252 ประวตั กิ ารบรู ณะหอไตร จารกึ เหนือบานประตูหอไตรหลังเดิม นอกจากจะบอกอายุการสร้างแล้ว ยังบอกว่าหอไตรหลังนี้ได้รับ การบูรณปฏิสังขรณ์ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ และได้ทาการย้ายหอไตรไปอยู่กลางสระน้าและเปล่ียนโครงสร้างช้ันล่าง ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ สถาปตั ยกรรม หอไตรไม้ ชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง ต้ังอยู่กลางสระน้า วางตัวอาคารไปตามแกนทิศเหนือ-ใต้ ในผัง สี่เหล่ียมผนื ผา้ หอ้ งเก็บธรรมด้านบนตีฝาไม้ทบึ มีประตูทางเข้าดา้ นหน้า เป็นประตูบานเดยี ว ผนังห้องตีไม้แผ่น เล็กประกอบด้านนอกคล้ายฝาปะกน มีระเบียงรอบ เป็นไม้ฉลุลายโปร่งสูงประมาณ ๙๐ ซม. ปิดล้อม ๓ ด้าน ยกเว้นด้านหน้าท่ีห้องเสากลาง เว้นไว้เป็นช่องสาหรับพาดบันไดเป็นทางข้ึน เสาระเบียงนี้ทาหน้าที่รับน้าหนัก หลังคาปกี นกและยึดแผงระเบยี ง หลังคาเคร่ืองไม้ทรงโรง มุงกระเบื้องด้นขอ หน้าบันและหน้าบันปีกนกมีโก่งคิ้วไม้แกะลายประดับ กระจกสี ช่อฟา้ เปน็ ไมร้ ูปปากนก หางหงสไ์ มเ้ ปน็ รูปหัวนาค และใบระกาไม้เป็นแบบรวยระกา ศิลปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบัน หน้าบันปีกนก คอสอง แกะเป็นรูปเครือดอกสับปะรดใบผักกาดหรือใบอะแคนตัสหรือแบบ ใบไมใ้ นศลิ ปะตะวันตก
253 คนั ทวย ลายเครือเถาใบเทศ ฉลุลาย ผนังหอ้ งเกบ็ ธรรม ลายฉลุบนพื้นชาด เป็นลายดอกลอย รูปทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ แบบมีขอบนอกสองชั้น การปกปอ้ งค้มุ ครอง ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนท่ี ๗๕ วันที่ ๘ มนี าคม ๒๔๗๘ ๒. ประกาศกาหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เล่มท่ี ๙๖ ตอนท่ี ๑๔๕ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๒ หอไตรวดั เชียงมน่ั
254 ภาพลายเส้นหอไตรวดั เชียงมน่ั จงั หวดั เชียงใหม่
255 ผงั พนื ้ หอไตรวดั เชียงมนั่ ภาพลายเส้นหอไตรวดั เชียงมนั่ ปัจจบุ นั เปรียบเทยี บกบั ในอดตี
256 ๕.๒.๑.๔ วัดดวงดี ท่ีตัง้ วดั ต้ังอยู่ในคูเมืองเชียงใหม่ เลขท่ี ๒๒๘ ถนนพระปกเกล้า ตาบลศรีภูมิ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้ส่ีแยกกลางเมืองเชียงใหม่ สังกดั คณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคัญของวัด ๑. หอไตรวัดดวงดีสะท้อนฝีมือช่างปนั้ ปูนชาวลา้ นนาไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ๒. เคยเป็นสถานท่เี รยี นของบุตรหลานเจ้านายเมอื งเชยี งใหม่ ๓. ช่อื อนั เป็นมงคลของวดั ทาใหป้ จั จบุ ันเป็นวัดทีผ่ ู้คนนยิ มไปกราบไหว้พระประธานในวหิ าร ประวตั ิวดั มีชื่อเรียกวัดดวงดีในสมัยโบราณท่ีต่างออกไป อาทิ วัดพนมดี วัดต้นหมากเหนือ วัดพันธุมดี และวัด อดุ มดี วัดเหลา่ น้ถี กู เรียกกันมาตง้ั แต่ พ.ศ. ๑๙๑๐ เป็นต้นมา ดังที่ปรากฏช่ือวัดต้นหมากเหนือเป็นจารึกอักษร ธรรมล้านนา บนฐานพระพุทธรูปโลหะหนา้ ตกั กว้าง ๗๐ ซม. ประดิษฐานในวหิ ารวัดดวงดปี ัจจบุ ันว่า ศักราชได้ ๘๕๘ (พ.ศ. ๒๓๐๔) ปีรวายสี พระเจา้ ตนน้ี แสนหน่งึ ไว้วัดต้นหมากเหนอื แล สาหรับชื่อวัดดวงดี ปรากฏครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๐๔ ตามท่ีถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารโยนก กล่าวถึง เจ้าขห้ี ูด วดั ดวงดี ได้ลาสิกขาบทเพื่อขึน้ ครองเชียงใหม่
257 ทต่ี ัง้ หอไตร ตัง้ อยู่ทางดา้ นทิศตะวนั ออกของอโุ บสถ หนั หนา้ ไปทางทศิ เหนือ ประวตั ิการสร้างหอไตร พบหลักฐานในใบลานบันทึกประวัติการสร้างวัด กล่าวถึงเจ้ามหาอุปราชมหาวงศ์ (หนานมหาวงศ์) เปน็ ผูส้ รา้ งหอไตร ใน จ.ศ. ๑๑๙๑ (พ.ศ. ๒๓๗๒) ประวัติการบรู ณะหอไตร บูรณะครัง้ ลา่ สดุ ใน พ.ศ. ๒๕๕๗ สถาปัตยกรรม หอไตรชนั้ เดยี ว ก่ออิฐถือปูน ในผังรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส บนฐานบัวคว่าสูงประมาณ ๙๐ ซม. ซ่ึงยกพื้นให้ สูงขึ้นจากพ้ืนดินอีก ๔๐ ซม. มีกาแพงแก้วล้อมรอบ ตอนกลางด้านหน้าของกาแพงแก้วเป็นช่องประตูเข้า ระหว่างหอไตรกับกาแพงแก้วเทปูนเป็นลาน หอไตรแบ่งเป็น ๓ ห้อง ตามการวางเสาท่ีมี ๔ แถว แถวละ ๔ ต้น รวม ๑๖ ต้น โดยเสาด้านนอกสุด เป็นเสาก่ออิฐ ระหว่างเสาก่ออิฐเป็นผนังขึ้นถึงหลังคา โดยทอนความหนาของผนังให้น้อยกว่าความหนาของ เสาเลก็ น้อย เพื่อให้เกิดพนื้ ทวี่ า่ งสาหรบั การประดับปูนปั้น แต่ละผนังมีซมุ้ ประตูหน้าต่างจานวน ๓ ช่อง เฉพาะ ผนังด้านหน้าเป็นช่องประตูในตอนกลางและริมทั้งสองเป็นช่องหน้าต่าง ผนังด้านอ่ืนเป็นช่องหน้าต่างท้ังหมด ลักษณะซุ้มเป็นซุ้มบันแถลงยอดโค้งปลายแหลม ท้ังผนังได้รับการตกแต่งด้วยงานปูนป้ันสะตายจินท่ีมีความ งดงามยิง่ ภายในเป็นเสาไม้กลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๔๐ ซม. จานวน ๔ ต้น รับน้าหนักหลังคาใน ส่วนป้นั หยาทถี่ ูกยกขน้ึ ในตอนกลาง สว่ นเสาและผนังใชร้ บั น้าหนักหลงั คาปัน้ หยาช้นั ล่างสุด หลังคาเป็นทรงปั้นหยา ซ้อนลดหลั่นกันข้ึนไป ๓ ช้ัน (ทรงมณฑป) มุงด้วยกระเบ้ืองเรียบไม่มีลอน สันหลังคาประดับบราลีรูปกนกเปลว โดยส่วนปลายเป็นหางหงส์แกะรูปหัวนาค ยอดสุดเป็นปลีประดับฉัตร โลหะ ๙ ช้นั ศลิ ปกรรม ปูนปั้น
258 ซุ้มประตู และซุ้มหน้าต่าง ทาเป็นสองช้ัน ทั้งเสากรอบประตูและโค้งปลายแหลมเหนือประตู ปลาย โคง้ เปน็ รูปตัวเหงา กรอบเสาทาบัวลูกแก้ว มีกาบบน (บัวคอเส้ือ) กาบล่าง (บัวเชิงฐาน) และรัดกลางเสา กาบ น้นั ทาเปน็ รปู โคง้ หยกั ปลายแหลมกลีบบัว ภายในโคง้ ทาลวดลายโปร่งรปู ดอกไม้และใบไม้ รัดกลางเสาทากรอบ รูปสามเหลย่ี ม ๒ ช้นั แต่งด้วยลายดอกไมแ้ ละใบไม้เชน่ กัน เสา ประดับดว้ ยลายที่ตา่ งกันออกไป อาทิ เสากลางท้ังสองต้นทาเปน็ ลายพ่มุ ข้าวบิณฑ์ก้านแย่งในขอบ สองชั้น ช้ันนอกเป็นลายลูกประคา ชั้นในเป็นใบไม้ทาลวดลายรูปกระจัง เสาริมท้ังสองทาลวดลายราชวัตร ประจายามดอกส่ีกลบี ประตู ปูนปั้นประดับลายราชวัตรประจายามดอกส่ีกลีบ แบบมีลายก้านแย่งรอบตัว โดยมีกรวยเชิง ครบทง้ั ดา้ นบนและลา่ ง การปกป้องคมุ้ ครอง ๑. ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติพร้อมกาหนดขอบเขตโบราณสถาน ในราชกิจจา นเุ บกษา เล่มที่ ๙๘ ตอนท่ี ๑๗๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ หอไตรวดั ดวงดี
259
260 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ดวงดี จงั หวดั เชียงใหม่ ๕.๒.๑.๕ วดั มหาวัน
261 ท่ีต้งั วัด ต้ังอยู่นอกคูเมอื งเชยี งใหม่ เลขท่ี ๒๔๙ ถนนท่าแพ ตาบลชา้ งคลาน อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่าง จากแม่น้าปงิ ทางดา้ นทศิ ตะวนั ออกของเมืองเชียงใหม่ ประมาณ ๘๐๐ เมตร สงั กัดคณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวดั ๑.เป็นวดั ทีม่ ีเสนาสนะสถานรปู แบบศลิ ปะพมา่ ท้ังวิหาร เจดีย์ และหอไตร ประวตั ิวัด สรา้ งใน พ.ศ. ๒๓๔๙ โดยพระเจ้ากาวลิ ะ ในยคุ สมยั ฟื้นฟเู มืองเชยี งใหม่จากการปกครองของพม่า โดย ปรากฏรายชอื่ พระสงฆ์จากวัดมหาวนั ไปเข้ารว่ มประชมุ พระสงั ฆเจา้ ทจ่ี ัดข้นึ ท่ีวัดเชยี งมั่น ใน พ.ศ. ๒๓๘๖ ทต่ี ้ังหอไตร ตัง้ อยู่ดา้ นใต้วิหาร ห่างกันประมาณ ๕๐๐ เมตร ประวัตกิ ารสร้างหอไตร จากบันทึกจดมายเหตุเมืองเชียงใหม่ศักราช ๑๒๐๑ (พ.ศ. ๒๓๖๒) ระบุว่าหอไตรวัดมหาวันสร้างใน เดือนเมษายน ออก ๕ คา่ พ.ศ. ๒๓๘๖ ตรงกับสมยั เจ้าหลวงแผ่นดินเย็น เจ้าหลวงเชียงใหม่ลาดับท่ี ๔ ตรงกับ ในเอกสารประวัติวัดทั่วราชอาณาจกั ร ระบวุ ่าสร้างใน พ.ศ. ๒๓๘๖ โดยแขง่ โหย ชาวพมา่ ประวัตกิ ารบูรณะหอไตร จารึก พ.ศ. รเิ วณหนา้ บันดา้ นทศิ ใต้ของหอไตร ระบุ พ.ศ. ๒๔๖.. บรู ณะล่าสดุ พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒ โดยมีการตอ่ เติมหลังคาด้านทิศตะวันออก
262 สถาปัตยกรรม อาคารสองชั้น ด้านล่างก่ออิฐทาสีขาว ด้านบนเป็นไม้ มีขนาดใหญ่ กว้าง ๗.๒๐ เมตร ยาว ๑๐.๔๐ เมตร วางตัวอาคารในแนวเหนอื -ใต้ มีผงั รปู ส่ีเหลี่ยมผนื ผา้ ชั้นล่าง ผนังด้านกว้างแบ่งเป็น ๓ ห้องเสา โดยห้องตอนกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด ทาเป็นช่องหน้าต่าง ผนังด้านยาวแบ่งเป็น ๕ ห้องเสา ผนังด้านทิศตะวันออกตอนกลางเป็นประตูทางเข้า ถัดไปห้องด้านข้างเป็น หนา้ ตา่ ง ต่อหลงั คาคลุมออกมาจากตวั อาคารเฉพาะดา้ นน้ียาวประมาณ ๒.๒๐ เมตร ส่วนผนังด้านทิศตะวันตก เป็นช่องหน้าตา่ ง ๓ ชอ่ ง ช้นั บน มีเสาไม้จานวน ๘ ต้นในตอนกลาง และเสารอบนอกท่ีเป็นระเบียงล้อกับเสาตอนล่าง ผนังห้อง เกบ็ ธรรมตไี ม้เป็นกรอบสี่เหลี่ยม คล้ายฝาปะกน ระเบยี งฉลุลายโปรง่ หลังคาหลักท่ีคลุมห้องเก็บคัมภีร์ เป็นทรงโรงท่ีมีจ่ัวตอนกลางและปีกนกด้านข้าง ยกหลังคาทรงโรง หลังเล็กข้ึนในตอนกลาง ในส่วนระเบียงนั้นคลุมไว้ด้วยหลังคาปีกนกรอบทั้งส่ีด้าน หลังคานี้คลุมลงมาต่ามาก จึงทาให้อาคารส่วนตอนบนดูเตี้ย และมีความสว่างน้อย เผยให้เห็นส่วนคอสองบริเวณช่วงกลางเหนือหลังคา ปีกนก มงุ ด้วยกระเบอื้ งดนิ ขอ ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบันด้านเหนือ พืน้ ที่สามเหลี่ยมในสว่ นจวั่ ด้านบน แกะลายเครือดอกสบั ปะรด ประดบั กระจก ส่วน ของคอกีดด้านล่างหน้าบัน ซ่ึงเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่แกะเป็นรูปเทวดายืนถือพระขรรค์ รายล้อมด้วยเครือ ดอกพดุ ตาน ทัง้ หมดอยใู่ นกรอบทแ่ี กะเป็นหวั กนกม้วนเรียงกนั ไป หนา้ บันด้านทิศใต้ ในพ้ืนท่ีสามเหล่ียมของจ่ัวด้านบนแสดงโครงสร้างไม้แบบม้าต่างไหม ส่วนสี่เหล่ียม ตอนกลางหลงั คาปกี นกทาเป็นกรอบหวั กนกม้วนเรียงกันไป ด้านในกรอบโล่ง คอสอง แกะเป็นลายเครือเถาใบ เทศ ประดับกระจกเชน่ กัน ตรงกลางมีครฑุ ใต้ครุฑเปน็ ตัวเลขแสดง พ.ศ. ๒๔๖.. หอไตรวดั มหาวนั
263 ภาพลายเส้นหอไตรวดั มหาวนั จงั หวดั เชยี งใหม่
264 ๕.๒.๑.๖ วัดช่างฆอ้ ง ทตี่ ง้ั วดั ตั้งอยู่นอกคูเมืองเชียงใหม่ ด้านทิศตะวันออก ห่างจากแม่น้าปิงประมาณ ๙๐๐ เมตร บนถนน ลอยเคราะห์ ตาบลช้างคลาน อาเภอเมอื ง จงั หวัดเชยี งใหม่ สังกดั คณะสงฆ์มหานกิ าย
265 ความสาคัญของวัด ๑. สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของหอไตร แสดงอิทธิพลศิลปะพม่า จีน และล้านนา ในสมัย รตั นโกสนิ ทร์ ๒. หอไตรประดับภาพจิตรกรรมสีฝุ่น ประวัติวดั ชุมชนวดั ชา่ งฆ้องคงมีมาต้ังแต่สมัยพญามังรายแล้ว ตามพงศาวดารโยนกท่ีกล่าวถึง ช่างศิลป์จากพม่า ท่ีพระองคโ์ ปรดให้นาเอากลมุ่ ช่างฆ้องไปต้งั ถ่ินฐานทเ่ี มืองเชยี งแสน ทว่าตามประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรระบุว่า สรา้ งใน พ.ศ. ๑๙๐๐ ในชอ่ื วัดศรพี ูนโต ภายหลังจากทพี่ ระเจา้ กาวิละทรงขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงแสนแล้ว ทรงกวาดต้อนผู้คนจากเมือง เชยี งแสนมาอาศัยในเมืองเชยี งใหม่ รวมถงึ ชา่ งฆ้องท่อี พยพไปต้งั แตส่ มัยพญามังรายกลับมาด้วย ให้อยู่อาศัยตั้ง บา้ นเรอื นในบริเวณชุมชนชา่ งทาฆอ้ งทก่ี าแพงดนิ ในปัจจุบัน คร้งั นั้นเมอื่ ชาวชุมชนช่างฆ้องได้บูรณะวัดศรีพูนโต ขนึ้ มาใหมแ่ ล้ว กต็ ง้ั ชื่อใหมว่ า่ วัดชา่ งฆอ้ ง ท่ีตั้งหอไตร ต้งั อยู่ดา้ นหนา้ วัด ทางทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือของวหิ าร โดยหนั หน้าอาคารไปทางทศิ เหนอื ประวตั ิการสรา้ งหอไตร จารึกแผ่นทองเหลือง อักษรธรรมล้านนา ท่ีหอไตรชั้นล่าง ระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๔๔๖ ตรงกับสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ สร้างถวายโดยแป๊ะยืน (นายบุญยืน) และแม่บัวคา เป็นเงินจานวน ๑๒ บาท พร้อม ศาลามงุ กระเบือ้ งดนิ ขอ ซึง่ รือ้ ไปแลว้ ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ช้ัน ก่ออิฐถือปูน ในผังรูปสี่เหล่ียมผืนผ้า วางตัวอาคารในแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก ด้านบนตัวอาคารต่อระเบียงปูพ้ืนไม้ตีตะปู ยื่นออกมาทางทิศเหนือ ระเบียงกว้างประมาณ ๑.๖๐ เมตร รับไว้ ด้วยเสาคอนกรีตส่ีเหล่ียมจัตุรัสขนาด ๔๐ ซม.จานวน ๔ ต้น แต่งหัวเสาเป็นบัวหงายประดับกระจกสีอย่าง สวยงาม สาหรับเสาระเบยี งด้านบน ๔ ต้นนั้น สองต้นรมิ นอกทงั้ สองเป็นคอนกรตี ส่เี หลี่ยมจัตุรัสขนาด ๓๐ ซม. ส่วนสองต้นตรงกลางเป็นไม้หุ้มไว้ด้วยไม้ฉลุลาย เพื่อรับน้าหนักหลังคาปีกนกท่ียื่นออกมา และใช้ยึดแผง ระเบยี งไม้ฉลุเครอื เถาในกรอบลกู ฟัก
266 ผนังด้านทิศเหนือน้ี ด้านล่างมีประตูทางเข้าตรงกลาง ๑ ประตู แต่งเป็นซุ้ม ไม่มีภาพจิตรกรรม ด้านบน มีประตู ๑ ประตูแต่งซุ้มประตู และหน้าต่าง ๒ ช่องหน้าต่างเขียนฉลุลาย มีภาพจิตรกรรมสีฝุ่น นอกจากนี้ยังมีช่องหน้าต่างท่ีผนังช้ันบนด้านทิศตะวันออก-ตะวันตกอย่างละ ๑ ช่อง มีบัวปูนป้ันกันฝนที่ขอบ บนของหน้าตา่ ง ศิลปกรรม จิตรกรรมสีฝ่นุ ฝาผนังด้านทิศเหนือข้างบน เป็นเรื่องปัญญาสชาดก ตอน “เจ้าสุวัตรกับนางบัวคา” ช่ือนางบัวคาน้ี พอ้ งกบั นามผูส้ รา้ ง คอื แป๊ะยนื (นายบญุ ยนื ) และแมบ่ วั คา ฝมี ือชา่ งลา้ นนา ปูนปั้น หน้าบัน ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปยักษ์เหาะ ล้อมด้วยลายเครือใบไม้ฝร่ังหรือใบอะแคตัส ส่วนด้านทิศ ตะวันออกเปน็ รปู เทวดาถือพระขรรค์ (?) ล้อมด้วยลายเครือใบไม้ฝรั่งเช่นเดียวกัน ลายใบไม้ฝรั่งนี้เป็นลวดลาย แบบพม่าทร่ี ับอิทธพิ ลจากตะวนั ตก ซุ้มประตู แต่งเสาหลอกรับซุ้มด้านบนรูปส่ีเหลี่ยมคางหมู ภายในซุ้มเป็นปูนป้ันรูปใบไม้ฝร่ังและดาว ลอย เหนอื ซุ้มแตง่ ดว้ ยใบไม้ฝรง่ั เช่นกนั ส่วนในซ้มุ ดา้ นบนเป็นรูปนกยูง แกะสลกั ไม้ บานประตูด้านบน แกะเป็นรูปยักษ์เหาะล้อมรอบด้วยลายเครือดอกพุดตาน ปิดทองล่องชาด ฝีมือ งดงาม ฉลลุ าย บานหน้าต่างดา้ นบน เป็นรปู เครือดอกพุดตาน หอไตรวดั ชา่ งฆ้อง
267
268 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ชา่ งฆ้อง จงั หวดั เชียงใหม่
269 ๕.๒.๑.๗ วัดแสนฝาง (หลงั เดมิ ) ท่ีต้ังวัด ต้ังอยู่นอกคูเมืองเชียงใหม่ ทางทิศตะวันออก ห่างจากแม่น้าปิงประมาณ ๕๕๐ เมตร เลขที่ ๑๘๘ ถนนทา่ แพ ตาบลชา้ งมอ่ ย อาเภอเมอื ง จงั หวัดเชียงใหม่ สงั กดั คณะสงฆ์มหานิกาย ความสาคัญของวดั ๑. เป็นวัดทส่ี รา้ งขึน้ โดยกษตั ริย์ราชวงศม์ งั ราย และเจ้าผคู้ รองนครเชยี งใหม่อปุ ถมั ภ์ อาทิ วดั สร้างโดยพญาแสนภู กษตั ริย์ราชวงศ์มังราย วิหารลายคาเคยเปน็ ตาหนกั เจา้ กาวโิ ลรสสรุ ยิ วงษ์ ในพ.ศ. ๒๔๒๐ พระเจา้ อนิ ทวิชยานนท์รื้อแล้วสร้าง ถวายวัด พระอุโบสถ สร้างถวายโดยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนผสมไม้ ผนังทาซ้มุ ศลิ ปะตะวนั ตก ชนั้ บนเป็นเครื่องไม้ แกะสลักงดงาม ดา้ นขา้ งประดบั รูปดาว สนั หลังคาประดับกินนรี ๒. กุฏิ ๑๐๐ ปี โยนการพิจิตร สร้างด้วยศรัทธาของ หลวงโยนการพิจิตร (ปันโหย่) คหบดีพม่าคน สาคัญ ร่วมสมยั กับครูบาเจ้าศรวี ิชัย เปน็ อาคารก่ออิฐถอื ปนู ๒ ชัน้ ศลิ ปะพมา่ ประวตั วิ ัด
270 ตามประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุสร้าง พ.ศ. ๒๑๑๙ โดยพญาแสนภู ในชื่อวัดแสนฝัง สอดคล้อง กับจารกึ อกั ษรธรรมลา้ นนาบนแผ่นไมส้ กั ในวัด ระบวุ า่ พระเจา้ แสนภูทรงมีพระราชประสงค์ฝากฝังขุมพระราช ทรพั ย์ของพระองค์ไว้กบั พระพุทธศาสนา ตามอยา่ งทีบ่ รรพชน โดยสร้างวัดข้ึนในที่รกร้างและไม่ห่างจากแม่น้า ปิงมากนกั ให้ชือ่ วา่ วดั แสนฝงั เพราะเป็นที่ฝงั ขุนทรัพย์พระเจา้ แสนภู ท่ตี ้งั หอไตร หอไตรตง้ั อยูด่ า้ นหนา้ วัด ทางทิศใตข้ องประตูทางเข้า ประวัติการสรา้ งหอไตร ประวัติวดั แสนฝาง ระบุวา่ หอไตรกลางน้าสร้าง พ.ศ. ๒๔๑๒ สถาปัตยกรรม หอไตรไม้ ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ต้ังบนฐานปูนอีกชั้นหนึ่ง ในผังรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า ขนาด ๔ ช่องเสา โดย ชอ่ งเสาคูน่ อกกวา้ งกวา่ เสาคู่ใน จานวนเสาทั้งสนิ้ ๒๕ ตน้ เป็นไม้กลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘ น้ิว แต่ละต้น สูง ๓.๘ เมตร แบ่งเป็นเสาช่วงล่างยกข้ึนสูง ๑.๘๐ เมตร เสาช่วงบนสูงประมาณ ๒ เมตร เจาะเสาสอดคานไม้ และวางตงไม้ก่อนปูพืน้ โดยยกระดับพน้ื ห้องเกบ็ ธรรมใหส้ งู จากระเบียงประมาณ ๒๓ ซม. ระเบยี งเปน็ แผน่ ไมต้ ขี วาง มลี กู กรงไมก้ ลงึ ในตอนกลาง ท่มี มุ ระเบยี งดา้ นทศิ เหนือมีประตูทางเข้า ส่วน ประตูทางเข้าห้องเก็บธรรมอยู่มุมด้านทิศตะวันออกของผนังห้องเก็บธรรม หลังคาทรงโรง โดยท่ีคลุมห้องเก็บ ธรรมเปน็ จ่วั และคลุมระเบยี งเป็นหลงั คาปกี นกรอบทั้งส่ีด้าน เครื่องบนเป็นไม้ ทั้งช่อฟ้าแบบปากนก ใบระกาแบบรวยระกา และหางหงส์ที่ทาเป็นหัวนาค ประดับ กระจกสี หนา้ บันเปน็ ไมแ้ กะ ประดับกระจกสเี ชน่ กัน มุงด้วยกระเบื้องดนิ ขอ ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบัน ลายเมฆไหล กลางดอกประดับกระจก การแกะสลักแกะลงลึกทาให้มีปริมาตร เช่นเดียวกับ การแกะสลกั ไม้ลายเมฆไหลทีห่ น้าบนั หอไตรวดั เกตการาม จงั หวดั เชียงใหม่ ลายเมฆไหลนี้ เป็นลายโบราณล้านนาได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน หมายถึง ความอุดสมบูรณ์ของ ธรรมชาติและชีวิต ลักษณะเป็นลวดลายท่ีต่อเนื่องเล่ือนไหลกันไป ไม่ขาดสาย ตัวลายมักแกะให้เว้าลึกเข้าไป มาก กอ่ นม้วนหัวตวดั กลบั มาขมวดเปน็ ปม คลา้ ยกล่มุ เมฆที่จบั ตัวม้วนหวั เข้าด้านใน ไหลติดตอ่ กันไป
271 พบในหอไตรที่มีอายุในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมา นอกจากในเชียงใหม่แล้ว ยังพบที่หน้าบัน หอไตรวดั ไหลห่ ิน (พ.ศ. ๒๔๖๒) จังหวัดลาปาง วดั ฉางข้าวน้อยเหนือ จงั หวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๔๖๐) แต่เม่ือเข้าสู่ พุทธศตวรรษที่ ๒๖ ก็ไมพ่ บลายน้ีเป็นทน่ี ิยมอกี ทั้งนีพ้ บลายเมฆไหลจานวนหน่ึงท่ีใช้ตกแต่งหายนต์ แผ่นไม้แกะสลักวางไว้เหนือประตูบ้านหรือประตู ห้องนอนในบ้านชาวล้านนาอีกด้วย ที่เป็นฉลุลายพบใช้ตกแต่งเครื่องสูงท่ีวัดนาหวาย อาเภอนาหมื่น จังหวัด นา่ น เปน็ ตน้ ฉลุลาย ฝาผนงั ห้องเกบ็ ธรรม เปน็ ลายราชวตั รประจายาม หอไตรวดั แสนฝาง ภาพลายเส้นหอไตรวดั แสนฝาง จงั หวดั เชียงใหม่
272
273 หอไตรวดั แสนฝาง จงั หวดั เชียงใหม่
276 ๕.๒.๑.๘ วัดพระนอนขอนม่วง ท่ีตัง้ วดั อยู่นอกเมืองเชียงใหม่ทางด้านทิศเหนือ ห่างจากแม่น้าปิงซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดประมาณ ๑ กโิ ลเมตร และห่างจากศาลากลางจังหวัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของวัดประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร ตังอยู่ เลขที่ ๕ ตา้ บลดอนแกว้ อ้าเภอแมร่ มิ จังหวดั เชยี งใหม่ สงั กดั คณะสงฆม์ หานิกาย ความสาคญั ของวัด ๑. เป็นทป่ี ระดษิ ฐานพระนอนสา้ คญั ของเมืองเชียงใหม่ ๒. ได้รับการบูรณะโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย ๓. มีรอยฝ่าเท้าครบู าเจา้ ศรวี ิชัยประทับในปนู ซเี มนต์ ประวัตวิ ัด ปรากฏประวัติวัดในต้านานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งเป็นต้านานโบราณล้านนาที่ว่าด้วยการเสด็จมายัง ดนิ แดนล้านนาและใกล้เคียงของพระพุทธเจ้า ความตอนหนึ่งในต้านาน เล่าถึงการเสด็จมาบริเวณที่ตังวัดพระ นอน พระสงฆ์รูปหน่ึงได้ตักน้าในแม่น้าใกล้ๆ ถวายพระพุทธเจ้า น้าในแม่น้านันสกปรก แต่พระองค์ก็ฉันโดย อาการปกติ และพยากรณ์ว่าต่อไปท่ีแห่งนีจะเป็นที่ตังพระพุทธศาสนา มีวัดชื่อว่า วัดจ๊ะทังเหยือง (สะอดิ สะเอียน) ตามน้าท่ฉี ัน ในประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรระบุว่า วัดสร้างใน พ.ศ. ๑๙๐๐ ทว่าในเอกสารของวัดระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๓๕๙ สมยั พระธรรมลังกา โดยเลา่ ถงึ พระเถระจากหงสาวดี ๔ รูป ได้สร้างพระนอนจากขอนไม้มะม่วงท่ี มีความยาว ๑๕.๒๐ เมตร เม่ือเสร็จแล้วจงึ สร้างวหิ ารครอบไว้ พร้อมทังไดส้ รา้ งเจดีย์ในคราวเดยี วกนั ด้วย
277 สมยั พระเจ้ากาวโิ ลรสสุรยิ วงษ์ ไดบ้ ูรณะวหิ ารใน พ.ศ. ๒๔๐๖ และเปล่ยี นชอื่ เป็นวัดพระนอนขอนม่วง โดยทรงปลูกต้นตาลกว่า ๒๐๐ ต้น พร้อมให้สร้างคันดินกันน้าปิงที่ท่วมเข้ามาภายในวัด ได้รับพระราชทาน วิสงุ คามสีมา วนั ท่ี ๘ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๐ ครบู าเจ้าศรีวชิ ัยและครูบาบญุ ปั๋นเจา้ อาวาสวดั พระนอนข่อนม่วง ได้บูรณะวัดและ พระวหิ าร ที่ตง้ั หอไตร ดา้ นทิศตะวันออกของวดั หลังอโุ บสถ ประวัตกิ ารสร้างหอไตร ไม่ปรากฏในหลักฐานใด อาจสร้างขึนเม่ือคราวที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะวิหารใน พ.ศ. ๒๔๗๐ เพราะเครื่องบนหลังคาหอไตร ซุ้มประตูและหน้าต่าง มีลักษณะเดียวกันกับวิหารท่ีสร้างในสมัยครูบาเจ้า ศรีวิชยั ประวัตกิ ารบรู ณะหอไตร กรมศิลปากรบูรณะใน พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๔๐ ด้วยการเทพืนคอนกรีตเสริมเหล็กชันบน ราวระเบียง โครงหลงั คา เป็นต้น สถาปตั ยกรรม หอไตร ๒ ชัน ชันล่างเป็นเคร่ืองก่อในผังสี่เหล่ียมจัตุรัส ชันบนเป็นเครื่องไม้ในผังจัตุรมุข หลังคา ทรงคฤห์ กลางสนั หลงั คาเป็นฉตั ร ๓ ชัน ชอ่ ฟา้ ไม้แบบปากปลา หางหงส์เปน็ หวั นาค ใบระกาเป็นนาคสะดุ้ง ไม้ แกะสลกั ปดิ ทอง มงุ กระเบอื งซีเมนตห์ างวา่ ว หอไตรชนั ล่างสูง ๓.๔๕ เมตร รวมยกพืนสูง ๓๐ ซม. มีขนาด ๓ ห้องเสา ภายในมีห้องเดียว ผนังหนา เสามขี นาดใหญก่ วา่ ผนัง โดยวางคานไม้ขนาดใหญ่ในทุกช่วงเสาเพ่ือรับน้าหนักพืนไม้ชันบน ตอนกลางด้านทิศ ตะวันออกมชี ่องประตู ๑ ช่อง ผนงั ตรงขา้ มก่อทบึ สว่ นผนังดา้ นทศิ เหนือ-ใต้ มีชอ่ งหน้าต่าง ๓ ช่อง อยู่ระหว่าง เสา หอไตรชันบนตังบนพืนปูน ท้ายื่นออกมาคล้ายกันสาด มีค้ายันรับ ท่ีพืนเจาะช่องส้าหรับวางบันไดปีน ขึนลง ตัวอาคารมีขนาด ๖ เมตร เสายึดกับพืนปูนด้วยแผ่นเหล็กร้อยสกูรเหล็ก มีเสารับหลังคาปีกนกยื่น ออกไปจากตัวอาคารอีกด้านละ ๑ เมตร ฝาผนังห้องเก็บธรรมตังเคร่าไม้แล้วตีไม้แผ่นทึบแนวตังท่ีด้านล่าง ด้านบนเปน็ กระจกสี ศลิ ปกรรม
278 แกะสลกั ไม้ หน้าบนั แกะเป็นรปู ธรรมจกั รในซุ้มโคง้ ปลายแหลมรูปหัวนาค และเทวดาคร่ึงองค์พนมมือบนดอกบน ดอกบัว ล้อมไวด้ ้วยเครือกนกเปลว ปูนปั้น ประตูหน้าต่าง แต่งซุ้มปูนปั้นยอดแหลม กรอบซุ้มเป็นนาค ยอดแหลม ภายในซุ้มเป็นลายเครือดอก พดุ ตาน การปกปอ้ งคมุ้ ครอง ๑. ประกาศขึนทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๓ วันที่ ๕ มกราคม ๒๔๙๗ ๒. ประกาศก้าหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนท่ี ๑๔๕ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๒ หอไตรวดั พระนอนขอนมว่ ง
279 ภาพลายเส้นหอไตรวดั พระนอนขอนมว่ ง จงั หวดั เชียงใหม่
280 ๕.๒.๑.๙ วดั เกตการาม ที่ตง้ั วัด ตังอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ ฝั่งตะวันออกของแม่น้าปิง ฝั่งตรงข้ามเป็นตลาดวโรรส เลขท่ี ๙๖ ต้าบลวัด เกต อ้าเภอเมอื ง จงั หวดั เชียงใหม่ สงั กดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคัญของวัด
281 ๑.เป็นแหล่งชมุ ชนทางเศรษฐกจิ ของเชียงใหม่ในสมัยโบราณ เพราะอยใู่ กล้แมน่ า้ ปงิ ๒.เป็นวัดท่ีประกอบพระราชพิธีส้าคัญของกษัตริย์ล้านนา อาทิ พิธีมุรธาภิเษกของพระเจ้ากาวิละ หลงั จากไดร้ บั สถาปนาขนึ เปน็ เจ้าประเทศราช พ.ศ. ๒๓๔๕ ๓.เป็นวดั ทีป่ ระดษิ ฐานพระธาตุเจดีย์ประจา้ ปจี อ ประวตั ิวัด จารกึ อกั ษรธรรมล้านนาในวิหาร ระบุว่าวดั เกตการามสร้างใน พ.ศ. ๑๙๗๑ โดยพญาสามฝ่ังแกน เดิม ชือ่ วัดสระเกษ เมื่อสร้างวิหารนันใช้แรงงาน ๒๐๐ คน มีพระยาค้า พระยาเมือง พระยาลือเป็นผู้คุมงาน ได้รับ พระราชทานวสิ งุ คามสมี า พ.ศ. ๑๙๘๑ ทต่ี ้งั หอไตร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวิหาร เดิมตังอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุโบสถ โดยเรียงต้าแหน่งอุโบสถ หอไตร และต้นโพธ์ิ ตามล้าดบั ประวัตกิ ารสรา้ งหอไตร จารึกอักษรธรรมล้านนาบนแผ่นไม้ ระบุสร้างใน พ.ศ. ๒๔๒๑ โดยเจ๊กม่าน แซ่แต่ พร้อมภริยานาง แหวด๊ เชือสายสบิ สองปันนา ประวัตกิ ารบรู ณะหอไตร ซอ่ มครงั แรก โดยนายชื่น และนางค้าแปง โคว้ เอ่ียวเสง็ ไมร่ ะบุปี พ.ศ. ที่บูรณะ ซ่อมครงั ทส่ี อง โดยนายไหลแ่ ม และนางบญุ ทอง ชุตมิ า ไมร่ ะบปุ ี พ.ศ. ทบ่ี รู ณะ พ.ศ. ๒๕๔๑ บูรณะโดยกรมศลิ ปากร สถาปตั ยกรรม หอไตรสองชัน ในผังสี่เหล่ียมผืนผ้า วางตัวอาคารไปทางทิศตะวันออก-ตะวันตก ชันล่างก่ออิฐ ชันบน เป็นไม้ มีระเบียงรอบหอ้ งเก็บธรรม หลังคาทรงโรง ช่อฟ้าแบบปากนก หางหงส์ไม้แกะเป็นหัวนาค ป้ันลมหรือ ใบระกาแบบรวยระกาไม้ประดับกระจกสี ชันล่างกว้างประมาณ ๖.๑๕ เมตร ยาวประมาณ ๗.๔๐ เมตร ใช้ก้าแพงรับน้าหนักผสมกับระบบเสา และคานไม้ โดยผนังนอกสดุ ก่อกา้ แพงหนาถึง ๓๕ ซม. และสว่ นท่ีเปน็ เสามีขนาดกว้างกวา่ ผนัง มีการฝังคานไม้ รับพืนชันบน โดยไม่มีตงรับพืน ภายในมีเสาไม้แปดเหลี่ยม ๖ ต้น รับน้าหนักห้องเก็บธรรม ผนังด้านทิศเหนือ และใต้มีประตทู างเขา้ ดา้ นละ ๑ ช่อง โดยอยู่เยอื งกนั
282 ชันบนเป็นห้องเก็บธรรมสูง ๓ เมตร ใช้เสาเป็นโครงและตีเคร่าไม้เพื่อยึดแผ่นผนังไม้ มีประตูทางเข้า ดา้ นทศิ เหนือ พืนระเบียงรอบเป็นไม้ ตวั ระเบียงสงู ๑ เมตร ช่วงลา่ งตีไม้ทึบ ช่วงบนเป็นราวลูกกรง มีประตูเข้า เสาระเบียงรบั หลังคาใชไ้ มส้ ี่เหล่ียมจัตรุ ัสวางตามต้าแหน่งห้องเสาชันล่าง ท่ีแบ่งด้านกว้างเป็น ๓ ช่องเสา ด้าน ยาวเป็น ๔ ช่องเสา หลังคาทรงโรง ใช้ระบบจันทัน แปลาน กลอนไม้ ป้ันลมแบบรวยระกาไม้แกะประดับกระจกสี ช่อฟ้า แกะเป็นรปู ปากครุฑ หางหงสร์ ปู หวั นาคประดับกระจกสี ศิลปกรรม แกะสลกั ไม้ หน้าบัน ลายเมฆไหล ลงชาดทบั ปดิ ทองในส่วนตัวลาย ประดับกระจกพืนหลัง ฉลลุ าย ผนังห้องเก็บธรรม ลายราชวตั รรปู ประจา้ ยาม การปกปอ้ งค้มุ ครอง ๑. ประกาศขึนทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติและก้าหนดขอบเขตโบราณสถาน ในราชกิจจา นุเบกษา เล่ม ๙๘ ตอนท่ี ๑๗๗ วันท่ี ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ หอไตรวดั เกตการาม
283 ภาพลายเส้นหอไตรวดั เกตการาม จงั หวดั เชียงใหม่
284 ๕.๒.๑.๑๐ วัดหมน่ื ล้าน หอไตรวดั หมื่นล้านแบบสถาปัตยกรรมพมา่ คล้ายกบั หอไตรวดั ทา่ โป่ ง อาเภอสนั ป่ าตอง จงั หวดั เชียงใหม่ (ภาพจากวดั ทา่ โป่ ง) ทต่ี งั้ วดั ภายในคูเมืองเชียงใหม่ ห่างจากวัดเจดีย์หลวงประมาณ ๔ กิโลเมตร ถนนราชด้าเนิน ต้าบลศรีภูมิ อา้ เภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่ สังกดั คณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑. สถาปัตยกรรมในวัดเปน็ ศลิ ปะพมา่ ๒. หน่ึงในวัดที่ผู้คนปัจจุบันนิยมไปกราบไหว้เจดีย์และพระประธานในวิหาร เพราะช่ือวัดท่ีคล้องกับ ความรา้่ รวย
285 ประวัติวัด ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรระบุ มีการตังวัดขึนใน พ.ศ. ๒๐๐๕ จากเอกสารวัดระบุผู้สร้างวัด คือ หมืน่ โลกสามลา้ นขนุ พลแกว้ หรอื หม่ืนดง้ นคร สมยั พญาติโลกราช ราว พ.ศ. ๒๐๐๒ เพื่ออุทิศให้ทหารล้านนาที่ เสยี ชวี ติ จากการรบ ชว่ ง พ.ศ. ๒๔๖๐ นนั ผ้อู ุปถมั ภ์วัดคนสา้ คัญ คอื หลวงโยนการพิจิตร (หมองปันโหย่ อุปโยคิน) คหบดี ชาวพม่า หรือชาวบ้านเรียกว่า “ขุนหลวงโย” ต้นตระกูลอุปโยคิน ท่านได้สร้างวิหารพร้อมเจดีย์ จากนันใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงไดร้ ับพระราชทานวสิ ุงคามสีมา ทต่ี งั้ หอไตร ตังอยู่ทางทิศตะวันตกของวัด แนวเดียวกับเจดีย์และอุโบสถ โดยเรียงล้าดับกันจากทิศใต้ไปทิศเหนือ ดังนี อุโบสถ หอไตร และเจดียท์ ี่อย่หู ลงั วหิ าร ประวตั ิการสรา้ งหอไตร ประวัติการสร้างหอไตรไม่ปรากฏ ทว่าคงสร้างในสมัยหลวงโยนการพิจิตร (หมองปันโหย่ อุปโยคิน) คหบดีชาวพม่า ช่วง พ.ศ. ๒๔๖๐ – ๒๔๗๕ โดยเม่ือเปรียบเทียบกับหอไตรท่ีมีลักษณะเดียวกัน คือ หอไตรวัด เมืองวะ จงั หวัดเชยี งใหม่ และหอไตรวัดท่าโป่ง จังหวัดเชียงใหม่ ก็พบว่าสร้างขึนในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๗๑ สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ชัน ในผังสี่เหล่ียมจัตุรัส ชันล่างเป็นเครื่องก่อ ชันบนเป็นเคร่ืองไม้ หน้าบันปิดทองประดับ พืนดว้ ยกระจกสี ชันล่าง กว้างยาวด้านละ ๕ เมตร ยกพืนสูง ๒๐ ซม. ผนังด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก แบ่งเป็น ๓ ห้องเสา ตอนกลางผนังด้านทิศตะวันออกเป็นประตูเข้าออก ส่วนผนังด้านทิศเหนือ-ใต้ มีเพียงเสามุมเท่านัน ส้าหรบั หนา้ ตา่ งมเี พียงดา้ นละ ๑ บานในตอนกลาง ยกเว้นผนังทางทิศตะวันออกมี ๒ บาน ความหนาของผนัง ประมาณ ๓๐ ซม. ชันบน เป็นเคร่ืองไม้ มีเสาและผนังที่หนาของอาคารชันล่างรับน้าหนัก ห้องเก็บธรรมอยู่กลาง มี ระเบียงล้อมรอบ ใช้เสาไม้กลมสี่ต้น ตีฝากับโครงเคร่าที่ยึดกับเสา ตัวห้องสูงประมาณ ๒.๓๐ เมตร ประตู ทางเขา้ อยทู่ างทิศตะวนั ออก ระเบียงไมฉ้ ลยุ ดึ ไวด้ ้วยเสาไม้ท่ใี ชร้ บั นา้ หนักบริเวณชายคา
286 หลงั คาดา้ นลา่ งเป็นปนั้ หยาใหญ่ คลุมพืนที่ทังหมด ยกหลังคาป้ันหยาเล็กอีก ๑ ชัน ซ้อนกันขึนไป ต่อ ดว้ ยหลังคาจ่ัวจัตรุ มขุ ในตอนบนสดุ รับหลงั คาโค้งสเ่ี หลีย่ มและฉัตร ชว่ งระหวา่ งหลังคาแตล่ ะชันมองเห็นคอสอง ชัดเจน อน่ึงหลงั คาโคง้ ในส่วนยอดหอไตรนนั ชาวลา้ นนาเรียก “ปราสาทหลังกา๋ ย” ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบัน เครือเครือดอกสับปะรด ใบผักกาดหรือใบอะแคตัสหรือใบไม้ฝร่ัง ใต้หน้าบันเป็นคอกีดที่มี พนื ที่รปู สเี่ หล่ียมผืนผา้ ขนาดใหญ่ ประดบั ไมแ้ กะสลกั รูปนกยูง ปิดทองประดบั กระจก ซุ้มโคง้ เหนือบานประตูและหน้าตา่ ง เครอื เถาใบเทศ ประดบั กระจก ปูนปั้น ซุ้มโค้งเหนือประตูหน้าต่าง ด้านทิศตะวันออก เหนือประตูเป็นภาพนาคพันหางกันชูดอกบัว เหนือ หน้าตา่ งเปน็ รปู ครฑุ ทรงยอดมงกฎุ คายนาค ส่วนซุ้มหน้าต่างด้านอื่น ท้าเป็นนาคชูหางชนกัน ปูนป้ันในซุ้มเป็น ดอกไมแ้ ละใบไม้ประดับกระจก ฉลุลาย บานประตู แกะเปน็ ช่อง ๑ บานมี ๒ ชอ่ ง เรียงกันตามยาว แต่ละช่องมรี ูปเทวดายนื พนมมือ ๑ ตน ผนังหอ้ งเก็บธรรม เป็นดอกลอย ทรงพุ่มขา้ วบณิ ฑ์ หอไตรวดั หม่นื ล้าน
287 ภาพลายเส้นหอไตรวดั หมื่นล้าน จงั หวดั เชียงใหม่
288 ๕.๒.๑.๑๑ วัดบวกครกใต้ ทตี่ ้งั วัด
289 รมิ แมน่ ้าปงิ ทางทิศใต้ของเมืองเชียงใหม่ ห่างจากวัดเจดีย์หลวงประมาณ ๑๐.๔ กิโลเมตร เลขท่ี ๔๑ ตา้ บลท่าวังตาล อ้าเภอสารภี จังหวดั เชียงใหม่ สังกดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑. ศิลปกรรมของหอไตรแสดงอิทธิพลศิลปะจีน ประวัตวิ ดั เดิมวัดบวกครกใต้ตังอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของที่ตังวัดปัจจุบัน ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๑ ครูบา อปุ านันท์ เจ้าอาวาสวัดบวกครกใต้ช่วง พ.ศ. ๒๓๔๑ – ๑๓๕๐ ได้ย้ายวัดเน่ืองจากประสบปัญหาน้าท่วม ด้วย เหตนุ ใี นประวตั วิ ัดทวั่ ราชอาณาจักร จึงระบวุ า่ วดั สรา้ ง พ.ศ. ๒๓๔๑ ทงั นภี ายในจังหวดั เชียงใหม่มวี ัดท่นี า้ หนา้ ชอื่ ว่าบวกครกทงั สิน ๔ วัด คือ วดั บวกครกหลวง กับวัดบวก ครกน้อย ในเขต อ้าเภอเมือง และวัดบวกครกเหนือและวัดบวกครกใต้ ในเขต อ้าเภอสารภี ทังนีทุกวัดได้ให้ ความหมายของชือ่ วดั ไปในทางเดยี วกันว่า เป็นหนองน้าที่ชาวบ้านน้าครกต้าข้าวไปทิง เนื่องจากชาวล้านนาไม่ นิยมท้าลายครกต้าข้าวดว้ ยการเผาหรือทุบทา้ ลายเพราะถือเป็นของสูง การกระท้าเช่นนันจะสร้างความไม่เป็น สริ ิมงคลใหต้ นเอง จึงนิยมน้าครกที่ชา้ รดุ แตกหกั ไปทงิ ในหนองนา้ ซ่งึ เรียกตามภาษาพืนเมอื งวา่ “บวก” วัดบวกครกใต้ไดร้ บั พระราชทานวิสุงคามสมี าเมอื่ วันที่ ๙ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ ทต่ี ัง้ หอไตร ด้านทศิ เหนือของวหิ าร และดา้ นหนา้ อุโบสถทางทิศตะวันออก ประวตั กิ ารสร้างหอไตร จากจารึกอักษรไทย บนผนังใต้ถุนหอไตร ระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๔๙๕ ในสมัยพระอธิการอิ่นแก้ว อนิ ทจกั ร เปน็ เจา้ อาวาส (พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๕๐๔) นอกจากศรัทธาบ้านบวกครกใต้แล้ว ยังมีศรัทธาจากบ้านชมภู นชุ (วงั ป้อม) ตา้ บลเหมอื งแก้ว อ้าเภอแม่รมิ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรจิ าคเงินในการก่อสรา้ งด้วย ประวตั กิ ารบูรณะหอไตร บูรณะ พ.ศ. ๒๕๕๒ สถาปัตยกรรม หอไตรไมช้ ันเดยี วใตถ้ นุ สูง ในผงั สีเ่ หลีย่ มผนื ผา้ ชนั บนโล่งไมม่ ีระเบียง หลงั คาทรงโรง ชันล่าง เป็นเสาก่ออิฐทาสีขนาด ๓๐ ซม. ด้านกว้างมี ๒ ช่วงเสา ด้านยาวมี ๓ ช่วงเสา ระหว่างช่วง เสาท้าเปน็ ซุ้มโคง้ ปลายแหลม พนื ท่เี หนอื ซุ้มโค้งแตง่ ปูนปน้ั รูปมกร ๒ ตัว
290 พนื ชันบนวางบนคานของชันลา่ ง มีประตูทางขึนด้านบนบริเวณพืนด้านใน ข้างบนโล่ง มีเสา ๖ ต้นรับ น้าหนักหลังคาจ่ัวตอนกลาง ท้าระเบียงรอบ ใช้เสาไม้แบ่งช่องระเบียง โดยวางให้เล่ือมกับเสาปูนด้านล่าง ดงั นนั ดา้ นกวา้ งจึงมี ๓ ชว่ งเสา ชว่ งเสากลางกวา้ งท่ีสดุ และด้านยาวมี ๔ ช่วงเสา ชว่ งเสาท่ี๒ และ ๓ กว้างกว่า ช่วงเสาท่ี ๑ และ ๔ ระหว่างช่วงเสาตีไม้เป็นซุ้มโค้งปลายแหลมล้อกับส่วนล่าง ตัวซุ้มทาสีเขียว เขียนลายดอก ลอยทรงพุ่มขา้ วบณิ ฑ์สขี าว หลงั คาจ่วั หน้าบันเป็นไม้แกะ ปดิ ทอง มงุ ด้วยกระเบอื งดนิ ขอ ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบนั เครือดอกสับปะรดใบผักกาดหรือใบอะแคตัสแบบศิลปะพม่าทไ่ี ดร้ ับอิทธพิ ลตะวนั ตก ปูนปั้น ซุ้มโคง้ ดา้ นลา่ ง เป็นมงั กรจีนสองตวั เหาะอยูก่ ลางหมู่เมฆ การปกปอ้ งคุม้ ครอง ๑. ไดร้ ับรางวลั สถาปัตยกรรมควรค่าแก่การอนรุ ักษ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยสมาคมสถาปนกิ ล้านนา หอไตรวดั บวกครกใต้
291
292 ภาพลายเส้นหอไตรวดั บวกครกใต้ จงั หวดั เชียงใหม่ ด้านทิศตะวันออก ดา้ นทิศเหนือ
293 ๕.๒.๑.๑๒ วัดขุนคงหลวง ทต่ี ง้ั วัด ดา้ นทิศใต้ของเมอื งเชียงใหม่ ห่างจากวดั เจดยี ์หลวง ประมาณ ๑๗ กิโลเมตร หมู่ ๕ บ้านขุนคง อ้าเภอ หางหง จังหวัดเชียงใหม่ สังกดั คณะสงฆม์ หานิกาย ความสาคญั ของวดั ๑.ตังอยู่ในชมุ ชนลวั ะ ท่ีอพยพเคล่ือนยา้ ยมาสมัยพระเจา้ กาวลิ ะ ๒.วหิ ารเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของล้านนา ประวัติวดั ประวัติวัดท่ัวราชอาณาจักรระบุว่าสร้างมาตังแต่สมัยหริภุญชัย ราว พ.ศ. ๑๕๕๐ ภายหลังร้างลงไป สมัยเรียกกันว่าหมู่บ้านหง ต่อมาพระเจ้ากาวิละได้ให้ชาวลัวะจากสันป่าตองมาตังบ้านเรือนในบริเวณหมู่บ้าน หง โดยมีผู้น้าคือขุนคง (ขุนเป็นต้าแหน่งสมัยโบราณ เทียบเท่ากับก้านันในปัจจุบัน) เมื่อตังบ้านแล้วก็สร้างวัด ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ เรียกวัดขุนคง ตามชื่อผู้น้าหมู่บ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันท่ี ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ท่ตี งั้ หอไตร
294 ดา้ นทศิ ตะวันตก หลงั วิหาร ตดิ มุมกา้ แพงวดั ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประวตั กิ ารสร้างหอไตร ทเี่ สาหอไตรด้านลา่ ง มีจารึกตัวเลขบอก พ.ศ. ท่ีสร้างวา่ ๒๔๘๔ สถาปตั ยกรรม หอไตรไมช้ นั เดยี ว ยกพนื สูง มขี นาดใหญ่มาก จา้ นวนเสาซีเมนต์ด้านล่างมีมากถึง ๒๔ ต้น ด้านกว้างมี ๔ แถว ด้านยาวมี ๖ แถว แต่ละตน้ ห่างกนั ประมาณ ๓ เมตร ด้วยเหตุนีหอไตรจึงมีความกว้างถึง ๙ เมตร ยาว ๑๕ เมตร อาคารชันบนตีไม้ทึบ ไม่มีระเบียง ตัวอาคารวางบนคานไม้ (เสา) ขนาดใหญ่และตง ตีไม้กระดานด้วย ตาปู มีประตูทางเข้าด้านหน้า ด้านหลังมีหน้าต่างเพียงบานเดียวในตอนกลาง ส่วนผนังด้านข้างทังสองมี หน้าต่างด้านละ ๓ บาน หลังคาทรงโรง มุงกระเบืองดินขอ หนา้ จว่ั เปน็ ไมแ้ กะ ดา้ นหลังเปน็ กระจกจืน ช่อฟา้ ใบระกา หางหงส์ เปน็ ไมป้ ิดทอง ยงั ไม่ไดเ้ ปลี่ยนแปลงรูปแบบแต่อย่างใด ศิลปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบนั เปน็ เครือดอกสับปะรด ด้านล่างมีกวาง ๒ ตัว ปิดทอง ใต้หน้าบัน เป็นแถวดอกพุดตาน ดอก หงายขึนและคว้า่ ลงสลับกนั ร้อยดอกไวด้ ว้ ยเครอื เถา ปดิ ทอง หอไตรวดั ขนุ คงหลวง
295 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ขนุ คงหลวง จงั หวดั เชียงใหม่
296 ดา้ นทศิ ตะวนั ออก ดา้ นทิศเหนอื ๕.๒.๑.๑๓ วดั สันป่าเลยี ง
297 หอไตรวดั สนั ป่ าเลยี งกอ่ นและหลงั บรู ณะใน พ.ศ. ๒๕๓๖ ทต่ี ัง้ วดั นอกคูเมอื งเชียงใหม่ ฝัง่ ตะวนั ออกของแม่นา้ ปงิ ห่างจากตวั เมอื งเชียงใหม่ประมาณ ๖ กิโลเมตร เลขท่ี ๓๕ หมู่ ๔ ตา้ บลหนองหอย อา้ เภอเมอื ง จังหวัดเชยี งใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑.เปน็ สา้ นกั เรยี นของสงฆล์ ้านนา มธี รรมคมั ภรี ์เก็บไว้จา้ นวนมาก ประวตั ิวดั ประวัติวดั ทว่ั ราชอาณาจักรระบุว่า วัดสันป่าเลียงสร้างใน พ.ศ. ๒๓๗๕ โดยครูบาธรรมธิ เรียกวัดแห่ง นีว่า “วัดสามปอเลียง” เน่ืองจากมีต้นปอใหญ่ ๓ ต้น ขึนเรียงกันอยู่บนสันนาในบริเวณที่สร้างวัด ต่อมาได้ เปล่ียนชื่อเปน็ วัดสันปอเลยี ง และเรียกชอ่ื เพียนเปน็ “วดั สันปา่ เลยี ง” จนถงึ ปัจจุบัน ท่านจ้าพรรษาท่ีวัดสันป่า เลยี งได้ ๕ พรรษา กอ็ อกธุดงควตั ร มอบให้พระสุยะเป็นเจ้าอาวาส ทต่ี ั้งหอไตร ตังอยหู่ น้าวิหารทางทศิ ใต้ ประวัตกิ ารสร้างหอไตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยมีครบู าบญุ ถงึ คนโธ (พระครูสวุ ัฒนว์ รคณุ ) เจา้ อาวาสเปน็ ประธาน
298 ประวตั กิ ารบูรณะหอไตร เนื่องจากวัดสันป่าเลียง ตังอยู่ในพืนท่ีลุ่ม มีน้าท่วมเกือบทุกปี เป็นเหตุให้หอไตรถูกดินตะกอนและ ทราบทับถมฐานอาคารเพิ่มขึนทุกปี ความชืนท่ีสะสมท้าให้ภาพจิตรกรรมสีฝุ่นผสมน้าที่ผนังด้านนอกหลุดร่วง เกือบหมด ภาพเขยี นนเี ป็นภาพเทพบุตร เทพธิดา ภาพ ๑๒ ราศี ภาพแม่ธรณีบิดมวยผม รวมทังส่วนประกอบ อาคารท่ที า้ ด้วยไม้ก็ผุพงั เปน็ อนั มาก ภายหลังนา้ ทว่ มใหญ่ใน พ.ศ. ๒๕๓๖ กรมศลิ ปกรจึงได้บรู ณะใหม่ โดยรักษาโครงสร้างเดิม ขุดลอกดิน ท่ีถบั ทมรอบหอไตรออก ท้าให้หอไตรอยู่ต้่ากว่าพืนถนน คล้ายเป็นหอไตรกลางน้า และตกแต่งผนังหอไตรด้าน นอกใหมด่ ้วยปูนป้นั แทนจิตรกรรมสฝี ุ่นผสมน้า โดยป้นั ปูนตามเนอื หาจติ รกรรมเดมิ การปรับปรุงโครงสร้างหอไตร มีนายช่าง ด้ารง เขื่อนแก้ว บ้านหนองใคร้ อ้าเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม่เป็นหัวหน้า นายชา่ งธวชั ชน่ื สนทิ และนายชา่ งสน่ัน ค้าเปียง เปน็ ผู้ป้นั ปูนประดับผนังหอไตร การด้าเนินงานใชเ้ วลา ๒ ปี ในวันศุกร์ท่ี ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ จึงไดท้ ้าพิธฉี ลองหอไตร สถาปตั ยกรรม หอไตร ๒ ชนั ในผงั สี่เหลย่ี มผืนผา้ วางตัวอาคารในแนวเหนือ-ใต้ ชันล่างก่ออิฐ ชันบนเป็นเครื่องไม้ มี ระเบียงรอบห้องเก็บธรรม หลังคาทรงโรง ผนงั หอไตรชนั ลา่ งเป็นปูนป้ัน ทาสที อง ห้องชันลา่ งกว้างประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๗.๕๐ เมตร ยกพนื สงู ๔๐ ซม. ดา้ นกวา้ งแบง่ เปน็ ๓ ห้องเสา ตอนกลางของผนังด้านหน้าเปน็ ประตู ด้านหลังทบึ ดา้ นขา้ งมีหนา้ ต่างขา้ งละ ๒ บาน ประตูหนา้ ต่างแต่งซุ้มโค้ง ภายในไมม่ ีเสา ชันบนรับไว้ด้วยโครงสร้างผนังและเสาที่หนาของห้องชันล่าง พืนไม้ถูกวางไว้บนคานและตง ห้องเก็บ ธรรมอยู่ตอนกลางมรี ะเบยี งรอบ เสาห้องเกบ็ ธรรม ๔ ตน้ รบั นา้ หนักหลังคาจั่วในตอนกลาง ตีโครงเคร่าและฝา ไม้แนวตังมีช่องแสงแบบฝาไหล (ผนังไม้ที่มีกรอบ ตังในราง เล่ือนเปิดปิดได้) ประตูทางเข้าห้องเก็บธรรมอยู่ ด้านทศิ เหนือ ระเบยี งกว้างประมาณ ๑ เมตร มีเสาระเบียงรบั น้าหนกั หลังคาปกี นกโดยรอบ หลังคาทรงโรง หน้าบันแกะไม้ปิดทอง ประดับบราลีที่สันหลังคาปีกนก ปลายสันหลังคาเป็นตัวเหงา และประดบั ฉัตรโลหะที่สันกลางหลงั คาจว่ั มงุ กระเบอื งดินขอ ชอ่ ฟา้ ไม้แบบปากนก ศลิ ปกรรม แกะสลกั ไม้ หน้าบนั ลายเครอื เถาดอกสัปปะรด ใบผกั กาด ตัวลายปิดทอง ปูนปั้น
299 เต็มผนังด้านนอกชันล่าง ภายในซุ้มโค้งที่มีบานหน้าต่าง ปั้นรูปหม้อปูรณฆฏะ (หม้อดอก) หรือแจกัน ใส่ดอกไม้ ในซุ้มโค้งที่ไม่มีบานหน้าต่าง ป้ันรูปเทวาดยืนพนมมือ ยกเว้นเฉพาะด้านหน้าเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบ มวยผม ในซุม้ โคง้ เหนอื ประตเู ป็นเครือดอกสับปะรด ใตซ้ ุ้มโคง้ ปั้นรูปสัตวห์ ิมพานต์ในกรอบคดโค้ง เสาแต่งกาบ บน กาบลา่ ง หัวเสาซุม้ ทุกต้นเปน็ สัตว์หิมพานต์ เหนือหัวเสาชนั บนเป็นเทวดายืนพนมมือ ยกเว้นเสามุมเป็นนร สิงห์ เปน็ งานสรา้ งใหมใ่ น พ.ศ. ๒๕๓๖ ทดแทนภาพจิตรกรรมของเดมิ ฉลุลาย ประตูด้านบน รูปเทวดายืนถือพระขรรค์และดอกพุดตาน พืนท่ีวางเหนือเทวดาเป็นดอกพุดตานแบบ ดอกลอย จิตรกรรมสีนา้ มนั ในหอไตรชันล่าง เปน็ ภาพจติ รกรรมสนี ้ามนั ภาพประเพณลี ้านนา เขยี นขึนใหม่โดยชา่ งปัจจบุ ัน หอไตรวดั สนั ป่ าเลยี ง
300
301 หอไตรวดั สนั ป่ าเลยี ง (ภาพจากวดั สนั ป่ าเลยี ง) ดา้ นทิศตะวนั ออก ดา้ นทศิ เหนอื ภาพลายเส้นหอไตรวดั สนั ป่ าเลยี ง จงั หวดั เชียงใหม่
302 ๕.๒.๑.๑๔ วัดศรีสพุ รรณ ทต่ี ง้ั วดั ตังอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ ด้านทิศใต้ ใกล้ประตูสวนปรุง ห่างจากวัดเจดีย์หลวง ๑.๕ กิโลเมตร เลขที่ ๑๐๐ ตา้ บลหายยา อ้าเภอเมือง จงั หวดั เชยี งใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคัญของวัด ๑.เป็นท่ีตังศูนย์ศึกษาศิลปะไทยโบราณสล่า (ช่าง) สิบหมู่ล้านนาวัดศรีสุพรรณ แหล่งผลิตเคร่ืองเงิน ส้าคญั ของเชียงใหม่ ประวตั วิ ัด
303 ประวัติวัดทั่วราชอาณาจกั รระบวุ ่า วัดศรีสุพรรณสร้างใน พ.ศ. ๒๐๔๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๐๐ สอดคล้องกับเอกสารวัดที่ระบุว่าสร้างในสมัยพระเมืองแก้ว เม่ือ พ.ศ. ๒๐๔๓ โดยพระองค์กับ พระราชมารดา (พระนางสิริยสวดีมหาเทวี) เป็นประธานสร้างวัด ให้เจ้าหม่ืนหลวงจ่าด้าสร้างวัดช่ือศรีสุพรรณ อาราม นอกจากนพี ระองค์ยังไดอ้ ญั เชญิ พระเจา้ เจ็ดตอื มาประดษิ ฐานในอุโบสถท่ีผกู พัธสมี าใน พ.ศ. ๒๐๕๒ ที่ตงั้ หอไตร ตงั อยกู่ ลางวัด ด้านข้างอโุ บสถทางทศิ ใต้ ถัดไปจากหอไตรเปน็ วหิ าร ประวตั ิการสรา้ งหอไตร จารึกแผ่นหินด้านข้างวิหาร ระบุพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์เป็นประธานสร้างหอไตร พร้อมอาคาร เสนาสนะหลงั อนื่ ประกอบด้วยเจดีย์ วิหาร อโุ บสถ ใน พ.ศ. ๒๔๐๓ ฉลอง พ.ศ. ๒๔๐๖ ประวัตกิ ารบรู ณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๓๖ สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ชัน ในผังสี่เหล่ียมจัตุรัส ขนาด ๔ ห้องเสา กว้างยาวด้านละ ๖.๕๐ เมตร ชันล่างก่ออิฐ ชัน บนเคร่ืองไม้ มรี ะเบยี งรอบห้องเกบ็ ธรรม หลังคาทรงโรง กลางสันหลังคาประดบั ฉตั รโลหะ ๕ ชัน หอไตรชันล่างใช้เสาและผนังด้านนอก และเสาตอนกลางเป็นส่วนรับน้าหนักอาคารด้านบน เสาด้าน นอกเปน็ เสาปูน ก่อผนงั ระหวา่ งเสา สูง ๒.๓๕ เมตร เสาไม้ภายในกลม มี ๙ ต้น รับห้องเก็บธรรมด้านบน ผนัง ด้านทิศใตม้ ีประตูทางเข้า ๓ บาน ด้านอนื่ เป็นหนา้ ตา่ งดา้ นละ ๔ บาน ยกเว้นดา้ นทศิ เหนอื ที่กอ่ ทบึ ห้องเก็บธรรมชันบนสูง ๓.๗๕ เมตร พืนระเบียงเจาะเป็นบันไดทางขึน ประตูทางเข้าอยู่ทางทิศ ตะวนั ตก ระเบียงไมฉ้ ลลุ ายสูง ๗๐ ซม. หลังคาทรงโรงมีปีกนก หน้าบนั เปน็ โครงสรา้ งม้าตา่ งไหม แกะสลกั ไมป้ ดิ ทอง ช่อฟ้าแบบปากปลา หาง หงส์เป็นหวั นาค ทวา่ หางหงส์ในสว่ นหลงั คาปีกนกทา้ เปน็ ตวั หงส์ ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หนา้ บนั ในโครงสร้างม้าต่างไหมแตล่ ะชอ่ ง ประดับลายเครือเถาดอกแปดกลบี ตัวลายปิดทอง พืนหลัง ประดับกระจกสี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 549
Pages: