เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 9 เดือนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ขนั้ ตอนการวิจัย 6. จัดการประชุม/สัมมนาเพื่อรับฟัง ความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ เ กี่ ย ว กั บ ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า เ พื่ อ น� ำ ข ้ อ เ ส น อ แ น ะ ท่ี ไ ด ้ รั บ จ า ก ก า ร ประชุม/สัมมนามาปรับปรุงผล การศกึ ษาให้ถกู ตอ้ งสมบูรณ์ 7. จดั ทำ� รายงานการศกึ ษาฉบบั สมบรู ณ์
10 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง 2.1 แนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยชิ้นนี้จะพัฒนาขึ้นโดยฐานแนวคิดสี่ประการ ได้แก่ แนวคิดเสรีนิยม ประชาธิปไตย แนวคิดเก่ียวกับเสรีภาพในการชุมนุม แนวคิดว่าด้วยการเมืองภาค ประชาชน และแนวคิดกฎหมายกบั สงั คม 2.1.1 แนวคดิ เสรนี ยิ มทางการเมอื งและประชาธปิ ไตย(PoliticalLiberalism and Democracy) บริบทการเมืองระดับนานาชาติในปัจจุบันท่ีเป็นสังคมประชาธิปไตยน้ัน ความหมายและคำ� อธบิ ายตอ่ “รฐั ” อา้ งองิ อยบู่ นฐานทฤษฎบี ทสำ� คญั เรยี กวา่ “สญั ญา ประชาคม” (Social contract theory) ในภาพกวา้ งสญั ญาประชาคมเปน็ คำ� อธบิ าย วา่ ดว้ ยทมี่ าแหง่ รฐั ทถี่ กู เสนอขนึ้ มาในชว่ งศตวรรษที่ 18 นำ� โดยโทมสั ฮอปป์ (Thomas Hobbes) จอนท์ ล็อค (John Locke) และฌาง ฌาคส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ซงึ่ มคี วามคดิ หลกั วา่ รฐั ไมไ่ ดเ้ กดิ จากอำ� นาจเหนอื มนษุ ยแ์ ละไมไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ แตเ่ ปน็ ชมุ ชนทางการเมอื งทมี่ เี ปา้ หมาย อนั เกดิ จากปจั เจกชนในสงั คม ร่วมกันตกลงลดทอนเสรภี าพตามสภาพธรรมชาติ (State of Nature) บางสว่ นของ ตนลง โดยยนิ ยอมสละเสรภี าพใหร้ ฏั ฐาธปิ ตั ยม์ อี �ำนาจเหนอื ตน เพ่ือหาทางออกจาก สภาพธรรมชาติของมนุษยส์ ู่สภาพแหง่ “รฐั ”1 แม้ว่าคำ� อธบิ ายอาจมีรายละเอียดที่ แตกตา่ งกนั ไปบา้ ง และแนน่ อนวา่ ทฤษฎนี ม้ี ขี อ้ โตแ้ ยง้ มากมาย เชน่ การขาดหลกั ฐาน ทางประวัติศาสตร์ในการพิสูจน์เรื่องสภาพธรรมชาติและการตกลงกันจัดตั้งรัฐ2 แต่สิ่งส�ำคัญที่แสดงผ่านแนวคิดสัญญาประชาคมและสร้างความคิดความเช่ือทาง การเมืองอย่างกว้างขวาง คือ รัฐนั้นเกิดจากปัจเจกสามัญชนตกลงกันให้เกิดรัฐขึ้น ประชาชนจงึ เปน็ นายเหนอื รฐั และรฐั นนั้ ตอ้ งทำ� เพอ่ื ประโยชนข์ องประชาชนทร่ี ว่ มกนั จดั ต้งั รฐั ขนึ้ มา ในมติ ินเ้ี อกชนจงึ ส�ำคัญกวา่ รัฐและรฐั ดำ� รงอย่เู พื่อเอกชน3 ซ่ึงนกั คิด 1 สมภาร พรมทา, ปรัชญาสังคมและการเมือง, (กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2539), หนา้ 16-19. 2 AnnCudd,“Contractarianism”,TheStanfordEncyclopediaofPhilosophy(Fall2008Edition), Edward N. Zalta (ed.), (online), available from: http://plato.stanford.edu/archives/fall2008 / entries/contractarianism/. (July 2012, 27) 3 สมภาร พรมทา, ปรชั ญาสงั คมและการเมือง, หน้า 22.
เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 11 สายสัญญาประชาคมหลายคนถึงกับเสนอว่า เม่ือรัฐน้ันท�ำผิดสัญญาประชาคมแล้ว ประชาชนย่อมมีอ�ำนาจเรยี กคืนเสรภี าพของตนได้ เชน่ ลอ็ ค และรุสโซ เป็นต้น4 ในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนเป็นใหญ่แต่รัฐเป็นผู้รับใช้ และบังคับโดย ระบบใหร้ ัฐตอ้ งมีหน้าทีบ่ รหิ ารกิจการบา้ นเมืองเพื่อประโยชนข์ องประชาชน เพราะ ประชาชนเป็นเหตุผลของ การด�ำรงอยู่ของรัฐ สังเกตได้จากระบบการเข้าสู่อ�ำนาจ ของผปู้ กครอง คือ การเลอื กตัง้ ท่ปี ระชาชนสว่ นใหญ่จะเปน็ ผตู้ ัดสินใจวา่ ผูป้ กครอง คนใดเป็นผู้ท�ำเพ่ือประโยชน์ของตนและสมควรเป็นผู้ปกครองดังน้ัน การด�ำเนิน กจิ กรรมใดใดของรฐั ตอ้ งผา่ นการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน ดงั เชน่ อบั ราฮมั ลนิ คอลน์ (Abraham Lincoln) เคยประกาศไวว้ า่ “. . . government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the earth.”5 (“...การปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และเพือ่ ประชาชนจะตอ้ งไม่หายไปจากโลก”) รุสโซ เป็นนักคิดที่สร้างฐานการอธิบายทฤษฎีประชาธิปไตยไว้อย่างเข้มแข็ง เรยี กวา่ “เจตนารมณร์ ว่ ม” (General Will) เจตนารมณร์ ว่ มดงั กลา่ ว คอื ความตอ้ งการ ร่วมกันของคนในสงั คมหรือประชาชน ซึ่งไม่สามารถแยกส่วนได้และมีอ�ำนาจสูงสุด เจตนารมณข์ องประชาชนรว่ มกนั สามารถโคน่ ลม้ ไดแ้ มแ้ ตผ่ ปู้ กครอง เจตนารมณร์ ว่ ม มาจากประชาชนโดยตรงเท่าน้ัน ไม่สามารถแปรรปู เป็นกฎหมาย หรือตราสาร หรือ ทิ้งไว้ใครถือครองแทนได้ ดงั นน้ั ในมติ ขิ องรุสโซ ประชาชนเป็นฝา่ ยเดียวทส่ี ามารถ แสดงเจตนารมณ์ร่วมได้ ประชาชนจึงเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน และเป็นใหญ่เหนือ กฎหมายระเบยี บการปกครองใดๆ ก็ได้ หากพวกเขาต้องการ อย่างไรกต็ าม หากยอ้ นรอยท่มี าทีไ่ ปของความคดิ ประชาธปิ ไตย ยอ่ มจะเห็น ร่องรอยของความคิดเสรีนิยมปรากฏอยู่ไม่น้อย ท่ีเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ก็ต้ังแต่ ศตวรรษที่ 17 นำ� โดย จอหน์ ลอ็ ค (John Locke) (ซง่ึ เนน้ วา่ ความเหน็ ของประชาชนนน้ั จะแสดงผา่ นกฎหมายท่มี าจากรัฐสภา) อดัม สมทิ (Adam Smith) โรเบิรต์ มลั ทัส (Robert Malthus) และเดวดิ รคิ ารโ์ ด (David Ricardo) ท้งั น้ี เพราะการตอ่ ส้กู บั ชนชน้ั ปกครองในชนั้ แรกเปน็ การตอ่ สเู้ พอื่ ใหไ้ ดม้ าซง่ึ สทิ ธทิ างเศรษฐกจิ การแสวงหา ทรัพย์และความมั่งคั่ง ไมไ่ ด้เกิดจากการตอ่ สเู้ พ่ือใหไ้ ด้มาซ่งึ เสรีภาพ เสมอภาค และ 4 เร่อื งเดยี วกนั , หน้า 23. 5 Britannica., “Abraham Lincoln” (online), Encyclopedia Britannica, available from: http://www. britannica.com/EBchecked/topic/341682/Abraham-Lincoln/341682suppinfo/Supplemental- Information, (July 2012, 27)
12 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย ภารดรภาพ เหมอื นการเกิดขน้ึ ของอดุ มการณ์ประชาธิปไตย6 ท่ามกลางบรรยากาศ ที่มนุษย์ถูกจ�ำกัดเสรีภาพด้านวัฒนธรรม ด้วยประเพณี ศาสนา ถูกจ�ำกัดด้านการ ปกครองด้วยความคิดเทวสิทธิ์ (Divine Right) และถูกจ�ำกัดด้านเศรษฐกิจด้วย ความคดิ แบบพาณชิ ยน์ ยิ ม (Mercantilism)7 ความกดดนั อดึ อดั รอบดา้ นทำ� ใหน้ กั คดิ เหลา่ นแี้ สวงหาเสรภี าพในดา้ นตา่ งๆ ในทางการเมอื ง ลอ็ ค ไดเ้ สนอวา่ ธรรมชาตขิ อง มนษุ ยน์ น้ั มเี หตผุ ลทเ่ี ปน็ เสยี งของพระเจา้ ในตวั มนษุ ย์ มนษุ ยจ์ งึ สามารถตดั สนิ ใจเรอ่ื ง ต่างๆ ด้วยตนเองได้ สามารถเลือกใช้และครอบครองทรัพย์สินของตนเองได8้ และ ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เย่ียงน้ีท�ำให้สังคมมนุษย์ในธรรมชาติมีระเบียบและเหตุผล สภาพธรรมชาตขิ องมนษุ ยท์ ่ปี ราศจากการแทรกแซงจึงเป็นสันตภิ าพไม่ใชส่ งคราม ข้อเสนอของล็อคท่ีสะท้อนความมีเหตุผลตามสภาพธรรมชาติท�ำไปเพื่อ ยนื ยันวา่ เพราะความมีเหตุผล มนุษยจ์ ึงไม่ควรถกู จ�ำกดั เสรภี าพในการเลือกและมี ทรัพยส์ นิ อนั เป็นพ้นื ฐานของความคดิ เสรีนยิ มท่ีตอ่ ยอดโดย อดัม สมิท ทอี่ ธิบายว่า โดยภาวการณ์แข่งขันตามธรรมชาติจะน�ำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่การ แทรกแซงจากอ�ำนาจ หรือองค์กรกลางใดๆ เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซ่ึงเกิด ผลร้ายต่อเศรษฐกิจ ดังนั้น รัฐในฐานะท่ีใช้อ�ำนาจและเป็นองค์กรกลางจึงควรมี ขอบเขตหนา้ ทจ่ี �ำกดั คอื ความมนั่ คง ความสงบเรยี บรอ้ ยภายในประเทศ และกจิ การ สาธารณะท่เี อกชนจะไมท่ ำ� ในช่วงต้นความคิดเสรีนิยมเน้นหนักไปท่ีการปลดแอกการครอบง�ำด้าน เศรษฐกจิ จากรฐั เพอื่ การไดม้ าซง่ึ สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ เอกชน และเพอื่ ใหเ้ กดิ พน้ื ทใ่ี นการ ประกอบกิจการและทำ� มาค้าขาย โดยอา้ งจากความเปน็ “ธรรมชาต”ิ ของข้อเสนอ ของตน เชน่ “เหตผุ ลเปน็ ธรรมชาตขิ องมนษุ ย”์ หรอื “มอื ทม่ี องไมเ่ หน็ ” อยา่ งไรกต็ าม เมื่อเวลาล่วงเลยไปความคิดเสรีนิยมเกิดการปรับตัวอย่างส�ำคัญ โดยการเปลี่ยน จุดอ้างอิงจากการอ้าง “ธรรมชาติ” ไปสู่การให้เหตุผลในเชิงอรรถประโยชน์ หรือ ทเ่ี รยี กกนั วา่ อรรถประโยชนน์ ยิ ม (Utilitarianism)9 การปรบั ตวั ครง้ั สำ� คญั นเี้ ปน็ ผลงาน 6 เกษียร เตชะพีระ, “ตารางเปรียบเทียบหลักการเสรีนิยม (Liberalism) กับหลักการประชาธิปไตย (Democracy)” [ระบบออนไลน์], ที่มา: http://www.facebook.com/photo.php? fbid=4337758725054&set=a. 2556231547988.143206.1319945109&type=1&theater (20 พฤศจิกายน 2555). 7 ฉัตรทิพย์ นาถสภุ า, ลทั ธเิ ศรษฐกจิ การเมือง, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2539), หนา้ 20-21. 8 เร่ืองเดยี วกัน. 9 เร่ืองเดียวกัน, หนา้ 87-125.
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 13 สำ� คญั ของ เจเรมี เบนแฮม (Jeremy Bentham) เจมส์ มลิ ล์ (James Mills) และ จอหน์ สจ๊อต มลิ ล์ (John Stuart Mills) โดยเสนอหลัก “มหสขุ ” หมายถงึ สง่ิ ท่ดี ี เท่ากับส่ิงที่เกิดความสุขมากที่สุดส�ำหรับคนจ�ำนวนมากท่ีสุด (The greatest happiness of the greatest number)10 กล่าวคือ เปลี่ยนจากการอธิบายการมีเสรีภาพเพราะเสรีภาพเป็นเร่ือง ธรรมชาติที่ไม่ควรฝืน และหากต้องเลือกระหว่างมีเสรีภาพกับไม่มีเสรีภาพ ควรจะ เลือกการมีเสรีภาพ เพราะการมีเสรีภาพจะท�ำให้เกิดความสุขสูงสุดแก่คนจ�ำนวน มากที่สุด ดังน้ัน นัยโดยทั่วไปนักคิดกลุ่มเสรีนิยมจึงสนับสนุนการปกครองแบบ ประชาธิปไตย เพราะการยดึ เสยี งข้างมากย่อมสะท้อน เสรีภาพการเลอื กทมี่ ีเหตุผล ของแตล่ ะบคุ คลทจี่ ะนำ� ไปสคู่ วามพงึ พอใจและประโยชนข์ องเสยี งขา้ งมากนน้ั ในทสี่ ดุ อยา่ งไรก็ตาม ต้องหมายเหตไุ วว้ ่า แม้เสรีนยิ ม-ประโยชนน์ ยิ ม โดยท่วั ไปจะมจี ุดยนื ทางอดุ มการณ์ดงั กลา่ ว แต่ความคิดของ จอหน์ สจ๊วต มลิ ล์ (John Stuart Mills) ซ่ึงได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งนักเสรีนิยมและอรรถประโยชน์นิยมคนส�ำคัญนั้น ได้เนน้ ในงานของเขา ชอ่ื On Liberty อย่เู สมอวา่ ในทางสงั คมและ จรยิ ศาสตรน์ ัน้ เสียงข้างมากไม่จ�ำเป็นต้องถูก และเสียงข้างน้อยไม่จ�ำเป็นต้องผิดเสมอไป ดังน้ัน มิลล์ จึงสนับสนุนให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และรับรองสิทธิของเสียง ส่วนนอ้ ย (Minority Rights)11 ในงานของ มิลล์ จึงมีการยกประเด็นเรื่อง “ทรราชย์เสียงข้างมาก” ข้ึนมา เพอ่ื เรยี กรอ้ งใหม้ กี ารรบั รองสทิ ธเิ สรภี าพของเสยี งสว่ นนอ้ ยไมใ่ หถ้ กู ทำ� รา้ ยหรอื รงั แก เพยี งเพราะไมน่ ยิ มสอดคลอ้ งกบั เสยี งขา้ งมากจงึ เปน็ หลกั ของประเดน็ ทเี่ สรนี ยิ มและ หลกั การประชาธปิ ไตยขดั แยง้ กนั ในบางประการ ทงั้ ทมี่ เี จตนารมณใ์ กลเ้ คยี งกนั มาก เช่นเดียวกนั กบั ประเดน็ เสรีภาพในการชมุ นมุ ทจี่ ำ� เป็นตอ้ งพิจารณาความสำ� คัญของ การชมุ นมุ อนั เปน็ สทิ ธเิ สรภี าพและการแสดงพลงั แหง่ เจตนารมณร์ ว่ มของประชาชน ซึง่ มีอ�ำนาจสูงสุดในสงั คมการเมือง หรือการพจิ ารณาสทิ ธเิ สรีภาพในการชมุ นุมด้วย มิติเสรีนิยมที่มุ่งจ�ำกัดอ�ำนาจรัฐ/สังคมส่วนรวม โดยกฎหมายและหลักนิติธรรม เพ่ือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลท่ีไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมไม่ให้ได้รับ ความเดือดร้อนจนเกินสมควร ในมิตินี้การวางเง่ือนไขและหลักการเพื่อก�ำกับ 10 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 90. 11 จอหน์ สจว๊ ต มิลล์, “บนทางเสรีภาพ”, แปลโดย ภทั รพร สิรกิ าญจน, (งานแปลของคณะกรรมการวจิ ัย แหง่ ชาติ (วช.) ลำ� ดับท่ี 100, 2530), หน้า 9.
14 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย การชุมนุมให้สอดคล้องกับหลักกฎหมาย และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ จึงเป็นมิติ ท่ซี ้อนทับกันระหว่างหลกั การประชาธปิ ไตยและหลกั การเสรนี ยิ ม อยา่ งไรกต็ าม หากพจิ ารณาหลกั เสรนี ยิ มกบั ปญั หาเรอื่ งเสรภี าพในการชมุ นมุ พบวา่ สทิ ธใิ นการชมุ นมุ ถอื เปน็ สทิ ธทิ างการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตยทตี่ อ้ งการ ความเป็นเสรีนิยมของสังคมอย่างยิ่ง เพราะการชุมนุมเป็นช่องทางในการน�ำเสนอ ประเด็นสาธารณะสู่สังคมการเมือง เพ่ือให้สาธารณชนได้รับทราบและร่วมกันหา ทางออกส�ำหรับปัญหา หรือเพ่ือเป็นการกระตุ้นส�ำนึกแห่งความยุติธรรม (Sense of Justice) ของสาธารณชนให้คลอ้ ยตามผ้ชู มุ นมุ ดงั น้ันสาระสำ� คัญของการชมุ นมุ จึงเป็นการสื่อสารทั้งข้อมูล อารมณ์ความรู้สึก และพลังของกลุ่มให้สังคมการเมือง รับทราบ เข้าใจ และซาบซ้ึง12 ซง่ึ สง่ิ เหลา่ นเี้ ปน็ ส่ิงทสี่ ื่อทั่วไปไมส่ ามารถท�ำได้ หรอื หากท�ำไดก้ ็คงตอ้ งมีกระบวนการทีย่ ุง่ ยากมาก ด้วยเง่ือนไขดังกล่าว การชุมนุมน้ันจะต้องเรียกร้องความสนใจจากสังคม การเมืองและสาธารณชนให้ได้ การชุมนุมจงึ ตอ้ งจัดในทีส่ าธารณะ เพราะหากไปจัด ในท่ีส่วนตัวย่อมกลายเป็นการประชุมเฉพาะกลุ่มไป ซ่ึงไม่สามารถส่ือสารกับสังคม การเมอื งไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การเคลอ่ื นไหวดงั กลา่ วยอ่ มขาดพลงั สนบั สนนุ จาก สาธารณชนและลม้ เหลวลงไปในทส่ี ดุ โดยทป่ี ระเดน็ สาธารณะดงั กลา่ วจะไมไ่ ดส้ อ่ื สาร แก่สาธารณชน ท้ังที่เรื่องราวท่ีเป็นประเด็นสาธารณะย่อมเกี่ยวกับบุคคลทั่วไป ความล้มเหลวในการชุมนุมท่ีไม่สามารถเสนอประเด็นสาธารณะได้นั้นจึงไม่ใช่ความ ล้มเหลวส่วนตัวของผู้ชุมนุม หากแต่เป็นความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตย เพราะคนจำ� นวนมากจะเสยี สทิ ธใิ นการมสี ว่ นรว่ มในประเดน็ สาธารณะไปโดยไมร่ ตู้ วั ขณะเดยี วกนั การสรา้ งเสรภี าพในการชมุ นมุ นอกจากเกดิ ประโยชนแกผ่ ทู้ เ่ี หน็ ดว้ ยกบั การชมุ นมุ แลว้ ยงั มสี ว่ นในการสรา้ งสงั คมทมี่ คี วามอดกลนั้ ตอ่ ความเหน็ ตา่ ง (Tolerant Society)13 เพราะพลเมอื งจะเชอื่ ในเสรภี าพของอกี ฝา่ ย และจะยอมรบั ฟงั แมใ้ นสงิ่ ที่ พวกเขาไม่เห็นด้วย ซึ่งหลักคิดดังกล่าวเป็นหลักการที่ส�ำคัญมากในการเมืองและ สงั คมเสรีนิยมประชาธิปไตย 12 Carl Cohen, Civil Disobedience: Tactic, (Conscience and the Law, 1971), p. 16-18. 13 จันทจิรา เอ่ียมมยุรา, “เสรีภาพในการชุมนุมในที่สาธารณะ: หลักทั่วไปและข้อจ�ำกัด” (บทบัณฑิตย์ ปที ่ี 65 ฉบบั ท่ี 4, 2552): 1.
เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 15 2.1.2 แนวคดิ เกยี่ วกับเสรีภาพในการชุมนมุ แนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมมีประเด็นส�ำคัญในการพิจารณา ดงั ตอ่ ไปนี้ คอื 1) ความหมายของเสรภี าพในการชมุ นมุ 2) องคป์ ระกอบของเสรภี าพ ในการชมุ นุม 3) ขอบเขตของเสรภี าพในการชมุ นุม 4) ข้อจ�ำกดั ของเสรีภาพในการ ชุมนุมโดยสงบ และ 5) เสรีภาพในการชมุ นุมตามกฎหมายระหว่างประเทศ 1) ความหมายของเสรภี าพในการชุมนุม “เสรภี าพในการชมุ นมุ ” มีผ้ใู ห้ความหมายไวห้ ลากหลาย โดย Black’s Law Dictionary ได้อธิบายจากภาษาอังกฤษค�ำว่า “Right of Assembly” หมายถึง สทิ ธิท่ปี ระชาชนจะชุมนมุ กันโดยสงบ และย่ืนเร่ืองราวร้องทุกข์ตอ่ รฐั บาล14 สว่ นนกั วชิ าการทางกฎหมายของไทยไดใ้ หค้ วามหมายของคำ� ดงั กลา่ วไวอ้ ยา่ ง น่าสนใจ 3 คนคือ ไพโรจน์ ชยั นาม ได้อธิบายวา่ “เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบ” คือ การเข้ามารวมอยู่กันชั่วคร้ังคราวของบุคคลหลายคนเพ่ือสนทนา หรือโต้เถียง เรื่องใดๆ การรวมกันเช่นน้ีจะมีความผิดก็ต่อเมื่อมีความประสงค์ผิดกฎหมาย15 สว่ นหยดุ แสงอทุ ยั ไดใ้ หค้ วามหมายของคำ� วา่ “เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบ”หมายถงึ เสรภี าพทสี่ ำ� คญั ของระบอบประชาธปิ ไตย เพราะบคุ คลจะตอ้ งมาพบปะเพอ่ื สนทนา แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม จงึ จะสามารถใชส้ ทิ ธเิ ลอื กตงั้ และสิทธิทางการเมืองได้ถูกต้อง16 นอกจากนี้ วิษณุ เครืองาม ได้อธิบายในเชิง ขยายความวา่ “เสรภี าพในการชมุ นมุ ” เปน็ ส่วนหนง่ึ ของเสรภี าพในการแสดงความ คดิ เหน็ เพราะประชาชนจะมาชมุ นมุ รวมกลมุ่ กนั เพอื่ แสดงความคดิ เหน็ ในเรอ่ื งตา่ งๆ17 อยา่ งไรกต็ าม การชมุ นมุ ในโลกของความเปน็ จรงิ นยี้ อ่ มพน้ ไปจากนยิ ามดงั กลา่ ว เพราะการชุมนุมอาจเป็นการเรียกร้องต่อนายจ้างหรือเรียกร้องจากสังคมการเมือง โดยไม่สนใจรัฐเลยก็ได้ ดังจะเห็นได้จากนิยามของงานชิ้นอื่นในล�ำดับถัดไป ทั้งน้ี เพราะปัญหาในสังคมการเมืองสมัยใหม่ท่ีมีทั้งภาวะทุนนิยมและภาวะโลกาภิวัตน์ 14 Henry C. Black, Black’s Law Dictionary, 6th. ed. (St. Paul, Minn.: West, 1990), p. 115. อา้ งใน มานะชัย แก้วพงษ์ษา, มาตรการในการควบคุมการใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ, (วิทยานิพนธ์ นติ ิศาสตรมหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยรามคำ� แหง, 2553), หนา้ 18. 15 ไพโรจน์ ชยั นาม, คำ� อธบิ ายกฎหมายรฐั ธรรมนญู เปรยี บเทยี บ,พมิ พค์ รงั้ ที่ 2(กรงุ เทพฯ: สำ� นกั พมิ พอ์ กั ษรนติ ,ิ 2495), หน้า 461. 16 หยดุ แสงอทุ ัย, คำ� อธิบายรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2511, (กรงุ เทพฯ: น�ำเซียการพมิ พ,์ 2512), หนา้ 54. 17 วษิ ณุ เครอื งาม, “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” วารสารนิติธรรมศาสตร์ 11.4 (2525): 570-571.
16 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย การชุมนุมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ จึงสลับซับซ้อนข้ึนและหาได้จ�ำกัดเฉพาะ ข้อพพิ าทท่ปี ระชาชนมตี อ่ รัฐอกี ต่อไป 2) องคป์ ระกอบของเสรีภาพในการชมุ นุม การใชเ้ สรีภาพในการชุมนมุ ประชาชน จะบรรลผุ ลไมไ่ ด้เลยหากขาดเสรีภาพ ข้ันพื้นฐานอ่นื ๆ อกี 6 ประการ ดงั นี้ 1) เสรภี าพในการแสดงออก (Freedom of Expression) เป็นเสรีภาพท่ีครอบคลุมถึงการแสดงออกของบุคคลทุกรูปแบบ การชุมนุมโดยสงบจึงเป็นการแสดงออกของกลุ่มชนที่มาชุมนุมรวมกลุ่มกัน 2) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Opinion) เป็นการแสดง ความคดิ เหน็ ของบคุ คลวา่ มคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไร อาจจะเหน็ ดว้ ย สนบั สนนุ หรอื คดั คา้ น ในการชมุ นุมสาธารณะ 3) เสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) การพูดของ บุคคลในท่ีต่างๆ หรือในท่ีชุมนุมเพ่ือแสดงความคิดเห็นของผู้พูด ถือเป็นส่วนหน่ึง ของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบท่ีจะต้องมีการพูดโฆษณาในท่ีชุมนุมสาธารณะ 4) เสรีภาพในการเดนิ ทาง (Freedom of Movement) เปน็ เสรีภาพอยา่ งหน่งึ ที่จะ เหน็ ได้วา่ การชมุ นมุ โดยสงบ ถา้ มกี ารเคลือ่ นย้ายเดนิ ทางก็จะเปน็ อกี แบบหน่ึงของ เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบ คอื การเดนิ ขบวน 5) เสรภี าพในการพมิ พ์ (Freedom of Press) เปน็ ส่วนประกอบของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เพราะจะมกี ารพมิ พ์ การเขียนป้ายโฆษณา ป้ายประท้วง เพื่อเรียกร้องเรื่องต่างๆ ในการชุมนุมโดยสงบ 6) เสรภี าพในการเลอื กตงั้ (Right to Vote) เปน็ การชมุ นมุ โดยสงบโดยมจี ดุ ประสงค์ เพอ่ื แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ กนั ในการใชส้ ิทธอิ อกเสียงเลือกตั้งของประชาชน18 3) ขอบเขตของเสรภี าพในการชุมนุม ในรัฐเสรีประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองเป็นพ้ืนฐาน ส�ำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รวมถึงเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเพื่อแสดงความคิดเห็น ความต้องการของผู้ชุมนุม ซ่ึงถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองอย่างหนึ่งย่อม ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญด้วย การจะพิจารณาว่าเสรีภาพดังกล่าวมีมาก หรือน้อยเพียงใด ให้พิจารณาจากการรับรองโดยรัฐธรรมนูญเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การใชเ้ สรภี าพดงั กลา่ วยอ่ มตอ้ งมขี อบเขต เนอื่ งจากการใชเ้ สรภี าพอยา่ งไมม่ ขี อ้ จำ� กดั นนั้ อาจเป็นการกระทบต่อเสรีภาพของบคุ คลอนื่ ๆ ได้เชน่ กนั 19 ประเทศต่างๆ อาจ 18 วนิ จิ เจรญิ ชยั ยง, “กฎหมายเกย่ี วกบั การชมุ นมุ โดยสงบ” (วทิ ยานพิ นธน์ ติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ จฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2539), หน้า 10. 19 มานะชัย แกว้ พงษ์ษา, มาตรการในการควบคมุ การใช้เสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ, หนา้ 19-21.
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย 17 จ�ำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้โดยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือบัญญัติ กฎหมายเฉพาะเพื่อเข้ามาควบคุมขอบเขตการใช้เสรีภาพในการชมุ นุม 4) ขอ้ จำ� กัดของเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบของประชาชน มขี ้อจ�ำกดั ทว่ั ไปที่เปน็ หลกั การ พ้นื ฐานอยู่ 4 ประการ ดังน2ี้ 0 (1) หลักความม่นั คงของชาติ (Nation Security) ขอ้ จ�ำกัดเสรภี าพเพือ่ ความม่ันคงของชาติ (Nation Security) แต่เดมิ หมายถงึ ความมงั่ คงทางการทหาร เทา่ นนั้ แตป่ จั จบุ นั รวมถงึ ความมน่ั คงทางเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งดว้ ย เสรภี าพ ในการชมุ นมุ โดยสงบยอ่ มอยภู่ ายใตข้ อ้ บงั คบั วา่ ตอ้ งไมข่ ดั ตอ่ หลกั ความมนั่ คงแหง่ ชาติ ซง่ึ ขอ้ จำ� กดั เสรภี าพทอี่ า้ งหลกั ความมน่ั คงของชาตคิ วรทำ� ในรปู แบบกฎหมายทอี่ อกโดย สภานติ บิ ญั ญตั จิ ะออกมาโดยคำ� สง่ั บญั ชาของ คณะบคุ คลหรอื กลมุ่ บคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ ไมไ่ ด้ (2) หลักความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง (Public Policy) ข้อจ�ำกัด เสรีภาพในการชุมนุมบางประการถูกก�ำหนดไว้โดยกฎหมายเฉพาะ โดยให้อ�ำนาจ ฝา่ ยปกครองทจ่ี ะจำ� กดั เสรภี าพใน การชมุ นมุ ของประชาชนตามเงอ่ื นไขทก่ี ำ� หนดไวใ้ น กฎหมาย ดงั เชน่ ในกรณชี มุ นมุ ในทส่ี าธารณะซงึ่ เกย่ี วขอ้ งกบั การคมุ้ ครองความสะดวก ของประชาชนที่จะใช้ท่ีสาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่ ประเทศอยใู่ นภาวการณร์ บหรอื การสงคราม หรอื ในระหวา่ งเวลาทม่ี พี ระบรมราชโองการ ประกาศสถานการณฉ์ กุ เฉนิ หรอื ในระหวา่ งเวลาทมี่ ปี ระกาศใชก้ ฎอยั การศกึ ทบี่ ญั ญตั ิ ไวใ้ นรฐั ธรรมนญู ซง่ึ มกี ฎหมายอน่ื กำ� หนดไวเ้ ฉพาะเกยี่ วกบั การจำ� กดั เสรภี าพในการ ชุมนุม (3) หลักการคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ท่ีสาธารณะ ข้อจ�ำกัดเสรีภาพเพ่ือคุ้มครองความสะดวกของประชาชนท่ีจะใช้ที่สาธารณะ คือ ต้องมิให้การชุมนุมกระทบกระเทือนความสะดวกของประชาชนท่ีจะใช้ท่ีสาธารณะ ในระหวา่ งการชมุ นุม (4) หลักสิทธิของบุคคลอื่น ข้อจ�ำกัดเสรีภาพเพ่ือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลอื่นๆ คือ การชุมนุมสาธารณะจะต้องไม่กระทบกระเทอื นต่อสิทธเิ สรภี าพ ของประชาชนคนอ่นื ทไ่ี มไ่ ด้ชุมนุมสาธารณะหรอื เดนิ ขบวน 20 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 27.
18 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 5) เสรภี าพในการชุมนมุ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ จากการศึกษากฎหมายระหว่างประเทศแล้ว พบว่า เสรีภาพในการชุมนุม ปรากฏอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ 2 ฉบับ คือ 1) ปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน กับ 2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมอื ง โดยมีรายละเอยี ดดังนี้ 1) ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน (The Universal Declaration of Human Rights) คือ การประกาศเจตนารมณ์ในการรับรองสิทธิขั้นพ้ืนฐาน ของมนุษย์ และเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซ่ึงที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาตใิ หก้ ารรบั รองตามขอ้ มตทิ ่ี 217 A (III) เมอื่ วนั ท่ี 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2491 โดยปรากฏหลกั การท่เี ก่ยี วกบั เสรภี าพในการชมุ นมุ ในข้อ 20(1)21 “ข้อ 20 (1) บุคคลมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการร่วมประชุมและการต้ังสมาคม โดยสันติ” “Article 20 (1) Everyone has the right to freedom of peaceful assembly and association.” 2) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR)) คอื กตกิ า ระหว่างประเทศที่ก�ำหนดสาระของสิทธิในส่วนที่เป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมอื ง ซ่ึงสมัชชาใหญ่สหประชาชาตไิ ดร้ บั รอง เมือ่ วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมผี ลบงั คับใชเ้ ม่อื วนั ท่ี 23 มนี าคม พ.ศ. 2519 โดยปรากฏหลกั การท่เี กยี่ วกับ เสรีภาพในการชมุ นุมในข้อ 2122 “ขอ้ 21 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจ�ำกัดการใช้สิทธิน้ี จะกระท�ำมิได้ นอกจากจะก�ำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าท่ีจ�ำเป็น 21 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน The Universal Declaration of Human Rights, (กรงุ เทพฯ: ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหง่ ชาต,ิ 2554), หน้า 3, 20. 22 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, หลักกฎหมายระหว่างประเทศท่ัวไปเกี่ยวกับสนธิสัญญาด้าน สิทธมิ นุษยชน, (กรุงเทพฯ: สำ� นกั งานคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ, ม.ป.ป.), หนา้ 52-53.
เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 19 ส�ำหรับสงั คมประชาธปิ ไตย เพอ่ื ประโยชน์แห่งความมน่ั คงของชาติ หรอื ความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของ ประชาชนหรอื การคุม้ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพของบคุ คลอื่น” “Article 21 The right of peaceful assembly shall be recognized. No restrictions may be placed on the exercise of this right other than those imposed in conformity with the law and which are necessary in a democratic society in the interests of national security or public safety, public order (ordre public), the protection of public health or morals or the protection of the rights and freedoms of others.” นอกจากกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุมแล้ว ยงั พบกฎหมายระหว่างประเทศทีข่ ยายความเรอ่ื ง “ความมน่ั คงปลอดภยั ของชาติ” โดยไดร้ บั การบญั ญตั ไิ วใ้ นหลกั การสริ าคซู า่ (The Siracusa Principles on Limitation and Derogation Provision in the International Covenant on Civil and Political Rights, 1985) ซึ่งยนิ ยอมให้น�ำเหตุผลเรื่องความมน่ั คงปลอดภยั ของชาติ มาจ�ำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะได้ โดยชอบธรรมโดยก�ำหนดไวใ้ นขอ้ 29-3223 ดงั น้ี “ข้อ 29. ความมั่นคงปลอดภัยของชาติอาจถูกยกข้ึนเพ่ือสนับสนุน มาตรการในการจ�ำกัดสิทธิบางประการได้ก็แต่เฉพาะเพ่ือการปกป้อง การดำ� รงอยขู่ องชาตหิ รอื บรู ณภาพแหง่ ดนิ แดน หรอื อสิ รภาพทางการเมอื ง ของรฐั จากกองก�ำลังหรอื การคุกคามด้วยกำ� ลัง ข้อ 30. ความม่นั คงปลอดภัยของชาตไิ ม่อาจถกู ยกขน้ึ เป็นข้ออ้างในการ จ�ำกัดสิทธิเสรีภาพ เพียงเพื่อป้องกันภัยคุกคามการรักษากฎหมายอัน เกดิ จากกลมุ่ ยอ่ ยๆ ในทอ้ งที่ 23 จนั ทจริ า เอยี่ มมยรุ า, 3. ขอ้ จำ� กดั เกยี่ วกบั เสรภี าพในการชมุ นมุ สาธารณะในทส่ี าธารณะ, [ระบบออนไลน]์ , ท่ีมา : www.enlightened-jurists.com/page/128/ข้อจ�ำกัดเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ ในทีส่ าธารณะ.html (1 กรกฎาคม 2557)
20 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย ขอ้ 31. ความมน่ั คงปลอดภยั ของชาตไิ มอ่ าจถกู ยกขน้ึ เปน็ ขอ้ อา้ งเพอื่ จำ� กดั สิทธิเสรีภาพโดยอ�ำเภอใจได้ และจะน�ำมาใช้ได้เฉพาะเม่ือมีการวาง มาตรการปอ้ งกนั ทเี่ พยี งพอและมกี ารเยยี วยาอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพในกรณี ทีใ่ ชอ้ �ำนาจอย่างเกนิ ขอบเขต ข้อ 32. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นขั้นตอนจะค่อยๆ กัดกร่อน ความมั่นคงปลอดภัยของชาติอย่างแท้จริง และจะเป็นอันตรายต่อ สันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยระหว่างประเทศด้วย รัฐที่มีหน้าที่ รบั ผดิ ชอบตอ่ การละเมดิ ดงั กลา่ วจะยกเรอ่ื งความมนั่ คงปลอดภยั ของชาติ มาเป็นข้ออ้างเพ่ือสร้างความชอบธรรมในการขจัดฝ่ายค้านในข้อหา การทำ� ลายความมนั่ คงปลอดภยั ของชาติ หรอื ใชเ้ พอื่ ปราบปรามประชาชน ของรฐั ไมไ่ ด”้ 2.1.3 แนวคดิ ว่าด้วยการเมอื งภาคประชาชน (Concept of People’s Politic) การทำ� ความเขา้ ใจประเดน็ การเมอื งภาคประชาชนเพอื่ ศกึ ษาในงานวจิ ยั ชน้ิ นี้ สามารถศกึ ษาได้จากสองมุมมอง คอื บรบิ ททางสงั คมการเมืองและลกั ษณะวธิ ีการ ของการเมอื งภาคประชาชนเปน็ มมุ มองหนง่ึ และการอธบิ ายการเกดิ ขน้ึ ในเชงิ ทฤษฎี ของพฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ การเมอื งภาคประชาชนหรอื ขบวนการเคลอ่ื นไหวภาคประชาชน อีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งขบวนการภาคประชาชนเหล่าน้ีเองท่ีลุกขึ้นชุมนุมในพื้นท่ีต่างๆ ดังน้ัน แนวคิดที่อธิบายขบวนการเคลื่อนไหวทั้งสองมุมมองจึงล้วนแต่มีนัยส�ำคัญ ในการวิเคราะหพ์ จิ ารณาเร่อื งเสรภี าพในการชุมนุมทั้งสน้ิ 1) บริบทและลกั ษณะของการเมืองภาคประชาชน การเคลอื่ นไหวเพอ่ื มสี ว่ นรว่ มในการจดั การกจิ การสาธารณะของประชาชนนน้ั เกิดข้ึนอยา่ งกวา้ งขวางสะทอ้ นใหเ้ หน็ จากงานศึกษาของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่ไี ด้ อธบิ ายไวใ้ น การเมอื งของพลเมอื ง24 วา่ พลเมอื งนนั้ สามารถทำ� งานสว่ นรวมในกจิ การ สาธารณะได้โดยไม่จ�ำเป็นต้องพึ่งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกระทั่งอาจขัดแย้งกันรัฐเพื่อ สงั คมส่วนรวมกไ็ ด้ เอนก อธิบายวา่ สังคมไทยเดิมนน้ั การปกครองกันเปน็ ระบบไพร่ ไพร่นน้ั เป็นลกู นอ้ งมหี น้าท่ตี ้องเช่ือฟงั เจ้านายท่ตี นสงั กดั ต่อมาเมื่อสร้างรัฐสมัยใหม่ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไพร่นั้นถูกเปล่ียนเป็นราษฎร ความเป็นราษฎร 24 เอนก เหลา่ ธรรมทัศน์, การเมืองของพลเมอื ง: สูส่ หสั วรรษใหม,่ (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2546).
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแห่งกฎหมาย 21 คือต้องยอมรับและปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐไทย ราษฎรที่ดีคือราษฎรท่ีว่านอน สอนง่ายคิดว่าตนเป็นผู้น้อย แต่เมื่อสังคมไทยเปล่ียนแปลงการปกครองสู่ระบอบ ประชาธปิ ไตย ซง่ึ ในประสบการณข์ องประเทศตะวนั ตก ราษฎรเหลา่ นเี้ ปลย่ี นสถานะ ไปสู่ความเป็นพลเมืองท่ีมีหน้าท่ีต่างจากราษฎรอย่างสิ้นเชิง เพราะพลเมืองไม่ได้ มีหน้าท่ียอมรับอ�ำนาจรัฐอย่างเชื่องๆ แต่ต้องเป็นบุคคลท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไมร่ อรบั ผลประโยชนเ์ พยี งอยา่ งเดยี ว กลา่ วคอื พลเมอื งตอ้ งมสี ว่ นรว่ มกบั กจิ การตา่ งๆ ของรฐั และสังคมดว้ ย ในขณะทรี่ าษฎรท่ดี ีต้องยอมรบั กฎหมายของรฐั พลเมอื งตอ้ ง ท�ำหน้าที่เชิงรุกเพื่อเรียกร้องกฎหมายและนโยบายที่ตนต้องการ และคัดค้านใน นโยบายทตี่ นไม่เห็นด้วย อย่างไรกต็ าม เอนก เห็นวา่ การเปลยี่ นแปลงไปสปู่ ระชาธิปไตยของไทยไมส่ ู้ จะนำ� ไปสู่ การเปลย่ี นผ่านสถานะของ “ราษฎร” สู่ “พลเมือง” มากนกั นอกจากน้ี เอนก ยังเสนอว่าความเป็นพลเมืองนั้นเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่ประชาชน ปกครองตนเอง (Self-Government Democracy) อันมีจุดยืนว่าประชาธิปไตย คอื การปกครองโดยประชาชนเองมากกวา่ การปกครองเพื่อประชาชนโดยผูอ้ ่นื หรอื ตัวแทน ถึงแม้การปกครองน้ันจะผิดพลาดประการใดพลเมืองก็จะไม่ท้อแท้หรือ เรียกรอ้ งใหอ้ ัศวนิ มา้ ขาวมาปกครองตน เหน็ ได้วา่ เอนก ได้เสนอข้อคดิ ว่าการมสี ว่ นร่วมโดยตรง หรือการเคล่ือนไหว ภาคประชาชนน้ันเป็นลักษณะพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ต่อมา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในการเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย25 ได้เสนอ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมในอดีตจนถึงปัจจุบันท่ีน�ำไปสู่ความจ�ำเป็นต้อง ใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ การเคลอื่ นไหวภาคประชาชน ดว้ ยเหตผุ ลวา่ การเมอื งระบบตวั แทน น้นั ไม่สามารถท�ำงานได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ อันเป็นผลจากปจั จัยภายในและปจั จยั ภายนอก ปัจจัยภายใน ได้แก่ มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่เป็น ประชาธปิ ไตย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ วฒั นธรรมแบบอปุ ถมั ภ์ ทงั้ นี้ ตอ้ งพจิ ารณาควบคไู่ ป กบั ความยากจนเหลอื่ มลำ้� อยา่ งสดุ ขวั้ ในเศรษฐกจิ สงั คมทที่ ำ� ใหป้ ระชาชนตอ้ งยอมรบั การอุปถัมภ์ โดยที่ เสกสรรค์ ช้ีว่าวัฒนธรรมการอุปถัมภ์เป็นสภาพแวดล้อมทาง การเมอื งทไี่ มส่ อดคลอ้ งกบั ระบอบประชาธปิ ไตยทเี่ นน้ ความเสมอภาคระหวา่ งบคุ คล การเปน็ ปัจเจกชนนยิ มและนิตธิ รรม 25 เสกสรรค์ ประเสรฐิ กลุ , การเมอื งภาคประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยไทย, (กรงุ เทพฯ: วภิ าษา, 2546).
22 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย ส่วนปัจจัยภายนอก เสกสรรค์ ได้อธิบายการเมืองภาคประชาชนโดยให้ ความสำ� คญั กบั กระบวนการโลกาภวิ ตั น์ (Globalization) อยา่ งยง่ิ เพราะโลกาภวิ ตั น์ ได้ท�ำให้รัฐนั้นถูกควบคุมโดยปัจจัยภายนอกรัฐมากข้ึนและเกิดข้อจ�ำกัดในการ ดูแลประชาชนส่วนมาก เพราะโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ย้ายอ�ำนาจจากชนชั้นน�ำเดิมไปสู่ ประชาชนแตย่ า้ ยอำ� นาจเหลา่ นน้ั ไปอยกู่ บั กลไกตลาดเสยี มากกวา่ โดยทโี่ ลกาภวิ ตั น์ ไดย้ ึดกุมสว่ นสำ� คญั ต่างๆ ของสังคม เชน่ การยึดกมุ พืน้ ทีส่ าธารณะ (Public space) ด้วยสื่อโฆษณา การยึดชนช้ันกลางเข้าสู่ภาคธุรกิจจนชนช้ันกลางไม่ผูกผันกับคน กลุม่ อืน่ การยดึ พืน้ ทีท่ างการเมอื งของชนช้ันน�ำเดมิ และการยดึ ฐานทรพั ยากรจาก ชนช้ันล่าง เป็นต้น ในโลกแบบโลกาภิวัฒน์ประชาชนคนสามัญจึงไร้อ�ำนาจย่ิงข้ึน เห็นได้ว่าเสกสรรค์พิจารณาว่าสาเหตุท่ีประชาชนต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย ตนเอง หรือ “การเมอื งภาคประชาชน” กเ็ พราะปจั จยั ภายนอกและภายในขา้ งตน้ ท�ำให้การเมืองระบบตัวแทนเดิมไม่อาจท�ำงานได้ ดังน้ัน การฝากความหวังไว้กับ ชนชน้ั นำ� เดมิ จงึ ไมเ่ หมาะสมอกี ตอ่ ไป ตรงกนั ขา้ มภาคประชาชนตอ้ งเขา้ มามบี ทบาท โดยตรงตอ่ การจดั การประเด็นสาธารณะต่างๆ นอกจากงานศึกษาของเสกสรรค์แล้ว อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้อธิบาย ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจที่น�ำไปสู่ความมีส่วนได้เสียมากข้ึนของ ประชาชนตอ่ กจิ การสาธารณะ ใน จะรักกนั อยา่ งไรในเมื่อเรายงั ไมเ่ ขา้ ใจกนั 26 ทง้ั นี้ อรรถจักร์ อธิบายว่าสังคมชาวนาน้ันล่มสลายไปแล้ว กล่าวคือภาพฝันว่าชาวนา ชาวไร่นั้น ใช้ชีวิตสุขสันต์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพอเพียงนั้นได้สูญพันธุ์ ไปนานแล้ว ชาวนาในปัจจุบันพยายามหารายได้ซ่ึงส่วนใหญ่มีรายได้จากนอก ภาคการเกษตร ส่วนที่ยังท�ำการเกษตรอยู่เกือบทั้งหมดก็เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ท้งั สิน้ กลา่ วคอื ชีวติ ของชาวนาปจั จบุ นั นั้นไม่ได้สันโดษตัดขาดอยใู่ นชุมชนของตน เท่านั้น แต่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์ใหม่น้ีท�ำให้ชาวนาหรือ ชาวชนบทนน้ั มคี วามจำ� เปน็ ตอ้ งหยง่ั รแู้ ละมสี ว่ นรว่ มในการจดั การประเดน็ สาธารณะ และการเมอื ง เพราะการเปลยี่ นแปลงดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม จากขอ้ เสนอของอรรถจกั ร์ จะเห็นได้ว่าประชาชนจ�ำนวนมากในปัจจุบันน้ันต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในทาง การเมอื งอย่างย่ิง นอกจากการต่อสู้ด้วยการเคล่ือนขบวนการเมืองอย่างตรงไปตรงมาแล้ว การเมอื งของประชาชนยงั มมี ติ ทิ หี่ ลากหลาย ดงั งานศกึ ษาของ รชั นี นลิ จนั ทร์ ไดแ้ สดง 26 อรรถจักร์ สตั ยานรุ กั ษ์, จะรกั กนั อย่างไรในเม่อื เรายังไม่เข้าใจกัน, (นนทบุรี: Oh My God, 2553).
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 23 ใหเ้ หน็ ในวทิ ยานพิ นธเ์ รอ่ื ง การเรยี กรอ้ งสทิ ธขิ องคนจน : กรณกี ารระเบดิ ของโรงงาน อบล�ำไย27 ว่าคนจนได้สร้างพื้นท่ีต่อรองขึ้นมาโดยวิธีการต่างๆ เช่น การท�ำความ เขา้ ใจเรื่อง “สิทธ”ิ ที่นกั วิชาการ องคก์ รพัฒนาเอกชน หนว่ ยราชการเข้ามาพดู คยุ แลกเปลีย่ น ตลอดจนการเรียนร้ผู า่ นประสบการณ์ในชีวิตประจ�ำวนั ในสื่อตา่ งๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และการสร้างพ้นื ทีต่ ่อรองด้วยความเชอ่ื ทางพธิ ีกรรม เช่น พิธที รงเจ้า และพิธีแกว่งขวัญข้าวซ่ึงเป็นความเชื่อเร่ืองการกลับมาเกิดใหม่ของคนในครอบครัว ทเ่ี สียชีวิต ถึงแมว้ า่ พธิ กี รรมเหลา่ น้อี าจไมเ่ กดิ ผลในเชงิ ประจักษ์ แตก่ ็เปน็ ปัจจัยหน่ึง ที่ทำ� ใหผ้ ปู้ ระสบเหตุ ทกี่ �ำลังอย่ใู นภาวะจิตใจออ่ นแอนน้ั กลบั มาเข้มแข็งได้ อยา่ งไร ก็ตาม คนจนยังมีข้อจ�ำกัดในการเรียกร้องสิทธิผ่านกระบวนการยุติธรรม เพราะ ความรู้ด้านกฎหมายนั้นถูกผูกขาดไว้กับผู้ประกอบวิชาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้าน กฎหมาย วิธีการอันหลากหลายของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนหรือชาวบ้านยิ่ง สะท้อนให้เห็นชัดเจนขึ้น เมื่อศึกษางานของ เจมส์ ซี. สกอ๊ ต (James C. Scott) เรอ่ื ง Weapon of the Weak28 ซงึ่ สก๊อต ไดศ้ กึ ษาการต่อตา้ นและขดั ขนื ตอ่ ผูท้ รงอ�ำนาจ ของชาวนาในหมูบ่ ้านท่ี สกอ๊ ต เรยี กโดยสมมตุ ิว่า “สดี ากา” (Sedaka) ในประเทศ มาเลเซยี ในงานศกึ ษาชน้ิ น้ี สกอ๊ ต เนน้ ยำ�้ วา่ การศกึ ษาการตอ่ ตา้ นขดั ขนื ของชาวนา ไม่สามารถศึกษาโดยมองท่ีการต่อสู้ด้วยการจัดต้ังองค์กรอย่างเป็นทางการหรือ การมกี จิ กรรมทางการเมอื งกระแสหลกั ไดเ้ พราะกจิ กรรมเหลา่ นเี้ ปน็ อนั ตรายอยา่ งยง่ิ สำ� หรบั ชาวนา สกอ๊ ต พบวา่ การตอ่ สขู้ องชาวนาหรอื ชนชน้ั ทอ่ี อ่ นแอกวา่ มกั ไมส่ นใจ ทจี่ ะเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งใหญ่ (Larger Structure) ของรฐั และกฎหมาย แตเ่ นน้ ที่ การต่อตา้ นขัดขนื ในชีวิตประจ�ำวัน (Everyday forms of peasant resistance) โดยไม่เปน็ ทางการ (Informal) และเนน้ ประโยชน์ในทางปฏบิ ัติ (De facto gains) ที่มกี ารตอบสนองอย่างรวดเรว็ เชน่ การตฉิ ินนินทา การสรา้ งข่าวลือ เปน็ ต้น ต่างไปจากงานของรัชนีและสก็อต การเมืองภาคประชาชนในบางลักษณะมี การตอบโต้ส่ิงท่ีพวกเขาต่อต้านอย่างเอิกเกริกและตรงไปตรงมา ในการเคล่ือนไหว เพอ่ื ต่อตา้ น “ยหี่ ้อ” ใน โนโลโก้29 ของ นาโอมิ ไคลน์ ในงานชนิ้ น้ี ไคลน์ ไดศ้ กึ ษา 27 รัชนี นิลจันทร์, “การเรียกร้องสิทธิของคนจน: กรณีการระเบิดของโรงงานอบล�ำไย” (วิทยานิพนธ์ สงั คมศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาพฒั นาสงั คม คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม,่ 2548). 28 James C. Scott, Weapon of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance, (London: Yale University Press, 1985). 29 นาโอมิ ไคลน,์ โนโลโก้, แปลโดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง, (กรงุ เทพฯ: ฟา้ เดียวกนั , 2555).
24 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย ปรากฏการณ์การเกิดขึ้นและเสื่อมลงของย่ีห้อ ซ่ึงสุดท้ายประชาชนจ�ำนวนมากได้ ลกุ ขนึ้ มาควำ่� บาตรไปจนถงึ ตอบโต้ เชน่ การปว่ นทางวฒั นธรรม (Culture Jamming) และการยึดถนนคืน (Reclaim the Street) อยา่ งกว้างขวางในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทงั้ นไ้ี คลน์ อธบิ ายวา่ การตอบโตข้ องประชาชนเกดิ ขนึ้ เพราะความใหญโ่ ตเกนิ ไปของ “ยี่หอ้ ” ท่ยี ดึ กุมพ้นื ท่ที างวฒั นธรรมเกอื บทงั้ หมด เรม่ิ จากการสร้างภาพฝนั โฆษณา ในโทรทศั น์ ไปจนถงึ กลางจตั รุ สั การเมอื งและหอ้ งนำ�้ สาธารณะ ไคลนเ์ รยี กวา่ ภาวะนว้ี า่ ไมม่ ที วี่ า่ ง (No Space) ซงึ่ เปน็ การกดั กนิ พนื้ ทที่ างวฒั นธรรมดำ� เนนิ ไปอยา่ งเบด็ เสรจ็ เมอ่ื “ยี่ห้อ” ทัง้ หลายไดร้ วมกลมุ่ กบั ควบรวมธรุ กิจกนั สดุ ทา้ ยในทุกจังหวะของชวี ติ กห็ นไี มพ่ น้ ยห่ี อ้ ซง่ึ ไคลลเ์ รยี กวา่ ไมม่ ที างเลอื ก (No Choice) และเมอื่ ยห่ี อ้ นนั้ ไดเ้ นน้ สรา้ งย่หี ้อมากกวา่ งาน คนงานกไ็ ม่จ�ำเป็นอกี ต่อไป จนทำ� ใหค้ นงานจ�ำนวนมากต้อง ออกจากงานเปน็ ผลกระทบโดยตรงอนั กระทบตอ่ ชวี ติ อยา่ งเปน็ รปู ธรรม ไคลนเ์ รยี กวา่ ไมม่ ีงาน (No Job) และทัง้ หมดน้กี อ่ ให้เกดิ การต้านยหี่ อ้ หรอื โนโลโก้ (No Logo) ในงานชนิ้ นี้ ไคลน์ จงึ ฉายภาพการกระทำ� ตอ่ ประชาชนตง้ั แตร่ ะดบั แรก คอื การชงิ พนื้ ท่ี อย่างเบ็ดเสร็จ และจบด้วยการกระท�ำโดยตรงต่อประชาชน สุดท้ายประชาชนจึง ลุกขน้ึ มาต้านย่ีหอ้ ดว้ ยการปดิ ถนนและการล้อเลยี นอยา่ งหนกั 2) กระบวนทัศน์ต่อการเมอื งภาคประชาชน อาจกล่าวได้ว่ากระบวนทัศน์ต่อการเมืองภาคประชาชนว่าก่อรูปข้ึนมาได้ อยา่ งไร หรอื มลี กั ษณะโดยทวั่ ไปอยา่ งไรนน้ั สามารถอธบิ ายไดผ้ า่ นแนวคดิ ขบวนการ ภาคประชาชน สามแนวคิดด้วยกัน ได้แก่ ทฤษฎีพฤติกรรมรวมหมู่ (Collective Behavior) ทฤษฎรี ะดมทรพั ยากร (Resource Mobilization Theory) และทฤษฎี ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมใหม่ (New Social Movement) ซึ่งแนวทางการ อธบิ ายของแตล่ ะทฤษฎนี นั้ แตกตา่ งกนั ไปตามสภาพแวดลอ้ มทางการเมอื งและบรบิ ท ทางสงั คมในขณะนนั้ ดังจะพจิ ารณาต่อไปดงั น้ี 2.1) พฤตกิ รรมรวมหมู่ (Collective Behavior) แนวคิดแรกที่พัฒนาข้ึนมาเพ่ือพยายามท�ำความเข้าใจขบวนการ เคลอ่ื นไหวทางสงั คม คอื ทฤษฎพี ฤตกิ รรมรวมหมู่ (Collective Behavior Theory) โดยงานศกึ ษากลมุ่ นน้ี �ำโดย เลบองต์ (Le Bon) ในหนงั สอื The Psychology of the Crowd ซง่ึ เลบองต์ ไดเ้ สนอวา่ ขบวนการเคลอ่ื นไหวภาคประชาชนนน้ั เปน็ พฤตกิ รรม ที่ไม่ปกติ (Extraordinary Behavior) ที่เกิดจากการชักจูงช้ีน�ำ และแพร่ระบาด (Contagion Stage) จนเป็นฝูงชนท่ีบ้าคล่ังและเป็นภาวะไร้อารยธรรมของมนุษย์ (Primitive Being) เหตทุ เี่ ลบองตม์ ขี อ้ เสนอดงั กลา่ ว เพราะเลบองตเ์ หน็ วา่ พฤตกิ รรม
เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 25 ของผทู้ กี่ ำ� ลงั รว่ มในขบวนการเคลอื่ นไหวภาคประชาชนนน้ั จะแตกตา่ งจากพฤตกิ รรม ปกตใิ นชวี ติ ประจำ� วนั อนั เปน็ ผลมาจากการใชจ้ ติ วทิ ยาหมใู่ หเ้ กดิ “กฎแหง่ ความเปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วของอารมณแ์ ละจติ ใจ” (The Law of Mental Unity) ซงึ่ เปน็ ความเหน็ ต่อขบวนการภาคประชาชนที่ไม่แปลกนัก หากพิจารณาจากลักษณะของเลบองต์ ซง่ึ เกดิ ในครอบครวั ชนชน้ั กลาง และทำ� งานเปน็ นกั เขยี นในปารสี ระหวา่ ง ค.ศ. 1869- 1871 ท่ีมีการชุมนุมประท้วงเกิดข้ึนสูงมากในปารีส และจบลงด้วยความรุนแรงที่ ปารสี คอมมนู ทง้ั น้ี เลบองตไ์ ดเ้ ผชญิ หนา้ กบั ประสบการณท์ เี่ ลวรา้ ยกบั ความไรร้ ะเบยี บ ทางสงั คมจนกลวั ฝงู ชนและประชาธปิ ไตยโดยมวลชน ซง่ึ งานศกึ ษาเกยี่ วกบั การชมุ นมุ ส่วนใหญ่ในขณะนั้นเป็นผลงานของชนชั้นสูงที่มักฉายภาพความรุนแรงด้านศาสนา และการเมือง หรือความอดอยากหิวโหยและยอ้ื แย่งอาหารซงึ่ กันและกัน30 จากงานของเลบองต์ ได้มีการศึกษาต่อยอดและพัฒนาเป็นทฤษฎี พฤติกรรมรวมหมู่ในระยะถัดมาและได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงทศวรรษ 1940-195031 ฐานคดิ ดงั กลา่ วทำ� ใหก้ ลมุ่ ทเ่ี ชอ่ื มนั่ ในทฤษฎพี ฤตกิ รรมรวมหมเู่ ปน็ สงิ่ ที่ ไม่มีลักษณะเป็นสถาบัน ไม่มีระเบียบแบบแผน หรือความมั่นคงแน่นอน แต่เป็น อบุ ตั เิ หตทุ ไี่ มส่ ามารถคาดการณไ์ ดจ้ ะเกดิ ความเปลย่ี นแปลงและผนั แปรอยา่ งไร ทำ� ให้ การชุมนุมเป็นสิ่งที่อยู่พ้นไปจากวิถีชีวิตประจ�ำวันของประชาชน ซึ่งความเข้าใจ ดังกล่าวเป็นผลมาจากความเครียดเขม็งตึงในโครงสร้างสังคม ท�ำให้ปัจเจกชน เกิดความว้าวุ่นสบั สน และไม่เป็นตัวของตัวเอง32 2.2) การระดมทรพั ยากร (Resource Mobilization Theory) แนวการวเิ คราะหข์ บวนการเคลอื่ นไหวภาคประชาชนทโี่ ดดเดน่ อกี หนงึ่ ทฤษฎี คอื ทฤษฎกี ารระดมทรพั ยากร โดยมงี านของ John D. McCarthy และ Myer N. Zald เร่ือง Resource Mobilization and Social Movement เปน็ งานบุกเบิก ชิ้นส�ำคัญ ซ่ึงแนวคิดเคราะห์น้ีมีอิทธิพลมากนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ซงึ่ เปน็ บรบิ ททเ่ี กดิ ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมขนึ้ อยา่ งกวา้ งขวาง เชน่ ขบวนการ เคล่ือนไหวเพ่ือสิทธิพลเมือง (Civil Right Movement) หรือขบวนการต่อต้าน สงคราม (Anti-War Movement) เป็นต้น33 30 ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ , กรอบวเิ คราะหก์ ารเมอื งแบบทฤษฎขี บวนการทางสงั คม, (เชยี งใหม:่ มลู นธิ ไิ ฮนร์ คิ เบลิ ล์ ส�ำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต,้ 2552), หน้า 32-33. 31 เรือ่ งเดียวกนั , หน้า 29. 32 เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา้ 60-62. 33 เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ 67-68.
26 เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย ลักษณะเด่นของกลุ่มน้ีเปลี่ยนทิศทางจากการอธิบายแบบทฤษฎี พฤตกิ รรมรวมหมทู่ สี่ ำ� คญั คอื การอธบิ ายขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมดว้ ยมมุ มอง ใหมว่ ่า การเข้ารว่ มในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนน้ั เปน็ ผลมาจากการค�ำนวณ ผลได้ผลเสียจากการเข้าร่วมขบวนการดังกล่าว และมีจุดเน้นอีกประการตรงท่ี แนวคิดน้ีให้ความส�ำคัญกับองค์กรที่เคล่ือนไหวมากว่าเป็นการจัดองค์กรเพื่อระดม ทรพั ยากร โดยเปน็ การรวมกลมุ่ ของฝงู ชนทมี่ เี หตผุ ล และมพี นื้ ทที่ างการเมอื งทช่ี ดั เจน (ในระบบ เพราะผ่านกลุ่ม, องค์กร) มีการจัดวางกลยุทธ์ให้สามารถบรรลุผลทาง การเมอื งผา่ นการบรหิ ารจดั การทรพั ยากรทีร่ ะดมมาอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ34 แนวคิดนี้จึงเป็นความพยายามจะผลักให้ขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคมหลดุ ไปกรอบการอธิบายแบบพฤติกรรมรวมหมู่ท่ีมองผู้เข้ารว่ มวา่ เป็น ฝูงชนที่ ออ่ นแอ ไม่มีเหตผุ ล ไร้อารยธรรม และไมเ่ ป็นตวั ของตวั เอง แต่ปรับกระบวนทศั น์ เป็นการเคล่ือนไหวของประชาชนท่ีมีเป้าหมาย มีตัวตนทางการเมือง มีการจัดต้ัง มรี ะเบยี บแบบแผนและกลยทุ ธท์ ช่ี ดั เจน อยา่ งไรกต็ าม พลงั ในการอธบิ ายนก้ี ลายเปน็ ดาบสองคมท่ีท�ำให้ขบวนการทางสังคมที่ถูกอธิบายโดยทฤษฎีระดมทรัพยากรถูก มองว่าเป็นเพียงการชุมนุมทางการเมือง (Political Protest) ที่ไม่มีมิติของความ เดอื ดรอ้ น ความกดดนั หรอื จติ ใจอนื่ ๆ ทำ� ใหข้ บวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมแปรสภาพ กลายเป็นกลุ่มทางการเมอื งแทนท่จี ะเป็นประชาชนผู้ชมุ นมุ 35 กรอบคดิ วา่ ดว้ ยทฤษฎรี ะดมทรพั ยากรเองกเ็ ปน็ ผลจากบรบิ ททางสงั คม และบรบิ ททางวชิ าการทเ่ี ตบิ โต จนสรา้ งความเชอ่ื มน่ั วา่ มนษุ ยน์ น้ั เปน็ สตั วท์ มี่ เี หตผุ ล และเปน็ สตั วเ์ ศรษฐกจิ มนษุ ยจ์ งึ ไมท่ ำ� สง่ิ ทไี่ รค้ า่ หรอื ถกู ชกั จงู ไดโ้ ดยงา่ ย โดยภาพรวม แลว้ นกั คิดกลุม่ นเี้ หน็ วา่ ขบวนการทางสังคมตอ้ งมีกลุม่ กอ้ นองค์กรท่ชี ดั เจน ซงึ่ โดย สภาพแล้วต้องมีเป้าหมายขององค์กรท่ีชัดด้วย และมีระบบระเบียบแบบแผนหรือ มียทุ ธศาสตรใ์ นการเคลื่อนไหวทางการเมือง และผ้นู ำ� ขบวนการสามารถเคลอ่ื นไหว สั่งการไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ 2.3) ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมใหม่ (New Social Movement) หลงั จากกระบวนทศั นท์ างทฤษฎที มี่ ตี อ่ ขบวนการเคลอื่ นไหวทางสงั คม จะอยู่ในบรรยากาศท่ีเป็นความบ้าคลั่งในทฤษฎีพฤติกรรมรวมหมู่ หรือความเป็น สถาบนั อยา่ งสดุ โตง่ ในทฤษฎกี ารระดมทรพั ยากรแลว้ กระบวนทศั นท์ ง้ั สองไมเ่ พยี งพอ 34 เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า 87-88. 35 เรื่องเดยี วกัน.
เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 27 ที่จะอธิบายการเกิดขึ้นของขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมท่ีเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมในโลกปจั จบุ นั โดยพจิ ารณาจากปรากฏการณ์ การเคลอ่ื นไหวที่ “พลกิ ” ค�ำอธิบายต่างๆ ทเ่ี คยมมี าแบบหนา้ มือเปน็ หลังมอื เชน่ การเคลอื่ นไหวทางสงั คมทไ่ี มม่ กี ารจดั ตง้ั องคก์ ร ไมม่ แี กนนำ� ทมี่ อี ำ� นาจสง่ั การผเู้ ขา้ รว่ ม ไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองในระดับโครงสร้าง หรือต้องการร้ือถอนโครงสร้างทาง การเมือง เพียงแต่ต้องการเคลื่อนไหวในประเด็นเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น สิทธิสัตว์ สทิ ธเิ พศทางเลือก สทิ ธิในสิ่งแวดลอ้ ม ฯลฯ36 ลักษณะของขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่นั้นมีลักษณะ ประสมกันระหว่างการอธิบายแนวพฤติกรรมรวมหมู่และการระดมทรัพยากร โดยเรยี กวา่ “การกระทำ� รวมหมู”่ (Collective Action) หมายถึง ปัจเจกแต่ละคน มีการกระทำ� ของตนซ่งึ ไปสอดรับกบั การกระท�ำของปัจเจกอกี คนหน่ึงพอดี จงึ ไมไ่ ด้ เปน็ การกระทำ� ของฝงู ชนทบ่ี า้ คลงั ไมเ่ ปน็ ตวั ของตวั เอง แตเ่ ปน็ การกระทำ� อยา่ งมสี ติ อยา่ งไรกต็ าม ขบวนการเคลอื่ นไหวทางสงั คมรปู แบบใหมก่ ไ็ มใ่ กลเ้ คยี งกบั การระดม ทรัพยากร เพราะการเคลื่อนไหวในมิติน้ีมิได้ต้องการการยึดถืออ�ำนาจรัฐ และไม่มี การจดั ชว่ งชน้ั ภายในองคก์ รเพอื่ ประโยชนใ์ นการสงั่ การหรอื การกำ� หนดยทุ ธศาสตร3์ 7 การชุมนุมในมิติขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ท่ีเห็นได้ชัด เช่น การ เคลอ่ื นไหวในลกั ษณะการยดึ ถนนคนื (Reclaims the Street) การนง่ั ประทว้ ง (Sit-In Movement) เปน็ ตน้ 38 จากการทบทวนแนวคิดทฤษฎีข้างต้นท�ำให้สามารถพิจารณาใน เบื้องต้นว่า การเมืองภาคประชาชนอาจเริ่มต้นด้วยการเคล่ือนไหวในลักษณะที่ ไม่เป็นทางการ ไม่มีแบบแผน แต่มีเป้าหมายร่วมกันของผู้เคล่ือนไหว ซึ่งอาจ ดำ� เนินไปด้วยลกั ษณะท่ีขัดต่อกฎหมายโดยจงใจกไ็ ด้ ในขณะเดยี วกนั กระบวนทศั น์ ท่ีใช้ท�ำความเข้าใจขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนน้ันได้ปรับเปลี่ยนจากการ อธิบายด้วย “พฤติกรรมรวมหมู่” ไปสู่การมองขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน อย่างมีเป้าหมาย มีหลักการและมีเหตุมีผลข้ึน มากไปกว่าจะเป็นเพียงพฤติกรรม ที่เกิดจากการปลุกระดม หรือเป็นความอลหม่านเท่าน้ันซ่ึงท�ำให้ต้องตระหนักว่า 36 ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2545), หนา้ 1-5. 37 ประภาส ปนิ่ ตบแตง่ , กรอบวเิ คราะหก์ ารเมืองแบบทฤษฎขี บวนการทางสังคม, หนา้ 131-140. 38 นาโอมิ ไคลน์, โนโลโก,้ แปลโดย เพ็ญนภา หงษ์ทอง, (กรงุ เทพฯ: ฟา้ เดียวกัน, 2555).
28 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ ห่งกฎหมาย การอธิบายการเมืองภาคประชาชนและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนในทาง กฎหมายน้ันต้องไม่ผิดฝาผิดตัวกับความเข้าใจเร่ืองการชุมนุมและการเมืองภาค ประชาชนในทางวิชาการและความเขา้ ใจของสงั คมจนเกินสมควร 2.1.4 แนวคดิ วา่ ดว้ ยกฎหมายกบั สงั คม (Concept of Law and Society) กฎหมายกับสังคมเป็นแนวพินิจ (Approach) หนึ่งในการท�ำความเข้าใจ กฎหมาย โดยมีพื้นฐานทางแนวคิดว่า การท�ำความเข้าใจกฎหมายจ�ำเป็นต้อง พจิ ารณาศกึ ษารว่ มกบั บรบิ ททางสงั คม ทง้ั นี้ เพราะกฎหมายและสถาบนั ทางกฎหมาย เป็นสถาบันทางสังคมอย่างหนึ่ง (Social Institution) ที่มีปฏิสัมพันธ์กับสถาบัน ทางสังคมอื่นๆ ด้วย อาทิ เช่น สถาบันครอบครัว ศาสนา การเมือง ฯลฯ ดังน้ัน การศึกษาลักษณะที่แท้ของกฎหมายจึงไม่สามารถปฏิเสธการด�ำรงอยู่ของสถาบัน ทางสังคมอื่นๆ ท่ีส่งอิทธิพลถึงกันได้ ซึ่งแนวโน้มในการศึกษากฎหมายทั่วไป มกั ละเลยความสำ� คญั กบั ปรากฏการณท์ างสงั คม ทำ� ใหน้ กั กฎหมายกบั สงั คมมขี อ้ คดิ ตอ่ กฎหมายวา่ กฎหมายในตำ� รากฎหมาย (Law in Book) และกฎหมายในทางปฏบิ ตั ิ (Law in Action) นน้ั ไม่สอดคลอ้ งกนั แต่กฎหมายทมี่ ผี ลตอ่ ชีวิตของผ้คู นในสงั คม ทแี่ ทจ้ ริงนั้น คอื กฎหมายในทางปฏิบัต3ิ 9 การศึกษากฎหมายกับสังคม ดงั ที่ เดวดิ เอ็ม. เองเกล (David M. Engel) อธบิ ายไวว้ า่ นติ สิ ำ� นกึ เปน็ แนวคดิ หนงึ่ ทใ่ี ชศ้ กึ ษากฎหมายกบั สงั คมทเี่ หน็ ไดช้ ดั ในชว่ ง ทศวรรษ 1970-1980 ในประเทศสหรฐั อเมรกิ า40 เชน่ เดยี วกบั แฟรงก์ มงั เกอร์ (Frank Munger) กไ็ ด้เสนอในงานของเขาเชน่ กนั วา่ นิติส�ำนึกเป็นวิธกี ารศกึ ษาแบบหน่งึ ใน สาขากฎหมายกับสังคม41 กฎหมายกับสังคมเป็นการศึกษากฎหมายโดยไม่ละทิ้งบริบททางสังคม (Social Context) ทเี่ รมิ่ มกี ารศกึ ษาอยา่ งเปน็ ทางการและจดั ตง้ั เปน็ สมาคมกฎหมาย กบั สังคม (Law and Society Association) ใน ค.ศ. 196442 ฐานคดิ ของการศกึ ษา 39 เดวิด เอ็ม. เองเกล, ปาฐกถา เรือ่ ง “Globalization and Legal Consciousness”, ณ หอ้ งประชุม ชน้ั 2 สำ� นกั บริการเทคโนโลยสี ารสนเทศ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (ITSC) วันที่ 21 มกราคม 2554. 40 David M. Engel, “How Does Law Matter in the Constitution of Legal Consciousness”, in Bryant G. Garth and Austin Sarat (eds), How Does Law Matters?, (Northwestern University Press, 1998), p. 109. 41 Frank Munger, “Mapping Law and Society” in Austin Sarat, et al., Crossing Boundaries: Traditions and Transformations in Law and Society Research (Evanston: Northwestern University Press, 1998), p. 25-26. 42 Ibid.
เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 29 แบบกฎหมายกบั สงั คมถกู อธบิ ายไปในสองทศิ ทาง คอื ฐานคดิ ของสำ� นกั กฎหมายกบั สังคมที่พัฒนาข้ึนมาในช่วงทศวรรษ 1920-1930 ที่มหาวิทยาลัยเยล (Yale) และ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia) เพ่ือท้าทายวงการวิชาการทางกฎหมาย โดยเสนอวา่ สถาบนั ทางกฎหมายนนั้ ไมแ่ ตกตา่ งจากสถาบนั ทางสงั คมการเมอื งอนื่ ๆ ท่ีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือและมีความเป็นการเมือง ดังนั้น การศึกษาสถาบันทาง กฎหมายนน้ั ควรศกึ ษาดว้ ยวธิ กี ารเชงิ ประจกั ษ์ (Empirical Research Methodology) เช่นเดียวกับสถาบันทางสังคมการเมืองอ่ืนๆ43 อีกนัยหน่ึงก็คือ การศึกษากฎหมาย ไมค่ วรยึดตดิ อยูใ่ นตำ� รา44 ค�ำอธบิ ายของนักทฤษฎี หรอื ผูพ้ พิ ากษา เพราะกฎหมาย มีความเปน็ การเมอื ง ซึ่งเปน็ หน่งึ ในความจรงิ ท่ตี �ำรากฎหมายไมไ่ ด้เขียน ความคดิ นี้ สะท้อนในสาขากฎหมายกับสังคมว่า กฎหมายในทางปฏิบัติ (Law in Action) กบั กฎหมายในตำ� รา (Law in Book) นนั้ แตกตา่ งกนั และกฎหมายในทางปฏบิ ตั มิ พี ลงั ในการบงั คบั ใชเ้ หนอื กวา่ กฎหมายในตำ� รา ในขณะเดยี วกนั อกี ทศิ ทางหนงึ่ อธบิ ายวา่ การศึกษาแนวกฎหมายกับสังคมว่าเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาเพื่ออธิบายกระบวนการ ไปสคู่ วามทนั สมยั (Process of Modernization) โดยใช้กฎหมายเป็นกลไกในการ ขับเคลอื่ นความทันสมัย45 พรมแดนความรู้ของเสรีภาพในการชุมนุมในวงการกฎหมายน้ันจ�ำกัดอยู่ใน กระบวนทศั นข์ องนกั กฎหมาย ทง้ั ในเชงิ เนอ้ื หาของกฎหมายและเชงิ เปรยี บเทยี บ เชน่ การพิจารณาหลักเสรีภาพในทางกฎหมาย หรือเปรียบเทียบหลักการดังกล่าว โดยปราศจากลกั ษณะทางสงั คมการเมอื งและประสบการณข์ องสงั คมไทยซงึ่ มแี นวโนม้ สงู มากทจ่ี ะเกดิ การเปรยี บเทยี บอยา่ งผดิ ฝาผดิ ตวั ในทศั นะของนกั กฎหมายกบั สงั คม ยกตัวอยา่ งเชน่ เดวดิ เอม็ . เองเกล อธบิ ายว่า การเปรียบเทยี บกฎหมายครอบครวั ในกฎหมายสวซิ เซอรแ์ ลนดก์ บั ประเทศตรุ กแี ทบเปน็ เรอ่ื งเปน็ ไปไมไ่ ด้ แมว้ า่ จะมกี าร คดั ลอกประมวลกฎหมายกนั มากต็ าม เพราะทง้ั สองประเทศมจี ำ� นวนประชากรตา่ งกนั นับถือศาสนาต่างกัน ฯลฯ ส่งผลให้ประมวลกฎหมายครอบครัวของตุรกีฉบับน้ัน ใช้ไดไ้ ม่นานก็ตอ้ งยกเลิกไป46 เปน็ ต้น 43 เดวดิ เอม็ . เองเกล, ปาฐกถา เรอื่ ง “Globalization and Legal Consciousness”, 21 มกราคม 2554. 44 Frank Munger, “Mapping Law and Society” in Austin Sarat, et al., Crossing Boundaries: Traditions and Transformations in Law and Society Research, p. 26. 45 Ibid., p. 28. 46 David M. Engel, ปาฐกถา เรอื่ ง “Globalization and Legal Consciousness”, 21 มกราคม 2554
30 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแห่งกฎหมาย ดงั นนั้ แนวการศกึ ษากฎหมายกบั สงั คมจงึ สามารถนำ� มาใชศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บ หลักการของเสรีภาพในการชุมนุมได้ เพราะในแต่ละประเทศมีลักษณะและ ประสบการณ์เกี่ยวกับข้อพิพาทการเมืองระหว่างรัฐกับประชาชนต่างกัน เช่น ประเทศญ่ปี ุน่ มีการเมอื งระดับชาตคิ อ่ นข้างมน่ั คง แต่ความขดั แยง้ ระหวา่ งกล่มุ มีสูง ประเทศเกาหลเี คยผา่ นประสบการณก์ ารปราบปรามการชมุ นมุ อยา่ งรนุ แรง แตจ่ บลง ด้วยชยั ชนะของภาคประชาชนพรอ้ มๆ กันนนั้ ประเทศทงั้ สองอย่ใู นกล่มุ ทเ่ี รียกได้วา่ เปน็ รัฐแบบเอเชยี (Asian State) ที่บทบาทของรัฐตอ่ สังคมค่อนข้างตา่ งกบั รัฐแบบ ยุโรปหรืออเมริกา คือ รัฐมีบทบาทในการพัฒนาทุกด้านมากกว่าเอกชน47 หรือ ประเทศสหรฐั อเมรกิ าทม่ี ปี ระเดน็ ความขดั แยง้ ในประเดน็ ทห่ี ลากหลาย หรอื ทเ่ี รยี กวา่ ขบวนการเคลอ่ื นทางสงั คมใหม่ (New Social Movement) ตวั อยา่ งเหลา่ นช้ี ชี้ วนให้ พิจารณาความขัดแย้งในสังคมไทย และปรับใช้ชุดความรู้หรือข้อมูลที่สังคมไทย ต้องการในการพจิ ารณาประเดน็ เน้ือหาและขอบเขตของเสรภี าพในการชุมนุม 2.2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง การทบทวนเอกสารและงานวิจัยในงานช้ินน้ีอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ การชมุ นมุ ในประเดน็ ทไ่ี มเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การเมอื งระดบั ประเทศเชน่ การประทว้ งคดั คา้ น โรงไฟฟ้า ท่อก๊าซ เหมืองแร่ เป็นต้น กับการชุมนุมอีกประเภทเป็นการชุมนุมอัน เก่ียวเนื่องกับการเมืองในระดับประเทศ เช่น การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณของ พนั ธมติ รประชาชนเพอ่ื ประชาธปิ ไตย หรอื การชมุ นมุ ของคนเสอ้ื แดง เปน็ ตน้ ซง่ึ การ ชุมนุมท้ังสองกลุ่มล้วนแต่มีมิติของการเป็น “การเมืองภาคประชาชน” ท่ีมีวิธีการ ขับเคลือ่ นหลัก คอื เปน็ การชมุ นุมทั้งสิ้น อย่างไรกต็ าม การชมุ นุมทง้ั สองประเภท มีเงื่อนไขทางการเมือง และการอ้างอิงความชอบธรรมค่อนข้างต่างกัน ที่สมควรใช้ แนวการวิเคราะห์และใชข้ ้อมลู คนละอยา่ ง 2.2.1 หลกั การและแนวปฏิบตั แิ หง่ เสรีภาพในการชมุ นมุ เปน็ ทเ่ี ขา้ ใจกนั วา่ เสรภี าพในการชมุ นมุ เปน็ สทิ ธติ ามรฐั ธรรมนญู ประเภทหนง่ึ ดังน้ันก่อนอ่ืนควรท�ำความเข้าใจ ค�ำว่า “สิทธิ” อธิบายตามภาษากฎหมายไปได้ หลากหลายรูปแบบ เช่น สิทธิเป็นประโยชน์ท่ีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้แก่ 47 Benjamin Powell, “State Development Planning: Did it Create the East Asian Miracle”, Independent Institution Working Papers No. 54, 24 September 2004.
เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย 31 บุคคล48 หรือ “สิทธิ” เป็นอ�ำนาจที่กฎหมายให้แก่บุคคลในอันท่ีจะมีเจตจ�ำนง49 โดยรวมแล้ว “สิทธิ” เป็นประโยชน์ที่บุคคลเลือกจะใช้หรือไม่ก็ได้ โดยท่ีบุคคลอื่น มีหน้าท่ีต้องเคารพและปฏิบัติตามสิทธิน้ัน และท่ีส�ำคัญ คือ สิทธิจะเกิดข้ึนได้ก็แต่ โดยอ�ำนาจของกฎหมายเท่านั้น50 อย่างไรก็ตาม บางนิยามก็ไม่ได้ปฏิเสธท่ีมาแห่ง สิทธิอ่ืนนอกจากกฎหมาย โดยแบ่งสิทธิออกเป็นสิทธิตามธรรมชาติและสิทธิตาม กฎหมาย ส่วนค�ำพิพากษาฎีกาได้ตีความและนิยาม “สิทธิ”51 ว่าเป็นประโยชน์ที่ บคุ คลอน่ื มหี นา้ ทต่ี อ้ งเคารพตามกฎหมาย และสทิ ธจิ ะไดร้ บั การรบั รองและคมุ้ ครอง กต็ อ่ เม่ือมีกฎหมายก�ำหนด52 เสรภี าพในการชุมนมุ เป็นชอ่ งทางหนึง่ ทีก่ ฎหมาย (รฐั ธรรมนูญ) รบั รองและ คุ้มครองให้เพ่ือเป็นช่องทางในการต่อรองของประชาชนต่ออ�ำนาจรัฐ คือ ไม่มีเวที การเมอื งในระบบ เชน่ รฐั สภา คณะรฐั มนตรี ทป่ี ระชมุ สอ่ื มวลชน ฯลฯ ประเภทไหน ทปี่ ระชาชนทว่ั ไปจะเขา้ ถงึ ไดโ้ ดยงา่ ย และยง่ิ เมอ่ื คตู่ รงขา้ มเปน็ โครงการระดบั ประเทศ หรอื ระดบั นานาชาติ หรอื แมแ้ ตเ่ ปน็ รฐั เอง ตวั ตนของ “ชาวบา้ น” ในระบบกฎหมาย ย่ิงเล็กลง ความส�ำคัญย่ิงน้อยลง อาวุธทางจารีตและทางวัฒนธรรมที่ “ชาวบ้าน” เคยมี เช่น แห่นางแมว53 ซุบซิบนินทา54 ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง ไดผ้ ลอกี เพราะตน้ ตอของปญั หาไมไ่ ดอ้ ยทู่ ส่ี งั คมในชมุ ชน แตอ่ ยทู่ นี่ โยบายการพฒั นา ทีม่ าจากส่วนกลางอันพ้นไปจากอำ� นาจของอาวธุ ทางจารีตเหลา่ น5ี้ 5 ดงั นนั้ ทางเลอื ก ของ “ชาวบ้าน” จงึ มีไม่มาก และหนงึ่ ในน้ันคอื “ท้องถนน” เชน่ 48 วรพจน์ วศิ รตุ พิชญ,์ สทิ ธแิ ละเสรีภาพตามรัฐธรรมนญู , (กรงุ เทพฯ: วิญญชู น, 2543), หน้า 22. 49 หยดุ แสงอทุ ยั , ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกยี่ วกบั กฎหมายทวั่ ไป (กรงุ เทพฯ: ประกายพรกึ , 2545), หนา้ 225-226. 50 สมคิด เลิศไพฑูรย์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ: หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540, (กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ 2548), หนา้ 46. 51 จนั ตรีสนิ ศภุ ฤกษ,์ “ความหมายและลกั ษณะของสทิ ธ”ิ ในความรพู้ น้ื ฐานเกย่ี วกบั กฎหมาย,มานติ ย ์ จมุ ปา (บรรณาธิการ) (กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , 2548), หนา้ 135-138. 52 ค�ำพพิ ากษาฎีกาท่ี 124/2487 53 นิธิ เอียวศรวี งศ,์ “แห่นางแมวกับวิกฤตใิ นวฒั นธรรมชาวนา”, ศิลปวัฒนธรรม 10, 4 (กมุ ภาพนั ธ์ 2532): 108-119. 54 James C. Scott, Weapon of the Weak : Everyday Forms of Peasant Resistance, 1985. 55 นิธิ เอยี วศรวี งศ,์ “แหน่ างแมวกับวิกฤตใิ นวฒั นธรรมชาวนา”, หนา้ 108-119.
32 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย “พวกเรามนั คนจน คนจนจะเอาเงนิ มาจากไหน เราไมม่ เี งนิ ไมม่ อี ำ� นาจ ไม่มีอาวุธ เกยี รติ ศักดศิ์ รี ยศต�ำแหนง่ กไ็ มม่ ี คำ� พูดที่ฉะฉานชดั เจน ก็ไมม่ ี... พวกเรามแี ต่เท้า เราต้องมารวมกนั มากๆ รวมกันนานๆ เขาถึงจะฟงั พวกเรา การชุมนมุ เท่านนั้ คือ พลงั ของคนจน...”56 ในโลกของนกั กฎหมาย การเมอื งบนทอ้ งถนน มคี วามหมายอยา่ งไร ทใี่ กลเ้ คยี ง ทส่ี ุดเห็นจะเป็นการอธบิ ายการเมอื งบนทอ้ งถนนผา่ นกรอบคดิ วา่ ด้วย สิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุม โดยที่ต้องพิจารณาสิทธินี้ในแง่ของสิทธิทางการเมือง เพราะท้ังการ ชมุ นมุ และการแสดงความคดิ เหน็ ตา่ งเปน็ สทิ ธทิ างการเมอื ง57 เนอ่ื งจากทงั้ การชมุ นมุ และการแสดงความคิดเห็นเป็นการขับเคล่ือนประเด็นสาธารณะ สิทธิทั้งสองอย่าง จงึ เป็นสิทธทิ างการเมือง เชน่ เดยี วกับสทิ ธใิ นการเลือกตัง้ การชมุ นมุ และการเดนิ ขบวนเปน็ เครอื่ งมอื ทสี่ ำ� คญั สำ� หรบั “ชาวบา้ น”เพราะใช้ ทรัพยากรน้อย ล�ำพังมีแค่เท้าก็สามารถส่วนร่วมทางการเมืองได้58 นอกจากน้ีการ เดนิ ขบวนยงั เปน็ การสะทอ้ นความเดอื ดรอ้ น ปญั หา ขอ้ เรยี กรอ้ งของตนไปถงึ รฐั บาล และยงั เปน็ เครอ่ื งมอื ส�ำคญั ในการสอ่ื สารความคดิ เหน็ ทางการเมอื งของ “ชาวบา้ น” ต่อสังคมการเมือง ซึ่งเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการกดดันรัฐบาลให้เร่งด�ำเนินการเพื่อ ตอบสนองปัญหาของผู้ชุมนุม เสรีภาพในการชุมนุมจึงนับว่าเป็นเสรีภาพท่ีส�ำคัญ ของประชาชนในการแสดงออกซงึ่ ความคดิ เหน็ ทางการเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และ วฒั นธรรม อนั จะนำ� ไปสกู่ ารสรา้ งรากฐานท่สี �ำคัญของสงั คมประชาธิปไตย59 การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกว่าการชุมนุมน้ันมีเงื่อนไขสามประการ ท่ตี อ้ งคำ� นึงถงึ อา้ งอิงจากงานของจันทจริ า เอย่ี มมยุรา เรือ่ ง เสรภี าพในการชุมนมุ ในที่สาธารณะ : หลักทัว่ ไปและข้อจ�ำกดั 60 56 ค�ำกล่าวของตัวแทนชาวบ้านในการชุมนุมใหญ่ยกที่ 2 หน้าท�ำเนียบรัฐบาล, มกราคม 2540 อ้างใน ประภาส ปน่ิ ตบแตง่ , การเมอื งบนทอ้ งถนน 99 วนั สมชั ชาคนจน และประวตั ศิ าสตรก์ ารเดนิ ขบวน ชมุ นมุ ประทว้ งในสงั คมไทย, 2541, หน้า 148. 57 สมคิด เลิศไพฑูรย์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ: หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540, หนา้ 46. 58 ประภาส ปิ่นตบแต่ง, การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจน และประวัติศาสตร์การเดินขบวน ชมุ นมุ ประท้วงในสงั คมไทย, 2541, หน้า 149. 59 จนั ทจิรา เอีย่ มมยรุ า, “เสรีภาพในการชุมนมุ ในท่ีสาธารณะ: หลักท่วั ไปและขอ้ จำ� กดั ”, หน้า 1. 60 เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ 7-8.
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 33 ประการแรก การชมุ นมุ ตอ้ งมรี ะยะเวลาจำ� กดั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งผเู้ ขา้ รว่ ม การชุมนมุ จึงเปน็ ไปชัว่ ระยะเวลาหนง่ึ เทา่ นน้ั ประการทีส่ อง การชุมนุมต้องมีการเตรียมการและนัดหมายกนั ไวล้ ว่ งหนา้ ประการทสี่ าม การชมุ นมุ ตอ้ งมวี ตั ถปุ ระสงค์ หรอื จดุ มงุ่ หมายรว่ มกนั ทแ่ี นน่ อน ชดั เจนว่าต้องการแสดงความเห็นหรือข้อเรียกร้องในเร่ืองใด ส�ำหรับสิทธิในการชุมนุม รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธินี้มายาวนาน ต้ังแต่ รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 248961 โดยปัจจุบันภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ได้รับรองสิทธินไี้ ว้ตามมาตรา 63 ความวา่ “บุคคลย่อมมเี สรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ การจ�ำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระท�ำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอ�ำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพ่ือ คุ้มครองความสะดวกของประชาชนท่ีจะใชท้ ่ีสาธารณะ หรอื เพอ่ื รักษาความ สงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่าง เวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉนิ หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก” จากตัวบทกฎหมายข้างต้น เห็นได้ว่า การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมนั้น ไม่ได้รบั รองโดยปราศจากเง่ือนไข ซึ่งนักกฎหมายเรียกการรับรองสิทธิประเภทนีว้ ่า “สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญท่ีจ�ำกัดได้โดยผลของกฎหมายพิเศษ” ในท่ีน้ี สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิบายว่า สิทธิและเสรีภาพประเภทน้ีถูกจ�ำกัดได้โดยผลของกฎหมาย แตม่ ใิ ชว่ า่ กฎหมายใดๆ กส็ ามารถตราขน้ึ เพอื่ จำ� กดั สทิ ธเิ สรภี าพในกลมุ่ นไ้ี ด้ เนอื่ งจาก รฐั ธรรมนญู ไดก้ ำ� หนดเงอ่ื นไขไวว้ า่ สทิ ธเิ สรภี าพกลมุ่ นจี้ ะสามารถถกู จำ� กดั ไดใ้ นกรณี ใด หรือด้วยกฎหมายท่ีมีวัตถุประสงค์ประการใดบ้าง62 หากพิจารณามาตรานี้ย่อม พบวา่ เงอ่ื นไขในการจำ� กดั สทิ ธใิ นการชมุ นมุ จะเกดิ ขน้ึ โดยมเี งอ่ื นไขสองประการ ไดแ้ ก่ ประการแรก การจำ� กดั สทิ ธกิ ารชมุ นมุ เกดิ ขน้ึ ไดเ้ ฉพาะเมอื่ การชมุ นมุ เปน็ การ ชมุ นมุ ในทสี่ าธารณะ หมายถงึ สถานทซี่ งึ่ ประชาชนมสี ทิ ธใิ ชร้ ว่ มกนั เชน่ ถนน ทางเดนิ ทางน�้ำ สถานีรถไฟ สนามหลวง ฯลฯ แต่หากเป็นการชุมนุมในท่ีส่วนตัวกฎหมาย โดยท่ัวไป รัฐไม่สามารถก้าวก่ายการชุมนุมสมาคมนั้นได้ เช่น การจัดประชุมใน 61 เร่ืองเดียวกนั , หนา้ 1. 62 สมคิด เลิศไพฑูรย์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ: หลักการใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, หน้า 50.
34 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมาย หอ้ งประชมุ สว่ นตวั ฯลฯ เพราะการชมุ นมุ นนั้ ไมส่ ามารถไปกระทบสทิ ธขิ องประชาชนได้ ในขณะทก่ี ารชมุ นมุ ในสถานทซ่ี งึ่ ไมใ่ ชท่ ส่ี าธารณะ แตใ่ นขณะเดยี วกนั กไ็ มใ่ ชท่ สี่ ว่ นตวั ของบุคคลใด เช่น ท�ำเนียบรัฐบาล (ไม่ใช่ท่ีสาธารณะท่ีใครก็เข้าออกได้อย่างเสรี) รฐั ธรรมนูญไมไ่ ด้รบั รองสิทธลิ ักษณะน้ีไว6้ 3 ประการท่ีสอง เหตุที่จะจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมได้ต้องเป็นเหตุตาม กฎหมายเท่าน้ัน และกฎหมายน้ันต้องเป็นกฎหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของ ประชาชนคนทั่วไปในการใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วง สงคราม หรอื ชว่ งเวลาทปี่ ระกาศสถานการณฉ์ ุกเฉินหรอื กฎอยั การศึก แต่การจำ� กัด เสรภี าพในการชมุ นมุ เพราะการรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยในชว่ งสงครามหรอื ระหวา่ ง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกไม่จ�ำเป็นต้องพิจารณาในที่น้ี เพราะเป็นประเด็นที่ห่างไกลจากการเมืองภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม และโดย หลักการแล้วการจำ� กดั ดว้ ยกลไกน้เี รยี กไดว้ ่าเปน็ การจ�ำกัดเฉพาะกรณีพเิ ศษ ยง่ิ ไปกวา่ นน้ั กฎหมายเพอ่ื คมุ้ ครองความสะดวกของประชาชนทใี่ ชท้ สี่ าธารณะ นน้ั มหี ลากหลาย หรอื กระทงั่ บทบญั ญตั ทิ ข่ี ดั แยง้ กบั หลกั เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยตรง เชน่ การกำ� หนดใหผ้ ชู้ มุ นมุ ตอ้ งขออนญุ าตกอ่ นการชมุ นมุ ตามพระราชบญั ญตั จิ ราจร ทางบก พ.ศ. 2522 หรือพระราชบัญญตั ริ ักษาความสะอาดและความเป็นระเบยี บ เรียบรอ้ ยของบา้ นเมือง พ.ศ. 2535 และพระราชบญั ญตั ิควบคมุ การโฆษณาโดยใช้ เครอ่ื งขยายเสียง พ.ศ. 249364 และย่อมรวมถงึ ความผิดฐานบุกรกุ ตามมาตรา 362 และ 365 ความผดิ ฐานมว่ั สมุ่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายแกบ่ า้ นเมอื ง มาตรา 215 และ 216 ประมวลกฎหมายอาญา เปน็ ต้น ซ่ึงรายละเอยี ดจะพจิ ารณาในหัวขอ้ ถดั ไป ในงานศกึ ษาชนิ้ อนื่ ๆ เชน่ เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ 65 ของ วารณุ ี วฒั นประดษิ ฐ์ ไดอ้ ธบิ าย โดยเนน้ ใหเ้ หน็ ถงึ ปญั หาทเ่ี กดิ จากการใชเ้ สรภี าพ ในการชมุ นมุ และมาตรการทใ่ี ชค้ วบคมุ การชมุ นมุ เมอื่ การชมุ นมุ ไดล้ ะเมดิ ตอ่ กฎหมาย โดยวารณุ เี หน็ วา่ ควรแบง่ พจิ ารณาการชมุ นมุ เปน็ สองแบบตามกฎหมาย คอื การชมุ นมุ ในภาวะทบ่ี า้ นเมอื งสงบ และการชมุ นมุ ในภาวะทบ่ี า้ นเมอื งกำ� ลงั วนุ่ วาย เชน่ สงคราม ภยั ธรรมชาติ หรอื การรฐั ประหาร วารณุ เี หน็ วา่ กฎหมายทใี่ ชค้ วบคมุ การชมุ นมุ อยนู่ นั้ 63 “ที่สาธารณะ” นัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ได้แก่ พื้นที่ส�ำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกัน เป็นตน้ วา่ ท่ชี ายตล่ิง ทางนำ้� ทางหลวง ทะเลสาบ 64 จนั ทจริ า เอย่ี มมยรุ า, “เสรภี าพในการชมุ นมุ ในท่สี าธารณะ: หลักทว่ั ไปและข้อจำ� กดั ”, หนา้ 3. 65 วารณุ ี วฒั นประดษิ ฐ,์ เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ, (คณะนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย ธรรมศาสตร์, 2551).
เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 35 เป็นกฎหมายที่ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพ่ือใช้บังคับกับการชุมนุมโดยตรง เช่น กฎหมาย จราจรหรือกฎหมายอาญา จึงเกิดปัญหาว่ากฎหมายเหล่าน้ีใช้บังคับจนสร้างปัญหา ใหก้ บั ผใู้ ชเ้ สรภี าพในการชมุ นมุ ในภาวะปกติ แตเ่ มอื่ บา้ นเมอื งไมส่ งบกฎหมายเหลา่ นี้ กลบั ไม่สามารถพ่งึ พาเพ่ือรกั ษาความสงบได้เลย ดังนัน้ วารุณีจงึ ไดเ้ สนอวา่ ใหม้ ีการ ต้ังกฎหมายที่ก�ำหนดมาตรฐานไว้ส�ำหรับวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการชุมนุม เช่น ในฝรงั่ เศส และสหรฐั อเมรกิ า งานอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเก่ียวกับเสรีภาพในการชุมนุม คือ งานของพอหทัย สทิ ธยิ ศ เรอื่ ง การจำ� กดั สทิ ธใิ นการชมุ นมุ โดยสงบภายใตก้ ตกิ าระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ย สทิ ธพิ ลเมืองและสิทธทิ างการเมอื ง ค.ศ. 1966 ซ่ึงพอหทัยได้เสนอวา่ ประเทศไทย เป็นภาคีตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าว จึงมีหน้าท่ีต้องปฏิบัติตามกติกา คือ ประเทศไทยจะจ�ำกัดเสรีภาพในการชุมนุมไม่ได้ เว้นแต่จะเกิดภัยอันกระทบต่อ ความอยู่รอดของรัฐ ทั้งน้ีเพราะเสรีภาพในการชุมนุมไม่ได้เป็นหลักการส�ำคัญที่สุด ของกติกาดังกลา่ ว เชน่ การห้ามเอาคนลงเป็นทาส สิทธใิ นชวี ิต หรอื การเลือกปฏิบตั ิ ไมเ่ ป็นธรรม เป็นตน้ ถึงแม้ว่างานของวารุณีจะได้แสดงให้เห็นหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพในการ ชมุ นมุ ของประเทศสหรฐั อเมรกิ าและฝรงั่ เศสพอสมควร แตไ่ มป่ รากฏในวทิ ยานพิ นธ์ ช้ินดังกล่าวว่า ผู้ศึกษาได้ใช้เหตุผลอย่างไรในการเลือกศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกา และฝร่ังเศส นอกจากน้ียังไม่แสดงให้เห็นจุดเน้นท่ีชัดเจนในการศึกษาเปรียบเทียบ รวมถงึ ไมไ่ ดท้ บทวนบรบิ ทความขดั แยง้ ทางการเมอื งทน่ี ำ� ไปสกู่ ารชมุ นมุ และการอา้ ง เสรีภาพในการชุมนุมตามสมควร ผลของงานช้ินน้ีจึงยังคลุมเครืออยู่มากว่า สุดท้ายแล้วกติกากลางที่วารุณีเสนอให้มีน้ันมีเนื้อหาอย่างไร จะน�ำมาใช้เพื่อ ตอบปญั หาในสงั คมไทยอยา่ งไร และตง้ั อยบู่ นขอ้ จำ� กดั อยา่ งไร เชน่ เดยี วกบั งานศกึ ษา ของพอหทัยที่ศึกษาเสรีภาพในการชุมนุมในมิติกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นเพียงหลักการกว้างๆ พอให้ใชเ้ ป็นกรอบคิดเทา่ น้นั แตไ่ ม่เพยี งพอใหเ้ กดิ การ เปล่ียนแปลงวิถีการปฏิบัติการของฝ่ายปกครองหรือฝ่ายกฎหมายในด้านเสรีภาพ ในการชุมนุม ท่ีส�ำคัญคือ งานท้ังสองช้ินที่พิจารณามานั้นได้แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจนถึงปัญหาการศึกษาเสรีภาพในการชุมนุมของวงวิชากฎหมายในประเทศไทย ทป่ี ราศจากแรงจงู ใจ (Motive) ในการตอบปญั หาทส่ี งั คมการเมอื งตอ้ งการ แตก่ ลบั มงุ่ ตอบปญั หาทเ่ี ปน็ ค�ำถามของนกั กฎหมายเปน็ หลัก ท�ำให้ข้อเสนอในเรื่องเสรีภาพใน การชมุ นมุ ของนกั กฎหมายจงึ คลมุ เครอื เมอื่ นำ� มาพจิ ารณาปญั หาในสงั คมจรงิ ๆ หรอื กระทั่งลกั ลนั่ กบั ความคิดของสังคมทีม่ ตี ่อปญั หา
36 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 2.2.2 การชมุ นมุ กับสงั คมการเมือง ต้งั แต่ระบอบทกั ษิณจนถงึ วกิ ฤตกิ ารณ์ทางการเมืองหลังทกั ษณิ เป็นชว่ งเวลา ทป่ี ระเทศไทยเกดิ การชมุ นมุ ทางการเมอื งอยา่ งกวา้ งขวางและตอ่ เนอ่ื งยาวนาน ทง้ั ท่ี เปน็ การชมุ นมุ ในประเดน็ การเมอื งระดบั ชาติ เชน่ การชมุ นมุ ของพนั ธมติ รประชาชน เพือ่ ประชาธปิ ไตย และรวมถึงประเด็นย่อยๆ ในสงั คมไทย เชน่ การชมุ นุมคดั คา้ น โครงการท่อกา๊ ซ โครงการโรงไฟฟา้ โครงการเหมอื งแร่ ฯลฯ 1) การชมุ นุมประท้วงก่อนวกิ ฤตกิ ารเมอื ง : การชุมนมุ ของชุมชนทอ้ งถ่นิ ทงั้ ปญั หาทดี่ นิ และปญั หาสงิ่ แวดลอ้ ม อนั เนอื่ งมาจากโครงการขนาดใหญ่ เปน็ ปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมาหลายทศวรรษ และปัญหานี้ได้สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนกลุ่มท่ีถูกเรียกว่า “ชาวบ้าน” เพราะชาวบ้านเหล่าน้ีส่วนใหญ่ด�ำรงชีพโดยอาศัยที่ดินและทรัพยากร ธรรมชาติในเกอื บทุกช่วงจงั หวะของชีวิต ต้งั แต่ การเพาะปลกู การเขา้ ถงึ แหลง่ นำ�้ หรอื ทรัพยากรในป่าไม้ เป็นต้น อยา่ งไรกต็ าม ท้งั ดนิ นำ้� และปา่ /ทะเล กลายเป็น ทรพั ยากรทส่ี ร้างความมงั่ คง่ั ใหก้ บั รัฐในรปู ของ “การพัฒนา” ดงั น้ี ระหวา่ งชาวบา้ น กับการพัฒนาจงึ เปน็ สองข้ัวที่ขัดแย้งกันมานานในประเทศไทย 1.1) การตอ่ สเู้ พ่ือสง่ิ แวดลอ้ มโดยการคดั ค้านโครงการขนาดใหญ่ ในปัจจุบันเป็นท่ีเข้าใจโดยทั่วกันแล้วว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหา ที่มีผลกระทบร้ายแรง เป็นปัญหาสากลที่พ้นจากพรมแดนรัฐชาติและข้ามรุ่น ซง่ึ หมายถงึ ปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มนน้ั เมอื่ เกดิ ขน้ึ แลว้ กย็ ากทจี่ ะฟน้ื ฟเู ยยี วยาใหเ้ หมอื นเดมิ ลกั ษณะนนี้ ำ� ไปสแู่ นวทางปฏบิ ตั ใิ นงานดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม คอื หลกั ระวงั ไวก้ อ่ น กลา่ วคอื แม้ไม่ชัดเจนว่ากิจกรรมน้ันสร้างหายนะต่อส่ิงแวดล้อมก็สามารถปราบกิจกรรมน้ัน ไวก้ อ่ นได6้ 6 ความวติ กกงั วลตอ่ ปญั หาสิง่ แวดล้อมจงึ ไมใ่ ช่เร่ืองแปลกในโลกปจั จบุ นั อยา่ งไรกต็ าม ความตนื่ ตวั ตอ่ ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มนน้ั ไมไ่ ดด้ ำ� รงอยมู่ าเปน็ สภาพธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ ดงั งานศกึ ษา นเิ วศประวตั ศิ าสตร์ : พรมแดนความร6ู้ 7 ของ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ไดเ้ สนอวา่ มิติความรบั รูแ้ ละความคดิ ต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในไทยนนั้ สามารถแบง่ ออกได้ 3 ช่วงสมัย ไดแ้ ก่ ก่อน พ.ศ. 2500 ความคิดของผู้คนยังมองสิ่งแวดล้อมเป็นส่ิงศักด์ิสิทธ์ิอยู่ ถึงแม้จะมีร่องรอยของ ความคิดว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องกายภาพอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ความคิดกระแสหลัก 66 อ�ำนาจ วงศ์บณั ฑติ , กฎหมายสงิ่ แวดล้อม, (กรงุ เทพฯ: วิญญชู น, 2545), หนา้ 37-42 67 อรรถจักร์ สัตยานุรกั ษ,์ นิเวศประวตั ศิ าสตร์: พรมแดนความรู้, 2544.
เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 37 หลังจากน้ันหลัง พ.ศ. 2500 หรือที่เรียกว่ายุคแห่งการพัฒนามโนทัศน์หลักมอง สง่ิ แวดลอ้ มเปน็ “ทรพั ยากร” ทต่ี อ้ งนำ� มาใช้ ในชว่ งนมี้ มี ติ ขิ องการอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม เช่นกัน แต่เป็นการอนุรักษ์ในลักษณ์ไว้ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนถึงช่วง พ.ศ. 2526 อรรถจกั ร์ เสนอวา่ ความคดิ เรอื่ งสงิ่ แวดลอ้ มเปลยี่ นไปอยา่ งสำ� คญั อกี ครง้ั คอื การมองสง่ิ แวดลอ้ มทม่ี คี วามหมายสลบั ซบั ซอ้ น หนงึ่ ในนนั้ คอื เปน็ คณุ คา่ ทง่ี ดงาม ท่ีต้องอนุรักษ์รักษาไว้ ในช่วงน้ีเองที่การเคล่ือนไหวเรื่องส่ิงแวดล้อมในไทยเกิดข้ึน อยา่ งเปน็ กจิ จะลกั ษณะ68 ซงึ่ ขอ้ เสนอของ อรรถจกั ร์ ในสว่ นนสี้ อดคลอ้ งกบั การศกึ ษา ของประภาส ปน่ิ ตบแตง่ ทพ่ี บวา่ การเคลอื่ นไหวของการเมอื ง ภาคประชาชนเกดิ ขน้ึ อกี ครัง้ หลัง 16 ตลุ าคม 2519 คือ ชว่ ง พ.ศ. 2533 อย่างกว้างขวางในประเดน็ ความ ขดั แย้งดา้ นทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม69 ข้อขัดแย้งด้านส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นการแย้งสิทธิอ�ำนาจ เหนอื ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มระหวา่ งรฐั ทมี่ าในรปู ของ “การพฒั นา” และ สิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของชุมชนเหนือฐานทรัพยากร เช่น การสร้างเข่ือน สร้างโรงไฟฟ้า สรา้ งนิคมโรงงานอตุ สาหกรรม ทำ� เหมอื ง เปน็ ตน้ 70 เมอื่ กลา่ วถงึ “การพฒั นา” ภาพของความเปน็ อตุ สาหกรรม ความเปน็ ตะวนั ตก และความทันสมัยจะสะท้อนข้ึนมาให้เห็นเป็นภาพแรก ดังงานของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เรือ่ ง วาทกรรมการพฒั นา : อ�ำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลกั ษณ์ และความเปน็ อนื่ 71 ในงานชนิ้ น้ี ไชยรตั น์ ไดแ้ สดงใหเ้ หน็ วา่ การพฒั นานนั้ เปน็ รปู ธรรม ของวาทกรรมการพฒั นาทถี่ กู สรา้ งขนึ้ มา และมผี ลรา้ ยกาจทำ� ใหเ้ กดิ ประเทศทพี่ ฒั นา แล้ว และประเทศท่ีด้อยพัฒนาข้ึนมาพร้อมกับวาทกรรมการพัฒนา ที่ส�ำคัญคือ วาทกรรมชุดนี้หาได้มีผลเฉพาะในทางศัพท์แสงวิชาการเท่านั้น แต่การเกิดขึ้นของ วาทกรรมการพัฒนาได้สร้างเงื่อนไขทางอ�ำนาจระหว่างประเทศท่ีพัฒนาแล้วกับ ประเทศทยี่ งั ไมพ่ ฒั นา นำ� ไปสกู่ ารครอบง�ำกำ� หนดทศิ ทาง และปกครองโดยชวี ญาณ (Governmentaltity) ใหป้ ระเทศดอ้ ยพฒั นาเหลา่ นนั้ กระโดดสสู่ ภาพแวดลอ้ มอนั เปน็ อารยะกวา่ หรอื ความเปน็ ประเทศกำ� ลงั พฒั นานนั้ เองปญั หาคอื ภาพของการพฒั นานน้ั 68 เรื่องเดียวกัน, หน้า 31-39. 69 ประภาส ปิ่นตบแต่ง, การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจน และประวัติศาสตร์การเดินขบวน ชุมนุมประทว้ งในสังคมไทย, หนา้ 35. 70 เร่ืองเดยี วกนั , หน้า 38-51. 71 ไชยรตั น์ เจรญิ สนิ โอฬาร, วาทกรรมการพฒั นา: อำ� นาจ ความรู้ ความจรงิ เอกลกั ษณ์ และความเปน็ อน่ื (กรงุ เทพฯ: วภิ าษา, 2549).
38 เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย เปน็ ภาพของประเทศตะวนั ตกซงึ่ เลย้ี งชพี ดว้ ยอตุ สาหกรรม ดว้ ยโรงงานและโรงไฟฟา้ แบบของการพฒั นานค้ี รอบคลมุ สงั คมไทยดว้ ยเชน่ กนั โดยเฉพาะในสงั คมไทยทใ่ี กลช้ ดิ กบั ฝรงั่ สงั คมไทยจงึ พยายามยดั เยยี ด การพฒั นาไปสพู่ นื้ ทท่ี ด่ี อ้ ยพฒั นา นำ� ไปสคู่ วาม ขัดแย้งในการใชท้ รัพยากรและสงิ่ แวดล้อมดังที่ชไี้ ปกอ่ นหนา้ นี้ ความขัดแย้งในหลากมิติน้ีได้ผลักให้รัฐและประชาชนต้องเผชิญหน้ากัน ในขณะท่ีกลไกกฎหมายในการระงับข้อพิพาทนั้นไม่สามารถระงับความขัดแย้งและ เยียวยาความเสียหายไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ในประเดน็ นี้ สุรชัย ตรงงาม และคณะ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อมท่ีท�ำงานมายาวนานได้เสนอปัญหาในระบบกฎหมาย สงิ่ แวดลอ้ มไทยไวใ้ นปญั หาความยตุ ธิ รรมและการจดั การความขดั แยง้ ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ ม : ศกึ ษากรณตี วั อยา่ งจากประสบการณก์ ารใหค้ วามชว่ ยเหลอื ประชาชนทางกฎหมาย72 สุรชยั และคณะไดเ้ สนอวา่ กลไกทางกฎหมายในการระงับความขดั แยง้ และเยียวยา ปัญหาส่ิงแวดล้อมน้ันมีปัญหาในทุกระดับต้ังแต่เจ้าพนักงานท่ีปฏิบัติหน้าท่ี เช่น เจ้าหน้าที่มักใช้อ�ำนาจตีความกฎหมายไปในทางท่ีตนจะไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่ หรือ ปฏิบัติหน้าท่ีล่าช้า อันเป็นเหตุให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหนักหน่วงข้ึนจนเกินเยียวยา นอกจากนส้ี ถานะของประชาชนในการเรยี กรอ้ งสทิ ธยิ งั ไมไ่ ดร้ บั การรบั รอง ประชาชน ไมส่ ามารถใชส้ ทิ ธใิ นการชมุ นมุ ของตนไดต้ ามสมควร หรอื แมแ้ ตก่ ารทำ� ประชาพจิ ารณ์ กต็ าม ตลอดจนกระบวนการยตุ ธิ รรมทางสงิ่ แวดลอ้ มทส่ี รา้ งทง้ั ตน้ ทนุ ในการดำ� เนนิ คดี และภาระในชีวิตประจำ� วันมาก ภาพของกฎหมายสิ่งแวดล้อมจากประสบการณ์ในการต่อสู้คดีของสุรชัย และคณะน้ันไม่ตา่ งจากข้อเสนอของ กอบกลุ รายะนาคร ทีไ่ ด้ใหไ้ วใ้ น กฎหมายกับ ส่ิงแวดล้อม73 ว่า ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีการรับรองสิทธิด้านส่ิงแวดล้อมให้กับ ประชาชนและชมุ ชนตง้ั แต่ พ.ศ. 2540 แลว้ และยงั มกี ฎหมายระดบั พระราชบญั ญตั ิ อีกมากมาย แต่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในกฎหมายไทยนั้นยังมีปัญหาอยู่มาก ในทกุ ระดบั เพราะการขาดความรขู้ องพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี นโยบายการพฒั นา การขาด การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนอยา่ งแทจ้ รงิ ตลอดจนการปราศจากสภาพบงั คบั ทไี่ ดผ้ ล 72 สุรชยั ตรงงาม, “ปญั หาความยุตธิ รรมและการจัดการความขดั แย้งด้านสงิ่ แวดล้อม: ศึกษาจากกรณี ตัวอย่างจากประสบการณ์การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย”, ใน สถาบันพระปกเกล้า, การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า คร้ังท่ี 10 ประจ�ำปี 2551 (นนทบุรี: ส�ำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกกล้า, 2552), หน้า 331-368. 73 กอบกุล รายะนาคร, กฎหมายกับส่ิงแวดล้อม, (กรุงเทพฯ: วญิ ญชู น, 2550), หน้า 219-228.
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย 39 ในกฎหมายสิ่งแวดล้อม จึงเรียกได้ว่าทั้งข้อคิดเห็นทางวิชาการของกอบกุล และ ประสบการณก์ ารทำ� คดขี องสรุ ชยั และคณะมาบรรจบพบกนั ทคี่ วามไรป้ ระสทิ ธภิ าพ ของกฎหมายในการจัดการปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม เมื่อกฎหมายไมเ่ ป็นที่พง่ึ แตป่ ญั หาสงิ่ แวดล้อมกลับรมุ เร้า ประชาชนทีไ่ ดร้ บั ผลกระทบจึงลุกข้ึนมาคัดค้าน “การพัฒนา” ท่ีน�ำมาซ่ึงปัญหาส่ิงแวดล้อม และ ท้ังขบวนการคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าหินกรูดกับกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดท่ีคัดค้าน การท�ำเหมืองทองค�ำภูทับฟ้า ก็เป็นสองกลุ่มในบรรดาประชาชนท่ัวทุกภูมิภาคที่ ลกุ ขึน้ มาคัดคา้ นโครงการพฒั นาทีอ่ าจมีผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดล้อม กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเป็นขบวนการเคลื่อนไหวหน้าใหม่ท่ีพึ่งเกิดข้ึนในช่วง พ.ศ. 2550 เทา่ นนั้ งานศกึ ษาเกยี่ วกบั ขบวนการนจ้ี งึ มไี มม่ าก ในบรรดางานเหลา่ นนั้ งานของ เบญจวรรณ คำ� โคตร เรอ่ื ง ความทกุ ขเ์ ชงิ สงั คมของชาวบา้ นทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบ จากการท�ำเหมืองแร่ทองค�ำ อ�ำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย74 เป็นงานท่ีให้ข้อมูลได้ มากพอสมควร เพราะเบญจวรรณไดล้ งพน้ื ทเี่ กบ็ ขอ้ มลู แบบนกั มานษุ ยวทิ ยาเปน็ เวลา หลายเดอื น งานของเบญจวรรณ ชวี้ า่ โครงการเหมอื งแรท่ องคำ� บนภทู บั ฟา้ นน้ั ไดเ้ ขา้ มา เปลยี่ นแปลงวถิ ชี วี ติ ของประชาชนในพนื้ ทม่ี ากมาย โดยทปี่ ระชาชนนนั้ ไมม่ สี ว่ นรว่ ม อย่างแท้จริง หรือแม้แต่โอกาสในการเตรียมใจกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายลง เบญจวรรณเลา่ วา่ การทำ� เหมอื งทองคำ� กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตง้ั แตก่ ารสญู เสยี ภทู บั ฟา้ อันเป็นทรัพยากรร่วมกันของคนในชุมชนแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหามลพิษตามมาอีก กลา่ วคือ แหลง่ น้�ำหลายแหล่งไม่สามารถใชอ้ ปุ โภคบริโภคได้ เพราะมีการปนเป้ือน ของสารไซยาไนด์ สขุ ภาพของประชาชนกย็ ่�ำแย่ ผลผลติ การเกษตรกต็ กต่�ำลง ยงิ่ เมอื่ รวมกับความเดอื ดร้อนรำ� คาญจากเสยี งระเบิด ความสนั่ สะเทือน และความขดั แย้ง ภายในชมุ ชนทต่ี ามมาทำ� ใหป้ ระชาชนบา้ นนาหนองบงตดั สนิ ใจตอ่ สเู้ พอื่ ปดิ เหมอื งแร่ ทองคำ� จากงานของเบญจวรรณ พบวา่ โดยทว่ั ไปกลุม่ คนรักษ์บ้านเกิดมกั ใช้วธิ ีการ ย่ืนข้อเสนอตอ่ หน่วยงานของรฐั ตา่ งๆ เพ่อื ใหเ้ ขา้ มารบั ผดิ ชอบต่อปัญหาสง่ิ แวดล้อม อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ที่ยืดเย้ือยาวนานท�ำให้ สมัย ภักด์ิมี ประธานกลุ่มคนรักษ์ บา้ นเกดิ ตอ้ งคดบี กุ รกุ เนอ่ื งจากพานกั ศกึ ษาและเยาวชนทศั นศกึ ษาแลว้ ไปลำ�้ เขตของ เหมอื งแร่ทองค�ำ75 74 เบญจวรรณ คำ� โคตร, “ความทกุ ขเ์ ชงิ สงั คมของชาวบา้ นทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากการทำ� เหมอื งแรท่ องคำ� อ�ำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย”, (พัฒนานิพนธ์ สาขาพัฒนาชุมชน คณะสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2554) 75 เรอ่ื งเดียวกนั , หนา้ 70.
40 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมาย การเคลอื่ นไหวคดั คา้ น “การพฒั นา” ของประชาชนทบ่ี า้ นกรดู เปน็ อกี ตวั อยา่ ง ทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ความขดั แยง้ รนุ แรงในดา้ นสง่ิ แวดลอ้ มและการพฒั นาในการคดั คา้ น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด อ�ำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์76 ของอิสระธรรม ไทยถาวร เปน็ งานทศี่ ึกษาเกี่ยวกับการตอ่ สู้ของประชาชนบา้ นกรูด โดยตรง พบวา่ ประชาชนบา้ นกรดู นนั้ คดั คา้ นโรงไฟฟา้ เพราะเกรงกลวั ความหายนะของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับการด�ำเนินโครงการที่ขาดความ โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้นว่า ในการท�ำประชาพิจารณ์ได้มี รายชอื่ ของผพู้ กิ าร และผทู้ เ่ี สยี ชวี ติ ไปแลว้ มารว่ มใชส้ ทิ ธดิ ว้ ยทงั้ ทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ด้77 หรอื การท�ำการศึกษาผลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ ม (EIA) ที่เสนอวา่ พื้นทะเลเปน็ หนิ โสโครก แตป่ ระชาชนกลบั พบวา่ เปน็ แนวปะการงั 78 นอกจากนกี้ ารเคลอื่ นไหวของประชาชน บา้ นกรดู ยงั ประกอบดว้ ยพนั ธมติ รหลายฝา่ ย โดยเฉพาะนกั พฒั นาเอกชน รวมถงึ กลมุ่ กรีนพีช (Greenpeace) ด้วย79 ที่พร้อมสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนบ้านกรูด โดยประชาชนใช้วิธีการต่อสู้ท่ีหลากหลายต้ังแต่การย่ืนข้อเรียกร้องตามระเบียบ ไปจนถงึ การชมุ นมุ ประทว้ ง ปดิ ลอ้ ม หรอื บกุ รกุ ปดิ โตะ๊ จนี ซง่ึ ในกรณหี ลงั สดุ จนิ ตนา แกว้ ขาว ถกู ดำ� เนนิ คดอี าญาในขอ้ หาบกุ รกุ และตอ้ งคำ� พพิ ากษาฎกี าที่ 13005/2553 ใหจ้ �ำคุก 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ในวนั ท่ี 11 ธนั วาคม 2554 จินตนา แกว้ ขาว เองก็ได้แสดงความคดิ เหน็ ของตนต่อความขดั แยง้ ระหว่าง ประชาชน กบั “การพฒั นา” ไวใ้ น ประชาสงั คมกบั การสรา้ งธรรมาภบิ าลสง่ิ แวดลอ้ ม80 จินตนาเลา่ ว่าตนเป็นชาวบา้ นที่ได้รับผลกระทบจากการพฒั นาซ่งึ ประสบการณ์ของ พื้นที่อื่นๆ ได้พิสูจน์แล้วว่า การพัฒนาด้วยโครงการขนาดใหญ่นั้นน�ำมาซึ่งหายนะ อย่างไร ซึ่งประชาชนในพื้นที่ตา่ งลุกข้นึ ต่อสู้จนโครงการโรงไฟฟา้ ท้ังทบ่ี ้านกรดู และ บอ่ นอกตอ้ งทบทวนตวั เองและยา้ ยออกไปในทสี่ ดุ อย่างไรกต็ าม จินตนาไดก้ ลา่ วถึง การพัฒนาไวว้ ่า สิ่งทีเ่ รยี กวา่ การพัฒนานน้ั ถกู นำ� เข้ามาจากทอ่ี ่ืน โดยเชอ่ื ว่าจะท�ำให้ ประเทศไทยมงั่ คงั่ ขน้ึ เปน็ สขุ ขน้ึ แตไ่ มไ่ ดต้ ง้ั คำ� ถามวา่ หากการพฒั นาเหลา่ นนั้ นำ� มาซง่ึ 76 อิสระธรรม ไทยถาวร, “การคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด อ�ำเภอบางสะพาน จังหวัด ประจวบครี ขี นั ธ”์ , (วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (รฐั ศาสตร์) มหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง, 2550) 77 เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา้ 108. 78 เรื่องเดยี วกัน, หนา้ 110-114. 79 เร่อื งเดยี วกัน, หน้า 103. 80 จนิ ตนา แกว้ ขาว, “ประชาสงั คมกบั การสรา้ งธรรมาภบิ าลสง่ิ แวดลอ้ ม”ใน สถาบนั พระปกเกลา้ , การประชมุ วิชาการสถาบนั พระปกเกล้า ครั้งที่ 10 ประจ�ำปี 2551, หน้า 569-574.
เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย 41 ผลประโยชนต์ อ่ สังคมจรงิ เหตใุ ดชาวตา่ งชาตเิ หลา่ นัน้ จึงไมเ่ กบ็ ไว้พัฒนาในประเทศ ของตน และไดย้ ำ้� วา่ การพัฒนาท่ีกลา่ วอ้างกันนน้ั มักยดึ ถือตามผลประโยชน์โดยตรง หรือโดยอ้อมของนายทุนบางกลุ่มเท่านั้น โดยไม่ได้ค�ำนึงถึงความเสียหายของคน ในพน้ื ท่ี และผลประโยชนข์ องประเทศชาติอยา่ งแทจ้ ริง แนน่ อนวา่ การตอ่ สขู้ องประชาชนบา้ นกรดู และจนิ ตนา แกว้ ขาว นน้ั ยอ่ มมที งั้ ผู้ทเี่ หน็ ดว้ ย และเห็นต่าง ในบรรดาผเู้ ห็นต่างนัน้ โสภณ พรโชคชยั เป็นหน่ึงในผู้ที่ เหน็ ตา่ งทอี่ อกมาแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งตรงไปตรงมาทส่ี ดุ ใน ความเหน็ ทางวชิ าการ : คณุ จินตนา แก้วขาว กับกฎหมู่81 โสภณโตแ้ ย้งว่า การเคลือ่ นไหวคดั คา้ นโรงไฟฟา้ ของประชาชนบา้ นกรูดน้ันไมค่ วรได้รบั การยกย่องขนาดทเ่ี ปน็ อยู่ เพราะดว้ ยวิธกี าร เปน็ วธิ กี ารทผี่ ดิ กฎหมาย และมคี วามรนุ แรงอยู่ การอา้ งสทิ ธชิ มุ ชนหรอื สทิ ธมิ นษุ ยชน กไ็ มส่ ามารถใชอ้ า้ งเปน็ เหตใุ นการทำ� ผดิ กฎหมายอาญาได้ มเิ ชน่ นนั้ เทา่ กบั วา่ บา้ นเมอื ง ไร้ข่ือไร้แป โสภณยังให้ความเห็นอีกว่า การให้สิทธิแก่กลุ่มคนหรือชุมชนพิเศษกว่า ประชาชนคนอนื่ เพยี งเพราะคนพวกนอี้ ยมู่ านานกวา่ จะทำ� ใหค้ นสว่ นใหญท่ เี่ ขา้ ไมถ่ งึ ทรพั ยากรกลายเปน็ ผดู้ อ้ ยโอกาส นอกจากนดี้ ว้ ยตวั ของจนิ ตนา แกว้ ขาวกด็ ี ตลอดจน คนในครอบครวั ของจนิ ตนาคนอ่ืนๆ ล้วนแตไ่ มค่ ู่ควรกับการได้รบั การยกยอ่ ง เพราะ หลายคนมีคดีร้ายแรงติดตัวและการเคลื่อนไหวกับการกระท�ำย้อนแย้งกันเอง เช่น ยึดครองทดี่ นิ ของรัฐไว้ แตก่ ลับอ้างว่าคัดค้านเพื่อประโยชนส์ าธารณะ เป็นตน้ ขอ้ โตแ้ ยง้ ของโสภณ ชวนใหน้ กึ ถงึ การตอ่ สเู้ พอ่ื สงิ่ แวดลอ้ มในลกั ษณะเดยี วกนั และถกู โจมตใี นทว่ งทำ� นองคลา้ ยกนั แตร่ นุ แรงกวา่ คอื การเคลอ่ื นไหวของนกั อนรุ กั ษ์ ส่ิงแวดล้อมสุดโต่ง (Radical Environmentalism) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซงึ่ สว่ นใหญเ่ ปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ในนาม Earth First!, Earth Liberation Front (ELF, Elfin) และ Animal Liberation Front (ALF) การเคล่ือนไหวของกลมุ่ การเมอื งนี้สะท้อน ออกมาจากงานศกึ ษาของ César Cuauhtémoc García Hernández เรอื่ ง Radical Environmentalism : The New Civil Disobedience?82 และงานของ Rebecca K. Smith ชือ่ เร่ืองว่า “Ecoterrorism”? : A Critical Analysis of the Vilification 81 โสภณ พรโชคชยั , “ความเหน็ ทางวชิ าการ: คณุ จนิ ตนา แก้วขาว กบั กฎหม”ู่ มลู นธิ ปิ ระเมนิ คา่ ทรพั ยส์ ิน แหง่ ประเทศไทย, [ระบบออนไลน]์ , ทมี่ า: http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market_view. php?strquery=market362.htm (4 กรกฎาคม 2555). 82 César Cuauhtémoc García Hernández, “Radical Environmentalism: The New Civil Disobedience?” (6 Seattle Journals for Social Justice, Fall/Winter 2007): 289-321.
42 เสรีภาพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย of Radical Environmental Activist as Terrorists83 งานท้ังสองช้นิ ได้อธิบาย ท่ีมาที่ไปและจุดยืนของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสุดข้ัวว่า เป็นกลุ่มคนท่ีตระหนักถึง ความรา้ ยแรงของปัญหาสิง่ แวดล้อม และไมพ่ อใจการเคลอ่ื นนโยบายของขบวนการ เคลอื่ นไหวดา้ นสงิ่ แวดลอ้ มปกตทิ ชี่ า้ ไมท่ นั กาล พวกเขาเชอื่ วา่ ชยั ชนะของขบวนการ ปกป้องสิ่งแวดล้อมกระแสหลักน้ันส่งประโยชน์เพียงเล็กน้อยเม่ือเทียบกับความ เสียหายของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น84 ด้วยเหตุน้ีพวกเขาจึงเลือกใช้วิธีการปกป้อง ส่ิงแวดล้อมด้วยวิธีการที่ตรงข้ามกับนักอนุรักษ์กระแสหลักโดยส้ินเชิง กล่าวคือ พวกเขาใชว้ ธิ กี ารทผ่ี ดิ กฎหมายเพอื่ อนรุ กั ษส์ งิ่ แวดลอ้ ม ทง้ั บกุ รกุ ปดิ ถนน นง่ั ประทว้ ง ทำ� ลายเครอื่ งมอื ทเี่ ปน็ โทษตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม รวมถงึ การทำ� ลายทรพั ยส์ นิ ดว้ ย85 ปรชั ญาที่ นกั อนรุ กั ษส์ งิ่ แวดลอ้ มสดุ ขว้ั ยดึ ถอื คอื นเิ วศวทิ ยาแนวลกึ (Deep Ecology) ซงึ่ เชอ่ื วา่ ธรรมชาตนิ น้ั มคี า่ เกนิ กวา่ จะประเมนิ ได้ และมนษุ ยไ์ มไ่ ดว้ เิ ศษกวา่ สง่ิ มชี วี ติ ใดๆ ในโลก ดงั นนั้ มนษุ ยจ์ ำ� เปน็ ตอ้ งปรบั ตวั และโครงสรา้ งสงั คมขน้ั พน้ื ฐานใหเ้ ขา้ กบั ธรรมชาติ86 1.2) การชมุ นมุ ทางการเมอื งในระดับประเทศ ตัวอย่างการชุมนุมทางการเมืองระดับประเทศท่ีดีท่ีสุด และยังคง เป็นปัญหาเร้ือรังมาจนถึงปัจจุบัน คือ การชุมนุมทางการเมืองของคนเส้ือสองสี ทง้ั พนั ธมติ รประชาชนเพอ่ื ประชาธปิ ไตย และหลงั จากนนั้ กบั กลมุ่ แนวรว่ มประชาชน ต่อต้านเผด็จการ ซ่ึงการชุมนุมของทั้งสองฝ่ายได้สร้างปัญหาให้กับผู้ไม่เก่ียวข้อง มากมายพอๆ กนั ซง่ึ หากพจิ ารณาปญั หานอ้ี าจพจิ ารณาไปตามลำ� ดบั เวลาเกอื บเจด็ ปี ทส่ี องฝา่ ยนีพ้ ลัดกนั ชุมนมุ กนั ทัว่ ประเทศ โดยเรมิ่ จากตวั อยา่ งเชน่ กรณกี ารไมย่ นื เมอ่ื มเี พลงสรรเสรญิ พระบารมี ในโรงภาพยนตร์ ประชาชนคนหนึ่งถึงกับแจ้งความจับ นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ตลอดเวบ็ ไซตฟ์ า้ เดยี วกนั และเวบ็ ไซตป์ ระชาไท ทแี่ สดงความคดิ เหน็ ถงึ กรณดี งั กลา่ ว และบานปลายใหญโ่ ตถงึ ขนั้ คลน่ื ยามเฝา้ แผน่ ดนิ ในรายการ Metro Life ไดช้ กั ชวนให้ ผคู้ นไปทำ� รา้ ยรา่ งกายนายโชตศิ กั ด์ิ ในงานเสวนา “สทิ ธมิ นษุ ยชนกบั ความเหน็ ตา่ ง” และการชกั ชวนคนไปชปู า้ ยประทว้ งนายกรฐั มนตรที ไ่ี มด่ ำ� เนนิ การกบั กรณที ชี่ อ่ ง NBT 83 Rebecca K. Smith, “‘Ecoterrorism’?: A Critical Analysis of the Vilification of Radical Environmental Activist as Terrorists” (38 Environmental Law, Spring 2008), p. 537-576. 84 Ibid, p. 544. 85 Ibid. 86 César Cuauhtémoc García Hernández, “Radical Environmentalism: The New Civil Disobedience?”, p. 299.
เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัตแิ หง่ กฎหมาย 43 ไดป้ ลอ่ ยใหค้ นใส่เส้อื สกนี “ไมย่ นื ไม่ใชอ่ าชญากรรม เห็นต่างไมใ่ ช่อาชญากร” ออก อากาศ87 โดยทพ่ี นั ธมติ รประชาชนเพอื่ ประชาธปิ ไตยยงั คงชมุ นมุ ลอ้ มทำ� เนยี บรฐั บาล อยู่ เปน็ เหตใุ หร้ ัฐบาลชดุ ใหมต่ อ้ งอาศัยสนามบนิ ดอนเมอื งเปน็ ทท่ี �ำการ การชมุ นมุ ของพนั ธมติ รประชาชนเพอ่ื ประชาธปิ ไตยยงั คงดำ� เนนิ ตอ่ ไป จนกระทงั่ เชา้ มดื วนั ที่ 7 ตลุ าคม พ.ศ. 2551 เจา้ หนา้ ทต่ี ำ� รวจนำ� โดยหนว่ ยอรนิ ทราช ได้พยายามสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาจนมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม กับเจ้าหน้าท่ีต�ำรวจจนมีผู้บาดเจ็บหลายราย จนหลังจากค�ำพิพากษาจ�ำคุก ทักษิณ ชินวัตร การเคล่ือนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคง ด�ำเนินต่อไปและมีแนวโน้มจะรุนแรงย่ิงข้ึนๆ เริ่มมีการใช้อาวุธสงครามตอบโต้กลับ จี้รถเมล์ ฯลฯ จนในวันท่ี 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 หลังจากประกาศชัยชนะ เหนือฝ่ายรัฐบาลด้วยขัดขวางการประชุมรัฐสภาจนส�ำเร็จ พันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยบุกสนามบินดอนเมือง โดยอ้างว่าต้องการขัดขวางการประชุมของ คณะรัฐมนตรีให้ได้ แล้วไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิในท่ีสุด ซ่ึงตลอดระยะการ เคล่ือนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มีความรุนแรงตอบโต้กัน ไปมาระหวา่ งผูเ้ หน็ ดว้ ยและผทู้ ่ไี ม่เห็นดว้ ยเสมอ อกี ดา้ นหนงึ่ กำ� ลงั ของแนวรว่ มประชาชนตอ่ ตา้ นเผดจ็ การเรมิ่ กอ่ ตวั ขนึ้ เปน็ รปู เปน็ รา่ ง เมอ่ื มเี หตกุ ารณท์ างการเมอื งเกดิ มากขนึ้ การชมุ นมุ ทส่ี อ่ เคา้ ไปในทาง รนุ แรงเกดิ ขน้ึ อกี ครงั้ แตเ่ ปน็ การชมุ นมุ จากฝา่ ยแนวรว่ มประชาธปิ ไตยตอ่ ตา้ นเผดจ็ การ เชน่ วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้อา่ นค�ำพิพากษาคดยี ุบพรรค พลงั ประชาชนตามนดั โดยยา้ ยหนกี ารชมุ นมุ ของแนวรว่ มประชาชนเพอ่ื ประชาธปิ ไตย มาอ่านคำ� วนิ จิ ฉัยท่ีศาลปกครอง โดยได้รบั การคุ้มครองจากหนว่ ยรบพเิ ศษป่าหวาย ตามคำ� สง่ั ของ พลเอก อนพุ งษ์ เผา่ จนิ ดา และศาลมคี ำ� วนิ จิ ฉยั ใหย้ บุ พรรคพลงั ประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทยในท่ีสุด เม่ือมีค�ำส่ังยุบพรรคฯ พันธมิตร ประชาชนเพอื่ ประชาธปิ ไตยจงึ ประกาศชยั ชนะ พรอ้ มคนื ทำ� เนยี บรฐั บาล โดยแลกกบั การถอนฟ้องคดีบุกรุกทุกคดี และหลังจากนี้เป็นช่วงสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ ทีจ่ ะพิจารณาในส่วนถัดไป การเคลื่อนไหวต่อไปของแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ คือ การชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลด�ำเนินคดีต่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 87 วาด รว,ี วกิ ฤต 19: ล�ำดับเหตุการณบ์ า้ นเมอื ง 19 กันยายน 2549 - 19 พฤษภาคม 2553, กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา, 2554
44 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย ท่ียึดและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งเรียกร้องให้น�ำรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 กลบั มาใช้ และเรยี กรอ้ งใหย้ บุ สภา ระหวา่ งนคี้ นเสอื้ แดง หรือแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองท้ังใน กรงุ เทพมหานคร และตา่ งจงั หวดั ความขดั แยง้ ลกุ ลามบานปลายจนกระทง่ั คนเสอ้ื แดง ล้มการประชมุ อาเซียนในวันท่ี 11 เมษายน พ.ศ. 2552 และนายอภิสทิ ธิ์ เวชชาชวี ะ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นท่ีพัทยา จังหวัดชลบุรี การเคล่ือนไหวเหล่าน้ี ท�ำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคเอกชนว่า การกระท�ำของคนเส้ือแดงน้ัน ก็ไม่ต่างจากคนเสื้อเหลือง ในแง่หน่ึงความคิดเห็นน้ีก็ได้สะท้อนร่องรอยของความ ขดั แยง้ วา่ เรม่ิ ดำ� เนนิ ไปในแนวทาง “ตาตอ่ ตา ฟนั ตอ่ ฟนั ” แลว้ ความขดั แยง้ ระหวา่ ง คนเสอื้ แดงกบั รัฐบาลด�ำเนินตอ่ ไปจนเกิดการจลาจลและการสลายการชมุ นมุ โดยใช้ กระสนุ จรงิ ตามการรายงานข่าวของบีบซี ี ในเช้ามดื วันท่ี 13 เมษายน พ.ศ. 2552 เหตกุ ารณน้ีภายหลังถูกขนานนามวา่ “สงกรานต์เลือด”88 หลงั จากการปราบปรามไปหนง่ึ ครง้ั การเคลอื่ นไหวชมุ นมุ กย็ งั เกดิ ขนึ้ อกี กล่าวคอื ในวันที่ 26 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ศาลฎกี าแผนกคดีอาญาสำ� หรบั ผดู้ �ำรง ต�ำแหน่งทางการเมอื งพิพากษาใหย้ ดึ ทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษณิ ชินวัตร จ�ำนวน 46,373 ลา้ นบาท โดยอ้างอำ� นาจด�ำเนนิ การตามประกาศคณะปฏริ ูปการปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ ประมขุ ฉบบั ท่ี 30 ถงึ แมว้ า่ การทศี่ าลหยบิ ยก กฎหมายของคณะรฐั ประหารขนึ้ มาใช้ และรบั รองผลของการรฐั ประหารนนั้ จะไมไ่ ด้ เกิดข้ึนคร้ังแรก แต่เนื่องด้วยคดีน้ีเป็นคดีใหญ่ และมีการยึดทรัพย์เป็นจ�ำนวนมาก ค�ำพิพากษาดังกล่าวจึงปลุกคนเสื้อแดงข้ึนมาอีกคร้ังหลังจากเหตุการณ์เมษาเลือด โดยกำ� หนดการชมุ นมุ ใหญใ่ นวนั ที่12เมษายนพ.ศ.2553และเพอ่ื รบั มอื การชมุ นมุ ใหญ่ ของคนเส้ือแดง ทป่ี ระชมุ คณะรัฐมนตรีจงึ มีมติประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั กิ ารรักษา ความมน่ั คงภายในราชอาณาจกั ร ในพน้ื ทกี่ รงุ เทพมหานคร และปรมิ ณฑล ตงั้ แตว่ นั ที่ 11-23 มนี าคม พ.ศ. 2553 โดยมีนายสเุ ทพ เทือกสบุ รรณ เปน็ ผู้อำ� นวยสถานการณ์ จนกระทั่งวันที่ 12 มนี าคม พ.ศ. 2553 คนเสือ้ แดงจากหลายภาคมารวมตัวกันใน กรงุ เทพมหานคร กวา่ 120,000 คน โดยเคลอ่ื นขบวนจาก 6 จดุ เขา้ กรงุ เทพมหานคร สถานการณก์ ารชมุ นมุ ในกรงุ เทพมหานครเปน็ ไปอยา่ งยาวนาน มกี าร ปะทะกนั หลายคร้งั ด้วยระเบดิ ตีกัน มกี ารเทเลือด เดนิ ขบวนรอบกรุง จนรฐั บาล ตอ้ งขยายระยะเวลาการใชพ้ ระราชบญั ญตั คิ วามมน่ั คงฯ ตอ่ ไปอกี 7 วนั การปะทะกนั 88 เรอ่ื งเดียวกัน.
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญตั แิ หง่ กฎหมาย 45 อย่างต่อเนื่องน�ำไปสู่การเจรจาคร้ังแล้วครั้งเล่า ซ่ึงข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง คือ ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากต�ำแหน่งและยุบสภาคืนอ�ำนาจสู่ประชาชน ทา่ มกลางการกดดนั ของพรรครว่ มรฐั บาลวา่ ควรยบุ สภาภายในสนิ้ ปี ขณะทนี่ กั วชิ าการ จำ� นวนหนง่ึ เสนอใหน้ ายกรฐั มนตรยี บุ สภาภายใน 3 เดอื น แตน่ ายกรฐั มนตรตี อ้ งการจะ แก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนจะมีการยุบสภา ท�ำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาลไม่สามารถ ตกลงกนั ไดพ้ รอ้ มๆ กบั ความรนุ แรงทเี่ กดิ ขนึ้ ซำ้� แลว้ ซำ้� เลา่ พอการชมุ นมุ เรม่ิ นานเขา้ จึงมีการประเมินความเสียหายจากการชุมนุม โดยภาคเอกชนประเมินออกมาว่า สญู เสยี รายไดก้ วา่ 10,000 ลา้ นบาท แมแ้ ตศ่ าลแพง่ เองกย็ กคำ� รอ้ งใหผ้ ชู้ มุ นมุ เสอ้ื แดง ออกจากสแี่ ยกราชประสงคอ์ นั เปน็ สถานทช่ี มุ นมุ ในขณะนน้ั จนมกี ารสลายการชมุ นมุ ครั้งแรกวันที่ 5-7 เมษายน พ.ศ. 2553 และการประกาศใช้พระราชก�ำหนด สถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร ในเวลาต่อมา และเหตุการณ์การสลาย การชมุ นมุ อกี ครง้ั ตามมาในวนั ท่ี 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ซงึ่ รฐั บาลเรยี กวา่ “การขอคนื พ้ืนที่” มกี ารใชค้ วามรนุ แรง ทสี่ ดุ แลว้ จากการสลายการชมุ นมุ 2 ครงั้ ในเดอื นเมษายน พ.ศ. 2553 วา่ มผี เู้ สยี ชวี ติ ทง้ั สนิ้ 27รายและบาดเจบ็ อกี 1,400รายหลงั จากนนั้ การชมุ นมุ ดำ� เนนิ ตอ่ ไป และมีทา่ ทีท่รี ุนแรงขน้ึ ทงั้ การกักรถไฟ เกดิ คนเส้ือหลากสี จนนายกรฐั มนตรปี ฏิเสธ การเจรจารอบที่ 3 ในวนั ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553 จนกระทัง่ ในวนั ท่ี 26 เมษายน พ.ศ. 2553 ฝา่ ย ศอฉ. ไดแ้ ถลงวา่ มเี ครอื ขา่ ยลม้ สถาบนั โยงใยกบั พ.ต.ท. ทกั ษณิ ชนิ วตั ร พร้อมแจกเอกสารและแผนภูมิประกอบการออกผังดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการ ปลุกกระแสลม้ เจา้ ขึ้นมาทำ� ลายอีกฝา่ ย ในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 นายกรฐั มนตรีอภิสทิ ธ์ิ เวชชาชีวะ ไดป้ ระกาศวนั เลอื กตงั้ โดยยอมลดลงครง่ึ หนงึ่ จากขอ้ เสนอแรกของตน คอื จาก 90 วนั เปน็ 45 วนั และประกาศใหม้ กี ารเลอื กตงั้ ในวนั ที่ 14 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2553 ทา่ มกลาง การคัดคา้ นจากกลุ่มพนั ธมิตรประชาชนเพ่อื ประชาธิปไตย สมาชิกพรรค พรรคร่วม รฐั บาล และกลมุ่ คนเสอ้ื หลากสี ทา่ ทขี องการชมุ นมุ ทำ� ทา่ จะผอ่ นคลายลง จนผชู้ มุ นมุ เตรียมตัวจะเดินทางกลับ จนกลางดึกวันท่ี 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีคนร้าย ไมท่ ราบฝา่ ยยงิ ใสท่ หารตำ� รวจจนมผี บู้ าดเจบ็ และเสยี ชวี ติ ซง่ึ นายอภสิ ทิ ธิ์ เวชชาชวี ะ ได้ระบุว่ากลุ่มผู้ก่อการร้าย คือ ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการปรองดอง ได้แก่ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากน้ัน นายอภิสิทธ์ิยกเลิกข้อเสนอปรองดองและล้มข้อเสนอเร่ืองการยุบสภาและ การเลือกตั้ง ฝ่ายคนเส้ือแดงเองก็ยืนยันจะไม่สลายการชุมนุม และไม่ยอมรับการ
46 เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย เลือกตั้งจนกว่าจะมีการสอบสวนหาตัวผู้กระท�ำความผิดส่ังยิงประชาชนในวันท่ี 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ได้ จนวนั ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 นายอภสิ ทิ ธิ เวชาชวี ะ ไดก้ ำ� หนดเสน้ ตายใหค้ นเสอ้ื แดงสลายการชมุ นมุ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เสธ.แดง ถูกยิงไม่ได้สติ สถานการณ์เข้าขันรุนแรงที่สุด มีการกระชับพื้นท่ี ในวันท่ี 14-16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และมีการใชก้ ระสนุ จรงิ วันที่ 17-18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีการใช้แผน “งเู หลอื มรดั ” และราชประสงค์กแ็ ตกในวันถัดมาวนั ท่ี 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ดงั นนั้ พจิ ารณาจากประสบการณข์ องประเทศไทยดงั กลา่ วแลว้ ยอ่ มเหน็ ไดว้ า่ สถานะของการชุมนมุ ทางการเมืองในประเทศไทยมลี กั ษณะ คือ ประการแรก การเมอื งในระบบและชอ่ งทางทางการเมอื งปกตไิ มส่ ามารถใชใ้ น การระงบั ขอ้ พพิ าทได้ จนนำ� พาความขดั แยง้ มาสทู่ อ้ งถนน พรอ้ มๆ กนั นนั้ การชมุ นมุ ด้วยกิริยาท่ีเรียบร้อยนั้นไม่สามารถดึงดูดความสนใจของสังคมการเมืองได้ และ อ่อนก�ำลังในการต่อสู้ลงในที่สุด ขณะท่ีขบวนการภาคประชาชนท่ีมีพฤติกรรม การชุมนุมส่อไปในทางก้าวร้าวจะได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่า และได้รับ ชยั ชนะมากกว่า ประการทส่ี อง การชมุ นมุ ทางการเมอื งของประชาชนมกั จบลงดว้ ยความรนุ แรง ท่ีเกิดกับภาคประชาชนเสมอ ต้ังแต่ความขัดแย้งทางการเมืองในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนถงึ ปจั จบุ นั และในทกุ ระดบั ตง้ั แตผ่ นู้ ำ� ชาวไรช่ าวนา แกนนำ� การชมุ นมุ ของขบวนการท้องถ่ินต่างๆ ไปจนถึงแกนน�ำการชุมนุมท่ีราชประสงค์ แต่ความ สูญเสยี นนั้ ไมถ่ ูกจดจ�ำเท่าที่ควร ประการท่ีสาม การชุมนุมในประเทศไทยท่ีมีขอบเขตระดับประเทศนั้น พงึ่ เกดิ ขน้ึ ในชว่ งหลงั เทา่ นนั้ ความขดั แยง้ ในระยะแรกคอื ความขดั แยง้ ระหวา่ งชมุ ชน และการพัฒนา ซึ่งในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม ความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้เอื้อให้ประชาชนเกิด การปรบั ตวั เพอื่ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการจดั สรรนโยบายสาธารณะมากขน้ึ จงึ มแี นวโนม้ วา่ จะเกิดชุมนมุ แบบใหมๆ่ ขนึ้ อกี มาก ประการที่สี่ หลังจากการชมุ นมุ ทางการเมอื งในระดับประเทศเปน็ ระยะเวลา นานและรนุ แรง ทำ� ใหป้ ระเทศไทยเรมิ่ เกดิ กระแสการ “ขยาด” การชมุ นมุ ในรปู แบบ ตา่ งๆ และเร่ิมมองการชมุ นุมต่างๆ เป็นการ “ท�ำร้ายประเทศไทย” ประการทห่ี า้ จากประสบการณข์ องความขดั แยง้ ในประเทศไทย การพจิ ารณา ปัญหาการชุมนุมและความรุนแรงท่ีเกิดจากการชุมนุมนั้นจ�ำต้องให้ความส�ำคัญกับ
เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 47 รายละเอียดของเหตุการณแ์ ละบรรยากาศระหวา่ งการชมุ นมุ ดว้ ย เชน่ การใชว้ าจา ผรุสวาท การปล่อยข่าวโจมตีกล่าวหาซึ่งกันและกัน การเปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมที่อยู่ สองฝ่ายไดเ้ ผชญิ หน้ากนั เป็นตน้ การศึกษาเสรีภาพในการชุมนุมของประเทศไทยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซ้ึง เพียงพอในการวางหลักการอันเป็นเนื้อหาและขอบเขตของเสรีภาพในการชุมนุม ไดน้ น้ั จำ� เปน็ ตอ้ งพจิ ารณาถงึ สภาพทางสงั คมการเมอื ง สภาพของการชมุ นมุ เหลา่ น้ี ประกอบดว้ ย เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษาเปรยี บเทยี บกฎหมาย คำ� พพิ ากษาของศาล หรอื ประสบการณข์ องประเทศต่างๆ ก็ควรพิจารณาใช้ปัญหาเหล่าน้ีเป็นเค้าโครงในการ คดั เลือกประเทศสำ� หรับการเปรยี บเทยี บดว้ ย
48 เสรีภาพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย บรรณานุกรม เอกสารภาษาตา่ งประเทศ AnnCudd, “Contractarianism”. The Stanford Encyclopedia of Philosophy (Fall 2008 Edition). Edward N. Zalta (ed.), (online), available from: http:// plato.stanford.edu/archives/fall2008 /entries/contractarianism/. (July 2012, 27) Benjamin Powell. “State Development Planning: Did it Create the East Asian Miracle”. Independent Institution Working Papers No. 54, 24 September 2004. Britannica. “Abraham Lincoln” (online), Encyclopedia Britannica, available from: http://www.britannica.com/EBchecked/topic/341682/Abraham- Lincoln/341682suppinfo/Supplemental-Information , (July 2012, 27) Carl Cohen. Civil Disobedience: Tactic. Conscience and the Law, 1971. César Cuauhtémoc García Hernández, “Radical Environmentalism: The New Civil Disobedience?” (6 Seattle Journals for Social Justice, Fall/Winter 2007): 289-321. David M. Engel. “How Does Law Matter in the Constitution of Legal Consciousness”, in Bryant G. Garth and Austin Sarat (eds), How Does Law Matters?. Northwestern University Press, 1998. Frank Munger. “Mapping Law and Society” in Austin Sarat, et al., Crossing Boundaries: Traditions and Transformations in Law and Society Research. Evanston: Northwestern University Press, 1998. Henry C. Black, Black’s Law Dictionary, 6th. ed. (St. Paul, Minn.: West, 1990). p. 115. อ้างใน มานะชัย แก้วพงษ์ษา. มาตรการในการควบคุมการใช้เสรีภาพในการชุมนุม สาธารณะ. วิทยานิพนธน์ ิตศิ าสตรมหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง, 2553. James C. Scott. Weapon of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance. London: Yale University Press, 1985. Rebecca K. Smith, “‘Ecoterrorism’?: A Critical Analysis of the Vilification of Radical Environmental Activist as Terrorists”. 38 Environmental Law, Spring 2008.
เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมาย 49 เอกสารภาษาไทย กอบกุล รายะนาคร. กฎหมายกบั สิ่งแวดลอ้ ม. กรงุ เทพฯ: วิญญชู น, 2550. เกษียร เตชะพีระ. “ตารางเปรียบเทียบหลักการเสรีนิยม (Liberalism) กับหลักการ ประชาธปิ ไตย (Democracy)”. [ระบบออนไลน]์ .ทม่ี า: http://www.facebook.com/ photo.php?fbid= 4337758725054&set=a.2556231547988.143206. 1319945109&type=1&theater (20 พฤศจกิ ายน 2555). คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาต.ิ ปฏญิ ญาสากลวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน The Universal Declaration of Human Rights. กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งานคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน แห่งชาต,ิ 2554. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. หลักกฎหมายระหว่างประเทศท่ัวไปเกี่ยวกับ สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน. กรุงเทพฯ: ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาต,ิ ม.ป.ป. จอหน์สจว๊ ตมลิ ล,์ “บนทางเสรภี าพ”. แปลโดยภทั รพรสริ กิ าญจน.งานแปลของคณะกรรมการ วจิ ยั แห่งชาติ (วช.) ลำ� ดับท่ี 100, 2530. จนั ตรี สนิ ศภุ ฤกษ.์ “ความหมายและลกั ษณะของสทิ ธ”ิ ใน ความรพู้ นื้ ฐานเกยี่ วกบั กฎหมาย, มานิตย์ จุมปา (บรรณาธิการ). กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2548. จันทจิรา เอ่ียมมยุรา. “เสรีภาพในการชุมนุมในท่ีสาธารณะ: หลักท่ัวไปและข้อจ�ำกัด”. บทบัณฑติ ย์ ปีที่ 65 ฉบบั ท่ี 4, 2552. จนั ทจิรา เอีย่ มมยุรา. 3. ขอ้ จ�ำกดั เกยี่ วกับเสรีภาพในการชุมนมุ สาธารณะในท่ีสาธารณะ. [ระบบออนไลน]์ ทม่ี า : www.enlightened-jurists.com/page/128/ขอ้ จำ� กดั เกยี่ วกบั เสรีภาพในการชมุ นุมสาธารณะในท่ีสาธารณะ. html (1 กรกฎาคม 2557) จินตนา แก้วขาว. “ประชาสังคมกับการสร้างธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม” ใน สถาบัน พระปกเกล้า. การประชมุ วชิ าการสถาบนั พระปกเกล้า ครง้ั ที่ 10 ประจำ� ปี 2551. ฉัตรทพิ ย์ นาถสภุ า. ลทั ธเิ ศรษฐกจิ การเมือง. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2539. ไชยรตั น์ เจริญสนิ โอฬาร. ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คมรูปแบบใหม.่ กรงุ เทพฯ: วิภาษา, 2545. ไชยรตั น์ เจรญิ สินโอฬาร. วาทกรรมการพฒั นา: อำ� นาจ ความรู้ ความจรงิ เอกลกั ษณ์ และ ความเป็นอืน่ . กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2549. เดวิด เอ็ม. เองเกล. ปาฐกถา เร่ือง “Globalization and Legal Consciousness”. ณ หอ้ งประชมุ ชัน้ 2 ส�ำนกั บรกิ ารเทคโนโลยสี ารสนเทศ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ (ITSC) วันที่ 21 มกราคม 2554. นาโอมิ ไคลน์, โนโลโก.้ แปลโดย เพญ็ นภา หงษ์ทอง. กรุงเทพฯ: ฟา้ เดยี วกนั , 2555. นธิ ิ เอยี วศรวี งศ.์ “แหน่ างแมวกบั วกิ ฤตใิ นวฒั นธรรมชาวนา”. ศลิ ปวฒั นธรรม 10, 4. กมุ ภาพนั ธ์ 2532.
50 เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย เบญจวรรณ ค�ำโคตร. “ความทุกข์เชิงสังคมของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการท�ำ เหมืองแร่ทองค�ำ อ�ำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย”. พัฒนานิพนธ์ สาขาพัฒนาชุมชน คณะสงั คมศาสตรแ์ ละมนุษยศ์ าสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2554. ประภาส ป่นิ ตบแตง่ . กรอบวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสงั คม. เชยี งใหม:่ มูลนธิ ไิ ฮน์ รคิ เบลิ ล์ สำ� นกั งานภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต,้ 2552. ไพโรจน์ ชัยนาม. ค�ำอธิบายกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: สำ� นกั พิมพอ์ ักษรนติ ิ, 2495. รัชนี นิลจันทร์. “การเรียกร้องสิทธิของคนจน: กรณีการระเบิดของโรงงานอบล�ำไย”. วทิ ยานพิ นธส์ งั คมศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาพฒั นาสงั คม คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, 2548. วาด รวี. วิกฤต 19: ลำ� ดับเหตุการณ์บ้านเมือง 19 กันยายน 2549 - 19 พฤษภาคม 2553. กรงุ เทพฯ : ศรีปญั ญา, 2554 วนิ จิ เจรญิ ชยั ยง. “กฎหมายเกย่ี วกบั การชมุ นมุ โดยสงบ”. วทิ ยานพิ นธน์ ติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2539. วิษณุ เครอื งาม. “เสรภี าพในการแสดงความคดิ เห็น” วาสารนติ ิธรรมศาสตร์ 11. 4 (2525): 570-571. สมคดิ เลศิ ไพฑรู ย.์ กฎหมายรฐั ธรรมนญู :หลกั การใหมต่ ามรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548 สมภาร พรมทา. ปรชั ญาสังคมและการเมือง. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2539. สรุ ชยั ตรงงาม. “ปญั หาความยตุ ธิ รรมและการจดั การความขดั แยง้ ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม: ศกึ ษา จากกรณตี วั อยา่ งจากประสบการณก์ ารใหค้ วามชว่ ยเหลอื ประชาชนดา้ นกฎหมาย”. ในสถาบนั พระปกเกลา้ ,การประชมุ วชิ าการสถาบนั พระปกเกลา้ ครง้ั ท่ี10ประจำ� ปี2551. นนทบรุ ี: ส�ำนกั วจิ ยั และพัฒนา สถาบนั พระปกกลา้ , 2552. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2546. โสภณ พรโชคชยั . “ความเหน็ ทางวชิ าการ: คณุ จนิ ตนา แกว้ ขาว กบั กฎหม”ู่ . มลู นธิ ปิ ระเมนิ คา่ ทรัพยส์ นิ แหง่ ประเทศไทย. [ระบบออนไลน์], ท่มี า: http://www.thaiappraisal. org/thai /market/ market_view.php?strquery=market362.htm (4 กรกฎาคม 2555). หยุด แสงอุทัย. ค�ำอธิบายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511. กรุงเทพฯ: น�ำเซยี การพิมพ,์ 2512. อรรถจกั ร์ สตั ยานรุ ักษ์. จะรักกนั อยา่ งไรในเมือ่ เรายังไม่เขา้ ใจกนั . นนทบรุ ี: Oh My God, 2553. อำ� นาจ วงศ์บณั ฑติ , กฎหมายส่ิงแวดลอ้ ม, (กรุงเทพฯ: วญิ ญูชน, 2545), หน้า 37-42
เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 51 อิสระธรรม ไทยถาวร. “การคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด อ�ำเภอบางสะพาน จงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ”์ . วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (รฐั ศาสตร)์ มหาวทิ ยาลยั รามค�ำแหง, 2550. เอนก เหลา่ ธรรมทศั น์. การเมืองของพลเมือง: สู่สหัสวรรษใหม่. กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2546.
52 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญตั แิ หง่ กฎหมาย บทท่ี 3 เสรีภาพในการชมุ นมุ ของประเทศฝรัง่ เศส ประเทศฝร่ังเศสมีการชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงบ่อยครั้ง ระหว่าง ค.ศ.1990-1995 มกี ารประทว้ งเฉลย่ี 1,254 ครง้ั ตอ่ ปใี นฝรง่ั เศส ขณะทม่ี กี ารประทว้ ง เฉลยี่ 718 ครง้ั ในเยอรมนั , 554 ครง้ั ในสเปน, 76 ครง้ั ในนอรเ์ วย,์ 40 ครงั้ ในออสเตรยี และเพียง 5 คร้งั ต่อปีในลกั เซมเบริ ก์ 1 การชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงเป็นวิธีการแสดงความคิดเห็นและ การมีส่วนร่วมทางการเมืองท่ีอยู่คู่กับสังคมฝรั่งเศสมายาวนาน การท่ีคนฝร่ังเศส เลือกใช้การชุมนุมและการเดินขบวนประท้วงเป็นวิถีทางในการแสดงออกทาง การเมืองบ่อยครั้งมิได้หมายความว่าประเทศฝรั่งเศสมีความเป็นประชาธิปไตย นอ้ ยกวา่ ประเทศอนื่ ๆ การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งแบบไมเ่ ปน็ ทางการผา่ นการชมุ นมุ และการเดินขบวนประท้วงมีบทบาทส�ำคัญไม่น้อยไปกว่าการแสดงออกอย่างเป็น ทางการผ่านการเลือกต้ังผู้แทนหรือการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเคลื่อนไหว ทางการเมืองของภาคประชาชนและสังคมผ่านชุมนุมและการเดินขบวนประท้วง เปน็ การถ่วงดุลอำ� นาจของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ภายใตร้ ะบบการปกครองของ สาธารณรฐั ที่ 5 ท่ีเพมิ่ ความเขม้ แข็งใหก้ ับฝา่ ยบรหิ ารและจำ� กดั อำ� นาจของรัฐสภา ท้ังนี้ การที่การชุมนุมและการประท้วงจะพัฒนามาเป็นเครื่องมือในการ แสดงออกทางการเมืองที่มีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับได้ในประเทศฝรั่งเศส ก็แต่โดยเง่ือนไขทางการเมือง และเงื่อนไขด้านกฎหมายเอื้อต่อพัฒนาการดังกล่าว การศึกษาเก่ียวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายในประเทศฝร่ังเศสจึงไม่สามารถแยกออกจากการศึกษา ประวตั ศิ าสตรก์ ารเมอื ง (หวั ขอ้ 3.1) และบรบิ ทความขดั แยง้ ทนี่ �ำไปสกู่ ารเคลอ่ื นไหว ของประชาชน (หัวข้อ 3.2) ซ่ึงมีความส�ำคัญต่อการท�ำความเข้าใจหลักเกณฑ์ ทางกฎหมายเกี่ยวกับเสรีภาพในการชุมนุมและการประท้วงในประเทศฝรั่งเศส (หวั ขอ้ 3.3) รวมทง้ั การตีความและการใช้บงั คบั หลกั เกณฑ์เก่ียวกับเสรีภาพในการ ชุมนุมและการประทว้ งโดยองค์กรฝา่ ยปกครองและองค์กรตุลาการ (หัวข้อ 3.4) 1 Taehyun Nam, “Rough days in democracies: Comparing protests in democracies”, European Journal of Political Research, 2007, 97-120, 108.
เสรภี าพในการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 53 3.1 บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ ประเทศฝรงั่ เศส ผู้วิจัยเลือกท่ีจะศึกษาบริบททางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ฝรงั่ เศสที่มีอิทธพิ ลต่อการชุมนมุ และการประทว้ งหลงั จากการจดั ตั้งสาธารณรัฐที่ 3 ท่ีเปน็ “จดุ เปลี่ยน” ทส่ี �ำคัญของบรบิ ทที่เกีย่ วข้องกับการชมุ นมุ ในประเทศฝรั่งเศส ในหลายด้านดว้ ยกัน กล่าวคือ ประการที่ 1 การกลับมาสู่ระบอบสาธารณรัฐและความมีเอกเทศของการ ชุมนุมจากการปฏิวัติหลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1789 ประเทศฝร่ังเศสเข้าสู่ยุคแห่งการ แสวงหารปู แบบการปกครองแทนระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ ฝรงั่ เศสเปลย่ี นแปลง ระบอบการเมืองการปกครองไปมาร่วมสิบครั้งระหว่างระบอบกษัตริย์ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ระบอบสาธารณรัฐ และระบอบเผด็จการ โดยการเปลย่ี นแปลงระบอบ การปกครองแต่ละคร้ังล้วนเป็นผลมาจากการช่วงชิงอ�ำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ด้วย การปฏิวัติ เม่ือฝ่ายใดโค่นล้มอ�ำนาจส�ำเร็จก็ท�ำการสถาปนาระบอบการปกครอง ตามทศั นะของตน แตฝ่ า่ ยอนื่ ๆ ทม่ี คี วามเหน็ แตกแยกกย็ งั ด�ำรงอยแู่ ละเมอ่ื ไดโ้ อกาส ก็จะทำ� การชว่ งชิงอ�ำนาจ หลงั การจดั ตงั้ สาธารณรฐั ท่ี 3 การปกครองระบอบสาธารณรฐั ลงรากฐานมนั่ คง ในประเทศฝรงั่ เศส แมว้ า่ รฐั บาลจะไรเ้ สถยี รภาพและแมจ้ ะมกี ารตอ่ ตา้ นจากฝา่ ยทมี่ ี แนวคดิ ทางการเมืองต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นฝา่ ยอนรุ ักษน์ ยิ ม ฝ่ายคอมมวิ นิสต์หรือ ฝ่ายขวาจัดจนถึงช่วงสิ้นสงครามโลกคร้ังที่สอง แต่ไม่มีการปฏิวัติล้มล้างระบอบ การปกครองนับแต่น้นั เป็นตน้ มา ค.ศ. ระบอบการปกครอง Ancien régime สิน้ สดุ การปกครอง กอ่ น 1789 (ระบอบเก่า) สนิ้ สุดโดยการปฏวิ ตั ิ กษตั ริย์ Post-révolution 1789-1792 (สมบูรณาญาสิทธริ าชย์) (ยุคหลงั การปฏิวตั ิ) ส้นิ สดุ โดยการปฏวิ ตั ิ กษัตริย์ภายใต้ สาธารณรัฐที่1 1792-1799 รัฐธรรมนูญ กงสลุ จกั รวรรดิที่ 1 สน้ิ สุดโดยการรัฐประหาร 1799-1815 สาธารณรฐั สน้ิ สดุ โดยการแพส้ งคราม เผดจ็ การ Restauration 1815-1830 Régime bonapartiste สน้ิ สดุ โดยการปฏวิ ัติ กษัตรยิ ์ภายใต้ รัฐธรรมนญู
54 เสรีภาพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย ค.ศ. ระบอบการปกครอง สน้ิ สดุ การปกครอง Monarchie de juillet สิ้นสดุ โดยการปฏวิ ัติ 1830-1848 กษัตรยิ ์ภายใต้ รัฐธรรมนญู สาธารณรฐั ที่ 2 สน้ิ สุดโดยการรัฐประหาร จกั รวรรดิที่ 2 สิ้นสุดโดยการแพส้ งคราม 1848-1852 สาธารณรัฐ 1852-1870 เผด็จการ Régime สาธารณรฐั ที่ 3 สิ้นสดุ โดยการแพส้ งคราม ระบอบ Vichy สนิ้ สดุ หลังไดร้ ับเอกราช bonapartiste สาธารณรัฐท่ี 4 ส้ินสุดโดยกบฏแอลจีเรยี 1870-1940 สาธารณรฐั สาธารณรัฐที่ 5 1940-1944 เผดจ็ การ 1944-1958 สาธารณรัฐ 1958-ปัจจบุ ัน สาธารณรฐั นับแต่การจัดตงั้ สาธารณรฐั ที่ 3 เป็นตน้ มา การชมุ นมุ และการประท้วงไม่ได้ นำ� ไปสกู่ ารปฏวิ ตั เิ ปลย่ี นแปลงระบอบการปกครองอกี ตอ่ ไป ไมว่ า่ จะเปน็ ใน ค.ศ. 1940, 1944 หรอื 1958 เราสามารถแยกการปฏิวตั อิ อกจากการชุมนมุ และการประทว้ งได้ โดยขณะเดียวกันการชุมนุมและการประท้วงยังคงมีบทบาทส�ำคัญในวิกฤติทาง การเมืองหลายครัง้ ในสาธารณรัฐตอ่ ๆ มา บรบิ ททางการเมอื งดงั กลา่ วเหมาะสมกบั การศกึ ษาพฒั นาการของการชมุ นมุ และการประทว้ งใน“รปู แบบ”และ“บทบาท”ทค่ี นุ้ เคยในปจั จบุ นั กลา่ วคอื การชมุ นมุ และการประท้วงโดยสงบและปราศจากอาวุธซึ่งเป็นวิธีแสดงออกทางการเมืองของ ประชาชนในสงั คมประชาธิปไตย ประการท่ี 2 การรบั รองเสรภี าพในการชมุ นมุ และการประทว้ งโดยชดั แจง้ และ เปน็ เอกเทศเปน็ ครง้ั แรก แมว้ า่ ประเทศฝรงั่ เศสจะเปน็ ตน้ แบบของการปฏวิ ตั เิ ปลยี่ นแปลงการปกครอง ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยใ์ นครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 18ภายใตค้ ำ� ขวญั เสรภี าพเสมอภาค และภราดรภาพ (Liberté, Egalité et Fraternité) แตเ่ สรภี าพในการชมุ นุมและ การประทว้ งกลบั ไมไ่ ดร้ บั การรบั รองไวอ้ ยา่ งเปน็ เอกเทศโดยปฏญิ ญาวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชน และพลเมือง (Déclaration des droits de l’homme et des citoyens)2 หรอื โดยรฐั ธรรมนูญฉบับต่างๆ 2 ปฏญิ ญาวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 ใหก้ ารรบั รองเพยี งเสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็
เสรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติแหง่ กฎหมาย 55 รัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐก่อนๆ ของฝรั่งเศสรับรองเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของพลเมือง แต่ไม่ได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุมประท้วงตามนิยาม ท่ยี อมรับกันในปัจจบุ นั รัฐธรรมนญู ค.ศ. 1791, 1793 และ 1848 รับรองเสรภี าพ ในการรวมกลุม่ แบบกวา้ งๆ โดยไมม่ กี ารแบง่ แยกระหว่างเสรีภาพในการชมุ นมุ และ เสรภี าพการจดั ตั้งสมาคม3 ภายใต้สาธารณรฐั ที่ 3 มกี ารรับรองเสรภี าพในการชมุ นมุ และการเดนิ ขบวน อย่างชัดเจนและเป็นเอกเทศเป็นคร้ังแรกโดยกฎหมายระดับพระราชบัญญัต4ิ และ ในขณะเดียวกันรัฐก็เข้ามาก�ำหนดขอบเขตและเนื้อหาของเสรีภาพในการชุมนุม อยา่ งเปน็ รูปธรรม กลา่ วคือ รัฐยอมรับอยา่ งเป็นทางการว่า การชมุ นมุ โดยสงบและ ปราศจากอาวุธเป็นวิถีทางหน่ึงในการแสดงออกทางการเมืองแบบไม่เป็นทางการ ในระบอบประชาธิปไตย พร้อมไปกับการเข้ามาควบคุมการใช้เสรีภาพดังกล่าวของ พลเมอื ง ซง่ึ ปฏกิ ริ ยิ าดงั กลา่ วของรฐั เปน็ ผลมาจากการทกี่ ารชมุ นมุ ประทว้ งมบี ทบาท สำ� คญั มากขนึ้ อย่างตอ่ เนอ่ื ง 3 รฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1791 Titre 1er « La Constitution garantit pareillement, comme droits naturels et civils : - La liberté aux citoyens de s’assembler paisiblement et sans armes, en satisfaisant aux lois de police » รฐั ธรรมนูญ ค.ศ. 1793 ของสาธารณรัฐที่ 1 มาตรา 7 ของค�ำประกาศ (Déclaration des droits de l’ homme et du citoyen précédant la constitution) รับรองเสรภี าพในการรวมตวั « Article 7. - Le droit de manifester sa pensée et ses opinions, soit par la voie de la presse, soit de toute autre manière, le droit de s’assembler paisiblement, le libre exercice des cultes, ne peuvent être interdits. - La nécessité d’énoncer ces droits suppose ou la présence ou le souvenir récent du despotisme. » รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1848 ของสาธารณรัฐท่ี 2 มาตรา 8 รับรองเสรีภาพในการต้ังสมาคมและรวมกลุ่ม โดยสงบ « Article 8. - Les citoyens ont le droit de s’associer, de s’assembler paisiblement et sans armes, de pétitionner, de manifester leurs pensées par la voie de la presse ou autrement. - L’exercice de ces droits n’a pour limites que les droits ou la liberté d’autrui et la sécurité publique. - La presse ne peut, en aucun cas, être soumise à la censure. » 4 รัฐบญั ญัตฉิ บบั ลงวันที่ 30 มิถนุ ายน ค.ศ. 1881 (Loi du 30 juin 1881 sur la liberté de réunion) ก�ำหนดหลกั เกณฑใ์ นการชุมนมุ สาธารณะ สว่ นรัฐกฤษฎีกาทีม่ ผี ลเทยี บเท่ารฐั บญั ญตั ิ ลงวันที่ 23 ตลุ าคม ค.ศ. 1935 (Décret-loi du 23 octobre 1935 portant réglementation des mesures relatives au renforcement du maintien de l’ordre public) กำ� หนดหลกั เกณฑเ์ กยี่ วกบั การประทว้ งในชว่ งทา้ ย ของสาธารณรัฐที่ 3
56 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมาย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะศึกษาบริบทของสาธารณรัฐท่ี 3 และบริบทของ สาธารณรฐั ตอ่ ๆ มา ควรจะตอ้ งศกึ ษาอทิ ธพิ ลของการปฏวิ ตั ใิ หญ่ ค.ศ.1789 ในสว่ นน้ี จึงแบ่งช่วงเวลาการศึกษาบริบททางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ฝรั่งเศสเปน็ 4 ชว่ งดว้ ยกัน กลา่ วคือ การปฏวิ ตั ิใหญ่ ค.ศ.1789 (3.1.1) บรบิ ทของ สาธารณรัฐท่ี 3 (3.1.2) สาธารณรัฐท่ี 4 (3.1.3) และสาธารณรฐั ที่ 5 ซึง่ เปน็ ระบอบ การปกครองในปจั จุบัน (3.1.4) 3.1.1 การปฏวิ ตั ิ ค.ศ.1789 : การสรา้ ง “ธรรมเนียมการปฏวิ ัติ” คงไม่มใี ครปฏิเสธไดว้ า่ การปฏวิ ตั ิ ค.ศ. 1789 ที่นำ� ไปสูก่ ารลม้ ล้างระบอบเกา่ (Ancien régime) เป็นจุดเปล่ียนท่ีส�ำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของฝรั่งเศส เหตกุ ารณด์ งั กลา่ วมอี ทิ ธพิ ลตอ่ บรบิ ททางการเมอื งและการชมุ นมุ ในฝรง่ั เศสสบื ตอ่ มา ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ กษัตรยิ ผ์ ู้เป็นตวั แทนของพระเจา้ และ ได้รับการแต่งต้ังจากพระเจ้าผ่านพิธีราชาภิเษก (le sacre) ไม่สามารถท�ำผิดได้ ประชาชนไม่มีสิทธิต่อต้านกษัตริย์ผู้ที่เปรียบด่ังบิดาที่ปกครองครอบครัว ในสังคม แบบชนชน้ั คนเพยี งกลมุ่ หนงึ่ มอี ภสิ ทิ ธม์ิ ากมาย กษตั รยิ เ์ รยี กเกบ็ ภาษจี ากประชาชน เพื่อท�ำสงครามท่ีไม่จ�ำเป็น ราชวังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ชนชั้นพระมีท่ีดินและ ทรัพย์สินมากมายแต่ไม่ต้องเสียภาษี ชนชั้นขุนนางเจ้าของท่ีดินได้ท้ังค่าเช่าที่ดิน ภาษีและแรงงานจากชาวนาตามระบบฟิวดัล แต่ชนชั้นแรงงานและชาวนาซ่ึงเป็น คนสว่ นใหญข่ องประเทศถกู กดขเี่ อารดั เอาเปรยี บและมคี วามเปน็ อยอู่ ยา่ งยากลำ� บาก แรงงานท่ีรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมต้องท�ำงานถึง 14-15 ชั่วโมงต่อวัน ได้รับ ค่าจ้างต่�ำ ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ แต่การประท้วงด้วยการนัดหยุดงานผิด กฎหมายและเมอื่ มกี ารลกุ ฮอื รฐั กป็ ราบปรามอยา่ งทารณุ สว่ นชาวนาซง่ึ เปน็ รอ้ ยละ 75 ของประชากรมีภาระมากท่ีสุด ต้องเสียภาษีให้ท้ังรัฐและวัด ถูกเกณฑ์แรงงานและ ตอ้ งจา่ ยคา่ ธรรมเนยี มใหข้ นุ นางตามระบบฟวิ ดลั ความไมพ่ อใจของประชาชนในระบบ นำ� ไปสู่การลุกฮือขน้ึ ต่อตา้ นและการปฏวิ ตั เิ ปล่ียนแปลงการปกครองในที่สดุ 5 การปฏิวตั ิ ค.ศ. 1789 นบั เป็น “จดุ เริม่ ตน้ ” ของการเคลอื่ นไหวทางการเมือง ของประชาชนเพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่ไม่ชอบธรรม ความส�ำเร็จของการ ปฏิวัติใหญ่ท�ำให้คนฝร่ังเศสตระหนักถึงศักยภาพของการต่อสู้เรียกร้องเพ่ือให้ได้มา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือเพ่ือให้ได้มาซ่ึงสิทธิและเสรีภาพท่ีตนพึงมี 5 เอีย่ ม ฉายางาม, ประวัตศิ าสตร์ฝร่ังเศส ค.ศ. 1789-1848, (กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ , 2523), หนา้ 1-13.
เสรภี าพในการชมุ นุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย 57 รวมทั้งตระหนักถึงบทบาทของตนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการก�ำหนดทิศทาง การเมอื งของประเทศ หลงั การปฏวิ ตั ิ รฐั ธรรมนญู ค.ศ.1791 ยงั คงระบอบกษตั รยิ ไ์ ว้ แตก่ ษตั รยิ ต์ อ้ งอยู่ ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีการยกเลิกระบบฐานันดรและระบบศักดินา มีการโอนทรัพย์ สมบตั ิของวดั ใหเ้ ป็นของรัฐและยึดทีด่ ินจากกลุ่มขนุ นางมาแบง่ ขายเป็นผืนเล็กๆ ให้ ชาวนา การปฏิวัติใหญ่ได้สร้างความเป็น“พลเมือง” ข้ึนมาพร้อมๆ กับ “พื้นที่ สาธารณะ” ทที่ กุ คนสามารถถกเถยี ง แลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ได้ ประชาชนตวั เลก็ ๆ ในชนบทกลายมาเปน็ ผเู้ คลอ่ื นไหวเรยี กรอ้ งทางการเมอื ง แมว้ า่ บางครงั้ การเรยี กรอ้ ง อาจไม่มีเป้าหมายที่สอดคล้องชัดเจนหรือแม้ประชาชนยังอาจถูกชนชั้นน�ำใช้เป็น เครอ่ื งมอื ถ้าการรับรองเสรีภาพข้ันพื้นฐานเป็นมรดกส�ำคัญของการปฏิวัติ แนวคิด ปจั เจกนยิ มทำ� ใหค้ ำ� ประกาศวา่ ดว้ ยสทิ ธมิ นษุ ยชนและพลเมอื ง ค.ศ. 1789 (Déclaration des droits de l’homme et des citoyens) และรฐั ธรรมนญู ค.ศ. 1791 รบั รองเพยี ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่รับรองเสรีภาพ ในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม ฝ่ายปฏิวัติเห็นว่าเสรีภาพในการรวมกลุ่มเป็นสมาคม อาจขัดกับเสรภี าพสว่ นบคุ คล พลเมืองควรมีความเทา่ เทยี มทางการเมอื ง (égalité civile) พลเมืองทุกคนสามารถแสดงออกโดยไม่ต้องผ่านองค์กรอ่ืน คนฝร่ังเศสมี ความทรงจ�ำที่ไม่ดีต่อการรวมตัวของช่างฝีมือในยุคก่อนการปฏิวัติเป็นสมาคมช่าง (corporation)6 ทก่ี ดี กนั ไมใ่ หค้ นเขา้ สอู่ าชพี ขณะเดยี วกนั สมาชกิ สภารา่ งรฐั ธรรมนญู ทเี่ ปน็ ชนชน้ั กลางกไ็ มไ่ วใ้ จชนชน้ั แรงงาน ดว้ ยเหตนุ รี้ ฐั บญั ญตั เิ ดอื นมนี าคม ค.ศ.1791 จึงประกาศยกเลิกสมาคมช่างฝีมือ และรัฐบัญญัติเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1791 (loi chapelier) บัญญัติห้ามคนงานและนายจ้างรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมหรือสหภาพ แรงงานและหา้ มคนงานนดั หยดุ งาน ความไม่พอใจในระบบการเมืองการปกครองน�ำไปสู่การปฏิวัติอีกหลายคร้ัง ในฝรั่งเศส เช่น ใน ค.ศ. 1792, 1830, 1848 แม้บริบทของแต่ละช่วงเวลาจะ แตกตา่ งกนั ออกไปบา้ ง แต่จดุ ร่วมของเหตทุ ี่น�ำไปสูก่ ารปฏิวัตขิ องประชาชนทุกครั้ง คือ ความไม่เท่าเทียมกันของสิทธิเสรีภาพท่ีประชาชนพึงมี ปัญหาเศรษฐกิจและ ปัญหาความเป็นอยู่ โดยเฉพาะของชนช้ันแรงงานและชาวนา ในแง่น้ีการปฏิวัติ 6 สมาคมช่าง (corporation) เป็นผู้ออกกฎข้อบังคับควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันมิให้มี การผลติ ของเทียมของด้อยคณุ ภาพ แต่กฎข้อบงั คบั เข้มงวดและหยมุ หยิมมากเกนิ ไป
58 เสรภี าพในการชุมนมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ตามบทบญั ญตั แิ ห่งกฎหมาย ค.ศ. 1789 ได้สร้างส่ิงท่ีอาจเรียกได้ว่า “ธรรมเนียมการปฏิวัติ” (revolutionary tradition)7 ซง่ึ ทำ� ใหเ้ กดิ แบบอยา่ งหรอื แนวโนม้ ในการใชค้ วามรนุ แรงและการใชก้ าร ประทว้ งบนทอ้ งถนนเปน็ เครอื่ งมอื เพอื่ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคใ์ นทางการเมอื ง ดงั จะเหน็ ได้จากการปฏิวัติและความพยายามปฏิวัติอีกหลายครั้งที่ไม่ประสบผลส�ำเร็จหรือ มีการล้มเลกิ ไปกอ่ น 3.1.2 สาธารณรัฐที่ 3 (ค.ศ. 1870-1940) : การลงรากฐานของระบอบ เสรปี ระชาธปิ ไตยแบบสาธารณรัฐ สาธารณรฐั ที่ 3 เปน็ ระบอบการปกครองท่มี ีอายยุ าวนานที่สุดนับต้ังแต่มกี าร ปฏวิ ตั ิ ค.ศ. 1789 ซงึ่ มจี ดุ เรม่ิ ตน้ หลงั จากนโปเลยี นที่ 3 พา่ ยแพใ้ นสงครามกบั ปรสั เซยี ฝา่ ยกษัตริย์นิยมท่ีแตกแยกเปน็ สามกลุม่ (คอื กลมุ่ ท่สี นบั สนนุ ราชวงศ์ Bourbons, กลุ่มท่ีสนับสนุนราชวงศ์ Orleans และกลุ่มที่สนับสนุน Napoléon) ไม่สามารถ ตกลงกันได้ว่าใครควรขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงเปิดโอกาสให้ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐภายใต้ การน�ำของ Léon Gambetta ประกาศล้มล้างระบอบจักรวรรดิและจัดต้ังรัฐบาล ป้องกันชาติขึ้น เม่ือวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1870 สงครามกับปรัสเซียด�ำเนินต่อไป กรงุ ปารีสถกู ปดิ ล้อมเป็นเวลาหลายเดอื น รัฐบาลปอ้ งกนั ชาติยอมลงนามสงบศึกกับ จักรวรรดิเยอรมันในที่สุด เยอรมันเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลท่ีเป็นตัวแทนของ คนฝรงั่ เศสทงั้ ประเทศ ฝ่ายกษัตรยิ ์นยิ มชนะการเลอื กตงั้ Adolphe Thiers ขนึ้ เป็น ประธานาธบิ ดี ชาวปารีสหัวรุนแรงไม่พอใจท่ีรัฐบาลลงนามสงบศึกกับเยอรมันและยอมให้ เยอรมันยาตราทัพผ่านกรุงปารีส จึงเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลและจัดตั้งรัฐบาล สว่ นทอ้ งถ่ินขึน้ ปกครองตนเอง (La Commune de Paris) ข้ึน เมื่อวนั ที่ 26 มนี าคม ค.ศ.1871 การตอ่ ตา้ นรฐั บาลของกองกำ� ลงั ตดิ อาวธุ ของคอมมนู ปารสี นำ� ไปสสู่ งคราม กลางเมือง รฐั บาลส่งก�ำลังมาปดิ ลอ้ มกรงุ ปารสี และใชก้ �ำลังปราบปรามอย่างรุนแรง ผู้ต้องสงสัยว่าสนับสนุนคอมมูนปารีสถูกจับกุมและสังหารโดยไม่ผ่านกระบวนการ ยุติธรรม ในระหว่าง “สัปดาห์นองเลือด” วันท่ี 21-28 พฤษภาคม ค.ศ.1871 ชาวคอมมนู ปารสี กวา่ 2หมนื่ คนเสยี ชวี ติ สญู หายถกู คมุ ขงั และเนรเทศ8 ความพยายาม ปฏวิ ตั ทิ ล่ี ม้ เหลวของคอมมนู ปารสี ปดิ ฉากยคุ การปฏวิ ตั แิ ละการใชค้ วามรนุ แรงในการ 7 Alistair Cole, French politics and society, (Hertfordshire: Prentice Hall, 1998), p. 7. 8 สญั ชยั สวุ งั บตุ ร, ราชาธปิ ไตยใตร้ ฐั ธรรมนญู สสู่ าธารณรฐั ฝรงั่ เศส ค.ศ. 1815-1970, (กรงุ เทพฯ: ศกั ดโิ สภา การพมิ พ,์ 2552), หนา้ 77-82.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 626
Pages: