Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

Published by supada khunnarong, 2021-08-28 10:51:41

Description: เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

Search

Read the Text Version

วจิ ัย มวิจัย (Research Questions) หมายถึง ข้อความที่เป็น นหาคาตอบ คาถามวิจัยและประเด็นวิจัย (Research นวิจัยเกี่ยวกับ “รูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้น คือ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเน้น รียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีปรากฏอยู่ทั่วไป แต่ ระเด็นท่ีศึกษามากข้ึน เช่น “รูปแบบการจัดการเรียนการ อบด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง ผลการใช้รูปแบบดังกล่าว

คาถามว การตัง้ คาถามเป็นขนั้ ตอนท่สี าคญั เ ถึงประเดน็ ทีผ่ ู้วจิ ยั ต้อง การทราบหรอื ทาควา ยังชว่ ยให้ผู้วิจัยประเมนิ ว่าตอ้ งทางานวิจัยอย คาถามนั้น ๆ ทัง้ นี้ผู้วิจัยอาจเริม่ ตัง้ คาถามด้ว ใคร (วรรณ โชตพิ ฤกษ,์ 2553)

วิจัย เพราะคาถามวจิ ัยทผ่ี ู้วจิ ยั ต้ังข้ึนบ่งบอกให้ทราบ ามเขา้ ใจในเรอ่ื งที่เลือกเป็นหัวขอ้ วิจัยนั้นๆ อีกทง้ั ย่างไรและในทศิ ทางใด จึงจะนาไปสคู่ าตอบของ วยวลีคาถาม เช่น อะไร อย่างไร ทไ่ี หน เมื่อไร กบั

คาถามว การวางแผนทาวิจัยสิ่งสาคัญอันดับแรกที่ผู้วิจัยต้องกาหนด และให้นิยามปัญหาน้ันอย่างชัดเจน เพราะปัญหาท่ีชัดเจนจะช่วยให้ผู้ว สาคัญ ๆ ตลอดจนการวัดตัวแปรเหล่าน้ันได้ ถ้าผู้วิจัยต้ังคาถามที่ไม่ชัด การวางแผนในขน้ั ตอ่ ไปเกดิ ความสบั สนได้ อยา่ งไรก็ตามแม้วา่ ปัญหาเป การวจิ ยั เพราะคาถามบางอยา่ งใช้ขบวนการในการวิจยั ก็สามารถตอบป คาถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพัน คาตอบ มากที่สุด เพื่อคาถามเดียว เรียกว่า คาถามหลัก (primary rese ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัย อาจกาหนดให้มี คาถามรอ รองน้ี เป็นคาถาม ท่ีเราต้องการคาตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความสาคัญร คาถามรองนี้ได้ ท้ังน้ีเพราะ การคานวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้คานวณเพ สนับสนนุ การเลือก ปัญหาการวจิ ัยดังกล่าว เพ่อื ใหโ้ ครงร่างการวจิ ยั น้ี นา่ ทมี่ า : http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.ht

วจิ ัย ดข้ึน ก็คือ \"การกาหนดคาถามของการวิจัย\" (Problem identification) วิจัยกาหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรท่ี ดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะศึกษาอะไร ทาให้ ป็นส่วนสาคญั ของการวจิ ยั แต่ไมไ่ ด้หมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาต้องทา ปัญหานน้ั ได้ นธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคาถาม ที่สาคัญที่สุด ซึ่งผู้วิจัย ต้องการ earch question) ซ่ึงคาถามหลักนี้ จะนามาใช้เป็นข้อมูล ในการคานวน อง (secondary research question (s) อีกจานวนหนึ่งก็ได้ ซ่ึงคาถาม รองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัย อาจไม่สามารถ ตอ บ พ่ือตอบคาถามรองเหล่านี้ ผู้วิจัย อาจจาเป็นต้องแสดงเหตุผล เพ่ือ าสนใจมากย่งิ ขึน้ tm#06-4

วัตถปุ ระสง • เพ่อื เปน็ แนวทางใหผ้ ู้วิจยั สามารถบอกรายละเอ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และการเสนอผลการวจิ ยั ไ เป็นขอ้ ๆ เพอ่ื ความสะดวกและมีความชดั เจนใ • การเขยี นวัตถปุ ระสงค์การวิจัย ตอ้ งเป็นส่ิงทีป่ วิจัยซ่งึ อาจจะเป็นผลทีเ่ ปน็ Output (งานวจิ ัย หรือ Outcome ได้ ถา้ งานวิจยั เรือ่ งนน้ั ต้องก หมายเหตุ *** วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั ไม่ใชป่ ระ (ที่มา : กิตติศกั ดิ์ แป้นงาม หนงั สือเส้นทางสู่ครูมืออาชีพ : การวิจยั ใ

งคข์ องการวิจยั อียดไดว้ ่า จะต้องศึกษาอะไรบา้ ง เพอ่ื เป็นแนวทางใน ได้อยา่ งชัดเจน การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ ควรกาหนด ในการวเิ คราะห์และตอบคาถามของแตล่ ะขอ้ ปฏิบตั จิ รงิ วัด/ประเมนิ ได้ เป็นผลทเี่ กดิ ขนึ้ จากการ ยบางเรื่องกอ็ าจเปน็ ผลท่ีเป็น Process การที่จะศกึ ษา) ะโยชน์ของการวิจยั ในชั้นเรยี น)

หลกั การเขียนวัตถุป 1. ต้องสอดคล้องกับสภาพปญั หาและช่อื เร 2. ครอบคลมุ สงิ่ ท่ีตอ้ งการศกึ ษาและตัวแป 3. ต้องระบสุ ง่ิ ทีต่ อ้ งการศกึ ษา(ปจั จัย ตัวแ 4. สามารถกาหนดรูปแบบการวิจยั ได้ ตัง้ ส 5. ภาษาท่ใี ช้กะทดั รัด ชัดเจน นยิ มเขียน (ท่ีมา : กติ ตศิ กั ดิ์ แปน้ งาม หนังสือเส้นทางส่คู รูมอื อาชพี : การ

ประสงคก์ ารวจิ ัย รือ่ ง ปร แปร กลุ่มทศ่ี กึ ษา ทาอะไรกบั ใคร อยา่ งไร) สมมตุ ิฐานได้ นเปน็ ขอ้ ๆ (ถา้ มีหลายประเด็น) รวิจัยในชน้ั เรยี น)

ประโยชนท์ ี่คาด • ทราบผลการวจิ ัยและผลการวจิ ยั นั้นมปี ระโย จากการนาผลการวิจัยไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นก การปฏิบตั /ิ แก้ปญั หา/พัฒนาคณุ ภาพ หลักการเขียนดังน้ี 1. ระบปุ ระโยชน์ท่ีอาจเกิดจากผลทไี่ ดจ้ าก 2. สอดคลอ้ งกับวัตถปุ ระสงคแ์ ละอยใู่ นขอ 3. ถ้าประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั มากกวา่ 1 4. เขยี นด้วยข้อความสน้ั กะทัดรัด ชดั จนแ (ทมี่ า : ศรทั ธา แข่งเพ็ญแข จาก http://www.thon

ดวา่ จะได้รบั ยชน์ตอ่ ใคร อย่างไร เช่น การระบุประโยชนท์ ี่เกิด การสร้างองค์ความรู้ หรือนาไปใช้เป็นแนวทางใน กการวิจยั (ที่สาคัญ ใครไดอ้ ะไรจากงานเรา) อบเขตของการวิจยั ทไ่ี ดศ้ กึ ษา 1 ประการ ควรระบเุ ปน็ ข้อ และต้องมคี วามเป็นไปได้ nburi-u.ac.th/KM/2.pdf)

กรอบแนวคิดใน ชดุ ความคิดหรอื หลกั การของผู้วิจยั ทเ่ี กีย่ ว มองเห็นภาพรวมของการทาวิจัย โดยรูปแบบก หรอื แผนท่คี วามคิดกไ็ ด้

นการวิจยั วขอ้ งสมั พันธ์กนั ในเร่อื งท่จี ะวิจยั ทาให้ การเขียน อาจเขยี นเปน็ ความเรยี ง แผนภมู ิ

(ท่มี า : กฤธยากาญจน์ โตพิทกั ษ์ https://www.slides

share.net/krittayaKan/ss-17061711)

นยิ ามศพั ท • เปน็ การให้คานยิ ามศัพทเ์ ฉพาะคาที่ไม่ค ความหมายใหเ้ ฉพาะเจาะจงในประเดน็ • การให้นิยามศัพท์ท่ีดี ควรจะนิยามในร กว้างเกินไปเพื่อใหผ้ วู้ ิจัยและผอู้ า่ นมีควา

ท์เฉพาะ คุ้นเคย และเปน็ คาสาคัญท่ีตอ้ งการจากดั นที่เกยี่ วขอ้ งกับการวจิ ัย รูปคาปฏิบัติการที่ชัดเจน ไม่กากวมหรือคลุม ามเข้าใจตรงกนั สามารถสงั เกตและวัดได้

บทที่ 2 การทบทวนเอกสา ปญั หาการวจิ ยั - เปน็ การช้ีแนวทางในการท กอ่ นท่จี ะลงมือทาการศกึ ษาวจิ ยั เราควรมกี ารท เบ้ืองต้น มใี ครทาวิจยั มาบ้างแล้ว แนวคิดทฤษ ปญั หา (เน้นท่เี ก่ยี วข้องกับงานเรามากท่ีสดุ )

ารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง ทาวิจยั ซึง่ สมั พนั ธ์กบั การทบทวนวรรณกรรม ทบทวนวรรณกรรมเพ่ือใหท้ ราบขอ้ มูล ษฏี มีอะไรบา้ ง ความชดั เจนของประเดน็

บทท่ี 2 การทบทวนเอกสา (ต การทบทวนวรรณกรรม หมายถงึ การอา่ น ฟ คนอืน่ ๆ ไดค้ น้ คดิ วิจยั ในเรื่องน้ีมาก่อน เพือ่ ศ มีประเดน็ ปัญหาใดเกดิ ขึ้น ที่ควรปรบั ปรุงแกไ้ ข เกบ็ ขอ้ มลู แหล่งข้อมลู ตลอดจนแนวคิดในกา ปอ้ งกนั การทาผิดซ้าอีก (นิศา ชโู ต, 2540)

ารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง ตอ่ ) ฟงั คิด การค้น ตรวจสอบข้อความร้ทู ีน่ กั วิจยั ศึกษาวา่ คนอ่ืน ๆ เขาคดิ เขาทาอะไร อยา่ งไร ขทงั้ ในแง่แนวคดิ ทฤษฏี และกระบวนการ ารสงั เคราะห์ วเิ คราะห์ รวมทัง้ แนวทาง

ควรทบทวนวรร การทบทวนวรรณกรรม - ต้องทาก่อนลงมือทา หลังจากผู้วจิ ัยไดเ้ ลอื กหวั ข้ออย่างคร่าว ๆ แลว้ สามารถกาหนดประเด็นปัญหากอ่ นกาหนดหัว ตลอดเวลา ดังนน้ั จึงควรทาการทบทวนวรรณก หลังจากทาการวิจยั ดว้ ย (ท่ีมา : รัมภาภัค ฤกษว์ ีระวัฒนา, มปป.)

รณกรรมเม่อื ใด าการวิจัย ก่อนกาหนดประเด็นปญั หา ว การทบทวนวรรณกรรมช่วยทาให้ผู้วิจัย วขอ้ วิจัยเนื่องจากมีงานวจิ ัยออกมาอยู่ กรรมเพม่ิ เตมิ ไปในระหวา่ งทที่ าการวจิ ัยและ

ผลจากการทบท ทาให้ทราบถงึ (1) ระเบียบวธิ ีการวจิ ัย (2) ประเดน็ แนวความคิด (3) ผลการวเิ คราะห์ (4) ข้อสรปุ ขอ้ เสนอแนะจากผลงานวิจยั

ทวนวรรณกรรม ย

การเขียนอ การเขยี นอา้ งอิงในรายงานหรอื การอ้างอิงเ ของขอ้ มลู ท่ีนามาใชใ้ นนการเขยี นรายงานหรือผลงา ผลงานน้นั และเปน็ การแสดงเจตนาบรสิ ทุ ธวิ์ า่ ไมไ่ ด้ข ของผอู้ ่ืน มีการเขียน 2 แบบ  การเขยี นอ้างองิ ในเน้ือหา  การเขยี นอ้างองิ ทา้ ยเล่ม

อ้างอิง เอกสาร (Citations) คอื การบอกแหลง่ ทม่ี า านต่าง ๆ เพ่อื เป็นเกยี รตแิ กเ่ จ้าของขอ้ มลู หรือ ขโมยความคิดหรอื ลอกเลยี นข้อมูลหรอื ผลงาน

รปู แบบการเข รูปแบบหรือสไตลใ์ นการเขยี นหลายสไตล์ ข สาขาวิชาและของวารสารแตล่ ะชื่อเรือ่ ง ตวั อย่างสไตล 1. APA Style (American Psychological Associa นิยมมากทางดา้ นสังคมศาสตร์ เชน่ จติ วทิ ยาและด้าน 2. MLA Style (Modern Language Association) เปรียบเทยี บวรรณคดี การวจิ ารณ์วรรณกรรม และบา 3. Chicago Style ใช้ในการอ้างองิ ของทุกสาขาวิชา 4. Harvard Style เปน็ รปู แบบการลงรายการสไตล 5. Vancouver Style เปน็ รูปแบบการลงรายการอ้า

ขยี นอา้ งอิง ขึ้นอยู่กับข้อกาหนดของแต่ละหนว่ ยงาน/องค์กร ล์ในการลงรายการอ้างอิง มีดังนี้ ation) เปน็ สไตล์ในการลงรายการอา้ งอิงทไ่ี ด้รบั ความ นการศกึ ษา ) เป็นสไตลท์ ่ใี ช้มากในด้านการศกึ ษา ภาษาอังกฤษ การ างสาขาในหมวดมนุษยศาสตร์ า ลห์ นง่ึ ท่ีมผี ู้นยิ มใชม้ าก างอิงทีน่ ยิ มใชใ้ นสาขาแพทย์

รูปแบบการเขยี การเขยี นอา้ งองิ ในเนอื้ หา เทคโนโลยี หมายถึง เคร่ืองมือที่สัมพันธ์กับภูมิปัญ การพัฒนาสงั คม เศรษฐกจิ และการแกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มลี ักษณะเปน็ นามธรรมใหป้ รากฏเป็นจรงิ ในลกั ษณะท่ีเปน็ สิปปนนท์ เกตุทัต (2536) ให้ความหมายวิทยาศาสต ในธรรมชาติท้ังในสภาพน่ิงและสภาพพลวัตหรือมีการเ วิเคราะห์วิจัย วิทยาศาสตร์จึงมีความเป็นสากลเพราะปรา เดียวกนั วิทยาศาสตร์จึงไมถ่ กู จากดั ดว้ ยเวลา สถานท่แี ละ

ยนอ้างอิง ญญาและวิทยาศาสตร์เพ่ือนามาปรับใช้ในการดารงชีพ อมเปรยี บเสมือนวธิ ีการที่แปลงความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ซ่ึง นรูปธรรม (นิคม มสู ิกะคามะและคณะ, 2542) ตร์ว่า คือ การบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและตามธรรมชาติและการ ากฎการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นน้ันเกิดขึ้นด้วยหลัก ะวัฒนธรรม

รปู แบบการเข การเขยี นอา้ งองิ ทา้ ยเล่ม เอกสา กติ ิพงค์ พรอ้ มวงค์. (2561, มถิ ุนายน). เปดิ ประตูจริยธรรมด้านวิทยาศาสตร์แล พารค์ กรงุ เทพมหานคร. โครงการการศกึ ษาไทยในยคุ โลกาภวิ ัตน์. (มปป.) การศึกษาไทยในยุคโลกาภวิ ตั น ประกอบการสมั มนาระดับชาติ. ศูนยป์ ระชุมแห่งชาตสิ ิรกิ ิต์ิ. จรัส สวุ รรณเวลา. (2547). สงั คมความรู้ ยคุ ที่ 2. กรงุ เทพฯ : สถาบนั วิจัยวทิ ยาศ ธานินทร์ เอือ้ อภิธร. (2560). มนุษย์จะสร้างทักษะ-การเรียนรูใ้ หม่เพ่ือรับมอื คว http://thestandard.co/learning-for-change/. นเรศ ดารงชยั . (2561, มิถุนายน). เปิดประตูจริยธรรมดา้ นวิทยาศาสตร์และเท พาร์ค กรงุ เทพมหานคร. ปทั มา ว่าพฒั นวงศ์ และปราโมทย์ ประสาทกุล. (ม.ป.ป). ประชากรไทยในอนาค http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/Annual Conference/Confere ศรรี ัฐ โกวงศ์. (2559). ระบบราชการไทยภายใต้กระแสโลกาภวิ ตั น์. วารสารรฐั ศ

ขียนอ้างองิ ารอา้ งองิ ละเทคโนโลยี. โครงการเสวนาประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2561, โรงแรมเซ็นจูรี่ น์ : สู่ความกา้ วหนา้ และความมนั่ คงของชาตใิ นศตวรรษหนา้ . เอกสาร ศาสตร์การแพทย์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วามเปลีย่ นแปลงใน อนาคตอย่างไร. คน้ เมอื่ มกราคม 19, 2563, จาก ทคโนโลยี. โครงการเสวนาประจาปงี บประมาณ พ.ศ. 2561, โรงแรมเซ็นจรู ี่ คต. คน้ เม่อื มกราคม 25, 2563, จาก encell/Article/Article02.htm. ศาสตรป์ ริทรรศน์. มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, 3(1) : 44-64.

บทท่ี 3 วิธกี ารศกึ ษา 1. ขัน้ ตอนการดาเนนิ งานวจิ ยั 2. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 3. เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั 4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 5. การวิเคราะห์ข้อมลู 6. สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู 7. การนาเสนอผลงานวิจัย

า/ดาเนนิ การวจิ ยั

บทท่ี 4 ผลและก นาเสนอข้อมูลทีไ่ ด้จากการศึกษา/รวบ แผนภมู ิ บรรยายตาราง/แผนภมู ิ ตามค ค้นพบ แปลความหมายขอ้ มูล/สิง่ ทีค่ น้ พ แปรผลเกินขอบเขตจากข้อมูล โดยคดิ เดา

การอภปิ รายผล บรวม แล้วนาเสนอในรูปตาราง/ ความเปน็ จริงท่ีคน้ พบโดยกล่าวถงึ สิง่ ท่ี พบภายใตก้ รอบของขอ้ มลู และสถิติ ไม่ าเอาเอง

บทท่ี 4 ผลและก การรายงานผลสามารถแบง่ เปน็ 2 สว่ น 1. รายงานเกยี่ วกบั สภาพทั่วไป 2. รายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือตอบ วจิ ยั โดยการเรยี งลาดับไปตามคาถามหรอื คาอธบิ าย

การอภปิ รายผล น บคาถามการวจิ ัย/วัตถปุ ระสงค์ของการ อวตั ถปุ ระสงค์ในรปู แบบตารางประกอบ

บทที่ 4 ผลและการ การอภิปรายผลการวจิ ยั มี 3 ประการ (ดวงเดือน พนั ธุม 1. อธบิ ายความหมายของผลท่พี บและใหเ้ หตผุ ลว่าทา เขียนเนอ้ื หาสว่ นการอภิปรายผลลกั ษณะโออ้ วดหรอื ถ่อม เกยี่ วขอ้ งกนั หลายประเดน็ ที่นักวิจยั ค้นพบ โดยไม่ต้อง 2. ใหอ้ ภิปรายผลการวิจยั ที่คน้ พบความจริงมากกวา่ ก และระบขุ ้ออธบิ ายอ่นื ๆ นอกเหนอื จากงานวจิ ยั 3. นกั วจิ ัยควรสรา้ งให้ผู้อา่ นระลกึ ถงึ งานวจิ ัย โดยผ้วู จิ เปล่ียนแปลงและ นกั วจิ ัยตอ้ งไมก่ ลา่ วถึงผลท่กี ว้างขวาง ตอ้ งไม่เดาหรือการคาดการณ์ท่ีหา่ งไกลเกนิ บรบิ ทงานวจิ ลักษณะการสั่งสอนผู้อ่านและการกล่าวหางานวิจยั ผอู้ ืน่ อคตขิ องผวู้ ิจยั

รอภปิ รายผล (ต่อ) มนาวนิ , 2553 : 51 – 53) าไมผลวจิ ยั ส่วนนจ้ี งึ มีความสาคัญ โดยนักวจิ ัยตอ้ งไม่ มตวั เกินไป โดยนักวิจยั ควร ดึงเอาประเดน็ เด่นที่ งให้ผอู้ ่านคิดเองและไปค้นหาเหตผุ ลเอง การพิสูจน์ และควรละอคติของผวู้ จิ ยั โดยเปิดใจใหก้ วา้ ง จัยต้องกลา่ วถงึ การนาผลการวจิ ัยไปใชเ้ พอื่ ก่อใหเ้ กิดการ งกว่าความเปน็ จริงทีม่ าจากข้อมูลการวิจัย รวมทง้ั นักวิจยั จยั ของตนเองจนไม่มีความสมเหตุสมผลและไมเ่ ขียน น และนักวิจยั ตอ้ งไมอ่ ภิปรายผลแบบหละหลวมทอี่ าจมี

บทที่ 5 สรุปแล • สรปุ ผลการวิจยั อย่างยอ่ ๆ เปน็ การสรุปเนื้อ และชใ้ี ห้เห็นผลการวจิ ัยว่าได้ขอ้ สรปุ อยา่ งไร • สรุปไปตามวตั ถุประสงค์หรอื คาถามวจิ ยั แต

ละข้อเสนอแนะ อหาของการวิจยั ท้ังหมดในลกั ษณะความเรยี ง ร ต่ละขอ้ วา่ ไดค้ าตอบเป็นอยา่ งไร

สถิติกับการวางแผ - ประเภทของสถติ ิ - ลักษณะของขอ้ มูลและระดับการวัด - การตรวจสอบความเชอ่ื ถอื ได้ - สถิตเิ ชงิ พรรณนาทีใ่ ช้ในงานวจิ ัย - การเลือกตวั อยา่ ง - การตั้งคา่ สมมตฐิ านเพือ่ การทดสอบของ - การทดสอบสมมติฐานกบั งานวิจัย

ผนงานวิจยั เบื้องต้น งงานวิจัย

สถติ ิในก สถติ ทิ ี่ใช้กันอยู่ทางวจิ ยั แบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภ 1. สถติ เิ ชงิ พรรณนา (DESCRIPTIVE STA ของกลมุ่ ประชากรหรือตัวอยา่ ง สถติ ทิ ่ีใช้ในการบรรยายหรอื พรรณนาคุณล รอ้ ยละ (PERCENTAGE) คา่ เฉลยี่ (MEAN) มธั ยฐาน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (STANDARD DEVIATION)

การวิจยั ภท TATISTICS) เป็นสถิตทิ ่ีใช้ในการสรุปลกั ษณะท่สี าคัญ ลักษณะของข้อมูล เชน่ ความถ่ี (FREQUENCY) น (MEDIAN) พสิ ยั (RANGE) ) เปน็ ต้น

สถิตใิ นก 2. สถิติเชิงอนุมาน (INFERENTIAL S ตวั อย่าง (SAMPLE) แล้วนาผลสรุปที่ได้จากกลุ่ม ค่าสถิติ (SAMPLE STATISTICS) ที่ได้จากกลุ่มตวั PARAMETERS) ของประชากร การได้มาซึ่งกลุ่ม ประชากร โดยสถิตอิ ้างองิ จะเกี่ยวกับการประมาณ (HYPOTHESIS TESTING) 2.1 การสรปุ ลกั ษณะประชากร 2.2 การหาความสัมพันธ์ เช่น T-TEST

การวจิ ยั STATISTICS) เป็นสถิติที่ศึกษาข้อมูลจากกลุ่ม มตัวอย่างสรุปอ้างอิงไปยังลักษณะประชากรหรือ วอย่างสรุปไปยังค่าพารามิเตอร์ (POPULATION มตัวอย่างมีความสาคัญยิ่งที่ใช้เป็นตัวแทน ของ ณค่า (ESTIMATION) และการทดสอบสมมติฐาน T, ANOVA, CHI-SQUARE, REGRESSION

ลักษณะของขอ้ ม (DATA CHARACTER & L ลักษณะของขอ้ มูลออกเป็น 4 ประเภท 1. ข้อมูลระดับนามบัญญัติ หรือ สเกลแ เป็นข้อมูลเชิงคุณลักษณะ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา เ น้อย แต่เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่า เลขที่บ้าน หมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น ดังน้ันกา ความถี่ของข้อมูล (DATA FREQUENCY DISTRIB นิยม (MODE) หาสดั ส่วน (PROPORTION) เปน็ ต ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ เพศ อาชีพ ศาสนา พร