Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

Published by E-books, 2021-03-15 06:34:18

Description: หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ-สมชาย

Search

Read the Text Version

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 59 ช่วงชิงอ�ำนาจในประเทศฝรั่งเศส ประสบการณ์อันเลวร้ายของเหตุการณ์นองเลือด มสี ว่ นทำ� ใหท้ ุกฝ่ายพยายามหาทางออกร่วมกัน ความไรเ้ สถียรภาพทางการเมอื งในความม่นั คงของระบอบสาธารณรฐั รฐั ธรรมนญู ของสาธารณรฐั ท่ี3ทปี่ ระกอบไปดว้ ยกฎหมายรฐั ธรรมนญู สามฉบบั ลงวนั ท่ี 24, 25 กมุ ภาพนั ธ์ และ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1875 สถาปนาระบอบการปกครอง แบบรฐั สภาทม่ี ี การแบ่งแยกอ�ำนาจไมเ่ ด็ดขาดขึ้น การประนปี ระนอมระหวา่ งฝา่ ย กษตั รยิ น์ ยิ มและสาธารณรฐั นยิ มสะทอ้ นผา่ นโครงสรา้ งและความสมั พนั ธท์ างอำ� นาจ ระหวา่ งองคก์ ร ฝา่ ยกษตั รยิ น์ ยิ มตอ้ งการหวั หนา้ ฝา่ ยบรหิ ารทเ่ี ขม้ แขง็ ประธานาธบิ ดี ทไี่ ดร้ บั เลอื กจากรฐั สภามวี าระ 7 ปี สามารถดำ� รงตำ� แหนง่ ไดไ้ มจ่ ำ� กดั วาระ มอี ำ� นาจ เฉพาะ (เชน่ แต่งต้ังถอดถอนรัฐบาล เสนอรา่ งกฎหมาย สทิ ธิ ยับย้ังกฎหมาย) มีการ ใชร้ ะบบสภาคทู่ ส่ี องสภาเทา่ เทยี มกนั 9 โดยใหว้ ฒุ สิ ภาเปน็ ผตู้ รวจสอบสภาลา่ ง รฐั บาล ต้องมีที่มาจากรัฐสภา รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประธานาธิบดีและต่อรัฐสภา ประธานาธบิ ดมี อี ำ� นาจยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร แตต่ อ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากวฒุ สิ ภา สาธารณรัฐท่ี 3 กลับวิวัฒนาการเป็นระบบการปกครองท่ีรัฐสภาเป็นใหญ่ หรอื “รฐั บาลโดยรฐั สภา”รฐั บาลออ่ นแอและไรเ้ สถยี รภาพในระหวา่ งค.ศ.1871-1940 มีการเปล่ียนรัฐบาลถึง 104 รัฐบาล การเลือกตั้งแบบสัดส่วนท�ำให้ไม่มีพรรคใด ไดเ้ สยี งเพยี งพอทจ่ี ะจดั ตงั้ รฐั บาล พรรคการเมอื งหลายพรรครวมตวั กนั แบบหลวมๆ และไมม่ พี นั ธมติ รทแี่ นน่ อน รฐั บาลพรอ้ มทจ่ี ะลาออกทกุ เมอื่ ถา้ ขาดเสยี งสนบั สนนุ จาก สภาผแู้ ทนราษฎร พรรคการเมืองไมม่ ีการจดั องคก์ รอย่างเป็นระบบและไม่สามารถ ควบคุมผู้แทนของตนได้ ผู้แทนมีจุดยึดโยงกับประชาชนในท้องถ่ินท่ีเป็นฐานเสียง ของตนมากกว่าพรรคการเมืองที่ตนสังกัดและต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ ท้องถิน่ จากรฐั ฝ่ายบริหารไม่มีอ�ำนาจถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติตามกลไกของระบบรัฐสภา เนื่องจากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อ�ำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎรได้ในทางปฏิบัติ วิกฤติทางการเมอื งเกิดข้ึน หลังจากท่ปี ระธานาธิบดี Mac Mahon ฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ ม ยุบสภาผู้แทนราษฎรทป่ี ระกอบดว้ ยฝา่ ยสาธารณรัฐนิยม เม่ือวันท่ี 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1877 เพื่อโต้ตอบท่ีสภาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่ประธานาธิบดี แต่งต้ัง แต่ประชาชนเลือกฝ่ายสาธารณรัฐนิยมกลับเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรอีก 9 วุฒิสภามีสมาชิก 300 คน โดยรัฐสภาแต่งตัง้ 75 คนให้ด�ำรงตำ� แหน่งตลอดชีวติ และอีก 225 คน มาจาก การเลอื กตั้งโดยผ้แู ทนท้องถ่นิ

60 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย ท้ายท่ีสุดประธานาธิบดี Mac Mahon จึงยอมจ�ำนนและลาออกจากต�ำแหน่งใน ค.ศ. 1879 Jules Grévy ผทู้ ไี่ ดร้ บั เลอื กจากรฐั สภาขนึ้ มาเปน็ ประธานาธบิ ดคี นถดั ไป ประกาศว่าตนจะไมข่ ดั ต่อรฐั สภาผแู้ สดงเจตจ�ำนงของชาต1ิ 0 ขณะเดียวกันระบบสภาคู่ที่ทั้งสองสภาเท่าเทียมกันก็ส่งผลให้รัฐสภาเป็น อมั พาต วฒุ สิ ภาซงึ่ เปน็ ตวั แทนของฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ มเอนเอยี งไปทางชนบทและเมอื ง เลก็ ๆ ใชส้ ทิ ธขิ ดั ขวางรา่ งกฎหมายเกย่ี วกบั ประกนั สงั คม การปฏริ ปู ภาษี หรอื เรอ่ื งใด ท่ีขัดต่อผลประโยชน์ของฐานเสียงของตนในชนบทและเมืองเล็กๆ เช่น วุฒิสภา ใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายภาษีรายได้ท่ีฝ่ายเรดิคัลสามารถผลักดันให้ผ่านสภาล่างได้ใน ค.ศ. 191211 เน่ืองจากไม่มีกลไกไกล่เกล่ียในกรณีท่ีสองสภาไม่เห็นตรงกัน รัฐสภา ไม่สามารถผ่านกฎหมายมาแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญอยู่ได้ สาธารณรฐั ที่ 3 ประสบปญั หาความไรป้ ระสทิ ธภิ าพและความไรเ้ สถยี รภาพทางการเมอื ง อย่ตู ลอดเวลา ในชว่ งทา้ ยของทศวรรษ 1930 สาธารณรฐั ท่ี 3 ออ่ นแอลง ฝา่ ยสาธารณรฐั นยิ ม เรมิ่ สญู เสยี ความนยิ มเนอ่ื งจากประชาชนไมพ่ อใจทรี่ ฐั บาลไมส่ ามารถดำ� เนนิ การแกไ้ ข ปัญหาต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะท่ีประเทศเผชิญสภาวะเศรษฐกิจตกต่�ำ อันเป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกและการข้ึนมามีอ�ำนาจของเผด็จการฟาสซิสต์ ในยโุ รป ดว้ ยเหตนุ ี้ แนวคดิ ตอ่ ตา้ นประชาธปิ ไตยของฝา่ ยขวาจงึ ไดร้ บั ความนยิ มเพม่ิ ขนึ้ เป็นล�ำดับ ความจ�ำเป็นท่ีจะต้องมีฝ่ายบริหารท่ีเข้มแข็งเปิดโอกาสให้เผด็จการขึ้นสู่ อ�ำนาจในที่สุด สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงเมื่อรัฐบัญญัติฉบับวันท่ี 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 ใหอ้ ำ� นาจเบด็ เสรจ็ แกจ่ อมพล Pétain เปน็ ผเู้ จรจาสงบศกึ กบั นาซี ฝรง่ั เศส อยภู่ ายใตร้ ะบบเผดจ็ การจนสงครามโลกครงั้ ทส่ี อง สน้ิ สดุ กอ่ นจะกลบั สกู่ ารปกครอง ระบอบสาธารณรัฐอีกคร้งั ความขดั แย้งระหว่างฝา่ ยสาธารณรัฐนยิ มและฝ่ายต่อต้าน ถา้ ไมน่ บั การขน้ึ มาสอู่ ำ� นาจของเผดจ็ การในชว่ งสงครามโลกครง้ั ทสี่ อง ระบอบ สาธารณรฐั ได้ลงรากฐานมนั่ คงในฝรงั่ เศสนับแต่การจดั ตั้งสาธารณรัฐที่ 3 เปน็ ตน้ มา ทกุ ฝา่ ยยอมรบั ในกรอบใหญว่ า่ ระบอบสาธารณรฐั เปน็ ระบอบการปกครองทเี่ หมาะสม 10 « Je n’entrerai jamais en lutte contre la volonté nationale » Larousse, « mai 1877 (crise du 16) », in Dictionnaire de l’Histoire de France Édition 2005 (online), http://www.larousse.fr/archives/histoire_de_france/page/767 (14 June 2014). 11 Alistair Cole, French politics and society, p. 11.

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 61 แต่สังคมฝรั่งเศสยังคงประกอบไปด้วยพลเมืองท่ีมีอุดมการณ์และแนวคิดที่แตกต่าง ตลอดสาธารณรัฐที่ 3 จึงยังคงมีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐนิยมกับฝ่าย ตอ่ ตา้ น ในชว่ ง 30 ปแี รกของการจดั ตงั้ สาธารณรฐั ท่ี 3 ความขดั แยง้ หลกั ทเ่ี กดิ ขน้ึ เปน็ ความขดั แยง้ ระหวา่ งฝา่ ยสาธารณรฐั นยิ มและฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ มคาทอลกิ ฝา่ ยคาทอลกิ ต่อต้านฝ่ายสาธารณรัฐนิยมที่ต้องการให้ฝร่ังเศสเป็นรัฐโลกวิสัยที่ปราศจากพระเจ้า ขณะทฝ่ี า่ ยสาธารณรฐั มองฝา่ ยคาทอลกิ เปน็ ฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ มทพี่ ยายามปกปอ้ งสงั คม แบบชนชนั้ กอ่ นมกี ารปฏวิ ตั ิ ซง่ึ ความขดั แยง้ ดงั กลา่ วดำ� เนนิ ไปถงึ ชว่ งตน้ ศตวรรษที่ 20 หลงั สงครามโลกครงั้ ทหี่ นง่ึ ฝา่ ยสาธารณรฐั ถกู ตอ่ ตา้ นจากพรรคคอมมวิ นสิ ตฝ์ รงั่ เศสที่ จัดตง้ั ขึ้นเม่อื ค.ศ. 1920 และตัง้ แต่ ค.ศ. 1930 เปน็ ตน้ มากต็ ้องรับมือกบั ฝ่ายขวาจดั AlistairCole เหน็ วา่ หลงั การจดั ตง้ั สาธารณรฐั ที่3 การเปน็ ฝา่ ยสาธารณรฐั นยิ ม ไมไ่ ดส้ อดคลอ้ งกบั “ธรรมเนยี มการปฏวิ ตั ”ิ อกี ตอ่ ไป แตก่ ารเปน็ ฝา่ ยสาธารณรฐั นยิ ม หมายถึงการรักษาระบบทางการเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจท่ีมีให้คงอยู่ บทบาทของผสู้ บื ทอดธรรมเนยี ม การปฏวิ ตั โิ ดยเรยี กรอ้ งการเปลยี่ นแปลงถกู สง่ มอบ ตอ่ ใหฝ้ า่ ย anarcho-syndicalistes12 ฝา่ ยสงั คมนยิ มมารก์ ซสิ ตแ์ ละฝา่ ยคอมมวิ นสิ ต์ สว่ นการสบื ทอดธรรมเนยี มปฏวิ ตั ทิ างฝา่ ยขวาเปน็ บทบาทของฝา่ ยตอ่ ตา้ นประชาธปิ ไตย กลา่ วคือ ฝ่ายกษัตริย์นยิ มและฝา่ ยนโปเลียนนิยม ในชว่ งศตวรรษท่ี 19 (ค.ศ. 1815- 1830 และ ค.ศ. 1852-1870) ฝา่ ยอนรุ ักษน์ ิยมท่ีเปน็ ปฏิปักษก์ ับ Dreyfus ภายใต้ สาธารณรฐั ที่ 3 และฝา่ ยตอ่ ตา้ นระบบรฐั สภา (mouvements antiparlementaires) ช่วงระหวา่ งสงครามโลกครัง้ ท่ีหน่งึ และครงั้ ทีส่ อง13 การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของสงั คมเปน็ เปา้ หมายทสี่ ำ� คญั ของสาธารณรฐั ที่ต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากฝ่ายที่มีแนวคิดและอุดมการณ์แตกต่าง รัฐต้องการ ผกู ขาดการใชพ้ น้ื ทส่ี าธารณะในทางสญั ลกั ษณ์ ดว้ ยเหตนุ ก้ี ารชมุ นมุ ตอ้ งทำ� ในสถานทปี่ ดิ และมีหลังคา รัฐตีความเสรีภาพในการชุมนุมอย่างแคบ โดยไม่รวมการเดินขบวน บนทางสาธารณะไมว่ า่ จะอยใู่ นรปู แบบใดและไมว่ า่ จะมชี อ่ื เรยี กวา่ อยา่ งไรการเดนิ ขบวน ต้องได้รบั อนุญาตจากเจา้ หน้าทีก่ อ่ น14 12 ฝ่ายท่ีเรียกร้องให้สหภาพแรงงานมีอ�ำนาจในการจัดการทางเศรษฐกิจภายใต้การควบคุมโดยตรงของ แรงงาน เกิดขึน้ ในชว่ งปลายศตวรรษที่ 19 13 Alistair Cole, French politics and society, p. 9-10. 14 ในตา่ งจงั หวดั นายกเทศมนตรผี เู้ ปน็ ตำ� รวจทางปกครองตามรฐั บญั ญตั เิ ทศบาลเปน็ ผอู้ นญุ าต (loi municipal ค.ศ. 1884) ในปารีส ไมม่ ีนายกเทศมนตรี préfet de police เปน็ ผ้อู นุญาต

62 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย การตีความเสรีภาพในการชุมนุมแบบเคร่งครัดเกี่ยวพันกับความเชื่อของ ฝ่ายสาธารณรัฐกระแสหลักในรัฐบาลว่าการเลือกตั้งท่ัวไปและการใช้เสรีภาพขั้น พ้ืนฐานที่กฎหมายรับรองเป็นกรอบของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของ พลเมืองท่ชี อบดว้ ยกฎหมายที่รฐั ยอมรบั ได้ แนวคิดปัจเจกนิยมและความเช่ือในเร่ืองประโยชน์ของแต่ละบุคคลที่เกิดข้ึน ตงั้ แตห่ ลงั การปฏวิ ตั ใิ หญ่ ค.ศ. 1789 ยงั คงมอี ทิ ธพิ ลอยู่ รฐั ไมเ่ ชอื่ ใจในองคก์ รทจี่ ะมา เปน็ ตัวกลางระหว่างประชาชนกบั ผแู้ ทนทม่ี าจากการเลือกต้ังของประชาชน 3.1.3 สาธารณรัฐท่ี 4 (ค.ศ. 1946-1958) : ความต่อเน่ืองของความ ไรเ้ สถยี รภาพทางการเมอื ง การส้นิ สดุ ลงของสาธารณรฐั ท่ี 3 และการขน้ึ มาของระบอบเผดจ็ การ Vichy เมื่อ ค.ศ. 1940 ท�ำให้บริบททางการเมืองของฝร่ังเศสไม่เหมาะสมกับการชุมนุม ประท้วงกลุ่มคอมมิวนสิ ตส์ ลายตัวไป หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Libération) มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวจาก ผูต้ ่อตา้ นรัฐบาลเผด็จการของนายพล Pétain ประชาชนลงมติวา่ ไมต่ ้องการกลบั ไป ใชร้ ฐั ธรรมนญู ของสาธารณรฐั ที่ 3 ทกุ ฝา่ ยเหน็ วา่ ตอ้ งมกี ารปฏริ ปู สถาบนั คนฝรงั่ เศส ยอมรับว่าระบอบสาธารณรัฐเป็นระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุดส�ำหรับ ประเทศ แตม่ คี วามเหน็ ตา่ งกนั วา่ ควรจะให้สถาบนั ใหม่มีรูปแบบใด แนวคิดท่ีหนึ่ง พรรคการเมืองฝ่ายซ้าย (พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส Parti Communiste และพรรค SFIO Section française de l’Internationale ouvrière) เสียงสว่ นใหญใ่ นรฐั สภา ต้องการประธานาธบิ ดที ม่ี ีอำ� นาจจำ� กัด ระบบ สภาเดย่ี วทสี่ มาชกิ สภาลา่ งมาจากการเลอื กตงั้ โดยตรงใหอ้ ำ� นาจกวา้ งขวางแกร่ ฐั สภา (เลอื กประธานาธบิ ด,ี ใหค้ วามเหน็ ชอบรฐั บาล และสามารถลม้ รฐั บาลไดโ้ ดยไมม่ ใี คร คดั คา้ นได)้ สว่ นนายพล de GAULLE ตอ้ งการระบบสภาคู่ เพม่ิ อำ� นาจใหฝ้ า่ ยบรหิ าร โดยใหป้ ระธานาธบิ ดอี ยูเ่ หนือพรรคการเมืองเปน็ อิสระจากรัฐสภา ในทส่ี ดุ แนวคดิ ของฝา่ ยพรรคการเมอื งชนะ รฐั ธรรมนญู ฉบบั วนั ที่ 27 ตลุ าคม ค.ศ. 1946 สถาปนาสาธารณรฐั ท่ี 4 โดยยงั คงระบบรฐั สภาเชน่ เดยี วกบั สาธารณรฐั ท่ี 3 แตพ่ ยายามแกไ้ ขปัญหาความไมม่ ีเสถียรภาพของทางการเมือง โดยการจดั ต้งั ระบบ รฐั สภาทมี่ เี หตมุ ผี ล (régime parlementaire rationnalisé) โดยพยายามจำ� กดั และ ควบคมุ การใชอ้ ำ� นาจของฝา่ ยนิติบัญญตั ิ รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1946 คงระบบสภาคไู่ ว้ แต่ยกเลิกอ�ำนาจยับยั้งร่างกฎหมายของสภาสูงท่ีท�ำหน้าที่เป็นท่ีปรึกษา รัฐบาล รับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น รัฐธรรมนูญก�ำหนดให้การลงมติไม่ไว้วางใจ

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 63 ทำ� รฐั บาลได้ยากกวา่ ในสาธารณรฐั ท่ี 3 คอื ต้องไดเ้ สยี งเกนิ กว่ากึ่งหน่งึ ในสภาผแู้ ทน ราษฎร และกำ� หนดใหค้ ณะรัฐบาลไมต่ ้องไดร้ บั ความไว้วางใจจากสภาผ้แู ทนราษฎร กอ่ นเขา้ ดำ� รงตำ� แหนง่ อกี ตอ่ ไป (investiture)15 นอกจากนย้ี งั มกี ารเพมิ่ อำ� นาจเฉพาะ ใหน้ ายกรัฐมนตรี เช่น นายกรัฐมนตรมี ีอ�ำนาจยุบสภาผแู้ ทนราษฎรโดยไม่ตอ้ งได้รับ ความเหน็ ชอบของสภาแห่งรฐั แตม่ เี งอ่ื นไขคอื การยบุ สภาผ้แู ทนราษฎรจะกระท�ำ ไม่ได้ในช่วง 18 เดือนแรก ยกเว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจรฐั บาล 2 ครั้งในช่วงเวลาดังกลา่ ว แต่ในทางปฏิบัติ ความพยายามสร้างระบบรัฐสภาที่มีเหตุมีผลไม่สัมฤทธิผล สาธารณรฐั ท่ี 4 ยังคงประสบปัญหาความเป็นใหญ่ของรฐั สภา16 ควบคู่ไปกบั ปญั หา ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลเช่นเดียวกันกับสาธารณรัฐท่ี 3 โดยมีการเปลี่ยน รฐั บาลถงึ 24 รฐั บาลภายในเวลา 22 ปี การเลอื กตงั้ แบบสดั สว่ นทำ� ใหร้ ฐั สภาประกอบ ไปด้วยพรรคหลายพรรค ไม่มีเสียงข้างมาก พรรคการเมืองรวมตัวเป็นรัฐบาลแบบ หลวมๆ และเปลยี่ นแปลงความรว่ มมอื ไปตามสถานการณ์ เช่น ในชว่ งสงครามเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคคอมมิวนิสต์ถูกต่อต้านจากสมาชิกอื่นๆ ผู้ได้รับ เลือกเป็นนายกรัฐมนตรีมักจะมีลักษณะประนีประนอม แต่มิใช่บุคคลท่ีมีความเป็น ผู้น�ำสูงหรือไดร้ ับการยอมรบั อย่างกว้างขวางทอี่ าจส่ันคลอนอ�ำนาจรฐั สภา ระบบการปกครองของสาธารณรฐั ท่ี 4 ไมส่ ามารถจดั การกบั ความทา้ ทายตา่ งๆ ท่ีฝร่ังเศสต้องเผชิญในช่วงหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง รัฐบาลท่ีอ่อนแอไม่สามารถ ด�ำเนินการบริหารประเทศหรือตัดสินใจในเร่ืองส�ำคัญๆ ได้เท่าทันการเปล่ียนแปลง ไมว่ า่ จะเปน็ การเปลย่ี นระบบการผลติ ไปเปน็ แบบอตุ สาหกรรม การปฏริ ปู ทางสงั คม สงครามเย็นและปัญหาอาณานิคม หลังจากแพส้ งครามอนิ โดจนี ใน ค.ศ. 1954 และยอมใหเ้ อกราชกับโมร็อกโก และตูนิเซีย รัฐบาลฝร่ังเศสไม่ต้องการสูญเสียแอลจีเรียท่ีฝรั่งเศสยึดครองต้ังแต่ ค.ศ.1830 ไปอีก ชาวฝร่ังเศสที่อาศยั อยูใ่ นแอลจีเรียกวา่ ลา้ นคนเรียกรอ้ งให้รัฐบาล 15 ในขณะที่ในสาธารณรัฐท่ี 3 ท้ังนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทน ราษฎรก่อนเข้ารบั ตำ� แหน่ง 16 แม้รัฐธรรมนูญจะมิได้ก�ำหนดไว้แต่นายกรัฐมนตรีก็ขอให้สภาให้ความเห็นชอบคณะรัฐบาล ซ่ึงท�ำให้เกิด ความรับผดิ ชอบต่อสภาในแงข่ ององคป์ ระกอบของคณะรฐั มนตรีท้งั ๆ ควรจะเปน็ ความรบั ผิดชอบในเรื่อง ของนโยบายบริหารประเทศมากกวา่ (pratique de double investiture) นอกจากนี้ แม้รฐั สภาจะไม่ได้ ลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็เลือกท่ีจะลาออกถ้าไม่สามารถผ่านกฎหมายท่ีส�ำคัญ ในขณะท่ีนายกรัฐมนตรี ใช้อำ� นาจยบุ สภาผูแ้ ทนราษฎรแค่เพียงครง้ั เดียว

64 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ขดั ขวางการแยกตวั เปน็ เอกราชของแอลจเี รยี ฝา่ ยแอลจเี รยี จดั ตง้ั แนวรว่ มปลดปลอ่ ย แหง่ ชาติข้นึ เพือ่ สู้รบกบั ฝรง่ั เศสตัง้ แต่ ค.ศ. 1954 สถานการณใ์ นแอลจเี รียทวีความ รนุ แรงมากขน้ึ จนชาวฝรงั่ เศสทส่ี นบั สนนุ รฐั บาลใหต้ อ่ สใู้ นตอนแรกตอ้ งการใหม้ กี าร ประนปี ระนอมเพ่อื ยตุ สิ งคราม17 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1958 ทหารในแอลจีเรีย ทำ� การปฏิวตั ลิ ้มรฐั บาลทางการของแอลจีเรยี และเรียกรอ้ งให้นายพล de GAULLE เข้ามาบริหารประเทศ สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบนายพล de GAULLE เปน็ นายกรัฐมนตรคี นสุดทา้ ยของสาธารณรัฐที่ 4 ในวนั ที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1958 สาธารณรฐั ท่ี 4 จงึ สนิ้ สดุ ลงเพราะรฐั บาลไมส่ ามารถจดั การกบั วกิ ฤตแิ อลจเี รยี ได้ มกี าร ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนญู ของสาธารณรฐั ท่ี 4 และใหอ้ �ำนาจรฐั บาล de GAULLE ร่างรฐั ธรรมนูญฉบับใหม่ 3.1.4 สาธารณรัฐที่ 5 (ค.ศ. 1958 - ปจั จุบนั ) : เสถียรภาพทางการเมือง และความเขม้ แขง็ ของฝา่ ยบรหิ าร การศึกษาระบบการเมืองการปกครองของสาธารณรัฐที่ 5 ของฝรั่งเศสแบ่ง ไดเ้ ปน็ สองช่วงดว้ ยกนั คอื หลังการการสถาปนาสาธารณรฐั ที่ 5 ค.ศ. 1958 และ หลงั จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชามติเม่ือ ค.ศ. 1962 รฐั ธรรมนญู ฉบบั วนั ที่ 4 ตลุ าคม ค.ศ. 1958 จดั ตงั้ ระบบรฐั สภาแบบมเี หตมุ ผี ล (parlementarisme rationalisé) ทเี่ นน้ สรา้ งเสถยี รภาพทางการเมอื ง โดยเพมิ่ ความ เขม้ แขง็ ใหก้ บั ฝา่ ยบรหิ ารและจำ� กดั อำ� นาจของรฐั สภา ในขณะทภี่ ายใตส้ าธารณรฐั ที่ 3 และ 4 ประธานาธิบดีได้รบั การคดั เลอื กจากสภาผูแ้ ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา ซ่ึงท�ำให้ ประธานาธิบดีเป็นประธานาธิบดีของพรรคการเมือง ภายใต้สาธารณรัฐที่ 5 ประธานาธบิ ดมี าจากการเลอื กตงั้ ทางออ้ ม โดยประชาชนเลอื กผแู้ ทนทอ้ งถนิ่ ทไี่ ปรว่ ม เลือกประธานาธิบดีกับรัฐสภา ประธานาธิบดีมีบทบาทส�ำคัญและมีอ�ำนาจเฉพาะ เพ่ิมขึ้นอย่างมาก ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งต้ังนายกรัฐมนตรี มีอ�ำนาจในการท�ำ 17 สงครามแอลจเี รยี ดำ� เนนิ เปน็ เวลาถงึ 8 ปแี ละยตุ ลิ งในเดอื นมนี าคม ค.ศ. 1962 หลงั จากฝรงั่ เศสกบั รฐั บาล ช่ัวคราวของแอลจีเรียบรรลุความตกลงเอวียอง นายพล de GAULLE ยอมมอบเอกราชให้กับแอลจีเรีย เพอื่ ความมนั่ คงและความเป็นอันหนึ่งอนั เดียวกนั ของฝรง่ั เศส หลงั สงครามแอลจเี รยี ชาวฝรงั่ เศสในแอลจเี รยี ทถี่ กู ขนานนามวา่ พวก “เทา้ ดำ� ” (pieds noirs) จำ� นวน เกอื บ 1 ลา้ นคน อพยพกลบั ประเทศฝรงั่ เศส ทำ� ใหฝ้ รงั่ เศสเผชญิ ปญั หาทางสงั คมและเศรษฐกจิ เชน่ ปญั หา ที่อยู่อาศยั ไม่เพยี งพอ การแยง่ งานและอน่ื ๆ สญั ชยั สวุ งั บตุ ร, ราชาธปิ ไตยใตร้ ฐั ธรรมนญู สสู่ าธารณรฐั ฝรงั่ เศส ค.ศ. 1815-1970, หนา้ 131-132.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 65 ประชามต1ิ 8 รวมท้ังการประกาศภาวะฉุกเฉินในกรณีเกิดภัยร้ายแรงต่อความม่ันคง ของชาต1ิ 9 ภายใต้รฐั ธรรมนูญ ค.ศ.1958 รัฐสภาถูกจ�ำกดั อ�ำนาจลงมาก จากท่ีสามารถ ตรารฐั บญั ญตั ิ (loi) ในทกุ เรอ่ื ง มาตรา 34 แหง่ รฐั ธรรมนญู ค.ศ.1958 กำ� หนดขอบเขต อำ� นาจของรัฐสภาในการตรารฐั บัญญัติไวเ้ ฉพาะบางเรือ่ ง โดยมาตรา 37 บญั ญตั ิให้ เรอื่ งอนื่ ทม่ี ไิ ดร้ ะบไุ วใ้ นมาตรา 34 เปน็ อำ� นาจของฝา่ ยบรหิ ารทจ่ี ะออกกฎเกณฑข์ อง ฝ่ายบริหาร (règlement) ได้ นอกจากนี้จากเดิมที่ฝร่ังเศสยอมรับหลักความเป็น กฎหมายสงู สดุ ของรฐั บญั ญตั แิ ละความเปน็ สถาบนั สงู สดุ ของรฐั สภา รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1958 จดั ตง้ั คณะตลุ าการรฐั ธรรมนญู ทมี่ อี ำ� นาจตรวจสอบความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของรฐั บัญญตั ิและระเบียบการด�ำเนินงานของรฐั สภา ยิ่งไปกว่านน้ั รฐั ธรรมนูญ ค.ศ. 1958 ยงั ใหเ้ ครอ่ื งมอื ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพมากแก่ รัฐบาลเพื่อผ่านกฎหมายส�ำคัญๆ จนถึง ค.ศ. 2008 รัฐบาลเป็นผู้ก�ำหนดวาระ การประชุมของทั้งสองสภา20 ส่วนมาตรา 49 วรรคสามแห่งรัฐธรรมนูญให้อ�ำนาจ นายกรัฐมนตรีขอผูกพันความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรไว้กับ การลงมตผิ า่ นรา่ งรฐั บญั ญตั ิ ถา้ ไมม่ กี ารเสนอญตั ตขิ อเปดิ อภปิ รายไมไ่ วว้ างใจรฐั บาล ภายใน 24 ช่ัวโมงถือว่าสภาผู้แทนราษฎรรับร่างโดยไม่ต้องมีการอภิปราย (Vote bloqué d’un texte de loi)21 กลไกในการควบคมุ ฝา่ ยบรหิ ารถกู ออกแบบใหเ้ ออื้ ตอ่ เสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการท่ีนายกรัฐมนตรีขอผูกพันความรับผิดชอบ ของรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรไว้กับแผนการด�ำเนินงานหรือค�ำแถลงนโยบาย ทางการเมืองทั่วไปของรัฐบาล (Question de confiance)22 หรือการลงมติ 18 เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองและการจดั องค์กรบรหิ ารรฐั การปฏิรูป การให้สตั ยาบนั สนธสิ ัญญาระหว่าง ประเทศ (มาตรา 11) 19 โดยต้องปรึกษานายกรฐั มนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานรัฐสภาและคณะตุลาการรฐั ธรรมนูญ ประธานาธิบดีมีอ�ำนาจเรียกประชุมสภา แต่ไม่สามารถยุบสภาผู้แทนราษฎรและห้ามมิให้มีการอภิปราย ไมไ่ วว้ างใจ (มาตรา 16) 20 หลงั การแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ รฐั ธรรมนญู เพอื่ การปฏริ ปู การเมอื ง เมอื่ วนั ท่ี 23 กรกฎาคม ค.ศ. 2008 รฐั สภามอี ำ� นาจ กำ� หนดวาระการประชมุ สภาครง่ึ หนง่ึ (2 สปั ดาหจ์ าก 4 สปั ดาห)์ โดย 1 สปั ดาหเ์ พอื่ การควบคมุ การทำ� งาน ของรฐั บาล นอกจากน้สี มาชิกเสียงสว่ นน้อยในสภาสามารถกำ� หนดวาระการประชมุ ไดเ้ ดอื นละ 1 วัน 21 การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 2008 ก�ำหนดเง่ือนไขว่ารัฐบาลจะใช้มาตรา 49 วรรคสามได้เฉพาะกับ รา่ งกฎหมายเก่ยี วกับงบประมาณ งบประมาณระบบประกนั สงั คม ส่วนร่างกฎหมายอ่นื ๆ จ�ำกัดท่ี 1 ร่าง ตอ่ สมัยประชุม 22 ตามมาตรา 49 วรรคหนงึ่ ทีต่ ้องการเพียงเสียงขา้ งมากธรรมดา

66 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย ไมไ่ ว้วางใจรัฐบาล (Motion de censure)23 ภายใต้สาธารณรฐั ท่ี 5 ฝา่ ยบรหิ ารจงึ มี อำ� นาจมากขณะทร่ี ฐั สภาอ่อนแอ การน�ำระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาดมาใช้กับการเลือกต้ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นปัจจยั ส�ำคญั ทส่ี ร้างความมีเสถยี รภาพทางการเมืองใน สาธารณรัฐท่ี 5 ระบบเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดท�ำให้มีการเลือกตั้งแบบ 2 รอบ ในการเลอื กตง้ั รอบแรกผสู้ มคั รทไี่ ดค้ ะแนนเสยี งเกนิ กวา่ รอ้ ยละ 50 ไดร้ บั การเลอื กตงั้ แตด่ ว้ ยเหตทุ ใ่ี นรอบแรกมกั ไมม่ ผี สู้ มคั รคนใดไดค้ ะแนนเสยี งเกนิ กวา่ กงึ่ หนงึ่ ผสู้ มคั ร ทีไ่ ด้คะแนนเสียงมากท่สี ุด 2 ล�ำดบั จะผา่ นเขา้ ไปในการเลอื กตง้ั รอบที่ 2 ทจ่ี ะจัดขึ้น หลงั จากการเลอื กตงั้ รอบแรก 15 วัน ในรอบน้ีผทู้ ไี่ ดเ้ สยี งขา้ งมากธรรมดาจะไดร้ บั การเลือกตั้ง ระบบเลือกต้ังดังกล่าวช่วยแก้ปัญหาการมีพรรคการเมืองพรรคเล็ก พรรคนอ้ ยหลายพรรคในสภาผแู้ ทนราษฎรสาเหตขุ องความไรเ้ สถยี รภาพในสาธารณรฐั ก่อนๆ โดยท�ำให้มีการแบ่งข้ัวความร่วมมือทางการเมืองเป็นสองข้ัวใหญ่โดย พรรคฝา่ ยซา้ ยและฝา่ ยขวา การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1962 ที่ก�ำหนดให้ประธานาธิบดีมาจากการ เลือกตงั้ ทางตรงได้เปลีย่ นโครงสรา้ งของสถาบันทางการเมอื งภายใตส้ าธารณรัฐท่ี 5 อย่างมีนัยส�ำคัญและมีผลเป็นการจัดต้ังระบบก่ึงประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (régime semi-présidentiel) อันท่ีจริงนายพล de GAULLE ต้องการให้ประธานาธิบดี ของสาธารณรัฐท่ี 5 มาจากการเลือกต้ังตั้งแต่เริ่มแรก แต่ได้รับการต่อต้านจาก พรรคการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาท่ีไม่ได้เป็นฝ่ายตน เหตุผลหน่ึงเนื่องจาก บทเรียนของประวัติศาสตร์ เมื่อ Louis-Napoléon Bonaparte ท่ีเข้าสู่ต�ำแหน่ง ประธานาธบิ ดใี นสาธารณรฐั ท่ี 2 โดยการเลอื กตง้ั ทางตรงไดเ้ คยทำ� การปฏวิ ตั เิ ปลย่ี น การปกครองไปเปน็ ระบอบจกั รวรรดิ เมอ่ื ค.ศ. 1848 แตใ่ น ค.ศ. 1962 ความนยิ มของ คนฝรง่ั เศสต่อประธานาธิบดี de GAULLE ทำ� ใหค้ นฝรง่ั เศสรบั รา่ งแกไ้ ขรัฐธรรมนญู ในการทำ� ประชามติ นบั แต่ ค.ศ. 1965 ประธานาธบิ ดขี องฝรง่ั เศสมาจากการเลอื กตงั้ โดยประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกต้ังท่ัวประเทศ โดยใช้ระบบเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเช่นเดียวกับ 23 ตามมาตรา 49 วรรคสอง สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรจำ� นวนไมน่ อ้ ยกว่า 1 ใน 10 สามารถเขา้ ช่ือเสนอญัตติ ขอเปดิ อภปิ รายทั่วไปเพ่ือลงมติไมไ่ ว้วางใจรฐั บาล (สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรแตล่ ะคนเข้าชอ่ื เสนอญตั ตไิ ด้ ไมเ่ กนิ กว่า 3 ครงั้ ในสมัยการประชมุ สามญั สมัยหน่ึง หรอื ไมเ่ กินกวา่ 1 ครั้ง ในระหวา่ งสมัยประชุมวสิ ามัญ สมยั หนง่ึ ) หา้ มลงมตกิ อ่ น 48 ชวั่ โมง ใหน้ บั เฉพาะคะแนนเสยี งทเ่ี หน็ ดว้ ยกบั ญตั ตไิ มไ่ วว้ างใจซงึ่ จะตอ้ งไดร้ บั คะแนนเสยี งมากกวา่ กงึ่ หน่ึงของสมาชกิ ทั้งหมดทมี่ ีอยขู่ องสภาผแู้ ทนราษฎร (289)

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 67 การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร24 ทำ� ใหก้ ารเมอื งของฝรงั่ เศสววิ ฒั นาการไปเปน็ ระบบสองข้วั ซ้าย-ขวา (Bipolarisation) ประธานาธบิ ดีในสาธารณรฐั ที่ 5 1959-1969 Charles de GAULLE (ขวา) 1969-1974 Georges POMPIDOU (ขวา) 1974-1981 Valéry GISCARD D’ESTAING (ขวา) 1981-1995 François MITTERRAND (ซา้ ย) 1995-2007 Jacques CHIRAC (ขวา) 2007-2012 Nicolas SARKOZY (ขวา) 2012-ปัจจุบนั François HOLLANDE (ซ้าย) ภาวะ Fait majoritaire และ บทบาทของประชาชนในการปรับดุลยภาพ ทางการเมืองผ่านการชุมนุมประทว้ ง การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกต้ังประธานาธิบดีไม่ได้มีผลเป็นการเพิ่ม อ�ำนาจของประธานาธิบดีอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทว่ามีผลเป็นการเปลี่ยน ดลุ ยภาพทางอำ� นาจระหวา่ งสถาบนั อยา่ งลกึ ซง้ึ ในระบอบประชาธปิ ไตยการเลอื กตง้ั ทางตรงเปรยี บไดก้ บั พธิ รี าชาภเิ ษกในระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์25 ประธานาธบิ ดี ท่ีได้รับเลือกจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งท่ัวประเทศย่อมมีความชอบธรรม เหนือกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่ีมาจากเขตเลือกต้ังที่จ�ำกัดและเหนือกว่า นายกรฐั มนตรแี ละรฐั บาล ในกรณที ป่ี ระธานาธบิ ดสี งั กดั พรรคทมี่ เี สยี งขา้ งมากในสภา (Fait majoritaire) ประธานาธบิ ดเี ปน็ หวั หนา้ รฐั บาลทแี่ ทจ้ รงิ ขณะทน่ี ายกรฐั มนตรี 24 ผลู้ งสมคั รต้องได้รบั การสนับสนุนจากผไู้ ดร้ ับการเลอื กตงั้ ทอ้ งถิน่ อย่างนอ้ ย 500 คน ท่มี าจากอย่างน้อย 30 จงั หวดั โดยผแู้ ทนทอ้ งถนิ่ 1 ใน 10 หา้ มมาจากจงั หวดั เดยี วกนั ระบบเสยี งขา้ งมากแบบเดด็ ขาดทำ� ใหม้ ี การเลือกตัง้ แบบ 2 รอบ เพราะในรอบแรกมักไมม่ ีผ้สู มคั รคนใดไดค้ ะแนนเสียงเกนิ กวา่ รอ้ ยละ 50 ผูส้ มัคร ที่ได้คะแนนเสียงมากท่ีสุด 2 ล�ำดับผ่านเข้าไปในการเลือกตั้งรอบท่ี 2 ที่จะจัดข้ึนหลังจากการเลือกตั้ง รอบแรก 15 วนั ในรอบนผี้ ทู้ ่ีได้เสยี งขา้ งมากธรรมดาไดร้ ับการเลอื กตัง้ 25 Duverger Maurice, Les constitutions de la France, 15e ed, Paris: P.U.F. « Que sais-je ? », 2004, p. 109.

68 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามนโยบายและประสานการด�ำเนินงานของรัฐบาลภายใต้ การควบคุมของประธานาธิบดี รัฐสภาถูกลดบทบาทลงอีก นายกรัฐมนตรีและ คณะรฐั มนตรที ไ่ี ดร้ บั ความชอบธรรมแลว้ จากประธานาธบิ ดไี มต่ อ้ งขอความไวว้ างใจ จากสภากอ่ นเขา้ รับตำ� แหนง่ ก็ได้ นายกรฐั มนตรจี ะกลบั มามบี ทบาทอกี ครงั้ ในฐานะหวั หนา้ รฐั บาลเฉพาะในชว่ ง ทม่ี กี ารปกครองรว่ มกนั ของพรรคฝา่ ยซา้ ย-ขวา (Cohabitation) เนอ่ื งจากประธานาธบิ ดี มิได้สังกัดฝ่ายที่มีเสียงข้างมากในสภา ความชอบธรรมของการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรมาลดความชอบธรรมของการเลอื กตงั้ ประธานาธบิ ดี ทำ� ใหป้ ระธานาธบิ ดี ตอ้ งเลอื กนายกรฐั มนตรจี ากพรรคทมี่ เี สยี งขา้ งมากในสภาผแู้ ทนราษฎร อำ� นาจของ ประธานาธิบดีอยู่ในกรอบของการตีความรัฐธรรมนูญตามตัวอักษร ท่ีน่าสนใจคือ การมฝี า่ ยบรหิ ารผสมในภาวะ cohabitation ไมไ่ ดห้ มายถงึ การกลบั ไปสรู่ ะบบรฐั สภา หรือการเพ่ิมอ�ำนาจของรัฐสภา เพราะถึงแม้รัฐบาลไม่ต้องรับผิดต่อประธานาธิบดี โดยตอ้ งรบั ผดิ ชอบทางการเมอื งตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎรเทา่ นน้ั แตใ่ นทางปฏบิ ตั เิ ปน็ การ ยากที่สภาผู้แทนราษฎรจะล้มรัฐบาลได้เพราะประธานาธิบดีท่ีมาจากพรรคฝ่าย ตรงข้ามอาจใช้โอกาสที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็น ข้ออา้ งในการยุบสภาผ้แู ทนราษฎรและจัดใหม้ ีการเลือกตง้ั ใหม่ ภายใต้สาธารณรฐั ที่ 5 มกี ารปกครองร่วมกนั ของพรรคฝ่ายซ้าย-ขวา 3 ครั้ง ด้วยกัน คอื ค.ศ. 1986-1988 ประธานาธบิ ดี Mitterrand (ซา้ ย) – นายกรฐั มนตรี Chirac (ขวา), ค.ศ. 1993-1995 ประธานาธบิ ดี Mitterrand (ซา้ ย) – นายกรฐั มนตรี Balladur (ขวา) และ ครั้งที่ 3 ค.ศ. 1997 – 2002 ระหว่าง ประธานาธิบดี Chirac (ขวา) – นายกรฐั มนตรี Jospin (ซา้ ย) ใน ค.ศ. 2000 มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพ่ือลดวาระการด�ำรงต�ำแหน่งของ ประธานาธิบดีเหลือ 5 ปี ให้เท่ากับวาระการด�ำรงต�ำแหน่งของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและเล่ือนให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีมีข้ึนก่อนการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร หน่งึ ในเหตผุ ลของการปรับปฏทิ นิ การเลอื กต้งั คือ เพื่อลดการเกดิ ภาวะ cohabitation โดยใหป้ ระธานาธบิ ดไี ดร้ บั เสยี งสนบั สนนุ ในสภาผแู้ ทนราษฎร นับจากน้นั เปน็ ตน้ มาประธานาธบิ ดีกม็ เี สยี งขา้ งมากในสภาผู้แทนราษฎรเสมอ สถานการณ์ปกติภายใต้สาธารณรัฐท่ี 5 คือ ภาวะ fait majoritaire ท่ี ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน และมีเสียงข้างมาก ในสภาผแู้ ทนราษฎร นายกรฐั มนตรแี ละสภาผแู้ ทนราษฎรมหี นา้ ทผี่ ลกั ดนั นโยบายที่ ประธานาธิบดีหาเสียงไว้ในช่วงเลือกต้ัง รัฐบาลมีเครื่องมือท่ีจะรักษาความมี

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 69 เสถยี รภาพและประสทิ ธภิ าพทางการเมอื ง ฝา่ ยคา้ นในสภาผแู้ ทนราษฎรมบี ทบาทนอ้ ย สว่ นการปกครองรว่ มกนั ของประธานาธบิ ดแี ละนายกรฐั มนตรที มี่ าจากพรรคการเมอื ง ต่างกันเป็นเพยี งขอ้ ยกเวน้ วิวัฒนาการของสาธารณรัฐท่ี 5 ไปเป็นระบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (régime semi-présidentiel) มคี วามเกยี่ วพนั และมผี ลกระทบตอ่ การชมุ นมุ สองดา้ น ใหญ่ๆ ดว้ ยกัน ประการแรก ภายใต้สาธารณรฐั ที่ 5 รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1958 ไดใ้ หเ้ ครอื่ งมอื ท่ีช่วยให้รัฐบาลสามารถด�ำเนินการบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและ อย่างมเี สถยี รภาพ โดยเฉพาะมาตรา 49 วรรคสาม ช่วยใหร้ ัฐบาลผ่านรา่ งกฎหมาย ไดถ้ งึ 48 ฉบบั โดยทไ่ี มต่ อ้ งมกี ารอภปิ รายในสภาผแู้ ทนราษฎร ฝา่ ยคา้ นในสภาผแู้ ทน ราษฎรมบี ทบาทนอ้ ย ในสภาวะเชน่ นก้ี ารตอ่ ตา้ นของสหภาพแรงงานและการกดดนั ของภาคสังคมและประชาชน จึงเป็นอุปสรรคหลักต่อการผลักดันนโยบายหรือ ตอ่ การปฏิรูปกฎหมายของรฐั บาล ประการท่สี อง นบั แต่การแก้ไขรัฐธรรมนญู ใน ค.ศ. 1962 ให้ประธานาธิบดี มาจากการเลอื กตั้งทางตรงโดยประชาชน ประธานาธิบดีผู้เป็นผู้นำ� รัฐบาลทแี่ ท้จริง ในภาวะ Fait majoritaire จะใหค้ วามสำ� คญั กบั ความเหน็ ของประชาชนทเี่ ปน็ ฐานเสยี ง ของตนเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลา 5 ปีท่ี Nicolas Sarkozy ด�ำรงต�ำแหน่ง ประธานาธิบดี (2007-2012) รัฐบาลใช้งบประมาณถึง 9.4 ล้านยูโร เพื่อการท�ำ แบบสำ� รวจความคดิ เหน็ และความนยิ มของประธานาธบิ ดแี ละรฐั บาลกวา่ 300 ครง้ั 26 ในแง่นี้ภาคประชาชนและสังคมมีบทบาทเป็นผู้ถ่วงดุลอ�ำนาจของฝ่ายบริหารแทน รฐั สภาและฝา่ ยคา้ น โดยการเรยี กรอ้ งของภาคสงั คมและประชาชนจะมนี �้ำหนกั และ อำ� นาจในการต่อรองมาก ถ้าสามารถผลกั ดันมวลชนจ�ำนวนมากใหม้ าร่วมชมุ นุม ระบอบการปกครองของสาธารณรฐั ที่ 5 นับวา่ เป็นระบอบทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ สามารถปรับตัวเข้ากับความเปล่ียนแปลงที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คาดหมายไว้ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Cohabitation หลงั จากทพ่ี รรคสงั คมนยิ มฝา่ ยซา้ ยสามารถ ข้ึนส่อู ำ� นาจโดยไม่ท�ำใหเ้ กดิ วิกฤตทิ างการเมอื ง 26 La tribune, « L’Elysée a dépensé 9,4 millions d’euros pour des sondages sous l’ère Sarkozy », 24 mai 2012, http://www.20minutes.fr/politique/940217-elysee-depense-94-millions- euros-sondages-sous-ere-sarkozy (15 June 2014)

70 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 3.2 แนวโน้มและรปู แบบของการชุมนมุ 3.2.1 ชว่ งที่ 1 (ค.ศ. 1789-1870) : การชมุ นมุ ประทว้ งภายใตค้ วามรนุ แรง 1) การชมุ นมุ ประทว้ งทส่ี ำ� คัญ กลุ่มผู้ใช้แรงงานและคนในชนบทเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหลักในช่วงหลังการปฏิวัติ ใน ค.ศ. 1789 จนถงึ ค.ศ. 1870 ผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นแบบ อุตสาหกรรม เคร่ืองจักรเข้ามาแทนท่ีคน ท�ำให้เกิดแรงกดดันเร่ืองเงินเดือนและ การยา้ ยถิ่น กลุ่มผใู้ ชแ้ รงงานรวมกลุม่ กันเพือ่ หาทางแกไ้ ขปญั หา โดยเรยี กรอ้ งเรื่อง คา่ จ้าง การตกงาน และการถูกกดขี่จากนายจา้ ง มีการจัดตัง้ สมาคมเพอ่ื สงเคราะห์ ซ่งึ กนั และกนั (Sociétés de secours mutuel) ตามสาขาอาชีพขึน้ ในย่านต่างๆ แม้กฎหมายจะห้าม คนฝรั่งเศสในชนบทที่ไม่มีท่ีดินท�ำกินเป็นของตนเองได้รับผลกระทบจาก กฎหมายปา่ ไม้ (code forestier) ค.ศ. 1827 ทจ่ี ำ� กดั การเขา้ ถงึ ปา่ และการใชป้ ระโยชน์ จากป่า โดยห้ามการหาไม้และตัดไม้ ห้ามล่าสัตว์และเล้ียงสัตว์ในที่ดินสาธารณะ ความไมพ่ อใจนำ� ไปสเู่ หตกุ ารณ์“guerredesdemoiselles”ระหวา่ งค.ศ.1829-1832 เมื่อชาวบ้านในชนบทในแถบเทือกเขา Pyrénées ปลอมตัวเป็นผู้หญิง ใส่วิกและ ผ้าโพกผม ทาหน้าเป็นสีด�ำและเข้าท�ำร้ายเจ้าของท่ีดินและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเวลา กลางคืน หลังจากรัฐใช้ก�ำลังเข้าปราบปราม ก็มีการเดินขบวนประท้วงจนในท่ีสุด รัฐยอมประกาศยกเวน้ ไม่บังคบั ใชบ้ ทบญั ญตั ขิ องกฎหมายปา่ ไมใ้ น Ariège27 ความยากจนเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ท�ำให้เกิดการประท้วงราคาอาหารสูง หรือ การต่อต้านการเรียกเก็บภาษีสูง เช่น ภาษีเคร่ืองด่ืม ค.ศ. 1830, ภาษีท่ีอยู่อาศัย ค.ศ. 1841 นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเลือกต้ังทั่วไป หลังการปฏิวัติ มกี ารใชฐ้ านะทางการเงนิ เปน็ เกณฑก์ �ำหนดสทิ ธใิ นการเลอื กตง้ั ทำ� ใหช้ นชน้ั กลางทมี่ ี ความสามารถในการเสยี ภาษรี ายไดเ้ ทา่ นนั้ ทม่ี สี ทิ ธเิ ลอื กตงั้ (citoyens actifs)28 และ 27 François Baby, La Guerre des Demoiselles en Ariège, (Paris: CAIRN, 2012) 28 ตามรฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1791 ฐานะทางการเงนิ ถกู ใชเ้ ปน็ เกณฑก์ ำ� หนดสทิ ธใิ นการเลอื กตง้ั เฉพาะผทู้ สี่ ามารถ เสยี ภาษีขั้นตำ�่ สุดซึง่ มีมูลค่าเทา่ กบั เงินรายได้จากการท�ำงาน 3 วันจึงจะมีสิทธิเลือกตงั้ (citoyens actifs) ในสมยั พระเจา้ Charles ที่ 10 มกี ารแกไ้ ขกฎหมายใหส้ ทิ ธเิ ลอื กตงั้ แกเ่ จา้ ของทด่ี นิ รายใหญ่ แตช่ นชนั้ กลาง ส่วนใหญแ่ ละชนช้ันรองลงมาก็ยงั ไม่มสี ิทธิเลือกตั้ง

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 71 เป็นการกีดกันชนชั้นแรงงานและชาวนาจากการมีส่วนร่วมในทางการเมือง ในแง่น้ี หลงั การปฏวิ ตั มิ กี ารโอนถา่ ยอำ� นาจจากชนชน้ั อภสิ ทิ ธเ์ิ ดมิ (กษตั รยิ ์ พระและขนุ นาง) มาสชู่ นชนั้ กลาง โดยเฉพาะชนชนั้ กลางระดบั สงู (นกั ธรุ กจิ นายธนาคาร) แมว้ า่ ในสมยั พระเจ้า Louis-Philippe มีการลดคุณสมบัติด้านฐานะของผู้มีสิทธิเลือกต้ังและ ลงรับสมัครรับเลือกต้ัง (ผู้เสียภาษีมากกว่า 200 ฟรังก์ มีสิทธิเลือกต้ัง ผู้เสียภาษี มากกวา่ 500 ฟรงั ก์ มสี ทิ ธลิ งสมคั รรบั เลอื กตง้ั ได)้ แตช่ นชนั้ กลางสว่ นใหญแ่ ละชนชน้ั รองลงมากย็ ังไม่มีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ฝ่ายสาธารณรัฐเรียกร้องให้มีการให้สิทธิเลือกต้ังโดยท่ัวไปแก่พลเมืองทุกคน ไดร้ วบรวมรายช่อื (pétition) ได้ถงึ 3 ล้านชอ่ื แต่การกระท�ำดงั กล่าวก็ไม่น�ำมาซึ่ง ความเปลย่ี นแปลงจนประชาชนกต็ อ้ งหนั ไปใชก้ ำ� ลงั ปฏวิ ตั ทิ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นผา่ น ไปสสู่ าธารณรัฐที่ 2 ใน ค.ศ. 1848 ในช่วงท้ายของจักรวรรดิที่ 2 นโปเลียนที่ 3 ด�ำเนินนโยบายผ่อนคลาย ความเข้มงวดทางการเมือง เพราะต้องการเสียงสนับสนุนจากฝ่ายสาธารณรัฐนิยม และแรงงาน ใน ค.ศ. 1864 มีการยกเลิกรัฐบัญญัติเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1791 (loi Chapelier) ทหี่ า้ มคนงานและนายจา้ งรวมตวั กนั จดั ตงั้ สมาคมหรอื สหภาพแรงงาน และหา้ มคนงานนดั หยดุ งาน ซง่ึ ใชบ้ งั คบั ตงั้ แตส่ มยั สาธารณรฐั ท่ี 1 นบั จากนนั้ เปน็ ตน้ มา กฎหมายฝรั่งเศสรับรองสิทธิของแรงงานในการจัดต้ังสหภาพแรงงานและการนัด หยุดงาน 2) รปู แบบของการชมุ นมุ ในยุคฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ การเดินขบวนและการรวมกลุ่มเป็นการกระท�ำท่ี ผิดกฎหมาย ฝ่ายสาธารณรัฐนิยมพยายามเล่ียงกฎหมายเพ่ือหาทางแสดงออกหรือ เผยแพร่แนวความคิดต่อต้านรัฐบาล ไม่ว่าจะโดยอาศัยพิธีแห่ศพในการเผยแพร่ แนวคิดและปลุกระดมให้คนมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลกว่า 100 ครั้ง ระหว่าง ค.ศ. 1820-184029 29 โดยเฉพาะเหตุการณ์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1832 ฝ่ายสาธารณรัฐนิยมอาศัยโอกาสที่คนไปชุมนุมกัน ในงานศพของนายพลลามาร์ค ปลุกระดมให้คนร่วมต่อต้านรัฐบาลจัดต้ังเคร่ืองกีดขวางกลางกรุงปารีส หลงั การปะทะกนั 2 วนั กองทหารรกั ษาการณแ์ หง่ ชาตปิ ราบพวกสาธารณรฐั นยิ มราบคาบ สงั หารหมกู่ บฏ กลุ่มสุดท้ายวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1832 ฝ่ายสาธารณรัฐนิยมหันไปใช้หนังสือพิมพ์และสมาคมลับเป็น เครอื่ งมือซอ่ งสมุ กำ� ลงั

72 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย นอกจากนี้ยังใช้การจัดเลี้ยงบังหน้าเพ่ือเผยแพร่ความเห็นทางการเมือง การนดั แนะการเดินขบวนประทว้ งกวา่ 70 ครัง้ ท่นี �ำไปสู่การปฏวิ ัติลม้ ระบอบการ ปกครองแบบกษตั รยิ โ์ ดย พระเจา้ Louis-Philippe เมอ่ื ค.ศ. 1848 และการเปลยี่ นผา่ น เป็นสาธารณรัฐที่ 2 ถึงแม้การชุมนุมและการประท้วงจะผิดกฎหมาย ก็มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ระหวา่ ง ค.ศ. 1825-1865 คนงานกวา่ 100,000 คน ถกู จบั กมุ คุมขงั เพราะเหตุของ การประท้วง การลงช่ือร้องเรียน ท�ำโดยแรงงานมีฝีมือในเมืองมากกว่าแรงงานในชนบท เพราะต้องท�ำเป็นหนังสือและจ�ำเป็นต้องรู้ว่าต้องส่งหนังสือร้องเรียนถึงเจ้าหน้าที่ คนใด บ่อยคร้ังที่การแสดงออกทางการเมืองมาควบคู่กับการใช้ความรุนแรง สาเหตุหน่ึงมาจากท่ีการชุมนุมหรือการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องในทางการเมืองครั้ง สำ� คญั ๆ มกั มคี วามเกยี่ วพนั กบั การปฏวิ ตั เิ ปลยี่ นแปลงระบอบการปกครอง โดยมกั จะ เป็นเหตุการณ์ก่อนหรือหลังการปฏิวัติ ขณะเดียวกันการใช้ความรุนแรงในบางคร้ัง ก็เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากสันติวิธีไม่สัมฤทธิผล เช่น การเรียกร้องให้มีการ ให้สิทธิเลือกตั้งโดยท่ัวไปแก่พลเมืองทุกคน (โดยยกเลิกเง่ือนไขเกี่ยวกับรายได้และ ความสามารถในการเสยี ภาษี) ในสมยั พระเจ้า Louis-Philippe แมฝ้ ่ายสาธารณรฐั จะรวบรวมชื่อได้ถึง 3 ล้านชื่อ (pétition) ก็ไม่น�ำมาซ่ึงความเปลี่ยนแปลง จนประชาชนกต็ อ้ งหนั ไปใชก้ ำ� ลงั ปฏวิ ตั ทิ ที่ ำ� ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นผา่ นไปสสู่ าธารณรฐั ท่ี 2 ใน ค.ศ. 184830 การปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการให้สิทธิเลือกต้ังทั่วไปแก่ พลเมอื ง31 ทำ� ใหก้ ารแสดงออกทางการเมอื งโดยใชค้ วามรนุ แรงเพอื่ ปฏวิ ตั เิ ปลยี่ นแปลง การปกครองไมช่ อบธรรมอีกตอ่ ไป 30 Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky, Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours, (Paris: La Découverte, 2012) 31 พลเมอื งชายฝร่ังเศสไดร้ ับสทิ ธิเลอื กตัง้ ท่ัวไปตงั้ แต่ ค.ศ.1848 สว่ นพลเมืองหญิงฝรัง่ เศสไดร้ ับสิทธเิ ลอื กตั้ง เป็นคร้ังแรกภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเท่าน้ัน โดยรัฐก�ำหนดลงวันท่ี 21 เมษายน ค.ศ. 1944 (Ordonnance du 21 avril 1944 portant organisation des pouvoirs publics en France après la libération)

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 73 3.2.2 ช่วงท่ี 2 (ค.ศ. 1870-1940) : ความเป็นเอกเทศของการชุมนุม ประท้วงจากการลม้ ระบบการปกครอง 1) การชมุ นมุ ประท้วงทส่ี ำ� คัญ 1.1) ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและฝ่ายอนุรักษ์นิยม คาทอลกิ (ปลายศตวรรษท่ี 19 - ต้นศตวรรษท่ี 20) คดเี ดรฟุส (Dreyfus) ใน ค.ศ. 1894 นายทหารเช้อื สายยวิ รอ้ ยเอกอลั เฟรด เดรฟุส (Alfred Dreyfus) ถกู กลา่ วหาวา่ ขายขอ้ มลู ปฏบิ ตั กิ ารลบั ทางทหารของฝรง่ั เศสใหแ้ กเ่ ยอรมนั ศาลทหารดำ� เนนิ การไตส่ วนอยา่ งลบั และตดั สนิ จำ� คกุ เดรฟสุ ตลอดชวี ติ การโจมตขี อง ส่อื มวลชนท�ำให้กระแสต่อต้านชาวยิวเริ่มก่อตวั ครอบครวั ของเดรฟุสเรยี กร้องให้มี การพิจารณาคดีใหม่เพราะหลังจากเดรฟุสถูกคุมขังความลับทางทหารก็ยังร่ัวไหล เร่ืองของเดรฟุสเป็นท่ีสนใจของประชาชน มีการก่อตัวของกลุ่มผู้สนับสนุน Emile Zola ตีพิมพ์จดหมายเปิดผนึก “ข้าพเจ้าขอกล่าวหา” (J’accuse) เผยแพร่ใน หนังสือพิมพ์รายวันประณามกองทัพ ฝ่ายสาธารณรัฐนิยมเห็นว่าชะตากรรมของ เดรฟสุ เกย่ี วพนั กบั การดำ� รงอยขู่ องสาธารณรฐั เพราะรฐั ธรรมนญู ตอ้ งใหค้ วามเสมอภาค และความยตุ ธิ รรมแกท่ กุ คน ขณะเดยี วกนั ฝา่ ยกษตั รยิ น์ ยิ ม ศาสนจกั ร กลมุ่ ชาตนิ ยิ ม ขวา (Action française) ต่อต้านการเปดิ การพิจารณาคดใี หม่ มีการใชค้ วามรุนแรง ต่อชาวยิว การก่อจลาจลและความแตกแยกทางความคิดในสังคมร้ายแรงข้ึน ในทา้ ยทส่ี ดุ ศาลอทุ ธรณก์ ลบั คำ� พพิ ากษาของศาลทหารใน ค.ศ. 1906 เดรฟสุ ไดก้ ลบั เขา้ ประจำ� การ หลงั เหตกุ ารณเ์ ดรฟสุ กลมุ่ สาธารณรฐั นยิ มหวั รนุ แรงและกลมุ่ สงั คมนยิ ม เข้าร่วมกับกลุ่มสาธารณรัฐสายกลางจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นบริหารประเทศ รัฐบาล ผลักดนั กฎหมายเพ่ือแยกรฐั และศาสนจกั รสำ� เรจ็ ใน ค.ศ. 190532 การแยกศาสนาออกจากรัฐ (loi de séparation des Églises et de l’État du 9 décembre 1905) ความขัดแย้งระหว่างโบสถ์คาทอลิกและฝ่ายสาธารณรัฐเริ่มมีมาตั้งแต่ การปฏิวัตใิ หญใ่ น ค.ศ. 1789 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งโบสถ์คาทอลกิ และการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Ancien régime) และอภิสิทธิ์ท่ีชนชั้นพระได้รับ 32 สัญชัย สุวงั บตุ ร, ราชาธปิ ไตยใต้รัฐธรรมนูญสู่สาธารณรัฐ ฝรัง่ เศส ค.ศ. 1815-1970, หนา้ 87-90.

74 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย ภายใต้ระบอบเก่า ท�ำให้โบสถ์คาทอลิกตกเป็นเป้าหมายท่ีหลีกเล่ียงไม่ได้ของ ฝ่ายปฏิวัติ ฝ่ายคาทอลิกถูกมองเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมและปกป้องสังคมแบบชนชั้น ก่อนมีการปฏิวตั ิ หลังการปฏิวัติมีการแยกศาสนาออกจากรัฐ รัฐบัญญัติฉบับวันท่ี 2 พฤศจกิ ายน ค.ศ. 1789 ก�ำหนดใหม้ ีการโอนทรัพย์สมบัติของโบสถ์ให้เปน็ ของรัฐ ฝ่ายปฏิวัติยึดที่ดินของโบสถ์และชนช้ันขุนนางมาแบ่งขายเป็นผืนเล็กๆ ให้กับ ประชาชน รัฐกฤษฎีกาฉบบั วนั ที่ 18 กนั ยายน ค.ศ.1794 ยกเลิกเงนิ อุดหนุนโบสถ์ คาทอลิก ส่วนรัฐกฤษฎีกาฉบับวันท่ี 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1795 เกี่ยวกับเสรีภาพ ในการนับถือศาสนาวางหลักว่ารัฐจะไม่ใหเ้ งินอดุ หนนุ ลทั ธิศาสนาต่างๆ การแบง่ แยกรฐั กบั ศาสนาสนิ้ สดุ ลงภายใตร้ ะบอบจกั รวรรดขิ องนโปเลยี น ท่ี 1 หลังการลงนามใน Concordat ค.ศ. 1801 ทีร่ บั รองวา่ ศาสนาครสิ ต์เป็นศาสนา ของคนฝร่ังเศสส่วนใหญ่ และหลังจากท่ีราชวงศ์ Bourbons กลับคืนสู่อ�ำนาจใน ค.ศ. 1815 โบสถ์คาทอลิกกไ็ ด้รบั อ�ำนาจกลับคนื มา ภายใต้สาธารณรัฐท่ี 2 มีการต่อสู้ระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและ ฝ่ายคาทอลิกรุนแรง ฝ่ายคาทอลิกต่อต้านสาธารณรัฐตลอดศตวรรษท่ี 19 โดยแสดงความไม่เห็นด้วยกับลัทธิเสรีนิยม การข้ึนมามีบทบาทของส�ำนักกฎหมาย ฝ่ายบ้านเมืองและวิทยาศาสตร์ท่ีท�ำให้ความเชื่อในศาสนาอ่อนแอลง ชนชั้นกลาง หวั กา้ วหนา้ (la bourgeoisie libérale) ทนี่ ำ� โดย Adolphe Thiers จงึ ประนปี ระนอม กบั ฝา่ ยอนรุ กั ษน์ ยิ มคาทอลกิ โดยมกี ารตรารฐั บญั ญตั ทิ ใี่ หเ้ สรภี าพในการสอนศาสนา แก่โบสถค์ าทอลกิ (loi Falloux de 1850) หลงั มีการจัดต้ังสาธารณรัฐท่ี 3 ความขดั แย้งระหว่างโบสถค์ าทอลิกและ ฝ่ายสาธารณรัฐประทุขึ้นอีกครั้ง รัฐบัญญัติลงวันท่ี 9 ธันวาคม ค.ศ. 1905 (loi concernant la séparation des Églises et de l’État)33 แยกศาสนาออกจากรัฐ และยนื ยนั ความเปน็ รฐั โลกวสิ ยั ของฝรง่ั เศส รฐั หยดุ จา่ ยเงนิ เดอื นใหพ้ ระ ทด่ี นิ ของโบสถ์ สว่ นหนึ่งก็ถูกยดึ โดยรฐั การใช้บังคับรัฐบัญญัติดังกล่าวที่น�ำไปสู่การปลดไม้กางเขนออกจาก สถานทร่ี าชการ การขบั ไลน่ กั บวชและการปดิ โรงเรยี นสอนศาสนา สรา้ งความไมพ่ อใจ ใหฝ้ า่ ยคาทอลกิ เปน็ อยา่ งมาก มกี ารชมุ นมุ ตอ่ ตา้ นของฝา่ ยคาทอลกิ หลายครง้ั ในชว่ ง ค.ศ. 1880-1906 ในรปู แบบทห่ี ลากหลาย โดยเฉพาะในเขตรอบนอกและในแควน้ ท่ี ศาสนายังมีบทบาทมากในชีวติ ประจ�ำวัน 33 รัฐบัญญัติดงั กลา่ วไม่ใช้บงั คับกบั แคว้น Alsace Lorraine

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 75 ส่ิงที่ท�ำให้เกิดการต่อต้านมากที่สุดคือ การก�ำหนดให้มีการท�ำทะเบียน ทรัพย์สินของโบสถ์ก่อนที่จะโอนให้องค์กรท่ีรัฐบัญญัติก�ำหนดข้ึนเป็นผู้จัดการ (associations culturelles) ประชาชนหลายรอ้ ยคนทงั้ หญงิ ชายจะมาชมุ นมุ ตอ่ ตา้ น รอบๆ โบสถท์ เ่ี จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั จะมาทำ� การสำ� รวจทรพั ยส์ นิ โดยพกอาวธุ ทมี่ ตี ดิ ตวั มา ไมว่ า่ จะเปน็ เหลก็ มดี ปนื ถงั ใสน่ ำ้� รอ้ น เอาสงิ่ ของมาขวางทางเขา้ หรอื แมแ้ ตข่ ดุ หลมุ แล้วน�ำน้�ำมาเติมโดยรอบเพ่ือป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าท่ีเข้าถึงตัววิหาร ท้ายที่สุดรัฐสั่ง ให้หยดุ การสำ� รวจกลางเดือนมีนาคม ค.ศ. 1906 หลังจากทีเ่ พงิ่ เร่มิ ท�ำการสำ� รวจใน เดอื นกมุ ภาพันธ์เท่าน้นั มกี ารเปลย่ี นรัฐบาลหลงั จากเหตกุ ารณด์ ังกลา่ ว จนถงึ หลงั สงครามโลกครง้ั ทห่ี นงึ่ รฐั ยอมรบั วา่ การแยกศาสนาออกจากรฐั ต้องเป็นไปพร้อมกับการรับรองเสรีภาพของประชาชนในการนับถือศาสนา มีการ อนญุ าตใหม้ กี ารจดั ตง้ั associations diocésaines ซงึ่ เปน็ องคก์ รทางวฒั นธรรมของ คาทอลิกทมี่ อี สิ ระในการจัดการองคก์ รมากกวา่ ท่ีกำ� หนดโดยรฐั บัญญตั ิ ค.ศ. 1905 ความขัดแย้งเกิดข้ึนอีกครั้งใน ค.ศ. 1924 เมื่อพรรคร่วมฝ่ายซ้ายชนะ การเลอื กตง้ั (Socialiste radicale และSFIO Section française del’Internationale ouvrière) และมนี โยบายทเ่ี ปน็ ปฏปิ กั ษก์ บั ชาวคาทอลกิ โดยเฉพาะมกี ารประกาศวา่ จะบงั คบั ใชร้ ฐั บญั ญตั ิ ค.ศ. 1905 กบั แควน้ Alsace Lorraine มกี ารลงชอ่ื ตอ่ ตา้ นและ การชมุ นมุ หลายครงั้ ทสี่ ตราสบรกู และการชมุ นมุ แพรข่ ยายไปทว่ั ประเทศฝรง่ั เศสเพอื่ ปกปอ้ งสทิ ธเิ สรภี าพของชาวคาทอลกิ มกี ารเรยี กรอ้ งจากสมาคมตา่ งๆ ใหช้ าวคาทอลกิ ออกมาแสดงพลัง มีการจัดชุมนุมคร้ังใหญ่ในหลายเมือง มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลาย หม่ืนคนโดยมีบาทหลวงเป็นผูน้ �ำการชมุ นุม34 1.2) ความขดั แยง้ ระหวา่ งฝา่ ยสาธารณรฐั และฝา่ ยขวาจดั (ค.ศ. 1930 – ปลายสาธารณรัฐที่ 3) การประท้วงของฝ่ายต่อต้านระบบรัฐสภา (Mouvements antiparlementaires) วันท่ี 6 กมุ ภาพันธ์ ค.ศ.1934 ตงั้ แตต่ ้น ค.ศ. 1930 ฝรง่ั เศสเผชญิ กบั วิกฤติเศรษฐกจิ แต่รัฐบาลต่างๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลขวาเสรีนิยม (ค.ศ. 1930-1932) 34 Jacqueline Lalouette, Enjeux et formes de la mobilisation catholique au XXe siècle : manifestations et meetings (1906-1984), in Histoire des mouvements sociaux en France. De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.), (Paris: La découverte, 2012), p. 305-323.

76 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย หรือรัฐบาลซ้ายเรดิคัล (ค.ศ. 1932) ฝ่ายต่อต้านระบบรัฐสภา (mouvements antiparlementaires) ท่ีน�ำโดยฝ่ายขวาจัดกลับได้รับความนิยมมากข้ึนเป็นล�ำดับ กลายเปน็ แกนนำ� วพิ ากษว์ จิ ารณค์ วามไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพของรฐั บาลและการคอรปั ชนั่ ของนกั การเมือง และจดั การเดนิ ขบวนประทว้ งหลายครง้ั ช่วงต้น ค.ศ. 1934 หลังจากรัฐบาลท่ีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการคอรัปชั่นลาออก ประธานาธิบดี Lebrun แต่งต้ังนาย Deladier เป็นนายกรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 3 กมุ ภาพันธ์ ค.ศ.1934 หลงั เข้าด�ำรงต�ำแหนง่ นายกรัฐมนตรีมคี �ำส่ังใหน้ าย Jean Chiappe ทเี่ ป็น Préfet de police ของปารีสทเ่ี ปน็ ผูส้ นบั สนนุ ฝา่ ยขวาจดั พ้นจาก ต�ำแหนง่ ค�ำส่ังดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายขวาจัดเป็นอย่างมาก มีการ เรียกร้องให้คนออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านการลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีโดย สภาผู้แทนราษฎร ในวันท่ี 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1934 ที่จัตุรัสคองคอร์ดก่อนจะ เดนิ ขบวนไปยดึ สภาผ้แู ทนราษฎรท่ี Palais Bourbon ฝา่ ยขวาจดั มกี ารพกพาอาวุธ มกี ารเขา้ ปะทะกบั เจา้ หนา้ ท่ี การประทว้ งแปรสภาพเปน็ การจลาจลและการใชค้ วาม รนุ แรงทย่ี ดื เยอ้ื ถงึ ชว่ งเชา้ ของวนั ถดั ไป ผลจากการปะทะมผี เู้ สยี ชวี ติ 15 คน บาดเจบ็ 1,435 คน ฝ่ายผู้ประท้วงต้องการกดดันไม่ให้สภาลงมติไว้วางใจ นาย Deladier แต่นายกรัฐมนตรีได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร (360 เสียงไว้วางใจ 220 ไมไ่ ว้วางใจ) อย่างไรก็ตาม ในวนั รงุ่ ขึ้นนายกรัฐมนตรตี ัดสนิ ใจลาออกเนื่องจาก เหน็ วา่ ตนไมไ่ ดร้ บั เสยี งสนบั สนนุ มากพอเพอ่ื ใชบ้ งั คบั มาตรการทจี่ ำ� เปน็ เพอื่ ประกาศ ภาวะฉุกเฉิน (mesures d’urgence) ในแง่นี้อาจถือได้ว่าการเคล่ือนไหวต่อต้าน รัฐบาลของฝา่ ยขวาจัดคร้ังดงั กลา่ วบรรลุจุดประสงค์ การประท้วงคร้ังดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามรัฐประหารของ ฝ่ายฟาสซิสต์ มีผลผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มของฝ่ายต่อต้านฟาสซิสต์ซ่ึงมี พรรคแรงงานฝ่ายซา้ ยและสหภาพแรงงานหลักเป็นแกนนำ� 35 การเคลื่อนไหวต่อต้านแรงงานต่างชาติ ในชว่ งต้นของสาธารณรัฐท่ี 3 ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมมคี วาม ตอ้ งการแรงงานสงู มแี รงงานตา่ งชาตหิ ลง่ั ไหลเขา้ มาในฝรง่ั เศสมาก โดยสว่ นมากเปน็ 35 Fabrice Grenard, “La manifestation antiparlementaire du 6 février 1934 à Paris”, Jalons pour l’histoire du temps présent (online), Available from: http://fresques.ina.fr/jalons/ fiche-media/InaEdu02025/la-manifestation-antiparlementaire-du-6-fevrier-1934-a-paris. html (15 January 2014)

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 77 แรงงานจากอิตาลี เบลเยี่ยม สเปน และเยอรมัน ช่วงก่อนสงครามโลกคร้ังท่ีหน่ึง มีแรงงานต่างชาติในฝร่ังเศสประมาณ 1.15 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.86 ของ ประชากรทั้งหมด การเข้ามาของแรงงานต่างชาติท�ำให้เกิดชนช้ันกรรมกรสองกลุ่ม คอื ฝร่ังเศสและต่างชาตทิ แี่ ขง่ ขนั กนั การเหยยี ดคนตา่ งชาตไิ มไ่ ดเ้ รม่ิ ตน้ เปน็ ครงั้ แรกในสาธารณรฐั ท่ี3 แตป่ ญั หา มีความรุนแรงเพ่ิมขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตอนปลายศตวรรษที่ 19 (Grande dépression) จนถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่มีการแสดงออกถึงพฤติกรรมเหยียด คนตา่ งชาตกิ วา่ 250 ครงั้ ไมว่ า่ จะเปน็ การแสดงความไมพ่ อใจโดยสนั ตวิ ธิ ี เชน่ การนดั หยดุ งาน การยืน่ หนงั สือร้องทุกข์ หรือการเดินขบวนประท้วง ในทางสัญลกั ษณ์กลุ่ม ผู้ประท้วงมกั จะร้องเพลงชาติ (La Marseillaise) และใช้ธงชาตสิ ามสี แตโ่ ดยมาก การเคลอ่ื นไหวตอ่ ตา้ นแรงงานตา่ งชาตมิ กั จะมาพรอ้ มกบั การใชค้ วามรนุ แรง เชน่ บงั คบั ใหแ้ รงงานตา่ งชาตอิ อกไปจากสถานทที่ ำ� งานหรอื แมแ้ ตก่ ลบั ประเทศ การเคลอ่ื นไหว หลายคร้ัง ท�ำให้มคี นบาดเจ็บและเสยี ชวี ติ กลุ่มท่ีเคลื่อนไหวต่อต้านแรงงานต่างชาติ คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงานไร้ฝีมือ ในแทบจะทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะในสาขาอาชีพท่ีมีแรงงานต่างชาติอยู่เป็น จำ� นวนมาก ไม่วา่ จะเปน็ อตุ สาหกรรมเหลก็ กระจก โรงกลนั่ นำ�้ มัน เหมอื งแร่ ทา่ เรอื กลุ่มผู้ใช้แรงงานเหล่านี้กลัวคนต่างชาติเข้ามาแย่งงานท�ำในสภาวะที่เคร่ืองจักร เร่ิมเข้ามาแทนท่ีคนและจะท�ำให้ค่าจ้างแรงงานถูกลง การต่อต้านแรงงานต่างชาติ สรา้ งแรงผลกั ดันใหก้ ล่มุ ผู้ใชแ้ รงงานชาวฝรั่งเศสรวมกลุ่มกนั โดยมขี ้อเรยี กร้องหลกั ใหร้ ฐั ปฏเิ สธการใหค้ วามเทา่ เทยี มแกแ่ รงงานตา่ งชาติ ใหจ้ ำ� กดั จำ� นวนหรอื การกดี กนั แรงงานต่างชาติโดยให้อภิสิทธ์ิแก่ผู้ใช้แรงงานชาวฝร่ังเศสก่อน รวมท้ังเสนอให้ เก็บภาษพี เิ ศษจากแรงงานตา่ งชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแรงงานฝรั่งเศสและต่างชาติ กลายเป็นความท้าทายของสาธารณรัฐท่ี 3 การเคล่ือนไหวต่อต้านแรงงานต่างชาติ มีอิทธิพลของนโยบายของสาธารณรัฐต่อแรงงานต่างชาติ มีการตรากฎหมายเพ่ือ เกบ็ ภาษี จำ� กดั จำ� นวน จำ� กดั สทิ ธใิ นดา้ นการเมอื งและสวสั ดกิ ารของแรงงานตา่ งชาติ ซง่ึ การทร่ี ฐั บาลของสาธารณรฐั ท่ี 3 ยอมรบั แนวคดิ ชาตนิ ยิ มและตอ่ ตา้ นชาวตา่ งชาติ เปน็ การเปดิ โอกาสให้ระบอบเผด็จการ Vichy ขน้ึ สู่อำ� นาจในเวลาต่อมา36 36 Laurent Dornel, Les mouvements xénophobes (années 1880-1930), in Histoire des mouvements sociaux en France. De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.), (Paris: La découverte, 2012), p. 294-304.

78 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 1.3) สงครามโลกครั้งทหี่ น่ึง และการเคลอ่ื นไหวของทหารผา่ นศกึ หลังสงครามโลกคร้ังที่หน่ึง ทหารท่ีเข้าร่วมสงครามมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องเงินบ�ำนาญและค่ารักษาพยาบาลที่ตนพึงได้ การเคลื่อนไหวของทหาร ผ่านศึกเป็นการเรียกร้องท่ีก้าวข้ามชนช้ัน เพราะคนฝรั่งเศสทุกอาชีพเข้าร่วมรบ ในสงคราม เหตแุ หง่ ความไมพ่ อใจของทหารผา่ นศกึ มหี ลายประการดว้ ยกนั ประการแรก คอื ความเชอ่ื งชา้ และความซบั ซอ้ นของขนั้ ตอนกระบวนการในการนำ� ทหารกลบั บา้ น ที่ส�ำคัญรัฐบัญญัติ ค.ศ. 1831 เก่ียวกับบ�ำนาญทหารผ่านศึกมีบทบัญญัติท่ีไม่ ครอบคลุมความทุพพลภาพทกุ ประเภท เชน่ ละเลยความทพุ พลภาพท่เี กดิ จากแก๊ส เงินช่วยเหลือของรัฐแก่ทหารผ่านศึกไม่เพียงพอโดยเป็นจ�ำนวนแค่ครึ่งหน่ึงของ เงินเดือนแรงงานท่ัวไป รัฐขาดมาตรการในการเตรียม ความพร้อมและให้ความรู้ แกท่ หารผา่ นศกึ ในการกลบั เขา้ ไปประกอบอาชพี นอกจากนท้ี หารผา่ นศกึ ยงั ไมไ่ ดร้ บั การยอมรบั และยกยอ่ งจากสังคมเทา่ ท่คี วร ใน ค.ศ. 1930 สมาพันธ์ทหารผ่านศึกแห่งชาติ (Confédération nationale des anciens combattants) มสี มาชกิ ถงึ 3 ลา้ นคนการเคลอ่ื นไหวของ กลุม่ ทหารผ่านศกึ มสี ่วนช่วยผลักดนั การสรา้ งรฐั สวัสดกิ ารในฝรงั่ เศสตอ่ มา37 2) รปู แบบของการชมุ นมุ การชุมนุมในช่วงหลังสาธารณรัฐที่ 3 บางคร้ังเป็นการเคล่ือนไหวแบบไม่มี การเตรยี มการลว่ งหน้า เชน่ การต่อต้านภาษขี นมปงั ใน ค.ศ. 1882-1885 หลังจากท่ีรัฐห้ามการแห่ขบวนศพในปารีส ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมักใช้การ เข้าร่วมพิธีศพเพ่ือเป็นโอกาสในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมือง ขณะเดียวกันการชุมนุมบางรูปแบบก็หมดบทบาทลง เช่น การจัดเล้ียงท่ีเคยเป็น เคร่ืองมือหลักของฝ่ายสาธารณรัฐนิยมในการเผยแพร่แนวคิดและน�ำไปสู่การปฏิวัติ ค.ศ. 1848 กลายเปน็ งานเลย้ี งสงั สรรคท์ ร่ี ฐั เปน็ คนจดั เชน่ งานเลยี้ งนายกเทศมนตรี การลงช่ือร้องเรียนผ่านหนังสือร้องทุกข์ยังเป็นหนทางในการเรียกร้องทาง การเมือง แต่เปล่ียนรูปแบบมาเป็นทางการมากขึ้น ในขณะท่ีก่อนสาธารณรัฐท่ี 3 มีความพยายามหาเครือข่ายโดยส่งหนังสือถึงผู้แทนที่มีแนวคิดร่วมกัน ต่อมาใน 37 Antoine Prost, Les anciens combattants, in Histoire des mouvements sociaux en France (Michel Pigenet and Tartakowsky Danielle (eds.), (Paris: La Découverte, 2012), pp. 316-333, 316.

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 79 ภายหลังการสง่ หนงั สอื รอ้ งทกุ ข์มักท�ำถึงสภาผูแ้ ทนราษฎร โดยไมม่ ีการจ�ำแนกหรือ เจาะจงผูร้ ับ การใช้ความรุนแรงในการเรียกร้องยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ ที่เหยียดแรงงานต่างชาติ มีการก่อจลาจล ไปจนถึงการฆาตกรรม เช่นเดียวกัน การเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลของฝ่ายขวาจัดก็มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและ หนว่ ยรักษาความสงบ ในช่วงท้ายของสาธารณรัฐที่ 3 การนัดหยุดงานและการชุมนุมประท้วง กลายเปน็ รปู แบบการแสดงออกทางการเมอื งหลกั การนดั หยดุ งานการชมุ นมุ ประทว้ ง หรือการเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองทางการเมืองเป็นวิถีในการแสดงออกทางการเมือง ของคนฝรั่งเศสท่ีไม่มีสิทธิเลือกต้ัง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่เพ่ิงได้รับสิทธิเลือกตั้งได้ เชน่ พลเมอื งชายหลงั สงครามโลกครง้ั ทส่ี อง (รฐั กำ� หนดลงวนั ท่ี 21 เมษายน ค.ศ.1944) หรอื เยาวชนทอ่ี าจจะเรมิ่ ทำ� งานตงั้ แตอ่ ายุ 13ปีและรว่ มรบตง้ั แตอ่ ายุ 18ปีแตไ่ มม่ สี ทิ ธิ เลอื กตง้ั ก่อนอายุ 21 ปี รวมทง้ั คนตา่ งชาติ ตั้งแต่ ค.ศ. 1864 คนฝร่ังเศสสามารถจดั ตง้ั สหภาพแรงงานและนดั หยดุ งาน โดยชอบด้วยกฎหมาย สาธารณรัฐที่ 3 ยอมรับสหภาพแรงงานภายใต้เง่ือนไขของ การแบ่งแยกพ้ืนท่ีระหว่างพลเมืองกับแรงงาน กล่าวคือ สหภาพแรงงานถูกมองว่า เปน็ เครอ่ื งมอื ของสาธารณรฐั เพอื่ ปรบั สมดลุ ของความสมั พนั ธท์ ไ่ี มเ่ ทา่ เทยี มระหวา่ ง นายจ้างและลูกจ้าง เพ่ือปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่รัฐ จะยอมรบั สหภาพแรงงานเทา่ ทสี่ หภาพแรงงานไมเ่ ขา้ ไปยงุ่ เกย่ี วกบั การเมอื ง ศาสนา รัฐยอมรับการเดินขบวนของผู้นัดหยุดงานตราบที่ปัญหาจ�ำกัดอยู่ในเรื่องของ การท�ำงานและไมก่ ระทบตอ่ ความสงบเรียบร้อยของสังคม38 3.2.3 ชว่ งท่ี 3 (ค.ศ. 1940-1980): การชุมนุมประท้วงในฐานะเครอ่ื งมือ ตอ่ ต้านอำ� นาจและเรียกร้องความเปลยี่ นแปลง แนวคิดท่ีเฟื่องฟูในยุคนั้น คือ การต่อต้านอ�ำนาจและระบบบังคับบัญชา ในทกุ รปู แบบ ไมว่ า่ จะเปน็ อาจารยห์ รอื เจา้ นาย การตอ่ ตา้ นสงั คมและคา่ นยิ มสมยั เกา่ การต่อต้านระบบเศรษฐกจิ ทนุ นยิ มที่เน้นแตก่ �ำไรโดยมองขา้ มความสขุ ของคน 38 Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky, Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours, pp.183-184.

80 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 1) เหตกุ ารณเ์ ดอื นพฤษภาคมค.ศ.1968:การเขา้ มามบี ทบาททางการเมอื ง ของนกั เรยี นนกั ศึกษา การเรยี กร้องคณุ ภาพการทำ� งาน วิกฤตกิ ารเมอื ง การประท้วงครั้งที่ส�ำคัญที่สุดในฝร่ังเศสในศตวรรษท่ี 20 เริ่มต้นจาก การประท้วงของนักศึกษามหาวิทยาลัยท่ีได้รับอิทธิพลมาจากการก่อต้ังขบวนการ นกั ศกึ ษาในประเทศอนื่ ๆ ในระยะเวลาใกลเ้ คยี งกนั 39 โดยมจี ดุ เรมิ่ ตน้ ทมี่ หาวทิ ยาลยั เบริ ก์ เลย์ (Burkley) สหรฐั อเมรกิ าและทกี่ รงุ เบอรล์ นิ ในเยอรมนตี ะวนั ตก หลงั จากนนั้ กระแสการเคล่ือนไหวก็ขยายตัวมาท่ีอิตาลี ฝร่ังเศส เบลเยียม สเปน สวีเดน เนเธอรแ์ ลนด์ องั กฤษและญปี่ นุ่ ตลอดจนประเทศในแถบลาตนิ อเมรกิ า และมสี าเหตุ ที่คล้ายคลึงกันหลายประการ เช่น การต่อต้านสังคมบริโภค การต่อต้านสงคราม การแสวงหาอดุ มการณ์ทางการเมอื งใหม4่ 0 สาเหตุของการประท้วงเริ่มมาจากปัญหาความไม่เพียงพอของมหาวิทยาลัย และอาจารย์ หลังจากที่จ�ำนวนนักศึกษาเพ่ิมขึ้นถึงสามเท่าตัวภายในระยะเวลาสิบ ปี41 สถานท่ีคับแคบ ระบบการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศสยังล้าหลัง และไมเ่ ปดิ โอกาสใหน้ ักศึกษามสี ว่ นร่วม นอกจากนีร้ ัฐบาลก็ไม่ได้ใหค้ วามสนใจทจ่ี ะ ใหห้ ลกั ประกนั แกน่ กั ศกึ ษาในการจะมงี านทำ� หลงั สำ� เรจ็ การศกึ ษาโดยเฉพาะในสาขา มนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ การประท้วงของนักศึกษาเริ่มข้ึนเม่ือต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1968 ท่มี หาวทิ ยาลยั ปารสี Nanterre โดยนักศึกษาจ�ำนวนรอ้ ยกวา่ คนท่เี รยี กรอ้ งใหม้ กี าร ปรับปรุงการเรียนการสอนและคัดค้านการออกระเบียบท่ีจ�ำกัดเสรีภาพในความ สัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาชายและหญิง แต่มหาวิทยาลัยไม่ท�ำตามและส่ังปิด มหาวทิ ยาลยั สหภาพนกั ศกึ ษาแหง่ ชาตเิ รยี กรอ้ งใหน้ กั ศกึ ษาไปรวมตวั กนั ทม่ี หาวทิ ยาลยั ซอร์บอน (Sorbonne) วันท่ี 6 พฤษภาคม ค.ศ.1968 ผู้สนับสนุนกวา่ 20,000 คน เคลือ่ นขบวนต่อตา้ นต�ำรวจท่ปี ิดลอ้ มมหาวิทยาลัยซอรบ์ อน ต�ำรวจจึงใช้กำ� ลังสลาย การชมุ นมุ มผี บู้ าดเจบ็ จำ� นวนมากและนกั ศกึ ษาหลายรอ้ ยคนถกู จบั ตอ่ มาครอู าจารย์ นักศึกษาระดับมัธยมปลายจ�ำนวนมากเข้าชุมนุมร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัย มกี ารเรยี กรอ้ งใหร้ ฐั บาลปลอ่ ยตวั นกั ศกึ ษาทถี่ กู จบั กมุ และใหเ้ พกิ ถอนขอ้ กลา่ วหาทาง อาญาทงั้ หมด ให้ตำ� รวจถอนกำ� ลังจากมหาวิทยาลยั แต่รฐั ไม่ปฏิบัตติ ามโดยต�ำรวจ 39 ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 40 สญั ชยั สุวังบตุ ร, ราชาธิปไตยใตร้ ฐั ธรรมนญู สู่สาธารณรัฐ ฝรั่งเศส ค.ศ. 1815-1970, หนา้ 143 41 จาก 157,000 คน ระหว่าง ค.ศ. 1956-1957 มาเปน็ 483,000 คน ระหว่าง ค.ศ. 1967-1968

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 81 ยงั คงกองกำ� ลงั คมุ มหาวทิ ยาลยั อยู่ นกั ศกึ ษาจงึ ทำ� การประทว้ งตอ่ ไป การใชก้ ำ� ลงั เขา้ สลายการชมุ นุมของตำ� รวจในวนั ท่ี 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1968 สร้างความไม่พอใจ ใหก้ บั คนฝรง่ั เศสจ�ำนวนมาก42 ตอ่ มาการเคลอื่ นไหวทเ่ี รม่ิ จากขบวนการนกั ศกึ ษากก็ ลายมาเปน็ การประทว้ ง ของแรงงานด้วย เนื่องจากฝร่ังเศสอยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะงักงัน มีคนตกงานกว่า 300,000 คน คนฝร่ังเศสที่คุ้นเคยกับความเติบโตทางเศรษฐกิจกไ็ มพ่ อใจ สมาพันธ์ แรงงานท่ีส�ำคัญและพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายหันมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ นักศึกษา ในระยะเวลาอันส้ันการนัดหยุดงานก็ขยายตัวและลุกลามไปทั่วประเทศ กรรมกรโรงงานอตุ สาหกรรมตา่ งๆ นดั หยดุ งานโดยยดึ พน้ื ทโี่ รงงาน มกี ารเรยี กรอ้ งให้ เพิ่มอัตราค่าจ้างและสวัสดิการทางสังคม มีคนหยุดงานกว่า 7 ล้านคน เป็นเวลา หลายสัปดาห์ การประทว้ งดงั กลา่ วลกุ ลามเปน็ วกิ ฤตทิ างการเมอื งครง้ั ใหญ่ มกี ารเรยี กรอ้ งให้ ประธานาธิบดี de GAULLE และคณะรัฐบาลลาออก อันที่จริงหลัง ค.ศ. 1967 ประธานาธบิ ดี de GAULLE เรมิ่ ไมเ่ ปน็ ทน่ี ยิ มชมชอบของประชาชนเนอ่ื งจากรฐั บาล ของเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาราคา สินค้าสูง ปัญหาการว่างงานและการขาดการปฏิรูปทางสังคมอย่างเพียงพอ de GAULLE สัญญาจะให้นักศึกษาและกรรมกรมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น นายกรัฐมนตรี Pompidou พยายามยตุ กิ ารจลาจลและความวนุ่ วายดว้ ยการเปดิ การเจรจากบั ผแู้ ทน นักศึกษา ผู้แทนแรงงานและสหภาพแรงงานจนน�ำไปสู่การลงนามในข้อตกลง โดยรฐั บาลจะเพิม่ อัตราคา่ จา้ งแรงงานรอ้ ยละ 10 การชุมนุมประท้วงด�ำเนินต่อไป ประธานาธิบดี de GAULLE ประกาศ ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนส้ินเดือนพฤษภาคมและจัดให้มีการเลือกต้ังใหม่ใน เดือนมิถุนายน แม้ว่าพรรคฝ่ายขวาของประธานาธิบดี de GAULLE จะชนะการ เลอื กตง้ั เนอ่ื งจากพรรคฝา่ ยซา้ ยไมม่ ขี อ้ เสนอทมี่ เี หตมุ ผี ล แตป่ ระธานาธบิ ดีกส็ ญู เสยี ความนยิ มไปอย่างมาก43 2) การเรียกร้องของกลุ่มสตรีนยิ ม (Féministe) การเรยี กรอ้ งของกลมุ่ เฟมนิ สิ ตใ์ นฝรงั่ เศสในพนื้ ทสี่ าธารณะในชว่ งแรกเรมิ่ ขน้ึ ในช่วงทา้ ยของศตวรรษที่ 19 จนถึงสงครามโลกครง้ั ที่สอง มีการจดั ตัง้ สมาคม เชน่ 42 สญั ชัย สวุ ังบุตร, ราชาธปิ ไตยใตร้ ฐั ธรรมนญู สู่สาธารณรฐั ฝรัง่ เศส ค.ศ. 1815-1970, หน้า 144 43 Ibid.

82 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย le Conseil national des femmes françaises (สภาสตรีฝรั่งเศสแห่งชาติ), l’Union française pour le suffrage des femmes (สหภาพฝรงั่ เศสเพอ่ื สทิ ธเิ ลอื กตงั้ ของสตร)ี , la Ligue pour le droit des femmes (สนั นบิ าตเพอ่ื สทิ ธิของสตร)ี สมาคมเหลา่ นเี้ รยี กรอ้ งความเทา่ เทยี มในสทิ ธใิ นดา้ นตา่ งๆ ของสตรี เชน่ สทิ ธใิ นการ ศึกษา การเข้าถึงงาน ค่าจา้ งค่าตอบแทนทสี่ ูงขึน้ ความเทา่ เทียมระหว่างสามภี รรยา และสิทธิเลือกตั้ง แต่สมาคมเหล่านี้ไม่ได้ต่อต้านภาระความเป็นแม่และเห็นว่า การเล้ียงดูลกู เป็นหนา้ ที่ทางสังคมของสตรี สมาคมเหลา่ นี้ประณามการเลือกปฏบิ ัติ ตอ่ สตรแี ละทำ� การเรยี กรอ้ งสทิ ธภิ ายในขอบเขตของกฎหมาย โดยเลอื กการเดนิ ขบวน ประท้วงและการทำ� หนงั สือรอ้ งเรียนเปน็ วธิ แี สดงออกหลกั หลงั สงครามโลกครง้ั ทสี่ อง สตรมี คี วามเทา่ เทยี มกบั เพศชายในบทบญั ญตั ขิ อง กฎหมาย แตใ่ นทางปฏบิ ตั ปิ ญั หาความไมเ่ ทา่ เทยี มยงั มอี ยมู่ ากในสงั คม ฝา่ ยคาทอลกิ อนรุ กั ษน์ ยิ มตอ่ ตา้ นสทิ ธใิ นการทำ� งานของสตรี ชว่ งระยะเวลาสบิ กวา่ ปหี ลงั สงคราม เป็นชว่ งเปล่ยี นผา่ นและช่วงปรับโครงสรา้ งของการเคลอ่ื นไหวเรยี กรอ้ งสิทธสิ ตรี นับแต่ ค.ศ. 1960 ปัญหาของสตรีกลายเป็นประเด็นท่ีได้รับความสนใจ ในสงั คมฝรงั่ เศส กลมุ่ ผเู้ คลอื่ นไหวใชค้ ำ� วา่ “เฟมนิ สิ ต”์ แทนตวั เองมากขนึ้ และเรยี กรอ้ ง มากกว่าความเท่าเทียมทางกฎหมายและความเท่าเทียมในด้านการท�ำงานระหว่าง หญงิ และชาย กลมุ่ ผเู้ คลอ่ื นไหวประณามความไมเ่ ทา่ เทยี มในทางปฏบิ ตั ิ การลดคณุ คา่ ของสตรี เดินขบวนต่อต้านการใช้ความรุนแรงของสามีต่อภรรยาและการข่มขืน ตอ่ ตา้ นแนวความคิดแบบเก่าทกี่ �ำหนดบทบาทของผหู้ ญิงในฐานะแม่ คนรัก ภรรยา เรยี กรอ้ งอสิ รภาพในการตดั สนิ ใจและการใชช้ วี ติ ในแบบทต่ี นตอ้ งการ ภายใตส้ โลแกน เชน่ “ลกู ถา้ ฉนั ตอ้ งการและเมอื่ ฉนั ตอ้ งการ” “รา่ งกายของฉนั เปน็ ของฉนั ”ขอ้ เรยี กรอ้ ง ของกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีท�ำให้สังคมฝรั่งเศสเกิดความตื่นตัวและส่ิงที่เคยเป็นเรื่อง ส่วนตัว เชน่ เรอ่ื งเพศ ความเปน็ แม่ ความสมั พนั ธข์ องสามภี รรยา กลายเป็นประเด็น ทางการเมอื ง44 กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีผสมผสานรูปแบบการแสดงออกที่เราคุ้นเคย เช่น การชุมนุมและเดนิ ขบวนประทว้ งกบั การกระทำ� ทีด่ งึ ดูดความสนใจได้มากขน้ึ ไม่ว่า จะเป็นการเรียกร้องผ่านเพลง บทละครท่ีสอดแทรกอารมณ์ขันและการเสียดสี45 44 Françoise Thébaud, “Le privé est politique. Féminismes des années 1970”, in Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.), (Paris: La Découverte, 2012), p. 509-519. 45 “Une femme sans homme, c’est comme un poisson sans bicyclette” ผู้หญิงที่ปราศจาก ผู้ชาย เหมอื นปลาท่ปี ราศจากจักรยาน

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 83 การแตง่ กายแปลกๆ การเผาเสอ้ื ผา้ หรอื สญั ลกั ษณท์ ส่ี อื่ ถงึ ความเปน็ ผหู้ ญงิ ในแบบเกา่ การเคลื่อนไหวหลัง ค.ศ. 1970 มีความไม่เป็นทางการมากกว่าการเรียกร้องในยุค แรกๆ รัฐบัญญัติ Neuwirth ค.ศ. 196746 อนุญาตให้มีการผลิตและน�ำเข้า ยาคุมก�ำเนิดในฝร่ังเศส ร้านขายยาสามารถขายยาคุมก�ำเนิดตามใบส่ังแพทย์และ ผู้ปกครองต้องอนุญาตในกรณีผู้เยาว์ แต่รัฐบัญญัติดังกล่าวยังมีข้อจ�ำกัดอยู่มาก นอกเหนือจากกรณีท่ีมีความจ�ำเป็นทางการแพทย์การท�ำแท้งยังคงผิดกฎหมาย ทำ� ใหส้ ตรจี ำ� นวนมากเลอื กการทำ� แทง้ เถอื่ น กลมุ่ เรยี กรอ้ งสทิ ธสิ ตรใี ชท้ ง้ั วธิ เี ดนิ ขบวน และกระบวนการทางกฎหมายและศาลเพ่ือเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการป้องกัน การตง้ั ครรภไ์ ดอ้ ยา่ งอสิ ระโดยไมม่ คี า่ ใชจ้ า่ ยและสทิ ธใิ นการทำ� แทง้ ทำ� ไดโ้ ดยถกู กฎหมาย ผหู้ ญิง 343 คน รว่ มกนั ลงช่ือในหนังสอื พมิ พ์ le Nouvel Observateur ฉบบั วนั ท่ี 5 เมษายน ค.ศ. 1971 ประกาศว่าตนเคยท�ำแท้งและเรียกร้องสิทธิในการท�ำแท้ง โดยเสรี Simone Veil ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและ นักการเมืองหญิงท่ีมีบทบาทส�ำคัญและเป็นท่ียอมรับได้ผลักดันให้รัฐสภารับร่าง รัฐบัญญัติที่อนุญาตให้สตรีที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 10 สัปดาห์ ท�ำแท้งได้โดย ถกู กฎหมาย (loi n°75-17 du 17 janvier 1975 dite Simone Veil relative à l’ interruption volontaire de grossesse)47 ในภายหลงั รฐั บญั ญตั ิ ค.ศ. 1982 กำ� หนด ให้รัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการท�ำแท้งท่ีถูกกฎหมาย และรัฐบัญญัติ ค.ศ. 2001 ขยายระยะเวลาอายุครรภ์จาก 10 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ และยกเลิกการ ใหค้ วามยินยอมของผู้ปกครองส�ำหรบั เยาวชน โดยรวมการเคล่ือนไหวของกลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีในช่วงหลัง ค.ศ. 1970 ท�ำให้เกิดการเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลของสตรี หลังจากที่ผู้หญิงชาวฝรั่งเศสถูก บังคับให้เสียสละเพื่อประโยชน์ของสถาบันครอบครัวที่ถูกมองว่าส�ำคัญกว่าเป็น เวลานาน48 46 Loi n° 67-1176 du 28 décembre 1967 relative à la régulation des naissances 47 รัฐบญั ญตั ิดังกลา่ วมีผลใชบ้ ังคบั 5 ปี กอ่ นทีร่ ฐั บัญญัติ ค.ศ. 1979 (Loi n° 79-1204 du 31 décembre 1979 relative à l’interruption volontaire de la grossesse) บัญญัตใิ หร้ ัฐบญั ญตั ิ ค.ศ. 1975 มีผล ใชบ้ งั คบั เปน็ การถาวร 48 Françoise Thébaud, Le privé est politique. Féminismes des années 1970, in Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.), (Paris: La Découverte, 2012), p. 509-519.

84 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 3) การเคลือ่ นไหวของชนชัน้ แรงงานและบทบาทของสหภาพแรงงานใน การผลักดันรฐั สวัสดิการ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นจุดสูงสุดของการเคลื่อนไหวของชนช้ันแรงงานเพ่ือ เรียกร้องคุณภาพชีวิตและคุณภาพการท�ำงานท่ีดีขึ้น สหภาพแรงงานหลักเข้ามา มีบทบาทส�ำคัญในการผลักดันและเป็นแกนน�ำการชุมนุม รวมท้ังมีบทบาทในการ สรุปข้อเรยี กรอ้ งและผลประโยชนข์ องสาธารณะและแรงงาน ตั้งแตต่ น้ ค.ศ. 1936 สหภาพแรงงานเรียกรอ้ งให้มีการนดั หยุดงานในภาครัฐ เพือ่ ต่อตา้ นนโยบายรดั เขม็ ขัดของรัฐในภาวะเศรษฐกจิ ตกตำ�่ ต่อมาภายหลังการนดั หยดุ งานขยายไปครอบคลุมภาคเอกชนด้วย สหภาพแรงงานหลกั เจรจาตอ่ รองกบั รฐั บาล นำ� ไปสกู่ ารตรากฎหมายเกยี่ วกบั ข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงานตัวแทนลูกจ้าง เก่ียวกับเงื่อนไข ในการทำ� งานและการจ้างงานทนี่ ายจา้ งต้องปฏบิ ัตติ าม (convention collective du travail) บทบาทของสภาเศรษฐกจิ แหง่ ชาตใิ นการรา่ งรฐั กฤษฎกี าเพอื่ บงั คบั การ ให้เป็นไปตามกฎหมายสวัสดิการ (conseil national économique) กฎหมาย ท่ีกำ� หนดชัว่ โมงการทำ� งานไว้ท่ี 40 ช่ัวโมง และช่วงเวลาหยดุ พักทลี่ กู จา้ งยงั คงไดร้ บั คา่ ตอบแทน (congé payé) การกำ� หนดให้มีตัวแทนพนกั งานและลกู จ้างในบรษิ ทั 4) การเคลอ่ื นไหวของกลุ่มภูมภิ าคนิยม (régionalisme) ระหว่าง ค.ศ. 1960-1970 มีการเคล่ือนไหวของกลุ่มภูมิภาคนิยมในหลาย ภูมิภาคของฝรั่งเศสโดยเฉพาะในเขตชายขอบ ได้แก่ แคว้น Bretagne, แคว้น Midi-Pyrénées ท่ีใชภ้ าษา occitan, Corse การเรียกรอ้ งของกลุ่มภมู ิภาคนิยมท่ี สดุ โตง่ เชน่ แควน้ Corse นำ� ไปสกู่ ารจดั ตงั้ กลมุ่ กอ่ การรา้ ยและความตอ้ งการแบง่ แยก ดินแดน แต่โดยมากการเรียกร้องของกลุ่มภูมิภาคนิยมส่วนใหญ่เป็นไปโดยสันติวิธี และเป็นการเรียกรอ้ งทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเปน็ ส่วนใหญ่ กลุ่มภูมิภาคนิยมในหลายภูมิภาคมีการเคล่ือนไหวรณรงค์ปกป้องภาษาและ เอกลกั ษณข์ องทอ้ งถน่ิ มกี ารเดนิ ขบวนเรยี กรอ้ งใหร้ ฐั ทำ� ใหค้ นสามารถอยใู่ นทอ้ งถนิ่ ของตนไดด้ ว้ ยการสรา้ งงาน การสรา้ งอำ� นาจการซอื้ ภายใตส้ โลแกน “Vivre au pays” ซ่ึงได้รับการขานรับจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย เช่น พรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส ผา่ นนโยบายทใ่ี ห้ความส�ำคัญกับภูมิภาคมากข้นึ ในแควน้ Corse วาทกรรมชาตนิ ิยมพยายามทำ� ใหก้ ารเรียกรอ้ งทางการเมอื ง โดยใชค้ วามรุนแรงเปน็ การกระทำ� ทีช่ อบธรรม มีการฆาตกรรม การก่อการร้ายเพ่ือ

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 85 ต่อต้านการมีอยู่ของฝร่ังเศสในประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่และที่ท�ำการของรัฐเป็น เปา้ หมายหลกั กฎหมายเกยี่ วกบั การกระจายอำ� นาจสทู่ อ้ งถน่ิ ภายใตป้ ระธานาธบิ ดี François Mitterrand นับแต่ ค.ศ. 1980 ส่งผลให้มีการยอมรับความเป็นภูมิภาคโดยรัฐ มากขึ้น ตัวแทนแนวคิดภูมิภาคนิยมมีบทบาทในการเลือกต้ังท้องถ่ินโดยเฉพาะ ในแคว้น Corse ที่ฝ่ายเรียกร้องอิสรภาพหัวไม่รุนแรง (indépendantisme modéré) ได้เข้าไปเป็นฝ่ายบริหารท้องถ่ิน หลังจากนั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มภูมิภาคนิยมเริ่มอ่อนก�ำลังลง ในขณะที่ สือ่ ทั้งวทิ ยแุ ละโทรทศั นใ์ หพ้ ื้นทแี่ ก่ภาษาและวัฒนธรรมทอ้ งถิน่ มากข้ึน49 3.2.4 ช่วงท่ี 4 (ค.ศ. 1980-ปัจจุบัน) : ความแพร่หลายและการเป็น “ประชามติทีร่ ิเริม่ โดยประชาชน” ของการชุมนุมประท้วงโดยสงบ ตงั้ แตป่ ลาย ค.ศ. 1970 การเดนิ ขบวนประทว้ งบนทอ้ งถนนกลายเปน็ รปู แบบ การแสดงออกทางการเมืองท่ีมีบทบาทส�ำคัญมากขึ้นเป็นล�ำดับเม่ือเปรียบเทียบกับ การแสดงออกทางการเมอื งที่เปน็ ทางการ เชน่ การไปลงคะแนนเสยี งเลือกต้งั หรอื การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซ่ึงจ�ำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกต้ังหรือสมัครเป็นสมาชิก พรรคการเมอื งมจี ำ� นวนลดลง นอกจากนี้ การเดนิ ขบวนประทว้ งยงั มบี ทบาทเพม่ิ ขน้ึ เมื่อเทียบกับการแสดงออกอย่างไม่เป็นทางการรูปแบบอ่ืน เช่น การนัดหยุดงาน การบอยคอตหรือการเข้ายึดสถานที่ราชการ โดยในช่วงทศวรรษที่ 80 มีการ เดินขบวนประท้วงบนท้องถนนกวา่ หมนื่ ครงั้ ในประเทศฝรัง่ เศส50 จงึ กลา่ วไดว้ า่ ในชว่ งนก้ี ารเดนิ ขบวนประทว้ งกลายเปน็ รปู แบบการแสดงออก ทางการเมืองที่แพร่หลายในสังคมฝรั่งเศสและเป็นท่ียอมรับว่าเป็นวิธีแสดงออก ทางการเมืองอย่างหน่ึงส�ำหรับคนทุกเพศทุกวัย ทุกชนชั้น ทุกสาขาอาชีพ และ ทุกความเช่ือทางการเมือง (démocratisation de protestation) ถ้าในช่วงหลัง สงครามโลกครั้งท่สี องจนถงึ ทศวรรษที่ 60 การเดนิ ขบวนบนท้องถนนเปน็ เรื่องของ ชนช้ันแรงงานภายใต้การน�ำของพรรคคอมมิวนิสต์ หลงั จากน้ันเป็นต้นมา ปัญหาที่ ฝรงั่ เศสเผชญิ ทำ� ใหค้ นทกุ ชนชน้ั ทกุ สาขาอาชพี ออกมาเดนิ ขบวนประทว้ งบนทอ้ งถนน ในค.ศ. 1988 คนฝรั่งเศสหน่งึ ในสองพรอ้ มทีจ่ ะเดินขบวนประทว้ ง สดั ส่วนดงั กลา่ ว 49 Ibid, pp. 563-569. 50 Olivier Fillieule and Danielle Tartakowsky, La manifestation, (Paris: Presses de Sciences Po, 2013).

86 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย เพิ่มข้ึนเป็นสองในสามใน ค.ศ. 1995 และใน ค.ศ. 2002 คนฝรั่งเศสท่ีพร้อมจะ เดินขบวนประท้วงมีมากกว่าสามในส5่ี 1 นอกจากน้ี แม้ว่าวัยรุ่นเป็นกลุ่มท่ีพร้อมจะ เดินขบวนประท้วงมากท่ีสุด การส�ำรวจในแต่ละคร้ังแสดงให้เห็นว่าการเดินขบวน ประทว้ งเปน็ ทย่ี อมรบั ของกลมุ่ ทม่ี อี ายสุ งู ขน้ึ โดยใน ค.ศ. 1988 การเดนิ ขบวนเปน็ ท่ี ยอมรบั เพยี งของคนที่เกิดหลัง ค.ศ. 1943 ในขณะทใี่ น ค.ศ. 1995 คนทเ่ี กิดระหวา่ ง ค.ศ. 1936 และ 1942 ยอมรบั การเดินขบวนมากขน้ึ ส่วนใน ค.ศ. 2002 คนฝร่งั เศส แทบทุกวัยพร้อมจะเดินขบวนประท้วง52 ถ้าในช่วงคร่ึงแรกของทศวรรษที่ 70 ผู้เดินขบวนประท้วงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนท่ีอายุน้อย มีการศึกษา เพศชาย มกั ไมน่ บั ถอื ศาสนา เปน็ ขา้ ราชการหรอื ลกู จา้ งของรฐั วสิ าหกจิ หรอื นกั เรยี นนกั ศกึ ษา ตอ่ มาโดยเฉพาะต้ังแต่ ค.ศ. 2000 ผู้ประท้วงมีความหลากหลายมากขึ้น53 หากมองในแงล่ บ การทกี่ ารเดินขบวนประทว้ งมีบทบาทเพ่ิมมากขึ้นในสังคม ฝรั่งเศสอาจแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อใจผู้แทนและสถาบันที่ท�ำให้คนฝรั่งเศส เรียกร้องการมีส่วนร่วมโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านนักการเมืองหรือสหภาพ ในทาง ตรงกนั ขา้ ม การที่การเดินขบวนประทว้ งแพร่หลายกลบั แสดงให้เหน็ ถงึ ความต่ืนตัว ของประชาชนฝรง่ั เศสในการมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งมากขนึ้ ผา่ นวธิ กี ารอนื่ นอกเหนอื จากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือสหภาพ ปรากฏการณด์ งั กลา่ วชใี้ หเ้ หน็ วา่ การแสดงออกอยา่ งเปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ปฏปิ ักษ์ตอ่ กนั แตใ่ นทางตรงกนั ขา้ มกลับสง่ เสรมิ ซึง่ กันและกนั ส่งิ ทีส่ �ำคญั คอื การเดินขบวนประทว้ งบนทอ้ งถนนกลายมาเปน็ “ประชามติ ท่ีริเริม่ โดยประชาชน” (référendum d’initiative populaire) การชุมนุมประทว้ ง เป็นวิธีการกดดันให้รัฐเจรจาและทบทวนร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ตั้งแต่ ค.ศ.1984 การตอ่ ตา้ นรา่ งกฎหมายหลายฉบบั กลายเปน็ วตั ถปุ ระสงคข์ องการเดนิ ขบวนประทว้ ง และผู้ประท้วงก็บรรลุวัตถุประสงค์ จนหลายคร้ังส่งผลให้รัฐมนตรีท่ีรับผิดชอบ ร่างกฎหมายฉบับน้ันๆ ต้องพ้นไปจากต�ำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายเก่ียวกับ การปฏริ ูปโรงเรียนเอกชน ค.ศ. 1984 หรือการปฏริ ูปมหาวิทยาลยั ค.ศ. 1986 หรือ 51 Nonna Mayer, “Le temps des manifestations”, Revue européenne des sciences sociales, 2004, pp. 219-224. 52 Ibid. 53 J. Craig Jenkins and Wallace Michael, “The Generalized Action Potential of Protest Movements : The New Class, Social Trends, and Political Exclusion Explanations”, Sociological Forum, 1996, pp. 183-207.

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 87 สัญญาจ้างงานครั้งแรก (Contrat première embauche) ค.ศ. 200654 โดยท่ี การประท้วงเหล่านไี้ ม่ไดถ้ กู มองว่าเป็นวิกฤตทิ ่รี ฐั บาลต่างๆ ก่อขึ้น การชมุ นมุ ประทว้ งของคนฝรง่ั เศสในชว่ งหลงั ค.ศ. 1980 มคี วามหลากหลาย ทั้งในด้านกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง และในด้านข้อเรียกร้อง วัตถุประสงค์ในการชุมนุม ประท้วง 1) ดา้ นการเมือง การตอ่ ต้าน Jean-Marie Le Pen ผสู้ มัครลงเลือกตั้งประธานาธบิ ดีจาก พรรค Front national ค.ศ. 2002 หลงั การประกาศผลการเลอื กต้ังประธานาธิบดีรอบแรกในวนั ท่ี 21 เมษายน ค.ศ. 2002 ซง่ึ นาย Jean-Marie Le Pen หวั หนา้ พรรค Front national ฝา่ ยขวาจดั ผา่ นเขา้ ไปในการเลอื กตง้ั ประธานาธบิ ดรี อบที่ 2 ซงึ่ เหตกุ ารณด์ งั กลา่ วเปน็ ผลมาจาก การทมี่ ผี ไู้ มไ่ ปเลอื กตงั้ ในรอบแรกสงู ถงึ รอ้ ยละ 28.4 และมกี ารลงคะแนน “ลงโทษ” พรรคซา้ ย-ขวาของประธานาธบิ ดแี ละนายกรฐั มนตรที เ่ี ออื้ ประโยชนใ์ หพ้ รรคซา้ ยจดั และพรรคขวาจัด ประธานาธิบดี Chirac สังกัดพรรคฝ่ายขวาได้ ร้อยละ 19.88 นายกรฐั มนตรสี งั กดั พรรคสงั คมนยิ ม Jospin ไดร้ อ้ ยละ 16.18 แพ้Jean-Marie LePen สังกดั พรรคขวาจัดที่ไดร้ อ้ ยละ 16.86 คนฝรั่งเศสโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาจ�ำนวนกว่าล้านคนท่ัวประเทศ เดินขบวนต่อต้าน Jean-Marie Le Pen โดยนักการเมืองและรัฐมนตรีที่สังกัด พรรคฝา่ ยซา้ ยมารว่ มเดนิ ขบวนดว้ ย พรรคฝา่ ยขวา RPR ไมร่ ว่ มเดนิ ขบวน (เพราะขดั กับธรรมเนียมของพรรคฝ่ายขวา) แต่ทุกฝ่ายเรียกร้องให้ประชาชนลงคะแนนเสียง ให้ประธานาธิบดี Jacques Chirac เพื่อขัดขวางมิให้พรรคขวาจัดข้ึนสู่อ�ำนาจ ประธานาธิบดี Jacques Chirac ได้รับเลือกต้ังเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ด้วย คะแนนเสียงร้อยละ 82 ซ่ึงมากท่ีสุดตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีทางตรงใน ฝรัง่ เศส 2) ดา้ นการศึกษา การปฏิรปู โรงเรียนเอกชน (Projet de loi Savary) ค.ศ. 1984 ประธานาธบิ ดี François Mitterrand ประกาศในตอนหาเสียงเลอื กตงั้ ว่าจะ สร้างระบบการศึกษาของรัฐท่ีเป็นหน่ึงเดียวและแยกออกจากศาสนา รัฐมนตรีว่า 54 บางคร้ัง การเดนิ ขบวนประท้วงต่อต้านรา่ งกฎหมายกม็ อิ าจขัดขวางการรบั รา่ งโดยรฐั สภา เช่น กฎหมาย เกีย่ วกบั การแตง่ งานของคนเพศเดยี วกนั ค.ศ. 2013

88 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย การกระทรวงศึกษาธิการ Alain Savary ของรัฐบาล Pierre Mauroy จึงเสนอ ร่างรัฐบัญญัติที่จ�ำกัดการเปิดโรงเรียนอนุบาลเอกชนแห่งใหม่และจะบรรจุครู ในโรงเรยี นเอกชนเปน็ ขา้ ราชการ ฝา่ ยสนบั สนนุ โรงเรยี นเอกชนผลกั ดนั ใหผ้ ปู้ กครอง ออกมาชุมนุมต่อต้านร่างรัฐบัญญัติ ในวันท่ี 24 มิถุนายน ค.ศ. 1984 มีผู้เข้าร่วม ชมุ นมุ ตอ่ ตา้ นรฐั บญั ญตั ทิ ปี่ ารสี กวา่ 1,500,000 คน ซงึ่ เปน็ การชมุ นมุ ครงั้ ทใี่ หญท่ สี่ ดุ หลังจากสงครามโลกคร้งั ทีส่ อง ซึ่งมผี ลท�ำให้ประธานาธบิ ดี François Mitterrand ประกาศถอนรา่ งรัฐบัญญัติดังกล่าว55 การปฏิรปู มหาวิทยาลัย (Projet de loi Devaquet) ค.ศ. 1986 ภายใต้ประธานาธิบดี François Mitterrand รฐั บาลฝา่ ยขวาของ Jacques Chirac ตอ้ งการปฏริ ปู ระบบมหาวทิ ยาลยั ของฝรงั่ เศส โดยจดั ใหม้ รี ะบบสอบคดั เลอื ก เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและเพิ่มธรรมเนียมค่าเล่าเรียน ขณะที่ระบบของฝรั่งเศส แต่เดิมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคนท่ีสอบได้ประกาศนียบัตร Baccalauréat มสี ทิ ธเิ ขา้ เรยี นในมหาวทิ ยาลยั ความไมพ่ อใจตอ่ แผนการปฏริ ปู ทำ� ให้ นักเรียนมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัยท้ังในปารีสและต่างจังหวัดจ�ำนวน หลายแสนคนออกมาเดนิ ขบวนประทว้ ง ซง่ึ ในตอนแรกรฐั บาลยนื ยนั ทจ่ี ะดำ� เนนิ การ ปฏริ ปู ตอ่ ไป จนเกดิ เหตนุ กั ศกึ ษาคนหนงึ่ เสยี ชวี ติ หลงั จากถกู ตำ� รวจตใี นระหวา่ งสลาย การชมุ นุม ซ่งึ การตายของเขาสรา้ งความโกรธแค้นไมพ่ อใจในสงั คมฝร่งั เศส หนึง่ วัน หลงั จากนนั้ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร Alain Devaquet ลาออก Jacques Chirac ผดู้ �ำรงตำ� แหน่งนายกรัฐมนตรปี ระกาศถอนรา่ งรัฐบญั ญัต5ิ 6 3) ด้านการท�ำงาน Contrat d’insertion professionnelle ค.ศ. 1994 ใน ค.ศ. 1994 ในสมัยของประธานาธิบดี François Mitterrand รฐั บาลของ Edouard Balladur ตรารัฐบัญญัติเก่ียวกับสัญญาจ้างงานท่ีเรียกว่า Contrat d’ 55 Christophe Gracieux, “Manifestation à Versailles le 4 mars 1984 en faveur de l’école privée”, Jalons pour l’histoire du temps présent (online), Available from: http://fresques.ina.fr/ jalons/fiche-media/InaEdu01096/manifestation-a-versailles-le-4-mars-1984-en-faveur-de-l- ecole-privee.html (9 January 2014) 56 Christophe Gracieux, “Manifestation lycéenne et étudiante contre le projet de loi Devaquet”, Jalons pour l’histoire du temps présent (online), Available from: http://fresques.ina.fr/ jalons/fiche-media/InaEdu01074/manifestation-lyceenne-et-etudiante-contre-le-projet- de-loi-devaquet.html (9 January 2014)

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 89 insertion professionnelle- CIP ซงึ่ เปน็ สญั ญาจา้ งทมี่ รี ะยะเวลาสนิ้ สดุ แนน่ อน และ มีคา่ จา้ งรอ้ ยละ 80 ของค่าแรงขั้นต�่ำ (SMIC) มีการเดินขบวนตอ่ ตา้ นของนกั เรียน นักศึกษาจ�ำนวนหลายแสนคน และมีการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับต�ำรวจใน หลายเมอื ง สดุ ทา้ ยรฐั บาลประกาศพกั การบงั คบั ใช้ กอ่ นทจ่ี ะยกเลกิ รฐั บญั ญตั วิ า่ ดว้ ย CIP57 Contrat première embauche ค.ศ. 2006 รัฐบาลของ Dominique de Villepin ภายใต้ประธานาธิบดี Jacques Chirac ต้องการแก้ปัญหาการว่างงานของคนวัยหนุ่มสาว ได้เสนอร่างรัฐบัญญัติ เกยี่ วกบั สญั ญาจา้ งงานครงั้ แรก ภายใตช้ อื่ “Contrat première embauche - CPE” CPE เปน็ สญั ญาจา้ งงานในบรษิ ทั ขนาดเลก็ ทมี่ ลี กู จา้ งไมเ่ กนิ 20 คน และใชบ้ งั คบั กบั ผทู้ ม่ี อี ายตุ ำ่� กวา่ 26 ปี รา่ งรฐั บญั ญตั เิ กยี่ วกบั CPE มปี ระเดน็ ขอ้ ถกเถยี งหลายประการ เน่อื งจากรฐั บญั ญัตดิ ังกลา่ วก�ำหนดให้มีช่วงทดลองงานเปน็ เวลา 2 ปกี ่อนท่ีนายจา้ ง จะท�ำสญั ญาจา้ งทไี่ มม่ กี �ำหนดระยะเวลา (Contrat à durée indéterminée) ซง่ึ ให้ ความม่ันคงมากกว่ากับลูกจ้าง โดยภายในระยะเวลาทดลองงานนายจ้างสามารถ เลิกจ้างโดยไมต่ อ้ งใหเ้ หตุผล เพ่ือให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน รัฐบาลเลือกใช้มาตรการตามมาตรา 49 วรรคสามของรฐั ธรรมนูญ ค.ศ. 1958 โดยขอผูกพันความรบั ผิดชอบของรัฐบาลตอ่ สภาผู้แทนราษฎรไว้กับการลงมติผ่านร่างรัฐบัญญัติ (Vote bloqué d’un texte de loi) นักเรียนนักศึกษา สหภาพแรงงานและพรรคฝ่ายซ้ายเริ่มเดินขบวนต่อต้าน สัญญา CPE นักศกึ ษาปดิ มหาวทิ ยาลยั โดยน�ำสง่ิ ของไปขวางทางเข้า การเคล่ือนไหว ได้รับแรงสนบั สนุนมากขนึ้ จนมผี ู้ชุมนุมท่ัวประเทศ 1- 3 ล้านคน ในวนั ที่ 28 มนี าคม ค.ศ. 2006 อย่างไรก็ตาม นายกรฐั มนตรี Dominique de Villepin ยังยนื ยนั จะ ผลกั ดนั กฎหมายฉบบั นต้ี อ่ ไป จนวนั ท่ี 31 มนี าคม ค.ศ. 2006 ประธานาธบิ ดี Jacques Chirac ประกาศใช้รัฐบัญญัติท่ีรวม CPE แต่ขอให้รัฐบาลแก้ไขรัฐบัญญัติเก่ียวกับ CPE โดยให้ลดชว่ งทดลองงานเหลือ 1 ปี และใหน้ ายจา้ งแจ้งเหตผุ ลในการเลิกจา้ ง ในท่ีสุดมีการตรารัฐบัญญัตมิ ายกเลิกรฐั บญั ญตั เิ กย่ี วกบั CPE58 ผปู้ ระทว้ งจึงยอมยุติ 57 Johannes Lindvall, “The Political Foundations of Trust and Distrust: Reforms and Protests in France”, pp. 296-316, 311. 58 Loi n° 2006-457 du 21 avril 2006 sur l’accès des jeunes à la vie active en entreprise

90 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย การชุมนุมและเปิดมหาวิทยาลัย วิกฤติครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความนิยมของ Dominique de Villepin เป็นอย่างมากและท�ำให้เขาหมดหวังท่ีจะชิงต�ำแหน่ง ประธานาธิบดีในการเลือกต้ัง ค.ศ. 2007 ผลของวกิ ฤติ CPE ในครงั้ นน้ั ทำ� ใหร้ ฐั บาลชดุ ตอ่ มาเปลยี่ นแนวทางในการปฏริ ปู ภายใต้ประธานาธิบดี Sarkozy มีการตรารัฐบัญญัติเก่ียวกับการเจรจาทางสังคม (dialogue social) ใน ค.ศ. 2007 ที่กำ� หนดใหร้ ัฐบาลหารือกบั สหภาพแรงงานและ สหภาพนายจ้างหลักในฝร่ังเศสก่อนการปฏิรูปที่เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์ในการ ท�ำงาน การจ้างงานและการฝึกงาน โดยรัฐบาลต้องแจ้งให้สหภาพทราบถึงปัญหา และแนวทางตา่ งๆ ทเี่ ปน็ ทางเลอื กในการปฏริ ปู และทำ� การปฏริ ปู โดยอาศยั ฐานจาก ข้อตกลงกับสหภาพ การเปลี่ยนแปลงแนวทางของรัฐบาลก็เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิด วกิ ฤติ CPE ซำ้� อกี 59 4) ดา้ นสังคม กฎหมาย Pacte civil de solidarité PACS ค.ศ. 1999 วันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1999 ผู้ชุมนุมประมาณ 100,000 คนเดินขบวน ต่อต้านการให้สิทธิคนเพศเดียวกันจดทะเบียน Pacs แต่รัฐสภาผ่านร่างรัฐบัญญัติ ดังกล่าวในวนั ท่ี 13 ตลุ าคม ค.ศ. 1999 กฎหมายอนญุ าตใหบ้ คุ คลเพศเดยี วกนั สมรสกนั (Le mariage pour tous) ค.ศ. 2012 ในการเลือกต้ังประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ค.ศ. 2012 François Hollande และพรรคสังคมนิยมได้หาเสยี งว่าจะทำ� การผา่ นรา่ งกฎหมาย ท่ีอนุญาตให้บุคคลเพศเดียวกันสมรสกัน ท้ังนี้ต้ังแต่ปลาย ค.ศ. 2012 จนถึงต้น ค.ศ. 2013 มีคนฝรั่งเศสจ�ำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวออกมา ชมุ นุมคดั ค้านทงั้ ในปารสี และตา่ งจงั หวัด อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่อนญุ าตให้บุคคลเพศเดยี วกนั สมรสกันได้ผ่านความ เหน็ ชอบของรัฐสภาและมีการประกาศใชเ้ ม่อื วนั ท่ี 18 พฤษภาคม ค.ศ. 201360 59 Johannes Lindvall, “The Political Foundations of Trust and Distrust: Reforms and Protests in France”, pp. 296-316, 311. 60 Loi n° 2013-404 du 17 mai 2013 ouvrant le mariage aux couples de personnes de même sexe

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 91 การกอ่ จลาจลของเยาวชนในยา่ นชานเมอื งปารสี ค.ศ. 2005 ปัญหาเยาวชนที่เป็นบุตรหลานของผู้อพยพจากอาณานิคมเก่าของฝรั่งเศส ทอี่ าศยั อยใู่ นยา่ นชานเมอื งปารสี (casseurs) กอ่ ความวนุ่ วาย ทำ� รา้ ยตำ� รวจ ทำ� ลาย สิ่งของสาธารณะ แสดงความไม่พอใจโดยใช้ความรุนแรง ปัญหาเกิดจากการจัด ผังเมืองท่ีรวมผู้อพยพไปอยู่ในย่านชานเมืองที่ถูกแยกออกจากส่วนอ่ืนๆ มีปัญหา การว่างงานสูง เดก็ และเยาวชนไม่มอี นาคต สังคมฝรัง่ เศสไมย่ อมรบั บตุ รหลานของ ผ้อู พยพจากอาณานคิ มเกา่ ของฝรั่งเศส 5) ดา้ นความร่วมมือในกรอบของสหภาพยโุ รป การต่อตา้ นความร่วมมือในกรอบของสหภาพยุโรป การทฝ่ี รงั่ เศสเปน็ สมาชกิ ประชาคมยโุ รป (ซงึ่ ววิ ฒั นาการตอ่ มาเปน็ สหภาพยโุ รป เมื่อ ค.ศ. 1992) มีผลกระทบต่อประเทศในหลายด้านโดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง สถาบันของสหภาพยุโรปมีอ�ำนาจตรากฎหมายที่มีผลใช้บังคับ ในประเทศสมาชิกทั้งต่อรัฐและพลเมืองของประเทศสมาชิกโดยไม่ต้องผ่านการ ภาคยานุวัติ จึงไม่น่าแปลกใจที่พลเมืองของประเทศสมาชิกลุกขึ้นมาเคลื่อนไหว สนับสนุนหรือต่อต้านความร่วมมือของประเทศของตนในกรอบของสหภาพยุโรป ในชว่ ง ค.ศ. 1980-1995 มกี ารเคลอ่ื นไหวทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สหภาพยโุ รปในฝรงั่ เศสกวา่ 700 ครั้ง61 เช่น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของ ค.ศ. 1995 แรงงานฝรั่งเศสนัดหยุดงาน เปน็ เวลา 3 สัปดาห์ เพอื่ ต่อต้านผลกระทบทางสงั คมของสนธสิ ัญญา Maastricht โดยเฉพาะนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลฝ่ายขวาเพ่ือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องในการ ใช้เงนิ สกุลยโู รของสหภาพยโุ รป วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ โลกและการตอ่ ต้านนโยบายของรฐั บาล เชน่ เดยี วกบั ประเทศยโุ รปอน่ื ๆ วกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ โลกทำ� ใหบ้ รษิ ทั ใหญๆ่ เปลยี่ น ยุทธศาสตรใ์ นการท�ำธรุ กิจโดยพยายามลดตน้ ทนุ การผลติ ดว้ ยวิธตี ่างๆ ไม่วา่ จะเปน็ การเลิกจ้าง การย้ายฐานการผลิต หรือบังคับให้ลูกจ้างลดเวลาท�ำงานลง (ซึ่งมีผล เปน็ การลดรายได้ของลูกจ้าง) ระหวา่ ง ค.ศ. 2008-2009 ผลกระทบของวกิ ฤตเิ ศรษฐกจิ และการเงนิ ท�ำให้คนฝร่งั เศสกวา่ 1-3 ลา้ นคน ในปารีสและในเมืองต่างๆ ออกมาเดินขบวนในช่วงฤดูใบไม้ผลิของ ค.ศ. 2009 61 Uwz Reising, “United in Opposition? A cross-national time-series analysis of European protest in 3 selected countries”, Journal of conflicting resolution, 1999: 317-342, 330.

92 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย เรียกร้องให้รัฐมีมาตรการเร่งด่วนเพ่ือสร้างงาน สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ความไมพ่ อใจตอ่ นโยบายเศรษฐกจิ ของประธานาธบิ ดี Sarkozy และรฐั บาลฝา่ ยขวา ทถ่ี กู มองวา่ ดำ� เนนิ นโยบายในทางทไ่ี มเ่ ปน็ คณุ ตอ่ วยั รนุ่ และแรงงาน และการแกป้ ญั หา เศรษฐกิจท่ีไม่ประสบผลส�ำเร็จท�ำให้ François Hollande และพรรคสังคมนิยม ฝรั่งเศส (PS) ชนะการเลือกต้ังประธานาธิบดีและได้เสียงส่วนมากในการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎรใน ค.ศ. 2012 3.3 กฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะและการประทว้ งของประเทศฝรง่ั เศส เสรภี าพในการชมุ นมุ สาธารณะและการประทว้ งเปน็ หน่งึ ในเสรภี าพท่ีส�ำคญั ทสี่ ดุ ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยโดยรวมเสรภี าพสว่ นบคุ คล เสรภี าพในการ รวมกลุ่ม เสรีภาพทางความคิดและเสรีภาพในการแสดงออกไว้ด้วยกัน ในขณะที่ การใช้เสรีภาพของสื่ออาจจ�ำกัดอยู่ท่ีกลุ่มคนที่มีทุนและมีเคร่ืองมือหรือความรู้ เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงเป็นวิธีแสดงออกทางการเมืองท่ีแม้แต่ คนยากจนหรือด้อยโอกาสก็สามารถมีส่วนร่วมได้ เสรีภาพในการชุมนุมและการ ประท้วงจึงเป็นเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงและมีบทบาทในการการันตี ระบอบประชาธิปไตย โดยท�ำให้ความเห็นความต้องการของประชาชนฝ่ายต่างๆ ท้งั ที่สอดคล้องและขดั แยง้ กนั เป็นรปู ธรรมข้ึนมา อย่างไรก็ตาม การชุมนุมทางการเมืองเป็นการสร้างความเส่ียงแก่รัฐ หากปราศจากการควบคมุ มใิ หม้ กี ารใชเ้ สรภี าพในทางทผี่ ดิ เสรภี าพในการชมุ นมุ และ การประทว้ งกอ็ าจเปน็ ภยั ตอ่ ระบอบประชาธปิ ไตย การชมุ นมุ ประทว้ งอาจเปน็ ขอ้ อา้ ง ในการก่อความไม่สงบหรือลุกลามกลายเป็นการใช้ความรุนแรง62 รัฐจึงต้องเข้ามา ควบคมุ การใชเ้ สรีภาพ ในหัวข้อน้ีจะศึกษาวิวัฒนาการของกฎหมายเก่ียวกับเสรีภาพในการชุมนุม และการประทว้ งของประเทศฝรงั่ เศส (3.3.1) กฎหมายเกย่ี วกบั เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งในปจั จบุ นั (3.3.2) 62 เน่ืองจากคนท่ีมารวมกลุ่มกันมักจะรู้สึกว่าตนมีอ�ำนาจมีพลังมากขึ้น ดังท่ีมีผู้กล่าวไว้ว่า “ในหมู่มวลชน คนเชอ้ื สายลาตนิ ความรสู้ กึ มกั จะมอี ำ� นาจเหนือความคิด” Maurice Menanteau, Les nouveaux aspects de la liberté de réunion (Doctorat en droit, Université de Paris, 1937)

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 93 3.3.1 วิวัฒนาการของกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมและการประท้วงของ ประเทศฝรง่ั เศส กอ่ นสาธารณรฐั ท่ี 3 กฎหมายฝร่ังเศสไม่ไดร้ ับรองเสรภี าพในการชมุ นมุ และ การประทว้ ง เสรภี าพทงั้ สองประเภทเปน็ เพยี งสว่ นหนง่ึ ของเสรภี าพในการรวมกลมุ่ (1) ความเปล่ียนแปลงเกิดขนึ้ ภายใต้สาธารณรฐั ที่ 3 เมือ่ มีการตรากฎหมายรบั รอง เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงอย่างเป็นเอกเทศจากเสรีภาพประเภทอ่ืนๆ เป็นครง้ั แรก (2) 1) หลงั การปฏวิ ตั ิ ค.ศ. 1789 : การชมุ นมุ และการประทว้ งในฐานะสว่ นหนง่ึ ของเสรีภาพในการรวมกล่มุ นบั แตก่ ารปฏวิ ตั เิ ปลยี่ นแปลงระบอบการปกครอง ค.ศ. 1789 รฐั ธรรมนญู ของ ฝร่ังเศสหลายฉบับรับรองเสรีภาพของพลเมืองฝรั่งเศสในการรวมตัวกันแบบกว้างๆ โดยไม่มีการรับรองเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงอย่างชัดแจ้ง เสรีภาพ ในการชมุ นมุ และการประทว้ งถกู มองเปน็ สว่ นหนง่ึ ของเสรภี าพในการแสดงออกแบบ กลุม่ (liberté d’expression collective) คำ� ประกาศวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 มาตรา 11 รบั รองวา่ การแสดงออกอย่างเสรีทางความคิดและความคิดเห็นเป็นหนึ่งในสิทธิเสรีภาพ ทส่ี ำ� คัญทสี่ ดุ ของมนุษย6์ 3 รัฐบญั ญตั ฉิ บบั วนั ท่ี 14 ธันวาคม ค.ศ. 1789 รบั รองว่าเสรีภาพในการรวมตวั กันโดยสงบและปราศจากอาวุธ (droit de s’assembler) เป็นสิทธิเสรีภาพตาม ธรรมชาติและทางการเมืองของพลเมือง ภายใต้เง่ือนไขของกฎหมายเกี่ยวกับ ความสงบ64 63 Article 11 DDHC : La libre communication des pensées et des opinions est un des droits les plus précieux de l’homme คนฝร่ังเศสหลังการปฏิวัติมีความทรงจ�ำท่ีไม่ดีกับสมาคมช่างฝีมือ (corporations) ในสมัยระบอบเก่าที่ กดี กนั ไมใ่ หป้ ระชาชนสว่ นมากเขา้ ประกอบอาชพี หลายประเภท จงึ กลวั การมอี งคก์ รมาขน้ั กลางระหวา่ งรฐั และพลเมอื ง การรวมกลมุ่ เปน็ สมาคมถกู มองวา่ เปน็ เครอื่ งมอื ของคนสว่ นนอ้ ยไวก้ ดขค่ี นสว่ นมาก เนอื่ งจาก ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการรวมกลุ่มแบบถาวร (การจัดต้ังสมาคม) และการรวมกลุ่มแบบชั่วคราว (การชมุ นมุ และการประทว้ ง) ความไมไ่ วว้ างใจเสรภี าพในการรวมกลมุ่ เปน็ สมาคมจงึ มผี ลทำ� ใหค้ ำ� ประกาศ วา่ ด้วยสิทธิมนุษยชนและสทิ ธิพลเมืองไมร่ บั รองเสรภี าพในการชมุ นุมไปด้วย 64 Constitution de 1791 : La Constitution garantit pareillement, comme droits naturels et civils - La liberté aux citoyens de s’assembler paisiblement et sans armes, en satisfaisant aux lois de police

94 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย รฐั ธรรมนูญฉบับวันท่ี 3 และ 4 กนั ยายน ค.ศ. 1791 รับรองเสรภี าพของ พลเมืองฝรั่งเศสในการรวมตัวกันโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยเคารพกฎหมาย เก่ียวกับความสงบเรยี บร้อย และตามรฐั ธรรมนูญฉบบั วันที่ 24 มิถนุ ายน ค.ศ. 1793 ของสาธารณรฐั ที่ 1 สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดทั้งทางสื่อและทางวิธีอ่ืนๆ สิทธิเสรีภาพ ในการรวมตวั กันไมส่ ามารถถกู จ�ำกัดได6้ 5 แตก่ ารรบั รองเสรภี าพในการชมุ นมุ เปดิ โอกาสใหม้ กี ารจดั ตงั้ คลบั ทางการเมอื ง ขน้ึ มาตอ่ ตา้ นอำ� นาจรฐั มกี ารตอ่ สรู้ ะหวา่ งสมาคมตา่ งๆ การเขา้ ขดั ขวางการใชเ้ สรภี าพ ในการชุมนุมของกลุ่มอ่นื ความวุ่นวายบนทอ้ งถนน จนรัฐต้องยกเลิกเสรีภาพในการ ชมุ นุม ในช่วงการปกครองแบบเผด็จการ Directoire, Consulat, 1ère Empire (ค.ศ. 1799-1815) รัฐจึงให้เสรีภาพในการชุมนุมน้อยมาก ไม่ยอมรับเสรีภาพตาม ธรรมชาติทีล่ ่วงละเมดิ มไิ ดข้ องพลเมือง เพียงแค่ผอ่ นผันเป็นกรณีๆ ในช่วงฟนื้ ฟรู ะบอบกษัตรยิ แ์ ละ Monarchie de juillet (ค.ศ. 1815-1848) ไม่ได้มีกฎหมายห้ามการชุมนุมอย่างชัดเจน ฝ่ายสาธารณรัฐใช้การจัดเล้ียงเชิญชวน ให้คนมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิเลือกต้ังท่ัวไป จนภายหลังรัฐจึงห้ามการจัดเลี้ยง ซ่ึงการจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีสร้างความไม่พอใจจนน�ำไปสู่ การประทว้ งก่อจลาจลทน่ี �ำไปสู่การปฏวิ ัติ ค.ศ. 1848 เมอ่ื การเรยี กรอ้ งสทิ ธเิ ลอื กตง้ั ทว่ั ไปและเสรภี าพในการชมุ นมุ เปน็ สาเหตหุ ลกั ในการปฏวิ ตั ิ สาธารณรฐั ท่ี 2 จงึ จำ� เปน็ ตอ้ งรบั รองเสรภี าพในการชมุ นมุ รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1848 ของสาธารณรฐั ท่ี 4 รบั รองเสรภี าพของพลเมืองฝรั่งเศสในการรวมกลมุ่ โดยสงบและปราศจากอาวธุ 66 รฐั กฤษฎกี าลงวนั ที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1848 รบั รองวา่ การรวมกลมุ่ เปน็ “คลบั ” เปน็ สง่ิ จำ� เปน็ สำ� หรบั สาธารณรฐั และเปน็ สทิ ธขิ องพลเมอื ง 65 Article 7 Constitution de 1793 : Le droit de manifester sa pensée et ses opinions, soit par la voie de la presse, soit de toute autre manière, le droit de s’assembler paisiblement, le libre exercice des cultes, ne peuvent être interdits. 66 Article 8 de la Constitution de 1848 : Les citoyens ont le droit de s’associer, de s’assembler paisiblement et sans armes, de pétitionner, de manifester leurs pensées par la voie de la presse ou autrement. - L’exercice de ces droits n’a pour limites que les droits ou la liberté d’autrui et la sécurité publique. - La presse ne peut, en aucun cas, être soumise à la censure.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 95 ระหวา่ งวนั ท่ี 24-30 เมษายน ค.ศ. 1848 มกี ารจดั ตง้ั คลบั กวา่ 150 คลบั ในปารสี และ เขตชานเมอื งแตก่ ารใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ มคี วบคไู่ ปกบั การใชค้ วามรนุ แรง พวกคลบั ก่อกวนการประชุมสภา จนในท้ายท่ีสุดรัฐต้องเข้าไปปราบปรามอย่างรุนแรงและ มีการตรารัฐบัญญัติลงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1848 ห้ามการรวมกลุ่มเป็นคลับ และการชุมนุมทางการเมอื ง ภายใต้จักรวรรดิที่ 2 รัฐห้ามทั้งการชุมนุมและการรวมกลุ่มเป็นสมาคม โดยการชมุ นมุ และการรวมกลมุ่ เปน็ สมาคมตอ้ งขออนญุ าตจากทางการกอ่ น ภายหลงั ระบอบมีวิวัฒนาการไปในทางที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น มีการผ่อนคลาย ความเข้มงวดลง รฐั บญั ญตั ฉิ บบั วนั ท่ี 6 มิถนุ ายน ค.ศ. 1868 อนญุ าตใหม้ ีการชุมนุม ในที่สาธารณะโดยไม่ต้องขออนุญาต ภายใต้เง่ือนไขว่าการชุมนุมดังกล่าวต้อง ไม่เกย่ี วข้องกับการเมอื งและศาสนา หลังจักรวรรดิล่มสลายและมีการจัดตั้งสาธารณรัฐท่ี 3 ฝร่ังเศสก็กลับมาให้ เสรีภาพในการชุมนุมแก่พลเมืองอย่างเต็มที่ดังเช่นใน ค.ศ. 1789 และ 1884 คนฝรง่ั เศสรวมกลมุ่ เปน็ คลบั และสมาคม และกเ็ กดิ ความวนุ่ วายขนึ้ เหมอื นครง้ั กอ่ นๆ เช่นเดยี วกนั ภายหลงั เหตุการณ์ Commune de Paris ค.ศ. 1871 รฐั น�ำกฎหมาย ในสมัยจกั รวรรดิท่ี 2 กลับมาใช6้ 7 ในช่วงการปกครองระบอบเก่าและระบอบเผด็จการ รัฐมีการควบคุมและ จ�ำกัดการใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของพลเมืองอย่างเข้มงวด ผู้น�ำ ที่ต้องการควบคุมสถานการณ์หลังการยึดอ�ำนาจมักจะจ�ำกัดเสรีภาพในการแสดง ความคดิ เหน็ ของประชาชน โดยไมต่ อ้ งการใหเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ ง เป็นเครื่องมือใหฝ้ ่ายตอ่ ต้านสน่ั คลอนอ�ำนาจรฐั อย่างไรก็ตาม ก่อนท่ีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐจะลงรากฐาน ม่นั คงในฝรัง่ เศส ความพยายามของสาธารณรัฐต่างๆ ในการรบั รองเสรภี าพในการ แสดงออกทางการเมืองของพลเมืองไม่สามารถคงอยู่ได้เป็นระยะเวลานาน การใช้ เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงควบคู่กับการใช้ความรุนแรงเป็นเคร่ืองมือ ในการต่อสู้แย่งชิงอ�ำนาจของฝ่ายต่อต้านท�ำให้เกิดความวุ่นวายซึ่งในหลายๆ คร้ัง น�ำไปสู่การล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ Les Trois glorieuses ระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม ค.ศ. 1830 ที่เปิดโอกาสให้ Louis Philippe ขึ้นสอู่ ำ� นาจ หรือการปฏิวตั ิ ค.ศ. 1848 ทีน่ �ำไปสกู่ ารจัดตั้งสาธารณรฐั ที่ 2 67 Maurice Menanteau, Les nouveaux aspects de la liberté de réunion, op.cit.

96 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย ด้วยเหตุน้ีสาธารณรัฐต่างๆ จึงจ�ำกัดหรือยกเลิกการรับรองเสรีภาพในการชุมนุม หลงั ความพยายามในการรบั รองเสรภี าพดงั กลา่ วเพยี งไมน่ าน ไมว่ า่ จะเปน็ ใน ค.ศ. 1789, 1848 หรอื 1870 เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตวา่ กอ่ นสาธารณรฐั ที่ 3 กฎหมายฝรง่ั เศสไมไ่ ดแ้ บง่ แยกเสรภี าพ ในการชมุ นมุ และการเดนิ ขบวนประทว้ งออกจากเสรีภาพในการแสดงออกอืน่ ๆ ทมี่ ี ลักษณะถาวร โดยเฉพาะเสรภี าพในการสมาคม (Liberté d’association) และไม่มี การก�ำหนดขอบเขตและหลักเกณฑ์ในการใช้เสรีภาพประเภทต่างๆ อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การยกเลิกเสรีภาพในการรวมกลุ่มแต่ละคร้ังจึงมีผลกระทบครอบคลุม การรวมกลุ่มทุกประเภท ความเปลย่ี นแปลงเกดิ ขน้ึ ภายใตส้ าธารณรฐั ที่ 3 เมอื่ มกี ารตรากฎหมายรบั รอง เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงอย่างเป็นเอกเทศจากเสรีภาพประเภทอ่ืนๆ เป็นครั้งแรก 2) สาธารณรัฐที่ 3 : การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วง อยา่ งเปน็ เอกเทศและเปน็ รปู ธรรม รฐั สภาของสาธารณรฐั ท่ี3ตอ้ งการยนื ยนั ความเปน็ “ยคุ แหง่ เสรภี าพ”พรอ้ มกบั การวางหลักเกณฑ์ กระบวนการในการใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ของพลเมืองอย่างเป็นรูปธรรม รัฐเข้ามาก�ำหนดหลักเกณฑ์ในการชุมนุมสาธารณะ เป็นคร้ังแรกผ่านรัฐบัญญัติฉบับวันท่ี 30 มิถุนายน ค.ศ. 188168 ซึ่งต่อมาได้รับ การแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยรฐั บญั ญตั ฉิ บบั วนั ท่ี 28 มนี าคม ค.ศ. 190769 สว่ นการประทว้ ง ได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกโดยรัฐกฤษฎีกาท่ีมีผลเทียบเท่ารัฐบัญญัติฉบับวันที่ 30 ตลุ าคม ค.ศ. 193570 และได้รบั การรับรองในภายหลงั โดยมาตรา L431-1 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญาฉบบั ใหม่ทม่ี ผี ลใช้บังคับเมื่อวนั ที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐต่อๆ มาของฝรั่งเศสมิได้บัญญัติรับรองเสรีภาพ ในการชุมนุมและการประท้วงไว้ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐท่ี 4 เห็นว่า 68 Loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion 69 Loi du 28 mars 1907 relative aux réunions publiques 70 Décret-loi du 23 octobre 1935 portant réglementation des mesures relatives au renforcement du maintien de l’ordre public ในปจั จบุ นั บทบญั ญตั ขิ องรฐั กฤษฎกี าฯไดก้ ลายมาเปน็ ส่วนหน่ึงของประมวลกฎหมายความมัน่ คงภายใน ดว้ ยผลของรัฐกำ� หนดลงวนั ท่ี 12 มนี าคม ค.ศ. 2012

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 97 ประชาชนควรใชเ้ สรภี าพผา่ นองคก์ รทเ่ี ปน็ ตวั แทนปกปอ้ งผลประโยชนข์ องประชาชน จึงเลือกที่จะรับรองเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานตามอุดมการณ์สังคมนิยม มากกวา่ ทีจ่ ะรบั รองเสรภี าพในการชุมนุมตามแนวคิดเสรนี ิยม สว่ นรัฐธรรมนญู ของ สาธารณรัฐที่ 5 ก็มิได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงอย่างชัดแจ้ง เช่นกนั อย่างไรก็ตาม การท่ีเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงไม่ได้ถูกรับรอง โดยคำ� ประกาศวา่ ด้วยสทิ ธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 หรือโดยรัฐธรรมนญู ฉบับต่างๆ ของฝร่ังเศสไม่ได้หมายความว่าเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วง มีศักด์ิตำ่� กว่าเสรภี าพอืน่ ๆ ทถี่ ือว่าเป็นส่วนหนึง่ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (bloc de constitutionalité) กฎหมายระดับรัฐบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมและ การประทว้ งเปน็ กฎหมายทต่ี ราขน้ึ ภายใตส้ าธารณรฐั ที่ 3 ทย่ี ดึ หลกั ความเปน็ สถาบนั สงู สดุ ของรัฐสภา และคนฝรั่งเศสกถ็ ือว่าเสรีภาพในการชมุ นุมและการประท้วงเป็น สทิ ธิตามธรรมชาตขิ องเขา การนิยามและก�ำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วง อย่างเป็นรปู ธรรมโดยฝ่ายนติ บิ ัญญตั แิ ละโดยศาล ทำ� ใหส้ ามารถก�ำหนดหลกั เกณฑ์ ท่ีจะใช้กับเสรีภาพแต่ละประเภทแตกต่างกันตามผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สาธารณะ 3.3.2 กฎหมายเกยี่ วกับการชมุ นุมและการประท้วงในปัจจุบนั กฎเกณฑเ์ กยี่ วกบั เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งของฝรง่ั เศสไมไ่ ดเ้ ปน็ ผลผลติ ของระบบกฎหมายภายในเพยี งเทา่ นน้ั แตย่ งั ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากระบบกฎหมาย ระหว่างประเทศ ภายใต้สนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศที่รัฐฝร่ังเศส เขา้ เป็นภาคี ด้วยเหตุท่ีเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะและการประท้วงถูกมองว่าเป็น ส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงออกเช่นเดียวกัน เสรีภาพท้ังสองประเภทจึงอยู่ ภายใตห้ ลักเกณฑ์เดยี วกนั ตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กฎหมายภายในของฝรั่งเศสค�ำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการ ชมุ นมุ และการประทว้ งและแบง่ แยกหลกั เกณฑท์ ใี่ ชบ้ งั คบั แกเ่ สรภี าพแตล่ ะประเภท 1) กฎหมายระหว่างประเทศเกยี่ วกบั การชุมนุมและการประทว้ ง ตามบทบญั ญตั ิของมาตรา 55 แหง่ รัฐธรรมนญู ค.ศ. 1958 สนธสิ ญั ญาและ ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ได้รับการให้สัตยาบันหรือได้รับความเห็นชอบให้มี

98 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย ผลบังคับใช้นับต้ังแต่ได้มี การประกาศใช้และย่อมมีฐานะทางกฎหมายสูงกว่ารัฐ บัญญตั ิของรัฐสภา71 ในแง่น้ีข้อตกลงระหว่างประเทศเก่ียวกับสิทธิและเสรีภาพที่รัฐฝร่ังเศส เปน็ ภาคไี มว่ า่ จะเปน็ กตกิ าระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง ค.ศ. 1966 หรอื อนสุ ญั ญายโุ รปวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขน้ั พนื้ ฐาน ค.ศ. 1950 จงึ ผูกพันองคก์ รภายในของฝรั่งเศส ไมว่ า่ จะเป็นองคก์ รฝา่ ยนิติบัญญัติ ฝา่ ยบรหิ าร หรือฝ่ายตุลาการ ใหป้ ฏิบัตติ ามพนั ธกรณที ่ีได้ก�ำหนดไว้ ข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่าน้ีให้การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมและ การประทว้ ง ในฐานะสว่ นหนงึ่ ของเสรภี าพในการแสดงออก พรอ้ มกบั กำ� หนดขอบเขต ในการจำ� กดั การใชเ้ สรีภาพโดยรัฐ 1.1) กตกิ าระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง ค.ศ. 1966 ในกรอบของสหประชาชาติ มาตรา 21 แหง่ กตกิ าระหวา่ งประเทศว่าดว้ ย สทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง ค.ศ. 1966 (The International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR)) รบั รอง “สทิ ธใิ นการชมุ นมุ โดยสงบ” อยา่ งเปน็ เอกเทศ และบญั ญตั หิ า้ มมิใหม้ กี ารจำ� กดั สทิ ธดิ ังกล่าว เวน้ แตโ่ ดยอาศัยอ�ำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยสอดคล้องกับความจ�ำเป็นของสังคมประชาธิปไตย เฉพาะเพอื่ รกั ษาความม่นั คงของรัฐ เพื่อรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศีลธรรมอันดี ของประชาชน เพื่อรักษาสวัสดิภาพของประชาชน หรอื เพอ่ื คุม้ ครองการใช้สิทธแิ ละ เสรภี าพของบุคคลอ่นื 72 71 ภายใต้เงอื่ นไขวา่ ค่สู ญั ญาอีกฝา่ ยหนง่ึ จะต้องบังคบั ใช้ขอ้ ตกลงหรอื สนธิสัญญานั้นเชน่ เดยี วกนั Article 55 de la Constitution Les traités ou accords régulièrement ratifiés ou approuvés ont, dès leur publication, une autorité supérieure à celle des lois, sous réserve, pour chaque accord ou traité, de son application par l’autre partie. 72 Article 21 The Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms The right of peaceful assembly shall be recognized. No restrictions may be placed on the exercise of this right other than those imposed in conformity with the law and which are necessary in a democratic society in the interests of national security or public safety, public order (ordre public), the protection of public health or morals or the protection of the rights and freedoms of others.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 99 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไม่ได้ นิยามสิทธิในการชุมนุมโดยสงบไว้ แต่ถ้าพิจารณาจากนิยามท่ีได้รับการยอมรับ ในรัฐภาคี มาตรา 21 ไม่ได้ให้ความคุ้มครองการรวมตัวของบุคคลทุกประเภท แต่รับรองเฉพาะการชุมนุมโดยสงบของบุคคลเป็นการช่ัวคราวโดยตั้งใจและ มวี ตั ถุประสงค์ชดั เจน73 1.2) อนุสัญญายุโรปว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ข้ันพ้นื ฐาน ค.ศ. 1950 อนุสัญญายุโรปว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (The Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms) มักเรียกกันท่ัวไปว่า อนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The European Convention on Human Rights) เปน็ หนง่ึ ในอนุสญั ญาที่สำ� คญั ที่สดุ ของสภายโุ รป (The Council of Europe) ซ่ึงฝร่งั เศสเปน็ รฐั ภาคี ลงนามเมื่อวนั ท่ี 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 และมผี ลบงั คบั ใช้ใน ค.ศ. 1953 มาตรา 11 วรรคหน่ึงแห่งอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้การ รบั รองสทิ ธใิ นการชมุ นมุ โดยสงบและสทิ ธใิ นการรวมกลมุ่ เปน็ สมาคม สว่ นวรรคสอง ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า “รัฐไม่สามารถจ�ำกัดการใช้สิทธิดังกล่าว เว้นแต่ โดยอาศยั อำ� นาจตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ในกรณที จ่ี ำ� เปน็ ตอ่ สงั คมประชาธปิ ไตย เฉพาะเพ่ือรักษาความมั่นคงของรัฐ เพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชน เพ่ือป้องกันการก่ออาชญากรรม เพ่ือรักษาสวัสดิภาพของ ประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอ่ืน บทบัญญัติน้ี ไม่ห้ามการจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพโดยชอบธรรมโดยเจ้าหน้าท่ีทหาร ต�ำรวจหรือ เจา้ หนา้ ทฝ่ี ่ายปกครอง” จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวของอนุสัญญายุโรปมีความใกล้เคียงกับ บทบญั ญตั ขิ องกตกิ าระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื งของ สหประชาชาติ แมว้ ่าบทบญั ญตั ขิ องอนสุ ญั ญาดูเหมอื นจะเปิดชอ่ งทางให้รัฐสมาชิก สามารถควบคุมจ�ำกัดการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของบุคคลในรัฐของตนอย่าง กวา้ งขวาง แตใ่ นความเปน็ จรงิ ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ยโุ รปและศาลภายในทใี่ ชบ้ งั คบั 73 Roseline Letteron, “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”, Juris Classeur Libertés, 2007.

100 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย อนุสัญญาตีความอ�ำนาจของรัฐสมาชิกในการจ�ำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมของ ประชาชนอยา่ งแคบ เนอื่ งจากศาลเหน็ วา่ เสรีภาพในการชมุ นุมซ่งึ เป็นส่วนหนึง่ ของ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเงื่อนไขส�ำคัญของการมีส่วนร่วมในทาง การเมืองและสังคมของประชาชน74 2) กฎหมายภายในของประเทศฝรง่ั เศส กฎหมายภายในของฝร่ังเศสแบ่งแยกหลักเกณฑ์ระหว่างการชุมนุมและ การประท้วง ดังน้ี การชุมนุม (réunion) หมายถงึ การรวมตัวของบคุ คลในชว่ งระยะเวลาหน่ึง เพือ่ รบั ฟังแลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ หรือเพอื่ ปกป้องประโยชน์ร่วมกัน75 การประทว้ ง (manifestation) หมายถงึ การรวมตวั ของบคุ คลในชว่ งระยะเวลา หนง่ึ บนทางสาธารณะ ทง้ั แบบเคล่อื นท่ีหรืออยกู่ ับท่ี เพื่อแสดงออกซ่งึ ความคดิ เหน็ หรือข้อเรยี กร้องโดยสงบ76 การชุมนมุ และการประท้วงมลี กั ษณะรว่ มกนั คือ - ชั่วคราว การชุมนุมและการประท้วงเป็นการรวมตัวกันของบุคคลใน ช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดเท่านั้น หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมชุมนุมและประท้วง อาจไม่พบกันอีกเลย ซึ่งต่างจากการรวมกลุ่มท่ีมีลักษณะเป็นสถาบันที่ สมาชิกมีความสมั พันธ์ถาวรมากกวา่ เช่น การสมาคม การจัดตง้ั สหพนั ธ์ หรือการจัดตัง้ พรรคการเมือง - การเตรยี มการลว่ งหนา้ และความสมั พนั ธข์ น้ั ตำ�่ ระหวา่ งผเู้ ขา้ รว่ ม ลกั ษณะน้ี ท�ำให้การชุมนุมและการประท้วงต่างจากการชุมนุมก่อความไม่สงบ (attroupement) ท่ีเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนโดยไม่ได้นัดหมายอัน เกดิ จากสถานการณท์ ีไ่ ม่พึงปรารถนา - การรวมตวั อย่างมวี ัตถปุ ระสงค์ เพือ่ แลกเปล่ยี นความคิดเหน็ หรือปกป้อง ผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งแตกต่างจากการชมการแสดงท่ีผู้เข้าร่วมไม่มี บทบาท 74 โปรดดูหวั ขอ้ 3.4.1) บทบาทของศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศทมี่ ีผลผูกพนั ประเทศฝรั่งเศส 75 Roseline Letteron, “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”. 76 Didier Perroudon, “Manifestations”, Répertoire Dalloz de droit pénal et de procédure pénal, 2011.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 101 ส่วนข้อแตกต่างท่ีส�ำคัญท่ีสุดระหว่างการชุมนุมสาธารณะและการประท้วง คอื เรอื่ งสถานท่ี เนือ่ งจากการประทว้ งมขี น้ึ บนทางสาธารณะ77 ในขณะท่กี ฎหมาย ฝร่ังเศสห้ามจดั การชุมนมุ บนทางสาธารณะ78 กฎหมายฝรั่งเศสก�ำหนดหลักเกณฑ์เก่ียวกับการใช้เสรีภาพท้ังสองประเภท แตกต่างกัน การประท้วงท้ังแบบเคลื่อนที่และอยู่กับที่เก่ียวข้องกับการใช้ทาง สาธารณะ และอาจกระทบกระเทอื นตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื งไดม้ ากกวา่ จงึ อยูภ่ ายใตก้ ฎเกณฑ์ทีเ่ ขม้ งวดกวา่ การชุมนุมสาธารณะ 2.1) เสรภี าพในการชมุ นุมสาธารณะ รฐั บญั ญัตฉิ บับวนั ที่ 30 มถิ ุนายน ค.ศ. 1881 แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยรัฐบัญญตั ิ ฉบบั วนั ท่ี 28 มนี าคม ค.ศ. 1907 วางหลกั เกณฑเ์ กยี่ วกบั การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ อย่างเป็นรูปธรรม แม้บทบัญญัติของรัฐบัญญัติ ค.ศ. 1881 จะได้รับการแก้ไขแต่ หลักการสำ� คญั ยงั คงอยู่ 2.1.1) ขอบเขตของรฐั บญั ญตั ลิ งวนั ที่30มถิ นุ ายนค.ศ.1881: การชมุ นมุ สาธารณะ บทบัญญตั ิของรฐั บญั ญัตฉิ บับวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1881 มุง่ หมายจะ ใชบ้ ังคบั กบั “การชมุ นุมสาธารณะ” (réunion publique) เพยี งเท่านนั้ ส่วน “การชุมนุมส่วนบุคคล” (réunion privée) กฎหมายฝรั่งเศส ถือว่าเป็นส่วนหน่งึ ของเสรีภาพส่วนบคุ คล (la vie privée) และไมก่ ระทบตอ่ ความ สงบเรยี บรอ้ ยสาธารณะ จงึ ไม่อยู่ภายใตบ้ ังคบั ของรฐั บญั ญัติ ค.ศ. 1881 ในอดีต “สถานที่จัดการชุมนุม” เป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยกระหว่าง การชุมนุมสาธารณะและการชุมนุมส่วนบุคคล กล่าวคือ ถ้ามีการจัดการชุมนุมใน สถานทพ่ี กั อาศยั ส่วนบุคคลก็ถือวา่ เปน็ การชุมนมุ ส่วนบุคคล แตห่ ลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดปัญหาในการน�ำไปบังคับใช้ ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์เป็น “การเจาะจงผู้เขา้ ร่วมชุมนมุ ” ท้ังนี้ การชมุ นุมสว่ นบุคคลมีลักษณะ สำ� คญั คอื ผเู้ ขา้ รว่ มการชมุ นมุ ตอ้ งไดร้ บั เชญิ เปน็ การสว่ นตวั และเจาะจงตวั และมกี าร 77 Article L211-1 du Code de la sécurité intérieure : Sont soumis à l’obligation d’une déclaration préalable tous cortèges, défilés et rassemblements de personnes, et, d’une façon générale, toutes manifestations sur la voie publique. 78 Article 6 de la loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion : Les réunions ne peuvent être tenues sur la voie publique

102 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ตรวจตราบริเวณทางเข้า มิใช่เปิดให้บุคคลใดก็ได้เข้าร่วมการชุมนุม ส่วนสถานที่ ในการจดั การชุมนุมอาจเปน็ ท่สี าธารณะหรือที่ของเอกชนกไ็ ด7้ 9 เนื่องจากการนิยามการชุมนุมว่าเป็นการชุมนุมสาธารณะหรือการชุมนุม ส่วนบุคคลมีผลต่อหลักเกณฑ์ที่จะใช้บังคับกับการชุมนุมนั้นๆ ศาลจะตรวจสอบว่า การชุมนุมมีลักษณะเป็นการชุมนุมส่วนบุคคลจริงหรือไม่ ในกรณีที่การชุมนุม เปน็ การชมุ นมุ สาธารณะแบบแอบแฝงและอาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วาย การชมุ นมุ นน้ั จะตอ้ งอยภู่ ายใตบ้ งั คบั ของรฐั บัญญัตฉิ บบั วนั ที่ 30 มิถนุ ายน ค.ศ. 1881 เช่นกัน80 จะเหน็ ไดว้ า่ การจำ� กดั ขอบเขตของรฐั บญั ญตั ิ ค.ศ.1881 โดยไมบ่ งั คบั ใชก้ บั เสรีภาพในการชุมนุมส่วนบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อยกเว้นหลักเกณฑ์ข้ันตอนกับ การใช้เสรีภาพในการรวมกลุ่มที่ไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและ ประโยชน์สาธารณะ ในทางตรงกันข้ามการจ�ำกัดขอบเขตของรัฐบัญญัติ ค.ศ. 1881 ก็ท�ำให้ กฎหมายสามารถกำ� หนดหลกั เกณฑท์ ค่ี อ่ นขา้ งเปดิ กวา้ งสำ� หรบั การใชเ้ สรภี าพในการ ชุมนุมสาธารณะ ท่ีมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประโยชน์ สาธารณะนอ้ ยกวา่ การใชเ้ สรภี าพในการแสดงออกแบบอนื่ เชน่ “การประทว้ งบนทาง สาธารณะ” ท่อี ยู่ภายใต้หลกั เกณฑ์ท่ีมีความเขม้ งวดมากกว่า81 2.1.2) หลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารชมุ นมุ สาธารณะ:จาก“ระบบขออนญุ าต” สู่ “ระบบควบคุมภายหลัง” กอ่ นทรี่ ฐั บญั ญตั ลิ งวนั ท่ี 30 มถิ นุ ายน ค.ศ. 1881จะมผี ลบงั คบั ใช้ การชมุ นมุ สาธารณะอยภู่ ายใต้“ระบบขออนญุ าต”(régimed’autorisation)กลา่ วคอื การชมุ นมุ จะเกิดขนึ้ ได้ก็ตอ่ เมอ่ื ไดร้ ับอนญุ าตจากเจ้าหนา้ ที่ของรฐั 79 วารุณี วัฒนประดิษฐ์, เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ, (วิทยานิพนธ์นิติศาสตร มหาบัณฑติ คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2551) 80 CE, 23/12/1936, Bucard, Rec. p. 1151. 81 หลักเกณฑ์ในการใช้เสรีภาพในการประท้วงบนทางสาธารณะถูกก�ำหนดไว้เป็นคร้ังแรกโดยรัฐกฤษฎีกา ท่มี ผี ลเทียบเท่ารฐั บญั ญัติฉบับวนั ท่ี 30 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 (Décret-loi du 23 octobre 1935 portant réglementation des mesures relatives au renforcement du maintien de l’ordre public) และได้ถกู รวบรวมไว้ในประมวลกฎหมายความมัน่ คงภายใน (Article L 211-1- L214-4 du code de la sécurité intérieure) ด้วยผลของรฐั กำ� หนดลงวนั ท่ี 12 มนี าคม ค.ศ. 2012 โปรดดูหวั ขอ้ 2.2) เสรีภาพ ในการประท้วง

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 103 ตามมาตรา 291 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ค.ศ. 1810 ที่ตราขึ้น ในสมัยนโปเลยี นท่ี 1 “การชุมนมุ ของบุคคลมากกว่า 20 คน เก่ยี วกบั เรอ่ื งศาสนา วรรณคดี การเมอื ง หรือเรอ่ื งอ่นื ๆ จะกระท�ำมไิ ด้ ถ้ามไิ ดร้ บั อนุญาตจากเจา้ หนา้ ที่ ของรฐั กอ่ น”82 ด้วยเหตนุ ฝี้ า่ ยสาธารณรฐั (Société des droits de l’homme) ท่ีต้องการหลบเล่ียงกฎหมายจึงแบ่งกลุ่มการชุมนุมเป็นกลุ่มย่อยไม่เกิน 20 คน รฐั บัญญัติ ค.ศ. 1834 จึงขยายบทบญั ญัติของมาตรา 291 แหง่ ประมวลกฎหมาย อาญา ค.ศ. 1810 ให้ครอบคลมุ ถงึ การรวมกลุ่มย่อยๆ ด้วย83 รัฐบัญญัติ ค.ศ. 1881 ยกเลิกระบบการขออนุญาตและจัดต้ัง “ระบบ แจ้งล่วงหน้า” (régime de déclaration préalable) มาตรา 1 ของรัฐบัญญัติ ดงั กลา่ วรบั รองวา่ การชมุ นมุ สาธารณะสามารถทำ� ไดโ้ ดยเสรี โดยไมต่ อ้ งไดร้ บั อนญุ าต จากทางการก่อน ภายใตเ้ ง่ือนไขในการแจง้ เจตนาในการชุมนุมแกเ่ จ้าหนา้ ทีข่ องรัฐ ต่อมาภายหลงั รฐั บัญญตั ิลงวนั ท่ี 28 มนี าคม ค.ศ. 1907 ยกเลกิ เง่อื นไข ในการแจ้งล่วงหน้า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมจึงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เสรีท่ีสุด คือ “ระบบควบคุมภายหลัง” (régime répressif) การชุมนุมสาธารณะสามารถ ทำ� ได้ทันที โดยไม่ตอ้ งมีการขออนญุ าตหรือต้องแจง้ ทางการกอ่ น แตผ่ เู้ ข้าร่วมชมุ นุม ตอ้ งรบั ผิดชอบต่อการใช้เสรภี าพของตนเอง 82 Article 291 du code pénal de 1810 (Section VII. - Des associations ou réunions illicites) Nulle association de plus de vingt personnes, dont le but sera de se réunir tous les jours ou à certains jours marqués pour s’occuper d’objets religieux, littéraires, politiques ou autres, ne pourra se former qu’avec l’agrément du gouvernement, et sous les conditions qu’il plaira à l’autorité publique d’imposer à la société. Dans le nombre de personnes indiqué par le présent article, ne sont pas comprises celles domiciliées dans la maison où l’association se réunit. 83 Article 2 de la loi de 1834: Des ouvriers désirant se réunir pour la préparation ou la conduite d’une grève devaient en solliciter l’autorisation à la préfecture de Police ; s’ils ne le faisaient pas ou passaient outre à une interdiction, ils s’exposaient à la dissolution de la réunion et à se voir condamnés chacun en tant que membre d’une “association non autorisée”, de deux mois à un an de prison et de 50 à 1000 francs d’amende, au double en cas de récidive. Les risques étaient les mêmes si, à plus de vingt, des ouvriers, à l’occasion d’une grève ou non, établissaient entre eux une association permanente sans l’accord préfectoral.

104 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย ทงั้ นก้ี ารชมุ นมุ สาธารณะตอ้ งเคารพเงอ่ื นไขทกี่ ฎหมายกำ� หนดไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี (1) เง่ือนไขด้านสถานท่ี การชมุ นมุ สาธารณะไมส่ ามารถกระทำ� บนทางสาธารณะ84 (2) เง่อื นไขดา้ นเวลา เพ่ือรักษาความสงบ การชุมนุมสาธารณะจะกระท�ำเกินเวลา 23.00 นาฬกิ าไมไ่ ด้ ยกเวน้ กรณที ส่ี ถานทที่ ใ่ี ชเ้ ปน็ ทชี่ มุ นมุ ปดิ ท�ำการหลงั จาก เวลาดงั กล่าว (3) เงอ่ื นไขดา้ นการจัดการ ตอ้ งมกี ารจดั ตง้ั คณะกรรมการ (bureau) ทปี่ ระกอบดว้ ยตวั แทนของ ผู้ชุมนุมอย่างน้อย 3 คน คณะกรรมการมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้ การชุมนมุ เปน็ ไปอย่างสงบเรียบร้อย คณะกรรมการชุมนมุ สาธารณะ จะต้องรับผิดชอบในกรณีท่ีมีการกระท�ำท่ีผิดกฎหมายหรือขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยในระหว่างการชุมนุมสาธารณะท่ีท�ำให้เกิดความ เสียหาย ในกรณีท่ีคณะกรรมการออกจากสถานท่ีชุมนุม ไม่ว่า โดยเจตนาหรือเพราะสถานการณ์บังคับจะถือว่าการชุมนุมส้ินสุดลง การชุมนุมสาธารณะจะกลายเป็นการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ (attroupement) ซงึ่ ผชู้ มุ นมุ ตอ้ งสลายการชมุ นมุ หลงั ไดร้ บั ค�ำสง่ั จาก เจ้าหน้าที่ผู้ทไ่ี ดร้ บั มอบอำ� นาจใหส้ ังเกตการณใ์ นการชมุ นุม 2.1.3) การจำ� กดั เสรีภาพในการชุมนมุ สาธารณะ (ก) การจำ� กดั เสรภี าพในการชุมนมุ ในสถานการณพ์ เิ ศษ ในกรณเี กดิ เหตกุ ารณท์ อ่ี าจกระทบตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ความมน่ั คง ของรัฐและกฎหมายซ่ึงใช้บังคับอยู่ในยามปกติไม่สามารถจัดการหรือแก้ไข สถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐสามารถน�ำกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับการรักษา ความมั่นคงมาบังคับใช้เพ่ือควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวให้อ�ำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐในการจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุม และการประท้วง 84 Article 6 de la loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 105 (1) สถานการณฉ์ กุ เฉนิ : état d’urgence (Loi n° 55-385 du 3 avril 1955 relatif à l’état d’urgence) รฐั บญั ญตั วิ า่ ดว้ ยสถานการณฉ์ กุ เฉนิ ลงวนั ท่ี3เมษายนค.ศ.1955บญั ญตั วิ า่ การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินจะกระท�ำได้ต่อเมื่อมีเหตุท่ีอาจกระทบต่อความ สงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื งหรอื เปน็ ภยั ตอ่ ความมนั่ คงของรฐั หรอื ภยั พบิ ตั สิ าธารณะ การประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินต้องกระท�ำในรูปแบบของรัฐกฤษฎีกา ของคณะรฐั มนตรี(décretenconseildesministres)ซง่ึ เปน็ อำ� นาจของประธานาธบิ ดี หลังได้รบั ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตร8ี 5 รฐั กฤษฎีกาของคณะรฐั มนตรีต้องระบุ เขตพื้นท่ีทม่ี กี ารประกาศใชส้ ถานการณ์ฉุกเฉนิ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลเป็นการเพ่ิมอ�ำนาจให้แก่ข้าราชการ ฝ่ายพลเรือนโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ไม่มีการโอนอ�ำนาจไปให้เจ้าหน้าท่ี ฝ่ายทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนมีอ�ำนาจในการจ�ำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หลายประการ เช่น ห้ามประชาชนหรือยานพาหนะสัญจรภายในเขตและเวลา ที่ประกาศกำ� หนด หรือห้ามบุคคลใดเขา้ ไปในเขตหวงหา้ ม86 มาตรา 8 แห่งรฐั บญั ญัติ ค.ศ. 1955 ใหอ้ �ำนาจรฐั มนตรวี ่าการกระทรวง มหาดไทย (ทวั่ เขตทอ้ งทที่ ม่ี กี ารประกาศใชส้ ถานการณฉ์ กุ เฉนิ ) หรอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั (ในเขตจงั หวดั ) สง่ั ปดิ สถานทช่ี มุ นมุ ในพน้ื ทท่ี มี่ กี ารประกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ รวมทงั้ ส่ังห้ามเป็นการท่ัวไปหรือเฉพาะกรณีการชุมนุมสาธารณะที่อาจก่อให้เกิดความ วุน่ วาย87 โดยก�ำหนดบทลงโทษกรณที ี่มกี ารฝา่ ฝืนค�ำส่ังห้ามการชุมนมุ ผชู้ มุ นุมอาจ ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไม่เกิน 2 เดือน และโทษปรับไมเ่ กิน 3,750 ยโู ร88 ด้วยเหตุท่ีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลกระทบต่อโครงสร้าง อ�ำนาจรัฐน้อยกว่าการประกาศกฎอัยการศึก จึงมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บ่อยครั้งกว่า ไม่ว่าจะเป็นในช่วงสงครามแอลจีเรียระหว่าง ค.ศ. 1955-1963 ที่ Nouvelle Calédonie เมอ่ื ค.ศ. 1985 และเมอื่ เกดิ เหตุว่นุ วายของกล่มุ วัยรุ่น ในชานเมอื งใหญ่ เม่อื ค.ศ. 2005 85 อยา่ งไรกต็ าม การขยายระยะเวลาการประกาศใช้สถานการณฉ์ ุกเฉนิ เกิน 12 วนั ต้องได้รบั ความเหน็ ชอบ จากรัฐสภา 86 Article 5 de la loi n° 55-385 du 3 avril 1955 relatif à l’état d’urgence 87 Article 8 de la loi n° 55-385 du 3 avril 1955 relatif à l’état d’urgence 88 Article 13 de la loi n° 55-385 du 3 avril 1955 relatif à l’état d’urgence

106 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย (2) กฎอัยการศกึ : état de siège (Article 36 de la Constitution et code de la défense) กฎอยั การศกึ ทไี่ ดร้ บั การรบั รองไวโ้ ดยมาตรา36 แหง่ รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1958 มีระดับความเข้มข้นของการใช้อ�ำนาจมากกว่ากฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน การประกาศใช้กฎอัยการศึกจะกระท�ำได้เฉพาะในกรณีที่มีภยันตรายร้ายแรงต่อ ความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง เนอื่ งจากเกดิ สงครามกบั ตา่ งประเทศหรอื เกดิ การ กบฏโดยใชก้ ำ� ลงั อาวธุ เทา่ นนั้ 89 ดว้ ยเหตนุ ใ้ี นทางปฏบิ ตั มิ กี ารประกาศใชก้ ฎอยั การศกึ ในประเทศฝรง่ั เศสเพียง 2 ครัง้ คือ ในชว่ งสงครามโลกครั้งทหี่ นง่ึ และสงครามโลก ครั้งทส่ี อง เชน่ เดยี วกนั กบั การประกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ การประกาศใชก้ ฎอยั การศกึ เปน็ อำ� นาจของประธานาธบิ ดแี ตต่ อ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากคณะรฐั มนตรเี สยี กอ่ น โดยรัฐธรรมนญู ก�ำหนดให้ประกาศใชก้ ฎอัยการศึกในรูปแบบของรฐั กฤษฎีกาท่ีผา่ น การพจิ ารณาของคณะรฐั มนตรี แตก่ ารขยายระยะเวลาการประกาศใชก้ ฎอยั การศกึ เกิน 12 วัน ตอ้ งไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากรัฐสภา การประกาศกฎอัยการศึกมีผลให้โอนอ�ำนาจในการรักษาความสงบ เรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร90 ภายในท้องที่มี การประกาศกฎอยั การศกึ ศาลทหารมอี ำ� นาจพจิ ารณาคดที ข่ี ดั ตอ่ การรกั ษาความสงบ เรยี บรอ้ ย91หลงั การประกาศกฎอยั การศกึ ใหเ้ จา้ หนา้ ทท่ี หารมอี ำ� นาจในการตรวจคน้ เคหสถานของประชาชนไดต้ ลอดเวลา คน้ หาและรบิ อาวธุ รวมท้งั สงั่ หา้ มสื่อสง่ิ พิมพ์ หรือการชมุ นุมสาธารณะทีอ่ าจจะก่อใหเ้ กดิ ความไม่สงบเรียบร้อย92 ตามรฐั กำ� หนดลงวนั ท่ี 17 กนั ยายน ค.ศ. 1943 และ 9 สงิ หาคม ค.ศ. 1944 การจัดการชุมนุมสาธารณะในระหว่างการประกาศใช้กฎอัยการศึกต้องอยู่ภายใต้ “ระบบแจ้งลว่ งหนา้ ” คอื ต้องมกี ารแจง้ ใหเ้ จ้าหน้าท่ที ราบถึงสถานที่ วันทีแ่ ละเวลา ที่จะมีการจัดการชุมนุมสาธารณะ ยกเว้นแต่เพียงกรณีการชุมนุมเก่ียวกับพิธีกรรม ทางศาสนา การหาเสยี งเลือกตง้ั การกีฬา93 89 Article L2121-1 du Code de la défense 90 Article L2121-2 du Code de la défense 91 Article L2121-3, L2121-4 du Code de la défense 92 Article L2121-7 du Code de la défense 93 Jacques Fialaire, “Fasc. 210 : Police des réunions et manifestations”, JurisClasseur Administratif, 2012.

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 107 ศาลปกครองสงู สดุ ของฝรง่ั เศสในคดี Delmotte ตคี วามนยิ าม “การชมุ นมุ ” ในกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกอย่างกว้าง โดยไม่เพียงครอบคลุมการชุมนุมที่มี การนดั หมายและการจดั การลว่ งหนา้ เพอ่ื แสดงความคดิ เหน็ หรอื ปกปอ้ งผลประโยชน์ ที่อยู่ภายใต้บังคับของรัฐบัญญัติ ค.ศ. 1881 เก่ียวกับการชุมนุมสาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “การรวมตัวโดยไม่ได้นัดหมายหรือโดยบังเอิญในสถานที่เปิดแก่ ประชาชน เชน่ รา้ นกาแฟ หากการรวมตวั นน้ั กระทบตอ่ การดแู ลรกั ษาความสงบของ เจา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยทหารในระหวา่ งการประกาศกฎอยั การศกึ ” อกี ดว้ ย (CE, 6/08/1915, Delmotte) ภายใต้สถานการณพ์ เิ ศษ ศาลปกครองสามารถตรวจสอบความชอบดว้ ย กฎหมายของคำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ สาธารณะ อยา่ งไรกต็ าม ศาลตรวจสอบแตเ่ พยี งวา่ ค�ำสงั่ ดงั กล่าวไมช่ อบดว้ ยกฎหมายอยา่ งชดั แจ้งหรอื ไม่ (ข) การควบคมุ ความสงบเรยี บรอ้ ยและการจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ ในสถานการณ์ปกติ เจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีมีอ�ำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความม่ันคงปลอดภัยสาธารณะซึ่งรวมถึงอ�ำนาจในการควบคุมดูแลการชุมนุม สาธารณะ คอื ผวู้ า่ การราชการจงั หวดั หรอื รองผวู้ า่ ราชการจงั หวดั (สำ� หรบั การชมุ นมุ ในเขตปริมณฑล) ผู้บัญชาการต�ำรวจกรุงปารีส (ส�ำหรับเขตกรุงปารีส) และ นายกเทศมนตรี (ส�ำหรบั การชมุ นุมในเขตเทศบาล)94 เจ้าหน้าท่ีของรัฐมีอ�ำนาจแต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ต�ำรวจ (commissaire de police) เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ต�ำรวจคนดังกล่าว สามารถใช้มาตรการเพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุม เช่น ตรวจสอบที่ ทางเขา้ สถานทชี่ ุมนมุ วา่ ผเู้ ขา้ ร่วมพกพาอาวุธหรือไม่ ในกรณีท่ีเกิดความวุ่นวายและมีการฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถสั่งให้สลายการชุมนุม โดยท่ีเจ้าหน้าที่ต้องเตือนให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายออกไป จากสถานทช่ี ุมนมุ กอ่ น หลงั จากมกี ารเตอื นแล้วถ้าผชู้ มุ นมุ ไม่ปฏิบัตติ าม การชมุ นมุ สาธารณะดังกล่าวจะกลายเป็นการชุมนุมก่อความไม่สงบและรัฐสามารถใช้ก�ำลัง เขา้ สลายการชมุ นุมได้ นอกจากน้ีกฎหมายยังให้อ�ำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกเทศมนตรี ในการจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชนเพ่ือรักษาความสงบ 94 วารุณี วัฒนประดษิ ฐ,์ เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธ, หน้า 38

108 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย เรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง โดยออกคำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ ทก่ี อ่ ความวนุ่ วาย อยา่ งไรกต็ าม ศาลปกครองมีอ�ำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการของ เจา้ หน้าท่ีของรัฐในภายหลงั 95 2.1.4) บทกำ� หนดโทษทีเ่ ก่ียวข้องกับการชมุ นุมสาธารณะ ศาลยุติธรรมมีอ�ำนาจหน้าท่ีในการควบคุมการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ในภายหลัง ในกรณีที่มีการขัดขวางการชุมนุมหรือในกรณีท่ีผู้เข้าร่วมชุมนุมฝ่าฝืน กฎหมาย (ก) บทกำ� หนดโทษกรณมี กี ารขดั ขวางการชุมนมุ สาธารณะ มาตรา 431-1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าการกระท�ำใดๆ โดยรวมกลุ่มกันและมีการข่มขู่ ที่เป็นการขัดขวางการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการ แสดงความคดิ เหน็ การทำ� งาน การสมาคม การชมุ นมุ การเดนิ ขบวนประทว้ ง หรอื การอภิปรายของรฐั สภา ต้องระวางโทษจ�ำคุก 1 ปี และโทษปรับ 15,000 ยโู ร และ หากมีการใช้ความรนุ แรงหรือทำ� ลายทรัพย์สนิ ดว้ ย ต้องระวางโทษเพมิ่ ข้ึนเป็นจ�ำคุก 3 ปี และโทษปรบั 45,000 ยโู ร มาตรา 431-2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก�ำหนดโทษเพ่ิมเติมส�ำหรับ บคุ คลท่ีท�ำการขัดขวางการใช้เสรภี าพตามมาตรา 431-1 กล่าวคือ ถกู เพิกถอนสทิ ธิ ทางการเมืองและทางแพ่ง ถูกห้ามรับราชการ ถูกห้ามพกพาอาวุธเป็นระยะเวลา ไม่เกิน 5 ปี (ข) บทก�ำหนดโทษกรณฝี ่าฝืนหลกั เกณฑใ์ นการชุมนุมสาธารณะ ความผิดลหโุ ทษ การเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะที่ถูกห้ามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือ นายกเทศมนตรี ผเู้ ขา้ รว่ มชุมนุมอาจระวางโทษปรบั ไม่เกนิ 38 ยโู ร96 ความผิดมัชฌมิ โทษ การเขา้ รว่ มการชมุ นมุ สาธารณะ (หรือการประท้วง) โดยการพกพาอาวุธ ผู้ชุมนุมอาจจะต้องระวางโทษจำ� คุก 3 ปี และโทษปรับ 45,000 ยูโร97 นอกจากน้ันผู้น้ันยังอาจถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและทางแพ่ง ถูกจ�ำกัดเขตไม่ให้ปรากฏตัวในบางสถานท่ีโดยศาล ถูกห้ามมิให้พกพา 95 โปรดดูหวั ข้อท่ี 3.4.2) บทบาทของศาลภายในของประเทศฝร่งั เศส 96 Article R 610-5 du Code pénal 97 Article 431-10 du Code pénal