Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Published by Guset User, 2022-04-16 06:47:36

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Search

Read the Text Version

140 PowerPoint สําหรับครู เร่อื ง “ลักษณะทางภูมิศาสตรก๑ ายภาพของประเทศตํางๆ ในทวปี เอเชยี ”

141

142

143

144 บทสรุปประกอบ PowerPoint สําหรบั ครู เรอื่ ง “ลกั ษณะทางภูมิศาสตร๑กายภาพของประเทศตาํ งๆ ในทวปี เอเชยี ” จากวัตถปุ ระสงค๑ที่กําหนดตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนร๎ู สรุปได๎ดังนี้ 1. ทตี่ ั้งและอาณาเขตทวีปเอเซยี ทิศเหนอื ตดิ กบั มหาสมทุ รอารก๑ ติก ทศิ ตะวันออก ติดกับมหาสมทุ รแปซฟิ กิ ทิศใต๎ ติดกบั มหาสมทุ รอนิ เดยี ทศิ ตะวันตก ตดิ กบั ทวปี ยุโรปกบั ทวปี แอฟรกิ า 2. ภูมปิ ระเทศของประเทศตํางๆ ในทวปี เอเชีย ทวปี เอเชีย แบํงออกเป็น 5 ภูมิภาค โดยกําหนดชื่อเรยี กตามทิศทางเป็นสําคญั ดงั น้ี 1. ภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉลียงใต๎ 2. ภูมิภาคเอเชยี ตะวันออก 3. ภูมิภาคเอเชียใต๎ 4. ภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ตกเฉลยี งใต๎ 5. ภมู ภิ าคเอเชียกลาง 3. ภมู อิ ากาศของประเทศตาํ งๆ ในทวีปเอเชีย

145 วิธกี ารวัดผลประเมนิ ผล/เคร่ืองมอื /เกณฑ๑การประเมนิ วธิ กี าร เครื่องมือ เกณฑ๑การประเมิน สงั เกตพฤตกิ รรมรายกลํุม แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผาํ นการประเมินระดับดีขึ้นไป รายกลํมุ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน แบบประเมินผลงาน/ ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ชิน้ งาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผาํ นการประเมนิ ระดับดขี น้ึ ไป พึงพอใจ เกณฑ๑การประเมินช้นิ งาน/ภาระงาน ระดบั คะแนน รายการ 4 32 1 ประเมนิ 1. ความถูกตอ๎ ง มีความถูกต๎อง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชัดเจนสมบูรณ๑ ถูกตอ๎ งครบถ๎วน มีความถกู ตอ๎ งเปน็ มีความถูกตอ๎ ง 2. ความสะอาด ครบถ๎วน บางสวํ น เปน็ สํวนใหญํ เรียบร๎อย ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน สวยงาม เรียบร๎อย สวยงาม เรียบรอ๎ ย บางสํวน สํวนใหญํ ไมํมรี อยขดี ลบ มีรอยขดี ลบนอ๎ ย ไมํสะอาด ไมสํ ะอาด 3.ตรงตํอเวลา ไมํเรยี บรอ๎ ย ไมํเรียบร๎อย สํงงานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ น สงํ งานชา๎ กอํ น สงํ งานช๎า 4.การเชอ่ื มโยง ท่กี าํ หนด หมดเวลา 10 หมดเวลา 5 นาที ตอ๎ งมกี าร และความคดิ นาที เรงํ และทวง สร๎างสรรค๑ คิดแปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ เชื่อมโยงสมั พนั ธ๑ เชื่อมโยงสัมพันธ๑ เชือ่ มโยงสัมพนั ธ๑ เชื่อมโยงสัมพนั ธ๑ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิง่ ตาํ ง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ สงิ่ ตาํ ง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยาํ งถกู ต๎อง อยํางถูกต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง เป็นสํวนใหญํ เปน็ บางสวํ น เป็นสํวนนอ๎ ย

146 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นร๎ขู องผเ๎ู รียน ชอ่ื โครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ชือ่ โรงเรียน/สถานศกึ ษา …………………………………………………………………………………………………….. ชอื่ หัวหนา๎ โครงการ/กจิ กรรม............................................................................................................. คาํ ชแี้ จง ให๎ผูป๎ ระเมินทาํ เคร่ืองหมาย ถกู () ลงในชํองระดับพฤตกิ รร มของผ๎ูเรียน โดยมเี กณฑ๑ ระดับคณุ ภาพการประเมินดงั นี้ 5 มีพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู มากที่สุด 4 มีพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ มาก 3 มีพฤติกรรมการเรยี นรู๎ ปานกลาง 2 มีพฤติกรรมการเรียนรู๎ น๎อย 1 มีพฤติกรรมการเรยี นรู๎ นอ๎ ยท่ีสุด เกณฑ๑การพจิ ารณาระดบั คณุ ภาพ คะแนนเฉลี่ยร๎อยละ 0 - 50 ระดับคุณภาพ ปรบั ปรงุ คะแนนเฉล่ียร๎อยละ 50 - 69 ระดบั คณุ ภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 70 – 79 ระดบั คณุ ภาพ ดี คะแนนเฉลี่ยร๎อยละ 80 – 89 ระดบั คุณภาพ ดมี าก คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 90 - 100 ระดบั คุณภาพ ดีเยีย่ ม พฤติกรรมการเรยี นร๎ู ระดับพฤตกิ รรม 54321 1. ความตั้งใจในการทํางาน 2. ความรบั ผิดชอบ 3. ความกระตือรือร๎น 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสาํ เร็จของงาน 6. การทํางานรวํ มกบั ผูอ๎ ่นื 7. มีความคดิ ริเร่มิ สร๎างสรรค๑ 8. มีการวางแผนในการทํางาน 9. การมสี ํวนรวํ มในการแสดงความคดิ เห็นในกลํมุ 10. การมสี ํวนรวํ มในการแก๎ไขปญั หาในกลุํม ลงชือ่ .....................................................................ผ. ป๎ู ระเมนิ ............../............................../.....................

147 แผนการจัดการเรยี นรูท๎ ่ี 5 เรอ่ื ง ภัยแล๎ง วาตภัย เวลาเรียน 6 ชั่วโมง แนวคดิ ภัยธรรมชาติทเี่ กดิ ขน้ึ บนโลกนี้ มหี ลายประเภท ทัง้ ภยั แลง๎ วาตภัย แตลํ ะประเภทล๎วนมี ลักษณะ การเกิดและผลกระทบ ทีแ่ ตกตํางกันออกไป ภยั ทางธรรมชาตหิ ลายเห ตกุ ารณท๑ เี่ กดิ ขึ้นใน อดตี ได๎สรา๎ งความเสียหายและ สํงผลกระทบตํอมนุษยชาติและโลกอยํางมากมาย ซ่ึงมนุษย๑ไมสํ ามารถ คาดคะเนการเกดิ ภยั ธรรมชาตเิ หลาํ นีล้ วํ งหนา๎ ได๎อยํางแมํนยํา ดังนั้น จงึ ควรตระหนกั ถึงภัย และผลกระทบทีอ่ าจจะ เกิดข้ึนได๎ ทกุ เม่อื การศึกษาเรื่ องภัยธรรมชาติจึงเปน็ การเตรยี มความพรอ๎ ม ที่ดเี พื่อการวางแผน รบั สถานการณก๑ ารเกิดภัยตําง ๆ และปูองกันผลกระทบท่ีอาจจะเกิดข้ึน อีกทงั้ ยัง เป็นการเสรมิ สรา๎ ง ความรู๎ และทักษะในการปฏิบตั ิ เมื่อตอ๎ งเผชญิ กบั เหตภุ ัยพบิ ัติเพอื่ ลดความเสย่ี งที่ อาจเกิดขน้ึ กบั ท้ัง ชวี ติ และทรัพย๑สิน ตวั ช้ีวัด 1. อธิบายความหมายของภยั แล๎ง และวาตภัย 2. อธิบายความหมายของฝนแล๎งฝนทิ้งชวํ ง 3. บอกสาเหตุ และปัจจยั การเกดิ ภัยแล๎ง และวาตภยั 4. บอกผลกระทบที่เกดิ จากภยั แล๎ง และวาตภยั 5. ตระหนักถึงภยั และผลกระทบทเ่ี กดิ จากภยั แลง๎ และวาตภัย 5. บอกพื้นทเี่ ส่ียงภัยตอํ การเกิดภยั แลง๎ และวาตภัย 6. บอกสัญญาณบอกเหตกุ อํ นเกดิ ภยั แล๎ง และวาตภัย 7. บอกสถานการณ๑ภยั แล๎ง และวาตภยั 8. บอกวิธกี ารเตรยี มความพร๎อมรบั สถานการณ๑การเกิดภัยแล๎ง และวาตภัย 9. บอกวธิ กี ารปฏิบตั ิขณะเกิดภยั แลง๎ และวาตภัย 10. บอกวธิ ีการปฏิบตั ิหลงั เกดิ ภัยแล๎ง และวาตภัย เนอ้ื หา เรอ่ื งท่ี 1 ภยั แลง๎ - ลกั ษณะการเกิดภัยแล๎ง เร่อื งที่ 2 วาตภยั - ลักษณะการเกิดวาตภยั

148 - แนวทางการปูองกนั และการแก๎ไขปัญหาผลกระทบท่ีเกิดจากวาตภัย ขนั้ ตอนการจดั กระบวนการเรียนร๎ู ข้ันตอนที่ 1 การสรา๎ งแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผู๎เรียน พร๎อมท้ังแนะนาํ ตนเอง และแผนการจดั การเรียนร๎ู ซง่ึ การจัดการเรียนร๎ู ทผ่ี ู๎เรียนจะตอ๎ งเรียนรู๎รวํ มกันในครง้ั น้ี คือ เร่ือง ภยั แล๎ง วาตภัย และชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกบั เรื่องทจี่ ะ เรยี นร๎ูเพ่อื กระตนุ๎ ให๎ผู๎เรียนเกดิ ความสนใจและมีความกระตือรือรน๎ ในการเช่ือมโยงและสรา๎ งความ พร๎อมทีจ่ ะเรยี นรห๎ู รือทาํ กิจกรรมการเรยี นร๎ูตามแผนการจดั การเรยี นร๎ูคร้งั น้ี 2. ครชู ีแ้ จงวตั ถุประสงค๑ เนื้อหา กจิ กรรม การวัดและประเมินผลของการเรยี นรู๎ในครงั้ น้ี ท่ี สอดคล๎องกับตัวชีว้ ัดตามแผนการจัดการเรยี นรู๎ครั้งนี้ เพ่อื ให๎ผูเ๎ รยี นเข๎าใจอยํางชัดเจนวาํ ผ๎ูเรยี นจะตอ๎ ง เรยี นรูใ๎ ห๎บรรลตุ วั ช้ีวัด ท่ีกําหนดตามแผนการจัดการเรยี นรทู๎ ี่ 1 เรอ่ื ง ภยั แล๎ง วาตภัย ในคร้ังนี้ ซ่งึ มี จํานวน 4 ข๎อ ดงั นี้ - ความหมายของภยั แล๎ง วาตภยั - การเกิดภยั แล๎ง วาตภัย - สถานการณภ๑ ยั แล๎ง วาตภยั ในประเทศไทย - แนวทางการปอู งกนั และการแก๎ไขปัญหาผลกระทบทเ่ี กิดจากภัยแล๎ง วาตภยั 3. ใหผ๎ ๎เู รียนทําแบบทดสอบกํอนเรียน เรื่อง ภยั แล๎ง วาตภัย จาํ นวน 10 ข๎อ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครูให๎ผเู๎ รียนศึกษา หนงั สอื เรยี นรายวชิ า การเรยี นรู๎สูภ๎ ยั ธรรมชาติ สค 22019 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2554) เรื่อง ภยั แลง๎ วาตภยั หน๎า 1-29 พร๎อมทง้ั แนะนาํ แหลํงศกึ ษาคน๎ ควา๎ เพิม่ เติมจากอินเทอรเ๑ น็ต ซึ่งผ๎ูเรียนสามารถไปเรียนรู๎ไดด๎ ว๎ ยตนเอง และทํากจิ กรรม ตามท่ีได๎รบั มอบหมายดว๎ ย ท้ังน้ี ครูควรจะชแ้ี จงให๎ผ๎ูเรยี นทราบวาํ ในการพบกลํมุ ตามแผนการจัดการ เรียนรู๎ครั้งน้ี ผู๎เรยี นจะต๎องเรยี นรู๎และทํากิจกรรมทส่ี อดคลอ๎ งกับเนื้อหาทเี่ รียน โดยปฏบิ ัติกิจกรรมตาํ ง ๆ ไดแ๎ กํ การศึกษาคลิปวิดโี อ และการแลกเปล่ยี นเรียนรโ๎ู ดยการอภปิ รายรวํ มกบั เพือ่ นในกลุมํ รวมทง้ั มกี ารทดสอบหลงั เรียนด๎วย นอกจากนี้ ในการพบกลุํม แตลํ ะครั้งน้ัน ครูจะ มอบหมายงานให๎ผ๎ูเรียนไปเรียนรูด๎ ๎วยวธิ ี การ เรยี นรดู๎ ว๎ ยตนเอง ซงึ่ วิธีการเรียนรู๎ด๎วยตนเองจะตอ๎ งเกดิ ขึน้ ในทกุ ๆ ตวั ชี้วัดและเนือ้ หาท่กี ําหนด โดย ผเู๎ รียนจะต๎องปฏิบตั ิกจิ กรรมทก่ี ําหนดใหด๎ ว๎ ยวธิ ีเรียนร๎ูออนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการ เรียน ดังน้ัน ครูจะต๎องเช่อื มโยงรายล ะเอยี ดดงั กลําวขา๎ งต๎นให๎ผ๎ูเรยี นได๎เกดิ ความเขา๎ ใจและเกดิ แรง บันดาลใจในการเรยี นร๎ูท่จี ะเกดิ ขึ้น เพราะ การมอบหมายงานให๎ผู๎เรียนไปเรียนรด๎ู ว๎ ยวธิ ีเรยี นรดู๎ ๎วย ตนเองนั้น ผเ๎ู รยี นจะตอ๎ งเรยี นรูอ๎ อนไลน๑ผาํ นอินเทอรเ๑ นต็ และศึกษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครอู ภิปราย ใหค๎ วามรู๎ ซักถามความเขา๎ ใจ เกย่ี วกบั เนอ้ื หา ดังตํอไปน้ี ภยั แลง๎ หมายถึง ภัยทเ่ี กดิ จากการขาดแคลนน้ํา ในพ้ืนทใี่ ดพื้นทีห่ นึ่งเป็นเวลานาน ซง่ึ เกดิ ข้ึนในชํวงเวลาที่อากาศมีความแห๎งแล๎งผิดปกติ นํา้ ในลํา นา้ํ คคู ลองธรรมชาติลดลง รวมถึง

149 ความชนื้ ในดนิ ลดลงดว๎ ย สงํ ผลใหเ๎ กิด การขาดแคลนน้ํากินน้ําใช๎ จนกํอให๎เกดิ ความแห๎งแลง๎ และอาจ เกิดไฟปุาได๎ วาตภยั หมายถงึ ภัยท่ีเกิดขน้ึ จากพายุ ลมแรง จนทําให๎เกิดความเสียหายและเป็น อันตรายตอํ ชีวติ ทรัพยส๑ ิน อาคารบ๎านเรอื นและสิ่งกอํ สรา๎ ง รวมถึงตน๎ ไม๎ พืชผกั ตําง ๆ นอกจากนีย้ ัง ทําให๎เกดิ อุทกภยั ตามมาอกี ด๎วย 6. ครเู ปิดคลปิ วิดโี อใหผ๎ ูเ๎ รยี นชม เรอื่ ง ภยั พิบัติและวกิ ฤตทรัพยากรธรรมชาติ จากยูธปู https://youtu.be/jFwOsilqxAc และให๎ผเู๎ รียนสรปุ ความร๎ูทีไ่ ดร๎ ับ และรํวมกนั วพิ าก๑ ในชัน้ เรยี น ขน้ั ตอนท่ี 2 การนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ (Utilization : U) ครูให๎ผ๎ูเรียนแลกเปลย่ี นเรยี นร๎ู ลักษณะการเกดิ ภัยแลง๎ และวาตภยั 1. ลกั ษณะการเกดิ ภยั แล๎ง สาเหตุและปจั จยั การเกดิ ภยั แลง๎ ภัยแลง๎ เกดิ ขึ้นท้งั จากธรรมชาติและจากฝมี ือมนษุ ยเ๑ อง โดยทัว่ ๆ ไปภยั แลง๎ เกดิ จากสาเหตุ ดังน้ี 1 จากธรรมชาติ 1) การเปลย่ี นแปลงอุณหภูมโิ ลก 2) การเปลย่ี นแปลงสภาพภมู ิอากาศ 3) การเปล่ยี นแปลงของระดับนํ้าทะเล 4) ภยั ธรรมชาติ เชํน วาตภัย แผนํ ดนิ ไหว 2 จากการกระทําของมนษุ ย๑ 1) การทาํ ลายชนั้ โอโซน 2) ผลกระทบของภาวะเรอื นกระจก 3) การพัฒนาดา๎ นอตุ สาหกรรม 4) การตดั ไม๎ทําลายปาุ 2. ลกั ษณะการเกิดวาตภยั สาเหตแุ ละปัจจัยการเกิดวาตภยั สภาพพน้ื ผิวโลกแตลํ ะแหํงทแ่ี ตกตาํ งกนั ทําใหก๎ ารดดู ซับรังสีจากดวงอาทติ ย๑ ของแ ตํละพื้นท่ไี มํเทาํ กัน บริเวณปุาหนาทึบจะดูดรังสไี ด๎ดที ่ีสดุ รองลงมา คอื พ้นื ดนิ และพนื้ น้าํ ตามลําดับ เปน็ ผลให๎อากาศทอี่ ยเํู หนอื พื้นทดี่ ังกลาํ ว มีอณุ หภมู ิและความกดอากาศตาํ งกนั สํงผล ทาํ ให๎เกิดการเคล่ือนทข่ี องอากาศทเ่ี รียกโดยท่วั ไปวํา “ลม” ซึง่ แบํงตามลกั ษณะของแห ลํงกาํ เนดิ ได๎ 2 สาเหตุ คอื ความแตกตาํ งของอุณหภูมิสองแหํง และความแตกตาํ งของความกดอากาศ

150 1. ความแตกตาํ งของอุณหภมู ิสองแหงํ อากาศเม่ือไดค๎ วามรอ๎ นจะขยายตัว อากาศรอ๎ นจะ ลอยตัวสงู ข้ึน ทาํ ให๎อากาศในบรเิ วณขา๎ งเคยี งซึง่ มอี ุณหภูมิต่ํากวําเคล่ือนเขา๎ แทนท่ี การเคลอื่ นท่ีของ อากาศเน่อื งจากความแตกตาํ งของอุณหภูมใิ นสองบริเวณกอํ ใหเ๎ กดิ ลม 2. ความแตกตํางของความกดอากาศ อากาศเมอื่ ได๎รบั ความรอ๎ นจะขยายตวั ทําใหม๎ คี วาม หนาแนนํ ลดลง เป็นผลให๎ความกดอากาศนอ๎ ยลง อากาศเย็นในบรเิ วณใกลเ๎ คียงซ่ึงมี ความหนาแนํน มากกวําจะเคลือ่ นทเ่ี ข๎ามาบริเวณท่มี ีความกดอากาศตําง การเคล่ือนท่ขี องอากาศ เน่ืองจากบรเิ วณทมี่ ี ความกดอากาศตํางกันกํอให๎เกดิ ลม ครูและผเู๎ รยี นสรปุ ผลการเรยี นรร๎ู วํ มกนั และใหผ๎ ู๎เรียนสรุปสงิ่ ท่ีได๎ เรยี นรูล๎ งในสมุดบันทกึ ผลการเรยี นรพ๎ู บกลุมํ 3. ครูดาํ เนนิ การทาํ หนา๎ ทน่ี ําการอภปิ ราย โดยให๎ผเ๎ู รยี นกลุมํ ใหญรํ ํวมกนั แสดงความคิดเหน็ คดิ วเิ คราะห๑ อภิปราย และวิเคราะห๑ให๎ข๎อมลู เพ่ิมเติมในเน้อื หาหรือประเด็นทีย่ ังไมํชดั เจน ตาม รายละเอียดที่ผ๎ูเรยี นไดแ๎ ลกเปลีย่ นเรยี นรรู๎ ํวมกนั หากผเู๎ รียนกลมุํ ใหญํหรอื ครูเหน็ วํายงั ไมสํ มบรู ณ๑ มี ความตอ๎ งการในการเรียนรู๎เพม่ิ เติม ครจู ะชํวยเตมิ เตม็ ความรใู๎ ห๎กับผเู๎ รียน หลังจากน้ันครูและผเู๎ รียน สรปุ สิง่ ท่ีไดเ๎ รยี นร๎ใู นภาพรวมทงั้ หมดแลว๎ ให๎ผ๎เู รยี น สรปุ ส่งิ ทไ่ี ด๎เรยี นรู๎ลงในสมุดบนั ทกึ การเรยี นรู๎ของ ตน 4. ครูมอบหมายงาน ให๎ผ๎ูเรียนเรียนร๎ูดว๎ ยตนเอง ตามใบกจิ กรรม (จากสมุดกจิ กรรมการ เรียนร๎ู รายวชิ า การเรยี นรสู๎ ู๎ภยั ธรรมชาติ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน๎ า ) และบันทกึ ผลการเรยี นรด๎ู ว๎ ย ตนเอง ลงในสมดุ บนั ทกึ ผลการเรยี นรู๎ หมายเหตุ : ในการดําเนินกิจกรรมกลํุม ครูชี้แจงบทบาทหน๎าท่ีในการทาํ งานให๎ผู๎เรยี นไดม๎ คี วาม รับผดิ ชอบรวํ มกันในการทํางาน ซ่งึ มอบหมายให๎ผ๎เู รี ยนดําเนนิ การแตงํ ตั้ง ประธานหรือผู๎นําในการ อภิปรายแลกเปลย่ี นเรยี นร๎ู และการมอบหมายใหม๎ ีผูร๎ บั ผิดชอบในภารกิจตําง ๆ รวมถึงการแตํงตั้ง เลขานกุ ารของกลํมุ เป็น ผจ๎ู ดบันทกึ และผรู๎ กั ษาเวลา เพอื่ ปฏบิ ัติงานของกลํุมใหญใํ ห๎บรรลุตาม วัตถุประสงค๑ท่ีตัง้ ไว๎ และพจิ ารณาวาํ สมาชิกลํุมทกุ คนควรมีความเข๎าใจตรงกนั วํา ตนมบี ทบาทหนา๎ ท่ีท่ี จะต๎องชํวยใหก๎ ลํุมทํางานไดส๎ ําเร็จ ครคู วรใหค๎ ําแนะนําถงึ ความสาํ คัญของการให๎สมาชกิ ทุกคนในกลํมุ มีสวํ นรวํ มในการอภปิ รายอยาํ งทว่ั ถงึ ไมํใหม๎ ีการผกู ขาดการอภิปรายโดยผใ๎ู ดผห๎ู นงึ่ และควรมีการ จาํ กัดเวลาของการอภิปรายแตํละประเด็น ในระหวาํ งการทาํ กจิ กรรมของผเู๎ รยี น ครมู บี ทบาทในการสังเกต พฤตกิ รรมการเรียนร๎ขู อง ผเ๎ู รียน คอยกระตุน๎ ผ๎เู รยี นให๎เกดิ ความกระตอื รือรน๎ ในการเรียน รู๎ โดยบนั ทกึ ลงในแบบบันทกึ พฤติกรรมการเรยี นรขู๎ องผ๎เู รยี น และเครอื่ งมอื ประเมินการสงั เกตแบบประมาณคาํ 5. ครูเปดิ โอกาส ให๎ผูเ๎ รยี นทั้งกลํุมรํวมกนั สนทนา เพ่ือใหผ๎ ูเ๎ รียนมีทักษะในการ ฟัง พูด คิด วเิ คราะห๑ การทาํ งานรํวมกบั ผูอ๎ น่ื การคดิ สรา๎ งสรรค๑ ความรับผิดชอบ และการนําความรูใ๎ นเนอื้ หามา

151 ใช๎ โดยครูบรู ณาการ เน้อื หาการเรียน ร๎ู มีการ ใช๎สอื่ เทคโนโลยี ท่ีเปน็ คลิปวดิ ีโอ จาก youtube และ TikTok ทีส่ มั พนั ธ๑กบั เน้ือหา ทัง้ นี้ ครเู ชอ่ื มโยงส่งิ ท่ีไดเ๎ รยี นรู๎ ตามขน้ั ตอนที่ 1 ในการนาํ ความรไ๎ู ปสูํการ ปฏบิ ัติ และประยุกต๑ใช๎ ผาํ นคลิปวดิ โี อ โดยครเู ปดิ คลปิ วิ ดีโอ เรื่อง สาเหตุการเกดิ พิบตั ิภยั ทางธรรม ชาต จาก https://youtu.be/fP1nuFI6Isg ขั้นตอนท่ี 3 การสะท๎อนความคดิ จากการเรยี นรู๎ (Reflection : R) 1. แบํงผเู๎ รียนออกเปน็ กลมุํ ๆ ละ 4 - 6 คน ใหผ๎ ๎เู รยี นแตํละกลํมุ ลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ โดย ผู๎เรยี นแตลํ ะ กลมํุ รวํ มกันแสดงความคดิ เห็น แนวทางการปอู งกนั พบิ ัตภิ ัย เรอ่ื ง ภัยแล๎ง วาตภยั วางแผน ตามใบ กจิ กรรมของผเ๎ู รยี น ตามเนอ้ื หาตํอไปน้ี เรอ่ื งท่ี 1 ภยั แล๎ง 1.1. ลักษณะการเกดิ ภัยแล๎ง จากสภาพฝนแลง๎ และฝนทิง้ ชํวง จะเปน็ สาเหตสุ าํ คัญ ให๎เกดิ ภยั แลง๎ ความแหง๎ แลง๎ ของสภาพภมู อิ ากาศ ภมู ิประเทศ จะทําให๎เกดิ ไฟไหมป๎ าุ ไดห๎ รือสภาพดนิ แหง๎ แตกระแหง 1.2 สาเหตุและปัจจยั การเกดิ ภัยแล๎ง ภยั แล๎งเกิดข้ึนทง้ั จากธรรมชาตแิ ละจากฝมี ือ มนษุ ยเ๑ อง โดยทวั่ ๆ ไปภยั แลง๎ เกดิ จากสาเหตุ 1.2.1 จากธรรมชาติ 1) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก 2) การเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ 3) การเปลยี่ นแปลงของระดับนํา้ ทะเล 4) ภัยธรรมชาติ เชํน วาตภยั แผํนดนิ ไหว 1.2.2 จากการกระทําของมนุษย๑ 1) การทาํ ลายชัน้ โอโซน 2) ผลกระทบของภาวะเรอื นกระจก 3) การพฒั นาด๎านอตุ สาหกรรม 4) การตดั ไม๎ทาํ ลายปุา

152 เร่ืองที่ 2 ลกั ษณะการเกดิ วาตภยั สาเหตุและปัจจัยการเกิดวาตภัย สภาพพื้นผวิ โลกแตํละแหงํ ที่แตกตํางกัน ทาํ ให๎การ ดูดซบั รงั สีจากดวงอาทติ ย๑ ของแตลํ ะพืน้ ท่ีไมเํ ทาํ กนั บรเิ วณปาุ หนาทบึ จะดดู รงั สีไดด๎ ที สี่ ุด รองลงมา คือ พ้นื ดินและพื้นนํ้า ตามลําดบั เปน็ ผลใหอ๎ ากาศทอ่ี ยเํู หนือพ้ืนท่ีดังกลาํ ว มอี ณุ หภมู แิ ละความกด อากาศตํางกนั สํงผล ทําให๎เกิดการเคล่ือนทีข่ องอากาศทีเ่ รียกโดยทว่ั ไปวาํ “ลม” ซงึ่ แบํงตามลักษณะ ของแหลํงกําเนดิ ได2๎ สาเหตุ คอื ความแตกตํางของอณุ หภูมิสองแหงํ และความแตกตาํ งของความกด อากาศ 1. ความแตกตาํ งของอุณหภูมิสองแหํง อากาศเมื่อไดค๎ วามรอ๎ นจะขยายตัว อากาศ ร๎อนจะลอยตวั สงู ขน้ึ ทาํ ใหอ๎ ากาศในบริเวณขา๎ งเคียงซ่ึงมอี ุณหภมู ติ ่าํ กวําเคลือ่ นเขา๎ แทนที่ การ เคลอื่ นที่ของอากาศเนอ่ื งจากความแตกตาํ งของอณุ หภูมใิ นสองบรเิ วณกํอใหเ๎ กดิ ลม 2. ความแตกตาํ งของความกดอากาศ อากาศเม่อื ไดร๎ ับความร๎อนจะขยายตวั ทําใหม๎ ี ความหนาแนนํ ลดลง เป็นผลใหค๎ วามกดอากาศนอ๎ ยลง อ ากาศเยน็ ในบริเวณใกล๎เคียงซ่งึ มี ความ หนาแนนํ มากกวาํ จะเคลื่อนที่เข๎ามาบรเิ วณทม่ี ีความกดอากาศตาํ่ การเคล่อื นทขี่ องอากาศ เนือ่ งจาก บริเวณที่มีความกดอากาศตํางกนั กํอใหเ๎ กดิ ลม การเกิดพายุหมุนเขตร๎อนของประเทศไทย เกดิ ข้นึ ในทะเลท้ัง 2 ฝงั่ คือ ฝ่งั ทะเล จนี ใต๎หรอื อาํ วไทย และฝั่งทะเลอันดามัน 1. พายหุ มุนเขตร๎อนในทะเลจนี ใตห๎ รอื อําวไทย เกิดในชํวงฤดฝู น ตง้ั แตํเดือน พฤษภาคมถงึ ตุลาคม หรือพฤศจิกายน ชวํ งระหวาํ งเดือนพฤษภาคมถงึ กรกฎาคม ปรากฏไมํมากนัก อาจมเี พียง 1 - 2 ลูก แตใํ นชวํ งเดือนสิงหาคมและกันยายน อาจมพี ายุถึง 3 - 4 ลกู พายุทีเ่ กดิ ในชํวงนีม้ ักจะขน้ึ ฝ่ัง บริเวณประเทศเวียดนาม แลว๎ คํอย ๆ อํอนกํา ลงั ลงตามลาํ ดบั ไมมํ อี ันตรายจาก ลมแรง แตํพายุท่ีเกิด ในชวํ งเดือนตลุ าคมและพฤศจกิ ายน สวํ นใหญํจะผํานมาทางตอนใต๎ของปลาย แหลมญวน หากเป็น พายุใหญจํ ะเคลื่อนตัวเขา๎ สํอู าํ วไทย อาจทํา ใหเ๎ กดิ ความเสียหายไ ด๎ เชํน พายุ เขตรอ๎ น “แฮรเ๑ รียต” และพายไุ ต๎ฝุน “เกย”๑ เปน็ ต๎น 2. พายุหมุนเขตร๎อนในทะเลอันดามนั เกิดได๎ใน 2 ชวํ งเวลาของปี คือ ชํวงท่ี 1 ในเดอื น เมษายน ถงึ กลางเดือนพฤษภาคม ชวํ งท่ี 2 ในกลางเดือนตลุ าคม ถงึ ธันวาคม พายุหมุน เขตรอ๎ นทีเ่ ข๎า สูปํ ระเทศไทย เฉล่ียปีละประมาณ 3 ลกู ท้ังน้ี ครจู ะต๎องกาํ กับการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมของผเ๎ู รยี นจนกิจกรรมแลว๎ เสรจ็ ตามใบกิจกรรม สําหรบั ครู เรือ่ ง ภัยแลง๎ วาตภัย (จากสมดุ กิจกรรมการเรียนร๎ู รายวิชาการเรยี นรูส๎ ูภ๎ ัยธรรมชาติ) 3. ใหผ๎ ๎เู รียนแตลํ ะกลมุํ นําเสนอผลการเรียนรู๎ เร่อื ง ภยั แลง๎ วาตภั ย ตามใบกจิ กรรมของ ผเ๎ู รียน เรือ่ ง ภัยแลง๎ วาตภัย 4. ครใู ห๎ผูเ๎ รียนสะทอ๎ นความคดิ ในการเรยี นรท๎ู ่ีได๎จากการเรียนรู๎ และนําเสนอ แลกเปลีย่ น ขอ๎ คิดเหน็ รวํ มวิพากย๑ หน๎าชนั้ เรยี น

153 5. ครูและผ๎เู รียนอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรรู๎ ํวมกัน ขน้ั ตอนท่ี 4 การติดตามประเมนิ และแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากับผู๎เรียน เกยี่ วกบั เรอ่ื งที่ไดเ๎ รยี นรต๎ู าม แผนการจดั การเรียนรนู๎ ี้ โดยครสู มํุ ผ๎ูเรียนตามความสมคั รใจจาํ นวน 4 - 5 คน ให๎ตอบคาํ ถามในประเดน็ ตํอไปน้ี ประเดน็ “ทํานจะนําความร๎เู รอ่ื ง ภยั แลง๎ วาตภยั ไปประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นการแกป๎ ญั หาหรื อไปใช๎ ประโยชนใ๑ นชวี ิตจรงิ ได๎อยาํ งไร” แนวคําตอบ ผูเ๎ รยี น สามารถนําความรู๎ท่ีไดร๎ บั จาก การเรียนรเ๎ู ร่ือง เมอ่ื สารเปล่ยี นแปลง สถานะจึงเปล่ียนไป ไปประยกุ ตใ๑ ช๎ในชวี ิตจริงได๎ ดังน้ี เรอื่ งที่ 1 แนวทางการปูองกนั และการแกไ๎ ขปญั หาผลกระทบทีเ่ กิดจากภยั แล๎ง การปูองกนั และแกไ๎ ขปญั หาผลกระทบทเ่ี กดิ จากภัยแลง๎ น้นั ต๎องเตรยี มความพร๎อม ต้ังรบั สถานการณ๑ท่ีอาจจะเกดิ ขน้ึ และการปฏบิ ตั ติ นขณะเกดิ ภัยแลง๎ รวมทั้งการชวํ ยเหลือฟน้ื ฟู ภายหลัง เกิดภัยแลง๎ 1.1 การเตรียมความพรอ๎ ม การเตรยี มตัวเพอ่ื รบั สถานการณ๑การเกิดภยั แลง๎ ที่จะ เกดิ ขึน้ ดงั นี้ 1) เตรยี มกักเกบ็ น้ํา สะอาดเพอ่ื การบริโภคใหเ๎ พียงพอ อยํารีรอ มฉิ ะนน้ั จะไมมํ ี นํ้าใหเ๎ กบ็ 2) ขุดลอกคู คลอง และบํอนาํ้ บาดาล เพอ่ื เพิม่ ปริมาณกกั เก็บนา้ํ 3) วางแผนการใชน๎ า้ํ อยาํ งประหยัด เพือ่ ให๎มนี ํ้าใช๎ตลอดชํวงภยั แลง๎ 4) เตรียมหมายเลขโทรศัพทฉ๑ ุกเฉนิ เพือ่ การขอน้ําบรโิ ภคและการดับไฟปุา 5) ปลูกหญา๎ แฝกรอบ ๆ ต๎นไม๎ผลหรอื รอบแปลงปลูกผัก ตดั ใบหญ๎าแฝกในชวํ ง ฤดู แลง๎ เพ่อื ลดการคายนํ้า ลดการใช๎นาํ้ ของหญ๎าแฝก และนําใบมาใชค๎ ลมุ โคนตน๎ ไมแ๎ ละแปลงผัก การปฏิบัติขณะเกดิ ภัยแล๎ง ขณะทเี่ กิดภัยแลง๎ เราจะต๎องปฏบิ ัตดิ งั ตอํ ไปน้ี 1. การใช๎นาํ้ เพือ่ การเกษตร ควรใช๎ชวํ งเชา๎ และเยน็ เพือ่ ลดอัตราการระเหยน้ํา 2. การใชน๎ าํ้ จากฝักบัวเพื่อชําระรํางกายจะประหยดั นาํ้ มากกวาํ การตกั อาบ 3. กําจัดวสั ดเุ ชอื้ เพลงิ รอบที่พกั เพือ่ ปูองกันการเกดิ ไฟปุา และการลกุ ลาม 4. เตรยี มหมายเลขโทรศัพทฉ๑ กุ เฉิน เพ่อื การขอนํา้ บรโิ ภคและการดบั ไฟปาุ การชํวยเหลอื และฟ้ืนฟูภายหลงั การเกดิ ภัยแล๎ง หลังจากการเกดิ ภยั แล๎ง เราจะตอ๎ งเตรยี มตัว และปฏิบตั ิดงั ตํอไปน้ี

154 1. ให๎ตดิ ตามสภาวะอากาศ โดยฟังคําเตอื นจากกรมอตุ นุ ิยมวิทยา 2. ไม๎ผล คลุมโคนตน๎ ด๎วยฟาง เปลอื ก ถ่วั เศษใบไม๎ ใบหญ๎า ปลกู พชื ตระกลู ถั่ว รอบ บรเิ วณโคนต๎น โดยเริ่มคลุมในชวํ งปลายฤดูฝน หรือชํวงตน๎ ฤดแู ลง๎ พชื ผกั คลมุ ด๎วยฟางข๎าว แกลบสด พลาสติก เปน็ ตน๎ เร่อื งที่ 2 แนวทางการปูองกนั และการแก๎ไขปัญหาผลกระทบทีเ่ กิดจากวาตภยั การเตรียมการกอํ นเกิดวาตภยั 1. ตดิ ตามขาํ วและประกาศ คาํ เตอื นภัยเกีย่ วกับลกั ษณะอากาศร๎าย จากกรม อุตุนยิ มวิทยา 2. เตรียมวทิ ยุและอุปกรณส๑ อ่ื สารทใี่ ช๎ถาํ นแบตเตอร่ี เพือ่ ติดตามขาํ วในกรณี ทไ่ี ฟฟาู ขดั ขอ๎ ง 3. ตัดกงิ่ ไมท๎ อี่ าจหักลงจากแรงลมพายุ โดยเฉพาะกิง่ ไมท๎ ีม่ ีโอกาสหกั ลงมาทับ บ๎านเรือน หรือสายไฟฟูาได๎ สํวนตน๎ ไม๎ทย่ี ืนต๎นตาย ควรโคํนลงให๎เรียบร๎อย 4. ตรวจเสาและสายไฟฟาู ท้ังภายในและภายนอกบรเิ วณบ๎านเรอื น ให๎เรยี บร๎อย ถา๎ ไมํ แขง็ แรงให๎ยดึ เสาไฟฟูาใหม๎ ัน่ คง 5. ปดิ ประตู หนา๎ ตํางทุกบาน รวมท้ังยดึ ประตูและหนา๎ ตํางให๎ม่นั คง แข็งแรง ถา๎ ประตู หนา๎ ตาํ งไมแํ ขง็ แรง ให๎ใชไ๎ ม๎ทาบ ตีตะปู ตรงึ ปิดประตู หน๎าตาํ งไวจ๎ ึงจะปลอดภัยยิง่ ขึ้น 6. ปิดก้ันชอํ งทางลมและชอํ งทางตําง ๆ ทล่ี มจะเข๎ามาทาํ ใหเ๎ กิดความเสยี หาย 7. เตรียมตะเกียง ไฟฉาย และไมข๎ ดี ไฟให๎พรอ๎ มและนํา มาวางไว๎ใกล๎ ๆ มอื เมอ่ื เกดิ ไฟฟูาดบั จะได๎หยบิ ใช๎อยาํ งทันทวํ งที 8. เตรยี มอาหารสาํ รอง นา้ํ ด่ืม อาหารกระป๋องไว๎เพื่อยงั ชพี ในระยะเวลา 2-3 วนั 9. ดับเตาไฟใหเ๎ รียบรอ๎ ย และควรจะมอี ุปกรณส๑ ําหรับดับเพลงิ ไวภ๎ ายในบา๎ น 10. ครแู ละผูเ๎ รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นร๎ูรวํ มกนั เพื่อเปน็ การสรุปภาพรวมของ กจิ กรรมการเรียนรู๎ ซ่ึงจะทาํ ให๎ผ๎ูเรยี นเกดิ ความเขา๎ ใจในกิจกรรมการเรียนรมู๎ ากยิง่ ขึ้น 11. ให๎ผูเ๎ รียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น จาํ นวน 10 ข๎อ โดยใช๎เวลา 10 นาที 12. ครูและผ๎เู รียนสรปุ ภาพรวมส่ิงทไ่ี ดเ๎ รียนรูร๎ ํวมกนั ครูมอบหมายงานใหเ๎ รยี นรด๎ู ๎วยตนเอง รายละเอียดดังน้ี การมอบหมายงานใหเ๎ รยี นรดู๎ ๎วยตนเอง ครชู ้แี จงใหผ๎ ูเ๎ รยี นทราบวํา ในการพบกลุมํ แตลํ ะครั้งผู๎เรยี นจะไดร๎ ับมอบหมายงานให๎ไปเรยี นร๎ู ด๎วยวิธเี รียนร๎ดู ว๎ ยตนเองในลกั ษณะท่คี รูจะมอบหมายงานให๎ผเู๎ รียนไปศึกษา ชุดวชิ าการเรียนร๎สู ภู๎ ยั ธรรมชาติ 1 รหัสวิชา สค22019 เรือ่ ง ภยั แลง๎ วาตภยั หนา๎ 1-29 ทง้ั ภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ โดยให๎ ศึกษาเนอ้ื หาและปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท๎ายเร่อื ง รายละเอยี ดของเนือ้ หา แบํงออกเปน็ 2 สํวน ดังนี้ สํวนท่ี 1 เน้ือหาการเรยี นรู๎ตามแผนการจัดการเรยี นรู๎ครัง้ น้ี สวํ นที่ 2 เนอ้ื หาการเรยี นร๎ูเพม่ิ เตมิ ใน สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรู๎ รายวชิ าการเรยี นรู๎ ส๎ูภัย ธรรมชาติ

155 หลังจากนั้น ครูและผ๎เู รยี นมีการนัดหมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปลย่ี นเรียนรู๎ รวํ มกนั ผาํ นทางสอ่ื อิเล็กทรอนิกส๑ ตํอไป หมายเหตุ : ใหผ๎ ๎ูเรยี นลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมดว๎ ยตนเอง ซึง่ การใหผ๎ ูเ๎ รียนลงมือปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ด๎วยตนเองนั้น อาจมคี วามแตกตาํ งกันบ๎ างในข้ันตอน โดยพิจารณาจากพื้นฐานของผู๎เรยี น ในกรณที ี่ ผ๎ูเรียนมพี ื้นฐานน๎อยหรือไมํมพี ื้นฐานมากอํ นกค็ วรจัดการเรียนร๎พู ืน้ ฐานทจี่ ําเปน็ และพอเพยี งกับ ผเ๎ู รียน หลังจากน้ันให๎ผูเ๎ รียนไดป๎ ฏบิ ัตดิ ว๎ ยตนเองในชวํ งระยะหน่งึ แลว๎ จึงคอํ ยใหผ๎ เ๎ู รยี นคดิ หัวข๎อท่ี อยากจะทํา หรือถ๎าผ๎ูเรยี นมพี ้นื ความรู๎มากอํ นแล๎ว ให๎คดิ หัวข๎อท่สี นใจจะทาํ และให๎ลงมอื ปฏิบัติได๎ สื่อ วัสดุ อปุ กรณ๑ และแหลํงการเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรยี น เรอ่ื ง ภยั แลง๎ วาตภัย 2. ใบความร๎ูสาํ หรบั ผู๎เรยี น เรื่อง ภยั แล๎ง วาตภัย 3. คลปิ วิดีโอ เร่ือง ภยั แลง๎ วาตภยั จาก https://youtu.be/jFwOsilqxAc และ 4. ใบกจิ กรรม เรื่อง ภัยแลง๎ (ชุดกจิ กรรมการเรียนรว๎ู ิชาการเรยี นรู๎สู๎ภัยธรรมชาติ 2) 5. ใบกิจกรรม เรื่อง วาตภยั (ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูว๎ ชิ าการเรยี นรูส๎ ๎ูภยั ธรรมชาติ 2) 6. แบบทดสอบหลังเรยี น เร่ือง ภัยแลง๎ วาตภัย การวดั และประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมการมีสํวนรวํ ม ความต้งั ใจ และความสนใจของผเู๎ รยี น 2. ผลการทดสอบกํอนและหลังเรียน 3. ผลการออกแบบและสร๎างสรรคน๑ วตั กรรมและส่งิ ทีต่ ๎องการพฒั นา/ช้นิ งาน/ผลงาน 4. ผลการประเมินความพงึ พอใจของผู๎เรียน

156 แบบทดสอบกอํ นเรียน วชิ า การเรยี นรส๎ู ภ๎ู ัยธรรมชาติ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น คาํ ช้แี จง เลือกคําตอบทถี่ ูกตอ๎ งท่สี ุดเพียงคาํ ตอบเดียว 1. การเกิดภยั แล๎งโดยธรรมชาติ เกิดขึน้ จากสาํ เหตุใด ก. การเปลยี่ นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ ข. ผลกระทบของภาวะเรือนกระจก ค. การทําลายช้ันโอโซน ง. การตดั ไม๎ทําลายปาุ 2. หนํวยงานใด มีหน๎าทใี่ นการแจ๎งขําวพยากรณ๑อากาศใหป๎ ระชาชนรบั ทราบโดยทั่วกนั ก. กรมวชิ าการเกษตร ข. กรมอตุ ุนยิ มวทิ ยา ค. กรมทรัพยากรธรณี ง. กรมทรัพยากรและส่งิ แวดลอ๎ ม 3. ประเทศไทยมักจะเกิดภยั แล๎งขึ้นในภูมภิ าคใด ก. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาคตะวนั ออก ข. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ภาคเหนอื ค. ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออก ง. ภาคเหนอื ภาคใต๎ 4. ขอ๎ ใดเปน็ การปูองกันภัยแลง๎ ท่ีมีประสิทธิภาพมากทส่ี ดุ ก. งดการตดั ไม๎ทกุ ประเภท ข. ทาํ ฝนเทยี มในบรเิ วณท่แี ห๎งแลง๎ ค. ลดการใช๎นาํ้ โดยใชเ๎ ฉพาะท่ีจาํ เปน็ ง. ลดการทาํ ลายปาุ และเพิ่มพน้ื ทีป่ ุา 5. การปลูกหญา๎ แฝก ชํวยแกไ๎ ขปญั หาใดไดด๎ ีทสี่ ดุ ก. การชะลา๎ งการพังทลายของดนิ ข. การขาดแคลนวัสดุมงุ หลังคาํ ค. ดนิ ขาดปยุ๋ ไนโตรเจน ง. เศรษฐกิจตกตาํ่

157 6. พายุฤดรู ๎อน สวํ นมากจะเกิดขนึ้ ระหวํางเดือนใด ก. มกราคม ถงึ มีนาคม ข. มนี าคม ถงึ เมษายน ค. พฤษภาคม ถึง มถิ นุ ายน ง. กรกฎาคม ถึง พฤศจิกายน 7. การเกิดวาตภัยในขอ๎ ใดสมั พนั ธก๑ ับแหลํงทเี่ กิด ก. พายุไต๎ฝุนเกย๑– ลาว ข. พายุไต๎ฝุนกิสนา– กัมพชู า ค. พายไุ ซโคลนนารก๑ ีส– พมํา ง. พายเุ ขตร๎อนแฮร๑เรยี ต– จีน 8. พายเุ ขตรอ๎ น “แฮร๑เรียต” เคลื่อนตัวเขา๎ สูํประเทศไทยบริเวณใด ก. บริเวณจงั หวัดหนองคาย ข. บรเิ วณจงั หวดั อบุ ลราชธานี ค. บริเวณอําเภอทบั สะแก จังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ง. บรเิ วณแหลมตะลุมพกุ อาํ เภอปากพนัง จังหวัดนครศรธี รรมราช 9. หลังเกิดวาตภัยควรปฏบิ ัตติ นตามข๎อใด ก. หากมผี ูบ๎ าดเจ็บให๎ชวํ ยเหลือทันที ข. ตดิ ตามฟังขําวอากาศจากแหลงํ ขําวรัฐบาล ค. ควรดบั ไฟปลดสะพานไฟฟาู ปิดวาล๑วแก๏ส ง. พักในอาคารทีม่ นั่ คงตลอดเวลาขณะเกิดวาตภยั 10. ศูนย๑กลางพายุ เรยี กอีกอยาํ งวาํ อะไร ก. หัวพายุ ข. เงาพายุ ค. ตาพายุ ง. เขตพายุ

158 ใบงานท่ี 1 กิจกรรมการเรียนร๎ู ภัยแลง๎ ภยั แลง๎ หมายถึง อะไร …................................................................................................................……………………………. .. …....................................................................................................... ............................................. …............................................................................................................................ ......................... ฝนแลง๎ หมายถึงอะไร …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ …........................................................................................................................................... .......... ฝนท้ิงชวํ ง หมายถึงอะไร …................................................................................................................……………………………. .. …....................................................................................................... ............................................. …............................................................................................................................ ......................... บอกสาเหตสุ าํ คัญของการเกดิ ภัยแล๎ง …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ …............................................................................................................................... ...................... บอกผลกระทบท่เี กิดจากภยั แลง๎ ...................................................................................................................………………………… ...... ........ ............................................................................................................................................... ............... ............................................................................................................................. ............ ...................................................................................................................………………………….......

159 ใบงานที่ 2 กิจกรรมการเรียนร๎ู วาตภยั อธบิ ายความหมายของ วาตภยั …................................................................................................................……………………………. .. ….................................................................................................................................................... …............................................................................................................................ ......................... …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ …............................................................................................................................ ......................... ปัจจัยท่ีทาํ ใหเ๎ กิด วาตภยั …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ …..................................................................................................................................................... …................................................................................................................……………………………. .. ….................................................................................................................................................... …............................................................................................................................ ......................... บอกความเสียหายทีเ่ กิดจากวาตภัย พอสงั เขป …................................................................................................................……………………………. .. ….................................................................................................................................................... …............................................................................................................................ ......................... …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ บอกวิธีการเตรยี มความพร๎อมรบั สถานการณ๑วาตภยั …............................................................................................................................ ......................... …................................................................................................................……………………………... …............................................................................................................................ ........................ ….....................................................................................................................................................

160 บันทึกผลหลังการจดั กระบวนการเรยี นร๎ู ผลการใช๎แผนการจดั กระบวนการเรยี นร๎ู 1. จํานวนเนื้อหากับจาํ นวนเวลา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลาํ ดบั เนือ้ หากับความเขา๎ ใจของผเ๎ู รยี น  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนําเขา๎ สบูํ ทเรยี นกับเนอ้ื หาแตํละหวั ขอ๎  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วธิ ีการจดั กจิ กรรมการเรียนร๎กู ับเนอ้ื หาในแตลํ ะขอ๎  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

161 5. การประเมนิ ผลกับตวั ช้วี ัดในแตํละเน้ือหา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนร๎ูของผูเ๎ รียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจดั กระบวนการเรียนรข๎ู องครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข๎อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

162 วิธกี ารวัดผลประเมนิ ผล/เคร่ืองมอื /เกณฑ๑การประเมนิ วธิ กี าร เครื่องมือ เกณฑก๑ ารประเมิน สงั เกตพฤตกิ รรมรายกลํุม แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผาํ นการประเมนิ ระดบั ดีขึ้นไป รายกลํมุ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น ผาํ นการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน แบบประเมินผลงาน/ ผาํ นการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ชิน้ งาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผาํ นการประเมนิ ระดับดขี น้ึ ไป พึงพอใจ เกณฑ๑การประเมินช้นิ งาน/ภาระงาน ระดบั คะแนน รายการ 4 3 2 1 ประเมนิ 1. ความถูกตอ๎ ง มีความถูกต๎อง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชัดเจนสมบูรณ๑ ถูกตอ๎ งครบถ๎วน มีความถกู ต๎องเปน็ มีความถูกตอ๎ ง ครบถ๎วน บางสวํ น เปน็ สํวนใหญํ 2. ความสะอาด ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน เรียบร๎อย เรียบรอ๎ ย สวยงาม เรียบรอ๎ ย บางสวํ น สํวนใหญํ สวยงาม ไมํมรี อยขดี ลบ มีรอยขดี ลบนอ๎ ย ไมสํ ะอาด ไมํสะอาด ไมเํ รยี บร๎อย ไมเํ รียบร๎อย 3.ตรงตํอเวลา สํงงานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ น สงํ งานชา๎ กอํ น สํงงานช๎า ท่กี าํ หนด หมดเวลา 10 หมดเวลา 5 นาที ตอ๎ งมกี าร นาที เรํงและทวง 4.การเชอ่ื มโยง คิดแปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ และความคดิ เชื่อมโยงสมั พนั ธ๑ เชื่อมโยงสัมพนั ธ๑ เชือ่ มโยงสัมพันธ๑ เชือ่ มโยงสัมพนั ธ๑ สร๎างสรรค๑ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิง่ ตาํ ง ๆ ได๎ สิ่งตําง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยาํ งถกู ต๎อง อยาํ งถกู ต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง เป็นสํวนใหญํ เปน็ บางสวํ น เป็นสํวนนอ๎ ย

163 แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรขู๎ องผู๎เรยี น ชอ่ื โครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ชอ่ื โรงเรียน/สถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………….. ชอื่ หัวหนา๎ โครงการ/กิจกรรม............................................................................................................. คําชแี้ จง ให๎ผ๎ูประเมินทําเครือ่ งหมาย ถูก () ลงในชอํ งระดับ พฤตกิ รรม ของผเ๎ู รยี น โดยมเี กณฑร๑ ะดบั คุณภาพการประเมนิ ดังน้ี 5 มพี ฤติกรรมการเรียนรู๎ มากท่ีสุด 4 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู มาก 3 มพี ฤติกรรมการเรียนรู๎ ปานกลาง 2 มีพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ น๎อย 1 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู นอ๎ ยทีส่ ุด เกณฑก๑ ารพจิ ารณาระดับคณุ ภาพ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 0 - 50 ระดับคุณภาพ ปรบั ปรุง พอใช๎ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 50 - 69 ระดบั คุณภาพ ดี ดมี าก คะแนนเฉลย่ี ร๎อยละ 70 – 79 ระดับคณุ ภาพ ดเี ย่ยี ม คะแนนเฉลยี่ รอ๎ ยละ 80 – 89 ระดับคุณภาพ คะแนนเฉลยี่ รอ๎ ยละ 90 - 100 ระดบั คณุ ภาพ พฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ ระดบั พฤตกิ รรม 54321 1. ความตงั้ ใจในการทํางาน 2. ความรับผดิ ชอบ 3. ความกระตอื รือรน๎ 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสําเรจ็ ของงาน 6. การทํางานรํวมกับผอู๎ ื่น 7. มคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรา๎ งสรรค๑ 8. มีการวางแผนในการทาํ งาน 9. การมสี วํ นรวํ มในการแสดงความคดิ เหน็ ในกลุมํ 10. การมสี ํวนรวํ มในการแกไ๎ ขปญั หาในกลํุม ลงชอื่ ......................................................................ผูป๎ ระเมิน (..............................................................)

164 แบบทดสอบหลังเรยี น วิชา การเรียนรู๎สภ๎ู ยั ธรรมชาติ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ คาํ ช้ีแจง เลอื กคาํ ตอบท่ถี กู ต๎องทีส่ ดุ เพยี งคําตอบเดยี ว 1. หนํวยงานใด มีหนา๎ ทีใ่ นการแจง๎ ขําวพยากรณ๑อากาศใหป๎ ระชาชนรบั ทราบโดยท่วั กัน ก. กรมวชิ าํ การเกษตร ข. กรมอตุ นุ ิยมวิทยา ค. กรมทรัพยากรธรณี ง. กรมทรพั ยากรและสิ่งแวดล๎อม 2. ประเทศไทยมกั จะเกดิ ภัยแลง๎ ขึน้ ในภูมิภาคใด ก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ภาคตะวนั ออก ข. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ภาคเหนอื ค. ภาคเหนือ ภาคตะวนั ออก ง. ภาคเหนือ ภาคใต๎ 3. การเกิดภยั แลง๎ โดยธรรมชาติ เกิดข้นึ จากสาเหตใุ ด ก. การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ ข. ผลกระทบของภาวะเรือนกระจก ค. การทําลายช้นั โอโซน ง. การตดั ไมท๎ าํ ลายปุา 4. การปลูกหญ๎าแฝก ชวํ ยแกไ๎ ขปญั หาใดได๎ดที ่สี ุด ก. การชะลา๎ งการพงั ทลายของดนิ ข. การขาดแคลนวสั ดมุ ุงหลงั คา ค. ดนิ ขาดปยุ๋ ไนโตรเจน ง. เศรษฐกิจตกตํ่า 5. พายฤุ ดูรอ๎ น สํวนมากจะเกิดขึ้นระหวํางเดอื นใด ก. มกราคม ถึง มนี าคม ข. มนี าคม ถึง เมษายน ค. พฤษภาคม ถึง มิถนุ ายน ง. กรกฎาคม ถึง พฤศจกิ ายน 6. ข๎อใดเป็นการปอู งกนั ภัยแล๎งทม่ี ปี ระสิทธิภาพมากทีส่ ดุ ก. งดการตัดไม๎ทุกประเภท ข. ทาํ ฝนเทยี มในบรเิ วณทแี่ ห๎งแล๎ง ค. ลดการใชน๎ าํ้ โดยใช๎เฉพาะทจ่ี ําเป็น ง. ลดการทําลายปุา และเพ่มิ พ้ืนทป่ี ุา

165 7. การเกดิ วาตภยั ในข๎อใดสมั พันธก๑ บั แหลํงที่เกดิ ก. พายุไต๎ฝุนเกย๑– ลาว ข. พายไุ ต๎ฝุนกสิ นา– กมั พชู า ค. พายุไซโคลนนารก๑ ีส– พมํา ง. พายเุ ขตร๎อนแฮร๑เรยี ต– จีน 8. หลังเกิดวาตภยั ควรปฏิบตั ติ นตามข๎อใด ก. หากมีผบ๎ู าดเจบ็ ให๎ชํวยเหลอื ทันที ข. ตดิ ตามฟงั ขาํ วอากาศจากแหลงํ ขําวรัฐบาล ค. ควรดบั ไฟปลดสะพานไฟฟูา ปดิ วาลว๑ แกส๏ ง. พกั ในอาคารทมี่ น่ั คงตลอดเวลาขณะเกดิ วาตภยั 9. ศูนยก๑ ลางพายุ เรยี กอกี อยํางวําอะไร ก. หวั พายุ ข. เงาพายุ ค. ตาํ พายุ ง. เขตพายุ 10. พายุเขตรอ๎ น “แฮรเ๑ รยี ต” เคล่อื นตัวเข๎าสปํู ระเทศไทยบรเิ วณใด ก. บริเวณจังหวดั หนองคาย ข. บรเิ วณจงั หวดั อบุ ลราชธานี ค. บริเวณอาํ เภอทับสะแก จงั หวดั ประจวบครี ีขันธ๑ ง. บรเิ วณแหลมตะลมุ พุก อําเภอปากพนงั จังหวดั นครศรีธรรมราช

166 แผนการจดั การเรียนร๎ทู ี่ 6 เรอื่ ง ชอํ งการตดั สนิ ใจพฒั นาอาชีพ เวลาเรยี น 6 ชัว่ โมง แนวคิด การพฒั นาสง่ิ ใดกต็ าม มวี ิธีการหลากหลาย เช น ทําการวิจัย ทดลองทาํ ก อนลงมือทําจรงิ การ ใชกระบวนการคดิ เปน นอกจากนีย้ งั มีวิธกี ารวิเคราะหศกั ยภาพตาง ๆ ท่เี กย่ี วของวาจะสามารถพัฒนา อาชพี ไดหรือไม ซึง่ เร่อื งนีจ้ ะไดศึกษาตอไป เพ่อื ใชเปนแนวทางในการตัดสินใจพัฒนาอาชีพ ตวั ชว้ี ัด ตัดสนิ ใจเลือกพัฒนาอาชีพไดอยางเหมาะสมกบั ตนเอง เนือ้ หา การตัดสินใจพัฒนาอาชพี ดวยการวเิ คราะหศกั ยภาพ (1) ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพนื้ ท่ี (2) ศักยภาพของพนื้ ท่ตี ามลักษณะภูมิอากาศ (3) ศกั ยภาพของภมู ิประเทศและทําเลที่ตงั้ ของแตละพื้นที่ (4) ศกั ยภาพของศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวถิ ีชวี ติ ของแตละพน้ื ท่ี (5) ศักยภาพของทรัพยากรมนษุ ยในแตละพื้นที่ ขัน้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู๎ ขัน้ ตอนท่ี 1 การสรา๎ งแรงบนั ดาลใจ ( Passion : P ) 1. ครทู กั ทายผเ๎ู รยี น พรอ๎ มทัง้ แนะนําตนเองและแผนการจดั การเรยี นร๎ูซ่งึ การจัดการเรียนร๎ูท่ี ผเ๎ู รยี นจะตอ๎ งเรยี นร๎รู ํวมกนั ในครง้ั น้ี คอื เรือ่ ง “การตดั สินใจพฒั นาอาชพี ดวยการวเิ คราะหศักยภาพ” และชวนคดิ ชวนคยุ เกย่ี วกบั เรือ่ งท่จี ะเรยี นรู๎เพื่อกระต๎ุนใหผ๎ เ๎ู รียนเกิดความสนใจและมีความ กระตือรือร๎นในการเชื่อมโยงและสรา๎ งความพรอ๎ มทจี่ ะเรียนรหู๎ รือทํากจิ กรรมการเรยี นรู๎ตามแผนการ จดั การเรียนรค๎ู รง้ั น้ี 2. ครูชแี้ จงวัตถปุ ระสงค๑ เน้อื หา กจิ กรรม การวดั และประเมินผลของการเรยี นร๎ูในคร้ังนี้ ที่ สอดคลอ๎ งกบั ตวั ช้ีวดั ตามแผนการจดั การเรยี นร๎ูคร้งั นี้ เพือ่ ให๎ผ๎เู รียนเข๎าใจอยํางชัดเจนวาํ ผเู๎ รียนจะต๎อง เรยี นร๎ใู หบ๎ รรลุตวั ชวี้ ัด ท่กี าํ หนดตามแผนการจดั การเรยี นรู๎ที่ 1 เร่ือง “การตัดสินใจพัฒนาอาชีพดวย การวเิ คราะหศักยภาพ”ในคร้งั น้ี ซงึ่ มีจาํ นวน 5 ข๎อ ดังนี้ (1) อธบิ ายศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแตละพืน้ ที่ (2) ศักยภาพของพน้ื ทต่ี ามลกั ษณะภูมอิ ากาศ (3) ศักยภาพของภมู ปิ ระเทศและทาํ เลท่ตี ั้งของแตละพืน้ ท่ี

167 (4) ศักยภาพของศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณแี ละวถิ ีชวี ิตของแตละพ้ืนท่ี (5) ศักยภาพของทรพั ยากรมนษุ ยในแตละพ้ืนที่ 3. ใหผ๎ เ๎ู รยี นทําแบบทดสอบกํอนเรยี นเร่อื ง “การตดั สินใจพฒั นาอาชพี ดวยการวิเคราะห ศกั ยภาพ” โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครใู ห๎ผู๎เรยี นศกึ ษาหนังสือเรียนรายวชิ าชอํ งทางการพฒั นาอาชพี อช210021 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) เร่อื ง ตัดสินใจเลอื กพฒั นาอาชีพได๎เหมาะสมกับ ตนเอง หนา๎ 94 – 106 พร๎อมทง้ั แนะนาํ แหลํงศึกษาค๎นควา๎ เพ่มิ เติมจากอนิ เทอร๑เนต็ ซึง่ ผูเ๎ รยี น สามารถไปเรยี นร๎ไู ดด๎ ๎วยตนเองและทํากิจกรรมตามที่ไดร๎ ับมอบหมายด๎วย ทง้ั น้ีครคู วรจะชแ้ี จงให๎ ผเ๎ู รียนทราบวําในการพบกลุํมตามแผนการจดั การเรียนรูค๎ รง้ั นี้ ผ๎เู รยี นจะต๎องเรียนรูแ๎ ละทํากิจกรรมที่ สอดคลอ๎ งกับเน้ือหาทเ่ี รียน โดยปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตาํ ง ๆ ไดแ๎ กํ การศกึ ษาคลิปวิดีโอ และการแลกเปลี่ยน เรยี นร๎ูโดยการอภิปรายรํวมกับเพอ่ื นในกลุํมรวมทง้ั มกี ารทดสอบหลงั เรยี นดว๎ ย นอกจากนี้ ในการพบกลุํมแตํละคร้ังนน้ั ครจู ะมอบหมายงานให๎ผเ๎ู รียนไปเรยี นร๎ูด๎วยวิธีการ เรียนรด๎ู ว๎ ยตนเอง ซ่ึงวธิ ีการเรียนรูด๎ ๎วยตนเองจะตอ๎ งเกดิ ขึน้ ในทกุ ๆ ตวั ชว้ี ัดและเน้อื หาทกี่ ําหนดโดย ผเ๎ู รียนจะต๎องปฏิบตั ิกิจกรรมที่กําหนดใหด๎ ว๎ ยวิธเี รยี นรอู๎ อนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการ เรียนดังนนั้ ครูจะตอ๎ งเช่ือมโยงรายละเอยี ดดงั กลําวข๎างต๎นให๎ผูเ๎ รยี นได๎เกิดความเข๎าใจและเกดิ แรง บนั ดาลใจในการเรียนรูท๎ จ่ี ะเกดิ ขึ้น เพราะการมอบหมายงานใหผ๎ ู๎เรยี นไปเรยี นร๎ดู ว๎ ยวิธเี รยี นร๎ูด๎วย ตนเองนั้น ผ๎เู รียนจะต๎องเรียนร๎อู อนไลนผ๑ าํ นอนิ เทอร๑เน็ต และศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครูชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกบั ประสบการณ๑เดมิ ของครูในเรอ่ื งทจี่ ะเรียนรต๎ู ามแผนการจัดการ เรยี นรนู๎ ้ี โดยครูสุํมผ๎เู รยี นตามความสมัครใจ จาํ นวน 4 –5 คนใหต๎ อบคําถาม จํานวน 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นท่ี 1 “ทํานทราบหรอื ไมํวาํ การตัดสนิ ใจพัฒนาอาชีพดวยการวิเคราะหศกั ยภาพ คือ อะไร ” แนวคาํ ตอบ คอื การพัฒนาสง่ิ ใดกต็ าม มีวธิ ีการหลากหลาย เชน ทําการวจิ ัย ทดลองทาํ กอนลงมือทาํ จรงิ การใชกระบวนการคดิ เปน นอกจากนย้ี งั มีวธิ ีการวเิ คราะหศกั ยภาพตาง ๆ ท่ีเกี่ยว ของวาจะสามารถพฒั นาอาชพี ไดหรือไม ซึ่งเรอ่ื งนจี้ ะไดศึกษาตอไป เพอ่ื ใชเปนแนวทางในการ ตัดสินใจพัฒนาอาชีพโดยการวิเคราะหศักยภาพ 5 ดาน ไดแก (1) ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแตละพืน้ ท่ี (2) ศกั ยภาพของพ้ืนทีต่ ามลักษณะภูมอิ ากาศ (3) ศักยภาพของภมู ิประเทศและทาํ เลที่ต้งั ของแตละพื้นที (4) ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของแตละพน้ื ที่ (5) ศกั ยภาพของทรพั ยากรมนุษยในแตละพื้นที่

168 ประเด็นท่ี 2 “การตดั สนิ ใจพัฒนาอาชพี ดวยการวิเคราะหศักยภาพ มกี ีด่ า๎ น มีด๎านใดบา๎ ง” แนวคาํ ตอบ เพ่ือใชเปนแนวทางในการตดั สินใจพฒั นาอาชีพโดยการวิเคราะหศกั ยภาพ 5 ดาน ไดแก (1) ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาติในแตละพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง ส่งิ ที่เกิดข้ึน เองตามธรรมชาติ ซึง่ มนุษยสามารถนาํ ไปใชใหเกิดประโยชนตอชวี ิตประจาํ วัน และการประกอบอาชพี ทรัพยากรธรรมชาติ ไดแก ปาไม แมนาํ้ (2) ศกั ยภาพของพนื้ ท่ีตามลักษณะภูมอิ ากาศในแตละพ้นื ทจ่ี ะมีลกั ษณะภูมิอากาศแตกตาง กัน เชน ประเทศไทยภาคกลาง มีอากาศรอนภาคใต มีฝนตกเปนเวลานาน ภาคเหนอื มีอากาศเย็น โดยเฉพาะอาชพี เกษตรกรรมขนึ้ อยูกับสภาพภูมอิ ากาศเปนสวนใหญ เชน การปลกู ลน้ิ จ่ี ลําใย ตอง การอากาศเย็นจึงจะออกผลได แกวมงั กรมีอากาศหนาวเยน็ มากกส็ ามารถปลกู พชื เมอื งหนาวได เชน เชอรร่ี แอปเปล ดงั นั้น การพัฒนาอาชพี จาํ เปนตองพิจารณาสภาพภมู ิอากาศดวยวาเหมาะสม (3) ศกั ยภาพของภูมปิ ระเทศและทาํ เลทต่ี ง้ั ของแตละพ้ืนท่ี สภาพภูมปิ ระเทศและทําเลทตี่ ั้ง ของแตละพืน้ ทจี่ ะแตกตางกนั เชน เปนภเู ขา เปนทีร่ าบสงู ที่ราบลุม แตละพน้ื ทม่ี ผี ลตอการพฒั นา อาชีพตาง ๆ เชน ตองการพัฒนาอาชีพอุตสาหกรรมจากการใชแรงคนเปนเครือ่ งจกั ร เพอื่ ใหสนิ คามี คุณภาพเดยี วกัน (4) ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวถิ ชี วี ิตของแตละพืน้ ที่แตํละพื้นท่ีท้งั ใน ประเทศไทย และตํางประเทศ มศี ลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวถิ ชี ีวติ ที่แตกตาํ งกนั ดังนั้น แตลํ ะ พน้ื ทส่ี ามารถนําเอาสง่ิ เหลาํ น้มี าใชพ๎ ัฒนาอาชีพได๎ เชนํ การทําธุรกิจรา๎ นอาหารกต็ อ๎ งทราบวําภาคใดมี วิถชี ีวติ การรับประทานอาหารรสชาติแบบใด ภาคเหนือ นยิ มอาหารรสจดื ภาคใต๎ นิยมอาหารรสจดั สํวนภาคกลาง นยิ มรบั ประทานอาหารทม่ี ีกะทิเปน็ สวํ นประกอบ ดังน้ัน การจะพฒั นาอาชีพต๎องศกึ ษา ศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณแี ละวิถีชวี ติ ของชมุ ชนดว๎ ย (5) ศักยภาพของทรพั ยากรมนษุ ยในแตละพืน้ ท่ที รพั ยากรมนษุ ย๑ในแตลํ ะพ้ืนที่ หมายถึง ความร๎ู ความสามารถของมนษุ ย๑ที่เป็นภูมปิ ญั ญาท้งั ในอดีตจนถึงปัจจบุ ัน ด๎านการประกอบอาชพี ตาํ ง ๆ ในพื้นทนี่ ้ัน ๆ ปัจจบุ ันมหี ลายอาชพี ที่เกดิ จากภูมปิ ัญญา แตํสามารถพัฒนาใหเ๎ หมาะสมกับ สถานการณป๑ ัจจุบันได๎ เชนํ การใชจ๎ ุลินทรยี ใ๑ นการทาํ ปุ๋ยหมัก แตํจากการทาํ ปุ๋ยหมักคนเราก็มี ความคิดทจี่ ะนําไปประยุกตใ๑ ช๎อยํางอ่นื ๆ เชนํ ทําน้ําหมกั นาํ ไปราดในห๎องน้ําเพอ่ื ดบั กลน่ิ หรอื นาํ ไป ผสมกับสวํ นประกอบอ่นื ๆ ใหส๎ ามารถป้ันเปน็ กอ๎ นได๎นาํ ไปโยนในน้าํ เพื่อแกป๎ ญั หาน้าํ เสยี ทีเ่ นาํ เหมน็ เปน็ การชวํ ยปรบั สภาพนาํ้ ดงั น้นั จะเหน็ วําทรพั ยากรมนุษยม๑ ีความคิดไมหํ ยดุ นงิ่ ชํวยให๎เกิดสินคา๎ ใหมํ ๆ ได๎อยตํู ลอดเวลา หลงั จากน้ัน ครใู หน๎ ักศกึ ษาศึกษาใบความรู๎ เรอ่ื ง ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแตละ พื้นท่ี” จาก ชวํ งเวลา 10 นาที

169 โดยครูสํุมผ๎ูเรยี นตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคาํ ถามจํานวน 2 ประเด็น ดงั น้ี ประเด็นที่ 1 “ทาํ นได๎เรยี นร๎อู ะไรบ๎าง จากคลิปวดิ โี อน้ี” https://www.youtube.com/watch?v=6HTDLAmBEgk ชํวงเวลา 12 นาที แนวคาํ ตอบ ทรพั ยากรธรรมชาติ หมายถงึ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถงึ สิ่งที่เกดิ ข้นึ เอง ตามธรรมชาติ ซึง่ มนุษยส๑ ามารถนาํ ไปใชใ๎ ห๎เกิดประโยชน๑ตอํ ชีวิตประจาํ วัน และการประกอบอาชพี ทรพั ยากรธรรมชาติ ไดแ๎ กํ ปุาไม๎ แมนํ าํ้ ลําคลอง อากาศ แรํธาตตุ ําง ๆ ทรพั ยากรธรรมชาติบางชนดิ ใช๎ แล๎วหมดไป เชนํ แรธํ าตุตาํ ง ๆบางชนิดมนษุ ย๑สามารถสร๎างทดแทนขนึ้ ใหมํได๎ เชนํ ปุาไม๎ เม่ือมนษุ ย๑ ตดั ไปใชป๎ ระโยชนแ๑ ล๎วกส็ ามารถปลูกทดแทนขึ้นใหมไํ ด๎ ประเด็นท่ี 2 “ ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแตละพื้นทมี่ ีประโยชนอ๑ ยาํ งไรตํอการ ดาํ รงชวี ติ ” แนวคาํ ตอบ การพัฒนาอาชพี เปน็ ส่งิ ท่ีสาํ คัญในวถิ ชี วี ติ และการดาํ รงชพี ในปัจจุบันเพราะ อาชพี เปน็ การสร๎างรายได๎เพ่อื เล้ียงชีพตนเองและครอบครวั อาชพี กํอให๎เกิดผลผลติ และการบรกิ าร ซึ่งสนองตอบตํอความตอ๎ งการของผบ๎ู รโิ ภค และทส่ี าํ คัญคอื การพฒั นาอาชพี มีความสําคญั ตอํ เศรษฐกจิ ของประเทศชาติ ความสําคัญจงึ เป็นฟันเฟอื งในการพัฒนาคุณภาพชีวติ เศรษฐกจิ ชมุ ชน สงํ ผลถงึ ความเจรญิ ก๎าวหน๎าของประเทศชาติ 6. ครแู ละผู๎เรียนอภิปรายและสรปุ ผลการเรียนร๎ูรวํ มกนั ขน้ั ตอนท่ี 2 การนําไปใชป๎ ระโยชน๑ ( Utilization : U ) 1. ครใู ห๎ผเู๎ รียนแลกเปลย่ี นเรียนรู๎ โดยแบํงผ๎ูเรยี นออกเปน็ กลุํมๆ กลมํุ ละ 4 – 5 คน ดาํ เนิน กจิ กรรมเป็นรายกลํมุ ศกึ ษาเนือ้ หา ในหนังสือเรียนรายวชิ าชํองทางการพัฒนาอาชพี อช 21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) เร่ือง ตัดสนิ ใจเลือกพัฒนาอาชพี ไดเ๎ หมาะสม กบั ตนเอง หนา๎ 94 – 106 ดังน้ี (1 )เรือ่ งที่ 1 ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแตละพน้ื ที่ (2) เรอ่ื งที่ 2 ศักยภาพของพืน้ ทตี่ ามลักษณะภูมอิ ากาศ (3) เรอื่ งท่ี 3 ศักยภาพของภูมิประเทศและทําเลท่ตี ัง้ ของแตละพน้ื ที (4) เรอ่ื งที่ 4 ศักยภาพของศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวถิ ชี วี ิตของแตละพื้นที่ (5) เรื่องที่ 5 ศักยภาพของทรัพยากรมนุษยในแตละพ้ืนท่ี ใหแ๎ ตํละกลมํุ แลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และสงํ ผู๎แทนนําเสนอตํอกลํมุ ใหญํครแู ละผเู๎ รยี นสรุปผลการ เรียนรูร๎ วํ มกนั และใหผ๎ ๎ูเรยี นสรุปส่งิ ทไี่ ด๎เรียนร๎ลู งในสมดุ บันทกึ ผลการเรยี นรข๎ู องตน 2. ครแู นะนําแหลงํ เรยี นรูใ๎ หก๎ ับผ๎เู รยี นเพ่ือใช๎เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู๎ดว๎ ยตนเอง อาทิ ห๎องสมดุ แหลงํ เรยี นรใู๎ นชมุ ชน หนวํ ยงาน สถานศกึ ษาตําง ๆ รวมทงั้ การใชอ๎ ินเตอรเ๑ น็ตเพื่อการ เรยี นรดู๎ ๎วยตนเอง เป็นต๎น และใหผ๎ ู๎เรยี นเปน็ รายบคุ คลศกึ ษาเน้อื หา ใน หนังสือเรยี นรายวชิ าชอํ งทาง การพัฒนาอาชีพ อช 21001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เร่ือง ศักยภาพ ของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพนื้ ท่ี หน๎า (113 – 114)

170 3. ครดู ําเนินการทําหน๎าที่นําการอภิปราย โดยใหผ๎ ู๎เรียนกลํุมใหญรํ ํวมกนั แสดงความคิดเห็น คิดวเิ คราะห๑ อภปิ ราย และวิเคราะหใ๑ ห๎ข๎อมลู เพิ่มเติมในเนือ้ หาหรอื ประเด็นทยี่ ังไมํชดั เจน ตาม รายละเอยี ดทผี่ ู๎เรยี นได๎แลกเปล่ียนเรยี นรูร๎ ํวมกนั หากผู๎เรียนกลมํุ ใหญํหรอื ครเู หน็ วํายงั ไมสํ มบรู ณ๑ มีความตอ๎ งการในการเรยี นรเ๎ู พ่ิมเตมิ ครูจะชวํ ยเตมิ เต็มความรใู๎ หก๎ ับผ๎ูเรยี น หลังจากนั้นครแู ละผูเ๎ รียน สรุปส่งิ ทีไ่ ด๎เรยี นรใู๎ นภาพรวมทั้งหมดแลว๎ ให๎ผ๎เู รียนสรปุ สิง่ ที่ไดเ๎ รยี นรล๎ู งในสมุดบันทกึ การเรียนร๎ู ของตน หมายเหตุ : ในการดาํ เนนิ กิจกรรมกลุํม ครชู ี้แจงบทบาทหน๎าท่ใี นการทาํ งานให๎ผเ๎ู รียนไดม๎ ีความ รบั ผิดชอบรํวมกันในการทํางาน ซึ่งมอบหมายใหผ๎ ๎ูเรียนดาํ เนินการแตงํ ตั้งประธานหรอื ผน๎ู ําในการ อภปิ รายแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และการมอบหมายให๎มผี ูร๎ บั ผิดชอบในภารกิจตาํ งๆ รวมถึงการแตํงต้ัง เลขานกุ ารของกลุํมเป็นผ๎ูจดบนั ทกึ และผู๎รักษาเวลา เพ่ือปฏบิ ตั ิงานของกลมํุ ใหญใํ หบ๎ รรลุตาม วัตถปุ ระสงคท๑ ตี่ ัง้ ไว๎ และพิจารณาวําสมาชกิ ลมุํ ทกุ คนควรมคี วามเขา๎ ใจตรงกันวํา ตนมีบทบาทหนา๎ ท่ี ที่จะตอ๎ งชํวยใหก๎ ลุํมทํางานไดส๎ าํ เรจ็ ครูควรใหค๎ ําแนะนําถงึ ความสาํ คัญของการให๎สมาชกิ ทกุ คนใน กลํมุ มสี ํวนรวํ มในการอภปิ รายอยํางท่วั ถึง ไมใํ หม๎ กี ารผูกขาดการอภิปรายโดยผ๎ใู ดผ๎หู นึง่ และควรมกี าร จํากัดเวลาของการอภปิ รายแตลํ ะประเดน็ ในระหวาํ งการทํากิจกรรมของผ๎เู รยี น ครูมีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรูข๎ อง ผู๎เรียน คอยกระต๎นุ ผเ๎ู รยี นให๎เกิดความกระตอื รือรน๎ ในการเรยี นรูโ๎ ดยบนั ทกึ ลงในแบบบนั ทึกพฤตกิ รรม การเรียนรขู๎ องผู๎เรยี น และเครือ่ งมือประเมนิ การสังเกตแบบประมาณคาํ 4. ครเู ปดิ โอกาสใหผ๎ เู๎ รียนท้งั กลุํมรวํ มกันสนทนา เพ่อื ให๎ผ๎ูเรียนมีทักษะในการฟงั พดู คดิ วเิ คราะห๑ การทาํ งานรวํ มกบั ผ๎ูอืน่ การคดิ สรา๎ งสรรค๑ ความรับผดิ ชอบ และการนาํ ความร๎ูในเนอ้ื หามา ใช๎ โดยครูบรู ณาการเนือ้ หาการเรยี นรู๎ มกี ารใช๎สอ่ื เทคโนโลยที ีเ่ ปน็ คลปิ วดิ โี อจาก youtube และ TikTok ทสี่ ัมพันธก๑ ับเน้ือหา ท้งั น้ีครเู ชื่อมโยงสิ่งท่ีได๎เรยี นรตู๎ ามขัน้ ตอนท่ี 1 ในการนาํ ความรไู๎ ปสูกํ าร ปฏบิ ตั แิ ละประยุกตใ๑ ชใ๎ บความรู๎ เรือ่ งทรพั ยากรธรรมชาติ https://www.youtube.com/watch?v=6HTDLAmBEgk ชวํ งเวลา 10 นาที หลังจากน้นั ครู ดาํ เนนิ การ ดังน้ี (1) ครูบรรยายเน้ือหาตามใบความรู๎สาํ หรบั ครเู ร่อื ง“ทรัพยากรธรรมชาติ” เพ่ือใช๎ สาํ หรับประกอบกจิ กรรมการเรียนรู๎ เร่ือง “ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพ้ืนท่ี” ในสํวน ของผูเ๎ รยี นให๎ศกึ ษาใบความรสู๎ าํ หรับผ๎เู รียน ประกอบการบรรยายของครูตามใบความรู๎สําหรบั ผเ๎ู รยี น เรือ่ ง ทรพั ยากรธรรมชาติ” (2) ครอู ธบิ าย เร่อื ง “ ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาติในแตละพน้ื ที่ ”พร๎อมทงั้ ให๎ ผเู๎ รียนไดแ๎ ลกเปลีย่ นเรียนรู๎ โดยให๎ผเู๎ รยี นตงั้ ประเด็นขอ๎ สงสยั หรอื สงิ่ ท่ตี อ๎ งการเรียนรู๎ และเชือ่ มโยงสูํ การนําไปใช๎ในชีวติ จรงิ ของผ๎ูเรียนตํอไป

171 5. ครแู ละผเ๎ู รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นร๎รู ํวมกัน ขน้ั ตอนท่ี 3 การสะท๎อนความคดิ จากการเรยี นร๎ู ( Reflection : R ) 1. แบงํ ผ๎เู รียนออกเป็นกลมุํ ๆ ละ 4 – 5 คนให๎ผเ๎ู รยี นแตํละกลํุมลงมือปฏิบัตจิ ริง โดยผเ๎ู รียน แตํละกลํุมวางแผนและดําเนนิ การเกย่ี วกับการทาํ รายงาน เรอื่ ง “ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาติ ในแตละพื้นที่ 2. ให๎ผูเ๎ รียนแตํละกลุํมตามข๎อ 2 ปฏิบัติกจิ กรรมตามใบกิจกรรม เรอ่ื ง “ศกั ยภาพของ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพืน้ ท่ี ” ทง้ั นี้ ครูจะตอ๎ งกาํ กบั การปฏบิ ัติกิจกรรมของผ๎เู รยี นจนกิจกรรมแล๎วเสรจ็ ตามใบกจิ กรรม สําหรบั ครู เร่ือง “ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพ้ืนท่ี” 3. ให๎ผูเ๎ รียนแตํละกลมุํ นําเสนอ เร่ือง “ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแตละพื้นท่ี” 4. ครูให๎ผ๎เู รียนสะทอ๎ นความคดิ ในการเรยี นร๎ูท่ไี ด๎จากการเรยี นรู๎ จากขัน้ ตอนท่ี 1 ถึง ขน้ั ตอน ท่ี 3 นี้ 5. ครูและผู๎เรยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นร๎ูรํวมกัน ข้ันตอนท่ี 4 การตดิ ตามประเมินผลและแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครสู นทนากับผ๎เู รียนเก่ียวกับเรื่องท่ไี ดเ๎ รียนรต๎ู ามแผนการจัดการเรยี นรูน๎ ้ีโดยครูสุํมผูเ๎ รยี น ตามความสมัครใจจาํ นวน 2 – 3 คน ให๎ตอบคาํ ถามในประเดน็ ตํอไปน้ี ประเดน็ “ทาํ นจะนําความร๎เู รื่อง ตดั สินใจเลือกพฒั นาอาชพี ไดเ๎ หมาะสมกบั ตนเอง” ไปใชไ๎ ด๎ อยาํ งไร แนวคาํ ตอบ ผ๎เู รยี นสามารถนาํ ความรท๎ู ี่ไดร๎ ับจากการเรียนรู๎เร่อื ง ตดั สินใจเลอื กพัฒนาอาชพี ได๎เหมาะสมกับตนเองไปใช๎ในการตดั สนิ ใจจะพฒั นาอาชพี ตนเองให๎เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ๎ มเพราะ สังคมยคุ ปจั จุบัน มีการพัฒนาทางดา๎ นเทคโนโลยอี ยํางรวดเร็ว ในการตอบสนองความตอ๎ งการของ บคุ คลและสังคม กอํ ให๎เกดิ ความหลากหลายอนั เป็นชํองทางใหส๎ ามารถตดั สินใจเลือกพัฒนาอาชีพให๎ เหมาะสมกบั ตนเองได๎ 2. ครูและผเู๎ รยี นอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู๎รํวมกัน ตามใบความร๎ูและคลิปวดี โี อ https://www.youtube.com/watch?v=6HTDLAmBEgk เรอื่ ง ทรัพยากรธรรมชาติ 3. ให๎ผู๎เรยี นทําแบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง “ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแตละพื้นท่ี โดยใชเ๎ วลา 10 นาที 4. ครูและผู๎เรียนสรปุ ภาพรวมสงิ่ ทไ่ี ด๎เรยี นร๎ูรํวมกัน นอกจากนี้ ในตอนท๎ายของการพบกลมํุ หลงั จากเสรจ็ สนิ้ ขั้นตอนท่ี 3 ครูการมอบหมายงาน ใหเ๎ รยี นรดู๎ ว๎ ยตนเอง รายละเอยี ดดังนี้

172 การมอบหมายงานใหเ๎ รียนรู๎ดว๎ ยตนเอง 1. ครูชแี้ จงให๎ผ๎ูเรยี นทราบวาํ ในการพบกลุํมแตลํ ะครงั้ ผเู๎ รียนจะได๎รบั มอบหมายงานให๎ไป เรยี นร๎ูด๎วยวิธเี รยี นรู๎ด๎วยตนเองในลกั ษณะที่ครจู ะมอบหมายงานใหผ๎ ู๎เรยี นไปศึกษา “หนังสอื เรียน รายวชิ าชํองทางการพฒั นาอาชพี อช21001 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต๎น (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)” โดยใหศ๎ กึ ษาเน้ือหาและปฏบิ ัติกิจกรรมทา๎ ยเรอ่ื ง รายละเอยี ดของเนื้อหา แบํงออกเปน็ 2 สํวน ดังน้ี สวํ นที่ 1 เนอ้ื หาการเรยี นรต๎ู ามแผนการจดั การเรยี นรู๎ครงั้ น้ี สํวนที่ 2 เนือ้ หาการเรียนร๎ูเพม่ิ เติมในหนงั สอื เรียนเรยี นดังกลาํ ว 2. ครูมอบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รียนเรียนร๎ูดว๎ ยตนเอง โดยให๎ไปศึกษา “หนงั สือเรียนรายวิชา ชอํ งทางการพฒั นาอาชีพ อช21001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)” รายละเอียดของกิจกรรมทผี่ ูเ๎ รยี นจะตอ๎ งปฏบิ ัติ แบงํ ออกเปน็ 2 สํวน ดังนี้ สวํ นท่ี 1 เนื้อหาการเรียนร๎ตู ามแผนการจัดการเรียนรูค๎ รั้งนี้ ได๎แกํ หนังสือเรียนรายวิชาชํองทางการพฒั นาอาชีพ อช21001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนต๎น (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)”หนังสอื เรยี น หนา๎ 94 กจิ กรรมทา๎ ยเร่อื งในหนังสอื เรียนรายวชิ าชอํ งทาง การพัฒนาอาชพี อช21001 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 หน๎า 108) สํวนท่ี 2 มอบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รยี นเรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง ซึ่งเนอื้ หาการเรียนรเู๎ พิม่ เติมใน หนงั สือ เรยี นรายวชิ าชอํ งทางการพัฒนาอาชพี อช21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ไดแ๎ กํ 1) เรือ่ งความจําเปนในการมองเหน็ ชองทางเพอื่ พัฒนาอาชีพ หนา๎ 84 วิชาชํองทางการ พัฒนาอาชพี อช21001 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต๎น 2) เรื่องความเปนไปไดในการพัฒนาอาชพี (หนงั สือเรียนวชิ าชอํ งทางการพฒั นาอาชพี อช21001 หนา๎ 85 ) หลังจากน้ัน ครูและผเ๎ู รยี นมกี ารนดั หมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปล่ียนเรยี นรู๎ รวํ มกนั ผาํ นทางสือ่ อิเล็กทรอนิกส๑ ตอํ ไป หมายเหตุ : ให๎ผูเ๎ รยี นลงมือปฏบิ ตั ิกจิ กรรมดว๎ ยตนเอง ซ่งึ การใหผ๎ ๎เู รียนลงมือปฏิบัตกิ ิจกรรม ด๎วยตนเองนัน้ อาจมคี วามแตกตาํ งกันบา๎ งในขั้นตอน โดยพจิ ารณาจากพน้ื ฐานของผเู๎ รยี น ในกรณที ี่ ผเ๎ู รยี นมีพ้นื ฐานน๎อยหรือไมํมีพ้นื ฐานมากํอนก็ควรจัดการเรียนรพ๎ู ้นื ฐานทจี่ าํ เป็นและพอเพยี งกบั ผเู๎ รียน หลงั จากนน้ั ให๎ผูเ๎ รียนไดป๎ ฏบิ ตั ิด๎วยตนเองในชวํ งระยะหนงึ่ แลว๎ จึงคํอยให๎ผเู๎ รยี นคดิ หวั ข๎อที่ อยากจะทํา หรือถ๎าผ๎ูเรยี นมีพ้นื ความรู๎มากอํ นแลว๎ ให๎คิดหวั ข๎อทีส่ นใจจะทําและใหล๎ งมือปฏบิ ตั ิได๎

173 สอื่ วสั ดุอุปกรณ๑ และแหลงํ การเรียนร๎ู 1. แบบทดสอบกอํ นเรียน เร่ือง “การตัดสนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชีพ” 2. ใบความรูส๎ ําหรบั ผู๎เรียน เรอื่ ง “ทรพั ยากรธรรมชาติ” 3. วีดีโอการสอน เร่อื ง ทรัพยากรธรรมชาติ https://www.youtube.com/watch?v=6HTDLAmBEgk ชํวงเวลา 12 นาที 4.แบบบันทึกการการพัฒนาอาชพี 5. แบบประเมินความพงึ พอใจของนกั เรยี นตอํ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง “การ ตดั สนิ ใจเลือกพัฒนาอาชีพ” การวัดและประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมการมสี วํ นรวํ ม ความตง้ั ใจ และความสนใจของผู๎เรยี น 2. ผลการทดสอบกอํ นและหลังเรยี น 3. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผเู๎ รยี น

174 บนั ทึกผลหลังการจดั กระบวนการเรียนร๎ู ผลการใช๎แผนการจดั กระบวนการเรยี นร๎ู 1. จาํ นวนเนอื้ หากับจํานวนเวลา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลําดบั เน้อื หากับความเข๎าใจของผูเ๎ รียน  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนาํ เขา๎ สํบู ทเรียนกับเนอื้ หาแตํละหวั ข๎อ  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วิธีการจดั กิจกรรมการเรยี นรูก๎ ับเน้ือหาในแตํละขอ๎  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

175 5. การประเมินผลกบั ตัวชีว้ ดั ในแตํละเนื้อหา  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนร๎ูของผเ๎ู รียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจดั กระบวนการเรยี นร๎ูของครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข๎อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

176 ใบความร๎เู ร่อื ง ทรัพยากรธรรมชาติ

177 แบบบันทกึ ตอ๎ งการพัฒนาอาชพี ........................... .......................................................................................... กจิ กรรม เรือ่ ง ศกั ยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแตลํ ะพน้ื ท่ี ท่ี ศักยภาพ 5 ดา๎ น ท่ตี ๎องการ/สอดคลอ๎ งกบั อาชพี มี ไมมํ ี หมาย ในการพัฒนาอาชพี พอ ไมํพอ เหตุ 1. ทรพั ยาธรรมชาติ 1.1 1.2 1.3 ฯลฯ 2. ภูมอิ ากาศ 3. ภูมิประเทศและ ทําเลทต่ี ั้ง 4. ศลิ ปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถี ชีวติ 5. ทรพั ยากรมนุษย๑

178 สรปุ ผลการตัดสินใจ ให๎เลือกอยํางใดอยาํ งหน่ึง 1.ตัดสนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชีพและให๎อธบิ ายเหตผุ ลความเปน็ ไปได๎ที่จะพฒั นาอาชพี .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .................................. ........................................................................................................................... . .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 2. ตัดสนิ ใจไมํเลอื กพัฒนาอาชพี เนื่องจาก ........................ ..................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................. ........... .............................................................................................................................................................. .................................................................................. ............................................................................ .............................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................

179 แบบทดสอบกํอนเรียน เรือ่ ง การตดั สนิ ใจเลอื กพฒั นาอาชพี รหสั วชิ า อช21001 ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนต๎น ************************************************************************************** คําช้แี จง ให๎นกั ศกึ ษาเลอื กคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ๎ งทสี่ ุดเพยี งคําตอบเดยี ว (คะแนนเต็ม 10 คะแนน เวลา 10 นาท)ี 1.ชาติกล๎า เปน็ คนชนบทมีพื้นท่ีทาํ กิน 30 ไรํ อยํใู กล๎แหลํงนํา้ แตํมีเงนิ ทุนไมมํ าก อาชีพที่เหมาะสมและเป็นไป ไดค๎ ือขอ๎ ใด ก. ประกอบอาชพี เกษตร ข. ใหเ๎ ชําท่ที ําตลาดนดั ค. ให๎เชําทาํ ที่จอดรถ ง. รับซ้อื ของเกํา 2. ขอ๎ ใดคือปจั จัยในการตัดสินใจเลอื กพฒั นาอาชพี ก. ข๎อมลู ดา๎ นตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดล๎อมและวชิ าการ ข. ข๎อมลู ด๎านตนเอง สงั คม และวชิ าการ ค. ข๎อมลู ดา๎ นชุมชน สงั คม และวิชาการ ง. ขอ๎ มลู ด๎านตนเอง ชุมชน และสงั คม 3. ขอ๎ ใดควรคํานึงถงึ เปน็ อนั ดบั แรกในการตัดสนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชพี ก. แรงงานในชุมชน ข. อาชีพเดิมของบรรพบรุ ษุ ค. ความนยิ มของคนในชมุ ชน ง. ความร๎คู วามสามารถของตน 4. บุคคลในขอ๎ ใดมีการพัฒนาอาชีพท่ีเหมาะสมทีส่ ุด ก. นาคินทร๑ ดําเนินอาชีพตามปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ข. นครินทร๑ ยดึ หลักศักยภาพของทรพั ยากรชาตใิ นพื้นท่ี ค. อคั รนิ ทร๑ พิจารณาจากทรพั ยากรธรรมชาติ ลักษณะภมู ิอากาศ ทาํ เลทต่ี งั้ และประเพณีวัฒนธรรม ง. วาทิน พิจารณาจากทรพั ยากรธรรมชาติ ลักษณะภูมอิ ากาศ ทําเลทตี่ ้งั ประเพณีวฒั นธรรมและ ทรัพยากรในพืน้ ที่

180 5. เอกภพ มอี าชีพท สวนมงั คดุ เขาควรตดั สินใจพฒั นาอาชีพด๎วยวธิ กี ารใด ก. แปรรปู ข. การทาํ แฟรนชายส๑ ค. จัดบรกิ ารทํองเทย่ี วพกั ผอํ น ง. จดั บริการทํองเที่ยวชิมผลไม๎ 6.ขอ๎ ใดเป็นทรพั ยากรธรรมชาติ ก. ส่งิ ท่ีเกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ ข. สง่ิ ทเ่ี กิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ หรอื บางสวํ นที่มนุษยส๑ รา๎ งขนึ้ ค. สงิ่ ที่เกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ และมปี ระโยชนต๑ อํ มนุษย๑ท้งั ทางตรงและทางออ๎ ม ง. สิง่ ท่ีเกิดข้นึ เองตามธรรมชาติ เฉพาะสวํ นท่มี นุษย๑นาํ มาใช๎ประโยชน๑ 7.ทรัพยากรธรรมชาติเปน็ ปัจจัยสําคัญตอํ ความเจรญิ ก๎าวหนา๎ ของประเทศ ขอ๎ ใดจัดเป็นทรัพยากรหมนุ เวียน ก. คน สตั ว๑ ตน๎ ไม๎ ข. ดิน น้าํ ต๎นไม๎ ค. ดิน ปูนซเี มนต๑ กระดาษ ง. อากาศ นาํ้ แรธํ าตุ 8.ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่นี าํ มาใชแ๎ ล๎วสามารถนาํ ไปแปรรปู ให๎กลบั ไปสสูํ ภาพเดิมได๎ แลว๎ นาํ กลบั มาใช๎ใหมอํ กี คอื ก. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่ใช๎แล๎วทดแทนได๎ ข. ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีใชแ๎ ลว๎ หมดสนิ้ ไป ค. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี ามารถนาํ มาใชใ๎ หมไํ ด๎ ง.ทรพั ยากรธรรมชาติทีใ่ ชแ๎ ล๎วไมํหมดสิน้ 9.ข๎อใดคอื ความสาํ คัญของทรพั ยากรธรรมชาติตอํ มนษุ ย๑ ก. ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นตน๎ กาํ เนิดของปัจจัย 4 ข. ทรพั ยากรธรรมชาตเิ ป็นปัจจยั ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ค. ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปจั จยั พื้นฐานในการต้ังถนิ่ ฐานและประกอบอาชพี ของมนุษย๑ ง. ถูกทกุ ขอ๎ 10.ขอ๎ ใดคอื ทรัพยากรธรรมชาตทิ ีใ่ ชแ๎ ล๎วหมดสน้ิ ไป หรือสามารถเกิดขน้ึ ทดแทนได๎ แตํต๎องใชเ๎ วลายาวนานมาก ก.น้ํามนั ปิโตรเลยี ม ข. ถํานหิน ค.ก๏าซธรรมชาติ ง. ถูกทกุ ข๎อ

181 เฉลยแบบทดสอบกํอนเรยี น เร่อื ง การตดั สนิ ใจเลือกพัฒนาอาชีพ รหสั วชิ า อช21001 ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น ข๎อที่ คําตอบ 1ก 2ก 3ง 4ง 5ก 6ค 7ข 8ค 9ง 10 ง

182 แบบทดสอบหลงั เรียน เร่อื ง การตดั สนิ ใจเลอื กพฒั นาอาชพี รหสั วิชา อช21001 ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนตน๎ ************************************************************************************** คําชแี้ จง ให๎นักศึกษาเลอื กคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ๎ งท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว (คะแนนเต็ม 10 คะแนน เวลา 10 นาท)ี 1.ทรพั ยากรธรรมชาติเปน็ ปจั จัยสําคญั ตํอความเจรญิ กา๎ วหนา๎ ของประเทศ ขอ๎ ใดจดั เปน็ ทรัพยากรหมนุ เวยี น ก. คน สัตว๑ ต๎นไม๎ ข. ดนิ น้ํา ต๎นไม๎ ค. ดนิ ปูนซเี มนต๑ กระดาษ ง. อากาศ น้าํ แรํธาตุ 2.ข๎อใดคือความสาํ คัญของทรพั ยากรธรรมชาติตํอมนุษย๑ ก. ทรัพยากรธรรมชาตเิ ป็นตน๎ กาํ เนิดของปจั จยั 4 ข. ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปจั จัยในการรักษาสมดลุ ธรรมชาติ ค. ทรพั ยากรธรรมชาตเิ ปน็ ปจั จยั พนื้ ฐานในการตง้ั ถ่ินฐานและประกอบอาชพี ของมนุษย๑ ง. ถกู ทกุ ข๎อ 3. เอกภพ มีอาชพี ท สวนมังคุดเขาควรตัดสินใจพัฒนาอาชีพดว๎ ยวิธีการใด ก. แปรรูป ข. การทาํ แฟรนชายส๑ ค. จดั บริการทํองเทีย่ วพักผอํ น ง. จัดบรกิ ารทอํ งเที่ยวชมิ ผลไม๎ 4. บุคคลในขอ๎ ใดมกี ารพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมทสี่ ดุ ก. นาคนิ ทร๑ ดําเนนิ อาชพี ตามปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ข. นครนิ ทร๑ ยดึ หลักศักยภาพของทรพั ยากรชาติในพื้นท่ี ค. อัครินทร๑ พจิ ารณาจากทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะภูมอิ ากาศ ทําเลท่ีต้งั และประเพณวี ฒั นธรรม ง. วาทนิ พิจารณาจากทรพั ยากรธรรมชาติ ลกั ษณะภูมอิ ากาศ ทาํ เลทตี่ ัง้ ประเพณวี ฒั นธรรมและ ทรัพยากรในพื้นที่ 5. ขอ๎ ใดควรคาํ นงึ ถึงเปน็ อนั ดับแรกในการตัดสนิ ใจเลือกพัฒนาอาชีพ ก. แรงงานในชุมชน ข. อาชพี เดิมของบรรพบรุ ุษ ค. ความนิยมของคนในชุมชน ง. ความรูค๎ วามสามารถของตน

183 6. ข๎อใดคือปัจจยั ในการตดั สนิ ใจเลือกพฒั นาอาชีพ ก. ข๎อมลู ด๎านตนเอง สงั คมและสิง่ แวดลอ๎ มและวชิ าการ ข. ข๎อมลู ด๎านตนเอง สังคม และวชิ าการ ค. ข๎อมูลด๎านชมุ ชน สงั คม และวิชาการ ง. ข๎อมูลดา๎ นตนเอง ชุมชน และสังคม 7.ชาติกลา๎ เป็นคนชนบทมีพืน้ ท่ีทํากิน 30 ไรํ อยใํู กลแ๎ หลงํ นํ้า แตมํ ีเงินทุนไมํมาก อาชพี ท่ีเหมาะสมและเป็นไป ได๎คอื ขอ๎ ใด ก. ประกอบอาชีพเกษตร ข. ให๎เชาํ ทีท่ ําตลาดนดั ค. ให๎เชําทาํ ท่ีจอดรถ ง. รบั ซื้อของเกาํ 8.ข๎อใดเป็นทรพั ยากรธรรมชาติ ก. ส่ิงท่เี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ ข. สง่ิ ทเ่ี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ หรอื บางสวํ นที่มนษุ ยส๑ ร๎างข้ึน ค. ส่งิ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีประโยชนต๑ ํอมนุษยท๑ ัง้ ทางตรงและทางอ๎อม ง. ส่ิงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เฉพาะสวํ นท่มี นุษย๑นํามาใชป๎ ระโยชน๑ 9.ทรัพยากรธรรมชาตทิ นี่ าํ มาใชแ๎ ลว๎ สามารถนําไปแปรรูปให๎กลับไปสูํสภาพเดิมได๎ แล๎วนํากลบั มาใชใ๎ หมํอกี คอื ก. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีใช๎แลว๎ ทดแทนได๎ ข. ทรพั ยากรธรรมชาติท่ใี ชแ๎ ลว๎ หมดสิน้ ไป ค. ทรพั ยากรธรรมชาติทสี่ ามารถนํามาใช๎ใหมไํ ด๎ ง. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ใี ช๎แลว๎ ไมํหมดสน้ิ 10.ข๎อใดคือทรัพยากรธรรมชาติทใี่ ช๎แลว๎ หมดส้นิ ไป หรือสามารถเกดิ ข้ึนทดแทนได๎ แตตํ ๎องใชเ๎ วลายาวนานมาก ก. นา้ํ มันปโิ ตรเลยี ม ข. ถาํ นหิน ค. กา๏ ซธรรมชาติ ง. ถกู ทกุ ข๎อ

184 เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น เร่อื ง การตดั สนิ ใจเลือกพัฒนาอาชพี รหสั วชิ า อช21001 ระดับ ชั้นมัธยมศกึ ษาตอนต๎น ข๎อที่ คาํ ตอบ 1ข 2ง 3ก 4ง 5ง 6ก 7ก 8ค 9ค 10 ง

185 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรขู๎ องผูเ๎ รียน ช่ือโครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ชื่อโรงเรยี น/สถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………….. ชื่อหัวหน๎าโครงการ/กิจกรรม............................................................................................................. คําชี้แจง ให๎ผ๎ูประเมนิ ทาํ เครอื่ งหมาย ถูก () ลงในชอํ งระดับ พฤตกิ รรม ของผ๎เู รียน โดยมีเ กณฑร๑ ะดบั คณุ ภาพการประเมนิ ดงั น้ี 5 มีพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู มากท่สี ดุ 4 มพี ฤติกรรมการเรียนร๎ู มาก 3 มพี ฤตกิ รรมการเรียนรู๎ ปานกลาง 2 มพี ฤติกรรมการเรยี นร๎ู นอ๎ ย 1 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ นอ๎ ยทส่ี ุด เกณฑก๑ ารพิจารณาระดบั คณุ ภาพ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 0 - 50 ระดับคุณภาพ ปรับปรงุ คะแนนเฉล่ียรอ๎ ยละ 50 - 69 ระดับคณุ ภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 70 – 79 ระดบั คุณภาพ ดี คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 80 – 89 ระดบั คณุ ภาพ ดมี าก คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 90 - 100 ระดบั คุณภาพ ดีเยีย่ ม พฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ ระดับพฤตกิ รรม 54321 1. ความต้ังใจในการทํางาน 2. ความรบั ผดิ ชอบ 3. ความกระตือรอื ร๎น 4. การตรงตํอเวลา 5. ผลสําเร็จของงาน 6. การทาํ งานรวํ มกับผ๎อู ื่น 7. มีความคดิ รเิ รมิ่ สรา๎ งสรรค๑ 8. มีการวางแผนในการทาํ งาน 9. การมีสํวนรวํ มในการแสดงความคิดเหน็ ในกลมํุ 10. การมีสํวนรํวมในการแกไ๎ ขปญั หาในกลมุํ ลงชอื่ ...................................................................... ผ๎ปู ระเมนิ ............../.............................../............. ........

186 แผนการจดั การเรียนรูท๎ ี่ 7 เรือ่ ง การวางแผนการเงิน เวลาเรียน 6 ชั่วโมง แนวคดิ วิถชี ีวติ ท่เี ปลย่ี นแปลงไปทาํ ใหค๎ นเราต๎องใช๎เงินในการดํารงชวี ิตมากขึ้น จนทาํ ให๎หลาย ครอบครวั เกิดปัญหาเงนิ ไมํพอใช๎ เราจึงจําเปน็ ตอ๎ งวางแผนการเงนิ เพอื่ แก๎ไขปัญหา ซ่ึงในที่ สดุ แลว๎ อาจชํวยสรา๎ งความมั่นคงและม่ังคั่งให๎เราไดด๎ ว๎ ย โดยเริม่ จากการประเมนิ ตนเองเพอ่ื ให๎ทราบฐานะ การเงนิ และรู๎จักการใชจ๎ ํายของตนเองผํานการจดบันทกึ รายรับ- รายจาํ ย แลว๎ ตัง้ เปาู หมายการเงนิ ให๎ สอดคล๎องกบั ฐานะทางการเงนิ และความสามารถของตนเอง รวมไปถงึ รู๎จกั การออ มเงนิ และระบบ การออมเงนิ ตํางๆ ตัวชี้วดั (1) บอกความแตกตาํ งของ “ความจําเป็น” และ “ความต๎องการ” (2) จดั ลําดับความสําคญั ของรายจาํ ย (3) บอกลกั ษณะของการบนั ทกึ รายรบั -รายจําย (4) บอกประโยชนข๑ องการบันทกึ รายรับ-รายจาํ ย (5) จดบนั ทกึ รายรบั -รายจําย (6) อธบิ ายความหมายและประโยชน๑ของการออม (7) ตงั้ เปาู หมายการออม (8) บอกหลักการออมใหส๎ าํ เร็จ (9) อธบิ ายบทบาทหน๎าท่ีและหลักการกองทนุ การออมแหงํ ชาติ (กอช.) เน้ือหา 1. บันทึกรายรับ-รายจําย 1.1 ความหมายของความจาํ เปน็ และความต๎องการ 1.2 การจดั ลาํ ดับความสาํ คัญของรายจําย 1.3 ลกั ษณะและประโยชน๑ของบนั ทกึ รายรับ-รายจําย 1.4 วิธีบันทึกรายรบั -รายจําย 2. การออม 2.1 ความหมาย และประโยชน๑ของการออม

187 2.2 เปูาหมายการออม 2.3 หลกั การออมใหส๎ ําเรจ็ 2.4 ความรูเ๎ บื้องต๎นเก่ยี วกับกองทนุ การออมแหํงชาติ (กอช.) ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรียนร๎ู ข้ันตอนที่ 1 การสรา๎ งแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผเ๎ู รียน พรอ๎ มทงั้ แนะนาํ ตนเอง และแผนการจดั การเรียนร๎ู ซง่ึ การจดั การเรยี นรู๎ ทผ่ี ๎ูเรียนจะตอ๎ งเรียนรู๎รวํ มกันในครัง้ น้ี คอื เรอ่ื ง “การวางแผนการเงิน ” และชวนคดิ ชวนคยุ เกีย่ วกับ เรอ่ื งทจ่ี ะเรียนร๎ูเพื่อกระต๎นุ ให๎ผเ๎ู รยี นเกิดความสนใจและมคี วามกระตอื รือร๎นในการเชอ่ื มโยงและสรา๎ ง ความพร๎อมทีจ่ ะเรียนร๎หู รอื ทาํ กจิ กรรมการเรียนรตู๎ ามแผนการจัดการเรียนร๎ูคร้ังน้ี 2. ครชู แี้ จงวัตถุประสงค๑ เนือ้ หา กจิ กรรม การวดั และประเมินผลของการเรยี นร๎ูในครง้ั น้ี ท่ี สอดคล๎องกบั ตวั ชีว้ ัดตามแผนการจดั การเรียนรคู๎ รง้ั นี้ เพื่อใหผ๎ ๎เู รยี นเข๎าใจอยํางชดั เจนวาํ ผเ๎ู รียนจะตอ๎ ง เรียนรู๎ให๎บรรลุตวั ช้วี ัด ทก่ี าํ หนดตามแผนการจัดการเรียนรท๎ู ี่ 1 เรือ่ ง “การวางแผนการเงิน” ในครง้ั นี้ ซงึ่ มีจํานวน 2 ข๎อ ดังนี้ 1) บันทึกรายรบั -รายจาํ ย 2) การออม 3. ใหผ๎ เ๎ู รียนทําแบบทดสอบกอํ นเรยี น เร่ือง “การวางแผนการเงนิ ” จํานวน 10 ขอ๎ โดยใช๎ เวลา 10 นาที 4. ครูให๎ผู๎เรียนศกึ ษาหนังสือเรยี นรายวชิ าการเงนิ เพ่อื ชวี ติ 2 สค22016 ระดับมัธยมศึกษา ตอนตน๎ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 เรอื่ ง การ วางแผนการเงิน หน๎า 52 – 82 พร๎อมท้งั แนะนําแหลงํ ศกึ ษาค๎นควา๎ เพม่ิ เตมิ จากอนิ เทอรเ๑ น็ต ซ่งึ ผ๎เู รียนสามารถไปเรยี นรู๎ไดด๎ ๎วยตนเองและทาํ กิจกรรมตามที่ไดร๎ บั มอบหมายดว๎ ย ทัง้ นี้ ครูควรจะชแ้ี จง ให๎ผ๎เู รยี นทราบวาํ ในการพบกลมุํ ตามแผนการจดั การเรยี นร๎ูคร้งั นี้ ผ๎เู รยี นจะต๎องเรียนร๎แู ละทาํ กจิ กรรม ทีส่ อดคล๎องกับเน้อื หาที่เรียน โดยปฏิบตั ิกิจกรรมตําง ๆ ไดแ๎ กํ การศึกษาคลิปวดิ ีโอ และการ แลกเปลย่ี นเรียนรู๎โดยการอภปิ รายรวํ มกบั เพื่อนในกลมุํ รวมท้ังมีการทดสอบหลังเรียนด๎วย นอกจากน้ี ในการพบกลํมุ แตลํ ะครั้งนนั้ ครูจะ มอบหมายงานให๎ผ๎เู รยี นไปเรยี นร๎ู ด๎วยวิธีการ เรียนรู๎ด๎วยตนเอง ซ่ึงวิธีการเรยี นรูด๎ ๎วยตนเองจะตอ๎ งเกดิ ข้นึ ในทกุ ๆ ตัวชี้วัดและเนื้อหาท่ีกําหนด โดย ผ๎เู รยี นจะตอ๎ งปฏบิ ัตกิ ิจกรรมที่กาํ หนดให๎ดว๎ ยวธิ ีเรียนรอู๎ อนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการ เรียน ดงั น้นั ครูจะต๎องเช่ือมโยงรายละเอียดดังกลําวข๎างต๎ นใหผ๎ ๎ูเรียนไดเ๎ กดิ ความเขา๎ ใจและเกิดแรง บันดาลใจในการเรียนร๎ูที่จะเกดิ ข้ึน เพราะ การมอบหมายงานใหผ๎ เู๎ รยี นไปเรยี นรูด๎ ๎วยวธิ เี รยี นรด๎ู ๎วย ตนเองนั้น ผ๎เู รียนจะต๎องเรยี นร๎ูออนไลนผ๑ ํานอนิ เทอรเ๑ นต็ และศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี น

188 5. ครชู วนคดิ ชวนคุยเกย่ี วกับประสบการณเ๑ ดมิ ของครูในเรือ่ งที่จะเรยี นรูต๎ าม แผนการจดั การ เรียนร๎ูน้ี โดย ครูสํุมผู๎เรียนตามความสมคั รใจ จํานวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคําถาม จาํ นวน 3 ประเดน็ ดังน้ี ประเดน็ ท่ี 1 “บอกขน้ั ตอนในการจดั ทําบนั ทึกรายรับ-รายจาํ ย” แนวคําตอบ การทําบันทกึ รายรบั รายจํายไมมํ กี ฏหรอื ข๎อบังคั บตายตัว แตหํ ากจะทําเพ่อื ให๎ เกดิ ประโยชนใ๑ นการวางแผนการเงิน การบันทึกรายรับ-รายจาํ ยมขี น้ั ตอนดังนี้ 1) กาํ หนดระยะเวลาที่จะบนั ทกึ เชํน 1 เดือน 1 ปี โดยจะต๎องเลือกระยะเวลาที่ สามารถทาํ ไดจ๎ รงิ และสามารถบันทกึ ได๎ทกุ วัน และเพ่ือประโยชน๑ในการวางแผนการเงนิ ควรบนั ทึก ทุกวนั ตดิ ตํอกันอยํางนอ๎ ย 1 เดอื น 2) เลือกสมดุ เพอื่ ใช๎บันทึกรายรบั - รายจําย โดยเลอื กสมุดเลมํ ทเี่ ลก็ ทส่ี ามารถ พกพาได๎สะดวกหรืออาจใช๎วธิ ีจดลงในสมุดเลมํ เล็กระหวํางวนั แล๎วกลับมาเขยี นลงในสมดุ บนั ทกึ รายรบั -รายจํายจรงิ 3) จดการรับและจาํ ยเงินทุกครั้ง ลงใ นบนั ทึกรายรบั -รายจาํ ย ไมวํ าํ จะเปน็ จํานวน เงนิ มากหรือนอ๎ ย 4) รวมยอดเงินของรายรับ เงินออม รายจํายที่จําเปน็ และรายจาํ ยท่ีไมจํ ําเปน็ ทง้ั หมดเพื่อใชว๎ เิ คราะห๑พฤตกิ รรมการใชจ๎ าํ ยของตนเอง ประเดน็ ที่ 2 “ทาํ นทราบหรือไมวํ าํ ประโยชนข๑ องการบนั ทึกรายรบั - รายจาํ ย มี อะไรบ๎าง” แนวคําตอบ 1. ทําใหร๎ ูพ๎ ฤตกิ รรมการใช๎จาํ ยท่อี าจทาํ ใหเ๎ กดิ ปัญหาเงนิ ไมํพอใช๎ 2. ทาํ ให๎สามามารถวางแผนการเงินทีเ่ หมาะสมกับพฤติกรรมของตนเองได๎ 3. ทาํ ใหเ๎ หน็ สญั ญาณของปัญหาทางการเงนิ และสามารถวางแผนแก๎ไขได๎ ประเดน็ ท่ี 3 “ทํานทราบหรอื ไมํวาํ ความหมายแล ะประโยชนข๑ องการออม มีอะไรบา๎ ง” แนวคาํ ตอบ การออม หมายถึง การแบงํ รายไดส๎ วํ นหน่ึงในปัจจบุ ันไปเก็บสะสมไว๎ใชใ๎ นอนาคต ซึ่งสามารถทําได๎หลายรปู แบบ ต้ังแตกํ ารเกบ็ สะสมด๎วยตนเอง เชํนหยอดกระปุกออมสนิ เกบ็ สะสม ไวท๎ บี่ ๎าน ไปจนถึงการนาํ ไปฝากไว๎กบั สถาบันการเงนิ ซง่ึ มักอยูํในรปู แบบท่มี คี วามเส่ยี งตํอการ สญู เสียเงนิ ต๎นตํา่ และไดร๎ ับผลตอบแทนไมสํ งู นกั เมอื่ เทียบกับการลงทุน เชนํ การฝากในบญั ชเี งินฝาก ออมทรพั ย๑ บญั ชีเงนิ ฝากประจํา การซื้อสลากออมทรัพย๑ ประโยชน๑ของการออม

189 ประการเชนํ การออมอยํางสมาํ่ เสมอ จะทาํ ใหผ๎ ๎อู อมมเี งนิ ก๎อนสะสมเกบ็ ไว๎ ซ่ึงมปี ระโยชน๑หลาย 1) ชวํ งแบํงเบาภาระเมอื่ เกิดเหตุฉกุ เฉิน 2) ชวํ ยลดความเสย่ี งทจ่ี ะมีปญั หาการเงิน 3) ชํวยทาํ ให๎ความฝันเปน็ ความจรงิ 4) ชํวยสร๎างโอกาสให๎มรี ายไดม๎ ากข้นึ หลงั จากนน้ั ครเู ปดิ คลิปวิดโี อใหผ๎ ๎ูเรยี นชม เร่ือง “การเขียนรายรบั -รายจาํ ย” จาก https://www.youtube.com/watch?v=kL65cfZlZ4I ใชเ๎ วลาโดยประมาณ 7.23 นาที โดยครสู ุํมผ๎ูเรียนตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ใหต๎ อบคาํ ถามตํอไปน้ี ประเดน็ ท่ี 1 “ทํานไดเ๎ รยี นรอ๎ู ะไรบา๎ ง จากคลปิ วิดีโอนี้” แนวคําตอบ การจดบนั ทึกรายรับ-รายจาํ ย 7. ครแู ละผ๎ูเรียนอภปิ รายและสรุปผลการเรียนรรู๎ วํ มกนั ขนั้ ตอนที่ 2 การนาํ ไปใชป๎ ระโยชน๑ (Utilization : U) 1. ครูให๎ผ๎ูเรียนแลกเปลีย่ นเรียนร๎ู โดยแบงํ ผู๎เรียนออกเป็นกลุมํ ๆ กลมํุ ละ 4 – 5 คน ดาํ เนนิ กิจกรรมเป็นรายกลุํม ศึกษาเนื้อหา ในหนังสอื เรียนรายวิชาการเงินเพอื่ ชีวติ 2 สค22016 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน๎ หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 เร่ือง การวางแผนการเงนิ ดังนี้ 1) การรจู๎ กั ฐานะทางการเงินของตนเอง หนา๎ 54 – 56 2) การประเมนิ ฐานะทางการเงินของตนเอง หน๎า 57 – 63 3) การบันทกึ รายรับ-รายจําย หน๎า 64 – 70 4) การต้ังเปูาหมายและการจัดทําแผนการเงิน หน๎า 71 – 77 5) การออม หน๎า 78 - 82 ใหแ๎ ตํละกลํุมแลกเปลย่ี นเรยี นรู๎ และสงํ ผแู๎ ทนนําเสนอตอํ กลุํมใหญใํ น 2 ประเดน็ ประเดน็ ท่ี1 การบันทึกรายรับ-รายจาํ ย ประเด็นที่2 การออม ครูและผู๎เรียนสรปุ ผลการเรียนร๎ูรวํ มกันและใหผ๎ ูเ๎ รียนสรุปสงิ่ ทีไ่ ด๎เรียนรล๎ู งในสมุดบนั ทึกผลการ เรียนรู๎ของตน 2. ครูแนะนาํ แหลํงเรยี นร๎ู ให๎กบั ผ๎ูเรียนเพือ่ ใชเ๎ ป็นเครอื่ งมือในการแสวงหาความรู๎ดว๎ ยตนเอง อาทิ หอ๎ งสมดุ แหลงํ เรียนรูใ๎ นชุมชน หนวํ ยงาน สถานศกึ ษาตําง ๆ รวมท้งั การใช๎อินเตอร๑เน็ตเพ่ือการ เรยี นรดู๎ ๎วยตนเอง เปน็ ตน๎ และใหผ๎ ๎เู รียนเปน็ รายบคุ คล ศกึ ษาเนอ้ื หา ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าการเงนิ เพ่ือชีวติ 2 สค22016 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน๎ หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เรือ่ งการวางแผนการเงิน หน๎า 52 – 84


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook