Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ - อ.สมชาย

Published by E-books, 2021-03-15 06:34:18

Description: หนังสือ-เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ-สมชาย

Search

Read the Text Version

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 459 ตารางที่ 7.6 แสดงความรุนแรงของการปะทะกนั ทางการเมืองในสังคมไทย นับแตเ่ หตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2514 ถงึ 255337 เหตุการณ์ เสียชวี ติ บาดเจบ็ สญู หาย n.a. n.a. 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 70 n.a. n.a. 696 175 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 41 n.a. n.a. 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 52 n.a. n.a. กรณกี รอื เซะ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 106 ประมาณ - (32 คน เสียชวี ติ 500 n.a. ในมัสยิด) 443 - 130 48 กรณีตากใบ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 85 ประมาณ (75 คน เสียชีวิต 2000 ในระหวา่ งถกู น�ำตวั ไปค่ายทหาร) กรณกี ารชุมนุม 192 วนั 7 ของพันธมติ รประชาชน 25 พฤษภาคม – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 7 ตลุ าคม พ.ศ. 2551 2 11-14 เมษายน พ.ศ. 2551 - 10 เมษายน – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 92 หมายเหตุ: n.a. หมายถงึ ไม่มขี ้อมลู 2) กลมุ่ ประชาชนทใี่ ชเ้ สรีภาพในการชุมนุม กลุ่มประชาชนท่ีใช้เสรีภาพในการชุมนุมในช่วงเวลาน้ีมี 2 กลุ่มท่ีส�ำคัญคือ กลมุ่ เส้อื เหลืองกับกลุ่มเส้อื แดง ดังมรี ายละเอยี ดดังน้ี กลุ่มเสื้อเหลือง การชมุ นมุ ของขบวนการเสอ้ื เหลอื ง เรมิ่ ตน้ ในปลาย พ.ศ. 2548 กอ่ ตวั ขนึ้ จาก รายการโทรทศั นช์ อื่ “เมอื งไทยรายสปั ดาห”์ ของนายสนธิลม้ิ ทองกลุ และในพ.ศ.2549 37 บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ และกลุ่มมรสุมชายขอบ, เอกสารข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นเก่ียวกับเหตุการณ์ความ รนุ แรงทางการเมือง ระหว่างวนั ท่ี 13-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 (ม.ท.ป, 2554), หน้า 26.

460 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ได้พัฒนาไปสู่ การเป็น “พันธมิตรประชาชนเพ่ือประชาธิปไตย” การชุมนุมของ ขบวนการเสอื้ เหลอื งดงั กลา่ วมลี กั ษณะพเิ ศษทไี่ มเ่ คยเกดิ ขนึ้ ในการชมุ นมุ ในหลายๆ ดา้ น เช่น การท่ีมีส่ือทีวีผ่านดาวเทียมของตนเองโดยมีการรายงานความเคลื่อนไหวของ การชุมนุมตลอด 24 ช่วั โมง รปู แบบของเวทชี มุ นมุ มีการแสดงสลบั กบั การอภิปราย ทางการเมอื ง มกี ารรบั บรจิ าคเงนิ และใหเ้ งนิ บรจิ าคจำ� นวนมากเฉลย่ี คนื ละ 1 ลา้ นบาท คา่ ใชจ้ า่ ยของการชมุ นมุ สงู มากตามไป มกี ารเดนิ ขบวนในรปู แบบของการดาวกระจาย ไปบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท�ำเนียบรัฐบาลและสนามบิน นานาชาติ ซึ่งถือได้ว่าเน้นการเผชิญหน้ากับอ�ำนาจรัฐมากกว่าการประนีประนอม มกี ารละเมดิ กฎหมายและสทิ ธขิ องประชาชนทว่ั ไปอยา่ งกวา้ งขวางภายใตข้ อ้ อา้ งของ การกระทำ� อารยะขดั ขนื 38 การชมุ นมุ ครงั้ สำ� คญั ของเสอื้ เหลอื ง คอื ใน พ.ศ. 2551 ซงึ่ ในชว่ งเดอื นมนี าคม ถึงเดือนพฤษภาคมเร่ิมมีการประชุมก�ำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว จัดกิจกรรม อภปิ ราย เสวนา ท่ีเก่ียวกบั การตอ่ ต้านรฐั บาล ตอ่ มาในชว่ งเดอื นมิถุนายนถงึ เดือน สงิ หาคม กลมุ่ คนเสอ้ื เหลอื งเรมิ่ มกี ารชมุ นมุ ตามสถานทต่ี า่ งๆ และปดิ ลอ้ มทำ� เนยี บใน วันที่ 29 สิงหาคม ภายหลงั จากน้นั 3 วัน มีการปะทะกนั กบั กลุ่มเสื้อแดงจนกระท่ัง มีการเสยี ชวี ิตและบาดเจบ็ ในวันที่ 9 กนั ยายน นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช พน้ ไปจากต�ำแหนง่ ดว้ ยเหตกุ ารณว์ นิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู แมก้ ระนน้ั การชมุ นมุ กด็ ำ� เนนิ เรอ่ื ยมา ในวนั ที่ 7 ตลุ าคม กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ มเี จตนาขดั ขวางการแถลงนโยบายของ รฐั บาลโดยการเขา้ ปดิ ลอ้ มรฐั สภาจนมกี ารปะทะกบั ตำ� รวจ หลงั จากนน้ั กม็ กี ารชมุ นมุ ตอ่ เนอื่ งมาถงึ การใชว้ ธิ กี ารยดึ สนามบนิ ดอนเมอื งในวนั ท่ี 24 พฤศจกิ ายน วนั ถดั มาไป ยึดท่ีสนามบินสุวรรณภูมิ กระทั่งในวันที่ 2 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีค�ำวินิจฉัย ใหย้ บุ พรรครัฐบาลจงึ เป็นเหตใุ หน้ ายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตอ้ งพน้ จาก ต�ำแหนง่ ผู้ชุมนมุ จงึ ประกาศชยั ชนะและยตุ กิ ารชุมนุมในเวลาต่อมา39 กล่มุ เส้อื แดง กลุ่มคนเส้ือแดงหรือ นปช. ก่อตั้งข้ึนครั้งแรกเม่ือต้น พ.ศ. 2550 โดยมี วัตถุประสงค์หลักที่จะเคล่ือนไหวต่อต้านการรัฐประหาร เมื่อวันท่ี 19 กันยายน 38 ไชยรตั น์ เจรญิ สินโอฬาร, รายงานการวิจยั เรอื่ ง สุนทรียศาสตร์กบั การเมอื งภาคประชาชน (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพแ์ ห่งจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย, 2554), หน้า 42. 39 ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ, รายงานการศึกษาเฉพาะกรณี การปฏิบัติงานควบคุมฝูงชนของต�ำรวจ พ.ศ. 2551, (กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งานตำ� รวจแห่งชาติ, 2552), หน้า 4-6.

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 461 พ.ศ. 2549 โดยใชช้ ือ่ วา่ “แนวรว่ มประชาธิปไตยขบั ไลเ่ ผด็จการ (นปก.)” หลงั การ จดั ตง้ั นปก. ไดร้ บั การสนบั สนนุ ทงั้ จากกลมุ่ ผมู้ คี วามนยิ มชมชอบ พ.ต.ท.ทกั ษณิ ชนิ วตั ร และกลมุ่ ผรู้ กั ความเปน็ ประชาธปิ ไตยไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั การรฐั ประหาร ทำ� ใหฐ้ านมวลชน ของ นปก. ขยายใหญ่ข้นึ อย่างรวดเร็ว โดยผู้สนบั สนุนจะประกอบด้วยทั้งชนชั้นล่าง ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ ชนช้ันกลางที่รักในความเป็นประชาธิปไตย และนกั คิด นักวชิ าการ ตอ่ มาเมอ่ื วันท่ี 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 นปก. จึงเปล่ียนช่อื เปน็ “แนวรว่ มประชาธปิ ไตยตอ่ ตา้ นเผดจ็ การแหง่ ชาติ (นปช.)” โดยแนวทางในการ เคลื่อนไหวส่วนใหญ่มีทีท่าสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่ม นปช. ใช้ “เสอื้ แดง” เปน็ สัญลกั ษณ์ ในการเคลื่อนไหว40 การชมุ นมุ ของคนเสอื้ แดงทสี่ ำ� คญั คอื ใน พ.ศ. 2553 โดยมกี ารชมุ นมุ ตอ่ เนอ่ื งกนั ประมาณสองเดือนต้ังแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งสามารถแบ่งช่วงการ ชุมนุมได้ 3 ระยะ41 คือ ชว่ งกอ่ ตง้ั ระหวา่ งวนั ที่ 6-14 มนี าคม โดยมกี ระบวนการเรมิ่ จาก แกนนำ� นปช. ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเร่ิมจัดให้มีการชุมนุมในพ้ืนที่ต่างๆ เพื่อเผยแพร่แนวคิด ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติ และมีการก�ำหนดนัดหมายการรวมตัวกันท่ีสะพานผ่านฟ้า ในวนั ท่ี 14 มนี าคม เป็นตน้ มา ชว่ งยกระดบั ระหวา่ งวนั ท่ี 15 มนี าคม – 13 เมษายน โดยเรมิ่ ตน้ เดนิ ขบวนไป กดดันในสถานท่ีต่างๆ เช่น ศูนย์อ�ำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน การเทเลือด หน้าท�ำเนียบรัฐบาล หน้าท่ีท�ำการพรรคประชาธิปัตย์ หน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ หนา้ บา้ นพกั พลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์ ประธานองคมนตรี ท่ีบ้านไร้กังวลจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ยังกดดันให้ทหารถอนก�ำลังจากรอบ พน้ื ทชี่ มุ นมุ บรเิ วณสะพานผา่ นฟา้ ตอ่ มาผชู้ มุ นมุ ไดย้ ดึ พน้ื ทแ่ี ยกราชประสงค์ เปน็ เวที ชมุ นุมแหง่ ท่สี อง และยังปดิ ล้อมรัฐสภา ภายหลงั แกนนำ� ใหย้ ้ายผชู้ มุ นุมจากสะพาน ผ่านฟ้าไปทร่ี าชประสงค์ทั้งหมด ชว่ งแตกหกั ระหวา่ งวนั ที่ 14 เมษายน – 20 พฤษภาคม เปน็ ชว่ งทฝ่ี า่ ยรฐั บาล เร่ิมตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม โดยเร่ิมจากการเปลี่ยนผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์จาก 40 ศนู ยป์ ฏบิ ตั กิ ารสำ� นกั งานตำ� รวจแหง่ ชาต,ิ บทเรยี นการปฏบิ ตั งิ านควบคมุ ฝงู ชนของตำ� รวจ ปี พ.ศ. 2553, (กรงุ เทพ: สำ� นักงานตำ� รวจแหง่ ชาติ, ม.ป.ป), หน้า 9-10. 41 เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า 30-34.

462 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย รองนายกรฐั มนตรเี ปน็ ผบู้ ญั ชาการทหารบก โดยฝา่ ยตำ� รวจตอ้ งเรยี กกำ� ลงั มาปฏบิ ตั งิ าน ถึง 115 กองร้อย มีการปรับการจัดหน่วยร่วมกับฝ่ายทหาร และมีการส่ังการให้ หน่วยก�ำลังติดอาวุธด้วย เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจท่ีมีแนวโน้มที่รุนแรง หลังจากน้ันมีการเจรจากันระหว่างแกนน�ำกับรัฐบาลจนได้แผนปรองดอง โดยฝ่าย ผู้ชุมนุมมีเง่ือนไขให้นายกรัฐมนตรีไปรับทราบข้อกล่าวหากรณีการสลายการชุมนุม เมอ่ื วนั ที่ 10 เมษายน แตน่ ายกรฐั มนตรไี มไ่ ดไ้ ป ผชู้ มุ นมุ จงึ ประกาศไมย่ ตุ กิ ารชมุ นมุ ต่อมานายกรัฐมนตรีประกาศให้ นปช. คืนพ้ืนที่ราชประสงค์และให้สลาย การชุมนุมใน 12 พฤษภาคม หลังจากน้ันในวันท่ี 13 พฤษภาคม ฝ่ายทหารก็เร่ิม สง่ กำ� ลงั เขา้ มาวางปดิ ลอ้ มพน้ื ทช่ี มุ นมุ และเรม่ิ ปฏบิ ตั กิ าร “กระชบั วงลอ้ ม” ครง้ั แรก เมอ่ื วันท่ี 14 พฤษภาคม และดำ� เนนิ การต่อเนื่องถึงวันที่ 16 พฤษภาคม และในวนั ที่ 17 พฤษภาคม 2553 ฝา่ ยทหารประกาศใหผ้ ชู้ มุ นมุ ออกจากพนื้ ทร่ี าชประสงคภ์ ายใน เวลา 15.00 น. และสุดท้ายวนั ที่ 19 พฤษภาคม ฝา่ ยทหารกส็ ามารถกระชบั วงล้อม ได้จนถึงเวทีอภิปราย แกนน�ำ นปช. ส่วนใหญ่ยอมมอบตัวต่อส�ำนักงานต�ำรวจ แห่งชาติ บางส่วนก็หลบหนีการจับกุม เหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่าง นปช. กับ ฝา่ ยรฐั บาล ยตุ ลิ งโดยผเู้ กยี่ วขอ้ งในเหตกุ ารณท์ ง้ั ทหาร ตำ� รวจ และประชาชน เสยี ชวี ติ จำ� นวน 88 ราย บาดเจ็บ 1,885 ราย สามารถสรปุ ไดว้ า่ พฒั นาการของการใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ปรากฏขนึ้ อยา่ ง เดน่ ชัดภายหลงั พ.ศ. 2530 โดยสว่ นมากเปน็ การชมุ นมุ เรยี กร้องให้ยกเลิกโครงการ ขนาดใหญ่ของรฐั เชน่ เขอ่ื น อ่างเกบ็ น�ำ้ เป็นตน้ การชมุ นุมเรียกร้องราคาผลผลติ ทางการเกษตร ท่ดี นิ ท�ำกนิ โดยมีชาวบา้ นร่วมกับองคก์ รพัฒนาเอกชนเปน็ ผู้ชมุ นมุ เรียกรอ้ งหลกั ต่อมาในชว่ งหลงั พ.ศ. 2548 เป็นตน้ มา เกิดการชุมนมุ ทางการเมือง ขนาดใหญห่ ลายครง้ั จากหลายขว้ั ทางการเมอื ง ทงั้ พนั ธมติ รประชาชนเพอื่ ประชาธปิ ไตย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการ เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยมีการจัดการชุมนุมที่มีลักษณะพิเศษหลายด้าน เช่น มีทีวี ดาวเทียมถ่ายทอดสดการชุมนุมตลอดเวลา มีการชุมนุมต่อเน่ืองยาวนาน มีการ เดินขบวนไปตามสถานท่ีต่างๆ มีผู้ชุมนุมจ�ำนวนมาก เป็นต้น ซ่ึงแสดงให้เป็นว่า การชมุ นมุ อยู่คชู่ ีวติ ประจ�ำวนั ของคนไทยไปแลว้

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 463 7.3 กฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ้ งกับการชุมนมุ การชมุ นมุ ในประเทศไทยนน้ั ในรอบทศวรรษทผี่ า่ นมามแี นวโนม้ และทศิ ทางที่ เพิ่มมากข้ึนในหลายๆ ด้าน ท�ำให้มีความซับซ้อนของปัญหาและการแก้ไขปัญหา ในการชุมนุมเป็นไปได้ยากมากข้ึน ดังการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของพันธมิตร ประชาชนเพ่อื ประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2551 การชุมนุมใหญ่ทางการเมอื งของ นปช. ใน พ.ศ. 2553 ซึง่ สะทอ้ นถึงปญั หาของการใช้เสรภี าพในการชมุ นุม ทั้งยทุ ธวธิ ีของ กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ ทมี่ คี วามหมนิ่ เหมก่ บั การกระทำ� ผดิ กฎหมายหลายบทหลายมาตรา หรอื การตง้ั ขอ้ กลา่ วหาของฝา่ ยรฐั ทม่ี ากเกนิ ไปจากความเปน็ จรงิ หรอื กระทงั่ การใชก้ ำ� ลงั ทหารเข้ามาจัดการกับผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งหมดมีความเก่ียวข้องกับกฎหมายท้ังสิ้น จึงมี ความจ�ำเป็นในการส�ำรวจตรวจสอบกฎหมายที่มีความเก่ียวข้องกับการชุมนุมเป็น อยา่ งย่งิ กฎหมายทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั การชมุ นมุ ของประเทศไทยมอี ยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก กล่าวคือกฎหมายท่ีรับรองและส่งเสริมในการใช้เสรีภาพในการชุมนุม กฎหมายที่ จำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยตรง ซงึ่ มที ง้ั กฎหมายทรี่ ฐั ใชใ้ นการควบคมุ การชมุ นมุ และจัดการกับผู้ชุมนุม นอกจากน้ียังมแี นวคิดในการร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม สาธารณะเพื่อจัดระบบการชุมนุมข้ึน แต่ก็ยังไม่ได้บัญญัติเป็นกฎหมายออกมาใช้ อย่างเปน็ ทางการ ในบทน้ีจะแบ่งการพิจารณากฎหมายออกเปน็ 4 ประเดน็ คอื ประเดน็ แรก กฎหมายที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุม ประเด็นท่ีสอง กฎหมายท่ีจ�ำกัดเสรีภาพ การชมุ นมุ ประเดน็ ทสี่ าม กฎหมายทเ่ี ปน็ อปุ สรรคกบั การชมุ นมุ และประเดน็ สดุ ทา้ ย จะทำ� การพจิ ารณาถงึ รา่ งกฎหมายการชมุ นมุ สาธารณะทไ่ี ดเ้ คยมกี ารเสนอขน้ึ โดยมี รายละเอียดดงั ต่อไปนี้ 7.3.1 กฎหมายที่รับรองเสรีภาพในการชมุ นุม ส�ำหรับกฎหมายท่ีรับรองเสรีภาพในการชุมนุมของไทย จากการศึกษา ปรากฏอยู่แต่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเท่านั้น กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อ่ืนๆ ยังไม่พบว่า มีการรับรอง การใช้เสรีภาพในการชุมนุมแต่อย่างใด ซ่ึงใน รัฐธรรมนูญของไทยทั้ง 18 ฉบับ ต้ังแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผน่ ดนิ สยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 จนถงึ ฉบบั ปจั จบุ นั รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 พบว่า มรี ัฐธรรมนูญท่บี ัญญตั อิ ยา่ งชดั เจนเกีย่ วกับเสรีภาพในการชุมนุม สาธารณะโดยบัญญัตขิ นึ้ เปน็ ลายลกั ษณ์อักษร จ�ำนวน 7 ฉบับ ไดแ้ ก่ รัฐธรรมนญู

464 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย พ.ศ. 2492, 2511, 2517, 2521, 2534, 2540, 2550 และพบวา่ มกี ารบญั ญตั เิ สรภี าพ ในการชุมนุมสาธารณะไว้ในส่วนหน่ึงของมาตรา จ�ำนวน 4 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475, 2489, 2490, 2475 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ 2495 นอกจากนมี้ รี ฐั ธรรมนญู 7 ฉบบั ทไ่ี มป่ รากฏเนอื้ หาของเสรภี าพในการชมุ นมุ ตามรฐั ธรรมนญู ดว้ ยการเปน็ รฐั ธรรมนญู ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการมีรัฐประหาร สามารถดูรายละเอียดได้ในตารางท่ี 7.7 ข้างลา่ งนี้ ตารางท่ี 7.7 แสดงบทบัญญตั ิทีเ่ ก่ียวกบั เสรีภาพในการชุมนุม ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย รฐั ธรรมนูญ บทบญั ญตั ทิ ี่เกย่ี วขอ้ ง พระราชบัญญัตธิ รรมนญู ไม่ปรากฏ การปกครองแผ่นดนิ สยาม ช่ัวคราว พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนญู แหง่ ม.14 ภายในบังคับแห่งบทกฎหมายบุคคลย่อมมีเสรีภาพ ราชอาณาจกั รสยาม บริบูรณ์ในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน พ.ศ. 2475 การโฆษณา การศึกษาอบรม การประชุมโดยเปิดเผย การตั้ง สมาคม การอาชพี รัฐธรรมนูญแหง่ ม.14 บคุ คลยอ่ มมีเสรีภาพบรบิ ูรณ์ในรา่ งกาย เคหะสถาน ราชอาณาจักรไทย ทรัพย์สิน การพูด การเขยี น การพมิ พ์ การโฆษณา การศึกษา พ.ศ. 2489 อบรม การชุมนมุ สาธารณะ การตงั้ สมาคม การตง้ั คณะพรรค การเมอื ง การอาชพี ท้งั นี้ภายใตบ้ ังคับแห่งบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญแหง่ ม.23 บคุ คลยอ่ มมเี สรภี าพโดยบรบิ รู ณใ์ นรา่ งกาย เคหะสถาน ราชอาณาจักรไทย ทรัพยส์ ิน การพูด การเขียน การพมิ พ์ การโฆษณา การศึกษา (ฉบบั ช่วั คราว) อบรม การชุมนุมสาธารณะ การต้ังสมาคม การอาชีพ ทั้งนี้ พ.ศ. 2490 ภายใต้บังคบั แห่งตวั บทกฎหมาย รฐั ธรรมนญู แห่ง ม.37 บคุ คลยอ่ มมเี สรภี าพบรบิ รู ณใ์ นการชมุ นมุ โดยสงบ ราชอาณาจักรไทย และปราศจากอาวธุ พ.ศ. 2492 การจำ� กดั เสรภี าพเชน่ วา่ น้ี จะกระทำ� ไดก้ แ็ ตโ่ ดยบทบญั ญตั ิ แหง่ กฎหมายเฉพาะในกรณกี ารชมุ นมุ สาธารณะและเพอื่ คมุ้ ครอง ความสะดวกของประชาชนท่ีจะใช้ที่สาธารณะหรือเพ่ือรักษา ความสงบเรยี บรอ้ ยในระหวา่ งเวลาทปี่ ระเทศอยใู่ นภาวะการรบ หรือการสงคราม ในระหว่างเวลาท่ีมีพระบรมราชโองการ ประกาศสถานะการณฉ์ กุ เฉนิ หรอื ในระหวา่ งเวลาทมี่ ปี ระกาศใช้ กฎอยั การศกึ

