Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

Published by E-books, 2021-03-15 06:34:18

Description: หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ-สมชาย

Search

Read the Text Version

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 409 บรรณานุกรม เอกสารภาษาตา่ งประเทศ Gi-Wook Shin, Paul Y. Chang, Jung-eun Lee ,Sookyung Kim, South Korea’s Democracy Movement (1970-1993): Stanford Korea Democracy Project Report. California: Stanford University, 2007. เอกสารภาษาไทย ณัฐพงษ์ มหานันทโพธ์ิ. บทบาทของเจ้าหน้าท่ีรัฐตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการชุมุนม สาธารณะ. วทิ ยานิพนธ์นิตศิ าสตรมหาบัณฑติ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2553. ดอง โบ แฮ. ศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างการบริหารองค์กรและการจัดสวัสดิการของ ต�ำรวจไทยกับประเทศสาธารณรัฐเกาหลี. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ 2548. ดำ� รง ฐานด.ี สงั คมและวฒั นธรรมเกาหล.ี (แกไ้ ขปรบั ปรงุ ใหมท่ ง้ั เลม่ ). กรงุ เทพฯ: สำ� นกั พมิ พ์ มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง, 2544. ด�ำรงค์ ฐานด.ี “พฤตกิ รรมทางการเมอื ง : กรณีศึกษาของเกาหลีใต”้ . วารสารรามค�ำแหง ฉบบั มนษุ ยศาสตร์, 2547: 99-168. นําพงษ์ ไกยเดช. การก�ำหนดคุณสมบัติและกระบวนการสรรหากับความเป็นอิสระของ ตลุ าการศาลรฐั ธรรมนญู :ศกึ ษาเปรยี บเทยี บกบั ศาลรฐั ธรรมนญู ของประเทศสหพนั ธ์ สาธารณรัฐ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น. วิทยานิพนธ์ นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2554. พิเชษฐ เมาลานนท์และคณะ. สถาบันตุลาการกับขบวนการประชาธิปไตยในเกาหลี. กรุงเทพฯ: มูลนิธปิ ระชาธปิ ไตยในเกาหล,ี 2552. ลเี มยี งซกิ . ประวตั ขิ บวนการประชาธปิ ไตยเกาหลี แปลโดย กลุ ชพี วรพงษ.์ กรงุ เทพฯ: สถาบนั ศกึ ษาการพฒั นาประชาธิปไตย, 2555. วเิ ชยี ร อนิ ทะส.ี “สองทศวรรษการพฒั นาประชาธปิ ไตยในเกาหลใี ต:้ ปจั จยั สนบั สนนุ และปจั จยั ท่ีเปน็ อุปสรรค”,วารสารสงั คมศาสตร์ ปีที่ 8 ฉบับท่ี 1 ม.ค.-มิ.ย. 2555. สติธร ธนานิธิโชติ. การสร้างความปรองดองแห่งชาติ: กรณีศึกษาเกาหลีใต้. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกลา้ . ฐานขอ้ มลู ออนไลน์ จรรยา ยมิ้ ประเสริฐ. ไม้ขีดก้านเดียวทเี่ ปลี่ยนสงั คมเกาหลี: เกาหลีเปลีย่ นแล้ว เมอื งไทย ทราบแล้วเปล่ียน?. [ระบบออนไลน์] ท่ีมา: http://prachatai.com/journal/ 2011/01/32602 (30 มกราคม 2557)

410 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย จันทรจิรา เอีย่ มยุรา. กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะและการเดนิ ขบวนของประเทศ สาธารณรัฐเกาหลี. [ระบบออนไลน]์ ที่มา: http://ppvoice.thainhf.org/docu- ment/article/article_857.pdf (25 ธันวาคม 2557) ปกรณ์ นิลประพันธ์. กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในท่ีสาธารณะของต่างประเทศ. [ระบบ ออนไลน์] ท่ีมา: http://www.lawreform.go.th/lawreform/index.php? option=com_content&task=view&id=48&Itemid=12 (3 กมุ ภาพันธ์ 2557)

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 411 ภาคผนวก กฎหมายว่าดว้ ยการชมุ นุมและการเดินขบวนของสาธารณรฐั เกาหล6ี 9 กฎหมายวา่ ดว้ ยการชุมนมุ และการเดนิ ขบวน กฎหมายฉบบั ท่ี 8733 ผ้รู า่ ง: รัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี การบงั คบั ใช้: 22 กนั ยายน 2008 การแก้ไขคร้งั สดุ ท้าย: 21 ธันวาคม 2007 สำ� นักงานตำ� รวจแหง่ ชาติ (ขอ้ มลู แผนก 4 ) 02-3150-2484 บทบัญญัติ (แกไ้ ข) มาตรา 1 (วัตถปุ ระสงค)์ กฎหมายน้ีบัญญัติวัตถุประสงค์คือเพ่ือสร้าง “ความสมดุลอย่างเหมาะสม” ระหว่างการประกันสิทธิและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะในการชุมนุมและ การเดนิ ขบวน โดยการคมุ้ ครองพลเมอื งจากการเดนิ ขบวนทไี่ มช่ อบดว้ ยกฎหมายและ การประกนั อย่างสงู สดุ ในการชุมนมุ และการเดนิ ขบวนทชี่ อบด้วยกฎหมาย มาตรา 2 (บทนิยาม) นยิ ามความหมายของค�ำศพั ทท์ ใี่ ช้ในกฎหมายน้ี ไดแ้ ก่ 1. “การชุมนุมในพื้นที่โล่ง” หมายถึงการชุมนุมในสถานที่ท่ีไม่มีหลังคาหรือ ส่ิงปดิ ก้นั ท้ังส่ดี า้ น 2. “การเดนิ ขบวน”หมายถงึ การกระท�ำทก่ี ลมุ่ บคุ คลรวมตวั ดว้ ยวตั ถปุ ระสงค์ เดียวกัน แสดงพลังหรือเจตนารมณ์ หรือการเดินขบวนในสถานที่ ที่สาธารณชนสามารถเขา้ ไปได้ เชน่ ถนน ลานสาธารณะ สวนสาธารณะ เปน็ ตน้ การกระทำ� ใชก้ ารบงั คบั หรอื สง่ อทิ ธพิ ลตอ่ ความเหน็ ของประชาชน ท่ัวไป 3. “ผจู้ ดั ” หมายถงึ บคุ คลหรอื องคก์ รทจี่ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนในนาม และอยภู่ ายใตค้ วามรบั ผดิ ชอบของบคุ คลหรอื องคก์ รนนั้ ทง้ั นผี้ จู้ ดั สามารถ แต่งต้ังผู้ดูแล (supervisor) เพ่ิมมา เพื่อมอบหมายการบริหารจัดการ 69 แปลจากรฐั บญั ญัตวิ า่ ดว้ ยการชมุ นมุ และการเดินขบวน ภาษาเกาหลี แปลโดย อาจารย์นรศิ รา ไตรบุตร หัวหน้าสาขาวิชาภาษาเกาหลี ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดรู ายละเอียดในภาคผนวก

412 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน ในกรณนี ้ี ใหถ้ อื วา่ ผดู้ แู ลเปน็ ผจู้ ดั ในขอบขา่ ย งานทไี่ ดร้ ับมอบหมายนัน้ 4. “ผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวน”(order maintainer) หมายถึง บุคคลที่ได้รับมอบหมายจากผู้จัดให้ช่วยในการจัดระเบียบการชุมนุมหรือ การเดินขบวน 5. “เขตแนวการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย”(boundaryforthemaintenance of order) หมายถึงการที่หัวหน้าสถานีต�ำรวจหรือผู้บัญชาการสถานี ประจำ� เขตกำ� หนดเครอ่ื งหมายแสดงเขตแนว เชน่ แถบเชอื ก อปุ กรณก์ ดี ขวาง เสน้ จราจร เป็นตน้ โดยติดตง้ั บรเิ วณเขตทเ่ี ดนิ ขบวนหรือสถานที่ทีจ่ ดั การ ชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน เพอื่ คมุ้ ครองการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนทช่ี อบ ด้วยกฎหมาย เพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อย และเพ่ือความคล่องตัว ทางจราจร 6. “สถานตี �ำรวจ” หมายถึง ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ มาตรา 3 (ห้ามการขัดขวางการชุมนมุ และการเดนิ ขบวน) 1. หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดขดั ขวางหรอื กอ่ ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ปน็ ระเบยี บตอ่ การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนโดยสนั ติ ดว้ ยการใชค้ วามรนุ แรง การคกุ คาม หรอื โดยวธิ อี นื่ 2. ห้ามมิให้ผู้ใดขัดขวางผู้จัดหรือผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวน ระหว่างการปฏิบัติตามหน้าท่ีตามข้อบังคับของกฎหมายนี้ ด้วยการใช้ ความรนุ แรง การคกุ คาม หรือโดยวิธีอ่นื 3. หากผู้จดั การชมุ นุมหรือการเดินขบวนมเี หตุผลอนั ควรทีก่ ลัววา่ การชมุ นุม หรือการเดินขบวนโดยสันติอาจถูกรบกวน สามารถแจ้งและร้องขอ ความคมุ้ ครองไดท้ ส่ี ถานตี ำ� รวจในเขตอำ� นาจ ในกรณนี หี้ วั หนา้ สถานตี ำ� รวจ ในเขตอ�ำนาจไม่สามารถปฏิเสธการร้องขอความคุ้มครองโดยท่ีไม่มีเหตุ อันเหมาะสมได้ มาตรา 4 (ห้ามการเขา้ ร่วมของบุคคลบางคน) ผู้จัดและผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนสามารถยับยั้งบุคคลหรือ องค์กรใดในการเข้าร่วมการชุมนุมหรือการเดินขบวนได้ อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวของ องคก์ รสอ่ื สารมวลชนตอ้ งไดร้ บั การประกนั ในการเขา้ ไปในการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน และในกรณีน้ผี สู้ ่อื ขา่ วตอ้ งแสดงบัตรประจ�ำตัวและสวมปลอกแขนผ้สู อ่ื ข่าว

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 413 มาตรา 5 (ห้ามการชมุ นุมและการเดนิ ขบวน) 1. ห้ามมิให้ผู้ใดก็ตามสนับสนุนการชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีเข้าข่าย ลักษณะใดลักษณะหนง่ึ ดงั ต่อไปน้ี 1.1 การชุมนมุ หรอื การเดนิ ขบวนท่มี ีวตั ถุประสงค์เพ่ือบรรลุวตั ถุประสงค์ ของพรรคการเมอื งทถี่ ูกยุบตามค�ำวนิ ิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 1.2 การชุมนุมหรือการเดินขบวนที่แสดงอย่างชัดเจนว่าก่อให้เกิดการ คุกคามโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ โดยการใช้ ความรนุ แรงหมู่ การคกุ คาม การทำ� ลาย การลองวางเพลงิ เปน็ ต้น 2. หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดทำ� การยยุ งหรอื โฆษณาชวนเชอื่ การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน ทต่ี อ้ งห้ามตามวรรคที่ 1 มาตรา 6 (การแจ้งการชมุ นุมในพื้นทีโ่ ลง่ และการเดนิ ขบวน) 1. ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมในพ้ืนท่ีโล่งหรือการเดินขบวนต้องแจ้ง รายละเอยี ดขอ้ มลู ดงั ตอ่ ไปนต้ี อ่ หวั หนา้ สถานตี ำ� รวจในเขตอำ� นาจเปน็ เวลา ตั้งแต่ 720 ช่ัวโมงถึง 48 ช่ัวโมงก่อนท่ีจะเร่ิมการชุมนุมในพื้นที่โล่งหรือ การเดนิ ขบวน ทวา่ กรณที สี่ ถานทช่ี มุ นมุ ในพนื้ ทโ่ี ลง่ หรอื สถานทเ่ี ดนิ ขบวน อยู่ภายใต้อ�ำนาจของสถานีต�ำรวจต้ังแต่สองแห่งขึ้นไป ต้องแจ้งต่อทาง ผบู้ ญั ชาการสถานตี ำ� รวจประจำ� เขตในเขตอำ� นาจนนั้ และกรณที อ่ี ยภู่ ายใต้ อ�ำนาจของสถานีต�ำรวจประจ�ำเขตต้ังแต่สองแห่งขึ้นไป ต้องแจ้งต่อทาง ผู้บัญชาการสถานีต�ำรวจประจ�ำเขตท่ีมีอ�ำนาจในพื้นที่จัดการชุมนุมหรือ การเดนิ ขบวนนน้ั ๆ 1. วตั ถปุ ระสงค์ 2. วนั และเวลา (นบั เวลาเป็นช่ัวโมง) 3. สถานที่ 4. รายละเอียดท่ีเกี่ยวข้องกับผู้จัด(กรณีที่เป็นองค์กร ให้รวมถึงผู้แทน ขององคก์ รน้นั ดว้ ย) ผปู้ ระสานงาน ผูด้ แู ล ดงั ตอ่ ไปน้ี • ทอ่ี ยู่ • ช่อื -สกุล • อาชีพ • ข้อมูลส�ำหรับการตดิ ต่อ

414 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 5. องคก์ รทจ่ี ะเขา้ รว่ มและจ�ำนวนผู้ชมุ นมุ โดยประมาณ 6. กรณีการเดินขบวน วิธีการเดินขบวน (รวมถึงแผนท่ีและเส้นทางการ เดนิ ขบวน) 2. เมื่อหัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจหรือผู้บัญชาการสถานีต�ำรวจ ประจ�ำเขต (ต่อจากน้ีจะเรียกว่า “หัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจ”) ได้รับใบแจ้งตามวรรคที่หนึ่งแล้ว ต้องท�ำการออกใบรับแจ้งแก่ผู้แจ้งทันที โดยระบุวันและเวลาทไ่ี ดร้ บั แจง้ 3. กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมในพ้ืนท่ีโล่งหรือการเดินขบวนมิได้ท�ำการแจ้งตาม วรรคท่ีหนึ่ง จ�ำเป็นต้องแจ้งข้อเท็จจริงน้ีต่อหัวหน้าสถานีต�ำรวจใน เขตอ�ำนาจก่อนทจี่ ะท�ำการระบวุ ันและเวลาการชุมนมุ ลงในใบแจง้ 4. กรณที ก่ี ารชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนมใี บประกาศหา้ ม (prohibition notice) ตามมาตราท่ี 8 วรรคทส่ี อง หวั หนา้ สถานตี ำ� รวจในเขตอำ� นาจทไี่ ดร้ บั ใบแจง้ ตามวรรคท่ีสาม จ�ำเป็นต้องแจ้งข้อเท็จจริงตามวรรคที่สาม ต่อผู้ท่ีได้รับ ใบประกาศหา้ ม (prohibition notice) น้ันทันที 5. ผู้จัดท่ีไดร้ บั ใบแจ้งตามวรรคทส่ี ี่ สามารถจัดการชุมนุมหรอื การเดนิ ขบวน ทมี่ ใี บประกาศหา้ ม (prohibition notice) นนั้ ไดต้ ามทมี่ กี ารแจง้ ในครงั้ แรก ทว่าในกรณีที่เลยก�ำหนดเวลาที่เคยแจ้งไว้ด้วยเพราะใบประกาศห้าม (prohibition notice) จ�ำเป็นต้องท�ำการก�ำหนดวันและเวลาใหม่และ ย่ืนใบแจ้งต่อหัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจเป็นเวลา 24 ช่ัวโมง กอ่ น ที่จะเร่ิมมีการชุมนุมหรือการเดินขบวน จึงจะสามารถจัดการชุมนุม หรอื การเดนิ ขบวนได้ มาตรา 7 (สว่ นเพิม่ เติมของใบแจ้ง) 1. หากหัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจพบความไม่สมบูรณ์ในรายการ ขา้ งตน้ ของใบแจง้ ตามมาตรา 6 วรรคท่หี นงึ่ ภายใน 12 ชัว่ โมง นับตัง้ แต่ การออกใบรบั แจง้ สามารถแจง้ ตอ่ ผจู้ ดั เพอื่ ทำ� การแกไ้ ขรายการขา้ งตน้ นน้ั ให้สมบรู ณโ์ ดยมกี �ำหนดเวลา 24 ชัว่ โมง 2. การแจง้ เพอ่ื ทำ� การแกไ้ ขใหส้ มบรู ณต์ ามวรรคทห่ี นง่ึ จะตอ้ งนำ� สง่ ผจู้ ดั หรอื ผู้ประสานงานโดยต้องมีการระบุอย่างชัดเจนถึงรายการที่จะต้องท�ำการ แก้ไขให้สมบูรณ์

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 415 มาตรา 8 (การประกาศจำ� กดั หรือหา้ มการชุมนุมและการเดนิ ขบวน) 1. หากการชุมนุมในพ้ืนที่เปิดโล่งหรือการเดินขบวนท่ีถูกแจ้งเข้าข่าย ลักษณะใดลักษณะหน่ึงดังต่อไปนี้ เม่ือหัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจ ทไี่ ดร้ บั ใบแจง้ ตามมาตรา 6 วรรคทหี่ นงึ่ จำ� เปน็ ตอ้ งแจง้ ตอ่ ผจู้ ดั ถงึ การหา้ ม การชุมนุมหรือการเดินขบวนภายใน 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่ได้รับใบแจ้ง ทว่าในกรณีท่ีการชุมนุมหรือการเดินขบวนก่อให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อ ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ เช่น ความรุนแรงหมู่ การคุกคาม การท�ำลาย การลอบวางเพลิง เป็นต้น ให้จัดการการชุมนุมหรือการ เดนิ ขบวนนนั้ ตามชว่ งเวลาทเี่ หลอื อยู่ และในกรณที ย่ี งั อยภู่ ายใน 48 ชว่ั โมง นับตัง้ แต่ท่ีได้รับแจง้ สามารถประกาศห้ามไดเ้ ชน่ กนั 1.1 เมอ่ื รบั รองวา่ เปน็ การละเมดิ ตามมาตรา 5วรรคทห่ี นง่ึ ตวั บทมาตรา10 หรือมาตรา 11 1.2 เมื่อรายการข้างต้นของใบแจ้งไม่ได้รับการแก้ไขใหม่ให้สมบูรณ์ ตามมาตรา 7 วรรคทีห่ นึ่ง 1.3 เม่ือรับรองว่าการชุมนุมหรือการเดินขบวนจะได้รับค�ำสั่งห้ามตาม มาตรา 12 2. กรณีที่หัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจได้รับแจ้งเรื่องเวลาและสถานท่ี การชุมนุมหรือการเดินขบวนทับซ้อนกันมากกว่า 2 รายการขึ้นไป หลังพิจารณาวัตถุประสงค์และรับรองแล้วว่าก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ ความวุ่นวายระหว่างกัน ในการจัดการการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่ ได้รับแจ้งน้ี สามารถประกาศห้ามการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่แจ้ง ทีหลงั โดยใช้ตามวรรคทหี่ น่ึง 3. กรณที ผี่ พู้ กั อาศยั หรอื ผดู้ แู ลนน้ั ไดร้ อ้ งขอความคมุ้ ครองเรอ่ื งสถานทพ่ี ำ� นกั หรือสิ่งอ�ำนวยความสะดวกตามท่ีเข้าข่ายลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังกรณี ต่อไปนี้ สามารถประกาศจ�ำกัดหรือห้ามการชุมนุมหรือการเดินขบวนได้ โดยในกรณนี ย้ี ดึ ตามวรรคทห่ี นง่ึ เพอื่ ใชจ้ ดั การการประกาศหา้ มการชมุ นมุ หรือการเดนิ ขบวน (แกไ้ ข 21 ธนั วาคม 2007) 3.1 กรณเี มอ่ื สถานทีท่ ่รี ะบใุ นใบแจง้ ของมาตรา 6 วรรคท่ีหน่ึง (ตอ่ จากนี้ จะเรยี กวา่ “สถานทแี่ จง้ ”) เปน็ เขตพนื้ ทพี่ ำ� นกั อาศยั ของบคุ คลอนื่ หรอื เปน็ สถานทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั และการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนนเ้ี สยี่ งทจ่ี ะ

416 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย กอ่ ความเสยี หายรา้ ยแรงตอ่ ทรพั ยส์ นิ หรอื สง่ิ อำ� นวยความสะดวก หรอื ปรากฏชัดวา่ จะก่อใหเ้ กดิ อันตรายต่อสวัสดภิ าพในการด�ำเนนิ ชีวติ 3.2 กรณีเมื่อสถานที่แจ้งเป็นพื้นท่ีโดยรอบบริเวณสถานศึกษาตาม มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาขั้นประถมศึกษาและ มัธยมศึกษา (Elementary and Secondary Education Act)] และการชุมนุมหรือการเดินขบวนน้ันปรากฏชัดเจนว่ามีความเสี่ยง ท่ีจะฝา่ ฝนื ต่อสทิ ธทิ างการศึกษา (rights of learning) 3.3 กรณีเม่ือสถานท่ีแจ้งเป็นพ้ืนท่ีโดยรอบบริเวณกรมทหาร (military installation) ตามมาตรา 2 วรรคยอ่ ยท่สี อง แห่งกฎหมายคมุ้ ครอง ฐานทัพและกรมทหาร และการชุมนุมหรือการเดินขบวนนั้นปรากฏ ชดั วา่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายรนุ แรงตอ่ กรมทหารหรอื การปฏบิ ตั กิ าร ทางทหาร 4. การประกาศจ�ำกัดหรือห้ามการชุมนุมหรือการเดินขบวน ต้องมีการระบุ เหตุผลที่ปรากฏชัดเจน และน�ำส่งต่อผู้จัดหรือผู้ประสานงานเป็นหนังสือ ลายลกั ษณอ์ ักษร มาตรา 9 (การอุทธรณป์ ระกาศหา้ มการชมุ นุมและการเดนิ ขบวน) 1. ผจู้ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนสามารถยน่ื อทุ ธรณต์ อ่ ผบู้ งั คบั บญั ชาของ สถานีต�ำรวจชั้นเหนือข้ึนไปกว่าสถานีต�ำรวจท่ีออกค�ำส่ังห้ามดังกล่าว ภายใน 10 วนั นบั ตั้งแตว่ ันทไ่ี ด้รบั การประกาศหา้ มตามมาตรา 8 2. ผู้บังคับบัญชาของสถานีต�ำรวจที่ได้รับการอุทธรณ์ตามวรรคที่หนึ่ง ต้อง ออกใบรับแจ้งโดยระบุวันและเวลารับแจ้งต่อผู้แจ้งโดยพลัน และต้องมี ค�ำวินิจฉัยภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ได้รับแจ้ง กรณีท่ีไม่น�ำส่งเอกสาร ค�ำวนิ ิจฉยั ภายใน 24 ชัว่ โมงนบั ตงั้ แตไ่ ด้รับแจง้ ให้ถือว่าการประกาศห้าม ของหวั หน้าสถานีต�ำรวจในเขตอำ� นาจนัน้ ไมม่ ีผลบงั คับใช้ต้งั แตต่ น้ 3. กรณที ก่ี ารประกาศหา้ มตามวรรคทส่ี องไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื ไมม่ เี หตผุ ลอนั ควร หรอื ไมม่ ผี ลบงั คบั ใชต้ ง้ั แตต่ น้ ผยู้ น่ื อทุ ธรณส์ ามารถ จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนตามท่ีแจ้งไว้ตั้งแต่แรกได้ ทว่าในกรณีที่ เลยกำ� หนดเวลาทเ่ี คยแจง้ ไวเ้ นอื่ งดว้ ยการประกาศหา้ ม จำ� เปน็ ตอ้ งทำ� การ ก�ำหนดวันและเวลาใหม่โดยแจ้งต่อหัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจ ไมน่ อ้ ยกวา่ 24 ช่ัวโมง กอ่ นมีการเรม่ิ การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน จึงจะ สามารถจัดการชุมนมุ หรือการเดินขบวนได้

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 417 มาตรา 10 (ชว่ งเวลาหา้ มการชุมนมุ หรอื การเดนิ ขบวน) ห้ามมิให้ผู้ใดก็ตามท�ำการชุมนุมหรือการเดินขบวนก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือ พระอาทิตย์ตก ทว่ากรณีท่ีผู้จัดได้ท�ำการแจ้งล่วงหน้าถึงสาเหตุความจ�ำเป็นที่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชุมนุมหรือการเดินขบวนได้และแจ้งเร่ืองการมอบหมาย หนา้ ทใ่ี หก้ บั ผชู้ ว่ ยจดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน หวั หนา้ สถานตี ำ� รวจในเขตอำ� นาจ มีอำ� นาจในการให้การอนุญาตการจัดการชมุ นุมในพน้ื ท่ีโล่งกอ่ นพระอาทิตย์ขน้ึ หรอื พระอาทิตย์ตกได้โดยก�ำหนดเงอื่ นไขเพ่อื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย [รัฐธรรมนูญท่ีแยกออก (Constitutional Nonconformity) 2008 บทบัญญัติ 25 มาตรา วนั ท่ี 24 กันยายน 2009 มีการวนิ ิจฉัยวา่ บทบญั ญัตวิ า่ ดว้ ย การชุมนมุ และการเดินขบวน (แกไ้ ขเมอื่ วนั ท่ี 11 พฤษภาคม 2007 กฎหมายฉบับที่ 8424) มาตรา 10 ในสว่ นของ“การชมุ นมุ ในพน้ื ทโี่ ลง่ ”และ มาตรา 23 วรรคยอ่ ยทห่ี นงึ่ ในสว่ น “การชมุ นมุ ในพน้ื ทโี่ ลง่ ของตวั บทมาตรา 10”นน้ั ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู บทบญั ญตั ิ มาตราดงั กลา่ วขา้ งตน้ มผี ลบงั คบั ใชเ้ รอ่ื ยไปจนกวา่ สมาชกิ นติ บิ ญั ญตั จิ ะทำ� การแกไ้ ข โดยมีกำ� หนดระยะเวลาถึงวันที่ 30 มิถนุ ายน 2010] มาตรา 11 (สถานที่หา้ มการชุมนุมและการเดนิ ขบวน) หา้ มมใิ ห้ผ้ใู ดก็ตามจัดการชมุ นุมในพน้ื ทีโ่ ล่งหรือเดนิ ขบวนในรัศมี 100 เมตร จากขอบเขตของอาคารส�ำนักงานหรือสถานท่ีพ�ำนักตามลักษณะใดลักษณะหน่ึง ดังตอ่ ไปน้ี 1. อาคารรฐั สภา อาคารศาลทุกระดับ ศาลรฐั ธรรมนญู 2. ที่พ�ำนักของประธานาธิบดี ท่ีพ�ำนักของประธานรัฐสภา ท่ีพ�ำนักของ ประธานศาลสูงสุด ที่พำ� นักของประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3. ทพ่ี �ำนักของนายกรฐั มนตรี ยกเวน้ กรณีการเดินขบวนเพือ่ การเฉลิมฉลอง หรือการศาสนา 4. สถานเอกอัครราชทูตหรือที่พ�ำนักของหัวหน้าคณะผู้แทนทางทูต ทว่าการชุมนุมหรือการเดินขบวนในกรณีที่เข้าข่ายลักษณะดังต่อไปนี้ สามารถกระท�ำได้ แต่ต้องได้รับการรับรองว่าจะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรค ต่อการปฏิบัติหน้าท่ีหรือความปลอดภัยของสถานเอกอัครราชทูตหรือท่ี พ�ำนักของหัวหนา้ คณะผแู้ ทนทางทตู • กรณที ี่การชุมนุมหรอื การเดนิ ขบวนไมไ่ ดม้ งุ่ เป้าทีส่ ถานเอกอคั รราชทตู หรอื ท่ีพ�ำนักของหัวหน้าคณะผ้แู ทนทางทูตน้ัน

418 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย • กรณที กี่ ารชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนไมเ่ สย่ี งตอ่ การขยายจำ� นวนผเู้ ขา้ รว่ ม ใหเ้ พ่มิ มากข้ึนได้ • กรณที ก่ี ารจัดการชมุ นมุ หรือการเดนิ ขบวนจดั ข้นึ ในวนั หยุดท�ำการของ สถานเอกอคั รราชทูต มาตรา 12 (การจ�ำกดั เพ่อื ความสะดวกในการจราจร) 1. ในการจัดการการชุมนุมหรือการเดินขบวนบนถนนสายหลักในเมือง ทีก่ �ำหนดในกฎประธานาธบิ ดี (Presidential Decree) หากหัวหนา้ สถานี ต�ำรวจในเขตอ�ำนาจมีการรับรองว่ามีความจ�ำเป็นต่อความสะดวกในการ จราจร สามารถออกค�ำสั่งห้ามหรือจ�ำกัดโดยก�ำหนดเงื่อนไขเพ่ือรักษา ความเป็นระเบียบทางจราจรได้ 2. กรณเี มอื่ ผจู้ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนมอบหมายหนา้ ทตี่ อ่ ผชู้ ว่ ยจดั การ ชุมนุมหรือการเดินขบวนและท�ำการเดินขบวนบนถนน ไม่สามารถออก ค�ำสั่งห้ามได้ตามวรรคที่หน่ึง ทว่าหากการชุมนุมหรือการเดินขบวนก่อ ให้เกิดความไม่สะดวกอย่างมากต่อการจราจรและเป็นอุปสรรคต่อความ สะดวกในการจราจรบนถนนดงั กลา่ วและถนนในบรเิ วณใกลเ้ คยี ง สามารถ ออกค�ำส่งั ไดต้ ามวรรคทห่ี น่ึง มาตรา 13 (การตดิ ตั้งเขตแนวการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย) 1. หัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจท่ีได้รับแจ้งตามมาตรา 6 วรรคท่ีหน่ึง หากพิจารณาแล้วเห็นถึงความจ�ำเป็นสามารถท�ำการติดตั้งเขตแนวการ รักษาความสงบเรียบร้อยโดยก�ำหนดขอบเขตอย่างน้อยเพื่อคุ้มครอง การชุมนุมและการเดินขบวน และเพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อยของ สาธารณะ 2. เมอ่ื หวั หนา้ สถานตี ำ� รวจทำ� การตดิ ตงั้ เขตแนวการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ตามวรรคทห่ี นง่ึ จำ� เปน็ ตอ้ งแจง้ เรอ่ื งตอ่ ผจู้ ดั หรอื ผปู้ ระสานงานใหร้ บั ทราบดว้ ย มาตรา 14 (การจ�ำกดั การใชเ้ ครอื่ งเสยี ง) 1. ห้ามมใิ หผ้ จู้ ัดการชุมนมุ หรือการเดินขบวนกอ่ ความรบกวนทางเสยี งอยา่ ง รุนแรงต่อผู้อ่ืนจากการใช้อุปกรณห์ รือเครื่องมือ อาทิ เช่น ลำ� โพง กลอง ฆอ้ ง ฆอ้ งขนาดใหญ่ (ในมาตราตอ่ จากนจ้ี ะเรยี กวา่ “เครอื่ งเสยี ง”) โดยกอ่ ให้เกิดเสยี งรบกวนสงู เกินกว่ามาตรฐานท่ีก�ำหนดในกฎประธานาธบิ ดี

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 419 2. กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น โดยใชเ้ สยี งทสี่ งู เกนิ กวา่ มาตรฐานตามวรรคทหี่ นง่ึ หวั หนา้ สถานตี ำ� รวจในเขต อำ� นาจมอี ำ� นาจในการสงั่ ลดระดบั เสยี งใหต้ �่ำตามมาตรฐาน หรอื หยดุ การใช้ เครื่องเสียงนั้นได้ ท้ังยังมีอ�ำนาจในการใช้มาตรการอ่ืนท่ีจ�ำเป็น เช่น การยึดเครือ่ งเสียงไวเ้ ป็นการชว่ั คราว เป็นตน้ มาตรา 15 (การยกเวน้ การบังคับใช)้ การชุมนมุ ทีเ่ กยี่ วข้องกับการศกึ ษา ศิลปะ กฬี า ศาสนา พิธกี าร การส่งเสรมิ ความร่วมมือ ความบันเทิง งานพิธีส�ำคัญ (พิธีบรรลุนิติภาวะ พิธีแต่งงาน งานศพ พธิ ไี หวบ้ รรพบรุ ษุ ) วนั หยดุ แหง่ ชาติ ไมอ่ ยภู่ ายใตก้ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายตงั้ แตม่ าตรา 6 ถงึ มาตรา 12 มาตรา 16 (หน้าท่ีปฏบิ ตั ขิ องผ้จู ัด) 1. ผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนต้องรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในการชุมนมุ หรือการเดนิ ขบวน 2. ผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนสามารถมอบหมายให้บุคคลท่ีมีอายุ มากกว่า 18 ปีขึ้นไป ท�ำหน้าท่ีผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนได้ เพือ่ ช่วยในการรกั ษาความเรียบร้อยในการชมุ นมุ หรือการเดนิ ขบวน 3. หากผู้จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนไม่สามารถรักษาความเรียบร้อย ตามวรรคท่ีหน่ึงได้ จ�ำเป็นต้องท�ำการประกาศยุติการชุมนุม หรือการ เดินขบวนนน้ั 4. หา้ มมใิ หผ้ จู้ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนกระทำ� การทเ่ี ขา้ ขา่ ยลกั ษณะใด ลกั ษณะหน่งึ ดังต่อไปน้ี 4.1 ครอบครองหรือใช้เครื่องมือที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือ เป็นภัยต่อชีวิตผู้อื่น อาทิ เช่น ปืน วัตถุระเบิด ดาบ ท่อนเหล็ก, ท่อนไม้ ก้อนหิน เป็นต้น หรือกระท�ำการบังคับให้ผู้อ่ืนครอบครอง หรือใช้เคร่อื งมอื เหลา่ น้ี 4.2 ก่อความไม่สงบเรยี บรอ้ ย เชน่ ความรุนแรง การคุกคาม การท�ำลาย การลอบวางเพลงิ เปน็ ต้น 4.3 การกระท�ำที่ปรากฏชัดเจนว่าไม่ปฏิบัติตรงตามข้อมูลดังท่ีได้แจ้งไว้ ท้งั วตั ถปุ ระสงค์ วันและเวลา สถานที่ วธิ ีการ เปน็ ต้น

420 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 5. ผู้จัดการชุมนุมในพ้ืนที่ปิดต้องไม่กระท�ำการชักน�ำผู้ท่ีอยู่ภายนอกรอบๆ บรเิ วณสถานที่ชุมนมุ เชน่ การตดิ ตง้ั ใช้เครื่องขยายเสียง เปน็ ตน้ มาตรา 17 (หนา้ ทป่ี ฏิบตั ิของผูช้ ว่ ยจดั การชมุ นมุ หรือการเดินขบวน) 1. ผชู้ ว่ ยจดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนตอ้ งรกั ษาความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ในการชุมนมุ หรอื การเดินขบวนตามแนวทางของผจู้ ัด 2. ผชู้ ว่ ยจดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนตอ้ งไมก่ ระทำ� การเขา้ ขา่ ยลกั ษณะใด ลักษณะหนึง่ ในมาตรา 16 วรรคท่สี ่ี 3. ผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนต้องท�ำการสวมปลอกแขน หมวก สายคาดไหล่ หรือเส้ือคลุมเพื่อให้ผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนสามารถสังเกต ได้ง่ายว่าเป็นผู้ช่วยจดั การชุมนมุ หรือเดนิ ขบวน 4. หัวหน้าสถานีต�ำรวจเขตอ�ำนาจ มีอ�ำนาจในการหารือกับผู้จัดการชุมนุม หรือการเดินขบวนและปรับเปลี่ยนจ�ำนวนผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการ เดินขบวนให้เป็นไปตามความเหมาะสมได้ 5. กรณีที่มีการปรับเปลี่ยนจ�ำนวนผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวน ตามวรรคท่ีส่ี ผจู้ ัดการชุมนุมหรือการเดนิ ขบวนต้องแจ้งรายชอื่ ของผู้ช่วย จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีมีการปรับเปลี่ยนแล้วต่อหัวหน้าสถานี ต�ำรวจในเขตอำ� นาจก่อนที่จะท�ำการจดั การชมุ นมุ หรอื การเดินขบวน มาตรา 18 (หนา้ ที่ปฏบิ ัติของผชู้ มุ นมุ หรือเดนิ ขบวน) 1. ผู้ท่ีเข้าร่วมการชุมนุมหรือการเดินขบวนต้องปฏิบัติตามแนวทางของผู้จัด หรือผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนเพ่ือรักษาความเป็นระเบียบ เรียบรอ้ ย 2. ผู้ท่ีเข้าร่วมการชุมนุมหรือการเดินขบวนต้องไม่กระท�ำการใดที่เข้าข่าย มาตรา 16 วรรคทส่ี ี่ วรรคย่อยที่หนงึ่ และวรรคย่อยที่สอง มาตรา 19 (การเขา้ ไปของเจ้าหนา้ ทต่ี ำ� รวจ) 1. เจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจมสี ทิ ธเิ ขา้ ไปยงั สถานทที่ จี่ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนได้ โดยตอ้ งแจง้ ตอ่ ผจู้ ดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนใหร้ บั ทราบและแตง่ กาย ด้วยเคร่ืองแบบ ทว่าการเข้าไปยังการชุมนุมในพื้นที่โล่งน้ันสามารถ กระท�ำการได้เฉพาะกรณเี รง่ ด่วนในการปฏบิ ตั ิหนา้ ทเี่ ทา่ น้ัน

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 421 2. ผู้จัด ผู้ช่วยจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวน หรือผู้ดูแลท่ัวไป ต้องให้ ความรว่ มมอื ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจเพอื่ รกั ษาความสงบ เรยี บรอ้ ย มาตรา 20 (การยตุ กิ ารชมุ นุมหรือการเดนิ ขบวน) 1. กรณีท่ีการชุมนุมหรือการเดินขบวนเข้าข่ายลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดงั ต่อไปนี้ หัวหน้าสถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจมีอ�ำนาจในการขอใหท้ �ำการ ยกเลกิ การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนไดใ้ นระยะเวลาที่ก�ำหนด แตห่ ากไมม่ ี การปฏิบัตติ ามค�ำสงั่ หัวหนา้ สถานีต�ำรวจในเขตอ�ำนาจมีอ�ำนาจในการสั่ง ยุติการชมุ นมุ หรือการเดนิ ขบวนได้ 1.1 การชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีละเมิดมาตรา 5 วรรคท่ีหน่ึง ตัวบท มาตรา 10 หรอื มาตรา 11 1.2 การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนทไี่ มท่ ำ� การแจง้ ตามมาตรา 6 วรรคทหี่ นงึ่ หรือไดร้ บั ค�ำสัง่ หา้ มตามมาตรา 8 หรือมาตรา 12 1.3 การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนทป่ี รากฏชดั วา่ กอ่ ใหอ้ ปุ สรรคโดยตรงตอ่ การรักษาความเรียบร้อย เช่น ความสะดวกในการจราจร เป็นต้น ในลักษณะท่ฝี า่ ฝืนต่อการจ�ำกัดตามมาตรา 8 วรรคทส่ี าม ข้อก�ำหนด มาตรา 10 หรือเงื่อนไขตามมาตรา 12 1.4 การชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีประกาศยุติการชุมนุมหรือการเดิน ขบวนตามมาตรา 16 วรรคที่สาม 1.5 การชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีไม่สามารถรักษาความเรียบร้อยได้ โดยกระท�ำการที่เข้าข่ายลักษณะใดลักษณะหนึ่งตามมาตรา 16 วรรคที่สี่ 2. เม่ือการชุมนุมหรือการเดินขบวนได้รับค�ำส่ังยุติการชุมนุมหรือการ เดินขบวนตามวรรคทีห่ นง่ึ ผูเ้ ขา้ รว่ มการชุมนุมหรือการเดนิ ขบวนตอ้ งเลิก การชุมนุมหรือการเดินขบวนในทันที 3. ลักษณะของการประกาศขอให้ท�ำการยกเลิกหรือออกค�ำสั่งยุติการชุมนุม หรือการเดินขบวนตามวรรคท่ีหนึ่งน้ัน เป็นไปตามการก�ำหนดในกฎ ประธานาธิบดี

422 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มาตรา 21 (คณะกรรมการทปี่ รึกษาการชมุ นุมหรือการเดนิ ขบวน) 1. เพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ ความสมดลุ ในความสงบเรยี บรอ้ ยของสาธารณะและเสรภี าพ ของการชุมนมุ และการเดนิ ขบวน สามารถแต่งตง้ั คณะกรรมการท่ปี รกึ ษา การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน (ในมาตราตอ่ จากนจี้ ะเรยี กวา่ “คณะกรรมการ”) ในการให้ค�ำแนะน�ำแก่หัวหน้าสถานีต�ำรวจประจ�ำสถานีต�ำรวจในแต่ละ ระดับเกย่ี วกับลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี 1.1 การประกาศจำ� กดั หรอื หา้ มการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนตามมาตรา 8 1.2 การวนิ ิจฉัยเก่ยี วกบั การอทุ ธรณ์ตามมาตรา 9 วรรคทีส่ อง 1.3 การสอบสวนคดเี กยี่ วกับการชมุ นุมหรอื การเดนิ ขบวน 1.4 กจิ การอนื่ ทจี่ ำ� เปน็ เกย่ี วเนอื่ งกบั การจดั การดำ� เนนิ งานของการชมุ นมุ หรือการเดินขบวน 2. คณะกรรมการตอ้ งประกอบไปดว้ ย ประธานกรรมการ 1 คน, กรรมการอน่ื มากกวา่ 5 คน แตไ่ ม่เกนิ 7 คน (นบั รวมประธานกรรมการ) 3. หัวหน้าสถานีต�ำรวจในแต่ระดับเป็นผู้พิจารณาแต่งต้ังประธานกรรมการ และกรรมการซ่ึงคัดสรรจากบุคคลดังต่อไปนี้โดยพิจารณาจากความเป็น มืออาชพี และความยุตธิ รรม เป็นตน้ 3.1 นักกฎหมาย 3.2 ศาสตราจารย์ในมหาวทิ ยาลัย 3.3 ผ้ทู ไ่ี ด้รับการแนะน�ำจากองคก์ รภาคสังคม 3.4 ผ้แู ทนประชาชนทมี่ ีเขตพ�ำนักในเขตอำ� นาจนัน้ 4. หลักเกณฑ์ส�ำคัญต่างๆ อาทิ เช่น โครงสร้างหรือการด�ำเนินการของ คณะกรรมการ ให้เป็นไปตามทก่ี �ำหนดในกฎประธานาธิบดี มาตรา 22 (บทก�ำหนดโทษ) 1. ผใู้ ดฝา่ ฝนื มาตรา 3 วรรคทห่ี นงึ่ หรอื วรรคทสี่ อง ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ สามปีหรือปรับไม่เกินสามล้านวอน70 ทว่ากรณีที่ผู้กระท�ำผิดเป็นทหาร พนักงานอัยการ หรือเจ้าหนา้ ท่ีตำ� รวจ ตอ้ งระวางโทษจ�ำคุกไมเ่ กินห้าปี 70 ประมาณ 95,328 บาทไทย (อตั ราแลกเปล่ียน ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2557)

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 423 2. ผู้ใดจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนท่ีฝ่าฝืนมาตรา 5 วรรคท่ีหน่ึง หรือ มาตรา 6 วรรคท่ีหนึ่ง หรือไดร้ บั ค�ำส่งั หา้ มตามมาตรา 8 ต้องระวางโทษ จ�ำคกุ ไมเ่ กินสองปีหรอื ปรับไม่เกนิ สองลา้ นวอน71 3. ผูใ้ ดฝา่ ฝนื มาตรา 5 วรรคทีส่ อง หรอื มาตรา 16 วรรคท่ีส่ี ตอ้ งระวางโทษ จ�ำคุกไม่เกินหน่งึ ปีหรอื ปรับไมเ่ กินหนงึ่ ลา้ นวอน72 4. ผู้ใดเข้าร่วมการชุมนุมหรือการเดินขบวนที่ฝ่าฝืนมาตรา 5 วรรคท่ีหน่ึง โดยร้ขู ้อเท็จจรงิ นนั้ ต้องระวางโทษจ�ำคุกไมเ่ กินหกเดือน หรือปรบั ไมเ่ กิน หา้ แสนวอน73 โดยศาลมีอ�ำนาจลงโทษกกั ขงั แทนการจำ� คกุ ได้ มาตรา 23 (บทกำ� หนดโทษ) ผ้ฝู า่ ฝนื ตัวบทมาตรา 10 หรือมาตรา 11 ผูฝ้ ่าฝนื การห้ามตามมาตรา 12 ต้อง ระวางโทษแยกตามขอ้ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้จดั ตอ้ งระวางโทษจ�ำคกุ ไมเ่ กนิ หนึ่งปหี รือปรบั ไม่เกินหนงึ่ ล้านวอน74 2. ผชู้ ว่ ยจดั การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หา้ แสนวอน โดยศาลมอี ำ� นาจลงโทษกกั ขงั แทนการจำ� คกุ ได้ 3. ผเู้ ขา้ รว่ มการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนทร่ี ขู้ อ้ เทจ็ จรงิ อยแู่ ลว้ ตอ้ งระวางโทษ ปรบั ไมเ่ กนิ ห้าแสนวอนหรอื กักขงั [รฐั ธรรมนญู ทแ่ี ยกออก (Constitutional Nonconformity) 2008 บทบญั ญตั ิ 25 มาตรา วันท่ี 24 กันยายน 2009 มีการวินจิ ฉัยว่าบทบัญญัตวิ า่ ด้วยการชมุ นมุ และการเดินขบวน (แก้ไขเม่ือวันท่ี 11 พฤษภาคม 2007 กฎหมายฉบับท่ี 8424) มาตรา 10 ในส่วนของ“การชุมนุมในพื้นท่ีโล่ง”และ มาตรา 23 วรรคย่อยที่หน่ึง ในสว่ น “การชมุ นมุ ในพน้ื ทโี่ ลง่ ของตวั บทมาตรา 10”นนั้ ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู บทบญั ญตั ิ มาตราดังกล่าวข้างต้นมีผลบังคับใช้เรื่อยไปจนกว่าสมาชิกนิติบัญญัติจะท�ำการ แกไ้ ขโดยมีกำ� หนดระยะเวลาถงึ วนั ท่ี 30 มิถุนายน 2010] 71 ประมาณ 63,552 บาทไทย (อัตราแลกเปลย่ี น ณ วันท่ี 24 พฤษภาคม 2557) 72 ประมาณ 31,776 บาทไทย (อัตราแลกเปล่ียน ณ วนั ท่ี 24 พฤษภาคม 2557) 73 ประมาณ 15,888 บาทไทย (อัตราแลกเปลยี่ น ณ วนั ที่ 24 พฤษภาคม 2557) 74 ประมาณ 31,776 บาทไทย (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วนั ที่ 24 พฤษภาคม 2557)

424 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย มาตรา 24 (บทก�ำหนดโทษ) ผู้ใดที่เข้าข่ายลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปน้ี ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกิน หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หา้ แสนวอน75 โดยศาลมอี ำ� นาจลงโทษกกั ขงั แทนการจำ� คกุ ได้ 1. ผทู้ เี่ ขา้ รว่ มการชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวนทง้ั ทจ่ี ดั เปน็ บคุ คลทผี่ จู้ ดั หรอื ผชู้ ว่ ย จัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนน้ันห้ามมิให้เข้าร่วมการชุมนุมหรือการ เดนิ ขบวนตามมาตรา 4 2. ผู้ท่ีจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนโดยแจ้งความเท็จตามมาตรา 6 วรรคท่ีหนง่ึ 3. ผู้ท่ีเพิกเฉยต่อค�ำเตือนของเจ้าหน้าที่ต�ำรวจเก่ียวกับเขตแนวการรักษา ความสงบเรยี บรอ้ ยทีต่ ดิ ต้งั ขน้ึ ตามมาตรา 13 โดยรกุ ลำ้� เขา้ ไปในเขตแนว เปน็ เวลานานพอสมควรและไมม่ เี หตผุ ลอนั สมควร หรอื กระทำ� การทที่ ำ� ให้ เขตแนวการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยนน้ั ไมส่ ามารถใชป้ ระโยชนไ์ ด้ อาทเิ ชน่ ท�ำลาย ปกปิด เคลื่อนยา้ ย รื้อถอน เปน็ ตน้ 4. ผู้ท่ีขัดขวาง ปฏิเสธการปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนค�ำส่ังตามมาตรา 14 วรรคท่ีสอง 5. ผทู้ ฝ่ี า่ ฝนื มาตรา 16 วรรคทหี่ า้ มาตรา 17 วรรคทสี่ อง มาตรา 18 วรรคทส่ี อง หรอื มาตรา 20 วรรคท่ีสอง มาตรา 25 (การใช้บทกำ� หนดโทษต่อตวั แทนขององคก์ ร) กรณีที่องค์กรจัดการชุมนุมหรือการเดินขบวนให้ถือว่าตัวแทนองค์กรน้ัน เปน็ ผจู้ ัดการชุมนุมหรือการเดนิ ขบวนและต้องรับผดิ ตามกฎหมายน้ี *อตั ราแลกเปลย่ี นไดท้ ำ� การอา้ งอิงจาก [http://search.naver.com/search.naver?where=nexearch&query= %ED%99%98%EC%9C%A8&sm=top_tsw&fbm=1&ie=utf8] 75 ประมาณ 15,888 บาทไทย (อตั ราแลกเปลย่ี น ณ วนั ที่ 24 พฤษภาคม 2557)

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 425 กฎอัยการศกึ 76 [การบังคับใช้ 23 มีนาคม 2013] [กฎหมายฉบับที่ 11690, 23 มีนาคม 2013, การแก้ไขตามกฎหมายอนื่ ] กระทรวงกลาโหมแห่งชาติ (กรมความรว่ มมือกิจการพลเรอื น) มาตรา 1 (วัตถปุ ระสงค์) กฎหมายนบ้ี ญั ญตั วิ ตั ถปุ ระสงคค์ อื เพอื่ กำ� หนดลกั ษณะจำ� เปน็ ในการประกาศ และการบงั คับใช้ และการยกเลกิ กฎอยั การศกึ [การแกไ้ ขกรณพี เิ ศษ 9 มถิ ุนายน 2011] มาตรา 2 (ประเภทและการประกาศของกฎอยั การศกึ ) 1. กฎอยั การศกึ แบง่ ออกเปน็ กฎอยั การศกึ ภาวะฉกุ เฉนิ (emergency martial law) และกฎอยั การศึกภาวะความมัน่ คง (security status martial law) 2. กฎอัยการศึกภาวะฉุกเฉิน (emergency martial law) ประธานาธิบดี ประกาศเพ่ือปฏิบัติตามความจ�ำเป็นทางทหารหรือเพ่ือรักษาความสงบ เรียบร้อยของสาธารณะ ในสถานการณ์สงครามและสถานการณ์ฉุกเฉิน แหง่ ชาติทย่ี ึดตาม การเกดิ สงคราม การเกิดจลาจล หรอื ในกรณีทีป่ รากฏ อย่างชัดเจนว่าก่อให้เกิดความยากล�ำบากในการปฏิบัติหน้าที่ส่วน การปกครองและส่วนตุลาการจนก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างรุนแรง ตอ่ ความสงบเรียบรอ้ ยทางสงั คม 3. กฎอัยการศึกภาวะความม่ันคง (security status martial law) ประธานาธบิ ดปี ระกาศเพอ่ื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของสาธารณะในกรณี ท่ีเพียงแค่หน่วยงานของรัฐท่ัวไปน้ันไม่สามารถให้ความมั่นคงด้าน ความสงบทางสาธารณะได้ จนกอ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ย ทางสงั คมสถานการณ์ฉุกเฉนิ แห่งชาติที่ยึดตาม การเกดิ สงคราม การเกดิ จลาจล 4. ประธานาธิบดีมีอ�ำนาจเปลี่ยนแปลงประเภทของกฎอัยการศึก พื้นท่ี บังคับใช้ หรือผบู้ ญั ชาการกฎอยั การศึกได้ 76 แปลจากกฎอัยการศึก แห่งสาธารณรฐั เกาหลี ท่ีประกาศใช้ ณ วนั ที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2013 ภาษาเกาหลี แปลโดย อาจารย์นริศรา ไตรบุตร หัวหน้าสาขาวิชาภาษาเกาหลี ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ดูรายละเอียดในภาคผนวก

426 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 5. เม่ือประธานาธิบดีจะท�ำการประกาศหรือเปล่ียนแปลงกฎอัยการศึกต้อง ผ่านการพิจารณาจากการประชุมคณะรฐั มนตรี 6. ในกรณีที่เกิดเหตุภายใต้วรรคท่ีสอง และวรรคที่สาม รัฐมนตรีกระทรวง กลาโหมแหง่ ชาติหรือรฐั มนตรีกระทรวงความมั่นคงและการบรหิ ารรฐั กิจ (The Ministry of Security and Public Administration (MOSPA)) สามารถท�ำการย่ืนเสนอการประกาศกฎอัยการศึกต่อประธานาธิบดี โดยผ่านนายกรัฐมนตรไี ด้ [การแกไ้ ขกรณีพเิ ศษ 9 มิถนุ ายน 2011] มาตรา 3 (การแถลงการณ์ประกาศกฎอยั การศึก) เม่ือประธานาธิบดีท�ำการประกาศกฎอัยการศึก จ�ำเป็นต้องแถลงการณ์ถึง เหตุผล ประเภท วนั ทบี่ ังคบั ใช้ พื้นท่บี งั คับใช้ และผู้บัญชาการกฎอยั การศกึ ด้วย [การแก้ไขกรณพี ิเศษ 9 มิถุนายน 2011] มาตรา 4 (การรายงานการประกาศกฎอัยการศกึ ) 1. เม่ือประธานาธิบดีท�ำการประกาศกฎอัยการศึก จ�ำเป็นต้องรายงานต่อ รัฐสภาโดยเรว็ ที่สดุ 2. ในกรณขี องวรรคทหี่ นง่ึ เมอ่ื รฐั สภาอยรู่ ะหวา่ งภาวะปดิ ประชมุ ประธานาธบิ ดี จ�ำเป็นต้องด�ำเนนิ การเรยี กประชมุ รัฐสภาโดยเร็วทีส่ ุด [การแก้ไขกรณีพิเศษ 9 มิถุนายน 2011] มาตรา 5 (การแต่งต้งั ผบู้ ัญชาการกฎอยั การศึก (martial law commander) และการตงั้ กองบญั ชาการกฎอัยการศึก) 1. ผบู้ ัญชาการกฎอัยการศกึ เป็นบุคคลทร่ี ัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ ท�ำการเสนอช่ือโดยเลือกจากเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงท่ีเข้าประจ�ำการ เต็มเวลาโดยผ่านการพิจารณาจากการประชุมคณะรัฐมนตรีและได้รับ การแต่งต้ังโดยประธานาธิบดี 2. ต้ังกองบัญชาการกฎอัยการศึกเพ่ือการปฏิบัติงานกฎอัยการศึกของ ผู้บัญชาการกฎอัยการศึก ในกรณีน้ีผู้บัญชาการกฎอัยการศึกจึงด�ำรง ต�ำแหน่งผ้บู ังคับบัญชาของกองบัญชาการกฎอัยการศกึ 3. ในกรณีท่ีผู้บัญชาการกฎอัยการศึกขยายพ้ืนที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ตง้ั แต่ 2 จงั หวดั ข้ึนไป (รวมถึง นครพเิ ศษ มหานครและจงั หวดั ปกครอง

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 427 ตนเองพิเศษ) สามารถตั้งกองบัญชาการกฎอัยการศึกเขตพ้ืนที่ในการ ช่วยงานของกองบัญชาการกฎอัยการศึกเขตการปกครอง (แขวง) และกองบญั ชาการกฎอยั การศกึ เขตการปกครอง (แขวง) ทจี่ ะชว่ ยงานนน้ั ๆ 4. การจดั องคก์ ารของกองบญั ชาการกฎอยั การศกึ ให้เปน็ ไปตามการกำ� หนด ในกฎประธานาธบิ ดี [การแก้ไขกรณพี เิ ศษ 9 มิถนุ ายน 2011] มาตรา 6 (การบัญชาการ การบรหิ ารทเ่ี กีย่ วข้องกับผ้บู ญั ชาการกฎอัยการศึก) 1. ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกได้รับการบัญชาการ การบริหารจากรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหมแห่งชาติที่ว่าด้วยการบังคับใช้ของกฎอัยการศึก แต่จะ ได้รับการบัญชาการบริหารจากประธานาธิบดีในกรณีท่ีประกาศ พ้ืนท่ีบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศและกรณีที่ประธานาธิบดีจ�ำเป็น ต้องท�ำการบญั ชาการบริหารโดยตรง 2. ในลักษณะท่ีมีผลเก่ียวโยงกับนโยบายประเทศนั้น เมื่อผู้บัญชาการ กฎอัยการศึกท�ำการบัญชาการบริหารตามวรรคท่ีหนึ่ง จ�ำเป็นต้องผ่าน การพจิ ารณาจากการประชุมคณะรฐั มนตรี [การแกไ้ ขกรณีพิเศษ 9 มถิ ุนายน 2011] มาตรา 7 (ลักษณะหน้าทร่ี บั ผดิ ชอบของผบู้ ัญชาการกฎอยั การศกึ ) 1. ขณะท่ีมีการประกาศกฎอัยการศึก ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกมีหน้าท่ี รบั ผดิ ชอบงานสว่ นการปกครองและสว่ นตลุ าการทงั้ หมดในพน้ื ทบี่ งั คบั ใช้ กฎอยั การศกึ 2. ขณะที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกมีหน้าท่ี รับผิดชอบงานส่วนการปกครองและส่วนตุลาการท่ีว่าด้วยการทหาร ในพ้นื ทบ่ี ังคับใช้กฎอยั การศึก [การแก้ไขกรณพี เิ ศษ 9 มิถุนายน 2011] มาตรา 8 (การบัญชาการ. การบรหิ ารของผ้บู ญั ชาการกฎอยั การศึก) 1. หน่วยงานของรัฐ (ต่อจากน้ีหมายรวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้าน สารนิเทศและความมั่นคง) และหน่วยงานตุลาการในพ้ืนที่บังคับใช้ กฎอยั การศกึ จำ� เปน็ ตอ้ งไดร้ บั การบญั ชาการ การบรหิ ารจากผบู้ ญั ชาการ กฎอัยการศกึ โดยเร็วทส่ี ดุ

428 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 2. เมื่อผู้บัญชาการกฎอัยการศึกท�ำการบัญชาการบริหารหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานตุลาการในพ้ืนที่บังคับใช้กฎอัยการศึก ในกรณีท่ีพ้ืนที่นั้น อยู่ภายใต้อ�ำนาจเขตปกครอง 1 แห่ง จ�ำเป็นต้องด�ำเนินการผ่านผู้ดูแล รบั ผดิ ชอบสงู สดุ ของเขตนน้ั และในกรณที อ่ี ยภู่ ายใตอ้ ำ� นาจเขตการปกครอง ตัง้ แต่ 2 แห่งขึน้ ไป จ�ำเป็นต้องด�ำเนินการผา่ นผู้ดแู ลรบั ผิดชอบสูงสดุ หรือ ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานท่ีรับผิดชอบ (ในกรณีของศาลคือรัฐมนตรี กระทรวงกระบวนการยตุ ธิ รรมแหง่ ชาติ (Minister of the National Court Administration))ของเขตอ�ำนาจน้นั [การแก้ไขกรณีพเิ ศษ 9 มถิ ุนายน 2011] มาตรา 9 (อ�ำนาจมาตรการพิเศษของผูบ้ ญั ชาการกฎอัยการศกึ ) 1. ในพื้นที่บังคับใช้กฎอัยการศึกภาวะฉุกเฉิน เม่ือผู้บัญชาการกฎอัยการศึก มีความจ�ำเป็นทางทหาร สามารถใช้มาตรการพิเศษทางการจับกุม การกกั ขัง การรบิ ทรัพย์ การค้น การเขา้ พกั อาศัย การย้าย ส่ือสารมวลชน สิ่งพิมพ์เผยแพร่ การประชุม สมาคม หรือกิจกรรมหมู่ โดยในกรณีนี้ ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกจ�ำเป็นต้องแถลงการณ์ล่วงหน้าถึงเนื้อหา มาตรการนัน้ ๆ 2. ในพื้นท่ีบังคับใช้กฎอัยการศึกภาวะฉุกเฉิน ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกมี อ�ำนาจในการเกณฑ์หรือระดมพลได้ตามที่ก�ำหนดไว้ในกฎหมายและ ในกรณีท่ีจ�ำเป็น ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกมีอ�ำนาจในการสั่งสืบสวน จดทะเบยี นและหา้ มสง่ ออกสง่ิ ของท่จี ะเตรียมใชเ้ ปน็ อาวุธ 3. ในพื้นที่บังคับใช้กฎอัยการศึก กรณีท่ีไม่สามารถกระท�ำการหลีกเล่ียง ทางยทุ ธศาสตรไ์ ดน้ น้ั ผบู้ ญั ชาการกฎอยั การศกึ มอี ำ� นาจในการทำ� ลายหรอื เผาทรัพยส์ ินของประชาชนได้ ในกรณที ผี่ บู้ ญั ชาการกฎอยั การศกึ จะทำ� ลายหรอื เผาทรพั ยส์ นิ ของประชาชน ตามวรรคทส่ี าม จำ� เปน็ ตอ้ งทำ� การแจง้ หรอื แถลงการณล์ ว่ งหนา้ ถงึ ลกั ษณะจำ� เปน็ เชน่ เหตุผล พื้นที่ เป้าหมายนั้นต่อหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบต�ำแหน่งท่ีตั้งของ ทรัพย์สินนัน้ ๆ และเจา้ ของ ผู้ครอบครอง หรือผดู้ ูแลทรพั ยส์ ินนั้นๆ [การแกไ้ ขกรณพี ิเศษ 9 มถิ นุ ายน 2011]

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 429 มาตรา 9-2 (การชดเชยในการทำ� ลายหรือเผาทรัพย์สิน) 1. จ�ำเป็นต้องท�ำการชดเชยค่าสินไหมทดแทนอย่างเหมาะสมต่อความ เสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามมาตรา 9 วรรคทส่ี าม ยกเวน้ ในกรณที คี่ วามเสยี หายนน้ั เกิดข้ึนในสถานการณ์สงคราม 2. รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแห่งชาติจ�ำเป็นต้องแถลงการณ์ล่วงหน้าถึง ลักษณะจ�ำเป็นในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เช่น ระยะเวลาและ ข้ันตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยก�ำหนดระยะเวลาต้ังแต่ 10 วนั ขนึ้ ไป 3. เมอ่ื ทำ� การกำ� หนดการจา่ ยคา่ สนิ ไหมทดแทนเปน็ ทเี่ รยี บรอ้ ยแลว้ รฐั มนตรี กระทรวงกลาโหมแหง่ ชาตจิ ำ� เปน็ ตอ้ งนำ� สง่ หนงั สอื แจง้ การจา่ ยคา่ สนิ ไหม ทดแทนต่อผูร้ บั สนิ ไหมทดแทนโดยเร็วทส่ี ดุ 4. ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานของรัฐในเขตอ�ำนาจจ�ำเป็นต้องเก็บรักษาบันทึก เอกสารหลกั ฐาน เช่น รายงานการสืบสวน เอกสารยืนยนั รปู ถ่ายจ�ำเป็น เพื่อใช้เป็นส่วนในการพิจารณาค่าเสียหายที่มีผลมาจากการท�ำลายหรือ เผาทรพั ยส์ ิน 5. ลักษณะจ�ำเป็นในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่อยู่นอกเหนือลักษณะท่ี บัญญตั ใิ นกฎหมายน้ใี ห้เปน็ ไปตามการก�ำหนดในกฎประธานาธิบดี [การแก้ไขกรณีพิเศษ 9 มิถุนายน 2011] มาตรา 9-3 (เกณฑก์ ารชดเชย) 1. การชดเชยค่าเสียหายตามมาตรา 9-2 วรรคท่ีหนึ่ง จ�ำเป็นต้องจ่ายด้วย เงนิ สด โดยยกเว้นกรณที ม่ี ีข้อบังคบั พิเศษในกฎหมายอื่น 2. การคิดค�ำนวณค่าเสียหายให้เป็นไปตามเกณฑ์ของฐานภาษี ณ ขณะท่ี ทรพั ย์สินถูกท�ำให้เสียหายโดยมผี ลมาจากการท�ำลายหรือการเผา 3. ฐานภาษตี ามวรรคที่สอง ใหเ้ ปน็ ไปตามการกำ� หนดในกฎประธานาธบิ ดี [การแกไ้ ขกรณีพิเศษ 9 มถิ นุ ายน 2011] มาตรา 9-4 (การยกเวน้ การชดเชย) ในกรณที รพั ยส์ นิ ทไี่ ดร้ บั ความเสยี หายโดยมผี ลมาจากการทำ� ลายหรอื เผานน้ั เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินหรือสาธารณสมบัติ ถึงแม้ว่าจะเข้าข่ายตามมาตรา 9-2 วรรคท่หี นงึ่ แต่ถือว่าไมจ่ ำ� เปน็ ต้องท�ำการชดเชย [การแกไ้ ขกรณพี เิ ศษ 9 มิถุนายน 2011]

430 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย มาตรา 9-5 (การฝากทรัพย)์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแห่งชาติจ�ำเป็นต้องกระท�ำการน�ำฝากค่าสินไหม ทดแทนที่ศาลแขวงหรือหน่วยงานศาลในเขตอ�ำนาจตามต�ำแหน่งท่ีพักอาศัยของ ผรู้ บั คา่ สนิ ไหมทดแทน ในกรณที ไ่ี มส่ ามารถจา่ ยคา่ สนิ ไหมทดแทนตอ่ ผรู้ บั คา่ สนิ ไหม ทดแทนตามทเ่ี ขา้ ขา่ ยลกั ษณะใดลกั ษณะหน่ึงดังต่อไปนี้ 1. กรณที ีผ่ ู้รับค่าสินไหมทดแทนปฏเิ สธการรบั คา่ สนิ ไหมทดแทน 2. กรณีที่ไม่กระท�ำการตอบหนังสือแจ้งการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 9-2 วรรคท่ีสาม ภายในระยะเวลาท่ีก�ำหนดในกฎประธานาธบิ ดี มาตรา 9-6 (การส้นิ อายคุ วามของสิทธิในการเรียกร้องคา่ สินไหมทดแทน) สทิ ธใิ นการเรยี กรอ้ งคา่ สนิ ไหมทดแทนสนิ้ สดุ ความสมบรู ณข์ องอายคุ วามหาก ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ดิ ำ� เนนิ การเปน็ ระยะเวลา 5 ปตี ง้ั แตว่ นั ครบกำ� หนดของระยะเวลาแจง้ ตามมาตรา 9-2 วรรคที่สอง ยกเว้นในกรณที ีไ่ ม่รู้ข้อเทจ็ จรงิ เรอ่ื งการแจ้งให้ค�ำนวณ ตัง้ แตว่ นั ทรี่ ขู้ อ้ เทจ็ จรงิ นน้ั [การแกไ้ ขกรณพี เิ ศษ 9 มิถุนายน 2011] มาตรา 10 (อ�ำนาจศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึกภาวะฉกุ เฉิน) 1. ในพื้นที่บังคับใช้กฎอัยการศึกภาวะฉุกเฉินศาลทหารมีอ�ำนาจในการ พิจารณาพิพากษาคดีบุคคลท่ีกระท�ำความผิดอาญาตามมาตรา 14 หรือ ตามทีเ่ ขา้ ข่ายลกั ษณะใดลักษณะหนง่ึ ดังกรณีตอ่ ไปนี้ แต่ในกรณีท่ีจ�ำเป็น ผู้บัญชาการกฎอัยการศึกสามารถมอบอ�ำนาจให้ศาลท่ีอยู่ภายใต้อ�ำนาจ หน้าทที่ �ำการพจิ ารณาพพิ ากษาคดีได้ 1) ความผิดฐานกอ่ ความไมส่ งบ 2) ความผิดเกี่ยวกบั การรกุ รานของต่างประเทศ 3) ความผดิ ต่อสัมพนั ธไมตรีทางการทูต 4) ความผิดฐานมุ่งรา้ ยตอ่ ความสงบสขุ ของประชาชน 5) ความผดิ เกี่ยวกับการระเบิดท�ำลาย 6) ความผิดเก่ยี วกับการก่อความวุ่นวายตอ่ กจิ การรฐั 7) ความผิดฐานลอบวางเพลงิ 8) ความผิดเกย่ี วกบั เงินตรา 9) ความผิดฐานฆาตกรรม

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 431 10) ความผิดฐานชงิ ทรพั ย์ 11) ความผิดตามบญั ญัตใิ น [กฎหมายความมั่นคงแหง่ ชาติ] 12) ความผิดตามบญั ญัตใิ น [กฎควบคุม อาวุธปนื ดาบ วัตถรุ ะเบดิ ] 13) ความผดิ ตามกฎหมายทีบ่ ัญญัติข้ึนตามความจ�ำเปน็ ทางทหาร 2. กรณีท่ีในพ้ืนที่บังคับใช้กฎอัยการศึกไม่มีศาลหรือการจราจรระหว่าง ศาลที่อยู่ภายใต้อ�ำนาจหน้าท่ีนั้นได้รับการกีดขวาง ถึงแม้จะเข้าข่ายตาม วรรคทห่ี นงึ่ แตใ่ หศ้ าลทหารมอี ำ� นาจในการพจิ ารณาพพิ ากษาเกย่ี วกบั คดี ทัง้ หมด [การแกไ้ ขกรณพี เิ ศษ 9 มถิ นุ ายน 2011] มาตรา 11 (การยกเลกิ กฎอัยการศึก) 1. กรณที ส่ี ถานการณก์ ฎอยั การศกึ ตามมาตรา 2 วรรคทส่ี อง หรอื วรรคทส่ี าม กลับเข้าสู่สภาวะปกติหรือรัฐสภาเรียกร้องให้ท�ำการยกเลิกกฎอัยการศึก ประธานาธิบดีจ�ำเป็นต้องท�ำการยกเลิกกฎอัยการศึกและแถลงการณ์ เรื่องนี้โดยเร็วท่สี ุด 2. กรณีที่ประธานาธิบดีจะกระท�ำการยกเลิกกฎอัยการศึกตามวรรคที่หน่ึง จ�ำเป็นต้องผ่านการพจิ ารณาจากการประชมุ คณะรัฐมนตรี 3. กรณที ส่ี ถานการณก์ ฎอยั การศกึ ตามมาตรา 2 วรรคทสี่ อง หรอื วรรคทส่ี าม กลับเข้าสู่สภาวะปกติ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมแห่งชาติหรือรัฐมนตรี กระทรวงความมัน่ คงและการบรหิ ารรฐั กิจ (The Ministry of Security and Public Administration (MOSPA)) สามารถท�ำการยื่นเสนอการ ยกเลิกกฎอัยการศึกต่อประธานาธิบดีโดยผา่ นนายกรฐั มนตรีได้ [การแก้ไข 23 มีนาคม 2013] มาตรา 12 (ภาวะปกตขิ องงานส่วนการปกครอง สว่ นตุลาการ) 1. งานส่วนการปกครองและงานส่วนตุลาการท้ังหมดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตงั้ แต่วนั ท่ีประกาศยกเลิกกฎอยั การศกึ 2. เขตอำ� นาจของคดกี ารพจิ ารณาทอ่ี ยภู่ ายใตค้ วามรบั ผดิ ชอบของศาลทหาร ตามมาตรา 10 ในชว่ งระหวา่ งการบงั คับใชก้ ฎอัยการศกึ ภาวะฉุกเฉนิ นน้ั เมอ่ื มกี ารประกาศยกเลกิ กฎอยั การศกึ ภาวะฉกุ เฉนิ ใหอ้ ยภู่ ายใตศ้ าลยตุ ธิ รรม (Ordinary Court) แต่หากประธานาธิบดีพิจารณาเห็นสมควรถึงความ

432 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย จ�ำเป็น สามารถให้ศาลทหารคงอ�ำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีได้โดย มีก�ำหนด 1 เดอื น [การแก้ไขกรณีพเิ ศษ 9 มถิ ุนายน 2011] มาตรา 13 (ความค้มุ กนั จากการจบั กมุ ของสมาชิกรัฐสภา) ในช่วงระหว่างการบังคับใช้กฎอัยการศึก สมาชิกรัฐสภาได้รับการยกเว้น ในกรณเี ปน็ ผู้กระท�ำผิดกฎหมาย โดยไมถ่ ูกจบั กมุ หรอื กักขงั [การแก้ไขกรณีพิเศษ 9 มถิ ุนายน 2011] มาตรา 14 (บทก�ำหนดโทษ) 1. ผู้ใดรับค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายน้ีด้วยความเท็จหรือวิธีที่ขัดต่อ กฎหมาย หรอื ผทู้ รี่ ขู้ อ้ เทจ็ จรงิ นน้ั อยแู่ ลว้ แตก่ ระทำ� การจา่ ยคา่ สนิ ไหมทดแทน ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน แต่เมื่อ จ�ำนวนเงนิ 3 เท่าของค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเกนิ กว่า 30 ลา้ นวอน77 สามารถก�ำหนดโทษปรบั มากถึงจ�ำนวนเงนิ ที่เกินได้ 2. ผใู้ ดไมป่ ฏบิ ตั ติ ามการบญั ชาการของผบู้ ญั ชาการกฎอยั การศกึ ตามมาตรา 8 วรรคท่ีหน่ึง หรือมาตรการของผู้บัญชาการกฎอัยการศึกตามมาตรา 9 วรรคท่ีหน่ึง หรือวรรคท่ีสอง หรือฝ่าฝืนลักษณะดังกล่าวเหล่านี้ ต้องระวางโทษจ�ำคกุ ไม่เกนิ 3 ปี 3. ตอ้ งระวางโทษในการพยายามกระทำ� ผดิ ทางอาญาทบี่ ญั ญตั ใิ นวรรคทหี่ นงึ่ 4. สามารถก�ำหนดระวางโทษไดท้ ั้งโทษจ�ำคุกและโทษปรับของวรรคท่ีหนึ่ง [การแก้ไขกรณีพิเศษ 9 มิถนุ ายน 2011] 77 ประมาณ 960,307 บาทไทย (อัตราแลกเปลยี่ น ณ วนั ที่ 8 กรกฎาคม 2557) *อตั ราแลกเปลยี่ นไดท้ �ำการ อ้างอิงจาก [http://search.naver.com/search.naver?where=nexearch&query=%ED%99 %98%EC%9C%A8&sm=top_tsw&fbm=1&ie=utf8 ]

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 433 บทท่ี 7 เสรภี าพในการชมุ นมุ ของประเทศไทย การศึกษาเสรีภาพของการชุมนุมในประเทศไทย ในบทน้ีผู้วิจัยจะน�ำเสนอ ออกเปน็ 5 สว่ น คอื 1) บรบิ ททางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คมทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 2) พฒั นาการ ของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้บริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง 3) กฎหมายที่เก่ียวข้องกบั การชมุ นมุ 4) แนวโน้มในการวนิ จิ ฉยั ขององคก์ รตลุ าการ และ 5) บทสรปุ 7.1 บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ท่ีเก่ียวข้องกับการชุมนุมของ ประเทศไทย บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศไทยนั้น มีความสัมพันธ์ เกย่ี วเนอ่ื งกบั การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ของกลมุ่ คนตา่ งๆ เปน็ อยา่ งมาก ทง้ั ในแงข่ อง การเปน็ เงอื่ นไขสำ� คญั ในการเปดิ โอกาสประชาชนหรอื กลมุ่ คนตา่ งๆ ในสงั คมสามารถ แสดงออกทางการเมืองได้ ในยุคที่การเมืองการปกครองของไทยถูกปกครอง ด้วยระบบเผด็จการทหาร ประชาชนไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้โดยการ ชุมนุม หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง ในยุคที่การเมืองการปกครองของไทย มรี ฐั บาลพลเรอื นบรหิ ารประเทศ การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ เปน็ ไปอยา่ งกวา้ งขวาง ในหลายระดับ ในหลายพ้ืนท่ี ไม่มีการห้ามแสดงออกทางการเมืองใดๆ นอกจากน้ี การใช้เสรีภาพในการชุมนุมในแต่ละคร้ังเป็นผลให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง ของกลุม่ ทางสังคมที่เคล่ือนไหว แต่ในช่วง 10 ปที ผ่ี ่านมานี้ บรบิ ททางการเมอื งเป็น ปัจจยั ทีส่ ำ� คัญท่ที �ำให้เกดิ ปัญหาทางการเมอื งบอ่ ยครั้ง และทำ� ให้เกิดการใชเ้ สรีภาพ ในการชมุ นมุ อยา่ งมาก และมีการพัฒนารปู แบบ เทคนคิ วธิ กี าร ในการชมุ นมุ อย่าง หลากหลาย จนท�ำให้มผี เู้ ข้าร่วมชมุ นมุ เปน็ จำ� นวนมาก ตอ่ เน่ือง ยาวนาน นอกจากบริบททางการเมืองที่เป็นเง่ือนไขหนึ่งของการใช้เสรีภาพในการ ชุมนุมแล้ว บริบททางเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยส�ำคัญในการกระตุ้นให้ประชาชน กลมุ่ ทางสังคมตา่ งๆ ตอ้ งออกมาชุมนุมเรยี กรอ้ งเพื่อให้ช่วยเหลอื เยยี วยาผลกระทบ ท่ีเกิดจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งปัญหาราคาพืชผลทาง การเกษตร ปัญหาการก่อสร้างเข่ือน อ่างเก็บน�้ำขนาดใหญ่ ปัญหาค่าแรงข้ันต�่ำ สวสั ดิการของแรงงาน ปญั หาเรือ่ งทดี่ ินท�ำกนิ เปน็ ต้น โดยประสบความส�ำเรจ็ บา้ ง ไม่ประสบความส�ำเรจ็ บา้ ง แล้วแต่กรณๆี ไป

434 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย เพอื่ ใหเ้ ปน็ ภาพของบรบิ ททางเศรษฐกจิ สงั คมการเมอื งทเี่ กยี่ วเนอื่ งกบั การใช้ เสรภี าพในการชมุ นุมให้ชัดเจนมากขน้ึ จงึ ขอแบ่งหวั ข้อในการอธิบายเปน็ 2 หวั ข้อ คือ 1. บริบททางการเมอื ง 2. บรบิ ททางเศรษฐกจิ โดยมรี ายละเอียดดงั ตอ่ ไปน้ี 7.1.1 บริบททางการเมอื งไทย แมว้ า่ ประเทศไทยจะเปลยี่ นแปลงระบอบการปกครองจากสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ท่ีมีกษัตริย์เป็นผู้ทรงอ�ำนาจสูงสุด มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็น ผมู้ อี ำ� นาจสงู สดุ ตงั้ แต่ พ.ศ. 2475 แตอ่ ำ� นาจทแี่ ทจ้ รงิ กย็ งั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ปี่ ระชาชน แตอ่ ยู่ กบั ชนชน้ั นำ� ของประเทศ โดยกนกศกั ดิ์ ชใี้ หเ้ หน็ วา่ การเปลย่ี นแปลงการปกครองไมไ่ ด้ กอ่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงอยา่ งมากตอ่ ชวี ติ ทางการเมอื งของประชาชนสว่ นใหญข่ อง ประเทศ อีกทั้งยังถูกกดี กันออกไปจากการมีสว่ นร่วมทางการเมืองอกี ดว้ ย1 โดยการ เกดิ รฐั ประหารบอ่ ยครง้ั มกี ารแยง่ ชงิ อำ� นาจกนั แตใ่ นระดบั บน โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ ประชาชน ทีเ่ ป็นเจ้าของอ�ำนาจอธปิ ไตย บริบททางการเมืองในช่วง 25 ปี หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นช่วงท่ีระบอบประชาธิปไตยก�ำลังสถาปนาลงสู่สังคมการเมืองไทย และเป็นช่วง ของการแยง่ ชิงอ�ำนาจกันระหวา่ งชนชนั้ น�ำของไทย โดยมรี ฐั ธรรมนูญใช้รวม 6 ฉบบั ถ้าไมน่ บั รวมรัฐธรรมนญู ฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ที่มอี ายุยาวทส่ี ุด 14 ปีแลว้ แตล่ ะฉบบั มีอายุเพยี ง 2 ปเี ศษ เทา่ นนั้ นอกจากนม้ี ีรฐั บาลมากถงึ 26 ชดุ ซงึ่ หาก ยกเว้นชุดท่ี 4-10 ต่อเนื่องกันของรัฐบาลชุดพันเอกพระยาพหลหยุหเสนา และ จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม รวมกว่า 10 ปีแลว้ รฐั บาลแต่ละชุดมเี วลาในการบรหิ าร ประเทศเพียง 9 เดือนเศษ เทา่ น้นั อีกทัง้ ในช่วงเวลาดงั กลา่ วได้เกิดเหตกุ ารณก์ บฏ และรฐั ประหารอยา่ งนอ้ ยถงึ 12 ครงั้ 2 โดยในสมยั จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม มกี ารเมอื ง การปกครองทแ่ี ตกตา่ งอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั คอื การทม่ี ผี นู้ ำ� ทเี่ ขม้ แขง็ และดำ� เนนิ นโยบาย ชาตินิยมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทางด้านทางการเมือง ได้มีการปลุกระดมค่านิยมความรักชาติ มีการประกาศสงครามกับประเทศฝร่ังเศส และยกกองกำ� ลงั ทหารเขา้ ยดึ ดนิ แดนลาวและกมั พชู า สว่ นทางดา้ นเศรษฐกจิ รฐั บาล 1 กนกศักดิ์ แกว้ เทพ, “การต่อส้ขู องชาวนาไทย ปี 2516-2519 สหพนั ธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” ใน เสน้ ทางชาวนาไทย ร�ำลึก 25 ปี สหพนั ธ์ชาวนาชาวไรแ่ ห่งประเทศไทย, นฤมล ทับจุมพล, นิตริ ตั น์ ทรัพยส์ มบรู ณ์, บรรณาธิการ (กรงุ เทพฯ: มูลนธิ ิเด็ก, 2542), หนา้ 26-27. 2 เสน่ห์ จามริก, การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนญู , (กรุงเทพ: โรงพมิ พ์เรือนแก้ว, 2549), หน้า 121.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 435 ได้เวนคืนธุรกิจและอุตสาหกรรมจ�ำนวนมากมาเป็นของรัฐ ส่วนทางด้านวัฒนธรรม รฐั บาลมุง่ เนน้ ปรับปรุงวฒั นธรรมและประเพณตี ่างๆ ของไทย3 ต่อมาบริบทการเมืองไทยในช่วง พ.ศ. 2500-2516 เป็นช่วงที่ถูกปกครอง ด้วยอ�ำนาจเผด็จการเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญที่มี การเลอื กตงั้ และมพี รรคการเมอื งมาสลบั อยบู่ า้ งช่วงส้นั ๆ ระหวา่ ง พ.ศ. 2512-2514 เทา่ นัน้ โดยการปกครองดว้ ยอำ� นาจเผด็จการในช่วง 16 ปนี ี้ อยูภ่ ายใต้อ�ำนาจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กติ ตขิ จร โดยในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นช่วงท่ีรัฐบาลมีเสถียรภาพมาก ผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หรือ วพิ ากษว์ จิ ารณร์ ฐั บาลถกู ปราบปรามอยา่ งรนุ แรง อำ� นาจรฐั ทกุ ดา้ นถกู รวมศนู ยอ์ ยทู่ ี่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ แตเ่ พียงผู้เดยี ว ท�ำให้การด�ำเนนิ งานพฒั นาด้านตา่ งๆ ตาม นโยบายรฐั บาลเปน็ ไปอยา่ งคลอ่ งตวั ซงึ่ ไดร้ บั การสนบั สนนุ ทางการเงนิ จากสหรฐั อเมรกิ า เพอ่ื ใหเ้ รง่ พฒั นาประเทศ เพอ่ื ใหป้ ระเทศไทยเปน็ ปราการในการสกดั กนั้ อทิ ธพิ ลของ ลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตภ์ ายในภมู ภิ าค โดยเนน้ การพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐาน เชน่ ถนน เขอื่ น ขนาดใหญ่ สถาบนั อุดมศึกษาในสว่ นภมู ิภาค และโครงการอน่ื ๆ อีกมากมาย4 ภายหลงั การถงึ แกอ่ สญั กรรมของจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม กติ ตขิ จร กไ็ ด้ สืบทอดโครงการต่างๆ ที่จอมพลสฤษด์ิ ได้ริเริ่มไว้ และได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511 โดยจดั ใหม้ กี ารเลอื กตงั้ และพรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม ไดร้ บั เลอื กตงั้ เขา้ มามากทส่ี ดุ จงึ ทำ� ใหไ้ ดร้ บั ตำ� แหนง่ นายกรฐั มนตรี ตอ่ ไป แตใ่ นสถานการณทางเศรษฐกจิ กลบั ยำ่� แยล่ งเรอื่ ยๆ ประเทศขาดดลุ งบประมาณ เปน็ จำ� นวนมาก จงึ เกดิ การโจมตรี ฐั บาลโดยนกั การเมอื งฝา่ ยคา้ นและประชาชนทว่ั ไป จอมพลถนอมจงึ ทำ� รฐั ประหารตนเอง แตก่ ไ็ มส่ ามารถปราบปรามกลมุ่ ฝา่ ยตรงขา้ มได้ เช่นสมัยจอมพลสฤษดิ์ ในขณะท่ีประเทศก็ถูกภัยคอมมิวนิสต์เข้าคุกคามด้วย ประกอบกับเป็นช่วงท่ีขบวนการนิสิตนักศึกษาภายใต้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่ง ประเทศไทยเกดิ ขน้ึ และมพี ลงั ในการขบั เคลอื่ นสงั คม โดยสงั คมเรม่ิ ไมย่ อมรบั อำ� นาจ เผดจ็ การทหาร จงึ กอ่ ใหเ้ กิดเหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 ในเวลาต่อมา5 3 ลิขิต ธีรเวคิน, วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547), หน้า 60. 4 โกวทิ วงศส์ รุ วฒั น,์ การเมืองการปกครองไทย: หลายมิต,ิ (กรุงเทพฯ: โครงการรัฐศาสตร์ศกึ ษา ภาควิชา รฐั ศาสตร์และรฐั ประศาสนศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2553), หน้า 78. 5 เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา้ 79.

436 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย โดย ลิขิต ธีรเวคินได้สรุประบอบเผด็จการทหารว่า ภายใต้ระบบนี้อ�ำนาจ ทางการเมืองน้ันผูกขาดโดยหัวหน้าคณะปฏิวัติ ซึ่งต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษด์ิ ไดอ้ ำ� นาจอยา่ งเดด็ ขาดโดยการไดอ้ ำ� นาจจากมาตรา 17 ของธรรมนญู การปกครองแหง่ ราชอาณาจกั ร ทำ� ใหน้ ายกรฐั มนตรสี ามารถใชม้ าตรการเดด็ ขาด เชน่ การสงั่ ประหารผูต้ ้องหา เช่น นกั วางเพลิง นักค้ายาเสพติด ผู้ตอ้ งสงสัยคอมมิวนิสต์ ไดท้ นั ที ไมม่ กี ารเลอื กตง้ั ในระบบนี้ ไมม่ กี ารประกนั สทิ ธมิ นษุ ยชน บคุ คลอาจถกู กกั ขงั ในข้อหาอันธพาล โดยยดึ หลกั ความสงบสขุ และการพัฒนาแห่งชาต6ิ ภายหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนถึง เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ประเทศไทยมบี รรยากาศทางการเมอื งทเ่ี ปน็ ประชาธปิ ไตยมาก การชมุ นมุ ประท้วงเกิดขึ้นบ่อยคร้ังโดยคนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งในช่วงระบอบเผด็จการทหาร ไมส่ ามารถใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ได้ ถกู ปราบปรามอยา่ งรนุ แรง เรยี กไดว้ า่ หลงั จาก 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เป็นการปลดปล่อยความตึงเครยี ดทางการเมืองท่ีสะสมไว้ อย่างหนักของกลมุ่ ต่างๆ เชน่ นกั ศกึ ษา แรงงาน ชาวนาชาวไร่ เป็นตน้ อยา่ งไรก็ตาม ภายใต้กระแสท่ีคนเรียกกันว่าภัยคอมมิวนิสต์ท�ำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การเผชญิ หนา้ กนั ของกลมุ่ ขวาจดั และกลมุ่ ซา้ ยจดั อยา่ งรนุ แรง จนท�ำให้นักศึกษาประชาชน ถูกยิงกราดเข้าไปในท่ีชุมนุมภายในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ บาดเจ็บล้มตายเป็นจ�ำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้น ท�ำให้ประชาชน นักศึกษาต้องหนีเข้าปา่ ไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมวิ นสิ ตเ์ ปน็ จำ� นวนมาก บรบิ ทการเมอื งของไทยในชว่ ง พ.ศ. 2519-2531 ถกู เรยี กกนั วา่ ประชาธปิ ไตย ครึ่งใบ เน่ืองจากว่าแม้ว่าประเทศจะมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง แต่ก็ถูกครอบง�ำด้วยอิทธิพลของทหารตลอด โดยลิขิต ได้ให้ค�ำนิยามของค�ำว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบไว้ว่า เป็นอุบายของรัฐบาลที่ครองอ�ำนาจอยู่โดยก�ำหนดใน รัฐธรรมนูญเพื่อที่จะอยู่ครองอ�ำนาจต่อไปให้นานที่สุด โดยมีการก�ำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีไม่ต้องผ่านการรับเลือกต้ังเป็น ส.ส. กับข้าราชการ ประจ�ำสามารถด�ำรงต�ำแหน่งประจ�ำและต�ำแหน่งทางการเมืองในเวลาเดียวกันได้ ซงึ่ ขอ้ กำ� หนดดังกลา่ ว ลิขติ ถอื วา่ ระบบแบบน้สี ะทอ้ นให้เห็นถงึ การเมืองในลักษณะ ของความเป็นจริง โดยการผสมของเก่าคือทหารและข้าราชการพลเรือนเข้ากับ ของใหม่คอื การเลือกตัง้ รฐั ธรรมนูญ พรรคการเมอื ง โดยระบบประชาธปิ ไตยแบบ 6 ลิขติ ธีรเวคนิ , วิวฒั นาการการเมอื งการปกครองไทย, หนา้ 225.

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 437 ครึ่งใบ ดังกล่าวได้ท�ำให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี ซ่ึงไม่จ�ำเป็นต้องลงไปแข่งกับ คนอ่ืนในการเลือกต้ังทั่วไป เช่น การเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ หรือการเปน็ นายกรฐั มนตรีของพลเอกเปรม ติณสลู านนท์ บคุ คลทั้งสอง ตา่ งเปน็ ทหาร อนั เขา้ กบั วฒั นธรรมและคา่ นยิ มเกา่ ของสงั คมไทย โดยการมผี มู้ อี ำ� นาจ มาครองตำ� แหนง่ และบคุ คลเหลา่ นก้ี ไ็ ดอ้ ำ� นาจมาจากการไดร้ บั เชญิ นอกจากตำ� แหนง่ นายกรัฐมนตรีแล้ว ต�ำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ส่วนใหญ่เป็นนายทหารท่ีได้รับการ แตง่ ตงั้ เพอ่ื เปน็ การแบง่ อำ� นาจและเพอ่ื เอาใจกลมุ่ คนหลายกลมุ่ ทตี่ อ้ งการอำ� นาจและ ศักดิ์ศรีในสังคมไทย รวมไปถึงการให้รางวัลทางการเมืองเพ่ือซ้ือตัวพวกที่อาจจะ ก่อให้เกดิ ปญั หาทางการเมืองกับรฐั บาล ซึ่งลักษณะทง้ั หมดทกี่ ลา่ วมา ลิขิต สรปุ ไว้ อย่างน่าสนใจว่าเป็นการจัดการท่ีเหมาะเจาะซึ่งท�ำให้พวกท่ีมีอ�ำนาจมาก่อนคือ ข้าราชการพลเรือนและทหาร และพวกมีอ�ำนาจใหม่ คือ กลุ่มอ�ำนาจต่างๆ ท่ีข้นึ มาใหม7่ ระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบสิ้นสุดลง หลังจากการที่พลเอกเปรม ปฏิเสธที่จะรับต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2531 พลตรชี าตชิ าย ชณุ หะวนั หวั หนา้ พรรคชาตไิ ทยไดข้ น้ึ ดำ� รงตำ� แหนง่ นายกรฐั มนตรแี ทน ซง่ึ เปน็ นายกรฐั มนตรที ม่ี าจากการเลอื กตง้ั ของประชาชนภายใตร้ ะบอบประชาธปิ ไตย เปน็ ครงั้ แรกในรอบ 12 ปี คณะรฐั มนตรสี ่วนใหญย่ งั คงมาจากคณะรฐั มนตรีชุดเดิม ของพลเอกเปรมอยู่ แตส่ ิง่ ท่แี ตกต่างกันออกไปจากเดิมคอื พรรคการเมืองเรม่ิ เข้ามา มบี ทบาทในการกำ� หนดนโยบายและบรหิ ารประเทศ อยา่ งไรกต็ าม รฐั บาลยงั คงบรหิ าร ประเทศภายใตร้ ฐั ธรรมนญู แบบประชาธปิ ไตยแบบครง่ึ ใบอยู่ จงึ ทำ� ใหท้ หารในฐานะ ที่เป็นกลุ่มอ�ำนาจเก่าพยายามสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา ทั้งจากการ วพิ ากษว์ จิ ารณ์ การกดดันผ่านวฒุ สิ มาชกิ สายทหาร8 กระทั่งในวันที่ 23 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติท่ีมี พลเอกสนุ ทร คงสมพงษ์ ผบู้ ัญชาการทหารสงู สุดเป็นผูน้ �ำ ร่วมกับผบู้ ญั ชาการทหาร ทั้ง 3 เหล่าทัพ รวมถึงอธิบดีกรมต�ำรวจ โดยอ้างว่ารัฐบาลคอร์รัปช่ันแสวงหา ผลประโยชนใ์ หต้ นเอง รัฐบาลเป็นเผด็จการรฐั สภา ทำ� ลายสถาบนั ทหาร บิดเบือน คดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเชิญนายอานันท์ ปัญยารชุน มาเป็น 7 เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ 218-219. 8 หาญณรงค์ ฉำ�่ ทรพั ย,์ “เศรษฐกจิ การเมอื งวา่ ดว้ ยขบวนการแรงงานไทย” (สารนพิ นธร์ ฐั ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการปกครอง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2537), หนา้ 134.

438 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรฐั มนตรี ชว่ งต้นเดอื นมนี าคม หลงั จากนน้ั กม็ กี ารรา่ งรัฐธรรมนญู แลว้ เสรจ็ ใน ปเี ดยี วกนั และกำ� หนดใหม้ กี ารเลอื กตง้ั ทวั่ ไปในวนั ที่ 22 มนี าคม พ.ศ. 2535 ภายหลงั การเลือกตั้งพรรคสามัคคีธรรมเป็นแกนน�ำจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายณรงค์ วงศ์วรรณ หวั หนา้ พรรค แตไ่ มส่ ามารถเปน็ นายกรฐั มนตรไี ดด้ ว้ ยเหตมุ รี ายชอื่ อยใู่ นบญั ชดี ำ� ของ ทางการสหรฐั อเมรกิ า ทีม่ คี วามใกลช้ ิดกับพอ่ คา้ ยาเสพตดิ ด้วยเหตุดังกลา่ ว พรรค ร่วมรฐั บาลจงึ รว่ มกันเชญิ พลเอกสจุ นิ ดา คราประยรู ขน้ึ เป็นนายกรฐั มนตรี จงึ เปน็ เหตใุ หเ้ กิดเหตุการณพ์ ฤษภาทมิฬในเวลาต่อมา9 บรบิ ททางการเมืองหลงั พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ประภาส ปิน่ ตบแต่งได้ช้ีให้ เหน็ ว่า ในขณะท่รี ะบบการเมอื งปกติ คือ ประชาธปิ ไตยแบบตัวแทน และกลไกปกติ ของระบบราชการ ไม่สามารถตอบสนองการเข้าถึงทรัพยากรของสังคมและ การปกป้องวิถีชีวิตปกติของชุมชนท้องถ่ิน10 เน่ืองจากว่าระบบการเมืองปกติท�ำให้ ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ถกู กนั ออกไปจากกระบวนการมสี ว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจ การมสี ว่ นรว่ ม ท่ีอาศัยช่องทางส�ำคัญผ่านกระบวนการเลือกต้ังเป็นเพียงมายาภาพหรือเป็นการ บังคับให้ยอมจ�ำนน หรือเป็นหลุมพรางท่ีบอกว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมแล้ว ประชาธปิ ไตยแบบตวั แทนของสงั คมไทยจงึ มขี อ้ จำ� กดั ไมส่ ามารถรองรบั การเขา้ มามี สว่ นร่วมทา่ มกลางความขัดแยง้ ทีเ่ กดิ ขนึ้ ระหวา่ งภาครัฐ ภาคธุรกิจกบั ชมุ ชนทอ้ งถ่ิน จากข้อจ�ำกัดดังกล่าว จึงเป็นเง่ือนไขที่มีความจ�ำเป็นให้เกิดการรวมกลุ่มกันเพ่ือใช้ เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ผลักดันให้รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เหน็ ปัญหาท่เี กดิ ขน้ึ และช่วยเหลอื เยยี วยาปญั หาได้ บรบิ ททางการเมอื งหลงั จากมรี ฐั ธรรมนญู ฉบบั ประชาชน พ.ศ. 2540 สถาบนั ทางการเมืองไทยล้วนมีความสัมพันธ์กับการเลือกต้ังมากขึ้น ท่ีเห็นได้เด่นชัดคือ การเลือกต้ังสมาชิกวุฒิสภาท่ีแต่เดิมมีที่มาจากการแต่งตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 กำ� หนดให้มาจากการเลอื กตั้งโดยตรงตามเขตจังหวัด นอกจากน้สี มาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรสว่ นหนงึ่ มาจากการเลอื กตงั้ แบบบญั ชรี ายชอ่ื โดยมพี รรคการเมอื ง แต่ละพรรคเสนอบัญชีรายช่ือไว้ตามล�ำดับ โดยให้ประชาชนเลือกพรรคการเมือง นอกเหนอื จากการเลอื กตง้ั แบบแบง่ เขต การเลอื กตงั้ แบบเขตเดยี วเบอรเ์ ดยี ว ดว้ ยการ ออกแบบสถาบนั การเมืองตามรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ทำ� ให้เกดิ พรรคการเมอื ง 9 โกวิท วงศ์สรุ วฒั น์, การเมอื งการปกครองไทย: หลายมิต,ิ หนา้ 88-91. 10 ประภาส ปิ่นตบแต่ง, “การเมืองของขบวนการชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย” (วิทยานิพนธ์ รัฐศาสตรด์ ุษฎบี ัณฑิต บณั ฑติ วิทยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2540), หน้า 125-126.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 439 ขนาดใหญข่ นึ้ มา โดยพรรคไทยรกั ไทยเปน็ พรรคทไี่ ดค้ ะแนนความนยิ มจากประชาชน เปน็ จำ� นวนมากอยา่ งทไ่ี มเ่ คยมมี ากอ่ น โดยใน พ.ศ. 2548 พรรคไทยรกั ไทยไดจ้ ำ� นวน สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจำ� นวน 377 จาก 500 คน หรอื กวา่ รอ้ ยละ 75 ไดเ้ ปน็ แกนนำ� จัดต้ังรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการแผ่นด้วยโดยพรรคการเมือง ขนาดใหญ่พรรคน้ี ก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดข้ึน เช่น การฆ่า ตดั ตอนผคู้ า้ ยาเสพตดิ กว่า 3,000 คน กรณีการใชค้ วามรนุ แรงท่มี ัสยดิ กรือเซะ และ ทต่ี ากใบ เปน็ ต้น นอกจากนย้ี ังเกดิ ขอ้ กล่าวหาวา่ คอรร์ ัปชน่ั ในหลายๆ กรณีอีกดว้ ย บรบิ ททางการเมอื งของไทยในชว่ งนี้ เกดิ ปญั หาในหลายๆ ดา้ น ทงั้ การเขา้ มามี บทบาททางการเมืองของทหารตั้งแต่การรัฐประหารใน 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เปน็ ตน้ มา ประชาชนไมม่ เี สรภี าพในการชมุ นมุ เนอื่ งจากมกี ารปกครองโดยคณะมนตรี ความมนั่ คงแหง่ ชาติ มอี ำ� นาจทสี่ ำ� คญั คอื เปน็ ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ แตง่ ตง้ั และถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภาและรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชกิ สมัชชาแหง่ ชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยงั สามารถ ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้ด้วย โดยท�ำหน้าที่เป็นระยะเวลา ประมาณ 1 ปี 4 เดอื น ตลอดเวลาดงั กลา่ วมกี ารหา้ มการใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ดว้ ย หลังจากน้ันบทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ มีมากขึ้น ทั้งการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมชั ฌมิ าธปิ ไตย โดยตัดสิทธทิ างการเมอื งของกรรมการบรหิ ารพรรคด้วย 5 ปี การตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นต�ำแหน่งนายรัฐมนตรี ด้วยเหตุของการจัด รายการท�ำอาหาร ชิมไปบ่นไป และค�ำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกหลายคร้ัง ทมี่ คี ำ� ครหาว่าไม่เปน็ กลางทางการเมือง 7.1.2 บริบททางเศรษฐกิจ ทางด้านบริบททางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยส�ำคัญท่ีผลักดันให้กลุ่มบุคคลต่างๆ ตอ้ งใชเ้ สรภี าพในการชมุ นุม เรยี กรอ้ งแกไ้ ขปัญหาอนั เป็นผลกระทบจากการพัฒนา ประเทศ โดยรัฐมีทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุ่งการสร้างความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกจิ โดยการสง่ เสรมิ การปลกู พชื เชงิ เดยี่ วเพอื่ การสง่ ออก และสง่ เสรมิ อตุ สาหกรรม ทดแทนการน�ำเข้า รวมถึงรัฐได้เลือกใช้นโยบายร่วมมือกับทุนเป็นมาตรการในการ แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่เน้นบทบาทและระดมความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ เขา้ รว่ มในการปรบั โครงสรา้ งเศรษฐกจิ และยงั มกี ารสง่ เสรมิ การลงทนุ ในรปู แบบตา่ งๆ การสร้างโครงสร้างพ้ืนฐานซ่ึงเป็นสาธารณูปโภคส�ำหรับอุตสาหกรรม จึงท�ำให้เกิด

440 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างมากทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากประเทศญ่ีปุ่น11 ซึ่งนโยบายต่างๆ เหล่าน้ีส่งผลให้เกิดการ เปลยี่ นการใชท้ รพั ยากรและนำ� มาซง่ึ ความขดั แยง้ ระหวา่ งประชาชนกบั หนว่ ยงานรฐั เกดิ ขึน้ อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ประภาส ปน่ิ ตบแต่ง ชี้ให้เหน็ ว่า บริบททางเศรษฐกิจในช่วงหลงั พ.ศ. 2520 มีการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐในทศวรรษที่ 20 เป็นสาเหตขุ องความขดั แยง้ ใหมท่ เี่ กิดข้ึนในชนบทหรอื ชมุ ชนทอ้ งถ่ิน ซึง่ จากเดมิ รฐั เพียงแค่เข้าไปส่งเสริมให้ชาวบ้านขยายพ้ืนที่การผลิตพืชเศรษฐกิจเพ่ือการส่งออก โดยเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถ่ินบุกเบิกท่ีดินในเขตป่าเพื่อปลูกมันส�ำปะหลัง ปอ ออ้ ย แตภ่ ายหลงั ทา่ มกลางการสะสมทนุ ในยทุ ธศาสตรใ์ หมท่ ปี่ ระเทศมนี โยบายและ โครงการพัฒนาของรัฐและภาคธุรกิจได้เข้าไปแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ท้องถ่ินที่เคยใช้อยู่แต่เดิมเพ่ือน�ำมาใช้เป็นวัตถุดิบแก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ไมย้ ูคาลิปตัส และอตุ สาหกรรมการเกษตร สืบเน่อื งจากยุทธศาสตรด์ ังกลา่ วภาครฐั และภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ได้เข้าไปท�ำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม อันเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชนท้องถ่ิน ซึ่งเป็นแหล่งพ่ึงพิงในการด�ำรงชีวิตของ ชมุ ชมทอ้ งถิ่นที่สำ� คญั 12 จึงท�ำให้เกิดกล่มุ ประชาชนในหลายพ้ืนท่ีที่ได้รบั ผลกระทบ จากนโยบายดงั กลา่ ว เขา้ มาใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ สาธารณะเพอื่ เรยี กรอ้ งใหร้ ฐั บาล เยียวยาหรือแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ในชว่ งหลัง พ.ศ. 2530 เป็นตน้ มา และรวมตัวกันเป็น สมชั ชาคนจนในเวลาต่อมา ทงั้ น้ี รฐั ยงั ไดพ้ ฒั นาประเทศโดยเชอ่ื มโยงกบั ระบบเศรษฐกจิ โลกทำ� ใหผ้ ลผลติ ทางการเกษตรบางอย่างกลายเป็นสนิ คา้ เชน่ ขา้ ว อ้อย เป็นตน้ และกลายเปน็ ท่มี า ของรายได้ท�ำให้ชาวนาชาวไร่ต้องขยายพื้นที่ทางการเกษตร บางรายกู้หน้ียืมสินมา เมอื่ ราคาผนั ผวนหรอื สภาพภมู อิ ากาศแปรปรวนทำ� ใหช้ าวนาชาวไรไ่ มส่ ามารถใชค้ นื เงนิ ทกี่ ยู้ มื ไดท้ ำ� ใหส้ ญู เสยี ทด่ี นิ ลงไป นอกจากนน้ี โยบายการพฒั นาอตุ สาหกรรมทำ� ให้ เกิดการโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรมาสู่ภาคอุตสาหกรรมเพ่ิมมากข้ึน จ�ำนวน กรรมกรก็เพิ่มมากข้ึนตามและยังให้สิทธิพิเศษแก่ภาคอุตสาหกรรมหลายประการ แต่ไม่มีนโยบายด้านสิทธิแรงงานเพื่อลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม อันเป็นผลให้ กรรมกรเกดิ ความเดอื ดร้อนท้ังสภาพการจ้าง คา่ จ้างขน้ั ตำ�่ 11 เร่อื งเดียวกัน, หนา้ 90–91. 12 เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ 115-116

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 441 นอกจากบริบททางเศรษฐกิจในภาพรวมดังท่ีกล่าวไปแล้ว เอกพล เสียงดัง ยงั ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ปญั หาความเดอื ดรอ้ น ทขี่ บวนการคนจนฯ เผชญิ อยู่ แบง่ ตามลกั ษณะ พื้นที่ปัญหาทางกายภาพ ได้เป็น 2 ส่วน คือ 1) ปัญหาของขบวนการคนจนฯ ในชนบท อาทเิ ชน่ การอนรุ กั ษธ์ รรมชาตกิ บั การพฒั นาพนื้ ทป่ี า่ เพอื่ ความมน่ั คงของชาติ ดว้ ยการจดั โครงการสง่ เสรมิ การปลกู ปา่ โครงการจดั สรรทดี่ นิ ทำ� กนิ ในพนื้ ทปี่ า่ สงวน เสอ่ื มโทรม (คจก.) โครงการอสี านเขยี ว โครงการกอ่ สรา้ งโครงสรา้ งพนื้ ฐานของรฐั ฯลฯ การแย่งชิงสิทธิในการครอบครองที่ดินระหวา่ งชาวบา้ นกับนายทุน ความขดั แย้งใน การจดั สรรทรพั ยากรนำ�้ และการสง่ เสรมิ การปลกู พชื เชงิ พาณชิ ย์เปน็ ตน้ และ2)ปญั หา ของขบวนการคนจนฯ ในเมือง13 ดังเช่น การขาดแคลนท่ีอยู่อาศยั การกดขี่แรงงาน ปญั หาค่าจา้ งและสวสั ดิการแรงงาน ฯลฯ โดยเอกพล ยงั ไดว้ เิ คราะหว์ า่ ปญั หาทกี่ ลา่ วถงึ ขา้ งตน้ มสี าเหตสุ ว่ นใหญเ่ กดิ ขนึ้ จากการดำ� เนนิ นโยบายของรฐั ตามแนวทางการบรหิ ารจดั การอำ� นาจ แบบรฐั รวมศนู ย์ (centralization) ที่มุ่งพัฒนาประเทศ ไปสู่ระบบทุนนิยม ด้วยการมองว่าสภาวะ ดง้ั เดมิ ตามธรรมชาติ เปน็ ความปา่ เถอ่ื นและลา้ หลงั ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งเปลยี่ นแปลงสภาวะ ดงั กล่าว ด้วยการพฒั นาใหเ้ ป็นสงั คมเมือง (urbanization) และสงั คมอตุ สาหกรรม (industrialization) ท�ำให้วิถีชีวิตของชาวบ้าน ท้ังชนบทและเมืองแปรเปลี่ยนไป จากเดมิ นับวันชาวบ้านมแี ตจ่ ะหา่ งออกจากสภาวะตามธรรมชาติด้ังเดิม ไปเร่อื ยๆ จนกระทงั่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความลกั ลนั่ ระหวา่ งชนบทกบั เมอื ง กลา่ วคอื รฐั ไดข้ ดู รดี ทรพั ยากร ทมี่ อี ยใู่ นชนบท เขา้ มาสเู่ มอื ง ทงั้ ทรพั ยากรธรรมชาติ (สง่ิ แวดลอ้ มตามธรรมชาติ เชน่ ดนิ ปา่ ไม้ นำ้� ฯลฯ) และทรพั ยากรมนษุ ย์ (ชาวบา้ นในชนบท พากนั อพยพเขา้ มาหางาน ทำ� ในเมอื ง) จนกระทงั่ กลายเปน็ ปญั หาใหญ่ ที่ขบวนการคนจนฯ จะตอ้ งเรียกรอ้ งให้ รัฐรับผดิ ชอบตอ่ ความผิดพลาดทีเ่ กดิ ขน้ึ 7.2 พัฒนาการของการใช้เสรีภาพในการชุมนุมภายใต้บริบททางเศรษฐกิจ สังคมการเมอื ง แม้ว่าประเทศไทยมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ าเปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย ในวนั ที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 ก็ตาม เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนในความเป็นจริงก็ยังมิได้เกิดขึ้นทันที 13 เอกพล เสยี งดงั , “ผลสะเทอื นจากการตอ่ ส้ขู องขบวนการคนจนและคนด้อยอำ� นาจในสงั คมไทยตง้ั แต่ ปี 2531-2549” (วทิ ยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาชาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2550), หนา้ 89.

442 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย แต่มีพัฒนาการมาตลอดระยะเวลา 80 ปี ผา่ นความยากล�ำบาก ทั้งถูกจบั กุม คมุ ขัง คุกคาม ลอ้ มปราบ ลอบยิง ประหารชวี ติ ฯลฯ และผา่ นความสำ� เรจ็ ทัง้ ลม้ รฐั บาล ยบุ สภา ยกเลกิ โครงการ แกไ้ ขความเดือดร้อน ฯลฯ จนกระทงั่ ในปัจจบุ ันสามารถ เหน็ ภาพขา่ วของการชมุ นมุ ไดไ้ มเ่ วน้ แตล่ ะวนั เพอื่ ใหเ้ หน็ ภาพรวมของการใชเ้ สรภี าพ ในการชุมนุมของกลุ่มประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสามารถอธิบายเป็นช่วง ระยะเวลาเปน็ สามชว่ งดงั ตอ่ ไปนี้ 7.2.1 ชว่ งที่ 1 พ.ศ. 2516-2530 : นักศกึ ษา ชาวนา กรรมกร 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 ถึงยุคประชาธปิ ไตยคร่ึงใบ แม้จะเปล่ียนมาสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ยังไม่ปรากฏการชุมนุมมากนัก ในระยะแรก การชุมนุมมาปรากฏชัดในช่วง พ.ศ. 2516-2519 การใช้เสรีภาพใน การชมุ นมุ ของกลมุ่ ประชาชนไทยในชว่ งเวลาน้ี พบว่า ในภาพรวมมจี �ำนวนคร้งั ของ การชมุ นุมถือได้วา่ เป็นจ�ำนวนน้อยทีส่ ดุ จากสามชว่ งท่ผี เู้ ขยี นได้แบง่ ไว้ แมว้ ่าจะเป็น ช่วงเวลาท่ยี าวนานทสี่ ุดก็ตามถงึ 55 ปี อยา่ งไรกต็ าม ใน 55 ปี ดังกลา่ ว มปี ระมาณ 4 ปี คอื ช่วง พ.ศ. 251-2519 ท่มี จี �ำนวนคร้งั การชมุ นมุ มากครั้งแตกต่างจากชว่ ง กอ่ นหนา้ และภายหลงั อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั โดยมกี ารชมุ นมุ ใหญท่ จ่ี นกระทง่ั นายกรฐั มนตรี ออกนอกประเทศไปเป็นหมุดหมายของเสรีภาพในการชุมนุมของไทยท่ีส�ำคัญยิ่ง โดยเป็นช่วงที่การใช้เสรีภาพในการชุมนุมเฟื่องฟูมาก แต่ก็สะดุดหยุดลงภายหลัง เหตุการณ์ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา กลมุ่ บุคคลที่ใชเ้ สรภี าพในการชมุ นุมมากท่สี ุดคือ กลุ่มนักศึกษา กลุ่มชาวนา ชาวไร่ และกลมุ่ กรรมกร โดยมลี กั ษณะของขอ้ เรยี กรอ้ งแตกตา่ งกนั ไป กลมุ่ นกั ศกึ ษา ส่วนใหญ่จะเรียกร้องในประเด็นท่ีเก่ียวข้องกับทางการเมือง เช่น การคัดค้าน การเลือกต้ังท่ีสกปรก ใน พ.ศ. 2500 การเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 การประท้วงต่อตา้ นการกลบั เข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ส่วนกลุ่มชาวนาชาวไร่ส่วนใหญ่จะ เรยี กรอ้ งเกยี่ วกบั ความอยรู่ อดของตนเอง ครอบครวั และชมุ ชน โดยสมั พนั ธก์ บั ปจั จยั การผลติ ดา้ นทดี่ นิ มากทส่ี ดุ เชน่ ปญั หานายทนุ โกงทน่ี า การจดั สรรทด่ี นิ ทำ� กนิ ปญั หา หนสี้ นิ ปญั หาราคาผลผลติ ตกตำ่� สว่ นกลมุ่ กรรมกรกเ็ ชน่ เดยี วกนั ทเ่ี รยี กรอ้ งเกย่ี วกบั ปญั หาการทำ� มาหากนิ โดยจะเรยี กรอ้ งคา่ จา้ งขน้ั ตำ่� สภาพการจา้ งงาน การใชอ้ ำ� นาจ ตามอ�ำเภอใจของนายจ้าง โดยมกี ารนัดหยุดงาน

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 443 บริบททางการเมืองที่มีผลกระทบต่อการจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมคือ บทบาทของทหารในทางการเมือง ท้ังในยุคเชื่อผู้น�ำชาติพ้นภัย สมัยจอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ยคุ พอ่ ขนุ อปุ ถมั ภ์ สมยั จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ ยคุ ประชาธปิ ไตยครง่ึ ใบ ยุคเผด็จการทหาร สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งท้ังส่ียุคดังกล่าว อยู่ภายใต้สถานการณ์สงครามเย็นที่เกิดข้ึนในระดับโลก โดยประเทศไทยอยู่ฝ่ายเสรีนิยมซึ่งสหรัฐอเมริกา เป็นผู้น�ำโดยท�ำให้รัฐบาลทุกชุดมี นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ และใช้นโยบายนี้ท�ำลายนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและ ทำ� ลายผทู้ เ่ี ปน็ แกนนำ� การชมุ นมุ โดยการแจง้ ขอ้ หาคอมมวิ นสิ ตแ์ ละจบั ขงั คกุ หลายตอ่ หลายคน นอกจากนย้ี งั เกดิ การรฐั ประหารหลายตอ่ หลายครงั้ ทำ� ใหป้ ระเทศอยภู่ ายใต้ คณะรัฐประหารเป็นระยะเวลายาวนาน การชุมนุมเรียกร้องจึงเกิดขึ้นได้ยากและ มคี วามสมุ่ เสยี่ งตอ่ การถกู คกุ คามอยา่ งมากในยคุ เผดจ็ การทหารนค้ี ำ� วา่ “คอมมวิ นสิ ต”์ ไดก้ ลายมาเปน็ เครอื่ งมอื สำ� คญั อกี อยา่ งหนง่ึ ของรฐั ในการปราบปรามประชาชนและ ค�ำ้ จุนความชอบธรรมทางการเมอื งของผู้ปกครองไดเ้ ป็นอยา่ งดี ขณะทป่ี ญั หาสงั คม ตลอดจนช่องว่างทางเศรษฐกิจท่ีขยายตัวออกไประหว่างสังคมผู้บริโภคที่ม่ังคั่งของ เมืองกบั ชนบทที่ยากจน14 ไดข้ ยายตัวออกมากขึน้ กนกศกั ด์ิ ไดส้ รปุ ไวว้ า่ อำ� นาจรฐั เผดจ็ การของชนชนั้ ปกครองเปน็ ปจั จยั สำ� คญั ท่ีปิดกั้นการแสดงออกถึงการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนและชาวนาไทย ทงั้ นจ้ี ะเหน็ ไดจ้ ากหลายครงั้ หลายคราทม่ี บี รรยากาศทางการเมอื งเปดิ กวา้ งกจ็ ะมกี าร เคลือ่ นไหวทางการเมอื งของประชาชนเพอื่ ประโยชนข์ องตนเองอยเู่ สมอ และมกั จะ จบลงดว้ ยการใชก้ ำ� ลงั ปราบปราม ดว้ ยเหตนุ เ้ี องทำ� ใหค้ วามขดั แยง้ ภายในระบบทม่ี อี ยู่ ตลอดมาสะสมมากข้ึนรอการระเบิดออกมา ฉะน้ันเม่ือเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ขน้ึ ความแตกร้าวทเ่ี กิดขน้ึ ตามมาในสงั คมไทยนนั้ จึงเปน็ ปรากฏการณ์ กับคนทุกหมเู่ หลา่ รุนแรงมากที่สดุ เท่าที่เคยเปน็ มาในประวัติศาสตรข์ องบ้านเมือง15 ในสว่ นของบรบิ ททางสงั คม สงั คมไทยยงั คงเปน็ ชว่ งทตี่ อ่ เนอ่ื งมาจากยคุ กอ่ น เปลีย่ นแปลงการปกครองท่มี คี วามเฉอ่ื ยชาทางการเมือง ซึ่งอยูภ่ ายใต้ความสัมพันธ์ 14 กนกศักด์ิ แกว้ เทพ, “การตอ่ สขู้ องชาวนาไทย ปี 2516-2519 สหพนั ธ์ชาวนาชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย” ใน เสน้ ทางชาวนาไทย รำ� ลกึ 25 ปี สหพนั ธช์ าวนาชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย นฤมล ทบั จมุ พล, นติ ริ ตั น์ ทรพั ย์ สมบูรณ,์ บรรณาธิการ, หน้า 30. 15 เร่ืองเดยี วกัน, หน้า 32.

444 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย ทางการเมอื งแบบอปุ ถมั ภท์ ำ� ใหค้ นสว่ นใหญใ่ ชช้ อ่ งทางเดมิ ๆ ในการแกไ้ ขปญั หา เชน่ การรอ้ งขอ การรอ้ งเรยี น การถวายฎกี า เปน็ ตน้ 16 และยงั ขาดการสรา้ งความตระหนกั รถู้ งึ สทิ ธแิ ละเสรภี าพอยา่ งจรงิ จงั ทง้ั ระดบั ประเทศและระดบั ทอ้ งถน่ิ ความตระหนกั รู้ถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้ีจึงเกิดขึ้นในคนที่อยู่ในภาคเมืองก่อน เช่น นักวิชาการ นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ กรรมกร อันอยู่ใกล้ศูนย์กลางของอ�ำนาจ มากกวา่ คนทอ่ี ยใู่ นภาคชนบท จงึ ทำ� ใหก้ ลมุ่ บคุ คลดงั กลา่ วเขา้ ใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ กอ่ นคนที่อยใู่ นภาคชนบท ในบริบททางด้านเศรษฐกิจ รัฐได้พัฒนาประเทศโดยเชื่อมโยงกับระบบ เศรษฐกิจโลก ทำ� ใหผ้ ลผลิตทางการเกษตรบางอย่างกลายเป็นสินคา้ เชน่ ขา้ ว อ้อย เปน็ ตน้ และกลายเปน็ ทม่ี าของรายไดท้ ำ� ใหช้ าวนาชาวไรต่ อ้ งขยายพน้ื ทที่ างการเกษตร บางรายกหู้ นย้ี มื สนิ มา เมอ่ื ราคาผนั ผวนหรอื สภาพภมู อิ ากาศแปรปรวนทำ� ใหช้ าวนา ชาวไร่ไม่สามารถใช้คืนเงินที่กู้ยืมได้ท�ำให้สูญเสียท่ีดินลงไป นอกจากนี้นโยบาย การพัฒนาอุตสาหกรรมท�ำให้เกิดการโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรมาสู่ภาค อุตสาหกรรมเพ่ิมมากข้ึน จ�ำนวนกรรมกรก็เพ่ิมมากขึ้นตามและยังให้สิทธิพิเศษแก่ ภาคอุตสาหกรรมหลายประการแต่ไม่มีนโยบายด้านสิทธิแรงงานเพื่อลดต้นทุนให้ ภาคอุตสาหกรรม อันเป็นผลให้กรรมกรเกิดความเดือดร้อนทั้งสภาพการจ้าง ค่าจ้างข้นั ต่�ำ 1) ปริมาณการใช้เสรภี าพในการชมุ นมุ ประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ศึกษารวบรวมข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์รายวัน ในพ.ศ. 2491, 2500 และ 2510 ถึงปริมาณการใช้เสรีภาพในการชุมนุมใน ประเทศไทยในชว่ ง 2475 – กอ่ นเหตกุ ารณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มรี ายละเอยี ด ดงั ตารางข้างล่างน้ี 16 ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ , “การต่อสขู้ องชาวนาไทย ปี 2475-2516” ใน เส้นทางชาวนาไทย รำ� ลึก 25 ปี สหพนั ธช์ าวนาชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย นฤมล ทบั จมุ พล, นติ ริ ตั น์ ทรพั ยส์ มบรู ณ,์ บรรณาธกิ าร (กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิเด็ก, 2542), หน้า 14.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 445 ตารางที่ 7.1 แสดงการเดนิ ขบวน ชมุ นมุ ประทว้ ง ชว่ งก่อนเหตุการณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 ประเดน็ การเดนิ ขบวน 2491 2500 2510 1. ประเดน็ แรงงาน 12 - 2. ข้าราชการทุจริต 2- - 3. ทด่ี ินท�ำกิน 11 - 4. ราคาผลผลติ การเกษตร (ชาวไร่ออ้ ย) 1 - - 5. พอ่ ค้าแม่ค้า 13 - 6. การแสดงมติมหาชน 5 16 - 7. นกั ศกึ ษา นกั เรียน 13 - รวม 12 25 - ทีม่ า : ประภาส ป่ินตบแตง่ , การเมืองบนทอ้ งถนน 99 วันสมชั ชาคนจน และประวตั ิศาสตร์ การเดินขบวน ชุมนุมประท้วงในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตต�ำรา มหาวิทยาลัยเกริก, 2541), หน้า 18 จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วจะพบวา่ จำ� นวนการชมุ นมุ ในชว่ งพ.ศ.2491และพ.ศ.2500 ยงั มจี �ำนวนท่ีนอ้ ย ในขณะที่ พ.ศ. 2510 ไม่พบว่ามกี ารชมุ นมุ ที่ปรากฏเปน็ ข่าวใน หนังสอื พิมพ์แต่อยา่ งใด อยา่ งไรกต็ าม งานวจิ ยั ของประธาน สวุ รรณมงคล ไดพ้ บวา่ ในชว่ ง พ.ศ. 2518- 2519 โดยยังไม่นับรวมการประท้วงของกรรมกร การประท้วงส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน กรงุ เทพมหานคร ซง่ึ มจี ำ� นวนถงึ 105 ครง้ั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มจี ำ� นวน 17 ครงั้ ภาคใต้ 16 ครงั้ และภาคกลาง 1 ครัง้ นอกจากน้ปี ระธาน ยังแยกเปน็ กล่มุ อาชพี พบวา่ นกั ศกึ ษาเปน็ กลมุ่ ทมี่ กี ารประทว้ งมากครงั้ ทส่ี ดุ คอื 54 ครงั้ ตามมาดว้ ย ชาวนา ชาวไร่ จำ� นวน 15 ครงั้ 17 สว่ นทางดา้ นของกรรมกร สมศกั ด์ิ สามัคคธี รรมไดศ้ ึกษา และพบวา่ ใน พ.ศ. 2516 มกี ารนัดหยุดงาน 501 ครง้ั พ.ศ. 2517 มีการนัดหยดุ งาน 357 ครง้ั พ.ศ. 2518 มกี ารนัดหยดุ งาน 241 คร้ัง พ.ศ. 2519 มีการนัดหยุดงาน 133 ครงั้ นอกจากนยี้ ังมีขอ้ พิพาทแรงงานท่ไี ม่ถึงข้ันการนดั หยดุ งานใน พ.ศ. 2516 17 ประภาส ปิ่นตบแตง่ , “การตอ่ สู้ของชาวนาไทย ปี 2475-2516” ใน เสน้ ทางชาวนาไทย รำ� ลกึ 25 ปี สหพนั ธช์ าวนาชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย นฤมล ทบั จมุ พล, นติ ริ ตั น์ ทรพั ยส์ มบรู ณ,์ บรรณาธกิ าร, หนา้ 48.

446 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย จำ� นวน 76 ครงั้ พ.ศ. 2517 จำ� นวน 120 ครงั้ พ.ศ. 2518 จำ� นวน 219 ครงั้ พ.ศ. 2519 จ�ำนวน 209 คร้งั นอกจากนี้ ประภาส ยงั รวบรวมจากการรายงานขา่ วทปี่ รากฏในหนา้ หนงั สอื พมิ พ์ “มติชนรายวนั ” พบว่า ใน พ.ศ. 2521 มกี ารชมุ นุม รวม 42 ครงั้ พ.ศ. 2525 มกี าร ชุมนมุ รวม 61 คร้ัง ดังรายละเอยี ดในตารางข้างล่างน้ี ตารางท่ี 7.2 แสดงการเดนิ ขบวนของประชาชนในยคุ รัฐบาลอำ� นาจนยิ ม หลงั เหตกุ ารณ์ 6 ตลุ าคม พ.ศ. 2519 ประเดน็ ในการเดินขบวน 2521 2525 1. ปัญหาดา้ นแรงงานโดยกรรมกรผูใ้ ช้แรงงาน 17 14 2. เรียกรอ้ งให้รัฐมีมาตรการเก่ียวกบั ราคาผลผลิต 68 (โดยชาวไร่อ้อย, นาเกลอื , ชาวนา) 3. ประท้วงข้าราชการทุจริต 2 11 4. ปญั หาในสถานศกึ ษา (นกั เรยี น นสิ ิต นกั ศกึ ษา) 46 5. ความขัดแย้งในการใช้ทรพั ยากรดนิ น�้ำ ป่า มลภาวะ 4 7 6. ข้าราชการเรยี กรอ้ งเงนิ เดอื น สวัสดิการ 21 7. พ่อคา้ แม่คา้ ถกู ไลท่ ่ี 45 8. ประเด็นสทิ ธิมนุษยชน สทิ ธิสตรี 13 9. มอ็ บสนับสนุน 12 10. กลุม่ อาชพี (พ่อค้าหมู สบิ ล้อ สนามม้า ฯลฯ) 14 รวม 42 61 ทม่ี า : ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ , การเมอื งบนทอ้ งถนน 99 วันสมชั ชาคนจน และประวตั ิศาสตร์ การเดินขบวน ชุมนุมประท้วงในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตต�ำรา มหาวิทยาลัยเกริก, 2541), หน้า 27 2) กล่มุ ประชาชนทใ่ี ชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ กลมุ่ ประชาชนทใี่ ชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ภายใตบ้ รบิ ททางสงั คมการเมอื งยคุ น้ี ทีส่ �ำคัญมสี ามกลุม่ คือ นักศึกษา ชาวนาชาวไร่ และกรรมกร ซง่ึ ทงั้ สามกลุ่มดงั กลา่ ว ตา่ งมีความสมั พนั ธก์ นั ในหลายๆ ดา้ น เช่น กรรมกรกลุ่มหนึ่งร่วมกับนักศกึ ษาก่อตัง้ “ศนู ยป์ ระสานงานกรรมกรแหง่ ประเทศไทย” ซง่ึ เปน็ องคก์ รกลางของคนงาน โดยมี กิจกรรมส�ำคัญคือ การสร้างค�ำขวัญ บทเพลง และบทกวีต่างๆ เพ่ือ “ชนชั้น

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 447 กรรมาชพี ”18 นกั ศึกษาหลายๆ กลุ่ม จดั ท�ำโครงการเผยแพรป่ ระชาธปิ ไตยรวมแล้ว มจี ำ� นวนกวา่ 5,000 คน เดนิ ทางออกไปหาชาวบ้านทเี่ ปน็ ชาวนาชาวไรเ่ พื่ออธบิ าย ความหมายของประชาธิปไตยและเพื่อพัฒนาจิตส�ำนึกทางการเมืองของชาวนาให้ สูงข้ึนด้วย19 นอกจากนี้ยังมีการจัดต้ังกลุ่ม “สามประสาน” ระหว่างชาวนาชาวไร่ นกั เรยี นนกั ศกึ ษา และกรรมกร มกี ารชว่ ยเหลอื กนั และปอ้ งกนั ตนเองในการชมุ นมุ 20 กลุ่มนกั ศึกษา กลุ่มนักศึกษา ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร เช่น มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคำ� แหง มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ เปน็ ต้น โดยอาจเร่มิ มีการรวมกลุ่มกนั ใน ระหว่างนักศึกษาด้วยกัน เช่น เครือข่ายนิสิตนักศึกษา 5 สถาบัน ศูนย์กลางนิสิต นกั ศกึ ษาแห่งประเทศไทย เป็นตน้ การชมุ นมุ ครง้ั สำ� คญั ของกลมุ่ นกั ศกึ ษาคอื กรณเี หตกุ ารณ์14ตลุ าคมพ.ศ.2516 เปน็ เหตกุ ารณท์ น่ี กั ศกึ ษาและประชาชนในประเทศไทยมากกวา่ 5แสนคนไดร้ วมตวั กนั เพื่อเรียกรอ้ งรฐั ธรรมนูญจากรฐั บาลเผดจ็ การของจอมพล ถนอม กิตติขจร น�ำไปสู่ การใชก้ �ำลงั ของรฐั บาลเมอื่ วนั ที่ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 มผี เู้ สยี ชวี ติ 77 ราย บาดเจบ็ 857 ราย และสูญหายอีกจ�ำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ ทเี่ รยี กรอ้ งประชาธปิ ไตยเรยี กรอ้ งรฐั ธรรมนญู แตร่ ฐั บาลตอบโตโ้ ดยการจบั กมุ แกนน�ำ ท�ำให้แกนน�ำนิสิตนักศึกษาท่ีมีแนวคิดเดียวกันออกมาเคลื่อนไหวให้นักศึกษาหยุด การเรียนการสอบเพ่ือชุมนุมประท้วงปรากฏว่า มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมชุมนุม มากขึ้น และมีการเดินขบวนครั้งใหญ่ที่ถนนราชด�ำเนินในวันท่ี 13 ตุลาคม โดยมี คนเขา้ รว่ มเดนิ ขบวนไมต่ ่�ำกวา่ 500,000 คน เรยี กไดว้ า่ เปน็ การชมุ นมุ ครงั้ ทใี่ หญท่ ส่ี ดุ ของประเทศไทยตัง้ แตเ่ ปลยี่ นแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา ตอ่ มาในชว่ งเชา้ ของวันท่ี 14 ตุลาคม มีการปราบปรามอย่างรุนแรงจากฝ่ายทหาร ท�ำให้ผู้เข้าร่วม ชุมนุมก่อจลาจลข้ึน เหตุการณ์บานปลายไปยังสถานที่ต่างๆ ในท่ีสุดจอมพลถนอม 18 สงั ศติ พริ ยิ ะรงั สรรค,์ “การฟน้ื ตวั ของขบวนการสหภาพแรงงานไทย พ.ศ. 2501-2519” ใน ประวตั ศิ าสตร์ แรงงานไทย ฉบับก้ศู กั ดิ์ศรกี รรมกร (กรงุ เทพฯ: พพิ ิธภณั ฑ์แรงงานไทย, 2541), หน้า 323. 19 กนกศกั ด์ิ แก้วเทพ, “การต่อสขู้ องชาวนาไทย ปี 2516-2519 สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แหง่ ประเทศไทย” ใน เสน้ ทางชาวนาไทย ร�ำลึก 25 ปี สหพันธช์ าวนาชาวไรแ่ ห่งประเทศไทย, นฤมล ทบั จุมพล, นติ ริ ตั น์ ทรพั ยส์ มบรู ณ์, บรรณาธิการ, หนา้ 36. 20 เร่ืองเดียวกนั , หน้า 45.

448 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กิตติขจร (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ก็แถลงลาออกจากต�ำแหน่งและได้มีการตั้ง รัฐบาลรักษาการเพอื่ ร่างรฐั ธรรมนญู และจัดให้มกี ารเลอื กตัง้ ใหม2่ 1 กลมุ่ ชาวนาชาวไร่ การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ของกลมุ่ ชาวนาชาวไรเ่ ปน็ ไปอยา่ งเขม้ ขน้ ภายหลงั เหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 โดยใน พ.ศ. 2517 มกี ารชมุ นมุ ของชาวนาหลายครง้ั เช่น ช่วงเดือนมีนาคม ชาวนาภาคกลางหลายร้อยคนมาชุมนุมท่ีท้องสนามหลวง เสนอให้รัฐบาลประกันข้าวเปลือก เดือนพฤษภาคมชาวนาหลายร้อยคนมาชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่ืองนายทุนโกงที่นาและให้ช่วยไถ่ถอนหนี้สิน เดือน มถิ นุ ายน ชาวนาจำ� นวนหลายพนั คนจาก 11 จงั หวดั มาชมุ นมุ ใหญท่ ท่ี อ้ งสนามหลวง และมีการตง้ั ตัวแทนจากแตล่ ะจงั หวดั ข้นึ เจรจากบั รัฐบาลพร้อมด้วยข้อเสนอ 6 ข้อ การชุมนมุ ครง้ั น้ีใช้เวลา 6 วนั ต่อมาเดอื นพฤศจิกายน ชาวนาชาวไร่จากภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน จำ� นวนประมาณ 1,200 คน ชุมนุมท่ีสนามหลวงอีกครั้ง และ ยน่ื ขอ้ เสนออกี 9 ขอ้ ใหร้ ฐั บาล ในชว่ งเวลาเดยี วกนั ชาวนาในภาคเหนอื จากเชยี งใหม่ และลำ� พนู ประมาณ 2,000 คน มาชมุ นมุ กนั ทศ่ี าลากลางจงั หวดั เชยี งใหมด่ ว้ ย ในทส่ี ดุ รฐั บาลกย็ งั ไมส่ ามารถทำ� ตามขอ้ เสนอได้ ชาวนาชาวไรจ่ งึ รวมตวั กนั จดั ตงั้ เปน็ องคก์ ร ขน้ึ มาใชช้ อื่ วา่ “สหพนั ธช์ าวนาชาวไรแ่ หง่ ประเทศไทย” มนี ายใช่ วงั ตะกู เปน็ ประธาน และมวี ตั ถปุ ระสงคท์ ส่ี ำ� คญั คอื การพทิ กั ษผ์ ลประโยชนข์ องชาวนาชาวไร่ แกไ้ ขปญั หา ความเดอื ดรอ้ นของชาวนาชาวไร่ และเผยแพรใ่ หช้ าวนาชาวไรเ่ ขา้ ใจ พระราชบญั ญตั ิ ควบคมุ การเชา่ นา22 ผลลัพธ์ของการชุมนุมดังกล่าวของชาวนาชาวไร่คือ การให้ตัวแทนสหพันธ์ ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยระดับจังหวัดได้เข้าเป็นกรรมการคณะกรรมการ สอบสวนปญั หาหนส้ี นิ ของชาวนาชาวไร่ (กสส.) ระดบั จงั หวดั การออกพระราชบญั ญตั ิ ควบคุมการเช่านาใน พ.ศ. 2517 และการออกพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพ่ือ เกษตรกรรม พ.ศ. 251823 21 วิทยากร เชียงกูล, วเิ คราะหแ์ ละสรปุ บทเรยี นจากเหตกุ ารณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519, (กรุงเทพฯ: มลู นิธิโครงการตำ� ราสังคมศาสตรแ์ ละมนุษยศาสตร,์ มปป), หน้า 2. 22 กนกศักด์ิ แก้วเทพ, “การต่อสู้ของชาวนาไทย ปี 2516-2519 สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย” ใน เส้นทางชาวนาไทย รำ� ลกึ 25 ปี สหพนั ธ์ชาวนาชาวไรแ่ ห่งประเทศไทย, นฤมล ทบั จุมพล, นิตริ ตั น์ ทรัพยส์ มบูรณ์, บรรณาธิการ, หน้า 41. 23 เร่อื งเดียวกนั , หนา้ 43.

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 449 ต่อมาใน พ.ศ. 2518 ก็มีการชุมนุมครั้งใหญ่อีก 2 คร้ัง คือ เดือนเมษายน ชาวนาชาวไรก่ ว่าหมืน่ คนจาก 12 หมู่บ้าน ในอ�ำเภอหา้ งฉัตร จังหวดั ล�ำปาง มีการ เดนิ ขบวนมาทศี่ าลากลางจงั หวดั ลำ� ปาง พรอ้ มยน่ื ขอ้ เรยี กรอ้ งตอ่ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ซ่ึงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงานวันกรรมกร กลุ่มชาวนาชาวไร่ก็ได้เข้ามาร่วมชุมนุมกันที่สนามหลวงประมาณพันกว่าคน จาก 19 จังหวัด และยงั มีการชมุ นุมกนั ตามจังหวัดต่างๆ อีกดว้ ย คือ สรุ ินทร์ ชัยภมู ิ ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ โดยการชุมนุมครั้งน้ี ได้มีการยื่นข้อเสนอให้รัฐบาล ตอบกลบั มาภายในวนั องั คารท่ี 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 เวลา 14.00 น. แต่รฐั บาล ขณะนน้ั ภายใตก้ ารนำ� ของ ม.ร.ว.คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช ปฏเิ สธอยา่ งสน้ิ เชงิ และในระหวา่ ง ท่ีชาวนาชาวไร่เดินทางกลับบ้านภายหลังการชุมนุม ผู้น�ำชาวนาจากภาคเหนือซึ่งมี บทบาทส�ำคัญในสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยได้ถูกลอบสังหารโดยมือปืน ท้องถิ่นโดยที่ต�ำรวจไม่สามารถจับฆาตกรได้ นอกจากนั้นผู้น�ำชาวนาชาวไร่อีก หลายคนก็ถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นกัน สามารถรวมได้ท้ังสิ้น 48 คน ในระยะเวลา 5 ปี ตง้ั แต่ พ.ศ. 2518-2522 พรอ้ มๆ กบั การสลายตวั ของสหพนั ธช์ าวนา ชาวไร่แห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา24 กลุม่ กรรมกร การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของกลุ่มกรรมกรเร่ิมเกิดขึ้นต้ังแต่ช่วงแรกๆ ของการเปลย่ี นแปลงการปกครอง โดยมกี ารขยายตวั ของการประทว้ ง การนดั หยดุ งาน และการถวายฎีกาในหมู่คนงานรถราง รถไฟมักกะสัน ปูนซีเมนต์ โรงสี โรงเลื่อย กรรมกรรถลาก คนขับรถแทก็ ซี่ คนถีบสามล้อ คนแจวเรือจ้าง ช่างตัดผม คนงาน โรงพมิ พ์ ตลอดจนคนวา่ งงาน โดยมกี ารหยดุ งานครงั้ สำ� คญั หลายหน เชน่ การหยดุ งาน ของคนงานรถไฟมกั กะสนั การหยดุ งานเกอื บสองเดอื นของคนงานโรงสที วั่ ทอ้ งแมน่ ำ�้ เจา้ พระยา การหยดุ งานและถวายฎีกาของคนงานบรษิ ทั ปนู ซเี มนต์ เป็นต้น25 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการเรียกร้องกฎหมายแรงงานเกิดข้ึน โดยการนำ� ของสหอาชวี ะกรรมกรและกรรมกร 16 หนว่ ย ซงึ่ มเี ปา้ หมายทจี่ ะใชอ้ ำ� นาจ ของกฎหมายเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการจัดความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง 24 กนกศกั ดิ์ แก้วเทพ, “บทวเิ คราะหส์ หพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย: การเคลอ่ื นไหวของชาวนาไทย ยคุ ประชาธิปไตยเบิกบาน” วารสารเศรษฐศาสตรก์ ารเมือง 2, 4 (เม.ย.-มิ.ย. 2526): 23. 25 กรรณชฎา พูนพนิช, “ประวัติศาสตร์ขบวนการสหภาพแรงงานไทย ยุคเริ่มต้นถึง พ.ศ. 2500” ใน ประวัติศาสตร์แรงงานไทย ฉบับกู้ศักด์ิศรีกรรมกร, (กรุงเทพฯ: พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, 2541), หน้า 120-121.

450 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย และการแบง่ ปนั ผลประโยชนอ์ นั เกดิ จากการท�ำงาน และการตอ่ สใู้ หส้ หภาพแรงงาน เป็นสิง่ ท่ถี ูกกฎหมาย โดยเปน็ การสรา้ งหลกั ประกนั ใหค้ นงานมีอ�ำนาจในการเจรจา ตอ่ รองเพ่ือปรบั ปรุงสภาพการทำ� งาน ซ่งึ ในสมัยจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม กไ็ ดม้ ีการ ออกกฎหมายแรงงาน พ.ศ. 2499 อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกโดย จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ ในปถี ัดมา26 ภายหลงั เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เกดิ การนดั หยุดงานขึ้นบ่อยครั้ง โดยฝา่ ยนายจา้ งมกี ารตอบโตก้ ลบั เชน่ การเลกิ จา้ งตวั แทนคนงาน เปดิ รบั สมคั รงานใหม่ ใชอ้ ันธพาล ใชต้ �ำรวจในการทำ� งานการชุมนุมนัดหยุดงาน เปน็ ต้น ทางฝ่ายคนงาน มักจะใช้การเดินขบวนไปร้องทุกข์ต่ออธิบดีกรมแรงงานหรือนายกรัฐมนตรีเพ่ือ ขอให้มาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย หากเลี่ยงไม่ได้ก็จะข่มขู่นายจ้างด้วยการตัดไฟฟ้า ต ัดโทรศพั ท์ หรือยดึ โรงงานในท้ายท่ีสุด27 7.2.2 ช่วงที่ 2 พ.ศ. 2530-2549 : NGO ชนชน้ั กลาง คนจน การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของกลุ่มประชาชนไทยในช่วงเวลาน้ี พบว่า ในภาพรวมมีจำ� นวนครัง้ ของการชมุ นุมท่เี กดิ ข้ึนอยา่ งกวา้ งขวาง โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง หลังจากเหตุการณ์เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ภายหลงั จากน้นั ได้ปรากฏ จ�ำนวน การชุมนุมมากอย่างท่ีไม่เคยเกิดข้ึนมาก่อน โดยใน พ.ศ. 2537 ถึง พ.ศ. 2544 มีจ�ำนวนเฉลยี่ ปลี ะประมาณ 797.5 ครั้ง หรือมกี ารชุมนมุ ประมาณวนั ละ 2 ครง้ั 28 กลมุ่ บคุ คลทใี่ ชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ในชว่ งนมี้ คี วามหลากหลายมากทงั้ ทเ่ี ปน็ กลุ่มท่ีเกิดขึ้นเองหรือมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) จัดต้ัง ชนชั้นกลางในเมือง องค์กรพัฒนาเอกชน โดยประเด็นที่เรียกร้องก็มีหลายหลายเช่นเดียวกัน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ทด่ี นิ น�้ำ ปา่ มลพษิ ชมุ ชนแออดั แรงงาน การสร้างเข่ือน ราคา พชื ผลการเกษตรหนส้ี นิ กฎหมายขายชาติเปน็ ตน้ โดยกลมุ่ ทม่ี บี ทบาทอยา่ งมากในหว้ ง เวลานค้ี อื กลมุ่ ชนชน้ั กลางทม่ี บี ทบาทอยา่ งสำ� คญั ในการลม้ รฐั บาลของพลเอกสจุ นิ ดา คราประยูร เม่ือ พ.ศ. 2535 และกล่มุ สมชั ชาคนจน 26 เร่อื งเดียวกนั , หน้า 124-125. 27 สงั ศติ พริ ยิ ะรงั สรรค,์ “การฟน้ื ตวั ของขบวนการสหภาพแรงงานไทย พ.ศ. 2501-2519” ใน ประวตั ศิ าสตร์ แรงงานไทย ฉบบั กู้ศักด์ศิ รกี รรมกร, หนา้ 320. 28 สรปุ ขอ้ มลู จากตารางท่ี 7.3, 7.4, 7.5

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 451 บรบิ ททางการเมอื งในชว่ งน้ี สถาบนั ทางการเมอื งไทยลว้ นมคี วามสมั พนั ธก์ บั การเลอื กตง้ั มากขน้ึ ทเ่ี หน็ ไดเ้ ดน่ ชดั คอื การเลอื กตงั้ สมาชกิ วฒุ สิ ภาทแี่ ตเ่ ดมิ มที มี่ าจาก การแต่งต้งั แตใ่ นรฐั ธรรมนญู ฉบบั พ.ศ. 2540 กำ� หนดให้มาจากการเลือกตัง้ โดยตรง ตามเขตจังหวัด นอกจากน้ีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ โดยมีพรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอบัญชีรายชื่อไว้ตามล�ำดับ โดยให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองนอกเหนือจากการเลือกต้ังแบบแบ่งเขต การเลอื กตงั้ แบบเขตเดยี วเบอรเ์ ดยี ว ดว้ ยการออกแบบสถาบนั การเมอื งตามรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2540 ได้ท�ำให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ข้ึนมา โดยพรรคไทยรักไทยเป็น พรรคท่ีได้คะแนนความนิยมจากประชาชนเป็นจ�ำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยใน พ.ศ. 2548 พรรคไทยรกั ไทยไดจ้ ำ� นวนสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจำ� นวน 377 คน จาก 500 คน หรือกว่าร้อยละ 75 ได้เป็นแกนน�ำจัดตั้งรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการแผ่นด้วยโดยพรรคการเมืองขนาดใหญ่พรรคนี้ ก่อให้เกิดปัญหา การละเมดิ สิทธมิ นุษยชนเกิดขึน้ เช่น การฆ่าตัดตอนผคู้ า้ ยาเสพตดิ กว่า 3,000 คน กรณีการใช้ความรุนแรงท่ีมัสยิดกรือเซะ และท่ีตากใบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิด ขอ้ กล่าวหาวา่ คอรร์ ัปชั่นในหลายๆ กรณอี ีกดว้ ย ทางด้านบริบททางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยส�ำคัญท่ีผลักดันให้กลุ่มบุคคลต่างๆ ต้องใชเ้ สรีภาพในการชมุ นมุ เรียกร้องแกไ้ ขปัญหาอนั เป็นผลกระทบจากการพฒั นา ประเทศ โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาน้ีและสืบเน่ืองต่อมาจากปลายของช่วงท่ีแล้ว รัฐมีทิศทางการพัฒนาประเทศท่ีมุ่งการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดย การส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก และส่งเสริมอุตสาหกรรมทดแทน การนำ� เขา้ รวมถงึ รฐั ไดเ้ ลอื กใชน้ โยบายรว่ มมอื กบั ทนุ เปน็ มาตรการในการแกไ้ ขปญั หา ทางเศรษฐกจิ ทเ่ี นน้ บทบาทและระดมความรว่ มมอื จากภาคเอกชนใหเ้ ขา้ รว่ มในการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยังมีการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบต่างๆ การสร้าง โครงสร้างพนื้ ฐานซึ่งเปน็ สาธารณูปโภคส�ำหรับอตุ สาหกรรม จงึ ท�ำใหเ้ กดิ การลงทุน ในภาคอุตสาหกรรม อย่างมากท้ังจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ การลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น29 ซึ่งนโยบายต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเปล่ียน การใชท้ รพั ยากรและนำ� มาซงึ่ ความขดั แยง้ ระหวา่ งประชาชนกบั หนว่ ยงานรฐั เกดิ ขน้ึ อย่างกวา้ งขวาง 29 ประภาส ปนิ่ ตบแต่ง, “การเมอื งของขบวนการชาวบา้ นดา้ นสงิ่ แวดล้อมในสังคมไทย”, หนา้ 90–91.

452 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 1) ปรมิ าณการใชเ้ สรีภาพในการชุมนุม ปริมาณการใชเ้ สรีภาพในการชุมนุมในช่วง พ.ศ. 2533 สมัยรัฐบาลชาตชิ าย ชณุ หะวนั ประภาส ไดศ้ กึ ษาโดยจำ� แนกเปน็ ประเดน็ ปญั หาเปน็ ทรพั ยากร ดนิ นำ�้ ปา่ กบั ประเดน็ อ่นื ๆ ในตารางดงั ตอ่ ไปนี้ ตารางท่ี 7.3 แสดงการเดินขบวน ชุมนมุ ประท้วง ในช่วงรฐั บาลชาตชิ าย พ.ศ. 2533 ประเด็นปญั หา จ�ำนวน รอ้ ยละ ทรัพยากรดิน น�้ำ ป่า 1. ความขัดแยง้ ในการใชท้ ่ดี ินในเขตเมือง 2 1.1 2. ความขดั แยง้ ในการใชท้ รพั ยากรนำ�้ 10 5.8 3. ความขดั แยง้ เรื่องทที่ �ำกนิ ในเขตป่า 24 14.1 4. คดั ค้านโครงการขนาดใหญ่ 15 8.8 5. ตา้ นมลพิษอตุ สาหกรรม ขยะจากเมอื ง 7 4.1 58 34.1 รวม ประเดน็ อืน่ ๆ 22 12.9 1. ยกปา้ ยสนับสนุน “ม็อบเชลยี ร์” 11 6.4 2. เรยี กร้องกดดนั ให้รฐั มนี โยบาย/มาตรการทเี่ อ้อื แก่กลมุ่ 21 12.3 3. ผ้ใู ชแ้ รงงานและสหภาพแรงงานวิสาหกิจ 5 2.9 4. ไม่พอใจการปฏิบตั หิ น้าท่ี/ขัดแย้ง/ขบั ไลเ่ จา้ หนา้ ท่ี 12 7 5. การชุมนมุ เรียกร้องในมติ ปิ ระชาธิปไตย 17 10 6. ผลผลติ ราคาพชื ผลการเกษตร หน้ีสิน 6 3.5 7. สิทธมิ นุษยชน 14 8.2 8. ครู/นักเรยี น/พระ 4 2.3 9. ความขดั แยง้ ทางศาสนา 112 65.8 170 100 รวม รวมทง้ั หมด ทมี่ า : ประภาส ปิ่นตบแตง่ , การเมอื งบนท้องถนน 99 วนั สมัชชาคนจน และประวัตศิ าสตร์ การเดนิ ขบวน ชุมนุมประท้วงในสังคมไทย (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตต�ำรา มหาวิทยาลัยเกริก, 2541), หนา้ 30

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 453 ภายหลงั จากเหตุการณพ์ ฤษภาทมิฬใน พ.ศ. 2535 การชุมนุมก็มปี ริมาณที่ เพ่ิมมากขนึ้ เช่น ใน พ.ศ. 2537 มีถึง 739 ครัง้ และใน พ.ศ. 2538 มีถงึ 754 ครั้ง ดงั ตางรางขา้ งลา่ งนี้ ตารางท่ี 7.4 แสดงจำ� นวนการเดนิ ขบวนของประชาชนในประเด็นปญั หาต่างๆ พ.ศ. 2537, 2538 ประเด็นปัญหา 2537 2538 จ�ำนวน รอ้ ยละ จ�ำนวน รอ้ ยละ ทรพั ยากรดิน นำ้� ปา่ 63 8.5 33 4.4 1. ความขดั แย้งในการใชท้ ี่ดนิ ในเขตเมือง 31 4.2 58 7.7 2. ความขัดแยง้ ในการใชท้ รัพยากรนำ�้ 126 17.1 137 18.3 3. ความขดั แย้งเรอื่ งทีท่ �ำกนิ ในเขตป่า 36 4.9 41 5.4 4. คดั ค้านโครงการขนาดใหญ่ 20 2.7 65 8.6 5. ตา้ นมลพษิ อุตสาหกรรม ขยะจากเมอื ง 276 37.4 334 44.4 รวม ประเด็นอนื่ ๆ 38 5.1 65 8.6 1. ยกป้ายสนบั สนนุ 2. เรียกร้องให้รัฐสร้าง/ซ่อมแซมสาธารณูปโภค/ 55 7.4 57 7.5 สาธารณปู การ ฯลฯ 81 11.0 87 11.5 3. เรียกร้องกดดันให้รัฐมีนโยบาย/มาตรการที่เอื้อ 46 6.2 53 7.0 แกก่ ลมุ่ 147 19.9 110 14.7 4. กรณพี ิพาทแรงงาน 20 2.7 13 1.7 5. ไมพ่ อใจการปฏบิ ตั หิ นา้ ท/ี่ ขดั แยง้ /ขบั ไลเ่ จา้ หนา้ ที่ 49 6.6 19 2.5 ของรัฐ 27 3.7 16 2.1 6. การชุมนุมเรียกร้องในมิติประชาธิปไตย 443 59.9 420 55.6 7. ผลผลิตราคาพืชผลการเกษตร หนี้สิน 8. อืน่ ๆ รวม รวมทัง้ หมด 739 100 754 100.0 ทม่ี า : ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ , การเมืองของขบวนการชาวบ้านดา้ นสิง่ แวดล้อมในสงั คมไทย, (วทิ ยานิพนธ์ รัฐศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลยั จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2540),​ หนา้ 56

454 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย หากพจิ ารณาเปรยี บเทียบจ�ำนวนการชมุ นุมระหวา่ ง พ.ศ. 2537, 2538 และ การชมุ นมุ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในภายหลงั นบั ตง้ั แต่ พ.ศ. 2539-2544 จะพบวา่ จำ� นวนการชมุ นมุ ยงั คงมแี นวโนม้ ทขี่ ยายตวั เพม่ิ มากขน้ึ ตามจำ� นวนการชมุ นมุ ทป่ี รากฏขนึ้ ตามตาราง ต่อไปนี้ ตารางที่ 7.5 แสดงจ�ำนวนการชมุ นุมร้องเรียนของประชาชน ระหวา่ ง พ.ศ. 2539-254530 ประเดน็ 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 (มค- มยิ ) 1. ท่ีดนิ ท�ำกิน 89 58 66 77 73 74 31 2. การเกษตร 40 100 66 78 88 49 12 3. กลมุ่ ผลประโยชน์ 218 242 219 206 80 84 30 (กลุ่มอาชพี ) 4. ความขัดแย้งระหว่าง 156 157 147 188 126 128 17 ประชาชนกับ เจา้ หนา้ ที่รฐั 5. แรงงาน 69 102 100 113 69 13 14 6. ส่ิงแวดล้อม 44 36 40 41 39 43 3 7. คัดค้านโครงการของ 68 32 30 35 83 110 43 รฐั 8. การเมอื งและอ่นื ๆ 70 88 41 140 358 296 94 รวม 772 815 709 878 916 797 224 ที่มา : กองการขา่ วสำ� นักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 2) กลุม่ ประชาชนท่ีใชเ้ สรีภาพในการชุมนุม กลุ่มประชาชนที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมในช่วงเวลาน้ีมี 3 กลุ่มที่ส�ำคัญคือ กลุม่ ชนชน้ั กลางกบั กล่มุ สมชั ชาคนจน กลุ่มแรงงาน ดงั มรี ายละเอียดดังน้ี 30 ไพโรจน์ พลเพชร, รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณเ์ รอื่ งสิทธิเสรภี าพและศักด์ศิ รีความเปน็ มนุษย์ ชดุ โครงการ วจิ ยั การตดิ ตามและประเมนิ ผลบงั คบั ใชร้ ฐั ธรรมนญู , (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2547), หน้า 347.

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 455 กลุม่ ชนชนั้ กลาง การชมุ นมุ ของกลมุ่ ชนชน้ั กลางทสี่ ำ� คญั คอื เหตกุ ารณพ์ ฤษภาทมฬิ ซง่ึ สามารถ ขับไลร่ ัฐบาลทีน่ �ำโดย พลเอกสจุ ินดา คราประยูรเปน็ ผลส�ำเร็จ โดยผ้ชู ุมนุมสว่ นใหญ่ เป็นชนช้ันกลางในเมือง เป็นนักธุรกิจหรือบุคคลวัยท�ำงาน ประกอบกับเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือที่เพ่ิงเข้ามาในประเทศไทย และใช้เป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการติดต่อ สอื่ สารในครงั้ น้ี เนอ่ื งจากวา่ สอื่ มวลชนทงั้ หมดไมส่ อื่ สารเหตกุ ารณค์ วามรนุ แรงทที่ หาร ทำ� ตอ่ ผู้ชุมนมุ ได้ เหตุการณพ์ ฤษภาทมฬิ น้ีจึงไดช้ ่ือเรยี กอีกชอ่ื หน่ึงวา่ “มอ็ บมือถอื ” ซ่ึงมเี หตุการณ์โดยสังเขปดังน้ี เร่ิมดว้ ยภายหลงั การยดึ อ�ำนาจ พ.ศ. 2534 พลเอกสุจินดา คราประยรู ได้ให้ สัมภาษณ์หลายคร้ังว่าตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จะไม่รับต�ำแหน่งทางการเมืองใดๆ แต่ภายหลังได้มารับต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี การรับต�ำแหน่งดังกล่าว น�ำไปสู่การเคล่ือนไหวคัดค้านของประชาชน รวมถึงการ อดอาหารประทว้ งของรอ้ ยตรฉี ลาด วรฉตั ร และพลตรจี ำ� ลอง ศรเี มอื ง (หวั หนา้ พรรค พลงั ธรรมในขณะนน้ั ) โดยมีข้อเรียกรอ้ งให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากต�ำแหน่ง และ เสนอวา่ ผดู้ ำ� รงตำ� แหนง่ นายกรฐั มนตรตี อ้ งมาจากการเลอื กตงั้ หลงั การชมุ นมุ ตอ่ เนอ่ื ง กันต้ังแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเร่ิมระดมทหารเข้ามารักษาการ ในกรงุ เทพมหานคร และเรมิ่ มกี ารเผชญิ หนา้ กนั ระหวา่ งผชู้ มุ นมุ กบั เจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจ และทหารในบริเวณถนนราชดำ� เนนิ กลาง ทำ� ให้สถานการณต์ งึ เครยี ดมากข้ึนเรื่อยๆ ต้ังแต่คืนวันท่ี 17-19 พฤษภาคม มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร มกี ารสลายการชมุ นมุ ทหารมกี ารใชก้ ระสนุ จรงิ และยงั ควบคมุ ตวั แกนนำ� การชมุ นมุ พลตรีจ�ำลอง ศรีเมือง รัฐบาลยังมีออกประกาศจับแกนน�ำและมีการควบคุมตัว ประชาชนจำ� นวนมากขน้ึ รถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ ผูช้ มุ นุมเรมิ่ มาชุมนมุ มากขึน้ เรอื่ ยๆ ฝา่ ยผชู้ มุ นมุ กต็ อบโตก้ ลบั โดยการ บกุ เผาสถานตี ำ� รวจนครบาลนางเลงิ้ การทบุ ทำ� ลายปอ้ มจราจรและสญั ญาณไฟจราจร การสลายการชุมนุมดังกล่าว ได้ท�ำให้เกิดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน จนกระทั่งวันพุธท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ ศาสตราจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ดิ์ ประธานองคมนตรี และพลเอกเปรม ตณิ สลู านนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ น�ำพลเอกสุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พลตรีจ�ำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าและให้พระราชด�ำรัสบุคคลดังกล่าว ซ่ึงโทรทัศน์ รวมการเฉพาะกจิ แหง่ ประเทศไทย นำ� เทปบนั ทกึ ภาพเหตกุ ารณด์ งั กลา่ ว ออกอากาศ ทางสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 ช่อง หลังจากน้ันประมาณ 1 สัปดาห์ พลเอกสุจินดา

456 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย จึงลาออกจากต�ำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้มีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายก รฐั มนตรี เปน็ ผรู้ ักษาราชการแทนเปน็ การช่ัวคราว31 กลุม่ สมัชชาคนจน สมัชชาคนจนเป็น “ขบวนการเคลือ่ นไหวทางสงั คม” ของกลุม่ คนยากจนทีม่ ี บทบาทสำ� คญั และไดร้ บั ความสนใจอยา่ งมากในชว่ ง พ.ศ. 2530-2540 ทงั้ นเี้ นอื่ งจาก มกี จิ กรรม/การเคลอื่ นไหวทโี่ ดดเดน่ โดยเฉพาะเรอื่ งการชมุ นมุ เดนิ ขบวนเพอ่ื เรยี กรอ้ ง กดดนั ใหร้ ฐั บาลแกไ้ ขปญั หาความเดอื ดรอ้ น หรอื ทเี่ รยี กกนั ในเวลาตอ่ มาวา่ “การเมอื ง บนท้องถนน” จนได้รับการยอมรับ เป็นที่รู้จักหรอื กลา่ วถึงอย่างกวา้ งขวาง ทัง้ จาก ส่ือมวลชนและนักวิชาการ32 ส�ำหรับเครือข่ายท่ีเข้ามาร่วมกับก่อต้ังและเคลื่อนไหว ในช่อื สมัชชาคนจนในชว่ งแรกนั้นมกี ารเคลือ่ นไหวมาก่อน เช่น เครอื ข่ายเข่ือนหรอื สมชั ชาเขื่อน เครอื ขา่ ยเกษตรกรภาคเหนอื เครอื ขา่ ยสลัม 4 ภาค กรณกี ารคดั ค้าน โรงไฟฟ้าพลังขยะ - ลิกไนต์ อ�ำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กรณีการคัดค้านการ กอ่ สรา้ งศนู ยร์ าชการโพธเิ์ ขยี ว จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี เป็นตน้ การใชเ้ สรภี าพการชมุ นมุ ครง้ั สำ� คญั คอื การชมุ นมุ ยกท่ี 2 “99 วนั บนทอ้ งถนน” โดยมีเหตุการณ์ ดังนี้ สมัชชาคนจนจัดการชุมนุมใหญ่อีกคร้ังในวันท่ี 25 มกราคม พ.ศ. 2540 โดยมกี ลมุ่ ปญั หาเพม่ิ ขนึ้ จากเดมิ 1 กลมุ่ คอื เครอื ขา่ ยเกษตรกรรมทางเลอื ก และประมงขนาดเล็กภาคใต้ (นบั เป็น 1 กรณปี ญั หา) รวมเปน็ 6 กลมุ่ ปญั หา และ มีกลุ่มข้อเสนอเพ่ือให้มีการเปล่ียนแปลงในเชิงกฎหมายและนโยบายเพิ่มข้ึนมา นอกเหนอื จากการแกไ้ ขเฉพาะรายกรณปี ญั หาครงั้ นม้ี ผี เู้ ขา้ รว่ มชมุ นมุ กวา่ 20,000 คน โดยมกี รณปี ญั หาเพม่ิ ขน้ึ เปน็ 125 ปญั หา และขยายพน้ื ทปี่ ญั หาออกไปสภู่ มู ภิ าคตา่ งๆ กวา้ งขวางมากย่ิงขึ้นเปน็ 35 จังหวัด33 การชุมนมุ คร้งั น้เี ปน็ การชมุ นุมทีย่ ืดเย้อื ถงึ 99 วัน ผลลพั ธ์ของการใช้เสรีภาพ ในการชมุ นมุ คอื ไดข้ อ้ ตกลงจากการเจรจาเปน็ มตคิ ณะรฐั มนตรี ทกุ กรณี ภายหลงั ยตุ ิ การชมุ นมุ เมือ่ วันท่ี 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 จนสนิ้ สดุ รฐั บาลชวลิต (6 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2540) คณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นได้ประชุมอย่างต่อเน่ือง โดยสามารถแก้ไขปัญหาได้จนบรรลุผล 18 กรณี ส่วนท่ีเหลืออยู่ในขั้นตอนการ 31 วิกิพเี ดีย, พฤษภาทมฬิ , [ระบบออนไลน์], ท่มี า: th.wikipedia.org/wiki/พฤษภาทมิฬ 32 สถาบันพระปกเกล้า, สมัชชาคนจน, [ระบบออนไลน์], ท่ีมา: www.kpi.ac.th/wiki/index.php/ สมชั ชาคนจน 33 เรื่องเดยี วกัน

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 457 ดำ� เนนิ การ ซง่ึ มคี วามคบื หนา้ ตา่ งระดบั กนั ไป กลา่ วคอื มคี วามกา้ วหนา้ ในการดำ� เนนิ การ 90 กรณี และดำ� เนนิ การลา่ ช้า 17 กรณ3ี 4 กลุ่มแรงงาน กลุ่มแรงงาน เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมเพ่ือ เคล่ือนไหวเรียกร้องสิทธิแรงงาน โดยถือได้ว่าในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา กลมุ่ แรงงานประสบความสำ� เรจ็ ในการผลกั ดนั นโยบายหลายเรอื่ ง เชน่ เรอ่ื งประกนั สงั คม สิทธิลาคลอด 90 วัน ความปลอดภัยในการท�ำงานภายหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงงานเคเดอร์ นอกจากน้ันยังมีการเคล่ือนไหวเรียกร้องเรื่องต่างๆ อีก เช่น เร่ือง ค่าแรงข้ันต�่ำ เร่ืองต่อต้านรูปแบบการจ้างงานชั่วคราว ทางรัฐวิสาหกิจเคล่ือนไหว เรอ่ื งการปรบั โครงสรา้ งเงนิ เดอื นและเรอื่ งการแปรรปู รฐั วสิ าหกจิ เปน็ ตน้ ในสว่ นของ การรวมกลุ่มจัดต้ังสหภาพแรงงานยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล เทา่ นน้ั สว่ นพน้ื ทอ่ี ุตสาหกรรมในต่างจังหวดั ยงั มอี ยู่น้อย สว่ นหน่ึงเน่อื ง มาจากการเปน็ แรงงานนอกระบบและมแี รงงานขา้ มชาตอิ กี จ�ำนวนหนง่ึ ซงึ่ ไมม่ สี ทิ ธิ ในการก่อต้ังสหภาพแรงงาน35 7.2.3 ช่วงท่ี 3 พ.ศ. 2549-2556 : เหลือง-แดง การชมุ นมุ ในช่วงนที้ ปี่ รากฏให้เห็นอย่างชัดเจน คอื การชมุ นุมทางการเมือง โดยกลมุ่ ทมี่ บี ทบาทมากทส่ี ดุ คอื กลมุ่ คนเสอ้ื เหลอื งกบั กลมุ่ คนเสอ้ื แดง การใชเ้ สรภี าพ ในการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวมีลักษณะพิเศษหลายๆ อย่างที่ถือได้ว่ามีพัฒนาการ มาหลายด้าน เช่น มีการชมุ นมุ ของคนเป็นจ�ำนวนมาก และใชว้ ธิ กี ารชุมนมุ ต่อเนอื่ ง ยาวนานและเดนิ ขบวนไปยงั สถานทตี่ า่ งๆ ในรปู แบบดาวกระจาย การมสี อ่ื ทเี่ ผยแพร่ แนวคดิ ของกลมุ่ ตนเองทง้ั โทรทศั นผ์ า่ นดาวเทยี ม สอื่ วทิ ยุ สอื่ สงั คมออนไลน์ นอกจากนี้ มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมบ่อยคร้ัง โดยเฉพาะอย่างย่ิงฝ่ายเสื้อเหลืองกับฝ่าย เสอ้ื แดง มกี ารใชค้ วามรนุ แรงตอ่ ผชู้ มุ นมุ ทงั้ การยงิ ลกู ระเบดิ M79 เขา้ ใสก่ ลมุ่ ผชู้ มุ นมุ การลอบยงิ เสธ.แดง พลตรขี ตั ตยิ ะ สวสั ดผิ ล กลางทช่ี มุ นมุ การใชอ้ าวธุ สงครามลอบยงิ นายสนธิ ลม้ิ ทองกลุ แกนนำ� เสอ้ื เหลอื งคนสำ� คญั ซง่ึ ไมส่ ามารถจบั ผกู้ ระทำ� ความผดิ ได้ นอกจากน้ีการชุมนมุ ในแตล่ ะครงั้ ยงั ไดร้ ับการสนบั สนนุ จากชนชนั้ น�ำของสงั คม เชน่ รฐั มนตรี สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร นกั การเมอื งทกุ ระดับ ทหาร นกั วิชาการ 34 เรอ่ื งเดยี วกนั 35 นภาพร อตวิ านชิ ยพงศ์, 4 ทศวรรษแรงงานไทย ใน ยำ�้ ยคุ รุกสมัย เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตลุ า, (กรงุ เทพฯ: fong tong enterprise, 2556),หนา้ 160-161.

458 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย บรบิ ททางการเมอื งของไทยในชว่ งน้ี เกดิ ปญั หาในหลายๆ ดา้ น ทงั้ การเขา้ มา มบี ทบาททางการเมอื งของทหารต้ังแตก่ ารรฐั ประหารใน 19 กนั ยายน พ.ศ. 2549 เปน็ ตน้ มา ประชาชนไมม่ เี สรภี าพในการชมุ นมุ เนอ่ื งจากมกี ารปกครองโดยคณะมนตรี ความมน่ั คงแหง่ ชาติ มอี ำ� นาจทสี่ ำ� คญั คอื เปน็ ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ แตง่ ตง้ั และถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานสภาและรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนญู รวมทง้ั ยังสามารถ ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีได้ด้วย โดยท�ำหน้าท่ีเป็นระยะเวลา ประมาณ 1 ปี 4 เดอื น ตลอดเวลาดงั กลา่ วมกี ารหา้ มการใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ดว้ ย หลังจากนั้นบทบาททางการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอ่ืนๆ มีมากข้ึน ทั้งการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌมิ าธปิ ไตย โดยตัดสทิ ธทิ างการเมืองของกรรมการบริหารพรรคดว้ ย 5 ปี การตัดสินให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นต�ำแหน่งนายรัฐมนตรี ด้วยเหตุของการจัด รายการท�ำอาหาร ชมิ ไปบน่ ไป36 และคำ� วนิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู อกี หลายครงั้ ทม่ี ี ค�ำครหาว่าไม่เปน็ กลางทางการเมือง ในด้านเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมขนาดใหญ่ที่เกิดข้ึนใน กรุงเทพมหานคร เน่ืองจากการชุมนุมแต่ละครั้งมีการใช้ระยะเวลายาวนาน และ มกี ารเดนิ ขบวนไปยา่ นธรุ กจิ ทสี่ �ำคญั ๆหลายแหง่ และยงั มกี ารปดิ สนามบนิ ดอนเมอื ง และสนามบนิ สวุ รรณภมู ิซึง่ ท�ำให้ภาคธรุ กจิ ไดร้ ับผลกระทบมาก บรบิ ททางสงั คม คนในสังคมเกิดความแตกแยกทางความคิดเปน็ ฝกั เปน็ ฝ่าย เกิดอคตกิ ันหากอยคู่ นละขัว้ ทางการเมือง ขาดการฟังเหตุฟังผลซ่ึงกันและกนั บางที ไม่ยอมรับความแตกต่างทางความคิดจนกระท่ังมีการทะเลาะกันในระดับบุคคล ท�ำรา้ ยร่างกายกนั ด้วยเหตคุ วามคดิ เหน็ ทางการเมืองตา่ งกัน 1) ปริมาณความรนุ แรงอนั เนอ่ื งมากจาการใช้เสรีภาพในการชุมนุม การชุมนมุ ในแต่ละครั้ง มักจะมคี วามรนุ แรงกันถงึ ขน้ั เสยี ชีวิต ไดร้ ับบาดเจ็บ หลายกรณกี ็มผี ้สู ญู หาย รายละเอียดดังตางรางข้างลา่ งน้ี 36 ในประเดน็ ความเป็นรฐั มนตรีของนายสมัคร สนุ ทรเวช นายกรัฐมนตรี ผ้ถู ูกร้อง สิ้นสดุ ลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนงึ่ (7) ประกอบมาตรา 267 เพราะเหตุนายสมัคร สนุ ทรเวช ดำ� รงตำ� แหน่งในบริษทั เฟซ มีเดีย จ�ำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ด�ำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลก�ำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันหรือเป็นลูกจ้าง ของบริษัทดังกล่าว