254 เ ป ็ น ก า ร ด� ำ เ นิ น ก า ร ท่ี ช อ บ ด ้ ว ย พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้ด�ำเนินการต่อไปตาม พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญน้ี ให้ถือว่าผู้ซึ่งเคยด�ำรงต�ำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดินและพ้นจากต�ำแหน่งไปก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เป็นผู้ซึ่งเคยด�ำรง ต�ำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา ๑๔ (๑) ประกอบกับมาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนูญนีด้ ว้ ย มาตรา ๑๑๐ ใหส้ �ำนักงานการตรวจเงินแผน่ ดนิ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตามพระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญนี้ บรรดาสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันใด ๆ ท่ีส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอยู่กับบุคคลใดในวันก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใช้บังคับ ให้โอนมาเป็นของส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู นี้ มาตรา ๑๑๑ ใ ห ้ โ อ น บ ร ร ด า ง บ ป ร ะ ม า ณ ทรัพย์สิน ข้าราชการ และบุคลากรอ่ืนของส�ำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็น
255 ของส�ำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี และให้ถือว่าสิทธิและประโยชน ์ อื่นใดซ่ึงข้าราชการหรือบุคลากรอื่นดังกล่าวได้รับตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงิน แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นสิทธิและประโยชน์อื่นใด ท่ีได้รับต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี เ ว ้ น แ ต ่ จ ะ มี ร ะ เ บี ย บ ท่ี อ อ ก ต า ม พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้กี ำ� หนดไวเ้ ป็นอยา่ งอนื่ มาตรา ๑๑๒ ให้โอนเงินค่าธรรมเนียมท่ีได้รับ จากการตรวจสอบบัญชีหรือการปฏิบัติหน้าที่อ่ืนซ่ึงมิได้ น�ำส่งกระทรวงการคลัง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาเป็น ของกองทนุ เพอื่ การพัฒนาการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ มาตรา ๑๑๓ บ ร ร ด า ร ะ เ บี ย บ ข ้ อ บั ง คั บ ประกาศ มติและค�ำส่ังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือส�ำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน ที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งใช้บังคับ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับต่อไปเสมือนระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติและค�ำส่ังของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือส�ำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดิน ท่ีออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี
256 ทั้งน้ี เท่าที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู น้ี มาตรา ๑๑๔ บรรดาการด�ำเนินการใด ๆ ตามหน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือส�ำนักงานการตรวจเงิน แผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งด�ำเนินการ ก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ถ้าการนั้นอยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือส�ำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นเป็นการด�ำเนินการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ส่วนการด�ำเนินการต่อไปให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญน้ี มาตรา ๑๑๕ การด�ำเนินการท่ีเกี่ยวข้อง กั บ วิ นั ย ท า ง ง บ ป ร ะ ม า ณ แ ล ะ ก า ร ค ลั ง ท่ี ไ ด ้ ก ร ะ ท� ำ ต า ม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ไปแล้วก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้ีใช้บังคับให้ถือว่าเป็นการชอบด้วย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการด�ำเนินการ ต่อไป ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน แล้วแต่กรณี ด�ำเนินการตามหมวด ๗
257 วินัยการเงินการคลัง โดยให้ถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเร่ือง ท่ีเก่ียวข้องกับวินัยการเงินการคลังตามพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนูญน้ี ผู้รบั สนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ ์ จนั ทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
258 หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับน้ี คือ โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๓๐ (๗) มาตรา ๒๓๘ มาตรา ๒๔๐ มาตรา ๒๔๑ มาตรา ๒๔๒ และมาตรา ๒๖๗ บัญญัติให้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว ่ า ด ้ ว ย ก า ร ต ร ว จ เ งิ น แ ผ ่ น ดิ น เ พื่ อ ก� ำ ห น ด คุ ณ ส ม บั ติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหา การพ้นจากต�ำแหน่ง ห น ้ า ที่ แ ล ะ อ� ำ น า จ ต ล อ ด จ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ห น ้ า ท ่ี ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้การตรวจเงินแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพ่ือป้องกันความเสียหายท่ีอาจเกิดขึ้นแก่การเงิน การคลังของรัฐ โดยการด�ำเนินการดังกล่าวมีความจ�ำเป็น ต้องมีการกระทบหรือจ�ำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล บางประการและเป็นไปเท่าท่ีจ�ำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าท่ี จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู น้ี ร า ช กิ จ จ า นุ เ บ ก ษ า เ ล ่ ม ๑ ๓ ๕ ต อ น ท่ี ๑ ๐ ก วันท่ ี ๒๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๑ หน้า ๑-๔๑.
พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ วา่ ดว้ ยวิธพี ิจารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑
261 พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยวธิ ีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนญู พ.ศ. ๒๕๖๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ใหไ้ ว ้ ณ วนั ท ่ี ๒๗ กมุ ภาพันธ ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีท ี่ ๓ ในรชั กาลปจั จบุ ัน ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ ้ า อ ยู ่ หั ว ม ห า ว ชิ ร า ล ง ก ร ณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยท่ีเป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนญู วา่ ดว้ ยวิธีพิจารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ
262 พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ น้ี มี บ ท บั ญ ญั ติ บ า ง ป ร ะ ก า ร เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร จํ า กั ด สิ ท ธิ แ ล ะ เสรีภาพของบุคคล ซ่ึงมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บั ญ ญั ติ ใ ห ้ ก ร ะ ทํ า ไ ด ้ โ ด ย อ า ศั ย อํ า น า จ ต า ม บ ท บั ญ ญั ต ิ แหง่ กฎหมาย เหตุผลและความจําเป็นในการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้ เพ่ือให้การปฏิบัติหน้าท่ีของศาลรัฐธรรมนูญ สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพอันจะเป็น ประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งการตราพระราชบัญญัตปิ ระกอบ รัฐธรรมนูญน้ี สอดคล้องกับเงื่อนไขท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทยแลว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญข้ึนไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานติ ิบัญญตั แิ หง่ ชาติทาํ หนา้ ทีร่ ฐั สภา ดังต่อไปน ี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ น้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑” เร่มิ บงั คบั ใช้ มาตรา ๒ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นเุ บกษาเปน็ ตน้ ไป
263 มาตรา ๓ ให้ยกเลิก ผลการบงั คับใช้ (๑) คําส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี ๒๓/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เร่ือง มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดํารง ตําแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะในส่วน ทเ่ี กีย่ วกับศาลรฐั ธรรมนญู และตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู (๒) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี ๒๔/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ เร่ือง ให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดํารง ตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามคําสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที ่ ๒๓/๒๕๖๐ มาตรา ๔ ใ น พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ นยิ ามของค�ำท่ี รฐั ธรรมนูญนี้ ใชใ้ น พ.ร.ป. นี้ “ศาล” หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ คณะตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู แลว้ แตก่ รณี “ตุลาการ” หมายความว่า ประธานศาล รัฐธรรมนูญ หรอื ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู แลว้ แตก่ รณ ี “คดี” หมายความว่า กระบวนพิจารณา นับตั้งแต่ที่ได้ย่ืนคําร้องหรือหนังสือต่อศาลเพื่อขอให ้ พจิ ารณาวนิ ิจฉยั “คําร้อง” หมายความว่า คําร้องที่ย่ืนต่อศาล เพอื่ ขอใหศ้ าลพิจารณาวนิ จิ ฉัย
264 “คู่กรณี” หมายความว่า ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้อง และให้รวมถงึ ผ้มู สี ทิ ธกิ ระทําการแทนดว้ ย “ผู้ร้อง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อ ศาลเพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นไม่ว่าจะ เสนอโดยคาํ รอ้ งหรือโดยหนงั สอื “ผู้ถูกร้อง” หมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาตาม คํ า ร ้ อ ง ห รื อ ผู ้ ซ่ึ ง ต ้ อ ง ป ฏิ บั ติ ต า ม ห นั ง สื อ ท่ี ยื่ น ต ่ อ ศ า ล เพ่ือขอใหศ้ าลพิจารณาวนิ ิจฉัย “ผู้เกี่ยวข้อง” หมายความว่า หน่วยงาน คณะ บุคคล หรอื บคุ คลที่เก่ียวข้องกับคดี “กระบวนพิจารณา” หมายความว่า การกระทํา ใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวกับคดีซึ่งกระทําโดยคู่กรณี หรือโดยศาล หรือตามคําส่ังศาล ไม่ว่าการน้ันจะเป็น โดยคู่กรณีฝา่ ยหนง่ึ กระทําต่อศาล หรอื ตอ่ ฝา่ ยใดฝ่ายหนงึ่ หรือศาลกระทําต่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง หรือทุกฝ่าย รวมถึงการส่งคําร้องและเอกสารอื่น ๆ การพิจารณาคดี และการลงมติ ตลอดจนการปฏิบัติตามหน้าท่ีและอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ กฎหมายอนื่
265 “การพิจารณาคดี” หมายความว่า การดําเนิน กระบวนพิจารณาใด ๆ รวมถึงการไต่สวน การประชุม ปรกึ ษาเพอ่ื พจิ ารณาและวนิ ิจฉยั หรือการน่งั พจิ ารณา “การน่ังพิจารณา” หมายความว่า การท่ีศาล ออกนั่งเก่ียวกับการพิจารณาคดีโดยคู่กรณีมีสิทธิมาอยู่ ต่อหนา้ ศาล มาตรา ๕ ในกรณีท่ีพระราชบัญญัติประกอบ กรณีที่ พ.ร.ป. น้ี รัฐธรรมนูญนี้มิได้กําหนดไว้เป็นประการอื่น การใดท ่ี ไม่ได้ก�ำหนด กําหนดให้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให ้ บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ถ้าได้แจ้ง ยื่น หรือส่งหนังสือ หรือเอกสารให้บุคคลนั้น ณ ภูมิลําเนาหรือท่ีอยู่ท ี่ ปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย การทะเบียนราษฎร ให้ถือว่าได้แจ้ง ยื่น หรือส่ง โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้ว แ ล ะ ใ น ก ร ณี ที่ พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ น้ี กํ า ห น ด ใ ห ้ ป ร ะ ก า ศ ห รื อ เ ผ ย แ พ ร ่ ใ ห ้ ป ร ะ ช า ช น ท ร า บ เป็นการท่ัวไป ให้ถือว่าการประกาศหรือเผยแพร่ใน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบหรือวิธีการอ่ืนใด ท่ีประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก เป็นการ ดํ า เ นิ น ก า ร โ ด ย ช อ บ ด ้ ว ย พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ รฐั ธรรมนูญนแ้ี ลว้
266 ในกรณีท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ กํ า ห น ด ใ ห ้ ศ า ล ห รื อ หั ว ห น ้ า ห น ่ ว ย ง า น ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ งานธุรการของศาลมีอํานาจกําหนดหรือมีคําสั่งเร่ืองใด อันมิใช่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ถ้ามิได้กําหนดวิธีการไว้ เป็นการเฉพาะ ให้ศาลหรือหัวหน้าหน่วยงานท่ีรับผิดชอบ งานธุรการของศาลกําหนดโดยทําเป็นระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่ง แล้วแต่กรณี และถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งน้ันใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป ให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และให้ดําเนินการประกาศตาม วรรคหน่ึงด้วย ท้ังน้ี ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งใด มีการกําหนดข้ันตอนการดําเนินงานไว้ ศาลหรือหัวหน้า หน่วยงานท่ีรับผิดชอบงานธุรการของศาลต้องกําหนด ระยะเวลาการดาํ เนินงานในแตล่ ะข้ันตอนให้ชัดเจนดว้ ย การรกั ษาการ มาตรา ๖ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการ ตาม พ.ร.ป. นี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มี อํานาจออกข้อกําหนด ระเบียบ และประกาศของศาล เพ่อื ใหเ้ ป็นไปตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนี้ การออกข้อกําหนด ระเบียบ หรือประกาศของ ศาลตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามมติของคณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วใหใ้ ชบ้ ังคับได้
267 หมวด ๑ ศาล มาตรา ๗ ให้ศาลมีหน้าท่ีและอํานาจพิจารณา อ�ำนาจหน้าที่ วินิจฉัยคด ี ดงั ตอ่ ไปน้ ี ของศาล (๑) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ กฎหมายหรอื ร่างกฎหมาย (๒) คดีเกี่ยวกับหน้าท่ีและอํานาจของสภา ผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ องคก์ รอิสระ (๓) คดีเกี่ยวกับการร้องขอให้เลิกการกระทําล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมขุ (๔) คดีที่ประชาชนหรือชุมชนฟ้องหน่วยงาน ของรัฐเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ หน้าทีข่ องรัฐ (๕) คดีเก่ียวกับการส้ินสุดสมาชิกภาพของ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภา (๖) คดีเก่ียวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ท่ี มี ห ลั ก ก า ร อ ย ่ า ง เ ดี ย ว กั น ห รื อ ค ล ้ า ย กั น กั บ ห ลั ก ก า ร ของรา่ งพระราชบญั ญัตทิ ี่ตอ้ งยับยง้ั ไว ้
268 (๗) คดีเก่ียวกับการเสนอ การแปรญัตต ิ หรือการกระทําด้วยประการใด ๆ ท่ีมีผลให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณ รายจา่ ย (๘) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่าง ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุม รฐั สภา (๙) คดีเกี่ยวกับการสิ้นสุดลงของความเป็น รัฐมนตรี (๑๐) คดีเก่ียวกับหนังสือสัญญาท่ีต้องได้รับ ความเหน็ ชอบจากรัฐสภา (๑๑) คดีที่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ร้องขอว่าการกระทําน้ันขัดหรือ แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนูญ (๑๒) คดีเก่ียวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของรา่ งรฐั ธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (๑๓) คดีอื่นที่รัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอ่ืนกําหนดให้อยู่ในเขตอํานาจ ของศาล
269 หมวด ๒ องคป์ ระกอบของศาล มาตรา ๘ ศาลประกอบด้วยตุลาการจํานวนเก้าคน องค์ประกอบ ซึง่ พระมหากษัตรยิ ์ทรงแต่งต้ังจากบคุ คล ดังตอ่ ไปนี้ ของศาล (๑) ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่ง และท่มี า ไม่ต่�ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้ว ของตลุ าการ ไม่น้อยกว่าสามปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยท่ีประชุมใหญ่ ศาลฎกี า จํานวนสามคน (๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซ่ึงดํารง ตําแหน่งไม่ต�่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ตลุ าการในศาลปกครองสงู สดุ จาํ นวนสองคน (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับ การสรรหาจากผู้ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็น เวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นท่ี ประจกั ษ์ จาํ นวนหน่ึงคน (๔) ผู ้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ ส า ข า รั ฐ ศ า ส ต ร ์ ห รื อ รัฐประศาสนศาสตร์ซ่ึงได้รับการสรรหาจากผู้ดํารงตําแหน่ง หรือเคยดํารงตําแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย
270 ในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมี ผลงานทางวชิ าการเป็นทป่ี ระจักษ ์ จํานวนหนึ่งคน (๕) ผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงได้รับการสรรหาจากผู้รับ หรือเคยรับราชการในตําแหน่งไม่ต�่ำกว่าอธิบดีหรือ หัวหน้าส่วนราชการท่ีเทียบเท่า หรือตําแหน่งไม่ต�่ำกว่า รองอยั การสงู สดุ มาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ หา้ ปี จาํ นวนสองคน ในกรณีไม่อาจเลือกผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลฎีกาตาม (๑) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกบุคคล จากผู้ซ่ึงเคยดํารงตําแหน่งไม่ต�่ำกว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกา มาแล้วไมน่ อ้ ยกว่าสามปกี ไ็ ด ้ การนับระยะเวลาตามวรรคหน่ึง ให้นับถึงวันท่ี ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา แล้วแต่ กรณี ในกรณีจําเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คณะกรรมการ ส ร ร ห า จ ะ ป ร ะ ก า ศ ล ด ร ะ ย ะ เ ว ล า ต า ม ว ร ร ค ห นึ่ ง ห รื อ วรรคสองลงกไ็ ด ้ แต่จะลดลงเหลือนอ้ ยกวา่ สองปมี ไิ ด้ คณุ สมบัติ มาตรา ๙ นอกจากคุณสมบัติตามมาตรา ๘ ของตลุ าการ แลว้ ตุลาการตอ้ งมคี ณุ สมบัติ ดงั ตอ่ ไปนี้ด้วย (๑) มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ (๒) มีอายุไม่ต�่ำกว่าส่ีสิบห้าปีแต่ไม่ถึงหกสิบแปดปี ในวันที่ไดร้ บั การคดั เลือกหรอื วันสมคั รเขา้ รับการสรรหา (๓) สําเร็จการศึกษาไม่ต�่ำกว่าปริญญาตรีหรือ เทียบเทา่ (๔) มีความซ่ือสตั ย์สจุ ริตเปน็ ท่ีประจักษ ์
271 (๕) มีสุขภาพท่ีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ มาตรา ๑๐ ตุลาการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ลกั ษณะต้องห้าม ดงั ต่อไปน ้ี ของตุลาการ (๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระใด (๒) ตดิ ยาเสพติดใหโ้ ทษ (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคล ล้มละลายทจุ รติ (๔) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือส่อื มวลชนใด ๆ (๕) เปน็ ภกิ ษ ุ สามเณร นกั พรต หรอื นกั บวช (๖) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังไม่ว่า คดีนั้นจะถงึ ท่สี ุดแลว้ หรือไม ่ (๗) วกิ ลจรติ หรือจิตฟนั่ เฟือนไม่สมประกอบ (๘) อยู่ในระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัคร รับเลือกต้ังเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร รับเลอื กตงั้ (๙) ต้องค�ำพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่ โดยหมายของศาล (๑๐) เคยถูกส่ังให้พ้นจากราชการ หน่วยงาน ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่า กระทาํ การทุจริตหรือประพฤติมชิ อบในวงราชการ
272 (๑๑) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล อันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่�ำรวย ผิดปกติ หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษ จํ า คุ ก เ พ ร า ะ ก ร ะ ทํ า ค ว า ม ผิ ด ต า ม ก ฎ ห ม า ย ว ่ า ด ้ ว ย การป้องกันและปราบปรามการทุจรติ (๑๒) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดว่ากระทํา ความผิดต่อตําแหน่งหน้าท่ีราชการหรือต่อตําแหน่งหน้าท่ี ในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วย การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วย ยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐาน เป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐาน ฟอกเงนิ (๑๓) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดว่ากระทําการ อันเป็นการทจุ ริตในการเลือกตงั้ (๑๔) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมอื ง
273 (๑๕) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลวินิจฉัยว่า มีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทําด้วยประการ ใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใชง้ บประมาณรายจา่ ย (๑๖) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีคําพิพากษาว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือเป็นผู้มีพฤติการณ์ร�่ำรวย ผิดปกติ หรือกระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือ จงใจปฏิบัติหน้าท่ีหรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รฐั ธรรมนูญหรือกฎหมาย (๑๗) เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึง ท่ีสุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดย ประมาท หรือความผดิ ลหุโทษ (๑๘) เปน็ หรอื เคยเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถ่ินในระยะสิบปีก่อนเข้ารับ การคดั เลอื กหรือสรรหา (๑๙) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดํารง ตําแหน่งอ่ืนของพรรคการเมืองในระยะสิบปีก่อนเข้ารับ การคดั เลอื กหรอื สรรหา
274 (๒๐) เป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือน ประจํา (๒๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการ หรือท่ปี รึกษาของหนว่ ยงานของรัฐหรือรัฐวสิ าหกิจ (๒๒) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกําไรหรือ รายไดม้ าแบ่งปันกนั หรอื เป็นลกู จ้างของบุคคลใด (๒๓) เป็นผูป้ ระกอบวิชาชพี อิสระ (๒๔) มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏบิ ัตติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอยา่ งรา้ ยแรง คณะกรรมการ มาตรา ๑๑ เม่ือมกี รณีทจี่ ะตอ้ งสรรหาผสู้ มควร สรรหาตุลาการ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการตามมาตรา ๘ (๓) (๔) หรือ (๕) ให้เป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการ สรรหา ซ่งึ ประกอบดว้ ย (๑) ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ (๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผ้แู ทนราษฎร เป็นกรรมการ (๓) ประธานศาลปกครองสงู สดุ เปน็ กรรมการ (๔) บุคคลซ่ึงองค์กรอิสระแต่งต้ังจากผู้มีคุณสมบัติ ตามมาตรา ๘ และมาตรา ๙ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๐ และไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ในศาล หรือองค์กรอิสระ องค์กรละหน่ึงคน เป็นกรรมการ
275 ให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของคณะ เลขานกุ ารและ กรรมการสรรหา และให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา หน่วยธรุ การ ปฏิบตั หิ นา้ ทเ่ี ปน็ หนว่ ยธุรการของคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการสรรหา ในการดําเนินการแต่งตั้งบุคคลตาม (๔) ให้ การแตง่ ตงั้ องค์กรอิสระดําเนินการเสนอชื่อบุคคลซึ่งองค์กรน้ัน กรรมการสรรหา แต่งตั้งเป็นกรรมการสรรหาภายในย่ีสิบวันนับแต่วันที่ได้ ขององคก์ รอิสระ รับแจ้งจากเลขาธิการวุฒิสภา โดยให้คัดเลือกจากบุคคล ซึ่งมีความเป็นกลาง ซ่ือสัตย์สุจริต และมีความเข้าใจใน ภารกิจของศาล และผู้จะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ สรรหาต้องไ ด ้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ข อ ง จําน ว น ท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของกรรมการองค์กรอิสระ ในกรณีท่ี ไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ลงคะแนน ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในการลงคะแนนคร้ังน้ีถ้ามีผู้เข้ารับการ คัดเลือกเกินสองคน ให้นําเฉพาะคนท่ีได้คะแนนสูงสุด สองลําดับแรกมาลงคะแนนใหม่ ในกรณีท่ีมีผู้ได้คะแนน สูงสุดเท่ากันจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้คะแนนสูงสุดสองลําดับแรก เกินสองคน ให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกซ่ึงได้คะแนนเท่ากัน น้ันจับสลากเพื่อให้เหลือผู้ท่ีได้คะแนนสูงสุดสองลําดับแรก เพียงสองคน ในการลงคะแนนครั้งหลังนี้ ถ้ายังไม่มีผู้ใด ไดร้ ับคะแนนเสยี งเกนิ กงึ่ หนงึ่ ของจํานวนท้ังหมดเท่าทม่ี ีอยู่ ของกรรมการองค์กรอิสระ ให้ดําเนินการเพื่อคัดเลือกใหม่ โดยจะคัดเลือกผู้เข้ารับการคัดเลือกท่ีมีช่ืออยู่ในการคัดเลือก ครั้งแรกมไิ ด ้
276 ให้เลขาธิการวุฒิสภาประกาศรายชื่อกรรมการ สรรหาตาม (๔) ให้ประชาชนทราบเปน็ การทัว่ ไป ในกรณีท่ีไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งกรรมการสรรหา ตาม (๒) หรือกรรมการสรรหาตาม (๔) มีไม่ครบ ไม่ว่าด้วยเหตุใด หรือพ้นกําหนดเวลาการคัดเลือกตาม วรรคสามแล้วมิได้มีการเสนอช่ือ ให้คณะกรรมการ สรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อํานาจไปพลางก่อน ได้โดยในระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วยกรรมการสรรหาเทา่ ทีม่ ีอยู่ ให้กรรมการสรรหาตาม (๔) อยู่ในวาระการ ดํารงตําแหน่งจนถึงวันก่อนวันที่มีกรณีที่ต้องสรรหา ตุลาการใหม่ แต่ไม่รวมการสรรหาใหม่หรือการสรรหา เพ่ิมเติมตามมาตรา ๑๒ วรรคหก วรรคเก้า และวรรคสิบ และมาตรา ๑๓ และให้กรรมการสรรหาดังกล่าวพ้นจาก ตําแหน่งก่อนวาระ เมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมลี ักษณะตอ้ งห้าม ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสรรหาตาม (๔) แล้ว จะเป็นกรรมการสรรหาในคณะกรรมการสรรหา สําหรับองคก์ รอสิ ระในขณะเดยี วกนั มิได ้ ให้ประธานกรรมการสรรหา และกรรมการ สรรหาเปน็ เจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา
277 มาตรา ๑๒ ในการสรรหาตุลาการ ให้คณะ การสรรหา กรรมการสรรหาปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมี ตลุ าการ ความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างท่ีดีของสังคม รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้ เกิดผลสําเร็จ โดยนอกจากการประกาศรับสมัครแล้ว ให้คณะกรรมการสรรหาดําเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมี ความเหมาะสมท่ัวไปได้ด้วยแต่ต้องได้รับความยินยอม ของบุคคลนั้น ท้ังน้ี โดยคํานึงถึงความหลากหลายของ ประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละด้านประกอบดว้ ย และ เพ่ือประโยชน์แห่งการน้ี ให้คณะกรรมการสรรหาใช้ วิ ธี ก า ร สั ม ภ า ษ ณ ์ ห รื อ ใ ห ้ แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ใ น เ รื่ อ ง ที่ เกี่ยวกับหน้าท่ีและอํานาจของศาล หรือวิธีการอื่นใดท่ี เหมาะสม เพือ่ ประกอบการพิจารณาดว้ ย ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่การคัดเลือก ผู ้ ส ม ค ว ร ไ ด ้ รั บ แ ต ่ ง ต้ั ง เ ป ็ น ตุ ล า ก า ร ข อ ง ท่ี ป ร ะ ชุ ม ใ ห ญ ่ ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ดว้ ยโดยอนุโลม ในการสรรหาหรือคัดเลือก ให้ใช้วิธีลงคะแนน โดยเปิดเผย และให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึก เหตุผลในการเลือกไวด้ ้วย
278 ผู้ซ่ึงจะได้รับการสรรหาต้องได้รับคะแนนเสียง ถึงสองในสามของจํานวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของคณะ กรรมการสรรหา ผู้ซ่ึงจะได้รับการคัดเลือกจากท่ีประชุมใหญ ่ ศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนทั้งหมด เ ท ่ า ท่ี มี อ ยู ่ ข อ ง ผู ้ พิ พ า ก ษ า ใ น ศ า ล ฎี ก า ห รื อ ตุ ล า ก า ร ในศาลปกครองสูงสุด แลว้ แตก่ รณ ี ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคสี่ หรือวรรคห้า หรือมีแต่ยังไม่ครบจํานวนที่จะต้องสรรหา หรือคัดเลือก ให้มีการลงคะแนนใหม่สําหรับผู้ได้คะแนน ไม่ถึงสองในสามหรือไม่เกินกึ่งหนึ่ง แล้วแต่กรณี ถ้ายัง ได้ไม่ครบตามจํานวน ให้มีการลงคะแนนอีกคร้ังหน่ึง ในกรณีที่การลงคะแนนครั้งหลังนี้ ยังได้บุคคลไม่ครบตาม จํานวนที่จะต้องสรรหาหรือคัดเลือก ให้ดําเนินการสรรหา หรือคดั เลอื กใหมส่ ําหรบั จํานวนที่ยงั ขาดอยู่ ภายในสามวันนับแต่วันปิดรับสมัครให้เลขาธิการ วุฒิสภาประกาศรายช่ือผู้เข้ารับการสรรหาให้ประชาชน ทราบเป็นการทั่วไป ประกาศดังกล่าวให้ระบุรายละเอียด เ กี่ ย ว กั บ คุ ณ ส ม บั ติ แ ล ะ ป ร ะ วั ติ ก า ร ทํ า ง า น ต า ม ท ่ี คณะกรรมการสรรหากาํ หนดด้วย เมื่อคณะกรรมการสรรหา ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
279 สรรหาหรือคัดเลือกได้บุคคลใดแล้ว ให้เสนอชื่อไปยัง วุฒิสภา เพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยผู้ได้รับ การสรรหาหรือคัดเลือกนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก วุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึงของจํานวน สมาชิกทง้ั หมดเทา่ ท่ีมีอย่ขู องวฒุ สิ ภา ในกรณีท่ีวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับ การสรรหาหรือคัดเลือกรายใดไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งรายช่ือน้ันกลับไปยังคณะกรรมการสรรหา ท่ีประชุมใหญ่ ศาลฎีกาหรือท่ีประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี พร้อมด้วยเหตุผลเพ่ือให้ดําเนินการสรรหา หรือคัดเลือกบุคคลใหม่แทนผู้น้ัน ซึ่งต้องดําเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันท่ีวุฒิสภาไม่ให้ ความเห็นชอบ แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพ่ือให้ความเห็นชอบ ต่อไป โดยผู้ซ่ึงไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในคร้ังน้ี จะเข้ารับการสรรหาหรอื คดั เลอื กในครั้งใหมน่ ไี้ มไ่ ด ้ เมื่อมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีท่ีประธานศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตําแหน่ง ด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบประชุมร่วมกับตุลาการ ซึ่งยังไม่พ้นจากตําแหน่ง ถ้ามี เพ่ือเลือกกันเองให้คนหนึ่ง เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภา ทราบ ในกรณีที่ผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ไม่ครบ จํานวนท่ีต้องสรรหาหรือคัดเลือก แต่เมื่อรวมกับตุลาการ ซึ่งยังดํารงตําแหน่งอยู่ ถ้ามี มีจํานวนถึงเจ็ดคน ก็ให ้
280 ดําเนินการประชุมเพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ และเมื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งต้ังแล้ว ให้ศาล ดําเนินการตามหน้าท่ีและอํานาจต่อไปพลางก่อนได้ โดย ในระหว่างน้ันให้ถือว่าศาลประกอบด้วยตุลาการเท่าที่มีอยู่ และให้ดําเนินการสรรหาหรือคัดเลือกเพิ่มเติมให้ครบตาม จาํ นวนทต่ี ้องสรรหาหรือคดั เลอื กต่อไปโดยเร็ว ให้ประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการ และ เปน็ ผลู้ งนามรบั สนองพระบรมราชโองการ กรณตี ลุ าการ มาตรา ๑๓ ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ยังไม่พน้ จาก ให้เป็นตุลาการโดยที่ยังมิได้พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ต�ำแหน่ง ๑๐ (๒๐) (๒๑) หรือ (๒๒) หรือยังประกอบวิชาชีพ ในวชิ าชีพต้องห้าม ตามมาตรา ๑๐ (๒๓) อยู่ ต ้ อ ง แ ส ด ง ห ลั ก ฐ า น ว ่ า ไ ด ้ ล า อ อ ก ห รื อ เ ลิ ก ป ร ะ ก อ บ วิ ช า ชี พ ดั ง ก ล ่ า ว แ ล ้ ว นั้ น ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากําหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนําความกราบ บังคมทูลเพื่อทรงแต่งต้ังตุลาการ ในกรณีที่ไม่ได้แสดง หลักฐานภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดําเนินการสรรหาหรอื คัดเลอื กใหม่ ผวู้ นิ จิ ฉยั ปญั หา มาตรา ๑๔ ในกรณีท่ีมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ เกย่ี วกบั หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ผู้ได้รับการคัดเลือก คณุ สมบตั หิ รอื หรือได้รับการสรรหา ใ ห ้ เ ป ็ น ห น ้ า ที่ แ ล ะ อํ า น า จ ข อ ง ลกั ษณะตอ้ งห้าม ของผ้สู มคั ร
281 คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คําวินิจฉัยของ คณะกรรมการสรรหาใหเ้ ปน็ ทสี่ ุด การเสนอเร่ืองเพ่ือให้คณะกรรมการสรรหา วิ นิ จ ฉั ย ต า ม ว ร ร ค ห น่ึ ง ใ ห ้ เ ป ็ น ไ ป ต า ม ห ลั ก เ ก ณ ฑ ์ แ ล ะ วธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการสรรหากําหนด การวินิจฉัยให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปดิ เผย ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะ ผูว้ นิ จิ ฉยั ปัญหา ต้องห้ามของกรรมการสรรหาให้ศาลปกครองสูงสุดเป็น เกย่ี วกบั คณุ สมบตั ิ ผู้วินิจฉัยภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันท่ีได้รับเร่ือง และลักษณะ ท้ังน้ี ไม่กระทบต่อการดําเนินการใดที่คณะกรรมการ ต้องหา้ มของ สรรหาได้ดาํ เนินการไปแล้วกอ่ นมีคาํ วนิ จิ ฉยั กรรมการสรรหา มาตรา ๑๕ ให้ประธานกรรมการสรรหาและ เบ้ยี ประชมุ และ กรรมการสรรหาได้รับเบ้ียประชุมและค่าตอบแทนอื่น ค่าตอบแทนของ ตามที่ประธานวุฒิสภากําหนด แต่สําหรับเบี้ยประชุม คณะกรรมการ ให้กําหนดให้ได้รับเป็นรายคร้ั งที่มาประชุมในอัตรา สรรหา ไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึงของประธานกรรมการหรือกรรมการใน คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการรัฐสภาได้รับในแต่ละเดือน แล้วแต่ กรณี มาตรา ๑๖ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ตุลาการต้อง การถวายสัตย์ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคํา ปฏิญาณของ ดงั ต่อไปน้ ี ตุลาการ
282 “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าท่ีในพระปรมาภิไธยด้วยความซ่ือสัตย์ สุจริตโดยปราศจากอคติท้ังปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซ่ึงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมาย ทุกประการ” วาระการด�ำรง มาตรา ๑๗ ตุลาการมีวาระการดํารงตําแหน่ง ต�ำแหน่ง เจ็ดปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งต้ัง และให ้ ดาํ รงตาํ แหนง่ ได้เพยี งวาระเดียว ในกรณีที่ตุลาการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ ให้ ตุลาการที่พ้นจากตําแหน่งปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปจนกว่า ตลุ าการท่ีแตง่ ต้งั ขน้ึ ใหม่จะเขา้ รบั หน้าที่ การพ้นจาก มาตรา ๑๘ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตาม ต�ำแหน่งตุลาการ วาระ ตุลาการพ้นจากตาํ แหน่งเมอ่ื (๑) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๘ หรอื มาตรา ๙ หรือมลี ักษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๐ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) มอี ายุครบเจ็ดสิบหา้ ป ี
283 (๕) ศาลมมี ตใิ ห้พ้นจากตาํ แหน่งด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสามในส่ีของตุลาการท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่เพราะ เหตุฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของ ตลุ าการ (๖) ต้องคําพิพากษาศาลฎีกาหรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ว่าเป็น ผู้มีพฤติการณ์ร่�ำรวยผิดปกติ หรือกระทําความผิดฐาน ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏบิ ัตติ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมอย่างรา้ ยแรง ประธานศาลรัฐธรรมนูญซ่ึงลาออกจากตําแหน่ง ใหพ้ น้ จากตําแหนง่ ตลุ าการด้วย ในกรณีที่มีปัญหาว่าตุลาการผู้ใดพ้นจากตําแหน่ง ตาม (๑) หรือ (๓) หรือไม่ ให้เป็นหน้าที่และอํานาจ ของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คําวินิจฉัยของ คณะกรรมการสรรหาใหเ้ ปน็ ทีส่ ุด ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งประธานศาล รัฐธรรมนูญ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ตุลาการ เ ลื อ ก ตุ ล า ก า ร ค น ห น่ึ ง ทํ า ห น ้ า ที่ แ ท น ป ร ะ ธ า น ศ า ล รฐั ธรรมนูญ มาตรา ๑๙ เม่ือตุลาการจะพ้นจากตําแหน่ง ระยะเวลาการ ตามวาระ ให้ดําเนินการสรรหาหรือคัดเลือกตุลาการใหม่ สรรหาหรอื คดั เลอื ก ภายในหนึ่งร้อยย่ีสิบวันก่อนวันท่ีตุลาการครบวาระ แต่ถ้า ตุลาการใหม่
284 ตุลาการพ้นจากตําแหน่งด้วยเหตุอื่น นอกจากการพ้น จากตําแหน่งตามวาระ ให้ดําเนินการสรรหาหรือคัดเลือก ตุลาการภายในเกา้ สิบวนั นับแต่วนั ท่ตี ําแหน่งวา่ งลง องคค์ ณะของ มาตรา ๒๐ ในกรณีท่ีตุลาการพ้นจากตําแหน่ง ตุลาการในการน่งั และยังไม่มีการแต่งต้ังตุลาการแทนตําแหน่งท่ีว่าง ให้ พจิ ารณาหรอื ตุลาการเท่าท่ีเหลืออยู่ปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปได้ แต่ถ้ามี ท�ำค�ำวินจิ ฉัย ตุลาการเหลืออยู่ไม่ถึงเจ็ดคน จะน่ังพิจารณาหรือทํา คําวินิจฉัยมิได้ ในกรณีเช่นนั้นหากมีเหตุจําเป็นเพื่อ ประโยชน์แห่งความม่ันคงของประเทศ ให้ศาลร้องขอต่อ ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดให้ดําเนินการ ตามมาตรา ๒๑ เพือ่ ใหม้ ีตุลาการครบเจ็ดคน การแตง่ ตงั้ มาตรา ๒๑ ในกรณีท่ีตุลาการต้องหยุดปฏิบัติ ตลุ าการเปน็ หน้าที่เพราะถูกกล่าวหาและศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนก การชั่วคราว คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง และมีตุลาการเหลืออยู่ไม่ถึงเจ็ดคน ให้ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซ่ึงมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับตุลาการ ทําหน้าท่ีเป็นตุลาการเป็นการชั่วคราวให้ครบตามจํานวนที่ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าท่ีแต่ไม่เกินเก้าคน โดยให้ผู้ซึ่งได้รับ แต่งต้ังทําหน้าที่ในฐานะตุลาการได้จนกว่าตุลาการที่ตน ทําหน้าที่แทนจะปฏิบัติหน้าท่ีได้หรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง ผู้ดํารงตําแหน่งแทน ในการแต่งตั้งดังกล่าวให้คํานึงถึง องคป์ ระกอบตามมาตรา ๘ ดว้ ย
285 มาตรา ๒๒ เม่ือมีผู้ร้องขอโดยมีหลักฐานตาม การวนิ จิ ฉยั กรณี สมควรว่าตุลาการผู้ใดพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๑๘ (๑) มผี รู้ อ้ งวา่ ตลุ าการ หรือ (๓) ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเร่ืองต่อประธาน พน้ จากต�ำแหน่ง กรรมการสรรหาภายในห้าวันนับแต่วันท่ีได้รับการร้องขอ และให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในการวินิจฉัยให้ถือเสียงข้างมาก กรณีท่ีมีเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการสรรหาออกเสียงเพ่ิมขึ้นอีกเสียงหน่ึง เป็นเสยี งชี้ขาด หลักฐานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามท่ีคณะ กรรมการสรรหากาํ หนด มาตรา ๒๓ การปฏิบัติหน้าท่ีและการใช้อํานาจ การปฏิบตั หิ นา้ ท่ี ของศาลต้องเป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม ปราศจาก และการใช้อ�ำนาจ อคติทั้งปวง มีความกล้าหาญ และปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ของศาล ตามมาตรฐานทางจรยิ ธรรม ตุลาการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา การเข้ารับ การศึกษาหรืออบรมในหลักสูตรหรือโครงการใด ๆ ท่ีจัด ในเวลาราชการทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ถือว่าเป็น การปฏิบัติหน้าที่ไม่เต็มเวลา เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือ โครงการท่ีศาลเปน็ ผ้จู ดั ขน้ึ โดยเฉพาะสําหรบั ตลุ าการ มาตรา ๒๔ เงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง เงินเดือน เงิน และประโยชน์ตอบแทนอ่ืนของตุลาการ ให้เป็นไปตาม ประจ�ำต�ำแหนง่ กฎหมายว่าด้วยการน้ัน และให้ได้รับเบ้ียประชุมสําหรับ และประโยชน์ ตอบแทนอ่ืนของ ตลุ าการ
286 การประชุมในฐานะกรรมการเป็นรายคร้ังเท่ากับกรรมการ ตามพระราชกฤษฎกี าว่าด้วยเบีย้ ประชมุ กรรมการ ให้ตุลาการได้รับเงินค่ารับรองเหมาจ่ายเป็น รายเดือนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกําหนด ซ่ึงต้อง ไมน่ ้อยกวา่ เงนิ ประจําตําแหนง่ ของตลุ าการ การรับบ�ำเหน็จ มาตรา ๒๕ ตุลาการซึ่งดํารงตําแหน่งไม่น้อยกว่า ตอบแทน หน่ึงปีมีสิทธิได้รับบําเหน็จตอบแทนเป็นเงิน ซึ่งจ่าย ครั้งเดียวเม่ือพ้นจากตําแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดงั ตอ่ ไปน ้ี (๑) ครบวาระ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) มอี ายุครบเจ็ดสบิ หา้ ปี ในการคํานวณบําเหน็จตอบแทนน้ัน ให้นําอัตรา เงนิ เดอื นตามมาตรา ๒๔ คณู ดว้ ยจํานวนปที ่ดี าํ รงตาํ แหนง่ เศษของปีใหน้ บั เป็นหน่ึงปี สิทธิในบําเหน็จตอบแทนนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้ เว้นแต่กรณีตาย ให้ตกได้แก่คู่สมรสและ ทายาทท่ีได้แจ้งไว้ และถ้าการตายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุ ปฏิบัติหน้าท่ีหรือในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ได้รับเป็นสองเท่า ของบาํ เหน็จตอบแทนทก่ี ําหนดไวต้ ามวรรคสอง มาตรา ๒๖ ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ตุลาการเป็นเจ้าพนักงาน ในการยตุ ธิ รรมตามประมวลกฎหมายอาญา
287 หมวด ๓ การพจิ ารณา ส่วนที่ ๑ บททั่วไป มาตรา ๒๗ การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวน การพจิ ารณาคดี โดยให้ศาลมีอํานาจค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือ เป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงได้ และในการวินิจฉัยปัญหา ข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เ ว ้ น แ ต ่ จ ะ มี ก ฎ ห ม า ย บั ญ ญั ติ ห ้ า ม รั บ ฟ ั ง ไ ว ้ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ไ ม ่ ว ่ า ก า ร ไ ต ่ ส ว น พ ย า น ห ลั ก ฐ า น นั้ น จ ะ มี ข ้ อ ผิ ด พ ล า ด คลาดเคลื่อนไปจากข้ันตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาท่ี กฎหมายกําหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีในการ นําสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้ เพ่ือให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงตามความจริงที่เกิดข้ึน ในคดีน้นั การพิจารณาของศาลต้องเป็นไปโดยรวดเร็วตาม ท่ีกําหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และ ขอ้ กําหนดของศาล ในการปฏิบัติหน้าท่ี ศาลมีอํานาจเรียกเอกสาร หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใด
288 มาให้ถ้อยคํา ตลอดจนขอให้หน่วยงานของรัฐ หรือ พนักงานสอบสวน ดําเนินการใดเพื่อประโยชน ์ แห่งการพิจารณาได ้ การออกขอ้ ก�ำหนด มาตรา ๒๘ น อ ก จ า ก ที่ บั ญ ญั ติ ไ ว ้ แ ล ้ ว ของศาลเกยี่ วกบั ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ประธาน การพจิ ารณาคดี ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดของศาลเกี่ยวกับ การพิจารณาคดีได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี แต่ข้อกําหนดของศาลดังกล่าว ตอ้ งไมส่ รา้ งขนั้ ตอนหรอื กอ่ ใหเ้ กดิ ความลา่ ชา้ โดยไมจ่ าํ เปน็ สถานที่ มาตรา ๒๙ การพิจารณาคดีจะต้องกระทํา วัน และเวลา ณ ที่ทําการศาลในวันที่ศาลเปิดทําการและตามเวลา ในการพจิ ารณาคดี ทํางานท่ีศาลได้กําหนดไว้ในข้อกําหนดของศาล แต่ใน กรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจําเป็น ศาลจะมีคําสั่ง กําหนดการพิจารณาคดี ณ สถานท่ีอ่ืน หรือในวัน หรือ เวลาใด ๆ ก็ได ้ การนบั ระยะเวลา มาตรา ๓๐ การนับระยะเวลาที่มีวันเร่ิมต้น วันเรมิ่ ต้นและ และวันสุดท้าย ให้นับวันถัดไปเป็นวันเร่ิมต้น และ วันสดุ ท้าย ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการหรือวันหยุด ทําการของศาล ให้นับวันทําการถัดไปเป็นวันสุดท้าย ของระยะเวลา มาตรา ๓๑ ระยะเวลาที่กําหนดไว้ในพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือในข้อกําหนดของศาล หรือตามที่ศาลกําหนดเม่ือศาลเห็นสมควร หรือเมื่อคู่กรณี
289 ร้องขอ ศาลอาจย่นหรือขยายได้ตามความจําเป็น เพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม เว้นแต่รัฐธรรมนูญ จะกําหนดระยะเวลาไว้เป็นการเฉพาะ มาตรา ๓๒ ตุลาการอาจถูกคัดค้านได้ในเหตุ เหตุท่ีตุลาการ อยา่ งหน่ึงอยา่ งใด ดังตอ่ ไปนี้ อาจถกู คดั ค้าน (๑) เคยเป็นผู้พิพากษาหรือตุลาการในศาลอ่ืน หรือเคยเป็นอนุญาโตตุลาการ ซ่ึงเคยพิจารณาวินิจฉัย ในคดีหรือประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับคดีท่ีขอให้วินิจฉัยนั้น มากอ่ น (๒) เป็นหรือเคยเป็นสามีหรือภริยา หรือญาติ ของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน ไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพ่ีน้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียง สามชั้น หรือเปน็ ญาติทางการสมรสนับได้เพยี งสองชน้ั (๓) เคยให้ถ้อยคําหรือให้ความเห็นในฐานะพยาน โดยท่ีได้รู้เห็นเหตุการณ์ในคดีในศาลอื่น ซ่ึงพิจารณา วินจิ ฉยั ประเดน็ ทเ่ี กย่ี วกับคดที ี่ขอใหว้ ินิจฉัยน้นั มาก่อน (๔) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ของคู่กรณฝี า่ ยใดฝ่ายหน่ึงมากอ่ น (๕) มหี รอื เคยมคี ดที ตี่ ลุ าการนน้ั เอง สาม ี ภรยิ า หรอื ญาตสิ บื สายโลหติ ตรงขนึ้ ไปหรอื ลงมาของตลุ าการนน้ั ฝา่ ยหนงึ่ พพิ าทกบั คกู่ รณ ี สาม ี ภรยิ า หรอื ญาตสิ บื สายโลหติ ตรงข้ึนไป หรือลงมาของคกู่ รณีอีกฝา่ ยหนึง่
290 มาตรา ๓๓ ในกรณีที่ตุลาการมีส่วนได้เสียหรือ มีเหตุอ่ืนใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒ ตุลาการ อาจถูกคัดค้านด้วยเหตุอันมีสภาพร้ายแรงซ่ึงอาจทําให ้ การพิจารณาหรอื วินจิ ฉยั เสียความยตุ ธิ รรมไป การขอถอนตวั จาก มาตรา ๓๔ ตุลาการจะขอถอนตัวจากการ การพิจารณาคดี พิจารณาคดีหรือการทําคําวินิจฉัยหรือคําสั่งคดีไม่ได้ เวน้ แต่มเี หตุที่อาจถกู คดั ค้านตามมาตรา ๓๒ หรอื มาตรา ๓๓ เม่ือมีการขอถอนตัวตามวรรคหน่ึงและศาล อนุญาตแล้ว ให้ตุลาการซ่ึงขอถอนตัวงดการปฏิบัต ิ หนา้ ท่ใี นคดีนัน้ มาตรา ๓๕ เม่ือมีเหตุท่ีตุลาการอาจถูกคัดค้าน ได้ตามมาตรา ๓๒ หรือมาตรา ๓๓ คู่กรณีฝ่ายใด ฝ่ายหน่ึงอาจยกข้อคัดค้านขึ้นอ้างโดยทําเป็นคําร้อง คัดค้านย่ืนต่อศาลได้ก่อนมีคําวินิจฉัยหรือคําส่ังชี้ขาด แตอ่ ยา่ งชา้ ตอ้ งไมเ่ กนิ สบิ วนั นบั แตว่ นั ทท่ี ราบเหตคุ ดั คา้ นนน้ั เม่ือมีการยื่นคําร้องคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชข้ี าดในเรื่องทคี่ ดั คา้ นนนั้ โดยเร็ว มาตรา ๓๖ การยื่นคําร้องคัดค้านตุลาการตาม มาตรา ๓๕ ต้องระบุเหตุที่จะคัดค้านอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา ๓๒ หรือมาตรา ๓๓ พร้อมทั้งข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ทเี่ กีย่ วข้อง
291 การคัดค้านตุลาการที่พิจารณาวินิจฉัยในเรื่องใด มากกว่าหน่ึงคน ให้คู่กรณีจัดทําเป็นคําร้องแยกเป็น ตลุ าการแตล่ ะราย มาตรา ๓๗ เมอ่ื มกี ารขอถอนตัวตามมาตรา ๓๔ การพจิ ารณา หรือยื่นคําร้องคัดค้านตามมาตรา ๓๕ ให้ศาลประชุม เหตุขอถอนตัว ปรึกษาหารือเพ่ือพิจารณาเหตุขอถอนตัวหรือเหตุคัดค้าน หรอื เหตคุ ดั ค้าน น้ัน โดยตุลาการซึ่งขอถอนตัวหรือถูกคัดค้านจะร่วม พิจารณาหรือออกเสียงลงคะแนนช้ีขาดคําขอถอนตัวหรือ คําร้องที่คัดค้านตนเองมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีจําเป็นท่ี ไม่อาจหลกี เล่ียงได ้ ในการพิจารณาเหตุขอถอนตัวหรือเหตุคัดค้าน ตุลาการ ให้ศาลฟังคําชี้แจงของตุลาการที่ขอถอนตัว หรอื ถูกคัดคา้ นประกอบดว้ ย การชี้ขาดเหตุขอถอนตัวหรือเหตุคัดค้านตาม วรรคหนึ่งให้ถือตามคะแนนเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียง เท่ากันให้ผู้ทําหน้าท่ีประธานออกเสียงเพ่ิมข้ึนอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงช้ขี าด ในการลงมติตามวรรคสาม ให้กระทําโดยวิธีลง คะแนนลับ เม่ือศาลพิจารณาวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้ แจ้งคําวินิจฉัยให้ตุลาการที่ขอถอนตัวหรือถูกคัดค้านและ คู่กรณที ราบ
292 การพิจารณาท่ีได้ดําเนินไปก่อนท่ีศาลมีคําสั่ง ชี้ขาดย่อมสมบูรณ์ไม่เสียไปเพราะเหตุที่ศาลมีคําสั่งชี้ขาด ให้ถอนตัวหรืออนุญาตตามคําคัดค้าน เว้นแต่ศาลจะได ้ กําหนดไว้ในคําสงั่ เปน็ อยา่ งอ่ืน เมื่อมีการช้ีขาดเหตุขอถอนตัวหรือเหตุคัดค้าน แล้ว มีตุลาการเหลืออยู่ปฏิบัติหน้าท่ีไม่ถึงเจ็ดคน ให้ศาล ร้องขอต่อประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด ให้ดําเนินการตามมาตรา ๒๑ แต่งต้ังผู้ท�ำหน้าที่ตุลาการ เฉพาะคดีนน้ั ให้ครบเจ็ดคน อ�ำนาจของศาล มาตรา ๓๘ ศาลมีอํานาจรักษาความสงบ เรียบร้อยของการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลท ่ี เข้ามาหรือจะเข้ามาในท่ีทําการศาล หรือบริเวณที่ทําการ ศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล หรือในกรณีมีความ จําเป็นเพ่ือประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน ศาลอาจมีคําส่ังให้บุคคลใดหรือกลุ่ม บุคคลใดกระทําการหรืองดเว้นกระทําการ เพ่ือให้การ พิจารณาคดีดําเนนิ ไปโดยสงบเรยี บรอ้ ย และรวดเรว็ ศาลมีอํานาจออกข้อกําหนดของศาลเก่ียวกับ การปฏิบัติการตามวรรคหนึ่ง เพ่ือให้การดําเนิน กระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมี ประสิทธิภาพ การวิจารณ์คําส่ังหรือคําวินิจฉัยคดีที่กระทําโดย สุจริตและมิได้ใช้ถ้อยคําหรือมีความหมายหยาบคาย
293 เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย ไม่มีความผิดฐานละเมิด อํานาจศาล มาตรา ๓๙ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกําหนดของศาลหรือ โทษของ คําส่ังศาลตามมาตรา ๓๘ ให้ถือเป็นการละเมิดอํานาจ การละเมิด ศาล และใหศ้ าลมอี าํ นาจ ดังต่อไปนี ้ อ�ำนาจศาล (๑) ตักเตือน โดยจะมีคําตําหนิเป็นลายลักษณ์ อักษรด้วยหรอื ไม่ก็ได้ (๒) ไลอ่ อกจากบรเิ วณศาล (๓) ลงโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ ไมเ่ กินห้าหม่นื บาท หรือทั้งจาํ ท้งั ปรับ การส่ังตามวรรคหน่ึง ให้ศาลพิจารณาเท่าท ่ี จําเป็นตามพฤตกิ ารณ์แห่งกรณี การส่ังลงโทษตาม (๓) ตอ้ งมีมติดว้ ยคะแนนเสียง ไม่นอ้ ยกว่าสองในสามของตลุ าการทัง้ หมดเทา่ ท่ีมอี ย ู่ ในการดําเนินการให้เป็นไปตามคําส่ังศาลตาม (๓) ให้นําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช ้ บังคบด้วยโดยอนโุ ลม มาตรา ๔๐ การจา่ ยคา่ ปว่ ยการ คา่ พาหนะเดนิ ทาง และค่าท่ีพัก ของบุคคลใดที่ศาลเรียกมาในการไต่สวน ตลอดจนค่าใช้จ่ายอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวกับการดําเนินการใด เพ่ือประโยชน์แห่งการพิจารณาคดีของศาลให้เป็นไปตาม ประกาศของศาล
294 สว่ นที่ ๒ การย่นื คาํ รอ้ งและการย่ืนหนังสอื ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉยั มาตรา ๔๑ ผู้ที่จะขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย คดีตามมาตรา ๗ จะต้องเป็นบุคคล คณะบุคคล หรือ องค์กรตามท่ีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอ่นื กรณีทีใ่ หจ้ ดั ท�ำ การขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ เป็นหนงั สือขอให้ ให้กระทําเป็นคําร้องตามแบบท่ีกําหนดในข้อกําหนดของ ศาลพิจารณา ศาล เว้นแต่การขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีในกรณี วนิ จิ ฉัย ดังต่อไปน้ี ให้จดั ทําเปน็ หนงั สือขอใหศ้ าลพิจารณาวินิจฉัย (๑) ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกแห่งสภาน้ัน ๆ หรือนายกรัฐมนตรีขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วย รฐั ธรรมนญู ของร่างกฎหมาย (๒) ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมาย (๓) ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธาน วุฒิสภาขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พระราชกําหนด
295 (๔) สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะ รัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเก่ยี วกับหนา้ ทีแ่ ละอํานาจ (๕) ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธาน วุฒิสภาขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกัน กบั หลักการของร่างพระราชบญั ญัติที่ต้องยบั ยง้ั ไว้ (๖) ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีเก่ียวกับความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุม รัฐสภา (๗) คณะรัฐมนตรีขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดี เก่ียวกับหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภา (๘) ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกแห่งสภาน้ัน ๆ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ รา่ งรัฐธรรมนญู แกไ้ ขเพิ่มเตมิ (๙) การขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๗ (๑๓) ท่ขี ้อกําหนดของศาลกาํ หนดให้ทําเปน็ หนังสอื
296 การดําเนินการตาม (๒) ให้ส่งความเห็น ห รื อ คํ า โ ต ้ แ ย ้ ง ข อ ง คู ่ ค ว า ม พ ร ้ อ ม ด ้ ว ย เ ห ตุ ผ ล ไ ป ยั ง สํานักงานศาลยุติธรรม สํานักงานศาลปกครอง หรือ กรมพระธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เพื่อส่งให้ศาลพิจารณา วนิ จิ ฉยั ค�ำย่นื ค�ำร้อง มาตรา ๔๒ คําร้องต้องทําเป็นหนังสือใช้ถ้อยคํา สุภาพ มีรายการครบถ้วนตามแบบที่กําหนดในข้อกําหนด ของศาล ซง่ึ อย่างน้อยต้องระบ ุ (๑) ชื่อและที่อยู่ของผ้รู อ้ ง (๒) เรื่องหรือการกระทําท้ังหลายอันเป็นเหต ุ ให้ต้องขอให้ศาลมีคําวินิจฉัยพร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือ พฤตกิ ารณ์ที่เกยี่ วขอ้ ง (๓) มาตราของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ เก่ียวข้องกบั เหตใุ นคาํ รอ้ ง (๔) คําขอท่ีระบุความประสงค์จะให้ศาลดําเนินการ อย่างใดพรอ้ มท้งั เหตผุ ลสนับสนุนโดยชดั แจง้ การย่ืนคําร้องตามวรรคหนึ่ง ให้คู่กรณีจัดทํา สําเนายื่นต่อศาลตามจํานวนท่ีกําหนดในข้อกําหนดของ ศาลดว้ ย คําร้องใดมีรายการไม่ครบถ้วนตามวรรคหน่ึง หรือไม่ชัดเจน หรือไม่อาจเข้าใจได้ ให้หน่วยงานที่ รับผิดชอบงานธุรการของศาลให้คําแนะนําแก่ผู้ร้องเพื่อ ดาํ เนนิ การแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ คํารอ้ งนั้นให้ถูกต้อง
297 ในการดําเนินกระบวนพิจารณา ผู้ร้องจะดําเนินการ ทั้งปวงด้วยตนเองหรือจะมอบฉันทะให้ทนายความหรือ บุคคลอื่นยื่นคําร้องหรือดําเนินคดีแทนผู้ร้องได้ ผู้รับมอบ ฉันทะต้องบรรลุนิติภาวะแล้วและมีความรู้ความสามารถที่ อาจดาํ เนินการแทนผมู้ อบฉันทะได ้ มาตรา ๔๓ หนังสือขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย การจดั ท�ำหนังสอื คดีตามมาตรา ๔๑ วรรคสอง ให้ทําเป็นหนังสือราชการ ขอให้ศาล โดยอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงที่ พิจารณา เกี่ยวข้อง ความประสงค์ท่ีจะให้ศาลดําเนินการ และ วินิจฉัยคดี มาตราของรฐั ธรรมนูญและกฎหมายทีเ่ กย่ี วขอ้ ง มาตรา ๔๔ การย่ืนขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย คดีตามมาตรา ๗ (๒) ต้องเป็นปัญหาซ่ึงเกี่ยวกับหน้าท่ี และอํานาจท่ีเกิดขึ้นแล้ว โดยในกรณีท่ีปัญหาน้ันเกิดขึ้น กับหน่วยงานใด ให้หน่วยงานน้ันเป็นผู้มีสิทธิย่ืนหนังสือ ต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่เป็นปัญหา โต้แย้งระหว่างหน่วยงาน ให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องมีสิทธิ ยืน่ หนังสอื ตอ่ ศาลเพอ่ื ขอให้ศาลพิจารณาวนิ ิจฉยั มาตรา ๔๕ บุคคลหรือชุมชนซ่ึงเป็นผู้ได้รับ หลักเกณฑแ์ ละ ประโยชน์โดยตรงจากการทําหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ วธิ ีการยืน่ ค�ำรอ้ ง หมวด ๕ หน้าท่ีของรัฐ และได้รับความเสียหายจาก ในคดที บ่ี ุคคล การไม่ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ หรือการปฏิบัติหน้าท่ี หรือชุมชนฟอ้ ง ไม่ถูกต้องครบถ้วนหรือล่าช้าเกินสมควร ย่อมมีสิทธิ หนว่ ยงานของรัฐ ยื่นคําร้องขอให้ศาลวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ (๔) ได้ ตามหลักเกณฑแ์ ละวธิ กี าร ดงั ตอ่ ไปน้ ี
298 (๑) บุคคลหรือชุมชนนั้นได้ร้องขอให้หน่วยงาน ของรัฐท่ีเกี่ยวข้องจัดให้ตนหรือชุมชนได้รับประโยชน์ จากการปฏิบัติหน้าท่ีของรัฐตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงาน ของรัฐปฏิเสธไม่ดําเนินการ หรือไม่ดําเนินการภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับการร้องขอหรือปฏิบัติหน้าท ี่ ไม่ถูกต้อง และบุคคลหรือชุมชนได้โต้แย้งการดําเนินการ หรือไม่ดําเนินการดังกล่าวเป็นหนังสือต่อหน่วยงานน้ัน ภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีทราบ หรือวันท่ีได้รับแจ้ง หรือถอื ว่าไดร้ บั แจ้ง และ (๒) บุคคลหรือชุมชนตาม (๑) ได้ย่ืนคําร้อง ต่อผู้ตรวจการแผ่นดินว่าหน่วยงานของรัฐตาม (๑) มิได้ ป ฏิ บั ติ ใ ห ้ ถู ก ต ้ อ ง ค ร บ ถ ้ ว น ต า ม ห น ้ า ท่ี ข อ ง รั ฐ ต า ม รัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีหนังสือโต้แย้ง ตาม (๑) ในกรณีน้ี หากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าท่ีตามรัฐธรรมนูญถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ร้องและหน่วยงานของรัฐทราบ แต่หากผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าหน่วยงานของรัฐยังมิได้ ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีทราบ ถงึ การดงั กลา่ ว (๓) ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นของ ผู้ตรวจการแผ่นดินและส่ังการตามที่เห็นสมควร ในการนี้ ค ณ ะ รั ฐ ม น ต รี อ า จ ม อ บ ห ม า ย ใ ห ้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ห รื อ หน่วยงานใดเป็นผู้พิจารณาและเสนอความเห็นประกอบ
299 การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก็ได้ เมื่อคณะรัฐมนตรี ส่ังการเป็นประการใดแล้ว ให้แจ้งให้บุคคลหรือชุมชนทราบ หากบุคคลหรือชุมชนเห็นว่าการส่ังการของคณะรัฐมนตรี ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ อาจยื่นคําร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา ๗ (๔) ไดภ้ ายในสามสบิ วันนบั แตว่ ันทไ่ี ดร้ บั แจ้ง ในระหว่างการพิจารณาคดีตามมาตราน้ี ให้ หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีไปก่อน จนกว่าศาลจะมีคําวนิ จิ ฉยั ให้ศาลวินิจฉัยคดีตามมาตรานี้ให้แล้วเสร็จภายใน หนึ่งร้อยยี่สบิ วนั นบั แต่วันไดร้ ับคําร้อง มาตรา ๔๖ บุคคลซ่ึงถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ การย่นื ค�ำรอ้ ง โดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือ ในคดถี กู ละเมิด อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล่ียงได ้ สิทธหิ รือเสรีภาพ อันเน่ืองจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพนั้น ย่อมมีสิทธิ ยน่ื คาํ รอ้ งขอใหศ้ าลพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั คดตี ามมาตรา ๗ (๑๑) ได้ โดยจะต้องยื่นคําร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเสียก่อน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการถูกละเมิด สิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่การละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพนั้นยังคงมีอยู่ก็ให้ย่ืนคําร้องได้ตราบท่ีการ ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพน้ันยังคงมีอยู่ และให้นําความใน มาตรา ๔๘ วรรคหน่ึงและวรรคสอง มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม โดยต้องยื่นคําร้องต่อศาลภายในเก้าสิบวัน
300 นับแต่วันท่ีได้รับแจ้งความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือวันท่ีพ้นกําหนดเวลาที่ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ย่ืนคําร้อง ตอ่ ศาลตามมาตรา ๔๘ วรรคสอง ภายใต้บังคับมาตรา ๔๒ การยื่นคําร้องตาม วรรคหนึ่ง ต้องระบุการกระทําท่ีอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพของตนโดยตรงให้ชัดเจนว่าเป็นการกระทําใด และละเมิดตอ่ สิทธิหรือเสรีภาพของตนอย่างไร ในกรณีท่ีศาลเห็นว่าคําร้องตามวรรคหนึ่งไม่เป็น สาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลจะไม่รับคําร้องดังกล่าว ไว้พิจารณาก็ได้ และถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีต้องห้าม ตามมาตรา ๔๗ ใหศ้ าลสง่ั ไมร่ บั คาํ ร้องไว้พจิ ารณา กรณีต้องห้าม มาตรา ๔๗ การใช้สิทธิย่ืนคําร้องตามมาตรา ๔๖ ในการใหส้ ิทธิ ต้องเป็นการกระทําท่ีเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ยน่ื ค�ำรอ้ งในคดี อันเกิดจากการกระทําของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ ละเมดิ สิทธิ ของรัฐ หรือหน่วยงานซ่ึงใช้อํานาจรัฐ และต้องมิใช่เป็น หรือเสรีภาพ กรณอี ยา่ งหน่ึงอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) การกระทําของรัฐบาล (๒) รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณา วนิ ิจฉัยไวเ้ ปน็ การเฉพาะแลว้ (๓) กฎหมายบัญญัติข้ันตอนและวิธีการไว้ เป็นการเฉพาะ และยังมิได้ดําเนินการตามข้ันตอน หรือ วิธีการน้ันครบถว้ น
301 (๔) เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษา คดีของศาลอ่ืน หรือเร่ืองที่ศาลอ่ืนมีคําพิพากษาหรือ คําสงั่ ถึงท่สี ดุ แลว้ (๕) การกระทาํ ของคณะกรรมการตามรัฐธรรมนญู มาตรา ๑๙๒ (๖) การกระทําท่ีเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการ ตุลาการศาลปกครอง คณะกรรมการตุลาการทหาร รวมถึงการดําเนนิ การเกี่ยวกบั วนิ ัยทหาร มาตรา ๔๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๔๗ ผู้ใดถูก การยนื่ ค�ำร้อง ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ถ้าผู้นั้น ในกรณีถูกละเมดิ เห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นผลจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย สิทธหิ รอื เสรีภาพ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ย่ืนคําร้องต่อผู้ตรวจการ ทเี่ ปน็ ผลจาก แผ่นดิน และให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณายื่นคําร้องต่อ บทบญั ญัติ ของกฎหมาย ศาลพร้อมด้วยความเห็นภายในหกสิบวันนับแต่วันท่ีรับ ขัดหรอื แย้ง คําร้องจากผู้ร้อง โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งผล ต่อรัฐธรรมนญู การพิจารณาให้ผู้ร้องทราบภายในสิบวันนับแต่วันท่ีครบ กาํ หนดเวลาดงั กลา่ ว ในกรณีท่ีผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ย่ืนคําร้องตาม วรรคหน่ึง หรือไม่ย่ืนคําร้องภายในกําหนดเวลาตาม วรรคหน่งึ ผูถ้ กู ละเมดิ มสี ิทธิยน่ื คําร้องโดยตรงตอ่ ศาลได ้ ให้นําความในวรรคหน่ึงและวรรคสองมาใช้บังคับ แก่กรณีผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพประสงค์จะยื่นคําร้อง
302 ต่อศาลเพ่ือขอให้ศาลมีคําวินิจฉัยว่าการกระทํานั้นขัดหรือ แยง้ ต่อรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนโุ ลม ให้นําความในมาตรา ๔๖ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การย่ืนและการพิจารณาคําร้องตามมาตราน้ี ดว้ ยโดยอนโุ ลม การแตง่ ตัง้ มาตรา ๔๙ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาว่า คณะตุลาการ จะรับคําร้องไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลจะแต่งตั้งตุลาการ เพอื่ พจิ ารณา ไม่น้อยกว่าสามคนเป็นผู้พิจารณาก็ได้ ท้ังน้ี จะแต่งตั้งให้ รับค�ำรอ้ ง มมี ากกวา่ หนึ่งคณะก็ได ้ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งคณะตุลาการตามวรรคหน่ึง เมื่อมีผู้ย่ืนคําร้องขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบงานธุรการของศาลส่งเร่ืองให้คณะตุลาการ ตามวรรคหน่ึงภายในสองวันนับแต่วันที่หน่วยงานท่ีรับผิดชอบ งานธุรการของศาลได้รับคําร้องตามข้อกําหนดของศาล และให้คณะตุลาการดังกล่าวมีอํานาจตรวจและมีคําสั่งรับ คําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยภายในห้าวันนับแต่วันท่ีได้รับ เรื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาล คําส่ัง ดงั กลา่ วใหถ้ อื วา่ เป็นคาํ สง่ั ของศาล ในกรณีท่ีคณะตุลาการตามวรรคหน่ึงมีความเห็นควร ส่ังไม่รับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้เสนอศาลพิจารณา ภายในกําหนดเวลาตามวรรคสอง และให้ศาลพิจารณา ใ ห ้ แ ล ้ ว เ ส ร็ จ ภ า ย ใ น ห ้ า วั น นั บ แ ต ่ วั น ท่ี ไ ด ้ รั บ เ รื่ อ ง จ า ก คณะตุลาการดังกล่าว หากศาลเห็นพ้องด้วยกับความเห็น
303 นั้น ให้จัดทําเป็นคําสั่งของศาล หากศาลไม่เห็นพ้องด้วย ใหด้ ําเนนิ การตามความเหน็ ของศาล คําส่ังของคณะตุลาการตามวรรคสองให้ถือเสียง ขา้ งมาก ในกรณีที่ไม่มีการแต่งต้ังคณะตุลาการตาม วรรคหนึ่ง ให้ศาลพิจารณาและมีคําสั่งว่าจะรับคําร้อง ไว้พิจารณาหรือไม่ภายในห้าวันนับแต่วันที่หน่วยงานท ่ี รบั ผิดชอบงานธรุ การของศาลไดร้ ับคําร้อง มาตรา ๕๐ เมื่อมีผู้ยื่นหนังสือขอให้ศาล พิจารณาวินิจฉัย และศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่ต้องด้วย มาตรา ๔๑ วรรคสอง (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) หรือ (๙) ให้ศาลรับไว้พิจารณาและดําเนินการ ต่อไป มาตรา ๕๑ คําร้องท่ีได้ย่ืนต่อศาลไว้แล้ว กรณีผ้ยู ่นื ค�ำรอ้ ง ก่อนศาลจะมีคําวินิจฉัยหรือมีคําส่ัง ถ้าผู้ร้องตาย หรือมี ตายหรือมีการขอ การขอถอนคําร้อง หรือไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยคดีน้ัน ถอนค�ำรอ้ ง ศาลจะพิจารณาส่ังจําหน่ายคดีนั้นก็ได้ เว้นแต่การ พจิ ารณาคดตี อ่ ไปจะเป็นประโยชนต์ ่อสาธารณะ
304 ส่วนที่ ๓ องคค์ ณะและการพจิ ารณาคดี มาตรา ๕๒ ในการน่ังพิจารณาและทําคํา วินิจฉัย ตุลาการซ่ึงเป็นองค์คณะทุกคนต้องร่วม พิจารณาคดีและร่วมทําคําวินิจฉัย เว้นแต่มีเหตุถูกคัดค้าน หรือมีเหตุจําเป็นอื่นอันไม่อาจหลีกเล่ียงได้หรือเป็นกรณี ตามวรรคสาม องค์คณะของศาล อ ง ค ์ ค ณ ะ ข อ ง ศ า ล ใ น ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ดี แ ล ะ ในการพิจารณาคดี ในการทําคําวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการไม่น้อยกว่า และท�ำค�ำวนิ ิจฉัย เจ็ดคน ตุลาการซึ่งมิได้ร่วมในการพิจารณาในประเด็น สําคัญแห่งคดีใด ย่อมไม่มีอํานาจในการทําคําวินิจฉัย คดีน้ัน หากมีปัญหาว่าตุลาการคนใดร่วมในการพิจารณา ในประเด็นสําคัญแห่งคดีน้ันหรือไม่ ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย ก่อนท่ีจะดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ทั้งน้ี เว้นแต ่ การไมร่ ว่ มทาํ คาํ วนิ จิ ฉยั จะทาํ ใหม้ อี งคค์ ณะเหลอื ไมถ่ งึ เจด็ คน มาตรา ๕๓ เพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลหรือคณะตุลาการตามมาตรา ๔๙ วรรคหน่ึง แล้วแต่ กรณี อาจมีคําส่ังให้คู่กรณีท่ีดําเนินกระบวนพิจารณา ไม่ถูกต้อง ให้ทําการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและ เงอ่ื นไขที่เหน็ สมควรได ้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423