หมวด 5 183 [251] 3. สตุ ะ (การเลาเรยี นสดับฟงศกึ ษาหาความรู — Suta: learning) 4. จาคะ (การเผอ่ื แผเสยี สละ เออื้ เฟอ มีนา้ํ ใจชวยเหลอื ใจกวา ง พรอมท่ีจะรับฟง และรวมมือ ไมคบั แคบเอาแตตัว — Càga: liberality) 5. ปญญา (ความรอบรู รูคดิ รูพจิ ารณา เขาใจเหตุผล รจู ักโลกและชีวิตตามความเปน จริง — Pa¤¤à: wisdom) [25A.0III].80.อายสุ สธรรม หรือ อายวุ ัฒนธรรม 5 อง.ฺ ปฺจก.22/63–64/91–92. (ธรรมทเ่ี กือ้ กูลแกอายุ หรือธรรมท่สี ง เสรมิ สขุ ภาพ, ธรรมทชี่ ว ยใหอ ายยุ นื — âyussa-dhamma: things conducive to long life) 1. สปั ปายการี (ทาํ สงิ่ ทส่ี บายคอื เออ้ื ตอ ชวี ติ — Sappàyakàrã: to do what is suitable for oneself and favourable to one’s health; to act in accordance with the rules of hygiene) 2. สปั ปายมตั ตญั ู (รจู กั ประมาณในสงิ่ ทส่ี บาย — Sappàye matta¤¤å: to be moderate even as to things suitable and favourable) 3. ปริณตโภชี (บรโิ ภคส่ิงท่ยี อยงาย เชน เค้ยี วใหละเอยี ด — Pariõatabhojã: to eat food which is ripe or easy to digest) 4. กาลจารี (ประพฤตเิ หมาะในเรอื่ งเวลา เชน รจู กั เวลา ทาํ ถกู เวลา ทาํ เปน เวลา ทาํ พอเหมาะ แกเ วลา เปน ตน — Kàlacàrã: to behave oneself properly as regards time and the spending of time.) 5. พรหมจารี (ถอื พรหมจรรย ถงึ จะเปน คฤหสั ถก ร็ จู กั ควบคุมกามารมณเวน เมถนุ บา ง — Brahmacàrã: to practise sexual abstinence) อายวุ ัฒนธรรมนี้ มอี ีกหมวดหนึ่ง สามขอ แรกเหมอื นกัน แปลกแตข อ 4 และ 5 เปน 4. สลี วา (มีศลี ประพฤติดีงาม ไมท ําความผดิ — Sãlavà: to be morally upright) 5. กัลยาณมติ ตะ (มีกัลยาณมติ ร — Kalyàõamitta: to have good friends) A.III.145. องฺ.ปจฺ ก.22/125–6/163. [,,,] อารยวฒั ิ 5 ดู [249] อริยวฑั ฒิ 5. [251] อาวาสิกธรรม 51 (ธรรมของภกิ ษุผอู ยปู ระจาํ วดั , แปลถือความมาใชใ หเหมาะกับ ปจ จบุ ันวา คุณสมบตั ขิ องเจา อาวาส, หมวดท่ี 1 ประเภทที่นา ยกยอง หรอื เปน ทช่ี ่ืนชเู จรญิ ใจ — âvàsika-dhamma: qualities of an esteemable resident or incumbent of a monastery; qualities of an esteemable abbot) 1. ถงึ พรอมดว ยอากปั กริ ิยาและวัตรปฏิบตั ิ (มีกิริยามารยาททาทกี ารแสดงออกทางกาย วาจาสํารวมงดงาม และเอาใจใสปฏิบัติกิจหนาท่ีสมํ่าเสมอเรียบรอย — âkappavatta- sampanna: to be accomplished in manner and duties) 2. เปน พหูสตู (ไดศ กึ ษาเลา เรียนมาก รหู ลกั พระธรรมวินัย มีความรูความเขาใจกวางขวางลึก
[252] 184 พจนานุกรมพุทธศาสตร ซ้ึง — Bahussuta: to have great learning) 3. ประพฤติขัดเกลา (ฝก อบรมตนในไตรสกิ ขา ชอบความสงบ ยนิ ดใี นกลั ยาณธรรม — Pañi- sallekhità: to be fond of solitude) 4. มีกลั ยาณพจน (มวี าจางาม กลา วกัลยาณพจน รจู กั พดู รูจ กั เจรจานา ศรทั ธาและนํา ปญ ญา — Kalyàõavàca: to have kindly and convincing speech) 5. มีปญ ญา (รเู ขา ใจ รูค ิด รพู ิจารณา เฉลยี วฉลาด สามารถแกป ญ หา ไมซมึ เซอเบอะบะ — Pa¤¤avà: to be wise) A.III.261. องฺ.ปฺจก.22/231/290. [252] อาวาสกิ ธรรม 52 (คุณสมบัติของเจา อาวาส หมวดท่ี 2 ประเภทเปนท่ีรักทเ่ี คารพ ของสพรหมจารี คือ เพอ่ื นภกิ ษุสามเณรผูประพฤตพิ รหมจรรยรวมกัน — âvàsikadhamma: qualities of a beloved and respected incumbent or abbot) 1. มศี ลี (ตงั้ อยใู นศลี สาํ รวมในพระปาฏโิ มกข ประพฤตเิ ครง ครดั ในสกิ ขาบททงั้ หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหสู ตู (ไดศ กึ ษาเลา เรยี นมาก รหู ลกั พระธรรมวนิ ยั มคี วามรคู วามเขา ใจกวา งขวางลกึ ซงึ้ — Bahussuta: to have great learning) 3. มกี ลั ยาณพจน (มวี าจางาม กลาวกลั ยาณพจน รจู กั พูด รจู กั เจรจานา ศรทั ธาและนาํ ปญ ญา — Kalyàõavàca: to have lovely and convincing speech) 4. เปน ฌานลาภี (ไดแ คลว คลอ งในฌาน 4 ทเ่ี ปน เครอื่ งอยสู ขุ สบายในปจ จบุ นั — Jhànalàbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) 5. ประจักษแจงวิมุตติ (บรรลุเจโตวิมุตติ ปญญาวิมุตติ สิ้นอาสวะแลว —Vimutti- sacchikattà: to have gained the Deliverance) A.III.262. อง.ฺ ปจฺ ก.22/232/290. [253] อาวาสิกธรรม 53 (คณุ สมบตั ขิ องเจา อาวาส หมวดท่ี 3 ประเภทอาวาสโสภณ คือทํา วัดใหง าม — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who graces the monastery) 1. มีศีล (ตั้งอยูในศีล สํารวมในพระปาฏิโมกข ประพฤติเครงครัดในสิกขาบททั้ง หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหสู ตู (ไดศกึ ษาเลาเรยี นมาก รูห ลักพระธรรมวินัย มีความรูค วามเขา ใจกวา งขวางลกึ ซึ้ง — Bahussuta: to have great learning) 3. มกี ลั ยาณพจน (มีวาจางาม กลา วกัลยาณพจน รจู ักพูด รจู ักเจรจานาศรัทธาและนาํ ปญญา — Kalyàõavàca: to have lovely and convincing speech) 4. สามารถกลาวสอนธรรม (สามารถกลาวธรรมีกถาใหผูมาหาเห็นแจมชัด ยอมรับไป
หมวด 5 185 [255] ปฏบิ ัติ เราใจใหแ กลว กลา และเบกิ บานใจ — Dhammikathàya sandassaka: to be able to teach, incite, rouse and satisfy those who visit him with talk on the Dhamma) 5. เปน ฌานลาภี (ไดแคลวคลอ งในฌาน 4 ทีเ่ ปนเคร่ืองอยสู ุขสบายในปจจุบัน — Jhàna- làbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) A.III.262. อง.ฺ ปฺจก.22/233/291. [254] อาวาสกิ ธรรม 54 (คณุ สมบตั ิของเจาอาวาส หมวดท่ี 4 ประเภทมีอุปการะมากแกว ดั — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is of great service to his monastery) 1. มีศีล (ตั้งอยูในศีล สํารวมในพระปาฏิโมกข ประพฤติเครงครัดในสิกขาบทท้ัง หลาย — Sãlavà: to have good conduct) 2. เปน พหูสูต (ไดศกึ ษาเลาเรยี นมาก รหู ลกั พระธรรมวนิ ัย มคี วามรคู วามเขาใจกวางขวางลึก ซงึ้ — Bahussuta: to have great learning) 3. รูจกั ปฏสิ ังขรณ (เอาใจใสด ูแลซอ มแซมเสนาสนะและส่งิ ของทช่ี าํ รดุ หกั พัง — Khaõóa- phullapañisaïkharaka: to repair broken and dilapidated things) 4. บอกกลา วในคราวจะไดท าํ บญุ แกม หาสงฆ (เมอื่ มสี งฆห มใู หญม าจากตา งถน่ิ ตา งแควน ขวนขวายบอกชาวบา นผปู วารณาไวใ หม าทาํ บญุ — Pu¤¤akaraõàyàrocaka: to inform the householders of the arrival of incoming monks in order that the former may make merit) 5. เปนฌานลาภี (ไดแคลวคลองในฌาน 4 ท่เี ปนเครอื่ งอยสู ุขสบายในปจจบุ ัน — Jhàna- làbhã: to be able to gain pleasure of the Four Absorptions at will) A.III.263. องฺ.ปจฺ ก.22/234/292. [255] อาวาสกิ ธรรม 55 (คณุ สมบัตขิ องเจาอาวาส หมวดท่ี 5 ประเภทอนุเคราะหค ฤหสั ถ — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is kind to lay people) 1. ชักนําคฤหัสถใหถือปฏิบตั ิในอธศิ ลี (เอาใจใสช กั ชวนแนะนําชาวบา นใหส มาทานในอธิศีล คอื ใหร กั ษาศลี 5 ทเ่ี ปน พน้ื ฐานเพอ่ื กา วขน้ึ สคู ณุ ความดที สี่ งู ขนึ้ ไป — Adhisãle samàdapaka: to incite them to higher virtue) อธศิ ลี ในทนี่ ี้ ทา นอธบิ ายวา ไดแ กเ บญจศลี ทีเ่ ปนไปเพ่อื คณุ เบอื้ งสงู 2. ยังคฤหสั ถใ หต ัง้ อยูใ นธรรมทัศนะ (เอาใจใสชีแ้ จงแสดงธรรมแนะนาํ ชาวบา นใหรูเห็นเขาใจ ธรรม — Dhammadassane nivesaka: to encourage them in the discernment of truth or the vision of the doctrine) 3. ไปเย่ยี มใหสติคนเจบ็ ไข — Gilànasatuppàdaka: to visit the sick and rouse them
[256] 186 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร to mindfulness and awareness) 4. บอกกลาวในคราวจะไดทําบุญแกมหาสงฆ (เมื่อมีสงฆหมูใหญมาจากตางถ่ินตางแควน ขวนขวายบอกชาวบา นผูปวารณาไวใ หม าทาํ บญุ — Pu¤¤akaraõàyàrocaka: to inform the householders of the arrival of incoming monks in order that the former may make merit) 5. ไมทําศรัทธาไทยใหต กไป (ชาวบานถวายโภชนะใดๆ จะดอ ยหรือดี กฉ็ นั ดว ยตนเอง ไม ทําของทเ่ี ขาถวายดวยศรทั ธาใหห มดคณุ คาไปเสยี — Saddhàdeyyàvinipàtaka: to eat any given food himself, whether it is mean or choice, not frustrating the gift of faith) A.III.263. อง.ฺ ปจฺ ก.22/235/292. [256] อาวาสิกธรรม 56 (คุณสมบัตขิ องเจา อาวาส หมวดท่ี 6 ประเภทมคี วามสุขความ เจรญิ ดจุ ไดร บั เชญิ ขน้ึ ไปอยใู นสวรรค — âvàsika-dhamma: qualities of an incumbent or abbot who is prosperous as if put in heaven) 1. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ กลา วตาํ หนติ เิ ตยี นบคุ คลทค่ี วรตาํ หนติ เิ ตยี น — to speak in blame of a person deserving blame only after deliberately testing and plumbing the matter. 2. พิจารณาใครครวญโดยรอบคอบแลว จึงกลาวยกยองสรรเสริญบุคคลท่ีควรยกยอง สรรเสรญิ — to speak in praise of a person deserving praise only after deliberately testing and plumbing the matter. 3. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ แสดงความไมเ ลอื่ มใส ในฐานะอนั ไมค วรเลอื่ มใส — to show disbelief in what deserves disbelief only after deliberately testing and plumbing the matter. 4. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ แสดงความเลอื่ มใส ในฐานะอนั ควรเลอ่ื มใส — to show appreciation in what deserves appreciation only after deliberately testing and plumbing the matter. 5. ไมยังศรทั ธาไทยใหต กไป — not to frustrate the gift of faith. เจา อาวาสท่ีประพฤตติ รงขามจากน้ี ยอมเส่ือมดจุ ถูกจับไปขังในนรก. A.III.264. องฺ.ปฺจก.22/236/293. [257] อาวาสกิ ธรรม 57 (คณุ สมบตั ิของเจาอาวาส หมวดที่ 7 ประเภทมคี วามสุขความ เจริญดจุ ไดรบั เชิญขึน้ ไปอยใู นสวรรค อกี หมวดหนงึ่ — âvàsika-dhamma) 1. พจิ ารณาใครค รวญโดยรอบคอบแลว จงึ กลา วตาํ หนติ เิ ตยี นบคุ คลทค่ี วรตาํ หนติ เิ ตยี น — Anuviccavaõõabhàsaka: to speak in blame of a person deserving blame only after deliberately testing and plumbing the matter.
หมวด 5 187 [259] 2. พิจารณาใครครวญโดยรอบคอบแลว จึงกลาวยกยองสรรเสริญบุคคลท่ีควรยกยอง สรรเสรญิ — Anuviccàvaõõabhàsaka: to speak in praise of a person deserving praise only after deliberately testing and plumbing the matter. 3. ไมม อี าวาสมัจฉริยะ คือ ไมต ระหน่หี วงแหนที่อยอู าศยั — Na àvàsamaccharã: not to be stingy as to lodging) 4. ไมม กี ุลมจั ฉริยะ คอื ไมต ระหนี่หวงแหนตระกลู อุปฏ ฐาก — Na kulamaccharã: not to be stingy as to supporting families) 5. ไมมลี าภมจั ฉรยิ ะ คือ ไมตระหน่ีหวงแหนลาภ — Na làbhamaccharã: not to be stingy as to gain) นอกจากนี้ ยังมีอาวาสิกธรรมประเภทมีความสุขความเจริญเหมือนไดรับเชิญไปอยูใน สวรรค อกี 3 หมวด แตมคี วามแตกตางเพียงเลก็ นอย หรอื กําหนดไดง า ย คอื หมวดหนง่ึ เปลี่ยนเฉพาะขอ 5 เปน ไมย งั ศรัทธาไทยใหต กไป อกี หมวดหนง่ึ เปลยี่ น 4 ขอ ตนเปน เร่ืองมัจฉริยะท้ังหมด คอื เปน ไมมีอาวาสมจั ฉรยิ ะ, ไมมีกลุ มัจฉรยิ ะ, ไมม ีลาภมัจฉรยิ ะ, ไมม วี ณั ณมัจฉรยิ ะ สวนขอสุดทา ยเปน ไมย งั ศรทั ธาไทยให ตกไป อกี หมวดหนงึ่ เปล่ยี นเปน เร่ืองมัจฉรยิ ะท้งั 5 ขอ คือ เปน ผไู มม มี ัจฉริยะท้ัง 5 ดู [233] มัจฉริยะ 5. A.III.264–6. อง.ฺ ปฺจก.22/237–240/293–295. [258] อนิ ทรยี 5 (ธรรมท่เี ปนใหญในกจิ ของตน — Indriya: controlling faculty) 1. สัทธา (ความเชื่อ — Saddhà: confidence) 2. วิรยิ ะ (ความเพยี ร — Viriya: energy; effort) 3. สติ (ความระลึกได — Sati: mindfulness) 4. สมาธิ (ความตั้งจติ ม่ัน — Samàdhi: concentration) 5. ปญ ญา (ความรูท่วั ชัด — Pa¤¤à: wisdom; understanding) หมวดธรรมนีเ้ รยี กอยา งหนึ่งวา พละ 5 ท่ีเรยี กวา พละ เพราะความหมายวา เปนพลัง ทํา ใหเ กิดความม่ันคง ซ่ึงความไรศ รทั ธาเปนตน แตล ะอยา งจะเขาครอบงาํ ไมไ ด สวนทเี่ รยี กวา อินทรีย เพราะความหมายวา เปน ใหญในการกระทาํ หนาที่แตล ะอยางๆ ของตน คือเปนเจา การ ในการครอบงําเสยี ซง่ึ ความไรศรัทธา ความเกยี จครา น ความประมาท ความฟงุ ซา น และ ความหลงตามลาํ ดับ ดู [228] พละ 5. S.V.191–204; 235–237; Ps.II.1–29. ส.ํ ม.19/843–900/256–271; 1061–1069/310–312; ข.ุ ปฏ.ิ 31/423–463/300–344. [259] อุบาสกธรรม 5 (ธรรมของอุบาสกท่ดี ี, สมบตั ิ หรือองคค ุณของอุบาสก อยางเย่ียม
[260] 188 พจนานกุ รมพุทธศาสตร — Upàsaka-dhamma: qualities of an excellent lay disciple) 1. มศี รทั ธา (to be endowed with faith) 2. มศี ลี ( to have good conduct) 3. ไมถือมงคลต่นื ขาว เชื่อกรรม ไมเ ช่อื มงคล คอื มงุ หวงั ผลจากการกระทาํ และการงาน มิ ใชจ ากโชคลางและสง่ิ ที่ตนื่ กันวา ขลงั ศักดิ์สทิ ธิ์ (not to be superstitious, believing in deeds, not luck) 4. ไมแสวงหาทักขิไณยภายนอกหลักคําสอนน้ี คอื ไมแ สวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพุทธ ศาสนา (not to seek for the gift-worthy outside of the Buddha’s teaching) 5. กระทําความสนบั สนุนในพระศาสนาน้เี ปน เบือ้ งตน คือ ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ าํ รุง พระพุทธศาสนา (to do his first service in a Buddhist cause) ธรรม 5 อยา งนี้ ในบาลที มี่ าเรยี กวา ธรรมของอบุ าสกรตั น (อบุ าสกแกว ) หรอื อบุ าสกปทมุ (อบุ าสกดอกบัว) ดู [260] อบุ าสกธรรม 7 ดวย. A.III.206. องฺ.ปฺจก.22/175/230. [260] อบุ าสกธรรม 7 (ธรรมทเ่ี ปน ไปเพอื่ ความเจรญิ ของอบุ าสก — Upàsaka-dhamma: qualities conducive to the progress of a lay disciple) 1. ไมข าดการเยีย่ มเยือนพบปะพระภิกษุ (not to fail to see the monks) 2. ไมล ะเลยการฟง ธรรม (not to neglect to hear the Teaching) 3. ศกึ ษาในอธิศลี (to train oneself in higher virtue) 4. มากดว ยความเลอื่ มใสในภกิ ษทุ ง้ั หลาย ทั้งทเ่ี ปน เถระ นวกะ และปูนกลาง (to be full of confidence in the monks, whether elder, newly ordained or mid-term) 5. ไมฟ ง ธรรมดว ยต้ังใจจะคอยเพงโทษติเตียน (to listen to the Dhamma not in order to criticize) 6. ไมแ สวงหาทกั ขไิ ณยภายนอกหลกั คาํ สอนน้ี (not to seek for the gift-worthy outside of the Buddha’s teaching) 7. กระทําความสนับสนนุ ในพระศาสนานี้เปนเบ้ืองตน คอื ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ ํารุง พระพทุ ธศาสนา (to do his first service in a Buddhist cause) ธรรม 7 นี้ เรยี กอกี อยา งหนง่ึ วา สมั ปทาของอบุ าสก (สมบตั ขิ องอบุ าสก — accomplishments of a lay disciple.) A.IV.25,26. อง.ฺ สตตฺ ก.23/27,28/26,27.
ฉักกะ — หมวด 6 Groups of Six (including related groups) [261] คารวะ หรอื คารวตา 6 (ความเคารพ, การถือเปน สง่ิ สําคญั ท่ีจะพงึ ใสใจและปฏิบตั ิ ดวยความเอื้อเฟอ หรือโดยความหนักแนนจริงจัง, การมองเหน็ คณุ คาและความสาํ คัญแลว ปฏบิ ัตติ อ บุคคลหรอื สิ่งนัน้ โดยถกู ตอ ง ดว ยความจริงใจ — Gàrava, Gàravatà: reverence; esteem; attention; respect; appreciative action) 1. สตั ถคุ ารวตา (ความเคารพในพระศาสดา — reverence for the Master) ขอ นบ้ี างแหง เขยี น เปน พทุ ธคารวตา (ความเคารพในพระพทุ ธเจา — Satthu-gàravatà: reverence for the Buddha) 2. ธมั มคารวตา (ความเคารพในธรรม — Dhamma-gàravatà: reverence for the Dhamma) 3. สังฆคารวตา (ความเคารพในสงฆ — Saïgha-gàravatà: reverence for the Order) 4. สกิ ขาคารวตา (ความเคารพในการศกึ ษา — Sikkhà-gàravatà: reverence for the Training) 5. อัปปมาทคารวตา (ความเคารพในความไมประมาท — Appamàda-gàravatà: reverence for earnestness) 6. ปฏสิ ันถารคารวตา (ความเคารพในปฏิสนั ถาร — Pañisanthàra-gàravatà: reverence for hospitality) ธรรม 6 อยางนี้ ยอมเปนไปเพอื่ ความไมเ สอ่ื มแหง ภกิ ษุ. A.III.330. อง.ฺ ฉกฺก.22/303/368. [262] จริต หรือ จริยา 6 (ความประพฤตปิ กต,ิ ความประพฤตซิ ึ่งหนักไปทางใดทางหนึง่ อัน เปน ปกตปิ ระจาํ อยูในสันดาน, พน้ื เพของจิต, อุปนสิ ัย, พ้ืนนสิ ยั , แบบหรือประเภทใหญๆ แหง พฤตกิ รรมของคน — Carita, Cariyà: intrinsic nature of a person; characteristic behaviour; character; temperament) ตัวความประพฤตเิ รยี กวา จริยา บคุ คลผมู ีความประพฤติอยา งน้นั ๆ เรยี กวา จรติ 1. ราคจริต (ผมู ีราคะเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นกั ไปทางรกั สวยรักงาม — Ràga- carita: one of lustful temperament) กรรมฐานคูปรบั สาํ หรบั แก คือ อสภุ ะและกายคตาสติ 2. โทสจรติ (ผูมีโทสะเปนความประพฤติปกต,ิ ประพฤติหนักไปทางใจรอ นหงดุ หงดิ — Dosa- carita: one of hating temperament) กรรมฐานที่เหมาะ คอื พรหมวิหารและกสิณ โดย เฉพาะวณั ณกสณิ 3. โมหจรติ (ผมู โี มหะเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นกั ไปทางเขลา เหงาซมึ เงอื่ งงง งม งาย — Moha-carita: one of deluded temperament) กรรมฐานทเี่ กอ้ื กลู คอื อานาปานสติ
[263] 190 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร และพึงแกด ว ยมีการเรยี น ถาม ฟงธรรม สนทนาธรรมตามกาล หรอื อยกู บั ครู 4. สัทธาจรติ (ผูมศี รัทธาเปนความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางมีจติ ซาบซึ้ง ชืน่ บาน นอมใจเลือ่ มใสโดยงาย — Saddhà-carita: one of faithful temperament) พงึ ชกั นาํ ไปใน สิ่งที่ควรแกค วามเลอ่ื มใส และความเช่อื ทีม่ ีเหตุผล เชน พจิ ารณาอนสุ ติ 6 ขอตน 5. พุทธิจรติ หรือ ญาณจรติ (ผมู ีความรูเ ปน ความประพฤติปกต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางใช ความคิดพิจารณา — Buddhi-carita, ¥àõa~: one of intelligent temperament) พึงสง เสรมิ ดว ยแนะนําใหใ ชความคิดในทางที่ชอบ เชน พิจารณาไตรลักษณ กรรมฐานทเ่ี หมาะ คอื มรณสติ อุปสมานสุ ติ จตธุ าตุววัฏฐาน และอาหาเรปฏิกลู สัญญา 6. วิตกจรติ (ผูมวี ิตกเปน ความประพฤตปิ กต,ิ ประพฤตหิ นักไปทางนึกคิดจับจดฟงุ ซา น — Vitakka-carita: one of speculative temperament) พึงแกดวยสงิ่ ท่ีสะกดอารมณ เชน เจริญอานาปานสติ หรือเพงกสณิ เปนตน Nd1359, 453; Nd2138; Vism.101 ข.ุ ม.29/727/435; 889/555; ขุ.จ.ู 30/492/242; วิสทุ ธฺ ิ.1/127. [263] เจตนา หรือ สัญเจตนา 6 หมวด (ความจงใจ, ความตงั้ ใจ, ความจาํ นง, ความแสวง หาอารมณ — Cetanà, Sa¤cetanà: volition; choice; will) 1. รูปสัญเจตนา (ความจาํ นงรปู — Råpa-sa¤cetanà: volition concerning visible objects; choice of forms; will directed to forms) 2. สทั ทสญั เจตนา (ความจาํ นงเสยี ง — Sadda~: volition concerning audible objects; choice of sounds; will directed to sounds) 3. คนั ธสญั เจตนา (ความจาํ นงกล่นิ — Gandha~: volition concerning odorous objects; choice of odours; will directed to odours) 4. รสสัญเจตนา (ความจาํ นงรส — Rasa~: volition concerning sapid objects; choice of tastes; will directed to tastes) 5. โผฏฐัพพสัญเจตนา (ความจาํ นงโผฏฐัพพะ — Phoññhabba~: volition concerning tangible objects; choice of tangible objects; will directed to bodily impressions) 6. ธมั มสญั เจตนา (ความจาํ นงธรรมารมณ — Dhamma~: volition concerning ideational objects; choice of ideas; will derected to mental objects) หกอยา งนี้ เรียกเต็มตามศัพทวา เจตนากาย หรอื สญั เจตนากาย 6 (กองเจตนา หมวด เจตนา — bodies of choice; classes of volition) D.III.244; S.III.64; Vbh.102. ที.ปา.11/310/255; ส.ํ ข.17/116/74; อภ.ิ ว.ิ 35/159/132. [264] ตณั หา 6 (ความทะยานอยาก — Taõhà: craving) 1. รูปตัณหา (อยากไดร ูป — Råpa-taõhà: craving for forms) 2. สัททตัณหา (อยากไดเสยี ง — Sadda~: craving for sounds)
หมวด 6 191 [265] 3. คันธตัณหา (อยากไดก ล่ิน — Gandha~: craving for odours) 4. รสตณั หา (อยากไดรส — Rasa~: craving for tastes) 5. โผฏฐพั พตณั หา (อยากไดโ ผฏฐพั พะ — Phoññhabba~: craving for tangible objects) 6. ธมั มตัณหา (อยากในธรรมารมณ — Dhamma~: craving for mental objects) หกอยา งนี้ เรยี กเตม็ ตามศพั ทว า ตัณหากาย 6 (กองตัณหา, หมวดตัณหา — bodies or classes of craving) D.III.244,280; S.II.3; Vbh.102. ท.ี ปา.11/311/256; 425/303; สํ.น.ิ 16/10/3; อภิ.วิ.35/159/132. [,,,] ทวาร 6 ดู [78] ทวาร 6. [265] ทศิ 6 (บุคคลประเภทตา งๆ ที่เราตองเกยี่ วขอ งสัมพนั ธทางสงั คมดจุ ทศิ ที่อยรู อบตัว — Disà: directions; quarters) 1. ปุรตั ถิมทศิ (ทิศเบอ้ื งหนา คือ ทิศตะวนั ออก ไดแ ก มารดาบดิ า เพราะเปน ผูมอี ุปการะแก เรามากอน — Puratthima-disà: parents as the east or the direction in front) ก. บุตรธดิ าพึงบาํ รุงมารดาบิดา ผเู ปน ทศิ เบอ้ื งหนา ดังนี้ 1) ทานเลีย้ งเรามาแลว เลยี้ งทานตอบ 2) ชว ยทําการงานของทาน 3) ดาํ รงวงศส กลุ 4) ประพฤติตนใหเ หมาะสมกับความเปนทายาท 5) เมอื่ ทา นลว งลับไปแลว ทาํ บญุ อุทิศใหทา น In five ways a child should minister to his parents as the eastern quarter (saying to himself): a) Having been supported by them, I will support them in my turn. b) I will do their work for them. c) I will keep up the honour and the traditions of my family. d) I will make myself worthy of my heritage. e) I will make offerings, dedicating merit to them after their death.* ข. บิดามารดายอมอนเุ คราะหบตุ รธดิ า ดังน้ี 1) หามปรามจากความช่ัว 2) ใหต้ังอยใู นความดี 3) ใหศึกษาศิลปวิทยา * แปลอีกอยางวา “I will grant donations on their behalf.”
[265] 192 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร 4) หาคูครองที่สมควรให 5) มอบทรพั ยสมบัตใิ หในโอกาสอันสมควร In five ways his parents, thus served as the eastern quarter, show their love for him: a) They keep him back from evil. b) They train him in virtue. c) They have him taught arts and sciences. d) They arrange for his marriage to a suitable wife. e) They hand over his inheritance to him in due time. 2. ทักษณิ ทิศ (ทิศเบือ้ งขวา คอื ทิศใต ไดแก ครูอาจารย เพราะเปน ทักขิไณยบคุ คลควรแก การบูชาคุณ — Dakkhiõa-disà: teachers as the south or the direction in the right) ก. ศษิ ยพึงบํารงุ ครอู าจารย ผูเปนทิศเบอ้ื งขวา ดังนี้ 1) ลกุ ตอนรับ 2) เขาไปหา (เพอ่ื บาํ รุง คอยรับใช ปรกึ ษา ซกั ถาม และรับคําแนะนํา เปน ตน)* 3) ใฝใ จเรยี น (คอื มใี จรัก เรียนดว ยศรัทธา และรูจกั ฟงใหเกิดปญ ญา)** 4) ปรนนบิ ัติ ชว ยบริการ 5) เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ (คือ เอาจรงิ เอาจงั ถอื เปนกิจสาํ คญั ) In five ways a pupil should minister to his teachers as the southern quarter: a) by rising to receive them. b) by waiting upon them. c) by eagerness to learn. d) by personal service. e) by attentively learning the arts and sciences. ข. ครูอาจารยย อมอนเุ คราะหศ ษิ ย ดงั นี้ 1) ฝก ฝนแนะนาํ ใหเปนคนดี 2) สอนใหเขา ใจแจมแจง 3) สอนศิลปวิทยาใหสนิ้ เชิง 4) ยกยองใหป รากฏในหมคู ณะ 5) สรางเคร่อื งคมุ ภัยในสารทิศ (สอนฝก ใหร จู กั เลี้ยงตัวรักษาตนในอันที่จะดําเนนิ ชวี ิตตอ ไปดวยดี รับรองความรคู วามประพฤตใิ หเ ปน ทีย่ อมรับในการไปประกอบอาชพี เปน อยู * อปุ ฏ าน ** สสุ สฺ สู า (= ฟงดวยดี)
หมวด 6 193 [265] ไดดวยดี) In five ways his teachers, thus served as the southern quarter, show their love for him: a) They train him so that he is well-trained. b) They teach him in such a way that he understands and remembers well what he has been taught. c) They thoroughly instruct him in the lore of every art. d) They introduce him to his friends and companions. e) They provide for his safety and security in every quarter. 3. ปจ ฉมิ ทศิ (ทิศเบ้ืองหลัง คอื ทิศตะวันตก ไดแ ก บุตรภรรยา เพราะมีขน้ึ ภายหลงั และคอย เปน กําลังสนบั สนุนอยูขา งหลัง — Pacchima-disà: wife and children as the west or the direction behind) ก. สามีพงึ บาํ รงุ ภรรยา ผเู ปนทิศเบ้อื งหลงั ดงั นี้ 1) ยกยองใหเ กียรติสมกับฐานะทเ่ี ปนภรรยา 2) ไมดูหมิ่น 3) ไมน อกใจ 4) มอบความเปนใหญใ นงานบานให 5) หาเครอื่ งประดบั มาใหเปนของขวัญตามโอกาส In five ways a husband should serve his wife as the western quarter: a) by honouring her. b) by being courteous to her. c) by being faithful to her. d) by handing over authority to her. e) by providing her with ornaments. ข. ภรรยายอ มอนุเคราะหส ามี ดงั น้ี 1) จดั งานบา นใหเ รียบรอย 2) สงเคราะหญาติมิตรท้ังสองฝา ยดว ยดี 3) ไมน อกใจ 4) รักษาทรพั ยสมบตั ทิ ่หี ามาได 5) ขยนั ไมเกียจครา นในงานทั้งปวง In five ways his wife, thus served as the western quarter, shows her love for him:
[265] 194 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร a) The household affairs are to be well managed. b) She should be hospitable and helpful to friends and relations of both hers and his. c) She should be faithful to him. d) She should take care of the goods he brings home. e) She should be skilful and industrious in all her duties. 4. อุตตรทิศ (ทิศเบือ้ งซาย คือ ทิศเหนอื ไดแ ก มิตรสหาย เพราะเปนผชู ว ยใหขามพน อปุ สรรคภยั อันตราย และเปน กําลังสนบั สนนุ ใหบรรลคุ วามสําเรจ็ — Uttara-disà: friends and companions as the north or the direction in the left) ก. บคุ คลพึงบาํ รุงมติ รสหาย ผเู ปน ทิศเบอื้ งซาย ดงั น้ี 1) เผอ่ื แผแ บง ปน 2) พดู จามนี ํา้ ใจ 3) ชว ยเหลอื เกอ้ื กูลกัน 4) มตี นเสมอ รวมสุขรวมทุกขกัน 5) ซอื่ สัตยจริงใจตอ กนั In five ways a clansman should serve his friends and associates as the northern quarter: a) by generosity. b) by kind words. c) by helping them and acting for their welfare. d) by putting them on equal terms. e) by being sincere to them. ข. มติ รสหายยอ มอนุเคราะหต อบ ดังนี้ 1) เม่ือเพื่อนประมาท ชว ยรักษาปองกนั 2) เมื่อเพ่อื นประมาท ชวยรักษาทรพั ยส มบัตขิ องเพือ่ น 3) ในคราวมีภัย เปน ท่ีพง่ึ ได 4) ไมละท้ิงในยามทกุ ขย าก 5) นับถอื ตลอดถึงวงศญ าตขิ องมิตร In five ways his friends and associates, thus served as the northern quarter, show their love for him: a) They protect him when he is careless.
หมวด 6 195 [265] b) They guard his property when he is careless. c) They are a refuge for him when he is in danger. d) They do not leave him in his troubles. e) They show due respect to other members of his family. 5. เหฏฐมิ ทิศ (ทศิ เบอ้ื งลา ง ไดแ ก คนรบั ใชแ ละคนงาน เพราะเปน ผูชว ยทาํ การงานตางๆ เปนฐานกาํ ลงั ให — Heññhima-disà: servants and workmen as the nadir) ก. นายพงึ บาํ รุงคนรบั ใชและคนงาน ผเู ปน ทศิ เบอ้ื งลาง ดังนี้ 1) จัดการงานใหท ําตามความเหมาะสมกับกําลังความสามารถ 2) ใหค าจา งรางวลั สมควรแกงานและความเปนอยู 3) จดั สวสั ดิการดี มชี วยรักษาพยาบาลในยามเจบ็ ไข เปนตน 4) ไดข องแปลกๆ พเิ ศษมา ก็แบง ปน ให 5) ใหมีวนั หยุดและพกั ผอ นหยอนใจตามโอกาสอนั ควร In five ways a master should serve his servants and workmen as the lower quarter: a) by assigning them work according to their strength. b) by giving them due food and wages. c) by caring for them in sickness. d) by sharing with them unusual luxuries. e) by giving them holidays and leave at suitable time. ข. คนรับใชแ ละคนงานยอ มอนุเคราะหนาย ดงั นี้ 1) เร่มิ ทําการงานกอ นนาย 2) เลิกงานทีหลังนาย 3) ถือเอาแตของท่ีนายให 4) ทําการงานใหเ รียบรอ ยและดยี ิ่งขึ้น 5) นําเกียรตคิ ณุ ของนายไปเผยแพร In five ways his servants and workmen, thus served as the lower quarter, show their love for him: a) They get up to work before him. b) They go to rest after him. c) They take only what is given to them. d) They do their work well. e) They spread about his praise and good name.
[265] 196 พจนานุกรมพุทธศาสตร 6. อปุ รมิ ทิศ (ทศิ เบ้อื งบน ไดแก สมณพราหมณ คอื พระสงฆ เพราะเปนผสู ูงดว ยคณุ ธรรม และเปนผนู าํ ทางจติ ใจ — Uparima-disà: monks as the zenith) ก. คฤหสั ถย อมบํารงุ พระสงฆ ผเู ปน ทิศเบ้อื งบน ดงั น้ี 1) จะทําสิง่ ใด ก็ทําดวยเมตตา 2) จะพดู สิง่ ใด กพ็ ูดดว ยเมตตา 3) จะคิดสง่ิ ใด ก็คิดดว ยเมตตา 4) ตอ นรับดว ยความเตม็ ใจ 5) อุปถัมภดว ยปจจยั 4 In five ways a clansman should serve monks and Brahmins as the upper quarter: a) by kindly acts. b) by kindly words. c) by kindly thoughts. d) by keeping open house to them. e) by supplying them with their material needs. ข. พระสงฆย อ มอนุเคราะหค ฤหัสถ ดงั นี้ 1) หา มปรามจากความชว่ั 2) ใหตัง้ อยใู นความดี 3) อนุเคราะหด ว ยความปรารถนาดี 4) ใหไดฟ งส่งิ ทยี่ งั ไมเคยฟง 5) ทําส่ิงที่เคยฟงแลว ใหแจมแจง 6) บอกทางสวรรค คือทางชวี ติ ท่ีมีความสุขความเจรญิ ให In six ways the monks, thus served as the upper quarter, show their love for him: a) They keep him back from evil. b) They encourage him to do good. c) They feel for him with kindly thoughts. d) They teach him what he has not heard before. e) They correct and clarify what he has learnt. f) They show him the way to heaven. ผปู ฏบิ ตั ิดงั กลา วนชี้ ือ่ วา ปกปก รักษาทัว่ ทกุ ทิศใหเ ปน แดนเกษมสุขปลอดภยั D.III.189–192. ที.ปา.11/198–204/202–206. [,,,] ธรรมคุณ 6 ดู [306] ธรรมคุณ 6.
หมวด 6 197 [267] [,,,] ธาตุ 6 ดู [148] ธาตุ 6. [,,,] บัญญตั ิ 6 ดู [28] บญั ญติ 2, 6. [266] ปยรูป สาตรปู 6 × 10 (ส่ิงท่ีมสี ภาวะนา รกั นา ช่ืนใจ เปนที่เกดิ และเปนทด่ี ับของ ตัณหา — Piyaråpa sàtaråpa: delightful and pleasurable things) หมวด 1 ดู [276] อายตนะภายใน 6 หมวด 2 ดู [277] อายตนะภายนอก 6 หมวด 3 ดู [268] วญิ ญาณ 6 หมวด 4 ดู [272] สมั ผสั 6 หมวด 5 ดู [113] เวทนา 6 หมวด 6 ดู [271] สญั ญา 6 หมวด 7 ดู [263] สญั เจตนา 6 หมวด 8 ดู [264] ตณั หา 6 หมวด 9 ไดแ ก วติ ก 6 คอื รปู วติ ก สทั ทวิตก คนั ธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก (ความตริตรกึ เก่ยี วกับรูป ฯลฯ — Vitakka: thought-conception concerning visual forms, etc.) หมวด 10 ไดแ ก วจิ าร 6 คอื รปู วจิ าร สทั ทวจิ าร คนั ธวจิ าร รสวจิ าร โผฏฐพั พวจิ าร ธมั มวจิ าร (ความตรองเกี่ยวกับรปู ฯลฯ — Vicàra: discursive thought concerning visual forms, etc.) D.II.308; M.1.62. ที.ม.10/297/343; ม.มู.12/147/120. [267] ภัพพตาธรรม 6 (ธรรมอันทาํ ใหเปน ผูควรทจ่ี ะบรรลกุ ศุ ลธรรมที่ยงั ไมบรรลุ และทํา กศุ ลธรรมท่บี รรลุแลวใหเ จริญเพ่ิมพนู , คณุ สมบตั ิทีท่ าํ ใหเปน ผคู วร เหมาะ สามารถ หรอื พรอ ม ที่จะไดจะถึงส่ิงดีงามท่ียังไมไดไมถึง และทําส่ิงดีงามท่ีไดที่ถึงแลวใหเจริญเพิ่มพูน — Bhabbatà-dhamma: qualities making one fit for attaining the wholesome not yet attained and augmenting the wholesome already attained) 1. ฉลาดในหลักความเจรญิ คอื รูเ ขาใจกระบวนเหตปุ จจยั ทจี่ ะทาํ ใหเกิดความเจรญิ เพิม่ พนู (to be knowledgeable about improvement or gain) 2. ฉลาดในหลกั ความเสอ่ื ม คือ รูเขาใจกระบวนเหตปุ จจยั ทจ่ี ะทําใหเกิดความสูญเสยี เสือ่ ม สลาย (to be knowledgeable about loss or decline) 3. ฉลาดในอุบาย คอื รูเขาใจชํานาญในวิธีการท่ีจะแกไ ขจัดทาํ ดําเนินการใหสําเร็จลุลวง (to be skilful in the means) 4. สรางฉันทะทจ่ี ะบรรลุกศุ ลธรรมทยี่ งั มิไดบ รรลุ (to arouse the will to attain the good
[268] 198 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร one has not attained) 5. ระวังรกั ษากศุ ลธรรมทไ่ี ดล ถุ งึ แลว (to maintain the good one has attained) 6. ทําใหสําเร็จลุจุดหมายดว ยการกระทําตอเนื่องไมยั้งหยุดหรอื ขาดตอน (to accomplish one’s aim through persevering performance or continuance in action) A.III.432 อง.ฺ ฉกฺก.22/350/482 [,,,] วฒั นมขุ 6 ดู [] วฒั นมุข 6. [268] วญิ ญาณ 6 (ความรแู จง อารมณ — Vi¤¤àõa: consciousness; sense-awareness) 1. จกั ขวุ ญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างตา คอื รรู ูปดวยตา, เห็น — Cakkhu-vi¤¤àõa: eye- consciousness) 2. โสตวิญญาณ (ความรอู ารมณท างหู คือ รูเ สียงดว ยห,ู ไดย ิน — Sota~: ear- consciousness) 3. ฆานวญิ ญาณ (ความรูอารมณท างจมกู คือ รกู ล่นิ ดว ยจมกู , ไดก ลิ่น — Ghàna~: nose- consciousness) 4. ชิวหาวิญญาณ (ความรูอ ารมณท างลิน้ คือ รรู สดว ยลน้ิ , รรู ส — Jivhà~: tongue- consciousness) 5. กายวญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างกาย คอื รโู ผฏฐพั พะดว ยกาย, รสู กึ กายสมั ผสั — Kà ya~: body-consciousness) 6. มโนวญิ ญาณ (ความรอู ารมณท างใจ คือ รูธรรมารมณด ว ยใจ, รคู วามนึกคดิ — Mano~: mind-consciousness) D.III.243; Vbh.180. ท.ี ปา.11/306/255; อภ.ิ ว.ิ 35/120/105. [,,,] เวทนา 6 ดู [113] เวทนา 6. [269] เวปลุ ลธรรม 6 (คณุ สมบัตทิ ่ีจะทาํ ใหเ ปน ผูเติบใหญไพบูลยในธรรมหรือคุณความดที ง้ั หลายในเวลาไมน าน — Vepulla-dhamma: qualities leading to the attainment of greatness and full development in wholesome states) 1. อาโลกพหโุ ล (เปนผูมากดวยความสวางแหงปญญาหยง่ั รู — âlokabahulo: to be rich in the lustre of wisdom or clarity of vision) 2. โยคพหุโล (เปนผมู ากดวยความเพยี รประกอบการ — Yogabahulo: to be devoted to the endeavour) 3. เวทพหโุ ล (เปนผมู ากดวยความเบกิ บานใจ คือ มีปต ิปราโมทยอยเู สมอ — Vedabahulo: to be full of joy and cheerfulness) 4. อสนตฏุ ิพหโุ ล (เปนผูม ากดวยความไมส ันโดษในกุศลธรรมทง้ั หลาย คือ ไมร อู ม่ิ ไมร ูพอใน
หมวด 6 199 [270] การบาํ เพ็ญความดี — Asantuññhibahulo: to be full of intellectual discontent with the good already achieved) 5. อนกิ ฺขติ ฺตธโุ ร (ไมท อดธรุ ะในกุศลธรรมท้ังหลาย — Anikkhittadhuro: not to shirk the responsibility of cultivating the good) 6. อุตฺตริฺจ ปตาเรติ (เพยี รพยายามทํากจิ บดั นใ้ี หลลุ วง กาวสูค ณุ ความดีท่ีสงู ย่ิงขึ้นไป — Uttari¤ca patàreti: to strive perseveringly for further attainments) A.III.432 อง.ฺ ฉกฺก.22/351/482 [270] สวรรค 6 (ภพที่มีอารมณอันเลิศ, โลกทม่ี แี ตความสุข, เทวโลก, ในท่นี ี้หมายเฉพาะ สวรรคช ัน้ กามาพจร คือ ช้นั ที่ยังเกี่ยวของกบั กาม ซ่ึงเรียกเต็มวา ฉกามาพจรสวรรค หรือ กามาวจรสวรรค 6 — Sagga: the six heavens of the sense-sphere) เรยี งจากชนั้ ตาํ่ ข้นึ ไปดังน้ี 1. จาตมุ หาราชกิ า (สวรรคท ่ที า วมหาราช 4 หรือทา วจตุโลกบาล ปกครอง — Càtum- mahàràjikà: The realm of the Four Great Kings คือ ทา วธตรฐ จอมคนธรรพ ครองทิศ ตะวนั ออก; ทาววริ ูฬหก จอมกมุ ภัณฑ ครองทิศใต; ทาววริ ูปกษ จอมนาค ครองทศิ ตะวนั ตก; ทาวกเุ วร หรือ เวสสวณั จอมยกั ษ ครองทิศเหนือ) 2. ดาวดงึ ส (แดนทอี่ ยแู หง เทพ 33 มที า วสกั กะ หรอื พระอนิ ทรเ ปน จอมเทพ บางทเี รยี ก ไตรตรงึ ส — Tàvati§sà: the realm of the Thirty-three Gods) 3. ยามา (แดนทอี่ ยแู หง เทพผปู ราศจากทกุ ข มที า วสยุ ามเปน ผปู กครอง — Yàmà: the realm of the Yàma Gods) 4. ดุสิต (แดนที่อยูแหงเทพผูเอิบอิ่มดวยสิริสมบัติของตน มีทาวสันดุสิตเปนจอมเทพ — Tusità: the realm of the satisfied gods) ถือกนั วาเปนที่อบุ ตั ขิ องพระโพธสิ ัตวในพระชาติ สดุ ทา ยกอ นจะเปนพระพทุ ธเจา และเปน ทอ่ี บุ ตั ขิ องพระพุทธมารดา 5. นมิ มานรดี (แดนท่อี ยแู หง เทพผมู ีความยนิ ดใี นการเนรมิต มีทา วสุนมิ มิตเปน จอมเทพ ถือ กันวา เทวดาชัน้ น้ี ปรารถนาส่ิงใดสิ่งหนงึ่ ยอมนริ มติ ไดเ อง — Nimmànaratã: the realm of the gods who rejoice in their own creations) 6. ปรนิมมิตวสวัตดี (แดนที่อยูแหงเทพผูยังอํานาจใหเปนไปในสมบัติท่ีผูอื่นนิรมิตให คอื เสวยสมบัตทิ เี่ ทพพวกอน่ื นิรมิตให มที า ววสวตั ดีเปนจอมเทพ — Paranimmitavasavattã: the realm of gods who lord over the creation of others) คาํ อธิบายที่แสดงไวน ้ี มาในคมั ภรี ร นุ หลงั เชน อภธิ มั มัตถวิภาวินี เปนตน ดู [351] ภูมิ 31. S.V.423; Comp.138. ส.ํ ม.19/1681/531; สงฺคห.25. [,,,] สัญเจตนา 6 ดู [263] เจตนา 6
[271] 200 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [271] สัญญา 6 (ความกําหนดไดห มายร,ู ความหมายรูอารมณ, ความจาํ ไดหมายรู — Sa¤¤à: perception) 1. รูปสัญญา (ความหมายรูรปู เชน วา ดาํ แดง เขียว ขาว เปนตน — Råpa-sa¤¤à: perception of form) 2. สัททสัญญา (ความหมายรูเ สยี ง เชน วา ดัง เบา ทมุ แหลม เปนตน — Sadda~: perception of sound) 3. คันธสญั ญา (ความหมายรูกลน่ิ เชนวา หอม เหมน็ เปนตน — Gandha~: perception of smell) 4. รสสัญญา (ความหมายรูร ส เชน วา หวาน เปร้ียว ขม เคม็ เปน ตน — Rasa~: perception of taste) 5. โผฏฐพั พสญั ญา (ความหมายรูส ัมผัสทางกาย เชนวา ออน แขง็ หยาบ ละเอยี ด รอ น เยน็ เปนตน — Phoññhabba~: perception of tangible objects) 6. ธัมมสญั ญา (ความหมายรอู ารมณทางใจ เชนวา งาม นา เกลียด เทยี่ ง ไมเ ทยี่ ง เปน ตน — Dhamma~: perception of mind-objects) D.III.244; A.III.413. ท.ี ปา.11/309/255; อง.ฺ ฉกฺก.22/334/461. [272] สมั ผัส หรือ ผัสสะ 6 (ความกระทบ, ความประจวบกันแหงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ — Samphassa, Phassa: contact; sense-impression) 1. จกั ขสุ มั ผสั (ความกระทบทางตา คอื ตา + รปู + จกั ขวุ ญิ ญาณ — Cakkhu-samphassa: eye-contact) 2. โสตสมั ผัส (ความกระทบทางหู คอื หู + เสยี ง + โสตวญิ ญาณ — Sota~: ear-contact) 3. ฆานสัมผสั (ความกระทบทางจมกู คือ จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ — Ghàna~: nose- contact) 4. ชวิ หาสัมผัส (ความกระทบทางล้ิน คอื ล้นิ + รส + ชวิ หาวญิ ญาณ — Jivhà~: tongue- contact) 5. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ — Kàya~: body-contact) 6. มโนสัมผัส (ความกระทบทางใจ คอื ใจ + ธรรมารมณ + มโนวญิ ญาณ — Mano~: mind-contact) D.III.243; S.II.3. ที.ปา.11/307/255; สํ.นิ.16/12/4. [273] สารณียธรรม 6 (ธรรมเปนทต่ี ้ังแหงความใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตใุ หร ะลกึ ถึงกัน, ธรรมท่ที ําใหเ กิดความสามคั ค,ี หลกั การอยรู ว มกัน — Sàraõãyadhamma: states of conciliation; virtues for fraternal living) สาราณียธรรม กใ็ ช
หมวด 6 201 [273] 1. เมตตากายกรรม (ต้งั เมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจรรย ทั้งตอ หนา และลบั หลัง คือ ชวยเหลือกิจธรุ ะของผรู วมหมคู ณะดว ยความเตม็ ใจ แสดงกิรยิ าอาการสภุ าพ เคารพนบั ถอื กนั ทั้งตอ หนาและลับหลัง — Mettàkàyakamma: to be amiable in deed, openly and in private) 2. เมตตาวจกี รรม (ตงั้ เมตตาวจีกรรมในเพ่ือนพรหมจรรย ท้ังตอหนาและลับหลงั คอื ชว ย บอกแจงสงิ่ ที่เปนประโยชน สัง่ สอน แนะนาํ ตักเตอื นดวยความหวังดี กลา ววาจาสุภาพ แสดง ความเคารพนบั ถอื กนั ท้ังตอ หนา และลับหลัง — Mettàvacãkamma: to be amiable in word, openly and in private) 3. เมตตามโนกรรม (ตัง้ เมตตามโนกรรมในเพ่ือนพรหมจรรย ท้ังตอ หนาและลับหลงั คอื ต้ัง จิตปรารถนาดี คดิ ทาํ สงิ่ ทเี่ ปน ประโยชนแกกนั มองกันในแงดี มีหนาตายมิ้ แยม แจมใสตอกัน — Mettàmanokamma: to be amiable in thought, openly and in private) 4. สาธารณโภคติ า (ไดของสง่ิ ใดมาก็แบง ปนกัน คือ เมือ่ ไดสง่ิ ใดมาโดยชอบธรรม แมเปน ของเล็กนอ ย กไ็ มห วงไวผ เู ดียว นาํ มาแบงปน เฉลี่ยเจอื จาน ใหไดมสี วนรวมใชส อยบรโิ ภคทั่วกัน — Sàdhàraõabhogità: to share any lawful gains with virtuous fellows) ขอน้ี ใช อัปปฏวิ ิภตั ตโภคี กไ็ ด 5. สลี สามัญญตา (มศี ีลบริสทุ ธิ์เสมอกันกับเพ่ือนพรหมจรรยทัง้ หลาย ทัง้ ตอ หนาและลบั หลงั คือ มคี วามประพฤตสิ จุ รติ ดีงาม ถกู ตองตามระเบียบวนิ ัย ไมทาํ ตนใหเ ปน ทน่ี ารงั เกยี จของหมู คณะ — Sãlasàma¤¤atà: to keep without blemish the rules of conduct along with one’s fellows, openly and in private) 6. ทฏิ ฐสิ ามญั ญตา (มีทิฏฐดิ ีงามเสมอกนั กบั เพอื่ นพรหมจรรยทง้ั หลาย ทงั้ ตอหนา และลบั หลงั คอื มีความเหน็ ชอบรวมกนั ในขอ ทเี่ ปนหลักการสาํ คญั อันจะนําไปสูความหลุดพน สนิ้ ทุกข หรอื ขจัดปญ หา — Diññhisàma¤¤atà: to be endowed with right views along with one’s fellows, openly and in private) ธรรม 6 ประการน้ี มคี ณุ คือ เปน สารณียะ (ทาํ ใหเ ปน ท่ีระลึกถึง — making others to keep one in mind) เปน ปยกรณ (ทําใหเ ปนท่รี กั — endearing) เปน ครุกรณ (ทําใหเปน ท่ี เคารพ — bringing respect) เปน ไปเพอ่ื ความสงเคราะห (ความประสานกลมกลนื — conducing to sympathy or solidarity) เพอ่ื ความไมววิ าท (to non-quarrel) เพ่อื ความ สามคั คี (to concord; harmony) และเพ่อื เอกภี าพ (ความเปนอนั หนง่ึ อนั เดยี วกัน — to unity) D.III.245; A.III.288–9. ท.ี ปา.11/317/257; องฺ.ฉกฺก.22/282–3/321–3. [,,,] อนตุ ตริยะ 6 ดู [127] อนุตตริยะ 6 [,,,] อบายมุข 6 ดู [200] อบายมุข 6.
[274] 202 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [274] อภิญญา 6 (ความรยู ิง่ ยวด — Abhi¤¤à: superknowledge; ultra-conscious insight) 1. อิทธิวิธา หรอื อิทธวิ ธิ ิ (ความรทู ีท่ าํ ใหแ สดงฤทธติ์ างๆ ได — Iddhividhà: magical powers) 2. ทพิ พโสต (ญาณทีท่ าํ ใหม ีหูทพิ ย — Dibbasota: divine ear) 3. เจโตปรยิ ญาณ (ญาณท่ใี หก ําหนดใจคนอืน่ ได — Cetopariya¤àõa: penetration of the minds of others; cf. telepathy) 4. ปพุ เพนวิ าสานสุ สติ (ญาณที่ทาํ ใหร ะลกึ ชาตไิ ด — Pubbenivàsànussati: remem- brance of former existences; cf. retrocognition) 5. ทพิ พจักขุ (ญาณทท่ี าํ ใหมตี าทิพย — Dibbacakkhu: divine eye) 6. อาสวกั ขยญาณ (ญาณทที่ าํ ใหอาสวะส้ินไป — âsavakkhaya¤àõa: knowledge of the exhaustion of all mental intoxicants) หา ขอ แรกเปนโลกยิ ะ (โลกยี อภิญญา) ขอทา ยเปน โลกตุ ตระ. ดู [106] วชิ ชา 3; [297] วิชชา 8. D.III.281; A.III.280; ท.ี ปา.11/431/307; องฺ.ฉกกฺ .22/273/311. [275] อภิฐาน 6 (กรรมท่ีเดนยิ่งกวา กรรมอืน่ ๆ, ฐานะอันย่งิ ยวด, ฐานอนั หนกั , ความผิด พลาดสถานหนกั — Abhiñhàna: major wrong doings; great mistakes) อภฐิ าน 5 ขอ แรก ตรงกบั อนนั ตรยิ กรรม 5 คอื มาตฆุ าต ปต ฆุ าต อรหนั ตฆาต โลหติ ปุ บาท และ สังฆเภท เพมิ่ ขอ 6 คือ 6. อญั ญสตั ถทุ เทส* (ถอื ศาสดาอนื่ คอื ถอื ถกู อยแู ลว กลบั ไพลท งิ้ ไปถอื ผดิ — A¤¤asatthuddesa: professing the doctrines of an alien teacher; adopting another teacher) อภฐิ านน้ี ในบาลที มี่ าเดมิ เรยี กวา อภพั พฐาน (ฐานะทบี่ คุ คลผถู งึ พรอ มดว ยทฏิ ฐิ คอื ตง้ั แต พระโสดาบนั ขน้ึ ไป ไมอ าจจะกระทาํ คอื เปน ไปไมไ ดท จ่ี ะทาํ — acts which are incapable of being committed by a person possessed of right views; impossibilities) ดู [245] อนนั ตรยิ กรรม 5. A.III.439; Kh.VI.10, Sn.231. องฺ.ฉกฺก.22/365/490; ข.ุ ขุ.25/7/7; ขุ.ส.ุ 25/314/369. [276] อายตนะภายใน 6 (ทเี่ ชื่อมตอ ใหเกดิ ความร,ู แดนตอความรูฝายภายใน — Ajjhattikàyatana: internal sense-fields) บาลเี รียก อัชฌัตติกายตนะ 1. จักขุ (จกั ษุ, ตา — Cakkhu: the eye) 2. โสตะ (หู — Sota: the ear) * บางแหง เรยี ก อญั ญสัตถารุทเทส
หมวด 6 203 [277] 3. ฆานะ (จมกู — Ghàna: the nose) 4. ชิวหา (ลน้ิ — Jivhà: the tongue) 5. กาย (กาย — Kàya: the body) 6. มโน (ใจ — Mana: the mind) ทั้ง 6 นี้ เรียกอกี อยา งวา อินทรีย 6 เพราะเปน ใหญในหนา ทข่ี องตนแตละอยาง เชน จักษุ เปนเจาการในการเห็น เปน ตน D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภ.ิ ว.ิ 35/99/85. [277] อายตนะภายนอก 6 (ที่เช่อื มตอใหเกดิ ความร,ู แดนตอ ความรูฝ ายภายนอก — Bàhiràyatana: external sense-fields) บาลีเรียก พาหริ ายตนะ 1. รูปะ (รูป, ส่ิงที่เหน็ หรอื วัณณะ คือสี — Råpa: form; visible objects) 2. สทั ทะ (เสยี ง — Sadda: sound) 3. คนั ธะ (กลิ่น — Gandha: smell; odour) 4. รสะ (รส — Rasa: taste) 5. โผฏฐพั พะ (สัมผัสทางกาย, ส่งิ ทถี่ ูกตอ งกาย — Phoññhabba: touch; tangible objects) 6. ธรรม หรอื ธรรมารมณ (อารมณทเ่ี กิดกับใจ, สง่ิ ทใ่ี จนกึ คิด — Dhamma: mind- objects) ท้งั 6 น้ี เรยี กท่ัวไปวา อารมณ 6 คอื เปนสิง่ สาํ หรับใหจ ิตยึดหนวง D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ท.ี ปา.11/305/255; ม.อุ.14/620/400; อภ.ิ ว.ิ 35/99/85.
สัตตกะ — หมวด 7 Groups of Seven [278] กลั ยาณมิตรธรรม 7 (องคค ณุ ของกัลยาณมติ ร, คุณสมบตั ขิ องมติ รดีหรือมิตรแท คือทานท่ีคบหรือเขาหาแลวจะเปนเหตุใหเกิดความดีงามและความเจริญ ในที่น้ีมุงเอามิตร ประเภทครหู รือพเ่ี ลีย้ งเปน สําคัญ — Kalyàõamitta-dhamma: qualities of a good friend) 1. ปโ ย (นารัก ในฐานเปน ที่สบายใจและสนทิ สนม ชวนใหอ ยากเขาไปปรกึ ษาไตถ าม — Piyo: lovable; endearing) 2. ครุ (นา เคารพ ในฐานประพฤตสิ มควรแกฐานะ ใหเกดิ ความรสู ึกอบอนุ ใจ เปนที่พ่ึงได และ ปลอดภัย — Garu: esteemable; respectable; venerable) 3. ภาวนีโย (นา เจริญใจ หรอื นา ยกยอง ในฐานทรงคณุ คือความรูและภูมปิ ญญาแทจ รงิ ทงั้ เปนผูฝก อบรมและปรับปรงุ ตนอยูเ สมอ ควรเอาอยา ง ทําใหระลึกและเอยอางดวยซาบซงึ้ ภมู ิ ใจ — Bhàvanãyo: adorable; cultured; emulable) 4. วตฺตา จ (รจู กั พูดใหไ ดผล รจู ักช้แี จงใหเขา ใจ รูวา เมอ่ื ไรควรพดู อะไรอยางไร คอยใหค าํ แนะ นําวา กลา วตักเตือน เปน ทีป่ รึกษาท่ดี ี — Vattà ca: being a counsellor) 5. วจนกขฺ โม (อดทนตอ ถอ ยคาํ คือ พรอมทจ่ี ะรับฟงคําปรกึ ษา ซักถาม คําเสนอ และวิพากษ วิจารณ อดทนฟงไดไมเบือ่ ไมฉ นุ เฉยี ว — Vacanakkhamo: being a patient listener) 6. คมฺภีรจฺ กถํ กตฺตา (แถลงเร่อื งลา้ํ ลึกได สามารถอธิบายเร่ืองยงุ ยากซบั ซอ นใหเขา ใจ และใหเ รยี นรูเรือ่ งราวท่ลี ึกซ้งึ ยิ่งขึ้นไป — Gambhãra¤ca katha§ kattà: able to deliver deep discourses or to treat profound subjects) 7. โน จฏ าเน นิโยชเย (ไมช ักนําในอฐาน คือ ไมแ นะนาํ ในเรื่องเหลวไหล หรอื ชกั จงู ไปใน ทางเสอื่ มเสยี — No caññhàne niyojaye: never exhorting groundlessly; not leading or spurring on to a useless end) A.IV.31. อง.ฺ สตตฺ ก.23/34/33. [279] ธรรมมอี ปุ การะมาก 7 (Bahukàra-dhamma: virtues of great assistance) ธรรมหมวดนี้ ทา นหมายเอาอรยิ ทรพั ย 7 ประการ ดู [292] อริยทรพั ย 7 D.III.282. ท.ี ปา.11/433/310. [280] บุพนิมติ แหง มรรค 7 (ธรรมทเี่ ปนเคร่ืองหมายบง บอกลว งหนา วา มรรคมอี งค 8 ประการอันประเสรฐิ จะเกิดข้นึ แกผนู ้ัน ดจุ แสงอรณุ เปนบพุ นมิ ติ ของการทด่ี วงอาทิตยจะอทุ ัย, แสงเงนิ แสงทองของชวี ติ ทด่ี ,ี รงุ อรณุ ของการศกึ ษา — Magguppàda-pubbanimitta: a
หมวด 7 205 [281] foregoing sign for the arising of the Noble Eightfold Path; precursor of the Noble Path; harbinger of a good life or of the life of learning) 1. กัลยาณมิตตตา (ความมกี ัลยาณมติ ร, มีมติ รดี, คบหาคนท่เี ปน แหลงแหงปญ ญาและแบบ อยา งท่ดี ี — Kalyàõamittatà: good company; having a good friend; association with a good and wise person) 2. สีลสัมปทา (ความถึงพรอ มดวยศลี , การทาํ ศลี ใหถ ึงพรอ ม, ตัง้ ตนอยใู นวนิ ัยและมคี วาม ประพฤตทิ ่ัวไปดีงาม — Sãla-sampadà: perfection of morality; accomplishment in discipline and moral conduct) 3. ฉันทสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดวยฉันทะ, การทาํ ฉันทะใหถ ึงพรอ ม, ความใฝใ จอยากจะทํา กิจหนา ทแ่ี ละสิง่ ท้งั หลายท่ีเกีย่ วขอ งใหดีงาม, ความใฝรูใฝสรา งสรรค — Chanda-sampadà: perfection of aspiration; accomplishment in constructive desire) 4. อตั ตสมั ปทา (ความถงึ พรอมดว ยตนท่ีฝก ดีแลว, การทาํ ตนใหถ งึ พรอ มดว ยคุณสมบตั ิของผู ทพี่ ัฒนาแลวโดยสมบรู ณ ท้งั ดา นกาย ศลี จติ และปญญา [ท่ีจะเปน ภาวติ ตั ต คอื ผมู ตี นอนั ได พัฒนาแลว ] — Atta-sampadà: perfection of oneself; acomplishment in self that has been well trained; dedicating oneself to training for the realization of one’s full human potential; self-actualization) 5. ทิฏฐิสมั ปทา (ความถึงพรอ มดว ยทิฏฐิ, การทาํ ทิฏฐิใหถ ึงพรอ ม, การตงั้ อยูในหลักความคดิ ความเชื่อถอื ทีถ่ กู ตอ งดีงามมเี หตุผล เชน ถอื หลักความเปน ไปตามเหตุปจจัย — Diññhi- sampadà: perfection of view; accomplishment in view; to be established in good and reasoned principles of thought and belief) 6. อปั ปมาทสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดว ยความไมป ระมาท, การทาํ ความไมป ระมาทใหถ งึ พรอ ม — Appamàda-sampadà: perfection of heedfulness; accomplishment in diligence) 7. โยนโิ สมนสกิ ารสมั ปทา (ความถึงพรอ มดวยโยนิโสมนสกิ าร, การทาํ โยนโิ สมนสกิ ารใหถึง พรอม, ความฉลาดคดิ แยบคายใหเหน็ ความจรงิ และหาประโยชนไ ด — Yonisomanasikàra- sampadà: perfection of wise reflection; accomplishment in systematic attention) เม่อื ใดธรรมที่เปน บุพนิมติ 7 ประการนี้ แมอยา งใดอยา งหน่งึ เกิดมีในบคุ คลแลว เมอื่ นน้ั ยอมเปนอันหวงั ไดวาเขาจักเจริญ พฒั นา ทําใหมาก ซึง่ มรรคมีองค 8 ประการอนั ประเสรฐิ คือจักดาํ เนินกาวไปในมชั ฌมิ าปฏปิ ทา. ดู [24] ปจจยั ใหเกิดสัมมาทิฏฐิ 2, [293] มรรคมอี งค 8 S.V.30–31. ส.ํ ม.19/130–6/36. [281] โพชฌงค 7 (ธรรมทเ่ี ปน องคแ หง การตรสั รู — Bojjhaïga: enlightenment factors) 1. สติ (ความระลึกได สาํ นึกพรอ มอยู ใจอยกู ับกจิ จติ อยกู บั เร่ือง — Sati: mindfulness)
[282] 206 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร 2. ธมั มวิจยะ (ความเฟน ธรรม, ความสอดสอ งสบื คนธรรม — Dhammavicaya: truth investigation) 3. วิรยิ ะ (ความเพยี ร — Viriya: effort; energy) 4. ปต ิ (ความอิ่มใจ — Pãti: zest; rapture) 5. ปสสทั ธิ (ความผอ นคลายสงบเย็นกายใจ — Passaddhi: tranquillity; calmness) 6. สมาธิ (ความมใี จตง้ั ม่นั จิตแนวแนใ นอารมณ — Samàdhi: concentration) 7. อเุ บกขา (ความมีใจเปน กลางเพราะเห็นตามเปน จริง — Upekkhà: equanimity) แตละขอ เรียกเต็ม มี สมั โพชฌงค ตอทายเปน สติสมั โพชฌงค เปน ตน . D.III.251,282; Vbh.277. ท.ี ปา.11/327/264; 434/310; อภ.ิ วิ.35/542/306. [282] ภรรยา 7 (ภรรยาแบบตา งๆ จําแนกโดยคณุ ธรรม ความประพฤติ ลกั ษณะนิสยั และ การปฏิบัติตอ สามี — Bhariyà: seven types of wives) 1. วธกาภริยา (ภรรยาเย่ียงเพชฌฆาต, ภรรยาทค่ี ิดรา ย ซือ้ ไดด วยเงนิ มไิ ดอ ยกู ินดว ยความ พอใจ ยินดชี ายอ่ืน ดูหมน่ิ และคดิ ทาํ ลายสามี — Vadhakà-bhariyà: a wife like a slayer; destructive wife) 2. โจรีภรยิ า (ภรรยาเยีย่ งโจร, ภรรยาผูลา งผลาญทรัพยส มบตั ิ — Corã~: a wife like a robber; thievish wife) 3. อยั ยาภรยิ า (ภรรยาเยยี่ งนาย, ภรรยาทเี่ กยี จครา น ไมใ สใ จการงาน กนิ มาก ปากรา ย หยาบ คาย ใจเหย้ี ม ชอบขม สามี — Ayyà~: a wife like a mistress: Madam High and Mighty) 4. มาตาภริยา (ภรรยาเยยี่ งมารดา, ภรรยาท่หี วังดเี สมอ คอยหวงใยเอาใจใสสามี เหมือน มารดาปกปองบตุ ร และประหยัดรกั ษาทรัพยทีห่ ามาได — Màtà~: a wife like a mother; motherly wife) 5. ภคินีภรยิ า (ภรรยาเยย่ี งนองสาว, ภรรยาผเู คารพรกั สามี ดงั นองรักพี่ มีใจออ นโยน รจู กั เกรงใจและคลอ ยตามสามี — Bhaginã~: a wife like a sister; sisterly wife) 6. สขภี รยิ า (ภรรยาเยยี่ งสหาย, ภรรยาท่เี ปน เหมอื นเพอื่ น พบสามีเม่อื ใด ก็ปลาบปลื้มดีใจ เหมือนเพื่อนพบเพื่อนท่จี ากไปนาน เปนผูมกี ารศึกษาอบรม มกี ิรยิ ามารยาท ความประพฤตดิ ี ภักดีตอสามี — Sakhã~: a wife like a companion; friendly wife) 7. ทาสีภริยา (ภรรยาเยี่ยงทาสี, ภรรยาทยี่ อมอยใู นอาํ นาจสามี ถูกขูต ะคอกเฆยี่ นตี ก็อดทน ไมโ กรธตอบ — Dàsã~: a wife like a handmaid; slavish wife) ทา นสอนใหภ รรยาสาํ รวจตนวา ทเ่ี ปน อยู ตนเปน ภรรยาประเภทไหน และจะใหด ีควรจะ เปนภรรยาประเภทใด; สําหรับชาย อาจใชเปนหลักสํารวจอุปนิสัยของตนวาควรแกหญิง ประเภทใดเปน คูครอง และสาํ รวจหญงิ ทจี่ ะเปน คคู รองวาเหมาะกับอุปนิสยั ของตนหรอื ไม. A.IV.91; J.II.347. องฺ.สตตฺ ก.23/60/92; ชา.อ.4/92.
หมวด 7 207 [284] [283] เมถนุ สงั โยค 7 (อาการทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เมถนุ หรอื นบั เนอื่ งในเมถนุ , ความประพฤตพิ วั พนั กบั เมถนุ , เครอ่ื งผกู มดั ไวก บั เมถนุ — Methuna-sa§yoga: bonds of sexuality; sex- bonds which cause the renting or blotching of the life of chastity despite no actual sexual intercourse) สมณะ กด็ ี พราหมณ ก็ดี บางคน ปฏิญาณตนวา เปน พรหมจารี เขามไิ ดร ว มประเวณกี ับมาตุคามก็ จริง แตยังยนิ ดี ปลาบปลื้ม ช่นื ใจ ดว ยเมถุนสงั โยค 7 อยางใดอยางหนึ่ง พรหมจรรยของผูนน้ั ยงั ช่ือวา ขาด ทะลุ ดา ง พรอย เปนการประพฤติพรหมจรรยท ไี่ มบริสุทธ์ิ ประกอบดว ยเมถนุ สงั โยค ยอ มไมพนไป จากทกุ ข กลา วคือ 1. ยินดีการลูบไล ขัดสี ใหอ าบนาํ้ และการนวดฟน ของมาตคุ าม ปลืม้ ใจดว ยการบําเรอนนั้ (enjoyment of massage, manipulation, bathing and rubbing down by women) 2. ไมถึงอยางนั้น แตย ังกระซิกกระซี้ เลน หวั สัพยอก กับมาตุคาม ปลม้ื ใจดวยการกระทํา อยา งนน้ั (enjoyment of joking, jesting and making merry with women) 3. ไมถึงอยางนนั้ แตยงั เพงจอ งดูตากบั มาตุคาม ปลมื้ ใจดวยการทาํ อยางนัน้ (enjoyment of gazing and staring at women eye to eye) 4. ไมถึงอยา งน้นั แตย งั ชอบฟงเสยี งมาตุคามหัวเราะ ขับรอง หรือรอ งไหอยู ขางนอกฝา นอกกําแพง แลวปล้มื ใจ (enjoyment of listening to women as they laugh, talk, sing or weep beyond a wall or a fence) 5. ไมถึงอยางนั้น แตยังชอบตามนึกถึงการเกาท่ีไดเคยหัวเราะพูดจาเลนหัวกับมาตุคาม แลวปลืม้ ใจ (enjoyment of recalling the laughs, talks and jests one formerly had with women) 6. ไมถ งึ อยา งน้ัน แตช อบดูคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี ผูเอิบอิม่ พร่ังพรอ มดวยกามคุณทง้ั 5 บํารุงบําเรอตนอยู แลวปลื้มใจ (enjoyment of seeing a householder or a householder’s son indulging in sensual pleasures) 7. ไมถงึ อยา งน้ัน แตประพฤติพรหมจรรย ตงั้ ปรารถนาเพอ่ื จะไดเ ปน เทพเจา หรอื เทพองค ใดองคห นึง่ (leading the life of chastity aspiring to be reborn as a god or a deity) A.IV.54. องฺ.สตฺตก.23/47/56. [284] วิญญาณฐติ ิ 7 (ภูมเิ ปน ท่ีตัง้ แหง วิญญาณ — Vi¤¤àõaññhiti: abodes or supports of consciousness) 1. สตั วบางพวก มีกายตา งกนั มีสัญญาตางกนั เชน พวกมนษุ ย เทพบางเหลา วินปิ าติกะ (เปรต) บางเหลา (beings different in body and in perception) 2. สัตวบางพวก มีกายตา งกัน มสี ญั ญาอยางเดียวกนั เชน เหลา เทพจาํ พวกพรหมผูเกดิ ใน ภูมิปฐมฌาน (beings different in body, but equal in perception)
[285] 208 พจนานกุ รมพุทธศาสตร 3. สตั วบางพวก มีกายอยา งเดยี วกนั แตม สี ัญญาตา งกนั เชน พวกเทพอาภัสสระ (beings equal in body, but different in perception) 4. สัตวบางพวก มีกายอยางเดียวกัน มีสัญญาอยางเดียวกัน เชน พวกเทพสภุ กณิ หะ (beings equal in body and in perception) 5. สัตวบ างพวก ผเู ขาถงึ ช้ันอากาสานญั จายตนะ (beings reborn in the sphere of Boundless Space) 6. สัตวบางพวก ผเู ขา ถงึ ชัน้ วญิ ญาณัญจายตนะ (beings reborn in the sphere of Boundless Consciousness) 7. สตั วบางพวก ผูเขา ถึงชน้ั อากิญจญั ญายตนะ (beings reborn in the sphere of Nothingness) D.III.253; A.IV.39. ที.ปา.11/335/265; องฺ.สตตฺ ก.23/41/41. [285] วสิ ทุ ธิ 7 (ความหมดจด, ความบริสุทธ์ทิ ส่ี งู ขน้ึ ไปเปน ขั้นๆ, ธรรมท่ีชาํ ระสัตวใหบรสิ ทุ ธ์ิ ยังไตรสกิ ขาใหบ ริบูรณเปนขัน้ ๆ ไปโดยลําดับ จนบรรลุจุดหมายคอื นพิ พาน — Visuddhi: purity; stages of purity; gradual purification) 1. สีลวิสุทธิ (ความหมดจดแหงศลี คือ รกั ษาศีลตามภมู ิขน้ั ของตนใหบรสิ ุทธิ์ และใหเปนไป เพื่อสมาธิ — Sãla-visuddhi: purity of morality) วสิ ทุ ธิมัคคว าไดแก ปาริสุทธศิ ลี 4 [160] 2. จิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแหงจิต คือ ฝกอบรมจติ จนบงั เกดิ สมาธิพอเปน บาทฐานแหง วปิ สสนา — Citta~: purity of mind) วสิ ทุ ธิมคั ควา ไดแก สมาบัติ 8 พรอ มทง้ั อุปจาร 3. ทิฏฐิวิสทุ ธิ (ความหมดจดแหงทฏิ ฐิ คอื ความรเู ขาใจมองเหน็ นามรูปตามสภาวะทีเ่ ปนจริง เปน เหตขุ ม ความเขา ใจผดิ วา เปน สตั วบ คุ คลเสยี ได เรม่ิ ดาํ รงในภมู แิ หง ความไมห ลงผดิ — Diññhi~: purity of view; purity of understanding) จดั เปนขนั้ กําหนดทกุ ขสจั จ 4. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณเปนเหตขุ า มพน ความสงสยั , ความบรสิ ุทธิ์ขนั้ ท่ีทาํ ใหก าํ จัดความสงสัยได คือ กาํ หนดรูป จ จยั แหงนามรปู ไดแ ลวจึงสิน้ สงสยั ในกาลท้ัง 3 — Kaïkhàvitaraõa~: purity of transcending doubts) ขอนตี้ รงกับ ธรรมฐติ ญิ าณ หรือ ยถาภูตญาณ หรอื สัมมาทัสสนะ จดั เปนขัน้ กําหนดสมุทัยสัจจ 5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณที่รูเห็นวาเปนทางหรือมิใชทาง คือ เรม่ิ เจรญิ วปิ สสนาตอ ไปดว ยพจิ ารณากลาป จนมองเหน็ ความเกดิ ขน้ึ และความเสื่อมไป แหงสังขารทง้ั หลาย อนั เรยี กวา อทุ ยพั พยานุปสสนา เปน ตรุณวิปส สนา คอื วิปสสนาญาณ ออ นๆ แลวมวี ิปสสนูปกิเลส เกิดขนึ้ กาํ หนดไดวาอุปกเิ ลสท้ัง 10 แหงวิปสสนานั้นมิใชทาง สวนวิปสสนาท่ีเร่ิมดําเนินเขาสูวิถีน่ันแลเปนทางถูกตอง เตรียมท่ีจะประคองจิตไวในวิถีคือ วปิ สสนาญาณ นั้นตอ ไป — Maggàmagga¤àõadassana~: purity of the knowledge and vision regarding path and not-path) ขอนีจ้ ัดเปน ข้ันกําหนดมัคคสัจจ
หมวด 7 209 [286] 6. ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ (ความหมดจดแหง ญาณอนั รเู หน็ ทางดาํ เนนิ คอื ประกอบความ เพยี รในวปิ ส สนาญาณทง้ั หลายเรม่ิ แตอ ทุ ยพั พยานปุ ส สนาญาณทพ่ี น จากอปุ กเิ ลสดาํ เนินเขาสวู ิถี ทางแลว นนั้ เปน ตน ไป จนถงึ สจั จานโุ ลมกิ ญาณหรอื อนโุ ลมญาณ อนั เปน ทส่ี ดุ แหง วปิ ส สนา ตอ แต นกี้ จ็ ะเกดิ โคตรภญู าณ คน่ั ระหวา งวสิ ทุ ธขิ อ นก้ี บั ขอ สดุ ทา ย เปน หวั ตอ แหง ความเปน ปถุ ชุ นกบั ความเปน อรยิ บคุ คล โดยสรปุ วสิ ทุ ธขิ อ น้ี กค็ อื วปิ ส สนาญาณ 9 — Pañipadà¤àõadassana~: purity of the knowledge and vision of the way of progress) 7. ญาณทสั สนวิสุทธิ (ความหมดจดแหงญาณทสั สนะ คอื ความรูใ นอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ อันเกดิ ถดั จากโคตรภญู าณเปน ตน ไป เมอื่ มรรคเกิดแลวผลจติ แตละอยางยอมเกดิ ขนึ้ ในลาํ ดบั ถดั ไปจากมรรคญาณนน้ั ๆ ความเปนอริยบุคคลยอ มเกิดขึ้นโดยวิสุทธขิ อ นี้ เปนอนั บรรลุผลที่หมายสงู สุดแหง วิสุทธิ หรอื ไตรสิกขา หรอื การปฏิบตั ิธรรมในพระพุทธศาสนาท้งั สนิ้ — ¥àõadassana~: purity of knowledge and vision) วิสุทธิ 7 เปนปจจยั สง ตอ กันข้ึนไปเพ่อื บรรลนุ ิพพาน ดุจรถ 7 ผลดั สง ตอกนั ใหบ คุ คลถงึ ท่ี หมาย โดยนัยดังแสดงแลว ดู [328] วิปส สนูปกเิ ลส 10; [311] วปิ สสนาญาณ 9. M.I.149; Vism.1–710. ม.ม.ู 12/298/295; คัมภีรวสิ ุทธิมคั คทง้ั หมด. [286] สัปปายะ 7 (ส่ิงที่สบาย, สภาพเออ้ื , สงิ่ ที่เกื้อกูล, สิ่งทเ่ี หมาะกนั อันเกื้อหนุนในการ เจรญิ ภาวนาใหไ ดผ ลดี ชว ยใหสมาธิตงั้ มั่น ไมเ ส่อื มถอย — Sappàya: beneficial or advantageous conditions; suitable or agreeable things; things favourable to mental development) 1. อาวาสสปั ปายะ (ทีอ่ ยซู ึ่งเหมาะกนั เชน ไมพลกุ พลา นจอแจ — àvàsa-sappàya: suitable abode) บางแหง เรยี ก เสนาสนสัปปายะ 2. โคจรสัปปายะ (ทห่ี าอาหาร ท่ีเที่ยวบณิ ฑบาตที่เหมาะดี เชน มหี มบู านหรอื ชมุ ชนท่มี ี อาหารบรบิ ูรณอ ยไู มใกลไ มไกลเกนิ ไป — Gocara~: suitable resort) 3. ภสั สสปั ปายะ (การพดู คยุ ทเี่ หมาะกนั เชน พูดคุยเลาขานกันแตใ นกถาวตั ถุ 10 และพูดแต พอประมาณ — Bhassa~: suitable speech) บางแหงเรยี ก ธมั มัสสวนสปั ปายะ 4. ปุคคลสปั ปายะ (บคุ คลท่ถี กู กันเหมาะกัน เชน มีทานผทู รงคุณธรรม ทรงภมู ปิ ญ ญาเปนท่ี ปรึกษาเหมาะใจ — Puggala~: suitable person) 5. โภชนสัปปายะ (อาหารท่ีเหมาะกัน เชน ถูกกบั รางกาย เกือ้ กูลตอ สุขภาพ ฉันไมย าก — Bhojana~: suitable food) บางแหงเรยี ก อาหารสัปปายะ 6. อุตุสัปปายะ (ดนิ ฟาอากาศธรรมชาตแิ วดลอมทีเ่ หมาะกนั เชน ไมห นาวเกินไป ไมร อ นเกนิ ไป เปนตน — Utu~: suitable climate) 7. อิริยาปถสัปปายะ (อิรยิ าบถทีเ่ หมาะกนั เชน บางคนถูกกบั จงกรม บางคนถูกกบั นงั่
[287] 210 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ตลอดจนมีการเคลอ่ื นไหวท่พี อดี — Iriyàpatha~: suitable posture) Vism. 127; Vin.A.II.429; MA.II.911. วสิ ทุ ฺธิ.1/161; วินย.อ.1/524; ม.อ.3/570. [287] สปั ปุริสธรรม 71 (ธรรมของสัตบรุ ุษ, ธรรมทท่ี ําใหเปนสตั บุรษุ , คณุ สมบตั ิของคนดี, ธรรมของผูดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man; virtues of a gentleman) 1. ธัมมญั ตุ า (ความรจู ักธรรม รหู ลัก หรือ รจู กั เหตุ คอื รูหลักความจรงิ รหู ลกั การ รูหลัก เกณฑ รูกฎแหงธรรมดา รกู ฎเกณฑแ หง เหตุผล และรหู ลักการทจี่ ะทาํ ใหเกดิ ผล เชน ภิกษุรูว า หลกั ธรรมขอน้นั ๆ คอื อะไร มีอะไรบา ง พระมหากษัตริยทรงทราบวาหลักการปกครองตามราช ประเพณเี ปน อยา งไร มอี ะไรบา ง รูวาจะตองกระทาํ เหตุอันนๆี้ หรือกระทาํ ตามหลกั การขอนๆี้ จึงจะใหเกดิ ผลที่ตองการหรอื บรรลจุ ุดหมายอันน้ันๆ เปน ตน — Dhamma¤¤utà: knowing the law; knowing the cause) 2. อัตถญั ตุ า (ความรจู ักอรรถ รคู วามมุงหมาย หรอื รูจกั ผล คอื รูค วามหมาย รคู วามมงุ หมาย รูประโยชนท ี่ประสงค รูจ ักผลทจี่ ะเกดิ ขน้ึ สบื เน่อื งจากการกระทํา หรือความเปน ไปตาม หลกั เชน รวู าหลกั ธรรมหรอื ภาษิตขอ นน้ั ๆ มคี วามหมายวาอยางไร หลักน้นั ๆ มีความมงุ หมาย อยางไร กําหนดไวหรือพึงปฏิบัติเพ่ือประสงคประโยชนอะไร การท่ีตนกระทําอยูมีความมุง หมายอยา งไร เมอื่ ทาํ ไปแลวจะบงั เกดิ ผลอะไรบา ง ดงั นี้เปน ตน — Attha¤¤utà: knowing the meaning; knowing the purpose; knowing the consequence) 3. อัตตญั ุตา (ความรจู ักตน คือ รูว า เราน้นั วาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กําลงั ความรู ความ สามารถ ความถนดั และคณุ ธรรม เปน ตน บัดนี้ เทา ไร อยางไร แลว ประพฤติใหเหมาะสม และรทู ี่จะแกไ ขปรับปรุงตอไป — Atta¤¤utà: knowing oneself) 4. มัตตญั ุตา (ความรจู กั ประมาณ คอื ความพอดี เชน ภิกษรุ จู กั ประมาณในการรบั และ บรโิ ภคปจจยั ส่ี คฤหัสถร ูจักประมาณในการใชจายโภคทรัพย พระมหากษตั รยิ ร ูจักประมาณใน การลงทณั ฑอาชญาและในการเกบ็ ภาษี เปน ตน — Matta¤¤utà: moderation; knowing how to be temperate; sense of proportion) 5. กาลญั ตุ า (ความรจู กั กาล คอื รกู าลเวลาอนั เหมาะสม และระยะเวลาทคี่ วรหรอื จะตอ งใช ในการประกอบกจิ ทาํ หนา ทก่ี ารงาน หรอื ปฏบิ ตั กิ ารตา งๆ เชน ใหต รงเวลา ใหเ ปน เวลา ใหท นั เวลา ใหพ อเวลา ใหเ หมาะเวลา เปน ตน — Kàla¤¤utà: knowing the proper time; knowing how to choose and keep time) 6. ปรสิ ญั ตุ า (ความรจู กั บรษิ ทั คอื รจู กั ชมุ ชน และรจู กั ทปี่ ระชมุ รกู ริ ยิ าทจี่ ะประพฤตติ อ ชมุ ชนนนั้ ๆ วา ชมุ ชนนเี้ มอ่ื เขา ไปหา จะตอ งทาํ กริ ยิ าอยา งนี้ จะตอ งพดู อยา งนี้ ชมุ ชนนค้ี วร สงเคราะหอ ยา งน้ี เปน ตน — Parisa¤¤utà: knowing the assembly; knowing the society) 7. ปุคคลัญตุ า หรอื ปุคคลปโรปรัญุตา (ความรจู กั บุคคล คอื ความแตกตา งแหง บุคคลวา โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคณุ ธรรม เปนตน ใครๆ ย่ิงหรอื หยอ นอยางไร และ
หมวด 7 211 [289] รูท่จี ะปฏบิ ตั ติ อ บคุ คลนัน้ ๆ ดวยดี วาควรจะคบหรือไม จะใช จะตาํ หนิ ยกยอ ง และแนะนาํ สง่ั สอนอยา งไร เปน ตน — Puggala¤¤utà: knowing the individual; knowing the different individuals) ภกิ ษผุ ปู ระกอบดวยสปั ปรุ สิ ธรรม 7 ขอ น้ี ชอ่ื วา เปน ผูประกอบดวยสังฆคุณครบ 9 แม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาและพระเจาจักรพรรดิ ก็ทรงประกอบดวยธรรมเหลาน้ี (ทาน แสดงไวเฉพาะขอหลัก 5 ขอ คือ ขอ 1, 2, 4, 5, 6 อง.ฺ ปจฺ ก.22/131/166; A.III.148) จึงทรงยงั ธรรมจกั รและอาณาจกั รใหเ ปน ไปดวยดี. D.III.252,283; A.IV.113. ที.ปา.11/331/264; 439/312; อง.ฺ สตตฺ ก.23/65/114. [,,,] สัปปุรสิ ธรรม 72 ดู [301] สัปปรุ ิสธรรม 8. [,,,] สมบัตขิ องอบุ าสก 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7. [,,,] องคคุณของกลั ยาณมิตร 7 ดู [278] กัลยาณมิตรธรรม 7. [288] อนสุ ยั 7 (กิเลสทีน่ อนเน่ืองอยูในสนั ดาน — Anusaya: latent tendencies) 1. กามราคะ (ความกําหนดั ในกาม, ความอยากไดติดใจในกาม — Kàmaràga: lust for sensual pleasures) 2. ปฏิฆะ (ความขดั ใจ, ความหงุดหงดิ ขัดเคอื ง คอื โทสะ — Pañigha: repulsion; irritation; grudge) 3. ทิฏฐิ (ความเหน็ ผิด, การยดึ ถอื ความเห็น เอาความคดิ เหน็ เปนความจรงิ — Diññhi: wrong view; speculative opinion) 4. วจิ ิกจิ ฉา (ความลงั เล, ความสงสยั — Vicikicchà: doubt; uncertainty) 5. มานะ (ความถือตัว — Màna: conceit) 6. ภวราคะ (ความกําหนดั ในภพ, ความอยากเปน อยากย่ิงใหญ อยากยัง่ ยนื — Bhavaràga: lust for becoming) 7. อวชิ ชา (ความไมรจู รงิ คือ โมหะ — Avijjà: ignorance) อนสุ ัย 7 นี้ เรียกอกี อยางหนง่ึ วา สงั โยชน 7 D.III.254, 282; A.IV.8; Vbh.383. ที.ปา.11/337/266; อง.ฺ สตตฺ ก.23/11/8; อภิ.ว.ิ 35/1005/517. [289] อปรหิ านยิ ธรรม 71 ของกษตั รยิ ว ชั ชี หรอื วชั ชอี ปรหิ านยิ -ธรรม 7 (ธรรมอันไมเปนที่ต้ังแหงความเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว สําหรับหมูชนหรือผู บริหารบา นเมือง — Vajjã-aparihàniyadhamma: things leading never to decline but only to prosperity; conditions of welfare) 1. หมัน่ ประชมุ กนั เนืองนติ ย (to hold regular and frequent meetings) 2. พรอมเพรียงกนั ประชมุ พรอมเพรยี งกนั เลกิ ประชุม พรอ มเพรยี งกันทํากิจท่ีพงึ ทํา (to
[290] 212 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร meet together in harmony, disperse in harmony, and do their business and duties in harmony) ขอนีแ้ ปลอกี อยางหนงึ่ วา : พรอมเพรยี งกันลุกข้ึนปองกันบา นเมือง พรอมเพรียงกนั ทํากจิ ทัง้ หลาย 3. ไมบัญญัติสิ่งทมี่ ิไดบ ญั ญตั ิไว (อนั ขดั ตอหลกั การเดิม) ไมลมลา งสิ่งท่บี ัญญตั ิไว (ตาม หลกั การเดิม) ถอื ปฏบิ ตั ิมนั่ ตามวัชชธี รรม (หลกั การ) ตามทวี่ างไวเดมิ (to introduce no revolutionary ordinance, or break up no established ordinance, but abide by the original or fundamental Vajjian norm and principles) 4. ทานเหลาใดเปนผใู หญในชนชาววชั ชี เคารพนับถือทา นเหลา นน้ั เห็นถอยคาํ ของทา น วา เปนส่งิ อันควรรบั ฟง (to honour and respect the elders among the Vajjians and deem them worthy of listening to) 5. บรรดากลุ สตรีกลุ กมุ ารีทงั้ หลาย ใหอ ยดู ีโดยมถิ ูกขม เหง หรือฉุดครา ขืนใจ (the women and girls of the families are to dwell without being forced or abducted) 6. เคารพสกั การะบชู าเจดยี (ปชู นยี สถานและปชู นยี วตั ถุ ตลอดถงึ อนสุ าวรยี ต า งๆ) ของวชั ชี (ประจําชาติ) ทง้ั หลาย ท้ังภายในและภายนอก ไมป ลอ ยใหธรรมกิ พลที ่เี คยใหเ คยทําแก เจดียเหลา นนั้ เส่ือมทรามไป (to honour and worship the Vajjian shrines, monuments and objects of worship, both central and provincial, and do not neglect those righteous ceremonies held before for them) 7. จดั ใหค วามอารักขา คมุ ครอง ปองกนั อนั ชอบธรรม แกพ ระอรหนั ตทั้งหลาย (ในทน่ี ้ีกนิ ความกวา ง หมายถงึ บรรพชิตผดู าํ รงธรรมเปนหลักใจของประชาชนทว่ั ไป) ต้ังใจวา ขอ พระอรหนั ตท ้ังหลายทยี่ งั มไิ ดมา พึงมาสูแวน แควน ที่มาแลวพงึ อยูในแวนแควน โดยผาสกุ (to provide the rightful protection, shelter and support for the Arahants and wish that the Arahants who have not come may enter the realm and those who have entered may dwell pleasantly therein) อปรหิ านิยธรรม 7 ประการนี้ พระพุทธเจาตรสั แสดงแกเ จา วชั ชีทงั้ หลาย ผปู กครองรัฐ โดยระบอบสามัคคธี รรม (republic) ซ่งึ รฐั คูอ รยิ อมรับวา เม่ือชาววัชชียังปฏิบตั ติ ามหลักธรรม น้ี จะเอาชนะดว ยการรบไมไ ด นอกจากจะใชการเกล้ยี กลอ มหรอื ยแุ ยกใหแ ตกสามัคค.ี D.II.73; A.IV.15. ท.ี ม.10/68/86; องฺ.สตฺตก.23/20/18. [290] อปรหิ านยิ ธรรม 72 ของภกิ ษุ หรอื ภกิ ขอุ ปรหิ านยิ ธรรม 7 (ธรรมอันไม เปน ทีต่ ง้ั แหง ความเสื่อม เปนไปเพ่ือความเจริญฝายเดยี ว สําหรับภกิ ษุท้ังหลาย — Bhikkhu- aparihàniyadhamma: things leading never to decline but only to prosperity; conditions of welfare) 1. หมน่ั ประชุมกันเนืองนติ ย (to hold regular and frequent meetings) 2. พรอ มเพรยี งกนั ประชมุ พรอ มเพรยี งกนั เลกิ ประชมุ พรอ มเพรยี งกนั ทาํ กจิ ทส่ี งฆจ ะตอ งทาํ
หมวด 7 213 [291] (to meet together in harmony, disperse in harmony, and do the business and duties of the Order in harmony) ขอ นี้แปลอกี อยางวา: พรอ มเพรยี งกนั ประชุม พรอมเพรียงกนั ลกุ ข้ึนจัดการแกไ ขสงิ่ เสียหาย เหตุไม งาม พรอมเพรยี งกันทาํ กิจที่สงฆจะตองทํา 3. ไมบ ญั ญตั สิ ง่ิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา ไมท รงบญั ญตั ิ ไมล ม ลา งสงิ่ ทพี่ ระองคท รงบญั ญตั ไิ ว สมาทาน ศกึ ษาอยใู นสกิ ขาบททงั้ หลายตามทพ่ี ระองคท รงบญั ญตั ไิ ว (to introduce no revolutionary ordinance, break up no established ordinance, but train oneself in accordance with the prescribed training rules) 4. ภกิ ษเุ หลา ใดเปน ผใู หญ เปน สงั ฆบดิ ร เปน สงั ฆปรณิ ายก เคารพนบั ถอื ภกิ ษเุ หลา นนั้ เหน็ ถอ ยคาํ ของทา นวา เปน สง่ิ อนั ควรรบั ฟง (to honour and respect those elders of long experience, the fathers and leaders of the Order and deem them worthy of listening to) 5. ไมล อุ าํ นาจตณั หาคอื ความอยากทเ่ี กดิ ขนึ้ (not to fall under the influence of craving which arises) 6. ยินดีในเสนาสนะปา (to delight in forest retreat) 7. ตง้ั สตริ ะลกึ ไวใ นใจวา เพอ่ื นพรหมจารที งั้ หลายผมู ศี ลี งาม ซงึ่ ยงั ไมม า ขอใหม า ทมี่ าแลว ขอใหอ ยผู าสกุ (to establish oneself in mindfulness, with this thought, “Let disciplined co-celibates who have not come, come hither, and let those that have already come live in comfort.”) D.II.77; A.IV.20. ท.ี ม.10/70/90; องฺ.สตตฺ ก.23/21/21. [291] อปริหานิยธรรม 73 ของภกิ ษุ หรอื ภกิ ขอุ ปรหิ านยิ ธรรม 7 อกี หมวด หน่งึ (Bhikkhu-aparihàniyadhamma) 1. น กมฺมารามตา (ไมมัวเพลินการงาน คอื ไมหลงเพลิดเพลินหมกมุน วนุ อยกู บั งาน เชน การ เยบ็ จวี ร ทําบรขิ ารตางๆ เปนตน จนเสอ่ื มเสยี การเลาเรยี นศกึ ษาบาํ เพ็ญสมณธรรม — Na kammàràmatà: not to be fond of business) 2. น ภสฺสารามตา (ไมมัวเพลนิ การคยุ — Na bhassàràmatà: not to be fond of gossip) 3. น นทิ ทฺ ารามตา (ไมม วั เพลินการหลบั นอน — Na niddàràmatà: not to be fond of sleeping) 4. น สงฺคณิการามตา (ไมม ัวเพลินการคลกุ คลหี มูคณะ — Na saïgaõikàràmatà: not to be fond of society) 5. น ปาปจ ฉฺ ตา (ไมเ ปนผมู ีความปรารถนาลามก, ไมต กอยใู นอํานาจความปรารถนาลามก
[292] 214 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร — Na pàpicchatà: not to have nor fall under the influence of evil desire) 6. น ปาปมิตตฺ ตา (ไมเปน ผมู ปี าปมติ ร — Na pàpamittatà: not to have evil friends) 7. น อนตฺ ราโวสานํ (ไมถึงความหยุดยงั้ นอนใจเสียในระหวาง ดวยการบรรลุคุณวิเศษเพียง ช้ันตน ๆ — Na antaràvosàna§: not to come to a stop on the way by the attainment of lesser success) D.II.78; A.IV.21. ท.ี ม.10/71/92; องฺ.สตฺตก.23/22/23. [292] อรยิ ทรัพย 7 (ทรัพยอ นั ประเสรฐิ , ทรัพยคอื คณุ ธรรมประจําใจอยางประเสรฐิ — Ariya-dhana: noble treasures) 1. ศรัทธา (ความเช่ือที่มีเหตุผล ม่ันใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทํา — Saddhà: confidence) 2. ศลี (การรักษากายวาจาใหเรียบรอย ประพฤตถิ ูกตอ งดงี าม — Sãla: morality; good conduct; virtue) 3. หริ ิ (ความละอายใจตอการทาํ ความช่ัว — Hiri: moral shame; conscience) 4. โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวตอความชว่ั — Ottappa: moral dread; fear-to-err) 5. พาหสุ ัจจะ (ความเปน ผไู ดศ กึ ษาเลา เรียนมาก — Bàhusacca: great learning ) 6. จาคะ (ความเสยี สละ เอ้อื เฟอ เผ่ือแผ — Càga: liberality) 7. ปญญา (ความรูความเขา ใจถอ งแทใ นเหตุผล ดชี ัว่ ถกู ผิด คุณโทษ ประโยชน มิใชประโยชน รูคดิ รูพ ิจารณา และรูทจี่ ะจัดทาํ — Pa¤¤à: wisdom) อริยทรัพย เปน ทรัพยอันประเสรฐิ อยูภ ายในจิตใจ ดกี วาทรัพยภ ายนอก เพราะไมมผี ใู ด แยง ชิง ไมสญู หายไปดว ยภยั อนั ตรายตา งๆ ทําใจใหไ มอางวางยากจน และเปน ทุนสรา งทรัพย ภายนอกไดดว ย ธรรม 7 นี้ เรยี กอกี อยา งวา พหกุ ารธรรม หรอื ธรรมมอี ปุ การะมาก (Bahukàradhamma: virtues of great assistance; D.III.282; ที.ปา.11/433/310) เพราะเปนกําลังหนนุ ชวยสง เสรมิ ใน การบําเพ็ญคุณธรรมตางๆ ยังประโยชนตนและประโยชนผูอ่ืนใหสําเร็จไดอยางกวางขวาง ไพบูลย เปรยี บเหมอื นคนมีทรัพยม าก ยอ มสามารถใชจ า ยทรพั ยเลีย้ งตนเล้ียงผอู น่ื ใหม คี วาม สุข และบาํ เพญ็ ประโยชนต า งๆ ไดเ ปน อนั มาก. D.III.163,267; A.IV.5. ท.ี ปา.11/326/264; อง.ฺ สตตฺ ก.23/6/5. [,,,] อรยิ บคุ คล 7 ดู [63] อรยิ บคุ คล 7. [,,,] อุบาสกธรรม 7 ดู [260] อุบาสกธรรม 7.
อัฏฐกะ — หมวด 8 Groups of Eight (including related groups) [,,,] ฌาน 8 ดู [10] ฌาน 8. [293] มรรคมอี งค 8 หรือ อฏั ฐงั คกิ มรรค (เรยี กเตม็ วา อรยิ อัฏฐังคิกมรรค แปลวา “ทางมอี งคแ ปดประการ อนั ประเสรฐิ ” — Aññhaïgika-magga: the Noble Eightfold Path); องค 8 ของมรรค (มคั คังคะ — factors or constituents of the Path) มีดังน้ี 1. สมั มาทิฏฐิ (เห็นชอบ ไดแก ความรูอริยสจั จ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ หรอื รูอ กศุ ลและ อกุศลมูลกบั กุศลและกศุ ลมูล หรอื เหน็ ปฏิจจสมุปบาท — Sammàdiññhi: Right View; Right Understanding) 2. สมั มาสังกปั ปะ (ดํารชิ อบ ไดแก เนกขมั มสงั กัปป อพยาบาทสังกัปป อวิหิงสาสังกัปป — Sammàsaïkappa: Right Thought) ดู [69] กศุ ลวิตก 3 3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ไดแ ก วจสี ุจรติ 4 — Sammàvàcà: Right Speech) 4. สัมมากัมมนั ตะ (กระทาํ ชอบ ไดแก กายสุจรติ 3 — Sammàkammanta: Right Action) 5. สมั มาอาชีวะ (เล้ียงชีพชอบ ไดแก เวนมจิ ฉาชพี ประกอบสัมมาชพี — Sammà-àjãva: Right Livelihood) 6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ไดแ ก ปธาน หรอื สัมมปั ปธาน 4 — Sammàvàyàma: Right Effort) 7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ไดแก สตปิ ฏฐาน 4 — Sammàsati: Right Mindfulness) 8. สมั มาสมาธิ (ตง้ั จิตมน่ั ชอบ ไดแ ก ฌาน 4 — Sammàsamàdhi: Right Concentration) องค 8 ของมรรค จัดเขา ในธรรมขันธ 3 ขอ ตน คอื ขอ 3, 4, 5 เปน ศีล ขอ 6, 7, 8 เปน สมาธิ ขอ 1, 2 เปน ปญญา ดู [124] สิกขา 3; และหมวดธรรมทีอ่ างถงึ ทงั้ หมด มรรคมีองค 8 น้ี เปนอรยิ สจั จ ขอท่ี 4 และไดช่ือวา มัชฌิมาปฏิปทา แปลวา ทางสาย กลาง เพราะเปน ขอ ปฏบิ ตั อิ นั พอดีทจี่ ะนําไปสจู ุดหมายแหง ความหลุดพนเปน อสิ ระ ดบั ทกุ ข ปลอดปญ หา ไมต ิดของในทสี่ ดุ ทัง้ สอง คือ กามสขุ ลั ลิกานุโยค และอตั ตกลิ มถานุโยค ดู [15] ท่ี สดุ 2; [204] อริยสจั จ 4 D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ที.ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อ.ุ 14/704/453; อภิ.วิ.35/569/307. [294] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8 หรือ หลักกําหนดธรรมวินัย 8 (Dhammavinaya-jànanalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline)
[295] 216 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ธรรมเหลาใดเปน ไปเพื่อ 1. วริ าคะ คอื ความคลายกําหนัด, ความไมต ดิ พนั เปน อิสระ (Viràga: detachment; dispassionateness) มใิ ชเ พ่ือความกําหนัดยอมใจ หรอื เสริมความตดิ ใคร 2. วสิ ังโยค คือ ความหมดเครอื่ งผูกรดั , ความไมป ระกอบทุกข (Visa§yoga: release from bondage) มใิ ชเพ่ือผกู รัด หรอื ประกอบทกุ ข 3. อปจยะ คอื ความไมพอกพนู กเิ ลส (Apacaya: dispersion of defilements) มิใชเพอ่ื พอก พนู กเิ ลส 4. อปั ปจ ฉตา คือ ความอยากอันนอ ย, ความมกั นอ ย (Appicchatà: wanting little) มิใช เพอ่ื ความอยากอันใหญ, ความมักใหญ หรอื มักมากอยากใหญ 5. สันตฏุ ฐี คอื ความสนั โดษ (Santuññhi: contentment) มใิ ชเ พอ่ื ความไมสนั โดษ 6. ปวเิ วก คอื ความสงดั (Paviveka: seclusion; solitude) มิใชเพือ่ ความคลกุ คลอี ยใู นหมู 7. วริ ยิ ารมั ภะ คอื การประกอบความเพียร (Viriyàrambha: energy; exertion) มใิ ชเ พื่อ ความเกยี จคราน 8. สภุ รตา คอื ความเลยี้ งงา ย (Subharatà: being easy to support) มใิ ชเ พอ่ื ความเลย้ี งยาก ธรรมเหลา น้ี พงึ รวู า เปนธรรม เปน วนิ ัย เปน สตั ถสุ าสน คอื คาํ สอนของพระศาสดา; หมวด น้ี ตรสั แกพ ระนางมหาปชาบดีโคตมี Vin.II.259; A.IV.280. วนิ ย.7/523/331; อง.ฺ อฏ ก.23/143/289. [295] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 7 หรือ หลักกําหนดธรรมวินัย 7 (Dhammavinaya-jànanalakkhaõa: criteria of the Doctrine and the Discipline) ธรรมเหลา ใดเปน ไปเพื่อ 1. เอกันตนิพพิทา (ความหนายสิ้นเชิง, ไมหลงใหลเคลิบเคล้ิม — Ekantanibbidà: disenchantment) 2. วริ าคะ (ความคลายกําหนัด, ไมยดึ ตดิ รัดตัว เปน อิสระ — Viràga: detachment) 3. นโิ รธ (ความดบั , หมดกเิ ลสหมดทุกข — Nirodha: extinction) 4. อปุ สมะ (ความสงบ — Upasama: calm; peace) 5. อภิญญา (ความรูย ่ิง, ความรชู ดั — Abhi¤¤à: discernment; direct knowledge) 6. สมั โพธะ (ความตรัสรู — Sambodha: enlightenment) 7. นิพพาน (นิพพาน — Nibbàna) ธรรมเหลานี้ พงึ รวู า เปน ธรรม เปน วินัย เปน สตั ถุสาสน คือคาํ สอนของพระศาสดา; หมวด นี้ ตรสั แกพ ระอบุ าลี A.IV.143. องฺ.สตตฺ ก.23/80/146.
หมวด 8 217 [297] [296] โลกธรรม 8 (ธรรมดาของโลก, เรอ่ื งของโลก, ความเปน ไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุน เวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป — Loka-dhamma: wordly conditions; wordly vicissitudes) 1. ลาภ (ไดล าภ, มีลาภ — Làbha: gain) 2. อลาภ (เส่อื มลาภ, สญู เสีย — Alàbha: loss) 3. ยส (ไดยศ, มยี ศ — Yasa: fame; rank; dignity) 4. อยส (เสือ่ มยศ — Ayasa: obscurity) 5. นนิ ทา (ติเตยี น — Nindà: blame) 6. ปสังสา (สรรเสรญิ — Pasa§sà: praise) 7. สขุ (ความสุข — Sukha: happiness) 8. ทุกข (ความทุกข — Dukkha: pain) โดยสรปุ เปน 2 คือ ขอ 1, 3, 6, 7 เปน อิฏฐารมณ คอื สว นทน่ี าปรารถนา; ขอ ทเี่ หลอื เปน อนฏิ ฐารมณ คือ สวนทีไ่ มน าปรารถนา โลกธรรมเหลา นี้ ยอ มเกดิ ขน้ึ ทงั้ แกป ถุ ชุ นผมู ไิ ดเ รยี นรู และแกอ รยิ สาวกผไู ดเ รยี นรู ตา งกนั แตว า คนพวกแรกยอ มไมร เู หน็ เขา ใจตามความเปน จรงิ ลมุ หลง ยนิ ดยี นิ รา ย ปลอ ยใหโ ลกธรรม เขา ครอบงาํ ยาํ่ ยจี ติ ฟยู บุ เรอื่ ยไป ไมพ น จากทกุ ข มโี สกะปรเิ ทวะ เปน ตน สว นอรยิ สาวกผไู ดเ รยี น รู พจิ ารณาเหน็ ตามเปน จรงิ วา สง่ิ เหลา นอี้ ยา งใดกต็ ามทเี่ กดิ ขน้ึ แกต น ลว นไมเ ทยี่ ง เปน ทกุ ข มี ความแปรปรวนเปน ธรรมดา ไมห ลงใหลมวั เมาเคลม้ิ ไปตามอฏิ ฐารมณ ไมข นุ มวั หมน หมองคลมุ คลงั่ ไปในเพราะอนฏิ ฐารมณ มสี ตดิ าํ รงอยู เปน ผปู ราศจากทกุ ข มโี สกะปรเิ ทวะ เปน ตน A.IV.157. อง.ฺ อฏ ก.23/96/159. [297] วชิ ชา 8 (ความรูแ จง , ความรูว ิเศษ — Vijjà: supernormal knowledge) 1. วิปสสนาญาณ (ญาณในวปิ ส สนา, ญาณที่เปนวิปส สนา คือปญญาท่ีพิจารณาเหน็ สังขาร คือนามรูปโดยไตรลักษณ มีตางกันออกไปเปนช้ันๆ ตอเน่ืองกัน — Vipassanà¤àõa: insight-knowledge) 2. มโนมยทิ ธิ (ฤทธสิ์ าํ เร็จดว ยใจ, ฤทธ์ทิ างใจ คอื นิรมติ กายอื่นออกจากกายนี้ ดจุ ชกั ไสจ าก หญา ปลอง ชกั ดาบจากฝก หรือชักงูออกจากคราบ — Manomayiddhi: mind-made magical power) 3. อิทธวิ ิธา หรอื อิทธิวิธิ (แสดงฤทธ์ติ างๆ ได — Iddhividhà: supernormal powers) 4. ทพิ พโสต (หูทพิ ย — Dibbasota: divine ear) 5. เจโตปริยญาณ (ความรทู ี่กําหนดใจผูอ่นื ได — Cetopariya¤àõa: penetration of the minds of others) 6. ปพุ เพนวิ าสานสุ สติ (ระลกึ ชาติได — Pubbenivàsànussati: remembrance of
[298] 218 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร former existences) 7. ทพิ พจกั ขุ (ตาทพิ ย — Dibbacakkhu: divine eye) 8. อาสวักขยญาณ (ความรทู ่ที าํ ใหสิ้นอาสวะ — àsavakkhaya¤àõa: knowledge of the exhaustion of mental intexicants) ขอ ท่ี 2 โดยมากจดั เขา ในขอ ที่ 3 ดวย ขอ ท่ี 3 ถงึ 8 (6 ขอทา ย) ตรงกับ อภิญญา 6 ดู [106] วิชชา 3; [274] อภญิ ญา 6; [311] วปิ ส สนาญาณ 9. D.I.76–84; M.II.17. ท.ี สี.9/131–138/101–112. [298] วโิ มกข 8 (ความหลุดพน , ภาวะที่จิตปลอดพนจากสิ่งรบกวนและนอ มดง่ิ เขา ไปใน อารมณน้ันๆ อยา งปลอยตัวหรอื ปลอดตัวเตม็ ที่ ซึง่ เปน ไปในขั้นตอนตา งๆ — Vimokkha: liberations; the eight stages of release) 1. ผมู ีรูป มองเห็นรูปทัง้ หลาย (ไดแก รูปฌาน 4 ของผไู ดฌ านโดยเจริญกสิณทก่ี าํ หนดวัตถใุ น กายของตน เชน สผี ม — Remaining in the Fine-Material Sphere, one perceives corporeal forms.) 2. ผมู ีอรปู สัญญาภายใน มองเห็นรปู ท้ังหลายภายนอก (ไดแก รปู ฌาน 4 ของผไู ดฌานโดย เจรญิ กสิณกําหนดอารมณภายนอก — Not perceiveing internal corporeal forms, one perceives corporeal forms externally.) 3. ผนู อ มใจดิ่งไปวา “งาม” (ไดแก ฌานของผูเ จรญิ วรรณกสิณ กําหนดสที ีง่ าม หรอื เจรญิ อัปปมัญญา — One is intent on the thought, “It is beautiful”.) 4. เพราะลว งเสยี ซงึ่ รปู สญั ญาโดยประการทงั้ ปวง เพราะปฏฆิ สญั ญาดบั ไป เพราะไมใ สใ จ นานตั ตสญั ญา จงึ เขา ถงึ อากาสานญั จายตนะ โดยมนสกิ ารวา อากาศหาทส่ี ดุ มไิ ด (— One attains and abides in the Sphere of Unbounded Space.) 5. เพราะลวงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทัง้ ปวง จึงเขา ถึงวญิ ญาณญั จายตนะ โดยมนสิการวา วญิ ญาณหาที่สดุ มไิ ด (— One attains and abides in the Sphere of Unbounded Consciousness.) 6. เพราะลว งเสยี ซง่ึ วญิ ญาณญั จายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ อากญิ จญั ญายตนะ โดย มนสกิ ารวา ไมม อี ะไรเลย (— One attains and abides in the Sphere of Nothingness.) 7. เพราะลว งเสยี ซง่ึ อากญิ จญั ญายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ อยู (— One attains and abides in the Sphere of Neither-Perception-Nor-Non- perception.) 8. เพราะลว งเสยี ซง่ึ เนวสญั ญานาสญั ญายตนะโดยประการทง้ั ปวง จงึ เขา ถงึ สญั ญาเวทยติ นโิ รธ อยู (— One attains and abides in the Cessation of Perception and Feeling.) D.III.262,288; A.IV.306. ท.ี ปา.11/350/276; 453/328; องฺ.อฏก.23/163/315.
หมวด 8 219 [301] [,,,] ศีล 8 ดู [240] ศีล 8. [,,,] ศีล 8 ทั้งอาชีวะดู [241] ศลี 8 ท้ังอาชวี ะ หรอื อาชีวัฏฐมกศีล. [299] สมาบตั ิ 8 (คุณวิเศษเปน ที่อนั บุคคลเขา ถงึ หรือ ธรรมวเิ ศษท่ีควรเขา ถงึ , การบรรลุข้ัน สูง — Samàpatti: attainment) ไดแก ฌาน 8 คือ รปู ฌาน 4 และอรปู ฌาน 4 ดู [9] ฌาน 4; [10] ฌาน 8; [207] อรปู 4. Ps.I.20. ข.ุ ปฏิ.31/60/34. [300] สัปปุริสทาน 8 (ทานของสัตบรุ ุษ, การใหอ ยา งสตั บุรุษ — Sappurisa-dàna: gifts of a good man) 1. สุจึ เทติ (ใหของสะอาด — to give clean things) 2. ปณีตํ เทติ (ใหข องประณีต — to give choice things) 3. กาเลน เทติ (ใหของเหมาะกาล ใหถ กู เวลา — to give at fitting times) 4. กปปฺ ยํเทติ (ใหข องสมควร ใหของที่ควรแกเขา ซึง่ เขาจะใชไ ด—to give proper things) 5. วเิ จยยฺ เทติ (พิจารณาเลอื กให ใหด ว ยวิจารณญาณ เลือกของ เลอื กคนที่จะให ใหเ กดิ ผล เกิดประโยชนม าก — to give with discretion) 6. อภณิ หฺ ํ เทติ (ใหเ นอื งนติ ย ใหป ระจาํ หรอื สมา่ํ เสมอ — to give repeatedly or regularly) 7. ททํ จติ ตฺ ํ ปสาเทติ (เมือ่ ให ทําจติ ผอ งใส — to calm one’s mind on giving) 8. ทตวฺ า อตฺตมโน โหติ (ใหแลว เบกิ บานใจ — to be glad after giving) A.IV.243. อง.ฺ อฏก.23/127/248. [301] สัปปุรสิ ธรรม 8 (ธรรมของสัตบรุ ุษ, ธรรมท่ที าํ ใหเปนสตั บุรุษ, คุณสมบตั ขิ องคนดี — Sappurisa-dhamma: qualities of a good man) 1. สทฺธมฺมสมนนฺ าคโต (ประกอบดว ยสทั ธรรม 7 ประการ — Saddhamma-samannàgato: to be endowed with the seven virtues) คือ ก. มศี รัทธา — to have confidence ข. มีหิริ — to have moral shame ค. มโี อตตัปปะ — to have moral fear ง. เปน พหูสูต — to be much learned จ. มีความเพยี รอันปรารภแลว — to be of stirred-up energy ฉ. มีสตมิ นั่ คง — to have established mindfulness ช. มปี ญ ญา — to have wisdom 2. สปปฺ รุ ิสภตตฺ ี (ภกั ดสี ัตบรุ ษ คือ คบหาสมณพราหมณ ทา นผูประกอบดว ยสัทธรรม 7
[301] 220 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ประการขางตน เปนมิตรสหาย — Sappurisa-bhattã: to consort with good men) 3. สปปฺ รุ ิสจนิ ฺตี (คดิ อยา งสตั บุรุษ คอื จะคิดส่ิงใด ก็ไมค ิดเพือ่ เบยี ดเบยี นตนและผูอนื่ — Sappurisa-cintã: to think as do good men) 4. สปปฺ รุ สิ มนตฺ ี (ปรึกษาอยา งสตั บุรษุ คอื จะปรึกษาการใด กไ็ มป รกึ ษาเพ่ือเบียดเบียนตน และผอู น่ื — Sappurisa-mantã: to consult as do good men) 5. สปปฺ รุ สิ วาโจ (พดู อยา งสตั บรุ ษุ คอื พดู แตค าํ ทถ่ี กู ตอ งตามวจสี จุ รติ 4 — Sappurisa-vàco: to speak as do good men) 6. สปปฺ รุ สิ กมมฺ นโฺ ต (ทําอยางสัตบุรุษ คือ ทาํ การทีถ่ ูกตอ งตามกายสจุ ริต 3 — Sappurisa- kammanto: to act as do good men) 7. สปฺปรุ สิ ทฏิ ี (มคี วามเหน็ อยา งสตั บรุ ษุ คอื มสี มั มาทฏิ ฐิ เชน วา ทาํ ดไี ดด ี ทาํ ชว่ั ไดช ว่ั เปน ตน — Sappurisa-diññhã: to have the views of good men) 8. สปฺปรุ สิ ทานํ เทติ (ใหทานอยางสตั บุรษุ คอื ใหตามหลกั สัปปุรสิ ทาน เชนใหโ ดยเออ้ื เฟอ ทงั้ แกข องที่ตวั ให ท้ังแกผ รู ับทาน ใหข องบริสุทธ์ิ ใหโดยเขาใจถงึ ผลทจ่ี ะมตี ามมา เปนตน — Sappurisadàna§ deti: to give a gift as do good men) บางทเี รียกวา สัปปุรสิ ธรรม 7 เพราะนับเฉพาะสัทธรรม 7 ในขอ 1 M.III.23. ม.อ.ุ 14/143/112. [,,,] หลกั ตดั สนิ ธรรมวินยั 8 ดู [279] ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8. [,,,] อริยบุคคล 8 ดู [57] อรยิ บุคคล 8. [,,,] อรยิ อัฏฐงั คกิ มรรค ดู [293] มรรคมีองค 8. [,,,] อวิชชา 8 ดู [209] อวชิ ชา 8. [,,,] อาชวี ฏั ฐมกศลี ดู [286] ศีล 8 ท้ังอาชีวะ. [,,,] อโุ บสถศีล ดู [240] ศลี 8.
นวกะ — หมวด 9 Groups of Nine (including related groups) [302] นวงั คสตั ถศุ าสน (คาํ สอนของพระศาสดามอี งค 9 — Navaïga-satthusàsana: the Teacher’s nine-factored dispensation; the Master’s ninefold teaching) 1. สตุ ตฺ ํ (สตู ร ไดแ ก พทุ ธพจนท ม่ี สี าระเปน แกนรอ ยเรยี งเรอ่ื งหนง่ึ ๆ หมายเอาอภุ โตวภิ งั ค นทิ เทส ขนั ธกะ ปรวิ าร พระสตู รในสตุ ตนบิ าต และพทุ ธวจนะอน่ื ๆ ทม่ี ชี อื่ วา สตุ ตะ หรอื สตุ ตนั ตะ กลา ว งา ยคอื วนิ ยั ปฎ ก คมั ภรี น ทิ เทสทงั้ สอง และพระสตู รทงั้ หลาย — Sutta: threads; discourses) 2. เคยยฺ ํ (เคยยะ ไดแ ก ความทม่ี รี อ ยแกว และรอ ยกรองผสมกนั หมายเอาพระสตู รทม่ี คี าถาทง้ั หมด โดยเฉพาะสคาถวรรคในสงั ยตุ ตนกิ าย — Geyya: discourses mixed with verses; songs) 3. เวยยฺ ากรณํ (ไวยากรณ ไดแ ก ความรอ ยแกว ลวน หมายเอาพระอภิธรรมปฎ กทั้งหมด พระ สูตรทไ่ี มมีคาถา และพุทธพจนอ น่ื ใดทไ่ี มจ ดั เขา ในองค 8 ขอท่เี หลอื — Veyyàkaraõa: prose- expositions) 4. คาถา (คาถา ไดแก ความรอ ยกรองลว น หมายเอา ธรรมบท เถรคาถา เถรคี าถา และ คาถาลวนในสตุ ตนิบาตท่ไี มม ชี ่อื วา เปนสตู ร — Gàthà: verses) 5. อทุ านํ (อทุ าน ไดแก พระคาถาที่ทรงเปลง ดว ยพระหฤทัยสหรคตดวยโสมนัสสมั ปยุตดวย ญาณ พรอ มทั้งขอความอันประกอบอยูดวย รวมเปนพระสตู ร 82 สูตร — Udàna: exclamations; psalms; verses of uplift) 6. อิติวุตตฺ กํ (อติ วิ ตุ ตกะ ไดแ ก พระสตู ร 110 สตู ร ที่ตรัสโดยนยั วา วุตฺตํ เหตํ ภควตา — Itivuttaka: Thus-said discourses) 7. ชาตกํ (ชาดก ไดแก ชาดก 550 เรือ่ ง มอี ปณ ณกชาดก เปน ตน — Jàtaka: birth-stories) 8. อพภฺ ูตธมมฺ ํ (อพั ภตู ธรรม หรือเรอ่ื งอัศจรรย ไดแก พระสตู รท่วี า ดว ยขออัศจรรย ไมเ คยมี ทุกสูตร เชน ทีต่ รสั วา “ภกิ ษุทั้งหลาย ขอ อศั จรรยไมเคยมี 4 อยา งนี้ หาไดในอานนท” ดงั น้ี เปน ตน — Abbhåtadhamma: marvellous ideas) 9. เวทลฺลํ (เวทัลละ ไดแก พระสตู รแบบถามตอบ ซ่ึงผถู ามไดทง้ั ความรแู ละความพอใจ ถาม ตอ ๆ ไป เชน จฬู เวทลั ลสตู ร มหาเวทลั ลสตู ร สมั มาทฏิ ฐสิ ตู ร สกั กปญ หสตู ร สงั ขารภาชนยี สตู ร และมหาปณุ ณมสูตร เปนตน — Vedalla: question-and-answer; catechetical suttas) คําวา นวังคสัตถุสาสน นี้ เปนคํารุน คมั ภรี อปทาน พทุ ธวงส และอรรถกถาท้ังหลาย บางที เรยี กวา ชนิ สาสน บา ง พทุ ธวจนะ บา ง สว นในบาลที ม่ี าทง้ั หลายเรยี กวา ธรรม บา ง สตุ ะ บา ง ดู [51] สาสน หรอื ศาสนา 2. Vin.III.8; M.I.133; A.II.5; A.III.86. วินย.1/7/12; ม.มู.12/278/268; องฺ.จตุกกฺ .21/6/8; อง.ฺ ปจฺ ก.22/73/98.
[303] 222 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร [303] พทุ ธคณุ 9 (คุณของพระพทุ ธเจา — Buddhaguõa: virtues or attributes of the Buddha) อติ ิป โส ภควา (แมเพราะอยา งน้ีๆ พระผูม ีพระภาคเจา นน้ั — Thus indeed is he, the Blessed One,) 1. อรหํ (เปน พระอรหันต คือ เปนผบู รสิ ทุ ธิ์ ไกลจากกเิ ลส ทาํ ลายกําแหง สงั สารจักรไดแ ลว เปนผูควรแนะนําสงั่ สอนผอู ่นื ควรไดรบั ความเคารพบูชา เปน ตน — Araha§: holy; worthy; accomplished) 2. สมฺมาสมฺพทุ ฺโธ (เปนผตู รัสรชู อบเอง — Sammàsambuddho: fully self-enlightened) 3. วิชชฺ าจรณสมปฺ นโฺ น (เปน ผถู งึ พรอ มดว ยวิชชา คือความรู และจรณะ คือ ความประพฤติ — Vijjàcaraõa-sampanno: perfect in knowledge and conduct) 4. สุคโต (เปน ผูเสด็จไปดีแลว คอื ทรงดําเนนิ พระพุทธจรยิ าใหเปนไปโดยสําเรจ็ ผลดว ยดี พระ องคเ องกไ็ ดต รสั รสู าํ เรจ็ เปน พระพทุ ธเจา ทรงบาํ เพ็ญพุทธกิจกส็ ําเร็จประโยชนย ิง่ ใหญแกชนท้ัง หลายในท่ีที่เสด็จไป และไดประดิษฐานพระศาสนาไว แมปรินิพพานแลวก็เปนประโยชนแก มหาชนสบื มา — Sugato: well-gone; well-farer; sublime) 5. โลกวทิ ู (เปนผรู แู จง โลก คือ ทรงรูแจง สภาวะอันเปน คติธรรมดาแหง โลกคอื สังขารทั้งหลาย ทรงหย่ังทราบอัธยาศัยสันดานแหงสัตวโลกท้ังปวง ผูเปนไปตามอํานาจแหงคติธรรมดาโดย ถอ งแท เปนเหตุใหทรงดาํ เนนิ พระองคเปน อสิ ระ พน จากอํานาจครอบงาํ แหงคติธรรมดาน้นั และทรงเปน ท่ีพงึ่ แหง สตั วทง้ั หลายผยู งั จมอยูในกระแสโลกได — Lokavidå: knower of the worlds) 6. อนุตตฺ โร ปรุ สิ ทมมฺ สารถิ (เปน สารถฝี กบรุ ษุ ท่ีฝกได ไมมีใครย่งิ ไปกวา คอื ทรงเปน ผฝู ก คนไดด ีเย่ยี ม ไมม ผี ใู ดเทียมเทา — Anuttaro purisadammasàrathi: the incomparable leader of men to be tamed) 7. สตฺถา เทวมนุสฺสานํ (เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยท้ังหลาย — Satthà deva- manussàna§: the teacher of gods and men) 8. พทุ โฺ ธ (เปนผตู ื่นและเบกิ บานแลว คือ ทรงต่ืนเองจากความเช่อื ถือและขอปฏบิ ตั ทิ งั้ หลายท่ี ถือกันมาผดิ ๆ ดวย ทรงปลกุ ผูอื่นใหพนจากความหลงงมงายดวย อน่ึง เพราะไมต ิด ไมหลง ไม หวงกงั วลในสง่ิ ใดๆ มีการคํานึงประโยชนสวนตนเปนตน จึงมีพระทยั เบิกบาน บาํ เพ็ญพุทธกิจ ไดถ ูกตองบรบิ ูรณ โดยถอื ธรรมเปนประมาณ การท่ที รงพระคุณสมบูรณเชนน้ี และทรงบําเพ็ญ พุทธกิจไดเ รียบรอ ยบรบิ รู ณเ ชน นี้ ยอ มอาศัยเหตคุ ือความเปนผตู ่ืน และยอ มใหเกิดผลคือทาํ ให ทรงเบกิ บานดวย — Buddho: awakened) 9. ภควา (ทรงเปน ผมู โี ชค คือ จะทรงทาํ การใด กล็ ลุ วงปลอดภัยทุกประการ หรอื เปนผู จาํ แนกแจกธรรม — Bhagavà: blessed; analyst) พุทธคณุ 9 นี้ เรียกอกี อยา งวา นวารหาทคิ ุณ (คณุ ของพระพุทธเจา 9 ประการ มี อรหํ
หมวด 9 223 [306] เปนตน) บางทีเลอื นมาเปน นวรหคุณ หรือ นวารหคุณ แปลวาคณุ ของพระพุทธเจา ผเู ปนพระ อรหนั ต 9 ประการ M.I.37; A.III.285. ม.มู.12/95/67; อง.ฺ ฉกกฺ .22/281/317. [304] พทุ ธคณุ 2 (Buddhaguõa: virtues, qualities or attributes of the Buddha) 1. อตั ตหติ สมบตั ิ (ความถงึ พรอมแหงประโยชนต น, ทรงบําเพญ็ ประโยชนส วนพระองคเอง เสรจ็ ส้ินสมบูรณแ ลว — Attahita-sampatti: to have achieved one’s own good; accomplishment of one’s own welfare) พระคณุ ขอนี้มุงเอาพระปญญาเปนหลกั เพราะ เปนเคร่อื งใหส ําเร็จพุทธภาวะ คอื ความเปนพระพุทธเจา และความเปน อัตตนาถะ คือ พ่ึงตน เองได 2. ปรหิตปฏบิ ตั ิ (การปฏบิ ตั เิ พอื่ ประโยชนแ กผูอ่นื , ทรงบําเพญ็ พุทธจรยิ าเพ่ือประโยชนแ กผู อน่ื — Parahita-pañipatti: practice for the good or welfare of others) พระคณุ ขอ นมี้ งุ เอาพระกรุณาเปนหลัก เพราะเปนเครือ่ งใหส าํ เรจ็ พุทธกิจ คือ หนา ทข่ี องพระพุทธเจา และ ความเปนโลกนาถ คอื เปน ทพ่ี ึ่งของชาวโลกได พทุ ธคุณ 9 ในขอกอ น [303] ยอลงแลว เปน 2 อยางดงั แสดงมาน้ี คอื ขอ 1, 2, 3, 5 เปน สว นอตั ตหิตสมบัติ ขอ 6, 7 เปนสว นปรหติ ปฏบิ ตั ิ ขอ 4, 8, 9 เปนทั้งอตั ตหติ สมบัตแิ ละ ปรหติ ปฏบิ ัติ DAò.I.8 (ฉบบั ไทยยังไมพิมพ) วสิ ุทธฺ ิ.ฏีกา1/258/381; 246/338 (ฉบบั โรมันยงั ไมพิมพ) [305] พุทธคุณ 3 (Buddhaguõa: virtues, qualities or attributes of the Buddha) 1. ปญ ญาคณุ (พระคณุ คอื พระปญ ญา — Pa¤¤à: wisdom) 2. วสิ ุทธคิ ุณ (พระคุณคอื ความบริสทุ ธิ์ — Visuddhi: purity) 3. กรณุ าคณุ (พระคณุ คอื พระมหากรณุ า — Karuõà: compassion) ในพระคณุ 3 น้ี ขอ ทเี่ ปน หลกั และกลา วถงึ ทวั่ ไปในคมั ภรี ต า งๆ มี 2 คอื ปญ ญา และกรณุ า สวนวิสุทธิ เปนพระคุณเนื่องอยูในพระปญญาอยูแลว เพราะเปนผลเกิดเองจากการตรัสรู คมั ภีรทัง้ หลายจึงไมแยกไวเปน ขอ หนง่ึ ตางหาก (ฉบับโรมันยงั ไมพ มิ พ) นัย วสิ ุทธฺ ิ.ฏีกา1/1. [306] ธรรมคุณ 6 (คุณของพระธรรม — Dhammaguõa: virtues or attributes of the Dhamma) 1. สวฺ ากขฺ าโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอนั พระผูมีพระภาคเจา ตรสั ดีแลว คอื ตรัสไวเ ปน ความจริงแท อกี ทัง้ งามในเบือ้ งตน งามในทามกลาง งามในทส่ี ดุ พรอมทัง้ อรรถพรอ มทง้ั พยัญชนะ ประกาศหลกั การครองชีวิตอนั ประเสรฐิ บริสุทธ์ิ บรบิ ูรณส นิ้ เชงิ — Svàkkhàto: Well proclaimed is the Dhamma by the Blessed One) 2. สนฺทิฏโิ ก (อนั ผปู ฏิบตั ิจะพงึ เหน็ ชดั ดว ยตนเอง คือ ผใู ดปฏบิ ตั ิ ผูใดบรรลุ ผูน ั้นยอ มเห็น
[307] 224 พจนานุกรมพุทธศาสตร ประจกั ษดวยตนเอง ไมต องเช่อื ตามคําของผูอ ื่น ผูใดไมป ฏิบตั ิ ไมบ รรลุ ผอู ่ืนจะบอกกเ็ หน็ ไมได — Sandiññhiko: to be seen for oneself) 3. อกาลิโก (ไมประกอบดวยกาล คอื ไมขึน้ กับกาลเวลา พรอ มเมอื่ ใด บรรลุไดท ันที บรรลุ เมื่อใด เหน็ ผลไดท นั ที อีกอยางวา เปน จรงิ อยอู ยา งไร กเ็ ปน อยา งนัน้ ไมจ าํ กัดดว ยกาล — Akàliko: not delayed; timeless) 4. เอหปิ สฺสิโก (ควรเรียกใหมาดู คอื เชิญชวนใหมาชม และพิสจู น หรือทาทายตอ การตรวจ สอบ เพราะเปน ของจรงิ และดจี รงิ — Ehipassiko: inviting to come and see; inviting inspection) 5. โอปนยโิ ก (ควรนอ มเขา มา คือ ควรนอ มเขา มาไวใ นใจ หรือนอ มใจเขา ไปใหถงึ ดวยการ ปฏบิ ตั ิใหเกิดมีขน้ึ ในใจ หรอื ใหใ จบรรลุถงึ อยางน้ัน หมายความวา เชิญชวนใหท ดลองปฏบิ ัตดิ ู อีกอยา งหนึง่ วา เปน สิ่งท่ีนาํ ผปู ฏบิ ตั ใิ หเ ขาไปถึงท่หี มายคือนิพพาน — Opanayiko: worthy of inducing in and by one’s own mind; worthy of realizing; to be tried by practice; leading onward) 6. ปจฺจตฺตํ เวทิตพโฺ พ วิ ฺ หู ิ (อันวิญูชนพงึ รเู ฉพาะตน คอื เปน วสิ ัยของวญิ ูชนจะพึงรู ได เปน ของจาํ เพาะตน ตอ งทําจึงเสวยไดเ ฉพาะตวั ทําใหกันไมไ ด เอาจากกนั ไมได และรไู ด ประจกั ษท ใ่ี นใจของตนน่เี อง — Paccatta§ veditabbo vi¤¤åhi: directly experienceable by the wise) คณุ ขอท่ี 1 มคี วามหมายกวา งรวมทงั้ ปริยตั ิธรรม คือ คําส่งั สอนดว ย สวนขอท่ี 2 ถึง 6 มงุ ใหเปน คณุ ของโลกุตตรธรรม จะเหน็ ไดใ นที่อื่นๆ วา ขอท่ี 2 ถงึ 6 ทา นแสดงไวเปน คณุ บท ของนิพพาน กม็ ี M.I.37; A.III.285. ม.ม.ู 12/95/67; อง.ฺ ฉกฺก.22/281/318. [307] สังฆคณุ 9 (คณุ ของพระสงฆ — Saïghaguõa: virtues of the Sangha; virtues or attributes of the community of noble disciples) 1. สุปฏปิ นฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆสาวกของพระผูม ีพระภาค เปนผูป ฏบิ ัตดิ ี — Supañipanno: Of good conduct is the community of noble disciples of the Blessed One) 2. อุชุปฏปิ นโฺ น (เปน ผปู ฏิบตั ติ รง — Ujupañipanno: of upright conduct) 3. ายปฏิปนโฺ น (เปน ผปู ฏบิ ตั ิถูกทาง — ¤àyapañipanno: of right conduct) 4. สามีจิปฏิปนโฺ น (เปนผูป ฏบิ ตั สิ มควร — Sàmãcipañipanno: of dutiful conduct; of proper conduct) ยททิ ํ จตตฺ าริ ปรุ สิ ยคุ านิ อฏ ปรุ สิ ปคุ คฺ ลา (ไดแ ก คบู รุ ษุ 4 ตวั บคุ คล 8 — namely, the four pairs of men, the eight types of individuals.)
หมวด 9 225 [309] เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ (พระสงฆส าวกของพระผูมพี ระภาคนี้ — This community of the disciples of the Blessed One is) 5. อาหุเนยโฺ ย (เปนผคู วรแกข องคาํ นับ คือควรรบั ของทีเ่ ขานาํ มาถวาย — âhuneyyo: worthy of gifts) 6. ปาหุเนยโฺ ย (เปน ผคู วรแกก ารตอ นรบั — Pàhuneyyo: worthy of hospitality) 7. ทกขฺ เิ ณยฺโย (เปน ผูควรแกท กั ษิณา, ควรแกของทาํ บุญ — Dakkhiõeyyo: worthy of offerings) 8. อฺชลิกรณีโย (เปน ผคู วรแกก ารทาํ อญั ชลี, ควรแกการกราบไหว — A¤jalikaraõãyo: worthy of reverential salutation) 9. อนุตฺตรํ ปุ ฺ กฺเขตตฺ ํ โลกสฺส (เปนนาบญุ อนั ยอดเยย่ี มของโลก, เปนแหลงปลูกฝงและ เผยแพรความดีท่ียอดเย่ียมของโลก — Anuttara§ pu¤¤akkhetta§ lokassa: the incomparable field of merit or virtue for the world) M.I.37; A.III.286. ม.มู.12/95/67; องฺ.ฉกฺก.22/281/318. [308] มละ 9 (มลทนิ — Mala: stains) 1. โกธะ (ความโกรธ — Kodha: anger) 2. มักขะ (ความลบหลคู ุณทา น, ความหลคู วามดีผูอนื่ — Makkha: detraction; depre- ciation) 3. อสิ สา (ความริษยา — Issà: envy; jealousy) 4. มจั ฉริยะ (ความตระหนี่ — Macchariya: stinginess; meanness) 5. มายา (มารยา — Màyà: deceit) 6. สาเถยยะ (ความโออ วดหลอกเขา, สาไถย — Sàtheyya: hypocrisy) 7. มุสาวาท (การพดู ปด — Musàvàda: false speech) 8. ปาปจ ฉา (ความปรารถนาลามก — Pàpicchà: evil desire) 9. มิจฉาทฏิ ฐิ (ความเหน็ ผดิ — Micchàdiññhi: false view) Vbh.389. อภ.ิ วิ.35/1021/526. [309] มานะ 9 (ความถอื ตวั , ความสาํ คญั ตนเปน อยา งนน้ั อยา งน้ี — Màna: conceit; pride) 1. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being superior to others, one thinks, “Better am I.”) 2. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being superior to others, one thinks, “Equal am I.”) 3. เปน ผเู ลศิ กวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being superior to others, one thinks, “Worse
[310] 226 พจนานกุ รมพุทธศาสตร am I.”) 4. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being equal to others, one thinks, “Better am I.”) 5. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being equal to others, one thinks, “Equal am I.”) 6. เปน ผเู สมอเขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being equal to others, one thinks, “Worse am I.”) 7. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลศิ กวา เขา (Being inferior to others, one thinks, “Better am I.”) 8. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เสมอเขา (Being inferior to others, one thinks, “Equal am I.”) 9. เปน ผเู ลวกวา เขา สาํ คญั ตวั วา เลวกวา เขา (Being inferior to others, one thinks, “Worse am I.”) Nd180; Nd2226; Vbh.389. ข.ุ ม.29/102/94; 829/519; ขุ.จ.ู 30/578/283; อภิ.ว.ิ 35/1022/527 [310] โลกตุ ตรธรรม 9 (ธรรมอันมิใชวิสัยของโลก, สภาวะพนโลก — Lokuttara- dhamma: supermundane states) (+ โพธปิ ก ขยิ ธรรม 37 = 46: ขุ.ปฏิ.31/620/535; Ps.II.166) มรรค 4 (Magga: the Four Paths) ผล 4 (Phala: the Four Fruitions) นิพพาน หรอื อสังขตธาตุ 1 (Nibbàna: the Unconditioned State) ดู [27] นิพพาน 2; [164] มรรค 4; [165] ผล 4. Dhs.1094. อภ.ิ ส.ํ 34/706/278; 911/355. [311] วิปส สนาญาณ 9 (ญาณในวิปส สนา, ญาณท่นี บั เขา ในวิปสสนา หรือทจี่ ัดเปน วิปส สนา คือ เปนความรูท่ีทาํ ใหเกิดความเหน็ แจง เขา ใจสภาวะของสง่ิ ทง้ั หลายตามเปน จริง — Vipassanà¤àõa: insight-knowledge) 1. อุทยัพพยานุปสสนาญาณ (ญาณอันตามเหน็ ความเกดิ และความดับ คือ พิจารณาความ เกดิ ข้นึ และความดับไปแหงเบญจขันธ จนเหน็ ชดั วา สงิ่ ทั้งหลายเกิดขน้ึ ครนั้ แลวกต็ อ งดบั ไป ลวนเกิดข้นึ แลวก็ดับไปทัง้ หมด — Udayabbaya¤àõa: knowledge of contemplation on rise and fall) 2. ภังคานปุ สสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เม่อื เหน็ ความเกดิ ดบั เชนน้นั แลว คํานึงเดนชัดในสวนความดับอันเปนจุดจบส้ิน ก็เห็นวาสังขารท้ังปวงลวนจะตองสลายไปทั้ง หมด — Bhaïga¤àõa: knowledge of contemplation on dissolution) 3. ภยตปู ฏ ฐานญาณ (ญาณอันมองเหน็ สังขารปรากฏเปน ของนา กลัว คอื เม่ือพจิ ารณาเหน็ ความแตกสลายอันมที ว่ั ไปแกท ุกส่ิงทกุ อยางเชนนัน้ แลว สังขารทัง้ ปวงไมว า จะเปนไปในภพใด
หมวด 9 227 [311] คตใิ ด ก็ปรากฏเปนของนา กลวั เพราะลวนแตจะตองสลายไป ไมปลอดภัยทงั้ ส้นิ — Bhaya- ¤àõa: knowledge of the appearance as terror) 4. อาทนี วานปุ ส สนาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ เหน็ โทษ คอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ สงั ขารทงั้ ปวงซงึ่ ลว น ตอ งแตกสลายไป เปน ของนา กลวั ไมป ลอดภยั ทง้ั สน้ิ แลว ยอ มคาํ นงึ เหน็ สงั ขารทง้ั ปวงนนั้ วา เปน โทษ เปน สงิ่ ทม่ี คี วามบกพรอ ง จะตอ งระคนอยดู ว ยทกุ ข — âdãnava¤àõa: knowledge of contemplation on disadvantages) 5. นพิ พทิ านปุ ส สนาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ เหน็ ดว ยความหนา ย คอื เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ สงั ขารวา เปน โทษเชน นน้ั แลว ยอ มเกดิ ความหนา ย ไมเ พลดิ เพลนิ ตดิ ใจ — Nibbidà¤àõa: knowledge of contemplation on dispassion) 6. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ (ญาณอนั คาํ นงึ ดว ยใครจ ะพน ไปเสยี คอื เมอ่ื หนา ยสงั ขารทงั้ หลายแลว ยอ มปรารถนาทจี่ ะพน ไปเสยี จากสงั ขารเหลา นน้ั — Mu¤citukamyatà¤àõa: knowledge of the desire for deliverance) 7. ปฏสิ งั ขานปุ สสนาญาณ (ญาณอนั คํานึงพจิ ารณาหาทาง คือ เม่อื ตองการจะพนไปเสยี จึงกลับหันไปยกเอาสังขารท้ังหลายข้ึนมาพิจารณากําหนดดวยไตรลักษณเ พอื่ มองหาอุบายท่ีจะ ปลดเปล้ืองออกไป — Pañisaïkhà¤àõa: knowledge of reflective contemplation) 8. สังขารุเปกขาญาณ (ญาณอนั เปนไปโดยความเปนกลางตอสังขาร คือ เม่อื พจิ ารณา สงั ขารตอไป ยอ มเกดิ ความรเู ห็นสภาวะของสงั ขารตามความเปน จรงิ วามีความเปนอยูเปนไป ของมันอยางนั้นเปนธรรมดา จึงวางใจเปน กลางได ไมย ินดียินรา ยในสังขารทงั้ หลาย แตน ้ัน มองเหน็ นพิ พานเปนสนั ติบท ญาณจงึ แลนมุงไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขาร เสยี ได — Saïkhàrupekkhà¤àõa: knowledge of equanimity regarding all formations) 9. สจั จานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ (ญาณอนั เปน ไปโดยอนุโลมแกก ารหย่งั รูอรยิ สัจจ คือ เม่อื วางใจเปน กลางตอสงั ขารทัง้ หลาย ไมพ ะวง และญาณแลน มุง ตรงไปสูนิพพานแลว ญาณอันคลอยตอ การตรสั รูอริยสัจจ ยอ มเกดิ ขนึ้ ในลาํ ดบั ถดั ไป เปน ข้ันสุดทา ยของวปิ ส สนา ญาณ ตอจากน้ันก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แลวเกิดมรรคญาณใหสําเร็จความเปน อรยิ บคุ คลตอไป — Anuloma¤àõa: conformity-knowledge; adaptation-knowledge) ธรรมหมวดน้ี ทา นปรงุ ศพั ทข นึ้ โดยถอื ตามนยั แหง คมั ภรี ป ฏสิ มั ภทิ ามรรค นาํ มาอธบิ าย พสิ ดารในวสิ ทุ ธมิ รรค แตใ นอภธิ มั มตั ถสงั คหะ ทา นเตมิ สมั มสนญาณ (ญาณทกี่ าํ หนดพจิ ารณา นามรปู คอื ขนั ธ 5 ตามแนวไตรลกั ษณ — Sammasana¤àõa: comprehension-knowledge) เขา มาเปน ขอ ที่ 1 จงึ รวมเปน วปิ ส สนาญาณ 10 และเรยี กชอ่ื ญาณขอ อน่ื ๆ สน้ั กวา นี้ คอื เรยี ก อทุ ยพั พยญาณ ภงั คญาณ ภยญาณ อาทนี วญาณ นพิ พทิ าญาณ มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ ปฏสิ งั ขา- ญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ อนโุ ลมญาณ ดู [285] วิสทุ ธิ 7; [345] ญาณ 16 Ps.I.1; Vism.630–671;Comp.210. ขุ.ปฏ.ิ 31/1/1; วิสุทฺธ.ิ 3/262–319; สงคฺ ห.55.
[312] 228 พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร [312] สัตตาวาส 9 (ภพเปน ท่อี ยแู หง สตั ว — Sattàvàsa: Abodes of Beings) ขอ 1–4 ตรงกับ วญิ ญาณฐติ ิ 4 ขอ ตน 5. สตั วบ างพวก ไมม สี ญั ญา ไมเสวยเวทนา เชน เหลา เทพจําพวกอสญั ญสี ตั ว (beings without perception and feeling) ขอ 6–8 ตรงกบั วิญญาณฐติ ิ ขอ ที่ 5–7 9. สัตวบ างพวก ผเู ขาถึงชน้ั เนวสญั ญานาสญั ญายตนะ (beings reborn in the Sphere of Neither-Perception-Nor-Nonperception) ดู [284] วญิ ญาณฐติ ิ 7 D.III.263;288; A.IV.401 ที.ปา.11/353/277; 457/329; อง.ฺ อฏ ก.23/228/413. [313] อนบุ พุ พวหิ าร 9 (ธรรมเครอ่ื งอยทู ป่ี ระณตี ตอ กนั ขน้ึ ไปโดยลาํ ดบั — Anupubbavihàra: progressive abidings; mental states of gradual attainment) รปู ฌาน 4 (Råpa-jhàna: the Four Absorptions of the Form Sphere) อรูปฌาน 4 (Aråpa-jhàna: the Four Absorptions of the Formless Sphere) สัญญาเวทยิตนิโรธ (สมาบตั ทิ ีด่ บั สญั ญาและเวทนา — Sa¤¤àvedayitanirodha: extinc- tion of perception and feeling) เรยี กอกี อยา งวา นโิ รธสมาบตั ิ (attainment of extinction) สมาบตั ิขอที่ 9 น้ี เฉพาะแตพ ระอนาคามแี ละพระอรหันตผชู าํ นาญในสมาบัติ 8 ขา งตน แลว เทาน้นั จึงจะเขาได อนบุ ุพพวหิ ารนี้ เรยี กอีกอยา งวา อนบุ พุ พนโิ รธ (Anupubba-nirodha: graded stages of cessation) เพราะตองดับขนั้ ตนๆ แตล ะขน้ั ไปตามลาํ ดบั จึงจะเขาถึงข้นั สงู ทีอ่ ยูถัดขน้ึ ไปได ดู [9] ฌาน 4; [207] อรูป 4. D.III.265,290;A.IV.410. ที.ปา. 11/355/279; 463/332; อง.ฺ นวก.23/236/424.
ทสกะ — หมวด 10 Groups of Ten (including related groups) [314] กถาวตั ถุ 10 (เรอื่ งทค่ี วรพดู , เรอ่ื งทคี่ วรนาํ มาสนทนากนั ในหมภู กิ ษุ — Kathàvatthu: subjects for discussion; topics of talk among the monks) 1. อปั ปจ ฉกถา (เร่ืองความมกั นอย, ถอ ยคําท่ีชกั นําใหมีความปรารถนานอย ไมมกั มากอยาก เดน — Appicchakathà: talk about or favourable to wanting little) 2. สนั ตฏุ ฐิกถา (เรอ่ื งความสันโดษ, ถอ ยคําทชี่ ักนําใหมคี วามสนั โดษ ไมช อบฟุงเฟอหรือปรน ปรือ — Santuññhikathà: talk about or favourable to contentment) 3. ปวเิ วกกถา (เรื่องความสงัด, ถอ ยคาํ ทชี่ ักนาํ ใหม ีความสงดั กายใจ — Pavivekakathà: talk about or favourable to seclusion) 4. อสงั สคั คกถา (เรอื่ งความไมค ลกุ คล,ี ถอ ยคาํ ทช่ี กั นาํ ใหไ มค ลกุ คลดี ว ยหมู — Asa§sagga- kathà: talk about or favourable to not mingling together) 5. วิริยารัมภกถา (เรื่องการปรารภความเพียร, ถอยคําที่ชักนําใหมุงมั่นทําความเพียร — Viriyàrambhakathà: talk about or favourable to strenuousness) 6. สลี กถา (เร่ืองศลี , ถอ ยคําที่ชักนาํ ใหตัง้ อยูใ นศีล — Sãlakathà: talk about or favourable to virtue or good conduct) 7. สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ, ถอ ยคาํ ท่ชี กั นาํ ใหทําจิตม่ัน — Samàdhikathà: talk about or favourable to concentration) 8. ปญญากถา (เร่อื งปญญา, ถอ ยคาํ ทชี่ ักนาํ ใหเกิดปญญา — Pa¤¤àkathà: talk about or favourable to understanding or insight) 9. วมิ ตุ ตกิ ถา (เรอื่ งวมิ ตุ ต,ิ ถอ ยคาํ ทชี่ กั นาํ ใหท าํ ใจใหพ น จากกเิ ลสและความทกุ ข — Vimuttikathà: talk about or favourable to deliverance) 10. วมิ ตุ ตญิ าณทสั สนกถา (เรอ่ื งความรคู วามเหน็ ในวมิ ตุ ต,ิ ถอ ยคาํ ทช่ี กั นาํ ใหส นใจและเขา ใจ เรอื่ งความรคู วามเหน็ ในภาวะทห่ี ลดุ พน จากกเิ ลสและความทกุ ข — Vimutti¤àõadassanakathà: talk about or favourable to the knowledge and vision of deliverance) M.I.145; III.113; A.V.129. ม.มู.12/292/287; ม.อุ.14/348/239; องฺ.ทสก.24/69/138. [315] กสณิ 10 (แปลตามรปู ศัพทวา “ทง้ั หมด” หรอื “ลวน”; วัตถุอนั จงู ใจ, วัตถุสําหรับเพง เพอ่ื จงู จิตใหเ ปนสมาธิ — Kasiõa: meditation devices) ก. ภตู กสิณ 4 (กสณิ คือมหาภตู รปู — Bhåta-kasiõa: Element-Kasiõa)
[316] 230 พจนานุกรมพทุ ธศาสตร 1. ปฐวีกสิณ (กสิณคือดิน, กสิณท่ีใชด นิ เปน อารมณ — Pañhavã~: the Earth Kasiõa) 2. อาโปกสิณ (กสิณคอื น้ํา — âpo~: the Water Kasiõa) 3. เตโชกสณิ (กสิณคือไฟ — Tejo~: the Fire Kasiõa) 4. วาโยกสณิ (กสิณคอื ลม — Vàyo~: the Air Kasiõa: Wind Kasiõa) ข. วรรณกสณิ 4 (กสิณคอื สี — Vaõõa~: Colour Kasiõa) 5. นลี กสณิ (กสิณคือสเี ขยี วคราม — Nãla~: the Blue Kasiõa) 6. ปตกสณิ (กสิณคอื สีเหลือง — Pãta~: the Yellow Kasiõa) 7. โลหิตกสณิ (กสณิ คอื สแี ดง — Lohita~: the Red Kasiõa) 8. โอทาตกสณิ (กสิณคอื สขี าว — Odàta~: the White Kasiõa) ค. กสณิ อ่ืนๆ 9. อาโลกกสิณ (กสิณคอื แสงสวา ง — âloka~: the Light Kasiõa) 10. อากาสกสิณ (กสณิ คอื ทวี่ างเปลา , ชองวาง — âkàsa~: the Space Kasiõa) กสณิ ทีม่ าในบาลี เชน อง.ฺ ทสก.24/25/48 (A.V.46) ไมมี อาโลกกสณิ แตมี วิญญาณกสิณ (กสิณคอื วญิ ญาณ — Vi¤¤àõa~: the Consciousness Kasiõa) เปนขอท่ี 10 และ อากาส- กสิณ เปนขอที่ 9 Vism.118–169. วิสุทฺธิ.1/150–217. [316] กามโภคี 10 (ผบู รโิ ภคกาม, ผคู รองเรอื น, คฤหสั ถ — Kàmabhogã: enjoyers of sensual pleasures; laymen; householders) กลุมท่ี 1 แสวงหาไมชอบธรรม (those seeking wealth unlawfully and arbitrarily) 1. พวกหนึง่ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยไมช อบธรรม โดยทารณุ ขม ข,ี่ ไดมาแลวไมเ ลย้ี งตนให อ่ิมหนําเปนสขุ , ท้งั ไมแจกจายแบง ปนและไมใชทํากรรมดี (So seeking wealth, a certain one neither makes himself happy and cheerful, nor does he share with others, nor does he do meritorious deeds.) 2. พวกหน่ึง แสวงหาโภคทรัพยโ ดยไมช อบธรรม โดยทารุณขม ข,ี่ ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ่มิ หนําเปนสุข, แตไมแจกจา ยแบงปนและไมใชท าํ กรรมดี (So seeking wealth, a certain one makes himself happy and cheerful, but he does not share with others and does no meritorious deeds.) 3. พวกหนึ่ง แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยไมชอบธรรม โดยทารุณขมขี่, ไดมาแลว เลย้ี งตนให อ่ิมหนําเปนสุขดวย, แจกจายแบง ปน และใชทํากรรมดีดว ย (So seeking wealth, a certain one does make himself happy and cheerful, he does share with others and does meritorious deeds.) (พวกที่ 1 ควรตาํ หนิทั้ง 3 สถาน; พวกท่ี 2 ตําหนิ 2 สถาน ชม 1 สถาน; พวกท่ี 3 ตําหนิ 1 สถาน ชม 2
หมวด 10 231 [316] สถาน — These are blameworthy in three, two and one respect, and praiseworthy in none, one and two respects, respectively.) กลมุ ที่ 2 แสวงหาชอบธรรมบาง ไมช อบธรรมบาง (those seeking wealth both lawfully and unlawfully, arbitrarily and unarbitrarily) 4. พวกหนงึ่ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรมบา งไมช อบธรรมบา ง ทารณุ ขม ขบี่ า งไมท ารณุ ขม ขบ่ี า ง, ไดม าแลว ไมเ ลยี้ งตนใหอ มิ่ หนาํ เปน สขุ , ไมแ จกจา ยแบง ปน และไมใ ชท าํ กรรมดี (Same as 1) 5. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรมบา งไมช อบธรรมบา ง ทารณุ ขม ขบี่ า งไมท ารณุ ขม ขบี่ า ง, ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ ม่ิ หนาํ เปน สขุ , แตไ มแ จกจา ยแบง ปน และไมใ ชท าํ กรรมดี (Same as 2) 6. พวกหนึ่ง แสวงหาโภคทรัพยโดยชอบธรรมบางไมชอบธรรมบาง ทารุณขมข่ีบางไม ทารณุ ขม ขบี่ า ง, ไดม าแลว เลย้ี งตนใหอ ม่ิ หนาํ เปน สขุ , ทงั้ แจกจา ยแบง ปน และใชท าํ กรรมดี (Same as 3) (พวกที่ 4 ควรตาํ หนิ 3 สถาน ชม 1 สถาน; พวกท่ี 5 ตาํ หนิ 2 สถาน ชม 2 สถาน; พวกท่ี 6 ตาํ หนิ 1 สถาน ชม 3 สถาน — These are blameworthy in three, two and one respect, and praiseworthy in one, two and three respects, respectively.) กลมุ ที่ 3 แสวงหาชอบธรรม (those seeking wealth lawfully and unarbitrarily) 7. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรัพยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขมข,ี่ ไดมาแลวไมเลย้ี งตนใหอ ่มิ หนําเปนสุข, ไมแ จกจายแบงปนและไมใชท ํากรรมดี (Same as 1) 8. พวกหน่งึ แสวงหาโภคทรัพยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขมขี่, ไดมาแลว เล้ยี งตนใหอ ิม่ หนําเปนสุข, แตไ มแจกจา ยแบง ปนและไมใ ชทาํ กรรมดี (Same as 2) 9. พวกหน่งึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรม ไมท ารุณขมขี่, ไดมาแลว ก็เลี้ยงตนใหอ มิ่ หนําเปนสุขดว ย, ทงั้ แจกจายแบงปนและใชท ํากรรมดีดวย; แตเขายังตดิ ยงั สยบมวั เมา ยังหมกมุน บริโภคโภคะเหลา น้นั โดยไมรเู ทาทนั เหน็ โทษ ไมมีปญญาทาํ ตนใหเปน อิสระ หลุดพนเปน นายเหนือโภคทรพั ย (Same as 3. But he makes use of his wealth with greed and longing, is infatuated therewith, heedless of danger, lacking the insight to achieve spiritual freedom.) (พวกท่ี 7 ควรตาํ หนิ 2 สถาน ชม 1 สถาน; พวกที่ 8 ตําหนิ 1 สถาน ชม 2 สถาน; พวกท่ี 9 ชม 3 สถาน ตําหนิ 1 สถาน — These are blameworthy in two, one and one respect, and praiseworthy in one, two and three respects, respectively.) พวกพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และใชอ ยา งรเู ทา ทันเปนอิสระ 10. พวกหนง่ึ แสวงหาโภคทรพั ยโ ดยชอบธรรม ไมท ารณุ ขม ขี่, ไดมาแลว เลีย้ งตนใหอ ่ิม หนําเปนสุข, แจกจายแบงปน และใชท ํากรรมดี; อีกทั้งไมส ยบมวั เมา ไมหมกมนุ บรโิ ภค โภคะเหลานั้นอยางรูเทาทันเห็นโทษ มีปญญาทําตนใหเปนอิสระหลุดพนเปนนายเหนือ
[317] 232 พจนานกุ รมพุทธศาสตร โภคทรพั ย (Seeking wealth lawfully and unarbitrarily, a certain one does make himself happy and cheerful, he does share with others and does meritorious deeds. Moreover, he makes use of his wealth without greed and longing, without infatuation, is heedful of danger and possessed of the insight that keeps for himself spiritual freedom.) (พวกที่ 10 นี้ ทรงสรรเสริญวาเปน ผเู ลิศ ประเสริฐ สูงสุด ควรชมทัง้ 4 สถาน — Of these ten this one is the best, the greatest and the noblest, being praiseworthy in all the four respects.) S.IV.331; A.V.176. ส.ํ สฬ.18/631–643/408–415; อง.ฺ ทสก.24/91/188. [317] กาลามสตู รกงั ขานยิ ฐาน 10 (หมายถึง วิธีปฏิบตั ใิ นเรอื่ งท่ีควรสงสยั หรือหลัก ความเชอื่ ท่ีตรสั ไวใ นกาลามสตู ร — Kàlàmasutta-kaïkhàniyaññhàna: how to deal with doubtful matters; advice on how to investigate a doctrine, as contained in the Kà làmasutta) 1. มา อนุสสฺ เวน (อยาปลงใจเชอ่ื ดวยการฟงตามกนั มา — Be not led by report) 2. มา ปรมปฺ ราย (อยาปลงใจเช่อื ดว ยการถอื สืบๆ กันมา — Be not led by tradition) 3. มา อิติกริ าย (อยาปลงใจเชือ่ ดวยการเลา ลือ — Be not led by hearsay) 4. มา ปฏกสมปฺ ทาเนน (อยา ปลงใจเช่ือ ดว ยการอา งตําราหรอื คมั ภรี — Be not led by the authority of texts) 5. มา ตกกฺ เหตุ (อยาปลงใจเชือ่ เพราะตรรก — Be not led by mere logic) 6. มา นยเหตุ (อยาปลงใจเช่ือ เพราะการอนุมาน — Be not led by inference) 7. มา อาการปริวติ กเฺ กน (อยา ปลงใจเชอ่ื ดวยการคิดตรองตามแนวเหตผุ ล — Be not led by considering appearances) 8. มา ทฏิ นิ ชิ ฌฺ านกขฺ นตฺ ยิ า (อยา ปลงใจเชอ่ื เพราะเขา ไดก บั ทฤษฎที พ่ี นิ จิ ไวแ ลว — Be not led by the agreement with a considered and approved theory) 9. มา ภพพฺ รปู ตาย (อยาปลงใจเชอื่ เพราะมองเห็นรูปลักษณะนาจะเปน ไปได — Be not led by seeming possibilities) 10. มา สมโณ โน ครตู ิ (อยา ปลงใจเช่อื เพราะนบั ถือวา ทานสมณะนี้เปน ครขู องเรา — Be not led by the idea, ‘This is our teacher’.) ตอ เมอ่ื ใด รูเขา ใจดวยตนวา ธรรมเหลา น้นั เปนอกุศล เปนกุศล มีโทษ ไมมีโทษ เปนตน แลว จึงควรละหรือถอื ปฏิบตั ิตามนนั้ สตู รนี้ ในบาลเี รยี กวา เกสปตุ ติยสูตร ทชี่ ือ่ กาลามสูตร เพราะทรงแสดงแกช นเผากาลามะ แหงวรรณะกษัตรยิ ทีช่ อื่ เกสปตุ ตยิ สูตร เพราะพวกกาลามะนนั้ เปนชาวเกสปุตตนิคม A.I.189. อง.ฺ ติก.20/505/241.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411