Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Published by Guset User, 2022-04-16 06:47:36

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Search

Read the Text Version

240 สือ่ วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลํงการเรียนรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรียน เร่ือง “เลขยกกําลงั ” 2. ใบความรสู๎ าํ หรบั ผ๎เู รียน เร่อื ง “เลขยกกาํ ลัง” 3. ใบความรส๎ู าํ หรบั ผู๎เรยี น เรือ่ ง “อตั ราสวํ น” 4. การคูณเลขยกกําลงั เม่อื เลขชี้กําลงั เป็นจํานวนเต็มบวก https://www.youtube.com/watch?v=UR286EWAt54&t=22s ความยาวคลปิ 7.58 นาที 5. การหารเลขยกกาํ ลงั เม่ือเลขชกี้ าํ ลงั เปน็ จํานวนเตม็ บวก https://www.youtube.com/watch?v=m4wR2FqJfhA ความยาวคลปิ 4.58 นาที 6. อัตราสํวน https://www.youtube.com/watch?v=cCAQievuoJA ความยาวคลปิ 8.49 นาที 7. PowerPoint สําหรับครู เรอ่ื ง “เลขยกกําลงั และอตั ราสวํ น” 8. บทสรุปประกอบ PowerPoint สําหรบั ครู เร่ือง การสรปุ ผลการเรยี นร๎ู “เลขยกกาํ ลงั และ อตั ราสวํ น” 9. แบบทดสอบหลังเรียน เรอื่ ง “เลขยกกาํ ลงั ” 10. แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่ือง “อตั ราสํวน” 11. แบบประเมนิ ความพงึ พอใจสาํ หรบั ผเ๎ู รยี นในการเข๎ารวํ มกิจกรรมการเรียนร๎ู เรอ่ื ง“เลขยกกําลังและอัตราสวํ น” การวดั และประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมการมีสํวนรวํ ม ความต้ังใจ และความสนใจของผ๎ูเรยี น 2. ผลการทดสอบกอํ นและหลังเรยี น 3. ผลการออกแบบและสรา๎ งสรรค๑นวัตกรรมและส่งิ ที่ต๎องการพัฒนา/ชิน้ งาน/ผลงาน 4. ผลการประเมนิ ความพึงพอใจของผู๎เรยี น

241 บนั ทึกผลหลังการจัดกระบวนการเรยี นรู๎ ผลการใช๎แผนการจดั กระบวนการเรียนร๎ู 1. จํานวนเนือ้ หากับจํานวนเวลา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลาํ ดบั เนือ้ หากับความเข๎าใจของผู๎เรียน  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนาํ เข๎าสํบู ทเรยี นกับเนอ้ื หาแตลํ ะหวั ข๎อ  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วิธีการจดั กิจกรรมการเรยี นร๎กู บั เน้ือหาในแตลํ ะข๎อ  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

242 5. การประเมินผลกบั ตัวชีว้ ดั ในแตํละเนื้อหา  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนร๎ูของผเ๎ู รียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจดั กระบวนการเรยี นร๎ูของครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข๎อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

243 รายละเอียดส่อื วสั ดุ อปุ กรณ๑ และแหลงํ การเรียนรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรยี น เรอื่ ง “เลขยกกาํ ลัง” 2. ใบความรส๎ู ําหรับผู๎เรยี น เรอ่ื ง “เลขยกกาํ ลัง” 3. ใบความร๎สู าํ หรบั ผ๎ูเรียน เร่ือง “อตั ราสวํ น” 4. การคูณเลขยกกาํ ลัง เมื่อเลขชี้กําลังเปน็ จํานวนเตม็ บวก https://www.youtube.com/watch?v=UR286EWAt54&t=22s ความยาวคลปิ 7.58 นาที 5. การหารเลขยกกาํ ลัง เมอ่ื เลขชี้กาํ ลังเป็นจํานวนเต็มบวก https://www.youtube.com/watch?v=m4wR2FqJfhA ความยาวคลิป 4.58 นาที 6. อัตราสวํ น https://www.youtube.com/watch?v=cCAQievuoJA ความยาวคลิป 8.49 นาที 7. PowerPoint สาํ หรับครู เรอื่ ง “เลขยกกําลงั และอัตราสวํ น” 8. บทสรุปประกอบ PowerPoint สาํ หรบั ครู เรือ่ ง การสรปุ ผลการเรียนร๎ู “เลขยกกําลังและ อัตราสํวน” 9. แบบทดสอบหลังเรยี น เรื่อง “เลขยกกําลงั ” 10. แบบทดสอบหลงั เรยี น เรือ่ ง “อัตราสํวน” 11. แบบประเมินความพงึ พอใจสาํ หรับผเ๎ู รียนในการเข๎ารวํ มกจิ กรรมการเรยี นร๎ู เรอ่ื ง“เลขยกกําลังและอตั ราสํวน”

244 แบบทดสอบกํอนเรยี น เร่ือง เลขยกกําลัง คาํ ช้แี จง แบบทดสอบกํอนเรียน มีจํานวนทง้ั หมด 5 ขอ๎ เฉลยแบบทดสอบกํอนเรยี น

245 ใบความรู๎สาํ หรับครู เร่ือง เลขยกกาํ ลงั เรื่องที่ 1 ความหมายและการเขียนเลขยกกาํ ลงั นิยาม ถ๎า a เปน็ จํานวนใด ๆ และ n เปน็ จํานวนเต็มบวก “ a ยกกาํ ลงั n “ หรอื “ a กาํ ลัง n “ เขยี นแทนดว๎ ย a n มีความหมายดังนี้ a n = a a a a a ….. a (a คูณกนั n ตวั ) จากนยิ าม จะเรยี ก a n วาํ เลขยกกําลงั เรียก a วาํ ฐาน และเรยี ก n วํา เลขชีก้ าํ ลงั ตวั อยําง เชนํ 1) 3 4 = 3 3 3 3 มี 3 เป็น ฐาน และ มี 4 เปน็ เลขชี้กําลงั 2) (-5)3 = -5 -5 -5 มี -5 เป็น ฐาน และ มี 3 เป็นเลขช้กี าํ ลัง 3) 1 2 = 1  1 มี 1 เป็น ฐาน และ มี 2 เป็นเลขชกี้ ําลงั 2 2 2 2 ตัวอยาํ งท่ี 1จงเขยี นจํานวนตอํ ไปน้ใี หอ๎ ยูํในรูปของเลขยกกาํ ลัง วิธที ํา 1) 8  16 = (2 2 2)  (2 2 2 2) =2 2 2  2 2 2 2 = 27 2) 75  15 = (3 5 5)  (3 5) = 35535 = 32 53 สมบัตขิ องเลขยกกําลัง ถ๎า a , b เป็นจํานวนจริงใด ๆ และ m , n เปน็ จาํ นวนเตม็ บวก 1) การคูณเลขยกกาํ ลงั ถ๎าเลขยกกาํ ลงั มฐี านเหมือนกัน เมอ่ื คณู กันใหน๎ ําเลขชี้กาํ ลงั ของตัวคูณแตํละตวั มา บวกกัน โดยใช๎ฐานตวั เดิม นนั่ คือ a m  an = amn เชนํ 23  24 = 234 =27 2) การหารเลขยกกําลังถ๎าเลขยกกําลังมฐี านเหมอื นกัน เมอ่ื หารกัน ใหน๎ าํ เลขช้กี ําลัง ของตวั หารไปลบเลขชี้กาํ ลงั ของตัวตัง้ โดยใชฐ๎ านตวั เดมิ นน่ั คือ a m an = amn เชํน 37  3 4 = 3 74 = 33 3) เลขยกกาํ ลังซ๎อน ให๎นําเลขช้ีกาํ ลังมาคณู กนั นนั่ คือ (a m )n = amn เชนํ (34 )2 = 38

246 4) เลขยกกาํ ลังของผลคูณสามารถกระจายเป็นผลคณู ของเลขยกกาํ ลงั แตลํ ะตวั เมอื่ มฐี านคงเดมิ นั่นคือ(ab)n = an bn เชนํ (3p)7 = 37 p7 5) เลขยกกําลังของผลหาร สามารถกระจายเปน็ ผลหารของเลขยกกาํ ลงั แตลํ ะตัว เมอ่ื มีฐานคงเดิม นัน่ คอื = a n an bn b  เชนํ  3 5 = 35  4  45 6) เลขยกกําลงั ท่ีมเี ลขช้กี าํ ลังเปน็ จาํ นวนลบ สามารถเขียนให๎เป็นสวํ นกลบั ของเลข ยกกําลงั ทม่ี เี ลขช้ีกาํ ลังเป็นจํานวนบวกได๎ น่นั คือ a n = 1 an เชํนx 4 = 1 x4 7) เลขยกกาํ ลงั ท่มี ีเลขชี้กําลังเปน็ ศนู ย๑(0) เลขยกกําลังทม่ี ีเลขชกี้ ําลังเป็นศนู ย๑ (0) มี คาํ เทํากับ 1 เสมอ น่นั คือ a0 = 1 เมอ่ื a  0 เชนํ 50 = 1 เรอื่ งท่ี 2 การเขียนแสดงจํานวนในรปู สญั กรณวิทยาศาสตร การเขียนจาํ นวนทีม่ คี ามากๆ ใหอยูในรูปสญั กรณวิทยาศาสตร มรี ปู ท่ัวไปเป็น A × เม่ือ 1  A และ A <10 และ n เป็นจาํ นวนเตม็ พจิ ารณาการเขยี นจาํ นวนท่ีมีคามาก ๆ ใหอยูํในรปู สญั กรณวิทยาศาสตรตอไปน้ี 1. 2,000 = 2 x 1,000 = 2x 2. 800,000 = 8 x 100,000 = 8x

247 เรือ่ งที่ 3 การคณู และการหารเลขยกกาํ ลงั ที่มฐี านเดียวกัน และเปนเลขช้ีกาํ ลงั เป็นจํานวนเตม็ 3.1 การคณู เลขยกกาํ ลงั เมื่อเลขชกี้ าํ ลงั เป็นจาํ นวนเตม็ พจิ ารณาการคณู เลขยกกําลงั ทมี่ ีฐานเป็นจํานวนเดียวกนั ตอไปนี้ x =  2 2 2  2 2 2 2  = 2 × 2 × 2 × 2 ×2 × 2 × 2 = หรอื x = 33333 = 3 × 3 × 3 × 3 ×3 = หรือ การคณู เลขยกกาํ ลังทมี่ ฐี านเปน็ จํานวนเดียวกนั และมีเลขช้ี กาํ ลังเปน็ จาํ นวนเตม็ บวกเปน็ ไปตามสมบตั ขิ องการคูณเลขยกกําลงั ดังน้ี เม่ือ a แทนจาํ นวนใด ๆ m และ n แทนจํานวนเตม็ บวก x = 3.2 การหารเลขยกกาํ ลงั เมื่อเลขช้ีกาํ ลงั เป็นจํานวนเตม็ การหารเลขยกกําลังที่มีฐานเปน็ จาํ นวนเดยี วกนั และฐานไมํเทากบั ศนู ย๑มีเลขชี้กําลังเป็น จํานวนเตม็ บวก ในรูปของ  จะพิจารณาเปน 3 กรณี คือ เมือ่ m > n ,m = n และ m < n เมือ่ a แทนจํานวนใด ๆ ทีไ่ มใํ ชศํ ูนย๑ m ,n แทนจํานวนเตม็ บวก และ m > n =

248 แบบทดสอบท๎ายบท เร่อื ง เลขยกกาํ ลัง คาํ ส่งั จงเลือกคําตอบทีถ่ ูกตอ๎ งท่ีสดุ เพียงคําตอบเดียว 1. ประโยคในขอ๎ ใดตอํ ไปน้เี ปน็ จริง ข. 2 3 = 3 2 ก. 4 3 = -4 3 ค. 4-3 = ง. (-2) -4 = - 2. 70 + 02มีคาํ เทําไร ก. 0 ข. 1 ค. 2 ง. 9 3. ผลคณู ของ (22) 42เทาํ กับข๎อใดตอํ ไปนี้ ข. 22x ก. 22 ง. 42 ค. 4 3 4. 22 x 32มีคาํ เทาํ กบั ขอ๎ ใดตํอไปน้ี ก. 24 ข. 36 ค. 48 ง. 108 5. (0.5) (0.5)4 (0.5)2มีคําเทํากับขอ๎ ใดตํอไปน้ี (0.5)6 ข. (0.5)7 ก. ง. (0.5)9 ค. (0.5)8 6. เขยี น 4,520,000 ให๎อยูํในรูปสญั กรณ๑วทิ ยาศาสตรไ๑ ด๎ตามขอ๎ ใด ก. 4.52 x 104ข. 4.52 x 105 ค. 4.52 x 106 ง. 4.52 x 107 7. เขียน 0.0000901 ใหอ๎ ยูํในรปู สัญกรณว๑ ทิ ยาศาสตรไ๑ ดต๎ ามขอ๎ ใด ก. 9.01 x 10 -4 ข. 9.01 x 10 -5 ค. 9.01 x 10 -6 ง. 9.01 x 10 -7 8. เขียน (31,000)2เขียนใหอ๎ ยูํในรูปสญั กรณว๑ ทิ ยาศาสตรไ๑ ดต๎ ามข๎อใด ก. 9.61 x 10 5 ข. 9.61 x 10 6 ค. 9.61 x 10 7 ง. 9.61 x 10 8 9. (8.8 x 105) x (440 x 10 -10) เทํากับจาํ นวนในขอ๎ ใดตอํ ไปน้ี ก. 3.872 x 10 -5 ข. 3.872 x 10 -4 ค. 3.872 x 10 -3 ง. 3.872 x 10 -2

249 10. ถา๎ (7.7 x 103) x (9.1 x 104) = 7.007 x 10xแลว๎ x มคี าํ เทําไร ก. 4 ข. 7 ค. 8 ง. 9 เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น 1. ก 2. ข 3. ค 4. ง 5. ข 6. ก 7. ก 8. ข 9. ก 10. ข

250 ใบความรูส๎ ําหรับครู เร่อื ง อตั ราสํวน สัดสํวนและรอ๎ ยละ เร่อื งท่ี 1 อตั ราสวน อัตราสวน (Ratio) ใชเปรยี บเทยี บปริมาณ 2 ปริมาณหรือมากกว าก็ได โดยทป่ี รมิ าณ 2 ปรมิ าณทีน่ าํ มาเปรยี บเทยี บกันนน้ั จะมีหนวยเหมือนกัน หรือตางกนั กไ็ ด บทนิยาม อัตราสวนของปรมิ าณ a ตอ ปริมาณ b เขียนแทนดวยa : b หรอื a b เรยี ก a วา จาํ นวนแรกหรอื จํานวนที่หนึ่งของอัตราสวน เรยี ก bวา จํานวนหลงั หรอื จาํ นวนทส่ี องของอตั ราสวน (อตั ราสวน a : b หรอื a อานวา a ตอ b ) b การเขียนอัตราสวน มี 2 แบบ 1. ปริมาณ 2 ปรมิ าณมหี นวยเหมือนกัน เชน โตะตัวหนง่ึ มคี วามกวาง 50 เซนติเมตร ยาว 120 เซนตเิ มตร เขียนเปนอัตราสวนไดวา ความกวางตอความยาวของโตะ เทากับ 50 : 120 2. ปรมิ าณสองปริมาณมีหนวยตางกนั เชน นมเปร้ยี ว 4 กลอง ราคา 23 บาท เขียนเปนอตั ราสวนไดวา อตั ราสวนของนมเปรีย้ วเปนกลองตอราคาเปนบาท เปน 4: 23 1.1 อตั ราสํวนที่เทํากัน เมือ่ กําหนดอตั ราสํวน a  b มอี ัตราสวํ นอน่ื ๆ มากมายที่เทาํ กับอตั ราสวํ น a  b ซงึ่ หาได๎ จาก หลกั การคณู ทาํ ได๎โดยการนาํ จาํ นวนเดยี วกันทไ่ี มํเทาํ กบั ศนู ย๑ คณู จํานวนหนา๎ และจาํ นวน หลงั ของอตั ราสวํ น a  b a  b= ax c  b x c a  a  c เม่ือ c ≠0 b b  c

251 หลักการหาร ทาํ ไดโ๎ ดยการนาํ จํานวนเดยี วกนั ที่ไมเํ ทํากับศูนย๑ หารจํานวนหน๎าและจาํ นวนหลังของ อัตราสํวน a  b a  b= a c  b c a  a c เม่ือ c ≠0 b b c มาตราสวํ น ก็คอื อตั ราสวํ นทเ่ี กย่ี วข๎องกบั ความยาว เพี่อแสดงการเปรี ยบเทยี บระหวาํ ง ระยะทางในแผน ที่หรอื แผนผงั กับระยะทางจริง ซ่ึงอาจจะเปน็ การยอํ หรอื การขยาย อาจมหี นํวย เดยี วกนั หรอื หนวํ ยตํางกนั กไ็ ด๎ อตั ราทด เปน็ อตั ราสวํ นของความเร็วรอบของลอ๎ ขบั (เฟอื งขับ) ตํอความเรว็ รอบของล๎อ ตาม (เฟืองตาม) 1.2 อตั ราสวํ นตํอเน่อื ง อตั ราสํวนตํอเน่อื งหรอื อัตราสํวนของจํานวนหลายจาํ นวน เป็นอตั ราสํวนที่แสดงการ เปรยี บเทียบปรมิ าณตง้ั แตํ 3 ปรมิ าณขึ้นไปเขยี นอยูใํ นรปู a  b  c มคี วามหมายวํา 1.2.1อัตราสํวนแสดงการเปรียบเทียบปรมิ าณสง่ิ ของกลุํมท่ีหนึง่ ตอํ ปริมาณส่ิงของกลุมํ ทส่ี อง เป็นa  b 1.2.2อตั ราสํวนแสดงการเปรียบเทียบปริมาณส่งิ ของกลมํุ ทีห่ นึง่ ตอํ ปรมิ าณส่งิ ของกลุํมที่ สามเป็น a  c 1.2.3อัตราสวํ นแสดงการเปรยี บเทยี บปริมาณสิง่ ของกลุมํ ที่สองตํอปรมิ าณส่ิงของกลํุมท่ี สามเปน็ b  c หลกั การเขียนอตั ราสํวนตํอเน่อื ง หลกั การเขียนอัตราสวํ นตอํ เนื่องเมื่อกาํ หนดอั ตราสํวนสองอัตราสวํ นหรอื มากกวาํ สองอตั ราสํวนสามารถเขียนอตั ราสํวนตอํ เนือ่ งไดด๎ ังนี้ 1. ถ๎าปรมิ าณหลงั ของอัตราสํวนแรกเทาํ กบั ปริมาณแรกของอัตราสํวนหลงั a  b และ b c เม่อื อัตราสวํ นทงั้ สองมีคาํ b เทํากนั แล๎วสามารถเขียนอตั ราสํวนตอํ เนื่อง ได๎ เชนํ ab = 3:5 b c = 5 : 7 ดังนน้ั a  b  c = 3 : 5 : 7 เรือ่ งที่ 2 สัดสวน สดั สวนเปนการเขยี นแสดงการเทากนั ของอตั ราสวนสองอัตราสวน เชน a : b = c : d หรอื  อานวา เอตอบี เทากับซีตอดี

252 การแกโจทยปญหาโดยใชสัดสวน ในชีวิตประจาํ วนั เราจะพบสถานการณ ทีต่ องแก ไขปญหาโดยการใช หลกั การคดิ คาํ นวณ เชนกาํ หนดอัตราสวนของเคร่ืองดืม่ โกโก สาํ เรจ็ รปู 1 ถวย ตอผงโกโก 2 ชอนโตะ ตอน้ํา ตาล 1ชอนโตะ ตอนาํ้ ตมสกุ 1 ถวย เทากับ 1 : 2 : 1 : 1 ถามผี งโกโกทงั้ หมด 30 ชอนโตะ สมมตวิ า ชงเคร่ืองด่มื ได A ถวยใชนาํ้ ตาล B ชอนโตะ ครีมเทียม C ชอนโตะ และนํ้าตมสุก D ถวยดังนัน้ อัตราสวนของจํานวนถวยโกโกที่ชงไดตอจาํ นวนผงโกโก เทากับ 1 ถวย ตอ 2 ชอน โตะ หรือ A ถวย ตอ 30 ชอนโตะ นนั่ คือ 1 : 2 = A : 30 หรอื = จะไดวา 1 x 30 = Ax2 A = 15 ดงั นัน้ ผงโกโก 30 ชอนโตะ จะชงเครือ่ งดืม่ ได 15 ถวย เร่อื งที่ 3 รอยละ ในชีวติ ประจําวันผูเรยี นจะเห็นวาเราเก่ียวของกบั รอยละอยูเสมอ เชน การซอ้ื ขาย กําไร ขาดทุน การลดหรือการเพิม่ ที่คดิ เปนรอยละ การคิดภาษมี ูลคาเพมิ่ ฯลฯ คําวา รอยละ หรอื เปอรเซน็ ต เปนอตั ราสวนแสดงกเปรียบเทียบปริมาณใดปรมิ าณหน่งึ ตอ 100 เชนรอยละ 50 หรือ 50% เขยี นแทนดวย50:100 หรือ รอยละ 7 หรือ 7% เขียนแทนดวย7:100 หรอื เรอื่ งที่ 4 การแกโจทยปญหาเกีย่ วกบั อตั ราสวน สัดสวน และรอยละ ตวั อยาง 1 ในหมบู านแหงหนึ่งมีคนอาศยั อยู 1,200 คน 6% ของจาํ นวนคนที่อาศัยอยูในหมูบาน ทํางานใน โรงงานสบั ปะรดกระปอง จงหาจาํ นวนคนงานทที่ าํ งานในโรงงานแหงนี้ วิธีทํา ใหจาํ นวนคนท่ที ํางานในโรงงานสบั ปะรดกระปอง เปน s คน อัตราสวนของจาํ นวนคนทที่ าํ งานในโรงงานตอจาํ นวนคนทงั้ หมด เปน อตั ราสวนดงั กลาวคดิ เปน 6%  เขียนสดั สวนไดดังน้ี 

253 จะได s 100  1,200 6 s ดังนนั้ s  72 นั่นคือ จาํ นวนคนงานที่ทาํ งานในโรงงานสบั ปะรดกระปองเปน 72 คน ตอบ 72 คน

254 แบบทดสอบท๎ายบท เรื่อง อตั ราสวํ นและรอ๎ ยละ คําสั่ง จงเลอื กคําตอบที่ถกู ตอ๎ งท่สี ดุ เพยี งคาํ ตอบเดยี ว 1. พํอซ้ือปากกามา 15 โหล ราคาโหลละ 48 บาท ขายไปในราคาดา๎ มละ 6 บาท พํอได๎กําไรที่ บาท ก. 360 ข. 630 ค. 720 ง. 1,080 2. = , x มคี ําเทําไร ก. 6 ค. 8 ข. 7 ง. 9 3. แมคํ า๎ ซือ้ ไขํไกมํ า 20 โหล เป็นเงนิ 600 บาท ทาํ แตกไป 4 ฟอง นําท่ีเหลอื มาคัดขนาดใหญํได๎ 80 ฟอง ขายในราคา 10 ฟอง 32 บาท ไขํท่เี หลือขายราคาโหลละ 32 บาท ข๎อใดตํอไปนี้กลําวถกู ตอ๎ ง ก. แมํคา๎ ขาดทนุ รอ๎ ยละ 12 ข. แมํค๎าขาดทนุ 12 บาท ค. แมคํ า๎ ไดก๎ ําไร 12 บาท ง. แมคํ ๎าได๎กําไรรอ๎ ยละ 12 4. ทมี สโมสรฟุตบอลทมี หน่งึ ทําการคัดเลอื กนกั ฟตุ บอลในตาํ แหนงํ กองหนา๎ โดยมีสถิตใิ นการทํา ประตูดงั น้ี นายธรี ศิลป์ มีสถติ ิการยิงประตู 22 คร้ัง ได๎ประตู 8ประตู นายสารัช มีสถิติการยิงประตู 30 ครงั้ ได๎ประตู 27 ประตู นายธนพงษ๑ มสี ถติ กิ ารยิงประตู 18 ครัง้ ได๎ประตู 10 ประตู นายณฐั พร มสี ถิตกิ ารยงิ ประตู 10 ครั้ง ไดป๎ ระตู 8 ประตู ถ๎าคัดเลอื กนกั ฟุตบอลเพียง 2 คน สถติ กิ ารยิงประตขู องใครควรท่จี ะได๎รับคัดเลอื กเปน็ นัก ฟุตบอลใน ตําแหนํงกองหนา๎ ก. นายสารัชกับนายณฐั พร ข. นายธรี ศิลป์กับนายธนพงษ๑ ค. นายสารัชกบั นายธนพงษ๑ ง. นายณฐั พรกับนายธีรศลิ ป์ 5. ถ๎า a : b= 5 : 4 และ b : c = 3 : 2 แล๎ว a : b : c ตรงกับข๎อใด ก. 15 : 12 : 8 ข. 5 : 12 : 2 ค. 6 : 12 : 15 ง. 5 : 4 : 2

255 6. รปู ส่ีเหลย่ี มจตั ุรสั รปู หนง่ึ มีด๎านยาว 5 เซนติเมตร อัตราสํวนของความยาวของดา๎ นรปู ส่เี หลย่ี ม จัตรุ ัสตํอพ้ืนที่เป็นเทําไร ก. 1 : 3 ข. 1 : 5 ค. 5 : 3 ง. 5 : 1 7. พี่น๎องสามคน มีอายุรวมกันได๎ 45 ปี ถา๎ อตั ราสวํ นอายุของพ่คี นโตตอํ อายขุ องพ่ีคนกลางเป็น 5 : 3 และนอ๎ งคนสดุ ท๎องมอี ายุ 9 ปี จงหาวําพี่คนกลางอายุกี่ปี ก. 22 ปี 6 เดอื น ข. 13 ปี 6 เดอื น ค. 30 ปี ง. 9 ปี 8. กศน.ตําบล แหงํ หนึง่ มีอัตราสวํ นจํานวนนกั ศกึ ษาชายตํอจาํ นวนนกั ศึกษาหญงิ เปน็ 15 : 8 ถ๎ากศน.ตาํ บลแหงํ นีม้ นี กั ศกึ ษาชายมากกวาํ นกั ศึกษา หญิง 161 คน กศน.ตาํ บล แหํงน้มี นี ักศกึ ษาชาย เทําใด ก. 248 คน ข. 295 คน ค. 345 คน ง. 560 คน 9. มานะขายเตารดี ให๎เพอ่ื นในราคา 450 บาท ขาดทนุ 10% ถา๎ ต๎องการขายใหไ๎ ดก๎ ําไร 20% มานะ ต๎องขายเตารดี ราคาเทาํ ไร ก. 500 บาท ข. 550 บาท ค. 600 บาท ง. 650 บาท 10. รถยนตค๑ ันหนึง่ ตดิ ราคาไว๎ 525,000 บาท ลดราคาให๎ผ๎ซู อื้ เงนิ สด 8% ถ๎าราคาทุนของรถยนตค๑ ัน นี้ 420,000 บาท ทางรา๎ นจะไดก๎ าํ ไรกเี่ ปอรเ๑ ซ็นต๑ ก.10% ข.15% ค. 20% ง. 30% เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 1. ก 2. ข 3. ง 4. ก 5. ก 6. ข 7. ข 8. ค 9. ค 10. ข

256 วิธกี ารวัดผลประเมนิ ผล/เคร่ืองมอื /เกณฑ๑การประเมิน วธิ กี าร เครอื่ งมือ เกณฑ๑การประเมิน สงั เกตพฤตกิ รรมรายกลํุม แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผาํ นการประเมินระดับดขี น้ึ ไป รายกลํมุ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ประเมินผลงาน/ชิ้นงาน แบบประเมินผลงาน/ ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ชิน้ งาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผาํ นการประเมนิ ระดับดขี ้นึ ไป พึงพอใจ เกณฑ๑การประเมินช้นิ งาน/ภาระงาน ระดบั คะแนน รายการ 4 32 1 ประเมนิ 1. ความถูกตอ๎ ง มีความถูกต๎อง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชัดเจนสมบูรณ๑ ถูกต๎องครบถ๎วน มีความถกู ตอ๎ งเปน็ มีความถูกตอ๎ ง 2. ความสะอาด ครบถ๎วน บางสวํ น เปน็ สํวนใหญํ เรียบร๎อย ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน สวยงาม เรียบรอ๎ ย สวยงาม เรียบรอ๎ ย บางสํวน สํวนใหญํ ไมํมรี อยขดี ลบ มีรอยขดี ลบนอ๎ ย ไมํสะอาด ไมสํ ะอาด 3.ตรงตํอเวลา ไมํเรยี บรอ๎ ย ไมํเรียบร๎อย สํงงานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ น สงํ งานชา๎ กอํ น สงํ งานช๎า 4.การเช่ือมโยง ท่กี าํ หนด หมดเวลา 10 หมดเวลา 5 นาที ตอ๎ งมกี าร และความคดิ นาที เรงํ และทวง สร๎างสรรค๑ คิดแปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ เชื่อมโยงสมั พนั ธ๑ เชื่อมโยงสัมพันธ๑ เชือ่ มโยงสัมพนั ธ๑ เชื่อมโยงสัมพนั ธ๑ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิง่ ตําง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ สง่ิ ตําง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยาํ งถูกต๎อง อยํางถูกต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง เป็นสวํ นใหญํ เปน็ บางสวํ น เป็นสํวนนอ๎ ย

257 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรขู๎ องผู๎เรียน ชือ่ โครงการ/กิจกรรม........................................................................................................................ ช่ือโรงเรยี น/สถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………….. ชอ่ื หัวหนา๎ โครงการ/กิจกรรม............................................................................................................. คําช้แี จง ให๎ผู๎ประเมินทําเครอ่ื งหมาย ถูก () ลงในชํองระดบั พฤตกิ รรม ของผ๎เู รยี น โดยมเี กณฑ๑ ระดับคุณภาพการประเมนิ ดงั นี้ 5 มพี ฤตกิ รรมการเรียนร๎ู มากท่สี ดุ 4 มพี ฤตกิ รรมการเรียนรู๎ มาก 3 มีพฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ ปานกลาง 2 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ น๎อย 1 มีพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ นอ๎ ยที่สุด เกณฑ๑การพจิ ารณาระดับคณุ ภาพ คะแนนเฉล่ียรอ๎ ยละ 0 - 50 ระดับคณุ ภาพ ปรบั ปรุง คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 50 - 69 ระดับคณุ ภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 70 – 79 ระดับคุณภาพ ดี คะแนนเฉลี่ยรอ๎ ยละ 80 – 89 ระดบั คณุ ภาพ ดีมาก คะแนนเฉล่ียร๎อยละ 90 - 100 ระดบั คุณภาพ ดเี ย่ียม พฤติกรรมการเรียนร๎ู ระดบั พฤติกรรม 54321 1. ความตั้งใจในการทํางาน 2. ความรับผดิ ชอบ 3. ความกระตือรอื ร๎น 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสําเรจ็ ของงาน 6. การทาํ งานรวํ มกับผูอ๎ น่ื 7. มคี วามคดิ รเิ ร่มิ สร๎างสรรค๑ 8. มกี ารวางแผนในการทํางาน 9. การมสี ํวนรวํ มในการแสดงความคดิ เห็นในกลํมุ 10. การมีสวํ นรวํ มในการแกไ๎ ขปญั หาในกลมุํ ลงชื่อ.....................................................................ผ. ู๎ประเมนิ ............../.............................../.....................

258 แผนการจดั การเรยี นรทู๎ ี่ 9 เรื่อง เหตกุ ารณส๑ าํ คญั ทางประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและประเทศ ในทวีปเอเชีย เวลาเรียน 6 ชั่วโมง แนวคดิ ทวีปเอเชียประกอบด๎วย ประเทศสมาชกิ หลายประเทศ ในทีน่ จ้ี ะกลําวถงึ ประวตั ิศาสตร๑ของ ประเทศในแถบเอเชียทม่ี พี รมแดนติดและใกลเ๎ คยี งกบั ประเท ศไทย ไดแ๎ กํ ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจนี อินเดยี สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว สาธารณรฐั แหํงสหภาพพมํา อินโดนเี ซยี ฟิลิปปินส๑และประเทศญปี่ ุน โดยสังเขป นอกจากน้ีได๎เกดิ เหตุการณ๑ สาํ คญั ๆ ในประเทศ ไทยและประเทศในทวีปเอเชียทีน่ ําสนใจเชํน ยุคลาํ อาณานคิ ม และยุคสงครามเย็น เป็นตน๎ ตัวชีว้ ดั สามารถนาํ เหตุการณใ๑ นประวตั ศิ าสตร๑มาวิเคราะหใ๑ หเ๎ หน็ ความเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขน้ึ กับ ประเทศไทย และประเทศในทวีปเอเชยี เนือ้ หา เหตกุ ารณส๑ าํ คัญทางประวตั ศิ าสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี - ยคุ ลาํ อาณานคิ ม - ยุคสงครามเยน็ ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรียนรู๎ ขัน้ ตอนท่ี 1 การสรา๎ งแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผู๎เรยี น พรอ๎ มทงั้ แนะนําตนเอง และแผนการจัดการเรียนร๎ู ซึ่งการจัดการ เรยี นร๎ูทผ่ี ูเ๎ รียน จะต๎องเรยี นรู๎รํวมกันในคร้ังน้ี คอื เรอ่ื ง “เหตกุ ารณ๑สาํ คัญทางประวตั ศิ าสตร๑ใน ประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย” และชวนคดิ ชวนคุยเกยี่ วกับเรอ่ื งทีจ่ ะเรยี นร๎ูเพอื่ กระต๎นุ ให๎ ผเ๎ู รยี นเกดิ ความสนใจและมคี วามกระตือรอื ร๎นในการเชอื่ มโยงและสรา๎ งความพรอ๎ มทจ่ี ะเรียนร๎ูหรอื ทาํ กิจกรรมการเรยี นร๎ูตามแผนการจัดการเรยี นรูค๎ ร้ังนี้ 2. ครชู ีแ้ จงวัตถุประสงค๑ เนือ้ หา กิจกรรม การวัดและประเมินผลของการเรียนร๎ูในคร้งั นี้ ทส่ี อดคล๎องกบั ตวั ชวี้ ัดตามแผนการจดั การเรียนร๎คู รง้ั น้ี เพ่ือใหผ๎ ๎เู รยี นเข๎าใจอยาํ งชัดเจนวํา ผเู๎ รยี น

259 จะต๎องเรียนรใู๎ หบ๎ รรลตุ ัวชี้วดั ที่กาํ หนดตามแผนการจดั การเรยี นร๎ทู ่ี 2 เร่ือง “เหตกุ ารณส๑ าํ คัญทาง ประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี ” ในครงั้ นี้ ซึ่งมีจํานวน 2 ขอ๎ ดงั นี้ เหตกุ ารณส๑ ําคัญทางประวัติศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย 1. ยุคลาํ อาณานิคม 2. ยุคสงครามเย็น 3. ใหผ๎ ู๎เรียนทําแบบทดสอบกอํ นเรยี น เรื่อง “เหตกุ ารณ๑สําคัญทางประวัตศิ าสตรใ๑ น ประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย” จํานวน 10 ข๎อ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครใู ห๎ผ๎เู รยี นศึกษาหนังสอื เรียนรายวชิ าสงั คมศกึ ษา สค 21001 ระดับมัธยมศึกษา ตอนต๎น(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554) เร่อื ง เหตกุ ารณ๑สาํ คัญทางประวตั ิศาสตร๑ในประเทศไทยและ ประเทศในทวปี เอเชยี หนา๎ 69 -75 พรอ๎ มท้ังแนะนาํ แหลงํ ศกึ ษาค๎นควา๎ เพ่มิ เตมิ จากอินเทอรเ๑ นต็ ซ่ึง ผ๎เู รยี นสามารถไปเรียนร๎ูไดด๎ ๎วยตนเองและ ทาํ กิจกรรมตามท่ีได๎รับมอบหมายด๎วย ทง้ั น้ี ครคู วรจะ ชแ้ี จงให๎ผเ๎ู รยี นทราบวาํ ในการพบกลมํุ ตามแผนการจัดการเรยี นร๎ูครัง้ น้ี ผเู๎ รียนจะต๎องเรียนร๎ูและทํา กจิ กรรมท่ีสอดคล๎องกบั เนอื้ หาที่เรยี น โดยปฏบิ ัติกจิ กรรมตําง ๆ ได๎แกํ การศกึ ษาคลิปวิดีโอ และการ แลกเปลย่ี นเรยี นร๎โู ดยการอภปิ รายรวํ มกับเพื่อนในกลมุํ รวมทง้ั มีการทดสอบหลงั เรียนด๎วย นอกจากน้ี ในการพบกลํมุ แตลํ ะคร้ังนน้ั ครูจะ มอบหมายงานใหผ๎ ู๎เรียนไปเรียนร๎ดู ว๎ ย วธิ ีการเรียนรด๎ู ว๎ ยตนเอง ซึ่งวิธี การเรียนร๎ูด๎วยตนเองจะตอ๎ งเกดิ ขนึ้ ในทกุ ๆ ตวั ชี้วัดและเน้อื หาท่ี กาํ หนด โดยผเู๎ รยี นจะต๎องปฏิบตั ิกิจกรรมที่กําหนดใหด๎ ๎วยวธิ เี รียนรอู๎ อนไลน๑ และศกึ ษาจากเอกสาร ประกอบการเรยี น ดังน้ัน ครูจะต๎องเช่อื มโยงรายละเอียดดังกลาํ วข๎างตน๎ ใหผ๎ ๎เู รี ยนได๎เกิดความเขา๎ ใจ และเกดิ แรงบันดาลใจในการเรียนรทู๎ ่ีจะเกิดขึน้ เพราะ การมอบหมายงานให๎ผเู๎ รยี นไปเรียนรู๎ดว๎ ยวิธี เรยี นรู๎ดว๎ ยตนเองน้ัน ผเู๎ รยี นจะตอ๎ งเรียนรอ๎ู อนไลนผ๑ ํานอินเทอรเ๑ นต็ และศกึ ษาเอกสารประกอบการ เรียน 5. ครูชวนคดิ ชวนคุยเกย่ี วกบั ประสบการณเ๑ ดมิ ของครูในเร่อื งทจ่ี ะเรยี นรู๎ตาม แผนการ จดั การเรยี นรน๎ู ี้ โดย ครูสมํุ ผ๎ูเรียน ตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ใหต๎ อบคําถาม จาํ นวน 3 ประเดน็ ดงั นี้ ประเดน็ ท่ี 1 “ทํานทราบหรือไมวํ ํ า เหตุการณ๑สาํ คัญทางประวตั ิศาสตรใ๑ นประเทศไทย มี เหตุการณส๑ าํ คัญอะไรเกิดข้ึนบา๎ ง แนวคําตอบ เหตกุ ารณส๑ ําคญั ทางประวตั ิศาสตร๑ในประเทศไทย ดังนี้

ชวํ งเวลา 260 พ.ศ.2112 เหตกุ ารณท๑ ีส่ ําคัญ พ.ศ.2127 - ฟิลปิ ปินสถ๑ ูกยดึ ครองโดยสเปน พ.ศ.2133 - กรุงศรีอยธุ ยาแตกครัง้ ที่ 1 พ.ศ.2155 สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นครองราชยแ๑ ละขยายอาณาเขตอยุธยา พ.ศ.2184 สมเด็จพระทรงธรรมข้นึ ครองราชย๑ อยุธยาตดิ ตํอการค๎ากับนานาชาติเพิม่ ขน้ึ พ.ศ.2199 ในสมยั นีอ้ ังกฤษเข๎ามาติดตอํ การค๎าขายทีอ่ ยุธยา ฮอลันดายดึ มะละกาจากโปรตเุ กส พ.ศ.2216 สมเดจ็ พระนารายมหาราชขึน้ ครองราชย๑ อยุธยาตดิ ตอํ การค๎ากับนานาชาติ อยํางกว๎างขวาง พ.ศ.2294 พระเจ๎าหลุยสท๑ ่ี 14 แหงํ ฝร่ังเศส สงํ คณะฑตู เขา๎ เฝูาสมเดจ็ พระนารายมหา ราชเปน็ ครัง้ แรก พ.ศ.2310 สมเดจ็ พระเจ๎าอยํูหวั บรมโกศโปรดทรงสํงสมณฑตู ไปสบื สานศาสนาท่ี ศรีลังลา พ.ศ.2325 -กรงุ ศรีอยธุ ยาแตกคร้ังที่ 2 -สมเดจ็ พระเจ๎าตากสินมหาราชกอบก๎ชู าตแิ ละตั้งกรุงธนบุรเี ปน็ ราชธานีใหมํ พ.ศ.2367 พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพฯเป็น พ.ศ.2369 ราชธานี พ.ศ.2394 สงครามพมาํ กบั องั กฤษ ครั้งที่ 1 ไทยทําสนธสิ ญั ญาเบอรน๑ ยี ก๑ บั อังกฤษ พ.ศ.2398 -พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล๎าเจา๎ อยหํู วั ขึน้ ครองราชย๑ ทรงเร่มิ ปรบั ปรงุ พ.ศ.2405 ประเทศให๎เปน็ แบบสมัยใหมํ -สงครามพมาํ กบั อังกฤษ ครง้ั ที่ 2 พ.ศ.2411 ไทยทาํ สนธสิ ัญญาเบาวร๑ ิงกับองั กฤษ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล๎าเจา๎ อยูหํ ัวมหาราช ทรงปฏริ ปู ประเทศ ทางด๎านการปกครองและดา๎ นตาํ งๆ ไทยเสยี ดินแดนประเทศราชสวํ นใหญํให๎ฝรงั่ เศสและอังกฤษ

261 ประเด็นที่ 2 “ทาํ นทราบหรือไมํวาํ ในปี พ.ศ. 2367 อังกฤษทําสงครามกับพมําคร้ังท่ี 1 จากเหตุการณน๑ ี้ ตอํ มาใน พ.ศ. 2369 เกดิ เหตกุ ารณ๑สาํ คัญอยาํ งไรกับประเทศไทย แนวคําตอบ ในปี พ.ศ. 2367 องั กฤษทําสงครามกับพมาํ ครงั้ ท่ี 1 จากเหตกุ ารณ๑นี้ อกี 2 ปี ตอํ มา พ.ศ. 2369 ไทยต๎องทําสนธิสญั ญาเบอรน๑ ีกบั องั กฤษ เพอ่ื ปูองกนั การรกุ รานของชาติ ตะวันตกและตอํ มาในปี พ .ศ. 2394 องั กฤษทําสงครามกบั พมาํ ครัง้ ท่ี 2 และอีก 4 ปี ตอํ มา พ.ศ. 2398 ไทยก็ต๎องทําสนธิสญั ญาเบาว๑ ประเด็นที่ 3 “ทํานทราบหรอื ไมํวาํ ขบวนการ ชาตนิ ิยมและการเรยี กร๎องเอกราชใน ภูมิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉลียงใต๎เกิดข้นึ กบั ประเทศใดบา๎ ง แนวคาํ ตอบ ขบวนการชาตินยิ มและการเรยี กร๎องเอกราชในภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออก เฉลียงใต๎เกิดขน้ึ กบั ประเทศตาํ งๆ คือ ประเทศพมํา ฟลิ ปิ ปินส๑ อนิ โดนเี ซีย มาเลเซีย เวยี ดนาม กัมพูชา และลาว โดยแตลํ ะประเทศมบี ุคคลสําคัญที่มบี ทบาทการเคลื่อนไหวขบวนการชาตินิยม เชํน อู ออง ซาน แหงํ พมํา พ .ศ.2458-2490 ซูการ๑โน พ.ศ. 2444-2513 แหงํ อินโดนีเซีย โฮ จิ มนิ ท๑ แหงํ แหํง เวียดนาม พ.ศ. 2433-2512 เปน็ ตน๎ 6. หลังจากนน้ั ครเู ปดิ คลปิ วดิ โี อใหผ๎ ู๎เรยี นชม เร่ือง“ดินแดนเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตใ๎ น สมัยอาณานคิ ม ประวัตศิ าสตร๑ ม.1” จาก https://www.youtube.com/watch?v=vnbGaysLU_U ชํวงเวลา 12.05 นาที โดยครูสมุํ ผ๎เู รยี นตามความสมคั รใจ จํานวน 4 – 5 คน ใหต๎ อบคําถาม จํานวน 2 ประเดน็ ดังนี้ ประเด็นท่ี 1 “ทาํ นได๎เรยี นรอ๎ู ะไรบา๎ ง จากคลปิ วดิ โี อนี้” แนวคาํ ตอบ ได๎เรียนรส๎ู าเหตุสําคัญทช่ี าวตะวันตกเขา๎ มาแผํขยายอทิ ธิพลในภมู ิภาคเอเชีย ตะวนั ออกเฉลยี งใต๎ มี 2 ประเด็นหลกั คอื 1. ดนิ แดนตะวันออกเฉลยี งใตม๎ ที รพั ยากรทางธรรมชาติทส่ี มบูรณ๑ 2. ตะวันตกตอ๎ งการเผยแผศํ าสนาครสิ ต๑มายังเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ พฒั นาการของรฐั ตํางๆในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตส๎ มยั อาณานคิ ม - อินโดนเี ซยี ตกเปน็ อาณานคิ มของเนเธอร๑แลนดโ๑ ดยสมบรู ณ๑ ใน พ .ศ. 2342 - สเปนเปน็ ชาตติ ะวันตกชาติแรกทมี่ าถงึ หมเํู กาะฟิลปิ ปินส๑ สเปนป กครอง ฟิลิปปนิ ส๑ดว๎ ยความเขม๎ งวด ชาวฟลิ ปิ ปินส๑สํวนใหญํไมมํ สี ทิ ธิในการปกครองตนเอง - องั กฤษตอ๎ งการสมั ปทานการค๎าไม๎ในพมาํ และเดนิ เรอื ในแมนํ าํ้ เพ่ือใช๎ เสน๎ ทางผาํ นไปจีน พมําทง้ั ประเทศตกเปน็ อาณานิคมของอังกฤษโดยสมบรู ณ๑ เมอื่ พ.ศ.2438 - ชาติตะวันตกชาติแรกทีเ่ ข๎ายดึ คร อง คอื โปรตเุ กส ภายหลังโปรตเุ กตุ ขยายอทิ ธิพลไปยงั ชวาและหมูํเกาะเคร่ืองเทศ ทําให๎มะละกาเส่ือมบทบาทและตกเปน็ ของ เนเธอรแ๑ ลนด๑ละองั กฤษ

262 ประเด็นที่ 2 “ทาํ นคิดวํา สาเหตใุ ดทท่ี าํ ใหช๎ าตติ ะวันตกเขา๎ ยดึ ครองเอเชยี ในศตวรรษท่ี 21 -22 แนวคําตอบ สาเหตใุ ดทท่ี าํ ใหช๎ าตติ ะวนั ตกเขา๎ ยดึ ครองเอเชียในศตวรรษท่ี 21 -22 คอื 1. ความต๎องการเคร่อื งเทศและสินคา๎ เอเชียอ่ืนๆ 2. การเผยแผศํ าสนาคริสต๑ 3. การแยงํ ชิงแบํงปันผลประโยชน๑ 7. ครแู ละผู๎เรยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนรรู๎ วํ มกัน ข้นั ตอนท่ี 2 การนาํ ไปใชป๎ ระโยชน๑ (Utilization : U) 1. ครใู หผ๎ ๎เู รยี นแลกเปล่ียนเรยี นร๎ู โดยแบํงผ๎ูเรียนออกเป็นกลุมํ ๆ กลมํุ ละ 4 – 8 คน ดําเนนิ กจิ กรรมเป็นรายกลมุํ ศึกษาเน้ือหา ใน หนงั สอื เรียนรายวิชาสงั คมศึกษา สค 21001 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรุง พ .ศ. 2554) เร่ือง เหตกุ ารณส๑ ําคัญทางประวัติ ศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศใน ทวีปเอเชยี หนา๎ 69 -75 ดงั นี้ 1) ยุคลาํ อาณานคิ ม(หน๎า 69-72) 2) ยคุ สงครามเย็น (หนา๎ 73 -75) ใหแ๎ ตลํ ะกลุมํ แลกเปล่ยี นเรียนร๎ู และสํงผู๎แทน นาํ เสนอตํอกลุมํ ใหญใํ น 2 ประเดน็ ประเดน็ ที่1 ยคุ ลาํ อาณานคิ ม ประเด็นท่ี2 ยุคสงครามเยน็ ครแู ละผู๎เรยี นสรุปผลการเรยี นร๎รู วํ มกันและให๎ผูเ๎ รยี นสรุปสง่ิ ที่ไดเ๎ รยี นรลู๎ งในสมุดบนั ทึกผล การเรยี นรข๎ู องตน 2. ครแู นะนําแหลํงเรยี นร๎ใู หก๎ ับผ๎ูเรียนเพ่อื ใช๎เปน็ เคร่อื งมือในการแสวงหาความร๎ูดว๎ ย ตนเอง อาทิ หอ๎ งสมุด แหลงํ เรียนรู๎ในชมุ ชน หนวํ ยงาน สถานศกึ ษาตาํ ง ๆ รวมทั้งการใชอ๎ นิ เตอรเ๑ นต็ เพือ่ การเรยี นรู๎ด๎วยตนเอง เป็นตน๎ และให๎ผ๎เู รยี นเปน็ รายบุคคล ศกึ ษาเนือ้ หา ใน หนงั สอื เรียนรายวิชา สังคมศึกษา สค 21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554) เรือ่ ง เหตุการณส๑ ําคัญ ทางประวตั ิศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย หน๎า 69 -75 3. ครูดําเนินการทาํ หน๎าทน่ี ําการอภปิ ราย โดยใหผ๎ ู๎เรยี นกลมํุ ใหญรํ ํวมกันแสดงความ คิดเห็น คิดวเิ คราะห๑ อภปิ ราย และวิเคราะหใ๑ หข๎ ๎อมูลเพิ่มเตมิ ในเนือ้ หาหรอื ประเด็นทีย่ งั ไมํ ชัดเจน ตามรายละเอยี ดท่ผี เู๎ รียนไดแ๎ ลกเปลย่ี นเรยี นร๎ูรวํ มกัน หากผ๎เู รียนกลุํมใหญํหรอื ครเู หน็ วาํ ยังไมํ สมบรู ณ๑ มีความตอ๎ งการในการเรยี นรเู๎ พมิ่ เตมิ ครจู ะชํวยเติมเตม็ ความรู๎ใหก๎ บั ผู๎เรยี น หลังจากน้ันครู

263 และผูเ๎ รียนสรปุ ส่งิ ทไ่ี ดเ๎ รียนรใ๎ู นภาพรวมทัง้ หมดแล๎วใหผ๎ ูเ๎ รียนสรุปส่ิงที่ได๎เรยี นรล๎ู งในสมดุ บนั ทกึ การ เรยี นรู๎ของตน หมายเหตุ : ในการดําเนนิ กจิ กรรมกลมุํ ครชู ้แี จงบทบาทหน๎าท่ีในการทาํ งานให๎ผเู๎ รยี นไดม๎ ีความ รับผดิ ชอบรวํ มกันในการทาํ งาน ซึ่งมอบหมายใหผ๎ ๎เู รยี นดําเนินการแตํงตง้ั ประธานหรือผ๎นู ําในการ อภปิ รายแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และการมอบหมาย ใหม๎ ผี ๎รู ับผิดชอบในภารกิจตาํ ง ๆ รวมถึงการแตงํ ต้งั เลขานุการของกลมํุ เปน็ ผูจ๎ ดบันทึกและผู๎รักษาเวลา เพือ่ ปฏิบตั ิงานของกลมํุ ใหญใํ หบ๎ รรลตุ าม วัตถปุ ระสงคท๑ ต่ี ้งั ไว๎ และพจิ ารณาวาํ สมาชกิ ลมุํ ทกุ คนควรมีความเข๎าใจตรงกนั วาํ ตนมีบทบาทหน๎าที่ท่ี จะตอ๎ งชวํ ยใหก๎ ลํุมทํางานได๎สาํ เร็จ ครคู วรใหค๎ าํ แนะนาํ ถงึ ความสาํ คญั ของการให๎สมาชิกทุกคนในกลํุม มีสํวนรวํ มในการอภปิ รายอยาํ งทัว่ ถึง ไมใํ หม๎ กี ารผกู ขาดการอภปิ รายโดยผ๎ูใดผู๎หน่ึง และควรมีการ จํากัดเวลาของการอภิปรายแตํละประเดน็ ในระหวํางการทาํ กิจกรรมของผู๎เรียน ครมู บี ทบาทในการสงั เกต พฤติกรรมการเรี ยนรขู๎ อง ผ๎เู รยี น คอยกระตนุ๎ ผเู๎ รียนใหเ๎ กิดความกระตอื รือร๎นในการเรียน รู๎ โดยบนั ทึกลงในแบบบนั ทกึ พฤติกรรมการเรยี นรข๎ู องผ๎ูเรียน และเครือ่ งมือประเมินการสังเกตแบบประมาณคํา 4. ครเู ปิดโอกาสให๎ผเ๎ู รยี นทง้ั กลุํมรวํ มกันสนทนา เพื่อให๎ผู๎เรียนมีทักษะในการฟงั พูด คดิ วเิ คราะห๑ การทํางานรํวมกับผ๎อู นื่ การคดิ สรา๎ งสรรค๑ ความรบั ผิดชอบ และการนาํ ความร๎ใู นเน้ือหามา ใช๎ โดยครูบรู ณาการเนอ้ื หาการเรยี นรู๎ มกี ารใช๎สอ่ื เทคโนโลยีทเ่ี ป็นคลปิ วดิ ีโอจาก youtube และ TikTok ท่ีสัมพันธก๑ ับเนื้อหา ทั้งน้ีครูเชือ่ มโยงส่งิ ทไี่ ด๎เรยี นร๎ูตามขั้นตอนท่ี 1 ในการนําความรูไ๎ ปสํกู าร ปฏิบตั ิ และประยกุ ต๑ใช๎ผํานคลิปวดิ โี อ โดยครเู ปดิ คลิปวิดโี อ เร่อื ง“ดินแดนเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎ใน สมัยอาณานิคม ประวัติศาสตร๑ ม.1” จาก https://www.youtube.com/watch?v=vnbGaysLU_U ชวํ งเวลา 12.05 นาที หลงั จากนัน้ ครดู าํ เนนิ การ ดังน้ี ครูบรรยายเนอื้ หาตามใบความร๎สู าํ หรับครู เรอื่ ง “การ ขยายอทิ ธพิ ลของตะวนั ตกในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ ” เพอ่ื ใช๎สาํ หรับประกอบกจิ กรรมการเรียนร๎ู เรอ่ื ง “เหตกุ ารณส๑ าํ คญั ทางประวตั ิศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย” ในสวํ นของผเ๎ู รียนใหศ๎ ึกษาใบความรส๎ู ําหรับผเ๎ู รยี น ประกอบการบรรยายของครูตามใบ ความรส๎ู ําหรบั ผเ๎ู รยี น เรอื่ ง “การขยายอิทธิพลของตะวนั ตกในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎” 5. ครแู ละผ๎เู รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรูร๎ ํวมกัน ขนั้ ตอนท่ี 3 การสะท๎อนความคิดจากการเรยี นรู๎ (Reflection : R) 1. แบงํ ผเ๎ู รียนออกเปน็ กลมุํ ๆ ละ 4 - 8 คน ให๎ผเ๎ู รยี นแตํละกลํุมลงมอื ปฏิบตั จิ ริง โดย ผูเ๎ รียนแตํละกลุํมศกึ ษาค๎นคว๎าเร่ือง “เหตุการณส๑ าํ คญั ทางประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและประเทศ ในทวีปเอเชยี ”

264 2. ให๎ผเ๎ู รียนแ ตํละกลมํุ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตามใบกจิ กรรม เรือ่ ง “เหตกุ ารณส๑ ําคญั ทาง ประวัตศิ าสตรใ๑ นประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชีย ” ทั้งน้ี ครจู ะต๎องกาํ กบั การปฏบิ ัติกิจกรรม ของผเู๎ รยี นจนกจิ กรรมแลว๎ เสร็จ ตามใบกิจกรรมสําหรบั ครู เรื่อง “การขยายอิทธิพลของตะวันตกใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต๎” 3. ใหผ๎ ู๎เรียนแตลํ ะกลุํมนาํ เสนอผล การศึกษาคน๎ คว๎า เรือ่ ง “เหตุการณ๑สําคัญทาง ประวตั ศิ าสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย” ตามใบกจิ กรรมของผเ๎ู รียน เรื่อง “การขยาย อทิ ธพิ ลของตะวันตกในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎” 4. ครใู ห๎ผเ๎ู รียนสะทอ๎ นความคิดในการเรียนรท๎ู ไ่ี ดจ๎ ากการเรียนรแ๎ู ละการปฏิบัตกิ าร จาก ขน้ั ตอนที่ 1 ถงึ ขั้นตอนที่ 3 น้ี 5. ครแู ละผ๎เู รียนอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนรู๎รวํ มกัน ขน้ั ตอนท่ี 4 การติดตามแระเมินและแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากับผูเ๎ รยี น เกย่ี วกบั เรอ่ื งทีไ่ ด๎เรยี นรูต๎ าม แผนการจัดการเรียนร๎นู ี้ โดยครูสมํุ ผเ๎ู รยี นตามความสมัครใจจํานวน 2 – 3 คน ใหต๎ อบคําถามในประเดน็ ตํอไปนี้ ประเดน็ “ทํานจะนําความรเ๎ู รื่อง เรื่อง “เหตุการณ๑สําคญั ทางประวตั ศิ าสตรใ๑ นประเทศ ไทยและประเทศในทวีปเอเชีย ” ไปประยุกต๑ใช๎ในการแกป๎ ัญหาหรอื ไปใช๎ประโยชนใ๑ นชวี ติ จริ งได๎ อยาํ งไร” แนวคาํ ตอบ ผเู๎ รียนสามารถนําความร๎ูท่ีไดร๎ ับจากการเรยี นร๎ูเรือ่ ง เรือ่ ง “เหตุการณ๑สําคญั ทางประวตั ิศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชยี ” ไปประยุกตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จรงิ ได๎ ดงั น้ี (1) ชนชาติตาํ งๆในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ ชาวไทย ชาวอนิ โดนี เซีย ชาวเวียดนาม ชาวฟิลปิ ปนิ ส๑ มีบรรพบุรุษด้งั เดมิ เป็นพวกเดียวกนั (2) การเขา๎ มาลาํ อาณานิคมในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ของจักวรรดินยิ มตะวนั ตก มี สวนเกีย่ วข๎องกับการเร่อื งราวถนิ่ เดิมของชนชาตไิ ทย (3) มูลเหตุท่ีชาติตะวนั ตกตอ๎ งการเดนิ ทางมายังเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ สรปุ ได๎ดงั นี้ 1.) พอํ ค๎าชาวยุโรปตอ๎ งการซอื้ สินค๎าเครื่องเทศจากแหลํงผลติ โดยตรง โดยไมตํ รง ผํานมือพอํ ค๎าคนกลาง คอื ชาวอาหรบั 2.) การค๎าทางเรือเสียคําใช๎จาํ ยนอ๎ ย มคี วามเส่ยี งนอ๎ ยกวาํ การคา๎ ขายทางบก 3.) สันตะปาปาท่ีกรุงโรม ทรงมนี โยบายสนบั สนุนกษัตรยิ ข๑ องประเทศในยโุ รป ซงึ่ นบั ถือคริสตศ๑ าสนานกิ ายโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะโปรตเุ กส สเปน และฝรัง่ เศส ใหส๎ งํ มิชชนั นารี เดินทางไปเผยแพรํศาสนาในตาํ งแดน 4.) เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตเ๎ ป็นดินแดนทีอ่ ดุ มสมบูรณ๑ไปด๎วยทรพั ยากรธรรมชาติ ประชากรมีอยํูมากและเจริญรุํงเรอื งทางด๎านอารยธรรมอยูํแลว๎

265 5.) ยุโรปกา๎ วหนา๎ ทางวทิ ยาศาสตร๑ สามารถตอํ เรอื เดนิ ทางทะเลขนาดใหญํ ประดษิ ฐ๑เครอ่ื งมือเพอ่ื ใช๎ในการเดินเรอื ที่ทันสมัยและปลอดภยั มากขึน้ อกี ทั้งพระมหากษตั รยิ ๑ในทวีป ยุโรปสนบั สนนุ การค๎นหาดนิ แดนทอ่ี ยํหู าํ งไกล จงึ กระต๎ุนนกั เดนิ เรือใหส๎ นใจเดนิ ทางไปยงั ดนิ แดน ตํางๆ 2. ครแู ละผเู๎ รียนอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู๎รวํ มกนั ตาม PowerPoint สาํ หรับครู เร่อื ง การสรุปผลการเรยี นร๎ู “เร่อื ง เหตกุ ารณส๑ ําคญั ทางประวัติศาสตรใ๑ นประเทศไทยและประเทศใน ทวีปเอเชยี ” เพื่อเป็นการสรุปภาพรวมของกิจกรรมการเ รยี นร๎ู ซง่ึ จะทําให๎ผูเ๎ รยี นเกดิ ความเขา๎ ใจใน กจิ กรรมการเรยี นรม๎ู ากยิ่งขึ้น 3. ให๎ผเ๎ู รียนทําแบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง “เรือ่ ง เหตกุ ารณ๑สําคัญทางประวตั ศิ าสตร๑ใน ประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี ” จาํ นวน 10 ขอ๎ โดยใชเ๎ วลา 10 นาที 4. ครูและผเ๎ู รยี นสรปุ ภาพรวมส่ิงทีไ่ ด๎เรียนร๎ูรวํ มกัน นอกจากนี้ ในตอนท๎ายของการพบกลํุม หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนท่ี 3 ครกู ารมอบหมาย งานใหเ๎ รยี นรู๎ด๎วยตนเอง รายละเอียดดังนี้ การมอบหมายงานใหเ๎ รยี นรดู๎ ว๎ ยตนเอง 1. ครูช้ีแจงใหผ๎ เ๎ู รียนทราบวํา ในการพบกลมํุ แตํละครัง้ ผเ๎ู รียนจะไดร๎ บั มอบหมายงานให๎ ไปเรยี นรด๎ู ว๎ ยวิธเี รียนรด๎ู ๎วยตนเองในลกั ษณะทค่ี รูจะมอบหมายงานให๎ผู๎เรียนไปศึกษา “หนังสือเรียน รายวชิ าสังคมศึกษา สค 21001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2554) เรื่อง เหตุการณ๑สําคญั ทาง ประวัติศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชยี หนา๎ 69 -75 ท้ังภาคทฤษฎแี ละปฏิบัติ โดย ให๎ศึกษาเนอื้ หาและปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทา๎ ยเรอื่ ง รายละเอียดของเนอ้ื หา แบํงออกเป็น 2 สํวน ดงั น้ี สํวนที่ 1 เนือ้ หาการเรียนรต๎ู ามแผนการจัดการเรยี นรู๎ครัง้ น้ี สวํ นท่ี 2 เนอ้ื หาการเรียนร๎เู พ่มิ เตมิ ในหนงั สอื เรียนเรยี นดังกลําว 2. ครูมอบหมายงานใหผ๎ ู๎เรียนเรียนรูด๎ ๎วยตนเอง โดยใหไ๎ ปศึกษา “หนังสอื เรยี นรายวิชา สงั คมศึกษา สค 21001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554) เรือ่ ง เหตกุ ารณ๑สําคัญ ทางประวตั ิศาสตรใ๑ นประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชยี รายละเอยี ดของกิจกรรมทผ่ี ๎ูเรยี นจะต๎อง ปฏิบตั ิ แบํงออกเป็น 2 สํวน ดังนี้ สวํ นที่ 1 เนื้อหาการเรียนร๎ูตามแผนการจดั การเรยี นร๎ูครงั้ น้ี ได๎แกํ เหตุการณส๑ าํ คัญทางประวัตศิ าสตรใ๑ นประเทศไทยและประเทศในทวีปเอเชยี (หนังสือเรยี น หนา๎ 69 - 75) (กิจกรรมทา๎ ยเรอ่ื งในหนังสือเรียน 78 -79)

266 สํวนที่ 2 มอบหมายงานใหผ๎ ๎ูเรียนเรยี นรด๎ู ๎วยตนเอง ซึง่ เน้อื หาการเรยี นรูเ๎ พ่มิ เตมิ ใน “หนังสอื เรียนรายวชิ าสงั คมศึกษา สค 21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)” ไดแ๎ กํ ประวตั ิศาสตร์สังเขปของประเทศในทวปี เอเชีย 1. ประวัติศาสตร๑ประเทศกัมพชู า ประเทศลาว (หนังสอื เรียน หน๎า 40- 50) (กิจกรรมท๎ายเร่ืองในหนังสอื เรยี น 76) 2 ประวตั ศิ าสตร๑ประเทศมาเลเซยี ประเทศพมาํ (หนงั สือเรยี น หนา๎ 51-53) (กจิ กรรมท๎ายเรอื่ งในหนังสอื เรยี น 76) 3) ประวตั ิศาสตร๑ประเทศอินโดนเี ซยี ประทศฟิลปิ ปินส๑ (หนงั สือเรยี น หนา๎ 60-64) (กจิ กรรมทา๎ ยเรอ่ื งในหนังสือเรียน 77) หลงั จากนัน้ ครูและผ๎ูเรยี นมีการนดั หมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปลย่ี นเรียนร๎ู รวํ มกนั ผาํ นทางสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส๑ ตอํ ไป หมายเหตุ : ให๎ผ๎ูเรียนลงมือปฏิบตั ิกิจกรรมด๎วยตนเอง ซ่ึงการใหผ๎ เ๎ู รยี นลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมด๎วย ตนเองน้ั น อาจมีความแตกตํางกันบา๎ งในขน้ั ตอน โดยพจิ ารณาจากพื้นฐานของผู๎เรียน ในกรณีที่ ผ๎เู รยี นมพี นื้ ฐานนอ๎ ยหรอื ไมมํ ีพนื้ ฐานมากํอนก็ควรจดั การเรยี นรพู๎ ืน้ ฐานท่จี าํ เป็นและพอเพียงกับ ผเู๎ รยี น หลงั จากน้ันใหผ๎ ๎เู รยี นได๎ปฏิบตั ิด๎วยตนเองในชวํ งระยะหนึ่งแลว๎ จึงคอํ ยใหผ๎ ูเ๎ รีย นคดิ หวั ข๎อที่ อยากจะทํา หรือถ๎าผ๎เู รยี นมพี ื้นความร๎มู ากอํ นแล๎ว ใหค๎ ิดหวั ขอ๎ ท่สี นใจจะทาํ และให๎ลงมือปฏิบตั ิได๎

267 สือ่ วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลํงการเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรียน เรื่อง “เหตกุ ารณส๑ ําคัญทางประวัติศาสตร๑ในประเทศไทยและ ประเทศ ในทวปี เอเชยี ” 2. ใบความร๎ูสาํ หรบั ผ๎เู รยี น เร่อื ง “เหตุการณ๑สาํ คัญทางประวตั ิศาสตรใ๑ นประเทศไทยและ ประเทศ ในทวีปเอเชยี ” 3. คลปิ วดิ ีโอ เรือ่ ง เรือ่ ง“ดนิ แดนเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตใ๎ นสมัยอาณานิคม ประวตั ิศาสตร๑ ม.1” จาก https://www.youtube.com/watch?v=vnbGaysLU_U ชวํ งเวลา 12.05 นาที 4. ใบความรส๎ู าํ หรบั ครู เรอื่ ง “การขยายอิทธิพลของตะวันตกในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎ ” 5 ใบกิจกรรมของผเู๎ รียน เร่อื ง “การขยายอทิ ธิพลของตะวันตกในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ ” 6. PowerPoint สาํ หรับครู เร่อื ง สงครามเยน็ และความขดั แย๎งทางอุดมการณ๑ 2 ข้ัว มหาอาํ นาจ” 7. แบบทดสอบหลงั เรียน เร่ือง “เหตุการณ๑สําคญั ทางประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและ ประเทศ ในทวปี เอเชยี ” 8. แบบประเมินความพึงพอใจสาํ หรบั ผ๎ูเรียนในการเขา๎ รํวมกจิ กรรมการเรยี นร๎ู เรื่อง “เหตุการณส๑ ําคญั ทางประวัติศาสตร๑ในประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชีย” การวดั และประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมการมีสํวนรวํ ม ความตง้ั ใจ และความสนใจของผูเ๎ รียน 2. ผลการทดสอบกอํ นและหลังเรียน 3. ผลการออกแบบและสร๎างสรรคน๑ วัตกรรมและสิ่งท่ีตอ๎ งการพัฒนา/ชน้ิ งาน/ผลงาน 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู๎เรียน

268 บนั ทกึ ผลหลงั การจัดกระบวนการเรียนร๎ู ผลการใช๎แผนการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ 1. จาํ นวนเนอื้ หากับจํานวนเวลา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลําดบั เนอื้ หากับความเข๎าใจของผูเ๎ รยี น  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนาํ เขา๎ สํบู ทเรยี นกบั เนื้อหาแตลํ ะหัวข๎อ  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วิธีการจดั กิจกรรมการเรยี นร๎กู ับเน้ือหาในแตลํ ะข๎อ  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

269 5. การประเมินผลกับตวั ช้ีวัดในแตํละเนือ้ หา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบุเหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนร๎ูของผูเ๎ รยี น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจัดกระบวนการเรยี นรูข๎ องครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข๎อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………

270 รายละเอียดส่ือ วัสดุ อุปกรณ๑ และแหลํงการเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรียน เรื่อง “เหตกุ ารณส๑ ําคญั ทางประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและ ประเทศในทวปี เอเชีย” 2. ใบความรูส๎ ําหรบั ผ๎เู รยี น เร่ือง “เหตกุ ารณส๑ าํ คัญทางประวตั ิศาสตรใ๑ นประเทศไทยและ ประเทศ ในทวีปเอเชยี ” 3. คลิปวดิ โี อ เร่ือง เรอ่ื ง“ดนิ แดนเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ในสมยั อาณานิคม ประวัติศาสตร๑ ม.1” จาก https://www.youtube.com/watch?v=vnbGaysLU_U ชวํ งเวลา 12.05 นาที 4. ใบความร๎ูสําหรบั ครู เรื่อง “การขยายอทิ ธพิ ลของตะวันตกในเอเชียตะวนั ออ กเฉียงใต๎” 5 ใบกจิ กรรมของผเ๎ู รียน เร่อื ง “การขยายอทิ ธิพลของตะวันตกในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ ” 6. PowerPoint สาํ หรบั ครู เร่ือง สงครามเยน็ และความขัดแย๎งทางอุดมการณ๑ 2 ข้วั มหาอาํ นาจ” 7. แบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง “เหตกุ ารณส๑ ําคญั ทางประวัตศิ าสตร๑ในประเทศไทยและ ประเทศ

271 แบบทดสอบกํอนเรียน เร่อื ง เหตุการณ๑สาํ คัญทางประวตั ิศาสตรใ๑ นประเทศไทยและประเทศในทวปี เอเชยี คาํ ชแ้ี จง แบบทดสอบกอํ นเรยี น มจี ํานวนทั้งหมด 10 ขอ๎ แบํงออกเปน็ 2 ตอน ประกอบดว๎ ย ตอนที่ 1 แบบปรนยั จํานวน 5 ข๎อ ตอนท่ี 2 แบบเลือกตอบถกู ผิด จาํ นวน 5 ข๎อ ตอนท่ี 1 แบบปรนัย จํานวน 5 ข๎อ คําสง่ั จงทําเครอ่ื งหมายกากบาท (X) หนา๎ ขอ๎ ทีถ่ ูกต๎องทีส่ ดุ เพยี งข๎อเดยี ว 1. ภูมภิ าคตะวันออกเฉียงใต๎ประกอบด๎วยประเทศสมาชกิ ทง้ั หมดก่ปี ระเทศ ก. 10 ประเทศ ข. 11 ประเทศ ค. 12 ประเทศ ง. 13 ประเทศ 2. เหตุการณส๑ าํ คญั ทางประวตั ิศาสตรท๑ ี่เกิดขน้ึ ในประเทศทวปี เอเชยี คอื ขอ๎ ใด ก. สงครามคเู สด ข. สงครามโซเวยี ต ค. สงครามมหาเอเชยี บรู พา ง. ยุคลาํ อาณานิคม และยุคสงครามเยน็ 3. สงครามเย็นมผี ลตอํ เนือ่ งมาจากอะไร ก. สงครามเกาหลี ข. สงครามเวียดนาม ค. สงครามโลกคร้ังที่ 1 ง. สงครามโลกครง้ั ที่ 2 4. ในยุคลาํ อาณานคิ ม ประเทศสวํ นมากตกเปน็ เมอื งขน้ึ ของประเทศมหาอํานาจ มีอยูเํ พียงประเทศ เดียวในเอเชยี ที่ไมํตอ๎ งตกเป็นเมืองขนึ้ คือประเทศใด ก. ไทย ข. ญ่ีปนุ ค. มาเลเซีย ง. ฟลิ ิปปินส๑ 5. ประเทศพมํา เมือ่ ปี พ.ศ. 2429 ไดต๎ กเปน็ เมอื งขึ้น ของประเทศใด ก. ประเทศญีป่ ุน ข. ประเทศอังกฤษ ค. ประเทศอินโดนีเซยี ง. ประเทศสหรัฐอเมรกิ า เฉลยแบบทดสอบกํอนเรียน (ตอนที่ 1) 1. ค 2. ง 3. ง 4. ก 5. ข

272 ตอนที่ 2 แบบเลือกตอบถกู ผดิ จํานวน 5 ขอ๎ คาํ สั่ง จงทาํ เครอ่ื งหมายถกู () หน๎าข๎อทีถ่ กู และทาํ เครอื่ งหมายผดิ (X) หน๎าขอ๎ ที่ผิด ........1. สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอสิ รภาพ ใน พ.ศ.2127 ........2. ไทยทําสนธสิ ญั ญาเบาวร๑ งิ กับจีนใน พ.ศ. 2398 ........3. สงครามเย็น เกิดข้นึ หลงั สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นการทะเละกนั ของ 2 คํายมหาอํานาจ คือ คาํ ย เสรี นาํ โดยสหรัฐอเมรกิ า และคาํ ยโลกคอมมิวนสิ ต๑ นําโดยประเทศสหภาพโซเวยี ด ........4. พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพฯเปน็ ราช ธานี ........5. ประเทศฟิลปิ ปินส๑ถูกยึดครองโยชาวสเปน ในปี พ.ศ.2112 เฉลยแบบทดสอบกํอนเรยี น (ตอนท่ี 2) 1.  2. X 3. X 4.  5. 

273 ใบความร๎สู าํ หรบั ผ๎ูเรยี น เรื่อง การขยายอิทธิพลของตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ กํอนพุทธศตวรรษที่ 21 พํอค๎าตาํ งชาตทิ เี่ ดนิ ทางเขา๎ มาคา๎ ขายในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎ สํวนใหญํ คอื จนี อนิ เดยี อาหรับ โดยเฉพาะพอํ ค๎าอาหรับไดผ๎ ูกขาดสนิ คา๎ เคร่ืองเทศ ซ่งึ เป็นสนิ ค๎าที่ ชาวตะวันตกนยิ ม เพราะสามารถนาํ ไปใช๎ปรุงอาหารและถนอมอาหารมิให๎เนาํ เสียเร็ว การผูกขาด เครอ่ื งเทศของพํอค๎าอาหรับ ทาํ ให๎สนิ ค๎าประเภทนี้ในยโุ รปมีราคาสงู มาก พอํ คา๎ ชาวยโุ รปตอ๎ งการสินคา๎ จากเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎ แตํไมสํ ามารถเดินทางเข๎ามาคา๎ ขายได๎ โดยตรง เพราะยงั ไมทํ ราบเส๎นทางเดนิ เรอื จากยโุ รปมายังเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ พวกพํอค๎ายโุ รปได๎ แตเํ ดนิ ทางคา๎ ขายกบั อนิ เดยี และจีน โดยใช๎เส๎นทางการค๎าทางบกทที่ รุ กันดารเทํานน้ั มลู เหตุทชี่ าติ ตะวันตกตอ๎ งการเดนิ ทางมายังเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ สรปุ ได๎ดังนี้ 1. พอํ ค๎าชาวยุโรปต๎องการซอื้ สินคา๎ เครื่องเทศจากแหลงํ ผลติ โดยตรง โดยไมตํ รงผาํ นมอื พํอคา๎ คนกลาง คือ ชาวอาหรับ 2. การคา๎ ทางเรอื เสยี คําใชจ๎ าํ ยน๎อย มคี วามเสี่ยงน๎อยกวําการคา๎ ขายทางบก 3. สันตะปาปาทีก่ รงุ โรม ทรงมนี โยบายสนับสนนุ กษัตริย๑ของประเทศในยโุ รป ซึ่งนบั ถือคริสต๑ ศาสนานิกายโรมันคาทอลกิ โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน และฝร่ังเศส ให๎สํงมชิ ชนั นารีเดินทางไป เผยแพรศํ าสนาในตํางแดน 4. เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎เปน็ ดินแดนทีอ่ ุดมสมบรู ณ๑ไปด๎วยทรพั ยากรธรรมชาติ ประชากรมี อยูมํ ากและเจริญรุํงเรืองทางด๎านอารยธรรมอยแูํ ลว๎ 5. ยุโรปก๎าวหน๎าทางวทิ ยาศาสตร๑ สามารถตํอเรือเดินทางทะเลขนาดใหญํ ประดิษฐ๑ เคร่อื งมือเพือ่ ใชใ๎ นการเดนิ เรอื ทที่ นั สมยั และปลอดภยั มากขน้ึ อกี ทั้งพระมหากษัตรยิ ๑ในทวปี ยโุ รป สนบั สนนุ การคน๎ หาดนิ แดนท่ีอยูํหาํ งไกล จึงกระตน๎ุ นกั เดินเรือใหส๎ นใจเดนิ ทางไปยังดินแดนตาํ งๆ การขยายอทิ ธพิ ลของประเทศตํางๆ โปรตุเกส โปรตเุ กสเป็นชาติแรกท่สี ามารถแลนํ เรอื จากยุโรปมายงั อนิ เดีย โดยออ๎ มแหลม แอฟรกิ ามาถึงเมืองกาลิกฏู ในอินเดียเป็นคร้ังแรกเม่อื พ.ศ. 2041 ตํอมาได๎เข๎ายึดครองเมอื งกวั ใน อนิ เดยี ศรลี งั กา และเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎ ใน พ.ศ. 2054 โปรตุเกสยดึ มะละกาซึง่ เป็นศนู ยก๑ ลางการคา๎ เครือ่ งเทศที่สําคัญในสมยั น้นั โปรตุเกสประสบความสาํ เรจ็ ในการคา๎ เครอื่ งเทศ จึงขยายอํานาจของตนเขา๎ ไปในดนิ แดนหมเูํ กาะของ ประเทศอนิ โดนเี ซยี ในปัจจบุ นั เชํน หมเํู กาะโมลุกกะหรือหมํเู กาะเครอ่ื งเทศ และสร๎างความยงิ่ ใหญํ ทางดา๎ นกองทพั เรือ สามารถทําลายระบบการค๎าแบบผกู ขาดของชาตอิ าหรับไดส๎ าํ เรจ็ และได๎ผูกขาด

274 การค๎าในภูมิภาคน้ีแทนอาหรบั รวมทง้ั ไดเ๎ ขา๎ ไปมบี ทบาทสําคญั ในทางการเมืองของอาณาจักรตํางๆ เชนํ เปน็ ทหารอาสาสมคั รในกองทพั ไทยและพมํา เผยแพรคํ วามรท๎ู างวิทยาการแกํชาวพ้นื เมือง โดยเฉพาะดา๎ นการทหารแบบสมัยใหมํ นอกจากน้ันโปรตุเกสยงั สํงมชิ ชนั นารเี ผยแพรํคริสต๑ศาสนา นกิ ายโรมันคาทอลกิ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ จนี และญ่ีปุน เปน็ ต๎น โปรตุเกสได๎ขยายอิทธพิ ลไปถึงจีนและญ่ีปุน จัดตั้งศูนย๑กลางการคา๎ ทีม่ าเกา๏ เพ่อื เปน็ ศูนยก๑ ลางการคา๎ ในภมู ิภาคนี้ โปรตเุ กสมอี ทิ ธพิ ลทางการคา๎ และการเมอื งในภูมภิ าคเอเชียตะวันออก เฉียงใต๎ และเอเชียตะวนั ออกไดน๎ านเกอื บ 100 ปี จงึ เส่อื มอํานาจลงเมอ่ื ต๎นพทุ ธศตวรรษท่ี 22 เนอื่ งจากฮอลันดาและองั กฤษมีความเข๎มแขง็ ทางกองทพั เรือเหนอื กวาํ โปรตเุ กส และได๎มีนโยบาย ขยายอิทธพิ ลในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ โปรตเุ กสทําสงครามพํายแพแ๎ กํฮอลันดาหลายครั้ง จนตอ๎ ง สูญเสียมะละกาให๎แกํฮอลันดา สเปน สเปนได๎สํงนักเดินเรอื ผ๎ูยง่ิ ใหญํ ชื่อ แมกเจลแลน นํากองเรอื ออกจากสเปนอ๎อมทวปี อเมรกิ าเขา๎ มหาสมทุ รแปซิฟิกมาถึงหมูเํ กาะฟิลิปปนิ ส๑เป็นครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. 2064 ตํอมาเกดิ ขัดแยง๎ กบั ชาวพน้ื เมืองถึงขน้ั สูํรบกนั แมกเจลแลนถูกฆาํ ตาย ลกู เรอื ท่เี หลอื จงึ นําเรือหนอี อกจากฟิลปิ ปินส๑ เดนิ ทางกลับผํานชํองแคบมะละกา มหาสมทุ รอินเดีย ออ๎ มแหลมแอฟรกิ ากลบั ไปถึงสเปนได๎สําเรจ็ นับเป็นการเดนิ ทางโดยทางเรือรอบโลกได๎สาํ เร็จเปน็ ครัง้ แรก ตํอมากษตั ริย๑สเปนไดส๎ ํงเรอื รบพรอ๎ มด๎วยกาํ ลังทหารเดินทางมายงั ฟลิ ปิ ปนิ ส๑อีกหลายครง้ั และเข๎ายดึ เกาะตํางๆ สเปนไดเ๎ ข๎าปกครองชาวฟลิ ิปปินส๑ และไดเ๎ ผยแผคํ รสิ ตศ๑ าสนาแกํชาวพ้ืนเมือง บาทหลวงชาวสเปนไดเ๎ ข๎าไปสอนศาสนาชาวพนื้ เมอื งซ่ึงสวํ นใหญยํ งั นับถอื ผสี างเทวดา และได๎ เปลย่ี นแปลงวิถีชีวติ ชาวฟลิ ิปปินส๑ ดว๎ ยการจดั ตั้งโรงเรียนสอนหนังสอื และสร๎างวฒั นธรรมแบบสเปน แกชํ าวพน้ื เมอื ง ทําใหช๎ าวฟิลิปปนิ ส๑สํวนใหญขํ องประเทศหนั ไปนับถือคริสตศ๑ าสนานิกาย โรมันคาทอลิกตัง้ แตอํ ดีตจนถึงปจั จุบัน ยกเว๎นบางเกาะทางภาคใตซ๎ ง่ึ นบั ถือศาสนาอสิ ลาม ฮอลนั ดา ฮอลันดาจัดต้งั บรษิ ทั อนิ เดียตะวนั ออก เพอ่ื คา๎ ขายและขยายอํานาจในดนิ แดนโพน๎ ทะเล ฮอลันดาสนใจการค๎าเครือ่ งเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ โดยเฉพาะหมํูเกาะอนิ ดัสตะวนั ออก หรือหมํเู กาะอนิ โดนเี ซยี ในปจั จุบนั ซงึ่ อดุ มสมบรู ณ๑ไปดว๎ ยเครื่องเทศ เรือสนิ คา๎ ฮอลันดาพร๎อมดว๎ ยเรือ รบค๎มุ ครองได๎ขยายอาํ นาจในอินโดนเี ซยี ดว๎ ยการค๎าขายกบั ชาวพนื้ เมือง พรอ๎ มทั้งถอื โอกาสเข๎า แทรกแซงทางการเมืองดว๎ ยการชวํ ยเหลือทางทหารแกํสุลตาํ นซงึ่ เปน็ ผูป๎ กครองเกาะ ฮอลันดาจึงไดร๎ บั ผลประโยชน๑ทางการคา๎ และเข๎าไปปกครองเกาะบางเกาะ ดว๎ ยวิธีการดงั กลาํ วเปน็ ผลทาํ ให๎ฮอลนั ดา สามารถผกู ขาดการคา๎ ในหมูเํ กาะอินโดนีเซีย และขยายอิทธพิ ลทางการค๎าในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ ได๎ ภายหลงั เมอ่ื ฮอลันดาทําสงครามทางเรอื ชนะโปรตุเกสและอังกฤษ ฮอลันดากส็ ามารถยดึ ครองหมูํ เกาะตาํ งๆ ในอินโดนีเซียไว๎ใต๎อาํ นาจของตนไดห๎ มดส้ิน องั กฤษ องั กฤษจดั ต้ังบรษิ ทั อนิ เดยี ตะวนั ออกเพอื่ คา๎ ขายในดินแดนโพน๎ ทะเล และเข๎ามา ค๎าขายในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตภ๎ ายหลงั ฮอลันดา 5 ปี ในระยะแรกพอํ ค๎าองั กฤษไมสํ ามารถคา๎ ขาย

275 แขํงขันกับฮอลันดาได๎ ประกอบกับกองทัพเรอื อังกฤษยงั ไมเํ ขม๎ แขง็ เทําฮอลนั ดา องั กฤษจึงต๎องถอนตัว ออกจากการคา๎ ในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใตไ๎ ปชํวงระยะหน่ึง ฝรง่ั เศส ฝรัง่ เศสจดั ต้ังบริษัทอินเดียตะวันออกเพ่อื ทาํ หนา๎ ทค่ี ๎าขายและขยายอาํ นาจ เชนํ เดียวกบั อังกฤษและฮอลันดา นอกจากฝร่ังเศสสนใจการค๎าในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใตแ๎ ลว๎ ฝรัง่ เศสยงั สนใจเผยแผคํ รสิ ต๑ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก เชํนเดียวกับโปรตุเกสและสเปนอกี ด๎วย ในระยะแรก ชาติตะวันตกขยายอทิ ธพิ ลมายงั เอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ เพอ่ื ประโยชนท๑ าง การคา๎ และเผยแผศํ าสนา จึงเกดิ สงครามเพือ่ แยงํ ชงิ ผลประโยชน๑กนั ตอํ มาชาติตะวนั ตกเห็นวาํ หากคดิ แตํจะรบพุํงกนั เอง กม็ แี ตคํ วามเสยี หายจงึ เร่ิมเจรจากัน โดยยอมรบั เขตอทิ ธิพลและเขตแสวงหา ผลประโยชน๑ของแตํละฝุาย ทาํ ใหช๎ าตติ ะวนั ตกสามารถขยายอาํ นาจเข๎าไปในดนิ แดนท่ีตนต๎องการได๎ อยํางสะดวก สงครามเยน็ (องั กฤษ: Cold War) เปน็ ชํวงเวลาแหงํ ความตงึ เครยี ดทางด๎านภูมศิ าสตร๑ ระหวํางสหภาพโซเวยี ตและสหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมติ รจากทั้งกลมํุ ตะวันออกและกลุํม ตะวนั ตก ภายหลงั จากสงครามโลกครงั้ ท่สี อง นกั ประวัตศิ าสตร๑ยังไมตํ กลงกนั ทั้งหมดวําสงครามเยน็ คอื ชวํ งใดกนั แนํ แตํชํวงเวลาโดยทว่ั ไปดังกลาํ วจะนับต้ังแตกํ ารประกาศลทั ธทิ รแู มน ปี ค.ศ. 1947 จนกระทั่งการลมํ สลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 ด๎วยลทั ธิอาํ นาจทําลายล๎างซึ่งกันและ กนั (mutually assured destruction, MAD) ไมเํ ห็นด๎วยทีจ่ ะให๎มีการโจมตีลํวงหน๎าโดยฝุายใดฝุาย หนง่ึ นอกเหนอื จากการพัฒนาคลังเก็บอาวุธนิวเคลยี ร๑และการใช๎งานทางทหารตามแบบแผน การตอํ สู๎ เพ่อื ครอบงาํ ไดถ๎ กู แสดงออกโดยวิธีทางอ๎อม เชํน สงครามทางจิตวทิ ยา การทัพโฆษณาชวนเชื่อ การ จารกรรม การคว่าํ บาตรระยะไกล การแขํงขันชิงดีชิงเดํนกันในงานกฬี าและการแขํงขนั ทางเทคโนโลยี เชนํ การแขงํ ขันอวกาศ คําวาํ \"เย็น\" ไดถ๎ ูกนาํ มาใช๎ เน่ืองจากไมํมีการสร๎ู บขนาดใหญํโดยตรงระหวํางสอง มหาอํานาจ แตํพวกเขาแตลํ ะฝุายตํางใหก๎ ารสนับสนุนความขดั แยง๎ ในภูมิภาคทสี่ ําคัญที่ เรียกวาํ สงครามตัวแทน (Proxy war) ความขดั แย๎งน้ีมพี ้นื ฐานมาจากการตอํ สท๎ู างอุดมการณแ๑ ละ ภูมศิ าสตรเ๑ พื่ออทิ ธิพลทว่ั โลกโดยสองมหาอํานาจภายหลังจากพวกเขาไดต๎ กลงเปน็ พันธมิตรชวั่ คราว และมีชยั ชนะเหนอื นาซเี ยอรมนีในปี ค.ศ. 1945 สงครามเยน็ ได๎แบํงแยกพนั ธมติ รในชํวงสงคราม เหลือเพียงสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมรกิ าในฐานะทเ่ี ปน็ สองมหาอํานาจทมี่ คี วามแตกตํางทาง เศรษฐกิจและการเมืองอยํางลึกซึ้ง: แตํเดิมเป็นรัฐนิยมลัทธิมากซ๑–เลนนิ แบบพรรคการเมอื งเดียวที่ ดําเนินตามแผนเศรษฐกจิ และการควบคุมสอื่ และเปน็ เจา๎ ของสทิ ธ์ิแตํเพียงผูเ๎ ดยี วในการจดั ตัง้ และ ปกครองดูแลชมุ ชน และถดั มาเป็นรฐั ทนุ นยิ มทมี่ ีการเลอื กตง้ั เสรโี ดยท่ัวไปและสื่อโดยเสรี ซง่ึ ยังให๎ เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการสมาคมแกํพลเมืองของตน กลมํุ ที่เปน็ กลางที่ ประกาศด๎วยตัวเองได๎เกดิ ขึ้นพรอ๎ มกบั ขบวนการไมํฝักใฝฝุ ุายใดซ่งึ ถูกกอํ ตัง้ โดย อียปิ ต๑ อินเดยี อินโดนเี ซยี และยูโกสลาเวยี กลํมุ ฝุายน้ไี ด๎ปฏิเสธความสมั พนั ธ๑กบั ท้งั ตะวันตกทีน่ ําโดย

276 สหรัฐหรอื ตะวันออกทนี่ าํ โดยโซเวียต ในขณะทรี่ ัฐอานานิคมเกอื บท้ังหมดตาํ งไดร๎ บั เอกราชในชํวงเวลา ปี ค.ศ. 1945-1960 พวกเขาไดก๎ ลายเป็นสมรภูมิของโลกที่สามในสงครามเยน็ ในชวํ งระยะแรกของสงครามเย็นได๎เริม่ ต๎นขึน้ ในสองปีแรกหลงั สงครามโลกครง้ั ท่สี องสนิ้ สดุ ลงในปี ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวยี ตไดร๎ วบรวมอาํ นาจการควบคุมเหนอื รฐั ของกลมุํ ตะวันออก ในขณะ ทสี่ หรัฐอเมรกิ าไดร๎ เิ ริม่ ใช๎กลยทุ ธก๑ ารจาํ กัดในการขยายตวั ทวั่ โลกเพ่อื ท๎าทายอาํ นาจของสหภาพโซ เวียต การแผํขยายความชํวยเหลือทางทหารและการเงนิ ไปยงั ประเทศตําง ๆ ในยโุ รปตะวนั ตก (ตวั อยํางเชนํ การสนบั สนุนฝุายตํอตา๎ นลทั ธคิ อมมิวนิสต๑ในสงครามกลางเมอื งกรซี ) และกํอต้งั พนั ธมิตรนาโต๎ การปิดกัน้ เบอรล๑ ิน (ค.ศ. 1948–49) เป็นวิกฤตครั้งใหญคํ รงั้ แรกของสงครามเย็น กบั ชยั ชนะของฝุายคอมมิวนิสตใ๑ นสงครามกลางเมอื งจีนและการปะทุของสงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-53) ความขดั แย๎งไดแ๎ ผขํ ยายออกไป สหภาพโซเวยี ตและสหรัฐอเมรกิ าตํางแขงํ ขนั กนั เพอื่ มอี ิทธพิ ลในละติน อเมรกิ าและรฐั อาณานิคมทไ่ี ดร๎ บั เอกราชจากแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ ในขณะเดียวกัน การปฏวิ ตั ฮิ ังการี ปี ค.ศ. 1956 ได๎ถูกยบั ยงั้ โดยโซเวยี ต การขยายตัวและเพ่ิมพูนมาก ข้นึ ทําให๎เกดิ วกิ ฤตการณม๑ ากมาย เชํน วกิ ฤตการณค๑ ลองสเุ อซ (ค.ศ. 1956) วกิ ฤตการณ๑เบอรล๑ ิน ปี ค.ศ. 1961 และวกิ ฤตการณข๑ ปี นาวธุ คิวบา ปี ค.ศ. 1962 ภายหลังจากวิกฤตการณข๑ ปี นาวธุ คิวบา ระยะใหมไํ ดเ๎ ร่ิมตน๎ ขนึ้ ซึ่งเหน็ ได๎จากความแตกแยกระหวาํ งจีน-โซเวียตทม่ี ีความสมั พันธ๑อัน ซบั ซ๎อนในวงการคอมมิวนสิ ต๑ ในขณะทีพ่ ันมติ รของสหรัฐ โดยเฉพาะฝร่ังเศส ได๎แสดงใหเ๎ หน็ ถึงการมี อิสระในปฏิบัติการมากขน้ึ สหภาพโซเวียตได๎เขา๎ รกุ รานเชโกสโลวาเกยี และบดขยี้ ปราก สปรงิ โครงการของการได๎รับเอกราช ปี ค.ศ. 1968 ในขณะที่สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1955-75) ได๎ จบลงด๎วยความพาํ ยแพ๎ของสาธารณรฐั เวยี ดนามใต๎ทีม่ สี หรัฐคอยหนุนหลัง ทําใหม๎ กี ารปรบั เปลย่ี น แผนการมากขึ้น นอกเหนอื จากนี้ สหรฐั ยงั ประสบกบั ความวํนุ วายภายในจากขบวนการเพอ่ื สทิ ธิ พลเมืองและฝาุ ยตํอตา๎ นสงครามเวียดนาม ในปี ค.ศ. 1960-70 ขบวนการเพ่อื สันตภิ าพระหวําง ประเทศไดเ๎ กิดขน้ึ ในทํามกลางประชาชนทั่วโลก ขบวนการตํอตา๎ นการทดสอบอาวุธนิวเคลียรแ๑ ละเพอ่ื ปลดอาวุธนิวเคลียร๑ไดเ๎ กิดข้ึน พรอ๎ มกบั การประทว๎ งตอํ ต๎านสงครามขนาดใหญํ ในปี ค.ศ. 1970 ทงั้ สองฝุายไดเ๎ ร่ิมเอาใจใสใํ นความพยายามประนปี ระนอมเพอ่ื สร๎างระบบ ระหวํางประเทศทม่ี เี สถียรภาพและสามารถคาดการณ๑ได๎มากข้นึ การเปดิ ฉากการผอํ นคลายความตงึ เครยี ดซึง่ เหน็ ไดจ๎ ากการเจรจาจํากดั อาวธุ ทางยทุ ธศาสตร๑และสหรฐั ได๎เปิดความสัมพันธก๑ บั สาธารณรฐั ประชาชนจีนในฐานะทเ่ี ปน็ ตวั ถวํ งดุลอาํ นาจทางยทุ ธศาสตรต๑ อํ สหภาพโซเวยี ต การผํอนคลายความ ตึงเครียดไดย๎ ตุ ิลงในชํวงปลายทศวรรษดว๎ ยสงครามโซเวยี ตในอัฟกานิสถานไดเ๎ ริม่ ตน๎ ขน้ึ ในปี ค.ศ. 1979 ชํวงต๎นปี ค.ศ. 1980 เป็นชวํ งเวลาแหงํ ความตงึ เครยี ดท่เี พม่ิ สงู ขนึ้ อีกคร้งั ดว๎ ยเครอ่ื งบนิ โคเรยี น แอรไ๑ ลน๑ เที่ยวบินที่ 007 ถกู โซเวยี ตยิงตก (ค.ศ. 1983) และการซอ๎ มรบทางทหารของนาโต๎ \"เอเบิล อาชเชอร๑\"(ค.ศ. 1983) สหรัฐอเมรกิ าได๎เพ่มิ แรงกดดนั ทางการทตู ทางทหารและทางเศรษฐกจิ ตอํ สหภาพโซเวียต ในชวํ งเวลาทร่ี ฐั คอมมิวนสิ ต๑กาํ ลังประสบปญั หาทางเศรษฐกิจทกี่ ําลังซบเซา ในชวํ ง กลางปี ค.ศ. 1980 ผ๎นู ําโซเวียตคนใหมํอยาํ งมีฮาอลิ กอร๑บาชอฟได๎แนะนําการปฏริ ูปแบบเสรีของเป

277 เรสตรอยคา(\"การปรับโครงสร๎าง\", ค.ศ. 1987)และกลสั นอสต๑(\"โปรํงใส\", ค.ศ. 1987) และยตุ ิการมี สวํ นรํวมของโซเวียตในอฟั กานสิ ถาน แรงกดดันเพือ่ เอกราชของชาติได๎เพ่ิมมากขน้ึ ในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะอยํางย่ิงคอื โปแลนด๑ กอรบ๑ าชอฟปฏิเสธทีจ่ ะใช๎กองกาํ ลังทหารโซเวยี ตเพ่อื ค้ําจดุ ระบอบ สนธิสญั ญาวอรซ๑ อท่ีไมมํ นั่ คงดังท่ีเคยเปน็ ในอดีต ผลลัพธใ๑ นปี ค.ศ. 1989 คือ คล่นื แหงํ การปฏวิ ตั ิดว๎ ย สนั ติวิธี(ยกเว๎นเพยี งการปฏวิ ัติโรมาเนยี ) ไดล๎ ๎มล๎างระบอบคอมมิวนสิ ต๑ทั้งหมดในยโุ รปกลางและ ตะวนั ออก พรรคคอมมวิ นิสตแ๑ หํงสหภาพโซเวียตได๎สญู เสยี การควบคุมและถูกสง่ั หา๎ ม ภายหลงั จากมี การพยายามกํอรัฐประหารซึ่งประสบผลไมํสาํ เร็จในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 ส่ิงนไี้ ด๎นาํ ไปสํูการลมํ สลายของสหภาพโซเวียตอยาํ งเปน็ ทางการในเดอื นธนั วาคม ค.ศ. 1991 และการลํมสลายของระบอบ คอมมิวนสิ ต๑ในประเทศอื่นๆ เชํน มองโกเลยี กัมพูชา และเยเมนใต๎ สหรัฐอเมริกายังคงเปน็ ประเทศ มหาอาํ นาจเพยี งหนึง่ เดียวของโลกมาจนถงึ ทุกวนั น้ี สงครามเย็นและเหตกุ ารณต๑ ํางๆ ได๎ท้งิ มรดกท่ีสําคญั เอาไว๎ มกั จะถกู อ๎างองิ ถงึ ในวัฒนธรรม สมยั นยิ ม โดยเฉพาะอยํางย่ิงด๎วยประเดน็ เรอ่ื งของการจารกรรมและภยั คกุ คามของการสงคราม นวิ เคลียร๑ ในขณะดยี วกัน สถานะความตงึ เครยี ดทเี่ กิดขึ้นใหมํอกี คร้งั ระหวาํ งหนึ่งในรัฐท่สี ืบทอดมา จากสหภาพโซเวยี ต สหพนั ธรฐั รสั เซยี และสหรัฐอเมริกาในศตวรรษท่ี 21 (รวมทงั้ พนั ธมติ รตะวันตก) เชํนเดยี วกับความตึงเครียดท่เี พ่มิ ขน้ึ ระหวํางจนี กับสหรฐั และพนั ธมติ รตะวันตกซ่งึ ท้ังสองฝุายตาํ งมี อาํ นาจมากขน้ึ ซึง่ เรียกกันวาํ สงครามเย็นคร้ังทส่ี อง พ.ศ. 2229 สมัยจักรวรรดนิ ิยมในเอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ ตง้ั แตปํ ลายพุทธศตวรรษท่ี 24 เป็นต๎นไป ถอื วําเปน็ จุดเริ่มตน๎ ของสมัยจกั รวรรดนิ ิยม เพราะ ชาติตะวันตกเรม่ิ เปลีย่ นแปลงนโยบายจากเดิมทีม่ งํุ ติดตอํ ค๎าขายและเผยแผศํ าสนา มาเป็นการมุงํ ยดึ ครองและเขา๎ ปกครองดินแดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตใ๎ นฐานะเป็นดินแดนอาณานคิ ม ท้งั นีเ้ พราะ ปจั จัยสาํ คญั ดงั น้ี 1.ความเจริญกา๎ วหน๎าทางวทิ ยาศาสตร๑และอุตสาหกรรมทาํ ใหช๎ าติตะวนั ตกสามารถผลติ สนิ ค๎าใหมํๆ ไดเ๎ ป็นจาํ นวนมาก จําเปน็ ต๎องขยายตลาดการค๎าและแหลํงวัตถดุ บิ ให๎กวา๎ งขวางยิง่ ข้นึ 2.ประเทศตาํ งๆ ในยุโรปเปล่ียนระบบเศรษฐกจิ มาเป็นแบบทุนนิยม รฐั บาลมหี น๎าทีส่ งํ เสรมิ บรษิ ัทเอกชนเขา๎ ไปลงทนุ ในดนิ แดนอาณานิคม ดังนน้ั รัฐบาลจงึ จําเปน็ ต๎องเขา๎ ไปปกครองอาณานิคม โดยตรง เพ่ือคมุ๎ ครองผลประโยชนข๑ องบรษิ ัทเอกชน และเกบ็ เก่ยี วผลประโยชน๑ในอาณานิคมสํงกลบั ไปบาํ รุงเมืองแมํ 3.ความเจริญก๎าวหน๎าทางด๎านการคมนาคมขนสํงทางเรือ โดยเฉพาะการใชเ๎ รอื กลไฟบรรทกุ สนิ คา๎ ขา๎ มทวีป ตลอดจนความสาํ เร็จในการขุดคลองสเุ อซ ทําให๎เรือสนิ คา๎ สามารถแลํนติดตอํ ระหวาํ ง ยโุ รปกบั เอเชยี ไดอ๎ ยํางรวดเร็ว เพราะไมํตอ๎ งแลนํ เรือออ๎ มแหลมแอฟริกาเหมอื นแตํกํอน ทําใหส๎ นิ ค๎า ราคาถกู เศรษฐกจิ โลกขยายตัวอยาํ งรวดเร็ว เปน็ การกระตุ๎นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสงํ ผลใหเ๎ กิด ลัทธจิ ักรวรรดินิยมตามมา

278 ในชํวงพุทธศตวรรษท่ี 24-25 มหาอาํ นาจตะวนั ตกได๎เขา๎ มายึดครองหรอื คุกคามดินแดน ตํางๆ ในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ ดังน้ี อังกฤษ พมาํ ใน พ.ศ. 2367 อินเดียซงึ่ อยํใู ตอ๎ ทิ ธพิ ลอังกฤษเกิดววิ าทกับพมําเกยี่ วกับปญั หาชายแดน จนนําไปสูํการทําสงครามระหวาํ งพมาํ กับบรษิ ทั อนิ เดียตะวันออกขององั กฤษ อังกฤษเปน็ ฝุายชนะ และได๎ยึดครองดินแดนพมําตอนลํางในระหวาํ ง พ.ศ. 2393-2396 พมําเกิดเหตวุ วิ าทกับองั กฤษอกี มี ผลทาํ ใหอ๎ งั กฤษยดึ ครองตอนกลางของพมําได๎ใน พ.ศ. 2405 องั กฤษรวมดินแดนของพมาํ ที่ยึดได๎เป็น มณฑล พมําอยูํใต๎การปกครองของอังกฤษโดยใช๎กรุงยาํ งก๎งุ เป็นเมืองหลวงใน พ.ศ. 2417 องั กฤษได๎ ผนวกดนิ แดนพมาํ ที่ยังเหลือ และปกครองพมาํ ในฐานะเปน็ มณฑลหนึ่งของอนิ เดยี ภายใต๎การปกครอง ขององั กฤษ • คาบสมุทรมลายู รัฐตํางๆ ของมลายูมักทะเลาะวิวาทและส๎รู บกนั เองอยูํเสมอ เปิดโอกาส ให๎อังกฤษเข๎าแทรกแซงทางการเมอื ง บางรฐั ขอใหอ๎ งั กฤษเข๎ามาอารกั ขา องั กฤษได๎ขอเชาํ เกาะปนี งั จากสลุ ตํานรัฐไทรบุรีหรอื เกดะห๑เป็นศูนยก๑ ลางการค๎า และให๎ความคมุ๎ ครองแกสํ ลุ ตาํ นผปู๎ กครองรฐั มลายู จึงตกอยูใํ ตอ๎ ิทธิพลของอังกฤษเพิ่มข้นึ เรอ่ื ยๆ ใน พ.ศ. 2439 องั กฤษได๎รวมเประสลังงอร๑ ปะหัง และเนกรเี ซมบีลัน เป็นสหพนั ธรัฐมลายภู ายใตก๎ ารปกครองของอังกฤษ นอกจากน้ีองั กฤษยงั ได๎ครอบครองเกาะสิงคโปร๑ และสร๎างสิงคโปรเ๑ ป็นศนู ย๑กลางการคา๎ และฐานทพั สาํ คัญขององั กฤษเพ่อื ควบคมุ ผลประโยชนใ๑ นเอเชยี ตะวนั ออก • ไทย ในชวํ งเวลาเดียวกันองั กฤษไดเ๎ รม่ิ คกุ คามไทยด๎วยการสํง เฮนรี เบอรน๑ ี (Henry Burney) เปน็ ทูตมาเจรจาเกี่ยวกบั รฐั ตาํ งๆ บนคาบสมุทรมลายู ชยั ชนะท่อี งั กฤษมตี ํอพมํา ทําให๎ไทย ตระหนักวําองั กฤษมอี าํ นาจทางทหารเหนอื กวํา ไทยจงึ ยอมรบั ข๎อเสนอของอังกฤษใน พ.ศ. 2398 อังกฤษได๎ทําสญั ญาการคา๎ ท่เี รียกวํา สนธสิ ญั ญาเบาวร๑ ิ่ง เปน็ ผลให๎ไทยตอ๎ งเสยี ผลประโยชน๑ทางการค๎า และสิทธิสภาพนอกอาณาเขตใหแ๎ กํอังกฤษ ตอํ มาประเทศตะวันตกอื่นๆ ก็ไดข๎ อสิทธิเชํนเดยี วกับ องั กฤษจากไทยใน พ.ศ. 2451 ไทยต๎องยอมมอบสทิ ธทิ ม่ี ีเหนือไทรบรุ ี ปะลสิ กลันตนั ตรงั กานู ใหแ๎ กํ องั กฤษแลกกบั อาํ นาจทางการศาล เพ่อื ให๎ไทยสามารถพิจารณาตัดสนิ คดีความทคี่ นในบงั คับอังกฤษ ทําผิดในประเทศไทยได๎ ฝรงั่ เศส • เวยี ดนาม เขมร และลาว ในชํวงทศวรรษ 2360 ฝรง่ั เศสพยายามตดิ ตอํ ค๎าขายและขอเผย แผํคริสต๑ศาสนาในเวยี ดนาม และได๎โอกาสเพราะสนบั สนุนพระเจา๎ ยาลอง (Gia Long) ข้ึนครอง อํานาจ และรวมประเทศเวียดนามเป็นปกึ แผํนไดส๎ าํ เรจ็ ทําให๎ฝร่ังเศสได๎รบั สทิ ธิพิเศษในการเผยแผํ ครสิ ต๑ศาสนาและคา๎ ขายในเวยี ดนาม แตํตํอมากษัตริยเ๑ วียดนามไมํโปรดปรานฝรัง่ เศส และตํอตา๎ น ศาสนาครสิ ต๑อยํางรนุ แรง จงึ เกดิ การกระทบกระทั่งกลายเปน็ สงครามซงึ่ เริ่มเมอื่ พ.ศ. 2399 สงคราม ระหวาํ งสองฝุายดําเนนิ ไปหลายปี จนกระท่งั ฝรง่ั เศสสามารถยดึ เวยี ดนามไดท๎ ั้งประเทศ

279 สาํ หรับเขมร ใน พ.ศ. 2406 ฝร่ังเศสบบี บังคบั ให๎เขมรเปน็ รัฐอยูํใต๎อารกั ขาของฝรง่ั เศส และ ตอํ มาขอใหไ๎ ทยยตุ กิ ารอ๎างสทิ ธเิ หนอื เขมร หลังจากนัน้ ไดใ๎ ชว๎ ธิ ีรนุ แรงขยายอาํ นาจเข๎าไปในดนิ แดน ลาว ซ่ึงนําไปสํูการกระทบกระทั่งกบั ไทยที่ปกครองลาวในฐานะประเทศราชจนเกิดวิกฤตการณ๑ รศ. 112 (พ.ศ. 2436) เปน็ ผลให๎ไทยตอ๎ งเสยี ดนิ แดนลาวใหก๎ ับฝรั่งเศส เม่ือฝรั่งเศสได๎ เวยี ดนาม เขมร และลาวไวอ๎ ํานาจแล๎ว ฝรง่ั เศสได๎รวมดนิ แดนทง้ั หมดนเี้ ข๎าดว๎ ยกนั เรียกวาํ อินโดจีน ฝรัง่ เศส โดยตั้งข๎าหลวงใหญํทาํ หนา๎ ที่ปกครองขน้ึ ตรงตอํ รฐั บาลฝรั่งเศสทก่ี รงุ ปารสี • ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 ฝรงั่ เศสเรม่ิ แผอํ ทิ ธิพลเข๎าไปในดนิ แดนประเทศราชของไทย โดย ขอเขา๎ ไปอารักขาเขมร ทางฝาุ ยไทยต๎องยนิ ยอมแตํโดยดีเพราะไมํอาจต๎านทานอาํ นาจของฝรงั่ เศสได๎ ในสมัยรัชกาลท่ี 4 ฝรั่งเศสได๎ขยายอาํ นาจเข๎าไปในดินแดนลาว ฝร่ังเศสใชว๎ ธิ ีทกุ อยํางทง้ั วธิ กี ารเจรจา และใช๎เรือรบมาปดิ ปากนา้ํ เจา๎ พระยาและคุกคามอธปิ ไตยของไทยใน พ.ศ. 2436 ไทยพยายามตํอต๎าน ดว๎ ยการใชก๎ าํ ลังทหาร แตไํ มอํ าจตอํ ต๎านได๎ ทําให๎รัฐบาลไทยจําเป็นต๎องยกดนิ แดนลาวท้งั หมดให๎แกํ ฝร่งั เศส เพือ่ รกั ษาเอกราชของชาติไว๎ ฮอลันดา • หมํูเกาะอินโดนเี ซียใน พ.ศ. 2367 อังกฤษกบั ฮอลนั ดาไดต๎ กลงแบํงเขตอํานาจในนํานน้าํ ของภูมภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ โดยฮอลันดายอมยกมะละกาใหอ๎ งั กฤษเพือ่ แลกกับเมอื งทาํ ที่ องั กฤษมีในสุมาตรา และตกลงกนั วําอังกฤษจะไมํเขา๎ มายงํุ เกี่ยวกบั หมํเู กาะอนิ โดนีเซยี สํวนฮอลนั ดาก็ ตกลงจะไมเํ ข๎าไปยงํุ เก่ยี วกับคาบสมุทรมลายู นบั เป็นการแบงํ เขตอาณานิคมในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ของสองประเทศ เป็นผลใหฮ๎ อลนั ดาขยายอิทธิพลในบริเวณหมํูเกาะอนิ โดนีเซียได๎ สะดวก โดยปราศจากการแขงํ ขันจากชาติอื่น ใน พ.ศ. 2372 ฮอลันดาพยายามครอบครองเกาะชวา ท้ังหมด หลงั จากน้ันก็เร่ิมใช๎ “ระบบเพาะปลกู ” บนเกาะชวาดว๎ ยการบงั คับให๎ชาวชวาปลกู พชื ผลทีต่ น ตอ๎ งการ โดยเฉพาะกาแฟซ่งึ เปน็ พืชทตี่ ลาดโลกต๎องการ สเปน • หมูํเกาะฟลิ ิปปนิ ส๑ สเปนยังคงเป็นผู๎ปกครองหมูํเกาะฟลิ ิปปนิ ส๑แตํผเู๎ ดียวอยํเู ชนํ เดิมโดยไมมํ ี มหาอํานาจอาณานิคมอื่นเข๎าไปแกํงแยงํ จนกระทั่งถงึ พ.ศ. 2441 เกดิ สงครามระหวาํ งสเปนกบั สหรัฐอเมริกา สเปนเป็นฝุายพาํ ยแพต๎ ๎องทําสญั ญายกฟิลปิ ปนิ ส๑ใหแ๎ กสํ หรัฐอเมรกิ า เมื่อสหรฐั อเมรกิ า เข๎าปกครองฟลิ ิปปนิ ส๑ สหรฐั อเมริกาไดใ๎ ช๎รูปแบบการปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ อตุ สาหกรรม ตาม แบบอยาํ งท่ีสหรัฐอเมริกาเปน็ ผก๎ู ําหนด ผลกระทบและการเปล่ียนแปลงในดินแดนอาณานิคม การท่ชี าวตะวนั ตกสร๎างลัทธิจักรวรรดนิ ิยมโดยเขา๎ ไปปกครองดนิ แดนอาณานคิ ม กํอใหเ๎ กิด ผลกระทบและการเปลยี่ นแปลงในดนิ แดนอาณานคิ ม ดงั นี้

280 1. ชาวตะวนั ตกประกาศใชก๎ ฎหมายเพอื่ เก็บภาษีประชาชนอยาํ งรนุ แรง ย่งิ กวําชํวงระยะ ทช่ี าวพืน้ เมืองปกครองกนั เอง รายได๎จากการเก็บภาษีสวํ นใหญผํ ู๎ปกครองอาณานคิ มสํงไปบํารุงความ เจรญิ รํุงเรืองของเมอื งแมํ 2. กลมุํ นายทนุ ชาวตะวนั ตกเข๎ายึดครองพนื้ ท่ีอนั อุดมสมบรู ณ๑ และกอบโกย ทรัพยากรธรรมชาติจากดินแดนอาณานิคม แลว๎ นาํ ไปแปรรปู เป็นสนิ ค๎าอตุ สาหกรรมสงํ ไปขายท่ัวโลก สรา๎ งความราํ่ รวยแกํกลุมํ นายทนุ ตะวันตก 3. ชาวตะวนั ตกบงั คบั และเกณฑ๑แรงงานพน้ื เมอื งไปทํางานหนัก บังคับให๎ชาวพ้นื เมอื ง ปลกู พชื ตามทีต่ ๎องการ และบงั คับให๎ชาวพ้นื เมอื งขายผลิตผลแกพํ ํอค๎าชาติตะวนั ตกในราคาถกู ๆ เพอื่ ประโยชน๑ของชนชน้ั ปกครองและผลประโยชน๑ของบริษทั ตะวนั ตก 4. ชาวตะวันตกไดอ๎ พยพชาวจนี จากประเทศจนี เปน็ จํานวนมาก มาทํางานเป็นลูกจา๎ งใน สวนยางพาราและโรงงานอตุ สาหกรรมของชาตติ ะวนั ตก ชาวจีนสร๎างปญั หาพพิ าทกับชาวพ้ืนเมอื งใน เวลาตํอมา 5. ชาวตะวันตกไดเ๎ ปลย่ี นสภาพเศรษฐกจิ ของชาวพ้นื เมืองจากรปู แบบดงั้ เดมิ มาเปน็ แบบ ทนุ นยิ ม ทาํ ใหเ๎ กดิ กิจการอตุ สาหกรรมใหมํๆ ธนาคารและระบบการกยู๎ ืม ทาํ ใหช๎ าวพ้ืนเมืองมหี นส้ี ิน และยากจนลงกวาํ เดมิ 6. การปกครองของชาวตะวันตกไดเ๎ ปลีย่ นแปลงวัฒนธรรมและคํานิยมของชาวพื้นเมือง ทําใหช๎ าวพื้นเมอื งหนั มารับวัฒนธรรมตะวันตกและดาํ เนนิ ชีวิตแบบฟุมเฟือยตามแบบตะวันตก 7. ชาวตะวนั ตกนํารปู แบบการศกึ ษาและเผยแพรํความคิดแบบสมัยใหมํ คอื ความคิดใน ระบบเสรนี ยิ มและประชาธิปไตยเปน็ การกระตุ๎นให๎ชาวพ้ืนเมืองเกดิ ความคดิ “ชาตินิยม” ขน้ึ ลทั ธิชาตนิ ิยมในสหรฐั อเมริกา ลทั ธิชาตนิ ิยม หมายถงึ ความคิดและการสร๎างรปู แบบเพ่อื ให๎เกดิ ความเจริญกา๎ วหนา๎ ความมี อิสระและเสรภี าพแกํประชาชน รวมไปถงึ การสร๎างความรส๎ู ึกวาํ เป็นพวกเดยี วกนั ทําใหเ๎ กิดการ รวมกลํมุ มคี วามคิดในการปกปอู งผลประโยชน๑ของประชาชนและของชาติ การช่ืนชมในวฒั นธรรม ของชาติ และทา๎ ยทส่ี ุด คือความต๎องการสร๎างเอกราชและความเจรญิ รํุงเรืองใหแ๎ กปํ ระเทศชาติ ความคิดชาตนิ ยิ มได๎เร่ิมขึ้นในหมูปํ ระชาชนฟิลิปปินสก๑ อํ นประเทศอ่นื ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี ง ใต๎ ใน พ.ศ. 2439 สเปนลงมอื ปราบปรามพวกชาตนิ ิยมฟิลปิ ปินสซ๑ ึง่ เรยี กรอ๎ งเอกราชจากสเปน ใน ระยะตอํ มาความคิดชาตินิยมไดแ๎ พรํหลายไปสํูประชาชนในดนิ แดนอาณานิคมของเอเชยี ตะวนั ออก เฉียงใต๎ สาเหตุที่กํอใหเ๎ กิดความคิดชาตินิยมในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ สรปุ ได๎ ดังนี้ 1. ความรสู๎ ึกไมํพอใจระบบการปกครองของประเทศตะวันตกในดินแดนอาณานคิ ม ซึง่ ใช๎ กฎหมายบงั คับชาวพนื้ เมืองให๎ปฏิบัติตาม โดยมีจดุ มงุํ หมายใหเ๎ กิดความสงบและความม่ันคงใน

281 ดนิ แดนอาณานคิ ม ซงึ่ เปน็ ผลใหช๎ าตติ ะวันตกไดร๎ บั อภสิ ทิ ธแ์ิ ละผลประโยชนต๑ ํางๆ เหนือกวําชาว พนื้ เมอื ง 2. ชาวพ้นื เมืองรู๎สึกหวงแหนทรพั ยากรของชาติ ทถ่ี กู ชาวตะวันตกกอบโกยไปสร๎างความ มั่นคงใหแ๎ กตํ นเอง 3. ชาวพนื้ เมืองร๎สู ึกโกรธเคอื งเมือ่ ชาวตะวนั ตกใชว๎ ธิ กี ดขี่ ขํมเหง ดหู ม่ิน เหยยี ดหยาม และ ทําลายวฒั นธรรมของชาวพ้นื เมอื ง 4. การทช่ี าวตะวันตกนาํ ความร๎ทู างด๎านวทิ ยาศาสตร๑ การศึกษาแบบสมยั ใหมมํ าเผยแพรํใน ดนิ แดนอาณานคิ ม ทําให๎ประชาชนเริ่มต่นื ตวั ในความคิดแบบสมัยใหมํ โดยเฉพาะความคิดในระบบ เสรนี ยิ ม 5. ในสมยั ที่ชาวตะวนั ตกปกครองอาณานคิ ม บ๎านเมอื งเกิดความสงบมนั่ คง ชาวพ้นื เมืองมไิ ด๎ รบพํงุ กนั เองเหมือนแตกํ อํ น ประกอบกับชาวตะวันตกนํารูปแบบการคมนาคมขนสํงสมัยใหมํ เชนํ รถไฟ เรอื กลไฟ โทรเลข โทรศพั ท๑ มาใช๎ในอาณานคิ ม อกี ทั้งชาวตะวันตกใช๎ภาษาของตนในการ ปกครองอาณานิคม เชนํ สหรัฐอเมรกิ าใช๎ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการปกครองชาวฟิลปิ ปินส๑ เปน็ ต๎น ปจั จยั ดงั กลาํ วทาํ ใหช๎ าวพน้ื เมืองสามารถติดตอํ ไปมาหาสูํ หรือสอ่ื สารได๎สะดวกรวดเรว็ ข้ึน 6. ชาวพนื้ เมืองได๎รบั แนวความคิดและตัวอยํางการแสดงออกถงึ ความเป็นชาตนิ ิยมจาก ประเทศทอ่ี ยนูํ อกดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ จนรสู๎ กึ ชื่นชมและตอ๎ งการแสดงออกซง่ึ ความเปน็ ชาตนิ ยิ มดว๎ ย ดงั เชนํ กรณีญ่ีปุนซงึ่ มคี วามคดิ ชาตินยิ มอยํางแรงกล๎า พฒั นาประเทศจนกา๎ วไปสูํความ ทนั สมยั และมีความเขม๎ แขง็ ทกุ ดา๎ นสามารถทําสงครามชนะรสั เซียซงึ่ เปน็ มหาอาํ นาจได๎ อีกกรณหี นง่ึ คอื นักชาตินิยมจีนภายใตก๎ ารนาํ ของ ดร. ซุน ยตั เซน็ สามารถกํอการปฏวิ ตั ิเมอ่ื พ.ศ. 2454 เพ่ือ ตํอต๎านราชวงศ๑แมนจู ซง่ึ เป็นราชวงศ๑ตาํ งชาติท่เี ข๎ามาปกครองประเทศจีนในขณะน้ันไดส๎ ําเรจ็

282 ใบความร๎ูสาํ หรบั ครู เรื่อง การขยายอทิ ธิพลของตะวันตกในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ กํอนพุทธศตวรรษท่ี 21 พํอคา๎ ตํางชาติทีเ่ ดินทางเขา๎ มาค๎าขายในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎สวํ น ใหญํ คอื จีน อินเดยี อาหรับ โดยเฉพาะพํอคา๎ อาหรับไดผ๎ ูกขาดสินคา๎ เครอ่ื งเทศ ซ่งึ เป็นสนิ คา๎ ที่ ชาวตะวันตกนิยม เพราะสามารถนําไปใชป๎ รงุ อาหารและถนอมอาหารมใิ ห๎เนําเสียเรว็ การผกู ขาด เคร่ืองเทศของพอํ ค๎าอาหรบั ทําให๎สินคา๎ ประเภทนี้ในยุโรปมรี าคาสูงมากพอํ ค๎าชาวยุโรปตอ๎ งการสนิ คา๎ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต๎ แตไํ มํสามารถเดินทางเขา๎ มาคา๎ ขายไดโ๎ ดยตรง เพราะยังไมํทราบเส๎นทาง เดินเรอื จากยุโรปมายังเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ พวกพํอค๎ายโุ รปไดแ๎ ตํเดินทางค๎าขายกบั อนิ เดียและจีน โดยใชเ๎ ส๎นทางการคา๎ ทางบกท่ีทุรกันดารเทํานั้น มลู เหตทุ ่ชี าตติ ะวนั ตกตอ๎ งการเดนิ ทางมายังเอเชีย ตะวันออกเฉยี งใต๎ สรุปไดด๎ ังนี้ 1. พอํ คา๎ ชาวยุโรปตอ๎ งการซ้ือสนิ ค๎าเครอ่ื งเทศจากแหลํงผลติ โดยตรง โดยไมํตรงผํานมือพอํ ค๎า คนกลาง คือ ชาวอาหรบั 2. การคา๎ ทางเรอื เสยี คาํ ใชจ๎ าํ ยน๎อย มีความเสี่ยงน๎อยกวําการค๎าขายทางบก 3. สนั ตะปาปาที่กรุงโรม ทรงมนี โยบายสนบั สนนุ กษัตรยิ ข๑ องประเทศในยโุ รป ซง่ึ นบั ถือครสิ ต๑ ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน และฝร่ังเศส ใหส๎ ํงมิชชนั นารีเดินทางไป เผยแพรศํ าสนาในตํางแดน 4. เอเชยี ตะวันออกเฉียงใตเ๎ ป็นดินแดนทีอ่ ดุ มสมบรู ณ๑ไปดว๎ ยทรพั ยากรธรรมชาติ ประชากรมี อยํูมากและเจริญรุํงเรอื งทางดา๎ นอารยธรรมอยแูํ ล๎ว 5. ยโุ รปกา๎ วหนา๎ ทางวทิ ยาศาสตร๑ สามารถตอํ เรือเดนิ ทางทะเลขนาดใหญํ ประดษิ ฐ๑เครอื่ งมือ เพอื่ ใช๎ในการเดนิ เรือทที่ นั สมัยและปลอดภยั มากขนึ้ อีกทั้งพระมหากษตั ริยใ๑ นทวปี ยุโรปสนับสนนุ การ คน๎ หาดนิ แดนท่อี ยูํหาํ งไกล จึงกระตุน๎ นกั เดินเรือใหส๎ นใจเดนิ ทางไปยังดนิ แดนตํางๆ การขยายอิทธพิ ลของประเทศตาํ งๆ โปรตเุ กส โปรตเุ กสเปน็ ชาติแรกที่สามารถแลํนเรือจากยโุ รปมายังอนิ เดีย โดยออ๎ มแหลม แอฟรกิ ามาถงึ เมืองกาลิกูฏในอินเดียเป็นครงั้ แรกเมือ่ พ.ศ. 2041 ตํอมาได๎เข๎ายดึ ครองเมอื งกวั ใน อนิ เดีย ศรลี งั กา และเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎ ใน พ.ศ. 2054 โปรตุเกสยึดมะละกาซ่ึงเป็นศูนย๑กลาง การค๎าเครอื่ งเทศท่สี าํ คัญในสมยั นน้ั โปรตเุ กสประสบความสําเร็จในการค๎าเครอื่ งเทศ จงึ ขยายอํานาจ ของตนเข๎าไปในดินแดนหมูเํ กาะของประเทศอินโดนเี ซียในปัจจุบัน เชนํ หมูํเกาะโมลุกกะหรือหมํเู กาะ เครอ่ื งเทศ และสรา๎ งความยง่ิ ใหญทํ างด๎านกองทพั เรือ สามารถทําลายระบบการค๎าแบบผูกขาดของ ชาตอิ าหรบั ไดส๎ าํ เร็จ และไดผ๎ กู ขาดการคา๎ ในภูมภิ าคนแี้ ทนอาหรับ รวมทัง้ ไดเ๎ ขา๎ ไปมบี ทบาทสําคัญ ในทางการเมอื งของอาณาจกั รตาํ งๆ เชํน เปน็ ทหารอาสาสมคั รในกองทัพไทยและพมาํ เผยแพรํ ความรูท๎ างวิทยาการแกชํ าวพน้ื เมอื งโดยเฉพาะดา๎ นการทหารแบบสมัยใหมํ นอกจากนนั้ โปรตุเกสยงั

283 สงํ มิชชนั นารเี ผยแพรคํ รสิ ตศ๑ าสนานกิ ายโรมันคาทอลกิ ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ จนี และญ่ปี ุน เปน็ ตน๎ โปรตเุ กสได๎ขยายอทิ ธิพลไปถงึ จีนและญปี่ นุ จดั ตัง้ ศูนยก๑ ลางการคา๎ ท่มี าเกา๏ เพื่อเปน็ ศูนย๑กลาง การค๎าในภูมิภาคนี้ โปรตเุ กสมีอทิ ธพิ ลทางการคา๎ และการเมอื งในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ และเอเชยี ตะวนั ออกได๎นานเกอื บ 100 ปี จึงเสอื่ มอํานาจลงเม่อื ต๎นพุทธศตวรรษท่ี 22 เน่อื งจาก ฮอลันดาและอังกฤษมคี วามเข๎มแข็งทางกองทพั เรอื เหนือกวําโปรตเุ กส และได๎มนี โยบายขยายอทิ ธพิ ล ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต๎ โปรตุเกสทาํ สงครามพํายแพแ๎ กํฮอลันดาหลายคร้งั จนตอ๎ งสูญเสียมะละกา ให๎แกํฮอลนั ดา สเปน สเปนได๎สํงนักเดนิ เรือผ๎ูยิ่งใหญํ ชื่อ แมกเจลแลน นาํ กองเรือออกจากสเปนอ๎อมทวีป อเมรกิ าเขา๎ มหาสมุทรแปซฟิ ิกมาถึงหมเํู กาะฟลิ ปิ ปินส๑เป็นครงั้ แรกเมอ่ื พ.ศ. 2064 ตอํ มาเกดิ ขดั แย๎ง กับชาวพืน้ เมอื งถึงข้นั สํรู บกนั แมกเจลแลนถูกฆาํ ตาย ลกู เรอื ท่ีเหลอื จงึ นําเรอื หนอี อกจากฟิลปิ ปนิ ส๑ เดินทางกลับผาํ นชอํ งแคบมะละกา มหาสมทุ รอนิ เดยี ออ๎ มแหลมแอฟรกิ ากลบั ไปถงึ สเปนไดส๎ ําเรจ็ นับเปน็ การเดินทางโดยทางเรอื รอบโลกไดส๎ าํ เรจ็ เปน็ ครั้งแรก ตํอมากษตั รยิ ๑สเปนได๎สํงเรอื รบพรอ๎ มด๎วยกําลงั ทหารเดนิ ทางมายงั ฟิลปิ ปินสอ๑ ีกหลายครงั้ และ เขา๎ ยดึ เกาะตาํ งๆ สเปนไดเ๎ ขา๎ ปกครองชาวฟิลปิ ปนิ ส๑ และไดเ๎ ผยแผคํ รสิ ตศ๑ าสนาแกํชาวพืน้ เมอื ง บาทหลวงชาวสเปนไดเ๎ ขา๎ ไปสอนศาสนาชาวพน้ื เมอื งซ่ึงสํวนใหญํยงั นบั ถือผสี างเทวดา และได๎ เปลยี่ นแปลงวถิ ีชวี ิตชาวฟิลปิ ปนิ ส๑ ดว๎ ยการจดั ต้ังโรงเรยี นสอนหนังสอื และสร๎างวฒั นธรรมแบบสเปน แกชํ าวพน้ื เมอื ง ทําให๎ชาวฟิลิปปนิ ส๑สวํ นใหญขํ องประเทศหนั ไปนับถอื ครสิ ตศ๑ าสนานกิ าย โรมันคาทอลกิ ต้งั แตอํ ดตี จนถงึ ปัจจบุ นั ยกเว๎นบางเกาะทางภาคใตซ๎ ึง่ นับถอื ศาสนาอสิ ลาม ฮอลนั ดา ฮอลนั ดาจัดต้ังบริษทั อนิ เดียตะวันออก เพอ่ื ค๎าขายและขยายอํานาจในดนิ แดนโพ๎น ทะเล ฮอลนั ดาสนใจการค๎าเคร่อื งเทศในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ โดยเฉพาะหมูเํ กาะอินดัสตะวนั ออก หรือหมเูํ กาะอนิ โดนเี ซยี ในปจั จบุ ันซ่งึ อดุ มสมบรู ณ๑ไปด๎วยเครื่องเทศ เรอื สินคา๎ ฮอลนั ดสพรอ๎ มดว๎ ยเรือ รบคม๎ุ ครองได๎ขยายอํานาจในอินโดนีเซียดว๎ ยการค๎าขายกบั ชาวพ้ืนเมอื ง พรอ๎ มท้ังถือโอกาสเข๎า แทรกแซงทางการเมืองด๎วยการชํวยเหลือทางทหารแกสํ ุลตํานซงึ่ เปน็ ผ๎ูปกครองเกาะ ฮอลนั ดาจงึ ได๎รับ ผลประโยชน๑ทางการค๎าและเข๎าไปปกครองเกาะบางเกาะ ด๎วยวธิ ีการดังกลําวเปน็ ผลทาํ ให๎ฮอลนั ดา สามารถผกู ขาดการคา๎ ในหมูํเกาะอนิ โดนีเซีย และขยายอทิ ธิพลทางการคา๎ ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ ได๎ ภายหลังเมื่อฮอลนั ดาทาํ สงครามทางเรือชนะโปรตเุ กสและอังกฤษ ฮอลนั ดาก็สามารถยึดครองหมูํ เกาะตํางๆ ในอินโดนเี ซยี ไวใ๎ ตอ๎ ํานาจของตนได๎หมดสนิ้ อังกฤษ องั กฤษจดั ตง้ั บรษิ ัทอินเดยี ตะวันออกเพ่อื ค๎าขายในดินแดนโพน๎ ทะเล และเข๎ามา ค๎าขายในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต๎ภายหลังฮอลนั ดา 5 ปี ในระยะแรกพอํ ค๎าองั กฤษไมสํ ามารถคา๎ ขาย แขํงขนั กบั ฮอลนั ดาได๎ ประกอบกบั กองทัพเรอื อังกฤษยังไมเํ ข๎มแข็งเทําฮอลนั ดา อังกฤษจึงต๎องถอนตวั ออกจากการค๎าในเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ไปชวํ งระยะหน่ึง

284 ฝร่ังเศส ฝรง่ั เศสจดั ตั้งบริษทั อินเดียตะวนั ออกเพ่ือทําหนา๎ ทค่ี ๎าขายและขยายอํานาจ เชนํ เดียวกับอังกฤษและฮอลนั ดา นอกจากฝรั่งเศสสนใจการคา๎ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตแ๎ ลว๎ ฝรง่ั เศสยงั สนใจเผยแผํคริสตศ๑ าสนานกิ ายโรมนั คาทอลิก เชนํ เดียวกบั โปรตุเกสและสเปนอีกดว๎ ย ในระยะแรก ชาติตะวนั ตกขยายอิทธิพลมายงั เอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ เพื่อประโยชนท๑ าง การคา๎ และเผยแผศํ าสนา จึงเกดิ สงครามเพื่อแยงํ ชิงผลประโยชนก๑ นั ตอํ มาชาตติ ะวนั ตกเหน็ วําหากคิด แตจํ ะรบพงุํ กันเอง กม็ แี ตคํ วามเสียหายจงึ เริ่มเจรจากนั โดยยอมรบั เขตอทิ ธิพลและเขตแสวงหา ผลประโยชนข๑ องแตลํ ะฝาุ ย ทาํ ใหช๎ าตติ ะวันตกสามารถขยายอํานาจเข๎าไปในดินแดนท่ตี นต๎องการได๎ อยํางสะดวก สงครามเยน็ (องั กฤษ: Cold War) เป็นชํวงเวลาแหงํ ความตงึ เครียดทางดา๎ นภูมศิ าสตร๑ระหวําง สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมรกิ าและประเทศพันธมติ รจากทั้งกลุํมตะวันออกและกลํมุ ตะวันตก ภายหลังจากสงครามโลกครงั้ ทส่ี อง นักประวตั ศิ าสตร๑ยังไมํตกลงกนั ทั้งหมดวําสงครามเย็น คอื ชํวงใดกนั แนํ แตํชวํ งเวลาโดยท่วั ไปดังกลําวจะนบั ต้งั แตํการประกาศลทั ธทิ รูแมน ปี ค.ศ. 1947 จนกระทัง่ การลมํ สลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1991 ด๎วยลัทธิอํานาจทําลายลา๎ งซง่ึ กนั และ กนั (mutually assured destruction, MAD) ไมเํ ห็นดว๎ ยทจี่ ะใหม๎ ีการโจมตลี วํ งหน๎าโดยฝุายใดฝุาย หนง่ึ นอกเหนอื จากการพฒั นาคลังเก็บอาวธุ นวิ เคลยี ร๑และการใช๎งานทางทหารตามแบบแผน การตอํ ส๎ู เพื่อครอบงําไดถ๎ กู แสดงออกโดยวธิ ที างอ๎อม เชํน สงครามทางจติ วทิ ยา การทัพโฆษณาชวนเชือ่ การ จารกรรม การควาํ่ บาตรระยะไกล การแขํงขันชิงดชี งิ เดนํ กนั ในงานกีฬาและการแขํงขนั ทางเทคโนโลยี เชํน การแขงํ ขนั อวกาศ คาํ วาํ \"เย็น\" ได๎ถูกนํามาใช๎ เน่ืองจากไมํมกี ารสรู๎ บขนาดใหญํโดยตรงระหวาํ งสอง มหาอํานาจ แตํพวกเขาแตลํ ะฝุายตาํ งให๎การสนบั สนุนความขัดแย๎งในภูมภิ าคทสี่ าํ คญั ท่ี เรยี กวํา สงครามตวั แทน (Proxy war) ความขดั แยง๎ น้ีมีพน้ื ฐานมาจากการตอํ สท๎ู างอดุ มการณแ๑ ละ ภูมศิ าสตร๑เพื่ออิทธิพลท่ัวโลกโดยสองมหาอํานาจ ภายหลังจากพวกเขาไดต๎ กลงเปน็ พันธมติ รชว่ั คราว และมชี ยั ชนะเหนอื นาซเี ยอรมนีในปี ค.ศ. 1945 สงครามเยน็ ไดแ๎ บงํ แยกพนั ธมิตรในชํวงสงคราม เหลอื เพียงสหภาพโซเวียตและสหรฐั อเมริกาในฐานะท่ีเป็นสองมหาอาํ นาจท่ีมคี วามแตกตํางทาง เศรษฐกจิ และการเมืองอยํางลึกซง้ึ : แตเํ ดมิ เป็นรฐั นิยมลทั ธมิ ากซ๑–เลนินแบบพรรคการเมืองเดยี วท่ี ดําเนินตามแผนเศรษฐกิจและการควบคุมสื่อ และเปน็ เจา๎ ของสิทธิ์แตํเพยี งผ๎ูเดยี วในการจัดต้ังและ ปกครองดูแลชุมชน และถดั มาเปน็ รัฐทุนนิยมท่ีมกี ารเลือกตง้ั เสรโี ดยท่ัวไปและสอื่ โดยเสรี ซ่งึ ยงั ให๎ เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็นและเสรภี าพในการสมาคมแกพํ ลเมอื งของตน กลุํมท่ีเปน็ กลางท่ี ประกาศดว๎ ยตวั เองไดเ๎ กิดข้นึ พร๎อมกับขบวนการไมํฝักใฝุฝุายใดซ่งึ ถูกกอํ ตัง้ โดย อียิปต๑ อินเดีย อินโดนีเซยี และยโู กสลาเวยี กลุํมฝุายน้ไี ดป๎ ฏเิ สธความสัมพันธก๑ ับทั้งตะวันตกท่นี ําโดย สหรัฐหรอื ตะวันออกทน่ี ําโดยโซเวียต ในขณะท่ีรัฐอานานิคมเกือบท้งั หมดตาํ งไดร๎ บั เอกราชในชวํ งเวลา ปี ค.ศ. 1945-1960 พวกเขาไดก๎ ลายเป็นสมรภมู ขิ องโลกที่สามในสงครามเยน็

285 ในชวํ งระยะแรกของสงครามเย็นไดเ๎ รมิ่ ต๎นขนึ้ ในสองปแี รกหลงั สงครามโลกครง้ั ท่ีสองส้นิ สดุ ลง ในปี ค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตได๎รวบรวมอาํ นาจการควบคุมเหนอื รัฐของกลมุํ ตะวนั ออก ในขณะท่ี สหรฐั อเมรกิ าไดร๎ เิ รม่ิ ใช๎กลยุทธก๑ ารจํากดั ในการขยายตวั ท่ัวโลกเพือ่ ท๎าทายอํานาจของสหภาพโซเวยี ต การแผขํ ยายความชวํ ยเหลอื ทางทหารและการเงนิ ไปยังประเทศตําง ๆ ในยุโรปตะวนั ตก (ตวั อยํางเชนํ การสนบั สนนุ ฝุายตอํ ต๎านลัทธิคอมมวิ นสิ ต๑ในสงครามกลางเมอื งกรีซ) และกํอตงั้ พันธมิตรนาโต๎ การปดิ ก้ันเบอร๑ลนิ (ค.ศ. 1948–49) เปน็ วกิ ฤตคร้งั ใหญํคร้งั แรกของสงครามเยน็ กบั ชยั ชนะของฝุาย คอมมวิ นิสตใ๑ นสงครามกลางเมอื งจนี และการปะทขุ องสงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950-53) ความขัดแยง๎ ได๎แผขํ ยายออกไป สหภาพโซเวียตและสหรฐั อเมริกาตํางแขํงขันกันเพือ่ มีอทิ ธิพลในละตินอเมรกิ าและ รฐั อาณานิคมทไี่ ด๎รับเอกราชจากแอฟริกา ตะวนั ออกกลาง และเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ ใน ขณะเดียวกนั การปฏิวัติฮงั การี ปี ค.ศ. 1956 ไดถ๎ ูกยบั ยงั้ โดยโซเวียต การขยายตัวและเพ่มิ พนู มากขึน้ ทาํ ให๎เกดิ วิกฤตการณม๑ ากมาย เชํน วกิ ฤตการณค๑ ลองสุเอซ (ค.ศ. 1956) วิกฤตการณเ๑ บอรล๑ นิ ปี ค.ศ. 1961 และวิกฤตการณข๑ ปี นาวธุ ควิ บา ปี ค.ศ. 1962 ภายหลงั จากวิกฤตการณข๑ ปี นาวุธควิ บา ระยะ ใหมํได๎เริม่ ต๎นข้นึ ซึ่งเหน็ ได๎จากความแตกแยกระหวํางจนี -โซเวยี ตที่มคี วามสมั พันธอ๑ นั ซับซอ๎ นในวงการ คอมมวิ นิสต๑ ในขณะทีพ่ นั มิตรของสหรฐั โดยเฉพาะฝรง่ั เศส ไดแ๎ สดงให๎เห็นถึงการมอี สิ ระใน ปฏิบัตกิ ารมากขึ้น สหภาพโซเวยี ตได๎เข๎ารกุ รานเชโกสโลวาเกยี และบดขยี้ ปรากสปริง โครงการของ การไดร๎ ับเอกราช ปี ค.ศ. 1968 ในขณะท่ีสงครามเวยี ดนาม (ค.ศ. 1955-75) ไดจ๎ บลงดว๎ ยความพาํ ย แพข๎ องสาธารณรัฐเวยี ดนามใต๎ที่มีสหรัฐคอยหนุนหลัง ทําใหม๎ กี ารปรับเปลีย่ นแผนการมากขึน้ นอกเหนือจากน้ี สหรฐั ยงั ประสบกับความวํนุ วายภายในจากขบวนการเพอ่ื สทิ ธิพลเมืองและฝุาย ตอํ ตา๎ นสงครามเวยี ดนาม ในปี ค.ศ. 1960-70 ขบวนการเพอ่ื สนั ติภาพระหวํางประเทศได๎เกิดขึน้ ใน ทาํ มกลางประชาชนทัว่ โลก ขบวนการตํอตา๎ นการทดสอบอาวธุ นวิ เคลยี ร๑และเพอื่ ปลดอาวุธนิวเคลียร๑ ได๎เกิดขึน้ พร๎อมกับการประท๎วงตอํ ต๎านสงครามขนาดใหญํ ในปี ค.ศ. 1970 ทั้งสองฝุายไดเ๎ ร่ิมเอาใจใสํในความพยายามประนีประนอมเพือ่ สร๎างระบบ ระหวาํ งประเทศท่มี เี สถียรภาพและสามารถคาดการณไ๑ ด๎มากข้นึ การเปดิ ฉากการผํอนคลายความตงึ เครยี ดซ่ึงเห็นได๎จากการเจรจาจาํ กัดอาวธุ ทางยทุ ธศาสตร๑และสหรฐั ไดเ๎ ปิดความสมั พันธก๑ ับสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในฐานะท่ีเปน็ ตวั ถํวงดลุ อํานาจทางยทุ ธศาสตรต๑ อํ สหภาพโซเวยี ต การผอํ นคลายความ ตงึ เครยี ดไดย๎ ุตลิ งในชวํ งปลายทศวรรษด๎วยสงครามโซเวยี ตในอฟั กานสิ ถานได๎เรมิ่ ตน๎ ข้ึนในปี ค.ศ. 1979 ชวํ งตน๎ ปี ค.ศ. 1980 เปน็ ชํวงเวลาแหงํ ความตึงเครยี ดท่ีเพิ่มสงู ข้ึนอกี ครั้ง ดว๎ ยเคร่ืองบินโคเรียน แอรไ๑ ลน๑ เทย่ี วบินที่ 007 ถกู โซเวยี ตยงิ ตก (ค.ศ. 1983) และการซอ๎ มรบทางทหารของนาโต๎ \"เอเบลิ อาชเชอร๑\"(ค.ศ. 1983) สหรัฐอเมรกิ าได๎เพ่มิ แรงกดดนั ทางการทตู ทางทหารและทางเศรษฐกจิ ตอํ สหภาพโซเวียต ในชวํ งเวลาทร่ี ฐั คอมมวิ นสิ ต๑กาํ ลังประสบปญั หาทางเศรษฐกิจที่กาํ ลังซบเซา ในชวํ ง กลางปี ค.ศ. 1980 ผ๎ูนําโซเวยี ตคนใหมํอยาํ งมฮี าอิล กอร๑บาชอฟได๎แนะนําการปฏริ ูปแบบเสรีของเป เรสตรอยคา(\"การปรบั โครงสร๎าง\", ค.ศ. 1987)และกลสั นอสต๑(\"โปรํงใส\", ค.ศ. 1987) และยตุ ิการมี สํวนรวํ มของโซเวียตในอฟั กานิสถาน แรงกดดันเพื่อเอกราชของชาติได๎เพิ่มมากข้นึ ในยโุ รปตะวันออก

286 โดยเฉพาะอยาํ งย่ิงคอื โปแลนด๑ กอรบ๑ าชอฟปฏิเสธทจ่ี ะใชก๎ องกาํ ลงั ทหารโซเวียตเพื่อคํา้ จดุ ระบอบ สนธิสญั ญาวอรซ๑ อทีไ่ มมํ ่นั คงดงั ทเี่ คยเปน็ ในอดีต ผลลัพธใ๑ นปี ค.ศ. 1989 คือ คลนื่ แหํงการปฏิวตั ิด๎วย สนั ตวิ ธิ ี(ยกเว๎นเพียงการปฏิวตั โิ รมาเนยี ) ไดล๎ ๎มลา๎ งระบอบคอมมวิ นิสตท๑ ั้งหมดในยโุ รปกลางและ ตะวันออก พรรคคอมมิวนิสต๑แหํงสหภาพโซเวยี ตไดส๎ ญู เสียการควบคมุ และถกู สั่งห๎าม ภายหลงั จากมี การพยายามกํอรัฐประหารซึ่งประสบผลไมสํ าํ เรจ็ ในเดอื นสงิ หาคม ค.ศ. 1991 สง่ิ นไี้ ด๎นาํ ไปสํูการลํม สลายของสหภาพโซเวียตอยาํ งเปน็ ทางการในเดอื นธนั วาคม ค.ศ. 1991 และการลมํ สลายของระบอบ คอมมวิ นิสต๑ในประเทศอืน่ ๆ เชนํ มองโกเลีย กัมพูชา และเยเมนใต๎ สหรัฐอเมริกายังคงเปน็ ประเทศ มหาอาํ นาจเพียงหนง่ึ เดยี วของโลกมาจนถงึ ทุกวันนี้ สงครามเย็นและเหตุการณต๑ าํ งๆ ได๎ทง้ิ มรดกทส่ี ําคญั เอาไว๎ มกั จะถกู อ๎างอิงถงึ ในวัฒนธรรม สมัยนยิ ม โดยเฉพาะอยาํ งยิง่ ดว๎ ยประเดน็ เร่ืองของการจารกรรมและภยั คกุ คามของการสงคราม นวิ เคลยี ร๑ ในขณะดียวกนั สถานะความตงึ เครยี ดท่ีเกดิ ขน้ึ ใหมอํ ีกครง้ั ระหวาํ งหน่งึ ในรัฐท่ีสืบทอดมา จากสหภาพโซเวียต สหพนั ธรฐั รสั เซยี และสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 21 (รวมทงั้ พนั ธมติ รตะวันตก) เชํนเดยี วกับความตงึ เครียดทเี่ พิ่มขนึ้ ระหวํางจนี กบั สหรัฐและพันธมติ รตะวันตกซ่ึงท้ังสองฝุายตาํ งมี อาํ นาจมากข้ึน ซงึ่ เรียกกันวาํ สงครามเยน็ ครง้ั ที่สอง พ.ศ. 2229 สมยั จักรวรรดินิยมในเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ ตง้ั แตํปลายพุทธศตวรรษที่ 24 เปน็ ตน๎ ไป ถอื วาํ เปน็ จดุ เร่ิมตน๎ ของสมัยจกั รวรรดนิ ยิ ม เพราะ ชาตติ ะวันตกเร่มิ เปลีย่ นแปลงนโยบายจากเดิมท่มี งุํ ตดิ ตํอค๎าขายและเผยแผศํ าสนา มาเป็นการมํุงยึด ครองและเขา๎ ปกครองดินแดนเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ในฐานะเป็นดินแดนอาณานิคม ท้งั น้ีเพราะ ปัจจัยสําคญั ดังน้ี 1. ความเจรญิ ก๎าวหน๎าทางวทิ ยาศาสตร๑และอุตสาหกรรมทําให๎ชาตติ ะวนั ตกสามารถผลติ สินค๎าใหมๆํ ไดเ๎ ป็นจํานวนมาก จําเป็นตอ๎ งขยายตลาดการคา๎ และแหลํงวตั ถุดบิ ให๎กว๎างขวางยงิ่ ขึ้น 2. ประเทศตาํ งๆ ในยุโรปเปล่ียนระบบเศรษฐกิจมาเป็นแบบทนุ นยิ ม รัฐบาลมหี น๎าท่ีสํงเสริม บรษิ ทั เอกชนเข๎าไปลงทุนในดนิ แดนอาณานคิ ม ดงั นน้ั รฐั บาลจงึ จําเป็นตอ๎ งเขา๎ ไปปกครองอาณานิคม โดยตรง เพ่อื คมุ๎ ครองผลประโยชนข๑ องบริษทั เอกชน และเกบ็ เกย่ี วผลประโยชนใ๑ นอาณานคิ มสงํ กลับ ไปบาํ รงุ เมืองแมํ 3. ความเจรญิ กา๎ วหน๎าทางดา๎ นการคมนาคมขนสงํ ทางเรือ โดยเฉพาะการใช๎เรอื กลไฟบรรทุก สินค๎าข๎ามทวีป ตลอดจนความสําเร็จในการขุดคลองสุเอซ ทําให๎เรอื สนิ ค๎าสามารถแลนํ ติดตอํ ระหวาํ ง ยโุ รปกับเอเชยี ได๎อยาํ งรวดเรว็ เพราะไมตํ ๎องแลํนเรอื อ๎อมแหลมแอฟริกาเหมือนแตกํ อํ น ทําใหส๎ นิ ค๎า ราคาถกู เศรษฐกิจโลกขยายตวั อยาํ งรวดเร็ว เป็นการกระตุ๎นระบบเศรษฐกิจแบบทนุ นิยมสงํ ผลใหเ๎ กิด ลัทธิจกั รวรรดินิยมตามมา ในชวํ งพทุ ธศตวรรษที่ 24-25 มหาอาํ นาจตะวนั ตกไดเ๎ ข๎ามายดึ ครองหรอื คุกคามดินแดนตํางๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต๎ ดังน้ี

287 องั กฤษ พมํา ใน พ.ศ. 2367 อนิ เดยี ซึ่งอยใูํ ตอ๎ ทิ ธิพลองั กฤษเกิดววิ าทกบั พมําเกี่ยวกับปัญหาชายแดน จนนาํ ไปสกํู ารทําสงครามระหวาํ งพมาํ กับบรษิ ทั อนิ เดียตะวันออกขององั กฤษ องั กฤษเปน็ ฝุายชนะ และได๎ยึดครองดินแดนพมาํ ตอนลาํ งในระหวาํ ง พ.ศ. 2393-2396 พมําเกดิ เหตวุ วิ าทกบั อังกฤษอกี มี ผลทาํ ใหอ๎ งั กฤษยึดครองตอนกลางของพมาํ ไดใ๎ น พ.ศ. 2405 อังกฤษรวมดนิ แดนของพมําทีย่ ดึ ได๎เปน็ มณฑล พมําอยใํู ตก๎ ารปกครองขององั กฤษโดยใชก๎ รงุ ยาํ งกงุ๎ เป็นเมอื งหลวงใน พ.ศ. 2417 องั กฤษได๎ ผนวกดินแดนพมําที่ยงั เหลือ และปกครองพมาํ ในฐานะเป็นมณฑลหนง่ึ ของอนิ เดยี ภายใตก๎ ารปกครอง ขององั กฤษ • คาบสมทุ รมลายู รฐั ตาํ งๆ ของมลายูมกั ทะเลาะววิ าทและสูร๎ บกันเองอยเูํ สมอ เปดิ โอกาสให๎องั กฤษเข๎าแทรกแซงทางการเมอื ง บางรัฐขอให๎อังกฤษเข๎ามาอารักขา องั กฤษได๎ขอเชําเกาะ ปีนงั จากสลุ ตํานรัฐไทรบรุ หี รอื เกดะห๑เปน็ ศนู ยก๑ ลางการค๎า และใหค๎ วามคุ๎มครองแกสํ ุลตาํ นผู๎ปกครอง รฐั มลายู จึงตกอยูํใตอ๎ ทิ ธิพลของอังกฤษเพมิ่ ขน้ึ เรอื่ ยๆ ใน พ.ศ. 2439 อังกฤษได๎รวมเประ สลังงอร๑ ปะหงั และเนกรเี ซมบลี นั เปน็ สหพันธรัฐมลายูภายใตก๎ ารปกครองขององั กฤษ นอกจากนอี้ ังกฤษยงั ได๎ครอบครองเกาะสงิ คโปร๑ และสร๎างสงิ คโปร๑เป็นศนู ยก๑ ลางการค๎าและฐานทัพ สาํ คญั ขององั กฤษเพอื่ ควบคมุ ผลประโยชน๑ในเอเชียตะวันออก • ไทย ในชวํ งเวลาเดียวกนั อังกฤษได๎เรมิ่ คุกคามไทยดว๎ ยการสงํ เฮนรี เบอร๑นี (Henry Burney) เปน็ ทูตมาเจรจาเก่ยี วกับรฐั ตํางๆ บนคาบสมทุ รมลายู ชัยชนะท่อี ังกฤษมีตอํ พมํา ทาํ ให๎ไทย ตระหนักวาํ อังกฤษมอี าํ นาจทางทหารเหนอื กวาํ ไทยจงึ ยอมรบั ข๎อเสนอขององั กฤษใน พ.ศ. 2398 องั กฤษได๎ทําสญั ญาการคา๎ ทเี่ รียกวาํ สนธสิ ัญญาเบาวร๑ ่ิง เปน็ ผลใหไ๎ ทยต๎องเสยี ผลประโยชน๑ทางการค๎า และสทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตให๎แกอํ งั กฤษ ตอํ มาประเทศตะวนั ตกอน่ื ๆ ก็ได๎ขอสทิ ธิเชนํ เดยี วกบั องั กฤษจากไทยใน พ.ศ. 2451 ไทยต๎องยอมมอบสทิ ธิท่มี เี หนือไทรบุรี ปะลสิ กลันตัน ตรงั กานู ใหแ๎ กํ องั กฤษแลกกบั อํานาจทางการศาล เพอ่ื ให๎ไทยสามารถพจิ ารณาตดั สินคดีความท่คี นในบังคบั อังกฤษ ทําผดิ ในประเทศไทยได๎ ฝรงั่ เศส • เวียดนาม เขมร และลาว ในชวํ งทศวรรษ 2360 ฝรั่งเศสพยายามติดตอํ คา๎ ขายและขอเผย แผคํ รสิ ต๑ศาสนาในเวยี ดนาม และไดโ๎ อกาสเพราะสนับสนุนพระเจา๎ ยาลอง (Gia Long) ขนึ้ ครอง อํานาจ และรวมประเทศเวียดนามเปน็ ปึกแผนํ ได๎สาํ เร็จ ทาํ ใหฝ๎ ร่งั เศสได๎รับสิทธิพเิ ศษในการเผยแผํ ครสิ ต๑ศาสนาและค๎าขายในเวยี ดนาม แตํตอํ มากษตั ริยเ๑ วียดนามไมํโปรดปรานฝรง่ั เศส และตํอต๎าน ศาสนาครสิ ตอ๑ ยาํ งรุนแรง จงึ เกิดการกระทบกระทั่งกลายเป็นสงครามซ่งึ เริม่ เมอ่ื พ.ศ. 2399 สงคราม ระหวาํ งสองฝุายดาํ เนินไปหลายปี จนกระท่ังฝรง่ั เศสสามารถยึดเวยี ดนามได๎ทงั้ ประเทศ

288 สําหรับเขมร ใน พ.ศ. 2406 ฝรั่งเศสบบี บังคับให๎เขมรเปน็ รฐั อยใํู ตอ๎ ารักขาของฝรั่งเศส และ ตอํ มาขอใหไ๎ ทยยตุ ิการอ๎างสิทธิเหนอื เขมร หลังจากน้นั ไดใ๎ ช๎วธิ ีรนุ แรงขยายอํานาจเขา๎ ไปในดินแดน ลาว ซง่ึ นาํ ไปสํูการกระทบกระทั่งกับไทยท่ปี กครองลาวในฐานะประเทศราชจนเกดิ วกิ ฤตการณ๑ รศ. 112 (พ.ศ. 2436) เป็นผลให๎ไทยตอ๎ งเสยี ดนิ แดนลาวให๎กับฝรั่งเศส เมอื่ ฝรัง่ เศสไดเ๎ วยี ดนาม เขมร และ ลาวไว๎อาํ นาจแล๎ว ฝรงั่ เศสไดร๎ วมดินแดนทั้งหมดนีเ้ ขา๎ ดว๎ ยกันเรียกวํา อินโดจีนฝรั่งเศส โดยต้งั ข๎าหลวง ใหญํทําหนา๎ ทป่ี กครองขน้ึ ตรงตํอรัฐบาลฝรัง่ เศสทก่ี รงุ ปารีส • ไทย ในสมยั รัชกาลท่ี 4 ฝรงั่ เศสเริ่มแผอํ ิทธิพลเขา๎ ไปในดินแดนประเทศราชของไทย โดยขอ เขา๎ ไปอารักขาเขมร ทางฝุายไทยต๎องยนิ ยอมแตโํ ดยดีเพราะไมอํ าจตา๎ นทานอํานาจของฝรงั่ เศสได๎ ใน สมัยรัชกาลท่ี 4 ฝรงั่ เศสไดข๎ ยายอํานาจเข๎าไปในดินแดนลาว ฝร่งั เศสใช๎วธิ ีทกุ อยาํ งทั้งวธิ กี ารเจรจา และใช๎เรอื รบมาปดิ ปากน้ําเจา๎ พระยาและคกุ คามอธิปไตยของไทยใน พ.ศ. 2436 ไทยพยายามตอํ ต๎าน ดว๎ ยการใช๎กําลังทหาร แตไํ มอํ าจตํอตา๎ นได๎ ทําให๎รฐั บาลไทยจาํ เปน็ ตอ๎ งยกดินแดนลาวทั้งหมดให๎แกํ ฝรงั่ เศส เพอ่ื รกั ษาเอกราชของชาติไว๎ ฮอลนั ดา • หมํูเกาะอินโดนีเซียใน พ.ศ. 2367 อังกฤษกับฮอลันดาได๎ตกลงแบงํ เขตอาํ นาจในนาํ นนาํ้ ของ ภมู ภิ าคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต๎ โดยฮอลนั ดายอมยกมะละกาให๎องั กฤษเพอื่ แลกกบั เมืองทําท่อี ังกฤษมี ในสมุ าตรา และตกลงกันวําอังกฤษจะไมเํ ขา๎ มายงํุ เก่ยี วกับหมเํู กาะอินโดนีเซีย สวํ นฮอลนั ดาก็ตกลงจะ ไมเํ ข๎าไปยงํุ เก่ยี วกบั คาบสมทุ รมลายู นบั เป็นการแบงํ เขตอาณานิคมในภมู ิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต๎ ของสองประเทศ เป็นผลให๎ฮอลนั ดาขยายอทิ ธิพลในบรเิ วณหมเํู กาะอินโดนีเซียไดส๎ ะดวก โดย ปราศจากการแขงํ ขันจากชาตอิ นื่ ใน พ.ศ. 2372 ฮอลนั ดาพยายามครอบครองเกาะชวาทั้งหมด หลังจากนั้นก็เริม่ ใช๎ “ระบบเพาะปลกู ” บนเกาะชวาด๎วยการบงั คบั ใหช๎ าวชวาปลูกพืชผลทตี่ นต๎องการ โดยเฉพาะกาแฟซึ่งเป็นพืชทต่ี ลาดโลกตอ๎ งการ สเปน • หมํูเกาะฟลิ ิปปนิ ส๑ สเปนยงั คงเปน็ ผป๎ู กครองหมูํเกาะฟิลิปปนิ สแ๑ ตํผ๎ูเดยี วอยูเํ ชํนเดิมโดยไมมํ ี มหาอาํ นาจอาณานิคมอืน่ เขา๎ ไปแกงํ แยํง จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2441 เกิดสงครามระหวาํ งสเปนกบั สหรัฐอเมรกิ า สเปนเป็นฝาุ ยพาํ ยแพต๎ อ๎ งทาํ สัญญายกฟิลปิ ปินส๑ใหแ๎ กสํ หรฐั อเมรกิ า เมื่อสหรัฐอเมริกา เข๎าปกครองฟิลิปปนิ สส๑ หรฐั อเมริกาไดใ๎ ชร๎ ูปแบบการปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ อตุ สาหกรรม ตาม แบบอยาํ งทส่ี หรฐั อเมรกิ าเป็นผู๎กําหนด

289 ผลกระทบและการเปลีย่ นแปลงในดินแดนอาณานคิ ม การทช่ี าวตะวนั ตกสรา๎ งลทั ธจิ ักรวรรดนิ ยิ มโดยเขา๎ ไปปกครองดินแดนอาณานิคม กอํ ใหเ๎ กิด ผลกระทบและการเปล่ยี นแปลงในดนิ แดนอาณานิคม ดังนี้ 1. ชาวตะวนั ตกประกาศใช๎กฎหมายเพ่อื เกบ็ ภาษีประชาชนอยํางรนุ แรง ยงิ่ กวําชวํ งระยะ ท่ชี าวพ้นื เมอื งปกครองกนั เอง รายได๎จากการเก็บภาษีสํวนใหญํผูป๎ กครองอาณานิคมสงํ ไปบาํ รุงความ เจรญิ รุํงเรอื งของเมอื งแมํ 2. กลุํมนายทนุ ชาวตะวนั ตกเข๎ายึดครองพื้นที่อนั อดุ มสมบรู ณ๑ และกอบโกย ทรพั ยากรธรรมชาตจิ ากดินแดนอาณานคิ ม แลว๎ นําไปแปรรูปเปน็ สนิ ค๎าอุตสาหกรรมสํงไปขายท่ัวโลก สร๎างความรํา่ รวยแกํกลํมุ นายทุนตะวนั ตก 3. ชาวตะวนั ตกบังคบั และเกณฑ๑แรงงานพื้นเมืองไปทํางานหนกั บังคับให๎ชาวพื้นเมือง ปลกู พชื ตามทีต่ ๎องการ และบังคับให๎ชาวพ้นื เมอื งขายผลติ ผลแกพํ อํ ค๎าชาติตะวันตกในราคาถกู ๆ เพื่อ ประโยชน๑ของชนช้ันปกครองและผลประโยชน๑ของบรษิ ทั ตะวันตก 4. ชาวตะวันตกได๎อพยพชาวจนี จากประเทศจนี เป็นจํานวนมาก มาทาํ งานเปน็ ลกู จ๎างใน สวนยางพาราและโรงงานอตุ สาหกรรมของชาตติ ะวันตก ชาวจีนสร๎างปญั หาพิพาทกบั ชาวพน้ื เมืองใน เวลาตํอมา 5. ชาวตะวนั ตกได๎เปล่ียนสภาพเศรษฐกจิ ของชาวพ้นื เมืองจากรปู แบบด้งั เดิมมาเปน็ แบบ ทุนนยิ ม ทาํ ให๎เกดิ กิจการอตุ สาหกรรมใหมๆํ ธนาคารและระบบการกยู๎ ืม ทาํ ให๎ชาวพ้ืนเมอื งมีหนีส้ ิน และยากจนลงกวําเดิม 6. การปกครองของชาวตะวนั ตกไดเ๎ ปลีย่ นแปลงวฒั นธรรมและคาํ นยิ มของชาวพ้ืนเมอื ง ทาํ ใหช๎ าวพืน้ เมืองหนั มารับวฒั นธรรมตะวันตกและดําเนินชวี ิตแบบฟุมเฟอื ยตามแบบตะวนั ตก 7. ชาวตะวนั ตกนาํ รปู แบบการศกึ ษาและเผยแพรํความคดิ แบบสมัยใหมํ คอื ความคดิ ใน ระบบเสรีนยิ มและประชาธิปไตยเป็นการกระตุน๎ ใหช๎ าวพน้ื เมอื งเกิดความคิด “ชาตนิ ิยม” ขึ้น ลัทธชิ าตินิยมในสหรฐั อเมริกา ลทั ธิชาตินยิ ม หมายถงึ ความคดิ และการสร๎างรปู แบบเพือ่ ใหเ๎ กดิ ความเจริญกา๎ วหนา๎ ความมี อิสระและเสรีภาพแกํประชาชน รวมไปถงึ การสร๎างความร๎สู กึ วําเป็นพวกเดียวกนั ทําใหเ๎ กิดการ รวมกลํมุ มีความคิดในการปกปอู งผลประโยชนข๑ องประชาชนและของชาติ การชน่ื ชมในวัฒนธรรม ของชาติ และท๎ายที่สุด คอื ความตอ๎ งการสร๎างเอกราชและความเจรญิ รุํงเรอื งใหแ๎ กํประเทศชาติ ความคิดชาตนิ ิยมได๎เริ่มขึ้นในหมปํู ระชาชนฟลิ ปิ ปนิ ส๑กอํ นประเทศอืน่ ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี ง ใต๎ ใน พ.ศ. 2439 สเปนลงมือปราบปรามพวกชาตินิยมฟิลปิ ปินส๑ซึง่ เรียกร๎องเอกราชจากสเปน ใน ระยะตอํ มาความคิดชาตินยิ มได๎แพรหํ ลายไปสปูํ ระชาชนในดินแดนอาณานคิ มของเอเชียตะวันออก เฉยี งใต๎


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook