Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เล่ม 2

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เล่ม 2

Published by flowerz_uk, 2019-12-02 23:58:59

Description: พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เล่ม 2

Search

Read the Text Version

356 การประกาศ มาตรา ๔๗ เม่ือได้รับคําร้องขอให้ทรัพย์สิน ค�ำร้อง ตกเป็นของแผ่นดิน  ให้ศาลประกาศคําร้องดังกล่าว ในทเ่ี ปดิ เผยตามวธิ กี ารในขอ้ กาํ หนดของประธานศาลฎกี า  บุคคลภายนอกอาจร้องคัดค้านเข้ามาในคดีได้  แตต่ ้องกระทํากอ่ นศาลมีคําพพิ ากษา  ภาระการพสิ จู น์ มาตรา  ๔๘  ผู้ใดกล่าวอ้างโต้แย้งว่าทรัพย์สิน ต่อศาล ท่ีร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินมิได้เกิดจากการรํ่ารวย ผิดปกต ิ ผนู้ ั้นมภี าระการพิสูจน์ตอ่ ศาล ถ้าผู้มีภาระการพิสูจน์ตามวรรคหน่ึงไม่อาจพิสูจน์ ได้ว่าทรัพย์สินที่ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินมิได้เกิดจาก การร่�ำรวยผิดปกติ  ให้ศาลส่ังให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของ แผน่ ดนิ   ในกรณีผู้ที่กล่าวอ้างโต้แย้งเป็นทายาทหรือ ผู้จัดการมรดกให้ศาลคํานึงถึงความสามารถในการพิสูจน์ ของบุคคลดังกล่าวและพิจารณาพิพากษาตามที่เห็นว่า เป็นธรรม 

357 หมวด  ๔ การดาํ เนินคดตี ่อกรรมการ  ป.ป.ช. มาตรา ๔๙ ใ น ก ร ณี ท่ี มี ก า ร ก ล ่ า ว ห า ต า ม การพิจารณา บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  ว่ากรรมการ  ป.ป.ช.  ผู้ใดมี ต้งั คณะ พฤติการณ์ร�่ำรวยผิดปกติ  ทุจริตต่อหน้าท่ี  หรือจงใจ ผไู้ ตส่ วนอสิ ระ ป ฏิ บั ติ ห น ้ า ท่ี ห รื อ ใ ช ้ อํ า น า จ ขั ด ต ่ อ บ ท บั ญ ญั ติ แ ห ่ ง รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย  หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง  และประธานรัฐสภา เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามท่ีถูกกล่าวหา และเสนอเร่ืองมายังประธานศาลฎีกา  ให้ประธานศาลฎีกา พิจารณาต้ังคณะผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา  ๕๐  เพื่อ ดําเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและทําความเห็นเก่ียวกับ ข้อกล่าวหาดังกลา่ ว  มาตรา ๕๐ ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธาน คณะผู้ไต่สวน ศาลฎีกาแต่งต้ัง  ประกอบด้วยบุคคลจํานวนไม่น้อยกว่า อสิ ระ เจ็ดคน  ที่คัดเลือกจากผู้ซ่ึงมีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นท่ีประจักษ์  โดยให้แต่งต้ัง จากข้าราชการอัยการที่ดํารงตําแหน่งไม่ต�่ำกว่าอธิบดี อัยการ  หรืออัยการอาวุโสท่ีเคยดํารงตําแหน่งไม่ต�่ำกว่า อธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีอย่างน้อยหนึ่งคน สําหรับจํานวนที่เหลือให้คัดเลือกจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติ

358 ตามมาตรา  ๕๑  และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  ๕๒ ตามความเหมาะสมแห่งคดี  คณุ สมบตั ิ มาตรา ๕๑ ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะผู้ไต่สวน ของคณะ อิสระต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด  ซ่ึงมีอายุไม่ต่�ำกว่า ผไู้ ต่สวนอิสระ ส่ีสิบห้าปีในวันแต่งต้ัง  และต้องมีคุณสมบัติอย่างหน่ึง อยา่ งใดดังตอ่ ไปนด้ี ว้ ย  (๑) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่ง ไ ม ่ ต�่ ำ ก ว ่ า อ ธิ บ ดี ผู ้ พิ พ า ก ษ า ห รื อ อ ธิ บ ดี อั ย ก า ร ม า แ ล ้ ว ไม่น้อยกวา่ หา้ ป ี (๒) รับราชการหรือเคยรับราชการในตําแหน่ง ไม่ต�่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้ว ไมน่ อ้ ยกวา่ ห้าป ี (๓) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหาร สูงสุดของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐท่ีไม่เป็น ส่วนราชการหรือรัฐวสิ าหกิจมาแลว้ ไม่น้อยกว่าห้าป ี (๔) ดํารงตําแหน่งหรือเคยดํารงตําแหน่ง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหา้ ป ี และยังมีผลงานทางวชิ าการเปน็ ท่ปี ระจักษ์ (๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มี กฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพโดยประกอบวิชาชีพ อย่างสม่�ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี นับถึงวันท่ีได้รับการเสนอชื่อ  และได้รับการรับรอง การประกอบวิชาชพี จากองคก์ รวชิ าชีพนั้น 

359 (๖) เป็นผู้มีความรู้ความชํานาญและประสบการณ์ ทางด้านการบริหาร  การเงิน  การคลัง  การบัญชี  หรือ การบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่�ำกว่าผู้บริหาร ระดับสงู ของบรษิ ทั มหาชนจํากดั มาแลว้ ไม่นอ้ ยกวา่ สบิ ป ี (๗) เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งตาม  (๑)  (๒) (๓)  (๔)  หรือ  (๖)  รวมกนั ไมน่ ้อยกว่าสบิ ปี การนับระยะเวลาตามวรรคหน่ึง  ให้นับถึงวันท่ี ได้รบั แตง่ ต้ัง  มาตรา ๕๒ ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะผู้ไต่สวน ลกั ษณะต้องหา้ ม อสิ ระตอ้ งไมม่ ีลกั ษณะตอ้ งห้ามดังตอ่ ไปน้ ี ของคณะ (๑) ตดิ ยาเสพติดใหโ้ ทษ  ผู้ไตส่ วนอสิ ระ (๒) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคล ลม้ ละลายทจุ รติ   (๓) เปน็ ภกิ ษ ุ สามเณร  นกั พรต  หรอื นกั บวช  (๔) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่า คดนี น้ั จะถึงท่ีสุดแลว้ หรือไม่  (๕) วกิ ลจริตหรอื จิตฟนั่ เฟือนไมส่ มประกอบ  (๖) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับ เลือกตั้งเป็นการช่ัวคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับ เลือกตง้ั   (๗) ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่ โดยหมายของศาล 

360 (๘) เคยถูกส่ังให้พ้นจากราชการ  หน่วยงาน ของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่  หรือถือว่า กระท�ำการทุจริตหรือประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ  (๙) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาล อันถึงท่ีสุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร�่ำรวย ผิดปกติ  หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดให้ลงโทษ จําคุก  เพราะกระทําความผิดตามกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ   (๑๐) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดว่ากระทํา ความผิดต่อตําแหน่งหน้าท่ีราชการ  หรือต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม  หรือกระทําความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน ของรัฐ  หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา  ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน  กฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต  นําเข้า ส่งออก  หรือผู้ค้า  กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิด ฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก  กฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์  หรือกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิด ฐานฟอกเงนิ   (๑๑) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดว่ากระทําการ อนั เปน็ การทจุ รติ ในการเลือกตัง้  

361 (๑๒) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง (๑๓) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่ามีการเสนอ  การแปรญัตติ  หรือการกระทําด้วย ประการใดๆ  ท่ีมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิก วุฒิสภา  หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือ ทางออ้ มในการใช้งบประมาณรายจ่าย  (๑๔) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง มีคําพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร�่ำรวยผิดปกติ  หรือ กระทําความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี  หรือจงใจปฏิบัติ หน้าท่ีหรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือ กฎหมาย  หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จรยิ ธรรมอย่างรา้ ยแรง (๑๕)  เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงท่ีสุด ให้จําคุก  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ  (๑๖)  เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา  ข้าราชการการเมือง  หรือสมาชิกสภา ท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ินในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการ แต่งตัง้  

362 การด�ำเนินการ มาตรา ๕๓ ในการดําเนินการของคณะผู้ไต่สวน ของคณะ อิสระ  ให้คณะผู้ไต่สวนอิสระมีหน้าที่และอํานาจเช่นเดียวกับ ผ้ไู ตส่ วนอสิ ระ คณะกรรมการ  ป.ป.ช.  ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต โดยอนโุ ลม  สทิ ธิได้รบั มาตรา ๕๔ ผู้ไต่สวนอิสระมสี ทิ ธไิ ดร้ ับคา่ ป่วยการ ค่าตอบแทน ค่าพาหนะเดินทาง  ค่าเช่าท่ีพัก  และค่าตอบแทนอย่างอ่ืน อย่างอนื่ ตามระเบียบท่ีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมตาม กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม กําหนด  การแสดงรายการ มาตรา ๕๕ คณะผู้ไต่สวนอิสระมีอํานาจสั่งให้ ทรัพย์สินและ กรรมการ  ป.ป.ช.  ผู้ถูกกล่าวหา  แสดงรายการทรัพย์สิน หนส้ี ิน และหน้ีสินของตน  คู่สมรส  และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพ่ือประกอบการไต่สวนตามรายการ  วิธีการ  และภายใน ระยะเวลาที่คณะผู้ไต่สวนอิสระกําหนด  โดยจะเรียก รายการทรัพย์สินและหน้ีสินท่ีได้เคยยื่นไว้จากผู้ซ่ึงเก็บ รักษาเพอื่ นํามาเทียบเคียงดูด้วยกไ็ ด ้ ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน แตไ่ มเ่ กินหกสบิ วัน  การด�ำเนินการ มาตรา ๕๖ เมื่อดําเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ ไตส่ วน ใหค้ ณะผไู้ ต่สวนอิสระดาํ เนนิ การดังต่อไปน้ี  (๑) ถ้าเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล  ให้สั่งยุติเรื่อง และให้คาํ สงั่ ดงั กลา่ วเป็นท่ีสุด 

363 (๒) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเร่ือง ต่อศาลฎกี าเพื่อวินิจฉยั   (๓) ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามท่ี ถูกกล่าวหาและมิใช่เป็นกรณีตาม  (๒)  ให้ส่งสํานวน การไตส่ วนไปยงั อยั การสงู สดุ เพอื่ ดาํ เนนิ การฟอ้ งคดตี อ่ ศาล  ในการไต่สวนและดําเนินการตามวรรคหน่ึงต้อง ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ แต่งต้ัง  เว้นแต่กรณีท่ีมีเหตุจําเป็นให้ยื่นคําขอต่อประธาน ศาลฎกี าเพื่อพจิ ารณาขยายระยะเวลาตามทีเ่ หน็ สมควร ให้อัยการสูงสุดฟ้องคดีอาญาตามความเห็นของ คณะผู้ไต่สวนอิสระภายในหกสิบวันนับแต่วันได้รับเร่ือง ตามวรรคหน่งึ   ในกรณีท่ีไม่อาจฟ้องคดีได้ก่อนพ้นระยะเวลาตาม วรรคสาม  ให้อัยการสูงสุดย่ืนคําร้องต่อประธานศาลฎีกา เพ่ือขออนุญาตขยายระยะเวลาฟ้องคดีออกไปได้อีกไม่เกิน สามสิบวันนับแต่วันครบกําหนด  แต่ท้ังนี้ต้องฟ้องภายใน อายคุ วาม  ให้นําบทบัญญัติในหมวด  ๒  การดําเนินคดี อาญา  และหมวด  ๓  การดําเนินคดีร้องขอให้ทรัพย์สิน ตกเป็นของแผ่นดิน  มาใช้บังคับในการดําเนินคดีตาม หมวดน้ีโดยอนโุ ลม

364 หมวด  ๕ การดําเนนิ คดเี กีย่ วกับการยืน่ บัญชีแสดงรายการ ทรัพยส์ นิ และหนสี้ นิ การด�ำเนินคดี มาตรา ๕๗ ในกรณีท่ีปรากฏว่ามีการกระทํา เก่ียวกับ ความผิดเกี่ยวกับการที่บุคคลตามมาตรา  ๑๐  (๑)  ผู้ใด การยน่ื บญั ชี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ แสดงรายการ คณะกรรมการ  ป.ป.ช.  หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรพั ย์สินและ ทรัพย์สินหรือหน้ีสินอันเป็นเท็จ  หรือปกปิดข้อเท็จจริง ท่ีควรแจ้งให้ทราบ  และมีพฤติการณ์อันควรเช่ือได้ว่ามี หน้ีสิน เจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหน้ีสิน  ให ้ คณะกรรมการ  ป.ป.ช.  ทําเป็นคําร้องย่ืนต่อศาลตามท่ี ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว ่ า ด ้ ว ย ก า ร ป ้ อ ง กั น แ ล ะ ปราบปรามการทจุ รติ กําหนด  ในกรณีที่กรรมการ  ป.ป.ช.  หรือเจ้าหน้าท ี่ ข อ ง สํ า นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ป ้ อ ง กั น แ ล ะ ป ร า บ ป ร า ม การทุจริตแห่งชาติ  เป็นผู้ถูกกล่าวหา  อํานาจของ คณะกรรมการ  ป.ป.ช.  ตามวรรคหน่ึงให้เป็นอํานาจของ ห น ่ ว ย ง า น ท่ี ก ฎ ห ม า ย ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว ่ า ด ้ ว ย การป้องกนั และปราบปรามการทุจริตกําหนด 

365 มาตรา ๕๘ คําร้องตามมาตรา  ๕๗  ต้องมี รายละเอยี ด รายละเอียดเกี่ยวกับตําแหน่งของผู้น้ัน  บุคคลซ่ึงผู้น้ัน ของบคุ คล มีหน้าที่รับผิดชอบต้องย่ืนบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ ที่ย่ืนบัญชี หนี้สิน  ระยะเวลาท่ีต้องย่ืน  รวมทั้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับ แสดงรายการ การกระทําความผิดโดยชัดแจ้งพร้อมท้ังบัญชีแสดง ทรพั ยส์ ิน รายการทรัพย์สินและหนี้สิน  ผลการตรวจสอบ  และ และหนสี้ ิน รายงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมท้ังมติและรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่กรณีท ่ี หน่วยงานอื่นเป็นผู้ดําเนินการตามมาตรา  ๕๗  วรรคสอง โดยอนโุ ลม  มาตรา ๕๙ การพิจารณาพิพากษาคดีตาม การพิจารณา หมวดน้ี  ให้นําบทบัญญัติในหมวด  ๒  การดําเนินคดี พิพากษาคดี อาญา  มาใชบ้ งั คับโดยอนุโลม  ในกรณีมีข้อขัดข้องในการดําเนินคดีส่วนอาญา ที่อาจทําให้การวินิจฉัยคดีล่าช้าออกไป  องค์คณะ ผู้พิพากษาอาจมีคําส่ังให้แยกการดําเนินคดีในส่วนอาญา ออกเป็นอีกคดีหนึ่ง  แล้วดําเนินกระบวนพิจารณาในคดี ตอ่ ไปได้

366 หมวด  ๖ อทุ ธรณ์ การอุทธรณ์ มาตรา ๖๐ คําพิพากษาของศาลให้อุทธรณ์ต่อ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีศาล มีคําพพิ ากษา  การย่นื อทุ ธรณ์ มาตรา ๖๑ ในกรณีท่ีจําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขัง ของจ�ำเลย เป็นผู้อุทธรณ์  จําเลยจะย่ืนอุทธรณ์ได้ต่อเม่ือแสดงตนต่อ เจ้าพนักงานศาลในขณะย่ืนอุทธรณ์  มิฉะน้ันให้ศาลมี คาํ ส่ังไมร่ ับอุทธรณ์  คดีทไี่ ม่มอี ทุ ธรณ์ มาตรา ๖๒ คดีท่ีไม่มีอุทธรณ์คําพิพากษา  ให้ ค�ำพพิ ากษา เป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ศาลได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคํา พิพากษา  แต่ถ้าเป็นคดีท่ีศาลพิพากษาให้ลงโทษประหาร ชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต  ให้ศาลมีหน้าท่ีต้องส่งสํานวน คดีดังกล่าวต่อไปให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา  เพื่อพิจารณา วนิ จิ ฉยั อทุ ธรณ์ตามมาตรา  ๖๓  การวนิ ิจฉยั มาตรา ๖๓ การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุม อุทธรณ์ ใหญ่ศาลฎีกา  ให้ดําเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซ่ึง ประกอบด้วยผู้พิพากษาจํานวนเก้าคน  ซึ่งที่ประชุมใหญ่ ศ า ล ฎี ก า คั ด เ ลื อ ก จ า ก ผู ้ พิ พ า ก ษ า ใ น ศ า ล ฎี ก า ซ่ึ งดํ า ร ง ตําแหน่งไม่ต่�ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือ ผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหน่งไม่ต�่ำกว่าผู้พิพากษา

367 หัวหน้าคณะในศาลฎีกา  ซ่ึงไม่เคยพิจารณาคดีน้ันมาก่อน โดยให้เลือกเป็นรายคดี  คําวินิจฉัยอุทธรณ์ขององค์คณะ ใหถ้ อื วา่ เปน็ คาํ วนิ จิ ฉยั อทุ ธรณข์ องทป่ี ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี า  ให้นําความในมาตรา  ๑๑  มาตรา  ๑๒  มาตรา ๑๓  มาตรา  ๑๔  มาตรา  ๒๐  และมาตรา  ๒๑  มาใช้ บังคบั แกก่ ารดําเนนิ คดีชนั้ อทุ ธรณ ์ โดยอนุโลม  มาตรา ๖๔ ในการพิจารณาอุทธรณ์  หากมี ปญั หา ปัญหาข้อกฎหมายสําคัญ  ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดใน ขอ้ กฎหมายส�ำคญั องค์คณะของศาลฎีกานั้น  หรือประธานแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา  จะเสนอ ประธานศาลฎีกาเพื่อพิจารณาให้มีการวินิจฉัยปัญหานั้น โดยที่ประชมุ ใหญ่ศาลฎีกาก็ได ้ เมื่อท่ีประชุมใหญ่ศาลฎีกามีคําวินิจฉัยในเร่ือง หรือประเด็นใดตามวรรคหนึ่งแล้ว  ให้องค์คณะของ ศาลฎีกาวินิจฉัยหรือมีคําพิพากษาในเร่ืองหรือประเด็นน้ัน ไปตามคําวินจิ ฉยั ของทปี่ ระชุมใหญศ่ าลฎกี า 

368 หมวด  ๗ การบังคับคดี การบงั คบั คดี มาตรา ๖๕ ก า ร บั ง คั บ ใ ห ้ เ ป ็ น ไ ป ต า ม คํ า พิพากษาหรือคําส่ังในคดีให้เป็นไปตามข้อกําหนดของ ประธานศาลฎีกา คําพิพากษาและคําสั่งในการบังคับคดีตาม วรรคหนง่ึ ใหเ้ ป็นที่สดุ   การบังคับคดี มาตรา ๖๖ การบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอ่ืน เอาแก่ทรัพยส์ ินอ่ืน ของบุคคลซ่ึงต้องชําระเงินแทนมูลค่าส่ิงท่ีศาลส่ังริบ  หรือ ของบคุ คล ส่ังให้ตกเป็นของแผ่นดิน  ให้กระทําได้ภายในสิบปีนับแต่ วันท่ีมีคําพิพากษาถึงท่ีสุด  และให้พนักงานอัยการ  หรือ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ  แล้วแต่กรณี  เป็นผู้มีหน้าท่ีและอํานาจใน การดําเนินการบังคับคดี  โดยให้ร้องขอให้ศาลออกหมาย บังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับคดี มีหน้าท่ีและอํานาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาด ต า ม ที่ ไ ด ้ รั บ แ จ ้ ง จ า ก พ นั ก ง า น อั ย ก า ร ห รื อ สํ า นั ก ง า น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ท้ังน้ี  มิให้หน่วยงานของรัฐเรียกค่าฤชาธรรมเนียมหรือ ค่าใชจ้ ่ายจากผดู้ าํ เนนิ การบังคับคด ี

369 การบังคับคดีตามวรรคหน่ึงให้กระทําได้แม้ว่า บุคคลซึ่งต้องชําระเงินแทนมูลค่าสิ่งท่ีศาลส่ังริบถึงแก ่ ความตายไปแล้ว  หากปรากฏว่าคําพิพากษาถึงที่สุด กอ่ นผนู้ ้ันถงึ แกค่ วามตาย  มาตรา ๖๗ ในกรณีท่ีศาลสั่งริบทรัพย์สินตาม กรณีใหศ้ าล มาตรา  ๔๒  และมาตรา  ๔๓  ไปแล้ว  หากปรากฏ สัง่ คืนทรัพยส์ นิ ในภายหลังโดยคําร้องของเจ้าของที่แท้จริงว่า  ผู้เป็นเจ้าของ ท่ี แ ท ้ จ ริ ง มิ ไ ด ้ รู ้ เ ห็ น เ ป ็ น ใ จ ด ้ ว ย ใ น ก า ร ก ร ะ ทํ า ค ว า ม ผิ ด ถ ้ า ท รั พ ย ์ สิ น นั้ น ยั ง ค ง มี อ ยู ่ ใ น ค ว า ม ค ร อ บ ค ร อ ง ข อ ง เจ้าพนักงานก็ให้ศาลส่ังให้คืนทรัพย์สินน้ันตามสภาพ ที่เป็นอยู่  คําร้องของเจ้าของท่ีแท้จริงน้ันจะต้องกระทํา ต่อศาลภายในหนง่ึ ปีนับแต่วันทีค่ ําพิพากษาถึงทส่ี ุด  ในกรณีท่ีต้องมีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ของบุคคลซึ่งต้องชําระเงินตามมาตรา  ๔๔  หากปรากฏ โดยคําร้องของผู้เป็นเจ้าของท่ีแท้จริงในทรัพย์สินที่ถูกยึด หรืออายัดว่าผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ในการกระทําความผิด  ก็ให้ศาลส่ังให้คืนทรัพย์สินนั้น ตามสภาพท่ีเป็นอยู่  หากไม่อาจส่งคืนทรัพย์สินได้ให้คืน เป็นเงินแทนตามราคาท่ีประเมินได้ในวันท่ียึดหรืออายัด ทรัพย์สินหรือตามราคาท่ีได้จากการขายทอดตลาด ทรัพย์สินน้ัน  แล้วแต่กรณี  คําร้องของเจ้าของที่แท้จริง เช่นว่าน้ีจะต้องกระทําต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันยึด หรืออายัดทรพั ย์สินดงั กล่าว

370 บทเฉพาะกาล หลักเกณฑ์ มาตรา ๖๘ ในระหว่างที่กฎหมายประกอบ การด�ำเนนิ การ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตยัง ของคณะ มิได้กําหนดหลักเกณฑ์การดําเนินการของคณะกรรมการ กรรมการ ป.ป.ช. ป.ป.ช.  ในกรณีที่คณะกรรมการ  ป.ป.ช.  มีมติว่ากรณีมี มลู ที่จะดาํ เนินคดีตามมาตรา  ๑๐  (๑)  หรอื (๓)  และยงั มิได้กําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.  มีอํานาจฟ้องคดีอาญาตามมาตรา  ๒๓  ให้นํา บทบัญญัติมาตรา  ๑๐  มาตรา  ๑๑  และมาตรา  ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธี พิ จ า ร ณ า ค ดี อ า ญ า ข อ ง ผู ้ ดํ า ร ง ตํ า แ ห น ่ ง ท า ง ก า ร เ มื อ ง พ.ศ.  ๒๕๔๒  มาใช้บังคับกับการดําเนินการดังกล่าว โดยอนุโลม  จนกว่าจะมีหลักเกณฑ์และเง่ือนไขดังกล่าว ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจรติ ใช้บังคับ การด�ำเนนิ การ มาตรา ๖๙ บทบัญญัติในพระราชบัญญัติ ตามพระราช ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ไม่กระทบต่อการดําเนินการใด บัญญัติประกอบ ใ น ค ดี ที่ ย่ื น ฟ ้ อ ง ไ ว ้ แ ล ะ ไ ด ้ ดํ า เ นิ น ก า ร ไ ป แ ล ้ ว ก ่ อ น วั น ท่ี รฐั ธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ีใช้บังคับ  ส่วน การดําเนินการต่อไปให้ดําเนินการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนูญน้ี

371 มาตรา ๗๐ บรรดาพระราชกฤษฎีกา  ระเบียบ การมผี ลใชบ้ งั คบั หรือข้อกําหนดเก่ียวกับการดําเนินคดี  หรือการพิจารณา พิ พ า ก ษ า ค ดี ข อ ง ศ า ล ฎี ก า แ ผ น ก ค ดี อ า ญ า ข อ ง ผู ้ ดํ า ร ง ตําแหน่งทางการเมืองท่ีออกตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมอื ง  พ.ศ.  ๒๕๔๒  ซงึ่ ใชบ้ งั คบั อยใู่ นวนั กอ่ นวนั ที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ  ให้ยังคงมี ผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี  ทั้งน้ี  จนกว่าจะมีระเบียบหรือ ข้อกําหนดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ใช้บงั คบั   ผู้รับสนองพระราชโองการ  พลเอก  ประยทุ ธ ์ จนั ทรโ์ อชา  นายกรัฐมนตรี

372 หมายเหตุ  :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับน้ี  คือ  โดยท่ีรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มีพระราชบัญญัติ ป ร ะ ก อ บ รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ว ่ า ด ้ ว ย วิ ธี พิ จ า ร ณ า ค ดี อ า ญ า ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง  เพ่ือให้มีศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองปฏิบัติหน้าท่ี ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  รวมท้ังกําหนดหลักเกณฑ์ ก า ร พิ จ า ร ณ า พิ พ า ก ษ า แ ล ะ ก า ร อุ ท ธ ร ณ ์ คํ า พิ พ า ก ษ า ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง จงึ จําเป็นตอ้ งตราพระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนี้ ราชกิจจานุเบกษา  เล่ม  ๑๓๔  ตอนท่ี  ๙๙  ก วนั ท่ี  ๒๘  กนั ยายน  ๒๕๖๐  หนา้   ๑-๒๑.

พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู   วา่ ดว้ ยคณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๖๐

375 พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ  วา่ ดว้ ยคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาต ิ พ.ศ.  ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มหาวชิราลงกรณ  บดนิ ทรเทพยวรางกูร ใหไ้ ว้  ณ  วันท่ี  ๑๐  ธนั วาคม  พ.ศ. ๒๕๖๐ เปน็ ปที ี ่ ๒  ในรัชกาลปัจจุบัน ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ ้ า อ ยู ่ หั ว ม ห า ว ชิ ร า ล ง ก ร ณ บดินทรเทพยวรางกูร  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ใหป้ ระกาศวา่ โดยท่ีเป็นการสมควรมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ วา่ ดว้ ยคณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติ บางประการเกี่ยวกับการจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

376 ซึ่งมาตรา  ๒๖  ประกอบกับมาตรา  ๓๒  มาตรา  ๓๓ มาตรา  ๓๔  และมาตรา  ๓๗  ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย  บัญญัติให้กระท�ำได้โดยอาศัยอ�ำนาจ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย เหตุผลและความจ�ำเป็นในการจ�ำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนี้  เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถด�ำเนินการได้อย่างมี ประสิทธภิ าพอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซ่งึ การตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ีสอดคล้องกับ เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา  ๒๖  ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยแลว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญข้ึนไว้โดยค�ำแนะน�ำและ ยิ น ย อ ม ข อ ง ส ภ า นิ ติ บั ญ ญั ติ แ ห ่ ง ช า ติ ท� ำ ห น ้ า ที่ รั ฐ ส ภ า ดงั ต่อไปน้ี มาตรา ๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี เรียกว่า  “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาต ิ พ.ศ.  ๒๕๖๐” เริม่ บงั คบั ใช้ มาตรา ๒ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปน็ ตน้ ไป

377 มาตรา ๓ ให้ยกเลิก การยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๔๒ (๒) พระราชบัญญัติเครื่องแบบกรรมการ สิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาติ  พ.ศ.  ๒๕๔๗ (๓) ค�ำส่ังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี  ๒๓/๒๕๖๐  เรื่อง  มาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเน่ือง ข อ ง ผู ้ ด� ำ ร ง ต� ำ แ ห น ่ ง ใ น อ ง ค ์ ก ร อิ ส ร ะ ต า ม รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ลงวันท่ี  ๕  เมษายน  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  เฉพาะในส่วน ที่เกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและ กรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ ม า ต ร า   ๔   ใ น พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ป ร ะ ก อ บ นิยามของค�ำท่ใี ช้ รัฐธรรมนญู น้ี “สิทธิมนุษยชน”  หมายความว่า  ศักด์ิศรี ความเป็นมนุษย์  สิทธิ  เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล บรรดาท่ีได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย  หรือตามหนังสือสัญญาที่ประเทศไทย เปน็ ภาคแี ละมพี ันธกรณีทีจ่ ะต้องปฏบิ ตั ิตาม “คณะกรรมการ”  หมายความว่า  คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหง่ ชาติ “กรรมการ”  หมายความว่า  กรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ  และให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาตดิ ้วย

378 “ส�ำนักงาน”  หมายความว่า  ส�ำนักงานคณะกรรมการ สทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ ชาติ “เลขาธิการ”  หมายความว่า  เลขาธิการคณะกรรมการ สิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ “พนักงานเจา้ หน้าที”่   หมายความว่า  เลขาธิการ ข้าราชการ  พนักงานราชการ  และลูกจ้างของส�ำนักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งเพ่ือปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู นี้ การประกาศ มาตรา ๕ ในกรณีท่ีพระราชบัญญัติประกอบ หรอื เผยแพร่ รัฐธรรมนูญนี้มิได้ก�ำหนดไว้เป็นประการอ่ืน  การใด ท่ีก�ำหนดให้แจ้ง  ยื่น  หรือส่งหนังสือหรือเอกสารให้บุคคลใด เป็นการเฉพาะ  ถ้าได้แจ้ง  ย่ืน  หรือส่งหนังสือหรือ เอกสารให้บุคคลนั้น  ณ  ภูมิล�ำเนาหรือท่ีอยู่ท่ีปรากฏตาม หลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียน ราษฎร  ให้ถือว่าได้แจ้ง  ย่ืน  หรือส่งโดยชอบด้วย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แล้วและในกรณีที่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก�ำหนดให้ประกาศ หรือเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการท่ัวไป  ให้ถือว่า การประกาศหรือเผยแพร่ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบหรือวิธีการอ่ืนใดท่ีประชาชนทั่วไปสามารถ เข้าถึงได้โดยสะดวก  เป็นการด�ำเนินการโดยชอบด้วย พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญน้แี ลว้

379 ในกรณีที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี ก�ำหนดให้คณะกรรมการ  หรือเลขาธิการมีอ�ำนาจก�ำหนด หรือมีค�ำส่ังเร่ืองใด  ถ้ามิได้ก�ำหนดวิธีการไว้เป็น การเฉพาะ  ให้คณะกรรมการหรือเลขาธิการก�ำหนด โดยท�ำเป็นระเบียบ  ประกาศ  หรือค�ำสั่ง  แล้วแต่กรณี และถ้าระเบียบ  ประกาศ  หรือค�ำสั่งน้ันใช้บังคับแก ่ บุคคลท่ัวไป  ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา  และให้ ด�ำเนินการประกาศตามวรรคหนึ่งด้วย  ท้ังน้ี  ถ้าระเบียบ ประกาศ หรือค�ำส่งั ใดมกี ารกำ� หนดขนั้ ตอนการด�ำเนนิ งานไว ้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ห รื อ เ ล ข า ธิ ก า ร ต ้ อ ง ก� ำ ห น ด ร ะ ย ะ เ ว ล า การด�ำเนินงานในแต่ละขนั้ ตอนให้ชดั เจนด้วย มาตรา ๖ ในการปฏิบัติหน้าที่  คณะกรรมการ การปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี ต้องให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือองค์กรอิสระทุก องค์กร  ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ามีผู้กระท�ำการอัน ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในหน้าที่และอ�ำนาจขององค์กร อิสระอ่ืน  ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งองค์กรอิสระท่ี เก่ียวข้องเพ่ือด�ำเนินการตามหน้าที่และอ�ำนาจต่อไป โดยไม่ชกั ช้า ในกรณีท่ีคณะกรรมการเห็นว่าการด�ำเนินการ เร่ืองใดท่ีอยู่ในหน้าท่ีและอ�ำนาจของคณะกรรมการอาจเข้า ลักษณะเป็นการกระท�ำท่ีอยู่ในหน้าท่ีและอ�ำนาจของ องค์กรอิสระอื่นด้วย  ให้คณะกรรมการปรึกษาหารือร่วม

380 กั บ อ ง ค ์ ก ร อิ ส ร ะ อื่ น ที่ เ ก่ี ย ว ข ้ อ ง เ พื่ อ ก� ำ ห น ด แ น ว ท า ง ในการด�ำเนินงานร่วมกันเพื่อให้การปฏิบัติหน้าท่ีของแต่ละ องค์กรเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและไม่ซำ�้ ซ้อนกัน เพ่ือประโยชน์ในการด�ำเนินการตามวรรคสอง ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีอ�ำนาจเชิญ ประธานองค์กรอิสระอ่ืนมาร่วมประชุมเพ่ือปรึกษาหารือ และก�ำหนดแนวทางร่วมกันได้  และให้องค์กรอิสระ ทุกองค์กรปฏบิ ัติตามแนวทางดังกล่าว การรักษาการ มาตรา ๗ ให้ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แหง่ ชาติรักษาการตามพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู นี้ หมวด  ๑ คณะกรรมการสิทธมิ นษุ ยชนแห่งชาติ ความรู้และ มาตรา ๘ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประสบการณ์ ประกอบด้วยกรรมการจ�ำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ ของกรรมการ ทรงแต่งต้ังตามค�ำแนะน�ำของวุฒิสภา  จากผู้เป็นกลาง ทางการเมือง  และมีความรู้และประสบการณ์ด้าน การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นท่ีประจักษ์ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปีในด้านดังต่อไปนี้  อย่างน้อย ดา้ นละหนึง่ คนแต่จะเกินดา้ นละสองคนมิได้

381 (๑) มีประสบการณ์ในการท�ำงานด้านสิทธิ มนุษยชนตอ่ เน่อื งกนั (๒) มีความรู้ความเชี่ยวชาญ  ในการสอนหรือ ท�ำงานวิจยั เกีย่ วกับสทิ ธิมนุษยชนในระดับอุดมศกึ ษา (๓)  มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศท่ีจะยัง ประโยชน์ตอ่ การปฏิบตั ิหนา้ ท่ขี องคณะกรรมการ (๔)  มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารงาน ภาครัฐทีเ่ ก่ยี วกบั การสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสิทธิมนษุ ยชน (๕)  มีความรู้และประสบการณ์ด้านปรัชญา วัฒนธรรม  ประเพณี  และวิถีชีวิตของไทยเป็นที่ประจักษ์ ท่จี ะยงั ประโยชน์ในการสง่ เสรมิ และคุ้มครองสทิ ธิมนุษยชน ระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง  ให้นับถึงวันสมัครหรือ วันท่ไี ด้รบั การเสนอชื่อเข้ารบั การสรรหาแลว้ แตก่ รณี มาตรา ๙ นอกจากคุณสมบัติตามมาตรา  ๘ คุณสมบัติของ แล้ว  กรรมการตอ้ งมคี ุณสมบัต ิ ดงั ตอ่ ไปนด้ี ้วย กรรมการ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไมต่ �่ำกวา่ สส่ี ิบหา้ ป ี แตไ่ ม่เกนิ เจด็ สบิ ปี (๓) ส�ำเร็จการศึกษาไม่ต�่ำกว่าปริญญาตรีหรือ เทียบเท่า (๔) มคี วามซ่อื สัตย์สุจรติ เปน็ ท่ีประจกั ษ์ (๕) มีสุขภาพที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ

382 ลกั ษณะต้องห้าม มาตรา ๑๐ กรรมการต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ของกรรมการ ดังต่อไปน้ี (๑) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผดู้ �ำรงตำ� แหน่งในองคก์ รอสิ ระใด (๒) ตดิ ยาเสพตดิ ให้โทษ (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคล ล้มละลายทจุ รติ (๔) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสอ่ื มวลชนใด  ๆ (๕) เป็นภิกษ ุ สามเณร  นกั พรต  หรือนกั บวช (๖) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่า คดีนั้นจะถึงที่สดุ แลว้ หรือไม่ (๗) วิกลจริตหรอื จิตฟ่ันเฟอื นไม่สมประกอบ (๘) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัคร รับเลือกต้ังเป็นการช่ัวคราว  หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัคร รบั เลือกตั้ง (๙) ต้องค�ำพิพากษาให้จ�ำคุกและถูกคุมขังอยู่ โดยหมายของศาล (๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ  หน่วยงาน ของรัฐ  หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า กระท�ำการทจุ ริตหรือประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ (๑๑) เคยต้องค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งของศาล อันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร�่ำรวย

383 ผิดปกติ  หรือเคยต้องค�ำพิพากษาอันถึงท่ีสุดให้ลงโทษ จ� ำ คุ ก เ พ ร า ะ ก ร ะ ท� ำ ค ว า ม ผิ ด ต า ม ก ฎ ห ม า ย ว ่ า ด ้ ว ย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยต้องค�ำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระท�ำ ความผิดต่อต�ำแหน่งหน้าท่ีราชการ  หรือต่อต�ำแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม  หรือกระท�ำความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงาน ของรัฐ  หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ท่ีกระท�ำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา  ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการกู้ยืมเงินท่ีเป็นการฉ้อโกงประชาชน  กฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต  น�ำเข้า  ส่งออก หรือผู้ค้า  กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็น เจ้ามือหรือเจ้าส�ำนัก  กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์  หรือกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐาน ฟอกเงนิ (๑๓) เคยต้องค�ำพิพากษาอันถึงท่ีสุดว่ากระท�ำ การอันเปน็ การทจุ รติ ในการเลอื กต้งั (๑๔) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ด�ำรงต�ำแหน่ง ทางการเมือง (๑๕) เคยพ้นจากต�ำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่ามีการเสนอ  การแปรญัตติ  หรือการกระท�ำ ด้วยประการใด  ๆ  ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

384 สมาชิกวุฒิสภา  หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางออ้ มในการใชง้ บประมาณรายจ่าย (๑๖) เคยพ้นจากต�ำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมือง มีค�ำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่�ำรวยผิดปกติ  หรือ กระท�ำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ีหรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อ�ำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  หรือ กฎหมาย  หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทาง จรยิ ธรรมอย่างร้ายแรง (๑๗) เคยได้รับโทษจ�ำคุกโดยค�ำพิพากษาถึงที่ สุดให้จ�ำคุก  เว้นแต่ในความผิดอันได้กระท�ำโดยประมาท หรือความผิดลหโุ ทษ (๑๘) เป็นหรือเคยเป็นสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา  ข้าราชการการเมือง  หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผบู้ รหิ ารทอ้ งถิน่ ในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา (๑๙)  เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง อ่นื ของพรรคการเมอื งในระยะสบิ ปกี อ่ นเข้ารับการสรรหา (๒๐) เป็นข้าราชการซ่ึงมีต�ำแหน่งหรือเงินเดือน ประจ�ำ (๒๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงาน ของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น  หรือกรรมการ หรอื ท่ีปรกึ ษาของหนว่ ยงานของรฐั หรอื รฐั วสิ าหกจิ

385 (๒๒) เป็นผู้ด�ำรงต�ำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ด�ำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลก�ำไรหรือรายได ้ มาแบง่ ปนั กนั   หรอื เปน็ ลูกจ้างของบคุ คลใด (๒๓)  เปน็ ผู้ประกอบวิชาชพี อสิ ระ (๒๔)  มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือ ไมป่ ฏบิ ตั ิตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างรา้ ยแรง (๒๕)  เป็นผู้ท่ีมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยา่ งชัดแจง้ มาตรา ๑๑ เม่อื มีกรณที ่ีจะต้องสรรหาผสู้ มควร คณะกรรมการ ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ  ให้เป็นหน้าที่และอ�ำนาจ สรรหา ของคณะกรรมการสรรหา  ซึ่งประกอบดว้ ย ประกอบดว้ ย (๑) ประธานศาลฎกี า  เปน็ ประธานกรรมการ (๒) ประธานสภาผู้แทนราษฎร  และผู้น�ำฝ่ายค้าน ในสภาผแู้ ทนราษฎร  เป็นกรรมการ (๓) ประธานศาลปกครองสงู สุด  เป็นกรรมการ (๔) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรละหนึ่งคน  ซ่ึงเลือกกันเองให้เหลือสามคนเป็น กรรมการ (๕) ผู้แทนสภาทนายความหนึ่งคน  ผู้แทนสภา วิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขเลือกกันเองให้เหลือ หนึ่งคน  และผู้แทนสภาวิชาชีพส่ือมวลชนเลือกกันเอง ให้เหลือหนึง่ คนเปน็ กรรมการ

386 (๖) อาจารย์ประจ�ำหรือผู้เคยเป็นอาจารย์ประจ�ำ ในสถาบันอุดมศึกษาซ่ึงสอนหรือท�ำงานวิจัยหรือท�ำงาน ด ้ า น สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น ม า แ ล ้ ว เ ป ็ น เ ว ล า ไ ม ่ น ้ อ ย ก ว ่ า สิ บ ป ี ซ่ึงกรรมการตาม  (๑)  (๒)  (๓)  (๔)  และ  (๕)  มีมติ เลือกด้วยคะแนนเสยี งสองในสาม  หนงึ่ คน  เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการของ คณะกรรมการสรรหา  และให้ส�ำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบตั หิ นา้ ทเี่ ปน็ หนว่ ยธุรการของคณะกรรมการสรรหา องค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนตาม  (๔)  และ สภาวิชาชีพตาม  (๕)  ต้องเป็นองค์กรหรือสภาวิชาชีพที่ ได้จดแจ้งไว้กับส�ำนักงาน  โดยหลักเกณฑ์  วิธีการ  และ เง่ือนไขการจดแจ้ง  การรับจดแจ้งและการเลือกกันเองให้ เป็นไปตามระเบียบท่ีคณะกรรมการก�ำหนด  โดยต้อง ก�ำหนดให้มีการเลือกกันเองให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่มีกรณีที่ต้องสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เปน็ กรรมการ วิธีการเลือกกรรมการสรรหาตาม  (๖)  ให้เป็น ไปตามที่กรรมการสรรหาตาม  (๑)  (๒)  (๓)  (๔)  และ (๕)  ตกลงร่วมกัน  ในกรณีที่พ้นก�ำหนดระยะเวลาตาม วรรคสามแล้วยังไม่มีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการสรรหาตาม (๒)  หรือ  (๕)  หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใดและมี ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการสรรหาตาม  (๔)  อย่างน้อย หนึ่งคน  ให้กรรมการสรรหาเท่าท่ีมีอยู่ด�ำเนินการตกลง

387 และเลือกกรรมการสรรหาตาม  (๖)  ได้ต่อไป  โดยต้อง ด�ำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้น ก�ำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม ในกรณีท่ีพ้นก�ำหนดเวลาการเลือกกรรมการ สรรหาตาม  (๖)  แล้ว  ยังไม่มีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการ สรรหาตาม  (๒)  (๕)  หรือ  (๖)  หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วย เหตุใดและมีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการสรรหาตาม  (๔) อย่างน้อยหนึ่งคน  ให้คณะกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ ปฏิบัติหน้าที่และใช้อ�ำนาจไปพลางก่อนได้  โดยใน ระหว่างนั้นให้ถือว่าคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย กรรมการสรรหาเท่าทีม่ ีอยู่ มาตรา ๑๒ ให้กรรมการสรรหาตามมาตรา วาระการดำ� รง ๑๑  (๔)  (๕)  และ  (๖)  อยู่ในวาระการด�ำรงต�ำแหน่ง ต�ำแหน่ง จ น ถึ ง วั น ก ่ อ น วั น ท่ี มี ก ร ณี ท่ี ต ้ อ ง ส ร ร ห า ก ร ร ม ก า ร ใ ห ม ่ แต่ไม่รวมถึงการสรรหาใหม่หรือการสรรหาเพ่ิมเติมตาม มาตรา  ๑๓  วรรคห้า  มาตรา  ๑๔  วรรคสองและวรรคสาม และมาตรา  ๑๕  และให้กรรมการสรรหาดังกล่าวพ้นจาก ต�ำแหน่งก่อนวาระเม่ือตาย  ลาออก  ขาดคุณสมบัติ  หรือ มีลกั ษณะต้องห้าม ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสรรหาตาม วรรคหนึ่งแล้ว  จะเป็นกรรมการสรรหาในคณะกรรมการ ส ร ร ห า ส� ำ ห รั บ ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ห รื อ อ ง ค ์ ก ร อิ ส ร ะ อื่ น ในขณะเดยี วกนั มิได้

388 ในกรณีท่ีต�ำแหน่งกรรมการสรรหาว่างลง ให้ด�ำเนินการให้มีการเลือกกรรมการสรรหาแทนโดยเร็ว ในระหว่างท่ียังไม่ได้กรรมการสรรหาใหม่  ถ้ายังมี กรรมการสรรหาตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปให้คณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วยกรรมการสรรหาเทา่ ทมี่ อี ยู่ ให้ประธานกรรมการสรรหาและกรรมการสรรหา เปน็ เจา้ พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา กระบวนการ มาตรา ๑๓ ในการสรรหากรรมการ  ให้ สรรหากรรมการ คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ  และปราศจากอคติท้ังปวง  โดยอย่างน้อย การสรรหาต้องมีกระบวนการ  ดังตอ่ ไปน้ี (๑) ประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปถึง กระบวนการสรรหากรรมการ  โดยอย่างน้อยต้องระบุ จ�ำนวนต�ำแหน่งกรรมการท่ีจะสรรหา  หลักเกณฑ์  วิธีการ และระยะเวลาท่ีจะใช้ในการสรรหาทุกขั้นตอน  และเพื่อ ประโยชน์แห่งการน้ี  ให้คณะกรรมการสรรหาใช้วิธีการ สัมภาษณ์หรือให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องท่ีเกี่ยวกับ หน้าท่ีและอ�ำนาจของคณะกรรมการ  หรือวิธีการอื่นใด ท่ีเหมาะสม  เพือ่ ประกอบการพิจารณาด้วย (๒) การสรรหากรรมการให้กระท�ำโดยการประกาศ รับสมัครหรือการเสนอช่ือบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมทั่วไป เพ่ือเข้ารับการสรรหาซึ่งต้องกระท�ำโดยเปิดเผย  โดยใน การเสนอช่ือบุคคลเพื่อเข้ารับการสรรหาจะต้องได้รับ

389 ความยินยอมของบุคคลนั้นด้วย  และให้มีการประกาศ รายชื่อบุคคลท่ีจะเข้ารับการสรรหาให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไป  เพื่อรับฟังข้อมูลเก่ียวกับความเหมาะสม ของผู้เข้ารับการสรรหาดังกล่าวเพ่ือประกอบการพิจารณา ในการสรรหาด้วย (๓)  ในการสรรหา  ให้คณะกรรมการสรรหา ปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าท่ี  และมีพฤติกรรม ทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างท่ีดีของสังคม  มีทัศนคต ิ ท่ีเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าท่ีให้เกิดผลส�ำเร็จ  รวมตลอดท้ัง ค�ำนึงถึงการมีส่วนร่วมของท้ังหญิงและชาย  และส่งเสริม ความเป็นพหุสังคม  และให้คณะกรรมการสรรหาส่งข้อมูล ท่ีใช้ในการพิจารณาคัดสรรไปยังวุฒิสภาเพื่อประกอบ การพิจารณาด้วย การก�ำหนดระยะเวลาตามวรรคหน่ึง  ต้องเพียงพอ ที่จะเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถสมัครหรือเสนอชื่อบุคคล เพื่อเข้ารับการสรรหาได้อย่างทั่วถึง  และท�ำให้กรรมการ สรรหาสามารถพิจารณาคัดสรรบุคคลให้ด�ำรงต�ำแหน่ง ไดอ้ ย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ในการสรรหา  ให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย และให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือก ไวด้ ว้ ย

390 ผู้ซ่ึงจะได้รับการสรรหาต้องได้รับคะแนนเสียง ถึงสองในสามของจ�ำนวนท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของคณะกรรมการ สรรหา ถ้าไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงตามวรรคสี่ หรือมีแต่ยังไม่ครบจ�ำนวนท่ีจะต้องสรรหา  ให้มีการลง คะแนนใหม่ส�ำหรับผู้ได้คะแนนไม่ถึงสองในสาม  ถ้ายังได้ ไม่ครบตามจ�ำนวนให้มีการลงคะแนนอีกคร้ังหน่ึง  ในกรณี ที่การลงคะแนนคร้ังหลังน้ียังได้บุคคลไม่ครบตามจ�ำนวน ท่ีจะต้องสรรหาให้ด�ำเนินการสรรหาใหม่ส�ำหรับจ�ำนวน ทย่ี ังขาดอยู่ การแตง่ ต้งั ให้ มาตรา ๑๔ ผู้ได้รับการสรรหาเพื่อแต่งต้ัง ด�ำรงต�ำแหนง่ ให้ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการ  ต้องได้รับความเห็นชอบ กรรมการ จากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจ�ำนวน สมาชิกทั้งหมดเทา่ ทีม่ ีอยู่ของวุฒิสภา ในกรณีท่ีวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบผู้ได้รับ การสรรหารายใด  ให้ด�ำเนินการสรรหาบุคคลใหม่แทน ผู้นั้น  แล้วเสนอต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งน้ีจะเข้ารับ การสรรหาในคร้ังใหม่น้ไี ม่ได้ เม่ือมีผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว หากเป็นกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากต�ำแหน่งด้วย ให้ผู้ได้รับความเห็นชอบประชุมร่วมกับกรรมการซ่ึงยัง ด�ำรงต�ำแหน่งอยู่  ถ้ามี  เพ่ือเลือกกันเองให้คนหน่ึง

391 เป็นประธานกรรมการแล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ในกรณีท่ีผู้ซึ่งวุฒิสภาให้ความเห็นชอบยังได้ไม่ครบจ�ำนวน ที่ต้องสรรหา  แต่เม่ือรวมกับกรรมการซึ่งยังด�ำรงต�ำแหน่งอยู่ ถ้ามี  มีจ�ำนวนถึงห้าคนก็ให้ด�ำเนินการประชุมเพ่ือเลือก ประธานกรรมการได้  และเม่ือโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งต้ังแล้วให้คณะกรรมการด�ำเนินการตามหน้าท่ีและ อ�ำนาจต่อไปพลางก่อนได้  โดยในระหว่างน้ันให้ถือว่า คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่  และ ให้ด�ำเนินการสรรหาเพ่ิมเติมให้ครบตามจ�ำนวนท่ีต้องสรรหา ต่อไปโดยเรว็ ให้ประธานวุฒิสภาน�ำความกราบบังคมทูล เพ่ือทรงแต่งต้ังประธานกรรมการและกรรมการ  และ เป็นผูล้ งนามรับสนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๑๕ ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา หลกั ฐาน ให้เป็นกรรมการโดยทีย่ งั มไิ ดพ้ น้ จากต�ำแหนง่ ตามมาตรา  ๑๐ การลาออก (๒๐)  (๒๑)  หรือ  (๒๒)  หรือ ยังประกอบวิชาชีพ หรอื เลกิ ตามมาตรา  ๑๐  (๒๓)  อ ยู่ต้อ งแสดงหลักฐานว่า ประกอบอาชพี ได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพดังกล่าวแล้ว  ต่อประธาน วุฒิสภาภายในเวลาท่ีประธานวุฒิสภาก�ำหนด  ซ่ึงต้องเป็น เวลาก่อนท่ีประธานวุฒิสภาจะน�ำความกราบบังคมทูล เพ่ือทรงแต่งต้ังกรรมการ  ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐาน ภายในก�ำหนดเวลาดังกล่าว  ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ  และ ใหด้ �ำเนนิ การสรรหาใหม่

392 ลกั ษณะ มาตรา ๑๖ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ ต้องห้าม หรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการสรรหา ของผสู้ มคั ร ให้เป็นหน้าท่ีและอ�ำนาจของคณะกรรมการสรรหา เปน็ ผวู้ ินจิ ฉัย  ค�ำวนิ ิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เปน็ ทส่ี ดุ การเสนอเร่ืองเพื่อให้คณะกรรมการสรรหา วินิจฉัยตามวรรคหนึ่ง  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธกี ารท่ีคณะกรรมการสรรหากำ� หนด การวินิจฉัย  ใหใ้ ชว้ ิธลี งคะแนนโดยเปดิ เผย ให้น�ำความในวรรคหนึ่ง  วรรคสอง  และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีท่ีมีปัญหาเก่ียวกับคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม แต่กรรมการสรรหาท่ีถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติหรือ มีลักษณะต้องห้ามจะอยู่ในท่ีประชุมในขณะพิจารณาและ วนิ จิ ฉยั มิได้ เบีย้ ประชมุ และ มาตรา ๑๗ ให้ประธานกรรมการสรรหาและ ค่าตอบแทนอื่น กรรมการสรรหาได้รับเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนอื่น ตามท่ีประธานวุฒิสภาก�ำหนด  แต่ส�ำหรับเบ้ียประชุม ใ ห ้ ก� ำ ห น ด ใ ห ้ ไ ด ้ รั บ เ ป ็ น ร า ย ค รั้ ง ท่ี ม า ป ร ะ ชุ ม ใ น อั ต ร า ไม่น้อยกว่ากึ่งหน่ึงของประธานกรรมการหรือกรรมการ ในคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบขา้ ราชการรัฐสภาไดร้ บั ในแต่ละเดอื น  แลว้ แตก่ รณี

393 มาตรา ๑๘ การน�ำคดีอันเก่ียวเนื่องกับการได้มา การนำ� คดี คุณสมบัติ  ลักษณะต้องห้าม  หรือการพ้นจากต�ำแหน่ง อันเก่ยี วเนอื่ ง ของกรรมการสรรหาไปสู่ศาลปกครอง  ไม่เป็นเหตุให้ทุเลา กบั การได้มา การปฏิบัติตามค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา  และ คณุ สมบัติ มิให้น�ำบทบัญญัติว่าด้วยมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดปี กครองมาใชบ้ ังคบั มาตรา ๑๙ กรรมการมีวาระการด�ำรงต�ำแหน่ง วาระการดำ� รง เจ็ดปีนับแต่วันท่ีพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ด�ำรง ตำ� แหนง่ ตำ� แหน่งไดเ้ พยี งวาระเดยี ว ในกรณีที่กรรมการพ้นจากต�ำแหน่งตามวาระ หรือพ้นจากต�ำแหน่งตามมาตรา  ๒๐  (๔)  ให้กรรมการ ท่ีพ้นจากต�ำแหน่งปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งต้ัง กรรมการใหม่แทน มาตรา ๒๐ นอกจากการพ้นจากต�ำแหน่งตาม การพน้ จาก วาระ  กรรมการพ้นจากต�ำแหนง่ เมอื่ ต�ำแหนง่ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคณุ สมบตั ติ ามมาตรา  ๘  หรอื มาตรา  ๙ หรอื มลี ักษณะต้องหา้ มตามมาตรา  ๑๐ (๔) พ้นจากตำ� แหนง่ ตามมาตรา  ๔๐  วรรคสาม เมื่อประธานกรรมการพ้นจากต�ำแหน่งประธาน กรรมการ  ใหพ้ ้นจากต�ำแหน่งกรรมการดว้ ย

394 ในกรณีที่มีปัญหาว่ากรรมการผู้ใดพ้นจาก ต�ำแหน่งตาม  (๒)  (๓)  หรือ  (๔)  หรือไม่  ให้เป็น หน้าที่และอ�ำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำ� วนิ จิ ฉัยของคณะกรรมการสรรหาใหเ้ ป็นทส่ี ดุ ในกรณีท่ีไม่มีผู้ด�ำรงต�ำแหน่งประธานกรรมการ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าท่ีได้  ให้กรรมการเลือก กรรมการคนหนงึ่ ทำ� หน้าท่ีแทนประธานกรรมการ ในระหว่างท่ีกรรมการพ้นจากต�ำแหน่งก่อนวาระ แ ล ะ ยั ง ไ ม ่ มี ก า ร แ ต ่ ง ต้ั ง ก ร ร ม ก า ร แ ท น ต� ำ แ ห น ่ ง ท่ี ว ่ า ง ให้กรรมการเท่าท่ีเหลืออยู่ปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปได้  แต่ถ้ามี กรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงสี่คน  ให้กระท�ำได้แต่เฉพาะการท่ี จำ� เป็นอนั ไมอ่ าจหลกี เล่ียงได้ ในกรณีที่กรรมการจะพ้นจากต�ำแหน่งตามวาระ ให้ด�ำเนินการสรรหากรรมการใหม่ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวัน ก่อนวันท่ีกรรมการครบวาระ  แต่ถ้ากรรมการพ้นจาก ต�ำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากการพ้นจากต�ำแหน่งตามวาระ ให้ด�ำเนินการสรรหากรรมการภายในหน่ึงร้อยห้าสิบวัน นบั แตว่ ันทต่ี �ำแหนง่ วา่ งลง การวินจิ ฉัย มาตรา ๒๑ เมื่อมีผู้ร้องขอโดยมีหลักฐานตาม สมควรว่ากรรมการผู้ใดพ้นจากต�ำแหน่งตามมาตรา  ๒๐ (๒)  (๓)  หรือ  (๔)  ให้เลขาธิการวุฒิสภาเสนอเรื่องต่อ ประธานกรรมการสรรหาภายในห้าวันนับแต่วันท่ีได้รับ

395 การร้องขอ  และให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยให้แล้ว เสร็จโดยเร็ว  ในการวินิจฉัยให้ถือเสียงข้างมากและให้ใช้ วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย  ในกรณีท่ีมีเสียงเท่ากัน ให้ประธานกรรมการสรรหาออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงชีข้ าด หลักฐานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามท่ีคณะกรรมการ สรรหากำ� หนด มาตรา ๒๒ ในกรณีท่ีกรรมการต้องหยุดปฏิบัติ การแตง่ ตง้ั หน้าที่เพราะถูกกล่าวหาและศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนก กรรมการ คดีอาญาของผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง เป็นการชว่ั คราว และมีกรรมการเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคลซึ่งมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการ ท�ำหน้าท่ีเป็นกรรมการเป็นการช่ัวคราวให้ครบเจ็ดคน โดยให้ผู้ซ่ึงได้รับแต่งตั้งท�ำหน้าที่ในฐานะกรรมการได้ จนกว่ากรรมการท่ีตนท�ำหน้าที่แทนจะปฏิบัติหน้าท่ีได้หรือ จนกวา่ จะมกี ารแตง่ ตั้งผ้ดู �ำรงต�ำแหน่งแทน มาตรา ๒๓ ภายใต้บังคับมาตรา  ๒๐  วรรคห้า การประชุม การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุม ของคณะกรรมการ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจ�ำนวนกรรมการท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุมในกรณีท่ีกรรมการคนใดไม่อาจมา ประชมุ ได้  ให้จดแจง้ เหตุน้ันไว้ในรายงานการประชมุ

396 การลงมติในการประชุมของคณะกรรมการให้ใช้ คะแนนเสียงข้างมาก  โดยประธานในท่ีประชุมและ กรรมการที่มาประชุมต้องลงคะแนนเสียงเพื่อมีมติโดยจะ งดออกเสียงมิได้  และให้กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่ง ในการลงคะแนน  ในกรณีมีคะแนนเสียงเท่ากัน  ให้ประธาน ในท่ีประชุมมีสิทธิออกเสียงเพ่ิมข้ึนอีกเสียงหน่ึงเป็นเสียง ช้ขี าด การไม่เข้าประชุมหรือไม่อยู่ในท่ีประชุมตามวรรคสอง เฉพาะในกรณีมีการพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา  ๒๖  (๒) หรือ  (๔)  โดยไม่มีเหตุอันสมควร  ให้ถือว่าเป็นการจงใจ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม  แต่ไม่ตัดสิทธิ ท่ีจะลาออกจากต�ำแหน่งกอ่ นมีการลงมติ ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม  ให้กรรมการท่ีมา ประชุมเลือกกรรมการคนหน่ึงเป็นประธานในที่ประชุม ท้ังน้ี  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประชุมท่ีคณะกรรมการ ก�ำหนด การไม่รบั เงนิ มาตรา ๒๔ ในระหว่างการดำ� รงต�ำแหนง่ กรรมการ ทรพั ยส์ ิน หรือ ตอ้ งไม่รบั เงนิ   ทรพั ย์สิน  หรือประโยชนอ์ นื่ ใดจาก ประโยชน์อนื่ ใด (๑)  บคุ คลผไู้ มม่ สี ญั ชาติไทย (๒) นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจ หรอื กิจการหรือจดทะเบยี นสาขาอย่ใู นหรอื นอกราชอาณาจักร

397 (๓)  นิติบุคคลท่ีจดทะเบียนในราชอาณาจักร โดยมีบุคคลผไู้ ม่มีสญั ชาติไทยมีทุนหรือเป็นผ้ถู อื หุ้นเกินรอ้ ยละ ส่ีสิบเก้า  ในกรณีท่ีเป็นบริษัทมหาชนจ�ำกัดให้พิจารณา ต า ม ที่ ป ร า ก ฏ ใ น ท ะ เ บี ย น ผู ้ ถื อ หุ ้ น ข อ ง บ ริ ษั ท ดั ง ก ล ่ า ว หุ ้ น ที่ ไ ม ่ ป ร า ก ฏ ชื่ อ ผู ้ ถื อ ห รื อ โ ด ย ตั ว แ ท น ข อ ง บุ ค ค ล ท่ีไม่เปิดเผยชอื่   ให้ถอื วา่ เปน็ หุ้นทถ่ี อื โดยผู้ไม่มสี ัญชาตไิ ทย (๔)  องค์การหรือนิติบุคคลท่ีมีรายได้หลักจากทุน หรือเงินอดุ หนุนจากตา่ งประเทศ ความในวรรคหน่ึงไม่ใช้บังคับกับกรณีที่กรรมการ ได้รับเชิญจากองค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงาน ของรัฐต่างประเทศให้ไปประชุมหรือสัมมนาในต่างประเทศ โดยผู้เชิญเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้  ท้ังน้ี  เมื่อได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว มาตรา ๒๕ กรรมการต้องปฏิบัติหน้าท่ีเต็ม การปฏบิ ตั ิ เวลา  และการปฏิบัติหน้าท่ีและการใช้อ�ำนาจของ หน้าที่ของ คณะกรรมการต้องเป็นไปโดยสุจริต  เท่ียงธรรม  กล้าหาญ คณะกรรมการ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ  และปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามมาตรฐานทางจริยธรรม  ท้ังต้องค�ำนึงถึง ความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวม ของชาติเป็นส�ำคัญ  ในระหว่างการด�ำรงต�ำแหน่ง กรรมการจะเข้ารับการศึกษาหรืออบรมในหลักสูตรหรือ โครงการใด  ๆ  มิได้  เว้นแต่เป็นหลักสูตรหรือโครงการ ท่คี ณะกรรมการเปน็ ผูจ้ ัดขน้ึ โดยเฉพาะสำ� หรบั กรรมการ

398 ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ  ต้อง ค�ำนึงถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามและบริบทของ สงั คมไทยเปน็ ส�ำคัญดว้ ย หน้าท่แี ละ มาตรา ๒๖ คณะกรรมการมีหน้าท่ีและอ�ำนาจ อำ� นาจของ ดงั ต่อไปน้ี คณะกรรมการ (๑)  ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงท่ีถูกต้อง เก่ียวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า แ ล ะ เ ส น อ แ น ะ ม า ต ร ก า ร ห รื อ แ น ว ท า ง ที่ เ ห ม า ะ ส ม ใ น การป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน  รวมทั้ง ก า ร เ ยี ย ว ย า ผู ้ ไ ด ้ รั บ ค ว า ม เ สี ย ห า ย จ า ก ก า ร ล ะ เ มิ ด สิทธมิ นษุ ยชนตอ่ หนว่ ยงานของรฐั หรอื เอกชนท่เี ก่ยี วข้อง (๒) จัดท�ำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ ด ้ า น สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ เ ส น อ ต ่ อ รั ฐ ส ภ า แ ล ะ คณะรฐั มนตร ี และเผยแพร่ตอ่ ประชาชน (๓)  เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริม แ ล ะ คุ ้ ม ค ร อ ง สิ ท ธิ ม นุ ษ ย ช น ต ่ อ รั ฐ ส ภ า ค ณ ะ รั ฐ ม น ต รี และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง  รวมตลอดท้ังการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย  กฎ  ระเบียบ  หรือค�ำส่ังใด  ๆ  เพ่ือ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธมิ นษุ ยชน (๔) ช้ีแจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดย ไม่ชักช้าในกรณีท่ีมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถกู ตอ้ งหรอื ไมเ่ ปน็ ธรรม

399 (๕)  สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนัก ถึงความส�ำคัญของสิทธมิ นุษยชน มาตรา ๒๗ เพ่ือประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าท่ี หนา้ ท่แี ละ ตามมาตรา  ๒๖  ให้คณะกรรมการมีหน้าท่ีและอ�ำนาจ อำ� นาจของ ดังตอ่ ไปน้ีดว้ ย คณะกรรมการ (๑) ส่งเสริม  สนับสนุน  และร่วมมือแก่บุคคล หน่วยงานของรัฐ  และภาคเอกชนในการศึกษา  วิจัย แ ล ะ เ ผ ย แ พ ร ่ ค ว า ม รู ้ แ ล ะ พั ฒ น า ค ว า ม เ ข ้ ม แ ข็ ง ด ้ า น สิทธิมนุษยชน  รวมตลอดท้ังในการให้ความช่วยเหลือ หรอื เยยี วยาแก่ผู้ถูกละเมดิ สิทธิมนุษยชน (๒)  ส่งเสริมและเผยแพร่ให้เด็ก  เยาวชน  และ ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนของแต่ละบุคคล ที่ทัดเทียมกัน  และการเคารพในสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่น ซึ่งอาจแตกต่างกันในทางวัฒนธรรม  ประเพณี  วิถีชีวิต และศาสนา (๓) ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานของรัฐ  องค์กรเอกชน  และองค์การ ระหว่างประเทศในด้านสิทธิมนษุ ยชน (๔) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเก่ียวกับ การท่ีประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีหรือการปฏิบัติตาม หนงั สือสญั ญาเกย่ี วกบั การส่งเสรมิ และคมุ้ ครองสิทธมิ นุษยชน

400 (๕) ออกระเบียบหรือประกาศเพ่ือปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญนี้ (๖) หน้าที่และอ�ำนาจอ่ืนตามท่ีก�ำหนดไว้ใน พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญนี้หรอื กฎหมายอ่ืน การปฏบิ ัตหิ น้าที่ มาตรา ๒๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ี  ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ รับผดิ ชอบร่วมกันเพอื่ ใหบ้ รรลุเป้าหมายในการส่งเสรมิ และ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน  ทั้งน้ี  โดยค�ำนึงถึงประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการท�ำงาน  และต้องด�ำเนินการตาม มติของคณะกรรมการ  เว้นแต่ที่มีบทบัญญัติหรือท่ี คณะกรรมการมอบหมายให้กรรมการแต่ละคนกระท�ำได้ ให้กรรมการแต่ละคนมีอ�ำนาจท่ีจะด�ำเนินการดังกล่าวได้ แต่ในการใช้อ�ำนาจน้ันจะต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกัน ด้วย  ท้ังน้ีตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขท่ีคณะกรรมการ กำ� หนด ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหน่ึง  คณะกรรมการ จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีเป็นผู้ด�ำเนินการตรวจสอบ และรวบรวมขอ้ เท็จจรงิ เบ้ืองต้นแทนคณะกรรมการก็ได้ การจ้างบุคคล มาตรา ๒๙ ในกรณีที่จ�ำเป็นต้องได้ข้อมูลหรือ หรือสถาบัน มีการศึกษาเร่ืองใด  คณะกรรมการจะขอให้ส�ำนักงานจ้าง ทีม่ ีความรู้ บุคคลหรือสถาบันซ่ึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญด�ำเนินการ ความเชยี่ วชาญ ในเร่ืองน้ันได้ตามที่จ�ำเป็น  หรือในกรณีท่ีไม่อาจหลีกเล่ียง

401 ได้จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แทนก็ได้  โดยต้องค�ำนึงถึงความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ ที่จะเกดิ ขึ้น  ท้ังนี้  ก่อนการจ้างหรอื แต่งต้ัง  คณะกรรมการ ต้องก�ำหนดเป้าหมาย  ผลสัมฤทธิ์  และระยะเวลา ของการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ดี ังกล่าวไวใ้ หช้ ดั เจน หลักเกณฑ์และวิธีการจ้าง  และค่าตอบแทน ของบุคคลหรือสถาบนั   หรือการแต่งตัง้ อนกุ รรมการ  การพน้ จากต�ำแหน่ง  ค่าตอบแทน  และประโยชน์ตอบแทนอื่น และวิธีปฏิบัติงานของอนุกรรมการให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะกรรมการก�ำหนด มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ เจ้าพนักงาน ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี  ให้กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวล เปน็ เจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา กรรมการไม่ต้องรับผิดท้ังทางแพ่ง  ทางอาญา หรือทางปกครอง  เน่ืองจากการท่ีตนได้ปฏิบัติตาม หน้าที่และอ�ำนาจโดยสุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญน้ี มาตรา ๓๑ เงินเดือน  เงินประจ�ำต�ำแหน่ง เงินเดอื น และประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการให้เป็นไปตาม เงินประจำ� ต�ำแหนง่ กฎหมายว่าด้วยการน้ัน  และให้ได้รับเบ้ียประชุมเป็นรายครั้ง ของคณะกรรมการ เท่ากับกรรมการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบ้ียประชุม กรรมการ

402 ให้กรรมการได้รับเงินค่ารับรองเหมาจ่าย เป็นรายเดือนตามอัตราที่กระทรวงการคลังก�ำหนดซ่ึงต้อง ไม่น้อยกว่าเงินประจ�ำต�ำแหน่งของประธานกรรมการหรือ กรรมการ  แล้วแตก่ รณี สทิ ธิได้รบั มาตรา ๓๒ กรรมการซึ่งด�ำรงต�ำแหน่งไม่น้อยกว่า บ�ำเหนจ็ หนึ่งปีมีสิทธิได้รับบ�ำเหน็จตอบแทนเป็นเงินซ่ึงจ่าย ตอบแทน คร้ังเดียวเม่ือพ้นจากต�ำแหน่งด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปน้ี (๑) ครบวาระ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) มอี ายคุ รบเจด็ สิบปี ในการค�ำนวณบ�ำเหน็จตอบแทนนั้น  ให้น�ำอัตรา เงินเดือนตามมาตรา  ๓๑  คูณด้วยจ�ำนวนปีท่ีด�ำรงต�ำแหน่ง เศษของปีให้นับเปน็ หน่งึ ปี สิทธิในบ�ำเหน็จตอบแทนน้ัน  เป็นสิทธิเฉพาะตัว จะโอนไม่ได้  เว้นแต่กรณีตาย  ให้ตกได้แก่คู่สมรสและ ทายาทท่ีได้แจ้งไว้  และถ้าการตายน้ันเกิดข้ึนเพราะเหตุ ปฏิบัติหน้าที่หรือในการปฏิบัติหน้าท่ีให้ได้รับเป็นสองเท่า ของบ�ำเหนจ็ ตอบแทนที่ก�ำหนดไวต้ ามวรรคสอง

403 หมวด  ๒ การด�ำเนินการตามหน้าท่ขี องคณะกรรมการ มาตรา ๓๓ ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราช การด�ำเนนิ การ บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้  ให้คณะกรรมการด�ำเนินการ ตามหนา้ ทข่ี อง โดยมุ่งหมายท่ีจะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการ อย่างเป็นระบบ  และให้เฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ด้านสทิ ธมิ นษุ ยชนของประเทศอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง  ให้คณะกรรมการ ด�ำเนินการโดยการประสานหรือแสวงหาความร่วมมือ จากหนว่ ยงานของรฐั   องคก์ รเอกชน  และภาคประชาสงั คม มาตรา ๓๔ เม่ือความปรากฏต่อคณะกรรมการ การละเมิด ไม่ว่าโดยทางใด  ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียนหรือไม่ สทิ ธมิ นษุ ยชน ก็ตามว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ึน  ให้คณะกรรมการ ตรวจสอบเพ่ือให้ได้มาซ่ึงข้อเท็จจริงท่ีถูกต้องและท�ำความจริง ให้ปรากฏโดยไม่ล่าช้า  และต้องศึกษาและวิเคราะห ์ ให้ทราบถึงสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชน  โดยมุ่งเน้น ที่จะแก้ไขปัญหาและป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในเร่ืองนั้นหรือลักษณะเดียวกันน้ันขึน้ อีก

404 บุคคลใดท่ีได้รับความเสียหายหรือพบเห็นว่า มีการกระท�ำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมมีสิทธิแจ้ง หรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการได้  ตามหลักเกณฑ์และ วิธีการท่ีคณะกรรมการก�ำหนดซึ่งต้องไม่มีลักษณะเป็น การสร้างข้ันตอนโดยไม่จ�ำเป็น  และต้องด�ำเนินการ โดยมุ่งหมายให้การเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการเป็นไป โดยสะดวกและรวดเร็ว  และไม่มีลักษณะบังคับให้ต้องเปิดเผย ตัวตนของผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียน  เว้นแต่เป็นการร้องเรียน เ ก่ี ย ว กั บ ป ร ะ โ ย ช น ์ ข อ ง ผู ้ ร ้ อ ง เ รี ย น เ ป ็ น ก า ร เ ฉ พ า ะ ตั ว ซ่ึงจ�ำเป็นต้องทราบตัวบุคคลเพื่อประโยชน์ในการติดต่อ ขอข้อมลู หรือแจ้งผลการดำ� เนินการ ในการด�ำเนินการตามวรรคหนึ่ง  ถ้าเป็นกรณีท่ีมี ผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียน  เม่ือผลการพิจารณาเป็นประการใด ให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้แจ้งหรือผู้ร้องเรียนทราบด้วย เว้นแตผ่ แู้ จง้ หรือผ้รู ้องเรยี นมิได้แจง้ สถานที่อยทู่ ่จี ะติดต่อได้ การด�ำเนนิ การ มาตรา ๓๕ ในการตรวจสอบเพื่อให้ได้มา ของคณะ ซึ่งข้อเท็จจริงตามมาตรา  ๓๔  คณะกรรมการอาจด�ำเนินการ กรรมการ โดยประการใด  ๆ  ซ่ึงต้องไม่สร้างข้ันตอนหรือเป็นภาระ ในการตรวจสอบ แก่บุคคลหรือหน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องมากเกินจ�ำเป็น และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ร้องเรียนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทเี่ กยี่ วขอ้ งชแี้ จงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำ� ช้ีแจง ของตนไดต้ ามสมควร

405 เพ่ือประโยชน์ในการด�ำเนินการตามวรรคหน่ึง ให้คณะกรรมการมีอ�ำนาจดังต่อไปนี้  ซึ่งต้องกระท�ำเท่าที่ จ�ำเปน็   (๑) ขอให้หน่วยงานของรัฐ  ข้าราชการ พนกั งาน  หรอื ลูกจา้ งของหนว่ ยงานดังกลา่ ว  หรือบุคคลใด มีหนังสือช้ีแจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นในการปฏิบัติงาน หรือมาให้ถ้อยค�ำ  หรือส่งวัตถุเอกสาร  หลักฐาน  หรือ พยานหลักฐานอ่ืนที่เก่ียวข้องเพ่ือประกอบการพิจารณา ภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการก�ำหนด  ในกรณีท่ีหน่วยงาน หรือบุคคลใดไม่ด�ำเนินการตามท่ีคณะกรรมการร้องขอ คณะกรรมการจะออกค�ำส่ังให้หน่วยงานหรือบุคคลนั้น ดำ� เนินการดงั กล่าวกไ็ ด้ (๒) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานท่ีใด  ๆ  เพ่ือ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานต่าง  ๆ ที่เก่ียวข้อง  ทั้งนี้  ในกรณีท่ีเคหสถานหรือสถานท่ีที่จะ เข้าไปนั้นมิได้อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ยินยอม  ให้เข้าไปได้เม่ือมี หมายของศาล (๓) ออกระเบียบก�ำหนดหลักเกณฑ์การจ่าย คา่ ใชจ้ า่ ย  คา่ เบีย้ เลีย้ ง  และคา่ เดินทางของบุคคลซึ่งมาให้ ความเห็นหรือถ้อยค�ำ  และการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงาน เจา้ หนา้ ท่ี

406 ในการด�ำเนินการตาม  (๑)  หรือ  (๒)  คณะกรรมการ อาจมอบหมายให้กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าท ่ี ด�ำเนินการแทนคณะกรรมการได้  เว้นแต่การออกค�ำสั่ง ตาม  (๑)  ให้มอบหมายได้เฉพาะกรรมการ  ท้ังนี้  ตาม ระเบยี บทีค่ ณะกรรมการก�ำหนด ในการด�ำเนินการตาม  (๒)  ให้ด�ำเนินการต่อหน้า ผู้ครอบครองหรือดูแลสถานที่หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง  หรือถ้าหา บุคคลดังกล่าวไม่ได้  ก็ให้ด�ำเนินการต่อหน้าบุคคลอื่น อย่างน้อยสองคนซึ่งได้ขอร้องให้มาเป็นพยาน  ในการนี้ ให้ผู้ครอบครองหรือดูแลสถานท่ี  หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องให้ ความร่วมมือเพ่ือให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นไป โดยสะดวก การแก้ไข มาตรา ๓๖ ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบ การละเมดิ แล้วเห็นว่า  การละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีใดเป็นเรื่อง สทิ ธิมนุษยชน เฉพาะตัวเป็นรายกรณี  ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐหรือ เอกชนที่เก่ียวข้องเพ่ือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดั ง ก ล ่ า ว ต า ม ห น ้ า ท่ี แ ล ะ อ� ำ น า จ ภ า ย ใ น ร ะ ย ะ เ ว ล า ท ่ี ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ก� ำ ห น ด ซ่ึ ง ต ้ อ ง ไ ม ่ น ้ อ ย ก ว ่ า ห ก สิ บ วั น โดยให้คณะกรรมการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางท่ี เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังกล่าว  รวมท้ังการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจาก การละเมดิ สิทธมิ นุษยชนในกรณนี ัน้ ด้วย  แลว้ แตก่ รณี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook