Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Published by Guset User, 2022-04-16 06:47:36

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Search

Read the Text Version

390 กรรมการที่มาประชมุ เลือกกรรมการคนหน่ึงเป็นประธานในที่ประชมุ การประชมุ คณะกรรมการทกุ คราวตอ๎ งมีกรรมการมาประชมุ ไมํตํา่ กวาํ ก่งึ หน่งึ ของจาํ นวนกรรมการทงั้ หมด จงึ จะเปน็ องคป๑ ระชุม การวนิ จิ ฉัยชีข้ าดของทป่ี ระชมุ ใหถ๎ ือเสยี งขา๎ งมาก กรรมการคนหนงึ่ ให๎มีเสียงหนึ่งใน การลงคะแนน ถา๎ คะแนนเสียงเทํากัน ให๎ประธานในทป่ี ระชุมออกเสียงเพ่ิมขน้ึ อีกเสยี งหนงึ่ เป็นเสยี งชข้ี าด มาตรา ๑๔ ให๎มีคณะกรรมการเฉพาะเร่ือง ดังตํอไปน้ี (๑) คณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณา (๒) คณะกรรมการวาํ ด๎วยฉลาก คณะกรรมการเฉพาะเรอื่ ง ประกอบดว๎ ยกรรมการผูท๎ รงคุณวุฒใิ นเรื่องที่เกย่ี วข๎องตามทค่ี ณะกรรมการ แตงํ ตงั้ ขึ้น มีจํานวนไมํนอ๎ ยกวาํ เจ็ดคนแตํไมํเกนิ สิบสามคน กรรมการเฉพาะเร่อื ง อยูใํ นตําแหนํงคราวละ สองปี และให๎นํามาตรา ๑๑ วรรคสอง และมาตรา ๑๒ มาใชบ๎ งั คับโดยอนโุ ลม คณะกรรมการเฉพาะเรอื่ ง มีอํานาจและหน๎าทีต่ ามทก่ี ําหนดไวใ๎ นพระราชบญั ญตั ิน้ีและตามท่ีคณะกรรมการมอบหมาย (๓) คณะกรรมการวําด๎วยสญั ญา มาตรา ๑๕ คณะกรรมการและคณะกรรมการเฉพาะเร่ือง จะแตํงตัง้ คณะอนุกรรมการเพอ่ื พจิ ารณาหรือ ปฏบิ ัติการอยํางหนึ่งอยํางใดตามทค่ี ณะกรรมการหรอื คณะกรรมการเฉพาะเรอื่ งมอบหมายก็ได๎ มาตรา ๑๖ การประชุมของคณะกรรมการเฉพาะเรือ่ งและคณะอนกุ รรมการให๎นํามาตรา ๑๓ มาใชบ๎ งั คบั โดยอนุโลม มาตรา ๑๗ คณะกรรมการและคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอี ํานาจส่ังใหบ๎ คุ คลหน่งึ บุคคลใดสํงเอกสารหรอื ข๎อมูลท่เี กีย่ วกับเร่ืองที่มีผ๎ูร๎องทกุ ข๑หรอื เรอ่ื งอื่นใดท่ีเกี่ยวกับการคุ๎มครองสทิ ธขิ องผู๎บรโิ ภคมาพจิ ารณาได๎ ในการน้จี ะเรียกบุคคลทเ่ี ก่ียวข๎องมาช้ีแจงดว๎ ยก็ได๎ มาตรา ๑๘ ในการปฏิบัติหนา๎ ทตี่ ามพระราชบญั ญตั ิน้ี คณะกรรมการหรอื คณะกรรมการเฉพาะเรื่องต๎อง ให๎โอกาสแกํผถู๎ ูกกลาํ วหาหรือสงสัยวํากระทําการอนั เปน็ การละเมดิ สทิ ธขิ องผูบ๎ รโิ ภค เพื่อชีแ้ จงข๎อเทจ็ จรงิ และแสดงความคิดเห็นตามสมควร เว๎นแตใํ นกรณีทจี่ ําเป็นและเรงํ ดวํ น การกําหนดหรอื การออกคาํ สง่ั ใน เรอื่ งใดตามพระราชบญั ญตั ิน้ี ให๎คณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องคาํ นึงถงึ ความเสียหายทอี่ าจ เกดิ ข้นึ แกทํ ัง้ ผ๎บู ริโภคและผ๎ปู ระกอบธุรกิจ และในกรณีท่ีเหน็ สมควรคณะกรรมการหรอื คณะกรรมการ เฉพาะเรอ่ื งจะกาํ หนดเงอ่ื นไขหรอื วธิ ีการชั่วคราวในการบงั คับให๎เป็นไปตามการกาํ หนดหรือการออกคําสัง่ น้ันกไ็ ด๎ มาตรา ๑๙ ให๎จดั ตงั้ สํานกั งานคณะกรรมการคุม๎ ครองผบ๎ู ริโภคขน้ึ ในสํานกั นายกรัฐมนตรีให๎มเี ลขาธิการ คณะกรรมการคมุ๎ ครองผู๎บรโิ ภคมีอํานาจหน๎าทคี่ วบคุมดูแลโดยทัว่ ไปและรับผดิ ชอบในการปฏบิ ตั ิราชการ ของสาํ นักงานคณะกรรมการค๎มุ ครองผบู๎ ริโภค และจะให๎มีรองเลขาธิการและผู๎ชวํ ยเลขาธิการเปน็ ผูช๎ วํ ย ปฏิบตั ริ าชการดว๎ ยกไ็ ด๎

391 มาตรา ๒๐ ใหส๎ าํ นกั งานคณะกรรมการคุม๎ ครองผูบ๎ ริโภคมอี าํ นาจและหน๎าท่ีดังตอํ ไปน้ี (๑) รบั เร่ืองราวร๎องทกุ ข๑จากผบ๎ู ริโภคทไี่ ด๎รบั ความเดอื ดรอ๎ นหรอื เสยี หายอนั เนือ่ งมาจากการกระทําของผู๎ ประกอบธุรกจิ เพือ่ เสนอตํอคณะกรรมการ (๒) ตดิ ตามและสอดสํองพฤตกิ ารณข๑ องผู๎ประกอบธุรกจิ ซึ่งกระทําการใดๆ อันมลี ักษณะเปน็ การละเมดิ สิทธิของผ๎บู รโิ ภค และจัดใหม๎ กี ารทดสอบหรือพสิ จู นส๑ ินค๎าหรือบรกิ ารใดๆ ตามทเ่ี หน็ สมควรและจาํ เปน็ เพอื่ คมุ๎ ครองสิทธขิ องผ๎ูบรโิ ภค (๓) สนบั สนนุ หรอื ทาํ การศกึ ษา วจิ ยั ปญั หาเกย่ี วกับการคุม๎ ครองผ๎ูบรโิ ภครํวมกับสถาบันการศกึ ษาและ หนวํ ยงานอื่น (๔) สํงเสรมิ และสนับสนุนใหม๎ ีการศกึ ษาแกํผบู๎ รโิ ภคในทกุ ระดบั การศึกษาเกยี่ วกบั ความปลอดภัยและ อนั ตรายท่อี าจได๎รบั จากสินคา๎ หรือบรกิ าร (๕) ดาํ เนินการเผยแพรวํ ิชาการ และให๎ความร๎แู ละการศึกษาแกผํ ๎ูบริโภคเพื่อสร๎างนสิ ยั ในการบริโภคท่เี ปน็ การสงํ เสริมพลานามยั ประหยัด และใชท๎ รพั ยากรของชาติให๎เปน็ ประโยชน๑มากที่สดุ (๖) ประสานงานกับสวํ นราชการหรอื หนวํ ยงานของรฐั ที่มอี าํ นาจหน๎าทเ่ี กี่ยวกบั การควบคุม สงํ เสริม หรอื กําหนดมาตรฐานของสนิ คา๎ หรือบรกิ าร (๗) ปฏบิ ตั กิ ารอนื่ ใดตามท่คี ณะกรรมการหรือคณะกรรมการเฉพาะเรื่องมอบหมาย หมวด ๒ การค๎มุ ครองผบ๎ู รโิ ภค มาตรา ๒๑ ในกรณีทกี่ ฎหมายวําด๎วยการใดได๎บัญญัตเิ รอื่ งใดไวโ๎ ดยเฉพาะแลว๎ ใหบ๎ งั คบั ตามบทบญั ญตั ิ แหงํ กฎหมายวําดว๎ ยการน้นั และให๎นําบทบญั ญตั ิในหมวดนไ้ี ปใชบ๎ งั คบั ได๎เทาํ ที่ไมซํ ํ้าหรอื ขดั กบั บทบัญญตั ิ ดงั กลําว เวน๎ แตํ (๑) ในกรณที มี่ คี วามจาํ เป็นเพ่อื ประโยชนแ๑ กํผ๎ูบริโภคเป็นสวํ นรวม หากปรากฏวาํ เจา๎ หนา๎ ท่ผี ๎ูมอี ํานาจตาม กฎหมายดงั กลําวยังมิไดม๎ ีการดําเนินการหรือดําเนนิ การยังไมคํ รบข้นั ตอนตามกฎหมายวาํ ด๎วยการนนั้ และมไิ ดอ๎ อกคาํ สัง่ เกยี่ วกับการคมุ๎ ครองผู๎บรโิ ภคตามกฎหมายดงั กลําวภายในเก๎าสิบวันนบั แตํวนั ท่ไี ดร๎ บั หนงั สอื แจง๎ จากคณะกรรมการเฉพาะเรอื่ งหรอื คณะกรรมการ ใหค๎ ณะกรรมการเฉพาะเรอ่ื งหรือ คณะกรรมการเสนอเรอื่ งใหน๎ ายกรัฐมนตรีพจิ ารณาออกคาํ ส่งั ตามความในหมวดนี้ได๎ (๒) ในกรณตี าม (๑) ถ๎ามีความจาํ เป็นเรํงดวํ นอนั มอิ าจปลอํ ยใหเ๎ นิน่ ช๎าตอํ ไปไดใ๎ หค๎ ณะกรรมการเฉพาะ เรื่องหรือคณะกรรมการเสนอเร่ืองให๎นายกรฐั มนตรพี จิ ารณาออกคาํ สงั่ ตามความในหมวดนไ้ี ดโ๎ ดยไมํต๎องมี

392 หนงั สอื แจ๎งหรอื รอให๎ครบกาํ หนดเก๎าสบิ วนั ตามเงอ่ื นไขใน (๑) ในกรณที ่กี ฎหมายดงั กลําวมิไดม๎ ี บทบญั ญตั ิให๎อํานาจแกเํ จ๎าหน๎าท่ีผูม๎ อี ํานาจตามกฎหมายออกคําสั่งเกย่ี วกบั การคม๎ุ ครองผ๎บู ริโภคตามที่ บัญญัติในหมวดนี้ ให๎คณะกรรมการเฉพาะเร่อื งมอี าํ นาจออกคําส่ังตามความในหมวดนี้ เวน๎ แตํในกรณที ่ี กฎหมายดงั กลาํ วมเี จ๎าหน๎าทผ่ี ๎ูมอี ํานาจตามกฎหมายอยูแํ ล๎วคณะกรรมการอาจมอบอาํ นาจใหเ๎ จา๎ หน๎าทีผ่ ูม๎ ี อํานาจตามกฎหมายวาํ ด๎วยการน้ันๆ ใช๎อาํ นาจตามพระราชบญั ญัตินแ้ี ทนคณะกรรมการเฉพาะเรอื่ งไดก๎ าร มอบอํานาจให๎เจ๎าหน๎าทผ่ี ู๎มีอํานาจตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยการน้นั ๆ ตามวรรคสอง ให๎ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา สวํ นท่ี ๑ การค๎ุมครองผบ๎ู ริโภคในด๎านการโฆษณา มาตรา ๒๒ การโฆษณาจะตอ๎ งไมใํ ชข๎ ๎อความท่ีเปน็ การไมเํ ป็นธรรมตอํ ผบ๎ู ริโภคหรือใช๎ข๎อความที่อาจ กอํ ใหเ๎ กิดผลเสียตํอสงั คมเปน็ สวํ นรวม ทัง้ น้ี ไมํวําข๎อความดังกลําวนั้นจะเป็นขอ๎ ความทเ่ี ก่ยี วกบั แหลํงกาํ เนดิ สภาพ คณุ ภาพหรอื ลักษณะของสนิ ค๎าหรือบริการ ตลอดจนการสงํ มอบ การจัดหา หรอื การ ใช๎สนิ ค๎าหรอื บริการ ข๎อความดงั ตํอไปนี้ ถือวําเปน็ ข๎อความท่ีเป็นการไมเํ ป็นธรรมตํอผูบ๎ ริโภคหรือเปน็ ข๎อความท่อี าจกํอให๎เกิดผลเสยี ตํอสงั คมเปน็ สวํ นรวม (๑) ขอ๎ ความทเี่ ป็นเท็จหรอื เกินความจริง (๒) ขอ๎ ความทีจ่ ะกํอใหเ๎ กิดความเข๎าใจผิดในสาระสําคญั เกีย่ วกบั สนิ ค๎าหรือบรกิ ารไมวํ าํ จะกระทําโดยใช๎ หรืออ๎างอิงรายงานทางวชิ าการสถิติ หรอื สิง่ ใดส่งิ หน่ึงอนั ไมํเปน็ ความจริงหรอื เกินความจริง หรอื ไมกํ ็ตาม (๓) ข๎อความทเ่ี ป็นการสนบั สนุนโดยตรงหรอื โดยอ๎อมใหม๎ ีการกระทาํ ผดิ กฎหมายหรือศีลธรรม หรือนาํ ไปสูํ ความเส่อื มเสียในวัฒนธรรมของชาติ (๔) ข๎อความทีจ่ ะทําให๎เกดิ ความแตกแยกหรอื เส่อื มเสยี ความสามัคคใี นหมปํู ระชาชน (๕) ข๎อความอยํางอ่นื ตามทีก่ าํ หนดในกฎกระทรวง ข๎อความที่ใชใ๎ นการโฆษณาท่ีบุคคลทวั่ ไปสามารถรไ๎ู ดว๎ ําเป็นขอ๎ ความทไ่ี มํอาจเปน็ ความจริงได๎โดยแนํแท๎ ไมเํ ป็นขอ๎ ความทตี่ อ๎ งหา๎ มในการโฆษณาตาม (๑) มาตรา ๒๓ การโฆษณาจะต๎องไมํกระทาํ ด๎วยวธิ กี ารอนั อาจเปน็ อนั ตรายตอํ สขุ ภาพ ราํ งกายหรือจติ ใจ หรอื อันอาจกอํ ใหเ๎ กิดความรําคาญแกํผบ๎ู รโิ ภค ทง้ั น้ี ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๒๔ ในกรณที ี่คณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาเหน็ วาํ สินคา๎ ใดอาจเปน็ อันตรายแกํผบ๎ู ริโภคและ คณะกรรมการวําด๎วยฉลากไดก๎ าํ หนดให๎สนิ คา๎ นนั้ เปน็ สนิ ค๎าท่คี วบคุมฉลากตามมาตรา ๓๐ ให๎ คณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณามอี ํานาจออกคาํ สง่ั ดังตํอไปน้ี (๑) กําหนดใหก๎ ารโฆษณาน้ันตอ๎ งกระทาํ ไปพรอ๎ มกับคําแนะนาํ หรอื คําเตอื นเกี่ยวกับวิธใี ชห๎ รอื อันตราย

393 ตามเงือ่ นไขท่ีคณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณากําหนด ทง้ั นี้ โดยคณะกรรมการวาํ ด๎วยการโฆษณาจะ กาํ หนดเงื่อนไขใหแ๎ ตกตาํ งกันสาํ หรับการโฆษณาทใ่ี ชส๎ ื่อโฆษณาตาํ งกนั กไ็ ด๎ (๒) จํากดั การใช๎สอื่ โฆษณาสําหรบั สินค๎านั้น (๓) หา๎ มการโฆษณาสินคา๎ นนั้ ความใน (๒) และ (๓) ให๎นาํ มาใช๎บงั คบั แกํการโฆษณาที่คณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณาเห็นวําการใช๎ หรอื ประโยชนข๑ องสนิ ค๎านั้นขัดตํอนโยบายทางสงั คมศลี ธรรมหรอื วัฒนธรรมของชาติดว๎ ย มาตรา ๒๕ ในกรณีทคี่ ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาเห็นวําสนิ ค๎าหรือบรกิ ารใดผู๎บริโภคจาํ เป็นตอ๎ ง ทราบขอ๎ เทจ็ จริงเก่ียวกบั สภาพ ฐานะ และรายละเอียดอยาํ งอ่ืนเก่ียวกับผู๎ประกอบธุรกจิ ดว๎ ย คณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณามีอาํ นาจกําหนดใหก๎ ารโฆษณาสนิ ค๎าหรือบริการนน้ั ต๎องให๎ขอ๎ เทจ็ จรงิ ดังกลาํ วตามท่ีคณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณากาํ หนดได๎ มาตรา ๒๖ ในกรณที ค่ี ณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณาเหน็ วําข๎อความในการโฆษณาโดยทางส่อื โฆษณาใด สมควรแจ๎งใหผ๎ ู๎บริโภคทราบวําข๎อความนนั้ เปน็ ข๎อความทีม่ คี วามมงุํ หมายเพ่ือการโฆษณา คณะกรรมการ วาํ ด๎วยการโฆษณามีอาํ นาจกําหนดใหก๎ ารโฆษณาโดยทางสอื่ โฆษณานน้ั ต๎องมถี ๎อยคําชแี้ จงกํากับให๎ ประชาชนทราบวําขอ๎ ความดังกลําวเปน็ การโฆษณาได๎ ท้ังนี้ คณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาจะกําหนด เงือ่ นไขอยาํ งใดให๎ต๎องปฏบิ ตั ิดว๎ ยก็ได๎ มาตรา ๒๗ ในกรณที ีค่ ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาเห็นวําการโฆษณาใดฝาุ ฝนื มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ (๑) หรอื มาตรา ๒๕ ให๎คณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณามอี าํ นาจออกคาํ สั่งอยํางใดอยํางหนึง่ หรอื หลายอยํางดังตํอไปน้ี (๑) ใหแ๎ กไ๎ ขข๎อความหรอื วธิ กี ารในการโฆษณา (๒) หา๎ มการใช๎ขอ๎ ความบางอยาํ งท่ีปรากฏในการโฆษณา (๓) หา๎ มการโฆษณาหรือห๎ามใชว๎ ธิ ีการนัน้ ในการโฆษณา (๔) ใหโ๎ ฆษณาเพอ่ื แก๎ไขความเข๎าใจผิดของผ๎บู ริโภคทอี่ าจเกดิ ข้นึ แลว๎ ตามหลกั เกณฑ๑และวิธกี ารท่ี คณะกรรมการวาํ ด๎วยการโฆษณากําหนดในการออกคาํ สง่ั ตาม (๔) ให๎คณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณา กาํ หนดหลักเกณฑ๑และวิธกี าร โดยคํานึงถงึ ประโยชน๑ของผบู๎ ริโภคประกอบกับความสุจรติ ใจในการกระทํา ของผู๎กระทําการโฆษณา มาตรา ๒๘ ในกรณีท่คี ณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณามีเหตุอันควรสงสัยวําขอ๎ ความใดทใี่ ช๎ในการโฆษณา เป็นเทจ็ หรอื เกินความจริงตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง (๑) ให๎คณะกรรมการวาํ ด๎วยการโฆษณามอี าํ นาจออก คาํ สง่ั ให๎ผ๎กู ระทาํ การโฆษณาพิสจู น๑เพอื่ แสดงความจรงิ ไดใ๎ นกรณที ่ผี ู๎กระทําการโฆษณาอ๎างรายงานทาง วิชาการ ผลการวิจยั สถิตกิ ารรบั รองของสถาบนั หรอื บุคคลอืน่ ใด หรือยืนยันขอ๎ เทจ็ จรงิ อนั ใดอนั หนง่ึ ใน การโฆษณา ถา๎ ผ๎ูกระทําการโฆษณาไมํสามารถพิสจู น๑ไดว๎ าํ ขอ๎ ความทีใ่ ชใ๎ นการโฆษณาเปน็ ความจริงตามที่

394 กลําวอา๎ ง ให๎คณะกรรมการวาํ ด๎วยการโฆษณามอี าํ นาจออกคาํ สง่ั ตามมาตรา ๒๗ ได๎ และใหถ๎ ือวําผู๎กระทํา การโฆษณารูห๎ รือควรไดร๎ ๎ูวําข๎อความนัน้ เป็นความเท็จ มาตรา ๒๙ ผป๎ู ระกอบธุรกจิ ผใ๎ู ดสงสัยวําการโฆษณาของตนจะเปน็ การฝาุ ฝืนหรอื ไมเํ ปน็ ไปตาม พระราชบญั ญัตินี้ ผ๎ปู ระกอบธรุ กจิ ผ๎นู ้นั อาจขอใหค๎ ณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณาพิจารณาให๎ความเหน็ ในเร่อื งนัน้ กํอนทําการโฆษณาได๎ ในกรณีน้คี ณะกรรมการวาํ ด๎วยการโฆษณาจะต๎องใหค๎ วามเหน็ และแจง๎ ใหผ๎ ขู๎ อทราบภายในสามสิบวนั นับแตํวนั ท่คี ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาไดร๎ บั คําขอ ถ๎าไมแํ จ๎งภายใน กําหนดระยะเวลาดงั กลําว ใหถ๎ อื วาํ คณะกรรมการวาํ ดว๎ ยการโฆษณาให๎ความเห็นชอบแล๎วการขอ ความเห็นและคาํ ปวุ ยการในการใหค๎ วามเหน็ ใหเ๎ ป็นไปตามระเบียบทค่ี ณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณา กําหนด คําปวุ ยการทไี่ ดร๎ ับใหน๎ ําสงํ คลังเปน็ รายได๎แผํนดนิ การใหค๎ วามเห็นของคณะกรรมการวําดว๎ ยการ โฆษณาตามวรรคหนึ่ง ไมํถอื วําเปน็ การตดั อาํ นาจของคณะกรรมการวําดว๎ ยการโฆษณาทจี่ ะพิจารณา วนิ จิ ฉัยใหมํเป็นอยาํ งอื่นเม่ือมีเหตอุ นั สมควรการใดท่ไี ด๎กระทาํ ไปตามความเห็นของคณะกรรมการวําด๎วย การโฆษณาท่ีให๎ตามวรรคหนงึ่ มิให๎ถอื วําการกระทํานัน้ เปน็ ความผดิ ทางอาญา สวํ นท่ี ๒ การคมุ๎ ครองผ๎บู รโิ ภคในดา๎ นฉลาก มาตรา ๓๐ ใหส๎ นิ คา๎ ทผี่ ลิตเพอ่ื ขายโดยโรงงานตามกฎหมายวําด๎วยโรงงานและสนิ ค๎าท่สี ่งั หรือนําเขา๎ มาใน ราชอาณาจักรเพอื่ ขายเปน็ สินค๎าทีค่ วบคุมฉลาก ความในวรรคหน่งึ ไมใํ ช๎บังคับกับสนิ ค๎าทีค่ ณะกรรมการวาํ ด๎วยฉลากกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณที ่ปี รากฏวํามีสินค๎าที่อาจกอํ ใหเ๎ กิดอันตรายแกํ สขุ ภาพ ราํ งกาย หรอื จติ ใจ เนื่องในการใช๎สินคา๎ หรอื โดยสภาพของสนิ คา๎ น้นั หรือมสี ินคา๎ ทปี่ ระชาชน ท่วั ไปใช๎เป็นประจํา ซงึ่ การกาํ หนดฉลากของสนิ คา๎ น้ันจะเป็นประโยชน๑แกํผ๎บู ริโภคในการทจ่ี ะทราบ ข๎อเท็จจรงิ ในสาระสําคัญเก่ียวกบั สินค๎านั้นแตํสินคา๎ ดังกลําวไมํเป็นสินคา๎ ท่ีควบคุมฉลากตามวรรคหนง่ึ ให๎ คณะกรรมการวําด๎วยฉลากมอี ํานาจกําหนดให๎สนิ คา๎ นั้นเปน็ สินคา๎ ที่ควบคุมฉลากได๎ โดยประกาศในราช กจิ จานุเบกษา มาตรา ๓๑ ฉลากของสินคา๎ ทคี่ วบคุมฉลาก จะต๎องมีลกั ษณะดังตอํ ไปน้ี (๑) ใชข๎ ๎อความทต่ี รงตอํ ความจริงและไมํมขี ๎อความทอ่ี าจกํอให๎เกิดความเข๎าใจผิดในสาระสําคญั เกี่ยวกับ สนิ คา๎ (๒) ตอ๎ งระบุข๎อความดังตอํ ไปนี้ (ก) ชอ่ื หรือเคร่อื งหมายการค๎าของผผ๎ู ลิตหรือของผน๎ู ําเขา๎ เพ่ือขายแลว๎ แตํกรณี (ข) สถานท่ีผลติ หรือสถานท่ปี ระกอบธุรกิจนาํ เข๎า แล๎วแตํกรณี (ค) ระบุข๎อความทีแ่ สดงให๎เขา๎ ใจไดว๎ าํ สินคา๎ น้ันคอื อะไร ในกรณีทเ่ี ปน็ สินค๎านําเขา๎ ให๎ระบชุ ือ่ ประเทศที่

395 ผลิตดว๎ ย (๓) ตอ๎ งระบุข๎อความอนั จาํ เปน็ ไดแ๎ กํ ราคา ปรมิ าณ วิธีใช๎ ข๎อแนะนาํ คําเตือน วัน เดอื น ปที ่ีหมดอายุใน กรณีเปน็ สนิ คา๎ ท่หี มดอายุได๎ หรือกรณีอ่นื เพ่ือคุ๎มครองสิทธขิ องผูบ๎ ริโภค ทง้ั นี้ ตามหลักเกณฑ๑และเงอ่ื นไข ท่คี ณะกรรมการวําดว๎ ยฉลากกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให๎ผปู๎ ระกอบธรุ กจิ ซึง่ เปน็ ผผู๎ ลิต เพ่ือขายหรอื ผูส๎ งั่ หรอื ผูน๎ าํ เข๎ามาในราชอาณาจกั ร เพ่ือขายซง่ึ สนิ คา๎ ท่คี วบคุมฉลาก แล๎วแตํกรณี เปน็ ผู๎จดั ทาํ ฉลากกอํ นขายและฉลากน้ันต๎องมขี ๎อความดงั กลาํ วในวรรคหนึง่ ในการน้ี ขอ๎ ความตามวรรคหนึง่ (๒) และ (๓) ตอ๎ งจดั ทาํ ตามหลกั เกณฑ๑และวิธกี ารทค่ี ณะกรรมการวําด๎วยฉลากกําหนด โดยประกาศใน ราชกจิ จานเุ บกษา มาตรา ๓๒ การกําหนดข๎อความของฉลากตามมาตรา ๓๐ ตอ๎ งไมเํ ปน็ การบงั คับใหผ๎ ๎ปู ระกอบธุรกิจตอ๎ ง เปดิ เผยความลับทางการผลิต เว๎นแตํข๎อความดังกลําวจะเป็นสง่ิ จําเป็นที่เก่ียวกบั สุขภาพอนามัยและความ ปลอดภยั ของผบู๎ ริโภค มาตรา ๓๓ เมือ่ คณะกรรมการวําดว๎ ยฉลากเห็นวาํ ฉลากใดไมํเป็นไปตามมาตรา ๓๑ คณะกรรมการวําด๎วย ฉลากมอี าํ นาจส่งั ให๎ผู๎ประกอบธรุ กิจเลิกใชฉ๎ ลากดังกลําวหรอื ดาํ เนนิ การแก๎ไขฉลากนัน้ ใหถ๎ ูกตอ๎ ง มาตรา ๓๔ ผ๎ูประกอบธรุ กจิ ผใู๎ ดสงสยั วาํ ฉลากของตนจะเป็นการฝุาฝนื หรือไมํเป็นไปตามมาตรา ๓๑ ผ๎ู ประกอบธรุ กิจผ๎นู ัน้ อาจขอให๎คณะกรรมการวาํ ด๎วยฉลากพจิ ารณาใหค๎ วามเหน็ ในฉลากนน้ั กํอนได๎ ในกรณี นใี้ ห๎นาํ มาตรา ๒๙ มาใช๎บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๓๕ เพอ่ื ประโยชน๑ในการควบคมุ และการตรวจสอบการประกอบธรุ กจิ เกย่ี วกบั สินค๎าที่ควบคมุ ฉลาก รฐั มนตรีมอี าํ นาจประกาศในราชกจิ จานเุ บกษากําหนดใหผ๎ ป๎ู ระกอบธุรกจิ ในสินคา๎ ดังกลาํ วตอ๎ ง จดั ทาํ และเกบ็ รกั ษาบญั ชเี อกสารและหลกั ฐานเพือ่ ให๎นักงานเจ๎าหนา๎ ท่ีทําการตรวจสอบได๎ วธิ ีจัดทําและเก็บรักษาบัญชี เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่งให๎เปน็ ไปตามทกี่ าํ หนดในกฎกระทรวง สํวนที่ ๒ ทวิ การค๎ุมครองผ๎ูบรโิ ภคในดา๎ นสัญญา มาตรา ๓๕ ทวิ ในการประกอบธรุ กจิ ขายสินค๎าหรอื ให๎บริการใด ถ๎าสัญญาซอ้ื ขายหรือสญั ญาให๎บรกิ ารนน้ั มกี ฎหมายกาํ หนดใหต๎ ๎องทําเปน็ หนงั สอื หรือทต่ี ามปกตปิ ระเพณีทาํ เป็นหนงั สือ คณะกรรมการวําด๎วย สญั ญามีอาํ นาจกาํ หนดให๎การประกอบธุรกิจขายสนิ คา๎ หรือใหบ๎ ริการนัน้ เปน็ ธุรกิจทคี่ วบคมุ สญั ญาได๎ ในการประกอบธุรกิจทีค่ วบคุมสัญญา สญั ญาทผ่ี ู๎ประกอบธุรกจิ ทาํ กบั ผบู๎ รโิ ภคจะต๎องมีลักษณะดงั ตํอไปนี้ (๑) ใช๎ข๎อสญั ญาที่จาํ เป็นซ่ึงหากมไิ ด๎ใช๎ขอ๎ สญั ญาเชํนนน้ั จะทาํ ใหผ๎ บู๎ รโิ ภคเสยี เปรยี บผป๎ู ระกอบธรุ กจิ เกิน สมควร (๒) หา๎ มใช๎ขอ๎ สญั ญาที่ไมํเป็นธรรมตํอผ๎ูบรโิ ภค ทงั้ นี้ ตามหลักเกณฑ๑ เงอ่ื นไข และรายละเอียดที่

396 คณะกรรมการวําดว๎ ยสัญญากําหนด และเพือ่ ประโยชน๑ของผบู๎ ริโภคเป็นสวํ นรวม คณะกรรมการวําด๎วย สัญญาจะให๎ผูป๎ ระกอบธุรกิจจัดทาํ สญั ญาตามแบบทคี่ ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยสญั ญากําหนดกไ็ ด๎ การกาํ หนด ตามวรรคหนงึ่ และวรรคสอง ใหเ๎ ป็นไปตามหลักเกณฑ๑และวธิ ีการทกี่ ําหนดโดยพระราชกฤษฎกี า มาตรา ๓๕ ตรี เมือ่ คณะกรรมการวาํ ด๎วยสญั ญากําหนดใหส๎ ัญญาของการประกอบธุรกิจที่ควบคมุ สญั ญา ต๎องใช๎ขอ๎ สญั ญาใด หรือตอ๎ งใชข๎ อ๎ สญั ญาใดโดยมเี ง่อื นไขในการใช๎ข๎อสัญญานน้ั ดว๎ ยตามมาตรา ๓๕ ทวิ แลว๎ ถ๎าสัญญาน้นั ไมใํ ช๎ขอ๎ สญั ญาดังกลาํ วหรอื ใชข๎ ๎อสญั ญาดังกลําวแตํไมํเป็นไปตามเง่อื นไข ให๎ถือวํา สญั ญานน้ั ใช๎ขอ๎ สญั ญาดังกลาํ วหรอื ใช๎ขอ๎ สัญญาดังกลําวตามเง่อื นไขนนั้ แล๎วแตํกรณี มาตรา ๓๕ จตั วา เมอื่ คณะกรรมการวําดว๎ ยสัญญากาํ หนดใหส๎ ัญญาของการประกอบธรุ กิจทค่ี วบคมุ สญั ญาตอ๎ งไมใํ ชข๎ อ๎ สัญญาใดตามมาตรา ๓๕ ทวิ แล๎ว ถา๎ สญั ญาน้ันใชข๎ อ๎ สัญญาดงั กลาํ ว ให๎ถอื วําสญั ญา นน้ั ไมมํ ีข๎อสญั ญาเชํนวําน้นั มาตรา ๓๕ เบญจ คณะกรรมการวาํ ด๎วยสัญญามอี าํ นาจกําหนดให๎การประกอบธุรกิจขายสนิ ค๎าหรือ ใหบ๎ รกิ ารอยาํ งใดอยํางหน่งึ เป็นธรุ กิจท่ีควบคุมรายการในหลักฐานการรบั เงินไดใ๎ นการประกอบธุรกิจที่ ควบคุมรายการในหลักฐานการรบั เงิน หลักฐานการรบั เงินจะต๎องมลี กั ษณะ ดงั ตํอไปน้ี (๑) มรี ายการและใชข๎ ๎อความทจ่ี ําเป็น ซ่งึ หากมิได๎มรี ายการหรือมไิ ดใ๎ ชข๎ ๎อความเชนํ นั้นจะทาํ ใหผ๎ บ๎ู ริโภค เสยี เปรยี บผู๎ประกอบธุรกจิ เกินสมควร (๒) หา๎ มใช๎ขอ๎ ความท่ไี มเํ ปน็ ธรรมตอํ ผูบ๎ รโิ ภค ทั้งน้ี ตามหลักเกณฑ๑ เงื่อนไข และรายละเอียดท่คี ณะกรรมการวําด๎วยสญั ญากําหนด การกําหนดตาม วรรคหนงึ่ และวรรคสอง ให๎เป็นไปตามหลกั เกณฑแ๑ ละวิธกี ารที่กาํ หนดโดยพระราชกฤษฎกี า มาตรา ๓๕ ฉ เมื่อคณะกรรมการวําดว๎ ยสัญญากําหนดใหห๎ ลกั ฐานการรับเงนิ ของการประกอบธรุ กิจท่ี ควบคมุ รายการในหลกั ฐานการรบั เงินตอ๎ งใชข๎ อ๎ ความใด หรือตอ๎ งใช๎ข๎อความใด โดยมีเง่อื นไขในการใช๎ ข๎อความน้ันด๎วย หรือต๎องไมใํ ช๎ข๎อความใดตามมาตรา ๓๕ เบญจ แลว๎ ใหน๎ ํามาตรา ๓๕ ตรี และมาตรา ๓๕ จตั วา มาใช๎บงั คับแกํหลักฐานการรบั เงินดงั กลาํ วโดยอนุโลม มาตรา ๓๕ สตั ต ในกรณที ีผ่ ูป๎ ระกอบธุรกิจขายสนิ ค๎าหรือใหบ๎ ริการโดยใหค๎ าํ มัน่ วาํ จะทาํ สัญญารบั ประกนั ใหไ๎ วแ๎ กํผู๎บรโิ ภค สญั ญาดังกลาํ วต๎องทาํ เป็นหนังสือลงลายมอื ช่อื ของผป๎ู ระกอบธรุ กิจหรอื ผ๎แู ทน และต๎อง สงํ มอบสญั ญาน้นั แกํผูบ๎ ริโภคพรอ๎ มกับการสงํ มอบสนิ ค๎าหรอื ให๎บริการ ถา๎ สัญญาตามวรรคหนง่ึ ทําเป็น ภาษาตํางประเทศตอ๎ งมีคาํ แปลภาษาไทยกาํ กบั ไวด๎ ว๎ ย มาตรา ๓๕ อัฏฐ ผปู๎ ระกอบธรุ กิจมหี นา๎ ท่สี งํ มอบสญั ญาท่มี ขี อ๎ สัญญาหรอื มขี ๎อสญั ญาและแบบถูกตอ๎ ง ตามมาตรา ๓๕ ทวิ หรือสงํ มอบหลกั ฐานการรับเงินท่มี รี ายการและข๎อความถกู ต๎องตามมาตรา ๓๕ เบญจ ให๎แกผํ ๎ูบรโิ ภคภายในระยะเวลาท่เี ปน็ ทางปฏิบตั ิตามปกตสิ าํ หรบั การประกอบธุรกจิ ประเภทนัน้ ๆ หรือ ภายในระยะเวลาทคี่ ณะกรรมการวาํ ด๎วยสญั ญากาํ หนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา สุดแตํ

397 ระยะเวลาใดจะถึงกอํ น มาตรา ๓๕ นว ผ๎ปู ระกอบธรุ กิจผูใ๎ ดสงสัยวาํ แบบสัญญาหรอื แบบหลักฐานการรบั เงนิ ของตนจะเปน็ การฝุา ฝนื หรือไมํเปน็ ไปตามพระราชบัญญัตนิ ้ี ผปู๎ ระกอบธรุ กจิ ผน๎ู ั้นอาจขอใหค๎ ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยสญั ญาให๎ ความเหน็ ในแบบสญั ญาหรอื แบบหลกั ฐานการรบั เงินนัน้ กอํ นได๎ ในกรณนี ใ้ี ห๎นํามาตรา ๒๙ มาใช๎บงั คับ โดยอนโุ ลม สวํ นท่ี ๓ การค๎ุมครองผู๎บรโิ ภคโดยประการอื่น มาตรา ๓๖ เมื่อมเี หตอุ ันควรสงสัยวาํ สินคา๎ ใด อาจเปน็ อันตรายแกผํ ๎บู ริโภค คณะกรรมการอาจสัง่ ให๎ผ๎ู ประกอบธรุ กจิ ดําเนนิ การทดสอบหรือพสิ ูจน๑สินคา๎ นัน้ ได๎ ถา๎ ผู๎ประกอบธุรกจิ ไมดํ าํ เนนิ การทดสอบหรอื พิสูจนส๑ นิ ค๎าหรือดาํ เนินการลําช๎าโดยไมมํ เี หตุผลอันสมควร คณะกรรมการจะจัดให๎มกี ารพิสจู นโ๑ ดยผ๎ู ประกอบธุรกจิ เปน็ ผ๎ูเสียคาํ ใชจ๎ ํายกไ็ ด๎ ถ๎าผลจากการทดสอบหรือพสิ ูจนป๑ รากฏวาํ สินค๎านน้ั อาจเปน็ อนั ตรายแกผํ บู๎ รโิ ภค และกรณีไมํอาจปอู งกนั อันตรายท่จี ะเกิดจากสนิ ค๎าน้ันได๎โดยการกาํ หนดฉลากตาม มาตรา ๓๐ หรอื ตามกฎหมายอน่ื ให๎คณะกรรมการมีอาํ นาจส่งั ห๎ามขายสนิ คา๎ น้นั และถา๎ เห็นสมควรจะสัง่ ให๎ผ๎ูประกอบธุรกิจเปล่ียนแปลงสนิ ค๎านัน้ ภายใตเ๎ ง่อื นไขตามทค่ี ณะกรรมการกําหนดกไ็ ด๎ ในกรณที ีส่ นิ ค๎า นนั้ ไมํสามารถเปลย่ี นแปลงได๎หรือเป็นทสี่ งสยั วาํ ผปู๎ ระกอบธรุ กิจจะเกบ็ สนิ คา๎ นัน้ ไวเ๎ พอ่ื ขายตํอไป คณะกรรมการมีอํานาจส่งั ให๎ผ๎ปู ระกอบธุรกิจทาํ ลายหรอื จะจัดให๎มกี ารทาํ ลายโดยผ๎ปู ระกอบธุรกจิ เปน็ ผ๎ู เสียคําใชจ๎ าํ ยกไ็ ด๎ ในกรณีจาํ เปน็ และเรํงดํวน ถ๎าคณะกรรมการมีเหตทุ น่ี ําเช่ือวาํ สนิ คา๎ ใดอาจเปน็ อันตราย แกํผู๎บริโภค ให๎คณะกรรมการมีอาํ นาจสั่งห๎ามขายสินค๎าน้ันเปน็ การชั่วคราวจนกวําจะได๎มีการทดสอบหรอื พิสูจนส๑ ินค๎าตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง การสงั่ หา๎ มขายสนิ ค๎าตามวรรคสองและวรรคสาม ให๎ประกาศใน ราชกจิ จานุเบกษา มาตรา ๓๗ (ยกเลิกโดยพระราชบัญญัตคิ ุ๎มครองผู๎บริโภค (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑) มาตรา ๓๘ (ยกเลิกโดยพระราชบัญญตั คิ ๎มุ ครองผู๎บรโิ ภค (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑) มาตรา ๓๙ ในกรณีทคี่ ณะกรรมการเหน็ สมควรเขา๎ ดาํ เนินคดีเกย่ี วกบั การละเมดิ สิทธิของผูบ๎ ริโภค หรือ เม่อื ได๎รับคําร๎องขอจากผบู๎ ริโภคที่ถกู ละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเหน็ วําการดําเนนิ คดีนน้ั จะเปน็ ประโยชน๑แกผํ ูบ๎ ริโภคเป็นสวํ นรวม คณะกรรมการมีอาํ นาจแตํงต้ังพนกั งานอยั การโดยความเห็นชอบของ อธบิ ดีกรมอยั การ หรือขา๎ ราชการในสํานักงานคณะกรรมการคุ๎มครองผบู๎ ริโภคซ่งึ มคี ุณวุฒิไมํตํา่ กวาํ ปรญิ ญาตรีทางนิตศิ าสตร๑ เป็นเจ๎าหนา๎ ทคี่ ๎มุ ครองผบ๎ู ริโภคเพ่อื ใหม๎ หี นา๎ ท่ดี ําเนินคดีแพงํ และคดีอาญาแกํ ผู๎กระทําการละเมดิ สทิ ธิของผบ๎ู ริโภคในศาล และเมอื่ คณะกรรมการไดแ๎ จ๎งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพอื่ แจ๎ง ใหศ๎ าลทราบแล๎ว ให๎เจ๎าหนา๎ ที่คม๎ุ ครองผบ๎ู รโิ ภคมีอาํ นาจดําเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได๎ ใน

398 การดาํ เนนิ คดีในศาล ใหเ๎ จา๎ หนา๎ ทค่ี ๎ุมครองผู๎บริโภคมอี ํานาจฟูองเรียกทรพั ย๑สิน หรอื คําเสียหายให๎แกํ ผบ๎ู ริโภคทร่ี อ๎ งขอไดด๎ ๎วย และในการน้ใี ห๎ไดร๎ ับยกเว๎นคําฤชาธรรมเนยี มท้ังปวง มาตรา ๔๐ สมาคมใดมีวตั ถปุ ระสงคใ๑ นการคมุ๎ ครองผบ๎ู รโิ ภคหรอื ตํอต๎านการแขํงขันอันไมเํ ปน็ ธรรมทาง การค๎า และข๎อบงั คับของสมาคมดงั กลาํ วในสํวนท่เี กีย่ วกับคณะกรรมการ สมาชกิ และวิธกี ารดําเนินการ ของสมาคมเปน็ ไปตามเงื่อนไขท่กี ําหนดในกฎกระทรวง สมาคมน้ันอาจยนื่ คาํ ขอให๎คณะกรรมการรับรอง เพอ่ื ให๎สมาคมนนั้ มีสิทธิและอาํ นาจฟอู งตามมาตรา ๔๑ ได๎ การยื่นคําขอตามวรรคหนึง่ ให๎เปน็ ไปตาม หลักเกณฑ๑และวธิ ีการทีก่ ําหนดในกฎกระทรวง การรับรองสมาคมตามวรรคหนง่ึ ให๎ประกาศในราชกิจจา นเุ บกษา มาตรา ๔๑ ในการดาํ เนินคดีที่เกย่ี วกบั การละเมดิ สทิ ธขิ องผ๎บู ริโภคใหส๎ มาคมทีค่ ณะกรรมการรับรองตาม มาตรา ๔๐ มีสทิ ธใิ นการฟอู งคดแี พงํ คดอี าญาหรือดาํ เนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในคดเี พื่อค๎มุ ครอง ผู๎บริโภคได๎ และให๎มีอํานาจฟูองเรยี กคาํ เสียหายแทนสมาชิกของสมาคมได๎ ถา๎ มหี นังสือมอบหมายให๎เรยี ก คาํ เสียหายแทนจากสมาชกิ ของสมาคม ในการดําเนนิ คดตี ามวรรคหนึ่ง มิใหส๎ มาคมถอนฟอู ง เว๎นแตํศาล จะอนุญาตเม่อื ศาลเหน็ วาํ การถอนฟูองนนั้ ไมํเปน็ ผลเสยี ตํอการคม๎ุ ครองผ๎ูบริโภคเป็นสํวนรวมสําหรบั คดี แพงํ เกีย่ วกับการเรยี กคาํ เสียหายแทนสมาชิกของสมาคมการถอนฟูอง หรอื การพพิ ากษาในกรณีท่ี คคํู วามตกลง หรือประนีประนอมยอมความกนั จะตอ๎ งมหี นงั สือแสดงความยินยอมของสมาชิกผู๎ มอบหมายใหเ๎ รยี กคาํ เสยี หายแทนมาแสดงตอํ ศาลด๎วย มาตรา ๔๒ นอกจากต๎องปฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ใิ นประมวลกฎหมายแพงํ และพาณชิ ย๑และกฎหมายอืน่ แลว๎ สมาคมทีค่ ณะกรรมการรับรองตามมาตรา ๔๐ ตอ๎ งปฏบิ ตั ติ ามระเบียบทคี่ ณะกรรมการกําหนดเมอ่ื ปรากฏ วําสมาคมทคี่ ณะกรรมการรับรองตามมาตรา ๔๐ สมาคมใดไมํปฏิบตั ติ ามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด หรือเม่ือมพี ฤติการณป๑ รากฏวาํ สมาคมนน้ั ดําเนนิ การเพ่ือฟอู งคดีโดยไมํสุจริต ให๎คณะกรรมการมอี าํ นาจ เพิกถอนการรับรองสมาคมนั้นได๎ การเพกิ ถอนการรบั รองสมาคมใดตามมาตรานี้ ใหป๎ ระกาศในราชกจิ จา นเุ บกษา ในกรณที ีส่ มาคมซงึ่ ถูกเพกิ ถอนการรบั รองตามมาตรานี้ไดฟ๎ อู งคดใี ดไวต๎ อํ ศาลและคดนี ้นั ยงั คา๎ งอยํใู นการ พิจารณาของศาล ให๎ศาลส่ังจําหนํายคดนี ั้นเสีย หมวด ๓ การอุทธรณ๑ มาตรา ๔๓ ในกรณที ีผ่ ไ๎ู ด๎รับคาํ สงั่ ของคณะกรรมการเฉพาะเร่อื งตามมาตรา ๒๗ หรือมาตรา ๒๘ วรรค สอง ไมพํ อใจคาํ สัง่ ดังกลําว ให๎มสี ิทธิอทุ ธรณ๑ตํอคณะกรรมการได๎ มาตรา ๔๔ การอุทธรณต๑ ามมาตรา ๔๓ ให๎ย่ืนตอํ คณะกรรมการภายในสิบวนั นบั แตํวันท่ีผอ๎ู ทุ ธรณ๑ได๎

399 รับทราบคําสั่งของคณะกรรมการเฉพาะเรอื่ ง หลักเกณฑแ๑ ละวิธีการยนื่ อุทธรณ๑ และวิธพี ิจารณาอทุ ธรณ๑ ใหเ๎ ป็นไปตามท่กี ําหนดในกฎกระทรวง การอทุ ธรณค๑ ําสั่งตามวรรคหนงึ่ ยํอมไมเํ ปน็ การทเุ ลาการบงั คบั ตามคําสง่ั ของคณะกรรมการเฉพาะเร่ือง เว๎นแตํคณะกรรมการจะสงั่ เป็นอยาํ งอืน่ เป็นการชวั่ คราวกํอนการ วินิจฉยั อทุ ธรณ๑ คําวินจิ ฉัยของคณะกรรมการใหเ๎ ป็นท่สี ุ หมวด ๔ บทกาํ หนดโทษ มาตรา ๔๕ ผูใ๎ ดขัดขวางหรอื ไมอํ ํานวยความสะดวก ไมํใหถ๎ ๎อยคํา หรือไมสํ ํงเอกสาร หรอื หลักฐานแกํ พนกั งานเจา๎ หนา๎ ท่ซี ง่ึ ปฏบิ ตั กิ ารตามมาตรา ๕ ตอ๎ งระวางโทษจําคุกไมํเกนิ หนึง่ เดือน หรอื ปรับไมํเกนิ หน่งึ หมนื่ บาท หรอื ทั้งจาํ ทงั้ ปรับ มาตรา ๔๖ ผใู๎ ดไมปํ ฏิบัตติ ามคําสัง่ ของคณะกรรมการหรอื คณะกรรมการเฉพาะเรื่องตามมาตรา ๑๗ ตอ๎ ง ระวางโทษจาํ คุกไมํเกินหนงึ่ เดือน หรอื ปรับไมํเกินหนึง่ หมื่นบาท หรอื ทงั้ จําทง้ั ปรับ มาตรา ๔๗ ผใ๎ู ดโดยเจตนากอํ ใหเ๎ กิดความเขา๎ ใจผดิ ในแหลงํ กาํ เนิด สภาพ คณุ ภาพ ปริมาณ หรอื สาระสาํ คัญประการอ่ืนอันเกยี่ วกบั สินคา๎ หรอื บรกิ าร ไมํวาํ จะเป็นของตนเองหรอื ผูอ๎ ่ืน โฆษณาหรอื ใช๎ ฉลากทมี่ ีขอ๎ ความอนั เป็นเท็จ หรอื ขอ๎ ความท่ีร๎ูหรือควรรูอ๎ ยแํู ลว๎ วาํ อาจกํอใหเ๎ กิดความเข๎าใจผดิ เชนํ วํานน้ั ตอ๎ งระวางโทษจําคกุ ไมเํ กนิ หกเดอื น หรือปรับไมํเกินห๎าหมืน่ บาท หรือท้งั จําท้ังปรบั ถ๎าผู๎กระทาํ ความผดิ ตามวรรคหนงึ่ กระทําผดิ ซํา้ อีก ผ๎ูกระทําต๎องระวางโทษจาํ คกุ ไมํเกินหนึง่ ปี หรือปรับไมเํ กินหนง่ึ แสนบาท หรือท้งั จําทง้ั ปรบั มาตรา ๔๘ ผู๎ใดโฆษณาโดยใช๎ขอ๎ ความตามมาตรา ๒๒ (๓) หรอื (๔) หรอื ขอ๎ ความตามที่กําหนดใน กฎกระทรวงท่ีออกตามมาตรา ๒๒ (๕) หรอื ฝุาฝนื หรือไมปํ ฏิบัติตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ หรือมาตรา ๒๖ ตอ๎ งระวางโทษจาํ คุกไมเํ กนิ สามเดอื น หรือปรับไมเํ กนิ สามหม่ืนบาท หรือทง้ั จําทงั้ ปรับ มาตรา ๔๙ ผู๎ใดไมํปฏิบตั ิตามคําสง่ั ของคณะกรรมการวําด๎วยการโฆษณาซึ่งส่งั ตามมาตรา ๒๗ หรอื มาตรา ๒๘ วรรคสอง ต๎องระวางโทษจําคกุ ไมเํ กินหกเดอื น หรือปรบั ไมํเกินห๎าหมื่นบาท หรอื ทัง้ จําท้ังปรับ มาตรา ๕๐ ถ๎าการกระทาํ ตามมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ หรอื มาตรา ๔๙ เป็นการกระทาํ ของเจ๎าของสือ่ โฆษณา หรอื ผปู๎ ระกอบกจิ การโฆษณา ผกู๎ ระทาํ ตอ๎ งระวางโทษเพียงกง่ึ หน่ึงของโทษท่ีบัญญตั ไิ ว๎สาํ หรบั ความผดิ น้ัน มาตรา ๕๑ ถ๎าการกระทาํ ความผิดตามมาตรา ๔๗ มาตรา ๔๘ มาตรา ๔๙ หรอื มาตรา ๕๐ เปน็ ความผดิ ตํอเนอ่ื ง ผู๎กระทําตอ๎ งระวางโทษปรับวนั ละไมํเกนิ หน่ึงหม่นื บาทหรอื ไมเํ กินสองเทาํ ของคําใชจ๎ ํายทใ่ี ช๎ สาํ หรับการโฆษณาน้ัน ตลอดระยะเวลาที่ยังฝุาฝนื หรือไมปํ ฏบิ ตั ติ าม

400 มาตรา ๕๒ ผใู๎ ดขายสินคา๎ ทค่ี วบคุมฉลากตามมาตรา ๓๐ โดยไมํมฉี ลากหรอื มีฉลากแตํฉลากหรือการ แสดงฉลากนน้ั ไมํถกู ตอ๎ ง หรอื ขายสินคา๎ ทม่ี ีฉลากทค่ี ณะกรรมการวาํ ดว๎ ยฉลากส่ังเลกิ ใชต๎ ามมาตรา ๓๓ ทง้ั นี้ โดยรห๎ู รอื ควรรูอ๎ ยูแํ ล๎ววาํ การไมํมฉี ลากหรือการแสดงฉลากดังกลาํ วนน้ั ไมถํ ูกต๎องตามกฎหมาย ตอ๎ ง ระวางโทษจาํ คุกไมเํ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเํ กินหา๎ หมืน่ บาท หรอื ทัง้ จําทัง้ ปรับ ถา๎ การกระทาํ ตามวรรค หน่ึงเป็นการกระทําของผ๎ผู ลติ เพื่อขาย หรือผู๎สัง่ หรือนําเข๎ามาในราชอาณาจักรเพอ่ื ขาย ผูก๎ ระทาํ ต๎อง ระวางโทษจาํ คุกไมํเกินหน่ึงปี หรอื ปรับไมํเกินหนง่ึ แสนบาท หรอื ทัง้ จาํ ทงั้ ปรบั มาตรา ๕๓ ผป๎ู ระกอบธรุ กจิ ผใ๎ู ดไมํปฏบิ ัติตามคําสัง่ ของคณะกรรมการวําด๎วยฉลากซงึ่ สง่ั ตามมาตรา ๓๓ ตอ๎ งระวางโทษจาํ คุกไมเํ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเํ กินห๎าหม่นื บาท หรือทงั้ จาํ ทงั้ ปรับ มาตรา ๕๔ ผใู๎ ดรบั จา๎ งทาํ ฉลากทีไ่ มถํ ูกตอ๎ งตามกฎหมาย หรือรับจา๎ งติดตรงึ ฉลากทไ่ี มํถูกตอ๎ งตาม กฎหมายกับสนิ คา๎ โดยร๎หู รอื ควรรอ๎ู ยูํแลว๎ วาํ ฉลากดังกลําวนนั้ ไมํถูกตอ๎ งตามกฎหมาย ต๎องระวางโทษปรับ ไมํเกนิ สองหมื่นบาท มาตรา ๕๕ ผ๎ปู ระกอบธุรกิจผใ๎ู ดไมปํ ฏบิ ัติตามกฎกระทรวงทีอ่ อกตามมาตรา ๓๕ ต๎องระวางโทษปรบั ไมํ เกินหน่ึงหม่นื บาท มาตรา ๕๖ ผูป๎ ระกอบธรุ กจิ ผูใ๎ ด ขายสนิ คา๎ ทคี่ ณะกรรมการสง่ั หา๎ มขายเพราะสนิ ค๎าน้นั อาจเปน็ อันตราย แกผํ บ๎ู รโิ ภคตามมาตรา ๓๖ ต๎องระวางโทษจาํ คกุ ไมํเกินหกเดอื นหรือปรบั ไมํเกนิ ห๎าหมืน่ บาท หรือท้ังจาํ ทัง้ ปรับ ถา๎ ผ๎ูประกอบธุรกจิ น้นั เปน็ ผผ๎ู ลติ เพื่อขายหรอื เป็นผส๎ู ัง่ หรอื นาํ เขา๎ มาในราชอาณาจกั รเพอื่ ขาย ผู๎กระทําตอ๎ งระวางโทษจําคุกไมเํ กินหา๎ ปี หรือปรับไมเํ กนิ หา๎ แสนบาท หรือทั้งจําท้งั ปรับ มาตรา ๕๗ ผู๎ประกอบธรุ กจิ ผ๎ใู ดไมํสํงมอบสญั ญาท่มี ขี อ๎ สัญญาหรือมีข๎อสญั ญาและแบบถูกต๎องตามมาตรา ๓๕ ทวิ หรอื ไมํสงํ มอบหลักฐานการรบั เงินท่มี ีรายการและข๎อความถูกตอ๎ งตามมาตรา ๓๕ เบญจ ใหแ๎ กํ ผบู๎ รโิ ภคภายในระยะเวลาตามมาตรา ๓๕ อฏั ฐ ตอ๎ งระวางโทษจาํ คุกไมเํ กินหน่งึ ปี หรอื ปรบั ไมเํ กนิ หนึง่ แสนบาท หรอื ทั้งจาํ ทงั้ ปรบั ผป๎ู ระกอบธุรกจิ ผู๎ใด สงํ มอบหลักฐานการรับเงนิ โดยลงจํานวนเงินมากกวําที่ ผบู๎ ริโภคจะต๎องชาํ ระและได๎รบั เงนิ จาํ นวนนน้ั ไปจากผบู๎ ริโภคแลว๎ ต๎องระวางโทษจําคุกไมํเกนิ หนึ่งเดือน หรอื ปรับตงั้ แตํห๎ารอ๎ ยบาทถงึ หน่ึงหม่ืนบาทหรอื ท้งั จาํ ทงั้ ปรับ เวน๎ แตํจะพิสจู นไ๑ ดว๎ าํ ตนได๎ใช๎ความ ระมดั ระวังตามสมควรในการประกอบธรุ กจิ เชนํ นั้นแลว๎ มาตรา ๕๗ ทวิ ผ๎ูประกอบธุรกิจผู๎ใดฝาุ ฝนื หรือไมํปฏิบัตติ ามมาตรา ๓๕ สัตต ตอ๎ งระวางโทษจาํ คกุ ไมํเกิน หนง่ึ ปี หรือปรบั ไมํเกินหนึ่งแสนบาทหรือทัง้ จําทัง้ ปรบั มาตรา ๕๘ ผูใ๎ ดกระทําความผดิ ตามพระราชบญั ญัตินภ้ี ายในสถานทีป่ ระกอบธุรกจิ ของผป๎ู ระกอบธรุ กจิ และการกระทํานน้ั เปน็ ไปเพือ่ ประโยชน๑ของผูป๎ ระกอบธุรกิจ ใหส๎ นั นษิ ฐานวําผ๎ูประกอบธรุ กจิ เปน็ ผู๎กระทํา ผิดรํวมดว๎ ยเว๎นแตจํ ะพิสูจนไ๑ ด๎วาํ ตนไมํสามารถคาดหมายได๎วาํ บุคคลนัน้ จะกระทําความผดิ แม๎จะใช๎ความ ระมัดระวังตามสมควรแลว๎

401 มาตรา ๕๙ ในกรณที ่ีผู๎กระทําความผดิ ซงึ่ ต๎องรบั โทษตามพระราชบัญญัตินีเ้ ปน็ นติ บิ ุคคล กรรมการหรอื ผ๎ูจดั การหรอื ผูร๎ บั ผิดชอบในการดําเนนิ การของนิติบุคคลนัน้ ตอ๎ งรับโทษตามทก่ี ฎหมายกําหนดสาํ หรบั ความผิดน้ัน ๆ ดว๎ ยเวน๎ แตจํ ะพิสูจน๑ได๎วาํ ตนมไิ ดม๎ ีสํวนในการกระทําความผิดของนติ ิบคุ คลนั้น มาตรา ๖๐ ผ๎ูใดโดยเจตนาทจุ ริตใชจ๎ ๎างวานยยุ งหรือดาํ เนนิ การให๎สมาคมท่ีคณะกรรมการรบั รองตาม มาตรา ๔๐ ฟอู งร๎องผู๎ประกอบธรุ กิจคนใดเป็นคดีแพํงหรือคดีอาญาตํอศาล เพอ่ื กล่ันแกลง๎ ผป๎ู ระกอบ ธรุ กจิ นนั้ ให๎ไดร๎ ับความเสยี หาย ตอ๎ งระวางโทษจําคุกไมํเกินหกเดือน หรอื ปรบั ไมเํ กินหา๎ หม่ืนบาท หรือท้ัง จําทัง้ ปรบั มาตรา ๖๑ ผูใ๎ ดเปิดเผยขอ๎ เทจ็ จริงใดเกี่ยวกบั กิจการของผ๎ปู ระกอบธรุ กิจอนั เป็นข๎อเทจ็ จรงิ ทตี่ ามปกติวสิ ัย ของผป๎ู ระกอบธุรกจิ จะพงึ สงวนไวไ๎ มเํ ปดิ เผย ซึง่ ตนได๎มาหรือลวํ งรูเ๎ น่อื งจากการปฏบิ ตั ิการ พระราชบัญญัตินี้ตอ๎ งระวางโทษจาํ คกุ ไมํเกนิ หนึ่งปี หรือปรับไมํเกนิ หน่ึงแสนบาท หรือทัง้ จําทง้ั ปรับ เว๎น แตํเป็นการเปดิ เผยในการปฏิบตั ิราชการหรอื เพอื่ ประโยชนใ๑ นการสอบสวน หรอื การพิจารณาคดีผูใ๎ ดได๎มา ลวํ งรู๎ขอ๎ เทจ็ จริงใดจากบุคคลตามวรรคหนง่ึ เน่อื งในการปฏิบตั ริ าชการหรอื การสอบสวนหรอื การพิจารณา คดี แล๎วเปดิ เผยข๎อเทจ็ จรงิ นัน้ ในประการทนี่ ําจะเสียหายแกผํ ู๎หน่ึงผใ๎ู ดต๎องระวางโทษเชนํ เดยี วกนั มาตรา ๖๒ บรรดาความผดิ ตามพระราชบัญญตั ิน้ี คณะกรรมการมีอํานาจเปรยี บเทยี บได๎ และในการน้ใี ห๎ คณะกรรมการมีอาํ นาจมอบหมายใหค๎ ณะกรรมการเฉพาะเร่อื งหรอื คณะอนกุ รรมการพนกั งานสอบสวน หรือพนักงานเจ๎าหน๎าที่ ดําเนนิ การเปรยี บเทยี บได๎โดยจะกาํ หนดหลกั เกณฑใ๑ นการเปรียบเทยี บหรือ เงอื่ นไขประการใดๆ ให๎แกผํ ไู๎ ดร๎ บั มอบหมายตามทเี่ หน็ สมควรด๎วยกไ็ ด๎ ภายใตบ๎ งั คบั ของบทบญั ญัติตาม วรรคหน่งึ ในการสอบสวนถ๎าพนกั งานสอบสวนพบวําบคุ คลใดกระทาํ ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ และ บุคคลน้ันยนิ ยอมให๎เปรยี บเทยี บ ใหพ๎ นักงานสอบสวนสงํ เรอ่ื งมายังคณะกรรมการหรือผูซ๎ ึ่งคณะกรรมการ มอบหมายใหม๎ อี าํ นาจเปรยี บเทียบตามวรรคหน่งึ ภายในเจด็ วนั นบั แตวํ ันทผ่ี น๎ู ้นั แสดงความยินยอมให๎ เปรยี บเทยี บเมื่อผก๎ู ระทําความผิดไดเ๎ สยี คําปรับตามท่ีเปรยี บเทียบแล๎ว ใหถ๎ ือวาํ คดีเลิกกนั ตามประมวล กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา

402 ใบงานเรื่อง เศรษฐศาสตร๑ 1. ใหผ๎ ๎ูเรยี นศกึ ษาค๎นคว๎าเร่ือง สถานการณเ๑ ศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปน็ อยํางไร มจี ดุ ออํ น จุดแข็ง อยํางไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เพ่อื ปอู งกนั ถูกเอาเปรียบใช๎สินคา๎ หรอื รบั บรกิ ารทํานมวี ธิ ีปอู งกนั หรือแกไ๎ ขอยํางไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. พระราชบัญญตั คิ ุม๎ ครองผบู๎ รโิ ภคฉบับปจั จุบนั คอื ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เพราะเหตุใดผ๎ูผลิตทัง้ ภาคเกษตรกรรม ภาคอตุ สาหกรรม และภาคบริการจึงตอ๎ งให๎ความสําคัญ กับการบริหารทรัพยากร ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………

403 วธิ ีการวัดผลประเมินผล/เคร่อื งมือ/เกณฑ๑การประเมิน วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑ๑การประเมนิ สังเกตพฤตกิ รรมรายกลมุํ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผํานการประเมนิ ระดับดขี ึ้นไป รายกลุมํ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น ผํานการประเมินร๎อยละ 70 ขึน้ ไป ประเมินผลงาน/ชิน้ งาน แบบประเมนิ ผลงาน/ ผํานการประเมนิ รอ๎ ยละ 70 ขนึ้ ไป ชิ้นงาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผํานการประเมนิ ระดบั ดีข้ึนไป พึงพอใจ เกณฑก๑ ารประเมินชิน้ งาน/ภาระงาน ระดับคะแนน รายการประเมิน 4 3 2 1 1. ความถกู ต๎อง มีความถกู ตอ๎ ง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชดั เจนสมบรู ณ๑ ถกู ตอ๎ งครบถว๎ น มคี วามถูกตอ๎ งเปน็ มคี วามถูกตอ๎ ง ครบถว๎ น บางสํวน เป็นสวํ นใหญํ 2. ความสะอาด ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน เรยี บรอ๎ ย เรยี บรอ๎ ย สวยงาม เรียบร๎อย บางสวํ น สวํ นใหญํ สวยงาม ไมมํ รี อยขีดลบ มีรอยขีดลบนอ๎ ย ไมสํ ะอาด ไมสํ ะอาด ไมํเรียบร๎อย ไมํเรียบรอ๎ ย 3.ตรงตอํ เวลา สงํ งานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ นหมด สงํ งานชา๎ กอํ นหมด สงํ งานชา๎ ทกี่ าํ หนด เวลา 10 นาที เวลา 5 นาที ตอ๎ งมีการ เรงํ และทวง 4.การเชอื่ มโยง คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ และความคดิ เชือ่ มโยงสัมพันธ๑ เช่ือมโยงสัมพนั ธ๑ เช่ือมโยงสัมพนั ธ๑ เชอ่ื มโยงสัมพนั ธ๑ สรา๎ งสรรค๑ สง่ิ ตาํ ง ๆ ได๎ สงิ่ ตาํ ง ๆ ได๎ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยํางถูกต๎อง เปน็ สวํ นใหญํ เป็นบางสวํ น เป็นสํวนน๎อย

404 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรขู๎ องผ๎เู รยี น ชอ่ื โครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ชอ่ื โรงเรียน/สถานศกึ ษา …………………………………………………………………………………………………….. ชอ่ื หวั หน๎าโครงการ/กจิ กรรม............................................................................................................. คําชีแ้ จง ให๎ผ๎ูประเมนิ ทาํ เครือ่ งหมาย ถูก () ลงในชํองระดบั พฤตกิ รรมของผ๎เู รยี น โดยมีเกณฑร๑ ะดบั คุณภาพ การประเมินดงั น้ี 5 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ มากท่ีสดุ 4 มพี ฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู มาก 3 มพี ฤติกรรมการเรยี นร๎ู ปานกลาง 2 มีพฤติกรรมการเรียนรู๎ นอ๎ ย 1 มพี ฤติกรรมการเรียนร๎ู นอ๎ ยท่ีสุด เกณฑ๑การพิจารณาระดบั คุณภาพ คะแนนเฉลย่ี ร๎อยละ 0 - 50 ระดบั คุณภาพ ปรบั ปรุง คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 50 - 69 ระดบั คณุ ภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลย่ี ร๎อยละ 70 – 79 ระดับคณุ ภาพ ดี คะแนนเฉลีย่ ร๎อยละ 80 – 89 ระดบั คุณภาพ ดีมาก คะแนนเฉล่ยี รอ๎ ยละ 90 - 100 ระดับคณุ ภาพ ดีเยยี่ ม พฤติกรรมการเรียนรู๎ ระดบั พฤตกิ รรม 54321 1. ความตง้ั ใจในการทาํ งาน 2. ความรบั ผิดชอบ 3. ความกระตือรอื รน๎ 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสําเร็จของงาน 6. การทํางานรํวมกบั ผ๎อู นื่ 7. มคี วามคดิ ริเรมิ่ สร๎างสรรค๑ 8. มีการวางแผนในการทาํ งาน 9. การมีสํวนรํวมในการแสดงความคิดเห็นในกลมํุ 10. การมีสวํ นรวํ มในการแก๎ไขปญั หาในกลํมุ ลงชอื่ ...................................................................... ผู๎ประเมนิ ............../.............................../............ .........

แผนการจดั การเรยี นร๎ทู ี่ 14 405 เร่อื ง ไฟปาุ และหมอกควัน เวลาเรยี น 6 ชั่วโมง แนวคดิ ภัยธรรมชาติท่ีเกดิ ข้ึนบนโลกน้ี มหี ลายประเภท ทัง้ ไฟปาุ และหมอกควันแตลํ ะประเภทล๎วนมี ลักษณะการเกดิ และผลกระทบ ทีแ่ ตกตาํ งกนั ออกไป ภยั ทางธรรมชาติหลายเหตุการณ๑ทเี่ กิดขึน้ ในอดีตได๎ สรา๎ งความเสยี หายและ สงํ ผลกระทบตอํ มนุษยชาตแิ ละโลกอยํางมากมาย ซง่ึ มนุษย๑ไมํสามารถคาดคะเน การเกดิ ภัยธรรมชาติเหลาํ น้ีลํวงหนา๎ ได๎อยํางแมํนยํา ดังนัน้ จึงควรตระหนกั ถงึ ภัยและผลกระทบทอ่ี าจจะ เกดิ ขน้ึ ได๎ทุกเม่ือ การศกึ ษาเร่ืองภยั ธรรมชาติจงึ เป็นการเตรยี มความ พรอ๎ มทดี่ ีเพ่อื การวางแผน รบั สถานการณก๑ ารเกิดภยั ตําง ๆ และปอู งกนั ผลกระทบทอ่ี าจจะเกิดขึ้น อีกท้ังยงั เป็นการเสรมิ สรา๎ ง ความรู๎ และทกั ษะในการปฏบิ ตั เิ มอ่ื ต๎องเผชญิ กับเหตุภัยพิบตั เิ พือ่ ลดความเสยี่ งทอ่ี าจเกิดข้นึ กับท้งั ชวี ิตและ ทรพั ย๑สนิ ตัวชวี้ ัด 1. อธบิ ายความหมายของไฟปาุ และหมอกควัน 2. บอกสาเหตุ และปัจจัยการเกิดไฟปุา และหมอกควัน 3. บอกผลกระทบทเ่ี กดิ จากไฟปุา และหมอกควัน 4. ตระหนกั ถึงภยั และผลกระทบท่ีเกิดจากไฟปาุ และหมอกควัน 5. บอกพ้นื ทเี่ สีย่ งภัยตอํ การเกิดไฟปาุ และหมอกควัน 6. บอกสญั ญาณบอกเหตกุ อํ นเกดิ ไฟปาุ และหมอกควัน 7. บอกสถานการณ๑ไฟปุา และหมอกควัน 8. บอกวิธีการเตรยี มความพร๎อมรับสถานการณก๑ ารเกดิ ไฟปาุ และหมอกควนั 9. บอกวธิ ีการปฏิบัตขิ ณะเกิดไฟปุา และหมอกควัน 10. บอกวิธีการปฏิบตั หิ ลงั เกิดไฟปาุ และหมอกควัน

406 เนื้อหา เรือ่ งท่ี 1 ไฟปาุ - ความหมายของไฟปุา - การเกดิ ไฟปุา - สถานการณ๑ไฟปุาในประเทศไทย - แนวทางการปูองกันและการแก๎ไขปญั หาผลกระทบที่เกิดจากไฟปุา เรื่องที่ 2 หมอกควัน - ความหมายของหมอกควัน - ลกั ษณะการเกิดหมอกควนั 78 - สถานการณห๑ มอกควนั ในประเทศไทย - แนวทางการปูองกันและแกป๎ ัญหาหมอกควัน ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู๎ ขั้นตอนที่ 1 การสรา๎ งแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผ๎ูเรยี น พรอ๎ มทงั้ แนะนําตนเอง และแผนการจดั การเรียนร๎ู ซง่ึ การจดั การเรยี นรู๎ที่ ผ๎ูเรยี นจะตอ๎ งเรียนรรู๎ วํ มกันในครัง้ นี้ คอื เรอื่ ง ไฟปุา และหมอกควนั และชวนคดิ ชวนคยุ เก่ียวกบั เร่อื งทีจ่ ะ เรยี นร๎ูเพ่ือกระต๎ุนใหผ๎ ๎เู รยี นเกิดความสนใจและมีความกระตอื รอื ร๎นในการเชือ่ มโยงและสร๎างความพรอ๎ มท่ี จะเรยี นร๎หู รอื ทาํ กิจกรรมการเรียนร๎ูตามแผนการจัดการเรียนรู๎ครั้งนี้ 2. ครชู ี้แจงวตั ถปุ ระสงค๑ เนอ้ื หา กจิ กรรม การวัดและประเมนิ ผลของการเรยี นรู๎ในคร้ังนี้ ท่ี สอดคลอ๎ งกับตวั ชว้ี ัดตามแผนการจัดการเรยี นร๎ูครั้งนี้ เพอ่ื ใหผ๎ ู๎เรยี นเข๎าใจอยาํ งชดั เจนวาํ ผเ๎ู รยี นจะต๎อง เรียนรใ๎ู ห๎บรรลุตัวช้วี ดั ที่กาํ หนดตามแผนการจดั การเรียนรู๎ท่ี 3 เร่ือง ไฟปาุ และหมอกควนั ในครง้ั น้ี ซ่ึงมี จํานวน 4 ข๎อ ดงั น้ี - ความหมายของไฟปาุ และหมอกควนั - การเกิดไฟปุา และหมอกควันปุา - สถานการณไ๑ ฟปาุ และหมอกควนั ในประเทศไทย - แนวทางการปูองกนั และการแกไ๎ ขปญั หาผลกระทบท่เี กิดจากไฟปุา และหมอกควนั 3. ให๎ผู๎เรียนทําแบบทดสอบกํอนเรียน เรอื่ ง ไฟปุา และหมอกควัน จํานวน 10 ขอ๎ โดยใชเ๎ วลา 10 นาที

407 4. ครูให๎ผเู๎ รียนศึกษา หนงั สือเรียนรายวิ ชา การเรยี นรส๎ู ู๎ภยั ธรรมชาติ สค 222019 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรบั ปรงุ พ .ศ. 2554) เรอ่ื ง ไฟปาุ และหมอกควัน หนา๎ 68-102 พร๎อมทงั้ แนะนาํ แหลงํ ศึกษาคน๎ คว๎าเพิ่มเตมิ จากอนิ เทอร๑เน็ต ซ่งึ ผเู๎ รยี นสามารถไปเรียนรู๎ไดด๎ ๎วยตนเอง และทํา กจิ กรรมตามท่ไี ดร๎ ับมอบหมาย ด๎วย ท้ังน้ี ครูควรจะช้แี จงใหผ๎ ูเ๎ รียนทราบวาํ ในการพบกลมุํ ตามแผนการ จัดการเรียนรู๎ครั้งน้ี ผู๎เรียนจะต๎องเรยี นรแ๎ู ละทํากิจกรรมทส่ี อดคล๎องกบั เนอ้ื หาทีเ่ รียน โดยปฏิบตั ิกจิ กรรม ตําง ๆ ได๎แกํ การศกึ ษาคลปิ วิดีโอ และการแลกเปลยี่ นเรียนรู๎โดยการอภปิ รายรวํ มกบั เพอ่ื นในกลมุํ รวมทัง้ มีการทดสอบหลังเรียนด๎วย นอกจากน้ี ในการพบกลํมุ แตลํ ะครั้งนน้ั ครูจะมอบหมายงานใหผ๎ ๎ูเรยี นไปเรยี นรดู๎ ว๎ ยวิธี การเรยี นร๎ู ด๎วยตนเอง ซึ่งวธิ ี การเรียนร๎ูด๎วยตนเองจะตอ๎ งเกิดข้ึนในทุก ๆ ตัวชีว้ ัดและเนอื้ หาที่กาํ หนด โดยผูเ๎ รียน จะต๎องปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ีกาํ หนดให๎ด๎วยวิธเี รียนรู๎ออนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการเรียน ดังนัน้ ครูจะตอ๎ งเช่อื มโยงรายละเอียดดังกลําวขา๎ งต๎นให๎ผ๎ูเรียนไดเ๎ กดิ ความเข๎าใจและเกิดแรงบันดาลใจในการ เรยี นร๎ทู ่จี ะเกดิ ขนึ้ เพราะ การมอบหมายงานใหผ๎ ๎ูเรียนไปเรยี นร๎ูด๎วยวธิ เี รยี นร๎ูด๎วยตนเองนน้ั ผ๎ู เรียนจะตอ๎ ง เรียนรอู๎ อนไลนผ๑ ํานอินเทอร๑เนต็ และศึกษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครูอภิปราย ใหค๎ วามรู๎ ซักถามความเขา๎ ใจ เก่ยี วกบั เนื้อหา ดังตํอไปน้ี ความหมายของ ไฟปุา และหมอกควัน ไฟปาุ เปน็ ไฟท่ีเกดิ ขน้ึ ตามพื้นทีใ่ นปุาท่ัวไป สามารถเกดิ ขน้ึ ได๎ทุกภาคของประเทศ และท่วั โลก ทงั้ นีไ้ ฟปาุ อาจเกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาติหรือเกดิ จากการกระทาํ ของมนษุ ย๑ โดยเฉพาะ อยํางย่งิ ในฤดู แล๎งมกั เกิดไฟปาุ ข้นึ ในหลาย ๆ พนื้ ที่ เม่อื มไี ฟปุาเกิดขึ้นบรเิ วณใด กจ็ ะสรา๎ งความ เสยี หายให๎บริเวณน้ัน และอาจลกุ ลามไปยังพ้ืนทีอ่ ่นื จนเกดิ ความเสียหายบรเิ วณกว๎าง และสงํ ผล กระทบตอํ สภาพแวดล๎อมทาง ธรรมชาติ หมอกควนั (Haze, Smog) คือ ปรากฏการณ๑ท่ฝี ุน ควนั และอนุภาคแขวนลอยในอากาศ รวมตัวกนั ในสภาวะที่อากาศปดิ หมอกควันเกนิ ขนึ้ ไดง๎ ํายในสภาพอากาศแห๎ง แตกตํางจากหมอกที่สภาพ อากาศตอ๎ งมี ความชื้นสูงพอ หมอกควันจดั เปน็ มลพษิ ทางอากาศอ ยาํ งหนงึ่ ในบรรดาสารตาํ ง ๆ ที่ปะปน อยํใู น อากาศอุทกภัย หรอื น้ําทวํ ม คือ ภัยหรืออันตรายท่เี กิดจาก นํา้ ทํวม หรอื อันตรายอันเกดิ จากภาวะที่ นํ้าไหลเอํอลน๎ ฝ่ัง แมํนาํ้ ลําธารหรอื ทางนา้ํ เขา๎ ทวํ มพ้ืนที่ ซึ่งโดยปกติแลว๎ ไมํได๎ อยูใํ ต๎ระดบั นาํ้ หรอื เกิดจาก การสะสมนาํ้ บนพ้ืนท่ี ซง่ึ ระบาย ออกไมทํ ัน ทําให๎พ้นื ท่นี ั้นปกคลมุ ไปดว๎ ยนํา้ 6. ครเู ปิดคลปิ วิดีโอใหผ๎ ๎เู รียนชม เรอ่ื ง ไฟปาุ และหมอกควนั จากยูธปู https://www.youtube.com/watch?v=qQ2jpZhfR78 และให๎ผเ๎ู รียนสรปุ ความรูท๎ ่ีได๎รบั และ รวํ มกนั วพิ ากษ๑ ในชั้นเรยี น

408 ข้ันตอนที่ 2 การนําไปใช๎ประโยชน๑ (Utilization : U) 1. ครูให๎ผ๎เู รียนแลกเปลี่ยนเรยี นร๎ู ลกั ษณะการเกดิ ไฟปาุ และหมอกควนั เรื่องท่ี 1 ลักษณะการเกิดไฟปาุ สาเหตแุ ละปจั จัยการเกิดไฟปุา สาเหตุและปัจจัยทีท่ าํ ใหเ๎ กดิ ไฟปุา มาจาก 2 สาเหตุ คือ เกิดจากธรรมชาติ และเกดิ จากการกระทาํ ของมนษุ ย๑ อยํางไรกต็ ามสําหรับในประเทศไทย ยงั ไมํ พบ ไฟปาุ ท่เี กิดโดยความรอ๎ น ตามธรรมชาติ สวํ นใหญํเกิดจากฝมี อื ของคนหรือมนุษยท๑ ง้ั สิ้น มนุษยจ๑ ึงเปน็ ต๎นเหตุของไฟปุา ท่สี ําคญั ยิ่ง 1. ไฟปุาทเี่ กดิ จากธรรมชาติไฟปุาท่เี กิดขึ้นเองตามธรรมชาตเิ ชํน จากฟูาผาํ กิ่งไมเ๎ กิด การเสยี ดสกี นั ปฏิกิรยิ าเคมีในดนิ ปาุ พรุ เปน็ ตน๎ ไฟปาุ ท่เี กิดจากก่งิ ไมเ๎ สียดสีกัน อาจเกดิ ข้ึนไดใ๎ น พื้นที่ปาุ ทม่ี ีไม๎ขนึ้ อยูํอยาํ ง หนาแนํน และมสี ภาพอากาศแห๎งจัด เชนํ ในปุาไผํหรอื ปุาสน 2. ไฟปุาท่มี สี าเหตจุ ากมนษุ ย๑ ไฟปุาที่เกดิ ในประเทศก าลังพัฒนาในเขตรอ๎ น สํวน ใหญํจะมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนษุ ย๑ สาํ หรบั ประเทศไทยจากการเกบ็ สถิตไิ ฟปาุ ต้งั แตํ ปี พ.ศ. 2528 - 2542 ซ่งึ มีสถติ ิไฟปุา ท้งั สิน้ 73,630 ครัง้ พบวาํ เกิดจากสาเหตตุ ามธรรมชาติ คือ ฟาู ผาํ เพียง 4 คร้ังเทํานนั้ คือ เกดิ ที่ภกู ระดงึ จังหวัดเลย ที่หว๎ ยนํ้าดัง จังหวดั เชียงใหมํ เร่อื งที่ 1 ลักษณะการเกิดหมอกควนั หมอกควัน จัดได๎วําเปน็ มลพิษทางอากาศที่สาํ คัญ เป็นฝุนละอองขนาดเลก็ กวาํ 10 ไมครอน (PM 10) ซึ่งมผี ลกระทบตํอสุขภาพ เปน็ ผลผลติ ของกระบวนการเผาไหม๎ หรอื สันดาปท่ไี มํ สมบรู ณ๑ ซึง่ เป็นต๎นก าเนดิ ของสารมลพิษทางอากาศ สาเหตแุ ละปจั จัยการเกดิ หมอกควัน 1. สาเหตขุ องการเกิดหมอกควัน ได๎แกํ 1) ไฟปาุ เปน็ สาเหตุทสี่ ําคญั ทที่ ําให๎เกดิ หมอกควัน เนื่องจากการเผาไหม๎ เศษไม๎ เศษใบไม๎ เศษ วัชพืช ฯลฯ ท าให๎เกิดเป็นหมอกควันปกคลุมอยูใํ นบรเิ วณท่เี กดิ ไฟปุาและ พืน้ ที่ใกล๎เคียง เมื่อมกี ระแสลม จะทาํ ให๎หมอกควนั การกระจายไปยงั พน้ื ที่อน่ื 2) การเผาเศษวชั พชื วัสดทุ างการเกษตร และวชั พชื รมิ ทาง เชนํ ซงั ข๎าว ซังข๎าวโพด การเผาเศษ หญ๎ารมิ ทาง ฯลฯ ในจงั หวัดทม่ี กี ารทําการเกษตรมาก เชํน ปทมุ ธานี อยธุ ยา อํางทอง ราชบุรี สระบุรี กาญจนบุรี นครสวรรค๑ เชียงใหมํ ขอนแ กํน จะมปี ริมาณของฝุน ละอองในอากาศสูงในชํวงฤดูแลง๎ เนอ่ื งจากสภาวะอากาศที่แหง๎ และนิ่ง ทําใหฝ๎ นุ สามารถแขวนลอย อยใํู นบรรยากาศได๎นาน และในชํวง ดังกลาํ ว เกษตรกรจะมกี ารเผาเศษวัสดทุ างการเกษตรเพื่อ เตรียมพ้ืนทีส่ ําหรบั ทาํ การเกษตรในชวํ งฤดฝู น 4) การคมนาคมขนสํง เป็นสาเหตุหน่งึ ท่ีท าใหเ๎ กดิ ปัญหามลพษิ ทางอากาศ โดยเฉพาะในเมอื งที่ มีการใชย๎ านพาหนะในการคมนาคมและขนสงํ จํานวนมาก

409 5) มลพษิ จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยทว่ั ไปโรงงานอุตสาหกรรมนบั วํา เปน็ แหลงํ กาํ เนิดของ มลพษิ ทางอากาศทส่ี ําคัญและเป็นแหลงํ ทถ่ี ูกกลาํ วโทษเป็นอยํางมาก สารมลพษิ ทางอากา ศทเี่ กิดจาก โรงงานอตุ สาหกรรมสํวนมาก ได๎แกํ ฝุนละออง เขมํา ควนั กา๏ ซ ซัลเฟอรไ๑ ดออกไซด๑ กา๏ ซ คาร๑บอนมอนอกไซด๑ กา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซด๑ ก๏าซไนโตรเจนออกไซด๑ และกา๏ ซพษิ อื่น ๆ ครแู ละผูเ๎ รยี นสรปุ ผลการเรียนรรู๎ ํวมกนั และให๎ผเู๎ รยี นสรุปสิง่ ที่ได๎เรียนร๎ูลงในสมดุ บนัทึกผลการเรยี นร๎ู พบกลมุํ 2. ครดู าํ เนนิ การทาํ หน๎าท่นี ําการอภิปราย โดยให๎ผเ๎ู รยี นกลมุํ ใหญํรวํ มกันแสดงความคิดเหน็ คดิ วเิ คราะห๑ อภปิ ราย และวเิ คราะหใ๑ ห๎ข๎อมูลเพมิ่ เตมิ ในเน้อื หาหรือประเดน็ ทยี่ ังไมชํ ัดเจน ตามรายละเอียดท่ี ผ๎เู รยี นได๎แลกเปลย่ี นเรียนรร๎ู วํ มกัน หากผเ๎ู รยี นกลมํุ ใหญํหรอื ครเู ห็นวาํ ยงั ไมสํ มบรู ณ๑ มีความตอ๎ งการในการ เรยี นรเู๎ พิม่ เตมิ ครูจะชวํ ยเตมิ เต็มความร๎ใู ห๎กับผเ๎ู รียน หลงั จากน้ันครูและผูเ๎ รยี นสรปุ สง่ิ ท่ไี ด๎เรียนรูใ๎ น ภาพรวมทง้ั หมดแล๎วให๎ผ๎ูเรียนสรุปสิง่ ทีไ่ ดเ๎ รียนรล๎ู งในสมดุ บนั ทึกการเรยี นร๎ขู องตน 3. ครมู อบหมายงาน ให๎ผเู๎ รยี นเรยี นรดู๎ ๎วยตนเอง ตามใบกจิ กรรม (จากสมุดกจิ กรรมการเรียนรู๎ รายวชิ า การเรยี นรู๎สู๎ภัยธรรมชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน๎ า ) และบันทกึ ผลการเรยี นร๎ดู ว๎ ยตนเอง ลงใน สมดุ บันทึกผลการเรียนร๎ู หมายเหตุ : ในการดาํ เนินกจิ กรรมกลุมํ ครูช้แี จงบทบา ทหนา๎ ทใ่ี นการทาํ งานใหผ๎ ูเ๎ รียนไดม๎ คี วามรับผดิ ชอบ รํวมกนั ในการทํางาน ซ่งึ มอบหมายให๎ผเู๎ รยี นดําเนนิ การแตงํ ตัง้ ประธานหรือผู๎นาํ ในการอภปิ ราย แลกเปลีย่ นเรยี นร๎ู และการมอบหมายใหม๎ ผี ร๎ู บั ผิดชอบในภารกจิ ตําง ๆ รวมถึงการแตงํ ตั้งเลขานุการของ กลมํุ เป็นผจ๎ู ดบนั ทกึ และผ๎ูรักษาเ วลา เพ่อื ปฏิบัตงิ านของกลมํุ ใหญํใหบ๎ รรลุตามวตั ถปุ ระสงคท๑ ่ตี ้ังไว๎ และ พิจารณาวาํ สมาชิกลมํุ ทกุ คนควรมีความเข๎าใจตรงกนั วาํ ตนมีบทบาทหน๎าที่ท่ีจะตอ๎ งชวํ ยใหก๎ ลํมุ ทาํ งานได๎ สําเรจ็ ครคู วรให๎คําแนะนําถงึ ความสาํ คญั ของการใหส๎ มาชิกทุกคนในกลมุํ มสี ํวนรํวมในการอภปิ รายอยําง ท่วั ถึง ไมํใหม๎ ีการผูกขาดการอภปิ รายโดยผ๎ใู ดผ๎หู นึง่ และควรมีการจาํ กดั เวลาของการอภปิ รายแตลํ ะ ประเด็น ในระหวาํ งการทํากจิ กรรมของผูเ๎ รียน ครูมบี ทบาทในการสังเกต พฤติกรรมการเรยี นร๎ขู อง ผเ๎ู รียน คอยกระตุ๎นผเ๎ู รยี นใหเ๎ กดิ ความกระตอื รือรน๎ ในการเรียนร๎ู โดยบันทึกลงในแบบบันทึกพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ ของผ๎ูเรยี น และเครือ่ งมอื ประเมนิ การสังเกตแบบประมาณคํา 4. ครเู ปิดโอกาสให๎ผูเ๎ รยี นทัง้ กลมํุ รํวมกนั สนทนา เพ่อื ใหผ๎ ๎ูเรยี นมีทกั ษะในการฟงั พดู คดิ วิเคราะห๑ การทํางานรํวมกบั ผอ๎ู ืน่ การคดิ สรา๎ งสรรค๑ ความรบั ผิดชอบ และการนาํ ความรใ๎ู นเนอ้ื หามาใช๎ โดยครู บรู ณาการเน้ือหาการเรียนร๎ู มีการใช๎สื่อเทคโนโลยีท่เี ปน็ คลปิ วิดโี อจาก youtube และ TikTok ทสี่ มั พันธ๑

410 กบั เนือ้ หา ทัง้ นค้ี รูเช่อื มโยงส่งิ ท่ไี ดเ๎ รียนร๎ูตามขั้นตอนท่ี 1 ในการนาํ ความรไู๎ ปสกํู ารปฏบิ ตั ิ และประยุกตใ๑ ช๎ ผาํ นคลปิ วดิ ีโอ โดยครเู ปดิ คลิปวิ ดโี อ เรอ่ื ง สาเหตกุ ารเกดิ พิบตั ิภัยทางธรรมชาต จาก https://youtu.be/fP1nuFI6Isg ขัน้ ตอนท่ี 3 การสะท๎อนความคิดจากการเรียนร๎ู (Reflection : R) 1. แบํงผ๎ูเรียนออกเปน็ กลํุม ๆ ละ 4 - 6 คน ให๎ผ๎ูเรยี นแตลํ ะกลํุมลงมือปฏิบัติ จริง โดยผเ๎ู รียนแตํ ละกลมํุ รํวมกนั แสดงความคิดเห็น แนวทางการปอู งกันพิบัตภิ ยั เรือ่ ง ไฟปาุ และหมอกควัน วางแผน ตาม ใบกจิ กรรมของผู๎เรยี น ตามเน้อื หาตอํ ไปนี้ เรอื่ งท่ี 1 ลักษณะการเกดิ ไฟปุา ผลกระทบทเ่ี กิดจากไฟปาุ ไฟปาุ ที่เกิดขน้ึ ในพ้นื ที่หน่งึ ๆ ไมํเพยี งแ ตํจะกํอความเสียหายแกพํ ้ืนทเ่ี ทาํ นน้ั แตํจะ สํงผลกระทบตอํ สงิ่ แวดลอ๎ มและระบบนเิ วศโดยรวมของโลกหลายด๎าน เชํน เป็นผลเสยี ตอํ สังคม พืช ผลเสยี ตํอดนิ ผลเสยี ตอํ ทรพั ยากรนา้ํ ผลเสยี ตํอสตั ว๑ปุาและสิ่งมชี ีวติ เลก็ ๆ ในปุา ผลเสยี ตํอ ชีวติ และ ทรัพยส๑ นิ ของมนุษย๑ และผลเสยี ตํอสภาวะอากาศของโลก ซ่งึ ผลเสียหายดังกลําว มีดังน้ี 1) ผลเสียของไฟปาุ ตอํ สังคมพชื เมื่อมไี ฟปุาเกิดข้ึน จะทาํ ให๎เกดิ การ เปลย่ี นแปลงดา๎ น โครงสรา๎ งของปุา โดยเฉพาะพื้นทป่ี ุาทถ่ี ูกไฟไหม๎ซํา้ ซากเป็นประจํา ทุกปี จะมีผล ทาํ ให๎โครงสรา๎ งของปาุ เปลี่ยนแปลงไป ต๎นไมจ๎ ะถูกไฟไหม๎ต ายหมด พ้ืนทป่ี าุ จะคงเหลือแตํ พืชทีป่ รบั ตัวไดด๎ ี เชํน หญ๎าคา จน สภาพปุาจะกลายเปน็ ทํงุ หญา๎ 2) ผลเสียของไฟปาุ ตอํ ดนิ ความร๎อนจากการเผาผลาญของไฟปุาทาํ ให๎พื้นดิน เสอื่ ม ความอดุ มสมบรู ณ๑ หนา๎ ดินทีเ่ ปดิ โลงํ ทาํ ใหด๎ นิ สูญเสยี ความชืน้ นอกจากน้จี ุลินทรีย๑ทอ่ี าศยั อยูํ ในดนิ ถกู ทาํ ลาย ดนิ ปราศจากแรํธาตอุ าหาร ไมํสามารถทีจ่ ะเอือ้ อาํ นวยประโยชน๑ตํอการดาํ รงชีพ ของพชื อกี ตอํ ไป 3) ผลเสยี ของไฟปาุ ตํอทรพั ยากรน้าํ ไฟปาุ ทาํ ให๎เกิดความร๎อน น้ําท่ีมอี ยูํ จะระเหยไป เม่ือผืนปุาถูกไฟไหม๎ ความสามารถในการดดู ซบั นา้ํ ลดลง เมื่อถึงฤดแู ลง๎ ในช้ันดนิ ไมมํ ี น้ําเก็บสะสมอยํตู าม ชอํ งรูพรนุ ของดิน จึงไมมํ ีนํา้ ไหลออกมาหลํอเลี้ยงลํานา้ํ ทําใหเ๎ กิดภาวะ แห๎งแลง๎ ขาดแคลนน้ําเพ่ือการ อปุ โภคบรโิ ภค และเพ่ือการเกษตร กอํ ให๎เกดิ ความเสยี หายตํอชีวิต ความเปน็ อยํขู องมนุษย๑ 4) ผลเสียของไฟปาุ ตํอสตั ว๑ปุาและส่ิงมชี ีวติ เล็ก ๆ เมอ่ื เกดิ ไ ฟไหม๎ปาุ สัตวเ๑ ลก็ ท่หี ากินอยูํ บนพน้ื ปุาจะถกู ควันไฟรมและถูกไฟคลอกตาย นอกจากนไ้ี ฟปาุ ยังทาํ ลาย และเปลี่ยนแปลงสภาพแหลํงที่ อยํอู าศัยและแหลํงอาหาร ทําให๎ไมเํ หมาะสมตํอการดํารงชีวติ ของสัตวป๑ าุ อีกตอํ ไป 5) ผลเสียของไฟปาุ ตํอชีวิตและทรพั ย๑สินของมนุษยไ๑ ฟปาุ เมือ่ เกดิ ข้ึนแลว๎ ลกุ ลามเขา๎ ไหม๎ บา๎ นเรอื น เรือกสวน ไรนํ า และทรพั ย๑สินของประชาชนท่ีอาศัยอยใํู กลป๎ าุ ประชาชน ไรท๎ ี่อยอูํ าศัย ลม๎ ตาย

411 หรอื ได๎รบั บาดเจบ็ จากไฟปาุ ควนั ไฟยงั กํอใหเ๎ กดิ โรคระบบทางเดินหายใจ ทําใหผ๎ ู๎ปุวยเพ่มิ มากขนึ้ นอกจากน้ีปาุ ทีเ่ คยเปน็ แหลงํ ทอํ งเที่ยวทีส่ วยงามก็หมดสภาพลง สงํ ผลให๎ จํานวนนกั ทอํ งเทีย่ วลดลง ทาํ ให๎ ขาดรายไดจ๎ ากการทํองเที่ยว เกิดผลกระทบตํอเศรษฐกจิ โดยรวม ของประเทศ 6) ผลเสยี ของไฟปาุ ตํอสภาวะอากาศของโลก ไฟปาุ กํอใหเ๎ กิดสภาวะเรอื น กระจก ซงึ่ มี ผลทําใหอ๎ ุณหภมู ิของโลกสงู ขน้ึ และอุณหภูมิทส่ี งู ข้ึนยังทําให๎ระบบนเิ วศของโลก เสียสมดุลตามธรรมชาติ ทาํ ใหเ๎ กดิ การกํอตวั ของพายทุ มี่ คี วามรุนแรง ฝนตกไมสํ ม่าํ เสมอ ไมํตกตอ๎ ง ตามฤดูกาล สรา๎ งความเสียหาย ตอํ การประกอบอาชีพและสํงผลถึงระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ 2. ใหผ๎ เ๎ู รยี นแตํละกลมํุ ตามขอ๎ 2 ปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามใบกจิ กรรม เร่ือง ไฟปาุ และหมอกควัน (จาก สมดุ บันทึกกิจกรรมการเรียนรู๎ รายวิชาการเรยี นร๎ูส๎ูภัยธรรมชาติ 2) ทั้งน้ี ครจู ะตอ๎ งกาํ กบั การปฏบิ ัติกจิ กรรมของผ๎เู รียนจนกิจกรรมแล๎วเสร็จ ตามใบกิจกรรมสําหรับ ครู เร่อื ง ไฟปาุ และหมอกควนั (จากสมดุ กจิ กรรมการเรียนร๎ู รายวชิ าการเรียนรสู๎ ภ๎ู ยั ธรรมชาติ 2) 3. ให๎ผูเ๎ รียนแตลํ ะกลํุมนาํ เสนอผลการเรยี นรู๎ เรื่อง ภยั แล๎ง วาตภยั อุทกภัย ดินโคลนถลํม ไฟปาุ ตามใบกจิ กรรมของผเ๎ู รยี น เรือ่ ง ภัยแล๎ง วาตภัย อทุ กภยั ดินโคลนถลํม ไฟปาุ 4. ครใู หผ๎ ู๎เรียนสะทอ๎ นความคิดในการเรียนร๎ทู ่ไี ดจ๎ ากการเรยี นรู๎ และนาํ เสนอ แลกเปลย่ี น ขอ๎ คิดเหน็ รํวมวพิ ากย๑ หนา๎ ชนั้ เรยี น 5. ครแู ละผเ๎ู รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรู๎รํวมกนั ข้นั ตอนที่ 4 การตดิ ตามประเมนิ และแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากบั ผ๎ูเรียน เกี่ยวกับเร่ืองท่ีไดเ๎ รยี นร๎ูตาม แผนการจัดการเรยี นร๎ูนี้ โดยครูสุํมผูเ๎ รยี น ตามความสมคั รใจจาํ นวน 4 - 5 คน ใหต๎ อบคาํ ถามในประเดน็ ตอํ ไปน้ี ประเดน็ “ทํานจะนาํ ความร๎เู ร่อื ง ไฟปุาและหมอกควัน ไปประยุกต๑ใชใ๎ นการแก๎ปัญหาหรือไปใช๎ ประโยชนใ๑ นชวี ติ จริงได๎อยาํ งไร” แนวคําตอบ ผ๎ูเรียนสามารถนาํ ความร๎ูท่ไี ดร๎ ับจาก การเรียนรู๎เร่ือง เมอื่ สารเปล่ยี นแปลง สถานะ จงึ เปลย่ี นไป ไปประยุกตใ๑ ช๎ในชวี ติ จริงได๎ ดังนี้ เรอื่ งท่ี 1 แนวทางการปอู งกันและการแกไ๎ ขปัญหาผลกระทบท่เี กดิ จากไฟปาุ 4.1 การเตรียมความพรอ๎ มเพ่ือปูองกันการเกดิ ไฟปาุ 4.1.1 รวํ มกันดูแลเพ่อื รกั ษาพื้นท่ปี ุาไม๎ ไมตํ ดั ไมท๎ ํา ลายปาุ เพือ่ สร๎างความชุมํ ช้ืน และ รกั ษาสมดลุ ทางระบบนิเวศของผืนปุา จะชวํ ยลดความเส่ียงตอํ การเกดิ ไฟปาุ 4.1.2 กาํ จัดวัสดุท่เี ปน็ เช้ือเพลงิ โดยเกบ็ กวาดใบไมแ๎ ห๎ง กิง่ ไม๎แหง๎ หรอื หญ๎าแหง๎ ไมํให๎กองสุม เพราะหากเกดิ ไฟไหม๎ จะเปน็ เช้อื เพลงิ ท่ที าํ ให๎ไฟลกุ ลามเป็นไฟปุา

412 4.1.3 สรา๎ งแนวปูองกันไฟกันไฟลกุ ลามไปยงั พ้ืนทใี่ กล๎เคียง โดยจัดทําคนั ดนิ ก้ัน หรือ ขุดเป็นรํองดินล๎อมรอบพ้นื ท่ี จะชํวยสกดั มิใหไ๎ ฟลุกลามอยํางรวดเร็ว รวมถงึ ตรวจสอบแนวกนั ไฟมิ ใหม๎ ตี น๎ ไมพ๎ าดขวาง เพราะหากเกดิ ไฟปุา จะทําให๎เพลิงลุกลามไหมต๎ น๎ ไมข๎ า๎ มแนวกนั ไฟ สํงผลให๎ ไฟปุาขยายวงกวา๎ งขนึ้ 4.1.4 งดเวน๎ การเผาขยะหรอื วัชพืชใกล๎แนวชายปุาหรือในปุา ให๎กําจดั โดยการฝงั กลบแทนการเผา เพื่อลดความเส่ยี งท่ีทําให๎ไฟลุกลามกลายเป็นไฟปุา 4.1.5 ไมํเก็บหาของปุาหรือลําสตั ว๑ด๎วยวิธีจดุ ไฟหรือรมควนั เชํน การหาเหด็ ไมไ๎ ผํ ใบตองตึง นํ้าผง้ึ ผกั หวานปาุ ไขํมดแดง หนู กระตาํ ย นก เปน็ ต๎น เพราะมคี วามเส่ยี งทไ่ี ฟจะลุกลาม เป็นไฟปุา 4.1.6 หลกี เล่ยี งพฤติกรรมเสี่ยงทที่ าํ ใหเ๎ กดิ ไฟปุา ไมทํ งิ้ กน๎ บุหรี่ลงบนพงหญ๎าแห๎ง หากกํอกองไฟ ควรดบั ไฟให๎สนทิ ทกุ ครั้ง พร๎อมจดั เตรยี มถงั น้ําไว๎ใกลก๎ บั บริเวณทีก่ อํ ไฟ หากไฟ ลกุ ลามจะได๎ดบั ไฟทัน 4.1.7 ดแู ลพ้ืนทก่ี ารเกษตร โดยหมั่นตัดหญ๎าและเกบ็ กวาดใบไมแ๎ หง๎ มิให๎กองสมุ เพราะหากเกดิ ไฟไหม๎ จะเปน็ เช้ือเพลิงทที่ ําใหไ๎ ฟลุกลามกลายเปน็ ไฟปุา 4.1.8 เตรียมพน้ื ทกี่ ารเกษตรหรือเพาะปลูกพืชโดยวิธีฝงั กลบ ไมํเผาตอซังข๎าวและ วชั พืชในพนื้ ทเ่ี กษตร เพราะจะเพ่ิมความเสย่ี งทีไ่ ฟจะลกุ ลามกลายเปน็ ไฟปาุ 4.1.9 เพิม่ ความระมดั ระวงั การจดุ ไฟหรือกอํ กองไฟในปุาเป็นพเิ ศษ ไมํจุดไฟใกล๎ บรเิ วณทมี่ ีก่งิ ไม๎ หญ๎าแห๎งกองสุม เพราะจะเพิม่ ความเส่ยี งตํอการเกิดไฟปุา พร๎อมดับไฟให๎สนทิ ทกุ คร้งั เพ่อื ปูองกนั ไฟลุกลามเป็นไฟปาุ เรือ่ งที่ 2 แนวทางการปูองกันและการแก๎ไขปัญหาผลกระทบท่ีเกิดจากหมอกควัน หมอกควนั เป็นปัญหามลพิษที่เกิดขึน้ เปน็ ประจําทกุ ปีและทวคี วามรนุ แรงมากขึน้ โดยเฉพาะอยําง ยิง่ ในภาคเหนอื ของประเทศไทย สาเหตุหลกั เกิดจากไฟปาุ ฝุนละอองจากท๎องถนน ควันจาก ภาคอตุ สาหกรรม และเขมาํ จากน้ํา มนั ดเี ซล ทําให๎คุณภาพอากาศแยํลง ประกอบกบั สภาพภูมปิ ระเท ศซงึ่ มภี เู ขาล๎อมรอบทําใหม๎ ลพิษตาํ ง ๆ ถูกกกั ไวแ๎ ละแผํปกคลุมทั่วเมือง จากผลวจิ ยั พบปรมิ าณผ๎ปู วุ ยดว๎ ยโรค ระบบทางเดนิ หายใจในจงั หวดั ทางภาคเหนอื โดยเฉพาะจงั หวัดเชียงใหมแํ ละเชยี งราย เพิม่ ขึ้นทุกปี ใน การเตรียมตัวใหพ๎ รอ๎ มเพ่ือรบั มือกับสถานการณห๑ มอกควนั ที่อาจจะเกดิ ข้ึนนน้ั สามารถปฏิบัติได๎ดังน้ี 1. ทกุ คนต๎องรํวมมือรํวมใจกนั ลด ละ เลิก หรอื หลีกเล่ยี งการเผาหรือการทาํ กจิ กรรมท่กี ํอให๎เกดิ ฝุนควันเพมิ่ ขึน้ 2. หากเรามคี วามร๎ูเร่ืองปญั หาหมอกควนั กค็ วรให๎ความรแ๎ู กผํ อ๎ู ่ืนวําการกํอมลพษิ ทางอากาศทุก ชนดิ โดยเฉพาะการเผา นอกจากจะบั่น ทอนสขุ ภาพตวั เองแลว๎ ยงั บน่ั ทอนสุขภาพของผ๎อู นื่ อีกด๎วย

413 นอกจากนกี้ ารเผายังผิดกฎหมายอาญา มาตรา 220 อาจถกู ปรบั ถึง 14,000 บาทจําคุกถึง 7 ปหี รือทง้ั จํา ทั้งปรับได๎ 3. ทุกคนมสี วํ นรวํ มในการเก็บใบไม๎กง่ิ ไม๎เพอื่ ทาํ ป๋ยุ หมกั แทนการเผา 4. พยายามลดการสรา๎ งหรอื เพิ่มจํานวนข ยะ เม่ือมขี ยะในครัวเรอื นอาจใช๎วิธีแยกขยะอยาํ งถูกวธิ ี เพอื่ ลดปริมาณขยะทีม่ กั เปน็ สาเหตขุ องการเผา 5. หากเราเปน็ เจา๎ ของทีด่ นิ ควรดแู ลที่ดินของตัวเองอยาํ งสม่ํา เสมอ เชนํ มีการแผ๎วถางและปลกู ต๎นไม๎ เพื่อปอู งกันมิให๎มกี ารเผาเกิดขึ้น 6. ถา๎ สามารถทําไดค๎ วรปลูกตน๎ ไมใ๎ หญํและไมพ๎ ุมํ รวมทง้ั ไม๎ในรมํ เพม่ิ มากขน้ึ 4.2 การปฏบิ ัตติ นขณะเกดิ หมอกควนั 4.2.1 การดูแลตนเอง 1) ตดิ ตามสถานการณม๑ ลพษิ และหมอกควนั อยูเํ สมอ ดแู ละสุขภาพและหลกี เลยี่ ง สถานทีม่ ีควันไฟหรือหมอกควัน 2) รักษาความสะอาดโดยใชน๎ า้ํ สะอาดกลั้วคอ แลว๎ บว๎ นทิง้ วนั ละ 3-4 ครงั้ 3) งดเว๎นการสบู บุหรี่และงดกิจกรรมการเผาทจ่ี ะเพ่มิ ปญั หาควนั มากข้นึ 4) หลีกเลีย่ งการออกก าลังกายและการท างานหลักทีต่ ๎องออกแรงมากในบริเวณหมอก ควนั 5) กรณที จี่ ําเปน็ ตอ๎ งอยูํในบรเิ วณทีม่ หี มอกควนั ควรสวมแวนํ ตา เพื่อปอู งกันการระคาย เคืองตา และควรใช๎หนา๎ กากอ นามยั ปดิ ปากและจมูก หรือใชผ๎ า๎ ทีท่ ํา จากฝูายหรอื ลนิ นิ มาทบกนั หลายชั้น คาดปากและจมูกแทนหนา๎ กาก และควรใชน๎ ํ้า พรมทผี่ ๎าดงั กลําวให๎เปียกหมาด ๆเพือ่ ชํวยซับกรองและ ปอู งกันฝุนละอองไดด๎ ขี ้ึน และควรเปล่ยี นใหมหํ ากหนา๎ กากสกปรกหรือเรมิ่ รสู๎ กึ อดึ อดั หายใจไมํสะดวก 6) สําหรับผู๎ใช๎รถใช๎ถนนให๎เพ่ิมความระมดั ระวังในการเดนิ ทาง ไมํขับรถเร็วเปิดไฟหนา๎ รถหรอื ไฟตัดหมอก จะชวํ ยใหม๎ องเห็นเส๎นทางชัดเจนข้ึน เว๎นระยะหาํ งจากรถคันหน๎าใหม๎ ากกวาํ ปกติ ไมํ แซงหรอื เปลย่ี นชํองทางกะทันหนั หากทศั นวิสยั แยมํ ากจนมองไมเํ ห็นเสน๎ ทางให๎จอดรถในบริเวณท่ี ปลอดภยั 2. ครแู ละผูเ๎ รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนรู๎รํวมกนั เพือ่ เปน็ การสรุปภาพรวมของกิจกรรม การเรียนร๎ู ซ่งึ จะทาํ ใหผ๎ เ๎ู รยี นเกดิ ความเขา๎ ใจในกิจกรรมการเรยี นร๎มู ากยงิ่ ขึ้น 3. ใหผ๎ ูเ๎ รยี นทาํ แบบทดสอบหลังเรยี น จํานวน 10 ข๎อ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครูและผ๎ูเรยี นสรปุ ภาพรวมส่ิงที่ได๎เรยี นรู๎รํวมกัน

414 ครูมอบหมายงานใหเ๎ รยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง รายละเอียดดังน้ี การมอบหมายงานใหเ๎ รยี นร๎ดู ๎วยตนเอง ครชู ้ีแจงใหผ๎ ู๎เรยี นทราบวํา ในการพบกลมุํ แตํละครง้ั ผเ๎ู รียนจะได๎รบั มอบหมายงานให๎ไปเรียนร๎ู ดว๎ ยวิธเี รยี นรดู๎ ๎วยตนเองในลักษณะทคี่ รจู ะมอบหมายงานใหผ๎ ูเ๎ รยี นไปศึกษา ชดุ กจิ กรรมวิชาการเรียนร๎ูส๎ู ภยั ธรรมชาติ 2 รหัสวิชา สค22019 เรอื่ ง ไฟปาุ และหมอกควัน หนา๎ 68-102 ท้งั ภาคทฤษฎีและปฏบิ ัติ โดยใหศ๎ กึ ษาเนื้อหาและปฏบิ ัตกิ จิ กรรมท๎ายเรอื่ ง รายละเอยี ดของเนอ้ื หา แบํงออกเปน็ 2 สวํ น ดงั นี้ สวํ นที่ 1 เนอ้ื หาการเรียนร๎ูตามแผนการจดั การเรียนรู๎ครั้งนี้ สวํ นที่ 2 เนอ้ื หาการเรียนรเู๎ พม่ิ เตมิ ใน สมดุ บนั ทึกกิจกรรมการเรียนร๎ู รายวชิ าการเรยี นรส๎ู ูภ๎ ัย ธรรมชาติ หลงั จากนั้น ครูและผู๎เรยี นมีการนดั หมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปล่ียนเรยี นรู๎รํวมกนั ผาํ นทางส่อื อิเลก็ ทรอนิกส๑ ตํอไป หมายเหตุ : ให๎ผู๎เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมด๎วยตนเอง ซ่งึ การให๎ผเู๎ รียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมด๎วย ตนเองน้ัน อาจมคี วามแตกตาํ งกนั บ๎างในขน้ั ตอน โดยพจิ ารณาจากพนื้ ฐานของผ๎ูเรียน ในกรณีทผี่ ู๎เรยี นมี พ้นื ฐานน๎อยหรอื ไมํมีพ้ืนฐานมากอํ นก็ควรจัดการเรยี นร๎ูพ้ืนฐานท่ีจาํ เป็นและ พอเพียงกบั ผเ๎ู รยี น หลงั จาก นน้ั ให๎ผเ๎ู รียนได๎ปฏบิ ตั ิดว๎ ยตนเองในชวํ งระยะหนึง่ แล๎วจงึ คํอยให๎ผเู๎ รียนคดิ หัวข๎อทอี่ ยากจะทาํ หรือถา๎ ผเ๎ู รียนมพี น้ื ความร๎ูมากอํ นแล๎ว ใหค๎ ดิ หวั ข๎อท่ีสนใจจะทาํ และให๎ลงมอื ปฏบิ ัตไิ ด๎ ส่ือ วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลงํ การเรียนรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรยี น เรื่อง ไฟปาุ และหมอกควนั 2. ใบความรสู๎ าํ หรบั ผ๎ูเรียน เรอื่ ง ไฟปาุ และหมอกควัน 3. คลปิ วิดีโอ เร่ือง ไฟปาุ และหมอกควนั 4. ใบกจิ กรรม เรื่อง ไฟปาุ (ชดุ กิจกรรมการเรยี นร๎ูวชิ าการเรียนรูส๎ ภ๎ู ยั ธรรมชาติ 2) 5. ใบกิจกรรม เร่ือง ไฟปาุ (ชดุ กิจกรรมการเรียนร๎วู ิชาการเรยี นร๎ูส๎ภู ยั ธรรมชาติ 2) 6. แบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง ไฟปาุ และหมอกควัน การวดั และประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมการมีสวํ นรํวม ความตั้งใจ และความสนใจของผเู๎ รียน 2. ผลการทดสอบกํอนและหลังเรียน 3. ผลการออกแบบและสร๎างสรรค๑นวตั กรรมและสิ่งท่ีต๎องการพัฒนา/ชิ้นงาน/ผลงาน 4. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผูเ๎ รียน

415 แบบทดสอบกอํ นเรยี น วิชา การเรยี นร๎ูส๎ภู ยั ธรรมชาติ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน๎ คาํ ช้แี จง เลอื กคําตอบท่ถี ูกตอ๎ งทส่ี ุดเพียงคาํ ตอบเดยี ว 1. ขอ๎ ใดกลําวถงึ สาเหตขุ องการเกดิ ไฟปุาไดถ๎ กู ต๎อง ก. เกดิ จากการเผาหญ๎า ทําไรเํ ล่อื นลอยของ ข. เกิดจากธรรมชาติ สาเหตจุ ากมนษุ ย๑ ค. ภัยทางทั้งทางบก ภัยทางนํา้ และภยั ทางอากาศ ง. การเกดิ วาตภัย การเกดิ อุทกภัย และการเกดิ อบุ ตั ิภยั 2. ประเทศใดในแถบทวีปเอเชยี ที่ประสบภัยไฟปาุ มากที่สดุ ก. ประเทศบรูไน ข. ประเทศเวียดนาม ค. ประเทศเกาหลีเหนอื ง. ประเทศอนิ โดนีเชีย 3. ข๎อใด ไมํควร ปฏิบตั ิเม่ือเกดิ ภัยธรรมชาติ ก. ฟังคาํ เตือนจากทางราชการ ข. ควรเชื่อมัน่ ในตนเองเสมอ ค. เตรยี มตัวให๎พร๎อม ง. มคี วามสามคั คี 4. กระบวนการในการปอู งกันภยั ธรรมชาํ ตขิ ๎อใดถูกตอ๎ งที่สดุ ก. การเตอื นภยั การเฝูาระวัง การปอู งกันภยั และการแกไ๎ ขปัญหาเม่อื เกดิ ภยั ข. การปูองกนั การเฝูาระวัง การเตอื นภัย และการแกไ๎ ขปญั หาเม่อื เกิดภัย ค. การเฝาู ระวงั การเตือนภยั การปูองกนั ภัย และการแกไ๎ ขปญั หาเมือ่ เกิดภัย ง. การแก๎ไขปัญหาเมอ่ื เกดิ ภยั การเฝาู ระวงั การเตือนภยั การปอู งกนั ภยั 5. หมอกควัน หมายถงึ ขอ๎ ใด ก. ปรากฏการณท๑ ี่ฝุนควันและอนภุ าคแขวนลอยในอากาศรวมตัวกนั ในสภาวะที่อากาศปิด ข. สภาพอากาศทมี่ ีสารเจือปน สํงผลกระทบตํอสขุ ภาพของมนุษย๑ สัตวแ๑ ละพชื ผล ค. เมฆท่เี กดิ ในระดับใกล๎พ้ืนดนิ ทําใหท๎ ศั นวิสัยหรือการมองเห็นเลวลง ง. หมอกซึง่ มีควนั ผสมอยํเู ป็นจํานวนมากในอากาศ

416 6. ขอ๎ ใดคือปจั จยั ทมี่ ผี ลตอํ การเกิดปญั หาหมอกควัน ก. สภาพภูมปิ ระเทศทม่ี ีพ้นื ทปี่ ุาไมจ๎ าํ นวนมาก ข. สภาพอากาศเยน็ ทม่ี หี มอกลงจัด ค. การเผาปุาในประเทศเพ่ือนบ๎าน ง. สภาพภมู ิประเทศทเ่ี ปน็ ท่ีราบลมุํ 7. ประเทศใดท่ไี ด๎รบั ผลกระทบนอ๎ ยที่สุดจากไฟไหม๎ปาุ คร้ังใหญบํ นเกาะสมุ าตรา ก. ลาว ข. ไทย ค. มาเลเซีย ง. อนิ โดนีเซีย 8. หากทาํ นต๎องอยูํในพืน้ ที่ท่ีมหี มอกควนั ควรปฎิบตั ติ นอยํางไร ก. ใสํแวนํ ตาและสวมหน๎ากากอนามัยปดิ ปากและจมูก ข. ออกกําลงั กายกลางแจง๎ ในท่ีมีลมพัดผาํ น ค. ดื่มน้าํ ใหน๎ อ๎ ยลงและงดการสูบบุหร่ี ง. ถูกทุกข๎อ 9. ข๎อใดคอื การเตรียมความพรอ๎ มรบั มอื กอํ นเกดิ ปญั หาหมอกควนั ที่ถกู ต๎อง ก. ลด เลิก หรือหลกี เลย่ี งการเผาหรือกิจกรรมทีท่ าํ ใหเ๎ กดิ ฝุนควนั ข. ปดิ ประตู หน๎าตําง ไมํใหค๎ วนั ไฟหรอื หมอกควันเข๎ามาในบา๎ น ค. สวมหน๎ากากอนามยั ปิดปากและจมกู เพือ่ ปอู งกันหมอกควัน ง. หลกี เล่ยี งการสดู ดมฝุนละอองของควนั เข๎าสํูรํางกายโดยตรง 10. เหตุใดจึงต๎องมกี ารกําหนดขนาดของแผนํ ดนิ ไหว ก. เพ่อื ปูองกนั การเกดิ แผนํ ดนิ ไหว ข. เพอื่ ตรวจสอบการเกิดแผนํ ดนิ ไหวลวํ งหนา๎ ค. เพ่อื ทราบถงึ ศูนย๑กลางของการเกิดแผนํ ดินไหว ง. เพ่อื ทราบผลกระทบหรือความเสียหายท่จี ะเกดิ ข้ึน

417 เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรยี น 1. ข 2. ง 3. ข 4. ค 5. ก 6. ค 7. ก 8. ง 9. ก 10. ง

418 ใบความรู๎ เร่อื ง ไฟปุา ความหมายของไฟปาุ ไฟปาุ เปน็ ไฟทเ่ี กิดขนึ้ ตามพื้นทใี่ นปาุ ทวั่ ไปสามารถเกิดขึน้ ได๎ทุกภาคของประเทศและทัว่ โลกท้งั นีไ้ ฟ ปุาอาจเกดิ ขึน้ เองต ามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทาํ ของมนษุ ย๑โดยเฉพาะอยาํ งยงิ่ ในฤดูแล๎งมกั เกดิ ไฟ ปาุ ข้ึนในหลายๆพน้ื ท่ีเมอ่ื มีไฟปุาเกดิ ข้ึนบรเิ วณใดกจ็ ะสร๎างความเสยี หายใหบ๎ รเิ วณน้ันและอาจลกุ ลามไป ยงั พน้ื ท่อี ืน่ จนเกิดความเสียหายบริเวณกวา๎ งและสํงผลกระทบตอํ สภาพแวดลอ๎ มทางธรรมชาติ ไฟปุา นับเป็นภัยพิบตั อิ ันรา๎ ยแรงท่เี ปน็ เสมือนฝนั ร๎ายของทั้งสัตว๑ปุาน๎อยใหญํรวมถึงปาุ ไม๎และมวลมนษุ ยชาติ เพราะเมื่อไฟปุามอดดับลงคงหลงเหลือแตสํ ภาพความเสยี หายอนั ประมาณคําไมํไดแ๎ ละเกดิ ปญั หาตามมา อกี มากมาย ความหมายของไฟปาุ โดยสรุป คอื ไฟท่เี กิดจากสาเหตุอนั ใดกต็ ามแลว๎ เกิดการลุกลามไปไดโ๎ ดย อสิ ระปราศจากการควบคุมทงั้ น้ไี มํวาํ ไฟน้ันจะเกดิ ขน้ึ ในปุาธรรมชาติหรอื สวนปุาก็ตาม ลกั ษณะการเกิดไฟปาุ 1. สาเหตุและปจั จัยการเกดิ ไฟปาุ การเกิดไฟปาุ มาจากสาเหตแุ ละปจั จยั 2 อยาํ ง คือเกดิ จาก ธรรมชาติ และเกดิ จากการกระทําของมนุษยอ๑ ยํางไรก็ตามสําหรับในประเทศไทยยังไมพํ บไฟปาุ ทเ่ี กิดโดย ความรอ๎ นตามธรรมชาตสิ ํวนใหญํเกิดจากฝมี อื มนุษยท๑ ั้งสนิ้ ดังนั้นมนษุ ย๑จงึ เป็นตน๎ เหตขุ องการเกิดไฟปุาท่ี สาํ คญั 1.1 ไฟปาุ ทเ่ี กดิ จากธรรมชาติ ไฟปาุ ท่เี กิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ เชนํ จากฟาู ผํากง่ิ ไมเ๎ กิดการเสียด สีกนั ปฏิกริ ยิ าเคมีในดินปุาพรุ ซึ่งสาเหตทุ สี่ ําคญั ได๎แกํ 1) ฟาู ผาํ เป็นสาเหตสุ าํ คัญของการเกดิ ไฟปาุ ในเขตอบอํุนของตาํ งประเทศซง่ึ แบงํ ออก ไดเ๎ ปน็ 2 ประเภท คือ ฟูาผําแหง๎ และฟูาผาํ เปยี ก - ฟาู ผาํ แหง๎ คอื ฟูาผําทเ่ี กิดขึ้นในขณะทีไ่ มํมีฝนตกมกั จะเกิดขนึ้ ในฤดูแลง๎ เปน็ สาเหตสุ ําคญั ของ การเกิดไฟปาุ ในเขตอบอุนํ - ฟาู ผําเปียก คือ ฟูาผาํ ทเี่ กดิ ขึน้ ควบคูํกบั การเกิดพายุฝนฟูาคะนองฟูาผาํ ในเขตรอ๎ นรวมถงึ ประเทศไทยมกั จะเป็นฟาู ผาํ เปยี กจึงแทบจะไมํเป็นสาเหตุของไฟปาุ ในเขตร๎อนน้ีเลย 2) ก่งิ ไมเ๎ สียดสีกัน ไฟปาุ ที่เกิดจากกิ่งไมเ๎ สยี ดสีกนั อาจเกิดข้ึนไดใ๎ นพ้ืนท่ีปุาทมี่ ีไม๎ขนึ้ อยูํ อยํางหนาแนํนและมสี ภาพอากาศแห๎งจดั เชํน ในปาุ ไผํ หรอื ปาุ สน

419 1.2 ไฟปาุ ทม่ี สี าเหตุจากมนุษย๑ ไฟปาุ ทีเ่ กิดในประเทศกําลังพัฒนาในเขตร๎อนสวํ นใหญจํ ะ มีสาเหตุมาจากกจิ กรรมของมนษุ ย๑ สําหรบั ประเทศไทยจากการเกบ็ สถิติไฟปุาต้ังแตปํ ี พ.ศ. 2528-2542 ซ่ึงมสี ถติ ิไฟปุาทง้ั สิน้ 73,630 ครัง้ พบวําเกดิ จากสาเหตตุ ามธรรมชาติ คอื ฟาู ผาํ เพยี ง 4 ครงั้ เทํานน้ั คือ เกดิ ทภ่ี กู ระดงึ จงั หวัดเลย ทห่ี ๎วยนํา้ ดัง จงั หวัดเชียงใหมํ ทที่ าํ แซะ จงั หวัด ชมุ พร และท่เี ขาใหญํ จงั หวดั นครราชสมี า แหํงละหน่งึ ครั้ง ดงั น้ันจึงถือไดว๎ าํ ไฟปุาในประเทศไทยท้ังหมดเกดิ จากการกระทําของมนุษย๑ โดยมสี าเหตตุ ํางๆ กันไป ไดแ๎ กํ 1) ไฟปุาท่เี กดิ จากการเผาหญา๎ เศษวสั ดุเศษพชื ผลทางการเกษตรนบั เป็น สาเหตุ สําคัญประการหนงึ่ ท่ีลุกลามเป็นไฟปุาได๎ 2) การเผาขยะมูลฝอยและวัสดเุ หลือใช๎ในชุมชน คนในชมุ ชนบางคนอาศัยความ สะดวกมักนาํ ขยะหรือเศษวสั ดทุ ่เี หลือใชม๎ าเผาในหมบํู า๎ นหรือในชมุ ชน อาจเปน็ สาเหตหุ นึ่ง ทีท่ ําใหเ๎ กิดไฟ ไหมล๎ ุกลามได๎ 3) เกบ็ หาของปุา เป็นสาเหตุทที่ ําให๎เกิดไฟปุามากทส่ี ุด การเก็บหาของปุา สํวนใหญํ ไดแ๎ กํ ไขมํ ดแดง เหด็ ใบตองตึง ไมไ๎ ผํ นํ้าผง้ึ ผกั หวาน และไม๎ฟืนการจุดไฟสวํ นใหญเํ พอ่ื ใหพ๎ นื้ ปาุ โลงํ เดนิ สะดวกหรือให๎แสงสวํางในระหวาํ งการเดนิ ทางผํานปุาในเวลากลางคนื หรอื จุดไฟเพือ่ กระตน๎ุ การงอกของ เห็ดกระต๎ุนการแตกใบใหมขํ องผักหวานและใบตองตึงหรอื การจดุ เพ่ือไลํตัวมดแดงออกจากรังรมควันไลผํ ึ้ง หรือไลแํ มลงตํางๆในขณะทีอ่ ยํูในปุา 4) เผาไรํ เป็นสาเหตุท่สี ําคัญรองลงมาการเผาไรกํ เ็ พ่อื ก าจัดวัชพชื หรอื เศษซากพืชที่ เหลอื อยูภํ ายหลังการเก็บเกยี่ วทงั้ น้เี พื่อเตรียมพนื้ ทเ่ี พาะปลูกในรอบตอํ ไปโดยปราศจากการทําแนวกันไฟ และปราศจากการควบคุมไฟจงึ ลกุ ลามเข๎าปุาท่อี ยูํในบรเิ วณใกลเ๎ คียง 5) แกลง๎ จุดในกรณีท่ปี ระชาชนในพ้ืนท่ีมปี ญั หาความขดั แยง๎ กบั หนํวยงานของรฐั ใน พนื้ ท่ีโดยเฉพาะอยํางยงิ่ ปญั หาเกิดจากเรือ่ งท่ีทํากนิ หรือถกู จับกมุ จากการกระทาํ ผดิ ในเรือ่ งปุาไมก๎ ็มักจะ หาทางแกแ๎ ค๎นเจา๎ หนา๎ ทีด่ ๎วยการเผาปาุ ซ่งึ อาจจะเป็นการกระทาํ ทัง้ ท่ตี ง้ั ใจหรอื ไมํตงั้ ใจกต็ าม 6) ความประมาทเกิดจากการเข๎าไปพักแรมในปุากอํ กองไฟเพ่ือให๎เกิดความอบอํุน หรอื ปูองกนั สัตว๑รา๎ ยแล๎วลมื ดบั หรือทง้ิ กน๎ บุหร่ี ลงบนพ้ืนปาุ เป็นต๎น 7) ลาํ สัตว๑โดยใชว๎ ิธีไลเํ หลํา คือ จุดไฟไลํให๎สัตว๑หนอี อกจากท่ีซํอน หรือจดุ ไฟเพื่อให๎ แมลงบินหนไี ฟนกชนดิ ตาํ งๆจะบินมากินแมลงแล๎วดกั ยิงนกอีกทอดหนึ่งหรอื จุดไฟเผา ทงุํ หญ๎า เพือ่ ให๎ หญา๎ แตกใบใหมํเป็นการลอํ ใหส๎ ตั ว๑ชนดิ ตาํ งๆ เชํน กระทิง กวาง กระตาํ ย หมูปุา มากนิ อาหารแลว๎ ดักรอ ยิงสตั ว๑เหลาํ นั้น

420 8) เล้ยี งปศุสตั วป๑ ระชาชนท่เี ลี้ยงสตั วแ๑ บบปลอํ ยใหห๎ ากินเองตามธรรมชาตมิ ีจาํ นวน ไมนํ ๎อยท่ที าํ การลักลอบจดุ ไฟเผาปาุ ใหโ๎ ลํงมสี ภาพเป็นทุงํ หญ๎าเพ่อื เปน็ แหลงํ อาหารของสตั วท๑ ตี่ นเองเลย้ี ง ไว๎ 9) ความคึกคะนองบางคร้งั การจุดไฟเผาปุาเกิดจากความคกึ คะนองของผ๎ูจดุ โดยไมํมี จุดประสงค๑ใดๆแตเํ ป็นการจุดเลํนเพอ่ื ความสนุกสนานเทาํ นนั้ 10) การเผาวชั พืชริมถนนหนทางอาจลุกลามเปน็ บริเวณกวา๎ งจนกลายเป็นไฟปาุ ท่ี เผาผลาญทาํ ลายบา๎ นเรือนและชมุ ชนได๎ 2. ชนดิ ของไฟปาุ ไฟปุาแบงํ ออกเปน็ 3 ชนดิ ตามลักษณะของเช้อื เพลิงท่ีถูกเผาไหม๎ ได๎แกํ 2.1 ไฟใตด๎ ิน เป็นไฟทไี่ หม๎อินทรยี วตั ถทุ ีส่ ะสมอยํูในดินลกุ ลามไปชา๎ ๆใต๎ผวิ ดินไมมํ ีเปลวไฟ ปรากฏใหเ๎ หน็ ชัดเจนและมคี วันใหเ๎ หน็ น๎อยมาก ฉะน้นั ไฟใต๎ดนิ จึงเป็นไฟทตี่ รวจพบหรอื สังเกตพบไดย๎ าก ที่สดุ และเป็นไฟท่มี อี ัตราการลกุ ลามช๎าทส่ี ดุ แตํสร๎างความเสยี หายให๎แกํพื้นท่ีปุาไมม๎ ากที่สดุ เพราะไฟจะ ไหมท๎ าํ ลายรากไม๎ทาํ ให๎ตน๎ ไม๎ใหญํนอ๎ ยทัง้ ปุาตายในเวลาตอํ มายงิ่ ไปกวาํ น้นั ยังเป็นไฟท่คี วบคุมไดย๎ ากทส่ี ุด อกี ดว๎ ยชุดวิชาการเรยี นรูส๎ ๎ภู ยั ธรรมชาติ 3 - 84 ไฟใตด๎ นิ ยังสามารถแบํงออกเปน็ 2 ชนิด คอื 1) ไฟใต๎ดนิ สมบูรณ๑แบบ คอื ไฟทไ่ี หมอ๎ นิ ทรยี วตั ถอุ ยูใํ ตผ๎ ิวพนื้ ปาุ จริงๆ ดังนัน้ เมื่อ ยืนอยบูํ นพน้ื ปุาจึงไมสํ ามารถตรวจพบไฟชนดิ น้ไี ดห๎ ากจะตรวจให๎ได๎ผลตอ๎ งใชเ๎ คร่ืองมอื พิเศษ เชํน เคร่อื ง ตรวจจบั ความร๎อนเพอื่ ตรวจหาไฟชนดิ น้ีตัวอยํางที่เหน็ ได๎อยาํ งชัดเจนของไฟใต๎ดนิ สมบูรณแ๑ บบ คือ ไฟท่ี ไหม๎ช้นั ถาํ นหนิ ใตด๎ นิ 2) ไฟก่ึงผวิ ดนิ กง่ึ ใต๎ดนิ ไดแ๎ กํ ไฟที่ไหม๎ในแนวระนาบไปตามผวิ พ้นื ปุาเชนํ เดียวกับ ไฟผวิ ดินในขณะทอ่ี กี สํวนหนึ่งจะไหม๎ในแนวดิง่ ลกึ ลงไปในชน้ั อินทรียวตั ถุใตผ๎ ิวพืน้ ปาุ ซ่งึ อาจไหม๎ ลึกลงไป ไดห๎ ลายฟตุ ไฟชนดิ นส้ี ามารถตรวจพบได๎โดยงํายเชํนเดียวกับไฟผิวดนิ ทว่ั ๆไปแตํการดบั ไฟจะตอ๎ งใช๎ เทคนิคการดบั ไฟผิวดนิ ผสมผสานกบั เทคนคิ การดับไฟใต๎ดินจึงจะสามารถควบคุมไฟได๎ ตัวอยํางของไฟ ชนดิ นี้ ไดแ๎ กํ ไฟท่ีไหมป๎ ุาพรโุ ตะ๏ แดงและปาุ พรุบาเจาะในจังหวัดนราธวิ าสของประเทศไทย 2.2 ไฟผิวดนิ เปน็ ไฟท่ีไหมเ๎ ช้อื เพลิงบนพื้นดิน ไดแ๎ กํ ใบไม๎ ก่ิงไมแ๎ ห๎งทต่ี ก สะสมอยํูบนพ้ืนปาุ หญา๎ ลกู ไมเ๎ ล็ก ๆ ไมพ๎ นื้ ลาํ ง กอไผํ ไม๎พมํุ ตํางๆไฟชนดิ น้ลี ุกลามอยาํ งรวดเรว็ ความรุนแรงของไฟผวิ ดนิ จะ ข้ึนอยูํกับชนดิ และประเภทของเช้ือเพลงิ ไฟปาุ ทเี่ กดิ ข้ึนในประเทศไทยสวํ นใหญเํ ป็นไฟผวิ ดิน 2.3 ไฟเรือนยอด คอื ไฟท่ีไหมล๎ ุกลามจากยอดของต๎นไมห๎ รือไม๎พํุมตน๎ หนึง่ ไปยังยอดของตน๎ ไม๎ หรอื ไม๎พุํมอกี ต๎นหนึ่งไฟชนดิ นีม้ อี ตั ราการลกุ ลามท่รี วดเรว็ มากทั้งน้เี น่ืองจากไฟมีความรนุ แรงมากและมี ความสงู เปลวไฟประมาณ 10 - 30 เมตร ในบางกรณีไฟอาจมีความสูงถึง 40-50 เมตร ไฟเรอื นยอด โดยท่ัวไปอาจต๎องอาศัยไฟผิวดินเป็นสอื่ ในการลุกไหม๎ไฟเรือนยอด แบํงออกเปน็ 2 ชนิดยํอย ไดแ๎ กํ

421 1) ไฟเรือนยอดทต่ี ๎องอาศัยไฟผิวดินเป็นส่ือ คอื ไฟเรือนยอดท่ีต๎องอาศัยไฟท่ลี กุ ลามไปตามผิว ดินเปน็ ตวั นาํ เปลวไฟข้นึ ไปสเูํ รือนยอดของต๎นไม๎อน่ื ทอ่ี ยํใู กล๎เคียงลกั ษณะของไฟชนดิ นจ้ี ะเหน็ ไฟผวิ ดนิ ลกุ ลามไปกํอนแลว๎ ตามดว๎ ยไฟเรอื นยอด 2) ไฟเรอื นยอดที่ไมํต๎องอาศัยไฟผิวดนิ มักเกดิ ในปาุ ทีม่ ีต๎นไม๎ท่ีติดไฟได๎งําย และมเี รอื นยอด แนนํ ทึบติดตํอกัน การลกุ ลามจะเป็นไปอยํางรวดเร็วและรนุ แรงจากเรือนยอดหน่ึง ไปสํูอีกเรือนยอดหนึง่ ท่ี อยูํข๎างเคียงไดโ๎ ดยตรง จงึ ทาํ ให๎เกดิ การลกุ ลามไปตามเรือนยอดอยาํ งตํอเนื่อง ในขณะเดยี วกนั ลูกไฟจาก เรือนยอดจะตกลงบนพืน้ ปาุ กํอให๎เกดิ ไฟผิวดนิ ไปพรอ๎ ม ๆ กนั ด๎วย 3. ผลกระทบทเ่ี กดิ จากไฟปาุ ไฟปาุ ที่เกดิ ข้ึนในพื้นทีห่ นึ่งๆไมเํ พียงแตํจะกํอความเสียหายแกพํ ้ืนที่ เทาํ น้ันแตํจะสงํ ผล กระทบตํอส่งิ แวดลอ๎ มและระบบนเิ วศโดยรวมของโลกหลายดา๎ น เชํนเป็นผลเสยี ตอํ สงั คมพชื ผลเสีย ตอํ ดนิ ผลเสยี ตํอทรัพยากรนาํ้ ผลเสยี ตํอสตั ว๑ปุาและสง่ิ มีชีวติ เลก็ ๆ ในปาุ ผลเสียตอํ ชวี ิต และ ทรพั ย๑สนิ ของมนุษย๑ และผลเสยี ตอํ สภาวะอากาศของโลก ซ่ึงผลเสยี หายดังกลําว มดี งั นี้ 3.1 ผลเสียของไฟปาุ ตํอสงั คมพืช เมอ่ื มีไฟปาุ เกดิ ข้นึ พน้ื ทใ่ี ด จะทาํ ใหเ๎ กิด การ เปล่ียนแปลงด๎านโครงสร๎างของปุา โดยเฉพาะพ้ืนทีป่ ุาทถี่ ูกไฟไหม๎ซ้าํ ซากเป็นประจาํ ทุกปี จะมีผลทาํ ให๎ โครงสรา๎ งของปาุ เปลี่ยนแปลงไป ต๎นไม๎จะถกู ไฟไหมต๎ ายหมด พื้นทป่ี าุ จะคงเหลือแตํ พืชท่ปี รับตวั ไดด๎ ี เชํน หญา๎ คา จนสภาพปาุ กลายเปน็ ทงํุ หญ๎า 3.2 ผลเสียของไฟปาุ ตอํ ดนิ ความร๎อนจากการเผาผลาญของไฟปุา ทําใหพ๎ ้ืนดนิ เส่อื ม ความอดุ มสมบรู ณ๑ หน๎าดินท่ีเปดิ โลํง ทําให๎ดนิ สญู เสยี ความชนื้ นอกจากน้ี จุลินทรีย๑ที่อาศยั อยํใู นดินถกู ทาํ ลาย ดินปราศจากแรธํ าตอุ าหาร ไมสํ ามารถท่ีจะเอือ้ อาํ นวยประโยชน๑ตอํ การดาํ รงชพี ของพืชอกี ตอํ ไป 2.3.3 ผลเสยี ของไฟปุาตอํ ทรัพยากรน๎ า ไฟปาุ ทําให๎เกดิ ความร๎อนนํา้ ท่มี อี ยูํจะ ละเหยออกไป เม่ือผนื ปาุ ถูกไฟไหม๎ ความสามารถในการดดู ซบั นํา้ ลดลง เมอ่ื ถึงฤดแู ล๎งในชน้ั ดินไมํมี น้ํา เกบ็ สะสมอยูตํ ามชํองรพู รุนของดนิ จงึ ไมํมนี ํ้าไหลออกมาหลํอเลย้ี งลาํ นาํ้ ทําใหเ๎ กดิ ภาวะ แหง๎ แลง๎ ขาด แคลนนา้ํ เพ่ือการอุปโภคบริโภค และเพอ่ื การเกษตร กอํ ใหเ๎ กิดความเสียหายตอํ ชวี ิต ความเป็นอยขูํ อง มนุษย๑ 2.3.4 ผลเสียของไฟปุาตํอสตั วป๑ ุาและสิ่งมีชีวติ เลก็ ๆเมอ่ื เกิดไฟไหม๎ปาุ สตั วเ๑ ลก็ ทห่ี ากินอยํบู นพน้ื ปุา จะถกู ควันไฟรม และถูกไฟคลอกตาย นอกจากน้ี ไฟปุายังทําลายและ เปลี่ยนแปลงสภาพแหลํงที่อยํู อาศยั และแหลงํ อาหาร ทําใหไ๎ มเํ หมาะสมตอํ การดํารงชวี ิตของสัตว๑ ปาุ อีกตอํ ไป 2.3.5 ผลเสียของไฟปุาตํอชีวิตและทรัพย๑สนิ ของมนษุ ย๑ ไฟปาุ เม่อื เกิดข้ึนแล๎ว ลกุ ลามเข๎าไหม๎บา๎ นเรอื น เรอื กสวน ไรํนา และทรัพยส๑ ินของประชาชน ทอ่ี าศัย อยใํู กล๎ปุา ประชาชนไรท๎ อ่ี ยอํู าศยั ลม๎ ตายหรือไดร๎ ับบาดเจ็บจากไฟปุา ควนั ไฟยังกํอให๎เกิดโรคระบบ ทางเดิน หายใจ ทําใหผ๎ ป๎ู วุ ยเพ่มิ มากขึ้น นอกจากนป้ี ุาท่เี คยเป็นแหลงํ ทํองเที่ยวท่สี วยงามกห็ มดสภาพ

422 ลง สงํ ผลใหจ๎ ํานวนนักทํองเท่ยี วลดลง ทําใหข๎ าดรายไดจ๎ ากการทอํ งเทยี่ ว เกดิ ผลกระทบตํอเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ 2.3.6 ผลเสียของไฟปาุ ตอํ สภาวะอากาศของโลก ไฟปุากํอใหเ๎ กดิ สภาวะเรือน กระจก ซ่ึงมีผลทําให๎อณุ หภูมขิ องโลกสูงขึน้ และอณุ หภมู ิทส่ี ูงขึ้น ยงั ทาํ ให๎ ระบบนเิ วศของโลกเสยี สมดุลตามธรรมชาติ ทําใหเ๎ กิดการกอํ ตัวของพายทุ ี่มคี วามรุนแรง ฝนตกไมํ สม่ําเสมอ ไมตํ กตอ๎ งตาม ฤดกู าล สร๎างความเสยี หายตอํ การประกอบอาชีพและสํงผลถงึ ระบบ เศรษฐกจิ ของประเทศตามมาอีกดว๎ ย 4. ฤดูกาลเกิดไฟปุาในประเทศไทยและประเทศตําง ๆ ในโลก 4.1 ฤดูกาลเกดิ ไฟปาุ ในประเทศไทย การเกิดไฟปาุ มกั จะเกดิ ชวํ งฤดูรอ๎ น เพราะ ในชวํ งฤดรู ๎อน อากาศแห๎ง ต๎นไม๎ขาดนาํ้ หญา๎ หรือต๎นไม๎เล็ก ๆ อาจจะแห๎งตายกลายเป็นเชือ้ เพลงิ ได๎เป็นอยาํ งดีการเกิด ไฟปุาในแตํละภูมิภาคของประเทศไทย จะมีดังน้ี 1) ภาคเหนอื มักเกดิ ในชํวงระหวํางเดือนเมษายน ถึงเดือนพฤษภาคมของทกุ ปี 2) ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ มักจะเกดิ ในชวํ งระหวาํ งเดอื นพฤศจกิ ายน ถึง เดือนพฤษภาคม ของทุกปี 3) ภาคกลาง ภาคตะวนั ออก และภาคใต๎ มกั จะเกิดในชํวงระหวํางเดือน มีนาคม ถงึ เดอื น พฤษภาคมของทกุ ปี 4.2 ฤดูกาลเกิดไฟปาุ ประเทศตาํ ง ๆ ในในโลกในภูมิภาคเอเชีย ตน๎ เดือนตลุ าคมเปน็ หน๎าแลง๎ ของ ประเทศอินโดนเี ซยี โดยเฉพาะอยาํ งยิ่งทเ่ี กาะกาลมิ นั ตนั หรือเกาะบอรเ๑ นยี วเหนือและทเี่ กาะสมุ าตราจะมี ไฟปุาเกดิ ขึน้ ทําใหเ๎ กิดหมอกควนั อยํางรนุ แรงพัดมาปกคลมุ เกาะสิงคโปรแ๑ ละแหลมมลายู เลยมาถึง 4 จงั หวัด ภาคใตแ๎ ละจังหวัดสงขลา บางทกี เ็ ลยไปถงึ เมืองไซํงอํ นของประเทศเวยี ดนาม การเกิดไฟปุาใน ภูมิภาคอ่ืนๆของโลก จะเกดิ ในชวํ งเวลาไมเํ ทํากนั เชนํ ประเทศ แคนาดา สหรัฐอเมรกิ า ออสเตรเลยี 3. สถานการณ๑การเกิดไฟปุา 3.1 สถานการณ๑การเกดิ ไฟปุาในประเทศไทยในประเทศไทย แมจ๎ ะยงั ไมมํ กี ารศกึ ษาถึงประวัติ การเกิดไฟปุาอยาํ งจรงิ จังมากํอนแตํจากการศกึ ษาประวตั กิ ารเจริญเตบิ โตของต๎นไมท๎ ่ีมีอายุนับรอ๎ ยปีโดย การวิเคราะหว๑ งปีของตน๎ ไม๎พบหลักฐานวาํ ได๎เกิดไฟปาุ ขน้ึ หลายครง้ั ในชวํ งชวี ิตของต๎นไมน๎ นั้ ๆจงึ พอบอกได๎ วําอยาํ งนอ๎ ยทส่ี ดุ กม็ ไี ฟไหมป๎ าุ มาเป็นเวลานับร๎อยปแี ล๎วอยํางไรก็ตามเนื่องจากในอดีตนน้ั พื้นทป่ี ระเทศ ไทยยงั มปี าุ ไม๎ท่อี ดุ มสมบรู ณแ๑ ละเป็นปาุ ประเภททมี่ คี วามชํมุ ชน้ื สงู ไฟปุาทีเ่ กิดขึน้ จากกจิ กรรมของมนษุ ยม๑ ี ไมบํ ํอยนักจึงอยํใู น วิสัยทีก่ ลไกของธรรมชาตจิ ะปรับตัวเพ่อื รักษาสภาวะสมดลุ ของระบบนเิ วศปุาไม๎เอาไว๎

423 ได๎ แตใํ นชวํ ง 20-30 ปีที่ผํานมา อัตราการเพ่ิมของประชากรไทยเปน็ ไปอยาํ งรวดเรว็ ทาํ ให๎ความจาํ เป็นใน การใช๎ประโยชนจ๑ ากทรพั ยากรปุาไมม๎ ีมากขึ้นตามไปดว๎ ยปุาไม๎ถกู แผว๎ ถางเปน็ พ้ืนท่ีทางการเกษตรกรรม พื้นทปี่ าุ ถกู จดั สรรให๎เป็นทตี่ ้งั และขยายชุมชนตํางๆทําใหพ๎ ืน้ ที่ปาุ ถูกทาํ ลายลงเปน็ อันมากผืนปุาที่เหลอื อยูํ ก็อยใํู นสภาพเสอ่ื มโทรมและเปลย่ี นแปลงไปสํูปุาประเภทที่มคี วามชํุมชื้นน๎อยลง เชํน ปุาเบญจพรรณ ปุา เตง็ รัง ปุาละเมาะและปาุ หญ๎า ซ่งึ เปน็ ปาุ ที่ เกิดไฟปุาได๎งําย ประกอบกบั ความยากจนของผูค๎ นในชนบท บีบบงั คับให๎ประชาชนต๎องอาศยั ปุา เพอ่ื การยังชพี มากขึ้น ไมํวําจะดว๎ ยการเก็บหาของปุา ลาํ สัตว๑ บุกรกุ ปุาเพือ่ ทําการเกษตร กจิ กรรม เหลํานล้ี ว๎ นตอ๎ งใช๎ไฟและเปน็ สาเหตุให๎เกิดไฟปาุ ท้ังสิน้ ด๎วยเหตนุ ้ี ไฟปาุ จากการประกอบกจิ กรรมของประชาชน จงึ มีความถีแ่ ละความรนุ แรง มากเกนิ กวาํ ทกี่ ลไกธรรมชาติจะ ปรบั ตวั เพ่อื รักษาสมดุลของระบบนเิ วศปาุ ไม๎เอาไว๎ได๎ ไฟปุาจงึ เปน็ ปจั จยั ท่ีสร๎างความเสยี หายอยําง รา๎ ยแรงตํอทรัพยากรปาุ ไม๎และส่งิ แวดลอ๎ ม สํงผลใหไ๎ ฟปุา กลายเปน็ ปญั หาสําคญั ระดบั ชาติ ที่ทกุ ฝาุ ย ตระหนักและหวํ งใยอยูใํ นขณะนี้ ปจั จบุ นั จากการสํารวจพ้ืนทีไ่ ฟไหมป๎ ุา เปรยี บเทียบการเกดิ ไฟไหม๎ปาุ ใน ชํวงเวลาเดียวกนั ระหวาํ งปพี .ศ. 2557 - 2558 พบวํา ภาคเหนอื มีพ้นื ท่ปี ุาที่ถูกไฟไหม๎มากที่สุด 3.2 สถานการณก๑ ารเกดิ ไฟปุาของโลก บนพนื้ ผิวโลกเกือบทกุ ทวปี ตํางเคยประสบกบั ปญั หาการ เกดิ ไฟปาุ มาแทบทง้ั สิ้นการเกดิ ไฟปาุ มคี วามรุนแรงมากหรอื น๎อยแตกตาํ งกนั ไป แม๎แตปํ ระเทศที่มีความ เจรญิ ทางเทคโนโลยกี ็ไมํ อาจหลกี เล่ยี งการเกดิ ไฟปุาได๎ เชนํ อินโดนเี ซีย มาเลเซีย แคนาดา อเมรกิ า และ ออสเตรเลยี เปน็ ต๎น ไฟไหม๎ปุาทอ่ี ินโดนเี ซีย การเกดิ เหตุไฟไหมป๎ ุาบนเกาะสุมาตรา ประเทศอนิ โดนเี ซีย ไมํเพียงกํอให๎เกดิ ความ เดือดรอ๎ นเฉพาะในประเทศอนิ โดนเี ซียเทาํ นัน้ แตกํ ลุํมควนั สดี าํ ทห่ี นาทึบถูกลมพดั พาเข๎าสปูํ ระเทศ เพอื่ นบา๎ นใกล๎เคยี ง เชนํ มาเลเซยี สงิ คโปร๑ รวมถึงทางภาคใต๎ของประเทศไทยดว๎ ย

424 4. แนวทางการปูองกนั และการแกไ๎ ขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากไฟปาุ 4.1 การเตรียมความพรอ๎ มเพ่อื ปอู งกนั การเกิดไฟปาุ 4.1.1 รวํ มกันดูแลเพ่ือรกั ษาพ้ืนท่ีปาุ ไมไ๎ มํตัดไม๎ทาํ ลายปาุ เพอ่ื สรา๎ งความชํมุ ชื้น และรกั ษา สมดุลทางระบบนิเวศของผนื ปาุ จะชํวยลดความเสย่ี งตํอการเกดิ ไฟปุา 4.1.2 กําจดั วัสดทุ ีเ่ ป็นเช้ือเพลิง โดยเกบ็ กวาดใบไมแ๎ หง๎ กิ่งไม๎แห๎ง หรอื หญา๎ แห๎ง ไมใํ ห๎กอง สมุ เพราะหากเกิดไฟไหม๎ จะเปน็ เช้ือเพลงิ ท่ีทําใหไ๎ ฟลุกลามเปน็ ไฟปุา 4.1.3 สร๎างแนวปอู งกนั ไฟกนั ไฟลุกลามไปยังพน้ื ทใี่ กล๎เคยี งโดยจัดทาํ คันดนิ กนั้ หรือขดุ เป็น รํองดินลอ๎ มรอบพืน้ ท่ี จะชํวยสกัดมใิ หไ๎ ฟลุกลามอยํางรวดเรว็ รวมถงึ ตรวจสอบ แนวกนั ไฟมิให๎มีต๎นไม๎พาด ขวาง เพราะหากเกิดไฟปาุ จะทําใหเ๎ พลงิ ลกุ ลามไหมต๎ ๎นไม๎ขา๎ มแนวกัน ไฟสํงผลใหไ๎ ฟปาุ ขยายวงกวา๎ งข้นึ 4.1.4 งดเวน๎ การเผาขยะหรือวชั พืชใกล๎แนวชายปาุ หรอื ในปาุ ให๎กาํ จัดโดยการฝัง กลบแทน การเผา เพือ่ ลดความเส่ียงที่ทําใหไ๎ ฟลกุ ลามกลายเปน็ ไฟปาุ 4.1.5 ไมํเก็บหาของปาุ หรือลาํ สตั ว๑ดว๎ ยวิธจี ดุ ไฟหรือรมควนั เชํน การหาเห็ด ใบตองตึง ไม๎ไผํ น้าํ ผงึ้ ผักหวานปุา ไขํมดแดง หนู กระตาํ ย นก เป็นต๎น เพราะมีความเส่ยี ง ทไ่ี ฟจะลกุ ลามเปน็ ไฟปุา 4.1.6 หลกี เลี่ยงพฤติกรรมเสย่ี งที่ทาํ ใหเ๎ กดิ ไฟปุาไมทํ ้งิ ก๎นบุหรล่ี งบนพง หญา๎ แหง๎ หากกํอกอง ไฟ ควรดับไฟใหส๎ นทิ ทุกครัง้ พร๎อมจดั เตรยี มถงั น้าํ ไว๎ใกล๎กบั บริเวณที่กอํ ไฟ หากไฟลุกลามจะไดด๎ บั ไฟทนั 4.1.7 ดูแลพืน้ ทีก่ ารเกษตร โดยหม่นั ตดั หญา๎ และเกบ็ กวาดใบไม๎แห๎งมใิ ห๎กองสมุ เพราะหาก เกิดไฟไหม๎ จะเปน็ เชื้อเพลงิ ที่ทาํ ให๎ไฟลุกลามกลายเป็นไฟปาุ 4.1.8 เตรยี มพื้นทกี่ ารเกษตรหรอื เพาะปลูกพชื โดยวธิ ฝี งั กลบ ไมเํ ผาตอซงั ข๎าวและ วชั พืชใน พ้ืนที่เกษตร เพราะจะเพ่ิมความเสยี่ งท่ไี ฟจะลุกลามกลายเปน็ ไฟปาุ 4.1.9 เพิ่มความระมัดระวงั การจดุ ไฟหรอื กํอกองไฟในปุาเปน็ พเิ ศษไมจํ ดุ ไฟใกล๎ บริเวณทม่ี กี ง่ิ ไม๎ หญ๎าแหง๎ กองสุม เพราะจะเพิม่ ความเสี่ยงตํอการเกดิ ไฟปาุ พร๎อมดับไฟใหส๎ นิททุก ครงั้ เพอ่ื ปอู งกนั ไฟ ลกุ ลามเปน็ ไฟปุา แนวทางการปูองกันไฟปาุ ตามพระราชดําริปาุ เปยี กมี 6 วธิ ดี ๎วยกนั คอื 1. ทาํ ระบบปอู งกนั ไฟไหมป๎ าุ โดยใชแ๎ นวคลองสํงนํา้ และแนวพชื ชนดิ ตาํ ง ๆ ปลกู ตาม แนวคลอง 2. สรา๎ งระบบการควบคุมไฟปาุ ด๎วยแนวปอู งกันไฟปาุ เปียก โดยอาศยั นาํ้ ชลประทาน และ นํ้าฝน 3. การปลกู ต๎นไม๎โตเรว็ คลุมแนวรํองน้ํา เพื่อใหค๎ วามชมุํ ชืน่ คอํ ยๆทวีขนึ้ และแผขํ ยาย ออกไป ทง้ั สองขา๎ งของรํองน้ํา ซ่ึงจะทาํ ให๎ต๎นไมง๎ อกงามและมีสวํ นชํวยปูองกันไฟปุาเพราะไฟปุาจะ เกดิ ขนึ้ งาํ ย หากปาุ ขาดความชํุมช้ืน 4. การสรา๎ งฝายชะลอความชุํมชื่น หรือเรยี กวาํ “check Dam” ขึน้ เพอ่ื ปิดกน้ั รํองน้ําหรือ

425 ลาํ ธารขนาดเลก็ เป็นระยะๆเพ่ือใช๎เกบ็ กกั น้ําและตะกอนดนิ ไว๎บางสวํ น โดยนํ้าทเ่ี กบ็ ไวจ๎ ะซมึ เข๎าไปสะสม ในดิน เพอื่ ทาํ ให๎ความชํุมชืน่ แผขํ ยายเขา๎ ไปท้ังสองดา๎ นกลายเป็น “ปาุ เปยี ก” 5. การสบู น้ําเขา๎ ไปในทร่ี ะดับสูงที่สดุ เทาํ ทที่ ําได๎ แลว๎ ปลํอยนาํ้ ลงมาทลี ะนอ๎ ยให๎คํอย ๆ ไหล ซมึ ลงดิน เพอ่ื ชํวยเสรมิ การปลกู ปาุ บนพน้ื ที่สงู ในรปู “ภเู ขาปาุ ” ใหก๎ ลายเปน็ “ปาุ เปียก” ซึ่งสามารถ ปูองกันไฟปุาได๎อีกดว๎ ย 4.2 การปฏิบัตขิ ณะเกิดไฟปุา 4.2.1 กรณีไมํมเี ครอื่ งมอื ดับไฟปุา 1) กรณีทีย่ ังไมํมอี ปุ กรณ๑ เคร่ืองมอื หรือยงั ไมํมเี จ๎าหน๎าท่ีดบั เพลิงจากหนวํ ย ควบคุมไฟปาุ อยาํ เส่ยี งเข๎าไปดับไฟ เวน๎ แตํเป็นการลุกไหม๎เล็กนอ๎ ยของไฟทีเ่ กดิ จากพวกหญ๎าตาํ ง ๆ ไมวํ าํ จะเป็น หญ๎า คา หญา๎ ขจรจบ หรือหญ๎าสาบเสือ เปน็ ต๎น 2) ควรชวํ ยกนั ตดั กิง่ ไมส๎ ด ตไี ฟท่ลี กุ ไหม๎ตามบริเวณหัวไฟใหเ๎ ชือ้ เพลงิ แตก กระจาย แล๎วตี ขนานไปกบั ไฟปุาท่กี าํ ลงั จะเรม่ิ ลกุ ลาม 3) ถ๎ามีรถแทร็กเตอร๑ ควรไถไรอํ ๎อยหรือต๎นขา๎ วใหโ๎ ลํงวําง เพื่อทาํ ให๎เปน็ แนว กนั ไฟ ไมํใหเ๎ กดิ การติดตํอลุกลามมาได๎ 4.2.2 กรณีมอี ุปกรณ๑เครอื่ งมือดบั ไฟปุา เครือ่ งมือพื้นฐานในการดับไฟปุา 1) ทต่ี บไฟ ทต่ี บไฟน้ี สวํ นหัวจะทําจากผ๎าใบชนดิ หนาเคลอื บด๎วยยางขนาด 30 x 40 เซนตเิ มตร ใชใ๎ นการดับไฟทางตรง โดยการตบคลุมลงไปบนเปลวไฟเพื่อปอู งกันไมํให๎ อากาศเขา๎ ไปทาํ ปฏกิ ริ ิยากับไฟ เปลวไฟก็จะดบั ลง เหมาะส าหรบั การดบั ไฟท่ีไหม๎เช้อื เพลงิ เบา ได๎แกํ หญ๎า และใบไม๎แ หง๎ เป็นตน๎ 2) ถงั ฉีดนํ้าดบั ไฟ อาจเปน็ ถังประเภทถงั แขง็ คงรปู หรอื ถงั ออํ นพบั เก็บได๎ ใช๎สาํ หรบั ฉีดลด ความร๎อนของไฟในการดบั ไฟทางตรงเพ่อื ใหเ๎ คร่อื งมอื ดบั ไฟปาุ ชนดิ อ่ืนสามารถเข๎า ไปทาํ งานท่ีขอบของไฟ ได๎ นอกจากนย้ี ังใช๎ฉดี ดับไฟท่ยี ังเหลือคงอยูํในโพรงไม๎ ในรอยแตกของไม๎ หรอื ในฐานกอไผํ ทเี่ ครื่องมืออน่ื เขา๎ ไปไมํได๎ 3) ครอบไฟปาุ ลกั ษณะของครอบไฟปุาดา๎ นหนงึ่ จะเปน็ จอบ อกี ด๎านหนง่ึ เปน็ คราด ใช๎ใน การทาํ แนวกนั ไฟ โดยใชด๎ า๎ มท่เี ปน็ จอบในการถากถาง ขุด สับ ตัด เชื้อเพลงิ ทีเ่ ป็น วชั พืช จากนนั้ จงึ ใช๎ ด๎านท่ีเป็นคราด คราดเอาเชือ้ เพลิงเหลาํ น้อี อกไปทิง้ นอกแนวกนั ไฟ 4) พลั่วไฟปุา ตัวพลั่วปลายจะเรยี วแหลมและมคี มสามด๎านใชข๎ ุด ตดั ถาก ตัก และสาด ตบไฟ รวมทัง้ ใช๎ในการขดุ หลมุ บคุ คลสาํ หรบั เปน็ ท่ีหลบกาํ บงั จากไฟปาุ ในกรณีฉุกเฉนิ 5) ขวานขดุ ไฟปุาหรือพลู าสก้ีหัวเป็นขวานอกี ดา๎ นหน่งึ เป็นจอบหน๎าแคบ ใชใ๎ นการขุดรอํ ง

426 สนาม เพอื่ เปน็ แนวกันไฟในการดับไฟกง่ึ ผิวดนิ ก่ึงใต๎ดิน โดยการใช๎ด๎านท่ีเปน็ จอบ หน๎าแคบในการขดุ ดนิ และเช้ือเพลงิ ในขณะท่ีดา๎ มท่ีเป็นขวานใชใ๎ นการตดั รากไม๎ท่ีสานกันแนํน 6) คบจดุ ไฟ ใชเ๎ ปน็ เครือ่ งมือในการจดุ ไฟ เพ่ือชิงเผากาํ จัดเช้ือเพลงิ หรือ ใช๎ในการจุดไฟเผา กลบั ในการดบั ไฟดว๎ ยไฟ 4.3 การปฏิบัตหิ ลงั เกิดไฟปาุ 4.3.1 ตรวจดูบริเวณท่ียังมไี ฟคกุ รุนํ เมื่อพบแล๎วจัดการดบั ใหส๎ นิท 4.3.2 คน๎ หาและชวํ ยเหลือคน สตั วท๑ ่หี นีไฟออกมาและไดร๎ ับบาดเจ็บ 4.3.3 ระวังภยั จากสตั วท๑ ่ีหนไี ฟปาุ ออกมา จะทําอนั ตรายแกํชีวติ และทรพั ย๑สินได๎ 4.3.4 ทําการปลูกปุาทดแทน ปลกู พชื คลุมดิน ปลกู ไม๎โตเร็ว

427 ใบงาน เร่ือง ไฟปาุ 1. อธบิ ายความหมายของคาํ วาํ ไฟปุา มาพอ สังเขป............................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ......................................... ...................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................. ......................................... ...................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................... 2. ใหช๎ มวดิ ที ัศน๑เก่ียวกับสาเหตุ และผลกระทบทีเ่ กดิ จากไฟปาุ จากเวบ็ ไซต๑ www.youtube.com เรอื่ ง “การปูองกนั ภยั ไฟปุา และ เร่ือง “การปอู งกนั ภยั ไฟปาุ สรุป สาระสาํ คญั .................................................................................................................................................. ......... ........................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................... .......... ......................................................................................................................... ........................ .................... ....................................................................................................................................... .............................. ............................................................................................................................. ........................................ ................................................................................................................... .................................................. ......................................................................................................... ............................................................ ............................................................................................... ...................................................................... ..................................................................................... ................................................................................ ........................................................................... .......................................................................................... ................................................................. ....................................................................................................

428 3. บอกชนิดของไฟปุา ฤดูกาลเกิดไฟปุาประเทศตําง ๆ ในทวีป เอเชยี ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ......................................... ............................................................................................................................................................. ......... .......................................................................................................................... ............................................ ............................................................................................................................. ......................................... 4. ศกึ ษาค๎นคว๎าเหตกุ ารณ๑ไฟปุาประเทศตําง ๆ ในทวีปเอเชยี แล๎วสรุป สงํ ............................................................................................................................. .............................. .... ....................................................................................................................................................... .............. ............................................................................................................................................. ........................ ................................................................................................................................... .................................. ......................................................................................................................... ............................................ ............................................................................................................... ...................................................... 5. ให๎เสนอแนวทางปฏบิ ตั ิกํอนเกดิ ขณะเกิด และหลงั เกิดไฟ ปาุ ........................................................................................................................................................... ..... ...................................................................................................................................................... ............... ............................................................................................................................................ ......................... .................................................................................................................................. ................................... ........................................................................................................................ ............................................. .............................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................... ................................................................. .......................................................................................... ........................................................................... ................................................................................ ..................................................................................... ...................................................................... ....................................................... ........................................

429 แนวตอบใบงาน เรอ่ื ง ไฟปาุ 1. อธิบายความหมายของคาํ วํา ไฟปาุ มาพอสงั เขป ไฟปาุ คือ ไฟท่ีเกิดจากสาเหตอุ ันใดก็ตาม แล๎วเกิดการลกุ ลามไปไดโ๎ ดยอิสระปราศจาก การควบคมุ ทงั้ นไี้ มํวาํ จะเกิดขึ้นตามปุาธรรมชาติหรือสวนปุาก็ตาม 2. ให๎ชมวดิ ีทศั นเ๑ กีย่ วกับสาเหตุ และผลกระทบทเี่ กิดจากไฟปุา จากเวบ็ ไซต๑ www.youtube.com เรอื่ ง “การปอู งกันภยั ไฟปาุ และ เรอื่ ง “การปูองกันภยั ไฟปุา สรุปสาระสาํ คัญ - จากสรุปเน้ือหาจากการ ชมวดิ ทิ ัศน๑ - ผลกระทบทเ่ี กดิ จากไฟปาุ ได๎แกํ ตอํ สังคมพชื ดนิ ทรพั ยากรํน๎า สตั ว๑ปุาและ ส่งิ มีชวี ติ เลก็ ๆ ตอํ ชวี ติ และทรัพยส๑ นิ ของมนษุ ย๑ และสภาวะอากาศ 3. บอกชนิดของไฟปุา ฤดูกาลเกิดไฟปุาประเทศตําง ๆ ในทวีปเอเชยี ชนดิ ของไฟปาุ แบงํ เปน็ 3 ชนดิ คือ ไฟใตด๎ นิ ไฟผิวดิน และไฟเรอื นยอด ฤดกู าลเกดิ ไฟปาุ ในแถบเอเชีย - ต๎นเดอื นตุลาคมเป็นหน๎าแลง๎ ของอนิ โดนีเซีย - ประเทศไทย มกั จะเกดิ ไฟปุาในชวํ งฤดูร๎อน แบํงตามภมู ภิ าค ดงั นี้ ภาคเหนอื มกั จะเกิดในชํวงระหวาํ งเดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มกั จะเกิดในชํางระหวาํ งเดือนพฤศจกิ ายน - พฤษภาคม ของทกุ ปี ภาคกลาง ภาคตะวนั ออก และภาคใต๎ มกั จะเกิดในชวํ งระหวํางเดือนมีนาคม - พฤษภาคมของทกุ ปี 4. ศกึ ษาคน๎ คว๎าเหตุการณไ๑ ฟปุาประเทศตําง ๆ ในทวปี เอเชีย แล๎วสรุปสํง สรุปขาํ วเหตุการณไ๑ ฟปุาในประเทศไทย สรปุ ขอ๎ มูลและสาเหตกุ ารเกิดไฟปุาในแถบทวปี เอเชีย 5. ใหเ๎ สนอแนวทางปฏิบัติกอํ นเกดิ ขณะเกดิ และหลังเกดิ ไฟปุา กํอนเกิดไฟปาุ

430 กาํ จดั วัชพชื ท่ตี ดิ ไฟได๎งาํ ย ท๎าแนวกนั ไฟโดยการถางปาุ ใหพ๎ น๎ จากทางเดนิ ในระยะ 5 เมตร เพื่อปอู งกันการติดตอํ ลกุ ลามของไฟ เมอ่ื พบเห็นกองไฟท่มี ีบคุ คลเผาท้ิงไวก๎ ร็ ีบดับเสยี หรอื เมื่อเหน็ ไฟไหมก๎ ็รบี ทา๎ การดับกอํ นท่จี ะทา๎ ใหเ๎ กดิ การลุกไหม๎มากขึ้น ขณะเกิดไฟปุา ตไี ฟท่ลี ุกไหมต๎ ามบริเวณหัวไฟให๎เช้ือเพลงิ กระจาย แล๎วตีขนานกบั ไฟปาุ ทก่ี ๎าลงั จะเรมิ่ ลุกลาม ฯลฯ หลังเกดิ ไฟปาุ ตรวจดูบรเิ วณที่ยังมีไฟคกุ รุํน เม่ือพบแลว๎ จัดการดับใหส๎ นิท ค๎นหาและชวํ ยเหลือคน สัตว๑ ทไ่ี ด๎รบั บาดเจ็บ ใหค๎ วามรแ๎ู กปํ ระชาชนให๎ร๎ูเรอ่ื งวธิ กี ารปอู งกันไฟปุา

431 บันทึกผลหลังการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ ผลการใช๎แผนการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ 1. จํานวนเนือ้ หากบั จํานวนเวลา  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล........................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลาํ ดับเนือ้ หากบั ความเขา๎ ใจของผู๎เรยี น  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล........................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนําเขา๎ สูํบทเรียนกับเนอื้ หาแตลํ ะหัวข๎อ  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล........................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………

432 4. วิธีการจดั กจิ กรรมการเรียนรู๎กบั เนือ้ หาในแตลํ ะข๎อ  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตุผล........................................................................................................................................... .............................................................................. ................................................................................ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. การประเมนิ ผลกับตัวชว้ี ัดในแตํละเนอื้ หา  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล........................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนรข๎ู องผเู๎ รยี น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจัดกระบวนการเรยี นร๎ูของครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

433 ขอ๎ เสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

434 วธิ ีการวัดผลประเมินผล/เคร่อื งมือ/เกณฑ๑การประเมิน วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑก๑ ารประเมนิ สังเกตพฤตกิ รรมรายกลมุํ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผํานการประเมนิ ระดับดีข้ึนไป รายกลุมํ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น ผํานการประเมนิ ร๎อยละ 70 ขึน้ ไป ประเมินผลงาน/ชิน้ งาน แบบประเมนิ ผลงาน/ ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขนึ้ ไป ชิ้นงาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผํานการประเมินระดับดีข้นึ ไป พึงพอใจ เกณฑก๑ ารประเมินชิน้ งาน/ภาระงาน ระดับคะแนน รายการประเมิน 4 3 2 1 1. ความถกู ต๎อง มีความถูกตอ๎ ง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชดั เจนสมบรู ณ๑ ถกู ตอ๎ งครบถว๎ น มคี วามถกู ต๎องเปน็ มคี วามถูกตอ๎ ง ครบถ๎วน บางสวํ น เป็นสวํ นใหญํ 2. ความสะอาด ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน เรยี บรอ๎ ย เรยี บร๎อย สวยงาม เรียบร๎อย บางสวํ น สวํ นใหญํ สวยงาม ไมมํ ีรอยขีดลบ มีรอยขีดลบนอ๎ ย ไมสํ ะอาด ไมสํ ะอาด ไมํเรียบรอ๎ ย ไมํเรียบรอ๎ ย 3.ตรงตอํ เวลา สงํ งานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ นหมด สงํ งานช๎ากอํ นหมด สงํ งานชา๎ ทกี่ าํ หนด เวลา 10 นาที เวลา 5 นาที ตอ๎ งมีการ เรงํ และทวง 4.การเชอื่ มโยง คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ และความคดิ เชือ่ มโยงสัมพันธ๑ เช่ือมโยงสัมพนั ธ๑ เช่ือมโยงสัมพันธ๑ เชอ่ื มโยงสัมพนั ธ๑ สรา๎ งสรรค๑ สง่ิ ตําง ๆ ได๎ สงิ่ ตาํ ง ๆ ได๎ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยํางถูกต๎อง เปน็ สวํ นใหญํ เป็นบางสํวน เป็นสํวนน๎อย

435 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรขู๎ องผ๎ูเรยี น ชอื่ โครงการ/กิจกรรม........................................................................................................................ ชื่อโรงเรียน/สถานศกึ ษา …………………………………………………………………………………………………….. ชอ่ื หัวหนา๎ โครงการ/กจิ กรรม............................................................................................................. คําช้ีแจง ใหผ๎ ๎ูประเมนิ ทําเครือ่ งหมาย ถกู () ลงในชํองระดบั พฤตกิ รรมของผ๎เู รยี น โดยมเี กณฑร๑ ะดบั คณุ ภาพ การประเมนิ ดังน้ี 5 มีพฤตกิ รรมการเรียนรู๎ มากท่ีสุด 4 มีพฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู มาก 3 มีพฤติกรรมการเรียนร๎ู ปานกลาง 2 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู น๎อย 1 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู น๎อยท่ีสุด เกณฑก๑ ารพิจารณาระดับคุณภาพ คะแนนเฉล่ียร๎อยละ 0 - 50 ระดบั คุณภาพ ปรับปรุง คะแนนเฉล่ยี รอ๎ ยละ 50 - 69 ระดับคณุ ภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 70 – 79 ระดับคณุ ภาพ ดี คะแนนเฉล่ียรอ๎ ยละ 80 – 89 ระดับคณุ ภาพ ดีมาก คะแนนเฉลีย่ รอ๎ ยละ 90 - 100 ระดบั คณุ ภาพ ดีเยี่ยม พฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ ระดับพฤติกรรม 54321 1. ความตั้งใจในการทํางาน 2. ความรบั ผดิ ชอบ 3. ความกระตอื รอื รน๎ 4. การตรงตํอเวลา 5. ผลสําเร็จของงาน 6. การทาํ งานรํวมกับผอ๎ู นื่ 7. มีความคิดริเรม่ิ สรา๎ งสรรค๑ 8. มกี ารวางแผนในการทาํ งาน 9. การมีสวํ นรวํ มในการแสดงความคดิ เหน็ ในกลํมุ 10. การมสี วํ นรวํ มในการแกไ๎ ขปัญหาในกลุมํ ลงช่อื ......................................................................ผ๎ปู ระเมิน ............./……………./………………

436 แบบทดสอบหลังเรยี น วิชา การเรียนรู๎สู๎ภยั ธรรมชาติ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น คําชแี้ จง เลอื กคําตอบที่ถกู ตอ๎ งที่สุดเพยี งคําตอบเดียว 1. ประเทศใดในแถบทวปี เอเชีย ท่ีประสบภัยไฟปาุ มากทีส่ ุด ก. ประเทศบรูไน ข. ประเทศเวยี ดนาม ค. ประเทศเกาหลเี หนอื ง. ประเทศอนิ โดนเี ชยี 2. ขอ๎ ใด ไมคํ วร ปฏิบตั เิ มือ่ เกดิ ภัยธรรมชาติ ก. ฟังคาํ เตือนจากทางราชการ ข. ควรเช่อื ม่นั ในตนเองเสมอ ค. เตรยี มตวั ให๎พร๎อม ง. มคี วามสามัคคี 3. กระบวนการในการปูองกันภยั ธรรมชาตขิ อ๎ ใดถูกต๎องท่สี ดุ ก. การเตอื นภัย การเฝูาระวัง การปูองกันภยั และการแก๎ไขปญั หาเมอื่ เกดิ ภยั ข. การปอู งกนั การเฝูาระวัง การเตือนภยั และการแก๎ไขปัญหาเม่ือเกดิ ภัย ค. การเฝูาระวงั การเตอื นภยั การปูองกันภยั และการแก๎ไขปญั หาเม่ือเกิดภยั ง. การแก๎ไขปญั หาเม่อื เกิดภยั การเฝูาระวงั การเตอื นภยั การปูองกนั ภยั 4. ข๎อใดกลําวถึงสําเหตขุ องการเกดิ ไฟปุาได๎ถกู ตอ๎ ง ก. เกิดจากการเผาหญ๎า ทําไรํเลอ่ื นลอยของ ข. เกดิ จากธรรมชาติ สําเหตุจากมนุษย๑ ค. ภยั ทางทง้ั ทางบก ภยั ทางน้ํา และภัยทางอากาศ ง. การเกดิ วาตภัย การเกิดอทุ กภัย และการเกิดอบุ ตั ิภัย 5. หมอกควนั หมายถงึ ขอ๎ ใด ก. ปรากฏการณท๑ ฝี่ ุนควนั และอนุภาคแขวนลอยในอากาศรวมตวั กนั ในสภาวะที่อากาศปิด ข. สภาพอากาศทมี่ สี ารเจอื ปน สํงผลกระทบตํอสขุ ภาพของมนษุ ย๑ สัตว๑และพืชผล ค. เมฆท่เี กิดในระดับใกล๎พื้นดนิ ทําให๎ทศั นวิสยั หรอื การมองเหน็ เลวลง ง. หมอกซ่งึ มคี วนั ผสมอยเูํ ปน็ จํานวนมากในอากาศ

437 6. ประเทศใดท่ีไดร๎ ับผลกระทบน๎อยท่สี ดุ จากไฟไหมป๎ ุาคร้ังใหญบํ นเกาะสุมาตรา ก. ลาว ข. ไทย ค. มาเลเซีย ง. อินโดนีเซยี 7. ข๎อใดคือปัจจัยทม่ี ผี ลตอํ การเกิดปญั หาหมอกควนั ก. สภาพภมู ปิ ระเทศที่มีพ้ืนทีป่ ุาไม๎จาํ นวนมาก ข. สภาพอากาศเยน็ ท่มี หี มอกลงจัด ค. การเผาปาุ ในประเทศเพอื่ นบ๎าน ง. สภาพภมู ปิ ระเทศที่เปน็ ท่รี าบลมุํ 8. หากทํานตอ๎ งอยํใู นพ้ืนทท่ี ีม่ ีหมอกควนั ควรปฎิบัติตนอยาํ งไร ก. ใสํแวํนตาและสวมหนา๎ กากอนามยั ปดิ ปากและจมูก ข. ออกกําลงั กายกลางแจง๎ ในทม่ี ีลมพัดผาํ น ค. ดืม่ นา้ํ ใหน๎ ๎อยลงและงดการสูบบุหรี่ ง. ถูกทุกข๎อ 9. เหตใุ ดจึงต๎องมีการกําหนดขนาดของแผํนดินไหว ก. เพ่ือปูองกนั การเกิดแผนํ ดินไหว ข. เพ่ือตรวจสอบการเกิดแผนํ ดนิ ไหวลวํ งหน๎า ค. เพ่อื ทราบถงึ ศนู ย๑กลางของการเกดิ แผํนดนิ ไหว ง. เพ่ือทราบผลกระทบหรอื ความเสียหายทีจ่ ะเกิดข้ึน 10. ขอ๎ ใดคอื การเตรียมความพร๎อมรับมอื กอํ นเกดิ ปัญหาหมอกควันทถ่ี ูกตอ๎ ง ก. ลด เลกิ หรือหลีกเลี่ยงการเผาหรอื กิจกรรมทท่ี าํ ให๎เกิดฝุนควัน ข. ปิดประตู หน๎าตําง ไมใํ หค๎ วนั ไฟหรือหมอกควนั เขา๎ มาในบ๎าน ค. สวมหนา๎ กากอนามยั ปดิ ปากและจมูกเพ่อื ปอู งกนั หมอกควนั ง. หลกี เลี่ยงการสดู ดมฝุนละอองของควนั เข๎าสรูํ ํางกายโดยตรง

438 เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 1. ข 2. ง 3. ข 4. ค 5. ก 6. ค 7. ก 8. ง 9. ก 10. ง

439 แผนการจัดการเรียนรู๎ที่ 15 เร่ือง กราฟและความสมั พันธระหวางรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมติ ิ เวลาเรยี น 6 ชวั่ โมง แนวคิด มคี วามรู๎ ความเข๎าใจเกี่ยวกบั ความหมายของคูํอนั ดบั และกราฟคู อันดับ เป็ นการจับคู ระหวําง สมาชกิ สองตัวจากกลุม เพอื่ นําไปจัดทํากราฟบนระนาบพกิ ัด หา ปรมิ าณ ความเกยี่ วข องของปริมาณสอง ชดุ มคี วามสัมพันธ กันเปนอยางมาก เหมาะท่ีจะนาํ ไปใช ในการประดษิ ฐ เปนรปู ลูกบาศกและใชประโยชน ในชวี ติ ประจาํ วนั ตวั ช้ีวัด 1. เขยี นกราฟแสดงความเกยี่ วข๎อง ของปรมิ าณสองชดุ ทีก่ ําหนดให๎ 2. อธิบายลกั ษณะของรปู เรขาคณติ สามมิติจากภาพสองมติ ทิ ่ีกาํ หนดให๎ เนอ้ื หา 1. การนาํ คูอํ นั ดบั และกราฟไปใช๎ 2. ภาพของรูปเรขาคณติ สองมติ ทิ ี่เกดิ จากการคล่รี ปู เรขาคณติ สามมติ ิ ขั้นตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ ขัน้ ตอนที่ 1 การสรา๎ งแรงบันดาลใจ (Passion : P) 1. ครทู กั ทายผ๎เู รยี น พรอ๎ มทั้งแนะนําตนเอง และแผนการจัดการเรียนร๎ู ซง่ึ การจัดการเรยี นรูท๎ ่ี ผู๎เรียนจะตอ๎ งเรยี นรูร๎ ํวมกันในครง้ั นี้ คอื เรื่อง กราฟและความสมั พันธ๑ระหวํางรูปเรขาคณิตสองมิตแิ ละ สามมิติ และชวนคิดชวนคยุ เกี่ยวกับเรื่องที่จ ะเรยี นร๎ู เพื่อกระตุน๎ ใหผ๎ ๎ูเรียนเกิดความ สนใจและมคี วาม กระตอื รือร๎นในการเชอื่ มโยงและสรา๎ งความพรอ๎ มทีจ่ ะ เรียนรหู๎ รอื ทาํ กิจกรรมการเรยี นรต๎ู ามแผนการ จดั การเรียนรู๎คร้ังน้ี 2. ครชู แ้ี จงวัตถุประสงค๑ เน้อื หา กิจกรรม การวดั และประเมินผลของการเรยี นร๎ูในครั้งน้ี ที่ สอดคลอ๎ งกับตัวชวี้ ัดตามแผนการจดั การเรียนรู๎ครงั้ น้ี เพอ่ื ใหผ๎ เ๎ู รยี นเข๎าใจอยํางชดั เจนวํา ผู๎เรยี นจะตอ๎ ง เรียนรูใ๎ ห๎บรรลตุ ัวชวี้ ัด ท่กี ําหนดตามแผนการจัดการเรยี นร๎ทู ่ี 1 เรื่อง กราฟและความสมั พนั ธ๑ระหวํางรปู เรขาคณิตสองมติ ิและสามมติ ิ ในคร้ังน้ี ซงึ่ มจี าํ นวน 2 ขอ๎ ดงั นี้ 1. คูอันดบั และกราฟ 2. ความสัมพนั ธ๑ระหวาํ งรูปเรขาคณติ สองมติ ิและสามมิติ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook