304 ปูนปั้น เหนือบานประตูหน้าต่างท้าซุ้มโค้งขอบ ๒ ชัน ท้าใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๓๖ ซุ้มของเดิมคล้ายซุ้มประตู อโุ บสถ ฉลุลาย บานประตูดา้ นบน เปน็ ลายเครอื ดอกพดุ ตาน หอไตรวดั ศรีสพุ รรณ
305 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ศรีสพุ รรณ จงั หวดั เชยี งใหม่
306 ๕.๒.๑.๑๕ วัดอู่ทรายคา (ดอกคา) ท่ตี ัง้ วัด นอกคูเมืองเชียงใหม่ ด้านทิศตะวันออก ใกล้กับประตูท่าแพ ห่างจากวัดเจดีย์หลวงประมาณ ๑.๗ กโิ ลเมตร เลขท่ี ๒๔ ตา้ บลช้างมอ่ ย อา้ เภอเมือง จังหวัดเชยี งใหม่ สังกัดคณะสงฆม์ หานิกาย ความสาคัญของวัด ๑.สถาปัตยกรรมของวัดเปน็ แบบศิลปะพมา่ ประวัติวัด ประวัติวัดท่ัวราชอาณาจักร ระบุว่า สร้างใน พ.ศ. ๒๓๘๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๖๕ จากเอกสารวัดระบุว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๓๔๗ สมัยพระพุทธวงศ์ครองเมืองเชียงใหม่ สร้างโดยชาวเมือง เชยี งแสนและเมืองเชียงรายที่อพยพเข้ามาอาศัยตังแต่สมัยพระเจ้ากาวิละ ในช่ือวัดอูบค้า นอกจากนียังพบช่ือ อน่ื อกี เชน่ “วัดอกุ คา้ ” และ “วัดอุปลายคา้ ” อย่างไรก็ตาม พบใบลานท่ีบ้านพวกแต้มบันทึกไว้ว่า พ.ศ. ๒๔๑๔ สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ ไดม้ าบรู ณะวดั อูท่ รายคา้ จากสภาพวดั รา้ งขนึ เปน็ วดั ท่มี พี ระสงฆจ์ ้าพรรษา ดงั วา่ “...ศักราช ๑๒๓๓ ปรี ้วงเม็ด เดือน ๗ แรม ๑๐ ค่า้ วัน ๖ (พ.ศ. ๒๔๑๔ ปีมะแมตรีศก เดือน เมษายน – พฤษภาคม) เป็น พญาวัน ถงึ เดอื น ๑๐ ปถมแรม ๘ ค่า้ พฒั นาเผียวถางวดั อู่ทรายคา้ บรู ณะวดั อู่ทรายค้าวนั นนั แล...”
307 ที่ตัง้ หอไตร อยูด่ ้านหน้าวัด ทางทิศเหนอื ของอโุ บสถ วหิ าร และเจดีย์ ประวตั กิ ารสร้างหอไตร สรา้ งโดยพระครสู ทั ธรรมโกวทิ (ตือ เทพวงศ์) เจ้าอาวาส ใน พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๖๔ โดยได้ท้าการฉลอง พร้อมอโุ บสถใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ทังนีพระครูสัทธรรมโกวิทนัน มีชื่อเสียงในด้านการจัดการศึกษาให้ภิกษุสงฆ์สามเณร และมีฝีมือเชิง ช่าง นอกจากหอไตรแล้วท่านยังได้สร้างพระวิหาร และอุโบสถ ของวัดด้วย ภายหลังได้รับด้ารงต้าแหน่งเจ้า คณะอ้าเภอพร้าวองค์แรกของอา้ เภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ประวตั ิการบรู ณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๕๓ บูรณะโดยพระปลัดเจริญ ฐิตปุญโญ เจ้าอาวาสรูปปจั จบุ ัน สถาปตั ยกรรม หอไตร ๒ ชนั ในผังจัตุรมขุ ชันล่างกอ่ อิฐ ชันบนเป็นไม้ หลังคาทรงคฤห์ในตอนล่าง ยกหลังคามณฑป ทรงโค้ง ๒ ชนั ชาวล้านนาเรียก “มณฑปหลงั ก๋าย” ต่อด้วยปลยี อดและฉัตร ชันล่างก่ออิฐรูปกากบาท ไม่มีฐานอาคาร ใช้เสาและผนังรับน้าหนักอาคารด้านบน ผนังหนา ๒๐ ซม. สงู ๒.๒๕ เมตร ประตทู างเขา้ อยทู่ างทศิ ตะวนั ตก ดา้ นอื่นเปน็ หน้าตา่ ง ชนั บนล้อกบั ชันล่าง ห้องเก็บธรรมอยู่ในตอนกลางสูง ๔.๖๐ เมตร มีมุขยื่นออกมาทัง ๔ ด้าน มีประตู ทางเขา้ ด้านทศิ ตะวนั ตก หลังคาทรงคฤห์ล้อกับส่วนฐานจัตุรมุข เหนือขึนไปเป็นมณฑปทรงโค้ง ๒ ชันลดหล่ันกันไป มุงด้วย กระเบืองไม้แป้นเกล็ด หน้าบัน โก่งคิว (สาหร่าย) หน้าบันปีกนก เป็นไม้แกะ ปิดทอง คันทวยเป็นไม้กรอบ สามเหลยี่ ม ช่อฟา้ แบบปากนก ใบระกาแบบรวยระกา และหางหงส์แบบหัวนาค ศลิ ปกรรม แกะสลกั ไม้ หน้าบันทศิ ตะวนั ออก ยกั ษ์ยืนเท้าสะเอวแยกขา ล้อมรอบดว้ ยเครือดอกพุดตาน บานประตูดา้ นบน ลายเครือดอกสับปะรด หอไตรวดั อทู่ รายคา
308 ภาพลายเส้นหอไตรวดั อทู่ รายคา จงั หวดั เชยี งใหม่
309 ๕.๒.๒ จงั หวัดลาพูน มีจานวน ๑๐ หลัง ๕.๒.๒.๑ วดั ประตูปา่ ทีต่ ้ังวัด
310 นอกเมืองล้าพูน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ประมาณ ๖.๘ กิโลเมตร เลขท่ี ๙๘ หมู่ ๔ ตา้ บลประตูปา่ อ้าเภอเมือง จังหวดั ล้าพูน สงั กัดคณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑.ศิลปกรรมประดับหอไตรแสดงฝมี ือเชิงช่างชาวยอง ประวัตวิ ดั เอกสารวัดระบุวัดสร้างใน พ.ศ. ๒๓๐๑ เป็นหน่ึงในหลายๆ วัดท่ีสร้างขึนในช่วงที่กษัตริย์และเจ้านาย เมืองลา้ พูนอพยพหนีพมา่ มาอยู่บริเวณปากล้าเหมืองไม้แดง ภายหลังเมื่อพระยากาวิละทรงขับไล่พม่าออกจาก เมืองล้าพูนแล้ว บริเวณปากล้าเหมืองไม้แดงในเวลานัน เป็นท่ีอยู่ของชาวยองบ้านป่าม่วง ท่ีอพยพจากเมืองยอง ประเทศพม่าในปัจจุบัน เมื่อพวกเขาสร้างวัดจึงอาราธนาครูบาเหล็กมาเป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๒๑) พร้อมปลูกต้นมะม่วงหลากหลายสายพันธ์จากเม็ดมะม่วงท่ีน้ามาจากเมืองยอง ภายหลังเมื่อต้นมะม่ว งโต ชาวบ้านจึงเรียกพืนที่นีว่า ป่าม่วงหลวง เรียกหมู่บ้านว่า บ้านป่าม่วงจุมหัวเวียงหริภุญชัย ต่อมาเหลือเพียงวัด ประตปู ่า (มะมว่ ง) วดั นีได้รบั พระราชทานวสิ งุ คามสมี า พ.ศ. ๒๔๖๔ ทีต่ ัง้ หอไตร อยูร่ ะหวา่ งเจดยี ์กับอโุ บสถ โดยตงั อยู่ตดิ ก้าแพงวัดดา้ นทิศใต้ ประวัตกิ ารสร้างหอไตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๓๗ สมัยครบู าอริยะเปน็ เจา้ อาวาส ตามทป่ี รากฏในท้ายใบลานธรรมสัพนิไสยการก ว่า “...ธรรมผูกนีเม่ือเดือน ๘ เหนือ ออก ๖ ค้่า จุลศักราช ๑๒๕๖ (พ.ศ. ๒๔๓๗) สมัยครูบาอริยะ ตรงกับวันปก เสาหอธรรมนั่นแล..” ประวตั ิการบูรณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๐๔ เม่ือพระครูบุญยืนเป็นเจ้าอาวาส ได้บูรณะหอไตร โดยเสริมความมั่นคง ไม่เปล่ียนแปลง รูปแบบศิลปกรรม สถาปตั ยกรรม ตอ่ มา พ.ศ. ๒๕๒๓ มกี ารบรู ณะอกี ครังหนง่ึ สถาปตั ยกรรม หอไตรไม้ชันเดียว ใต้ถุนสูง ในผังส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๕ ช่วงเสา ตังบนฐานปูนยกพืนสูง ๓๐ ซม. หอ้ งดา้ นบนมีระเบียงรอบ หลงั คาทรงโรง
311 ชันล่าง เป็นเสาไม้กลม จ้านวน ๒๔ ต้น สูงรวดถึงโครงสร้างหลังคา ปล่อยใต้ถุนสูง ๒.๒๕ เมตร วาง คานคู่ประกบข้างยึดดว้ ยตะปู จากนนั จึงตตี ง และปไู ม้พนื ทบั ชนั บน เสาห้องเก็บธรรมจ้านวน ๘ ต้น ใช้รับหลังคาจั่ว ส่วนเสาท่ีเหลือโดยรอบรับหลังคาปีกนกรอบ ตวั ห้องยกพนื สงู จากระเบียง ๔๐ ซม. ผนังห้องท้าเป็นกรอบลูกฟักเช่นเดียวกับระเบียง ตัวระเบียงสูงประมาณ ๕๐ ซม. มีประตูทางขึนด้านทิศตะวันออก เช่นเดียวกับประตูทางเข้าห้องเก็บธรรมก็อยู่ทางทิศตะวันออก ดา้ นข้างมชี ่องหนา้ ต่างดา้ นละ ๓ บาน ทงั บานประตแู ละหน้าตา่ งเขียนฉลลุ าย หลังคาทรงโรง เหน็ คอสอง คลมุ ลงมาต่า้ กนั ฝนสาด ศลิ ปกรรม แกะสลกั ไม้ หน้าบนั เครือดอกพดุ ตาน ใบผกั กาด ปลายเครือมว้ นขด เครอื กลมแบบลายพม่ากราย ตัวลายปิดทอง พืนหลังประดบั กระจกจืน คันทวย ดอกพุดตานในกรอบสามเหลีย่ ม และรูปลงิ สองตัวซ้อนกันในแนวตังแสดงอิรยิ าบถตา่ งๆ กนั ขูดลาย ประตู เทวดายนื พนมมือ หันพระพักตร์เข้าหากัน ฝมี อื ช่างพืนบ้านชาวยอง ใชเ้ ทคนิคขูดลายบนพนื แดง ฉลุลาย ฝาผนังห้องเก็บธรรม ด้านซ้ายของประตูเป็นรูป แถวเทวดาครึ่งองค์น่ังพนมมือเรียงซ้อนกันตามแนวตัง ร้อยกันไว้ด้วยลายเครือดอกไม้ การผูกลายเป็น เช่นเดียวกับลายทางด้านขวาของประตู แต่ลายหลักเป็น รปู นกยงู แทนรูปเทวดา
312 หอไตรวดั ประตปู ่ า (ภาพจากวดั ประตปู ่ า) หอไตรวดั ประตปู ่ า
313 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ประตปู ่ า จงั หวดั ลาพนู
314 ๕.๒.๒.๒ วดั พระธาตหุ ริภญุ ชัย ทต่ี ั้งวัด กลางเมืองล้าพูน เลขท่ี ๓๓๕ หมู่ ๑ ต้าบลในเมือง อ้าเภอเมือง จังหวัดล้าพูน สังกัดคณะสงฆ์ มหานกิ าย มฐี านะเป็นพระอารามหลวงชนั เอก ชนิดวรมหาวิหาร ความสาคัญของวัด ๑. เกี่ยวขอ้ งกบั กษัตริย์ปกครองล้านนา ๒. วดั ประจ้าเมืองล้าพนู ๓. หนง่ึ ใน ๘ เจดียส์ ้าคัญ ของประเทศไทย ประวัตวิ ดั สร้างใน พ.ศ. ๑๔๔๐ สมยั พระเจา้ อาทิตยราช ไดร้ ับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๕๔ ทีต่ งั้ หอไตร ตงั อยทู่ างทศิ ใต้ของวิหารหลวง ทิศตะวนั ออกเฉียงใตข้ ององคพ์ ระธาตุหรภิ ญุ ชยั ประวตั ิการสรา้ งหอไตร
315 ศลิ าจารึก ลพ. ๑๕ (ปจั จบุ นั อยูใ่ นพิพธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย จังหวดั ล้าพูน) เป็นจารึกอักษร ธรรมลา้ นนา จารกึ ขึนในราว พ.ศ. ๒๐๔๓ ซึ่งอยู่ในช่วงรชั กาลพระเมืองแกว้ จารกึ หลกั นีประดิษฐานอยทู่ ่ีวัด พระธาตหุ รภิ ุญชัย เร่ืองราวในจารกึ ได้กลา่ วถงึ พระเมืองแก้วกับพระราชมารดาสรา้ งหอไตรปฎิ กหรอื หอพระ ธรรมมณเฑียร พร้อมพระไตรปิฎก ถวายไวก้ บั วัดพระธาตหุ ริภญุ ชัย ดงั ว่า “...สมเดจ็ พระองค์มหาราชเจา้ ทัง ๒ ตรองตรัสอรรถธรรมอันอดุ มดี มีพระราชหฤทัยบ่อิ่มในอปนาเพ่ง สภาวะอนั ยิ่ง จิง่ ใหส้ ร้างพระธรรมมณเฑียร อันอาเกียรณเ์ ดยี รดาษมาศด้วยสพุ รรณบุษบาผกาวัลลีเป็นอัศจรรย์ อดิเรก...” และ “...นาและคนทังมวลฝูงนีจุ่งไว้ให้เป็นอุปการรักษาพระธรรมมณเฑียรให้เสถียรสืบสายไป ใคร อย่ากลัวเกลา้ ...” (คลังขอ้ มูลจารึกลา้ นนา สถาบันวจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๔๒, หนา้ ๑๑๙-๑๓๔) ต่อมา ราว พ.ศ. ๒๔๕๕ – ๒๔๖๐ เกิดพายุขนาดใหญ่ พัดเอาเสนาสนะในวัดพระธาตุหริภุญชัยพัง เสียหาย พระวหิ ารพังลงมาทงั หลงั จงึ มกี ารสร้างวหิ ารใหมพ่ รอ้ มบูรณะเสนาสนะอ่ืนๆ ใน พ.ศ. ๒๔๖๗ หอไตร ท่ปี รากฏรูปแบบในปจั จบุ ัน ก็นา่ จะไดร้ ับการบูรณะในชว่ งเวลานีเช่นกนั โดยช่างหลวงจากกรงุ เทพฯ สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ชัน ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อเก็จด้านหน้าสองตอน ด้านหลังหน่ึงตอน ตังอยู่บนฐานปัทม์สูง ประมาณ ๑.๗๐ เมตร ชันล่างก่ออิฐทาสีแดงในผังสี่เหล่ียมผืนผ้าย่อเก็จเช่นกัน มีลานประทักษิณโดยรอบ มี บันไดทางขึนลานประทักษิณด้านหน้าทางทิศตะวันตก ชันบนเป็นเคร่ืองไม้ในผังย่อเก็จ มีระเบียงหน้าหลัง ด้านหนา้ มีบันไดทางขนึ ราวบันไดเป็นนาค หลังคาทรงคฤห์ ชันล่างเป็นห้อง ผนังก่ออิฐหนา ๕๐ ซม. ผนังทิศเหนือเจาะช่องหน้าต่าง ๔ ช่อง ทิศใต้เป็นหน้าต่าง หลอก ๔ ชอ่ งเช่นกนั เดมิ ใชเ้ ป็นทีป่ ระดษิ ฐานพระพุทธรปู เหนือหนา้ ตา่ งเปน็ ซมุ้ บนั แถลงมีหางหงส์แบบตัวเหงา ประดบั ผนังทีห่ นาใช้รับคานไมแ้ ละตงเพื่อตีพนื ด้านบน ชนั บนเป็นหอ้ งเกบ็ ธรรมในตอนกลาง มีประตเู ข้าจากระเบียงทงั ด้านหน้าและหลัง ซุ้มประตูเป็นเสาไม้ ย่อมุม แกะสลักเป็นบัวหัวเสาและบัวเชิงฐานมีซุ้มเหนือกรอบประตูเป็นทรงปราสาท ประดับกระจกสี ผนัง ด้านข้างทา้ ช่องหน้าต่างขนาดเล็กทัง ๒ ด้าน ผนังด้านล่างส่วนฐาน แต่งรูปสัตว์หิมพานต์ในกรอบคดโค้ง ส่วน ผนังดา้ นบนมีกรอบรดั รอบ ภายในแกะสลกั ประดบั กระจกสี ลายพมุ่ ขา้ วบิณฑ์ หลังคาทรงคฤห์ ซ้อนด้านหน้าและหลังตามการย่อเก็จของตัวหอไตร คอสองแกะลายพุ่มข้าวบิณฑ์ เคร่ืองบนเป็นแบบรวยระกาไม้ประดับกระจกสี ช่อฟ้าไม้แกะปากนก หางหงส์แบบหัวนาค สันหลังคาประดับ บราลี ท่ีกึง่ กลางมีเครือ่ งยอดประดบั ฉตั รโลหะ มงุ ดว้ ยกระเบอื งดีบุก ศลิ ปกรรม
316 แกะสลกั ไม้ หน้าบัน เป็นโครงสร้างม้าต่างไหม แกะสลักเป็นลายกรอบแว่นขนาดเล็กต่อกัน ในช่องแกะลายดอก ประจา้ ยาม ประดบั กระจกสี โดยทค่ี อกีดซ่ึงอยใู่ ตห้ น้าบันลงมา เป็นพืนท่ีสี่เหล่ียมขนาดใหญ่ แกะหน้าสิงห์คาย ช่อดอกไม้ บานประตู เทวดายนื ถอื พระขรรค์ หนั หนา้ เข้าหากัน ปดิ ทอง ฉลลุ าย ผนงั หอไตร เป็นลายราชวัตร ดอกประจ้ายาม การปกปอ้ งคุม้ ครอง ๑. ประกาศขึนทะเบียนเป็นโบราณสถาน แหง่ ชาติ ในราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนท่ี ๗๕ วันที่ ๘ มนี าคม ๒๔๗๘ ๒. ประกาศก้าหนดขอบเขตในราชกิจจา นุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนท่ี ๑๘๔ ลงวันท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๒ จารึกวดั พระธาตหุ รภิ ญุ ชัย (ลพ. ๑๕) หอไตรวดั พระธาตหุ ริภญุ ชยั
317 ภาพลายเส้นหอไตรวดั พระธาตหุ ริภญุ ชยั จงั หวดั ลาพนู
318
319 ๕.๒.๒.๓ วดั ปา่ ป๋วย ท่ตี ั้งวัด ตังอยู่นอกเมืองลา้ พูน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ประมาณ ๔๖ กิโลเมตร เลขที่ ๑๕๘ ตา้ บลบ้านโฮง่ อ้าเภอบา้ นโฮง่ จังหวดั ล้าพนู สังกัดคณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคญั ของวัด
320 ๑. สถาปตั ยกรรมและศิลปกรรมของหอไตร ได้รับการกลา่ วถึงในด้านความงดงาม ประวตั ิวดั สร้างเม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๐ สมัยเจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ เป็นเจ้าเมืองล้าพูน (พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๑) ชุมชนที่เข้ามาอยู่อาศัยและเป็นผู้สร้างวัด เป็นกลุ่มคนไทยองท่ีอพยพมาจากบ้านสันก้าแพงและบ้านฉางข้าว น้อย อ้าเภอป่าซาง จังหวัดล้าพูน มีนายสม อดออมเป็นผู้น้า สภาพพืนท่ีดังเดิมของท่ีนีมีต้นตะแบกขึนอยู่เป็น จา้ นวนมาก ชาวล้านนาเรยี กต้นตะแบกวา่ ต้นป๋วย จึงเรียกหม่บู ้านท่ตี งั และวัดที่สร้างขึนว่าบ้านป่าป๋วยและวัด ป่าป๋วย ท่ตี ั้งหอไตร ตังอย่ดู ้านทศิ เหนือของวหิ ารซง่ึ เปน็ อาคารหลกั ของวัด และตังอยูก่ ลางวัด ประวตั กิ ารสรา้ งหอไตร ในใบลานของวดั บา้ นโฮ่ง ระบวุ ่า หอไตรวดั ป่าปว๋ ยสร้างใน พ.ศ. ๒๔๙๐ ประวตั กิ ารบูรณะหอไตร บรู ณะ พ.ศ. ๒๕๒๕ ฉลองกรงุ รตั นโกสินทร์ ๒๐๐ ปี สถาปตั ยกรรม หอไตรไม้ชันเดียว ยกใต้ถุนสูง ในผังสี่เหล่ียมผืนผ้าขนาดกว้าง ๔ เมตร มี ๒ ห้อง ยาว ๖ เมตร มี ๓ หอ้ ง มีระเบียงไม้ฉลุลายโดยรอบห้องเก็บธรรม หลงั คาทรงคฤห์ แต่งหนา้ บนั ด้วยงานไมแ้ กะสลัก หอไตรชันล่างตังอยู่บนฐานปูนซีเมนต์สูง ๕๐ ซม. เสาชันล่างก่ออิฐถือปูน สูงประมาณ ๒.๒๐ เมตร แต่งบวั หัวเสา มที ังหมด ๑๐ ต้น ปจั จบุ ันเป็นทีเ่ ก็บกลอง ชันบนเป็นไม้ พืนไม้ปูบนตงและคานไม้ ห้องเก็บธรรมในตอนกลางมีเสา ๘ ต้น ตีโครงเคร่าไม้ โดยตี ผนังไม้ตามแนวนอนปิดทึบ ตัวห้องกว้าง ๒ เมตร ยาว ๔ เมตร เหลือระเบียงข้างละ ๑ เมตร ตัวระเบียงตีไม้ ทบึ แนวตัง สูง ๗๕ ซม. ด้านทศิ ตะวนั ออกเป็นชอ่ งทางเข้า ผนงั หอ้ งเก็บธรรมไม่ตกแต่งใดๆ หลังคาทรงคฤห์ โครงสร้างจ่ัวมีจันทันและแป ส่วนหน้าบันเป็นกรอบหน้าจั่วประดับไม้แกะสลัก ซึ่ง น้าไปตดิ บนแผน่ ไมท้ ตี่ ีไวเ้ ปน็ พนื ผิวหน้าบนั อีกชนั หนง่ึ ช่อฟ้าปาก ศลิ ปกรรม แกะสลกั ไม้
321 หน้าบัน เป็นโครงสร้างแบบผนังหุ้มกลอง ประกอบด้วยหน้าบัน โก่งคิว (สาหร่าย) และปีกนก เป็น ลายเครือเถาก้านขด ตรงกลางเป็นดอกสับปะรด ตวั ลายปดิ ทอง ด้านหลังประดบั กระจก การปกป้องคมุ้ ครอง ๑. ไดร้ ับรางวัลสถาปัตยกรรมดเี ด่น พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยสมาคมสถาปนกิ ลา้ นนา ๒. ได้รับรางวลั สถาปัตยกรรมดเี ดน่ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยสมาคมสถาปนิกสยาม หอไตรวดั ป่ าป๋ วย
322 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ป่ าป๋ วย จงั หวดั ลาพนู
323
328 ๕.๒.๒.๔ วัดปา่ เหียง (กองงาม) ทีต่ ง้ั วดั อยู่ระหว่างแม่น้าปิงกับแม่น้าทา บนเส้นทาง ๑๐๓๒ ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ๑๕ กิโลเมตร เลขที่ ๒๔๗ บ้านกองงาม หมู่ ๑ ต้าบลแมแ่ รง อ้าเภอปา่ ซาง จังหวดั ล้าพนู สังกัดคณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑.มีหอไตรกลางน้าที่เป็นสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ของวัด ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในด้านความงามทาง สถาปตั ยกรรม และศิลปกรรมชาวไทยอง ประวัตวิ ดั ต้านานในพืนถ่ินเล่าว่า พญาอโศกเป็นผู้สร้างวัดป่าเหียง ต่อมาร้างลงไป และ พ.ศ. ๒๔๒๗ ครูบา ธรรมปัญโญ ได้มาบูรณะจากวัดร้างเป็นวดั ทม่ี ีพระสงฆ์จา้ พรรษาอกี ครัง ตรงกับสมัยเจ้าดาราดิเรกรัตนไพโรจน์ ครองเมืองลา้ พนู หลงั จากนนั ครูบาขัตติยะ พระสงฆ์จากเมืองเชียงรุ้งได้มาพัฒนาวัดและเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ทงั นีวัดได้รับวสิ งุ คามสมี า พ.ศ. ๒๔๔๐ ทตี่ ้ังหอไตร ด้านทิศใต้ หลังเจดยี ์ โดยตวั อาคารหันหน้าไปทางทิศเหนือ ประวตั ิการสรา้ งหอไตร จากการสัมภาษณ์พระสงฆ์ในวัดและคนในชุมชน เชื่อว่าหอไตรถูกสร้างขึนในช่วง พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๔๐ ในชว่ งครูบาธรรมปญั โญไดม้ าบรู ณะวดั ขนึ ใหม่ หรอื อยา่ งช้าสดุ ในปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕
329 ประวตั กิ ารบรู ณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๓๐ สถาปตั ยกรรม เป็นอาคารไม้ชันเดียว ยกใต้ถุนสูง ในผังรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๔ ห้อง มีระเบียงรอบห้องเก็บธรรม ตัวอาคารตังอยู่กลางสระน้า มีขอบบ่อผิวฉาบปูนและสะพานทางเข้าคอนกรีตเสริมเหล็กทางทิศเหนือ โดย สะพานเดิมเป็นไม้ยาว ๕.๙๐ เมตร เม่ือผุผังจึงได้เปลี่ยนเป็นสะพานคอนกรีต โดยวางให้ต้่ากว่าพืนหอไตร ประมาณ ๗๐ เซนตเิ มตร หลงั คาทรงคฤห์ มุงด้วยแผ่นดบี ุก ต่อมาเปลี่ยนเป็นสังกะสี ชันล่างเป็นเสาไม้กลม จ้านวน ๒๐ ต้น ถูกรับไว้ด้วยฐานอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ในน้า ตัว เสาไม้รับคานและตงเพอ่ื ตีพืนไม้ดา้ นบน ตัวหอ้ งเกบ็ ธรรมชนั บนในตอนกลางท้าฐานบัวยกสูงจากพืนประมาณ ๕๕ ซม. ตังเสาไม้ขึนรับข่ือและ ดังโครงสร้างหลังคา ขนาดห้องเก็บธรรมกว้าง ๑.๕๐ เมตร ยาว ๒.๕๐ เมตร ประตูทางเข้าอยู่ทางด้านทิศ เหนือ ส่วนด้านทิศใต้เป็นหน้าต่าง ภายในเป็นชันเก็บคัมภีร์ใบลาน มีฝาปิด ลักษณะคล้ายตู้ท่ีสร้างติดผนัง ๓ ด้าน ระเบยี งดา้ นนอกแบบซี่ลกู กรงสงู ๖๕ ซม. เสาระเบียงรบั โครงสร้างหลังคาปีกนกทีค่ ลุมลงมาต่้า เคร่ืองบน หลงั คาเปน็ ไมแ้ กะ ปิดทอง ประดับกระจก สภาพปัจจุบนั ทรดุ โทรม เนอ่ื งจากขาดการบูรณะ ศลิ ปกรรม แกะสลักไม้ หน้าบัน เป็นภาพเทวดาครึ่งองค์ ๗ องค์ ล้อมไว้ด้วยลายเครือดอก แกะลายใหญ่และลึกแบบศิลปะ ชาวไทยอง โก่งคิว (สาหร่าย) เปน็ ภาพราหคู ายเครอื เถาดอกพุดตาน ดา้ นขา้ งมเี ทวดา ตวั ราหคู ลา้ ยภาพฤๅษี ซุ้มประตู เสาซุ้มแกะเป็นบัว ยอดซุ้มเป็นสามเหล่ียม เกิดจากการประกอบของตัวลายวงโค้งรูปตะขอ สองวง ในวงโคง้ แกะเปน็ ลายเครือเถา ซุ้มหน้าตา่ ง ยอดซมุ้ เป็นซมุ้ หนา้ นาง ฉลลุ าย ผนังห้องเกบ็ ธรรมด้านหนา้ เทวดาครง่ึ องคพ์ นมมือ หอไตรวดั ป่ าเหียง
330 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ป่ าเหียง จงั หวดั ลาพนู
331 ดา้ นทิศตะวันออก ดา้ นทิศเหนอื ๕.๒.๒.๕ วดั หมูเปงิ้
332 ท่ตี ั้งวัด ฝั่งตะวันออกของแม่น้าทา ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ๑๕ กิโลเมตร เลขท่ี ๒๓๔ บ้านหมูเปิ้ง หมู่ ๙ ถนนทา่ จกั ร ต้าบลเหมอื งจี อ้าเภอเมือง จงั หวัดลา้ พนู สงั กัดคณะสงฆม์ หานิกาย ความสาคญั ของวัด ๑.หอไตรของวดั เปน็ ตัวอย่างการใชป้ ระโยชนร์ ่วมกนั ระหว่างอโุ บสถกบั หอไตร ประวัตวิ ดั วดั สรา้ ง พ.ศ. ๒๓๔๐ ได้รบั พระราชทานวสิ ุงคามสีมา พ.ศ. ๒๔๙๔ กอ่ นสรา้ งวดั เป็นวัดร้างเต็มไปด้วย หมปู า่ เมือ่ สร้างวดั แล้วจึงเรยี กวัดหมเู ป้งิ หมายถงึ สถานทซี่ ่งึ เปน็ ที่พักอาศยั ของหมปู า่ ที่ตงั้ หอไตร ด้านใต้ของวิหาร หนั หนา้ ไปทางทศิ เหนอื ประวัตกิ ารสรา้ งหอไตร ใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เจ้าอธิการข่าย เจ้าอาวาสวัดหมูเป้ิงขณะนัน ได้เล่าประวัติการก่อสร้างหอไตรไว้ใน หนงั สือวา่ หอไตรสร้างเม่อื ตนอายุได้ประมาณ ๙ ขวบ คอื ราว พ.ศ. ๒๔๖๐ ประวตั ิการบรู ณะหอไตร บรณะใน พ.ศ. ๒๕๓๐ สมัยเจ้าอธกิ ารข่ายเปน็ เจ้าอาวาส สถาปัตยกรรม
333 หอไตรไม้ ชนั เดียว ยกพนื สงู ในผังส่ีเหล่ยี มผนื ผา้ กว้าง ๗.๒๒ เมตร มี ๓ ห้อง ยาว ๙.๓๒ เมตร มี ๔ ห้อง ยกพืนซเี มนต์สูง ๒๐ ซม. ห้องเก็บธรรมมีระเบียงรอบ หลังคาทรงคฤห์ และมีหลังคาปีกนกคลุมทังส่ีด้าน อกี ชันหน่ึงบรเิ วณตอนกลางตวั หอไตร ชนั ล่างเป็นโถง มีเสาก่ออิฐจ้านวน ๒๐ ต้น แบ่งเป็น๔ แถวๆ ละ ๕ ต้น สูงประมาณ ๒.๘๐ เมตร ก่อ ระเบียงรอบแบบลูกกรงปูน สูงประมาณ ๑ เมตร มีทางเข้าออกตอนกลางด้านทิศเหนือ เฉพาะทิศใต้ซึ่งเป็น ดา้ นหลงั ได้ก่อผนงั ในสว่ นเสาคู่ใน ด้านหน้าผนงั ก่อฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูป ช่องเพดานทิศใต้ด้านหน้า พระพทุ ธรปู ใช้เปน็ ทางขนึ ไปหอ้ งเก็บธรรมดา้ นบน ชนั ลา่ งนเี คยใช้ประโยชน์เป็นอุโบสถ เช่นเดียวกับหอไตรวัด ถวาย อ้าเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ชันบนเป็นห้องเก็บธรรมเต็มพืนที่ ขนาดกว้าง ๒.๙ เมตร มี ๓ ห้องเสา ยาว ๕ เมตร มี ๒ ห้องเสา ผนงั เป็นไมป้ ดิ ล้อมทงั สดี่ า้ น ไม่มปี ระตู มีหน้าตา่ งบนผนงั ด้านกวา้ งดา้ นละ ๑ ช่อง ผนังด้านยาว ๒ ช่อง ท้าราว ระเบียงฉลตุ ดิ กบั ผนังทงั ๔ ด้าน มีพนื ที่รอบระเบียงกวา้ งประมาณ ๓๐ ซม. หลังคาทรงคฤห์ เครื่องไม้จ่ัวมีจันทัน ป้ันลมแบบรวยระกา ประดับกระจกสี หน้าบันประดับลาย แกะสลกั ช่อฟ้าแบบตัวหงส์ สว่ นหางหงส์แบบหัวนาค สันหลังคาประดับเครื่องยอดและบราลี มุงกระเบืองดิน ขอ ปัจจบุ ันมสี ภาพทรุดโทรมมาก เนอ่ื งจากขาดการบูรณะ ศิลปกรรม แกะสลักไม้ เป็นการแกะส้าเร็จแล้วจึงน้ามาติดเข้ากับไม้หน้าบัน ประดับกระจกสีในส่วนท่ีเป็น ชอ่ งว่างระหวา่ งตัวลาย หน้าบัน เครือดอก โดยใจกลางเป็นดอกจันทน์ ๘ กลบี ดอกทเี่ ครอื เป็นดอก ๖ กลีบ ตัวลายปิดทอง หอไตรวดั หมเู ปิง้
334 ภาพลายเส้นหอไตรวดั หมเู ปิง้ จงั หวดั ลาพนู
335 ๕.๒.๒.๖ งาม วัดป่าซาง ทต่ี ้งั วัด นอกเมืองล้าพูน ทางทิศตะวันตกติดแม่น้าทา ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร สงั กดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคญั ของวดั ๑. เปน็ วัดเก่าแกใ่ นจงั หวัดลา้ พูน ทภ่ี ายในวหิ ารมีคันธกฎุ ปี ระดิษฐานพระปราน ประวตั ิวัด
336 สร้าง พ.ศ. ๒๓๘๐ ตามทะเบียนของกรมศาสนา สมัยเจ้าน้อยอินทร์ครองเมืองล้าพูน และคงร้างไป ระยะหน่งึ กระทัง่ ครูบานนั ทา จากเมืองยอง สบิ สองปันนา มาบรู ณะและสร้างขึนเปน็ วดั ใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ที่ต้ังหอไตร อยดู่ า้ นหน้าวิหาร หนั หน้าอาคารไปทางทศิ เหนือ ประวัติการสรา้ งหอไตร เอกสารวัดระบุวา่ หอไตรสร้าง พ.ศ. ๒๔๙๐ ทดแทนหอไตรหลงั เดิมท่ีพังทลายไป ลักษณะหอไตรหลัง เดมิ เปน็ หอไตรก่ออฐิ มีประตปู ระดับซมุ้ โคง้ เล่ากนั ในพืนถิ่นวา่ เสอื ชอบเข้าไปนอนภายในหอไตรหลงั เดิม ประวตั กิ ารบูรณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๒๕ สถาปตั ยกรรม หอไตร ๒ ชัน ก่ออิฐถือปูนทังหลัง ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๓.๗๕ เมตร ยาว ๖.๖๐ เมตร แบ่งเปน็ ๓ ห้อง ชันล่างมปี ระตูทางเข้าดา้ นทิศเหนอื ทา้ ซุ้มโค้งแบบย่อมุม ๒ ชัน ภายในซุ้มเป็นหงส์สองตัวหัน หนา้ เข้าหากัน ส่วนผนงั ด้านทิศอืน่ เป็นประตูหลอก ทิศใต้มี ๒ ช่องประตู ส่วนทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมี ด้านละ ๓ ช่องประตู ชนั บนดา้ นทิศเหนอื มีประตูทางเขา้ มีขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง ด้านหลังท้าเป็นช่องหน้าต่างหลอก มี ๒ ช่อง ส่วนผนงั ด้านทศิ ตะวันออกและตะวนั ตกมหี น้าตา่ งด้านละ ๓ ชอ่ ง เหนือเสาในระดับพืนห้องด้านบนทุกต้น ประดับเทวดาปูนปั้นยืนพนมมือ กรอบเสาและกรอบหน้าต่างประดับกระจกลายเรขาคณิต เช่นเดียวกับกรอบ และซมุ้ ประตูดา้ นบน สว่ นใตห้ น้าบนั ทงั หมดประดบั กระจกลายเรขาคณติ หลังคาทางคฤห์ แบบเครื่องไม้ระบบจันทันมีเคร่ืองบน ประกอบด้วย ใบระกาแบบรวยระกา หน้าบัน ประดบั ปนู ปัน้ ทังดา้ นหนา้ และหลงั มีเพียงสว่ นคอกีด (คอสอง) และดา้ นลา่ งคอกีดทปี่ ระดบั กระจกสี ศิลปกรรม ปูนปั้น หนา้ บนั ดา้ นหนา้ เป็นลายเครือดอกสบั ปะรด ใบผักกาด ซมุ้ เหนือประตูชันลา่ ง เปน็ รูปหงส์สองตวั หันหน้าเข้าหากัน เหนอื บานหน้าตา่ ง เป็นหมอ้ ปรู ณฆฏะ ประดบั กระจกสี
337 คอกีด (คอสอง) และด้านล่างคอกีด (คอสอง) ของหน้าบันด้านหน้า เสาและซุ้มประตูทังหมดเป็นลาย เรขาคณิต ฉลลุ าย บานหนา้ ตา่ ง เป็นเทพพนมลอ้ มด้วยดอกบวั และเครอื เถา กรอบบานหนา้ ต่างเป็นลายประจ้ายาม หอไตรวดั ป่ าซาง
338 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ป่ าซาง จงั หวดั ลาพนู
339 ๕.๒.๒.๗ วดั สันกาแพง ที่ตงั้ วัด อยู่ระหว่างแม่นา้ ปิงกบั แม่น้าทา หา่ งจากวัดพระธาตุหริภุญชยั ประมาณ ๑๙ กิโลเมตร เลขที่ ๕ ต้าบล มะกอก อา้ เภอป่าซาง จังหวดั ล้าพนู สงั กดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑. หอไตรของวัด เปน็ หอไตรไมส้ องชันท่ตี งั อยูก่ ลางนา้ พบเพยี งแหง่ เดยี วในลา้ นนา ประวตั วิ ดั วดั สร้าง พ.ศ. ๒๔๐๑ โดยก่อนหนา้ นนั เป็นวัดรา้ ง นายจอม นายอ่นุ นางอ่มิ ไดพ้ บวัดรา้ งนันก่อน แล้ว จงึ พากันไปชวนนายใจ นายฮอ้ ย ญาณะ ไปนิมนต์ครูบาอุปาละจากวัดหนองเงือกมาเป็นประธานในการบูรณะ วัดขนึ มาใหม่ ทตี่ ้งั หอไตร ด้านทิศเหนือของถนนทางเข้าท่พี ุง่ ตรงไปยังวหิ าร อยูช่ ดิ กา้ แพงวดั ทางดา้ นทิศตะวนั ตก ประวตั ิการสรา้ งหอไตร เอกสารวัดระบุหอไตรสร้าง พ.ศ. ๒๔๓๗ สมัยครูบาธรรมวงศ์เป็นเจ้าอาวาส (ตังแต่ พ.ศ. ๒๔๒๐ – ๒๔๖๐)
340 ประวัตกิ ารบูรณะหอไตร ไมป่ รากฏ สถาปัตยกรรม หอไตรไม้ ๒ ชัน สร้างไว้กลางสระน้า โดยเสาด้านล่างท่ีจมอยู่ในน้าเป็นเสาปูน ตัวอาคารอยู่ในผังรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด ๔ ห้องเสา ชันบนมีระเบียงรอบห้องเก็บธรรมท่ีตังอยู่ในตอนกลาง หลังคาทรงคฤห์ โครงสร้างไม้ ใช้จันทันและแปลาน มงุ ด้วยกระเบืองดินขอหางตัด ชันล่างเป็นห้องทึบ สูงประมาณ ๑.๙๐ เมตร ประกอบด้วยเสาไม้กลม ๒๐ ต้น ตังบนคานปูนและตง ไม้ ประตูทางเข้าอยู่ผนังด้านทิศใต้ ผนังด้านทิศเหนือตีทึบ ส่วนด้านทิศตะวันออก ตะวันตกมีหน้าต่างด้านละ ๔ ชอ่ ง เสาไม้จากชันล่างยาวลวดไปถึงชันบน รองรับน้าหนักส่วนหลังคา โดยพืนชันบนวางบนคานไม้และตง หอ้ งเก็บธรรมยกสูงกว่าระดับพืนระเบียง ประตูทางเข้าห้องเก็บธรรมอยู่ด้านทิศใต้ ผนังด้านอื่นตีทึบ ตีฝาผนัง แบบช่องลูกฟกั ระเบียงไมซ้ ีล่ กู กรง หลังคาทรงคฤหท์ ีจ่ ว่ั สูงเพรียว และมสี ว่ นหลังคาปีกนกคลุมลงมาต้่ามากเพื่อป้องกันฝนสาด เครื่องบน หลังคาประดับด้วย ช่อฟ้าแบบปากนก ใบระกา และหางหงส์แบบหัวนาค แกะสลกั ไม้ปดิ ทองประดับกระจก ศลิ ปกรรม แกะสลกั ไม้ หนา้ บนั แบบผนงั หุม้ กลอง เป็นลายเครอื ดอกสบั ปะรด โกง่ ควิ (สาหร่าย) เปน็ เทวดาครึ่งตัว ผายมอื ออกทังสองข้าง จบั เครอื เถา คนั ทวย เครือเถาใบเทศในกรอบสามเหลีย่ ม หอไตรวดั สนั กาแพง
341 ภาพลายเส้นหอไตรวดั สนั กาแพง จงั หวดั ลาพนู
342 ๕.๒.๒.๘ วดั ดงฤๅษี
343 ทตี่ ั้งวดั ทางทิศตะวันออกของแม่น้าปิง ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัยประมาณ ๔๒ กิโลเมตร เลขท่ี ๑๔๐ บ้านดงฤๅษี หมู่ ๘ ตา้ บลบ้านโฮง่ อา้ เภอบา้ นโฮง่ จงั หวดั ลา้ พนู สังกดั คณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด ๑. หอไตรไดร้ ับการยกย่องวา่ งดงามทส่ี ุดหลังหนึ่งในลา้ นนา ประวัตวิ ัด วัดสร้าง พ.ศ. ๒๓๒๕ สมัยพระยากาวิละครองเมอื งเชยี งใหม่ ทีต่ งั้ หอไตร ดา้ นทิศตะวนั ออกของวหิ าร ใกล้กบั หอระฆงั ประวัตกิ ารสรา้ งหอไตร ไม่ระบุชดั กอ่ น พ.ศ. ๒๔๑๖ ประวัตกิ ารบรู ณะหอไตร พ.ศ. ๒๔๖๑ สมยั เจา้ จกั รค้าขจรศกั ด์เิ ป็นเจ้าเมืองล้าพูน (พ.ศ. ๒๔๕๔ – ๒๔๘๖) มีพระครูปัน โพธิโก เปน็ เจ้าอาวาส ได้มีการบูรณะหอไตร โดยชา่ งควบคุมการบูรณะ คือ หนานปัน ชยั ชมพู ภาพถา่ ยก่อน พ.ศ. ๒๕๓๕ เสาดา้ นลา่ งเป็นเสาไม้ และไม่มพี นื ซีเมนต์ด้านล่าง สถาปตั ยกรรม หอไตรไม้ชันเดียวใต้ถุนสูง ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า เสาด้านล่างเป็นเสาปูนจ้านวน ๑๐ ต้น สูงประมาณ ๒.๒๕ เมตร ดา้ นกวา้ งมี ๒ หอ้ งเสา ดา้ นยาวมี ๓ หอ้ งเสา วางคานไมค้ ู่และตงไม้เพ่อื ตีพนื ไม้ดา้ นบน
344 ห้องเก็บธรรมในตอนกลางมีเสา ๖ ต้น มีระเบียงรอบ ระเบียงเป็นไม้ฉลุโปร่งต่อกันเป็นแผง กว้าง ประมาณ ๑.๑๐ เมตร ยึดด้วยเสาท่ีใช้รับน้าหนักส่วนหลังคาปีกนก ห้องเก็บธรรมมีขนาด ๒.๒๐ เมตร ยาว ๓.๕๐ เมตร ฝาทบึ ตีไมแ้ บบขวาง ประตูทางเข้าด้านทิศใต้ หลังคาทรงโรง โครงสร้างหลังคาตอนกลางเป็นจ่ัวมีจันทัน เคร่ืองบนเป็นไม้ ทังช่อฟ้าแบบหัวนาค ใบระกา หางหงสแ์ บบหัวนาค ประดับกระจก ศิลปกรรม แกะสลัก หน้าบันด้านหน้า เป็นภาพเทวดายืนพนมมือล้อมรอบด้วยเครือดอกสับปะรด ด้านหลังเป็นเครือดอก สบั ปะรด ตัวลายปดิ ทอง พืนประดับกระจก การปกป้องคุม้ ครอง ๑. ได้รบั รางวัลสถาปตั ยกรรมดเี ดน่ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยสมาคมสถาปนกิ ล้านนา หอไตรวดั ดงฤๅษี
345 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ดงฤๅษี จงั หวดั ลาพนู
346 ๕.๒.๒.๙ วดั ช้างรอง ท่ีตัง้ วดั ภายในเมืองล้าพูน ด้านทิศตะวันออกของแม่น้ากวง ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ประมาณ ๕๐๐ เมตร เลขท่ี ๑ ต้าลในเมือง อา้ เภอเมือง จังหวัดลา้ พนู สังกดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ความสาคญั ของวดั ๑. มปี ระวัติเกี่ยวขอ้ งกับพระนางจามเทวี ประวตั ิวัด
347 เอกสารวัดระบวุ ่า สรา้ งใน พ.ศ. ๑๕๔๒ ไดร้ บั พระราชทานวิสุงคามสมี า พ.ศ. ๒๔๖๐ ที่ตั้งหอไตร ด้านทิศใตข้ องอุโบสถ หนั หนา้ อาคารไปทางทิศตะวนั ออก ประวัติการสร้างหอไตร จากการสมั ภาษณ์พระสงฆ์และคนในชมุ ชน เชอ่ื วา่ หอไตรสรา้ งราว พ.ศ. ๒๔๗๐ สมัยพลตรีเจ้าจักรค้า ขจรศักด์ิเป็นเจ้าเมืองล้าพูน โดยนายจันทร์แก้ว ธรรมนันท์ ช่างพืนถิ่นเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ก่อนการสร้างหอ ไตรหลังนี ทางวัดได้ประกอบพิธีทางโหราศาสตร์เพ่ือเลือกท่ีตังของหอไตร (อดุลย์ เป็งกาสิทธิ์, ๒๕๔๒, หน้า ๕๘๖) ประวัติการบูรณะหอไตร พ.ศ. ๒๕๓๒ สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ชัน ในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าย่อเก็จในตอนหน้าและหลัง เช่นเดียวกับหอไตรวัดพระธาตุหริ ภุญชัย ชันล่างก่ออิฐ ชันบนเป็นไม้ ตังบนฐานสูงส่ีเหลี่ยมผืนผ้าไม่ย่อเก็จ มีบันไดทางขึนด้านหน้า ในส่วนย่อ เกจ็ หน้าและหลังของอาคารด้านบนเป็นระเบียง หลังคาคฤห์ ชันล่างประดับด้วยส่วนฐานอาคารแบบลานประทักษิณรอบหอไตร กว้างประมาณ ๖ เมตร ยาว ๑๑.๖๐ เมตร ส่วนตัวอาคารกว้าง ๓.๖ เมตร ยาว ๙ เมตร มีฐานบัวติดผนังสูงประมาณ ๑ เมตร ประตางเข้า ทางทิศตะวันออก ท้าเป็นซุ้มปูนป้ันทรงโค้งยอดแหลม ๒ ชัน ปลายซุ้มมีหางหงส์รูปหัวนาค ภายในซุ้มปูนป้ัน ประดับรปู ดอกพดุ ตาน มเี สากรอบประตู ๒ ชนั ประดับบัวเชงิ บนและเชงิ ฐาน และประจ้ายามรัดอก ผนังข้างมี หน้าต่างด้านละ ๔ ช่อง มีซุ้มปูนป้ันโค้งหยักยอดแหลมมีหางหงส์คล้ายตัวเหลา ในซุ้มป้ันปูนเป็นดอกพุดตาน เชน่ เดยี วกบั ในซมุ้ ประตู สว่ นผนังด้านทศิ ตะวันตกปิดทึบ อาคารส่วนล่างใช้ผนังรับน้าหนัก ส่วนอาคารด้านบนใช้ระบบเสาและ คานรับน้าหนัก โดย ประกอบด้วยเสา ๖ ต้นในห้องตอนกลาง ส่วนย่อเก็จหน้าและหลังอย่างละ ๒ ต้น รวม ๑๐ ต้น ประตูทางเข้า อยู่ที่ผนังด้านสกัดทัง ๒ ด้าน ท่ีพืนเจาะช่องบันไดท่ีส่วนย่อเก็จมุขระเบียงหน้า ปัจจุบันปิดพืนไม้และใช้บันได พาดจากด้านหน้าเมื่อจะขึนสู่ตัวอาคารด้านบน ผนังด้านข้างมีช่องหน้าต่างด้านละ ๑ ช่อง ประดับกรอบซุ้ม ยอดโค้ง ฝาผนงั ตีไมท่ ึบในแนวตัง ตกแต่งลายฉลุ หลงั คาใช้โครงสร้างม้าตงั่ ไหม ทว่าการบูรณะภายหลังไดเ้ สริมจนั ทนั ไม้กับสว่ นหลังคาชนั ลดท่ีด้านหน้า และด้านหลัง แล้วตีแผ่นไม้ทึบประดับลายเครือเถาก้านขด จึงมองไม่เห็นโครงสร้างม้าต่ังไหมทางด้านหน้า
348 เคร่ืองหลังคาประกอบด้วยช่อฟ้าแบบปากนก ใบระกาแบบรวยระกา หางหงส์แบบหัวนาค ทังหมดเป็นไม้ ประดบั กระจก ศิลปกรรม แกะสลกั ไม้ หนา้ บนั คอกีด (คอสอง) โก่งคิว อุดปีกนก เป็นลายเครอื เถาดอกสบั ปะรด บานประตู เป็นเทวดายืนพนมมอื บนดอกบวั ประดบั เคครือดอกพดุ ตาน ฉลลุ าย ฝาผนงั ไมด้ า้ นบน เป็นลายดอกประจ้ายาม ปูนปั้น ซุ้มประตู หนา้ ต่าง เปน็ ลายเครือดอกพดุ ตาน การปกปอ้ งค้มุ ครอง ๑. ได้รบั รางวัลสถาปัตยกรรมดี พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยสมาคมสถาปนกิ ลา้ นนา หอไตรวดั ช้างรอง
349 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ช้างรอง จงั หวดั ลาพนู
350 ๕.๒.๒.๑๐ วดั หว้ ยกาน ท่ีตัง้ วดั ฝั่งตะวันออกของแม่น้าปิง ห่างจากวัดพระธาตุหริภุญชัยประมาณ ๔๓ กิโลเมตร ตังอยู่เลขท่ี ๒๓๕ หมู่ ๑ ต้าบลหว้ ยกาน อา้ เภอบ้านโฮง่ จังหวัดล้าพนู สังกดั คณะสงฆม์ หานิกาย ความสาคญั ของวัด ๑. มีประวัติความเปน็ มาเกี่ยวข้องกับครบู าเจา้ ศรวี ิชัย นักบุญแหง่ ล้านนา ๒. สะท้อนสถาปตั ยกรรม ศิลปกรรมชาวไทยอง ประวตั ิวัด จากเอกสารประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร ระบุวัดสร้าง พ.ศ. ๒๔๕๔ ส่วนเอกสารวัด ระบุ สร้าง พ.ศ. ๒๔๑๒ พืนท่ีวัดเดิมก่อนสร้างวัดเป็นป่าใหญ่ มีนายกัณฑะ อุประกุล กับนายชุ่ม วรรณภิระ เป็นผู้ริเร่ิม และมี ครูบาอุตมะเป็นประธานการสร้างวัด เม่ือสร้างแล้วจึงให้ช่ือว่า วัดเวฬุนาราม มีครูบาอุตมะเป็นเจ้าอาวาสรูป แรก (พ.ศ. ๒๔๑๒ – ๒๔๒๒) ต่อมาได้ชื่อวัดเป็นวัดห้วยกานก่อน พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่ีจะได้รับพระราชทาน วิสงุ คามสมี า ท่ีตง้ั หอไตร ดา้ นทศิ เหนือของวิหาร ประวัติการสรา้ งหอไตร
351 สร้างใน พ.ศ. ๒๔๔๔ สมยั พระอธิการหลวงไฟไหม้ อคฺคปญฺโญ เป็นเจา้ อาวาส ประวตั ิการบรู ณะหอไตร พ.ศ. ๑๕๓๑ สมัยพระครูสมคิด จันทฺวังโส เป็นเจ้าอาวาส ได้เปลี่ยนช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และ กระเบืองมุงหลงั คาเปน็ กระเบอื งเคลือบ พรอ้ มทาสีใหม่ สถาปัตยกรรม หอไตรไม้ ชันเดียว ใต้ถุนสงู ในผงั ส่ีเหล่ียมผืนผ้า เสาด้านล่างเป็นเสาปูน มีจ้านวน ๑๐ ต้น ด้านกว้าง ๒ หอ้ งเสา ด้านยาว ๓ ห้องเสา วางคานไมค้ แู่ ละตงไม้เพือ่ ตแี ผ่นพนื ไม้ด้านบน หอ้ งเกบ็ ธรรมในตอนกลางมีเสา ๖ ต้น มีระเบียงรอบ ระเบียงเป็นไม้ฉลุลายโปร่งต่อกันเป็นแผง กว้าง ประมาณ ๑ เมตร ยึดไว้ด้วยเสาที่ใช้รับน้าหนักหลังคาปีกนก ห้องเก็บธรรมตีไม้ขวาง ทึบ ไม่มีหน้าต่าง ประตู ทางเขา้ อยทู่ างทศิ ตะวนั ออก โครงสร้างหลังคาเป็นจวั่ มีจันทนั เครอ่ื งบนเป็นไม้ประดับกระจก ศิลปกรรม แกะสลกั ไม้ หน้าบันแบบผนังหุ้มกลอง เป็นรูปครุฑในตอนกลาง เทวดาและนักษัตรล้อมรอบครุฑ เกี่ยวร้อยเข้า ดว้ ยกันดว้ ยเครอื เถา ตวั ลายใหญฝ่ มี อื ช่างไทยอง ฉลุลาย ผนังหอ้ งเกบ็ ธรรม เทวดายนื พนมมอื ในชอ่ งสเ่ี หลีย่ ม สลบั กบั ลายหม้อดอกในช่องสีเ่ หลยี่ ม เสาดา้ นบน เป็นดอกไมส้ ก่ี ลบี ในวงกลม ร้อยกนั ไว้ด้วยเครือเถา ด้านบนมลี ายนักษัตร บานประตู เป็นเทวดายนื พนนมือ การปกป้องค้มุ ครอง ๑. ได้รับรางวัลสถาปตั ยกรรมควรค่าแก่การอนรุ ักษ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยสมาคมสถาปนิกลา้ นนา หอไตรวดั ห้วยกาน
352 ภาพลายเส้นหอไตรวดั ห้วยกาน จงั หวดั ลาพนู
353 ด้านทิศตะวนั ออก ๕.๒.๓ จังหวัด ดา้ นทศิ เหนือ ล า ป า ง มี จานวน ๕ หลงั ๕.๒.๓.๑ วัดพระธาตลุ าปางหลวง ทต่ี ั้งวัด ตังอยูบ่ นเนินสงู ใจกลางเมืองโบราณช่อื เมอื งลา้ พาง ทางทศิ ตะวันออกของแม่น้าวัง ซึ่งเป็นคนละเมือง กับเมืองล้าปางปัจจุบัน โดยห่างจากตัวเมืองล้าปางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๘ กม. ในเขต ตา้ บลลา้ ปางหลวง อ้าเภอเกาะคา จงั หวัดลา้ ปาง สงั กดั คณะสงฆ์มหานกิ าย ความสาคญั ของวัด
354 ๑. เป็นวดั คบู่ ้านคเู่ มืองล้าปาง ๒. เก่ยี วข้องกับบคุ คลส้าคญั ในประวตั ิศาสตรล์ ้านนา ได้แก่ พระนางจามเทวี พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะ ฤาไชยสงคราม ต้นตระกูลเจา้ เชือเจด็ ตนครองเมอื งเชียงใหม่ ลา้ พูน ล้าปาง ๓. ศาสนสถานในวัดมีอายุเก่าแก่สบื ยอ้ นกลับไปไดใ้ นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ซง่ึ ยงั มสี ภาพสมบรู ณ์ ๔. เจดยี ป์ ระธานของวัดเปน็ หนง่ึ ในเจดยี ป์ ระจา้ ปเี กดิ ตามคตชิ าวล้านนา ๕. เปน็ สถานท่ีประดษิ ฐานพระแกว้ ดอนเตา้ ประวัตวิ ดั ต้านานพระพทุ ธเจา้ เลยี บโลก เล่าถึงการเสดจ็ มาของพระพทุ ธเจ้าที่มีลัมภะกาลีวัน (บ้านล้าปางหลวง) และได้กระท้าพุทธท้านายเหนือดอยม่อนช้างว่า ต่อไปจะเกิดเมืองขึนในสถานท่ีแห่งนัน เรียกว่า ลัพพกัปปะ นคร ทรงประทานเกศาธาตุใหช้ าวพนื เมอื ง ช่อื อ้ายกอน ภายหลังจึงเกิดเปน็ พระธาตุเจดีย์ลา้ ปางหลวงขนึ ทังนีในประวัติวัดท่ัวราชอาณาจักรระบุว่าวัดพระธาตุล้าปางหลวงสร้างขึนในราว พ.ศ. ๑๐๓๙ ทว่า หลักฐานท่ีเป็นจารึกหินทรายพบในวัด ระบุวัดนีมีมาตังแต่ พ.ศ. ๑๙๙๒ โดยหมื่นหาญแต่ท้อง ราชบุตรหม่ืน ดว้ งนคร ขณะครองเมืองล้าปาง ได้มาสร้างเจดยี แ์ ละหอพระพทุ ธบาท ประวัติวัดภายหลังปรากฏทังในจารึกและเอกสารโบราณล้านนา อาทิ ในพ.ศ. ๒๐๑๙ พระเจ้าติโลก ราชรบชนะอยุธยา ได้มานมัสการพระธาตุล้าปางหลวง และโปรดให้หมื่นค้าเป็กครองเมืองล้าปาง โดยหมื่นค้า เปก็ ไดส้ รา้ งวิหาร ก้าแพงแกว้ และหลอ่ พระพทุ ธรูป ถวายวดั พระธาตลุ ้าปางหลวง พ.ศ. ๒๐๓๙ หาญสีทัตถะมหาสุรมนตรี ครองเมืองล้าปางได้ ๖ เดือน ได้บูรณะเจดีย์พระธาตุล้าปาง หลวง ต่อมา พ.ศ. ๒๑๐๔ ได้สร้างวิหาร และ พ.ศ. ๒๑๐๖ ได้หลอ่ พระเจ้าลา้ นตอง พ.ศ. ๒๒๗๕ สมัยพมา่ ปกครองเมืองล้านนา ท้าวมหายศเจ้าผู้ครองนครล้าพูนฝ่ายพม่า ได้ยกก้าลังยึด ล้าปาง โดยตังทพั ทวี่ ัดพระธาตุล้าปางหลวง ภายหลังพระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤาไชยสงคราม (หนานทิพย์ช้าง) ยกกา้ ลังเข้าวัดพระธาตุล้าปางหลวง ตีทัพล้าพนู แตก ทตี่ ้ังหอไตร ตงั อย่นู อกระเบียงคด ทางทศิ ตะวนั ตกของเจดีย์ ทางเข้าหอไตรอยใู่ นวิหารพระแกว้ ดอนเต้า ประวตั กิ ารสรา้ งหอไตร ไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เม่ือเทียบกับหอไตรวัดไหล่หินท่ีสร้างใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่ีถูกสร้างในลักษณะ คลา้ ยกันกบั หอไตรวัดพระธาตุล้าปางหลวง ก็เชื่อว่าหอไตรวัดพระธาตุล้าปางหลวงน่าจะสร้างขึนก่อนหน้านัน
355 แลว้ สรุ พล ดา้ ริห์กลุ เชือ่ วา่ นา่ จะสร้างมาตงั แตพ่ ุทธศตวรรษที่ ๒๑ เมอ่ื เทียบลวดลายดาวเพดานที่ซุ้มบันแถลง หอไตรดา้ นทศิ เหนือ ทงั นนี า่ จะสรา้ งขึนอยา่ งชา้ ทีส่ ดุ ในสมัยพระเกสรปัญโญ ตน้ พุทธศตวรรษท่ี ๒๓ ประวตั ิการบูรณะหอไตร พ.ศ. ๒๔๖๒ สมยั พระครูสงิ หนนั ทะ (พระอธิการศรวี ิชยั ) เจ้าคณะแขวงนครล้าปาง พ.ศ. ๒๕๕๕ กรมศลิ ปากร สถาปัตยกรรม หอไตร ๒ ชนั ในผังสีเ่ หล่ียมผนื ผ้า ชันล่างก่ออิฐถือปนู ชนั บนเปน็ ไม้ หลงั คาทรงคฤห์ ชันล่างประกอบด้วยเสาไม้ รองรับอาคารชันบน ๑๐ ต้น โดยก่อผนังล้อมรอบ ไม่มีหน้าต่าง ประตู ทางเข้าอยู่ในวิหารพระแก้วดอนเต้า ชันบนตีฝาด้านข้างเอียงออก โดยตังไม้เคร่าจากพืนยึดติดกับแป ท่ีตรง ส่วนหลังคาปีกนก ส่วนฝาด้านสกัดหัวท้ายตีไม้ตรง ท่ีเสารับตัวหอไตรจะมีต่อเต้าจากเสาออกมายึดฝา เป็น เทคนคิ การสร้างย้งุ ข้าวลา้ นนาโบราณ ตัวฝาตีไมต้ งั ขึนแต่งเปน็ ชอ่ งลกู ฟกั โครงสรา้ งหลังคาเปน็ ไม้ ช่อฟา้ แบบลดรูป ใบระกาตรง หางหงส์เป็นตัวเหงา ท่ีกลางสันหลังคา ปั้นปูน เปน็ ยอดสามเหลย่ี มขนาดเลก็ แทนยอดเจดยี ์ ศิลปกรรม แกะสลกั ไม้ คอสอง ด้านทิศใต้ตรงกลางเป็นดอกจอกในกรอบประจ้ายาม ด้านทิศเหนือเป็นดอกจอก ล้อมไว้ด้วน นาคสีต่ ัว เฉพาะนาคเป็นงานปนู ป้นั ซุ้มบันแถลง ตอนกลางฝาผนังด้านใต้เป็นงานแกะสลักผสมกับงานปูนปั้น ตัวซุ้มเป็นซุ้มโค้งปลาย แหลม ในซ้มุ ประดบั ลวดลายปูนปน้ั ดอกไม้ หวั ซมุ้ เป็นตัวเหงา ในช่องด้านล่างซุ้มเป็นไม้แกะสลักรูปดาวเพดาน ลักษณะเปน็ ลายเครอื เถาในกรอบวงกลมซอ้ นกันสองวง ท่มี ุมทงั ส่ขี องกรอบลูกฟักเป็นลายคา้ งคาว ฝาผนัง แต่งเปน็ มา้ ตัง่ ไหม แตง่ ลายสามเหล่ยี มที่มุม ตรงกลางเป็นลายดอกจอกในกรอบประจา้ ยาม ปูนปั้น หน้าบัน แต่งเป็นม้าตั่งไหม ตัวกรอบเป็นเครือดอก เฉพาะกรอบตอนกลางมีลายสัฟันปล้าอมรอบอยู่ ดา้ นในอีกชนั ตัวลายดา้ นในเปน็ ลายดอกจอกเช่นกนั อดุ ปกี นก กรอบลกู ฟกั เป็นลายดอกจอกเลอื ยไปตามกรอบ ข้างในเปน็ ดอกไมใ้ นกรอบประจ้ายาม การปกปอ้ งคมุ้ ครอง
356 ๑. การประกาศขนึ ทะเบียนโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานเุ บกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันท่ี ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ๒. ประกาศก้าหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๗ ตอนที่ ๑๖๓ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ๓. การประกาศขึนทะเบียนโบราณสถานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เลม่ ท่ี ๑๐๓ ตอนท่ี ๖๕ วนั ท่ี ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๙ หอไตรวดั พระธาตลุ าปางหลวง
357 ภาพลายเส้นหอไตรวดั พระธาตลุ าปางหลวง จงั หวดั ลาปาง ดา้ นทิศใต้ ดา้ นตะวนั ออก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 549
Pages: