Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

Published by supada khunnarong, 2021-08-28 10:51:41

Description: เอกสารประกอบการเรียนวิชาการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

Search

Read the Text Version

งองิ ในงานวิจัยทงั้ หมด อย่าง แบบสอบถาม วิธกี ารสมั ภาษณ์ เป็นต้น aimorn/re10.htm

ใบงานการเขียนรายงานผลการ ให้นกั ศกึ ษาอา่ นผลการวจิ ยั ต่อไปน้ี 1. ผลการสารวจแมลงในนาข้าว 2. เอกสารงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้อง ให้นกั ศึกษาจดั กระทาข้อมูลจากตาร ทั้งอภิปรายผลการวจิ ัย

รวจิ ัย รางเพื่อนาเสนอการเขยี นรายงานพรอ้ ม

ตารางท่ี 4.2 จาแนกกลุ่มของแมลงศัตรูข้าวในนาข้าวที่ไม่ และตาบลไร่โคก อาเภอบ้านลาด จงั หวดั เพชรบุรี แมลง อัน เพลยี้ กระโดดหลังขาว Sogatella furcifera. Hom เพลยี้ จักจั่นปีกลายหยัก Recilia dorsalis. Hom เพลย้ี จักจ่ันสีขาว Thaia oryzivora. Ghauri Hom เพลี้ยจักจ่ันสีเขยี ว Nephotettix virescens. Hom แมลงสงิ Leptocorisa acuta. Hem แมลงหล่า Scotinophara Hem coarctata. Fabricius

ใช้สารเคมีในพ้ืนที่ตาบลหนอง ขนานอาเภอเมือง นดบั จานวน (ตัว) ตาบลไร่โคก ตาบลหนองขนาน moptera moptera 03 moptera 01 moptera 5 92 miptera 48 94 miptera 18 0 10 รวม รวมทั้งหมด 72 190 262

ตารางที่ 4.4 ค่าดัชนีความหลากหลายและดัชนีคว ทไี่ มใ่ ชส้ ารเคมใี นพน้ื ท่ตี าบลหนองขนาน จงั หวดั เพชรบุรี ชนดิ ของแมลง ตาบลหนองข H’ แมลงทง้ั หมด 0.64

วามสมา่ เสมอของแมลงท้ังหมดในนาข้าว น อาเภอเมือง และตาบลไร่โคก อาเภอบา้ นลาด ขนาน ตาบลไร่โคก E’ H’ E’ 0.74 0.81 0.64

การเผยแพรผ่ ล • รปู แบบการเผยแพร่งานวจิ ัย • ฐานขอ้ มลู เพื่อการเผยแพร่งาน • การคดั ลอกผลงาน (plagiaris

ลงานวิจยั นวิจยั sm)

การเตรียมเพ่ือการเ ความหมาย การเตรยี มเพอื่ การเผยแพรผ่ ลงานวิจยั ห การเผยแพร่ผลงานวิจยั ทีท่ าแลว้ เสรจ็ ไปสู่เวทีวชิ าก

เผยแพร่ผลงานวจิ ัย หมายถงึ การเตรยี มความพรอ้ มของผวู้ ิจัยเพอื่ การ

รปู แบบการเผย 1. การเตรียมนาเสนอผลงานวจิ ยั ด้วยการพดู (O 2. การนาเสนอผลงานวิจัยดว้ ยโปสเตอร์ (POST 3. การนาเสนอผลงานวจิ ยั ดว้ ยการตพี ิมพเ์ ผยแพ ทีไ่ ดร้ บั การรับรอง

ยแพรง่ านวจิ ยั ORAL PRESENTATION) TER PRESENTATION) พร่ผลงานวิจยั ในวารสารวชิ าการ





ฐานขอ้ มูลเพือ่ การเผ 1. ฐานข้อมูลวจิ ัยไทย 2. ฐานขอ้ มลู วิจัยต่างประ

ผยแพร่งานวจิ ยั ะเทศ









การสบื คน้ วารส

สารใน THAIJO

ฐานข้อมลู ทา

างการศกึ ษา

ฐานข้อมลู ต 1. ProQuest แหล่งค้นหางานวจิ ยั ที่ทกุ ๆ ปีจะมีวิทยานพิ นธร์ ะดับปริญ ประมาณ 70,000 ชอื่ เรอ่ื ง สาหรบั การสืบคน้ สามารถได และ Browse 2. ERIC ฐานข้อมูล ERIC – Educational Resources Informa หนงั สอื วารสาร รายงานการประชมุ งานวิจยั วิทยานิพ และสาระสงั เขปเทา่ นั้น ส่วนเรื่องเต็มหากต้องการสามา หลายรูปแบบในราคาทแ่ี ตกตา่ งกัน 3. ScienceDirect ScienceDirect เป็นฐานขอ้ มูลบรรณานกุ รม และเอกส Elsevier สานกั พิมพ์ Academic Press และสานกั พมิ พ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วทิ ยาศาสาตรก์ ารแพทย์ มนษุ

ต่างประเทศ ญญาเอก และวิทยานิพนธร์ ะดับปริญญาโทเพิม่ ขนึ้ ด้ 3 แบบ คือ Basic Search, Advanced Search ation Center เปน็ ฐานข้อมลู ดา้ นการศกึ ษา รวบรวมขอ้ มูลจากทั้ง พนธ์ ฯลฯ ขอ้ มลู ท่สี ืบคน้ ไดจ้ ากฐานข้อมลู น้ีจะไดเ้ พยี งบรรณานุกรม ารถส่ังซ้ือผ่านบรกิ ารของ ERIC ได้ ซ่งึ จะมีทางเลือกในการรบั ขอ้ มลู สารฉบบั เตม็ (Full-text) จากวารสารของสานักพมิ พ์ในเครือ พ์อื่น ๆ อกี 10 สานกั พมิ พ์ ประกอบดว้ ย วารสารดา้ น ษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์กว่า 1,200 ชอ่ื

จรรยาบรร “นักวิจัย” หมายถึง ผู้ท่ีดาเนินการค้นคว้าหาควา ระเบียบวิธี อันเป็นท่ียอมรับ ในแต่ละศาสตร์ที่เก่ียว มโนทัศน์ และวิธกี ารท่ีใช้ ในการรวบรวม และวิเคราะ “จรรยาบรรณ” หมายถึง หลักความประพฤติอัน ประกอบอาชพี ที่กลุ่มบคุ คลแต่ละสาขาอาชีพ ประม ยึดถอื ปฏบิ ัติ เพ่ือรักษาชอ่ื เสียง และสง่ เสริมเกยี รตคิ ุณ

รณนักวจิ ัย ามรู้ อย่างเป็นระบบ เพ่ือตอบประเด็นท่ีสงสัย โดยมี วข้อง ระเบียบวิธีดังกล่าว จึงครอบคลุมท้ังแนวความคิด ะห์ข้อมูล นเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรม และจริยธรรม ในการ มวลขึ้นไว้เป็นหลัก เพ่ือให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพน้นั ๆ ณ ของสาขาวิชาชพี ของตน

สภาวจิ ยั แห่งชาตกิ าหนด เป็นแนวทางสาหรบั 9 ประก 1. นกั วิจยั ต้องซอื่ สตั ย์ และมีคุณธรรม ในทางวชิ าการ แล นักวิจัยตอ้ งมคี วามซอื่ สตั ยต์ ่อตนเอง ไมน่ าผลงานของผอู้ เกยี รติ และอ้างถงึ บุคคล หรือแหลง่ ท่มี าของข้อมูล ทน่ี าม และมคี วามเป็นธรรม เกย่ี วกับผลประโยชน์ทไี่ ด้จากการว 2. นักวจิ ยั ตอ้ งตระหนกั ถงึ พนั ธกรณใี นการทางานวจิ ัย ต และตอ่ หนว่ ยงานที่ตนสังกดั นักวิจยั ตอ้ งปฏบิ ตั ิตามพนั ธกรณี และขอ้ ตกลงการวจิ ัย ท ให้ไดผ้ ลดีทส่ี ุด และเปน็ ไปตามกาหนดเวลา มคี วามรบั ผดิ

ด \"จรรยาบรรณนกั วิจยั “ บนกั วจิ ยั ยึดถือปฏบิ ตั ิ การ ดังน้ี ละการจดั การ อน่ื มาเปน็ ของตน ไมล่ อกเลียนงานของผอู้ ่นื ต้องให้ มาใช้ในงานวิจยั ต้องซือ่ ตรง ตอ่ การแสวงหาทุนวิจัย วิจัย ตามขอ้ ตกลงทท่ี าไว้ กับหน่วยงาน ท่ีสนับสนนุ การวจิ ัย ทผ่ี ู้เกีย่ วข้องทุกฝ่าย ยอมรับรว่ มกนั อุทศิ เวลาทางานวจิ ยั ดชอบ ไมล่ ะทงิ้ งานระหวา่ งดาเนินการ

สภาวิจยั แหง่ ชาติกาหนด เปน็ แนวทางสาหรับ 9 ประก 3.นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความร้ใู นสาขาวชิ าการที่ทาวิจยั น เพียงพอ และมีความชานาญ หรอื มปี ระสบการณ์ เกี่ยวเน ปอ้ งกนั ปัญหาการวิเคราะหก์ ารตคี วาม หรอื การสรุปทีผ่ ิด 4. นกั วจิ ยั ต้องมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสง่ิ ท่ีศึกษาวิจัย ไมว่ า่ จ นกั วิจยั ต้องดาเนนิ การดว้ ยความรอบคอบ ระมัดระวงั แล ศลิ ปวัฒนธรรม ทรพั ยากร และส่งิ แวดล้อม มจี ติ สานกึ แ สิ่งแวดลอ้ ม

ด \"จรรยาบรรณนกั วิจัย“ บนกั วิจัยยึดถือปฏบิ ตั ิ การ ดงั นี้ นักวิจยั ต้องมีพน้ื ฐานความรู้ ในสาขาวชิ าการท่ที าวจิ ยั อย่าง นอ่ื งกับเร่อื งที่ทาวิจัย เพือ่ นาไปสู่งานวจิ ัยท่ีมคี ณุ ภาพ และเพอ่ื ดพลาด อนั อาจก่อใหเ้ กิดความเสยี หายต่องานวจิ ัย จะเปน็ ส่ิงทม่ี ชี วี ิต หรอื ไมม่ ชี วี ิต ละเท่ียงตรงในการทาวิจยั ท่เี กี่ยวข้องกับคน สตั ว์ พชื และมีปณิธานที่จะอนรุ ักษ์ศิลปวฒั นธรรม ทรัพยากร และ

สภาวจิ ัยแห่งชาตกิ าหนด เป็นแนวทางสาหรับ 9 ประการ 5. นกั วิจัยต้องเคารพศักดศิ์ รี และสิทธิของมนุษยท์ ่ีใช้เปน็ ตัวอยา่ ละเลยและขาดความเคารพในศกั ดศ์ิ รขี องเพอ่ื นมนุษย์ ตอ้ งถือเป กล่มุ ตวั อย่าง โดยไมห่ ลอกลวง หรอื บีบบงั คับ และไมล่ ะเมดิ สทิ ธ 6. นกั วจิ ยั ต้องมอี สิ ระทางความคิด โดยปราศจากอคตใิ นทุกขั้นต ว่า อคตสิ ่วนตน หรือความลาเอยี งทางวชิ าการ อาจสง่ ผลให้มกี า เสยี หายตอ่ งานวจิ ยั 7. นักวจิ ยั พงึ นาผลงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบนกั วิจยั พ ขยายผลข้อค้นพบจนเกนิ ความเป็นจรงิ และไมใ่ ชผ้ ลงานวจิ ยั ไปใ

ด \"จรรยาบรรณนักวจิ ัย“ บนักวจิ ัยยดึ ถอื ปฏิบตั ิ ดังนี้ (ตอ่ ) างในการวิจยั นกั วจิ ยั ตอ้ งไมค่ านึงถึงผลประโยชนท์ างวชิ าการ จน ปน็ ภาระหน้าท่ที ีจ่ ะอธิบายจุดมงุ่ หมายของการวจิ ัยแกบ่ ุคคลทเี่ ป็น ธิส่วนบคุ คล ตอนของการทาวจิ ัยนักวิจัยตอ้ งมีอิสระทางความคดิ ต้องตระหนกั ารบดิ เบือนขอ้ มลู และขอ้ ค้นพบทางวชิ าการ อนั เป็นเหตใุ ห้เกดิ ผล พึงเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัยเพื่อประโยชน์ทางวชิ าการและสงั คม ไม่ ในทางมิชอบ

สภาวิจยั แหง่ ชาติกาหนด เป็นแนวทางสาหรบั 9 ประการ 8. นักวจิ ัยพึงเคารพความคดิ เหน็ ทางวชิ าการของผ และขน้ั ตอนการวิจยั ยอมรับฟังความคิดเห็น และเ แก้ไขงานวิจยั ของตนให้ถูกต้อง 9. นกั วิจยั พึงมีความรับผดิ ชอบต่อสังคมทกุ ระดับน ทาวิจยั เพ่อื ความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการ เพ่ือความเจ ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ สานกั งานคณะกรรมก และส่ิงแวดล้อม

ด \"จรรยาบรรณนกั วิจยั “ บนกั วจิ ัยยึดถือปฏิบตั ิ ดังนี้ (ตอ่ ) ผู้อื่นนกั วจิ ัยพึงมใี จกว้าง พร้อมที่จะเปดิ เผยข้อมลู เหตผุ ลทางวิชาการของผู้อื่น และพรอ้ มที่จะปรบั ปรงุ นกั วิจยั พงึ มจี ติ สานกึ ท่จี ะอุทิศกาลังสตปิ ญั ญาในการ จรญิ และประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนษุ ยชาติ การวจิ ัยแหง่ ชาติ กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี

ความรเู้ บอ้ื งต้นเรื่องการคดั ลอกผ Plagiarism คืออะไร Plagiarism คือ การคดั ลอกผลงาน หรือขโมยผลงาน/ความ ทางวชิ าการ” หรือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม” ก็ได้ Plagiarism เป็นร ที่สดุ อา้ งองิ ตามเอกสารของบัณฑิตวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ซ Dictionary (COED) ที่ให้ความหมายของคาว่า Plagiarism ไว้วา่ “การกระทาหรือการปฏิบตั ิทถ่ี อื ว่าเปน็ การคดั ลอก นน่ั กค็ อื การนาผลง appropriation) การขโมย (Purloining) และการตพี ิมพข์ อ้ ความของค ประดษิ ฐ์ เป็นต้น) ของผู้อ่ืนเสมือนว่าเปน็ งานของตนเอง หรอื การนาเสน การขโมยมา” “Plagiarism คอื ความพยายามชกั จงู ผ้อู ่ืน ดว้ ยการนาเอาง วชิ าการ (Academic plagiarism) เกิดขน้ึ เมื่อผู้เขยี นรายงานวจิ ยั งานว เครอื่ งหมายอัญประกาศ (“ ”) หรอื เครือ่ งหมายคาพดู ตรงข้อความทค่ี ในลกั ษณะแตกต่างจากเดิมแต่ยังมีความหมายเช่นเดมิ (Paraphrasing) การเพ่ิมเตมิ ผสมผสานข้อความใหมอ่ ยา่ งเข้าใจถอ่ งแท้ ถอื เป็นแบบอย่า

ผลงานทางวชิ าการ (Plagiarism) มคิดของคนอื่นโดยไมม่ ีการอ้างอิงทถี่ กู ตอ้ ง บางคนอาจเรียกว่า “โจรกรรม รปู แบบหน่ึงของการโกงและเปน็ การกระทาผิดทางวชิ าการอย่างร้ายแรง ซึ่งกล่าวถงึ พจนานุกรม The Compact Edition of the Oxford English งานของคนอนื่ มาเปน็ ของตนเองโดยวิธีการทีไ่ ม่ถกู ต้อง (wrongful คนอืน่ หรือการแสดงความคดิ แนวคิด (วรรรณกรรม งานศลิ ป ดนตรี งาน นอความคิด แนวคดิ ตอนแบบ ขอ้ ความ สว่ นของข้อความ หรืองาน ทไี่ ด้มี งาน คาพูด หรอื คาของคนอ่ืนมาเป็นของตนเอง เช่น การคัดลอกผลงานทาง วทิ ยานพิ นธล์ อกคาจากต้นฉบับมากกว่า 4 คาโดยปราศจากการใช้ คัดลอก ทาใหเ้ สมือนวา่ เปน็ ผลงานของตนเอง การถอดความหรือการเขียน ) โดยปราศจากการอ้างความคิดเห็นของผอู้ ืน่ อย่างจริงจัง หรอื ปราศจาก างหนึ่งของการคัดลอกผลงานทางวชิ าการ”

ลกั ษณะทีเ่ ขา้ ข่าย Pl • การคดั ลอกผลงาน ทาซ้า (copying) • การพิมพ์ซ้าผลงานของตัวเอง (self-plagiarism - also • การสมรูร้ ่วมคิดเพอ่ื ขโมยผลงาน (collusion) • การประดิษฐ์หรือบิดเบือนเนื้อหา/ ต้นฉบบั ใหต้ ่างจากเ • การวา่ จ้างให้ทาหรอื เขียนวทิ ยานิพนธ์แทนและซอฟทแ์ and software) • การพิสูจนท์ างอักษร ทีไ่ มไ่ ดร้ บั การรับรองความเป็นตน้ • การตัดแปะข้อมูล บทความ หรอื งานเขยี นของผู้ข้นึ มาใ • ทั้งนี้ Plagiarism อาจเกดิ ขน้ึ ในหลายๆ รูปแบบ แตท่ ง้ั น ผูอ้ ื่น หรอื การทาทโ่ี กงในรปู แบบหน่ึงน่นั เอง ซึง่ ถือเป็น การระบแุ หลง่ ทม่ี าของไอเดยี อา้ งองิ อยา่ งเหมาะสม

lagiarism โดยทั่วไป o called auto-plagiarism) เดมิ (fabrication or misrepresentation) แวร์ตา่ งๆ (commissioning work/buying essays นฉบับ (unacceptable proof-reading) ใชใ้ นผลงานของตนโดยไม่อ้างองิ (cut & paste) นท้ี ั้งน้ัน มันก็คอื การคัดลอกผลงาน ขโมยไอเดยี ของ นการกระทาทีไ่ ม่ถกู ต้อง กญุ แจสาคัญในการป้องกนั คอื

ลกั ษณะทเี่ ข้าข่าย Pla Plagiarism เปน็ เรือ่ งรา้ ยแรงสาหรับการเรียนในระดบั มห ความเสยี หายตอ่ ชื่อเสยี งและคุณภาพทง้ั ของนกั ศึกษาและมหาวทิ ยา อย่างด้วยตวั เอง แตผ่ ลการเรียนกลับออกมาแย่กว่าคนทข่ี โมยความค ความรับผดิ ชอบในฐานะนกั ศึกษา โดยทว่ั ไปนกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลัย ควรปฏบิ ัตติ ามข้อกาหน ภายในเนือ้ หาหลกั ของงานทีส่ ง่ และในสว่ นอ้างองิ แยกต่างหาก การค อาจเสยี่ งต่อการถกู ลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เปน็ ผลดกี บั สถ

agiarism โดยทัว่ ไป หาวิทยาลัย ซง่ึ หากไมม่ ีการจดั การใดๆ จากมหาวทิ ยาลัย มันอาจสรา้ ง าลัยโดยรวม และไมเ่ ปน็ ธรรมกับนกั ศกึ ษาคนอื่นๆ ทีพ่ ยายามศึกษาทกุ คดิ ของคนอื่นมาใช้ นดเบื้องต้นทีส่ าคญั ได้แก่ การอ้างอิงถงึ แหลง่ ข้อมลู ทั้งหมดที่นามาใช้ ทัง้ คัดลอก บิดเบือน หรอื พยายามปิดบงั ไมอ่ ้างอิงแหล่งท่มี าอยา่ งชดั เจน ถานะทางการศึกษาดว้ ย

การลอกเลยี นผลง การลอกเลยี นผลงาน (plagiarism) หมายความถงึ • การใช้ความคดิ ข้อความ หรอื คาพดู ของผอู้ นื่ โดยอวดอา้ งว่า • การลอกเลยี นผลงานของผอู้ ่ืนโดยไมใ่ ห้เครดติ ไม่อา้ งอิงแหล สว่ นใดเปน็ ของผู้อนื่ เช่น ด้วยการใส่เครื่องหมายอัญประกาศ • การถอดความหรอื การสรุปความโดยไม่ใหเ้ ครดิตหรอื ไม่อา้ งอ • การนาผลงานเดิมของตนเองท้ังหมดหรอื บางส่วนมาใช้ซา้ โด การลอกเลยี นผลงาน ถือเป็นเร่ืองท่ผี ดิ จริยธรรม ผิดท อยา่ งมาก เช่น การเพกิ ถอนผลงาน การสญู เสียความน่าเชอ่ื ถอื แ ทีม่ า : http://www.thailibrary.in.th/2020/05/15/how-t

งาน (Plagiarism) าเปน็ ของตนเอง ลง่ ทม่ี า และไม่แสดงว่าขอ้ ความหรือคาพดู ท่คี ัดลอกมาน้ัน ศหรอื เครื่องหมายคาพูด (“…”) องิ แหลง่ ท่ีมา ดยไม่แจง้ หรืออ้างอิงผลงานเดมิ นน้ั (SELF-PLAGIARISM) ทางวิชาการและทางปัญญาอย่างรา้ ยแรง สง่ ผลในทางลบ และชื่อเสียง รวมถงึ การดาเนนิ คดี to-avoid-plagiarism/

แนวทางในการหลีกเลี่ยงการล • ถอดความ (Paraphrase) – อา่ นงานต้นฉบบั อ และบริบทของงานนั้นใหไ้ ดม้ ากทสี่ ดุ เพอ่ื ให้ถอดค ของแนวคดิ นนั้ จากนัน้ ใช้คาของตวั เองเพอ่ื แสดง ต้นฉบบั เทคนคิ ทม่ี กั มีการแนะนาคืออย่าจดบันท อยา่ เปิดงานตน้ ฉบับระหวา่ งทเ่ี ขียน • อ้างคาหรอื ข้อความของงานตน้ ฉบบั (Quote) – เครือ่ งหมายคาพูด (“…”) เพอ่ื ชีแ้ จงว่าคาหรือข้อ แหล่งท่ีมา การอ้างคาหรือข้อความของผู้อืน่ ถือเป พจิ ารณาคดั ลอกคาหรือขอ้ ความของผอู้ ื่นเทา่ ท่ีจ

ลอกเลยี นผลงาน (Plagiarism) อย่างรอบคอบและพยายามทาความเข้าใจแนวคิด ความได้อย่างถกู ต้องและไม่เปลี่ยนความหมาย งถึงงานตน้ ฉบับ โดยไมล่ ืมที่จะอ้างอิงถึงงาน ทึกตามคาหรอื ขอ้ ความท่ใี ชใ้ นงานต้นฉบับ และ – ใชเ้ ครอื่ งหมายเครอื่ งหมายอัญประกาศหรือ อความใดท่ีนามาจากงานตน้ ฉบบั พรอ้ มระบุ ปน็ การทาซ้าคาหรือขอ้ ความ ดังนั้นจึงควร จาเปน็

แนวทางในการหลีกเลย่ี งการลอก • อ้างองิ (Citation) – การใชค้ วามคดิ ข้อความ ห ผ่านมาของตนเอง) จาเป็นตอ้ งอา้ งอิงแหล่งท่ีมา แน่ใจกค็ วรใส่อ้างองิ ประโยชน์ของการอา้ งอิง เช • เพอ่ื รับทราบวา่ เปน็ การใช้ผลงานของผ้อู ื่น • เพอ่ื แสดงวา่ ผ้เู ขียนได้อ่านและค้นคว้าขอ้ มูลอ • เพือ่ Backup ความคดิ และข้อโต้แย้งของผูเ้ ข • เพือ่ แยกแยะความคิดเห็นและข้อโต้แย้งของผ • เพอ่ื การตรวจสอบหรอื เพ่ือการตดิ ตามรายกา

กเลยี นผลงาน (Plagiarism) (ต่อ) หรอื คาพดู ใดๆ ของผ้อู ่ืน (รวมถงึ ในงานอื่นๆ ท่ี ยกเวน้ ขอ้ เท็จจรงิ หรอื ความรูท้ ว่ั ไป แต่หากไม่ ช่น อยา่ งกว้างขวาง ขียนพร้อมหลกั ฐาน งผเู้ ขยี นกับผ้อู ืน่ ารท่ีอ้างอิงถึงของผูอ้ า่ น

แนวทางในการหลีกเล่ียงการล • จดั การรายการอ้างอิงทีใ่ ช้ – เกบ็ และจดั การแหล จดั การขอ้ มลู บรรณานกุ รมและการอา้ งองิ เชน่ En สะดวกในการอา้ งอิงถึงแหลง่ ท่ีมาของผลงานของผ • ใช้โปรแกรมเพือ่ ชว่ ยตรวจสอบความคลา้ ยคลงึ ก iThenticate เพอ่ื ชว่ ยแสดงใหเ้ หน็ ถงึ การพ่งึ พาคา นอ้ ยเพยี งไรและอยา่ งไร และแสดงให้เหน็ ถงึ การใช อย่างไร