27 ๑. “...โปรดใหส้ ร้างอารามขน้ึ อารามหน่ึงในหมูบ่ ้านท่ีพระราชปัยถาคร้ังเป็นยุพราช และพระบิดาของ พระองค์เคยประทับมาก่อน เมื่อวันอังคารขึ้น ๗ ค่า เดือน ๕ ปีมะโรง จุลศักราช ๘๕๘ (พ.ศ. ๒๐๔๐) และ พระองค์ตั้งช่ืออารามนั้นว่าปุพพาราม แปลว่าอารามก่อน โดยหมายถึงอารามนั้นมีอยู่ด้านทิศบูรพาแห่งราช ธานีนครเชียงใหม่ ต่อแต่นน้ั มายา่ งเขา้ ปที ี่ ๓ ปีมะเมีย พระองค์ทรงสร้างมณฑปปราสาทข้ึนองค์หนึ่งท่ามกลาง มหาวิหารในอารามนั้นเพ่ือประดิษฐานพระพุทธปฏิมา ต่อแต่นั้นย่างเข้าปีท่ี ๔ เป็นปีระกา พระเจ้าพิลก ปนัดดาธิราชทรงฉลองพระไตรปิฎกฉบับลงทองและหอพระมณเทียรธรรมที่พระองค์โปรดให้สร้างไว้ในวัดปุพ พาราม...” (ชินกาลมาลปี กรณ์, ๒๕๐๑, หนา้ ๑๒๐) ๒. เมอ่ื คร้ังท่ีพระองค์ฉลองหอไตรวัดเจ็ดยอดท่ีสร้างมาตั้งแต่สมัยพญาติโลกราช ดังมีเนื้อหาว่า “เมื่อ ครง้ั เดมิ พระเจา้ สิริธรรมจกั รพรรดิพลิ กราชาธริ าชทรงคัดเลือกพระมหาเถรผทู้ รงพระไตรปิฎกแล้วโปรดให้ชาระ อักษรพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ลกปนัดดาธิราชทรงอบรมสมโภชหอไตรในวัดมหาโพธารามเป็นการใหญ่ เพ่อื ให้เป็นที่ไว้พระไตรปฎิ กฉบับชาระแลว้ คร้ังพระเจ้าพิลกนั้นต่อมา หอไตรนั้นเก่าไป พระราชาโปรดให้เอาปราสาทยอดเมืองซ่ึงเป็นของเก่าที่ พระราชปัยกาสิริธรรมจักรพรรดิและพระราชาบิดาของพระองค์ทรงสืบ ๆ กันมาน้ัน ดัดแปลงให้เป็นหอไตร เม่ือดัดแปลงปราสาทยอดเมืองเป็นหอไตรเสร็จแล้ว จึงอาราธนาพระมหาเถรผู้ทรงพระไตรปิฎกจานวน ๔๐ รูป มพี ระเถระผู้เปน็ ใหญ่ในวดั มหาโพธารามเป็นประมขุ ใหส้ วดพระไตรปิฎกแล้วทรงสมโภชฉลองเป็นการใหญ่ ต้ังแต่ข้ึน ๘ ค่าถงึ วนั ศกุ ร์เดือนอา้ ย (จ.ศ. ๘๗๖)....” (ชนิ กาลมาลปี กรณ์, ๒๕๐๑, หน้า ๑๓๒-๑๓๓) ๓. เม่อื ครงั้ ที่พระองค์เสด็จไปกระทาความสามัคคีในหมู่สงฆ์ทั้ง ๓ ที่เมืองเชียงแสน เมื่อเรียบร้อยแล้ว พระองค์ยกพลบั พลาที่ประทับใหเ้ ป็นหอไตรของวดั ป่าแดงหลวง เชียงแสน ดังมีเนื้อหาว่า “...ครั้งถึงวันศุกร์ขึ้น ๙ ค่า เดอื น ๔ พระราชาธิบดีตรัสส่ังให้ขุดฐานเจดีย์ใหญ่ในมหาวิหารกลางเมืองเชียงแสน แล้วให้ก่อเจดีย์องค์ ใหญ่ เม่ือวันศุกร์เป็นยามปลอด แรม ๑ ค่า เดือน ๕ และเจดีย์องค์ใหญ่นั้น ฐานกว้าง ๑๕ วา สูง ๒๕ วา พระภิกษสุ งฆท์ ้งั ปวงท่พี ระราชานิมนต์มา พร้อมด้วยราษฎรท้ังส้ิน ประชุมกันในเมืองเชียงแสน พระราชาธิบดี รับสั่งให้ผูกเรือขนานบนหัวเกาะดอนแท่น เพ่ือภิกษุท้ังหลายกระทาอุปสมบทกรรมในคณะสงฆ์ทั้ง ๓ นั้น เฉพาะคณะสงฆ์สหี ลจานวน ๑๐๘ รปู มีพระมหาเถรเจา้ อาวาสวัดมหาโพธารามเป็นประธาน ลงเรือขนานแล้ว ยงั กลุ บุตรทั้งหลายใหอ้ ุปสมบทมีจานวน ๒๓๕ ด้วยอุทกุกเขปสีมา เม่ือวันแรม ๘ ค่า เดือน ๕ พระจันทร์เสวย อุตตราสาฬหะนักษัตรฤกษ์ปีกุล จุลศักราช ๘๗๗ ตรงกับปีพระศาสดาปรินิพพานแล้วได้ ๒๐๕๙ ปี และ อปุ สมบทกรรมนั้นสิ้นสุดลงเม่ือวันแรม ๑๑ ค่า ลาดับนั้น คณะสงฆ์พ้ืนเมืองลงเรือขนานลาน้ันแล้ว ยังกุลบุตร ให้อุปสมบท ๓๗๐ คน ลาดับนั้น คณะสงฆ์สานัก บุปผารามยังกุลบุตรให้อุปสมบท ๑,๐๑๑ คน ฝ่ายพระราชา โปรดใหป้ ระดษิ ฐานพลบั พลาทป่ี ระทับของพระองค์ยกใหเ้ ปน็ หอไตรไว้วัดป่าแดงหลวง...” (ชินกาลมาลีปกรณ์, ๒๕๐๑, หนา้ ๑๒๔-๑๒๕) ๔. เม่ือครั้งที่พระองค์ให้ยกฉัตรเจดีย์วัดทีฆาชีวิตสาราม พระองค์ให้หาไม้จัดเตรียมไว้สร้างหอไตรวัด ปา่ แดงหลวง เชียงใหม่ ดังมีเนื้อความว่า “...พระราชาโปรดให้คณะสงฆ์สีหลทาอุปสมบทกรรม เม่ือวันศุกร์ ข้ึน
28 ๑๒ ค่า เดือน ๕ จันทร์ประกอบด้วยบุพพผัคคุณนักษัตร ปีมะโรง จุลศักราช ๘๘๒ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ฝ่าย พระราชากับพระราชมารดาโปรดใหจ้ ดั งานยกฉัตรมหาเจดยี ว์ ดั ทฆี าชีวิตสาราม เม่ือวนั อาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่า เดือน ๘ เวลาเทยี่ ง และโปรดให้ชาระตัวไมเ้ คร่อื งปรงุ หอพระมณเฑียรธรรมในวดั ปา่ แดงมหาวหิ าร เมอื่ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๐ ค่า (เดือน ๘ ปีมะโรง) และโปรดให้ลงมอื ตกแต่งพระปฏมิ าองค์ใหญ่ทาด้วยแก่นจันทน์ เม่ือวันอังคาร แรม ๑๑ คา่ ...” (ชินกาลมาลีปกรณ์, ๒๕๐๑, หน้า ๑๔๒-๑๔๓) ๕. ภายหลังจากงานพระราชพิธีถวายเพลิงศพพระราชกุมารี จึงให้สร้างหอไตรวัดป่าแดงหลวง ดังมี เน้ือความว่า “...ณ วันขึ้น ๗ ค่า เดือน ๕ พระราชกุมารีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าพิลกปนันดาธิราชตรัสส่ังให้เอา หีบพระศพปิดทองมาอัญเชิญพระศพราชกุมารีน้ันไปวัดสีหลาราม เม่ือวันแรม ๑๒ ค่า รุ่งขึ้นวันแรม ๑๑ ค่า ทรงถวายมหาทานมีผ้าแพรและผ้าสีดอกจาปาเป็นต้น แก่พระสงฆ์ทั้ง ๓ คณะ และโปรดให้พระราชทานเพลิง ต่อจากนั้นมา พระราชาโปรดให้สงฆ์คณะสีหลทาอุปสมบทกรรมเม่ือวันพฤหัสบดี ข้ึน ๘ ค่า เดือน ๖ ปีมะเมีย จุลศกั ราช ๘๘๔ (พ.ศ. ๒๐๖๖) ประกอบด้วยภรณนี ักษัตร นาคทบี่ วชครัง้ นน้ั มจี านวน ๒๒๐ นาค และโปรดให้ ยกวิหารวัดธรรมเสนาราม เม่ือวันพฤหัสบดี ๕ ค่า เดือนแปดหลัง จันทร์เสวยปุสสนักษัตรต่อจากนั้นมา พระราชาทรงบาเพ็ญกุศล เพ่ืออุทิศผลให้แก่พระราชธิดาของพระองค์ ทรงนิมนต์พระมหาเถร ๑๕ รูป มีพระ มหาเถรราชครูเปน็ ประมขุ ให้แสดงธรรมต้งั แต่ข้ึน ๑๓ ค่าถึงวันเพ็ญเดือนแปดหลัง พระองค์ทรงบูชาธรรมโดย ถวายจีวรอย่างดีแก่พระเถระองค์ละคู่ ๆ ต่อจากนั้น พระองค์โปรดให้ยกพระมณเฑียรธรรมวัดป่าแดง เม่ือวัน พุธขึ้น ๔ ค่า เดือน ๑๒ และเมื่อวันพุธต้นเดือนอ้ายได้เกิดแผ่นดินไหว...” (ชินกาลมาลีปกรณ์, ๒๕๐๑, หน้า ๑๔๘) ตานานการสร้างพระไตรปฎิ กของครูบากญั จนอรัญวาสีมหาเถรในประวตั วิ ดั สูงเมน่ ความในตานานระบกุ ารสร้างหอไตรของครูบากัญจนอรัญวาสีมหาเถรไว้ว่า “...ถึงยามดีรุ่งเจ๊า พ่อเจา อนิ ทราชราจากน็ าครบู าเข้าส่เู วยี งโกศยั คนทัง้ หลายกเ็ ขา้ มากราบไหวค้ รูบนต๋นยศใหญ่ที่วัดข่วงแก้ว ศรีจุ๋มเป็น ปี จงั หวัดศ. ๑๑๔๑ (พ.ศ. ๒๓๒๒) ยามน้ันพ่อเจ้ามักใคร่สร้างมณฑปไว้ประดิษฐานพระถะรัยปิฎะท่ีวัดสุ่งเม่น เมืองมานด้านใต้ จิ่งมีราชอาญาวางห้ือแก่ต้าวแสนจิตตะปัญญารับราชโองการกับด้วยหม่ืนวัด ออกไปจ๋ักจวน ป่าวร้องเอากั๋นเข้าป่าตัดไม้มาแป๋งมณฑป แล้วเกณฑ์เอาพวกอยู่มาเถิงเดือน ๘ เพ็ง ตกปีใหม่แล้ว ศักราชได้ ๑๑๕๗ ตวั ปกี าเมา้ อาชญาเจ้าอัตถวรปญั โญอสาห้ันแล รวมสูงค้ังตนี ธรณขี ้นึ เถงิ ยอดมี ๙ วา ๑ ศอก แล้วท่าน ก็ได้ประจุยังธาตอุ รหนั ตาเจ้าไวใ้ นทน่ี นั้ มี ๒๐ องคก์ ับพระพุทธรปู เจ้าองคห์ น่ึง เถิงวันเดือน ๕ ข้ึน ๓ ค่า เม็งวัน องั คาร ยามกองแล ท่านกไ็ ดข้ ึ้นกางฉัตรแล...” ราชกจิ จานเุ บกษา ค้นพบเรื่องการสร้างหอไตรล้านนาในราชกิจจานุเบกษา ๒ ฉบับ เป็นหอไตรวัดนันทคีรี จังหวัดน่าน กับหอไตรวดั สนั กาแพง อาเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชียงใหม่ ดังมรี ายละเอียดตอ่ ไปนี้ ๑. ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๒๗ หนา้ ๔๕๗ วนั ท่ี ๑๒ มถิ ุนายน ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๕)
29 แผนกสงั ฆการี ดว้ ยได้รบั บอกเค้าสนามหลวงเชยี งใหมว่ า่ ขนุ อรเขตตานุบาล นายอาเภอพร้อมด้วยเจ้า อธิการแลพญากุละพันธ์หัวหน้า ทายกวัดสันกาแพง อาเภอแม่ออน เร่ียรายได้เงิน ๑,๓๒๑ รูเปีย กับเงินที่มี การบูชาพระธาตุวัดสันกาแพง อีก ๑,๑๐๐ รูเปีย รวมเป็นเงิน ๒,๔๒๑ รูเปีย จัดการสร้างหอไตรขึ้นหลังหนึ่ง กวา้ ง ๓ วา ยาว ๔ วา เป็น ๒ ชั้น ช้ันล่างก่ออิฐถือปูน ๔ ด้าน ช้ันบนทาด้วยเครื่องไม้จริง ระเบียงรอบลูกกรง เป็นไม้สักสลักเป็นลายต่าง ๆ ฝาทาด้วยไม้สัก เขียนรูปเทวดาปิดทองรวม ๔ ด้าน หลังคาทาเป็นมุข ๔ ด้าน มี ฉอ้ ฟา้ ใบระกาปิดทอง แลมุงกระเบ้ือง สิ้นเงิน ๒,๑๒๐ รูเปีย แลทาศาลาบาตร์อีกหลังหนึ่ง พื้นก่อด้วยอิฐฉาบ ปูนเครื่องบนไม้จริง หลังคามุงกระเบื้อง กว้าง ๒ วา ยาว ๑๒ วา ส้ินเงิน ๒๔๑ รูเปีย ทาเว็จกุฎี ๒ หลัง หลัง หนึง่ กว้าง ๑ วา ยาว ๑ วา ทาด้วยเคร่ืองไม้จริง หลังคามุงกระเบ้ืองไม้เหมือนกันทั้ง ๒ หลัง ส้ินเงิน ๖๐ รูเปีย รวมเงินทงั้ สนิ้ ๒,๔๒๑ รเู ปยี (รายนามผ้บู รจิ าคทรพั ย์) ผู้บรจิ าคทรัพยใ์ นการน้ีพร้อมกนั ขอพระราชทานถวายพระราชกศุ ล กระทรวงธรรมการได้นาความข้ึน กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลพี ระบาท ทรงอนโุ มทนาในส่วนกุศลนแ้ี ล้ว แจ้งความมา ณ วนั ท่ี ๒ มถิ ุนายน รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙ ๒. ราชกิจจานุเบกษา เลม่ ๓๒ หนา้ ๘๕๓ วันท่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ แผนกกรมธรรมการ เรือ่ งสรา้ งหอไตรวัดนันทครี ี ด้วยเค้าสนามหลวงเมืองน่านมีใบบอกมาว่า เจ้านัน- ทวงษ์ พระอธิการวัดนันทคีรี แขวงเมืองนครน่านพร้อมด้วยนายยาวิละ ผู้ใหญ่บ้านและนายยาโน ออกเงิน ส่วนตัวรวม ๔๑ บาท ๗๕ สตางค์ จัดการสร้างหอไตรในวัดนันทคีรีหลังหนึ่ง ทาเป็นรูปมณฑป ๔ ด้าน กว้าง ด้านละ ๒ วา พืน้ และฝาใช้ไมต้ ะเคยี น เสาไมเ้ ตง็ หลังคามุงกระเบื้องไม้ยม และลงรกั ปิดทองแล้วเสร็จ ได้มีการ ฉลองด้วย ผบู้ รจิ าคทรพั ยท์ ้งั นมี้ ีความยินดีขอพระราชทานถวายพระราชกศุ ล กระทรวงธรรมการได้นาความข้ึนกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว แจ้งความ มา ณ วนั ที่ ๑๒ กรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๔๕๘ สรุป จากเอกสารลา้ นนาท้ังสเ่ี ล่มขา้ งต้น พบร่องรอยการสรา้ งหอไตรสมยั ล้านนา ดังนี้ สมยั พญาติโลกราช ได้แก่ หอไตรวดั สวนดอก (พ.ศ. ๒๐๑๑) หอไตรวัดเจด็ ยอด (พ.ศ. ๒๐๒๐) สมัยพญาเมอื งแกว้ (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) ไดแ้ กห่ อไตรวดั ปพุ พาราม (พ.ศ. ๒๐๔๔) วัดป่าแดงหลวง เชียงแสน (พ.ศ. ๒๐๕๙) วัดเจ็ดยอด (พ.ศ. ๒๐๕๗) และวัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่ (หาไม้สร้างหอไตร พ.ศ. ๒๐๖๔ สรา้ งหอไตร พ.ศ. ๒๐๖๖) การสร้างหอไตรสมัยรัตนโกสินทร์ มีการสร้างหอไตรวัดสูงเม่น จังหวัดแพร่ (พ.ศ. ๒๓๒๒) หอไตร วดั นันทคีรี นา่ น (พ.ศ. ๒๔๕๓) และหอไตรวัดสันกาแพง อาเภอแม่ออน เชยี งใหม่ (พ.ศ. ๒๔๕๕)
30 เม่ือนาข้อสรุปจากการศึกษาศิลาจารึกและเอกสารโบราณล้านนาเก่ียวกับประวัติการสร้างหอไตรใน ล้านนา จึงพบว่า มีร่องรอยการสร้างสถานท่ีเก็บคัมภีร์มาต้ังแต่สมัยหริภุญไชย เมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์มังราย ปกครองล้านนา ปรากฏหลักฐานการสร้างหอไตรครั้งแรกในสมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔ – ๒๐๓๐) คือ หอไตรวัดสวนดอกใน พ.ศ. ๒๐๑๑ และสรา้ งหอไตรวดั เจ็ดยอดใน พ.ศ. ๒๐๒๐ สมยั พญายอดเชียงราย (พ.ศ. ๒๐๓๑ – ๒๐๓๘) มกี ารสร้างหอไตรวดั พันตอ้ งแต้ม หรือพวกพันตองใน เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กับหอไตรวัดสาลกัลญาณมหันตาราม อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซ่ึง อาจหมายถึงวัดเชยี งแสน (ร้าง) อาเภอสนั กาแพง ท่ีพบจารึกกไ็ ด้ หอไตรท้งั สองสร้างข้นึ ใน พ.ศ. ๒๐๓๑ สมัยพญาเมืองแกว้ (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) พบวา่ มกี ารสร้างหอไตรปรมิ าณมากท่ีสุด คือ หอไตรท่ีวัด ป่าใหม่ จังหวัดพะเยา (พ.ศ. ๒๐๔๐) วดั ปุพพาราม จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๐๔๔) วัดบ้านดอน จังหวัดพะเยา (พ.ศ. ๒๐๔๖) วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๐๕๒) บูรณะหอไตรวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๐๕๗) วัดปา่ แดงหลวง เชียงแสน จงั หวัดเชียงราย (พ.ศ. ๒๐๕๙) และวดั ปา่ แดงหลวง จังหวัดเชียงใหม่ (หาไมส้ รา้ งหอไตร พ.ศ. ๒๐๖๔ สรา้ งหอไตร พ.ศ. ๒๐๖๖) สมัยพญาเมกุ (พ.ศ. ๒๐๙๔ – ๒๑๐๗) มกี ารสร้างหอไตรวัดเชยี งมั่น จงั หวัดเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๑๑๔ เปน็ สมัยท่ลี ้านนาตกอยู่ภายใตก้ ารปกครองของพมา่ หอไตรล้านนาคงถกู สรา้ งหรือบูรณะใหเ้ ป็นศาสนสถานสาคัญภายในวัดล้านนาเร่ือยมา กระทั่งในสมัย เจ้าเจ็ดตนปกครองเมอื งเชยี งใหม่ ดงั ท่ีปรากฏสมยั พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๘) ได้แก่ การสร้างหอ ไตรวัดสงู เม่น จังหวัดแพร่ ใน พ.ศ. ๒๓๒๒ โดยครบู ากญั จนอรญั วาสมี หาเถร การสรา้ งหอไตรวัดพระสิงห์ พ.ศ. ๒๓๕๕ เป็นตน้ สมัยพระเจ้าอนิ ทวิชยานนท์ (พ.ศ. ๒๔๑๖ – ๒๔๔๐) มีการสร้างหอไตรวัดแสนฝาง สมัยเจ้าสุริยพงษ์ ผลิตเดช (พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๖๑) มีสร้างหอไตรวัดนันทคีรี จังหวัดน่าน และสมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ (พ.ศ. ๒๔๕๔ – ๒๔๘๒) สรา้ งหอไตรวัดสันกาแพง อาเภอแม่ออน จังหวัดเชยี งใหม่ กระทั่งสืบมาถึงปัจจุบัน ยังพบว่ายังคงมีการบูรณะและสร้างหอไตรในล้านนา อาทิ พ.ศ. ๒๕๒๓ บูรณะหอไตรวดั แสนฝาง จงั หวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการทอดกฐินเพ่ือสร้างหอไตรของวัดทุ่งเส้ียว อาเภอ สนั ป่าตอง จงั หวดั เชียงใหม่ เปน็ ต้น ใน พ.ศ. ๒๕๕๗ ขณะท่ีสารวจหอไตรล้านนา พบว่ามีการสร้างหอไตรใหม่ ที่วดั สูงเมน่ จังหวดั แพร่ หรือวัดแม่คา จงั หวดั เชียงราย เป็นต้น ทั้งนี้สามารถสรุปเป็นตารางประวัติศาสตร์การ สรา้ งหอไตรลา้ นนาจากหลกั ฐานจารกึ และเอกสารโบราณลา้ นนา ดงั นี้ ชอ่ื วดั จังหวัด กษตั รยิ ์/ผปู้ กครอง (พ.ศ.) ปจั จบุ นั หลกั ฐำน ๑ วดั สวนดอก ๒๐๑๑ ไมม่ ีหอไตร ตานานมลู ศาสนา ๒ วัดเจด็ ยอด เชยี งใหม่ พญาตโิ ลกราช ๒๐๒๐ ไมม่ หี อไตร ชนิ กาลมาลีปกรณ์ เชยี งใหม่ (๑๙๘๔-๒๐๓๐)
31 ๓ วัดพันตอ้ งแตม้ เชยี งราย พญายอดเชียงราย ๒๐๓๑ วัดรา้ ง จารึก (วดั พวกพันตอง) (๒๐๓๑–๒๐๓๘) ๔ วดั สาลกัลญาณ เชียงใหม่ ๒๐๓๑ วดั ร้าง จารึก มหนั ตาราม ๕ วดั ป่าใหม่ พะเยา พญาเมืองแกว้ ๒๐๔๐ ไมพ่ บชอื่ จารึก ๖ วัดปพุ พาราม เชียงใหม่ (๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) ๒๐๔๔ สร้างใหม่ ชินกาลมาลปี กรณ์ ๒๕๒๓- ๒๕๓๐ ๗ วัดบ้านดอน พะเยา ๒๐๔๖ ไม่พบช่ือ จารกึ ๘ วัดพระธาตุ ลาพูน ๒๐๕๒ สร้างใหม่ จารกึ หรภิ ุญไชย ๒๓๖๐ ๙ วดั เจด็ ยอด เชยี งใหม่ ๒๐๕๗ ไมม่ ีหอไตร ชนิ กาลมาลีปกรณ์ ๑๐ วดั ป่าแดงหลวง เชียงราย ๒๐๕๙ วัดร้าง ชินกาลมาลีปกรณ์ ๑๑ วัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่ ๒๐๖๔- สรา้ งใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ ๒๐๖๖ ๒๔๗... ๑๒ วดั เชียงมั่น เชียงใหม่ เจา้ ฟ้ามงั ทรา ๒๑๑๔ สรา้ งใหม่ จารึก (โอรสพระเจ้าบเุ รงนอง) ๒๔๔๓ ๑๓ วัดสูงเม่น แพร่ พระเจ้ากาวลิ ะ ๒๓๒๒ สรา้ งใหม่ ประวตั ิวดั สงู เม่น (๒๓๒๕–๒๓๕๘) ๒๕๕๗ ๑๔ วดั พระสิงห์ เชยี งใหม่ ๒๓๕๕ บรู ณะ จารึก ๒๔๗๒ ๑๕ วดั แสนฝาง เชยี งใหม่ พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ๒๔๑๓ บูรณะ จารึก (๒๔๑๖–๒๔๔๐) ๒๕๒๓ ๑๖ วัดสนั กาแพง เชยี งใหม่ พลตรีเจ้าแกว้ นวรัฐ ๒๔๕๔ บรู ณะ ราชกิจจานุเบกษา (๒๔๕๔ – ๒๔๘๒) ๒๕๒๗ ๑๗ วัดนันทคีรี น่าน เจ้าสรุ ิยพงษผ์ ลติ เดช ๒๔๕๘ ไม่พบชอื่ ราชกจิ จานเุ บกษา (พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๖๑) ตำรำงหลักฐำนดัง้ เดิมของกำรมอี ยู่ของหอไตรลำ้ นนำ (จำรกึ และเอกสำรโบรำณลำ้ นนำ) ๑.๖ คำถำมหลกั ในกำรวจิ ัย ๑.๖.๑ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรมหอไตรลา้ นนามีกล่ี ักษณะ แตล่ ะลักษณะมีความโดดเดน่ เช่นไร ๑.๖.๒ กระบวนการทางานของชา่ งพ้นื เมืองแตล่ ะกลมุ่ งานฝีมอื เป็นเชน่ ไร ๑.๖.๓ การใช้ประโยชน์และสถานการณข์ องหอไตรในปจั จบุ ันเป็นเช่นไร
32 ๑.๗ ชุมชนท่ีเก่ยี วข้อง ชุมชนที่เป็นหลัก คือ พระภิกษุสงฆ์ล้านนา ในพื้นท่ี ๗ จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัด เชียงใหม่ เชยี งราย ลาพูน ลาปาง แพร่ น่าน และพะเยา ชมุ ชนอน่ื ๆ คือ กลมุ่ ช่างลา้ นนา หนว่ ยงานทางวัฒนธรรม ผู้สนใจทวั่ ไป ๑.๘ กำรกระจำยตัวของหอไตร ในเขตพ้ืนท่ี ๗ จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งหมด ๒๒๑ หลัง แบ่งเป็นหอไตรในจังหวัดเชียงใหม่ ๑๐๐ หลัง ลาพูน ๕๒ หลัง แพร่ ๒๑ หลัง น่าน ๑๙ หลัง ลาปาง ๑๗ หลัง เชียงราย ๖ หลัง และพะเยา ๖ หลัง ๑.๙ กรอบแนวควำมคิดของกำรดำเนินโครงกำร กอ่ น ระหว่ำง ภำยหลงั ๑) หอไตรถูก ๑) ขัน้ ตอนการสร้างการเรียนรู้ ๑) องค์ความรู้ใหม่ ปลอ่ ยท้งิ ไว้ใหผ้ ุพงั ร่วมกัน ๒) ได้หอไตรท่เี ป็นตัวแทนของหอ ไมไ่ ดร้ บั การ ๑.๑ การสารวจหอไตร ๒๒๑ หลงั ไตรล้านนา อนุรักษ์ โดยการนาของพระภกิ ษุในพื้นที่ ๓) ขอ้ มลู พ้นื ฐานหอไตรในล้านนา ๒) ข้อมูลหอไตร ๑.๒ สารวจช่างฝีมือลา้ นนาโดยคน ๔) ขอ้ มลู พนื้ ฐานงานชา่ งฝีมือ ไม่มีการสารวจ ในชมุ ชน ลา้ นนา อยา่ งจรงิ จัง ๑.๓ การคัดเลือกหอไตรล้านนา ๕) ชา่ งลา้ นนาเปน็ ที่ร้จู กั ในวงกว้าง ๓) พระภกิ ษุสงฆ์ จานวน ๔๖ หลงั โดยคณะสงฆแ์ ละ ประชาชน ไม่ ผเู้ ชี่ยวชาญ ตระหนกั ในคุณคา่
33 ๒) กระบวนการจัดกิจกรรมกระตนุ้ ๑) พระภกิ ษุสงฆ์ มองเห็นคุณคา่ จิตสานึก หอไตรเพ่มิ มากขึ้น ๒.๑ การเสนอองค์ความรู้ และ ๒) คนในชมุ ชน มองเห็นคุณค่าหอ สารวจความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั การใช้ ไตรเพ่ิมมากขึน้ ประโยชนห์ อไตร ๓) ไดเ้ ครือข่ายหอไตรลา้ นนา ๒.๒ ระดบั จงั หวัด จัดประชุมเสนอ ๔) ได้ภาพถ่ายหอไตรล้านนา เก็บ องค์ความรูห้ อไตรลาพนู ไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ ๒.๓ ระดบั ภาค ประกวดหอไตร ๕) ได้ทราบความเคลื่อนไหวในการ รางวัลสถาปนกิ ลา้ นนา อนรุ ักษ์หอไตรภายหลังได้รับรางวลั ๒.๔ เวทอี นุรกั ษภ์ าพถ่ายหอไตร ๖) ได้แผนงานการสงวนรักษา โดยสือ่ สงั คมออนไลน์ รว่ มกนั ๒.๕ เวทสี นุ ทรียสนทนาทางสือ่ วิทยชุ มุ ชน ๒.๖ การวางแผนสงวนรักษา ร่วมกันระหว่างพระสงฆ์กบั ผูว้ จิ ัย บทท่ี ๒ สำระของหอไตรล้ำนนำ ๒.๑ ควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจท่วั ไปเกย่ี วกับหอไตร ๒.๑.๑ ควำมหมำยของหอไตร “หอไตร” เป็นคาเรียกโดยย่อของ “หอพระไตรปิฎก” ชาวล้านนาเรียก “หอธรรม” พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกยี รติ พ.ศ. ๒๕๓๐ (๒๕๓๑) ใหค้ วามหมายของหอไตรว่า หอสาหรับเก็บพระธรรม ขยายความ โดย จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ (๒๕๒๗, หน้า ๑๓๙) ว่า เป็นอาคารที่สร้างข้ึนเพ่ือความประสงค์ที่จะเก็บรักษา พระไตรปิฎกและคัมภรี ์เกี่ยวกบั พระพุทธศาสนา เม่ือแยกศัพท์วิเคราะห์ คาว่า “หอ” ในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. ๒๕๓๐ (๒๕๓๑) หมายถึง เรือนหรือสิ่งปลูกสร้างสูง ๆ ใช้เฉพาะกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ หอกลอง หอการค้า หอคอย งาชา้ ง หอคา หรอื หอดดู าว เป็นต้น
34 ทว่าตามความเข้าใจของชาวล้านนา อย่างเช่น มณี พะยอมยงค์ (สารพจนานุกรมล้านนา, ๒๕๔๖, หน้า ๔๓๔) แล้ว คานี้มีความหมายกว้างไปกว่าส่ิงปลูกสร้างสูง ๆ โดย มณี พะยอมยงค์ ให้ความหมายของ “หอ” ว่าเป็นท่ีสถิตของเทพารักษ์และเป็นที่เก็บของมีค่า เน้นความหมายไปท่ีหน้าท่ีการใช้สอยมากกว่า รปู แบบทางสถาปัตยกรรม ดังนนั้ หอจะเป็นเรือนสูงหรือเรือนที่ปลูกสร้างติดพ้ืนดินก็ได้ ด้วยเหตุน้ี เม่ือสารวจ หอไตรในลา้ นนาแล้ว จึงพบวา่ มีทงั้ ทีเ่ ป็นเรือนยกพ้นื สูง และเรอื นปลกู สร้างติดพน้ื ดิน ส่วนคาว่า “พระธรรม” ชาวล้านนาเรียก “คัมภีร์ธรรม” มีนัยหมายถึง คัมภีร์ท่ีเกี่ยวข้องกับพุทธ ศาสนาท้ังหมด โดยมีพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์หลักและคัมภีร์ประเภทอื่น อาทิ ตารายา ตาราไสยศาสตร์ หรือ ตาราดูฤกษย์ าม คมั ภรี เ์ หลา่ น้รี วมถงึ พระไตรปิฎก ล้วนถูกจารในใบลาน ดว้ ยตัวอกั ษรธรรมล้านนาท้งั สิ้น เหตุนี้เมื่อพูดถึงหอไตรในความเข้าใจของชาวล้านนา จึงหมายถึงสถานท่ีเก็บคัมภีร์ธรรมประจาวัด เนน้ ความหมายในเชงิ หนา้ ท่กี ารใช้งานมากกว่าเชิงรปู แบบสถาปตั ยกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงเรือนช้ันเดียว อาคาร สูง จะปลูกสร้างด้วยไม้หรือก่ออิฐถือปูนก็ได้ หากเป็นสถานท่ีเก็บคัมภีร์ในพุทธศาสนา ก็เรียกหอธรรมทั้งนั้น และคัมภีร์ท่ีเก็บในหอไตร ก็กินความหมายกว้างมากไปกว่าพระไตรปิฎก เพราะรวมถึงเอกสารทุกชนิดท่ีจาร ดว้ ยอักษรธรรมบนใบลาน อาทิ ธรรมวัตร ธรรมคร่าว ธรรมโทน ธรรมผีตาย ธรรมชาตา ธรรมอานิสงส์ ธรรม มหาชาติ รวมถงึ ตารายา ตาราทานายโชคชะตา และตาราการหาฤกษย์ าม เป็นตน้ การให้ความสาคัญกับหน้าท่ีการใช้สอยมากกว่ารูปแบบทางสถาปัตยกรรม ทาให้หอไตรล้านนาท่ี ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีรูปแบบหลากหลาย สร้างจากวัสดุหลากประเภท แตกต่างกันไปในแต่ละพ้ืนที่ แต่ละ กลุ่มชา่ งทเ่ี ป็นผ้สู รา้ งสรรค์ ความหลากหลายของหอไตรนี่เองทเ่ี ป็นเสน่ห์ของการศกึ ษาวจิ ยั ๒.๑.๒ ชอ่ื เรียกหอไตรท่ีปรำกฏในหลกั ฐำนด้งั เดิมและทใี่ ช้เรยี กกันในท้องถนิ่ ปัจจบุ นั ก. หอไตร จากการศึกษาเอกสารล้านนา พบคาวา่ “หอไตร” ในชินกาลมาลีปกรณ์ ๒ ชว่ งเนื้อหาด้วยกัน ท้ังหมด เปน็ เหตกุ ารณ์ท่ีเกดิ ขน้ึ ในสมัยพญาเมอื งแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) เนื้อหาช่วงที่หน่ึง ระบุถึงการเสด็จไปเมืองเชียงแสนของพระองค์ เพ่ือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกัน ระหว่างนิกายต่าง ๆ ในเชียงใหม่ อันมีนิกายด้ังเดิมจากหริภุญไชย นิกายวัดสวนดอก และนิกายวัดป่าแดง หลวง แล้วทรงประทานพลับพลาที่ประทับของพระองค์เป็นหอไตรของวัดป่าแดงหลวง (เชียงแสน) ดังว่า “... พระองค์ (พญาเมืองแก้ว) เสด็จไปเมืองเชียงแสน เมื่อวันข้ึน ๘ ค่า เดือน ๓ จุลศักราช ๘๗๖ (พ.ศ. ๒๐๕๘) น้ันเอง และเม่ือเสด็จไปน้ัน ทรงนิมนต์คณะสงฆ์ ๓ คณะในเมืองเชียงใหม่ไปด้วย คณะสงฆ์ ๓ คณะน้ัน พระภิกษุนกิ ายสีหลจานวน ๒๑ องค์ มีพระมหาเถรเจ้าอาวาสวัดมหาโพธารามเป็นประมุขไปด้วย คร้ังถึงเมือง
35 เชียงแสนแล้ว พระราชาธิบดีมีพระประสงค์จะทาอุปสมบทกรรมในเมืองเชียงแสน จึงนิมนต์คณะสงฆ์ท้ังหมด ๓ คณะ ทง้ั นอกเมอื งและในเมอื งเชียงใหม่ใหไ้ ปประชมุ กนั ทีเ่ มอื งเชยี งแสน ครั้งถึงวันศุกร์ขึ้น ๙ ค่า เดือน ๔ พระราชาธิบดีตรัสสั่งให้ขุดฐานเจดีย์ใหญ่ในมหาวิหารกลางเมือง เชียงแสน แล้วใหก้ อ่ เจดียอ์ งค์ใหญ่ เมื่อวันศุกร์เป็นยามปลอด แรม ๑ ค่า เดือน ๕ และเจดีย์องค์ใหญ่น้ัน ฐาน กว้าง ๑๕ วา สูง ๒๕ วา พระภิกษุสงฆ์ท้ังปวงท่ีพระราชานิมนต์มา พร้อมด้วยราษฎรทั้งสิ้น ได้ประชุมกันใน เมอื งเชยี งแสน พระราชาธิบดีรับสั่งให้ผูกเรือขนานบนหัวเกาะดอนแท่น เพ่ือภิกษุท้ังหลายกระทาอุปสมบทกรรม ใน คณะสงฆ์ทั้ง ๓ นั้น เฉพาะคณะสงฆ์สีหลจานวน ๑๐๘ รูป มีพระมหาเถรเจ้าอาวาสวัดมหาโพธารามเป็น ประธาน ลงเรือขนานแล้ว ยังกุลบุตรท้ังหลายให้อุปสมบทมีจานวน ๒๓๕ ด้วยอุทกุกเขปสีมา เม่ือวันแรม ๘ ค่า เดือน ๕ พระจันทร์เสวยอุตตราสาฬหะนักษัตรฤกษ์ปีกุล จุลศักราช ๘๗๗ ตรงกับปีพระศาสดาปรินิพพาน แลว้ ได้ ๒๐๕๙ ปี และอุปสมบทกรรมนน้ั สิ้นสดุ ลงเม่อื วนั แรม ๑๑ คา่ ลาดับน้ัน คณะสงฆ์พื้นเมืองลงเรือขนานลาน้ันแล้ว ยังกุลบุตรให้อุปสมบท ๓๗๐ คน ลาดับน้ัน คณะ สงฆ์สานักบุปผารามยังกุลบุตรให้อุปสมบท ๑,๐๑๑ คน ฝ่ายพระราชาโปรดให้ประดิษฐานพลับพลาที่ประทับ ของพระองค์ยกให้เป็นหอไตรไว้วัดป่าแดงหลวง (เชียงแสน) ...” (ชินกาลมาลีปกรณ์, ๒๕๐๑, หน้า ๑๒๔- ๑๒๕) ปัจจุบันวัดป่าแดงหลวง อาเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นวัดร้าง ได้รับการบูรณะแล้วโด ยกรม ศลิ ปากร วดั ปา่ แดงหลวง อาเภอเชียงแสน จงั หวดั เชยี งราย วัดมหาโพธาราม (วดั เจด็ ยอด) อาเภอเมือง จงั หวดั เชียงใหม่ เน้ือหาอีกช่วงหนึ่งเป็นเรื่องการบูรณะและอบรมสมโภชหอไตรในวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ท่ี พญาติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔ – ๒๐๓๐) ได้สร้างไว้ ดังว่า “เม่ือครั้งเดิมพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลก ราชาธิราช (พญาติโลกราช) ทรงคัดเลือกพระมหาเถรผู้ทรงพระไตรปิฎกแล้วโปรดให้ชาระอักษรพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ลกปนัดดาธิราช (ราชาผู้เป็นปนัดดาของพญาติโลกราช คือ พระเมืองแก้ว) ทรงอบรมสมโภช หอไตรในวัดมหาโพธารามเป็นการใหญ่ เพื่อให้เป็นที่ไว้พระไตรปิฎกฉบับชาระแล้วครั้งพระเจ้าพิลกน้ัน ต่อมา
36 หอไตรนน้ั เกา่ ไป พระราชาโปรดให้เอาปราสาทยอดเมืองซ่ึงเป็นของเก่าท่ีพระราชปัยกาสิริธรรมจักรพรรดิและ พระราชาบดิ าของพระองค์ทรงสบื ๆ กันมานนั้ ดัดแปลงให้เปน็ หอไตร เมื่อดัดแปลงปราสาทยอดเมืองเป็นหอไตรเสร็จแล้ว จึงอาราธนาพระมหาเถรผู้ทรงพระไตรปิฎก จานวน ๔๐ รูป มีพระเถระผูเ้ ปน็ ใหญใ่ นวดั มหาโพธารามเป็นประมุข ใหส้ วดพระไตรปิฎกแล้วทรงสมโภชฉลอง เปน็ การใหญ่ ตง้ั แต่ขน้ึ ๘ คา่ ถึงวนั ศกุ รเ์ ดอื นอ้าย ....” (ชินกาลมาลปี กรณ์, ๒๕๐๑, หนา้ ๑๓๒-๑๓๓) นอกจากนี้ยังพบช่ือเรียกหอไตร ในราชกจิ จานุเบกษา ๒ ฉบบั เป็นการสร้างหอไตรวัดนันทคีรี จังหวัด น่าน ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ ดังว่า “...พระอธิการวัดนันทคีรี แขวงเมืองนครน่านพร้อมด้วยนายยาวิละ ผู้ใหญ่บ้าน และนายยาโน ออกเงินส่วนตัวรวม ๔๑ บาท ๗๕ สตางค์ จัดการสร้างหอไตรในวัดนันทคีรีหลังหนึ่ง...” และ การสร้างหอไตรวัดสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ ดังมีบันทึกว่า “...ขุนอรเขตตานุบาล นายอาเภอพร้อมด้วยเจ้าอธิการแลพญากุละพันธ์หัวหน้า ทายกวัดสันกาแพง อาเภอแม่ออน เรี่ยรายได้เงิน ๑,๓๒๑ รูเปีย กับเงินท่ีมีการบูชาพระธาตุวัดสันกาแพง อีก ๑,๑๐๐ รูเปีย รวมเป็นเงิน ๒,๔๒๑ รูเปีย จัดการ สร้างหอไตรขน้ึ หลังหน่ึง...” จากเนอื้ หาในเอกสารโบราณลา้ นนาขา้ งตน้ พบว่าการมอี ยู่และเรียกอาคารเก็บพระไตรปิฎกว่าหอไตร นั้น มีมาอย่างช้าท่ีสุด ต้ังแต่สมัยพญาติโลกราช (พ.ศ. ๑๙๘๔ – ๒๐๓๐) เป็นหอไตรของวัดเจ็ดยอด สร้างข้ึน ภายหลังการสังคายนาพระไตรปิฎกสมัยพระองค์ ต่อมาได้บูรณะในสมัยพญาเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) คาเรียกถกู ใช้ตอ่ เร่อื ยมา พบอีกคร้ังในเอกสารราชการชว่ งปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ ข. หอพระมณเฑยี รธรรม หอมณเฑยี รธรรม พบคาเรียกหอไตร ท่ีสร้างข้ึนในเขตที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ว่า “หอพระมณเฑียรธรรม” คา เรยี กน้ี นอกจากในศิลาจารึกสมยั ล้านนาแล้ว ยังปรากฏในศิลาจารกึ สมัยสโุ ขทัย และเอกสารสมยั อยุธยาด้วย คาว่ามณเฑียรน้ันเป็นการเขียนแบบโบราณ ปัจจุบันเขียนมนเทียร พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. ๒๕๓๐ (๒๕๓๑, หน้า ๔๐๑) ให้ความหมายว่า “เรือนหลวง” อันมีนัยว่าเป็นอาคารท่ีอยู่ภายในเขต พระราชฐาน อาทิ ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ท่ีพิมพ์ในประชุมจารึกภาคท่ี ๑ จารึกสุโขทัย (กรมศิลปากร, ๒๕๑๔, หน้า ๔๘ – ๔๙) ซ่ึงเป็นจารึกเก่าท่ีสุดในสมัยสุโขทัย ได้แสดงให้เห็นว่ามีการเก็บพระไตรปิฎกไว้บน เรือนหลวงหรือราชมณเฑียรของกษัตริย์ ดังว่า “...เมื่อจะทรงผนวชขอศีลนั้น พระบาทกัมรแดงอัญศรีสุริย พงศาราม มหาธรรมราชาธิราช เสด็จยืนข้ึนยกพระหัตถ์อัญชลี นมัสการพระสุพรรณปฏิมากร และ พระไตรปิฎกทีเ่ กบ็ ไวบ้ นราชมณเฑยี รกบั พระมหาสามสี ังฆราช...” นอกจากนใ้ี นตานานกรงุ เกา่ ตอนทีว่ า่ ด้วยภมู ิแผนท่ีพระนครศรอี ยุธยา (ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ ๓๖, ๒๕๑๒, หน้า ๒๘๒) แต่งโดยพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) มีการระบุคาเรียกหอพระมณเฑียร ธรรมไว้อยา่ งชดั เจน ดงั ว่า “...ถงึ มมุ กาแพงคลงั วิเศษ มีปตูเข้าไปสวนไพชยนเบญจรัตน์ชื่อปตูสวรรค์พิรมย์ หอ พระมณเฑียรธรรมอยู่กลางสระ มีโรงชา่ งทาเงินบาท...”
37 หลักฐานช้ินนี้ นอกจากจะให้ความรู้เกี่ยวกับช่ือเรียกหอไตรแล้ว ยังนามาซึ่งข้อสรุปของนักวิชาการ เกีย่ วกบั หอไตรกลางน้าในลา้ นนาวา่ น่าจะได้รบั อิทธิพลดา้ นคตกิ ารก่อสร้างสบื ต่อกันมาตง้ั แต่สมยั อยธุ ยา การสร้างหอไตรในพระบรมมหาราชวังสมัยรัตนโกสินทร์ เม่ือคร้ังที่รัชกาลท่ี ๑ ทรงสร้างวัดพระแก้ว น้นั กโ็ ปรดให้ขดุ สระนา้ ทาหอไตรลงกลางสระหลงั หนงึ่ พระราชทานนามว่าหอมณเฑียรธรรมเชน่ กนั นอกจากนใ้ี นตารา ธรรมเนยี มราชสานักครัง้ กรงุ ศรีอยธุ ยา (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพัน จันทนุมาศ (เจิม), ๒๕๐๗, หน้า ๓๑๔- ๓๑๕) ยังปรากฏช่ือหอพระมณเฑียรธรรม ดังว่า “หน้าท่ีตารวจนอก ขวา เป็นพนกั งานหอพระมณเฑียรธรรมและหอหนงั สือ หอสวด หอพระเทพบดิ ร หอพระเทพกนั ...” สาหรับในล้านนา ดูเหมือนคาว่า “หอมณเฑียรธรรม” หรือ “หอพระธรรมมณเฑียร” น้ี จะมี ความหมายกว้างขวางออกไปจากท่ีใช้กันในภาคกลาง คือ นอกจากใช้เรียกหอไตรที่ประดิษฐานในพระราชวัง แลว้ ยังใช้เรยี กหอไตรในวัดหลวงซงึ่ พระมหากษัตรยิ ท์ รงอุปถมั ภด์ ว้ ย หลกั ฐานช้ินแรกท่ีกลา่ วถงึ ชอื่ หอมณเฑยี รธรรมในล้านนา คือ จารึกที่พบในวัดพระธาตุหริภุญชัย (ลพ. ๑๕) ใหร้ ายละเอียดเหตุการณ์การสร้างหอไตรใน พ.ศ. ๒๐๕๓ ของพญาเมืองแก้วและพระราชมารดา ว่า “... สมเด็จพระองค์มหาราชเจ้าท้ัง ๒ ตรองตรัสอรรถธรรมอันอุดมดี มีพระราชหฤทัยบ่อ่ิมในอปนาเพ่งสภาวะอัน ยิง่ จงิ่ ใหส้ รา้ งพระธรรมมณเฑียร อันอาเกียรณเ์ ดียรดาษมาศดว้ ยสพุ รรณบษุ บาผกาวัลลีเป็นอัศจรรย์อดิเรก...” (คลงั ข้อมลู จารกึ ลา้ นนา สถาบันวจิ ยั สงั คม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, ๒๕๔๒, หน้า ๑๑๙ - ๑๓๔) จารกึ หลกั น้ี พบทบ่ี รเิ วณมมุ ตะวันออกเฉียงใต้ของวดั พระธาตุหรภิ ุญชัย และน่าจะหมายถึงหอไตรของ วัดพระธาตุหริภุญชัยที่ปรากฏข้างวิหารทางทิศใต้ในปัจจุบันนั่นเอง หอไตรหลังน้ีเป็นหอไตรของหลวง คือ พระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้าง แม้มิได้เป็นหอไตรที่ต้ังอยู่ในพระบรมมหาราชวังอย่างท่ีปรากฏในศิลาจารึกสมัย สโุ ขทัย อยธุ ยา และรตั นโกสนิ ทร์ แต่ชาวลา้ นนากเ็ รยี กหอมณเฑยี รธรรมเช่นกัน ทั้งน้ีมุมตะวันออกเฉียงใต้ของวัดพระธาตุหริภุญชัย เดิมเป็น ท่ีต้งั ของวัดหลวง เป็นหนึ่งในสี่วัดรอบพระธาตุหริภุญไชย มีสถานะเป็น วดั บรวิ ารหรือลกู วัด วัดบริวารอกี สามวดั ท่ีเหลอื ประกอบด้วยวัดเชยี งยัน ทางทศิ ตะวันออกเฉยี งเหนือ วัดสะดือเมืองทางทศิ ตะวันตกเฉียงใต้ และ วัดอัฏฐารศทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ วัดท้ังหมดมีหน้าท่ีอุปัฏฐากองค์ พระธาตุ อาทิ วัดเชียงยันใช้เป็นสถานท่ีสอนพระธรรม ปัจจุบันเป็น โรงเรียนเมธีวุฒิกร จังหวัดลาพูน ปัจจุบันวัดบริวารทั้ง ๔ ได้รวมเข้ากับ วัดพระธาตุหรภิ ญุ ชัยแลว้ วัดพระธาตุหริภญุ ชยั อาเภอเมือง จงั หวดั ลาพูน
38 ในชินกาลมาลีปกรณ์เอง เมือ่ กลา่ วถึงตอนท่พี ระเจ้าพิลกปนนั ดาธิราช คือ พญาเมืองแก้ว จะซ่อมแซม บูรณะหอไตรในวัดป่าแดงหลวง โดยให้หาไม้เตรียมไว้ ก็เรียกหอพระมณเฑียรธรรมเช่นกัน เพราะเป็นวัดที่ กษัตริย์ทรงอุปถัมภ์อยู่ ดังนี้ “...พระราชาโปรดให้คณะสงฆ์สีหลทาอุปสมบทกรรม เม่ือวันศุกร์ ขึ้น ๑๒ ค่า เดือน ๕ จันทร์ประกอบด้วยบุพพผัคคุณนักษัตร ปีมะโรง จุลศักราช ๘๘๒ (พ.ศ. ๒๐๖๔) ฝ่ายพระราชากับ พระราชมารดาโปรดให้จัดงานยกฉัตรมหาเจดีย์วัดทีฆาชีวิตสาราม เม่ือวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่า เดือน ๘ เวลา เที่ยง และโปรดให้ชาระตัวไม้เคร่ืองปรุงหอพระมณเฑียรธรรมในวัดป่าแดงมหาวิหาร เม่ือวันอาทิตย์ ข้ึน ๑๐ ค่า (เดือน ๘ ปีมะโรง) และโปรดให้ลงมือตกแตง่ พระปฏมิ าองค์ใหญ่ทาด้วยแก่นจันทน์ เมื่อวันอังคาร แรม ๑๑ คา่ ...” (ชินกาลมาลปี กรณ์, ๒๕๐๑, หน้า ๑๔๒-๑๔๓) ตอ่ มาพญาเมอื งแก้วทรงสร้างหอมณเฑียรธรรมวัดป่าแดงหลวง ภายหลังเสร็จพระราชพิธีศพพระราช ธดิ า ดังมีรายละเอยี ดวา่ “...ณ วนั ขน้ึ ๗ คา่ เดือน ๕ พระราชกุมารสี ้ินพระชนม์ พระเจ้าพิลกปนันดาธิราชตรัส สั่งให้เอาหีบพระศพปิดทองมาอัญเชิญพระศพราชกุมารีนั้นไปวัดสีหลาราม เมื่อวันแรม ๑๒ ค่า รุ่งขึ้นวันแรม ๑๑ ค่า ทรงถวายมหาทานมีผ้าแพรและผ้าสีดอกจาปาเป็นต้น แก่พระสงฆ์ท้ัง ๓ คณะ และโปรดให้ พระราชทานเพลิง ตอ่ จากนัน้ มา พระราชาโปรดให้สงฆ์คณะสีหลทาอุปสมบทกรรมเมื่อวันพฤหัสบดี ข้ึน ๘ ค่า เดือน ๖ ปีมะเมยี จลุ ศักราช ๘๘๔ (พ.ศ. ๒๐๖๖) ประกอบด้วยภรณีนักษัตร นาคท่ีบวชครั้งนั้นมีจานวน ๒๒๐ นาค และโปรดให้ยกวิหารวัดธรรมเสนาราม เม่ือวันพฤหัสบดี ๕ ค่า เดือนแปดหลัง จันทร์เสวยปุสสนักษัตร ต่อจากนั้นมา พระราชาทรงบาเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศผลให้แก่พระราชธิดาของพระองค์ ทรงนิมนต์พระมหาเถร ๑๕ รูป มพี ระมหาเถรราชครเู ปน็ ประมขุ ใหแ้ สดงธรรมตง้ั แต่ขึน้ ๑๓ คา่ ถึงวันเพ็ญเดือนแปดหลัง พระองค์ทรง บูชาธรรมโดยถวายจีวรอย่างดีแก่พระเถระองค์ละคู่ ๆ ต่อจากนั้น พระองค์โปรดให้ยกพระมณเฑียรธรรมวัด ป่าแดง เมื่อวันพุธขึ้น ๔ ค่า เดือน ๑๒ และเมื่อวันพุธต้นเดือนอ้ายได้เกิดแผ่นดินไหว...” (ชินกาลมาลีปกรณ์, ๒๕๐๑, หนา้ ๑๔๘) ปัจจุบันหอไตรวัดป่าแดงหลวง มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงมณฑป ตั้งไว้ระหว่างวิหารกับเจดีย์ประธาน ถกู สร้างขึ้นใหมใ่ น พ.ศ. ๒๔๗.. โดยครูบาเจา้ ศรวี ิชยั ไดถ้ วายเงนิ ในการสรา้ ง ด้วยเหตุนี้ ผลจากการศึกษาเอกสารโบราณและจารึกล้านนาจึงพบว่า เมื่อกล่าวถึงหอมณเฑียรธรรม ในล้านนาแล้ว พบว่าเป็นหอไตรที่ต้ังอยู่ภายในวัดหลวง ซ่ึงกษัตริย์อุปถัมภ์ ท้ังยังไม่ได้ระบุรูปแบบหอไตร ชัดเจนว่าเป็นแบบใด แต่จากหลักฐานข้างต้นทาให้สันนิษฐานได้ว่า หอมณเฑียรธรรมน่าจะเป็นอาคารที่มี หลงั คาลาดซ้อนลดหลนั่ กนั ข้ึนไป แลว้ ตอ่ ดว้ ยยอดแหลมทีเ่ รียกว่า ปราสาท ค. หอปฎิ ก หอธรรมปฎิ ก คาเรียก “หอปิฎก” ในความหมายเดียวกับ หอไตร พบในตานานมูลศาสนาและจารึกล้านนา
39 โดยในตานานมลู ศาสนา (๒๕๐๑, หนา้ ๒๑๘) มรี ายละเอยี ดดังนี้ “...มหาพุทธรักขิตเจ้าอยรู่ ักษาวัดสวนดอกไม้ ได้ ๑๒ วัสสา อายุได้ ๓๗ ก็มาสิ้นอายุ ศักราชได้ ๘๓๐ (พ.ศ.๒๐๑๑) ตัวนั้นแล มหาญาณสาครเจ้าเกิดมานปี รวงไส้ อุบาสิกาแมอ่ อกไปยอพระยาใหเ้ อามาแทนในปนี ั้นแล คร้ังนั้นหม่ืนด้งให้คนมาแต่เชียงชื่นมาแปลงวิหาร หลวงและสร้างโรงอุโบสถ และสร้างหอปิฎกก็ในปีท่ีเจ้าไทมาอยู่น้ันแล มหาสาครเจ้ารับผ้ากฐินบ่หลอคือรับใน อารามย่อมไปสวดในพัทธสีมาในนทีก็มี แล้วจึงเข้ามาสู่อารามถือเอาวัสสาแลบ่ห่อนสวดในที่อยู่เลย แต่น้ันมา ชาวเจ้าทง้ั หลายย่อมถือเอาจารีตแตน่ ้ันมา...” ปจั จบุ นั นไี้ ม่ปรากฏหอไตรที่วดั สวนดอกแล้ว วดั สวนดอก อาเภอเมือง จงั หวดั เชยี งใหม่ ในศิลาจารึกล้านนาช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ พบว่ามีการใช้คาว่าหอปิฎกน้ีมากกว่าคาเรียกอ่ืน ได้แก่ จารึกวัดพันต้องแต้ม ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน ทะเบียน ๑๖/๒๕๔๑ จารึกใน พ.ศ. ๒๐๓๑ ดังว่า “...พระเป็นเจ้าแมล่ กู (พันญากิตติและ แม่เจ้าสาวคาร้อย ) ก็ยินดีด้วยบุญ หื้อไว้นา ๖๐๐,๐๐๐ เบี้ย และคน ๑๕ ครัว ห้ือไม้สักแปลง วิหาร ทั้งหอปิฎก...” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๓๐๒-๓๐๔) ปัจจุบันวัดพันตองแต้มเป็นวัดร้างใน เมืองเชียงแสน เป็นวัดเดียวกับที่เรียกกันว่า วัดพวก พนั ตอง วัดพวกพนั ตอง อาเภอเชยี งแสน จงั หวดั เชยี งราย จารึกวัดสาลกัลญาณมหันตาราม ทะเบียน ชม. ๒๑ พ.ศ. ๒๐๓๑ ดังว่า หม่ืนดาบเรินสร้างวัดสาลกัล ญาณมหันตราม พ.ศ. ๒๐๓๔ พร้อมท้ัง “...สร้างวิหาร ๑๑๗๐๐ สร้างหอปิฎก ๑๑๐๐๐ สร้าง...” (กรม ศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๘๒ – ๘๖) จารึกวัดป่าใหม่ จังหวัดพะเยา ทะเบียน พย.๘ จารึกใน พ.ศ. ๒๐๔๐ ระบุเจ้าหม่ืนลอเทพศรีจุฬา อาราธนามหาเถรมธุรสเจ้ามาสร้างวัดป่าใหม่พร้อมถวายท่ีดินและข้าวัด ดังว่า “...ไว้กับหอปิฎกห้าคน ไว้ที่หน วันออกฝ่ังนา้ เป็นแดน...” (กรมศลิ ปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๑๑๘-๑๒๑) จารึกมหาสามีเจ้าญาณเทพคุณ วัดบ้านดอน จังหวัดพะเยา ทะเบียน พย. ๑๐ จารึกใน พ.ศ. ๒๐๔๖ ระบุว่า มหาสามีเจ้าญาณเทพคุณ วัดบ้านดอน ห้ือทานข้าไว้กับวัดบ้านหนอง พร้อมมีรายชื่อพยาน ดังว่า “... สามเี จ้าชอื้ กลางกว้านจ่า ๕๕๐ เงินไว้กับหอปิฎก นังเอย้ ร่หนึง่ ลูก ๑ ชาย เงนิ สามีเจา้ ๗๐๐ เงนิ ไว้กับหอปิฎก อ้ามลานร่หนึ่ง...” และ “...เขาฝูงนี้ไว้หื้อรักษาพระพุทธเจ้ากับหื้อรักษาหอปิฎก...” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หนา้ ๑๒๔-๑๒๖)
40 จารึกวัดพระสิงห์ พ.ศ. ๒๓๕๕ พบคาว่า “หอธรรมปิฎก” ในความหมายหอไตร เม่ือกล่าวถึงการ สรา้ งศาสนสถานในวัดพระสิงห์ พ.ศ. ๒๓๕๕ โดยมพี ระเจ้ากาวลิ ะ พระราชครสู งั ฆราช ร่วมกันเป็นประธาน ดัง ว่า “...สร้างหอธรรมปิฎก และหีบทรงธรรม ชองคา เสี้ยงเงิน ๖๑,๖๔๐...” (คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวจิ ัยสังคม มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, ๒๕๔๑, หน้า ๑๘๕-๑๙๔) ง. ปีฎกฆระ วดั เชยี งม่นั อาเภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่ คานี้มาจากภาษาพม่า คือ “Bitagat Taik” พบใน จารึกวัดเชียงม่ัน จังหวัดเชียงใหม่ จารึกใน พ.ศ. ๒๑๒๔ อัน เป็นสมัยต้นท่ีพม่าได้เข้าครอบครองล้านนา มีนรธาเมงสอ เป็นผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๑๒๑ – ๒๑๕๒) ใน จารึกเรียก “ปีฎกฆระ” ในความหมายเดียวกับหอไตร เน้ือหาจารึกระบุ ประวัติการสร้างวัดและศาสนสถานในวัด เชียงม่ันใน พ.ศ. ๒๑๑๔ โดยพญาแสนหลวงคาราชทาน ได้ สรา้ งเจดีย์ วหิ าร อโุ บสถ หอไตร พระไตรปฎิ ก เสนาสนะกาแพง และประตูโขง พร้อมทั้งระบุข้าวัดในสมัยพระ มหามหินทาทิจจวังสมหาสมเด็จเป็นเจ้าอาวาส ดังว่า “...วิหารอุโบสถ ปีฎกฆระ สร้างธรรม เสนาสนะกาแพง ประตูขรง ในอารามชู่อนั เถิง...” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๑-๑๐) ปัจจุบันหอไตรวัดเชียงม่ัน เป็นหอไตรไม้กลางน้า เปล่ียนแปลงโครงสร้างชั้นล่าง จากเดิมที่ก่ออิฐถือ ปูนและตงั้ อยู่บนดนิ ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ จ. โรงธรรม คาว่า “โรงธรรม” ท่ีใช้แทนความหมายของหอไตร พบในจารึกบนแผ่นไม้ท่ีวัดแสนฝาง จังหวัด เชียงใหม่ จารึกใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่ีกล่าวถึงเจ้าอาวาสและพระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นประธานในการสร้างหอ ไตรของวดั เม่ือ พ.ศ. ๒๔๑๓ ดังวา่ “...ก็ได้มาริรังสร้างแป๋งยัง โกศธรรมกรัง โรงธรรม ไว้ค้าชูวรพุทธศาสนาใน วัดแสนฝาง...” (คลงั ข้อมลู จารกึ ลา้ นนา สถาบนั วจิ ัยสงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๔๘, หน้า ๑๒๓-๑๒๗) อน่ึงคาวา่ โรงธรรมน้ี ใกลเ้ คียงกบั คาวา่ “หอธรรม” ทช่ี าวลา้ นนาใชเ้ รยี กหอไตรในปจั จบุ นั มากทส่ี ุด นอกจากน้ี ในหลักฐานทางอยุธยา ยังพบคาเรียกหอไตรท่ีกษัตริย์อยุธยาสร้างอีกคาหนึ่ง คือคาว่า “หอสัทธรรม” ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพัน จันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๐๗, หน้า ๓๑๕ – ๓๕๒) เป็นหอไตรทสี่ ร้างโดยพระเอกาทศรถในวดั วรเชษฐารามมหาวหิ าร เม่ือ พ.ศ. ๒๑๓๖ ดังว่า “...พระบาท เสด็จสร้างโพธิสมภารบาเพ็ญพุทธกาลธรรมบรามี อาทิ คือ สร้างพระวรเชษฐารามมหาวิหาร อันรัจนา พระ พุทธฏิมาและเจดีย์ บรรจุพระบรมสาริกธาตุสาเร็จ กุฏิสถานปราการสมด้วยอรัญวาสี แล้วสร้างพระไตรปิฎก
41 ธรรมจบบริบูรณ์ทั้งพระบาลี อรรถกถาฎีกา คันถวรณ์ ท้ังปวง จึงแต่งหอสัทธรรม เสร็จก็ทรงนิมนต์พระสงฆ์ อรัญวาสีผูท้ รงศีลาธคิ ณุ วเิ ศษมาอยูค่ รองพระวรเชษฐารามนั้น...” อนงึ่ คาเรียกหอไตรวา่ หอสัทธรรมน้ี ไมพ่ บในหลักฐานของชาวลา้ นนา สรุป เมอ่ื พิจารณาหลักฐานการเรียกชื่อหอไตรในเอกสารโบราณล้านนาแล้วพบว่าในตานานมูลศาสนา มีการใช้คาว่า “หอปิฎก” เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ใน พ.ศ. ๒๐๑๑ สมัยพญาติโลกราช และใช้คาว่า “หอพระ มณเฑียรธรรม” เม่ือกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยพญาเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) ส่วนในชินกาลมาลี ปกรณ์ พบคาวา่ “หอไตร” สมัยพญาเมอื งแก้วเชน่ กนั พิจารณาจารกึ ล้านนาหลกั ตา่ ง ๆ จะพบคาเรียกแทนหอไตร ดังน้ี คาว่า “หอปิฎก” มีจานวน ๔ หลัก เป็นจารึกในช่วง พ.ศ. ๒๐๓๑ – ๒๐๔๖ คาว่า “พระธรรมมณเฑียร” จานวน ๑ หลัก ใน พ.ศ. ๒๐๕๒ คาว่า “ปฎี กฆระ” จานวน ๑ หลกั ใน พ.ศ. ๒๑๒๔ คาวา่ “หอธรรมปิฎก” จานวน ๑ หลกั ใน พ.ศ. ๒๓๕๕ และคา วา่ “โรงธรรม” จานวน ๑ หลกั ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ จากหลักฐานท้ังสองประเภท สามารถประมวลการใช้คาเรียกหอไตร สัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาได้ดังนี้ คาว่า “หอไตร” “หอพระมณเฑียรธรรม” “หอปิฎก” เป็นคาที่พบในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ “ปีฎกฆระ” เป็นคา ที่ใช้ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ “หอธรรมปิฎก” เป็นคาในพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ และ “โรงธรรม” เป็นคาในพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๕ หลังจากน้นั เป็นต้นมา จงึ ปรากฏชื่อเรียกหอไตรว่า “หอธรรม” มากระทั่งปจั จุบนั คาวา่ หอธรรมอาจมาจากคาว่าโรงธรรม ท่ีเรียกในพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๕ ซ่ึงอาจสบื มาจากคาว่า หอธรรม ปิฎก ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ท่ีชาวล้านนาใช้เรียกหอไตรวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถ แสดงเปน็ ตารางการเรยี กชื่อหอไตร ศึกษาจากจารึกและเอกสารโบราณลา้ นนา ดังนี้ ชอ่ื เรยี ก ชือ่ วัด จังหวัด พ.ศ. กษตั ริย์ ผู้ปกครอง หลกั ฐำน ๑ หอไตร วดั ป่าแดงหลวง เชียงราย ๒๐๕๘ พญาเมืองแก้ว ชนิ กาล เชียงแสน มาลปี กรณ์ ๒ วดั เจ็ดยอด เชียงใหม่ ๒๐๕๗ พญาเมอื งแก้ว ชนิ กาล มาลปี กรณ์ ๓ วดั นันทคีรี น่าน ๒๔๕๓ พระเจ้าสุริยพงษ์ ราชกจิ จา ผริตเดช นเุ บกษา ๔ วัดสันกาแพง เชยี งใหม่ ๒๔๕๔ พลตรเี จา้ แกว้ นวรัฐ ราชกจิ จา นเุ บกษา ๕ หอพระธรรม วัดพระธาตุ ลาพูน ๒๐๕๓ พญาเมืองแกว้ จารึก มณเฑียร หริภญุ ไชย ๖ หอพระมณเฑียร วัดป่าแดงหลวง เชยี งใหม่ ๒๐๖๔- พญาเมืองแกว้ ชินกาล ธรรม เชียงใหม่ ๒๐๖๕ มาลปี กรณ์ ๗ วดั ปุพพราม เชยี งใหม่ ๒๐๔๐ พญาเมอื งแกว้ ชินกาล
42 มาลีปกรณ์ ๘ หอปิฎก วดั สวนดอก เชียงใหม่ ๒๐๑๑ พญาติโลกราช ตานาน มลู ศาสนา ๙ วดั พันตอง เชยี งราย ๒๐๓๑ พญายอดเชียงราย จารึก (วัดพวกพนั ตอง) ๑๐ วัดสาลกัลญาณ เชยี งใหม่ ๒๐๓๔ พญายอดเชยี งราย จารึก มหนั ตาราม ๑๑ วัดป่าใหม่ พะเยา ๒๐๔๐ พญาเมืองแกว้ จารึก ๑๒ วัดบ้านดอน พะเยา ๒๐๔๖ พญาเมอื งแกว้ จารึก ๑๓ หอธรรมปฎิ ก วดั พระสงิ ห์ เชยี งใหม่ ๒๓๕๕ พระเจ้ากาวิละ จารึก ๑๔ ปฎิ กฆระ วัดเชยี งม่ัน เชียงใหม่ ๒๑๑๔ พมา่ ครองเชียงใหม่ จารกึ ๑๕ โรงธรรม วดั แสนฝาง เชียงใหม่ ๒๔๑๓ พระเจ้าอินทวิชยา จารกึ นนท์ ตำรำงชอื่ เรยี กหอไตรทป่ี รำกฏในหลักฐำนดงั้ เดมิ และท่ีใช้เรยี กกันในทอ้ งถ่นิ ปัจจุบัน ๒.๑.๓ ควำมสำคัญของหอไตรในลำ้ นนำ ก. หอไตรเป็นสญั ลักษณ์ของกำรคงอยู่ของพระพุทธศำสนำลำ้ นนำ หอไตรเป็นธรรมเจดยี ์ ในความเช่ือของเหล่าพุทธศาสนิกชนเก่ียวกับท่ีพึ่งท่ีระลึกในพุทธศาสนาน้ัน มี ๓ อย่าง ด้วยกัน คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เรียกโดยรวมว่า ไตรสรณคมน์ พระพุทธน้ัน คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปข้ึนเพื่อใช้เป็นรูปแทนองค์ พระพุทธเจ้า เม่ือยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ทรงเป็นองค์พระศาสดาแห่งพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อปรินิพพานแล้ว พระธรรมจึงเปน็ ตัวแทนขององคพ์ ระศาสดาต่อมากระท่ังทุกวันนี้ ภายหลังได้มีการสังคายนาธรรมและวินัยข้ึน จัดเรียงไวเ้ ป็นหมวดหมู่ รวมเขา้ ดว้ ยกนั เรียก “พระไตรปิฎก” เปน็ มรดกธรรมของพทุ ธศาสนาอนั สาคัญยง่ิ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (มปป. หน้า ๒๕) ทรงอธิบายความหมายของคา ว่า “ปิฎก” ไว้ดังน้ี “...ศพั ทว์ า่ ปิฎก เป็นชื่อแห่งกระจาดหรอื ตะกร้า เอามาใช้ในท่ีน้ี ด้วยหมายเอาความว่าเป็น หมวดที่รวบรวม ดุจกระจาดเป็นท่ีรวมส่ิงของต่าง ๆ มีผักต่าง ๆ ท่ีซื้อมาจากตลาดเป็นต้น ปาพจน์ในท่ีนี้ท่าน แบง่ เป็น ๓ พระวนิ ยั คงท่ี พระธรรมแบ่งออกเป็น ๒ หมวดท่ีแสดงโดยบุคลาธิษฐาน หรือเจือด้วยบุคลาธิษฐาน จัดเป็นพระสุตตนั ตะ ๑ หมวดท่แี สดงโดยธรรมาธิษฐานลว้ น จัดเป็นพระอภธิ รรม ๑ ท้ัง ๓ น้ี เป็นหมวดหน่ึง ๆ ทร่ี วบรวมปกรณม์ ปี ระเภทเดยี วกัน จงึ จดั เป็นปิฎกหนึ่ง ๆ...”
43 ดังน้ันนอกจากพระธรรมจะเป็นพุทธวจนะคาสอนขององค์พระศาสดาแล้ว ยังเป็นองค์พระศาสดาด้วย พุทธศาสนิกชนจึงให้ความเคารพพระไตรปิฎกอย่างสูงสุด ปฏิบัติต่อพระธรรมเฉกเช่นที่ปฏิบัติต่อพระพุทธรูป เจดีย์ และพระสงฆ์ ความสาคัญของพระไตรปิฎก ส่งผลต่อเน่ืองให้สถานที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คือ หอไตร กลายเป็น ตัวแทนของพระไตรปิฎกท้ัง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ด้วย พระครูสุธรรมลังกา วัดชัยศรีภูมิ จังหวัดเชียงใหม่ (สัมภาษณ์ เมษายน ๒๕๕๗) สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพระไตรปิฎกกับหอไตรว่า ในหอไตรวัดชัยศรีภูมิท่ี สร้างใน พ.ศ. ๒๔๕๓ มีเจ้าพรหมมินทร์ ณ เชียงใหม่ เป็นประธาน ร่วมกันสร้างโดยช่างพม่า (อ๋องคา คาลือ) ช่างไทใหญ่ (สางเคิ้ง รุ่งรังสี) และช่างล้านนา (คาตัน สรรพศรี) พบว่าภายในมีหีบธรรมตั้งไว้ ๓ หีบ แต่ละหีบ เป็นตัวแทนของพระไตรปฎิ กแต่ละกอง คือ พระวินัย พระสตู ร และพระอภิธรรม การจัดเรียงหีบธรรมดังกล่าว ทาให้ภาพสะท้อนการนอบน้อมพระไตรปิฎก ไปปรากฏท่ีหอ พระไตรปิฎกดว้ ย เหตุน้ีเราจึงพบหอไตรในอดีตที่ทาหน้าที่เป็นศาสนาสถานสาคัญของวัด มีการกราบไหว้บูชา เฉกเช่นการกราบไหว้เจดีย์และพระพุทธรูป ภาพเก่าของหอไตรวัดดอนปิน ตาบลแช่ช้าง อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ มีแท่นบูชาดอกไม้อยู่หน้าหอไตร เจ้าอาวาสวัด ดอนปนิ (กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๗) อธิบายเกี่ยวกับแท่นบูชาดอกไม้ ทป่ี รากฏในรปู วา่ “...เมอ่ื ชาวบา้ นมาวดั ในวันพระหรือวันสาคัญทาง พุทธศาสนา ก็จะนาดอกไม้มาบูชาพระเจ้า (พระพุทธรูป) ในวิหาร บชู าเจดีย์ และบูชาหอธรรม...” ด้วยเหตุนี้ หอไตรจึงจัดเป็นธรรมเจดีย์ประเภทหนึ่งได้ เปรียบประดุจตัวแทนท่ีแสดงถึงความตั้งมั่นและการมีอยู่ของพุทธ ศาสนา เช่นเดยี วกบั พระเจดยี ์ และพระพทุ ธรปู ภาพเกา่ ของหอไตรวัดดอนปนิ ตาบลแชช่ า้ ง อาเภอสนั กาแพง จังหวัดเชยี งใหม่ ทม่ี ีแทน่ บูชาดอกไม้อยูห่ นา้ หอไตร (ภาพจากวดั ดอนปิ น) หอไตรเป็นทส่ี ถิตของไตรสรณคมน์ มเิ พยี งแตห่ อไตรจะถกู ใชเ้ ปน็ สถานทเี่ กบ็ รักษาพระธรรมคัมภีร์เทา่ นั้น บางคร้ังยังพบว่า ภายในหอไตร ถูกใช้เก็บรักษาพระพุทธรูปสาคัญของวัดด้วย เช่นที่ปรากฏในจารึกทะเบียน ลพ.๑๕ ซ่ึงพบในวัดพระธาตุหริ ภุญชยั วา่ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๓ พญาเมืองแก้วและพระราชมารดา ได้สร้างหอไตร พระไตรปิฎก และพระพุทธรูป ทองคา ประดิษฐานในหอไตร “...จ่ิงให้สร้างพระธรรมมณเฑียร อันอาเกียรณ์เดียรดาษมาศด้วยสุพรรณบุษบา ผกาวลั ลีเป็นอัศจรรยอ์ ดเิ รกเฉพไพชยนต์ปราสาทแล เสร็จสมเด็จมหาราชเจ้าจิ่งให้สร้างพระธรรมอันเป็นพุทธ
44 วาจาตราได้ ๘๔,๐๐๐ ขันธ์กบั คนั ถันตรปกรณ์ สาตถะกถา ฎีกานฎุ กี า คณาท้งั มวลได้ ๔๒๐ กัมปี มีท้ังสุพรรณ พุทธรูปเจ้าแล เสร็จจุ๊ประการ เจ่ิงให้นามาสถาปนาไว้ในพระธรรมมณเฑียร อันน้ีจึงสังขยาท้ังมวลได้ ๒๐๐,๐๐๐ เงินเป็นประมาณ...” (คลังข้อมูลจารึกล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๒, หนา้ ๑๑๙-๑๓๔) ธรรมเนียมการประดิษฐานพระพุทธรูปในหอไตรเม่ือ พ.ศ. ๒๐๕๓ น้ี ยังคงปรากฏเป็นประเพณี สืบเนื่องมากระท่ังปัจจุบัน ด่ังจะเห็นได้ท่ีหอไตรวัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน ซ่ึงภายในประดิษฐานพระ ประธานเป็นพทุ ธรปู ทองคาประทับยนื ฝมี อื สกุลช่างน่าน โดยนัยน้ี หอไตรจึงเป็นสถานที่หลอมรวมท่ีพึ่งท้ังสามเข้าด้วยกัน เป็นท่ีสถิตของไตรสรณคมน์ ได้แก่ พระพุทธ คือ พระพุทธรูปท่ีเก็บไว้ภายในหอไตร พระธรรม คือ พระธรรมคัมภีร์ที่เก็บไว้ภายในหอไตร และ พระสงฆ์ คือ ผูศ้ กึ ษาพระธรรม เป็นผู้ดแู ลรกั ษาใชป้ ระโยชน์หอไตรโดยตรง พระสงฆ์ล้านนา มีบทบาทสาคัญย่ิงในการเก็บรักษาพระธรรมตลอดถึงการสงวนรักษาบารุงให้หอไตร ม่ันคงแข็งแรงสวยงามอยู่เป็นนิจ โดยมีผู้คนในชุมชนเป็นกาลังแรงงาน ภาพสะท้อนกิจของสงฆ์เกี่ยวกับการ บารงุ รักษาหอไตรและพระธรรมคัมภีรใ์ นหอไตรน้ี ปรากฏในจารึกวัดศรีดอนคา อาเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่จาร ไว้เมอื่ พ.ศ. ๒๔๔๓ (คลังข้อมลู จารึกล้านนา สถาบันวิจยั สงั คม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, หน้า ๑๐๕-๒๗๖) ระบุ วา่ ใน พ.ศ. ๒๔๔๓ ธหุ ลวงพรหมจักรและพระภกิ ษุสามเณรทกุ รปู ชว่ ยกนั เก็บรวบรวมพระคัมภีร์ท่ีเป็นกับ เข้า ไว้ในหีบธรรม พร้อมทั้งส่ังไว้ว่าหากใครใช้คัมภีร์แล้วให้เก็บไว้ที่เดิม และถ้าใครยืมไปให้จดชื่อไว้ด้วย เพ่ือ ป้องกนั การสญู หาย “...จึงพากนั รบิ รอมธรรมเข้าไว้ในหีดบวั รมวล...” ด้วยเหตนุ ้ี หอไตร จงึ มีฐานะเปน็ สัญลกั ษณ์ของการคงอยู่ของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นที่รวบรวมไว้ ซ่ึงที่พ่ึงทั้งสามในพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นธรรมเจดีย์ที่ผู้คนล้านนาให้ความ เคารพนบน้อมเทยี บเทา่ องคพ์ ระเจดยี ์และพระพทุ ธรูป ข. หอไตรเปน็ ศูนยร์ วมงำนชำ่ งฝมี ือลำ้ นนำ ดินแดนล้านนาเป็นดินแดนของช่างผู้ชานาญในงานฝีมือประเภทต่าง ๆ มาแต่โบราณ คาพื้นเมือง ภาคเหนือในปัจจบุ นั เรียกชา่ งว่า “สลา่ ” อาทิ สลา่ แปง๋ เฮอื น คือนายชา่ งทีม่ ีความรู้ มีความเช่ียวชาญเป็นพิเศษ ในการสร้างบ้าน สล่าตีมดี กช็ วนนกึ ถงึ ผู้สนั ทัดเชย่ี วชาญในการตีมีด เป็นต้น คาว่าสล่าน้ี ชาวล้านนารับมาจากพม่าอีกทอดหน่ึง และคงเกิดข้ึนในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ท่ีมีชาว พม่าเข้ามาทาไม้ในลา้ นนาจานวนมาก ท้ังนี้เพราะจากการสารวจในเอกสารโบราณล้านนาก่อนพุทธศตวรรษท่ี ๒๕ ไม่ปรากฏการใช้คาน้ีเลย แต่ใช้คาว่า “ช่าง” แทนความหมายผู้เช่ียวชาญแต่ละด้าน อาทิ ช่างซอ ช่างป่ี ชา่ งฟอ้ น ช่างแต้ม เป็นต้น
45 สลา่ ในคาพมา่ อ่านวา่ สะหย่า เปน็ คาเรียกครู หมอ และพระผู้ใหญ่ดว้ ยความเคารพ อาทิ ครู เรียก สะ หยา่ ครผู ้หู ญิง สะหย่ามะ นายแพทย์ สะหย่าวนู ์ พระเถระ เรียก สะยาดอ สมโชติ อ๋องสกุล (๒๕๔๙, หน้า ๗๔ – ๗๖) ได้ศึกษาในเอกสารโบราณล้านนาหลายเล่ม และได้สรุป ประเภทของช่างล้านนาในอดีตว่ามีอย่างน้อย ๓๘ ประเภท ทั้งน้ีเม่ือจะสร้างหอไตรข้ึนสักหลังหน่ึง จึงต้อง อาศยั ชา่ งฝีมอื หลากประเภท ทงั้ ช่างถากไม้ ช่างหริน (ช่างอิฐชา่ งปนู ) ช่างแตม้ ชา่ งลาย ชา่ งปูนป้ัน ช่างประดับ กระจก เป็นต้น และมีนายช่างใหญ่เป็นผู้ควบคุมดูแลช่างต่าง ๆ อีกทอดหน่ึง เพื่อให้งานสามารถดาเนินไปได้ ด้วยดี โดยเฉพาะเร่ืองโครงสร้างอาคารและการประดับตกแต่ง นายช่างคนสาคัญในประวัติศาสตร์ล้านนา ได้แก่ นายช่างกานโถม ท่ีควบคุมดูแลการก่อสร้างศาสนสถานสมัยพญามังราย หรือนายช่างหม่ืนด้งนคร สมัย พญาติโลกราช เป็นต้น ทั้งนี้ บรรดาช่างต่าง ๆ ที่ช่วยกันสร้างหอไตร ต่างก็ทาหน้าที่แตกต่างกันไปตามแต่ความชานาญ ช่าง โบราณไดร้ งั สรรค์ผลงานอันวิจิตรงดงาม สร้างสรรค์หอไตรให้เป็นด่ังวิมานสาหรับสถิตเสถียรสถาพร องค์พระ ศาสดาแห่งพุทธศาสนา คือ พระธรรมวินัย ด้วยเหตุนี้ หอไตรแต่ละหลังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นผลผลิต จากการทางานของชา่ งประเภทต่าง ๆ เป็นดัง่ ศูนย์รวมงานชา่ งลา้ นนา ทง้ั นีใ้ นงานวิจยั ชน้ิ นี้ ได้ทาการศึกษาเฉพาะงานลงรักปดิ ทอง งานแกะสลักไม้ และงานปนู ปั้น ๒.๑.๔ คตคิ วำมเชอื่ เกีย่ วกับหอไตรล้ำนนำ
46 ก. กำรเวนทำน นอกจากจารึกและเอกสารโบราณล้านนา จะระบุสถานที่สร้างหอไตร วันเวลา และรายนามผู้บริจาค แลว้ ยงั ปรากฏร่องรอยคตคิ วามเช่อื ทางพทุ ธศาสนาลา้ นนาท่ีสาคัญบางอยา่ งดว้ ย คือประเพณีการถวายหอไตร ท่ีสร้างให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งอุทิศกุศลผลบุญในการสร้างหอไตรแด่เทพยดา บรรพบุรุษ ตัวผู้สร้าง และกษัตริย์ ที่สาคัญเม่ืออุทิศแก่กษัตริย์แล้ว พระองค์จะทรงถวายทรัพย์สมบัติและข้าคนให้ดูแล รักษาหอไตรในวดั ต่อไป การอุทศิ เงินทองขา้ ทาสบริวาร ทดี่ ินบา้ นเรือน เรือกสวนไร่นา ให้ไว้เป็นสมบัติในพุทธศาสนา เรียกว่า การเวนทาน หรอื การหยาดนา้ หมายทาน หรือการกลั ปนา คานี้ชาวลา้ นนาใชห้ มายถึงการอุทิศสง่ิ ของ ทีด่ นิ และแรงงานคน ให้กับศาสนสถาน เป็นประเพณีของ พุทธศาสนิกชนท่ีมีมาอย่างน้อยต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ (ระวิวรรณ ภาคพรต, ๒๕๒๕, หน้า ๑๒) เพราะพบ ข้อความในจารึกหลักหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงส่ิงของที่พระราชาแห่งอาณาจักรศรีจนศะอุทิศ ถวายแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆ์หมู่หน่ึง นอกจากนี้ยังพบจารึกอีก ๒ หลัก ท่ีวัดโพร้าง จังหวัดนครปฐม และจารึกภาษา สนั สกฤตที่เขารัง (พ.ศ. ๑๑๘๒) ซงึ่ ระบุข้อความเก่ียวกบั การกลั ปนา สาหรับในล้านนา พบจารึกการถวายส่ิงของ ที่ดิน และแรงงานคน มาต้ังแต่สมัยหริภุญไชย อาทิ จารึกวัดแสนข้าวห่อ (ตชุมหาเถร) (กรม ศิลปากร, ๒๕๒๒, หน้า ๒๗ – ๒๙) ท่ีตชุมหาเถรได้ถวายคัมภีร์ใบลาน ที่นา สิบหน่วย โคคู่หน่ึง ภาชนะบูชาสองใบ ไว้ในคูหาเจดีย์วัดมหาวัลล์ (วัดมหา วนั ) จารกึ วัดตะโปทาราม จังหวัดเชียงใหม่ (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๔๐-๔๔) ที่จารึกใน พ.ศ. ๒๐๓๕ ระบุถึงอัครมเหสีอะตะเทวีอาราธนา พระสงฆ์ท้ังหลายสร้างวัด และกัลปนาที่ดิน ข้าวัด ตอนท้ายแสดงจานวนเงิน ทใ่ี ชไ้ ป ดังวา่ “...น แปลงรูปพระทั้งสรา้ งหนังสอื ๑๕๓๔๓๐ เงิน...” จารึกวดั ตะโปทาราม (ฐานขอ้ มูลจารึกในประเทศไทย ศนู ยม์ านษุ ยวทิ ยาสริ ินธร www.sac.or.th/inscriptions) จารึกวัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ (คลังข้อมูลจารึก ล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๗, หน้า ๔๗-๕๕) จารึกใน พ.ศ. ๒๐๘๓ เป็นบัญชีนาของพระธาตุ นาพระธรรม นาพระสงฆ์ ป่า ๕ ป่า ข้าพระธาตุ ข้า พระพทุ ธรูป ซ่ึงพญาแกว้ ไดถ้ วายไว้ ดังวา่ “...นาขา้ ว หมากพลูบูชาธรรม ๕๐๐๐๐ นาลยวโคระ ๔๐๐๐๐...”
47 จารึกวัดวิสุทธาราม ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จารึกใน พ.ศ. ๒๐๔๙ (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หนา้ ๓๒๐-๓๒๔) กล่าวถึงสมเด็จมหาสวามศี รีวิมลโพธิญาณเจ้าอาวาสวัดป่าแดงหลวง จังหวดั พะเยา ส่งั มหาเถรชยบานรัตนปัญญา ไปขอพระราชานุญาตจากพญาแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ เพ่ือต้ังศิลา จารกึ ทวี่ ดั วสิ ทุ ธอาราม จัดคน ๑๐ ครอบครัวถวายแด่หอพระไตรปิฎก พร้อมท้ังญาติของพระภิกษุรูปหน่ึง ชื่อ มหาเถรสินผญา ๔ ครอบครัว ดังว่า “...แสนญาณตนกินเมิงพยาวห้ือเอาคนไว้กับปิฎก ๑๐ ครัวกับญาติมหา เถรสนิ ผญาเจา้ ๔ ครัว...” และ “...คนอันเฝา้ ปฎิ กกด็ ี ญาตติเถระเจ้าก็ดี ไผอยา่ ใช้การบ้านการเมิงไว้รักษามหา เถรเจา้ กับปฎิ กตามอาชญา..” เปน็ ตน้ ทั้งนี้เม่ือพิจารณาศิลาจารึกท่ีมีเน้ือหาเก่ียวข้องกับการสร้างหอไตรแล้ว พบว่ามีการเวนทานเงินทอง หรือผู้คน หรือที่ดินไว้กับวัดทุกหลัก อาทิ จารึกวัดพันต้องแต้มหรือวัดพวกพันตอง จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. ๒๐๓๑) ได้ระบุว่าพระเปน็ เจ้าแมล่ ูกก็ยินดดี ว้ ยบุญ หื้อไว้นา ๖๐๐,๐๐๐ เบ้ีย และคน ๑๕ ครัว ห้ือไม้สักแปลง วิหาร ท้ังหอปฎิ กวัดพันต้องแต้ม จารึกวัดสาลกัลป์ญาณมหันตาราม จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๐๓๑) ระบุว่าพญายอดเชียงรายทรง ถวายที่ดินใน พ.ศ. ๒๐๓๑ และพ.ศ. ๒๐๓๔ พระองค์ได้ถวายเงินอีก ๔๘๐,๐๐๐ เบ้ีย และหมื่นดาบเรือน ผู้สร้างวัดสาลกลั ญาณมหนั ตาราม ได้ซือ้ ทาสถวายเป็นเลขวัด จานวน ๒๕ ครัว มีจานวน ๓๘ คน เปน็ ต้น สมัยพญาเมืองแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) มีจารึกวัดป่าใหม่ จังหวัดพะเยา (๒๐๔๐) ท่ีระบุถึงการ ถวายท่ีนากับข้าวัดของพระองค์ โดยทรงแบ่งคนไว้ ๓ ส่วน ให้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าในวิหารส่วนหนึ่ง ให้ อปุ ัฏฐากอุโบสถสว่ นหน่งึ และใหอ้ ปุ ัฏฐากหอปฎิ กอีกส่วนหนง่ึ จารึกมหาสามีเจ้าญาณเทพคุณ วัดบ้านดอน จังหวัดพะเยา (พ.ศ. ๒๐๔๖) ระบุว่า มหาสามีเจ้าญาณ เทพคุณ วดั บ้านดอน ได้ถวายเงนิ และขา้ ไว้กับวัดบา้ นหนอง ส่วนหน่ึงไว้กับหอพระไตรปิฎก จารึกพญาเมืองแก้วและพระราชมารดาสร้างหอไตรที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลาพูน (๒๐๕๒) ระบุวา่ ท้ังสองพระองค์ไดพ้ ระราชทานภาชนะทองคา ภาชนะเงิน บูชาพระธรรม และทรงให้เงินทุนเพื่อนาดอก ผลเป็นค่าใช้จ่ายซ้ือหมากเม่ียงและข้าว บูชาพระธรรม ทรงให้ภาษีนาปีละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ เบี้ย เพื่อเป็น ค่าตอบแทนแก่ผดู้ ูแลหอไตร และพนักงานคนอน่ื ๆ และทรงถวายข้าคน ๑๒ ครอบครัวเพอ่ื ปฏบิ ัติรักษาหอไตร ทั้งน้ีการที่ปรากฏเร่ืองราวการเวนทานในหลาย ๆ จารึกน้ัน เช่ือได้ว่าเป็นการประกาศให้รัฐรับรอง แรงงานคน และผลประโยชน์ต่าง ๆ ท่ีผู้มีจิตศรัทธาอุทิศไว้กับวัดแล้ว โดยพบว่า ผู้ท่ีกระทาการเวนทานส่วน ใหญ่ จะเป็นชนช้ันปกครอง และพระภิกษุสงฆ์ ส่วนวัดท่ีได้รับการเวนทานก็มีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ อาทิ เป็นวัดท่ีกษัตริย์สร้าง หรือวัดที่ถวายให้เป็นวัดของกษัตริย์ และวัดที่ได้รับการอุปถัมภ์ จากกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้วัดบางวัดเม่ือสร้างเสร็จแล้ว ผู้สร้างจึงถวายผลบุญกุศลหรือถวายให้เป็นวัด ของ พระมหากษตั รยิ ์ มใี บแจ้งหลักฐานเปน็ จารกึ ทมี่ นั่ คงแนน่ หนา เพื่อให้เป็นท่ีรับรู้ของรัฐและได้มาซ่ึงท่ีนา ส่ิงของ ขา้ ทาสดูแลรกั ษาวัดซ่งึ กษตั รยิ ์จะเปน็ ผูเ้ วนทานให้
48 ดังท่ีปรากฏเน้ือความในจารึกจารึกวัดป่าใหม่ จังหวัดพะเยา (พ.ศ. ๒๐๔๐) ที่เจ้าหม่ืนลอเทพศรีจุฬา ได้อาราธนามหาเถรมธุรสเจ้า มาสร้างวัดป่าใหม่ แล้วถวายให้เป็นวัดของพญาเมืองแก้วกับพระมหาเทวี หลังจากนั้นพระองคก์ ็ได้ถวายทน่ี ากับขา้ วัดไวท้ ่วี ดั ป่าใหม่ เป็นต้น วัดที่ได้รับการเวนทานจึงเกิดมีผลประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ เป็นต้นว่า อาณาเขตของวัดซ่ึงอาจ ครอบคลุมเขตชุมชน สวน ไร่ นา ซึ่งในกรณีนี้ แม้ชุมชนท่ีอยู่ในเขตวัดจะไม่ถูกจัดเป็นแรงงานวัด แต่ก็มีหน้าที่ อยู่ในคาส่ังของเจ้าวัดและต้องช่วยงานวัด ส่วนท่ีดินที่เป็นของวัด วัดก็จะมอบให้แรงงานวัดในสังกัดทาการ เพาะปลูก ผลผลิตท่ีได้เป็นของวัด หรือวัดอาจอนุญาตให้แรงงานที่มิได้เก่ียวข้องกับวัด เข้ามาดาเนินการ เพาะปลกู และแบ่งผลประโยชนใ์ ห้แก่วดั เปน็ การตอบแทนกไ็ ด้ ข. อำนิสงสก์ ำรสร้ำงหอไตร จากการศึกษาเอกสารพบว่า มีความพยายามค้นหาใบลานเกี่ยวกับอานิสงส์การสร้างหอไตรมาแล้ว ตั้งแต่ในงานวิจยั หอไตรช้นิ แรกๆ เมอ่ื ราว พ.ศ. ๒๕๓๕ ทว่ายงั ไมป่ รากฏการค้นพบใบลานเรื่องน้แี ต่อยา่ งใด เม่ือ สถาพร อรุณวิลาส (๒๕๓๔, หน้า ๗๑) จะพูดถึงอานิสงส์การสร้างหอไตร ก็อ้างเอาคากล่าวของ มณี พะยอมยงค์ ว่ามีอานิสงส์เทียบเท่ากับการสร้างวิหาร ดังว่า “...การสร้างหอไตรถือได้ว่าเป็นอานิสงส์และ ความอิ่มใจเท่ากบั วิหาร...” ดังพบในใบลานอานสิ งส์การสรา้ งวิหาร ฉบับวัดนนั ทาราม จังหวดั เชยี งใหม่ (วิเชียร สุรนิ ต๊ะ อไุ ร ไชยวงค์ (ปรวิ รรต) ท่รี ะบุวา่ การสรา้ งวหิ ารมีผลทาให้ “...เป็นผ้รู กั ษาอายุ ให้ความสุขกาจัดเสียซึ่ง ทุกข์ท้ังหลายแห่งสงฆ์ กุศลท่ีได้จากการสร้างวิหารถวายเป็นทานนั้น มีผลทาให้ได้พบสุขท้ังในโลกนี้และโลก ภายหน้า สุดท้ายคอื พระนพิ พาน...” นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีคากล่าวเก่ียวกับอานิสงส์การสร้างหอไตรว่ามีเทียบเท่ากับการสร้าง พระไตรปิฎก หรอื การเขยี นธรรม ซงึ่ ใบลานทกี่ ลา่ วถงึ อานสิ งส์การสร้างพระไตรปิฎกและการเขียนธรรม พบได้ ท่วั ไปในล้านนา อาทิ อานิสงส์ไตรปิฎก ฉบับวัดเมืองลัง ตาบลช้างเผือก อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ http://www.sri.cmu.ac.th/~elanna/elanna51) ที่มใี จความสาคัญวา่ “...ทายกผู้ใด ได้เขียนตัวอักษรในพระไตรปิฎกด้วยตนหรือว่าจ้างให้ผู้อ่ืนเขียนก็ดี เม่ือตายไปแล้วย่อมจะไม่ไปเกิดในท่ีร้าย ย่อมไปเกิดในตระกูลอันอุดมบริบูรณ์ด้วยข้าวของทรัพย์สมบัติเคร่ืองบริโภคต่าง ๆ จะได้อยู่เฉพาะแต่กับ สัปปุรุษ ไม่ได้อยู่กับคนไม่ดีแม้แต่คร้ังเดียว เป็นบุคคลอันอุดม เป็นสัปปุรุษ ย่อมไม่เป็นผู้อัปลักษณ์ มีลักษณะ ของสัปปุรุษทุกชาติ เป็นผู้ไม่กล่าวคาหยาบช้า มีวาจาไพเราะ รูปโฉมวรรณะงดงาม เป็นผู้ได้ลาภสักการะอัน ประเสริฐกวา่ คนทัง้ หลาย...” การสรา้ งพระไตรปิฎกถวายไว้กบั พระพทุ ธศาสนา ยังปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกหลักต่างๆ ของ ลา้ นนา ดังเช่น
49 ภายหลัง นักวิจัยจึงได้พบคากล่าวอนุโมทนาถวายหอไตร ท่ีชาวล้านนากล่าวในขณะทาการเวนทาน หอไตรให้เปน็ สมบัตพิ ุทธศาสนา ดงั น้ีว่า “...ต่างก็พร้อมเอาใจใส่ พร้อมกับมาสร้างหอธรรมจนบริบูรณ์แล้ว หอ ธรรมบน่ อ้ ยบใ่ หญ่บ่สูงบ่ต่า พอดีพองาม บัดน้ีจะถวายเป็นทานแก่พระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ประการ ก็เพ่ือเป็นสมบัติ พระศาสนาไวก้ บั วัดวาอาราม บัดนี้ในวันนี้ก็ถึงตึงทาน ขอน้อมบาเพ็ญแต่พระแก้วทั้ง ๓ ประการ บัดนี้ขอพระ แก้วทง้ั ๓ ประการ จกั มีธรรมเมตกว่า ณ บัดนี้มารับเอายงั ธุปะ บุพพา ราจา ดอกดวง ข้าวตอก ดอกไม้ เทียน ก็นามาทานพร้อมกับตั้งหอธรรม พร้อมสัพพวัตถุทาน บริวารท้ังหลายมาถวายแห่งสมณะศรัทธา และมูล ศรทั ธาผูน้ ั้นทั้งหลาย เฒา่ แก่แก้น้อยหญงิ ชาย ต่างก็เป็นใจชมช่ืนเป็นศรัทธาปานอ่ืน เป็นปานใดก็ตามที่ร่วมมา หามากิน มาทาน ท่ีเกิดมา ลาบ่มีการประมาท มารุโจธกะวรพุทธศาสน ขอห้ือได้สุข ๓ ประการ มีสุขใน นิพพานเปน็ แล้วนน้ั ...” ทงั้ น้เี ม่ือผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาคมั ภีรอ์ านิสงส์สร้างเขียนธรรมเป็นทาน ฉบับวัดทุงยู ตาบลศรีภูมิ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีการกล่าวถึงอานิสงส์การสร้างหอไตรไว้รวมกับอานิสงส์การเขียนธรรมด้วย โดย กลา่ วถึงการสรา้ งหอไตรวา่ จะไดป้ ราสาทอันงดงาม ดงั ว่า “...บุคคลที่สร้างปราสาทเก็บคัมภีร์ก็จะได้ปราสาทที่ ประดับดว้ ยรัตนชาติ ๗ ประการ...” เปน็ ต้น จากการศกึ ษาอานิสงส์การสร้างหอไตรในงานวิจัยต่างๆ พบว่าชาวล้านนามีความเชื่อว่า อานิสงส์การ สรา้ งหอไตรจะสง่ ผลเทยี บเทา่ อานิสงสก์ ารสรา้ งวิหาร คอื มผี ลใหไ้ ด้พบสุขท้ังในโลกน้ีและโลกภายหน้า สุดท้าย คือพระนิพพาน และจะได้ปราสาทที่ประดับด้วยรัตนชาติ ๗ ประการ และยังเทียบเท่ากับอานิสงส์การเขียน ธรรม คอื เม่ือตายไปแล้วจะไม่ไปในท่ีทุกข์ เกิดมาใหม่ก็จะบริบูรณ์สมบัติท้ังปวง มีคุณสมบัติ รูปสมบัติ ทรัพย์ สมบตั ิ เป็นต้น สรุป อานิสงสก์ ารสร้างหอไตรมดี งั นี้ ๑. เทียบเท่าการสร้างวิหาร ได้อานิสงส์คือ พบสุขทั้งในโลกน้ีและโลกภายหน้า สุดท้ายคือพระ นิพพาน (ฉบบั วัดนันทาราม จงั หวัดเชียงใหม่) ๒. เทยี บเทา่ การสร้างพระไตรปิฎก ได้อานิสงส์คือ เม่ือตายไปแล้วจะไม่ไปในที่ทุกข์ เกิดมาใหม่ก็จะ บริบรู ณ์สมบัติทั้งปวง มคี ณุ สมบัติ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบตั ิ (ฉบับวดั เมอื งลัง จังหวัดเชยี งใหม่) ๓. ไดป้ ราสาทที่ประดบั ด้วยรัตนชาติ ๗ ประการ (ฉบับวัดทงุ ยู จังหวดั เชียงใหม่) ค. หอไตรกลำงน้ำกบั ระบบภมู ิจกั รวำลของฮนิ ดู หอไตรกลางน้าเปน็ หอไตรรปู แบบหนึ่งทพ่ี บในล้านนา มหี ลกั ฐานปรากฏการสร้างที่เก่าทสี่ ุดในเอกสาร อยุธยา อาทิในหนังสือศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง สุโขทัย และตานานกรุงเก่า ตอนท่ีว่าด้วยภูมิแผนท่ี พระนครศรีอยุธยา พบว่า หอไตรกลางนา้ เร่ิมต้นสร้างในเขตพระราชฐานของกษัตริย์สุโขทัยและอยุธยามาก่อน ในช่ือเรยี กวา่ มณเฑยี รธรรม
50 การใช้น้าล้อมรอบศาสนาสถานในประเทศไทย พบอยู่บ่อยคร้ัง สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา (๒๕๕๑, ๒๑๔ – ๒๖๒) อธิบายนัยของการใช้น้าว่าปรากฏมาก่อนแล้ว ในวัฒนธรรมศาสนาฮินดูของเขมร เก่ียวข้องกับ คติภูมิจักรวาลท่ีมีแกนกลางคือเขาพระสุเมรุ อย่างผังเมืองนครธมซึ่งมีคูน้าส่ีเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น และมี ปราสาทบายนอยู่ตรงกลาง ก็เปรียบได้กับทะเลท่ีล้อมรอบภูเขาพระสุเมรุ ส่วนตะพังใหญ่ท่ีอยู่เลยชั้นนอก ออกไปกค็ อื มหาสมทุ รอนั กวา้ งใหญไ่ มม่ ีที่สน้ิ สุด เม่ือไทยรับมาใช้ก็ปรับเปล่ียนยืดหยุ่นให้เข้ากับคติพุทธศาสนา ระบบภูมิจักรวาลแบบเขมรก็ถูกลดทอนเหลือให้เพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ดังนั้นน้าที่ล้อมรอบวิหารของไทย ก็ เป็นการย่นย่อระบบภูมิจักรวาล ง. หอไตรกลำงนำ้ กบั พทุ ธปรชั ญำ โบสถก์ ลางนา้ วัดพุทธเอน้ อาเภอแมแ่ จม่ จังหวัดเชียงใหม่ น้าท่ีล้อมรอบส่ิงก่อสร้างทางพุทธศาสนาน้ัน ยังมี ความหมายในแง่การเป็นตัวกาหนดขอบเขตพ้ืนท่ีอัน ศักด์ิสิทธิ์ของพุทธศาสนา เช่นในกรณีโบสถ์กลางน้าของวัด พุทธเอ้น อาเภอแม่แจ่ม จงั หวดั เชียงใหม่ ท่ีสร้างขึ้นกลางบ่อ น้าศักดิ์สิทธ์ิ ทั้งยังทาสัญลักษณ์รูปพญานาคเป็นไม้แกะสลัก ทาสี ตดิ ไว้ด้านล่างฐานอโุ บสถนนั้ นอกจากน้าจะเปน็ การบอกขอบเขตพื้นท่เี ฉพาะ แล้ว ยังเปน็ สิง่ ทช่ี ว่ ยชาระใหส้ ถานท่นี ัน้ บรสิ ุทธิ์ เรียกอุทก สมี า หากเปน็ ไปเชน่ น้ี ในกรณีหอไตร น้าจึงเป็นสัญลกั ษณใ์ ช้สือ่ ถงึ พ้ืนที่อันบรสิ ทุ ธิ์ สาหรับพระสงฆ์ มีตวั อย่าง หอไตรกลางนา้ ของวดั เหล่าน้อย จังหวดั ลาปาง ท่ใี ชป้ ระโยชนเ์ ป็นทัง้ หอไตร และอโุ บสถกลางน้า มีโบสถ์บางรูปแบบในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ที่ทาฐานให้โค้งแอ่น ดุจเรือสาเภา หรือท่ีเรียกว่า ท้องเรือสาเภา หรือท้องอัสดง มีความหมายถึงการเป็นเรือนาผู้คนข้ามพ้นสังสารวัฏ โบสถ์คือเรือ เช่นน้ีแล้ว โบสถก์ ลางนา้ กเ็ ป็นภาพสะทอ้ นของพาหนะขนสง่ ผ้คู นข้ามพ้นหว้ งมหรรณพได้เชน่ กนั และหอไตรกลางน้าที่ถูก
51 สร้างข้นึ มาก็อาจหมายถึงเรือพระธรรมที่พร้อมจะขนส่งผู้คนให้ข้ามพ้นห้วงแห่งความทุกข์ สู่แดนนิพพานได้ใน ท่ีสดุ ดว้ ยเชน่ กนั อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในปัจจุบันส่วนหนึ่ง เชื่อว่าน้าที่ล้อมรอบหอไตรน้ัน ถูกสร้างข้ึนภายใต้ ความคิดท่ีแตกต่างออกไปท้ังจากคติความเช่ือของฮินดูและพุทธ แต่น้าท่ีล้อมรอบมีประโยชน์เพื่อป้องกัน อัคคีภัยและภัยจากแมลงจาพวกปลวกมอดเสียมากกว่า อย่างท่ีพระครูสันติธรรมวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดเชียงม่ัน (สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗) พูดถึงการย้ายหอไตรของวัดเชียงม่ันจากที่ต้ังอยู่บนพื้นดิน ไปอยู่กลางสระน้าท่ีขุด ขนึ้ มาใหมว่ า่ เพราะตอ้ งการรักษาพระธรรมให้ปลอดภัยจากปลวก ๒.๒ ประเภทหอไตร ๒.๒.๑ จำกกำรศกึ ษำเอกสำรโบรำณล้ำนนำ ชนิ กาลมาลีปกรณ์ ระบวุ ่าหอไตรสมยั พญาเมืองแกว้ (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) มีรปู แบบ “ปราสาท” ดังความวา่ “เมื่อคร้ังเดิมพระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิพิลกราชาธิราช ทรงคัดเลือกพระมหาเถรผู้ทรงพระไตรปิฎก แล้ว โปรดให้ชาระอกั ษรพระไตรปิฎก พระมหากษัตริย์ลกปนัดดาธิราช ทรงอบรมสมโภช หอไตรในวัดมหาโพ ธารามเป็นการใหญ่ เพ่ือให้เป็นที่ไว้พระไตรปิฎกฉบับชาระแล้วครั้งพระเจ้าพิลกน้ัน ต่อมาหอไตรน้ันเก่าไป พระราชาโปรดให้เอาปราสาทยอดเมืองซึ่งเป็นของเก่าที่พระราชปัยกาสิริธรรมจักรพรรดิและพระราชาบิดา ของพระองค์ทรงสบื ๆ กันมาน้ัน ดดั แปลงให้เปน็ หอไตร ....” (ชนิ กาลมาลปี กรณ์, ๒๕๐๑, หนา้ ๑๓๒-๑๓๓) คาว่าปราสาทน้ี ศัพทานุกรมโบราณคดีของกรมศิลปากร (๒๕๕๐, หน้า ๓๒๖) ให้ความหมายว่าเป็น อาคารที่มีหลายชั้นโดยอาจจะเป็นช้ันซ้อนลดหล่ัน หรือหลังคาลาดซ้อนลดหล่ันกัน หรือหลังคาซ้อน แล้วต่อ ด้วยยอดแหลม ภาพอาคารที่ประทับของกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนครที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน คือ ภาพหอนั่งของเจ้า พรหมาภพิ งษธาดา เจ้าผคู้ รองนครลาปางท่ี ๑๑ (พ.ศ. ๒๔๑๖ – ๒๔๓๕) ลักษณะเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้น ไม่สูงมากนัก หลังคาทรงคฤห์ที่ปีกนกด้านข้างคลุมลงมาต่ามาก ผนังกรุเป็นช่องลูกฟัก หน้าต่างและประตูมี ขนาดเลก็ เมอ่ื เทียบกบั ตวั อาคาร ทาเปน็ ซมุ้ ปราสาท ไมม่ ีบันไดขึ้นถาวร ทั้งนี้แม้จะไมม่ ขี อ้ มลู มากนักท่ีจะระบรุ ปู แบบพลับพลาทพ่ี ญาเมืองแก้วถวายให้เป็นหอไตรวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ทว่าคงมีรูปแบบที่ไม่ต่างออกไปจากหอน่ังของเจ้าพรหมาภิพงษธาดา และรูปแบบอาคาร ดังกลา่ วก็ยังสามารถพบเหน็ ไดใ้ นปจั จุบนั
52 ตานานการสร้างพระไตรปฎิ กของครบู ากัญจนอรญั วาสมี าเถรในประวัติวดั สงู เมน่ ระบุหอไตรท่ที า่ นสร้าง มรี ปู แบบมณฑป ดังน้ี “...ถึงยามดีรุ่งเจ๊า พ่อเจาอินทราชราจาก็นาครูบาเข้าสู่ เวียงโกศัย คนท้ังหลายก็เข้ามากราบไหว้ครูบนต๋นยศใหญ่ที่วัดข่วงแก้ว ศรีจุ๋มเป็นปี จังหวัดศ. ๑๑๔๑ (พ.ศ. ๒๓๒๒) ยามนั้นพ่อเจ้ามักใคร่สร้างมณฑปไว้ประดิษฐานพระถะรัยปิฎะท่ีวัดสุ่งเม่น เมืองมานด้านใต้ จ่ิงมีราช อาญาวางหอ้ื แก่ต้าวแสนจิตตะปญั ญารบั ราชโองการกับด้วยหมื่นวัด ออกไปจั๋กจวนป่าวร้องเอาก๋ันเข้าป่าตัดไม้ มาแป๋งมณฑป แล้วเกณฑ์เอาพวกอยู่มาเถิงเดือน ๘ เพ็ง ตกปีใหม่แล้ว ศักราชได้ ๑๑๕๗ ตัว ปีกาเม้า อาชญา เจ้าอัตถวรปัญโญอสาหั้นแล รวมสูงคั้งตีนธรณีข้ึนเถิงยอดมี ๙ วา ๑ ศอก แล้วท่านก็ได้ประจุยังธาตุอรหันตา เจ้าไวใ้ นท่ีนน้ั มี ๒๐ องค์กบั พระพทุ ธรปู เจา้ องคห์ นึง่ เถิงวันเดอื น ๕ ข้ึน ๓ คา่ เมง็ วนั อังคาร ยามกองแล ท่านก็ ได้ขึน้ กางฉัตรแล...” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๒ หน้า ๘๕๓ วนั ท่ี ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ระบุหอไตรวัดนันทคีรีก็มีรูปแบบเป็นมณฑปเช่นกัน ดังว่า “...จัดการสร้างหอไตรในวัดนันทคีรีหลัง หน่งึ ทาเป็นรปู มณฑป ๔ ดา้ น กว้างดา้ นละ ๒ วา พืน้ และฝาใชไ้ มต้ ะเคยี น เสาไมเ้ ตง็ หลังคามุงกระเบ้ืองไม้ยม และลงรักปิดทองแล้วเสร็จ” มณฑปนี้ ศพั ทานุกรมโบราณคดี ของกรมศิลปากร (๒๕๕๐, หน้า ๔๐๓) ให้ความหมายว่าเป็นอาคาร ส่ีเหลย่ี มจตั รุ สั สร้างขึน้ เพ่ือประดิษฐานส่ิงที่ควรเคารพ เช่น พระพุทธรูป พระพุทธบาท อาจจะมีลักษณะคล้าย บุษบกแต่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถเข้าไปใช้สอยพื้นที่ด้านในได้ มณฑปอาจมีรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น มี หลงั คาซอ้ นเป็นชนั้ ลดหล่ันกนั ขึ้นไป หรอื มีหลังคาซ้อนเป็นชน้ั ต่อด้วยยอดแหลม เป็นต้น ท้ังน้ีหอไตรที่สร้างในวัดสูงเม่น จังหวัดแพร่ และวัดนันทคีรี จังหวัดน่าน ซ่ึงระบุว่าเป็นมณฑปน้ัน คง เป็นอาคารไม้ในผังรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส หลังคาทรงปั้นหยาท่ีซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป ๒-๓ ช้ัน ก่อนจะต่อด้วยปลี ยอด อยา่ งหอไตรวดั ดวงดี จงั หวดั เชยี งใหม่ และหอไตรวัดนาเตา จงั หวัดนา่ น เปน็ ต้น ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๒๗ หนา้ ๔๕๗ วนั ที่ ๑๒ มถิ ุนายน ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ระบุหอไตรวัดสันกาแพงว่ามีรูปแบบคร่ึงตึกครึ่งไม้ ดังว่า “...จัดการสร้างหอไตรขึ้นหลังหนึ่ง กว้าง ๓ วา ยาว ๔ วา เป็น ๒ ชั้น ช้ันล่างก่ออิฐถือปนู ๔ ด้าน ช้นั บนทาด้วยเคร่ืองไม้จริง ระเบียงรอบลูกกรงเป็นไม้สัก สลักเป็นลายต่าง ๆ ฝาทาด้วยไม้สัก เขียนรูปเทวดาปิดทองรวม ๔ ด้าน หลังคาทาเป็นมุข ๔ ด้าน มีฉ้อฟ้า ใบระกาปดิ ทอง แลมงุ กระเบ้อื ง..” รูปแบบหอไตรแบบครึ่งตึกคร่ึงไม้น้ี พบทั่วไปในปัจจุบัน อาทิ หอไตรวัดช้างรอง วัดช้างสี จังหวัด ลาพูน เป็นต้น หอไตรวัดสันกาแพงในปัจจุบันก็เป็นอาคารคร่ึงตึกครึ่งไม้เช่นกัน คือด้านล่างก่ออิฐด้านบนเป็น เคร่ืองไม้ ห้องเก็บธรรมในตอนกลางมีระเบียงล้อมรอบ ทว่าโครงสร้างหลังคาท่ีระบุเป็นมุข ๔ ด้านน้ัน ไม่
53 ปรากฏแล้ว คงเป็นหลังคาทรงโรง คือหลังคาจ่ัวมีปีกนกโดยรอบ ส่วนตัวอย่างหนังคาท่ียกเป็นมุขท้ัง ๔ ด้าน อาจเป็นเช่นหอไตรวดั ดอกแดง วัดแมแ่ ก้ดหลวง จังหวดั เชยี งใหม่ เปน็ ต้น สรุป จากการศึกษาเอกสารโบราณล้านนาข้างต้น จึงพบรูปแบบหอไตร ๓ ประเภท คือ เป็นแบบ ปราสาท มณฑปส่ีเหลยี่ มจตั ุรสั และครึ่งตกึ ครง่ึ ไม้ทมี่ ีหลังคาเปน็ มุขทงั้ ส่ดี า้ น ๒.๒.๒ จำกกำรศกึ ษำจำกงำนวจิ ัยในปจั จุบัน จากงานวจิ ยั หอไตรทปี่ ระมวลไว้ขา้ งต้น พบว่างานวิจัยส่วนหน่ึงมีการจาแนกรูปแบบหอไตรไว้แล้ว ใน ระยะแรก ๆ ของการศกึ ษารปู แบบสถาปัตยกรรมหอไตรน้ัน มักใช้วัสดุในการสร้างเป็นเกณฑ์การแบ่งประเภท หอไตร อาทิ บุปผา เจริญทรัพย์ (๒๕๑๔) แบ่งไว้ ๓ ประเภท คือ หอไตรเรือนไม้ (มักสร้างกลางสระน้า) หอ ไตรคร่ึงปูนคร่ึงไม้สองชั้น ชั้นล่างเป็นปูนชั้นบนเป็นไม้ และหอไตรท่ีเป็นปูนทั้งหลังมีทั้งท่ีเป็นอาคารช้ันเดียว สองช้ัน และหลายชนั้ งานวิจัยต่อมา ได้กาหนดเกณฑ์รูปแบบอ่ืนเข้ามาเป็นตัวแบ่ง เช่น อดุลย์ เป็งกาสิทธ์ิ (๒๕๔๒) ใช้ เกณฑ์สถานที่ต้ังของหอไตรร่วมกับ รูปทรงหลังคา ลักษณะการมีระเบียงรอบห้องเก็บธรรม และวัสดุท่ีใช้ใน การสร้าง แบ่งหอไตรไว้ ๓ รูปแบบเช่นกัน คือ หอไตรช้ันเดียว (มีทั้งที่ยกใต้ถุนสูงแบบเครื่องไม้ที่สร้างอยู่บน พ้ืนดิน และกลางสระน้า และหอไตรแบบเครื่องก่อต้ังบนฐานสูงแบบฐานบัวหรือฐานเขียง) หอไตรสองช้ัน (มี ท้งั แบบหอสูงทีม่ ีระเบยี งโดยรอบและไมม่ รี ะเบยี ง ที่มรี ะเบียงมักมหี ลังคาซ้อนช้นั ดา้ นข้าง( และ หอไตรรูปแบบ พิเศษ เป็นหอไตรท่ไี มส่ ามารถจัดเขา้ กลุม่ ได้ อาทิ ทรงมณฑป เช่นหอไตรวัดดวงดี หรือรูปทรงแบบจีน เช่นหอ ไตรวัดช่างฆอ้ ง เป็นต้น สถาพร อรณุ วลิ าส (๒๕๓๔) ใช้รปู แบบสถาปัตยกรรมเป็นเกณฑ์ จัดแบ่งไว้ ๓ รูปแบบ คือ หอสูงแบบ ล้านนา มีอายุก่อนพุทธศตวรรษที่ ๒๕ หอไตรกลางน้าท่ีรับอิทธิพลจากภาคกลาง มีอายุต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี ๒๕ เป็นต้นมา และหอไตรรูปแบบพิเศษ อาทิ รูปทรงมณฑป ไม่สามารถกาหนดอายุท่ีแน่นอนได้ เนื่องจากมี การบรู ณะหลายครงั้ อาทิ หอไตรวัดดวงดี เป็นตน้ วัชรนิ ภรณ์ สนุ ธการ (๒๕๔๓) ได้เสนอเกณฑ์การใช้ห้องเก็บธรรมในการจัดแบ่งหอไตร เพิ่มเติมจากท่ี ใช้วัสดุการก่อสร้างและสถานที่ต้ังหอไตร โดยแบ่งไว้ ๓ ลักษณะ คือ แบบระเบียงล้อมรอบ มีชายคาปีกนกกัน ฝนสาด แบบระเบียงมขุ คือ มีมขุ ยื่นออกจากตัวอาคาร มีทัง้ ด้านหนา้ เพยี งอยา่ งเดยี ว หรอื ทั้งด้านหน้าและหลัง และแบบห้องทบึ มหี น้าต่างนอ้ ย ไม่นยิ มทาบันได ทงั้ นีส้ ามารถสรุปรูปแบบหอไตรทพ่ี บในงานวจิ ยั ได้ดังนี้
54 ช่ือ งำนวจิ ัย ประเภทหอไตร บบุ ผา เจรญิ ทรพั ย์ หอไตร ๑. เรือนไม้ท้งั หลงั ช้ันเดียว ๒. เรือนครง่ึ ตกึ ครึ่งไม้ สองชั้น ๓. ตึกทง้ั หลัง สถาพร อรุณวิลาส การศกึ ษาคติความเชือ่ และ ๑. หอสูง (เรือนไม้ท้งั หลงั กับเรอื นคร่งึ ตึกคร่งึ ไม้) รปู แบบหอไตรในภาคเหนือ ๒. หอไตรกลางนา้ ตอนบนของประเทศไทย ๓. รูปแบบพเิ ศษ อดุลย์ เป็งกาสทิ ธ์ิ การศึกษารปู แบบหอไตรใน ๑. หอไตรช้นั เดียว (ยกใต้ถุนสงู แบบเคร่ืองไม้ และหอ วฒั นธรรมลา้ นนา ไตรชั้นเดียวแบบเคร่ืองก่อ) ๒. หอไตร ๒ ช้นั ๓. หอไตรรูปแบบพิเศษ ศกั ดิช์ ยั สายสงิ ห์ หอไตรลาพนู ๑. หอไตรไมย้ กพ้ืนใตถ้ นุ สูง ๒. หอไตรตึกก่ออฐิ ถอื ปนู ผสมเคร่อื งไม้ อดุ ม รุง่ เรืองศรี สารานกุ รมวัฒนธรรมไทย ๑. หอไตรในนา้ แบบลา้ นนา ภาคเหนอื เล่ม ๑๔ ๒. หอไตรแบบฉบบั (ฝีมอื ช่างหลวง) ๓. หอไตรแบบพน้ื บา้ น ๔. หอไตรแบบพมา่ ๕. หอไตรแบบรตั นโกสนิ ทร์ วรพนิต พวงวงศ์ หอไตรในเขตอาเภอปา่ ซาง ๑.หอไตรไม้ทง้ั หลัง ชั้นเดียว กลางสระนา้ จังหวัดลาพูน ๒. หอไตรไม้ทง้ั หลงั สองชั้น กลางสระน้า ๓. หอไตรไม้ทั้งหลงั ยกพนื้ ใต้ถุนสงู ๔. หอไตรคร่ึงตึกคร่ึงไม้ ๕. หอไตรตึกทั้งหลัง ๑ ชั้น ๖. หอไตรตกึ ท้ังหลัง ๒ ชัน้ กลั ยารตั น์ ริมฝาย การศึกษารปู แบบทาง ๑. หอไตรแบบครึ่งตกึ ครึ่งไม้ สถาปัตยกรรมของหอไตร ใน ๒. หอไตรกอ่ อฐิ ถือปูนสองชัน้ เขตพืน้ ท่ีกาแพงเมอื งเชยี งใหม่ ๓. หอไตรกอ่ อฐิ ถือปูนช้ันเดยี ว รูปสี่เหลย่ี ม อาเภอเมือง ๔. หอไตรแบบไมช้ นั้ เดียว จังหวัดเชยี งใหม่ นฤทธิ์ ศรมณี การศกึ ษาหอธรรมในเขต ๑. คร่ึงตกึ ครึ่งไม้ ๑ ชัน้ อาเภอเมือง จงั หวดั ลาปาง ๒. ครงึ่ ตึกครึ่งไม้ ๒ ชน้ั ๓. แบบตึกทง้ั หลัง วชั รนิ ภรณ์ สุทธการ หอไตรในเขตอาเภอเมอื ง ๑. แบบระเบียงลอ้ มรอบ มีชายคาปกี นกกันฝนสาด อาเภอป่าซาง และอาเภอบ้าน ๒. แบบระเบียงมขุ คือ มีมขุ ย่ืนออกจากตัวอาคาร มี โฮ่ง จงั หวดั ลาพนู ทง้ั ดา้ นหนา้ เพยี งอย่างเดยี ว หรอื ทงั้ ด้านหนา้ และหลัง ๓. แบบหอ้ งทึบ มีหน้าต่างน้อย ไม่นยิ มทาบนั ได ตำรำงรปู แบบหอไตรทพ่ี บในงำนวิจยั
55 สรุป จากการศึกษาเอกสารโบราณล้านนาพบว่า ใช้เกณฑ์ผังอาคาร และรูปทรงหลังคาเป็นตัวเรียกหอไตร เช่น หอไตรแบบปราสาท หอไตรแบบมณฑปส่ีเหลี่ยมจัตุรสั และหอไตรแบบครึ่งตึกครึ่งไม้ท่ีมีหลังคาเป็นมุขท้ัง สีด่ ้าน สว่ นลการศึกษาจากเอกสารงานวจิ ัยในปัจจบุ ัน พบวา่ นยิ มแบ่งหอไตรตามวัสดุท่ีใช้ก่อสร้าง เป็น หอไตร ไม้ หอไตรคร่งึ ไม้ครึง่ ปนู (ด้านบนหอไตรเป็นเคร่ืองไม้ ด้านล่างหอไตรเป็นเครื่องก่อ) หอไตรปูน ต่อมามีการใช้ เกณฑ์อย่างอ่ืนเข้ามาช่วยวิเคราะห์ คือ สถานที่ต้ังของหอไตร รูปทรงหลังคา ลักษณะห้องเก็บธรรม (ว่ามี ระเบยี งแบบไหน) เปน็ ต้น เมอ่ื ผวู้ ิจยั จะทาวจิ ัยคร้ังน้ี จึงได้กาหนดเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแยกประเภทหอไตร โดยใช้วัสดุที่ใช้ก่อสร้างหอ ไตรเป็นหลัก (เคร่ืองไม้ เคร่ืองก่อ ผสม) ร่วมกับเกณฑ์การใช้สถานที่ต้ังหอไตร (บนน้า บนพ้ืนดิน และบน ดาดฟ้าอาคารหลังอื่น) และโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม ได้แก่ ผังอาคาร (ส่ีเหล่ียมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหล่ียมย่อเก็จ ตรีมุข และจัตุรมุข) ผังหลังคา (ทรงโรง ทรงคฤห์ ทรงจ่ัว ทรงปันหยา ทรงปราสาทหลังก๋าย และทรงซ้อนชั้น) ทั้งยังใช้ร่วมกับเกณฑ์ลักษณะห้องเก็บธรรมท่ีมีระเบียงแบบใด และจานวนช้ันซ่ึงมีต้ังแต่ ๑ ช้นั ถงึ ๔ ชั้น เพอื่ หาความสมั พนั ธ์ของเกณฑต์ ่างๆ แสดงในรูปแบบตารางไดด้ ังน้ี วสั ดุ ท่ตี ัง้ สถำปัตยกรรม ผังอำคำร ผงั หลังคำ ห้องเก็บธรรม จำนวน ชน้ั เครื่องไม้ บนน้า สี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงโรง ระเบยี งรอบ ๑ เคร่อื งก่อ บนดิน สเ่ี หล่ยี มจตั ุรัส ทรงคฤห์ ระเบียงหนา้ ๒ ผสม บนดาดฟา้ อาคาร สเ่ี หลี่ยมย่อเกจ็ ทรงจ่ัว ระเบียงหลงั ๓ ตรมี ุข ทรงปนั หยา ระเบียงหนา้ -หลัง จตั ุรมุข ทรงปราสาทหลังก๋าย ระเบยี งข้าง ทรงซอ้ นช้ัน ทึบ ตำรำงงเกณฑ์กำรแบง่ หอไตรทีใ่ ชใ้ นงำนวจิ ัยหอไตรล้ำนนำ ๒.๓ เอกลกั ษณ์หอไตรลำ้ นนำ จากการศึกษางานวิจัยข้างต้น เช่น บุบผา เจริญทรัพย์ พบว่าลักษณะของหอไตรของประเทศไทยใน แต่ละพื้นที่ มีรูปแบบ ขนาด การตกแต่ง ท่ีแตกต่างกันออกไป ข้ึนอยู่กับฐานะของผู้สร้าง สภาพ ส่ิงแวดล้อม ทางภูมศิ าสตร์ ทว่ี ดั น้ันตงั้ อยู่ และความนยิ มในรปู แบบของแต่ละทอ้ งถนิ่ สถาพร อรุณวิลาส พบว่าเอกลักษณ์ของหอไตรล้านนา เปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยในราวปลายพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๑ ลา้ นนานยิ มหอไตรยกพน้ื สูง มแี ผนผังเป็นส่เี หลยี่ มผืนผ้า อาจเป็นเรือนไม้ทั้งหลังหรือปลูกสร้าง แบบคร่ึงตึกคร่ึงไม้ก็ได้ ภายหลังพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ลงมา พบรูปแบบหอไตรล้านนาเป็นหอไตรกลางน้า ท่ี
56 ได้รับอิทธพิ ลจากภาคกลางของประเทศไทย ทง้ั น้ีทง้ั น้นั จิรศกั ด์ิ เดชวงศ์ญา วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ และยุวนาฏ วรมิศร์ เชอ่ื ว่าเอกลักษณ์ของหอไตรลา้ นนา เปน็ ดงั เช่นหอไตรวดั พระสิงห์ จังหวดั เชยี งใหม่ อดุลย์ เป็งกาสิทธิ์ ระบุหอไตรในช่วงเวลาล้านนาอยู่ภายใต้รัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็นยุคฟ้ืนฟู บา้ นเมอื ง (พ.ศ. ๒๓๑๗-๒๔๒๗) ยุคนพ้ี บวา่ หอไตรลา้ นนาเป็นอาคารไม้ยกใต้ถุนสูง มีท้ังหอไตรท่ีสร้างกลางน้า และบนพ้ืนดิน ต่อมาในยุคฟื้นฟบู า้ นเมอื งช่วงหลัง การสร้างหอไตรพบรูปแบบท่ีหลากหลายมากข้ึน มีท้ังท่ีเป็น อาคารทรงมณฑป และผังอาคารมีการเปลีย่ นแปลงรปู แบบจากทรงสี่เหล่ียมผืนผ้า เป็นจัตุรมุข ตรีมุข และเมื่อ ลา้ นนาเขา้ สู่การเปลีย่ นแปลงการปกครองแบบมณฑลภาคพายัพ (พ.ศ. ๒๔๒๗- ๒๔๔๒) ท่ีมีความผันแปรทาง การเมืองการปกครอง และมีการเข้ามาของชาวอังกฤษ ชาวพม่า เพ่ือเข้ามาทาสัมปทานป่าไม้ ในภาคเหนือ จานวนมาก สง่ ผลให้รูปแบบของหอไตร มีความเรียบง่ายและมีการผสมผสานศิลปะพม่า ศิลปะจีน และศิลปะ ตะวนั ตก ภายหลังทีม่ ีการเปลย่ี นแปลงเปน็ มณฑลพายัพแลว้ ประกอบกับท่ีได้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ทั่วประเทศ ได้เน้นการบูรณะเป็นส่วนใหญ่ เป็นการสร้างโดยพระสงฆ์หรือพระเถระท่ีมีชื่อเสียง นาเอาลักษณะศิลปกรรม ของภาคกลางมาใช้ ส่วน กัลยารัตน์ ริมฝาย ท่ีศึกษาหอไตรในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ภายในเขตพื้นท่ีกาแพงเมือง เชียงใหม่รปู ส่ีเหล่ียม อาเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่ มหี อไตรแบบคร่ึงตึกครึ่งไม้มีมากท่ีสุด รองลงมาเป็นหอไตร ก่ออฐิ ถอื ปูนชนั้ เดยี ว และแบบไม้ชั้นเดียว ขณะท่ี เกรียงไกร ใจคา ศึกษารูปแบบศิลปกรรมลวดลายหน้าบันหอ ไตร ในเขตกาแพงเมืองเชียงใหม่ พบว่า นิยมประดับลวดลายด้วยกระจกจืน อันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ ในช่วงของครูบาศรีวิชัย สามารถแบ่งกลุ่มได้เป็น กลุ่มที่มีอายุ ๑๐๐ ปีขึ้นไป คือวัดพระสิงห์ กลุ่มที่มีช่วงอายุ ต้ังแต่ ๒๐ ปีข้ึนไป แต่ไม่เกิน ๑๐๐ ปี มีวัดเชียงหมั้น วัดล่ามช้าง วัดบ้านปิน วัดทรายมูลเมือง วัดป่าพร้าวใน วดั ฟอ่ นสร้อย และวัดพนั เตา และกลุ่มทมี่ ชี ว่ งอายทุ ี่ต่ากวา่ ๕๐ ปลี งมา คอื วัดหม่นื ลา้ น วัดควรคา่ มา้ วัดเมธงั เช่นเดียวกับ ณัชชา กาญจน์กนกพร ท่ีศึกษาลวดลายประดับหน้าบันหอไตรวัดในเขตอาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ก็พบว่าใช้ลายพันธุ์พฤกษา ที่เป็นลายเครือเถาหรือลายก้านขด ลายดอกไม้ที่นิยมมากท่ีสุด ซ่ึงเป็นข้อสรปเดียวกับณัฐพงศ์ สมยานะ ท่ีศึกษาหอไตรในจังหวัดลาพูน พบว่ารูปแบบศิลปกรรมในพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๔ ช่วงที่มีการฟน้ื ฟบู า้ นเมอื งใหม่ มกี ารใช้ลายพนั ธุ์พฤกษามากทสี่ ุด ชัยชาญ คุณธรรมพิสิฐ ศึกษาลวดลายปิดทอง ประดับตกแต่งหอไตร จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าฝาห้อง เกบ็ ธรรมมักทาลวดลายราชวตั ิ หมายถึงการล้อมรวั้ ชนดิ ลวดลายทพี่ บมากที่สดุ คอื ลายประดิษฐ์ เช่น ลายดอก พุดตาน ลายรักร้อย ลายประจายาม เทคนิคและวัสดุที่ใช้ในการตกแต่งและเทคนิคและวัสดุที่ใช้มากที่สุดจะ เป็นแมพ่ มิ พฉ์ ลุลาย นฤทธ์ิ ศรมณี ศึกษาหอไตรในเขตอาเภอเมือง จังหวัดลาปาง พบว่ามีความหลากหลายทั้งแบบครึ่งตึก คร่ึงไม้ ๑ ชน้ั เป็นแบบคร่งึ ตึกคร่ึงไม้ ๒ ชั้น และเป็นแบบตึกท้ังหลัง ( ก่ออิฐถือปูน ) แต่ท้ังหมดมักใช้ลวดลาย พันธพ์ุ ฤกษาในการประดบั ตกแตง่ ในการประดบั กระจกและทาสี
57 วัชรินภรณ์ สุทธการ, วรพนิต พวงวงศ์ และนวพล จักรเกษตร ศึกษาหอไตรในจังหวัดลาพูน พบว่า ลักษณะแบบแผนของหอไตรที่สร้างมี ๒ รูปแบบใหญ่ คือ จะเป็นอาคารยกพื้นสูง มีขนาดใกล้เคียงกันไม่ใหญ่ ไม่เล็กไปกว่ากันมากนัก แผนผังที่นิยมใช้เป็นสี่เหล่ียมผืนผ้า มีระเบียงด้านหน้า หรือทุกด้าน ห้องเก็บคัมภีร์ นยิ มทาเป็นห้องทึบ นิยมสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพราะถือเป็นทิศมงคล ลักษณะหลังคาท่ีพบมาก ที่สดุ คือหลงั คาทรงคฤหแ์ บบลดช้ันหลังคา การประดับป้านลมเป็นลักษณะนาคปิดหัวแปเป็นอิทธิพลท่ีได้รับมา จากภาคกลาง ลกั ษณะหนา้ บันแบบผนงั หุม้ กลอง ลวดลายเครือเถา และเป็นอาคารผสม ที่ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน สว่ นตัวอาคารชน้ั บนเป็นเคร่ืองไม้ มซี อ้ นช้ันหลังคา นยิ มทาเครื่องไม้ด้วยสีแดงชาด หน้าบันเป็นไม้แกะสลักปิด ทองประดบั กระจกลายเครอื เถา ไม่ปรากฏลายเทวดาหรือสัตวห์ ิมพานต์ จากงานวจิ ยั ข้างตน้ สรปุ เอกลักษณ์ของหอไตรล้านนาได้ดังนี้ ๑. ไม่ว่าจะเป็นอาคารท่ีสร้างจากวัสดุใด มักมีหลังคาที่มีโครงสร้างจั่วเป็นหลัก อาจมีหลังคาปีกนก ดา้ นขา้ งท้งั สองขา้ ง หรือมีสว่ นหลังคาปกี นกโดยรอบก็ได้ ๒. มหี อไตรวดั พระสงิ ห์ เปน็ ตน้ แบบ ๓. ผังอาคารเป็นส่ีเหลีย่ มผนื ผา้ ๔. มีขนาดไม่ใหญม่ ากนกั ๕. ประเภทของลวดลาย เปน็ ลวดลายพันธพ์ ฤกษาทีห่ น้าบัน ลายราชวัตรทผี่ นังหอ้ งเก็บธรรม ๖. เทคนิคการประดับลวดลาย ใชเ้ ทคนคิ การลงรกั ปิดทองลายคา และเทคนคิ การขูดขดี ๒.๔ ประเภทลวดลำยประดบั หอไตรล้ำนนำ ๒.๔.๑ ลำยกนก เป็นต้นแบบของลวดลายอ่ืน ๆ พลิกแพลงผูกลายได้หลากรูปแบบ มักจะผูกเขียนอยู่ในรูปสามเหล่ียมมุมฉาก ลายกนกที่พบในล้านนา โดยท่ัวไป มักเป็นลายกนกที่มีหัวม้วนโค้งเกือบเป็นเลขหน่ึงไทย (๑) มีรอย บากท่ีหัวกนกและวงโค้ง ไม่มียอดแหลมเป็นเปลว เช่นท่ีกรอบซุ้มจระนา เจดีย์วัดมหาพล (กู่กุด) จังหวัดลาพูน ที่มีอายุย้อนกลับไปได้ราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๗ ลายผกั กดู หรือผกั กาดกเ็ รยี ก ต้นแบบกนกชนิดหัวม้วนโค้งนี้ สันติ เล็กสุขุม (๒๕๓๘, หน้า ๑๘๓) มีความคดิ เห็นว่าน่าจะมาจากกนกในศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา
58 ตอนต้น ซ่ึงรับมาจากศิลปะพุกามอีกทอดหน่ึง ส่วนมารุต อมรานนท์ (๒๕๒๔, หน้า ๑๘๓) มีความคิดเห็นว่า น่าจะมตี น้ แบบมาจากเครอ่ื งถ้วยในศิลปะจีน ในพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ พบวา่ กนกล้านนามีวงโค้งที่เพรียวบางมากขึ้น เช่น งานประดับท่ีเจดีย์วัดอุ้มโอ หรือเจดีย์แปดเหล่ียม วัดสะดือเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมากนกที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ในปลายพุทธ ศตวรรษท่ี ๒๐ ได้เพ่ิมความพลิ้วไหว บอบบางมากยิ่งข้ึน หัวกนกก็สะบัดปลายแหลมพลิ้วไปมา ผสมกับลาย เครือเถาจนกลายเปน็ ลกั ษณะใบไม้ รอยบากที่แต่เดิมเกิดจากการขมวดหัวกลายเป็นการบากร่องวงโค้ง นั่นทา ใหค้ ล้ายกับภาพเขยี นบนเครือ่ งถ้วยจนี มากข้นึ กนกชนิดนี้ สืบเนื่องต่อกันลงมาถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เช่น ลายกนกท่ีวัดหนองจริน จังหวัด เชยี งใหม่ หรือลายกนกท่ีวดั ปนั สาด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นตน้ ที่มรี อยบากหัวกนกคอ่ นข้างถ่ี ตอ่ มาในปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๓ กนกล้านนาเน้นหัวกนกให้ใหญ่ข้ึน มีรอยหยักมากข้ึน โดยเฉพาะที่ ส่วนด้านหน้า และปลายคอ่ นข้างยาวสะบัดพล้ิวมากขนึ้ เชน่ กนั โดยรับอิทธพิ ลศิลปะพม่า คร่ึงหลังพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ ที่ล้านนารับอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ พบลายกนกเปลวเพลิงและลาย กนกสามตัวแบบกรุงเทพฯ ในล้านนามากขึ้น และส่งอิทธิพลต่องานศิลปะล้านนาเพ่ิมมากขึ้นเร่ือย ๆ ในสมัย ต่อไป ท้ังนี้ลายกนกเปลวเพลิงนั้น สันติ เล็กสุขุม (๒๕๓๒, หน้า ๗๑) อธิบายว่าพบมาต้ังแต่ครั้งสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยอยุธยาตอนปลาย น ณ. ปากน้า อธิบายว่าเป็นลายไทยอันเลื่อนไหลเป็นเปลวไฟ (๒๕๕๐, หนา้ ๑๖๓) พบทีว่ หิ ารโคมคา วัดพระธาตุเสด็จ จังหวดั ลาปาง ๒.๔.๒ ลำยพนั ธ์ุพฤกษำ ลายเครอื เถา หนา้ บันหอไตรวดั ชมพนู ชุ เชยี งใหม่ เปน็ การเลยี นแบบลักษณะพนั ธุ์ไม้ ดอกไมท้ พี่ บเหน็ ในธรรมชาติ มักเป็นลวดลายประเภทลายเครือเถา ลายชอ่ ดอกไม้ สาหรับลายเครือเถา เปน็ ลายของก่งิ ก้านและใบ ทเ่ี กาะเกี่ยวกระหวดั รัดกนั เป็นเครือเป็นเถาเต็มพ้ืนที่ เน้นท่ีกา้ นและใบ ไม่เนน้ ดอก ต่างกบั ลายช่อดอกไม้ที่เน้นดอกไมข้ นาดใหญใ่ นตอนกลางของลาย
59 ในต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ลายพันธ์ุพฤกษาเป็นท่ีนิยมของช่างปูนป้ันล้านนาอย่างมาก ผลงานอันโดด เด่นที่ปรากฏข้ึนในระยะเวลาดังกล่าว ได้แก่ ปูนปั้นประดับเจติยวิหารวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ฝีมือช่าง สมัยพญาติโลกราช ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน โดยเฉพาะลวดลายที่ปรากฏในเคร่ืองถ้วยจีน สมัยราชวงศ์ หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๒ – ๑๙๑๑) และราชวงศห์ มิง (พ.ศ. ๑๙๑๑ – ๒๑๘๗) ได้แก่ ลายช่อดอกบัว ช่อดอกโบต๋ัน และช่อดอกเบญจมาศ ภายหลังเรียกลายประเภทนวี้ า่ “ลายเครอื ลา้ นนา” สถาบันวิจยั สงั คม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ (๒๕๒๖, หน้า ๑๐๘) วิเคราะห์ลักษณะลวดลายเหล่านี้ว่า มี การนาเอาลวดลายจากเครื่องถ้วยจีนมาต่อกันให้เล้ือยกันไปตามแนวยาว เช่น แบบท่ีใช้ประดับบริเวณขอบ หรือดา้ นในภาชนะต่อกนั เป็นวงกลม ต่อมาใช้ประดับซุ้มโค้งต่าง ๆ ภายหลังลายเครือนี้ กลายเป็นลายพื้นฐาน ที่พบในงานศิลปกรรมลา้ นนาทวั่ ไป ๒.๔.๓ ลำยดอกไม้ ปรากฏมาแล้วต้ังแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ท่ีเจดีย์วัดป่าสัก เชียงแสน จังหวัดเชียงราย และพบ เร่อื ยมากระท่งั ในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๑ เช่น ลายดอกบวั ลายดอกโบตน๋ั เป็นต้น ดอกบัวน้ันเป็นดอกไม้ช้ันสูงและดอกไม้ประจาฤดูร้อนของจีน เป็นดอกไม้มงคลหนึ่งในแปดอย่างบน รอยพระพุทธบาท และมักใช้แสดงความหมายของสวรรค์ ส่วนดอกโบตั๋นท่ีมีกลีบบานอยู่รอบไส้วงกลม มีกลีบ ห้อยลงมาด้านลา่ ง เป็นดอกไม้มงคลประจาฤดูใบไม้ผลิของจีน เป็นสัญลักษณ์ของความสง่างาม ความโดดเด่น ความเป็นเลศิ ทงั้ ทางความงามและความสามารถ รา่ รวยม่ังคั่ง ในพุทธศตวรรษท่ี ๒๒ ลายดอกไม้จะเน้นลายดอกบัวบาน ในพุทธศตวรรษท่ี ๒๓ ลายดอกบัวบาน ได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก พบในส่วนของหน้ากระดานเป็นส่วน ใหญ่ ทส่ี าคญั มีลกั ษณะเปน็ ดอกบัวประดิษฐ์มากขึ้นคล้ายลายช่อทรง พมุ่ ของศลิ ปะอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึง ครึ่งแรกของพุทธศตวรรษท่ี ๒๕ ยังมีลายดอกบัวตูมท่ีได้รับอิทธิพล ศลิ ปะรัตนโกสนิ ทร์คลา้ ยลายใบเทศ อย่างไรกต็ ามลายลกั ษณะน้ีก็พบ ในพมา่ เช่นกนั ๒.๔.๔ ลำยหมอ้ ดอกหรอื ลำยหม้อปรู ณฆฏะ ลายดอกพุดตาน หนา้ บันหอไตรวัดทรายมลู เมอื ง เชยี งใหม่ เป็นลวดลายรูปแจกันใส่ดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง สมบรู ณ์มาแต่ยุคสมัยหริภุญชัย ลายหม้อปูรณฆฏะ ท่ีโดดเด่น พบที่วิหาร จามเทวี วัดปงยางคก อาเภอห้างฉัตร จังหวัดลาปาง เป็นต้น นิยมกันใน ล้านนาชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒
60 ลายหมอ้ ปูรณฆฏะ หนา้ บนั หอไตรวัดเจา้ ทนั ใจ ลาปาง ๒.๔.๕ ลำยใบไม้ ปรากฏอยู่ร่วมกับลายดอกไม้ มาตั้งแต่พุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ทางล้านนานิยมทาเป็นรูปใบที่มีหยักลึก มากจนคล้ายกับรูปทรงสามเหล่ียมซ้อนกัน มีปลายเรียวแหลม และมีลายใบไม้ท่ีเรียกว่าลายยอดเครือเถา มี ลักษณะคล้ายยอดไม้ที่แหลมปลายสะบดั แตกยอดออกมาในตอนกลางของปลายก้านท่ีแยกออกมาท้ังสองข้าง ตอ่ ไปลายยอดเครอื เถาน้ีจะเปน็ ที่นิยมมากขน้ึ ในลา้ นนา โดยในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ พบลายใบไมร้ ูปคล้ายกับรูป สามเหลี่ยมซ้อนกนั มีปลายเรยี วแหลม ปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๓ ลายใบไม้ล้านนาจะกลายเป็นลายใบไม้แบบฝรั่ง เช่น ลายใบอะแคตัส หรือ ใบมะกอก เป็นต้น และกลายเป็นลายประดิษฐ์มากข้ึนในพุทธศตวรรษที่ ๒๕ อย่างท่ีพบในงานสมัย รตั นโกสินทร์ ๒.๔.๖ ลำยพมุ่ ข้ำวบิณฑ์ เปน็ ลายสมยั อยุธยาตอนปลาย ต่อมาได้พัฒนาเป็นลายสาคัญ ในสมัยรัตนโกสินทร์ แพร่เข้ามาล้านนาในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ลายพุ่ม ข้าวบิณฑ์มาจากลายพุ่มท่ีทาด้วยดอกไม้สด ภายในบรรจุข้าวสุกและ อาหารหวานคาว ตอนบนและล่างของลายเขียนเป็นรูปกระจังใบเทศ รอบนอกประกอบด้วยแขง้ สิงหต์ ่อ ๆ กัน เชน่ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ที่วิหาร โคมคา วัดพระธาตเุ สดจ็ จังหวดั ลาปาง เปน็ ตน้ ๒.๔.๗ ลำยเทพนม ลายพมุ่ ขา้ วบณิ ฑ์ หน้าบันหอไตรวัดหัวเวยี งใต้ นา่ น เปน็ ลวดลายเทวดาประนม มือ มักเป็นเทวดาคร่ึงองค์ ในกรอบรูปส่ีเหลี่ยมขนมเปียกปูน ปรากฏมาต้ังแต่สมัยสุโขทัย และอยุธยา ลายเทพนมนี้พบท่ีหน้า บันวิหารในจังหวัดน่านและ แพร่เป็นจานวนมาก ได้รับอิทธิพล จากลายเทพนมของ กรุงเทพฯ ลายเทพพนม หนา้ บนั หอไตรวัดป่าตึง เชียงใหม่
61 บทท่ี ๓ กำรวเิ ครำะหล์ กั ษณะสถำปัตยกรรมหอไตรลำ้ นนำ (๒๒๑ หลงั ) ในบทนี้ จะไดน้ าเสนอหอไตรทีผ่ วู้ จิ ัยลงพื้นท่ีสารวจทั้ง ๒๒๑ หลัง ว่ามีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเช่น ไรบ้าง และไดว้ ิเคราะหค์ วามสมั พันธ์ทางสถาปัตยกรรมแต่ละหลัง โดยนาเสนอในรูปแบบตารางการวิเคราะห์ ๓.๑ ขอ้ มูลเกยี่ วกบั กำรมีอยจู่ ริงของหอไตรลำ้ นนำ ก่อนลงพ้ืนที่สารวจจริง ผู้วิจัยได้สารวจเอกสาร ได้แก่ หนังสือประวัติวัดท่ัวราชอาณาจักร ของกรม ศาสนา เอกสารทางราชการของกรมศิลปากร รวมถึงรายงานการวิจัยเร่ืองหอไตรของนักศึกษามหาวิทยาลัย ต่างๆ และวา่ ในพ้นื ท่ีใดมหี อไตรอยู่บา้ ง ปรากฏข้อมูลดังตารางด้านล่างน้ี ๑. เชยี งใหม่ รายช่ือวดั อาเภอ จานวน ป่าลาน ศรีทรายมูล สบรู้ โพธท์ิ องเจรญิ รงั สสี ุทธาราม สิรมิ งั คลาราม ดอกแดง ป่าฝาง ยางทอง สนั ตน้ ม่วงใต้ จอมทอง ๓ เกตการาม กูค่ า ชยั ศรีภูมิ ท่าใหมอ่ ิ ชา่ งฆ้อง ดวงดี บุพพาราม ปา่ แดด ป่าพรา้ วนอก ดอยสะเก็ด ๗ บ้านท่อ พวกแต้ม พระเจ้าเม็งราย ป่าตัน ฟา้ ฮ่าม มหาวัน ศรบี ุญเรอื ง อู่ทรายคา เมือง ๓๐ พระสิงห์ ฟ่อนสร้อย เมธัง เมืองกาย ศรีสุพรรณ หมืน่ สาร แสนฝาง หมืน่ ลา้ น อปุ คุต ข่วง สิงห์ ดอนจนั่ เมอื งลงั ป่าช่ี แม่รมิ ๓ พระนอนขอนม่วง สนั โปง่ ชมพูนชุ แม่แตง ๑ แมแ่ ตง สะเมิง ๑ ทา่ ศาลา สารภี ๑๗ กู่แดง ต้นผง้ึ ต้นยางหลวง หนองแฝก ต้นเหยี ว ปา่ แคโยง กเู่ สอื เทพาราม ป่าบงหลวง สันกลาง บวกครกใต้ บวกครกเหนือ ปา่ เด่ือ ศรคี าชมพู สันคือ ทา่ ต้นกวาว ปากเหมือง สนั กาแพง ๖ สันกาแพงหลวง บ้านมอญ ป่าตึง ปา่ สกั นอ้ ย สนั โคง้ เกา่ หนองโคง้ สันทราย ๑๔ ปา่ แดด ท่าเกวยี น สนั พระเนตร เมืองเลน เมืองขอน แม่แก้ดน้อย สันทรายหลวง หวั ฝาย สันป่าสกั เมืองวะ ปา่ เหมือด แม่แกด้ หลวง ร้องส้าน ปา่ เลยี ง สันป่าตอง ๙ กว่ิ แลหลวง อเุ ม็ง ทา่ โป่ง ศรีเกดิ สันป่าตอง กอ่ เกา๊ บุบผาราม สันห่าว หัวรนิ แมว่ าง ๙ จาลอง ดอนเปา อมั พาราม พันตน ศิรชิ ยั นมิ ิต แสนคันธา ชัยมงคล ปา่ แดด ดอนชยั หางดง ๓ ขนั แก้ว หางดง ท้าวบุญเรอื ง รวม ๑๐๓ ๒. ลาพนู
62 อาเภอ จานวน รายชอื่ วัด ทุง่ หวั ช้าง ๑ หัวขวั บ้านโฮ่ง ๓ ดงฤๅษี ปา่ ป๋วย ป่ายาง ป่าซาง ๑๑ ปา่ สเี สียด ฉางขา้ วนอ้ ยเหนือ ป่าซางงาม น้าดิบ หนองเงือก หนองเกดิ ป่าเหยี ง (กองงาม) เวยี งหนอง ๔ แม่แรง สนั กาแพง บา้ นก้อง ดอนหลวง ล่อง ๒๑ เวียงหนองลอ่ ง ร้องธาร ตน้ ผึง้ วงั สะแก เมอื ง ชัยมงคล ซ่างฆ้อง ชา้ งรอง ช้างสี ธงสัจจะ เชตะวัน ปา่ ขาม มหาวนั ลา่ มชา้ ง หมูเปงิ้ ๒ บา้ นหลุก ประตปู า่ ป่าซางงาม ป่าแดด ปา่ ยาง พระธาตุหริภุญชัย ศรเี มืองยู้ สวนดอก แมท่ า ๒ แม่สารบา้ นตอง สนั ตน้ ธง สนั ดอนรอม ลี้ ๔๔ ดอยสารภี ทาปลาดุก รวม บา้ นแวน ลห้ี ลวง ๓. ลาปาง จานวน รายชือ่ วดั อาเภอ ๓ พระธาตุลาปางหลวง บ้านเหนือ ศาลาหลวง ๑๑ ท่าคราวน้อย ทุ่งมา่ นใต้ ประตปู ๋อง พระเจ้าทันใจ ปงสนุกเหนือ เมอื งศาสน์ ศรบี ุญโยง เกาะคา ๑ ชา่ งแต้ม ปงสนุกใต้ ทา่ โทก พระบาท เมอื ง ๑ หลวงเมอื งปาน เมืองปาน ๑ แม่พริกล่มุ แมพ่ ริก ๑๗ อมุ ลอง เถนิ รวม ๔. เชยี งราย ครง่ึ ใต้ รายชื่อวดั อาเภอ จานวน งว้ิ ใหม่ ม่วงชุม อดุ มวารี เชยี งของ ๑ เจ็ดยอด เทิง ๑ ถ้าเสาหิน สนั นา แม่สาย พาน ๒ เมอื ง ๑ แม่สาย ๓ รวม ๘ ๕. แพร่ จานวน รายช่อื วัด อาเภอ ๑ เชตวนั ๑๐ ชัยมงคล ท่งุ โหง้ ใต้ พระนอน ท่งุ โห้งเหนอื พงษ์สุนันท์ พระบาทมงิ่ เมือง ศรีบุญเรอื ง ลอง ๑ เมธังกราวาส ศรีชุม หลวง เมือง พระหลวง ดอนมลู
63 สงู เมน่ ๒ เขื่อนคาลอื รอ่ งกาดใต้ รวม ๑๔ ๖. นา่ น รายชอ่ื วัด อาเภอ จานวน ทา่ วงั ผา ๑ ฝายมูล ปัว ๑ ราชสีมา เมือง ๑๒ เจดยี ์ ชา้ งเผือก พระธาตชุ า้ งค้า หวั เวียงใต้ ภมู ินทร์ มิง่ เมอื ง ศรพี นั ต้น หวั ขว่ ง อรญั ญาวาส มณเฑยี ร นาปัง มว่ งใหม่ แม่จรมิ ๑ พรหม เวยี งสา ๕ ดอนไชยพระบาท ตาลชมุ บุญยนื นาเหลอื งนอก ป่าสัก รวม ๒๐ ตารางวดั ทมี่ หี อไตรตามท่ปี รากฏในทะเบียนวดั ทัว่ ราชอาณาจักรและรายงานการวจิ ัย เมื่อลงพน้ื ท่สี ารวจจริงกลบั พบว่า บางวัดไดร้ ้อื หอไตรไปแล้ว บางวดั มกี ารสร้างใหม่ และท่ีสารวจพบ เพ่ิมเติมมอี ีกจานวนหนงึ่ ปรากฏดังตารางด้านลา่ งนี้ ๑. เชยี งใหม่ รายชื่อวัด อาเภอ จานวน ดอกแดง รังสสี ุทธาวาส ศรมี ุงเมือง สริ ิมังคลาราม เกตการาม กู่คา เมืองกาย ชยั ศรภี มู ิ แสนฝาง (หลังเดิม) แสนฝาง (หลงั ใหม)่ อู่ทรายคา จอมทอง ๐ ทา่ ใหม่อิ ปา่ แดด ปา่ พรา้ วนอก บ้านท่อ ป่าตัน บุพพาราม อุปคตุ ชา่ งฆ้อง มหาวัน ดอยสะเก็ด ๔ พระเจ้าเมง็ ราย พวกแตม้ ฟอ่ นสรอ้ ย เมธงั พระสงิ ห์ ทรายมลู เมอื ง ฟา้ ฮ่าม ศรีบุญเรือง เมือง ๓๕ ดวงดี หมืน่ ล้าน ปา่ พร้าวใน ศรีสุพรรณ หม่ืนสาร (หลังเดิม) หม่นื สาร (หลังใหม)่ เชียงมน่ั แม่รมิ ๓ ดอกเออื้ ง บ้านปิง ป่าแดงหลวง สันปา่ เลยี ง ชมพูนุท สันโป่ง พระนอนขอนมว่ ง
64 แม่แตง ๐ กู่แดง หนองแฝก กู่เสอื ตน้ เหียว เวฬุวนั ตน้ ผงึ้ ต้นยางหลวง ศรคี าชมพู ปา่ บงหลวง สะเมิง ๐ เทพาราม บวกครกใต้ บวกครกเหนอื ป่าเด่ือ สนั กลาง นา้ โจ้ ปา่ แคโยง สนั คือ สารภี ๑๗ ป่าตงึ ป่าสกั นอ้ ย บา้ นมอญ สนั กาแพง สนั โคง้ ทรายมลู หนอโค้ง กอสะเลยี ม บวกคา้ ง ดอนปีน นา้ จา สันกาแพง ๑๑ แมแ่ กด้ หลวง สนั ป่าสกั ท่าเกวยี น ข้าวแทน่ นอ้ ย ป่าลาน หัวฝาย เมืองเล็น เมอื งวะ ป่าแดด ป่าเหมือด เมืองขอน สันพระเนตร สันทรายหลวง สันทราย ๑๓ กว่ิ แลหลวง ทา่ โปง่ ธรรมชยั ร้องขมุ้ หางดง ศรเี กิด สนั ปา่ ตอง อุเม็ง จาลอง ศิรชิ ยั นมิ ติ อัมพาราม พันตน แสนคนั ธา หลวงขนุ วนิ สนั ปา่ ตอง ๘ ขนั แก้ว เจรญิ ราษฎร์ ขนุ คงหลวง แม่วาง ๖ หางดง ๓ รวม ๑๐๐ ๒. ลาพูน จานวน รายชื่อวดั อาเภอ ๐ ดงฤๅษี ป่าปว๋ ย ห้วยกาน ท่งุ โปง่ ปา่ ยาง มว่ งโตน เหลา่ ยาว ๗ ฉางข้าวน้อยใต้ ฉางขา้ วนอ้ ยเหนือ (หลงั เดมิ ) ฉางขา้ วน้อยเหนือ (หลงั ใหม่) ปา่ ซางงาม ทุง่ หัวชา้ ง ๑๒ หนองหอย นา้ ดิบ ป่าสเี สียด หนองเกดิ ปา่ เหียง แมแ่ รง หนองเงือก สนั กาแพง บ้านโฮง่ ๕ ต้นผง้ึ ร้องธาร-ท่าลี่ วงั ผาง เวยี งหนองลอ่ ง อรณุ วิทยาวาส ป่าซาง ๒๔ ชยั มงคล ซา่ งฆ้อง ช้างรอง ชา้ งสี ธงสัจจะ พระธาตุหริภุญชัย มหาวัน สวนดอก เวยี งหนอง สันดอนรอม บา้ นก้อง บา้ นแปน้ ป่าซางนอ้ ย สนั มะโก บ้านหลุก ประตปู า่ ลา่ มชา้ ง ลอ่ ง ๓ หมูเปิ้ง หว้ ยยาบ มะเขือแจ้ พระยนื แมส่ ารบา้ นตอง ศรเี มอื งยู้ สนั ตน้ ธง หนองช้างคนื เมือง ๑ ดอยสารภี ทาปลาดุก ทาป่าสกั ๕๒ ลี้หลวง แม่ทา ลี้ รวม ๓. ลาปาง จานวน รายชอ่ื วัด อาเภอ ๔ พระธาตลุ าปางหลวง ลาปางกลางตะวนั ออก ดอยน้อย ไหลห่ ิน ๙ ปงสนกุ เหนือ ประตูปอ๋ ง ศรีบุญโยง ทา่ คราวน้อย บ้านเออ้ื ม ทุ่งม่านใต้-บอ่ หนิ เกาะคา เมอื ง
65 เมืองปาน ๐ พระเจา้ ทันใจ เมืองศาสน์ ม่อนกระทิง แมพ่ ริก ๐ แม่พริกลมุ่ เถนิ ๔ อุมลอง ล้อมแรด เวยี ง เหลา่ น้อย รวม ๑๗ ๔. เชียงราย ครงึ่ ใต้ ส้าน ดอนแก้ว รายชื่อวดั อาเภอ จานวน กลางเวียง เชียงของ ๓ กาสา แมค่ า เทงิ ๐ พาน ๐ เมอื ง ๑ แม่สาย ๐ แมจ่ นั ๒ รวม ๖ ๕. แพร่ จานวน รายชือ่ วัด อาเภอ ๑ ศรีดอนคา ๑๓ ศรีชุม พระนอน ชยั มงคล พงษ์สนุ นั ท์ พระบาทม่ิงเมือง เมธงั กราวาส ศรีบุญเรอื ง หลวง ลอง ๐ เหมอื งหม้อ กาซ้อง เหมอื งคา่ ทงุ่ โฮ้งใต้ ท่งุ โฮ้งเหนือ เมือง ๗ พระหลวง เขื่อนคาลือ นิวิฐศรทั ธาราม ร่องกาศใต้ สบสาย สูงเม่น (หลังเดิม) ดอนมูล ๒๑ สูงเมน่ (หลงั ใหม)่ สงู เมน่ รวม ๖. น่าน จานวน รายชอ่ื วดั อาเภอ ๐ ราชสมี า ๑ เจดยี ์ พระธาตชุ ้างค้า ช้างเผอื ก ดอนแกว้ พระเกิด พระเนตร ภมู นิ ทร์ ศรพี ันต้น หวั ขว่ ง ทา่ วังผา ๑๑ หวั เวยี งใต้ อรัญญาวาส ปัว ๐ ดอนไชยพระบาท (หลงั เดมิ ) ดอนไชยพระบาท (หลงั ใหม่) ตาลชมุ เมอื ง ๓ นาหวาย แมจ่ รมิ ๑ นาเตา เวียงสา ๑ ทุ่งน้อย นาปัง นาหม่นื ๒ นานอ้ ย ๑๙ ภเู พียง รวม ๗. พะเยา
66 อาเภอ จานวน แม่นาเรือ ลี ศรีโคมคา ภมู นิ ทร์ รายชือ่ วดั เมอื ง ๔ ปง ๒ หลวง ดอนไชยปา่ แขม รวม ๖ ตารางวัดท่มี ีหอไตรตามท่สี ารวจจริง ทงั้ นี้เมอ่ื นาข้อมูลจากเอกสารมาเปรยี บเทยี บกับขอ้ มูลทส่ี ารวจจริง จงึ ปรากฏเป็นตารางดงั น้ี ๑.เชียงใหม่ อาเภอ รอ้ื แล้ว ข้อมลู ใหม่ ไมม่ ขี อ้ มลู ไมไ่ ดส้ ำรวจ จอมทอง ป่าฝาง สันต้นม่วงใต้ ปา่ ลาน ศรที รายมลู สบรู้ ดอย เมอื งลัง ขว่ งสิงห์ ดอกเอื้อง ทรายมลู เมือง ยางทอง สะเกด็ เชยี งมน่ั บา้ นปงิ ดอนจนั่ ป่าซ่ี เมอื ง ปา่ แดงหลวง สันปา่ เลยี ง ป่าแดด ปา่ พร้าวใน แมแ่ ตง แมแ่ ตง ทา่ ศาลา สะเมงิ กอสะเลียม ดอนปีน สนั ทรายมูล น้าจา บวกคา้ ง สันหา่ ว หัวริน กาแพง ปา่ ลาน แม่แก้ดหลวง ทา่ ตน้ กวาว ปากเหมือง สัน หางดง ทราย ต้นผ้งึ เวฬวุ นั นา้ โจ้ ๑๓ สนั บบุ ผาราม กอ่ เก๊า ขนุ คงหลวง ละโว้ ปา่ ตอง เจริญราษฎร์ สารภี ๒๑ หางดง ท้าวบุญเรอื ง ข้อมูลใหม่ ไม่มีขอ้ มูล ไมไ่ ด้สำรวจ รวม ๘ ๒. ลาพูน อาเภอ รือ้ แล้ว
67 ทุ่งหวั ช้าง ดอนหลวง เหล่ายาว ทุ่งโป่ง ม่วงโตน หวั ขัว บ้านโฮ่ง วังสะแก หว้ ยกาน ไม่มีข้อมลู ไม่ไดส้ ำรวจ ฉางข้าวนอ้ ยใต้ หนองหอย ๑ ป่าซาง รอ้ื แลว้ อรณุ วทิ ยาวาส เวยี งหนอง ข้อมูลใหม่ ล่อง พระคงฤๅษี บา้ นแป้น หนองชา้ งคืน พระยืน อาเภอ มะเขือแจ้ สันมะโก เมือง ทาป่าสกั ๑๔ แม่ทา ล้ี บา้ นแวน รวม ๓ ๓. ลาปาง รอ้ื แล้ว ข้อมูลใหม่ ไม่มีขอ้ มูล ไม่ได้สำรวจ อาเภอ ศาลาหลวง ไหล่หนิ ดอยนอ้ ย บา้ นเหนือ ชา่ งแตม้ ปงสนุกใต้ ลาปางกลางตะวันออก ท่าโทก พระบาท เกาะคา วัดหลวงเมืองปาน บา้ นเออ้ื ม ๓ แม่พริกลมุ่ บา้ นเวยี ง บา้ นเหลา่ นอ้ ย ไม่มีข้อมลู ไม่ไดส้ ำรวจ เมอื ง ล้อมแรด เมืองปาน ๕ ๗ ๐ แม่พริก เถิน รวม ๔. เชียงราย ร้ือแล้ว ข้อมูลใหม่ อาเภอ ง้วิ ใหม่ บา้ นส้าน ม่วงชมุ อดุ มวารี ดอนแกว้ เชียงของ เจด็ ยอด พระแก้ว พระสิงห์ กลางเวยี ง เทิง มง่ิ เมือง พาน แม่สาย สนั นา กาสา แมค่ า เมือง ๙ ๕ แม่สาย แม่จัน รวม
68 ๕. แพร่ รอื้ แลว้ ข้อมลู ใหม่ ไม่มขี อ้ มูล ไมไ่ ดส้ ำรวจ อาเภอ เชตวัน ศรดี อนคา ๐ ๑ กาซ้อง ปทมุ เหมืองค่า ลอง เหมืองหม้อ เมือง ร่องกาศ สบสาย สูงเมน่ ๘ สูงเม่น รวม ๖. นา่ น รื้อแลว้ ขอ้ มูลใหม่ ไมม่ ีขอ้ มูล ไม่ได้สำรวจ อาเภอ ฝายมูล กู่คา มง่ิ เมอื ง มณฑียร พระเนตร ดอนแกว้ พระเกดิ ท่าวงั ผา ปา่ สกั นาเหลอื งนอก พรหม เมอื ง แม่จริม ๖ นาเตา ๑ เวียงสา นาหวาย นานอ้ ย นาปัง ทุง่ นอ้ ย นาหมืน่ ๗ ภูเพียง รวม ๗. พะเยำ อำเภอ รื้อแลว้ ขอ้ มูลใหม่ ไม่มขี อ้ มลู ไม่ไดส้ ำรวจ ๐ ปง หลวง ดอนไชย เมอื ง ภูมินทร์ ลี ศรีโคมคา พะเยา แมน่ าเรือ ต๋าน้าล้อม รวม ๐ ๗ ตำรำงเปรยี บเทียบหอไตรจำกเอกสำรและหอไตรจำกกำรสำรวจจรงิ จงั หวัด ขอ้ มลู จำก ข้อมูลจำก รื้อ พบ ไม่มี เชียงใหม่ เอกสำร กำรสำรวจ ใหม่ ไมพ่ บ ลาพนู ๑๐๓ ๑๐๐ ๗ ๒๑ ๑๓ ๔๔ ๕๒ ๓ ๑๔ ๑
69 ลาปาง ๑๗ ๑๗ ๕ ๗ ๓ ๐ แพร่ ๑๔ ๒๑ ๑ ๘ ๑ ๐ นา่ น ๒๐ ๑๙ ๖ ๗ ๐ ๐ เชยี งราย ๘ ๖ ๙๕ ๑๘ พะเยา ๐ ๖ ๐ ๖ แม่ฮอ่ งสอน ๐ ๐ ๐ ๐ รวม ๒๐๖ ๒๒๑ ๓๑ ๗๒ ตำรำงสรุปจำนวนหอไตรจำกกำรศึกษำเอกสำรและจำกกำรสำรวจ จากตารางข้างต้นสามารถสรุปได้ดังน้ีว่า จานวนหอไตรจากการศึกษาเอกสารมีทั้งส้ิน ๒๐๖ วัด แต่ เมื่อลงพื้นท่ีสารวจจริงพบหอไตรจานวน ๒๒๑ หลัง ในจานวนน้ีมีหอไตรท่ีร้ือไปแล้วเป็นจานวน ๓๑ หลัง ค้นพบใหม่ ๗๒ หลัง และท่ีไปสารวจแล้ว ไม่พบรายช่ือวัด และ/หรือ ไม่พบสถานท่ีต้ังวัด และ/หรือ ไม่ได้ไป สารวจวัดนัน้ ๆ มี ๑๘ วดั ทงั้ นเ้ี ฉพาะจังหวัดพะเยาเป็นการสารวจใหมท่ ง้ั หมด ๓.๒ กำรวเิ ครำะห์สถำปตั ยกรรมหอไตรล้ำนนำ การวเิ คราะห์สถาปัตยกรรมหอไตรล้านนาเป็นไปเพ่ือท่ีจะจัดรูปแบบหอไตรที่มีลักษณะร่วมกันเข้าไว้ เปน็ หมวดหมู่ โดยใชเ้ กณฑ์ ๑.ที่ต้ังหอไตร แบ่งเป็น หอไตรต้ังอยู่บนพ้ืนดิน ต้ังอยู่กลางสระน้าหรือมีน้าล้อมรอบ และหอไตรที่ ตั้งอยู่บนตัวอาคารหลังอ่ืนหรือตัวอาคารด้านล่างท่ีรองรับหอไตรมีขนาดใหญ่มาก ไม่ได้สัดส่วนกับหอไตร ดา้ นบน
70 ๒. วัสดุที่ใช้ในกำรก่อสร้ำง แบ่งเป็น หอไตรท่ีสร้างด้วยไม้ สร้างด้วยวัสดุก่อ และใช้วัสดุท้ังสอง ประเภทรว่ มกัน คอื อาคารดา้ นล่างเปน็ การก่ออฐิ ถอื ปนู ส่วนดา้ นบนเปน็ เคร่ืองไม้ ๓. ทรวดทรงหลังคำ แบ่งเป็น ทรงคฤห์ (ตอนกลางเป็นจ่ัวมีหลังคาปีกนกด้านข้าง ๒ ข้าง) ทรงโรง (ตอนกลางเป็นจ่ัวมีหลังคาปีกนกรอบ ๔ ดา้ น) แบบมีหลงั คาเล็กๆ ยกชั้นช้อนไว้ดา้ นบนอีกชนั้ หนึง่ และทรงอ่นื จ่วั จัว่ ปกี นก ปกี นก หลังคาทรงโรง หอไตรวดั เกตการาม เชยี งใหม่ หลงั คาทรงคฤห์ หอไตรวดั ปา่ สเี สียด ลาพนู ๔. ผงั หอ้ งเกบ็ ธรรมช้นั บน แบ่งเปน็ ห้องเก็บธรรมทบึ ตฝี ารอบ ด้านบนปลอ่ ยโลง่ ไมม่ ีห้องเก็บธรรม มี ระเบียงรอบห้องเก็บธรรม มีระเบียงด้านหน้าห้องเก็บธรรม มีระเบียงด้านหลังห้องเก็บธรรม มีระเบียงทั้ง ดา้ นหนา้ และดา้ นหลังหอ้ งเก็บธรรม มรี ะเบยี งดา้ นขา้ งหอ้ งเกบ็ ธรรม ๕. ผังอำคำรรวม เป็นรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า ส่ีเหลี่ยมจัตุรัส ตรีมุข จัตุรมุข และย่อเก็จด้านใดห้านหน่ึง หรือทง้ั สองดา้ น ๖. จำนวนชัน้ มีต้ังแต่ ๑ ชนั้ ถงึ ๔ ชน้ั การวเิ คราะห์ได้จดั ทาในรปู แบบตาราง ดังน้ี
71 หอไตรไมส้ องชนั้ กลางนา้ วดั สนั กาแพง อาเภอป่าซาง จงั หวัดลาพนู
118 ๓.๒.๑ สญั ลกั ษณ์ในตารางจาแนกลกั ษณะสถาปัตยกรรม ในตารางพุทธศตวรรษ เริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๒ – ๒๖ โดยแต่ละพุทธศตวรรษแบ่งเป็นช่วงต้น พุทธศตวรรษ (ต) กบั ชว่ งปลายพทุ ธศตวรรษ (ป) เชน่ ตน้ พทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ หมายถึง พ.ศ. ๒๔๐๑ – ๒๔๕๐ ช่วงปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ หมายถึง พ.ศ. ๒๔๕๑ – ๒๕๐๐ เปน็ ต้น ในตารางที่ต้ังหอไตร แบ่งเป็น (ต) แทนหอไตรท่ีต้ังอยู่บนตึกหรืออาคารหลังอื่น หอไตรประเภทนี้มัก ถูกสร้างข้ึนภายหลังจากท่ีหอไตรหลังเดิมผุพังไป เม่ือรื้อหอไตรลงแล้วก็นาไปสร้างใหม่แบบเดิมบนดาดฟ้า อาคารหลังอ่ืนท่ีมีขนาดใหญ่กว่าหอไตรมาก ดังนั้นแล้วสัดส่วนระหว่างอาคารส่วนฐานกับหอไตรด้านบนจึงไม่ สมดลุ ยก์ ัน (น) แทนหอไตรท่ีสร้างข้ึนโดยมีน้าลอ้ มรอบ และ (ด) แทนหอไตรท่ีสรา้ งไวเ้ หนือพนื้ ดิน ในตารางวสั ดุท่ใี ชส้ ร้างหอไตรจาแนกเปน็ (ม) แทนหอไตรท่ีใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการสร้าง (อ) หอไตร ท่ใี ช้การก่ออฐิ ถอื ปูน และ (ผ) แทนหอไตรทีใ่ ช้ทง้ั วสั ดทุ ัง้ สองผสมกนั คือใช้ไมใ้ นการก่อสร้างส่วนบนของอาคาร และใชก้ ารกอ่ อิฐถือปูนในส่วนลา่ งอาคาร ในตารางผังหอไตร แบ่งเป็นสว่ นผงั หลังคา ส่วนผังหอ้ งดา้ นบน และผงั อาคารดา้ นลา่ ง ผังหลังคา แบ่งเป็น (ร) แทนหลังคาทรงโรง คือ หลังคาจั่วท่ีมีหลังคาปีกนกล้อมรอบทั้งส่ีด้าน มีทั้ง ประเภทที่ยกคอสองอย่างชัดเจน และไม่ยกคอสอง (ค) แทนหลังคาทรงคฤห์ คือ หลังคาจ่ัวที่มีหลังคาปีกนก ดา้ นขา้ งสองดา้ น (จ) แทนหลงั คาจ่วั ทไี่ ม่มปี ีกนกหรอื มีปีกนกดา้ นขา้ งเพยี งดา้ นเดียว (ป) แทนหลังคาปั้นหยา เป็นหลังคาท่ีทุกด้านลาดไหลลงสู่ผนัง โดยมีความลาดชั้นไหลเอียงเท่ากัน บางหลังมีจ่ัวเล็กๆ บนส่วนหลังคาลาดเอียงท้ังส่ีด้าน (ย) หลังคายก คือ หลังคาท่ีมีการยกชั้นหรือหลังคาเล็กๆ ต่อขนึ้ ไปในสว่ นกลาง หลังคาประเภทน้มี ักมีผังอาคารด้านล่างเป็นรปู สีเ่ หลยี่ มจัตุรสั (ทล) แทนหลังคาแบบไทล้ือ หลังคาจั่วที่ต่อหลังคาส่วนด้านล่างของหน้าบันท้ังสองด้านออกมาเพียง เล็กน้อย มักพบในบ้านไทลื้อ (เจ) หลังคาที่ทาลานกว้างมีเจดีย์ประดิษฐานเป็นส่วนยอดของหลังคา และ(ผ) แทนหลงั คาผสม คือ หลังคาท่ีผสมระหว่างหลังคาทรงโรงกบั ทรงคฤห์ ในตารางผังอาคารด้านบน คือ ผังห้องเก็บธรรมคัมภีร์ ได้แก่ เป็นห้องโล่งไม่มีฝาผนังก้ันและไม่มี ระเบียง (ล) เป็นห้องทึบที่มีฝาผนังกั้น ไม่มีระเบียง (ท) เป็นห้องที่มีระเบียงล้อมรอบ (ร) เป็นห้องที่มีระเบียง เพียงด้านหน้าด้านเดียว (น) เป็นห้องที่มีระเบียงด้านหน้าและด้านหลัง (นล) เป็นห้องที่มีระเบียงด้านข้าง (ข) และเปน็ หอ้ งทม่ี ีระเบียงดา้ นหนา้ และระเบยี งรอบ (นร) ซ่งึ มักเปน็ ลักษณะของหอไตรที่ถูกนาข้ึนไปไว้บนอาคาร หลงั อ่ืน ในตารางผังอาคารด้านล่าง แบ่งเป็น ผังรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า ( ) ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ( ) ผังรูปตรี มุข ( ) ผังรูปจตั รุ มุข ( ) ผังรูปย่อเก็จ ( )
119 ในตารางจานวนชั้นของหอไตรน้ัน มีตั้งแต่ ๑ ชัน้ ๑ ชั้นครงึ่ ๒ ช้ัน ๓ ชั้น และ ๔ ชัน้ ๓.๒.๒ การอธบิ ายตารางจาแนกลกั ษณะสถาปตั ยกรรม ๑. หอไตรท่ีสารวจท้ังหมด มี ๒๒๑ หลัง แบ่งเป็นหอไตรในจังหวัดเชียงใหม่ ๑๐๐ หลัง (๔๕.๒%) ลาพูน ๕๒ หลงั (๒๓.๕%) แพร่ ๒๑ หลงั (๙.๕%) น่าน ๑๙ หลัง (๘.๕%) ลาปาง ๑๗ หลัง (๗.๖%) เชียงราย ๖ หลัง (๒.๗%) และพะเยา ๖ หลงั (๒.๗%) ไม่พบในจงั หวดั แม่ฮอ่ งสอน ๒. หอไตรสว่ นใหญ่สรา้ งขึ้นในปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๕ มีจานวน ๑๑๐ หลัง (๕๐.๒%) รองลงมาเป็น หอไตรที่สร้างข้ึนในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๖ จานวน ๖๖ หลัง (๒๙.๘%) และสร้างข้ึนในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ จานวน ๒๑ หลัง (๑๐.๔%) ๓. หอไตรท่ีมีอายุเก่าท่ีสุด สร้างในต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๓ มีจานวน ๑ หลัง ได้แก่ หอไตรวัดพระธาตุ ลาปางหลวง จังหวัดลาปาง รองลงมาเป็นหอไตรท่ีสร้างในปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ มีจานวน ๖ หลัง อยู่ใน จังหวัดเชียงใหม่ ๔ หลัง ได้แก่ หอไตรวัดพระสิงห์ (พ.ศ. ๒๓๕๕) วัดดวงดี (พ.ศ. ๒๓๗๒) วัดบวกค้าง (พ.ศ. ๒๓๕๖) และหอไตรวัดมหาวัน (พ.ศ. ๒๓๘๙) จังหวัดลาพูน ๑ หลัง ได้แก่ หอไตรวัดพระธาตุหริภุญชัย (พ.ศ. ๒๓๖๐) จงั หวดั แพร่ ๑ หลัง ได้แก่ หอไตรวัดพระบาทม่งิ เมือง (ก่อน พ.ศ. ๒๓๙๒) ๔. หอไตรที่สร้างข้ึนใหม่ในปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๖ มีจานวน ๑๘ หลัง ที่ใหม่ที่สุด ได้แก่ หอไตรวัด แม่คา จังหวัดเชียงราย (กาลังอยู่ระหว่างการดาเนินการก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๕๗) วัดศรีเมืองยู้ จังหวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๕๕๗) วดั ส้าน จังหวัดเชยี งราย (พ.ศ. ๒๕๕๗) เปน็ ตน้ ๕. จากตารางพบว่าหอไตรที่สร้างไว้เหนือพื้นดิน มีมากที่สุด จานวน ๑๙๐ หลัง (๘๕.๙ %) หอไตรที่ สร้างไว้บนอาคารอ่ืนพบเป็นลาดับถัดมา จานวน ๑๗ หลัง (๗.๖%) และหอไตรกลางน้าพบน้อยท่ีสุด จานวน ๑๔ หลงั (๖.๓%) ๖. วัสดุท่ีใช้ในการก่อสร้างหอไตร พบว่าใช้วิธีการก่ออิฐถือปูนมากท่ีสุด จานวน ๙๕ หลัง (๔๒.๙%) รองลงมาใช้วัสดุผสมกันระหว่างไม้กับการก่ออิฐถือปูน จานวน ๘๐ หลัง (๓๖.๑%) โดยหอไตรท่ีสร้างด้วยไม้ พบเปน็ จานวนนอ้ ยทสี่ ุด มเี พยี ง ๔๖ หลัง (๒๐.๘%) ๗. สาหรับรปู แบบหลังคาน้นั พบว่าหลังคาคฤห์มีมากทสี่ ดุ ๑๐๑ หลงั (๔๕.๗%) รองลงมาเป็นหลังคา ทรงโรง จานวน ๖๕ หลงั (๒๙.๔%) ๘. ผังอาคารด้านบน ห้องเก็บธรรมคมั ภีร์นัน้ พบวา่ แบบมีระเบียงล้อมรอบพบมากท่ีสุด จานวน ๑๐๐ หลงั (๔๕.๒%) รองลงมาเป็นแบบไม่มีระเบียง มีผนังปิดทึบ จานวน ๖๙ หลัง (๓๑.๑%) และลาดับถัดมาเป็น แบบมรี ะเบยี งด้านหนา้ จานวน ๒๓ หลงั (๑๐.๔%)
120 ๙. ผังอาคารด้านล่าง พบว่าแบบสี่เหล่ียมผืนผ้ามีมากที่สุด จานวน ๑๕๑ หลัง (๖๘.๓%) รองลงมา เป็นแบบสี่เหล่ียมจัตรุ ัส จานวน ๔๒ หลงั (๑๙.๐%) และลาดบั ถัดมาเป็นแบบย่อเกจ็ จานวน ๑๐ หลัง (๔.๕%) ๑๐. จานวนชั้นท่ีพบมากท่ีสุด มี ๒ ช้ัน จานวน ๑๔๙ หลัง (๖๗.๔%) จานวน ๑ ช้ันมี ๖๐ หลัง (๒๗.๑%) และจานวน ๓ ชนั้ มี ๕ หลัง (๒.๒%) ๓.๒.๓ การอภปิ รายผลในตารางจาแนกลกั ษณะสถาปตั ยกรรม ๓.๒.๓.๑ อายสุ มัย ๑. หอไตรวัดพระธาตุลาปางหลวง ท่ีมีอายุย้อนกลับไปได้ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ไม่สามารถค้นพบ ประวัติการก่อสร้างที่ชัดเจนได้ คงเป็นการสันนิษฐานจากลวดลายไม้แกะสลักท่ีประดับไว้ท่ีซุ้มบันแถลง ซึ่ง สรุ พล ดารหิ ์กลุ ใหค้ วามเห็นวา่ อาจมอี ายเุ ก่าไปถงึ พุทธศตวรรษท่ี ๒๑ เลยทีเดยี ว ๒. หอไตรที่สามารถสืบอายุย้อนกลับไปได้มากที่สุด คือ หอไตรวัดปุพพาราม จังหวัดเชียงใหม่ พบ หลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างคร้ังแรกใน พ.ศ. ๒๐๔๔ วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลาพูน พบ หลกั ฐานเปน็ ศิลาจารกึ ว่าสร้างครั้งแรก พ.ศ. ๒๐๕๒ หอไตรวัดป่าแดงหลวง จังหวัดเชียงใหม่ พบหลักฐานใน ชินกาลมาลีปกรณ์ว่าสร้างใน พ.ศ. ๒๐๖๔ – ๒๐๖๖ หอไตรทั้ง ๓ หลัง อยู่ในสมัยพญาเมืองแก้ว (๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) หอไตรวัดเชียงมน่ั จังหวัดเชียงใหม่ ท่ีสามารถสืบย้อนอายุการสร้างตามท่ีปรากฏในศิลาจารึกว่าสร้าง ใน พ.ศ. ๒๑๑๒ สมัยพม่าเขา้ มาปกครองเมอื งเชยี งใหม่ อย่างไรก็ตามรูปแบบหอไตรวัดข้างต้นที่ปรากฏในปัจจุบัน เป็นรูปแบบท่ีสร้างข้ึนใหม่ภายหลังแล้ว โดยหอไตรวัดปุพพาราม สร้างใหม่ใน พ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๐ หอไตรวัดพระธาตุหริภุญชัย สร้างใหม่ พ.ศ. ๒๓๖๐ หอไตรวัดป่าแดงหลวง จงั หวัดเชียงใหม่ สร้างใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๗.. และหอไตรวัดเชียงม่ัน สร้างใหม่ใน พ.ศ. ๒๑๑๔ เปน็ หอไตรกลางน้า และสร้างอีกคร้ังใน พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นหอไตรบนพ้ืนดิน ต่อมาย้ายกลับไปอยู่ กลางน้าอีกคร้ังใน พ.ศ. ๒๕๕๓ ๓. รูปแบบหอไตรวัดพระสงิ ห์ท่พี บว่าสร้างข้นึ ใน พ.ศ. ๒๓๕๘ กับรูปแบบหอไตรวัดพระธาตุหริภุญชัย ใน พ.ศ. ๒๓๖๐ มีลักษณะใกลเ้ คยี งกนั สร้างโดยช่างหลวงเชน่ กัน ๔. หอไตรที่สร้างขึ้นใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๖ น้ี มีท้ังหอไตรท่ีสร้างข้ึนเพื่อทดแทนหอไตรเดิมท่ี ชารุดผุพงั ไป และสร้างขนึ้ ใหม่เลย โดยท่ภี ายในวดั ไมเ่ คยมีหอไตรมาก่อน การสร้างหอไตรใหม่น้ัน ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะใช้เป็นสถานท่ีเก็บคัมภีร์ใบลานเป็นหลักแล้ว แต่สร้าง ข้ึนเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นร่วมด้วย อาทิ เป็นห้องสมุด ท่ีทาการชุมชน สมาคม ร้านค้า กุฏิ หอฉัน หอกลอง หอระฆัง หรือท่รี บั รองพระอาคนั ตกุ ะ เป็นต้น ปรากฏชดั ในหอไตรท่ีสร้างเป็นอาคารสูงขึ้นไป ๓ – ๔ ช้ัน ในผัง
121 รูปสี่เหล่ียมจัตุรัส ลักษณะคล้ายหอระฆังหรือหอกลองในอดีต ได้แก่ หอไตรวัดท่าคร่าวน้อย จังหวัดลาปาง (พ.ศ. ๒๕๒๕) สร้างเป็น ๓ ช้ัน โดยช้ันล่างสุดเป็นหอกลอง ช้ันท่ี ๒ เป็นหอธรรม และชั้นท่ี ๓ เป็นหอระฆัง หรือหอไตรวัดส้าน จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. ๒๕๕๗) สร้าง ๔ ช้ัน โดยชั้นล่างสุดเป็นห้องเก็บของ ชั้น ๒ แขวน ฆ้อง ช้ัน ๓ แขวนระฆัง และชั้นบนสุดเป็นหอธรรม เป็นต้น รูปแบบเช่นน้ี พบในจังหวัดแพร่มากที่สุด จานวน ๓ หลัง จังหวัดลาปางและจงั หวดั เชียงรายอยา่ งละ ๑ หลงั หอไตรเครอ่ื งกอ่ ทส่ี รา้ งข้ึนใหม่ สว่ นใหญ่มีหอไตรวัดพระสิงห์ จังหวดั เชยี งใหม่ หรือ วัดพระธาตุหริภุญ ชยั จังหวัดลาพนู เปน็ ต้นแบบ ลา้ นนาเรียกหอสงู กลา่ วคือ ตวั หอไตรต้งั อยู่บนฐานท่ีสูงมากซ่ึงมีความสูงเท่ากับ หรอื มากกวา่ ตัวหอไตรด้านบน ฐานนน้ั อาจถมดินดา้ นในจนแนน่ หรอื สร้างเปน็ หอ้ งโล่ง เช่นหอไตรวัดศรีดอนคา จงั หวัดแพร่ (พ.ศ. ๒๕๔๐) วัดปา่ ยาง จังหวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๕๔๔) วัดชา่ งฆ้อง จังหวดั ลาพูน (พ.ศ. ๒๕๔๖) วัด หนองแฝก จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๕๔๗) วัดกู่แดง จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๕๔๙) วัดทุ่งโป่ง จังหวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๕๕๐) วัดข้าวแท่นน้อย จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๕๕๓) วัดศรีเมืองยู้ จังหวัด ลาพูน (พ.ศ. ๒๕๕๗) เปน็ ต้น หอไตรไม้ที่สร้างข้ึนใหม่ ได้แก่ หอไตรวัดกาสา จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. ๒๕๔๕) สร้างเป็นหอไตรชั้น เดียว ยกใต้ถุนสูง ด้านบนมีห้องท่ีมีระเบียงล้อมรอบ หลังคาทรงคฤห์ ตัวเสาหอไตรนั้นวางสอบขึ้นด้านบน จานวน ๖ ตน้ คลา้ ยฉางขา้ ว (ยุ้งข้าว) ในภาคเหนอื ๓.๒.๓.๒ รปู แบบหอไตร ๑. หอไตรที่มีน้าล้อมรอบหรือหอไตรกลางน้าน้ัน มักเป็นหอไตรไม้ช้ันเดียวยกพื้นใต้ถุนสูงหรือหอไตร ผสม ที่มอี ายุเก่าท่สี ุด คือ หอไตรวัดบ้านก้อง จังหวัดลาพูน (พ.ศ. ๒๔๐๐) สร้างในปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๔ – ตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๕ รองลงมาเป็นหอไตรท่ีสร้างในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ได้แก่ วัดเมืองขอน จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๐๗) วัดวัดเมืองเล็น จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๑๑) วัดแสนฝาง จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๑๓) วัดสัน- กาแพง จงั หวัดลาพนู (พ.ศ. ๒๔๓๗) และวดั ปา่ เหยี ง จงั หวดั ลาพนู (พ.ศ. ๒๔๔๐) หอไตรไม้ที่มีอายุในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๕ อาทิ หอไตรวัดคร่ึงใต้ จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. ๒๔๗๐) วดั ป่าแดด อ.สันทราย จังหวดั เชยี งใหม่ (พ.ศ. ๒๔๘๐) วัดเหลา่ น้อย จังหวัดลาปาง (พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๕๑๙) และ วดั รงั สีสทุ ธาวาส จังหวดั เชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๙๖) หอไตรที่สร้างในต้นพุทธศตวรรษท่ี ๒๖ ได้แก่ หอไตรวัดดอนแก้ว จังหวัดเชียงราย (สร้างใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๘) ส่วนท่ีสร้างใหม่ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๖ คือ หอไตรวัดเหมืองค่า จังหวัดแพร่ (สร้างใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๓) และวัดศรีมงุ เมอื ง จงั หวัดเชียงใหม่ (สร้างใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๔)
122 สาหรบั หอไตรวัดเชียงมัน่ ท่ปี จั จบุ นั ต้ังอย่กู ลางนา้ น้นั เกดิ จากการย้ายหอไตร ใน พ.ศ. ๒๕๕๓ จากหอ ไตรทต่ี ั้งอยบู่ นพน้ื ดินไปต้งั ไวก้ ลางสระน้า เพ่อื ปอ้ งกนั ปลวกและภยั จากแมลงอ่ืน หอไตรกลางน้าท่ีน่าสนใจ ได้แก่ หอไตรในจังหวัดลาพูน ได้แก่ หอไตรวัดบ้านก้อง วัดสันกาแพง และ วัดป่าเหียง ทั้งสามหลังเป็นหอไตรไม้ หลังคาทรงคฤห์ ใต้ถุนโล่ง รอบห้องเก็บธรรมมีระเบียงล้อมรอบ ยกเว้น หอไตรวัดสันกาแพงท่ีมี ๒ ชั้น ใต้ถุนโล่ง ช้ันล่างตีไม้เป็นห้องทึบ ส่วนชั้นบนมีระเบียงรอบห้องเก็บธรรม หอ ไตรกลุ่มนีไ้ ด้รับการข้ึนทะเบียนเปน็ มรดกของชาติโดยกรมศิลปากรแล้ว หอไตรกลางน้าวดั เหลา่ นอ้ ย จังหวดั ลาปาง ใช้เป็นอุโบสถกลางน้าด้วย สะท้อนความคิดในเรื่องการใช้ นา้ ทาให้เปน็ สถานท่บี ริสุทธขิ์ องพระสงฆ์ในปัจจุบัน หอไตรกลางน้าวัดคร่ึงใต้ จังหวัดเชียงราย เป็นหอไตรขนาดเล็ก ท่ีมีลักษณะพิเศษ คือ มีเสารองรับ เพียงเสาเดียว ภายหลังพระภิกษุวัดดอนแก้ว จังหวัดเชียงราย ได้สร้างหอไตรขึ้นในลักษณะเดียวกับหอไตร กลางน้าวัดครึ่งใต้ใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ท่านให้ข้อมูลว่า ในอดีตหอไตรกลางน้าเสาเดียวในพื้นที่ อาเภอเทิง มี มากกวา่ ที่ปรากฏในปจั จุบัน ทั้งทา่ นยังได้รอ้ื ฟ้ืนประเพณีเทศน์มหาชาติในวันออกพรรษา โดยให้สามเณรขึ้นนั่ง บนหอไตรแทนธรรมมาสน์ และพุทธศาสนิกชนน่ังรอบสระน้าท่ีล้อมหอไตรแทนน่ังในวิหาร การใช้หอไตรแทน ธรรมมาสนน์ ้เี คยปรากฏอยู่ในพน้ื ท่ีอาเภอเทงิ จังหวัดเชียงราย เช่นกัน ท้ังท่านยังรื้อฟ้ืนประเพณีตากธรรม คือ การนาเอาคัมภีร์ใบลานที่เก็บรักษาไว้บนหอไตรมาทาความสะอาด โดยวิธีเช็ดถูและตากแดด กระทาต่อเน่ือง มายาวนานกวา่ ๑๐ ปี จากคาสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชนป่าแดด อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งหอไตรกลางน้ากับสถานท่ีต้ัง พวกเขาเล่าว่าในอดีต เมื่อแม่น้าดูอันเป็นแม่น้าสาขาแม่น้า ปิงยังมคี วามอุดมสมบูรณ์อยู่ ยามใดท่ีน้าในแม่น้าดูลดลง น้าที่ล้อมรอบหอไตรของวัดป่าแดดก็ลดลงไปเช่นกัน และเม่ือน้าในแม่น้าดูเอ่อท้นข้ึน น้ารอบหอไตรก็มีปริมาณมากตามไปด้วย แต่ปัจจุบันน้าในแม่น้าดูไม่ค่อยมี แล้ว พอถึงหน้าแลง้ ก็ตอ้ งสบู นา้ มาเตมิ รอบหอไตร ทั้งนี้นอกจากวัดป่าแดดแล้ว หอไตรวัดในกลุ่มอาเภอสันทรายอีก ๒ วัด คือ วัดเมืองขอน กับวัดเมือง เล็น กต็ ง้ั อยรู่ มิ แมน่ ้าแม่ดเู ชน่ กนั คาสัมภาษณ์ของเจ้าอาวาสวัดเมืองเล็นก็เป็นเช่นเดียวกับคาให้สัมภาษณ์ของ ชาวบ้านปา่ แดด เมื่อพิจารณาจากแผนท่ีแล้ว ก็พบว่า หอไตรกลางน้าโบราณในเขตอาเภอป่าซาง จังหวัดลาพูน ได้แก่ วัดบ้านก้อง วัดป่าเหียง และวัดสันกาแพง ก็ตั้งอยู่ในพ้ืนที่ลุ่มต่าระหว่างแม่น้าปิงกับแม่น้าทา โดยวัดบ้านก้อง นน้ั ตง้ั อยู่ตดิ แม่นา้ ปงิ สว่ นวดั สันกาแพงตั้งอยใู่ กล้แมน่ า้ ทา และวดั ปา่ เหียงก็ตั้งอยรู่ ะหวา่ งแมน่ ้าสองสาย นอกจากน้ี วัดที่มีหอไตรกลางน้าซ่ึงสร้างในปลายพุทธศตวรรษท่ี ๒๕ หลังอื่น ๆ เช่น วัดคร่ึงใต้ จงั หวัดเชยี งรายเอง ก็ต้งั อยูใ่ นพนื้ ท่ีลมุ่ ของแม่น้าอิง เช่นเดียวกับวัดเหล่าน้อย จังหวัดลาปางท่ีต้ังอยู่ในพื้นที่ลุ่ม แม่น้าวัง วัดแสนฝาง (หลังเดิม) ก็ต้ังอยู่ใกล้แม่น้าปิง วัดรังสีสุทธาวาสและวัดศรีมุงเมืองในอาเภอดอยสะเก็ด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 549
Pages: