Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Published by Guset User, 2022-04-16 06:47:36

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ต้น

Search

Read the Text Version

40 แบบทดสอบหลังเรียน คําชี้แจง ใหผ๎ ๎ูเรียนเลอื กคาํ ตอบท่ถี ูกทส่ี ุดเพียงข๎อเดียวแล๎วทําเคร่อื งหมาย x ลงใน กระดาษคาํ ตอบ 1.ครอบครวั หมายถงึ ก. พอํ แมํ ลูก ข. ปุู ยาํ พอํ แมํ ลูก หลาน ค. หนวํ ยหนึ่งของสงั คมทม่ี ีสมาชกิ ตั้งแตํ 2 ข้นึ ไป ง. คือสมาชิกท่ีมีรายช่อื อยใูํ นทะเบยี นบา๎ นเดียวกนั 2. แนวทางการอนุรกั ษ๑สิ่งแวดลอ๎ มภายในครอบครัวทําไดอ๎ ยาํ งไร ก. เลกิ หุงข๎าวเตาไฟฟูา มาใช๎เตาถาํ น ข. ควรอาบนํ้าอยาํ งประหยัด ค. ควรตรวจตรากอ๏ กนา้ํ กอํ นออกจากบา๎ นตอ๎ งปดิ ใหเ๎ รยี บรอ๎ ย ง. ควรเปิดแอร๑หลังเทย่ี งคืน 3. การเกบ็ ถนอมอาหารมีหลายวิธีขึน้ อยกํู ับประเภทอาหาร ในกรณีอาหารปรุงสําเร็จเหลือจาก รับประทาน เราควรเก็บอยาํ งไร ก. ใสํไวใ๎ นตูเ๎ ก็บอาหารปกติ ข. เกบ็ ไว๎ในตเ๎ู ยน็ ไมเํ กิน 2 วัน ควรอุํนกํอนรับประทาน ค. ไมํควรเกบ็ ไวเ๎ ม่อื มีอาหารเหลอื ควรเททงิ้ ง. อํุนอาหารที่เหลอื จากรบั ประทานแล๎วเกบ็ ไว๎ 4. ความหมายของพืชผักสวนครวั ก. ผกั ตาํ งๆ ทใี่ ช๎บรโิ ภคในครัวเรอื น ข. ผกั ทุกชนดิ ทใี่ ชป๎ รุงอาหารได๎ ค. พชื ผักท่ีปลูกในบริเวณทว่ี ํางภายในบ๎านเพอ่ื ใชบ๎ ริโภคในครวั เรือน ง. อนํุ อาหารทีเ่ หลอื จากรบั ประทานแล๎วเกบ็ ไว๎ 5. การปลูกผักปลอดสารเคมีชวํ ยให๎เกิดประโยชนอ๑ ยํางใดบ๎าง ก. ประหยดั ปุ๋ยลดคําใชจ๎ ําย ข. พืชเจรญิ เตบิ โตเรว็ กวําปกติ ค. ปอู งกันและกาํ จัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน ง. พชื ผกั เกบ็ ไว๎ไดน๎ านกวาํ ปกติ

41 6. สภาพปญั หาในการเลี้ยงสัตวใ๑ นประเทศไทยมีมาก ข๎อใดไมใํ ชํปัญหา ก. เรอ่ื งของคน ข. เรือ่ งเงนิ ทุน ค. การตลาด ง. วธิ กี ารเลอื กสตั วเ๑ ลย้ี ง 7. การดแู ลรักษาเครื่องมอื ชํางเพ่อื ให๎มอี ายุใชง๎ านได๎นานจะต๎องปฏบิ ตั อิ ยาํ งใด ก. เก็บไวใ๎ หห๎ าํ งจากเด็กเล็ก ข. ทําความสะอาดประจาํ สัปดาห๑/เดือน/ปี ของเครอื่ งมอื ทุกชน้ิ ค. เมือ่ นํามาใช๎แลว๎ ความทําความสะอาด ง. เกบ็ เข๎ากลํองเคร่ืองมือทกุ ครงั้ ทใ่ี ชเ๎ สร็จ 8. ความหมายของงานประดษิ ฐ๑ ก. การนาํ วสั ดุตํางๆ มาเป็นผลติ ภณั ฑใ๑ หมํ เพ่ือเปน็ ของใชง๎ าน ของเลนํ หรือประดบั ตกแตํง ข. เกบ็ ส่ิงของเหลือใช๎ไปแปรรูปแลว๎ นํากลบั มาใชใ๎ หมํ ค. การใชเ๎ วลาวาํ งใหเ๎ ป็นประโยชน๑ ง. การทาํ สิง่ ของเคร่อื งใชเ๎ พอื่ จาํ หนาํ ย 9. คนเรามจี ุดมงํุ หมายในการทําธุรกจิ ท่ีแตกตํางกันไปแตํโดยหลกั การท่ัวไปจะมีความหมายเหมอื นๆ กันคอื ก. เพือ่ ใหม๎ ีงานทําตามทตี่ นเองถนัด ข. เพ่ือนําผลกาํ ไรสกูํ ารลงทุน ค. เพอ่ื ยดึ ครองตลาดในธุรกิจของตน ง. เพื่อแขํงขันกับนกั ธรุ กิจรายอื่น 10. ทุกวันน้ปี ระชากรในบ๎านเรามกี ารบริโภคอยาํ งพรํา่ เพรอื่ ไมํระมดั ระวังจงึ ทําให๎สญู เสยี ทรพั ยส๑ นิ สุขภาพ และอันตรายอ่ืนๆ การคม๎ุ ครองผบู๎ ริโภคจึงจาํ เป็นต๎องมีข้นึ เพื่อประโยชน๑ดา๎ นใด ก. ให๎ผู๎บริโภคได๎ระวังมากขนึ้ ข. ควบคมุ สินค๎าทกุ ชนิดในตลาดบรโิ ภค ค. ปกปูอง ระวัง ดูแล พิทักษร๑ กั ษาไว๎ไมใํ ห๎ผ๎ซู ือ้ เกิดอันตราย ง. เรยี กรอ๎ งคาํ เสียหายแทนผบู๎ รโิ ภค

42 เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 1. ค 2. ค 3. ข 4. ค 5. ค 6. ง 7. ค 8. ก 9. ข 10. ค

43 แผนการจัดการเรยี นรท๎ู ี่ 2 เรอื่ ง วาํ ด๎วยเร่ืองของเงนิ (เวลาเรียน 6 ช่วั โมง) แนวคดิ เงินเป็นปจั จัยสาํ คญั ในการดํารงชีวิตของประชาชนทุกคน เนอ่ื งจากเป็นสื่อกลางทใ่ี ช๎สํา หรับ แลกเปลยี่ นกับสนิ ค๎าและบรกิ ารตาํ ง ๆ ทจี่ ํา เปน็ ตอ๎ งใช๎ในชีวิตประจาํ วนั นอกจากนน้ั “เงนิ ” ยงั เปน็ ปัจจยั สาํ คัญสําหรบั การลงทุนเพ่อื เพ่ิมพูนรายได๎ อยาํ งไรก็ตาม ในปจั จุบันนส้ี ภาพสังคม เศรษฐกิจที่ เปลย่ี นแปลงไปอยํางรวดเรว็ มีวิธีทางการเงนิ ใหมํ ๆ ถกู พัฒนาขึน้ อยํางหลากหลาย เชนํ บตั รเครดติ บัตรเครดติ บัตรเอทเี อ็ม การทาํ ธรุ กรรมทางโทรศพั ท๑ ทางอินเทอรเ๑ นต็ การลงทุนทางการเงินประเภท ตาํ ง ๆ เป็นตน๎ และเม่ือมกี ารพฒั นาทางการเงนิ เพิม่ ขึน้ ภยั ทางการเงินกเ็ พ่มิ ขึ้นเป็นเงาตามตัว เชํน เงินกู๎นอกระบบ แชร๑ลูกโซํ ภัยการเงนิ ออนไลน๑ เปน็ ต๎น จงึ ตอ๎ งพฒั นาทักษะความสามารถด๎านการเงิน ให๎มีความรู๎ ความเขา๎ ใจสามารถออกแบบวางแผน และตดั สินใจทางการเงนิ ตลอดจนหลกี เลี่ยง ความ เส่ยี งภยั ทางการเงิน อันเปน็ ประโยชนต๑ ํอการดํารงชวี ติ ในปจั จบุ นั ตัวชวี้ ัด (1) อธิบายความหมายและประโยชน๑ของเงิน (2) บอกความหมายและความแตกตํางของการให๎เงนิ และการใหย๎ มื เงนิ (3) บอกประเภทและลักษณะของเงนิ ตราไทย เนือ้ หา 1. ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ 1.1 ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ 1.2 ความหมาย ความแตกตํางของการให๎เงินและการให๎ยืมเงนิ 2. ประเภทของเงิน 2.1 เงินไทย - ธนบตั ร - เหรียญกษาปณ๑ 2.2 สารทีอ่ ยํใู นสถานะของเหลวและการจดั เรยี งอนุภาค 2.2 เงินตราตาํ งประเทศ - สกุลเงนิ ของประเทศในทวีปเอเชีย

44 - อัตราการแลกเปล่ยี น และวธิ กี ารคาํ นวณอตั ราแลกเปล่ียนเงินตรา ตาํ งประเทศ - ชอํ งทางการแลกเปล่ยี นเงินตราตํางประเทศ ข้นั ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู๎ ข้นั ตอนที่ 1 การสร๎างแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผ๎เู รยี น พร๎อมท้งั แนะนาํ ตนเอง และแผนการจดั การเรยี นร๎ู ซง่ึ การจดั การเรยี นร๎ู ที่ผ๎ูเรียนจะตอ๎ งเรยี นรร๎ู วํ มกนั ในคร้ังน้ี คอื เรือ่ ง “วําด๎วยเรอื่ งของเงิน ” และชวนคิดชวนคุย เกย่ี วกับ เรอ่ื งท่จี ะเรยี นร๎ูเพ่อื กระตนุ๎ ให๎ผู๎เรยี นเกิดความสนใจและมีความกระตอื รือร๎นในการเช่ือมโยงและสร๎าง ความพร๎อมทจี่ ะเรยี นรห๎ู รือทํากิจกรรมการเรียนรตู๎ ามแผนการจัดการเรยี นร๎ูครงั้ น้ี 2. ครชู แ้ี จงวตั ถปุ ระสงค๑ เน้ือหา กจิ กรรม การวัดและประเมนิ ผลของการเรียนรู๎ในคร้งั นี้ ที่ สอดคลอ๎ งกบั ตวั ชวี้ ดั ตามแผนการจัดการเรียนรูค๎ รั้งน้ี เพื่อให๎ผเ๎ู รยี นเข๎าใจอยาํ งชดั เจนวาํ ผ๎ูเรยี นจะต๎อง เรยี นรูใ๎ ห๎บรรลตุ วั ชี้วัด ท่กี าํ หนดตามแผนการจัดการเรยี นร๎ทู ี่ 1 เรอื่ ง “วําด๎วยเรื่องของเงิน” ในครั้งนี้ ซง่ึ มีจํานวน 3 ข๎อ ดงั นี้ (1) อธิบายความหมายและประโยชนข๑ องเงิน (2) บอกความหมายและความแตกตาํ งของการใหเ๎ งนิ และการให๎ยมื เงนิ (3) บอกประเภทและลักษณะของเงนิ ตราไทย 3. ให๎ผ๎เู รยี นทําแบบทดสอบกอํ นเรยี น เรอื่ ง “วาํ ดว๎ ยเร่ืองของเงิน” จาํ นวน 10 ขอ๎ โดยใช๎ เวลา 10 นาที 4. ครูให๎ผ๎เู รยี นศึกษาหนังสอื เรยี นรายวิชาการเงนิ เพื่อชีวติ 2 สค22016 ระดบั มธั ยมศึกษา ตอนตน๎ หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธ ศกั ราช 2551 เร่อื ง วาํ ด๎วย เรื่องของเงนิ หน๎า 1 – 51 พร๎อมทงั้ แนะนําแหลงํ ศึกษาค๎นควา๎ เพิ่มเตมิ จากอินเทอรเ๑ นต็ ซ่งึ ผเ๎ู รียน สามารถไปเรียนร๎ไู ดด๎ ๎วยตนเองและทํากิจกรรมตามท่ไี ด๎รับมอบหมายด๎วย ทง้ั น้ี ครูควรจะชแ้ี จงให๎ ผเ๎ู รียนทราบวาํ ในการพบกลมํุ ตามแผนการจัดการเรี ยนรู๎คร้ังน้ี ผู๎เรยี นจะต๎อง เรยี นรแ๎ู ละทํากจิ กรรมท่ี สอดคลอ๎ งกับเนื้อหาทีเ่ รยี น โดยปฏบิ ัติกจิ กรรมตํางๆ ไดแ๎ กํ การศกึ ษาคลิปวิดีโอ และการแลกเปล่ยี น เรยี นร๎โู ดยการอภปิ รายรํวมกบั เพื่อนในกลํมุ รวมทั้งมีการทดสอบหลงั เรียนด๎วย นอกจากน้ี ในการพบกลํุม แตํละครั้งนัน้ ครู จะมอบหมายงานให๎ผูเ๎ รียนไปเรยี นรด๎ู ๎วยวิธี การ เรียนร๎ูดว๎ ยตนเอง ซ่ึงวธิ ีการเรียนร๎ดู ว๎ ยตนเองจะตอ๎ งเกดิ ขน้ึ ในทุก ๆ ตัวชว้ี ดั และเน้อื หาทก่ี ําหนด โดย ผเ๎ู รียนจะตอ๎ งปฏบิ ตั ิกิจกรรมที่กาํ หนดใหด๎ ๎วยวิธีเรยี นรูอ๎ อนไลน๑ และศกึ ษาจากเอกสารประกอบ การเรียน ดงั นน้ั ครูจะตอ๎ งเชื่อมโยงรายละเอียดดงั กลําวขา๎ งตน๎ ใหผ๎ ู๎เรียนได๎เกิดความเขา๎ ใจและเกิดแรง บันดาลใจในการเรยี นร๎ทู ่ีจะเกิดข้นึ เพราะการมอบหมายงานให๎ผเ๎ู รยี นไปเรยี นร๎ดู ๎วยวิธีเรียนรู๎ดว๎ ย ตนเองนนั้ ผู๎เรยี นจะตอ๎ งเรยี นร๎อู อนไลน๑ผาํ นอินเทอร๑เน็ต และศึกษาเอกสารประกอบการเรยี น