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 465 รฐั ธรรมนูญ บทบญั ญัตทิ เี่ ก่ยี วขอ้ ง รัฐธรรมนูญแห่งราช ม.26 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในทรัพย์สิน การพูด อาณาจกั รไทย พ.ศ. 2475 การเขียน การพิมพ์การโฆษณา การศึกษาอบรม การชุมนุม แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 สาธารณะ การต้ังสมาคม การต้ังพรรคการเมือง ท้ังน้ีภายใต้ บงั คับแหง่ บทกฎหมาย ธรรมนูญการปกครอง ไม่ปรากฏ ราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 รัฐธรรมนูญแหง่ ราช ม.35 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการชุมนุมโดยสงบ อาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511 และปราศจากอาวุธ การจำ� กดั เสรภี าพเชน่ วา่ นี้ จะกระทำ� ไดก้ แ็ ตโ่ ดยบทบญั ญตั ิ แห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อ คุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะหรือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ใน ภาวะการรบหรอื การสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลาทม่ี ปี ระกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือในระหว่างเวลาท่ีมีประกาศใช้ กฎอยั การศึก ธรรมนูญการปกครอง ไม่ปรากฏ ราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 รฐั ธรรมนูญแหง่ ม.43 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ราชอาณาจักรไทย ปราศจากอาวุธ พ.ศ. 2517 การจำ� กดั เสรภี าพเชน่ วา่ นี้ จะกระทำ� มไิ ดเ้ วน้ แต่ โดยอาศยั อ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุม สาธารณะและเพ่ือคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ ทสี่ าธารณะหรอื เพอื่ รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยในระหวา่ งเวลาท่ี ประเทศอยใู่ นภาวะการรบหรอื การสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลา ท่ีมีประกาศสถานการณฉ์ ุกเฉนิ หรือประกาศใชก้ ฎอยั การศกึ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราช ไม่ปรากฏ อาณาจกั รไทย พ.ศ. 2519 ธรรมนญู การปกครอง ไมป่ รากฏ ราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2520

466 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย รฐั ธรรมนูญ บทบัญญตั ิทเี่ กีย่ วขอ้ ง รัฐธรรมนญู แห่ง ม.36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ราชอาณาจกั รไทย ปราศจากอาวุธ พ.ศ. 2521 การจำ� กดั เสรภี าพเชน่ วา่ นี้ จะกระทำ� มไิ ดเ้ วน้ แต่ โดยอาศยั อ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุม สาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ ทสี่ าธารณะหรอื เพอ่ื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยในระหวา่ งเวลาท่ี ประเทศอยใู่ นภาวะการรบหรอื การสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลา ท่มี ปี ระกาศสถานการณ์ฉกุ เฉิน หรอื ประกาศใช้กฎอัยการศกึ ธรรมนญู การปกครอง ไมป่ รากฏ ราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2534 รฐั ธรรมนูญแหง่ ม.42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ราชอาณาจักรไทย ปราศจากอาวธุ แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับที่ 5) การจ�ำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระท�ำมิได้เว้นแต่ พ.ศ. 2534 โดยอาศัยอ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณี การชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของ ประชาชนทจ่ี ะใชท้ สี่ าธารณะหรอื เพอ่ื รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ในระหว่างเวลาท่ีประเทศอยู่ในภาวะการรบหรือการสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ประกาศใช้กฎอัยการศกึ รฐั ธรรมนูญแห่ง ม.44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ราชอาณาจกั รไทย ปราศจากอาวุธ พ.ศ. 2540 การจ�ำกัดเสรีภาพตามวรรคหน่ึง จะกระท�ำมิได้เว้นแต่ โดยอาศัยอ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณี การชุมนุมสาธารณะและเพ่ือคุ้มครองความสะดวกของ ประชาชนทจี่ ะใชท้ ส่ี าธารณะหรอื เพอื่ รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงคราม หรือใน ระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้ กฎอยั การศกึ รฐั ธรรมนูญแหง่ ไม่ปรากฏ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบับชัว่ คราว) พ.ศ. 2549

เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 467 รัฐธรรมนูญ บทบญั ญัตทิ ี่เกี่ยวขอ้ ง รัฐธรรมนญู แหง่ ม.63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ ราชอาณาจักรไทย ปราศจากอาวุธ พ.ศ. 2550 การจ�ำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระท�ำมิได้เว้นแต่ โดยอาศัยอ�ำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณี การชุมนุมสาธารณะและเพ่ือคุ้มครองความสะดวกของ ประชาชนทจี่ ะใชท้ ส่ี าธารณะหรอื เพอื่ รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ในระหวา่ งเวลาทปี่ ระเทศอยใู่ นภาวะสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลา ทมี่ ีประกาศสถานการณ์ฉกุ เฉิน หรือประกาศใชก้ ฎอยั การศกึ หมายเหตุ : ขีดเส้นโดยผเู้ ขยี น จากตารางข้างต้น แสดงให้เห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญของไทยได้รับรองเสรีภาพ ในการชุมนุมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซ่ึงทั้งหมดเป็นเพียงการก�ำหนด หลักการโดยยังไม่มีการก�ำหนดรายละเอียดวิธีการข้ันตอนท่ีเกี่ยวกับการชุมนุม โดยในรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2550 ได้วางหลกั การว่า ประชาชนมเี สรีภาพในการชมุ นุม ภายใต้เง่ือนไข 2 ประการ คือ ต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หากเปน็ การชมุ นมุ ในลกั ษณะทไี่ มส่ งบหรอื มอี าวธุ กย็ อ่ มไมเ่ ขา้ เสรภี าพตามทร่ี ฐั ธรรมนญู รับรองไว้ นอกจากนย้ี งั กำ� หนดหลกั การทรี่ ฐั จะจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ ของประชาชน ดังกล่าวจะกระท�ำได้เฉพาะเม่ือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อ�ำนาจไว้ ภายใต้ 2 วตั ถปุ ระสงค์ คอื 1) เพอื่ คมุ้ ครองความสะดวกของประชาชนทจ่ี ะใชท้ สี่ าธารณะ และ 2) เพอื่ รักษาความสงบเรยี บร้อยในระหวา่ งเวลาทปี่ ระเทศอยใู่ นภาวะสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลาที่มปี ระกาศสถานการณ์ฉกุ เฉนิ หรอื ประกาศใช้กฎอยั การศกึ ทั้งน้ีในการบัญญัติกฎหมายเพ่ือจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน ได้มีการบัญญัติกฎหมายเอาไว้เฉพาะในส่วนของวัตถุประสงค์เพ่ือรักษาความสงบ เรียบร้อยในเวลาท่ีไม่ปกติ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 กบั พระราชกำ� หนดบริหารราชการในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ พ.ศ. 2548 (โดยจะกลา่ ว รายละเอยี ดในเนอื้ หาถดั ไป) สว่ นการกำ� หนดกฎหมายเพอ่ื คมุ้ ครองความสะดวกของ ประชาชนทจี่ ะใชท้ ่ีสาธารณะยังไมม่ ีการบญั ญตั ิขน้ึ อยา่ งชัดเจน

468 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 7.3.2 กฎหมายที่ห้ามการชุมนุม กฎหมายทหี่ า้ มการชมุ นมุ ปรากฏในกฎหมาย 2 ฉบบั คอื พระราชบญั ญตั ิ กฎอยั การศกึ พ.ศ. 2457 กับพระราชกำ� หนดบริหารราชการในสถานการณฉ์ กุ เฉนิ พ.ศ. 2548 โดยกฎหมายทง้ั สองฉบบั สอดคลอ้ งกบั ขอ้ ยกเวน้ การจำ� กดั เสรภี าพในการ ชมุ นุมตามรัฐธรรมนญู คือ เพ่อื รกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยในระหว่างเวลาทปี่ ระเทศ อยใู่ นภาวะสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลาทมี่ ปี ระกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ หรอื ประกาศ ใชก้ ฎอยั การศกึ นอกจากนยี้ งั มกี ฎหมายอกี 1 ฉบบั ทรี่ ฐั บาลมกั นำ� มาใชใ้ นการบรหิ าร จดั การกบั การชมุ นมุ คอื พระราชบญั ญตั กิ ารรกั ษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2551 ซง่ึ มีบทบัญญัติในลักษณะหา้ มบคุ คลเข้าไปในพื้นท่ชี มุ นมุ 1) พระราชบญั ญตั ิกฎอยั การศึก พ.ศ. 2457 กฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่บัญญัติต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซงึ่ ในหว้ งเวลาดงั กลา่ วประเทศยงั อยใู่ นระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ โดยกฎอยั การศกึ จะมีผลบังคับก็ต่อเมื่อมีการประกาศใช้ ซ่ึงการประกาศใช้น้ันจะกระท�ำได้ เมื่อประเทศชาตอิ ยูใ่ นภาวะศกึ สงครามหรือการจลาจลขน้ึ ในทีแ่ ห่งใด โดยกฎหมาย กำ� หนดใหพ้ ระมหากษตั รยิ ห์ รอื ผบู้ งั คบั บญั ชาทหารเปน็ ผมู้ อี �ำนาจประกาศ ซง่ึ สามารถ ประกาศเฉพาะพ้ืนทห่ี รอื ทว่ั ประเทศก็ได้ บทบญั ญตั ทิ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั การหา้ มชมุ นมุ คอื มาตรา11(1)กำ� หนดวา่ การหา้ มนนั้ ใหม้ อี ำ� นาจทจ่ี ะหา้ มมว่ั สมุ ประชมุ กนั โดยภายหลงั จากการประกาศกฎอยั การศกึ แลว้ มักจะมปี ระกาศห้ามชุมนุมติดตามมาด้วย เชน่ ในวันท่ี 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร หวั หนา้ คณะปฏวิ ัติ ออกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ท่ี 4 มคี วามวา่ “ตามทไี่ ดป้ ระกาศใชก้ ฎอยั การศกึ ทว่ั ราชอาณาจกั ร ตงั้ แตว่ นั ที่ 17 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2514 เวลา 20.11 นาฬิกา เป็นต้นไปแล้ว จงึ ห้ามมิให้มว่ั สุมประชุมกนั ในทางการเมอื ง ณ ทใ่ี ดๆ มีจำ� นวนต้งั แต่ 5 คน ข้ึนไป ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนงึ่ พนั บาทหรือท้ังจ�ำทัง้ ปรับ”42 42 ราชกิจจานุเบกษา เลม่ 88 ตอนท่ี 124 ฉบับพเิ ศษ หน้า 11 18 พฤศจิกายน 2514

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 469 หรือ ในวนั ท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2549 พลเอกสนธิ บญุ ยรัตกลนิ หวั หนา้ คณะปฏริ ปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ (คปก.) ไดอ้ อกประกาศ คปก. ฉบบั ท่ี 7 เรอ่ื ง การหา้ มชมุ นมุ ทางการเมอื ง มขี อ้ ความวา่ “ตามทคี่ ณะปฏริ ปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ ทรงเป็นประมุข ได้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 19 กนั ยายน พ.ศ. 2549 เวลา 21.05 น. เปน็ ตน้ ไป แลว้ นน้ั เพอ่ื มใิ หเ้ กดิ ปญั หา และอปุ สรรคตอ่ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ ในระหวา่ งประกาศกฎอยั การศกึ จงึ หา้ มมใิ หม้ วั่ สมุ ประชมุ ทางการเมอื ง ณ ทใ่ี ดๆ ทมี่ จี ำ� นวนตง้ั แต่ 5 คนขนึ้ ไป หากผใู้ ดฝา่ ฝนื ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ 6เดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ 10,000 บาท หรือท้งั จ�ำท้ังปรบั ”43 การบังคับให้เป็นไปตามกฎอัยการศึกเป็นอ�ำนาจหน้าที่ของฝ่ายทหาร โดยมีอ�ำนาจเหนือกว่าฝ่ายพลเรือน รวมถึงสามารถต้ังศาลอาญาศึกได้ และยัง มีอ�ำนาจประกาศให้ศาลทหารมีอ�ำนาจพิจารณาคดีอาญาตามท่ีก�ำหนดได้ อันมี ลกั ษณะของการโอนอำ� นาจในการพจิ ารณาคดใี นบางประเภทจากศาลพลเรอื นไปยงั ศาลทหารได้ 2) พระราชก�ำหนดการบรหิ ารราชการในสถานการณ์ฉกุ เฉนิ พ.ศ. 2548 กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินน้ัน เป็นกฎหมาย ทม่ี ลี กั ษณะเดยี วกนั กบั กฎหมายวา่ ดว้ ยกฎอยั การศกึ โดยจะมผี ลบงั คบั ตามกฎหมาย ก็ต่อเมื่อมีการประกาศใช้ ซึ่งการประกาศใช้น้ันจะสามารถกระท�ำได้ ในเวลาที่ ประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอันกระทบ หรืออาจจะกระทบต่อความสงบ เรยี บรอ้ ยของประชาชนหรอื เปน็ ภยั ตอ่ ความมน่ั คงของรฐั หรอื อาจทำ� ใหป้ ระเทศหรอื สว่ นใดสว่ นหนงึ่ ของประเทศตกอยใู่ นภาวะคบั ขนั หรอื มกี ารกระท�ำความผดิ เกยี่ วกบั การก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจ�ำเป็น ต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพ่ือรักษาไว้ซ่ึงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและ บรู ณภาพแหง่ อาณาเขต ผลประโยชนข์ องชาติ การปฏบิ ตั ติ ามกฎหมาย ความปลอดภยั ของประชาชน การด�ำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ 43 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนท่ี 95 ก หน้า 9 20 กนั ยายน 2549

470 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ความสงบเรียบรอ้ ยหรอื ประโยชน์สว่ นรวม หรอื การปอ้ งปดั หรือแก้ไขเยยี วยาความ เสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง โดยในกฎหมาย กำ� หนดใหน้ ายกรฐั มนตรเี ปน็ ผมู้ อี ำ� นาจประกาศโดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรี ซ่ึงต้องประกาศพ้นื ท่ีและจะหมดอายุภายใน 3 เดือน บทบญั ญตั ทิ เี่ กย่ี วขอ้ งกบั การหา้ มชมุ นมุ คอื มาตรา 9 (2) ทกี่ ำ� หนดวา่ ในกรณี ที่มคี วามจำ� เปน็ เพื่อแก้ไขสถานการณฉ์ กุ เฉินใหย้ ตุ ิลงไดโ้ ดยเรว็ หรือปอ้ งกันมิให้เกิด เหตุการณ์ร้ายแรงมากข้ึน ให้นายกรัฐมนตรีมีอ�ำนาจออกข้อก�ำหนดห้ามมิให้มีการ ชมุ นุมหรือม่ัวสุมกัน ณ ท่ีใดๆ หรือกระทำ� การใดอันเปน็ การยุยงใหเ้ กดิ ความไม่สงบ เรียบร้อย โดยมบี ทกำ� หนดโทษในมาตรา 18 ทีก่ �ำหนดว่ากรณหี ากมผี ู้ใดฝา่ ฝืนต้อง ระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ 2 ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ สหี่ มนื่ บาทหรอื ทงั้ จำ� ทง้ั ปรบั เชน่ ในวนั ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552 นายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ นายกรฐั มนตรี ไดอ้ อกขอ้ ก�ำหนด ในการจดั การกับการชมุ นมุ ของกลุ่มเสือ้ แดง ความว่า “ตามที่ได้มีประกาศสถานการณฉุกเฉินท่ีมีความร้ายแรงในเขตท้องท่ี กรงุ เทพมหานคร จังหวดั นนทบรุ ี อำ� เภอเมอื งสมทุ รปราการ อ�ำเภอบางพลี อ�ำเภอพระประแดง.... เพือ่ ให้สามารถแก้ไขสถานการณฉ์ กุ เฉินให้ยุตไิ ดโ้ ดยเรว็ และปอ้ งกนั มิใหเ้ กดิ เหตกุ ารณ์รา้ ยแรงมากขนึ้ อาศัยอำ� นาจตามมาตรา 9 มาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชก�ำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อนั เปน็ กฎหมายทม่ี บี ทบญั ญตั บิ างประการเกย่ี วกบั การจำ� กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพ ของบคุ คลซง่ึ มาตรา 29 ประกอบกบั มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระท�ำได้โดยอาศัยอ�ำนาจตามบทบัญญัติ แหง่ กฎหมาย นายกรฐั มนตรีจงึ ออกข้อกำ� หนดดงั ตอ่ ไปน้ี 1. หา้ มมใิ หม้ กี ารชมุ นมุ หรอื มว่ั สมุ กนั ณ ทใ่ี ดๆ ตง้ั แตห่ า้ คนขนึ้ ไป ในเขตทอ้ งท่ี กรงุ เทพมหานครหรอื กระทำ� การอนั เปน็ การยยุ งใหเ้ กดิ ความไมส่ งบเรยี บรอ้ ย ... ในการนี้ หวั หนา้ ผรู้ บั ผิดชอบในการแกไ้ ขสถานการณฉ์ กุ เฉนิ จะกำ� หนดเง่ือน เวลาในการปฏิบัติตามข้อก�ำหนดหรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงาน

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 471 เจ้าหน้าท่ีตามท่ีเห็นสมควร เพอ่ื มิให้มีการปฏิบัติที่ก่อใหเ้ กิดความเดือดร้อน แกป่ ระชาชนเกินสมควรแก่เหตุกไ็ ด.้ ..”44 การบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นอ�ำนาจหน้าที่ของฝ่ายพลเรือน แต่สามารถส่ังใช้ก�ำลังทหารได้โดยให้นายกรัฐมนตรีก�ำหนดเง่ือนไขและระยะเวลา ประกอบ การปฏิบัตหิ นา้ ท่ขี องก�ำลงั ทหารด้วย 3) พระราชบญั ญตั กิ ารรกั ษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2551 กฎหมายว่าด้วยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร มักถูกรัฐบาล ใช้บริหารจัดการการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญใ่ นหลายคร้ัง โดยเป็นการอา้ งวา่ สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ๆ เป็นสถานการณ์อันกระทบต่อ ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีความจ�ำเป็นต้องประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายวา่ ด้วยการบริหารราชการสถานการณฉ์ ุกเฉนิ และ เหตกุ ารณห์ รอื สถานการณน์ นั้ มแี นวโนม้ ทจี่ ะมอี ยตู่ อ่ ไปเปน็ เวลานานทงั้ อยใู่ นอำ� นาจ หนา้ ทห่ี รอื ความรบั ผดิ ชอบในการแกไ้ ขปญั หาของหนว่ ยงานของรฐั หลายหนว่ ยงาน คณะรัฐมนตรีจะมีมติมอบหมายให้ “กอ.รมน.” เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแกไ้ ขหรือบรรเทาเหตกุ ารณ์ทก่ี ระทบต่อความมัน่ คง ภายในราชอาณาจักรภายในพนื้ ที่และระยะเวลาทกี่ ำ� หนดได้ โดยกฎหมายไดใ้ หอ้ ำ� นาจในการออกขอ้ กำ� หนดการหา้ มเขา้ ออกพนื้ ที่ อาคาร สถานที่ เสน้ ทาง เวน้ แต่จะไดร้ ับอนญุ าต โดยรฐั บาลมักจะประกาศหา้ มบคุ คลหรอื กลุ่มบุคคลเข้าไปในพ้ืนที่หรืออาคารที่เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด เช่น ในวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อ�ำนวยการ ศูนยอ์ �ำนวยการรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ย ไดอ้ อกประกาศ เร่ือง หา้ มบคุ คล เขา้ หรือ ตอ้ งออกจากบรเิ วณพนื้ ทอ่ี าคารหรอื สถานทท่ี ก่ี ำ� หนด ในการจดั การกบั กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ เสอื้ แดง โดยกำ� หนดในขอ้ 2. หา้ มบคุ คลหรอื กล่มุ บคุ คลเขา้ บรเิ วณพนื้ ทหี่ รืออาคาร ทเ่ี ปน็ เขตหวงหา้ มเดด็ ขาด เวน้ แตเ่ ปน็ บคุ คลทไี่ ดร้ บั อนญุ าตพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี ไดแ้ ก่ เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการ ที่ตั้งหน่วยทหารและต�ำรวจ ท�ำเนียบรัฐบาล ส�ำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ส�ำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา 2 โรงเรียนพระดาบส บ้านสี่เสาเทเวศร์ สโมสรทหารบก หอประชุมกองทัพบก ส�ำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก เป็นต้น โดยในกฎหมายได้ก�ำหนดว่าผู้ท่ีฝ่าฝืนข้อก�ำหนดดังกล่าว มีโทษจ�ำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกนิ สองหม่ืนบาท หรอื ทงั้ จำ� ทั้งปรับ 44 ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ 126 ตอนพิเศษ 55 ง หนา้ 6 14 เมษายน 2552

472 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 7.3.3 กฎหมายท่เี ปน็ อปุ สรรคกบั การชมุ นมุ กลุ่มกฎหมายที่อธิบายไปหัวข้อข้างต้น มีความแตกต่างจากกลุ่มกฎหมาย ในหวั ขอ้ น้ี กลา่ วคอื เปน็ กลมุ่ กฎหมายทรี่ ฐั ธรรมนญู กำ� หนดวา่ เมอ่ื ประกาศกฎอยั การศกึ หรือประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว สามารถจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของ ประชาชนไดต้ ามกฎหมายและกำ� หนดวา่ การชมุ นมุ เปน็ การผดิ กฎหมายโดยตรงและ มบี ทลงโทษชัดเจน แต่กลมุ่ กฎหมายในหัวขอ้ น้ี เป็นกลุ่มกฎหมายที่ไมไ่ ดก้ �ำหนดว่า การชุมนุมเป็นความผิดอย่างชัดเจน แต่มักถูกหน่วยงานภาครัฐใช้มาด�ำเนินคดีกับ ผชู้ ุมนุมเปน็ ประจ�ำ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคกับการชุมนุม เป็นกลุ่มของกฎหมายท่ีแกนน�ำและ ผชู้ มุ นมุ ถกู ตงั้ ขอ้ กลา่ วหาในความผดิ อาญาประเภทตา่ งๆ โดยจากการศกึ ษาสามารถ จดั แบง่ ได้ เปน็ ความผดิ เกยี่ วกบั ความมนั่ คงในราชอาณาจกั ร ความผดิ เกย่ี วกบั ความ สงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผดิ ต่อเสรภี าพและช่ือเสยี ง และความผิดตามกฎหมายอ่ืนๆ 1) ความผดิ เก่ียวกบั ความมั่นคงในราชอาณาจกั ร ความผิดเก่ียวกับความม่ันคงในราชอาณาจักรที่ผู้ชุมนุมถูกด�ำเนินคดีคือ ความผิดฐานเป็นกบฏ ความผิดฐานก่อการร้าย ความผิดฐานกระท�ำให้ปรากฏแก่ ประชาชนดว้ ยวาจา หนงั สอื หรอื วธิ อี น่ื ใด อนั มใิ ชเ่ ปน็ การกระทำ� ภายในความมงุ่ หมาย แหง่ รฐั ธรรมนญู หรอื มใิ ชเ่ พอ่ื แสดงความคดิ เหน็ หรอื ตชิ ม โดยสจุ รติ โดยมรี ายละเอยี ด ดงั ต่อไปน้ี 1.1) ความผดิ ฐานเป็นกบฏ ประมวลกฎหมายอาญา อัตราโทษ มาตรา 113 ผู้ใดใช้ก�ำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่า ระวางโทษประหารชวี ติ หรอื จำ� คกุ จะใช้ก�ำลังประทุษร้าย เพ่ือ (1) ล้มล้างหรือ ตลอดชีวิต เปลย่ี นแปลงรฐั ธรรมนญู (2) ลม้ ลา้ งอำ� นาจนติ บิ ญั ญตั ิ อ�ำนาจบริหาร หรืออ�ำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรอื ใหใ้ ชอ้ ำ� นาจดงั กลา่ วแลว้ ไมไ่ ด้ หรอื (3) แบง่ แยก ราชอาณาจักรหรือยึดอ�ำนาจปกครองในส่วนหนึ่ง สว่ นใดแหง่ ราชอาณาจกั ร ผนู้ นั้ กระทำ� ความผดิ ฐาน เป็นกบฏ

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 473 กฎหมายในมาตราน้ีเคยใช้กับแกนน�ำชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชน เพ่ือเปล่ียนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข (กปปส.)45 และแกนน�ำผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.)46 1.2) ความผิดฐานก่อการร้าย ประมวลกฎหมายอาญา อัตราโทษ มาตรา 135/1 ผใู้ ดกระทำ� การอนั เปน็ ความผดิ อาญา ต้องระวางโทษประหารชีวิต จ�ำคุก ดงั ตอ่ ไปนี้ (1) ใชก้ ำ� ลงั ประทษุ รา้ ย หรอื กระทำ� การใด ตลอดชีวิต หรือจ�ำคุกต้ังแต่สามปีถึง อนั กอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ หรอื อนั ตรายอยา่ งรา้ ยแรง ย่ีสิบปี และปรับต้ังแต่หกหม่ืนบาท ต่อรา่ งกาย หรอื เสรภี าพของบุคคลใดๆ (2) กระทำ� ถงึ หนง่ึ ลา้ นบาท การใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือ โครงสรา้ งพน้ื ฐานอนั เปน็ ประโยชนส์ าธารณะ (3) การ กระทำ� การใดอนั กอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายแกท่ รพั ยส์ นิ ของรฐั หนงึ่ รฐั ใด หรอื ของบคุ คลใดหรอื ตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกจิ อย่างส�ำคญั ถา้ การกระทำ� นน้ั ไดก้ ระทำ� โดยมคี วามมงุ่ หมาย เพอ่ื ขเู่ ขญ็ หรอื บังคบั รฐั บาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรอื องคก์ ารระหวา่ งประเทศ ใหก้ ระทำ� หรอื ไมก่ ระทำ� การใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรอื เพอื่ สรา้ งความปน่ั ปว่ นเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความหวาดกลวั ในหมปู่ ระชาชน ผนู้ นั้ กระทำ� ความผดิ ฐานกอ่ การรา้ ย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จ�ำคุกตลอดชีวิต หรือ จำ� คกุ ตงั้ แตส่ ามปถี งึ ยสี่ บิ ปี และปรบั ตงั้ แตห่ กหมนื่ บาท ถงึ หน่ึงลา้ นบาท 45 มตชิ นอนไลน,์ “ศาลอาญาออกหมายจบั “สเุ ทพ” ผดิ ม.113 ขอ้ หา”กบฏ” ศอ.รส. ชโี้ ทษถงึ ขนั้ ประหาร หรอื จ�ำคุกตลอดชีวิต”, [ระบบออนไลน์], ท่ีมา: www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid= 1385983556&grpid=&catid=01&subcatid=0100 (9 กุมภาพันธ์ 2557) 46 ข่าวสดออนไลน.์ “อยั การสัง่ ฟอ้ ง 9 แกนพันธมิตรฯ ชุมนุมปี 51 มั่วสุมกอ่ ความวุน่ วาย-เปน็ กบฏแผ่นดิน โทษถึงประหาร”, [ระบบออนไลน์], ท่ีมา: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php? newsid=TVRNM056YzFPVFExTWc9PQ== (9 กุมภาพันธ์ 2557)

474 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา อัตราโทษ การกระท�ำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคล่ือนไหวเพ่ือเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระท�ำความผิดฐาน กอ่ การร้าย กฎหมายในบทมาตรานี้ เคยถูกใช้กล่าวหากับแกนน�ำผู้ชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพ่ือประชาธปิ ไตย (พธม.)47 และกลุ่มคนเสอื้ แดง48 1.3) ความผดิ ฐานกระทำ� ใหป้ รากฏแกป่ ระชาชนดว้ ยวาจา หนงั สอื หรอื วิธีอ่ืนใด อันมิใช่เป็นการกระท�ำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่ เพือ่ แสดงความคิดเหน็ หรือตชิ ม โดยสุจรติ ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ มาตรา 116 ผ้ใู ดกระทำ� ให้ปรากฏแก่ประชาชนดว้ ย ตอ้ งระวางโทษจ�ำคุกไมเ่ กนิ เจ็ดปี วาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระท�ำ ภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพ่ือ แสดงความคดิ เห็นหรือตชิ มโดยสุจรติ (1) เพ่ือให้เกิดการเปล่ียนแปลงในกฎหมาย แผน่ ดนิ หรอื รฐั บาล โดยใชก้ ำ� ลงั ขม่ ขนื ใจหรอื ใชก้ ำ� ลงั ประทุษร้าย (2) เพ่ือให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้าง กระเด่ืองในหมู่ประชาชน ถึงขนาดท่ีจะก่อความ ไมส่ งบขน้ึ ในราชอาณาจักร หรือ (3) เพ่ือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย แผ่นดนิ 47 ครอบครวั ขา่ ว “พนั ธมติ รฯ 36 คน พบต�ำรวจตามหมายเรียก ยืนยนั ไปเพือ่ โตแ้ ยง้ ขอ้ กลา่ วหา”, [ระบบ ออนไลน์], ท่ีมา: www.krobkruakao.com/ข่าวการเมือง/5656/พันธมิตรฯ-36-คน-พบต�ำรวจตาม หมายเรียก-ยืนยันไปเพ่อื โตแ้ ย้งขอ้ กลา่ วหา.html (9 กุมภาพันธ์ 2557) 48 โอเคเนชน่ั , “DSI หมายหัว 9 แกนน�ำเสื้อแดง กฎหมายอาญาม. 135/1 และ ม.1350/2 ฐานกอ่ การร้าย โทษประหารชีวิต จ�ำคุกตลอดชีวิต”, [ระบบออนไลน์], ท่ีมา: www.oknation.net/blog/print.php? id=593261 (9 กมุ ภาพันธ์ 2557)

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 475 ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ มาตรา117ผใู้ ดยยุ งหรอื จดั ใหเ้ กดิ การรว่ มกนั หยดุ งาน ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี หรอื การร่วม กันปิดงานงดจ้าง หรือการร่วมกันไม่ยอม ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจ�ำ คา้ ขายหรอื ตดิ ตอ่ ทางธรุ กจิ กบั บคุ คลใดๆ เพอื่ ใหเ้ กดิ ทงั้ ปรับ การเปล่ียนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน เพื่อบังคับ รัฐบาลหรือเพื่อข่มขูป่ ระชาชน ตอ้ งระวางโทษจำ� คุก ไมเ่ กนิ เจด็ ปี หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนงึ่ หมนื่ สพ่ี นั บาท หรอื ท้ังจำ� ทง้ั ปรบั ผใู้ ดทราบความมงุ่ หมายดงั กลา่ วและเขา้ มีสว่ น หรือเข้าช่วยในการ ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกัน ปิดงานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้า ขายหรือ ตดิ ตอ่ ทางธรุ กจิ กบั บคุ คลใดๆนนั้ ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจ�ำ ทัง้ ปรับ ผู้ใดทราบความมุ่งหมายดังกล่าว และใช้ก�ำลัง ประทุษร้าย ขู่เข็ญ ว่าจะใช้ก�ำลังประทุษร้ายหรือ ทำ� ใหห้ วาดกลวั ดว้ ยประการ ใดๆ เพอ่ื ใหบ้ คุ คลเขา้ มี ส่วนหรือเข้าช่วยในการรว่ มกันหยุดงาน การร่วมกัน ปิด งานงดจ้างหรือการร่วมกันไม่ยอมค้าขายหรือ ตดิ ตอ่ ทางธรุ กจิ กับ บคุ คลใดๆ นัน้ กฎหมายในมาตราดังกลา่ ว เคยใช้กับ นายจกั รพนั ธ์ บรริ กั ษ์ หรือ “ดีเจหนึง่ ” เป็นจ�ำเลยในข้อหาปลุกปั่นยุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดินตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากการออกอากาศวิทยุชุมชนของกลุ่มรัก เชียงใหม่ 51 คลนื่ ความถี่ 92.5 MHz กรณีทม่ี กี ล่มุ ผูช้ มุ นุมเสื้อแดงปดิ ถนนท่บี ริเวณ สามแยกดอยติ จงั หวดั ลำ� พนู เมอื่ วนั ท่ี 12 เมษายน 2552 ศาลไดพ้ พิ ากษาวา่ จำ� เลย มคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 แตว่ นิ จิ ฉยั วา่ เนอ่ื งจากไมป่ รากฏ ชัดเจนว่าเหตุการณ์การปิดถนนมาจากการกระท�ำของจ�ำเลยโดยตรง หรือมาจาก เหตอุ ่นื ๆ อกี ทัง้ ศาลเห็นวา่ การลงโทษทางอาญาทันที ในคดที ่มี มี ลู เหตทุ างการเมือง ไม่ใช่หนทางเยียวยาแก้ไขปัญหา ศาลจึงให้รอการก�ำหนดโทษจ�ำเลยไว้ เป็นเวลา 3 ปี และให้จำ� เลยไปรายงานตัวตอ่ พนกั งานคมุ ความประพฤติ 9 ครงั้ ในเวลา 2 ปี และใหท้ ำ� งานบรกิ ารสงั คมหรอื สาธารณะประโยชน์ เปน็ เวลาไมน่ อ้ ยกวา่ 40 ชวั่ โมง49 49 สำ� นกั ขา่ วประชาไท, “ศาลพพิ ากษาคดดี เี จหนง่ึ ผดิ ม.116 แตใ่ หร้ อการกำ� หนดโทษ 3 ป”ี , [ระบบออนไลน]์ , ทมี่ า: prachatai.com/journal/2013/09/48576 (9 กุมภาพนั ธ์ 2557)

476 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย นอกจากนย้ี งั มกี ารใชต้ ง้ั ขอ้ กลา่ วหานายสเุ ทพ เทอื กสบุ รรณ จากการนำ� ชมุ นมุ ทอี่ นุสาวรยี ป์ ระชาธิปไตย ซึ่งกลา่ วหาว่า นายสเุ ทพ กระท�ำความผดิ 2 ขอ้ หาตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (3) ฐานกระทำ� การใหป้ รากฏแกป่ ระชาชนดว้ ย วาจา หนังสือ หรือ วิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระท�ำภายในความมุ่งหมายแห่ง รฐั ธรรมนญู หรอื มิใชเ่ พอ่ื แสดงความคดิ เหน็ หรือติชม โดยสจุ รติ เพือ่ ใหป้ ระชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผน่ ดิน และ มาตรา 117 ฐานยุยงให้เกิดการรว่ มกนั หยุดงาน ปดิ งานงดจา้ ง หรอื รว่ มกนั ไมย่ อมคา้ ขายหรอื ตดิ ตอ่ ทางธรุ กจิ กบั บคุ คลใดๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงในกฎหมายแผน่ ดนิ เพอ่ื บงั คบั รฐั บาลหรอื ขม่ ขปู่ ระชาชน โดยทราบ ความมงุ่ หมายดงั กลา่ ว และเขา้ มสี ว่ นหรอื เขา้ ชว่ ยในการรว่ มกนั หยดุ งาน และใชก้ ำ� ลงั ประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้ก�ำลังประทุษร้ายหรือท�ำให้หวาดกลัวด้วยประการใดๆ เพ่อื ให้บคุ คลเข้ามีสว่ นหรอื มีส่วนในการเขา้ ร่วมกันหยุด50 2) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ที่ผู้ชุมนุมมักจะถูกด�ำเนินคดี คอื ความผดิ ฐานมวั่ สมุ กนั ตง้ั แตส่ บิ คนขน้ึ ไป ใชก้ ำ� ลงั ประทษุ รา้ ย ขเู่ ขญ็ วา่ จะใชก้ ำ� ลงั ประทุษร้ายหรอื กระท�ำการอยา่ งหน่งึ อย่างใดใหเ้ กดิ การวุ่นวายขึ้นในบา้ นเมอื ง ประมวลกฎหมายอาญา อัตราโทษ มาตรา 215 ผู้ใดมัว่ สุมกนั ต้งั แต่สิบคนข้ึนไป ใชก้ ำ� ลงั ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินหกเดือน ประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้ก�ำลังประทุษร้ายหรือ หรือปรบั ไมเ่ กินหน่ึงพันบาท หรอื ท้งั กระท�ำการอย่างหน่ึงอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายข้ึน จำ� ทง้ั ปรับ ในบ้านเมอื ง ถ้าผู้กระท�ำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผูท้ ่ีกระทำ� ความผดิ 50 เดลนิ วิ สอ์ อนไลน,์ “รอลนุ้ ศาลอนมุ ตั หิ มายจบั “เทพเทอื ก”แกนนำ� มอ็ บตา้ นรฐั บาลหรอื ไม่หลงั รองผบช.น.– ต�ำรวจบางซอื่ หอบหลกั ฐานยื่นศาล 4 ข้อหา มาตรา 116-117-215-365 พามอ็ บชุมนุมเวทรี าชด�ำเนิน ประกาศนดั หยดุ งาน – ปิดลอ้ ม ก.คลงั ”, [ระบบออนไลน์], ท่มี า: dailynews.co.th/Content/crime/ 197692/index.html (9 กุมภาพันธ์ 2557)

เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 477 ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ ถ้าผู้กระท�ำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มี ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินสองปี หน้าทสี่ ั่งการในการ กระทำ� ความผิดนั้น หรือปรับไม่เกินส่ีพันบาท หรือท้ังจ�ำ ท้งั ปรบั ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี หรอื ปรบั ไม่เกนิ หนึง่ หมน่ื บาท หรอื ท้งั จ�ำ ทง้ั ปรบั มาตรา 216 เมอ่ื เจา้ พนักงานสงั่ ผทู้ ี่มั่วสุมเพ่ือกระทำ� ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกิน สามปี ความผดิ ตามมาตรา 215 ให้เลกิ ไป ผใู้ ดไม่เลิก หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หกพนั บาท หรอื ทงั้ จำ� ทัง้ ปรับ ในกฎหมายมาตราดงั กลา่ ว ถกู ใชก้ รณกี ลมุ่ ผชู้ มุ นมุ นำ� โดยสเุ ทพ เทอื กสบุ รรณ บุกยึดกระทรวงการคลัง โดยทาง สน.บางซื่อ ได้รับค�ำร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญาท่ี 2496/2556 ลงวันที่ 25 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2556 ในขอ้ หา “กระท�ำดว้ ยวิธอี ่นื ใด เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความปน่ั ปว่ นหรอื กระดา้ งกระเดอ่ื งในหมปู่ ระชาชน เพอื่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ งบ ข้ึนในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ม่ัวสุมกันต้ังแต่ 10 คนข้ึนไป โดยกระท�ำการอย่างหน่ึงอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายข้ึนในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ผู้ที่กระท�ำการม่ัวสุม ตามมาตรา 215 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 และร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 ประกอบมาตรา 36251 3) ความผดิ เก่ยี วกบั การกอ่ ใหเ้ กิดภยนั ตรายตอ่ ประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ท่ีผู้ชุมนุมมักจะถูก ดำ� เนนิ คดี คอื ความผดิ ฐานกระทำ� ความประการใดๆ ใหท้ างสาธารณ ประตนู ำ�้ ทำ� นบ เขื่อน อันเป็นส่วนของทางสาธารณหรือท่ีขึ้นลงของอากาศยาน อยู่ในลักษณะ อนั น่าจะเป็นเหตุให้เกดิ อันตรายแก่การจราจร 51 ข่าวสด, “ศาลอนมุ ัตหิ มายจับ “สเุ ทพ” ผิดป.อาญาม.365,215 นำ� มวลชนยดึ กระทรวงการคลัง”, [ระบบ ออนไลน์], ทม่ี า: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE5UUTF NelF4TXc9PQ== (9 กุมภาพนั ธ์ 2557)

478 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ มาตรา 229 ผู้ใดกระท�ำด้วยประการใดๆ ให้ทาง ตอ้ งระวางโทษจำ� คกุ ไมเ่ กนิ หา้ ปี หรอื สาธารณะ ประตนู ำ้� ทำ� นบ เขอ่ื น อนั เปน็ สว่ นของทาง ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจ�ำ สาธารณะ หรอื ทข่ี น้ึ ลงของ อากาศยาน อยใู่ นลกั ษณะ ท้งั ปรบั อันนา่ จะเปน็ เหตใุ ห้เกิดอนั ตรายแกก่ าร จราจร มาตรา 217 ผู้ใดวางเพลิงเผาทรพั ยข์ องผอู้ ื่น ต้องระวางโทษจ�ำคุก ตั้งแต่หกเดือน ถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หน่ึงพันบาท ถงึ หนงึ่ หมืน่ ส่พี นั บาท มาตรา 218 ผใู้ ดวางเพลงิ เผาทรัพย์ดงั ต่อไปนี้ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จ�ำคุก (1) โรงเรอื น เรอื หรือแพที่คนอยูอ่ าศยั (2) โรงเรือน ตลอดชีวิต หรือจ�ำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง เรอื หรอื แพอนั เปน็ ทเ่ี กบ็ หรอื ทท่ี ำ� สนิ คา้ (3)โรงมหรสพ ยส่ี บิ ปี หรอื สถานทปี่ ระชมุ (4)โรงเรอื นอนั เปน็ สาธารณสมบตั ิ ของแผ่นดิน เป็นสาธารณสถาน หรือเป็นที่ส�ำหรับ ประกอบพิธีกรรมตามศาสนา (5) สถานีรถไฟ ท่าอากาศยานหรือท่ีจอดรถหรือเรือสาธารณะ (6) เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ อันมีระวางต้ังแต่ห้าตัน ขน้ึ ไป อากาศยาน หรอื รถไฟทใี่ ชใ้ นการขนสง่ สาธารณะ ในมาตรา 229 เคยใช้กับแกนน�ำการชุมนุมปิดถนนพหลโยธิน เพ่ือคัดค้าน การก่อสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง-บอ่ ขยะ โดยจ�ำเลย 5 คน ถกู กล่าวหาวา่ เป็นแกนนำ� การชุมนุมปิดถนนพหลโยธิน เพ่ือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง-บ่อขยะ ต�ำรวจต้ังข้อหาก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชน กีดขวางทางหลวง และใช้เคร่ือง ขยายเสยี งโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต ศาลมคี ำ� พพิ ากษาวา่ เสรภี าพการชมุ นมุ ตอ้ งไมล่ ะเมดิ กฎหมายอ่ืน จ�ำเลยมีความผิดให้รอลงอาญา52 และยังใช้ตั้งข้อกล่าวหากับกลุ่ม เกษตรกรชาวสวนยางปดิ ทางเขา้ ออกสนามบนิ สุราษฎรธ์ านี อกี ดว้ ย53 ในกรณีความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์น้ัน เคยด�ำเนินคดีกับคนเส้ือแดง กรณีเหตกุ ารณ์ชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเส้อื แดงเชยี งใหม่ ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีคนร้ายหลายคนใช้ก้อนหินขว้างเข้าไปในอาคารและวางเพลิง ท�ำให้ 52 ไอลอว์, “การชุมนุมคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าหนองแซง-บ่อขยะ”, [ระบบออนไลน์], ที่มา: http:// freedom.ilaw.or.th/case/493 (9 กุมภาพันธ์ 2557) 53 สำ� นกั ขา่ วไทย, “ตร.เตรยี มออกหมายจบั ผชู้ มุ นมุ สวนยางปดิ ถนน”, [ระบบออนไลน]์ , ทมี่ า: http://www. mcot.net/site/.UvSja2KSw2A (9 กมุ ภาพันธ์ 2557)

เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 479 ปอ้ มยามบรเิ วณทางเขา้ สถานวี ทิ ยกุ ระจายเสยี งแหง่ ประเทศไทย สำ� นกั ประชาสมั พนั ธ์ เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่เสียหาย โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก�ำหนดโทษเสียใหม่ โดยพพิ ากษาแกเ้ ปน็ ใหจ้ ำ� คกุ 6 เดอื น แตม่ เี หตบุ รรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงลดโทษกง่ึ หนง่ึ คงจำ� คุก 3 เดอื น ไมป่ รับ ไมร่ อการลงโทษจ�ำคกุ และ ไมค่ มุ ความประพฤติแตเ่ นอื่ งจากนายนกิ รถกู คมุ ขงั ตงั้ แตว่ นั ที่19กรกฎาคมพ.ศ.2553 จนกระทง่ั ไดร้ บั ปลอ่ ยตวั ชว่ั คราวโดยใชห้ ลกั ประกนั ของกองทนุ ยตุ ธิ รรม กรมคมุ้ ครอง สิทธิและเสรภี าพ เมอ่ื วนั ท่ี 29 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2553 รวมระยะเวลาคมุ ขงั 4 เดือน 14 วัน เกินวา่ โทษท่ีศาลอุทธรณ์ก�ำหนด นายนิกรจึงได้รับการปล่อยตัวทันท5ี 4 4) ความผิดตอ่ เสรภี าพและชอื่ เสียง ความผิดต่อเสรีภาพและช่ือเสียงที่ผู้ชุมนุมมักจะถูกด�ำเนินคดี คือ ความผิด ฐานขม่ ขนื ใจใหก้ ระทำ� การใด ไมก่ ระทำ� การใด โดยทำ� ใหก้ ลวั วา่ จะเกดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ รา่ งกาย เสรภี าพ ชอื่ เสยี ง หรือทรัพย์สินของผู้ถกู ข่มขนื ใจนน้ั เองหรือของผู้อื่น หรอื โดยใช้ก�ำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระท�ำการน้ัน ไม่กระท�ำการน้ันหรือ จำ� ยอมตอ่ สงิ่ นน้ั ความผดิ ฐานหนว่ งเหนย่ี วหรอื กกั ขงั ผอู้ น่ื หรอื กระทำ� ดว้ ยประการใด ใหผ้ ้อู นื่ ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ มาตรา 309 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระท�ำการใด ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินสามปี ไมก่ ระทำ� การใดหรอื จำ� ยอมตอ่ สงิ่ ใด โดยทำ� ใหก้ ลวั วา่ หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หกพนั บาท หรอื ทง้ั จำ� จะเกดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ รา่ งกาย เสรภี าพ ชอื่ เสยี งหรอื ท้ังปรับ ทรพั ยส์ นิ ของผถู้ กู ขม่ ขนื ใจนนั้ เอง หรอื ของผอู้ น่ื หรอื โดยใช้ก�ำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระท�ำ การนั้น ไมก่ ระท�ำการนัน้ หรือจำ� ยอมต่อส่งิ น้ัน ถ้าความผิดตามวรรคแรกได้กระท�ำโดยมีอาวุธ ต้องระวาง โทษจ�ำคุกไม่เกินห้าปี หรือโดยร่วมกระท�ำ ความผิดด้วยกันต้ังแต่ห้าคน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท หรือ ข้ึนไป หรือได้กระท�ำเพ่ือให้ผู้ถูกข่มขืนใจ ท�ำถอน ท้ังจ�ำทั้งปรบั ทำ� ใหเ้ สยี หาย หรอื ท�ำลายเอกสารสทิ ธิอย่าง 54 ส�ำนักข่าวประชาไท, “ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จ�ำเลยเส้ือแดงกรณี 19 พฤษภา 53 เชียงใหม่”, [ระบบ ออนไลน]์ , ทม่ี า: http://prachatai.com/journal/2012/03/39663 (9 กมุ ภาพันธ์ 2557)

480 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา อัตราโทษ ผู้ใดกระท�ำ ถ้ากระท�ำโดยอ้างอ�ำนาจอ้ังยี่หรือ ต้องระวางโทษจ�ำคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึง ซ่องโจร ไม่ว่าอ้ังย่ีหรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่ เจ็ดปีและปรับ ตั้งแต่สองพันบาทถึง ผกู้ ระท�ำ หนงึ่ หมนื่ ส่ีพนั บาท มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหน่ียวหรือกักขังผู้อื่น หรือ ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินสามปี กระท�ำดว้ ยประการ ใดใหผ้ ูอ้ น่ื ปราศจากเสรภี าพใน หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้ง ร่างกาย จำ� ท้ังปรบั ความผิดฐานหม่ินประมาท ประมวลกฎหมายอาญา อตั ราโทษ มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ต้องระวางโทษจ�ำคุกไม่เกินหน่ึงปี โดยประการท่ีน่าจะท�ำให้ผู้อ่ืนน้ันเสียช่ือเสียง หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือ ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระท�ำความผิด ทัง้ จำ� ท้งั ปรับ ฐานหม่นิ ประมาท มาตรา 328 ถา้ ความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระท�ำ ต้องระวางโทษ จ�ำคุกไม่เกินสองปี โดยการโฆษณา ดว้ ยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรท่ีท�ำให้ปรากฏด้วยวิธี ใดๆ แผ่นเสียง หรอื ส่งิ บนั ทึกเสียง บนั ทึกภาพ หรือ บนั ทึกอักษร กระท�ำโดยการกระจายเสยี ง หรอื การ กระจายภาพ หรือโดยกระท�ำการป่าวประกาศด้วย วิธอี ่นื มาตรา 329 ผูใ้ ดแสดงความคิดเห็นหรือขอ้ ความใด โดยสุจริต (1) เพอื่ ความชอบธรรม ปอ้ งกนั ตนหรอื ปอ้ งกนั สว่ นได้เสยี เกย่ี วกับตนตามคลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตาม หนา้ ท่ี (3) ตชิ มดว้ ยความเปน็ ธรรม ซงึ่ บคุ คลหรอื สงิ่ ใด อันเป็นวสิ ัย ของประชาชนย่อมกระท�ำ หรอื (4) ในการแจง้ ขา่ วดว้ ยความเปน็ ธรรม เรอ่ื งการ ด�ำเนินการอนั เปิด เผยในศาลหรอื ในการประชมุ ผ้นู น้ั ไมม่ คี วามผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 481 บทกฎหมายทเ่ี กยี่ วกบั ความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท เคยถกู ใชก้ บั กรณนี ายสเุ ทพ เทอื กสบุ รรณ เป็นโจทก์ ยืน่ ฟ้อง นายจตพุ ร พรหมพนั ธ์ุ แกนน�ำ นปช. เป็นจ�ำเลย ในความผิดฐานหม่ินประมาทผู้อ่ืนโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ในเหตกุ ารณเ์ มอ่ื วนั ที่ 4 ธนั วาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14.00 น. และ 22.00 น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงข่าวตอ่ ส่ือมวลชนวา่ นายสุเทพ เทอื กสบุ รรณ เตรยี มดำ� เนนิ การใสร่ า้ ยปา้ ยสคี นเสอ้ื แดง โดยใหค้ นตา่ งดา้ ว 5,000 คน แฝงตวั ชมุ นมุ กลุ่มคนเสอื้ แดง ไปท�ำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บรเิ วณถนนราชดำ� เนนิ โดยศาลอุทธรณ์ ตรวจส�ำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ขณะนั้น นายสเุ ทพ โจทก์ ไดแ้ ถลงขา่ วระบวุ า่ รบั รายงานจากสำ� นกั ขา่ วกรองวา่ จะมคี นตา่ งดา้ ว เขา้ มาชมุ นุมรว่ มกบั มอ็ บ นปช. ซึง่ ต่อมาจ�ำเลยกไ็ ดแ้ ถลงข่าวตอบโต้ว่า ฝา่ ยรัฐบาล จะเกณฑ์คนต่างด้าวมาชุมนุมก่อความวุ่นวายและท�ำลายพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อ ใสร่ ้ายคนเสอื้ แดง ประกอบกบั พล.ต.ต.วิชยั สงั ขป์ ระไพ ผบก.น 1. พยานในฐานะ ผู้เจรจาต่อรองกับแกนน�ำกลุ่มคนเส้ือแดง เบิกความว่า ทางการข่าวมีรายงานว่า กลุ่มต่างด้าวได้มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเส้ือแดง ซ่ึงการสร้างสถานการณ์ดังกล่าว สามารถเกิดข้ึนได้จากท้ังสองฝ่าย ซ่ึงภายหลังมีการจับกุมคนต่างด้าว 2-3 คน ช่วงท่ีมีการชุมนุม เม่ือขณะน้ันโจทก์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงดูแล ความเรียบรอ้ ยในการชุมนุม จ�ำเลยจงึ ไดแ้ สดงความคดิ เหน็ แถลงขา่ วตามความจรงิ ที่ตนรบั ทราบมา ซ่ึงไดว้ พิ ากษ์วิจารณ์ตรวจสอบการทำ� หนา้ ทีข่ องโจทก์ จึงเปน็ การ แสดงความเห็นโดยสุจริต ท่ีศาลช้ันต้นพิพากษามาน้ัน ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อทุ ธรณโ์ จทกฟ์ ังไม่ขึน้ พพิ ากษายนื 55 5) ความผดิ ตามกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยควบคุม การโฆษณาโดยใช้เคร่ืองขยายเสียง กฎหมายว่าด้วยความสะอาดและความเป็น ระเบียบเรียบรอ้ ยของบา้ นเมอื ง กฎหมายว่าด้วยอาวธุ ปืน เครื่องกระสุน วตั ถุระเบิด ดอกไม้เพลงิ และสงิ่ เทียม โดยมรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี 55 แนวหน้า, “ตู่ ย้ิม ศาลอทุ ธรณย์ กฟอ้ งสุเทพ คดีพาต่างดา้ ว 5 พนั แฝงมอ็ บแดง”, [ระบบออนไลน]์ , ทมี่ า: http://www.naewna.com/politic/64087 (9 กุมภาพนั ธ์ 2557)

482 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 5.1) ความผดิ ตามกฎหมายวา่ ด้วยจราจรทางบก พระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. 2522 อัตราโทษ มาตรา 108 หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดเดนิ แถว เดนิ เปน็ ขบวนแห่ หรอื เดนิ เปน็ ปรับไมเ่ กนิ 500 บาท ขบวนใดๆ ในลักษณะท่ีเป็นการกดี ขวางการจราจร มาตรา 109 หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดกระทำ� ดว้ ยประการใดๆ บนทางเทา้ หรอื ปรับไม่เกนิ 500 บาท ทางใดๆ ซง่ึ จดั ไวส้ ำ� หรบั คนเดนิ เทา้ ในลกั ษณะทเี่ ปน็ การกดี ขวาง ผูอ้ ่ืนโดยไมม่ เี หตอุ นั สมควร มาตรา 114 ห้ามมิให้ผู้ใดวาง ตั้ง ย่ืน หรือแขวนส่ิงใดสิ่งหนึ่ง ปรบั ไม่เกิน 500 บาท หรือกระท�ำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการ จราจรเว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร แต่เจ้าพนักงานจราจรจะอนุญาตได้ต่อเมื่อมีเหตุอันจ�ำเป็นและ เป็นการชวั่ คราวเท่านน้ั 5.2) กฎหมายว่าด้วยควบคมุ การโฆษณาโดยใช้เครอื่ งขยายเสียง พระราชบัญญตั ิควบคุมการโฆษณา อัตราโทษ โดยใช้เครอื่ งขยายเสียง พ.ศ. 2493 มาตรา 4 ผู้ท่จี ะทำ� การโฆษณาโดยใชเ้ ครอ่ื งขยายเสยี งด้วยกำ� ลงั ปรบั ไมเ่ กนิ 200 บาท ไฟฟ้า จะต้องขอรับอนุญาตต่อพนกั งานเจ้าหนา้ ท่ีกอ่ น เมอ่ื ได้รับ อนุญาตแลว้ จึงทำ� การโฆษณาได้ 5.3) กฎหมายว่าด้วยรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบรอ้ ยของบ้านเมือง พระราชบญั ญัติรักษาความสะอาดและ อตั ราโทษ ความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 33 ห้ามมิให้ผใู้ ดเท หรอื ทงิ้ ส่งิ ปฏกิ ลู มูลฝอย น้ำ� โสโครก ปรับไมเ่ กิน 10,000 บาท หรือสงิ่ อื่นใดลงบนถนนหรือในทางนำ้� มาตรา 39 ห้ามมิให้ผู้ใดติดตั้ง ตาก วาง หรือแขวนส่ิงใดๆ ใน ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ทสี่ าธารณะ เวน้ แตไ่ ดร้ บั หนงั สอื อนญุ าตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ หรือพนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือเป็นการกระท�ำของราชการส่วน ท้องถ่ิน ราชการส่วนอ่ืนหรือรัฐวิสาหกิจหรือของหน่วยงานท่ีมี อ�ำนาจกระทำ� ได้ หรอื เป็นการวางไวเ้ พยี งชว่ั คราว

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 483 พระราชบญั ญตั ริ กั ษาความสะอาดและ อตั ราโทษ ความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ยของบา้ นเมอื ง พ.ศ. 2535 การตดิ ตงั้ ตาก วาง หรอื แขวนสง่ิ ใดๆ ในทสี่ าธารณะโดยมไิ ด้ มหี นงั สอื อนญุ าตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ หรอื พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี หรือได้รับอนุญาตแต่มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก�ำหนดในการอนุญาต ให้เจ้าพนักงานท้องถ่ินหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่มีอ�ำนาจสั่งให้ผู้กระท�ำการตามวรรคหน่ึงปลด หรือ รื้อถอนภายในเวลาที่ก�ำหนด ถ้าผู้นั้นละเลย เพิกเฉย นอกจาก มคี วามผดิ ฐานขดั ค�ำส่งั เจา้ พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา แลว้ ใหเ้ จ้าพนกั งานทอ้ งถิ่นหรอื พนักงานเจ้าหน้าท่ดี ำ� เนนิ คดี ตามพระราชบัญญตั นิ ้ีตอ่ ไป 5.4) กฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เคร่อื งกระสุน วัตถุระเบดิ ดอกไมเ้ พลิง และสง่ิ เทยี ม พระราชบัญญตั อิ าวธุ ปืน เครอ่ื งกระสนุ อัตราโทษ วตั ถรุ ะเบิดดอกไมเ้ พลงิ และสงิ่ เทียม พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ ห้ามมิใหผ้ ู้ใดพาอาวุธปืนติดตวั ไปในเมือง หม่บู ้าน ต้องระวางโทษจ�ำคุก หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ไมเ่ กนิ หา้ ปหี รอื ปรบั ไมเ่ กนิ เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเม่ือมีเหตุจ�ำเป็นและเร่งด่วน หน่งึ หมื่นบาท หรือทั้งจ�ำ ตามสมควรแกพ่ ฤติการณ์ ท้งั ปรับ ไมว่ า่ กรณใี ด หา้ มมใิ หพ้ าอาวธุ ปนื ไปโดยเปดิ เผย หรอื พาไป ต้องระวางโทษจ�ำคุก ในชุมนุมชนทไี่ ด้จดั ให้มีขึ้น เพื่อนมสั การ การร่ืนเริง การมหรสพ ตงั้ แตห่ กเดอื นถงึ หา้ ปีและ หรอื การอน่ื ใด ปรับตั้งแต่หน่ึงพันบาท ถงึ หน่ึงหม่ืนบาท 7.3.4 รา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ยการชุมนมุ สาธารณะ 1) พฒั นาการของการรา่ งกฎหมายว่าดว้ ยการชุมนุมสาธารณะ แม้ว่าประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ โดยตรงบงั คบั ใชก้ ต็ าม แตใ่ นอดตี ทผี่ า่ นมามคี วามพยายามในการรา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ย การชมุ นมุ สาธารณะ 4 คร้ัง คอื พ.ศ. 2498, พ.ศ. 2536, พ.ศ. 2550, พ.ศ. 2554 ใน พ.ศ. 2498 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดที่จะ ตรากฎหมายว่าด้วยการชุมนุมข้ึนมาบังคับใช้และได้มอบหมายให้คณะกรรมการ

484 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย กฤษฎีกายกร่าง “พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ” โดยได้ยกร่าง กฎหมายดงั กลา่ วเสรจ็ สนิ้ สมบรู ณใ์ นเดอื นธนั วาคม พ.ศ. 2499 แตท่ งั้ นไี้ มไ่ ดน้ ำ� เสนอ รา่ งกฎหมายใหส้ ภาผแู้ ทนราษฎรพจิ ารณา โดยในรา่ งดงั กลา่ วบรรจบุ ทมาตราจำ� นวน 16 มาตรา ก�ำหนดหลักการว่าการชุมนุมสาธารณะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไมน่ อ้ ยกวา่ 48 ชว่ั โมง สว่ นการเดนิ ขบวนตอ้ งยนื่ คำ� ขออนญุ าตตอ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ที่ ไม่น้อยกว่า 72 ชั่วโมง หากไม่แจ้งหรือไม่ขออนุญาตต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรอื จำ� คกุ ไมเ่ กนิ 6 เดอื น หรอื ทงั้ จำ� ทง้ั ปรบั โดยมรี ฐั มนตรวี า่ การกระทรวง มหาดไทยเปน็ ผู้รกั ษาการตามกฎหมาย56 ต่อมาภายหลังเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ หรือเหตุการณ์ พฤษภาทมฬิ ใน พ.ศ. 2535 คณะทำ� งานยกรา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะ และการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึกและกฎหมายว่าด้วยการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ได้ยก “รา่ งพระราชบญั ญตั ิการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....” เสร็จสนิ้ เมอื่ พ.ศ. 2536 และ ไดเ้ สนอตอ่ คณะกรรมการพฒั นากฎหมาย โดยเปน็ การกำ� หนดหลกั การทางกฎหมาย ว่าให้ผู้จัดการชุมุนมต้องแจ้งล่วงหน้าต่อหัวหน้าสถานีต�ำรวจท้องท่ีก่อนการชุมนุม ไม่นอ้ ยกว่า 48 ชั่วโมง และจำ� กัดเวลาในการชุมนุมในทีส่ าธารณะ ประกอบกับให้ หัวหน้าสถานีต�ำรวจประจ�ำท้องท่ีมีอ�ำนาจสั่งให้เลิกชุมนุมหากปรากฏพฤติการณ์ ตามทีก่ ฎหมายกำ� หนด และใหก้ ารปฏิบัตงิ านของเจา้ หนา้ ทเ่ี ปน็ ไปตามขน้ั ตอนและ วิธีการที่กฎหมายก�ำหนด แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การ พิจารณาของรฐั สภา57 ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ร่างกฎหมายวา่ ดว้ ยการชุมนมุ สาธารณะ ไดบ้ รรจใุ นระเบยี บวาระการประชมุ สภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาติ ครงั้ ท่ี 44/2550 โดยการ น�ำเสนอของ พลตำ� รวจเอกอิสระพันธ์ สนทิ วงศ์ ณ อยุธยา สมาชิกสภานิติบัญญตั ิ แห่งชาติและคณะ ซงึ่ รา่ งกฎหมายดังกล่าวมชี ือ่ ว่า “ร่างพระราชบัญญัตกิ ารชมุ นุม ในที่สาธารณะ พ.ศ. ....” มีจ�ำนวน 20 มาตรา โดยร่างกฎหมายก�ำหนดให้มี คณะกรรมการพจิ ารณาคำ� ขออนญุ าตชมุ นมุ ในทส่ี าธารณะ และใหผ้ ทู้ จี่ ะจดั การชมุ นมุ 56 เรวดี มีวันดี, “มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการชุมนุมสาธารณะ”, (วิทยานิพนธ์นิติศาสตร มหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบณั ฑิตย์, 2538), หน้า 99-103. 57 วารุณี วัฒนประดิษฐ, “เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”, (วิทยานิพนธ์นิติศาสตร มหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ 2551), หน้า 122.

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 485 ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อนทุกคร้ัง หากไม่ยื่นค�ำขอ ต้องระวางโทษ จำ� คกุ ไมเ่ กิน 6 เดอื น หรอื ปรับไม่เกนิ 10,000 บาท หรือทงั้ จ�ำท้งั ปรับ ภายหลงั จากนนั้ ใน พ.ศ. 2554 กม็ กี ารนำ� เสนอรา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะเข้าสภาผู้แทนราษฎรอีก 5 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบ การชมุ นมุ ในทส่ี าธารณะ พ.ศ. .... โดยนายจมุ พฏ บญุ ใหญก่ บั คณะ รา่ งพระราชบญั ญตั ิ การสง่ เสรมิ การใชส้ ทิ ธชิ มุ นมุ ในทส่ี าธารณะ พ.ศ. .... โดยนายสถาพร มณรี ตั นก์ บั คณะ พระราชบญั ญตั กิ ารบรหิ ารการใชส้ ทิ ธชิ มุ นมุ ในทส่ี าธารณะพ.ศ. .... โดยนางสาวผอ่ งศรี ธาราภูมิ ร่างพระราชบญั ญัติการชมุ นมุ สาธารณะ พ.ศ. .... โดยคณะรฐั มนตรี และ รา่ งพระราชบญั ญตั กิ ารชมุ นมุ สาธารณะและการเดนิ ขบวน พ.ศ. .... โดยนายพรี พนั ธ์ุ พาลุสุข กับคณะ นอกจากน้ียังมีการร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และ การเคลื่อนขบวน พ.ศ. .... ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะ ในการชุมนุมสาธารณะ โดยการสนับสนุนของส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สรา้ งเสรมิ สุขภาพ (สสส.) ทมี่ ี ผศ.ดร.จนั ทจิรา เอี่ยมมยุรา เปน็ หวั หน้าโครงการ ภายหลังจากการนน้ั เมอ่ื วันท่ี 27 เมษายน พ.ศ. 2554 สภาผูแ้ ทนราษฎร ได้มีมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... ซงึ่ คณะรฐั มนตรเี ปน็ ผเู้ สนอ และประธานสภาฯ ไดส้ ง่ รา่ งพระราชบญั ญตั ฉิ บบั ดงั กลา่ ว เสนอต่อวุฒิสภาเพ่ือพิจารณาต่อไป แต่เนื่องจากมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเม่ือ วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เปน็ เหตใุ หว้ ุฒิสภาไมส่ ามารถดำ� เนินการพจิ ารณา รา่ งพระราชบญั ญตั ฉิ บบั นต้ี อ่ ไปได้ อกี ทงั้ มรี ฐั บาลชดุ ใหมซ่ งึ่ ตามกฎหมาย รฐั บาลใหม่ ต้องยืนยันร่างกฎหมายเดิมภายใน 60 วัน แต่เข้ามาเป็นรัฐบาล ภายหลังจากการ เลอื กต้ังไมไ่ ด้ยืนยนั ร่างกฎหมายฉบบั นีไ้ ดต้ ามกรอบเวลา ทำ� ใหร้ า่ งกฎหมายตกไป 2) ร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 5 ปี นับต้ังแต่ พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2554 มีร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ ปรากฏออกมาสู่สาธารณะและ การพจิ ารณาของสภาผแู้ ทนราษฎร รวมแล้วจ�ำนวน 6 ร่างดว้ ยกัน ดงั นี้ คอื 1. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... โดย นายจมุ พฏ บญุ ใหญ่ กบั คณะ นำ� เสนอตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎร เมอ่ื วนั ที่ 20 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2551 2. ร่างพระราชบญั ญตั ิการส่งเสริมการใช้สทิ ธชิ มุ นมุ ในท่สี าธารณะ พ.ศ. .... โดย นายสถาพร มณีรัตน์ กับคณะ น�ำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เม่ือวันที่ 13 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2552

486 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 3. ร่างพระราชบัญญัติการบริหารการใช้สิทธิชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. .... โดย นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ น�ำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันท่ี 22 เมษายน พ.ศ. 2553 4. ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวน พ.ศ. .... โดยนายพรี พนั ธ์ุ พาลสุ ขุ กบั คณะ นำ� เสนอตอ่ สภาผแู้ ทนราษฎร เมอ่ื วนั ที่ 27 มกราคม พ.ศ.2554 5. ร่างพระราชบญั ญตั ิการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... โดยคณะรฐั มนตรสี มยั อภิสิทธ์ิ เวชชาชวี ะเปน็ นายกรฐั มนตรี ฉบับทีผ่ า่ นมตเิ หน็ ชอบสภาผู้แทนราษฎร 6. ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะและการเคลื่อนขบวน พ.ศ. .... ภายใต้โครงการศึกษาแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะในการชุมนุมสาธารณะ โดยการสนับสนนุ ของส�ำนักงานกองทนุ สนับสนุนการสรา้ งเสริมสุขภาพ (สสส.) ทีม่ ี ผศ.ดร.จันทจิรา เอ่ียมมยุรา เป็นหัวหน้าโครงการ น�ำเสนอต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553 จากการศึกษาร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะทั้ง 6 ฉบับ พบว่า มหี ลกั การทางกฎหมายร่วมกนั ในหลายประเดน็ เชน่ การกำ� หนดค�ำนยิ ามของค�ำว่า “การชุมนุมสาธารณะ” ท่ีสาธารณะ ผู้จัดให้มีการชุมนุม เจ้าพนักงาน รัฐมนตรี การก�ำหนดว่าการชุมนุมต้องมีการแจ้งตามระยะเวลาและรายละเอียดที่ก�ำหนดไว้ การก�ำหนดระยะห่างของสถานที่ต้องห้ามของการชุมนุม เช่น พระบรมมหาราชวัง พระราชวงั พระตำ� หนกั โรงพยาบาล โรงเรียน สถานทตู ศาสนสถาน หรอื การหา้ ม ปดิ สถานทร่ี าชการตา่ งๆ ทา่ อากาศยาน ทา่ เรอื เปน็ ตน้ การกำ� หนดหา้ มอยา่ งชดั เจน เก่ียวกับการพกพาอาวุธหรือวัตถุอันตรายเข้าไปในท่ีชุมนุม การก�ำหนดห้ามก่อ ความวนุ่ วายหรอื ความไมส่ งบในบา้ นเมอื ง หรอื รบกวนการใชท้ สี่ าธารณะเกนิ สมควร เป็นต้น การก�ำหนดให้ภาครัฐสามารถออกค�ำส่ังให้เลิกการชุมนุมได้ตามเงื่อนไขที่ ก�ำหนด นอกจากน้ียังมีการก�ำหนดบทลงโทษกรณีที่ผู้ชุมนุมฝ่าฝืนไม่แจ้งก่อน การชุมนุม ผู้ชุมนุมฝ่าฝืนข้อห้ามต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมีโทษทางอาญาทั้งปรับและ จำ� คกุ อยา่ งไรกต็ าม จากการศกึ ษารา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะทง้ั หมด นอกจากหลักการร่วมกันที่กล่าวมาแล้ว ก็สังเกตเห็นความแตกต่าง ความพิเศษ ความเฉพาะของรา่ งกฎหมายแตล่ ะฉบบั ทถ่ี กู กำ� หนดออกมา ดงั มรี ายละเอยี ดรายฉบบั ดังตอ่ ไปน้ี

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 487 ร่างกฎหมายของ สถาพร มณีรัตน์ กับร่างกฎหมายของ ผ่องศรี ธาราภูมิ มีสาระส�ำคัญและบทบัญญัติคล้ายคลึงกันมาก โดยมีหลักการทางกฎหมายร่วมกัน ดงั ทีก่ ลา่ วไปแล้ว ยงั มีความแตกตา่ ง จากร่างกฎหมายอืน่ ๆ เป็นอยา่ งมากคอื พบวา่ ในมาตราสุดท้ายก�ำหนดว่าผู้ใดเข้าร่วมการชุมนุมในที่สาธารณะ โดยมีหรือพกพา อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดต้องระวางโทษเพ่ิมเป็นสองเท่าของความผิดที่กฎหมาย ก�ำหนดไว้ (มาตรา 12, 14 ตามล�ำดับ) หากไปตรวจดูกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เคร่ืองกระสุน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียม จะพบว่าในมาตรา 8 ทวิ ไดก้ ำ� หนดวา่ หา้ มมใิ หพ้ าอาวธุ ปนื ไปโดยเปดิ เผย หรอื พาไปในชมุ นมุ ชนทไี่ ดจ้ ดั ใหม้ ขี นึ้ เพือ่ นมสั การ การร่นื เรงิ การมหรสพ หรอื การอื่นใด มกี ารก�ำหนดโทษจ�ำคกุ ต้ังแต่ หกเดอื นถงึ หา้ ปี และปรบั ตงั้ แตห่ นง่ึ พนั บาทถงึ หนงึ่ หมน่ื บาท ดงั นน้ั ตามรา่ งกฎหมาย ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว จะมีบทลงโทษจ�ำคุกต้ังแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองหม่นื บาท นอกจากนีย้ งั พบวา่ รา่ งกฎหมายของ พรี พนั ธ์ุ พาลุสุข กบั ร่างกฎหมายของ ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยรุ า มสี าระส�ำคัญคลา้ ยคลึงกัน โดยมีหลกั การทางกฎหมาย รว่ มกนั ดงั ทกี่ ลา่ วไปแลว้ ยงั มคี วามแตกตา่ ง ความพเิ ศษ ความเฉพาะของรา่ งกฎหมาย ทีแ่ ตกต่างจากรา่ งกฎหมายอ่ืนๆ เปน็ อย่างมากดังต่อไปน้ี 1) ในค�ำนิยาม มีการให้ความหมายของ การอ�ำพรางตน การบังคับทาง ปกครอง (มาตรา 3, 3) 2) ในบททั่วไป มีการก�ำหนดถึงหลักการคุ้มครองตัวแทนหนังสือพิมพ์หรือ สอื่ มวลชนในการเขา้ รว่ มสงั เกตการณ์ บนั ทกึ ภาพหรอื เสยี ง และรายงานสถานการณ์ โดยให้แจ้งชื่อและองค์กรที่ตนเองสังกัดต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ี และมีหน้าที่แสดง บตั รประจำ� ตัวและสวมปลอกแขนสอื่ มวลชนตลอดเวลา (มาตรา 7, 7) มกี ารก�ำหนด หา้ มการกระทำ� ใดๆ เพอ่ื ขดั ขวางการชมุ นมุ สาธารณะหรอื การเดนิ ขบวน (มาตรา 8, 8) มีการก�ำหนดห้ามผู้สวมเครื่องแบบราชการหรือลักษณะเช่นเดียวกันเข้าร่วมการ ชมุ นมุ เพอื่ การเรยี กรอ้ งทางการเมอื ง (มาตรา 9, 9) มกี ารกำ� หนดหา้ มผเู้ ขา้ รว่ มชมุ นมุ กระทำ� การอำ� พรางตน (มาตรา 10, 10) มกี ารกำ� หนดวา่ การชมุ นมุ หรอื การเดนิ ขบวน ทช่ี อบดว้ ยกฎหมายไมอ่ ยภู่ ายใตบ้ งั คบั ของกฎหมาย 4 ฉบบั คอื กฎหมายวา่ ดว้ ยการ ควบคมุ การโฆษณาโดยใชเ้ ครอื่ งขยายเสยี ง กฎหมายวา่ ดว้ ยทางหลวง กฎหมายวา่ ดว้ ย การจราจรทางบก และกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาด (มาตรา12, 13) 3) การจัดให้มอี าสาสมัครจัดระเบียบการชมุ นุม ตอ้ งแจ้งรายชอื่ และจ�ำนวน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมีหน้าที่ใส่ปลอกแขนอาสาสมัครตลอดเวลา การชุมนุม (มาตรา 16, 17)

488 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 4) ก�ำหนดให้อ�ำนาจผู้จัดการชุมนุมในการห้ามบุคคลเข้าร่วมชุมนุมและ ให้ออกจากการชุมนุมทันที ในกรณีพกพาอาวุธเข้ามา กรณีแต่งกายเครื่องแบบ ราชการ กรณีอำ� พรางตนเขา้ มา (มาตรา 18, 20) 5) ก�ำหนดหมวดว่าด้วยการสลายการชุมนุมสาธารณะหรือการเดินขบวน ประกอบด้วยสว่ นที่ 1 มาตรการบงั คับทางปกครอง และส่วนท่ี 2 ขน้ั ตอนการบงั คบั ทางปกครอง แต่ในร่างกฎหมายของจันทจิรา มีส่วนท่ี 3 การบังคับทางปกครอง โดยตรง และส่วนที่ 4 การบังคับทางปกครองในกรณีเร่งด่วนด้วย โดยในหมวดน้ี เปน็ การกำ� หนดวา่ การสลายการชมุ นมุ เปน็ การบงั คบั ทางปกครอง โดยมกี ารกำ� หนด หลักเกณฑ์ ข้ันตอน เง่ือนไข และข้อห้ามต่างๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม ท้ังก่อน ระหว่าง และหลังการสลายการชุมนุม โดยในร่างกฎหมายของ จันทจิรา ได้ก�ำหนดข้อห้ามใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดในการด�ำเนินการสลายการชุมนุม (มาตรา 35) หากพนกั งานเจ้าหนา้ ท่ฝี ่าฝนื มีโทษจ�ำคุกตง้ั แต่หนึ่งปถี งึ สิบปีและปรบั ตงั้ แต่สองหม่ืนบาทถงึ สองแสนบาท (มาตรา 48) 6) ในบทก�ำหนดโทษ ร่างกฎหมายท้ังสองฉบับ มีการใช้โทษค่าปรับ ทางปกครอง 50,000 ถึง 100,000 บาท โดยไมม่ ีโทษทางอาญา ส่วนร่างกฎหมายของจุมพฏ บุญใหญ่ มีหลักการทางกฎหมายร่วมกันดังที่ กลา่ วไปแลว้ ยงั มคี วามแตกตา่ ง ความพเิ ศษ ความเฉพาะของรา่ งกฎหมายทแ่ี ตกตา่ ง จากรา่ งกฎหมายอน่ื ๆ คอื ไมม่ กี ารกำ� หนดหลกั การแจง้ แตใ่ ชห้ ลกั การอนญุ าตในการ ชุมนุม โดยการชุมนุมในแต่ละครั้งต้องยื่นค�ำขอต่อคณะกรรมการพิจารณาค�ำ ขออนญุ าตการชมุ นมุ ในทส่ี าธารณะพจิ ารณา โดยในกรงุ เทพมหานคร มผี บู้ ญั ชาการ กองบัญชาการต�ำรวจนครบาลเป็นประธาน ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยเป็น รองประธาน ผู้แทนส�ำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้แทนกองบัญชาการต�ำรวจสันติบาล ผู้บังคับการกอง บังคับการต�ำรวจนครบาลที่มีเขตพ้ืนที่รับผิดชอบสถานที่ชุมนุม ผู้บังคับการกอง บงั คบั การตำ� รวจปฏบิ ตั กิ ารพเิ ศษ ผแู้ ทนกรงุ เทพมหานคร ผบู้ งั คบั การกองบงั คบั การ อ�ำนวยการ กองบัญชาการต�ำรวจนครบาลเป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนใน ตา่ งจงั หวดั คณะกรรมการฯ ประกอบดว้ ย ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เปน็ ประธานกรรมการ ผู้บังคับการต�ำรวจภูธรจังหวัดเป็นรองประธาน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด อัยการจังหวัด นายอ�ำเภอท่ีมีเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบสถานที่ชุมนุม เป็นกรรมการและ ปลัดจังหวดั เปน็ กรรมการและเลขานกุ าร (มาตรา 8)

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย 489 นอกจากนี้ยังมีการก�ำหนดไม่ต้องรับผิดท้ังทางแพ่งและทางอาญาให้กับ เจ้าหน้าที่หรือผู้ใช้อ�ำนาจในการสลายการชุมนุม เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หากเปน็ การกระทำ� ทีส่ ุจรติ ไม่เกนิ กว่าเหตหุ รอื ไม่เกนิ ความจ�ำเปน็ แตไ่ มต่ ัดสิทธิผูท้ ี่ ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วย ความรับผิดทางละเมดิ ของเจ้าหน้าที่ (มาตรา 16) ร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะของคณะรัฐมนตรี ฉบับท่ีผ่านมติ เห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร มีหลักการทางกฎหมายร่วมกันดังท่ีกล่าวไปแล้ว ยังมี ความแตกตา่ ง ความพเิ ศษ ความเฉพาะของรา่ งกฎหมายทแี่ ตกตา่ งจากรา่ งกฎหมาย อนื่ ๆ ดังต่อไปนี้ 1) การก�ำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดให้มีสถานที่เพ่ือใช้ ส�ำหรับการชมุ นุมสาธารณะได้ (มาตรา 10) 2) การก�ำหนดให้ศาลมีอ�ำนาจพิจารณาค�ำขอเพื่อให้มีค�ำส่ังห้ามการชุมนุม (มาตรา 14) มีอ�ำนาจพิจารณาอุทธรณ์ค�ำขอผ่อนผันก�ำหนดระยะเวลาการแจ้ง การชุมนุม (มาตรา 15) มีอ�ำนาจพจิ ารณาคำ� ขอใหม้ คี �ำสง่ั ให้ผ้ชู ุมนุมเลิกการชมุ นมุ สาธารณะ (มาตรา 26) 3) รา่ งกฎหมายวา่ ดว้ ยการชมุ นมุ สาธารณะกบั ขอ้ วิพากษว์ ิจารณ์ การมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะถือได้ว่าเป็นส่ิงที่มีความจ�ำเป็น ตอ่ สงั คมไทยเป็นอยา่ งยงิ่ เนื่องจากสถานการณใ์ นปัจจุบนั ประเทศไทยมีการชุมนุม สาธารณะเกิดข้ึนเป็นจ�ำนวนมาก ท้ังในด้านปริมาณคนเข้าร่วม ด้านจ�ำนวนคร้ัง ที่เกิดข้ึน ด้านระยะเวลาการชุมนุม รวมถึงในด้านพ้ืนท่ีท่ีเกิดข้ึนด้วย ซ่ึงการชุมนุม แตล่ ะครง้ั มคี วามแตกตา่ งหลากหลายของขอ้ เสนอ ขอ้ เรยี กรอ้ ง การรณรงค์ อนั ทำ� ให้ เป็นการเพิ่มภาระหน้าท่ีของเจ้าหนา้ ท่รี ฐั รวมไปถึงสรา้ งผลกระทบให้กับประชาชน ทวั่ ไป บา้ นเรอื น รา้ นคา้ ทอ่ี ยใู่ กลพ้ นื้ ทชี่ มุ นมุ นอกจากนย้ี งั เกดิ ปญั หาในการใชอ้ ำ� นาจ ของเจ้าหนา้ ที่ทีเ่ ข้าไปควบคมุ ตวั จับกุม ด�ำเนนิ คดคี วามกบั ผ้ชู มุ นมุ ในขอ้ หาท่ไี มไ่ ด้ เปน็ ไปตามเจตนารมณข์ องกฎหมาย มากมายหลายตอ่ หลายคดี จากปรากฏการณ์ การชุมนุมท่ีสังเกตเห็นได้ในสื่อสารมวลชนในปัจจุบัน สามารถเห็นปัญหาได้ ท้ังสองด้าน คือ ท้ังด้านผู้ชุมนุมใช้เสรีภาพในการชุมนุมจนก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สาธารณะ ทั้งด้านการใชอ้ ำ� นาจของเจา้ หนา้ ท่รี ฐั เกนิ ขอบเขตตามกฎหมาย จึงท�ำให้ ประเทศไทยมคี วามจำ� เปน็ อยา่ งมากในปจั จบุ นั ทจี่ ะมหี ลกั เกณฑอ์ ะไรบางอยา่ งทเี่ ปน็ ขอ้ ตกลงร่วมใหก้ ารชุมนมุ ไม่กระทบตอ่ สาธารณะมากเกนิ ไป

490 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย จากสภาพการณ์ดังกล่าวได้เกิดแนวคิดในการร่างกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม สาธารณะในช่วง พ.ศ. 2536 พ.ศ. 2550 พ.ศ. 2554 (รายละเอียดปรากฏในหัวข้อ 7.3.4) ซึ่งสังเกตเห็นว่ามักจะเป็นช่วงหลังจากการเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่ที่สร้าง ผลกระทบใหก้ บั สาธารณะมากๆ โดยในแตล่ ะรา่ งกฎหมายทถี่ กู เผยแพรเ่ ขา้ สสู่ าธารณะ และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในแต่ละคร้ัง กไ็ ดร้ บั การวพิ ากษว์ จิ ารณแ์ ละขอ้ เสนอแนะตอ่ ตวั รา่ งกฎหมายมากมายหลายประเดน็ ซึ่งในที่นี้จะขอน�ำเสนอเฉพาะประเด็นส�ำคัญท่ีน�ำขึ้นมาถกเถียงกันเพื่อให้มุมมอง ต่างๆ ตอ่ กฎหมายว่าเปน็ ไปในทศิ ทางใด ดงั ต่อไปนี้ (1) สถานที่ต้องห้ามเขา้ ไปชุมนมุ /หา้ มกีดขวางทางเขา้ ออก สำ� หรบั สถานทที่ ตี่ อ้ งหา้ มชมุ นมุ หา้ มกดี ขวางทางเขา้ ออก เทา่ ทตี่ รวจสอบจาก ร่างกฎหมายต่างๆ จะเห็นว่ามี 5 สว่ นคือ 1) สถานทป่ี ระทบั ของพระมหากษัตรยิ ์ พระราชนิ ี และพระรชั ทายาท สถานทพี่ ำ� นกั ของผสู้ ำ� เรจ็ ราชการ 2) รฐั สภา ทำ� เนยี บ รฐั บาล ศาล และหนว่ ยงานของรฐั 3) ทา่ อากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานี ขนสง่ สาธารณะ 4) โรงพยาบาล สถานศกึ ษา และ ศาสนสถาน และ 5) สถานทตู หรอื สถานกงสลุ ของรฐั ตา่ งประเทศ หากพจิ ารณาจากสถานทดี่ งั กลา่ ว จะเหน็ วา่ เปน็ สถานท่ีท่ีหากไปชุมนุมแล้วจะสร้างผลกระทบ 3 ส่วนท่ีส�ำคัญคือ ในข้อ 1) สร้าง ผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนในข้อ 2) - 4) สร้างผลกระทบต่อ สาธารณชน สว่ นขอ้ 5) สรา้ งผลกระทบตอ่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งประเทศ อยา่ งไรกต็ าม ในขอ้ 2) เปน็ สถานทท่ี ซี่ ง่ึ ปกตผิ ชู้ มุ นมุ มกั จะไปชุมนมุ เรียกรอ้ งอยู่แล้ว เน่ืองจากเป็น สถานทสี่ ำ� คญั ทเี่ ปน็ ทอี่ ยขู่ องบคุ คลทเี่ ปน็ หวั หนา้ สว่ นราชการนนั้ ๆ ทอี่ าจจะมปี ญั หา กับผู้ชุมนุม หรือเป็นผู้ท่ีมีอ�ำนาจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ชุมนุม ตามข้อเรียกร้อง หากบัญญัติออกมาในลักษณะดังกล่าว จะไม่สอดคล้องกับความ เปน็ จรงิ ได้ (2) ระบบการแจง้ การชุมนมุ หลักการแจ้งการชุมนมุ น้นั ร่างกฎหมายฯ ก�ำหนดว่าผ้ใู ดประสงคจ์ ะจัดการ ชมุ นมุ สาธารณะจะตอ้ งมหี นงั สอื แจง้ การชมุ นมุ ตอ่ ผรู้ บั แจง้ กอ่ นเรม่ิ ชมุ นมุ ไมน่ อ้ ยกวา่ 48 ช่ัวโมงบ้าง 72 ชั่วโมงบ้าง หากมีความจ�ำเป็นอาจจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 24 ช่ัวโมงบ้าง หากไม่แจ้งต้องระวางโทษไว้เช่น ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นต้น ซง่ึ เปน็ การกำ� หนดหลกั การวา่ การจดั การชมุ นมุ ตอ้ งแจง้ กำ� หนดวธิ กี ารแจง้ คอื ทำ� เปน็

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 491 หนังสือ ก�ำหนดระยะเวลาในการแจ้งไม่เกินก่ีช่ัวโมงๆ รวมถึงการปรับเป็นตัวเงิน หากไมแ่ จง้ การกำ� หนดดงั กลา่ วจะเหน็ ไดว้ า่ ในแงห่ นง่ึ เปน็ การจดั ระบบระเบยี บของ การชุมนุม รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลส�ำหรับการบริหารสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ ในอกี ดา้ นหนง่ึ เปน็ การเพมิ่ ภาระใหก้ บั กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ ยง่ิ วธิ กี ารแจง้ ทใี่ หแ้ จง้ เปน็ หนงั สอื ดว้ ยแลว้ หากมรี ายละเอยี ดแบบฟอรม์ ในการกรอกยงิ่ มากยง่ิ สรา้ งภาระมากขน้ึ ไปอกี อันอาจจะเป็นขอ้ จำ� กัดของการใช้เสรีภาพในการชมุ นุมไปด้วยในตัว มขี ้อเสนอแนะ จากหลายฝ่ายแนะน�ำว่าควรมีหลายๆ ช่องทางในการแจ้งเช่น โทรศัพท์ จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ หรือส่ือสังคมออนไลน์ ประกอบกับการก�ำหนดให้มีค่าปรับเพียง ไม่เกิน 1,000 บาท อาจจะท�ำใหไ้ มไ่ ด้รับความรว่ มมอื กบั กลุ่มผ้ชู ุมนมุ ในการแจ้งได้ โดยยอมเสยี คา่ ปรบั เมอื่ เทยี บกบั การเสยี เวลาเดนิ ทางไปกรอกแบบฟอรม์ เปน็ หนงั สอื แลว้ สง่ ให้กับเจา้ หน้าทีท่ ี่รบั ผิดชอบ (3) การจัดระบบกลมุ่ ผู้ชมุ นมุ ในรา่ งกฎหมายในหลายๆ ฉบบั ไดจ้ ดั ระบบกล่มุ ผชู้ มุ นุมไว้โดยแบ่งแยกเป็น ประเภทๆ เชน่ ผจู้ ดั การชมุ นมุ ผชู้ มุ นมุ อาสาสมคั รจดั ระเบยี บการชมุ นมุ (การด์ อาสา) โดยมีการก�ำหนดหน้าท่ีของแต่ละประเภทไว้เช่น ผู้จัดการชุมนุม มีหน้าที่อยู่ร่วม การชุมนุมตลอดระยะเวลา ดูแลรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยความสงบ และปราศจากอาวุธ ประกาศเง่ือนไขหรือค�ำส่ังของเจ้าหน้าท่ี ให้ความร่วมมือกับ เจ้าพนกั งาน เป็นต้น สว่ นผูช้ มุ นมุ มีหนา้ ที่ไม่พกพาอาวธุ เขา้ ไปในทชี่ มุ นมุ ไมป่ ดิ บัง อำ� พรางตน ไม่ใชก้ �ำลงั ประทุษรา้ ยหรือขู่เข็ญวา่ จะใชก้ ำ� ลงั ประทษุ ร้าย ไม่บกุ รกุ หรือ ทำ� ให้ทรัพย์สินผูอ้ ืน่ เสยี หาย ปฏิบัตติ ามค�ำสัง่ ของเจ้าหน้าที่ อาสาสมคั รจดั ระเบียบ การชมุ นมุ มหี นา้ ทช่ี ว่ ยเหลอื ในการดำ� เนนิ การชมุ นมุ หรอื เคลอ่ื นขบวน โดยตอ้ งสวม ปลอกแขนอาสาสมัครตลอดเวลาการชุมนมุ หากไมป่ ฏิบตั ิตามหนา้ ท่ีก็มีบทกำ� หนด โทษเป็นโทษปรับหรือจ�ำคุกในบางกรณีหากมีการฝ่าฝืน ในแง่หนึ่งเห็นได้ว่าเป็น การจัดระเบยี บของการชมุ นมุ ให้มคี วามชัดเจนมากข้ึน ง่ายตอ่ การประสานงานของ เจ้าหน้าที่ และสามารถแยกความรับผดิ ชอบในแตส่ ว่ นได้ชดั เจน นอกจากน้เี ปน็ การ ก�ำหนดใหช้ ัดเจนขนึ้ วา่ การชมุ นุมโดยสงบมขี อบเขตเชน่ ไร เชน่ ไมบ่ ุกรุกหรือท�ำให้ ทรัพย์สินผู้อ่ืนเสียหาย ไม่ปิดบังอ�ำพรางตน ไม่ใช้ก�ำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะ ใช้ก�ำลังประทุษร้าย แต่ในอีกด้านหน่ึงก็ท�ำให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีความรู้สึกว่ามีข้อบังคับ ต่อตนเองมากขึ้นและอาจจะได้รับโทษอีกด้วยหากฝ่าฝืน จึงอาจจะเป็นข้อจ�ำกัด ของการใช้เสรีภาพในการชุมนุม ผู้เขียนเห็นว่าการก�ำหนดหน้าท่ีเพื่อให้การชุมนุม

492 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย เปน็ การชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ เปน็ สง่ิ ทด่ี ี แตอ่ าจจะมหี นา้ ทบี่ างขอ้ ทอ่ี าจ จะมากเกินไปเช่น การปฏิบัติตามค�ำส่ังของเจ้าหน้าท่ี ไม่ท�ำให้ผู้อื่นได้รับความ เดอื ดรอ้ นเกนิ ทพี่ งึ คาดหมายไดว้ ่าเป็นไปตามปกตแิ ละเหตุอนั ควร ซ่งึ หากไม่ปฏิบัติ ตามก็มีโทษ สำ� หรบั ข้อหลงั เปน็ การใหด้ ุลพนิ จิ กับเจา้ หน้าท่ีมากเกนิ ไป ซึ่งถา้ ดูจาก เน้ือหาแลว้ เทยี บการชุมนุมท่วั ไปก็ผดิ ตามข้อนไี้ ปทง้ั หมด (4) หนว่ ยงานท่รี บั ผิดชอบดแู ลการชมุ นมุ ส�ำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลการชุมนุมน้ัน ในร่างกฎหมายหลายฉบับ ก็ได้ก�ำหนดให้ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบดูแล การชุมนุมตั้งแต่การรับแจ้งว่าจะมีการชุมนุม ประสานงานกับกลุ่มผู้ชุมนุม การประกาศหา้ มการชมุ นมุ ควบคมุ การชมุ นมุ กำ� หนดเงอื่ นไขการชมุ นมุ ออกคำ� สงั่ ให้ กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ ปฏบิ ตั ติ าม การสง่ั ใหย้ ตุ กิ ารชมุ นมุ การสลายการชมุ นมุ เปน็ ตน้ นอกจาก ส�ำนักงานตำ� รวจแหง่ ชาติแล้ว ร่างกฎหมายบางฉบบั ยงั กำ� หนดใหม้ ีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ิน หรือกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย ในส่วนของ เจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการชุมนุม ร่างกฎหมายได้ก�ำหนดให้มีความ เชยี่ วชาญ หรือไดร้ บั การฝึกทักษะมากอ่ น ทั้งทางด้านจติ วทิ ยามวลชน การใชก้ �ำลงั การใชอ้ ปุ กรณ์ตา่ งๆ เชน่ กา๊ ซนำ�้ ตา กระบอง โล่ เปน็ ตน้ หากเกดิ กรณที เ่ี ปน็ การชมุ นมุ ทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื ไมต่ รงตามหลกั การ ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ร่างกฎหมายก็ก�ำหนดว่า พนักงานเจ้าหน้าท่ี มอี ำ� นาจสลายการชมุ นมุ ไดโ้ ดยใหด้ ำ� เนนิ การตามแผนหรอื แนวทางปฏบิ ตั ติ ามทไ่ี ดร้ บั การรบั รองจากคณะรฐั มนตรี เปน็ ขนั้ เปน็ ตอนจากขนั้ เบาทส่ี ดุ จนถงึ ขน้ั สงู สดุ ในแงห่ นงึ่ ก็สามารถทำ� ใหก้ ารสลายการชมุ นมุ สามารถกระท�ำได้ตามกฎหมาย ในอกี ด้านหน่งึ หากต�ำรวจไม่กระท�ำการตามล�ำดับข้ันตอนที่ปรากฏในแผนหรือแนวทางปฏิบัติ กอ็ าจจะถกู ฟอ้ งรอ้ งตอ่ ศาลปกครองไดอ้ กี ดว้ ย ซงึ่ เคยมคี ดขี นึ้ สศู่ าลปกครองบา้ งแลว้ ทใ่ี หส้ �ำนกั งานต�ำรวจแหง่ ชาตชิ ดใชค้ า่ เสยี หายแกผ่ ชู้ มุ นมุ เปน็ จ�ำนวนหลายลา้ นบาท แต่อย่างไรก็ตาม ในร่างกฎหมายส่วนใหญ่ไม่ได้ก�ำหนดถึงรายละเอียดของแผน หรอื แนวทางปฏบิ ตั วิ า่ เปน็ อยา่ งไร มเี นอื้ หาอยา่ งไร การใชด้ ลุ พนิ จิ ของเจา้ หนา้ ทต่ี อ้ ง ยึดหลักใดบ้าง เช่น พอสมควรแก่เหตุ หลักความได้สัดส่วน เป็นต้น ซึ่งท�ำให้กลุ่ม ผู้ชมุ นมุ ไมท่ ราบแผนหรอื แนวปฏบิ ตั ิของเจา้ หนา้ ที่ได้ อนั ทำ� ใหไ้ ม่สามารถพจิ ารณา ได้วา่ การใช้ดุลพนิ จิ ของเจ้าหนา้ ท่ใี นแตล่ ะคร้ังชอบด้วยกฎหมายหรอื ไม่อยา่ งไร

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 493 7.3.5 แนวทางปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมของส�ำนักงาน ตำ� รวจแห่งชาติ การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมดูแลบริหารจัดการการชุมนุม สาธารณะเท่าที่ผ่านมา ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักท่ีด�ำเนินการ โดยใน พ.ศ. 2553 ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติได้ออกคู่มือแนวทางปฏิบัติและ บังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมายส�ำหรับในการปฏิบัติหน้าท่ีของ เจ้าหน้าท่ตี ำ� รวจ โดยมรี ายละเอียดท่ีส�ำคญั 3 ประการ58 ดงั ต่อไปน้ี ประการแรก การสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม หรือที่ต�ำรวจเรียกกันว่า แนวเจรจา ข้ันสุดท้าย ท่ีต�ำรวจจะไม่ยินยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านสถานที่ใดสถานที่หน่ึงนั้น จะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ หลกั การ การปอ้ งกนั พอสมควรแกเ่ หตุ จากภยนั ตรายทอี่ าจจะเกดิ ขน้ึ กับสาธารณชนอันเน่ืองมาจากการกระท�ำความผิดตามกฎหมายโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ในความผิดฐานก่อเหตุความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาตรา 215 แห่งประมวล กฎหมายอาญา หรอื การกอ่ ภยนั ตรายโดยการไปละเมดิ เสรภี าพของบคุ คลอน่ื ในการ เขา้ ออก สถานทที่ มี่ กี ารชมุ นมุ ปดิ ลอ้ ม อนั เปน็ การปอ้ งกนั ตามหลกั การทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ น มาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บทบัญญัติของกฎหมายน้ีท�ำให้ต�ำรวจ มีอ�ำนาจตามกฎหมายโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองจากภยันตรายท่ีเกิดจาก การละเมดิ ตอ่ กฎหมายนนั้ ได้ แตท่ ้งั น้เี จา้ หนา้ ท่ตี �ำรวจควรจะตอ้ งมีการพจิ ารณาถึง “เจตนาพิเศษ” ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้มีเจตนาธรรมดาที่จะกีดขวางการจราจร แต่มพี ยานหลักฐานทแ่ี สดงถงึ “เจตนาพเิ ศษ” ของกลุม่ ผู้ชมุ นุมท่ีจะไปทำ� ความผิด กฎหมายท่มี คี วามรนุ แรงกว่า พระราชบญั ญัติการจราจรทางบก เช่น มกี ารเดนิ ทาง ไปปิดล้อมที่ท�ำงานของทางราชการ ซ่ึงมีโทษหนักกว่าการท�ำผิด พระราชบัญญัติ จราจรทางบก และเจา้ หนา้ ทต่ี �ำรวจควรจะต้องใช้ความอดทนอดกล้ันในการปฏบิ ัติ หน้าท่ีจะต้องกระท�ำอย่างสุภาพและเหมาะสมกับภยันตรายที่คาดว่ากลุ่มผู้ชุมนุม จะก่อให้เกิดขน้ึ โดยในทางปฏิบัติเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจควรจะต้องก�ำหนดจุดหรือแนวเจรจา ข้ันสุดท้าย และมีการจัดรูปขบวนกองร้อยควบคุมฝูงชนแบบแถวหน้ากระดานและ มีเคร่ืองกีดขวางปิดก้ันไว้ มีระยะปลอดภัย หรือระยะห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุมมายัง แถวหนา้ กระดานรปู ขบวนควบคมุ ฝงู ชนของตำ� รวจอยา่ งนอ้ ยไมค่ วรตำ�่ กวา่ 25 เมตร 58 สำ� นกั งานตำ� รวจแห่งชาต,ิ คมู่ อื แนวทางปฏิบตั แิ ละบงั คบั ใช้กฎหมายกับการชมุ นมุ โดยฝา่ ฝนื กฎหมาย สำ� หรบั ในการปฏิบัติหน้าทข่ี องเจ้าหนา้ ทตี่ ำ� รวจ, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพต์ ำ� รวจ, 2554), หนา้ 59-62.

494 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย หรอื ตามระยะการยิงท่ปี ลอดภัยจากอปุ กรณ์เคมี เช่น แกส๊ น�้ำตา การใชส้ ่งิ กีดขวาง อยา่ งอื่น เช่น รถยนต์ แนวลวดหนาม หรือแทง่ คอนกรตี ก้ันถนนอาจจะน�ำมาใชเ้ พ่อื สกดั กน้ั หรอื กำ� หนดชอ่ งทางการเดนิ ของกลมุ่ ผชู้ มุ นมุ หรอื เปน็ เครอ่ื งหมายแสดงถงึ เจตนาพเิ ศษของกลมุ่ ผชู้ มุ นมุ ทจ่ี ะบกุ รกุ แนวปอ้ งกนั สถานทรี่ าชการของหนว่ ยตำ� รวจ ถา้ กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ บกุ รกุ กถ็ อื ไดว้ า่ เปน็ พยานหลกั ฐานทย่ี นื ยนั ถงึ เจตนาพเิ ศษทจ่ี ะลว่ งล้�ำ แนวเข้ามาปิดล้อมหรือยึดสถานที่ราชการ อันเป็นความผิดทางอาญา โดยมีการ ถา่ ยภาพนงิ่ ภาพเคล่อื นไหวไว้เปน็ หลกั ฐานประกอบหากมกี ารดำ� เนนิ คดี จากแนวทางปฏิบัติดังกล่าว จะเห็นได้หลายกรณีในภาพข่าวทางโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ที่เจ้าหน้าท่ีต�ำรวจมีการน�ำแท่งปูนหรือร้ัวลวดหนามมากั้นทางเข้า ท�ำเนยี บรฐั บาลหรอื สำ� นกั งาน หนว่ ยงานภาครัฐตา่ งๆ หลายคร้งั หลายครา และจงึ มีการใชแ้ กส๊ นำ้� ตาในภายหลัง ประการท่สี อง แนวทางการปฏิบัติของเจา้ หนา้ ท่ตี �ำรวจในการพกพา การใช้ อาวธุ สำ� หรบั การรกั ษาความปลอดภยั ทตี่ งั้ หนว่ ย และสถานทส่ี ำ� คญั รวมทง้ั การปฏบิ ตั ิ ณ จดุ ตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลอื่ นท่ี ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธและประเภทของอาวุธ มี 2 ประเภท คือ 1) กำ� ลงั พลทปี่ ฏบิ ตั หิ นา้ ทใี่ นงานปอ้ งกนั และปราบปราม สบื สวน และจราจร เพอื่ ดแู ล รกั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส์ นิ อำ� นวยความสะดวกดา้ นการจราจรทเี่ ปน็ ภารกิจหลักของต�ำรวจ 2) กำ� ลงั พลท่ี ตำ� รวจจัดใหม้ าปฏบิ ัติหนา้ ที่รักษาความสงบ เรียบร้อยในกรณีการชุมนุมเรียกร้อง ซ่ึงประกอบก�ำลังเป็นกองร้อยควบคุมฝูงชน ใหม้ ผี ไู้ ดร้ บั อนญุ าตใหพ้ กพาอาวธุ ไดป้ ระกอบดว้ ย 1) ผบ.รอ้ ย 1 นาย 2) รอง ผบ.รอ้ ย 1 นาย 3) ผบ.หมวด 3 นาย 4) รอง ผบ.หมวด 3 นาย 5) ผบ.หมู่ 12 นาย ตามอตั รา การจัดกองร้อยควบคุมฝูงชน ส่วนอาวุธที่อนุญาตให้พกพา อนุญาตเฉพาะปืนพก ประจ�ำกายเท่านนั้ สำ� หรบั อาวธุ หรอื วตั ถุระเบิด ชนดิ อ่ืนๆ น้นั ตำ� รวจจะพจิ ารณา สัง่ การเป็นกรณไี ป ส�ำหรบั แนวทางการปฏบิ ัตินน้ั มีรายละเอยี ด 3 ประการ ดงั น้ี (1) แนวทาง การปฏิบัตินี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ต�ำรวจที่ปฏิบัติหน้าท่ีในการรักษาความปลอดภัย ทตี่ ัง้ หน่วย และสถานที่ส�ำคญั รวมทงั้ ปฏิบตั ิหนา้ ทบ่ี ริเวณจุดตรวจ/ดา่ นตรวจ และ สายตรวจเคลอ่ื นท่ี ซง่ึ อนญุ าตใหก้ ำ� ลงั พลสามารถใชอ้ าวธุ ปนื พกไดต้ ามความจำ� เปน็ ของสถานการณ์ (2) ในการจัดวางก�ำลังเพื่อปฏิบัติภารกิจของก�ำลังตามข้อ 1.2 จะตอ้ งแยกระหวา่ งกำ� ลงั ทไ่ี ดร้ บั อนญุ าตใหพ้ กพาอาวธุ กบั กำ� ลงั พลทไี่ มไ่ ดร้ บั อนญุ าต ให้พกพาอาวุธให้ชดั เจน โดยกำ� ลงั ท่ไี ดร้ ับอนญุ าตใหพ้ กพาอาวธุ จะต้องอยดู่ า้ นหลงั

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 495 ในลักษณะระวังป้องกันให้กับก�ำลังพลท่ีไม่ได้พกพาอาวุธ (3) การใช้อาวุธในการ ปอ้ งกนั ตนเอง และรกั ษาความปลอดภยั ฯ ตอ้ งเปน็ การกระทำ� เพอ่ื ปอ้ งกนั สทิ ธขิ องตน หรอื ของผอู้ น่ื เพอ่ื ใหพ้ น้ จากภยนั ตรายซงึ่ เกดิ จากการประทษุ รา้ ยอนั ละเมดิ ตอ่ กฎหมาย และเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง และได้กระท�ำไปพอสมควรแก่เหตุ ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 68 นอกจากน้ีในการปฏิบัติหน้าท่ีของเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจควบคุมฝูงชน ต้องมี ความอดทนอดกล้ันต่อส่ิงย่ัวยุต่างๆจากผู้ชุมนุมในสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน จะต้องไม่ ปฏิบัติหน้าท่ีโดยขาดสติหรือด้วยโทสะ เพราะหากการใช้ก�ำลังหรืออาวุธในการ ระงบั เหตุหรือสลายการชุมนมุ กระท�ำดว้ ยความโกรธหรือบันดาลโทสะกย็ ่อมไมอ่ าจ อ้างเหตกุ ารป้องกนั โดยชอบด้วยกฎหมายได้ สว่ นการปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องเจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจผคู้ วบคมุ ฝงู ชน จะตอ้ งกระทำ� เทา่ ที่ จำ� เปน็ และควรเปน็ ไปตามขน้ั ตอนทไ่ี ดก้ ำ� หนดไวใ้ นแผนรกั ษาความสงบ (กรกฎ/52) สำ� นกั งานตำ� รวจแหง่ ชาติ ผนวก ค อนผุ นวก 2 เรอ่ื งกฎการใชก้ ำ� ลงั ซงึ่ ไดว้ างขน้ั ตอน และวิธีการใช้ก�ำลังของเจ้าหน้าที่ต�ำรวจที่เข้าคล่ีคลายสถานการณ์การชุมนุมหรือ ปอ้ งกนั ตนเอง จากเบาไปหาหนกั ตามหลกั สากล ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั คำ� วนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองกลางตาม คดีหมายเลขด�ำ ที่ 1605/2551 ลงวันท่ี 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551 คดีระหว่าง นายดนยั ดงั่ คุณธรรม ผู้ฟอ้ งคดที ี่ 1 กบั พวกรวม 6 คน กบั นายสมชาย วงศ์สวสั ด์ิ นายกรฐั มนตรี ผถู้ กู ฟ้องท่ี 1 กับพวก เรอ่ื ง คดพี พิ าทเกย่ี วกับ การทหี่ นว่ ยงานทางปกครองและเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั กระทำ� การโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ทไ่ี ดว้ นิ จิ ฉยั ไวต้ อนหนง่ึ ทวี่ า่ “...การกระท�ำของ เจา้ หนา้ ทตี่ �ำรวจเพอ่ื สลายการชมุ นมุ จะตอ้ งกระทำ� เทา่ ทจ่ี ำ� เปน็ โดยคำ� นงึ ถงึ ความเหมาะสม มลี ำ� ดบั ขนั้ ตอนตามหลกั สากล ทใ่ี ชใ้ นการสลายการชมุ นมุ ของประชาชน ...” การดำ� เนนิ การตามขน้ั ตอนทก่ี ำ� หนดไว้ จึงควรเป็นไปตามล�ำดับดังน้ี 1. การแสดงก�ำลังของต�ำรวจ 2. การใช้ค�ำสั่งเตือน 3. การใชม้ อื เปลา่ จบั กมุ 4. การใชม้ อื เปลา่ จบั ลอ็ กบงั คบั 5. การใชเ้ ครอ่ื งพนั ธนาการ ปนื ยิงตาขา่ ย 6. การใชค้ ลน่ื เสียง 7. การใชน้ ้�ำฉีด 8. อปุ กรณเ์ คมี เชน่ แก๊สน�้ำตา สเปรยพ์ รกิ ไทย 9. กระบองหรอื อปุ กรณท์ ใี่ ชต้ ี และ 10. อาวธุ ทไ่ี มเ่ ปน็ อนั ตรายถงึ ตาย อืน่ ๆ เช่น กระสุนยาง อปุ กรณช์ ็อตไฟฟา้ ประการทส่ี าม การจบั แกนนำ� และการจบั กมุ ขนาดใหญ่ กรณเี มอื่ กลมุ่ ผชู้ มุ นมุ เริ่มจะกระท�ำความผิดจะต้องมีการประกาศสถานการณ์เป็นล�ำดับข้ันตอน ดังน้ี ขน้ั ตอนท่ี 1 กรณกี ารชมุ นมุ ปกตไิ มม่ เี หตรุ นุ แรง แจง้ เตอื นใหก้ ลมุ่ ผชู้ มุ นมุ ตามกฎหมาย ไม่ให้ใช้ความรุนแรงหรือก่อความวุ่นวายข้ึน โดยใช้เคร่ืองขยายเสียงและประกาศ

496 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย เตือนให้ทราบว่าการกระท�ำดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานใด มีโทษอย่างไร ขนั้ ตอนท่ี 2 กรณผี ชู้ ุมนุมเรมิ่ กอ่ ความรุนแรง กดดันและกระทบกระท่งั กบั เจ้าหนา้ ท่ี ต�ำรวจ ควรมีการประกาศเตือนว่า หากมีการกระท�ำผิดกฎหมายจะมีการจับกุม ด�ำเนนิ คดี แตท่ งั้ นี้ควรยำ้� เจ้าหนา้ ทีต่ ำ� รวจให้ใช้ความอดทนอดกลนั้ ใหถ้ งึ ทส่ี ุด ไม่ใช้ กำ� ลงั หรอื ทำ� รา้ ยกลมุ่ ผชู้ มุ นมุ อนั จะท�ำใหส้ ถานการณร์ นุ แรงหรอื บานปลายจนถงึ ขนั้ จลาจล ไม่อาจยบั ยัง้ ได้ ขน้ั ตอนที่ 3 กรณเี กดิ สถานการณร์ ุนแรงขึ้น มีการใชก้ �ำลงั ผลักดันขว้างปาส่ิงของใส่เจ้าหน้าท่ีต�ำรวจ ประกาศเตือนว่าจะจับกุมหากมีการ กระท�ำผิด โดยย้�ำเจ้าหน้าที่ต�ำรวจให้ถือปฏิบัติตามแนวขั้นตอนที่ 2 ให้ถึงท่ีสุด ขั้นตอนที่ 4 ประกาศเตือนให้เลิกการชุมนุมตามเวลา และควรช้ีแจงว่าการท่ี เจา้ พนกั งานสงั่ ใหเ้ ลกิ การชมุ นมุ แลว้ ไมเ่ ลกิ จะเปน็ ความผดิ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 216 จะสลายการชมุ นมุ และเขา้ จบั กมุ และขนั้ ตอนที่ 5 กรณเี กดิ ความรนุ แรง มกี ารบกุ รกุ เขา้ ยดึ เขตพนื้ ทห่ี วงหา้ ม หรอื ฝา่ แนวเจรจาขน้ั สดุ ทา้ ยเขา้ มาแลว้ และตอ้ ง ท�ำการสลายการชมุ นมุ ประกาศเตอื นใหเ้ ลกิ การชมุ นุมตามเวลาจะสลายการชุมนมุ และจับกมุ อยา่ งเดด็ ขาด การแจ้งเตือนให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบและควรมีเวลาในการเตรียมการ และปฏบิ ตั ติ ามคำ� สง่ั ของ เจา้ พนกั งานทอี่ าจใชอ้ ำ� นาจสงั่ ใหเ้ ลกิ การชมุ นมุ ในกรณที มี่ กี าร กอ่ ความวุน่ วายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 โดยเจ้าพนกั งานส่งั ใหเ้ ลกิ การชมุ นมุ ตามมาตรา 216 โดยจะมกี ารจบั กมุ แกนนำ� หรอื การจบั กมุ ผทู้ ช่ี มุ นมุ กดี ขวาง เสน้ ทางเขา้ –ออกสถานทส่ี ำ� คญั โดยตอ้ งเปน็ คำ� สงั่ หรอื การแสวงขอ้ ตกลงใจในการใช้ ยุทธวิธี โดยระดบั ผู้บัญชาการเหตุการณข์ ้นึ ไป ไม่พงึ กระทำ� โดยพลการในการจบั กมุ เวน้ แตเ่ ปน็ ความผดิ ซงึ่ หนา้ ทมี่ ลี กั ษณะจะเปน็ ภยนั ตรายตอ่ ชวี ติ ในทนั ทที นั ใดนน้ั เชน่ การ์ดของผู้ชมุ นมุ จะใชค้ ันธงทม่ี ปี ลายแหลมแทงต�ำรวจ ถ้าไม่จบั กุมในทนั ทกี จ็ ะถกู แทงถึงแกช่ วี ติ ได้ หรอื อาจไดร้ บั อันตรายสาหสั ในสว่ นของการจบั กมุ ขนาดใหญเ่ จา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจจะตอ้ งดำ� เนนิ การโดยใชช้ ดุ จบั กมุ ทไ่ี ดร้ บั การฝกึ มาเฉพาะมใิ ชก่ ารจบั กมุ โดยตำ� รวจแตล่ ะคน หรอื ตา่ งคนตา่ งจบั โดยไมม่ กี ารวางแผนอยา่ งเปน็ ระบบ อาจทำ� ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายสบั สน โดยจะตอ้ งพงึ ระลกึ วา่ เจา้ พนักงานต�ำรวจผู้เข้าจบั กุมจะต้องไปเบิกความต่อศาล ดงั นัน้ ในการเขา้ จบั กมุ จะตอ้ งมกี ารบนั ทึกภาพน่งิ หรือภาพเคลอ่ื นไหวของผูถ้ ูกจับ การต่อส้ขู ัดขวาง หรือการใช้อาวุธกับเจ้าหน้าท่ีไว้เป็นหลักฐานประกอบการด�ำเนินคดี โดยสามารถ ชยี้ นื ยนั วา่ ชดุ จบั กมุ ใดจบั กมุ ผใู้ ดบา้ ง จะตอ้ งมกี ารจดั เจา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจแบง่ เปน็ ชดุ วา่

เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 497 จะจับผู้ใดบ้าง และจะต้องให้เจ้าหน้าท่ีต�ำรวจจดจ�ำผู้ต้องหาที่ตนเองเข้าจับกุม เมอื่ ไปเบกิ ความในศาลจะไดส้ ามารถยนื ยนั ตอ่ ศาลไดว้ า่ ตนเปน็ ผจู้ บั กมุ ผตู้ อ้ งหาคนใด ในขณะนน้ั ผตู้ อ้ งหาดงั กลา่ วกระท�ำอะไร อยา่ งไร เพอื่ ผลในการพจิ ารณาคดใี นชนั้ ศาล สำ� หรบั เจา้ หนา้ ทต่ี �ำรวจทเี่ ขา้ จบั กมุ ควรแบง่ กนั จบั กมุ ใคร กคี่ น จบั อยา่ งไร ควรมกี าร ซกั ซอ้ มเจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจผปู้ ฏิบัตใิ ห้มคี วามเขา้ ใจในยทุ ธวธิ ใี นการเขา้ จับกุมดว้ ย มใิ ช่ ปล่อยเจ้าหน้าที่ต�ำรวจต่างคนต่างจับจนเกิดความโกลาหลวุ่นวายหรือชุลมุนกันข้ึน และควรจะมตี ำ� รวจอกี ชุดทคี่ อยระวงั ปอ้ งกันอาวธุ ต่างๆ จากผ้ทู ่ีถกู จับกมุ จะต้องมี กุญแจมือไวใ้ ห้ พอเพยี งเพ่อื ควบคุม และต้องคอยระวงั ปอ้ งกนั การต่อส้ขู ดั ขวางหรือ ขดั ขนื และยอมใหจ้ บั แตโ่ ดยดี นอกจากนจ้ี ะตอ้ งคดิ ถงึ แนวทางในการนำ� ตวั ผทู้ ถี่ กู จบั ได้แล้วรีบน�ำขึ้นรถยนต์ควบคุมผู้ต้องหาทันที โดยมีรถยนต์สายตรวจหรือ กองปราบปราม คอยน�ำขบวนและปิดท้ายขบวนแล้วรีบเคล่ือนตัวน�ำผู้ถูกจับกุม ออกจากสถานทเ่ี กดิ เหตโุ ดยเรว็ เพอื่ ปอ้ งกนั การแยง่ ชงิ ตวั ผตู้ อ้ งหาหรอื การทบุ รถยนต์ ควบคมุ ผูต้ ้องหา ทั้งน้ีจะต้องมีก�ำลังเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจควบคุมฝงู ชนอีกส่วนหนึ่งคอย ระวังป้องกันมิให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใกล้รถยนต์ควบคุมผู้ต้องหาเพื่อแย่งชิงตัวผู้ถูก จับกมุ ด้วย นอกจากน้ี ในการจับกุมขนาดใหญ่หากเป็นไปได้ในกรณีท่ีมีการน่ังหรือ นอนขวางเส้นทางให้ด�ำเนินการจับกุมอย่างนิ่มนวล ต้องไม่ใช้วิธีการท่ีรุนแรงหรือ ทำ� ใหผ้ ูถ้ กู จบั ไดร้ บั บาดเจ็บ ไมค่ วรรีบเร่ง เวน้ แต่เป็นกรณที ผ่ี ู้ถูกจบั กุมขดั ขืนเท่าน้ัน แตเ่ จา้ หนา้ ทตี่ ำ� รวจจะตอ้ งใชว้ ธิ กี ารเทา่ ทจี่ ำ� เปน็ ตามยทุ ธวธิ ใี นการจบั กมุ จะตอ้ งมกี าร บนั ทกึ รายชอื่ ผู้ถูกจบั ทงั้ หมด แจง้ สิทธิและเตรยี มการแจง้ ข้อกล่าวหาและสอบสวน ท่ีคุมขังมีเพียงพอหรือไม่ การพบทนายความและการเยี่ยมญาติจะต้องเป็นไปตาม บทบัญญัตขิ อง ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา 7/1 และจะตอ้ ง รีบระดมพนักงานสืบสวนสอบสวนตามท่ีมีค�ำส่ังแต่งต้ังไว้รีบมาท�ำการสอบสวน จัดเจ้าหน้าที่พิมพ์มือผู้ต้องหา และจะก�ำหนดสถานที่ควบคุมของสถานีต�ำรวจ แตล่ ะแห่งไว้ใหพ้ ร้อมเพ่ือใหพ้ อเพียงกับจำ� นวนผู้ถูกจบั กุมดว้ ย จะเหน็ ไดว้ า่ คมู่ อื ดงั กลา่ วคอ่ นขา้ งเขยี นใหเ้ จา้ หนา้ ทร่ี ะมดั ระวงั การใชอ้ ำ� นาจ เปน็ อยา่ งมาก อนั เนอ่ื งมาจากบทเรยี นการใชอ้ ำ� นาจในการสลายการชมุ นมุ พ.ศ. 2551 ท่ีมีเหตุสืบเนื่องจนถึงกระบวนการของศาลปกครอง เนื่องจากการสลายการชุมนุม ถอื ไดว้ ่าเปน็ การใช้อำ� นาจทางปกครอง จนกระทง่ั ศาลปกครองมคี ำ� พิพากษาเห็นว่า ใหส้ �ำนกั งานตำ� รวจแหง่ ชาติ และส�ำนักนายกรัฐมนตรี ต้องรว่ มกันชดใชค้ ่าเสียหาย ใหก้ ับผู้ชุมนมุ ผู้ฟอ้ งคดี เป็นจ�ำนวนเงินหลายลา้ นบาท

498 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 7.4 แนวโนม้ ในการวินิจฉัยขององค์กรตลุ าการ จากการศกึ ษาแนวโนม้ ในการวนิ จิ ฉยั ขององคก์ รตลุ าการในเรอ่ื งสทิ ธิ เสรภี าพ ในการชุมนุม พบว่า มีศาลอยู่ 3 ประเภทที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลยตุ ิธรรม โดยมีแนวโนม้ การวินจิ ฉัยแตกตา่ งกนั ไปตามแตเ่ ขต อำ� นาจของศาลแตล่ ะประเภท โดยมรี ายละเอยี ด 2 สว่ นทสี่ ำ� คญั คอื 1) สถติ คิ ดคี วาม ทขี่ นึ้ สกู่ ารพจิ ารณาของศาล 2) บทบาทและอำ� นาจหนา้ ทข่ี องศาลทที่ ำ� หนา้ ทว่ี นิ จิ ฉยั 7.4.1 สถติ คิ ดคี วามทีข่ ึน้ สกู่ ารพิจารณาของศาล สถติ คิ ดคี วามทข่ี นึ้ สกู่ ารพจิ ารณาของศาลในสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การใชเ้ สรภี าพ ในการชุมนุม จากการศึกษากฎหมายต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้เสรีภาพ ในการชุมนุม ในหัวข้อที่ 7.3 ประกอบการขอข้อมูลจากสำ� นักงานศาลรฐั ธรรมนญู สำ� นกั ศาลปกครอง ส�ำนักงานศาลยุติธรรม ทำ� ให้พบว่ามสี ถิติความท่ีขึน้ สู่ศาลตา่ งๆ ดังตอ่ ไปนี้ (1) ศาลรัฐธรรมนญู สถติ คิ ดเี กย่ี วกบั การชมุ นมุ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในศาลรฐั ธรรมนญู ในรอบ 13 ปที ผี่ า่ นมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 - พ.ศ. 2557 มรี ายละเอียดตามตารางดงั ต่อไปนี้ ตารางท่ี 7.8 แสดงจำ� นวนคำ� วนิ ิจฉยั และคำ� ส่ังทเ่ี กย่ี วกับเสรภี าพ ในการชมุ นมุ ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. คำ� วินจิ ฉัย ค�ำส่ัง 2545 1 - 2546 - - 2547 - - 2548 - - 2549 1 - 2550 - - 2551 - - 2552 2 -

เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย 499 พ.ศ. ค�ำวินิจฉยั คำ� สง่ั 2553 2 - 2554 2 - 2555 1 3 2556 - 12 2557* - 4 ทีม่ า : สำ� นกั งานศาลรฐั ธรรมนูญ *หมายเหตุ : ขอ้ มูลสิ้นสุด ณ เดอื นพฤษภาคม จากตารางจะเหน็ ไดว้ า่ คดคี วามทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกบั การชมุ นมุ ขน้ึ สศู่ าลรฐั ธรรมนญู โดยมคี ำ� วนิ จิ ฉยั และคำ� สง่ั จำ� นวนมากหลงั จาก พ.ศ. 2551 เปน็ ตน้ มา ซง่ึ เปน็ ชว่ งหลงั จากการเลอื กต้ังมรี ัฐบาลพลเรอื นหลงั จากเหตกุ ารณร์ ัฐประหาร (2) ศาลปกครอง สถิติคดีเกี่ยวกับการชุมนุมท่ีเกิดขึ้นในศาลปกครอง ในรอบ 14 ปีท่ีผ่านมา ตงั้ แต่ พ.ศ. 2544 - พ.ศ. 2557 มรี ายละเอียดตามตารางดังตอ่ ไปนี้ ตารางท่ี 7.9 แสดงจำ� นวนคดที ่ีเข้าสู่ศาลปกครอง พ.ศ. ศาลปกครองชน้ั ต้น ศาลปกครองสูงสุด 2544 - - 2545 - - 2546 1 - 2547 - - 2548 - - 2549 3 1 2550 1 - 2551 7 3 2552 9 2

500 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย พ.ศ. ศาลปกครองชน้ั ตน้ ศาลปกครองสงู สดุ 2553 7 2 2554 1 - 2555 2 - 2556 9 - 2557* 4 - ท่มี า : ส�ำนักงานศาลปกครอง *หมายเหตุ : ข้อมูลสิน้ สดุ ณ เดอื นพฤษภาคม จากตารางจะเหน็ วา่ ขอ้ ขดั แยง้ ทเ่ี กย่ี วกบั การใชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในศาลปกครองสว่ นใหญจ่ ะเกดิ ขนึ้ ภายหลงั เหตกุ ารณร์ ฐั ประหารในปี 2549 เปน็ ตน้ มา ทีม่ จี �ำนวนมากกวา่ ช่วงก่อนหน้านัน้ อย่างเห็นไดช้ ดั (3) ศาลยตุ ิธรรม สถิติคดีเกี่ยวกับการชุมนุมท่ีเกิดขึ้นในศาลยุติธรรม ในรอบ 11 ปีที่ผ่านมา ตง้ั แต่ พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2556 มรี ายละเอียดตามตารางดงั ต่อไปน้ี ตารางที่ 7.10 แสดงจ�ำนวนคดคี วามทข่ี ึ้นสูก่ ารพจิ ารณาของศาลยุตธิ รรม ข้อหาที่ข้นึ สู่การพจิ ารณา พ.ศ. พระราชก�ำหนด พระราชบญั ญัติ ความผิดเก่ยี วกับ ความผดิ ตอ่ การบริหารราชการ ความม่นั คงภายใน การกอ่ ให้เกิดความ ความมนั่ คง 2546 ในสถานการณ์ฉุกเฉนิ วุ่นวายในบา้ นเมอื ง ราชอาณาจกั ร ม.215 - ม.216 ของรฐั - ตามประมวลกฎหมาย ม.113 - ม.129 - ตามประมวลกฎหมาย อาญา อาญา 272 13 2547 - - 215 23 2548 - - 97 40 2549 6 - 93 61 2550 - - 121 46 2551 3 - 97 186

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 501 ขอ้ หาทีข่ ้ึนส่กู ารพิจารณา พ.ศ. พระราชกำ� หนด พระราชบญั ญตั ิ ความผดิ เกยี่ วกบั ความผิดต่อ การบริหารราชการ ความม่นั คงภายใน การกอ่ ให้เกดิ ความ ความมน่ั คง ในสถานการณ์ฉุกเฉนิ ว่นุ วายในบา้ นเมอื ง ราชอาณาจกั ร ม.215 - ม.216 ของรฐั 2552 1 ตามประมวลกฎหมาย ม.113 - ม.129 - ตามประมวลกฎหมาย อาญา อาญา 117 72 2553 362 - 103 152 101 2554 13 - 47 56 60 2555 1 - 31 2556 3 1 39 ท่ีมา : สำ� นักงานศาลยตุ ธิ รรม จากตารางจะเห็นไดว้ ่า ใน พ.ศ. 2553 ซง่ึ เป็นชว่ งรัฐบาลอภสิ ิทธิ์ เวชชาชวี ะ เปน็ นายกรฐั มนตรี ได้มกี ารประกาศใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉนิ เพือ่ ปราบปราม การชุมนุมของแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. และมีการ ฟ้องร้องด�ำเนินคดีเปน็ จ�ำนวนมาก แต่การฟ้องรอ้ งด�ำเนินคดี ตามความผิดเก่ยี วกับ การกอ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายในบา้ นเมอื ง ม.215-ม.216มแี นวโนม้ ลดนอ้ ยลงซง่ึ สวนทาง กับการชมุ นุมทีม่ ีมากข้ึนอย่างเหน็ ได้ชัด 7.4.2 บทบาทและอำ� นาจหนา้ ท่ีของศาลท่ีท�ำหนา้ ทีว่ นิ ิจฉยั (1) ศาลรัฐธรรมนูญ ในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 ไดก้ ำ� หนดใหศ้ าลรฐั ธรรมนญู มีอำ� นาจหน้าท่ี พิจารณาวินจิ ฉัยคดรี ัฐธรรมนูญ 13 ประการ คือ 1) อำ� นาจหนา้ ทใี่ นการควบคมุ กฎหมายมใิ หข้ ดั รฐั ธรรมนญู รฐั ธรรมนญู ไดก้ �ำหนดวิธีการควบคมุ กฎหมายมใิ ห้ขดั รฐั ธรรมนญู ไวด้ ังน้ี 1.1) การควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญก่อนการประกาศใช้ กฎหมาย ในกรณที ร่ี า่ งกฎหมายใดทรี่ ฐั สภาใหค้ วามเหน็ ชอบแลว้ หรอื ถอื วา่ ใหค้ วาม เหน็ ชอบแลว้ กอ่ นทน่ี ายกรฐั มนตรจี ะนำ� รา่ งพระราชบญั ญตั ขิ นึ้ ทลู เกลา้ ฯ ถวายเพอ่ื พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยศาลรัฐธรรมนูญมีอ�ำนาจในการตรวจสอบ ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของรา่ งกฎหมายทตี่ ราขน้ึ โดยรฐั สภา (มาตรา 262) ในกรณี ตอ่ ไปน้ี

502 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย (1) อ�ำนาจในการวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในกรณีท่ี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจ�ำนวน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจ�ำนวนสมาชิกท้ังหมดเท่าที่มีอยู่ของท้ังสองสภา เสนอ ความเห็นเช่นว่าน้ันต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธาน รฐั สภา แลว้ แตก่ รณี และประธานแหง่ สภาทไ่ี ดร้ บั ความเหน็ ดงั กลา่ วสง่ ความเหน็ นนั้ ไปยงั ศาลรฐั ธรรมนูญ (2) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั วา่ รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู รา่ งขอ้ บงั คบั การประชมุ ของสภาผแู้ ทนราษฎร รา่ งขอ้ บงั คบั การประชมุ วฒุ สิ ภา และ ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้น โดยไมถ่ กู ตอ้ งตามบทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู ในกรณที ส่ี มาชกิ ของทงั้ สองสภารวมกนั มจี ำ� นวนไมน่ ้อยกวา่ 20 คน เสนอความเห็นเช่นว่าน้นั ตอ่ ประธานสภาผูแ้ ทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี และประธานแห่งสภาท่ีได้รับ ความเห็นดงั กลา่ ว สง่ ความเห็นนน้ั ไปยังศาลรัฐธรรมนญู (3) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั วา่ รา่ งพระราชบญั ญตั ิหรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู มขี อ้ ความขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ตราขน้ึ โดยไมถ่ กู ตอ้ ง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเสนอความเห็นมายัง ศาลรฐั ธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือ รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นนั้ มขี อ้ ความขดั แยง้ หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ตราข้นึ โดยไมถ่ กู ต้องตามบทบัญญตั แิ ห่งรัฐธรรมนูญ และขอ้ ความดังกลา่ วเปน็ สาระสำ� คญั ของรา่ งพระราชบญั ญตั ิ หรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นน้ั รา่ งพระราชบญั ญตั หิ รอื รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู นน้ั จะตกไปทงั้ ฉบบั แต่ถ้าข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่สาระส�ำคัญ เฉพาะข้อความที่ ขัดหรอื แยง้ นน้ั เปน็ อันตกไป 1.2) การควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญ ภายหลังท่ีมีการ ประกาศใช้ ศาลรฐั ธรรมนญู มอี ำ� นาจวนิ จิ ฉยั วา่ กฎหมายใดขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู ในกรณที ศ่ี าลสง่ ความเหน็ วา่ บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายใดทศ่ี าลใชบ้ งั คบั กบั คดขี ดั หรอื แย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยศาลอาจเห็นเองหรือคู่ความในคดีได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญภายใต้เง่ือนไขท่ีว่าจะต้องยังไม่มี ค�ำวนิ ิจฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ในสว่ นเกย่ี วกบั บทบัญญตั ินนั้ (มาตรา 264)

เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย 503 2) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั ชขี้ าด ความสนิ้ สดุ สมาชกิ ภาพของสมาชกิ รฐั สภา (มาตรา 96) 3) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั ความเปน็ รฐั มนตรสี นิ้ สดุ ลงเฉพาะตวั (มาตรา216 และมาตรา 96) 4) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั มตหิ รอื ขอ้ บงั คบั ในเรอื่ งใดของพรรคการเมอื งวา่ ขดั ตอ่ สถานะหรอื การปฏบิ ตั หิ นา้ ทขี่ องสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรตามรฐั ธรรมนญู หรอื ขัดหรือแย้งกับหลักการพ้ืนฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามค�ำร้องขอของสมาชิกพรรคการเมือง และ กรรมการบรหิ ารพรรคการเมอื ง (มาตรา 47 วรรคสาม) 5) อ�ำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยค�ำร้องอุทธรณ์จากสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ที่ถูกพรรคการเมอื งมีมตใิ ห้พ้นจากสมาชกิ พรรค (มาตรา 118) 6) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั สงั่ การใหบ้ คุ คลและพรรคการเมอื งเลกิ กระทำ� การ อนั มลี กั ษณะเปน็ การลม้ ลา้ งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ ทรงเปน็ ประมขุ หรอื การกระทำ� ใดๆ เพอ่ื ใหไ้ ด้มาซ่งึ อำ� นาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญ อาจส่ังยบุ พรรคการเมืองทกี่ ระทำ� การดังกลา่ วได้ (มาตรา 63) 7) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั ชขี้ าดคณุ สมบตั แิ ละลกั ษณะตอ้ งหา้ มของกรรมการ การเลอื กตง้ั เมอ่ื สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรอื สมาชกิ ของทงั้ สองสภา รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจ�ำนวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอยู่ของทั้งสองสภา ร้องขอประธานรัฐสภา และประธานรัฐสภาได้ส่งค�ำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 142) 8) อ�ำนาจในการวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาแล้วแต่กรณี ส่งให้พิจารณาเป็นร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีหลักการเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติหรือร่าง พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู ทตี่ อ้ งยบั ยงั้ ไวห้ รอื ไม่ หากศาลรฐั ธรรมนญู วนิ จิ ฉยั แล้วเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น มหี ลกั การอยา่ งเดยี วกนั หรอื คลา้ ยกนั กบั รา่ งพระราชบญั ญตั ิ หรอื รา่ งพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องยับย้ังไว้ ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู นั้นก็จะเป็นอันตกไป (มาตรา 177)

504 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 9) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั วา่ ในการพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั งิ บประมาณ รายจา่ ยประจำ� ปงี บประมาณ รา่ งพระราชบัญญตั งิ บประมาณรายจ่ายเพิม่ เตมิ และ รา่ งพระราชบญั ญตั โิ อนงบประมาณรายจา่ ยของสภาผแู้ ทนราษฎรหรอื คณะกรรมาธกิ าร มกี ารเสนอการแปรญตั ตหิ รอื การกระทำ� ดว้ ยประการใดๆ ทม่ี ผี ลใหส้ มาชกิ สภาผแู้ ทน ราษฎร สมาชิกวุฒสิ ภา หรอื กรรมาธิการ มีสว่ นไมว่ า่ โดยตรงหรอื โดยออ้ มในการใช้ งบประมาณรายจา่ ยหรอื ไม่ เมอื่ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรหรอื สมาชกิ วฒุ สิ ภา มจี ำ� นวน ไมน่ อ้ ยกว่า 1 ใน 10 ของจ�ำนวนสมาชิกทงั้ หมดเทา่ ท่ีมอี ยขู่ องแตล่ ะสภา ได้เสนอ ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการกระท�ำ เชน่ วา่ นน้ั กจ็ ะเปน็ ผลใหก้ ารเสนอการแปรญตั ติ หรอื การกระทำ� ดงั กลา่ วนนั้ สน้ิ ผลไป (มาตรา 180) 10) อ�ำนาจในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่ง กฎหมายใดขัดหรือแย้ง ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องมายัง ศาลรฐั ธรรมนญู (มาตรา 198) 11) อำ� นาจในการวนิ จิ ฉยั วา่ พระราชกำ� หนด มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ประโยชน์ ในอันทจี่ ะรกั ษาความปลอดภยั ของประเทศ ความปลอดภยั สาธารณะ ความม่นั คง ในทางเศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื ปอ้ งปดั ภยั สาธารณะหรอื ไม่ ในกรณที ส่ี มาชกิ สภา ผแู้ ทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒสิ ภา จ�ำนวนไมน่ ้อยกว่า 1 ใน 5 ของจ�ำนวนสมาชกิ ทง้ั หมดเทา่ ทม่ี อี ยขู่ องแตล่ ะสภาไดเ้ สนอความเหน็ ตอ่ ประธานสภาทตี่ นเปน็ สมาชกิ วา่ พระราชก�ำหนดน้ันมิได้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และประธานสภาได้ส่ง ความเหน็ นนั้ ต่อศาลรฐั ธรรมนูญเพื่อพจิ ารณาวินิจฉยั (มาตรา 219) 12) อ�ำนาจในการวินิจฉัยในกรณีท่ีมีปัญหาเก่ียวกับอ�ำนาจหน้าท่ีของ องค์กรตา่ งๆ ตามรฐั ธรรมนญู (มาตรา 266) 13) อ�ำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งทางการเมืองจงใจ ไม่ยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามท่ีได้ก�ำหนดไว้ใน รฐั ธรรมนญู หรอื จงใจยนื่ เอกสารดงั กลา่ วดว้ ยขอ้ ความอนั เปน็ เทจ็ หรอื ปกปดิ ขอ้ เทจ็ จรงิ ที่ควรแจ้งให้ทราบ แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในกรณีท่ีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนญู (มาตรา 295) ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีอ�ำนาจหนา้ ที่ในการพิจารณาวนิ ิจฉัยคดรี ฐั ธรรมนูญ 9 ประการ คือ 1) การวนิ จิ ฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายและร่างข้อบังคับการประชุมของฝ่าย นิตบิ ญั ญัติกอ่ นทีจ่ ะประกาศใช้บังคับมิใหข้ ัดหรอื แย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2) การวินิจฉยั

เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 505 ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายท่ีประกาศใช้บังคับแล้วมิให้ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ 3) การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเงื่อนไขการตราพระราช ก�ำหนดมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 4) การวินิจฉัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชกิ วฒุ สิ ภา หรอื กรรมาธกิ าร กระทำ� การใดเพอ่ื ใหต้ นมสี ว่ นโดยตรงหรอื โดยออ้ ม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ 5) การวินิจฉัยปัญหาความขัดแย้งเก่ียวกับ อ�ำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาล ต้ังแต่สององค์กรข้ึนไป 6) การวินิจฉัยมติหรือข้อบังคับของพรรคการเมือง การพิจารณาอุทธรณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือ พรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 7) การวนิ จิ ฉยั สมาชกิ ภาพหรอื คณุ สมบตั ขิ องสมาชกิ รฐั สภา รฐั มนตรี และกรรมการ การเลือกต้ัง 8) การวินิจฉัยหนังสือสนธิสัญญาใดต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภาก่อนหรอื ไม่ และ 9) อำ� นาจหนา้ ที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมอื ง หากพิจารณาจากข้อพิพาทหรือคดีความท่ีเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการ ชุมนมุ ที่เข้ามาสูศ่ าลรัฐธรรมนูญ จะพบวา่ ศาลรัฐธรรมนญู มบี ทบาทในการใช้อ�ำนาจ หนา้ ท่ีวนิ ิจฉัยในประการที่ 1 ประการท่ี 2 และประการที่ 6 โดยมรี ายละเอยี ดของ ข้อพพิ าทและคำ� วนิ ิจฉัย ดังต่อไปน้ี 1) การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายก่อนที่จะ ประกาศใช้บังคับมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ในค�ำวินิจฉัยท่ี 11/2549 วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องประธานรัฐสภาขอให้ ศาลรฐั ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนญู มาตรา 262 วรรคหนงึ่ (1) กรณี รา่ งพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ...) พ.ศ. .... มาตรา 20 ทบ่ี ญั ญตั ใิ หเ้ พม่ิ ความเปน็ มาตรา 46/1 มขี อ้ ความขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู มาตรา 29 และมาตรา 44 หรอื ไม่ ในคำ� วนิ จิ ฉยั ดงั กลา่ ว ศาลรฐั ธรรมนญู ไดว้ างหลกั การของรฐั ธรรมนญู มาตรา 29 และมาตรา 44 วา่ รฐั ธรรมนญู มาตรา 29 เปน็ บทบญั ญตั ทิ เี่ ปน็ หลกั ประกนั ความมนั่ คง แห่งสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยบัญญัติให้การจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพจะ กระทำ� ไดภ้ ายใตห้ ลกั เกณฑท์ ีร่ ัฐธรรมนญู กำ� หนดไว้ กล่าวคือ ต้องอาศัยอ�ำนาจตาม บทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมายเฉพาะเพอื่ การทร่ี ฐั ธรรมนญู กำ� หนด ทงั้ จะตอ้ งกระทำ� เทา่ ท่ี จ�ำเปน็ และจะกระทบกระเทือนสาระสำ� คญั แหง่ สิทธแิ ละเสรีภาพมิได้ และต้องเป็น บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับเป็นการท่ัวไป ไม่ใช้บังคับกับกรณีใดกรณีหน่ึง เป็นการเฉพาะ เม่ือพจิ ารณาประกอบกบั รฐั ธรรมนญู มาตรา 44 วรรคหนง่ึ ซ่งึ เป็น

506 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย บทบญั ญตั คิ มุ้ ครองเสรภี าพของบคุ คลในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ และ วรรคสองซ่ึงเปน็ ขอ้ ยกเวน้ ใหต้ รากฎหมายเฉพาะออกมาจ�ำกดั เสรภี าพในการชมุ นมุ ได้ในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนท่ีจะใช้ ท่ีสาธารณะหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะ การสงครามหรอื ในระหวา่ งทม่ี ปี ระกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ หรอื ประการใชก้ ฎอยั การศกึ ศาลรัฐธรรมนูญได้สรุปในตอนท้ายว่า การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็น เสรภี าพขนั้ พนื้ ฐานของประชาชนตามทร่ี ฐั ธรรมนญู มาตรา 29 และมาตรา 44 บญั ญตั ิ รับรองไว้ ในส่วนของประเดน็ ท่ปี รากฏในค�ำรอ้ ง คอื มาตรา 20 ใหเ้ พ่มิ ความต่อไปน้ี เปน็ มาตรา 46/1 แหง่ พระราชบญั ญตั ทิ างหลวง พ.ศ. 2535 โดยวรรคหนงึ่ บญั ญตั วิ า่ “มาตรา 46/1 ห้ามมิใหผ้ ้ใู ดชมุ นมุ กันในเขตทางหลวงในลกั ษณะที่เป็นการกดี ขวาง การจราจร หรอื อาจเปน็ อนั ตรายหรอื เสยี หายแกย่ านพาหนะหรอื ผใู้ ชท้ างหลวง เวน้ แต่ ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อ�ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ผอู้ �ำนวยการทางหลวง หรอื เปน็ การเดนิ ขบวนแห่ หรือชมุ นมุ กันตามประเพณีหรอื วฒั นธรรม หรอื เปน็ กจิ กรรมเพอื่ ประโยชนส์ าธารณะหรอื อยใู่ นเขตทไี่ ดร้ บั การยกเวน้ ไม่ต้องขออนุญาตตามท่ีรัฐมนตรีประกาศก�ำหนด การขออนุญาตและการอนุญาต ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารที่กำ� หนดในกฎกระทรวง” ศาลรฐั ธรรมนญู ไดพ้ จิ ารณาบทบญั ญตั ขิ องรา่ งกฎหมายดงั กลา่ วแลว้ วนิ จิ ฉยั วา่ เปน็ การจำ� กดั เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ เกนิ ความจำ� เปน็ และ กระทบกระเทอื นสาระสำ� คญั แหง่ เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยใหเ้ หตผุ ลไว้ 3 ประการ คอื ประการแรก บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วเปน็ การวางหลกั หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดชมุ นมุ ในเขตทางหลวง สว่ นการอนญุ าตใหช้ มุ นมุ ในเขตทางหลวงไดเ้ ปน็ ขอ้ ยกเวน้ และยงั ไดพ้ จิ ารณาประกอบ กบั ความหมายของคำ� วา่ “ทางหลวง” ตามมาตรา 3 ของรา่ งกฎหมายฉบบั เดยี วกนั นนั้ เห็นว่ามีความหมายกว้างขวางและมีขอบเขตเกินไปกว่าทางหรือถนนที่จัดไว้เพ่ือ ประโยชนใ์ นการใชส้ ญั จรไปมาของประชาชน ทำ� ใหก้ ระทบตอ่ การใชเ้ สรภี าพในการ ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชน ประการที่สอง การบัญญัติให้อ�ำนาจการอนุญาตให้มีการชุมนุมในเขต ทางหลวงได้ เปน็ อำ� นาจของผู้อ�ำนวยการทางหลวงหรอื ผู้ไดร้ ับมอบหมาย และการ ขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดใน กฎกระทรวง เปน็ บทบญั ญตั ทิ ใี่ หเ้ จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ใชด้ ลุ พนิ จิ ไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวางในการ อนญุ าตหรอื ไม่อนญุ าตให้ชมุ นมุ ในเขตทางหลวง

เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย 507 ประการท่ีสาม ปัจจุบันในเร่ืองของการชุมนุม มีกฎหมายอื่นบัญญัติห้ามไว้ อยูแ่ ลว้ เชน่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 372 กฎหมายว่าดว้ ยการจราจรทางบก มาตรา 108 -109 และกฎหมายว่าดว้ ยทางหลวง มาตรา 39 2) การวนิ จิ ฉยั ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมายทป่ี ระกาศใชบ้ งั คบั แลว้ มิใหข้ ัดหรอื แย้งตอ่ รฐั ธรรมนญู ศาลรัฐธรรมนญู ได้วนิ ิจฉัยกฎหมาย 2 ฉบบั ท่ี อาจขัดหรือแย้งหลักการเสรีภาพในการชุมนุมท่ีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ พระราชก�ำหนดการบรหิ ารราชการในสถานการณ์ฉกุ เฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 4, 5, 9(2), 11, 18 ในคำ� วนิ จิ ฉยั ท่ี 10-11/2553 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216 ในคำ� วนิ จิ ฉยั ที่ 44-45/2554 ในค�ำวินิจฉยั ท่ี 10-11/2553 วนั ท่ี 6 กนั ยายน พ.ศ. 2553 เปน็ การพิจารณา 2 เรอื่ งไปพรอ้ มกนั กรณที ศ่ี าลแขวงดสุ ติ สง่ ค�ำโตแ้ ยง้ ของจำ� เลย (พนั ตำ� รวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์) ในคดีอาญาหมายเลขด�ำที่ 1288/2552 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวนิ ิจฉยั ตามรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 211 วา่ พระราชกำ� หนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉนิ พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) และมาตรา 11 (1) ขัดหรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 32 มาตรา 39 และมาตรา 63 หรือไม่ กบั กรณีที่ศาลแขวงดสุ ิตสง่ คำ� โต้แยง้ ของจำ� เลย (นายสภุ รณ์ อตั ถาวงศ)์ ในคดอี าญาหมายเลขดำ� ที่ 1627/2552 เพอื่ ขอให้ ศาลรฐั ธรรมนญู พิจารณาวินจิ ฉัยตามรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 211 วา่ พระราชกำ� หนดการบรหิ ารราชการในสถานการณฉ์ กุ เฉนิ พ.ศ. 2548 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 9 (2) มาตรา 11 (1) และมาตรา 18 ขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 32 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 45 มาตรา 63 และมาตรา 87 (3) หรอื ไม่ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาบทบัญญัติตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว วินิจฉัยว่า พระราชกำ� หนดการบริหารราชการในสถานการณฉ์ ุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) และมาตรา 11 (1) ไมข่ ัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 32 มาตรา 39 และมาตรา 63 โดยแยกการวนิ จิ ฉัยได้ 4 ประเดน็ ดงั น้ี ประเด็นแรก การใช้อ�ำนาจของนายกรัฐมนตรีออกข้อก�ำหนดห้ามมิให้มีการ ชุมนุมหรือม่ัวสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระท�ำการใดเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบ เรียบร้อยตามมาตรา 9 (2) และประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมีอ�ำนาจจับกุมและ ควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระท�ำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ท่ีมีความร้ายแรงตามมาตรา 11 (1) นั้น เป็นมาตรการหรือเครื่องมือท่ีส�ำคัญของ

508 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย ฝ่ายบริหารท่ีพระราชก�ำหนดให้อ�ำนาจไว้ เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ร้ายแรงหรือ เพือ่ แกไ้ ขสถานการณฉ์ กุ เฉนิ ใหย้ ุติลงโดยเรว็ ประเด็นท่สี อง การปฏบิ ตั ิตามมาตรา 9 (2) น้นั พระราชกำ� หนดไดก้ �ำหนด เงื่อนไขไวแ้ ล้วคอื จะต้องก�ำหนดเงื่อนเวลาในการปฏบิ ตั ิตามขอ้ ก�ำหนดหรือเงอื่ นไข ในการปฏบิ ตั งิ านของพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี หรอื มอบหมายใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทก่ี ำ� หนด พน้ื ทแี่ ละรายละเอยี ดอนื่ เพม่ิ เตมิ เพอื่ มใิ หม้ กี ารปฏบิ ตั ทิ กี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความเดอื ดรอ้ นแก่ ประชาชนเกนิ สมควรแกเ่ หตุ ประเดน็ ทสี่ าม การจบั กมุ และควบคมุ ตวั บคุ คลผตู้ อ้ งสงสยั ตาม มาตรา 11 (1) เปน็ เพยี งขนั้ ตอนในการจบั กมุ และควบคมุ ตวั บคุ คลทสี่ งสยั วา่ จะเปน็ ผรู้ ว่ มกระท�ำการ ใหเ้ กดิ สถานการณ์ฉุกเฉนิ หรือเป็นผู้ใช้ ผูโ้ ฆษณา ผู้สนบั สนุนการกระทำ� เช่นวา่ นัน้ หรอื ปกปดิ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การกระทำ� ใหเ้ กดิ สถานการณฉ์ กุ เฉนิ เทา่ นน้ั เพอ่ื ปอ้ งกนั มใิ ห้ บุคคลน้ันกระท�ำการหรือร่วมมือกระท�ำการใดๆ อันจะท�ำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง อีกท้ังการจับกุมและ ควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยก็มิใช่เป็นการใช้อ�ำนาจตามอ�ำเภอใจของพนักงาน เจา้ หน้าท่ี แตพ่ นกั งานเจา้ หน้าที่จะต้องร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำ� นาจหรอื ศาลอาญา เพื่อขออนุญาตด�ำเนินการ เม่ือได้รับอนุญาตจากศาลแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีมี อำ� นาจจับกุมและควบคมุ ตัวไดไ้ มเ่ กนิ 7 วนั และตอ้ งควบคุมไว้ในสถานที่ท่ีกำ� หนด ซ่ึงไม่ใช่สถานีต�ำรวจ ท่ีคุมขัง ทัณฑสถานหรือเรือนจ�ำ โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลน้ัน ในลักษณะเปน็ ผ้กู ระทำ� ความผดิ มิได้ ประเด็นสุดท้าย บทบญั ญัตมิ าตรา 9 (2) และมาตรา 11 (1) แมว้ า่ เป็นการ จ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่การใช้อ�ำนาจดังกล่าวต้องกระท�ำเท่าที่มี เหตุจ�ำเป็นเพ่ือแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิด เหตกุ ารณร์ ้ายแรง หรือระงบั เหตกุ ารณ์ฉุกเฉนิ ทัง้ นเี้ พอื่ เป็นการคุ้มครองประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม จึงมีลักษณะเป็นบทบัญญัติท่ีอยู่ใน ขอบเขตตามท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไว้ว่าให้รัฐตรากฎหมายจ�ำกัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ และกระท�ำเท่าท่ีจ�ำเป็น มิได้กระทบกระเทือน สาระส�ำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ อีกท้ังเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีใช้บังคับ เปน็ การทวั่ ไป ไมม่ งุ่ หมายใหใ้ ชบ้ งั คบั แกก่ รณใี ดกรณหี นง่ึ หรอื แกบ่ คุ คลใดบคุ คลหนงึ่ เปน็ การเจาะจง ในค�ำวนิ ิจฉยั ที่ 44-45/2554 วนั ที่ 14 ธนั วาคม พ.ศ. 2554 เรือ่ งประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 215 และมาตรา 216 ขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู