คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 245 การปรับแผนปฏิบตั ริ าชการตามวรรคหน่ึงจะกระทําไดเฉพาะในกรณีท่ีงานหรอื ภารกิจใดไมอาจ ดําเนนิ การตามวตั ถุประสงคตอ ไปได หรอื หมดความจําเปนหรือไมเ ปนประโยชน หรือหากดําเนนิ การตอ ไป จะตอ งเสยี คาใชจ ายเกนิ ความจําเปน หรือมีความจาํ เปนอยา งอืน่ อันไมอ าจหลกี เหล่ียงได ทจี่ ะตอ ง เปล่ียนแปลงสาระสาํ คญั ของแผนปฏบิ ัตริ าชการ มาตรา 19 เมือ่ นายกรัฐมนตรพี น จากตาํ แหนง ใหหัวหนา สวนราชการมีหนา ท่ีสรปุ ผลการปฏิบตั ิราชการและ ใหข อ มูลตอ นายกรฐั มนตรีคนใหมตามทนี่ ายกรัฐมนตรคี นใหมสง่ั การ ทัง้ นี้ เพื่อนายกรฐั มนตรคี นใหมจ ะไดใ ช เปน ขอ มลู ในการพิจารณากาํ หนดนโยบายการบริหารราชการแผน ดนิ ตอไป หมวด 4 การบริหารราชการอยางมปี ระสทิ ธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรฐั มาตรา 20 เพื่อใหก ารปฏิบัติราชการภายในสวนราชการเปน ไปอยา งมีประสิทธิภาพ ใหสว นราชการกาํ หนด เปา หมายแผนการทํางาน ระยะเวลาแลว เสร็จของงานหรอื โครงการ และงบประมาณทจี่ ะตองใชใ นแตละงาน หรอื โครงการ และตองเผยแพรใหขาราชการและประชาชนทราบทั่วกันดวย มาตรา 21 ใหสว นราชการจัดทําบัญชตี นทุนในงานบริการสาธารณะแตล ะประเภทขน้ึ ตามหลกั เกณฑแ ละ วธิ ีการท่กี รมบัญชีกลางกาํ หนด ใหสวนราชการคํานวณรายจา ยตอ หนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะทีอ่ ยใู นความรับผิดชอบของสว น ราชการนน้ั ตามระยะเวลาทกี่ รมบัญชีกลางกาํ หนดและรายงานใหส ํานกั งบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ ก.พ.ร. ทราบ ในกรณีทรี่ ายจา ยตอ หนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะใดของสวนราชการใดสูงกวารายจา ยตอ หนวยของ งานบรกิ ารสาธารณะประเภทและคณุ ภาพเดยี วกนั หรือคลายคลึงกันของสวนราชการอ่ืนใหสวนราชการน้ัน จดั ทําแผนการลดรายจา ยตอหนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะดังกลาวเสนอสาํ นักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ ก.พ.ร. ทราบ และถา มิไดม ขี อ ทกั ทว งประการใดภายใน 15 วันก็ใหสวนราชการดงั กลา วถอื ปฏิบัติตาม แผนการลดรายจายนัน้ ตอไปได มาตรา 22 ใหส ํานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ และสํานักงบประมาณ รวมกันจัดใหมกี ารประเมนิ ความคมุ คาในการปฏิบัตภิ ารกจิ ของรฐั ที่สว นราชการดาํ เนินการอยเู พือ่ รายงาน คณะรฐั มนตรีสาํ หรบั เปนแนวทางในการพิจารณาวาภารกจิ ใดสมควรท่ีจะไดด าํ เนนิ การตอไปหรือยบุ เลิก และ เพ่ือประโยชนในการจดั ตงั้ งบประมาณของสวนราชการในปตอ ไป ทั้งน้ี ตามระยะเวลาที่คณะรฐั มนตรกี ําหนด ในการประเมนิ ความคมุ คาตามวรรคหนง่ึ ใหคาํ นึงถงึ ประเภทและสภาพของแตล ะภารกิจ ความเปนไปไดข อง ภารกิจหรอื โครงการทีด่ าํ เนนิ การ ประโยชนทร่ี ัฐและประชาชนจะพึงไดแ ละรายจา ยทีต่ อ งเสยี ไปกอ นและหลัง ท่สี วนราชการดําเนินการดวย ความคุมคาตามาตรานี้ ใหห มายความถงึ ประโยชนห รอื ผลเสยี ทางสงั คม และประโยชนห รอื ผลเสยี อ่ืน ซง่ึ ไมอาจคาํ นวณเปนตวั เงนิ ได เตรยี มสอบครูผูช วย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 246 มาตรา 23 ในการจดั ซอ้ื หรือจัดจาง ใหสว นราชการดําเนนิ การโดยเปด เผยและเทยี่ งธรรม โดยพจิ ารณาถงึ ประโยชนแ ละผลเสียทางสังคม ภาระตอ ประชาชน คุณภาพ วตั ถปุ ระสงคท่ีจะใช ราคาและประโยชนระยะ ยาวของสวนราชการทจ่ี ะไดรับประกอบกัน ในกรณีท่วี ัตถุประสงคในการใชเปน เหตุใหตองคาํ นึงถึงคณุ ภาพและการดูแลรกั ษาเปน สําคัญให สามารถกระทําไดโดยไมตอ งถือราคาต่ําสุดในการเสนอซือ้ หรือจางเสมอไป ใหสว นราชการที่มหี นาที่ดแู ลระเบียบเก่ยี วกับการพสั ดุปรับปรงุ ระเบยี บทเ่ี กย่ี วของเพื่อใหสว นราชการ ดําเนนิ การตามวรรคหนึง่ และวรรคสองไดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ มาตรา 24 ในการปฏิบัตภิ ารกิจใด หากสว นราชการจําเปนตองไดร บั อนุญาต อนมุ ัติ หรอื ความเหน็ ชอบจาก สวนราชการอื่นตามท่มี ีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบงั คบั ประกาศ หรอื มติคณะรฐั มนตรกี าํ หนด ใหสว น ราชการท่มี อี ํานาจอนญุ าต อนมุ ัติ หรือใหความเห็นชอบดังกลาว แจง ผลการพจิ ารณาใหส วนราชการทีย่ น่ื คําขอทราบภายใน 15 วันนบั แตว นั ท่ีไดร ับคาํ ขอ ***ออกขอ สอบป 61*** ในกรณีทีเ่ รอื่ งใดมีกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ บังคับ ประกาศ หรือมตคิ ณะรัฐมนตรีกําหนดขั้นตอน การปฏบิ ัติไว และข้นั ตอนการปฏิบัตนิ ้นั ตองใชระยะเวลาเกินสบิ หา วัน ใหสวนราชการท่มี ีอํานาจอนญุ าต อนุมตั ิ หรอื ใหความเห็นชอบประกาศกาํ หนดระยะเวลาการพจิ ารณาไวใหสวนราชการอนื่ ทราบ สวนราชการใดทีม่ ีอํานาจอนญุ าต อนมุ ตั ิ หรอื ใหความเห็นชอบ มไิ ดด ําเนินการใหแ ลว เสรจ็ ตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หากเกิดความเสยี หายใดข้นึ ใหถ ือวาขาราชการซึ่งมหี นาท่ีเกย่ี วขอ งและ หัวหนา สวนราชการ น้ันประมาทเลินเลอ อยางรายแรง เวนแตจ ะพสิ จู นไ ดวาความลา ชานั้นมิไดเ กดิ ข้ึนจากความผดิ ของตน มาตรา 25 ในการพจิ ารณาวินจิ ฉัยชี้ขาดปญหาใด ๆ ใหเปน หนาที่ของสว นราชการทรี่ บั ผิดชอบในปญหาน้นั ๆ จะตอ งพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยช้ีขาดโดยเร็ว การตงั้ คณะกรรมการข้ึนพจิ ารณาวินจิ ฉยั ใหด ําเนนิ การไดเทา ท่จี ําเปน อนั ไมอาจหลกี เลย่ี งได ในการพจิ ารณาเรอ่ื งใด ๆ โดยคณะกรรมการ เมอ่ื คณะกรรมการมมี ติเปน ประการใดแลว ใหม ติของ คณะกรรมการผกู พันสว นราชการซ่ึงมผี ูแทนรว มเปนกรรมการอยดู วย แมวาในการพิจารณาวนิ ิจฉยั เรอ่ื งนั้น ผูแทนของสว นราชการทเี่ ปน กรรมการฝายขางนอยไวใหป รากฏในเรอ่ื งนั้นดว ย ความผูกพนั ทก่ี ําหนดไวใ นวรรคสอง มใิ หใ ชบงั คบั กับการวนิ จิ ฉยั ในปญ หาดานกฎหมาย มาตรา 26 การสง่ั ราชการโดยปกติใหกระทําเปน ลายลกั ษณอกั ษร เวนแตในกรณที ี่ผบู ังคบั บัญชามีความ จาํ เปนทไ่ี มอ าจสงั่ เปนลายลกั ษณอ กั ษรในขณะนน้ั จะสั่งราชการดวยวาจาก็ได แตใหผ ูรบั คาํ ส่ังนน้ั บนั ทึก คาํ ส่งั ดว ยวาจาไวเปนลายลกั ษณอ ักษรและเมือ่ ไดป ฏบิ ัติราชการตามคําสง่ั ดงั กลา วแลว ใหบันทกึ รายงานใหผ ู สัง่ ราชการทราบ ในบันทึกใหอา งอิงคําสงั่ ดว ยวาจาไวดวย . เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 247 หมวด 5 การลดขัน้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน มาตรา 27 ใหส วนราชการจัดใหมีการกระจายอาํ นาจการตดั สินใจเกี่ยวกบั การสง่ั การอนุญาต การ อนมุ ัติ การปฏิบัตริ าชการ หรือการดาํ เนินการอ่ืนใดของผูด าํ รงตาํ แหนง ใดใหแกผ ดู ํารงตาํ แหนงทม่ี ีหนา ท่ี รับผดิ ชอบในการดาํ เนินการในเรอ่ื งน้นั โดยตรง เพอ่ื ใหเ กดิ ความรวดเร็วและลดข้นั ตอนการปฏบิ ัติราชการ ทง้ั น้ี ในการกระจายอํานาจการตดั สนิ ใจดงั กลา วตองมุงผลใหเ กิดความสะดวกและรวดเร็วในการบริการ ประชาชน เม่อื ไดม ีการกระจายอํานาจการตดั สินใจตามวรรคหน่งึ แลว ใหส ว นราชการกาํ หนดหลกั เกณฑก าร ควบคุม ติดตามและกํากับดูแลการใชอํานาจและความรบั ผิดชอบของผูรับมอบอํานาจและผมู อบอาํ นาจไวด ว ย หลักเกณฑดังกลา วตอ งไมส รางข้ันตอนหรอื การกล่นั กรองงานทไี่ มจําเปน ในการปฏบิ ัติงานของขา ราชการ ในการน้ี หากสามารถใชเทคโนโลยสี ารสนเทศหรือโทรคมนาคมแลวจะเปนการลดขน้ั ตอนเพิ่มประสทิ ธภิ าพ และประหยัดคาใชจ าย รวมทง้ั ไมเกิดผลเสียหายแกร าชการ ใหสวนราชการดาํ เนนิ การใหข า ราชการใช เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมตามความเหมาะสมและกาํ ลังเงินงบประมาณ เม่ือสว นราชการใดไดมีการกระจายอาํ นาจการตัดสินใจตามวรรคหน่งึ หรือไดม กี ารใชเทคโนโลยี สารสนเทศหรอื โทรคมนาคมตามวรรคสองแลว ใหสว นราชการน้ันเผยแพรใ หป ระชาชนทราบเปนการท่ัวไป มาตรา 28 เพือ่ ประโยชนใ นการกระจายอาํ นาจการตดั สนิ ใจ ตามมาตรา 27 ก.พ.ร.ดวยความเหน็ ชอบของ คณะรัฐมนตรจี ะกําหนดหลกั เกณฑและวิธกี ารหรือแนวทางในการกระจายอาํ นาจการตัดสินใจ ความ รบั ผิดชอบระหวางผูรับมอบอํานาจและผูรบั มอบอํานาจ และการลดขัน้ ตอนในการปฏบิ ตั ิราชการใหสวน ราชการถือปฏบิ ัติได มาตรา 29 ในการปฏบิ ตั งิ านทเ่ี ก่ียวขอ งกบั การบริการประชาชนหรือการติดตอ ประสานงานระหวางสวน ราชการดวยกัน ใหสว นราชการแตละแหงจัดทําแผนภูมขิ ั้นตอนและระยะเวลาการดําเนินการรวมทั้ง รายละเอยี ดอื่น ๆ ท่เี กี่ยวขอ งในแตละขัน้ ตอนเปด เผยไว ณ ทที่ าํ การของสวนราชการและในระบบเครือขาย สารสนเทศของสวนราชการ เพ่ือใหประชาชนหรือผูทเี่ กย่ี วของเขาตรวจดูได “การบริการประชาชนและการติดตอประสานงานระหวา งสว นราชการดว ยกัน ตองกระทาํ โดยใช แพลตฟอรม ดจิ ทิ ลั กลางทีส่ ํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องคการมหาชน) กาํ หนดดวย” มาตรา 30 ในกระทรวงหนึง่ ใหเปน หนาที่ของปลดั กระทรวงทีจ่ ะตองจัดใหส ว นราชการภายในกระทรวงที่ รบั ผดิ ชอบปฏิบตั ิงานเกย่ี วกบั การบริการประชาชนรว มกนั จัดตง้ั ศูนยบรกิ ารรว ม เพอื่ อํานวยความสะดวก แกป ระชาชนในการท่ีจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรือกฎอ่ืนใด ทัง้ นี้ เพ่อื ใหประชาชนสามารถตดิ ตอ สอบถาม ขอทราบขอมูล ขออนญุ าต หรือขออนมุ ตั ิในเรื่องใด ๆ ท่ีเปน อํานาจหนาทีข่ องสวนราชการในกระทรวง เดยี วกนั โดยตดิ ตอเจาหนาท่ี ณ ศูนยบรกิ ารรว มเพยี งแหงเดยี ว เตรียมสอบครผู ูช ว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คูม อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 248 มาตรา 31 ในศูนยบรกิ ารรวมตาม มาตรา 30 ใหจ ัดใหม ีเจาหนาทร่ี บั เรอ่ื งราวตาง ๆ และดาํ เนินการสง ตอ ให เจา หนา ท่ีของสว นราชการท่ีเกีย่ วของเพ่อื ดาํ เนนิ การตอไป โดยใหมีขอ มูลและเอกสารท่เี ก่ยี วของกับอาํ นาจ หนาทขี่ องทกุ สวนราชการในกระทรวงรวมทง้ั แบบคําของตา ง ๆ ไวใหพรอมท่ีจะบริการประชาชนได ณ ศนู ยบ ริการรว ม ใหเ ปน หนาท่ีสวนราชการท่ีเกยี่ วขอ งทจ่ี ะตอ งจัดพิมพรายละเอยี ดของเอกสารหลักฐานทป่ี ระชาชน จะตอ งจัดหามาในการขออนมุ ัติหรือขออนุญาตในแตล ะเร่อื งมอบใหแ กเจาหนา ทขี่ องศูนยบ รกิ ารรวมและให เปนหนาทขี่ องเจาหนา ท่ศี ูนยบ รกิ ารรว มท่ีจะตอ งแจงใหป ระชาชนที่มาตดิ ตอ ไดทราบในครงั้ แรกท่มี าติดตอและ ตรวจสอบวาเอกสารหลกั ฐานที่จาํ เปนดงั กลาวน้ันประชาชนไดย ่ืนมาครบถวนหรือไม พรอมท้งั แจงใหท ราบถึง ระยะเวลาที่จะตอ งใชด าํ เนนิ การในเรอื่ งนัน้ ในการยน่ื คาํ รองหรือคําขอตอศูนยบ ริการรวมตามมาตรา 30 ใหถอื วา เปนการยื่นตอ สวนราชการที่ เกีย่ วของทงั้ หมดตามท่รี ะบไุ วใ นกฎหมายหรือกฎแลว ในการดาํ เนินการตามวรรคหน่ึง หากมีปญหาหรอื อปุ สรรคในการปฏิบตั ริ าชการใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑแ ละวิธกี ารทก่ี าํ หนดในกฎหมายหรอื กฎในเรื่องใด ใหสวนราชการท่ีเกี่ยวของแจง ให ก.พ.ร.ทราบ เพ่ือดาํ เนินการเสนอคณะรฐั มนตรใี หมีการปรับปรุงหลักเกณฑและวิธกี ารตามกฎหมายหรอื กฎนน้ั ตอไป มาตรา 32 ใหผูว าราชการจังหวดั นายอาํ เภอ และปลดั อําเภอผูเปนหวั หนา ประจํากง่ิ อาํ เภอจดั ใหส วนราชการ ที่รบั ผดิ ชอบดาํ เนินการเกีย่ วกับการบริการประชาชนในเรื่องเดยี วกันหรอื ตอ เนื่องกนั ในจังหวัด อาํ เภอ หรือ กงิ่ อาํ เภอน้ัน รวมกนั จดั ตง้ั ศนู ยบ รกิ ารรว มไว ณ ศาลากลางจงั หวัด ท่ีวาการอําเภอหรือท่ีวาการกง่ิ อาํ เภอ หรือสถานที่อนื่ ตามที่เห็นสมควร โดยประกาศใหประชาชนทราบ และใหน ําความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบงั คับดว ยโดยอนุโลม หมวด 6 การปรับปรงุ ภารกิจของสว นราชการ มาตรา 33 ใหสว นราชการจดั ใหมีการทบทวนภารกิจของตนวา ภารกจิ ใดมคี วามจาํ เปน หรอื สมควรทจ่ี ะ ยกเลกิ ปรบั ปรุง หรอื เปลีย่ นแปลงการดาํ เนนิ การตอไปหรอื ไม โดยคํานึงถึงยุทธศาสตรชาติ แผนแมบท แผนการปฏิรปู ประเทศ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ นโยบายของคณะรฐั มนตรที ่ีแถลงตอ รัฐสภา และแผนอ่ืนทีเ่ กีย่ วของ รวมถึงกาํ ลงั เงินงบประมาณของประเทศ ความคุมคาของภารกจิ และสถานการณอื่น ประกอบกนั กําหนดเวลาในการจัดใหม ีการทบทวนตามวรรคหน่ึงใหเปน ไปตามท่ี ก.พ.ร.กาํ หนด ในกรณีทีส่ วนราชการเหน็ ควรยกเลิก ปรับปรงุ หรือเปล่ยี นแปลงภารกิจ ใหสวนราชการดําเนนิ การ ปรับปรงุ อํานาจหนาที่ โครงสราง และอตั รากาํ ลัง ของสว นราชการใหส อดคลอ งกนั และเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาใหความเหน็ ชอบเพ่ือดําเนนิ การตอ ไป เตรียมสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คูม อื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 249 ในกรณที ีก่ .พ.ร. พจิ ารณาแลวเห็นวา ภารกจิ ของรัฐท่สี ว นราชการใดรับผิดชอบดําเนินการอยสู มควร เปลยี่ นแปลง ยกเลกิ หรือเพมิ่ เตมิ ใหเ สนอคณะรฐั มนตรเี พอื่ พิจารณา เม่อื คณะรัฐมนตรเี ห็นชอบแลว ใหสว นราชการนั้นดาํ เนนิ การปรบั ปรุงภารกิจ อํานาจหนา ท่ี โครงสรา งและอัตรากาํ ลงั ของสวนราชการนนั้ ให สอดคลอ งกัน มาตรา 34 ในกรณที มี่ ีการยบุ เลกิ โอน หรือรวมสวนราชการใดท้ังหมดหรอื บางสว นหามมใิ หจดั ตั้งสว น ราชการที่มีภารกิจหรืออาํ นาจหนา ท่ีทม่ี ลี ักษณะเดยี วกนั หรอื คลา ยคลงึ กันกบั สวนราชการดังกลาวขน้ึ อกี เวน แตม ีเหตุผลและความจําเปนเพ่อื รกั ษาความมั่นคงของรัฐหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื รักษา ผลประโยชนส วนรวมของประชาชน และโดยไดร บั ความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.” ***ออกขอ สอบป 58*** มาตรา 35 สวนราชการมหี นา ท่สี าํ รวจ ตรวจสอบ และทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอบังคับ และ ประกาศ ทอี่ ยใู นความรบั ผดิ ชอบ เพอื่ ดาํ เนินการยกเลิก ปรบั ปรุง หรอื จดั ใหม ีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอ บงั คับ หรือประกาศข้นึ ใหม ใหทันสมยั และเหมาะสมกบั สภาวการณ หรอื สอดคลอ งกบั ความจาํ เปน ทางเศรษฐกิจ สังคม และความมน่ั คงของประเทศ ทั้งน้ี โดยคํานึงถึงความสะดวกรวดเรว็ และลดภาระของ ประชาชนเปน สาํ คัญ ***ออกขอสอบป 61*** ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ใหส วนราชการนําความคิดเห็นหรือขอ เสนอแนะของประชาชนมา ประกอบการพิจารณาดว ย มาตรา 36 ในกรณีท่ีสาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าเห็นวากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ บงั คบั หรอื ประกาศ ท่ีอยูในความรับผิดชอบของสวนราชการใด ไมสอดคลองหรือเหมาะสมกับสถานการณในปจจุบัน ไมเอ้ืออํานวยตอการพัฒนาประเทศ เปนอุปสรรคตอการประกอบกิจการหรือการดํารงชีวิตของประชาชน หรือกอใหเกิดภาระหรือความยงุ ยากตอประชาชนเกินสมควร ใหสาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าเสนอแนะ ตอสว นราชการนั้นเพอื่ ดาํ เนนิ การแกไ ข ปรบั ปรงุ หรือยกเลิกโดยเรว็ ตอ ไป ในกรณที ่สี ว นราชการท่ีไดร บั การเสนอแนะไมเ หน็ ชอบดว ยกบั คําเสนอแนะของสาํ นักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ใหเสนอเรือ่ งตอ คณะรัฐมนตรเี พ่อื พจิ ารณาวนิ จิ ฉยั หมวด 7 การอาํ นวยความสะดวกและการตอบสนองความตองการของประชาชน มาตรา 37 ในการปฏบิ ัตริ าชการท่เี กี่ยวของกับการบริการประชาชนหรอื ติดตอ ประสานงานในระหวา งสวน ราชการดวยกนั ใหสว นราชการกาํ หนดระยะเวลาแลวเสร็จของงานแตละงานและประกาศใหประชาชนและ ขา ราชการทราบเปน การทั่วไป สวนราชการใดมไิ ดก ําหนดระยะเวลาแลว เสร็จของงานใดและ ก.พ.ร. พิจารณาเห็นวา งานน้ัน มลี ักษณะทีส่ ามารถกาํ หนดระยะเวลาแลวเสร็จได หรือสว นราชการไดกําหนด ระยะเวลาแลวเสร็จไว แต ก.พ.ร. เหน็ วา เปนระยะเวลาท่ีลาชาเกินสมควร ก.พ.ร.จะกําหนดเวลาแลวเสร็จให สว นราชการนน้ั ตองปฏิบัตกิ ไ็ ด ใหเปนหนา ท่ขี องผบู ังคับบญั ชาทจี่ ะตองตรวจสอบใหขาราชการปฏิบตั งิ านใหแ ลว เสร็จตาม กําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง เตรยี มสอบครผู ูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 250 มาตรา 38 เม่ือสวนราชการใดไดรับการติดตอสอบถามเปนหนังสือจากประชาชนหรือจากสวนราชการ ดว ยกันเกี่ยวกบั งานที่อยูใ นอํานาจหนาท่ขี องสวนราชการนัน้ ใหเ ปนหนา ท่ขี องสวนราชการนน้ั ทจี่ ะตอง ตอบคําถามหรือแจงการดําเนินการใหทราบภายใน 15 วันหรือภายในกําหนดเวลาที่กําหนดไว ตามมาตรา 37 ***ออกขอ สอบ ป 61*** มาตรา 39 ใหส ว นราชการจดั ใหม รี ะบบเครือขายสารสนเทศของสว นราชการเพือ่ อาํ นวยความสะดวกใหแก ประชาชนท่จี ะสามารถติดตอสอบถามหรือขอขอมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั การปฏบิ ัตริ าชการของสว น ราชการ เชน (กระทรงศกึ ษาธิการ : เสมาสนเทศ ; รวม.ศธ. 2560) ระบบเครอื ขายสารสนเทศตามวรรคหน่งึ ตอ งจดั ทําในระบบเดียวกับท่ีกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารจัดใหมีขึ้นตามมาตรา 40 มาตรา 40 เพือ่ อํานวยความสะดวกและความรวดเร็วแกประชาชนในการตดิ ตอ กับสวนราชการทุกแหง ให กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารจดั ใหมรี ะบบเครอื ขา ยสารสนเทศกลางขน้ึ ในกรณที ี่สว นราชการใดไมอ าจจัดใหมรี ะบบเครือขา ยสานสนเทศของสวนราชการไดอาจรองขอให กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารดําเนินการจดั ทําระบบเครือขา ยสารสนเทศของสว นราชการ ดงั กลา วก็ได ในการนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารจะขอใหส ว นราชการใหค วามชวยเหลือ ดานบุคลากร คาใชจาย และขอมลู ในการดาํ เนนิ การก็ได มาตรา 41 ในกรณที ่ีสวนราชการไดร บั คํารอ งเรียน เสนอแนะ หรอื ความคดิ เห็นเกยี่ วกับวิธปี ฏบิ ตั ิราชการ อุปสรรค ความยุงยาก หรือปญ หาอืน่ ใดจากบคุ คลใด โดยมีขอมลู และสาระตามสมควรใหเปน หนาที่ของสวน ราชการนั้นท่ีจะตอ งพิจารณาดําเนินการใหล ุลว งไป และในกรณที ่ีมีท่อี ยูของบุคคลนนั้ ใหแ จง ใหบุคคลนัน้ ทราบผลการดาํ เนนิ การดว ย ท้งั น้ี อาจแจง ใหทราบผา นทางระบบ เครือขายสารสนเทศของสว นราชการดวย กไ็ ด ในกรณกี ารแจง ผา นทางระบบเครือขา ยสารสนเทศ มิใหเ ปด เผยชื่อหรอื ทอ่ี ยูของผูร อ งเรียน เสนอแนะ หรอื แสดงความคิดเห็น มาตรา 42 เพ่ือใหก ารปฏิบตั ริ าชการเปน ไปอยางมีประสิทธภิ าพและเกดิ ความสะดวกรวกเรว็ ใหส วนราชการ ทีม่ อี ํานาจออกกฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรือประกาศ เพอื่ ใชบ ังคับกบั สว นราชการอนื่ มีหนาที่ตรวจสอบวา กฎ ระเบียบ ขอ บงั คับ หรือประกาศนน้ั เปนอุปสรรคหรอื กอ ใหเ กดิ ความยุง ยาก ซํ้าซอ น หรือความลาชา ตอ การปฏิบตั ิหนาที่ของสวนราชการอ่ืนหรือไม เพอื่ ดาํ เนินการปรบั ปรงุ แกไขใหเ หมาะสมโดยเรว็ ตอ ไป ในกรณีทไี่ ดรับการรองเรยี นหรือเสนอแนะจากขาราชการหรือสวนราชการอ่ืนในเรื่องใดใหส วนราชการทอ่ี อก กฎ ระเบียบ ขอบงั คับ หรือประกาศนั้นพจิ ารณาโดยทนั ที และในกรณที ่ีเหน็ วาการรอ งเรยี นหรือ เสนอแนะนน้ั เกดิ จากความเขาใจผดิ หรือความไมเขาใจในกฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรอื ประกาศใหช้แี จง ใหผ รู องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วนั การรองเรยี นหรือเสนอแนะตามวรรคสอง จะแจง ผา น ก.พ.ร. กไ็ ด เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 251 ในกรณที ี่ ก.พ.ร. เหน็ วา กฎ ระเบยี บ ขอบังคับ หรือประกาศใดมีลกั ษณะตามวรรคหนึ่ง ให ก.พ.ร. แจงใหสวนราชการท่อี อกกฎ ระเบียบ ขอบงั คับ หรือประกาศนนั้ ทราบเพื่อดาํ เนนิ การปรบั ปรงุ แกไข หรือยกเลิก ตอ ไปโดยเร็ว มาตรา 43 การปฏบิ ตั ริ าชการในเรอ่ื งใด ๆ โดยปกติใหถ อื วา เปนเรือ่ งเปดเผย เวนแตกรณีมคี วามจําเปน อยา ง ยง่ิ เพอ่ื ประโยชนใ นการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความม่ันคงทางเศรษฐกจิ การรักษาความสงบ เรียบรอ ยของประชาชน หรอื การคมุ ครองสทิ ธิสวนบุคคล จึงใหกําหนดเปน ความลับไดเ ทา ท่ีจําเปน มาตรา 44 สวนราชการตอ งจดั ใหม กี ารเปด เผยขอมลู เก่ียวกับงบประมาณรายจายแตล ะป รายการเก่ยี วกับ การจดั ซือ้ หรอื จัดจางที่จะดําเนนิ การในปง บประมาณน้ัน และสญั ญาใด ๆ ทไ่ี ดม ีการอนุมัติใหจ ัดซ้ือหรือจัด จางแลว ใหประชาชนสามารถขอดูหรือตรวจสอบได ณ สถานทีท่ ําการของสว นราชการ และระบบเครอื ขา ย สารสนเทศของสวนราชการ ท้ังน้ี การเปดเผยขอมลู ดงั กลา วตองไมกอใหเกดิ ความไดเปรียบหรอื เสียเปรียบ หรือความเสยี หายแกบ คุ คลใดในการจัดซื้อหรือจัดจาง ในการจดั ทําสัญญาจัดซื้อหรือจดั จา ง หามมิใหมีขอความหรอื ขอตกลงหา มมิใหเปด เผยขอความหรือ ขอ ตกลงในสญั ญาดงั กลาว เวนแตขอมลู ดังกลา วเปน ขอมูลทอ่ี ยูภ ายใตบ งั คบั กฎหมาย กฎ ระเบยี บ หรือ ขอบงั คับทเ่ี ก่ียวกับการคุมครองความลบั ทางราชการ หรือในสวนที่เปน ความลบั ทางการคา บญั ญตั ิเพมิ่ ในพรฎ.วาดว ยหลักเกณฑการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งทีด่ ี ฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ในวาระเร่มิ แรก ใหสํานักงานพัฒนารฐั บาลดจิ ิทลั (องคก ารมหาชน) จัดใหม แี พลตฟอรมดจิ ทิ ลั กลางเพอ่ื ใหสวนราชการใชใ นการบริการประชาชนและการติดตอ ประสานงานระหวา งกันไดภายในเกา สบิ วันนับแตว นั ทีพ่ ระราชกฤษฎีกานใี้ ชบ ังคบั ใหเปน หนาที่ของหวั หนาสวนราชการที่จะตอ งดาํ เนนิ การใหการบริการประชาชนและการติดตอ ประสานงานระหวา งสว นราชการดว ยกนั โดยการใชแพลตฟอรม ดิจิทัลกลางใหแลวเสรจ็ ภายในสองป นบั แตพ น ก าหนดเวลาตามวรรคหนง่ึ ในกรณีทีส่ วนราชการใดมีเหตผุ ลความจําเปนท่ไี มสามารถดําเนินการใชแ พลตฟอรม ดิจทิ ลั กลางได ภายในระยะเวลาทก่ี าํ หนดในวรรคสอง ใหห วั หนาสวนราชการน้นั เสนอ ก.พ.ร. เพอ่ื พิจารณาขยาย ระยะเวลาดังกลาวได หมวด 8 การประเมินผลการปฏบิ ัตริ าชการ มาตรา 45 นอกจากการจัดใหม ีการประเมินผลตามมาตรา 9 (3) แลว ใหสวนราชการจัดใหม ีคณะผูประเมิน อิสระดาํ เนนิ การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิราชการของสวนราชการเกีย่ วกับผลสัมฤทธ์ขิ องภารกจิ คุณภาพ การใหบ รกิ าร ความพงึ พอใจของประชาชนผรู ับบริการ ความคมุ คา ในภารกจิ ท้งั นี้ ตามหลักเกณฑ วิธกี าร และระยะเวลาท่ี ก.พ.ร. กาํ หนด ***ออกขอ สอบป 58*** เตรียมสอบครผู ชู วย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 252 มาตรา 46 สวนราชการอาจจดั ใหม ีการประเมนิ ภาพรวมของผูบงั คับบัญชาแตละระดบั หรอื หนว ยงานในสว น ราชการได ท้ังนี้ การประเมนิ ดังกลาวตอ งกระทาํ เปนความลับและเปนไปเพอ่ื ประโยชนแ หง ความสามคั คขี อง ขา ราชการ มาตรา 47 ในการประเมนิ ผลการปฏิบัติงานของขา ราชการเพ่ือประโยชนใ นการบรหิ ารงานบุคคล ใหส วน ราชการประเมนิ โดยคํานึงถึงผลการปฏบิ ัติงานเฉพาะตัวของขา ราชการผูน้ันในตาํ แหนง ทป่ี ฏบิ ตั ิ ประโยชน และผลสมั ฤทธ์ทิ ี่หนว ยงานทข่ี า ราชการผนู นั้ สงั กดั ไดร ับจากการปฏิบตั งิ านของขา ราชการผูนั้น มาตรา 48 ในกรณีที่สว นราชการไดด ําเนนิ การใหบรกิ ารที่มีคุณภาพและเปน ไปตามเปาหมายท่ีกําหนด รวมทั้งเปนทพ่ี ึงพอใจแกประชาชน ให ก.พ.ร. เสนอคณะรฐั มนตรจี ดั สรรเงนิ เพ่ิมพิเศษเปนบําเหนจ็ ความชอบแกส ว นราชการหรอื ใหสว นราชการใชเ งนิ งบประมาณเหลอื จายของสว นราชการน้นั เพือ่ นําไปใชใน การปรบั ปรงุ การปฏบิ ัติงานของสว นราชการหรอื จัดสรรเปน รางวลั ใหข า ราชการในสังกดั ท้ังนีต้ ามหลกั เกณฑ และวธิ ีการท่ี ก.พ.ร. กําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรี มาตรา 49 เมื่อสวนราชการใดไดดําเนินงานไปตามเปา หมาย สามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธ์ิ โดยไม เปนการเพ่ิมคาใชจายและคุมคาตอภารกิจของรัฐหรือสามารถดําเนินการตามแผนการลดคาใชจายตอ หนวยตามหลักเกณฑที่ ก.พ.ร. กําหนด ให ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่ม ประสิทธภิ าพใหแ กส วนราชการนั้น หรอื ใหส ว นราชการใชเงนิ งบประมาณเหลือจายของสว นราชการนั้น เพ่อื นําไปใชในการปรบั ปรงุ การปฏิบัตงิ านของสวนราชการหรอื จัดสรรเปน รางวลั ใหข าราชการในสงั กดั ท้ังนี้ ตาม หลักเกณฑแ ละวิธีการที่ ก.พ.ร. กําหนดโดยความเหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรี หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด มาตรา 50 เพื่อใหก ารบรหิ ารราชการเปน ไปอยา งมีประสิทธภิ าพและคุม คาในเชงิ ภารกิจของรัฐ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจกาํ หนดใหสวนราชการตอ งปฏบิ ัติการใดนอกเหนือจากทก่ี ําหนดไว ในพระราชกฤษฎกี านี้ รวมทัง้ กาํ หนดมาตรการอน่ื เพิ่มเติมจากที่บัญญัติไวในมาตรา 48 และมาตรา 49 กไ็ ด มาตรา 51 ในกรณีทพี่ ระราชกฤษฎีกาน้ีกําหนดใหสวนราชการตอ งจัดทาํ แผนงานในเรือ่ งใด และมีกฎหมาย ฉบบั อืน่ กาํ หนดใหสวนราชการตองจัดทาํ แผนงานในเร่อื งเดยี วกันทงั้ หมดหรอื บางสวนเมือ่ สวนราชการไดจัดทํา แผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแลวใหถ อื วาสวนราชการนัน้ ไดจ ัดทําแผนตามพระราชกฤษฎกี านดี้ ว ย แลว มาตรา 52 ใหองคกรปกครองสว นทองถิ่นจัดทําหลกั เกณฑการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งท่ดี ีตามแนวทาง ของพระราชกฤษฎกี าน้โี ดยอยา งนอ ยตองมีหลกั เกณฑเ กยี่ วกบั การลดขน้ั ตอนการปฏิบัตงิ านและการ อํานวยความสะดวกและการตอบสนองความตอ งการของประชาชนทส่ี อดคลอ งกบั บทบญั ญัตใิ นหมวด 5 และหมวด 7 ***ออกขอ สอบป 61*** เตรียมสอบครผู ูช ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 253 ใหเ ปน หนา ทีข่ องกระทรวงมหาดไทยดูแลและใหความชว ยเหลือองคกรปกครองสว นทองถ่นิ ในการ จดั ทําหลักเกณฑตามวรรคหน่งึ มาตรา 53 ใหองคก ารมหาชนและรฐั วสิ าหกจิ จัดใหม หี ลกั เกณฑการบรหิ ารกิจการบานเมอื งที่ดีตาม แนวทางของพระราชกฤษฎีกาน้ี ในกรณที ี่ ก.พ.ร. เหน็ วา องคก ารมหาชนหรอื รฐั วิสาหกิจใดไมจ ัดใหมีหลกั เกณฑต ามวรรคหนึ่งหรอื มี แตไมส อดคลอ งกบั พระราชกฤษฎกี านี้ ใหแ จง รัฐมนตรซี ง่ึ มีหนาที่กํากับดแู ลองคการมหาชน หรือรัฐวสิ าหกิจ เพ่ือพจิ ารณาส่งั การใหอ งคก ารมหาชนหรือรัฐวิสาหกจิ น้นั ดําเนินการใหถ กู ตองตอ ไป หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพ ระราชกฤษฎีกาฉบบั ที่ 2 คอื โดยที่พระราชกฤษฎีกาวาดวย หลักเกณฑและวธิ กี ารบรหิ ารกจิ การบานเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546 กําหนดใหคณะรฐั มนตรแี ละหนว ยงานท่ี เกย่ี วขอ งจัดใหมแี ผนการบรหิ ารราชการแผนดินและแผนนิตบิ ญั ญัติขนึ้ เพอ่ื เปนกรอบในการบรหิ ารราชการ แผน ดนิ ใหมคี วามชดั เจน แตเ นอ่ื งจากรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 ไดก าํ หนดใหรฐั จดั ใหมยี ุทธศาสตรชาตเิ ปน เปาหมายการพัฒนาประเทศอยางยัง่ ยืน และตอ มาไดมีการตราพระราชบัญญัติ การจัดทํายุทธศาสตรชาติ พ.ศ. 2560 และพระราชบญั ญัติแผนและขน้ั ตอนการดาํ เนนิ การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ข้ึน ซึง่ กฎหมายดงั กลาวไดกาํ หนดใหมกี ารจดั ทํากรอบในการพัฒนาประเทศอยางยั่งยนื ไวใ นรูป ยทุ ธศาสตรชาตซิ ึง่ ทกุ หนว ยงานตอ งปฏบิ ตั ติ าม ประกอบกับไดมีการจดั ท าแผนการปฏิรูปประเทศเพ่ือเปน กลไกวิธกี าร และข้ันตอนการดาํ เนินการปฏิรูปประเทศในดานตาง ๆ ขึ้นแลว จงึ ไมม คี วามจําเปนท่ีจะตอง จดั ทาํ แผนการบรหิ ารราชการแผน ดนิ และแผนนติ ิบัญญัติใหซ ํ้าซอ นกันอีก สมควรยกเลิกการจดั ทําแผนการ บรหิ ารราชการแผน ดินและแผนนิตบิ ัญญัติ และปรับปรุงการจดั ทาํ แผนปฏิบัตริ าชการของสว นราชการให สอดคลองกบั ยทุ ธศาสตรช าติ แผนแมบ ท แผนการปฏริ ปู ประเทศ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ นโยบายของคณะรฐั มนตรีทแ่ี ถลงตอรฐั สภา และแผนอ่ืนที่เกี่ยวขอ ง รวมท้งั สมควรกําหนดใหการปฏบิ ตั งิ านที่ เก่ยี วของกบั การบริการประชาชนและการตดิ ตอประสานงานระหวางสวนราชการดวยกันตองกระทาํ โดยใช แพลตฟอรมดจิ ทิ ัลกลางเพื่อใหสอดคลองกบั การปฏิรปู ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัตริ าชการและการบริหาร ราชการแผน ดินตามรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย จงึ จําเปน ตอ งตราพระราชกฤษฎีกานี้ เตรียมสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 254 แนวขอสอบ พระราชกฤษฎกี าวาดวยหลกั เกณฑและวิธกี ารบรหิ ารกจิ การบานเมืองท่ดี ี 1. พระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑแ ละวิธีการบรหิ ารกิจการบานเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546 มีกีห่ มวด ก่ีมาตรา ก. 9 หมวด 53 มาตรา ข. 8 หมวด 52 มาตรา ค. 9 หมวด 54 มาตรา ง. 8 หมวด 54 มาตรา 2. พระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑและวธิ ีการบรหิ ารกจิ การบา นเมอื งทดี่ ี พ.ศ. 2546 ใหไว ณ วันที่เทาใด ก. 9 มกราคม 2546 ข. 9 ตลุ าคม 2546 ค. 9 กมุ ภาพนั ธ 2546 ง. 9 พฤศจิกายน 2546 3. พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลกั เกณฑแ ละวธิ ีการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546 นใ้ี ชบ งั คบั ตัง้ แต ก. วนั ทีป่ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา ข. กอ นวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ค. วันถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ง. ไมมีขอ ใดถกู 4. การปฏบิ ัตติ ามพระราชกฤษฎกี านี้ จะปฏบิ ตั เิ มื่อใด และตอ งมเี งื่อนไขอยา งใด ใหเ ปน ไปตามทผ่ี ูใด กาํ หนด ก. เลขาธกิ ารรัฐมนตรกี าํ หนด ข. เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรีกาํ หนด 3. นายกรัฐมนตรกี ําหนด ง. คณะรัฐมนตรีกาํ หนด 5. การปฏบิ ัติตามพระราชกฤษฎกี าน้ีจะปฏบิ ัติเมื่อใด และตอ งมเี ง่ือนไขอยางใด ใหเปนไปตามทีผ่ ูใด เสนอ ก. ก.พ.ร. ข. ครม. ค. กกต. ง. พ.ต.ท. 6. ตามพระราชกฤษฎีกาน้ี คําวา “สวนราชการ” หมายถึง ก. สวนราชการตามกฎหมายวา ดวยการปรบั ปรุง กระทรวง ทบวง กรม ข. หนวยงานอนื่ ของรัฐทอี่ ยใู นก ากบั ของสวนราชการฝายบริหาร ค. ถูกทง้ั ขอ 1. และ 2. ง. ไมม ีขอใดถกู 7. ตามพระราชกฤษฎีน้ี คําวา “สวนราชการ” ไมรวมถงึ ก. องคก ารบริหารสว นจังหวัด ข. การปกครองสว นภมู ภิ าค ค. การปกครองสวนกลาง ง. องคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ 8. ตามพระราชกฤษฎีกาน้ี คาํ วา “รัฐวสิ าหกจิ ” หมายความวา อยางไร ก. รฐั วิสาหกจิ ทีจ่ ดั ตง้ั ข้นึ โดยพระราชบัญญัติ ข. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งข้นึ โดยพระราชกฤษฎีกา ค. รัฐวสิ าหกจิ ที่จดั ตั้งขึ้นโดยกฎกระทรวง ง. ถูกหมดทงั้ 1. และ 2. เตรยี มสอบครูผชู ว ย สงั กัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 255 9. ตามพระราชกฤษฎกี านี้ คําวา “ขา ราชการ” ตามพระราชกฤษฎกี านห้ี มายความรวมถงึ ใครบา ง ก. พนักงาน ข. ลกู จา ง ค. ผูป ฏิบัตงิ านในสวนราชการ ง. ถูกทกุ ขอ 10. ใครเปน ผรู กั ษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ก. นายกรฐั มนตรี ข. รองนายกรฐั มนตรี ค. คณะรฐั มนตรี ง. ปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรี 11. ขอใดเปนการบริหารเพื่อบรรลุเปา หมายของการบริหารกิจการบานเมอื งที่ดี ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ตอ ภารกิจของรฐั ค. มปี ระสิทธภิ าพและเกดิ ความคมุ คาในเชงิ ภารกิจของรฐั ง. ถูกหมดถูกขอ 12. การบริหารกจิ การบานเมืองท่ีดไี ดแ กการบรหิ ารราชการเพอื่ บรรลุเปา หมายดังขอใด ก. ไมม ีขนั้ ตอนการปฏบิ ัติงานเกินความจาํ เปน ข. มีการปรับปรงุ ภารกิจของสว นราชการใหทนั ตอสถานการณ ค. ประชาชนไดรบั การอํานวยความสะดวกและการไดร ับการตอบสนองความตอ งการ ง. ถกู หมดทกุ ขอ 13. การบรหิ ารราชการเพอ่ื ประโยชนส ุขของประชาชน หมายถึงขอใด ก. การปฏบิ ัตริ าชการทม่ี ีเปาหมายเพือ่ ใหเกิดความผาสุกของประชาชน ข. การปฏิบัติราชการที่มเี ปาหมายเพือ่ ใหเ กดิ ความเปนอยูทีด่ ขี องประชาชน ค. การปฏิบตั ริ าชการทม่ี ีเปาหมายเพอ่ื ใหเกิดความสงบและปลอดภัยของสังคมสว นรวม ง. ถกู หมดทุกขอ 14. การบริหารราชการเพอื่ ประโยชนสุขของประชาชน สว นราชการจะดําเนนิ การโดยถอื วา ประชาชนเปน เชนใด ก. ประชาชนเปนมติ รกับสวนราชการ ข. สว นราชการเปน ศูนยก ลางของประชาชนในดา นการใชอ านาจ ค. ประชาชนเปนศนู ยกลางในการไดรบั การบริการจากภาครัฐ ง. ถูกหมดทุกขอ 15. การกาํ หนดภารกิจของรฐั และสว นราชการตอ งเปน ไปเพื่ออะไร ก. เพอื่ ประโยชนสุขของประชาชน ข. เพื่อประโยชนสขุ ของขาราชการ ค. เพอ่ื ประโยชนสุขของหนวยงานราชการ ง. ถูกหมดทุกขอ เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 256 16. การกําหนดภารกจิ ของรฐั และสวนราชการตองเปน ไปเพือ่ อะไร ก. เพ่อื ประโยชนสขุ ของประชาชน ข. เพ่ือใหสอดคลอ งกับแนวนโยบายแหงรัฐ ค. เพอื่ ใหสอดคลองกบั นโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงตอ รัฐสภา ง. ถูกหมดทุกขอ 17. การปฏิบัติภารกิจของสว นราชการตอ งเปน ไปโดยขอใด ก. ความซ่ือสตั ย สจุ ริต ข. สามารถตรวจสอบได ค. เกิดประโยชนสุขแกประชาชน ง. ถูกหมดทุกขอ 18. ขา ราชการมหี นาที่ตองคอยรับฟง ความคดิ เห็นและความพงึ พอใจของสงั คมโดยรวมเพือ่ อะไร ก. เพ่อื ปรบั ปรงุ หรือเสนอแนะตอ ผบู ังคับบัญชา ข. เพื่อใหม ีการปรับปรุงวิธกี ารปฏบิ ัติราชการใหเหมาะสม ค. ถูกทง้ั ขอ 1. และ 2. ง. ไมม ขี อ ใดถูก 19. ในกรณีท่ีเกดิ ปญ หา และอปุ สรรค จากการดําเนนิ การ สว นราชการตองดําเนินการอยางไร ก. แกไ ขปญ หาและอุปสรรคน้นั โดยเร็ว ข. แกไขปญหาตามแผนของสว นราชการน้นั ค. รีบท าหนังสอื ปรึกษา ก.พ.ร. ง. รบี ทําหนังสือปรึกษาคณะรฐั มนตรี 20. สวนราชการตองดาํ เนนิ การแกไขปญหา และอุปสรรคนัน้ แลวตองแจงใหใครทราบ ก. ครม. ข. รมต. ค. ปปช. ง. ก.พ.ร. 21. กรณที ่สี วนราชการกาํ หนดวธิ กี ารปฏบิ ตั ิใหเหมาะสมกับภารกจิ แตละเรอ่ื ง ใหผูใดเปนผูก ําหนด แนวทางการดําเนินการทวั่ ไป ก. ครม. ข. รมต. ค. บ.ข.ส. ง. ก.พ.ร. 22. การกําหนดภารกจิ ของรัฐและสวนราชการ ใหสอดคลอ งกบั แนวนโยบายของรัฐ เปน การบรหิ าร ราชการแบบใด ก. เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ตอภารกจิ ของรัฐ ข. เกิดประโยชนส ขุ ของประชาชน ค. มีประสิทธิภาพและเกดิ ความคมุ คาในเชงิ ภารกจิ ของรฐั ง. เพอื่ ลดขน้ั ตอนการปฏิบัตงิ าน เตรยี มสอบครผู ูช ว ย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง
คูมือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 257 23. ในการบริหารราชการ กอนจะดําเนนิ การสิง่ ใด สวนราชการตอ งดาํ เนินการตามขอ ใด ก. แจง ใหประชาชนทราบกอ นเสมอ ข. โฆษณาประชาสมั พนั ธใ หประชาชนทราบ ค. วิเคราะหผลการปฏิบัติลวงหนาไวก อน ง. จดั ทําแผนปฏบิ ัตริ าชการไวเปน การลวงหนา 24. การกําหนดแผนปฏบิ ัตริ าชการตอ งมรี ายละเอียดใดบา ง ก. ระยะเวลาและงบประมาณ ข. ผลสมั ฤทธ์ิของภารกจิ ค. ตวั ช้วี ดั ความสําเร็จของภารกิจ ง. ถูกทุกขอ 25. สว นราชการตองจัดใหมีการติดตามและประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิตามแผนปฏิบัติราชการตาม หลกั เกณฑ และวิธกี ารท่สี วนราชการกําหนดขนึ้ ตองสอดคลองกบั มาตรฐานที่ใครกําหนด ก. ครม. ข. รมต. ค. ปปป. ง. ก.พ.ร 26. ในกรณที ่ีการปฏิบตั ิภารกิจของราชการ เกดิ ผลกระทบตอ ประชาชนเปนหนาที่ของผูใดตอง ดาํ เนนิ การแกไข ก. สว นราชการ ข. หวั หนา สว นราชการ ค. เจาหนา ท่ที ุกคนทเี่ กย่ี วขอ ง ง. ก.พ.ร. 27. ใหส ว นราชการมหี นาที่สนบั สนนุ การปฏบิ ัติราชการของผวู า ราชการจงั หวัดหรือหัวหนาคณะ ผแู ทนในตางประเทศ เพ่ืออะไร ก. เพอ่ื ใหก ารบูรณาการงานตาง ๆ ในจงั หวัดหรือในตางประเทศ สามารถยนื ยันตามแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง ข. เพอ่ื ใหจ ังหวัดหรือในตา งประเทศแลวแตกรณี สามารถใชต ดิ ตอกบั ประชาชนไดโ ดยตรง โดยใชอ ํานาจตามกฎหมายไดครบถวน ค. เพ่อื ใหก ารบรหิ ารราชการแบบบูรณาการในจังหวัดหรือในตางประเทศ แลวแตก รณีสามารถใช อาํ นาจตามกฎหมายไดครบถว นตามความจําเปน และบริหารราชการไดอยางมีประสิทธภิ าพ ง. เพ่อื ใหป ระชาชนท้งั ในและตา งประเทศสามารถใชอํานาจตามกฎหมายไดค รบถวนตามความจําเปน และบริหารราชการไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ 28. สวนราชการมหี นาทพี่ ฒั นาความรเู พื่อใหม ีลักษณะเปน องคก ารแหงการเรยี นรอู ยางสม าเสมอ โดยปฏบิ ัตอิ ยางไร ก. ตอ งสามารถรบั รูขา วสารอยา งถูกตอ งรวดเร็ว ข. สง เสรมิ และพฒั นาความรูความสามารถ ค. สรางวิสัยและปรบั เปลย่ี นทัศนคติของขาราชการในสังกัด ง. ถูกทุกขอ เตรยี มสอบครูผูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 258 29. เพอ่ื ประโยชนในการปฏิบัติราชการใหเ กิดสมั ฤทธ์ิ ผูใดอาจเสนอตอ คณะรัฐมนตรีเพอื่ กาํ หนด มาตรการกาํ กับการปฏิบตั ิราชการ ก. สว นราชการ ข. รมต. ค. ผวู าราชการจังหวัด ง. ก.พ.ร. 30. เพ่ือประโยชนในการปฏิบัตริ าชการใหเ กิดผลสมั ฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอตอ ใครเพื่อกาํ หนดมาตรการกาํ กับ การปฏบิ ัตริ าชการ ก. ครม. ข. รมต. ค. รฐั สภา ง. วุฒิสภา 31. การรอ งเรียน หรอื เสนอแนะ สว นราชการ จะแจงผานหนวยงานใดไดอกี ก. แจงผา น ก.พ.ร. ได ข. แจง ผา น สาํ นกั นายกฯ ได ค. แจงผา น ทางไปรษณียล งทะเบียนได ง. แจงผา น คมช. ได 32. การกําหนดหลกั เกณฑห รอื เงื่อนไขตาง ๆ ตามพระราชกฤษฎกี าวา ดวยหลักเกณฑแ ละวิธีการบริหาร กิจการ บา นเมอื งทด่ี ี เพื่อใหสว นราชการปฏิบัติ ตองดาํ เนนิ การตามขอ ใดจึงจะถูกตองที่สุด ก. ตราเปน พระราชกฤษฎกี า ข. ก.พ.ร.เสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติ ค. ทําเปน ประกาศกระทรวง ง. ทาํ เปนระเบยี บสาํ นักนายกรฐั มนตรี 33. หนว ยงานตามขอ ใดมหี นา ที่เสนอแนะตอ สวนราชการเพอื่ ดําเนนิ การแกไ ข ปรับปรงุ หรอื ยกเลกิ กฎหมาย ระเบยี บ หรือขอ บงั คบั ของราชการสว นที่ใชอยู ก. สาํ นักงานอยั การสงู สดุ ข. สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า ค. สํานักงานคณะกรรมการตลุ าการ ง. สาํ นักงาน ก.พ.ร. 34. หนวยงานตามขอใดเปน หนวยงานทีม่ หี นา ท่ีรว มกันในการจดั ทําแผนการบริหารราชการแผนดินเพ่อื เสนอ ตอ คณะรฐั มนตรี ก. สาํ นักงานเลขาธิการคณะรฐั มนตรี กับสํานักเลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี ข. สํานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ สํานักเลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรแี ละ สํานกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี ค. สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สํานัก เลขาธิการนายกรฐั มนตรี และสํานกั งบประมาณ ง. สํานกั งบประมาณ กับสาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ 35. การจดั ซอ้ื จดั จางตองกระทําตามขอใด ก. ปกปดเปน ความลับ ข. เปดเผย และรอบคอบ ค. เปด เผย และเทย่ี งธรรม ง. สงบ เปด เผย เจตนาเปนเจาของ เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 259 36. การรับฟงขอรองเรยี น การเปดเผยขอมูล เปนการบรหิ ารราชการแบบใด ก. เกดิ ประโยชนส ขุ ของประชาชน ข. การปรบั ปรงุ ภารกจิ ของสว นราชการ ค. เกิดผลสัมฤทธต์ิ อ ภารกิจของรัฐ ง. การอํานวยความสะดวกและตอบสนองความตองการของประชาชน 37. การประเมินผลการปฏิบัตงิ านของขา ราชการเพ่อื อะไร ก. เพ่ือประโยชนใ นการบริหารงานบุคคล ข. เพ่อื ประโยชนใ นการพัฒนาระบบราชการ ค. เพ่อื ใหก ารปฏิบัตงิ านเปนไปดว ยประโยชนทปี่ ระชาชนจะไดรบั ง. ถกู หมดทุกขอ 38. ในกระทรวงหนง่ึ ใหเ ปนหนาท่ีของใครทจ่ี ะตอ งจดั ใหสวนราชการภายในกระทรวงทรี่ ับผดิ ชอบปฏบิ ตั ิงาน เกยี่ วกบั การบริการประชาชนรว มกนั จัดตัง้ ศูนยบ ริการรวมของกระทรวง ก. หัวหนาสว นราชการ ข. ผวู าราชการจังหวัด ค. ปลัดกระทรวง ง. รฐั มนตรวี าการกระทรวง 39. ขอ ใดเปน เหตุผลในการประกาศใชพระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑและวธิ บี ริหารกิจการบานเมืองทด่ี ี ก. เพือ่ ใหการปฏิบตั ิงานของสวนราชการตอบสนองตอการพัฒนาประเทศ ข. เพ่ือใหการบรหิ ารราชการแผนดนิ เปน ไปเพ่ือประโยชนสขุ ของประชาชน ค. เพ่อื ใหการบรหิ ารแกป ระชาชนเปนไปอยา งมปี ระสิทธภิ าพ ง. ถกู ทุกขอ 40. ขอ ใดไมใ ชเปาหมายของการบริหารกิจการบา นเมอื งทดี่ ี ก. เกดิ ประโยชนสุขตอ ประชาชน ข. เกดิ ผลสัมฤทธต์ิ อ ภารกจิ ของรฐั ค. เกิดการตรวจสอบที่มีประสทิ ธภิ าพ ง. มกี ารประเมินผลการปฏบิ ัติราชการอยางสมํ่าเสมอ เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 260 เฉลยแนวขอ สอบพระราชกฤษฎกี าวา ดวยหลักเกณฑและวิธีการบรหิ ารกิจการบานเมืองทด่ี ี ขอ ขอ ขอ ขอ 1 ก 11 ง 21 ง 31 ก 2 ข 12 ง 22 ข 32 ก 3 ค 13 ง 23 ง 33 ข 4 ง 14 ค 24 ง 34 ง 5 ก 15 ก 25 ง 35 ข 6 ค 16 ง 26 ก 36 ง 7 ง 17 ง 27 ค 37 ก 8 ง 18 ค 28 ง 38 ค 9 ง 19 ก 29 ง 39 ง 10 ก 20 ง 30 ก 40 ค เตรยี มสอบครผู ชู ว ย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 261 พระราชบญั ญัติความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ใหไว ณ วันท่ี 27 กนั ยายน 2539 เปน ปที่ 51 ในรัชกาลที่ 9 ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา 14 พฤศจกิ ายน 2539 บงั คับใช 15 พฤศจกิ ายน 2539 จํานวน 19 มาตรา ผรู กั ษาการตาม พรบ. นายกรัฐมนตรี ผรู บั สนองพระบรมราชโองการ นายบรรหาร ศลิ ปอาชา “เจาหนาท”ี่ หมายความวา ขา ราชการ พนกั งาน ลูกจาง หรอื ผปู ฏบิ ัตงิ านประเภทอื่น ไมว า จะเปน การแตงตัง้ ในฐานะเปนกรรมการหรอื ฐานะอน่ื ใด “หนว ยงานของรัฐ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสว นราชการท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและมี ฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถ่ิน และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือ พระราช กฤษฎกี า และใหห มายความรวมถงึ หนว ยงานอืน่ ของรฐั ทม่ี พี ระราชกฤษฎกี ากําหนดใหเปนหนวยงาน ของรฐั ตาม พระราชบัญญัตนิ ีด้ วย หนวยงานของรฐั ตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตนไดกระทําในการปฏบิ ัติ หนาท่ี ในกรณีน้ีผูเสียหายอาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได ถาการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่ซ่ึงไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวงการคลังเปน หนว ยงานของรฐั ทีต่ อ งรับผดิ ตามวรรคหนง่ึ *** ออกขอ สอบ ป 60 *** ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาที่ตองรับผิดใน การน้ันเปนการเฉพาะตัวในกรณีนี้ผูเสียหายอาจฟอ งเจาหนาท่ีไดโดยตรง แตจะฟองหนวยงานของรฐั ไมไ ด *** ออกขอ สอบ ป 58 และ ป 60 *** ในคดีท่ีผเู สยี หายฟองหนวยงานของรฐั ถาหนวยงานของรฐั เห็นวาเปนเร่อื งทีเ่ จาหนาท่ตี องรับ ผดิ หรือ ตองรวมรบั ผิด หรือในคดที ่ีผเู สียหายฟอ งเจา หนา ท่ถี า เจาหนา ทีเ่ ห็นวา เปนเร่ืองท่หี นว ยงานของรฐั ตอ งรับ ผดิ หรอื ตองรวมรับผิด หนว ยงานของรฐั หรอื เจาหนา ที่ดังกลา วมีสิทธิขอใหศ าลทพ่ี จิ ารณาคดีน้นั อยเู รยี กเจาหนา ท่ี หรือหนว ยงานของรฐั แลวแตกรณี เขา มาเปนคคู วามในคดี ถาศาลพพิ ากษายกฟองเพราะเหตทุ ี่หนวยงาน ของรฐั หรอื เจาหนา ท่ที ีถ่ กู ฟองมใิ ชผ ูตองรบั ผดิ ใหขยายอายุความฟอ งรองผูท่ีตองรับผดิ ซึ่งมไิ ดถูกเรียกเขา มาในคดีออกไปถึง 6 เดอื นนบั แตวนั ท่คี าํ พพิ ากษานน้ั ถงึ ท่สี ุด เตรียมสอบครผู ูชวย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คูมือเตรยี มสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 262 มาตรา 8 ในกรณีที่หนวยงานของรัฐตองรับผิดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหายเพื่อการละเมิดของ เจา หนาท่ี ใหหนว ยงานของรัฐมสี ทิ ธเิ รียกใหเจาหนาที่ผูทาํ ละเมิดชดใชคาสนิ ไหมทดแทนดงั กลาวแกหนว ยงาน ของรัฐไดถาเจาหนาที่ไดกระทําการน้ันไปดวยความจงใจหรือประมาทเลินเลออยางรายแรง สิทธิเรียกให ชดใชคาสินไหมทดแทนตามวรรคหน่ึงจะมีไดเพียงใดใหคํานึงถึงระดับความรายแรงแหงการ กระทําและ ความเปนธรรมในแตล ะกรณีเปนเกณฑโดยมิตอ งใหใชเ ตม็ จาํ นวนของความเสยี หายกไ็ ด *ออกขอสอบป 60 ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงาน สวนรวมใหห ักสว นแหง ความรับผดิ ดงั กลา วออกดวย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจาหนาท่ีหลายคนมิใหนําหลักเร่ืองลูกหนี้รวมมาใชบังคับและ เจาหนา ท่ี แตล ะคนตองรบั ผิดใชคา สนิ ไหมทดแทนเฉพาะสว นของตนเทาน้ัน *** ออกขอ สอบ ป 60 *** มาตรา 9 ถาหนวยงานของรัฐหรือเจาหนา ท่ีไดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสยี หาย สิทธิที่จะเรียกใหอ ีก ฝา ยหนึ่งชดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกตนใหมีกําหนดอายุความ 1 ปน ับแตว นั ท่หี นว ยงานของรัฐหรอื เจาหนาที่ ไดใ ชคาสนิ ไหมทดแทนน้นั แกผูเสยี หาย มาตรา 10 ในกรณที ี่เจา หนา ท่เี ปนผูกระทําละเมิดตอหนว ยงานของรัฐไมว าจะเปนหนวยงานของรัฐ ที่ ผูน้ันอยูในสังกัดหรือไม ถาเปนการกระทําในการปฏิบัติหนาที่การเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ ใหนําบทบัญญัติมาตรา 8 มาใชบังคับโดยอนุโลม แตถามิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ใหบังคับตาม บทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาท่ีทั้งสอง ประการตามวรรคหน่ึง ใหมีกําหนดอายุความ 2 ป นับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัว เจาหนาที่ ผูจะพึงตองใชคา สนิ ไหมทดแทน กรณีท่ีหนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาท่ีผูนั้นไมตองรับผิดแตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเหน็ วา ตองรับผิด ใหสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนน้ันมีกําหนดอายุความ 1 ปนับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐมีคําสั่ง ตามความเหน็ ของกระทรวงการคลัง มาตรา 11 ในกรณีที่ผูเสียหายเห็นวา หนวยงานของรัฐตองรับผิดตามมาตรา 5 ผูเสียหายจะย่ืน คําขอตอหนวยงานของรัฐใหพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหายท่ีเกิดแกตนก็ได ในการนี้ หนวยงานของรัฐตอ งออกใบรบั คาํ ขอใหไ วเปนหลกั ฐานและพิจารณาคาํ ขอนน้ั โดยไมช ักชา เมื่อหนว ยงานของ รฐั มีคําสั่งเชนใดแลว หากผเู สียหายยังไมพ อใจในผลการวนิ ิจฉัยของหนวยงานของรัฐกใ็ หมีสิทธิรองทุกขตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยรองทุกขตามกฎหมายวา ดวยคณะกรรมการกฤษฎีกาไดภายใน 90 วันนบั แตว นั ท่ีตน ไดรับแจงผลการวินิจฉัย ใหหนวยงานของรัฐพิจารณาคําขอทไี่ ดรับใหแลวเสร็จภายใน 180 วัน หากเร่ือง ใดไมอาจพิจารณาไดทันในกําหนดน้ันจะตองรายงานปญหาและอุปสรรคใหรัฐมนตรีเจาสังกัดหรือกํากับหรอื ควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐแหงนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได แตรัฐมนตรีดังกลาวจะ พจิ ารณาอนมุ ัตใิ หข ยายระยะเวลาใหอีกไดไ มเ กิน 180 วัน เตรียมสอบครผู ูช ว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 263 มาตรา 12 ในกรณีท่ีเจาหนา ทตี่ อ งชดใชคา สินไหมทดแทนทีห่ นวยงานของรฐั ไดใชใหแกผเู สียหายตาม มาตรา 8 หรือในกรณีท่ีเจาหนาที่ตองใชคาสินไหมทดแทนเน่ืองจากเจาหนาที่ผูนั้นไดกระทําละเมิดตอ หนวยงาน ของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ใหหนวยงานของรัฐท่ีเสียหายมีอํานาจออกคําส่ังเรียก ใหเจาหนา ท่ผี ูนนั้ ชาํ ระเงินดงั กลา วภายในเวลาท่กี ําหนด มาตรา 13 ใหคณะรัฐมนตรีจัดใหมีระเบียบเพ่ือใหเจาหนาที่ซึ่งตองรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผอนชําระเงินท่ีจะตองรับผิดนั้นไดโดยคํานงึ ถึงรายได ฐานะ ครอบครัวและ ความรับผิดชอบ และพฤตกิ ารณแ หง กรณีประกอบดวย *** ออกขอ สอบ ป 58 และ ป 60 *** มาตรา 14 เม่ือไดม ีการจัดตง้ั ศาลปกครองขึ้นแลว สทิ ธิรองทุกขตอคณะกรรมการวินจิ ฉัยรองทุกข ตาม มาตรา 11 ใหถ ือวาเปน สิทธฟิ องคดตี อ ศาลปกครอง *** ออกขอสอบ ป 60 *** หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญตั ิฉบับน้ี คือ การท่ีเจาหนา ท่ีดําเนนิ กจิ การตา ง ๆ ของ หนวยงานของรัฐนนั้ หาไดเ ปน ไปเพอื่ ประโยชนอนั เปนการเฉพาะตวั ไม การปลอยใหความรับผิดทางละเมิด ของเจาหนา ที่ ในกรณที ป่ี ฏิบัตงิ านในหนา ที่และเกิดความเสียหายแกเอกชนเปน ไปตามหลกั กฎหมายเอกชน ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยจงึ เปนการไมเหมาะสมกอใหเกิดความเขาใจผิดวา เจาหนาที่จะตอง รับผิดในการกระทําตาง ๆ เปนการเฉพาะตัวเสมอไปเม่ือการที่ทําไปทําใหหนวยงานของรัฐตองรับผิดตอ บุคคลภายนอกเพียงใดก็จะมีการฟอ งไลเ บ้ยี เอาจากเจาหนาทเ่ี ตม็ จํานวนนนั้ ท้ังที่บางกรณีเกดิ ข้นึ โดยความ ไมต ้ังใจ หรือความผดิ พลาดเพยี งเลก็ นอยในการปฏิบัติหนา ท่ี นอกจากนน้ั ยงั มกี ารนําหลกั เร่ืองลกู หน้ีรวม ในระบบกฎหมายแพงมาใชบงั คับ ใหเ จาหนา ทตี่ อ งรว มรับผดิ ในการกระทําของเจาหนาที่ผอู ่ืนดว ย ซ่งึ ระบบ น้ันมุงหมายแตจะไดเงินครบโดยไมคํานึงถึงความเปนธรรมท่ีจะมีตอแตล ะคน กรณีเปนการกอใหเกิดความ ไมเปนธรรมแกเจาหนาที่และยังเปนการบ่ันทอนกําลังขวัญในการทํางานของเจาหนาท่ีดวยจนบางคร้ัง กลายเปนปญหาในการบริหารเพราะเจาหนาท่ีไมกลาตัดสินใจดําเนินงานเทาที่ควร เพราะเกรงความ รับผิดชอบที่จะเกิดแกตน อนึ่ง การใหคุณใหโทษแกเจาหนาท่ีเพื่อควบคุมการทํางานของเจาหนาท่ียังมี วธิ กี ารในการบรหิ ารงานบุคคล และการดําเนินการทางวินัยกํากับดูแลอีกสว นหน่งึ อันเปน หลกั ประกันมิให เจา หนาท่ที ําการใด ๆ โดยไมรอบคอบอยูแลว ดงั น้นั จงึ สมควรกําหนดใหเ จา หนาท่ีตองรบั ผิดทางละเมิดใน การปฏิบัติงานในหนาที่เฉพาะเมื่อเปนการจงใจกระทําเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจใหเกิดความเสียหาย หรือประมาทเลินเลออยางรา ยแรงเทานน้ั และใหแบงแยกความรับผิดของแตละคนมิใหนําหลักลูกหนร้ี ว ม มาใชบังคับ ท้ังน้ี เพื่อใหเกิดความเปนธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ จงึ จาํ เปน ตองตราพระราชบญั ญตั นิ ้ี เตรยี มสอบครูผูช วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 264 แนวขอ สอบ ชดุ ที่ 1 1.วธิ ีการชดใชค า เสียหายท่ีเกิดจากการละเมิดของเจา หนา ทตี่ ามพระราชบัญญตั คิ วามผิดทางละเมดิ ของ เจาหนาท่ี พ.ศ.2539 ขอ ใดถกู ตอง ก. ชดใชเ ปนเงิน ข. ซอ มแซมทรัพยส นิ ท่ีเสยี หายใหคงสภาพเดมิ ค. ชดใชเปน ทรัพยสินทม่ี ีคณุ ภาพ สภาพและปรมิ าณอยา งเดยี วกบั ที่เสียหาย ง. ทกุ ขอ 2.คณะกรรมการสอบสวนขอ เทจ็ จริงความผิดทางละเมดิ ที่หวั หนาสว นราชการแตงต้ังมกี ี่คน ก. ไมน อ ยกวา 5 คน ข. ไมเกนิ กวา 5 คน ค. ไมนอ ยกวา 7 คน ง. ไมเ กนิ กวา 7 คน 3.การฟองของบุคคลภายนอกท่ไี ดรบั การละเมดิ จากเจาหนา ที่รฐั ที่เกดิ จากการ ปฏบิ ัตหิ นา ที่และเจา หนาท่ี รัฐคนนั้นไมไดสังกัดหนวยงานใด บคุ คลภายนอกจะฟอ งหนวยงานใด ก. ฟองเจา หนาทค่ี นน้ัน ข. ฟอ งหนว ยงานรฐั ค. ฟองนายกรัฐมนตรี ง. ฟอ งกระทรวงการคลัง 4.การฟอ งรองกรณที ่ีเกดิ ละเมิดขน้ึ แกเอกชน โดยเจาหนา ทรี่ ฐั ไดป ฏิบัตไิ ปตามหนา ที่ ผูเ สยี หายจะฟอ งรอง ตอใครไดเ พื่อใหชดใชคาสนิ ไหมทดแทน ก. ฟอ งเจา หนา ท่ีของรัฐ ข. ฟองหนวยงานของรัฐทเ่ี จาหนาท่ีสงั กดั ค. ฟองกระทรวงการคลงั เทา นั้น ง. ไมสามารถฟองรอ งได 5.กรณีทเี่ กิดละเมิดข้ึนแกหนว ยงานของรัฐ โดยเจาหนา ท่รี ฐั กระทาํ ตอ เอกชนโดยจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยางรา ยแรง ผูใดเปนผรู บั ผดิ ชอบคาสนิ ไหมทดแทน ก. เจาหนา ที่รัฐ ข. หนวยงานของรัฐ ค. กระทรวงการคลัง ง. เจา หนา ที่ของรฐั และหนวยงานของรัฐในฐานะเจาหน้รี วม เตรยี มสอบครูผูช ว ย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมือเตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 265 6.ผูใ ดเปนผมู ีอาํ นาจในการแตง ตัง้ คณะกรรมการสืบขอเทจ็ จริง หากโรงเรยี นเกดิ ไฟไหม ก. ผอ.โรงเรยี น ข. ผอ.เขตฯ ค. เลขาฯสพฐ. ง. บคุ คลตามมาตรา 53 ของพรบ.ครู 7.จดุ ประสงคห ลักของพระราชบัญญัติความผิดทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี ขอ ใดเปนจริงท่สี ุด ก. ตองการคุมครองหนวยงานรัฐ ข. ตอ งการคุมครองหนว ยงานเอกชน ค. ตองการคุมครองเจา หนาทีร่ ัฐท่ีปฏิบตั หิ นาทอี่ ยางสจุ ริตรอบคอบ ง. ตอ งการคมุ ครองหนว ยงานของรฐั ท่ไี ดร บั ผลกระทบจากการฟองรอ งของเอกชน 8.ผูเสียหายสามารถยืน่ ฟองรองเมื่อถูกละเมิด กรณที ม่ี ไิ ดเ กิดจากการปฏิบัตหิ นา ท่ี ตอ หนว ยงานใด ก. หนวยงานรฐั ข. ศาลยุติธรรม ค. กระทรวงการคลงั ง. ศาลปกครอง 9.ถา ผูเ สียหายไดย่นื คาํ ขอใหห นวยงานรฐั พจิ ารณาชดใชค า สินไหมทดแทน หนวยงานรัฐตองพิจารณาให แลวเสร็จภายในก่วี ัน ก. 60 ข. 90 ค. 120 ง. 180 10.หากหนว ยงานของรฐั ไดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกผเู สียหาย โดยเจา หนาที่รัฐผูรับผิดชอบคาสนิ ไหม สทิ ธิของหนว ยงานรฐั ท่จี ะเรียกใหเ จา หนา ทผี่ ูรบั ผิดชอบคาสินไหมทดแทนมี อายคุ วามกีป่ ก. ภายในคร่งึ ป ข. ภายใน 1 ป ค. ภายใน 2 ป ง. ภายใน 5 ป เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 266 11. ขอ ใดไมใ ชลกั ษณะของหลกั การที่นาํ มาใชในพระราชบญั ญัตคิ วามรบั ผิดชอบทาง ละเมิดของ เจาหนาที่ ก. หลกั ในเรอ่ื งลกู หนรี้ วมตามกฎหมายแพง ข. หลักการซงึ่ เจา หนาที่ตอ งรับผดิ ทางละเมิดในการปฏิบตั งิ านในหนา ท่ี เฉพาะ เมอื่ เปนการจงใจให เกิดความเสียหายเทา นนั้ ค. หลกั การซึง่ เจา หนาท่ีตองรบั ผดิ ชอบทางละเมิดในการปฏบิ ัติงานใน หนาท่ี เฉพาะเมือ่ เปน การ ประมาทเลนิ เลออยา งรา ยแรงเทา นั้น ง. ความรบั ผิดทางละเมดิ ในการปฏบิ ัตงิ านในหนาท่ขี องเจา หนา ท่ี เจา หนาท่ไี มต องรบั ผิดชอบเปน การเฉพาะตัว 12. เจาหนา ที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผดิ ชอบทางละเมดิ ของเจาหนาที่ หมายถงึ ขอใด ก. ขา ราชการ ข. พนักงาน ค. ลูกจา ง ง. ถกู ทุกขอ 13. หนว ยงานของรฐั หมายถึงขอใด ก. รฐั วสิ าหกิจ ข. องคก ารบริหารสวนตาํ บล ค. กระทรวง ง. ทกุ ขอเปนหนวยงานของรฐั 14.ในกรณีท่ีเจา หนา ท่ใี นหนว ยงานของรฐั กระทําการละเมิด ผูเสยี หายจากการกระทาํ ดังกลาวตองฟองใคร ก. ฟองเจา หนาท่ีที่ทําละเมดิ ข. ฟองหนวยงานของรัฐท่ีผูทาํ ละเมิดสงั กดั ค. ฟอ งท้งั ตวั เจา หนา ที่และหนวยงานของรฐั ที่เจาหนาทสี่ งั กัด ง. ผถู กู กระทาํ ละเมดิ มีสทิ ธเิ ลอื กฟองตามความประสงค 15. กรณีการกระทําละเมิดเกิดจากเจาหนา ที่ซ่ึงไมไ ดส ังกัดหนวยงานของรัฐแหงใด จะถอื วาหนว ยงานใด เปนหนวยงานของรัฐทตี่ องรบั ผิดถูกฟองรอ งคดีดงั กลา ว ก. สํานกั นายกรฐั มนตรี ข. กระทรวงการคลัง ค. เหตเุ กิดที่จงั หวัดใดใหฟ อ งท่จี งั หวัดนนั้ ง. กรมการปกครอง 16. นายภคพงษ ทาํ งานในบริษทั เอกชน ไดรบั การแตงตั้งเปน กรรมการในคณะกรรมการของรัฐวสิ าหกจิ แหงหนึง่ ไดกระทําละเมดิ ตอบคุ คลภายนอก แนวปฏบิ ัติขอ ใดถูกตอ งเก่ียวกับผลแหงละเมิดดังกลาว ก. ผูถกู ทําละเมดิ ไมส ามารถฟองรฐั วิสาหกจิ น้ันไดเน่อื งจากไมได สงั กดั รฐั วสิ าหกจิ แหงนน้ั ฟองได เฉพาะตัวนายภคพงษ ข. ผถู ูกทําละเมดิ ฟองรัฐวสิ าหกิจนั้นไดเ พราะนายภคพงษ เปน กรรมการในรฐั วสิ าหกจิ นั้น ค. ผูถูกทําละเมดิ ตอ งฟองกระทรวงการคลงั เพราะกฎหมายถือวากระทรวงการ คลังเปน หนวยงาน ของรัฐท่ตี อ งรบั ผิด ง. ผูถูกละเมิดตองฟองบริษัทท่ีนายภคพงษท าํ งานอยู เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 267 17. ขอ ใดไมถ กู ตอง ก. ถาการกระทาํ ละเมิดของเจาหนาทไ่ี มใชก ารกระทาํ ในการปฏิบตั ิหนาท่ี เจา หนาท่ีตองรบั ผดิ เปน การเฉพาะตัว ข. ในกรณที เ่ี จา หนาที่ของรฐั ถูกฟองเปน การเฉพาะตวั เหน็ วาตนเองกระทาํ ไปตามหนาทมี่ ีสิทธิขอให ศาลพจิ ารณาคดนี ้นั เรียกหนวยงานของรฐั เขามาเปนคูความในคดี ค. กรณที ่ีหนวยงานของรัฐท่ถี ูกฟองเห็นวา เรื่องทถี่ ูกฟองเปน เร่ืองท่ีเจาหนาทต่ี องรบั ผิด หนว ยงาน ของรัฐดังกลา วมีสทิ ธขิ อใหศาลพิจารณาคดนี น้ั เรียกเจาหนาทด่ี ังกลาวเขามาเปน คูความในคดี ง. ในกรณที ่ศี าลพิพากษายกฟอ งเพราะเหตทุ ี่หนวยงานของรฐั หรอื เจาหนาทท่ี ถี่ ูกฟอ งมใิ ชผูตอ งรับผิด ใหคดี ดงั กลา วเปน อนั ส้นิ สดุ 18. กรณที ี่หนว ยงานของรฐั ตอ งรบั ผดิ ชอบใหช ดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผเู สยี หาย เพอื่ การละเมดิ ของ เจาหนาที่ไปแลว หนวยงานของรฐั มสี ทิ ธเิ รียกใหเจาหนา ทผ่ี ทู ําละเมดิ ชดใชค าสินไหมทดแทน คนื ไดใ น กรณใี ด ก. กรณที กี่ ารละเมิดจากการจงใจของเจาหนาที่ ข. กรณีทีก่ ารละเมดิ เกิดจากความประมาทเลนิ เลออยางรา ยแรงของเจาหนา ที่ ค. ไมส ิทธิเรยี กคาสินไหมทดแทนคืน ง. ถูกทง้ั ขอ ก และขอ ข 19. ขอใดถกู ตอ ง ในกรณที เ่ี จา หนา ทห่ี ลายคนตองรับผิดชอบรว มกันในผลแหง ละเมิด ก. ทุกคนตองรับผดิ เทา ๆ กัน ข. เจาหนาทแี่ ตล ะคนตอ งรบั ผดิ ชอบคา สินไหมทดแทนแกผูเสียหายไปแลว ค. เจา หนาทแ่ี ตละคนตองรว มรบั ผดิ ในลักษณะของลูกหน้รี ว ม ง. ถูกทุกขอ 20. กรณที ่ีหนวยงานของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหายไปแลว สทิ ธจิ ะเรียกใหเ จา หนา ที่ ชดใชค าสนิ ไหมทดแทนคืน มีอายคุ วามตามขอ ใด ก. 6 เดือน นับแตวันทห่ี นวยงานของรฐั ไดใชค าสินไหมทดแทนแกผูเสียหาย ข. 1 ป นบั แตวันทห่ี นว ยงานของรฐั ไดใชคา สนิ ไหมทดแทนแกผ ูเสยี หาย ค. 6 เดอื น นับแตวันที่ศาลมีคําพพิ ากษา ง. 1 ป นบั แตวนั ทศ่ี าลมีคําพพิ ากษา 21. กรณที เ่ี จา หนา ทีก่ ระทาํ ละเมิดตอ หนว ยงานของรัฐ สทิ ธเิ รียกรองคา สินไหมทดแทนมกี ําหนดอายุ ความกีป่ ก. 1 ปนบั แตวันทห่ี นวยงานของรฐั รูถ งึ การละเมดิ ข. 1 ปนบั แตว นั ทห่ี นวยงานของรฐั รถู งึ การละเมดิ และรูตัวเจาหนา ทผ่ี จู ะตอ ง ชดใชค าสินไหมทดแทน ค. 2 ปนบั แตวันท่หี นว ยงานของรฐั รูถงึ การละเมดิ ง. 1 ปนบั แตวนั ที่หนวยงานของรัฐรูถ งึ การละเมิดและรูต วั เจาหนาท่ีผูจะตอง ชดใชคา สินไหมทดแทน เตรยี มสอบครผู ูชวย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 268 22. กรณีเจา หนา ทีก่ ระทาํ ละเมิด และหนวยงานของรฐั ผนู ้ันไมต อ งรบั ผิดจงึ ไมไ ดมคี าํ ส่ังใหชดใชคา สินไหมทดแทน แตกระทรวงการคลงั เหน็ วาตองรบั ผิด สทิ ธเิ รียกรอ งคาสินไหมทดแทนดังกลาวมีกําหนด อายคุ วามกี่ป ก. 1 ปนับแตว ันทหี่ นว ยงานของรัฐมีคําส่งั ตามความเหน็ ชอบของกระทรวงการคลัง ข. 1 ปน ับแตวนั ท่ีหนว ยงานของรัฐรูถึงการละเมดิ และรตู ัวเจาหนาท่ีผูจ ะตอง ชดใชคา สินไหมทดแทน ค. 2 ปน บั แตวันที่หนวยงานของรัฐมีคําส่ังตามความเห็นของกระทรวงการคลงั ง. 2 ปน ับแตว ันท่ีหนว ยงานของรัฐรูถ งึ การละเมิดและรตู วั เจา หนา ท่ีผจู ะตอ ง ชดใชคาสนิ ไหมทดแทน 23. ในกรณที ่ผี ูเสยี หายไดย ่ืนคําขอตอหนว ยงานของรฐั ใหพ จิ ารณาชดใชคา สนิ ไหม ทดแทนสาํ หรับความ เสียหาย ทีเ่ กิดขึน้ แกตน ซึง่ หนว ยงานของรัฐไดพจิ ารณาและมคี าํ ส่ังไปแลว แตผ เู สียหายไมพ อใจผลการ วินจิ ฉัย หนว ยงานของรัฐ ผูเสียหายมสี ทิ ธิดําเนนิ การตามขอ ใด ก. ฟอ งรองตอศาล ข. รองทกุ ขต อคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยรองทกุ ข ค. ไมมีสิทธดิ ําเนนิ การใดเน่ืองจากกรณีเปนอันยตุ ิแลว ง. ถกู เฉพาะขอ ก และขอ ข 24. กาํ หนดเวลารองทกุ ขตอ คณะกรรมการวินิจฉัยรอ งทกุ ขตามกฎหมายวาดว ยคณะ กรรมการกฤษฎีกา ในกรณที ผ่ี ูเสยี หายไมพอใจผลการวนิ ิจฉัยของหนวยงานของรฐั ตองรอ งทกุ ขภ ายในกาํ หนดเวลาตามขอ ใด ก. ภายใน 30 วันนับแตวันที่ตนไดรับแจง ผลการวินจิ ฉยั ข. ภายใน 60 วันนับแตว นั ท่ตี นไดรบั แจงผลการวนิ ิจฉัย ค. ภายใน 90 วนั นับแตว ันท่ตี นไดรับแจง ผลการวินิจฉยั ง. ภายใน 180 วันนับแตวันทตี่ นไดรับแจง ผลการวินิจฉยั 25. กําหนดเวลาในการพิจารณาคําขอของหนว ยงานของรัฐ ท่ผี ูเสียหายไดย ืน่ ตอ หนว ยงานของรัฐเปน ไป ตามขอ ใด ก. 60 วนั ข. 90 วนั ค. 180 วัน ง. ไมม กี าํ หนดเวลา เตรยี มสอบครูผูช วย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 269 ขอ เฉลยแนวขอสอบ ชดุ ที่ 1 ขอ ง 1ง 21 ก 2ข ขอ 22 ง 3ง 11 ก 23 12 ง ค 4ข 13 ง 24 ค 5ก 14 ข 25 6ก 15 ข 16 ค 7ค 17 ง 8ข 18 ง 9ง 19 ข 20 ข 10 ข เตรยี มสอบครูผชู ว ย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 270 แนวขอ สอบ ชุดท่ี 2 ถาม-ตอบ 1.เมื่อขา ราชการ/พนกั งานสว นทองถ่นิ กระทําละเมิดตอบคุ คลภายนอก หนว ยงานของรัฐจะตองรับผิดชอบตอผเู สยี หาย เฉพาะในกรณีท่ีเปนการกระทําในการปฏิบัติหนา ที่ ถาเปน การกระทําในการปฏิบตั ิหนา ที่ ใหผูเสียหายฟองหนว ยงานของรฐั โดยตรง ถาการกระทาํ น้ันไมใชก ารปฏบิ ตั ิหนา ที่ผูเสยี หายจะฟองหนว ยงานของรัฐไมได ถา การกระทาํ นั้นไมใชก ารปฏิบัตหิ นาทีข่ า ราชการ/พนักงานสวนทองถ่นิ ผนู ัน้ ตองรบั ผิดชอบเอง 2. เมอื่ เกิดความเสยี หายแกห นวยงานของรฐั ในสวนภูมภิ าค ในชน้ั ตนเจาหนาท่ีผเู ก่ยี วขอ งตองรายงานให ผูใ ดรับทราบโดยไมชกั ชา ผวู า ราชการจังหวัด 3. พ.ร.บ.ความรับผดิ ทางละเมิดของเจาหนา ที่ ป 2539 มีผลบงั คบั ใชเ มื่อใด 15 พฤศจกิ ายน 2539 4. พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนาท่ี ป 2539 ใครเปนผรู ักษาการใหเ ปน ไปตาม พ.ร.บ.นี้ นายกรัฐมนตรี 5. เจา หนาทตี่ าม พ.ร.บ.ละเมิดฯ หมายถงึ ใครบาง ขาราชการ พนักงาน ลูกจา ง หรือผูป ฏิบตั งิ านประเภทอ่นื ไมว าจะเปนการแตง ตั้งเปน กรรมการหรอื ฐานะอนื่ ใด 6. หนวยงานของรฐั ตาม พ.ร.บ.ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนาท่ี ป 2539 หมายถึงอะไร กระทรวง ทบวง กรม หรอื สวนราชการที่เรียกชอ่ื อยา งอนื่ และมฐี านะเปน กรม ราชการสว นภูมิภาค สวนทอ งถน่ิ และรัฐวิสาหกิจท่ีจัดตง้ั ข้นึ 7. กรณใี ดบา งเปนความผดิ ทางละเมิด จนท.ไดละเมดิ ตอผูอ่นื เนอ่ื งจากการปฏบิ ัตหิ นาท่ี 8. การตงั้ กรรมการสอบ พ.ร.บ.ละเมิดต้ังสอบประเด็นใดบา ง พจิ ารณาขอ เทจ็ จริง อนั เก่ยี วกบั การทําละเมดิ รวบรวมพยานหลกั ฐานทัง้ ปวงทีเ่ ก่ียวขอ ง รบั ฟงพยาน บุคคลหรอื พยานผเู ชยี่ วชาญและตรวจสอบเอกสารวัตถหุ รอื สถานที่ 9. การฟองคดลี ะเมดิ จะฟอ งบคุ คลไดหรือไมก รณใี ด ฟองไดถ าเปน ความผดิ ทีไ่ มไดเกิดจากการปฏบิ ัตหิ นาท่รี าชการ 11. การรายงานความเสียหายทางละเมดิ ใครรายงาน รายงานถงึ ใคร จนท.ผูทําละเมิดแจงผูบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชารายงานถึงหัวหนาหนวยงานของรัฐ หวั หนาหนวยงานของรัฐรายงานกระทรวงการคลงั 12. กรณีพิสูจนไมไดจะฟอ งละเมิดหนว ยงานใดใหฟ องท่ีใคร กระทรวงการคลงั เตรียมสอบครผู ชู ว ย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 271 13. ทาํ ไมจึงมีกฎหมายละเมิด เพ่อื ใหเยยี วยา ผูเสียหายจากการกระทาํ ของรฐั กอ น 14. พระราชบญั ญัติความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนา ที่ ตราขนึ้ เมือ่ พ.ศ.ใด รชั กาลใด พ.ศ.2539 ในรชั กาลท่ี 9 15. พระราชบัญญัติความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนาท่ี ใหไว ณ เม่อื ใด วันท่ี 27 กันยายน พ.ศ. 2539 16. พระราชบัญญตั ิน้ใี หใ ชบ งั คบั ต้งั แตเ มื่อใด วันถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเปน ตนไป 17. พระราชบญั ญตั ิ ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ ใหต ราพระราชบญั ญัติข้นึ ไวโ ดยคาํ แนะนําและ ยินยอมของใคร รฐั สภา 18. หนวยงานของรฐั หมายถงึ หนวยงานใดบาง 1. กระทรวง ทบวง กรม หรอื สว นราชการทเ่ี รียกช่อื อยางอ่ืนและมีฐานะเปนกรม พระราชบัญญตั หิ รือ พระราชกฤษฎีกา 2. ราชการสวนภมู ภิ าค 3. ราชการสว นทอ งถิ่น 4. รัฐวสิ าหกจิ ทีต่ ้ังข้ึนโดย 5. หนว ยงานอืน่ ของรฐั ท่มี พี ระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเปน หนว ยงานของรฐั ตามพระราชบัญญตั นิ ้ี ความรบั ผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.2539 19. หนวยงานของรัฐตองรับผดิ ตอ ผเู สียหายกรณใี ด เฉพาะในกรณที ผี่ ลแหงละเมดิ ทเ่ี จา หนาทขี่ องตนไดกระทาํ ในการปฏบิ ัตหิ นา ท่ี 20. ตาม พ.ร.บ. ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีทเี่ จา หนา ท่ีกระทาํ การละเมดิ อยู ระหวา งปฏิบัตหิ นา ทผ่ี เู สียหายจะฟองตอ ใคร ฟอ งเจา หนาท่ีไดห รือไม ฟอ งหนว ยงานของรฐั ที่เปนตน สงั กดั แตจะฟอ งเจาหนา ทไี่ มได 21. หากเจา หนาที่ไมไดส งั กัดหนว ยงานของรัฐแหงใดใหถอื วาหนว ยงานใดที่ตองรับผิดชอบ กระทรวงการคลงั 22. หากเจา หนา ท่กี ระทําละเมดิ ตอ ผเู สยี หายมใิ ชเ กิดจากการกระทาํ ในการปฏบิ ัติหนา ที่ เจา หนา ที่ตอ งรบั ผิดในการนน้ั อยา งไร เปน การเฉพาะตัว ผูเสยี หายอาจฟอ งเจา หนา ที่ไดโดยตรง จะฟองหนวยงานของรฐั ไมไ ด 23. ในคดีทีผ่ ูเสียหายฟองหนวยงานของรัฐ ถา หนวยงานของรัฐเหน็ วาเปน เรอ่ื งทเี่ จา หนา ท่ตี องรับผดิ หรือ ตองรว มรบั ผิด หรือในคดที ่ีผเู สียหายฟอ งเจาหนา ท่ี ถา เจาหนาที่เหน็ วาเปนเรอื่ งทีห่ นว ยงานของรฐั ตองรบั ผดิ หรือตองรวมรับผดิ หนว ยงานของรัฐหรอื เจาหนา ทดี่ งั กลาวมีสิทธอิ ยา งไร ใหศาลเรยี กเจา หนา ทีห่ รอื หนวยงานของรฐั เขามาเปนคูความในคดี เตรยี มสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 272 24. ถา ศาลพพิ ากษายกฟอ งเพราะเหตุท่หี นวยงานของรัฐหรอื เจา หนาทท่ี ถี่ กู ฟอ งมิใชผ ูตองรบั ผดิ ใหขยาย อายคุ วามฟอ งรอ งผูทตี่ อ งรบั ผิดซึ่งมิไดถ กู เรียกเขามาในคดอี อกไปกเ่ี ดอื น หกเดอื นนับแตว ันที่คําพพิ ากษาน้ันถึงท่ีสุด 25. ในกรณที หี่ นว ยงานของรฐั ตองรบั ผดิ ใชค า สินไหมทดแทนแกผ เู สยี หายเพอ่ื การละเมิดของเจา หนา ที่ ใหห นว ยงานของรัฐมีสิทธเิ รยี กใหเจา หนาท่ีผทู ําละเมดิ ชดใชค า สินไหมทดแทนดังกลาวแกหนว ยงานของ รฐั ไดก รณใี ด ถาเจาหนาท่ไี ดกระทาํ การนน้ั ไปดว ยความจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง 26.สทิ ธิเรยี กใหช ดใชคาสนิ ไหมทดแทนจะมเี พียงใดใหคาํ นึงถงึ อะไร ใหคํานึงถึงระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรมในแตล ะกรณีเปนเกณฑโดยมิตอ งให ใชเตม็ จํานวนของความเสียหายกไ็ ด 27.ในกรณีท่ีการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคนนําหลักเรื่องลูกหนี้รวมมาใชบังคับไดหรือไม และ เจาหนา ทแ่ี ตละคนตองรับผิดใชค าสินไหมทดแทนอยา งไร นําหลักเรือ่ งลกู หน้ีรว มมาใชบ งั คบั ไมไ ด และเจาหนาท่แี ตล ะคนตองรบั ผดิ ใชคา สินไหมทดแทนเฉพาะ สวนของตนเทาน้ัน 28. ถา หนว ยงานของรัฐหรอื เจาหนาท่ไี ดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผูเสยี หาย สิทธิท่ีจะเรียกใหอ กี ฝายหนึง่ ชดใชคา สินไหมทดแทนแกตนใหมีกําหนดอายุความกปี่ นบั แตว ันทหี่ นว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทไ่ี ดใ ชค า สินไหมทดแทนนั้นแกผ ูเสียหาย หนง่ึ ป 29. สิทธิเรียกรองคาสนิ ไหมทดแทนจากเจาหนาท่ี กรณีเจา หนา ท่เี ปน ผกู ระทําละเมดิ ตอหนว ยงานของรฐั สิทธเิ รียกคา สนิ ไหมทดแทน ใหม ีกาํ หนดอายุความกป่ี นับแตเ ม่ือใด สองป นบั แตวนั ที่หนว ยงานของรัฐรถู งึ การละเมิดและรตู ัวเจาหนา ท่ี 30. กรณที ่หี นวยงานของรัฐเหน็ วาเจา หนา ท่ผี นู นั้ ไมต องรับผดิ แตก ระทรวงการคลังตรวจสอบแลว เห็นวา ตอ งรบั ผิดใหส ิทธเิ รียกรองคาสินไหมทดแทนนนั้ มีกําหนดอายุความกป่ี นบั แตเมือ่ ใด หน่ึงป นับแตวนั ที่หนวยงานของรัฐมีคาํ สงั่ ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง 31. ผูเสียหายไมพอใจในผลการวนิ ิจฉัยของหนว ยงานของรฐั รอ งทกุ ขตอ คณะกรรมการวินจิ ฉัยรองทกุ ข ภายในกว่ี ัน เกาสิบวันนับแตวนั ท่ีตนไดร บั แจงผลการวินิจฉยั 32.หนว ยงานของรฐั พจิ ารณาคาํ ขอคาสนิ ไหมทดแทนแกผ ูเ สยี หายภายในกีว่ ัน ภายในหน่งึ รอยแปดสิบวัน เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 273 33. หากเรอ่ื งใดไมอาจพจิ ารณาไดท นั ในกําหนดนนั้ จะตอ งรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ัฐมนตรีเจา สงั กัดหรอื กํากับหรือควบคุมดแู ลหนว ยงานของรัฐแหง น้ันจะตองรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ฐั มนตรี เจาสงั กดั หรอื กาํ กบั ควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐแหงนั้นทราบและขออนุมตั ขิ ยายระยะเวลาออกไปได แต รฐั มนตรจี ะพจิ ารณาอนมุ ตั ใิ หข ยายระยะเวลาใหอกี ไดไ มเกินก่ีวนั หนง่ึ รอ ยแปดสบิ วัน 34 .สทิ ธริ อ งทุกขตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉยั รอ งทุกขใหถ อื วา เปน สิทธฟิ องคดีตอใคร ศาลปกครอง 35. ใครเปน ผูรับสนองพระบรมราชโองการ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี เตรยี มสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 274 พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ใหไว ณ วนั ที่ 2 กนั ยายน 2540 เปนปท ี่ 52 ในรชั กาลที่ 9 ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา 10 กันยายน 2540 บังคบั ใช พน 90 วันหลังประกาศฯ ตรงกับ 9 ธันวาคม 2540 จํานวน 7 หมวด 43 มาตรา 1 บทเฉพาะกาล ผรู ักษาการตาม พรบ. นายกรฐั มนตรี ผรู ับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก เชาวลติ ยงใจยทุ ธ คาํ นยิ าม “ขอมลู ขา วสาร” หมายความวา สิง่ ที่สอื่ ความหมายใหร เู รอ่ื งราวขอเทจ็ จรงิ ขอมูล หรอื สงิ่ ใด ๆ ไม วา การสอ่ื ความหมายนัน้ จะทําไดโดยสภาพของสง่ิ นัน้ เองหรือโดยผานวธิ กี ารใด ๆ และไมว าจะไดจัดทําไวในรปู ของเอกสารแฟม รายงาน หนงั สอื แผนผงั แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทกึ ภาพหรือเสียง การ บันทึกโดยเครื่องคอมพวิ เตอร หรอื วิธอี นื่ ใดทที่ ําใหส ง่ิ ทบี่ นั ทึกไวป รากฏได “ขอ มูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอ มลู ขา วสารทอี่ ยูใ นความครอบครองหรอื ควบคุมดูแล ของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปน ขอ มูลขาวสารเกี่ยวกบั การดาํ เนนิ งานของรัฐหรือขอมูลขา วสารเกี่ยวกบั เอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสว นภมู ิภาค ราชการสวนทองถิน่ รฐั วสิ าหกจิ สว นราชการสังกดั รฐั สภา ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเกยี่ วกับการพิจารณาพพิ ากษาคดี องคกรควบคมุ การประกอบวิชาชพี หนว ยงานอิสระของรฐั และหนว ยงานอน่ื ตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง “เจา หนา ที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซ ึ่งปฏบิ ัติงานใหแกห นวยงานของรฐั “ขอ มูลขา วสารสว นบุคคล” หมายความวา ขอมูลขา วสารเกยี่ วกับสง่ิ เฉพาะตวั ของบุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวตั สิ ุขภาพ ประวตั ิอาชญากรรม หรอื ประวตั ิการทํางาน บรรดาทีม่ ีชือ่ ของผูน ัน้ หรือมเี ลขหมาย รหสั หรือสิง่ บอกลกั ษณะอ่นื ที่ทําใหร ูต วั ผูนนั้ ได เชน ลายพิมพนว้ิ มอื แผน บันทกึ ลกั ษณะเสียง ของคนหรอื รปู ถา ย และใหหมายความรวมถงึ ขอมูลขา วสารเกีย่ วกับส่ิงเฉพาะตวั ของผทู ถี่ ึงแกก รรมแลวดว ย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ เตรียมสอบครผู ูช วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 275 “คนตางดา ว” หมายความวา บุคคลธรรมดาทไี่ มมสี ัญชาตไิ ทยและไมม ถี น่ิ ทอี่ ยใู นประเทศไทยและนิติ บุคคลดงั ตอ ไปนี้ (1) บรษิ ทั หรอื หางหนุ สว นท่มี ที นุ เกินกง่ึ หนง่ึ เปนของคนตา งดา วใบหนุ ชนดิ ออกใหแ กผถู ือใหถ ือวา ใบหุนนน้ั คนตางดา วเปนผูถ อื (2) สมาคมทมี่ สี มาชกิ เกนิ กงึ่ หนึง่ เปน คนตางดาว (3) สมาคมหรือมูลนธิ ิทม่ี ีวัตถปุ ระสงคเพือ่ ประโยชนของคนตางดา ว (4) นติ ิบุคคลตาม(1) (2) (3) หรือนติ บิ คุ คลอืน่ ใดที่มผี จู ัดการหรอื กรรมการเกนิ กึ่งหนงึ่ เปนคนตาง ดา ว นิตบิ ุคคลตามวรรคหนง่ึ ถา เขาไปเปนผูจัดการหรอื กรรมการ สมาชกิ หรือมที นุ ในนิติบุคคลอื่น ใหถ อื วา ผูจัดการหรือกรรมการ หรือสมาชกิ หรือเจาของทนุ ดังกลาวเปนคนตา งดาว *** ใหจดั ตั้งสาํ นกั งานคณะกรรมการขอมูลขา วสารของราชการขึน้ ในสาํ นกั งานปลดั สํานัก นายกรัฐมนตรี มีหนา ทปี่ ฏบิ ัติงานเก่ียวกับงานวิชาการและธรุ การใหแกค ณะกรรมการ และคณะกรรมการ วินจิ ฉยั การเปดเผยขอ มลู ขาวสาร ประสานงานกับหนว ยงานของรัฐ และใหค ําปรกึ ษาแกเ อกชนเกยี่ วกับการ ปฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ หมวด 1 การเปด เผยขอ มลู ขา วสาร มาตรา 7 หนวยงานของรฐั ตอ งสงขอมลู ขา วสารของราชการอยางนอยดงั ตอ ไปนีล้ งพมิ พใ น ราชกจิ จานุเบกษา *** ออกขอ สอบป 58 *** (1) โครงสรา งและการจัดองคกรในการดําเนินงาน (2) สรปุ อํานาจหนา ที่ทสี่ ําคัญและวิธีการดาํ เนนิ งาน (3) สถานทตี่ ิดตอเพื่อขอรับขอมูลขา วสารหรือคาํ แนะนาํ ในการตดิ ตอกบั หนว ยงานของรฐั (4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคับ คําส่ัง หนงั สอื เวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ท้ังนี้ เฉพาะทีจ่ ัดใหมีขึน้ โดยสภาพอยา งกฎเพอื่ ใหมผี ลเปนการทวั่ ไปตอ เอกชนทเ่ี กยี่ วขอ ง (5) ขอ มูลขาวสารอื่นตามทค่ี ณะกรรมการกําหนด ขอมูลขาวสารใดทไี่ ดม กี ารจดั พิมพเพ่อื ใหแพรหลายตามจาํ นวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใน ราชกิจจานุเบกษาโดยอา งองิ ถึงสิ่งพมิ พน ั้นก็ใหถ ือวาเปนการปฏบิ ัติตามบทบัญญตั ิวรรคหนึง่ แลว ใหหนวยงานของรัฐรวบรวมและจดั ใหม ขี อมลู ขาวสารตามวรรคหน่งึ ไวเผยแพรเพอ่ื ขายหรือจาํ หนา ย จายแจก ณ ที่ทําการของหนวยงานของรัฐแหงนน้ั ตามทเ่ี ห็นสมควร มาตรา 8 ขอมูลขาวสารท่ตี องลงพิมพต ามมาตรา 7 (4) ถา ยังไมไ ดลงพิมพใ นราชกจิ จานเุ บกษา จะนาํ มาใช บังคับในทางท่ีไมเปน คณุ แกผ ูใ ดไมไ ด เวนแตผ ูน ้ันจะไดรถู ึงขอ มูลขาวสารนัน้ ตามความเปน จริงมากอ นแลว เปน เวลาพอสมควร เตรียมสอบครผู ูชว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 276 มาตรา 9 ภายใตบงั คับมาตรา 14 และมาตรา 15 หนวยงานของรัฐตอ งจัดใหม ีขอมูลขา วสารของราชการ อยางนอยดงั ตอ ไปนไี้ วใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ดท ั้งน้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารท่ีคณะกรรมการกาํ หนด (1) ผลการพิจารณาหรือคําวนิ ิจฉัยทมี่ ผี ลโดยตรงตอ เอกชนรวมทง้ั ความเห็นแยงและคําสงั่ ทเี่ กีย่ วขอ ง ในการพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ดังกลาว (2) นโยบายหรอื การตีความท่ไี มเ ขาขา ยตอ งลงพิมพใ นราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7 (4) (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจาํ ปของปท ่กี ําลงั ดาํ เนนิ การ (4) คูมอื หรือคําสง่ั เกยี่ วกบั วิธีปฏิบัตงิ านของเจา หนาทขี่ องรฐั ซึง่ มผี ลกระทบถงึ สทิ ธหิ นา ที่ของเอกชน (5) สิ่งพิมพท ่ไี ดม กี ารอา งอิงถงึ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) สัญญาสัมปทาน สญั ญาท่ีมีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสญั ญารวมทุนกับเอกชนในการ จัดทาํ บรกิ ารสาธารณะ (7) มติคณะรฐั มนตรี หรอื มตคิ ณะกรรมการทแ่ี ตงต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทง้ั น้ี ใหร ะบุรายชอื่ รายงานทางวชิ าการ รายงานขอเท็จจรงิ หรือขอ มูลขา วสารทนี่ ํามาใชในการพจิ ารณาไวด ว ย (8) ขอมูลขาวสารอ่นื ตามท่ีคณะกรรมการกาํ หนด ขอ มูลขาวสารที่จัดใหประชาชนเขา ตรวจดูไดตามวรรคหน่งึ ถา มีสวนที่ตองหา มมิใหเปดเผยตาม มาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยูดวย ใหลบหรอื ตดั ทอนหรอื ทําโดยประการอน่ื ใดที่ไมเ ปนการเปดเผยขอมลู ขา วสารสว นน้นั บุคคลไมว า จะมสี ว นไดเสยี เก่ยี วขอ งหรอื ไมก็ตาม ยอ มมีสิทธเิ ขาตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสาํ เนาที่มี คํารับรองถกู ตอ งของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได ในกรณีทส่ี มควรหนวยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการ จะวางหลกั เกณฑเ รยี กคา ธรรมเนยี มในการนั้นกไ็ ด ในการนีใ้ หค ํานงึ ถงึ การชวยเหลอื ผูม ีรายได นอยประกอบดวย ทงั้ นี้ เวน แตจะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัตไิ วเ ปนอยางอน่ื คนตา งดา วจะมสี ิทธิตามมาตรานี้เพยี งใดใหเ ปน ไปตามทก่ี าํ หนดโดยกฎกระทรวง มาตรา 10 บทบญั ญัติมาตรา 7 และมาตรา 9 ไมก ระทบถึงขอมลู ขา วสารของราชการที่มีกฎหมายเฉพาะ กาํ หนดใหมกี ารเผยแพรห รือเปดเผยดวยวธิ ีการอยางอืน่ มาตรา 11 นอกจากขอ มูลขาวสารของราชการท่ีลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาแลว หรือทจี่ ดั ไวใ หประชาชนเขา ตรวจดูไดแลว หรอื ท่มี กี ารจัดใหป ระชาชนไดคน ควา ตามมาตรา 26 แลว ถาบุคคลใดขอขอ มูลขาวสารอ่ืนใดของ ราชการและคําขอของผูนนั้ ระบุขอมูลขาวสารท่ีตองการในลกั ษณะที่อาจเขาใจไดตามควรใหหนว ยงานของรฐั ผรู บั ผิดชอบจดั หาขอ มูลขา วสารน้ันใหแกผูข อภายในเวลาอันสมควรเวน แตผูนัน้ ขอจํานวนมากหรือบอยครั้ง โดยไมม ีเหตุผลอันสมควร ขอมลู ขาวสารของราชการใดมีสภาพท่อี าจบบุ สลายงาย หนวยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการ จัดหาใหหรอื จะจัดทําสาํ เนาใหในสภาพอยางหนงึ่ อยา งใดเพอ่ื มใิ หเกิดความเสียหายแกขอ มูลขา วสารนน้ั กไ็ ด ขอ มูลขาวสารของราชการทีห่ นวยงานของรัฐจัดหาใหตามวรรคหนึ่งตองเปนขอ มูลขา วสารทีม่ อี ยู แลว ในสภาพท่ีพรอ มจะใหได มิใชเปน การตองไปจัดทาํ วเิ คราะห จาํ แนก รวบรวม หรอื จัดใหม ีข้ึนใหม เตรียมสอบครูผชู วย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 277 เวนแตเปนการแปรสภาพเปน เอกสารจากขอ มูลขาวสารที่บันทึกไวในระบบการบนั ทึกภาพหรอื เสยี ง ระบบ คอมพิวเตอร หรือระบบอื่นใด ทงั้ น้ี ตามท่คี ณะกรรมการกําหนด แตถาหนวยงานของรฐั เหน็ วากรณที ี่ขอนนั้ มใิ ชการแสวงหาผลประโยชนทางการคา และเปนเรอื่ งท่ีจําเปนเพื่อปกปองสิทธิเสรีภาพสําหรบั ผนู น้ั หรอื เปน เรอื่ งท่ีจะเปนประโยชนแ กสาธารณะ หนว ยงานของรัฐจะจัดหาขอ มูลขา วสารน้นั ใหกไ็ ด บทบัญญัตวิ รรคสามไมเปนการหามหนวยงานของรฐั ทจ่ี ะจดั ใหมขี อมลู ขา วสารของราชการใดขึ้นใหม ใหแ กผรู องขอหากเปนการสอดคลอ งดวยอํานาจหนาทีต่ ามปกติของหนวยงานของรัฐน้ันอยแู ลว ใหน ําความในมาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี มาใชบ ังคับแกก ารจัดหาขอ มลู ขาวสารให ตามมาตราน้ี โดยอนุโลม มาตรา 12 ในกรณที ีม่ ีผูย น่ื คาํ ขอขอ มลู ขาวสารของราชการตามมาตรา 11 แมวา ขอ มลู ขา วสารท่ขี อจะอยใู น ความควบคมุ ดูแลของหนว ยงานสว นกลางหรอื สวนสาขาของหนวยงานแหงนนั้ หรือจะอยูในความควบคมุ ดูแล ของหนวยงานของรัฐแหงอ่นื ก็ตาม ใหหนวยงานของรัฐทีร่ ับคาํ ขอใหค าํ แนะนาํ เพอ่ื ไปยนื่ คําขอตอหนว ยงาน ของรัฐทค่ี วบคมุ ดแู ลขอ มูลขา วสารน้ันโดยไมช ักชา ถาหนวยงานของรัฐผูร บั คาํ ขอเหน็ วา ขอ มูลขา วสารทีม่ ีคาํ ขอเปนขอ มลู ขาวสารท่จี ดั ทําโดยหนว ยงาน ของรฐั แหงอ่นื และไดระบุหามการเปดเผยไวตามระเบยี บท่กี าํ หนดตามมาตรา 16 ใหส งคําขอนัน้ ใหห นวยงาน ของรฐั ผจู ดั ทําขอ มลู ขา วสารน้นั พิจารณาเพอื่ มีคําสั่งตอ ไป มาตรา 13 ผูใดเห็นวาหนวยงานของรฐั ไมจัดพมิ พขอมลู ขา วสารตามมาตรา 7 หรือไมจ ดั ขอมูลขา วสารไวให ประชาชนตรวจดไู ดตามมาตรา 9 หรอื ไมจัดหาขอมลู ขา วสารใหแกตนตามมาตรา 11 หรอื ฝาฝนหรอื ไมปฏิบัติ ตามพระราชบญั ญตั ินี้ หรือปฏบิ ัติหนาท่ีลาชา หรือเหน็ วา ตนไมไดรบั ความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควร ผูนน้ั มีสทิ ธิรอ งเรียนตอคณะกรรมการ เวน แตเปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั การมคี ําสัง่ มิใหเปด เผยขอมูลขา วสารตามมาตรา 15 หรือคําส่งั ไมรบั ฟง คําคัดคานตามมาตรา 17 หรือคาํ สั่งไมแกไขเปล่ียนแปลงหรอื ลบขอมลู ขา วสารสวนบคุ คล ตามมาตรา 25 ในกรณีท่ีมีการรองเรยี นตอ คณะกรรมการตามวรรคหนง่ึ คณะกรรมการตอ งพจิ ารณาใหแลว เสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตวนั ที่ไดร ับคํารอ งเรยี น ในกรณีทม่ี เี หตุจําเปนใหขยายเวลาออกไปได แตต อ งแสดง เหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดแลวตอ งไมเกินหกสบิ วนั *** ออกขอ สอบ ป 58 และ 60 *** หมวด 2 ขอมูลขาวสารทีไ่ มตอ งเปดเผย มาตรา 14 ขอมลู ขาวสารของราชการทีอ่ าจกอ ใหเกดิ ความเสยี หายตอสถาบนั พระมหากษตั ริย จะเปดเผยมไิ ด *** ออกขอ สอบ ป 60 *** มาตรา 15 ขอ มูลขาวสารของราชการทม่ี ีลกั ษณะอยา งหน่ึงอยางใดดงั ตอไปนี้ หนวยงานของรัฐหรอื เจา หนาท่ี ของรฐั อาจมคี ําสัง่ มใิ หเ ปดเผยกไ็ ด โดยคาํ นงึ ถงึ การปฏิบตั ิหนาที่ตามกฎหมายของหนว ยงานของรัฐประโยชน สาธารณะ และประโยชนของเอกชนท่เี กี่ยวขอ งประกอบกนั *** ออกขอสอบ ป 58 *** เตรยี มสอบครผู ูช วย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 278 (1) การเปดเผยจะกอ ใหเ กิดความเสียหายตอ ความม่นั คงของประเทศ ความสัมพนั ธระหวาง ประเทศ หรอื ความมัน่ คงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลงั ของประเทศ (2) การเปดเผยจะทําใหการบังคบั ใชกฎหมายเสอื่ มประสิทธภิ าพหรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ตาม วัตถปุ ระสงคไ ด ไมวา จะเกี่ยวกับการฟอ งคดี การปอ งกนั การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู แหลง ทีม่ าของขอมูลขาวสารหรือไมกต็ าม (3) ความเหน็ หรอื คําแนะนาํ ภายในหนว ยงานของรัฐในการดําเนินการเร่อื งหนง่ึ เรอื่ งใด แตท้ังนีไ้ ม รวมถึงรายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เท็จจรงิ หรือขอ มูลขา วสารทีน่ ํามาใชใ นการทาํ ความเหน็ หรือคาํ แนะนํา ภายในดงั กลาว (4) การเปดเผยจะกอใหเกิดอันตรายตอ ชีวิตหรือความปลอดภยั ของบุคคลหน่งึ บคุ คลใด (5) รายงานการแพทยห รอื ขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลซ่ึงการเปด เผยจะเปนการรุกลา้ํ สิทธิสวนบคุ คล โดยไมสมควร (6) ขอ มูลขา วสารของราชการที่มกี ฎหมายคุมครองมิใหเปดเผยหรอื ขอ มลู ขา วสารท่มี ผี ูใหมาโดยไม ประสงคใหท างราชการนาํ ไปเปด เผยตอ ผูอ่นื (7) กรณอี ่นื ตามท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎีกา คาํ สง่ั มใิ หเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการจะกําหนดเงอื่ นไขอยา งใดก็ได แตตองระบุไวด ว ยวา ที่ เปดเผยไมไดเ พราะเปนขอมูลขาวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และใหถ อื วาการมีคาํ ส่งั เปดเผยขอมลู ขา วสารของราชการเปน ดุลพินจิ โดยเฉพาะของเจาหนา ทขี่ องรฐั ตามลําดับสายการบงั คับบญั ชา แตผขู ออาจ อทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสารไดต ามทกี่ าํ หนดในพระราชบญั ญตั นิ ้ี มาตรา 16 เพือ่ ใหเกดิ ความชัดเจนในทางปฏบิ ัติวา ขอมลู ขา วสารของราชการจะเปดเผยตอบุคคลใดไดห รือไม ภายใตเ ง่ือนไขเชน ใด และสมควรมีวิธรี กั ษามิใหร่ัวไหลใหหนวยงานของรฐั กาํ หนดวิธีการคมุ ครองขอมลู ขาวสาร นน้ั ท้ังน้ี ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรกี าํ หนดวาดวยการรักษาความลบั ของทางราชการ มาตรา 17 ในกรณีท่เี จา หนา ทีข่ องรฐั เหน็ วา การเปดเผยขอมูลขา วสารของราชการใดอาจกระทบถึง ประโยชนไ ดเ สียของผใู ด ใหเจา หนา ที่ของรัฐแจง ใหผ นู ้ันเสนอคาํ คดั คานภายในเวลาท่ีกําหนดแตต อ งให เวลาอันสมควรที่ผูน้ันอาจเสนอคาํ คัดคานได ซึ่งตองไมน อ ยกวา 15 วันนับแตว ันทีไ่ ดรบั แจง **** ผูท่ไี ดรับแจง ตามวรรคหน่งึ หรือผทู ่ีทราบวาการเปด เผยขอ มูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึง ประโยชนไดเ สยี ของตน มสี ทิ ธคิ ัดคานการเปดเผยขอมลู ขา วสารน้นั ไดโดยทาํ เปนหนังสือถึงเจาหนา ทข่ี องรฐั ผูรบั ผดิ ชอบ *** ในกรณีทมี่ ีการคัดคา นเจาหนา ท่ีของรัฐผูรบั ผดิ ชอบตองพิจารณาคาํ คดั คานและแจง ผลการ พจิ ารณาใหผ คู ัดคานทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีมีคําสัง่ ไมรบั ฟง คาํ คัดคา น เจาหนา ที่ของรัฐจะเปดเผยขอมูล ขาวสารน้ันมิไดจ นกวาจะลวงพนกาํ หนดเวลาอุทธรณต ามมาตรา 18 หรอื จนกวาคณะกรรมการวินจิ ฉยั การ เปด เผยขอมูลขาวสารไดม คี ําวนิ ิจฉยั ใหเ ปดเผยขอมลู ขา วสารน้ันไดแ ลว แตก รณี *** ออกขอ สอบ ป 60 *** เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง
คูมือเตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 279 มาตรา 18 ในกรณที ่ีเจาหนา ทขี่ องรัฐมคี ําสัง่ มใิ หเปดเผยขอมูลขาวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือ มคี ําส่ังไมร บั ฟง คาํ คดั คานของผูมีประโยชนไดเสียตามมาตรา 17 ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ ิจฉัย การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายในสบิ หาวนั นับแตวันที่ไดร บั แจงคําส่ังนนั้ โดยยื่นคาํ อุทธรณต อ คณะกรรมการ ขอควรจํา *** การอุทธรณใ หอ ทุ ธรณต อคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอ มลู ขา วสาร *** *** การยืน่ คาํ อทุ ธรณใหยืน่ ตอ คณะกรรมการขอมูลขา วสารของทางราชการ *** มาตรา 19 การพจิ ารณาเกี่ยวกับขอ มูลขาวสารท่ีมีคําสง่ั มใิ หเปด เผยนั้นไมวาจะเปน การพจิ ารณาของ คณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสารหรือศาลกต็ าม จะตอ งดําเนนิ กระบวนการ พจิ ารณาโดยมใิ หข อมูลขาวสารนัน้ เปดเผยแกบุคคลอืน่ ใดทไี่ มจาํ เปนแกก ารพิจารณาและในกรณีทจ่ี ําเปนจะ พิจารณาลับหลงั คูกรณหี รือคูความฝายใดก็ได มาตรา 20 การเปด เผยขอมูลขาวสารใดแมจะเขาขายตอ งมคี วามรับผิดตามกฎหมายใด ใหถ ือวา เจาหนา ที่ ของรัฐไมตอ งรับผิดหากเปน การกระทําโดยสจุ รติ ในกรณดี ังตอ ไปน้ี (1) ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 15 ถาเจาหนาทขี่ องรัฐไดดาํ เนนิ การโดยถกู ตอ งตามระเบยี บตาม มาตรา 16 (2) ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 15 ถาเจาหนา ท่ีของรัฐในระดบั ตามทกี่ าํ หนดในกฎกระทรวง มคี าํ สง่ั ใหเปด เผยเปน การท่ัวไปหรือเฉพาะแกบ ุคคลใดเพ่ือประโยชนอ ันสาํ คัญย่ิงกวาทเ่ี กีย่ วกบั ประโยชนสาธารณะ หรือชีวิต รา งกาย สขุ ภาพ หรอื ประโยชนอ น่ื ของบคุ คล และคําส่งั น้นั ไดก ระทาํ โดยสมควรแกเหตุ ในการน้ีจะมี การกําหนดขอ จํากัดหรอื เงื่อนไขในการใชข อมลู ขาวสารนนั้ ตามความเหมาะสมก็ได การเปดเผยขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไมเ ปน เหตุใหห นวยงานของรฐั พนจากความรบั ผิดตาม กฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกลา ว หมวด 3 ขอมูลขา วสารสวนบคุ คล มาตรา 21 เพ่ือประโยชนแหงหมวดนี้ บุคคล หมายความวา บุคคลธรรมดาทีม่ ีสัญชาติไทยและบุคคลธรรมดา ท่ีไมม สี ญั ชาตไิ ทยแตม ถี ิ่นทอ่ี ยูในประเทศไทย มาตรา 22 สํานกั ขาวกรองแหง ชาติ สํานกั งานสภาความมัน่ คงแหง ชาติ และหนว ยงานของรัฐแหงอ่ืนตามที่ กําหนดในกฎกระทรวงอาจออกระเบยี บโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการกําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และ เง่ือนไขท่มี ใิ หนําบทบัญญตั ิวรรคหนงึ่ (3) ของมาตรา 23 มาใชบงั คบั กบั ขอ มูลขา วสารสวนบคุ คลท่ีอยใู นความ ควบคุมดแู ลของหนว ยงานดังกลา วก็ได เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 280 หนวยงานของรัฐแหงอ่นื ทจ่ี ะกาํ หนดในกฎกระทรวงตามวรรคหน่งึ นน้ั ตอ งเปนหนว ยงานของรัฐ ซึ่ง การเปด เผยประเภทขอมูลขาวสารสว นบคุ คลตามมาตรา 23 วรรคหน่ึง (3) จะเปนอุปสรรครายแรงตอการ ดาํ เนินการของหนวยงานดงั กลาว มาตรา 23 หนว ยงานของรัฐตอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกับการจัดระบบขอมูลขาวสารสวนบุคคลดังตอ ไปนี้ (1) ตอ งจัดใหมรี ะบบขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลเพียงเทา ที่เก่ยี วขอ งและจําเปนเพือ่ การดําเนนิ งานของ หนวยงานของรัฐใหสาํ เร็จตามวัตถุประสงคเทา นัน้ และยกเลิกการจัดใหมรี ะบบดังกลาวเม่อื หมดความจาํ เปน (2) พยามยามเก็บขอ มลู ขา วสารโดยตรงจากเจา ของขอ มูลโดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณที ่จี ะกระทบถึง ประโยชนไดเสยี โดยตรงของบุคคลนนั้ (3) จัดใหม กี ารพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาและตรวจสอบแกไขใหถ กู ตองอยเู สมอเกีย่ วกับส่ิงดงั ตอ ไปน้ี (ก) ประเภทของบุคคลที่มีการเก็บขอ มลู ไว (ข) ประเภทของระบบขอมลู ขา วสารสว นบคุ คล (ค) ลกั ษณะการใชข อมูลตามปกติ (ง) วิธกี ารขอตรวจดูขอมลู ขาวสารของเจาของขอ มลู (จ) วธิ กี ารขอใหแกไขเปลยี่ นแปลงขอ มลู (ฉ) แหลงทม่ี าของขอมลู (4) ตรวจสอบแกไขขอ มูลขา วสารสว นบุคคลในความรับผิดชอบใหถูกตอ งอยเู สมอ (5) จัดระบบรกั ษาความปลอดภัยใหแกร ะบบขอ มลู ขา วสารสวนบุคคลตามความเหมาะสมเพือ่ ปองกนั มใิ หมกี ารนําไปใชโดยไมเ หมาะสมหรือเปน ผลรายตอ เจา ของขอ มูล ในกรณีท่ีเก็บขอมูลขา วสารโดยตรงจากเจาของขอ มูล หนว ยงานของรฐั ตองแจง ใหเจาของขอ มลู ทราบลว งหนาหรอื พรอมกับการขอขอ มูลถึงวตั ถปุ ระสงคท ่จี ะนําขอ มลู มาใชล ักษณะการใชขอมลู ตามปกติและ กรณที ีข่ อขอมลู นนั้ เปนกรณีท่ีอาจใหขอ มูลไดโ ดยความสมัครใจหรอื เปน กรณีมกี ฎหมายบงั คบั หนวยงานของรฐั ตองแจงใหเจาของขอ มูลทราบในกรณที ีม่ ีการใหจัดสง ขอมลู ขา วสารสว นบุคคลไปยงั ท่ใี ดซ่ึงจะเปน ผลใหบคุ คลท่วั ไปทราบขอมูลขาวสารน้นั ได เวนแตเ ปน ไปตามลกั ษณะการใชข อ มลู ตามปกติ มาตรา 24 หนวยงานของรฐั จะเปดเผยขอมลู ขาวสารสว นบคุ คลทอี่ ยใู นความควบคมุ ดแู ลของตนตอ หนวยงานของรัฐแหง อน่ื หรือผอู นื่ โดยปราศจากความยินยอมเปน หนังสือของเจาของขอมูลทใ่ี หไ วล วงหนา หรอื ในขณะนนั้ มิไดเวน แตเ ปน การเปด เผย ดงั ตอ ไปนี้ (1) ตอ เจาหนา ที่ของรฐั ในหนวยงานของตนเพื่อการนําไปใชต ามอํานาจหนา ท่ขี องหนวยงานของรัฐ แหง นนั้ (2) เปน การใชขอ มูลตามปกตภิ ายในวัตถปุ ระสงคข องการจัดใหม ีระบบขอ มูลขา วสารสวนบคุ คลนน้ั เตรียมสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 281 (3) ตอหนวยงานของรฐั ท่ที าํ งานดา นการวางแผนหรือการสถติ หิ รือสาํ มะโนตาง ๆ ซงึ่ มีหนา ทตี่ อง รักษาขอมูลขา วสารสว นบุคคลไวไมใหเปด เผยตอ ไปยังผอู ืน่ (4) เปนการใหเพ่อื ประโยชนในการศึกษาวิจยั โดยไมร ะบชุ ือ่ หรอื สว นที่ทําใหรวู าเปน ขอ มลู ขา วสาร สวนบคุ คลทีเ่ กยี่ วกับบุคคลใด (5) ตอ หอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศิลปากร หรือหนวยงานอน่ื ของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนงึ่ เพ่ือการตรวจดคู ุณคาในการเกบ็ รกั ษา (6) ตอ เจา หนา ที่ของรัฐเพ่ือการปอ งกันการฝาฝน หรือไมปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย การสืบสวน การ สอบสวน หรอื การฟองคดี ไมว าเปนคดีประเภทใดก็ตาม (7) เปน การใหซ ึ่งจําเปนเพ่ือการปอ งกันหรอื ระงบั อันตรายตอ ชวี ิตหรอื สขุ ภาพของบุคคล (8) ตอศาลและเจา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรัฐหรอื บคุ คลท่มี ีอํานาจตามกฎหมายที่จะขอ ขอ เท็จจริงดังกลา ว (9) กรณีอื่นตามทกี่ าํ หนดในพระราชกฤษฎกี า การเปด เผยขอ มูลขาวสารสวนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9) ใหม ีการจัดทํา บัญชีแสดงการเปดเผยกาํ กับไวก ับขอมูลขา วสารนั้น ตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง มาตรา 25 ภายใตบ งั คบั มาตรา 14 และมาตรา 15 บุคคลยอ มมีสิทธิที่จะไดรถู งึ ขอมลู ขาวสารสว นบุคคลที่ เก่ียวกับตน และเมอ่ื บุคคลนน้ั มีคําขอเปน หนังสอื หนวยงานของรฐั ทค่ี วบคุมดูแลขอมูลขา วสารนัน้ จะตองให บคุ คลน้ันหรอื ผูก ระทําการแทนบคุ คลน้นั ไดต รวจดูหรือไดรบั สําเนาขอมูลขาวสารสว นบุคคลสว นที่เกีย่ วกบั บุคคลน้ัน และใหนาํ มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบ ังคบั โดยอนุโลม การเปดเผยรายงานการแพทยท เ่ี กยี่ วกบั บุคคลใด ถา กรณีมเี หตุอันควรเจาหนา ทีข่ องรัฐจะ เปดเผยตอเฉพาะแพทยท่ีบุคคลนนั้ มอบหมายก็ได ถาบุคคลใดเห็นวาขอมูลขาวสารสว นบคุ คลท่ีเกีย่ วกับตนสวนใดไมถกู ตอ งตามทเ่ี ปน จรงิ ใหม ี สิทธิยื่นคําขอเปนหนงั สอื ใหห นว ยงานของรัฐทีค่ วบคมุ ดูแลขอมลู ขาวสารแกไ ขเปลยี่ นแปลงหรอื ลบขอมลู ขา วสารสว นนัน้ ไดซ ่งึ หนว ยงานของรัฐจะตองพิจารณาคาํ ขอดังกลา ว และแจง ใหบคุ คลนน้ั ทราบโดย ไมชักชา ในกรณที ่หี นวยงานของรัฐไมแ กไ ขเปลย่ี นแปลงหรอื ลบขอ มูลขา วสารใหตรงตามท่ีมีคําขอ ใหผ นู น้ั มสี ิทธิอทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปด เผยขอ มูลขา วสารภายใน 30 วันนบั แตว ันไดรับแจงคําสัง่ ไม ยนิ ยอมแกไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร โดยยนื่ คาํ อทุ ธรณตอคณะกรรมการ และไมว ากรณใี ด ๆ ให เจาของขอ มูลมีสทิ ธริ อ งขอใหห นวยงานของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไวกบั ขอ มูลขา วสารสว นที่เกย่ี วของ ได ใหบุคคลตามทกี่ ําหนดในกฎกระทรวงมสี ทิ ธดิ ําเนินการตามมาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรานแ้ี ทน ผเู ยาว คนไรความสามารถ คนเสมอื นไรความสามารถ หรือเจา ของขอ มลู ทถี่ ึงแกกรรมแลวได เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 282 หมวด 4 เอกสารประวัติศาสตร มาตรา 26 ขอ มลู ขาวสารของราชการท่หี นวยงานของรฐั ไมป ระสงคจ ะเก็บรักษาหรือมีอายุครบกาํ หนด ตามวรรคสองนบั แตว ันท่ีเสรจ็ ส้นิ การจัดใหมีขอมูลขา วสารนน้ั ใหหนว ยงานของรฐั สงมอบใหแ กหอจดหมาย เหตแุ หงชาติ กรมศิลปากรหรอื หนวยงานอ่ืนของรฐั ตามทีก่ ําหนดในพระราชกฤษฎีกาเพอ่ื คัดเลอื กไวใ ห ประชาชนไดศกึ ษาคน ควา *** ออกขอสอบ ป 58 และ 60 *** กําหนดเวลาตองสงขอมูลขา วสารของราชการตามวรรคหนึ่งใหแยกตามประเภท ดงั น้ี (1) ขอ มูลขา วสารของราชการตามมาตรา 14 เมอ่ื ครบ 75 ป ขอมูลขาวสารของราชการทอี่ าจกอ ใหเกดิ ความเสียหายตอ สถาบันพระมหากษัตริย จะเปดเผยมิได (2) ขอมูลขา วสารของราชการตามมาตรา 15 เม่ือครบ 20 ป ขอมูลขา วสารของราชการท่ีหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาทข่ี องรฐั อาจมีคาํ สงั่ มิใหเปดเผยก็ได กําหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดในกรณีดังตอไปนี้ (1) หนวยงานของรัฐยงั จาํ เปนตอ งเก็บรักษาขอมูลขาวสารของราชการไวเ องเพ่อื ประโยชนในการใช สอยโดยตองจัดเก็บและจัดใหป ระชาชนไดศกึ ษาคนควา ตามที่จะตกลงกบั หอจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศลิ ปากร (2) หนว ยงานของรัฐเห็นวา ขอ มูลขา วสารของราชการน้นั ยังไมควรเปดเผยโดยมีคําสั่งขยายเวลา กาํ กับไวเ ปน การเฉพาะราย คําส่ังการขยายเวลาน้ันใหก าํ หนดระยะเวลาไวดวย แตจะกาํ หนดเกนิ คราวละหา ป ไมได การตรวจสอบหรอื ทบทวนมิใหมีการขยายระยะเวลาไมเปด เผยจนเกินความจําเปนใหเปน ไปตาม หลักเกณฑแ ละวิธกี ารทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง บทบญั ญัติตามมาตรานีม้ ใิ หใชบ งั คับกบั ขอ มูลขา วสารของราชการตามท่คี ณะรฐั มนตรอี อกระเบยี บ กาํ หนดใหห นว ยงานของรัฐหรือเจาหนา ท่ขี องรฐั จะตอ งทาํ ลายหรืออาจทําลายได โดยไมต องเก็บรักษา หมวด 5 คณะกรรมการขอ มลู ขาวสารของราชการ มาตรา 27 ใหม คี ณะกรรมการขอมูลขา วสารของราชการ ประกอบดว ยรัฐมนตรี ซึง่ นายกรัฐมนตรี มอบหมายเปนประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลดั กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ปลดั กระทรวงการคลัง ปลดั กระทรวงการตางประเทศ ปลดั กระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณิชย เลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน เลขาธกิ ารสภาความมั่นคง แหง ชาติ เลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร ผอู ํานวยการสาํ นักขาวกรองแหงชาติ ผูอ าํ นวยการสํานกั งบประมาณ และผูทรงคุณวุฒอิ ่นื จากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตัง้ อกี เกา คนเปนกรรมการ ใหปลัดสาํ นกั นายกรฐั มนตรแี ตง ต้ังขาราชการของสาํ นกั งานปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรีคนหนึง่ เปน เลขานกุ าร และอีกสองคนเปนผูชว ยเลขานุการ เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 283 โครงสรางคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของทางราชการ รัฐมนตรีซ่ึงนายกรฐั มนตรีมอบหมาย ประธานคณะกรรมการ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณิชย ปลดั กระทรวงกลาโหม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธกิ ารคณะกรรมการขา ราชการพลเรอื น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เลขาธิการสภาความมนั่ คงแหง ชาติ ปลัดกระทรวงการคลงั ผูอาํ นวยการสาํ นักขา วกรองแหง ชาติ ปลดั กระทรวงการตางประเทศ เลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร คณะรัฐมนตรีแตง ตั้ง ดํารงตําแหนงคราวละ 3 ป พน ตาํ แหนงแลว อาจแตงตั้งไดอ ีก ผูอํานวยการสํานักงบประมาณ ปลดั สํานกั นายกรฐั มนตรแี ตงต้งั ผูทรงคุณวฒุ อิ ่ืนจากภาครฐั และ ขา ราชการของสาํ นักงานปลัด ภาคเอกชน จํานวน 9 คน สํานักนายกรฐั มนตรี เลขานุการ 1 คน ผชู วยเลขานุการ 2 คน มาตรา 28 คณะกรรมการมีอาํ นาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (1) สอดสอ งดแู ลและใหคําแนะนาํ เกย่ี วกับการดาํ เนนิ งานของเจา หนาทีข่ องรฐั และหนว ยงานของรัฐ ในการปฏิบัตติ ามพระราชบญั ญัติน้ี (2) ใหค ําปรึกษาแกเจาหนาที่ของรัฐหรือหนว ยงานของรัฐเกย่ี วกับการปฏิบัตติ ามพระราชบญั ญตั ินี้ ตามท่ไี ดร บั คาํ ขอ (3) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎกี าและการออกกฎกระทรวงหรอื ระเบยี บของคณะรฐั มนตรี ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ (4) พิจารณาและใหความเหน็ เรอ่ื งรองเรยี นตามมาตรา 13 เตรยี มสอบครผู ชู วย สังกัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง
คูมือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 284 (5) จัดทํารายงานเกย่ี วกับการปฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญัติน้เี สนอคณะรฐั มนตรีเปน ครัง้ คราว ตามความเหมาะสม แตอ ยางนอ ยปล ะหนง่ึ คร้ัง (6) ปฏิบัติหนาที่อนื่ ตามทกี่ ําหนดในพระราชบญั ญตั ิน้ี (7) ดําเนินการเรอื่ งอืน่ ตามท่คี ณะรัฐมนตรหี รือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา 29 กรรมการผูท รงคุณวุฒิซ่ึงไดรบั แตง ตั้งตามมาตรา 27 มีวาระอยูใ นตาํ แหนง คราวละสามปน ับ แตวนั ทีไ่ ดรับแตง ต้ัง ผูที่พน จากตําแหนงแลว อาจไดร ับแตงตงั้ ใหมได มาตรา 30 นอกจากการพนจากตําแหนง ตามวาระ กรรมการ ผทู รงคณุ วุฒิซง่ึ ไดรับแตงต้ังตามมาตรา 27 พนจากตาํ แหนง เมอ่ื (1) ตาย (2) ลาออก (3) คณะรฐั มนตรใี หออกเพราะมคี วามประพฤติเสื่อมเสียบกพรองหรือไมส จุ ริตตอ หนา ท่หี รอื หยอน ความสามารถ (4) เปน บุคคลลมละลาย (5) เปนคนไรความสามารถหรือคนเสมือนไรความสามารถ (6) ไดร ับโทษจําคกุ โดยคาํ พิพากษาถึงท่ีสดุ ใหจาํ คกุ เวนแตเปน โทษสําหรับความผิดทีไ่ ดกระทาํ โดย ประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ มาตรา 31 การประชุมของคณะกรรมการตอ งมีกรรมการมาประชุมไมนอยกวาก่ึงหนึ่งของจํานวน กรรมการทง้ั หมดจึงจะเปนองคป ระชมุ ใหป ระธานกรรมการเปนประธานในที่ประชุมถา ประธานกรรมการไมมาประชมุ หรือไมอาจปฏบิ ตั ิ หนา ที่ได ใหก รรมการท่ีมาประชุมเลอื กกรรมการคนหนึ่งเปน ประธานในที่ประชมุ การวนิ จิ ฉยั ช้ขี าดของทีป่ ระชมุ ใหถ อื เสียงขางมากกรรมการคนหนงึ่ ใหม เี สยี งหน่ึงในการลงคะแนน ถา คะแนนเสียงเทากนั ใหประธานในทีป่ ระชุมออกเสยี งเพิม่ ขึ้นอกี เสยี งหนึ่งเปนเสียงชข้ี าด มาตรา 32 ใหค ณะกรรมการมอี าํ นาจเรยี กใหบคุ คลใดมาใหถอยคําหรอื ใหส ง วัตถุ เอกสาร หรือ พยานหลักฐานมาประกอบการพจิ ารณาได มาตรา 33 ในกรณที ่ีหนว ยงานของรฐั ปฏเิ สธวา ไมมีขอมลู ขาวสารตามที่มีคาํ ขอไมวา จะเปนกรณีตามมาตรา 11 หรอื มาตรา 25 ถาผมู ีคําขอไมเชือ่ วาเปน ความจริงและรองเรยี นตอคณะกรรมการตามมาตรา 13 ให คณะกรรมการมอี ํานาจเขาดําเนินการตรวจสอบขอมลู ขาวสารของราชการท่ีเก่ียวของไดแ ละแจงผลการ ตรวจสอบใหผูรองเรยี นทราบ หนว ยงานของรัฐหรอื เจา หนาที่ของรฐั ตองยินยอมใหคณะกรรมการหรอื ผซู งึ่ คณะกรรมการ มอบหมายเขา ตรวจสอบขอ มูลขาวสารที่อยูในความครอบครองของตนไดไ มว า จะเปนขอ มลู ขา วสารที่เปด เผย ไดหรือไมก ต็ าม เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง
คูมือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 285 มาตรา 34 คณะกรรมการจะแตงตงั้ คณะอนุกรรมการเพื่อพจิ ารณาหรอื ปฏิบัตงิ านอยางใดอยางหนึ่งตามท่ี คณะกรรมการมอบหมายก็ได และใหน ําความในมาตรา 31 มาใชบงั คับโดยอนุโลม หมวด 6 คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร มาตรา 35 ใหมีคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสารสาขาตา ง ๆ ตามความเหมาะสม ซ่ึง คณะรัฐมนตรีแตง ตงั้ ตามขอ เสนอของคณะกรรมการ มอี าํ นาจหนา ท่ีพิจารณาวนิ ิจฉัยอทุ ธรณคําส่งั มใิ หเปด เผย ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือคาํ สง่ั ไมรับฟงคําคัดคานตามมาตรา 17 และคาํ สงั่ ไมแกไ ข เปลยี่ นแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสว นบคุ คลตามมาตรา 25 การแตง ต้ังคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปด เผยขอ มูลขา วสารตามวรรคหน่ึงใหแตงตั้งตามสาขาความ เช่ียวชาญเฉพาะดานของขอมูลขาวสารของราชการ เชน ความมน่ั คงของประเทศ เศรษฐกิจและการคลังของ ประเทศหรอื การบังคับใชกฎหมาย มาตรา 36 คณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปด เผยขอมูลขา วสารคณะหนึ่ง ๆ ประกอบดว ยบคุ คลตามความ จําเปน แตตอ งไมน อ ยกวา 3 คนและใหขาราชการที่คณะกรรมการแตง ตั้งปฏิบัตหิ นาทีเ่ ปน เลขานกุ ารและ ผูช วยเลขานุการ ในกรณีพิจารณาเกีย่ วกับขอ มลู ขาวสารของหนวยงานของรัฐแหงใดกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมลู ขาวสารซง่ึ มาจากหนว ยงานของรฐั แหงนน้ั จะเขารวมพิจารณาดวยไมได กรรมการวินจิ ฉยั การเปด เผยขอ มูลขาวสาร จะเปนเลขานุการหรอื ผชู วยเลขานุการไมได มาตรา 37 ใหคณะกรรมการพิจารณาสง คาํ อุทธรณใ หค ณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปด เผยขอมูลขา วสาร โดย คํานึงถึงความเชีย่ วชาญเฉพาะดานของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสารแตละสาขาภายในเจ็ด วันนับแตว ันที่คณะกรรมการไดรบั คําอุทธรณ คําวินจิ ฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารใหเปน ท่สี ุด และในการมคี ําวินจิ ฉยั จะ มขี อสงั เกตเสนอตอ คณะกรรมการเพ่ือใหห นวยงานของรัฐที่เก่ยี วขอ งปฏบิ ัติเกี่ยวกบั กรณีใดตามที่เห็นสมควร กไ็ ด ใหน าํ ความในมาตรา 13 วรรคสอง มาใชบังคับแกการพจิ ารณาอทุ ธรณข องคณะกรรมการวนิ จิ ฉัย การเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนโุ ลม มาตรา 38 อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขาวสารแตละสาขาวธิ พี ิจารณาและ วินิจฉยั และองคคณะในการพิจารณาและวินจิ ฉยั ใหเปน ไปตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา มาตรา 39 ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 32 และบทกาํ หนดโทษท่ปี ระกอบกบั บทบัญญัติ ดังกลาวมาใชบังคับกับคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนโุ ลม เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 286 หมวด 7 บทกาํ หนดโทษ มาตรา 40 ผูใดไมปฏบิ ตั ิตามคาํ สัง่ ของคณะกรรมการทส่ี ั่งตามมาตรา 32 ตองระวางโทษจาํ คุกไมเกินสาม เดอื น หรอื ปรับไมเกนิ หาพนั บาทหรอื ท้งั จาํ ทั้งปรบั มาตรา 41 ผใู ดฝาฝนหรือไมป ฏบิ ตั ิตามขอจํากัดหรอื เงือ่ นไขทีเ่ จา หนา ทขี่ องรฐั กาํ หนดตามมาตรา 20 ตองระวางโทษจําคกุ ไมเกินหนงึ่ ปห รอื ปรบั ไมเกนิ สองหมื่นบาท หรอื ทง้ั จาํ ท้งั ปรับ *** ออกขอสอบ ป 58 *** บทเฉพาะกาล มาตรา 42 บทบญั ญตั ิมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 มใิ หใ ชบงั คบั กบั ขอ มูลขาวสารของราชการทเ่ี กดิ ขึ้น กอ นวันทพ่ี ระราชบัญญตั ิน้ีใชบ งั คับ ใหห นวยงานของรฐั จดั พมิ พข อ มลู ขาวสารตามวรรคหนึง่ หรอื จัดใหมีขอ มูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไว เพ่อื ใหประชาชนเขา ตรวจดไู ด แลว แตก รณี ท้งั นี้ ตามหลักเกณฑแ ละวธิ ีการท่คี ณะกรรมการจะไดกาํ หนด มาตรา 43 ใหระเบยี บวา ดว ยการรักษาความปลอดภยั แหง ชาติ พ.ศ. 2517 ในสว นท่ีเกยี่ วกบั ขอ มูลขา วสาร ของราชการ ยังคงใชบงั คบั ตอไปไดเ ทาทไี่ มข ดั หรือแยงตอพระราชบัญญัตินี้ เวน แตระเบียบทคี่ ณะรัฐมนตรี กําหนดตามมาตรา 16 จะไดก ําหนดเปนอยา งอนื่ หมายเหตุ :-เหตผุ ลในการประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิฉบบั นี้ คอื ในระบอบประชาธิปไตย การใหป ระชาชนมี โอกาสกวา งขวางในการไดรับขอ มลู ขา วสารเกีย่ วกับการดาํ เนินการตา ง ๆ ของรัฐเปนส่งิ จาํ เปน เพื่อที่ ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมอื งไดโดยถูกตองกับความเปนจรงิ อนั เปน การ สง เสริมใหมคี วามเปน รัฐบาลโดยประชาชนมากย่งิ ข้ึน สมควรกําหนดใหประชาชนมสี ิทธิไดร ูขอมลู ขาวสารของ ราชการ โดยมีขอยกเวนอนั ไมต องเปด เผยทแี่ จงชัดและจาํ กัดเฉพาะขอมูลขาวสารท่ีหากเปด เผยแลวจะเกดิ ความเสียหายตอประเทศชาตหิ รือตอประโยชนที่สําคญั ของเอกชน ทัง้ น้ี เพือ่ พฒั นาระบอบประชาธปิ ไตยให มน่ั คงและจะยงั ผลใหประชาชนมโี อกาสรถู ึงสิทธิหนา ทขี่ องตนอยา งเต็มที่ เพ่ือท่ีจะปกปก รักษาประโยชนของ ตนไดอกี ประการหนง่ึ ดวย ประกอบกับสมควรคุมครองสิทธิสวนบุคคลในสว นท่ีเก่ียวของกบั ขอมูลขาวสารของ ราชการไปพรอมกัน จึงจําเปนตองตราพระราชบญั ญตั นิ ี้ เตรียมสอบครูผชู วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง
คูมือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 287 สรุปสาระสาํ คญั ทคี่ วรจาํ และเคยออกขอ สอบ 1. ผใู ดเหน็ วาหนวยงานของรัฐไมจ ดั พิมพข อ มูลขา วสารทตี่ อ งเปด เผยใหประชาชนไดร ับทราบ จะตอ ง ดาํ เนินการรอ งเรียนคณะกรรมการขอมูลขา วสารของทางราชการ ภายใน 30 วัน และจะตอ งดาํ เนินการนับแต วนั ทไ่ี ดร ับรองเรยี น และขยายไดไ มเ กนิ 60 วนั 2. กรณเี จาหนา ท่ีของรัฐเห็นวาการเปด เผยขอมูลขาวสารของทางราชการใดกระทบถึงประโยชนไดเสยี ของผูใดเจาหนา ที่ใหผนู ้ันเสนอคําคัดคา นไดไมน อยกวา 15 วัน นับแตว นั ทไี่ ดรับแจง และเจาหนาทพี่ ิจารณา และแจง ผลการพจิ ารณาโดยไมชักชา 3. ในกรณีท่เี จาหนา ทีข่ องรัฐมคี ําส่งั ไมใ หเปดเผยขอมูลขา วสารใดหรือมีคําสงั่ ไมร ับฟงคําคดั คานของผู มีประโยชนไ ดเ สียผนู น้ั อาจอทุ ธรณโดยย่นื ตอคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของทางราชการ และอทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสาร ภายใน 30 วนั นบั แตว ันที่ไดรบั แจงคาํ สัง่ 4. ถาบุคคลใดเห็นวาขอ มูลขา วสารสวนบุคคลของตนเองในสวนใดไมถูกตองตามความเปนจรงิ ตอ งมี สิทธ์ยิ น่ื คําขอเปน หนังสือใหห นวยงานของรัฐควบคมุ ดูแลขอมูลขาวสารแกไ ขเปลยี่ นแปลงหรือลบขอมลู นนั้ ซึ่ง หนวยงานของรฐั จะตอ งพจิ ารณาคําขอดงั กลา วและแจงใหบุคคลนนั้ ทราบโดยไมชกั ชา หากเจาหนาทไ่ี ม ดําเนนิ การตามคําขอใหผ ูน้ันมสี ิทธ์อิ ุทธรณตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขา วสารภายใน 30 วัน นบั แตวันทไ่ี ดรบั แจง คําส่งั โดยยน่ื คําอุทธรณต อ คณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของทางราชการ 5. ขอ มูลขา วสารของราชการทหี่ นวยงานของรฐั ไมประสงคจะเก็บรักษา ทอ่ี าจกอใหเ กิดความ เสียหายตอสถาบนั พระมหากษตั ริย ใหหนว ยงานของรฐั สง มอบใหแกห อจดหมายเหตแุ หง ชาติ กรมศิลปากร เมื่อครบ 75 ป 6. ขอมลู ขา วสารของราชการที่หนวยงานของรัฐไมป ระสงคจะเกบ็ รกั ษา ทีห่ นวยงานของรฐั หรือ เจา หนา ท่ขี องรัฐอาจมคี ําสั่งมใิ หเ ปด เผย ใหห นวยงานของรฐั สงมอบใหแ กหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร เมือ่ ครบ 20 ป ตัวเลขทีค่ วรจํา 1. เสนอคําคัดคาน ไมน อ ยกวา 15 วัน 2. ........ภายใน 30 วนั นบั แต. ....... 3. ........ภายใน 30 วนั นับแต ...... ขยายไดไมเกนิ 60 วนั 4. แจงผลการพจิ ารณาโดยไมชักชา เตรียมสอบครผู ูช ว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 288 แนวขอสอบพระราชบัญญัตขิ อมูลขา วสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 1. ผใู ดเปนผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตขิ อมลู ขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ก. นายกรัฐมนตรี ข. รฐั มนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ค. รัฐมนตรีวา การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ง. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย 2. ใหจ ดั ตั้งสาํ นกั งานคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการขน้ึ ในสงั กดั ใด ก. สาํ นกั นายกรัฐมนตรี ข. สํานักงานปลัดสาํ นกั นายกรัฐมนตรี ค. สาํ นกั งานขาวกรองแหง ชาติ กระทรวงกลาโหม ง. สํานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย 3. หนวยงานของรัฐตองสง ขาวสารของราชการพมิ พใ นราชกิจจานเุ บกษา ขอใดถูกตอง ก. โครงสรางและการจัดองคก รในการดําเนินงาน สรุปอาํ นาจหนาท่ีท่ีสําคัญและวธิ กี ารดําเนินงาน ข. สถานที่ติดตอ เพ่ือขอรบั ขอ มูลขาวสารหรอื คําแนะนําในการตดิ ตอกบั หนว ยงานของรฐั ค. กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคบั คาํ สงั่ หนังสอื เวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย ง. ถกู ทกุ ขอ 4. ขอมลู ขาวสารที่จัดใหประชาชนเขาตรวจดไู ดถ ามีสว นที่ตองหามมิใหเปดเผยอยูด วย ขอใดถกู ตอ ง ก. ใหลบขอมูลขาวสารสว นนั้น ข. ใหตัดทอนขอมลู ขาวสารสวนน้นั ค. กระทาํ โดยประการอนื่ ท่ไี มเปน การเปดเผยขอมลู ขาวสารสวนนัน้ ง. ถูกทุกขอ 5. ผใู ดเหน็ วาหนว ยงานของรฐั ไมจ ดั พิมพขอ มูลขา วสารลงพิมพในราชกิจจานุเบกษาหรอื ไมจ ดั หาขอ มูล ขา วสารไวใหป ระชาชนตรวจดไู ด หรอื ไมจ ดั หาขาวสารใหแ กต น หรอื ฝาฝน หรือไมป ฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญตั ิน้ี หรอื ปฏบิ ัตหิ นาที่ลาชา ผนู ้ันมีสทิ ธิดําเนินการตามขอใด ก. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ข. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปดเผยขอ มลู ขาวสาร ค. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ง. รอ งทุกขตอคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร เตรียมสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 289 6. ในกรณที ี่มกี ารรองเรยี นตอคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการ คณะกรรมการขอมูลขาวสารของ ราชการ ตองพจิ ารณาใหแลว เสรจ็ ขอใดถกู ตองทสี่ ดุ ก. ภายใน 15 วันนับแตวันท่ไี ดร ับคํารองเรียน ข. ภายใน 30 วนั นบั แตวนั ทีไ่ ดรบั คํารอ งเรยี น ค. ภายใน 60 วันนบั แตว ันทีไ่ ดร ับคํารองเรยี น ง. ภายใน 90 วนั นบั แตวนั ทไ่ี ดรับคาํ รอ งเรียน 7. ในกรณีทมี่ ีเหตุจาํ เปน ใหขยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตุผลและรวมเวลาท้ังหมด ขอใดถูกตอ งที่สดุ ก. ตอ งไมเกิน 15 วนั นบั แตวนั ท่ไี ดร บั คาํ รองเรียน ข. ตอ งไมเ กนิ 30 วันนบั แตว นั ทไี่ ดร ับคํารอ งเรียน ค. ตองไมเ กนิ 60 วันนบั แตว ันที่ไดรับคํารอ งเรียน ง ตองไมเ กิน 90 วนั นบั แตวันท่ไี ดรับคํารองเรยี น 8. ขอมูลขา วสารของราชการจะเปดเผยมไิ ด ขอใดถูกตองท่ีสดุ ก. ขอ มลู ขา วสารของราชการทอ่ี าจกอ ใหเกิดความเสยี หายตอ สถาบันพระมหากษตั ริย ข. การเปด เผยจะกอ ใหเกิดความเสียหายตอความมน่ั คงของประเทศ ความสมั พนั ธร ะหวางประเทศ หรือความมนั่ คงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลังของประเทศ ค. การเปด เผยจะทําใหการบังคับใชกฎหมายเสื่อมประสิทธภิ าพหรือไมอ าจสําเร็จตามวตั ถุประสงคได ไมว าจะเก่ียวกบั การฟอ งคดี การปอ งกนั การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือ การรแู หลงทม่ี าของ ขอมลู ขา วสารหรอื ไมก ต็ าม ง. การเปดเผยจะกอ ใหเ กิดอนั ตรายตอ ชีวติ หรือความปลอดภัยของบุคคลใดบุคคลหน่งึ 9. ในกรณที เ่ี จาหนาทข่ี องรัฐเห็นวา การเปด เผยขอมลู ขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสยี ของผูใด ใหเจาหนาทข่ี องรัฐแจง ใหผูน้นั เสนอคาํ คัดคา นภายในเวลาทกี่ าํ หนด ขอใดถกู ตองท่ีสุด ก. ตองไมนอ ยกวา 7 วันนบั แตว นั ทไ่ี ดร ับแจง ข. ตอ งไมน อ ยกวา 15 วันนบั แตวนั ทไี่ ดรับแจง ค. ตองไมนอยกวา 30 วนั นับแตวนั ท่ีไดรบั แจง ง. ตองไมนอยกวา 60 วนั นับแตว นั ท่ไี ดร บั แจง 10. ในกรณที ี่เจา หนา ทขี่ อองรัฐมีคําสงั่ มิใหเ ปดเผยขอ มูลขา วสาร หรือมคี ําส่ังไมร บั ฟงคําคัดคานของผมู ี ประโยชนไ ดเสีย ผูขออาจดําเนินการตามขอใด ก. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร ภายใน 15 วันนบั แตว นั ท่ไี ดร บั แจง คาํ สั่ง ข. รองทุกขต อ คณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ภายใน 15 วันนบั แตวันทีไ่ ดร บั แจงคําส่ัง ค. อุทธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดเผยขอมลู ขาวสาร ภายใน 15 วนั นับแตว ันที่ไดร ับแจง คาํ สั่ง ง. อุทธรณตอ คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ภายใน 15 วนั นบั แตวันทไ่ี ดร บั แจงคําส่งั เตรียมสอบครูผูชวย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 290 11. ถาบุคคลใดเหน็ วาขอ มูลขาวสารสว นบุคคลที่เก่ยี วกับตนสวนใดไมถกู ตองตามทเ่ี ปนจรงิ ใหมีสทิ ธยิ ่ืนคําขอ เปน หนงั สอื ใหห นว ยงานของรฐั ท่ีควบคมุ ดแู ลขอมูลขาวสารแกไ ขเปล่ยี นแปลง หรอื ลบขอมูลขาวสารสว นนัน้ หากหนวยงานของรัฐไมแกไ ขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบขอมูลขาวสารใหต รงตามท่มี ีคาํ ขอ ใหผนู ั้นมีสทิ ธิดําเนนิ การ ตามขอใด ก. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายใน 30 วนั นับแตว นั ไดร บั แจงคาํ ส่ัง ไมยินยอมแกไขเปลย่ี นแปลงหรือลบขอ มลู ขาวสาร ข. รองทุกขต อคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการภายใน 30 วนั นับแตวันไดร ับแจงคาํ สัง่ ไม ยินยอมแกไขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร ค. อุทธรณตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายใน 30 วนั นบั แตวันไดร ับแจงคาํ ส่ัง ไมยนิ ยอมแกไ ขเปลย่ี นแปลงหรือลบขอ มูลขาวสาร ง. อทุ ธรณต อคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการภายใน 30 วันนบั แตว ันไดรับแจง คําส่งั ไม ยินยอมแกไขเปล่ียนแปลงหรอื ลบขอ มูลขาวสาร 12. ขอมูลขาวสารของราชการสถาบนั พระมหากษัตริยเ มอ่ื ครบกําหนดกปี่ น ับแตวนั ที่เสรจ็ สน้ิ การจัดใหมีขอมลู ขาวสารน้ัน ใหห นวยงานของรัฐสงมอบใหแกจ ดหมายเหตุแหง ชาติ ก. เมือ่ ครบ 75 ป ข. เมื่อครบ 60 ป ค. เมอ่ื ครบ 25 ป ง. เมอื่ ครบ 20 ป 13. ขอมูลขาวสารสวนบคุ คลอายุเมือ่ ครบกาํ หนดกี่ปน บั แตวันท่เี สรจ็ สิ้นการจดั ใหมขี อ มูลขา วสารน้นั ใหหนวยงานของรฐั สง มอบใหแกหอจดหมายเหตุแหง ชาติ ก. เมื่อครบ 75 ป ข. เม่อื ครบ 60 ป ค. เมื่อครบ 25 ป ง. เมอ่ื ครบ 20 ป 14. กรรมการผทู รงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการมีวาระอยใู นตําแหนงตามขอ ใด ก. คราวละ 1 ปนับแตวนั ที่ไดร บั แตงตัง้ ผทู พ่ี นตําแหนง แลวอาจไดรบั แตงตั้งใหมได ข. คราวละ 2 ปนบั แตวันท่ไี ดรับแตงตงั้ ผทู พ่ี นตําแหนงแลวอาจไดร บั แตงตั้งใหมไ ด ค. คราวละ 3 ปน ับแตวันที่ไดร ับแตงตง้ั ผูที่พนตาํ แหนงแลวอาจไดรับแตงต้งั ใหมได ง. คราวละ 4 ปน ับแตว ันท่ไี ดร บั แตง ต้งั ผูท่ีพนตําแหนง แลว อาจไดรบั แตงต้งั ใหมได เตรียมสอบครผู ชู วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง
คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 291 15. ในกรณีท่หี นว ยงานของรัฐปฏเิ สธวา ไมมขี อ มูลขา วสารตามท่มี ีคําขอ ถาผมู คี ําขอไมเ ชื่อวาเปนความจริงผู น้นั สามารถดาํ เนินการไดตามขอใด ก. รองเรียนตอ ผอู ํานวยการสํานักขา วกรองแหง ชาติ ข. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ ค. รองทุกขต อ ผอู ํานวยการสํานกั ขาวกรองแหงชาติ ง. รอ งทกุ ขต อคณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ 16. ผูท ่ีเสนอแตง ตงั้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขา วสารคอื ใคร ก. คณะรฐั มนตรี ข. รัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรมี อบหมาย ค. คณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการ ง. ผอู าํ นวยการสาํ นักขาวกรองแหง ชาติ 17. ผทู ่ีแตง ตง้ั คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขา วสารคอื ใคร ก. คณะรัฐมนตรี ข. รฐั มนตรที คี่ ณะรัฐมนตรมี อบหมาย ค. คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ง. เลขาธิการสภาความมน่ั คงแหงชาติ 18. ใหม ีคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอ มลู ขาวสารสาขาตา ง ๆ ตามความเหมาะสม คณะกรรมการ วินจิ ฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสารคณะหน่ึง ๆ ประกอบดว ยบุคคลตามความจําเปนโดยใหแตงต้งั ตามสาขา เชย่ี วชาญเฉพาะดานของขอ มูลขาวสารของราชการจํานวนเทาใด ก. จาํ นวนไมน อ ยกวา 3 คน ข. จาํ นวนไมนอยกวา 5 คน ค. จํานวนไมนอยกวา 7 คน ง. จํานวนไมน อ ยกวา 9 คน 19. ผูใดไมปฏบิ ัติตามคาํ สงั่ ของคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการ ที่ส่ังเรียกใหบ คุ คลใดมาใหถ อยคาํ หรือใหสงวตั ถุ เอกสาร หรอื พยานหลกั ฐานมาประกอบการพิจารณาได ผูนน้ั มคี วามผิดตามขอใด ก. ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกนิ 1 เดือน หรือปรบั ไมเกิน 1,000 บาท หรือท้งั จาํ ทง้ั ปรบั ข. ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กิน 3เดือน หรือปรบั ไมเ กนิ 5,000 บาท หรือท้ังจาํ ทั้งปรบั ค. ตองระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 6เดอื น หรอื ปรบั ไมเ กนิ 10,000 บาท หรือทั้งจาํ ทัง้ ปรับ ง. ตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 1 ป หรือปรบั ไมเ กิน 20,000 บาท หรือท้งั จําทั้งปรบั เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 292 20. กรณีการเปดเผยขอ มลู ขา วสารทางราชการท่ีจะทาํ ใหก ารบงั คบั ใชกฎหมายเสือ่ มประสิทธิภาพหรอื ไมอาจ สําเร็จตามวัตถปุ ระสงคไ ด ไมวาจะเก่ยี วกบั การฟองคดี การปอ งกัน การปราบปราม การทดสอบ การ ตรวจสอบ ผูใ ดฝา ฝนหรือไมป ฏิบตั ติ ามผูน้นั มีความผิดตามขอใด ก. ตองระวางโทษจําคุกไมเกนิ 1 เดอื น หรือปรับไมเ กิน 1,000 บาท หรอื ทง้ั จาํ ท้ังปรบั ข. ตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 3 เดือน หรือปรับไมเ กิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทัง้ ปรบั ค. ตองระวางโทษจําคุกไมเกิน 6 เดอื น หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท หรอื ทง้ั จําทั้งปรบั ง. ตองระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 1 ป หรอื ปรบั ไมเ กิน 20,000 บาท หรอื ทงั้ จําทัง้ ปรับ 21. ใหค ณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการใหพิจารณาสงคาํ อุทธรณใ หค ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผย ขอมูลขา วสารภายในก่วี นั นบั แตว ันทค่ี ณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการ ไดรับคําอุทธรณ ก. 3 วัน ข. 7 วนั ค. 15 วนั ง. 30 วัน 22. คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร ประกอบดว ยบุคคลตามความจําเปนแตต อง ไมน อยกวาก่ีคน ก. 3 คน ข. 5 คน ข. 7 คน ง. 9 คน 23. ขอ ใดไมใชอ ํานาจหนา ท่ีของคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการ ก. สอดสอ งดแู ลและใหคาํ แนะนาํ เกีย่ วกบั การดําเนนิ งานของเจาหนา ทข่ี องรัฐและหนวยงานของรัฐ ข. ใหค ําปรกึ ษาแกเจา หนาท่ีของรฐั หรือหนว ยงานของเอกชน ค. เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรอื ระเบยี บของคณะรฐั มนตรี ง. พิจารณาและใหความเห็นเร่อื งรอ งเรยี น 24. ผทู รงคุณวฒุ ิในคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการมีจํานวนตามขอ ใด ก. 5 คน ข. 7 คน ค. 9 คน ง. 12 คน 25. ใครแตง ตั้งผทู รงคุณวฒุ ใิ นคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. คณะรัฐมนตรี ข. นายกรัฐมนตรี ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ง. ปลดั สํานักงานนายกรฐั มนตรี 26. ใครไมไดเ ปนคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. ปลัดกระทรวงอตุ สาหกรรม ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ค. ปลัดกระทรวงพาณิชย ง. ปลดั กระทรวงการคลัง 27. หนว ยงานของรฐั เห็นวา ขอมูลขาวสารของราชการนนั้ ยังไมควรเปดเผยโดยมีคําส่งั ขยายเวลาไดคราวละกป่ี ก. 3 ป ข. 5 ป ค. 10 ป ง. 15 ป เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 293 28. ใครเปนผแู ตงตั้งเลขานุการคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. คณะรฐั มนตรี ข. ปลัดสาํ นักนายกรัฐมนตรี ค. นายกรัฐมนตรี ง. ปลดั กระทรวงมหาดไทย 29. ถา หนวยงานของรัฐไมแกไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอ มลู ขาวสารใหตรงตามท่ีมีคําขอ ใหผ นู ัน้ มสี ิทธิอุทธรณ ตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มูลขาวสาร ภายในก่ีวัน ก. 15 วัน ข. 30 วนั ค. 45 วัน ง. 60 วัน 30. กรณีทเ่ี จาหนา ที่ของรฐั มีคําสัง่ มิใหเปด เผยขอ มูลขา วสาร หรือขอ มลู ขาวสารที่เจา หนา ทข่ี องรฐั อาจมคี ําสง่ั มิใหเปด เผย หรือมีคาํ ส่ังไมร บั ฟง คาํ คดั คานของผูมีประโยชนไ ดเ สีย ผนู น้ั อาจอทุ ธรณตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉัย การเปด เผยขอ มูลขาวสาร ภายในกว่ี นั ก. 15 วนั ข. 30 วัน ค. 45 วนั ง. 90 วนั 31. กรณที ีเ่ จาหนาท่ีของรัฐเห็นวาการเปดเผยขอ มูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชนไ ดเ สียของ ผูใด ใหเ จา หนาทข่ี องรัฐแจง ใหผนู ั้นเสนอคาํ คดั คานภายในเวลาทก่ี ําหนด ซึง่ ตอ งไมนอ ยกวา กว่ี นั ก. 7 วัน ข. 15 วัน ค. 30 วนั ง. 45 วัน 32. ขอ มลู ขา วสารของราชการใดท่ีหนว ยงานของรัฐหรอื เจา หนา ท่ีของรัฐอาจมคี ําสงั่ มิใหเ ปด เผยกไ็ ด ก. การเปดเผยจะกอใหเ กิดความเสยี หายตอความม่ันคงของประเทศ ความสัมพันธร ะหวา งประเทศ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลงั ของประเทศ ข. การเปด เผยจะกอ ใหเ กิดอันตรายตอชวี ิตหรอื ความปลอดภยั ของบคุ คลหนึ่งบคุ คลใด ค. รายงานการแพทยห รอื ขอ มลู ขา วสารสวนบุคคลซึง่ การเปดเผยจะเปนการรุกล้าํ สิทธิสวนบุคคลโดย ไมส มควร ง. ถูกทกุ ขอ 33. ขอ ใดคอื แนวคิดใหมในการรางกฎหมายขอมลู ขาวสารของราชการ คอื ก. ปกปดเปน หลกั ข. เปดเผยเปนหลัก ปกปด เปน ขอยกเวน ค. เปด เผยเปนหลกั ง. ปกปด เปน หลกั เปดเผยเปน ขอยกเวน 34. ขอ ใดคอื ขอมลู ขาวสาร ก. ฟลม ข. ภาพถาย ค. ภาพวาด ง. ถูกทกุ ขอ เตรียมสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง
คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 294 35. ขอ ใดคือขอ มูลขาวสารสว นบคุ คล ก. ฐานะการเงิน ข. ประวตั สิ ขุ ภาพ ค. การศึกษา ง. ถกู ทุกขอ 36. ขอใดคอื คนตางดาว ก. บคุ คลธรรมดาทมี่ ีสญั ชาติไทยและมถี ่นิ ที่อยใู นประเทศไทย ข. บุคคลธรรมดาที่ไมม ีสญั ชาติไทยและมถี ่ินทอ่ี ยูในประเทศไทย ค. บคุ คลธรรมดาท่มี สี ัญชาติไทยและไมม ีถ่นิ ท่อี ยใู นประเทศไทย ง. บุคคลธรรมดาที่ไมม สี ัญชาตไิ ทยและไมมถี นิ่ ที่อยใู นประเทศไทย 37. สาํ นกั งานคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ สังกดั หนวยงานใด ก. สํานกั นายกรฐั มนตรี ข. สํานักงานปลดั สาํ นักนายกรัฐมนตรี ค. กระทรวงมหาดไทย ง. กระทรวงยุติธรรม 38. ขอ ใดคือขอมลู ขาวสารท่ีตองลงพิมพใ นราชกิจจานุเบกษา ก. สรุปอํานาจหนา ทีท่ ่สี ําคญั และวิธกี ารดาํ เนินงาน ข. นโยบายหรอื การตีความท่ไี มเขาขายตอ งลงพิมพในราชกิจจานเุ บกษา ค. แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจําปข องปท ี่กาํ ลังดําเนนิ การ ง. คูม อื หรอื คาํ สั่งเกย่ี วกบั วธิ ปี ฏบิ ัติงานของเจาหนาทข่ี องรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสทิ ธิหนา ทข่ี องเอกชน 39. ขอ ใดคอื ขอมูลขาวสารที่ตอ งจัดไวใหป ระชาชนเขาตรวจดู ก. มตคิ ณะรฐั มนตรี หรือมติคณะกรรมการท่แี ตง ต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ข. โครงสรา งและการจัดองคกรในการดาํ เนนิ งาน ค. สรปุ อํานาจหนา ทท่ี ่ีสาํ คัญและวธิ ีการดาํ เนินงาน ง. สถานท่ตี ดิ ตอเพอื่ ขอรับขอ มลู ขา วสารหรอื คาํ แนะนาํ ในการติดตอกบั หนว ยงานของรัฐ 40. ผใู ดเหน็ วาหนวยงานของรฐั ไมจดั พิมพข อมลู ลงในราชกิจจานเุ บกษา ผนู ้นั มสี ิทธริ อ งเรียนตอ ก. คณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ ข. สํานกั งานคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ค. คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสาร ง. ปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรี เตรียมสอบครผู ูชว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429