440 3. ใหผ๎ ู๎เรียนทําแบบทดสอบกอํ นเรียน เรื่อง กราฟ จาํ นวน 5 ขอ๎ โดยใชเ๎ วลา 10 นาที 4. ครใู ห๎ผ๎เู รียนศึกษาหนงั สือเรียนรายวชิ าคณิตศาสตร๑ พค21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554) เรอ่ื ง จาํ นวนและการดาํ เนินกาและเศษสํวนและทศนยิ ม หน๎า 128-149 พรอ๎ มท้งั แนะนาํ แหลงํ ศกึ ษาคน๎ คว๎าเพม่ิ เตมิ จากอินเทอรเ๑ น็ต ซง่ึ ผ๎ูเรียนสามารถไปเรยี นรไู๎ ด๎ด๎วยตนเองและ ทํากิจกรรมตามท่ไี ด๎รับมอบหมายด๎วย ท้งั นี้ ครูควรจะช้ีแจงให๎ผู๎เรียนทราบวําในการพบกลุํม ตามแผนการ จดั การเรยี นร๎ูคร้ังนี้ ผู๎เรยี นจะตอ๎ งเรยี นรู๎และทาํ กจิ กรรมทีส่ อดคลอ๎ งกับเนื้อหาที่เรี ยน โดยปฏบิ ตั ิกิจกรรม ตําง ๆ ได๎แกํ การศกึ ษาคลปิ วิดโี อ และการแลกเปลยี่ นเรียนร๎โู ดยการอภิปรายรํวมกบั เพือ่ นในกลุํม รวมทงั้ มกี ารทดสอบหลงั เรยี นดว๎ ย นอกจากน้ี ในการพบกลํมุ แตลํ ะครัง้ นัน้ ครูจะมอบหมายงานให๎ผเ๎ู รียนไปเรยี นรูด๎ ว๎ ยวิธี การเรียนรู๎ ดว๎ ยตนเอง ซึ่งวธิ ี การเรียนรด๎ู ๎วยตนเองจะตอ๎ งเกิดขน้ึ ในทกุ ๆ ตัวชี้วดั และเนอื้ หาท่กี าํ หนด โดยผู๎เรียน จะต๎องปฏิบัตกิ ิจกรรมที่กาํ หนดให๎ดว๎ ยวิธีเรียนรอ๎ู อนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการเรยี น ดงั นน้ั ครูจะตอ๎ งเชอ่ื มโยงรายละเอยี ดดงั กลําวข๎างตน๎ ใหผ๎ เ๎ู รยี นไดเ๎ กิดความเขา๎ ใจและเกดิ แรงบั นดาลใจในการ เรียนรทู๎ ่ีจะเกดิ ขึ้น เพราะ การมอบหมายงานให๎ผ๎เู รียนไปเรียนรดู๎ ๎วยวิธีเรยี นร๎ูด๎วยตนเองน้ัน ผเู๎ รียนจะต๎อง เรยี นรูอ๎ อนไลนผ๑ ํานอินเทอร๑เนต็ และศึกษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครูชวนคิดชวนคุยเกี่ยวกบั ประสบการณเ๑ ดมิ ของ ครูในเรอ่ื งทีจ่ ะเรยี นรูต๎ าม แผนการจัดการ เรยี นร๎ูน้ี โดยครสู ํมุ ผ๎ูเรยี นตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ใหต๎ อบคําถาม จํานวน 2 ประเดน็ ดังนี้ ประเดน็ ท่ี 1 “กราฟ” แนวคําตอบ
441 ประเด็นท่ี 2 “ภาพของรูปเรขาคณติ สองมติ ิทเี่ กดิ จากการคลร่ี ปู เรขาคณิตสามมิติ” แนวคาํ ตอบ
442 6. ครูสร๎างโจทย๑ให๎ผู๎เรียนฝึกแสดงวธิ ที ํา หลงั จากน้นั ครสู มุํ ผ๎ูเรยี นตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ให๎แสดงวธิ ีทํา จํานวน 2 ประเด็น ดงั น้ี ประเด็นท่ี 1 กราฟ ประเดน็ ที่ 2 ภาพของรปู เรขาคณติ สองมิตทิ เี่ กดิ จากการคลีร่ ูปเรขาคณติ สามมิติ
443 7. ครแู ละผ๎ูเรียนอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนร๎รู ํวมกนั ขนั้ ตอนที่ 2 การนําไปใชป๎ ระโยชน๑ (Utilization : U) 1. แบงํ ผเู๎ รยี นออกเป็น กลุมํ ให๎ศกึ ษา นิยาม จาก หนังสือเรียนรายวิชาคณติ ศาสตร๑ พค 21001 ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2554) หนา๎ 128-149 เรอื่ ง กราฟและความสมั พันธร๑ ะหวาํ งรูป เรขาคณติ สองมติ แิ ละสามมิติ ดังน้ี 1. ครูและผ๎เู รยี นสรปุ ผลการเรียนร๎ูรวํ มกันและใหผ๎ ๎ูเรียนสรุปสงิ่ ทไ่ี ดเ๎ รยี นรลู๎ งในสมุดบันทกึ ผลการ เรียนรข๎ู องตน 2. ครแู นะนาํ แหลงํ เรยี นรใ๎ู หก๎ บั ผ๎เู รยี นเพ่ือใช๎เปน็ เคร่อื งมอื ใ นการแสวงหาความร๎ดู ว๎ ยตนเอง อาทิ ห๎องสมุด แหลงํ เรียนรู๎ในชุมชน หนวํ ยงาน สถานศกึ ษาตาํ ง ๆ รวมทัง้ การใช๎อนิ เตอร๑เน็ตเพ่อื การ เรียนรดู๎ ว๎ ยตนเอง เปน็ ต๎น และให๎ผูเ๎ รยี นเป็นรายบุคคลศกึ ษาเนอื้ หา ในหนงั สอื เรียน รายวิชา คณิตศาสตร๑ พค21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2554) หนา๎ 128-149 เรอ่ื ง กราฟ และความสัมพนั ธ๑ระหวาํ งรูปเรขาคณิตสองมติ ิและสามมิติ 3. ครดู าํ เนนิ การทําหน๎าทน่ี ําการอภิปราย โดยให๎ผู๎เรียนกลุํมใหญรํ ํวมกันแสดงความคดิ เหน็ คิด วเิ คราะห๑ อภปิ ราย และวิเคราะหใ๑ ห๎ขอ๎ มลู เพ่ิมเตมิ ในเนื้อหาหรอื ประเด็นที่ยงั ไมชํ ดั เจน ตาม รายละเอยี ดท่ีผู๎เรียนได๎แลกเปลีย่ นเรยี นร๎ูรวํ มกัน หากผเ๎ู รียนกลมุํ ใหญหํ รือครูเหน็ วาํ ยังไมสํ มบูรณ๑ มีความ ตอ๎ งการในการเรยี นรเู๎ พิ่มเติม ครจู ะชํวยเตมิ เตม็ ความรใ๎ู ห๎กับผเ๎ู รียน หลังจากนนั้ ครูและผ๎เู รียนสรปุ สิ่ งท่ีได๎ เรียนรู๎ในภาพรวมทงั้ หมดแลว๎ ใหผ๎ ๎ูเรยี นสรุปสิง่ ท่ีไดเ๎ รยี นรูล๎ งในสมดุ บนั ทกึ การเรียนรู๎ ของตน หมายเหตุ : ในการดาํ เนินกิจกรรมกลํมุ ครชู แ้ี จงบทบาทหนา๎ ที่ในการทํางานให๎ผเ๎ู รยี นไดม๎ ีความ รบั ผดิ ชอบรํวมกันในการทํางาน ซง่ึ มอบหมายใหผ๎ เู๎ รียนดาํ เนนิ การแตงํ ตงั้ ประธานหรอื ผ๎นู าํ ในการอภปิ ราย แลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และการมอบหมายใหม๎ ผี ร๎ู บั ผดิ ชอบในภารกจิ ตาํ ง ๆ รวมถึงการแตํงตั้งเลขานกุ ารของ กลํุมเปน็ ผู๎จดบนั ทกึ และผู๎รักษาเวลา เพื่อปฏบิ ัติงานของกลมุํ ใหญใํ ห๎บรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค๑ทีต่ งั้ ไว๎ และ พจิ ารณาวาํ สมาชิกลมํุ ทุกคนควรมีความเขา๎ ใจตรงกนั วาํ ตนมีบทบาทหนา๎ ที่ทีจ่ ะตอ๎ งชํวยใหก๎ ลํุมทาํ งานได๎ สาํ เรจ็ ครูควรให๎คาํ แนะนาํ ถงึ ความสําคญั ของการให๎สมาชิกทุกคนในกลํมุ มสี ํวนรวํ มในการอภิปรายอยาํ ง ท่ัวถึง ไมํใหม๎ ีการผกู ขาดการอภปิ รายโดยผ๎ูใดผ๎หู นึ่ง และควรมกี ารจาํ กดั เวลาของการอภปิ รายแตลํ ะ ประเด็น ใน ระหวาํ งการทาํ กจิ กรรมของผู๎เรียน ครูมีบทบาทในการสังเกต พฤติกรรมการเรียนร๎ู ของผู๎เรยี นคอยกระตน๎ุ ผู๎เรียนใหเ๎ กดิ ความกระตือรอื ร๎นในการเรียนรู๎ โดยบันทึกลงในแบบบนั ทกึ พฤตกิ รรม การเรยี นรขู๎ องผ๎เู รียน และเครื่องมอื ประเมนิ การสงั เกตแบบประมาณคาํ
444 4. ครเู ปิดโอกาสให๎ผูเ๎ รียนทงั้ กลมุํ รวํ มกันสนทนา เพ่ือให๎ผูเ๎ รียนมีทักษะในการฟงั พดู คิดวเิ คราะห๑ การทํางานรวํ มกบั ผอ๎ู ่ืน การคดิ สร๎างสรรค๑ ความรบั ผิดชอบ และการนาํ ความร๎ูในเน้อื หามาใช๎ โดยครู บูรณาการเน้ือหาการเรยี นร๎ู มีการใช๎ส่ือเทคโนโลยีท่ีเป็นคลิปวดิ โี อจาก youtube และ TikTok ทส่ี ัมพันธ๑ กับเนอื้ หา ทัง้ นคี้ รเู ชือ่ มโยงสิง่ ท่ีไดเ๎ รียนร๎ูตามขนั้ ตอนท่ี 1 ในการนําความร๎ไู ปสูํการปฏบิ ตั ิ และประยุกตใ๑ ช๎ ผาํ นคลปิ วดิ ีโอ โดยครเู ปิดคลิปวิดีโอ เรอื่ ง คูํอันดับและกราฟของคูอํ นั ดับ https://www.youtube.com/watch?v=B7Is0u0wooc ความยาวคลิป 9.08 นาที หนา๎ ตดั ของรูปเรขาคณิตสามมิติ https://www.youtube.com/watch?v=1YJ43z2VyDc ยาวคลปิ 8.07 นาที หลังจากทไ่ี ดช๎ มคลิปวดิ โี อแล๎ว ครูได๎อธิบายตามเน้อื หาในบทเรยี น หลงั จากน้นั ครดู ําเนนิ การ ดงั นี้ ขัน้ ตอนท่ี 3 การสะท๎อนความคดิ จากการเรยี นรู๎ (Reflection : R) 1. แบงํ ผ๎ูเรียนออกเปน็ กลมุํ ๆ ให๎ผเ๎ู รียนแตลํ ะกลมํุ ลงมอื ฝกึ แก๎โจทย๑ เรือ่ ง “กราฟและ ความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งรูปเรขาคณิตสองมิตแิ ละสามมติ ิ ” ตามหนงั สือเรยี นรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค 21001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรุง พ .ศ. 2554) หนา๎ 128-149 เรอ่ื ง “กราฟและค วามสมั พนั ธ๑ ระหวาํ งรูปเรขาคณติ สองมติ ิและสามมิติ ” ตามใบกจิ กรรมของผู๎เรยี น เร่อื ง “กราฟและความสมั พันธ๑ ระหวํางรูปเรขาคณติ สองมติ ิและสามมติ ิ” 2. ให๎ผเ๎ู รียนแตลํ ะกลุมํ ตามขอ๎ 1 ทําแบบฝกึ หกั ตามกจิ กรรม เร่ือง “กราฟ” ทง้ั นี้ ครจู ะตอ๎ งกาํ กบั การปฏิบตั กิ ิจกรรมของผเู๎ รี ยนจนกิจกรรมแล๎วเสรจ็ ตามใบกิจกรรมสําหรบั ครู เรอ่ื ง “กราฟ” 3. ใหผ๎ ๎ูเรยี นแตลํ ะกลํมุ นาํ เสนอการแกโ๎ จทยเ๑ ลขกจิ กรรมตาม ขอ๎ ที่ 1 เรื่อง “ความสัมพันธ๑ ระหวํางรูปเรขาคณิตสองมติ ิและสามมิติ ” ตามใบกิจกรรมของผ๎ูเรยี น เร่ือง “ความสมั พันธ๑ระหวํางรูป เรขาคณติ สองมิตแิ ละสามมติ ”ิ 4. ครใู ห๎ผเู๎ รยี นสะทอ๎ นความคดิ ในการเรยี นร๎ูท่ไี ดจ๎ ากการเรยี นร๎แู ละการปฏบิ ตั กิ าร จาก ข้นั ตอนท่ี 1 ถงึ ขั้นตอนที่ 3 น้ี 5. ครูและผู๎เรยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรียนร๎ูรํวมกัน
445 ขั้นตอนท่ี 4 การติดตามประเมนิ และแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากับผเ๎ู รยี น เก่ียวกับเรอื่ งทไี่ ด๎เรยี นรตู๎ าม แผนการจดั การเรยี นร๎นู ้ี โดยครสู ุํมผ๎เู รยี น ตามความสมัครใจจํานวน 2 – 3 คน ให๎ตอบคําถามในประเด็น ตํอไปนี้ ประเดน็ ท่ี 1 “กราฟ” แนวคําตอบ
446 ประเด็น ที่ 2 “ภาพของรูปเรขาคณติ สองมติ ิท่ีเกิดจากการคลีร่ ูปเรขาคณติ สามมติ ”ิ แนวคําตอบ 2. ภาพของรปู เรขาคณติ สองมิตทิ ่เี กดิ จากการคลรี่ ูปเรขาคณิตสามมิติ 3. ให๎ผเ๎ู รียนทําแบบทดสอบหลังเรียน เรอื่ ง “กราฟและความสัมพันธร๑ ะหวํางรูปเรขาคณติ สองมติ ิ และสามมิต”ิ จาํ นวน 10 ขอ๎ โดยใชเ๎ วลา 10 นาที 4. ครูและผูเ๎ รียนสรุปภาพรวมสิง่ ท่ไี ด๎เรยี นรู๎รวํ มกนั นอกจากน้ี ในตอนทา๎ ยของการพบกลํุม หลงั จากเสร็จสน้ิ ข้นั ตอนท่ี 3 ครกู ารมอบหมายงานให๎ เรียนรดู๎ ๎วยตนเอง รายละเอยี ดดังน้ี การมอบหมายงานให๎เรียนรู๎ด๎วยตนเอง
447 1. ครชู ้ีแจงใหผ๎ ๎ูเรยี นทราบวํา ในการพบกลํมุ แตํละครง้ั ผเ๎ู รียนจะได๎ รับมอบหมายงานให๎ไปเรียนรู๎ ดว๎ ยวิธีเรยี นร๎ูด๎วยตนเองในลักษณะท่ีครูจะมอบหมายงานให๎ผเู๎ รยี นไปศึกษา “หนังสือเรียนรายวชิ า คณิตศาสตร๑ พค31001 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)” เรือ่ ง “กราฟ และความสัมพันธร๑ ะหวาํ งรปู เรขาคณติ สองมิติและสาม มิติ” หนา๎ 128-149 ท้งั ภาคทฤษฎแี ละปฏิบัติ โดยให๎ศึกษาเนื้อหาและปฏิบัติกิจกรรมท๎ายเรือ่ ง รายละเอียดของเน้ือหา แบงํ ออกเปน็ 2 สวํ น ดังนี้ สวํ นที่ 1 เนือ้ หาการเรยี นรต๎ู ามแผนการจดั การเรยี นร๎คู ร้ังนี้ สํวนที่ 2 เนอ้ื หาการเรียนรเ๎ู พ่มิ เติมในหนงั สอื เรยี นเรียนดงั กลําว 2. ครมู อบหมายงานให๎ผู๎เรยี นเรียนร๎ดู ๎วยตนเอง โดยให๎ไปศึกษา “หนงั สือเรียนรายวิชา คณติ ศาสตร๑ พค31001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)” รายละเอยี ดของกจิ กรรม ท่ผี ู๎เรยี นจะตอ๎ งปฏิบัติ แบํงออกเป็น 2 สวํ น ดงั น้ี สวํ นที่ 1 เนื้อหาการเรียนรู๎ตามแผนการจดั การเรยี นรูค๎ รั้งนี้ ไดแ๎ กํ 1) “กราฟ” (หนงั สอื เรียนรายวิชาคณติ ศาสตร๑ พค 31001 ระดับมธั ยมศึกษาตอนต๎น ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554 หน๎า 135 - 136) (กิจกรรมทา๎ ยเรือ่ งในหนังสอื เรยี นรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค31001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต๎น ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554 หน๎า 136 - 137) 2 “ความสมั พันธร๑ ะหวาํ งรูปเรขาคณติ สองมติ ิและสามมติ ิ ” (หนงั สอื เรียนรายวชิ า คณิตศาสตร๑ พค31001 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต๎น ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2554 หน๎า 139-141) (กิจกรรมท๎ายเรื่องในหนงั สือเรยี นรายวชิ าคณติ ศาสตร๑ พค 31001 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต๎น ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554 หนา๎ 141 - 142) หลงั จากน้นั ครูและผ๎ูเรียนมีการนัดหมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปล่ียนเรียนรู๎รํวมกัน ผาํ นทางสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส๑ ตอํ ไป หมายเหตุ : ให๎ผเ๎ู รยี นลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมด๎วยตนเอง ซ่งึ การใหผ๎ เ๎ู รยี นลงมอื ปฏิบตั ิกิจกรรมดว๎ ย ตนเองนัน้ อาจมีความแตกตํางกนั บา๎ งในขั้นตอน โดยพิจารณาจากพื้นฐานของผเู๎ รียน ในกรณที ี่ผเู๎ รยี นมี พน้ื ฐานนอ๎ ยหรือไมํมพี ้ืนฐานมากอํ นก็ควรจัดการเรยี นรู๎พ้นื ฐานที่จําเปน็ และพอเพียงกบั ผเ๎ู รยี น หลงั จาก นั้นใหผ๎ ๎ูเรียนไดป๎ ฏบิ ัตดิ ๎วยตนเองในชํวงระยะหนึง่ แลว๎ จงึ คํอยให๎ผเ๎ู รยี นคดิ หัวขอ๎ ที่ อยากจะทาํ หรือถ๎า ผ๎เู รียนมพี น้ื ความร๎มู ากํอนแลว๎ ใหค๎ ดิ หวั ข๎อทีส่ นใจจะทาํ และใหล๎ งมือปฏิบัตไิ ด๎
448 สอื่ วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลงํ การเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรยี น เร่ือง “กราฟและความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งรูปเรขาคณิตสองมติ ิและสาม มติ ”ิ 2. ใบความร๎ูสําหรบั ผ๎ูเรยี น เรื่อง “กราฟ” 3. ใบความรส๎ู ําหรบั ผ๎เู รียน เร่ือง “ความสัมพันธร๑ ะหวาํ งรูปเรขาคณิตสองมติ ิและสามมติ ิ” 4. อนั ดับและกราฟของคูอํ นั ดบั https://www.youtube.com/watch?v=B7Is0u0wooc ความยาวคลปิ 9.08 นาที 5. หนา๎ ตดั ของรูปเรขาคณิตสามมิติ https://www.youtube.com/watch?v=1YJ43z2VyDc ยาวคลิป 8.07 นาที 6. PowerPoint สําหรับครู เรื่อง “กราฟและความสมั พนั ธร๑ ะหวํางรูปเรขาคณิตสองมติ ิและสาม มิต”ิ 7. บทสรปุ ประกอบ PowerPoint สําหรบั ครู เรอื่ ง การสรุปผลการเรียนร๎ู “กราฟและ ความสมั พันธ๑ระหวํางรูปเรขาคณติ สองมติ แิ ละสามมติ ิ” 8. แบบทดสอบหลงั เรียน เร่อื ง “กราฟ” 9. แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่ือง “ความสัมพันธร๑ ะหวํางรปู เรขาคณิตสองมิตแิ ละสามมิติ” 10. แบบประเมินความพงึ พอใจสําหรับผ๎ูเรยี นในการเขา๎ รวํ มกิจกรรมการเรยี นร๎ู เรื่อง“กราฟและความสมั พนั ธ๑ระหวาํ งรปู เรขาคณติ สองมติ แิ ละสามมติ ิ”
449 แบบทดสอบกอํ นเรยี น เรอื่ ง กราฟ คาํ ช้แี จง แบบทดสอบกํอนเรียน มีจาํ นวนทั้งหมด 5 ขอ๎ 1. จากกราฟ นกั ศกึ ษาที่จบการศึกษาสาขาวิชาภาษาจีนน๎อยกวาํ ทีจ่ บสาขาวชิ าภาษาเกาหลีก่ี คน จำนวน(คน) สำขำวิชำ ก. 500 ข. 1,000 ค. 2,500 ง. 5,000 2. จากแผนภมู ิวงกลม นักศกึ ษาควรเลอื กเรียนสาขาวิชาใด 10% 45% 15% 25% ก. บริหารธุรกิจ ข. นติ ิศาสตร๑ ค. ครุศาสตร๑ ง. วศิ วกรรมศาสตร๑
3. ข๎อใดไมใํ ชก๎ ราฟเส๎นตรง 450 ก. 2x – 5 = 4y ค. y (2x + ก = 6 ข. 2x + 3 y = 1 ง. 2x = 3y 4. ขอ๎ ใดเปน็ ความสัมพนั ธข๑ องกราฟเส๎นตรง ก. (1, 0) , (-1, -ข), (0, -ก) ข. (2, -ก) , (3, 0), (4, ก) ค. (-5, ค), (-6, ง), (-7, ข) ง. (-2, ก) , (-1, 0), (0, -ก) 5. กราฟข๎อใดขนานกบั แกน x ข. 2y = 3 ก. 5x = 1 ง. 3y = 2x ค. xy = 7 เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรียน 1. ง 2. ง 3. ก 4. ค 5. ค
451 ใบความรสู๎ ําหรบั ครู เร่ือง คูอํ นั ดบั และกราฟ เรื่องท่ี 1 คูอนั ดับ คูอนั ดับ (Ordered pairs) เปนการจับคูระหวางสมาชิกสองตัวจากกลุม 2 กลมุ ที่มคี วาม สมั พนั ธภายใตเงือ่ นไขที่กาํ หนด เขียนแทนดวยสัญลักษณ (a , b) อานวา คูอันดบั เอบเี รยี ก a วา สมาชิกตวั หน า หรือสมาชิกตัวทีห่ นึ่งและเรียก b วา สมาชกิ ตวั หลัง หรอื สมาชิกตัวทส่ี องดัง แผนภาพ เรื่องท2่ี กราฟของคอู ันดับ กราฟของคอู ันดบั เปนแผนภาพทแี่ สดงความสมั พนั ธระหวางสมาชิกของกลุมหนงึ่ กลบั สมาชิกของ อีกกลุ มหนึง่ โดยใช เส นจาํ นวนในแนวนอนหรือแนวต้ัง ให ตดั กนั เป นมมุ ฉาก ทีต่ ําแหน งของจุดที่ แทนศูนย(0) ซึง่ เราเรยี กวา จุดกาํ เนดิ ดังภาพ
452 เรอ่ื งท่ี 3 การนาํ คอู ันดบั และกราฟไปใช เราสามารถนาํ คูอนั ดบั และกราฟไปใชในชีวิตประจําวันได ซึ่งจะกลาวในตัวอยางตอไปนี้ ตวั อยาง ที่ 1 กราฟท่แี สดงปริมาณนาํ้ มนั (ลิตร) และราคาน้าํ มนั (บาท)ของวนั ท่ี 5 เดือนมนี าคม ป 2552 ซง่ึ มรี าคาลิตรละ 19 บาท
453 แบบทดสอบทา๎ ยบท เรื่อง คํอู ันดบั และกราฟ คาํ สง่ั จงเลอื กคาํ ตอบทถี่ กู ต๎องทสี่ ดุ เพียงคําตอบเดยี ว ข. (-1, -5) 1. ข๎อใดเปน็ จดุ บนเส๎นตรง 2x – 3y = 1 ง. (-2, 5) ก. (1, -ค) ข. x+ y + 14 = 0 ค. (2, ก) ง. x – y – 6 = 0 2. (– 8, 6) อยบูํ นเส๎นตรงขอ๎ ใด ก. 2x + y – 6 = 0 ข. (0, ข), (1, ค), (-1, ก) ค. 2x + y – 1 = 0 ง. (-5, ค), (-2, 0), (-1, ก) 3. จุดขอ๎ ใดอยบํู นเส๎นตรงเดยี วกัน ก. (-6, ข), (-1, -5), (0, 6) ข. (1, 0) , (2, 0), (5, 0) ค. (-1, ข), (-2, ง), (0, 5) ง. (3, -ข , (2, -ค), (-2, -ค) 4. ข๎อใดเปน็ จุดบนเส๎นตรงทีข่ นานแกน Y ก. (2, 0) , (2, -5), (2, ค) ข. (-4, ข), (3, -7), (3, ข) ค. (1, -ก) , (-2, ข), (3, -ค) ง. (-1, -ค), (6, 7), (-2, 8) 5. ข๎อใดเปน็ จุดยอดของสามมมุ ฉาก ก. (3, 6), (-2, 8), (4, 5) ค. (-1, -ข), (-4, 6), (-1, -ก) 6. แผนภาพตอํ ไปน้ี เขียนแทนได๎ดว๎ ยคูํอนั ดบั ตามข๎อใด ก. (A,2), (B,1), (C,1) ข. (A,B,2), (C,1) ค. (A,2), (B,2), (C,1) ง. (A,2), (A,B), (C,1) 7. จากจุด A ทกี่ าํ หนดใหบ๎ นกราฟ เขียนเป็นคอํู นั ดับไดต๎ รงกบั ขอ๎ ใด ก. (5,10) ข. (10,5) ค. (10,0) ง. (0,5)
454 8. จากรูปสามเหล่ียม PQR เขียนเป็นคอํู นั ดบั ไดต๎ รงกับข๎อใด ก. (4, 5), (2, -3), (-3, 2) ข. (4, 4), (3, 2), (2, 3) ค. (4, 5), (-2, -3), (3, -2) ง. (5, 4), (-3, 2), (2, -3) 9. เมอื่ เวลาผํานไป 4.5 วินาที วตั ถุตกลงมาไดป๎ ระมาณกเ่ี มตร ก. 80 เมตร ข. 90 เมตร ค. 95 เมตร ง. 100 เมตร 10. จากข๎อ 14.ถ๎าวตั ถุตกลงมาได๎ประมาณ 120 เมตร เวลาผาํ นไปประมาณกว่ี ินาที ก. 3 วนิ าที ข. 4วนิ าที ค. 5 วนิ าที ง. 6 วินาที เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 1. ค 2. 3. ง 4. ข 5. ค 6. ค 7. ข 8. ก 9. ง 10. ค
455 ใบความรูส๎ ําหรับครู เร่ือง ความสมั พันธร๑ ะหวํางรปู เรขาคณิตสองมติ ิและสามมติ ิ เรือ่ งท่ี 1 ภาพของรปู เรขาคณิตสองมติ ทิ ่เี กิดจาการคลร่ี ูปเรขาคณิตสามมติ ิ รปู เรขาคณิตมสี วนเกยี่ วของสัมพันธกับชีวติ ประจาํ วันมนุษย ตงั้ แตอดีตจนถงึ ปจจบุ นั ส่งิ แวดล อมต างๆท่ีอยู รอบตวั เราล วนเป นไปด วยวตั ถรุ ูปเรขาคณติ นอกจากนเี้ ราใช เรขาคณิตเพ่ือ ทําความเข าใจหรืออธบิ าย ส่ิงต างๆรอบตวั เช น ในการสํารวจพ้ืนที่ สร างผังเมือง เป นตนภาพของ รูปเรขาคณติ รูปเรขาคณติ เปนรูปท่ีประกอบดวย จดุ ระนาบ เสนตรง เสนโคง ฯลฯ อยางนอย หน่ึงอย าง รปู คลี่ของรูปเรขาคณิตสามมิติ รูปคล่ีของรปู เรขาคณิตสามมติ ิ หรือทรง สามมติ ใิ ดๆ เป นรูปเรขาคณติ สองมิตทิ ่ีสามารถ นาํ มาประกอบกันแล วได ทรงสามมิติพจิ ารณาทรงสีเ่ หลี่ยมมุมฉากทม่ี ีความกว าง ความยาว และ ความสูง 1 หนวย เทากัน ซง่ึ เราเรยี กทรงสเี่ หลย่ี มมุมฉากนวี้ า “ลกู บาศก”
456 เรือ่ งที่ 2 ภาพสองมติ ิทีไ่ ดจากการมองดานหนา ดานขางหรอื ดานบนของ รูปเรขาคณติ สามมิติ โดยทั่วไปการเขียนรปู เรขาคณิตสองมติ ิ ในการอธบิ ายลกั ษณะของรปู เรขาคณิตสามมติ ิ นยิ มเขียน 3 ภาพ ซ่ึงประกอบดวย ภาพท่ีไดจากการมองทางดานหนา ดานขาง และดานบน ดงั ตัวอยาง
457 เรื่องท่ี 3 การวาดหรือประดิษฐรปู เรขาคณติ ทปี่ ระกอบขน้ึ จากลกู บาศก พจิ ารณารปู เรขาคณติ สามมติ ทิ ่ปี ระกอบขึ้นจากลกู บาศกตอไปน้ี
458 แบบทดสอบทา๎ ยบท เรอื่ ง ความสมั พันธร๑ ะหวํางรูปเรขาคณติ สองมิตแิ ละสามมิติ คําส่งั จงเลอื กคาํ ตอบท่ถี ูกตอ๎ งที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว 1. รปู เรขาคณิตสามมติ ใิ นข๎อใดแตกตาํ งจากขอ๎ อืน่ ก. พรี ะมิด ข. รูปกรวย ค. ทรงกลม ง. รูปสี่เหลีย่ ม 2. ถา๎ ขีผ้ ึ้ง 1 ลูกบาศกเ๑ ซนติเมตรหนกั 100 กรัม จะต๎องใช๎ข้ผี ึ้งหนกั เทําไร ท่นี าํ มาหลอํ เป็นพรี ะมิด ดา๎ นฐานกวา๎ ง 4 เซนตเิ มตร ยาว 5 เซนตเิ มตร และสูง 9 ซม. จาํ นวน 4 อัน ก. 4 กโิ ลกรัม ข. 6 กโิ ลกรมั ค. 12 กโิ ลกรัม ง. 24 กโิ ลกรมั 3. สามเหล่ยี มสองรูปคลา๎ ยกันเม่ือใด ก. มีมมุ ระหวาํ งกันสามมมุ มมุ ตอํ มมุ ข. มีดา๎ นเทาํ กนั สามดา๎ น ด๎านตอํ ดา๎ น ค. มดี ๎านเทาํ กนั สองดา๎ น ดา๎ นตอํ ดา๎ น และมีมมุ รวํ มด๎านท้งั สองเทาํ กัน ง. มมี ุมเทาํ กันสองมุม มมุ ตอํ มุม และมดี ๎านทเี่ ป็นตวั รวํ มของมุมทง้ั สองยาวเทํากนั 4. ข๎อใดไมํถูกต๎อง ก. รปู สามเหลย่ี มหนา๎ จัว่ 2 รูป มีมุมยอดเทาํ กันจะเปน็ สามเหล่ียมดา๎ นเทาํ ข. รูปสามเหล่ียมดา๎ นเทําทุกรปู เป็นสามเหลีย่ มคลา๎ ยกัน ค. รูปสามเหลยี่ มไมํเทํากันทุกประการเปน็ สามเหลีย่ มคลา๎ ยกนั ง. รปู สามเหลยี่ มคลา๎ ยกนั จะเป็นสามเหล่ียมเทาํ กนั ทุกประการ 5. ข๎อใดเปน็ รปู เรขาคณติ สามมิติ ก. ข. ค. ง. 6.กลํองทรงส่ีเหลี่ยมมมุ ฉากฝาเปิดคลีอ่ อกเปน็ รปู เรขาคณติ สองมิติ จะได๎รูปส่เี หลย่ี มมมุ ฉากกร่ี ูป ก. 4 รปู ข. 5 รูป ค. 6 รปู ง. 7 รูป
459 7. พรี ะมดิ ฐานหกเหลย่ี ม(ตรง) คลอี่ อกเป็นรูปเรขาคณิตสองมติ ิ จะได๎รปู อะไรบ๎าง อยํางละกร่ี ปู ก. รูปหกเหลย่ี ม 2 รปู และรูปสเ่ี หล่ยี มผนื ผา๎ อีก 6 รปู ข. รปู หกเหลยี่ ม 1 รปู และรปู สามเหล่ยี มมุมฉากอีก 6 รูป ค. รปู หกเหลย่ี ม 2 รปู และรูปสามเหลี่ยมอกี 6 รูป ง. รูปหกเหลยี่ ม 1 รูป และรูปสามเหลี่ยมหนา๎ จ่ัวอีก 6 รูป 8. รปู สามเหลี่ยมดา๎ นเทาํ 4รูป ประกอบเปน็ รูปเรขาคณิตสามมติ ิไดต๎ รงกบั ขอ๎ ใด ก. ทรงสห่ี น๎า ข. ทรงหกหน๎า ค. พรี ะมดิ ฐานสามเหลี่ยมดา๎ นเทํา ง. ปริซมึ ฐานสามเหลยี่ มดา๎ นเทาํ 9. ภาพน้ีประกอบเป็นรปู เรขาคณติ สามมติ อิ ะไร ก. พรี ะมิดฐานสามเหลีย่ มด๎านเทาํ ข. ปริซมึ สามเหลย่ี มดา๎ นเทาํ ค. พรี ะมิดฐานสีเ่ หลย่ี ม ง. ปรซิ ึมส่ีเหลย่ี ม 10. ถา๎ นาํ ระนาบเขา๎ ไปตัดตามแนวเส๎นทแยงมุมของลกู บาศก๑ จะได๎หน๎าตดั เป็นรปู อะไร ก. รปู สเี่ หลี่ยมผืนผา๎ ข. รปู ส่ีเหลยี่ มจัตรุ สั ค. รูปสีเ่ หล่ยี มด๎านขนาน ง. รูปสเี่ หลย่ี มขนมเปียกปูน เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น 1. ก 2. ค 3. ข 4. ค 5. ข 6. ข 7. ง 8. ค 9. ข 10. ก
460 วธิ ีการวัดผลประเมินผล/เคร่อื งมือ/เกณฑ๑การประเมิน วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑก๑ ารประเมนิ สังเกตพฤตกิ รรมรายกลมุํ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผํานการประเมนิ ระดับดีขึน้ ไป รายกลุมํ ทดสอบหลงั เรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น ผํานการประเมนิ ร๎อยละ 70 ขึ้นไป ประเมินผลงาน/ชิน้ งาน แบบประเมนิ ผลงาน/ ผํานการประเมินรอ๎ ยละ 70 ขึน้ ไป ชิ้นงาน สอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามความ ผํานการประเมินระดับดีขนึ้ ไป พึงพอใจ เกณฑก๑ ารประเมินชิน้ งาน/ภาระงาน ระดับคะแนน รายการประเมิน 4 3 2 1 1. ความถกู ต๎อง มีความถูกตอ๎ ง ผลงานสํวนใหญํ ผลงาน ผลงาน ชดั เจนสมบรู ณ๑ ถกู ตอ๎ งครบถว๎ น มคี วามถกู ต๎องเปน็ มีความถกู ตอ๎ ง ครบถ๎วน บางสวํ น เป็นสํวนใหญํ 2. ความสะอาด ผลงานสะอาด ผลงานสะอาด ผลงาน ผลงาน เรยี บรอ๎ ย เรยี บร๎อย สวยงาม เรียบร๎อย บางสวํ น สวํ นใหญํ สวยงาม ไมมํ ีรอยขีดลบ มีรอยขีดลบนอ๎ ย ไมสํ ะอาด ไมํสะอาด ไมํเรียบรอ๎ ย ไมเํ รียบรอ๎ ย 3.ตรงตอํ เวลา สงํ งานตรงเวลา สํงงานชา๎ กอํ นหมด สงํ งานช๎ากอํ นหมด สงํ งานชา๎ ทกี่ าํ หนด เวลา 10 นาที เวลา 5 นาที ตอ๎ งมีการ เรงํ และทวง 4.การเชอื่ มโยง คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ คดิ แปลกใหมํ คิดแปลกใหมํ และความคดิ เชือ่ มโยงสัมพันธ๑ เช่ือมโยงสัมพนั ธ๑ เช่ือมโยงสัมพันธ๑ เช่ือมโยงสัมพนั ธ๑ สรา๎ งสรรค๑ สง่ิ ตําง ๆ ได๎ สงิ่ ตาํ ง ๆ ได๎ ส่งิ ตาํ ง ๆ ได๎ สิ่งตาํ ง ๆ ได๎ อยาํ งถกู ต๎อง อยํางถกู ตอ๎ ง อยาํ งถกู ตอ๎ ง อยํางถูกต๎อง เปน็ สวํ นใหญํ เป็นบางสํวน เป็นสวํ นน๎อย
461 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรข๎ู องผ๎ูเรียน ช่อื โครงการ/กจิ กรรม........................................................................................................................ ช่อื โรงเรียน/สถานศกึ ษา …………………………………………………………………………………………………….. ช่อื หัวหนา๎ โครงการ/กิจกรรม............................................................................................................. คาํ ช้แี จง ให๎ผ๎ปู ระเมนิ ทาํ เครื่องหมาย ถกู () ลงในชํองระดบั พฤติกรรมของผูเ๎ รียน โดยมเี กณฑ๑ระดบั คุณภาพ การประเมนิ ดงั นี้ 5 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู มากท่สี ุด 4 มีพฤติกรรมการเรยี นรู๎ มาก 3 มีพฤติกรรมการเรยี นร๎ู ปานกลาง 2 มีพฤติกรรมการเรียนร๎ู นอ๎ ย 1 มพี ฤติกรรมการเรยี นรู๎ น๎อยที่สุด เกณฑ๑การพิจารณาระดับคุณภาพ คะแนนเฉล่ยี รอ๎ ยละ 0 - 50 ระดบั คณุ ภาพ ปรบั ปรงุ คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 50 - 69 ระดบั คุณภาพ พอใช๎ คะแนนเฉลีย่ ร๎อยละ 70 – 79 ระดับคณุ ภาพ ดี คะแนนเฉล่ยี รอ๎ ยละ 80 – 89 ระดับคุณภาพ ดมี าก คะแนนเฉลย่ี รอ๎ ยละ 90 - 100 ระดบั คณุ ภาพ ดีเย่ยี ม พฤตกิ รรมการเรยี นร๎ู ระดับพฤตกิ รรม 54321 1. ความตั้งใจในการทํางาน 2. ความรบั ผิดชอบ 3. ความกระตือรอื ร๎น 4. การตรงตอํ เวลา 5. ผลสําเร็จของงาน 6. การทาํ งานรวํ มกบั ผอ๎ู ่นื 7. มคี วามคดิ ริเรมิ่ สรา๎ งสรรค๑ 8. มกี ารวางแผนในการทํางาน 9. การมีสวํ นรํวมในการแสดงความคดิ เห็นในกลมํุ 10. การมสี วํ นรวํ มในการแก๎ไขปญั หาในกลํุม ลงช่ือ......................................................................ผป๎ู ระเมิน ............../.............................../.....................
462 แผนการจดั การเรยี นรท๎ู ี่ 16 เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอืน่ ๆ เวลาเรียน 6 ช่วั โมง แนวคดิ รฐั ธรรมนญู เป็นหัวใจสาํ คัญของระบอบประชาธิปไตย กล าวคอื เปนกฎหมายสูงสุด วาดวยการจดั ระเบียบการปกครองโดยยดึ ม่ันหลักการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริย เป็นประมุข มีรปู แบบการปกครองแบบอํานาจอธปิ ไตย ซง่ึ เป นอาํ นาจสงู สุดในการปกครองประชาชนและการใช อาํ นาจ ตองเปนไปตามรฐั ธรรมนูญ โดยมีบทบัญญตั กิ ฎหมายรองรับ ประชาชนจึงต องมีหนาทีป่ ฏบิ ตั ิ ตนตอบานเมืองตามทีก่ ําหนดไวในกฎหมายรฐั ธรรมนญู ตวั ชวี้ ัด ร๎ูและเขา๎ ใจระบอบการเมืองการปกครองตาํ งๆ ทใี่ ชอ๎ ยใูํ นปัจจบุ ัน เน้อื หา การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอื่นๆ 1. รูปแบบของระบอบประชาธิปไตยและรปู แบบเผดจ็ การ 2. การเมืองการปกครองประเทศไทย ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู๎ ขน้ั ตอนที่ 1 การสร๎างแรงบนั ดาลใจ (Passion : P) 1. ครทู กั ทายผเู๎ รยี น พร๎อมท้งั แนะนําตนเอง และแผนการจัดการเรียนร๎ู ซึ่งการจัดการเรยี นรูท๎ ่ี ผ๎ูเรยี น จะต๎องเรียนรรู๎ ํวมกนั ในคร้งั นี้ คือ เรื่อง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอ่นื ๆ ” และ ชวนคิดชวนคยุ เกี่ยวกับเร่อื งทีจ่ ะเรียนร๎ูเพอ่ื กระตุน๎ ใหผ๎ ู๎เรียนเกดิ ความสนใจและมีความกระตือรอื รน๎ ในการ เช่อื มโยงและสร๎างความพร๎อมทจ่ี ะเรียนร๎ูหรือทาํ กิจกรรมการเรยี นร๎ูตามแผนการจัดการเรยี นรู๎ครั้งน้ี 2. ครูชแี้ จงวัตถุประสงค๑ เนอ้ื หา กจิ กรรม การวดั และประเมินผล ของการเรยี นร๎ู ในครั้งน้ี ท่ี สอดคล๎องกบั ตั วชวี้ ัดตามแผนการจัดการเรียนรูค๎ รั้งนี้ เพือ่ ใหผ๎ ๎ูเรยี นเขา๎ ใจอยาํ งชดั เจนวาํ ผ๎ูเรียนจะตอ๎ ง เรียนร๎ูให๎บรรลุตัวช้วี ดั ทก่ี าํ หนดตามแผนการจัดการเรยี นร๎ูที่ 2 เรือ่ ง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆ” ในคร้งั นี้ ซ่ึงมจี ํานวน 2 ขอ๎ ดังน้ี
463 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆ 1. รูปแบบของระบอบประชาธปิ ไตยและรูปแบบเผดจ็ การ 2. การเมืองการปกครองประเทศไทย 3. ให๎ผเ๎ู รียนทําแบบทดสอบกอํ นเรยี น เรื่อง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆ” จํานวน 10 ขอ๎ โดยใช๎เวลา 10 นาที 4. ครใู หผ๎ ๎ูเรยี นศกึ ษาหนงั สอื เรยี นรายวชิ าสังคมศกึ ษา สค 21001 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554) เร่อื ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆ หนา๎ 122 -134 พร๎อมทงั้ แนะนาํ แหลงํ ศกึ ษาคน๎ คว๎าเพม่ิ เตมิ จากอินเทอรเ๑ นต็ ซ่ึงผเ๎ู รยี นสา มารถไปเรียนร๎ไู ด๎ดว๎ ยตนเองและ ทาํ กิจกรรมตามทไี่ ด๎รบั มอบหมายด๎วย ท้ังนี้ ครคู วรจะชแ้ี จงใหผ๎ เ๎ู รยี นทราบวําในการพบกลํมุ ตามแผนการ จัดการเรียนรู๎ครั้งนี้ ผเู๎ รยี นจะต๎องเรยี นร๎ูและทาํ กจิ กรรมทส่ี อดคลอ๎ งกบั เนอ้ื หาท่ีเรยี น โดยปฏิบตั กิ จิ กรรม ตาํ ง ๆ ได๎แกํ การศกึ ษาคลิปวิดโี อ และการแลกเปลี่ยนเรียนรูโ๎ ดยการอภิปรายรํวมกับเพ่อื นในกลุํม รวมทงั้ มีการทดสอบหลังเรียนดว๎ ย นอกจากน้ี ในการพบกลมุํ แตํละคร้งั นน้ั ครูจะ มอบหมายงานให๎ผเ๎ู รียนไปเรยี นรู๎ดว๎ ยวิธี การเรยี นรู๎ ด๎วยตนเอง ซึ่งวธิ ี การเรียนรด๎ู ว๎ ยตนเองจะต๎องเกดิ ขน้ึ ในทุก ๆ ตัวชวี้ ัดและเนอ้ื หาทีก่ ําหนด โดยผเ๎ู รยี น จะต๎องปฏบิ ตั กิ ิจกรรมทก่ี าํ หนดใหด๎ ๎วยวิธเี รยี นร๎ูออนไลน๑ และศึกษาจากเอกสารประกอบการเรียน ดงั นัน้ ครูจะต๎องเชอื่ มโยงรายละเอยี ดดังกลําวข๎างต๎นให๎ผเู๎ รยี นได๎เกดิ ความเขา๎ ใจและเกิดแรงบันดาลใจในการ เรยี นรท๎ู จ่ี ะเกดิ ขึน้ เพราะ การมอบหมายงานให๎ผ๎ูเรียนไปเรียนรด๎ู ว๎ ยวิธีเรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเองนนั้ ผเ๎ู รยี นจะตอ๎ ง เรียนร๎อู อนไลน๑ผํานอนิ เทอร๑เน็ต และศึกษาเอกสารประกอบการเรยี น 5. ครชู วนคดิ ชวนคยุ เกี่ยวกับประสบการณเ๑ ดมิ ของครูในเรื่องท่ีจะเรยี นร๎ูตาม แผนการจดั การเรียนร๎ู นี้ โดยครสู ํมุ ผ๎ูเรยี นตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคาํ ถาม จาํ นวน 3 ประเด็น ดังนี้ ประเดน็ ท่ี 1 “ทํานทราบหรอื ไมวํ ํ า การปกครองรูปแบบระบอบประชาธปิ ไตย มีรูปแบบการ ปกครองอยํางไร แนวคําตอบ การปกครองรูปแบบระบอบประชาธปิ ไตย หลกั การสาํ คัญของการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย เปาหมายของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยเพอื่ จดั ระเบยี บการอยูรวมกนั ของผู คนใน ลักษณะท่ีเอ้อื อํานวยประโยชน ตอประชาชนทุกคนในรัฐ ใหความคุมครองสิทธแิ ละเสรีภาพอย าง เสมอภาคและ ยุตธิ รรม มหี ลกั การสําคัญ ดังน้ี 1. มรี ฐั ธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดท่ีใชในการปกครองประเทศ ซ่ึงไดกาํ หนดความสัมพันธ ระหวางสถาบันการเมือง การปกครองและประชาชน รวมถงึ สทิ ธเิ สรภี าพและหนาท่ขี องประชาชนทุกคน
464 2. มีอํานาจสงู สุดในการปกครอง คือ อํานาจอธปิ ไตย ประกอบด วย อํานาจนติ ิบัญญัติ อํานาจ บรหิ ารและอํานาจตุลาการ ในระบอบประชาธิ ปไตย ประชาชนมอี าํ นาจสูงสดุ ในการปกครอง ประเทศและการ ใชอาํ นาจตองเปนไปตามรัฐธรรมนูญทีก่ ําหนด 3. การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยให ถอื วาเสยี งขางมากหรือเหตุผลของคนส วนใหญเป นมตทิ ี่ ตองยอมรับ 4. มีความเสมอภาค โดยประชาชนทุกคนมีสิทธเิ ท าเทียมกนั ในทุกๆดาน เพราะทุกคนอยู ภายใต การปกครองของรัฐธรรมนูญฉบบั เดียวกัน ประเด็นที่ 2 “ทํานทราบหรอื ไมํวํา รปู แบบการปกครองแบบเผด็จการ มีลักษณะการปกครอง อยาํ งไร แนวคําตอบ ระบอบเผด็จการ มลี ักษณะเดํนอยูํที่การรวมอาํ นาจการเมอื งการปกครองไวท๎ ่ี บคุ คลเพียงคนเดี ยวหรอื คณะเดยี วหรือพรรคเดยี ว โดยบุคคลหรือคณะบุคคลดังกลาํ วสามารถใช๎อํานาจ น้ันควบคมุ บังคับประชาชนได๎โดยเด็ดขาด หากประชาชนคนใดคัดค๎านผู๎นาํ หรือคณะผ๎นู าํ กจ็ ะถกู ลงโทษให๎ ทาํ งานหนักหรือถูกจําคุก ซงึ่ ระบอบเผด็จการมี 3 แบบ คอื เผดจ็ การทหาร เผดจ็ การฟาสซสิ ต๑ และเผด็จ การคอมมิวนิสต๑ ดังตํอไปน้ี 1. ระบอบเผดจ็ การทหาร หมายถึง ระบอบเผด็จการท่คี ณะผนู๎ ําฝุายทหารเปน็ ผ๎ูใช๎อาํ นาจ เผดจ็ การในการปกครองโดยตรงหรอื โดยอ๎อม (ผาํ นทางพลเรอื นท่พี วกตนสนับสนนุ ) และมักจะใชก๎ ฎ อัยการศกึ หรอื รัฐธรรมนูญที่คณะของตนสรา๎ งข้ึนเปน็ เครอื่ งมอื ในการปกครอง โดยทั่วไปคณะผูน๎ ําทหาร มกั จะใชอ๎ ํานาจเผดจ็ การปกครองประเทศเปน็ การชั่วคราวระหวํางประเทศอยํูในภาวะสงครามหรือหลงั ลม๎ เลกิ ระบอบประชาธิปไตย 2. ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต๑ หมายถงึ ระบอบเผด็จการทผี่ ู๎นําคนหน่ึงซึง่ ได๎รบั การ สนบั สนนุ จากกลมุํ นักธุรกจิ และกองทัพให๎ใช๎อํานาจเผด็จการปกครองประเทศ ผนู๎ ําในระบอบการปกครอง เผด็จการฟาสซิสตม๑ ักจะมลี ทั ธิการเมืองทเี่ รียกกนั วํา ลัทธิฟาสซิสต๑ เปน็ ลทั ธิช้ีนาํ ในการปกครองและมุํงท่ี จะใช๎อํานาจเผด็จการปกครองประเทศเป็นการถาวร 3. ระบอบเผดจ็ การคอมมิวนิสต๑ หมายถึง ระบอบเผด็จการทีพ่ รรคคอมมิวนิสต๑เพียงพรรค เดียวไดร๎ บั การยอมรบั หรอื สนบั สนนุ จากกลํุมบคุ คลตําง ๆ และกองทัพใหเ๎ ป็นผใู๎ ชอ๎ าํ นาจเผดจ็ การ ปกครองประเทศ คณะผูน๎ ําของพรรคคอมมิวนสิ ต๑เชื่อวาํ ระบอบเผด็จการคอมมวิ นิสตเ๑ ป็นรปู แบบการ ปกครองทเี่ หมาะสมกับประเทศของตน และจะชํวยทําให๎ชนช้ันกรรมาชพี เปน็ อสิ ระจากการถกู กดข่ีโดยชน ชน้ั นายทุน รวมทงั้ ทําให๎ประเทศมีความเจรญิ กา๎ วหน๎าและเข๎มแขง็ ทัดเทียมกับตํางประเทศได๎เร็วกวาํ ระบอบการปกครองแบบอ่ืน
465 5. หลังจากน้ัน ครเู ปิดคลิปวดิ โี อให๎ผ๎ูเรยี นชม เรือ่ ง “การเมืองการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จาก https://www.youtube.com/watch?v=aFndzqlvtNE ชํวงเวลา 17.55 นาทีและคลปิ วดิ โี อให๎ ผ๎เู รียนชม เรือ่ ง“การเมืองการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย โดยครสู มุํ ผเ๎ู รยี นตามความสมคั รใจ จาํ นวน 4 – 5 คน ให๎ตอบคําถาม จาํ นวน 2 ประเด็น ดงั นี้ ประเดน็ ท่ี 1 “ทํานไดเ๎ รยี นรอ๎ู ะไรบ๎าง จากคลปิ วดิ โี อน้ี” แนวคําตอบ ได๎เรยี นรู๎การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ประชาธปิ ไตย หมายถึง การปกครองท่ีเปน็ ของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ตลอดจนเป็นหลกั ในก ารดําเนินชีวติ ของคนในการอยูํรวํ มกันโดยสนั ติภายใต๎ความเชือ่ ที่วาํ คนเราเกิดมา เทาํ เทียมกัน คอื ไดร๎ ับการค๎ุมครองจากรฐั ระบอบประชาธิปไตย มี 2 แบบ ได๎แกํ 1. ประชาธปิ ไตยโดยตรง 2. ประชาธิปไตยโดยตัวแทน หลกั การประชาธปิ ไตย มี 1. หลกั อํานาจประชาธปิ ไตย 2. หลักเสรภี าพ 3. หลักการเสมอภาค 4. หลักกฎหมาย 5. หลักเสยี งขา๎ งมาก ระบอบประชาธิปไตย มี 4 ระบบ ดงั นี้ 1. ระบบรัฐสภา 2. ระบบประธานาธิบดี 3. ระบบกึ่งประธานาธบิ ดี 4. ระบบรฐั สภาประยกุ ต๑ ประเดน็ ที่ 2 “ทาํ นทราบหรือไมวํ ํา รัฐธรรมนญู แหํงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2460 มาตรา 3 บัญญัติอํานาจอธปิ ไตยไว๎อยาํ งไร แนวคําตอบ รัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2460 มาตรา 3”อํานาจอธิปไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั รยิ ท๑ รงเป็นประมขุ ทรงใชอ๎ าํ นาจนน้ั ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาลตามบทบัญญัติแหํงรัฐธรรมนูญ 6. ครแู ละผู๎เรียนอภปิ รายและสรุปผลการเรยี นรูร๎ วํ มกัน
466 ขัน้ ตอนที่ 2 การนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ (Utilization : U) 1. ครใู หผ๎ ๎ูเรียนแลกเปลีย่ นเรยี นร๎ู โดยแบงํ ผเู๎ รียนออกเป็นกลมุํ ๆ กลุมํ ละ 4 – 8 คน ดําเนิน กิจกรรมเปน็ รายกลมํุ ศกึ ษาเนือ้ หา ใน หนงั สือเรยี นรายวิชาสังคมศึกษา สค 21001 ระดบั มัธยมศึกษา ตอนตน๎ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554) เร่ือง การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอืน่ ๆ หน๎า 122 -134 ดงั น้ี 1) รปู แบบระบอบประชาธปิ ไตย และรูปแบบระบอบเผดจ็ การ (หน๎า 122 -124) 2) การเมืองการปกครองของประเทศไทย (หน๎า 125 -134) ใหแ๎ ตลํ ะกลํมุ แลกเปล่ยี นเรยี นร๎ู และสํงผ๎ูแทนนาํ เสนอตํอกลํุมใหญํใน 2 ประเดน็ ประเดน็ ที่1 รปู แบบระบอบประชาธิปไตย และรูปแบบระบอบเผด็จการ ประเด็นท่ี2 การเมอื งการปกครองของประเทศไทย ครแู ละผเู๎ รียนสรปุ ผลการเรียนรู๎รวํ มกนั และใหผ๎ ๎เู รยี นสรปุ สิ่งที่ไดเ๎ รียนรู๎ลงในสมุดบันทึกผลการเรยี นร๎ู ของตน 2. ครูแนะนาํ แหลงํ เรียนรใู๎ ห๎กับผูเ๎ รยี นเพอ่ื ใช๎เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความร๎ดู ว๎ ยตนเ อง อาทิ ห๎องสมดุ แหลํงเรยี นรูใ๎ นชมุ ชน หนวํ ยงาน สถานศกึ ษาตาํ ง ๆ รวมทงั้ การใช๎อนิ เตอรเ๑ นต็ เพอื่ การเรียนร๎ู ดว๎ ยตนเอง เป็นตน๎ และใหผ๎ เู๎ รียนเป็นรายบคุ คล ศึกษาเนือ้ หา ใน หนังสอื เรยี นรายวิชาสังคมศกึ ษา สค 21001 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต๎น (ฉบบั ปรับปรุง พ .ศ. 2554) เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอ่นื ๆ หน๎า 122 -134 3. ครดู าํ เนนิ การทําหน๎าทีน่ าํ การอภปิ ราย โดยใหผ๎ ๎เู รียนกลํมุ ใหญรํ ํวมกันแสดงความคิดเห็น คดิ วเิ คราะห๑ อภิปราย และวิเคราะหใ๑ หข๎ ๎อมลู เพิม่ เติมในเนอ้ื หาหรอื ประเด็นทย่ี งั ไมํชัดเจน ตาม รายละเอียดทีผ่ ๎ูเรียนไดแ๎ ลกเปลย่ี นเรยี นร๎ูรํวมกัน หากผูเ๎ รยี นกลมํุ ใหญํหรอื ครเู ห็นวาํ ยังไมสํ มบูรณ๑ มีความ ต๎องการในการเรียนรเ๎ู พิม่ เติม ครจู ะชํวยเติมเต็มความร๎ใู หก๎ ับผเู๎ รยี น หลังจากนน้ั ครูและผ๎ูเรียนสรปุ สง่ิ ท่ไี ด๎ เรยี นร๎ูในภาพรวมทงั้ หมดแล๎วให๎ผเู๎ รยี นสรปุ สิง่ ทไ่ี ด๎เรยี นร๎ูลงในสมดุ บนั ทึกการเรยี นรขู๎ องตน หมายเหตุ : ในการดําเนนิ กจิ กรรมกลุมํ ครชู ้ีแจงบทบาทหน๎าทีใ่ นการทาํ งานให๎ผเ๎ู รยี นไดม๎ คี วามรบั ผดิ ชอบ รํวมกนั ในการทํางาน ซึง่ มอบหมายให๎ผเ๎ู รยี นดําเนนิ การแตงํ ตั้ง ประธานหรือผูน๎ าํ ในการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนร๎ู และการมอบหมายใหม๎ ผี รู๎ ั บผดิ ชอบในภารกจิ ตําง ๆ รวมถงึ การแตํงตง้ั เลขานุการของ กลุมํ เป็นผ๎จู ดบันทกึ และผูร๎ กั ษาเวลา เพอ่ื ปฏิบัติงานของกลมํุ ใหญใํ ห๎บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค๑ท่ตี ง้ั ไว๎ และ พจิ ารณาวําสมาชกิ ลํุมทุกคนควรมคี วามเข๎าใจตรงกนั วํา ตนมบี ทบาทหน๎าทที่ จ่ี ะตอ๎ งชวํ ยให๎กลํมุ ทํางานได๎
467 สําเร็จ ครูควรให๎คาํ แนะนําถึงความสาํ คัญของการใหส๎ มาชิกทกุ คนในกลุมํ มสี ํวนรํวมในการอภิปรายอยาํ ง ท่วั ถึง ไมใํ หม๎ กี ารผกู ขาดการอภปิ รายโดยผู๎ใดผหู๎ นง่ึ และควรมกี ารจํากดั เวลาของการอภปิ รายแตลํ ะ ประเดน็ ในระหวํางการทํากิจกรรมของผเู๎ รียน ครมู บี ทบาทในการสงั เกต พฤตกิ รรมการเรยี นรู๎ของ ผู๎เรียน คอยกระต๎ุนผเู๎ รยี นให๎เกดิ ความกระตือรอื ร๎นในการเรียนรู๎ โดยบันทึกลงในแบบบันทึกพฤติกรรมการเรยี นรู๎ ของผู๎เรียน และเครือ่ งมือประเมนิ การสงั เกตแบบประมาณคํา 4. ครูเปิดโอกาสให๎ผูเ๎ รยี นท้ังกลมุํ รํวมกันสนทนา เพอื่ ใหผ๎ ๎ูเรียนมที กั ษะในการฟงั พดู คดิ วเิ คราะห๑ การทาํ งานรวํ มกบั ผ๎ูอ่นื การคิดสรา๎ งสรรค๑ ความรบั ผิดชอบ และการนาํ ความร๎ูใน เน้ือหามาใช๎ โดยครบู รู ณาการเนอ้ื หาการเรยี นร๎ู มกี ารใช๎สือ่ เทคโนโลยที ีเ่ ปน็ คลปิ วิดโี อจาก youtube และ TikTok ท่สี มั พนั ธก๑ ับเนื้อหา ท้งั นี้ครเู ช่อื มโยงสิง่ ท่ีไดเ๎ รยี นร๎ตู ามขน้ั ตอนที่1 ในการนาํ ความร๎ไู ปสํูการปฏิบตั ิและ ประยกุ ตใ๑ ช๎ผํานคลิปวดิ โี อโดยครูเปดิ คลิปวิดีโอ เร่อื ง“การเมอื งการ ปกครองระบอ บประชาธิปไตย ” จาก https://www.youtube.com/watch?v=aFndzqlvtNE ชวํ งเวลา 17.55 นาที หลงั จากนั้น ครดู าํ เนนิ การ ดงั น้ี ครูบรรยายเนอ้ื หาตามใบความรสู๎ ําหรับครู เรือ่ ง “ระบอบการ ปกครอง” เพือ่ ใช๎สําหรับประกอบกิจกรรมการเรยี นร๎ู เรื่อง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และ อื่นๆ” ในสํวนของผ๎ูเรยี นใหศ๎ กึ ษาใบความรูส๎ ําหรบั ผู๎เรียน ประกอบการบรรยายขอ งครตู ามใบความรู๎ สําหรับผเ๎ู รยี น เร่ือง “ระบอบการปกครอง” 5. ครูและผเ๎ู รียนอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู๎รวํ มกัน ขั้นตอนที่ 3 การสะท๎อนความคิดจากการเรยี นรู๎ (Reflection : R) 1. แบํงผเู๎ รียนออกเปน็ กลุมํ ๆ ละ 4 - 8 คน ใหผ๎ ๎ูเรยี นแตํละกลุํมลงมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ โดยผเ๎ู รยี นแตํ ละกลมุํ ศึกษาค๎นคว๎าเร่อื ง “ระบอบการปกครอง” 2. ใหผ๎ ๎ูเรียนแตลํ ะกลุมํ ปฏิบัตกิ จิ กรรมตามใบกจิ กรรม เรือ่ ง “ระบอบการปกครอง ” ทง้ั นี้ ครู จะตอ๎ งกํากับการปฏิบตั กิ จิ กรรมของผู๎เรยี นจนกจิ กรรมแลว๎ เสร็จ ตามใบกิจกรรมสําหรับครู เร่ือง “ระบอบ การปกครอง” 3. ใหผ๎ ูเ๎ รียนแตลํ ะกลมํุ นาํ เสนอผลการศกึ ษาคน๎ คว๎า เรอ่ื ง “ระบอบการปกครอง” 4. ครแู ละผ๎เู รียนอภปิ รายและสรุปผลการเรยี นรรู๎ วํ มกัน
468 ขน้ั ตอนท่ี 4 การตดิ ตามแระเมินและแกไ๎ ข (Action : A) 1. ครสู นทนากับผเู๎ รียนเกยี่ วกับเรื่องทไี่ ด๎เรยี นร๎ตู ามแผนการจัดการเรียนรน๎ู ี้ โดยครูสมํุ ผู๎เรยี น ตามความสมัครใจจาํ นวน 2 – 3 คน ให๎ตอบคําถามในประเดน็ ตอํ ไปนี้ ประเดน็ “ทํานจะนําความรูเ๎ รอื่ ง เรือ่ ง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอน่ื ๆ ” ไป ประยกุ ต๑ใชใ๎ นการแก๎ปญั หาหรือไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นชีวิตจริงได๎อยํางไร” แนวคําตอบ ผูเ๎ รยี น สามารถนาํ ความรท๎ู ี่ได๎รบั จาก การเรียนรูเ๎ ร่ือง เร่อื ง “การปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตย และอนื่ ๆ” ไปประยกุ ต๑ใช๎ในชีวิตจริงได๎ ดังนี้ 1. แนวทางการพฒั นาคนเป็นพลเมอื งดตี ามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย การจะเป็นพลเมืองดีตามวถิ ปี ระชาธปิ ไตยน้นั ประชาชนจะตอ๎ งเขา๎ ใจและมวี ถิ ชี ีวติ ใน ลักษณะประชาธปิ ไตย โดยจะตอ๎ งอยูํรํวมกันอยาํ งสนั ติภาพ สันติสุข และเสรภี าพ คอื ประชาชนในสังคมมี ความสงบสขุ ปลอดภัยและมอี สิ ระท่จี ะกระทาํ การใดๆ ภายใต๎ขอบเขตกฏหมาย โดยไมลํ ํวงละเมดิ สทิ ธิ เสรภี าพของผอ๎ู ่ืน ประชาธิปไตยนั้นมคี วามหมายได๎สองนัยได๎แกํ ประชาธิปไตยในการดาํ รงชีวติ รํวมกนั ของสมาชิกในสงั คม หมายถงึ รปู แบบของพฤติ กรรมมนุษย๑ทีส่ อคดลอ๎ งกบั หลักการของประชาธปิ ไตย และความหมายโดยนยั ทางการปกครองในสงั คม จะหมายถงึ การปกครองที่ประชาชนมีอํานาจและมีสํวน รวํ มในการปกครองตน เอง ในการกาํ หนดนโยบายในการปกครองประเทศ โดยคาํ นงึ ถงึ ประโยชนข๑ อง ประชาชนโดยสวํ นรวมเป็นหลัก คณุ ลกั ษณะของการเป็นพลเมืองดใี นสงั คมประชาธิปไตยมี 3 ประการ ดังน้ี 1. การเป็นสมาชิกท่ดี ีของครอบครัว ในการเปน็ สมาชกิ ที่ดีของครอบครวั นนั้ สามี ภรรยา บดิ ามารดา และบุตร ต๎องตระหนักถงึ หน๎าทข่ี องตนท่ีมีตอํ ครอบครัว เชํน สามีจะตอ๎ งทําหนา๎ ทเี่ ป็น สามีที่ดขี องภรรยาเปน็ พอํ ทด่ี ีของลกู สํวนภรรยากจ็ ะต๎องทาํ หน๎าท่ีภรรยาที่ดี เกบ็ รักษาทรัพยท๑ ี่สามีหามา ให๎ ลกู ๆ กจ็ ะต๎องชวํ ยเหลอื พอํ แมดํ แู ลบา๎ นเรือนให๎สะอาดเรียบร๎อยตัง้ ใจศึกษาเลําเรียน 2. การเปน็ สมาชิกทีด่ ีของโรงเรียน นักเรยี นจะต๎องตระหนกั เสมอวาํ นกั เรยี นมหี นา๎ ท่ี ศกึ ษาให๎เต็มท่ปี ฏบิ ตั ิตามกฎของโรงเรียนอยาํ งเครงํ ครัด เคารพและเชอื่ ฟังคําสัง่ ของครู สํวนครูก็จะตอ๎ ง ปฏบิ ตั ิหน๎าที่ของบตนด๎วยความตั้งใจและรบั ผิดชอบใหศ๎ ษิ ย๑อยํางเตม็ ท่ี 3. การเป็นสมาชิกท่ดี ีของชมุ ชน การเปน็ สมาชกิ ทดี่ ขี องชมุ ชนนั้นทกุ คนจะตอ๎ งตระหนกั วําตนมีหน๎าทใ่ี นการรกั ษาชุมชนใหม๎ สี ภาพแวดล๎อมทดี่ ี และรวํ มมอื ในการพฒั นาชุมชนใหเ๎ จรญิ ก๎าวหนา๎ ชวํ ยการสอดสํองดูแลและปอู งกั นมิให๎มกี ารเสพยาเสพติดหรือการคา๎ ขายสง่ิ เสพติดทุกชนิดในชุมชนของ ตน 2. บทบาทหน๎าทขี่ องพลเมอื งดที ี่สําคัญมดี งั นี้
469 1. พลเมืองดตี ๎องประกอบอาชีพทส่ี จุ รติ และไมเํ อาเปรยี บผอู๎ ่นื เชํน ถ๎าเป็นเจา๎ ของโรงงานก็ ตอ๎ งผลติ สินคา๎ ทีม่ คี ณุ ภาพตามโฆษณาไว๎ และไมํตง้ั ราคาขายสงู เกินไปหรอื เอาเปรยี บผ๎ูบรโิ ภคด๎วยวิธกี ารที่ มิชอบเปน็ ต๎น 2. พลเมืองดที ี่มคี วามอํอนแอทางเศรษฐกิจ ควรรวมตัวกนั เป็นกลุํมอาชพี หรือสหกรณ๑ ประเภทตาํ ง ๆ เพอ่ื ชวํ ยเหลือซึง่ กนั และกนั และเพิม่ อํานาจตํอรองกบั พํอค๎าคนกลาง เป็นตน๎ 3. พลเมอื งดีตอ๎ งใชจ๎ าํ ยอยํางประหยดั และไมคํ วรกู๎เงนิ ผู๎อนื่ โดยเฉพาะจากตาํ งชาติมา ลงทนุ ในกิจการที่อาจใหผ๎ ลตอบแทนทางเศรษฐกจิ ชา๎ 4. พลเมอื งดีจะตอ๎ งเสียภาษอี ากรให๎กับองคก๑ รของการปกครองสวํ นท๎องถิน่ และรฐั บาล กลางอยาํ งครบถ๎วน ท้ังนีเ้ พื่อชวํ ยเหลอื องค๑กรปกครองสํวนท๎องถิ่นและรัฐบาลกลางมีรายได๎สําหรับ นาํ ไปใชจ๎ าํ ยในการพฒั นาชุมชนและพฒั นาเศรษฐกจิ และเจรญิ ก๎าวหนา๎ ในทางกลับกันหากชาวไทยไมํ ยอมเสียภาษอี ากรองค๑กรของการปกครองหรือรัฐบาลกลางกจ็ ะไมํมรี ายไดม๎ าพฒั นาท๎องถิ่นหรอื จาํ ย เงินเดอื นแกเํ จา๎ หนา๎ ท่ที ๎องถน่ิ 5. พลเมอื งดีต๎องบรโิ ภคสินคา๎ ทผ่ี ลิตในประเทศโดยชํวยรณรงค๑การใช๎สนิ ค๎าไทยให๎เพมิ่ มาก ข้นึ 6. พลเมืองดีควรทํองเทยี่ วในประเทศไทยและใชข๎ องท่ีผลิตในไทยเพอื่ สงํ เสริมการ ทํองเทย่ี วของไทย และเพอ่ื ปอู งกันเงินตรารั่วไหลไปตาํ งประเทศ 2. ครแู ละผูเ๎ รียนอภิปรายและสรุปผลการเรียนรู๎รวํ มกนั ตาม PowerPoint สําหรับครู สรุปผล การเรยี นร๎ู “เรือ่ ง การปกครองระบอบประชาธิปไตย” เพ่อื เป็นการสรุปภาพรวมของกิจกรรมการเรยี นร๎ู ซ่งึ จะทาํ ใหผ๎ เ๎ู รียนเกดิ ความเขา๎ ใจในกจิ กรรมการเรยี นรูม๎ ากย่งิ ขน้ึ 3. ใหผ๎ ๎ูเรยี นทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่อง “เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอื่นๆ” จํานวน 10 ข๎อ โดยใชเ๎ วลา 10 นาที 4. ครแู ละผเ๎ู รียนสรปุ ภาพรวมสงิ่ ท่ไี ดเ๎ รียนร๎ูรวํ มกนั นอกจากนี้ ในตอนท๎ายของการพบกลุํม หลงั จากเสรจ็ สน้ิ ขั้นตอนท่ี 3 ครกู ารมอบหมายงานให๎ เรียนรด๎ู ๎วยตนเอง รายละเอยี ดดงั นี้ การมอบหมายงานให๎เรยี นร๎ดู ว๎ ยตนเอง 1. ครชู แ้ี จงใหผ๎ ูเ๎ รียนทราบวาํ ในการพบกลุมํ แตลํ ะคร้งั ผู๎เรยี นจะไดร๎ บั มอบหมายงานให๎ไป เรยี นรูด๎ ๎วยวิธีเรยี นรู๎ด๎วยตนเองในลักษณะท่ีครจู ะมอบหมายงานให๎ผเ๎ู รยี นไปศกึ ษา “หนังสอื เรยี นรายวิชา สังคมศึกษา สค 21001 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน๎ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2554) เรอ่ื ง การปกครองระบอบ ประชาธิปไตย และอน่ื ๆ หนา๎ 122 -134 ทง้ั ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใหศ๎ กึ ษาเนื้อหาและปฏิบัติกจิ กรรม ท๎ายเร่ือง รายละเอียดของเน้ือหา แบงํ ออกเปน็ 2 สํวน ดังน้ี
470 สํวนที่ 1 เนอ้ื หาการเรียนรต๎ู ามแผนการจัดการเรียนร๎คู รง้ั นี้ สวํ นท่ี 2 เนอื้ หาการเรยี นร๎ูเพิ่มเติมในหนงั สอื เรยี นเรียนดังกลาํ ว 2. ครมู อบหมายงานให๎ผเู๎ รยี นเรยี นรูด๎ ๎วยตนเอง โดยใหไ๎ ปศกึ ษา “หนงั สอื เรยี นรายวิชาสังคม ศกึ ษา สค 21001 ระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น (ฉบับปรบั ปรงุ พ .ศ. 2554 ) เร่ือง การปกครองระบอ บ ประชาธปิ ไตย และอื่นๆรายละเอยี ดของกิจกรรมท่ผี ูเ๎ รียนจะตอ๎ งปฏบิ ตั ิ แบงํ ออกเปน็ 2 สวํ น ดังน้ี สํวนที่ 1 เนอื้ หาการเรยี นรต๎ู ามแผนการจัดการเรยี นรคู๎ ร้งั นี้ ไดแ๎ กํ เรอ่ื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆ หนา๎ 122 -134 (กจิ กรรมท๎ายเรอ่ื งในหนังสอื เรียน 136 -137) สวํ นท่ี 2 มอบหมายงานให๎ผูเ๎ รียนเรยี นร๎ูด๎วยตนเอง ซงึ่ เนือ้ หาการเรยี นร๎เู พิ่มเติมใน “หนังสือเรียนรายวชิ าสงั คมศกึ ษา สค 21001 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน๎ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2554)” เร่ือง เปรียบเทยี บรปู แบบการเมอื งการปกครองระบอบประชาธิปไตย และระบอบอื่นๆของ ประเทศตาํ งๆ ในทวปี เอเชยี (หนังสอื เรยี น หนา๎ 190- 194) (กจิ กรรมท๎ายเรื่องในหนังสือเรยี น 135) หลงั จากน้ัน ครแู ละผ๎ูเรยี นมีกา รนดั หมายทบทวน ตรวจสอบ และแลกเปลีย่ นเรยี นรร๎ู วํ มกนั ผําน ทางสือ่ อิเลก็ ทรอนิกส๑ ตอํ ไป หมายเหตุ : ใหผ๎ ู๎เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมดว๎ ยตนเอง ซงึ่ การให๎ผ๎เู รียนลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมด๎วย ตนเองนัน้ อาจมีความแตกตาํ งกนั บา๎ งในข้นั ตอน โดยพจิ ารณาจากพื้นฐานของผ๎ูเรยี น ในกรณีทผี่ ู๎เรียนมี พนื้ ฐานน๎อยหรือไมํมพี นื้ ฐานมากอํ นกค็ วรจดั การเรียนร๎พู ้นื ฐานทีจ่ าํ เป็นและพอเพยี งกับผ๎เู รียน หลังจาก น้นั ใหผ๎ ูเ๎ รียนไดป๎ ฏบิ ตั ดิ ๎วยตนเองในชํวงระยะหนึ่งแลว๎ จงึ คอํ ยให๎ผเู๎ รยี นคิดหวั ข๎อที่อยากจะทาํ หรือถา๎ ผ๎ูเรยี นมีพ้นื ความรูม๎ ากํอนแลว๎ ให๎คิดหวั ข๎อทีส่ นใจจะทําและใหล๎ งมือปฏิบัติได๎ สื่อ วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลงํ การเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกอํ นเรยี น เร่อื ง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอน่ื ๆ” 2. ใบความร๎สู าํ หรับผ๎เู รียน เร่อื ง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอื่นๆ” 3. คลปิ วิดโี อ เร่ือง “การเมอื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” จาก https://www.youtube.com/watch?v=aFndzqlvtNE ชํวงเวลา 17.55 นาที 4 ใบกจิ กรรมของผเ๎ู รียน เร่ือง “ระบอบการปกครอง” 5. PowerPoint สาํ หรบั ครู เรอื่ ง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย”
471 6. แบบทดสอบหลงั เรยี น เร่ือง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอืน่ ๆ” 7. แบบประเมินความพึงพอใจสําหรับผ๎เู รียนในการเข๎ารํวมกจิ กรรมการเรียนรู๎ เรือ่ ง“การปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตย และอื่นๆ” การวัดและประเมินผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมการมีสวํ นรวํ ม ความตั้งใจ และความสนใจของผ๎เู รยี น 2. ผลการทดสอบกอํ นและหลังเรียน 3. ผลการออกแบบและสรา๎ งสรรค๑นวัตกรรมและสิ่งทต่ี ๎องการพฒั นา/ชิน้ งาน/ผลงาน 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผ๎เู รียน
472 บันทกึ ผลหลงั การจัดกระบวนการเรียนร๎ู ผลการใชแ๎ ผนการจัดกระบวนการเรยี นรู๎ 1. จํานวนเน้อื หากบั จํานวนเวลา เหมาะสม ไมเํ หมาะสม ระบุเหตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเรียงลาํ ดบั เนอ้ื หากับความเข๎าใจของผู๎เรียน เหมาะสม ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การนาํ เขา๎ สูบํ ทเรยี นกบั เน้อื หาแตํละหวั ข๎อ เหมาะสม ไมเํ หมาะสม ระบุเหตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วิธีการจัดกจิ กรรมการเรียนรกู๎ บั เนอ้ื หาในแตลํ ะข๎อ เหมาะสม ไมํเหมาะสม ระบเุ หตผุ ล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
473 5. การประเมินผลกบั ตัวชว้ี ดั ในแตํละเนือ้ หา เหมาะสม ไมํเหมาะสม ระบเุ หตุผล……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการเรยี นร๎ขู องผเู๎ รยี น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ผลการจดั กระบวนการเรยี นรข๎ู องครู ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข๎อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
474 รายละเอยี ดส่อื วสั ดุ อุปกรณ๑ และแหลงํ การเรยี นรู๎ 1. แบบทดสอบกํอนเรยี น เรือ่ ง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่ืนๆ” 2. ใบความร๎ูสําหรับผู๎เรียน เร่ือง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอืน่ ๆ” 3. คลปิ วดิ โี อ เรอ่ื ง “การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย” จาก https://www.youtube.com/watch?v=aFndzqlvtNE ช่วงเวลา 17.55 นาที 4 ใบกจิ กรรมของผเู๎ รยี น เร่อื ง “ระบอบการปกครอง” 5. PowerPoint สาํ หรับครู เร่อื ง “การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย” 6. แบบทดสอบหลังเรียน เรือ่ ง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย และอนื่ ๆ”
475 แบบทดสอบกํอนเรยี น เรอื่ ง การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย และอ่นื ๆในทวปี เอเชยี คําชแี้ จง แบบทดสอบกํอนเรียน มีจาํ นวนท้ังหมด 10 ข๎อ แบงํ ออกเป็น 2 ตอน ประกอบด๎วย ตอนที่ 1 แบบปรนัย จํานวน 5 ขอ๎ ตอนที่ 2 แบบเลอื กตอบถูกผิด จํานวน 5 ข๎อ ตอนที่ 1 แบบปรนัย จาํ นวน 5 ข๎อ คาํ สง่ั จงทาํ เครื่องหมายกากบาท (X) หนา๎ ขอ๎ ทถ่ี กู ต๎องทสี่ ดุ เพยี งข๎อเดียว 1. ขอ๎ ใดคือแนวคดิ สําคัญท่ีสดุ ของระบอบประชาธิปไตย ก. เช่อื ผ๎นู าํ ชาติพน๎ ภยั ข. อาํ นาจสูงสดุ ในการปกครองเปน็ ของประชาชน ค. อํานาจสงู สดุ ในการปกครองเป็นของชนชนั้ ปกครอง ง. สํงเสรมิ ใหป๎ ระชาชนมสี วํ นรํวมในการแสดงความคิดเห็นเพยี งด๎านเดียว 2. เผด็จการ หมายถึงอะไร ก. การตดั สนิ ใจของประชาชน ข. การยอมรบั ความคิดเห็นของผอ๎ู นื่ ค. การเช่ือมน่ั ในตวั บคุ คลใดบคุ คลหนึง่ ง. การตัดสนิ ใจของผู๎นาํ เพียงคนเดียว 3. การปกครองระบอบประชาธิปไตยมนระบบรัฐสภา มีใครเปน็ ประมขุ ฝาุ ยบริหาร (หวั หนา๎ ครม.) ก. ประธานาธบิ ดี ข. ประธานรฐั สภา ค. พระมหากษัตรยิ ๑ ง. นายยกรฐั มนตรี 4. ใครคือประมุขของรฐั ในระบอบประชาธิปไตยในระบอบประธานาธบิ ดี ก. รัฐมนตรี ข. ประธานรฐั สภา ค. ประธานาธบิ ดี ง. ประธานศาล 5. รฐั สภา มหี นา๎ ที่อยาํ งไรตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรฐั สภา ก. ออกกฎหมายตาํ งๆเพียงอยาํ งเดยี ว ข. ตัดสินคดคี วามเกย่ี วกบั ราชการเพียงอยาํ งเดียว ค. ตรวจสอบการทาํ งานของประธานาธิบดเี พียงอยํางเดยี ว ง. ออกกฎหมาย ตรวจสอบการทาํ งานและตัดสินคดีความเกี่ยวกับราชการ
476 6. ระบบสองสภา มีสภาอะไรบ๎าง ก. สภาผูแ๎ ทนราษฎร,วฒุ ิสภา ข. สภาผ๎ูแทนราษฎร,สภารฐั มนตรี ค. สภาประธานาธิบดี ,สภารฐั มนตรี ง. สภาเขตเมอื งหลวง , สภานอกเขตเมอื งหลวง 7. ระบอบเผด็จการแบบคอมมิวนสิ ต๑ เกดิ ขนึ้ มาเพือ่ จุดประสงค๑ใด ก. การพัฒนาระบบอุตสหกรรม ข. ขจดั ความเลอ่ื มลํา้ ทางสงั คม ค. ขจดั ปัญหาทุจริตคอรร๑ ปั ชัน ง. การรวมอํานาจเข๎าสํูศนู ย๑กลาง 8. คาํ คมท่ีถอื เปน็ หลกั สําคัญของระบอบเผด็จการแบบฟาสซสิ ต๑ คอื ขอ๎ ใด ก. ถา๎ เชอื่ ผน๎ู าํ ชาติไมแํ ตกสลาย ข. สามคั คคี ือพลัง รวํ มกันพัฒนาชาติ ค. สงั คมจะอยูํได๎ ถา๎ ประชาชนใสํใจบ๎านเมือง ง. ปญั หาทุกอยาํ งมีทางแก๎ เพยี งแคํฟงั ทํานผน๎ู ํา 9. ทกุ ระบอบการปกครองในโลก ลว๎ นมจี ดุ มุํงหมายสําคัญคอื ข๎อใด ก. ประชาชนมเี สรภี าพอยาํ งเทําเทียม ข. ประชาชนทาํ กิจกรรมตาํ งๆได๎อยาํ งเสรี ค. ประชาชนมีสวํ นรวํ มทางการเมืองการปกครอง ง. ประชาชนมีวินัยลบั ผดิ ชอบของสงั คม 10. ปจั จุบนั กระแสโลกสากลใหก๎ ารยอมรบั การปกครองระบอบใดวําเป็นระบอบท่ดี แี ละเหมาะสม ท่ีสุด ก. สงั คมนยิ ม ข. เผด็จการ ค. ประชาธิปไตย ง. เผด็จการแบบเบด็ เสร็จ
477 เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรยี น 1. ข 2. ง 3. ง 4. ค 5. ก 6. ก 7. ข 8. ก 9. ง 10. ค
478 ใบความร๎สู าํ หรับผเ๎ู รยี น เรือ่ ง ระบอบการปกครอง 1. การปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาธปิ ไตยเปน็ ระบอบการปกครองทีป่ ระเทศสวํ นใหญใํ นโลกนิยมใชเ๎ ป็นหลกั ในการจัดการ ปกครองและบริหารประเทศในปจั จุบัน รวมท้งั ประเทศไทยของเรา ซึ่งจัดการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยมานานกวาํ 70 ปีแลว๎ การปกครองระบอบประชาธิปไตยเกิดจากความศรัทธาในคุณคาํ และ ศกั ด์ิศรีความเปน็ มนษุ ย๑ และความเช่ือมน่ั วาํ คนเราสามารถปกครองตนเองได๎ จึงกําหนดใหป๎ ระชาชนเปน็ เจ๎าของอํานาจในการปกครอง ความหมายของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย คําวําประชาธิปไตยมีที่มาจากคาํ 2 คํา คอื คาํ วํา ประชา และคําวํา อธิปไตย – คาํ วํา ประชา หมายถงึ ประชาชนซง่ึ เป็นพลเมอื งของประเทศ – สวํ นคาํ วาํ อธิปไตย หมายถงึ อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ – ประชาธปิ ไตย จึงหมายถึง การทอี่ ํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเปน็ ของประชาชน ซึง่ ตรงกบั ความหมายของคาํ วาํ democracy ในภาษาองั กฤษ แนวคิดพ้นื ฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยมีพ้ืนฐานมาจากแนวคดิ ท่เี ช่อื ม่นั วาํ คนเราทุกคนเปน็ มนษุ ย๑ทมี่ ี เกียรติและศกั ด์ศิ รี แตํละคนมีคุณคาํ ความเปน็ มนษุ ย๑ ทกุ คนมีความเป็นมนษุ ยเ๑ ทาํ ๆกนั และสมควรท่ีจะ ไดร๎ บั การปฏบิ ัติอยํางสมศักด์ศิ รีความเป็นมนุษย๑ มีความศรทั ธาในคุณคาํ และความดงี ามของมนุษย๑ โดย เชื่อม่นั วํามนุษย๑จะใช๎กาํ ลงั สติปัญญาและทกั ษะความสามารถอยํางเต็มทเ่ี พื่อสร๎างสรรคส๑ ิ่งท่ีดีงามในสงั คม รํวมกัน ประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคโดยเทําเทียมกัน หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย 1. อาํ นาจอธปิ ไตย ซงึ่ เป็นอาํ นาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ เป็นของประชาชน โดย มอบหมายให๎ตวั แทน คือ ส.ส. เขา๎ มาทําหน๎าทีบ่ ริหารประเทศแทน(รัฐบาล) เนื่องจากมีประชาชนมาก เกินไป 2. รัฐบาลมีอาํ นาจจํากัด รัฐบาลจะใช๎อาํ นาจอยใูํ นขอบเขตทีเ่ หมาะสม โดยยึดเจตนารมณ๑ของ ประชาชนเป็นหลกั เพ่อื ปกปูองคม๎ุ ครอง สิทธิ เสรภี าพและประโยชนข๑ องประชาชน ในประเทศประชาธปิ ไตยจึงมีหลกั การปกครองทีท่ าํ ใหร๎ ฐั บาลมอี ํานาจจาํ กดั หลายประการ ที่สาํ คญั ได๎แกํ
479 หลักการดังตํอไปนี้ 2.1 การใชก๎ ฎหมายเปน็ หลักในการปกครองประเทศ โดยมีกฎหมายรฐั ธรรมนญู เป็น กฎหมายสูงสดุ 2.2 การแยกใช๎อาํ นาจ เพือ่ ไมํให๎อาํ นาจรัฐตกเปน็ ของใครคนใดคนหนึ่ง โดยแยกเป็น ด๎าน นิตบิ ัญญตั ิ(รัฐสภา) ดา๎ นบรหิ าร (รฐั บาล) ด๎านตลุ าการ (ศาล) ซึ่งผเ๎ู ข๎ามาทําหน๎าท่แี ตํละดา๎ นจะมกี าร ตรวจสอบ ถวํ งดุลอาํ นาจซึ่งกันและกัน ไมํใหฝ๎ าุ ยใดฝาุ ยหน่ึงใช๎อาํ นาจไมํถูกตอ๎ ง 2.3 การกระจายอํานาจ โดยกระจายอาํ นาจใหป๎ ระชาชนในท๎องถน่ิ ปกครองและบรหิ าร ท๎องถน่ิ ของตนเอง เพื่อไมํให๎รฐั บาลมอี าํ นาจมากเกนิ ไป ความสัมพันธ๑ระหวาํ งรัฐบาลกบั ประชาชนใน ระบอบประชาธปิ ไตย ประชาชนเปน็ เจ๎าของอํานาจอธิปไตย ประชาชนจึงเปน็ ผ๎ูกาํ หนดรัฐบาล และ สามารถถอดถอนรัฐบาลไดด๎ ว๎ ย รัฐบาลจึงมีอํานาจจาํ กดั เชนํ บังคับให๎ประชาชนปฏิบัตติ ามกฎหมาย แตํ ละละเมดิ สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนตามทร่ี ฐั ธรรมนูญใหก๎ าร รบั รองไวไ๎ มไํ ด๎รฐั บาลกบั ประชาชนมี ความเกย่ี วพันกนั ตลอดเวลา ประชาชนมสี วํ นรํวมทางการเมือง รฐั บาลตอ๎ งบริหารประเทศตาม เจตนารมณ๑ของประชาชนเป็นหลัก จงึ ตอ๎ งมคี วามสัมพันธ๑กับประชาชนอยํางใกลช๎ ดิ มีการตรวจสอบปญั หา และความตอ๎ งการของประชาชนอยํอู ยํางสมํ่าเสมอประชาชนได๎รบั กา รบรกิ ารขัน้ พื้นฐานจากรฐั รัฐบาล ตอ๎ งดแู ลใหป๎ ระชาชนอยูดํ กี นิ ดี ประชาชนทุกคนได๎รบั การปฏิบตั ทิ ีส่ มศกั ด์ิศรีแหํงความเป็นมนุษยไ๑ ดร๎ บั การคุ๎มครองสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคโดยเทําเทยี มกนั ข๎อดขี องการปกครองแบบประชาธปิ ไตย 1. ชํวยให๎ประชาชนมีสํวนในการปกครองตนเองได๎ 2. ชํวยให๎รัฐบาลทีเ่ ป็นตวั แทนของประชาชนสามารถสนองความต๎องการของประชาชน สวํ นรวมได๎ 3. ชวํ ยใหป๎ ระชาชนมสี ิทธิเสรีภาพความเสมอภาคตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 4. ชวํ ยให๎บุคคลสามารถสํานกึ ในผลประโยชนอ๑ นั ชอบธรรมของตนเองและสวํ นรวม 5. ชวํ ยให๎บคุ คลเป็นผู๎ทีย่ ึดในหลักการทถ่ี กู ตอ๎ งมรี ะเบียบวนิ ัย 6. ชวํ ยใหเ๎ กดิ การเรยี นรู๎ในจริยธรรมและคุณธรรมทจ่ี ะใช๎ 7. ชวี ติ รํวมกันกับผูอ๎ น่ื ในสังคมเดยี วกนั ด๎วยดี 8. ชํวยใหก๎ ารปกครองมีเสถียรภาพม่นั คงเป็นที่ยอมรบั ของประชาคมโลก 9. ชํวยให๎ประเทศมคี วามเปน็ ระเบียบเรยี บรอ๎ ยและสงบสขุ 10. ชวํ ยพัฒนาประเทศใหเ๎ กดิ ความเจริญก๎าวหนา๎ 11. ประชาชนกินดีอยํดู ี
480 ขอ๎ เสยี ของการปกครองแบบประชาธิปไตย 1. แมว๎ าํ หลกั การดแี ตํการบรรลุเปาู หมายน้ันคํอนข๎างยากทฤษฏกี ับปฏบิ ตั ิอาจไมสํ อดคลอ๎ งกัน 2. รฐั บาลทีม่ าจากการเลือกต้ังของประชาชนอาจจะออํ นแอและไมํมปี ระสิทธภิ าพ 3. พรรคการเมืองที่มีอาํ นาจและอิทธพิ ลในการปกครองบางพรรคอาจจะผูกขาดอํานาจหรือทํา ไปเพือ่ ประโยชนต๑ น 4. อาจจะมกี ารปลกุ ระดมช้ีนําประชาชนในทางทม่ี ชิ อบ 5. เปน็ การปกครองท่ตี อ๎ งเสยี คาํ ใชจ๎ ํายมากเชนํ คําใช๎จาํ ยในการเลือกตง้ั ระดบั ตํางๆ 6. ผแู๎ ทนราษฎรอาจจะเหน็ แกปํ ระโยชนข๑ องทอ๎ งถน่ิ ของตนมากกวําของประเทศโดยสวํ นรวม 7. อาจมีการใชเ๎ สียงข๎างมากกดี กนั การใชส๎ ิทธเิ สรีภาพของบุคคล 8. อาจมีการใช๎กระบวนการทางประชาธิปไตยบางประการไปในทางท่มี ชิ อบ 9. อาจจะเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแตํภายนอกสํวนภายในเป็นการปกครองโดยคน เพียง บางกลุํมบางพวก 10. ขาดความเข๎าใจในการใชส๎ ทิ ธิและหน๎าท่ี 11. อํานาจและอทิ ธพิ ลของระบบราชการทม่ี มี ากขน้ึ อาจจะลิดรอนสิทธิเสรภี าพของประชาชน การปกครองระบอบเผด็จการ ระบอบเผดจ็ การ มีลักษณะเดนํ อยทํู ่ีการรวมอาํ นาจการเมอื งการปกครองไว๎ที่บุคคล เพียงคน เดยี วหรอื คณะเดยี วหรอื พรรคเดยี ว โดยบุคคลหรอื คณะบุคคลดังกลาํ วสามารถใช๎อาํ นาจน้นั ควบคุมบังคับ ประชาชนได๎โดยเดด็ ขาด หากประชาชนคนใดคัดค๎านผู๎นําหรอื คณะผ๎นู ํากจ็ ะถูกลงโทษใหท๎ าํ งานหนักหรือ ถูกจําคกุ ซึง่ ระบอบเผด็จการมี 3 แบบ คอื เผด็จการทหาร เผดจ็ การฟาสซิสต๑ และเ ผด็จการคอมมวิ นิสต๑ ดงั ตอํ ไปนี้ 1. ระบอบเผดจ็ การทหาร หมายถึง ระบอบเผดจ็ การท่คี ณะผ๎นู ําฝาุ ยทหารเป็นผใู๎ ชอ๎ าํ นาจ เผด็จการในการปกครองโดยตรงหรอื โดยอ๎อม (ผํานทางพลเรอื นทพ่ี วกตนสนับสนนุ ) และมกั จะใช๎กฎ อัยการศึกหรอื รัฐธรรมนูญที่คณะของตนสรา๎ งข้ึนเป็น เคร่ืองมอื ในการปกครอง โดยท่ัวไปคณะผ๎ูนาํ ทหาร มกั จะใช๎อาํ นาจเผดจ็ การปกครองประเทศเป็นการชว่ั คราว ระหวํางที่ประเทศอยใูํ นภาวะสงครามหรือ หลงั จากล๎มเลกิ ระบอบประชาธปิ ไตย โดยมเี ปาู หมายเพอ่ื ขจดั ภยั คุกคามบางอยาํ งตอํ ความมน่ั คงของรฐั สวํ นมากแลว๎ เม่อื เหตกุ ารณ๑ความวํุนวายตําง ๆ สงบลง คณะผน๎ู าํ ทางทหารก็มกั จะอา๎ งสาเหตตุ ําง ๆ นานา เพ่อื ยดึ อาํ นาจการปกครองประเทศตอํ ไปอีก ไมยํ อมท่จี ะคนื อาํ นาจกลบั มาใหป๎ ระชาชนโดยงาํ ย ดัง เหตกุ ารณท๑ ี่เกดิ ขนึ้ ในสหภาพพมําในปัจจุบันน้เี ป็นต๎น แตํทวาํ เมอื่ เวลายงิ่ ผาํ นเน่ินนานออกไปกระแสความ ไมพํ อใจในหมํปู ระชาชนร วมท้งั แรงกดดันจากนานาชาติ กจ็ ะทําใหค๎ ณะผู๎นาํ ทางทหารกุมอาํ นาจการ
481 ปกครองไวไ๎ มไํ ด๎ ในท่ีสดุ ก็จําเป็นต๎องคนื อํานาจใหป๎ ระชาน แตํกวําจะมาถงึ จดุ นีไ้ ด๎ ในบางประเทศก็เกดิ ความวนุํ วาย มกี ารตอํ ส๎ูระหวํางกาํ ลงั ของประชาชนกับกําลังของรฐั บาลเผด็จการทหาร ซ่งึ จาก ประวตั ศิ าสตร๑การเรี ยกรอ๎ งสทิ ธเิ สรีภาพในการปกครองทผี่ าํ นมา มักจะจบลงโดยชยั ชนะเปน็ ของฝุาย ประชาชน เชนํ เหตุการณ๑ซ่ึงเกดิ ขนึ้ ท่โี รมาเนีย ฟลิ ิปปนิ ส๑ เป็นตน๎ ตวั อยํางของการปกครองแบบเผดจ็ การทหาร เชนํ การปกครองของญี่ปนุ ระหวาํ งสงครามโลกคร้งั ที่ 2 อันเป็นระยะทพ่ี ลเอกโตโจและคณะ นายทหาร ใช๎อาํ นาจเผดจ็ การในการปกครอง หรือการปกครองของไทยระหวาํ งที่ไมมํ ีรัฐธรรมนูญ ใน ระหวํางวนั ที่ 20ตลุ าคม 2501 ถงึ วันท่ี 20 มิถุนายน 2511 อาํ นาจการปกครองประเทศตกอยูํภายใตก๎ าร ควบคมุ ของคณะปฏิวตั ิ ซึง่ นําโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต๑ และจอมพลถนอม กิตติขจร สํวนในปจั จบุ นั (พ.ศ. 2541) กม็ ี เชนํ การปกครองของสหภาพพมาํ ภายใต๎การนําของพลเอกตาน สวํ ย เปน็ ตน๎ 2. ระบอบเผด็จการฟาสซสิ ต๑ หมายถึง ระบอบเผด็จการท่ผี น๎ู ําคนหน่ึงซึ่งไดร๎ บั การสนับสนนุ จากกลํมุ นกั ธุรกจิ และกองทพั ใหใ๎ ชอ๎ ํานาจเผดจ็ การปกครองประเทศ ผน๎ู ําในระบอบการปกครองเผด็ จการ ฟาสซสิ ตม๑ ักจะมีลทั ธกิ ารเมอื งทเี่ รยี กกนั วํา ลทั ธิฟาสซสิ ต๑ เปน็ ลัทธชิ นี้ ําในการปกครองและมํุงทีจ่ ะใช๎ อํานาจเผด็จการปกครองประเทศเป็นการถาวร โดยเชอ่ื วําระบอบการปกครองแบบนีเ้ หมาะสมกบั ประเทศของตน และจะชวํ ยให๎ประเทศของตนมีความเจรญิ กา๎ วหนา๎ โดยเรว็ ตวั อยาํ งของการป กครอง ระบอบเผดจ็ การฟาสซิสต๑ เชนํ การปกครองของอติ าลีสมัยมุสโสลนิ เี ปน็ ผูน๎ ํา ระหวําง พ .ศ. 2473 – 2486 การปกครองของเยอรมนสี มยั ฮติ เลอรเ๑ ปน็ ผูน๎ าํ ระหวาํ ง พ .ศ. 2476 – 2488 หรอื การปกครองของ สเปนสมยั จอมพลฟรังโกเป็นผูน๎ าํ ระหวํางพ.ศ. 2480 – 2518 เป็นตน๎ 3. ระบอบเผดจ็ การคอมมวิ นสิ ต๑ หมายถึง ระบอบเผดจ็ การท่ีพรรคคอมมวิ นิสต๑เพยี งพรรค เดียวไดร๎ ับการยอมรบั หรือสนับสนุนจากกลํมุ บุคคลตาํ ง ๆ และกองทัพใหเ๎ ปน็ ผใ๎ู ช๎อาํ นาจเผดจ็ การ ปกครองประเทศ คณะผนู๎ าํ ของพรรคคอมมวิ นิสต๑เชอื่ วาํ ระบอบเผด็จการคอมมวิ นิสตเ๑ ป็นรูปแบบการ ปกครองทเี่ หมาะสมกับประเทศของตน และจะชํวยทําให๎ชนช้ันกรรมาชีพเปน็ อสิ ระจากการถูกกดขีโ่ ดยชน ชั้นนายทนุ รวมทงั้ ทาํ ให๎ประเทศมีความเจรญิ ก๎าวหน๎าและเขม๎ แขง็ ทดั เทียมกับตาํ งประเทศไดเ๎ รว็ กวํา ระบอบการปกครองแบบอืน่ ระบอบเผดจ็ การคอมมิวนสิ ตม๑ ีความแตกตาํ งจากระบอบเผด็จการทหารอยํู ข๎อหนึง่ ที่สาํ คัญ คอื ระบอบเผดจ็ การทหารจะควบคมุ เฉพาะกจิ กรรมทางการเมืองของประชาชนเทาํ นั้น แตรํ ะบอบเผดจ็ การคอมมวิ นสิ ต๑จะใช๎อํานาจเผด็จการควบคุมกิจกรรมละการดาํ เนินชีวิตของประชาชนใน ทกุ ดา๎ น ไมวํ าํ จะเปน็ ดา๎ นการเมอื ง การปกครอง ด๎านเศรษฐกิจ และดา๎ นสังคม ดว๎ ยเหตุนี้นกั รั ฐศาสตรจ๑ ึง เรยี กระบอบเผดจ็ การคอมมิวนิสต๑อีกอยํางหนง่ึ วาํ ระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสรจ็ หลักการของระบอบเผดจ็ การ 1. ผนู๎ าํ คนเดยี วหรือคณะผ๎นู าํ ของกองทัพ หรือของพรรคการเมอื งเพยี งกลุํมเดียวมี อาํ นาจสูงสดุ และสามารถใช๎
482 อํานาจนนั้ ได๎อยํางเต็มทโี่ ดยไมํตอ๎ งฟงั เสียงคนสํวนใหญํในประเทศ 2. การรักษาความม่ันคงของผนู๎ ําหรอื คณะผู๎นํา มคี วามสาํ คญั กวําการคุ๎มครองสิทธิ เสรภี าพของประชาชน ประชาชนไมสํ ามารถท่ีจะวิพากษว๑ จิ ารณ๑การกระทาํ ของผนู๎ ําอยาํ งเปดิ เผยได๎ 3. ผ๎ูนําหรอื คณะผ๎ูนาํ สามารถทจี่ ะอยูํในอํานาจได๎ตลอดชวี ติ หรอื นานเทําทกี่ ลุมํ ผร๎ู วํ มงานหรอื กองทัพยงั ให๎การสนบั สนุน ประชาชนทวั่ ไปไมํมีสิทธิทจี่ ะเปล่ยี นผ๎ูนําไดโ๎ ดยวิถีทาง รฐั ธรรมนูญ 4. รฐั ธรรมนูญและการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผูแ๎ ทนท่ีจัดขน้ึ ตามรฐั ธรรมนญู และรัฐสภา ไมํ มคี วามสําคัญตํอกระบวนการทางการปกครองเหมอื นในระบอบประชาธิปไตย กลาํ วคอื รัฐธรรมนญู เป็น แตเํ พียงรากฐานรองรบั อาํ นาจของผนู๎ าํ หรือคณะผ๎นู าํ เทาํ นนั้ สวํ นการเลอื กตั้งสมาชิกสภาผู๎แทนท่จี ดั ขึ้นก็ เพ่ือใหป๎ ระชาชนออกเสยี งเลอื กต้ังผ๎สู มคั รท่ผี ๎นู ําหรือคณะผนู๎ าํ สงํ เขา๎ สมคั รรับเลือกตั้งเทํานั้น ในทํานอง เดียวกนั รฐั สภาก็จะประชมุ กันปลี ะ 5 – 10 วัน เพอ่ื รบั ทราบและยนื ยันให๎ผน๎ู าํ หรอื คณะผนู๎ าํ ทาํ การ ปกครองตํอไป ตามท่ีผน๎ู ําหรอื คณะผู๎นาํ เหน็ สมควร ข๎อดีและข๎อเสีย ของระบอบเผด็จการ ข๎อดีของระบอบเผด็จการ 1. รัฐบาลสามารถตดั สินใจทาํ การอยาํ งใดอยํางหน่งึ ไดร๎ วดเรว็ กวาํ รฐั บาลในระบอบ ประชาธิปไตย เชนํ สามารถออกกฎหมายมาใชบ๎ ังคบั เพอ่ื วตั ถุประสงคอ๑ ยาํ งใดอยาํ งหน่ึงได๎ โดยไมตํ ๎องขอ ความเห็นชอบจากเสยี งข๎างมากในรฐั สภา ท้ังนี้ก็เพราะผน๎ู ําหรอื คณะรัฐมนตรมี ักจะได๎รับมอบอาํ นาจจาก รฐั สภาไว๎ลํวงหนา๎ ให๎ออกกฎหมายหรือระเบียบข๎อบังคบั บางอยํางไดเ๎ อง 2. แก๎ปญั หาบางอยํางไดอ๎ ยาํ งมีประสทิ ธผิ ลกวําระบอบประชาธปิ ไตย เชํน สง่ั การปราบการ จลาจล การกํออาชญากรรม และการกอํ การรา๎ ยตาํ ง ๆ ไดอ๎ ยาํ งเฉียบขาดมากกวํา โดยไมํจาํ ต๎องเกรงวําจะ เกินอํานาจทก่ี ฎหมายให๎ไว๎ เน่อื งจากศาลในระบอบเผด็จการไมํได๎มีความเป็นอสิ ระในการพิจารณาคดี เหมือนในระบอบประชาธิปไตย ข๎อเสยี ของระบอบเผด็จการ 1. เปน็ การปกครองโดยบคุ คลคนเดียวหรอื กลมํุ เดียว ซง่ึ ยํอมจะมกี ารผิดพลาดและใช๎ อํานาจเพ่อื ประโยชน๑สวํ นตนและพวกพ๎องไดโ๎ ดยไมมํ ีใครรหู๎ รือกลา๎ คัดค๎าน 2. มีการใช๎อํานาจเผดจ็ การกดขีแ่ ละลดิ รอนสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งประทษุ รา๎ ยตํอชีวิตของคน หรือกลมํุ คนทไ่ี มํเห็นดว๎ ยกบั กลุมํ ผ๎ูปกครอง 3. ทําใหค๎ นดมี คี วามสามารถท่ไี มํใชํพวกพ๎อง หรือผ๎ูสนบั สนุนกลุํมผ๎ปู กครองไมมํ ีโอกาสดํารง ตาํ แหนํงสําคัญในทางการเมือง 4. ประชาชนสํวนใหญํที่ถกู กดข่ีและขาดสทิ ธิเสรภี าพ ยอํ มจะไมสํ นับสนุนนโยบายของ
483 รัฐบาลอยํางเต็มทแ่ี ละอาจพยายามตํอตา๎ นอยูเํ งยี บ ๆ หรือมิฉะน้นั บางคนกอ็ าจจะหลบหนีไปอยูํ ตํางประเทศ ซงึ่ สวํ นใหญํบคุ คลเหลาํ นมี้ ักจะเปน็ พวกปญั ญาชน ทาํ ให๎ประเทศชาติขาดแคลนทรพั ยากร บุคคลทมี่ ีความรคู๎ วามสามารถ 5. อาจนาํ ประเทศชาติไปสูํความพินาศได๎ เหมอื นดังฮติ เลอรไ๑ ดน๎ าํ ประเทศเยอรมนี หรอื พล เอกโตโจได๎นําประเทศญ่ปี ุนเข๎าสูํสงครามโลกครั้งท่ี 2 ซึ่งผลปรากฏวาํ ทัง้ สองประเทศประสบความพินาศ อยาํ งยอํ ยยับ หรือตวั อยํางเหตกุ ารณท๑ ปี่ ระธานาธบิ ดีซัดดัม ฮุสเซน เหงํ อริ คั ได๎สํงกาํ ลงั ทหารเขา๎ ยึดครอง ประเทศคเู วต และไมํยอมถอนตวั ออกไปตามมตขิ ององคก๑ ารสหประชาชาติ จนกองกาํ ลังนานาชาติต๎อง เปดิ ฉากทําสงครามกับอริ ักเพอื่ ปลดปลอํ ยคูเวต และผลสุดท๎ายอิรักกเ็ ปน็ ฝุายปราชัยอยาํ งยํอยยับ ทาํ ให๎ ประชาชนชาวอริ ักตอ๎ งประสบความเดอื ดร๎อนอยํางแสนสาหัสเสียท้ังทรพั ย๑สินและชีวติ การพฒั นา ประเทศหยุดชะงัก ทงั้ น้ีเปน็ เพราะการตัดสินใจผิดพลาดของผู๎นําเพยี งคนเดยี ว การเมอื งการปกครองของไทยปัจจบุ นั ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมพี ระมหากษัตรยิ เ๑ ปน็ ประมุข ฐานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษตั ริย๑ 1. ทรงเป็นประมุขของประเทศ 2. เป็นจอมทัพไทย 3. เป็นทเ่ี คารพสักการะของชาวไทย พระราชอาํ นาจของกษัตรยิ ๑ไทย 1. ทรงใช๎อาํ นาจนติ ิบญั ญัตทิ างรฐั สภา 2. ทรงใช๎อํานาจบริหารทางคณะรฐั มนตรี 3. ทรงใช๎อํานาจตลุ าการทางศาล พระมหากษัตริย๑จะทรงลงพระปรมาภไิ ธยในรําง พระราชบญั ญัติทไี่ ด๎รบั ความเหน็ ชอบจากรฐั สภาและนายกรฐั มนตรจี ะเป็นผล๎ู งนามรับสนองพระบรมราช โองการทกุ ครัง้ ศาลจะเป็นผู๎พิจารณาคดใี นพระปรมาภิไธยของพระมหากษตั รยิ ๑ พระราชอํานาจในการ เลอื กและแตํงตง้ั ประธานองคมนตรแี ละองคมนตรี ประธานรฐั สภาจะเปน็ ผ๎ูรับสนองพระบรมราชโองการ ในการแตํงตง้ั และประธานองคมนตรจี ะเปน็ ผู๎รบั สนองพระบรมราชโองการแตํงตง้ั องคมนตรีคนตอํ ไป หน๎าทขี่ ององคมนตรี ถวายคาํ ปรกึ ษาและความเหน็ ในพระราชกรณียกิจของพระมหากษตั ริย๑ อาํ นาจอธิปไตยและการใชอ๎ าํ นาจ อาํ นาจนติ ิบัญญัติ คอื อาํ นาจสงู สดุ ในการออกกฎหมายโดยสถาบนั รัฐสภา ในรฐั สภามี 2 สภา คอื 1. สภาผู๎แทนราษฎร มาจากการเลอื กต้งั ของประชาชน ในอตั ราสํวน 1 : 150,000 มี วาระ 4 ปี
484 2. วุฒิสภา มาจากการแตํงตงั้ ของพระมหากษัตริย๑ มสี มาชิก 2 ใน 3 ของสภา ผู๎แทนราษฎร มีวาระ 4 ปี หน๎าทข่ี องรฐั สภา 1. ทําหน๎าทอี่ อกกฎหมาย 2. ทาํ หน๎าท่ีคัดเลือกรัฐบาลเขา๎ มาบริหารประเทศ 3. รฐั สภาควบคมุ การปฏบิ ัติงานของรฐั บาล 4. วุฒสิ ภา หรือวฒุ สิ มาชิกทาํ หน๎าทีก่ ลน่ั กรองพิจารณาราํ งกฎหมาย บทบาทของสมาชกิ สภาผูแ๎ ทนราษฎร หรอื ส.ส. 1. เลือกคณะรัฐบาลเพือ่ บริหารงาน 2. เปน็ ส่อื กลางระหวาํ งรัฐบาลกับประชาชน 3. รํวมกันเสนอแนะ ปรบั ปรุงและรกั ษาการปกครองแบบประชาธิปไตยในสังคมให๎ดขี นึ้ 4. รวํ มกันตรากฎหมาย แก๎ไขเพ่ิมเตมิ รฐั ธรรมนูญ ขอ๎ บงั คบั ของสภา 5. ควบคุมการทาํ งานของรฐั บาล 6. อนมุ ัติงบประมาณของแผนํ ดิน อาํ นาจบรหิ าร คือ อํานาจในการนาํ กฎหมายไปบงั คบั ใชห๎ รือบริหารประเทศโดยรฐั บาล อํานาจและหนา๎ ที่ของ นายกรัฐมนตรแี ละคณะรฐั มนตรี 1. ถวายสัตย๑ปฏญิ าณตํอพระมหากษตั ริย๑วําจะปฏบิ ัตหิ นา๎ ที่ดว๎ ยความซอื่ สัตยส๑ จุ ริต 2. อุทิศเวลาใหแ๎ กํการบรหิ ารราชการแผนํ ดิน 3. รบั ผิดชอบรวํ มกับสภาผแ๎ู ทนราษฎร 4. มิสทิ ธิเข๎าประชุมสภาผแ๎ู ทนราษฎร 5. มสี ิทธขิ อใหร๎ ฐั สภาเปดิ อภปิ รายท่ัวไป 6. มีสิทธิเสนอราํ งพระราชบญั ญัติ 7. มีอาํ นาจขอกราบบังคมทลู ใหย๎ บุ สภาผู๎แทนราษฎร 8. มีอาํ นาจกราบบงั คมทลู แตํงต้ังหรือถอดถอนข๎าราชการฝาุ ยทหาร พลเรือน ปลดั กระทรวง อธบิ ดี 9. มีอาํ นาจกราบบงั คมทูลขอใหพ๎ ระมหากษัตรยิ ๑ ประกาศกฎอัยการศึก และพระราชทานอภยั โทษแกนํ ักโทษได๎
485 อํานาจตุลาการ คอื อํานาจในการตดั สินคดี โดยสถาบนั ศาล ซ่ึงศาลแบํงเปน็ 3 ระดบั คือ ศาลชั้นต๎น ศาล อทุ ธรณ๑ และศาลฎกี า ผู๎พิพากษาและตุลาการ มอี ิสระในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดใี หเ๎ ปน็ ไปตามกฎหมาย คณะกรรมการตุลาการ มีหนา๎ ทแี่ ตํงตง้ั โยกยา๎ ย ถอดถอน เล่ือนตําแหนงํ เลอื นเงนิ เดอื น การลงโทษท้งั ทางวินัยแกํข๎าราชการตุลาการ คณะตลุ าการรัฐธรรมนูญ ทาํ หน๎าทว่ี ินิจฉยั วําบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายอ่นื ใดขดั แย๎งตํอรัฐธรรมนญู หรือไมํ ถา๎ ขดั แย๎งกฎหมายนนั้ จะนาํ มาบงั คบั ใชไ๎ มไํ ด๎ และพจิ ารณาคณุ สมบตั ิของ ส.ส. วุฒสิ ภาและรัฐมนตรี การจัดระเบยี บบรหิ ารราชการแผํนดนิ 1. การบริหารราชการสํวนกลาง ประกอบดว๎ ย - สาํ นกั นายกรฐั มนตรี - กระทรวง - ทบวง - กรม 2. การบรหิ ารราชการสวํ นภมู ภิ าค ประกอบดว๎ ย - จงั หวัด - อาํ เภอ 3. การบรหิ ารราชการสวํ นท๎องถนิ่ ประกอบด๎วย - องค๑การบรหิ ารสํวนจงั หวดั - เทศบาล - กรุงเทพมหานคร - เมอื งพทั ยา - องค๑การบรหิ ารสวํ นตาํ บล
486 แบบทดสอบหลังเรยี น เร่ือง ลักษณะทางภูมศิ าสตรก๑ ายภาพของประเทศตํางๆ ในทวปี เอเชยี คาํ ช้ีแจง แบบทดสอบกอํ นเรยี น มจี ํานวนท้งั หมด 10 ขอ๎ แบงํ ออกเป็น 2 ตอน ประกอบดว๎ ย ตอนท่ี 1 แบบปรนัย จํานวน 5 ข๎อ ตอนที่ 2 แบบเลือกตอบถูกผิด จาํ นวน 5 ข๎อ ตอนที่ 1 แบบปรนัย จาํ นวน 5 ขอ๎ คําสั่ง จงทาํ เคร่อื งหมายกากบาท (X) หนา๎ ขอ๎ ทถี่ ูกต๎องท่สี ุด เพยี งข๎อเดียว 1. ระบบสองสภา มีสภาอะไรบ๎าง ก. สภาผ๎ูแทนราษฎร,วุฒสิ ภา ข. สภาผู๎แทนราษฎร,สภารัฐมนตรี ค. สภาประธานาธิบดี ,สภารัฐมนตรี ง. สภาเขตเมอื งหลวง , สภานอกเขตเมืองหลวง 2. ปัจจุบันกระแสโลกสากลให๎การยอมรับการปกครองระบอบใดวาํ เป็นระบอบท่ีดีและเหมาะสม ที่สุด ก. สงั คมนิยม ข. เผด็จการ ค. ประชาธปิ ไตย ง. เผดจ็ การแบบเบด็ เสรจ็ 3. คาํ คมทถ่ี ือเปน็ หลกั สําคญั ของระบอบเผดจ็ การแบบฟาสซิสต๑ คือข๎อใด ก. ถ๎าเชอื่ ผูน๎ ํา ชาตไิ มแํ ตกสลาย ข. สามคั คคี อื พลงั รวํ มกันพฒั นาชาติ ค. สังคมจะอยูํได๎ ถา๎ ประชาชนใสํใจบา๎ นเมอื ง ง. ปัญหาทกุ อยํางมที างแก๎ เพยี งแคฟํ ังทํานผูน๎ ํา
487 4. รฐั สภา มีหน๎าที่อยํางไรตามระบอบประชาธปิ ไตยในระบบรัฐสภา ก. ออกกฎหมายตํางๆเพียงอยํางเดียว ข. ตดั สินคดคี วามเกยี่ วกับราชการเพยี งอยาํ งเดยี ว ค. ตรวจสอบการทํางานของประธานาธิบดเี พียงอยํางเดยี ว ง. ออกกฎหมาย ตรวจสอบการทํางานและตดั สินคดีความเกย่ี วกบั ราชการ 5. ระบอบเดจ็ การแบบคอมมิวนิสต๑ เกิดขนึ้ มาเพ่ือจดุ ประสงค๑ใด ก. การพฒั นาระบบอตุ สหกรรม ข. ขจัดความเล่อื มล้าํ ทางสังคม ค. ขจดั ปัญหาทจุ ริตคอร๑รัปชนั ง. การรวมอํานาจเขา๎ สํศู ูนยก๑ ลาง 6. ทุกระบอบการปกครองในโลก ลว๎ นมจี ดุ มํงุ หมายสาํ คัญคอื ข๎อใด ก. ประชาชนมเี สรีภาพอยาํ งเทําเทียม ข. ประชาชนทาํ กจิ กรรมตาํ งๆไดอ๎ ยาํ งเสรี ค. ประชาชนมีสํวนรํวมทางการเมืองการปกครอง ง. ประชาชนมวี นิ ยั ลบั ผิดชอบของสังคม 7. การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยมนระบบรฐั สภา มีใครเป็นประมขุ ฝุายบรหิ าร (หวั หนา๎ ครม.) ก. ประธานาธบิ ดี ข. ประธานรฐั สภา ค. พระมหากษัตรยิ ๑ ง. นายยกรฐั มนตรี 8. เผดจ็ การ หมายถึงอะไร ก. การตัดสนิ ใจของประชาชน ข. การยอมรบั ความคดิ เห็นของผอ๎ู นื่ ค. การเชื่อมัน่ ในตัวบุคคลใดบคุ คลหน่งึ ง. การตัดสนิ ใจของผู๎นําเพยี งคนเดยี ว 9. ขอ๎ ใดคือแนวคดิ สาํ คญั ทสี่ ุดของระบอบประชาธิปไตย ก. เชอื่ ผูน๎ ําชาติพ๎นภัย ข. อาํ นาจสูงสุดในการปกครองเป็นของประชาชน ค. อาํ นาจสูงสดุ ในการปกครองเป็นของชนช้ันปกครอง ง. สงํ เสรมิ ใหป๎ ระชาชนมีสวํ นรวํ มในการแสดงความคดิ เหน็ เพียงด๎านเดยี ว
488 10. ใครคอื ประมขุ ของรฐั ในระบอบประชาธิปไตยในระบอบประธานาธิบดี ก. รฐั มนตรี ข. ประธานรัฐสภา ค. ประธานาธบิ ดี ง. ประธานศาล เฉลยแบบทดสอบกอํ นเรียน 1. ก 2. ค 3. ก 4. ก 5. ข 6. ง 7. ง 8. ง 9. ข 10. ก
489 PowerPoint สาํ หรับครู เรือ่ ง “การปกครองระบอบประชาธิปไตย”
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 574
Pages: