Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พจนานุกรม พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม ( PDFDrive )

พจนานุกรม พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม ( PDFDrive )

Description: พจนานุกรม พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม ( PDFDrive )

Search

Read the Text Version

หมวด 5 183 [251] 3. สตุ ะ (การเลาเรยี นสดับฟงศกึ ษาหาความรู — Suta: learning) 4. จาคะ (การเผอ่ื แผเสยี สละ เออื้ เฟอ มีนา้ํ ใจชวยเหลอื ใจกวา ง พรอมท่ีจะรับฟง และรวมมือ ไมคบั แคบเอาแตตัว — Càga: liberality) 5. ปญญา (ความรอบรู รูคดิ รูพจิ ารณา เขาใจเหตุผล รจู ักโลกและชีวิตตามความเปน จริง — Pa¤¤à: wisdom) [25A.0III].80.อายสุ สธรรม หรือ อายวุ ัฒนธรรม 5 อง.ฺ ปฺจก.22/63–64/91–92. (ธรรมทเ่ี กือ้ กูลแกอายุ หรือธรรมท่สี ง เสรมิ สขุ ภาพ, ธรรมทชี่ ว ยใหอ ายยุ นื — âyussa-dhamma: things conducive to long life) 1. สปั ปายการี (ทาํ สงิ่ ทส่ี บายคอื เออ้ื ตอ ชวี ติ — Sappàyakàrã: to do what is suitable for oneself and favourable to one’s health; to act in accordance with the rules of hygiene) 2. สปั ปายมตั ตญั ู (รจู กั ประมาณในสงิ่ ทส่ี บาย — Sappàye matta¤¤å: to be moderate even as to things suitable and favourable) 3. ปริณตโภชี (บรโิ ภคส่ิงท่ยี อยงาย เชน เค้ยี วใหละเอยี ด — Pariõatabhojã: to eat food which is ripe or easy to digest) 4. กาลจารี (ประพฤตเิ หมาะในเรอื่ งเวลา เชน รจู กั เวลา ทาํ ถกู เวลา ทาํ เปน เวลา ทาํ พอเหมาะ แกเ วลา เปน ตน — Kàlacàrã: to behave oneself properly as regards time and the spending of time.) 5. พรหมจารี (ถอื พรหมจรรย ถงึ จะเปน คฤหสั ถก ร็ จู กั ควบคุมกามารมณเวน เมถนุ บา ง — Brahmacàrã: to practise sexual abstinence) อายวุ ัฒนธรรมนี้ มอี ีกหมวดหนึ่ง สามขอ แรกเหมอื นกัน แปลกแตข อ 4 และ 5 เปน 4. สลี วา (มีศลี ประพฤติดีงาม ไมท ําความผดิ — Sãlavà: to be morally upright) 5. กัลยาณมติ ตะ (มีกัลยาณมติ ร — Kalyàõamitta: to have good friends) A.III.145. องฺ.ปจฺ ก.22/125–6/163. [,,,] อารยวฒั ิ 5 ดู [249] อริยวฑั ฒิ 5. [251] อาวาสิกธรรม 51 (ธรรมของภกิ ษุผอู ยปู ระจาํ วดั , แปลถือความมาใชใ หเหมาะกับ ปจ จบุ ันวา คุณสมบตั ขิ องเจา อาวาส, หมวดท่ี 1 ประเภทที่นา ยกยอง หรอื เปน ทช่ี ่ืนชเู จรญิ ใจ — âvàsika-dhamma: qualities of an esteemable resident or incumbent of a monastery; qualities of an esteemable abbot) 1. ถงึ พรอมดว ยอากปั กริ ิยาและวัตรปฏิบตั ิ (มีกิริยามารยาททาทกี ารแสดงออกทางกาย วาจาสํารวมงดงาม และเอาใจใสปฏิบัติกิจหนาท่ีสมํ่าเสมอเรียบรอย — âkappavatta- sampanna: to be accomplished in manner and duties) 2. เปน พหูสตู (ไดศ กึ ษาเลา เรียนมาก รหู ลกั พระธรรมวินัย มีความรูความเขาใจกวางขวางลึก

[252] 184 พจนานุกรมพุทธศาสตร ซ้ึง — Bahussuta: to have great learning) 3. ประพฤติขัดเกลา (ฝก อบรมตนในไตรสกิ ขา ชอบความสงบ ยนิ ดใี นกลั ยาณธรรม — Pañi- sallekhità: to be fond of solitude) 4. มีกลั ยาณพจน (มวี าจางาม กลา วกัลยาณพจน รจู กั พดู รูจ กั เจรจานา ศรทั ธาและนํา ปญ ญา — Kalyàõavàca: to have kindly and convincing speech) 5. มีปญ ญา (รเู ขา ใจ รูค ิด รพู ิจารณา เฉลยี วฉลาด สามารถแกป ญ หา ไมซมึ เซอเบอะบะ — Pa¤¤avà: to be wise) A.III.261. องฺ.ปฺจก.22/231/290. [252] อาวาสกิ ธรรม 52 (คุณสมบัติของเจา อาวาส หมวดท่ี 2 ประเภทเปนท่ีรักทเ่ี คารพ ของสพรหมจารี คือ เพอ่ื นภกิ ษุสามเณรผูประพฤตพิ รหมจรรยรวมกัน — âvàsikadhamma: qualities of a beloved and respected incumbent or abbot) 1. มศี ลี (ตงั้ อยใู นศลี สาํ รวมในพระปาฏโิ มกข ประพฤตเิ ครง ครดั ในสกิ ขาบททงั้ หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหสู ตู (ไดศ กึ ษาเลา เรยี นมาก รหู ลกั พระธรรมวนิ ยั มคี วามรคู วามเขา ใจกวา งขวางลกึ ซงึ้ — Bahussuta: to have great learning) 3. มกี ลั ยาณพจน (มวี าจางาม กลาวกลั ยาณพจน รจู กั พูด รจู กั เจรจานา ศรทั ธาและนาํ ปญ ญา — Kalyàõavàca: to have lovely and convincing speech) 4. เปน ฌานลาภี (ไดแ คลว คลอ งในฌาน 4 ทเ่ี ปน เครอื่ งอยสู ขุ สบายในปจ จบุ นั — Jhànalàbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) 5. ประจักษแจงวิมุตติ (บรรลุเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ สิ้นอาสวะแลว —Vimutti- sacchikattà: to have gained the Deliverance) A.III.262. อง.ฺ ปจฺ ก.22/232/290. [253] อาวาสิกธรรม 53 (คณุ สมบตั ขิ องเจา อาวาส หมวดท่ี 3 ประเภทอาวาสโสภณ คือทํา วัดใหง าม — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who graces the monastery) 1. มีศีล (ตั้งอยูในศีล สํารวมในพระปาฏิโมกข ประพฤติเครงครัดในสิกขาบททั้ง หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหสู ตู (ไดศกึ ษาเลาเรยี นมาก รูห ลักพระธรรมวินัย มีความรูค วามเขา ใจกวา งขวางลกึ ซึ้ง — Bahussuta: to have great learning) 3. มกี ลั ยาณพจน (มีวาจางาม กลา วกัลยาณพจน รจู ักพูด รจู ักเจรจานาศรัทธาและนาํ ปญญา — Kalyàõavàca: to have lovely and convincing speech) 4. สามารถกลาวสอนธรรม (สามารถกลาวธรรมีกถาใหผูมาหาเห็นแจมชัด ยอมรับไป

หมวด 5 185 [255] ปฏบิ ัติ เราใจใหแ กลว กลา และเบกิ บานใจ — Dhammikathàya sandassaka: to be able to teach, incite, rouse and satisfy those who visit him with talk on the Dhamma) 5. เปน ฌานลาภี (ไดแคลวคลอ งในฌาน 4 ทีเ่ ปนเคร่ืองอยสู ุขสบายในปจจุบัน — Jhàna- làbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) A.III.262. อง.ฺ ปฺจก.22/233/291. [254] อาวาสกิ ธรรม 54 (คณุ สมบตั ิของเจาอาวาส หมวดท่ี 4 ประเภทมีอุปการะมากแกว ดั — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is of great service to his monastery) 1. มีศีล (ตั้งอยูในศีล สํารวมในพระปาฏิโมกข ประพฤติเครงครัดในสิกขาบทท้ัง หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหูสูต (ไดศกึ ษาเลาเรยี นมาก รหู ลกั พระธรรมวนิ ัย มคี วามรคู วามเขาใจกวางขวางลึก ซงึ้ — Bahussuta: to have great learning) 3. รูจกั ปฏสิ ังขรณ (เอาใจใสด ูแลซอ มแซมเสนาสนะและส่งิ ของทช่ี าํ รดุ หกั พัง — Khaõóa- phullapañisaïkharaka: to repair broken and dilapidated things) 4. บอกกลา วในคราวจะไดท าํ บญุ แกม หาสงฆ (เมอื่ มสี งฆห มใู หญม าจากตา งถน่ิ ตา งแควน ขวนขวายบอกชาวบา นผปู วารณาไวใ หม าทาํ บญุ — Pu¤¤akaraõàyàrocaka: to inform the householders of the arrival of incoming monks in order that the former may make merit) 5. เปนฌานลาภี (ไดแคลวคลองในฌาน 4 ท่เี ปนเครอื่ งอยสู ุขสบายในปจจบุ ัน — Jhàna- làbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) A.III.263. องฺ.ปจฺ ก.22/234/292. [255] อาวาสกิ ธรรม 55 (คณุ สมบัตขิ องเจาอาวาส หมวดท่ี 5 ประเภทอนุเคราะหค ฤหสั ถ — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is kind to lay people) 1. ชักนําคฤหัสถใหถือปฏิบตั ิในอธศิ ลี (เอาใจใสช กั ชวนแนะนําชาวบา นใหส มาทานในอธิศีล คอื ใหร กั ษาศลี 5 ทเ่ี ปน พน้ื ฐานเพอ่ื กา วขน้ึ สคู ณุ ความดที สี่ งู ขนึ้ ไป — Adhisãle samàdapaka: to incite them to higher virtue) อธศิ ลี ในทนี่ ี้ ทา นอธบิ ายวา ไดแ กเ บญจศลี ทีเ่ ปนไปเพ่อื คณุ เบอื้ งสงู 2. ยังคฤหสั ถใ หต ัง้ อยูใ นธรรมทัศนะ (เอาใจใสชีแ้ จงแสดงธรรมแนะนาํ ชาวบา นใหรูเห็นเขาใจ ธรรม — Dhammadassane nivesaka: to encourage them in the discernment of truth or the vision of the doctrine) 3. ไปเย่ยี มใหสติคนเจบ็ ไข — Gilànasatuppàdaka: to visit the sick and rouse them

[256] 186 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร to mindfulness and awareness) 4. บอกกลาวในคราวจะไดทําบุญแกมหาสงฆ (เมื่อมีสงฆหมูใหญมาจากตางถ่ินตางแควน ขวนขวายบอกชาวบา นผูปวารณาไวใ หม าทาํ บญุ — Pu¤¤akaraõàyàrocaka: to inform the householders of the arrival of incoming monks in order that the former may make merit) 5. ไมทําศรัทธาไทยใหต กไป (ชาวบานถวายโภชนะใดๆ จะดอ ยหรือดี กฉ็ นั ดว ยตนเอง ไม ทําของทเ่ี ขาถวายดวยศรทั ธาใหห มดคณุ คาไปเสยี — Saddhàdeyyàvinipàtaka: to eat any given food himself, whether it is mean or choice, not frustrating the gift of faith) A.III.263. อง.ฺ ปจฺ ก.22/235/292. [256] อาวาสิกธรรม 56 (คุณสมบัตขิ องเจา อาวาส หมวดท่ี 6 ประเภทมคี วามสุขความ เจรญิ ดจุ ไดร บั เชญิ ขน้ึ ไปอยใู นสวรรค — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is prosperous as if put in heaven) 1. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ กลา วตาํ หนติ เิ ตยี นบคุ คลทค่ี วรตาํ หนติ เิ ตยี น — to speak in blame of a person deserving blame only after deliberately testing and plumbing the matter. 2. พิจารณาใครครวญโดยรอบคอบแลว จึงกลาวยกยองสรรเสริญบุคคลท่ีควรยกยอง สรรเสรญิ — to speak in praise of a person deserving praise only after deliberately testing and plumbing the matter. 3. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ แสดงความไมเ ลอื่ มใส ในฐานะอนั ไมค วรเลอื่ มใส — to show disbelief in what deserves disbelief only after deliberately testing and plumbing the matter. 4. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ แสดงความเลอื่ มใส ในฐานะอนั ควรเลอ่ื มใส — to show appreciation in what deserves appreciation only after deliberately testing and plumbing the matter. 5. ไมยังศรทั ธาไทยใหต กไป — not to frustrate the gift of faith. เจา อาวาสท่ีประพฤตติ รงขามจากน้ี ยอมเส่ือมดจุ ถูกจับไปขังในนรก. A.III.264. องฺ.ปฺจก.22/236/293. [257] อาวาสกิ ธรรม 57 (คณุ สมบตั ิของเจาอาวาส หมวดที่ 7 ประเภทมคี วามสุขความ เจริญดจุ ไดรบั เชิญขึน้ ไปอยใู นสวรรค อกี หมวดหนงึ่ — âvàsika-dhamma) 1. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ กลา วตาํ หนติ เิ ตยี นบคุ คลทค่ี วรตาํ หนติ เิ ตยี น — Anuviccavaõõabhàsaka: to speak in blame of a person deserving blame only after deliberately testing and plumbing the matter.

หมวด 5 187 [259] 2. พิจารณาใครครวญโดยรอบคอบแลว จึงกลาวยกยองสรรเสริญบุคคลท่ีควรยกยอง สรรเสรญิ — Anuviccàvaõõabhàsaka: to speak in praise of a person deserving praise only after deliberately testing and plumbing the matter. 3. ไมม อี าวาสมัจฉริยะ คือ ไมต ระหน่หี วงแหนที่อยอู าศยั — Na àvàsamaccharã: not to be stingy as to lodging) 4. ไมม กี ุลมจั ฉริยะ คอื ไมต ระหนี่หวงแหนตระกลู อุปฏ ฐาก — Na kulamaccharã: not to be stingy as to supporting families) 5. ไมมลี าภมจั ฉรยิ ะ คือ ไมตระหน่ีหวงแหนลาภ — Na làbhamaccharã: not to be stingy as to gain) นอกจากนี้ ยังมีอาวาสิกธรรมประเภทมีความสุขความเจริญเหมือนไดรับเชิญไปอยูใน สวรรค อกี 3 หมวด แตมคี วามแตกตางเพียงเลก็ นอย หรอื กําหนดไดง า ย คอื หมวดหนง่ึ เปลี่ยนเฉพาะขอ 5 เปน ไมย งั ศรัทธาไทยใหต กไป อกี หมวดหนง่ึ เปลยี่ น 4 ขอ ตนเปน เร่ืองมัจฉริยะท้ังหมด คอื เปน ไมมีอาวาสมจั ฉรยิ ะ, ไมมีกลุ มัจฉรยิ ะ, ไมม ีลาภมัจฉรยิ ะ, ไมม วี ณั ณมัจฉรยิ ะ สวนขอสุดทา ยเปน ไมย งั ศรทั ธาไทยให ตกไป อกี หมวดหนงึ่ เปล่ยี นเปน เร่ืองมัจฉรยิ ะท้งั 5 ขอ คือ เปน ผไู มม มี ัจฉริยะท้ัง 5 ดู [233] มัจฉริยะ 5. A.III.264–6. อง.ฺ ปฺจก.22/237–240/293–295. [258] อนิ ทรยี  5 (ธรรมท่เี ปนใหญในกจิ ของตน — Indriya: controlling faculty) 1. สัทธา (ความเชื่อ — Saddhà: confidence) 2. วิรยิ ะ (ความเพยี ร — Viriya: energy; effort) 3. สติ (ความระลึกได — Sati: mindfulness) 4. สมาธิ (ความตั้งจติ ม่ัน — Samàdhi: concentration) 5. ปญ ญา (ความรูท่วั ชัด — Pa¤¤à: wisdom; understanding) หมวดธรรมนีเ้ รยี กอยา งหนึ่งวา พละ 5 ท่ีเรยี กวา พละ เพราะความหมายวา เปนพลัง ทํา ใหเ กิดความม่ันคง ซ่ึงความไรศ รทั ธาเปนตน แตล ะอยา งจะเขาครอบงาํ ไมไ ด สวนทเี่ รยี กวา อินทรีย เพราะความหมายวา เปน ใหญในการกระทาํ หนาที่แตล ะอยางๆ ของตน คือเปนเจา การ ในการครอบงําเสยี ซง่ึ ความไรศรัทธา ความเกยี จครา น ความประมาท ความฟงุ ซา น และ ความหลงตามลาํ ดับ ดู [228] พละ 5. S.V.191–204; 235–237; Ps.II.1–29. ส.ํ ม.19/843–900/256–271; 1061–1069/310–312; ข.ุ ปฏ.ิ 31/423–463/300–344. [259] อุบาสกธรรม 5 (ธรรมของอุบาสกท่ดี ี, สมบตั ิ หรือองคค ุณของอุบาสก อยางเย่ียม

[260] 188 พจนานกุ รมพุทธศาสตร — Upàsaka-dhamma: qualities of an excellent lay disciple) 1. มศี รทั ธา (to be endowed with faith) 2. มศี ลี ( to have good conduct) 3. ไมถือมงคลต่นื ขาว เชื่อกรรม ไมเ ช่อื มงคล คอื มงุ หวงั ผลจากการกระทาํ และการงาน มิ ใชจ ากโชคลางและสง่ิ ที่ตนื่ กันวา ขลงั ศักดิ์สทิ ธิ์ (not to be superstitious, believing in deeds, not luck) 4. ไมแสวงหาทักขิไณยภายนอกหลักคําสอนน้ี คอื ไมแ สวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพุทธ ศาสนา (not to seek for the gift-worthy outside of the Buddha’s teaching) 5. กระทําความสนบั สนุนในพระศาสนาน้เี ปน เบือ้ งตน คือ ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ าํ รุง พระพุทธศาสนา (to do his first service in a Buddhist cause) ธรรม 5 อยา งนี้ ในบาลที มี่ าเรยี กวา ธรรมของอบุ าสกรตั น (อบุ าสกแกว ) หรอื อบุ าสกปทมุ (อบุ าสกดอกบัว) ดู [260] อบุ าสกธรรม 7 ดวย. A.III.206. องฺ.ปฺจก.22/175/230. [260] อบุ าสกธรรม 7 (ธรรมทเ่ี ปน ไปเพอื่ ความเจรญิ ของอบุ าสก — Upàsaka-dhamma: qualities conducive to the progress of a lay disciple) 1. ไมข าดการเยีย่ มเยือนพบปะพระภิกษุ (not to fail to see the monks) 2. ไมล ะเลยการฟง ธรรม (not to neglect to hear the Teaching) 3. ศกึ ษาในอธิศลี (to train oneself in higher virtue) 4. มากดว ยความเลอื่ มใสในภกิ ษทุ ง้ั หลาย ทั้งทเ่ี ปน เถระ นวกะ และปูนกลาง (to be full of confidence in the monks, whether elder, newly ordained or mid-term) 5. ไมฟ ง ธรรมดว ยต้ังใจจะคอยเพงโทษติเตียน (to listen to the Dhamma not in order to criticize) 6. ไมแ สวงหาทกั ขไิ ณยภายนอกหลกั คาํ สอนน้ี (not to seek for the gift-worthy outside of the Buddha’s teaching) 7. กระทําความสนับสนนุ ในพระศาสนานี้เปนเบ้ืองตน คอื ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ ํารุง พระพทุ ธศาสนา (to do his first service in a Buddhist cause) ธรรม 7 นี้ เรยี กอกี อยา งหนง่ึ วา สมั ปทาของอบุ าสก (สมบตั ขิ องอบุ าสก — accomplishments of a lay disciple.) A.IV.25,26. อง.ฺ สตตฺ ก.23/27,28/26,27.

ฉักกะ — หมวด 6 Groups of Six (including related groups) [261] คารวะ หรอื คารวตา 6 (ความเคารพ, การถือเปน สง่ิ สําคญั ท่ีจะพงึ ใสใจและปฏิบตั ิ ดวยความเอื้อเฟอ หรือโดยความหนักแนนจริงจัง, การมองเหน็ คณุ คาและความสาํ คัญแลว ปฏบิ ัตติ อ บุคคลหรอื สิ่งนัน้ โดยถกู ตอ ง ดว ยความจริงใจ — Gàrava, Gàravatà: reverence; esteem; attention; respect; appreciative action) 1. สตั ถคุ ารวตา (ความเคารพในพระศาสดา — reverence for the Master) ขอ นบ้ี างแหง เขยี น เปน พทุ ธคารวตา (ความเคารพในพระพทุ ธเจา — Satthu-gàravatà: reverence for the Buddha) 2. ธมั มคารวตา (ความเคารพในธรรม — Dhamma-gàravatà: reverence for the Dhamma) 3. สังฆคารวตา (ความเคารพในสงฆ — Saïgha-gàravatà: reverence for the Order) 4. สกิ ขาคารวตา (ความเคารพในการศกึ ษา — Sikkhà-gàravatà: reverence for the Training) 5. อัปปมาทคารวตา (ความเคารพในความไมประมาท — Appamàda-gàravatà: reverence for earnestness) 6. ปฏสิ ันถารคารวตา (ความเคารพในปฏิสนั ถาร — Pañisanthàra-gàravatà: reverence for hospitality) ธรรม 6 อยางนี้ ยอมเปนไปเพอื่ ความไมเ สอ่ื มแหง ภกิ ษุ. A.III.330. อง.ฺ ฉกฺก.22/303/368. [262] จริต หรือ จริยา 6 (ความประพฤตปิ กต,ิ ความประพฤตซิ ึ่งหนักไปทางใดทางหนึง่ อัน เปน ปกตปิ ระจาํ อยูในสันดาน, พน้ื เพของจิต, อุปนสิ ัย, พ้ืนนสิ ยั , แบบหรือประเภทใหญๆ แหง พฤตกิ รรมของคน — Carita, Cariyà: intrinsic nature of a person; characteristic behaviour; character; temperament) ตัวความประพฤตเิ รยี กวา จริยา บคุ คลผมู ีความประพฤติอยา งน้นั ๆ เรยี กวา จรติ 1. ราคจริต (ผมู ีราคะเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นกั ไปทางรกั สวยรักงาม — Ràga- carita: one of lustful temperament) กรรมฐานคูปรบั สาํ หรบั แก คือ อสภุ ะและกายคตาสติ 2. โทสจรติ (ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกต,ิ ประพฤติหนักไปทางใจรอ นหงดุ หงดิ — Dosa- carita: one of hating temperament) กรรมฐานที่เหมาะ คอื พรหมวิหารและกสิณ โดย เฉพาะวณั ณกสณิ 3. โมหจรติ (ผมู โี มหะเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นกั ไปทางเขลา เหงาซมึ เงอื่ งงง งม งาย — Moha-carita: one of deluded temperament) กรรมฐานทเี่ กอ้ื กลู คอื อานาปานสติ

[263] 190 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร และพึงแกด ว ยมีการเรยี น ถาม ฟงธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรอื อยกู บั ครู 4. สัทธาจรติ (ผูมศี รัทธาเปนความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางมีจติ ซาบซึ้ง ชืน่ บาน นอมใจเลือ่ มใสโดยงาย — Saddhà-carita: one of faithful temperament) พงึ ชกั นาํ ไปใน สิ่งที่ควรแกค วามเลอ่ื มใส และความเช่อื ทีม่ ีเหตุผล เชน พจิ ารณาอนสุ ติ 6 ขอตน 5. พุทธิจรติ หรือ ญาณจรติ (ผมู ีความรูเ ปน ความประพฤติปกต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางใช ความคิดพิจารณา — Buddhi-carita, ¥àõa~: one of intelligent temperament) พึงสง เสรมิ ดว ยแนะนําใหใ ชความคิดในทางที่ชอบ เชน พิจารณาไตรลักษณ กรรมฐานทเ่ี หมาะ คอื มรณสติ อุปสมานสุ ติ จตธุ าตุววัฏฐาน และอาหาเรปฏิกลู สัญญา 6. วิตกจรติ (ผูมวี ิตกเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางนึกคิดจับจดฟงุ ซา น — Vitakka-carita: one of speculative temperament) พึงแกดวยสงิ่ ท่ีสะกดอารมณ เชน เจริญอานาปานสติ หรือเพงกสณิ เปนตน Nd1359, 453; Nd2138; Vism.101 ข.ุ ม.29/727/435; 889/555; ขุ.จ.ู 30/492/242; วิสทุ ธฺ ิ.1/127. [263] เจตนา หรือ สัญเจตนา 6 หมวด (ความจงใจ, ความตงั้ ใจ, ความจาํ นง, ความแสวง หาอารมณ — Cetanà, Sa¤cetanà: volition; choice; will) 1. รูปสัญเจตนา (ความจาํ นงรปู — Råpa-sa¤cetanà: volition concerning visible objects; choice of forms; will directed to forms) 2. สทั ทสญั เจตนา (ความจาํ นงเสยี ง — Sadda~: volition concerning audible objects; choice of sounds; will directed to sounds) 3. คนั ธสญั เจตนา (ความจาํ นงกล่นิ — Gandha~: volition concerning odorous objects; choice of odours; will directed to odours) 4. รสสัญเจตนา (ความจาํ นงรส — Rasa~: volition concerning sapid objects; choice of tastes; will directed to tastes) 5. โผฏฐัพพสัญเจตนา (ความจาํ นงโผฏฐัพพะ — Phoññhabba~: volition concerning tangible objects; choice of tangible objects; will directed to bodily impressions) 6. ธมั มสญั เจตนา (ความจาํ นงธรรมารมณ — Dhamma~: volition concerning ideational objects; choice of ideas; will derected to mental objects) หกอยา งนี้ เรียกเต็มตามศัพทวา เจตนากาย หรอื สญั เจตนากาย 6 (กองเจตนา หมวด เจตนา — bodies of choice; classes of volition) D.III.244; S.III.64; Vbh.102. ที.ปา.11/310/255; ส.ํ ข.17/116/74; อภ.ิ ว.ิ 35/159/132. [264] ตณั หา 6 (ความทะยานอยาก — Taõhà: craving) 1. รูปตัณหา (อยากไดร ูป — Råpa-taõhà: craving for forms) 2. สัททตัณหา (อยากไดเสยี ง — Sadda~: craving for sounds)

หมวด 6 191 [265] 3. คันธตัณหา (อยากไดก ล่ิน — Gandha~: craving for odours) 4. รสตณั หา (อยากไดรส — Rasa~: craving for tastes) 5. โผฏฐพั พตณั หา (อยากไดโ ผฏฐพั พะ — Phoññhabba~: craving for tangible objects) 6. ธมั มตัณหา (อยากในธรรมารมณ — Dhamma~: craving for mental objects) หกอยา งนี้ เรยี กเตม็ ตามศพั ทว า ตัณหากาย 6 (กองตัณหา, หมวดตัณหา — bodies or classes of craving) D.III.244,280; S.II.3; Vbh.102. ท.ี ปา.11/311/256; 425/303; สํ.น.ิ 16/10/3; อภิ.วิ.35/159/132. [,,,] ทวาร 6 ดู [78] ทวาร 6. [265] ทศิ 6 (บุคคลประเภทตา งๆ ที่เราตองเกยี่ วขอ งสัมพนั ธทางสงั คมดจุ ทศิ ที่อยรู อบตัว — Disà: directions; quarters) 1. ปุรตั ถิมทศิ (ทิศเบอ้ื งหนา คือ ทิศตะวนั ออก ไดแ ก มารดาบดิ า เพราะเปน ผูมอี ุปการะแก เรามากอน — Puratthima-disà: parents as the east or the direction in front) ก. บุตรธดิ าพึงบาํ รุงมารดาบิดา ผเู ปน ทศิ เบอ้ื งหนา ดังนี้ 1) ทานเลีย้ งเรามาแลว เลยี้ งทานตอบ 2) ชว ยทําการงานของทาน 3) ดาํ รงวงศส กลุ 4) ประพฤติตนใหเ หมาะสมกับความเปนทายาท 5) เมอื่ ทา นลว งลับไปแลว ทาํ บญุ อุทิศใหทา น In five ways a child should minister to his parents as the eastern quarter (saying to himself): a) Having been supported by them, I will support them in my turn. b) I will do their work for them. c) I will keep up the honour and the traditions of my family. d) I will make myself worthy of my heritage. e) I will make offerings, dedicating merit to them after their death.* ข. บิดามารดายอมอนเุ คราะหบตุ รธดิ า ดังน้ี 1) หามปรามจากความช่ัว 2) ใหต้ังอยใู นความดี 3) ใหศึกษาศิลปวิทยา * แปลอีกอยางวา “I will grant donations on their behalf.”

[265] 192 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร 4) หาคูครองที่สมควรให 5) มอบทรพั ยสมบัตใิ หในโอกาสอันสมควร In five ways his parents, thus served as the eastern quarter, show their love for him: a) They keep him back from evil. b) They train him in virtue. c) They have him taught arts and sciences. d) They arrange for his marriage to a suitable wife. e) They hand over his inheritance to him in due time. 2. ทักษณิ ทิศ (ทิศเบือ้ งขวา คอื ทิศใต ไดแก ครูอาจารย เพราะเปน ทักขิไณยบคุ คลควรแก การบูชาคุณ — Dakkhiõa-disà: teachers as the south or the direction in the right) ก. ศษิ ยพึงบํารงุ ครอู าจารย ผูเปนทิศเบอ้ื งขวา ดังนี้ 1) ลกุ ตอนรับ 2) เขาไปหา (เพอ่ื บาํ รุง คอยรับใช ปรกึ ษา ซกั ถาม และรับคําแนะนํา เปน ตน)* 3) ใฝใ จเรยี น (คอื มใี จรัก เรียนดว ยศรัทธา และรูจกั ฟงใหเกิดปญ ญา)** 4) ปรนนบิ ัติ ชว ยบริการ 5) เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ (คือ เอาจรงิ เอาจงั ถอื เปนกิจสาํ คญั ) In five ways a pupil should minister to his teachers as the southern quarter: a) by rising to receive them. b) by waiting upon them. c) by eagerness to learn. d) by personal service. e) by attentively learning the arts and sciences. ข. ครูอาจารยย อมอนเุ คราะหศ ษิ ย ดงั นี้ 1) ฝก ฝนแนะนาํ ใหเปนคนดี 2) สอนใหเขา ใจแจมแจง 3) สอนศิลปวิทยาใหสนิ้ เชิง 4) ยกยองใหป รากฏในหมคู ณะ 5) สรางเคร่อื งคมุ ภัยในสารทิศ (สอนฝก ใหร จู กั เลี้ยงตัวรักษาตนในอันที่จะดําเนนิ ชวี ิตตอ ไปดวยดี รับรองความรคู วามประพฤตใิ หเ ปน ทีย่ อมรับในการไปประกอบอาชพี เปน อยู * อปุ ฏ าน ** สสุ สฺ สู า (= ฟงดวยดี)

หมวด 6 193 [265] ไดดวยดี) In five ways his teachers, thus served as the southern quarter, show their love for him: a) They train him so that he is well-trained. b) They teach him in such a way that he understands and remembers well what he has been taught. c) They thoroughly instruct him in the lore of every art. d) They introduce him to his friends and companions. e) They provide for his safety and security in every quarter. 3. ปจ ฉมิ ทศิ (ทิศเบ้ืองหลัง คอื ทิศตะวันตก ไดแ ก บุตรภรรยา เพราะมีขน้ึ ภายหลงั และคอย เปน กําลังสนบั สนุนอยูขา งหลัง — Pacchima-disà: wife and children as the west or the direction behind) ก. สามีพงึ บาํ รงุ ภรรยา ผเู ปนทิศเบ้อื งหลงั ดงั นี้ 1) ยกยองใหเ กียรติสมกับฐานะทเ่ี ปนภรรยา 2) ไมดูหมิ่น 3) ไมน อกใจ 4) มอบความเปนใหญใ นงานบานให 5) หาเครอื่ งประดบั มาใหเปนของขวัญตามโอกาส In five ways a husband should serve his wife as the western quarter: a) by honouring her. b) by being courteous to her. c) by being faithful to her. d) by handing over authority to her. e) by providing her with ornaments. ข. ภรรยายอ มอนุเคราะหส ามี ดงั น้ี 1) จดั งานบา นใหเ รียบรอย 2) สงเคราะหญาติมิตรท้ังสองฝา ยดว ยดี 3) ไมน อกใจ 4) รักษาทรพั ยสมบตั ทิ ่หี ามาได 5) ขยนั ไมเกียจครา นในงานทั้งปวง In five ways his wife, thus served as the western quarter, shows her love for him:

[265] 194 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร a) The household affairs are to be well managed. b) She should be hospitable and helpful to friends and relations of both hers and his. c) She should be faithful to him. d) She should take care of the goods he brings home. e) She should be skilful and industrious in all her duties. 4. อุตตรทิศ (ทิศเบือ้ งซาย คือ ทิศเหนอื ไดแ ก มิตรสหาย เพราะเปนผชู ว ยใหขามพน อปุ สรรคภยั อันตราย และเปน กําลังสนบั สนนุ ใหบรรลคุ วามสําเรจ็ — Uttara-disà: friends and companions as the north or the direction in the left) ก. บคุ คลพึงบาํ รุงมติ รสหาย ผเู ปน ทิศเบอื้ งซาย ดงั น้ี 1) เผอ่ื แผแ บง ปน 2) พดู จามนี ํา้ ใจ 3) ชว ยเหลอื เกอ้ื กูลกัน 4) มตี นเสมอ รวมสุขรวมทุกขกัน 5) ซอื่ สัตยจริงใจตอ กนั In five ways a clansman should serve his friends and associates as the northern quarter: a) by generosity. b) by kind words. c) by helping them and acting for their welfare. d) by putting them on equal terms. e) by being sincere to them. ข. มติ รสหายยอ มอนุเคราะหต อบ ดังนี้ 1) เม่ือเพื่อนประมาท ชว ยรักษาปองกนั 2) เมื่อเพ่อื นประมาท ชวยรักษาทรพั ยส มบัตขิ องเพือ่ น 3) ในคราวมีภัย เปน ท่ีพง่ึ ได 4) ไมละท้ิงในยามทกุ ขย าก 5) นับถอื ตลอดถึงวงศญ าตขิ องมิตร In five ways his friends and associates, thus served as the northern quarter, show their love for him: a) They protect him when he is careless.

หมวด 6 195 [265] b) They guard his property when he is careless. c) They are a refuge for him when he is in danger. d) They do not leave him in his troubles. e) They show due respect to other members of his family. 5. เหฏฐมิ ทิศ (ทศิ เบอ้ื งลา ง ไดแ ก คนรบั ใชแ ละคนงาน เพราะเปน ผูชว ยทาํ การงานตางๆ เปนฐานกาํ ลงั ให — Heññhima-disà: servants and workmen as the nadir) ก. นายพงึ บาํ รุงคนรบั ใชและคนงาน ผเู ปน ทศิ เบอ้ื งลาง ดังนี้ 1) จัดการงานใหท ําตามความเหมาะสมกับกําลังความสามารถ 2) ใหค าจา งรางวลั สมควรแกงานและความเปนอยู 3) จดั สวสั ดิการดี มชี วยรักษาพยาบาลในยามเจบ็ ไข เปนตน 4) ไดข องแปลกๆ พเิ ศษมา ก็แบง ปน ให 5) ใหมีวนั หยุดและพกั ผอ นหยอนใจตามโอกาสอนั ควร In five ways a master should serve his servants and workmen as the lower quarter: a) by assigning them work according to their strength. b) by giving them due food and wages. c) by caring for them in sickness. d) by sharing with them unusual luxuries. e) by giving them holidays and leave at suitable time. ข. คนรับใชแ ละคนงานยอ มอนุเคราะหนาย ดงั นี้ 1) เร่มิ ทําการงานกอ นนาย 2) เลิกงานทีหลังนาย 3) ถือเอาแตของท่ีนายให 4) ทําการงานใหเ รียบรอ ยและดยี ิ่งขึ้น 5) นําเกียรตคิ ณุ ของนายไปเผยแพร In five ways his servants and workmen, thus served as the lower quarter, show their love for him: a) They get up to work before him. b) They go to rest after him. c) They take only what is given to them. d) They do their work well. e) They spread about his praise and good name.

[265] 196 พจนานุกรมพุทธศาสตร 6. อปุ รมิ ทิศ (ทศิ เบ้อื งบน ไดแก สมณพราหมณ คอื พระสงฆ เพราะเปนผสู ูงดว ยคณุ ธรรม และเปนผนู าํ ทางจติ ใจ — Uparima-disà: monks as the zenith) ก. คฤหสั ถย อมบํารงุ พระสงฆ ผเู ปน ทิศเบ้อื งบน ดงั น้ี 1) จะทําสิง่ ใด ก็ทําดวยเมตตา 2) จะพดู สิง่ ใด กพ็ ูดดว ยเมตตา 3) จะคิดสง่ิ ใด ก็คิดดว ยเมตตา 4) ตอ นรับดว ยความเตม็ ใจ 5) อุปถัมภดว ยปจจยั 4 In five ways a clansman should serve monks and Brahmins as the upper quarter: a) by kindly acts. b) by kindly words. c) by kindly thoughts. d) by keeping open house to them. e) by supplying them with their material needs. ข. พระสงฆย อ มอนุเคราะหค ฤหัสถ ดงั นี้ 1) หา มปรามจากความชว่ั 2) ใหตัง้ อยใู นความดี 3) อนุเคราะหด ว ยความปรารถนาดี 4) ใหไดฟ งส่งิ ทยี่ งั ไมเคยฟง 5) ทําส่ิงที่เคยฟงแลว ใหแจมแจง 6) บอกทางสวรรค คือทางชวี ติ ท่ีมีความสุขความเจรญิ ให In six ways the monks, thus served as the upper quarter, show their love for him: a) They keep him back from evil. b) They encourage him to do good. c) They feel for him with kindly thoughts. d) They teach him what he has not heard before. e) They correct and clarify what he has learnt. f) They show him the way to heaven. ผปู ฏบิ ตั ิดงั กลา วนชี้ ือ่ วา ปกปก รักษาทัว่ ทกุ ทิศใหเ ปน แดนเกษมสุขปลอดภยั D.III.189–192. ที.ปา.11/198–204/202–206. [,,,] ธรรมคุณ 6 ดู [306] ธรรมคุณ 6.

หมวด 6 197 [267] [,,,] ธาตุ 6 ดู [148] ธาตุ 6. [,,,] บัญญตั ิ 6 ดู [28] บญั ญติ 2, 6. [266] ปยรูป สาตรปู 6 × 10 (ส่ิงท่ีมสี ภาวะนา รกั นา ช่ืนใจ เปนที่เกดิ และเปนทด่ี ับของ ตัณหา — Piyaråpa sàtaråpa: delightful and pleasurable things) หมวด 1 ดู [276] อายตนะภายใน 6 หมวด 2 ดู [277] อายตนะภายนอก 6 หมวด 3 ดู [268] วญิ ญาณ 6 หมวด 4 ดู [272] สมั ผสั 6 หมวด 5 ดู [113] เวทนา 6 หมวด 6 ดู [271] สญั ญา 6 หมวด 7 ดู [263] สญั เจตนา 6 หมวด 8 ดู [264] ตณั หา 6 หมวด 9 ไดแ ก วติ ก 6 คอื รปู วติ ก สทั ทวิตก คนั ธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก (ความตริตรกึ เก่ยี วกับรูป ฯลฯ — Vitakka: thought-conception concerning visual forms, etc.) หมวด 10 ไดแ ก วจิ าร 6 คอื รปู วจิ าร สทั ทวจิ าร คนั ธวจิ าร รสวจิ าร โผฏฐพั พวจิ าร ธมั มวจิ าร (ความตรองเกี่ยวกับรปู ฯลฯ — Vicàra: discursive thought concerning visual forms, etc.) D.II.308; M.1.62. ที.ม.10/297/343; ม.มู.12/147/120. [267] ภัพพตาธรรม 6 (ธรรมอันทาํ ใหเปน ผูควรทจ่ี ะบรรลกุ ศุ ลธรรมที่ยงั ไมบรรลุ และทํา กศุ ลธรรมท่บี รรลุแลวใหเ จริญเพ่ิมพนู , คณุ สมบตั ิทีท่ าํ ใหเปน ผคู วร เหมาะ สามารถ หรอื พรอ ม ที่จะไดจะถึงส่ิงดีงามท่ียังไมไดไมถึง และทําส่ิงดีงามท่ีไดที่ถึงแลวใหเจริญเพิ่มพูน — Bhabbatà-dhamma: qualities making one fit for attaining the wholesome not yet attained and augmenting the wholesome already attained) 1. ฉลาดในหลักความเจรญิ คอื รูเ ขาใจกระบวนเหตปุ จจยั ทจี่ ะทาํ ใหเกิดความเจรญิ เพิม่ พนู (to be knowledgeable about improvement or gain) 2. ฉลาดในหลกั ความเสอ่ื ม คือ รูเขาใจกระบวนเหตปุ จจยั ทจ่ี ะทําใหเกิดความสูญเสยี เสือ่ ม สลาย (to be knowledgeable about loss or decline) 3. ฉลาดในอุบาย คอื รูเขาใจชํานาญในวิธีการท่ีจะแกไ ขจัดทาํ ดําเนินการใหสําเร็จลุลวง (to be skilful in the means) 4. สรางฉันทะทจ่ี ะบรรลุกศุ ลธรรมทยี่ งั มิไดบ รรลุ (to arouse the will to attain the good

[268] 198 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร one has not attained) 5. ระวังรกั ษากศุ ลธรรมทไ่ี ดล ถุ งึ แลว (to maintain the good one has attained) 6. ทําใหสําเร็จลุจุดหมายดว ยการกระทําตอเนื่องไมยั้งหยุดหรอื ขาดตอน (to accomplish one’s aim through persevering performance or continuance in action) A.III.432 อง.ฺ ฉกฺก.22/350/482 [,,,] วฒั นมขุ 6 ดู [] วฒั นมุข 6. [268] วญิ ญาณ 6 (ความรแู จง อารมณ — Vi¤¤àõa: consciousness; sense-awareness) 1. จกั ขวุ ญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างตา คอื รรู ูปดวยตา, เห็น — Cakkhu-vi¤¤àõa: eye- consciousness) 2. โสตวิญญาณ (ความรอู ารมณท างหู คือ รูเ สียงดว ยห,ู ไดย ิน — Sota~: ear- consciousness) 3. ฆานวญิ ญาณ (ความรูอารมณท างจมกู คือ รกู ล่นิ ดว ยจมกู , ไดก ลิ่น — Ghàna~: nose- consciousness) 4. ชิวหาวิญญาณ (ความรูอ ารมณท างลิน้ คือ รรู สดว ยลน้ิ , รรู ส — Jivhà~: tongue- consciousness) 5. กายวญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างกาย คอื รโู ผฏฐพั พะดว ยกาย, รสู กึ กายสมั ผสั — Kà ya~: body-consciousness) 6. มโนวญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างใจ คือ รูธรรมารมณด ว ยใจ, รคู วามนึกคดิ — Mano~: mind-consciousness) D.III.243; Vbh.180. ท.ี ปา.11/306/255; อภ.ิ ว.ิ 35/120/105. [,,,] เวทนา 6 ดู [113] เวทนา 6. [269] เวปลุ ลธรรม 6 (คณุ สมบัตทิ ่ีจะทาํ ใหเ ปน ผูเติบใหญไพบูลยในธรรมหรือคุณความดที ง้ั หลายในเวลาไมน าน — Vepulla-dhamma: qualities leading to the attainment of greatness and full development in wholesome states) 1. อาโลกพหโุ ล (เปนผูมากดวยความสวางแหงปญญาหยง่ั รู — âlokabahulo: to be rich in the lustre of wisdom or clarity of vision) 2. โยคพหุโล (เปนผมู ากดวยความเพยี รประกอบการ — Yogabahulo: to be devoted to the endeavour) 3. เวทพหโุ ล (เปนผมู ากดวยความเบกิ บานใจ คือ มีปต ิปราโมทยอยเู สมอ — Vedabahulo: to be full of joy and cheerfulness) 4. อสนตฏุ  ิพหโุ ล (เปนผูม ากดวยความไมส ันโดษในกุศลธรรมทง้ั หลาย คือ ไมร อู ม่ิ ไมร ูพอใน

หมวด 6 199 [270] การบาํ เพ็ญความดี — Asantuññhibahulo: to be full of intellectual discontent with the good already achieved) 5. อนกิ ฺขติ ฺตธโุ ร (ไมท อดธรุ ะในกุศลธรรมท้ังหลาย — Anikkhittadhuro: not to shirk the responsibility of cultivating the good) 6. อุตฺตริฺจ ปตาเรติ (เพยี รพยายามทํากจิ บดั นใ้ี หลลุ วง กาวสูค ณุ ความดีท่ีสงู ย่ิงขึ้นไป — Uttari¤ca patàreti: to strive perseveringly for further attainments) A.III.432 อง.ฺ ฉกฺก.22/351/482 [270] สวรรค 6 (ภพที่มีอารมณอันเลิศ, โลกทม่ี แี ตความสุข, เทวโลก, ในท่นี ี้หมายเฉพาะ สวรรคช ัน้ กามาพจร คือ ช้นั ที่ยังเกี่ยวของกบั กาม ซ่ึงเรียกเต็มวา ฉกามาพจรสวรรค หรือ กามาวจรสวรรค 6 — Sagga: the six heavens of the sense-sphere) เรยี งจากชนั้ ตาํ่ ข้นึ ไปดังน้ี 1. จาตมุ หาราชกิ า (สวรรคท ่ที า วมหาราช 4 หรือทา วจตุโลกบาล ปกครอง — Càtum- mahàràjikà: The realm of the Four Great Kings คือ ทา วธตรฐ จอมคนธรรพ ครองทิศ ตะวนั ออก; ทาววริ ูฬหก จอมกมุ ภัณฑ ครองทิศใต; ทาววริ ูปกษ จอมนาค ครองทศิ ตะวนั ตก; ทาวกเุ วร หรือ เวสสวณั จอมยกั ษ ครองทิศเหนือ) 2. ดาวดงึ ส (แดนทอี่ ยแู หง เทพ 33 มที า วสกั กะ หรอื พระอนิ ทรเ ปน จอมเทพ บางทเี รยี ก ไตรตรงึ ส — Tàvati§sà: the realm of the Thirty-three Gods) 3. ยามา (แดนทอี่ ยแู หง เทพผปู ราศจากทกุ ข มที า วสยุ ามเปน ผปู กครอง — Yàmà: the realm of the Yàma Gods) 4. ดุสิต (แดนที่อยูแหงเทพผูเอิบอิ่มดวยสิริสมบัติของตน มีทาวสันดุสิตเปนจอมเทพ — Tusità: the realm of the satisfied gods) ถือกนั วาเปนที่อบุ ตั ขิ องพระโพธสิ ัตวในพระชาติ สดุ ทา ยกอ นจะเปนพระพทุ ธเจา และเปน ทอ่ี บุ ตั ขิ องพระพุทธมารดา 5. นมิ มานรดี (แดนท่อี ยแู หง เทพผมู ีความยนิ ดใี นการเนรมิต มีทา วสุนมิ มิตเปน จอมเทพ ถือ กันวา เทวดาชัน้ น้ี ปรารถนาส่ิงใดสิ่งหนงึ่ ยอมนริ มติ ไดเ อง — Nimmànaratã: the realm of the gods who rejoice in their own creations) 6. ปรนิมมิตวสวัตดี (แดนที่อยูแหงเทพผูยังอํานาจใหเปนไปในสมบัติท่ีผูอื่นนิรมิตให คอื เสวยสมบัตทิ เี่ ทพพวกอน่ื นิรมิตให มที า ววสวตั ดีเปนจอมเทพ — Paranimmitavasavattã: the realm of gods who lord over the creation of others) คาํ อธิบายที่แสดงไวน ้ี มาในคมั ภรี ร นุ หลงั เชน อภธิ มั มัตถวิภาวินี เปนตน ดู [351] ภูมิ 31. S.V.423; Comp.138. ส.ํ ม.19/1681/531; สงฺคห.25. [,,,] สัญเจตนา 6 ดู [263] เจตนา 6

[271] 200 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [271] สัญญา 6 (ความกําหนดไดห มายร,ู ความหมายรูอารมณ, ความจาํ ไดหมายรู — Sa¤¤à: perception) 1. รูปสัญญา (ความหมายรูรปู เชน วา ดาํ แดง เขียว ขาว เปนตน — Råpa-sa¤¤à: perception of form) 2. สัททสัญญา (ความหมายรูเ สยี ง เชน วา ดัง เบา ทมุ แหลม เปนตน — Sadda~: perception of sound) 3. คันธสญั ญา (ความหมายรูกลน่ิ เชนวา หอม เหมน็ เปนตน — Gandha~: perception of smell) 4. รสสัญญา (ความหมายรูร ส เชน วา หวาน เปร้ียว ขม เคม็ เปน ตน — Rasa~: perception of taste) 5. โผฏฐพั พสญั ญา (ความหมายรูส ัมผัสทางกาย เชนวา ออน แขง็ หยาบ ละเอยี ด รอ น เยน็ เปนตน — Phoññhabba~: perception of tangible objects) 6. ธัมมสญั ญา (ความหมายรอู ารมณทางใจ เชนวา งาม นา เกลียด เทยี่ ง ไมเ ทยี่ ง เปน ตน — Dhamma~: perception of mind-objects) D.III.244; A.III.413. ท.ี ปา.11/309/255; อง.ฺ ฉกฺก.22/334/461. [272] สมั ผัส หรือ ผัสสะ 6 (ความกระทบ, ความประจวบกันแหงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ — Samphassa, Phassa: contact; sense-impression) 1. จกั ขสุ มั ผสั (ความกระทบทางตา คอื ตา + รปู + จกั ขวุ ญิ ญาณ — Cakkhu-samphassa: eye-contact) 2. โสตสมั ผัส (ความกระทบทางหู คอื หู + เสยี ง + โสตวญิ ญาณ — Sota~: ear-contact) 3. ฆานสัมผสั (ความกระทบทางจมกู คือ จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ — Ghàna~: nose- contact) 4. ชวิ หาสัมผัส (ความกระทบทางล้ิน คอื ล้นิ + รส + ชวิ หาวญิ ญาณ — Jivhà~: tongue- contact) 5. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ — Kàya~: body-contact) 6. มโนสัมผัส (ความกระทบทางใจ คอื ใจ + ธรรมารมณ + มโนวญิ ญาณ — Mano~: mind-contact) D.III.243; S.II.3. ที.ปา.11/307/255; สํ.นิ.16/12/4. [273] สารณียธรรม 6 (ธรรมเปนทต่ี ้ังแหงความใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตใุ หร ะลกึ ถึงกัน, ธรรมท่ที ําใหเ กิดความสามคั ค,ี หลกั การอยรู ว มกัน — Sàraõãyadhamma: states of conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม กใ็ ช

หมวด 6 201 [273] 1. เมตตากายกรรม (ต้งั เมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย ทั้งตอ หนา และลบั หลัง คือ ชวยเหลือกิจธรุ ะของผรู วมหมคู ณะดว ยความเตม็ ใจ แสดงกิรยิ าอาการสภุ าพ เคารพนบั ถอื กนั ทั้งตอ หนาและลับหลัง — Mettàkàyakamma: to be amiable in deed, openly and in private) 2. เมตตาวจกี รรม (ตงั้ เมตตาวจีกรรมในเพ่ือนพรหมจรรย ท้ังตอหนาและลับหลงั คอื ชว ย บอกแจงสงิ่ ที่เปนประโยชน สัง่ สอน แนะนาํ ตักเตอื นดวยความหวังดี กลา ววาจาสุภาพ แสดง ความเคารพนบั ถอื กนั ท้ังตอ หนา และลับหลัง — Mettàvacãkamma: to be amiable in word, openly and in private) 3. เมตตามโนกรรม (ตัง้ เมตตามโนกรรมในเพ่ือนพรหมจรรย ท้ังตอ หนาและลับหลงั คอื ต้ัง จิตปรารถนาดี คดิ ทาํ สงิ่ ทเี่ ปน ประโยชนแกกนั มองกันในแงดี มีหนาตายมิ้ แยม แจมใสตอกัน — Mettàmanokamma: to be amiable in thought, openly and in private) 4. สาธารณโภคติ า (ไดของสง่ิ ใดมาก็แบง ปนกัน คือ เมือ่ ไดสง่ิ ใดมาโดยชอบธรรม แมเปน ของเล็กนอ ย กไ็ มห วงไวผ เู ดียว นาํ มาแบงปน เฉลี่ยเจอื จาน ใหไดมสี วนรวมใชส อยบรโิ ภคทั่วกัน — Sàdhàraõabhogità: to share any lawful gains with virtuous fellows) ขอน้ี ใช อัปปฏวิ ิภตั ตโภคี กไ็ ด 5. สลี สามัญญตา (มศี ีลบริสทุ ธิ์เสมอกันกับเพ่ือนพรหมจรรยทัง้ หลาย ทัง้ ตอ หนาและลบั หลงั คือ มคี วามประพฤตสิ จุ รติ ดีงาม ถกู ตองตามระเบียบวนิ ัย ไมทาํ ตนใหเ ปน ทน่ี ารงั เกยี จของหมู คณะ — Sãlasàma¤¤atà: to keep without blemish the rules of conduct along with one’s fellows, openly and in private) 6. ทฏิ ฐสิ ามญั ญตา (มีทิฏฐดิ ีงามเสมอกนั กบั เพอื่ นพรหมจรรยทง้ั หลาย ทงั้ ตอหนา และลบั หลงั คอื มีความเหน็ ชอบรวมกนั ในขอ ทเี่ ปนหลักการสาํ คญั อันจะนําไปสูความหลุดพน สนิ้ ทุกข หรอื ขจัดปญ หา — Diññhisàma¤¤atà: to be endowed with right views along with one’s fellows, openly and in private) ธรรม 6 ประการน้ี มคี ณุ คือ เปน สารณียะ (ทาํ ใหเ ปน ท่ีระลึกถึง — making others to keep one in mind) เปน ปยกรณ (ทําใหเ ปนท่รี กั — endearing) เปน ครุกรณ (ทําใหเปน ท่ี เคารพ — bringing respect) เปน ไปเพอ่ื ความสงเคราะห (ความประสานกลมกลนื — conducing to sympathy or solidarity) เพอ่ื ความไมววิ าท (to non-quarrel) เพ่อื ความ สามคั คี (to concord; harmony) และเพ่อื เอกภี าพ (ความเปนอนั หนง่ึ อนั เดยี วกัน — to unity) D.III.245; A.III.288–9. ท.ี ปา.11/317/257; องฺ.ฉกฺก.22/282–3/321–3. [,,,] อนตุ ตริยะ 6 ดู [127] อนุตตริยะ 6 [,,,] อบายมุข 6 ดู [200] อบายมุข 6.

[274] 202 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [274] อภิญญา 6 (ความรยู ิง่ ยวด — Abhi¤¤à: superknowledge; ultra-conscious insight) 1. อิทธิวิธา หรอื อิทธวิ ธิ ิ (ความรทู ีท่ าํ ใหแ สดงฤทธติ์ างๆ ได — Iddhividhà: magical powers) 2. ทพิ พโสต (ญาณทีท่ าํ ใหม ีหูทพิ ย — Dibbasota: divine ear) 3. เจโตปรยิ ญาณ (ญาณท่ใี หก ําหนดใจคนอืน่ ได — Cetopariya¤àõa: penetration of the minds of others; cf. telepathy) 4. ปพุ เพนวิ าสานสุ สติ (ญาณที่ทาํ ใหร ะลกึ ชาตไิ ด — Pubbenivàsànussati: remem- brance of former existences; cf. retrocognition) 5. ทพิ พจักขุ (ญาณทท่ี าํ ใหมตี าทิพย — Dibbacakkhu: divine eye) 6. อาสวกั ขยญาณ (ญาณทที่ าํ ใหอาสวะส้ินไป — âsavakkhaya¤àõa: knowledge of the exhaustion of all mental intoxicants) หา ขอ แรกเปนโลกยิ ะ (โลกยี อภิญญา) ขอทา ยเปน โลกตุ ตระ. ดู [106] วชิ ชา 3; [297] วิชชา 8. D.III.281; A.III.280; ท.ี ปา.11/431/307; องฺ.ฉกกฺ .22/273/311. [275] อภิฐาน 6 (กรรมท่ีเดนยิ่งกวา กรรมอืน่ ๆ, ฐานะอันย่งิ ยวด, ฐานอนั หนกั , ความผิด พลาดสถานหนกั — Abhiñhàna: major wrong doings; great mistakes) อภฐิ าน 5 ขอ แรก ตรงกบั อนนั ตรยิ กรรม 5 คอื มาตฆุ าต ปต ฆุ าต อรหนั ตฆาต โลหติ ปุ บาท และ สังฆเภท เพมิ่ ขอ 6 คือ 6. อญั ญสตั ถทุ เทส* (ถอื ศาสดาอนื่ คอื ถอื ถกู อยแู ลว กลบั ไพลท งิ้ ไปถอื ผดิ — A¤¤asatthuddesa: professing the doctrines of an alien teacher; adopting another teacher) อภฐิ านน้ี ในบาลที มี่ าเดมิ เรยี กวา อภพั พฐาน (ฐานะทบี่ คุ คลผถู งึ พรอ มดว ยทฏิ ฐิ คอื ตง้ั แต พระโสดาบนั ขน้ึ ไป ไมอ าจจะกระทาํ คอื เปน ไปไมไ ดท จ่ี ะทาํ — acts which are incapable of being committed by a person possessed of right views; impossibilities) ดู [245] อนนั ตรยิ กรรม 5. A.III.439; Kh.VI.10, Sn.231. องฺ.ฉกฺก.22/365/490; ข.ุ ขุ.25/7/7; ขุ.ส.ุ 25/314/369. [276] อายตนะภายใน 6 (ทเี่ ชื่อมตอ ใหเกดิ ความร,ู แดนตอความรูฝายภายใน — Ajjhattikàyatana: internal sense-fields) บาลเี รียก อัชฌัตติกายตนะ 1. จักขุ (จกั ษุ, ตา — Cakkhu: the eye) 2. โสตะ (หู — Sota: the ear) * บางแหง เรยี ก อญั ญสัตถารุทเทส

หมวด 6 203 [277] 3. ฆานะ (จมกู — Ghàna: the nose) 4. ชิวหา (ลน้ิ — Jivhà: the tongue) 5. กาย (กาย — Kàya: the body) 6. มโน (ใจ — Mana: the mind) ทั้ง 6 นี้ เรียกอกี อยา งวา อินทรีย 6 เพราะเปน ใหญในหนา ทข่ี องตนแตละอยาง เชน จักษุ เปนเจาการในการเห็น เปน ตน D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภ.ิ ว.ิ 35/99/85. [277] อายตนะภายนอก 6 (ที่เช่อื มตอใหเกดิ ความร,ู แดนตอ ความรูฝ ายภายนอก — Bàhiràyatana: external sense-fields) บาลีเรียก พาหริ ายตนะ 1. รูปะ (รูป, ส่ิงที่เหน็ หรอื วัณณะ คือสี — Råpa: form; visible objects) 2. สทั ทะ (เสยี ง — Sadda: sound) 3. คนั ธะ (กลิ่น — Gandha: smell; odour) 4. รสะ (รส — Rasa: taste) 5. โผฏฐพั พะ (สัมผัสทางกาย, ส่งิ ทถี่ ูกตอ งกาย — Phoññhabba: touch; tangible objects) 6. ธรรม หรอื ธรรมารมณ (อารมณทเ่ี กิดกับใจ, สง่ิ ทใ่ี จนกึ คิด — Dhamma: mind- objects) ท้งั 6 น้ี เรยี กท่ัวไปวา อารมณ 6 คอื เปนสิง่ สาํ หรับใหจ ิตยึดหนวง D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ท.ี ปา.11/305/255; ม.อุ.14/620/400; อภ.ิ ว.ิ 35/99/85.

สัตตกะ — หมวด 7 Groups of Seven [278] กลั ยาณมิตรธรรม 7 (องคค ณุ ของกัลยาณมติ ร, คุณสมบตั ขิ องมติ รดีหรือมิตรแท คือทานท่ีคบหรือเขาหาแลวจะเปนเหตุใหเกิดความดีงามและความเจริญ ในที่น้ีมุงเอามิตร ประเภทครหู รือพเ่ี ลีย้ งเปน สําคัญ — Kalyàõamitta-dhamma: qualities of a good friend) 1. ปโ ย (นารัก ในฐานเปน ที่สบายใจและสนทิ สนม ชวนใหอ ยากเขาไปปรกึ ษาไตถ าม — Piyo: lovable; endearing) 2. ครุ (นา เคารพ ในฐานประพฤตสิ มควรแกฐานะ ใหเกดิ ความรสู ึกอบอนุ ใจ เปนที่พ่ึงได และ ปลอดภัย — Garu: esteemable; respectable; venerable) 3. ภาวนีโย (นา เจริญใจ หรอื นา ยกยอง ในฐานทรงคณุ คือความรูและภูมปิ ญญาแทจ รงิ ทงั้ เปนผูฝก อบรมและปรับปรงุ ตนอยูเ สมอ ควรเอาอยา ง ทําใหระลึกและเอยอางดวยซาบซงึ้ ภมู ิ ใจ — Bhàvanãyo: adorable; cultured; emulable) 4. วตฺตา จ (รจู กั พูดใหไ ดผล รจู ักช้แี จงใหเขา ใจ รูวา เมอ่ื ไรควรพดู อะไรอยางไร คอยใหค าํ แนะ นําวา กลา วตักเตือน เปน ทีป่ รึกษาท่ดี ี — Vattà ca: being a counsellor) 5. วจนกขฺ โม (อดทนตอ ถอ ยคาํ คือ พรอมทจ่ี ะรับฟงคําปรกึ ษา ซักถาม คําเสนอ และวิพากษ วิจารณ อดทนฟงไดไมเบือ่ ไมฉ นุ เฉยี ว — Vacanakkhamo: being a patient listener) 6. คมฺภีรจฺ กถํ กตฺตา (แถลงเร่อื งลา้ํ ลึกได สามารถอธิบายเร่ืองยงุ ยากซบั ซอ นใหเขา ใจ และใหเ รยี นรูเรือ่ งราวท่ลี ึกซ้งึ ยิ่งขึ้นไป — Gambhãra¤ca katha§ kattà: able to deliver deep discourses or to treat profound subjects) 7. โน จฏ าเน นิโยชเย (ไมช ักนําในอฐาน คือ ไมแ นะนาํ ในเรื่องเหลวไหล หรอื ชกั จงู ไปใน ทางเสอื่ มเสยี — No caññhàne niyojaye: never exhorting groundlessly; not leading or spurring on to a useless end) A.IV.31. อง.ฺ สตตฺ ก.23/34/33. [279] ธรรมมอี ปุ การะมาก 7 (Bahukàra-dhamma: virtues of great assistance) ธรรมหมวดนี้ ทา นหมายเอาอรยิ ทรพั ย 7 ประการ ดู [292] อริยทรพั ย 7 D.III.282. ท.ี ปา.11/433/310. [280] บุพนิมติ แหง มรรค 7 (ธรรมทเี่ ปนเคร่ืองหมายบง บอกลว งหนา วา มรรคมอี งค 8 ประการอันประเสรฐิ จะเกิดข้นึ แกผนู ้ัน ดจุ แสงอรณุ เปนบพุ นมิ ติ ของการทด่ี วงอาทิตยจะอทุ ัย, แสงเงนิ แสงทองของชวี ติ ทด่ี ,ี รงุ อรณุ ของการศกึ ษา — Magguppàda-pubbanimitta: a

หมวด 7 205 [281] foregoing sign for the arising of the Noble Eightfold Path; precursor of the Noble Path; harbinger of a good life or of the life of learning) 1. กัลยาณมิตตตา (ความมกี ัลยาณมติ ร, มีมติ รดี, คบหาคนท่เี ปน แหลงแหงปญ ญาและแบบ อยา งท่ดี ี — Kalyàõamittatà: good company; having a good friend; association with a good and wise person) 2. สีลสัมปทา (ความถึงพรอ มดวยศลี , การทาํ ศลี ใหถ ึงพรอ ม, ตัง้ ตนอยใู นวนิ ัยและมคี วาม ประพฤตทิ ่ัวไปดีงาม — Sãla-sampadà: perfection of morality; accomplishment in discipline and moral conduct) 3. ฉันทสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดวยฉันทะ, การทาํ ฉันทะใหถ ึงพรอ ม, ความใฝใ จอยากจะทํา กิจหนา ทแ่ี ละสิง่ ท้งั หลายท่ีเกีย่ วขอ งใหดีงาม, ความใฝรูใฝสรา งสรรค — Chanda-sampadà: perfection of aspiration; accomplishment in constructive desire) 4. อตั ตสมั ปทา (ความถงึ พรอมดว ยตนท่ีฝก ดีแลว, การทาํ ตนใหถ งึ พรอ มดว ยคุณสมบตั ิของผู ทพี่ ัฒนาแลวโดยสมบรู ณ ท้งั ดา นกาย ศลี จติ และปญญา [ท่ีจะเปน ภาวติ ตั ต คอื ผมู ตี นอนั ได พัฒนาแลว ] — Atta-sampadà: perfection of oneself; acomplishment in self that has been well trained; dedicating oneself to training for the realization of one’s full human potential; self-actualization) 5. ทิฏฐิสมั ปทา (ความถึงพรอ มดว ยทิฏฐิ, การทาํ ทิฏฐิใหถ ึงพรอ ม, การตงั้ อยูในหลักความคดิ ความเชื่อถอื ทีถ่ กู ตอ งดีงามมเี หตุผล เชน ถอื หลักความเปน ไปตามเหตุปจจัย — Diññhi- sampadà: perfection of view; accomplishment in view; to be established in good and reasoned principles of thought and belief) 6. อปั ปมาทสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดว ยความไมป ระมาท, การทาํ ความไมป ระมาทใหถ งึ พรอ ม — Appamàda-sampadà: perfection of heedfulness; accomplishment in diligence) 7. โยนโิ สมนสกิ ารสมั ปทา (ความถึงพรอ มดวยโยนิโสมนสกิ าร, การทาํ โยนโิ สมนสกิ ารใหถึง พรอม, ความฉลาดคดิ แยบคายใหเหน็ ความจรงิ และหาประโยชนไ ด — Yonisomanasikàra- sampadà: perfection of wise reflection; accomplishment in systematic attention) เม่อื ใดธรรมที่เปน บุพนิมติ 7 ประการนี้ แมอยา งใดอยา งหน่งึ เกิดมีในบคุ คลแลว เมอื่ นน้ั ยอมเปนอันหวงั ไดวาเขาจักเจริญ พฒั นา ทําใหมาก ซึง่ มรรคมีองค 8 ประการอนั ประเสรฐิ คือจักดาํ เนินกาวไปในมชั ฌมิ าปฏปิ ทา. ดู [24] ปจจยั ใหเกิดสัมมาทิฏฐิ 2, [293] มรรคมอี งค 8 S.V.30–31. ส.ํ ม.19/130–6/36. [281] โพชฌงค 7 (ธรรมทเ่ี ปน องคแ หง การตรสั รู — Bojjhaïga: enlightenment factors) 1. สติ (ความระลึกได สาํ นึกพรอ มอยู ใจอยกู ับกจิ จติ อยกู บั เร่ือง — Sati: mindfulness)

[282] 206 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร 2. ธมั มวิจยะ (ความเฟน ธรรม, ความสอดสอ งสบื คนธรรม — Dhammavicaya: truth investigation) 3. วิรยิ ะ (ความเพยี ร — Viriya: effort; energy) 4. ปต ิ (ความอิ่มใจ — Pãti: zest; rapture) 5. ปสสทั ธิ (ความผอ นคลายสงบเย็นกายใจ — Passaddhi: tranquillity; calmness) 6. สมาธิ (ความมใี จตง้ั ม่นั จิตแนวแนใ นอารมณ — Samàdhi: concentration) 7. อเุ บกขา (ความมีใจเปน กลางเพราะเห็นตามเปน จริง — Upekkhà: equanimity) แตละขอ เรียกเต็ม มี สมั โพชฌงค ตอทายเปน สติสมั โพชฌงค เปน ตน . D.III.251,282; Vbh.277. ท.ี ปา.11/327/264; 434/310; อภ.ิ วิ.35/542/306. [282] ภรรยา 7 (ภรรยาแบบตา งๆ จําแนกโดยคณุ ธรรม ความประพฤติ ลกั ษณะนิสยั และ การปฏิบัติตอ สามี — Bhariyà: seven types of wives) 1. วธกาภริยา (ภรรยาเย่ียงเพชฌฆาต, ภรรยาทค่ี ิดรา ย ซือ้ ไดด วยเงนิ มไิ ดอ ยกู ินดว ยความ พอใจ ยินดชี ายอ่ืน ดูหมน่ิ และคดิ ทาํ ลายสามี — Vadhakà-bhariyà: a wife like a slayer; destructive wife) 2. โจรีภรยิ า (ภรรยาเยีย่ งโจร, ภรรยาผูลา งผลาญทรัพยส มบตั ิ — Corã~: a wife like a robber; thievish wife) 3. อยั ยาภรยิ า (ภรรยาเยยี่ งนาย, ภรรยาทเี่ กยี จครา น ไมใ สใ จการงาน กนิ มาก ปากรา ย หยาบ คาย ใจเหย้ี ม ชอบขม สามี — Ayyà~: a wife like a mistress: Madam High and Mighty) 4. มาตาภริยา (ภรรยาเยยี่ งมารดา, ภรรยาท่หี วังดเี สมอ คอยหวงใยเอาใจใสสามี เหมือน มารดาปกปองบตุ ร และประหยัดรกั ษาทรัพยทีห่ ามาได — Màtà~: a wife like a mother; motherly wife) 5. ภคินีภรยิ า (ภรรยาเยย่ี งนองสาว, ภรรยาผเู คารพรกั สามี ดงั นองรักพี่ มีใจออ นโยน รจู กั เกรงใจและคลอ ยตามสามี — Bhaginã~: a wife like a sister; sisterly wife) 6. สขภี รยิ า (ภรรยาเยยี่ งสหาย, ภรรยาท่เี ปน เหมอื นเพอื่ น พบสามีเม่อื ใด ก็ปลาบปลื้มดีใจ เหมือนเพื่อนพบเพื่อนท่จี ากไปนาน เปนผูมกี ารศึกษาอบรม มกี ิรยิ ามารยาท ความประพฤตดิ ี ภักดีตอสามี — Sakhã~: a wife like a companion; friendly wife) 7. ทาสีภริยา (ภรรยาเยี่ยงทาสี, ภรรยาทยี่ อมอยใู นอาํ นาจสามี ถูกขูต ะคอกเฆยี่ นตี ก็อดทน ไมโ กรธตอบ — Dàsã~: a wife like a handmaid; slavish wife) ทา นสอนใหภ รรยาสาํ รวจตนวา ทเ่ี ปน อยู ตนเปน ภรรยาประเภทไหน และจะใหด ีควรจะ เปนภรรยาประเภทใด; สําหรับชาย อาจใชเปนหลักสํารวจอุปนิสัยของตนวาควรแกหญิง ประเภทใดเปน คูครอง และสาํ รวจหญงิ ทจี่ ะเปน คคู รองวาเหมาะกับอุปนิสยั ของตนหรอื ไม. A.IV.91; J.II.347. องฺ.สตตฺ ก.23/60/92; ชา.อ.4/92.

หมวด 7 207 [284] [283] เมถนุ สงั โยค 7 (อาการทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เมถนุ หรอื นบั เนอื่ งในเมถนุ , ความประพฤตพิ วั พนั กบั เมถนุ , เครอ่ื งผกู มดั ไวก บั เมถนุ — Methuna-sa§yoga: bonds of sexuality; sex- bonds which cause the renting or blotching of the life of chastity despite no actual sexual intercourse) สมณะ กด็ ี พราหมณ ก็ดี บางคน ปฏิญาณตนวา เปน พรหมจารี เขามไิ ดร ว มประเวณกี ับมาตุคามก็ จริง แตยังยนิ ดี ปลาบปลื้ม ช่นื ใจ ดว ยเมถุนสงั โยค 7 อยางใดอยางหนึ่ง พรหมจรรยของผูนน้ั ยงั ช่ือวา ขาด ทะลุ ดา ง พรอย เปนการประพฤติพรหมจรรยท ไี่ มบริสุทธ์ิ ประกอบดว ยเมถนุ สงั โยค ยอ มไมพนไป จากทกุ ข กลา วคือ 1. ยินดีการลูบไล ขัดสี ใหอ าบนาํ้ และการนวดฟน ของมาตคุ าม ปลืม้ ใจดว ยการบําเรอนนั้ (enjoyment of massage, manipulation, bathing and rubbing down by women) 2. ไมถึงอยางนั้น แตย ังกระซิกกระซี้ เลน หวั สัพยอก กับมาตุคาม ปลม้ื ใจดวยการกระทํา อยา งนน้ั (enjoyment of joking, jesting and making merry with women) 3. ไมถึงอยางนนั้ แตยงั เพงจอ งดูตากบั มาตุคาม ปลมื้ ใจดวยการทาํ อยางนัน้ (enjoyment of gazing and staring at women eye to eye) 4. ไมถึงอยา งน้นั แตย งั ชอบฟงเสยี งมาตุคามหัวเราะ ขับรอง หรือรอ งไหอยู ขางนอกฝา นอกกําแพง แลวปล้มื ใจ (enjoyment of listening to women as they laugh, talk, sing or weep beyond a wall or a fence) 5. ไมถึงอยางนั้น แตยังชอบตามนึกถึงการเกาท่ีไดเคยหัวเราะพูดจาเลนหัวกับมาตุคาม แลวปลืม้ ใจ (enjoyment of recalling the laughs, talks and jests one formerly had with women) 6. ไมถ งึ อยา งน้ัน แตช อบดูคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี ผูเอิบอิม่ พร่ังพรอ มดวยกามคุณทง้ั 5 บํารุงบําเรอตนอยู แลวปลื้มใจ (enjoyment of seeing a householder or a householder’s son indulging in sensual pleasures) 7. ไมถงึ อยา งน้ัน แตประพฤติพรหมจรรย ตงั้ ปรารถนาเพอ่ื จะไดเ ปน เทพเจา หรอื เทพองค ใดองคห นึง่ (leading the life of chastity aspiring to be reborn as a god or a deity) A.IV.54. องฺ.สตฺตก.23/47/56. [284] วิญญาณฐติ ิ 7 (ภูมเิ ปน ท่ีตัง้ แหง วิญญาณ — Vi¤¤àõaññhiti: abodes or supports of consciousness) 1. สตั วบางพวก มีกายตา งกนั มีสัญญาตางกนั เชน พวกมนษุ ย เทพบางเหลา วินปิ าติกะ (เปรต) บางเหลา (beings different in body and in perception) 2. สัตวบางพวก มีกายตา งกัน มสี ญั ญาอยางเดียวกนั เชน เหลา เทพจาํ พวกพรหมผูเกดิ ใน ภูมิปฐมฌาน (beings different in body, but equal in perception)

[285] 208 พจนานกุ รมพุทธศาสตร 3. สตั วบางพวก มีกายอยา งเดยี วกนั แตม สี ัญญาตา งกนั เชน พวกเทพอาภัสสระ (beings equal in body, but different in perception) 4. สัตวบางพวก มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน เชน พวกเทพสภุ กณิ หะ (beings equal in body and in perception) 5. สัตวบ างพวก ผเู ขาถงึ ช้ันอากาสานญั จายตนะ (beings reborn in the sphere of Boundless Space) 6. สัตวบางพวก ผเู ขา ถงึ ชัน้ วญิ ญาณัญจายตนะ (beings reborn in the sphere of Boundless Consciousness) 7. สตั วบางพวก ผูเขา ถึงชน้ั อากิญจญั ญายตนะ (beings reborn in the sphere of Nothingness) D.III.253; A.IV.39. ที.ปา.11/335/265; องฺ.สตตฺ ก.23/41/41. [285] วสิ ทุ ธิ 7 (ความหมดจด, ความบริสุทธ์ทิ ส่ี งู ขน้ึ ไปเปน ขั้นๆ, ธรรมท่ีชาํ ระสัตวใหบรสิ ทุ ธ์ิ ยังไตรสกิ ขาใหบ ริบูรณเปนขัน้ ๆ ไปโดยลําดับ จนบรรลุจุดหมายคอื นพิ พาน — Visuddhi: purity; stages of purity; gradual purification) 1. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแหงศลี คือ รกั ษาศีลตามภมู ิขน้ั ของตนใหบรสิ ุทธิ์ และใหเปนไป เพื่อสมาธิ — Sãla-visuddhi: purity of morality) วสิ ทุ ธิมัคคว าไดแก ปาริสุทธศิ ลี 4 [160] 2. จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแหงจิต คือ ฝกอบรมจติ จนบงั เกดิ สมาธิพอเปน บาทฐานแหง วปิ สสนา — Citta~: purity of mind) วสิ ทุ ธิมคั ควา ไดแก สมาบัติ 8 พรอ มทง้ั อุปจาร 3. ทิฏฐิวิสทุ ธิ (ความหมดจดแหงทฏิ ฐิ คอื ความรเู ขาใจมองเหน็ นามรูปตามสภาวะทีเ่ ปนจริง เปน เหตขุ ม ความเขา ใจผดิ วา เปน สตั วบ คุ คลเสยี ได เรม่ิ ดาํ รงในภมู แิ หง ความไมห ลงผดิ — Diññhi~: purity of view; purity of understanding) จดั เปนขนั้ กําหนดทกุ ขสจั จ 4. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณเปนเหตขุ า มพน ความสงสยั , ความบรสิ ุทธิ์ขนั้ ท่ีทาํ ใหก าํ จัดความสงสัยได คือ กาํ หนดรูป จ จยั แหงนามรปู ไดแ ลวจึงสิน้ สงสยั ในกาลท้ัง 3 — Kaïkhàvitaraõa~: purity of transcending doubts) ขอนตี้ รงกับ ธรรมฐติ ญิ าณ หรือ ยถาภูตญาณ หรอื สัมมาทัสสนะ จดั เปนขัน้ กําหนดสมุทัยสัจจ 5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณที่รูเห็นวาเปนทางหรือมิใชทาง คือ เรม่ิ เจรญิ วปิ สสนาตอ ไปดว ยพจิ ารณากลาป จนมองเหน็ ความเกดิ ขน้ึ และความเสื่อมไป แหงสังขารทง้ั หลาย อนั เรยี กวา อทุ ยพั พยานุปสสนา เปน ตรุณวิปส สนา คอื วิปสสนาญาณ ออ นๆ แลวมวี ิปสสนูปกิเลส เกิดขนึ้ กาํ หนดไดวาอุปกเิ ลสท้ัง 10 แหงวิปสสนานั้นมิใชทาง สวนวิปสสนาท่ีเร่ิมดําเนินเขาสูวิถีน่ันแลเปนทางถูกตอง เตรียมท่ีจะประคองจิตไวในวิถีคือ วปิ สสนาญาณ นั้นตอ ไป — Maggàmagga¤àõadassana~: purity of the knowledge and vision regarding path and not-path) ขอนีจ้ ัดเปน ข้ันกําหนดมัคคสัจจ

หมวด 7 209 [286] 6. ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ (ความหมดจดแหง ญาณอนั รเู หน็ ทางดาํ เนนิ คอื ประกอบความ เพยี รในวปิ ส สนาญาณทง้ั หลายเรม่ิ แตอ ทุ ยพั พยานปุ ส สนาญาณทพ่ี น จากอปุ กเิ ลสดาํ เนินเขาสวู ิถี ทางแลว นนั้ เปน ตน ไป จนถงึ สจั จานโุ ลมกิ ญาณหรอื อนโุ ลมญาณ อนั เปน ทส่ี ดุ แหง วปิ ส สนา ตอ แต นกี้ จ็ ะเกดิ โคตรภญู าณ คน่ั ระหวา งวสิ ทุ ธขิ อ นก้ี บั ขอ สดุ ทา ย เปน หวั ตอ แหง ความเปน ปถุ ชุ นกบั ความเปน อรยิ บคุ คล โดยสรปุ วสิ ทุ ธขิ อ น้ี กค็ อื วปิ ส สนาญาณ 9 — Pañipadà¤àõadassana~: purity of the knowledge and vision of the way of progress) 7. ญาณทสั สนวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณทสั สนะ คอื ความรูใ นอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ อันเกดิ ถดั จากโคตรภญู าณเปน ตน ไป เมอื่ มรรคเกิดแลวผลจติ แตละอยางยอมเกดิ ขนึ้ ในลาํ ดบั ถดั ไปจากมรรคญาณนน้ั ๆ ความเปนอริยบุคคลยอ มเกิดขึ้นโดยวิสุทธขิ อ นี้ เปนอนั บรรลุผลที่หมายสงู สุดแหง วิสุทธิ หรอื ไตรสิกขา หรอื การปฏิบตั ิธรรมในพระพุทธศาสนาท้งั สนิ้ — ¥àõadassana~: purity of knowledge and vision) วิสุทธิ 7 เปนปจจยั สง ตอ กันข้ึนไปเพ่อื บรรลนุ ิพพาน ดุจรถ 7 ผลดั สง ตอกนั ใหบ คุ คลถงึ ท่ี หมาย โดยนัยดังแสดงแลว ดู [328] วิปส สนูปกเิ ลส 10; [311] วปิ สสนาญาณ 9. M.I.149; Vism.1–710. ม.ม.ู 12/298/295; คัมภีรวสิ ุทธิมคั คทง้ั หมด. [286] สัปปายะ 7 (ส่ิงที่สบาย, สภาพเออ้ื , สงิ่ ที่เกื้อกูล, สิ่งทเ่ี หมาะกนั อันเกื้อหนุนในการ เจรญิ ภาวนาใหไ ดผ ลดี ชว ยใหสมาธิตงั้ มั่น ไมเ ส่อื มถอย — Sappàya: beneficial or advantageous conditions; suitable or agreeable things; things favourable to mental development) 1. อาวาสสปั ปายะ (ทีอ่ ยซู ึ่งเหมาะกนั เชน ไมพลกุ พลา นจอแจ — àvàsa-sappàya: suitable abode) บางแหง เรยี ก เสนาสนสัปปายะ 2. โคจรสัปปายะ (ทห่ี าอาหาร ท่ีเที่ยวบณิ ฑบาตที่เหมาะดี เชน มหี มบู านหรอื ชมุ ชนท่มี ี อาหารบรบิ ูรณอ ยไู มใกลไ มไกลเกนิ ไป — Gocara~: suitable resort) 3. ภสั สสปั ปายะ (การพดู คยุ ทเี่ หมาะกนั เชน พูดคุยเลาขานกันแตใ นกถาวตั ถุ 10 และพูดแต พอประมาณ — Bhassa~: suitable speech) บางแหงเรยี ก ธมั มัสสวนสปั ปายะ 4. ปุคคลสปั ปายะ (บคุ คลท่ถี กู กันเหมาะกัน เชน มีทานผทู รงคุณธรรม ทรงภมู ปิ ญ ญาเปนท่ี ปรึกษาเหมาะใจ — Puggala~: suitable person) 5. โภชนสัปปายะ (อาหารท่ีเหมาะกัน เชน ถูกกบั รางกาย เกือ้ กูลตอ สุขภาพ ฉันไมย าก — Bhojana~: suitable food) บางแหงเรยี ก อาหารสัปปายะ 6. อุตุสัปปายะ (ดนิ ฟาอากาศธรรมชาตแิ วดลอมทีเ่ หมาะกนั เชน ไมห นาวเกินไป ไมร อ นเกนิ ไป เปนตน — Utu~: suitable climate) 7. อิริยาปถสัปปายะ (อิรยิ าบถทีเ่ หมาะกนั เชน บางคนถูกกบั จงกรม บางคนถูกกบั นงั่

[287] 210 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ตลอดจนมีการเคลอ่ื นไหวท่พี อดี — Iriyàpatha~: suitable posture) Vism. 127; Vin.A.II.429; MA.II.911. วสิ ทุ ฺธิ.1/161; วินย.อ.1/524; ม.อ.3/570. [287] สปั ปุริสธรรม 71 (ธรรมของสัตบรุ ุษ, ธรรมทท่ี ําใหเปนสตั บุรษุ , คณุ สมบตั ิของคนดี, ธรรมของผูดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man; virtues of a gentleman) 1. ธัมมญั ตุ า (ความรจู ักธรรม รหู ลัก หรือ รจู กั เหตุ คอื รูหลักความจรงิ รหู ลกั การ รูหลัก เกณฑ รูกฎแหงธรรมดา รกู ฎเกณฑแ หง เหตุผล และรหู ลักการทจี่ ะทาํ ใหเกดิ ผล เชน ภิกษุรูว า หลกั ธรรมขอน้นั ๆ คอื อะไร มีอะไรบา ง พระมหากษัตริยทรงทราบวาหลักการปกครองตามราช ประเพณเี ปน อยา งไร มอี ะไรบา ง รูวาจะตองกระทาํ เหตุอันนๆี้ หรือกระทาํ ตามหลกั การขอนๆี้ จึงจะใหเกดิ ผลที่ตองการหรอื บรรลจุ ุดหมายอันน้ันๆ เปน ตน — Dhamma¤¤utà: knowing the law; knowing the cause) 2. อัตถญั ตุ า (ความรจู ักอรรถ รคู วามมุงหมาย หรอื รูจกั ผล คอื รูค วามหมาย รคู วามมงุ หมาย รูประโยชนท ี่ประสงค รูจ ักผลทจี่ ะเกดิ ขน้ึ สบื เน่อื งจากการกระทํา หรือความเปน ไปตาม หลกั เชน รวู าหลกั ธรรมหรอื ภาษิตขอ นน้ั ๆ มคี วามหมายวาอยางไร หลักน้นั ๆ มีความมงุ หมาย อยางไร กําหนดไวหรือพึงปฏิบัติเพ่ือประสงคประโยชนอะไร การท่ีตนกระทําอยูมีความมุง หมายอยา งไร เมอื่ ทาํ ไปแลวจะบงั เกดิ ผลอะไรบา ง ดงั นี้เปน ตน — Attha¤¤utà: knowing the meaning; knowing the purpose; knowing the consequence) 3. อัตตญั ุตา (ความรจู ักตน คือ รูว า เราน้นั วาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กําลงั ความรู ความ สามารถ ความถนดั และคณุ ธรรม เปน ตน บัดนี้ เทา ไร อยางไร แลว ประพฤติใหเหมาะสม และรทู ี่จะแกไ ขปรับปรุงตอไป — Atta¤¤utà: knowing oneself) 4. มัตตญั ุตา (ความรจู กั ประมาณ คอื ความพอดี เชน ภิกษรุ จู กั ประมาณในการรบั และ บรโิ ภคปจจยั ส่ี คฤหัสถร ูจักประมาณในการใชจายโภคทรัพย พระมหากษตั รยิ ร ูจักประมาณใน การลงทณั ฑอาชญาและในการเกบ็ ภาษี เปน ตน — Matta¤¤utà: moderation; knowing how to be temperate; sense of proportion) 5. กาลญั ตุ า (ความรจู กั กาล คอื รกู าลเวลาอนั เหมาะสม และระยะเวลาทคี่ วรหรอื จะตอ งใช ในการประกอบกจิ ทาํ หนา ทก่ี ารงาน หรอื ปฏบิ ตั กิ ารตา งๆ เชน ใหต รงเวลา ใหเ ปน เวลา ใหท นั เวลา ใหพ อเวลา ใหเ หมาะเวลา เปน ตน — Kàla¤¤utà: knowing the proper time; knowing how to choose and keep time) 6. ปรสิ ญั ตุ า (ความรจู กั บรษิ ทั คอื รจู กั ชมุ ชน และรจู กั ทปี่ ระชมุ รกู ริ ยิ าทจี่ ะประพฤตติ อ ชมุ ชนนนั้ ๆ วา ชมุ ชนนเี้ มอ่ื เขา ไปหา จะตอ งทาํ กริ ยิ าอยา งนี้ จะตอ งพดู อยา งนี้ ชมุ ชนนค้ี วร สงเคราะหอ ยา งน้ี เปน ตน — Parisa¤¤utà: knowing the assembly; knowing the society) 7. ปุคคลัญตุ า หรอื ปุคคลปโรปรัญุตา (ความรจู กั บุคคล คอื ความแตกตา งแหง บุคคลวา โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคณุ ธรรม เปนตน ใครๆ ย่ิงหรอื หยอ นอยางไร และ

หมวด 7 211 [289] รูท่จี ะปฏบิ ตั ติ อ บคุ คลนัน้ ๆ ดวยดี วาควรจะคบหรือไม จะใช จะตาํ หนิ ยกยอ ง และแนะนาํ สง่ั สอนอยา งไร เปน ตน — Puggala¤¤utà: knowing the individual; knowing the different individuals) ภกิ ษผุ ปู ระกอบดวยสปั ปรุ สิ ธรรม 7 ขอ น้ี ชอ่ื วา เปน ผูประกอบดวยสังฆคุณครบ 9 แม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาและพระเจาจักรพรรดิ ก็ทรงประกอบดวยธรรมเหลาน้ี (ทาน แสดงไวเฉพาะขอหลัก 5 ขอ คือ ขอ 1, 2, 4, 5, 6 อง.ฺ ปจฺ ก.22/131/166; A.III.148) จึงทรงยงั ธรรมจกั รและอาณาจกั รใหเ ปน ไปดวยดี. D.III.252,283; A.IV.113. ที.ปา.11/331/264; 439/312; อง.ฺ สตตฺ ก.23/65/114. [,,,] สัปปุรสิ ธรรม 72 ดู [301] สัปปรุ ิสธรรม 8. [,,,] สมบัตขิ องอบุ าสก 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7. [,,,] องคคุณของกลั ยาณมิตร 7 ดู [278] กัลยาณมิตรธรรม 7. [288] อนสุ ยั 7 (กิเลสทีน่ อนเน่ืองอยูในสนั ดาน — Anusaya: latent tendencies) 1. กามราคะ (ความกําหนดั ในกาม, ความอยากไดติดใจในกาม — Kàmaràga: lust for sensual pleasures) 2. ปฏิฆะ (ความขดั ใจ, ความหงุดหงดิ ขัดเคอื ง คอื โทสะ — Pañigha: repulsion; irritation; grudge) 3. ทิฏฐิ (ความเหน็ ผิด, การยดึ ถอื ความเห็น เอาความคดิ เหน็ เปนความจรงิ — Diññhi: wrong view; speculative opinion) 4. วจิ ิกจิ ฉา (ความลงั เล, ความสงสยั — Vicikicchà: doubt; uncertainty) 5. มานะ (ความถือตัว — Màna: conceit) 6. ภวราคะ (ความกําหนดั ในภพ, ความอยากเปน อยากย่ิงใหญ อยากยัง่ ยนื — Bhavaràga: lust for becoming) 7. อวชิ ชา (ความไมรจู รงิ คือ โมหะ — Avijjà: ignorance) อนสุ ัย 7 นี้ เรียกอกี อยางหนง่ึ วา สงั โยชน 7 D.III.254, 282; A.IV.8; Vbh.383. ที.ปา.11/337/266; อง.ฺ สตตฺ ก.23/11/8; อภิ.ว.ิ 35/1005/517. [289] อปรหิ านยิ ธรรม 71 ของกษตั รยิ ว ชั ชี หรอื วชั ชอี ปรหิ านยิ -ธรรม 7 (ธรรมอันไมเปนที่ต้ังแหงความเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว สําหรับหมูชนหรือผู บริหารบา นเมือง — Vajjã-aparihàniyadhamma: things leading never to decline but only to prosperity; conditions of welfare) 1. หมัน่ ประชมุ กนั เนืองนติ ย (to hold regular and frequent meetings) 2. พรอมเพรียงกนั ประชมุ พรอมเพรยี งกนั เลกิ ประชุม พรอ มเพรยี งกันทํากิจท่ีพงึ ทํา (to

[290] 212 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร meet together in harmony, disperse in harmony, and do their business and duties in harmony) ขอนีแ้ ปลอกี อยางหนงึ่ วา : พรอมเพรยี งกันลุกข้ึนปองกันบา นเมือง พรอมเพรียงกนั ทํากจิ ทัง้ หลาย 3. ไมบัญญัติสิ่งทมี่ ิไดบ ญั ญตั ิไว (อนั ขดั ตอหลกั การเดิม) ไมลมลา งสิ่งท่บี ัญญตั ิไว (ตาม หลกั การเดิม) ถอื ปฏบิ ตั ิมนั่ ตามวัชชธี รรม (หลกั การ) ตามทวี่ างไวเดมิ (to introduce no revolutionary ordinance, or break up no established ordinance, but abide by the original or fundamental Vajjian norm and principles) 4. ทานเหลาใดเปนผใู หญในชนชาววชั ชี เคารพนับถือทา นเหลา นน้ั เห็นถอยคาํ ของทา น วา เปนส่งิ อันควรรบั ฟง (to honour and respect the elders among the Vajjians and deem them worthy of listening to) 5. บรรดากลุ สตรีกลุ กมุ ารีทงั้ หลาย ใหอ ยดู ีโดยมถิ ูกขม เหง หรือฉุดครา ขืนใจ (the women and girls of the families are to dwell without being forced or abducted) 6. เคารพสกั การะบชู าเจดยี  (ปชู นยี สถานและปชู นยี วตั ถุ ตลอดถงึ อนสุ าวรยี ต า งๆ) ของวชั ชี (ประจําชาติ) ทง้ั หลาย ท้ังภายในและภายนอก ไมป ลอ ยใหธรรมกิ พลที ่เี คยใหเ คยทําแก เจดียเหลา นนั้ เส่ือมทรามไป (to honour and worship the Vajjian shrines, monuments and objects of worship, both central and provincial, and do not neglect those righteous ceremonies held before for them) 7. จดั ใหค วามอารักขา คมุ ครอง ปองกนั อนั ชอบธรรม แกพ ระอรหนั ตทั้งหลาย (ในทน่ี ้ีกนิ ความกวา ง หมายถงึ บรรพชิตผดู าํ รงธรรมเปนหลักใจของประชาชนทว่ั ไป) ต้ังใจวา ขอ พระอรหนั ตท ้ังหลายทยี่ งั มไิ ดมา พึงมาสูแวน แควน ที่มาแลวพงึ อยูในแวนแควน โดยผาสกุ (to provide the rightful protection, shelter and support for the Arahants and wish that the Arahants who have not come may enter the realm and those who have entered may dwell pleasantly therein) อปรหิ านิยธรรม 7 ประการนี้ พระพุทธเจาตรสั แสดงแกเ จา วชั ชีทงั้ หลาย ผปู กครองรัฐ โดยระบอบสามัคคธี รรม (republic) ซ่งึ รฐั คูอ รยิ อมรับวา เม่ือชาววัชชียังปฏิบตั ติ ามหลักธรรม น้ี จะเอาชนะดว ยการรบไมไ ด นอกจากจะใชการเกล้ยี กลอ มหรอื ยแุ ยกใหแ ตกสามัคค.ี D.II.73; A.IV.15. ท.ี ม.10/68/86; องฺ.สตฺตก.23/20/18. [290] อปรหิ านยิ ธรรม 72 ของภกิ ษุ หรอื ภกิ ขอุ ปรหิ านยิ ธรรม 7 (ธรรมอันไม เปน ทีต่ ง้ั แหง ความเสื่อม เปนไปเพ่ือความเจริญฝายเดยี ว สําหรับภกิ ษุท้ังหลาย — Bhikkhu- aparihàniyadhamma: things leading never to decline but only to prosperity; conditions of welfare) 1. หมน่ั ประชุมกันเนืองนติ ย (to hold regular and frequent meetings) 2. พรอ มเพรยี งกนั ประชมุ พรอ มเพรยี งกนั เลกิ ประชมุ พรอ มเพรยี งกนั ทาํ กจิ ทส่ี งฆจ ะตอ งทาํ

หมวด 7 213 [291] (to meet together in harmony, disperse in harmony, and do the business and duties of the Order in harmony) ขอ นี้แปลอกี อยางวา: พรอ มเพรยี งกนั ประชุม พรอมเพรียงกนั ลกุ ข้ึนจัดการแกไ ขสงิ่ เสียหาย เหตุไม งาม พรอมเพรยี งกันทาํ กิจที่สงฆจะตองทํา 3. ไมบ ญั ญตั สิ ง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา ไมท รงบญั ญตั ิ ไมล ม ลา งสงิ่ ทพี่ ระองคท รงบญั ญตั ไิ ว สมาทาน ศกึ ษาอยใู นสกิ ขาบททงั้ หลายตามทพ่ี ระองคท รงบญั ญตั ไิ ว (to introduce no revolutionary ordinance, break up no established ordinance, but train oneself in accordance with the prescribed training rules) 4. ภกิ ษเุ หลา ใดเปน ผใู หญ เปน สงั ฆบดิ ร เปน สงั ฆปรณิ ายก เคารพนบั ถอื ภกิ ษเุ หลา นนั้ เหน็ ถอ ยคาํ ของทา นวา เปน สง่ิ อนั ควรรบั ฟง (to honour and respect those elders of long experience, the fathers and leaders of the Order and deem them worthy of listening to) 5. ไมล อุ าํ นาจตณั หาคอื ความอยากทเ่ี กดิ ขนึ้ (not to fall under the influence of craving which arises) 6. ยินดีในเสนาสนะปา (to delight in forest retreat) 7. ตง้ั สตริ ะลกึ ไวใ นใจวา เพอ่ื นพรหมจารที งั้ หลายผมู ศี ลี งาม ซงึ่ ยงั ไมม า ขอใหม า ทมี่ าแลว ขอใหอ ยผู าสกุ (to establish oneself in mindfulness, with this thought, “Let disciplined co-celibates who have not come, come hither, and let those that have already come live in comfort.”) D.II.77; A.IV.20. ท.ี ม.10/70/90; องฺ.สตตฺ ก.23/21/21. [291] อปริหานิยธรรม 73 ของภกิ ษุ หรอื ภกิ ขอุ ปรหิ านยิ ธรรม 7 อกี หมวด หน่งึ (Bhikkhu-aparihàniyadhamma) 1. น กมฺมารามตา (ไมมัวเพลินการงาน คอื ไมหลงเพลิดเพลินหมกมุน วนุ อยกู บั งาน เชน การ เยบ็ จวี ร ทําบรขิ ารตางๆ เปนตน จนเสอ่ื มเสยี การเลาเรยี นศกึ ษาบาํ เพ็ญสมณธรรม — Na kammàràmatà: not to be fond of business) 2. น ภสฺสารามตา (ไมมัวเพลนิ การคยุ — Na bhassàràmatà: not to be fond of gossip) 3. น นทิ ทฺ ารามตา (ไมม วั เพลินการหลบั นอน — Na niddàràmatà: not to be fond of sleeping) 4. น สงฺคณิการามตา (ไมม ัวเพลินการคลกุ คลหี มูคณะ — Na saïgaõikàràmatà: not to be fond of society) 5. น ปาปจ ฉฺ ตา (ไมเ ปนผมู ีความปรารถนาลามก, ไมต กอยใู นอํานาจความปรารถนาลามก

[292] 214 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร — Na pàpicchatà: not to have nor fall under the influence of evil desire) 6. น ปาปมิตตฺ ตา (ไมเปน ผมู ปี าปมติ ร — Na pàpamittatà: not to have evil friends) 7. น อนตฺ ราโวสานํ (ไมถึงความหยุดยงั้ นอนใจเสียในระหวาง ดวยการบรรลุคุณวิเศษเพียง ช้ันตน ๆ — Na antaràvosàna§: not to come to a stop on the way by the attainment of lesser success) D.II.78; A.IV.21. ท.ี ม.10/71/92; องฺ.สตฺตก.23/22/23. [292] อรยิ ทรัพย 7 (ทรัพยอ นั ประเสรฐิ , ทรัพยคอื คณุ ธรรมประจําใจอยางประเสรฐิ — Ariya-dhana: noble treasures) 1. ศรัทธา (ความเช่ือที่มีเหตุผล ม่ันใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทํา — Saddhà: confidence) 2. ศลี (การรักษากายวาจาใหเรียบรอย ประพฤตถิ ูกตอ งดงี าม — Sãla: morality; good conduct; virtue) 3. หริ ิ (ความละอายใจตอการทาํ ความช่ัว — Hiri: moral shame; conscience) 4. โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวตอความชว่ั — Ottappa: moral dread; fear-to-err) 5. พาหสุ ัจจะ (ความเปน ผไู ดศ กึ ษาเลา เรียนมาก — Bàhusacca: great learning ) 6. จาคะ (ความเสยี สละ เอ้อื เฟอ เผ่ือแผ — Càga: liberality) 7. ปญญา (ความรูความเขา ใจถอ งแทใ นเหตุผล ดชี ัว่ ถกู ผิด คุณโทษ ประโยชน มิใชประโยชน รูคดิ รูพ ิจารณา และรูทจี่ ะจัดทาํ — Pa¤¤à: wisdom) อริยทรัพย เปน ทรัพยอันประเสรฐิ อยูภ ายในจิตใจ ดกี วาทรัพยภ ายนอก เพราะไมมผี ใู ด แยง ชิง ไมสญู หายไปดว ยภยั อนั ตรายตา งๆ ทําใจใหไ มอางวางยากจน และเปน ทุนสรา งทรัพย ภายนอกไดดว ย ธรรม 7 นี้ เรยี กอกี อยา งวา พหกุ ารธรรม หรอื ธรรมมอี ปุ การะมาก (Bahukàradhamma: virtues of great assistance; D.III.282; ที.ปา.11/433/310) เพราะเปนกําลังหนนุ ชวยสง เสรมิ ใน การบําเพ็ญคุณธรรมตางๆ ยังประโยชนตนและประโยชนผูอ่ืนใหสําเร็จไดอยางกวางขวาง ไพบูลย เปรยี บเหมอื นคนมีทรัพยม าก ยอ มสามารถใชจ า ยทรพั ยเลีย้ งตนเล้ียงผอู น่ื ใหม คี วาม สุข และบาํ เพญ็ ประโยชนต า งๆ ไดเ ปน อนั มาก. D.III.163,267; A.IV.5. ท.ี ปา.11/326/264; อง.ฺ สตตฺ ก.23/6/5. [,,,] อรยิ บคุ คล 7 ดู [63] อรยิ บคุ คล 7. [,,,] อุบาสกธรรม 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7.

อัฏฐกะ — หมวด 8 Groups of Eight (including related groups) [,,,] ฌาน 8 ดู [10] ฌาน 8. [293] มรรคมอี งค 8 หรือ อฏั ฐงั คกิ มรรค (เรยี กเตม็ วา อรยิ อัฏฐังคิกมรรค แปลวา “ทางมอี งคแ ปดประการ อนั ประเสรฐิ ” — Aññhaïgika-magga: the Noble Eightfold Path); องค 8 ของมรรค (มคั คังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังน้ี 1. สมั มาทิฏฐิ (เห็นชอบ ไดแก ความรูอริยสจั จ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ หรอื รูอ กศุ ลและ อกุศลมูลกบั กุศลและกศุ ลมูล หรอื เหน็ ปฏิจจสมุปบาท — Sammàdiññhi: Right View; Right Understanding) 2. สมั มาสังกปั ปะ (ดํารชิ อบ ไดแก เนกขมั มสงั กัปป อพยาบาทสังกัปป อวิหิงสาสังกัปป — Sammàsaïkappa: Right Thought) ดู [69] กศุ ลวิตก 3 3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ไดแ ก วจสี ุจรติ 4 — Sammàvàcà: Right Speech) 4. สัมมากัมมนั ตะ (กระทาํ ชอบ ไดแก กายสุจรติ 3 — Sammàkammanta: Right Action) 5. สมั มาอาชีวะ (เล้ียงชีพชอบ ไดแก เวนมจิ ฉาชพี ประกอบสัมมาชพี — Sammà-àjãva: Right Livelihood) 6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ไดแ ก ปธาน หรอื สัมมปั ปธาน 4 — Sammàvàyàma: Right Effort) 7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ไดแก สตปิ ฏฐาน 4 — Sammàsati: Right Mindfulness) 8. สมั มาสมาธิ (ตง้ั จิตมน่ั ชอบ ไดแ ก ฌาน 4 — Sammàsamàdhi: Right Concentration) องค 8 ของมรรค จัดเขา ในธรรมขันธ 3 ขอ ตน คอื ขอ 3, 4, 5 เปน ศีล ขอ 6, 7, 8 เปน สมาธิ ขอ 1, 2 เปน ปญญา ดู [124] สิกขา 3; และหมวดธรรมทีอ่ างถงึ ทงั้ หมด มรรคมีองค 8 น้ี เปนอรยิ สจั จ ขอท่ี 4 และไดช่ือวา มัชฌิมาปฏิปทา แปลวา ทางสาย กลาง เพราะเปน ขอ ปฏบิ ตั อิ นั พอดีทจี่ ะนําไปสจู ุดหมายแหง ความหลุดพนเปน อสิ ระ ดบั ทกุ ข ปลอดปญ หา ไมต ิดของในทสี่ ดุ ทัง้ สอง คือ กามสขุ ลั ลิกานุโยค และอตั ตกลิ มถานุโยค ดู [15] ท่ี สดุ 2; [204] อริยสจั จ 4 D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ที.ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อ.ุ 14/704/453; อภิ.วิ.35/569/307. [294] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 หรือ หลักกําหนดธรรมวินัย 8 (Dhammavinaya-jànanalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline)

[295] 216 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ธรรมเหลาใดเปน ไปเพื่อ 1. วริ าคะ คอื ความคลายกําหนัด, ความไมต ดิ พนั เปน อิสระ (Viràga: detachment; dispassionateness) มใิ ชเ พ่ือความกําหนัดยอมใจ หรอื เสริมความตดิ ใคร 2. วสิ ังโยค คือ ความหมดเครอื่ งผูกรดั , ความไมป ระกอบทุกข (Visa§yoga: release from bondage) มใิ ชเพ่ือผกู รัด หรอื ประกอบทกุ ข 3. อปจยะ คอื ความไมพอกพนู กเิ ลส (Apacaya: dispersion of defilements) มิใชเพอ่ื พอก พนู กเิ ลส 4. อปั ปจ ฉตา คือ ความอยากอันนอ ย, ความมกั นอ ย (Appicchatà: wanting little) มิใช เพอ่ื ความอยากอันใหญ, ความมักใหญ หรอื มักมากอยากใหญ 5. สันตฏุ ฐี คอื ความสนั โดษ (Santuññhi: contentment) มใิ ชเ พอ่ื ความไมสนั โดษ 6. ปวเิ วก คอื ความสงดั (Paviveka: seclusion; solitude) มิใชเพือ่ ความคลกุ คลอี ยใู นหมู 7. วริ ยิ ารมั ภะ คอื การประกอบความเพียร (Viriyàrambha: energy; exertion) มใิ ชเ พื่อ ความเกยี จคราน 8. สภุ รตา คอื ความเลยี้ งงา ย (Subharatà: being easy to support) มใิ ชเ พอ่ื ความเลย้ี งยาก ธรรมเหลา น้ี พงึ รวู า เปนธรรม เปน วนิ ัย เปน สตั ถสุ าสน คอื คาํ สอนของพระศาสดา; หมวด น้ี ตรสั แกพ ระนางมหาปชาบดีโคตมี Vin.II.259; A.IV.280. วนิ ย.7/523/331; อง.ฺ อฏ ก.23/143/289. [295] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7 หรือ หลักกําหนดธรรมวินัย 7 (Dhammavinaya-jànanalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline) ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพื่อ 1. เอกันตนิพพิทา (ความหนายสิ้นเชิง, ไมหลงใหลเคลิบเคล้ิม — Ekantanibbidà: disenchantment) 2. วริ าคะ (ความคลายกําหนัด, ไมยดึ ตดิ รัดตัว เปน อิสระ — Viràga: detachment) 3. นโิ รธ (ความดบั , หมดกเิ ลสหมดทุกข — Nirodha: extinction) 4. อปุ สมะ (ความสงบ — Upasama: calm; peace) 5. อภิญญา (ความรูย ่ิง, ความรชู ดั — Abhi¤¤à: discernment; direct knowledge) 6. สมั โพธะ (ความตรัสรู — Sambodha: enlightenment) 7. นิพพาน (นิพพาน — Nibbàna) ธรรมเหลานี้ พงึ รวู า เปน ธรรม เปน วินัย เปน สตั ถุสาสน คือคาํ สอนของพระศาสดา; หมวด นี้ ตรสั แกพ ระอบุ าลี A.IV.143. องฺ.สตตฺ ก.23/80/146.

หมวด 8 217 [297] [296] โลกธรรม 8 (ธรรมดาของโลก, เรอ่ื งของโลก, ความเปน ไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุน เวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป — Loka-dhamma: wordly conditions; wordly vicissitudes) 1. ลาภ (ไดล าภ, มีลาภ — Làbha: gain) 2. อลาภ (เส่อื มลาภ, สญู เสีย — Alàbha: loss) 3. ยส (ไดยศ, มยี ศ — Yasa: fame; rank; dignity) 4. อยส (เสือ่ มยศ — Ayasa: obscurity) 5. นนิ ทา (ติเตยี น — Nindà: blame) 6. ปสังสา (สรรเสรญิ — Pasa§sà: praise) 7. สขุ (ความสุข — Sukha: happiness) 8. ทุกข (ความทุกข — Dukkha: pain) โดยสรปุ เปน 2 คือ ขอ 1, 3, 6, 7 เปน อิฏฐารมณ คอื สว นทน่ี าปรารถนา; ขอ ทเี่ หลอื เปน อนฏิ ฐารมณ คือ สวนทีไ่ มน าปรารถนา โลกธรรมเหลา นี้ ยอ มเกดิ ขน้ึ ทงั้ แกป ถุ ชุ นผมู ไิ ดเ รยี นรู และแกอ รยิ สาวกผไู ดเ รยี นรู ตา งกนั แตว า คนพวกแรกยอ มไมร เู หน็ เขา ใจตามความเปน จรงิ ลมุ หลง ยนิ ดยี นิ รา ย ปลอ ยใหโ ลกธรรม เขา ครอบงาํ ยาํ่ ยจี ติ ฟยู บุ เรอื่ ยไป ไมพ น จากทกุ ข มโี สกะปรเิ ทวะ เปน ตน สว นอรยิ สาวกผไู ดเ รยี น รู พจิ ารณาเหน็ ตามเปน จรงิ วา สง่ิ เหลา นอี้ ยา งใดกต็ ามทเี่ กดิ ขน้ึ แกต น ลว นไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข มี ความแปรปรวนเปน ธรรมดา ไมห ลงใหลมวั เมาเคลม้ิ ไปตามอฏิ ฐารมณ ไมข นุ มวั หมน หมองคลมุ คลงั่ ไปในเพราะอนฏิ ฐารมณ มสี ตดิ าํ รงอยู เปน ผปู ราศจากทกุ ข มโี สกะปรเิ ทวะ เปน ตน A.IV.157. อง.ฺ อฏ ก.23/96/159. [297] วชิ ชา 8 (ความรูแ จง , ความรูว ิเศษ — Vijjà: supernormal knowledge) 1. วิปสสนาญาณ (ญาณในวปิ ส สนา, ญาณที่เปนวิปส สนา คือปญญาท่ีพิจารณาเหน็ สังขาร คือนามรูปโดยไตรลักษณ มีตางกันออกไปเปนช้ันๆ ตอเน่ืองกัน — Vipassanà¤àõa: insight-knowledge) 2. มโนมยทิ ธิ (ฤทธสิ์ าํ เร็จดว ยใจ, ฤทธ์ทิ างใจ คอื นิรมติ กายอื่นออกจากกายนี้ ดจุ ชกั ไสจ าก หญา ปลอง ชกั ดาบจากฝก หรือชักงูออกจากคราบ — Manomayiddhi: mind-made magical power) 3. อิทธวิ ิธา หรอื อิทธิวิธิ (แสดงฤทธ์ติ างๆ ได — Iddhividhà: supernormal powers) 4. ทพิ พโสต (หูทพิ ย — Dibbasota: divine ear) 5. เจโตปริยญาณ (ความรทู ี่กําหนดใจผูอ่นื ได — Cetopariya¤àõa: penetration of the minds of others) 6. ปพุ เพนวิ าสานสุ สติ (ระลกึ ชาติได — Pubbenivàsànussati: remembrance of

[298] 218 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร former existences) 7. ทพิ พจกั ขุ (ตาทพิ ย — Dibbacakkhu: divine eye) 8. อาสวักขยญาณ (ความรทู ่ที าํ ใหสิ้นอาสวะ — àsavakkhaya¤àõa: knowledge of the exhaustion of mental intexicants) ขอ ท่ี 2 โดยมากจดั เขา ในขอ ที่ 3 ดวย ขอ ท่ี 3 ถงึ 8 (6 ขอทา ย) ตรงกับ อภิญญา 6 ดู [106] วิชชา 3; [274] อภญิ ญา 6; [311] วปิ ส สนาญาณ 9. D.I.76–84; M.II.17. ท.ี สี.9/131–138/101–112. [298] วโิ มกข 8 (ความหลุดพน , ภาวะที่จิตปลอดพนจากสิ่งรบกวนและนอ มดง่ิ เขา ไปใน อารมณน้ันๆ อยา งปลอยตัวหรอื ปลอดตัวเตม็ ที่ ซึง่ เปน ไปในขั้นตอนตา งๆ — Vimokkha: liberations; the eight stages of release) 1. ผมู ีรูป มองเห็นรูปทัง้ หลาย (ไดแก รูปฌาน 4 ของผไู ดฌ านโดยเจริญกสิณทก่ี าํ หนดวัตถใุ น กายของตน เชน สผี ม — Remaining in the Fine-Material Sphere, one perceives corporeal forms.) 2. ผมู ีอรปู สัญญาภายใน มองเห็นรปู ท้ังหลายภายนอก (ไดแก รปู ฌาน 4 ของผไู ดฌานโดย เจรญิ กสิณกําหนดอารมณภายนอก — Not perceiveing internal corporeal forms, one perceives corporeal forms externally.) 3. ผนู อ มใจดิ่งไปวา “งาม” (ไดแก ฌานของผูเ จรญิ วรรณกสิณ กําหนดสที ีง่ าม หรอื เจรญิ อัปปมัญญา — One is intent on the thought, “It is beautiful”.) 4. เพราะลว งเสยี ซงึ่ รปู สญั ญาโดยประการทงั้ ปวง เพราะปฏฆิ สญั ญาดบั ไป เพราะไมใ สใ จ นานตั ตสญั ญา จงึ เขา ถงึ อากาสานญั จายตนะ โดยมนสกิ ารวา อากาศหาทส่ี ดุ มไิ ด (— One attains and abides in the Sphere of Unbounded Space.) 5. เพราะลวงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทัง้ ปวง จึงเขา ถึงวญิ ญาณญั จายตนะ โดยมนสิการวา วญิ ญาณหาที่สดุ มไิ ด (— One attains and abides in the Sphere of Unbounded Consciousness.) 6. เพราะลว งเสยี ซง่ึ วญิ ญาณญั จายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ อากญิ จญั ญายตนะ โดย มนสกิ ารวา ไมม อี ะไรเลย (— One attains and abides in the Sphere of Nothingness.) 7. เพราะลว งเสยี ซง่ึ อากญิ จญั ญายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ อยู (— One attains and abides in the Sphere of Neither-Perception-Nor-Non- perception.) 8. เพราะลว งเสยี ซง่ึ เนวสญั ญานาสญั ญายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ อยู (— One attains and abides in the Cessation of Perception and Feeling.) D.III.262,288; A.IV.306. ท.ี ปา.11/350/276; 453/328; องฺ.อฏก.23/163/315.

หมวด 8 219 [301] [,,,] ศีล 8 ดู [240] ศีล 8. [,,,] ศีล 8 ทั้งอาชีวะดู [241] ศลี 8 ท้ังอาชวี ะ หรอื อาชีวัฏฐมกศีล. [299] สมาบตั ิ 8 (คุณวิเศษเปน ที่อนั บุคคลเขา ถงึ หรือ ธรรมวเิ ศษท่ีควรเขา ถงึ , การบรรลุข้ัน สูง — Samàpatti: attainment) ไดแก ฌาน 8 คือ รปู ฌาน 4 และอรปู ฌาน 4 ดู [9] ฌาน 4; [10] ฌาน 8; [207] อรปู 4. Ps.I.20. ข.ุ ปฏิ.31/60/34. [300] สัปปุริสทาน 8 (ทานของสัตบรุ ุษ, การใหอ ยา งสตั บุรุษ — Sappurisa-dàna: gifts of a good man) 1. สุจึ เทติ (ใหของสะอาด — to give clean things) 2. ปณีตํ เทติ (ใหข องประณีต — to give choice things) 3. กาเลน เทติ (ใหของเหมาะกาล ใหถ กู เวลา — to give at fitting times) 4. กปปฺ ยํเทติ (ใหข องสมควร ใหของที่ควรแกเขา ซึง่ เขาจะใชไ ด—to give proper things) 5. วเิ จยยฺ เทติ (พิจารณาเลอื กให ใหด ว ยวิจารณญาณ เลือกของ เลอื กคนที่จะให ใหเ กดิ ผล เกิดประโยชนม าก — to give with discretion) 6. อภณิ หฺ ํ เทติ (ใหเ นอื งนติ ย ใหป ระจาํ หรอื สมา่ํ เสมอ — to give repeatedly or regularly) 7. ททํ จติ ตฺ ํ ปสาเทติ (เมือ่ ให ทําจติ ผอ งใส — to calm one’s mind on giving) 8. ทตวฺ า อตฺตมโน โหติ (ใหแลว เบกิ บานใจ — to be glad after giving) A.IV.243. อง.ฺ อฏก.23/127/248. [301] สัปปุรสิ ธรรม 8 (ธรรมของสัตบรุ ุษ, ธรรมท่ที าํ ใหเปนสตั บุรุษ, คุณสมบตั ขิ องคนดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man) 1. สทฺธมฺมสมนนฺ าคโต (ประกอบดว ยสทั ธรรม 7 ประการ — Saddhamma-samannàgato: to be endowed with the seven virtues) คือ ก. มศี รัทธา — to have confidence ข. มีหิริ — to have moral shame ค. มโี อตตัปปะ — to have moral fear ง. เปน พหูสูต — to be much learned จ. มีความเพยี รอันปรารภแลว — to be of stirred-up energy ฉ. มีสตมิ นั่ คง — to have established mindfulness ช. มปี ญ ญา — to have wisdom 2. สปปฺ รุ ิสภตตฺ ี (ภกั ดสี ัตบรุ ษ คือ คบหาสมณพราหมณ ทา นผูประกอบดว ยสัทธรรม 7

[301] 220 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ประการขางตน เปนมิตรสหาย — Sappurisa-bhattã: to consort with good men) 3. สปปฺ รุ ิสจนิ ฺตี (คดิ อยา งสตั บุรุษ คอื จะคิดส่ิงใด ก็ไมค ิดเพือ่ เบยี ดเบยี นตนและผูอนื่ — Sappurisa-cintã: to think as do good men) 4. สปปฺ รุ สิ มนตฺ ี (ปรึกษาอยา งสตั บุรษุ คอื จะปรึกษาการใด กไ็ มป รกึ ษาเพ่ือเบียดเบียนตน และผอู น่ื — Sappurisa-mantã: to consult as do good men) 5. สปปฺ รุ สิ วาโจ (พดู อยา งสตั บรุ ษุ คอื พดู แตค าํ ทถ่ี กู ตอ งตามวจสี จุ รติ 4 — Sappurisa-vàco: to speak as do good men) 6. สปปฺ รุ สิ กมมฺ นโฺ ต (ทําอยางสัตบุรุษ คือ ทาํ การทีถ่ ูกตอ งตามกายสจุ ริต 3 — Sappurisa- kammanto: to act as do good men) 7. สปฺปรุ สิ ทฏิ  ี (มคี วามเหน็ อยา งสตั บรุ ษุ คอื มสี มั มาทฏิ ฐิ เชน วา ทาํ ดไี ดด ี ทาํ ชว่ั ไดช ว่ั เปน ตน — Sappurisa-diññhã: to have the views of good men) 8. สปฺปรุ สิ ทานํ เทติ (ใหทานอยางสตั บุรษุ คอื ใหตามหลกั สัปปุรสิ ทาน เชนใหโ ดยเออ้ื เฟอ ทงั้ แกข องที่ตวั ให ท้ังแกผ รู ับทาน ใหข องบริสุทธ์ิ ใหโดยเขาใจถงึ ผลทจ่ี ะมตี ามมา เปนตน — Sappurisadàna§ deti: to give a gift as do good men) บางทเี รียกวา สัปปุรสิ ธรรม 7 เพราะนับเฉพาะสัทธรรม 7 ในขอ 1 M.III.23. ม.อ.ุ 14/143/112. [,,,] หลกั ตดั สนิ ธรรมวินยั 8 ดู [279] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8. [,,,] อริยบุคคล 8 ดู [57] อรยิ บุคคล 8. [,,,] อรยิ อัฏฐงั คกิ มรรค ดู [293] มรรคมีองค 8. [,,,] อวิชชา 8 ดู [209] อวชิ ชา 8. [,,,] อาชวี ฏั ฐมกศลี ดู [286] ศีล 8 ท้ังอาชีวะ. [,,,] อโุ บสถศีล ดู [240] ศลี 8.

นวกะ — หมวด 9 Groups of Nine (including related groups) [302] นวงั คสตั ถศุ าสน (คาํ สอนของพระศาสดามอี งค 9 — Navaïga-satthusàsana: the Teacher’s nine-factored dispensation; the Master’s ninefold teaching) 1. สตุ ตฺ ํ (สตู ร ไดแ ก พทุ ธพจนท ม่ี สี าระเปน แกนรอ ยเรยี งเรอ่ื งหนง่ึ ๆ หมายเอาอภุ โตวภิ งั ค นทิ เทส ขนั ธกะ ปรวิ าร พระสตู รในสตุ ตนบิ าต และพทุ ธวจนะอน่ื ๆ ทม่ี ชี อื่ วา สตุ ตะ หรอื สตุ ตนั ตะ กลา ว งา ยคอื วนิ ยั ปฎ ก คมั ภรี น ทิ เทสทงั้ สอง และพระสตู รทงั้ หลาย — Sutta: threads; discourses) 2. เคยยฺ ํ (เคยยะ ไดแ ก ความทม่ี รี อ ยแกว และรอ ยกรองผสมกนั หมายเอาพระสตู รทม่ี คี าถาทง้ั หมด โดยเฉพาะสคาถวรรคในสงั ยตุ ตนกิ าย — Geyya: discourses mixed with verses; songs) 3. เวยยฺ ากรณํ (ไวยากรณ ไดแ ก ความรอ ยแกว ลวน หมายเอาพระอภิธรรมปฎ กทั้งหมด พระ สูตรทไ่ี มมีคาถา และพุทธพจนอ น่ื ใดทไ่ี มจ ดั เขา ในองค 8 ขอท่เี หลอื — Veyyàkaraõa: prose- expositions) 4. คาถา (คาถา ไดแก ความรอ ยกรองลว น หมายเอา ธรรมบท เถรคาถา เถรคี าถา และ คาถาลวนในสตุ ตนิบาตท่ไี มม ชี ่อื วา เปนสตู ร — Gàthà: verses) 5. อทุ านํ (อทุ าน ไดแก พระคาถาที่ทรงเปลง ดว ยพระหฤทัยสหรคตดวยโสมนัสสมั ปยุตดวย ญาณ พรอ มทั้งขอความอันประกอบอยูดวย รวมเปนพระสตู ร 82 สูตร — Udàna: exclamations; psalms; verses of uplift) 6. อิติวุตตฺ กํ (อติ วิ ตุ ตกะ ไดแ ก พระสตู ร 110 สตู ร ที่ตรัสโดยนยั วา วุตฺตํ เหตํ ภควตา — Itivuttaka: Thus-said discourses) 7. ชาตกํ (ชาดก ไดแก ชาดก 550 เรือ่ ง มอี ปณ ณกชาดก เปน ตน — Jàtaka: birth-stories) 8. อพภฺ ูตธมมฺ ํ (อพั ภตู ธรรม หรือเรอ่ื งอัศจรรย ไดแก พระสตู รท่วี า ดว ยขออัศจรรย ไมเ คยมี ทุกสูตร เชน ทีต่ รสั วา “ภกิ ษุทั้งหลาย ขอ อศั จรรยไมเคยมี 4 อยา งนี้ หาไดในอานนท” ดงั น้ี เปน ตน — Abbhåtadhamma: marvellous ideas) 9. เวทลฺลํ (เวทัลละ ไดแก พระสตู รแบบถามตอบ ซ่ึงผถู ามไดทง้ั ความรแู ละความพอใจ ถาม ตอ ๆ ไป เชน จฬู เวทลั ลสตู ร มหาเวทลั ลสตู ร สมั มาทฏิ ฐสิ ตู ร สกั กปญ หสตู ร สงั ขารภาชนยี สตู ร และมหาปณุ ณมสูตร เปนตน — Vedalla: question-and-answer; catechetical suttas) คําวา นวังคสัตถุสาสน นี้ เปนคํารุน คมั ภรี อปทาน พทุ ธวงส และอรรถกถาท้ังหลาย บางที เรยี กวา ชนิ สาสน บา ง พทุ ธวจนะ บา ง สว นในบาลที ม่ี าทง้ั หลายเรยี กวา ธรรม บา ง สตุ ะ บา ง ดู [51] สาสน หรอื ศาสนา 2. Vin.III.8; M.I.133; A.II.5; A.III.86. วินย.1/7/12; ม.มู.12/278/268; องฺ.จตุกกฺ .21/6/8; อง.ฺ ปจฺ ก.22/73/98.

[303] 222 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร [303] พทุ ธคณุ 9 (คุณของพระพทุ ธเจา — Buddhaguõa: virtues or attributes of the Buddha) อติ ิป โส ภควา (แมเพราะอยา งน้ีๆ พระผูม ีพระภาคเจา นน้ั — Thus indeed is he, the Blessed One,) 1. อรหํ (เปน พระอรหันต คือ เปนผบู รสิ ทุ ธิ์ ไกลจากกเิ ลส ทาํ ลายกําแหง สงั สารจักรไดแ ลว เปนผูควรแนะนําสงั่ สอนผอู ่นื ควรไดรบั ความเคารพบูชา เปน ตน — Araha§: holy; worthy; accomplished) 2. สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ (เปนผตู รัสรชู อบเอง — Sammàsambuddho: fully self-enlightened) 3. วิชชฺ าจรณสมปฺ นโฺ น (เปน ผถู งึ พรอ มดว ยวิชชา คือความรู และจรณะ คือ ความประพฤติ — Vijjàcaraõa-sampanno: perfect in knowledge and conduct) 4. สุคโต (เปน ผูเสด็จไปดีแลว คอื ทรงดําเนนิ พระพุทธจรยิ าใหเปนไปโดยสําเรจ็ ผลดว ยดี พระ องคเ องกไ็ ดต รสั รสู าํ เรจ็ เปน พระพทุ ธเจา ทรงบาํ เพ็ญพุทธกิจกส็ ําเร็จประโยชนย ิง่ ใหญแกชนท้ัง หลายในท่ีที่เสด็จไป และไดประดิษฐานพระศาสนาไว แมปรินิพพานแลวก็เปนประโยชนแก มหาชนสบื มา — Sugato: well-gone; well-farer; sublime) 5. โลกวทิ ู (เปนผรู แู จง โลก คือ ทรงรูแจง สภาวะอันเปน คติธรรมดาแหง โลกคอื สังขารทั้งหลาย ทรงหย่ังทราบอัธยาศัยสันดานแหงสัตวโลกท้ังปวง ผูเปนไปตามอํานาจแหงคติธรรมดาโดย ถอ งแท เปนเหตุใหทรงดาํ เนนิ พระองคเปน อสิ ระ พน จากอํานาจครอบงาํ แหงคติธรรมดาน้นั และทรงเปน ท่ีพงึ่ แหง สตั วทง้ั หลายผยู งั จมอยูในกระแสโลกได — Lokavidå: knower of the worlds) 6. อนุตตฺ โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ (เปน สารถฝี กบรุ ษุ ท่ีฝกได ไมมีใครย่งิ ไปกวา คอื ทรงเปน ผฝู ก คนไดด ีเย่ยี ม ไมม ผี ใู ดเทียมเทา — Anuttaro purisadammasàrathi: the incomparable leader of men to be tamed) 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยท้ังหลาย — Satthà deva- manussàna§: the teacher of gods and men) 8. พทุ โฺ ธ (เปนผตู ื่นและเบกิ บานแลว คือ ทรงต่ืนเองจากความเช่อื ถือและขอปฏบิ ตั ทิ งั้ หลายท่ี ถือกันมาผดิ ๆ ดวย ทรงปลกุ ผูอื่นใหพนจากความหลงงมงายดวย อน่ึง เพราะไมต ิด ไมหลง ไม หวงกงั วลในสง่ิ ใดๆ มีการคํานึงประโยชนสวนตนเปนตน จึงมีพระทยั เบิกบาน บาํ เพ็ญพุทธกิจ ไดถ ูกตองบรบิ ูรณ โดยถอื ธรรมเปนประมาณ การท่ที รงพระคุณสมบูรณเชนน้ี และทรงบําเพ็ญ พุทธกิจไดเ รียบรอ ยบรบิ รู ณเ ชน นี้ ยอ มอาศัยเหตคุ ือความเปนผตู ่ืน และยอ มใหเกิดผลคือทาํ ให ทรงเบกิ บานดวย — Buddho: awakened) 9. ภควา (ทรงเปน ผมู โี ชค คือ จะทรงทาํ การใด กล็ ลุ วงปลอดภัยทุกประการ หรอื เปนผู จาํ แนกแจกธรรม — Bhagavà: blessed; analyst) พุทธคณุ 9 นี้ เรียกอกี อยา งวา นวารหาทคิ ุณ (คณุ ของพระพุทธเจา 9 ประการ มี อรหํ

หมวด 9 223 [306] เปนตน) บางทีเลอื นมาเปน นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลวาคณุ ของพระพุทธเจา ผเู ปนพระ อรหนั ต 9 ประการ M.I.37; A.III.285. ม.มู.12/95/67; อง.ฺ ฉกกฺ .22/281/317. [304] พทุ ธคณุ 2 (Buddhaguõa: virtues, qualities or attributes of the Buddha) 1. อตั ตหติ สมบตั ิ (ความถงึ พรอมแหงประโยชนต น, ทรงบําเพญ็ ประโยชนส วนพระองคเอง เสรจ็ ส้ินสมบูรณแ ลว — Attahita-sampatti: to have achieved one’s own good; accomplishment of one’s own welfare) พระคณุ ขอนี้มุงเอาพระปญญาเปนหลกั เพราะ เปนเคร่อื งใหส ําเร็จพุทธภาวะ คอื ความเปนพระพุทธเจา และความเปน อัตตนาถะ คือ พ่ึงตน เองได 2. ปรหิตปฏบิ ตั ิ (การปฏบิ ตั เิ พอื่ ประโยชนแ กผูอ่นื , ทรงบําเพญ็ พุทธจรยิ าเพ่ือประโยชนแ กผู อน่ื — Parahita-pañipatti: practice for the good or welfare of others) พระคณุ ขอ นมี้ งุ เอาพระกรุณาเปนหลัก เพราะเปนเครือ่ งใหส าํ เรจ็ พุทธกิจ คือ หนา ทข่ี องพระพุทธเจา และ ความเปนโลกนาถ คอื เปน ทพ่ี ึ่งของชาวโลกได พทุ ธคุณ 9 ในขอกอ น [303] ยอลงแลว เปน 2 อยางดงั แสดงมาน้ี คอื ขอ 1, 2, 3, 5 เปน สว นอตั ตหิตสมบัติ ขอ 6, 7 เปนสว นปรหติ ปฏบิ ตั ิ ขอ 4, 8, 9 เปนทั้งอตั ตหติ สมบัตแิ ละ ปรหติ ปฏบิ ัติ DAò.I.8 (ฉบบั ไทยยังไมพิมพ) วสิ ุทธฺ ิ.ฏีกา1/258/381; 246/338 (ฉบบั โรมันยงั ไมพิมพ) [305] พุทธคุณ 3 (Buddhaguõa: virtues, qualities or attributes of the Buddha) 1. ปญ ญาคณุ (พระคณุ คอื พระปญ ญา — Pa¤¤à: wisdom) 2. วสิ ุทธคิ ุณ (พระคุณคอื ความบริสทุ ธิ์ — Visuddhi: purity) 3. กรณุ าคณุ (พระคณุ คอื พระมหากรณุ า — Karuõà: compassion) ในพระคณุ 3 น้ี ขอ ทเี่ ปน หลกั และกลา วถงึ ทวั่ ไปในคมั ภรี ต า งๆ มี 2 คอื ปญ ญา และกรณุ า สวนวิสุทธิ เปนพระคุณเนื่องอยูในพระปญญาอยูแลว เพราะเปนผลเกิดเองจากการตรัสรู คมั ภีรทัง้ หลายจึงไมแยกไวเปน ขอ หนง่ึ ตางหาก (ฉบับโรมันยงั ไมพ มิ พ) นัย วสิ ุทธฺ ิ.ฏีกา1/1. [306] ธรรมคุณ 6 (คุณของพระธรรม — Dhammaguõa: virtues or attributes of the Dhamma) 1. สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอนั พระผูมีพระภาคเจา ตรสั ดีแลว คอื ตรัสไวเ ปน ความจริงแท อกี ทัง้ งามในเบือ้ งตน งามในทามกลาง งามในทส่ี ดุ พรอมทัง้ อรรถพรอ มทง้ั พยัญชนะ ประกาศหลกั การครองชีวิตอนั ประเสรฐิ บริสุทธ์ิ บรบิ ูรณส นิ้ เชงิ — Svàkkhàto: Well proclaimed is the Dhamma by the Blessed One) 2. สนฺทิฏโิ ก (อนั ผปู ฏิบตั ิจะพงึ เหน็ ชดั ดว ยตนเอง คือ ผใู ดปฏบิ ตั ิ ผูใดบรรลุ ผูน ั้นยอ มเห็น

[307] 224 พจนานุกรมพุทธศาสตร ประจกั ษดวยตนเอง ไมต องเช่อื ตามคําของผูอ ื่น ผูใดไมป ฏิบตั ิ ไมบ รรลุ ผอู ่ืนจะบอกกเ็ หน็ ไมได — Sandiññhiko: to be seen for oneself) 3. อกาลิโก (ไมประกอบดวยกาล คอื ไมขึน้ กับกาลเวลา พรอ มเมอื่ ใด บรรลุไดท ันที บรรลุ เมื่อใด เหน็ ผลไดท นั ที อีกอยางวา เปน จรงิ อยอู ยา งไร กเ็ ปน อยา งนัน้ ไมจ าํ กัดดว ยกาล — Akàliko: not delayed; timeless) 4. เอหปิ สฺสิโก (ควรเรียกใหมาดู คอื เชิญชวนใหมาชม และพิสจู น หรือทาทายตอ การตรวจ สอบ เพราะเปน ของจรงิ และดจี รงิ — Ehipassiko: inviting to come and see; inviting inspection) 5. โอปนยโิ ก (ควรนอ มเขา มา คือ ควรนอ มเขา มาไวใ นใจ หรือนอ มใจเขา ไปใหถงึ ดวยการ ปฏบิ ตั ิใหเกิดมีขน้ึ ในใจ หรอื ใหใ จบรรลุถงึ อยางน้ัน หมายความวา เชิญชวนใหท ดลองปฏบิ ัตดิ ู อีกอยา งหนึง่ วา เปน สิ่งท่ีนาํ ผปู ฏบิ ตั ใิ หเ ขาไปถึงท่หี มายคือนิพพาน — Opanayiko: worthy of inducing in and by one’s own mind; worthy of realizing; to be tried by practice; leading onward) 6. ปจฺจตฺตํ เวทิตพโฺ พ วิ ฺ หู ิ (อันวิญูชนพงึ รเู ฉพาะตน คอื เปน วสิ ัยของวญิ ูชนจะพึงรู ได เปน ของจาํ เพาะตน ตอ งทําจึงเสวยไดเ ฉพาะตวั ทําใหกันไมไ ด เอาจากกนั ไมได และรไู ด ประจกั ษท ใ่ี นใจของตนน่เี อง — Paccatta§ veditabbo vi¤¤åhi: directly experienceable by the wise) คณุ ขอท่ี 1 มคี วามหมายกวา งรวมทงั้ ปริยตั ิธรรม คือ คําส่งั สอนดว ย สวนขอท่ี 2 ถึง 6 มงุ ใหเปน คณุ ของโลกุตตรธรรม จะเหน็ ไดใ นที่อื่นๆ วา ขอท่ี 2 ถงึ 6 ทา นแสดงไวเปน คณุ บท ของนิพพาน กม็ ี M.I.37; A.III.285. ม.ม.ู 12/95/67; อง.ฺ ฉกฺก.22/281/318. [307] สังฆคณุ 9 (คณุ ของพระสงฆ — Saïghaguõa: virtues of the Sangha; virtues or attributes of the community of noble disciples) 1. สุปฏปิ นฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆสาวกของพระผูม ีพระภาค เปนผูป ฏบิ ัตดิ ี — Supañipanno: Of good conduct is the community of noble disciples of the Blessed One) 2. อุชุปฏปิ นโฺ น (เปน ผปู ฏิบตั ติ รง — Ujupañipanno: of upright conduct) 3. ายปฏิปนโฺ น (เปน ผปู ฏบิ ตั ิถูกทาง — ¤àyapañipanno: of right conduct) 4. สามีจิปฏิปนโฺ น (เปนผูป ฏบิ ตั สิ มควร — Sàmãcipañipanno: of dutiful conduct; of proper conduct) ยททิ ํ จตตฺ าริ ปรุ สิ ยคุ านิ อฏ ปรุ สิ ปคุ คฺ ลา (ไดแ ก คบู รุ ษุ 4 ตวั บคุ คล 8 — namely, the four pairs of men, the eight types of individuals.)

หมวด 9 225 [309] เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆส าวกของพระผูมพี ระภาคนี้ — This community of the disciples of the Blessed One is) 5. อาหุเนยโฺ ย (เปนผคู วรแกข องคาํ นับ คือควรรบั ของทีเ่ ขานาํ มาถวาย — âhuneyyo: worthy of gifts) 6. ปาหุเนยโฺ ย (เปน ผคู วรแกก ารตอ นรบั — Pàhuneyyo: worthy of hospitality) 7. ทกขฺ เิ ณยฺโย (เปน ผูควรแกท กั ษิณา, ควรแกของทาํ บุญ — Dakkhiõeyyo: worthy of offerings) 8. อฺชลิกรณีโย (เปน ผคู วรแกก ารทาํ อญั ชลี, ควรแกการกราบไหว — A¤jalikaraõãyo: worthy of reverential salutation) 9. อนุตฺตรํ ปุ ฺ กฺเขตตฺ ํ โลกสฺส (เปนนาบญุ อนั ยอดเยย่ี มของโลก, เปนแหลงปลูกฝงและ เผยแพรความดีท่ียอดเย่ียมของโลก — Anuttara§ pu¤¤akkhetta§ lokassa: the incomparable field of merit or virtue for the world) M.I.37; A.III.286. ม.มู.12/95/67; องฺ.ฉกฺก.22/281/318. [308] มละ 9 (มลทนิ — Mala: stains) 1. โกธะ (ความโกรธ — Kodha: anger) 2. มักขะ (ความลบหลคู ุณทา น, ความหลคู วามดีผูอนื่ — Makkha: detraction; depre- ciation) 3. อสิ สา (ความริษยา — Issà: envy; jealousy) 4. มจั ฉริยะ (ความตระหนี่ — Macchariya: stinginess; meanness) 5. มายา (มารยา — Màyà: deceit) 6. สาเถยยะ (ความโออ วดหลอกเขา, สาไถย — Sàtheyya: hypocrisy) 7. มุสาวาท (การพดู ปด — Musàvàda: false speech) 8. ปาปจ ฉา (ความปรารถนาลามก — Pàpicchà: evil desire) 9. มิจฉาทฏิ ฐิ (ความเหน็ ผดิ — Micchàdiññhi: false view) Vbh.389. อภ.ิ วิ.35/1021/526. [309] มานะ 9 (ความถอื ตวั , ความสาํ คญั ตนเปน อยา งนน้ั อยา งน้ี — Màna: conceit; pride) 1. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being superior to others, one thinks, “Better am I.”) 2. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being superior to others, one thinks, “Equal am I.”) 3. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being superior to others, one thinks, “Worse

[310] 226 พจนานกุ รมพุทธศาสตร am I.”) 4. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being equal to others, one thinks, “Better am I.”) 5. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being equal to others, one thinks, “Equal am I.”) 6. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being equal to others, one thinks, “Worse am I.”) 7. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being inferior to others, one thinks, “Better am I.”) 8. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being inferior to others, one thinks, “Equal am I.”) 9. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being inferior to others, one thinks, “Worse am I.”) Nd180; Nd2226; Vbh.389. ข.ุ ม.29/102/94; 829/519; ขุ.จ.ู 30/578/283; อภิ.ว.ิ 35/1022/527 [310] โลกตุ ตรธรรม 9 (ธรรมอันมิใชวิสัยของโลก, สภาวะพนโลก — Lokuttara- dhamma: supermundane states) (+ โพธปิ ก ขยิ ธรรม 37 = 46: ขุ.ปฏิ.31/620/535; Ps.II.166) มรรค 4 (Magga: the Four Paths) ผล 4 (Phala: the Four Fruitions) นิพพาน หรอื อสังขตธาตุ 1 (Nibbàna: the Unconditioned State) ดู [27] นิพพาน 2; [164] มรรค 4; [165] ผล 4. Dhs.1094. อภ.ิ ส.ํ 34/706/278; 911/355. [311] วิปส สนาญาณ 9 (ญาณในวิปส สนา, ญาณท่นี บั เขา ในวิปสสนา หรือทจี่ ัดเปน วิปส สนา คือ เปนความรูท่ีทาํ ใหเกิดความเหน็ แจง เขา ใจสภาวะของสง่ิ ทง้ั หลายตามเปน จริง — Vipassanà¤àõa: insight-knowledge) 1. อุทยัพพยานุปสสนาญาณ (ญาณอันตามเหน็ ความเกดิ และความดับ คือ พิจารณาความ เกดิ ข้นึ และความดับไปแหงเบญจขันธ จนเหน็ ชดั วา สงิ่ ทั้งหลายเกิดขน้ึ ครนั้ แลวกต็ อ งดบั ไป ลวนเกิดข้นึ แลวก็ดับไปทัง้ หมด — Udayabbaya¤àõa: knowledge of contemplation on rise and fall) 2. ภังคานปุ สสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เม่อื เหน็ ความเกดิ ดบั เชนน้นั แลว คํานึงเดนชัดในสวนความดับอันเปนจุดจบส้ิน ก็เห็นวาสังขารท้ังปวงลวนจะตองสลายไปทั้ง หมด — Bhaïga¤àõa: knowledge of contemplation on dissolution) 3. ภยตปู ฏ ฐานญาณ (ญาณอันมองเหน็ สังขารปรากฏเปน ของนา กลัว คอื เม่ือพจิ ารณาเหน็ ความแตกสลายอันมที ว่ั ไปแกท ุกส่ิงทกุ อยางเชนนัน้ แลว สังขารทัง้ ปวงไมว า จะเปนไปในภพใด

หมวด 9 227 [311] คตใิ ด ก็ปรากฏเปนของนา กลวั เพราะลวนแตจะตองสลายไป ไมปลอดภัยทงั้ ส้นิ — Bhaya- ¤àõa: knowledge of the appearance as terror) 4. อาทนี วานปุ ส สนาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ เหน็ โทษ คอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ สงั ขารทงั้ ปวงซงึ่ ลว น ตอ งแตกสลายไป เปน ของนา กลวั ไมป ลอดภยั ทง้ั สน้ิ แลว ยอ มคาํ นงึ เหน็ สงั ขารทง้ั ปวงนนั้ วา เปน โทษ เปน สงิ่ ทม่ี คี วามบกพรอ ง จะตอ งระคนอยดู ว ยทกุ ข — âdãnava¤àõa: knowledge of contemplation on disadvantages) 5. นพิ พทิ านปุ ส สนาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ เหน็ ดว ยความหนา ย คอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ สงั ขารวา เปน โทษเชน นน้ั แลว ยอ มเกดิ ความหนา ย ไมเ พลดิ เพลนิ ตดิ ใจ — Nibbidà¤àõa: knowledge of contemplation on dispassion) 6. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ ดว ยใครจ ะพน ไปเสยี คอื เมอ่ื หนา ยสงั ขารทงั้ หลายแลว ยอ มปรารถนาทจี่ ะพน ไปเสยี จากสงั ขารเหลา นน้ั — Mu¤citukamyatà¤àõa: knowledge of the desire for deliverance) 7. ปฏสิ งั ขานปุ สสนาญาณ (ญาณอนั คํานึงพจิ ารณาหาทาง คือ เม่อื ตองการจะพนไปเสยี จึงกลับหันไปยกเอาสังขารท้ังหลายข้ึนมาพิจารณากําหนดดวยไตรลักษณเ พอื่ มองหาอุบายท่ีจะ ปลดเปล้ืองออกไป — Pañisaïkhà¤àõa: knowledge of reflective contemplation) 8. สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอนั เปนไปโดยความเปนกลางตอสังขาร คือ เม่อื พจิ ารณา สงั ขารตอไป ยอ มเกดิ ความรเู ห็นสภาวะของสงั ขารตามความเปน จรงิ วามีความเปนอยูเปนไป ของมันอยางนั้นเปนธรรมดา จึงวางใจเปน กลางได ไมย ินดียินรา ยในสังขารทงั้ หลาย แตน ้ัน มองเหน็ นพิ พานเปนสนั ติบท ญาณจงึ แลนมุงไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขาร เสยี ได — Saïkhàrupekkhà¤àõa: knowledge of equanimity regarding all formations) 9. สจั จานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ (ญาณอนั เปน ไปโดยอนุโลมแกก ารหย่งั รูอรยิ สัจจ คือ เม่อื วางใจเปน กลางตอสงั ขารทัง้ หลาย ไมพ ะวง และญาณแลน มุง ตรงไปสูนิพพานแลว ญาณอันคลอยตอ การตรสั รูอริยสัจจ ยอ มเกดิ ขนึ้ ในลาํ ดบั ถดั ไป เปน ข้ันสุดทา ยของวปิ ส สนา ญาณ ตอจากน้ันก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แลวเกิดมรรคญาณใหสําเร็จความเปน อรยิ บคุ คลตอไป — Anuloma¤àõa: conformity-knowledge; adaptation-knowledge) ธรรมหมวดน้ี ทา นปรงุ ศพั ทข นึ้ โดยถอื ตามนยั แหง คมั ภรี ป ฏสิ มั ภทิ ามรรค นาํ มาอธบิ าย พสิ ดารในวสิ ทุ ธมิ รรค แตใ นอภธิ มั มตั ถสงั คหะ ทา นเตมิ สมั มสนญาณ (ญาณทกี่ าํ หนดพจิ ารณา นามรปู คอื ขนั ธ 5 ตามแนวไตรลกั ษณ — Sammasana¤àõa: comprehension-knowledge) เขา มาเปน ขอ ที่ 1 จงึ รวมเปน วปิ ส สนาญาณ 10 และเรยี กชอ่ื ญาณขอ อน่ื ๆ สน้ั กวา นี้ คอื เรยี ก อทุ ยพั พยญาณ ภงั คญาณ ภยญาณ อาทนี วญาณ นพิ พทิ าญาณ มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ปฏสิ งั ขา- ญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ อนโุ ลมญาณ ดู [285] วิสทุ ธิ 7; [345] ญาณ 16 Ps.I.1; Vism.630–671;Comp.210. ขุ.ปฏ.ิ 31/1/1; วิสุทฺธ.ิ 3/262–319; สงคฺ ห.55.

[312] 228 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [312] สัตตาวาส 9 (ภพเปน ท่อี ยแู หง สตั ว — Sattàvàsa: Abodes of Beings) ขอ 1–4 ตรงกับ วญิ ญาณฐติ ิ 4 ขอ ตน 5. สตั วบ างพวก ไมม สี ญั ญา ไมเสวยเวทนา เชน เหลา เทพจําพวกอสญั ญสี ตั ว (beings without perception and feeling) ขอ 6–8 ตรงกบั วิญญาณฐติ ิ ขอ ที่ 5–7 9. สัตวบ างพวก ผเู ขาถึงชน้ั เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ (beings reborn in the Sphere of Neither-Perception-Nor-Nonperception) ดู [284] วญิ ญาณฐติ ิ 7 D.III.263;288; A.IV.401 ที.ปา.11/353/277; 457/329; อง.ฺ อฏ ก.23/228/413. [313] อนบุ พุ พวหิ าร 9 (ธรรมเครอ่ื งอยทู ป่ี ระณตี ตอ กนั ขน้ึ ไปโดยลาํ ดบั — Anupubbavihàra: progressive abidings; mental states of gradual attainment) รปู ฌาน 4 (Råpa-jhàna: the Four Absorptions of the Form Sphere) อรูปฌาน 4 (Aråpa-jhàna: the Four Absorptions of the Formless Sphere) สัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบตั ทิ ีด่ บั สญั ญาและเวทนา — Sa¤¤àvedayitanirodha: extinc- tion of perception and feeling) เรยี กอกี อยา งวา นโิ รธสมาบตั ิ (attainment of extinction) สมาบตั ิขอที่ 9 น้ี เฉพาะแตพ ระอนาคามแี ละพระอรหันตผชู าํ นาญในสมาบัติ 8 ขา งตน แลว เทาน้นั จึงจะเขาได อนบุ ุพพวหิ ารนี้ เรยี กอีกอยา งวา อนบุ พุ พนโิ รธ (Anupubba-nirodha: graded stages of cessation) เพราะตองดับขนั้ ตนๆ แตล ะขน้ั ไปตามลาํ ดบั จึงจะเขาถึงข้นั สงู ทีอ่ ยูถัดขน้ึ ไปได ดู [9] ฌาน 4; [207] อรูป 4. D.III.265,290;A.IV.410. ที.ปา. 11/355/279; 463/332; อง.ฺ นวก.23/236/424.

ทสกะ — หมวด 10 Groups of Ten (including related groups) [314] กถาวตั ถุ 10 (เรอื่ งทค่ี วรพดู , เรอ่ื งทคี่ วรนาํ มาสนทนากนั ในหมภู กิ ษุ — Kathàvatthu: subjects for discussion; topics of talk among the monks) 1. อปั ปจ ฉกถา (เร่ืองความมกั นอย, ถอ ยคําท่ีชกั นําใหมีความปรารถนานอย ไมมกั มากอยาก เดน — Appicchakathà: talk about or favourable to wanting little) 2. สนั ตฏุ ฐิกถา (เรอ่ื งความสันโดษ, ถอ ยคําทชี่ ักนําใหมคี วามสนั โดษ ไมช อบฟุงเฟอหรือปรน ปรือ — Santuññhikathà: talk about or favourable to contentment) 3. ปวเิ วกกถา (เรื่องความสงัด, ถอ ยคาํ ทชี่ ักนาํ ใหม ีความสงดั กายใจ — Pavivekakathà: talk about or favourable to seclusion) 4. อสงั สคั คกถา (เรอื่ งความไมค ลกุ คล,ี ถอ ยคาํ ทช่ี กั นาํ ใหไ มค ลกุ คลดี ว ยหมู — Asa§sagga- kathà: talk about or favourable to not mingling together) 5. วิริยารัมภกถา (เรื่องการปรารภความเพียร, ถอยคําที่ชักนําใหมุงมั่นทําความเพียร — Viriyàrambhakathà: talk about or favourable to strenuousness) 6. สลี กถา (เร่ืองศลี , ถอ ยคําที่ชักนาํ ใหตัง้ อยูใ นศีล — Sãlakathà: talk about or favourable to virtue or good conduct) 7. สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ, ถอ ยคาํ ท่ชี กั นาํ ใหทําจิตม่ัน — Samàdhikathà: talk about or favourable to concentration) 8. ปญญากถา (เร่อื งปญญา, ถอ ยคาํ ทชี่ ักนาํ ใหเกิดปญญา — Pa¤¤àkathà: talk about or favourable to understanding or insight) 9. วมิ ตุ ตกิ ถา (เรอื่ งวมิ ตุ ต,ิ ถอ ยคาํ ทชี่ กั นาํ ใหท าํ ใจใหพ น จากกเิ ลสและความทกุ ข — Vimuttikathà: talk about or favourable to deliverance) 10. วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนกถา (เรอ่ื งความรคู วามเหน็ ในวมิ ตุ ต,ิ ถอ ยคาํ ทช่ี กั นาํ ใหส นใจและเขา ใจ เรอื่ งความรคู วามเหน็ ในภาวะทห่ี ลดุ พน จากกเิ ลสและความทกุ ข — Vimutti¤àõadassanakathà: talk about or favourable to the knowledge and vision of deliverance) M.I.145; III.113; A.V.129. ม.มู.12/292/287; ม.อุ.14/348/239; องฺ.ทสก.24/69/138. [315] กสณิ 10 (แปลตามรปู ศัพทวา “ทง้ั หมด” หรอื “ลวน”; วัตถุอนั จงู ใจ, วัตถุสําหรับเพง เพอ่ื จงู จิตใหเ ปนสมาธิ — Kasiõa: meditation devices) ก. ภตู กสิณ 4 (กสณิ คือมหาภตู รปู — Bhåta-kasiõa: Element-Kasiõa)

[316] 230 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร 1. ปฐวีกสิณ (กสิณคือดิน, กสิณท่ีใชด นิ เปน อารมณ — Pañhavã~: the Earth Kasiõa) 2. อาโปกสิณ (กสิณคอื น้ํา — âpo~: the Water Kasiõa) 3. เตโชกสณิ (กสิณคือไฟ — Tejo~: the Fire Kasiõa) 4. วาโยกสณิ (กสิณคอื ลม — Vàyo~: the Air Kasiõa: Wind Kasiõa) ข. วรรณกสณิ 4 (กสิณคอื สี — Vaõõa~: Colour Kasiõa) 5. นลี กสณิ (กสิณคือสเี ขยี วคราม — Nãla~: the Blue Kasiõa) 6. ปตกสณิ (กสิณคอื สีเหลือง — Pãta~: the Yellow Kasiõa) 7. โลหิตกสณิ (กสณิ คอื สแี ดง — Lohita~: the Red Kasiõa) 8. โอทาตกสณิ (กสิณคอื สขี าว — Odàta~: the White Kasiõa) ค. กสณิ อ่ืนๆ 9. อาโลกกสิณ (กสิณคอื แสงสวา ง — âloka~: the Light Kasiõa) 10. อากาสกสิณ (กสณิ คอื ทวี่ างเปลา , ชองวาง — âkàsa~: the Space Kasiõa) กสณิ ทีม่ าในบาลี เชน อง.ฺ ทสก.24/25/48 (A.V.46) ไมมี อาโลกกสณิ แตมี วิญญาณกสิณ (กสิณคอื วญิ ญาณ — Vi¤¤àõa~: the Consciousness Kasiõa) เปนขอท่ี 10 และ อากาส- กสิณ เปนขอที่ 9 Vism.118–169. วิสุทฺธิ.1/150–217. [316] กามโภคี 10 (ผบู รโิ ภคกาม, ผคู รองเรอื น, คฤหสั ถ — Kàmabhogã: enjoyers of sensual pleasures; laymen; householders) กลุมท่ี 1 แสวงหาไมชอบธรรม (those seeking wealth unlawfully and arbitrarily) 1. พวกหนึง่ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยไมช อบธรรม โดยทารณุ ขม ข,ี่ ไดมาแลวไมเ ลย้ี งตนให อ่ิมหนําเปนสขุ , ท้งั ไมแจกจายแบง ปนและไมใชทํากรรมดี (So seeking wealth, a certain one neither makes himself happy and cheerful, nor does he share with others, nor does he do meritorious deeds.) 2. พวกหน่ึง แสวงหาโภคทรัพยโ ดยไมช อบธรรม โดยทารุณขม ข,ี่ ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ่มิ หนําเปนสุข, แตไมแจกจา ยแบงปนและไมใชท าํ กรรมดี (So seeking wealth, a certain one makes himself happy and cheerful, but he does not share with others and does no meritorious deeds.) 3. พวกหนึ่ง แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยไมชอบธรรม โดยทารุณขมขี่, ไดมาแลว เลย้ี งตนให อ่ิมหนําเปนสุขดวย, แจกจายแบง ปน และใชทํากรรมดีดว ย (So seeking wealth, a certain one does make himself happy and cheerful, he does share with others and does meritorious deeds.) (พวกที่ 1 ควรตาํ หนิทั้ง 3 สถาน; พวกท่ี 2 ตําหนิ 2 สถาน ชม 1 สถาน; พวกท่ี 3 ตําหนิ 1 สถาน ชม 2

หมวด 10 231 [316] สถาน — These are blameworthy in three, two and one respect, and praiseworthy in none, one and two respects, respectively.) กลมุ ที่ 2 แสวงหาชอบธรรมบาง ไมช อบธรรมบาง (those seeking wealth both lawfully and unlawfully, arbitrarily and unarbitrarily) 4. พวกหนงึ่ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรมบา งไมช อบธรรมบา ง ทารณุ ขม ขบี่ า งไมท ารณุ ขม ขบ่ี า ง, ไดม าแลว ไมเ ลยี้ งตนใหอ มิ่ หนาํ เปน สขุ , ไมแ จกจา ยแบง ปน และไมใ ชท าํ กรรมดี (Same as 1) 5. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรมบา งไมช อบธรรมบา ง ทารณุ ขม ขบี่ า งไมท ารณุ ขม ขบี่ า ง, ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ ม่ิ หนาํ เปน สขุ , แตไ มแ จกจา ยแบง ปน และไมใ ชท าํ กรรมดี (Same as 2) 6. พวกหนึ่ง แสวงหาโภคทรัพยโดยชอบธรรมบางไมชอบธรรมบาง ทารุณขมข่ีบางไม ทารณุ ขม ขบี่ า ง, ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ ม่ิ หนาํ เปน สขุ , ทงั้ แจกจา ยแบง ปน และใชท าํ กรรมดี (Same as 3) (พวกที่ 4 ควรตาํ หนิ 3 สถาน ชม 1 สถาน; พวกท่ี 5 ตาํ หนิ 2 สถาน ชม 2 สถาน; พวกท่ี 6 ตาํ หนิ 1 สถาน ชม 3 สถาน — These are blameworthy in three, two and one respect, and praiseworthy in one, two and three respects, respectively.) กลมุ ที่ 3 แสวงหาชอบธรรม (those seeking wealth lawfully and unarbitrarily) 7. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรัพยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขมข,ี่ ไดมาแลวไมเลย้ี งตนใหอ ่มิ หนําเปนสุข, ไมแ จกจายแบงปนและไมใชท ํากรรมดี (Same as 1) 8. พวกหน่งึ แสวงหาโภคทรัพยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขมขี่, ไดมาแลว เล้ยี งตนใหอ ิม่ หนําเปนสุข, แตไ มแจกจา ยแบง ปนและไมใ ชทาํ กรรมดี (Same as 2) 9. พวกหน่งึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรม ไมท ารุณขมขี่, ไดมาแลว ก็เลี้ยงตนใหอ มิ่ หนําเปนสุขดว ย, ทงั้ แจกจายแบงปนและใชท ํากรรมดีดวย; แตเขายังตดิ ยงั สยบมวั เมา ยังหมกมุน บริโภคโภคะเหลา น้นั โดยไมรเู ทาทนั เหน็ โทษ ไมมีปญญาทาํ ตนใหเปน อิสระ หลุดพนเปน นายเหนือโภคทรพั ย (Same as 3. But he makes use of his wealth with greed and longing, is infatuated therewith, heedless of danger, lacking the insight to achieve spiritual freedom.) (พวกท่ี 7 ควรตาํ หนิ 2 สถาน ชม 1 สถาน; พวกที่ 8 ตําหนิ 1 สถาน ชม 2 สถาน; พวกท่ี 9 ชม 3 สถาน ตําหนิ 1 สถาน — These are blameworthy in two, one and one respect, and praiseworthy in one, two and three respects, respectively.) พวกพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และใชอ ยา งรเู ทา ทันเปนอิสระ 10. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขม ขี่, ไดมาแลว เลีย้ งตนใหอ ่ิม หนําเปนสุข, แจกจายแบงปน และใชท ํากรรมดี; อีกทั้งไมส ยบมวั เมา ไมหมกมนุ บรโิ ภค โภคะเหลานั้นอยางรูเทาทันเห็นโทษ มีปญญาทําตนใหเปนอิสระหลุดพนเปนนายเหนือ

[317] 232 พจนานกุ รมพุทธศาสตร โภคทรพั ย (Seeking wealth lawfully and unarbitrarily, a certain one does make himself happy and cheerful, he does share with others and does meritorious deeds. Moreover, he makes use of his wealth without greed and longing, without infatuation, is heedful of danger and possessed of the insight that keeps for himself spiritual freedom.) (พวกที่ 10 นี้ ทรงสรรเสริญวาเปน ผเู ลิศ ประเสริฐ สูงสุด ควรชมทัง้ 4 สถาน — Of these ten this one is the best, the greatest and the noblest, being praiseworthy in all the four respects.) S.IV.331; A.V.176. ส.ํ สฬ.18/631–643/408–415; อง.ฺ ทสก.24/91/188. [317] กาลามสตู รกงั ขานยิ ฐาน 10 (หมายถึง วิธีปฏิบตั ใิ นเรอื่ งท่ีควรสงสยั หรือหลัก ความเชอื่ ท่ีตรสั ไวใ นกาลามสตู ร — Kàlàmasutta-kaïkhàniyaññhàna: how to deal with doubtful matters; advice on how to investigate a doctrine, as contained in the Kà làmasutta) 1. มา อนุสสฺ เวน (อยาปลงใจเชอ่ื ดวยการฟงตามกนั มา — Be not led by report) 2. มา ปรมปฺ ราย (อยาปลงใจเช่อื ดว ยการถอื สืบๆ กันมา — Be not led by tradition) 3. มา อิติกริ าย (อยาปลงใจเชือ่ ดวยการเลา ลือ — Be not led by hearsay) 4. มา ปฏกสมปฺ ทาเนน (อยา ปลงใจเช่ือ ดว ยการอา งตําราหรอื คมั ภรี  — Be not led by the authority of texts) 5. มา ตกกฺ เหตุ (อยาปลงใจเชือ่ เพราะตรรก — Be not led by mere logic) 6. มา นยเหตุ (อยาปลงใจเช่ือ เพราะการอนุมาน — Be not led by inference) 7. มา อาการปริวติ กเฺ กน (อยา ปลงใจเชอ่ื ดวยการคิดตรองตามแนวเหตผุ ล — Be not led by considering appearances) 8. มา ทฏิ  นิ ชิ ฌฺ านกขฺ นตฺ ยิ า (อยา ปลงใจเชอ่ื เพราะเขา ไดก บั ทฤษฎที พ่ี นิ จิ ไวแ ลว — Be not led by the agreement with a considered and approved theory) 9. มา ภพพฺ รปู ตาย (อยาปลงใจเชอื่ เพราะมองเห็นรูปลักษณะนาจะเปน ไปได — Be not led by seeming possibilities) 10. มา สมโณ โน ครตู ิ (อยา ปลงใจเช่อื เพราะนบั ถือวา ทานสมณะนี้เปน ครขู องเรา — Be not led by the idea, ‘This is our teacher’.) ตอ เมอ่ื ใด รูเขา ใจดวยตนวา ธรรมเหลา น้นั เปนอกุศล เปนกุศล มีโทษ ไมมีโทษ เปนตน แลว จึงควรละหรือถอื ปฏิบตั ิตามนนั้ สตู รนี้ ในบาลเี รยี กวา เกสปตุ ติยสูตร ทชี่ ือ่ กาลามสูตร เพราะทรงแสดงแกช นเผากาลามะ แหงวรรณะกษัตรยิ  ทีช่ อื่ เกสปตุ ตยิ สูตร เพราะพวกกาลามะนนั้ เปนชาวเกสปุตตนิคม A.I.189. อง.ฺ ติก.20/505/241.