แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 52 สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว14101 ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง เงามดื เงามวั เวลา 1 ชวั่ โมง ครผู สู้ อน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลยี่ นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏสิ มั พันธ์ ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวติ ประจำวนั ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ ที่เกี่ยวขอ้ งกับเสียง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ รวมทงั้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 2. ตัวช้ีวัดช้นั ปี จำแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสงจากลักษณะการมองเห็นสิ่งต่างๆ ผ่านวตั ถนุ ั้นเป็นเกณฑ์ โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ (ว 2.3 ป. 4/1) 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. อธิบายการเกิดเงามดื และเงามัวได้ (K) 2. มีความสนใจใฝ่รหู้ รืออยากรู้อยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรยี นรู้ทีเ่ กย่ี วกบั วิทยาศาสตร์ (A) 4. ทำงานร่วมกบั ผอู้ นื่ อยา่ งสร้างสรรค์ (A) 5. สอ่ื สารและนำความรเู้ ร่ืองเงามืด เงามวั ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้ (P) 4. สาระสำคัญ เมื่อแสงตกกระทบวัตถุทึบแสงจะเกิดเงาขึน้ เงามี 2 ประเภท คอื เงามดื และเงามวั เงามดื คือ บริเวณ ที่แสงไปไม่ถึงฉากเลย ส่วนเงามัว คือ บริเวณที่แสงไปถึงฉากบางส่วน ขนาดของเงามืดขึ้นอยู่กับระยะห่าง ระหวา่ งแหลง่ กำเนิดแสงกับวตั ถุทีก่ นั้ แสงกับฉาก 5. สาระการเรียนรู้ ตวั กลางของแสง – เงามืด เงามวั 6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มุง่ ม่นั ในการทำงาน 4. มจี ิตวทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน สบื ค้นข้อมลู เกีย่ วกบั เงามืด เงามัว 9. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ขัน้ นำเขา้ สู่บทเรยี น 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเกย่ี วกบั การเกดิ เงา โดยการถามคำถามดงั ต่อไปน้ี – ถ้าเรานำวัตถุทึบแสงไปกั้นแสงจากแหล่งกำเนิดแสงจะเกิดอะไรขึ้น (แนวคำตอบ เกิดเงา ด้านหลงั วตั ถุทึบแสง) – การเกิดเงาตอ้ งประกอบด้วยองค์ประกอบอะไรบา้ ง (แนวคำตอบ แหลง่ กำเนิดแสง วัตถทุ บึ แสง และฉาก) 2) นกั เรยี นร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรเู้ ร่อื ง เงามดื เงามวั ขน้ั จดั กิจกรรมการเรียนรู้ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่งึ มีข้ันตอนดังนี้ 1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement) (1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยถามถงึ ผลการปฏบิ ัติกิจกรรมที่ 23 สังเกตการเกดิ เงาดังน้ี – จากผลการสงั เกตการเกิดเงา เงาที่เกิดข้ึนมีลักษณะใด (แนวคำตอบ เงาเกิดขึ้นมีท้ังเงาที่คมชดั และเงาท่ไี มค่ มชดั ) – ระยะห่างระหว่างแหล่งกำเนิดแสง วัตถุทึบแสง และฉากมีผลต่อลักษณะของเงาที่เกิดข้ึน อย่างไร (แนวคำตอบ เมื่อระยะห่างระหว่างแหล่งกำเนิดแสง วัตถุทึบแสง และฉากเปลี่ยนไป ขนาดของเงามืด และเงามัวทีเ่ กิดข้นึ จะเปลีย่ นไป โดยเม่ือแหล่งกำเนดิ แสงและฉากคงที่ เงามืดจะใหญข่ ึ้นเม่อื เลอ่ื นลูกปิงปองเข้า ไปหาฉาก และเงามืดจะเล็กลงเมือ่ เลอ่ื นลกู ปิงปองออกจากฉาก) (2) นกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเกยี่ วกับคำตอบจากคำถามของครตู ามประสบการณ์ของนักเรยี น 2) ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องการเกิดเงาจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน เข้าใจว่า เงามืด คือ เงาที่คมชัด ส่วนเงามัว คือ เงาที่ไม่คมชัด ซึ่งขนาดของเงามืดขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่าง แหล่งกำเนดิ แสง วตั ถทุ ึบแสง และฉาก (2) แบ่งนกั เรยี นกล่มุ ละ 5 – 6 คน สบื คน้ ขอ้ มูลเกีย่ วกับเงามืด เงามวั โดยดำเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั น้ี – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อลักษณะของเงามืด เงามัวเป็นหัวข้อย่อย เช่น ลักษณะของเงามืด เงามัว สิ่งที่มีผลต่อขนาดของเงามืด เงามัว และปรากฏการณ์ธรรมชาติทีเ่ กี่ยวข้องกับ เงามืด เงามวั ให้สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มชว่ ยกันสืบคน้ ตามหวั ข้อที่กำหนด – สมาชกิ แตล่ ะกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมลู ตามหัวข้อท่ีกลุ่มของตนเองรับผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และอินเทอรเ์ น็ต
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู – สมาชิกกลุ่มนำข้อมลู ท่สี ืบคน้ ได้มารายงานให้เพ่ือนๆ สมาชกิ ในกล่มุ ฟงั รวมทั้งร่วมกันอภิปราย ซักถามจนคาดวา่ สมาชิกทกุ คนมีความรู้ความเขา้ ใจท่ตี รงกนั – สมาชิกกลุม่ ชว่ ยกนั สรุปความรู้ท่ไี ดท้ ้ังหมดเปน็ ผลงานของกล่มุ (3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบตั ิกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส ให้นักเรยี นทุกคนซักถามเมื่อมีปญั หา 3) ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น (2) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั อภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม ต่อไปน้ี – ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของเงามืดและเงามัวคืออะไร (แนวคำตอบ ระยะห่างระหว่างแหล่ง - กำเนดิ แสง วตั ถุทึบแสง และฉาก) – ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ีเก่ียวข้องกบั เงามืด เงามัว (แนวคำตอบ จันทรุปราคาและ สรุ ิยปุ ราคา) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เงามืด คือ บริเวณท่ีแสงสว่างส่องไปไมถ่ งึ ฉากเลย สว่ นเงามัว คอื บริเวณทแ่ี สงสว่างสอ่ งไปถงึ ฉากบางส่วน 4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครลู องใหน้ ักเรยี นนำวัตถุชนิดต่างๆ มาทดสอบการเกิดเงามืดและเงามัวเพื่อให้นักเรยี นเข้าใจถึงผล ของระยะห่างระหวา่ งแหล่งกำเนิดแสง วัตถุทบึ แสง และฉากต่อขนาดของเงามดื และเงามัว (2) นักเรยี นค้นคว้าคำศัพท์ภาษาตา่ งประเทศเก่ยี วกบั เงามืด เงามวั จากหนังสอื เรยี นภาษาต่างประเทศ หรอื อินเทอร์เนต็ และนำเสนอใหเ้ พื่อนในห้องฟัง แล้วคัดคำศัพท์พรอ้ มทั้งคำแปลลงสมุดสง่ ครู 5) ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบ้างที่ยงั ไม่ เข้าใจหรือยังมขี ้อสงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนรว่ มกันประเมนิ การปฏบิ ัติกิจกรรมกลมุ่ วา่ มปี ัญหาหรอื อปุ สรรคใดและได้แกไ้ ขอยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการปฏิบตั ิกจิ กรรมและการ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยถามคำถามนกั เรียน เชน่ – ถ้าเราขยบั ให้วตั ถทุ ึบแสงเขา้ ไปใกลแ้ หลง่ กำเนิดแสงมากข้นึ ลักษณะและขนาดของเงา ทเี่ กิดข้นึ จะเปล่ยี นแปลงหรือไม่ ลกั ษณะใด – ถ้าขนาดของวัตถุทึบแสงต่างกัน ใช้แหล่งกำเนิดแสงและฉากเหมือนกัน และระยะห่างระหว่าง วัตถทุ ึบแสงกับแหลง่ กำเนดิ แสงและฉากเทา่ กัน ขนาดของเงาทีเ่ กดิ บนฉากจะเหมือนกนั หรือไม่ลักษณะใด ขนั้ สรปุ ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปเก่ยี วกบั เงามืด เงามัว โดยร่วมกนั เขยี นเปน็ แผนท่ีความคดิ หรือผงั มโนทศั น์
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 10. ส่ือการเรยี นรู้ 1. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน และอนิ เทอรเ์ นต็ 2. หนังสอื เรียนภาษาต่างประเทศ 3. คูม่ อื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 4. ส่อื การเรียนรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 5. แบบฝกึ ทักษะรายวชิ าพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 6. หนังสอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 11. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ด้านความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จริยธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P) จติ วทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ประเมินทักษะการคิดโดย 1. ซักถามความรูเ้ ร่ือง เงามืด เงามวั 1. ประเมินเจตคตทิ าง การสงั เกตการทำงานกลมุ่ 2. ตรวจชิน้ งานหรือภาระงานของ วิทยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 2. ประเมินพฤติกรรมในการ ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมเปน็ กิจกรรมฝกึ ทกั ษะระหวา่ งเรยี น โดยการสังเกตและใชแ้ บบวดั รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย การสงั เกตการทำงานกลุ่ม เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ เจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล โดยการสังเกตและใช้แบบวัด เจตคติตอ่ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรูว้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้ 12.1 สรุปผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผา่ นจุดประสงค์การเรียนรู้......................คน คิดเป็นรอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้..................คน คิดเปน็ ร้อยละ.................. นักเรยี นนีไ่ ม่ผา่ น มีดังนี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................... ....................... 2. นักเรยี นมีความรูค้ วามเขา้ ใจ (K) ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 3. นักเรียนมคี วามรูเ้ กิดทักษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ................................................................................................... ................................................... 4. นกั เรยี นมเี จตคติ ค่านิยม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ............................................................................................................................. ......................... ................................................................................................................................. ..................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชอ่ื .................................................. (นางอมลสิริ คำฟ)ู ตำแหนง่ ครูผชู้ ว่ ย
แผนการจัดการเรยี นรูว้ ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 53 สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว14101 ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื ง การใช้ประโยชนจ์ ากตัวกลางของแสง เวลา 1 ชวั่ โมง ครผู ู้สอน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏสิ มั พันธ์ ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาติของคลืน่ ปรากฏการณ์ ท่ีเก่ียวขอ้ งกับเสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์ 2. ตวั ชี้วัดชั้นปี จำแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสงจากลักษณะการมองเห็นสิ่งต่างๆ ผ่านวัตถุน้ันเป็นเกณฑ์ โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ (ว 2.3 ป. 4/1) 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. บอกการใชป้ ระโยชน์จากตัวกลางของแสงได้ (K) 2. มีความสนใจใฝร่ หู้ รอื อยากรู้อยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณก์ ารเรยี นร้ทู ี่เกีย่ วกบั วิทยาศาสตร์ (A) 4. ทำงานร่วมกับผอู้ ืน่ อย่างสร้างสรรค์ (A) 5. ส่ือสารและนำความรเู้ ร่ืองการใช้ประโยชน์จากตวั กลางของแสงไปใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้ (P) 4. สาระสำคัญ ตัวกลางของแสงและวัตถุทึบแสงมีสมบัติแตกต่างกัน เราจึงนำมาใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันตาม วตั ถปุ ระสงคท์ ่ีตอ้ งการ 5. สาระการเรยี นรู้ การใช้ประโยชน์จากตัวกลางของแสง 6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. ม่งุ มั่นในการทำงาน 4. มีจิตวิทยาศาสตร์ 7. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 8. ชิ้นงานหรือภาระงาน สำรวจการใชป้ ระโยชนจ์ ากตัวกลางของแสง 9. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยการถามคำถามกับนักเรียนว่า นักเรียนนำตัวกลางของแสงและวัตถุทึบแสง มาใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวันบ้าง (แนวคำตอบ ใช้ร่มกนั แดดและใชผ้ า้ ม่านกรองแสงจากภายนอกเข้าสู่ ภายในบา้ น) 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้เรื่อง การใช้ ประโยชน์จากตัวกลางของแสง ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ จดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่ึงมขี ้ันตอนดังนี้ 1) ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement) (1) ครูนำรูปแว่นตา กระจกฝ้า และกระเบื้องมุงหลังคามาให้นักเรียนดูแล้วให้นักเรียนช่วยกันตอบ คำถามวา่ วตั ถุเหล่านจ้ี ำแนกเปน็ ตัวกลางชนิดใดและนำมาใช้ประโยชน์อะไร (แนวคำตอบ แว่นตาทำจากเลนส์ ใสซึ่งเป็นตัวกลางโปร่งใส นำมาใช้ในการอ่านหนังสือ กระจกฝ้าทำจากกระจกที่ทำให้เกิดฝ้าซึ่งเป็นตัวกลาง โปร่งแสง นำมาใช้กรองแสง และกระเบื้องมุงหลังคาทำจากกระเบื้องซึ่งเป็นวัตถุทึบแสง นำมาใช้บังแสงให้กับ ตวั บา้ น) (2) นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายเก่ียวกับคำตอบจากคำถามของครตู ามประสบการณ์ของนักเรยี น 2) ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องการใชป้ ระโยชน์จากตัวกลางของแสงจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดย ครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ตัวกลางของแสงแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกันจึงนำมาใช้ประโยชน์ได้ แตกตา่ งกัน (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5 – 6 คน สำรวจการใช้ประโยชน์จากตัวกลางของแสงชนิดต่างๆ บริเวณ โรงเรียน บนั ทึกผลแล้วนำเสนอหน้าห้องเรียน (3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ บริเวณที่สำรวจและเปิด โอกาสให้นกั เรยี นทกุ คนซกั ถามเม่อื มปี ัญหา 3) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มส่งตวั แทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรียน (2) นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรุปจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม ตอ่ ไปนี้ – ตัวกลางโปร่งใสนำมาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง (แนวคำตอบ ทำเป็นกระจกห้องเรียนและกระจก นาฬิกา) – ตัวกลางโปร่งแสงนำมาใช้ประโยชน์อะไรบา้ ง (แนวคำตอบ ทำเป็นหลงั คากรองแสงให้ต้นอ่อน พชื และทำเปน็ ประตูกระจกหอ้ งเรียน) – วัตถุทึบแสงนำมาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง (แนวคำตอบ ทำเป็นหลังคากันแดดและกำแพง หอ้ งเรยี น)
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า วัตถุที่ทำจาก ตัวกลางต่างชนิดกันถูกนำไปใช้ประโยชน์แตกตา่ งกันตามวตั ถปุ ระสงค์ท่ีตอ้ งการ 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูเชื่อมโยงความรู้อาเซียน โดยครูให้ความรู้เสริมกับนักเรียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเล่นหนังหรือ ละครเงา (Shadow Plays) ท่มี ีแสดงอยใู่ นกล่มุ ประเทศสมาชกิ อาเซียน เช่น – ประเทศไทยมีการแสดงการเชิดหนงั ตะลงุ ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงประจาทอ้ งถิ่นอย่างหนึ่งของ คนในภาคใต้ การแสดงจะใช้บทร้อยกรองท่ีขับร้องเป็นสาเนียงท้องถิ่น มบี ทสนทนาแทรกเปน็ ระยะ และใช้การ แสดงเงาบนจอผ้าเป็นสิ่งดึงดูดสายตาผู้ชม ส่วนตัวหนังตะลุงนั้นส่วนแขนจะฉลุแยกจากส่วนลำตัว และร้อย หมดุ ให้ติดกนั จงึ เคลื่อนไหวได้ ปจั จุบนั โครงการศิลปนิ แห่งชาติ สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะการแสดงหนังตะลุงให้แก่คนรุ่นหลังเพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม อันทรงคุณค่านใ้ี ห้คงอยู่ต่อไป – ประเทศอินโดนีเซียมีการเล่นหนังที่ลักษณะคล้ายกับการเชิดหนังตะลุงของประเทศไทย เรยี กว่า วายังกลู ติ หรอื ท่ชี นพ้ืนเมืองเรียกกันว่า วายัง เปน็ การแสดงหุ่นเชิดฉายเงาบนจอผา้ ในการเล่าเร่ืองจะ แบ่งเป็นตวั ละครฝ่ายดีที่พากยด์ ้วยภาษายาวี และละครฝา่ ยรา้ ยท่ีพากย์ดว้ ยภาษาบาหลี ดงั นัน้ ผพู้ ากย์จะต้องมี ความชำนาญทางด้านภาษามากเนื่องจากภาษกาวีเป็นภาษาโบราณ ส่วนโครงเรื่องนั้นเกี่ยวกับสงครามใน ศาสนาฮินดูที่เลา่ สบื ต่อกันมาของชาวชวาและชาวบาหลี – ประเทศมาเลเซียก็มีการเล่นหนังที่ลักษณะคล้ายกับการเชิดหนังตะลุงของประเทศไทยเช่นกนั และเรียกว่า วายงั กลู ติ เหมือนกบั ประเทศอินโดนีเซียซึง่ ตวั หนังแกะสลักจากหนังควายและติดกับก้านไม้ไผ่และ เชิดอยู่ด้านหลังของจอผ้า พร้อมกับมีการเล่าเรื่องด้วยบทร้อยกรองและบทสนทนา โดยโครงเรื่องที่ใช้ ในการ แสดงมาจากวรรณคดรี ามายนะ ซงึ่ ชาวมาเลเซยี จะจดั แสดงวายังกูลติ ในชว่ งปลายเดือนพฤษภาคมของทกุ ปี (2) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากตัวกลางของแสง จาก หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วคัดคำศัพท์พร้อมทั้งคำ แปลลงสมุดสง่ ครู 5) ข้นั ประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏบิ ัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยงั ไม่ เขา้ ใจหรือยังมีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธิบายเพ่มิ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมนิ การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามี ปญั หาหรืออปุ สรรคใดและได้แก้ไขอยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม และการนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยถามคำถาม นักเรียน เชน่ – หนา้ ปดั นาฬิกาทำจากกระจกใสเพราะอะไร – ร่มสามารถใช้กนั แดดไดเ้ พราะอะไร
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู ขั้นสรุป 1) ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรปุ เกยี่ วกับการใช้ประโยชน์จากตวั กลางของแสง โดยร่วมกนั เขียนเป็นแผน ท่ีความคิดหรอื ผังมโนทศั น์ 2) ครูดำเนินการทดสอบหลังเรียนโดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความก้าวหน้า/ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 ของนักเรยี น 3) ครูเชื่อมโยงเนื้อหาจากบทเรียนนี้กับบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อให้นักเรียนเตรียมความพร้อมในการ เรียนชวั่ โมงต่อไป โดยการใชค้ ำถามกระตุ้น ดังน้ี – เงามืดบนดวงจันทร์เกิดจากอะไร (แนวคำตอบ แสงจากดวงอาทิตย์กระทบกับดวงจันทร์ ด้าน หนง่ึ ดวงจันทรท์ ่ีเปน็ วัตถุทึบแสงจงึ ทำให้เกดิ เงาอีกด้านหนงึ่ ของดวงจันทร์) 4) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเน้ือหาของบทเรียนชัว่ โมงหน้าเพื่อจัดการเรียนรู้ครัง้ ตอ่ ไป โดยให้นักเรยี นศกึ ษาคน้ ควา้ ลว่ งหนา้ ในหวั ขอ้ ดวงจนั ทร์ 5) ครูให้นกั เรียนเตรียมประเดน็ คำถามท่สี งสัยมาอย่างน้อยคนละ 1 คำถาม เพื่อนำมาอภิปรายร่วมกัน ในชน้ั เรียนคร้งั ตอ่ ไป 10. ส่ือการเรยี นรู้ 1. รปู แว่นตา กระจกฝ้า และกระเบื้องมงุ หลงั คา 2. หนังสอื เรยี นภาษาตา่ งประเทศหรอื อินเทอรเ์ น็ต 3. แบบทดสอบหลงั เรียน 4. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 5. สอื่ การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 6. แบบฝึกทักษะรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 7. หนงั สือเรียนรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 11. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรมและ ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P) จิตวทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เร่ืองการใช้ 1. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย ประโยชน์จากตัวกลางของแสง 1. ประเมินเจตคติทาง การสงั เกตการทำงานกล่มุ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 2. ตรวจชน้ิ งานหรือภาระงานของ โดยการสงั เกตและใช้แบบวดั 2. ประเมนิ พฤติกรรมในการ กิจกรรมฝกึ ทกั ษะระหว่างเรยี น เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ ปฏิบตั กิ จิ กรรมเป็น รายบุคคลหรอื รายกล่มุ โดย 3. ทดสอบหลงั เรียนโดยใช้ 2. ประเมนิ เจตคตติ ่อ การสังเกตการทำงานกลุ่ม แบบทดสอบหลังเรียน วิทยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล โดยการสังเกตและใช้แบบวดั เจตคตติ ่อวิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 12.1 สรปุ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนรู้......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนรู้..................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................. นกั เรียนน่ไี ม่ผ่าน มีดังนี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 3. นกั เรยี นมคี วามรูเ้ กิดทักษะ (P) ...................................................................................................................... ................................ ............................................................................................................................. ......................... 4. นักเรียนมเี จตคติ ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม (A) .................................................................................................................................................... .. ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงช่อื .................................................. (นางอมลสิริ คำฟู) ตำแหน่ง ครผู ชู้ ว่ ย
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 54 สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว14101 ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 3 เรือ่ ง สภาพยืดหยุน่ (1) เวลา 1 ชวั่ โมง ครผู ู้สอน นางอมลสริ ิ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี 2. ตวั ชี้วัดช้นั ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความรอ้ น และการนำไฟฟ้าของวัสดไุ ปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบช้นิ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลี่ยนความคดิ กับผู้อน่ื โดยการอภิปรายเกย่ี วกับสมบตั ิทางกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. อภปิ รายและเปรยี บเทียบสมบัตขิ องวสั ดุดา้ นสภาพยืดหยุน่ ได้ (K) 2. ระบุชนิดของวสั ดทุ ่ีมสี มบัติดา้ นสภาพยดื หย่นุ ได้ (K) 3. มคี วามสนใจใฝ่รหู้ รอื อยากรอู้ ยากเหน็ (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรูท้ ี่เก่ยี วกับวทิ ยาศาสตร์ (A) 5. การทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื อย่างสรา้ งสรรค์ (A) 6. ส่ือสารและนำความรู้เร่ืองสมบัติของวัสดดุ า้ นสภาพยดื หยุ่นไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้ (P) 4. สาระสำคญั สภาพยืดหยุ่นเป็นสมบัติของวัสดุที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัสดุ และสามารถ กลบั คืนสู่สภาพเดิมไดเ้ มอ่ื หยุดแรงกระทำต่อวสั ดุนัน้ ซ่งึ วัสดุแต่ละชนิดมสี ภาพยืดหยุ่นไม่เทา่ กนั 5. สาระการเรียนรู้ สมบตั ิของวัสดุ – สภาพยืดหยุ่น 6. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ยั 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน 4. มจี ิตวทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 8. ชิ้นงานหรือภาระงาน สบื คน้ ขอ้ มูลเกยี่ วกับวสั ดุทีม่ สี ภาพยดื หยุน่ 9. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำเข้าส่บู ทเรยี น 1) ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับวัสดุรอบตัวในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ป. 4 แลว้ ถามคำถามกับนกั เรียน ดงั น้ี – วัสดุต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวแบ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง (แนวคำตอบ 2 ประเภท ได้แก่ วัสดุ ธรรมชาตแิ ละวัสดุสงั เคราะห)์ – วัสดุธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์ได้แก่อะไรบ้าง (แนวคำตอบ วัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ไม้ ยางพารา และดิน สว่ นวสั ดุสงั เคราะห์ ได้แก่ ยางสงั เคราะห์ พลาสติก และโฟม) – วัสดุต่าง ๆ ที่กล่าวถึงมีสมบัติอะไรบ้าง (แนวคำตอบ สภาพยืดหยุ่น ความแข็ง ความเหนียว การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า) 2) นกั เรียนช่วยกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับคำตอบของคำถาม เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การ เรียนรูเ้ รื่อง สมบัติของวสั ดุดา้ นสภาพยืดหยุน่ ข้นั จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ร่วมกับแบบกลับด้าน ช้นั เรียนซ่ึงมีขั้นตอนดังน้ี 1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) (1) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุที่ครู มอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานำเสนอข้อมูลหน้า หอ้ งเรยี น (2) ครูตรวจสอบว่านักเรียนทำภาระงานที่ได้รับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก ของนกั เรยี น และถามคำถามเกี่ยวกบั ภาระงาน ดงั น้ี – วัสดุใดเมื่อออกแรงกระทำแลว้ เกิดการเปลีย่ นแปลงรูปร่าง (แนวคำตอบ ยางรัด กระดาษ และ สปรงิ ) – วัสดใุ ดเมื่อหยุดออกแรงแล้ววัสดกุ ลับคืนรูปรา่ งเดิม (แนวคำตอบ ยางรดั และสปรงิ ) (3) ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนตัง้ ประเด็นคำถามท่ีนกั เรียนสงสัยจากการทำภาระงานอยา่ งน้อยคนละ 1 คำถาม ซ่งึ ครูให้นักเรียนเตรียมมาล่วงหนา้ และใหน้ ักเรียนชว่ ยกนั ตอบและแสดงความคดิ เห็น (4) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับภาระงาน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า วัสดุแต่ละ ชนิดมคี วามยืดหยนุ่ แตกตา่ งกนั
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 2) ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่องสมบัติของวัสดุด้านสภาพยืดหยุ่นจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครู ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า สมบัติของวัสดุสามารถเปลี่ยนรูปร่างเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัสดุ และสามารถ กลับคนื ส่สู ภาพเดมิ ไดเ้ ม่ือหยุดแรงกระทำต่อวสั ดุ ตัวอยา่ งวสั ดุทีส่ ามารถเปล่ียนรูปรา่ งเม่ือมีแรงมากระทำ เช่น ฟองน้ำ ยางรดั หนังสติก๊ และแถบยางยดื (2) แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านสภาพยืดหยุ่น ตาม ขน้ั ตอน ดังน้ี – แต่ละกลุ่มวางแผนการสบื ค้นข้อมลู โดยแบ่งหัวข้อสมบตั ิของวสั ดุด้านสภาพยืดหยุ่นเป็นหวั ข้อ ย่อย เช่น ชนิดของวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ลักษณะของวัสดุทีม่ ีความยืดหยุน่ ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้น ตามหัวขอ้ ท่ีกำหนด – สมาชกิ แต่ละกลุ่มช่วยกนั สืบค้นข้อมลู ตามหวั ข้อที่กลุ่มของตนเองรับผดิ ชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน และอินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำข้อมูลทสี่ ืบค้นได้มารายงานให้เพ่ือนๆ สมาชิกในกลุ่มฟงั รวมทั้งร่วมกันอภิปราย ซกั ถามจนคาดวา่ สมาชกิ ทุกคนมีความรู้ความเขา้ ใจทต่ี รงกัน – สมาชกิ กลมุ่ ชว่ ยกันสรุปความรทู้ ไ่ี ด้ทัง้ หมดเปน็ ผลงานของกล่มุ (3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรยี น และเปิดโอกาส ใหน้ กั เรยี นทุกคนซักถามเม่อื มีปญั หา 3) ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มสง่ ตวั แทนกลุม่ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น (2) นักเรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏิบตั กิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถามตอ่ ไปนี้ – วัสดชุ นิดใดบา้ งท่มี สี ภาพยดื หยนุ่ (แนวคำตอบ ฟองน้ำ ลวดสปริง และยางรัด) – วัสดุที่มีสภาพยืดหยุ่นมีลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ สามารถเปลี่ยนรูปร่างเมื่อมีแรงมา กระทำตอ่ วัสดุ และสามารถกลบั คนื สูส่ ภาพเดิมไดเ้ มือ่ หยุดแรงกระทำต่อวัสดุ) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่าวัสดุที่มีสภาพ ยดื หยนุ่ มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีสภาพยืดหย่นุ แตกต่างกนั 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครูนำอภิปรายเก่ียวกับการนำวัสดุที่มีสภาพยืดหยุน่ ไปใช้ประโยชน์ พร้อมยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ จากวัสดุที่มีสภาพยืดหยุ่น เช่น การใช้ยางยืดทำแถบกางเกงหรือกระโปรง ยางรัดใช้รัดของต่างๆ และการใช้ ฟองนำ้ บุเก้าอี้หรือเตยี งนอน 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธบิ ายเพม่ิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกนั ประเมินการปฏิบัตกิ ิจกรรมกลมุ่ ว่ามีปญั หาหรืออปุ สรรคใดและไดแ้ ก้ไขอยา่ งไรบา้ ง (3) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั ประโยชน์ที่ได้รบั จากการปฏิบัติกจิ กรรมและการ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยถามคำถามนกั เรียน เช่น – สภาพยดื หย่นุ ของวสั ดุหมายถงึ อะไร – ยกตวั อย่างวัสดุท่มี ีสภาพยดื หยุน่ ที่พบเห็นในชวี ติ ประจำวัน ข้นั สรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านสภาพยืดหยุ่น โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี ความคิดหรือผงั มโนทัศน์ 10. สื่อการเรยี นรู้ 1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 2. หนังสือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และอนิ เทอรเ์ น็ต 3. ค่มู ือการสอน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 4. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 5. แบบฝึกทักษะรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 6. หนงั สือเรยี นรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 11. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) จิตวทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ซกั ถามความรูเ้ ร่ือง สมบตั ิของ 1. ประเมินทักษะการคิดโดย วัสดดุ า้ นสภาพยดื หยนุ่ 1. ประเมนิ เจตคตทิ าง การสงั เกตการทำงานกลุ่ม วิทยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 2. ตรวจช้ินงานหรือภาระงานของ โดยการสังเกตและใชแ้ บบวัด 2. ประเมนิ พฤติกรรมในการ กิจกรรมฝึกทักษะระหวา่ งเรยี น เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ ปฏิบตั ิกิจกรรมเปน็ รายบคุ คลหรอื รายกลุ่มโดย 3. ทดสอบก่อนเรยี นโดยใช้ 2. ประเมินเจตคตติ ่อ การสังเกตการทำงานกล่มุ แบบทดสอบก่อนเรยี น วทิ ยาศาสตร์เป็นรายบคุ คล โดยการสังเกตและใชแ้ บบวัด เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้ 12.1 สรุปผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผา่ นจุดประสงค์การเรยี นรู.้ .....................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู.้ .................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................. นักเรยี นนีไ่ ม่ผา่ น มีดงั นี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไมผ่ ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................... ....................... 2. นักเรยี นมีความรูค้ วามเขา้ ใจ (K) ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 3. นักเรียนมคี วามรูเ้ กิดทักษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ................................................................................................... ................................................... 4. นกั เรยี นมเี จตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ............................................................................................................................. ......................... ................................................................................................................................. ..................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชอ่ื .................................................. (นางอมลสิริ คำฟ)ู ตำแหนง่ ครูผู้ช่วย
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 55 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว14101 ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ือง สภาพยืดหยุ่น (2) เวลา 1 ชว่ั โมง ครผู ู้สอน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี 2. ตวั ช้ีวัดชัน้ ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความร้อน และการนำไฟฟ้าของวัสดไุ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ผ่านกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลย่ี นความคดิ กบั ผู้อื่นโดยการอภปิ รายเก่ียวกบั สมบตั ทิ างกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อภิปรายและเปรียบเทยี บสมบตั ขิ องวสั ดุดา้ นสภาพยดื หยุ่นได้ (K) 2. ระบุชนิดของวสั ดทุ ่ีมีสมบตั ิด้านสภาพยืดหยนุ่ ได้ (K) 3. มีความสนใจใฝร่ หู้ รอื อยากรอู้ ยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ เี่ กีย่ วกบั วทิ ยาศาสตร์ (A) 5. การทำงานรว่ มกับผอู้ ่นื อย่างสรา้ งสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำความรเู้ รื่องสมบัติของวสั ดดุ า้ นสภาพยืดหยุ่นไปใช้ในชวี ิตประจำวันได้ (P) 4. สาระสำคญั สภาพยืดหยุ่นเป็นสมบัติของวัสดุที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเมื่อมีแรงมากระทำต่อวัสดุ และสามารถ กลบั คนื สู่สภาพเดมิ ได้เม่อื หยุดแรงกระทำต่อวัสดนุ นั้ ซง่ึ วสั ดุแตล่ ะชนิดมสี ภาพยดื หยนุ่ ไมเ่ ท่ากนั 5. สาระการเรยี นรู้ สมบัติของวัสดุ – สภาพยืดหยุ่น 6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มวี นิ ยั 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน 4. มจี ติ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รยี น 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 4. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนนิ ชีวิต 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 8. ช้นิ งานหรอื ภาระงาน สังเกตสมบตั ดิ า้ นสภาพยดื หยุ่นของวัสดุ 9. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขน้ั นำเข้าสูบ่ ทเรยี น 1) ครูถามนักเรียนว่า วัสดุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราวัสดุใดบ้างที่มีสภาพยืดหยุ่น (แนวคำตอบ ยางรัด หนงั สต๊กิ และแถบยางยดื ) 2) นักเรยี นช่วยกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั คำตอบของคำถาม เพื่อเช่อื มโยงไปสู่การ เรยี นรู้เร่อื ง สมบตั ิของวสั ดดุ ้านสภาพยดื หยนุ่ ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซง่ึ มขี ัน้ ตอนดงั น้ี 1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครูนำยางรัดและเชือกฟางมาให้นักเรียนดู จากนั้นครูออกแรงดึงยางรัดและเชือกฟาง เพื่อแสดง การเปลี่ยนแปลงของยางรัดและเชอื กฟาง แลว้ ถามคำถามดังน้ี – ถ้าออกแรงดึงยางรัดและเชือกฟางจะเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะใด (แนวคำตอบ ยางรัดยืด ออกตามแรงดงึ แตเ่ ชือกฟางไม่สามารถยืดออกได)้ – เพราะเหตุใดเชือกฟางจึงไม่สามารถยืดออกได้ (แนวคำตอบ เพราะเชือกฟางไม่มีสมบัติด้าน สภาพยืดหยุ่นหรือมนี อ้ ยมากจึงไม่สามารถยืดออกได้) (2) นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับคำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนกั เรยี น 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (1) แบ่งกล่มุ นกั เรยี น ปฏิบตั ิกิจกรรมท่ี 17 สังเกตสมบตั ิดา้ นสภาพยืดหยุ่นของวัสดุ แต่ละกลุ่มปฏิบัติ กจิ กรรมตามข้ันตอนท่ีได้วางแผนไว้ ดงั น้ี – แบง่ กลมุ่ นกั เรียน กล่มุ ละ 5 – 6 คน – สมาชิกกลุม่ นำวัสดุตัวอย่าง ได้แก่ ยางรดั แถบยางยดื เชอื กฟาง และลวดสปรงิ มาทดสอบ – พาดไม้ยาวระหว่างโต๊ะ แขวนขอเกย่ี วท่ที ่อนไม้ – แขวนยางรัดที่ขอเกี่ยว และแขวนตุ้มเหล็กที่ยางรัด ดังรูป วัดความยาวของยางรัดที่ยืดออก บันทึกผล – ทำการทดสอบซ้ำโดยใชว้ ัสดอุ ่ืนผูกเปน็ วงขนาดเท่ายางรัดแทนยางรดั ได้แก่ แถบยางยดื เชอื ก ฟาง และลวดสปรงิ
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยครเู ดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเมือ่ มปี ัญหา 3) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ส่งตัวแทนกล่มุ นำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น (2) นกั เรียนและครูรว่ มกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – วัสดทุ ่ีมสี ภาพยดื หยุ่นมากที่สุดคืออะไร (แนวคำตอบ ยางรดั ) – ถ้าใช้ตุ้มเหล็กที่มีน้ำหนักมาก นักเรียนคิดวา่ วัสดุจะเปลี่ยนแปลงลักษณะใด (แนวคำตอบ วัสดุ ทุกชนดิ จะขาด) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า สภาพยืดหยุ่น เป็นสมบัติเฉพาะตัวของวัสดุ ซงึ่ วสั ดุแตล่ ะชนิดมีสภาพยดื หยุน่ ไมเ่ ทา่ กัน 4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูเชื่อมโยงความรู้อาเซียน โดยถามนักเรียนว่า ทราบหรือไม่ว่าวัตถุที่มีสภาพยืดหยุ่นมักทำจาก วัสดุใด (แนวคำตอบ ยาง) จากนั้นครูให้ความรู้เสริมเกี่ยวกับยางพารา โดยให้นักเรียนได้ทราบว่า อาเซียนถือ เปน็ ผสู้ ง่ ออกยางพาราสู่ตลาดโลกมากท่ีสุด โดยยางพาราทขี่ ายอยูใ่ นตลาดโลกท้ังหมดมาจากอาเซียนถึงร้อยละ 80 ซึ่งในอาเซียนนั้นประเทศสมาชิกที่ส่งออกยางพารามากที่สุด คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยไทยมปี รมิ าณการสง่ ออกถึงร้อยละ 44.8 (2) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านสภาพยืดหยุ่น จากหนังสือ เรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วคัดคำศัพท์พร้อมทั้งคำแปลลง สมดุ สง่ ครู 5) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกจิ กรรมมีจุดใดบา้ งที่ยงั ไม่ เข้าใจหรอื ยังมขี อ้ สงสยั ถา้ มี ครูชว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเติมให้นกั เรยี นเขา้ ใจ (2) นกั เรยี นรว่ มกนั ประเมินการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมกลุม่ ว่ามีปัญหาหรอื อปุ สรรคใดและได้แก้ไขอยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีได้รับจากการปฏบิ ัติกจิ กรรมและการ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยถามคำถามนักเรียน เชน่ – ลักษณะสำคญั ของสภาพยดื หยุน่ คืออะไร – วสั ดใุ ดทมี่ สี ภาพยดื หยุ่น
แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู – ถ้าออกแรงกระทำต่อวัสดุที่มีสภาพยืดหยุ่นมากเกินไปหรือใช้งานเป็นเวลานานจะเกิดการ เปลยี่ นแปลงอยา่ งไร ขนั้ สรปุ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านสภาพยืดหยุ่น โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี ความคิดหรอื ผงั มโนทัศน์ 10. สื่อการเรยี นรู้ 1. ยางรัดและเชือกฟาง 2. ใบกิจกรรมที่ 17 สังเกตสมบตั ิด้านสภาพยืดหยุ่นของวัสดุ 3. หนังสือเรยี นภาษาตา่ งประเทศหรืออินเทอร์เน็ต 4. ค่มู อื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 5. แบบฝกึ ทักษะรายวิชาพ้ืนฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6. หนังสอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 11. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) จิตวทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ซกั ถามความรเู้ รื่องสมบตั ิของ วัสดดุ า้ นสภาพยดื หย่นุ 1. ประเมินเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 1. ประเมนิ ทักษะกระบวนการ 2. ตรวจชิ้นงานหรอื ภาระงานของ เปน็ รายบคุ คลโดยการสังเกต ทางวทิ ยาศาสตร์โดยใช้แบบ กจิ กรรมฝึกทกั ษะระหวา่ งเรียน และใชแ้ บบวดั เจตคตทิ าง วดั ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคดิ โดย เป็นรายบคุ คลโดยการสงั เกต การสงั เกตการทำงานกลมุ่ และใชแ้ บบวัดเจตคติตอ่ 3. ประเมนิ ทักษะการ วิทยาศาสตร์ แกป้ ัญหาโดยการสังเกตการ ทำงานกลมุ่ 4. ประเมนิ พฤติกรรมในการ ปฏบิ ตั ิ กิจกรรมเปน็ รายบคุ คลหรอื รายกลุม่ โดย การสงั เกตการทำงานกลุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ 12.1 สรปุ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้......................คน คดิ เป็นร้อยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้..................คน คดิ เป็นร้อยละ.................. นักเรยี นนี่ไมผ่ า่ น มีดงั น้ี 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรยี นท่ีไม่ผา่ นจุดประสงค์การเรยี นรู้ ....................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 3. นักเรยี นมีความรเู้ กดิ ทกั ษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ............................................................................................................................. ......................... 4. นักเรียนมเี จตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชอื่ .................................................. (นางอมลสริ ิ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครผู ู้ช่วย
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 56 สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว14101 ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง ความแข็ง (1) เวลา 1 ชว่ั โมง ครูผู้สอน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบตั ิของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี 2. ตวั ช้ีวดั ชัน้ ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความร้อน และการนำไฟฟ้าของวสั ดุไปใช้ในชวี ติ ประจำวันผา่ นกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อนื่ โดยการอภปิ รายเกีย่ วกบั สมบัตทิ างกายภาพของวสั ดุอย่างมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. อภิปรายและเปรียบเทียบสมบัตขิ องวัสดดุ า้ นความแข็งได้ (K) 2. มีความสนใจใฝ่ร้หู รอื อยากร้อู ยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรียนรทู้ ่ีเก่ยี วกบั วทิ ยาศาสตร์ (A) 4. การทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ อย่างสรา้ งสรรค์ (A) 5. ส่อื สารและนำความรู้เร่ืองสมบตั ิของวสั ดุด้านความแขง็ ไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้ (P) 4. สาระสำคัญ ความแข็งของวัสดุเปน็ ความทนทานต่อการถูกขูดขีดของวัสดุ เมื่อนำวัสดุ 2 ชนิดมาขูดขีดกัน วัสดุที่มี ความแข็งนอ้ ยกว่าจะเกดิ รอย 5. สาระการเรยี นรู้ สมบตั ิของวัสดุ – ความแขง็ 6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มวี นิ ัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน 4. มจี ติ วทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1. ความสามารถในการส่อื สาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 8. ช้นิ งานหรือภาระงาน สืบคน้ ข้อมูลเกย่ี วกบั ความแข็งของแรช่ นิดตา่ งๆ 9. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ขน้ั นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น 1) ครูถามคำถามเก่ียวกับประสบการณ์เดิมของนักเรยี นวา่ – ถ้าเราทำแกว้ นำ้ ตกลงพนื้ จะเกดิ อะไรขน้ึ (แนวคำตอบ แก้วน้ำจะแตก) – การเปล่ียนแปลงท่ีเกดิ ข้ึนแสดงวา่ แก้วน้ำหรอื พ้ืนมคี วามแข็งมากกวา่ กนั (แนวคำตอบ พน้ื ) 2) นักเรียนช่วยกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบของคำถาม เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ การเรยี นรเู้ รอ่ื ง สมบตั ขิ องวสั ดดุ ้านความแข็ง ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซง่ึ มีขั้นตอนดังนี้ 1) ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครูถามคำถามนักเรียนเพื่อกระตนุ้ ความสนใจ เช่น – ความแข็งของวสั ดคุ อื อะไร (แนวคำตอบ สมบตั ิท่ีแสดงถงึ ความทนทานตอ่ การขูดขีดต่อวัสดุอื่น) – วัสดุที่มีความแข็งมากจะมีลักษณะใด (แนวคำตอบ ทนทานต่อการขูดขีดจากวัสดุอื่นได้หลาย ชนิด) (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับคำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนักเรยี น 2) ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration) (1) ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับความแข็งของวัสดุจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วย อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ถ้าวัสดุที่ถูกขูดเกิดรอย แสดงว่ามีความแข็งน้อยกว่าวัสดุที่ใช้ขูด แต่ถ้าไม่เกิดรอย แสดงว่ามีความแขง็ มากกวา่ วสั ดทุ ่ีใช้ขูด (2) แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งของแร่ชนิดต่างๆ โดย ดำเนนิ การตามข้ันตอนดังนี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อความแข็งของแร่ชนิดต่างๆ เป็นหัวข้อย่อย เช่น ระดับความแข็งของแร่ ชนิดของแร่สี และลักษณะของแร่ ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อท่ี กำหนด – สมาชิกแต่ละกลุ่มชว่ ยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่มของตนเองรบั ผดิ ชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สือ วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน และอนิ เทอรเ์ นต็ – สมาชกิ กล่มุ นำขอ้ มลู ทสี่ บื ค้นได้มารายงานใหเ้ พื่อนๆ สมาชิกในกลุ่มฟงั รวมท้ังร่วมกันอภิปราย ซกั ถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทตี่ รงกนั – สมาชกิ กล่มุ ช่วยกันสรปุ ความร้ทู ไี่ ดท้ ้ังหมดเป็นผลงานของกล่มุ
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (3) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นักเรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครเู ดินดูรอบๆ หอ้ งเรยี นและ เปิดโอกาสให้นักเรยี นทกุ คนซักถามเมื่อมีปญั หา 3) ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (1) นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ส่งตวั แทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมหนา้ หอ้ งเรียน (2) นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายและหาขอ้ สรุปจากการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคำถามตอ่ ไปน้ี – ระดบั ความแข็งของแรช่ นดิ ต่างๆ มีกร่ี ะดับ (แนวคำตอบ มี 10 ระดับ) – แร่ชนดิ ใดมคี วามแขง็ มากที่สุด (แนวคำตอบ เพชร) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่าแร่แต่ละชนิดมี ความแขง็ แตกตา่ งกนั ข้ึนอยูก่ บั สมบตั ิเฉพาะตวั ของแร่แตล่ ะชนดิ 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ครูนำรปู สว่ิ และค้อนมาให้นักเรียนดู แลว้ อภิปรายเพ่มิ เติมวา่ เน้ือไม้ทม่ี ีความแข็งมากนิยมใช้สิ่วในการ เจาะเนื้อไม้และใช้ค้อนเคาะในการแกะสลัก ซึ่งสิ่วที่ใช้ในการแกะสลักมีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความแข็งของไม้ และความละเอยี ดของภาพที่ตอ้ งการ 5) ขั้นประเมนิ (Evaluation) 1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เขา้ ใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจ 2) นกั เรยี นรว่ มกนั ประเมินการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลมุ่ ว่ามปี ญั หาหรอื อุปสรรคใดและไดแ้ ก้ไขอย่างไรบ้าง 3) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจากการปฏิบัติกิจกรรมและการ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยถามคำถามนักเรียน เช่น – วัสดุทม่ี ีความแขง็ มีลกั ษณะอยา่ งไร – ยกตัวอยา่ งวสั ดทุ ่ีมีความแข็งทพี่ บเหน็ ในชีวติ ประจำวนั ขั้นสรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบตั ิของวัสดดุ ้านความแขง็ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคดิ หรือผังมโนทัศน์ 10. สื่อการเรียนรู้ 1. รูปสว่ิ และคอ้ น 2. หนงั สอื วารสาร สารานกุ รมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และอนิ เทอร์เน็ต 3. คูม่ ือการสอน วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 4. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 5. แบบฝึกทักษะรายวชิ าพ้นื ฐาน วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 6. หนงั สอื เรียนรายวชิ าพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P) จติ วิทยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความร้เู ร่ือง สมบตั ขิ อง 1. ประเมนิ ทักษะการคิดโดย วสั ดุดา้ นความแขง็ 1. ประเมินเจตคตทิ าง การสงั เกตการทำงานกลุ่ม วิทยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 2. ตรวจช้ินงานหรอื ภาระงานของ โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวดั 2. ประเมินพฤติกรรมในการ กิจกรรมฝึกทักษะระหว่างเรยี น เจตคติทางวิทยาศาสตร์ ปฏิบัตกิ ิจกรรมเปน็ รายบุคคลหรอื รายกลมุ่ โดย 2. ประเมนิ เจตคตติ ่อ การสังเกตการทำงานกล่มุ วิทยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคล โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวัด เจตคตติ อ่ วทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้ 12.1 สรปุ ผลหลังการจัดการเรยี นรู้ 1. นกั เรยี นจำนวน..................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนร.ู้ .....................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................. ไม่ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร.ู้ .................คน คิดเปน็ ร้อยละ.................. นกั เรียนน่ไี มผ่ า่ น มีดังน้ี 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้ ...................................................................................................................... ................................ ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรยี นมีความรูค้ วามเขา้ ใจ (K) ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 3. นกั เรียนมีความรูเ้ กิดทักษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4. นกั เรยี นมเี จตคติ ค่านิยม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ........................................................................................................................ .............................. ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ขอ้ เสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชื่อ.................................................. (นางอมลสริ ิ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครูผชู้ ่วย
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 57 สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว14101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เรอ่ื ง ความแขง็ (2) เวลา 1 ชวั่ โมง ครูผสู้ อน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี 2. ตวั ชี้วดั ช้นั ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความร้อน และการนำไฟฟา้ ของวัสดไุ ปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ผ่านกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลีย่ นความคดิ กับผู้อนื่ โดยการอภิปรายเกีย่ วกบั สมบตั ทิ างกายภาพของวัสดุอยา่ งมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อภิปรายและเปรยี บเทยี บสมบตั ขิ องวัสดดุ ้านความแขง็ ได้ (K) 2. มคี วามสนใจใฝ่รู้หรอื อยากรอู้ ยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรยี นรูท้ ่เี ก่ียวกับวทิ ยาศาสตร์ (A) 4. การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสรา้ งสรรค์ (A) 5. ส่ือสารและนำความรูเ้ ร่ืองสมบตั ิของวสั ดดุ ้านความแข็งไปใช้ในชวี ิตประจำวันได้ (P) 4. สาระสำคญั ความแข็งของวัสดุเป็นความทนทานต่อการถูกขูดขีดของวัสดุ เมื่อนำวัสดุ 2 ชนิดมาขูดขีดกัน วัสดุที่มี ความแข็งน้อยกว่าจะเกดิ รอย 5. สาระการเรียนรู้ สมบัติของวสั ดุ – ความแขง็ 6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มวี ินัย 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน 4. มีจติ วทิ ยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน 1. ความสามารถในการสอื่ สาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนินชวี ิต 8. ชิ้นงานหรือภาระงาน สงั เกตสมบัตดิ า้ นความแขง็ ของวัสดุ 9. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ขน้ั นำเขา้ ส่บู ทเรียน 1) ครนู ำวสั ดตุ า่ ง ๆ มาให้นกั เรยี นดู เช่น แก้ว ไม้ และพลาสตกิ แล้วถามคำถามกบั นักเรียน ดงั นี้ – วัสดุท้งั 3 ชนิดน้มี สี มบตั ิใดท่ีแตกต่างกัน (แนวคำตอบ สี ลกั ษณะของเนอ้ื วัสดุ และความแขง็ ) – วัสดุชนิดใดมีความแขง็ มากทสี่ ุด (แนวคำตอบ แกว้ ) 2) นกั เรียนชว่ ยกนั ตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั คำตอบของคำถาม เพ่อื เช่อื มโยงไปสู่การ เรียนรเู้ ร่ือง สมบัตขิ องวัสดุดา้ นความแขง็ ขั้นจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซึง่ มีข้นั ตอนดังนี้ 1) ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement) (1) ครูถามคำถามนักเรยี นเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เชน่ – ถ้าต้องการทดสอบว่าวัสดุชนิดใดมีความแข็งมากกว่ากันสามารถทดสอบด้วยวิธีการใด (แนว คำตอบ ใช้ของแขง็ เช่น ตะปู ขูดขดี บนวัสดแุ ตล่ ะชนดิ ) – วัสดุที่มีความแข็งมากจะมีลักษณะใด (แนวคำตอบ ทนทานต่อการขูดขีดจากวัสดุอื่นได้หลาย ชนิด) (2) นักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายเกี่ยวกบั คำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนกั เรยี น 2) ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) แบ่งกลุ่มนักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมที่ 18 สังเกตสมบัติด้านความแข็งของวัสดุ แต่ละกลุ่มปฏิบัติ กจิ กรรมตามขน้ั ตอนทีไ่ ด้วางแผนไว้ ดงั น้ี – แบง่ กลมุ่ นักเรียน กล่มุ ละ 5 – 6 คน – สมาชกิ กลมุ่ หาวัสดทุ ีจ่ ะนำมาทดสอบ ไดแ้ ก่ เทยี นไข พลาสติก กระจก และเหล็ก มาคนละ 1 ชนิด – ทดสอบความแข็งของวสั ดุต่าง ๆ ดว้ ยวิธดี ังตอ่ ไปนี้ แล้วบันทึกข้อมูล • ใช้เลบ็ ขูด • ใช้ไมบ้ รรทัดพลาสติกขดู • ใช้ตะไบกรีด
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู การใช้ตะไบกรีดบนวัสดุ (2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดรู อบๆ ห้องเรยี นและเปิดโอกาส ให้นกั เรยี นทกุ คนซักถามเมอื่ มีปัญหา 3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ส่งตวั แทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏบิ ตั ิกิจกรรมหน้าห้องเรียน (2) นกั เรยี นและครูร่วมกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – วสั ดใุ ดมคี วามแข็งมากกว่าวัสดุที่นำมาขดู ขีด ดูจากอะไร (แนวคำตอบ กระจกเงา ดูจากการไม่ เกิดรอยใด ๆ ทีก่ ระจกเงา) – วัสดุชนิดใดมีความแข็งมากที่สุดและน้อยที่สุด ดูจากอะไร (แนวคำตอบ กระจกเงามีความแข็ง มากทสี่ ดุ และเทยี นไขมคี วามแข็งน้อยทส่ี ดุ ดูจากการเกดิ รอยขดู ขดี ท่เี ทียนไข) – ยกตวั อยา่ งของใชท้ ที่ ำมาจากวสั ดทุ ่มี ีความแข็งมา 3 ชนดิ (แนวคำตอบ คอ้ น โต๊ะ และแก้วน้ำ) (3) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปผลการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครูเนน้ ใหน้ กั เรียนเข้าใจวา่ วัสดุแต่ละชนิดมี ความแข็งแตกต่างกัน เมื่อนำวัสดุชนิดหนึ่งมาขูดขีดบนวัสดุอีกชนิดหนึ่ง ถ้าวัสดุที่ถูกขูดขีดเกิดรอย แสดงว่ามี ความแขง็ นอ้ ยกวา่ วัสดุทีใ่ ชข้ ูดขดี แต่ถา้ ไม่เกดิ รอย แสดงวา่ วัสดุท่ถี กู ขดู ขดี มีความแข็งมากกว่าวัสดุที่ใช้ขดู ขีด 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรียนสืบค้นตารางกำหนดระดับความแข็งของวัสดุ แล้วลองสังเกตหรือทดสอบดูว่าวัสดุแต่ละ ชนดิ ท่อี ยู่รอบตัวเรามคี วามแขง็ อยู่ในระดบั ใด (2) สืบคน้ ข้อมูลเก่ียวกับเพชรซ่ึงเป็นวสั ดทุ ี่มีความแขง็ มากทีส่ ดุ ทำเปน็ รายงานสง่ ครู (3) ครูเชอื่ มโยงความรู้อาเซยี น โดยครูเสรมิ ความรู้ให้กบั นักเรียนวา่ เมยี นมาเป็นแหล่งอัญมณีที่สำคัญ ของโลกแหล่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งทับทิม ไพลิน ไข่มุก และหยก โดยทับทิมและไพลินนั้นมีความแข็งรองจากเพชรแค่ ลำดบั เดียวเท่านัน้ สว่ นหยกของเมียนมามคี ณุ ภาพสงู เทยี บเทา่ กบั หยกจีน 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) 1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เขา้ ใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพม่ิ เติมให้นกั เรยี นเขา้ ใจ 2) นกั เรยี นรว่ มกันประเมินการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลุ่มวา่ มีปัญหาหรืออปุ สรรคใดและไดแ้ ก้ไขอย่างไรบา้ ง 3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รบั จากการปฏิบัติกิจกรรมและการ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ 4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยถามคำถามนกั เรียน เชน่ – ถา้ นกั เรยี นจะตรวจสอบความแขง็ ของวสั ดคุ วรใชว้ ธิ ีการใดบ้าง
แผนการจัดการเรยี นรูว้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู – การใชต้ ะปูขดู ขดี ลงบนวัสดุเป็นการทดสอบสมบัติดา้ นใดของวสั ดุ – ถ้าต้องการตดั กระจกต้องใช้วัสดทุ มี่ ีลกั ษณะใด ขน้ั สรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดดุ ้านความแข็ง โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิด หรือผังมโนทัศน์ 10. สื่อการเรียนรู้ 1. แก้ว ไม้ และพลาสตกิ 2. ใบกิจกรรมที่ 18 สังเกตสมบัติดา้ นความแข็งของวัสดุ 3. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 4. สือ่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 5. แบบฝึกทกั ษะรายวชิ าพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6. หนังสอื เรยี นรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 11. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ด้านความรู้ (K) ดา้ นคุณธรรม จริยธรรมและ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P) จิตวทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ซกั ถามความรเู้ ร่ืองสมบตั ิของ วัสดดุ ้านความแขง็ 1. ประเมนิ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 1. ประเมนิ ทักษะกระบวนการ 2. ตรวจชนิ้ งานหรอื ภาระงานของ เปน็ รายบคุ คลโดยการสงั เกต ทางวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบ กจิ กรรมฝกึ ทกั ษะระหวา่ งเรียน และใช้แบบวัดเจตคตทิ าง วัดทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ เจตคตติ ่อวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ ทักษะการคิดโดย เปน็ รายบคุ คลโดยการสังเกต การสงั เกตการทำงานกลมุ่ และใช้แบบวดั เจตคติตอ่ 3. ประเมินทักษะการ วทิ ยาศาสตร์ แกป้ ญั หาโดยการสังเกตการ ทำงานกล่มุ 4. ประเมนิ พฤติกรรมในการ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมเปน็ รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย การสังเกตการทำงานกลุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 12.1 สรปุ ผลหลังการจดั การเรียนรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู.้ .....................คน คิดเป็นร้อยละ.................. ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรยี นร้.ู .................คน คิดเป็นรอ้ ยละ.................. นักเรียนนีไ่ มผ่ ่าน มีดังน้ี 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรยี นท่ีไมผ่ า่ นจุดประสงค์การเรยี นรู้ ...................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมคี วามรู้ความเขา้ ใจ (K) ............................................................................................................................. ......................... .......................................................................................................... ............................................ 3. นักเรยี นมีความรู้เกดิ ทกั ษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4. นกั เรยี นมเี จตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจริยธรรม (A) .................................................................................. .................................................................... ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชือ่ .................................................. (นางอมลสิริ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครูผชู้ ่วย
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 58 สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว14101 ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่อื ง ความเหนยี ว (1) เวลา 1 ชว่ั โมง ครผู สู้ อน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัตขิ องสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี 2. ตัวชี้วดั ช้ันปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความร้อน และการนำไฟฟา้ ของวัสดไุ ปใช้ในชวี ิตประจำวันผา่ นกระบวนการออกแบบชิน้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปล่ยี นความคดิ กบั ผู้อ่นื โดยการอภปิ รายเกี่ยวกบั สมบตั ทิ างกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อภิปรายและเปรยี บเทียบสมบตั ิของวสั ดดุ า้ นความเหนียวได้ (K) 2. มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรืออยากร้อู ยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรยี นรู้ทีเ่ ก่ยี วกบั วทิ ยาศาสตร์ (A) 4. การทำงานร่วมกับผู้อ่นื อย่างสร้างสรรค์ (A) 5. ส่ือสารและนำความร้เู รื่องสมบตั ขิ องวสั ดดุ ้านความเหนียวไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ (P) 4. สาระสำคญั ความเหนยี วเป็นสมบัติเฉพาะของวสั ดแุ ตล่ ะชนิด วัสดทุ ี่มคี วามเหนยี วมากจะตอ้ งออกแรงดึงมากจึงจะ ขาด และวัสดทุ ี่มคี วามเหนยี วมากจะรับน้ำหนกั ไดม้ ากกวา่ วสั ดุทมี่ คี วามเหนียวนอ้ ย 5. สาระการเรยี นรู้ สมบัติของวสั ดุ – ความเหนยี ว 6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน 4. มีจติ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนินชวี ติ 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 8. ชิ้นงานหรือภาระงาน ปั้นดินเหนียวเป็นรูปต่าง ๆ 9. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขน้ั นำเข้าสูบ่ ทเรียน 1) ครูให้นักเรียนดูรูปคนหิ้วถุงพลาสติกที่ใส่ตุ๊กตาขนาดใหญ่แล้วถามนักเรียนว่า เพราะเหตุใดจึงใช้ ถงุ พลาสตกิ บรรจุตกุ๊ ตาขนาดใหญไ่ ด้ 2) นักเรยี นช่วยกนั ตอบคำถาม จากนนั้ ครนู ำอภปิ รายวา่ ถงุ พลาสตกิ มีความเหนยี ว เมื่อนำมาใส่ตุ๊กตา ขนาดใหญ่แล้วหิ้วจึงไม่ขาด ซึ่งความเหนียวเป็นสมบัติอย่างหนึ่งของวัสดุเช่นเดียวกับความแข็งที่นักเรียนได้ เรียนรู้มาแลว้ ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ จดั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซงึ่ มีข้นั ตอนดงั น้ี 1) ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) (1) ครถู ามคำถามนักเรียนเพือ่ กระตุน้ ความสนใจ เชน่ – วัสดุชนิดใดท่ีมีความเหนียว (แนวคำตอบ เชือก พลาสตกิ และเสน้ เอ็น) – วัสดุที่มีความเหนียวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร (แนวคำตอบ ใช้เชือกในการผูกหรือ ดงึ ส่งิ ของต่าง ๆ ใชพ้ ลาสติกทำวสั ดตุ า่ ง ๆ เช่น ถุงพลาสตกิ ขวดนำ้ หรือแก้วนำ้ ใชเ้ อน็ ทำสายเบด็ ) (2) นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเกี่ยวกบั คำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนกั เรียน 2) ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) ครูให้นักเรียนศกึ ษาเกี่ยวกับสมบตั ิของวัสดดุ ้านความเหนยี วจากใบความรหู้ รือในหนังสือเรียน โดย ครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า วัสดุที่มีความเหนียวมากจะต้องออกแรงดึงมากจึงจะขาด วัสดุที่มีความ เหนียวนอ้ ยออกแรงดึงไม่มากกข็ าด (2) แบ่งกลุม่ นกั เรียน กลุ่มละ 5 – 6 คน ปนั้ ดนิ เหนียวเปน็ รปู ต่างๆ ตามจนิ ตนาการ ตามขนั้ ตอน ดังน้ี – แตล่ ะกลมุ่ เตรยี มดินเหนยี วท่ีนำมาจากบรเิ วณโรงเรยี นหรอื ในท้องถนิ่ – ออกแบบและปั้นดนิ เหนยี วเป็นรปู ตา่ งๆ ตามจินตนาการ – นำเสนอผลงานหน้าหอ้ งเรียน (3) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยครเู ดินดูรอบๆ หอ้ งเรยี น และเปิดโอกาส ใหน้ กั เรียนทุกคนซักถามเมื่อมปี ัญหา
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 3) ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (1) นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ สง่ ตัวแทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหนา้ ห้องเรียน (2) นกั เรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – วสั ดใุ ดมคี วามแข็งมากกว่าวสั ดุที่นำมาขดู ขีด ดูจากอะไร (แนวคำตอบ กระจกเงา ดูจากการไม่ เกิดรอยใด ๆ ท่ีกระจกเงา) – วัสดุชนิดใดมคี วามแข็งมากทีส่ ุดและน้อยท่ีสุด ดูจากอะไร (แนวคำตอบ กระจกเงามีความแข็ง มากท่ีสุด และเทยี นไขมคี วามแขง็ น้อยท่ีสุด ดูจากการเกดิ รอยขดู ขีดท่ีเทยี นไข) – ยกตวั อย่างของใชท้ ่ีทำมาจากวัสดทุ ่มี ีความแข็งมา 3 ชนิด (แนวคำตอบ ค้อน โตะ๊ และแก้วนำ้ ) (3) ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปผลการปฏบิ ัติกจิ กรรม โดยครูเน้นให้นกั เรียนเข้าใจวา่ วัสดุแต่ละชนิดมี ความแข็งแตกต่างกัน เมื่อนำวัสดุชนิดหนึ่งมาขูดขีดบนวัสดุอีกชนิดหนึ่ง ถ้าวัสดุที่ถูกขูดขีดเกิดรอย แสดงว่ามี ความแข็งน้อยกวา่ วัสดุที่ใช้ขูดขีด แตถ่ า้ ไมเ่ กิดรอย แสดงว่าวัสดุท่ีถกู ขูดขดี มคี วามแข็งมากกวา่ วสั ดทุ ี่ใชข้ ดู ขีด 4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรยี นสบื คน้ ขอ้ มลู ที่เก่ยี วขอ้ งกบั ชนิดของวสั ดทุ ่มี สี มบัติด้านความเหนียว (2) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านความเหนียว จากหนังสือ เรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วคัดคำศัพท์พร้อมทั้งคำแปลลง สมุดส่งครู 5) ข้นั ประเมนิ (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครูช่วยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นักเรียนเขา้ ใจ (2) นกั เรียนรว่ มกันประเมนิ การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมกล่มุ วา่ มีปญั หาหรอื อุปสรรคใดและไดแ้ ก้ไขอย่างไรบ้าง (3) ครูและนกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ทไี่ ดร้ บั จากการปฏบิ ัติกจิ กรรมและการ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยถามคำถามนักเรยี น เช่น – ความเหนยี วหมายถึงอะไร – การพิจารณาสมบตั ิด้านความเหนยี วของวัสดุทำได้ด้วยวิธกี ารใด – พลาสตกิ นิยมนำมาใชท้ ำถงุ ใสข่ องเพราะอะไร – วัสดทุ ่ีมคี วามเหนียวและวสั ดทุ มี่ ีสภาพยืดหยุน่ แตกต่างกนั ในลกั ษณะใด ขัน้ สรปุ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านความเหนียว โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ ความคิดหรอื ผงั มโนทัศน์ 10. สื่อการเรยี นรู้ 1. ดนิ เหนยี ว 2. รูปคนหิ้วถุงพลาสตกิ ที่ใสต่ ุ๊กตาขนาดใหญ่ 3. หนงั สอื เรยี นภาษาต่างประเทศหรืออินเทอรเ์ นต็ 4. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 5. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 6. แบบฝึกทกั ษะรายวชิ าพืน้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4 7. หนังสือเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐาน วิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 4 11. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ด้านความรู้ (K) ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรมและ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P) จติ วทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ซกั ถามความรู้เรื่อง สมบตั ิของ วัสดดุ ้านความเหนยี ว 1. ประเมนิ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ 1. ประเมนิ ทักษะกระบวนการ 2. ตรวจชิน้ งานหรอื ภาระงานของ เป็นรายบุคคลโดยการสังเกต ทางวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบ กิจกรรมฝึกทักษะระหว่างเรียน และใชแ้ บบวัดเจตคติทาง วัดทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ เจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการคิดโดย เป็นรายบุคคลโดยการสังเกต การสังเกตการทำงานกลุ่ม และใช้แบบวัดเจตคตติ ่อ 3. ประเมินทักษะการ วทิ ยาศาสตร์ แก้ปัญหาโดยการสังเกตการ ทำงานกลมุ่ 4. ประเมินพฤติกรรมในการ ปฏิบัตกิ ิจกรรมเป็น รายบคุ คลหรือรายกลุ่มโดย การสงั เกตการทำงานกลุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 12.1 สรปุ ผลหลังการจัดการเรียนรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนรู.้ .....................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงค์การเรยี นรู้..................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................. นกั เรยี นนไ่ี มผ่ ่าน มีดังนี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ........................................................................................... ........................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) ........................................................................................................................................ .............. ..................................................................................................................... ................................. 3. นักเรยี นมีความร้เู กิดทักษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4. นกั เรียนมเี จตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ............................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงชือ่ .................................................. (นางอมลสริ ิ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครผู ้ชู ว่ ย
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 59 สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว14101 ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 เรอื่ ง ความเหนยี ว (2) เวลา 1 ชว่ั โมง ครผู สู้ อน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัตขิ องสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี 2. ตัวชี้วดั ช้ันปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความร้อน และการนำไฟฟา้ ของวัสดไุ ปใช้ในชวี ิตประจำวันผา่ นกระบวนการออกแบบชิน้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปล่ยี นความคดิ กบั ผู้อ่นื โดยการอภปิ รายเกี่ยวกบั สมบัตทิ างกายภาพของวัสดุอย่างมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อภิปรายและเปรยี บเทียบสมบัติของวสั ดดุ า้ นความเหนียวได้ (K) 2. มคี วามสนใจใฝร่ ู้หรืออยากร้อู ยากเหน็ (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรยี นรู้ทีเ่ ก่ยี วกบั วทิ ยาศาสตร์ (A) 4. การทำงานร่วมกับผู้อ่นื อย่างสร้างสรรค์ (A) 5. ส่ือสารและนำความร้เู รื่องสมบตั ขิ องวสั ดดุ ้านความเหนียวไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้ (P) 4. สาระสำคญั ความเหนยี วเป็นสมบัติเฉพาะของวสั ดแุ ตล่ ะชนิด วัสดทุ ี่มคี วามเหนียวมากจะตอ้ งออกแรงดึงมากจึงจะ ขาด และวัสดทุ ี่มคี วามเหนยี วมากจะรบั นำ้ หนักไดม้ ากกวา่ วสั ดทุ มี่ คี วามเหนียวน้อย 5. สาระการเรยี นรู้ สมบัติของวสั ดุ – ความเหนยี ว 6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. มวี ินัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุ่งมนั่ ในการทำงาน 4. มีจติ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนนิ ชีวติ 8. ชิน้ งานหรือภาระงาน สงั เกตสมบตั ดิ ้านความเหนียวของวสั ดุ 9. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ข้ันนำเข้าสบู่ ทเรียน 1) ครูนำถุงพลาสตกิ และถงุ กระดาษมาให้นักเรยี นดู แลว้ ถามนกั เรียนวา่ ถ้าต้องออกแรงฉีกถงุ พลาสติก และถงุ กระดาษใหข้ าดจะต้องออกแรงในการฉีกส่งิ ใดมากกวา่ 2) นกั เรยี นชว่ ยกันตอบคำถามและแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับคำตอบของคำถาม เพอื่ เชือ่ มโยงไปสู่การ เรียนรู้เรอื่ ง สมบตั ขิ องวสั ดดุ า้ นความเหนียว ขั้นจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ จัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซึ่งมขี ้นั ตอนดังน้ี 1) ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครถู ามคำถามนักเรียนเพอื่ กระตุน้ ความสนใจ เชน่ – ความเหนยี วของวสั ดุคอื อะไร (แนวคำตอบ สมบตั ขิ องวสั ดทุ ท่ี นทานตอ่ แรงดงึ โดยไมข่ าด) – วัสดุที่มีความเหนียวมากจะมีลักษณะใด (แนวคำตอบ ตีเป็นแผ่นบางหรือดึงเป็นเส้นได้ยาว มาก) (2) นกั เรียนร่วมกันอภิปรายเกีย่ วกบั คำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนักเรียน 2) ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration) (1) แบง่ กลุ่มนักเรยี น ปฏบิ ัติกิจกรรมที่ 13 สังเกตสมบตั ิดา้ นความเหนยี วของวัสดุ แต่ละกลุ่มปฏิบัติ กจิ กรรมตามขนั้ ตอนท่ีได้วางแผนไว้ ดงั นี้ – แบ่งกลมุ่ นักเรยี น กลุ่มละ 5–6 คน – พาดไมย้ าวระหวา่ งโตะ๊ แขวนขอเก่ียวที่ท่อนไม้ – ผูกเชือกฟางยาว 1 ฟตุ ท่ีขอเกีย่ ว นำขอเกยี่ วอีกอันผกู ติดปลายลา่ งของเชือกฟาง – แขวนถงุ ทรายทขี่ อเก่ียวอนั ล่าง เพม่ิ ถุงทรายทีละถุงจนเชือกขาด นบั จำนวนถุงทราย ทง้ั หมด บนั ทึกผล – ทำการทดสอบซ้ำ โดยเปลี่ยนจากเชือกฟางเป็นเชือกกลว้ ย ดา้ ย และเสน้ เอ็น (ขนาดและ ความยาวของวสั ดแุ ต่ละชนิดต้องเท่ากัน) บันทึกผล
แผนการจัดการเรยี นรูว้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยครเู ดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรยี นและเปิดโอกาส ให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมอ่ื มีปญั หา 3) ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (1) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มส่งตวั แทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมหนา้ ห้องเรยี น (2) นักเรยี นและครรู ว่ มกนั อภิปรายและหาข้อสรปุ จากการปฏิบตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – วัสดชุ นดิ ใดมีความเหนยี วมากที่สุด (แนวคำตอบ เสน้ เอน็ ) – วิธีการที่ใช้ทดสอบความเหนียวในกิจกรรมนี้คืออะไร (แนวคำตอบ การรับน้ำหนัก วัสดุใดรับ นำ้ หนักไดม้ ากแสดงวา่ มีความเหนยี วมาก) – ยกตัวอย่างวัสดุที่มีความเหนียวที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน (แนวคำตอบ ดินเหนียวและ ถงุ พลาสตกิ ) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า นอกจากวัสดุที่ นักเรียนนำมาสังเกตแล้ว ยังมีวัสดุอื่นอีกที่มีสมบัติด้านความเหนียว เช่น ดินเหนียว สามารถนำมาปั้นสิ่งของ เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ และโลหะเมื่อทำให้ร้อนจะสามารถตีแผ่เป็นแผ่นหรือรีดให้เป็นเส้น นำมาทำเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ตา่ ง ๆ เช่น หมอ้ กระทะ (4) ครูอธิบายเพ่มิ เติมวา่ วสั ดแุ ต่ละชนิดมีความเหนียวแตกต่างกนั วสั ดุท่มี ีความเหนียวมากต้องใช้แรง ดงึ มากจึงจะขาด สว่ นวัสดทุ ี่มคี วามเหนยี วน้อยใช้แรงดึงไมม่ ากกส็ ามารถขาดได้ 4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) ครูนำรูปการแข่งขันชักเย่อ รูปช้างลากซุง รูปสะพานที่มีลวดเหล็กยึด เช่น สะพานพระราม 8 มาให้ นกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายวา่ เก่ียวขอ้ งกบั สมบัตขิ องวัสดุด้านความเหนียวหรอื ไม่ เพราะอะไร 5) ข้นั ประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบา้ งที่ยังไม่ เข้าใจหรอื ยงั มขี ้อสงสัย ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพ่มิ เตมิ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจ (2) นักเรยี นรว่ มกันประเมนิ การปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลุ่มว่ามปี ญั หาหรอื อุปสรรคใดและได้แกไ้ ขอยา่ งไรบา้ ง (3) ครูและนักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกบั ประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากการปฏบิ ัติกิจกรรมและการ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ (4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นโดยถามคำถามนักเรียน เช่น – การทดสอบความเหนียวของวสั ดุทำได้โดยวิธีการใด – วสั ดุทมี่ ีสมบตั ดิ า้ นความเหนียวได้แก่อะไรบ้าง
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู ข้ันสรปุ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านความเหนียว โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ ความคิดหรอื ผังมโนทศั น์ 10. สื่อการเรยี นรู้ 1. ถงุ พลาสติกและถุงกระดาษ 2. รปู การแข่งขนั ชักเยอ่ รปู ช้างลากซงุ รปู สะพานท่ีมีลวดเหล็กยดึ 3. ใบกิจกรรมที่ 19 สังเกตสมบตั ดิ ้านความเหนียวของวัสดุ 4. คู่มอื การสอน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 5. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพนื้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 6. แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 7. หนังสอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 11. การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ ด้านความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จริยธรรมและ ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P) 1. ซกั ถามความรู้เร่ือง สมบัติของ จติ วทิ ยาศาสตร์ (A) 1. ประเมนิ ทักษะกระบวนการ วสั ดดุ า้ นความเหนยี ว ทางวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบ 1. ประเมนิ เจตคติทาง วัดทกั ษะกระบวนการทาง 2. ตรวจชิ้นงานหรือภาระงานของ วิทยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคล วทิ ยาศาสตร์ กิจกรรมฝึกทกั ษะระหวา่ งเรยี น โดยการสงั เกตและใชแ้ บบวัด เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ ทักษะการคิดโดย การสังเกตการทำงานกลุ่ม 2. ประเมินเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 3. ประเมินทักษะการ โดยการสังเกตและใชแ้ บบวดั แก้ปญั หาโดยการสังเกตการ เจตคติตอ่ วิทยาศาสตร์ ทำงานกล่มุ 4. ประเมินพฤติกรรมในการ ปฏิบตั ิกจิ กรรมเป็น รายบุคคลหรอื รายกลุ่มโดย การสงั เกตการทำงานกลุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 12.1 สรปุ ผลหลังการจัดการเรียนรู้ 1. นกั เรยี นจำนวน..................คน ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้..................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................. นกั เรยี นนี่ไมผ่ ่าน มีดังนี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ....................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) .................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................. ..................................... 3. นักเรยี นมีความร้เู กิดทกั ษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4. นกั เรียนมีเจตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจริยธรรม (A) ......................................................................................... ............................................................. ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงช่ือ.................................................. (นางอมลสริ ิ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครผู ู้ช่วย
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 60 สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว14101 ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง การนำความร้อน (1) เวลา 1 ชว่ั โมง ครูผูส้ อน นางอมลสริ ิ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี 2. ตวั ชี้วดั ช้นั ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความรอ้ น และการนำไฟฟ้าของวสั ดุไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลี่ยนความคดิ กับผู้อนื่ โดยการอภิปรายเกย่ี วกบั สมบัติทางกายภาพของวัสดุอยา่ งมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. อธบิ ายและเปรียบเทยี บสมบตั ขิ องวัสดุด้านการนำความร้อนได้ (K) 2. ระบวุ ัสดทุ ่เี ปน็ ตวั นำความร้อนและฉนวนความร้อนได้ (K) 3. มีความสนใจใฝร่ ู้หรอื อยากรู้อยากเหน็ (A) 4. พอใจในประสบการณก์ ารเรียนรูท้ เ่ี กย่ี วกบั วทิ ยาศาสตร์ (A) 5. การทำงานร่วมกับผอู้ ่ืนอย่างสรา้ งสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำความร้เู ร่ืองสมบตั ขิ องวสั ดดุ า้ นการนำความร้อนไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้ (P) 4. สาระสำคัญ วัสดุ 2 ชนิดที่มีอุณหภูมิต่างกัน เมื่อนำมาสัมผัสกันจะเกิดการถ่ายโอนความร้อนให้แก่กัน วัสดุที่ยอม ใหค้ วามร้อนผ่านไดด้ ี เรียกวา่ ตัวนำความรอ้ น สว่ นวัสดุที่ไม่ยอมให้ความรอ้ นผ่าน เรยี กวา่ ฉนวนความร้อน 5. สาระการเรยี นรู้ สมบัตขิ องวัสดุ – การนำความร้อน 6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มวี นิ ยั 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุ่งมัน่ ในการทำงาน 4. มีจติ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 8. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน สบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั การนำความร้อนไปใชใ้ นการทำวสั ดหุ รือส่งิ ของเครื่องใช้ตา่ งๆ 9. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ขัน้ นำเขา้ สู่บทเรยี น 1) ครนู ำถว้ ยแกว้ ถว้ ยพลาสตกิ และถ้วยสเตนเลส มาให้นกั เรียนดู แล้วถามนักเรยี นว่า – นักเรียนจะเลือกถ้วยชนิดใดไปใส่นำ้ ร้อน เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ ถ้วยพลาสติก เพราะถ้วย พลาสติกเป็นวัสดุท่ไี ม่ยอมให้ความรอ้ นผา่ น) – การนำความร้อนเกดิ ได้กับวสั ดใุ ดบา้ ง (แนวคำตอบ เหล็ก อะลมู เิ นียม และสเตนเลส) 2) นกั เรียนช่วยกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกบั คำตอบของคำถาม เพอ่ื เชอ่ื มโยงไปสู่การ เรียนรูเ้ รื่อง สมบัตขิ องวัสดดุ ้านการนำความรอ้ น ขั้นจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ จดั กิจกรรมการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซึง่ มขี ั้นตอนดังนี้ 1) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครูถามคำถามนกั เรียนเพอ่ื กระตุ้นความสนใจ เชน่ – วัสดุที่เป็นตัวนำความร้อนเป็นวัสดุจำพวกใด ได้แก่อะไรบ้าง (แนวคำตอบ โลหะ เช่น เหล็ก อะลมู เิ นยี ม และสแตนเลส) – วัสดุทเี่ ปน็ ฉนวนความร้อนไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง (แนวคำตอบ ไม้ ผา้ ยาง โฟม และพลาสตกิ ) (2) นักเรียนร่วมกันอภปิ รายเกีย่ วกับคำตอบจากคำถามของครูตามประสบการณ์ของนกั เรยี น 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (1) นักเรียนศึกษาตัวนำความร้อนและฉนวนความร้อน ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ป. 4 (2) แบง่ กล่มุ นกั เรยี น กลมุ่ ละ 5 – 6 คน สบื ค้นขอ้ มลู เก่ียวกับการนำความร้อนไปใช้ในการทำวัสดุหรือ สิ่งของเคร่อื งใชต้ ่างๆ โดยดำเนินการตามขั้นตอนดงั น้ี – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อการนำความร้อนไปใช้ในการทำวัสดุหรือ สิ่งของเครื่องใช้ตา่ งๆ เป็นหัวข้อย่อย เช่น การออกแบบกระทะหรือหม้อหุงข้าว เตารีด และกระติกน้ำร้อน ให้ สมาชิกแตล่ ะกลุม่ ช่วยกนั สบื ค้นตามหัวขอ้ ทกี่ ำหนด – สมาชกิ แต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อท่ีกลุ่มของตนเองรับผิดชอบโดยการสืบค้นจาก หนงั สือ วารสาร สารานุกรมวทิ ยาศาสตร์ สารานกุ รมไทยสำหรบั เยาวชน และอินเทอรเ์ นต็ – สมาชกิ กลุ่มนำข้อมลู ท่สี บื ค้นได้มารายงานให้เพื่อนๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทง้ั ร่วมกันอภิปราย ซักถามจนคาดวา่ สมาชิกทกุ คนมคี วามรคู้ วามเข้าใจทตี่ รงกนั – สมาชกิ กลุ่มช่วยกนั สรปุ ความรู้ทไ่ี ด้ทงั้ หมดเปน็ ผลงานของกล่มุ
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู (3) ครคู อยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเดนิ ดูรอบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส ให้นกั เรยี นทุกคนซกั ถามเม่อื มีปัญหา 3) ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (1) นกั เรียนแต่ละกล่มุ สง่ ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน (2) นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายและหาขอ้ สรปุ จากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใชแ้ นวคำถามต่อไปนี้ – กระทะหรือหมอ้ นยิ มทำจากวสั ดุชนดิ ใด (แนวคำตอบ สเตนเลสหรืออะลูมเิ นยี ม) – เพราะเหตใุ ดจงึ นิยมทำดา้ มจับของกระทะหรือหม้อจากพลาสติก (แนวคำตอบ เพราะพลาสติก เป็นฉนวนความรอ้ น ซง่ึ ไม่ยอมใหค้ วามรอ้ นผ่านได้) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า วัสดุที่ใช้ทำ กระทะหรือหม้อ เช่น สเตนเลสหรืออะลูมิเนียม เป็นตัวนำความร้อน และวัสดุที่ใช้ทำด้ามจับส่วนมากทำจาก พลาสตกิ ซงึ่ เป็นฉนวนความรอ้ น 4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูยกตัวอย่างชนิดของวัสดุ เช่น ไม้ ผ้า เหล็ก และอะลูมิเนียม แล้วให้นักเรียนช่วยกันบอกว่าเป็น ตวั นำความรอ้ นหรอื ฉนวนความร้อน (2) ครูอภิปรายเกี่ยวกับตารางค่าการนำความร้อนของวัสดุบางชนิดที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ดงั ตอ่ ไปนี้ ชนดิ ของวสั ดุ คา่ การนำความรอ้ นของวัสดุ ชนิดของวสั ดุ คา่ การนำความรอ้ นของวสั ดุ (วัตต/์ เมตร × เคลวนิ ) (วตั ต์/เมตร × เคลวิน) เงนิ 427.0 เหล็ก 79.5 ทองแดง 397.0 ตะกั่ว 34.7 ทอง 314.0 แก้ว 1.1 อะลมู เิ นียม 238.0 ไม้ 0.04–0.4 ทองเหลือง 108.0 หมายเหตุ เคลวนิ เป็นหน่วยวัดอณุ หภูมิ โดย เคลวนิ (K) = องศาเซลเซยี ส (C˚) + 273 5) ขน้ั ประเมิน (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรอื ยังมขี อ้ สงสยั ถา้ มี ครูช่วยอธบิ ายเพมิ่ เติมให้นักเรียนเขา้ ใจ (2) นกั เรียนรว่ มกนั ประเมนิ การปฏิบัตกิ จิ กรรมกล่มุ วา่ มีปัญหาหรืออุปสรรคใดและไดแ้ ก้ไขอยา่ งไรบา้ ง (3) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏบิ ัติกจิ กรรมและการ นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยถามคำถามนกั เรียน เชน่ – การนำความรอ้ นหมายถึงอะไร – วสั ดุทีย่ อมให้ความร้อนผา่ นไดด้ ีเรยี กว่าอะไร – วสั ดุที่ไมย่ อมใหค้ วามรอ้ นผ่านเรียกว่าอะไร
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู ข้นั สรุป ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านการนำความร้อน โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี ความคดิ หรอื ผงั มโนทศั น์ 10. สื่อการเรียนรู้ 1. ถ้วยแกว้ ถ้วยพลาสติก และถ้วยสแตนเลส 2. หนังสอื วารสาร สารานกุ รมวทิ ยาศาสตร์ สารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน และอินเทอร์เนต็ 3. คู่มือการสอน วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 4. สื่อการเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 5. แบบฝกึ ทักษะรายวชิ าพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 6. หนังสอื เรียนรายวิชาพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 11. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ดา้ นความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P) 1. ซกั ถามความรูเ้ รื่อง สมบตั ิของ จติ วิทยาศาสตร์ (A) 1. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย วัสดดุ า้ นการนำความร้อน การสังเกตการทำงานกลุ่ม 1. ประเมินเจตคติทาง 2. ตรวจชน้ิ งานหรอื ภาระงานของ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล 2. ประเมินพฤติกรรมในการ กจิ กรรมฝกึ ทักษะระหวา่ งเรียน โดยการสังเกตและใช้แบบวดั ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมเปน็ เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ รายบุคคลหรือรายกลมุ่ โดย การสังเกตการทำงานกลมุ่ 2. ประเมินเจตคตติ ่อ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบคุ คล โดยการสงั เกตและใช้แบบวดั เจตคตติ ่อวิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 12.1 สรปุ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 1. นกั เรียนจำนวน..................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนร.ู้ .....................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ.................. ไม่ผ่านจดุ ประสงค์การเรยี นรู.้ .................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................. นกั เรียนน่ไี ม่ผ่าน มีดังน้ี 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนท่ีไม่ผา่ นจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจ (K) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 3. นกั เรยี นมคี วามรูเ้ กิดทักษะ (P) ...................................................................................................................... ................................ ............................................................................................................................. ......................... 4. นักเรียนมเี จตคติ ค่านิยม คุณธรรมจริยธรรม (A) .................................................................................................................................................... .. ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อปุ สรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงช่อื .................................................. (นางอมลสิริ คำฟู) ตำแหน่ง ครผู ชู้ ว่ ย
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 61 สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว14101 ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง การนำความร้อน (2) เวลา 1 ชว่ั โมง ครูผูส้ อน นางอมลสิริ คำฟู ********************************************************************************** 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี 2. ตวั ชี้วดั ช้นั ปี 1. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนำความร้อน และการนำไฟฟ้า ของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์จากการทดลอง และระบุการนำสมบัติเรื่องความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การ นำความรอ้ น และการนำไฟฟ้าของวสั ดุไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ผา่ นกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน (ว 2.1 ป. 4/1) 2. แลกเปลี่ยนความคดิ กับผู้อนื่ โดยการอภิปรายเกย่ี วกบั สมบัติทางกายภาพของวัสดุอยา่ งมีเหตุผลจาก การทดลอง (ว 2.1 ป. 4/2) 3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. อธบิ ายและเปรียบเทยี บสมบตั ขิ องวัสดุด้านการนำความร้อนได้ (K) 2. ระบวุ สั ดทุ ่เี ปน็ ตัวนำความร้อนและฉนวนความร้อนได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รหู้ รอื อยากรู้อยากเหน็ (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรูท้ เ่ี กี่ยวกบั วิทยาศาสตร์ (A) 5. การทำงานร่วมกับผอู้ ่ืนอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำความร้เู ร่ืองสมบตั ขิ องวัสดดุ า้ นการนำความร้อนไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้ (P) 4. สาระสำคัญ วัสดุ 2 ชนิดที่มีอุณหภูมิต่างกัน เมื่อนำมาสัมผัสกันจะเกิดการถ่ายโอนความร้อนให้แก่กัน วัสดุที่ยอม ใหค้ วามร้อนผ่านไดด้ ี เรียกว่า ตัวนำความรอ้ น ส่วนวัสดุที่ไม่ยอมให้ความรอ้ นผ่าน เรยี กวา่ ฉนวนความร้อน 5. สาระการเรยี นรู้ สมบัตขิ องวัสดุ – การนำความร้อน 6. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. มวี นิ ยั 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มุ่งมัน่ ในการทำงาน 4. มีจติ วิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรยี นร้วู ชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 7. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รยี น 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคดิ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทักษะในการดำเนนิ ชีวติ 5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 8. ช้ินงานหรอื ภาระงาน สงั เกตสมบัตดิ ้านการนำความรอ้ นของวัสดุ 9. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขนั้ นำเข้าสบู่ ทเรียน 1) ครนู ำรูปคนกำลังรีดผ้ามาใหน้ ักเรยี นดู แลว้ ถามคำถามกบั นกั เรยี นว่า – เตารีดรีดผ้าให้เรียบได้เพราะอะไร (แนวคำตอบ มีการถ่ายโอนความร้อนจากเตารีดสู่ผ้าจึงทำ ใหผ้ า้ เรียบ) – คนรีดผ้าจับเตารีดได้โดยไม่รูส้ ึกร้อนเพราะอะไร (แนวคำตอบ เพราะบริเวณที่จบั ทำจากวสั ดุที่ ไม่นำความรอ้ นจงึ ไมท่ ำใหร้ ู้สกึ รอ้ น) 2) นักเรยี นช่วยกันตอบคำถามและแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั คำตอบของคำถาม เพือ่ เช่อื มโยงไปสู่การ เรียนรเู้ ร่ือง สมบตั ิของวัสดดุ ้านการนำความรอ้ น ขนั้ จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ซ่งึ มขี ้นั ตอนดังนี้ 1) ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement) (1) ครูถามคำถามนักเรยี นเพ่อื กระตุน้ ความสนใจ เช่น – การนำความร้อนของวัสดุคืออะไร (แนวคำตอบ สมบัติที่แสดงถึงการถ่ายโอนความร้อนจาก บรเิ วณท่มี ีอณุ หภมู ิสูงไปสู่บริเวณทมี่ ีอณุ หภูมติ ่ำกวา่ ) – วัสดุท่ีนำความร้อนไดม้ ักมีสถานะใด (แนวคำตอบ ของแข็ง) (2) นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายเกีย่ วกับคำตอบจากคำถามของครตู ามประสบการณ์ของนักเรียน 2) ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration) (1) แบ่งกลุ่มนักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมที่ 20 สังเกตสมบัติด้านการนำความร้อนของวัสดุแต่ละกลุ่ม ปฏิบตั กิ จิ กรรมตามขัน้ ตอนทไี่ ดว้ างแผนไว้ ดังนี้ – แบ่งกลุม่ นกั เรียน กลมุ่ ละ 5 – 6 คน – แตล่ ะกล่มุ นำเทยี นไขมาจุดไฟ หยดน้ำตาเทยี นลงบนแท่งแกว้ และแทง่ เหล็กทีเ่ ตรียมไว้ 4 หยด โดยใหแ้ ต่ละหยดมีระยะห่างเทา่ ๆ กัน ทิ้งไว้สักครู่เพอ่ื ใหห้ ยดน้ำตาเทียนแข็งตวั – ตดิ ตง้ั แทง่ แก้วและแทง่ เหลก็ เข้ากบั ท่จี บั หลอดทดลอง โดยใหอ้ ย่ใู นแนวระดับ – ตั้งตะเกียงแอลกอฮอล์ไว้ที่ปลายแท่งแก้วและแท่งเหล็ก ดังรูป จุดไฟ สังเกตและบันทึกผลที่ เกิดขนึ้ (ควรใช้เวลาในการใหค้ วามรอ้ นกบั แท่งแกว้ และแท่งเหล็กเท่าๆ กัน)
แผนการจัดการเรยี นรวู้ ิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู หยดนำ้ ตาเทยี น แท่งแกว้ แท่งเหลก็ หยดนำ้ ตาเทยี น การทดสอบการนำความร้อนของวสั ดุ (2) ครูคอยแนะนำช่วยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครเู ดนิ ดรู อบๆ ห้องเรยี นและเปิดโอกาส ใหน้ กั เรียนทุกคนซกั ถามเมือ่ มีปัญหา 3) ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (1) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มสง่ ตวั แทนกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหน้าห้องเรียน (2) นกั เรียนและครูร่วมกนั อภปิ รายและหาข้อสรปุ จากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปน้ี – เพราะเหตุใดจึงใช้หยดน้ำตาเทียนในการสังเกต (แนวคำตอบ เพราะหยดน้ำตาเทียนจะ หลอมเหลวเมื่อได้รับความร้อนที่ส่งผ่านมายังแท่งแก้วและแท่งเหล็ก ถ้าวัสดุชนิดใดนำความร้อนได้ดีกว่า น้ำตาเทยี นบนวสั ดุชนิดน้นั ก็จะหลอมเหลวก่อน) – เมื่อได้รับความร้อน หยดน้ำตาเทียนบนแท่งแก้วและบนแท่งเหล็กมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่าง กันหรือไม่ ในลักษณะใด (แนวคำตอบ แตกต่างกัน หยดน้ำตาเทียนบนแท่งเหล็กหลอมเหลวจนหมดและหยด ลงพ้ืน ส่วนนำ้ ตาเทียนบนแท่งแก้วหลอมเหลวเลก็ น้อย บางหยดไม่เกิดการเปลย่ี นแปลง) – วัสดุชนิดใดนำความร้อนได้ดีที่สุด สังเกตได้จากอะไร (แนวคำตอบ โลหะ สังเกตได้จากเมื่อให้ ความรอ้ นท่ีวสั ดุสว่ นหนึ่ง แต่สว่ นท่ีเหลือก็ได้รับความร้อนด้วยเชน่ กัน) (3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า วัสดุแต่ละชนิด นำความร้อนได้แตกต่างกัน วัสดุที่ยอมให้ความร้อนผ่านได้ดี เรียกว่า ตัวนำความร้อน ส่วนวัสดุที่ไม่ยอมให้ ความร้อนผ่าน เรียกว่า ฉนวนความร้อน ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อวัสดุ 2 ชนิดที่มีอุณหภูมิต่างกันมา สมั ผัสกนั ความร้อนจะถา่ ยโอนจากวสั ดทุ ม่ี ีอุณหภูมสิ งู ไปสู่วัสดุท่ีมอี ุณหภูมิตำ่ กวา่ 4) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (1) นักเรียนสืบค้นข้อมูล เรื่อง การถ่ายโอนความร้อน ซึ่งมี 3 วิธี คือ การนำความร้อน การพาความ ร้อน และการแผ่รังสคี วามร้อน ในห้องสมดุ หรืออนิ เทอร์เน็ต นำข้อมูลทีไ่ ดม้ าจัดปา้ ยนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบ เพอ่ื แลกเปลีย่ นเรยี นร้กู นั (2) นกั เรยี นค้นควา้ คำศพั ทภ์ าษาต่างประเทศเก่ยี วกบั สมบตั ิของวัสดุด้านการนำความร้อน จากหนังสือ เรียนภาษาต่างประเทศหรืออินเทอร์เน็ต และนำเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วคัดคำศัพท์พร้อมทั้งคำแปลลง สมดุ สง่ ครู
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 5) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบา้ งที่ยังไม่ เขา้ ใจหรอื ยังมีขอ้ สงสัย ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ให้นักเรยี นเข้าใจ (2) นกั เรียนร่วมกันประเมนิ การปฏิบตั ิกจิ กรรมกลมุ่ วา่ มปี ัญหาหรอื อปุ สรรคใดและไดแ้ ก้ไขอยา่ งไรบ้าง (3) ครูและนกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมและการ นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยถามคำถามนักเรียน เช่น – หลักการของการนำความรอ้ นคืออะไร – วัสดุที่เป็นตวั นำความรอ้ นและฉนวนความรอ้ นไดแ้ ก่อะไร ขั้นสรปุ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุด้านการนำความร้อน โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนท่ี ความคิดหรือผงั มโนทศั น์ 10. ส่ือการเรียนรู้ 1. รปู คนกำลังรีดผา้ 2. ใบกจิ กรรมท่ี 20 สงั เกตสมบตั ดิ ้านการนำความร้อนของวัสดุ 3. ห้องสมุด หนังสือเรยี นภาษาตา่ งประเทศ หรอื อินเทอรเ์ น็ต 4. ค่มู ือการสอน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 5. สอื่ การเรยี นรู้ PowerPoint รายวชิ าพน้ื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 6. แบบฝกึ ทกั ษะรายวชิ าพนื้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 บริษัท 7. หนงั สือเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 บรษิ ัท 11. การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้ ดา้ นความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จริยธรรมและ ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P) จิตวิทยาศาสตร์ (A) 1. ซกั ถามความร้เู ร่ือง สมบตั ิ 1. ประเมินเจตคตทิ าง 1. ประเมนิ ทักษะกระบวนการทาง ของวัสดุด้านการนำความร้อน วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ รายบุคคลโดย วิทยาศาสตร์โดยใชแ้ บบวัด 2. ตรวจชน้ิ งานหรอื ภาระงาน การสังเกตและใช้แบบวัดเจต ทักษะกระบวนการทาง ของกจิ กรรมฝึกทกั ษะ คติทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ระหวา่ งเรยี น 2. ประเมินเจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์ 2. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดยการ เปน็ รายบุคคลโดยการสงั เกต สงั เกตการทำงานกล่มุ และใช้แบบวัดเจตคตติ อ่ 3. ประเมินทักษะการแกป้ ญั หาโดย วทิ ยาศาสตร์ การสังเกตการทำงานกลมุ่ 4. ประเมินพฤติกรรมในการปฏิบัติ กจิ กรรมเป็นรายบุคคลหรอื ราย กล่มุ โดยการสังเกตการทำงาน กลุ่ม
แผนการจัดการเรยี นรู้วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ป.4 นางอมลสริ ิ คำฟู 12. บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 12.1 สรปุ ผลหลังการจัดการเรียนรู้ 1. นกั เรยี นจำนวน..................คน ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้......................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................. ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรยี นรู้..................คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................. นกั เรยี นนี่ไมผ่ ่าน มีดังนี้ 1............................................................ 2............................................................ 3............................................................ 4............................................................ 5............................................................ 6............................................................ แนวทางแก้ไขนักเรียนที่ไม่ผา่ นจดุ ประสงค์การเรียนรู้ ....................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ......................... 2. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ (K) .................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................. ..................................... 3. นักเรยี นมีความร้เู กิดทกั ษะ (P) ............................................................................................................................. ......................... ...................................................................................................................................................... 4. นกั เรียนมีเจตคติ ค่านยิ ม คุณธรรมจรยิ ธรรม (A) ......................................................................................... ............................................................. ............................................................................................................................. ......................... 12.2 ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 12.3 ข้อเสนอแนะ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. ลงช่อื .................................................. (นางอมลสริ ิ คำฟ)ู ตำแหน่ง ครผู ู้ช่วย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402