45 5. ครชู วนคิดชวนคยุ เกย่ี วกบั ประสบการณ๑เดมิ ของ ครูในเร่อื งทจ่ี ะเรยี นรูต๎ าม แผนการจดั การ เรียนรู๎น้ี โดย ครูสํุมผ๎ูเรียนตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคําถาม จํานวน 3 ประเดน็ ดงั น้ี ประเดน็ ท่ี 1 “ทํานทราบหรือไมวํ ําความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ คอื อะไร” แนวคําตอบ เงนิ หมายถงึ วตั ถทุ ก่ี าํ หนดให๎ใช๎เป็นสอื่ กลางในการแลกเปลีย่ นชาํ ระหนปี้ ัจจบุ นั สํวนใหญํ คอื ธนบตั ร และเหรียญกษาปณ๑ แตํอยาํ งไรก็ตาม เงินอาจไมํไดจ๎ ํากัดอยใํู นรูปธนบตั รและ เหรียญกษาปณ๑เทํานนั้ แตอํ าจอยใูํ นรปู แบบอื่นๆ อีก เชนํ เงินอิเล็กทรอนิกส๑ ประโยชน๑ของเงินเป็นสิ่ งที่สําคัญที่มีผลตอํ การดาํ รงชวี ิตในยุคปัจจุบนั เพระเป็นส่ิงทใี่ ชใ๎ น การซอื้ หาส่งิ ของหรือบริการเพอ่ื ให๎สามารถดํารงชพี ได๎ หรอื เพอื่ ความสะดวกสบาย เชํน การซอื้ หาอาหาร สิ่งของจาํ เป็น การศึกษา การรกั ษาพยาบาล คาํ ใชจ๎ ํายเดนิ ทาง ประเด็นที่ 2 “ทาํ นทราบหรอื ไมวํ าํ ความแตกตํางของการใหเ๎ งินและการให๎ยมื เงิน คืออะไร” แนวคาํ ตอบ 1. การให๎เงิน หมายถงึ การให๎เงินโดยไมไํ ด๎หวงั ผลตอบแทน และไมํไดห๎ วังให๎มี การนําเงินดังกลาํ วมาจาํ ยคืนให๎ เชนํ พํอแมํใหค๎ าํ ขนมแกํลูก การบรจิ าคเงนิ เพ่อื การกศุ ล 2. การใหย๎ มื เงิน หมายถึง การ ใหเ๎ งินโดยคาดหวังใหม๎ กี ารจํายเงนิ คนื ภายใน ระยะเวลาทกี่ ําหนด และมีการกําหนดอัตราผลตอบแทนของการให๎ยมื เงนิ นนั้ ด๎วย ซง่ึ เรียกวาํ ดอกเบ้ยี ประเด็นที่ 3 “ทาํ นทราบหรือไมวํ ํา ประเภทและลักษณะของเงนิ ไทย มีอะไรบ๎าง” แนวคาํ ตอบ เงินตราทใ่ี ช๎ในประเทศไทย ปจั จุบันมี 2 ชนดิ คอื ธน บตั รและเหรยี ญกษาปณ๑ โดยมีรายละเอียด ดงั น้ี “ธนบัตร” ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นหนวํ ยงานที่ทําหน๎าท่บี รหิ ารจดั การธนบตั ร ภายในประเทศทุกขั้นตอนเรม่ิ ตง้ั แตํการผลิต นาํ ธนบตั รใหมํออกใชห๎ มนุ เวียนและทาํ ลายธนบัตรเกํา รวมท้งั ประเมินความต๎องการใช๎ธนบตั รใหมํ ในแตลํ ะปีวาํ ควรจะผลิตธนบัตรชนิดราคาใดออกมาจาก จาํ นวนมากนอ๎ ยเพยี งใด เพอ่ื ใหเ๎ พยี งพอตอํ ตอํ ความต๎องการใช๎จาํ ยของประชาชนในประเทศ “เหรยี ญกษาปณ๑ ” กรมธนารกั ษไ๑ ดผ๎ ลิตเหรยี ญกษาปณห๑ มนุ เวยี นออกใชใ๎ นระบบ เศรษฐกจิ ต้งั แตํปี พ .ศ.2493 เป็นตน๎ มา ซึง่ มหี ลากรนุํ หลายแบบ โด ยได๎ปรับเปลี่ยนรูปลักษณะ ลวดลายและกรรมวิธกี ารผลิตเรือ่ ยมา เพือ่ ให๎สะดวกตํอการพกพา การใชส๎ อยและยากตํอการ ปลอมแปลง หลงั จากนั้น ครเู ปดิ คลิปวิดีโอใหผ๎ ๎ูเรยี นชม เร่ือง “วําด๎วยเรี่องของเงิน” จากhttps://www.youtube.com/watch?v=ezRvOfSwT-w ใชเ๎ วลาโดยประมาณ 8.02 นาที โดยครสู ํมุ ผ๎ูเรียนตามความสมัครใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ใหต๎ อบคําถาม ตอํ ไปนี้

46 ประเด็นท่ี 1 “ทํานได๎เรยี นรู๎อะไรบ๎าง จากคลิปวิดีโอน้ี” แนวคาํ ตอบ ไดเ๎ รียนรู๎ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ เงนิ หมายถึง วตั ถทุ กี่ าํ หนดให๎ใชเ๎ ป็นส่อื กลางในการแลกเปลย่ี นชาํ ระหนป้ี ัจจบุ ันสวํ น ใหญํ คอื ธนบัตร และเหรยี ญกษาปณ๑ แตอํ ยาํ งไรกต็ าม เงินอาจไมไํ ด๎จํากัดอยํูในรปู ธนบัตรและ เหรียญกษาปณเ๑ ทํานน้ั แตํอาจอยูํในรูปแบบอนื่ ๆ อกี เชํน เงินอเิ ลก็ ทรอนกิ ส๑ ประโยชนข๑ องเงนิ เป็นสง่ิ ทส่ี ําคญั ทีม่ ผี ลตํอการดาํ รงชวี ิตในยคุ ปัจจุบัน เพระเป็นสิง่ ท่ี ใชใ๎ นการซอ้ื หาสงิ่ ของหรือบรกิ ารเพอ่ื ให๎สามารถดํารงชีพไดห๎ รอื เพ่ือความสะดวกสบาย เชํน การซือ้ หาอาหาร ส่งิ ของจาํ เป็น การศกึ ษา การรักษาพยาบาล คําใช๎จํายเดนิ ทาง 7. ครแู ละผ๎ูเรยี นอภปิ รายและสรุปผลการเรียนรูร๎ ํวมกนั ขน้ั ตอนที่ 2 การนาํ ไปใชป๎ ระโยชน๑ (Utilization : U) 1. ครใู ห๎ผู๎เรยี นแลกเปลยี่ นเรียนรู๎ โดยแบงํ ผเู๎ รียนออกเป็นกลํมุ ๆ กลุมํ ละ 4 – 8 คน ดําเนนิ กจิ กรรมเปน็ รายกลมุํ ศึกษาเน้ือหาในหนังสอื เรียนรายวชิ าการเงินเพือ่ ชีวติ 2 สค22016 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 เรื่อง วําด๎วยเรือ่ งของเงิน ดังน้ี 1) ความหมายและประโยชน๑ หน๎า 4 – 5 2) ประเภทของเงนิ หนา๎ 6 – 19 3) การฝากเงนิ และการประกนั ภยั หน๎า 20 – 41 4) การชําระเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑ หน๎า 42 – 46 5) ผ๎ใู หบ๎ รกิ ารทางการเงนิ ในประเทศไทย หนา๎ 47 - 51 ให๎แตํละกลํมุ แลกเปลี่ยนเรียนร๎ู และสงํ ผ๎แู ทนนาํ เสนอตํอกลมุํ ใหญํใน 5 ประเดน็ ประเดน็ ที่1 ความหมายและประโยชน๑ ประเด็นที่2 ประเภทของเงิน ประเด็นที่3 การฝากเงนิ และการประกนั ภยั ประเดน็ ท่ี4 การชําระเงินทางอิเลก็ ทรอนิกส๑ ประเดน็ ท่ี5 ผ๎ใู หบ๎ รกิ ารทางการเงนิ ในประเทศไทย ครูและผเ๎ู รยี นสรปุ ผลการเรียนรรู๎ วํ มกนั และให๎ผู๎เรยี นสรปุ ส่ิงทไ่ี ด๎เรยี นร๎ลู งในสมุดบนั ทกึ ผลการ เรยี นร๎ูของตน 2. ครูแนะนาํ แหลํงเรียนรูใ๎ หก๎ ับผเู๎ รียนเพอื่ ใช๎เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความร๎ูด๎วยตนเอง อาทิ หอ๎ งสมดุ แหลงํ เรยี นรู๎ในชุมชน หนวํ ยงาน สถานศึกษาตาํ ง ๆ รวมทั้งการใช๎อนิ เตอรเ๑ นต็ เพ่ือการ เรียนรู๎ดว๎ ยตนเอง เปน็ ต๎น และใหผ๎ ู๎เรียนเปน็ รายบคุ คล ศกึ ษาเนื้อหา ในหนังสอื เรียนรายวิชาการเงนิ เพอ่ื ชวี ิต 2 สค22016 ระดบั มัธยมศึกษาตอนต๎น หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เรื่อง วาํ ด๎วยเรื่องของเงนิ หน๎า 1 – 51

47 3. ครดู าํ เนินการทําหน๎าท่ีนาํ การอภิปราย โดยให๎ผเ๎ู รยี นกลมุํ ใหญํรํวมกนั แสดงความคิดเห็น คิดวิเคราะห๑ อภปิ ราย และวิเคราะห๑ใหข๎ อ๎ มูลเพิม่ เตมิ ในเน้ือหาหรือประเด็นท่ียังไมชํ ัดเจน ตาม รายละเอยี ดทผี่ ๎เู รยี นได๎แลกเปลี่ยนเรยี นรร๎ู ํวมกัน หากผู๎ เรียนกลํมุ ใหญหํ รอื ครเู หน็ วาํ ยังไมสํ มบูรณ๑ มี ความต๎องการในการเรยี นรเ๎ู พม่ิ เตมิ ครจู ะชํวยเตมิ เตม็ ความร๎ใู ห๎กบั ผ๎ูเรยี น หลงั จากนัน้ ครูและผเู๎ รยี น สรุปสงิ่ ท่ีได๎เรยี นรใู๎ นภาพรวมทง้ั หมดแล๎วให๎ผเ๎ู รียน สรปุ สง่ิ ที่ไดเ๎ รยี นรลู๎ งในสมดุ บนั ทึกการเรียนร๎ูของ ตน หมายเหตุ : ในการดําเนินกิจกรรมกลมุํ ครชู ี้แจงบทบาทหน๎าที่ในการทาํ งานให๎ผูเ๎ รียนไดม๎ คี วาม รับผิดชอบรํวมกนั ในการทาํ งาน ซง่ึ มอบหมายให๎ผ๎เู รียนดาํ เนนิ การแตํงต้งั ประธานหรือผน๎ู ําในการ อภปิ รายแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และการมอบหมายใหม๎ ีผ๎ูรับผิดชอบในภารกิจตําง ๆ รวมถึงการแตํงตงั้ เลขานุการของกลํมุ เป็น ผจ๎ู ดบนั ทกึ และผร๎ู ักษาเวลา เพอ่ื ปฏิบตั ิงานของกลมุํ ใหญํให๎บรรลตุ าม วัตถปุ ระสงค๑ท่ีตงั้ ไว๎ และพจิ ารณาวาํ สมาชกิ ลํุมทกุ คนควรมคี วามเข๎าใจตรงกันวํา ตนมีบทบาทหน๎าทีท่ ี่ จะตอ๎ งชํวยให๎กลุํมทํางานได๎สาํ เรจ็ ครูควรใหค๎ ําแนะนาํ ถงึ ความสําคัญของการใหส๎ มาชิก ทุกคนในกลํมุ มสี วํ นรํวมในการอภิปรายอยาํ งทัว่ ถงึ ไมํใหม๎ กี ารผูกขาดการอภิปรายโดยผูใ๎ ดผ๎หู นง่ึ และควรมกี าร จาํ กดั เวลาของการอภิปรายแตลํ ะประเดน็ ในระหวํางการทาํ กจิ กรรมของผู๎เรียน ครมู ีบทบาทในการสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรูข๎ อง ผูเ๎ รียน คอยกระตน๎ุ ผเ๎ู รยี นใหเ๎ กิดความกระตื อรอื รน๎ ในการเรยี นร๎ู โดยบันทกึ ลงในแบบบนั ทึก พฤตกิ รรมการเรียนร๎ูของผ๎ูเรยี น และเคร่อื งมือประเมนิ การสังเกตแบบประมาณคาํ 4. ครูเปิดโอกาสใหผ๎ เ๎ู รยี นทั้งกลํมุ รํวมกันสนทนา เพอ่ื ให๎ผู๎เรียนมที กั ษะในการฟัง พูด คิด วิเคราะห๑ การทาํ งานรวํ มกบั ผ๎ูอน่ื การคดิ สรา๎ งสรรค๑ ค วามรับผดิ ชอบ และการนาํ ความรใู๎ นเน้อื หามา ใช๎ โดยครูบูรณาการเนอื้ หาการเรียนร๎ู มีการใชส๎ ื่อเทคโนโลยีที่เป็นคลปิ วดิ ีโอจาก youtube และ TikTok ท่สี มั พนั ธ๑กบั เนื้อหา ทง้ั นคี้ รเู ชอ่ื มโยงสิง่ ทไ่ี ด๎เรยี นรูต๎ ามขัน้ ตอนท่ี 1 ในการนําความรู๎ไปสูกํ าร ปฏบิ ตั ิ และประยกุ ตใ๑ ช๎ผาํ นคลปิ วิดโี อ โดยครเู ปดิ คลปิ วิดโี อ เรือ่ ง “ความปลอดภัยในการชาํ ระเงนิ ทาง อเิ ลก็ ทรอนกิ ส๑” จาก https://www.youtube.com/watch?v=ogZFZA_to4Q หลังจากนัน้ ครูดําเนินการ ดงั น้ี (1) ครูบรรยายเน้อื หาตามใบความร๎ูสําหรับครู เรอื่ ง “ความหมายและประโยชนข๑ อง เงนิ ” และ เร่อื ง “ประเภทของเงนิ ” เพ่ือใชส๎ ําหรับประกอบกิจกรรมการเรียนรู๎ เร่อื ง “ความหมาย และประโยชนข๑ องเงิน” และ เรอื่ ง “ประเภทของเงนิ ” ในสวํ นของผู๎เรยี นให๎ศกึ ษาใบความร๎ูสาํ หรบั ผเู๎ รยี น ประกอบการบรรยายขอ งครตู ามใบ ความรสู๎ ําหรับผูเ๎ รียน เรือ่ ง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงิน” และ เร่อื ง “ประเภทของเงิน” (2) ครอู ธิบาย เร่ือง “ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ ” และ เร่อื ง “ประเภทของ เงิน”ตามใบกิจกรรมสาํ หรบั ครู เรื่อง “ความหมายและประโยชน๑ของเงิน” และ เร่ือง “ประเภทของ

48 เงนิ ” พรอ๎ มทง้ั ใหผ๎ ูเ๎ รยี นรวํ มปฏิบตั ใิ นการสาธิตของครูด๎วย ทัง้ นเี้ ปิดโอกาสให๎ผเู๎ รียนไดแ๎ ลกเปลี่ยน เรียนร๎ู โดยให๎ผูเ๎ รยี นต้งั ประเดน็ ข๎อสงสยั หรอื สง่ิ ทต่ี อ๎ งการเรยี นรู๎ในกระบวนการของการสาธติ และ เชื่อมโยงสกํู ารนําไปใช๎ในชีวิตจริงของผ๎ูเรียนตํอไป 5. ครแู ละผ๎เู รียนอภิปรายและสรุปผลการเรยี นรู๎รวํ มกัน ขน้ั ตอนท่ี 3 การสะทอ๎ นความคิดเหน็ จากการเรียนร๎ู (Reflection : R) 1. แบํงผู๎เรียนออกเปน็ กลุมํ ๆ ละ 4 - 5 คน ใหผ๎ ๎เู รยี นแตํละกลุมํ แสดงความคดิ เห็น เรื่อง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงิน ” และ เรื่อง “ประเภทของเงิน ” ตามใบกิจกรร มเรอื่ ง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ ” และ เรือ่ ง “ประเภทของเงิน” 2. ให๎ผูเ๎ รยี นแตลํ ะกลํุม ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามใบกจิ กรรม เรอื่ ง “ความหมายและประโยชน๑ของ เงิน” และ เรอื่ ง “ประเภทของเงิน” ทง้ั น้ี ครจู ะตอ๎ งกาํ กบั การปฏิบตั กิ จิ กรรมของผ๎เู รยี นจนกจิ กรรมแลว๎ เ สร็จ ตามใบกจิ กรรม สาํ หรบั ครู เรอื่ ง “ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ ” และ เรอื่ ง “ประเภทของเงิน” 3. ใหผ๎ เ๎ู รยี นแตลํ ะกลมํุ นาํ เสนอ ความคดิ เหน็ ท่ีได๎รวํ มกันคดิ เรื่อง “ความหมายและ ประโยชน๑ของเงนิ ” และ เรื่อง “ประเภทของเงนิ ” ตามใบกิจกรรมของผ๎ูเรียน เรื่อง “ความหมายและ ประโยชน๑ของเงิน” และ เร่อื ง “ประเภทของเงิน” 4. ครใู หผ๎ ๎ูเรยี นสะทอ๎ นความคิดในการเรยี นรท๎ู ีไ่ ดจ๎ ากการเรยี นร๎ูและการปฏบิ ตั ิการ จาก ข้ันตอนท่ี 1 ถึง ขั้นตอนที่ 3 นี้ 4. ครูและผู๎เรียนอภิปรายและสรุปผลการเรยี นรูร๎ ํวมกนั ข้ันตอนที่ 4 การตดิ ตามประเมินและแก๎ไข (Action : A) 1. ครูสนทนากบั ผ๎เู รยี น เกย่ี วกับเรอ่ื งท่ไี ดเ๎ รียนรตู๎ าม แผนการจดั การเรยี นรนู๎ ี้ โดยครสู มํุ ผูเ๎ รยี นตามความสมคั รใจจํานวน 2 – 3 คน ให๎ตอบคําถามในประเดน็ ตอํ ไปน้ี ประเด็น “ทาํ นจะนาํ ความรู๎เรื่อง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ ” และ เรอื่ ง “ประเภท ของเงนิ ” ไปประยกุ ต๑ใช๎ในการแกป๎ ัญหาหรือไปใชป๎ ระโยชน๑ในชวี ิตจริงไดอ๎ ยาํ งไร” แนวคําตอบ ผเ๎ู รยี น สามารถนําความรท๎ู ไ่ี ด๎รบั จาก การเรียนร๎ู เร่ือง “ความหมายและ ประโยชน๑ของเงนิ ” และ เรอื่ ง “ประเภทของเงนิ ” ดังน้ี - รูค๎ วามหมายของเงนิ คือวตั ถทุ ่ีกําหนดให๎ใชเ๎ ป็นสอ่ื กลางในการ แลกเปล่ยี นชําระหนปี้ ัจจุบนั สวํ นใหญํคอื ธนบัตร และเหรยี ญกษาปณ๑ แตอํ ยํางไรกต็ าม เงนิ อาจไมํได๎จํากดั อยํใู นรปู ธนบตั รและ เหรยี ญกษาปณเ๑ ทํานน้ั แตํอาจอยํูในรูปแบบอ่ืนๆ อกี เชํนเงินอเิ ล็กทรอนิกส๑ และประโยชน๑ของเงนิ เปน็ สงิ่ ทส่ี าํ คญั ที่มผี ลตอํ การดํารงชวี ิตในยคุ ปั จจุบัน เพระเปน็ สง่ิ ทใ่ี ช๎ในการซ้ือหาสิ่งของหรือบริการ เพอื่ ใหส๎ ามารถดาํ รงชีพได๎ หรือเพ่อื ความสะดวกสบายเชนํ การซอื้ หาอาหาร สงิ่ ของจาํ เป็น การศกึ ษา การรกั ษาพยาบาล คาํ ใช๎จาํ ยเดนิ ทาง

49 - สามารถบอกประเภทของเงนิ ได๎ เงินตราทใ่ี ช๎ในประเทศไทย ปจั จบุ ันมี 2 ชนิด คือ ธนบตั รและเหรยี ญกษาปณ๑ โดยมีรายละเอียดดงั นี้ “ธนบัตร ” ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นหนํวยงานทท่ี ําหนา๎ ทีบ่ ริหารจดั การธนบตั ร ภายในประเทศทกุ ข้ันตอน เร่ิมตง้ั แตํการผลิต นาํ ธนบตั รใหมอํ อกใชห๎ มนุ เวยี นและทาํ ลายธนบตั รเกาํ รวมทง้ั ประเมนิ ความต๎องการใช๎ธนบัตรใหมํใน แตลํ ะปีวําควรจะผลิตธนบัตรชนิดราคาใดออกมาจาก จาํ นวนมากนอ๎ ยเพียงใด เพ่อื ใหเ๎ พยี งพอตอํ ตอํ ความต๎องการใชจ๎ ํายของประชาชนในประเทศ “เหรยี ญกษาปณ๑ ” กรมธนารักษ๑ได๎ผลิตเหรยี ญกษาปณ๑หมนุ เวยี นออกใชใ๎ นระบบเศรษฐกจิ ซ่งึ มีหลากรุํนหลายแบบ โดยได๎ปรับเปลย่ี นรปู ลักษณะ ลวดลาย และกรรมวธิ ีการผลิตเรือ่ ยมา เพื่อใหส๎ ะดวกตอํ การพกพา การใช๎สอยและยากตอํ การปลอมแปลง นอกจากนี้ ในตอนทา๎ ยของการพบกลุมํ หลังจากเสรจ็ สนิ้ ขั้นตอนท่ี 3 ครกู ารมอบหมายงาน ใหเ๎ รียนรูด๎ ๎วยตนเอง รายละเอียดดงั น้ี การมอบหมายงานให๎เรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง 1. ครชู ี้แจงใหผ๎ เ๎ู รยี นทราบวํา ในการพบกลมุํ แตลํ ะครั้งผ๎ูเรยี นจะไดร๎ ับมอบหมายงานให๎ไป เรียนรู๎ด๎วยวิธีเรียนรด๎ู ๎วยตนเองในลักษณะที่ครจู ะมอบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รยี นไปศึกษา หนังสือเรียน รายวิชาการเงินเพือ่ ชีวิต 2 สค22016 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 เรอ่ื ง วําดว๎ ยเรอื่ งของเงิน หนา๎ 1 – 51 ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบตั ิ โดยใหศ๎ กึ ษาเนอื้ หาและปฏบิ ตั กิ ิจกรรมท๎ายเร่ือง รายละเอียดของเนือ้ หา แบงํ ออกเปน็ 2 สํวน ดงั น้ี สํวนที่ 1 เนอื้ หาการเรียนรู๎ตามแผนการจดั การเรยี นรูค๎ รงั้ น้ี 1. ประเภทของเงิน 1.1 เงนิ ตราตํางประเทศ - สกลุ เงนิ ของประเทศในทวปี เอเชีย - อัตราการแลกเปลี่ยน และวิธีการคํานวณอตั ราแลกเปลย่ี นเงินตรา ตาํ งประเทศ - ชอํ งทางการแลกเปลย่ี นเงินตราตาํ งประเทศ 2. เงนิ ฝาก และการประกนั ภัย 2.1 ประโยชน๑ ขอ๎ จํากัด ของการฝากเงนิ - บญั ชีเงนิ ฝากออมทรพั ย๑ - บัญชีเงนิ ฝากประจาํ - บญั ชีเงนิ ฝากประจาํ รายเดอื นปลอดภาษี - สลากออมทรพั ย๑/สลากออมสนิ 2.2 ความหมายและวิธีการคาํ นวณดอกเบย้ี เงินฝาก

50 2.3 การคม๎ุ ครองเงินฝาก 2.4 การประกันภัย 3. การชําระเงนิ ทางอเิ ล็กทรอนิกส๑ 3.1 ความหมาย และประโยชน๑ของการชําระเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑ 3.2 ลกั ษณะของบตั ร ATM บัตรเดบิต บัตรเครดิต 4. โครงสรา๎ งระบบสถาบันการเงนิ ของประเทศไทย 4.1 โครงสร๎างระบบสถาบันการเงินของประเทศไทย 4.2 สถาบนั การเงินและหนํวยงานอน่ื ภายใตก๎ ารกํากบั ของธนาคารแหงํ ประเทศ ไทย 4.3 ประเภท 4.4 บทบาทหนา๎ ท่ี สํวนที่ 2 เนื้อหาการเรยี นรเู๎ พมิ่ เตมิ ในหนังสอื เรียนเรียนดังกลําว 2. ครมู อบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รียนเรียนรด๎ู ๎วยตนเอง โดยใหไ๎ ปศกึ ษา หนงั สือเรียนรายวิชาการเงนิ เพ่ือชวี ติ 2 สค22016 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต๎น หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 เร่ือง วาํ ด๎วยเรื่องของเงิน หน๎า 1 – 51 รายละเอยี ดของกจิ กรรมที่ ผเู๎ รียนจะตอ๎ งปฏบิ ตั ิ แบํงออกเปน็ 2 สํวน ดังนี้ สํวนท่ี 1 เน้อื หาการเรยี นร๎ูตามแผนการจดั การเรียนรคู๎ รั้งนี้ ไดแ๎ กํ 1. ประเภทของเงนิ 1.1 เงนิ ตราตาํ งประเทศ - สกลุ เงนิ ของประเทศในทวีปเอเชยี - อตั ราการแลกเปล่ียน และวธิ ีการคาํ นวณอตั ราแลกเปล่ียนเงินตรา ตํางประเทศ - ชอํ งทางการแลกเปลีย่ นเงินตราตํางประเทศ 2. เงนิ ฝาก และการประกนั ภยั 2.1 ประโยชน๑ ขอ๎ จํากดั ของการฝากเงิน - บัญชเี งนิ ฝากออมทรัพย๑ - บญั ชีเงนิ ฝากประจาํ - บัญชเี งนิ ฝากประจํารายเดือนปลอดภาษี - สลากออมทรพั ย๑/สลากออมสิน 2.2 ความหมายและวิธีการคํานวณดอกเบย้ี เงินฝาก 2.3 การคมุ๎ ครองเงินฝาก 2.4 การประกันภัย 3. การชําระเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑

51 3.1 ความหมาย และประโยชน๑ของการชําระเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑ 3.2 ลกั ษณะของบตั ร ATM บตั รเดบติ บตั รเครดิต 4. โครงสร๎างระบบสถาบันการเงินของประเทศไทย 4.1 โครงสร๎างระบบสถาบันการเงนิ ของประเทศไทย 4.2 สถาบนั การเงินและหนํวยงานอืน่ ภายใตก๎ ารกาํ กบั ของธนาคารแหํงประเทศ ไทย 4.3 ประเภท 4.4 บทบาทหนา๎ ท่ี สวํ นที่ 2 มอบหมายงานใหผ๎ ๎ูเรยี นเรยี นรด๎ู ๎วยตนเอง ซ่ึงเนอื้ หาการเรยี นร๎ูเพมิ่ เติมใน “หนงั สือ เรียนรายวชิ าการเงนิ เพอื่ ชวี ติ 2 สค22016 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต๎น หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ได๎แกํ 1. ประเภทของเงิน 1.1 เงนิ ตราตํางประเทศ - สกลุ เงนิ ของประเทศในทวปี เอเชยี - อตั ราการแลกเปล่ียน และวธิ ีการคาํ นวณอตั ราแลกเปลยี่ นเงินตรา ตาํ งประเทศ - ชอํ งทางการแลกเปล่ียนเงินตราตาํ งประเทศ 2. เงนิ ฝาก และการประกันภัย 2.1 ประโยชน๑ ข๎อจาํ กัด ของการฝากเงนิ - บญั ชีเงนิ ฝากออมทรัพย๑ - บญั ชเี งนิ ฝากประจํา - บญั ชเี งนิ ฝากประจํารายเดือนปลอดภาษี - สลากออมทรัพย๑/สลากออมสิน 2.2 ความหมายและวิธกี ารคาํ นวณดอกเบี้ยเงินฝาก 2.3 การค๎มุ ครองเงนิ ฝาก 2.4 การประกนั ภัย 3. การชาํ ระเงินทางอิเลก็ ทรอนิกส๑ 3.1 ความหมาย และประโยชน๑ของการชําระเงินทางอเิ ลก็ ทรอนิกส๑ 3.2 ลกั ษณะของบัตร ATM บัตรเดบติ บัตรเครดิต 4. โครงสรา๎ งระบบสถาบันการเงนิ ของประเทศไทย 4.1 โครงสร๎างระบบสถาบันการเงินของประเทศไทย

52 4.2 สถาบันการเงินและหนํวยงานอื่นภายใตก๎ ารกํากับของธนาคารแหงํ ประเทศ ไทย 4.3 ประเภท 4.4 บทบาทหนา๎ ที่ หลงั จากน้นั ครูและผ๎ูเรยี นมีการนัดหมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปล่ยี นเรยี นรร๎ู ํวมกนั ผาํ นทางสอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส๑ ตอํ ไป หมายเหตุ : ให๎ผู๎เรียนลงมอื ปฏิบตั ิกจิ ก รรมดว๎ ยตนเอง ซึ่งการใหผ๎ ๎เู รียนลงมอื ปฏิบตั ิกจิ กรรม ดว๎ ยตนเองน้ัน อาจมีความแตกตาํ งกันบ๎างในข้ันตอน โดยพจิ ารณาจากพืน้ ฐานของผ๎เู รียน ในกรณีท่ี ผเ๎ู รียนมพี นื้ ฐานนอ๎ ยหรอื ไมํมพี ้นื ฐานมากํอนก็ควรจดั การเรยี นร๎ูพนื้ ฐานท่ีจาํ เป็นและพอเพยี งกบั ผเ๎ู รยี น หลงั จากน้ันให๎ผู๎ เรยี นได๎ปฏิบตั ิด๎วยตนเองในชวํ งระยะหน่งึ แล๎วจึงคํอยใหผ๎ เู๎ รยี นคิดหวั ขอ๎ ที่ อยากจะทาํ หรือถา๎ ผู๎เรียนมีพืน้ ความร๎มู ากอํ นแลว๎ ให๎คิดหัวขอ๎ ทสี่ นใจจะทาํ และใหล๎ งมือปฏบิ ัตไิ ด๎ สื่อ วัสดุ อปุ กรณ๑ และแหลงํ การเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรยี น เรื่อง “วาํ ดว๎ ยเร่ืองของเงิน” 2. ใบความรูส๎ าํ หรบั ผ๎เู รยี น เร่ือง “ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ ” และ เร่อื ง “ประเภท ของเงนิ ” 3. คลิปวิดีโอ เรื่อง “วําด๎วยเรอื่ งของเงิน” จาก https://www.youtube.com/watch?v=ezRvOfSwT-w ความยาว 8.02 นาที 4. คลิปวิดีโอ เรื่อง “ความปลอดภัยในการชาํ ระเงนิ ทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑” จาก https://www.youtube.com/watch?v=ogZFZA_to4Q 6. ใบความรสู๎ ําหรับครู เรอื่ ง “ความหมายและประโยชน๑ของเงิน” และ เรือ่ ง “ประเภทของ เงิน” 7. ใบกจิ กรรมสาํ หรับครู เรอื่ ง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงิน” และ เร่อื ง “ประเภทของเงิน” 8. ใบกิจกรรมของผูเ๎ รียน เรอื่ ง “ความหมายและประโยชน๑ของเงิน” และ เร่อื ง “ประเภท ของเงนิ ” 9. แบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง “วาํ ด๎วยเรือ่ งของเงิน” 10. แบบประเมนิ ความพึงพอใจสาํ หรับผเ๎ู รยี นในการเข๎ารวํ มกิจกรรมการเรยี นรู๎ เรอื่ ง “วาํ ด๎วยเรอื่ งของเงิน” การวัดและประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤติกรรมการมีสํวนรํวม ความต้ังใจ และความสนใจของผเ๎ู รยี น 2. ผลการทดสอบกํอนและหลังเรยี น

53 3. ผลการออกแบบและสรา๎ งสรรค๑นวัตกรรมและสงิ่ ท่ีตอ๎ งการพฒั นา/ชิ้นงาน/ผลงาน 4. ผลการประเมนิ ความพึงพอใจของผู๎เรยี น

54 บันทกึ ผลหลังการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ ผลการใชแ๎ ผนการจดั กระบวนการเรียนรู๎ 1. จาํ นวนเน้อื หากบั จํานวนเวลา  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลาํ ดบั เน้อื หากับความเขา๎ ใจของผู๎เรียน  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนําเขา๎ สบํู ทเรียนกับเนือ้ หาแตํละหวั ขอ๎  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วธิ ีการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู๎กบั เน้ือหาในแตํละขอ๎  เหมาะสม  ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

55 5. การประเมินผลกับตวั ชี้วดั ในแตลํ ะเนอ้ื หา  เหมาะสม  ไมเํ หมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรียนรูข๎ องผเ๎ู รียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจดั กระบวนการเรยี นรู๎ของครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ขอ๎ เสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

56 รายละเอยี ดสือ่ วัสดุ อุปกรณ๑ และแหลํงการเรียนรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรยี น เร่ือง “วําดว๎ ยเร่ืองของเงนิ ” 2. ใบความรส๎ู ําหรับผ๎เู รียน เรอ่ื ง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงิน” และ เร่ือง “ประเภท ของเงิน” 3. คลปิ วิดโี อ เร่อื ง “วําด๎วยเรื่องของเงิน” จาก https://www.youtube.com/watch?v=ezRvOfSwT-w ความยาว 8.02 นาที 4. คลปิ วิดีโอ เรือ่ ง “ความปลอดภัยในการชาํ ระเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑” จาก https://www.youtube.com/watch?v=ogZFZA_to4Q 6. ใบความรส๎ู าํ หรบั ครู เรื่อง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ ” และ เรอ่ื ง “ประเภทของ เงิน” 7. ใบกจิ กรรมสําหรบั ครู เรอื่ ง “ความหมายและประโยชนข๑ องเงิน” และ เร่อื ง “ประเภทของเงนิ ” 8. ใบกิจกรรมของผู๎เรยี น เรือ่ ง “ความหมายและประโยชน๑ของเงิน” และ เร่ือง “ประเภท ของเงนิ ” 9. แบบทดสอบหลงั เรยี น เรอื่ ง “วําด๎วยเรอื่ งของเงนิ ” 10. แบบประเมนิ ความพึงพอใจสําหรับผเู๎ รยี นในการเขา๎ รวํ มกจิ กรรมการเรยี นร๎ู เร่ือง “วําดว๎ ยเร่อื งของเงนิ ”

57 แบบทดสอบกอํ นเรียน เรอื่ ง วาํ ด๎วยเร่ืองของเงิน คําช้แี จง แบบทดสอบกํอนเรียน มีจํานวนทั้งหมด 10 ข๎อ แบงํ ออกเป็น 2 ตอน ประกอบดว๎ ย ตอนท่ี 1 แบบปรนยั จาํ นวน 5 ขอ๎ ตอนที่ 2 แบบเลือกตอบถกู ผดิ จํานวน 5 ข๎อ ตอนที่ 1 แบบปรนยั จาํ นวน 5 ขอ๎ คาํ สงั่ จงทําเครือ่ งหมายกากบาท (X) หนา๎ ข๎อท่ถี กู ต๎องทีส่ ดุ เพียงข๎อเดยี ว 1. ข๎อใดตอํ ไปนกี้ ลําวถงึ ประโยชน๑ของเงนิ ได๎ถูกต๎อง ก. ใช๎ซ้อื สนิ คา๎ และบริการ ข. ใช๎เพอ่ื การดํารงชีพ ค. ถูกทุกข๎อ 2. ประเภทของเงนิ ออมทค่ี วรมีเปน็ ลาํ ดับแรก คือ ก. เงินออมเผือ่ ฉุกเฉิน ข. เงินออมเพื่อการลงทนุ ค. เงินออมเพอื่ การทํองเทยี่ ว 3. ข๎อใดตํอไปนเ้ี ปน็ การให๎ยืมเงิน ก. ครใู หเ๎ งินรางวลั แกเํ ด็กหญิงมาลเี นอื่ งจากมผี ลการเรียนดี ข. สมี าให๎เงนิ พ่ีชายจานวน 5,000 บาท โดยบอกวําอีก 2 เดือนให๎นาํ เงนิ มาคนื ค. เจใหเ๎ งินภรรยาเป็นคาํ ใชจ๎ าํ ยซื้อของใชใ๎ นบ๎าน 4. สม๎ ให๎โอยืมเงิน แตรํ อนานแล๎วโอกไ็ มคํ ืน พอส๎มไปทวง โอบอกวาํ “ส๎มใหเ๎ งินโอ” ถ๎าทํานเป็นสม๎ กํอนจะให๎เงินโอ สม๎ ควรทําอยํางไร ก. ทาํ สญั ญาเปน็ ลายลักษณอ๑ ักษร ข. อธบิ ายให๎ชัดเจนวาํ “ให๎ยืม” และใหใ๎ ช๎คืนเม่ือไหรํ ค. ถกู ทกุ ข๎อ

58 5. ขอ๎ ใดตํอไปนี้เปน็ การวางแผนการเงนิ ที่ดีทีส่ ุด ก. เม่อื ได๎รับคาํ จ๎าง ใหน๎ าบางสวํ นไปเก็บออม สวํ นทเี่ หลือจงึ นามาใชจ๎ ําย ข. เมอ่ื ไดร๎ บั คาํ จ๎าง ให๎นาไปใชซ๎ ือ้ ของทีอ่ ยากไดก๎ อํ น สวํ นทเ่ี หลอื จึงนามาใช๎จําย ในชีวติ ประ จาวนั ค. เมอื่ ได๎รับคาํ จ๎าง ให๎นาไปใชจ๎ าํ ยกอํ น หากเหลอื จงึ คํอยนาไปเก็บออม กิจกรรมทา๎ ยเร่อื งที่ 2 ประเภทของเงนิ กจิ กรรมที่ 2.1 ให๎ทาเครือ่ งหมาย หนา๎ ขอ๎ หากเหน็ วาํ ถูกต๎อง และทาเครื่องหมาย X หน๎าขอ๎ หาก เห็นวาํ ไมํถูกตอ๎ ง ...............1. เงินตราไทยทใ่ี ชใ๎ นปจั จุบันมี 2 ชนดิ คือ ธนบัตรและเหรยี ญกษาปณ๑ ...............2. ธนบตั รไทยแบบสบิ หก มี 4 ชนิดราคา ...............3. ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเปน็ ผ๎จู ัดพมิ พ๑และนาธนบตั รออกใชห๎ มุนเวยี น ในประเทศไทย ...............4. กรมธนารักษเ๑ ปน็ ผ๎ผู ลิตเหรียญกษาปณ๑หมนุ เวียนออกใชใ๎ นประเทศไทย ...............5. เหรียญกษาปณ๑ที่ใชห๎ มนุ เวยี นในระบบเศรษฐกิจมี 6 ชนิดราคา

59 เฉลยแบบทดสอบกํอนเรียน (ตอนที่ 2) 1. ค 2. ก 3. ข 4. ก 5. ก ตอนท่ี 2 แบบเลอื กตอบถูกผดิ จํานวน 5 ขอ๎ คําสั่ง จงทาํ เครอ่ื งหมายถกู () หน๎าข๎อที่ถกู และทาํ เคร่อื งหมายผดิ (X) หน๎าข๎อทีผ่ ดิ ...............1. เงนิ ตราไทยท่ีใช๎ในปัจจบุ นั มี 2 ชนิด คอื ธนบัตรและเหรียญกษาปณ๑ ...............2. ธนบตั รไทยแบบสบิ หก มี 4 ชนดิ ราคา ...............3. ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นผ๎ูจัดพมิ พแ๑ ละนาธนบัตรออกใชห๎ มนุ เวยี น ในประเทศไทย ...............4. กรมธนารกั ษ๑เป็นผผ๎ู ลิตเหรียญกษาปณห๑ มนุ เวยี นออกใช๎ในประเทศไทย ...............5. เหรยี ญกษาปณ๑ทใี่ ชห๎ มนุ เวยี นในระบบเศรษฐกิจมี 6 ชนิดราคา เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรียน (ตอนท่ี 2) 1.  2. X 3.  4.  5. X

60 ใบความรู๎สาํ หรับผเู๎ รียน เร่อื งท่ี 1 ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ .ศ. 2554 ใหค๎ วามหมายของ “เงิน” คอื วตั ถุที่ กําหนดให๎ใช๎เป็นสอื่ กลางในการแลกเปลยี่ นหรอื ชํา ระหน้ี ปจั จบุ ันสวํ นใหญํ คือ ธนบตั รและเหรียญ กษาปณ๑ อยํ างไรกด็ ี เงนิ อาจไมํได๎จาํ กดั อยูํในรูปธนบตั รและเหรยี ญกษาปณ๑เทาํ นัน้ แตอํ าจอยใํู น รูปแบบอืน่ ๆ อกี เชนํ เงินอเิ ล็กทรอนิกส๑ “เงนิ ” เป็นสิง่ สํา คัญทมี่ ีผลตํอการดํา รงชวี ติ ในยคุ ปัจจบุ ัน เพราะเปน็ สิ่งทใี่ ชใ๎ นการซือ้ หา สิ่งของหรือบริการเพือ่ ให๎สามารถดํา รงชีพได๎ หรือเพื่ อความสะดวกสบาย เชํน การซือ้ หาอาหาร สิ่งของจาํ เป็น การศึกษา การรกั ษาพยาบาล คาํ ใชจ๎ ํายเดินทาง ดังนนั้ ทุกคนจึงจํา เป็นต๎องประกอบ อาชพี สร๎างอาชีพใหต๎ นเองเพ่ือให๎มเี งินหรอื มรี ายไดเ๎ ล้ยี งตนเองและคนในครอบครัว เมอื่ ได๎เงินมาแลว๎ ก็ควรรู๎จกั วางแผนการเงินของตนเอง เพ่ือใหใ๎ ชเ๎ งนิ อยาํ งรคู๎ ณุ คําและมเี งนิ เพียงพอตํอการดํา รงชีพ เชํน เมื่อมีรายได๎ให๎นาํ ไปเกบ็ ออมสวํ นหนึ่งกอํ น โดยลาํ ดับแรกควรออมเผื่อฉุกเฉนิ เมอ่ื เกดิ เหตกุ ารณไ๑ มํคาด ฝนั จะไดด๎ งึ เงินท่อี อมมาใชจ๎ าํ ยได๎ หรอื การรจู๎ กั วางแผนการใชจ๎ ําย โดยใช๎จาํ ยในส่งิ ที่จาํ เป็นกํอน หรอื หากมเี งนิ ออมเพียงพอแลว๎ อาจนํา เงนิ ออมบางสวํ นไปสร๎างผลตอบแทนเพม่ิ ข้นึ เชนํ การฝากเงินใน บญั ชีเงนิ ฝากประจําเพ่ือรบั ดอกเบยี้ ที่สูงขึ้น หรือการลงทุนภายใตค๎ วามเสี่ยงท่ยี อมรับได๎ เพือ่ ใหเ๎ งินที่ หามาได๎สร๎างมลู คาํ ทเ่ี พิ่มขนึ้ การให๎เงินและการให๎ยมื เงิน การใหเ๎ งิน หมายถึง การให๎เงินโดยไมไํ ดห๎ วังผลตอบแทน และไมํได๎หวังให๎มีการนาํ เงิน ดงั กลาํ วมาจํายคืนให๎ เชํน พอํ แมํให๎คาํ ขนมแกํลูก การบริจาคเงินเพ่อื การกศุ ล การใหย๎ มื เงนิ หมายถงึ การใหเ๎ งนิ โดยคาดหวงั ให๎มกี ารจํายคืนภายในระยะเวลาที่กาํ หนด และมกี ารกําหนดอัตราผลตอบแทนของการใ ห๎ยมื เงนิ น้นั ด๎วย ซึง่ เรียกวํา “ดอกเบีย้ ” เชํน สมชายให๎ สมหญิงก๎ยู มื 10,000 บาท คดิ ดอกเบ้ีย 2% ตํอปแี ละใหใ๎ ช๎คืนเม่ือครบ 1 ปี หมายความวํา สมหญงิ ตอ๎ งจาํ ยเงนิ คืนสมชาย 10,200 บาท เม่อื ครบ 1 ปี จะเห็นวําการให๎เงินเปน็ การใหเ๎ ปลาํ ไมํต๎องคนื แตํ สาหรบั การใหย๎ มื เงิน เปน็ การคาดหวงั ใหม๎ กี ารจาํ ยเงินคืน ซ่งึ ผู๎ให๎ยืมอาจต๎องการดอกเบี้ยหรือไมํ ตอ๎ งการดอกเบี้ยก็ได๎ ดงั น้ัน กอํ นทีจ่ ะใหเ๎ งนิ หรือใหย๎ ืมเงิน ผู๎ใหย๎ ืมควรอธบิ ายใหช๎ ดั เจนและเขา๎ ใจ ตรงกนั วาํ ตอ๎ งการใหเ๎ งิน หรือตอ๎ งการให๎ยืมเงนิ ซง่ึ หากเป็นการใหย๎ มื เงนิ ผใู๎ หย๎ ืมควรแจง๎ อตั รา ดอกเบ้ยี ระยะเวลาที่ต๎องชาระคนื และควรทําเอกสารเป็นลายลกั ษณ๑อักษรเพื่อเปน็ หลกั ฐานการ ให๎ยืมเงนิ ไว๎ด๎วย

61 กิจกรรมทา๎ ยเรอื่ งที่ 1 ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ (ให๎ผ๎ูเรยี นไปทาํ กิจกรรมท๎ายเร่ืองที่ 1 ทีส่ มุดบันทกึ กจิ กรรมการเรียนรู๎) 6 ชดุ วิชาการเงนิ เพอื่ ชีวิต 2 | หนวํ ยการเรยี นรู๎ท่ี 1 วําด๎วยเร่อื งของเงิน

62 เรอื่ งท่ี 2 ประเภทของเงนิ เงนิ ตราไทย เงินตราท่ีใชใ๎ นประเทศไทย ปัจจบุ นั มี 2 ชนิด คอื ธนบตั รและเหรียญกษาปณ๑ โดยมี รายละเอียด ดังนี้ ธนบตั ร ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเปน็ หนวํ ยงานทท่ี ํา หนา๎ ที่บริหารจัดการธนบัตรภา ยในประเทศทกุ ขน้ั ตอน เริ่มตงั้ แตํการผลิต นาธนบัตรใหมอํ อกใช๎หมุนเวียนและทาลายธนบัตรเกํา รวมทง้ั ประเมิน ความตอ๎ งการใชธ๎ นบัตรใหมใํ นแตลํ ะปวี ําควรจะผลติ ธนบัตรชนิดราคาใดออกมาจํา นวนมากน๎อย เพียงใด เพอ่ื ให๎เพยี งพอตํอความตอ๎ งการใช๎จํายของประชาชน ในประเทศ ซึ่งในแตลํ ะปีป รมิ าณการ ผลติ ธนบตั รจะผันแปรไปตามความต๎องการใชธ๎ นบัตร ทเี่ พม่ิ ขึน้ หรอื ลดลงตามภาวะเศรษฐกจิ ของ ประเทศ ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นผูม๎ ีสทิ ธพิ์ มิ พแ๑ ละออกใชธ๎ นบตั รในประเทศไทยแตํเพียงผู๎เดียว โดยปฏบิ ัติ ตามทพ่ี ระราชบญั ญัตเิ งนิ ตรา พ .ศ. 2501 กําหนดไวว๎ าํ การนํา ธนบัตรออกใช๎ หมนุ เวียนในระบบเศรษฐกจิ สามารถทาํ ได๎ 2 กรณี คือ 1. แลกเปลย่ี นทนั ทกี บั ธนบตั รทอ่ี อกใช๎หมนุ เวียนอยแูํ ลว๎ ในมลู คําท่ีเทาํ กัน เชนํ ธนบตั รชนิด ราคา 1000 บาท 10 ฉบบั มลู คํา 10,000 บาท แลกเปลี่ยนกับธนบตั รใหมชํ นิดราคาเดยี วกนั หรือ ชนดิ ราคาอื่นในมูลคาํ ที่เทํากนั อาทิ ธนบตั รชนดิ ราคา 500 บาท จํานวน 20 ฉบับ 2. แลกเปลีย่ นทนั ทกี บั สินทรพั ย๑ท่ีกฎหมายกาํ หนดใหเ๎ ป็นทุนสาํ รองเงินตรา ในมูลคําทเ่ี ทาํ กนั เชนํ นําทองคํามูลคาํ 100 ลา๎ นบาทมาเขา๎ บัญชที นุ สาํ รองเงนิ ตรา แลกเปลี่ยนกบั ธนบตั รเพื่อนาํ ออกใช๎ มูลคาํ 100 ล๎านบาทเทํากนั ทาํ ไมธนบตั รจงึ มีคาํ การทธี่ นบัตรไดร๎ บั ความเชอ่ื ถอื และมีมลู คาํ ตามราคาที่ระบุไวไ๎ ดน๎ นั้ เน่อื งจากกฎหมาย กาํ หนดให๎ต๎องนาํ สนิ ทรพั ย๑ เชนํ ทองคาํ เงนิ ตราตํางประเทศ หลักทรพั ย๑ตาํ งประเทศ มาแลกเปลยี่ น เทาํ กับจํา นวนมูลคาํ ของธนบตั รทจี่ ะนํา ออกใช๎ ซง่ึ สินทรพั ยด๑ ังกลาํ วจะโอนเข๎าไวใ๎ นบญั ชที ุ นสํารอง เงินตรา โดยธนาคารแหํงประเทศไทยเปน็ ผ๎ูดูแลรักษาบญั ชี และมสี าํ นักงานการตรวจเงนิ แผํนดนิ ตรวจสอบเป็นประจาํ ทกุ ปี ดังนัน้ จึงมน่ั ใจไดว๎ าํ ธนบตั รทกุ ฉบบั มีมูลคําตามราคาทต่ี ราไวอ๎ ยาํ งแท๎จรงิ

63 ธนบตั รทใ่ี ช๎หมุนเวยี นในปัจจบุ นั นบั จากปี พ.ศ. 2445 ที่เร่ิมนาธนบัตรแบบแรกออกใช๎ จนถงึ ปจั จบุ ันปี พ .ศ. 2559 ประเทศ ไทยมธี นบตั รออกใช๎หมนุ เวยี นรวมจาํ นวน 16 แบบ โดยธนบตั รแบบปจั จุบัน คอื ธนบัตรแบบสบิ หก1 มี 5 ชนิดราคา ไดแ๎ กํ 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท ขนาดมาตรฐานของธนบัตรแบบปจั จุบนั 2 (แบบสบิ หก) 2 ขอ๎ มูล ณ เดอื นมิถุนายน 2559 การกําหนดขนาดธนบัตรมํุงเนน๎ ถงึ ความสะดวกในการ พกพาเปน็ หลกั และเพ่ือประโยชนต๑ อํ การสังเกตของประชาชน โดยเฉพาะอยํางยงิ่ ผท๎ู มี่ คี วามบกพรอํ ง ทางสายตาซ่งึ สามารถแยกแยะชนิดราคาธนบตั รดว๎ ยการสัมผัสเทําน้ัน จึงกาํ หนดให๎ธนบตั รทุกชนดิ ราคา มคี วามกวา๎ งเทาํ กนั คือ 72 มลิ ลเิ มตร แตํมีความยาวท่ีลดหล่ันกนั ชนดิ ราคาละ 6 มลิ ลิเมตร วธิ กี ารตรวจสอบธนบตั รแบบสบิ หก 1. สัมผสั 1.1 สัมผสั กระดาษธนบตั ร ธนบัตรทํา จากกระดาษชนดิ พเิ ศษท่มี ใี ยฝูายเป็น สวํ นประกอบหลกั จงึ มีความแกรํง ทนทาน ไมยํ ยุํ งาํ ย เม่ือจับสมั ผัสจะใหค๎ วามร๎สู กึ แ ตกตํางจาก กระดาษทั่วไป 1.2 ลายพิมพเ๑ สน๎ นูน สามารถสัมผัสความนูนตามจุดตาํ ง ๆ ได๎แกํ ตัวเลขอารบิ คแจง๎ ชนดิ ราคาทมี่ ุมขวาบนของธนบัตร ตวั อักษรคาํ วาํ “รัฐบาลไทย ” และตวั เลขไทยแจ๎งชนดิ ราคา ด๎านหนา๎ ธนบตั ร นอกจากน้ี ทบ่ี รเิ วณมุมลาํ งดา๎ นขวาของธนบตั รทุกชนิดราคาจะ มีลายพิมพ๑ เสน๎ นนู รปู ดอกไม๎ ซึ่งเป็นสัญลักษณแ๑ จง๎ ชนิดราคาธนบตั รทปี่ ระยุกตม๑ าจากอกั ษรเบรลล๑ เพือ่ อํานวยความ สะดวกแกผํ ๎ูมคี วามบกพรํองทางสายตา 2. ยกสํอง 2.1 ลายนํ้า ลายนา้ํ เกิดขึ้นในข้ันตอนการผลิตกระดาษทท่ี ํา ให๎เน้อื กระดาษมคี วามหนาไมํ เทํากัน เมื่อยกธนบัตรสอํ งกับแสงสวํางจึงมองเห็นภาพท่ีมกี ารไลํระดบั ของแสงเงา และตัวเลขไทยตาม ชนดิ ราคาธนบัตรทมี่ ีความโปรงํ แสงเปน็ พิเศษ ประดับควบคูลํ ายนา๎ พระบรมฉายาสาทสิ ลกั ษณ๑ พระบาทสมเด็จพระเจ๎าอยหํู ัว ภาพที่ 1 - 3 เป็นแถบสี ซึง่ มอี ยํใู นธนบัตรชนิดราคา20 บาท 50 บาท และ 100 บาท

64 2.2 แถบสีและแถบสี่เหล่ยี มเคลื่อนไหวสลบั สี ภาพที่ 4 - 5 เปน็ แถบสที ม่ี ีสเี่ หลีย่ มเคลอ่ื นไหวสลับสี ซึง่ มีอยใํู นธนบัตรชนิดราคา500 บาท และ 1000 บาท

65 2.3 ภาพซอ๎ นทับ บริเวณมุมบนดา๎ นซา๎ ยของธนบัตรมีตวั เลขอารบกิ แจ๎งชนดิ ราคา ธนบตั ร ที่พิมพ๑ แยกไวใ๎ นตาํ แหนงํ ตรงกันของด๎านหน๎าและดา๎ นหลังธนบตั ร จะมองเหน็ เป็นตัวเลข ทส่ี มบูรณเ๑ มอื่ ยก ธนบัตรสํองกับแสงสวําง 3. พลกิ เอียง 3.1 หมกึ พมิ พพ๑ เิ ศษสลับสี เป็นจดุ สงั เกตสําหรบั ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท และ 1000 บาทเทําน้ัน โดยใหส๎ งั เกต ทม่ี ุมลาํ งด๎านซา๎ ยของธนบัตรเมอ่ื พลกิ ขอบลาํ งธนบตั รขน้ึ ลายประดษิ ฐ๑ สีทองจะเปล่ยี นเปน็ สีเขียว

66 3.2 แถบฟอยล๑ 3 มิติ แถบฟอยล๑ 3 มิตทิ ี่ผนกึ อยูํบนด๎านหนา๎ ธนบัตรชนดิ ราคา 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท จะมองเหน็ เปน็ หลายมิติแตกตาํ งกนั ตามชนดิ ราคาและจะ เปลยี่ นสสี ะทอ๎ นแสงวาววบั เม่ือ พลกิ เอยี งธนบัตรไปมา 3.3 ตวั เลขแฝง ในลายประดษิ ฐ๑มุมลํางซ๎ายของธนบตั รทุกชนิดราคาเม่ือยกธนบตั รเอียงเข๎าหาแสงสวําง และมองผาํ นจากมุมลาํ งซ๎ายเข๎าหาก่งึ กลางธนบัตรในมุมที่เหมาะสม จะเห็นตวั เลขอารบกิ แจ๎งชนดิ ราคาธนบัตรฉบบั น้นั

67 เหรยี ญกษาปณ๑ กรมธนารักษไ๑ ดผ๎ ลิตเหรียญกษาปณ๑หมุนเวียนออกใช๎ในระบบเศรษฐกิจตัง้ แตํ พ .ศ. 2493 เปน็ ตน๎ มา ซึ่งมหี ลากรุํนหลายแบบ โดยได๎ปรบั เปลย่ี นรปู ลักษณะ ลวดลาย และกรรมวธิ ีการผลติ เรอ่ื ยมา เพอื่ ใหส๎ ะดวกตํอการพกพา การใช๎สอยและยากตอํ การปลอมแปลง เหรี ยญกษาปณ๑ หมุนเวยี น เป็นเหรียญกษาปณท๑ ่ีใช๎หมนุ เวยี นกนั อยทํู ว่ั ไป ในชีวิตประจํา วนั มี 9 ชนิดราคาคอื 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค๑ 25 สตางค๑ 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ และ 1 สตางค๑ แตใํ ช๎ หมุนเวยี นในระบบเศรษฐกจิ มี 6 ชนดิ ราคา คอื 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค๑ 25 สตางค๑ สวํ นเหรียญชนดิ ราคา 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ และ 1 สตางค๑ มใี ชใ๎ นทางบัญชีเทาํ นน้ั ในปี พ.ศ. 2551 กระทรวงการคลังไดอ๎ นมุ ตั ใิ ห๎กรมธนารักษ๑ จัดทําเหรียญกษาปณ๑ออกใช๎หมุนเวียนชุดใหมใํ นระบบเศรษฐกจิ โดยมีลักษณะและชนดิ ราคา ดงั นี้ 1. เหรียญกษาปณ๑โลหะสองสี (สขี าวและสที อง) ชนดิ ราคา 10 บาท 2. เหรยี ญกษาปณโ๑ ลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล เคลอื บไส๎ทองแดง) ชนดิ ราคา 5 บาท 3. เหรียญกษาปณ๑โลหะสที อง (ทองแดงผสมนกิ เกลิ และอลมู ิเนยี ม) ชนิดราคา 2 บาท 4. เหรียญกษาปณ๑โลหะสขี าว (ไส๎เหล็กชุบนิกเกิล) ชนดิ ราคา 1 บาท 5. เหรยี ญกษาปณ๑โลหะสแี ดง (ไส๎เหลก็ ชบุ ทองแดง) ชนดิ ราคา 50 สตางค๑ 6. เหรียญกษาปณโ๑ ลหะสีแดง (ไสเ๎ หล็กชบุ ทองแดง) ชนิดราคา 25 สตางค๑ 7. เหรียญ กษาปณโ๑ ลหะสขี าว (อลมู เิ นียม) ชนิดราคา 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ 1 สตางค๑

68 ใบความรู๎สําหรับครู เรือ่ งที่ 1 ความหมายและประโยชน๑ของเงนิ ความหมายและประโยชน๑ของเงิน พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ .ศ. 2554 ใหค๎ วามหมายของ “เงนิ ” คือ วตั ถทุ ่ี กําหนดให๎ใช๎เป็นสื่อกลางในการแลกเปลีย่ นหรอื ชาํ ระหน้ี ปัจจุบนั สํวนใหญํ คือ ธนบัตรและเหรยี ญ กษาปณ๑ อยํางไรก็ดี เงินอาจไมไํ ด๎จาํ กัดอยูใํ นรปู ธนบตั รและเหรยี ญก ษาปณ๑เทํานน้ั แตํอาจอยํูใน รูปแบบอืน่ ๆ อีก เชํน เงนิ อิเลก็ ทรอนกิ ส๑ “เงิน” เป็นสง่ิ สําคัญท่มี ผี ลตํอการดํา รงชีวติ ในยุคปัจจบุ นั เพราะเปน็ ส่งิ ที่ใชใ๎ นการซ้อื หาสงิ่ ของหรือ บริการเพอ่ื ให๎สามารถดํา รงชีพได๎ หรอื เพือ่ ความสะดวกสบาย เชํน การซ้ือหาอาหาร ส่ิงของจาํ เปน็ การศกึ ษา การรกั ษาพยาบาล คําใช๎จาํ ยเดนิ ทาง ดงั นน้ั ทุกคนจงึ จํา เปน็ ต๎องประกอบอาชีพ สร๎าง อาชีพใหต๎ นเองเพ่ือให๎มเี งินหรือมีรายได๎เลยี้ งตนเองและคนในครอบครัว เม่อื ไดเ๎ งนิ มาแล๎วกค็ วรร๎ูจกั วางแผนการเงนิ ของตนเอง เพือ่ ให๎ใช๎เงนิ อยํางรค๎ู ณุ คาํ และมเี งินเพยี งพอตํอ การดาํ รงชีพ เชนํ เมอื่ มีรายไดใ๎ หน๎ าํ ไปเก็บออมสวํ นหนึ่งกํอน โดยลํา ดับแรกควรออมเผื่อฉุกเฉินเมื่อ เกดิ เหตกุ ารณ๑ไมคํ าดฝนั จะได๎ดึงเงินทอี่ อมมาใชจ๎ าํ ยได๎ หรอื การรูจ๎ ัก วางแผนการใช๎จําย โดยใช๎จํายใน สิ่งที่จาํ เปน็ กํอน หรอื หากมเี งนิ ออมเพียงพอแล๎ว อาจนํา เงินออมบางสวํ นไปสรา๎ งผลตอบ แทนเพมิ่ ขึน้ เชนํ การฝากเงินในบัญชเี งนิ ฝากประจาํ เพือ่ รบั ดอกเบ้ีย ที่สงู ข้นึ หรือการลงทุนภายใต๎ความเส่ยี งที่ ยอมรับได๎ เพือ่ ให๎เงินทหี่ ามาได๎สรา๎ งมูลคาํ ทเี่ พม่ิ ข้ึน การให๎เงินและการใหย๎ ืมเงิน การใหเ๎ งิน หมายถงึ การใหเ๎ งินโดยไมํไดห๎ วังผลตอบแทน และไมไํ ด๎หวั งให๎มีการนาํ เงนิ ดงั กลําวมาจาํ ยคนื ให๎ เชํน พอํ แมํใหค๎ ําขนมแกํลกู การบริจาคเงินเพอื่ การกศุ ล การใหย๎ มื เงนิ หมายถงึ การใหเ๎ งินโดยคาดหวังใหม๎ กี ารจํายคืนภายในระยะเวลาท่กี ํา หนด และมีการกาํ หนดอัตราผลตอบแทนของการให๎ยืมเงนิ น้นั ด๎วย ซึง่ เรียกวาํ “ดอกเบยี้ ” เชํน สมชายให๎ สมหญิงก๎ยู ืม 10,000 บาท คิดดอกเบี้ย 2% ตํอปแี ละให๎ใชค๎ ืนเมื่อครบ 1 ปี หมายความวํา สมหญงิ ตอ๎ งจาํ ยเงินคืนสมชาย 10,200 บาท เมอื่ ครบ 1 ปี จะเห็นวาํ การให๎เงนิ เป็นการให๎เปลําไมํตอ๎ งคืน แตํ สาหรบั การใหย๎ ืมเงนิ เป็นการคาดหวังให๎มีการจํายเงนิ คืน ซงึ่ ผใู๎ หย๎ มื อาจต๎อ งการดอกเบีย้ หรอื ไมํ ตอ๎ งการดอกเบ้ยี กไ็ ด๎ ดังน้ัน กํอนทจ่ี ะให๎เงนิ หรือให๎ยืมเงนิ ผใ๎ู หย๎ ืมควรอธิบายใหช๎ ดั เจนและเข๎าใจ ตรงกันวํา ต๎องการให๎เงิน 5 หรอื ต๎องการใหย๎ ืมเงนิ ซงึ่ หากเปน็ การใหย๎ มื เงนิ ผูใ๎ หย๎ มื ควรแจ๎งอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาทต่ี ๎องชาระ คนื และควรทําเอกสารเปน็ ลายลกั ษณอ๑ กั ษรเพือ่ เป็นหลกั ฐานการให๎ยมื เงินไวด๎ ๎วย

69 กิจกรรมท๎ายเร่อื งที่ 1 ความหมายและประโยชนข๑ องเงนิ (ให๎ผ๎ูเรยี นไปทากจิ กรรมท๎ายเร่ืองที่ 1 ทีส่ มุดบันทกึ กจิ กรรมการเรียนรู๎) 6 ชดุ วิชาการเงนิ เพือ่ ชวี ิต 2 | หนวํ ยการเรยี นรู๎ท่ี 1 วําด๎วยเร่อื งของเงิน

70 เรื่องท่ี 2 ประเภทของเงนิ เงนิ ตราไทย เงินตราทใ่ี ชใ๎ นประเทศไทย ปจั จุบันมี 2 ชนดิ คอื ธนบตั รและเหรยี ญกษาปณ๑ โดยมี รายละเอยี ด ดังนี้ ธนบัตร ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเป็นหนํวยงานทีท่ าํ หนา๎ ท่ีบริหารจดั การธนบัตรภายในประเทศทกุ ขั้นตอน เรม่ิ ต้งั แตกํ ารผลติ นาธนบัตรใหมํ ออกใชห๎ มุนเวียนและทาลายธนบตั รเกํา รวมทง้ั ประเมิน ความตอ๎ งการใชธ๎ นบตั รใหมํในแตํละปีวําควรจะผลิตธนบตั รชนิดราคาใดออกมาจํา นวนมากน๎อย เพยี งใด เพือ่ ให๎เพียงพอตอํ ความตอ๎ งการใช๎จาํ ยของประชาชน ในประเทศ ซึง่ ในแตํละปีปริมาณการ ผลติ ธนบัตรจะผนั แปรไปตามความตอ๎ งการใช๎ธนบัตร ทเ่ี พิม่ ข้นึ หรอื ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศ ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเปน็ ผู๎มีสิทธพิ์ มิ พแ๑ ละออกใช๎ธนบัตรในประเทศไทยแตเํ พยี งผูเ๎ ดียว โดยปฏิบัตติ ามทพ่ี ระราชบญั ญัตเิ งินตรา พ .ศ. 2501 กาหนดไวว๎ าํ การนาํ ธนบตั รออกใชห๎ มนุ เวียนใน ระบบเศรษฐกิจสามารถทาํ ได๎ 2 กรณี คอื 1. แลกเปลย่ี นทันทีกบั ธนบัตรท่ีออกใชห๎ มนุ เวียนอยูแํ ลว๎ ในมูลคําที่เทาํ กนั เชนํ ธนบัตรชนิด ราคา 1000 บาท 10 ฉบับ มูลคํา 10,000 บาท แลกเปลยี่ นกับธนบตั รใหมํชนดิ ราคาเดยี วกันหรอื ชนิดราคาอน่ื ในมูลคําที่เทาํ กัน อาทิ ธนบตั รชนิดราคา 500 บาท จาํ นวน 20 ฉบับ 2. แลกเปล่ยี นทันทกี บั สนิ ทรัพย๑ทก่ี ฎหมายกําหนดใหเ๎ ป็นทุนสาํ รองเงินตรา ในมลู คําทเ่ี ทาํ กัน เชํน นาํ ทองคํามูลคาํ 100 ล๎านบาทมาเข๎าบัญชที ุนสํารองเงินตรา แลกเปลีย่ นกบั ธนบตั รเพื่อนาํ ออกใช๎ มูลคํา 100 ลา๎ นบาทเทํากนั ทําไมธนบตั รจงึ มีคํา การที่ธนบัตรไดร๎ ับความเชอื่ ถอื และมมี ูลคําตามรา คาทร่ี ะบไุ ว๎ได๎น้นั เนื่องจากกฎหมาย กาํ หนดให๎ตอ๎ งนําสินทรัพย๑ เชํน ทองคํา เงินตราตาํ งประเทศ หลักทรัพย๑ตํางประเทศ มาแลกเปลย่ี น เทาํ กับจํา นวนมลู คําของธนบตั รท่ีจะนํา ออกใช๎ ซงึ่ สินทรัพย๑ดังกลาํ วจะโอนเข๎าไว๎ในบญั ชที นุ สํา รอง เงนิ ตรา โดยธนาคารแหงํ ประเทศไทยเปน็ ผ๎ดู แู ลรักษา บัญชี และมสี ํา นักงานการตรวจเงนิ แผนํ ดนิ ตรวจสอบเป็นประจาํ ทกุ ปี ดงั นัน้ จึงมน่ั ใจไดว๎ ําธนบตั รทกุ ฉบบั มีมลู คําตามราคาทตี่ ราไวอ๎ ยาํ งแท๎จรงิ

71 ธนบตั รทใ่ี ชห๎ มุนเวียนในปจั จุบัน นบั จากปี พ.ศ. 2445 ท่ีเริม่ นาธนบตั รแบบแรกออกใช๎ จนถงึ ปจั จุบันปี พ .ศ. 2559 ประเทศ ไทยมธี นบตั รออกใช๎หมุนเวียนรวมจาํ นวน 16 แบบ โดยธนบตั รแบบปจั จุบนั คือ ธนบตั รแบบสบิ หก1 มี 5 ชนดิ ราคา ไดแ๎ กํ 20 บาท 50 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท ขนาดมาตรฐานของธนบตั รแบบปัจจุบัน 2 (แบบสิบหก) 2 ข๎อมลู ณ เดือนมิถุนายน 2559 การกําหนดขนาดธนบัตรมุํงเน๎นถึงความสะด วกในการ พกพาเป็นหลัก และเพื่อประโยชนต๑ อํ การสังเกตของประชาชน โดยเฉพาะอยาํ งย่ิงผู๎ทีม่ ีความบกพรํอง ทางสายตาซ่ึงสามารถแยกแยะชนิดราคาธนบัตรด๎วยการสมั ผสั เทาํ นั้น จงึ กาหนดใหธ๎ นบัตรทุกชนดิ ราคา มคี วามกว๎างเทํากันคือ 72 มิลลิเมตร แตํมีความยาวท่ลี ดหล่นั กันชนดิ ราคาละ 6 มิลลเิ มตร วิธกี ารตรวจสอบธนบตั รแบบสิบหก 1. สัมผสั 1.1 สัมผสั กระดาษธนบัตร ธนบัตรทาํ จากกระดาษชนดิ พิเศษทม่ี ใี ยฝูายเปน็ สํวนประกอบ หลกั จงึ มีความแกรํง ทนทาน ไมํยํุยงําย เมอ่ื จับสัมผสั จะให๎ความร๎ูสึกแตกตาํ งจากกระดาษท่วั ไป 1.2 ลายพิมพเ๑ ส๎นนูน สามารถสมั ผัสความนนู ตามจดุ ตาํ ง ๆ ไดแ๎ กํ ตวั เลขอารบิกแจ๎งชนิด ราคาท่ีมุมขวาบนของธนบตั ร ตัวอักษรคําวาํ “รฐั บาลไทย” และตวั เลขไทยแจง๎ ชนิดราคาดา๎ นหนา๎ ธนบตั ร นอกจากน้ี ทบี่ ริเวณมมุ ลํางด๎านขวาของธนบตั รทกุ ชนดิ ราคาจะมีลายพมิ พ๑ เส๎นนนู รูปดอกไม๎ ซึง่ เปน็ สญั ลกั ษณแ๑ จ๎งชนดิ ราคาธนบั ตรที่ประยกุ ต๑มาจากอกั ษรเบรลล๑ เพ่ืออาํ นวยความสะดวกแกํผ๎มู ี ความบกพรํองทางสายตา 2. ยกสอํ ง 2.1 ลายนา๎ ลายน๎าเกิดขึ้นในขนั้ ตอนการผลิตกระดาษท่ที าํ ใหเ๎ นือ้ กระดาษมีความหนาไมํเทํากนั เม่อื ยกธนบตั รสํองกบั แสงสวาํ งจึงมองเห็นภาพทมี่ ีการไลรํ ะดบั ของแสงเ งา และตวั เลขไทยตามชนดิ ราคาธนบัตรที่มีความโปรํงแสงเปน็ พเิ ศษ ประดับควบคํูลายนา๎ พระบรมฉายาสาทสิ ลักษณ๑ พระบาทสมเดจ็ พระเจ๎าอยหูํ ัว 2.2 แถบสแี ละแถบสเ่ี หลีย่ มเคลอ่ื นไหวสลบั สี

72 ภาพที่ 1 - 3 เปน็ แถบสี ซึง่ มีอยํใู นธนบตั รชนดิ ราคา 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท ภาพท่ี 4 - 5 เปน็ แถบสีท่มี สี ่เี หลย่ี มเคล่ือนไหวสลบั สี ซงึ่ มอี ยใํู นธนบัตรชนดิ ราคา 500 บาท และ 1000 บาท 2.3 ภาพซอ๎ นทบั บริเวณมมุ บนด๎านซ๎ายของธนบัตรมตี วั เลขอารบกิ แจ๎งชนิดราคาธนบัตร ทพี่ มิ พ๑แยกไว๎ใน ตาํ แหนงํ ตรงกนั ของด๎านหน๎าและดา๎ นหลังธนบัตร จะมองเหน็ เปน็ ตวั เลข ทส่ี มบรู ณ๑เม่อื ยกธนบัตรสอํ ง กบั แสงสวาํ ง 3. พลิกเอียง 3.1 หมึกพมิ พ๑พเิ ศษสลับสี เป็นจดุ สังเกตสํา หรับธนบัตรชนดิ ราคา 500 บาท และ 1000 บาทเทําน้ัน โดยให๎ สงั เกตท่ีมุมลํางดา๎ นซา๎ ยของธนบัตรเมอ่ื พลิกขอบลาํ งธนบตั รขน้ึ ลายประดษิ ฐ๑ สีท องจะเปลีย่ นเป็นสี เขยี ว

73 3.2 แถบฟอยล๑ 3 มติ ิ แถบฟอยล๑ 3 มติ ิทผี่ นกึ อยํูบนด๎านหนา๎ ธนบตั รชนดิ ราคา 100 บาท 500 บาท และ 1000 บาท จะมองเหน็ เปน็ หลายมติ แิ ตกตาํ งกนั ตามชนดิ ราคาและจะเปล่ยี นสีสะทอ๎ นแสงวาววบั เมื่อ พลกิ เอียงธนบตั รไปมา 3.3 ตวั เลขแฝง ในลายประดษิ ฐม๑ ุมลาํ งซ๎ายของธนบัตรทกุ ชนิดราคาเม่อื ยกธนบตั รเอยี งเขา๎ หาแสงสวํางและ มองผํานจากมมุ ลาํ งซา๎ ยเขา๎ หากึง่ กลางธนบตั รในมมุ ท่เี หมาะสม จะเหน็ ตัวเลขอารบกิ แจง๎ ชนิดราคา ธนบตั รฉบบั น้ัน

74 เหรยี ญกษาปณ๑ กรมธนารักษ๑ไดผ๎ ลิตเหรียญกษา ปณ๑หมนุ เวยี นออกใช๎ในระบบเศรษฐกิจตง้ั แตํ พ .ศ. 2493 เป็นต๎นมา ซงึ่ มหี ลากรนํุ หลายแบบ โดยได๎ปรบั เปลีย่ นรปู ลักษณะ ลวดลาย และกรรมวิธีการผลติ เรื่อยมา เพอ่ื ใหส๎ ะดวกตํอการพกพา การใช๎สอยและยากตํอการปลอมแปลง เหรยี ญกษาปณ๑ หมุนเวยี น เป็นเหรียญกษาปณท๑ ใ่ี ชห๎ มนุ เวียนกันอยูํ ทัว่ ไป ในชวี ิตประจํา วนั มี 9 ชนดิ ราคาคอื 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค๑ 25 สตางค๑ 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ และ 1 สตางค๑ แตใํ ช๎ หมุนเวยี นในระบบเศรษฐกจิ มี 6 ชนิดราคา คอื 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค๑ 25 สตางค๑ สํวนเหรียญชนดิ ราคา 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ และ 1 สตางค๑ มีใชใ๎ นทางบัญชีเทาํ น้ัน ในปี พ .ศ. 2551 กระทรวงการคลังได๎อนุมัตใิ ห๎กรมธนารักษ๑ จัดทาํ เหรยี ญกษาปณอ๑ อกใช๎หมนุ เวยี นชดุ ใหมํใน ระบบเศรษฐกจิ โดยมีลกั ษณะและชนิดราคา ดังนี้ 1. เหรียญกษาปณ๑โลหะสองสี (สีขาวและสที อง) ชนดิ ราคา 10 บาท 2. เหรยี ญกษาปณ๑โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนกิ เกิล เคลือบไส๎ทองแดง) ชนิดราคา 5 บาท 3. เหรยี ญกษาปณโ๑ ลหะสที อง (ทองแดงผสมนกิ เกิลและอลมู เิ นียม) ชนิดราคา 2 บาท 4. เหรียญกษาปณ๑โลหะสีขาว (ไส๎เหลก็ ชุบนกิ เกลิ ) ชนิดราคา 1 บาท 5. เหรยี ญกษาปณ๑โลหะสแี ดง (ไส๎เหลก็ ชุบทองแดง) ชนดิ ราคา 50 สตางค๑ 6. เหรยี ญกษาปณ๑โลหะสีแดง (ไสเ๎ หล็กชุบทองแดง) ชนิดราคา 25 สตางค๑ 7. เหรยี ญ กษาปณโ๑ ลหะสขี าว (อลูมเิ นียม) ชนิดราคา 10 สตางค๑ 5 สตางค๑ 1 สตางค๑

75 แบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่อง วําดว๎ ยเรื่องของเงิน คาํ ชแ้ี จง แบบทดสอบหลังเรียน มีจํานวนทง้ั หมด 10 ข๎อ แบงํ ออกเป็น 2 ตอน ประกอบด๎วย ตอนท่ี 1 แบบปรนัย จาํ นวน 5 ข๎อ ตอนที่ 2 แบบเลือกตอบถูกผดิ จํานวน 5 ข๎อ ตอนท่ี 1 แบบปรนยั จาํ นวน 5 ขอ๎ คาํ สงั่ จงทาํ เครือ่ งหมายกากบาท (X) หนา๎ ขอ๎ ทีถ่ ูกตอ๎ งทีส่ ดุ เพยี งข๎อเดยี ว 1. ข๎อใดตํอไปนก้ี ลําวถึงประโยชน๑ของเงนิ ไดถ๎ กู ต๎อง ก. ใชซ๎ อื้ สนิ ค๎าและบริการ ข. ใชเ๎ พอ่ื การดํารงชีพ ค. ถูกทกุ ข๎อ 2. ประเภทของเงนิ ออมทีค่ วรมเี ป็นลาํ ดบั แรก คือ ก. เงนิ ออมเผ่อื ฉุกเฉิน ข. เงินออมเพอื่ การลงทุน ค. เงินออมเพ่ือการทอํ งเท่ยี ว 3. ข๎อใดตอํ ไปน้เี ป็นการให๎ยืมเงนิ ก. ครใู ห๎เงนิ รางวลั แกเํ ด็กหญิงมาลีเนอ่ื งจากมีผลการเรียนดี ข. สีมาใหเ๎ งนิ พชี่ ายจานวน 5,000 บาท โดยบอกวาํ อกี 2 เดือนให๎นําเงินมาคนื ค. เจใหเ๎ งินภรรยาเป็นคําใช๎จาํ ยซอ้ื ของใช๎ในบา๎ น 4. ส๎มใหโ๎ อยืมเงิน แตรํ อนานแล๎วโอกไ็ มํคืน พอสม๎ ไปทวง โอบอกวาํ “สม๎ ใหเ๎ งินโอ” ถา๎ ทาํ นเป็นสม๎ กํอนจะใหเ๎ งนิ โอ สม๎ ควรทําอยํางไร ก. ทําสัญญาเป็นลายลกั ษณ๑อกั ษร ข. อธบิ ายใหช๎ ัดเจนวาํ “ใหย๎ มื ” และใหใ๎ ชค๎ ืนเม่อื ไหรํ ค. ถกู ทุกข๎อ

76 5. ข๎อใดตํอไปนีเ้ ปน็ การวางแผนการเงนิ ที่ดีทีส่ ดุ ก. เม่อื ไดร๎ บั คําจา๎ ง ให๎นาบางสวํ นไปเก็บออม สวํ นทเี่ หลอื จึงนามาใชจ๎ ําย ข. เมอ่ื ได๎รับคาํ จา๎ ง ให๎นาไปใชซ๎ ื้อของทอี่ ยากไดก๎ ํอน สวํ นท่ีเหลอื จึงนามาใช๎จําย ในชวี ิตประ จาวนั ค. เม่อื ได๎รบั คําจ๎าง ให๎นาไปใชจ๎ าํ ยกอํ น หากเหลอื จงึ คํอยนาไปเก็บออม กิจกรรมทา๎ ยเร่ืองที่ 2 ประเภทของเงนิ กิจกรรมท่ี 2.1 ให๎ทาเครื่องหมาย หนา๎ ขอ๎ หากเหน็ วําถกู ต๎อง และทาเครื่องหมาย X หน๎าข๎อหาก เห็นวาํ ไมํถกู ต๎อง ...............1. เงินตราไทยทใ่ี ช๎ในปจั จบุ ันมี 2 ชนดิ คือ ธนบัตรและเหรยี ญกษาปณ๑ ...............2. ธนบัตรไทยแบบสิบหก มี 4 ชนิดราคา ...............3. ธนาคารแหงํ ประเทศไทยเปน็ ผ๎จู ัดพิมพ๑และนาธนบตั รออกใชห๎ มุนเวยี น ในประเทศไทย ...............4. กรมธนารักษ๑เปน็ ผ๎ผู ลิตเหรียญกษาปณ๑หมนุ เวยี นออกใชใ๎ นประเทศไทย ...............5. เหรยี ญกษาปณท๑ ใ่ี ชห๎ มนุ เวยี นในระบบเศรษฐกิจมี 6 ชนดิ ราคา

77 เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน (ตอนที่ 2) 1. ค 2. ก 3. ข 4. ก 5. ก ตอนท่ี 2 แบบเลอื กตอบถกู ผิด จาํ นวน 5 ข๎อ คําส่งั จงทาํ เคร่ืองหมายถกู () หนา๎ ข๎อที่ถูก และทาํ เคร่อื งหมายผิด (X) หน๎าข๎อที่ผดิ ...............1. เงนิ ตราไทยท่ใี ช๎ในปจั จบุ ันมี 2 ชนดิ คือ ธนบตั รและเหรียญกษาปณ๑ ...............2. ธนบตั รไทยแบบสิบหก มี 4 ชนิดราคา ...............3. ธนาคารแหํงประเทศไทยเปน็ ผจู๎ ัดพิมพแ๑ ละนาธนบัตรออกใชห๎ มนุ เวยี น ในประเทศไทย ...............4. กรมธนารักษ๑เป็นผู๎ผลติ เหรยี ญกษาปณห๑ มุนเวียนออกใช๎ในประเทศไทย ...............5. เหรียญกษาปณ๑ทใ่ี ช๎หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมี 6 ชนิดราคา เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน (ตอนท่ี 2) 1.  2. X 3.  4.  5. X

78 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรข๎ู องผ๎เู รยี น ชอื่ โครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ช่อื โรงเรยี น/สถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………….. ชื่อหวั หน๎าโครงการ/กจิ กรรม............................................................................................................. คําชีแ้ จง ให๎ผป๎ู ระเมนิ ทําเครื่องหมายถูก () ลงในชอํ งระดับพฤตกิ รรมของผเ๎ู รียน โดยมเี กณฑ๑ระดบั คณุ ภาพการ ประเมนิ ดังน้ี 5 มีพฤตกิ รรมการเรียนร๎ู มากที่สุด 4 มพี ฤติกรรมการเรียนร๎ู มาก 3 มพี ฤติกรรมการเรียนรู๎ ปานกลาง 2 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู นอ๎ ย 1 มีพฤติกรรมการเรียนรู๎ นอ๎ ยทีส่ ุด เกณฑ๑การพิจารณาระดับคุณภาพ คะแนนเฉลยี่ รอ๎ ยละ 0 - 50 ระดับคณุ ภาพ ปรับปรงุ คะแนนเฉลี่ยร๎อยละ 50 - 69 ระดับคุณภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลย่ี ร๎อยละ 70 – 79 ระดบั คุณภาพ ดี คะแนนเฉลย่ี ร๎อยละ 80 – 89 ระดบั คณุ ภาพ ดีมาก คะแนนเฉล่ียร๎อยละ 90 - 100 ระดับคุณภาพ ดีเยยี่ ม พฤตกิ รรมการเรียนรู๎ ระดบั พฤตกิ รรม 54321 1. ความตงั้ ใจในการทาํ งาน 2. ความรับผิดชอบ 3. ความกระตอื รอื ร๎น 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสําเรจ็ ของงาน 6. การทํางานรํวมกบั ผอู๎ ื่น 7. มีความคิดริเริ่มสรา๎ งสรรค๑ 8. มกี ารวางแผนในการทาํ งาน 9. การมสี วํ นรวํ มในการแสดงความคิดเหน็ ในกลุมํ 10. การมสี วํ นรํวมในการแกไ๎ ขปญั หาในกลุมํ ลงชอ่ื ......................................................................ผ๎ปู ระเมิน ............../.............................../.....................

79 แผนการจัดการเรียนร๎ทู ี่ 3 เร่อื ง จาํ นวนเต็มและความหมายของเศษสํวนและทศนยิ ม เวลาเรียน 6 ชวั่ โมง แนวคิด มคี วามร๎ู ความเข๎าใจเก่ยี วกบั จํานวนและการดําเนินการ เศษสวํ นและทศนิยม ตวั ชว้ี ดั 1. ระบุหรอื ยกตัวอยํางจํานวนเตม็ บวก จํานวนเต็มลบ และศูนย๑ 2. บอกความหมายของเศษสวํ น และทศนยิ ม 3. บวก ลบ คูณ หาร เศษสํวนและทศนยิ มได๎ และอธบิ ายผลท่เี กดิ ขน้ึ เนอ้ื หา 1. จํานวนเต็มบวก จาํ นวนเต็มลบ และศนู ย๑ 2. ความหมายของเศษสวํ นและทศนยิ ม - การบวกเศษสวํ นและทศนิยม - การลบเศษสวํ นและทศนิยม - การคณู เศษสวํ นและทศนยิ ม - การหารเศษสวํ นและทศนยิ ม ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นร๎ู ขน้ั ตอนที่ 1 การสร๎างแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทกั ทายผ๎เู รยี น พรอ๎ มท้ังแนะนําตนเอง และแผนการจดั การเรียนร๎ู ซง่ึ การจดั การเรียนรู๎ ทผ่ี ๎ูเรยี นจะตอ๎ งเรยี นร๎รู ํวมกันในครง้ั น้ี คื อ เรื่อง จํานวนเต็ม และความหมายของเศษสวํ นและทศนิยม และชวนคดิ ชวนคุย เกีย่ วกบั เร่ืองท่ีจ ะเรียนร๎ู เพอ่ื กระตน๎ุ ให๎ผู๎เรียนเกิดความ สนใจและมีความ กระตอื รือร๎นในการเช่อื มโยงและสรา๎ งความพร๎อมท่ีจะเรียนรู๎หรือทํากจิ กรรมการเรยี นร๎ูตามแผนการ จัดการเรียนร๎ูครัง้ น้ี 2. ครูช้ีแจงวัตถปุ ระสงค๑ เนื้อหา กิจกรรม การวดั และประเมนิ ผล ของการเรียนรู๎ ในครัง้ น้ี ทส่ี อดคล๎องกบั ตวั ช้วี ดั ตามแผนการจดั การเรียนรคู๎ รงั้ น้ี เพอ่ื ใหผ๎ ู๎เรยี นเข๎าใจอยาํ งชดั เจนวํา ผู๎เรียน จะต๎อง เรยี นรใ๎ู ห๎ บรรลตุ วั ชีว้ ัด ท่ีกําหนดตามแผนการจดั การเรียนรท๎ู ่ี 1 เรือ่ ง จํานวนเตม็ และ ความหมายของเศษสํวนและทศนิยม ในคร้งั นี้ ซ่ึงมีจาํ นวน 2 ขอ๎ ดังนี้

80 1. จาํ นวนเตม็ บวก จํานวนเตม็ ลบ และศูนย๑ 2. ความหมายของเศษสํวนและทศนยิ ม - การบวกเศษสวํ นและทศนิยม - การลบเศษสํวนและทศนยิ ม - การคูณเศษสํวนและทศนิยม - การหารเศษสํวนและทศนยิ ม 3. ให๎ผูเ๎ รียนทาํ แบบทดสอบกอํ นเรยี น เรอ่ื ง จาํ นวนเต็มและความหมายของเศษสํวนและ ทศนยิ ม จํานวน 5 ขอ๎ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครใู ห๎ผ๎เู รียนศกึ ษาหนังสือเรียนรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค21001 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554) เร่อื ง จาํ นวนและการดาํ เนินกาและเศษสํวนและทศนิยม หนา๎ 1-45 พร๎อมทัง้ แนะนําแหลงํ ศึกษาค๎นคว๎าเพม่ิ เตมิ จากอนิ เทอรเ๑ น็ต ซง่ึ ผ๎เู รยี นสามารถไปเรียนรูไ๎ ดด๎ ว๎ ยตนเอง และทํากจิ กรรมตามท่ไี ดร๎ บั มอบหมายด๎วย ทงั้ น้ี ครคู วรจะชี้แจงใหผ๎ เ๎ู รยี นทราบวําในการพบกลํมุ ตาม แผนการจัดการเรียนรู๎ คร้ังนี้ ผเ๎ู รยี นจะต๎อง เรียนร๎แู ละ ทํากิจกรรม ท่สี อดคลอ๎ งกบั เน้อื หาที่เรียน โดย ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตําง ๆ ได๎แกํ การศกึ ษาคลิปวิดโี อ และการแลกเปลยี่ นเรียนรู๎โดยการอภปิ รายรํวมกับ เพื่อนในกลุมํ รวมท้งั มกี ารทดสอบหลงั เรียนดว๎ ย นอกจากน้ี ในการพบกลํมุ แตลํ ะครัง้ นั้น ครจู ะมอบหมายงานใหผ๎ ๎เู รียนไปเรียนรด๎ู ว๎ ยวิธี การ เรยี นร๎ดู ๎วยตนเอง ซ่ึงวิธีการเรียนร๎ดู ว๎ ยตนเองจะต๎องเกดิ ขน้ึ ในทกุ ๆ ตวั ช้วี ัดและเนอ้ื หาท่ีกาํ หนด โดย ผ๎เู รียนจะตอ๎ งปฏบิ ตั ิกิจกรรมทีก่ าํ หนดให๎ดว๎ ยวิธเี รียนร๎ูออนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการ เรียน ดงั นั้น ครูจะตอ๎ งเช่ือมโยงรายละเอียดดังกลาํ วข๎างตน๎ ให๎ผเ๎ู รยี นไดเ๎ กดิ ความเขา๎ ใจและเกิดแรง บันดาลใจในการเรียนรท๎ู ี่จะเกดิ ข้นึ เพราะ การมอบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รยี นไปเรียนร๎ูด๎วยวธิ เี รยี นรด๎ู ๎วย ตนเองนัน้ ผูเ๎ รียนจะตอ๎ งเรียนรอ๎ู อนไลนผ๑ ํานอนิ เทอรเ๑ นต็ และศกึ ษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครชู วนคดิ ชวนคุยเก่ยี วกบั ประสบการณ๑เดมิ ของ ครูในเร่ืองทจ่ี ะเรียนรต๎ู าม แผนการจัดการ เรียนร๎ูนี้ โดย ครูสํุมผ๎ูเรยี นตามความสมคั รใจ จํานวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคาํ ถาม จํานวน 2 ประเด็น ดังนี้

81 ประเด็นท่ี 1 “สมบัตขิ องจาํ นวนเตม็ และการนาํ ใช๎” แนวคาํ ตอบ ประเด็นท่ี 2 “การคูณ การหารเศษสวํ นและทศนิยม” แนวคําตอบ สมบัตขิ อง จาํ นวนจรงิ คอื การนาํ จํานวนจรงิ ใด ๆ มากระทําตอํ กนั ในลกั ษณะ เชนํ การบวก การลบ การคูณ การหาร หรอื กระทํา ดว๎ ยลักษณะพเิ ศษท่กี ําหนดขนึ้ แลว๎ มผี ลลัพธท๑ ่ี เกิดขนึ้ ในลกั ษณะหรอื ทํานองเดยี วกัน สมบัติที่ใชใ๎ นการบวก การลบ การคูณ และการหาร มดี งั นี้

82 6. ครูสรา๎ งโจทย๑ให๎ผ๎ูเรียนฝึกแสดงวิธีทาํ - การบวกเศษสวํ นและทศนิยม - การลบเศษสวํ นและทศนิยม - การคูณเศษสํวนและทศนยิ ม - การหารเศษสํวนและทศนยิ ม หลังจากนั้น ครูสํมุ ผ๎ูเรียนตามความสมัครใจ จํานวน 4 – 5 คน ให๎แสดงวธิ ีทาํ จาํ นวน 4 ประเดน็ ดังนี้ ประเด็นท่ี 1 การบวกเศษสํวนและทศนยิ ม

83 ประเดน็ ท่ี 2 การลบเศษสวํ นและทศนิยม ประเดน็ ท่ี 3 การคูณเศษสวํ นและทศนยิ ม

84 ประเด็นที่ 4 การหารเศษสวํ นและทศนิยม 7. ครแู ละผเู๎ รียนอภิปรายและสรุปผลการเรียนรูร๎ วํ มกัน ข้ันตอนท่ี 2 การนําไปใชป๎ ระโยชน๑ (Utilization : U) 1. แบงํ ผู๎เรียนออกเป็น กลํุม ให๎ศกึ ษานยิ าม จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาคณิตศาสตร๑ พค 21001 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2554) หนา๎ 18-45 เรื่อง การคณู การหารเศษสวํ นและ ทศนิยมทกี่ ําหนดให๎ ดงั น้ี กลุํมท่ี 1 สมบตั ขิ องการคณู เศษสวํ น กลุํมที่ 2 สมบัติของการหาร เศษสํวน กลํมุ ที่ 3 สมบัติของการคณู ทศนยิ ม กลมุํ ที่ 4 สมบัติของการหาร ทศนยิ ม โดยใหแ๎ ตํละกลุํมแลกเปลี่ยนเรยี นร๎ู และสํงผ๎ูแทนนาํ เสนอตํอกลุํมใหญํใน 2 ประเดน็ ประเด็นที่ 1 การคณู การหารเศษสํวนและทศนยิ ม ประเด็นที่ 2 การคูณ การหารเศษสวํ นและทศนิยม 1. ครูและผ๎ูเรยี นสรุปผลการเรียนร๎ูรํวมกันและให๎ผูเ๎ รยี นสรุปสง่ิ ที่ไดเ๎ รียนรล๎ู งในสมุดบนั ทกึผลการ เรยี นรูข๎ องตน 2. ครแู นะนําแหลงํ เรียนรูใ๎ หก๎ บั ผู๎เรยี นเพื่อใชเ๎ ป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรูด๎ ๎วยตนเอง อาทิ หอ๎ งสมดุ แหลํงเรียนร๎ใู นชุมชน หนํวยงาน สถานศกึ ษาตําง ๆ รวมท้งั การใชอ๎ ินเตอรเ๑ น็ตเพอ่ื

85 การเรยี นรู๎ดว๎ ยตนเอง เป็นตน๎ และให๎ผู๎เรียนเปน็ รายบคุ คล ศกึ ษาเนื้อหา ในหนงั สอื เรี ยน รายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค 21001 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2554) หนา๎ 18-45 เรอื่ ง การคณู การหารเศษสํวนและทศนยิ ม 3. ครดู ําเนนิ การทําหน๎าที่นาํ การอภปิ ราย โดยใหผ๎ ูเ๎ รียนกลมุํ ใหญรํ ํวมกันแสดงความคดิ เห็น คิดวเิ คราะห๑ อภปิ ราย และวเิ คราะ หใ๑ หข๎ อ๎ มลู เพ่มิ เติมในเนอื้ หาหรือประเดน็ ท่ยี ังไมชํ ัดเจน ตามรายละเอียดทีผ่ ๎เู รียนไดแ๎ ลกเปลยี่ นเรียนรูร๎ วํ มกนั หากผ๎ูเรียนกลํมุ ใหญหํ รือครเู หน็ วํายงั ไมสํ มบูรณ๑ มีความตอ๎ งการในการเรียนร๎เู พมิ่ เติม ครูจะชํวยเติมเตม็ ความรใ๎ู หก๎ ับผเ๎ู รียน หลงั จาก นน้ั ครูและผู๎เรียน สรุปส่งิ ทไ่ี ด๎เรยี นรู๎ในภาพรวมทง้ั หมดแล๎วใหผ๎ เู๎ รียน สรุปส่งิ ทีไ่ ดเ๎ รยี นรลู๎ งในสมุดบนั ทึกการเรียนรู๎ ของตน หมายเหตุ : ในการดาํ เนนิ กิจกรรมกลุํม ครชู ีแ้ จงบทบาทหนา๎ ทีใ่ นการทํางานใหผ๎ ู๎เรียนไดม๎ ี ความรับผิดชอบรํวมกันในการทาํ งาน ซึ่งมอ บหมายใหผ๎ ๎เู รยี นดาํ เนนิ การแตํงตง้ั ประธานหรอื ผ๎นู ําใน การอภปิ รายแลกเปลย่ี นเรียนร๎ู และการมอบหมายให๎มีผู๎รับผิดชอบในภารกิจตาํ ง ๆ รวมถึงการแตํงต้ัง เลขานกุ ารของกลมํุ เป็น ผูจ๎ ดบันทกึ และผ๎รู ักษาเวลา เพ่ือปฏบิ ัตงิ านของกลํุมใหญใํ ห๎บรรลตุ าม วัตถปุ ระสงค๑ท่ีต้งั ไว๎ และพจิ ารณาวําสมาชิกลํุมทกุ คนควรมคี วามเขา๎ ใจตรงกนั วาํ ตนมบี ทบาทหน๎าทท่ี ่ี จะต๎องชํวยให๎กลํุมทํางานได๎สําเร็จ ครคู วรใหค๎ าํ แนะนําถึงความสาํ คัญของการให๎สมาชกิ ทกุ คนในกลํุม มีสวํ นรวํ มในการอภปิ รายอยํางทั่วถงึ ไมํให๎มกี ารผกู ขาดการอภิปรายโดยผู๎ใดผห๎ู นึง่ และควรมีการ จํากัดเวลาของการอภปิ รายแตํละประเดน็ ในระหวาํ งการทาํ กจิ กรรมของผ๎ูเรียน ครูมีบทบาทในการสังเกต พฤติกรรมการเรียนร๎ู ของผเ๎ู รียนคอยกระตุน๎ ผู๎เรยี นให๎เกดิ ความกระตือรือรน๎ ในการเรยี น ร๎ู โดยบันทึกลงในแบบบันทึก พฤตกิ รรมการเรยี นรขู๎ องผ๎เู รยี น และเครอ่ื งมอื ประเมินการสังเกตแบบประมาณคาํ 4. ครูเปิดโอกาส ให๎ผ๎ูเรยี นทงั้ กลมุํ รํวมกนั สนทนา เพ่อื ให๎ผเู๎ รียนมที ักษะในการ ฟัง พดู คิด วเิ คราะห๑ การทํางานรํวมกบั ผอ๎ู นื่ การคดิ สร๎างสรรค๑ ความรบั ผดิ ชอบ และการนําความร๎ใู นเนอื้ หามา ใช๎ โดยครูบูรณาการ เน้อื หาการเรยี น ร๎ู มกี าร ใช๎สอ่ื เทคโนโลยี ทีเ่ ปน็ คลิปวิดีโอ จาก youtube และ TikTok ท่ีสัมพันธ๑กบั เนื้อหา ทง้ั น้ี ครเู ช่อื มโยงส่ิงที่ได๎เรียนร๎ู ตามขน้ั ตอนท่ี 1 ในการนาํ ความร๎ูไปสํกู าร ปฏบิ ัติ และประยุกต๑ใช๎ผาํ นคลปิ วดิ ีโอ โดยครเู ปดิ คลปิ วิดีโอ เรือ่ ง ทบทวนเตรียมสอบการบวก ลบ คณู หาร เศษสํวน ตอนที่ 1 https://www.youtube.com/watch?v=RoHOdp8_h0s ความยาวคลปิ 07.59 นาที ทบทวนเตรยี มสอบการบวก ลบ คูณ หาร เศษสวํ น ตอนที่ 2 https://www.youtube.com/watch?v=n8yZabO4VSM ความยาวคลิป 6.49 นาที การคูณเศษสํวน https://www.youtube.com/watch?v=N6waSzvEvwo ความยาวคลิป 3.44 นาที การหารเศษสวํ น https://www.youtube.com/watch?v=n8yZabO4VSM ความยาวคลิป 5.14 นาที

86 หลงั จากทีไ่ ด๎ชมคลปิ วดิ โี อแล๎ว ครูได๎อธิบายตามเนื้อหาในบทเรียน หลังจากนน้ั ครดู าํ เนินการ ดังนี้ ขนั้ ตอนที่ 3 การสะทอ๎ นความคดิ จากการเรยี นร๎ู (Reflection : R) 1. แบํงผู๎เรียนออกเปน็ กลํมุ ๆ ให๎ผเ๎ู รยี นแตลํ ะกลุมํ ลงมือฝกึ แก๎โจทย๑ เรื่อง “การคูณ การหาร เศษสํวนและทศนยิ ม ” ตามหนงั สือเรยี นรายวชิ าคณิตศาสตร๑ พค 21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรับปรุง พ .ศ. 2554) หน๎า 18-45 และกจิ กรรมทา๎ ยบท เรื่อง “สมบตั ิของการบวก การลบ การคณู และการหารและการหารเศษสํวนและทศนยิ ม” ตามใบกจิ กรรมของผ๎ูเรยี น เรือ่ ง “สมบตั ิของ การบวก การลบ การคณู และการหารและการหารเศษสวํ นและทศนิยม” 2. ให๎ผเ๎ู รียนแตํละกลุมํ ตามขอ๎ 1 ทําแบบฝกึ หกั ตาม กจิ กรรม เรอ่ื ง “การคณู การหาร เศษสวํ นและทศนิยม” ท้ังน้ี ครูจะตอ๎ งกํากบั การปฏบิ ตั ิกิจกรรมของผเ๎ู รียนจนกิจกรรมแล๎วเสร็จ ตามใบกิจกรรม สําหรบั ครู เรอ่ื ง “การคณู การหารเศษสวํ นและทศนยิ ม” 3. ใหผ๎ ูเ๎ รียนแตํละกลมุํ นาํ เสนอการแกโ๎ จทย๑เลขกิจกรรมตาม ข๎อที่ 1 เรือ่ ง “การคณู การ หารเศษสํวนและทศนิยม” ตามใบกจิ กรรมของผูเ๎ รยี น เรือ่ ง “การคูณ การหารเศษสวํ นและทศนิยม ” 4. ครูใหผ๎ เ๎ู รยี นสะท๎อนความคิดในการเรียนรูท๎ ไ่ี ด๎จากการเรยี นร๎ูและการปฏิ บัตกิ าร จาก ขัน้ ตอนที่ 1 ถึง ขัน้ ตอนท่ี 3 น้ี 5. ครูและผู๎เรียนอภิปรายและสรุปผลการเรียนรูร๎ วํ มกัน ข้นั ตอนท่ี 4 การตดิ ตามประเมินและแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากับผ๎เู รยี น เกี่ยวกบั เร่ืองทไี่ ดเ๎ รียนร๎ูตาม แผนการจัด การเรียนร๎ูนี้ โดยครูสํมุ ผเู๎ รยี นตามความสมัครใจจาํ นวน 2 – 3 คน ให๎ตอบคําถามในประเดน็ ตอํ ไปนี้ ประเดน็ ที่ 1 “สมบัตขิ องจํานวนเตม็ ” แนวคาํ ตอบ สมบัติของจํานวนเตม็ มอี ยูํ 3 ขนั้ ตอน 1.) สมบัติการสลับท่ี 2.) สมบัตกิ าร เปลีย่ นหมํู 3.) สมบัติการแจกแจง ดงั นี้

87 3. ใหผ๎ ู๎เรี ยนทําแบบทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง “การคณู การหารเศษสวํ นและทศนยิ ม ” จาํ นวน 10 ขอ๎ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครูและผ๎เู รยี นสรปุ ภาพรวมสงิ่ ท่ีได๎เรยี นร๎รู วํ มกัน

88 นอกจากนี้ ในตอนทา๎ ยของการพบกลุํม หลังจากเสรจ็ ส้ินข้ันตอนท่ี 3 ครูการมอบหมายงาน ให๎เรียนรด๎ู ๎วยตนเอง รายละเอยี ดดงั น้ี การมอบหมายงานให๎เรยี นรู๎ดว๎ ยตนเอง 1. ครชู แ้ี จงใหผ๎ ู๎เรียนทราบวาํ ในการพบกลํมุ แตลํ ะครัง้ ผเู๎ รียนจะไดร๎ บั มอบหมายงานใหไ๎ ป เรียนรด๎ู ๎วยวิธเี รยี นรด๎ู ๎วยตนเองในลกั ษณะทีค่ รูจะมอบหมายงานใหผ๎ เ๎ู รยี นไปศกึ ษา “หนังสือเรียน รายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค31001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2554)” เร่อื ง“การ คูณ การหารเศษสวํ นและทศนยิ ม” หนา๎ 18 – 45 ท้ังภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใหศ๎ ึกษาเน้ือหาและ ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมทา๎ ยเรื่อง รายละเอียดของเนื้อหา แบงํ ออกเป็น 2 สวํ น ดังนี้ สวํ นที่ 1 เนือ้ หาการเรียนร๎ูตามแผนการจัดการเรยี นรู๎ครงั้ นี้ สํวนที่ 2 เนือ้ หาการเรยี นรู๎เพ่มิ เตมิ ในหนังสอื เรียนเรยี นดงั กลาํ ว 2. ครูมอบหมายงานให๎ผ๎ูเรยี นเรียนรด๎ู ๎วยตนเอง โดยใหไ๎ ปศึกษา “หนงั สือเรียนรายวิชา คณติ ศาสตร๑ พค 31001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบับปรับปรุง พ .ศ. 2554)” รายละเอยี ดของ กจิ กรรมท่ีผ๎ูเรยี นจะต๎องปฏบิ ัติ แบงํ ออกเปน็ 2 สํวน ดังนี้ สํวนที่ 1 เนือ้ หาการเรียนรูต๎ ามแผนการจัดการเรียนรู๎คร้งั นี้ ได๎แกํ 1) “สมบตั ขิ องจํานวนเต็ม” (หนงั สอื เรยี นรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค 31001 ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน๎ ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2554 หน๎า 10 - 16) (กิจกรรมท๎ายเร่ื องในหนงั สอื เรยี น รายวิชาคณติ ศาสตร๑ พค 31001 ระดับมัธยมศกึ ษา ตอนตน๎ ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2554 หนา๎ 17 - 19) 2 “เศษสํวนและทศนยิ ม” (หนงั สือเรยี นรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค31001 ระดมั ัธยศึกษา ตอนต๎น ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2554 หนา๎ 22 - 30) (กจิ กรรมท๎ายเรอื่ งในหนังสือเรียนรายวิชาคณติ ศาสตร๑ พค31001 ระดับมัธยมศกึ ษา ตอนตน๎ ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554 หนา๎ 31 - 32) หลังจากนน้ั ครูและผู๎เรยี นมกี ารนดั หมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปล่ียนเรียนร๎ู รํวมกนั ผํานทางสอ่ื อเิ ล็กทรอนกิ ส๑ ตํอไป หมายเหตุ : ใหผ๎ ู๎เรียนลงมอื ปฏบิ ัติกิจกรรมดว๎ ยตนเอง ซ่งึ การให๎ผ๎ูเรียนลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ด๎วยตนเองนั้น อาจมีความแตกตาํ งกันบา๎ งในขน้ั ตอน โดยพจิ ารณาจากพน้ื ฐานของผ๎เู รียน ในกรณที ่ี ผเู๎ รยี นมีพ้ืนฐานน๎อยหรือไมํมพี นื้ ฐานมากํอนก็ควรจัดการเรียนร๎พู ้นื ฐานท่ีจาํ เปน็ และพอเพยี งกบั ผเ๎ู รียน หลงั จากน้นั ให๎ผ๎เู รียนได๎ปฏิบัติด๎วยตนเ องในชํวงระยะหนง่ึ แลว๎ จึงคอํ ยให๎ผูเ๎ รียนคดิ หัวข๎อที่ อยากจะทาํ หรอื ถ๎าผูเ๎ รียนมพี ้ืนความรูม๎ ากอํ นแล๎ว ให๎คดิ หวั ขอ๎ ท่ีสนใจจะทําและใหล๎ งมือปฏบิ ตั ไิ ด๎

89 ส่อื วัสดุ อปุ กรณ๑ และแหลงํ การเรียนรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรยี น เรื่อง “จํานวนและการดาํ เนนิ การ” 2. ใบความรูส๎ ําหรับผู๎เรยี น เรอื่ ง “สมบัติของจาํ นวนเตม็ และการนําไปใช๎” 3. ใบความรสู๎ าํ หรับผเู๎ รียน เรื่อง “การบวก ลบ คูณ หารเศษสวํ นและทศนยิ ม” 4. ทบทวนเตรยี มสอบการบวก ลบ คูณ หาร เศษสํวน ตอนท่ี 1 https://www.youtube.com/watch?v=RoHOdp8_h0s ความยาวคลปิ 07.59 นาที 5. ทบทวนเตรยี มสอบการบวก ลบ คูณ หาร เศษสํวน ตอนท่ี 2 https://www.youtube.com/watch?v=n8yZabO4VSM ความยาวคลปิ 6.49 นาที 6. การคณู เศษสวํ น https://www.youtube.com/watch?v=N6waSzvEvwo ความยาวคลิป 3.44 นาที 7. การหารเศษสวํ น https://www.youtube.com/watch?v=n8yZabO4VSM ความยาวคลปิ 5.14 นาที 8. PowerPoint สําหรบั ครู เรอ่ื ง “สมบัตขิ องจาํ นวนเตม็ และการนําไปใช๎” 9. บทสรุปประกอบ PowerPoint สาํ หรับครู เร่ือง การสรุปผลการเรียนรู๎ “สมบตั ิของ จํานวนเต็มและการนาํ ไปใช๎” 10. แบบทดสอบหลังเรียน เรอื่ ง “สมบัตขิ องจํานวนเตม็ และการนาํ ไปใช๎” 11. แบบทดสอบหลงั เรียน เรอ่ื ง “การบวก ลบ คณู หารเศษสวํ นและทศนยิ ม” 12. แบบประเมินความพึงพอใจสาํ หรบั ผเ๎ู รียนในการเข๎ารํวมกจิ กรรมการเรยี นร๎ู เรอ่ื ง“การบวก ลบ คณู หารเศษสํวนและทศนยิ ม” การวัดและประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมการมสี ํวนรวํ ม ความตง้ั ใจ และความสนใจของผู๎เรียน 2. ผลการทดสอบกอํ นและหลังเรยี น 3. ผลการออกแบบและสรา๎ งสรรค๑นวตั กรรมและสงิ่ ทตี่ อ๎ งการพฒั นา/ชิ้นงาน/ผลงาน 4. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผ๎ูเรยี น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook