Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

Published by E-books, 2021-03-15 06:34:18

Description: หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ-สมชาย

Search

Read the Text Version

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 109 อาวุธเปน็ เวลา 5 ปี และถูกรบิ อาวุธ98 กรณีชาวตา่ งชาติ อาจถูกเนรเทศ จากประเทศฝร่งั เศสเป็นการถาวรหรือเปน็ เวลาอยา่ งนอ้ ย 10 ป9ี 9 หลังจากท่ีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายกเทศมนตรีส่ังให้สลายการชุมนุม เนอ่ื งจากการชมุ นมุ ดงั กลา่ วเขา้ ลกั ษณะการชมุ นมุ กอ่ ความไมส่ งบ (attroupement) หากผชู้ มุ นมุ จงใจเขา้ รว่ มการชมุ นมุ ตอ่ ไปอกี ผชู้ มุ นมุ อาจจะตอ้ งระวางโทษจ�ำคกุ 1 ปี และโทษปรับ 15,000 ยูโร และต้องระวางโทษจ�ำคกุ 3 ปี และโทษปรับ 45,000 ยูโร ถา้ ผชู้ มุ นมุ เจตนาปดิ บงั ใบหนา้ เพอื่ ปกปดิ รปู พรรณ100 สว่ นในกรณที มี่ กี ารพกพาอาวธุ ผฝู้ า่ ฝนื คำ� เตอื นเขา้ รว่ มการชมุ นมุ ตอ่ ไปจะตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ 5 ปี และโทษปรบั เปน็ 75,000 ยูโร101 2.2) เสรภี าพในการประทว้ ง การประท้วง (manifestation) หมายถึง การรวมตัวของกลุ่มคนในช่วง ระยะเวลาหนึ่งบนทางสาธารณะทง้ั แบบเคล่อื นที่ (การเดินขบวน cortège) หรอื อยู่ กบั ท่ี (การรวมตวั บนทางสาธารณะ rassemblement) เพอื่ แสดงออกถงึ ความคดิ เหน็ หรือขอ้ เรยี กร้องร่วมกนั โดยสงบ กฎหมายหรอื รฐั ธรรมนญู ฉบบั ตา่ งๆ ของประเทศฝรง่ั เศสไมไ่ ดม้ กี ารรบั รอง เสรีภาพในการประท้วงในฐานะเสรีภาพขั้นพ้ืนฐานอย่างเป็นทางการ รัฐเพียงแต่ ยอมให้มีการประท้วงเป็นกรณๆี ไป (tolérance administrative) มาตรา 10 และ 11 ของค�ำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789102 ไมไ่ ด้กล่าวถึงการประทว้ งโดยตรง นอกจากจะนับว่าเสรภี าพในการ 98 Article 431-11 du Code pénal 99 Article 431-12 du Code pénal 100 Article 431-4 du Code pénal 101 Article 431-5 du Code pénal 102 คำ� ประกาศว่าด้วยสิทธิมนษุ ยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 มาตรา 10 บคุ คลสามารถแสดงออกซง่ึ ความคดิ เหน็ ของตนไดโ้ ดยไมจ่ ำ� ตอ้ งเกรงตอ่ เหตใุ ดๆ โดยมเี งอ่ื นไข ว่าการแสดงความคิดเห็นของบุคคลน้ันจักต้องไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยแห่งสาธารณะซ่ึงรับรอง โดยกฎหมาย มาตรา 11 การสือ่ สารแลกเปล่ียนระหว่างบุคคลโดยเสรีในทางความคิดและความเห็นเป็นสิทธิประการ หน่ึงในบรรดาสิทธิอันมีค่าอย่างยิ่งยวดของมนุษย์ พลเมืองทุกคนจึงสามารถพูด เขียน พิมพ์เผยแพร่ได้ อยา่ งเสรี (ซึง่ ความคดิ และความเหน็ ของตน) เวน้ เสียแตใ่ นกรณีทกี่ ฎหมายกำ� หนดไว้วา่ (การกระท�ำใด) เปน็ การใช้เสรภี าพผดิ ไปจากเจตนารมณท์ แี่ ท้จริง แปลโดย http://www.enlightened-jurists.com/directory/44/Declaration-universelle-des- droits-de-Homme-et-du-citoyen-de-1789.html

110 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย ประท้วงเปน็ สว่ นหนึง่ ของเสรภี าพในการแสดงออกทางความคดิ เห็น การแสดงออก ทางความคิดเห็นจะกระท�ำได้ก็ต่อเม่ือไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยสาธารณะ และฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั มิ อี ำ� นาจในการตรากฎหมายเพอ่ื กำ� หนดขอบเขตวา่ เมอ่ื ใดจะถอื วา่ การประท้วงขัดตอ่ กฎหมายเพราะกระทบต่อความสงบเรยี บรอ้ ย มาตรา 16 แห่งร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐท่ี 4 บัญญัติรับรอง “สิทธิในการประท้วงอย่างเสรีบนทางสาธารณะ” เป็นคร้ังแรก แต่คนฝร่ังเศส ลงประชามตไิ มเ่ หน็ ชอบกบั รา่ งดงั กลา่ ว รฐั ธรรมนญู ฉบบั ปจั จบุ นั ของสาธารณรฐั ที่ 5 กม็ ไิ ดร้ บั รองเสรภี าพในการประทว้ งไวเ้ ชน่ กนั การรับรองการประท้วงในฐานะเสรีภาพข้ันพื้นฐานเป็นสิ่งจ�ำเป็น เพราะ การทไ่ี มม่ กี ฎหมายรบั รองเสรภี าพในการประทว้ งอยา่ งเปน็ ทางการไมส่ อดคลอ้ งกบั สถานะของการประท้วงในสังคมของประเทศฝร่ังเศส คนฝรั่งเศสใช้การประท้วง เปน็ วิธีในการแสดงออกและมสี ่วนร่วมในทางการเมืองอยู่เปน็ ประจ�ำ และเจ้าหนา้ ท่ี ของรฐั ยอมรบั วา่ การประทว้ งเปน็ เสรภี าพของประชาชนทรี่ ฐั ตอ้ งปกปอ้ ง นอกจากนี้ การรับรองเสรีภาพในการประท้วงเป็นโอกาสให้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า การใช้สิทธิประท้วงบนท้องถนนต้องเป็นไปโดยสงบและไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพ ขน้ั พน้ื ฐานอื่นๆ ของพลเมอื งโดยเฉพาะเสรีภาพในการเดนิ ทาง103 รฐั กฤษฎกี าทม่ี ผี ลเทยี บเทา่ รฐั บญั ญตั ลิ งวนั ท่ี 30 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 วา่ ดว้ ย การเพิ่มความเข้มข้นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ก�ำหนด กฎเกณฑ์เกีย่ วกบั การประทว้ งเป็นคร้งั แรก104 ดงั เช่นหลายๆ ครง้ั การตรากฎหมาย เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยมักเป็นปฏิกิริยาของรัฐหลังเหตุการณ์ความ วนุ่ วายรา้ ยแรง ครงั้ นก้ี เ็ ชน่ กนั รฐั เหน็ ความจำ� เปน็ ในการตรากฎหมายขน้ึ เพอ่ื ควบคมุ การประทว้ งอยา่ งเปน็ รปู ธรรม หลงั เหตกุ ารณก์ ารประทว้ งกอ่ จลาจลของกลมุ่ ขวาจดั ในวนั ที่ 6 กมุ ภาพันธ์ ค.ศ. 1934 ท่ีกระทบต่อความสงบเรียบร้อยเป็นอย่างมากและ จบลงดว้ ยการปราบปรามอย่างรนุ แรง 103 Pierre Favre, La manifestation, (Paris: Presses de la fondation nationale des sciences politiques, 1990) 104 รฐั บาลไดร้ บั มอบอำ� นาจจากรฐั บญั ญตั ิ ลงวนั ที่ 8 มถิ นุ ายน ค.ศ. 1935 ใหต้ รารฐั กฤษฎกี าทม่ี ผี ลเทยี บเทา่ รัฐบัญญตั ิเพ่ือปกป้องเงินฟรงั ก์ ซง่ึ หน่งึ ในรฐั กฤษฎกี าฯที่รัฐบาลตราคอื รฐั กฤษฎีกาฯ ลงวนั ที่ 23 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 ท่ี “มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ซง่ึ เปน็ เงอ่ื นไขสำ� คญั ในการฟน้ื ฟสู ภาพเศรษฐกจิ ของประเทศ” Didier Perroudon, “Manifestations”.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 111 เนื่องจากรัฐกฤษฎีกาฯ ค.ศ. 1935 มีวัตถุประสงค์หลักเพ่ือก�ำหนด หลกั เกณฑก์ ระบวนการเพอ่ื ควบคมุ การประทว้ งทม่ี กี ารใชค้ วามรนุ แรง จงึ ไมไ่ ดร้ บั รอง เสรีภาพในการประท้วงโดยชัดแจ้งในฐานะเสรีภาพ เสรีภาพในการประท้วงได้รับ การรบั รองอยา่ งเปน็ เอกเทศในภายหลงั โดยมาตรา L 431-1 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา ฉบบั ใหม1่ 05 ซง่ึ กำ� หนดบทลงโทษในกรณที ม่ี กี ารขดั ขวางการแสดงออกซงึ่ “เสรภี าพ ในการแสดงความคดิ เหน็ การทำ� งาน การสมาคม การชมุ นมุ การประทว้ ง” บทบญั ญตั ิ ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพในการประท้วงเป็นหนึ่งในเสรีภาพท่ีมีความส�ำคัญ ไม่น้อยไปกว่าเสรีภาพขั้นพื้นฐานประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น การทำ� งาน การสมาคม คณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝร่ังเศส ในค�ำตัดสินท่ี DC 94-352 วันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1995 ได้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐบัญญัติ ว่าด้วยการก�ำหนดทิศทางการรักษาความปลอดภัย (loi d’orientation et de programmation sur la sécurité) ซึง่ มบี ทบัญญัติทีใ่ ห้อ�ำนาจศาลอาญาส่ังห้าม มิให้ผู้ต้องโทษไปร่วมชุมนุมประท้วงในบางสถานที่เป็นการชั่วคราว คณะตุลาการ รฐั ธรรมนูญของฝร่ังเศสมคี วามเหน็ ว่า บทบญั ญตั ิดังกลา่ วไมข่ ัดหรือแย้งต่อเสรีภาพ ส่วนบคุ คล เสรีภาพในการเดินทาง และ “สทิ ธใิ นการแสดงความคดิ และความเหน็ ร่วมกัน” ดังน้ัน เสรีภาพในการประท้วงจึงถือเป็นส่วนหน่ึงของสิทธิในการแสดง ความคิดและความเหน็ ร่วมกนั ที่ไดร้ ับการรบั รองโดยรฐั ธรรมนูญ ในปจั จบุ นั บทบญั ญตั เิ กยี่ วกบั การใชเ้ สรภี าพในการประทว้ งไดถ้ กู รวบรวม ไว้ในประมวลกฎหมายความม่ันคงภายใน (code de la sécurité intérieure) ดว้ ย ผลของรัฐกำ� หนดลงวนั ท่ี 12 มีนาคม ค.ศ. 2012 (มาตรา L211-1 ถึง L214-4)106 2.2.1) ขอบเขตของกฎหมายว่าด้วยการประท้วง รัฐกฤษฎีกาที่มีผลเทียบเท่ารัฐบัญญัติลงวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1935 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื กำ� หนดหลกั เกณฑใ์ นการใชเ้ สรภี าพในการประทว้ ง แตร่ ฐั กฤษฎกี า ฉบบั ดังกลา่ วหรือกฎหมายฉบับอ่นื ๆ ไม่ได้นยิ าม “การประท้วง” ไว้ 105 ประมวลกฎหมายอาญาฉบบั ใหม่ (Code penal) มผี ลใชบ้ งั คบั เม่อื วันท่ี 1 มีนาคม ค.ศ. 1994 106 Code de la sécurité intérieure, Livre II : ordre et sécurité publics, Titre Ier : ordre public, Chapitre Ier : prévention des atteintes à l’ordre public lors de manifestations et de rassemblements

112 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย นกั กฎหมายฝรง่ั เศสหลายคนนยิ ามการประทว้ งไวว้ า่ เปน็ การรวมกลมุ่ ของ บุคคลบนทางสาธารณะโดยเคลื่อนที่หรืออยู่กับท่ีเพื่อแสดงออกสู่สาธารณะถึง ความคิดเห็นหรือความต้องการร่วมที่เห็นด้วยหรือต่อต้านสิ่งใดส่ิงหน่ึง โดยผ่าน แผน่ ปา้ ย เพลง สโลแกน หรือสญั ลกั ษณ1์ 07 - การรวมตัวหรอื การเดินขบวน การประทว้ งโดยมากมกั จะอยใู่ นรปู แบบของการเดนิ ขบวน แตใ่ นบางครง้ั ผปู้ ระทว้ งก็อาจรวมตวั กันโดยไม่เคลอื่ นท่ี ณ สถานทที่ มี่ คี วามสำ� คญั ทางสญั ลักษณ์ เชน่ บรเิ วณศาลากลางจงั หวดั ในฐานะตวั แทนของรฐั ทท่ี ำ� การศาลรฐั วสิ าหกจิ สถานทตู หรอื บรษิ ทั เอกชน บางทกี ารประทว้ งกใ็ ชท้ งั้ 2 รปู แบบ คอื มกี ารรวมตวั ณ สถานทใ่ี ด สถานท่หี นงึ่ กอ่ นและหลงั การเดินขบวน หรอื มีการหยุดทส่ี ถานท่สี �ำคัญๆ ระหว่าง เส้นทางการเดนิ ขบวน - โดยกลุ่มบุคคล กฎหมายไมไ่ ดก้ ำ� หนดจำ� นวนผเู้ ขา้ รว่ มประทว้ งขน้ั ตำ่� ไว้ ศาลมดี ลุ ยพนิ จิ ใน การพจิ ารณาวา่ มกี ารประทว้ งเกดิ ขน้ึ หรอื ไม่ สว่ นในทางการเมอื งผลกระทบของการ ประท้วงต่อความเหน็ ของประชาชนข้ึนอย่กู ับจ�ำนวนผ้เู ข้ารว่ มประท้วง - บนทางสาธารณะ การประทว้ ง (ทงั้ แบบเคลอ่ื นทหี่ รอื ไมเ่ คลอ่ื นท)่ี ตา่ งจากการชมุ นมุ สาธารณะ โดยเดน่ ชดั ทส่ี ดุ ตรงทก่ี ารประทว้ งมขี นึ้ บนทางสาธารณะ ในขณะทก่ี ฎหมายเกย่ี วกบั การชุมนุมสาธารณะห้ามมิให้มีการชุมนุมสาธารณะบนทางสาธารณะ108 ส่วนการ ชุมนมุ ก่อความไม่สงบทีผ่ ิดกฎหมาย ในตอนแรกบทบญั ญตั ิของกฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ ง ครอบคลุมแค่เพียงการชุมนุมก่อความไม่สงบในท่ีสาธารณะ แต่ต่อมามีการแก้ไข กฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมทั้งการก่อความไม่สงบทั้งในที่สาธารณะและบนทาง สาธารณะ - ท่ีมกี ารจัดการ หากการชุมนุมก่อความไม่สงบเป็นการรวมตัวของบุคคลโดยที่มีการ นัดหมายหรือไม่ก็ได้แต่ส�ำหรับการประท้วงต้องมีการจัดการขั้นต�่ำ แม้ว่าไม่จ�ำเป็น ตอ้ งมกี ารจดั ตง้ั คณะกรรมการ (bureau) เหมอื นการจดั ชมุ นมุ สาธารณะ แตห่ ลกั เกณฑ์ เกี่ยวกับการประท้วงก�ำหนดให้มีผู้จัดการประท้วงอย่างน้อย 3 คน และต้องแจ้ง การจดั การประท้วงลว่ งหนา้ อยา่ งน้อย 3 วัน 107 J. Montreuil, “Manifestations et réunions publiques”, JurisClasseur pénal, 1996. 108 Article 6 de la loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 113 - เพ่ือแสดงออกซ่งึ ความเหน็ ขอ้ เรียกรอ้ ง เช่นเดียวกับการชุมนุมสาธารณะ การประท้วงเป็นการรวมตัวของบุคคล ในช่วงระยะเวลาหน่ึงเป็นการช่ัวคราวในท่ีสาธารณะเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่เป้าหมายในการแสดงข้อเรียกร้องหรือต่อต้านอาจจะเด่นชัดกว่าในการประท้วง นอกจากน้ีวิธีการในการแสดงออกของผู้เข้าร่วมอาจต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ การแสดงความคิดเห็นในการชุมนุมมักมีข้ึนผ่านการปราศรัยและการสนทนา ในขณะท่ีการแสดงออกในการประท้วงเกิดข้ึนผ่านแผ่นป้าย เพลง สโลแกน หรือ สญั ลักษณเ์ ป็นหลกั - โดยสงบและปราศจากอาวุธ การประท้วงที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายต้องเป็นการประท้วง โดยสงบและปราศจากอาวุธ ดังน้ัน การประท้วงจึงต่างจาก “การชุมนุมก่อความ ไม่สงบ” (attroupement) ที่เป็นการรวมตัวของบุคคลโดยมีการนัดหมายหรือไม่ ก็ได้ในท่ีสาธารณะหรือบนทางสาธารณะที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ในกรณี ท่ีเกิดความวุน่ วายไม่สงบเรียบร้อยขึน้ ในการประท้วง การประท้วงจะกลายเปน็ การ ชุมนุมก่อความไม่สงบ ซึ่งถ้าผู้เข้าร่วมไม่ยอมสลายตัวหลังจากเจ้าหน้าท่ีของรัฐมี ค�ำสง่ั จะมีความผดิ ทางอาญา109 2.2.2) หลกั เกณฑ์และวธิ กี ารประท้วง (ก) หลกั การ : ระบบแจง้ ล่วงหน้า เนื่องจากการประท้วงไม่ว่าจะแบบเคลื่อนที่หรืออยู่กับท่ีมีขึ้นบนทาง สาธารณะ การใช้เสรีภาพในการประท้วงอาจก่อใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อเสรภี าพในการ เดินทางของพลเมืองและผู้ใช้ถนนท่ีไม่ได้เข้าร่วมประท้วงด้วย หลักเกณฑ์ในการใช้ เสรภี าพในการประทว้ งจงึ ตอ้ งคำ� นงึ ถงึ และประนปี ระนอมระหวา่ งเสรภี าพของบคุ คล ท้ังสองกล่มุ มาตรา L211-1 วรรคหนงึ่ แหง่ ประมวลกฎหมายความมน่ั คงภายในบญั ญตั ิ ให้การประท้วงสามารถท�ำได้โดยเสรี ภายใต้เง่ือนไขที่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าต่อ เจ้าหน้าท่ีของรัฐ การจัดการประท้วงท้ังแบบเคล่ือนที่และไม่เคลื่อนที่จึงอยู่ภายใต้ “ระบบแจ้งล่วงหน้า” กลา่ วคือ ผู้จัดการประทว้ งตอ้ งแจง้ การประทว้ ง ณ ท่ีทำ� การ เทศบาล หรือท่ีศาลากลางจังหวัดในเขตท้องท่ีท่ีขบวนประท้วงจะเคลื่อนผ่าน 109 Article L431-3 - L431-5 du Code pénal ก�ำหนดบทลงโทษการเขา้ รว่ มการชุมนุมก่อความไมส่ งบ

114 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย ส่วนในเมืองปารีสและในเขตแม่น้�ำแซน (La Seine) ให้แจ้งส�ำนักงานต�ำรวจเมือง ปารสี โดยตอ้ งแจ้งล่วงหน้าอยา่ งน้อย 3 วันหรืออย่างมาก 15 วันก่อนวันที่จะมกี าร ประท้วง ถ้าผู้จัดการประท้วงแจ้งการประท้วงที่ที่ท�ำการเทศบาล นายกเทศมนตรี ต้องส่งเรือ่ งไปใหผ้ ู้วา่ ราชการจงั หวดั เป็นผ้พู จิ ารณาภายใน 24 ชวั่ โมง110 หนังสือแจ้งจะต้องระบุชื่อ ท่ีอยู่ อาชีพของผู้จัดการประท้วง ต้องมีการ ลงลายมอื ชอ่ื ของผจู้ ดั การประทว้ งอยา่ งนอ้ ย 3 คนทต่ี อ้ งมภี มู ลิ �ำเนาอยใู่ นทอ้ งทที่ จี่ ะ มีการจดั การประท้วง หนังสือต้องระบวุ ตั ถุประสงค์ในการประท้วง เรื่องทีจ่ ะแสดง ความคดิ เหน็ หรือเรยี กรอ้ งตอ่ รฐั บาล โดยต้องกำ� หนดวนั เวลา สถานท่ีท่จี ะจดั การ ประทว้ งในกรณกี ารเดนิ ขบวน หนงั สอื ตอ้ งระบเุ สน้ ทางการเดนิ ขบวน รวมถงึ ลกั ษณะ และวิธกี ารในการเดนิ ขบวน จำ� นวนของผ้เู ดินขบวนโดยประมาณ111 ถา้ หนงั สอื แจง้ มขี อ้ มลู ครบถว้ นสมบรู ณ์ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ตอ้ งออกใบรบั แจง้ ให้ผู้แจ้งทันทีโดยไม่มีเง่ือนไข112 ใบรับแจ้งเป็นหลักฐานว่ามีการด�ำเนินการแจ้ง ล่วงหน้าโดยผู้จัดการประท้วงโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ใบรับแจ้งไม่ถือเป็น การอนญุ าตใหม้ กี ารจดั การประทว้ ง หากเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั เหน็ วา่ การประทว้ งไมน่ า่ จะ กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หา เจา้ หนา้ ทกี่ จ็ ะไมด่ ำ� เนนิ การใดๆ สว่ นในกรณที เ่ี จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั เหน็ วา่ การประท้วงจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ก็อาจมีค�ำสั่งห้ามการเดินขบวน ประทว้ งได1้ 13 (ข) ขอ้ ยกเวน้ สำ� หรบั การเดนิ ขบวนทเี่ ปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องทอ้ งถนิ่ : ระบบควบคุมภายหลัง มาตรา L211-1 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายความมั่นคงภายในได้ บัญญัติยกเว้นให้ไม่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ส�ำหรับการเดินขบวนที่เป็นธรรมเนียม ปฏิบัติของท้องถ่ิน (les sorties sur la voie publique conformes aux usages locaux) บทบัญญัติดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากค�ำพิพากษาของสภาแห่งรัฐของ ฝรั่งเศส (ศาลปกครองสูงสุด) ที่ให้ความคุ้มครองการเดินขบวนทางศาสนาท่ีเป็น ธรรมเนียมปฏบิ ตั ขิ องท้องถิน่ โดยอ้างองิ มาตรา 1 แหง่ รัฐบญั ญตั ลิ งวนั ที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1905 ว่าด้วยการแยกศาสนาออกจากรฐั (CE, 17/06/1934, Abbé Somme) 110 Article L211-2 alinéa 1 du Code de la sécurité intérieure 111 Article L211-2 alinéa 2 du Code de la sécurité intérieure 112 Article L211-2 alinéa 2 du Code de la sécurité intérieure 113 โปรดดหู วั ข้อ 2.2.3) การจ�ำกัดเสรภี าพในการประท้วง

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 115 อยา่ งไรกต็ าม “การเดนิ ขบวนทสี่ อดคลอ้ งกบั ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องทอ้ งถน่ิ ” ไม่ได้จ�ำกัดอยู่แค่เพียงการเดินขบวนทางศาสนา แต่ยังหมายรวมถึงการเดินขบวน ที่มีข้ึนเป็นประจ�ำจนมีลักษณะเป็นจารีตประเพณีต้องมีความต่อเน่ือง เช่น การเดนิ ขบวนของพนกั งานดบั เพลงิ การเดนิ ขบวนเพอ่ื รำ� ลกึ ถงึ วนั สำ� คญั เชน่ วนั สน้ิ สดุ สงครามโลกครั้งทห่ี นง่ึ (11 พฤศจิกายน) และครง้ั ท่ี 2 (8 พฤษภาคม) หรอื วันชาติ ฝร่งั เศส (14 กรกฎาคม)114 สภาแห่งรัฐของฝร่ังเศสมีความเห็นว่าการเดินขบวนประท้วงท่ีเป็น ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องทอ้ งถนิ่ คอื การเดนิ ขบวนทถ่ี กู พกั ไวเ้ ฉพาะเมอื่ เกดิ สถานการณ์ พเิ ศษในช่วงสงครามโลก หรอื เน่ืองดว้ ยเหตุทีผ่ ู้จดั ไมส่ ามารถหาสถานทท่ี ่ีเหมาะสม เพื่อจัดการเดินขบวนได้ (CE, 4/11/1959, Duranton de Magny, Rec 1959, p. 759) นอกจากน้ีการเดินขบวนของกลุ่มลัทธิบางประเภทไม่ได้ถูกจัดเข้าไปใน นิยามของการเดินขบวนท่ีเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถ่ิน115 โดยหลักแล้ว ศาลเห็นว่าการเดินขบวนทางการเมืองหรือการเดินขบวนของสหภาพไม่ถือเป็น การเดนิ ขบวนประทว้ งทเี่ ปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ิ ดงั นน้ั จงึ ไมเ่ ขา้ ขอ้ ยกเวน้ และตอ้ งอยู่ ภายใต้ระบบแจ้งล่วงหน้า เหตุผลท่ีมีการยกเว้นการแจ้งล่วงหน้าให้แก่การเดินขบวนประเภทนี้ มีอยู่ด้วยกันหลายประการด้วยกัน ประการแรก รัฐต้องการเคารพเสรีภาพด้าน ความเช่ือและการนับถือศาสนาและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางศาสนา นอกจากนี้ เน่ืองจากการเดินขบวนดังกล่าวถูกจัดขึ้นเป็นประจ�ำในท้องถ่ิน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่จ�ำเป็นต้องเตรียมมาตรการเพ่ิมเติมเพื่อรักษาความปลอดภัย ประการสุดท้าย การเดินขบวนประเภทนี้มักเป็นการเดินขบวนโดยสงบท่ีไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ เรียกร้องหรือต่อตา้ นรัฐ อยา่ งไรกต็ าม การทกี่ ฎหมายยกเวน้ ใหผ้ จู้ ดั การเดนิ ขบวนทเี่ ปน็ ธรรมเนยี ม ปฏบิ ตั ไิ มต่ อ้ งแจง้ ทางการลว่ งหนา้ ไมไ่ ดห้ มายความวา่ เจา้ หนา้ ทไี่ มส่ ามารถใชอ้ ำ� นาจ ทว่ั ไปในการควบคมุ การเดนิ ขบวนหรอื หา้ มการเดนิ ขบวน หากเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั เหน็ วา่ การเดินขบวนจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ก็อาจมีคำ� สั่งห้ามการเดินขบวน ได้เช่นเดยี วกบั การประทว้ งอนื่ ๆ ทต่ี ้องมกี ารแจง้ ลว่ งหนา้ 116 114 Didier Perroudon, “Manifestations” 115 Nicolas Guillet, Liberté de religion et mouvements à caractère sectaire, (Paris: LGDJ, 2003), p. 173. 116 โปรดดูหัวข้อ 2.2.3) การจ�ำกดั เสรภี าพในการประทว้ ง

116 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย ในคดี Guiller สภาแหง่ รัฐเห็นว่านายกเทศมนตรีมีอ�ำนาจห้ามขบวนแห่ ทางศาสนา ถ้าการเดินขบวนดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในท้องท่ีใกล้เคียง (CE 23/07/1947, Guiller, Rec 1947, p. 293) ในอกี คดีหนึง่ สภาแห่งรัฐเห็นวา่ ค�ำส่ังห้ามการเดินขบวนในถนนบางเส้นในเขตเทศบาลเพื่อหลีกเลี่ยงการกีดขวาง การจราจรชอบดว้ ยกฎหมายเช่นกัน (CE 21/01/1966, Legastelois, Rec 1966, p. 45) 2.2.3) การควบคมุ และการจำ� กดั เสรภี าพในการประท้วง (ก) มาตรการปอ้ งกันความไมส่ งบกอ่ นการประทว้ ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 การประท้วงของชาวประมงใน ภาคตะวนั ตกเฉยี งเหนอื กลายเปน็ การกอ่ จลาจลทม่ี กี ารใชค้ วามรนุ แรง โดยผปู้ ระทว้ ง ใชอ้ าวธุ ปนื ท�ำรา้ ยเจ้าหนา้ ทท่ี ำ� ให้เจา้ หน้าทไี่ ดร้ ับบาดเจ็บหลายสบิ นาย ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อ�ำนาจเจ้าหน้าที่ ต�ำรวจในการตรวจตราการพกพาอาวุธเพ่ือป้องกันความไม่สงบก่อนการประท้วง หลงั การพจิ ารณาและการแกไ้ ขรา่ งกฎหมายหลายครงั้ รฐั สภากต็ รารฐั บญั ญตั วิ า่ ดว้ ย การก�ำหนดทิศทางการรักษาความปลอดภัย (Loi d’orientation et de programmation sur la sécurité) ซง่ึ มาตรา 16 ของรฐั บัญญัติดังกลา่ วกำ� หนดให้ เพ่มิ เติม มาตรา 2 bis ในรฐั กฤษฎกี าฯ ลงวนั ท่ี 23 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 มาตรา 2 bis ระบุว่า “ในกรณีที่การประท้วงอาจมีความเส่ียงที่จะเกิด ความเสียหายต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หรือในกรณีที่มีการจัดการ ประท้วงโดยไม่มีการแจ้งทางการล่วงหน้าตามท่ีกฎหมายก�ำหนด นายกเทศมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (ต่างจังหวัด) หรือผู้บัญชาการต�ำรวจกรุงปารีส (ปารีส) มีอ�ำนาจออกค�ำสั่งห้ามการพกพาและการขนส่งวัตถุที่อาจใช้ขว้างออกไป (projectile) หรอื วัตถทุ ี่อาจใช้เป็นอาวุธ ภายในเวลา 24 ชั่วโมงกอ่ นการประทว้ ง ไปจนกว่าการประท้วงจะส้ินสุด ค�ำส่ังดังกล่าวครอบคลุมพ้ืนท่ีที่จะมีการจัดการ ประทว้ ง บรเิ วณใกลเ้ คยี งและทางเขา้ ออก โดยการกำ� หนดพน้ื ทตี่ อ้ งมคี วามไดส้ ดั สว่ น กบั ความรา้ ยแรงของสถานการณ์ ตามคำ� สง่ั ของผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจสามารถตรวจคน้ รถยนต์ บนทางสาธารณะและยึดวัตถุที่อาจใช้เป็นอาวุธท่ีมีค�ำส่ังห้ามพกพาหรือขนส่ง โดยการบงั คับใช้มาตรการดังกลา่ วอยู่ภายใตก้ ารควบคุมของศาลยุตธิ รรม”

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 117 สมาชิกรัฐสภาได้ย่ืนค�ำขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสให้ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของมาตรา 16 แห่งร่างรัฐบัญญัติว่าด้วยการ กำ� หนดทศิ ทางการรกั ษาความปลอดภยั ในคำ� ตดั สนิ ท่ี DC 94-352 วนั ที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1995 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญของฝร่ังเศสมีความเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าว ในส่วนที่อนุญาตให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐมีอ�ำนาจในการสั่งห้ามการพกพาและขนส่ง “วตั ถทุ ่ีอาจใช้ขว้างออกไป (projectile)” ขัดกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมผี ลกระทบ มากเกนิ สมควรตอ่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพขนั้ พนื้ ฐานของประชาชน และบทบญั ญตั ใิ นสว่ น ที่อนุญาตให้ “เจ้าหน้าท่ีต�ำรวจสามารถตรวจค้นรถยนต์บนทางสาธารณะและยึด วัตถุท่ีอาจใช้เป็นอาวุธตามค�ำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด” โดยไม่ต้องขออนุญาต ศาลยตุ ิธรรมก่อนกข็ ัดกบั มาตรา 66 แห่งรฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1958 เชน่ กนั หลงั จากมกี ารแกไ้ ขรา่ งรฐั บญั ญตั ติ ามคำ� ตดั สนิ ของคณะตลุ าการรฐั ธรรมนญู รฐั บัญญัติลงวันท่ี 21 มกราคม ค.ศ. 1995 ก็เพิ่มมาตรา 2 bis ในรฐั กฤษฎกี าลงวันท่ี 23 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 ซึ่งปจั จบุ นั กลายเปน็ มาตรา L211-3 ของประมวลกฎหมาย ความม่นั คงภายใน (ข) การหา้ มการประทว้ ง มาตรา L211-4 แหง่ ประมวลกฎหมายความมน่ั คงภายในบญั ญตั วิ า่ ในกรณี ท่ีเจ้าหน้าที่ท่ีมีอ�ำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยเห็นว่าการประท้วงอาจก่อ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง เจา้ หนา้ ทส่ี ามารถมคี ำ� สง่ั หา้ มการจดั การ ประท้วงได้ แมว้ า่ การประทว้ งจะอยภู่ ายใตร้ ะบบแจง้ ลว่ งหนา้ (มใิ ชร่ ะบบขออนญุ าต) แต่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ เจา้ หนา้ ท่ขี องรัฐสามารถหา้ มการประทว้ งได้ ดงั น้นั แม้จะไม่มี “การประท้วงที่ไดร้ ับการอนญุ าต” แตอ่ าจจะมี “การประท้วงท่ถี กู ห้าม” เพราะขดั กบั หลกั เกณฑ์ทกี่ ฎหมายบญั ญัติไว้ ตามบทบัญญัติของมาตรา L2212-2 ประมวลกฎหมายปกครองท้องถ่ิน (Code général des collectivités territoriales) นายกเทศมนตรีเปน็ ผมู้ ีอ�ำนาจ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยความม่ันคงปลอดภัยสาธารณะในเขตเทศบาล รวมทั้งอ�ำนาจในการห้ามการจัดการประท้วงด้วยถ้านายกเทศมนตรีเห็นว่าการ ประท้วงจะก่อใหเ้ กิดความไม่สงบเรยี บรอ้ ย นายกเทศมนตรมี ีอ�ำนาจออกค�ำส่งั หา้ ม การประท้วง โดยต้องแนบค�ำส่ังห้ามการประท้วงไปกับแผนการจัดการประท้วง เพ่ือใหผ้ วู้ า่ ราชการจังหวดั พิจารณาภายใน 24 ชัว่ โมง ผ้วู า่ ราชการจงั หวัดมอี �ำนาจ

118 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ออกค�ำส่ังห้ามการจัดการประท้วงหรือเพิกถอนค�ำส่ังห้ามการจัดการประท้วงของ นายกเทศมนตรี ในจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอ�ำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย (villes instituées de police d’Etat) ผ้วู ่าราชการจังหวดั เป็นผู้มีอ�ำนาจในการ ห้ามการจัดการประท้วง ส่วนในกรุงปารีส ผู้บัญชาการต�ำรวจปารีสมีอ�ำนาจออก ค�ำสั่งห้ามการประทว้ ง รัฐบญั ญัติ n°2000-321 ลงวันท่ี 12 เมษายน ค.ศ. 2000 ว่าด้วยสิทธขิ อง พลเมืองในความสมั พันธก์ ับฝา่ ยปกครอง มาตรา 24 กำ� หนดให้เจา้ หน้าทตี่ อ้ งเคารพ หลักการฟังความสองฝ่าย โดยต้องเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งแสดงเหตุผลเป็น ลายลักษณอ์ ักษรกอ่ นมีคำ� สัง่ ทางปกครองทีก่ ระทบต่อสทิ ธขิ องประชาชนในทางลบ ซงึ่ รวมถงึ คำ� สง่ั หา้ มการประทว้ ง อยา่ งไรกต็ าม วรรคสองของมาตราเดยี วกนั ยกเวน้ ให้ ฝา่ ยปกครองไมต่ อ้ งเปดิ โอกาสใหโ้ ตแ้ ยง้ ในกรณที ม่ี คี วามจำ� เปน็ เรง่ ดว่ น ศาลปกครอง ของฝร่ังเศสยอมรับว่าเข้าข่ายกรณีจ�ำเป็นเร่งด่วน การท่ีเจ้าหน้าท่ีมีเวลาน้อยกว่า 10 วนั เพอื่ มคี ำ� สงั่ หา้ มการประทว้ งและออกมาตรการตา่ งๆ เพอ่ื บงั คบั การใหเ้ ปน็ ไป ตามค�ำสง่ั ดังกลา่ ว (CE, 25/06/2003, Association SOS tout-petit) มาตรา 1 แห่งรฐั บญั ญัติลงวันท่ี 11 กรกฎาคม ค.ศ. 1979 กำ� หนดให้ เจา้ หนา้ ทตี่ อ้ งระบเุ หตผุ ลในคำ� สง่ั หา้ มการประทว้ งซง่ึ ตอ้ งประกอบไปดว้ ยความเสย่ี ง ทกี่ ารประทว้ งนน้ั ๆ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ย (เชน่ การทก่ี ารประทว้ งครง้ั กอ่ น ของบุคคลกลุ่มน้ีก่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือมีการประท้วงต่อต้านจากฝ่ายที่มี ความเห็นต่าง ฯลฯ) และปัญหาในการรักษาความสงบเรียบร้อย (เช่น เน่ืองจาก มีก�ำลังเจ้าหน้าที่ต�ำรวจไม่เพียงพอ สถานที่ไม่เอ้ือต่อการรักษาความปลอดภัยของ ผ้เู ข้ารว่ มและบุคคลอน่ื ) เมอ่ื นายกเทศมนตรหี รอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั มคี �ำสง่ั หา้ มการประทว้ ง จะตอ้ ง แจ้งค�ำส่ังห้ามการประท้วงพร้อมเหตุผลไปยังผู้ลงนามในหนังสือแจ้งโดยทันทีตาม ทอ่ี ยทู่ ผี่ ลู้ งนามไดร้ ะบไุ ว้ ถา้ ไมม่ กี ารแจง้ คำ� สงั่ หา้ ม เจา้ หนา้ ทไ่ี มส่ ามารถลงโทษผจู้ ดั การ ประทว้ งได้ เจ้าหน้าท่ีอาจไม่ห้ามการจัดการประท้วงท้ังหมด แต่ห้ามเพียงการ เดินขบวนประท้วงบางส่วน เช่น บนถนนบางสาย หรือ เจ้าหน้าท่ีอาจเจรจากับ ผู้จัดการประท้วง เช่น ให้ปรับเปล่ียนเส้นทางการเดินขบวน เพื่อหลีกเลี่ยงการ ออกคำ� สงั่ หา้ มจัดการประท้วงและผจู้ ดั มกั จะทำ� ตาม

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 119 ในทางปฏิบัติ ในระยะแรกฝ่ายปกครองบังคับใช้บทบัญญัติเก่ียวกับ การจ�ำกัดเสรีภาพในการประท้วงอย่างเข้มงวด หนังสือเวียนของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 27 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 (circulaire dite Paganon) เก่ียวกับการบังคับใช้รัฐกฤษฎีกาท่ีมีผลเทียบเท่ารัฐบัญญัติ ลงวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1935 ระบวุ า่ “นายกเทศมนตรแี ละผวู้ า่ ราชการจงั หวดั สามารถหา้ มการประทว้ ง ทุกประเภทที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายที่จะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมือง”117 ซ่ึงความเข้มงวดดังกล่าวเกี่ยวเน่ืองกับเหตุการณ์การก่อจลาจลคร้ัง รนุ แรง วนั ที่ 6 กมุ ภาพนั ธ์ ค.ศ. 1934 ซง่ึ เปน็ ทมี่ าของการตรารฐั กฤษฎกี า ค.ศ. 1935 เช่นกัน ต่อมาหนังสือเวียนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1979 (circulaire dite Bonnet) ระบุเง่ือนไขของการห้ามการ ประทว้ งทใี่ ชบ้ งั คบั ในปจั จบุ นั โดยหนงั สอื เวยี นฉบบั ดงั กลา่ วระบวุ า่ “ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ เห็นว่าการประท้วงเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นหรือข้อเรียกร้องของ ประชาชนโดยชอบธรรม การทกี่ ฎหมายไมไ่ ดห้ า้ มการประทว้ งหมายความวา่ กฎหมาย ยอมรับผลกระทบบางส่วนเป็นการชั่วคราวของการประท้วงต่อประชาชนคนอื่นๆ อยา่ งไรกต็ าม ผทู้ ไ่ี มไ่ ดเ้ ขา้ รว่ มการประทว้ งมสี ทิ ธคิ าดหวงั ใหเ้ จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ควบคมุ ไม่ใหเ้ กิดเหตกุ ารณร์ ุนแรง เจ้าหน้าทีต่ ้องศกึ ษาเงอ่ื นไขของการประทว้ งกบั ผูจ้ ัดการ ประท้วง โดยเฉพาะเก่ียวกับสถานที่รวมตัว เส้นทางการเดินขบวนและช่วงเวลา เจ้าหน้าท่ีต้องเสนอให้ผู้จัดเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประท้วงในกรณีที่เห็นว่า การประท้วงอาจก่อให้เกิดปัญหาความไม่ปลอดภัย ความไม่สงบเรียบร้อย หากผจู้ ดั การประทว้ งไมป่ ฏบิ ตั ติ าม และถา้ ขอ้ มลู ทเ่ี จา้ หนา้ ทไ่ี ดร้ บั แจง้ แสดงใหเ้ หน็ วา่ การประท้วงดังกล่าวส่อเค้าว่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายท่ีไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากกำ� ลังเจ้าหน้าที่ตำ� รวจไมเ่ พยี งพอ นายกเทศมนตรหี รือผวู้ า่ ราชการจงั หวัด ต้องออกค�ำสั่งห้ามการจัดการประท้วง”118 จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ต้องท�ำการเจรจา กับผู้จัดการประท้วงก่อน เฉพาะในกรณีท่ีผู้จัดปฏิเสธที่จะเปล่ียนแปลงแผนการ เดินขบวนและการประท้วงจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เจ้าหน้าท่ีจึงควร ออกค�ำสั่งห้ามการประทว้ ง 117 Didier Perroudon, “Manifestations” 118 Ibid.

120 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ศาลปกครองมอี ำ� นาจควบคมุ ตรวจสอบความชอบดว้ ยกฎหมายของคำ� สงั่ หา้ มการประทว้ งของเจา้ หน้าที่ของรฐั ในภายหลัง119 2.2.4) บทก�ำหนดโทษท่เี ก่ยี วขอ้ งกับการประท้วง ศาลยุติธรรมมีอ�ำนาจควบคุมการใช้เสรีภาพในการประท้วงในภายหลัง ในกรณที ม่ี กี ารขดั ขวางการประทว้ งหรอื ในกรณที ผ่ี เู้ ขา้ รว่ มประทว้ งฝา่ ฝนื หลกั เกณฑ์ ทีก่ ฎหมายก�ำหนด (1) บทกำ� หนดโทษกรณีมกี ารขดั ขวางการประท้วง มาตรา 431-1 แห่งประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่าการกระท�ำใดๆ โดยรวมกลุ่มกันและมีการข่มขู่ท่ีเป็นการขัดขวางการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการ แสดงความคิดเหน็ การทำ� งาน การสมาคม การชมุ นุม การเดนิ ขบวนประทว้ ง หรอื การอภิปรายของรัฐสภา ตอ้ งระวางโทษจ�ำคกุ 1 ปี และโทษปรับ 15,000 ยูโร และ หากมีการใช้ความรุนแรงหรือท�ำลายทรัพย์สินด้วยต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นเป็นจ�ำคุก 3 ปี และโทษปรบั 45,000 ยโู ร มาตรา 431-2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก�ำหนดโทษเพ่ิมเติมส�ำหรับ บุคคลทีท่ �ำการขดั ขวางการใช้เสรีภาพตามมาตรา 431-1 กล่าวคอื ถูกเพิกถอนสทิ ธิ ทางการเมืองและทางแพ่ง ถูกห้ามรับราชการ ถูกห้ามพกพาอาวุธเป็นระยะเวลา ไมเ่ กิน 5 ปี (2) บทก�ำหนดโทษในกรณีฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ในการประท้วง (มาตรา 431-9 ประมวลกฎหมายอาญา) ผู้ใดจัดให้มีการประท้วงบนถนนสาธารณะโดยไม่ด�ำเนินการแจ้งให้ เจ้าหน้าท่ีทราบล่วงหน้าตามท่ีกฎหมายก�ำหนด หรือจัดให้มีการประท้วงบนถนน สาธารณะหลังจากที่เจ้าหน้าที่ส่ังห้ามการประท้วง หรือแจ้งรายละเอียดของการ ประทว้ งไมค่ รบถว้ นหรอื ใหร้ ายละเอยี ดทไี่ มเ่ ปน็ ความจรงิ เพอ่ื ปดิ บงั วตั ถปุ ระสงคข์ อง การประท้วง ตอ้ งระวางโทษจ�ำคุก 6 เดือน และโทษปรบั 7,500 ยูโร (3) บทกำ� หนดโทษในกรณเี ขา้ รว่ มการชมุ นมุ สาธารณะหรอื การประทว้ ง โดยผดิ กฎหมาย (มาตรา 431-10 – 431-12 ประมวลกฎหมายอาญา) การเขา้ รว่ มการชมุ นมุ สาธารณะหรอื การประทว้ งโดยพกพาอาวธุ ผชู้ มุ นมุ อาจจะต้องระวางโทษจ�ำคกุ 3 ปี และโทษปรับ 45,000 ยโู ร120 119 โปรดดูหวั ข้อ 3.4.2) บทบาทของศาลภายในของประเทศฝรัง่ เศส 120 Article 431-10 du Code pénal

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 121 นอกจากนั้นผู้นั้นยังอาจถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและทางแพ่ง ถกู จำ� กดั เขตไมใ่ หป้ รากฏตวั ในบางสถานทโ่ี ดยศาล ถกู หา้ มมใิ หพ้ กพาอาวธุ เปน็ เวลา 5 ปี และถูกริบอาวุธ121 กรณีชาวต่างชาติ อาจถูกเนรเทศจากประเทศฝรั่งเศส เป็นการถาวรหรอื เป็นเวลาอยา่ งน้อย 10 ป1ี 22 (4) บทกำ� หนดโทษเกย่ี วกบั การชมุ นมุ กอ่ ความไมส่ งบ (มาตรา 431-3 - 431-8 ประมวลกฎหมายอาญา) ประมวลกฎหมายอาญานิยาม “การชุมนุมก่อความไม่สงบ”123 (attroupement) ว่าหมายถึง การรวมตัวกันของกลุ่มคนบนถนนสาธารณะหรือ ในพื้นท่ีสาธารณะที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถ ใชก้ ำ� ลงั สลายการชุมนุมกอ่ ความไมส่ งบนีไ้ ด้ หลังจากมีการเตือนให้สลายการชมุ นุม แล้ว 2 ครง้ั และผู้เขา้ ร่วมชมุ นมุ ไมป่ ฏบิ ัตติ าม124 ประมวลกฎหมายอาญาก�ำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้เข้าร่วมการชุมนุม ก่อความไม่สงบ (ความผิดมัชฌิมโทษ) โดยผู้เข้าร่วมการชุมนุมก่อความไม่สงบ โดยพกพาอาวธุ อาจจะตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ 3 ปี และโทษปรับ 45,000 ยูโร และ ถา้ ผชู้ มุ นมุ เจตนาปดิ บงั ใบหนา้ เพอื่ ปกปดิ รปู พรรณจะตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ 5 ปี และ โทษปรับ 75,000 ยูโร หลงั จากเจา้ หนา้ ทมี่ กี ารเตอื นให้สลายการชมุ นุมแลว้ 2 ครง้ั หากผูช้ ุมนุม ที่ไม่พกพาอาวุธยังจงใจเข้าร่วมการชุมนุมต่อไปอีก ผู้ชุมนุมอาจจะต้องระวางโทษ จำ� คกุ 1 ปี และโทษปรับ 15,000 ยโู ร และอาจจะตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ 3 ปี และ โทษปรบั 45,000 ยโู ร ถา้ ผชู้ มุ นมุ เจตนาปดิ บงั ใบหนา้ เพอื่ ปกปดิ รปู พรรณ125 ในกรณที ี่ มีการพกพาอาวุธ ผู้ฝ่าฝืนค�ำเตือนเข้าร่วมการชุมนุมต่อไปจะต้องระวางโทษจ�ำคุก 5 ปี และโทษปรบั เปน็ 75,000 ยโู ร126 สว่ นผทู้ ป่ี ลกุ ระดมโดยตรงใหม้ กี ารชมุ นมุ กอ่ ความไมส่ งบโดยใชอ้ าวธุ ไมว่ า่ จะโดยการปา่ วรอ้ งหรอื แถลงการณใ์ นทส่ี าธารณะ โดยการตดิ ประกาศหรอื แจกจา่ ย 121 Article 431-11 du Code pénal 122 Article 431-12 du Code pénal 123 ปกิตตา นิภาวรรณ, “กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะของประเทศฝร่ังเศส”, วารสารกฎหมาย ปกครอง, เลม่ 27, ตอน 1, (2553): 98-105. 124 Article 431-3 du Code pénal 125 Article 431-4 du Code pénal 126 Article 431-5 du Code pénal

122 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย ข้อความ รวมทั้งวิธีการส่ือสารอ่ืนๆ ด้วยการเขียน ค�ำพูดและภาพ ผู้น้ันจะต้อง ระวางโทษจำ� คุก 1 ปี และโทษปรบั 15,000 ยูโร และหากการปลุกระดมนั้นเกดิ ผล โทษจำ� คกุ จะเพ่มิ ข้ึนเปน็ 7 ปี และโทษปรบั 100,000 ยูโร127 บคุ คลธรรมดาท่กี ระท�ำผดิ ตามมาตรา 431-5 และ 431-6 แห่งประมวล กฎหมายอาญา (การจงใจเข้าร่วมการชุมนุมหลังมีค�ำเตือนให้สลายการชุมนุมโดย พกพกอาวุธ และการปลุกระดมโดยตรงให้มีการชุมนุมก่อความไม่สงบโดยใช้อาวุธ) อาจถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองและทางแพ่ง หรือถูกจ�ำกัดเขตไม่ให้ปรากฏตัว ในบางสถานทโี่ ดยศาล และตอ้ งถกู หา้ มมใิ หพ้ กพาอาวธุ เปน็ เวลา 5ปีและถกู รบิ อาวธุ 128 ในกรณีชาวต่างชาติ ผู้นั้นอาจถูกเนรเทศจากประเทศฝรั่งเศสเป็นการถาวรหรือ เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ป1ี 29 3.4 บทบาทและอ�ำนาจหน้าท่ีของฝ่ายตุลาการท่ีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการ ชุมนุมและการประท้วง ส่วนนี้จะศึกษาถึงบทบาทขององค์กรตุลาการตามกฎหมายระหว่างประเทศ และตามกฎหมายภายในของประเทศฝร่ังเศสที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการชุมนุม และการประท้วง โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรตุลาการในการนิยามและก�ำหนด ขอบเขตการใชเ้ สรภี าพของประชาชนภายในกรอบของกฎหมาย รวมทง้ั การกำ� หนด หลักเกณฑ์ เงื่อนไขของความชอบด้วยกฎหมายของการจำ� กัดเสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งโดยรัฐ จากการศึกษาพบว่า องค์กรตุลาการทั้งตามกฎหมายระหว่างประเทศและ กฎหมายภายในมีบทบาทส�ำคัญในการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมและ การประท้วง 3.4.1 บทบาทของศาลตามกฎหมายระหวา่ งประเทศทมี่ ผี ลผกู พนั ประเทศ ฝรัง่ เศส ข้อตกลงระหว่างประเทศท่ีฝรั่งเศสเป็นภาคี ไม่ว่าจะเป็นกติการะหว่าง ประเทศวา่ ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมอื ง ค.ศ. 1966 หรืออนุสัญญายุโรป วา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพขนั้ พนื้ ฐาน ค.ศ. 1950 คำ� นงึ ถงึ ความจำ� เปน็ ของรฐั ในการจำ� กัดเสรภี าพในการชุมนุมและการประทว้ งในรัฐของตน 127 Article 431-6 du Code pénal 128 Article 431-7 du Code pénal 129 Article 431-8 du Code pénal

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 123 อยา่ งไรกต็ าม ข้อตกลงระหว่างประเทศเหลา่ น้กี ำ� หนดเงือ่ นไขของการจำ� กัด การใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐอย่างรัดกุม และมีการจัดต้ังองค์กร วนิ จิ ฉยั ขอ้ พพิ าทหรอื ศาลระหวา่ งประเทศขนึ้ เพอ่ื ควบคมุ ความเคารพหลกั เกณฑข์ อง ขอ้ ตกลงระหว่างประเทศโดยรัฐภาคี 1) คณะมนตรสี ทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ สหประชาชาติ : กตกิ าระหว่างประเทศ วา่ ดว้ ยสทิ ธิพลเมอื งและสทิ ธิทางการเมอื ง ค.ศ. 1966 ภายใต้กรอบของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมอื ง ค.ศ. 1966 คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ สหประชาชาติ ซง่ึ กลายมาเปน็ คณะมนตรีสทิ ธมิ นุษยชนแห่งสหประชาชาตเิ ม่อื ค.ศ. 2006 มีอำ� นาจหนา้ ท่ใี นการ ควบคุมตรวจสอบการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธทิ างการเมอื งโดยรัฐภาคี ในคดี Auli Kivenmaa v. Finland ค.ศ. 1994130 คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน แห่งสหประชาชาติได้พิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของหลักเกณฑ์การชุมนุม สาธารณะของประเทศฟินแลนด์ ผู้ฟ้องคดีพร้อมกับสมาชิกของสมาคมทางการเมืองหนึ่งในฟินแลนด์จ�ำนวน 20 คน ไปรวมตวั กนั ทเ่ี สน้ ทางทรี่ ถของผนู้ ำ� ตา่ งชาตทิ ม่ี าเยอื นฟนิ แลนดจ์ ะขบั ผา่ นและ วิจารณ์การล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนของประเทศดังกล่าวโดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าท่ี ทราบกอ่ น ผฟู้ อ้ งคดแี ละสมาชกิ จงึ ถกู กลา่ วหาวา่ ทำ� การฝา่ ฝนื กฎหมายเกยี่ วกบั การ ชุมนุมประท้วงของประเทศฟินแลนด์ ซ่ึงก�ำหนดให้ต้องมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ต�ำรวจ ลว่ งหน้าอย่างนอ้ ย 6 ชวั่ โมง ก่อนการจัดการชมุ นมุ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเห็นว่า การท่ีกฎหมายของ รัฐสมาชิกก�ำหนดให้มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนการจัดการชุมนุมสาธารณะไม่เป็นการ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศ เฉพาะในกรณีที่การแจ้งล่วงหน้าจ�ำเป็นต่อการรักษา ความมั่นคงของรัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพ่ือรักษาสวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของ บุคคลอนื่ เท่านนั้ 131 หากการชมุ นุมสาธารณะไม่ไดม้ ีความเส่ียงเช่นว่านน้ั ก็ต้องถอื วา่ การชุมนุมดังกล่าวเป็นเพียง “การใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น 130 Human rights committee, 10/06/1994, Auli Kivenmaa v. Finland, communic. no. 412/990. 131 ตามบทบัญญัติของมาตรา 21 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966

124 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย การเมอื งของพลเมอื งเกี่ยวกบั สทิ ธิมนุษยชน” ซงึ่ เปน็ สว่ นหนึ่งของ “เสรภี าพในการ แสดงออก”(liberté d’expression) ซงึ่ ไม่สามารถถกู จ�ำกัดด้วยหลกั เกณฑ์ในการ แจง้ ล่วงหน้า จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติตีความกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไปในทางเสรีและเอ้ือต่อ ผู้ทรงสิทธิและเสรีภาพโดยนิยามเสรภี าพในการแสดงออกอยา่ งกว้าง อยา่ งไรกต็ าม คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนทจ่ี ดั ตง้ั ขนึ้ ตามมาตรา 28 แหง่ กตกิ า ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไม่มีอ�ำนาจบังคับรัฐท่ี กระทำ� การฝา่ ฝนื กตกิ าระหวา่ งประเทศอยา่ งแทจ้ รงิ ในคดี Auli Kivenmaa v. Finland คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ สหประชาชาตเิ พยี งแคแ่ สดงความเหน็ และ “ขอรอ้ ง ให้รัฐฟินแลนด์แจ้งข้อมูลให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทราบเก่ียวกับมาตรการที่ รัฐได้ออกเพ่ือท�ำให้กฎหมายภายในสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมือง”132 2) ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยโุ รป : อนุสัญญายุโรปว่าดว้ ยสิทธิมนุษยชน ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปเป็นศาลระหว่างประเทศท่ีถูกจัดต้ังข้ึนในปี ค.ศ. 1959 ท่ีเมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝร่ังเศสภายใต้กรอบของสภาแห่งยุโรป (The Council of Europe) ผพู้ พิ ากษาของศาลไดร้ บั การแตง่ ตง้ั จากประเทศสมาชกิ ของสภายุโรปทง้ั 47 ประเทศ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปมีอ�ำนาจหน้าที่พิจารณาค�ำร้องท่ีเกี่ยวกับการ ละเมิดสิทธิต่างๆของบุคคลโดยรัฐสมาชิก133 ค�ำพิพากษาของศาลสิทธิมนุษยชน แห่งยุโรปผูกพันรัฐสมาชิก โดยรัฐสมาชิกมีพันธกรณีท่ีจะด�ำเนินการให้เป็นไปตาม 132 Roseline Letteron, “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”. 133 อนุสัญญาก�ำหนดให้รัฐสมาชิกให้ความคุ้มครองสิทธิของบุคคลท่ีอยู่ในประเทศของตนให้เป็นไปตาม อนุสญั ญาไม่ว่าบคุ คลน้นั จะมีสัญชาตขิ องประเทศตนหรือไม่ โดยผรู้ ้องทีถ่ กู ละเมิดสทิ ธิจะตอ้ งดำ� เนนิ การ ตามกระบวนการยตุ ธิ รรมภายในของรฐั สมาชกิ ใหแ้ ลว้ เสรจ็ กอ่ นและหากไมไ่ ดร้ บั ความเปน็ ธรรมจงึ สามารถ มายื่นค�ำรอ้ งต่อศาลสทิ ธิมนุษยชนแห่งยุโรป Thai Europe.net, “คนไทยมีสิทธิรับความคุ้มครองภายใต้ The European Convention on Human Rights” (online), 2554, Available from: http://www2.thaieurope.net/%E0%B8%8 4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8 %AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0 %B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B8 %E0%B9%89/ (4 May 2014)

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 125 คำ� พพิ ากษา เชน่ ด�ำเนินการแกไ้ ขกฎหมายภายในให้สอดคลอ้ งกบั อนุสัญญา หรอื จา่ ยเงนิ ชดเชยใหแ้ กผ่ ูท้ ่ถี ูกละเมิดสทิ ธิ ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วง มาตรา 11 วรรคหนึ่งแห่งอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้การรับรองสิทธิในการชุมนุม โดยสงบและสิทธิในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม ส่วนวรรคสองของมาตราเดียวกัน บัญญัติว่า “รัฐไม่สามารถจ�ำกัดการใช้สิทธิดังกล่าว เว้นแต่โดยอาศัยอ�ำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ในกรณีที่จ�ำเป็นต่อสังคมประชาธิปไตย เฉพาะเพ่ือรักษา ความมั่นคงของรัฐ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพอ่ื ปอ้ งกนั การกอ่ อาชญากรรม เพอื่ รกั ษาสวสั ดภิ าพของประชาชน หรอื เพอ่ื คมุ้ ครอง การใชส้ ทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอน่ื บทบญั ญตั นิ ไ้ี มห่ า้ มการจำ� กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพ โดยชอบธรรมโดยเจา้ หน้าท่ที หาร ตำ� รวจหรอื เจ้าหนา้ ท่ีฝา่ ยปกครอง” จะเห็นได้ว่าอนุสัญญาก�ำหนดเง่ือนไขที่รัฐสมาชิกสามารถจ�ำกัดเสรีภาพ ในการชมุ นมุ และการประทว้ งของบคุ คลภายในรัฐตน โดยเงือ่ นไขดงั กล่าวมดี ้วยกนั 3 ประการ คอื 1. การจ�ำกดั เสรภี าพต้องท�ำโดยกฎหมายระดับรัฐบญั ญตั ิ 2. มีความชอบธรรม คอื มีเปา้ หมายเพ่ือรักษาความมนั่ คงของรัฐ ความสงบ เรียบร้อยและศีลธรรมอันดีเพ่ือป้องกันการก่ออาชญากรรม เพ่ือรักษา สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพ่ือคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของ บคุ คลอื่น 3. เปน็ มาตรการท่ีจ�ำเป็นส�ำหรับสังคมประชาธิปไตย จากแนวคิดที่ว่าเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงเป็นส่วนหน่ึงของ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเป็นเง่ือนไขส�ำคัญของการมีส่วนร่วมในทาง การเมืองและสังคมของประชาชน ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปตีความอ�ำนาจของ รัฐสมาชิกในการจ�ำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงของประชาชน อยา่ งแคบ พรอ้ มทง้ั ควบคมุ เงอ่ื นไขทง้ั สามประการใน การจำ� กดั เสรภี าพโดยรฐั อยา่ ง รัดกมุ 134 ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนยโุ รปมคี วามเหน็ วา่ คำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ โดยเดด็ ขาดแมว้ า่ จะไม่มีความเส่ียงที่จะเกิดความรุนแรงเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย (ECHR, 2/10/2001, Stankov v. Bulgaria, no. 29221/95, 29225/95) 134 Roseline Letteron, “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”. Jacques Fialaire, “Fasc. 210 : Police des réunions et manifestations”.

126 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย คดี Cissé v. France ค.ศ. 2002 เป็นกรณีการชุมนุมของนาง Cissé ชาวเซเนกัลที่เข้ามาอยใู่ นฝรงั่ เศสอยา่ งผิดกฎหมาย พร้อมดว้ ยกลมุ่ ผู้อพยพเข้าเมอื ง อยา่ งผดิ กฎหมายอกี ประมาณ 200 คน ซง่ึ รวมตวั กนั ที่บรเิ วณโบสถ์เซนตเ์ บอรน์ าร์ด ในกรุงปารีส เพอ่ื เรียกร้องให้ทางการฝรั่งเศสสนใจสถานะและความยากลำ� บากของ ผู้อพยพ โดยผู้ชุมนุมส่วนหน่ึงได้ประท้วงอดอาหารด้วย ทางการฝร่ังเศสเข้าสลาย การชมุ นมุ เพราะเหน็ วา่ การชมุ นมุ ดงั กลา่ วมคี วามเสย่ี งอยา่ งรา้ ยแรงในปญั หาสขุ ภาพ ความสงบสุข ความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย นาง Cissé ถูกห้ามมิให้เข้า ประเทศฝรัง่ เศสเปน็ เวลา 3 ปี นางจงึ ฟ้องคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนยโุ รป ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนยโุ รปไดพ้ จิ ารณาวา่ การทตี่ ำ� รวจฝรงั่ เศสเขา้ สลายการชมุ นมุ นนั้ มไิ ดเ้ ปน็ การละเมดิ สทิ ธใิ นการชมุ นมุ โดยสงบตามอนสุ ญั ญาแหง่ ยโุ รปแตอ่ ยา่ งใด เน่ืองจากเปน็ การกระทำ� โดยอาศยั บทบญั ญัติของรฐั บญั ญัติ ค.ศ. 1905 วา่ ด้วยการ แบ่งแยกศาสนาออกจากรัฐ เพ่ือป้องกันความไม่สงบเรียบร้อยและเป็นมาตรการ ท่ีจ�ำเป็นในสังคมประชาธิปไตย (ECHR, 9/04/2002, Cissé v. France, no. 51346/99) ในคดี Ezelin v. France ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนยโุ รปเหน็ วา่ การทท่ี างการฝรง่ั เศส ลงโทษทางวินัยทนายความที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านผู้พิพากษาและต�ำรวจ เป็นการกระท�ำที่ขัดต่อมาตรา 11 แห่งอนุสัญญายุโรป เนื่องจากมาตรการที่มีผล เป็นการจ�ำกัดเสรีภาพในการประท้วงไม่ได้เป็นมาตรการที่จ�ำเป็นเพ่ือรักษาไว้ซ่ึง ความสงบเรยี บร้อย (ECHR, 26/04/1991, Ezelin v. France, no. 11800/85) ในคดี Schwabe v. Germany ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนยโุ รปเหน็ วา่ การทเ่ี จา้ หนา้ ที่ รฐั เยอรมนั คมุ ขงั บคุ คลตลอดชว่ งเวลาการจดั ประชมุ G8 เพอื่ หา้ มมใิ หบ้ คุ คลดงั กลา่ ว ใช้สิทธิในการเข้าร่วมการประท้วงเพ่ือต่อต้านการประชุมเป็นการกระท�ำท่ีขัดต่อ อนสุ ญั ญา เนอื่ งจากการประทว้ งไมไ่ ดถ้ กู จดั ขนึ้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื กอ่ ความไมส่ งบ โดยใชค้ วามรุนแรง ศาลเห็นว่าเจา้ หน้าทส่ี ามารถใชม้ าตรการอน่ื ๆ ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ แต่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลน้อยกว่าเพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อย (ECHR, 1/12/2011, Schwabe v. Germany, no. 8080/08, no. 8577/08) ส่วนในคดี Baczkowski v. Poland นายกเทศมนตรีของเมือง Warsaw ประเทศโปแลนด์สั่งห้ามการเดินขบวนต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อเยาวชน โดยนายกเทศมนตรีให้เหตุผลว่าผู้จัดการประท้วงไม่ได้แจ้งแผนการเดินขบวนให้แก่ เจ้าหน้าที่ต�ำรวจและอาจมีการกระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้ประท้วงท่ีมีความเห็น ตรงกนั ข้าม

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 127 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเห็นว่า การแจ้งแผนการเดินขบวนไม่จ�ำเป็นและ เปน็ หนา้ ทข่ี องเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจทจ่ี ะปอ้ งกนั ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ยของการเดนิ ขบวน ท่ีไม่ได้มีลักษณะเสี่ยงจะก่อความวุ่นวาย (ECHR, 3/05/2007, Baczkowski v. Poland, no. 35127/08) จะเห็นได้ว่า นอกจากศาลจะตรวจสอบความจ�ำเป็นของมาตรการท่ีจ�ำกัด เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งแลว้ ศาลสทิ ธมิ นษุ ยชนยโุ รปยงั เรยี กรอ้ งใหร้ ฐั มีบทบาทในการด�ำเนินการให้การใช้สิทธิและเสรีภาพตามอนุสัญญาของประชาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการท่ีสมเหตุ สมผลและเหมาะสมเพื่อเอ้ือให้การชุมนุมประท้วงที่ถูกกฎหมายด�ำเนินไปได้อย่าง เรยี บรอ้ ยและปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ ความวนุ่ วาย ในการพิจารณาความชอบด้วยอนุสัญญาของมาตรการของรัฐสมาชิก ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปยืนยันถึงความเป็นเอกเทศของศาลที่ไม่ผูกพันกับความเห็น ของเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั หรอื ศาลภายในของรฐั สมาชิกนั้นๆ ไม่วา่ จะเป็นการนิยามการ ชุมนุมซ่ึงมีผลต่อกฎเกณฑ์ที่จะใช้บังคับต่อการชุมนุมนั้นๆ หรือความจ�ำเป็นในการ จ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพท่ีอนุสัญญาให้การรับรอง ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ไมผ่ กู พนั กบั ความชอบหรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมายของการชมุ นมุ หรอื การประทว้ งตาม กฎหมายภายใน ในคดี Cetinkaya v. Turkey ศาลเหน็ ว่า การท่เี จา้ หน้าทขี่ องรัฐตุรกีนิยาม การจัดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของชาวเคิร์ดว่าเป็นการประท้วงท่ีต้องห้าม ตามกฎหมายภายใน ไม่ได้มีผลท�ำให้การแถลงข่าวดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา 11 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยอัตโนมัติ (ECHR, 27/06/2006, Cetinkaya v.Turkey, no. 61353/00) 3.4.2 บทบาทของศาลภายในของประเทศฝรั่งเศส ศาลปกครองมีอ�ำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำส่ังห้าม การชุมนุมสาธารณะหรือการประท้วง รวมทั้งพิจารณาความรับผิดของรัฐในกรณี ทเี่ กดิ ความเสียหายจากการชมุ นุมสาธารณะหรอื การประท้วง 1) การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการจ�ำกัดเสรีภาพ ในการชุมนมุ สาธารณะและการประทว้ งของเจ้าหน้าทีข่ องรฐั กฎหมายใหอ้ ำ� นาจผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรอื นายกเทศมนตรใี นการจำ� กดั เสรภี าพ ในการชุมนุมสาธารณะของประชาชนเพ่ือรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

128 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย โดยออกค�ำส่ังห้ามการชุมนุมหรือค�ำสั่งสลายการชุมนุมท่ีก่อความวุ่นวาย อย่างไร กต็ าม ศาลปกครองของฝรง่ั เศสควบคมุ ตรวจสอบความชอบดว้ ยกฎหมายในภายหลงั ของค�ำส่งั ดงั กล่าว 1.1) วธิ กี ารฟอ้ งคดีตอ่ ศาลปกครอง 1.1.1) การฟอ้ งขอใหศ้ าลปกครองเพกิ ถอนคำ� สงั่ ทางปกครองทไี่ มช่ อบ ดว้ ยกฎหมาย (recours pour excès de pouvoir) ศาลปกครองฝรั่งเศสมีอ�ำนาจเพิกถอนค�ำส่ังห้ามการชุมนุมหรือ การประทว้ งทีไ่ ม่ชอบดว้ ยกฎหมาย 1.1.2) มาตรการช่ัวคราวเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพข้ันพื้นฐาน (référé liberté) การฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการค�ำส่ังห้ามการชุมนุมหรือ การประทว้ งเปดิ โอกาสใหศ้ าลปกครองเขา้ มาตรวจสอบความชอบของการกระทำ� ของ ฝา่ ยปกครอง แตถ่ งึ แมศ้ าลจะเพกิ ถอนคำ� สงั่ ดงั กลา่ วในภายหลงั ประชาชนกถ็ กู หา้ ม ไมใ่ ห้จัดการชุมนมุ หรอื การประท้วงไปแลว้ รฐั กฤษฎกี าลงวนั ท่ี 27 มกราคม ค.ศ. 1983 ใหอ้ ำ� นาจศาลปกครองในการ สั่งทุเลาการบงั คบั ค�ำสง่ั ห้ามการชุมนุมประท้วงไว้จนกวา่ จะมคี �ำพพิ ากษา รฐั บญั ญัตลิ งวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2000 จดั ตงั้ ระบบมาตรการชว่ั คราว เพ่ือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานข้ึนในกรณีท่ีมีการกระท�ำท่ีร้ายแรงและ ผิดกฎหมายของฝ่ายปกครองอย่างใดๆซ่ึงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพข้ันพ้ืนฐาน เช่น ในกรณีท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธไม่ให้สมาคมหรือพรรคการเมืองใช้สถานท่ีของ ทางการจดั การชมุ นมุ สาธารณะ (CE, ord. Référé, 19/08/2002, Front national et Institut de formation des élus locaux) ตลุ าการศาลปกครองเพียงนายเดียว สามารถพิจารณาค�ำขอและสามารถออกมาตรการอย่างใดๆ ท่ีจ�ำเป็นเพ่ือคุ้มครอง สทิ ธเิ สรภี าพขน้ั พน้ื ฐานทถี่ กู ละเมดิ โดยเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั มาตรการชว่ั คราวเพอื่ คมุ้ ครอง สิทธิเสรีภาพไม่กระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดีหลักโดยองค์คณะตุลาการท่ี พจิ ารณาคำ� ขอตอ้ งมคี ำ� ตดั สนิ ภายใน 48 ชว่ั โมง และคำ� สงั่ ดงั กลา่ วสามารถอทุ ธรณไ์ ด้ ตอ่ สภาแหง่ รัฐ (ศาลปกครองสูงสดุ ) ภายใน 15 วนั 135 135 ปาลรี ัฐ ศรวี รรณพฤกษ์, “มาตรการกอ่ นการพิพากษาในกฎหมายปกครองฝรั่งเศส” [ระบบออนไลน์], ทมี่ า: http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=792 (20 February 2014)

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 129 ศาลปกครองยอมรับว่า เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะเป็นหนึ่งในสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยยอมรับการใช้กระบวนการค�ำขอฉุกเฉินเพ่ือปกป้องสิทธิ เสรีภาพในกรณมี คี ำ� สงั่ หา้ มการชุมนมุ สาธารณะ (CE, ord. Référé. 30/03/2007, ville de Lyon c/ Culte des Témoins de Jéhovah Lyon-Lafayette) 1.2) การควบคมุ ความชอบของคำ� สง่ั หา้ มการชมุ นุมสาธารณะ จากแนวคำ� พพิ ากษา ศาลปกครองของฝรงั่ เศสมหี ลกั เกณฑใ์ นการพจิ ารณา ความชอบด้วยกฎหมายของคำ� สั่งหา้ มการชมุ นมุ สาธารณะ ดังน้ี (ก) การชมุ นุมจะกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมืองหรอื ไม่ (risque de troubles graves à l’ordre public) กลา่ วคือ ค�ำสั่ง หา้ มการชมุ นมุ สาธารณะตอ้ งมเี ปา้ หมายเพอื่ รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง ในอันดับแรกศาลจึงตรวจสอบว่า ถ้าเจ้าหน้าท่ีไม่ส่ังห้ามการชุมนุมดังกล่าวจะก่อ ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองหรือไม่ โดยพิจารณา สถานการณ์ของท้องถิ่นน้ันๆ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสันนิษฐานเพียงว่าการชุมนุม จะกอ่ ใหเ้ กิดความไม่สงบ แต่ต้องพิสจู น์ใหเ้ ห็นอยา่ งชดั แจง้ สภาแหง่ รฐั ตดั สนิ วา่ คำ� สง่ั ของผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ลยี งทไ่ี มอ่ นญุ าตใหก้ ลมุ่ พยานของ Jehovah ใชส้ ถานทข่ี องเทศบาลทำ� พธิ เี ฉลมิ ฉลองทางศาสนาไมช่ อบดว้ ย กฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าท่ีไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมจะกระทบต่อ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองอย่างไร การอ้างความเกี่ยวข้องกับลัทธิความเชื่อ ของการชมุ นมุ ดงั กลา่ วไมเ่ พยี งพอ (CE, ord. Référé. 30/03/2007, ville de Lyon c/ Culte des Témoins de Jéhovah Lyon-Lafayette) (ข) ความเพียงพอของก�ำลังของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจเพื่อควบคุมป้องกัน ผลกระทบร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองของการชุมนุมดังกล่าว เน่ืองจากเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจมีหน้าท่ีตามกฎหมายเพ่ือควบคุมให้การชุมนุมสาธารณะ เปน็ ไปโดยสงบเรยี บรอ้ ย เชน่ ในกรณที ม่ี คี วามจำ� เปน็ ทต่ี อ้ งแบง่ กำ� ลงั เจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจ ไปควบคุมดูแลการชุมนุมหลายจุด สภาแห่งรัฐมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าค�ำสั่งห้าม การชมุ นมุ ชอบด้วยกฎหมาย (ค) การจ�ำกดั เสรภี าพในการชมุ นมุ หรือประท้วงเป็นไปตาม “หลกั ความ ไดส้ ดั สว่ น” (principe de proportionnalité) หรอื ไม่ นอกเหนอื จากการตรวจสอบวา่ การชมุ นมุ เสยี่ งทจ่ี ะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบรา้ ยแรงตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง แลว้ ศาลปกครองจะตรวจสอบวา่ มาตรการทมี่ ผี ลเปน็ การจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ สาธารณะมีความได้สัดส่วนกับความจ�ำเป็นในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย หรอื ไม่

130 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย หลักความไดส้ ดั สว่ น สามารถแยกได้เป็น 3 หลักยอ่ ย คือ 1) หลกั แหง่ ความสมั ฤทธผิ ล : หลกั นเ้ี รยี กรอ้ งใหก้ ารกระทำ� ของเจา้ หนา้ ท่ี ของรฐั ทเี่ ปน็ การจำ� กดั สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนจะตอ้ งสามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ อนั ชอบธรรมได้ในทางปฏิบัติ 2) หลกั แหง่ ความจำ� เปน็ :ในบรรดามาตรการทสี่ ามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคไ์ ด้ เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ตอ้ งเลอื กมาตรการทม่ี ผี ลกระทบตอ่ สทิ ธหิ รอื เสรภี าพของประชาชน น้อยท่ีสุด ดังนั้น ค�ำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะจะถือได้ว่าเป็นมาตรการที่จ�ำเป็น เฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไดด้ ้วยวิธีอ่ืนแล้ว 3) หลักแห่งความสมดุล : หลักการน้ีเรียกร้องให้ประโยชน์ที่มหาชน จะได้รับจากการกระท�ำของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมากกว่าความเสียหายที่จะเกิดข้ึน ต่อสิทธิหรือเสรภี าพหรอื ประโยชน์อนั ชอบธรรมของประชาชน ศาลปกครองของฝร่ังเศสน�ำหลักความได้สัดส่วน (โดยเฉพาะหลักความ จ�ำเป็น) มาใชใ้ นการพจิ ารณาความชอบดว้ ยกฎหมายของมาตรการท่ีจ�ำกดั เสรภี าพ ในการชุมนมุ เปน็ ครง้ั แรกเมอ่ื ค.ศ. 1933 ในคดี Benjamin คดีน้ีมีข้อเท็จจริงคือ ชมรมส่งเสริมการท่องเท่ียวแห่งเมือง Nevers ประเทศฝร่ังเศสเชิญนายเบนจามินมาแสดงปาฐกถาที่ประชุมทางวรรณกรรม เมอื่ สหภาพครไู ดท้ ราบขา่ วจงึ ออกมาชมุ นมุ ประทว้ งตอ่ ตา้ นนายเบนจามนิ เนอื่ งจาก นายเบนจามนิ ไดเ้ คยกลา่ วถอ้ ยคำ� ดหู มนิ่ เหยยี ดหยามครทู สี่ อนในโรงเรยี นทไี่ มข่ นึ้ ตอ่ ศาสนาไว้ในข้อเขียนต่างๆ ของตนหลายครงั้ นายกเทศมนตรีแหง่ เมอื ง Nevers เหน็ วา่ การเดินทางมาเมือง Nevers ของนายเบนจามินเพ่ือแสดงปาฐกถาทางวรรณกรรมน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบ เรยี บรอ้ ยขน้ึ ในเมอื งได้ จงึ อาศยั อำ� นาจตามความในบทบญั ญตั มิ าตรา 97 แหง่ รฐั บญั ญตั ิ ลงวนั ที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1884 ซง่ึ บญั ญตั วิ ่า “นายกเทศมนตรีมีอ�ำนาจหนา้ ท่ีออก มาตรการทจี่ ำ� เปน็ แกก่ ารรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย” ออกคำ� สงั่ หา้ มมใิ หจ้ ดั การประชมุ ฟงั การแสดงปาฐกถาของนายเบนจามนิ นายเบนจามนิ จงึ นำ� คดขี น้ึ รอ้ งตอ่ สภาแหง่ รฐั เพื่อขอใหย้ กเลกิ คำ� สั่งห้ามจดั การประชุมทางวรรณกรรมของนายกเทศมนตรี สภาแหง่ รฐั ฝรง่ั เศสพพิ ากษาวา่ ความวนุ่ วายทอ่ี าจจะเกดิ จากการมาแสดง ปาฐกถาของนายเบนจามินไม่ได้มีความร้ายแรงถึงขั้นที่เทศบาลไม่สามารถรักษา ความสงบเรียบร้อยได้ด้วยมาตรการอื่นๆ ท่ีมีผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน น้อยกว่า ในเม่ือเทศบาลเมือง Nevers สามารถใช้มาตรการอื่นๆ ที่มีความรุนแรง

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 131 นอ้ ยกวา่ คำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ สาธารณะเพอ่ื ปอ้ งกนั ความวนุ่ วายทอ่ี าจจะเกดิ จากการ แสดงปาฐกถาของนายเบนจามนิ ค�ำสงั่ ห้ามจัดการประชมุ จงึ เปน็ การจ�ำกัดเสรภี าพ ในการชุมนุมสาธารณะของประชาชนเกินขอบเขตแห่งความจ�ำเป็นแก่การรักษา ความสงบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง คำ� สงั่ ดงั กลา่ วมชิ อบดว้ ยกฎหมาย (CE,19/05/1933, Benjamin, Rec. p. 541) การท่ีศาลปกครองของฝรั่งเศสน�ำหลักความได้สัดส่วนมาใช้เป็นเกณฑ์ ในการตรวจสอบความชอบดว้ ยกฎหมายของคำ� สง่ั หา้ มหรอื สลายการชมุ นมุ สาธารณะ มีผลให้เจ้าหน้าท่ีของรัฐไม่สามารถส่ังห้ามหรือสลายการชุมนุมซ่ึงเป็นการจ�ำกัด สิทธิเสรีภาพของประชาชนเพียงเพราะว่าไม่ต้องการใช้มาตรการอื่นๆ ในการรักษา ความสงบเรยี บรอ้ ย โดยหลกั เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั จะสามารถสง่ั หา้ มหรอื สลายการชมุ นมุ ไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายเฉพาะในกรณที เ่ี จา้ หนา้ ทไ่ี มส่ ามารถรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย หรือความปลอดภยั สาธารณะดว้ ยวธิ อี นื่ ๆ แล้ว แต่การจะพิจารณาว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือความปลอดภัย สาธารณะโดยวธิ อี น่ื ทำ� ไดห้ รอื ไมต่ อ้ งขนึ้ อยกู่ บั ขอ้ เทจ็ จรงิ และสถานการณข์ องแตล่ ะ กรณี ซ่ึงท�ำได้ยากในทางปฏิบัติ และท�ำให้ไม่สามารถก�ำหนดหลักเกณฑ์ตายตัวว่า ในกรณีใดอาจถือได้ว่าค�ำสั่งห้ามหรือสลายการชุมนุมสอดคล้องกับหลักความ ไดส้ ดั ส่วน 1.3) การควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของคำ� สงั่ ห้ามการประทว้ ง 1.3.1) การตรวจสอบนิยามการประทว้ ง การนิยามการประท้วงมีผลต่อหลักเกณฑ์ท่ีจะใช้บังคับกับการประท้วง น้ันๆ การประท้วงท่ีจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของรัฐกฤษฎีกา ค.ศ. 1935 ต้องเป็น การประทว้ ง “บนทางสาธารณะ” (ก) หากการประท้วงนั้นๆ เข้าข้อยกเว้น คือ มีลักษณะเป็นการเดินขบวนท่ี เป็นธรรมเนียมปฏบิ ัตขิ องทอ้ งถนิ่ ผจู้ ัดก็ไมต่ อ้ งแจ้งทางการใหท้ ราบลว่ งหนา้ (ข) (ก) การประท้วง “บนทางสาธารณะ” การประท้วงซึ่งมาตรา L211-1 แห่งประมวลกฎหมายความมนั่ คงภายใน บัญญตั กิ �ำหนดใหต้ ้องมกี ารแจง้ ล่วงหนา้ คอื การประทว้ ง “บนทางสาธารณะ” ไม่วา่ การประทว้ งน้ันจะเปน็ การเดินขบวนหรือการรวมตวั อยกู่ ับท่ี ในทางปฏิบัติ บ่อยคร้ังผู้เดินขบวนประท้วงเคล่ือนย้ายออกจากทาง สาธารณะเพอื่ เขา้ ไปในพน้ื ทข่ี องทางราชการ หรอื พน้ื ทสี่ าธารณะทมี่ คี วามสำ� คญั ทาง สัญลักษณร์ ะหวา่ งเสน้ ทาง เช่น สถานรี ถไฟ ทีว่ ่าราชการจงั หวัด ทที่ �ำการเทศบาล

132 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย ซ่ึงนักกฎหมายส่วนหนึ่งเห็นว่า การเดินขบวนดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตของ กฎหมายวา่ ดว้ ยการประทว้ งบนทางสาธารณะอกี ตอ่ ไป แตต่ อ้ งอยภู่ ายใตห้ ลกั เกณฑ์ เกย่ี วกบั การชมุ นมุ กอ่ ความไมส่ งบ ซง่ึ ตามมาตรา 431-9 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา มีขึ้นได้ทั้งบนทางสาธารณะและบนพื้นท่ีสาธารณะ อย่างไรก็ดี การเคลื่อนขบวน ประท้วงเข้าไปในสถานท่ีราชการมีผลให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐกำ� หนด n°58-1100 ลงวนั ที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1958 วา่ ด้วยการดำ� เนนิ งาน ของรัฐสภาห้ามมิให้ย่ืนค�ำร้องทุกข์ท่ีบริเวณรั้วของรัฐสภา หรือมาตรา 413-7 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญากำ� หนดโทษอาญาแกผ่ ทู้ บี่ กุ รกุ หรอื พยายามบกุ รกุ ทท่ี ำ� การ ของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรอื บรษิ ทั เอกชนทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ความมน่ั คงของชาติ สว่ นในกรณี ที่มีการใช้ความรุนแรงเข้ายึดสถานท่ี ศาลจะนิยามการประท้วงดังกล่าวว่าเป็นการ ชุมนมุ กอ่ ความไม่สงบซึง่ มชิ อบดว้ ยกฎหมาย136 (ข) การเดนิ ขบวนทเ่ี ปน็ ธรรมเนยี มปฏิบตั ขิ องท้องถิ่น ในคดี Union Synd. ouvriers Région parisienne CGT ค.ศ. 1954 สภาแหง่ รฐั เหน็ วา่ คำ� สง่ั หา้ มการเดนิ ขบวนรำ� ลกึ เหตกุ ารณจ์ ลาจลเมอ่ื เดอื นกมุ ภาพนั ธ์ ค.ศ. 1934 นัน้ ชอบดว้ ยกฎหมายแล้ว เนื่องจากการเดนิ ขบวนทางการเมอื งดงั กลา่ ว อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ย โดยนยั สภาแหง่ รฐั เหน็ วา่ การเดนิ ขบวนดงั กลา่ ว ไม่เข้าข่ายการเดินขบวนที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถ่ิน ซ่ึงมาตรา L211-1 แหง่ ประมวลกฎหมายความมน่ั คงภายในไดย้ กเวน้ ใหไ้ มต่ อ้ งมกี ารแจง้ ลว่ งหนา้ แตเ่ ปน็ การประทว้ งทีก่ ฎหมายกำ� หนดให้ตอ้ งมีการแจ้งล่วงหน้า (CE, 19/2/1954, Union Synd. ouvriers Region parisienne CGT, Rec. p. 113) สว่ นคดี Jacques Saldou เกยี่ วขอ้ งกบั การเดนิ ขบวนของกลมุ่ ชาตนิ ยิ มบาสก์ ท่เี รยี กร้องการแบง่ แยกดนิ แดนทจ่ี งั หวัด Pyrénées-Atlantiques โดยผ้เู ดนิ ขบวน อา้ งวา่ เปน็ เพยี งการแจกเอกสารใบปลวิ ทมี่ าตรา 20 ของรฐั บญั ญตั ลิ งวนั ท่ี 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1881 เกย่ี วกบั เสรภี าพของสอื่ อนญุ าตใหท้ ำ� ได้ แตส่ ภาแหง่ รฐั เหน็ วา่ คำ� สง่ั หา้ ม การประท้วงของผู้ว่าราชการจังหวัดน้ันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เน่ืองจากกิจกรรม ดังกล่าวเป็นการเดินขบวนท่ีมีเป้าหมายจะบอกเล่าสถานการณ์ของผู้ต้องขังท่ีเป็น กลมุ่ แบง่ แยกดนิ แดน ซงึ่ มคี วามเสยี่ งทจ่ี ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง ในภูมิภาคท่ีมีการก่อการร้ายต่อเน่ืองเป็นเวลาหลายนานปี (CE, 23/07/1993, Jacques Saldou) 136 Didier Perroudon, “Manifestations”

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 133 1.3.2) การตรวจสอบผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อนั ดแี ละความไดส้ ัดส่วนของมาตรการจำ� กัดเสรภี าพในการประทว้ ง ในการควบคมุ ความชอบดว้ ยกฎหมายของคำ� สง่ั หา้ มการประทว้ ง ในชว่ งแรก ศาลปกครองฝร่ังเศสตรวจสอบเฉพาะผลกระทบของการชุมนุมนั้นๆ ต่อความสงบ เรยี บรอ้ ยสาธารณะ (ก) ตอ่ มาศาลปกครองฝรงั่ เศสไดน้ ำ� หลกั ความไดส้ ดั สว่ นมาใชใ้ น การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำส่ังหา้ มการประท้วงด้วย (ข) (ก) การตรวจสอบขั้นตำ�่ : ความเปน็ จรงิ ของผลกระทบตอ่ ความสงบ เรยี บรอ้ ยของการประทว้ งทถี่ กู ห้าม ในขณะท่ีสภาแห่งรัฐตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำส่ังห้าม การชุมนุมสาธารณะแบบเข้มข้นสูงสุด (contrôle maximum) โดยน�ำหลักความ ไดส้ ดั สว่ นมาใชต้ งั้ แตค่ ดี Benjamin ค.ศ. 1937 สภาแหง่ รฐั กลบั ตรวจสอบความชอบ ด้วยกฎหมายของค�ำสั่งห้ามการประท้วงแต่เพียงขั้นต่�ำ (contrôle minimum) โดยตรวจสอบเพียงว่าการประท้วงน้ันๆ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชนจริงหรือไม่ โดยศาลจะพิจารณาจาก สถานการณ์ ทง้ั ในแงข่ องเวลา สถานท่ี เสน้ ทางการเดนิ ขบวน และประวตั กิ ารประทว้ ง ในครั้งกอ่ นๆ ในคดี Commune Vertou สภาแหง่ รฐั เหน็ วา่ ค�ำส่ังหา้ มการประท้วงของ นายกเทศมนตรชี อบดว้ ยกฎหมาย เนอ่ื งจากผจู้ ดั การชมุ นมุ มคี ำ� พดู ทช่ี นี้ ำ� ใหผ้ เู้ ขา้ รว่ ม ประทว้ งสรา้ งความเสยี หายแกท่ รพั ยส์ นิ ของเอกชน (CE, 12/10/1983, Commune Vertou) ในคดี Union des syndicats ouvriers de la région parisienne CGT สภาแห่งรฐั เห็นว่าการประท้วงของสหภาพแรงงานอาจก่อใหเ้ กดิ ความไม่สงบ เรยี บรอ้ ยจรงิ คำ� สง่ั หา้ มการประทว้ งจงึ ชอบดว้ ยกฎหมาย (CE, 19/02/1954, Union des syndicats ouvriers de la région parisienne CGT, Rec. p. 113)137 อย่างไรก็ตาม สภาแห่งรัฐไม่ตรวจสอบว่าค�ำส่ังห้ามการประท้วงนั้นเป็น มาตรการทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ไม่ ในคดีUniondessyndicats ouvriers de la région parisienne CGT ศาลพจิ ารณาสถานการณ์เพยี งครา่ วๆ และเมื่อการประท้วงอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยจริง ผู้บัญชาการต�ำรวจ กรงุ ปารีสก็สามารถมคี ำ� สง่ั หา้ มการประทว้ งน้นั ๆ ได้ แม้วา่ จะมกี �ำลังต�ำรวจเพยี งพอ 137 Roseline Letteron, “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”

134 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย เพอ่ื ทจ่ี ะรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย กลา่ วคอื ในกรณคี ำ� สงั่ หา้ มการประทว้ ง ศาลปกครอง ไม่ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ต�ำรวจมีวิธีการอื่นที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนน้อยกว่าค�ำสัง่ หา้ มแต่สามารถป้องกนั ความไมส่ งบเรียบร้อยไดเ้ ชน่ กนั สาเหตุท่ีศาลปกครองตรวจสอบความชอบของค�ำสั่งห้ามการประท้วง แตกต่างจากค�ำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะ น่าจะมาจากที่การประท้วงซึ่งมีขึ้น บนทางสาธารณะมีผลกระทบต่อความสงบเรยี บร้อยสาธารณะมากกวา่ การชมุ นุม อยา่ งไรกต็ าม แนวทางคำ� ตดั สนิ ของสภาแหง่ รฐั ดงั กลา่ วเปน็ การกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ทา่ เทยี มระหวา่ งการชมุ นมุ สาธารณะและการประทว้ งและขดั กบั ความเหน็ ของคณะกรรมาธิการยุโรปวา่ ดว้ ยสิทธิมนษุ ยชน138 ที่เหน็ วา่ “การห้ามการประทว้ ง เป็นการทวั่ ไปจะไมข่ ดั ต่ออนสุ ัญญายโุ รปว่าด้วยสิทธแิ ละเสรภี าพขั้นพื้นฐาน เฉพาะ ในกรณที มี่ คี วามเสย่ี งทแี่ ทจ้ รงิ ทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วาย โดยทเี่ จา้ หนา้ ทไ่ี มส่ ามารถ รักษาความสงบเรียบร้อยได้โดยวิธีอ่ืนท่ีจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพของเอกชนน้อยกว่า ศาลจึงมีหน้าที่ตรวจสอบสถานการณ์และความจ�ำเป็นของการใช้มาตรการดังกล่าว (Comm. CE, 15/03/1984, Assoc. et H. v. Austrich, DR 36/187) ตอ่ มาภายหลงั สภาแหง่ รฐั จงึ หนั มาใชห้ ลกั เกณฑเ์ ดยี วกนั ในการตรวจสอบ ความชอบดว้ ยกฎหมายของคำ� สั่งห้ามการชมุ นุมสาธารณะและการประท้วง (ข) การตรวจสอบขั้นสูงสุด : ผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สาธารณะและความได้สัดสว่ นของค�ำสั่งหา้ มการประทว้ ง นับแต่ ค.ศ. 1997 สภาแห่งรัฐได้เพิ่มความเข้มข้นของการตรวจสอบ ความชอบของค�ำส่ังห้ามการประท้วงให้เท่ากับกรณีค�ำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะ โดยน�ำหลักความได้สัดส่วนมาใช้ โดยในคดีเก่ียวกับการห้ามการประท้วงของ ชาวทเิ บตบรเิ วณสถานทตู จนี ในกรงุ ปารสี ระหวา่ งการเยอื นประเทศฝรง่ั เศสของผนู้ ำ� ของสาธารณรฐั ประชาชนจนี สภาแหง่ รฐั เหน็ วา่ การหา้ มการประทว้ งเปน็ การทว่ั ไป เปน็ การจำ� กดั เสรภี าพในการประทว้ งเกนิ ความจ�ำเปน็ ตอ่ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย และเหตุผลที่เจ้าหน้าท่ีอ้างว่าการประท้วงจะกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศของฝร่ังเศสกับสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่เป็นเหตุผลท่ีเพียงพอ 138 คณะกรรมาธิการยุโรปวา่ ด้วยสทิ ธมิ นษุ ยชนเป็นหนงึ่ ในองค์กรของสภาแห่งยุโรป (Council of Europe) ภายหลงั คณะกรรมการได้ถกู ยบุ ไปโดยขอ้ กำ� หนด (Protocole) ฉบบั ที่ 11 ค.ศ. 1994 ทมี่ ีผลใชบ้ ังคับ วันที่ 1 พฤศจกิ ายน ค.ศ. 1998 จากน้ันศาลยุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีอ�ำนาจในการพิจารณาค�ำฟ้องของเอกชนท่ีถูกละเมิดสิทธิ และเสรีภาพท่ีอนุสัญญายโุ รปรับรองไว้

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 135 ในการห้ามการชุมนุม (CE, 12/11/1997, Ministre d’intérieur c/assoc. Communauté tibétaine en France et ses amis). ในหลายครงั้ ศาลปกครองเหน็ วา่ คำ� สง่ั หา้ มการประทว้ งมชิ อบดว้ ยกฎหมาย เนอ่ื งจากแมว้ า่ จะมคี วามเปน็ ไปไดว้ า่ ฝา่ ยทมี่ คี วามเหน็ ตรงกนั ขา้ มจะจดั การประทว้ ง ต่อต้านแต่ความเสี่ยงต่อความไม่สงบ ความไม่ปลอดภัยสามารถหลีกเล่ียงได้ด้วย มาตรการอน่ื ๆ ของตำ� รวจ (CE, 5/03/1948, Jeunesse indépendante chrétienne) ในทางตรงกนั ข้าม ในคดี Assoc. SOS Tout-petits ศาลปกครองตีความ เหตุผลที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยอย่างกว้าง โดยเห็นว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐ สามารถสงั่ หา้ มจดั การประทว้ งดว้ ยเหตผุ ลทเี่ กยี่ วกบั พฤตกิ รรมทผี่ า่ นมาของสมาชกิ ของสมาคม เร่ืองท่ีต้องการเรียกร้องและสถานที่ชุมนุม ในคดีนี้สภาแห่งรัฐเห็นว่า ค�ำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดห้ามการประท้วงของกลุ่มต่อต้านการท�ำแท้งที่อาจ ทำ� ให้เกดิ ความไมส่ งบเรียบรอ้ ยอย่างรนุ แรงเปน็ คำ� สง่ั ทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย เนอื่ งจาก สมาชิกของสมาคมดังกล่าวเคยบุกเข้าไปในคลินิกและโรงพยาบาลท่ีรับท�ำแท้ง โดยขม่ ขแู่ พทยแ์ ละคนไข้ และผปู้ ระทว้ งตอ้ งการรวมตวั ทลี่ านหนา้ โบสถน์ อรท์ เทอดาม ซ่ึงอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล ซ่ึงโบสถ์นอร์ทเทอดามเป็นสถานที่ท่องเท่ียวส�ำคัญที่ เจ้าหน้าท่ีต�ำรวจไม่อาจป้องกันความไม่สงบเรียบร้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ (CE, 25/06/2003, Assoc. SOS Tout-petits et Letondot) 1.3.3) ขอ้ พิจารณาอ่นื ๆ (ก) คำ� สง่ั หา้ มการประทว้ งบางส่วน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีอ�ำนาจในการห้ามการประท้วงท้ังหมด แต่เจ้าหน้าที่อาจเลือกที่จะมีค�ำสั่งห้ามการประท้วงเพียงบางส่วนท่ีอาจก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อย สภาแห่งรัฐเห็นว่านายกเทศมนตรีสามารถมีค�ำส่ังห้าม การเดินขบวนบนถนนบางสายท่ีมีการจราจรหนาแน่นและติดขัด ภายใต้เงื่อนไขว่า ค�ำสั่งห้ามดังกล่าวต้องไม่มีผลในทางปฏิบัติเป็นการห้ามมิให้จัดการเดินขบวนใน เขตเทศบาล (CE 21/01/1966, Legastelois, Rec 1966, p.45) (ข) คำ� สง่ั ห้ามการประทว้ ง ในกรณไี ม่มีการแจ้งลว่ งหน้า ศาลปกครองของฝรง่ั เศสยอมรบั วา่ เจา้ หนา้ ทที่ มี่ อี ำ� นาจหนา้ ทใ่ี นการรกั ษา ความสงบเรยี บรอ้ ยสาธารณะสามารถออกคำ� สง่ั หา้ มการประทว้ ง ในกรณที ผี่ จู้ ดั การ ประท้วงไม่ด�ำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าถึงเจตนาในการจัดการประท้วงตามท่ี กฎหมายก�ำหนดไว้ หากเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลท่ีเพียงพอเกี่ยวกับการประท้วงและ ผลกระทบของการประทว้ งดังกล่าวต่อความสงบเรียบร้อยสาธารณะ

136 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย ศาลปกครองเหน็ วา่ ไมไ่ ดม้ บี ทบญั ญตั ใิ ดของรฐั กฤษฎกี า ค.ศ. 1935 ทห่ี า้ ม มใิ หเ้ จา้ หนา้ ทขี่ องรฐั มคี ำ� สงั่ หา้ มการประทว้ งกอ่ นไดร้ บั แจง้ อยา่ งเปน็ ทางการ ในเมอื่ เจ้าหน้าท่ีได้รับข้อมูลท่ีเพียงพอเก่ียวกับการประท้วงผ่านทางใบปลิวของสมาคม ท่ีต้องการจัดการประท้วง ท่ีมีการระบุวัตถุประสงค์สถานท่ี และวันเวลาในการ เดินขบวน 2) ความรับผิดของรัฐท่เี ก่ยี วกบั การชุมนมุ สาธารณะและการประท้วง 2.1) กรณที เี่ จา้ หนา้ ทส่ี ง่ั หา้ มหรอื จำ� กดั การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ และ การประทว้ งโดยมชิ อบด้วยกฎหมาย ในคดี Benjamin สภาแห่งรฐั ตดั สินวา่ นายกเทศมนตรกี ระทำ� ความผดิ ร้ายแรง (faute lourde) โดยมีค�ำส่ังห้ามจัดการประชุมฟังการแสดงปาฐกถาของ นายเบนจามินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เทศบาลต้องรับผิดโดยจ่ายค่าเสียหายให้ นายเบนจามินและผู้จัดปาฐกถาทางวรรณกรรมท่ีเสียค่าใช้จ่ายในการเตรียมงาน (CE, 19/05/1933, Benjamin, Rec. p. 541) 2.2) กรณที กี่ ารชมุ นมุ และการประทว้ งกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย : ความ รับผดิ ของรัฐโดยปราศจากความผิด ในกรณีเกิดการชุมนุมก่อความไม่สงบ รัฐกฤษฎีกาลงวันท่ี 5 ตุลาคม ค.ศ. 1795 ก�ำหนดให้เทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ต่อมารัฐบัญญัติ ลงวันท่ี 7 มกราคม ค.ศ.1983 ก�ำหนดให้รัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย ซึ่งคดี เรยี กรอ้ งคา่ เสยี หายอยใู่ นอำ� นาจศาลยตุ ธิ รรม จนกระทง่ั รฐั บญั ญตั ลิ งวนั ที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1986 กำ� หนดใหก้ ารฟ้องเรยี กค่าเสยี หายอยู่ในอำ� นาจศาลปกครอง ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากรัฐจากความเสียหายใน ทุกรูปแบบที่เป็นผลโดยตรงของการชุมนุมประท้วง โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่ารัฐกระท�ำ ความผดิ ความรบั ผดิ ของรฐั อยูภ่ ายใต้เง่ือนไข 3 ประการ - มคี วามเสยี หายเกดิ ขน้ึ จากการฝา่ ฝนื กฎหมายอาญา (ความผดิ อกุ ฤษฏโ์ ทษ หรอื ความผดิ มชั ฌมิ โทษ) - ความผิดดงั กลา่ วเกิดขนึ้ จากการใชค้ วามรนุ แรง - ความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทของการชุมนุมประท้วงก่อความ ไม่สงบ

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 137 แตถ่ า้ ความเสยี หายเกดิ จากการทเี่ จา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจปฏบิ ตั หิ นา้ ทหี่ รอื ละเวน้ การปฏบิ ตั ิหน้าท่ีรัฐสามารถมาไลเ่ บี้ยกับเทศบาล139 3.5 ภาพรวมของการรบั รองและการจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ ง ตามกฎหมายฝรั่งเศส 3.5.1 สถานะของเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงตามกฎหมาย ฝรงั่ เศส : เสรภี าพระดบั รฐั บญั ญตั ทิ ไี่ ดร้ บั ความคมุ้ ครองภายใตก้ รอบของกฎหมาย ระหว่างประเทศ การชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงเป็นวิธีการแสดงความคิดเห็นและ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนท่ีอยู่คู่กับสังคมฝร่ังเศสมายาวนาน จนมี การเช่ือมโยง “ธรรมเนียมการปฏิวัติ” เข้ากับประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ก่อนสาธารณรัฐที่ 3 เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงมิได้รับการรับรองโดย ชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใดๆ ของฝร่ังเศส นักกฎหมายส่วนหนึ่ง จงึ เหน็ วา่ การชมุ นมุ และการประทว้ งจงึ มสี ถานะอยา่ งดที สี่ ดุ เปน็ “เสรภี าพทไ่ี มม่ ชี อ่ื และไมน่ ับเป็นเสรภี าพขนั้ พน้ื ฐาน” (liberté innommée, non explicitement consacrée par le constituant ou le législateur et ne présentant pas le caractère de la liberté fondamentale) ท่ีมขี น้ึ ได้ก็ “ดว้ ยความยินยอมหรอื อนโุ ลมของเจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐ” (tolérance administrative)140 เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงได้รับการรับรองอย่างเป็นเอกเทศ ครั้งแรกภายใต้สาธารณรัฐท่ี 3 โดยกฎหมายระดับรัฐบัญญัติ ในตอนแรกรัฐเพียง “กำ� หนดหลกั เกณฑเ์ งอ่ื นไข” เกย่ี วกบั การชมุ นมุ และการประทว้ ง (โดยรฐั บญั ญตั ฉิ บบั วนั ที่ 30 มถิ นุ ายน ค.ศ. 1881 สำ� หรบั การชมุ นมุ สาธารณะและโดยรฐั กฤษฎกี าทมี่ ผี ล เทียบเทา่ รัฐบัญญัตฉิ บับวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.1935 ส�ำหรับการประทว้ ง) ก่อนท่จี ะ มกี าร “รบั รองการชมุ นมุ สาธารณะและการประทว้ งในฐานะเสรภี าพ” อยา่ งชดั แจง้ เมอ่ื ค.ศ. 1907 และ ค.ศ. 1994 ตามล�ำดับ รฐั ธรรมนูญ ค.ศ. 1946 ของสาธารณรัฐท่ี 4 และรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1958 ของสาธารณรัฐท่ี 5 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่ได้มีการรับรองเสรีภาพ ในการชมุ นุมและการประทว้ ง เสรีภาพในการชมุ นุมและการประท้วงตามกฎหมาย 139 Article L2216-2 du Code général des collectivités territoriales 140 Olivier Fillieule and Danielle Tartakowsky, La manifestation, 2013

138 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย ฝรงั่ เศสจงึ ยงั คงไดร้ บั การรบั รองโดยกฎหมายระดบั รฐั บญั ญตั ิ ในทางทฤษฎเี สรภี าพ ในการชมุ นมุ และการประทว้ งสามารถถกู ลดิ รอนโดยฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ไิ ดท้ กุ เมอื่ แมว้ า่ ข้อสันนษิ ฐานดังกลา่ วจะเป็นไปได้ยากในทางปฏิบตั ิ อย่างไรก็ตาม นอกจากกฎหมายภายในระดับรัฐบัญญัติแล้ว ข้อตกลง ระหว่างประเทศเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพท่ีฝรั่งเศสเป็นภาคียังมีอิทธิพลต่อระบอบของ เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งของฝรง่ั เศส เนอื่ งจากขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศ ดงั กลา่ วมผี ลผกู พนั องคก์ รของรฐั ในฐานะบอ่ เกดิ ของกฎหมายและมลี ำ� ดบั ศกั ดสิ์ งู กวา่ กฎหมายระดับรัฐบัญญัติ รัฐบัญญัติและกฎเกณฑ์ของฝ่ายบริหารจึงไม่สามารถขัด หรือแย้งกบั ขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศดงั กลา่ วได้ มาตรา 21 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมอื งของสหประชาชาติ ค.ศ. 1966 (The UN International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) และมาตรา 11 วรรคหนง่ึ แหง่ อนสุ ญั ญายโุ รปวา่ ดว้ ย สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐาน ค.ศ. 1950 (The Convention for the Protection of Human Rights and Fundamental Freedoms) ใหก้ ารรบั รองสทิ ธิ ในการชมุ นมุ โดยสงบ โดยมไิ ดแ้ บง่ แยกระหวา่ งการชมุ นมุ สาธารณะและการประทว้ ง ดังเช่นกฎหมายภายในของฝรั่งเศส เน่ืองจากเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะและ การประท้วงถกู มองว่าเปน็ ส่วนหน่งึ ของเสรีภาพในการแสดงออกเช่นเดยี วกนั ท้ังกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่างยอมรับว่า เสรีภาพในการชุมนุมของ ประชาชนอาจถูกจ�ำกัดได้โดยรัฐ หากแต่การจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่าน้ีก�ำหนดไว้ กล่าวคือ การจำ� กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพตอ้ งกระทำ� โดยอาศยั อำ� นาจตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย โดยสอดคล้องกับความจ�ำเป็นของสังคมประชาธิปไตย และต้องเป็นไปเฉพาะเพื่อ รกั ษาความมนั่ คงของรฐั เพอ่ื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน เพื่อรักษาสวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของ บคุ คลอนื่ และทสี่ ำ� คญั ไดม้ กี ารจดั ตง้ั องคก์ รวนิ จิ ฉยั ขอ้ พพิ าทหรอื ศาลระหวา่ งประเทศขนึ้ เพอ่ื ควบคมุ ความเคารพหลกั เกณฑข์ องขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศโดยรฐั ภาคี ไมว่ า่ จะ เป็นคณะมนตรีสทิ ธิมนษุ ยชนแหง่ สหประชาชาตหิ รอื ศาลสิทธมิ นษุ ยชนแหง่ ยุโรป แมว้ า่ ฝรงั่ เศสเขา้ เปน็ ภาคขี องขอ้ ตกลงระหวา่ งประเทศเหลา่ นภ้ี ายหลงั จาก ทไี่ ดร้ บั รองเสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งโดยกฎหมายภายในระดบั รฐั บญั ญตั แิ ลว้ แต่การเข้าเป็นภาคีของข้อตกลงระหว่างประเทศมีผลเป็นการเพิ่มความคุ้มครอง

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 139 เสรีภาพในการชมุ นมุ และการประท้วงในฝร่ังเศส ในแงน่ ี้ กฎหมายระหว่างประเทศ จงึ เปน็ กรอบใหญข่ องการรบั รองและการจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ ง ในฝรงั่ เศส 3.5.2 ระบอบของเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงตามกฎหมาย ฝร่ังเศส : การผอ่ นคลายการควบคมุ การใช้เสรภี าพ ภายใตเ้ งือ่ นไขความเคารพ บทบญั ญตั ิของกฎหมาย กฎหมายฝรง่ั เศสจำ� แนกประเภทของเสรภี าพในการรวมกลมุ่ เพอื่ แสดงออก ซงึ่ ความคดิ เหน็ เปน็ การชวั่ คราวออกเปน็ 2 ประเภทใหญด่ ว้ ยกนั คอื เสรภี าพในการ ชมุ นมุ สาธารณะ (réunion publique) และเสรภี าพในการประทว้ ง (manifestation) การชุมนมุ และการประท้วงมลี ักษณะร่วมกัน คือ เปน็ การรวมตวั กนั ของบุคคลเพียง ช่ัวคราวในช่วงเวลาหน่ึงเวลาใด โดยมีการเตรียมการล่วงหน้าเพ่ือแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นหรือปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนข้อแตกต่างระหว่างการชุมนุม สาธารณะและการประท้วง คือ สถานท่ีจัด เนื่องจากการประท้วงมีข้ึนบนทาง สาธารณะ ในขณะทก่ี ฎหมายฝร่งั เศสห้ามการชุมนุมบนทางสาธารณะ ด้วยเหตุท่ีการชุมนุมและการประท้วงมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย สาธารณะต่างกัน กฎหมายฝรั่งเศสจึงก�ำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้เสรีภาพในการ ชมุ นมุ และการประทว้ งแตกตา่ งกนั ตง้ั แต่ ค.ศ. 1907 การชมุ นมุ สาธารณะอยภู่ ายใต้ “ระบบควบคมุ ภายหลงั ” กลา่ วคอื การชมุ นมุ สาธารณะสามารถทำ� ไดท้ นั ทโี ดยไมต่ อ้ ง มกี ารขออนญุ าตหรอื ตอ้ งแจง้ ทางการกอ่ น แตผ่ เู้ ขา้ รว่ มชมุ นมุ ตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ การใช้ เสรภี าพของตนเอง ทงั้ นก้ี ารชมุ นมุ สาธารณะตอ้ งเคารพเงอ่ื นไขทก่ี ฎหมายกำ� หนดไว้ เชน่ ห้ามจัดการชมุ นมุ บนทางสาธารณะ ห้ามจัดการชมุ นุมเกนิ เวลา 23.00 นาฬกิ า และตอ้ งมีการจัดตัง้ คณะกรรมการ (bureau) เพ่ือควบคมุ ดแู ลใหก้ ารชุมนุมเป็นไป อย่างสงบเรยี บร้อย สว่ นการประทว้ งและการเดินขบวนบนทางสาธารณะอยภู่ ายใตก้ ฎเกณฑ์ ทเ่ี ข้มงวดกวา่ การชุมนุม เนื่องจากมีผลกระทบต่อเสรภี าพในการเดนิ ทางและการใช้ ทางสาธารณะของบุคคลอ่ืนมากกว่า กฎหมายฝร่ังเศสก�ำหนดให้การประท้วงและ การเดนิ ขบวนบนทางสาธารณะอยภู่ ายใต้ “ระบบแจง้ ลว่ งหนา้ ” โดยผจู้ ดั การประทว้ ง ต้องแจ้งการประท้วง ณ ท่ีท�ำการเทศบาลหรือที่ศาลากลางจังหวัดในเขตท้องที่ ที่ขบวนประทว้ งจะเคล่ือนผ่านอยา่ งน้อย 3 วนั หรืออย่างมาก 15 วนั ก่อนวนั ที่จะมี การประทว้ ง การแบ่งแยกประเภทของเสรีภาพและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้เสรีภาพ ท้ังสองประเภทท�ำให้รัฐสามารถก�ำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับเสรีภาพแต่ละ

140 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย ประเภทและปรับระดับ “ความเสรี” ของหลักเกณฑ์ท่ีจะใช้บังคับกับเสรีภาพนั้นๆ โดยคำ� นงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยของสาธารณะในการใชเ้ สรภี าพชนดิ นน้ั และผลกระทบต่อเสรีภาพของบุคคลอ่ืนเป็นส�ำคัญ ด้วยเหตุน้ีกฎหมายฝรั่งเศสจึง ก�ำหนดยกเว้นการใช้หลักเกณฑ์ปกติกับการชุมนุมหรือการประท้วงที่มีผลกระทบ ในวงจ�ำกัดหรือไม่มีความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อยสาธารณะ เช่น การชุมนุม สว่ นบคุ คลไมต่ กอยภู่ ายใตบ้ งั คบั ของรฐั บญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะ ค.ศ. 1881 หรอื การเดนิ ขบวนทเ่ี ปน็ ธรรมเนยี มปฏบิ ตั ขิ องทอ้ งถน่ิ ไดร้ บั การยกเวน้ ใหไ้ มต่ อ้ งมกี าร แจง้ ล่วงหนา้ ซง่ึ ตา่ งจากการเดินขบวนบนทางสาธารณะโดยท่วั ไป อยา่ งไรก็ตาม หลกั เกณฑท์ ่เี อ้อื ต่อเสรีภาพในการชมุ นมุ และการประท้วง ไม่ได้หมายถึงการรับรองเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขต เสรีภาพในการชุมนุมและ การประท้วงอาจถูกจำ� กดั ได้ภายใตเ้ งอ่ื นไขตา่ งๆ ดังมีประเด็นพจิ ารณาดงั ต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงสามารถถูกจ�ำกัด โดยรฐั ในภาวะไมป่ กติ ภายใตก้ ฎอยั การศกึ (état de siège) หรอื สถานการณฉ์ กุ เฉนิ (état d’urgence) ประมวลกฎหมายปอ้ งกนั ราชอาณาจกั ร (Code de la défense) ในส่วนที่ว่าด้วยกฎอัยการศึกให้อ�ำนาจทหารสั่งห้ามสื่อสิ่งพิมพ์หรือการชุมนุม สาธารณะทอี่ าจจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ย สว่ นรฐั บญั ญตั ลิ งวนั ท่ี 3 เมษายน ค.ศ. 1955 ว่าด้วยสถานการณฉ์ กุ เฉินใหอ้ ำ� นาจรัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย หรอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั สงั่ ปดิ สถานทช่ี มุ นมุ ในพน้ื ทท่ี ม่ี กี ารประกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ รวมทั้งส่ังห้ามเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะกรณีการชุมนุมสาธารณะท่ีอาจก่อให้เกิด ความวุน่ วาย ประการที่สอง แม้ในภาวะปกติ เสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วง อาจถกู จำ� กดั ไดเ้ พอื่ วตั ถปุ ระสงคอ์ นั ชอบธรรม โดยเฉพาะเพอื่ ความสงบเรยี บรอ้ ยของ บ้านเมือง กล่าวคอื แมว้ า่ การใชเ้ สรภี าพจะอยภู่ ายใตร้ ะบบแจ้งลว่ งหน้าหรอื ระบบ ควบคมุ ภายหลงั หากการชมุ นมุ หรอื การประทว้ งนน้ั ๆ เปน็ ภยั ตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ย หรอื ความปลอดภยั สาธารณะ เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั มอี �ำนาจในการสงั่ หา้ มหรอื สง่ั ใหส้ ลาย การชมุ นุมหรอื การประท้วงได้ทุกเมื่อ ท้ังน้ภี ายใตก้ ารควบคุมตรวจสอบโดยศาล แนวทางการบงั คบั ใชก้ ฎหมายวา่ ดว้ ยการประทว้ งของเจา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยปกครอง ในช่วงแรกเป็นไปอย่างเข้มงวด รัฐให้น้�ำหนักกับความมั่นคงของรัฐและความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมืองมากกว่าการรับรองเสรีภาพ ผู้ว่าราชการจังหวัด และ นายกเทศมนตรีต้องมีค�ำส่ังห้ามการประท้วงหากเห็นว่าการประท้วงอาจก่อให้เกิด ความไม่สงบแม้เพียงเล็กน้อย ซ่ึงแนวปฏิบัติดังกล่าวของเจ้าหน้าท่ีฝ่ายปกครอง

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 141 สามารถเข้าใจไดเ้ พราะการประท้วงทีล่ ุกลามกลายเป็นการจลาจล เมือ่ ค.ศ. 1934 (ซง่ึ เปน็ สาเหตหุ ลกั ของการตรารฐั กฤษฎกี าฯ ค.ศ. 1935 ขนึ้ เพอื่ ควบคมุ การประทว้ ง) เพิ่งยุติลงไม่นาน อย่างไรก็ดี แนวปฏิบัติเช่นน้ีท�ำให้การประท้วงเปรียบเสมือน อยภู่ ายใตร้ ะบบขออนญุ าต แมว้ า่ กฎหมายจะกำ� หนดใหก้ ารใชเ้ สรภี าพในการประทว้ ง อยู่ภายใต้ระบบการแจ้งล่วงหน้า เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเทศมนตรี สามารถมีค�ำสั่งห้ามการประท้วงได้ทันทีหลังจากมีการแจ้งความประสงค์ในการ จดั การประทว้ ง แต่ต่อมาภายหลัง แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการจ�ำกัด เสรีภาพของประชาชนเพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ เปล่ียนแปลงไปในทางท่ีเคารพต่อเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น ตามแนวทางของ หนงั สอื เวยี นของรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทยลงวนั ที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1979 (circulaire dite Bonnet) หากเจา้ หนา้ ทเี่ หน็ ว่าการประทว้ งอาจก่อใหเ้ กดิ ปญั หา ความไมส่ งบ เจา้ หนา้ ทต่ี อ้ งเจรจากบั ผจู้ ดั การประทว้ งและเสนอแนวทางการแกไ้ ขกอ่ น คำ� สงั่ หา้ มการประทว้ งควรเปน็ มาตรการสดุ ทา้ ยเฉพาะในกรณที ก่ี ารประทว้ งจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความวุ่นวายอย่างแน่นอนและเจ้าหน้าที่มีก�ำลังรักษาความปลอดภัยไม่เพียงพอ จะเหน็ ไดว้ า่ จดุ เดน่ ของแนวทางดแู ลจดั การความสงบเรยี บรอ้ ยของการชมุ นมุ ประทว้ ง สมัยใหมอ่ ยู่ท่ีการเปลี่ยนแนวทางจาก “มาตรการบังคบั ” มาเปน็ “มาตรการในการ จงู ใจ การเจรจาและการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอยา่ งยดื หยนุ่ ประนปี ระนอม” โดยเปดิ โอกาส ใหผ้ จู้ ดั เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการวางแผนและปอ้ งกนั ปญั หาทจี่ ะเกดิ ขนึ้ จากการชมุ นมุ และการประท้วง ท้งั นี้ การทกี่ ารชมุ นมุ ประท้วงกลายมาเปน็ การแสดงออกซง่ึ ความคดิ เห็น “โดยสงบ” แยกจากการใช้ความรุนแรงและเป็นท่ียอมรับอย่างแพร่หลายส�ำหรับ คนทกุ เพศทุกวยั ทกุ ชนชน้ั ทกุ สาขาอาชีพ และทุกความเช่ือทางการเมือง ในฐานะ รปู แบบการแสดงออกทางการเมอื งทเ่ี ปน็ “ปกตธิ รรมดา”ในสงั คมฝรง่ั เศส(ปรากฏการณ์ Pacification et démocratisation de protestation) นบั แต่ ค.ศ. 1970 เปน็ ตน้ มา น่าจะเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแนวทางการดูแลจัดการ การรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยของการชมุ นมุ และการเดนิ ขบวนประทว้ งโดยเจา้ หนา้ ที่ ของรัฐ โดยเฉพาะการจัดการความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าท่ีของรัฐและผู้ชุมนุม ประท้วงโดยสันติ โดยมากผู้ชุมนุมประท้วงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจ โดยรวมตวั กนั ในสถานทที่ ไ่ี ดแ้ จง้ ทางการลว่ งหนา้ เดนิ ขบวนไปตามเสน้ ทางทกี่ ำ� หนด และแยกย้ายไปโดยสงบ การใช้ความรุนแรงในระหว่างการชุมนุมหรือการประท้วง

142 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย เป็นเพียงส่วนน้อย (ต่�ำกว่าร้อยละ 5 ของการชุมนุมประท้วงทั้งหมด) นอกจากนี้ พฒั นาการของเทคนคิ ของเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจในการควบคมุ ดแู ลความสงบเรยี บรอ้ ยของ การชมุ นมุ ประทว้ งกม็ สี ว่ นชว่ ยใหเ้ จา้ หนา้ ทจ่ี ดั การกบั การใชค้ วามรนุ แรงในการชมุ นมุ ประทว้ งไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากขนึ้ เจา้ หนา้ ทม่ี มี าตรการทางเลอื กหลายทางและ สามารถปรบั ระดบั มาตรการให้เหมาะสมกบั ระดบั ความรนุ แรงของผชู้ มุ นมุ ประทว้ ง 3.5.3 แนวโน้มการตีความเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงโดย ศาลและองค์กรตลุ าการ องคก์ รฝา่ ยปกครองเปน็ องคก์ รหลกั ทบ่ี งั คบั ใชห้ ลกั เกณฑเ์ กย่ี วกบั เสรภี าพ ในการชมุ นุมและการประทว้ ง โดยใชด้ ลุ ยพนิ จิ ปรบั ขอ้ เทจ็ จรงิ เขา้ กบั ขอ้ กฎหมายวา่ การรวมตัวน้ันๆ เข้าข่ายการชุมนุมสาธารณะหรือการประท้วงหรือไม่เพื่อบังคับใช้ หลกั เกณฑท์ ส่ี อดคลอ้ ง รวมทง้ั ใชด้ ลุ ยพนิ จิ วา่ การชมุ นมุ หรอื การประทว้ งใดเปน็ ภยั ตอ่ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและสมควรใช้อ�ำนาจสั่งห้ามหรือส่ังให้สลาย การชมุ นมุ หรือการประทว้ ง แตก่ ารใชอ้ ำ� นาจของฝา่ ยปกครองอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ โดยองคก์ รตลุ าการ ศาลปกครองของฝร่ังเศสมีบทบาทส�ำคัญในการก�ำหนดขอบเขตอ�ำนาจและ แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนผ่านการตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมายของการบังคับใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุม ประท้วงของเจา้ หน้าท่ีของรฐั ในชว่ งแรกของการบงั คบั ใชก้ ฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะ ค.ศ. 1881 ศาลปกครองของฝร่ังเศสเลี่ยงที่จะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำสั่งห้าม การชุมนุม เพราะไม่ต้องการวินิจฉัยแทนท่ีฝ่ายปกครองว่าการชุมนุมท่ีถูกห้ามมี ความเส่ียงทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความไม่สงบเรยี บร้อยหรอื ไม่ แต่นับจากกฎหมายว่าด้วยการแยกศาสนาออกจากรัฐ ค.ศ. 1905 มีผล บังคับใช้ และคดีเกี่ยวกับการชุมนุมต่อต้านการเข้าไปท�ำบัญชีทรัพย์สินของโบสถ์ เพม่ิ มากขน้ึ ศาลปกครองฝรง่ั เศสตระหนกั ถงึ ความจำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งแกไ้ ขสถานการณ์ ท่ีฝ่ายปกครองใช้อ�ำนาจได้ตามอ�ำเภอใจ ศาลจึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบ ความชอบดว้ ยกฎหมายของค�ำส่งั หา้ มการชุมนมุ แมว้ ่าการตรวจสอบว่า การชุมนมุ ทถี่ กู หา้ มมคี วามเสย่ี งทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ยหรอื ไมม่ ใิ ชเ่ รอ่ื งงา่ ย บางครงั้ นายกเทศมนตรหี รอื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ทอ่ี ยใู่ นทอ้ งทอี่ าจ “รสู้ กึ ” ถงึ ความเสย่ี งทจ่ี ะ

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 143 เกิดความไม่สงบเรียบร้อย แต่ไม่สามารถบรรยายเป็นเหตุผลสนับสนุนค�ำส่ังห้าม การชมุ นมุ ได1้ 41 คดี Benjamin ค.ศ. 1933 เป็นจุดเปล่ียนที่ส�ำคัญของการตรวจสอบ ความชอบดว้ ยกฎหมายของคำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ สาธารณะ เนอ่ื งจากศาลปกครองสงู สดุ น�ำหลักความได้สัดส่วนมาใช้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำสั่งห้าม การชุมนุมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไม่สามารถอ้างเพียงว่าการชุมนุมน้ันๆ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ แต่ยังต้องพิสูจน์ อีกด้วยว่าค�ำสั่งหา้ มการชมุ นุมเป็นมาตรการทีไ่ ดส้ ัดส่วน กล่าวคือมาตรการดงั กล่าว เปน็ มาตรการทจี่ ำ� เปน็ เพราะไมม่ มี าตรการอนื่ ทมี่ ผี ลกระทบตอ่ เสรภี าพในการชมุ นมุ นอ้ ยกวา่ แตส่ ามารถรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยและความปลอดภยั สาธารณะได้แลว้ ในสว่ นของการประทว้ ง ในระยะแรกศาลปกครองตรวจสอบความชอบดว้ ย กฎหมายของค�ำสั่งห้ามการประท้วงแตกต่างจากค�ำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะ โดยตรวจสอบเพียงว่าการประท้วงนั้นๆ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชนจริงหรือไม่ ในกรณีท่ีการประท้วงนั้นๆ มผี ลกระทบตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยสาธารณะ ศาลกม็ แี นวโนม้ ในการวนิ จิ ฉยั วา่ คำ� สงั่ หา้ มการประทว้ งชอบดว้ ยกฎหมาย แมว้ า่ ทางเจา้ หนา้ ทจี่ ะมกี ำ� ลงั เพยี งพอเพอื่ รกั ษา ความสงบเรยี บร้อยกต็ าม ตอ่ มาภายหลงั ศาลปกครองสงู สดุ เพม่ิ ความเขม้ ขน้ ของระดบั การตรวจสอบ ความชอบด้วยกฎหมายของค�ำส่ังห้ามการประท้วง โดยน�ำหลักความได้สัดส่วน มาบงั คบั ใชด้ ้วย ซ่ึงการเปลยี่ นแปลงแนวทางการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ของการก�ำจัดเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐของ ศาลปกครองสูงสุด มีผลท�ำให้แนวทางการตรวจสอบของศาลฝรั่งเศสสอดคล้องกับ แนวค�ำตัดสินของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าศาลฝรั่งเศส ยอมรับการตีความโดยองค์กรตุลาการหรือศาลระหว่างประเทศมาเป็นบรรทัดฐาน ในการควบคมุ ตรวจสอบความชอบดว้ ยกฎหมายของการจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ และการประท้วงของประชาชน ในแง่นี้ การท่ีประเทศฝรั่งเศสเป็นภาคีข้อตกลง ระหวา่ งประเทศเกย่ี วกบั สทิ ธแิ ละเสรภี าพ ไมว่ า่ จะเปน็ กตกิ าระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในกรอบของสหประชาชาติ ค.ศ. 1966 หรือ อนสุ ัญญายโุ รปว่าด้วยการปกปอ้ งสิทธิมนุษยชนและเสรภี าพข้นั พ้ืนฐาน ค.ศ. 1950 141 Ibid.

144 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย ช่วยขยายขอบเขตของการรับรองเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงในประเทศ ฝรั่งเศสผ่านการควบคุมการจ�ำกัดเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐ และส่งผลให้ หลักเกณฑ์และการบังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าท่ีของรัฐเปลี่ยนแปลงไปในทาง ทเี่ สรมี ากขน้ึ การท่ีศาลปกครองของฝร่ังเศสน�ำหลักความได้สัดส่วนมาใช้เป็นเกณฑ์ เพ่ือตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของค�ำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะและ การประทว้ ง มีผลให้เจา้ หนา้ ที่ของรฐั ไม่สามารถสัง่ ห้ามการชุมนมุ หรอื การประทว้ ง เพยี งเพราะวา่ ไมต่ อ้ งการใชม้ าตรการอน่ื ๆ ในการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย เจา้ หนา้ ท่ี ของรฐั จะสามารถสง่ั หา้ มการชมุ นมุ หรอื การประทว้ งไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายเฉพาะ ในกรณที เ่ี จา้ หนา้ ทไ่ี มส่ ามารถรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยหรอื ความปลอดภยั สาธารณะ ด้วยวิธีอื่นแล้ว อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาว่าการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือ ความปลอดภัยสาธารณะโดยวิธีอ่ืนท�ำได้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและ สถานการณข์ องแตล่ ะกรณี แมว้ า่ ศาลปกครองของฝรง่ั เศสมคี วามพยายามทจี่ ะสรา้ ง บรรทัดฐานในการตีความ แต่การก�ำหนดหลักเกณฑ์ตายตัวล่วงหน้าว่าในกรณีใด อาจถอื ไดว้ า่ คำ� สง่ั หา้ มการชมุ นมุ หรอื การประทว้ งสอดคลอ้ งกบั หลกั ความไดส้ ดั สว่ น เป็นไปได้ยาก ความชอบด้วยกฎหมายของค�ำส่ังห้ามการชุมนุมหรือการประท้วง ในแตล่ ะกรณีจึงขนึ้ อยูก่ บั ดลุ ยพนิ จิ ของศาล ระบอบของเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงตามกฎหมายฝร่ังเศส เป็นความพยายามหาสมดุลระหว่างการรับรองเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานและความจ�ำเป็น ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ โดยภาพรวมจะ เหน็ ไดว้ า่ ร ะบอบของเสรภี าพในการชมุ นมุ และ การประทว้ งของฝรงั่ เศสเปน็ ระบอบ ที่ค่อนข้างเสรี โดยมีการควบคุมตรวจสอบการจ�ำกัดเสรีภาพของประชาชนอย่าง เขม้ ขน้ แต่ท้งั น้ีประชาชนต้องใชเ้ สรภี าพตามหลักเกณฑ์ทก่ี ำ� หนดและภายในกรอบ ของความจ�ำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ เช่นเดยี วกัน

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 145 บรรณานุกรม เอกสารภาษาต่างประเทศ Alistair Cole. French politics and society. Hertfordshire: Prentice Hall, 1998 Duverger Maurice. Les constitutions de la France. 15e ed, Paris: P.U.F. « Que sais-je ? », 2004 Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky. Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours. Paris: La Découverte, 2012 Maurice Menanteau. Les nouveaux aspects de la liberté de réunion. Doctorat en Droit. Université de Paris, 1937. Nicolas Guillet. Liberté de religion et mouvements à caractère sectaire. Paris: LGDJ, 2003 Olivier Fillieule and Danielle Tartakowsky. La manifestation. Paris: Presses de Sciences Po, 2013 Pierre Favre. La manifestation. Paris: Presses de la fondation nationale des sciences politiques, 1990 เอกสารภาษาไทย วารุณี วัฒนประดิษฐ์. เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ. วิทยานิพนธ์ นิติศาสตรมหาบณั ฑิต คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2551. วิพัฒน์ วิมลเศรษฐ. รัฐธรรมนูญประเทศฝร่ังเศสภายใต้สาธารณรัฐที่ 5 (ศึกษาในด้าน การสรา้ งเสถยี รภาพและประสทิ ธภิ าพของรฐั บาล). วทิ ยานพิ นธร์ ฐั ศาสตรมหาบณั ฑติ คณะรฐั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ 2512. สัญชัย สุวังบุตร. ราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญสู่สาธารณรัฐ ฝรั่งเศส ค.ศ. 1815-1970. กรุงเทพฯ: ศกั ดโิ สภาการพมิ พ์, 2552 เอยี่ ม ฉายางาม. ประวตั ศิ าสตรฝ์ รง่ั เศส ค.ศ. 1789-1848. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ , 2523 บทความตา่ งประเทศ Antoine Prost. Les anciens combattants. in Histoire des mouvements sociaux en France: De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Tartakowsky Danielle (eds.). Paris: La Découverte, 2012 : 316-333. Christophe Gracieux. “Manifestation à Versailles le 4 mars 1984 en faveur de l’école privée “. Jalons pour l’histoire du temps présent. (online).

146 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย Avialable from : http://fresques.ina.fr/jalons/fiche-media/InaEdu01096/ manifestation-a-versailles-le-4-mars-1984-en-faveur-de-l-ecole-privee. html. 9 January 2015. Christophe Gracieux. “Manifestation lycéenne et étudiante contre le projet de loi Devaquet “. Jalons pour l’histoire du temps présent (online). Avialable from : http://fresques.ina.fr/jalons/fiche-media/InaEdu01074/ manifestation-lyceenne-et-etudiante-contre-le-projet-de-loi-devaquet. html. 9 January 2015. Didier Perroudon. “Manifestations”. Répertoire Dalloz de droit pénal et de procédure pénal, 2011. Fabrice Grenard. “La manifestation antiparlementaire du 6 février 1934 à Paris”, Jalons pour l’histoire du temps présent (online). Avialable from : http:// fresques.ina.fr/jalons/fiche-media/InaEdu02025/la-manifestation-antipar- lementaire-du-6-fevrier-1934-a-paris.html. 15 January 2015. Françoise Thébaud. Le privé est politique. Féminismes des années 1970. in Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.). Paris: La Découverte, 2012 . J. Craig Jenkins and Wallace Michael, “The Generalized Action Potential of Protest Movements : The New Class, Social Trends, and Political Exclusion Explanations”, Sociological Forum, 1996: 183-207. J. Montreuil. “Manifestations et réunions publiques”, JurisClasseur pénal, 1996. Jacqueline Lalouette. Enjeux et formes de la mobilisation catholique au XXe siècle : manifestations et meetings (1906-1984). in Histoire des mouvements sociaux en France. De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.), Paris: La découverte, 2012 : 305-323. Jacques Fialaire. “Fasc. 210 : Police des réunions et manifestations”. Juris Classeur Administratif, 2012. Johannes Lindvall. “The Political Foundations of Trust and Distrust: Reforms and Protests in France”. West European Politics, 2011: 296-316. Laurent Dornel. Les mouvements xénophobes (années 1880-1930). in Histoire des mouvements sociaux en France. De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.). Paris: La découverte, 2012 : 294-304. Laurent Jalabert. “Vivre au pays”. les régionalisme en France. in Histoire des mouvements sociaux en France : De 1814 à nos jours. Michel Pigenet and Danielle Tartakowsky (eds.). Paris: La Découverte, 2012 : 563-569.

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 147 Nonna Mayer. “Le temps des manifestations”. Revue européenne des sciences sociales, 2004 : 219-224. Roseline Letteron. “Fasc. 840 : Libertés de réunion et de manifestation”. Juris Classeur Libertés, 2007. Taehyun Nam. “Rough days in democracies: Comparing protests in democracies”. European Journal of Political Research. 2007: 97-120. UwzReising. “United in Opposition? A cross-national time-series analysis of European protest in 3 selected countries”. Journal of conflicting resolution. 1999: 317-342. บทความภาษาไทย ปกิตตา นิภาวรรณ. “กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะของประเทศฝรั่งเศส”. วารสาร กฎหมายปกครอง. เลม่ 27, ตอน 1 (2553): 98-105. ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์, “มาตรการก่อนการพิพากษาในกฎหมายปกครองฝร่ังเศส” [ระบบออนไลน์] ท่ีมา: http://www.pub-law.net/publaw/view.aspx?id=792. (20 กมุ ภาพันธ์ 2557) ThaiEurope.net. “คนไทยมสี ทิ ธริ บั ความคมุ้ ครองภายใต้ The European Convention on Human Rights”. 2554. [ระบบออนไลน]์ ทม่ี า: http://www2.thaieurope.net/ %E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0 %B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8 %98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84 %E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0 %B9%89/. (4 พฤษภาคม 2557) ข้อตกลงระหว่างประเทศ อนุสัญญายุโรปว่าด้วยการปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพข้ันพื้นฐาน ค.ศ. 1950 (The Convention for the Protection of Human Rightsand Fundamental Freedoms กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 (The International Covenant on Civil and Political Rights) กฎหมาย - Déclaration des droits de l’homme - 26 août 1789 - Constitution de 1791 - 3 et 4septembre1791 - Constitution de l’An I - Première République - 24 juin 1793 - Constitution de 1848, IIe République - 4 novembre 1848 - Constitution de 1852, Second Empire - 14 janvier 1852

148 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย - Lois constitutionnelles de 1875, IIIe République - 24, 25 février et 16 juillet 1875 - Constitution de 1946, IVe République - 27 octobre 1946 - Constitution de 1958, Ve République - 4 octobre 1958 - Code de la défense - Code de la sécurité intérieure - Code général des collectivités territoriales - Code pénal - Loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion - Loi du 28 mars 1907 relative aux réunions publiques - Décret-loi du 23 octobre 1935 portant réglementation des mesures relatives au renforcement du maintien de l’ordre public - Loi du 3 avril 1955 relatif à l’état d’urgence - Circulaire du ministre de l’Intérieur(dite Paganon)27 octobre 1935 - Circulaire du ministre de l’Intérieur(dite Bonnet)5 avril 1979 คำ� พพิ ากษาของศาล องค์กรวนิ จิ ฉัยข้อพพิ าท คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ - Human rights committee, 10/06/1994, AuliKivenmaa v. Finland, communic. no. 412/990. ศาลสทิ ธิมนุษยชนยโุ รป - ECHR, 26/04/1991, Ezelin v. France,no. 11800/85 - ECHR, 2/10/2001, Stankov v. Bulgaria, no. 29221/95, 29225/95 - ECHR, 9/04/2002, Cissé v. France,no. 51346/99 - ECHR, 27/06/2006, Cetinkayav.Turkey, no. 61353/00 - ECHR, 3/05/2007, Baczkowski v. Poland, no. 35127/08 - ECHR, 1/12/2011, Schwabe v. Germany,no. 8080/08, no. 8577/08 คณะตลุ าการรัฐธรรมนูญฝร่งั เศส - CC, Décision n° 94-352 DC du 18 janvier 1995, loi d’orientation et de programmation sur la sécurité สภาแห่งรัฐ (ศาลปกครองสูงสุด) - CE, 19/05/1933, Benjamin - CE, 23/07/1947, Guiller - CE, 5/03/1948, Jeunesse indépendante chrétienne

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 149 - CE, 19/2/1954, Union Synd. ouvriers Région parisienne CGT - CE, 4/11/1959, Duranton de Magny - CE, 21/01/1966, Legastelois - CE, 12/10/1983, Commune Vertou - CE, 23/07/1993, Jacques Saldou - CE, 12/11/1997, Ministre d’intérieur c/ assoc. Communauté tibétaine en France et ses amis - CE, ord. Référé, 19/08/2002, Front national et Institut de formation des élus locaux - CE, 25/06/2003, Assoc. SOS Tout-petits et Letondot - CE, ord. Référé. 30/03/2007, ville de Lyon c/ Culte des Témoins de Jéhovah Lyon-Lafayette

150 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย บทที่ 4 เสรภี าพในการชุมนุมของสหรฐั อเมรกิ า สหรัฐอเมริกาถือว่าประเทศของตนเป็นดินแดนแห่งเสรีชน “Land of the Free” ดงั ทปี่ รากฏอยใู่ นเพลงชาต1ิ ภายหลงั จากการประกาศอสิ รภาพใน ค.ศ. 1776 สหรฐั อเมรกิ าประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ภายใตแ้ นวคดิ รฐั ธรรมนญู นยิ ม การเปน็ ดนิ แดน ทเ่ี ปดิ โอกาสใหก้ บั ผคู้ นเพอื่ ตงั้ รกรากใหม่ ดงึ ดดู ผอู้ พยพจากทตี่ า่ งๆ เขา้ มาในดนิ แดน แห่งนี้ ท�ำให้เป็นประเทศท่ีมีความหลากหลาย ในขณะเดียวกัน ต่างพบความ เหลื่อมล้�ำของโอกาสท�ำให้ช่องว่างระหว่างคนท่ีมีความต่างกันทางแนวคิด เช้ือชาติ และฐานะ การเรียกร้องเพื่อให้เสียงของประชาชนกลุ่มต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ นำ� มาสู่การปฏิบตั ิจงึ มอี ยู่อยา่ งต่อเนอื่ ง 4.1 บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ท่ีเก่ียวข้องกับการชุมนุมของ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ในบรรดาประเทศต่างๆ สังคมโลก สหรัฐอเมริกาถูกจัดว่าเป็นประเทศท่ี ประชาชนมสี ทิ ธแิ ละเสรภี าพอยา่ งกวา้ งขวาง มรี ฐั ธรรมนญู เปน็ หลกั ประกนั สทิ ธแิ ละ เสรีภาพ รวมไปถึงมีระบบศาลที่ปกปอ้ งคมุ้ ครองสทิ ธเิ หลา่ นนั้ แตเ่ น่อื งจากประเทศ มีบริเวณกว้างขวาง ประชากรมีจ�ำนวนมาก และพื้นที่การปกครองในแต่ละมลรัฐ มีอ�ำนาจในการจัดการตนเองอยู่ ท�ำให้แนวคิด ความเชอื่ วถิ ปี ฏบิ ตั ิและการบงั คับใช้ กฎหมาย ทมี่ อี ยใู่ นแตล่ ะสถานที่ บคุ คล และเวลา อาจจะมกี ารเคลอ่ื นไหวเปลยี่ นแปลง ทีแ่ ตกตา่ งกนั ไป การพิจารณาถงึ เสรภี าพในการชุมนุมของสหรฐั อเมรกิ า เม่อื น�ำเอา บรบิ ททางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื งมาเปน็ กรอบในการพจิ ารณาไดแ้ บง่ ระยะเวลา เปน็ 5 ชว่ ง กลา่ วคอื ชว่ งแรกนบั แตม่ กี ารรบั รองสทิ ธแิ ละเสรภี าพในการชมุ นมุ จนถงึ ค.ศ. 1945 หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ 2 และมกี ารจดั ตงั้ องคก์ ารสหประชาชาติ ชว่ งทส่ี อง คอื ค.ศ. 1945 – 1964 ท่มี กี ารเคล่ือนไหวเพ่ือเรยี กรอ้ งสทิ ธิพลเมอื ง (civil rights movement) ชว่ งทสี่ ามคอื ค.ศ. 1964 – 1980 ภายหลงั จากการมี Civil Rights Act of 1964 จนถงึ ค.ศ. 1980 ยุคของการเปลยี่ นแปลง ชว่ งทสี่ ่คี อื ค.ศ. 1980 – 2001 จากกระบวนการคลค่ี ลายของสงครามเยน็ สชู่ ว่ งเวลากอ่ นการกอ่ วนิ าศกรรมในวนั ที่ 1 Encyclopedia Smithsonian, “The Star-Spangled Banner and the War of 1812” November 2004, (online), Available from: http://www.si.edu/Encyclopedia_SI/nmah/starflag.htm

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 151 11 กนั ยายน ค.ศ. 2001 และชว่ งปจั จบุ นั คอื นบั ตงั้ แตห่ ลงั จากเหตกุ ารณ์ 11 กนั ยายน ค.ศ. 2001 หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับการก่อการร้ายมาจนถึง ปจั จบุ ัน 4.1.1 ชว่ งแรก – ก่อน ค.ศ. 1945 : จากยคุ ฟื้นฟมู าสู่หลงั สงครามโลก คร้งั ท่ีสอง ในช่วงแรกของบริบททางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจท่ีงานวิจัยในบทน้ี ตัง้ ต้นพจิ ารณา เริ่มจากชว่ งเวลาท่สี หรัฐอเมรกิ าฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงคราม กลางเมอื ง ทเี่ รยี กวา่ ยคุ ฟน้ื ฟู (Reconstruction) จาก ค.ศ. 1865 – 1877 สภาพสงั คม และเศรษฐกจิ ตกตำ�่ อยา่ งมาก แมม้ กี ารประกาศเลกิ ทาสนบั ตงั้ แตส่ งครามกลางเมอื ง แล้วก็ตาม แต่ความเหล่ือมล�้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ยังมีอยู่สูงมาก สงครามไมส่ ามารถเปลยี่ นแปลงความคดิ ของคนไดโ้ ดยการสง่ั การ คนผวิ ขาวทค่ี ดิ วา่ ตวั เองเหนอื กวา่ (superior) ยังคงพยายามสรา้ งก�ำแพงทางสงั คมและกดทบั คนผวิ สี ใหร้ วู้ า่ “ทยี่ นื ” ของตนเองอยทู่ ไี่ หน และคนผวิ สที ถ่ี กู กดขย่ี งั คงหวาดระแวงและรสู้ กึ วา่ ตวั เองด้อยกวา่ คนขาว (inferior) ความพยายามสร้างความเท่าเทียมเสมอภาคตาม กฎหมาย การเปดิ กวา้ งของโครงสรา้ งสงั คมของรฐั บาลกลางทแี่ มห้ ลกั การดเู หมอื นมี ความเทา่ เทยี มกัน แต่ในความเปน็ จริง การปฏบิ ัตใิ นสังคมยงั คงมกี ารเหยยี ดผิวและ เลือกปฏิบัติโดยเฉพาะในรัฐทางใต้ ถึงแม้จะเป็นอิสรชนแล้วก็ตาม แต่แอฟริกัน อเมริกันกย็ ังไม่สามารถมีสทิ ธเิ ทา่ เทียมกับคนผิวขาวได้ เช่น ไมอ่ าจเป็นเจา้ ของที่ดิน ไม่มีสิทธิในการเลือกต้ัง2 ขณะท่ีคนผิวขาวส่วนหนึ่งรวมตัวกันมีแนวคิดที่ตอกย�้ำ ความสูงส่งของการเป็นคนขาว (white supremacy) 2 จากคดี Dred Scott v. Sandford ใน ค.ศ. 1857 ศาลสงู สหรฐั อเมรกิ าตดั สนิ วา่ แอฟรกิ นั อเมรกิ นั ไมม่ สี ทิ ธิ ตามรฐั ธรรมนญู และไมใ่ ชพ่ ลเมอื ง มาจนถงึ ค.ศ.1865 – 1866 หลงั สงครามกลางเมอื งทร่ี ฐั บาลกลางกำ� หนด เลิกการมีทาสแล้วก็ตาม มลรฐั ทางใตอ้ อก Black Code จำ� กดั สทิ ธิของทาสทเ่ี พ่ิงได้อสิ รภาพ กระท่งั ใน ค.ศ. 1868 มีการแกไ้ ขเพิม่ เตมิ รัฐธรรมนญู ในบทแก้ไขมาตรา 14 ให้ค�ำจำ� กดั ความพลเมอื งสหรฐั อเมริกา คือบุคคลท่ีเกิดในสหรัฐอเมริกาถือเป็นพลเมือง รวมถึงผู้ที่เกิดมาในช่วงที่ยังมีทาสอยู่ ถือเป็นการแก้ไข ยกเลกิ คดี Dred Scott ตอ่ มาใน ค.ศ. 1870 มกี ารแกไ้ ขเพ่มิ เติมรฐั ธรรมนญู ในบทแก้ไขเพ่มิ เตมิ มาตรา 15 ใหส้ ทิ ธเิ ลอื กตง้ั แกแ่ อฟรกิ นั อเมรกิ นั ใน ค.ศ. 1896 ศาลสงู ตดั สนิ คดี Plessy v. Ferguson วางหลกั แบง่ แยก แต่เท่าเทียม (separate but equal) ให้การรับรองการแบ่งแยกผิวสีในบริการสาธารณ เช่น โรงเรียน ขนสง่ มวลชน วา่ แมเ้ ปน็ การแบง่ แยกแต่ก็เทา่ เทียมกนั

152 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย รฐั พยายามฟื้นฟแู ละสร้างสังคมเศรษฐกจิ ข้นึ ใหม่ โดยเรยี กการสรา้ งมติ ิใหม่ ของรฐั ทางใตว้ า่ New South3 โดยปรบั ปรงุ ระบบการผลติ โดยการมพี น้ื ทเี่ พาะปลกู ที่ กวา้ งขวางและเปน็ การปลกู พชื เพยี งอยา่ งเดยี ว จำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั แรงงานจำ� นวนมาก จากเดิมที่เคยอาศัยแรงงานทาส เมื่อเลิกทาสแล้วเจ้าที่ดินก็ไม่มีเงินทุนมากพอ ท่ีจะจ้างคนงานมาท�ำงานในไร่ของตนเองได้ ท�ำให้ต้องปรับตัวโดยตัดแบ่งท่ีดินขาย ส่งผลดีต่อคนขาวที่มีฐานะยากจนให้มีโอกาสได้เป็นเจ้าที่ดิน และต่อมาก็ขยายไปสู่ คนแอฟริกันอเมริกันให้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดินได้บ้าง บางคร้ังคนจนท่ีไม่อาจ ซอื้ ทด่ี นิ แปลงยอ่ ยไดก้ ส็ ามารถขอเชา่ ทเี่ พอื่ เพาะปลกู โดยมกี ารแบง่ ปนั อปุ กรณแ์ ละ แรงงานในการผลิตได้ เรียกว่า sharecropper system เป็นระบบท่ีเจ้าที่ดินให้ อปุ กรณแ์ ละเมลด็ พนั ธ์ุ โดยชาวนาเปน็ คนทำ� และเมอ่ื ถงึ เวลาเกบ็ เกย่ี วกแ็ บง่ ผลผลติ กนั อยา่ งไรกต็ ามคนยากจนกย็ งั ประสบปญั หาอยู่คอื การไมม่ เี งนิ อยใู่ นมอื เพอื่ ใชส้ อยทว่ั ไป จงึ นำ� ไปสปู่ ญั หาการกยู้ มื เงนิ ทำ� ใหค้ นยากจนมกั จะมหี นสี้ นิ ตดิ ตวั 4 แนวโนม้ ของการ พฒั นาประเทศทสี่ ำ� คญั ในยคุ นค้ี อื การพฒั นาระบบการผลติ มกี ารนำ� เครอื่ งจกั รและ เทคโนโลยเี ขา้ มาชว่ ยทำ� ใหไ้ ดผ้ ลผลติ ทม่ี ากขน้ึ ซง่ึ ในระยะตอ่ มาทำ� ใหผ้ ลผลติ ลน้ ตลาด ราคาผลผลติ ทางการเกษตรตกต�่ำลง จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ช่วงเวลาที่กลุ่มธุรกิจ ขนาดใหญ่เร่ิมจัดตั้งขึ้น มีการจ้างงานและกระตุ้นการผลิตและการบริโภค ในช่วง ค.ศ. 1890 – 1920 ธรุ กจิ ตามเมอื งอตุ สาหกรรมรมเรมิ่ ตงั้ ขนึ้ เชน่ ทดี่ ที รอย (Detroit) และที่ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) การขยายตัวของกิจการต่างๆ ในยุคทองของ อตุ สาหกรรม (progressive era) มีปจั จยั หลกั อยู่ 5 ประการ5 คือ ประการท่หี นง่ึ การขยายอาณาเขตไปสู่ภาคตะวันตกมากข้ึนพร้อมกับการส�ำรวจและน�ำทรัพยากร ธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากข้ึน เช่น การท�ำเหมืองแร่ ประการท่ีสอง การพัฒนาส่ิงประดิษฐ์ต่างๆ เช่น หลอดไฟ เครื่องจักรเย็บผ้า โทรเลข โทรศัพท์ เครื่องเรียงพิมพ์ ท�ำให้อุตสาหกรรมและการสื่อสารพัฒนา และน�ำมาส่งเสริมใน ระบบการผลติ และการคา้ ขายไดเ้ พมิ่ มากข้นึ ประการท่สี าม การเพมิ่ ของประชากร ทีส่ ามารถเป็นกำ� ลงั ในการผลติ จากการอพยพมาในยุคแรกชว่ ง ค.ศ. 1830 – 1860 ซงึ่ สว่ นใหญเ่ ปน็ คนองั กฤษ เยอรมนั และไอรชิ และในชว่ ง ค.ศ. 1860 – 1900 เปน็ กลมุ่ 3 อนนั ตชยั จินดาวัฒน์, ประวตั ศิ าสตร์อเมรกิ า, (กรงุ เทพฯ: ยิปซี, 2556), หน้า 636 – 639. 4 เรื่องเดยี วกัน, หน้า 636-639. 5 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 643-653.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 153 ผอู้ พยพใหมจ่ ากทางใตแ้ ละตะวนั ออกของยโุ รปเชน่ อติ าลีรสั เซยี และสเปนประการทส่ี ่ี การขยายตวั และพฒั นาระบบคมนาคม โดยการสรา้ งรถไฟสภู่ าคตะวนั ตกของประเทศ ท�ำให้การขยายตัวอุตสาหกรรมจากการขนส่งสินค้ามีมากข้ึน ประการสุดท้าย คือ การก่อตั้งธุรกิจของเอกชนขนาดใหญ่6 เช่น ธุรกิจขนส่ง รถไฟและเรือกลไฟ ธุรกิจน้�ำมัน7 ธุรกิจการผลิตเหล็กกล้า8 ธุรกิจธนาคาร9 ธุรกิจทองแดง10 และธุรกิจ ค้าเนอื้ สตั ว1์ 1 การก่อต้งั ของบริษทั เอกชนขนาดใหญ่ สร้างผลผลติ ทางอตุ สาหกรรม เพิ่มมากขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น บริษัทเหล่านี้ขยายตัว เกิดการรวมตัว และ น�ำมาซงึ่ อ�ำนาจการผกู ขาด12 ในยคุ ประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ใน ค.ศ. 1903 มกี ารตัง้ บริษทั ผลติ รถยนต์ Ford Motor Company โดยมสี �ำนักงานใหญใ่ นรฐั มชิ ิแกน ใกล้เมอื ง Detroit และจัดต้ังกรมการค้าและการแรงงาน รวมถึงในปลายปีดังกล่าวมีการ ทดสอบการบนิ ครง้ั แรกของพ่ีน้องตระกลู Wright ผลตดิ ตามมาของการเจรญิ เติบโตของธรุ กิจอตุ สาหกรรมในยุค progressive era สรา้ งความแตกตา่ งระหวา่ งเมอื งกบั ชนบทมากยงิ่ ขน้ึ สรา้ งความแตกตา่ งระหวา่ ง คนรวยและคนจนมากยิ่งข้ึน มีการเกิดข้ึนของกลุ่มธุรกิจทรัสต์ ท�ำให้บริษัทเอกชน ขยายขนาดโดยการรวมตวั กนั ทำ� ใหเ้ กดิ การผกู ขาด13 ในขณะเดยี วกนั การแกป้ ญั หา ของรฐั โดยหลกั อยบู่ นพน้ื ฐานของการกระจายรายไดแ้ ละขจดั ความยากจน โดยการ ออกกฎหมายของมลรฐั เพื่อชว่ ยเหลือคนจน เชน่ การสรา้ งสวัสดกิ ารดา้ นทอ่ี ยู่อาศัย ใหแ้ กล่ กู จ้างแรงงาน (tenement house) รวมถึงการปรบั สภาพชมุ ชนแออดั ให้มี สุขอนามัยท่ีดี มีสนามเด็กเล่นและท่ีพักผ่อนหย่อนใจ14 ท�ำให้มลรัฐต้องเน้นการ 6 ส�ำนกั ขา่ วสารอเมริกัน (แปล), ประวัตศิ าสตรอ์ เมริกนั โดยสงั เขป, (กรุงเทพฯ: กรมวชิ าการ, 2511), หนา้ 100-110. 7 John D. Rockefeller (1865-1900) กอ่ ต้งั Standard Oil 8 Andrew Carnegie 9 John Pierpont Morgan 10 Mayer Guggenheim 11 Armour & Company; Swift & Company 12 จนกระท่ังท้ายท่ีสุดมีแนวคิดในการป้องกันการผูกขาดตามมา เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขัน เสรใี นตลาด เช่น กรณศี าลสงู ตัดสินหา้ มบรษิ ทั Standard Oil มีอำ� นาจผูกขาด (จากการควบรวมกจิ การ) 13 ปาน พ่ึงสุจรติ , ประวตั ศิ าสตรส์ หรัฐอเมริกา (กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั พมิ พ์แพรพ่ ิทยา, 2526), หน้า 138-142; อนันตช์ ัย จินดาวัฒน์, ประวัติศาสตร์อเมรกิ า, หนา้ 656. 14 อนันต์ชยั จินดาวัฒน,์ ประวัติศาสตรอ์ เมริกา, หน้า 664.

154 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย จัดเก็บรายได้จากภาษีมากข้ึนอันท�ำให้คนรวยไม่พอใจ เช่นที่มลรัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) ความเคล่ือนไหวเกี่ยวกับแรงงานในสหรัฐอเมริกา ในส่วนของนโยบายของ รฐั บาลกลางมกี ารออกกฎหมายกดี กนั ผอู้ พยพมาจากประเทศจนี มากขน้ึ เชน่ ในชว่ ง ของประธานาธบิ ดี Chester A. Arthur ไดอ้ อกกฎหมายหา้ มไม่ให้คนจีนอพยพเข้า ประเทศเป็นเวลา 10 ปี (ค.ศ. 1882-1892) เพื่อคุ้มครองแรงงานภายในประเทศ หลังจากน้ันจึงผ่อนปรนให้คนจีนย้ายเข้ามาในสหรัฐอเมริกาได้เฉพาะแรงงานมีฝีมือ หรือในวิชาชีพสาขาขาดแคลน เช่น แพทย์ วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์เท่าน้ัน ในขณะเดยี วกนั ความเคลอื่ นไหวของกลมุ่ ดา้ นตา่ งๆ เรมิ่ มมี ากขนึ้ 15 เชน่ ในการรวมกลมุ่ กันของเกษตรกรท้องถ่ิน เพ่อื จัดตงั้ กลมุ่ สหกรณ ์ Patrons of Husbandry น�ำโดย Oliver Hudson Kelly16 การจัดต้ังกลุ่มแรงงาน เช่น สหภาพแรงงานแห่งชาติ (National Labor Union ค.ศ. 1866-1872) เพอื่ เรยี กรอ้ งใหม้ กี ารจำ� กดั เวลาในการ ทำ� งานใหเ้ ปน็ 8 ชวั่ โมงตอ่ วนั แตก่ ลมุ่ นายทนุ ไดป้ ฏเิ สธขอ้ เรยี กรอ้ งน้ีตอ่ มามกี ารตงั้ กลมุ่ Knight of Labor (ค.ศ. 1869-1900) โดยนำ� เรอ่ื งการจำ� กดั เวลาทำ� งาน 8 ชว่ั โมงตอ่ วนั กลบั มาเรยี กรอ้ งอกี รวมไปถงึ การคมุ้ ครองแรงงาน และแรงงานเดก็ ในขณะเดยี วกนั ตา่ งกก็ ดี กนั แรงงานชาวจนี ออกไปกลมุ่ สดุ ทา้ ยทเ่ี กดิ ขนึ้ ในยคุ นค้ี อื AmericanFederal of Labor (ค.ศ. 1886-1955)17 ขอ้ สงั เกตตอ่ การจดั ตง้ั กลมุ่ ของแรงงานนเ้ี กดิ ขนึ้ จาก การมีผนู้ ำ� กรรมกร ดงั นน้ั การเกดิ ขนึ้ ของกลมุ่ จัดต้งั ของบคุ คลทำ� ใหไ้ ม่มีความยงั่ ยนื และการท�ำงานต่อเนื่อง เมื่อผู้น�ำกรรมกรน้ันยุติบทบาทของตัวเองลง กลุ่มน้ันจึง สลายไปดว้ ย การเตบิ โตทางเศรษฐกจิ และการผลติ ทางอตุ สาหกรรม มกี ารเตบิ โตของธรุ กจิ ควบคไู่ ปกบั การกอ่ ตง้ั กลมุ่ ประชาสงั คม เชน่ ในการตรวจสอบและคมุ้ ครองสงั คมและ สง่ิ แวดล้อมเปน็ เงาตามมาของผลพวงของการ “พฒั นา” เช่น ใน ค.ศ. 1892 มีการ กอ่ ตง้ั บรษิ ทั General Electric ทเ่ี ปน็ บรษิ ทั ผลติ เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ สงั คมอเมรกิ นั บรโิ ภค สนิ ค้าและในทางการผลติ ภาคอุตสาหกรรมกเ็ ดินหนา้ ผลติ สินคา้ อย่างตอ่ เนอ่ื ง และ ในภาคประชาสังคมมีการรวมกลุ่มต้ัง Sierra Club ที่เป็นองค์กรของกลุ่มอนุรักษ์ 15 ส�ำนกั ข่าวสารอเมริกนั (แปล), ประวตั ศิ าสตร์อเมรกิ นั โดยสังเขป, หนา้ 143. 16 อนนั ตช์ ัย จนิ ดาวัฒน์, ประวตั ศิ าสตร์อเมริกา, หนา้ 666. 17 เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้า 667-669; สมร นิตทิ ัณฑ์ประภาศ, ประวัตศิ าสตร์สหรฐั อเมรกิ า ค.ศ. 1865-1945 ยคุ หลงั สงครามกลางเมอื ง-สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 (กรงุ เทพฯ: สำ� นกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร,์ 2553), หน้า 51.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 155 ส่ิงแวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาตกิ ่อตงั้ ครั้งแรกท่ีเมือง San Francisco สมาคมนี้ มีส่วนในการผลักดันให้รัฐมีนโยบายและด�ำเนินการเพ่ือการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม ส�ำหรับการก่อต้ังกลุ่มเพ่ือคุ้มครองสิทธิของสตรี ซ่ึงในช่วงแรกยังไม่มีสิทธิในการ เลอื กตง้ั จงึ มกี ารเคลอื่ นไหวของกลมุ่ สทิ ธสิ ตรใี นยคุ แรกทเี่ รยี กวา่ National American Woman Suffrage Association (NAWSA) ในเดอื นเมษายน ค.ศ. 1890 ซ่งึ ท�ำงาน เชื่อมโยงกับกลุ่มผู้หญิงในระดับท้องถ่ินและระดับชาติ เรียกร้องให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ให้ระบุถึงสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงให้เท่าเทียมกันซ่ึงต่อมาประสบ ความส�ำเร็จใน ค.ศ. 1920 จากวกิ ฤตเศรษฐกจิ จากความปน่ั ปว่ นในตลาดหนุ้ และตลาดเงนิ ของสหรฐั อเมรกิ า เรียกว่า Panic of 1893 อันมสี าเหตมุ าจากการลงทุนจากประเทศอารเ์ จนตินาใน กลุ่มธุรกิจการธนาคาร เม่ือเกิดการยึดอ�ำนาจท่ีกรุงบัวโนสไอเรส ท�ำให้กระทบ การลงทุนจากประเทศอาร์เจนตินาในสหรัฐอเมริกา ประกอบกับขยายตัวมากเกิน ของการลงทนุ สรา้ งทางรถไฟ และปญั หาราคาผลผลติ ทางการเกษตรตกตำ�่ โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ ขา้ วสาลแี ละฝา้ ย จากผลจากวกิ ฤตดงั กลา่ วทำ� ใหธ้ รุ กจิ ธนาคาร การเงนิ และ การรถไฟ ลม้ ละลายเปน็ จำ� นวนมาก ทำ� ใหม้ ผี ตู้ กงานเปน็ จำ� นวนมากและอยใู่ นภาวะ คนว่างงานเป็นระยะเวลายาวนาน รัฐต้องเปิดโรงทานให้กับผู้ยากจน ผู้หญิงต้อง มาเปน็ โสเภณเี พอ่ื เลย้ี งครอบครวั ทางการมโี ครงการทำ� สวนในทว่ี า่ งเพอื่ ใหค้ นยากจน มาเพาะปลกู พชื เพอื่ เปน็ อาหาร ชอ่ื โครงการวา่ Pingree’s Potato Patch สวนปลกู มนั ฝรงั่ ของนายกเทศมนตรเี มอื งดที รอย(Detroit) MayorHazenS.Pingreeกลายเปน็ ตน้ แบบของหลายเมืองที่ท�ำตาม18 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สหรัฐอเมริกาจะค�ำนึงถึงการแก้ปัญหาให้กับคนยากจน และกลุ่มแรงงาน แต่ในการมองคนจนในสหรัฐอเมริกา ยังมีการแบ่งแยกสีผิว การเหยยี ดผิวมากทสี่ ดุ คอื การเหยยี ดคนผิวด�ำ และต่อมาเป็นคนเอเชีย เชน่ คนจนี ในสว่ นของคนผวิ ดำ� หรอื แอฟรกิ นั อเมรกิ นั การเลอื กปฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ ผลมาจากคำ� พพิ ากษา ศาลสูงสหรฐั อเมรกิ าท่ตี ัดสนิ คดี Plessy v. Ferguson 1896 วางหลกั แบง่ แยกแต่ เท่าเทียม (separate but equal) ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกการให้บริการของรัฐ ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวสี ในส่วนของคนจีนเป็นผลกระทบมาจากการที่รัฐบาล 18 Gerald Parshall, “The Great Panic Of ‘93.” U.S. News & World Report 113.17 (1992): 70. (online), Available from: http://www.usnews.com/usnews/culture/articles/921102/archive_ 018583_ 2.htm

156 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย สหรฐั อเมริกาประกาศนโยบายเปดิ ประเทศ มงุ่ การค้ากบั ประเทศจนี ใน ค.ศ. 1899 ท�ำให้เกิดการหลั่งไหลของแรงงานคนจีนเข้ามาในประเทศสร้างความไม่พอใจให้แก่ แรงงานในประเทศซ่ึงอยู่ในภาวะคนว่างงานอยู่แล้ว ก่อให้เกิดการผลักดันนโยบาย กดี กนั คนจีนขนึ้ ในเวลาตอ่ มา หนว่ ยงานของรฐั ในการสอดสอ่ งและดำ� เนนิ งานเพอื่ เปน็ กลไกในการบงั คบั ใช้ กฎหมายของรฐั บาลกลางท่สี �ำคญั คือ ส�ำนักงานสืบสวนสอบสวน หรอื Bureau of Investigation (ตอ่ มาคอื Federal Bureau of Investigation หรอื FBI) กอ่ ตง้ั ขนึ้ เมอื่ เดอื นกรกฎาคม ค.ศ. 190819 นบั เปน็ องคก์ รของรฐั ทม่ี กี ารดำ� เนนิ งานสง่ ผลกระทบตอ่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนมากอกี องคก์ รหนง่ึ ในการจบั กมุ สอบสวนผตู้ อ้ งสงสยั และการปราบปรามอาชญากรรม ผอู้ ำ� นวยการของ FBI ทม่ี บี ทบาทมากคอื J. Edgar Hoover ดำ� รงตำ� แหนง่ ในชว่ ง ค.ศ. 1924–1972 หลงั จาก Hoover มกี ารออกกฎหมาย ให้ผูอ้ ำ� นวยการดำ� รงตำ� แหนง่ ไดไ้ ม่เกินสบิ ปี การก่อตั้งองค์กรของผู้ท่ีถูกกดขี่โดยโครงสร้างของรัฐ นับจากค�ำพิพากษา ของศาลสูงซึ่งมีผลเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เสมือนการตีความและบังคับใช้ รัฐธรรมนูญ น�ำมาซ่ึงการต่อสู้เพื่อให้มีการปรับเปล่ียนแก้ไขจากรากฐานของสังคม ในวงกว้าง โดยเฉพาะการต่อสู้เก่ียวกับการเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติและสีผิว ใน ค.ศ. 1909 องคก์ รเคลอื่ นไหวเพอื่ ตอ่ สเู้ พอ่ื สทิ ธขิ องแอฟรกิ นั อเมรกิ นั ชอื่ National Association for the Advancement of Colored People (NAACP)20 เพอ่ื ขจดั การเลอื กปฏบิ ตั จิ ากเหตขุ องสผี วิ เพอื่ สทิ ธเิ สมอภาคในทางการศกึ ษา สงั คม เศรษฐกจิ และการเมืองของคนผิวสี ให้เท่าเทียมกันกับคนอ่ืนๆ นับเป็นองค์กรส�ำคัญในช่วง การเคลื่อนไหวเพ่ือสิทธิ จากการกดข่ีของสังคม โดยเฉพาะในแถบมลรัฐทางใต้ จากผลคดี Plessy v. Ferguson จนส�ำเร็จ ต่อมาในยคุ ทศวรรษที่ 1960 นอกจากผลกระทบตอ่ สงั คมจากสงิ่ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ แลว้ ในดา้ นสภาวะธรรมชาติ สหรัฐอเมริกามีการประสบภัยธรรมชาติอยู่เนืองๆ เช่น การเกิดพายุจากลมมรสุม ในเดอื นกันยายน ค.ศ. 1900 ท่ีรฐั เทก็ ซสั มีผ้เู สยี ชีวติ ประมาณ 6,000-12,000 คน ความเสียหายประมาณ 104.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอีกหลายปีต่อมา 19 The Federal Bureau of Investigation, “Historical Documents from the Bureau’s Founding” November 19, 1943, Los Angeles, California (online), Available from: http://www.fbi. gov/about-us/history/brief-history/docs_findlay43. 20 National Association for the Advancement of Colored People, (online), Available from: http://www.naacp.org/

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย 157 สหรัฐอเมริกาก็ประสบกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งท่ีกระทบอย่างมากต่อ ชวี ติ คนและสภาพบา้ นเมอื ง คอื เหตกุ ารณแ์ ผน่ ดนิ ไหวทเ่ี มอื งซานฟรานซสิ โก ในเดอื น เมษายน ค.ศ. 1906 สง่ ผลใหม้ ผี เู้ สยี ชวี ติ ประมาณ 3000 คน กวา่ รอ้ ยละ 80 ของเมอื ง ทั้งหมดได้รับความเสียหาย รวมถึงจากสาเหตุไฟไหม้จากระบบท่อส่งแก๊ส และ การระเบดิ หลังจากท่ีมี aftershock คนกว่า 300,000 คน ต้องไร้ทอี่ ย่อู าศัยมูลค่า ความเสียหายประมาณ 400 ลา้ นเหรียญสหรัฐในขณะนัน้ 21 การพฒั นาอตุ สาหกรรมตอ่ เนอ่ื งตง้ั แต่ ค.ศ. 1890-1920 รฐั บาลพยายามสรา้ ง กฎเกณฑแ์ ละนโยบายเพอ่ื สรา้ งความเปน็ ธรรมในทางสงั คมและเศรษฐกจิ โดยในชว่ ง ที่ประธานาธบิ ดี Theodore Roosevelt (ค.ศ. 1901-1909) จากพรรครพี ับลกิ ัน เสนอนโยบาย Square Deal เพอ่ื มงุ่ ใหค้ วามเปน็ ธรรมแกท่ กุ ฝา่ ยในการดำ� เนนิ ธรุ กจิ ไมเ่ ลน่ พรรคเลน่ พวก แมจ้ ะเปลย่ี นผา่ นอำ� นาจการบรหิ ารประเทศจากรพี บั ลกิ นั ไปสู่ พรรคเดโมเครต ในยุคของประธานาธบิ ดี Woodrow Wilson (ค.ศ. 1913-1921) นโยบาย Square Deal ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ของ Roosevelt และเสนอเพิ่ม ในสว่ นของนโยบายการลดภาษนี ำ� เขา้ และควบคมุ การผกู ขาด เพอ่ื คมุ้ ครองประชาชน โดยเรยี กนโยบายน้ีว่า New Freedom ช่วงท่ีประธานาธิบดี Woodrow Wilson ด�ำรงต�ำแหน่งในสมัยที่สอง เกดิ สงครามโลกครง้ั ที่ 1 ขน้ึ แมว้ า่ สหรฐั อเมรกิ าจะประกาศวา่ เปน็ กลางในสงครามกต็ าม แต่บทบาทของสหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนอังกฤษอยู่อย่างไม่เปิดเผย เนื่องจากการท่ี ประชากรส่วนใหญ่ของสหรัฐอเมริกามีความผูกพันในทางวัฒนธรรมอยู่กับทางฝ่าย องั กฤษมากกวา่ 22 และอกี ประการหนึง่ ชาวอเมริกนั เชื่อวา่ หากเยอรมันชนะสงคราม จะส่งผลให้ประชาธิปไตยของตนเองจะถูกกระทบกระเทือน อย่างไรก็ตาม ในที่สุด สหรัฐอเมริกาก็สง่ ทหารของตนเองเข้ารว่ มสงครามใน ค.ศ. 1917 ภายหลังสงครามโลกคร้งั ท่ี 1 สหรัฐอเมรกิ าฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่�ำ เนอื่ งจากการกระตนุ้ การบริโภค ในช่วงยุค Golden Twenties (ค.ศ. 1921-1929) ทำ� ใหล้ ดภาวะการวา่ งงาน23 คนจนอพยพเขา้ เมอื งมากขน้ึ สงั คมอเมรกิ นั เขา้ สยู่ คุ ของ 21 Pielke, R., Jr., Gratz, J., Landsea, C., Collins, D., Saunders, M., and Musulin, R.”Normalized Hurricane Damage in the United States: 1900–2005.” Natural Hazards Review, 9 (1), (February 2008): 29–42. 22 อนันตช์ ยั จินดาวฒั น์, ประวตั ศิ าสตรอ์ เมรกิ า, หน้า 722-725. 23 สมร นิติทัณฑ์ประภาศ, ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1865-1945 ยุคหลังสงครามกลางเมือง- สงครามโลกคร้งั ที่ 2, หนา้ 219.

158 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย เพลง Jazz และการสร้างภาพของ American Dream การมีบา้ น มีรถ เคร่ืองใช้ ภายในบา้ น การสรา้ งตกึ ระฟา้ และโครงสรา้ งพน้ื ฐานตา่ งๆ อตุ สาหกรรมบนั เทงิ เฟอ่ื งฟู ขน้ึ อยา่ งรวดเรว็ เช่น โรงภาพยนตร์ และการผลติ ภาพยนตร2์ 4 การส่ือสารสาธารณะ เชน่ โทรทศั นเ์ ปน็ สอื่ ทก่ี ระตนุ้ การบรโิ ภคและวฒั นธรรมอเมรกิ นั ใหมไ่ ดอ้ ยา่ งรวดเรว็ แม้ว่าในช่วงทศวรรษท่ี 1920 สหรัฐอเมริกาจะมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อยู่บ้าง25 แต่จากวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลถึงภาวะ เศรษฐกิจโลกตกต่�ำลง ในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลกระทบด้วย การเกิดวิกฤต เศรษฐกจิ ในครงั้ นแ้ี ตกตา่ งจากคราวกอ่ นๆ ทเี่ ปน็ ปญั หาจากราคาผลผลติ ทางการเกษตร ตกตำ่� เนอื่ งจากการผลติ สนิ คา้ ลน้ ตลาด แตว่ กิ ฤตเศรษฐกจิ ในชว่ ง ค.ศ. 1929 เปน็ วกิ ฤต ความเชอื่ มนั่ ตอ่ สถานการณท์ างการเงนิ เนอื่ งมาจากสถาบนั ทางการเงนิ ปลอ่ ยกงู้ า่ ยๆ และลกู หน้ีไม่สามารถชำ� ระหนี้ได2้ 6 การเกิดวิกฤตเศรษฐกจิ Great Depression ค.ศ. 1929 – 1941 เปน็ ช่วงท่ี ยาวนานมากของภาวะถดถอยทางเศรษฐกจิ ประธานาธบิ ดี Franklin D. Roosevelt จากพรรคเดโมเครต ประกาศนโยบาย New Deal ก�ำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจที่สำ� คญั คอื การบรรเทาทุกข์เบอื้ งต้น, การปรับปรงุ แกไ้ ข, และการปฏริ ปู เศรษฐกจิ การเงิน (relief, recover, and reform)27 การแกป้ ญั หาเรง่ ดว่ นอยา่ งแรก คอื การสรา้ งความเชอ่ื มนั่ ในสถาบนั ทางการเงนิ กลบั คนื มา โดยประกาศปดิ และปรบั ปรงุ ธนาคารทง้ั หมดในประเทศ เรยี กการดำ� เนนิ การ ในช่วงนั้นวา่ Banking Holiday ภายใต้กฎหมาย Emergency Banking Law 1903 รัฐบาลส่ังปดิ ธนาคารทกุ แหง่ เปน็ เวลา 2 สปั ดาห์ และให้มีการสะสางการประกอบ กจิ การธรุ กจิ ทางการเงนิ โดยการตรวจสอบบญั ชี หากธนาคารดำ� เนนิ การอยา่ งถกู ตอ้ ง เครง่ ครดั รฐั กจ็ ะอนญุ าตใหก้ ลบั มาเปดิ กจิ การตอ่ ไปได้ แตห่ ากธนาคารใดทจุ รติ หรอื มีหน้ีเสียก็จะถูกปิดไป การปฏิบัติการอย่างเข้มงวดน้ีของรัฐบาลกลาง สร้างความ เชื่อม่ันของประชาชนต่อสถาบันทางการเงินกลับคืนมาพร้อมกันน้ี รัฐบาลประกาศ 24 ลูเธอร์เอส. ลึดต์กี้ (บก.), การสร้างอเมริกา: สังคมและวัฒนธรรมของสหรัฐ แปลโดย สุคนธ์ พลภัทรพจิ ารณ์ (บก.) (กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2537), หนา้ 323-334; อนันต์ชัย จนิ ดาวฒั น,์ ประวตั ิศาสตร์ อเมรกิ า, หน้า 740-741. 25 ปาน พง่ึ สจุ รติ , ประวัตศิ าสตร์สหรฐั อเมรกิ า, หน้า 178-132. 26 อนนั ต์ชัย จนิ ดาวัฒน,์ ประวัติศาสตร์อเมรกิ า, หนา้ 745-747. 27 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 745.