางเดียวกัน 5.2) ลักษณะของการประสานงาน จากความหมายของการประสานงานที่กลา วถงึ ขา งตน การประสานงานมลี กั ษณะ ดังนี้ 1. การประสานงาน เปน เรอ่ื งเก่ยี วกับการจดั ใหงานสอดคลองกันโดยปราศจากการขัดแยง 2. การประสานงาน เปน เร่อื งซึ่งเก่ียวกับความรวมมอื ของผูน าํ และผปู ฏบิ ตั ิงานทุกฝาย 3. การประสานงานเปนเรอ่ื งเกี่ยวกับหนาทใ่ี นทางจัดการ 4. การประสานงานเปนการติดตอสื่อสาร โดยเฉพาะอยางยิ่งการติดตอ สอื่ สาร 2 ทาง ( Two- Way Ccommunication ) จะชว ยใหม ีความเขาใจตรงกนั 5. การประสานงานมีอยทู ุกระดบั ชนั้ ของสายการบงั คบั บญั ชาท้งั ในรปู ทีเ่ ปนทางการและไมเปน ทางการ คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 410 6. การประสานงานมีไดท ง้ั ระหวางหนวยงานตา งๆ ระดับเดยี วกนั และระหวา งหนวยงานที่อยูตาง ระดับกนั 5.3) ลักษณะของความรว มมือ การประสานงานจะเกิดผลเมือ่ ไดรบั ความรว มมอื ตามท่กี ลาวถงึ ขางตน และความรวมมือเปนสวน สําคญั ของการประสานงาน จงึ ควรทําความเขาใจถงึ ลักษณะของความรว มมอื ดงั น้ี 1. ความรว มมือเปน ลกั ษณะของการปฏิบัตงิ านเพื่อบรรลจุ ดุ มงุ หมายเดยี วกัน 2. ความรว มมือเปนการชวยเหลือบคุ คลอื่น ๆ หรอื ชวยเหลือซึ่งกนั และกนั ในทางสรา งเสริม 3. ความรวมมอื เปนการยอมรบั การกระทําของบุคคลอน่ื และของตนเอง ความรวมมอื เปนการกระทําที่เห็นพอ งตองกันและเพมิ่ กาํ ลงั ในทางปฏิบตั ิ 6) วธิ ที ่จี ะใหไดรับความรว มมือในการประสานงาน การประสานงานไมควรจะกระทําโดยใชอํานาจสั่งการแตอยางเดียว ควรใชความสัมพันธท่ีดีตอกัน เปนหลัก เพราะความมีน้ําใจตอกัน ไววางใจกันจะเปนผลใหเกิดการรวมใจมากกวาการใชอํานาจหนาที่ พยายามผูกมิตรต้ังแตตนและปองกันไมใหเกิดความรูสึกเปนปฏิปกษ มีความหวาดระแวงหรือกินแหนง แคลงใจกัน ใหการยอมรับซ่ึงกันและกัน ไมนินทาวารายกัน ไมโยนความผิดใหแกผูอ่ืน เม่ือมีสิ่งใดจะชวย เหลือแนะนํากันไดก็อยาลังเล และพรอมจะรับฟงคําแนะนําของผูเกี่ยวของแมจะไมเห็นดวยก็อยาแสดง ปฏกิ ริยาโตตอบ เม่อื มกี ารเปล่ียนแปลงกต็ อ งแจงใหทราบ วธิ สี รางความรว มมืออาจใชแนวทางปฏิบัติ ดงั น้ี 1. ช้ีใหเห็นประโยชนรวมกัน ทําใหบุคคลที่เกี่ยวของมีความรูสึกตองานตรงกันดวยการรับ ฟงความคิดเห็นของผูเก่ียวของ และทําความเขาใจถึงผลงานท่ีจะเปนประโยชนรวมกัน การชักจูงใหเห็น ประโยชนของสวนรวมอาจใชไมไดกับคนบางคน จึงตองชี้ใหเห็นถึงประโยชนทางออมท่ีผูเก่ียวของในการ ประสานงานจะไดรับดว ย 2. ผูกมิตรไมตรีตอกัน ทําใหผูปฏิบัติงานมีน้ําใจท่ีจะชวยเหลือซ่ึงกันและกันดวยวิธีใหผู เก่ียวของรวมแสดงความคิดเห็นถึงปญหาอุปสรรคและแนวทางแกไข เพื่อใหงานบรรลุผลสําเร็จใหจงได และยํ้าใหเ ห็นวา เปน ความสําเร็จรว มกนั 3. แนะนํากัน ทําใหผูปฏิบัติงานที่เก่ียวของกันมีความสามารถทัดเทียมกันดวยการพิจารณา ความสามารถของผูรว มปฏิบัตใิ นการประสานงาน ทง้ั ดานความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถเฉพาะ ดานหรือความถนัดในงาน และใหขอแนะนําท่ีจะเปนทางทําใหผูเก่ียวของมีความสามารถในระดับเดียวกัน หรอื ใกลเคยี งกัน เพอ่ื จะไดทํางานไปดวยกันได 4. มกี ารส่ือสารท่ีดี ทาํ ใหด วยการประสบการณรว มกันหรือสรางสภาวะคลายคลึง ดวยการ รวมกนั คดิ หากสามารถรวมวางแผนปฏิบตั กิ ารดวยกนั ตั้งแตตนกจ็ ะชวยใหมีกรอบแหง การอางอิง (Frame of reference) รว มกนั ทาํ งานอยใู นวงประสบการณทีม่ ีสภาวะคลา ยคลงึ กนั คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 411 5. เพ่ิมความใกลชิด ทําใหมีการพบปะหารือกันอยูเสมอเพื่อใหไววางใจกัน เพราะความ ใกลชิด จะชวยใหไดและเปล่ียนความคิดเห็นและถายทอดความรูสึกถึงกันย่ิงใกลชิดกันมากเทาใดก็จะเกิด ความเขา ใจและรูจ ักคุนเคยกันมากข้ึน ถา มีความหวงั ดตี อกัน มเี จตนาทบ่ี รสิ ทุ ธิ์และจริงใจกจ็ ะเพ่มิ ความ เชื่อถือไววางใจกันย่ิงขึ้น ทุกคร้ังที่เกิดปญหาเก่ียวกับความรวมมือ ตองรีบดําเนินการประชุมผูเกี่ยวของหา วิธีการปองกันและแกไขโดยทันที อยาปลอยใหปญหาเร้ือรังและบานปลายกลายเปนความขัดแยงลุกลาม สรา งความแตกแยกขน้ึ ในหนวยงานจะตองรวมกันพจิ ารณาหาสาเหตุของปญ หาและสรางความเขาใจใหเกิด ขึน้ โดยเร็ว ปญหาที่มักเกิดข้ึนเสมอในเรื่องของความรวมมือ ไดแกความไมเต็มใจในการใหความชวยเหลือ เนอ่ื งจากการขาดแรงจงู ใจ การขาดแรงจูงใจในการใหความรวมมือ ทําใหผลงานไมแลวเสร็จตามเวลาท่ีกําหนดเพราะทํางาน อยา งไมก ระตือรือรน ความไมเขาใจในวัตถุประสงค ทําใหตางคนตองคิด และตางคนตางทํา เมือไมมีความชัดเจน ใน วัตถุประสงค ก็สงผลใหมีเปาหมายไมตรงกันไปดวย จึงไมมีการกระทําท่ีสงเสริมซึ่งกันและกัน ไมเกิดการ ยอมรับในการกระทําของผูเกีย่ วขอ งเพราะไมเ หน็ พองในจุดมงุ หมาย ปญหาการไมใ หความรว มมือ เปนปญหาใหญทส่ี ง ผลกระทบตอ การประสานงานในทุกดาน จึงตอ ง พยายามคนหาสาเหตแุ ละทางปองกันไวตั้งแตต น แมจะมีความตั้งใจใหความรวมมือ แตเม่ือมีการเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนไมไดแจงใหผูเกี่ยวของรู ก็จะ ทําใหไ มสามารถดําเนินการตามจงั หวะเวลาในแผนงาน หากมีการปดบังซอนเรนขอมูล เพื่อปกปองตนเองหรือพวกพอง ทําใหผูเกี่ยวของไมรูในสาระ สาํ คัญของงานบางลกั ษณะกจ็ ะทาํ ใหเขาใจผดิ มคี วามเขา ใจในเนื้อหาของงานไมตรงกันอาจดาํ เนนิ การลาชา มีผลกระทบตองานในดานอ่ืน ๆ 7) หลักและวธิ ีการประสานงาน หลักในการประสานงาน การประสานงานจะสัมฤทธ์ิผลตอ งยึดถือหลกั การสาํ คัญ ดงั ตอไปน้ี 1. จัดใหมีกระบวนการบริหารทเี่ ปนระบบ การประสานงานที่ดีจะตองเริ่มตนดวยการวางแผนท่ีดี กําหนดวัตถุประสงคและนโยบาย กําหนด ข้ันตอนการปฏิบัติตามกระบวนการทํางาน กาํ หนดเวลาและสถานที่ ผูรับผิดชอบเพื่อใหผูเกี่ยวของทราบวา ในวันเวลาใด ใครจะทาํ อะไรทีไ่ หน และทําอยา งไร เปนการสะดวกแกทุกฝาย ในการติดตอ ประสานงาน 2. จดั ใหม รี ะบบของความรว มมอื ท่ดี ี ตองทําใหเกิดการยอมรับระหวางทุกฝายที่เก่ียวของเพ่ือใหมีความพรอมที่จะใหความรวม มือซ่ึงกันและกัน มีน้ําใจไมตรีตอกัน อันจะเปนผลใหงานดําเนินไปดวยดีและบรรลุผลตามวัตถุประสงค ตรงตามเปาหมาย คมู อื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 412 3. จดั ใหม รี ะบบการสอ่ื สารทดี่ ี การติดตอสื่อสารระหวางกันภายในหนวยงานหรือระหวางหนวยงาน ตองมีการกําหนดตัวบุคคล สถานที่ติดตอ วัน เวลา และเคร่ืองมือท่ีจะใชในการส่ือสารท้ังจะตองจัดใหมีระบบสื่อสารจากบนสูลาง จาก ลา งสบู น และในระดับเดียวกนั อยางเหมาะสม 4. จดั ใหม ีการประสานวัตถุประสงคแ ละนโยบาย การท่ีจะทําใหเกิดเอกภาพในการประสานงานตองทําความเขาใจในวัตถุประสงควา จะประสานงานใหเกดิ ผลอยา งไรมนี โยบายท่ีกาํ หนดขึ้นไวเ ปนหลักการเพอ่ื ใชเ ปน กรอบหรอื แนวทางปฏบิ ัติ ที่ขัดเจน อันจะเปน ผลใหประสานงานโดยมีจุดมงุ หมายเดยี วกนั และสอดคลองตอ งกนั ทงั้ จังหวะและเวลา 5. จัดใหม รี ะบบความสัมพันธท ่ดี ี ผูรวมงานตองมีความไวเนื้อเช่ือใจกัน จึงตองจัดใหมีการพบปะแลกเปล่ียนความคิดเห็น และทําความคุนเคยกันบาง เวนแตจะเปนการประสานงานในทางลับท่ีมีรหัสเปนเครื่องแสดงถึงความเปน พวกเดียวกัน เพื่อใหมคี วามไววางใจกัน 6. จัดใหรสู ่งิ ทีต่ องประสานงานใหช ัดเจน การทีผ่ ูรว มงานไดรชู ัดวา งานจะตองประสานงานในเรอ่ื งใด มสี ิง่ ใดท่ีจะตองประสาน ทําให การประสานงานมีความครอบคลมุ ครบถว น ไมข าดตกบกพรองมีความสอดคลอ งทั้งกจิ กรรมและจงั หวะเวลา 7. จัดใหร ูรูปแบบและวธิ กี ารประสานงาน การประสานงานภายในหนวยงานเดียวกันอาจไมมีรูปแบบหรือพิธีการมาก ผูรวมงานมี ความรจู ักคนุ เคยกันอยูแลว แตการประสานงานระหวางหนว ยงานจะตองกําหนดใหรูรปู แบบ และวธิ กี ารใน การปฏบิ ตั ใิ หถ กู ตอ งและเหมาะสม เพอ่ื เปน การปอ งกนั ปญหาความขดั แยง 8) ปจ จัยในการประสานงาน ปจจัยที่จาํ เปน ตอ การประสานงานไมว าจะเปน องคการ หรอื หนวยงานประเภทใด มีปจ จัยดงั นี้ 1. คน หมายถึง ผูซ่ึงจะทําใหงานเปนผลขึ้นมา การประสานงานที่แทจริง คือการประสานคนให รวมใจรวมกําลังงานดวยการนําเอาความสามารถของคนมาทําใหเกิดผลงานในจุดมุงหมายเดียวกัน ความสามารถของคนพิจารณาไดสองดานคือทางดานความรูและดานความสัมพันธกับผูอื่น ผูประสานงาน ตองมีความรูความสามารถและการมองการไกล มีมนุษยสัมพันธดี มีทัศนคติท่ีดีตอกัน ผูรวมงานทุกฝาย เขา กันไดด ี มีการพบปะหารอื กันอยูเสมอ 2. เงิน หมายถงึ ตัวเงนิ และส่ิงอ่นื ซึง่ สามารถใชเ ปนสอ่ื กลางในการแลกเปลย่ี นได ในการประสาน งานจะตองมีกาํ ลังเงนิ สนับสนุนการปฏิบัติงาน 3. วสั ดุ หมายถึง สงิ่ ของเครื่องมือและเครือ่ งใชต าง ๆ ในการประสานจะตอ งมวี สั ดอุ ปุ กรณชว ยใน การประสานงานอยางพอเพียง คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 413 4. วธิ ีการทาํ งาน หมายถึงการบริหารงานใหสามารถบรรลผุ ลสาํ เร็จตามจุดประสงคที่กําหนดเปน เปาหมายไว มกี ารกําหนดอํานาจหนาที่ และความรบั ผิดชอบใหชัดเจน มกี ารมอบหมายงานและ การควบ คุมงาน การติดตอ สือ่ สารดี 9) ส่ิงที่ตองประสาน การประสานงานนั้น มีความหลากหลายในเรื่องท่ีจะประสานกัน ซึ่งจะตองพิจารณารูปแบบของ การประสานงานใหเหมาะสม โดยท่ัวไป มีสง่ิ ทต่ี องคํานงึ ถงึ ในการประสานงานในแตล ะกรณี ดงั ตอไปน้ี 1. วัตถุประสงค การประสานงานเพ่ือบรรลุวัตถุประสงคตองอาศัยความรวมมือและจังหวะเวลาใน การปฏิบัติจากผูเก่ียวของหลายฝาย ตัวอยางเชน งานกฎหมาย สวนวาคดีของธนาคาร ในการเตรียมฟองจะ ตองประสานไปยังศาล เพื่อขอเอกสารและขอความรวมมือใหจัดทําการดบัญชีมาเปนเอกสารพยาน ตรวจ สอบความครบถวนและความถูกตองในการคิดคํานวณดอกเบี้ยตามกฎหมาย ในประการสําคัญจะตองสงมา ใหทันกําหนด เพ่ือจะไดไมตองเลอ่ื นฟอ งและทนายความมีเวลาตรวจสอบความถกู ตองในทางกฎหมายได 2. กระบวนการ การประสานงานในเร่ืองท่ีมีข้ันตอนการปฏิบัติอยางเปนกระบวนการ จะตอง กระทําใหสอดคลอ งกบั วัตถปุ ระสงคซ่งึ เปน ส่ิงท่ีจะตองระมัดระวังอยางยงิ่ เพราะงานทม่ี ีวัตถุประสงคดแี ตมี การปฏิบัติผิดข้ันตอน ก็จะทําใหไมไดรับผลตามตองการ ตัวอยางเชน การจัดใหพนักงานรวมบริจาคโลหิต เพ่ืออุทิศถวายเปนพระราชกุศล เปนกิจกรรมซึ่งมีวัตถุประสงคท่ีดี จะตองดําเนินการเชิญชวนพนักงานให รวมบริจาคโลหิตดวยการประสานงานกับศูนยรับบริจาคโลหิต สภากาชาดไทยในการกําหนดวัน เวลา และ สถานที่ ใหเหมาะสม มีความสะดวกท้ังทางหนวยงานตางๆ ที่จะอนุญาตใหพนักงานละจากหนาท่ีมาบริจาค โลหิต และพนักงานผูบริจาคเองก็สะดวก ในข้ันตอนตอไปก็จะตองแจงเชิญชวนใหพนักงานทราบกําหนด วัน เวลา และสถานท่ี จะตองติดตอขออนุญาตฝายสถานท่ี และขอความรวมมือในการจัดสถานท่ีลวงหนา ติดตอ ฝายอาหารเพื่อจัดเล้ยี งอาหารวาง และเครือ่ งดืม่ เพ่อื ใหเ กิดความพรักพรอม 3. เจาหนาท่ีกับเจาหนาท่ี การประสานงานระหวา งคนตองคํานึงถงึ ความเขาใจและความรสู กึ ทดี่ ตี อ กัน ในเบื้องตนจะตองมีการยอมรับระหวางกันเพ่ือจะไดมีทัศนคติท่ีดีตอกัน ความรวมมือก็จะเกิดตามมา เจาหนาท่ีซึ่งรับผิดชอบในงานท่ีตองรวมกันทําเปนทีมก็จะตองใหความรวมมือกันโดยลักษะของการทํางาน อยูแลว แตเจาหนาท่ีซึ่งอยูตางหนวยงานกันมักจะเขาใจวาอยูตางทีมงานกัน แทที่จริงผูซ่ึงอยูตางหนวยงาน กันแตตองติดตอประสานงานกันก็คือเปนทีมงานเดียวกันได ท้ังน้ีจะตองทําความเขาใจวัตถุประสงคใหตรง กันและรูบทบาทหนาที่ของตนในงานที่จะประสานกัน มีความรวมมือใหแกกัน ตัวอยางเชน การประสาน งานในการยายสํานักงาน ก็จะตอ งทาํ ความเขา ใจกันระหวางเจา หนา ท่ีของสถานที่เดิมกับเจาหนา ที่ของสถาน ที่ใหม มีการตกลงในเรือ่ งวัน เวลา และชแ้ี จงขอมูลอันจําเปนใหแ กกัน เพ่อื จะไดเกิดความเขา ใจและมีความ รสู ึกทีด่ ตี อ กนั 4. หนวยงานตอหนวยงาน การประสานงานระหวางหนวยงานตอหนวยงาน ตัวอยางเชน การรับ งานออกแบบจากฝายศิลปของบริษัท สงใหทางโรงพิมพ แกสีทําเพลท นํากลับมาใหฝายศิลปปรูฟสี และสง คูม ือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 414 ใหผูบริหารอนุมติการจัดพิมพและบรรจุหีบหอใหเรียบรอย จัดสงใหแกหนวยงานตางๆ ตามกําหนดเวลาที่ ไดต กลงกนั เพอื่ ใหหนวยงานตา งๆ จดั สงถงึ ลกู คาตอไป 5. นโยบายกับวิธีปฏิบัติ นโยบายถูกกําหนดขึ้นโดยฝายจัดการ หรือผูบริหารสูงสุด การปฏิบัติดวย วิธีการใดๆ จะตองไมขัดกับนโยบายแมจะใหผลตรงตามวตั ถุประสงค และบรรลุเปาหมาย ตัวอยางเชน การ ใหสินเช่ือของธนาคาร ซ่ึงกําหนดนโยบายไววาจะไมสงเสริมการสรางอาคารชุด เพราะถามีธุรกิจอาคารชุด มากเกนิ ความจาํ เปน เมื่อประชาชนไมต องการที่อยอู าศยั ในลกั ษณะน้ี ธรุ กจิ กจ็ ะไมสามารถใชห น้คี นื ธนาคาร ได ดังน้ันสาขาของธนาคารก็จะตองไมใหการอนุมัติสินเช่ือแกธุรกิจอาคารชุด แมวาจะเปนวิธีการที่ทําให ยอดวงเงินสินเชือ่ เขาเปา 6. นโยบายกับการปฏิบัติ มีการประสานนโยบายอันไดแก หลักการท่ีกําหนดไวลวงหนาเพื่อใชเปน กรอบหรือแนวทางปฏิบัติ ซึ่งจะตองทําใหผูเก่ียวของทุกฝายไดรับรูมีความเขาใจและปฎิบัติไดถูกตองตรง กนั เปน การประสานนโยบายกับการปฏิบัติ 7. การปฏิบัติกับการปฏิบัติ ในการประสานงานใดๆ จะมีการปฏิบัติหลายกิจกรรมซ่ึงแตละกิจกรรม ก็จะดําเนินไปในแนวทางท่ีจะใหเกิดประสิทธิผลอยางมีประสิทธิภาพและประหยัด แตถาไมมีการประสาน การปฏิบตั ิก็อาจจะไมส อดคลอ งกัน และไมถูกจังหวะเวลา เปนผลใหง านโดยสว นรวมเสียหายได ท้ังนี้จะตองประสานวัตถุประสงคและนโยบายตามแผนงานโดยพิจารณาถึงระเบียบวิธีปฏิบัติงาน การใชเ วลา วัสดอุ ปุ กรณ กาํ ลังคน กาํ ลงั เงิน และวธิ กี ารส่ือสาร ผูเกี่ยวขอ งในการทํางานรว มกนั ควรมีสิง่ ที่จะยดึ ถอื เปนแนวปฏิบตั ิดังน้ี 1. เตม็ ใจทจ่ี ะตดิ ตอ กบั ผูอ่ืนกอ น 2. แสดงความมนี ํ้าใจตอผอู ื่นกอ น สรา งสัมพนั ธท่ีดี มีความไววางใจกนั 3. ฟงผอู ืน่ พูดใหมาก 4. หลีกเลีย่ งการโตแยง 5. ซักซอมการทาํ งานใหเขา ใจวตั ถุประสงคต รงกัน 6. ทาํ ความเขา ใจขัน้ ตอนการปฏิบัตแิ ละจังหวะเวลาใหร ับกนั 7. เสรมิ สรางมติ ร ไมตรี และความเปนกันเอง 8. ติดตอ ตามสายงาน และชองทางการสอ่ื สารท่ถี กู ตอ ง 9. ไมรับการติดตอ ในเร่ืองทไี่ มเ ก่ียวกบั งานจากผใู ตบ งั คับบัญชาหนวยงานอ่ืน 10) วิธกี ารประสานงาน การประสานงานนอกจากตอ งยดึ ถือหลักการเปนสาํ คัญแลวจะตองมีวิธกี ารประสานงานทีเ่ ปน ไป ตามหลักการดว ย ดงั นี้ 1. จัดทาํ แผนงาน และประชมุ ช้ีแจงใหผ เู ก่ยี วของทราบ 2. ทาํ ความเขาใจวตั ถุประสงคของแผนงานใหชดั เจน คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 415 3. ระบกุ ิจกรรมทจ่ี ะตอ งประฏบิ ตั ติ ามแผนงาน และกําหนดผรู บั ผดิ ชอบแตละกิจกรรมใหแ นน อน 4. จัดทําการไหลของงาน (Work Flow) และอธบิ ายจุดเชอ่ื มโยงของงานใหผรู บั ผิดชอบงานแตละ งานรถู งึ ระยะเวลาการปฏิบัตแิ ละจงั หวะเวลาที่ตอ งรบั สงงานระหวา งกนั 5. ชแี้ จงใหท กุ คนรบู ทบาทวา ไดรบั การคาดหวงั จากหนว ยงานอยางไร 6. สงเสริมขวญั กําลงั ใจในการปฏิบัตงิ านใหยดื มั่นในภารกจิ ของหนว ยงาน 7. กาํ หนดมาตรการท่ีประกนั ใหเ กดิ ความรวมมอื ในการปฏิบัตกิ ิจกรรมรวมกันอยา งจริงจงั 8. หากเปนการประสานงานระหวา งหนวยงานจะตอ งทําความเขาใจในพิธีการและระเบยี บปฏิบัติ ใหถูกตอ งครบถว น อยางไรกด็ กี ารประสานงาน อาจกระทาํ ไดเ ปน 2 ลักษณะ คือ 1. วธิ ปี ระสานงานอยางเปน ทางการ หมายถงึ มแี บบพิธที ่ีตองปฏิบตั ิ เชน มหี นงั สือติดตอหรือตอ ง แจง ใหคณะกรรมการเฉพาะกิจรบั รู และขอความเหน็ ชอบ เปน ตน 2. วธิ ปี ระสานงานอยางไมเ ปน ทางการ หมายถงึ การประสานงานอยา งไมมีพิธรี ีรอง เพียงแตทาํ ความตกลงใหท ราบถงึ การที่จะปฏบิ ตั ิใหเ ปน ไปในจงั หวะเวลาเดยี วกันดว ยจดุ ประสงคเดียวกัน 11) ระบบและรปู แบบของการประสานงาน การประสานงานอาจแบง เปนประเภทใหญๆ ดังน้ี 1. การประสานงานภายในหนวยงานหรือองคการเดยี วกนั และการประสานงานตางหนวยงานหรอื องคก าร 2. การประสานงานในแนวดงิ่ และแนวนอน หมายถงึ การประสานงานจากผูบ ังคบั บัญชาไปสูผใู ต บังคับบญั ชา และกลับกันคอื การประสานงานระหวา งผใู ตบงั คบั บัญชากับผบู ังคบั บัญชา สว นการประสาน งานในแนวนอน หมายถึง การประสานงานกบั บคุ คลในระดบั เดยี วกัน เชน ระหวางหัวหนาหนวยกบั หวั หนา อกี หนว ยหนึ่ง หรือหัวหนาสวนหนึ่งกับหวั หนาอีกสว นหน่งึ หรอื หวั หนาฝายหนง่ึ กับหัวหนา อกี ฝา ยหน่ึง เปน ตน 11.1) ระบบประสานงานภายในหนว ยงาน การประสานงานภายในหนวยงานเดียวกัน มีความสะดวกกวาการประสานงานระหวางหนวยงาน และอาจจดั ระบบ ดงั ตอ ไปน้ี 1. การจัดแผนผังและกําหนดหนาที่การงาน หมายถึง การจัดแบงแยกงานใหเปนไปตาม ลักษณะเฉพาะของงาน รวมทัง้ การกาํ หนดหนาที่ใหชัดแจง เพือ่ ปองกันการปฏิบัตงิ านกาวกายซาํ้ ซอน กนั ซง่ึ เมื่อการดําเนนิ งานเปน ไปตามลักษณะและหนาทท่ี ี่กาํ หนดไวแลว งานกย็ อมจะประสานสอดคลอ งกัน 2. การจัดใหมีระบบการติดตอส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ การติดตอสื่อสารเปนวิถีทางของ การประสานงานและมีความสําคัญอยางแยกไมออก เพราะฉน้ัน จึงควรจัดใหระบบการติดตอดําเนินไป คูมอื เตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 416 อยางมีประสิทธิภาพ ปองกันอยา ใหไหลไป ณ ที่หนึ่งท่ีใดโดยเฉพาะ เพราะจะทําใหงานค่ังคา งชักชานอก จากน้ีจะตองพิจารณาถึงสายการบังคับบัญชาดวยวา มีลักษณะที่อํานวยประโยชนตอการประสานงานหรือ ไม รวมทง้ั ระบบการติดตอ สือ่ สารนนั้ มกี ารสอ่ื สารกลบั และเปนการส่อื สารสองทางหรอื ไม 3. การใชคณะกรรมการ การจัดใหมีการประชุมปรึกษาหารือกําหนดระเบียบวิธีใหการ บริหารของฝายตางๆ ใหเปนไปในลักษณะการประสานงานที่ดีโดยคณะกรรมการน้ีอาจเปนคณกรรมการที่ อํานวยประโยชนโดยตรง หรือโดยปริยายแกการประสานงานก็ได เชน คณะกรรมการที่ประกอบดวยบุคคล หลายฝายซึ่งหนาท่ีรับผิดชอบในการบริหารงานสาขาตางๆ ในโครงการเดียวกัน หรือโครงการที่มีลักษณะ คลายคลงึ กัน หากจะกลาวโดยแทจริงแลวเปนการยากที่จะแยกวาคณะกรรมการอยางใดอยูในประเภทใด ตาม ความเปน จริงน้นั คณะกรรมการที่ต้งั ข้นึ ยอ มมีหนา ทที่ ีเ่ กีย่ วกับการประสานงานอยูดวยกนั ท้งั สนิ้ ไมม ากกน็ อ ย หรือมิใชโดยตรงก็โดยออม อยางไรก็การประสานงานโดยใชคณะกรรมการน้ีนับวาเปนวิธีที่ไดผล และนิยมใชกันอยูอยางแพร หลาย คณะกรรมการท่ีชวยเหลือในการประสานงาน อาจจําแนกเปนคณะกรรมการฝา ยบริหาร ซ่ึงประกอบ ดวยผูบริหารระดับสูงขององคการ และคณะกรรมการฝายผูเชี่ยวชาญซึ่งจะมีขอบขายการปฏิบัติงานเฉพาะ เจาะจงและแคบกวา 4. การใชวิธีการงบประมาณ การควบคุมการใชจายเงิน หรือวิธีการควบคุมอ่ืนๆ ทางการ เงิน เปนเครื่องมือสําหรับควบคุมใหการปฏิบัติงานในสวนตางๆ ของแตละโครงการใหประสานกัน เพื่อให บรรลุเปาหมายอยางมีเอกภาพ โดยเฉพาะระบบงบประมาณปฏิบัติการ และงบประมาณโครงการจะชวยให ทราบผลการดําเนินงาน และชวยใหเกิดการประสานงานกันอยางดีเพราะระบบงบประมาณดังกลาวมีสวน สัมพันธก บั ระบบการบรหิ ารดา นอนื่ ๆ อยดู วยเปนอันมาก 5. การติดตามสอดสองการปฏิบัติงาน การติดตามงานในหนวยที่มีหนาที่รับผิดชอบวามี ขอขัดของผิดพลาดอยางใดบางโดยเฉพาะอยางย่ิงในเร่ืองเวลา เชนปฏิบัติงานในเร่ืองใดสําเร็จเรียบรอยตาม กําหนดเวลาหรือไม หรือเจา หนาท่ีภายใตบังคับบัญชา และเจาหนาท่ีของหนวยงานอ่ืนใด มีความเที่ยงตรง ฉับพลันเพียงใดเกี่ยวกับการโตตอบขาวสารท่ีตางฝายตางติดตอกัน ทั้งน้ีเพ่ือหาทางแกไขขอขัดของและจัด ใหมกี ารประสานงานกนั 6. การใชเจาหนาที่ประสานงาน งานบางประเภทมีลักษณะพิเศษ หรือเปนงานซับซอน หากใชบุคคลธรรมดาติดตอดําเนินงานอาจไมไดผลและโดยที่คนเราแตละคนไมเ หมือนกันบางคนเหมาะสม สําหรับปฏิบัติงานติดตอโดยเฉพาะ เพราะมีความนุมนวลไมเกงกาง หรืออยางท่ีเรียกวามีพรสวรรคบุคคล ประเภทน้ีเหมาะสําหรับเปนเจาหนาท่ตี ิดตอ ยิ่งกวาน้ันงานติดตอบางอยางยังตอ งการความชํานาญพิเศษเชน ความรูทางภาษาตางประเทศ เปนตน เจาหนาท่ีประสานงานจะทําหนาท่ีแทนนักบรหิ าร เปนผูประสานงาน โดยไมม อี ํานาจทจี่ ะกระทาํ การอันกอ ใหเ กิดพนั ธะใดๆ หนาทส่ี าํ คัญของเจาหนา ทีป่ ระสานงานกเ็ พยี งแตก าร แลกเปล่ียนขาวสาร เพ่ือการประสานงานใหดําเนินไปดวยความเรียบรอยจนบรรลุวัตถุประสงคจึงตองเลือก คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 417 ใชบุคคลใหเหมาะสมกับงาน และความสําเร็จของงานก็ขึ้นอยูกับความสามารถของเจาหนาท่ีประสานงาน โดยเฉพาะนีม้ าก 7. การจัดใหม กี ารประชุมเจาหนาทด่ี าํ เนินงาน ทั้งนเี้ พ่ือชว ยใหผูเ กี่ยวของทราบโดยชดั แจง ถงึ การกระทํา เพื่อประโยชนแกการประสานงานโดยตรง ในขอน้ีมีความจําเปนมาก เมื่อหนวยงานน้ันๆ จะ ตองปฏิบัติงานตามโครงการใหญๆ นอกจากน้ัน ยังอาจใชการประชุมน้ีใหเปนประโยชนแกการประสาน งานโดยปริยายได เพราะเกิดความสนิทสนมเปน กนั เองเนือ่ งจากการประชมุ ชมุ นมุ สงั สรรคนน่ั เอง 8. การจัดการฝกอบรม การพัฒนาผูอยูใตบังคับบัญชาใหมีความเขาใจซาบซ้ึง และรอบรู เก่ียวกับการงานใหมที ัศนคตทิ ่ีดีมีความคิดสรา งสรรคและกําลงั ใจ รักงาน การพฒั นาผูใตบังคบั บัญชาที่วาทํา อยางไรผูใตบังคับบัญชาจึงจะมีความเขาใจการปฏิบัติงานและทําอยางไรสัมพันธภาพระหวางผูบังคับบัญชา กับผใู ตบ ังคับบัญชา และผูรว มงานจงึ จะดี มีความเขาใจตอกันอนั นาํ ไปสูค วามรว มมอื ประสานงานที่ดี 9. การจัดใหมีหนวยแนะนํางานท่ีปรึกษา หนวยงานนี้จะทําหนาท่ีดูแล ศึกษาคนควาหา ขอขัดของหรือขอขัดแยงและปญหายุงยากที่เกิดข้ึนเพ่ือหาวิธีการแกไขปรับปรุงใหมีการประสานงานใน หนว ยงานนั้นๆ ใหไ ดผลดียงิ่ ข้นึ 10. การจัดใหมีการมอบอาํ นาจหนา ท่ี การจดั ใหมีการมอบอาํ นาจหนาทแ่ี กผ ใู ตบ งั คบั บัญชาหรือผูรวมงานเพ่ือรับไปปฏิบัติ นอกจากจะเปนการกระจายงานแบงเบาภาระหนาที่ของผูบังคับ บัญชาแลว ยังเปนการเสริมสราง กอใหเกิดความเขาใจอันดีและสามัคคีธรรมในหมูผูรวมงานอันจะเปน ประโยชนแ กก ารประสานงานเปนอยา งยิ่ง 11. การจดั ใหม ีการบํารุงขวญั การจัดใหผ รู วมงานไดมขี วัญในการทํางานทด่ี เี ปนหลัก สาํ คัญอนั หนึ่งท่จี ะกอ ใหเกิดความรวมมอื และการประสานงานข้นึ ไดอยา งมีประสิทธิภาพ 11.2) ระบบการประสานงานระหวางหนว ยงาน การประสานงานระหวางหนวยงาน อาจนําวิธีการบางประการท่ีใชสําหรับการประสานงานใน หนวยงานไปใชในการประสานงานระหวางหนวยงานไดดวย ระบบการประสานงานระหวางหนวยงานที่ ควรจะจัดใหม ีขน้ึ มีดงั ตอ ไปนี้ 1. การกําหนดอํานาจหนาท่ี การกําหนดอํานาจหนาท่ีขององคการแตละองคการควรใหชัด เจน และเขาใจงา ย อยากําหนดหนาท่ีใหกวางขวางหรือเปนขอความกํากวมซ่ึงอาจตีความ และเขาใจความ หมายไปไดหลายทาง อันอาจจะนําไปสูการทํางานเหลี่อมล้ํากัน ซอนกันและเกิดความขัดแยงกันไดในที่สุด การกําหนดอํานาจและหนาท่ีนอกจากจะไดกําหนดไวเปนหลักของแตละองคการโดยเฉพาะและองคการที่ ตองปฏิบัติงานที่มีลักษณะใกลเคียงแลว ระเบียบปฏิบัติและขอบังคับตาง ๆ ก็ควรจะไดคํานึงถึงหลักการ ขอนี้ไวดวย เชน เจาพนักงานที่ดินมีอํานาจหนาที่ แจงใหเจาของท่ีดินมาระวังแนวเขตรังวัดท่ีดิน แจงใหมา รับโฉนดที่ดิน แจงใหมาจดทะเบียนแบงแยกในนามเดิมหรือกรรมสิทธิ์รวม แจงใหมาจดทะเบียนโอน มรดก เม่อื ประกาศครบ 30 วัน เปน ตน คมู ือเตรียมสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 418 2. การใชคณะกรรมการผสมหรือคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการดงั กลาวนี้จะชว ยกล่ัน กรองและขจดั มูลเหตทุ อ่ี าจทาํ ใหมกี ารขดั แยง ลงไดม ากและจะทําใหมกี ารประสานงานดขี ึน้ โดยเฉพาะในกิจ การบรกิ ารทมี่ ีความมงุ หมายกวา งขวางและตอ งอาศัยความรวมมือรว มใจจากหลายฝายหลายสังกัด 3. การใชวิธีการงบประมาณ การใชวิธีการงบประมาณนอกจากจะใชสําหรับการประสาน งานภายในองคการแลวยังเปนเคร่ืองมือท่ีมีประสิทธิภาพ ในการประสานงานระหวางองคการดวยเพราะใน การพจิ ารณาจัดทํางบประมาณเพ่ือขออนุมัติคา ใชจายตามแผนงานขององคก ารตางๆ โดยวิธีการงบประมาณ จะสามารถพิจารณาแยกและปอ งกนั ปญหาเรือ่ งการทาํ งานซ้ําซอนกันไดด ี 12) รปู แบบของการประสานงาน 12.1) การประสานงานในรปู แบบพิธกี าร การประสานงานในองคการขนาดใหญจะจัดโครงสรางการบริหารไวเปนแบบแผน มีแผนภูมิแสดง สายการบังคับบัญชาและสายงานติดตอสื่อสารที่ชัดเจน การประสานงานจะตองปฏิบัติตามกฎเกณฑและ ระเบียบขอบังคับตางๆ รวมท้ังระเบียบปฏิบัติซึ่งมีการจัดทําไวเปนลายลักษณอักษรอางอิง มีระบบเสนอราย งานตามสายการบังคับบัญชา และอาจจัดใหมีบุคคลผูซ่ึงทําหนาท่ีประสานงานโดยเฉพาะ การติดตอสื่อสาร ในการประสานงานทุกๆ กรณี จะตองเปนไปตามระเบียบปฏบิ ัตมิ ีการกาํ หนดระยะเวลาการปฏิบัติงานวาวัน เวลาใด จะปฏิบัติงานเร่ืองอะไร ซ่ึงผูท่ีจะติดตอประสานงานจะตองปฏิบัติตามขอกําหนดเหลานั้น เชน หนวยงานทางราชการก็จะมีการกําหนดระยะเวลาท่ีจะปดการใหบริการเพื่อท่ีจะใชเวลาราชการสวนที่เหลือ ตอจากน้ันสะสางงาน ผูซ่ึงติดตอราชการจําเปนจะตองรูระเบียบปฏิบัติเชน การไปเสียภาษีบํารุงทองท่ีจาก สาํ นักงานเขต จะตอ งย่นื ชาํ ระเงินกอน 15.00 น.เพราะฝา ยการเงนิ ของสาํ นักงานเขตจะไมรับชําระเงนิ ลักษณะของการประสานงานทีอ่ ยใู นรปู แบบพธิ กี ารสว นใหญเปน เร่อื งทเ่ี ปน การประสานงานใน องคการขนาดใหญ เชน การประสานงานระหวางประเทศ ระหวา งสวนราชการ ระหวางองคก าร จะมแี บบ พิธที ต่ี องปฏิบัติ เชนมีขอ กําหนดใหต ิดตอ ระหวางหวั หนา ราชการ หรือในภาคธรุ กิจเอกชจะตอ งมกี ารส่ือ สารระหวา งบุคคลในระดบั เดียวกัน บางกรณีจะตองแจง ใหคณะกรรมการเฉพาะกจิ รับรู และขอความเห็น ชอบเปนตน ทง้ั นี้เพ่อื ปองกนั ปญหาความผดิ พลาดในการสอื่ สาร รวมท้ังการประสานงานท่ตี องดาํ เนนิ การ ตามกฎหมาย เชน การสงหมายศาล การปด หมายสาร การแจงช้ีแนวเขตท่ดี นิ ซงึ่ ไดก ําหนดใหมีวิธปี ฏิบตั ิ การประสานงานทเี่ ปนพธิ กี ารจึงมลี ักษณะดังตอ ไปน้ี 1. ตองทําอยางเปนกระบวนการมีขั้นตอนการปฏิบตั ิและมีระเบยี บวิธปี ฏิบัติกาํ หนดไว เชน การติด ตอระหวางสว นราชการ ตอ งปฏิบัตติ ามระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรี 2. มกี ารสือ่ สารเปนลายลักษณอักษรทาํ เปนหนังสอื ราชการ หรอื จดหมายธุรกจิ 3. กําหนดใหมีชอ งทางการสอ่ื สารที่แนนอน 4. ส่อื สารเปน ไปตามระดบั ชัน้ ผานผูร ับผดิ ชอบในแตล ะระดับ คูมือเตรยี มสอบศึกษานิเทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 419 5. อาจกําหนดใหใ ชแ บบพมิ พเ พื่อใหกรอกขอมลู อยางครบถว น ขอดีของการประสานงานในรปู แบบพธิ ีการ 1. ทาํ ใหการปฏบิ ัตเิ ปนไปอยา งมีระบบมีระเบียบแบบแผน 2. มหี ลักฐานอางองิ สะดวกตอการตดิ ตามและควบคมุ 3. มจี ุดตดิ ตอ ประสานงานที่กาํ หนดไวใ หรูชดั 4. มรี ะบบการปฏบิ ัตติ ามสายการบังคับบัญชา ซึ่งยดื เปนหลักปฏิบตั ิไดแนนอน 5. มบี นั ทึกสามารถจัดทาํ ทะเบียนคมุ เรื่อง สะดวกตอ การคน ควาขอ มลู ขอ เสียของการประสานงานในรปู แบบพิธีการ 1. ขาดความคลอ งตวั และเกดิ ความลา ชา 2. มีหลักฐานควบคุมจนเกิดความกงั วลในความรับผิดชอบ 3. ถาไมรูระเบียบพธิ กี ารกจ็ ะตดิ ตอ ประสานงานไมไ ด 4. ถา สายการบงั คบั บญั ชา มมี ากหลายระดบั จะเกดิ ความลา ชา และไมร ูวางานดาํ เนนิ ไปถงึ ไหน 5. มงี านเกยี่ วกบั เอกสารเกิดข้ึนเปน ภาระในงานปฏบิ ัติ 12.2) การประสานงานท่ีไมเ ปน พิธกี าร การติดตออยางไมเปนทางการ(Informal contacts) ในการปฏิบัติงานน้ันในบางโอกาสก็มีความจํา เปน หากใชวิธีปฏิบัติตามแบบแผนอยางเปนทางการ ก็อาจทําใหงานลาชาเกิดผลเสียแกงานได เพื่อหลีก เลี่ยงความลาชาอันจะเกิดจากการยึดรูปแบบพิธีการและเพื่อใหเกิดการประสานงานท่ีดี การใชการติดตอ อยา งไมเ ปนพธิ กี ารกช็ ว ยไดมาก และดูจะเปน ท่นี ยิ มกันแพรห ลายในงานทว่ั ไปดวย การใชความสัมพันธระหวางผูบังคับบัญชาและผูใตบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาใชอํานาจหนาท่ีซ่ึง ตนมีอยูออกคําส่ังใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติตามหรืออาจส่ังงานในเรื่องที่จัดทําอยูโดยเฉพาะแกผูใตบังคับ บญั ชาในฐานะที่ถือวาตนเปนผูเช่ียวชาญมากกวาที่จะถือวาตนเปนผูบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชาประเภทนี้จะ ตองมีความชํานิชํานาญทางวิชาการเปนพิเศษ การประสานงานโดยวิธีนี้จึงไดผลดี ผูบังคับบัญชาจะใชคุณ ลักษณะในการเปนผูนําท่ีเกิดขึ้นจากอิทธิพลสวนตัวของตนสําหรับการติดตอประสานงานกับผูใตบังคับ บัญชา แทนท่จี ะใชอํานาจหนา ทแี่ ละตาํ แหนง ทเี่ ปน ทางการผูบ งั คบั บญั ชาอาจจะประสานงานโดยการยอมรบั ฟงความคิดเห็นจากเจาหนาท่ีเบ้ืองลาง หรืออาจจะกระตุนใหเจาหนาที่ช้ันผูนอยเขารวมในการดําเนินงาน ดวยในบางกรณีผูบังคับบัญชาอาจจะจัดใหมีการประชุมผูใตบังคับบัญชา เพ่ือจะหย่ังรูความคิดเห็นในดานที่ เกยี่ วกับนโยบายและการดําเนนิ งานของหนวยงาน การสนทนาหรือการปรึกษาหารือ วิธีการประสานงานแบบน้ี เนนหนักไปในทางติดตอกันเปน สวนตัว (Informal Contact) ซ่ึงมีความสําคัญไมนอยไปวาการติดตอแบบเปนทางการ(Formal Contact) ท้ังนี้ เพราะวาถาไดมีการปรึกษาหารือเปนการสวนตัวแลวเรื่องน้ัน ๆ ก็ไมจําเปนที่จะตองทําเปนลายลักษณ อักษร หรือมีบันทึกซึ่งยากแกการที่จะแกไขภายหลัง การประสานงานในรูปนี้อาจจะกระทําไดโดยวิธีพบ คูมือเตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 420 ปะสังสรรคกันในวันสุดสัปดาห หรือการสนทนากันในหองอาหาร การสนทนาหรือการปรึกษาหารือเปน การสวนตัวจะบรรลุผลในการประสานงานไดตองติดตอกันโดยตรงกับบุคคลท่ีเก่ียวของรับผิดชอบในงาน น้ันๆ ตั้งแตระยะแรกของการปฏิบัติงานเช่ือมโยงสวนประกอบตางๆ เขาดวยกันและจะทําเปนกระบวนการ ท่มี ีขน้ั ตอนท่ตี ดิ ตอกันไมข าดสาย โดยทั่วไปการประสานงานแบบไมเปนพิธีการจะใชในการประสานงานภายในหนวยงานเดียวกัน และเปนงานประจาํ ซง่ึ คนุ เคยกับวิธีการปฏบิ ตั อิ ยแู ลว ลักษณะการประสานงานที่ไมเปน พธิ ีการ มดี ังนี้ 1. มีการปฏิบตั ิตามความสมั พันธส วนบคุ คล 2. ไมมกี ระบวนการและข้นั ตอนปฏิบัตไิ วเปนระเบยี บปฏบิ ตั ิ 3. โดยทัว่ ไปใชการสอ่ื สารดว ยวาจาแตอาจจะมหี นงั สอื ตามมาในภายหลังก็ได 4. มีการสือ่ สารตามชอ งทางที่สะดวก โดยอาศยั ความสัมพันธทใ่ี กลช ดิ 5. การสอ่ื สารมักไมเ ปนไปตามระดับชน้ั 6. การดําเนนิ การไมมีระเบียบพิธกี าร ขอ ดีของการประสานงานในรปู แบบไมเปน พิธีการ 1. ทาํ ใหม กี ารยืดหยุนไดตามสถานการณ 2. มีความคลอ งตัวในการปฏิบัติ 3. ส่อื สารดวยการพดู สะดวกและรวดเรว็ 4. เกดิ การสอื่ สารที่ไมเ ปนทางการมีความสะดวก 5. เลือกผูร ับการติดตอสื่อสารไดต ามความถนดั 6. ดาํ เนินการไดโดยไมเสียเวลากับระเบยี บพิธกี าร ขอเสยี ของการประสานงานในรปู แบบไมเปน พธิ กี าร 1. อาจเกดิ การเลอื กปฏิบตั ิเปน แตล ะกรณี 2. ทาํ ใหเ กดิ ความสบั สนในการปฏบิ ตั ิ 3. ไมม หี ลกั ฐานอางอิง 4. เกดิ การสอื่ สารผิดชอ งทางและมปี ญหายุง ยากตามมา 5. กอใหเ กิดความขดั แจงไดงา ย 6. อาจดาํ เนินการตามอําเภอใจจนเกดิ ความเสียหาย 13) ปญ หาและอปุ สรรคของการประสานงาน ปญ หาของการประสานงาน ปญหาคือสิ่งท่ีเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน หรือไมเปนอยางที่ควรจะเปน การประสานงาน อาจเกิดปญหา คือไมเปนไปตามมาตรฐานหรือสิ่งที่ควรจะเปน ทําใหงานไมราบรื่นหรือไมบรรลุผล ซ่ึง คมู ือเตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 421 มีปญหาตั้งแตเล็กนอยไปจนกระทั่งปญหารายแรง บางปญหาก็เกิดจากสาเหตุเล็กนอยแตบางปญหาเกิดจาก สาเหตุใหญหรือหลายๆ สาเหตุบางปญหาเกิดจากขอจํากัดตางๆ บางปญหาเกิดจากอุปสรรคหรือสิ่งท่ีมา สะกัดก้ัน ปญหาในการปกระสานงานสวนใหญถูกระบุวา การประสานงานไมไดรับความรวมมือจาก ผูเกี่ยวของ การปฏิบัติในการประสานงานไมถูกจังหวะเวลา เกิดความคลาดเคลื่อนไมเปนไปตามแผนงาน ผูรวมในการปฏิบัติวางแผนไมรูบทบาท ไมทําตามหนาท่ีและไมมีความรับผิดชอบในงานท่ีไดรับมอบหมาย ปฏิบัติงานไมสอดคลองกัน ทํางานเหลื่อมล้ําหรือซ้ําซอนกัน ไมปฏิบัติหนาที่ตามที่ควรจะทํา มีการส่ือสาร ทีผ่ ดิ พลาด เกดิ ความเขา ใจไมต รงกนั ทาํ ใหพลาดจังหวะเวลาตามท่กี าํ หนดไวในแตล ะงาน ปญหาการประสานงานมีโอกาสเกิดขึ้นระหวางบุคคลในแตละระดับช้ันการบังคับบัญชา และอาจ เกดิ ข้นึ กบั บุคคลภายนอกที่ตองติดตอ ประสานงานกัน ในการสัมมนาปญหา การประสานงานหลายครั้งผเู ขา สัมมนา จะระบุวามีปญหาการประสานงานสวนใหญกับผูรวมงานระดับเดียวกันมากที่สุด ดวยสาเหตุจาก ทัศนคติท่ีไมดีตอกัน และไมใหความรวมมือกัน ปญหารองลงมาจะเปนปญหาการประสานงานกับ ผูใตบังคับบัญชาซ่ึงมีจํานวนมาก อาจดวยสาเหตุจากการท่ีไมจัดทําใหมีบรรยากาศของความไววางใจใกล ชิด และมีระบบรายงานการปฏิบัติงาน ฝายผูบังคับบัญชามีความตองการจะรูเรื่องงานที่ผูใตบังคับบัญชาได ปฏิบัติไมก็ไมสอบถาม ไดแตรอรับรายงาน ปญหาการประสานงานกับผูบังคับบัญชามีนอยมาก อาจเปน ดวยมีการรับคําส่ังและดําเนินการไปอยางไรก็รายงานใหทราบ ปญหาการประสานงานกับบุคคลภายนอก ตัวอยางเชน ผูรับเหมาหรือคูคา ก็จะมีปรากฎในรายงานผลการสํารวจบาง แตมีนอยอาจเปนดวยไมใครจะ ไดป ระสานงานกนั โดยทวั่ ไปสาเหตใุ หญของปญ หาในการประสานงาน อนั เปนผลใหง านไมบรรลวุ ัตถปุ ระสงค มดี ังนี้ 1. ขนาดขององคก าร องคก ารมขี นาดใหญม ากเทา ใด ความลําบากในการประสานงานก็ยอ มมีมาก ขึน้ เทาน้นั ทง้ั นเี้ พราะองคการขนาดใหญยอมมีการแบงงานออกเปน หลายหนวยงาน และหลายระดับ 2. การใชความชํานาญพเิ ศษในการปฏบิ ตั ิงาน อาจพบวา นักบัญชกี ม็ ุง ทํางานใหถ ูกตองตามหลกั การบญั ชี นกั กฎหมายกม็ องลกั ษณะการทาํ งานขององคก ารไปในแงก ฎหมาย เปนตน ซึง่ เปน การยากทีจ่ ะทํา ใหบ ุคคลหรือกลุมผชู าํ นาญพิเศษเหลานม้ี องสิง่ ตาง ๆ ในแงเดยี วกนั เปา หมายที่เปน สวนรวมขององคก าร เมอื่ เปนเชน นี้การทจี่ ะดงึ เอาบุคคลหรือกลมุ บคุ คลดังกลาว ซ่ึงมคี วามคิดเห็นเปน เอกเทศใหมาประสานงานกันก็ อาจจะกระทําไดโดยยากลําบากยง่ิ เพราะบคุ คลเหลา นี้มักแยกตัวเปน อสิ ระ และนยิ มสรางอาณาจักรของตน เองซง่ี เปน การยากท่จี ะไปประสานงานกับเขาได 3. ความจําเปนที่จะตอ งมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิธปี ฏิบัติงาน ในปจ จุบนั องคการหรือ หนวยงานตา ง ๆ มกั จะนําเอาความรูแ ละวิธปี ฏบิ ัติงานใหม ๆ มาใชอ ยเู สมอ ท้ังนก้ี เ็ พอื่ ใหงานมปี ระสทิ ธิ ภาพ และเพื่อกา วใหท นั กบั ความเจรญิ ทางวิชาการ ฉะนั้น ถา วตั ถปุ ระสงคหรอื นโยบายขององคการทีต่ งั้ ไวแนน อนคงท่ี การประสานงานระหวางหนวยงานตาง ๆ ท่จี ะตอ งเปล่ียนแปลงวธิ กี ารดาํ เนนิ งานกย็ อ มเปน ไปดว ยความยากลําบาก คมู ือเตรยี มสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 422 บรรณานกุ รม กรมวชิ าการ. (2545). การวิจยั เพอื่ พัฒนาการเรียนรตู ามหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พครุ สุ ภาลาดพรา ว. กรมวิชาการ. (2545). คูมือพัฒนาสอ่ื การเรยี นรู. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพคุรสุ ภาลาดพราว. กรมวชิ าการ. (2545). แนวทางการจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษา. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค รุ ุสภาลาดพรา ว. กรมวิชาการ. (2545). แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู. กรุงเทพฯ : โรงพิมพครุ ุสภาลาดพรา ว. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2550). เอกสารประกอบการพัฒนาหลกั สตู รผนู ําการเปลี่ยนแปลงเพอ่ื รองรบั การ กระจายอํานาจสาํ หรบั ผูบริหารการศึกษาและผบู ริหารสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: สํานักพมิ พค ณะ รฐั มนตรแี ละราชกิจจานุเบกษา. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2550). เอกสารประกอบการพัฒนาหลกั สตู รผูนาํ การเปล่ยี นแปลงเพ่อื รองรบั การ กระจายอาํ นาจสําหรับครู และศึกษานเิ ทศก. กรงุ เทพฯ : สํานกั พิมพคณะรัฐมนตรีและราชกจิ จา นุเบกษา. กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2548). ประมวลกฎหมายการศกึ ษา เลม 1. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค รุ ุสภาลาดพราว. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คูมอื การปฏบิ ัติงานสาํ นกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา. กรุงเทพฯ: หจก.โรงพมิ พ คลงั นานาวทิ ยา. กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. 2546 และกฎกระทรวงแบง สวนราชการ. กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พองคการรบั สง สินคาและพสั ดภุ ณั ฑ(ร.ส.พ.). กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2546). พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และแกไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พรอ ม กฎกระทรวงทเ่ี กย่ี วของ และพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพองคการรบั สง สินคา และพสั ดุภัณฑ (ร.ส.พ.). กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2546). คูมือการบริหารสถานศกึ ษาข้นั พื้นฐานทเ่ี ปน นติ บิ ุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการรับสงสนิ คา และพสั ดุภณั ฑ (ร.ส.พ.). กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2545). หลักสูตรการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ คุรสุ ภาลาดพรา ว. กระทรวงศึกษาธิการ. บทความสําหรับครู อาจารย. http://www.moe.go.th/article02.shtml. เกษม วฒั นชัย. (2545). การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร: สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา แหง ชาต,ิ กระทรวงศึกษาธิการ. ไกรฤกษ ไมตรีวงศ . “ เทคนคิ และจติ วทิ ยาในการใหบรกิ ารประชาชน” http://www.dopa.go.th/iad/subject/tservice.doc คูม อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 423 กติ ตภิ ชั กนกธาดากุล.(2546). การศึกษาลักษณะผบู รหิ ารมอื อาชีพตามทัศนะของผูบรหิ ารและครูใน โรงเรียน เครือขายการใชห ลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน.วิทยานิพนธการศกึ ษามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั บรู พา. จรี ะ งอกศลิ ป. (2549) . เตรยี มสอบรองผอู ํานวยการสถานศึกษา/ผูอ ํานวยการสถานศึกษา สพฐ. ชุดท3ี่ . ชยั ภูมิ.: ม.ป.ท. ธีระพล อรุณะกสกิ ร และคนอื่นๆ. (2545). ระเบียบสาํ นกั นายกรฐั มนตรี วา ดวยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และ ภาคผนวก แกไ ขเพม่ิ เตมิ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : วญิ ูชน. ธีระ รุญ เจริญ. (2548). สูค วามเปนผูบริหารสถานศกึ ษามืออาชีพ. กรงุ เทพฯ : บริษทั ขมุ ทองอุตาหกรรม และการพิมพ จํากดั . ธีระ รุญ เจริญ. (2549). ความเปน มอื อาชพี ของผบู รหิ ารสถานศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: บริษทั แอล ที เพรส จาํ กดั . นพนิตย ชน้ั บุญใส.(2544). การศกึ ษาคณุ ลกั ษณะและแนวทางการพฒั นาคณุ ลักษณะของผูบรหิ ารโรงเรียน สังกดั สํานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง ชาติ เขตการศึกษา 12. วิทยานพิ นธการศึกษา มหาบัณฑติ , มหาวิทยาลยั บูรพา. ประยุทธ ชูสอน. (2548). พฤติกรรมภาวะผูน ําและแนวทางการพัฒนาสคู วามเปนผูบรหิ ารมอื อาชีพของ ผบู รหิ ารโรงเรียนประถมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื . ปริญญานพิ นธด ษุ ฎบี ัณฑิต, คณะศึกษาศาสตร, มหาวทิ ยาลัยขอนแกน. พมิ พันธ เดชะคปุ ตและพเยาว ยนิ ดีสขุ ( 2548) ทักษะ 5 C เพอ่ื การพัฒนาหนวยการเรียนรแู ละ จัดการเรยี นการสอนแบบบรู ณาการ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. รุง แกวแดง. (2543). ปฏวิ ตั กิ ารศกึ ษาไทย. พิมพค รั้งที่ 8 . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม ตชิ น. รัชนวี รรณ วนชิ ยถ นอม(2546). สมรรถนะในระบบขา ราชการพลเรอื นไทย. กรงุ เทพ ฯ:สํานักงาน ก.พ. . วณิช สธุ ารัตน. (2547). ความคดิ และความคดิ สรา งสรรค. กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาสน . วิจิตร ศสี อาน.(2527) “การศกึ ษากบั การพฒั นา” เอกสารการสอนชดุ วชิ าพฒั นศกึ ษา หนว ยท่ี 1. พมิ พค รง้ั ท่ี 4 . กรงุ เทพฯ : ,มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. เวบ็ ไชตส อบบรรจ.ุ เทคนิคการเตรยี มสอบุ http://freehost19.websamba.com/sobbanju/techniqe.htm ศูนยว ิจัยและพฒั นา สถาบนั พัฒนาครู คณาจารยแ ละบุคลากรทางการศึกษา,กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. รวมบทความการบริหาร. http://www.moe.go.th/wijai/article.html. ศูนยศกึ ษาเศรษฐกิจพอเพยี ง สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร. ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง . http://cse.nida.ac.th/phil.htm. สถาบันพฒั นาครู คณาจารยและบุคลากรทางการศกึ ษา. เอกสารประกอบการฝกอบรม/สัมมนา. http://www.moe.go.th/wijai/e-learning.html. คูมือเตรียมสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 424 สถาบนั พัฒนาครู ผบู รหิ ารและบุคลากรทางการศึกษา.” โครงการการพฒั นาสมรรถนะการบริหารทรัพยากร บคุ คล”. http://www.nidtep.go.th/hr/data/history/HR_project_idea2.pdf สถาบนั พัฒนาครู ผูบรหิ ารและบคุ ลากรทางการศึกษา. “ เอกสารเผยแพรเ กีย่ วกับการพัฒนาสมรรถนะ ระบบบริหารทรพั ยากรบุคคล” . http://www.nidtep.go.th/hr/infor.htm สถาบันพฒั นาผบู รหิ ารการศกึ ษา. (2548). หลักการจัดการศึกษายุคใหม. นครปฐม : สถาบนั พฒั นาผบู ริหาร การศกึ ษา, กระทรวงศึกษาธกิ าร. สถาบนั พัฒนาผบู รหิ ารการศกึ ษา. (2548). ผนู าํ มอื โปร. นครปฐม : สถาบันพัฒนาผูบรหิ ารการศึกษา, กระทรวงศกึ ษาธิการ. สมเดช สีแสง . 2549. คูมือบริหารโรงเรียนสถานศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ตาม พรบ.การศึกาแหงชาติ . นครสวรรค:หจก.ริมปงการพิมพ. สมศักดิ์ ดลประสิทธ.ิ์ “คนคุณภาพ คอื คณุ ภาพการศึกษา” . วิทยาจารย. (พฤศจิกายน2544): 8 – 10. สํานกั งาน ก.พ.(2546) . ชดุ การเรียนดวยตนเอง หลกั สตู รการบริหารงาน การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม (ชุดวิชาท่ี 1-6). กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั อาทติ ย โพรดกั ส กรปุ จํากัด. สํานักงาน ก.พ.. การปรบั ใชส มรรถนะในการบริหารทรัพยากรมนษุ ย. เอกสารประกอบการสัมมนาเร่อื ง สมรรถนะของขาราชการ เมอื่ วนั ท่ี 31 มกราคม 254 สาํ นักงาน ก.พ. “การพัฒนาสมรรถนะการบริหารทรพั ยากรบุคคล” http://www.ocsc.go.th/project/project_HR_scorecard.as สํานกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษาบุรรี ัมย เขต3.(2547) . เอกสารประกอบการฝก อบรมการพัฒนาองคกรในยคุ การ เปล่ียนแปลง. เอกสารอดั สาํ เนา. สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน,กระทรวงศึกษาธิการ.(2548). ประมวลกฎหมายการศึกษา เลม 1. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค ุรุสภาลาดพรา ว. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน.(2549). เอกสารแนวทางการดาํ เนินงานปฏริ ปู การเรียน การสอนตามเจตนารมณกระทรวงศึกษาธกิ าร” 2549 ปแหงการปฏิรปู การเรียนการสอน”(เลม1-8). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พชุมชนสหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทยจาํ กัด. สํานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง ชาต.ิ (2545). เอกสารประกอบการศกึ ษาดวยตนเอง หลักสตู รผูชว ยผบู ริหารสถานศึกษาและผบู ริหารสถานศกึ ษา.กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พอ งคก ารรบั สง สนิ คา และพสั ดภุ ัณฑ. สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน. (2547). แนวทางการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัติ ระเบยี บขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2547. ม.ป.ท. สาํ นกั งานตรวจเงินแผนดิน(2544). มาตรฐานการควบคุมภายใน เลม 1 เลม 2. ไมป รากฎท่พี ิมพ. สํานกั งานปฏริ ูปการศึกษา.(2544) . เขตพนื้ ที่การศึกษาสูการปฏบิ ัต.ิ กรงุ เทพฯ : บริษัท พมิ พด ี จาํ กัด. คมู อื เตรยี มสอบศกึ ษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com 425 สาํ นกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย. (ม.ป.ป.). คมู อื การขอพระราชทานเครื่องราชอสิ รยิ าภรณป ระจําป. กรุงเทพฯ:พมิ พดี. สํานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ. (2547).กฎกระทรวง เลม 1 ออกตามกฎหมายการศึกษา.กรงุ เทพฯ : โรงพิมพอ งคก ารรับสง สนิ คาและพัสดุภัณฑ. สํานกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2547). พระราชบัญญตั ิ กฎหมายการศึกษา เลม 1. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพองคก ารรบั สงสินคา และพัสดุภณั ฑ. สํานกั งานพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ. แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี 10 (พ.ศ. 2550-2554). http://www.nesdb.go.th/plan10/index.htm. สาํ นกั งานเลขาธิการคุรุสภา. มาตรฐานวชิ าชพี ครู . http://www.ksp.or.th/mainpage/inner.php?System_MenuGroupID=0&System_MenuID=278 อโฌมา คงตะแบก. “ องคก ารแหง การเรียนรู” . http://kromchol.rid.go.th/person/train/ article/learning01.html คูม อื เตรยี มสอบศกึ ษานิเทศก : บวร เทศารินทร

เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๒ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ประกาศคณะกรรมการคุรสุ ภา เรอื่ ง มาตรฐานความรู มาตรฐานประสบการณวชิ าชพี สาระความรู สมรรถนะ และมาตรฐานการปฏิบัติงานของผปู ระกอบวชิ าชพี ศึกษานิเทศก เพื่ออนุวัติใหเปนไปตามกฎกระทรวงการประกอบวิชาชีพควบคุม พ.ศ. ๒๕๔๙ กําหนดให้บานสอบค ูร www.sobkroo.com วิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศกเ ปน วชิ าชพี ควบคมุ ตามพระราชบญั ญตั ิสภาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ อาศัยอํานาจตามความในขอ ๔ ขอ ๘ ขอ ๙ และขอ ๑๒ แหงขอบังคับคุรุสภา วาดวย มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกอบกับมติคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชมุ ครงั้ ท่ี ๓/๒๕๔๙ วนั ท่ี ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๙ คณะกรรมการคุรุสภาจึงกําหนดมาตรฐาน ความรู มาตรฐานประสบการณวิชาชีพ สาระความรู สมรรถนะและมาตรฐานการปฏิบัติงานของ ประกอบวิชาชพี ศึกษานเิ ทศกไว ดังตอไปนี้ หมวด ๑ มาตรฐานความรแู ละประสบการณวชิ าชพี ขอ ๑ ผูประกอบวชิ าชีพศึกษานิเทศก ตอ งมีมาตรฐานความรู ดังตอ ไปน้ี (ก) มคี ุณวฒุ ิไมต ่ํากวาปรญิ ญาโททางการศกึ ษา หรอื เทียบเทา หรือคุณวุฒิอ่ืนท่ีคุรุสภา รบั รอง โดยมคี วามรู ดงั ตอ ไปน้ี (๑) การนเิ ทศการศกึ ษา (๒) นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา (๓) การพฒั นาหลักสูตรและการสอน (๔) การประกนั คุณภาพการศึกษา (๕) การบริหารจดั การการศึกษา (๖) การวจิ ยั ทางการศึกษา (๗) กลวิธกี ารถา ยทอดความรู แนวคดิ ทฤษฎี และผลงานทางวชิ าการ (๘) การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ (๙) คณุ ธรรมและจริยธรรมสําหรบั ศึกษานเิ ทศก

เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๓ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานุเบกษา (ข) ผานการฝกอบรมหลักสตู รการนเิ ทศการศึกษาทีค่ ณะกรรมการครุ สุ ภารบั รอง ขอ ๒ ผูประกอบวิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศกตองมมี าตรฐานประสบการณว ิชาชีพ ดงั ตอ ไปนี้ (๑) มีประสบการณดานปฏิบัติการสอนมาแลวไมนอยกวาสิบป หรือมีประสบการณ ดานปฏิบัติการสอนและมีประสบการณในตําแหนง ผูบริหารสถานศึกษา หรือผูบริหารการศึกษา รวมกันมาแลวไมน อ ยกวาสบิ ป (๒) มีผลงานทางวิชาการที่มคี ุณภาพและมกี ารเผยแพร ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com หมวด ๒ สาระความรูแ ละสมรรถนะของผปู ระกอบวิชาชพี ศึกษานเิ ทศก ตามมาตรฐานความรู ขอ ๓ การนเิ ทศการศกึ ษา ประกอบดว ย สาระความรูและสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั การและรูปแบบการนเิ ทศ (๒) วิธีการและกระบวนการนเิ ทศ (๓) กลยุทธก ารนเิ ทศการศึกษา (๓.๑) การวเิ คราะหพฤตกิ รรมการนิเทศการศกึ ษา (๓.๒) การสรางทักษะในการนเิ ทศ (๓.๓) การใชก ลยทุ ธใ นการนิเทศ (๓.๔) การนาํ นวตั กรรมมาประยกุ ตใ ชใ นการนเิ ทศ (๓.๕) การควบคมุ และการประเมนิ เพ่อื การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา (๔) การนิเทศภายใน (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถวิเคราะห วิจยั สง เสริม ใหข อ เสนอแนะเพื่อพัฒนาระบบการนิเทศ ภายในสถานศกึ ษา (๒) สามารถติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการจัดกระบวนการเรียนรู การสอนและการบริหารจดั การการศึกษา

เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๔ ๘ มถิ ุนายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(๓) สามารถประสาน สนับสนุน และเผยแพรผลงานดานการนิเทศการศึกษา แกหนวยงานที่เกยี่ วของ (๔) สามารถใชเทคนิคการนิเทศไดอยา งหลากหลายดว ยความเปน กัลยาณมติ ร ขอ ๔ นโยบายและการวางแผนการศึกษา ประกอบดวย สาระความรูแ ละสมรรถนะ ดงั ตอไปน้ี (ก) สาระความรู (๑) ระบบและทฤษฎกี ารวางแผน (๒) บรบิ ททางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งไทยท่มี อี ิทธพิ ลตอ การศึกษา (๓) แผนการศกึ ษาระดบั ชาติและระดับตา ง ๆ (๔) การวิเคราะหแ ละกาํ หนดนโยบายการศึกษา (๕) การวางแผนพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา (๖) การพฒั นาและประเมนิ นโยบายการศกึ ษา (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเก่ียวกับการวิเคราะหขอมูล และรายงานผล เพอื่ จัดทาํ นโยบาย แผน และการติดตามประเมนิ ผลดานการศกึ ษา (๒) สามารถใหคําแนะนาํ ปรกึ ษาเกี่ยวกับการกาํ หนดนโยบายและการวางแผน ดาํ เนนิ งาน และการประเมนิ คณุ ภาพการจดั การศกึ ษา (๓) สามารถใหค ําแนะนาํ ปรกึ ษาเกี่ยวกับการจัดทําแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทมี่ งุ ใหเกดิ ผลดี คมุ คา ตอ การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา สังคม และสงิ่ แวดลอ มอยางย่ังยืน ขอ ๕ การพัฒนาหลักสูตรและการสอน ประกอบดว ย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) ความรเู ก่ียวกับหลักสตู ร (๒) การสรางหลักสูตรสถานศกึ ษา (๓) หลักการพฒั นาหลกั สตู ร (๔) การจดั การเรียนรู (๕) จติ วิทยาการศกึ ษา (๖) การวัดและการประเมินผล (๗) การจัดการศึกษาพเิ ศษ

เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๕ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกิจจานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรและการจัดทํา หลักสูตรสถานศกึ ษา (๒) สามารถสาธิต แนะนาํ ครใู หจ ัดกจิ กรรมทสี่ ง เสรมิ การเรยี นรไู ดเต็มศักยภาพ ของผเู รยี น (๓) สามารถประเมนิ หลกั สตู รและการนําหลกั สูตรไปใช ขอ ๖ การประกันคุณภาพการศึกษา ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดงั ตอไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) การบริหารคุณภาพ (๒) การประกันคุณภาพการศกึ ษา (๓) มาตรฐานคณุ ภาพการศึกษา (๔) กระบวนการประเมินคณุ ภาพภายในและภายนอกสถานศกึ ษา (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถศึกษา วิเคราะห วจิ ัย การจัดทํามาตรฐาน และการพัฒนาระบบ ประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา (๒) สามารถนิเทศ กํากับ ติดตาม และประเมินผลการประกันคุณภาพภายใน ของสถานศึกษา (๓) สามารถใหคําปรึกษา ขอเสนอแนะ และการวางระบบการจัดทํารายงาน ผลการประเมนิ ตนเองของสถานศกึ ษา เพ่ือการพฒั นาอยา งตอเนอื่ งและพรอ มรบั การประเมินภายนอก ขอ ๗ การบริหารจดั การการศึกษา ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั และระบบขอบขา ยการจดั การศึกษา (๒) หลกั การบรหิ ารจดั การการศกึ ษาโดยใชโรงเรยี นเปน ฐาน (๓) การปฏริ ูปการศกึ ษา (๔) กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวขอ งกบั การจัดการศึกษา

เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๖ ๘ มิถนุ ายน ๒๕๔๙ ราชกิจจานุเบกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําปรึกษา แนะนําการจัดการศึกษาใหบรรลุวัตถุประสงค ตามเจตนารมณของการศึกษา (๒) สามารถนเิ ทศการบรหิ ารจัดการสถานศึกษาไปสูองคกรแหง การเรียนรู (๓) สามารถบรหิ ารจัดการการศึกษาโดยใชโรงเรียนเปนฐาน ขอ ๘ การวิจัยทางการศึกษา ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดังตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) ระเบยี บวิธีวจิ ัย (๒) กระบวนการวิจัย (๓) การนาํ ผลการวจิ ัยไปใช (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเกี่ยวกับการนํากระบวนการวิจัยไปใชใน การแกปญ หาและพัฒนาการเรียนการสอน (๒) สามารถใหคําแนะนํา ปรึกษาเก่ียวกับการนําผลการวิจัยไปใชในการพัฒนา การจดั การเรียนการสอน (๓) สามารถดําเนินการวิจัยเพ่ือสรางองคความรูใหม ๆ ดานการเรียนรูและ การจดั การศึกษา ขอ ๙ กลวิธีการถายทอดความรู แนวคิด ทฤษฎี และผลงานทางวิชาการ ประกอบดวย สาระความรแู ละสมรรถนะ ดงั ตอไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) กลวิธกี ารนาํ เสนอความรู แนวคิด ทฤษฎีท่เี หมาะสมกับการเรียนรู (๒) การเขียนรายงาน บทความ ผลงาน ผลการศกึ ษาคนควา และอืน่ ๆ (๓) การวเิ คราะห วิจารณผ ลงานวิชาการอยางสรา งสรรค (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถเขียนเอกสารทางวิชาการประเภทตาง ๆ

เลม ๑๒๓ ตอนที่ ๕๖ ง หนา ๒๘๗ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานเุ บกษา ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com(๒) สามารถแนะนําและใหคําปรึกษาการเขียนเอกสารทางวิชาการแกครู และบุคลากรทางการศึกษา (๓) สามารถนําเสนอความรู แนวคิด ทฤษฎีดวยวิธีการท่ีหลากหลายและ เหมาะสมตอ การเรยี นรู ขอ ๑๐ การบริหารจดั การเทคโนโลยสี ารสนเทศ ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดังตอ ไปนี้ (ก) สาระความรู (๑) หลกั การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ (๒) อนิ เทอรเนต็ (๓) คอมพิวเตอรช ว ยสอน (๔) ระบบมัลติมีเดียแบบปฏิสมั พันธ (๕) สํานักงานอัตโนมัติ (ข) สมรรถนะ (๑) สามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการพัฒนาตนและการพัฒนางาน ไดอยางเหมาะสม (๒) สามารถใหคําปรึกษา แนะนําการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนา การจดั การศกึ ษาแกสถานศึกษา ขอ ๑๑ คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับศึกษานิเทศก ประกอบดวย สาระความรูและสมรรถนะ ดังตอไปน้ี (ก) สาระความรู (๑) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสําหรับศึกษานเิ ทศก (๒) จรรยาบรรณของวชิ าชพี ศึกษานเิ ทศก (๓) การบริหารกิจการบา นเมอื งทดี่ ี (ข) สมรรถนะ (๑) ปฏิบตั ติ นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพศกึ ษานิเทศก (๒) มหี ลักธรรมในการนเิ ทศและประพฤติเปน แบบอยา งทีด่ ี

เลม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๖ ง หนา ๒๘๘ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙ ราชกจิ จานุเบกษา หมวด ๓ มาตรฐานการปฏิบัติงานของศกึ ษานิเทศก ขอ ๑๒ ผปู ระกอบวิชาชพี ศกึ ษานเิ ทศก ตอ งปฏิบัตงิ านตามมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน ดงั ตอไปนี้ (๑) ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ียวกับการพัฒนาการนิเทศการศึกษา เพื่อใหเกิดการพัฒนา วิชาชีพทางการศกึ ษา (๒) ตดั สินใจปฏบิ ตั กิ จิ กรรมการนเิ ทศการศกึ ษา โดยคาํ นึงถึงผลทจ่ี ะเกิดแกผูรบั การนเิ ทศ (๓) มุงมั่นพัฒนาผูรับการนิเทศใหลงมือปฏิบัติกิจกรรมจนเกิดผลตอการพัฒนาอยางเต็ม ศกั ยภาพ (๔) พฒั นาแผนการนิเทศใหส ามารถปฏบิ ตั ิไดเกดิ ผลจรงิ (๕) พฒั นาและใชน วัตกรรมการนิเทศการศึกษาจนเกิดผลงานที่มคี ณุ ภาพสงู ขน้ึ เปนลําดับ (๖) จัดกจิ กรรมการนิเทศการศึกษาโดยเนนผลถาวรทเ่ี กิดแกผรู บั การนิเทศ (๗) รายงานผลการนิเทศการศึกษาไดอ ยา งเปนระบบ (๘) ปฏิบตั ติ นเปน แบบอยางทดี่ ี (๙) รวมพัฒนางานกบั ผอู น่ื อยางสรา งสรรค (๑๐) แสวงหาและใชขอมลู ขา วสารในการพัฒนา (๑๑) เปน ผูนาํ และสรา งผนู ําทางวิชาการ (๑๒) สรางโอกาสในการพฒั นางานไดทกุ สถานการณ ้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ประกาศ ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เสริมศักด์ิ วศิ าลาภรณ ประธานกรรมการครุ สุ ภา

้บานสอบค ูร www.sobkroo.com ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ เรยี บเรยี งและรวบรวมโดย นายบวร เทศารนิ ทร สบื คนขอ มลู เพมิ่ เติมไดท ี่ http://www.sobkroo.com ตดิ ตอ กับผเู รยี บเรียงไดท่ี 08-9942-1665 หรือ 08-1879-6280 หรือ E-mail; [email protected] , [email protected] ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ คมู อื เตรียมสอบศึกษานเิ ทศก : บวร เทศารนิ ทร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook