รอบตัว เมื่อตั้งค�ำถามแล้วก็พยายามหาค�ำตอบจนได้ค้นพบหลักการของธรรมชาติ แล้วน�ำหลักการน้ันมาประยกุ ต์สร้างเป็นเทคโนโลยตี ่าง ๆ ขึน้ ความร้ทู ไี่ ด้จากการไตรต่ รองด้วยเหตผุ ลและรจู้ กั หาหลกั ฐานอ้างองิ อย่างเป็น ระบบจนค้นพบค�ำตอบทถี่ กู ต้องนั้น จงึ เป็นความรู้ประเภท ความรู้คิด 10.4.3 ภาวนามยปัญญา : ปัญญาอันเกิดจากการท�ำสมาธิ ภาวนามยปญั ญา มาจาก ภาวนา (การท�ำสมาธ)ิ + มย (ส�ำเรจ็ ดว้ ย) + ปญญฺ า (ปัญญา) หมายถงึ ปัญญาอันส�ำเร็จด้วยสมาธิ หรอื ความรู้อนั เกดิ จากการท�ำสมาธิ ภาวนามยปญั ญา เปน็ ความร้ทู เี่ ปน็ ผลจากการเหน็ คอื เหน็ ด้วยญาณทสั สนะ ว่าส่ิงต่าง ๆ แท้จริงเป็นอย่างไร เมื่อเราปฏิบัติธรรมจนใจหยุดน่ิงและเข้าถึงพระ- ธรรมกายแลว้ จะนอ้ มใจไปในเรอ่ื งอะไรกจ็ ะเหน็ แจง้ และรแู้ จง้ ในเรอ่ื งนน้ั ๆ ได้ เปน็ ความรู้ที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ความรู้อันเกิดจากเจริญสมาธิจึง เป็นความรู้ประเภท ความรู้แจ้ง หลกั การของสมาธินัน้ กค็ อื การหยดุ คิด ท�ำใจให้หยุดนิง่ อย่างสบาย ๆ และ ต่อเนอ่ื ง โดยการน�ำใจของเราไปจดจ่ออยู่กับสง่ิ ใดสงิ่ หนึง่ เพียงสิง่ เดียว ไม่วอกแวก ไปนึกถึงสิง่ อนื่ หรอื อาจจะท�ำสมาธโิ ดยการท�ำใจให้ว่าง ไม่นึกคิดอะไรเลยกไ็ ด้ อาจ จะใช้วิธีนั่งสมาธิโดยตรงก็ได้ หรืออาจจะท�ำสมาธิโดยอ้อมด้วยการท�ำกิจกรรม ต่าง ๆ แล้วเอาใจจดจ่ออยู่กบั สง่ิ นนั้ ก็ได้ ในเรื่องภาวนามยปัญญาน้ีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผใู้ หก้ �ำเนดิ วดั พระธรรมกาย เคยสอนวศิ วกรกอ่ สรา้ งทา่ นหนง่ึ วา่ เวลาเราคดิ อะไรไม่ ออก ให้หลบไปเงยี บ ๆ ไปนั่งสมาธิ เอาใจรวมเข้าไปในตวั แล้วรวมงานทั้งหมดของ เราเขา้ ไปไวใ้ นตวั ดว้ ย เราจะคดิ ออก เราจะจดั แผนงานของเราออกว่าจะตอ้ งท�ำอะไร ท�ำยังไง จะเหน็ ชดั น่ังสมาธิท�ำให้เกดิ ปัญญา ยายยังใช้วธิ นี ้ีเหมือนกัน งานในครวั มี วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 350 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ปญั หาตรงไหน ยายจะกลบั เขา้ ไปในกฏุ ิ นง่ั เงยี บ ๆ สกั พกั กจ็ ะคดิ วางแผนออกวา่ จะ แก้ปัญหาอย่างไร พระเดชพระคุณหลวงพ่อธมั มชโยก็สอนเช่นเดียวกันว่า เวลาคิด อะไรไม่ออก ก็ให้ออกจากความคดิ ท�ำจิตให้สงบแล้วจะพบทางออก 10.5 สมาธิกับการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ ในวงการวิทยาศาสตร์จะแสวงหาความรู้โดยใช้ สตุ มยปัญญา และจินตามย- ปัญญา เป็นหลกั แต่มีข้อน่าสงั เกต คือ นักวทิ ยาศาสตร์ทไี่ ด้ค้นพบกฎและทฤษฎี ส�ำคัญ ๆ นั้นส่วนใหญ่อาศัยสมาธิช่วยท้ังโดยตรงและโดยอ้อม ไม่ว่าจะเป็นไอน์ สไตน์ และนวิ ตนั แมน้ กั วทิ ยาศาสตรเ์ หลา่ นน้ั จะไมไ่ ดน้ ง่ั สมาธกิ นั อยา่ งจรงิ จงั เหมอื น กบั นกั ปฏบิ ตั ธิ รรมกต็ าม ดว้ ยเหตนุ ้ี จงุ ส์ (Jungs. 1963) จงึ สรปุ ถงึ ขนั้ ตอนการค้น พบทฤษฎหี รือแนวคดิ ดี ๆ ของนกั วทิ ยาศาสตร์ไว้ 5 ประการ ภายใต้ช่ือว่า “ห้าขั้น แห่งการสร้างความคดิ ” 1 ดังนี้ 10.5.1 ห้าขัน้ แห่งการสร้างความคิด 1) คดิ รวบรวมข้อมลู หมายถงึ การใช้ใจคดิ รวบรวมวตั ถดุ บิ ตา่ ง ๆ คดิ ถงึ ข้อมูลต่าง ๆ ทกุ อย่างท่เี รากระท�ำอย่างกระตอื รอื ร้น คดิ ให้ข้อมูลเหล่า น้ันหลัง่ ไหลเข้ามาสู่ใจของเรา 2) กระบวนการใช้วัตถุดิบ หมายถงึ การคดิ ถงึ ข้อมลู ต่าง ๆ ท่ีได้รวบรวม อยใู่ นใจครง้ั แลว้ ครงั้ เลา่ แลว้ น�ำมาเปรยี บเทยี บกบั ความคดิ อนั อน่ื ทเี่ รา รวบรวมอยู่ในใจ หากสมองเหนื่อยกใ็ ห้หยุดพกั ไว้ชวั่ คราว 3) ท�ำใจให้ว่าง หมายถึง การหยดุ คิดแล้วท�ำจิตใจให้ว่าง ลมื ปัญหาต่าง ๆ แลว้ หนั เหความสนใจไปยงั สงิ่ อนื่ ๆ ปลอ่ ยใหจ้ ติ ใตส้ �ำนกึ ของกลไกความ คดิ ท�ำงานของมนั ต่อไป 1 รศ.ดร.อารี พนั ธ์มณี (2545). “ฝึกให้คิดเป็น คิดให้สร้างสรรค์.” หน้า 10-11. สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 351 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
4) ยรู ีกา หมายถงึ ขั้นเกดิ ความคดิ แว๊บเข้ามา บางครงั้ ความคดิ อาจหล่ัง ไหลเขา้ มาโดยไมค่ าดฝนั อาจเปน็ เวลาไหนกไ็ ด้ แตส่ ว่ นใหญม่ กั เกดิ ขนึ้ ในตอนเราคร่ึงหลับครึ่งตื่นในตอนเช้า เรียกขั้นนี้ว่า ยูรีกา แปลว่า ข้าพเจ้าได้พบแล้ว หรือได้ตวั แล้ว 5) วพิ ากษว์ จิ ารณ์ หมายถงึ การใหค้ นอน่ื ชว่ ยวพิ ากษว์ จิ ารณค์ วามคดิ ใหม่ ทคี่ ดิ ได้ แลว้ พยายามจดั ความคดิ นน้ั ใหเ้ ปน็ รปู รา่ ง เพอื่ ทจี่ ะสามารถน�ำ ไปใช้ประโยชน์ได้ จะเหน็ ว่าห้าขัน้ แห่งการสร้างความคิดน้ี มขี ัน้ ตอนที่เกย่ี วกบั การท�ำสมาธดิ ้วย คือ ข้นั ท�ำใจให้ว่าง หยุดการใช้ความคดิ และยรู กี า คือ ขัน้ เกิดความคดิ แว๊บเข้ามา ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั ค�ำสอนของหลวงพอ่ ธมั มชโยและคณุ ยายอาจารยม์ หารตั นอบุ าสกิ า- จนั ทร์ ขนนกยงู ทก่ี ลา่ วมาแลว้ วา่ เมอ่ื คดิ ไมอ่ อกกใ็ หอ้ อกจากความคดิ ท�ำจติ ใหส้ งบ แล้วจะพบทางออก 10.5.2 การใช้สมาธขิ อง อัลเบริ ์ต ไอน์สไตน์ จากประสบการณข์ องไอนส์ ไตนท์ �ำใหเ้ ขาตระหนกั วา่ เพยี งแคก่ ารอา่ นและการ คดิ นั้น ไม่เพียงพอต่อการค้นพบกฎหรือทฤษฎที างวิทยาศาสตร์ แต่ต้องอาศัยการ หย่งั รู้ด้วยจิตคล้าย ๆ กบั พุทธิปัญญาญาณ ครงั้ หนงึ่ ไอน์สไตน์ กลา่ วสนุ ทรพจน์ในทป่ี ระชมุ ใหญข่ องนกั วทิ ยาศาสตรโ์ ลก วา่ “ภารกจิ อนั ส�ำคญั ยง่ิ ของนกั ฟสิ กิ สก์ ค็ อื การแสวงหากฎหรอื ทฤษฎที ต่ี รงกบั ความ เป็นจริงแห่งสากลมากย่ิงข้ึน มันไม่มีวธิ ีการทางค�ำนวณหรอื ตรรกศาสตร์ใด ๆ ทีจ่ ะ น�ำไปสู่กฎหรือทฤษฎีสากลเช่นท่ีว่าน้ีได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซ่ึงมี พนื้ ฐานคล้าย ๆ กบั พุทธปิ ัญญาญาณ” บางคร้งั เขากบ็ อกว่า “สงิ่ มีค่าอย่างจริงแท้ คอื การหยง่ั รู้” (The only real valuable thing is intuition) ไบรอัน โจเซฟสนั (Brian Josephson) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ปี พ.ศ. 2516 กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 352 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
“ผมได้คน้ พบความลบั บางอยา่ งซง่ึ ฟิสกิ ส์ไม่สามารถใหค้ �ำตอบได้ ผ่านการนงั่ สมาธ”ิ ขณะท�ำงานไอน์สไตน์จะมีสมาธิสูงมาก มีใจจดจ่ออยู่กับงานโดยไม่วอกแวก ไปสนใจสงิ่ อน่ื มเี รอื่ งเลา่ วา่ วนั หนง่ึ ขณะทไ่ี อนส์ ไตนก์ �ำลงั งว่ นอยกู่ บั การคดิ สตู รทาง ฟสิ กิ ส์ เกดิ เสยี งระเบดิ ดงั ขนึ้ อยา่ งรนุ แรงดา้ นนอก เพอ่ื นนกั วทิ ยาศาสตรพ์ ากนั ขวญั เสยี ในขณะทไ่ี อน์สไตนบ์ อกวา่ ไมไ่ ดย้ นิ เสยี งระเบดิ นน้ั เลย และเมอื่ ครงั้ ทไี่ อนส์ ไตน์ คน้ พบทฤษฎสี มั พทั ธภาพทว่ั ไป เขาขงั ตวั เองอยใู่ นหอ้ งท�ำงานถงึ สองสปั ดาห์ ในทส่ี ดุ วนั หน่ึงเขากเ็ ดนิ ลงมาจากชั้นบน ยืน่ กระดาษสองแผ่นให้ภรรยาดู แล้วบอกว่า น่ไี ง ทฤษฎสี ัมพัทธภาพ 1 ในเวลาคดิ ปญั หายาก ๆ ไอนส์ ไตนจ์ ะใชว้ ธิ เี ดนิ ไปเดนิ มาอยา่ งมสี มาธคิ ลา้ ย ๆ กับการเดินจงกรม บาเนส ฮอฟมันน์ นักฟิสิกส์ท่ีเคยร่วมงานกับเขาเล่าว่า... ไอน์สไตน์จะเดนิ กลบั ไปกลบั มา โดยใช้มอื บดิ ผมสเี ทาทยี่ าวฟูของตวั เองเล่น... ท่าที เคล้ิมฝันเหมือนก�ำลังตกห้วงภวังค์จะปรากฏข้ึนในสีหน้าของเขา... ค้ิวไม่ขมวดม่น คงมีแต่เพียงการส่ือสารภายในที่สงบเท่าน้ัน เวลาผ่านไปเร่ือย ๆ แล้วทันใดนั้น ไอน์สไตน์ก็หยดุ เดนิ ใบหน้าผ่อนคลายลง ปรากฏเป็นรอยยม้ิ อันนุ่มนวล เขาได้พบ วธิ ีการแก้ปัญหาแล้ว 2 10.5.3 การใช้สมาธิของเซอร์ ไอแซค็ นิวตนั นวิ ตนั กลา่ วถงึ ความเปน็ มาของกฎแรงโนม้ ถว่ งวา่ ขณะทเี่ ขาก�ำลงั นง่ั อยใู่ ตต้ น้ แอปเปิล ได้แต่เพยี งสงสัยว่าอะไรดดู ลกู แอปเปิลให้ตกลงมา แต่ยังคิดกฎแรงโน้ม ถ่วงไม่ได้ กฎน้ีคิดขึ้นมาได้ขณะที่เขาก�ำลังท�ำสมาธิภายหลังจินตนาการถึงภาพ แอปเปิลก�ำลังตกจากต้น แล้วใช้สมาธิไตร่ตรองการตกของลูกแอปเปิลซ้�ำแล้ว ซ�ำ้ เล่า 3 1 สม สุจีรา (2550). “ไอน์สไตน์พบ พระพทุ ธเจ้าเห็น.” หน้า 116, 117, 120, 123, 130. 2 แหล่งเดิม หน้า 148. 3 ชัยพฤกษ์ เพ็ญวิจิตร (2545). “พทุ ธศาสตร์กบั วิทยาศาสตร์.” เล่มหน่ึง. หน้า 65-66, 72. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 353 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
บางครั้งนิวตันกเ็ ดินครุ่นคดิ ถงึ ปัญหาต่าง ๆ อย่างมสี มาธคิ ล้ายกับไอน์สไตน์ คอื จะเดินหมุนไปหมุนมาในสวน และประเด๋ยี วเขากร็ ้องออกมาในทันควันว่า พบ แล้ว พบแล้ว ทีนีเ้ ขาก็โดดขนึ้ บันไดห้องท�ำงานทนั ที เพอื่ จะท�ำการบนั ทกึ ข้อคดิ บาง อย่าง ทง้ั ทต่ี วั เขายงั ยนื อย่ขู ้างโตะ๊ โดยไม่นงั่ เก้าอใี้ ห้เรยี บรอ้ ย บอ่ ยครงั้ ทนี่ วิ ตนั จะนง่ั นิง่ ๆ อยู่คนเดียวเป็นเวลาหลายชว่ั โมง จากนนั้ เขากจ็ ะพรวดพราดไปท่โี ต๊ะท�ำงาน แล้วลงมอื เขียนส่งิ ท่คี ้นพบเป็นชั่วโมง โดยไม่ยอมแม้แต่จะลากเก้าอ้มี านง่ั ให้สบาย นิวตัน กล่าวถึงการใช้สมาธิในการไตร่ตรองเรื่องต่าง ๆ ว่า ฉนั เฝ้าดสู ิง่ ทีเ่ กิด ขึ้นอยู่ตรงหน้าอย่างไม่ลดละ หรือจับเอาเร่ืองทศ่ี กึ ษาน้ันมาไว้ตรงหน้า และคอยจน กระทัง่ แสงแรก (ปัญญา) เริ่มปรากฏช้า ๆ ทีละน้อย ทีละน้อย จนกระท่งั เรมิ่ มอง เห็นทางอย่างเลือนราง แล้วมันก็ค่อย ๆ สว่างข้ึนทุกทีจนกระทั่งครบบริบูรณ์และ ชดั เจน 1 นอกจากไอน์สไตน์ และนิวตันแล้วยังมีตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์หรือนัก ประดษิ ฐ์อกี หลายท่านท่ีใช้สมาธิช่วยในการท�ำงานของตน นโปเลยี น ฮิลล์ นักเขยี น ผู้มีชอ่ื เสียงชาวอเมรกิ นั กล่าวถึงนักวทิ ยาศาสตร์ผู้หน่งึ ชือ่ ดร.เกตส์ ว่า วันหนึ่งเขาเดนิ ทางไปเยย่ี ม ดร.เกตส์ ด้วยธุระบางอย่าง เม่อื ไปถงึ เลขานุการ สว่ นตวั ของทา่ นบอกวา่ “เสยี ใจจรงิ ๆ คะ่ ดฉิ นั ไมส่ ามารถอนญุ าตใหค้ ณุ เขา้ ไปรบกวน ดร.เกตส์ได้ในตอนน”้ี เขาถามต่อว่า “คุณคดิ ว่าจะนานสักเท่าไรครบั กว่าทผี่ มจะเข้าพบท่านได้” เลขานกุ าร ตอบวา่ “โอ... ดฉิ นั บอกไมไ่ ดห้ รอกคะ่ วา่ จะใชเ้ วลานานเทา่ ใด แต่ อาจจะนานถงึ 3 ชัว่ โมงก็ได้นะคะ ดร.เกตส์ ก�ำลงั นัง่ รอคอยความคดิ สร้างสรรค์อยู่ ค่ะ” 1 ชัยพฤกษ์ เพ็ญวจิ ิตร (2545). “พุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์.” เล่มหนึ่ง. หน้า 65, 71, 72, 74. วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 354 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
เขาถามด้วยอาการยิ้มว่า “คอื อะไร” เลขานกุ าร ตอบวา่ “ให้ ดร.เกตสอ์ ธบิ ายดกี ว่าคะ่ เชญิ คณุ นงั่ รอไดต้ ามสบาย เลยค่ะ” นโปเลียน ฮิลล์ ตัดสนิ ใจน่ังคอยอยู่เป็นเวลานาน ในท่ีสดุ ดร.เกตส์ กเ็ ข้ามา เขาได้เล่าถึงเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับค�ำพูดของเลขานกุ ารของท่าน ดร.เกตส์ กล่าวว่า “คณุ สนใจจะดบู ้างไหมล่ะว่า ผมนง่ั รอเพอ่ื ให้เกดิ ความคดิ สร้างสรรค์ ณ ทไ่ี หน และท�ำมันอย่างไร” นโปเลียนบอกว่า “จากนั้นเขาก็น�ำผมไปยังห้องเก็บเสียงเล็ก ๆ ห้องหน่ึง ภายในหอ้ งนนั้ มเี พยี งโตะ๊ และเกา้ อธ้ี รรมดาอย่างละ 1 ตวั บนโตะ๊ มกี ระดาษปึกใหญ่ สวิตซ์ปิดเปิดไฟอยู่อนั หนงึ่ และดนิ สอด�ำหลายแท่ง” ดร.เกตส์ อธบิ ายวา่ “เมอื่ ใดกต็ ามทเ่ี ขาไมส่ ามารถหาค�ำตอบของปญั หาขอ้ ใด ข้อหนง่ึ ได้ เขาจะเข้ามาในห้องนี้ ปิดประตู น่งั ลง และดบั ไฟ แล้วกน็ ัง่ เข้าสมาธอิ ย่าง ล�ำ้ ลึก” นโปเลียน กล่าวว่า “เขาใช้หลกั ความส�ำเรจ็ แห่งการควบคุมความสนใจ และ ร้องขอจติ เหนอื ส�ำนึกของเขา เพื่อให้ตอบค�ำถามแก่เขาเกย่ี วกับปัญหาเฉพาะเจาะจง ปัญหาใดปัญหาหน่ึงกต็ าม ในขณะเดยี วกันนน้ั มันก็ดเู หมอื นกับว่า แนวความคดิ ใหม่ ๆ ไมไ่ ดเ้ ฉยี ดผา่ นเขา้ มาในสมองของเขาเลย แตว่ า่ พอนาน ๆ ไป มนั หรอื ความ คดิ ดี ๆ จะหลงั่ ไหลเขา้ สจู่ ติ ใจของเขาอย่างฉบั พลนั ในทนั ทที นั ใด บางครงั้ กวา่ มนั จะ ปรากฏกายและเผยโฉมขนึ้ มากต็ อ้ งใชเ้ วลานานถงึ 2 ชว่ั โมงเลยทเี ดยี ว และเมอื่ ความ คดิ เห็นใหม่ ๆ เร่มิ ก่อตวั จนกระทัง่ เป็นรปู เป็นร่างขนึ้ แล้ว เขากจ็ ะเปิดไฟ และลงมือ จดบันทึกลงในกระดาษ” 1 1 ชัยพฤกษ์ เพ็ญวิจติ ร (2545). “พุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์.” เล่มหนึ่ง. หน้า 89-90. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก 355 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
จากทกี่ ล่าวมานจ้ี ะเหน็ ได้ว่า การค้นพบกฎ ทฤษฎี หรอื นวตั กรรมต่าง ๆ ของ นกั วิทยาศาสตร์ส�ำคญั ๆ ของโลกน้นั ต้องอาศัยสมาธหิ รือภาวนามยปัญญาเข้าช่วย แม้จะไม่อาจเทียบได้กับการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็ท�ำให้เรารู้ว่า ภาวนามยปัญญานั้นมีหลายระดับข้ึนอยู่กับเราปฏิบัติในระดับใดผลที่ได้ก็จะอยู่ใน ระดับนั้น 10.6 นิยาม 5 กฎแห่งสรรพสิ่งในอนันตจักรวาล จากที่กล่าวไว้ในบทท่ี 4 ว่า นยิ าม หมายถงึ “กฎ” ซ่ึงมี 5 ประการ คือ อตุ -ุ นิยาม พชี นยิ าม กรรมนยิ าม จิตตนยิ าม และธรรมนิยาม ทง้ั 5 ประการนี้ เป็นกฎ ทค่ี วบคมุ สรรพส่ิงในอนนั ตจกั รวาล นักวทิ ยาศาสตร์มีความคาดหวังมานานแล้วว่า อยากจะมีทฤษฎีสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ซึ่งสามารถอธิบายทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ต้ังแต่อนุภาคขนาดเล็กในระดับนาโนเมตรจนถึงสิ่งท่ีใหญ่อย่างจักรวาล แตใ่ นปจั จบุ นั กย็ งั ไมอ่ าจจะคดิ ทฤษฎนี ข้ี น้ึ มาได้ สาเหตสุ �ำคญั ทย่ี งั ไมค่ น้ พบเพราะนกั วิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เน้นเร่อื งวัตถุ ไม่ได้ศกึ ษาเรอ่ื งจิตใจอันเป็นกุญแจส�ำคญั ท่ีจะ ไขประตูไปสู่การรู้แจ้งในสรรพสิง่ 10.6.1 อุตนุ ิยามกบั วิทยาศาสตร์ 1) เปรียบเทียบโลกธาตกุ บั เอกภพ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในจูฬนีสูตรว่า อานนท์ ดวงจันทร์และดวง อาทติ ย์แผ่รัศมีส่องแสงท�ำให้สว่างไปทวั่ ทิศตลอดทีม่ ีประมาณเท่าใด โลก 1 มเี นื้อท่ี เท่าน้ันจ�ำนวน 1,000 ใน 1,000 โลกน้ัน มดี วงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภเู ขาสิเนรุ (หรือ “สเุ มรุ”) อย่างละ 1,000 มีชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อตุ ตรกุรุทวปี ปพุ พวเิ ทหทวีป อย่างละ 1,000 มีมหาสมุทร มีมหาราช อย่างละ 4,000 มีสวรรค์ 6 ชั้น และ 1 ค�ำว่า โลก ก็ดี โลกธาตุ กด็ ี ในทีน่ ี้ ท่านหมายความเป็นอนั เดียวกนั กบั ค�ำว่า จกั รวาล วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 356 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
พรหมโลกชน้ั ละ 1,000 น้ีเรียกว่า สหสั สจี ูฬนกิ าโลกธาตุ (โลกธาตุอย่างเลก็ มี 1,000 จักรวาล) สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุเท่าใด โลกเท่าน้ันคูณโดยส่วน 1,000 น้ีเรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌมิ กิ าโลก-ธาตุ (โลกธาตกุ ลางมี 1 ล้านจกั รวาล) ทวสิ หสั สีมชั ฌมิ กิ า โลกธาตเุ ท่าใด โลกเท่านนั้ คูณโดยส่วน 1,000 นเี้ รยี กว่า ตสิ หัสสมี หาสหสั สโี ลกธาตุ 1 (โลกธาตใุ หญ่มี 1 ล้านล้านจักรวาล) จากที่กล่าวถึงเร่ืองเอกภพในทางวิทยาศาสตร์นั้น เมื่อน�ำมาเทียบกับ ข้อมูลในพระไตรปิฎกพบว่า มีลักษณะหลายประการทส่ี อดคล้องกันกบั “โลกธาตุ” ในพระไตรปิฎก เพราะโลกธาตุหมายถงึ “กลุ่มของจกั รวาล” ประกอบด้วยจกั รวาล หลาย ๆ จักรวาลรวมตัวกนั เป็นกลุ่ม ๆ หากมี 1,000 จักรวาล กเ็ ป็นโลกธาตขุ นาด เลก็ หากมี 1 ลา้ นจกั รวาล กเ็ ป็นโลกธาตขุ นาดกลาง และถา้ เปน็ 1 ลา้ นลา้ นจกั รวาล กเ็ ป็นโลกธาตขุ นาดใหญ่ ส่วนเอกภพน้ันก็เป็นที่รวมตัวกันของบรรดากาแล็กซีต่าง ๆ เรียกว่า กระจกุ กาแล็กซี (Cluster of galaxies) ซึ่งกระจุกกาแลก็ ซนี นั้ ก็มีมากมายและยัง รวมกลมุ่ กนั เปน็ ซเู ปอรค์ ลสั เตอร์ (Supercluster) เอกภพทนี่ กั ดาราศาสตรส์ ามารถ สังเกตการณ์ได้ในปัจจุบันอยู่ภายในรัศมี 14,000 ล้านปีแสง โดยประกอบด้วย ซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super Cluster) 270,000 กลุ่ม กระจกุ กาแลก็ ซี (Cluster of galaxies) 500 ล้านกลุ่ม ประกอบด้วยกาแล็กซที ง้ั หมดประมาณ 110,000 ล้าน กาแลก็ ซี “กาแลก็ ซ”ี กห็ มายถงึ “จกั รวาล” ในพระพทุ ธศาสนานน่ั เอง ในปจั จบุ นั นกั ดาราศาสตรส์ ามารถสงั เกตการณจ์ �ำนวนกาแลก็ ซไี ดเ้ พยี ง 110,000 ลา้ นกาแลก็ ซี หรอื เพยี ง 11% ของ 1 โลกธาตขุ นาดใหญใ่ นพระพทุ ธศาสนาเท่านน้ั เพราะ 1 โลก- ธาตขุ นาดใหญ่มีทงั้ หมด 1 ล้านล้านจักรวาล หรือ 1 ล้านล้านกาแล็กซีนนั่ เอง 1 จูฬนีสตู ร, องั คตุ ตรนิกาย ตกิ นิบาตร, มก. เล่ม 34 ข้อ 520 หน้า 431-433. สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 357 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 358 สรรพศำสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
เมือ่ “เอกภพ” หมายถงึ “โลกธาตุขนาดใหญ่” ในพระไตรปิฎก ด้วย เหตนุ เ้ี อกภพจงึ ไมไ่ ดม้ เี พยี งหนงึ่ เดยี วแตม่ จี �ำนวนมากเพราะโลกธาตใุ นพระไตรปฎิ ก น้ันไม่ได้มีเพียงหน่ึงเดียวแต่มีค�ำว่า หม่ืนโลกธาตุหรือแสนโลกธาตุ ปรากฏอยู่ใน พระ-ไตรปิฎก 1 ซึ่งองค์ความรู้น้ีสอดคล้องกับทฤษฎีเอกภพพองตัว (inflation theory) ของนกั ดาราศาสตร์กลุ่มหนึ่งทก่ี ล่าวว่า เอกภพของเราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว แต่ยงั มเี อกภพอน่ื ๆ อกี มากเป็น “พหภู พ (Mutiverse)” เอกภพเปรียบเสมอื นเกาะ เลก็ ๆ หลายเกาะทก่ี ระจายกนั อยู่ในมหาสมุทร อวกาศ ในทางดาราศาสตรน์ น้ั กเ็ ปรยี บไดก้ บั อากาสธาตุ หรอื อากาสะ ในพระไตรปิฎก เพราะหมายถึง ที่ว่าง เหมือนกนั และที่ส�ำคญั อากาสธาตนุ ้นั พระ- สมั มาสมั พทุ ธเจ้าตรัสว่าเป็นหนงึ่ ในสง่ิ ทไี่ ม่มีท่สี ุด 4 ประการคอื “หมู่สตั ว์, อากาสะ, อนันตจกั รวาล และพระพทุ ธญาณ” 2 เมือ่ อากาสธาตหุ รอื ทว่ี ่างไม่มที ่สี ุด จกั รวาลซึ่ง ตง้ั อยใู่ นอากาสธาตกุ ไ็ มม่ ที ส่ี ดุ ไปดว้ ย พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่ อนนั ตจกั รวาล และเมื่อจักรวาลไม่มีท่ีสุด หมู่สัตว์ท่ีบังเกิดในจักรวาลเหล่านั้นจึงไม่มีที่สุดไปด้วย เช่นกัน 2) คลืน่ วทิ ยลุ ึกลบั ในกาแลก็ ซที างช้างเผอื ก นักดาราศาสตร์ค้นพบว่า มีแหล่งก�ำเนิดคลื่นวิทยุกระจายจากทิศ ต่าง ๆ ในท้องฟ้าทว่ั ไปหมดทงั้ ๆ ทกี่ าแลก็ ซที างช้างเผอื กของเรามรี ปู ร่างแบนคล้าย ช้ินแพนเค้ก ระบบสุรยิ ะของเราอยู่ค่อนมาทางกลางของกาแลก็ ซี ลกั ษณะแพนเค้ก ดงั กลา่ ว ฉะนนั้ เวลาเรามองออกไปกจ็ ะเหน็ ดวงดาว “บรเิ วณขอบของกาแลก็ ซ”ี เป็น แถบทางช้างเผอื กทมี่ ีจ�ำนวนดวงดาวมากกว่า “ด้านบนและล่างของกาแล็กซี” ดังน้ัน แหล่งก�ำเนิดคลื่นวิทยุก็ควรจะมาจากบริเวณขอบของกาแล็กซีมากกว่าจากด้านบน หรือล่างของมันด้วย แต่เหตุใดแหล่งก�ำเนิดวิทยุที่ค้นพบจึงดูกระจัดกระจายท่ัว ท้องฟ้าไปหมด นกั ดาราศาสตร์ยงั ไม่อาจตอบค�ำถามนีไ้ ด้ 1 มัชฌิมนิกาย อปุ รปิ ัณณาสก์, มก. เล่ม 22 ข้อ 325 หน้า 408-409. 2 สตุ ฺตนตฺ ปิฎก ขุททฺ กนกิ ายสสฺ อปทานํ พุทธวงศ์ รตนจังกมนกณั ฑ์ ฉบบั บาลี เล่ม 33 ข้อ 1 หน้า 414. สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 359 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
หากนักดาราศาสตร์เหล่านี้ได้ศึกษาโครงสร้างจักรวาลในพระไตรปิฎก แล้ว คงจะได้รับความกระจ่างมากข้ึนว่า จริง ๆ แล้วในส่วนบนและล่างของจักรวาล หรือกาแลก็ ซีทุกกาแล็กซีน้ันประกอบด้วยภพภูมิต่าง ๆ อกี มากมาย คอื ส่วนบน เป็นที่ตั้งของสวรรค์ และพรหมโลก ส่วนล่างเป็นที่ต้ังของอบายภูมิ ได้แก่ เปรต อสรุ กาย และนรก 456 ขุม ซึง่ ภพภูมเิ หล่าน้ีเป็นท่ีอาศัยของส่ิงมชี ีวิตคล้าย ๆ กับ โลกมนุษย์เพียงแต่เป็น “ธาตลุ ะเอยี ด” มองไม่เหน็ ด้วยตาเน้ือ ข้อมลู เหล่านเ้ี ป็นสิง่ ท่ีนกั ดาราศาสตร์โดยส่วนใหญ่ไม่ทราบ จึงท�ำให้การศกึ ษาจกั รวาลเป็นไปอย่างยาก ล�ำบากเพราะข้อมูลไม่ครบ ถ้าพวกเขารู้ถึงความมีอยู่ของธาตุละเอียดเหล่าน้ี ก็จะ เป็นข้อมูลประกอบการพสิ จู น์ที่มาของคล่ืนวทิ ยุเหล่าน้นั ต่อไป นอกจากภพภูมิละเอียดท่ีตั้งอยู่ส่วนบนและส่วนล่างของกาแล็กซีแล้ว ในโลกมนุษย์ของเราเองก็ยังมีภพภูมิละเอียดซ้อนอยู่เหมือนกัน เช่น ภพของ ชาวลับแล, ภพของภุมมเทวา, รุกขเทวา, อากาศเทวา และภพของพวกสัมภเวสี หรอื ผสี างต่าง ๆ เป็นต้น หากถามว่าเพราะเหตใุ ดภพภมู ติ ่าง ๆ จงึ ซ้อนทบั กันอยู่ใน โลกของเราได้ ค�ำถามนตี้ อบไดว้ า่ ภพทซี่ อ้ นกนั นม้ี คี วามละเอยี ดตา่ งกนั จงึ ซอ้ นกนั ได้ เปรียบเสมือนคล่ืนวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีความถ่ีต่างกันสามารถอยู่รวมกันในโลกได้ อยรู่ วมกนั ในบ้านของเราได้โดยไม่ปนกนั เมอื่ เราหมนุ เครอื่ งรบั วทิ ยหุ รอื โทรทศั นใ์ ห้ ตรงกับคลน่ื ทีเ่ ราต้องการ กส็ ามารถเปิดรบั ชมรายการต่าง ๆ ทีส่ ่งมากบั คลน่ื นนั้ ๆ ได้ โดยท่ีคลื่นความถี่อืน่ ๆ ไม่แทรก 3) ความสอดคล้องกนั เรอ่ื งเวลา จากการเสนอทฤษฎีสัมพันธภาพท่ัวไปของไอน์สไตน์ใน ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458) ท�ำให้วงการวิทยาศาสตร์รู้ความจริงว่า เวลาในต�ำแหน่งต่าง ๆ ของ จกั รวาลและเอกภพไม่เท่ากัน ซ่ึงความจริงเร่อื งเวลาน้ี พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าตรสั ไว้ กว่า 2,500 ปีแล้วว่า เวลาแต่ละภพภูมิไม่เท่ากัน เวลาบนสวรรค์ เวลาในมหานรก และเวลาบนโลกมนษุ ยเ์ ปน็ ตน้ ไมเ่ ทา่ กนั โดยเฉพาะเวลาในมหานรกนนั้ จะชา้ กวา่ เวลา บนโลกมนษุ ย์มากหลายล้านเท่าดงั ตารางด้านล่าง วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 360 สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
มีผู้อธบิ ายเร่ืองความไม่เท่ากันของเวลาในแต่ละภพภมู ิทง้ั 31 ภพ ไว้ น่าสนใจว่า ถ้าเปรียบภพภูมเิ ป็นอาคารสงู อาคารนจี้ ะมี 31 ช้นั ซึง่ มืดสนิทไปทัง้ อาคาร มเี พยี งดาดฟา้ ซงึ่ สวา่ งไสวเปรยี บเสมอื นนพิ พาน นาฬกิ าในแตล่ ะชนั้ กเ็ ดนิ ดว้ ย ความเร็วไม่เท่ากนั สัตว์ทั้งหลายจะเวยี นว่ายตายเกิดอยู่ในอาคารนี้ ชั้นล่างสดุ เป็น สตั ว์นรก ชน้ั ทสี่ องเป็นอสรุ กาย ชน้ั ทสี่ ามเปน็ เปรต ชน้ั ทสี่ เ่ี ป็นสตั ว์ดริ จั ฉาน ชนั้ ทห่ี ้า เป็นมนษุ ย์ ช้นั ท่ี 6-11 เป็นชน้ั เทวดา ชน้ั ท่ี 12-27 เป็นชัน้ ของรปู พรหม และชัน้ ท่ี 28-31 เป็นชั้นอรูปพรหม 1 มหานรก 1 วันนรก = ปีมนุษย์ เวลาช้ากว่าโลกมนษุ ย์ ขุมท่ี 1 สญั ชวี มหานรก 1 วันนรก = 9 ล้านปีมนุษย์ 3,285 ล้านเท่า ขมุ ท่ี 2 กาฬสตุ ตมหานรก 1 วันนรก = 36 ล้านปีมนุษย์ 13,140 ล้านเท่า ขมุ ท่ี 3 สังฆาฏมหานรก 1 วนั นรก = 144 ล้านปีมนษุ ย์ 52,560 ล้านเท่า ขุมที่ 4 โรรวุ มหานรก 1 วันนรก = 576 ล้านปีมนุษย์ 210,240 ล้านเท่า ขุมที่ 5 มหาโรรุวมหานรก 1 วนั นรก = 2,304 ล้านปีมนุษย์ 840,960 ล้านเท่า ขมุ ท่ี 6 ตาปมหานรก 1 วันนรก = 9,216 ล้านปีมนษุ ย์ 3,363,840 ล้านเท่า ขมุ ท่ี 7, 8 คอื มหาตาปมหานรก และอเวจมี หานรก เวลาจะช้ากว่าเวลาบนโลกมนษุ ย์มาก จนไม่อาจจะคำานวณเปรียบเทียบกนั ได้ เวลาในหลมุ ดาำ กบั เวลาในมหานรก จากที่กล่าวแล้วว่าความแตกต่างของเวลาบริเวณใกล้หลุมดำา (Black hole) กับบริเวณอ่นื ๆ จะสงู มาก เพราะหลุมดาำ มมี วลสงู มากเป็นผลให้ความโน้มถ่วงสงู จึงทาำ ให้เวลาเดนิ ช้าลง จากทีศ่ าตราจารย์ ดร.ไพรชั ธชั ยพงษ์ กล่าวว่า หากหลมุ ดำา มมี วล 10 เท่าของดวงอาทติ ย์ เวลาทอ่ี ยู่นอกเส้นขอบฟ้าเหตกุ ารณ์ของหลมุ ดาำ เพยี ง 1 เซนตเิ มตร จะเดินช้าถึง 6 ล้านเท่าของเวลาทอ่ี ยู่ห่างไกลออกไปนอกบรเิ วณเส้น ขอบฟ้าเหตกุ ารณ์ดังกล่าว 1 สม สุจรี า (2550). “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น.” หน้า 93. สรรพศำสตร์ในพระไตรปิฎก 361 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกและใจกลาง กาแลก็ ซอี นื่ ๆ มหี ลมุ ด�ำขนาดใหญท่ มี่ มี วลมหาศาลอยู่ แตย่ งั ไมส่ ามารถระบมุ วลได้ แน่ชัด หากน�ำค่าประมาณของมวลหลมุ ด�ำที่ สตีเฟน ฮอว์ก้งิ กล่าวไว้ คือ 1 แสนเท่า ของดวงอาทติ ยม์ าค�ำนวณความตา่ งของเวลาบรเิ วณใกลห้ ลมุ ด�ำกบั บรเิ วณทห่ี า่ งไกล ออกไปจะพบว่า เวลาทอ่ี ยู่นอกเส้นขอบฟ้าเหตกุ ารณ์ของหลุมด�ำเพยี ง 1 เซนตเิ มตร จะเดินช้าถงึ 60,000 ล้านเท่าของเวลาบรเิ วณที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น เวลาบนโลก มนุษย์ เป็นต้น หลุมด�ำใจกลางกาแล็กซีคืออะไรกันแน่ ท�ำไมจึงมีมวลมากขนาดน้ัน และท�ำไมเวลาในหลุมด�ำจึงเดินช้าขนาดน้นั ถ้าลองน�ำมาเปรียบเทยี บกับค�ำสอนใน พระไตรปิฎกแล้ว ท�ำให้ได้ข้อสังเกตท่ีน่าสนใจคือ บริเวณแกนกลางด้านล่างของ กาแล็กซีทางช้างเผือกนน้ั เป็นทีต่ งั้ ของอบายภมู ิ ได้แก่ ภูมิของเปรต อสุรกาย และ มหานรก 8 ขมุ โดยเฉพาะมหานรกเป็นภพภูมิที่มีแต่ความมดื มดิ และทส่ี �ำคญั เวลา ในมหานรกแต่ละขมุ เดนิ ช้ากว่าเวลาในโลกมนุษย์หลายล้านเท่าดังตารางข้างต้น แต่ สงิ่ นก้ี ย็ งั เปน็ เพยี งขอ้ สงั เกตทตี่ อ้ งศกึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ กนั ตอ่ ไป หากนกั ดาราศาสตร์ สามารถระบขุ ้อมลู เกย่ี วกบั หลมุ ด�ำไดช้ ดั กว่าน้ี กจ็ ะสามารถน�ำขอ้ มลู มาเปรยี บเทยี บ กนั ได้อย่างละเอียดและชัดเจนมากขน้ึ 4) ความเร็วของแสงกับความเรว็ ของจติ จากที่กล่าวถึงทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะของไอน์สไตน์ท่ีว่า ไม่มีสิ่งใด ในโลกสามารถเคล่ือนที่ด้วยความเร็วเท่ากับแสงหรือเร็วกว่าแสงได้ ความเช่ือน้ีคง ต้องเปลี่ยนแปลงไปหากนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและทดลองพิสูจน์เรื่อง “จิต” ใน พระ-ไตรปิฎก เขาจะรู้ว่าจรงิ ๆ แล้วจิตเคลอ่ื นท่เี รว็ กว่าแสงมาก ๆ อย่างทจ่ี ะเทียบ กนั ไมไ่ ด้ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตรสั วา่ “ดกู อ่ นภกิ ษทุ งั้ หลาย เรายอ่ มไมเ่ ลง็ เหน็ ธรรม อนื่ แมอ้ ยา่ งหนง่ึ ทเี่ ปลย่ี นแปลงไดเ้ รว็ เหมอื นจติ จติ เปลย่ี นแปลงไดเ้ รว็ เทา่ ใดนน้ั แม้ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 362 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
จะอุปมาก็กระท�ำได้มิใช่ง่าย” 1 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพุทธสาวกที่ทรงอภิญญานั้น ได้ฝึกจิต ของตนจนช�ำนาญสามารถแสดงปาฏิหารยิ ์ต่าง ๆ ด้วยอ�ำนาจจติ ได้ สามารถเดินทาง ไปไหนมาไหนอย่างรวดเรว็ ได้ด้วยอ�ำนาจจติ มบี ันทกึ ไว้มากมายในพระไตรปิฎกว่า พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ และพระอรยิ สาวกเหลา่ นสี้ ามารถ “หายตวั ” จากทหี่ นง่ึ ไปปรากฏ ในทอ่ี นั ไกลแสนไกลดว้ ยความเรว็ ดจุ บรุ ษุ ทม่ี กี �ำลงั พงึ เหยยี ดแขนทค่ี หู้ รอื พงึ คแู้ ขนท่ี เหยียดฉะน้นั พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพรหมนมิ นั ตนกิ สตู รว่า สมยั หน่งึ เราอยู่ ท่โี คนต้นรงั ใหญ่ ในสุภควัน ใกล้เมอื งอุกกฏั ฐา สมยั น้ัน พกพรหม มีความคิดว่า พรหมสถานนเี้ ทย่ี ง ยง่ั ยืน ม่ันคง แขง็ แรง มคี วามไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา... ครัง้ นั้น เรารคู้ วามคดิ ของพกพรหมดว้ ยใจแลว้ จงึ หายจากโคนตน้ รงั ใหญ่ ไปปรากฏในพรหม- โลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษที่มีก�ำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนนั้ 2 ในโมคคลั ลานสตู รบนั ทกึ ไว้ว่า ครง้ั หนง่ึ พระมหาโมคคลั ลานะต้องการจะไป สนทนาธรรมกับติสสพรหม จึงได้หายจากพระวิหารเชตวันไปปรากฏในพรหมโลก เปรียบเหมอื นบุรุษผู้มกี �ำลงั พงึ เหยยี ดแขนท่ีคู้ หรือพึงคู้แขนท่ีเหยยี ดฉะนัน้ 3 การหายตวั จากโลกมนษุ ยซ์ ง่ึ อยใู่ นกามภพแลว้ ไปปรากฏทพ่ี รหมโลกซง่ึ เป็นรปู ภพ ด้วยระยะเวลาเพยี งแค่ “เหยียดแขนทค่ี ู้ หรอื คู้แขนทีเ่ หยยี ด” นัน้ ถือว่า รวดเรว็ มาก คอื ประมาณ 1 วนิ าทเี ทา่ นนั้ ความเรว็ ในระดบั นถี้ อื วา่ เรว็ กวา่ แสงอยา่ ง เทยี บกนั ไมไ่ ด้ เพราะเราทราบกนั ดวี า่ แสงใชเ้ วลาประมาณ 8 นาที ในการเดนิ ทางจาก ดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ในกามภพเหมอื นกันมายังโลกของเรา และแสงต้องใช้เวลาในการ เดินทางจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวพลูโตซึ่งอยู่ในกามภพเช่นเดียวกันประมาณ 1 อังคตุ ตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 ข้อ 49 หน้า 95. 2 พรหมนิมันตนกิ สตู ร, มชั ฌิมนกิ าย มลู ปัณณาสก์, มก. เล่ม 19 ข้อ 552 หน้า 441. 3 โมคคัลลานสตู ร, องั คตุ ตรนกิ าย ฉกั กนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 305 หน้า 619. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 363 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
5 ชั่วโมง แต่การหายตัวด้วยความเร็วของจิตเพื่อไปยังพรหมโลกซ่ึงอยู่ในรูปภพ ซ่ึงไกลกว่ามากน้นั ใช้เวลาน้อยกว่ามาก 5) อะตอมคือปรมาณู ในอรรถกถาพระไตรปิฎก ในคมั ภรี ส์ มั โมหวโิ นทนซี งึ่ เปน็ อรรถกถาอธบิ ายความพระอภธิ รรมปฎิ ก ได้บนั ทกึ มาตราวัดขนาดในระดบั ต่าง ๆ ไว้ 14 ประการ คอื ปรมาณ,ู อณู, ตัชชาร,ี รถเรณ,ู ลกิ ขา, โอกา, ธัญญมาส, องั คลุ ะ, วิทัตถิ, รตนะ, ยัฏฐิ, อสุ ภะ, คาวุต และ โยชน์ โดยขนาด 1 ปรมาณู = 1 ใน 82,301,184 ส่วน ของเมลด็ ข้าวเปลอื ก 1 เมล็ด 1 (แบ่งเมล็ดข้าวเปลือกเป็น 82,301,184 ส่วน) ผเู้ ขยี นไดท้ ดลองวดั เมลด็ ขา้ วเปลอื กทมี่ อี ยใู่ นเมอื งไทยพบวา่ มคี วามยาว หลายขนาด ตั้งแต่ 8 มิลลิเมตร, 8 มิลลิเมตรกว่า ๆ, 8.5 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร, 10 มิลลิเมตร และ 11 มิลลิเมตร เมื่อนำ�เมล็ดข้าวเปลือกแต่ละขนาดมาหารด้วย 82,301,184 จะได้ขนาดของปรมาณตู ่าง ๆ กันดังนี้ 1 ปรมาณู = 0.80 ซม./ 82,301,184 = 0.00000000972 ซม. = 9.72 x 10-9 ซม. 2 1 ปรมาณู = 0.85 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000103 ซม. = 1.03 x 10-8 ซม. 1 ปรมาณู = 0.90 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000109 ซม. = 1.09 x 10-8 ซม. 1 ปรมาณู = 1.00 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000121 ซม. = 1.21 x 10-8 ซม. 1 สัมโมหวโิ นทนี อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก วิภงั ค์, มก. เล่ม 78 หน้า 377-379. 2 9.72 x 10-9 ซม. = 9.72/109 = 9.72/1,000,000,000 = 0.00000000972 เซนติเมตร วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 364 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
1 ปรมาณู = 1.10 ซม./ 82,301,184 = 0.0000000133 ซม. = 1.33 x 10-8 ซม. ส่วนขนาดของ “อะตอม” ในทางวทิ ยาศาสตร์ทกี่ ล่าวไว้ในบทที่ 3 นน้ั มขี นาด เท่ากบั 1 องั สตรอม หรือ 2 อังสตรอม (1 อังสตรอม = 1 ใน 100 ล้านเซนติเมตร) 1 อังสตรอม = 1/100,000,000 ซม. = 0.00000001 ซม. = 1.0 x 10-8 ซม. 2 อังสตรอม = 2/100,000,000 ซม. = 0.00000002 ซม. = 2.0 x 10-8 ซม. จะเห็นว่าขนาดของ 1 ปรมาณู ทคี่ �ำนวณได้จากเมลด็ ข้าวเปลือกแต่ละ ขนาดน้ัน มีขนาดอยู่ระหว่าง 1-2 อังสตรอม อันเป็นขนาดของอะตอมที่นัก วทิ ยาศาสตรเ์ พง่ิ คน้ พบในปจั จบุ นั และยงิ่ กวา่ นนั้ ผลการค�ำนวณจากเมลด็ ขา้ วเปลอื ก บางขนาดพบว่า 1 ปรมาณู มีขนาดเลก็ กว่า 1 องั สตรอมด้วยซ้ำ� ไป กล่าวคอื เมอื่ น�ำ เมล็ดข้าวเปลือกขนาด 8 มลิ ลเิ มตรมาหารด้วย 82,301,184 จะได้ขนาด 1 ปรมาณู = 0.00000000972 เซนติเมตร ซึ่งเล็กกว่าขนาดอะตอม 1 องั สตรอม ซ่ึงมขี นาด 0.00000001 เซนตเิ มตร นอกจากน้ีถ้าน�ำเมล็ดข้าวเปลือกท่ีมีขนาดประมาณ 8.23 มิลลิเมตร (0.823 เซนติเมตร) มาหารด้วย 82,301,184 ส่วน จะได้ขนาดของ 1 ปรมาณู ทีม่ ี ค่าเกอื บเท่ากับอะตอมทม่ี ขี นาด 1 องั สตรอมพอดี ขนาดปรมาณูซึ่งอ้างอิงจากคัมภีร์สัมโมหวิโนทนีนั้น เป็นคัมภีร์ที่แต่ง โดยพระพทุ ธโฆษาจารย์ ซาวมคธ ประเทศอนิ เดยี ทา่ นมชี วี ติ อยชู่ ว่ ง พ.ศ. 945-1000 ดังนั้น ขนาดปรมาณูดังกล่าว เข้าใจว่าใช้ขนาดของเมล็ดข้าวเปลือกในยุคน้ันเป็น มาตรฐาน ซ่ึงอาจจะมีขนาดต่างกับยุคปัจจุบัน แต่เมื่อน�ำมาหารด้วย 82,301,184 สว่ น กจ็ ะไดข้ นาดทเ่ี ลก็ มากเชน่ กนั เนอื่ งจากไมอ่ าจหาขนาดเมลด็ ข้าวเปลอื กยคุ นน้ั ได้ จึงใช้ขนาดเมล็ดข้าวเปลอื กในปัจจุบนั แทนเพอื่ ให้ผู้อ่านพอมองเห็นภาพ สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 365 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
1 ปรมาณู = 0.823 ซม./82,301,184 = 0.00000000999 ซม. = 0.999 x 10-8 ซม. 1 อังสตรอม = 1 ซม./100,000,000 = 0.00000001 ซม. = 1.0 x 10-8 ซม. จากท่ีกล่าวมาท้ังหมดน้ีแสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของค�ำสอนใน พระพุทธศาสนาอย่างมาก ท้ังน้เี พราะขนาดของอะตอมน้ัน นกั วิทยาศาสตร์เพ่งิ วดั ไดเ้ มอื่ ไมน่ านมานเ้ี อง แตข่ นาดของปรมาณซู งึ่ กลา่ วไดว้ า่ มคี า่ เทา่ กบั ขนาดของอะตอม พอดี มบี ันทกึ ไว้ในคมั ภรี ์พระพทุ ธศาสนามาเป็นพนั ๆ ปีแล้ว 10.6.2 พีชนยิ ามกบั วิทยาศาสตร์ พีชนยิ าม คอื กฎของสิ่งมีชีวติ หมายรวมถงึ ส่งิ มีชวี ิตทัง้ หมด ท้งั พชื สัตว์ และมนษุ ย์ แตใ่ นทนี่ จ้ี ะกล่าวถงึ เฉพาะมนษุ ย์กบั สตั วเ์ ทา่ นนั้ โดยจะเปรยี บเทยี บถงึ ความสัมพนั ธ์ของมนษุ ย์และสัตว์ระหว่างวทิ ยาศาสตร์กบั ค�ำสอนในพระไตรปิฎก ค�ำสอนในพระไตรปฎิ กกลา่ วไวอ้ ยา่ งชดั เจนวา่ มนษุ ยย์ คุ แรกจตุ มิ าจากพรหม- โลกลงมาอาศยั อยู่บนโลกใบนี้ ยุคแรก ๆ นั้นท้ังมนษุ ย์และสง่ิ แวดล้อมอยู่ในสภาพ ทด่ี ี ต่อมากิเลสทีม่ อี ยู่ในใจมนษุ ย์บบี บังคับให้มนุษย์ท�ำผดิ ศลี ธรรม ท�ำให้ตวั มนษุ ย์ เองและสง่ิ แวดล้อมเส่อื มลงมาเรื่อย ๆ และท่ีส�ำคัญการที่มนุษย์ไม่รักษาศลี 5 หรือ กุศลกรรมบถ 10 ซงึ่ เป็นมนุษยธรรม คือ ธรรมท่ที �ำให้เป็นมนษุ ย์น้นั เป็นเหตใุ ห้ มนุษย์ผู้น้นั ไปเกิดเป็นสตั ว์ดิรัจฉานหลังจากตายจากชาตินน้ั ไปแล้ว หลักค�ำสอนในพระไตรปิฎกจึงระบชุ ดั เจนว่า สัตว์ คอื อดีตมนุษย์ทีไ่ ม่ด�ำรง อยู่ในมนษุ ยธรรม มนุษย์ไม่ได้ววิ ัฒนาการมาจากสัตว์ดัง “ทฤษฎวี ิวัฒนาการ” ของ ชาร์ลส์ ดาร์วนิ แต่สตั ว์ต่างหากท่ีเสอ่ื มถอยลงมาจากการเป็นมนษุ ย์ จริง ๆ แล้วผลการวจิ ยั เรื่อง “จโี นม” ของนกั วทิ ยาศาสตร์กม็ ขี ้อสังเกตบาง ประการทชี่ ใี้ หเ้ หน็ วา่ จดุ เรมิ่ ตน้ ของสรรพสตั วท์ ง้ั หลายนา่ จะมาจากแหลง่ เดยี วกนั คอื มนุษย์ ต่อมาจงึ ค่อย ๆ ผ่าเหล่ากนั ออกไปเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 366 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
จีโนม (Genome) ความใกล้เคียงกันของมนุษย์และสตั ว์ จากการถอดรหัสจีโนมของมนุษย์เปรียบเทียบกับของสัตว์ท�ำให้นัก วิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า จีโนมของมนุษย์และสัตว์มีความใกล้เคียงกันมาก โดย เฉพาะสัตว์เลย้ี งลูกด้วยน้ำ� นม ลิซ่า สตปั ส์ (Lisa Stubbs) 1 กล่าวว่า มนษุ ย์และ สตั ว์เลี้ยงลกู ด้วยน�้ำนมโดยส่วนใหญ่หรอื ทัง้ หมด เช่น หนู สุนขั แมว กระต่าย และ ลงิ เป็นต้น มีจ�ำนวน DNA ในจโี นมโดยประมาณเท่า ๆ กนั คือ ประมาณ 3,000 ลา้ นคเู่ บส การทจี่ �ำนวน DNA เทา่ ๆ กนั นช้ี ใี้ หเ้ หน็ วา่ สตั วเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนำ�้ นมทง้ั หมด มีจ�ำนวนยนี โดยประมาณเท่า ๆ กันด้วย เมอ่ื น�ำยีนมนุษย์กบั ยีนหนมู าเปรียบเทยี บ กันยีนต่อยนี พบว่า มคี วามคล้ายคลงึ กันมาก ลซิ ่า สตปั ส์ กล่าวว่า ส่วนทแี่ ตกต่าง กนั ระหวา่ งยนี หนู กบั ยนี มนษุ ยไ์ มน่ า่ จะเกนิ 1% โดยตา่ งกนั ทโ่ี ครงสรา้ งและการผลติ โปรตนี ของยีน ไม่ได้ต่างกันที่จ�ำนวนยนี ส่วนท่แี ตกต่างกนั นีม้ ีบทบาทส�ำคัญในการ ก�ำหนดลักษณะเฉพาะของหนูและของมนษุ ย์ ส่วนผลการเปรยี บเทยี บยีนมนุษย์กับ ยีนของลงิ ชนดิ ท่ไี ม่มหี าง (apes) คือ ชิมแปนซี, กอรลิ ล่า และอรุ งั อตุ ัง กพ็ บว่ามี ความคล้ายคลงึ กันถงึ 95%-98% ทีเดียว 2 ผลการศึกษาของ ลิซ่า สตัปส์ สอดคล้องกับงานวิจัยของคณะวิจัยจาก สถาบนั วิจัยจโี นมมนษุ ย์แห่งชาติ (NHGRI) และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ซงึ่ ร่วมกนั เปรียบเทียบสายดเี อ็นเอของมนุษย์กับลงิ ชิมแปนซี ลงิ บาบูน แมว สนุ ขั ววั หมู หนู บ้าน หนูตัวเล็ก ไก่ ปลาม้าลาย และปลาพัฟเฟอร์อกี 2 สายพนั ธ์ุ โดย ดร.อีรคิ กรนี ผู้อ�ำนวยการเอน็ เอชจีอาร์ไอ และหวั หน้าคณะวจิ ัย กล่าวว่า ผลทไ่ี ด้น�ำมาซึ่ง หลกั ฐานชชี้ ดั วา่ มนษุ ยม์ คี วามใกลช้ ดิ กบั หนมู ากกวา่ สตั วก์ นิ เนอ้ื อยา่ งสนุ ขั และแมว เป็นต้น 3 1 นักวทิ ยาศาสตร์จากห้องปฏบิ ตั กิ ารแห่งชาตลิ อเรนซ์ ลิเวอร์มอร์ [Lawrence Livermore National Laboratory : LLNL] ในแคลิฟอร์เนยี สหรฐั อเมริกา 2 Lisa Stubbs (2008). “How closely related are mice and humans? How many genes are the same ?” [Online]. 3 Eric D. Green (2003). “Pioneering Study Compares 13 Vertebrate Genomes.” [Online]. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 367 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ด้วยความท่ียีนและดีเอ็นเอของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน�้ำนมชนิดต่าง ๆ มีความ คลา้ ยคลงึ กบั คนมากนเ้ี อง นกั วทิ ยาศาสตรจ์ งึ พยายามถอดรหสั ดเี อน็ เอของสตั วเ์ หลา่ นีอ้ อกมาเพ่ือเป็นต้นแบบในการศึกษาการเกิดโรคในมนุษย์ เช่น เมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 นกั วจิ ยั แหง่ มหาวทิ ยาลยั มสิ ซรู ี สหรฐั อเมรกิ าไดถ้ อดรหสั ดเี อน็ เอของแมวส�ำเรจ็ โครงงานน้ีช่วยให้เข้าใจการเจบ็ ป่วยในแมวกว่า 200 รปู แบบ ซง่ึ คล้ายคลึงกบั โรคท่ี เกิดกับมนุษย์ เช่น ตาบอด โรคเอดส์ เป็นต้น 1 ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ สหรัฐอเมริกาก็ประสบความส�ำเร็จในการถอดรหัสดีเอ็นเอของสุนัขมาแล้ว โดยพบ วา่ สาเหตกุ ารเสยี ชวี ติ ของสนุ ขั สว่ นใหญ่ มาจากโรคมะเรง็ ชนดิ ตา่ ง ๆ ซงึ่ มคี วามใกล้ เคยี งกับโรคมะเรง็ ในมนุษย์ 2 ทฤษฎวี วิ ฒั นาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วนิ กล่าวไว้ว่า “มนุษย์ววิ ฒั นาการมาจาก ลงิ ใหญ”่ และนกั วทิ ยาศาสตรโ์ ดยมากในปจั จบุ นั กเ็ ชอ่ื เชน่ นน้ั แตจ่ ากผลการถอดรหสั จีโนมของสัตว์เล้ียงลูกด้วยน�ำ้ นมชนิดต่าง ๆ แล้วพบว่า ไม่ใช่เฉพาะลิงเท่าน้ันที่มี จีโนมใกล้เคยี งกบั มนุษย์ แต่สตั ว์เลย้ี งลูกด้วยนำ้� นมจ�ำนวนมากหรอื เกือบทัง้ หมดที เดยี วท่มี จี ีโนมใกล้เคียงกับมนุษย์ แม้แต่ หนู แมว สุนัข เป็นต้น สตั ว์เหล่านมี้ ี 4 ขา แต่มนษุ ย์มเี พียง 2 ขา และรปู ร่างหน้าตาโดยรวมก็ต่างกันมาก แต่ท�ำไมจโี นมกลบั คล้ายคลงึ กนั จนสามารถศึกษาปัจจยั การเกดิ โรคในสัตว์เหล่านแี้ ล้วน�ำมาใช้กบั การ รกั ษาโรคในมนษุ ยไ์ ด้ ค�ำถามนนี้ กั วทิ ยาศาสตรเ์ องกย็ งั ตอบไมไ่ ด้ แตค่ �ำตอบมกี ลา่ ว ไว้ในพระไตรปิฎกกว่า 2,500 ปีแล้วว่า จรงิ ๆ แล้วสัตว์เหล่านแี้ ต่เดิมเป็นมนษุ ย์แต่ เพราะไมร่ กั ษามนษุ ยธรรม คอื ศลี 5 จงึ ท�ำใหร้ า่ งกายเสอ่ื มถอยลงจนตอ้ งไปเกดิ เปน็ สัตว์ดริ จั ฉานในภพชาตติ ่อไป 1 ผู้จัดการ (2550). “ถอดดีเอน็ เอน้องเหมยี ว ต้นแบบรักษาโรคในคน.” [ออนไลน์]. 2 ไทยรัฐ (2548). “ถอดรหัสพนั ธุกรรมหมาได้ เพอ่ื รักษาสุขภาพมนษุ ย์.” [ออนไลน์]. วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 368 สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
ส�ำหรบั ประเด็น “การผ่าเหล่า” หรอื การแปรผนั (Mutation) ของบรรดาลูก หลานของมนุษย์และสัตว์ท้ังหลาย ซึ่งท�ำให้รูปร่างและพฤติกรรมแตกต่างไปจาก บรรพบุรษุ นน้ั ทฤษฎวี วิ ฒั นาการไม่อาจจะให้ค�ำตอบได้ว่า ท�ำไมการผ่าเหล่าจงึ เกิด ขึ้น แต่ในทางพระพุทธศาสนานน้ั มีค�ำตอบในเรือ่ งน้ีว่า เกิดจากวบิ ากกรรมหรือเป็น ไปตามกฎกรรมนิยาม พ่อแม่ท่ีมีรูปร่างสมบูรณ์อาจจะมีลูกที่พิการได้หากลูกเคย ท�ำบาปกรรมไว้ หรอื ผู้อ่านอาจจะเคยได้ยนิ ข่าวทีว่ ่า บางกรณพี ่อและแม่เป็นหมอทั้ง คู่แต่ลกู ทค่ี ลอดออกมากลับปัญญาอ่อน อันน้กี ็เป็นผลจากบาปกรรมทลี่ ูกเคยท�ำไว้ เช่นกัน ในทางตรงข้ามพ่อแม่ท่ีมีร่างกายพกิ าร แต่ลูกท่ีคลอดออกมาไม่จ�ำเป็นต้อง พกิ ารเหมือนกบั พ่อแม่หากไม่ได้ท�ำบาปกรรมเอาไว้ จริง ๆ แล้วค�ำสอนในพระไตรปิฎกไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าสิ่งมี ชีวติ มีววิ ฒั นาการ มีการผ่าเหล่า แต่แตกต่างในการมองกรอบใหญ่ คือ พระสมั มา- สมั พทุ ธเจา้ ทรงพบวา่ สตั ว์คอื อดตี มนษุ ย์ ไม่ใช่มนษุ ย์ววิ ฒั นาการมาจากสตั ว์ แต่ใน ประเดน็ ทวี่ ่า สตั ว์โลกมกี ารเปลย่ี นไปตามสภาพแวดล้อมนนั้ บางอย่างสอดคล้องกนั ชาร์ลส์ ดาร์วิน ค้นพบว่า สัตว์ต่าง ๆ ท่ีด�ำรงอยู่ในยุคก่อน ๆ ต่อมาเมื่อสภาพ แวดลอ้ มเปลย่ี นไป สตั วเ์ หลา่ นนั้ กต็ อ้ งปรบั ตวั ตามเพอื่ ความอยรู่ อด สตั วช์ นดิ ไหนที่ ปรบั ตัวไม่ได้กต็ ้องสญู พันธ์ุไป เช่น ไดโนเสาร์ เป็นต้น ในปัจจบุ ันมีแต่ตะกวดและ ก้ิงก่า ซึง่ มรี ูปลกั ษณ์คล้ายไดโนเสาร์แต่ตวั เล็กกว่ามาก ในพระไตรปิฎกมีการบันทกึ ไว้ว่า ในยุคก่อน ๆ นัน้ มนุษย์ตัวสูงใหญ่ ยคุ ต่อ มาความสงู ของมนษุ ย์ก็ค่อย ๆ ลดลงเร่ือย ๆ ดังท่ีปรากฏในพทุ ธวงศ์เร่อื งความสงู ของพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้า คือ พระวิปัสสพี ทุ ธเจ้ามีพระสรีระสงู 80 ศอก, พระสิขี- พุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 70 ศอก, พระเวสสภูพุทธเจ้ามีพระสรีระสูง 60 ศอก, พระกกุสนั ธพุทธเจ้ามีพระสรรี ะสูง 40 ศอก, พระโกนาคมนพทุ ธเจ้ามีพระสรรี ะสงู 30 ศอก, พระกสั สปพทุ ธเจ้ามีพระสรีระสงู 20 ศอก และพระสมณโคดมพทุ ธเจ้ามี พระสรีระสูง 16 ศอก เป็นต้น สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 369 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ถ้าหาก 1 ศอกมีความยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร เพราะฉะน้นั พระวิปัสสี- พุทธเจ้าซงึ่ มีพระสรรี ะสูง 80 ศอก ก็จะสงู ประมาณ 40 เมตรทเี ดียว และมนุษย์ใน ยคุ ของพระองค์กม็ คี วามสงู ประมาณนหี้ รอื น้อยกว่านไ้ี ม่มาก เมอ่ื เทยี บกบั มนษุ ย์ใน ปัจจุบันแล้วจึงไม่อาจจะเทียบกันได้ แม้แต่คนที่สูงที่สุดในโลกตามที่บันทึกไว้ใน กนิ เนสสบ์ กุ๊ คอื นายลโี อนดิ สตดั นกิ ชาวยเู ครน กม็ คี วามสงู เพยี ง 2.57 เมตรเทา่ นน้ั จะเห็นว่าความสูงของมนษุ ย์ลดลงมาเร่ือย ๆ รวมทัง้ อายกุ ล็ ดลงด้วยเช่นกนั สมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้าคนมีอายุถึง 80,000 ปี แล้วค่อย ๆ ลดลงมาเรอ่ื ย ๆ จนถึง สมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้าเหลือแค่ 100 ปี และในปัจจุบันอายุเฉล่ียของมนุษย์ เหลือแค่ประมาณ 75 ปีเท่านน้ั นอกจากน้ีส่ิงแวดล้อมกเ็ สอ่ื มลงด้วย อาหารเหลือ น้อยลง คุณภาพอาหารก็ต่�ำลง ป่าไม้ลดลง สัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปจ�ำนวนมาก และ ปัจจุบันปัญหาโลกร้อนกเ็ ป็นปัญหาทนี่ กั วทิ ยาศาสตร์ท่ัวโลกก�ำลงั วติ กกันอยู่ ความ เปลย่ี นแปลงของมนษุ ย์ สตั ว์ และสง่ิ แวดลอ้ มทกี่ ลา่ วมาน้ี ถอื วา่ สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎี ววิ ฒั นาการของชาร์ลส์ ดาร์วนิ แต่เป็นการเปลยี่ นแปลงไปในทางเสอื่ มลงไมใ่ ช่เจรญิ ข้ึน 10.6.3 จิตตนยิ ามกบั วิทยาศาสตร์ จติ ตนยิ าม (Psychic law) หมายถงึ กฎการท�ำงานของจติ ใจ พระพทุ ธศาสนา สอนว่า คนเราประกอบด้วยส่วนทสี่ �ำคญั 2 ส่วน คอื ร่างกายและจติ ใจ ในส่วนของ จิตใจน้ันมีความส�ำคัญในฐานะเป็นผู้ส่ังการทุกอย่างให้ร่างกายปฏิบัติตาม หาก ปราศจากจิตใจแล้วร่างกายน้ีก็ไม่อาจตั้งอยู่ได้ เปรียบเหมือนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ี ไม่มีโปรแกรมหรือ Software กไ็ ม่อาจจะท�ำงานได้ จติ ใจกบั สมองนนั้ เปน็ คนละอยา่ งกนั หากเปรยี บแลว้ สมองเปน็ เหมอื น Com- puter ส่วนใจเป็นเหมือน User สมองเป็นเคร่ืองมอื ของใจในการส่ังการส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ปัจจุบันยังมีนักวิทยาศาสตร์จ�ำนวนไม่น้อยท่ีเช่ือว่าจิตใจกับสมองเป็น วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 370 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
อย่างเดยี วกนั ค�ำอธบิ ายทเ่ี ขา้ ใจไดง้ ่าย ๆ ทย่ี นื ยนั วา่ จติ ใจเปน็ คนละอย่างกบั สมอง คือ ในทางวิทยาศาสตร์กล่าวว่า วงจรของการมองเห็นวตั ถุเกิดจาก มีแสงไปกระทบ วตั ถแุ ลว้ สะทอ้ นเขา้ ตาของเรา จากนนั้ แสงกจ็ ะถกู แปลงเปน็ พลงั งานไฟฟา้ แลว้ ถกู สง่ ไปทีส่ มองเพอื่ รบั ภาพนน้ั และท�ำให้เกดิ การเหน็ ภาพ ในทางวทิ ยาศาสตร์เชื่อว่าวงจร การมองเห็นจบแค่น้ัน แต่ในทางพุทธศาสตร์กล่าวว่า สญั ญาณภาพจากสมองยังต้องเดินทางไปที่ใจ ซึ่งต้งั อยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานท่ี 7 ท่ตี ้ังอยู่บรเิ วณกลางท้องก่อน จงึ จะครบวงจร และเกดิ การเห็นภาพได้ ถ้าหากไม่ส่งไปท่ีใจกจ็ ะไม่เกดิ การเหน็ ภาพ ประเด็นน้ใี ห้ผู้ อา่ นนกึ ถงึ ในบางครง้ั ทต่ี วั เราเองก�ำลงั มองไปในทแ่ี หง่ ใดแหง่ หนงึ่ อยู่ และในขณะนนั้ ใจของเราก็ลอยคิดถึงเรื่องอ่ืนอยู่ เราก็จะไม่เหน็ ภาพทก่ี �ำลงั มองอยู่น้ันหรือถงึ เห็นก็ ดไู ม่รู้เร่อื ง เพราะวงจรการมองเห็นไม่ครบ เน่ืองจากใจเปิดช่องรับเรื่องอนื่ อยู่ หรือ กรณีเห็นแต่ไม่รู้เรื่องก็เพราะใจถูกแบ่งออกไปท�ำงานอ่ืนจึงท�ำให้การมองเห็นไม่ สมบรู ณ์ แมใ้ นตอนนนั้ แสงเดนิ ทางจากวตั ถมุ าเขา้ ตาและถกู แปลงเปน็ สญั ญาณสง่ ไป ยังสมองกต็ าม วงจรของแสงที่ส่องไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนมาเข้าตาเรา ประสาทตาจะ เปล่ยี นคล่ืนแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานนั้นจะถูกส่งไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ สมอง กระบวนการทงั้ หมดนใ้ี นทางพทุ ธศาสนาไมจ่ ดั เปน็ ปรากฏการณข์ องจติ ใจ หาก แตเ่ ปน็ ปรากฏการณท์ างสมอง เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขนึ้ ทงั้ หมดนด้ี �ำเนนิ ไปตามกฎพชี นยิ าม ไมใ่ ชจ่ ติ ตนยิ าม เปรยี บเสมอื นเมอ่ื เราถา่ ยรปู แสงกระทบเขา้ ทต่ี วั เราแลว้ สะทอ้ นผา่ น เลนส์เข้าสู่ฟิล์ม ไม่มีใครคิดว่ากล้องถ่ายรูปนี้มองเห็นส่ิงท่ีมันถ่าย เลนส์ถ่ายรูปก็ เหมอื นตามนษุ ย์ ฟลิ ม์ เทยี บไดก้ บั สมอง แสงจากวตั ถผุ า่ นเลนสแ์ ลว้ ไปสน้ิ สดุ ทสี่ มอง หากเราคดิ วา่ สมองสามารถเหน็ สงิ่ ตา่ ง ๆ ได้ เรากน็ า่ จะเชอ่ื วา่ ฟลิ ม์ ถา่ ยรปู นนั้ มองเหน็ สงิ่ ต่าง ๆ ได้เหมือนกนั สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 371 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
นกั ฟสิ กิ สว์ เิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบของคนแลว้ ไปสน้ิ สดุ ลงทอี่ นภุ าคพนื้ ฐาน ไดแ้ ก่ อเิ ลก็ ตรอน โปรตอน นิวตรอน นักชวี วิทยาวิเคราะห์องค์ประกอบของมนษุ ย์ไปสน้ิ สุดลงที่เซลล์และจีโนม นักเคมีวิเคราะห์องค์ประกอบของมนุษย์แล้วไปส้ินสุดลงท่ี ธาตุ ข้อสรุปเหล่านี้ยิ่งท�ำให้นักวิทยาศาสตร์เหล่าน้ันงุนงงหนักย่ิงขึ้น เพราะไม่อาจ ตอบตนเองไดว้ า่ กลมุ่ อนภุ าคเหลา่ นี้ กลมุ่ เซลลเ์ หลา่ นี้ กลมุ่ ธาตเุ หลา่ น้ี รอ้ งไห้ หวั เราะ ดีใจ เสียใจ มคี วามอ่อนไหวทางอารมณ์ มคี วามฮึกเหมิ รู้จักเกลยี ด รู้จกั โกรธ รู้จกั เสียสละ รู้จกั ทนงในศักดิ์ศรไี ด้อย่างไร วิลสัน กล่าวว่า พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์วางอยู่บนรากฐานทางยีน (genetic foundation) กล่าวคือ พฤติกรรมของมนษุ ย์ถกู ก�ำหนดโดยยนี บางอย่าง เผา่ พนั ธท์ุ ใี่ กลช้ ดิ กนั จะมยี นี เหมอื นกนั นอกจากยนี ดงั กลา่ วแลว้ มนษุ ยย์ งั มยี นี พเิ ศษ ที่มีเฉพาะในตัวมนุษย์เท่านัน้ เช่น นายเขียวให้เงนิ ขอทาน การกระท�ำนี้ถกู ก�ำหนด โดยยนี พเิ ศษนี้ สว่ นการทนี่ ายเขยี วชอบเลย้ี งสตั วถ์ กู ก�ำหนดโดยยนี ทวั่ ไปซง่ึ แมส้ ตั ว์ กม็ ยี นี แบบนีเ้ ช่นกนั ปรากฏการณ์ของจิตใจทุกอย่างในทัศนะของนักชีววิทยาสามารถทอนลงเป็น ปรากฏการณท์ างสสารไดห้ มด ความรกั ความโลภ ความโกรธ ความเสยี สละ สามารถ อธบิ ายไดด้ ว้ ยโครงสรา้ งทางชวี วทิ ยาภายในตวั มนษุ ย์ โดยไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ งโยงไปถงึ เรอ่ื ง ท่ีไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น เรื่องจิตใจ หรือเร่ืองวิญญาณ ดังท่ศี าสนาต่าง ๆ กระท�ำกนั หากวา่ นายเขยี วท�ำดเี พราะถกู ยนี บงั คบั นายเขยี วกไ็ มน่ า่ จะไดร้ บั การสรรเสรญิ ทเี่ รายกยอ่ งคนดเี พราะเราคดิ วา่ การท�ำดนี นั้ เปน็ ไปโดยไมม่ อี ะไรบงั คบั ดงั นนั้ แนวคดิ ที่ว่า การท�ำดีของมนุษย์เกิดจากอ�ำนาจของยีนจึงเป็นแนวคิดที่ก�ำลังบอกเราว่า ใน ความเป็นจรงิ ไม่มใี ครดใี ครเลว 1 คนอย่างพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า และพระโพธสิ ตั ว์ 1 สมภาร พรมทา (2540). “พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์.” หน้า 136, 185, 186, 189. วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 372 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
ท้ังหลายอุทิศตัวแก่มนุษยชาติเพราะยีนในตัวท่านเหล่าน้ีบงการ เรื่องดังกล่าวน้ีนัก ศาสนาไม่อาจยอมรบั ได้ สายลับพลังจติ ของสหรฐั อเมริกาและโซเวยี ต ไม่ว่าจะมีนกั วทิ ยาศาสตร์จ�ำนวนมากเท่าไรทยี่ งั ไม่เชอื่ เรื่องการมอี ยู่ของจติ ใจ กต็ าม แตม่ สี ง่ิ หนงึ่ ทป่ี รากฏอยใู่ นประวตั ศิ าสตรส์ หรฐั อเมรกิ าและโซเวยี ตยคุ สงคราม เย็น คือ หน่วยสายลับพลงั จิต (Psychic Spies) หน่วยน้ียืนยนั ได้เป็นอย่างดวี ่า 2 ประเทศยกั ษใ์ หญซ่ ง่ึ มคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที สี่ ดุ ในโลกในขณะน้ัน ให้ความสนใจ และให้ความส�ำคัญในเรือ่ งจติ อย่างมากถงึ กบั ตั้ง หน่วยงานน้ขี ้นึ มา โดยเม่ือถึงจุดสูงสุดของสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสืบรู้การค้นคว้า พลงั จติ ของกองทพั โซเวยี ต กองทพั บกสหรฐั อเมรกิ าจงึ ตง้ั หน่วยสายลบั พลงั จติ ของ ตนเองขึ้นด้วย เจ้าหน้าท่ีในหน่วยน้ีใช้เทคนิคการมองทางจิต เพื่อล่วงรู้เป้าหมายท่ี ห่างไกลออกไปนับพนั ๆ ไมล์ ผลการท�ำงานของหน่วยน้ีประสบความส�ำเร็จหลาย ครงั้ แม้จะไม่ทุกครั้ง เช่น เมอ่ื นายพลจตั วา เจมโตเซยี ถกู จบั เป็นตวั ประกัน โดยผู้ กอ่ การรา้ ยอติ าลี พนั จา่ เอกโจเซฟ แมค็ โมนาเกลิ ลว่ งรทู้ อ่ี ยขู่ องเขาดว้ ยจติ เปน็ เวลา นานก่อนที่เคร่ืองบินรบไฮเทคของสหรัฐอเมริกาจะถูกเปิดเผย จ่าสิบเอก เมววิล ไรล่ี สามารถวาดรปู ของเครอื่ งบนิ ทง้ิ ระเบดิ stealth B2 นน้ั ออกมาได้ และไมก่ ชี่ วั่ โมง ก่อนการท�ำลายเรือรบสตาร์คในทะเลต่างชาติ ร้อยเอกพอล สมิธ มองเห็น โศกนาฏกรรมการตายกลางทะเล ไมม่ คี �ำอธบิ ายทางวทิ ยาศาสตรใ์ นผลลบั ทป่ี ระหลาด นวี้ ่าการมองทางจติ ของคนปกติธรรมดาคอื อะไร เพื่อให้งานมองทางจติ สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) กองทพั อากาศสหรัฐอเมริกา จึงขอให้ เดล แกรฟ (Dale Graff) ซึง่ สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 373 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ท�ำงานเป็นวศิ วกรการบินพลเรือนทฐ่ี านทพั อากาศ ไรท์แพทเทสนั ในรัฐโอไฮโอ ท�ำ วจิ ยั เรอ่ื งการมองทางจติ เพอ่ื ดวู า่ จะใชค้ น้ หา เครอื่ งบนิ นกั บนิ หรอื ตวั ประกนั ทหี่ าย ไปได้จริงหรือไม่ แกรฟจึงเดินทางไปท�ำวิจัยท่ีสถาบันค้นคว้าสแตนฟอร์ด ใน แคลฟิ อร์เนียเหนือ ซ่งึ สถาบันแห่งนป้ี ระสบความส�ำเรจ็ หลายครง้ั ในการมองหาทาง จติ แบบควบคมุ ในหอ้ งทดลองใหก้ บั CIA จากการวจิ ยั ของแกรฟท�ำใหเ้ ขาไดข้ อ้ สรปุ ว่ามีความเป็นไปได้ที่การมองทางจติ สามารถค้นหาวตั ถทุ ห่ี ายไปได้ แม้แต่อดีตประธานาธิบดี จมิ มี คาร์เตอร์ กย็ ังรู้สกึ ท่งึ กบั เร่ืองการมองทางจิต เช่นเดยี วกัน โดยในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) เครอื่ งบินไฮเทคลบั สุดยอดของ โซเวียตตกลงที่ประเทศซาร์อี (ZAIRE) หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหรฐั อเมรกิ าตอ้ งการหามนั ใหเ้ จอกอ่ นพวกโซเวยี ต หลงั จากที่ CIA ลม้ เหลวในการ หาซากเครื่องบินล�ำนั้น สายลับพลังจิตจึงถูกเรียกใช้งาน สายลับพลังจิตถูกขอให้ ศกึ ษารูปภาพเครอ่ื งบนิ โซเวยี ต TU22 หลายชั่วโมงให้หลังเคร่ืองบินกถ็ กู ค้นพบใน รัศมีไม่ก่ีไมล์จากบริเวณพ้ืนที่ซึ่งชี้มาโดยผู้มองทางจิตของกองทัพอากาศของเดล แกรฟ เหตุการณ์น้ีท�ำให้จิมมี คาร์เตอร์ ถึงกับกล่าวว่า “ไม่เพยี งแต่มันเกิดขึ้น แต่ นกั พลงั จติ ผหู้ ญงิ ประสบความส�ำเรจ็ ขณะทดี่ าวเทยี มจารกรรมลม้ เหลว ผมตอ้ งพดู ว่า โดยที่ผมไม่ทราบ หัวหน้า CIA ขอให้เธอเข้ามา เธอเข้าญาณทนั ที ขณะที่เธอเข้า ญาณ เธอใหต้ วั เลขพกิ ดั แนวตงั้ แนวนอน เรารวมศนู ยก์ ลอ้ งดาวเทยี มในจดุ นน้ั และ เครอื่ งบินกอ็ ยู่ท่ีน่นั ” เหตุการณ์นีใ้ ห้ก�ำเนิดวชิ าชพี ใหม่กับ เดล แกรฟ โดยปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) เขาได้เป็น ผู้อ�ำนวยการสายลับพลังจิตท่ีฟอร์ดนีดแห่งกระทรวงกลาโหม นักวิทยาศาสตร์และคนในระดับสูงยุคน้ันก็ยังไม่ค่อยเชื่อในเรื่องนี้ หัวหน้า นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งพูดกับแกรฟว่า ผมจะไม่เช่ือเรื่องนี้แม้เป็นเร่ืองจริง พวก นกั วทิ ยาศาสตรส์ ว่ นใหญม่ กั ปฏเิ สธงานมองทางจติ และเรยี กมนั วา่ วทิ ยาศาสตรป์ ลอม หลักโคลนแห่งความฉ้อฉล และมายากล แต่อย่างไรกต็ ามจากกลางปี ค.ศ. 1970- วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 374 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
1980 (พ.ศ. 2513-2523) กองทพั ของสหรฐั อเมรกิ าใชเ้ งนิ ไปหลายลา้ นเหรยี ญในการ ค้นคว้าเรือ่ งพลังจติ น้ี 1 10.6.4 กรรมนิยามกบั วทิ ยาศาสตร์ ความสอดคลอ้ งกนั ของกรรมนยิ ามกบั วทิ ยาศาสตรค์ อื เรอื่ ง “เหตแุ ละผล” ดงั ทีก่ ล่าวแล้วในหัวข้อ 10.3 ว่าลักษณะความรู้ทงั้ หมดในพระไตรปิฎกต้งั อยู่บนหลัก เหตแุ ละผล ท้งั เหตุผลในแง่มุมท่ีหมายถงึ กฎที่มอี ยู่แล้วในธรรมชาติ และเหตผุ ลท่ี มนษุ ยแ์ ละสตั วท์ ง้ั หลายสรา้ งขน้ึ ซงึ่ ในทนี่ ี้ คอื กรรม หมายถงึ การกระท�ำโดยเจตนา กลา่ วคอื เมอ่ื ประกอบเหตคุ อื ท�ำกรรมอยา่ งนยี้ อ่ มไดร้ บั ผลอยา่ งน้ี เมอ่ื ประกอบเหตุ คอื ท�ำกรรมอยา่ งนนั้ ยอ่ มไดร้ บั ผลอย่างนน้ั ดงั ขอ้ ความทวี่ ่า “บคุ คลหวา่ นพชื เช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น คนท�ำดีย่อมได้ดี ท�ำชัว่ กย็ ่อมได้ชัว่ ” 2 เร่อื งของกรรมในพระไตรปิฎกนั้นมอี ยู่ 2 ส่วน คอื กรรมในปัจจุบนั ชาติ และ กรรมในอดตี ชาติ ส�ำหรบั กรรมในปัจจบุ นั ชาตนิ น้ั วงการทางวทิ ยาศาสตรค์ ่อนข้างจะ ยอมรบั เพราะพบเหน็ กนั ไดท้ ว่ั ไปในชวี ติ ประจ�ำวนั เชน่ เดก็ ทข่ี ยนั เรยี นหนงั สอื ท�ำให้ เรียนหนงั สอื ได้ดี ลกู จ้างท่ีขยนั ท�ำงานและซอ่ื สตั ย์สุจริต จะได้รบั ความเมตตาและ ความไวว้ างใจจากนายจา้ ง คนทฆี่ ่าคนอนื่ ตายจะถกู ต�ำรวจตามจบั ขงั คกุ เพราะกรรม นัน้ เป็นต้น ส่วนกรรมในอดีตชาติท่ีมาส่งผลในปัจจุบันนั้น วงการวิทยาศาสตร์ไม่ค่อย ยอมรบั เพราะคดิ วา่ พสิ จู นไ์ มไ่ ดบ้ า้ ง แตจ่ ะพยายามคน้ หาสาเหตใุ นปจั จบุ นั เพอ่ื อธบิ าย ผลทเี่ กดิ ขนึ้ นน้ั เชน่ พระพทุ ธศาสนาอธบิ ายวา่ ไอนส์ ไตนฉ์ ลาดเพราะบญุ ดา้ นปญั ญา บารมีท่ีเขาได้ส่ังสมมาจากอดีตชาติเป็นหลัก บุญด้านปัญญาน้ีจะกล่ันตัวเป็นดวง ปัญญาทสี่ วา่ งไสวอยู่ ณ ศนู ยก์ ลางกายของไอนส์ ไตนเ์ อง ซงึ่ จะเหน็ ได้ดว้ ยการท�ำใจ 1 UBC : The history channel (1998). “Psychic Spies” (Produced by Towers Production, Inc.) 2 สมุททกสูตร, สังยุตตนกิ าย สคาถวรรค, มก. เล่ม 25 ข้อ 903 หน้า 487. สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 375 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ให้ละเอียดโดยการฝึกสัมมาสมาธิ เม่ือไอน์สไตน์ละโลกไปแล้วดวงปัญญาน้ีก็ตาม ติดกายละเอียดของเขาไปสู่ปรโลกด้วย ไม่ได้หลงเหลืออะไรไว้เลยนอกจากซาก ร่างกายทีเ่ ปื่อยเน่า แตใ่ นวงการวทิ ยาศาสตรไ์ มเ่ ชอ่ื อยา่ งนน้ั นกั วทิ ยาศาสตรโ์ ดยมากเชอื่ วา่ ความ ฉลาดของไอน์สไตน์อยู่ท่ีสมอง จึงผ่าตัดน�ำสมองของเขามาศึกษาเปรียบเทียบกับ สมองของคนทวั่ ไปเพอื่ หาความแตกตา่ งอนั จะน�ำไปสขู่ อ้ สรปุ ถงึ สาเหตแุ หง่ ความฉลาด เมอื่ ไดข้ อ้ สรปุ แลว้ กห็ าวธิ กี ารท�ำใหส้ มองของคนทว่ั ไปเปน็ เหมอื นอยา่ งนนั้ หากท�ำได้ คนทั่วไปก็มีโอกาสฉลาดเหมือนอย่างอัจฉริยะผู้นี้หรือจะกล่าวว่าเป็นการโคลนน่ิง ไอนส์ ไตนอ์ อกเปน็ รอ้ ยเปน็ พนั คน ซงึ่ ในความเปน็ จรงิ ไมอ่ าจจะท�ำไดเ้ พราะปจั จยั หลกั ของความฉลาดไม่ได้อยู่ทีส่ มอง หากมีเดก็ เกิดมาพิการ นกั ชีววทิ ยากจ็ ะค้นหาสาเหตใุ นปัจจุบนั ว่าท�ำไมเขาจงึ พกิ าร เชน่ การพกิ ารเกดิ จากการผดิ พลาดบางประการของสารพนั ธกุ รรม แตส่ งิ่ หนงึ่ ทวี่ ทิ ยาศาสตรอ์ ธบิ ายไมไ่ ด้ คอื ท�ำไมเดก็ คนนจ้ี งึ สมควรเปน็ คนพกิ าร ทง้ั ๆ ทม่ี เี ดก็ อกี มากมายเกดิ มามรี า่ งกายสมบรู ณ์ อะไรคอื สงิ่ ทกี่ �ำหนดใหเ้ ดก็ คนนสี้ มควรเปน็ คน พิการ วทิ ยาศาสตรอ์ ธบิ ายตรงนไี้ มไ่ ด้ เพราะไมอ่ าจไปถงึ ตน้ เหตทุ แ่ี ทจ้ รงิ ของปญั หา อยา่ งมากกต็ อบไดเ้ พยี งปลายเหตทุ ศี่ กึ ษาวจิ ยั ไดใ้ นปจั จบุ นั ชาตเิ ทา่ นน้ั อปุ มาเหมอื น กับว่าเด็กคนหน่งึ เหน็ นาย ก. อยู่ในคุก จึงถามผู้ใหญ่ว่า ท�ำไมนาย ก. จงึ ไปอยู่ใน คุก ผู้ใหญ่คนหนึ่งตอบแต่เพยี งว่า นาย ก. ไปอยู่ในคกุ เพราะถูกต�ำรวจจบั ไปขงั ไว้ โดยไม่ได้อธบิ ายว่า ท�ำไมนาย ก. จึงสมควรถูกจบั ไปขังไว้อย่างนัน้ เขาท�ำความผิด อะไรมาจึงสมควรถูกจบั ขงั ค�ำอธิบายของนกั วิทยาศาสตร์ก็ท�ำนองเดียวกนั คือ ไม่ ไดอ้ ธบิ ายวา่ ท�ำไมเดก็ บางคนจงึ สมควรเปน็ คนพกิ าร เนอ่ื งจากไมอ่ าจจะอธบิ ายได้ แต่ พระพุทธศาสนาอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เด็กคนดังกล่าวเป็นคนพิการเพราะ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 376 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
บาปกรรมที่เขาท�ำไว้ในอดีตชาติมาส่งผล ส่วนเด็กคนอ่ืนไม่ได้พิการเพราะเขาไม่ได้ ท�ำบาปกรรมไว้ 10.6.5 ธรรมนิยามกบั วทิ ยาศาสตร์ ธรรมนิยาม (the law of cause and effect) เป็นเรอ่ื งของกฎธรรมชาตทิ ี่ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันของนิยามทั้ง 4 ประการข้างต้น คือ อุตุนิยาม พชี นยิ าม จติ ตนยิ าม และกรรมนิยาม เช่น หมน่ื โลกธาตหุ วัน่ ไหวเมือ่ พระโพธสิ ัตว์ ท้ังหลายเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา การเสด็จมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของ พระโพธิสตั ว์เป็นพีชนยิ าม แต่สามารถส่งผลให้อตุ นุ ยิ าม คือ หม่ืนโลกธาตหุ วัน่ ไหว ได้เพราะอ�ำนาจบญุ บารมขี องพระโพธิสัตว์ ในทางวทิ ยาศาสตรก์ ม็ กี ารคน้ พบตรงกบั ค�ำสอนทบี่ นั ทกึ ไวใ้ นพระไตรปฎิ ก คอื มที ฤษฎีเกีย่ วกบั “การตอบสนองของพชื ต่อพฤตกิ รรมด้านความคิด ค�ำพดู และการ กระท�ำของมนุษย์” แพร่หลายมาก โดยหลักการของทฤษฎีนี้กล่าวไว้ว่า เม่ือเรา ปลกู ต้นไม้แล้วพดู ดี ๆ กับมนั ว่า “โตเรว็ ๆ แข็งแรง ๆ นะ” หรอื ในทางกลับกัน พดู ร้าย ๆ ว่า “เหี่ยวตายไปเสียเถอะ” ทฤษฎนี ้บี อกว่า ต้นไม้เหล่าน้นั แสดงอาการ เจริญเติบโตต่างกันอย่างเห็นได้ชัด 1) การตอบสนองของพืชต่อพฤติกรรมของมนษุ ย์ เมอ่ื ไมก่ วี่ นั มานห้ี นงั สอื พมิ พเ์ ดลเิ มลร์ ายงานผลการวจิ ยั ชนิ้ หนง่ึ วา่ การ คยุ กบั ตน้ ไมม้ สี ว่ นชว่ ยใหพ้ ชื โตไวขน้ึ โดยเสยี งบางอยา่ งจะกระตนุ้ การท�ำงานของยนี ต้นไม้ แต่บางเสียงกท็ �ำให้ยนี เฉือ่ ยเนอื ยลง หนงั สอื พิมพ์ฉบบั เดียวกันนีย้ งั รายงาน อีกว่า เม่ือกว่า 10 ปีก่อน เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกฎุ ราชกมุ ารแห่งอังกฤษทรงประทาน สัมภาษณ์ถึงกจิ กรรมทท่ี รงท�ำในสวนว่า “ฉนั แค่พูดคยุ กับต้นไม้ เรอื่ งน้ีส�ำคญั มาก เพราะต้นไม้จะมีปฏกิ ิริยาตอบสนองกลับมา” 1 1 ผู้จัดการ (2550). “นักวจิ ยั ช้คี ุยกบั ต้นไม้ได้ผลจรงิ .” [ออนไลน์]. สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 377 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
มนี กั ชวี วทิ ยาอเมรกิ นั อกี ทา่ นหนงึ่ ชอื่ ลเู ธอร์ เบอร์แบงค์ (Luther Bur- bank) สามารถใช้กระแสจติ เร่งให้มนั ฮ่อเจริญเติบโตได้เร็วกว่าปกติ ซึ่งโดยปกติถ้า ปล่อยให้มันเติบโตตามธรรมชาติ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปี กว่าจะเตบิ โตเต็ม ที่ เขากล่าวว่า เคลด็ ลบั ในการเพาะชำาต้นไม้ให้ได้ผลดีนัน้ นอกจากจะต้องมคี วามรู้ ทางวิทยาศาสตร์แล้ว จะต้องมจี ิตประกอบด้วยเมตตาธรรมอยู่ด้วย เมือ่ ผมทำาการ ทดลอง เพื่อทำาให้ต้นกระบองเพชรไม่มีหนาม ผมจะพดู กับเขาด้วยเมตตาธรรมว่า เจ้าไม่มีสงิ่ ใดจะต้องกลัว ไม่จาำ เป็นท่ีเจ้าจะต้องมีหนามไว้ป้องกนั ตัวอกี ต่อไป ในไม่ ช้าต้นกระบองเพชรกจ็ ะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นต้นไม้ทไี่ ม่มีหนามได้อย่างอศั จรรย์ นกั วทิ ยาศาสตร์ผู้มชี อ่ื เสยี งของไทย คอื ดร.อาจอง ชมุ สาย ณ อยธุ ยา ก็เคยทดลองในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ท่านให้นิสิตแผ่เมตตาให้ต้นดาวกระจายท่ี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั โดยแบ่งออกเป็น 2 แปลง แต่ละแปลงจะให้นาำ้ ให้ปุ๋ย ให้ อะไรทกุ อย่างเท่ากันหมด ปรากฏว่าแปลงทไี่ ด้รบั ความเมตตาจากนิสิต จะโตเร็วขน้ึ อย่างชดั เจน และมีดอกทกุ ต้น เมอ่ื วัดความสงู โดยเฉล่ยี พบว่า แปลงที่ได้รบั การแผ่ เมตตา ตน้ จะสงู กวา่ อกี แปลงถงึ 49.2% การทดลองน้ี ควบคมุ โดยอาจารยจ์ ากคณะ วทิ ยาศาสตร์ ฝ่ายพฤกษศาสตร์ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 378 สรรพศำสตร์ในพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
ในอรรถกถาพระไตรปฎิ กกบ็ นั ทกึ เรอ่ื งลกั ษณะเดยี วกนั นไ้ี วเ้ ชน่ กนั ครงั้ หน่ึงผู้รักษาสวนของพระเจ้าปเสนทิโกศลช่ือคัณฑะ ได้น�ำผลมะม่วงมาถวายพระ- สมั มาสมั พทุ ธเจา้ เมอ่ื พระพทุ ธองค์เสวยนำ้� ปานะจากผลมะมว่ งแล้ว ได้ตรสั กบั นาย คณั ฑะวา่ เธอจงคยุ้ ดนิ รว่ นขน้ึ แลว้ ปลกู เมลด็ มะมว่ งนใี้ นทน่ี ี้ เมอื่ เขาปลกู มะมว่ งนน้ั แลว้ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรงลา้ งพระหตั ถบ์ นเมลด็ มะมว่ งนน้ั ทนั ทที พ่ี ระพทุ ธองค์ ทรงล้างพระหัตถ์เสร็จ ต้นมะม่วงมีล�ำต้นเท่างอนไถ สูงประมาณ 50 ศอกกง็ อกขน้ึ และออกผลสกุ มากมายให้พวกภกิ ษุได้ขบฉันในขณะนัน้ น่นั เอง 1 หากจะถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไรก็ต้องตอบว่า มันเป็นไปตามหลัก ธรรมนยิ ามท่ีแสดงถงึ ความสมั พันธ์ของ “จติ ตนยิ าม” กับ “พีชนยิ าม” พระสัมมา- สัมพุทธเจ้ามีกระแสจิตที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาหาประมาณไม่ได้ จึงท�ำให้เมล็ด มะมว่ งนนั้ เตบิ โตขน้ึ เปน็ ตน้ มะมว่ งอยา่ งรวดเรว็ และออกผลใหพ้ ระภกิ ษไุ ดข้ บฉนั หลงั จากท่ีปลูกเพียงไม่กี่นาที ความจริงความสามารถน้ีไม่ได้จ�ำกัดไว้เฉพาะพระสัมมา- สมั พุทธเจ้า เปรียบเสมอื นการบรรลุเป็นพระอรหนั ต์ หากรู้วธิ ีและได้ปฏิบัตติ ามวิธี นนั้ ใคร ๆ ก็สามารถบรรลเุ ป็นพระอรหันต์ได้ ในสมัยหลวงปู่วัดปากน�ำ้ (สด จนฺทสโร) ก็มเี รอื่ งลักษณะน้เี ช่นกนั คอื วนั หนง่ึ หลวงปนู่ �ำเมลด็ มะมว่ งเขา้ ไปในบรเิ วณโรงงานท�ำวชิ ชา (อาคารส�ำหรบั ผศู้ กึ ษา ทางจติ ด้วยการท�ำสมาธิขั้นสูง) แล้วน�ำเมลด็ มะม่วงนน้ั ปลูกลงในดนิ พร้อมกับรดน้ำ� ลงไป ทนั ใดนน้ั ตน้ ออ่ นของมะมว่ งกค็ อ่ ย ๆ งอกขน้ึ มาและโตขนึ้ จนเปน็ ตน้ มะมว่ งท่ี สูงใหญ่ในเวลาเพียงคร่ึงช่ัวโมง ต่อจากน้ันมะม่วงต้นนั้นก็ออกดอกและออกผลใน ทนั ที ซงึ่ ในครงั้ นนั้ หลวงปไู่ ดแ้ บง่ มะมว่ งใหแ้ กท่ กุ ๆ คนในทนี่ นั้ ไดล้ ม้ิ โอชารสอนั วเิ ศษ ด้วยเช่นกนั 2 จรงิ ๆ แล้วยงั มเี รื่องในลักษณะน้อี กี หลายเร่อื ง ผู้อ่านสามารถศึกษา เพ่มิ เติมได้ในหนังสือพระมงคลเทพมุนี มหาปูชนียาจารย์ เรยี บเรียงโดย ว.วชั รวีร์ 1 ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท มก. เล่ม 42 หน้า 297. 2 ว.วัชรวรี ์ (2540). “พระมงคลเทพมุนี มหาปชู นยี าจารย์.” หน้า 78. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 379 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
2) น้�ำกับพฤติกรรมของมนุษย์ ผลงานทดลองทางวิทยาศาสตร์ช้ินหน่ึงซึ่งเป็นท่ีโด่งดังไปท่ัวโลก เป็น เครอ่ื งยนื ยนั ถงึ หลกั ธรรมนยิ ามอนั แสดงถงึ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง “จติ ตนยิ าม”, “พชี นิยาม” และ “อตุ ุนิยาม” ได้เป็นอย่างดี คือ การทดลองเร่อื ง “น้ำ� ” ของ ดร.มาซารุ เอะโมโตะ (Masaru Emoto) จากการทดลองเขาพบวา่ พฤตกิ รรมมนษุ ยท์ ง้ั ทางกาย วาจาและจิตใจส่งผลกระทบต่อน�ำ้ น�้ำรับรู้และแยกแยะพฤติกรรมของมนษุ ย์ได้ วิธีการทดลอง : เรม่ิ ต้นจากการหยดน�ำ้ ตวั อย่างหนึ่งหยดบนจานแก้ว ทดลอง แล้วเอาไปแช่ไว้ในตู้แช่แข็ง 2 ชั่วโมง จนเป็นผลึก แล้วน�ำผลึกไปส่อง กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ พอ่ื ถา่ ยภาพในอตั ราขยาย 200-500 เทา่ โดยจะถา่ ยภาพในตแู้ ชแ่ ขง็ ที่ต้ังอณุ หภูมิ -5 องศาเซลเซยี ส ดร.มาซารุ และทีมงานได้ถ่ายและเกบ็ ภาพผลกึ น้ำ� จากการทดลองไว้ประมาณ 10,000 ภาพในช่วงเวลา 4 ปีครึง่ ตัง้ แต่เร่ิมทดลองในปี พ.ศ. 2537 นำ�้ ตวั อยา่ งทน่ี �ำมาแชแ่ ขง็ นนั้ น�ำมาจากการทดลองในหลายรปู แบบ เชน่ น�ำ้ จากขวดที่ทดลองเปิดเพลงประเภทต่าง ๆ ให้น�ำ้ ฟัง, นำ้� จากขวดทแี่ ปะตัวอักษร ด้วยค�ำต่าง ๆ ไว้ข้างขวด, น�ำ้ ประปาสาธารณะ และน�ำ้ จากแหล่งธรรมชาติท่วั โลก เป็นต้น ผลการทดลอง : ในการทดลองแปะตวั อักษรข้างขวดนน้ั ทีมงานไม่ได้ ใช้ตวั อกั ษรท่เี ขยี นด้วยลายมอื แต่พมิ พ์ด้วยเคร่อื งแล้วน�ำไปแปะไว้ข้างขวดน้ำ� กลน่ั โดยเอาป้ายท่พี มิ พ์ค�ำว่า “ขอบคุณ” แปะไว้ที่ขวดหนง่ึ อีกขวดหน่ึงแปะค�ำว่า “ไอ้โง่” จากนัน้ ทิ้งไว้ 1 คนื พอวันรุ่งขึน้ กเ็ อาน้ำ� ไปแช่แขง็ แล้วถ่ายรปู ผลกึ ท่ีเกิดข้นึ ปรากฏ ว่าผลกึ จากขวดทแ่ี ปะว่า “ขอบคณุ ” นน้ั รูปร่าง จะสมดลุ งดงาม มรี ปู ร่างคล้ายคลึง กบั ผลกึ ทเ่ี ปดิ เพลง “Goldberg Variations” ใหฟ้ งั ซง่ึ เปน็ เพลงแสดงถงึ ความส�ำนกึ ในบุญคณุ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 380 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
สว่ นผลกึ ของนำ�้ ขวดทแี่ ปะวา่ “ไอโ้ ง”่ นน้ั ผลกึ จะไมส่ วยคลา้ ยกบั ผลกึ น�้ำท่เี ปิดเพลง “A Heavy Metal Music” ให้ฟัง เพราะเนื้อหาของเพลงน้คี ล้ายกบั การด่าสงั คมว่า “ไอ้โง่” โดยเฉพาะอย่างยงิ่ เมื่อทดลองแปะค�ำว่า “ฉันโกรธแค้นแก จริง ๆ ฉนั จะฆ่าแก” รปู ร่างของผลึกที่ถ่ายได้นนั้ น่าเกลยี ดน่ากลัวมาก เมื่อวันท่ี 17 มกราคม พ.ศ. 2538 ได้เกิดแผ่นดินไหวคร้ังใหญ่ที่ ฮานชนิ -อาวาจิ เมอื ง โกเบ หลงั จากนน้ั 3 วนั ทมี งาน ดร.มาซารุ ไดถ้ ่ายภาพของผลกึ ทพี่ บในน�้ำประปาท่ีเมืองโกเบ ผลทไี่ ด้ดรู าวกบั ว่า น้ำ� รบั รู้ถึงความหวาดกลัวตระหนก ตกใจ และความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้งของผู้คนเพราะภาพท่ีถ่ายได้ดูแล้วรู้สึกขนลุก อย่างไรกต็ าม 3 เดือนหลงั จากน้ัน ด้วยน�้ำใจไมตรีทีห่ ล่ังไหลมาจากทวั่ โลกสู่ชาวโกเบ ผลึกน�ำ้ ท่ีถ่ายได้ในช่วงน้ีดจู ะสะท้อนถึงความรู้สึกอบอุ่นและความสามคั คกี ันด้วย การทดลองอีกครั้งหน่ึงท่ีน่าสนใจคือ ดร.มาซารุ ได้ส่งจดหมายไปยัง ลูกศิษย์ของเขา 500 คนท่ัวประเทศญี่ปุ่นเพื่อทดลองเร่ืองกระแสจิตที่มีผลต่อน�้ำ เวลาบ่ายสอง วันท่ี 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 เขาได้วางถ้วยที่ใส่น้�ำประปาจาก ชนิ างาวา กรุงโตเกยี วไว้บนโต๊ะในห้องท�ำงานของเขา และขอให้ทกุ คนส่งกระแสจิต มายงั นำ�้ นใ้ี นเวลาเดยี วกนั จากทวั่ ทกุ แหง่ ของญป่ี นุ่ เขาตอ้ งการใหน้ ำ้� ประปาทสี่ กปรก นกี้ ลบั มาเป็นนำ�้ สะอาด จงึ ขอใหท้ กุ คนส่งพลงั จติ และจติ วญิ ญาณแหง่ ความรกั และ ความปรารถนาที่ขอให้น�ำ้ นีก้ ลายเป็นน้ำ� สะอาด ภาพผลกึ ทเี่ ขาถา่ ยไดส้ วยงามตา่ งจากเดมิ อยา่ งหนา้ มอื เปน็ หลงั มอื จาก ภาพท่ีเคยดูน่ากลัวก่อนมีการส่งกระแสจิต กลายมาเป็นภาพผลึกน้�ำที่สวยงามมาก ค�ำว่า “น�้ำคือกระจกแห่งดวงจติ ” ซ่งึ เป็นค�ำพดู ท่ีมีมาแต่โบราณจึงเป็นจรงิ ทมี ถ่าย ภาพทุกคนรู้สึกปลื้มจนแทบร้องไห้ เรารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของผู้ให้ความร่วมมือ จากทว่ั ประเทศมาก เราเรม่ิ รสู้ กึ วา่ ความคดิ ของคนเรานนั้ จบั มารวมกนั ไดไ้ มว่ า่ จะอยู่ ห่างกันเพยี งใดก็ตาม สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 381 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ประเด็นน้ีสอดคล้องกับในมหาปรินิพพานสูตร ในระหว่างเส้นทางท่ี พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าเสด็จไปปรนิ ิพพาน ณ เมืองกุสนิ ารา พระองค์ทรงแวะข้างทาง เพอ่ื นง่ั พกั ใหห้ ายเหนด็ เหนอื่ ย จากนนั้ พระองคต์ รสั สง่ั พระอานนทว์ า่ “เธอชว่ ยไปน�ำ น�้ำด่ืมมา เรากระหายจะดื่มนำ้� พระอานนท์กราบทูลว่า เกวยี น 500 เล่ม เพ่ิงข้ามไป น�ำ้ จึงขุ่นเป็นตม...” แต่พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าก็ตรัสสง่ั ให้ไปน�ำน�้ำมา พระอานนท์จึงถือบาตรเดินไปยังล�ำธารน้ัน เมื่อท่านเข้าไปใกล้ล�ำธาร กลบั เหน็ น�้ำใส สะอาด ไม่ขุ่น จงึ คิดว่า “ล�ำธารนถ้ี กู ล้อเกวยี นย่ำ� ขุ่นเป็นตม แต่ด้วย อานภุ าพของพระตถาคต น้ำ� นจ้ี ึงกลับใสสะอาด ไม่ขุ่น” ท่านจึงใช้บาตรตักนำ้� น�ำไป ถวายพระผู้มพี ระภาคเจ้า 1 น�ำ้ ในล�ำธารนซี้ ึ่งถกู ล้อเกวียน 500 เล่ม ย�ำ่ จนขุ่นเป็นตม จะใสสะอาดขน้ึ ด้วยระยะเวลาอนั รวดเรว็ ไมไ่ ด้ ถ้าไม่อาศยั อานภุ าพแหง่ จติ ทบี่ รสิ ทุ ธิ์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากเร่ืองนี้แสดงให้เห็นว่า “จิตตนิยาม” ส่งผลต่อ “อตุ นุ ิยาม” ได้ ผลกึ ทีส่ วยทส่ี ดุ เกดิ จากการสวดมนต์ การทดลองทน่ี า่ สนใจอกี ครง้ั หนงึ่ คอื การสวดมนตเ์ พอื่ กลน่ั นำ�้ ใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ กอ่ น ทดลองทมี งานของ ดร.มาซารุ ได้ถ่ายภาพผลกึ น้ำ� ของเข่ือนฟูจิวารา ที่หมู่บ้านมินากามิ จงั หวดั กมุ มะ ซงึ่ ภาพทไ่ี ดด้ แู ลว้ นา่ สยองขวญั มาก มนั ดเู หมอื นใบหนา้ ของคนทกี่ �ำลงั ทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในวันที่ท�ำการทดลอง ท่านสาธุคุณโฮกิ คะโต เจ้าอาวาส วดั จุโฮอิน เมอื งโอมิยา ได้สวดมนต์ทขี่ ้างเข่อื นนนั้ เป็นเวลา 1 ชวั่ โมง ภาพผลึกนำ้� ที่ ถ่ายได้งดงามมาก พวกเขาไม่เคยเห็นภาพที่สวยและเปล่งประกายแห่งพลังท่ีมาก ขนาดภาพนี้เลย ภาพเป็นโครงสร้างผลกึ ใสรูปหกเหลีย่ ม มรี ปู หกเหล่ยี มเลก็ ๆ อยู่ ภายใน เปล่งรัศมีเป็นประกายสว่างไสว มีรูปพระจันทร์ครึ่งดวงที่ตรงกลางและดู เหมอื นจะมรี ศั มลี อ้ มรอบดว้ ย ผคู้ นตา่ งกพ็ ดู วา่ ภาพนที้ �ำใหเ้ ขารสู้ กึ ถงึ พลงั อ�ำนาจและ พลังงานอนั มากมายในจิตวญิ ญาณทม่ี อี ยู่ในจิตส�ำนกึ ของคน 1 มหาปรินิพพานสูตร, ทฆี นกิ าย มหาวรรค, มจร. เล่ม 10 ข้อ 191 หน้า 139-140. วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 382 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
จากเรือ่ งน้ที �ำให้ย้อนนกึ ไปถึงเหตกุ ารณ์หนึ่งในสมัยพทุ ธกาล เมอื่ ครัง้ ท่ีเมือง ไพศาลี เกิดภยั 3 ประการ คือ ภยั จากการขาดอาหาร ภัยจากอมนษุ ย์เบยี ดเบียน และภัยจากอหวิ าตกโรค ท�ำให้มนุษย์ในเมืองน้ลี ้มตายลงจ�ำนวนมาก ในครั้งนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสส่ังให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตรแล้วท�ำ พระปรติ รให้ท่วั เมืองไพศาลี พระเถระเรียนรัตนสูตร เอาบาตรตกั นำ้� ยนื อยู่ที่ประตู พระนครระลึกถงึ พระพทุ ธคณุ แล้วเข้าไปยังพระนครเทีย่ วท�ำพระปริตรทั่วทั้งเมือง ด้วยคาถาว่า “ยงฺกิญจฺ ”ิ ฯลฯ พร้อมกับพรมน�้ำไปยังสถานท่ีต่าง ๆ ขับไล่อมนษุ ย์ท้ัง หลายใหห้ นไี ปจนหมด เมอื่ พระเถระกลา่ วคาถาวา่ “ยานธี ภตู าน”ิ ฯลฯ หยาดนำ้� เปน็ ราวกะวา่ เทรดิ เงนิ พ่งุ ขนึ้ ในอากาศ แลว้ ตกลงเบอ้ื งบน พวกมนษุ ยท์ อี่ าพาธท�ำให้หาย จากโรคในทนั ใดน่ันเอง 1 เหตกุ ารณน์ เี้ ป็นทม่ี าของ “การสวดพระปรติ รและท�ำนำ�้ มนต”์ ซงึ่ เป็นประเพณี ทช่ี าวพทุ ธไดส้ บื ทอดมาตง้ั แตส่ มยั พทุ ธกาลจนถงึ ปจั จบุ นั จงึ ไมต่ อ้ งแปลกใจวา่ เหตุ ใดน้�ำมนต์ท่ีพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้จัดท�ำข้ึนจากการสวดพระปริตรจึงมีความ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ รกั ษาโรคได้ ขจดั ปดั เปา่ ผองภยั ทงั้ ปวงไดอ้ ยา่ งอศั จรรย์ เพราะนำ้� มนตน์ น้ั เกิดมาจากน้�ำธรรมดาท่ีถูกพุทธมนต์ท่ีพระสงฆ์สวดกล่ันให้สะอาดบริสุทธิ์และ ศักดสิ์ ิทธ์ินน่ั เอง 10.7 การพิสูจน์คำ�สอนในพระไตรปิฎก ค�ำสอนในพระไตรปิฎกมอี ย่างน้อย 2 ประเภท คอื ความรู้ด้านหยาบ และ ความรู้ด้านละเอียด ความรู้ด้านหยาบ คือ ความรู้พื้นฐานท่ัวไปท่ีมนุษย์ทุกคน สามารถศึกษาทดลอง พสิ ูจน์ให้เหน็ ผลในเวลาอันรวดเรว็ เช่น การรกั ษาศีล 5 เป็น เหตใุ ห้มนษุ ย์ด�ำรงชวี ิตอยู่อย่างเป็นสุข กล่าวคือ ไม่ต้องกังวลว่า จะถกู จับกุมเพราะ 1 ธัมมปทฏั ฐกถา อรรถกถาขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 43 หน้า 145-150. สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 383 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
เหตุแห่งการลักขโมย เนอ่ื งจากเราไม่เคยลักขโมยของใคร ไม่ต้องกงั วลกับการตาม จ�ำเรอื่ งทไี่ ด้โกหกเอาไว้ เพราะเราไมเ่ คยโกหกใคร ไม่ตอ้ งกงั วลวา่ จะประมาทเพราะ เหตแุ หง่ สรุ าเพราะเราไมไ่ ดด้ ม่ื สรุ า เปน็ ตน้ ค�ำสอนเรอ่ื งศลี 5 นเ้ี ปน็ เรอื่ งทมี่ นษุ ยท์ กุ คนสามารถพสิ ูจน์ให้เหน็ ได้ง่ายและรวดเร็ว ส่วนความรู้ด้านละเอียด เช่น เร่ืองนรก สวรรค์ เปรต เร่ืองนพิ พาน โลกันต์ หรือค�ำสอนที่ว่า คนที่เกิดมารำ�่ รวยในชาติน้ีน้ันเพราะในอดีตชาติได้ให้ทานแก่เน้ือ- นาบญุ มามาก สว่ นคนทยี่ ากจนเพราะในอดตี ชาตไิ มค่ อ่ ยไดใ้ หท้ าน เปน็ ตน้ เรอื่ งเหลา่ น้ยี ากแก่การพิสจู น์ ชาวโลกโดยมากจึงไม่เช่ือ และนกั วทิ ยาศาสตร์โดยส่วนใหญ่ก็ ไม่เชือ่ ในเรอื่ งนี้ โดยให้เหตผุ ลว่าไม่อาจพสิ ูจน์ได้ด้วยวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ จริง ๆ แล้วทัศนะของวิทยาศาสตร์นน้ั มสี ่วนถูกอยู่เหมือนกนั กล่าวคอื เรือ่ ง ละเอียดจ�ำพวก นรก สวรรค์ นิพพาน โลกันต์ เป็นต้น ไม่สามารถพสิ จู น์ได้ด้วยวิธี การทางวทิ ยาศาสตร์ แตต่ ้องพสิ จู น์ด้วยวธิ กี ารทางพทุ ธศาสตร์ คอื “พสิ จู น์ด้วยใจ” ในวงการวทิ ยาศาสตรน์ นั้ ใชอ้ นิ ทรยี เ์ พยี ง 5 ประการ ในการศกึ ษาทดลองและ พสิ ูจน์ความจรงิ ต่าง ๆ ในโลก คือ ตา หู จมูก ลนิ้ และร่างกาย วทิ ยาศาสตร์กระแส หลักไม่ยอมรบั อนิ ทรยี ์ท่ี 6 คือ “ใจ” และมกั คิดว่าใจเป็นส่วนหนง่ึ ของสมองอันเป็น ส่วนของร่างกาย แต่พระพุทธศาสนายอมรบั เร่ือง “ใจ” และถือว่าใจน้มี ีความส�ำคัญ มาก ไม่ใช่ส่วนหนง่ึ ของสมอง แต่เป็นอีกสง่ิ หนึ่งท่อี ิสระจากร่างกาย ดงั ได้กล่าวแล้ว ในเร่อื ง จติ ตนิยาม ในการพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ในโลกนั้น จะต้องใช้อินทรีย์ที่เหมาะกับส่ิง น้ัน ๆ จงึ จะพิสจู น์ได้ เช่น “รปู ” ต้องพิสจู น์ด้วย “ตา”, “เสยี ง” ต้องพสิ ูจน์ด้วย “หู”, “กล่ิน” ต้องพสิ ูจน์ด้วย “จมูก”, “รส” ต้องพสิ จู น์ด้วย “ลิ้น”, “สัมผัสท่ีนุ่มหรอื แขง็ ” ต้องพิสูจน์ด้วย “ร่างกาย” เป็นต้น “หู, จมูก, ลิ้น, ร่างกาย” ไม่สามารถพิสูจน์ “รูปภาพ” ได้ว่าสวยหรือไม่สวยแต่จะต้องใช้ “ดวงตา” เท่านัน้ ในการพิสูจน์ ในขณะ วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 384 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
เดียวกัน “ตา, จมกู , ล้นิ , ร่างกาย” ก็ไม่อาจจะพสิ จู น์ “เสยี งเพลง” ได้ว่าไพเราะหรือ ไม่ แต่จะต้องใช้ “หู” เท่าน้ันในการพิสูจน์ และในความเป็นจริงแล้วอินทรีย์ทั้ง 5 ประการยังต้องท�ำงานร่วมกับ อนิ ทรยี ์ 6 คือ ใจ อกี ช้นั หน่งึ จึงจะครบวงจรดังได้ กล่าวแล้วในเรือ่ งจิตตนยิ าม ในขณะเดียวกนั อินทรยี ์ที่ 6 คอื “ใจ” นี้ยังใช้ตวั มันเองพสิ จู น์ความจริงของ โลกได้อีกมากมาย โดยเฉพาะเร่ืองละเอียดจ�ำพวก นรก สวรรค์ นิพพาน โลกนั ต์ เป็นต้น เรอื่ งเหล่านตี้ ้องใช้ใจพิสจู น์เท่าน้นั ไม่อาจจะใช้ ตา หู จมกู ลนิ้ ร่างกายของ กายมนษุ ย์พิสูจน์ได้ เปรยี บเสมอื นกบั ทกี่ ล่าวแล้วว่า หู พสิ จู น์ไม่ได้ว่า รปู ภาพ สวย หรือไม่ ต้องใช้ ตา เท่าน้นั จงึ จะพสิ ูจน์ได้ เป็นต้น หากชาวโลกยอมรับเรอ่ื งใจ และ ทดลองพสิ จู น์ด้วยการฝึกใจให้ละเอยี ดด้วยการท�ำสมาธิ จนถึงระดับทสี่ ามารถเห็น ภพภูมลิ ะเอยี ดเหล่าน้ไี ด้ กจ็ ะรู้ว่าสงิ่ เหล่าน้ีมีอยู่จรงิ ตามทบี่ ันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ถ้าเราไม่ยอมรับอินทรีย์ท่ี 6 เราจะขาดความรู้ต่อประสบการณ์ไปมากมาย เพราะประสบการณ์พน้ื ฐานทว่ั ไปที่เกิดข้นึ ในใจนนั้ มีมาก เช่น ความรัก ความโกรธ ความกลวั ซง่ึ ไม่อาจพสิ จู น์ได้ด้วยอนิ ทรยี ์อน่ื เวลาเรามคี วามรกั เรากร็ ู้แก่ใจของเรา เอง อนั นพ้ี สิ จู นไ์ ดง้ า่ ย เวลามคี วามกลวั มคี วามรสู้ กึ โกรธ มนั กร็ สู้ กึ ไดโ้ ดยตรง ตลอด จนความสขุ สบาย ความปลาบปล้ืมอมิ่ ใจ ผ่อนคลายใจ พสิ จู น์ได้ทง้ั น้นั แต่วงการ วิทยาศาสตร์มักเข้าใจไปว่า สง่ิ เหล่านเ้ี กิดจากสมองไม่ได้เกดิ จากใจ เมือ่ ไม่ยอมรบั เร่ืองใจจึงต้องหาทางพิสูจน์อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับใจด้วยการใช้เครื่องวัดท่ีแสดง ผลออกมาเป็นประสบการณ์ท่ีรับรู้ได้ด้วยอนิ ทรยี ์ทัง้ 5 เช่น เมือ่ ต้องการจะรู้ความ คดิ ในใจ ก็พยายามประดษิ ฐ์เครอ่ื งวดั คลื่นสมอง ซ่ึงไม่สามารถรบั รู้ความคดิ ของใจ ทแี่ ท้จรงิ ได้ อย่างมากทส่ี ุดกบ็ อกได้เพียงรปู แบบคล่นื สมองหลากชนิด ซ่งึ ให้ความ เข้าใจความคดิ ในใจอย่างพร่าเลือนเท่านนั้ สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 385 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
การพยายามพิสจู น์ความคดิ ท่ีเกิดกบั ใจด้วยอินทรยี ์ 5 ของนกั วทิ ยาศาสตร์ ตรงกบั ทนี่ กั วทิ ยาศาสตรท์ า่ นหนง่ึ ชอื่ เอดดงิ ตนั เคยบอกวา่ “วทิ ยาศาสตรไ์ มส่ ามารถ น�ำมนุษย์เข้าถึงตัวความจริงหรือสัจจภาวะได้โดยตรง จะเข้าถึงได้ก็เพียงโลกแห่ง สญั ลกั ษณท์ เ่ี ปน็ เพยี งเงา” กลา่ วคอื เปน็ เพยี ง “shadow” คอื เงาของความจรงิ ไมใ่ ช่ ตวั ความจรงิ เป็นเครอื่ งแสดงวา่ ความจรงิ ทางวทิ ยาศาสตร์มคี วามบกพร่อง และวธิ ี การหาความจริงของวิทยาศาสตร์ก็บกพร่อง เพราะท�ำผิดหลักการพิสูจน์ความจริง คอื พสิ จู นป์ ระสบการณข์ องอนิ ทรยี ห์ นง่ึ ดว้ ยอนิ ทรยี อ์ นื่ ผดิ อนิ ทรยี ก์ นั ถา้ ยงั อยใู่ น ลกั ษณะน้ีวิทยาศาสตร์กจ็ ะพิสจู น์เงาของความจริงเรื่อยไป 1 เหมือนกบั ว่าเราเรยี นรู้ก้อนหินจากเสยี ง “ป๋อม” ในนำ้� หรอื จากคลนื่ ทีเ่ กดิ ใน นำ�้ เพราะกอ้ นหนิ กระทบ พอนกั วทิ ยาศาสตรไ์ ดย้ นิ กไ็ ปวดั ระยะและค�ำนวณกนั วา่ เมอ่ื ไดย้ นิ เสยี ง “ปอ๋ ม” ครงั้ นี้ เสยี งขนาดนี้ กอ้ นหนิ ตอ้ งมขี นาดเทา่ น้ี ตอ่ ไป “ปอ๋ ม” เสยี ง ขนาดนั้น ก้อนหินก็ต้องขนาดเท่านั้น ก็บอกด้วยสูตรคณิตศาสตร์ท�ำเป็นสมการ คณติ ศาสตร์ออกมา หรือไม่อย่างนัน้ กไ็ ปวดั เอาคลื่น ทเี่ กิดมาจากการตกลงน้ำ� ของ ก้อนหิน เพือ่ จะได้รู้ขนาดของมวลสาร ในการเรยี นรคู้ วามจรงิ ทางธรรมชาตขิ องนกั วทิ ยาศาสตรม์ นั เปน็ อยา่ งนคี้ อื เรา ไมไ่ ดจ้ บั ตอ้ งเหน็ กอ้ นหนิ ตวั จรงิ สกั ที เพราะฉะนน้ั อาจจะเปน็ ไดว้ า่ วทิ ยาศาสตรอ์ าจ จะต้องมาทดลองสังเกตในแบบอื่นดูบ้าง เช่น อย่างในทางพระพุทธศาสนาท่ีถือว่า การสังเกตทดลองจากประสบการณ์ตรงในทางใจก็ถือว่า เป็นการสังเกตทดลอง หาความจรงิ ของกฎธรรมชาตเิ ชน่ เดยี วกนั เปน็ วทิ ยาศาสตรท์ างใจ เมอื่ ฝกึ ฝนไปตาม ที่พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าทรงแนะน�ำแล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงและพิสจู น์ได้ด้วยตนเอง และมีผู้เข้าถึงพิสูจน์ได้ เป็นพยานยืนยันความถูกต้องของหลักวิทยาศาสตร์ทางใจ มากมายนบั ล้านคนตงั้ แต่คร้งั พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน 1 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). (2541). พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. หน้า 57-58. วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก 386 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
วงการวิทยาศาสตร์มกั กล่าวว่าค�ำสอนต่าง ๆ ในศาสนา เช่น พระพุทธศาสนา เป็นต้น เป็นเรอ่ื งของความเชอ่ื ไม่ใช่ความรู้ หรอื ความจริง เพราะยังพสิ จู น์ด้วยวธิ ี การทางวทิ ยาศาสตรไ์ มไ่ ด้ ในประเดน็ นจ้ี รงิ ๆ แลว้ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรใ์ นปจั จบุ นั ส�ำหรับชาวโลกทั่วไปแล้ว เป็นเร่ืองของความเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งน้ีเพราะเป็น เรอื่ งยากแก่การพสิ จู น์บา้ ง หรอื ไมก่ ไ็ ม่สนใจจะพสิ จู น์บ้าง ชาวโลกเชอื่ ว่าเชอื้ โรคเปน็ เหตุแห่งการเจ็บป่วยเพราะเช่ือตามนักวิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยมีใครคิดจะหา กล้องจุลทรรศน์มาพิสูจน์เรอื่ งนกี้ นั หรอก นักวทิ ยาศาสตร์บอกว่า น้ำ� ประกอบด้วย H2O คอื ก๊าซไฮโดรเจน 2 และก๊าซออกซเิ จน 1 เดก็ นกั เรยี นระดับมธั ยมท่องจ�ำกัน ได้ทุกคนและเชื่อตามท้ังท่ีโดยส่วนใหญ่แล้วไม่เคยเห็นเลยว่า H2O น้ันมีรูปร่าง หน้าตาเป็นอย่างไร? นอกจากน้ีการพสิ จู น์ความจรงิ ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่อง ของผเู้ ชย่ี วชาญพเิ ศษ คนธรรมดาสามญั ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ เครอื่ งมอื และอปุ กรณท์ จ่ี ะ พสิ จู น์ได้ เช่น ไม่สามารถเข้าถงึ คณติ ศาสตร์ชนั้ สูง เป็นต้น แม้แต่ไอน์สไตน์เองกย็ งั เหนอื่ ยกบั การศกึ ษาคณติ ศาสตรช์ นั้ สงู เพอ่ื น�ำมาอธบิ ายทฤษฎสี มั พทั ธภาพทวั่ ไปของ เขา จงึ ไม่ใชเ่ รอื่ งแปลกทไ่ี อนส์ ไตน์เคยกล่าวไวเ้ มอ่ื ครง้ั ทเี่ ขาประกาศทฤษฎสี มั พทั ธ- ภาพออกมาไมน่ านวา่ ทว่ั ทงั้ โลกมคี นเพยี ง 12 คนเทา่ นนั้ ทเ่ี ขา้ ใจทฤษฎสี มั พทั ธภาพ ของเขา ด้วยเหตนุ ค้ี วามรู้ทางวิทยาศาสตร์เรอ่ื งเชื้อโรคกด็ ี น�ำ้ ประกอบด้วย H2O กด็ ี อเิ ลก็ ตรอนกด็ ี และทฤษฎสี มั พทั ธภาพก็ดี จึงอยู่ในฐานะเดียวกับเรอ่ื งนรกสวรรค์ ในพระพุทธศาสนา คือ แม้จะเป็นความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่มีคนส่วนน้อย เท่าน้ันท่ีได้ทดลองพิสูจน์ด้วยวิธีการท่ีถูกต้องจนประจักษ์ด้วยตนเองว่าสิ่งเหล่านี้มี อยู่จรงิ สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก 387 วิทยาศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
วทิ ยาศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 388 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
บทที่ 11 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 11.1 ภาพรวมแพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก ในบทนผ้ี อู้ า่ นจะไดเ้ รยี นรเู้ รอื่ งแพทยศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก ซง่ึ แบง่ เนอ้ื หาออก เปน็ 3 ประเดน็ คอื การดแู ลสขุ ภาพในพระไตรปฎิ ก การรกั ษาสขุ ภาพในพระไตรปฎิ ก และเปรียบเทียบแพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎกกบั การแพทย์ยุคปัจจุบนั การดูแลสขุ ภาพ หมายถึง การดูแลร่างกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะปกติ คือ แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ซง่ึ ต่างกับการรักษาสขุ ภาพ ซ่ึงหมายถงึ การเยียวยารกั ษา สขุ ภาพทไ่ี มอ่ ยใู่ นภาวะปกตอิ นั เกดิ จากการเจบ็ ปว่ ยใหก้ ลบั สภู่ าวะปกติ คอื หายปว่ ย การดแู ลสขุ ภาพจงึ เป็นการป้องกนั การเจ็บป่วยนัน่ เอง www.kalyanamitra.org
หลักส�ำคัญในการดูแลและรักษาสุขภาพตามหลักพระพุทธศาสนาซ่ึงปรากฏ อยู่ในพระไตรปิฎกนั้น คือ ต้องดูแลและรักษาท้ัง 2 ส่วน คอื ร่างกายและจติ ใจ เพราะมนุษย์และสตั ว์ท้งั หลายประกอบขึ้นจาก 2 ส่วน คือ ร่างกายกับจิตใจ ซึง่ มี ความสัมพันธ์กัน ส่งผลกระทบต่อกันและกัน ไม่อาจจะแยกกันได้อย่างเด็ดขาด ดังนัน้ การดแู ลรักษาสุขภาพจึงต้องดแู ลรกั ษาท้ังร่างกายและจติ ใจไปพร้อม ๆ กนั การดแู ลและรกั ษาทางรา่ งกายนนั้ กม็ หี ลกั การและวธิ กี ารคลา้ ย ๆ กบั การแพทย์ ยคุ ปจั จบุ นั สว่ นการดแู ลและรกั ษาดา้ นจติ ใจ จะใชธ้ รรมโอสถ คอื “บญุ ” เปน็ เครอื่ ง หล่อเล้ียงรักษาให้จติ ใจมคี วามบรสิ ทุ ธิ์ ผ่องใส และสว่างไสว ในประเดน็ สดุ ทา้ ยจะเปน็ การเปรยี บเทยี บแพทยศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ กกบั การ แพทย์ยุคปัจจุบัน การแพทย์ยุคปัจจุบันในท่ีน้ี คือ การแพทย์ทั้งหมดที่มีอยู่ใน ปัจจบุ นั ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แผน คอื การแพทย์แผนตะวนั ตก และการแพทย์ทาง เลือกอ่ืน ๆ การเปรียบเทียบนั้นจะช้ีให้เห็นว่า แนวโน้มของการแพทย์ยุคปัจจุบันเริ่มให้ ความส�ำคัญกบั เรอ่ื งจิตใจมากข้นึ โดยจะเหน็ ได้จากมงี านวจิ ยั จ�ำนวนมากทสี่ รปุ ผล ว่า “จติ ใจ” มีผลต่อสขุ ภาพ ซง่ึ สอดคล้องกับหลกั ในพระพทุ ธศาสนาท่ีว่า หากมีจิตใจดี จิตใจเข้มแขง็ ด้วยการสง่ั สมบญุ จะช่วยให้สุขภาพดีไปด้วย ส�ำหรับคนเจบ็ ป่วย หาก ได้ส่งั สมบญุ มาก ๆ ก็จะหายอย่างรวดเรว็ นอกจากน้จี ะชใ้ี ห้เห็นว่ามหี ลกั การแพทย์ ยุคปัจจุบันหลายประการท่ีสอดคล้องกับในพระไตรปิฎกซึ่งพุทธบริษัทใช้ดูแลรักษา สุขภาพมานานกว่า 2,500 ปี แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 390 สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
11.2 การดแู ลสขุ ภาพในพระไตรปิฎก การดแู ลสุขภาพแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การดูแลสขุ ภาพร่างกาย และการ ดแู ลสขุ ภาพจติ ใจ ความจรงิ แลว้ ทงั้ รา่ งกายและจติ ใจมคี วามสมั พนั ธก์ นั อยา่ งใกลช้ ดิ ไม่อาจจะแยกจากกันขาดทีเดียว แต่เพือ่ ให้เกดิ ความสะดวกต่อการอธบิ ายและการ ศกึ ษาจงึ กล่าวแยกออกเป็น 2 ประเด็น 11.2.1 การดูแลสขุ ภาพร่างกาย การมีสขุ ภาพร่างกายดี คอื การมีร่างกายแขง็ แรง ไม่เจ็บป่วย และมีอายขุ ัย ยนื นาน สว่ นการมสี ขุ ภาพจติ ใจดี คอื การทม่ี จี ติ ใจบรสิ ทุ ธผิ์ อ่ งใสอยเู่ สมอ จดุ สงู สดุ ของการมสี ขุ ภาพจติ ใจดี คอื การก�ำจดั กเิ ลสอาสวะไดห้ มด หรอื การเปน็ พระอรหนั ต์ นนั่ เอง พระอรหนั ตท์ กุ รปู จงึ เปน็ ผทู้ ม่ี สี ขุ ภาพจติ ใจดเี สมอเหมอื นกนั ทกุ รปู แตส่ ขุ ภาพ ทางดา้ นรา่ งกายนนั้ แตกตา่ งกนั พระอรหนั ตบ์ างรปู มอี าพาธนอ้ ย บางรปู มอี าพาธปาน กลาง บางรปู มอี าพาธมาก เชน่ พระปลิ นิ ทวจั ฉะ เปน็ ตน้ ในขณะทบ่ี างรปู ไมม่ อี าพาธ เลยซ่งึ กค็ ือ พระพากลุ เถระน่นั เอง “พระเถระครองเรอื น 80 ปี อาพาธเจบ็ ป่วยไร ๆ ก็มไิ ด้มีตลอดกาล...แม้บวชแล้ว อาพาธแม้เลก็ น้อยมิได้มเี ลย” 1 พระพากุลเถระจึงเป็นต้นแบบของพุทธบริษัทผู้มีสุขภาพร่างกายดี คือ แข็ง แรง ไม่มีอาพาธ และอายยุ ืน คอื ท่านมีอายุถึง 160 ปี เหตทุ ่ที ่านมรี ่างกายแข็งแรง และอายยุ นื เชน่ นเี้ พราะผลบญุ ทท่ี า่ นไดท้ �ำไวใ้ นอดตี ชาตเิ ปน็ หลกั โดยเฉพาะบญุ จาก การถวายยารกั ษาโรคแก่พระสมั มาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพร่างกายในปัจจุบันชาติน้ี ก็ช่วยให้ร่างกายแข็ง แรงและมอี ายุยืนได้เช่นกนั พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าตรสั หลกั การดูแลสขุ ภาพร่างกาย ไว้ 5 ประการ ซง่ึ ปรากฏอยู่ในปฐมอนายุสสาสตู ร ได้แก่ ท�ำสิ่งทีเ่ ป็นสัปปายะ, รู้จัก 1 มโนรถปูรณี, อรรถกถาอังคุตตรนกิ าย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 หน้า 471. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 391 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ประมาณในสงิ่ ทเ่ี ปน็ สปั ปายะ, บรโิ ภคสง่ิ ทย่ี อ่ ยงา่ ย, เปน็ ผเู้ ทยี่ วในกาลสมควร และ ประพฤตพิ รหมจรรย์ 1) ท�ำสง่ิ ทเี่ ป็นสัปปายะ สัปปายะ แปลว่า สบาย ท�ำส่งิ ทเี่ ป็นสปั ปายะ หมายถงึ ท�ำในสง่ิ ที่ท�ำให้ มคี วามสบายต่อสุขภาพของตนเอง สปั ปายะมี 7 ประการ ได้แก่ อาวาส, โคจร, การ สนทนา, บุคคล, โภชนะ, ฤดู และอริ ิยาบถ 1 สปั ปายะทัง้ 7 ประการน้เี ป็นเคร่อื ง สนบั สนนุ ใหก้ ารเจรญิ “สมถวปิ สั สนา” มคี วามกา้ วหนา้ สว่ นสปั ปายะทมี่ ผี ลโดยตรง ต่อการดูแลสขุ ภาพน้ันมี 4 ประการ คอื อาวาส, โภชนะ, ฤดู และอริ ยิ าบถ อาวาส แปลวา่ ทอี่ ยอู่ าศยั อาวาสเปน็ ทสี่ บายตอ่ สขุ ภาพ หมายถงึ อาวาส ทม่ี สี ิ่งแวดล้อมดี มอี ากาศบริสทุ ธิ์ ไม่มมี ลภาวะเป็นพิษ ไม่ร้อนเกนิ ไป ไม่หนาวเกนิ ไป เป็นต้น การได้อยู่ในอาวาสเช่นน้กี จ็ ะท�ำให้มสี ขุ ภาพร่างกายแข็งแรงและอายุยนื โภชนะ แปลว่า อาหาร อาหารเป็นที่สบายต่อสุขภาพ หมายถึง มี ประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และปลอดจากสารพิษ เป็นต้น ฤดู หมายถงึ ภูมิอากาศในแต่ละช่วงของปี โดยท่วั ไปมอี ยู่ 3 ฤดู คอื ฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดรู ้อน ฤดูมคี วามส�ำคัญต่อสุขภาพ เป็นสาเหตุแห่งการเจ็บ ป่วยอย่างหนง่ึ โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงฤดู หากร่างกายปรบั ตวั ไมท่ นั กอ็ าจเจบ็ ปว่ ย หรอื ถงึ ขน้ั เสยี ชวี ติ ได้ เหตทุ ช่ี ว่ งเปลย่ี นฤดมู คี นไมส่ บายมาก สว่ นใหญเ่ ปน็ เพราะไมไ่ ดป้ รบั ความเปน็ อยใู่ หท้ นั กบั สภาพอากาศทเ่ี ปลย่ี นไป เชน่ ใน หนา้ รอ้ น กใ็ สเ่ สอ้ื บางเบา กลางคนื กไ็ มห่ ม่ ผา้ หรอื หม่ ผา้ หม่ ผนื บาง พอวนั ไหนมอี ากาศ หนาวขึ้นมาทันทีทันใด อุณหภูมิอาจลดลง 5-10 องศา แต่ยังเคยชินกับการใส่ เสือ้ ผ้าบาง ห่มผ้าผนื บางอยู่ ก็มีโอกาสไม่สบายสูง เป็นต้น 1 อรรถกถามหาสุญญตาสูตร, ปปัญจสูทนี อรรถกถามชั ฌิมนกิ าย อปุ รปิ ัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 33. แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 392 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปฎิ ก www.kalyanamitra.org
อริ ยิ าบถ หมายถงึ อาการทร่ี า่ งกายอยใู่ นทา่ ใดทา่ หนง่ึ เชน่ ยนื เดนิ นงั่ นอน อิริยาบถก็มีความส�ำคัญต่อสุขภาพมาก ในแต่ละวันเราจะต้องผลัดเปลี่ยน อริ ยิ าบถใหส้ มำ่� เสมอ ใหเ้ กดิ ความสมดลุ กนั เลอื ดลมในตวั จงึ จะไหลเวยี นไดส้ ะดวก ไม่เกิดการเม่อื ยล้าเพราะอยู่ในอิรยิ าบถใดอิริยาบถหนง่ึ นานเกนิ ไป ซ่งึ จะเป็นเหตุให้ เจ็บป่วยได้ ในอรรถกถาอธิบายไว้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผ่อนคลายความปวด เม่อื ยจากอิริยาบถหนึง่ ด้วยอริ ยิ าบถหนงึ่ ย่อมทรงบริหาร คอื ทรงยังอตั ภาพให้เป็น ไปมใิ ห้ทรุดโทรม 1 กจิ วตั รของพระภกิ ษใุ นสมยั พทุ ธกาลมหี ลากหลายจงึ ท�ำใหภ้ กิ ษไุ ดผ้ ลดั เปล่ยี นอิรยิ าบถอยู่เร่อื ย ๆ กล่าวคอื มีทง้ั การนง่ั สมาธิ บณิ ฑบาต เดินจงกรม กวาด ลานวดั และนอนอยา่ งมสี ติ คอื ส�ำเรจ็ สหี ไสยาสน์ เปน็ ตน้ โดยเฉพาะการเดนิ จงกรม นน้ั พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้าตรัสว่าช่วยให้ “อาหารทีก่ ิน ดืม่ เคีย้ ว ล้ิมแล้วย่อยได้ง่าย และท�ำให้มีอาพาธน้อย” 2 นอกจากน้ีพระภิกษุยังมีการบริหารร่างกายด้วยการ “ดัดกาย” 3 และผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการ “บบี นวด” อีกด้วย 4 นอกจากการผลดั เปลย่ี นอริ ยิ าบถใหส้ มำ่� เสมอแลว้ ในแตล่ ะอริ ยิ าบถจะ ต้องมีความถกู ต้องอกี ด้วย จึงจะไม่ส่งผลเสียต่อสขุ ภาพ ทงั้ การนงั่ เดนิ ยนื และ นอน โดยเฉพาะนง่ั สมาธนิ น้ั พระพทุ ธองคท์ รงเนน้ ยำ้� เสมอวา่ จะตอ้ งนงั่ ให้ “ตวั ตรง” ดังพระด�ำรสั ว่า “ภิกษใุ นธรรมวนิ ยั น้.ี .. น่งั คู้บัลลังก์ “ตั้งกายตรง” ด�ำรงสติบ่ายหน้า สกู่ รรมฐาน...” 5 สว่ นการนอนหรอื จ�ำวดั นนั้ พระองคต์ รสั สอนใหน้ อนแบบราชสหี ์ คอื นอนตะแคงขวา 1 อรรถกถามูลปริยายสตู ร, ปปัญจสูทนี อรรถกถามัชฌมิ นกิ าย มูลปัณณาสก์, มก. เล่ม 17 หน้า 35. 2 จังกมสตู ร, องั คตุ ตรนกิ าย ปัญจกนบิ าต, มจร. เล่ม 22 ข้อ 29 หน้า 41. 3 มหาวิภงั ค์ วินีตวัตถุ, มก. เล่ม 3 ข้อ 361 หน้า 84-85. 4 ชราสตู ร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 31 ข้อ 962-963 หน้า 62. 5 มหาวิภังค์ ปฐมภาค, มก. เล่ม 2 ข้อ 178 หน้า 257. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 393 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
สาเหตทุ ตี่ ้องนอนตะแคงขวาเพราะจากการศกึ ษาของส�ำนกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ท่านอนตะแคงขวาเป็นท่าท่ีถกู หลัก อนามัยทสี่ ุด เนอ่ื งจากร่างกายจะไม่กดทับหวั ใจ ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ไม่ท�ำงาน หนักจนเกินไป อาหารจากกระเพาะถูกบีบลงล�ำไส้เล็กได้ดี ช่วยบรรเทาอาการ ปวดหลังได้ด้วย 1 2) รู้จกั ประมาณในสิง่ ท่เี ป็นสัปปายะ รู้จักประมาณในสิ่งทเี่ ป็นสัปปายะในท่นี ี้ คือ การรู้จักความพอดี เช่น เร่ืองอาหาร เมื่อเราจัดหาอาหารท่ีดี มีประโยชน์ได้แล้ว อาหารนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็น อาหารสัปปายะ แต่ในเวลารับประทานอาหารน้ันเราจะต้องรู้จักประมาณ ต้องรู้จัก ความพอดี ไม่มากเกนิ ไป ไม่น้อยเกนิ ไป ดงั ทพี่ ระสารบี ุตรกล่าวไว้ว่า “ภกิ ษุ เมอื่ ฉนั อาหารสดกต็ าม แห้งกต็ าม ไม่พงึ ฉนั ใหอ้ ม่ิ เกนิ ไป ไมพ่ งึ ฉนั ใหน้ ้อยเกนิ ไป พงึ ฉนั แต่ พอประมาณ พึงมีสติอยู่” 2 การรับประทานอาหารอย่างพอดีน้ัน เราจะอยู่เป็นสุข ไม่หิว และไม่ อดึ อัด นอกจากนค้ี นทร่ี บั ประทานอาหารมากจนเกินไป จะเป็นเหตุให้อาหารไม่ย่อย และเสียชีวิตได้ เช่น นายโกตุหลิก ภัททวติยเศรษฐี และนักบวชเปลือยชื่อ โกรักขัตตยิ ะ เป็นต้น 3 ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมอื นกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและเพศ ภาวะ ส�ำหรบั พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ และพระภกิ ษใุ นสมยั พทุ ธกาลนน้ั ฉนั ภตั ตาหาร เพยี งมือ้ เดยี ว ก็เพยี งพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว เพราะหน้าที่ของนักบวช 1 หนังสอื พมิ พ์ไทยรัฐ (2550). “นอนท่าไหน ? ปลอดภัยหลับสนิท.” [ออนไลน์]. 2 ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา, มจร. เล่ม 26 ข้อ 982 หน้า 500-501. 3 อรรถกถาโกสัมพิยสูตร, อรรถกถามัชฌิมนกิ าย มลู ปัณณาสก์, มก. เล่ม 19 หน้า 418, มโนรถปรู ณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนบิ าต, มก. เล่ม 33 หน้า 113, ปาฏิกสตู ร, ทฆี นิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 หน้า 7. แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 394 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
คือ การปฏิบัติธรรมและสอนธรรมะ ไม่ได้ท�ำงานที่ใช้แรงงานหนักเหมือนฆราวาส บางอาชีพจึงไม่จ�ำเป็นต้องฉันภัตตาหารมาก พระพุทธองค์ตรัสอานิสงส์การฉันม้ือ เดียวไว้ว่า “เราฉันอาหารมื้อเดียว... สุขภาพมีโรคาพาธน้อย กระปร้ีกระเปร่า มี พลานามัยสมบูรณ์ อยู่ส�ำราญ” 1 ส�ำหรับวิธีการรับประทานอาหารให้พอดีในแต่ละมื้อนั้น พระสารีบุตร กล่าวไว้ว่า “พึงเลกิ ฉนั ก่อนอิ่ม 4-5 ค�ำ แล้วดื่มน้ำ� เท่านีก้ เ็ พียงพอเพ่อื อยู่ผาสุกของ ภกิ ษผุ มู้ ใี จเดด็ เดยี่ วมงุ่ นพิ พาน” 2 เหตทุ ตี่ อ้ งเลกิ กอ่ นฉนั อม่ิ 4-5 ค�ำนน้ั กเ็ พอื่ ส�ำรอง พน้ื ทใี่ นกระเพาะไวส้ �ำหรบั อาหารทอี่ ยรู่ ะหวา่ งเดนิ ทางในหลอดอาหาร และนำ้� ทจี่ ะดมื่ หลังเลิกฉันอาหารแล้ว เมื่ออาหารในหลอดอาหารตกถึงกระเพาะ และดื่มน�้ำเข้าไป แล้วก็จะท�ำให้รู้สกึ อ่ิมพอดี 3) บริโภคสง่ิ ทย่ี ่อยง่าย อาหารท่ีรับประทานเข้าไปแล้วจะย่อยง่ายหรือย่อยยากขึ้นอยู่กับเหตุ อยา่ งนอ้ ย 2 ประการ คอื ประเภทของอาหาร และความคนุ้ เคยกบั อาหาร โดยประเภท ของอาหารนั้น หากเป็นอาหารจ�ำพวกเน้ือสัตว์จะย่อยยาก แต่ถ้าเป็นผักผลไม้ จะย่อยง่าย ส่วนความคุ้นเคยกับอาหาร คอื คนแต่ละท้องถิ่นและแต่ละชาติจะคุ้น เคยกับอาหารแตกต่างกนั ไป หรือบางคนคุ้นเคยกบั อาหารดี ๆ ประณีต แต่เม่ือต้อง ไปรบั ประทานอาหารทไ่ี ม่ประณตี กเ็ ปน็ เหตใุ ห้ระบบการย่อยท�ำงานไม่เปน็ ปกตหิ รอื ไม่ย่อยเลย บางคนถึงกับเสยี ชวี ิตด้วยเหตนุ ้ไี ด้ เช่น พระเจ้าปเสนทโิ กศล เป็นต้น ก่อนสวรรคตพระองคเ์ สดจ็ ไปเมอื งราชคฤห์ ระหวา่ งเดนิ ทางได้เสวยพระกระยาหาร ทไี่ มค่ นุ้ เคย อาหารจงึ ไมย่ อ่ ยดว้ ยดี และเพราะทรงเหนด็ เหนอื่ ยจากการเดนิ ทางไกล จงึ เป็นเหตุให้พระองค์สวรรคตในที่สุด 3 1 ภัททาลสิ ตู ร, มชั ฌิมนิกาย มชั ฌมิ ปัณณาสก์, มก. เล่ม 13 ข้อ 134 หน้า 150-151. 2 ขุททกนิกาย เถรคาถา, มจร. เล่ม 26 ข้อ 983 หน้า 500-501. 3 ปปัญจสูทนี อรรถกถามชั ฌิมนกิ าย มชั ฌมิ ปัณณาสก์, มก. เล่ม 21 หน้า 209. สรรพศาสตร์ในพระไตรปฎิ ก 395 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
การทอ่ี าหารไมย่ อ่ ยหรอื ยอ่ ยยากนน้ั จงึ มโี ทษมาก พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ และพระภิกษุในสมัยพุทธกาลจึงแก้ไขด้วยการฉันยาคูในเวลาเช้า เพราะยาคู 1 มอี านสิ งส์ 5 ประการ คอื “บรรเทาความหิว ระงับความกระหาย ให้ลมเดินคล่อง ช�ำระล�ำไส้ และเผาอาหารท่ียังไม่ย่อยให้ย่อย” 2 4) เป็นผู้เที่ยวในกาลสมควร ประเดน็ นม้ี งุ่ การงดเทย่ี วในเวลาไมส่ มควรโดยเฉพาะการเทย่ี วกลางคนื เพราะจะเปน็ เหตใุ หต้ อ้ งนอนดกึ หรอื บางครงั้ ไมไ่ ดน้ อน ซง่ึ จะท�ำใหร้ า่ งกายทรดุ โทรม อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่เท่ียวกลางคืน ก็จะมีโอกาสพักผ่อนได้เต็มท่ี สุขภาพก็จะ สมบูรณ์แข็งแรง การแพทย์ในปัจจุบันพบว่า การนอนดึกจะท�ำให้ร่างกายอ่อนล้า เหมอื นกบั เครอื่ งยนต์ “overload” เป็นเหตใุ ห้อายสุ ัน้ การนอนดึกอย่างต่อเนือ่ งจึง เป็นการเร่งวนั ตายให้ตัวเอง 3 5) ประพฤติพรหมจรรย์ มีข้อสงั เกตอย่างหนง่ึ คือ ผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์โดยเฉพาะนกั บวช นนั้ จะมสี ขุ ภาพแขง็ แรงและอายยุ นื กวา่ บคุ คลทวั่ ไป ส�ำนกั ขา่ วโซหเู นต็ ของจนี รายงาน ว่า พบหลวงจีนมรณภาพรปู หนึ่ง ที่วดั หลิงฉวน อ�ำเภออนั หยาง ในมณฑลเหอหนนั ซงึ่ มนี ามว่า อู๋อวน๋ิ ชิง อายุ 160 ปี ท่านเกิดเมอ่ื ปี ค.ศ. 1838 (พ.ศ. 2381) เมอ่ื อายุ 15 ปีบดิ ามารดาเสยี ชีวติ หลังจากน้นั ท่านจึงออกบวช จนกระทงั่ มรณภาพด้วยโรค ชราเมอ่ื ปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) 4 1 ยาคู เป็นชื่อขนมอย่างหน่ึง ทาํ ด้วยเมล็ดข้าวอ่อนตาํ แล้วคัน้ เอาน้าํ ตง้ั ไฟจนสกุ ใส่น�้ำตาล 2 ยาคสุ ตู ร, อังคตุ ตรนิกาย ปัญจกนบิ าต, มก. เล่ม 22 ข้อ 207 หน้า 350-351. 3 พิราภรณ์ บุตรหนัน (2551). “อันตรายจากการนอนดึก.” [ออนไลน์]. 4 ผู้จัดการ (2550). “พบร่างหลวงจนี อายุ 160 ปีทเี่ หอหนันไม่เน่าไม่เปื่อย.” [ออนไลน์]. แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 396 สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
ในเมืองไทยก็มนี ักบวชหลายท่านทม่ี ีอายยุ ืนเกนิ 100 ปี เช่น หลวงปู่ ละมยั ฐติ มโน เป็นต้น ท่านมอี ายถุ งึ 135 ปี หลวงปู่ละมัยเป็นเจ้าส�ำนักสงฆ์สวนป่า- สมนุ ไพร อ.เมอื ง จ.เพชรบรู ณ์ แมท้ า่ นจะมอี ายมุ ากแลว้ แตเ่ สน้ ผมยงั ดกด�ำ สขุ ภาพ แข็งแรง 1 พระที่มีอายุยืนกว่านี้ยังมีอยู่อีกจ�ำนวนมาก ได้แก่ พระผู้ส�ำเร็จ หรือ พระบังบด เช่น หลวงปู่พสู ี เป็นต้น ซึ่งมีอายุถงึ 400 กว่าปี เป็น 1 ใน 6 ของ พระบังบดท่มี ีอยู่ ณ ภเู ขาควาย ประเทศลาว 2 จากตวั อยา่ งทก่ี ลา่ วมานชี้ ใี้ หเ้ หน็ วา่ การประพฤตพิ รหมจรรยเ์ ปน็ เหตใุ ห้ มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน ท้ังน้ีอาจจะเป็นเพราะไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับเร่ืองกาม ราคะและไมต่ อ้ งทนทกุ ขก์ บั ปญั หาทางครอบครวั และสงั คมแบบชาวโลก มงุ่ หนา้ ศกึ ษา พระธรรมวินัยและประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นหลัก ส่วนคฤหัสถ์ก็สามารถประพฤติ พรหมจรรย์ได้ ด้วยการรักษาศีล 8 ในวันส�ำคัญทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ เช่น วนั พระหรอื ช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น 11.2.2 การดแู ลสขุ ภาพจิตใจ จากทก่ี ลา่ วแลว้ ในบทที่ 5 วา่ จติ ใจมคี วามส�ำคญั มากกวา่ รา่ งกาย เพราะจติ ใจ เป็นนาย ส่วนร่างกายเป็นบ่าว เมอ่ื จติ ใจมคี วามส�ำคญั อย่างนี้ การดแู ลสุขภาพจติ ใจ จึงมคี วามส�ำคญั เป็นอย่างย่ิง พระสมั มาสมั พุทธเจ้าตรสั ว่า ภาวะปกติของจติ ใจมนุษย์จะ “ประภัสสร คอื สว่างไสว บรสิ ทุ ธ”์ิ แต่เพราะมกี เิ ลสเข้ามาห่อหุ้มท�ำให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่สว่างไสว และไมเ่ ขม้ แขง็ เวลามอี ะไรมากระทบใจเขา้ หนอ่ ยกจ็ ะหวนั่ ไหวไปกบั สง่ิ นน้ั เชน่ ท�ำให้ เกดิ ความโกรธบ้าง หรอื บางครง้ั กเ็ กดิ ความทกุ ขเ์ ศร้าเสยี ใจในเรอ่ื งต่าง ๆ จนเกนิ ไป หรือมีความเครียดกับการท�ำงานบ้าง ส่งิ เหล่านล้ี ้วนเป็นเหตใุ ห้เจ็บป่วยได้ทัง้ สิ้น 1 คมชัดลกึ (2550). “พบหลวงปู่อายุ 135 ปีแก่กว่าหญิงญป่ี ุ่นทล่ี งกินเนสส์บุ๊ค.” [ออนไลน์]. 2 พระเทพญาณมหามุนี (2549). “เหลอื เช่ือแต่ก็เป็นความจริง.” [ออนไลน์]. www.dmc.tv สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 397 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
การดแู ลสขุ ภาพจติ ใจใหก้ ลบั สภู่ าวะปกติ คอื บรสิ ทุ ธ์ิ สวา่ งไสวนนั้ ท�ำไดด้ ว้ ย การสง่ั สมบญุ ไดแ้ ก่ ใหท้ าน รกั ษาศลี สวดมนต์ เจรญิ สมาธภิ าวนา ฟงั ธรรม เปน็ ตน้ ซ่ึงสง่ิ เหล่านเ้ี ป็นกจิ วัตรประจ�ำวนั ของพทุ ธบริษทั ทง้ั 4 ทีต่ ้องท�ำเป็นประจ�ำอยู่แล้ว บุญจะช่วยช�ำระล้างกิเลสในจติ ใจให้เบาบางลงไปเร่อื ย ๆ ย่งิ กเิ ลสเบาบางลง ไปมากเท่าไร ความบริสุทธ์ิของจิตใจก็มีมากเท่าน้ันและจะกลับคืนสู่ภาวะปกติมาก เทา่ นน้ั เชน่ กนั โดยอาการแสดงออก คอื เปน็ ผมู้ ใี จนง่ิ หนกั แนน่ มน่ั คง ไมห่ วน่ั ไหว ต่อส่ิงท่มี ากระทบ จุดสงู สดุ ของภาวะปกติของจิตใจ คอื การละกเิ ลสได้หมดบรรลุ เป็นพระอรหนั ต์นนั่ เอง 11.3 การรกั ษาสขุ ภาพในพระไตรปิฎก การรักษาสขุ ภาพนน้ั เป็นการเยยี วยารักษาสขุ ภาพอนั เกดิ จากการอาพาธหรอื เจบ็ ปว่ ยดว้ ยเหตตุ า่ ง ๆ ใหก้ ลบั คนื สภู่ าวะปกติ ซงึ่ สาเหตแุ หง่ การอาพาธนน้ั พระสมั มา- สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามี 8 ประการด้วยกันดังจะกล่าวในหวั ข้อต่อไปนี้ 11.3.1 สาเหตุแห่งการอาพาธในพระไตรปิฎก อาพาธ แปลว่า ความเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้าผู้ทรงมี สพั พัญญุตญาณรอบรู้ในสิ่งทั้งปวงรวมท้ังเร่ืองทางการแพทย์ด้วย พระองค์ตรัสถึง สาเหตุส�ำคัญแห่งการอาพาธไว้ 8 ประการ ดังนี้ 1) อาพาธอนั เกดิ จาก “ด”ี เป็นสาเหตุ 2) อาพาธอันเกดิ จาก “เสมหะ” เป็นสาเหตุ 3) อาพาธอันเกิดจาก “ลม” เป็นสาเหตุ 4) อาพาธอนั เกดิ จาก “ด,ี เสมหะ, ลม ประชมุ กนั ” 5) อาพาธอันเกิดจาก “ฤดแู ปรปรวน” 6) อาพาธอันเกิดจาก “การบรหิ ารร่างกายไม่สมำ่� เสมอ” แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก 398 สรรพศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
7) อาพาธอนั เกดิ จาก “การถูกท�ำร้าย” 8) อาพาธอันเกดิ จาก “วิบากกรรม” 1 ค�ำว่า “ด”ี แปลมาจากภาษาบาลีว่า “ปิตฺต”ํ ดเี ป็นธาตนุ ำ้� ซง่ึ มอี ยู่ 2 ชนิด คือ ดนี อกถงุ น�้ำดี และดีในถงุ นำ้� ดี ดีมีสเี หมอื นน้ำ� มันมะซางข้น 2 ดนี อกถุงเอิบอาบอยู่ ทว่ั ร่างกาย เม่อื ดีนอกถุงก�ำเริบ ดวงตาจะเหลอื ง เวียนศีรษะ ตัวสน่ั และคนั ส่วนดี ในถุงจะอยู่ในถุงน้ำ� ดี ถุงน้ำ� ดีนนั้ มีลักษณะเหมอื นรงั บวบขมใหญ่ เมอ่ื ดใี นถงุ ก�ำเรบิ สตั ว์ทั้งหลายจะเป็นบ้า ท�ำสิ่งท่ีไม่ควรท�ำ พดู ค�ำที่ไม่ควรพูด คดิ สิ่งท่ไี ม่ควรคิด 3 ค�ำว่า “เสมหะ” มาจากภาษาบาลวี ่า “เสมหฺ ”ํ แปลว่า “เสลด” ซง่ึ เป็นธาตุน�ำ้ เช่นกนั ในร่างกายของเรามเี สมหะอย่ปู ระมาณหนง่ึ บาตร มสี ขี าว มสี เี หมอื นนำ�้ ในผล- มะเดอื่ ตัง้ อยู่ในท้อง ปกตพิ ื้นท้องของเราจะมีกลิน่ เหม็นเหมือนซากศพ เสมหะจะ ช่วยระงบั กลน่ิ เหมน็ ให้อยู่ภายในท้องเปรยี บเหมอื นแผ่นกระดานปิดส้วม 4 ค�ำว่า “ลม” ในที่นหี้ มายถงึ ธาตลุ มภายในร่างกาย ได้แก่ ลมพัดขน้ึ เบือ้ งบน ลมพดั ลงเบอื้ งตำ�่ ลมในทอ้ ง ลมในไส้ ลมพดั ไปตามตวั ลมหายใจเขา้ ลมหายใจออก เป็นต้น เม่ือโรคลมเกิดขึ้นในร่างกาย ย่อมท�ำให้มอื และเท้าอ่อนแรง ย่อมท�ำให้เป็น คนตาบอด ท�ำให้เป็นคนง่อยเปล้ีย 5 โรคลมนีห้ ากเป็นหนักก็จะท�ำให้ถึงตายได้ เช่น พระเถระรปู หนึง่ ลมเสียดแทงถึงหัวใจ และเสยี ดแทงท้องทะลอุ อกมา ไส้ของท่านก็ ออกมากองบนเตียง ในขณะอาพาธอยู่น้นั พระเถระได้ประกอบความเพียร จึงบรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏสิ มั ภทิ า 6 1 อาพาธสูตร, อังคตุ ตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 ข้อ 60 หน้า 192. 2 มะซาง เป็นไม้ผลชนิดหนึง่ มีผลขนาดผลของหมาก มสี ีเขยี ว มียางมาก และรสหวานเย็น. 3 ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ขทุ ทกปาฐะ, มก. เล่ม 39 หน้า 76. 4 แหล่งเดิม หน้า 77. 5 สารัตถปกาสนิ ี อรรถกถาสงั ยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค, มก. เล่ม 27 หน้า 194. 6 อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร, สมุ งั คลวิลาสนิ ี อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค, มก. เล่ม 14 หน้า 311. สรรพศาสตรใ์ นพระไตรปิฎก 399 แพทยศาสตร์ในพระไตรปิฎก www.kalyanamitra.org
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450