Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 1

เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 1

Published by watpleng, 2020-08-03 07:18:13

Description: เตรียมสอบครูผู้ช่วย กศน. กรณีพิเศษ เล่ม 1

Search

Read the Text Version

คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 245 การปรับแผนปฏิบตั ริ าชการตามวรรคหน่ึงจะกระทําไดเฉพาะในกรณีท่ีงานหรอื ภารกิจใดไมอาจ ดําเนนิ การตามวตั ถุประสงคตอ ไปได หรอื หมดความจําเปนหรือไมเ ปนประโยชน หรือหากดําเนนิ การตอ ไป จะตอ งเสยี คาใชจ ายเกนิ ความจําเปน หรือมีความจาํ เปนอยา งอืน่ อันไมอ าจหลกี เหล่ียงได ทจี่ ะตอ ง เปล่ียนแปลงสาระสาํ คญั ของแผนปฏบิ ัตริ าชการ มาตรา 19 เมือ่ นายกรัฐมนตรพี น จากตาํ แหนง ใหหัวหนา สวนราชการมีหนา ท่ีสรปุ ผลการปฏิบตั ิราชการและ ใหข อ มูลตอ นายกรฐั มนตรีคนใหมตามทนี่ ายกรัฐมนตรคี นใหมสง่ั การ ทัง้ นี้ เพื่อนายกรฐั มนตรคี นใหมจ ะไดใ ช เปน ขอ มลู ในการพิจารณากาํ หนดนโยบายการบริหารราชการแผน ดนิ ตอไป หมวด 4 การบริหารราชการอยางมปี ระสทิ ธิภาพและเกิดความคุมคาในเชิงภารกิจของรฐั มาตรา 20 เพื่อใหก ารปฏิบัติราชการภายในสวนราชการเปน ไปอยา งมีประสิทธิภาพ ใหสว นราชการกาํ หนด เปา หมายแผนการทํางาน ระยะเวลาแลว เสร็จของงานหรอื โครงการ และงบประมาณทจี่ ะตองใชใ นแตละงาน หรอื โครงการ และตองเผยแพรใหขาราชการและประชาชนทราบทั่วกันดวย มาตรา 21 ใหสว นราชการจัดทําบัญชตี นทุนในงานบริการสาธารณะแตล ะประเภทขน้ึ ตามหลกั เกณฑแ ละ วธิ ีการท่กี รมบัญชีกลางกาํ หนด ใหสวนราชการคํานวณรายจา ยตอ หนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะทีอ่ ยใู นความรับผิดชอบของสว น ราชการนน้ั ตามระยะเวลาทกี่ รมบัญชีกลางกาํ หนดและรายงานใหส ํานกั งบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ ก.พ.ร. ทราบ ในกรณีทรี่ ายจา ยตอ หนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะใดของสวนราชการใดสูงกวารายจา ยตอ หนวยของ งานบรกิ ารสาธารณะประเภทและคณุ ภาพเดยี วกนั หรือคลายคลึงกันของสวนราชการอ่ืนใหสวนราชการน้ัน จดั ทําแผนการลดรายจา ยตอหนว ยของงานบรกิ ารสาธารณะดังกลาวเสนอสาํ นักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และ ก.พ.ร. ทราบ และถา มิไดม ขี อ ทกั ทว งประการใดภายใน 15 วันก็ใหสวนราชการดงั กลา วถอื ปฏิบัติตาม แผนการลดรายจายนัน้ ตอไปได มาตรา 22 ใหส ํานักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ และสํานักงบประมาณ รวมกันจัดใหมกี ารประเมนิ ความคมุ คาในการปฏิบัตภิ ารกจิ ของรฐั ที่สว นราชการดาํ เนินการอยเู พือ่ รายงาน คณะรฐั มนตรีสาํ หรบั เปนแนวทางในการพิจารณาวาภารกจิ ใดสมควรท่ีจะไดด าํ เนนิ การตอไปหรือยบุ เลิก และ เพ่ือประโยชนในการจดั ตงั้ งบประมาณของสวนราชการในปตอ ไป ทั้งน้ี ตามระยะเวลาที่คณะรฐั มนตรกี ําหนด ในการประเมนิ ความคมุ คาตามวรรคหนง่ึ ใหคาํ นึงถงึ ประเภทและสภาพของแตล ะภารกิจ ความเปนไปไดข อง ภารกิจหรอื โครงการทีด่ าํ เนนิ การ ประโยชนทร่ี ัฐและประชาชนจะพึงไดแ ละรายจา ยทีต่ อ งเสยี ไปกอ นและหลัง ท่สี วนราชการดําเนินการดวย ความคุมคาตามาตรานี้ ใหห มายความถงึ ประโยชนห รอื ผลเสยี ทางสงั คม และประโยชนห รอื ผลเสยี อ่ืน ซง่ึ ไมอาจคาํ นวณเปนตวั เงนิ ได เตรยี มสอบครูผูช วย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 246 มาตรา 23 ในการจดั ซอ้ื หรือจัดจาง ใหสว นราชการดําเนนิ การโดยเปด เผยและเทยี่ งธรรม โดยพจิ ารณาถงึ ประโยชนแ ละผลเสียทางสังคม ภาระตอ ประชาชน คุณภาพ วตั ถปุ ระสงคท่ีจะใช ราคาและประโยชนระยะ ยาวของสวนราชการทจ่ี ะไดรับประกอบกัน ในกรณีท่วี ัตถุประสงคในการใชเปน เหตุใหตองคาํ นึงถึงคณุ ภาพและการดูแลรกั ษาเปน สําคัญให สามารถกระทําไดโดยไมตอ งถือราคาต่ําสุดในการเสนอซือ้ หรือจางเสมอไป ใหสว นราชการที่มหี นาที่ดแู ลระเบียบเก่ยี วกับการพสั ดุปรับปรงุ ระเบยี บทเ่ี กย่ี วของเพื่อใหสว นราชการ ดําเนนิ การตามวรรคหนึง่ และวรรคสองไดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ มาตรา 24 ในการปฏิบัตภิ ารกิจใด หากสว นราชการจําเปนตองไดร บั อนุญาต อนมุ ัติ หรอื ความเหน็ ชอบจาก สวนราชการอื่นตามท่มี ีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบงั คบั ประกาศ หรอื มติคณะรฐั มนตรกี าํ หนด ใหสว น ราชการท่มี อี ํานาจอนญุ าต อนมุ ัติ หรือใหความเห็นชอบดังกลาว แจง ผลการพจิ ารณาใหส วนราชการทีย่ น่ื คําขอทราบภายใน 15 วันนบั แตว นั ท่ีไดร ับคาํ ขอ ***ออกขอ สอบป 61*** ในกรณีทีเ่ รอื่ งใดมีกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ บังคับ ประกาศ หรือมตคิ ณะรัฐมนตรีกําหนดขั้นตอน การปฏบิ ัติไว และข้นั ตอนการปฏิบัตนิ ้นั ตองใชระยะเวลาเกินสบิ หา วัน ใหสวนราชการท่มี ีอํานาจอนญุ าต อนุมตั ิ หรอื ใหความเห็นชอบประกาศกาํ หนดระยะเวลาการพจิ ารณาไวใหสวนราชการอนื่ ทราบ สวนราชการใดทีม่ ีอํานาจอนญุ าต อนมุ ตั ิ หรอื ใหความเห็นชอบ มไิ ดด ําเนินการใหแ ลว เสรจ็ ตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หากเกิดความเสยี หายใดข้นึ ใหถ ือวาขาราชการซึ่งมหี นาท่ีเกย่ี วขอ งและ หัวหนา สวนราชการ น้ันประมาทเลินเลอ อยางรายแรง เวนแตจ ะพสิ จู นไ ดวาความลา ชานั้นมิไดเ กดิ ข้ึนจากความผดิ ของตน มาตรา 25 ในการพจิ ารณาวินจิ ฉัยชี้ขาดปญหาใด ๆ ใหเปน หนาที่ของสว นราชการทรี่ บั ผิดชอบในปญหาน้นั ๆ จะตอ งพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยช้ีขาดโดยเร็ว การตงั้ คณะกรรมการข้ึนพจิ ารณาวินจิ ฉยั ใหด ําเนนิ การไดเทา ท่จี ําเปน อนั ไมอาจหลกี เลย่ี งได ในการพจิ ารณาเรอ่ื งใด ๆ โดยคณะกรรมการ เมอ่ื คณะกรรมการมมี ติเปน ประการใดแลว ใหม ติของ คณะกรรมการผกู พันสว นราชการซ่ึงมผี ูแทนรว มเปนกรรมการอยดู วย แมวาในการพิจารณาวนิ ิจฉยั เรอ่ื งนั้น ผูแทนของสว นราชการทเี่ ปน กรรมการฝายขางนอยไวใหป รากฏในเรอ่ื งนั้นดว ย ความผูกพนั ทก่ี ําหนดไวใ นวรรคสอง มใิ หใ ชบงั คบั กับการวนิ จิ ฉยั ในปญ หาดานกฎหมาย มาตรา 26 การสง่ั ราชการโดยปกติใหกระทําเปน ลายลกั ษณอกั ษร เวนแตในกรณที ี่ผบู ังคบั บัญชามีความ จาํ เปนทไ่ี มอ าจสงั่ เปนลายลกั ษณอ กั ษรในขณะนน้ั จะสั่งราชการดวยวาจาก็ได แตใหผ ูรบั คาํ ส่ังนน้ั บนั ทึก คาํ ส่งั ดว ยวาจาไวเปนลายลกั ษณอ ักษรและเมือ่ ไดป ฏบิ ัติราชการตามคําสง่ั ดงั กลา วแลว ใหบันทกึ รายงานใหผ ู สัง่ ราชการทราบ ในบันทึกใหอา งอิงคําสงั่ ดว ยวาจาไวดวย . เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 247 หมวด 5 การลดขัน้ ตอนการปฏบิ ตั งิ าน มาตรา 27 ใหส วนราชการจัดใหมีการกระจายอาํ นาจการตดั สินใจเกี่ยวกบั การสง่ั การอนุญาต การ อนมุ ัติ การปฏิบัตริ าชการ หรือการดาํ เนินการอ่ืนใดของผูด าํ รงตาํ แหนง ใดใหแกผ ดู ํารงตาํ แหนงทม่ี ีหนา ท่ี รับผดิ ชอบในการดาํ เนินการในเรอ่ื งน้นั โดยตรง เพอ่ื ใหเ กดิ ความรวดเร็วและลดข้นั ตอนการปฏบิ ัติราชการ ทง้ั น้ี ในการกระจายอํานาจการตดั สนิ ใจดงั กลา วตองมุงผลใหเ กิดความสะดวกและรวดเร็วในการบริการ ประชาชน เม่อื ไดม ีการกระจายอํานาจการตดั สินใจตามวรรคหน่งึ แลว ใหส ว นราชการกาํ หนดหลกั เกณฑก าร ควบคุม ติดตามและกํากับดูแลการใชอํานาจและความรบั ผิดชอบของผูรับมอบอํานาจและผมู อบอาํ นาจไวด ว ย หลักเกณฑดังกลา วตอ งไมส รางข้ันตอนหรอื การกล่นั กรองงานทไี่ มจําเปน ในการปฏบิ ัติงานของขา ราชการ ในการน้ี หากสามารถใชเทคโนโลยสี ารสนเทศหรือโทรคมนาคมแลวจะเปนการลดขน้ั ตอนเพิ่มประสทิ ธภิ าพ และประหยัดคาใชจ าย รวมทง้ั ไมเกิดผลเสียหายแกร าชการ ใหสวนราชการดาํ เนนิ การใหข า ราชการใช เทคโนโลยีสารสนเทศหรือโทรคมนาคมตามความเหมาะสมและกาํ ลังเงินงบประมาณ เม่ือสว นราชการใดไดมีการกระจายอาํ นาจการตัดสินใจตามวรรคหน่งึ หรือไดม กี ารใชเทคโนโลยี สารสนเทศหรอื โทรคมนาคมตามวรรคสองแลว ใหสว นราชการน้ันเผยแพรใ หป ระชาชนทราบเปนการท่ัวไป มาตรา 28 เพือ่ ประโยชนใ นการกระจายอาํ นาจการตดั สนิ ใจ ตามมาตรา 27 ก.พ.ร.ดวยความเหน็ ชอบของ คณะรัฐมนตรจี ะกําหนดหลกั เกณฑและวิธกี ารหรือแนวทางในการกระจายอาํ นาจการตัดสินใจ ความ รบั ผิดชอบระหวางผูรับมอบอํานาจและผูรบั มอบอํานาจ และการลดขัน้ ตอนในการปฏบิ ตั ิราชการใหสวน ราชการถือปฏบิ ัติได มาตรา 29 ในการปฏบิ ตั งิ านทเ่ี ก่ียวขอ งกบั การบริการประชาชนหรือการติดตอ ประสานงานระหวางสวน ราชการดวยกัน ใหสว นราชการแตละแหงจัดทําแผนภูมขิ ั้นตอนและระยะเวลาการดําเนินการรวมทั้ง รายละเอยี ดอื่น ๆ ท่เี กี่ยวขอ งในแตละขัน้ ตอนเปด เผยไว ณ ทที่ าํ การของสวนราชการและในระบบเครือขาย สารสนเทศของสวนราชการ เพ่ือใหประชาชนหรือผูทเี่ กย่ี วของเขาตรวจดูได “การบริการประชาชนและการติดตอประสานงานระหวา งสว นราชการดว ยกัน ตองกระทาํ โดยใช แพลตฟอรม ดจิ ทิ ลั กลางทีส่ ํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องคการมหาชน) กาํ หนดดวย” มาตรา 30 ในกระทรวงหนึง่ ใหเปน หนาที่ของปลดั กระทรวงทีจ่ ะตองจัดใหส ว นราชการภายในกระทรวงที่ รบั ผดิ ชอบปฏิบตั ิงานเกย่ี วกบั การบริการประชาชนรว มกนั จัดตง้ั ศูนยบรกิ ารรว ม เพอื่ อํานวยความสะดวก แกป ระชาชนในการท่ีจะตอ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายหรือกฎอ่ืนใด ทัง้ นี้ เพ่อื ใหประชาชนสามารถตดิ ตอ สอบถาม ขอทราบขอมูล ขออนญุ าต หรือขออนมุ ตั ิในเรื่องใด ๆ ท่ีเปน อํานาจหนาทีข่ องสวนราชการในกระทรวง เดยี วกนั โดยตดิ ตอเจาหนาท่ี ณ ศูนยบรกิ ารรว มเพยี งแหงเดยี ว เตรียมสอบครผู ูช ว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คูม อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 248 มาตรา 31 ในศูนยบรกิ ารรวมตาม มาตรา 30 ใหจ ัดใหม ีเจาหนาทร่ี บั เรอ่ื งราวตาง ๆ และดาํ เนินการสง ตอ ให เจา หนา ท่ีของสว นราชการท่ีเกีย่ วของเพ่อื ดาํ เนนิ การตอไป โดยใหมีขอ มูลและเอกสารท่เี ก่ยี วของกับอาํ นาจ หนาทขี่ องทกุ สวนราชการในกระทรวงรวมทง้ั แบบคําของตา ง ๆ ไวใหพรอมท่ีจะบริการประชาชนได ณ ศนู ยบ ริการรว ม ใหเ ปน หนาท่ีสวนราชการท่ีเกยี่ วขอ งทจ่ี ะตอ งจัดพิมพรายละเอยี ดของเอกสารหลักฐานทป่ี ระชาชน จะตอ งจัดหามาในการขออนมุ ัติหรือขออนุญาตในแตล ะเร่อื งมอบใหแ กเจาหนา ทขี่ องศูนยบ รกิ ารรวมและให เปนหนาทขี่ องเจาหนา ท่ศี ูนยบ รกิ ารรว มท่ีจะตอ งแจงใหป ระชาชนที่มาตดิ ตอ ไดทราบในครงั้ แรกท่มี าติดตอและ ตรวจสอบวาเอกสารหลกั ฐานที่จาํ เปนดงั กลาวน้ันประชาชนไดย ่ืนมาครบถวนหรือไม พรอมท้งั แจงใหท ราบถึง ระยะเวลาที่จะตอ งใชด าํ เนนิ การในเรอื่ งนัน้ ในการยน่ื คาํ รองหรือคําขอตอศูนยบ ริการรวมตามมาตรา 30 ใหถอื วา เปนการยื่นตอ สวนราชการที่ เกีย่ วของทงั้ หมดตามท่รี ะบไุ วใ นกฎหมายหรือกฎแลว ในการดาํ เนินการตามวรรคหน่ึง หากมีปญหาหรอื อปุ สรรคในการปฏิบตั ริ าชการใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑแ ละวิธกี ารทก่ี าํ หนดในกฎหมายหรอื กฎในเรื่องใด ใหสวนราชการท่ีเกี่ยวของแจง ให ก.พ.ร.ทราบ เพ่ือดาํ เนินการเสนอคณะรฐั มนตรใี หมีการปรับปรุงหลักเกณฑและวิธกี ารตามกฎหมายหรอื กฎนน้ั ตอไป มาตรา 32 ใหผูว าราชการจังหวดั นายอาํ เภอ และปลดั อําเภอผูเปนหวั หนา ประจํากง่ิ อาํ เภอจดั ใหส วนราชการ ที่รบั ผดิ ชอบดาํ เนินการเกีย่ วกับการบริการประชาชนในเรื่องเดยี วกันหรอื ตอ เนื่องกนั ในจังหวัด อาํ เภอ หรือ กงิ่ อาํ เภอน้ัน รวมกนั จดั ตง้ั ศนู ยบ รกิ ารรว มไว ณ ศาลากลางจงั หวัด ท่ีวาการอําเภอหรือท่ีวาการกง่ิ อาํ เภอ หรือสถานที่อนื่ ตามที่เห็นสมควร โดยประกาศใหประชาชนทราบ และใหน ําความในมาตรา 30 และมาตรา 31 มาใชบงั คับดว ยโดยอนุโลม หมวด 6 การปรับปรงุ ภารกิจของสว นราชการ มาตรา 33 ใหสว นราชการจดั ใหมีการทบทวนภารกิจของตนวา ภารกจิ ใดมคี วามจาํ เปน หรอื สมควรทจ่ี ะ ยกเลกิ ปรบั ปรุง หรอื เปลีย่ นแปลงการดาํ เนนิ การตอไปหรอื ไม โดยคํานึงถึงยุทธศาสตรชาติ แผนแมบท แผนการปฏิรปู ประเทศ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ นโยบายของคณะรฐั มนตรที ่ีแถลงตอ รัฐสภา และแผนอ่ืนทีเ่ กีย่ วของ รวมถึงกาํ ลงั เงินงบประมาณของประเทศ ความคุมคาของภารกจิ และสถานการณอื่น ประกอบกนั กําหนดเวลาในการจัดใหม ีการทบทวนตามวรรคหน่ึงใหเปน ไปตามท่ี ก.พ.ร.กาํ หนด ในกรณีทีส่ วนราชการเหน็ ควรยกเลิก ปรับปรงุ หรือเปล่ยี นแปลงภารกิจ ใหสวนราชการดําเนนิ การ ปรับปรงุ อํานาจหนาที่ โครงสราง และอตั รากาํ ลัง ของสว นราชการใหส อดคลอ งกนั และเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาใหความเหน็ ชอบเพ่ือดําเนนิ การตอ ไป เตรียมสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คูม อื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 249 ในกรณที ีก่ .พ.ร. พจิ ารณาแลวเห็นวา ภารกจิ ของรัฐท่สี ว นราชการใดรับผิดชอบดําเนินการอยสู มควร เปลยี่ นแปลง ยกเลกิ หรือเพมิ่ เตมิ ใหเ สนอคณะรฐั มนตรเี พอื่ พิจารณา เม่อื คณะรัฐมนตรเี ห็นชอบแลว ใหสว นราชการนั้นดาํ เนนิ การปรบั ปรุงภารกิจ อํานาจหนา ท่ี โครงสรา งและอัตรากาํ ลงั ของสวนราชการนนั้ ให สอดคลอ งกัน มาตรา 34 ในกรณที มี่ ีการยบุ เลกิ โอน หรือรวมสวนราชการใดท้ังหมดหรอื บางสว นหามมใิ หจดั ตั้งสว น ราชการที่มีภารกิจหรืออาํ นาจหนา ท่ีทม่ี ลี ักษณะเดยี วกนั หรอื คลา ยคลงึ กันกบั สวนราชการดังกลาวขน้ึ อกี เวน แตม ีเหตุผลและความจําเปนเพ่อื รกั ษาความมั่นคงของรัฐหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ หรอื รักษา ผลประโยชนส วนรวมของประชาชน และโดยไดร บั ความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.” ***ออกขอ สอบป 58*** มาตรา 35 สวนราชการมหี นา ท่สี าํ รวจ ตรวจสอบ และทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอบังคับ และ ประกาศ ทอี่ ยใู นความรบั ผดิ ชอบ เพอื่ ดาํ เนินการยกเลิก ปรบั ปรุง หรอื จดั ใหม ีกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอ บงั คับ หรือประกาศข้นึ ใหม ใหทันสมยั และเหมาะสมกบั สภาวการณ หรอื สอดคลอ งกบั ความจาํ เปน ทางเศรษฐกิจ สังคม และความมน่ั คงของประเทศ ทั้งน้ี โดยคํานึงถึงความสะดวกรวดเรว็ และลดภาระของ ประชาชนเปน สาํ คัญ ***ออกขอสอบป 61*** ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ใหส วนราชการนําความคิดเห็นหรือขอ เสนอแนะของประชาชนมา ประกอบการพิจารณาดว ย มาตรา 36 ในกรณีท่ีสาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าเห็นวากฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ บงั คบั หรอื ประกาศ ท่ีอยูในความรับผิดชอบของสวนราชการใด ไมสอดคลองหรือเหมาะสมกับสถานการณในปจจุบัน ไมเอ้ืออํานวยตอการพัฒนาประเทศ เปนอุปสรรคตอการประกอบกิจการหรือการดํารงชีวิตของประชาชน หรือกอใหเกิดภาระหรือความยงุ ยากตอประชาชนเกินสมควร ใหสาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าเสนอแนะ ตอสว นราชการนั้นเพอื่ ดาํ เนนิ การแกไ ข ปรบั ปรงุ หรือยกเลิกโดยเรว็ ตอ ไป ในกรณที ่สี ว นราชการท่ีไดร บั การเสนอแนะไมเ หน็ ชอบดว ยกบั คําเสนอแนะของสาํ นักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา ใหเสนอเรือ่ งตอ คณะรัฐมนตรเี พ่อื พจิ ารณาวนิ จิ ฉยั หมวด 7 การอาํ นวยความสะดวกและการตอบสนองความตองการของประชาชน มาตรา 37 ในการปฏบิ ัตริ าชการท่เี กี่ยวของกับการบริการประชาชนหรอื ติดตอ ประสานงานในระหวา งสวน ราชการดวยกนั ใหสว นราชการกาํ หนดระยะเวลาแลวเสร็จของงานแตละงานและประกาศใหประชาชนและ ขา ราชการทราบเปน การทั่วไป สวนราชการใดมไิ ดก ําหนดระยะเวลาแลว เสร็จของงานใดและ ก.พ.ร. พิจารณาเห็นวา งานน้ัน มลี ักษณะทีส่ ามารถกาํ หนดระยะเวลาแลวเสร็จได หรือสว นราชการไดกําหนด ระยะเวลาแลวเสร็จไว แต ก.พ.ร. เหน็ วา เปนระยะเวลาท่ีลาชาเกินสมควร ก.พ.ร.จะกําหนดเวลาแลวเสร็จให สว นราชการนน้ั ตองปฏิบัตกิ ไ็ ด ใหเปนหนา ท่ขี องผบู ังคับบญั ชาทจี่ ะตองตรวจสอบใหขาราชการปฏิบตั งิ านใหแ ลว เสร็จตาม กําหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง เตรยี มสอบครผู ูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 250 มาตรา 38 เม่ือสวนราชการใดไดรับการติดตอสอบถามเปนหนังสือจากประชาชนหรือจากสวนราชการ ดว ยกันเกี่ยวกบั งานที่อยูใ นอํานาจหนาท่ขี องสวนราชการนัน้ ใหเ ปนหนา ท่ขี องสวนราชการนน้ั ทจี่ ะตอง ตอบคําถามหรือแจงการดําเนินการใหทราบภายใน 15 วันหรือภายในกําหนดเวลาที่กําหนดไว ตามมาตรา 37 ***ออกขอ สอบ ป 61*** มาตรา 39 ใหส ว นราชการจดั ใหม รี ะบบเครือขายสารสนเทศของสว นราชการเพือ่ อาํ นวยความสะดวกใหแก ประชาชนท่จี ะสามารถติดตอสอบถามหรือขอขอมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั การปฏบิ ัตริ าชการของสว น ราชการ เชน (กระทรงศกึ ษาธิการ : เสมาสนเทศ ; รวม.ศธ. 2560) ระบบเครอื ขายสารสนเทศตามวรรคหน่งึ ตอ งจดั ทําในระบบเดียวกับท่ีกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารจัดใหมีขึ้นตามมาตรา 40 มาตรา 40 เพือ่ อํานวยความสะดวกและความรวดเร็วแกประชาชนในการตดิ ตอ กับสวนราชการทุกแหง ให กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารจดั ใหมรี ะบบเครอื ขา ยสารสนเทศกลางขน้ึ ในกรณที ี่สว นราชการใดไมอ าจจัดใหมรี ะบบเครือขา ยสานสนเทศของสวนราชการไดอาจรองขอให กระทรวงเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารดําเนินการจดั ทําระบบเครือขา ยสารสนเทศของสว นราชการ ดงั กลา วก็ได ในการนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารจะขอใหส ว นราชการใหค วามชวยเหลือ ดานบุคลากร คาใชจาย และขอมลู ในการดาํ เนนิ การก็ได มาตรา 41 ในกรณที ่ีสวนราชการไดร บั คํารอ งเรียน เสนอแนะ หรอื ความคดิ เห็นเกยี่ วกับวิธปี ฏบิ ตั ิราชการ อุปสรรค ความยุงยาก หรือปญ หาอืน่ ใดจากบคุ คลใด โดยมีขอมลู และสาระตามสมควรใหเปน หนาที่ของสวน ราชการนั้นท่ีจะตอ งพิจารณาดําเนินการใหล ุลว งไป และในกรณที ่ีมีท่อี ยูของบุคคลนนั้ ใหแ จง ใหบุคคลนัน้ ทราบผลการดาํ เนนิ การดว ย ท้งั น้ี อาจแจง ใหทราบผา นทางระบบ เครือขายสารสนเทศของสว นราชการดวย กไ็ ด ในกรณกี ารแจง ผา นทางระบบเครือขา ยสารสนเทศ มิใหเ ปด เผยชื่อหรอื ทอ่ี ยูของผูร อ งเรียน เสนอแนะ หรอื แสดงความคิดเห็น มาตรา 42 เพ่ือใหก ารปฏิบตั ริ าชการเปน ไปอยางมีประสิทธภิ าพและเกดิ ความสะดวกรวกเรว็ ใหส วนราชการ ทีม่ อี ํานาจออกกฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรือประกาศ เพอื่ ใชบ ังคับกบั สว นราชการอนื่ มีหนาที่ตรวจสอบวา กฎ ระเบียบ ขอ บงั คับ หรือประกาศนน้ั เปนอุปสรรคหรอื กอ ใหเ กดิ ความยุง ยาก ซํ้าซอ น หรือความลาชา ตอ การปฏิบตั ิหนาที่ของสวนราชการอ่ืนหรือไม เพอื่ ดาํ เนินการปรบั ปรงุ แกไขใหเ หมาะสมโดยเรว็ ตอ ไป ในกรณีทไี่ ดรับการรองเรยี นหรือเสนอแนะจากขาราชการหรือสวนราชการอ่ืนในเรื่องใดใหส วนราชการทอ่ี อก กฎ ระเบียบ ขอบงั คับ หรือประกาศนั้นพจิ ารณาโดยทนั ที และในกรณที ่ีเหน็ วาการรอ งเรยี นหรือ เสนอแนะนน้ั เกดิ จากความเขาใจผดิ หรือความไมเขาใจในกฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรอื ประกาศใหช้แี จง ใหผ รู องเรียนหรือเสนอแนะทราบภายใน 15 วนั การรองเรยี นหรือเสนอแนะตามวรรคสอง จะแจง ผา น ก.พ.ร. กไ็ ด เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 251 ในกรณที ี่ ก.พ.ร. เหน็ วา กฎ ระเบยี บ ขอบังคับ หรือประกาศใดมีลกั ษณะตามวรรคหนึ่ง ให ก.พ.ร. แจงใหสวนราชการท่อี อกกฎ ระเบียบ ขอบงั คับ หรือประกาศนนั้ ทราบเพื่อดาํ เนนิ การปรบั ปรงุ แกไข หรือยกเลิก ตอ ไปโดยเร็ว มาตรา 43 การปฏบิ ตั ริ าชการในเรอ่ื งใด ๆ โดยปกติใหถ อื วา เปนเรือ่ งเปดเผย เวนแตกรณีมคี วามจําเปน อยา ง ยง่ิ เพอ่ื ประโยชนใ นการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความม่ันคงทางเศรษฐกจิ การรักษาความสงบ เรียบรอ ยของประชาชน หรอื การคมุ ครองสทิ ธิสวนบุคคล จึงใหกําหนดเปน ความลับไดเ ทา ท่ีจําเปน มาตรา 44 สวนราชการตอ งจดั ใหม กี ารเปด เผยขอมลู เก่ียวกับงบประมาณรายจายแตล ะป รายการเก่ยี วกับ การจดั ซือ้ หรอื จัดจางที่จะดําเนนิ การในปง บประมาณน้ัน และสญั ญาใด ๆ ทไ่ี ดม ีการอนุมัติใหจ ัดซ้ือหรือจัด จางแลว ใหประชาชนสามารถขอดูหรือตรวจสอบได ณ สถานทีท่ ําการของสว นราชการ และระบบเครอื ขา ย สารสนเทศของสวนราชการ ท้ังน้ี การเปดเผยขอมลู ดงั กลา วตองไมกอใหเกดิ ความไดเปรียบหรอื เสียเปรียบ หรือความเสยี หายแกบ คุ คลใดในการจัดซื้อหรือจัดจาง ในการจดั ทําสัญญาจัดซื้อหรือจดั จา ง หามมิใหมีขอความหรอื ขอตกลงหา มมิใหเปด เผยขอความหรือ ขอ ตกลงในสญั ญาดงั กลาว เวนแตขอมลู ดังกลา วเปน ขอมูลทอ่ี ยูภ ายใตบ งั คบั กฎหมาย กฎ ระเบยี บ หรือ ขอบงั คับทเ่ี ก่ียวกับการคุมครองความลบั ทางราชการ หรือในสวนที่เปน ความลบั ทางการคา บญั ญตั ิเพมิ่ ในพรฎ.วาดว ยหลักเกณฑการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งทีด่ ี ฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ในวาระเร่มิ แรก ใหสํานักงานพัฒนารฐั บาลดจิ ิทลั (องคก ารมหาชน) จัดใหม แี พลตฟอรมดจิ ทิ ลั กลางเพอ่ื ใหสวนราชการใชใ นการบริการประชาชนและการติดตอ ประสานงานระหวา งกันไดภายในเกา สบิ วันนับแตว นั ทีพ่ ระราชกฤษฎีกานใี้ ชบ ังคบั ใหเปน หนาที่ของหวั หนาสวนราชการที่จะตอ งดาํ เนนิ การใหการบริการประชาชนและการติดตอ ประสานงานระหวา งสว นราชการดว ยกนั โดยการใชแพลตฟอรม ดิจิทัลกลางใหแลวเสรจ็ ภายในสองป นบั แตพ น ก าหนดเวลาตามวรรคหนง่ึ ในกรณีทีส่ วนราชการใดมีเหตผุ ลความจําเปนท่ไี มสามารถดําเนินการใชแ พลตฟอรม ดิจทิ ลั กลางได ภายในระยะเวลาทก่ี าํ หนดในวรรคสอง ใหห วั หนาสวนราชการน้นั เสนอ ก.พ.ร. เพอ่ื พิจารณาขยาย ระยะเวลาดังกลาวได หมวด 8 การประเมินผลการปฏบิ ัตริ าชการ มาตรา 45 นอกจากการจัดใหม ีการประเมินผลตามมาตรา 9 (3) แลว ใหสวนราชการจัดใหม ีคณะผูประเมิน อิสระดาํ เนนิ การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิราชการของสวนราชการเกีย่ วกับผลสัมฤทธ์ขิ องภารกจิ คุณภาพ การใหบ รกิ าร ความพงึ พอใจของประชาชนผรู ับบริการ ความคมุ คา ในภารกจิ ท้งั นี้ ตามหลักเกณฑ วิธกี าร และระยะเวลาท่ี ก.พ.ร. กาํ หนด ***ออกขอ สอบป 58*** เตรียมสอบครผู ชู วย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 252 มาตรา 46 สวนราชการอาจจดั ใหม ีการประเมนิ ภาพรวมของผูบงั คับบัญชาแตละระดบั หรอื หนว ยงานในสว น ราชการได ท้ังนี้ การประเมนิ ดังกลาวตอ งกระทาํ เปนความลับและเปนไปเพอ่ื ประโยชนแ หง ความสามคั คขี อง ขา ราชการ มาตรา 47 ในการประเมนิ ผลการปฏิบัติงานของขา ราชการเพ่ือประโยชนใ นการบรหิ ารงานบุคคล ใหส วน ราชการประเมนิ โดยคํานึงถึงผลการปฏบิ ัติงานเฉพาะตัวของขา ราชการผูน้ันในตาํ แหนง ทป่ี ฏบิ ตั ิ ประโยชน และผลสมั ฤทธ์ทิ ี่หนว ยงานทข่ี า ราชการผนู นั้ สงั กดั ไดร ับจากการปฏิบตั งิ านของขา ราชการผูนั้น มาตรา 48 ในกรณีที่สว นราชการไดด ําเนนิ การใหบรกิ ารที่มีคุณภาพและเปน ไปตามเปาหมายท่ีกําหนด รวมทั้งเปนทพ่ี ึงพอใจแกประชาชน ให ก.พ.ร. เสนอคณะรฐั มนตรจี ดั สรรเงนิ เพ่ิมพิเศษเปนบําเหนจ็ ความชอบแกส ว นราชการหรอื ใหสว นราชการใชเ งนิ งบประมาณเหลอื จายของสว นราชการน้นั เพือ่ นําไปใชใน การปรบั ปรงุ การปฏบิ ัติงานของสว นราชการหรอื จัดสรรเปน รางวลั ใหข า ราชการในสังกดั ท้ังนีต้ ามหลกั เกณฑ และวธิ ีการท่ี ก.พ.ร. กําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรี มาตรา 49 เมื่อสวนราชการใดไดดําเนินงานไปตามเปา หมาย สามารถเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธ์ิ โดยไม เปนการเพ่ิมคาใชจายและคุมคาตอภารกิจของรัฐหรือสามารถดําเนินการตามแผนการลดคาใชจายตอ หนวยตามหลักเกณฑที่ ก.พ.ร. กําหนด ให ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่ม ประสิทธภิ าพใหแ กส วนราชการนั้น หรอื ใหส ว นราชการใชเงนิ งบประมาณเหลือจายของสว นราชการนั้น เพ่อื นําไปใชในการปรบั ปรงุ การปฏิบัตงิ านของสวนราชการหรอื จัดสรรเปน รางวลั ใหข าราชการในสงั กดั ท้ังนี้ ตาม หลักเกณฑแ ละวิธีการที่ ก.พ.ร. กําหนดโดยความเหน็ ชอบของคณะรัฐมนตรี หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด มาตรา 50 เพื่อใหก ารบรหิ ารราชการเปน ไปอยา งมีประสิทธภิ าพและคุม คาในเชงิ ภารกิจของรัฐ ก.พ.ร. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจกาํ หนดใหสวนราชการตอ งปฏบิ ัติการใดนอกเหนือจากทก่ี ําหนดไว ในพระราชกฤษฎกี านี้ รวมทัง้ กาํ หนดมาตรการอน่ื เพิ่มเติมจากที่บัญญัติไวในมาตรา 48 และมาตรา 49 กไ็ ด มาตรา 51 ในกรณีทพี่ ระราชกฤษฎีกาน้ีกําหนดใหสวนราชการตอ งจัดทาํ แผนงานในเรือ่ งใด และมีกฎหมาย ฉบบั อืน่ กาํ หนดใหสวนราชการตองจัดทาํ แผนงานในเร่อื งเดยี วกันทงั้ หมดหรอื บางสวนเมือ่ สวนราชการไดจัดทํา แผนงานตามกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งแลวใหถ อื วาสวนราชการนัน้ ไดจ ัดทําแผนตามพระราชกฤษฎกี านดี้ ว ย แลว มาตรา 52 ใหองคกรปกครองสว นทองถิ่นจัดทําหลกั เกณฑการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งท่ดี ีตามแนวทาง ของพระราชกฤษฎกี าน้โี ดยอยา งนอ ยตองมีหลกั เกณฑเ กยี่ วกบั การลดขน้ั ตอนการปฏิบัตงิ านและการ อํานวยความสะดวกและการตอบสนองความตอ งการของประชาชนทส่ี อดคลอ งกบั บทบญั ญัตใิ นหมวด 5 และหมวด 7 ***ออกขอ สอบป 61*** เตรียมสอบครผู ูช ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 253 ใหเ ปน หนา ทีข่ องกระทรวงมหาดไทยดูแลและใหความชว ยเหลือองคกรปกครองสว นทองถ่นิ ในการ จดั ทําหลักเกณฑตามวรรคหน่งึ มาตรา 53 ใหองคก ารมหาชนและรฐั วสิ าหกจิ จัดใหม หี ลกั เกณฑการบรหิ ารกิจการบานเมอื งที่ดีตาม แนวทางของพระราชกฤษฎีกาน้ี ในกรณที ี่ ก.พ.ร. เหน็ วา องคก ารมหาชนหรอื รฐั วิสาหกิจใดไมจ ัดใหมีหลกั เกณฑต ามวรรคหนึ่งหรอื มี แตไมส อดคลอ งกบั พระราชกฤษฎกี านี้ ใหแ จง รัฐมนตรซี ง่ึ มีหนาที่กํากับดแู ลองคการมหาชน หรือรัฐวสิ าหกิจ เพ่ือพจิ ารณาส่งั การใหอ งคก ารมหาชนหรือรัฐวิสาหกจิ น้นั ดําเนินการใหถ กู ตองตอ ไป หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชพ ระราชกฤษฎีกาฉบบั ที่ 2 คอื โดยที่พระราชกฤษฎีกาวาดวย หลักเกณฑและวธิ กี ารบรหิ ารกจิ การบานเมอื งที่ดี พ.ศ. 2546 กําหนดใหคณะรฐั มนตรแี ละหนว ยงานท่ี เกย่ี วขอ งจัดใหมแี ผนการบรหิ ารราชการแผนดินและแผนนิตบิ ญั ญัติขนึ้ เพอ่ื เปนกรอบในการบรหิ ารราชการ แผน ดนิ ใหมคี วามชดั เจน แตเ นอ่ื งจากรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560 ไดก าํ หนดใหรฐั จดั ใหมยี ุทธศาสตรชาตเิ ปน เปาหมายการพัฒนาประเทศอยางยัง่ ยืน และตอ มาไดมีการตราพระราชบัญญัติ การจัดทํายุทธศาสตรชาติ พ.ศ. 2560 และพระราชบญั ญัติแผนและขน้ั ตอนการดาํ เนนิ การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ข้ึน ซึง่ กฎหมายดงั กลาวไดกาํ หนดใหมกี ารจดั ทํากรอบในการพัฒนาประเทศอยางยั่งยนื ไวใ นรูป ยทุ ธศาสตรชาตซิ ึง่ ทกุ หนว ยงานตอ งปฏบิ ตั ติ าม ประกอบกับไดมีการจดั ท าแผนการปฏิรูปประเทศเพ่ือเปน กลไกวิธกี าร และข้ันตอนการดาํ เนินการปฏิรูปประเทศในดานตาง ๆ ขึ้นแลว จงึ ไมม คี วามจําเปนท่ีจะตอง จดั ทาํ แผนการบรหิ ารราชการแผน ดนิ และแผนนติ ิบัญญัติใหซ ํ้าซอ นกันอีก สมควรยกเลิกการจดั ทําแผนการ บรหิ ารราชการแผน ดินและแผนนิตบิ ัญญัติ และปรับปรุงการจดั ทาํ แผนปฏิบัตริ าชการของสว นราชการให สอดคลองกบั ยทุ ธศาสตรช าติ แผนแมบ ท แผนการปฏริ ปู ประเทศ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ นโยบายของคณะรฐั มนตรีทแ่ี ถลงตอรฐั สภา และแผนอ่ืนที่เกี่ยวขอ ง รวมท้งั สมควรกําหนดใหการปฏบิ ตั งิ านที่ เก่ยี วของกบั การบริการประชาชนและการตดิ ตอประสานงานระหวางสวนราชการดวยกันตองกระทาํ โดยใช แพลตฟอรมดจิ ทิ ัลกลางเพื่อใหสอดคลองกบั การปฏิรปู ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัตริ าชการและการบริหาร ราชการแผน ดินตามรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย จงึ จําเปน ตอ งตราพระราชกฤษฎีกานี้ เตรียมสอบครูผูชวย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 254 แนวขอสอบ พระราชกฤษฎกี าวาดวยหลกั เกณฑและวิธกี ารบรหิ ารกจิ การบานเมืองท่ดี ี 1. พระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑแ ละวิธีการบรหิ ารกิจการบานเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546 มีกีห่ มวด ก่ีมาตรา ก. 9 หมวด 53 มาตรา ข. 8 หมวด 52 มาตรา ค. 9 หมวด 54 มาตรา ง. 8 หมวด 54 มาตรา 2. พระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑและวธิ ีการบรหิ ารกจิ การบา นเมอื งทดี่ ี พ.ศ. 2546 ใหไว ณ วันที่เทาใด ก. 9 มกราคม 2546 ข. 9 ตลุ าคม 2546 ค. 9 กมุ ภาพนั ธ 2546 ง. 9 พฤศจิกายน 2546 3. พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลกั เกณฑแ ละวธิ ีการบรหิ ารกจิ การบานเมอื งทด่ี ี พ.ศ. 2546 นใ้ี ชบ งั คบั ตัง้ แต ก. วนั ทีป่ ระกาศในราชกิจจานุเบกษา ข. กอ นวันประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา ค. วันถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ง. ไมมีขอ ใดถกู 4. การปฏบิ ัตติ ามพระราชกฤษฎกี านี้ จะปฏบิ ตั เิ มื่อใด และตอ งมเี งื่อนไขอยา งใด ใหเ ปน ไปตามทผ่ี ูใด กาํ หนด ก. เลขาธกิ ารรัฐมนตรกี าํ หนด ข. เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรีกาํ หนด 3. นายกรัฐมนตรกี ําหนด ง. คณะรัฐมนตรีกาํ หนด 5. การปฏบิ ัติตามพระราชกฤษฎกี าน้ีจะปฏบิ ัติเมื่อใด และตอ งมเี ง่ือนไขอยางใด ใหเปนไปตามทีผ่ ูใด เสนอ ก. ก.พ.ร. ข. ครม. ค. กกต. ง. พ.ต.ท. 6. ตามพระราชกฤษฎีกาน้ี คําวา “สวนราชการ” หมายถึง ก. สวนราชการตามกฎหมายวา ดวยการปรบั ปรุง กระทรวง ทบวง กรม ข. หนวยงานอนื่ ของรัฐทอี่ ยใู นก ากบั ของสวนราชการฝายบริหาร ค. ถูกทง้ั ขอ 1. และ 2. ง. ไมม ีขอใดถกู 7. ตามพระราชกฤษฎีน้ี คําวา “สวนราชการ” ไมรวมถงึ ก. องคก ารบริหารสว นจังหวัด ข. การปกครองสว นภมู ภิ าค ค. การปกครองสวนกลาง ง. องคก รปกครองสว นทอ งถ่นิ 8. ตามพระราชกฤษฎีกาน้ี คาํ วา “รัฐวสิ าหกจิ ” หมายความวา อยางไร ก. รฐั วิสาหกจิ ทีจ่ ดั ตง้ั ข้นึ โดยพระราชบัญญัติ ข. รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งข้นึ โดยพระราชกฤษฎีกา ค. รัฐวสิ าหกจิ ที่จดั ตั้งขึ้นโดยกฎกระทรวง ง. ถูกหมดทงั้ 1. และ 2. เตรยี มสอบครูผชู ว ย สงั กัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 255 9. ตามพระราชกฤษฎกี านี้ คําวา “ขา ราชการ” ตามพระราชกฤษฎกี านห้ี มายความรวมถงึ ใครบา ง ก. พนักงาน ข. ลกู จา ง ค. ผูป ฏิบัตงิ านในสวนราชการ ง. ถูกทกุ ขอ 10. ใครเปน ผรู กั ษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ ก. นายกรฐั มนตรี ข. รองนายกรฐั มนตรี ค. คณะรฐั มนตรี ง. ปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรี 11. ขอใดเปนการบริหารเพื่อบรรลุเปา หมายของการบริหารกิจการบานเมอื งที่ดี ก. เกิดประโยชนสุขของประชาชน ข. เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ตอ ภารกิจของรฐั ค. มปี ระสิทธภิ าพและเกดิ ความคมุ คาในเชงิ ภารกิจของรฐั ง. ถูกหมดถูกขอ 12. การบริหารกจิ การบานเมืองท่ีดไี ดแ กการบรหิ ารราชการเพอื่ บรรลุเปา หมายดังขอใด ก. ไมม ีขนั้ ตอนการปฏบิ ัติงานเกินความจาํ เปน ข. มีการปรับปรงุ ภารกิจของสว นราชการใหทนั ตอสถานการณ ค. ประชาชนไดรบั การอํานวยความสะดวกและการไดร ับการตอบสนองความตอ งการ ง. ถกู หมดทกุ ขอ 13. การบรหิ ารราชการเพอ่ื ประโยชนส ุขของประชาชน หมายถึงขอใด ก. การปฏบิ ัตริ าชการทม่ี ีเปาหมายเพือ่ ใหเกิดความผาสุกของประชาชน ข. การปฏิบัติราชการที่มเี ปาหมายเพือ่ ใหเ กดิ ความเปนอยูทีด่ ขี องประชาชน ค. การปฏิบตั ริ าชการทม่ี ีเปาหมายเพอ่ื ใหเกิดความสงบและปลอดภัยของสังคมสว นรวม ง. ถกู หมดทุกขอ 14. การบริหารราชการเพอื่ ประโยชนสุขของประชาชน สว นราชการจะดําเนนิ การโดยถอื วา ประชาชนเปน เชนใด ก. ประชาชนเปนมติ รกับสวนราชการ ข. สว นราชการเปน ศูนยก ลางของประชาชนในดา นการใชอ านาจ ค. ประชาชนเปนศนู ยกลางในการไดรบั การบริการจากภาครัฐ ง. ถูกหมดทุกขอ 15. การกาํ หนดภารกิจของรฐั และสว นราชการตอ งเปน ไปเพื่ออะไร ก. เพอื่ ประโยชนสุขของประชาชน ข. เพื่อประโยชนสขุ ของขาราชการ ค. เพอ่ื ประโยชนสุขของหนวยงานราชการ ง. ถูกหมดทุกขอ เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 256 16. การกําหนดภารกจิ ของรฐั และสวนราชการตองเปน ไปเพือ่ อะไร ก. เพ่อื ประโยชนสขุ ของประชาชน ข. เพ่ือใหสอดคลอ งกับแนวนโยบายแหงรัฐ ค. เพอื่ ใหสอดคลองกบั นโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงตอ รัฐสภา ง. ถูกหมดทุกขอ 17. การปฏิบัติภารกิจของสว นราชการตอ งเปน ไปโดยขอใด ก. ความซ่ือสตั ย สจุ ริต ข. สามารถตรวจสอบได ค. เกิดประโยชนสุขแกประชาชน ง. ถูกหมดทุกขอ 18. ขา ราชการมหี นาที่ตองคอยรับฟง ความคดิ เห็นและความพงึ พอใจของสงั คมโดยรวมเพือ่ อะไร ก. เพ่อื ปรบั ปรงุ หรือเสนอแนะตอ ผบู ังคับบัญชา ข. เพื่อใหม ีการปรับปรุงวิธกี ารปฏบิ ัติราชการใหเหมาะสม ค. ถูกทง้ั ขอ 1. และ 2. ง. ไมม ขี อ ใดถูก 19. ในกรณีท่ีเกดิ ปญ หา และอปุ สรรค จากการดําเนนิ การ สว นราชการตองดําเนินการอยางไร ก. แกไ ขปญ หาและอุปสรรคน้นั โดยเร็ว ข. แกไขปญหาตามแผนของสว นราชการน้นั ค. รีบท าหนังสอื ปรึกษา ก.พ.ร. ง. รบี ทําหนังสือปรึกษาคณะรฐั มนตรี 20. สวนราชการตองดาํ เนนิ การแกไขปญหา และอุปสรรคนัน้ แลวตองแจงใหใครทราบ ก. ครม. ข. รมต. ค. ปปช. ง. ก.พ.ร. 21. กรณที ่สี วนราชการกาํ หนดวธิ กี ารปฏบิ ตั ิใหเหมาะสมกับภารกจิ แตละเรอ่ื ง ใหผูใดเปนผูก ําหนด แนวทางการดําเนินการทวั่ ไป ก. ครม. ข. รมต. ค. บ.ข.ส. ง. ก.พ.ร. 22. การกําหนดภารกจิ ของรัฐและสวนราชการ ใหสอดคลอ งกบั แนวนโยบายของรัฐ เปน การบรหิ าร ราชการแบบใด ก. เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ตอภารกจิ ของรัฐ ข. เกิดประโยชนส ขุ ของประชาชน ค. มีประสิทธิภาพและเกดิ ความคมุ คาในเชงิ ภารกจิ ของรฐั ง. เพอื่ ลดขน้ั ตอนการปฏิบัตงิ าน เตรยี มสอบครผู ูช ว ย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง

คูมือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 257 23. ในการบริหารราชการ กอนจะดําเนนิ การสิง่ ใด สวนราชการตอ งดาํ เนินการตามขอ ใด ก. แจง ใหประชาชนทราบกอ นเสมอ ข. โฆษณาประชาสมั พนั ธใ หประชาชนทราบ ค. วิเคราะหผลการปฏิบัติลวงหนาไวก อน ง. จดั ทําแผนปฏบิ ัตริ าชการไวเปน การลวงหนา 24. การกําหนดแผนปฏบิ ัตริ าชการตอ งมรี ายละเอียดใดบา ง ก. ระยะเวลาและงบประมาณ ข. ผลสมั ฤทธ์ิของภารกจิ ค. ตวั ช้วี ดั ความสําเร็จของภารกิจ ง. ถูกทุกขอ 25. สว นราชการตองจัดใหมีการติดตามและประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิตามแผนปฏิบัติราชการตาม หลกั เกณฑ และวิธกี ารท่สี วนราชการกําหนดขนึ้ ตองสอดคลองกบั มาตรฐานที่ใครกําหนด ก. ครม. ข. รมต. ค. ปปป. ง. ก.พ.ร 26. ในกรณที ่ีการปฏิบตั ิภารกิจของราชการ เกดิ ผลกระทบตอ ประชาชนเปนหนาที่ของผูใดตอง ดาํ เนนิ การแกไข ก. สว นราชการ ข. หวั หนา สว นราชการ ค. เจาหนา ท่ที ุกคนทเี่ กย่ี วขอ ง ง. ก.พ.ร. 27. ใหส ว นราชการมหี นาที่สนบั สนนุ การปฏบิ ัติราชการของผวู า ราชการจงั หวัดหรือหัวหนาคณะ ผแู ทนในตางประเทศ เพ่ืออะไร ก. เพอ่ื ใหก ารบูรณาการงานตาง ๆ ในจงั หวัดหรือในตางประเทศ สามารถยนื ยันตามแนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง ข. เพอ่ื ใหจ ังหวัดหรือในตา งประเทศแลวแตกรณี สามารถใชต ดิ ตอกบั ประชาชนไดโ ดยตรง โดยใชอ ํานาจตามกฎหมายไดครบถวน ค. เพ่อื ใหก ารบรหิ ารราชการแบบบูรณาการในจังหวัดหรือในตางประเทศ แลวแตก รณีสามารถใช อาํ นาจตามกฎหมายไดครบถว นตามความจําเปน และบริหารราชการไดอยางมีประสิทธภิ าพ ง. เพ่อื ใหป ระชาชนท้งั ในและตา งประเทศสามารถใชอํานาจตามกฎหมายไดค รบถวนตามความจําเปน และบริหารราชการไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ 28. สวนราชการมหี นาทพี่ ฒั นาความรเู พื่อใหม ีลักษณะเปน องคก ารแหงการเรยี นรอู ยางสม าเสมอ โดยปฏบิ ัตอิ ยางไร ก. ตอ งสามารถรบั รูขา วสารอยา งถูกตอ งรวดเร็ว ข. สง เสรมิ และพฒั นาความรูความสามารถ ค. สรางวิสัยและปรบั เปลย่ี นทัศนคติของขาราชการในสังกัด ง. ถูกทุกขอ เตรยี มสอบครูผูชว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 258 29. เพอ่ื ประโยชนในการปฏิบัติราชการใหเ กิดสมั ฤทธ์ิ ผูใดอาจเสนอตอ คณะรัฐมนตรีเพอื่ กาํ หนด มาตรการกาํ กับการปฏิบตั ิราชการ ก. สว นราชการ ข. รมต. ค. ผวู าราชการจังหวัด ง. ก.พ.ร. 30. เพ่ือประโยชนในการปฏิบัตริ าชการใหเ กิดผลสมั ฤทธิ์ ก.พ.ร. อาจเสนอตอ ใครเพื่อกาํ หนดมาตรการกาํ กับ การปฏบิ ัตริ าชการ ก. ครม. ข. รมต. ค. รฐั สภา ง. วุฒิสภา 31. การรอ งเรียน หรอื เสนอแนะ สว นราชการ จะแจงผานหนวยงานใดไดอกี ก. แจงผา น ก.พ.ร. ได ข. แจง ผา น สาํ นกั นายกฯ ได ค. แจงผา น ทางไปรษณียล งทะเบียนได ง. แจงผา น คมช. ได 32. การกําหนดหลกั เกณฑห รอื เงื่อนไขตาง ๆ ตามพระราชกฤษฎกี าวา ดวยหลักเกณฑแ ละวิธีการบริหาร กิจการ บา นเมอื งทด่ี ี เพื่อใหสว นราชการปฏิบัติ ตองดาํ เนนิ การตามขอ ใดจึงจะถูกตองที่สุด ก. ตราเปน พระราชกฤษฎกี า ข. ก.พ.ร.เสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติ ค. ทําเปน ประกาศกระทรวง ง. ทาํ เปนระเบยี บสาํ นักนายกรฐั มนตรี 33. หนว ยงานตามขอ ใดมหี นา ที่เสนอแนะตอ สวนราชการเพอื่ ดําเนนิ การแกไ ข ปรับปรงุ หรอื ยกเลกิ กฎหมาย ระเบยี บ หรือขอ บงั คบั ของราชการสว นที่ใชอยู ก. สาํ นักงานอยั การสงู สดุ ข. สาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎกี า ค. สํานักงานคณะกรรมการตลุ าการ ง. สาํ นักงาน ก.พ.ร. 34. หนวยงานตามขอใดเปน หนวยงานทีม่ หี นา ท่ีรว มกันในการจดั ทําแผนการบริหารราชการแผนดินเพ่อื เสนอ ตอ คณะรฐั มนตรี ก. สาํ นักงานเลขาธิการคณะรฐั มนตรี กับสํานักเลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี ข. สํานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ สํานักเลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรแี ละ สํานกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี ค. สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สํานัก เลขาธิการนายกรฐั มนตรี และสํานกั งบประมาณ ง. สํานกั งบประมาณ กับสาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ 35. การจดั ซอ้ื จดั จางตองกระทําตามขอใด ก. ปกปดเปน ความลับ ข. เปดเผย และรอบคอบ ค. เปด เผย และเทย่ี งธรรม ง. สงบ เปด เผย เจตนาเปนเจาของ เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 259 36. การรับฟงขอรองเรยี น การเปดเผยขอมูล เปนการบรหิ ารราชการแบบใด ก. เกดิ ประโยชนส ขุ ของประชาชน ข. การปรบั ปรงุ ภารกจิ ของสว นราชการ ค. เกิดผลสัมฤทธต์ิ อ ภารกิจของรัฐ ง. การอํานวยความสะดวกและตอบสนองความตองการของประชาชน 37. การประเมินผลการปฏิบัตงิ านของขา ราชการเพ่อื อะไร ก. เพ่ือประโยชนใ นการบริหารงานบุคคล ข. เพ่อื ประโยชนใ นการพัฒนาระบบราชการ ค. เพ่อื ใหก ารปฏิบัตงิ านเปนไปดว ยประโยชนทปี่ ระชาชนจะไดรบั ง. ถกู หมดทุกขอ 38. ในกระทรวงหนง่ึ ใหเ ปนหนาท่ีของใครทจ่ี ะตอ งจดั ใหสวนราชการภายในกระทรวงทรี่ ับผดิ ชอบปฏบิ ตั ิงาน เกยี่ วกบั การบริการประชาชนรว มกนั จัดตัง้ ศูนยบ ริการรวมของกระทรวง ก. หัวหนาสว นราชการ ข. ผวู าราชการจังหวัด ค. ปลัดกระทรวง ง. รฐั มนตรวี าการกระทรวง 39. ขอ ใดเปน เหตุผลในการประกาศใชพระราชกฤษฎกี าวา ดว ยหลกั เกณฑและวธิ บี ริหารกิจการบานเมืองทด่ี ี ก. เพือ่ ใหการปฏิบตั ิงานของสวนราชการตอบสนองตอการพัฒนาประเทศ ข. เพ่ือใหการบรหิ ารราชการแผนดนิ เปน ไปเพ่ือประโยชนสขุ ของประชาชน ค. เพ่อื ใหการบรหิ ารแกป ระชาชนเปนไปอยา งมปี ระสิทธภิ าพ ง. ถกู ทุกขอ 40. ขอ ใดไมใ ชเปาหมายของการบริหารกิจการบา นเมอื งทดี่ ี ก. เกดิ ประโยชนสุขตอ ประชาชน ข. เกดิ ผลสัมฤทธต์ิ อ ภารกจิ ของรฐั ค. เกิดการตรวจสอบที่มีประสทิ ธภิ าพ ง. มกี ารประเมินผลการปฏบิ ัติราชการอยางสมํ่าเสมอ เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 260 เฉลยแนวขอ สอบพระราชกฤษฎกี าวา ดวยหลักเกณฑและวิธีการบรหิ ารกิจการบานเมืองทด่ี ี ขอ ขอ ขอ ขอ 1 ก 11 ง 21 ง 31 ก 2 ข 12 ง 22 ข 32 ก 3 ค 13 ง 23 ง 33 ข 4 ง 14 ค 24 ง 34 ง 5 ก 15 ก 25 ง 35 ข 6 ค 16 ง 26 ก 36 ง 7 ง 17 ง 27 ค 37 ก 8 ง 18 ค 28 ง 38 ค 9 ง 19 ก 29 ง 39 ง 10 ก 20 ง 30 ก 40 ค เตรยี มสอบครผู ชู ว ย สงั กัด สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 261 พระราชบญั ญัติความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ใหไว ณ วันท่ี 27 กนั ยายน 2539 เปน ปที่ 51 ในรัชกาลที่ 9 ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา 14 พฤศจกิ ายน 2539 บงั คับใช 15 พฤศจกิ ายน 2539 จํานวน 19 มาตรา ผรู กั ษาการตาม พรบ. นายกรัฐมนตรี ผรู บั สนองพระบรมราชโองการ นายบรรหาร ศลิ ปอาชา “เจาหนาท”ี่ หมายความวา ขา ราชการ พนกั งาน ลูกจาง หรอื ผปู ฏบิ ัตงิ านประเภทอื่น ไมว า จะเปน การแตงตัง้ ในฐานะเปนกรรมการหรอื ฐานะอน่ื ใด “หนว ยงานของรัฐ” หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรือสว นราชการท่ีเรียกชื่ออยางอ่ืนและมี ฐานะเปนกรม ราชการสวนภูมิภาค ราชการสวนทองถ่ิน และรัฐวิสาหกิจท่ีตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือ พระราช กฤษฎกี า และใหห มายความรวมถงึ หนว ยงานอืน่ ของรฐั ทม่ี พี ระราชกฤษฎกี ากําหนดใหเปนหนวยงาน ของรฐั ตาม พระราชบัญญัตนิ ีด้ วย หนวยงานของรฐั ตองรับผิดตอผูเสียหายในผลแหงละเมิดที่เจาหนาที่ของตนไดกระทําในการปฏบิ ัติ หนาท่ี ในกรณีน้ีผูเสียหายอาจฟองหนวยงานของรัฐดังกลาวไดโดยตรง แตจะฟองเจาหนาท่ีไมได ถาการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่ซ่ึงไมไดสังกัดหนวยงานของรัฐแหงใดใหถือวากระทรวงการคลังเปน หนว ยงานของรฐั ทีต่ อ งรับผดิ ตามวรรคหนง่ึ *** ออกขอ สอบ ป 60 *** ถาการกระทําละเมิดของเจาหนาที่มิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาที่ตองรับผิดใน การน้ันเปนการเฉพาะตัวในกรณีนี้ผูเสียหายอาจฟอ งเจาหนาท่ีไดโดยตรง แตจะฟองหนวยงานของรฐั ไมไ ด *** ออกขอ สอบ ป 58 และ ป 60 *** ในคดีท่ีผเู สยี หายฟองหนวยงานของรฐั ถาหนวยงานของรฐั เห็นวาเปนเร่อื งทีเ่ จาหนาท่ตี องรับ ผดิ หรือ ตองรวมรบั ผิด หรือในคดที ่ีผเู สียหายฟอ งเจา หนา ท่ถี า เจาหนา ทีเ่ ห็นวา เปนเร่ืองท่หี นว ยงานของรฐั ตอ งรับ ผดิ หรอื ตองรวมรับผิด หนว ยงานของรฐั หรอื เจาหนา ที่ดังกลา วมีสิทธิขอใหศ าลทพ่ี จิ ารณาคดีน้นั อยเู รยี กเจาหนา ท่ี หรือหนว ยงานของรฐั แลวแตกรณี เขา มาเปนคคู วามในคดี ถาศาลพพิ ากษายกฟองเพราะเหตทุ ี่หนวยงาน ของรฐั หรอื เจาหนา ท่ที ีถ่ กู ฟองมใิ ชผ ูตองรบั ผดิ ใหขยายอายุความฟอ งรองผูท่ีตองรับผดิ ซึ่งมไิ ดถูกเรียกเขา มาในคดีออกไปถึง 6 เดอื นนบั แตวนั ท่คี าํ พพิ ากษานน้ั ถงึ ท่สี ุด เตรียมสอบครผู ูชวย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คูมือเตรยี มสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 262 มาตรา 8 ในกรณีที่หนวยงานของรัฐตองรับผิดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสียหายเพื่อการละเมิดของ เจา หนาท่ี ใหหนว ยงานของรัฐมสี ทิ ธเิ รียกใหเจาหนาที่ผูทาํ ละเมิดชดใชคาสนิ ไหมทดแทนดงั กลาวแกหนว ยงาน ของรัฐไดถาเจาหนาที่ไดกระทําการน้ันไปดวยความจงใจหรือประมาทเลินเลออยางรายแรง สิทธิเรียกให ชดใชคาสินไหมทดแทนตามวรรคหน่ึงจะมีไดเพียงใดใหคํานึงถึงระดับความรายแรงแหงการ กระทําและ ความเปนธรรมในแตล ะกรณีเปนเกณฑโดยมิตอ งใหใชเ ตม็ จาํ นวนของความเสยี หายกไ็ ด *ออกขอสอบป 60 ถาการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพรองของหนวยงานของรัฐหรือระบบการดําเนินงาน สวนรวมใหห ักสว นแหง ความรับผดิ ดงั กลา วออกดวย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจาหนาท่ีหลายคนมิใหนําหลักเร่ืองลูกหนี้รวมมาใชบังคับและ เจาหนา ท่ี แตล ะคนตองรบั ผิดใชคา สนิ ไหมทดแทนเฉพาะสว นของตนเทาน้ัน *** ออกขอ สอบ ป 60 *** มาตรา 9 ถาหนวยงานของรัฐหรือเจาหนา ท่ีไดใชคาสินไหมทดแทนแกผูเสยี หาย สิทธิที่จะเรียกใหอ ีก ฝา ยหนึ่งชดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกตนใหมีกําหนดอายุความ 1 ปน ับแตว นั ท่หี นว ยงานของรัฐหรอื เจาหนาที่ ไดใ ชคาสนิ ไหมทดแทนน้นั แกผูเสยี หาย มาตรา 10 ในกรณที ี่เจา หนา ท่เี ปนผูกระทําละเมิดตอหนว ยงานของรัฐไมว าจะเปนหนวยงานของรัฐ ที่ ผูน้ันอยูในสังกัดหรือไม ถาเปนการกระทําในการปฏิบัติหนาที่การเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ ใหนําบทบัญญัติมาตรา 8 มาใชบังคับโดยอนุโลม แตถามิใชการกระทําในการปฏิบัติหนาที่ใหบังคับตาม บทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาท่ีทั้งสอง ประการตามวรรคหน่ึง ใหมีกําหนดอายุความ 2 ป นับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัว เจาหนาที่ ผูจะพึงตองใชคา สนิ ไหมทดแทน กรณีท่ีหนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาท่ีผูนั้นไมตองรับผิดแตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเหน็ วา ตองรับผิด ใหสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนน้ันมีกําหนดอายุความ 1 ปนับแตวันท่ีหนวยงานของรัฐมีคําสั่ง ตามความเหน็ ของกระทรวงการคลัง มาตรา 11 ในกรณีที่ผูเสียหายเห็นวา หนวยงานของรัฐตองรับผิดตามมาตรา 5 ผูเสียหายจะย่ืน คําขอตอหนวยงานของรัฐใหพิจารณาชดใชคาสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหายท่ีเกิดแกตนก็ได ในการนี้ หนวยงานของรัฐตอ งออกใบรบั คาํ ขอใหไ วเปนหลกั ฐานและพิจารณาคาํ ขอนน้ั โดยไมช ักชา เมื่อหนว ยงานของ รฐั มีคําสั่งเชนใดแลว หากผเู สียหายยังไมพ อใจในผลการวนิ ิจฉัยของหนวยงานของรัฐกใ็ หมีสิทธิรองทุกขตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยรองทุกขตามกฎหมายวา ดวยคณะกรรมการกฤษฎีกาไดภายใน 90 วันนบั แตว นั ท่ีตน ไดรับแจงผลการวินิจฉัย ใหหนวยงานของรัฐพิจารณาคําขอทไี่ ดรับใหแลวเสร็จภายใน 180 วัน หากเร่ือง ใดไมอาจพิจารณาไดทันในกําหนดน้ันจะตองรายงานปญหาและอุปสรรคใหรัฐมนตรีเจาสังกัดหรือกํากับหรอื ควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐแหงนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได แตรัฐมนตรีดังกลาวจะ พจิ ารณาอนมุ ัตใิ หข ยายระยะเวลาใหอีกไดไ มเ กิน 180 วัน เตรียมสอบครผู ูช ว ย สงั กดั สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 263 มาตรา 12 ในกรณีท่ีเจาหนา ทตี่ อ งชดใชคา สินไหมทดแทนทีห่ นวยงานของรฐั ไดใชใหแกผเู สียหายตาม มาตรา 8 หรือในกรณีท่ีเจาหนาที่ตองใชคาสินไหมทดแทนเน่ืองจากเจาหนาที่ผูนั้นไดกระทําละเมิดตอ หนวยงาน ของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ใหหนวยงานของรัฐท่ีเสียหายมีอํานาจออกคําส่ังเรียก ใหเจาหนา ท่ผี ูนนั้ ชาํ ระเงินดงั กลา วภายในเวลาท่กี ําหนด มาตรา 13 ใหคณะรัฐมนตรีจัดใหมีระเบียบเพ่ือใหเจาหนาที่ซึ่งตองรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผอนชําระเงินท่ีจะตองรับผิดนั้นไดโดยคํานงึ ถึงรายได ฐานะ ครอบครัวและ ความรับผิดชอบ และพฤตกิ ารณแ หง กรณีประกอบดวย *** ออกขอ สอบ ป 58 และ ป 60 *** มาตรา 14 เม่ือไดม ีการจัดตง้ั ศาลปกครองขึ้นแลว สทิ ธิรองทุกขตอคณะกรรมการวินจิ ฉัยรองทุกข ตาม มาตรา 11 ใหถ ือวาเปน สิทธฟิ องคดตี อ ศาลปกครอง *** ออกขอสอบ ป 60 *** หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญตั ิฉบับน้ี คือ การท่ีเจาหนา ท่ีดําเนนิ กจิ การตา ง ๆ ของ หนวยงานของรัฐนนั้ หาไดเ ปน ไปเพอื่ ประโยชนอนั เปนการเฉพาะตวั ไม การปลอยใหความรับผิดทางละเมิด ของเจาหนา ที่ ในกรณที ป่ี ฏิบัตงิ านในหนา ที่และเกิดความเสียหายแกเอกชนเปน ไปตามหลกั กฎหมายเอกชน ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยจงึ เปนการไมเหมาะสมกอใหเกิดความเขาใจผิดวา เจาหนาที่จะตอง รับผิดในการกระทําตาง ๆ เปนการเฉพาะตัวเสมอไปเม่ือการที่ทําไปทําใหหนวยงานของรัฐตองรับผิดตอ บุคคลภายนอกเพียงใดก็จะมีการฟอ งไลเ บ้ยี เอาจากเจาหนาทเ่ี ตม็ จํานวนนนั้ ท้ังที่บางกรณีเกดิ ข้นึ โดยความ ไมต ้ังใจ หรือความผดิ พลาดเพยี งเลก็ นอยในการปฏิบัติหนา ท่ี นอกจากนน้ั ยงั มกี ารนําหลกั เร่ืองลกู หน้ีรวม ในระบบกฎหมายแพงมาใชบงั คับ ใหเ จาหนา ทตี่ อ งรว มรับผดิ ในการกระทําของเจาหนาที่ผอู ่ืนดว ย ซ่งึ ระบบ น้ันมุงหมายแตจะไดเงินครบโดยไมคํานึงถึงความเปนธรรมท่ีจะมีตอแตล ะคน กรณีเปนการกอใหเกิดความ ไมเปนธรรมแกเจาหนาที่และยังเปนการบ่ันทอนกําลังขวัญในการทํางานของเจาหนาท่ีดวยจนบางคร้ัง กลายเปนปญหาในการบริหารเพราะเจาหนาท่ีไมกลาตัดสินใจดําเนินงานเทาที่ควร เพราะเกรงความ รับผิดชอบที่จะเกิดแกตน อนึ่ง การใหคุณใหโทษแกเจาหนาท่ีเพื่อควบคุมการทํางานของเจาหนาท่ียังมี วธิ กี ารในการบรหิ ารงานบุคคล และการดําเนินการทางวินัยกํากับดูแลอีกสว นหน่งึ อันเปน หลกั ประกันมิให เจา หนาท่ที ําการใด ๆ โดยไมรอบคอบอยูแลว ดงั น้นั จงึ สมควรกําหนดใหเ จา หนาท่ีตองรบั ผิดทางละเมิดใน การปฏิบัติงานในหนาที่เฉพาะเมื่อเปนการจงใจกระทําเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจใหเกิดความเสียหาย หรือประมาทเลินเลออยางรา ยแรงเทานน้ั และใหแบงแยกความรับผิดของแตละคนมิใหนําหลักลูกหนร้ี ว ม มาใชบังคับ ท้ังน้ี เพื่อใหเกิดความเปนธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ จงึ จาํ เปน ตองตราพระราชบญั ญตั นิ ้ี เตรยี มสอบครูผูช วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 264 แนวขอ สอบ ชดุ ที่ 1 1.วธิ ีการชดใชค า เสียหายท่ีเกิดจากการละเมิดของเจา หนา ทตี่ ามพระราชบัญญตั คิ วามผิดทางละเมดิ ของ เจาหนาท่ี พ.ศ.2539 ขอ ใดถกู ตอง ก. ชดใชเ ปนเงิน ข. ซอ มแซมทรัพยส นิ ท่ีเสยี หายใหคงสภาพเดมิ ค. ชดใชเปน ทรัพยสินทม่ี ีคณุ ภาพ สภาพและปรมิ าณอยา งเดยี วกบั ที่เสียหาย ง. ทกุ ขอ 2.คณะกรรมการสอบสวนขอ เทจ็ จริงความผิดทางละเมดิ ที่หวั หนาสว นราชการแตงต้ังมกี ี่คน ก. ไมน อ ยกวา 5 คน ข. ไมเกนิ กวา 5 คน ค. ไมนอ ยกวา 7 คน ง. ไมเ กนิ กวา 7 คน 3.การฟองของบุคคลภายนอกท่ไี ดรบั การละเมดิ จากเจาหนา ที่รฐั ที่เกดิ จากการ ปฏบิ ัตหิ นา ที่และเจา หนาท่ี รัฐคนนั้นไมไดสังกัดหนวยงานใด บคุ คลภายนอกจะฟอ งหนวยงานใด ก. ฟองเจา หนาทค่ี นน้ัน ข. ฟอ งหนว ยงานรฐั ค. ฟองนายกรัฐมนตรี ง. ฟอ งกระทรวงการคลัง 4.การฟอ งรองกรณที ่ีเกดิ ละเมิดขน้ึ แกเอกชน โดยเจาหนา ทรี่ ฐั ไดป ฏิบัตไิ ปตามหนา ที่ ผูเ สยี หายจะฟอ งรอง ตอใครไดเ พื่อใหชดใชคาสนิ ไหมทดแทน ก. ฟอ งเจา หนา ท่ีของรัฐ ข. ฟองหนวยงานของรัฐทเ่ี จาหนาท่ีสงั กดั ค. ฟองกระทรวงการคลงั เทา นั้น ง. ไมสามารถฟองรอ งได 5.กรณีทเี่ กิดละเมิดข้ึนแกหนว ยงานของรัฐ โดยเจาหนา ท่รี ฐั กระทาํ ตอ เอกชนโดยจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยางรา ยแรง ผูใดเปนผรู บั ผดิ ชอบคาสนิ ไหมทดแทน ก. เจาหนา ที่รัฐ ข. หนวยงานของรัฐ ค. กระทรวงการคลัง ง. เจา หนา ที่ของรฐั และหนวยงานของรัฐในฐานะเจาหน้รี วม เตรยี มสอบครูผูช ว ย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมือเตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 265 6.ผูใ ดเปนผมู ีอาํ นาจในการแตง ตัง้ คณะกรรมการสืบขอเทจ็ จริง หากโรงเรยี นเกดิ ไฟไหม ก. ผอ.โรงเรยี น ข. ผอ.เขตฯ ค. เลขาฯสพฐ. ง. บคุ คลตามมาตรา 53 ของพรบ.ครู 7.จดุ ประสงคห ลักของพระราชบัญญัติความผิดทางละเมดิ ของเจาหนา ท่ี ขอ ใดเปนจริงท่สี ุด ก. ตองการคุมครองหนวยงานรัฐ ข. ตอ งการคุมครองหนว ยงานเอกชน ค. ตองการคุมครองเจา หนาทีร่ ัฐท่ีปฏิบตั หิ นาทอี่ ยางสจุ ริตรอบคอบ ง. ตอ งการคมุ ครองหนว ยงานของรฐั ท่ไี ดร บั ผลกระทบจากการฟองรอ งของเอกชน 8.ผูเสียหายสามารถยืน่ ฟองรองเมื่อถูกละเมิด กรณที ม่ี ไิ ดเ กิดจากการปฏิบัตหิ นา ท่ี ตอ หนว ยงานใด ก. หนวยงานรฐั ข. ศาลยุติธรรม ค. กระทรวงการคลงั ง. ศาลปกครอง 9.ถา ผูเ สียหายไดย่นื คาํ ขอใหห นวยงานรฐั พจิ ารณาชดใชค า สินไหมทดแทน หนวยงานรัฐตองพิจารณาให แลวเสร็จภายในก่วี ัน ก. 60 ข. 90 ค. 120 ง. 180 10.หากหนว ยงานของรฐั ไดช ดใชค า สนิ ไหมทดแทนแกผเู สียหาย โดยเจา หนาที่รัฐผูรับผิดชอบคาสนิ ไหม สทิ ธิของหนว ยงานรฐั ท่จี ะเรียกใหเ จา หนา ทผี่ ูรบั ผิดชอบคาสินไหมทดแทนมี อายคุ วามกีป่  ก. ภายในคร่งึ ป ข. ภายใน 1 ป ค. ภายใน 2 ป ง. ภายใน 5 ป เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 266 11. ขอ ใดไมใ ชลกั ษณะของหลกั การที่นาํ มาใชในพระราชบญั ญัตคิ วามรบั ผิดชอบทาง ละเมิดของ เจาหนาที่ ก. หลกั ในเรอ่ื งลกู หนรี้ วมตามกฎหมายแพง ข. หลักการซงึ่ เจา หนาที่ตอ งรับผดิ ทางละเมิดในการปฏิบตั งิ านในหนา ท่ี เฉพาะ เมอื่ เปนการจงใจให เกิดความเสียหายเทา นนั้ ค. หลกั การซึง่ เจา หนาท่ีตองรบั ผดิ ชอบทางละเมิดในการปฏบิ ัติงานใน หนาท่ี เฉพาะเมือ่ เปน การ ประมาทเลนิ เลออยา งรา ยแรงเทา นั้น ง. ความรบั ผิดทางละเมดิ ในการปฏบิ ัตงิ านในหนาท่ขี องเจา หนา ท่ี เจา หนาท่ไี มต องรบั ผิดชอบเปน การเฉพาะตัว 12. เจาหนา ที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผดิ ชอบทางละเมดิ ของเจาหนาที่ หมายถงึ ขอใด ก. ขา ราชการ ข. พนักงาน ค. ลูกจา ง ง. ถกู ทุกขอ 13. หนว ยงานของรฐั หมายถึงขอใด ก. รฐั วสิ าหกิจ ข. องคก ารบริหารสวนตาํ บล ค. กระทรวง ง. ทกุ ขอเปนหนวยงานของรฐั 14.ในกรณีท่ีเจา หนา ท่ใี นหนว ยงานของรฐั กระทําการละเมิด ผูเสยี หายจากการกระทาํ ดังกลาวตองฟองใคร ก. ฟองเจา หนาท่ีที่ทําละเมดิ ข. ฟองหนวยงานของรัฐท่ีผูทาํ ละเมิดสงั กดั ค. ฟอ งท้งั ตวั เจา หนา ที่และหนวยงานของรฐั ที่เจาหนาทสี่ งั กัด ง. ผถู กู กระทาํ ละเมดิ มีสทิ ธเิ ลอื กฟองตามความประสงค 15. กรณีการกระทําละเมิดเกิดจากเจาหนา ที่ซ่ึงไมไ ดส ังกัดหนวยงานของรัฐแหงใด จะถอื วาหนว ยงานใด เปนหนวยงานของรัฐทตี่ องรบั ผิดถูกฟองรอ งคดีดงั กลา ว ก. สํานกั นายกรฐั มนตรี ข. กระทรวงการคลัง ค. เหตเุ กิดที่จงั หวัดใดใหฟ อ งท่จี งั หวัดนนั้ ง. กรมการปกครอง 16. นายภคพงษ ทาํ งานในบริษทั เอกชน ไดรบั การแตงตั้งเปน กรรมการในคณะกรรมการของรัฐวสิ าหกจิ แหงหนึง่ ไดกระทําละเมดิ ตอบคุ คลภายนอก แนวปฏบิ ัติขอ ใดถูกตอ งเก่ียวกับผลแหงละเมิดดังกลาว ก. ผูถกู ทําละเมดิ ไมส ามารถฟองรฐั วิสาหกจิ น้ันไดเน่อื งจากไมได สงั กดั รฐั วสิ าหกจิ แหงนน้ั ฟองได เฉพาะตัวนายภคพงษ ข. ผถู ูกทําละเมดิ ฟองรัฐวสิ าหกิจนั้นไดเ พราะนายภคพงษ เปน กรรมการในรฐั วสิ าหกจิ นั้น ค. ผูถูกทําละเมดิ ตอ งฟองกระทรวงการคลงั เพราะกฎหมายถือวากระทรวงการ คลังเปน หนวยงาน ของรัฐท่ตี อ งรบั ผิด ง. ผูถูกละเมิดตองฟองบริษัทท่ีนายภคพงษท าํ งานอยู เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 267 17. ขอ ใดไมถ กู ตอง ก. ถาการกระทาํ ละเมิดของเจาหนาทไ่ี มใชก ารกระทาํ ในการปฏิบตั ิหนาท่ี เจา หนาท่ีตองรบั ผดิ เปน การเฉพาะตัว ข. ในกรณที เ่ี จา หนาที่ของรฐั ถูกฟองเปน การเฉพาะตวั เหน็ วาตนเองกระทาํ ไปตามหนาทมี่ ีสิทธิขอให ศาลพจิ ารณาคดนี ้นั เรียกหนวยงานของรฐั เขามาเปนคูความในคดี ค. กรณที ่ีหนวยงานของรัฐท่ถี ูกฟองเห็นวา เรื่องทถี่ ูกฟองเปน เร่ืองท่ีเจาหนาทต่ี องรบั ผิด หนว ยงาน ของรัฐดังกลา วมีสทิ ธขิ อใหศาลพิจารณาคดนี น้ั เรียกเจาหนาทด่ี ังกลาวเขามาเปน คูความในคดี ง. ในกรณที ่ศี าลพิพากษายกฟอ งเพราะเหตทุ ี่หนวยงานของรฐั หรอื เจาหนาทท่ี ถี่ ูกฟอ งมใิ ชผูตอ งรับผิด ใหคดี ดงั กลา วเปน อนั ส้นิ สดุ 18. กรณที ี่หนว ยงานของรฐั ตอ งรบั ผดิ ชอบใหช ดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผเู สยี หาย เพอื่ การละเมดิ ของ เจาหนาที่ไปแลว หนวยงานของรฐั มสี ทิ ธเิ รียกใหเจาหนา ทผ่ี ทู ําละเมดิ ชดใชค าสินไหมทดแทน คนื ไดใ น กรณใี ด ก. กรณที กี่ ารละเมิดจากการจงใจของเจาหนาที่ ข. กรณีทีก่ ารละเมดิ เกิดจากความประมาทเลนิ เลออยางรา ยแรงของเจาหนา ที่ ค. ไมส ิทธิเรยี กคาสินไหมทดแทนคืน ง. ถูกทง้ั ขอ ก และขอ ข 19. ขอใดถกู ตอ ง ในกรณที เ่ี จา หนา ทห่ี ลายคนตองรับผิดชอบรว มกันในผลแหง ละเมิด ก. ทุกคนตองรับผดิ เทา ๆ กัน ข. เจาหนาทแี่ ตล ะคนตอ งรบั ผดิ ชอบคา สินไหมทดแทนแกผูเสียหายไปแลว ค. เจา หนาทแ่ี ตละคนตองรว มรบั ผดิ ในลักษณะของลูกหน้รี ว ม ง. ถูกทุกขอ 20. กรณที ่ีหนวยงานของรัฐไดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกผูเสียหายไปแลว สทิ ธจิ ะเรียกใหเ จา หนา ที่ ชดใชค าสนิ ไหมทดแทนคืน มีอายคุ วามตามขอ ใด ก. 6 เดือน นับแตวันทห่ี นวยงานของรฐั ไดใชค าสินไหมทดแทนแกผูเสียหาย ข. 1 ป นบั แตวันทห่ี นว ยงานของรฐั ไดใชคา สนิ ไหมทดแทนแกผ ูเสยี หาย ค. 6 เดอื น นับแตวันที่ศาลมีคําพพิ ากษา ง. 1 ป นบั แตวนั ทศ่ี าลมีคําพพิ ากษา 21. กรณที เ่ี จา หนา ทีก่ ระทาํ ละเมิดตอ หนว ยงานของรัฐ สทิ ธเิ รียกรองคา สินไหมทดแทนมกี ําหนดอายุ ความกีป่  ก. 1 ปนบั แตวันทห่ี นวยงานของรฐั รูถ งึ การละเมดิ ข. 1 ปนบั แตว นั ทห่ี นวยงานของรฐั รถู งึ การละเมดิ และรูตัวเจาหนา ทผ่ี จู ะตอ ง ชดใชค าสินไหมทดแทน ค. 2 ปนบั แตวันท่หี นว ยงานของรฐั รูถงึ การละเมดิ ง. 1 ปนบั แตวนั ที่หนวยงานของรัฐรูถ งึ การละเมิดและรูต วั เจาหนาท่ีผูจะตอง ชดใชคา สินไหมทดแทน เตรยี มสอบครผู ูชวย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 268 22. กรณีเจา หนา ทีก่ ระทาํ ละเมิด และหนวยงานของรฐั ผนู ้ันไมต อ งรบั ผิดจงึ ไมไ ดมคี าํ ส่ังใหชดใชคา สินไหมทดแทน แตกระทรวงการคลงั เหน็ วาตองรบั ผิด สทิ ธเิ รียกรอ งคาสินไหมทดแทนดังกลาวมีกําหนด อายคุ วามกี่ป ก. 1 ปนับแตว ันทหี่ นว ยงานของรัฐมีคําส่งั ตามความเหน็ ชอบของกระทรวงการคลัง ข. 1 ปน ับแตวนั ท่ีหนว ยงานของรัฐรูถึงการละเมดิ และรตู ัวเจาหนาท่ีผูจ ะตอง ชดใชคา สินไหมทดแทน ค. 2 ปน บั แตวันที่หนวยงานของรัฐมีคําส่ังตามความเห็นของกระทรวงการคลงั ง. 2 ปน ับแตว ันท่ีหนว ยงานของรัฐรูถ งึ การละเมิดและรตู วั เจา หนา ท่ีผจู ะตอ ง ชดใชคาสนิ ไหมทดแทน 23. ในกรณที ่ผี ูเสยี หายไดย ่ืนคําขอตอหนว ยงานของรฐั ใหพ จิ ารณาชดใชคา สนิ ไหม ทดแทนสาํ หรับความ เสียหาย ทีเ่ กิดขึน้ แกตน ซึง่ หนว ยงานของรัฐไดพจิ ารณาและมคี าํ ส่ังไปแลว แตผ เู สียหายไมพ อใจผลการ วินจิ ฉัย หนว ยงานของรัฐ ผูเสียหายมสี ทิ ธิดําเนนิ การตามขอ ใด ก. ฟอ งรองตอศาล ข. รองทกุ ขต อคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยรองทกุ ข ค. ไมมีสิทธดิ ําเนนิ การใดเน่ืองจากกรณีเปนอันยตุ ิแลว ง. ถกู เฉพาะขอ ก และขอ ข 24. กาํ หนดเวลารองทกุ ขตอ คณะกรรมการวินิจฉัยรอ งทกุ ขตามกฎหมายวาดว ยคณะ กรรมการกฤษฎีกา ในกรณที ผ่ี ูเสยี หายไมพอใจผลการวนิ ิจฉัยของหนวยงานของรฐั ตองรอ งทกุ ขภ ายในกาํ หนดเวลาตามขอ ใด ก. ภายใน 30 วันนับแตวันที่ตนไดรับแจง ผลการวินจิ ฉยั ข. ภายใน 60 วันนับแตว นั ท่ตี นไดรบั แจงผลการวนิ ิจฉัย ค. ภายใน 90 วนั นับแตว ันท่ตี นไดรับแจง ผลการวินิจฉยั ง. ภายใน 180 วันนับแตวันทตี่ นไดรับแจง ผลการวินิจฉยั 25. กําหนดเวลาในการพิจารณาคําขอของหนว ยงานของรัฐ ท่ผี ูเสียหายไดย ืน่ ตอ หนว ยงานของรัฐเปน ไป ตามขอ ใด ก. 60 วนั ข. 90 วนั ค. 180 วัน ง. ไมม กี าํ หนดเวลา เตรยี มสอบครูผูช วย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขาราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 269 ขอ เฉลยแนวขอสอบ ชดุ ที่ 1 ขอ ง 1ง 21 ก 2ข ขอ 22 ง 3ง 11 ก 23 12 ง ค 4ข 13 ง 24 ค 5ก 14 ข 25 6ก 15 ข 16 ค 7ค 17 ง 8ข 18 ง 9ง 19 ข 20 ข 10 ข เตรยี มสอบครูผชู ว ย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 270 แนวขอ สอบ ชุดท่ี 2 ถาม-ตอบ 1.เมื่อขา ราชการ/พนกั งานสว นทองถ่นิ กระทําละเมิดตอบคุ คลภายนอก หนว ยงานของรัฐจะตองรับผิดชอบตอผเู สยี หาย เฉพาะในกรณีท่ีเปนการกระทําในการปฏิบัติหนา ที่ ถาเปน การกระทําในการปฏิบตั ิหนา ที่ ใหผูเสียหายฟองหนว ยงานของรฐั โดยตรง ถาการกระทาํ น้ันไมใชก ารปฏบิ ตั ิหนา ที่ผูเสยี หายจะฟองหนว ยงานของรัฐไมได ถา การกระทาํ นั้นไมใชก ารปฏิบัตหิ นาทีข่ า ราชการ/พนักงานสวนทองถ่นิ ผนู ัน้ ตองรบั ผิดชอบเอง 2. เมอื่ เกิดความเสยี หายแกห นวยงานของรฐั ในสวนภูมภิ าค ในชน้ั ตนเจาหนาท่ีผเู ก่ยี วขอ งตองรายงานให ผูใ ดรับทราบโดยไมชกั ชา ผวู า ราชการจังหวัด 3. พ.ร.บ.ความรับผดิ ทางละเมิดของเจาหนา ที่ ป 2539 มีผลบงั คบั ใชเ มื่อใด 15 พฤศจกิ ายน 2539 4. พ.ร.บ.ความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนาท่ี ป 2539 ใครเปนผรู ักษาการใหเ ปน ไปตาม พ.ร.บ.นี้ นายกรัฐมนตรี 5. เจา หนาทตี่ าม พ.ร.บ.ละเมิดฯ หมายถงึ ใครบาง ขาราชการ พนักงาน ลูกจา ง หรือผูป ฏิบตั งิ านประเภทอ่นื ไมว าจะเปนการแตง ตั้งเปน กรรมการหรอื ฐานะอนื่ ใด 6. หนวยงานของรฐั ตาม พ.ร.บ.ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนาท่ี ป 2539 หมายถึงอะไร กระทรวง ทบวง กรม หรอื สวนราชการที่เรียกชอ่ื อยา งอนื่ และมฐี านะเปน กรม ราชการสว นภูมิภาค สวนทอ งถน่ิ และรัฐวิสาหกิจท่ีจัดตง้ั ข้นึ 7. กรณใี ดบา งเปนความผดิ ทางละเมิด จนท.ไดละเมดิ ตอผูอ่นื เนอ่ื งจากการปฏบิ ัตหิ นาท่ี 8. การตงั้ กรรมการสอบ พ.ร.บ.ละเมิดต้ังสอบประเด็นใดบา ง พจิ ารณาขอ เทจ็ จริง อนั เก่ยี วกบั การทําละเมดิ รวบรวมพยานหลกั ฐานทัง้ ปวงทีเ่ ก่ียวขอ ง รบั ฟงพยาน บุคคลหรอื พยานผเู ชยี่ วชาญและตรวจสอบเอกสารวัตถหุ รอื สถานที่ 9. การฟองคดลี ะเมดิ จะฟอ งบคุ คลไดหรือไมก รณใี ด ฟองไดถ าเปน ความผดิ ทีไ่ มไดเกิดจากการปฏบิ ัตหิ นาท่รี าชการ 11. การรายงานความเสียหายทางละเมดิ ใครรายงาน รายงานถงึ ใคร จนท.ผูทําละเมิดแจงผูบังคับบัญชา ผูบังคับบัญชารายงานถึงหัวหนาหนวยงานของรัฐ หวั หนาหนวยงานของรัฐรายงานกระทรวงการคลงั 12. กรณีพิสูจนไมไดจะฟอ งละเมิดหนว ยงานใดใหฟ องท่ีใคร กระทรวงการคลงั เตรียมสอบครผู ชู ว ย สงั กดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 271 13. ทาํ ไมจึงมีกฎหมายละเมิด เพ่อื ใหเยยี วยา ผูเสียหายจากการกระทาํ ของรฐั กอ น 14. พระราชบญั ญัติความรบั ผดิ ทางละเมิดของเจาหนา ที่ ตราขนึ้ เมือ่ พ.ศ.ใด รชั กาลใด พ.ศ.2539 ในรชั กาลท่ี 9 15. พระราชบัญญัติความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนาท่ี ใหไว ณ เม่อื ใด วันท่ี 27 กันยายน พ.ศ. 2539 16. พระราชบัญญตั ิน้ใี หใ ชบ งั คบั ต้งั แตเ มื่อใด วันถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเปน ตนไป 17. พระราชบญั ญตั ิ ความรบั ผิดทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ ใหต ราพระราชบญั ญัติข้นึ ไวโ ดยคาํ แนะนําและ ยินยอมของใคร รฐั สภา 18. หนวยงานของรฐั หมายถงึ หนวยงานใดบาง 1. กระทรวง ทบวง กรม หรอื สว นราชการทเ่ี รียกช่อื อยางอ่ืนและมีฐานะเปนกรม พระราชบัญญตั หิ รือ พระราชกฤษฎีกา 2. ราชการสวนภมู ภิ าค 3. ราชการสว นทอ งถิ่น 4. รัฐวสิ าหกจิ ทีต่ ้ังข้ึนโดย 5. หนว ยงานอืน่ ของรฐั ท่มี พี ระราชกฤษฎกี ากาํ หนดใหเปน หนว ยงานของรฐั ตามพระราชบัญญตั นิ ้ี ความรบั ผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.2539 19. หนวยงานของรัฐตองรับผดิ ตอ ผเู สียหายกรณใี ด เฉพาะในกรณที ผี่ ลแหงละเมดิ ทเ่ี จา หนาทขี่ องตนไดกระทาํ ในการปฏบิ ัตหิ นา ท่ี 20. ตาม พ.ร.บ. ความรบั ผดิ ทางละเมดิ ของเจา หนา ที่ พ.ศ. 2539 ในกรณีทเี่ จา หนา ท่ีกระทาํ การละเมดิ อยู ระหวา งปฏิบัตหิ นา ทผ่ี เู สียหายจะฟองตอ ใคร ฟอ งเจา หนาท่ีไดห รือไม ฟอ งหนว ยงานของรฐั ที่เปนตน สงั กดั แตจะฟอ งเจาหนา ทไี่ มได 21. หากเจา หนาที่ไมไดส งั กัดหนว ยงานของรัฐแหงใดใหถอื วาหนว ยงานใดที่ตองรับผิดชอบ กระทรวงการคลงั 22. หากเจา หนา ท่กี ระทําละเมดิ ตอ ผเู สยี หายมใิ ชเ กิดจากการกระทาํ ในการปฏบิ ัติหนา ที่ เจา หนา ที่ตอ งรบั ผิดในการนน้ั อยา งไร เปน การเฉพาะตัว ผูเสยี หายอาจฟอ งเจา หนา ที่ไดโดยตรง จะฟองหนวยงานของรฐั ไมไ ด 23. ในคดีทีผ่ ูเสียหายฟองหนวยงานของรัฐ ถา หนวยงานของรัฐเหน็ วาเปน เรอ่ื งทเี่ จา หนา ท่ตี องรับผดิ หรือ ตองรว มรบั ผิด หรือในคดที ่ีผเู สียหายฟอ งเจาหนา ท่ี ถา เจาหนาที่เหน็ วาเปนเรอื่ งทีห่ นว ยงานของรฐั ตองรบั ผดิ หรือตองรวมรับผดิ หนว ยงานของรัฐหรอื เจาหนา ทดี่ งั กลาวมีสิทธอิ ยา งไร ใหศาลเรยี กเจา หนา ทีห่ รอื หนวยงานของรฐั เขามาเปนคูความในคดี เตรยี มสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 272 24. ถา ศาลพพิ ากษายกฟอ งเพราะเหตุท่หี นวยงานของรัฐหรอื เจา หนาทท่ี ถี่ กู ฟอ งมิใชผ ูตองรบั ผดิ ใหขยาย อายคุ วามฟอ งรอ งผูทตี่ อ งรบั ผิดซึ่งมิไดถ กู เรียกเขามาในคดอี อกไปกเ่ี ดอื น หกเดอื นนับแตว ันที่คําพพิ ากษาน้ันถึงท่ีสุด 25. ในกรณที หี่ นว ยงานของรฐั ตองรบั ผดิ ใชค า สินไหมทดแทนแกผ เู สยี หายเพอ่ื การละเมิดของเจา หนา ที่ ใหห นว ยงานของรัฐมีสิทธเิ รยี กใหเจา หนาท่ีผทู ําละเมดิ ชดใชค า สินไหมทดแทนดังกลาวแกหนว ยงานของ รฐั ไดก รณใี ด ถาเจาหนาท่ไี ดกระทาํ การนน้ั ไปดว ยความจงใจหรือประมาทเลนิ เลอ อยา งรา ยแรง 26.สทิ ธิเรยี กใหช ดใชคาสนิ ไหมทดแทนจะมเี พียงใดใหคาํ นึงถงึ อะไร ใหคํานึงถึงระดบั ความรา ยแรงแหง การกระทาํ และความเปน ธรรมในแตล ะกรณีเปนเกณฑโดยมิตอ งให ใชเตม็ จํานวนของความเสียหายกไ็ ด 27.ในกรณีท่ีการละเมิดเกิดจากเจาหนาที่หลายคนนําหลักเรื่องลูกหนี้รวมมาใชบังคับไดหรือไม และ เจาหนา ทแ่ี ตละคนตองรับผิดใชค าสินไหมทดแทนอยา งไร นําหลักเรือ่ งลกู หน้ีรว มมาใชบ งั คบั ไมไ ด และเจาหนาท่แี ตล ะคนตองรบั ผดิ ใชคา สินไหมทดแทนเฉพาะ สวนของตนเทาน้ัน 28. ถา หนว ยงานของรัฐหรอื เจาหนาท่ไี ดใชคาสนิ ไหมทดแทนแกผูเสยี หาย สิทธิท่ีจะเรียกใหอ กี ฝายหนึง่ ชดใชคา สินไหมทดแทนแกตนใหมีกําหนดอายุความกปี่  นบั แตว ันทหี่ นว ยงานของรฐั หรอื เจา หนา ทไ่ี ดใ ชค า สินไหมทดแทนนั้นแกผ ูเสียหาย หนง่ึ ป 29. สิทธิเรียกรองคาสนิ ไหมทดแทนจากเจาหนาท่ี กรณีเจา หนา ท่เี ปน ผกู ระทําละเมดิ ตอหนว ยงานของรฐั สิทธเิ รียกคา สนิ ไหมทดแทน ใหม ีกาํ หนดอายุความกป่ี  นับแตเ ม่ือใด สองป นบั แตวนั ที่หนว ยงานของรัฐรถู งึ การละเมิดและรตู ัวเจาหนา ท่ี 30. กรณที ่หี นวยงานของรัฐเหน็ วาเจา หนา ท่ผี นู นั้ ไมต องรับผดิ แตก ระทรวงการคลังตรวจสอบแลว เห็นวา ตอ งรบั ผิดใหส ิทธเิ รียกรองคาสินไหมทดแทนนนั้ มีกําหนดอายุความกป่ี  นบั แตเมือ่ ใด หน่ึงป นับแตวนั ที่หนวยงานของรัฐมีคาํ สงั่ ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง 31. ผูเสียหายไมพอใจในผลการวนิ ิจฉัยของหนว ยงานของรฐั รอ งทกุ ขตอ คณะกรรมการวินจิ ฉัยรองทกุ ข ภายในกว่ี ัน เกาสิบวันนับแตวนั ท่ีตนไดร บั แจงผลการวินิจฉยั 32.หนว ยงานของรฐั พจิ ารณาคาํ ขอคาสนิ ไหมทดแทนแกผ ูเ สยี หายภายในกีว่ ัน ภายในหน่งึ รอยแปดสิบวัน เตรียมสอบครผู ชู ว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 273 33. หากเรอ่ื งใดไมอาจพจิ ารณาไดท นั ในกําหนดนนั้ จะตอ งรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ัฐมนตรีเจา สงั กัดหรอื กํากับหรือควบคุมดแู ลหนว ยงานของรัฐแหง น้ันจะตองรายงานปญ หาและอปุ สรรคใหร ฐั มนตรี เจาสงั กดั หรอื กาํ กบั ควบคุมดูแลหนวยงานของรัฐแหงนั้นทราบและขออนุมตั ขิ ยายระยะเวลาออกไปได แต รฐั มนตรจี ะพจิ ารณาอนมุ ตั ใิ หข ยายระยะเวลาใหอกี ไดไ มเกินก่ีวนั หนง่ึ รอ ยแปดสบิ วัน 34 .สทิ ธริ อ งทุกขตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉยั รอ งทุกขใหถ อื วา เปน สิทธฟิ องคดีตอใคร ศาลปกครอง 35. ใครเปน ผูรับสนองพระบรมราชโองการ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี เตรยี มสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คูมอื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 274 พระราชบัญญัติขอมูลขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ใหไว ณ วนั ที่ 2 กนั ยายน 2540 เปนปท ี่ 52 ในรชั กาลที่ 9 ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา 10 กันยายน 2540 บังคบั ใช พน 90 วันหลังประกาศฯ ตรงกับ 9 ธันวาคม 2540 จํานวน 7 หมวด 43 มาตรา 1 บทเฉพาะกาล ผรู ักษาการตาม พรบ. นายกรฐั มนตรี ผรู ับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก เชาวลติ ยงใจยทุ ธ คาํ นยิ าม “ขอมลู ขา วสาร” หมายความวา สิง่ ที่สอื่ ความหมายใหร เู รอ่ื งราวขอเทจ็ จรงิ ขอมูล หรอื สงิ่ ใด ๆ ไม วา การสอ่ื ความหมายนัน้ จะทําไดโดยสภาพของสง่ิ นัน้ เองหรือโดยผานวธิ กี ารใด ๆ และไมว าจะไดจัดทําไวในรปู ของเอกสารแฟม รายงาน หนงั สอื แผนผงั แผนที่ ภาพวาด ภาพถาย ฟลม การบันทกึ ภาพหรือเสียง การ บันทึกโดยเครื่องคอมพวิ เตอร หรอื วิธอี นื่ ใดทที่ ําใหส ง่ิ ทบี่ นั ทึกไวป รากฏได “ขอ มูลขาวสารของราชการ” หมายความวา ขอ มลู ขา วสารทอี่ ยูใ นความครอบครองหรอื ควบคุมดูแล ของหนวยงานของรัฐ ไมวาจะเปน ขอ มูลขาวสารเกี่ยวกบั การดาํ เนนิ งานของรัฐหรือขอมูลขา วสารเกี่ยวกบั เอกชน “หนวยงานของรัฐ” หมายความวา ราชการสวนกลาง ราชการสว นภมู ิภาค ราชการสวนทองถิน่ รฐั วสิ าหกจิ สว นราชการสังกดั รฐั สภา ศาลเฉพาะในสวนท่ีไมเกยี่ วกับการพิจารณาพพิ ากษาคดี องคกรควบคมุ การประกอบวิชาชพี หนว ยงานอิสระของรฐั และหนว ยงานอน่ื ตามท่ีกําหนดในกฎกระทรวง “เจา หนา ที่ของรัฐ” หมายความวา ผูซ ึ่งปฏบิ ัติงานใหแกห นวยงานของรฐั “ขอ มูลขา วสารสว นบุคคล” หมายความวา ขอมูลขา วสารเกยี่ วกับสง่ิ เฉพาะตวั ของบุคคล เชน การศึกษา ฐานะการเงิน ประวตั สิ ุขภาพ ประวตั ิอาชญากรรม หรอื ประวตั ิการทํางาน บรรดาทีม่ ีชือ่ ของผูน ัน้ หรือมเี ลขหมาย รหสั หรือสิง่ บอกลกั ษณะอ่นื ที่ทําใหร ูต วั ผูนนั้ ได เชน ลายพิมพนว้ิ มอื แผน บันทกึ ลกั ษณะเสียง ของคนหรอื รปู ถา ย และใหหมายความรวมถงึ ขอมูลขา วสารเกีย่ วกับส่ิงเฉพาะตวั ของผทู ถี่ ึงแกก รรมแลวดว ย “คณะกรรมการ” หมายความวา คณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ เตรียมสอบครผู ูช วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คูม ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 275 “คนตางดา ว” หมายความวา บุคคลธรรมดาทไี่ มมสี ัญชาตไิ ทยและไมม ถี น่ิ ทอี่ ยใู นประเทศไทยและนิติ บุคคลดงั ตอ ไปนี้ (1) บรษิ ทั หรอื หางหนุ สว นท่มี ที นุ เกินกง่ึ หนง่ึ เปนของคนตา งดา วใบหนุ ชนดิ ออกใหแ กผถู ือใหถ ือวา ใบหุนนน้ั คนตางดา วเปนผูถ อื (2) สมาคมทมี่ สี มาชกิ เกนิ กงึ่ หนึง่ เปน คนตางดาว (3) สมาคมหรือมูลนธิ ิทม่ี ีวัตถปุ ระสงคเพือ่ ประโยชนของคนตางดา ว (4) นติ ิบุคคลตาม(1) (2) (3) หรือนติ บิ คุ คลอืน่ ใดที่มผี จู ัดการหรอื กรรมการเกนิ กึ่งหนงึ่ เปนคนตาง ดา ว นิตบิ ุคคลตามวรรคหนง่ึ ถา เขาไปเปนผูจัดการหรอื กรรมการ สมาชกิ หรือมที นุ ในนิติบุคคลอื่น ใหถ อื วา ผูจัดการหรือกรรมการ หรือสมาชกิ หรือเจาของทนุ ดังกลาวเปนคนตา งดาว *** ใหจดั ตั้งสาํ นกั งานคณะกรรมการขอมูลขา วสารของราชการขึน้ ในสาํ นกั งานปลดั สํานัก นายกรัฐมนตรี มีหนา ทปี่ ฏบิ ัติงานเก่ียวกับงานวิชาการและธรุ การใหแกค ณะกรรมการ และคณะกรรมการ วินจิ ฉยั การเปดเผยขอ มลู ขาวสาร ประสานงานกับหนว ยงานของรัฐ และใหค ําปรกึ ษาแกเ อกชนเกยี่ วกับการ ปฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญัตนิ ี้ หมวด 1 การเปด เผยขอ มลู ขา วสาร มาตรา 7 หนวยงานของรฐั ตอ งสงขอมลู ขา วสารของราชการอยางนอยดงั ตอ ไปนีล้ งพมิ พใ น ราชกจิ จานุเบกษา *** ออกขอ สอบป 58 *** (1) โครงสรา งและการจัดองคกรในการดําเนินงาน (2) สรปุ อํานาจหนา ที่ทสี่ ําคัญและวิธีการดาํ เนนิ งาน (3) สถานทตี่ ิดตอเพื่อขอรับขอมูลขา วสารหรือคาํ แนะนาํ ในการตดิ ตอกบั หนว ยงานของรฐั (4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคับ คําส่ัง หนงั สอื เวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ท้ังนี้ เฉพาะทีจ่ ัดใหมีขึน้ โดยสภาพอยา งกฎเพอื่ ใหมผี ลเปนการทวั่ ไปตอ เอกชนทเ่ี กยี่ วขอ ง (5) ขอ มูลขาวสารอื่นตามทค่ี ณะกรรมการกําหนด ขอมูลขาวสารใดทไี่ ดม กี ารจดั พิมพเพ่อื ใหแพรหลายตามจาํ นวนพอสมควรแลว ถา มกี ารลงพมิ พใน ราชกิจจานุเบกษาโดยอา งองิ ถึงสิ่งพมิ พน ั้นก็ใหถ ือวาเปนการปฏบิ ัติตามบทบัญญตั ิวรรคหนึง่ แลว ใหหนวยงานของรัฐรวบรวมและจดั ใหม ขี อมลู ขาวสารตามวรรคหน่งึ ไวเผยแพรเพอ่ื ขายหรือจาํ หนา ย จายแจก ณ ที่ทําการของหนวยงานของรัฐแหงนน้ั ตามทเ่ี ห็นสมควร มาตรา 8 ขอมูลขาวสารท่ตี องลงพิมพต ามมาตรา 7 (4) ถา ยังไมไ ดลงพิมพใ นราชกจิ จานเุ บกษา จะนาํ มาใช บังคับในทางท่ีไมเปน คณุ แกผ ูใ ดไมไ ด เวนแตผ ูน ้ันจะไดรถู ึงขอ มูลขาวสารนัน้ ตามความเปน จริงมากอ นแลว เปน เวลาพอสมควร เตรียมสอบครผู ูชว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจุเขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 276 มาตรา 9 ภายใตบงั คับมาตรา 14 และมาตรา 15 หนวยงานของรัฐตอ งจัดใหม ีขอมูลขา วสารของราชการ อยางนอยดงั ตอ ไปนไี้ วใหป ระชาชนเขา ตรวจดไู ดท ั้งน้ี ตามหลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารท่ีคณะกรรมการกาํ หนด (1) ผลการพิจารณาหรือคําวนิ ิจฉัยทมี่ ผี ลโดยตรงตอ เอกชนรวมทง้ั ความเห็นแยงและคําสงั่ ทเี่ กีย่ วขอ ง ในการพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั ดังกลาว (2) นโยบายหรอื การตีความท่ไี มเ ขาขา ยตอ งลงพิมพใ นราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 7 (4) (3) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจาํ ปของปท ่กี ําลงั ดาํ เนนิ การ (4) คูมอื หรือคําสง่ั เกยี่ วกบั วิธีปฏิบัตงิ านของเจา หนาทขี่ องรฐั ซึง่ มผี ลกระทบถงึ สทิ ธหิ นา ที่ของเอกชน (5) สิ่งพิมพท ่ไี ดม กี ารอา งอิงถงึ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (6) สัญญาสัมปทาน สญั ญาท่ีมีลักษณะเปนการผูกขาดตัดตอนหรือสญั ญารวมทุนกับเอกชนในการ จัดทาํ บรกิ ารสาธารณะ (7) มติคณะรฐั มนตรี หรอื มตคิ ณะกรรมการทแ่ี ตงต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทง้ั น้ี ใหร ะบุรายชอื่ รายงานทางวชิ าการ รายงานขอเท็จจรงิ หรือขอ มูลขา วสารทนี่ ํามาใชในการพจิ ารณาไวด ว ย (8) ขอมูลขาวสารอ่นื ตามท่ีคณะกรรมการกาํ หนด ขอ มูลขาวสารที่จัดใหประชาชนเขา ตรวจดูไดตามวรรคหน่งึ ถา มีสวนที่ตองหา มมิใหเปดเผยตาม มาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยูดวย ใหลบหรอื ตดั ทอนหรอื ทําโดยประการอน่ื ใดที่ไมเ ปนการเปดเผยขอมลู ขา วสารสว นน้นั บุคคลไมว า จะมสี ว นไดเสยี เก่ยี วขอ งหรอื ไมก็ตาม ยอ มมีสิทธเิ ขาตรวจดู ขอสําเนาหรือขอสาํ เนาที่มี คํารับรองถกู ตอ งของขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงได ในกรณีทส่ี มควรหนวยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการ จะวางหลกั เกณฑเ รยี กคา ธรรมเนยี มในการนั้นกไ็ ด ในการนีใ้ หค ํานงึ ถงึ การชวยเหลอื ผูม ีรายได นอยประกอบดวย ทงั้ นี้ เวน แตจะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัตไิ วเ ปนอยางอน่ื คนตา งดา วจะมสี ิทธิตามมาตรานี้เพยี งใดใหเ ปน ไปตามทก่ี าํ หนดโดยกฎกระทรวง มาตรา 10 บทบญั ญัติมาตรา 7 และมาตรา 9 ไมก ระทบถึงขอมลู ขา วสารของราชการที่มีกฎหมายเฉพาะ กาํ หนดใหมกี ารเผยแพรห รือเปดเผยดวยวธิ ีการอยางอืน่ มาตรา 11 นอกจากขอ มูลขาวสารของราชการท่ีลงพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาแลว หรือทจี่ ดั ไวใ หประชาชนเขา ตรวจดูไดแลว หรอื ท่มี กี ารจัดใหป ระชาชนไดคน ควา ตามมาตรา 26 แลว ถาบุคคลใดขอขอ มูลขาวสารอ่ืนใดของ ราชการและคําขอของผูนนั้ ระบุขอมูลขาวสารท่ีตองการในลกั ษณะที่อาจเขาใจไดตามควรใหหนว ยงานของรฐั ผรู บั ผิดชอบจดั หาขอ มูลขา วสารน้ันใหแกผูข อภายในเวลาอันสมควรเวน แตผูนัน้ ขอจํานวนมากหรือบอยครั้ง โดยไมม ีเหตุผลอันสมควร ขอมลู ขาวสารของราชการใดมีสภาพท่อี าจบบุ สลายงาย หนวยงานของรัฐจะขอขยายเวลาในการ จัดหาใหหรอื จะจัดทําสาํ เนาใหในสภาพอยางหนงึ่ อยา งใดเพอ่ื มใิ หเกิดความเสียหายแกขอ มูลขา วสารนน้ั กไ็ ด ขอ มูลขาวสารของราชการทีห่ นวยงานของรัฐจัดหาใหตามวรรคหนึ่งตองเปนขอ มูลขา วสารทีม่ อี ยู แลว ในสภาพท่ีพรอ มจะใหได มิใชเปน การตองไปจัดทาํ วเิ คราะห จาํ แนก รวบรวม หรอื จัดใหม ีข้ึนใหม เตรียมสอบครูผชู วย สงั กัด สํานักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 277 เวนแตเปนการแปรสภาพเปน เอกสารจากขอ มูลขาวสารที่บันทึกไวในระบบการบนั ทึกภาพหรอื เสยี ง ระบบ คอมพิวเตอร หรือระบบอื่นใด ทงั้ น้ี ตามท่คี ณะกรรมการกําหนด แตถาหนวยงานของรฐั เหน็ วากรณที ี่ขอนนั้ มใิ ชการแสวงหาผลประโยชนทางการคา และเปนเรอื่ งท่ีจําเปนเพื่อปกปองสิทธิเสรีภาพสําหรบั ผนู น้ั หรอื เปน เรอื่ งท่ีจะเปนประโยชนแ กสาธารณะ หนว ยงานของรัฐจะจัดหาขอ มูลขา วสารน้นั ใหกไ็ ด บทบัญญัตวิ รรคสามไมเปนการหามหนวยงานของรฐั ทจ่ี ะจดั ใหมขี อมลู ขา วสารของราชการใดขึ้นใหม ใหแ กผรู องขอหากเปนการสอดคลอ งดวยอํานาจหนาทีต่ ามปกติของหนวยงานของรัฐน้ันอยแู ลว ใหน ําความในมาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคส่ี มาใชบ ังคับแกก ารจัดหาขอ มลู ขาวสารให ตามมาตราน้ี โดยอนุโลม มาตรา 12 ในกรณที ีม่ ีผูย น่ื คาํ ขอขอ มลู ขาวสารของราชการตามมาตรา 11 แมวา ขอ มลู ขา วสารท่ขี อจะอยใู น ความควบคมุ ดูแลของหนว ยงานสว นกลางหรอื สวนสาขาของหนวยงานแหงนนั้ หรือจะอยูในความควบคมุ ดูแล ของหนวยงานของรัฐแหงอ่นื ก็ตาม ใหหนวยงานของรัฐทีร่ ับคาํ ขอใหค าํ แนะนาํ เพอ่ื ไปยนื่ คําขอตอหนว ยงาน ของรัฐทค่ี วบคมุ ดแู ลขอ มูลขา วสารน้ันโดยไมช ักชา ถาหนวยงานของรัฐผูร บั คาํ ขอเหน็ วา ขอ มูลขา วสารทีม่ ีคาํ ขอเปนขอ มลู ขาวสารท่จี ดั ทําโดยหนว ยงาน ของรฐั แหงอ่นื และไดระบุหามการเปดเผยไวตามระเบยี บท่กี าํ หนดตามมาตรา 16 ใหส งคําขอนัน้ ใหห นวยงาน ของรฐั ผจู ดั ทําขอ มลู ขา วสารน้นั พิจารณาเพอื่ มีคําสั่งตอ ไป มาตรา 13 ผูใดเห็นวาหนวยงานของรฐั ไมจัดพมิ พขอมลู ขา วสารตามมาตรา 7 หรือไมจ ดั ขอมูลขา วสารไวให ประชาชนตรวจดไู ดตามมาตรา 9 หรอื ไมจัดหาขอมลู ขา วสารใหแกตนตามมาตรา 11 หรอื ฝาฝนหรอื ไมปฏิบัติ ตามพระราชบญั ญตั ินี้ หรือปฏบิ ัติหนาท่ีลาชา หรือเหน็ วา ตนไมไดรบั ความสะดวกโดยไมมีเหตุอันสมควร ผูนน้ั มีสทิ ธิรอ งเรียนตอคณะกรรมการ เวน แตเปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั การมคี ําสัง่ มิใหเปด เผยขอมูลขา วสารตามมาตรา 15 หรือคําส่งั ไมรบั ฟง คําคัดคานตามมาตรา 17 หรือคาํ สั่งไมแกไขเปล่ียนแปลงหรอื ลบขอมลู ขา วสารสวนบคุ คล ตามมาตรา 25 ในกรณีท่ีมีการรองเรยี นตอ คณะกรรมการตามวรรคหนง่ึ คณะกรรมการตอ งพจิ ารณาใหแลว เสรจ็ ภายในสามสิบวันนบั แตวนั ที่ไดร ับคํารอ งเรยี น ในกรณีทม่ี เี หตุจําเปนใหขยายเวลาออกไปได แตต อ งแสดง เหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดแลวตอ งไมเกินหกสบิ วนั *** ออกขอ สอบ ป 58 และ 60 *** หมวด 2 ขอมูลขาวสารทีไ่ มตอ งเปดเผย มาตรา 14 ขอมลู ขาวสารของราชการทีอ่ าจกอ ใหเกดิ ความเสยี หายตอสถาบนั พระมหากษตั ริย จะเปดเผยมไิ ด *** ออกขอ สอบ ป 60 *** มาตรา 15 ขอ มูลขาวสารของราชการทม่ี ีลกั ษณะอยา งหน่ึงอยางใดดงั ตอไปนี้ หนวยงานของรัฐหรอื เจา หนาท่ี ของรฐั อาจมคี ําสัง่ มใิ หเ ปดเผยกไ็ ด โดยคาํ นงึ ถงึ การปฏิบตั ิหนาที่ตามกฎหมายของหนว ยงานของรัฐประโยชน สาธารณะ และประโยชนของเอกชนท่เี กี่ยวขอ งประกอบกนั *** ออกขอสอบ ป 58 *** เตรยี มสอบครผู ูช วย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 278 (1) การเปดเผยจะกอ ใหเ กิดความเสียหายตอ ความม่นั คงของประเทศ ความสัมพนั ธระหวาง ประเทศ หรอื ความมัน่ คงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลงั ของประเทศ (2) การเปดเผยจะทําใหการบังคบั ใชกฎหมายเสอื่ มประสิทธภิ าพหรอื ไมอ าจสาํ เรจ็ ตาม วัตถปุ ระสงคไ ด ไมวา จะเกี่ยวกับการฟอ งคดี การปอ งกนั การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู แหลง ทีม่ าของขอมูลขาวสารหรือไมกต็ าม (3) ความเหน็ หรอื คําแนะนาํ ภายในหนว ยงานของรัฐในการดําเนินการเร่อื งหนง่ึ เรอื่ งใด แตท้ังนีไ้ ม รวมถึงรายงานทางวชิ าการ รายงานขอ เท็จจรงิ หรือขอ มูลขา วสารทีน่ ํามาใชใ นการทาํ ความเหน็ หรือคาํ แนะนํา ภายในดงั กลาว (4) การเปดเผยจะกอใหเกิดอันตรายตอ ชีวิตหรือความปลอดภยั ของบุคคลหน่งึ บคุ คลใด (5) รายงานการแพทยห รอื ขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลซ่ึงการเปด เผยจะเปนการรุกลา้ํ สิทธิสวนบคุ คล โดยไมสมควร (6) ขอ มูลขา วสารของราชการที่มกี ฎหมายคุมครองมิใหเปดเผยหรอื ขอ มลู ขา วสารท่มี ผี ูใหมาโดยไม ประสงคใหท างราชการนาํ ไปเปด เผยตอ ผูอ่นื (7) กรณอี ่นื ตามท่กี ําหนดในพระราชกฤษฎีกา คาํ สง่ั มใิ หเปดเผยขอมูลขาวสารของราชการจะกําหนดเงอื่ นไขอยา งใดก็ได แตตองระบุไวด ว ยวา ที่ เปดเผยไมไดเ พราะเปนขอมูลขาวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด และใหถ อื วาการมีคาํ ส่งั เปดเผยขอมลู ขา วสารของราชการเปน ดุลพินจิ โดยเฉพาะของเจาหนา ทขี่ องรฐั ตามลําดับสายการบงั คับบญั ชา แตผขู ออาจ อทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสารไดต ามทกี่ าํ หนดในพระราชบญั ญตั นิ ้ี มาตรา 16 เพือ่ ใหเกดิ ความชัดเจนในทางปฏบิ ัติวา ขอมลู ขา วสารของราชการจะเปดเผยตอบุคคลใดไดห รือไม ภายใตเ ง่ือนไขเชน ใด และสมควรมีวิธรี กั ษามิใหร่ัวไหลใหหนวยงานของรฐั กาํ หนดวิธีการคมุ ครองขอมลู ขาวสาร นน้ั ท้ังน้ี ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรกี าํ หนดวาดวยการรักษาความลบั ของทางราชการ มาตรา 17 ในกรณีท่เี จา หนา ทีข่ องรฐั เหน็ วา การเปดเผยขอมูลขา วสารของราชการใดอาจกระทบถึง ประโยชนไ ดเ สียของผใู ด ใหเจา หนา ที่ของรัฐแจง ใหผ นู ้ันเสนอคาํ คดั คานภายในเวลาท่ีกําหนดแตต อ งให เวลาอันสมควรที่ผูน้ันอาจเสนอคาํ คัดคานได ซึ่งตองไมน อ ยกวา 15 วันนับแตว ันทีไ่ ดรบั แจง **** ผูท่ไี ดรับแจง ตามวรรคหน่งึ หรือผทู ่ีทราบวาการเปด เผยขอ มูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึง ประโยชนไดเ สยี ของตน มสี ทิ ธคิ ัดคานการเปดเผยขอมลู ขา วสารน้นั ไดโดยทาํ เปนหนังสือถึงเจาหนา ทข่ี องรฐั ผูรบั ผดิ ชอบ *** ในกรณีทมี่ ีการคัดคา นเจาหนา ท่ีของรัฐผูรบั ผดิ ชอบตองพิจารณาคาํ คดั คานและแจง ผลการ พจิ ารณาใหผ คู ัดคานทราบโดยไมชักชา ในกรณีท่ีมีคําสัง่ ไมรบั ฟง คาํ คัดคา น เจาหนา ที่ของรัฐจะเปดเผยขอมูล ขาวสารน้ันมิไดจ นกวาจะลวงพนกาํ หนดเวลาอุทธรณต ามมาตรา 18 หรอื จนกวาคณะกรรมการวินจิ ฉยั การ เปด เผยขอมูลขาวสารไดม คี ําวนิ ิจฉยั ใหเ ปดเผยขอมลู ขา วสารน้ันไดแ ลว แตก รณี *** ออกขอ สอบ ป 60 *** เตรยี มสอบครผู ชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานาํ ทาง

คูมือเตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 279 มาตรา 18 ในกรณที ่ีเจาหนา ทขี่ องรัฐมคี ําสัง่ มใิ หเปดเผยขอมูลขาวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือ มคี ําส่ังไมร บั ฟง คาํ คดั คานของผูมีประโยชนไดเสียตามมาตรา 17 ผนู น้ั อาจอทุ ธรณต อ คณะกรรมการวนิ ิจฉัย การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายในสบิ หาวนั นับแตวันที่ไดร บั แจงคําส่ังนนั้ โดยยื่นคาํ อุทธรณต อ คณะกรรมการ ขอควรจํา *** การอุทธรณใ หอ ทุ ธรณต อคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอ มลู ขา วสาร *** *** การยืน่ คาํ อทุ ธรณใหยืน่ ตอ คณะกรรมการขอมูลขา วสารของทางราชการ *** มาตรา 19 การพจิ ารณาเกี่ยวกับขอ มูลขาวสารท่ีมีคําสง่ั มใิ หเปด เผยนั้นไมวาจะเปน การพจิ ารณาของ คณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสารหรือศาลกต็ าม จะตอ งดําเนนิ กระบวนการ พจิ ารณาโดยมใิ หข อมูลขาวสารนัน้ เปดเผยแกบุคคลอืน่ ใดทไี่ มจาํ เปนแกก ารพิจารณาและในกรณีทจ่ี ําเปนจะ พิจารณาลับหลงั คูกรณหี รือคูความฝายใดก็ได มาตรา 20 การเปด เผยขอมูลขาวสารใดแมจะเขาขายตอ งมคี วามรับผิดตามกฎหมายใด ใหถ ือวา เจาหนา ที่ ของรัฐไมตอ งรับผิดหากเปน การกระทําโดยสจุ รติ ในกรณดี ังตอ ไปน้ี (1) ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 15 ถาเจาหนาทขี่ องรัฐไดดาํ เนนิ การโดยถกู ตอ งตามระเบยี บตาม มาตรา 16 (2) ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 15 ถาเจาหนา ท่ีของรัฐในระดบั ตามทกี่ าํ หนดในกฎกระทรวง มคี าํ สง่ั ใหเปด เผยเปน การท่ัวไปหรือเฉพาะแกบ ุคคลใดเพ่ือประโยชนอ ันสาํ คัญย่ิงกวาทเ่ี กีย่ วกบั ประโยชนสาธารณะ หรือชีวิต รา งกาย สขุ ภาพ หรอื ประโยชนอ น่ื ของบคุ คล และคําส่งั น้นั ไดก ระทาํ โดยสมควรแกเหตุ ในการน้ีจะมี การกําหนดขอ จํากัดหรอื เงื่อนไขในการใชข อมลู ขาวสารนนั้ ตามความเหมาะสมก็ได การเปดเผยขอมูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไมเ ปน เหตุใหห นวยงานของรฐั พนจากความรบั ผิดตาม กฎหมายหากจะพึงมีในกรณีดังกลา ว หมวด 3 ขอมูลขา วสารสวนบคุ คล มาตรา 21 เพ่ือประโยชนแหงหมวดนี้ บุคคล หมายความวา บุคคลธรรมดาทีม่ ีสัญชาติไทยและบุคคลธรรมดา ท่ีไมม สี ญั ชาตไิ ทยแตม ถี ิ่นทอ่ี ยูในประเทศไทย มาตรา 22 สํานกั ขาวกรองแหง ชาติ สํานกั งานสภาความมัน่ คงแหง ชาติ และหนว ยงานของรัฐแหงอ่ืนตามที่ กําหนดในกฎกระทรวงอาจออกระเบยี บโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการกําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และ เง่ือนไขท่มี ใิ หนําบทบัญญตั ิวรรคหนงึ่ (3) ของมาตรา 23 มาใชบงั คบั กบั ขอ มูลขา วสารสวนบคุ คลท่ีอยใู นความ ควบคุมดแู ลของหนว ยงานดังกลา วก็ได เตรียมสอบครผู ูชวย สังกัด สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 280 หนวยงานของรัฐแหงอ่นื ทจ่ี ะกาํ หนดในกฎกระทรวงตามวรรคหน่งึ นน้ั ตอ งเปนหนว ยงานของรัฐ ซึ่ง การเปด เผยประเภทขอมูลขาวสารสว นบคุ คลตามมาตรา 23 วรรคหน่ึง (3) จะเปนอุปสรรครายแรงตอการ ดาํ เนินการของหนวยงานดงั กลาว มาตรา 23 หนว ยงานของรัฐตอ งปฏบิ ตั เิ กย่ี วกับการจัดระบบขอมูลขาวสารสวนบุคคลดังตอ ไปนี้ (1) ตอ งจัดใหมรี ะบบขอมลู ขา วสารสว นบคุ คลเพียงเทา ที่เก่ยี วขอ งและจําเปนเพือ่ การดําเนนิ งานของ หนวยงานของรัฐใหสาํ เร็จตามวัตถุประสงคเทา นัน้ และยกเลิกการจัดใหมรี ะบบดังกลาวเม่อื หมดความจาํ เปน (2) พยามยามเก็บขอ มลู ขา วสารโดยตรงจากเจา ของขอ มูลโดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณที ่จี ะกระทบถึง ประโยชนไดเสยี โดยตรงของบุคคลนนั้ (3) จัดใหม กี ารพมิ พใ นราชกจิ จานเุ บกษาและตรวจสอบแกไขใหถ กู ตองอยเู สมอเกีย่ วกับส่ิงดงั ตอ ไปน้ี (ก) ประเภทของบุคคลที่มีการเก็บขอ มลู ไว (ข) ประเภทของระบบขอมลู ขา วสารสว นบคุ คล (ค) ลกั ษณะการใชข อมูลตามปกติ (ง) วิธกี ารขอตรวจดูขอมลู ขาวสารของเจาของขอ มลู (จ) วธิ กี ารขอใหแกไขเปลยี่ นแปลงขอ มลู (ฉ) แหลงทม่ี าของขอมลู (4) ตรวจสอบแกไขขอ มูลขา วสารสว นบุคคลในความรับผิดชอบใหถูกตอ งอยเู สมอ (5) จัดระบบรกั ษาความปลอดภัยใหแกร ะบบขอ มลู ขา วสารสวนบุคคลตามความเหมาะสมเพือ่ ปองกนั มใิ หมกี ารนําไปใชโดยไมเ หมาะสมหรือเปน ผลรายตอ เจา ของขอ มูล ในกรณีท่ีเก็บขอมูลขา วสารโดยตรงจากเจาของขอ มูล หนว ยงานของรฐั ตองแจง ใหเจาของขอ มลู ทราบลว งหนาหรอื พรอมกับการขอขอ มูลถึงวตั ถปุ ระสงคท ่จี ะนําขอ มลู มาใชล ักษณะการใชขอมลู ตามปกติและ กรณที ีข่ อขอมลู นนั้ เปนกรณีท่ีอาจใหขอ มูลไดโ ดยความสมัครใจหรอื เปน กรณีมกี ฎหมายบงั คบั หนวยงานของรฐั ตองแจงใหเจาของขอ มูลทราบในกรณที ีม่ ีการใหจัดสง ขอมลู ขา วสารสว นบุคคลไปยงั ท่ใี ดซ่ึงจะเปน ผลใหบคุ คลท่วั ไปทราบขอมูลขาวสารน้นั ได เวนแตเ ปน ไปตามลกั ษณะการใชข อ มลู ตามปกติ มาตรา 24 หนวยงานของรฐั จะเปดเผยขอมลู ขาวสารสว นบคุ คลทอี่ ยใู นความควบคมุ ดแู ลของตนตอ หนวยงานของรัฐแหง อน่ื หรือผอู นื่ โดยปราศจากความยินยอมเปน หนังสือของเจาของขอมูลทใ่ี หไ วล วงหนา หรอื ในขณะนนั้ มิไดเวน แตเ ปน การเปด เผย ดงั ตอ ไปนี้ (1) ตอ เจาหนา ที่ของรฐั ในหนวยงานของตนเพื่อการนําไปใชต ามอํานาจหนา ท่ขี องหนวยงานของรัฐ แหง นนั้ (2) เปน การใชขอ มูลตามปกตภิ ายในวัตถปุ ระสงคข องการจัดใหม ีระบบขอ มูลขา วสารสวนบคุ คลนน้ั เตรียมสอบครูผชู วย สังกัด สาํ นักงาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 281 (3) ตอหนวยงานของรฐั ท่ที าํ งานดา นการวางแผนหรือการสถติ หิ รือสาํ มะโนตาง ๆ ซงึ่ มีหนา ทตี่ อง รักษาขอมูลขา วสารสว นบุคคลไวไมใหเปด เผยตอ ไปยังผอู ืน่ (4) เปนการใหเพ่อื ประโยชนในการศึกษาวิจยั โดยไมร ะบชุ ือ่ หรอื สว นที่ทําใหรวู าเปน ขอ มลู ขา วสาร สวนบคุ คลทีเ่ กยี่ วกับบุคคลใด (5) ตอ หอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศิลปากร หรือหนวยงานอน่ื ของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนงึ่ เพ่ือการตรวจดคู ุณคาในการเกบ็ รกั ษา (6) ตอ เจา หนา ที่ของรัฐเพ่ือการปอ งกันการฝาฝน หรือไมปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย การสืบสวน การ สอบสวน หรอื การฟองคดี ไมว าเปนคดีประเภทใดก็ตาม (7) เปน การใหซ ึ่งจําเปนเพ่ือการปอ งกันหรอื ระงบั อันตรายตอ ชวี ิตหรอื สขุ ภาพของบุคคล (8) ตอศาลและเจา หนา ทขี่ องรฐั หรอื หนว ยงานของรัฐหรอื บคุ คลท่มี ีอํานาจตามกฎหมายที่จะขอ ขอ เท็จจริงดังกลา ว (9) กรณีอื่นตามทกี่ าํ หนดในพระราชกฤษฎกี า การเปด เผยขอ มูลขาวสารสวนบุคคลตามวรรคหนึ่ง (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9) ใหม ีการจัดทํา บัญชีแสดงการเปดเผยกาํ กับไวก ับขอมูลขา วสารนั้น ตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกาํ หนดในกฎกระทรวง มาตรา 25 ภายใตบ งั คบั มาตรา 14 และมาตรา 15 บุคคลยอ มมีสิทธิที่จะไดรถู งึ ขอมลู ขาวสารสว นบุคคลที่ เก่ียวกับตน และเมอ่ื บุคคลนน้ั มีคําขอเปน หนังสอื หนวยงานของรฐั ทค่ี วบคุมดูแลขอมูลขา วสารนัน้ จะตองให บคุ คลน้ันหรอื ผูก ระทําการแทนบคุ คลน้นั ไดต รวจดูหรือไดรบั สําเนาขอมูลขาวสารสว นบุคคลสว นที่เกีย่ วกบั บุคคลน้ัน และใหนาํ มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม มาใชบ ังคบั โดยอนุโลม การเปดเผยรายงานการแพทยท เ่ี กยี่ วกบั บุคคลใด ถา กรณีมเี หตุอันควรเจาหนา ทีข่ องรัฐจะ เปดเผยตอเฉพาะแพทยท่ีบุคคลนนั้ มอบหมายก็ได ถาบุคคลใดเห็นวาขอมูลขาวสารสว นบคุ คลท่ีเกีย่ วกับตนสวนใดไมถกู ตอ งตามทเ่ี ปน จรงิ ใหม ี สิทธิยื่นคําขอเปนหนงั สอื ใหห นว ยงานของรัฐทีค่ วบคมุ ดูแลขอมลู ขาวสารแกไ ขเปลยี่ นแปลงหรอื ลบขอมลู ขา วสารสว นนัน้ ไดซ ่งึ หนว ยงานของรัฐจะตองพิจารณาคาํ ขอดังกลา ว และแจง ใหบคุ คลนน้ั ทราบโดย ไมชักชา ในกรณที ่หี นวยงานของรัฐไมแ กไ ขเปลย่ี นแปลงหรอื ลบขอ มูลขา วสารใหตรงตามท่ีมีคําขอ ใหผ นู น้ั มสี ิทธิอทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปด เผยขอ มูลขา วสารภายใน 30 วันนบั แตว ันไดรับแจงคําสัง่ ไม ยนิ ยอมแกไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร โดยยนื่ คาํ อทุ ธรณตอคณะกรรมการ และไมว ากรณใี ด ๆ ให เจาของขอ มูลมีสทิ ธริ อ งขอใหห นวยงานของรัฐหมายเหตุคําขอของตนแนบไวกบั ขอ มูลขา วสารสว นที่เกย่ี วของ ได ใหบุคคลตามทกี่ ําหนดในกฎกระทรวงมสี ทิ ธดิ ําเนินการตามมาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรานแ้ี ทน ผเู ยาว คนไรความสามารถ คนเสมอื นไรความสามารถ หรือเจา ของขอ มลู ทถี่ ึงแกกรรมแลวได เตรยี มสอบครูผูชวย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขารับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 282 หมวด 4 เอกสารประวัติศาสตร มาตรา 26 ขอ มลู ขาวสารของราชการท่หี นวยงานของรฐั ไมป ระสงคจ ะเก็บรักษาหรือมีอายุครบกาํ หนด ตามวรรคสองนบั แตว ันท่ีเสรจ็ ส้นิ การจัดใหมีขอมูลขา วสารนน้ั ใหหนว ยงานของรฐั สงมอบใหแ กหอจดหมาย เหตแุ หงชาติ กรมศิลปากรหรอื หนวยงานอ่ืนของรฐั ตามทีก่ ําหนดในพระราชกฤษฎีกาเพอ่ื คัดเลอื กไวใ ห ประชาชนไดศกึ ษาคน ควา *** ออกขอสอบ ป 58 และ 60 *** กําหนดเวลาตองสงขอมูลขา วสารของราชการตามวรรคหนึ่งใหแยกตามประเภท ดงั น้ี (1) ขอ มูลขา วสารของราชการตามมาตรา 14 เมอ่ื ครบ 75 ป ขอมูลขาวสารของราชการทอี่ าจกอ ใหเกดิ ความเสียหายตอ สถาบันพระมหากษัตริย จะเปดเผยมิได (2) ขอมูลขา วสารของราชการตามมาตรา 15 เม่ือครบ 20 ป ขอมูลขา วสารของราชการท่ีหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาทข่ี องรฐั อาจมีคาํ สงั่ มิใหเปดเผยก็ได กําหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดในกรณีดังตอไปนี้ (1) หนวยงานของรัฐยงั จาํ เปนตอ งเก็บรักษาขอมูลขาวสารของราชการไวเ องเพ่อื ประโยชนในการใช สอยโดยตองจัดเก็บและจัดใหป ระชาชนไดศกึ ษาคนควา ตามที่จะตกลงกบั หอจดหมายเหตแุ หงชาติ กรมศลิ ปากร (2) หนว ยงานของรัฐเห็นวา ขอ มูลขา วสารของราชการน้นั ยังไมควรเปดเผยโดยมีคําสั่งขยายเวลา กาํ กับไวเ ปน การเฉพาะราย คําส่ังการขยายเวลาน้ันใหก าํ หนดระยะเวลาไวดวย แตจะกาํ หนดเกนิ คราวละหา ป ไมได การตรวจสอบหรอื ทบทวนมิใหมีการขยายระยะเวลาไมเปด เผยจนเกินความจําเปนใหเปน ไปตาม หลักเกณฑแ ละวิธกี ารทก่ี ําหนดในกฎกระทรวง บทบญั ญัติตามมาตรานีม้ ใิ หใชบ งั คับกบั ขอ มูลขา วสารของราชการตามท่คี ณะรฐั มนตรอี อกระเบยี บ กาํ หนดใหห นว ยงานของรัฐหรือเจาหนา ท่ขี องรฐั จะตอ งทาํ ลายหรืออาจทําลายได โดยไมต องเก็บรักษา หมวด 5 คณะกรรมการขอ มลู ขาวสารของราชการ มาตรา 27 ใหม คี ณะกรรมการขอมูลขา วสารของราชการ ประกอบดว ยรัฐมนตรี ซึง่ นายกรัฐมนตรี มอบหมายเปนประธาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลดั กระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ปลดั กระทรวงการคลัง ปลดั กระทรวงการตางประเทศ ปลดั กระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณิชย เลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการขาราชการพลเรือน เลขาธกิ ารสภาความมั่นคง แหง ชาติ เลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร ผอู ํานวยการสาํ นักขาวกรองแหงชาติ ผูอ าํ นวยการสํานกั งบประมาณ และผูทรงคุณวุฒอิ ่นื จากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตัง้ อกี เกา คนเปนกรรมการ ใหปลัดสาํ นกั นายกรฐั มนตรแี ตง ต้ังขาราชการของสาํ นกั งานปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรีคนหนึง่ เปน เลขานกุ าร และอีกสองคนเปนผูชว ยเลขานุการ เตรียมสอบครูผูชวย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 283 โครงสรางคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของทางราชการ รัฐมนตรีซ่ึงนายกรฐั มนตรีมอบหมาย ประธานคณะกรรมการ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงพาณิชย ปลดั กระทรวงกลาโหม เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธกิ ารคณะกรรมการขา ราชการพลเรอื น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ เลขาธิการสภาความมนั่ คงแหง ชาติ ปลัดกระทรวงการคลงั ผูอาํ นวยการสาํ นักขา วกรองแหง ชาติ ปลดั กระทรวงการตางประเทศ เลขาธิการสภาผแู ทนราษฎร คณะรัฐมนตรีแตง ตั้ง ดํารงตําแหนงคราวละ 3 ป พน ตาํ แหนงแลว อาจแตงตั้งไดอ ีก ผูอํานวยการสํานักงบประมาณ ปลดั สํานกั นายกรฐั มนตรแี ตงต้งั ผูทรงคุณวฒุ อิ ่ืนจากภาครฐั และ ขา ราชการของสาํ นักงานปลัด ภาคเอกชน จํานวน 9 คน สํานักนายกรฐั มนตรี เลขานุการ 1 คน ผชู วยเลขานุการ 2 คน มาตรา 28 คณะกรรมการมีอาํ นาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (1) สอดสอ งดแู ลและใหคําแนะนาํ เกย่ี วกับการดาํ เนนิ งานของเจา หนาทีข่ องรฐั และหนว ยงานของรัฐ ในการปฏิบัตติ ามพระราชบญั ญัติน้ี (2) ใหค ําปรึกษาแกเจาหนาที่ของรัฐหรือหนว ยงานของรัฐเกย่ี วกับการปฏิบัตติ ามพระราชบญั ญตั ินี้ ตามท่ไี ดร บั คาํ ขอ (3) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎกี าและการออกกฎกระทรวงหรอื ระเบยี บของคณะรฐั มนตรี ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ (4) พิจารณาและใหความเหน็ เรอ่ื งรองเรยี นตามมาตรา 13 เตรยี มสอบครผู ชู วย สังกัด สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานําทาง

คูมือเตรียมสอบบรรจเุ ขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 284 (5) จัดทํารายงานเกย่ี วกับการปฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญัติน้เี สนอคณะรฐั มนตรีเปน ครัง้ คราว ตามความเหมาะสม แตอ ยางนอ ยปล ะหนง่ึ คร้ัง (6) ปฏิบัติหนาที่อนื่ ตามทกี่ ําหนดในพระราชบญั ญตั ิน้ี (7) ดําเนินการเรอื่ งอืน่ ตามท่คี ณะรัฐมนตรหี รือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา 29 กรรมการผูท รงคุณวุฒิซ่ึงไดรบั แตง ตั้งตามมาตรา 27 มีวาระอยูใ นตาํ แหนง คราวละสามปน ับ แตวนั ทีไ่ ดรับแตง ต้ัง ผูที่พน จากตําแหนงแลว อาจไดร ับแตงตงั้ ใหมได มาตรา 30 นอกจากการพนจากตําแหนง ตามวาระ กรรมการ ผทู รงคณุ วุฒิซง่ึ ไดรับแตงต้ังตามมาตรา 27 พนจากตาํ แหนง เมอ่ื (1) ตาย (2) ลาออก (3) คณะรฐั มนตรใี หออกเพราะมคี วามประพฤติเสื่อมเสียบกพรองหรือไมส จุ ริตตอ หนา ท่หี รอื หยอน ความสามารถ (4) เปน บุคคลลมละลาย (5) เปนคนไรความสามารถหรือคนเสมือนไรความสามารถ (6) ไดร ับโทษจําคกุ โดยคาํ พิพากษาถึงท่ีสดุ ใหจาํ คกุ เวนแตเปน โทษสําหรับความผิดทีไ่ ดกระทาํ โดย ประมาทหรือความผิดลหโุ ทษ มาตรา 31 การประชุมของคณะกรรมการตอ งมีกรรมการมาประชุมไมนอยกวาก่ึงหนึ่งของจํานวน กรรมการทง้ั หมดจึงจะเปนองคป ระชมุ ใหป ระธานกรรมการเปนประธานในที่ประชุมถา ประธานกรรมการไมมาประชมุ หรือไมอาจปฏบิ ตั ิ หนา ที่ได ใหก รรมการท่ีมาประชุมเลอื กกรรมการคนหนึ่งเปน ประธานในที่ประชมุ การวนิ จิ ฉยั ช้ขี าดของทีป่ ระชมุ ใหถ อื เสียงขางมากกรรมการคนหนงึ่ ใหม เี สยี งหน่ึงในการลงคะแนน ถา คะแนนเสียงเทากนั ใหประธานในทีป่ ระชุมออกเสยี งเพิม่ ขึ้นอกี เสยี งหนึ่งเปนเสียงชข้ี าด มาตรา 32 ใหค ณะกรรมการมอี าํ นาจเรยี กใหบคุ คลใดมาใหถอยคําหรอื ใหส ง วัตถุ เอกสาร หรือ พยานหลักฐานมาประกอบการพจิ ารณาได มาตรา 33 ในกรณที ่ีหนว ยงานของรฐั ปฏเิ สธวา ไมมีขอมลู ขาวสารตามที่มีคาํ ขอไมวา จะเปนกรณีตามมาตรา 11 หรอื มาตรา 25 ถาผมู ีคําขอไมเชือ่ วาเปน ความจริงและรองเรยี นตอคณะกรรมการตามมาตรา 13 ให คณะกรรมการมอี ํานาจเขาดําเนินการตรวจสอบขอมลู ขาวสารของราชการท่ีเก่ียวของไดแ ละแจงผลการ ตรวจสอบใหผูรองเรยี นทราบ หนว ยงานของรัฐหรอื เจา หนาที่ของรฐั ตองยินยอมใหคณะกรรมการหรอื ผซู งึ่ คณะกรรมการ มอบหมายเขา ตรวจสอบขอ มูลขาวสารที่อยูในความครอบครองของตนไดไ มว า จะเปนขอ มลู ขา วสารที่เปด เผย ไดหรือไมก ต็ าม เตรยี มสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรทั ธานาํ ทาง

คูมือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 285 มาตรา 34 คณะกรรมการจะแตงตงั้ คณะอนุกรรมการเพื่อพจิ ารณาหรอื ปฏิบัตงิ านอยางใดอยางหนึ่งตามท่ี คณะกรรมการมอบหมายก็ได และใหน ําความในมาตรา 31 มาใชบงั คับโดยอนุโลม หมวด 6 คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสาร มาตรา 35 ใหมีคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสารสาขาตา ง ๆ ตามความเหมาะสม ซ่ึง คณะรัฐมนตรีแตง ตงั้ ตามขอ เสนอของคณะกรรมการ มอี าํ นาจหนา ท่ีพิจารณาวนิ ิจฉัยอทุ ธรณคําส่งั มใิ หเปด เผย ขอ มูลขาวสารตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือคาํ สง่ั ไมรับฟงคําคัดคานตามมาตรา 17 และคาํ สงั่ ไมแกไ ข เปลยี่ นแปลงหรือลบขอมูลขาวสารสว นบคุ คลตามมาตรา 25 การแตง ต้ังคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปด เผยขอ มูลขา วสารตามวรรคหน่ึงใหแตงตั้งตามสาขาความ เช่ียวชาญเฉพาะดานของขอมูลขาวสารของราชการ เชน ความมน่ั คงของประเทศ เศรษฐกิจและการคลังของ ประเทศหรอื การบังคับใชกฎหมาย มาตรา 36 คณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปด เผยขอมูลขา วสารคณะหนึ่ง ๆ ประกอบดว ยบคุ คลตามความ จําเปน แตตอ งไมน อ ยกวา 3 คนและใหขาราชการที่คณะกรรมการแตง ตั้งปฏิบัตหิ นาทีเ่ ปน เลขานกุ ารและ ผูช วยเลขานุการ ในกรณีพิจารณาเกีย่ วกับขอ มลู ขาวสารของหนวยงานของรัฐแหงใดกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผย ขอมลู ขาวสารซง่ึ มาจากหนว ยงานของรฐั แหงนน้ั จะเขารวมพิจารณาดวยไมได กรรมการวินจิ ฉยั การเปด เผยขอ มูลขาวสาร จะเปนเลขานุการหรอื ผชู วยเลขานุการไมได มาตรา 37 ใหคณะกรรมการพิจารณาสง คาํ อุทธรณใ หค ณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปด เผยขอมูลขา วสาร โดย คํานึงถึงความเชีย่ วชาญเฉพาะดานของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสารแตละสาขาภายในเจ็ด วันนับแตว ันที่คณะกรรมการไดรบั คําอุทธรณ คําวินจิ ฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดเผยขอมูลขาวสารใหเปน ท่สี ุด และในการมคี ําวินจิ ฉยั จะ มขี อสงั เกตเสนอตอ คณะกรรมการเพ่ือใหห นวยงานของรัฐที่เก่ยี วขอ งปฏบิ ัติเกี่ยวกบั กรณีใดตามที่เห็นสมควร กไ็ ด ใหน าํ ความในมาตรา 13 วรรคสอง มาใชบังคับแกการพจิ ารณาอทุ ธรณข องคณะกรรมการวนิ จิ ฉัย การเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนโุ ลม มาตรา 38 อํานาจหนาที่ของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขาวสารแตละสาขาวธิ พี ิจารณาและ วินิจฉยั และองคคณะในการพิจารณาและวินจิ ฉยั ใหเปน ไปตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการกาํ หนดโดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา มาตรา 39 ใหนาํ บทบญั ญัตมิ าตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 32 และบทกาํ หนดโทษท่ปี ระกอบกบั บทบัญญัติ ดังกลาวมาใชบังคับกับคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขาวสารโดยอนโุ ลม เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สาํ นักงาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานําทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กศน. 286 หมวด 7 บทกาํ หนดโทษ มาตรา 40 ผูใดไมปฏบิ ตั ิตามคาํ สัง่ ของคณะกรรมการทส่ี ั่งตามมาตรา 32 ตองระวางโทษจาํ คุกไมเกินสาม เดอื น หรอื ปรับไมเกนิ หาพนั บาทหรอื ท้งั จาํ ทั้งปรบั มาตรา 41 ผใู ดฝาฝนหรือไมป ฏบิ ตั ิตามขอจํากัดหรอื เงือ่ นไขทีเ่ จา หนา ทขี่ องรฐั กาํ หนดตามมาตรา 20 ตองระวางโทษจําคกุ ไมเกินหนงึ่ ปห รอื ปรบั ไมเกนิ สองหมื่นบาท หรอื ทง้ั จาํ ท้งั ปรับ *** ออกขอสอบ ป 58 *** บทเฉพาะกาล มาตรา 42 บทบญั ญตั ิมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 มใิ หใ ชบงั คบั กบั ขอ มูลขาวสารของราชการทเ่ี กดิ ขึ้น กอ นวันทพ่ี ระราชบัญญตั ิน้ีใชบ งั คับ ใหห นวยงานของรฐั จดั พมิ พข อ มลู ขาวสารตามวรรคหนึง่ หรอื จัดใหมีขอ มูลขาวสารตามวรรคหน่ึงไว เพ่อื ใหประชาชนเขา ตรวจดไู ด แลว แตก รณี ท้งั นี้ ตามหลักเกณฑแ ละวธิ ีการท่คี ณะกรรมการจะไดกาํ หนด มาตรา 43 ใหระเบยี บวา ดว ยการรักษาความปลอดภยั แหง ชาติ พ.ศ. 2517 ในสว นท่ีเกยี่ วกบั ขอ มูลขา วสาร ของราชการ ยังคงใชบงั คบั ตอไปไดเ ทาทไี่ มข ดั หรือแยงตอพระราชบัญญัตินี้ เวน แตระเบียบทคี่ ณะรัฐมนตรี กําหนดตามมาตรา 16 จะไดก ําหนดเปนอยา งอนื่ หมายเหตุ :-เหตผุ ลในการประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิฉบบั นี้ คอื ในระบอบประชาธิปไตย การใหป ระชาชนมี โอกาสกวา งขวางในการไดรับขอ มลู ขา วสารเกีย่ วกับการดาํ เนินการตา ง ๆ ของรัฐเปนส่งิ จาํ เปน เพื่อที่ ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใชสิทธิทางการเมอื งไดโดยถูกตองกับความเปนจรงิ อนั เปน การ สง เสริมใหมคี วามเปน รัฐบาลโดยประชาชนมากย่งิ ข้ึน สมควรกําหนดใหประชาชนมสี ิทธิไดร ูขอมลู ขาวสารของ ราชการ โดยมีขอยกเวนอนั ไมต องเปด เผยทแี่ จงชัดและจาํ กัดเฉพาะขอมูลขาวสารท่ีหากเปด เผยแลวจะเกดิ ความเสียหายตอประเทศชาตหิ รือตอประโยชนที่สําคญั ของเอกชน ทัง้ น้ี เพือ่ พฒั นาระบอบประชาธปิ ไตยให มน่ั คงและจะยงั ผลใหประชาชนมโี อกาสรถู ึงสิทธิหนา ทขี่ องตนอยา งเต็มที่ เพ่ือท่ีจะปกปก รักษาประโยชนของ ตนไดอกี ประการหนง่ึ ดวย ประกอบกับสมควรคุมครองสิทธิสวนบุคคลในสว นท่ีเก่ียวของกบั ขอมูลขาวสารของ ราชการไปพรอมกัน จึงจําเปนตองตราพระราชบญั ญตั นิ ี้ เตรียมสอบครูผชู วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรัทธานําทาง

คูมือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขา ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 287 สรุปสาระสาํ คญั ทคี่ วรจาํ และเคยออกขอ สอบ 1. ผใู ดเหน็ วาหนวยงานของรัฐไมจ ดั พิมพข อ มูลขา วสารทตี่ อ งเปด เผยใหประชาชนไดร ับทราบ จะตอ ง ดาํ เนินการรอ งเรียนคณะกรรมการขอมูลขา วสารของทางราชการ ภายใน 30 วัน และจะตอ งดาํ เนินการนับแต วนั ทไ่ี ดร ับรองเรยี น และขยายไดไ มเ กนิ 60 วนั 2. กรณเี จาหนา ท่ีของรัฐเห็นวาการเปด เผยขอมูลขาวสารของทางราชการใดกระทบถึงประโยชนไดเสยี ของผูใดเจาหนา ที่ใหผนู ้ันเสนอคําคัดคา นไดไมน อยกวา 15 วัน นับแตว นั ทไี่ ดรับแจง และเจาหนาทพี่ ิจารณา และแจง ผลการพจิ ารณาโดยไมชักชา 3. ในกรณีท่เี จาหนา ทีข่ องรัฐมคี ําส่งั ไมใ หเปดเผยขอมูลขา วสารใดหรือมีคําสงั่ ไมร ับฟงคําคดั คานของผู มีประโยชนไ ดเ สียผนู น้ั อาจอทุ ธรณโดยย่นื ตอคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของทางราชการ และอทุ ธรณตอ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดเผยขอมูลขา วสาร ภายใน 30 วนั นบั แตว ันที่ไดรบั แจงคาํ สัง่ 4. ถาบุคคลใดเห็นวาขอ มูลขา วสารสวนบุคคลของตนเองในสวนใดไมถูกตองตามความเปนจรงิ ตอ งมี สิทธ์ยิ น่ื คําขอเปน หนังสือใหห นวยงานของรัฐควบคมุ ดูแลขอมูลขาวสารแกไ ขเปลยี่ นแปลงหรือลบขอมลู นนั้ ซึ่ง หนวยงานของรฐั จะตอ งพจิ ารณาคําขอดงั กลา วและแจงใหบุคคลนนั้ ทราบโดยไมชกั ชา หากเจาหนาทไ่ี ม ดําเนนิ การตามคําขอใหผ ูน้ันมสี ิทธ์อิ ุทธรณตอ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขา วสารภายใน 30 วัน นบั แตวันทไ่ี ดรบั แจง คําส่งั โดยยน่ื คําอุทธรณต อ คณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของทางราชการ 5. ขอ มูลขา วสารของราชการทหี่ นวยงานของรฐั ไมประสงคจะเก็บรักษา ทอ่ี าจกอใหเ กิดความ เสียหายตอสถาบนั พระมหากษตั ริย ใหหนว ยงานของรฐั สง มอบใหแกห อจดหมายเหตแุ หง ชาติ กรมศิลปากร เมื่อครบ 75 ป 6. ขอมลู ขา วสารของราชการที่หนวยงานของรัฐไมป ระสงคจะเกบ็ รกั ษา ทีห่ นวยงานของรฐั หรือ เจา หนา ท่ขี องรัฐอาจมคี ําสั่งมใิ หเ ปด เผย ใหห นวยงานของรฐั สงมอบใหแ กหอจดหมายเหตุแหงชาติ กรมศลิ ปากร เมือ่ ครบ 20 ป ตัวเลขทีค่ วรจํา 1. เสนอคําคัดคาน ไมน อ ยกวา 15 วัน 2. ........ภายใน 30 วนั นบั แต. ....... 3. ........ภายใน 30 วนั นับแต ...... ขยายไดไมเกนิ 60 วนั 4. แจงผลการพจิ ารณาโดยไมชักชา เตรียมสอบครผู ูช ว ย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขารบั ราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 288 แนวขอสอบพระราชบัญญัตขิ อมูลขา วสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 1. ผใู ดเปนผรู ักษาการตามพระราชบัญญัตขิ อมลู ขาวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ก. นายกรัฐมนตรี ข. รฐั มนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ค. รัฐมนตรีวา การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ง. รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย 2. ใหจ ดั ตั้งสาํ นกั งานคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการขน้ึ ในสงั กดั ใด ก. สาํ นกั นายกรัฐมนตรี ข. สํานักงานปลัดสาํ นกั นายกรัฐมนตรี ค. สาํ นกั งานขาวกรองแหง ชาติ กระทรวงกลาโหม ง. สํานกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย 3. หนวยงานของรัฐตองสง ขาวสารของราชการพมิ พใ นราชกิจจานเุ บกษา ขอใดถูกตอง ก. โครงสรางและการจัดองคก รในการดําเนินงาน สรุปอาํ นาจหนาท่ีท่ีสําคัญและวธิ กี ารดําเนินงาน ข. สถานที่ติดตอ เพ่ือขอรบั ขอ มูลขาวสารหรอื คําแนะนําในการตดิ ตอกบั หนว ยงานของรฐั ค. กฎ มติคณะรัฐมนตรี ขอบังคบั คาํ สงั่ หนังสอื เวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย ง. ถกู ทกุ ขอ 4. ขอมลู ขาวสารที่จัดใหประชาชนเขาตรวจดไู ดถ ามีสว นที่ตองหามมิใหเปดเผยอยูด วย ขอใดถกู ตอ ง ก. ใหลบขอมูลขาวสารสว นนั้น ข. ใหตัดทอนขอมลู ขาวสารสวนน้นั ค. กระทาํ โดยประการอนื่ ท่ไี มเปน การเปดเผยขอมลู ขาวสารสวนนัน้ ง. ถูกทุกขอ 5. ผใู ดเหน็ วาหนว ยงานของรฐั ไมจ ดั พิมพขอ มูลขา วสารลงพิมพในราชกิจจานุเบกษาหรอื ไมจ ดั หาขอ มูล ขา วสารไวใหป ระชาชนตรวจดไู ด หรอื ไมจ ดั หาขาวสารใหแ กต น หรอื ฝาฝน หรือไมป ฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญตั ิน้ี หรอื ปฏบิ ัตหิ นาที่ลาชา ผนู ้ันมีสทิ ธิดําเนินการตามขอใด ก. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ข. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปดเผยขอ มลู ขาวสาร ค. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ง. รอ งทุกขตอคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร เตรียมสอบครูผชู วย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู อื เตรยี มสอบบรรจุเขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สงั กัด กศน. 289 6. ในกรณที ี่มกี ารรองเรยี นตอคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการ คณะกรรมการขอมูลขาวสารของ ราชการ ตองพจิ ารณาใหแลว เสรจ็ ขอใดถกู ตองทสี่ ดุ ก. ภายใน 15 วันนับแตวันท่ไี ดร ับคํารองเรียน ข. ภายใน 30 วนั นบั แตวนั ทีไ่ ดรบั คํารอ งเรยี น ค. ภายใน 60 วันนบั แตว ันทีไ่ ดร ับคํารองเรยี น ง. ภายใน 90 วนั นบั แตวนั ทไ่ี ดรับคาํ รอ งเรียน 7. ในกรณีทมี่ ีเหตุจาํ เปน ใหขยายเวลาออกไปได แตตองแสดงเหตุผลและรวมเวลาท้ังหมด ขอใดถูกตอ งที่สดุ ก. ตอ งไมเกิน 15 วนั นบั แตวนั ท่ไี ดร บั คาํ รองเรียน ข. ตอ งไมเ กนิ 30 วันนบั แตว นั ทไี่ ดร ับคํารอ งเรียน ค. ตองไมเ กนิ 60 วันนบั แตว ันที่ไดรับคํารอ งเรียน ง ตองไมเ กิน 90 วนั นบั แตวันท่ไี ดรับคํารองเรยี น 8. ขอมูลขา วสารของราชการจะเปดเผยมไิ ด ขอใดถูกตองท่ีสดุ ก. ขอ มลู ขา วสารของราชการทอ่ี าจกอ ใหเกิดความเสยี หายตอ สถาบันพระมหากษตั ริย ข. การเปด เผยจะกอ ใหเกิดความเสียหายตอความมน่ั คงของประเทศ ความสมั พนั ธร ะหวางประเทศ หรือความมนั่ คงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลังของประเทศ ค. การเปด เผยจะทําใหการบังคับใชกฎหมายเสื่อมประสิทธภิ าพหรือไมอ าจสําเร็จตามวตั ถุประสงคได ไมว าจะเก่ียวกบั การฟอ งคดี การปอ งกนั การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือ การรแู หลงทม่ี าของ ขอมลู ขา วสารหรอื ไมก ต็ าม ง. การเปดเผยจะกอ ใหเ กิดอนั ตรายตอ ชีวติ หรือความปลอดภัยของบุคคลใดบุคคลหน่งึ 9. ในกรณที เ่ี จาหนาทข่ี องรัฐเห็นวา การเปด เผยขอมลู ขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสยี ของผูใด ใหเจาหนาทข่ี องรัฐแจง ใหผูน้นั เสนอคาํ คัดคา นภายในเวลาทกี่ าํ หนด ขอใดถกู ตองท่ีสุด ก. ตองไมนอ ยกวา 7 วันนบั แตว นั ทไ่ี ดร ับแจง ข. ตอ งไมน อ ยกวา 15 วันนบั แตวนั ทไี่ ดรับแจง ค. ตองไมนอยกวา 30 วนั นับแตวนั ท่ีไดรบั แจง ง. ตองไมนอยกวา 60 วนั นับแตว นั ท่ไี ดร บั แจง 10. ในกรณที ี่เจา หนา ทขี่ อองรัฐมีคําสงั่ มิใหเ ปดเผยขอ มูลขา วสาร หรือมคี ําส่ังไมร บั ฟงคําคัดคานของผมู ี ประโยชนไ ดเสีย ผูขออาจดําเนินการตามขอใด ก. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร ภายใน 15 วันนบั แตว นั ท่ไี ดร บั แจง คาํ สั่ง ข. รองทุกขต อ คณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ภายใน 15 วันนบั แตวันทีไ่ ดร บั แจงคําส่ัง ค. อุทธรณต อ คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดเผยขอมลู ขาวสาร ภายใน 15 วนั นับแตว ันที่ไดร ับแจง คาํ สั่ง ง. อุทธรณตอ คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ภายใน 15 วนั นบั แตวันทไ่ี ดร บั แจงคําส่งั เตรียมสอบครูผูชวย สงั กดั สาํ นกั งาน กศน. เรียบเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู อื เตรียมสอบบรรจเุ ขา รับราชการ ขาราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 290 11. ถาบุคคลใดเหน็ วาขอ มูลขาวสารสว นบุคคลที่เก่ยี วกับตนสวนใดไมถกู ตองตามทเ่ี ปนจรงิ ใหมีสทิ ธยิ ่ืนคําขอ เปน หนงั สอื ใหห นว ยงานของรฐั ท่ีควบคมุ ดแู ลขอมูลขาวสารแกไ ขเปล่ยี นแปลง หรอื ลบขอมูลขาวสารสว นนัน้ หากหนวยงานของรัฐไมแกไ ขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบขอมูลขาวสารใหต รงตามท่มี ีคาํ ขอ ใหผนู ั้นมีสทิ ธิดําเนนิ การ ตามขอใด ก. รอ งทกุ ขตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายใน 30 วนั นับแตว นั ไดร บั แจงคาํ ส่ัง ไมยินยอมแกไขเปลย่ี นแปลงหรือลบขอ มลู ขาวสาร ข. รองทุกขต อคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการภายใน 30 วนั นับแตวันไดร ับแจงคาํ สัง่ ไม ยินยอมแกไขเปล่ียนแปลงหรือลบขอมูลขาวสาร ค. อุทธรณตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมลู ขาวสารภายใน 30 วนั นบั แตวันไดร ับแจงคาํ ส่ัง ไมยนิ ยอมแกไ ขเปลย่ี นแปลงหรือลบขอ มูลขาวสาร ง. อทุ ธรณต อคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการภายใน 30 วันนบั แตว ันไดรับแจง คําส่งั ไม ยินยอมแกไขเปล่ียนแปลงหรอื ลบขอ มูลขาวสาร 12. ขอมูลขาวสารของราชการสถาบนั พระมหากษัตริยเ มอ่ื ครบกําหนดกปี่ น ับแตวนั ที่เสรจ็ สน้ิ การจัดใหมีขอมลู ขาวสารน้ัน ใหห นวยงานของรัฐสงมอบใหแกจ ดหมายเหตุแหง ชาติ ก. เมือ่ ครบ 75 ป ข. เมื่อครบ 60 ป ค. เมอ่ื ครบ 25 ป ง. เมอื่ ครบ 20 ป 13. ขอมูลขาวสารสวนบคุ คลอายุเมือ่ ครบกาํ หนดกี่ปน บั แตวันท่เี สรจ็ สิ้นการจดั ใหมขี อ มูลขา วสารน้นั ใหหนวยงานของรฐั สง มอบใหแกหอจดหมายเหตุแหง ชาติ ก. เมื่อครบ 75 ป ข. เม่อื ครบ 60 ป ค. เมื่อครบ 25 ป ง. เมอ่ื ครบ 20 ป 14. กรรมการผทู รงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการมีวาระอยใู นตําแหนงตามขอ ใด ก. คราวละ 1 ปนับแตวนั ที่ไดร บั แตงตัง้ ผทู พ่ี นตําแหนง แลวอาจไดรบั แตงตั้งใหมได ข. คราวละ 2 ปนบั แตวันท่ไี ดรับแตงตงั้ ผทู พ่ี นตําแหนงแลวอาจไดร บั แตงตั้งใหมไ ด ค. คราวละ 3 ปน ับแตวันที่ไดร ับแตงตง้ั ผูที่พนตาํ แหนงแลวอาจไดรับแตงต้งั ใหมได ง. คราวละ 4 ปน ับแตว ันท่ไี ดร บั แตง ต้งั ผูท่ีพนตําแหนง แลว อาจไดรบั แตงต้งั ใหมได เตรียมสอบครผู ชู วย สังกดั สาํ นกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานําทาง

คูมอื เตรียมสอบบรรจุเขา รับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา สังกัด กศน. 291 15. ในกรณีท่หี นว ยงานของรัฐปฏเิ สธวา ไมมขี อ มูลขา วสารตามท่มี ีคําขอ ถาผมู คี ําขอไมเ ชื่อวาเปนความจริงผู น้นั สามารถดาํ เนินการไดตามขอใด ก. รองเรียนตอ ผอู ํานวยการสํานักขา วกรองแหง ชาติ ข. รอ งเรยี นตอคณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ ค. รองทุกขต อ ผอู ํานวยการสํานกั ขาวกรองแหงชาติ ง. รอ งทกุ ขต อคณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ 16. ผูท ่ีเสนอแตง ตงั้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปด เผยขอ มลู ขา วสารคอื ใคร ก. คณะรฐั มนตรี ข. รัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรมี อบหมาย ค. คณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการ ง. ผอู าํ นวยการสาํ นักขาวกรองแหง ชาติ 17. ผทู ่ีแตง ตง้ั คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปด เผยขอมูลขา วสารคอื ใคร ก. คณะรัฐมนตรี ข. รฐั มนตรที คี่ ณะรัฐมนตรมี อบหมาย ค. คณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ ง. เลขาธิการสภาความมน่ั คงแหงชาติ 18. ใหม ีคณะกรรมการวินิจฉยั การเปดเผยขอ มลู ขาวสารสาขาตา ง ๆ ตามความเหมาะสม คณะกรรมการ วินจิ ฉยั การเปด เผยขอมูลขาวสารคณะหน่ึง ๆ ประกอบดว ยบุคคลตามความจําเปนโดยใหแตงต้งั ตามสาขา เชย่ี วชาญเฉพาะดานของขอ มูลขาวสารของราชการจํานวนเทาใด ก. จาํ นวนไมน อ ยกวา 3 คน ข. จาํ นวนไมนอยกวา 5 คน ค. จํานวนไมนอยกวา 7 คน ง. จํานวนไมน อ ยกวา 9 คน 19. ผูใดไมปฏบิ ัติตามคาํ สงั่ ของคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการ ที่ส่ังเรียกใหบ คุ คลใดมาใหถ อยคาํ หรือใหสงวตั ถุ เอกสาร หรอื พยานหลกั ฐานมาประกอบการพิจารณาได ผูนน้ั มคี วามผิดตามขอใด ก. ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเกนิ 1 เดือน หรือปรบั ไมเกิน 1,000 บาท หรือท้งั จาํ ทง้ั ปรบั ข. ตอ งระวางโทษจําคกุ ไมเ กิน 3เดือน หรือปรบั ไมเ กนิ 5,000 บาท หรือท้ังจาํ ทั้งปรบั ค. ตองระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 6เดอื น หรอื ปรบั ไมเ กนิ 10,000 บาท หรือทั้งจาํ ทัง้ ปรับ ง. ตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 1 ป หรือปรบั ไมเ กิน 20,000 บาท หรือท้งั จําทั้งปรบั เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกดั สํานกั งาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรียมสอบบรรจุเขารับราชการ ขา ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 292 20. กรณีการเปดเผยขอ มลู ขา วสารทางราชการท่ีจะทาํ ใหก ารบงั คบั ใชกฎหมายเสือ่ มประสิทธิภาพหรอื ไมอาจ สําเร็จตามวัตถปุ ระสงคไ ด ไมวาจะเก่ยี วกบั การฟองคดี การปอ งกัน การปราบปราม การทดสอบ การ ตรวจสอบ ผูใ ดฝา ฝนหรือไมป ฏิบตั ติ ามผูน้นั มีความผิดตามขอใด ก. ตองระวางโทษจําคุกไมเกนิ 1 เดอื น หรือปรับไมเ กิน 1,000 บาท หรอื ทง้ั จาํ ท้ังปรบั ข. ตอ งระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 3 เดือน หรือปรับไมเ กิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทัง้ ปรบั ค. ตองระวางโทษจําคุกไมเกิน 6 เดอื น หรือปรับไมเกิน 10,000 บาท หรอื ทง้ั จําทั้งปรบั ง. ตองระวางโทษจําคุกไมเ กนิ 1 ป หรอื ปรบั ไมเ กิน 20,000 บาท หรอื ทงั้ จําทัง้ ปรับ 21. ใหค ณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการใหพิจารณาสงคาํ อุทธรณใ หค ณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผย ขอมูลขา วสารภายในก่วี นั นบั แตว ันทค่ี ณะกรรมการขอ มลู ขา วสารของราชการ ไดรับคําอุทธรณ ก. 3 วัน ข. 7 วนั ค. 15 วนั ง. 30 วัน 22. คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขา วสาร ประกอบดว ยบุคคลตามความจําเปนแตต อง ไมน อยกวาก่ีคน ก. 3 คน ข. 5 คน ข. 7 คน ง. 9 คน 23. ขอ ใดไมใชอ ํานาจหนา ท่ีของคณะกรรมการขอมลู ขาวสารของราชการ ก. สอดสอ งดแู ลและใหคาํ แนะนาํ เกีย่ วกบั การดําเนนิ งานของเจาหนา ทข่ี องรัฐและหนวยงานของรัฐ ข. ใหค ําปรกึ ษาแกเจา หนาท่ีของรฐั หรือหนว ยงานของเอกชน ค. เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรอื ระเบยี บของคณะรฐั มนตรี ง. พิจารณาและใหความเห็นเร่อื งรอ งเรยี น 24. ผทู รงคุณวฒุ ิในคณะกรรมการขอ มูลขาวสารของราชการมีจํานวนตามขอ ใด ก. 5 คน ข. 7 คน ค. 9 คน ง. 12 คน 25. ใครแตง ตั้งผทู รงคุณวฒุ ใิ นคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. คณะรัฐมนตรี ข. นายกรัฐมนตรี ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ง. ปลดั สํานักงานนายกรฐั มนตรี 26. ใครไมไดเ ปนคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. ปลัดกระทรวงอตุ สาหกรรม ข. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ ค. ปลัดกระทรวงพาณิชย ง. ปลดั กระทรวงการคลัง 27. หนว ยงานของรฐั เห็นวา ขอมูลขาวสารของราชการนนั้ ยังไมควรเปดเผยโดยมีคําส่งั ขยายเวลาไดคราวละกป่ี  ก. 3 ป ข. 5 ป ค. 10 ป ง. 15 ป เตรียมสอบครูผชู ว ย สังกัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจุเขา รบั ราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 293 28. ใครเปนผแู ตงตั้งเลขานุการคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ก. คณะรฐั มนตรี ข. ปลัดสาํ นักนายกรัฐมนตรี ค. นายกรัฐมนตรี ง. ปลดั กระทรวงมหาดไทย 29. ถา หนวยงานของรัฐไมแกไ ขเปล่ียนแปลงหรือลบขอ มลู ขาวสารใหตรงตามท่ีมีคําขอ ใหผ นู ัน้ มสี ิทธิอุทธรณ ตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปด เผยขอ มูลขาวสาร ภายในก่ีวัน ก. 15 วัน ข. 30 วนั ค. 45 วัน ง. 60 วัน 30. กรณีทเ่ี จาหนา ที่ของรฐั มีคําสัง่ มิใหเปด เผยขอ มูลขา วสาร หรือขอ มลู ขาวสารที่เจา หนา ทข่ี องรฐั อาจมคี ําสง่ั มิใหเปด เผย หรือมีคาํ ส่ังไมร บั ฟง คาํ คดั คานของผูมีประโยชนไ ดเ สีย ผนู น้ั อาจอทุ ธรณตอคณะกรรมการวนิ จิ ฉัย การเปด เผยขอ มูลขาวสาร ภายในกว่ี นั ก. 15 วนั ข. 30 วัน ค. 45 วนั ง. 90 วนั 31. กรณที ีเ่ จาหนาท่ีของรัฐเห็นวาการเปดเผยขอ มูลขาวสารของราชการใดอาจกระทบถึงประโยชนไ ดเ สียของ ผูใด ใหเ จา หนาทข่ี องรัฐแจง ใหผนู ั้นเสนอคาํ คดั คานภายในเวลาทก่ี ําหนด ซึง่ ตอ งไมนอ ยกวา กว่ี นั ก. 7 วัน ข. 15 วัน ค. 30 วนั ง. 45 วัน 32. ขอ มลู ขา วสารของราชการใดท่ีหนว ยงานของรัฐหรอื เจา หนา ท่ีของรัฐอาจมคี ําสงั่ มิใหเ ปด เผยกไ็ ด ก. การเปดเผยจะกอใหเ กิดความเสยี หายตอความม่ันคงของประเทศ ความสัมพันธร ะหวา งประเทศ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรอื การคลงั ของประเทศ ข. การเปด เผยจะกอ ใหเ กิดอันตรายตอชวี ิตหรอื ความปลอดภยั ของบคุ คลหนึ่งบคุ คลใด ค. รายงานการแพทยห รอื ขอ มลู ขา วสารสวนบุคคลซึง่ การเปดเผยจะเปนการรุกล้าํ สิทธิสวนบุคคลโดย ไมส มควร ง. ถูกทกุ ขอ 33. ขอ ใดคอื แนวคิดใหมในการรางกฎหมายขอมลู ขาวสารของราชการ คอื ก. ปกปดเปน หลกั ข. เปดเผยเปนหลัก ปกปด เปน ขอยกเวน ค. เปด เผยเปนหลกั ง. ปกปด เปน หลกั เปดเผยเปน ขอยกเวน 34. ขอ ใดคอื ขอมลู ขาวสาร ก. ฟลม ข. ภาพถาย ค. ภาพวาด ง. ถูกทกุ ขอ เตรียมสอบครผู ูชว ย สงั กัด สํานกั งาน กศน. เรยี บเรียงโดย อ.ใจนําพา ศรัทธานาํ ทาง

คมู ือเตรยี มสอบบรรจเุ ขารับราชการ ขาราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา สงั กัด กศน. 294 35. ขอ ใดคือขอ มูลขาวสารสว นบคุ คล ก. ฐานะการเงิน ข. ประวตั สิ ขุ ภาพ ค. การศึกษา ง. ถกู ทุกขอ 36. ขอใดคอื คนตางดาว ก. บคุ คลธรรมดาทมี่ ีสญั ชาติไทยและมถี ่นิ ที่อยใู นประเทศไทย ข. บุคคลธรรมดาที่ไมม ีสญั ชาติไทยและมถี ่ินทอ่ี ยูในประเทศไทย ค. บคุ คลธรรมดาท่มี สี ัญชาติไทยและไมม ีถ่นิ ท่อี ยใู นประเทศไทย ง. บุคคลธรรมดาที่ไมม สี ัญชาตไิ ทยและไมมถี นิ่ ที่อยใู นประเทศไทย 37. สาํ นกั งานคณะกรรมการขอมูลขาวสารของราชการ สังกดั หนวยงานใด ก. สํานกั นายกรฐั มนตรี ข. สํานักงานปลดั สาํ นักนายกรัฐมนตรี ค. กระทรวงมหาดไทย ง. กระทรวงยุติธรรม 38. ขอ ใดคือขอมลู ขาวสารท่ีตองลงพิมพใ นราชกิจจานุเบกษา ก. สรุปอํานาจหนา ทีท่ ่สี ําคญั และวิธกี ารดาํ เนินงาน ข. นโยบายหรอื การตีความท่ไี มเขาขายตอ งลงพิมพในราชกิจจานเุ บกษา ค. แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจายประจําปข องปท ี่กาํ ลังดําเนนิ การ ง. คูม อื หรอื คาํ สั่งเกย่ี วกบั วธิ ปี ฏบิ ัติงานของเจาหนาทข่ี องรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสทิ ธิหนา ทข่ี องเอกชน 39. ขอ ใดคอื ขอมูลขาวสารที่ตอ งจัดไวใหป ระชาชนเขาตรวจดู ก. มตคิ ณะรฐั มนตรี หรือมติคณะกรรมการท่แี ตง ต้ังโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ข. โครงสรา งและการจัดองคกรในการดาํ เนนิ งาน ค. สรปุ อํานาจหนา ทท่ี ่ีสาํ คัญและวธิ ีการดาํ เนินงาน ง. สถานท่ตี ดิ ตอเพอื่ ขอรับขอ มลู ขา วสารหรอื คาํ แนะนาํ ในการติดตอกบั หนว ยงานของรัฐ 40. ผใู ดเหน็ วาหนวยงานของรฐั ไมจดั พิมพข อมลู ลงในราชกิจจานเุ บกษา ผนู ้นั มสี ิทธริ อ งเรียนตอ ก. คณะกรรมการขอมลู ขา วสารของราชการ ข. สํานกั งานคณะกรรมการขอ มูลขา วสารของราชการ ค. คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดเผยขอมูลขาวสาร ง. ปลัดสํานกั นายกรัฐมนตรี เตรียมสอบครผู ูชว ย สังกดั สํานักงาน กศน. เรยี บเรยี งโดย อ.ใจนาํ พา ศรทั ธานาํ ทาง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook