๒) การเตรยี มสื่อ วสั ดุอปุ กรณ์ ของครู นกั เรยี น (ถา้ ม)ี สง่ิ ที่ครูต้องเตรียม คอื ครอู าจเตรยี มสงิ่ ของเครอื่ งใชต้ ามใบกจิ กรรมหนา้ ๑๒๓ ไดแ้ ก่ ครกหนิ หนิ ขดั ตวั หรอื หนิ ลบั มดี ไสก้ รองตปู้ ลา แผน่ หนิ ออ่ น ซเี มนต์ และสงิ่ ของตามใบกจิ กรรมหนา้ ๑๓๐ ไดแ้ ก่ ปนู ปลาสเตอร์ แก้วน�้ำ เครื่องส�ำอาง เครื่องประดับท่ีท�ำจากพลอย ไส้ดินสอด�ำ มาให้นักเรียนได้สังเกต ในขณะท�ำกจิ กรรม สง่ิ ทน่ี กั เรยี นตอ้ งเตรยี ม คอื - ๓) เตรียมใบงาน ใบความรู้ ใบกิจกรรม (ถา้ มี) ๓.๑ ใบงาน ๐๑ ประโยชนข์ องหิน ๓.๒ ใบงาน ๐๒ ประโยชน์ของแร่ ๓.๓ ใบงาน ๐๓ แร่ทีพ่ บในประเทศไทยและประโยชนข์ องแร่ ๓.๔ ใบความรเู้ รื่องประโยชน์ของหิน ๓.๕ ใบความรเู้ ร่อื งประโยชนข์ องแร่ ๓.๖ ใบงาน ๐๔ แบบฝกึ หดั เรือ่ งประโยชนข์ องหินและแร่ ๒.๔ วดั ผลประเมินผล (ถ้ามี) ๑) วิธีการวดั ผลประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑.๑ การตอบค�ำถามในใบงาน ๑.๒ สังเกตทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการท�ำกจิ กรรม ๑.๓ สังเกตพฤติกรรมด้านคุณธรรมขณะท�ำกจิ กรรม ๒) วิธีการ เคร่อื งมือ เกณฑ์ ๒.๑ เครือ่ งมือและเกณฑใ์ นการประเมนิ ดา้ นความรู้ ตรวจให้คะแนนจากการตอบคำ� ถามในใบงาน แล้วใช้เกณฑ์ในการให้คะแนนดงั น้ี - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ่� กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๒.๒ เครอื่ งมือและเกณฑใ์ นการประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สงั เกตทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบประเมนิ ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ (ดงั แนบ) นำ� คะแนนมารวมกัน แล้วใชเ้ กณฑใ์ นการให้คะแนนดังน้ี - มากกว่า ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ�่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 343
๒ .๓ เครือ่ งมือและเกณฑ์ในการประเมนิ ดา้ นคุณธรรม สงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรมโดยใชแ้ บบประเมนิ ดา้ นคณุ ธรรม (ดงั แนบ) นำ� คะแนน มารวมกนั แล้วใชเ้ กณฑ์ในการให้คะแนนดังนี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ต�ำ่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๓) การทดสอบกอ่ นเรียน หลังเรยี น แบบฝึกหัดกอ่ นเรียน หลงั เรียน ทำ� แบบฝึกหดั ในใบงานหลังเรียน ๓. อน่ื ๆ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... 344 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 345 แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรขู้ องแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑.๒ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ เรอ่ื งประโยชนข์ องหนิ และแร ่ เวลา ๓ ช่ัวโมง ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ าวิทยาศาสตร์ ขั้นน�ำ แนวการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขนั้ สอน • ตรวจสอบความรพู้ นื้ ฐานเกย่ี วกับส่วนประกอบของหนิ และชนิดของหนิ ข้ันสรุป ขน้ั ประเมนิ ผล • ท�ำใบกจิ กรรมท่ี ๑ หนิ มีประโยชนอ์ ยา่ งไรบ้าง • ท�ำใบงาน ๐๑ ประโยชนข์ องหิน • ท�ำใบกจิ กรรมท่ี ๒ แรม่ ีประโยชนอ์ ยา่ งไร • ท�ำใบงาน ๐๒ ประโยชน์ของแร่ • ท�ำใบกิจกรรมท่ี ๓ แรท่ พ่ี บในประเทศไทยมที ีใ่ ดบ้าง และน�ำไปใช้ท�ำส่งิ ใด • ท�ำใบงาน ๐๓ แร่ที่พบในประเทศไทยและประโยชนข์ องแร่ • อภปิ รายและลงขอ้ สรุปเก่ยี วกับประโยชน์ของหิน • อภปิ รายและลงขอ้ สรปุ เก่ยี วกบั ประโยชนข์ องแร่ • อภปิ รายและลงข้อสรปุ เกี่ยวกับแรท่ พ่ี บในประเทศไทยและประโยชนข์ องแร่ • ท�ำใบงาน ๐๔ แบบฝกึ หดั เรอ่ื งประโยชนข์ องหนิ และแร่ • ประเมนิ จากการตอบค�ำถาม • ประเมนิ จากการท�ำกิจกรรมในชัน้ เรียน • ประเมินจากการท�ำแบบฝกึ หดั
346 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เวลา ๓ ชัว่ โมง กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หน่วยยอ่ ยที่ ๑ หนิ วฏั จกั รหินและประโยชนข์ องหนิ และแร่ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ ขอบเขตเนอื้ หา กิจกรรมการเรยี นรู้ (๓ ชัว่ โมง) สื่อ / แหล่งเรียนรู้ หินและแร่แต่ละชนิดมีลักษณะ ช่ัวโมงที่ ๑ และสมบัติแตกต่างกัน มนุษย์ใช้ ข้นั น�ำ (๕ นาท)ี - ประโยชน์จากหินและแร่ในการท�ำ ๑. ครูทบทวนความรพู้ ืน้ ฐานเกย่ี วกบั ลกั ษณะและกระบวนการเกิดของหนิ โดยใช้ ภาระงาน / ชน้ิ งาน ส่ิงต่าง ๆ ได้แตกต่างกัน สิ่งของ ค�ำถามดงั นี้ ๑. การบันทึกผลการท�ำกิจกรรม เคร่ืองใช้ส่วนใหญ่ผลิตมาจากหิน ๑.๑ หินมอี งคป์ ระกอบอะไรบ้าง (แร่ เศษหิน และแกว้ ภูเขาไฟ) ในใบกจิ กรรม และแร่หรือมีส่วนผสมของหินและ ๑.๒ หนิ แตล่ ะประเภทมลี กั ษณะเหมอื นกนั หรอื ไม่ (หนิ แตล่ ะประเภทมลี กั ษณะ ๒. การตอบค�ำถามในช้ันเรียน แร่ เช่น เครื่องส�ำอาง ยาสีฟัน ทางกายภาพบางอยา่ งแตกต่างกัน เชน่ การมีรพู รนุ การมเี ศษหนิ ปะปน อยู่ในเน้อื หิน การทห่ี นิ เป็นเน้อื แก้ว) เครอื่ งประดบั อปุ กรณท์ างการแพทย์ ๑.๓ เพราะเหตใุ ดหนิ แตล่ ะประเภทจงึ มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั (หนิ แตล่ ะประเภท หินมาใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ มลี ักษณะแตกตา่ งกนั เพราะมีกระบวนการเกิดแตกต่างกัน) วิธกี ารประเมนิ จดุ ประสงคด์ า้ นความรู้ ๒. ครูตรวจสอบความรู้เดิมเก่ียวกับประโยชน์ของหินและแร่ โดยใช้ค�ำถามว่า ๑. การตอบคำ� ถามในแบบฝกึ หดั ๑. อธิบายการใช้ประโยชน์ ถ้านักเรียนมองไปรอบ ๆ ตัว มีส่ิงใดบ้างท่ีท�ำมาจากหิน (นักเรียนตอบตาม ๒. สังเกตทักษะกระบวนการ จากหนิ ความเขา้ ใจของตนเอง) ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร ์ ใ น ก า ร ๒. อธบิ ายการใชป้ ระโยชนจ์ ากแร่ ข้ันสอน (๕๐ นาท)ี ๓ . บ อ ก แ ห ลง่ แร่ท่ี พ บ ใ น ๓. นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรมท่ี ๑ หินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง และจุดประสงค์ ทำ� กจิ กรรม ประเทศไทย การเรยี นรู้ หนา้ ๑๒๖ จากนน้ั รว่ มกนั อภปิ รายเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจเกยี่ วกบั ๓. สงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม ๔. การนำ� แรไ่ ปใช้ประโยชน์ จุดประสงค์ในการท�ำกิจกรรม โดยใชค้ �ำถามดังน้ี ขณะทำ� กจิ กรรม
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 347 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑.๒ ประโยชนข์ องหนิ และแร่ เวลา ๓ ชั่วโมง กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยที่ ๑ หิน วฏั จกั รหนิ และประโยชนข์ องหินและแร่ ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ จุดประสงค์ด้านทักษะกระบวนการ ๓.๑ กิจกรรมน้นี กั เรยี นจะได้เรยี นเรอ่ื งอะไร (การใชป้ ระโยชนจ์ ากหนิ ) เกณฑ์การประเมิน ทางวิทยาศาสตร์ ๓.๒ นกั เรียนจะได้เรียนรเู้ รื่องนี้ดว้ ยวิธีใด (รวบรวมขอ้ มูลและอภิปราย) ๑. การตอบค�ำถามในแบบฝึกหัด ๑. การสงั เกต ๓.๓ เมอ่ื เรียนแลว้ นักเรยี นจะท�ำอะไรได้ (อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากหนิ ) ได้ถูกต้องดว้ ยตนเอง ๒. การลงความเห็นจากขอ้ มลู ๔. ครแู จ้งจดุ ประสงค์ทจ่ี ะเรียนในชว่ั โมงน้ีให้ทราบอกี ครง้ั - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ๓. การตีความหมายข้อมูลและ ๕. นกั เรยี นอา่ นวธิ ที ำ� ขอ้ ๑-๔ หนา้ ๑๒๖-๑๒๗ โดยฝกึ อา่ นตามความเหมาะสม จากนน้ั - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน ลงขอ้ สรุป รว่ มกนั อภปิ รายเพอ่ื สรปุ ขน้ั ตอนการทำ� กจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามตอ่ ไปนี้ (ครอู าจ - ตำ่� กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน เขยี นสรปุ เปน็ ขั้นตอนสน้ั ๆ บนกระดาน) ๒. มีทักษะกระบวนการทาง จดุ ประสงคด์ ้านคณุ ธรรม ๕.๑ จากภาพ นกั เรยี นตอ้ งศกึ ษาลกั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ ชนดิ ใดบา้ ง (ศกึ ษา วิทยาศาสตรข์ ณะท�ำกจิ กรรม ๑. มุง่ มนั่ ในการท�ำงาน ลกั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ พมั มซิ หนิ แกรนติ หนิ ปนู หนิ ทราย และหนิ ออ่ น) - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ๒. ใฝเ่ รียนรู้ ๕.๒ ลกั ษณะและสมบัติของหินแตล่ ะชนิดทจ่ี ะน�ำไปใช้ประโยชน์มอี ะไรบ้าง - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน (มรี พู รนุ มเี นอ้ื แขง็ มผี ลกึ แรข่ นาดเลก็ มเี นอื้ หนิ เปน็ เมด็ ตะกอน มเี นอื้ หนิ - ตำ่� กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน เปน็ เน้อื ผลกึ มีลวดลายสวยงาม) ๓. มีคณุ ลักษณะดา้ นคณุ ธรรม ๕.๓ เมอื่ ศกึ ษาลกั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ เสรจ็ แลว้ ตอ้ งทำ� สงิ่ ใดบา้ ง (นำ� ขอ้ มลู - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ลักษณะและสมบัติของหิน มาร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับประโยชน์ของหิน - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน ตามความเขา้ ใจ จากนน้ั อา่ นใบความรเู้ รอื่ งประโยชนข์ องหนิ และนำ� ขอ้ มลู - ตำ่� กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ท่ีได้จากการอ่านใบความรู้ไปตรวจสอบและบันทึกลักษณะและสมบัติ ของหินทน่ี �ำมาใชใ้ นการทำ� ส่งิ ตา่ ง ๆ ทถี่ ูกต้อง)
348 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑.๒ ประโยชนข์ องหินและแร่ เวลา ๓ ชัว่ โมง กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หนว่ ยยอ่ ยที่ ๑ หิน วฏั จักรหนิ และประโยชน์ของหินและแร่ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๕.๔ นักเรียนต้องสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเก่ียวกับอะไร (ประโยชน์ของหิน ในการทำ� ส่งิ ตา่ ง ๆ อีก ๕ อยา่ ง) ๖. เมอื่ นกั เรยี นเขา้ ใจวธิ กี ารทำ� กจิ กรรมในวธิ ที ำ� แลว้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาลกั ษณะและ สมบตั ิของหินดงั นี้ หินพัมมิซ หนิ แกรนติ หินปนู หินทราย และหินอ่อน และ รว่ มกนั อภปิ รายลกั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ กบั การใชป้ ระโยชนข์ องหนิ และบนั ทกึ ในใบงาน ๐๑ ประโยชนข์ องหนิ หนา้ ๑๒๖ ตามความเขา้ ใจ โดยครอู าจเตรยี ม ของจรงิ เช่น ครกหิน หนิ ขัดตัว มาให้นักเรยี นไดส้ งั เกตดว้ ย ๗. ครสู มุ่ นกั เรยี นนำ� เสนอผลการอภปิ รายโดยบอกเหตผุ ลตามความเขา้ ใจวา่ สง่ิ ของ แตล่ ะชน้ิ ใชล้ กั ษณะและสมบตั ใิ ดของหนิ ในการนำ� มาใชป้ ระโยชน์ ครรู บั ฟงั แตย่ งั ไมเ่ ฉลย แลว้ ใหน้ กั เรยี นเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ จากใบความรเู้ รอื่ งประโยชนข์ องหนิ ตอ่ ไป ๘. นักเรียนอ่านใบความรู้เร่ืองประโยชน์ของหิน หน้า ๑๒๙ จากนั้นตรวจสอบ ความถกู ตอ้ งผลการอภปิ รายทเี่ คยอภปิ รายไว้ และบนั ทกึ ผลการอภปิ รายทไี่ ด้ จากการอ่านใบความรลู้ งในตาราง หน้า ๑๓๐ ๙. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายประโยชนข์ องหินโดยใชค้ �ำถามดังนี้ ๙.๑ จากรูป มีสิ่งของใดบ้างท่ีท�ำมาจากหิน (ครกหิน หินขัดตัว หินลับมีด ไส้กรองในตปู้ ลา แผ่นหนิ ปพู ืน้ ซเี มนต)์
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 349 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยท่ี ๑ หนิ วฏั จกั รหนิ และประโยชน์ของหนิ และแร่ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ รายวิชาวิทยาศาสตร์ ๙.๒ การน�ำหินแต่ละชนิดไปใช้ประโยชน์ต้องพิจารณาส่ิงใดบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง (พิจารณาจากลักษณะและสมบัติของหินและ แร่ชนิดนั้น ๆ เช่น หินพัมมิซมีรูพรุนจึงมีการน�ำไปใช้เป็นวัตถุกรอง ส่ิงต่าง ๆ หินแกรนิตหรือหินไดออไรต์มีเน้ือแน่นและแข็งจึงน�ำไป ทำ� ครกหนิ หนิ ทรายมเี นอ้ื เปน็ เมด็ ตะกอนจงึ นำ� ไปทำ� วตั ถขุ ดั สงิ่ ของตา่ ง ๆ เช่น หินขัดตัว หินลับมีด หินแกรนิตและหินอ่อนมีลวดลายสวยงาม จึงน�ำไปทำ� แผ่นหนิ ปูพื้นหรือแผน่ หินปูผนงั ) ๙.๓ หนิ ๑ ชนดิ นำ� มาทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ไดเ้ พยี ง ๑ สงิ่ เทา่ นน้ั หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด (หนิ ๑ ชนดิ น�ำมาใช้ท�ำส่ิงตา่ ง ๆ ไดห้ ลายสง่ิ ขึน้ อยกู่ บั ลกั ษณะและ สมบตั ิใดของหินทม่ี ปี ระโยชนต์ ามท่เี ราต้องการ) ข้ันสรุป (๕ นาท)ี ๑๐. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสรุปความรู้ท่ีได้เรียนในช่ัวโมงน้ีด้วยตนเองเก่ียวกับ ประโยชน์ของหินพัมมิซ หินแกรนิต หินปูน หินทราย และหินอ่อน ว่าใช้ ลักษณะและสมบตั ิใดในการน�ำมาท�ำส่งิ ต่าง ๆ
350 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยท่ี ๑ หนิ วฏั จกั รหินและประโยชนข์ องหนิ และแร่ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๑๑. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกับประโยชน์ของหิน โดยครูอาจสรุปด้วย infographic ดงั ตวั อย่าง เช่น ประโยชนข์ องหนิ 1 หินพัมมชิ 2 หนิ แกรนติ 3 หนิ อ่อน มีรูพรุน แข็งมคี วามคงทน มลี วดลายสวยงาม ใชท้ ำ� ไส้กรองตปู้ ลา ใชท้ ำ� หินขดั ตัว ใชท้ ำ� ครก ใช้ทำ� แผน่ ปพู น้ื ใชท้ ำ� ซีเมนต์ หรือหินลับมีด มเี มด็ ตะกอน มผี ลึกแรข่ นาดเล็ก ทีเ่ หมาะสม 4 หินทราย 5 หินปูน
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 351 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑.๒ ประโยชน์ของหินและแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยยอ่ ยท่ี ๑ หนิ วฏั จักรหินและประโยชน์ของหินและแร่ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๑๒. ครใู หน้ กั เรยี นไปสบื คน้ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การนำ� หนิ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ อกี อยา่ งนอ้ ย ๕ อยา่ ง ซงึ่ อาจเปน็ หนิ ชนดิ เดมิ ทไี่ ดเ้ รยี นไปแลว้ หรอื หนิ ชนดิ อนื่ กไ็ ด้ แตเ่ ปน็ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ประโยชนข์ องหนิ ทนี่ อกจากในใบความรู้ จากแหลง่ การเรยี นรู้ ทน่ี า่ เชอ่ื ถอื เชน่ เวบ็ ไซตข์ องกรมทรพั ยากรธรณี โดยครอู าจแนะนำ� คำ� สบื คน้ ให้ นกั เรยี น และใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ แหลง่ ทม่ี าของขอ้ มลู ดว้ ย ชว่ั โมงท่ี ๒ ขน้ั นำ� (๕ นาท)ี ๑๓. ครทู บทวนความรทู้ ไ่ี ดเ้ รยี นไปแลว้ โดยใชภ้ าพสง่ิ ของทที่ ำ� จากหนิ และไมไ่ ดท้ ำ� จากหนิ แลว้ ใหน้ กั เรยี นสมุ่ หยบิ ภาพ หากพบภาพทไ่ี มไ่ ดท้ ำ� จากหนิ ใหน้ กั เรยี นตอบคำ� ถาม ๑๓.๑ หากเปน็ ภาพสง่ิ ของทท่ี ำ� จากหนิ ใหน้ กั เรยี นตอบคำ� ถาม ๑๓.๒ ซง่ี คำ� ถามเปน็ ดงั นี้ ๑๓.๑ สงิ่ ของใดบา้ งไมไ่ ดท้ ำ� มาจากหนิ และทำ� จากอะไร (คำ� ตอบขน้ึ กบั ภาพทน่ี ำ� มา เชน่ ถาดพลาสตกิ ตะกรา้ ผกั ตบชวา) ๑๓.๒ สง่ิ ของใดบา้ งทำ� จากหนิ และใชล้ กั ษณะและสมบตั ใิ ดของหนิ (เชน่ ครกหนิ ใช้ สมบตั คิ วามแขง็ หนิ ขดั ตวั มเี มด็ ตะกอนเหมาะกบั การขดั ถู ไสก้ รองในตปู้ ลาใช้ ลกั ษณะมรี พู รนุ เพอ่ื กรองสงิ่ สกปรก หนิ ออ่ นใชป้ พู นื้ เพราะมลี วดลายสวยงาม)
352 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑.๒ ประโยชนข์ องหินและแร่ เวลา ๓ ชวั่ โมง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยย่อยที่ ๑ หนิ วฏั จักรหินและประโยชนข์ องหินและแร่ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๖ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ขั้นสอน (๕๐ นาที) ๑๔. ครูให้นักเรียนน�ำเสนอผลการสืบค้นประโยชน์ของหินเพ่ิมเติม และให้นักเรียน บอกวา่ ใชล้ กั ษณะและสมบตั ใิ ดของหนิ มาทำ� ประโยชน์ และบนั ทกึ ผลลงในใบงาน ๐๑ ประโยชน์ของหิน ผลการสืบค้นขอ้ มูล หน้า ๑๓๑-๑๓๒ ๑๕. นกั เรยี นรว่ มกนั ตอบคำ� ถามหลงั จากทำ� กจิ กรรมในหนา้ ๑๓๓ และครแู ละนกั เรยี น ร่วมกันเฉลยคำ� ตอบ ๑๖. ครเู ชอื่ มโยงเขา้ สกู่ จิ กรรมตอ่ ไปเกยี่ วกบั ประโยชนข์ องแร่ โดยครอู าจใชค้ ำ� ถามวา่ เราใชป้ ระโยชน์จากแรท่ �ำอะไรบา้ ง (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) ๑๗. ครชู กั ชวนนกั เรยี นหาคำ� ตอบจากการทำ� กจิ กรรมตอ่ ไปน้ี โดยใหน้ กั เรยี นอา่ นชอ่ื กิจกรรมท่ี ๒ แร่มีประโยชน์อยา่ งไรบา้ ง และจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ หน้า ๑๓๔ จากน้ันร่วมกันอภิปรายเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการ ท�ำกจิ กรรม โดยใช้ค�ำถามดงั นี้ ๑๗.๑ กจิ กรรมนี้นักเรยี นจะไดเ้ รยี นเรอื่ งอะไร (การใช้ประโยชนจ์ ากแร)่ ๑๗.๒ นักเรียนจะได้เรยี นรู้เร่ืองนดี้ ว้ ยวิธใี ด (รวบรวมข้อมูลและอภปิ ราย) ๑๗.๓ เมือ่ เรียนแลว้ นกั เรียนจะท�ำอะไรได้ (อธบิ ายการใชป้ ระโยชน์จากแร)่ ๑๘. นกั เรยี นอา่ นวิธีทำ� ในใบกจิ กรรมท่ี ๒ ข้อ ๑-๔ หน้า ๑๓๔-๑๓๕ โดยฝกึ อ่าน ตามความเหมาะสม จากนนั้ ร่วมกันอภิปรายเพื่อสรปุ ข้ันตอนการท�ำกจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามตอ่ ไปนี้ (ครอู าจเขยี นสรุปเป็นข้ันตอนสัน้ ๆ บนกระดาน) ๑๘.๑ นักเรยี นต้องศกึ ษาลกั ษณะและสมบตั ิของแรใ่ นภาพชนิดใดบ้าง (ศกึ ษา ลักษณะและสมบัติของ แร่แกรไฟต์ แร่รัตนชาติ แร่ยิบซัม แร่ควอตซ์ แร่ทัลก์)
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 353 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑.๒ ประโยชนข์ องหนิ และแร่ เวลา ๓ ช่ัวโมง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยท่ี ๑ หิน วฏั จักรหนิ และประโยชน์ของหินและแร่ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๖ รายวิชาวิทยาศาสตร์ ๑๘.๒ ลกั ษณะและสมบตั ขิ องแรแ่ ตล่ ะชนดิ ทจี่ ะนำ� ไปใชป้ ระโยชนม์ อี ะไรบา้ ง (มีสีแตกต่างกัน มีความใส มีความแข็งแตกต่างกัน มีความวาว เมอ่ื ผสมนำ้� สามารถปน้ั รปู ได้ นำ� มาบดเปน็ ผงได)้ ๑๘.๓ เมอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะและสมบตั ขิ องแรเ่ สรจ็ แลว้ ตอ้ งทำ� สง่ิ ใดบา้ ง (นำ� ขอ้ มลู ลกั ษณะและสมบตั ขิ องแร่ มารว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั ประโยชนข์ องแร่ ตามความเขา้ ใจ จากนนั้ อา่ นใบความรเู้ รอ่ื งประโยชนข์ องแร่ และนำ� ขอ้ มลู ทไี่ ดจ้ ากการอา่ นใบความรไู้ ปตรวจสอบ และบนั ทกึ ลกั ลกั ษณะ และสมบตั ขิ องแรท่ นี่ ำ� มาใชใ้ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ทถี่ กู ตอ้ ง) ๑๘.๔ นกั เรยี นตอ้ งสบื คน้ ขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั อะไร (ประโยชนข์ องหนิ ในการ ทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ อกี ๕ อยา่ ง) ๑๙. เมอื่ นกั เรยี นเขา้ ใจวธิ กี ารทำ� กจิ กรรมในวธิ ที ำ� แลว้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาลกั ษณะและ สมบตั ขิ องแรด่ งั นี้ แรแ่ กรไฟต์ แรร่ ตั นชาติ แรย่ บิ ซมั แรค่ วอตซ์ แรท่ ลั ก์ และรว่ มกนั อภปิ รายลกั ษณะและสมบตั ขิ องแรก่ บั การใชป้ ระโยชนข์ องแร่ และ บนั ทกึ ในใบงาน ๐๒ ประโยชนข์ องแร่ หนา้ ๑๓๖ ตามความเขา้ ใจ ๒๐. ครสู มุ่ นกั เรยี นนำ� เสนอผลการอภปิ รายโดยบอกเหตผุ ลตามความเขา้ ใจวา่ สงิ่ ของ แตล่ ะชน้ิ ใชล้ กั ษณะและสมบตั ใิ ดของแรใ่ นการนำ� มาใชป้ ระโยชน์ ครรู บั ฟงั แตย่ งั ไมเ่ ฉลย แลว้ ใหน้ กั เรยี นเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ จากใบความรเู้ รอ่ื งประโยชนข์ องแรต่ อ่ ไป ๒๑. นกั เรียนอา่ นใบความร้เู ร่อื งประโยชน์ของแร่ หนา้ ๑๓๗-๑๓๙
354 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เวลา ๓ ช่วั โมง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ หนิ วฏั จักรหนิ และประโยชนข์ องหนิ และแร่ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ จากนน้ั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งผลการอภปิ รายทเี่ คยอภปิ รายไว้ และบนั ทกึ ผล การอภปิ รายท่ไี ด้จากการอ่านใบความรลู้ งในตาราง หนา้ ๑๔๐ ๒๒. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภิปรายประโยชน์ของแร่โดยใช้ค�ำถามดงั นี้ ๒๒.๑ มีส่ิงของใดบ้างที่ท�ำมาจากแร่ (ฝ้าเพดาน ปูนปลาสเตอร์ สุขภัณฑ์ ถว้ ยชามกระเบ้อื ง ปูนขาว แก้วนำ้� กระจก กระดาษทราย อุปกรณ์ ทางการแพทย์ แปง้ ทาตวั เครอ่ื งสำ� อาง สว่ นผสมของยาสฟี นั ชอ้ นโลหะ อปุ กรณไ์ ฟฟ้า สายไฟฟ้า ไสด้ ินสอด�ำ เครอื่ งประดบั ) ๒๒.๒ การนำ� แรแ่ ตล่ ะชนดิ ไปใชป้ ระโยชนต์ อ้ งพจิ ารณาสง่ิ ใดบา้ ง พรอ้ มยกตวั อยา่ ง (พจิ ารณาจากลักษณะและสมบัติของแรช่ นดิ นัน้ ๆ เช่น แร่แกรไฟต์ มีสีด�ำ มีความแข็งน้อย เมื่อขีดบนวัสดุที่แข็งกว่าจะเกิดผงละเอียด ติดบนผิวของวัสดุน้ัน จึงน�ำแร่ดังกล่าวไปท�ำไส้ดินสอ แร่ควอตซ์มี ความแข็งและบางก้อนใสไม่มสี ี จงึ น�ำไปท�ำเลนส์ แกว้ หรือกระจก) ๒๒.๓ แร่ ๑ ชนดิ นำ� มาทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ไดเ้ พยี ง ๑ สงิ่ เทา่ นนั้ หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด (แร่ ๑ ชนดิ นำ� มาใชท้ ำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ไดห้ ลายสงิ่ ขนึ้ อยกู่ บั ลกั ษณะและ สมบตั ิใดของหนิ ทมี่ ีประโยชน์ตามทเี่ ราต้องการ) ขน้ั สรุป (๕ นาท)ี ๒๓. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียนสรุปความรทู้ ี่ไดเ้ รยี นในช่ัวโมงนดี้ ้วยตนเองเกีย่ วกบั ประโยชน์ของแรแ่ กรไฟต์ แรร่ ตั นชาติ แรย่ ิบซมั แรค่ วอตซ์ แร่ทลั ก์ ว่าใช้ ลกั ษณะและสมบตั ิใดในการน�ำมาทำ� สิ่งต่าง ๆ
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 355 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หน่วยยอ่ ยท่ี ๑ หนิ วฏั จกั รหนิ และประโยชน์ของหินและแร่ ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๒๔. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับประโยชน์ของแร่ โดยครูอาจสรุปด้วย infographic ดังตัวอย่าง เช่น ตวั อย่างประโยชนข์ องแร่ 1 แรแ่ กรไฟต์ 2 แรร่ ตั นชาติ 3 แร่ยิปซมั มสี ีด�ำ เนอื้ ขีดบนวัสดุ เมอ่ื เจยี ระไน มีเน้ืออ่อน เป็นผงสีขาว ที่แขง็ กว่าจะเกดิ ผงสดี ำ� จะมีความวาว เน้ือผสมนำ�้ จมะีลปวน้ั ดขึ้นลราูปยไสด้วยงาม ติดทมีผ่ รีวิ ขพู อรงนุวัสดุ ใชท้ �ำไสด้ นิ สอด�ำ ใชท้ ำ� เครือ่ งประดับ ใช้ท�ำปูนปลาสเตอร์ ใช้ทำ� แกว้ น้�ำ ใช้เปน็ สว่ นผสม บางกอ้ นใส ไม่มสี ี ของเครอ่ื งสำ� อาง ใชท้ ำ� จาน ชามกระเบอื้ ง สุขภณั ฑ์ มเี น้ือออ่ น ล่นื มอื มีสีขาว บดเป็นผงได้ มีความวาว นำ� มาบด ให้เปน็ ผงได้ 4 แร่ควอตซ์ 5 แรท่ ัลก์ 6 แรด่ นิ
356 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑.๒ ประโยชน์ของหินและแร่ เวลา ๓ ชวั่ โมง กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยย่อยท่ี ๑ หิน วฏั จกั รหนิ และประโยชน์ของหินและแร่ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ รายวชิ าวิทยาศาสตร์ ๒๕. ครใู หน้ กั เรยี นไปสบื คน้ ขอ้ มลู เกยี่ วกบั การนำ� แรไ่ ปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ อกี อยา่ งนอ้ ย ๕ อยา่ ง ซง่ึ อาจเปน็ แรช่ นดิ เดมิ ทไี่ ดเ้ รยี นไปแลว้ หรอื แรช่ นดิ อนื่ ก็ได้ แต่เป็นข้อมูลเก่ียวกับประโยชน์ของแร่ที่นอกจากในใบความรู้ จากแหลง่ การเรยี นรทู้ นี่ า่ เชอื่ ถอื เชน่ เวบ็ ไซตข์ องกรมทรพั ยากรธรณี โดยครู อาจแนะนำ� คำ� สบื คน้ ใหน้ กั เรยี น และใหน้ กั เรยี นบนั ทกึ แหลง่ ทมี่ าของขอ้ มลู ดว้ ย ชว่ั โมงที่ ๓ ขัน้ นำ� (๕ นาที) ๒๖. ครูทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว โดยมีค�ำที่เป็นลักษณะและสมบัติของแร่ และชื่อชนิดของแร่ มาให้นักเรียนจับคู่กัน และบอกส่ิงที่ท�ำจากแร่ชนิดน้ัน ครตู รวจสอบความถกู ตอ้ ง เชน่ แรแ่ กไฟตม์ สี ดี ำ� ขดี แลว้ สดี ำ� ตดิ ทำ� ไสด้ นิ สอ ขัน้ สอน (๕๐ นาท)ี ๒๗. ครใู หน้ กั เรยี นนำ� เสนอผลการสบื คน้ ประโยชนข์ องแร่ และใหน้ กั เรยี นบอกวา่ ใชล้ กั ษณะและสมบตั ใิ ดของแรม่ าทำ� ประโยชน์ และบนั ทกึ ผลลงในใบงาน ๐๒ ประโยชน์ของแร่ หนา้ ๑๔๑-๑๔๒ ๒๘. นักเรียนร่วมกันตอบค�ำถามหลังจากท�ำกิจกรรมในหน้า ๑๔๓ และครูและ นกั เรยี นรว่ มกนั เฉลยค�ำตอบ ๒๙. ครเู ชอ่ื มโยงเขา้ สกู่ จิ กรรมตอ่ ไปเกย่ี วกบั แหลง่ แรท่ พ่ี บในประเทศไทย โดยอาจ มแี ผนที่ประเทศไทยติดไว้ทบ่ี นกระดาน แลว้ ให้นกั เรยี นบอกแหลง่ ที่พบแร่ ชนิดของแร่ตามความเขา้ ใจ
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 357 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑.๒ ประโยชนข์ องหินและแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยยอ่ ยที่ ๑ หนิ วฏั จักรหินและประโยชนข์ องหนิ และแร่ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ๓๐. นักเรยี นอ่านช่ือกิจกรรมท่ี ๓ แร่ทีพ่ บในประเทศไทยมีท่ีใดบา้ ง และน�ำไปใช้ ทำ� สงิ่ ใด และจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ หน้า ๑๔๔ จากนน้ั ร่วมกันอภิปรายเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจเกยี่ วกบั จดุ ประสงคใ์ นการทำ� กจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามดงั นี้ ๓๐.๑ กิจกรรมนีน้ กั เรยี นจะไดเ้ รยี นเรอ่ื งอะไร (แหล่งแร่ทพ่ี บในประเทศไทย และการน�ำแร่ไปใช้ประโยชน์) ๓๐.๒ นักเรียนจะไดเ้ รียนร้เู รอ่ื งนี้ด้วยวิธีใด (รวบรวมข้อมูลและอภิปราย) ๓๐.๓ เมอ่ื เรยี นแลว้ นกั เรยี นจะทำ� อะไรได้ (บอกแหลง่ แรท่ พ่ี บในประเทศไทย และการน�ำแร่ไปใช้ประโยชน์) ๓๑. นกั เรยี นอา่ นวธิ ที ำ� ในใบกจิ กรรมที่ ๓ หนา้ ๑๔๔ โดยฝกึ อา่ นตามความเหมาะสม จากนนั้ รว่ มกนั อภปิ รายเพอื่ สรปุ ขนั้ ตอนการทำ� กจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามตอ่ ไปนี้ ๓๑.๑ นกั เรยี นรว่ มกนั สบื คน้ ขอ้ มลู แหลง่ แรใ่ นประเทศไทย และการนำ� แรช่ นดิ ดงั กล่าวไปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งนอ้ ยกี่ชนิด (อย่างน้อย ๓ ชนิด) ๓๑.๒ แหลง่ ขอ้ มูลแหลง่ แร่ เราใชข้ อ้ มูลจากทไี่ หน (นกั เรียนตอบตามทีไ่ ด้ สืบคน้ มาลว่ งหนา้ เช่น ขอ้ มลู จากเว็บไซต์ของกรมทรพั ยากรธรณ)ี ๓๑.๓ เม่ือสืบค้นข้อมูลแล้ว นักเรียนน�ำข้อมูลมาท�ำอย่างไรต่อ (มาร่วมกัน อภปิ รายขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการสบื คน้ เกย่ี วกบั แหลง่ แรท่ พ่ี บในประเทศไทย และการน�ำแรช่ นิดดงั กลา่ วไปใช้ประโยชน์ แลว้ บนั ทึกผลการสืบค้น พร้อมกับระบแุ หล่งทม่ี าของข้อมลู )
358 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ ๑.๒ ประโยชนข์ องหนิ และแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยท่ี ๑ หนิ วฏั จกั รหินและประโยชนข์ องหินและแร่ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖ รายวิชาวิทยาศาสตร์ ๓๒. เมอ่ื เข้าใจแล้ว ครูให้เวลานกั เรียนแต่ละกลมุ่ ตรวจทานข้อมลู ทไี่ ด้สบื ค้นมา แล้วเลือกแหล่งแร่ที่พบในประเทศไทย ๓ ชนิด เพ่ือมาน�ำเสนอให้เพ่ือน กลุ่มอื่นฟัง เมื่อพร้อมให้นักเรียนน�ำเสนอ ครูเขียนชี้บอกชนิดของแร่ และ การใชป้ ระโยชน์ของแร่ชนิดนน้ั บนแผนที่ประเทศไทยทีต่ ดิ ไว้หนา้ ช้นั เรยี น และใหน้ กั เรยี นบนั ทึกขอ้ มลู ท่ีได้สืบคน้ ลงในใบงาน ๐๓ หน้า ๑๔๕-๑๔๖ ๓๓. ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภปิ รายข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการสบื คน้ เก่ยี วแหลง่ แรท่ พี่ บ ในประเทศไทยและการน�ำแร่ชนิดดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ โดยใช้ค�ำถาม ดงั ต่อไปน้ี ๓๓.๑ จากข้อมูลท่ีได้ มีแร่ท่ีจังหวัดใดบ้าง และเป็นแร่ชนิดใด (ค�ำตอบ ข้ึนอยู่กับผลการสืบค้น เช่น แร่ดินเกาลินไนท์และเบนโทไนท์พบท่ี จงั หวดั ลำ� ปาง นราธวิ าส ระนอง แรแ่ มงกานสี พบทจี่ งั หวดั เชยี งราย) ๓๓.๒ จากข้อมูลท่ีได้ แร่เหล่าน้ันมีลักษณะและสมบัติอะไรบ้างที่น�ำใช้ ประโยชน์ และนำ� มาใชท้ ำ� อะไร (คำ� ตอบขน้ึ อยกู่ บั ผลการสบื คน้ เชน่ แรด่ นิ เกาลนิ ไนทแ์ ละเบนโทไนทเ์ ปน็ ผงนำ� มาสว่ นผสมในโคลนขดั ผวิ มาร์กหน้า แปง้ และลิปสติก แร่แมงกานีสเปน็ โลหะ น�ำไฟฟา้ ได้จงึ นำ� มาใชใ้ นอตุ สาหกรรมถ่านไฟฉาย) ๓๓.๓ แหล่งแร่สามารถหมดได้หรือไม่ เพราะเหตุใด (สามารถหมดได้ ถา้ เรานำ� มาใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง เพราะการเกดิ แรใ่ ขเ้ วลานาน)
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 359 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑.๒ ประโยชนข์ องหนิ และแร่ เวลา ๓ ชว่ั โมง กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๑ หนิ วฏั จักรหนิ และประโยชนข์ องหนิ และแร่ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ๓๓.๔ เรามวี ธิ กี ารใชป้ ระโยชนจ์ ากแรอ่ ยา่ งไร เพอ่ื ใหแ้ รม่ อี ยตู่ ลอดไป (นกั เรยี น ตอบตามความคดิ เหน็ เชน่ ใชเ้ ทา่ ทจ่ี ำ� เปน็ ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ ใช้สง่ิ ของที่ทำ� จากสารสังเคราะห์แทน) ๓๔. นกั เรียนตอบคำ� ถามหลังจากท�ำกจิ กรรม หน้า ๑๔๗ และหากมเี วลาครแู ละ นกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายคำ� ตอบ ขนั้ สรปุ (๕ นาท)ี ๓๕. นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ สง่ิ ทไ่ี ดเ้ รยี นรใู้ นชว่ั โมงนด้ี ว้ ยตนเองเกย่ี วกบั ประโยชนข์ องแร่ อาจทำ� ในรปู ของผังความคดิ ๓๖. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ อกี ครง้ั โดยใชแ้ ผนทป่ี ระเทศไทยทต่ี ดิ ไวบ้ นกระดาน และสรุปให้ไดว้ า่ แรแ่ ต่ละชนิดมีลกั ษณะและสมบตั ิแตกต่างกนั มนุษย์จงึ ใช้ ประโยชน์จากแร่ในการท�ำสง่ิ ต่าง ๆ ได้แตกตา่ งกัน ๓๗. นกั เรยี นรว่ มกนั ทำ� ใบงาน ๐๔ แบบฝกึ หดั เรอื่ งประโยชนข์ องหนิ และแร่ หนา้ ๑๔๘–๑๔๙
แบบประเมินด้านคณุ ธรรม แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ ๑.๒ ประโยชนข์ องหินและแร่ ช่อื ผู้ประเมิน/กลมุ่ ประเมิน ................................................................................................................. ชื่อกล่มุ รับการประเมนิ ....................................................................................................................... ประเมนิ ผลครั้งท่.ี ................... วนั ท่.ี ....................... เดอื น................................. พ.ศ.......................... เรื่อง .................................................................................................................................................... ท่ี ลกั ษณะ/พฤตกิ รรมบ่งช้ี ระดบั พฤตกิ รรม คะแนนท่ไี ด้ เกดิ = ๑ ไมเ่ กิด = ๐ ๑. มงุ่ มั่นในการทำ� งาน ๒. ใฝเ่ รยี นรู้ รวมคะแนนทไ่ี ด้ทง้ั หมด = …………… คะแนน คณุ ลักษณะตามจดุ ประสงคด์ า้ นคุณธรรม - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ�่ กว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน 360 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
แบบประเมนิ ด้านทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการทำ� กิจกรรม แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๑.๒ ประโยชน์ของหนิ และแร่ เกณฑก์ ารประเมิน มีดังน้ี ๓ หมายถึง ดี ๒ หมายถงึ พอใช้ ๑ หมายถึง ควรปรับปรุง สง่ิ ทปี่ ระเมิน คะแนน การลงความเห็นจากขอ้ มลู การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงข้อสรุป รวมคะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ ทักษะกระบวนการ ดี (๓) ระดบั ความสามารถ ควรปรับปรงุ (๑) ทางวิทยาศาสตร์ พอใช้ (๒) การลงความเห็น สามารถลงความเห็นจาก สามารถลงความเห็นจาก สามารถลงความเหน็ จากขอ้ มลู จากข้อมูล ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งโดยอาศยั ไดเ้ พยี งบางสว่ นวา่ มกี ารนำ� ดว้ ยตนเองวา่ มกี ารนำ� หนิ การชแี้ นะของครหู รอื ผอู้ น่ื วา่ หนิ และแรช่ นดิ ตา่ ง ๆ ไปใช้ และแร่ชนิดต่าง ๆ ไปใช้ มกี ารนำ� หนิ และแรช่ นดิ ตา่ ง ๆ ประโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ประโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในการท�ำ ในชวี ติ ประจำ� วนั ตามลกั ษณะ ในชวี ติ ประจำ� วนั ตามลกั ษณะ สง่ิ ตา่ ง ๆ ในชวี ติ ประจำ� วนั และสมบตั ขิ องแรท่ เี่ หมาะสม แ ล ะ ส ม บั ติ ข อ ง แ ร ่ ท่ี ตามลกั ษณะและสมบตั ขิ องแร่ กับการน�ำมาใช้ประโยชน์ เหมาะสมกับการน�ำมา ทีเ่ หมาะสมกบั การน�ำมาใช้ แม้ว่าจะได้รับค�ำช้ีแนะ ใชป้ ระโยชน์ ประโยชน์ จากครูหรือผ้อู น่ื ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 361
เกณฑก์ ารประเมิน (ตอ่ ) ทักษะกระบวนการ ดี (๓) ระดบั ความสามารถ ควรปรบั ปรงุ (๑) ทางวิทยาศาสตร์ พอใช้ (๒) การตีความหมาย สามารถตคี วามหมายขอ้ มลู สามารถตีความหมาย สามารถตีความหมายขอ้ มลู ขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ และลงข้อสรุปจากการ ข้อมูลและลงข้อสรุปจาก และลงข้อสรุปจากการ รวบรวมขอ้ มลู และจากการ การรวบรวมข้อมูลและ รวบรวมข้อมูลและจากการ อภปิ รายเกยี่ วกบั ประโยชน์ จากการอภิปรายเกี่ยวกับ อภิปรายได้เพียงบางส่วน ของหนิ และแรจ่ ากลกั ษณะ ประโยชน์ของหินและแร่ ว่า สามารถตีความหมาย และสมบตั ขิ องหนิ และแรท่ ่ี จากลักษณะและสมบัติ ขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ จากการ แตกตา่ งกนั ไดถ้ กู ตอ้ ง ดว้ ย ของหินและแร่ท่ีแตกต่าง รวบรวมข้อมูลและจากการ ตนเอง กันได้ถูกต้อง โดยอาศัย อภิปรายเก่ียวกับประโยชน์ การชี้แนะของครูหรือผู้อ่ืน ของหินและแร่จากลักษณะ และสมบัติของหินและแร่ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ไดถ้ กู ตอ้ งแมว้ า่ จะไดร้ บั คำ� ชแี้ นะจากครหู รอื ผอู้ นื่ 362 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
เฉลยใบงาน ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 363
ชื่อ-สกุล เดอื น ชนั้ เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๑ วันที ่ พ.ศ. ใบงาน ๐๑ : ประโยชนข์ องหิน โยงเสน้ จับคู่ชื่อหนิ กับการใช้ ประโยชน์ บันทกึ ผลการทำ� กจิ กรรม การใช้ประโยชน์ ผลการอภิปราย ช่อื หิน หินพัมมิซ ใช้ทำ� ครก มเี นือ้ แก้ว และมรี ูพุรนเลก็ ๆ หนิ แกรนิต ใชท้ ำ� หนิ ขดั ตวั หรอื หนิ ลบั มดี มีเน้อื แขง็ และมี ใชท้ ำ� ไส้กรองในต้ปู ลา ความทนทาน หนิ ปูน มผี ลกึ แรข่ นาดเลก็ เมอ่ื นำ� ไปเผาแล้วบดให้เป็นผง แลว้ นำ� ไปผสมนำ้� จะเชอ่ื ม ประสานวสั ดุได้ หนิ ทราย ใชท้ �ำแผน่ หินปูพนื้ มีเนื้อหนิ เป็น เม็ดตะกอน หนิ อ่อน ใช้ทำ� ซเี มนต์ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป ็ น เนอื้ ผลกึ บางกอ้ น มลี วดลายสวยงาม 336644 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชื่อ-สกลุ เดือน ชัน้ เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๑ วันที่ พ.ศ. ผลการอภปิ รายขอ้ มลู ในใบความรู้ ตาราง ลักษณะและสมบตั ิของหนิ ที่น�ำมาใชท้ �ำสง่ิ ต่าง ๆ สง่ิ ต่าง ๆ ช่อื หิน ลกั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ ทน่ี ำ� มาใชท้ ำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ หนิ แกรนิต เน้อื แน่น และแข็ง ครกหิน หนิ ไดออไรต์ หินทราย มีเม็ดตะกอน หนิ ขดั ตวั /หนิ ลบั หินพมั มิซ มีรูพรุนมาใช้กรองวัสดุต่าง ๆ ไสก้ รองในตปู้ ลา หินอ่อน มลี วดลายสวยงาม หนิ แกรนติ แผน่ หนิ ปพู นื้ หินปูน บดเปน็ ผงปนู ซีเมนต์ได้ ปนู ซเี มนต์ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 336655
ชื่อ-สกุล เดอื น ชั้น เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๑ วนั ท ี่ พ.ศ. ผลการสืบคน้ ขอ้ มูล ค�ำตอบขึน้ อยู่กับผลการสบื ค้น เช่น การน�ำหินไปใชป้ ระโยชน์ในการท�ำส่งิ ต่าง ๆ ๑. ชอ่ื หนิ หนิ ชนวน นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั นี้ ทำ� เปน็ แผ่นหินปูหลงั คา กระดานดำ� ทางเท้า แหล่งทม่ี าข้อมูล : สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.). (2562). หนิ ชนวน. สบื คน้ เมอื่ 25 เมษายน 2563, จาก https://www.scimath.org/image-earthscience/item/9710- 2018-12-28-06-50-56 ๒. ชอื่ หนิ หินไรโอไลต์ นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี น�ำไปใชใ้ นการกอ่ สรา้ ง ท�ำถนน หินประดับ หนิ โรยทางรถไฟ แหลง่ ที่มาขอ้ มลู : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. หินไรโอไลต์ (Rhyolite). สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2563, จาก http://mining.eng.cmu.ac.th/site/wp-content/uploads/2018/ 12/06Rhyolite.pdf ๓. ชอ่ื หนิ หินแกบโบร นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี เป็นหนิ ประดบั แหลง่ ท่มี าขอ้ มูล : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. หินแกบโบร (Gabbro). สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2563, จาก http://mining.eng.cmu.ac.th/site/wp-content/uploads/2018/12/03Gabbro. pdf 336666 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชื่อ-สกุล เดอื น ชัน้ เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๑ วนั ที่ พ.ศ. ๔. ชอ่ื หนิ หนิ ภูเขาไฟเพอรไ์ ลต์ นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั นี้ ใชเ้ ปน็ สารปรับปรงุ ดินเพื่อการเกษตร ใช้ในอตุ สาหกรรมกอ่ สร้างและอุตสาหกรรมเครื่องกรอง แหลง่ ที่มาขอ้ มูล : กรมทรัพยากรธรณี. (2555). ทรัพยากรธรณี สัญลักษณ์ของจังหวัด. กรุงเทพมหนาคร: สายธุรกิจโรงพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นต้ิงแอนด์พับลิซซ่ิง จ�ำกัด (มหาชน). สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/download/article/article_20161110144257.pdf ๕. ชอ่ื หนิ หินดนิ ดาน นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี เป็นตัวดูดซบั ในการกำ� จดั ไนโตรเจนและฟอสฟอรสั ในน้�ำเสียกอ่ นปล่อยสแู่ หลง่ น้ำ� แหลง่ ท่มี าข้อมลู : จรยิ า ยม้ิ รตั นบวร. (2554). รายงานวจิ ยั การนำ� ดนิ ดานมาใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ตวั ดดู ซบั ในการกำ� จดั ไนโตรเจนและฟอสฟอรสั . มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี รุ นาร.ี สบื คน้ เมอ่ื 25 เมษายน 2563, จาก https://core.ac.uk/download/pdf/70938363.pdf ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 336677
ชอ่ื -สกลุ เดอื น ชั้น เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๑ วนั ท ่ี พ.ศ. ค�ำถามหลังจากทำ� กิจกรรม ๑. เพราะเหตุใดจงึ มีการน�ำหินไปใช้ประโยชนไ์ ดแ้ ตกต่างกัน เพราะหนิ แต่ละชนดิ มีลักษณะและสมบตั ิทีแ่ ตกตา่ งกัน จึงนำ� ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดแ้ ตกต่างกัน ๒. หนิ มคี วามสำ� คญั ต่อมนุษยอ์ ย่างไร มนษุ ย์น�ำหินบางชนดิ มาทำ� สงิ่ ของเครือ่ งใช้ เชน่ ครก หนิ ลับมีด ไส้กรองตูป้ ลา หรอื นำ� ไปใส่ เปน็ ส่วนผสม เช่น ทำ� ซีเมนต์ ๓. จากกิจกรรมนี้ สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร หนิ แตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะและสมบตั ทิ แ่ี ตกตา่ งกนั เราจงึ ใชล้ กั ษณะและสมบตั ขิ องหนิ มาใชป้ ระโยชน์ ในการทำ� ส่งิ ตา่ ง ๆ ได้แตกต่างกัน 336688 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชือ่ -สกุล เดอื น ช้นั เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๒ วันท่ี พ.ศ. ใบงาน ๐๒ : ประโยชนข์ องแร่ โยงเสน้ จบั ค่ชู ่ือแร่ กับการใช้ประโยชนใ์ หถ้ ูกตอ้ ง บนั ทกึ ผลการทำ� กิจกรรม ผลการอภปิ ราย การใชป้ ระโยชน์ ช่ือแร่ ใช้ท�ำปูนปลาสเตอร์ แรแ่ กรไฟต์ มีสีด�ำ มีความแข็งน้อย เ ม่ื อ ขี ด บ น วั ส ดุ ที่ แ ข็ ง กวา่ จะเกดิ ผงละเอยี ดสดี ำ� ติดบนผวิ ของวสั ดุ แร่รตั นชาติ ใชท้ ำ� แกว้ นำ�้ มีความแข็งมาก ใชเ้ ป็นส่วนผสมของเครื่องส�ำอาง เมื่อเจียระไนจะมี ความวาว แรย่ ปิ ซมั มเี นอ้ื ออ่ น ใส เมอ่ื นำ� มา บดใหเ้ ป็นผงจะมีสขี าว เม่ือผสมนำ�้ สามารถปนั้ ขน้ึ รูปได้ แรค่ วอตซ์ ใชท้ ำ� เครื่องประดับ มีความแข็ง บางก้อนใส ไม่มสี ี แรท่ ัลก์ ใชท้ �ำไส้ดินสอด�ำ มเี นอื้ ออ่ น ล่ืนมือ มคี วามวาว นำ� มา บดให้เปน็ ผงได้ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 336699
ชอ่ื -สกลุ เดอื น ชัน้ เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๒ วนั ท่ี พ.ศ. ผลการอภปิ รายขอ้ มูลในใบความรู้ ตาราง ลกั ษณะและสมบัตขิ องแรท่ นี่ �ำมาใช้ทำ� สิ่งต่าง ๆ สงิ่ ตา่ ง ๆ ช่อื แร่ ลกั ษณะและสมบตั ขิ องแรท่ นี่ ำ� มาใชท้ ำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ แรย่ ปิ ซมั นำ� มาบดเปน็ ผงสขี าว เมอ่ื ผสมนำ�้ สามารถปน้ั ขนึ้ รปู ได้ ปนู ปลาสเตอร์ แรค่ วอตซ์ ใส ไม่มีสี ทำ� แกว้ นำ้� ใชเ้ ปน็ สว่ นผสม แรท่ ลั ก์ นำ� มาบดเปน็ ผงได้ ของเครอ่ื งสำ� อาง มีสสี วยงาม มีความแข็ง แรร่ ตั นชาติ ใชท้ ำ� เครอ่ื งประดบั แร่แกรไฟต์ มคี วามแขง็ นอ้ ย เมอ่ื ขดี บนวสั ดทุ แ่ี ขง็ กวา่ จะเกดิ ผงสดี ำ� ใชท้ ำ� ติดบนผิววสั ดไุ ด้ 337700 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ช่อื -สกลุ เดอื น ช้นั เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๒ วันที ่ พ.ศ. ผลการสบื คน้ ข้อมลู คำ� ตอบข้ึนอย่กู บั ผลการสืบค้น เช่น การน�ำแรไ่ ปใช้ประโยชนใ์ นการท�ำสิ่งตา่ ง ๆ ทำ� ป๋ยุ ในเกษตรกรรม ๑. ชอื่ แร่ แรโ่ พแทช-ซลิ ไวต์ นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี แหล่งทีม่ าขอ้ มลู : กรมทรพั ยากรธรณ.ี (2555). ทรพั ยากรธรณี สญั ลกั ษณข์ องจงั หวดั . กรงุ เทพมหนาคร: สายธรุ กจิ โรงพมิ พ์ บรษิ ัทอมรินทร์พริน้ ต้ิงแอนดพ์ บั ลิซซ่ิง จ�ำกดั (มหาชน). สบื ค้นเม่อื 25 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/download/article/article_20161110144257.pdf/ ๒. ชอ่ื แร่ แร่เงนิ นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี ใช้ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ ทำ� เคร่อื งเรอื น ท�ำเครอ่ื งประดับ แหลง่ ทมี่ าขอ้ มูล : The Gem and Jewelry Institue of Thailand. (2563). เงนิ ...โลหะมีค่าทไ่ี มค่ วรมองผา่ น. สืบค้นวันท่ี 24 เมษายน 2563, จาก https://www.git.or.th/g20131120.html ๓. ชอื่ แร่ แร่ตะกั่ว นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี ทำ� ตะกั่วบัดกรี ทำ� แผน่ ตะกวั่ เปน็ สว่ นผสมใน การทำ� สี ท�ำผนังกนั้ รงั สีในอปุ กรณใ์ นหอ้ งปฏบิ ตั ิการเกี่ยวกับปฏกิ รณป์ รมาณู แหลง่ ที่มาข้อมลู : ฟสิ กิ สร์ าชมงคล. (2555). แรต่ ะกว่ั . สบื คน้ เมอ่ื 24 เมษายน 2563, จาก http://www.rmutphysics .com/charud/oldnews/236/stone/lead1.htm ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 337711
ชอ่ื -สกุล เดอื น ชั้น เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๒ วันท ี่ พ.ศ. ๔. ชอ่ื แร่ เหล็ก นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี ใช้ในอุตสาหกรรมผลติ เหลก็ และเหลก็ กลา้ เป็นวสั ดุส�ำหรับผงขดั แหลง่ ทม่ี าขอ้ มูล : กรมทรพั ยากรธรณ.ี (2555). ทรพั ยากรธรณี สญั ลกั ษณข์ องจงั หวดั . กรงุ เทพมหนาคร: สายธรุ กจิ โรงพมิ พ์ บรษิ ทั อมรนิ ทร์พริน้ ตง้ิ แอนด์พับลซิ ซ่ิง จำ� กดั (มหาชน). สบื ค้นเมื่อ 25 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/download/article/article_20161110144257.pdf/ ๕. ชื่อแร่ แร่แลบราโดไรต์ นำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ตา่ ง ๆ ดงั นี้ ใช้ท�ำหนิ ประดับ แหลง่ ที่มาข้อมูล : กรมทรพั ยากรธรณ.ี (2559). แลบราโดไรต.์ สบื คน้ เมอ่ื 24 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/ main.php?filename=labradorite 337722 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ช่ือ-สกลุ เดือน ช้นั เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๒ วันท ี่ พ.ศ. คำ� ถามหลงั จากท�ำกจิ กรรม ๑. เพราะเหตใุ ดจงึ มกี ารน�ำแร่ตา่ ง ๆ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกตา่ งกัน เพราะแรแ่ ตล่ ะชนดิ มีลักษณะและสมบตั ิทแ่ี ตกต่างกัน จงึ นำ� ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดแ้ ตกตา่ งกนั ๒. แรม่ คี วามส�ำคัญตอ่ มนษุ ยอ์ ย่างไร แรม่ คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั ชวี ติ ประจำ� วนั ของมนษุ ย์ เพราะสง่ิ ของเครอื่ งใชใ้ นชวี ติ ประจำ� วนั สว่ นใหญ่ ผลติ หรือมสี ว่ นผสมของแร่ เช่น กระจก แก้วนำ�้ อุปกรณไ์ ฟฟ้า เคร่อื งประดับ ๓. จากกจิ กรรมนี้ สรุปได้ว่าอย่างไร แรแ่ ตล่ ะชนดิ มีลักษณะและสมบตั ทิ ี่แตกต่างกนั จึงมกี ารนำ� ไปใช้ประโยชนใ์ นการท�ำส่งิ ต่าง ๆ ได้แตกต่างกัน ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 337733
ชือ่ -สกลุ เดือน ช้ัน เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๓ วันที่ พ.ศ. ใบงาน ๐๓ : แรท่ พี่ บในประเทศไทยและประโยชนข์ องแร่ บันทึกผลการทำ� กิจกรรม ผลการอภปิ ราย ๑. ชื่อแร่ แรด่ ินเกาลนิ ไนทแ์ ละเบนโทไนท์ บรเิ วณที่พบ จังหวดั ล�ำปาง นราธวิ าส ระนอง น�ำไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� ส่ิงต่าง ๆ ดงั น้ี เป็นสว่ นผสมในโคลนขดั ผวิ มาร์กหน้า แปง้ และลิปสติก แหลง่ ทมี่ าขอ้ มลู : ภัทรนันท์ ทวดอาจ. แร่ดินและการประยุต์ใช้ในด้านเครื่องส�ำอาง. วารสารวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ปที ่ี 1 ฉบบั ท่ี 2. มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั บรุ ีรมั ย.์ สืบค้นเวันที่ 24 เมษายน 2563, จาก https://dspace.bru.ac.th/xmlui/bitstream/ handle/123456789/1169/แรด่ นิ และ การประยกุ ตใ์ ชใ้ นด้านเครอื่ งสาอาง.pdf?sequence=1&isAllowed=y 337744 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชอื่ -สกลุ เดอื น ชนั้ เลขที่ บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๓ วันท ี่ พ.ศ. ๒. ช่ือแร่ แร่แมงกานสี (แร่โลหะ) บรเิ วณท่พี บ เชียงราย น�ำไปใช้ประโยชนใ์ นการท�ำสิง่ ต่าง ๆ ดังน้ี ใช้ในอุตสาหกรรมถ่านไฟฉาย อุตสาหกรรมเหลก็ และโลหะผสมแมงกานีส เปน็ ตัวทำ� ให้เกิดสใี น อิฐ เครื่องป้นั ดินเผา และแกว้ แหลง่ ที่มาข้อมลู : กรมทรพั ยากรธรณ.ี (2555). ทรัพยากรธรณี สญั ลกั ษณ์ของจงั หวดั . กรุงเทพมหนาคร: สายธรุ กจิ โรงพมิ พ์ บรษิ ทั อมรินทรพ์ ร้นิ ติง้ แอนดพ์ บั ลซิ ซ่ิง จ�ำกัด (มหาชน). สืบคน้ เมอ่ื 25 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/download /article/article/article_20161110144257.pdf/ ๓. ช่อื แร่ แรด่ ินขาว บริเวณทพ่ี บ นราธิวาส น�ำไปใช้ประโยชน์ในการท�ำสงิ่ ต่าง ๆ ดังน้ี ใช้เปน็ ตวั เติมในอุตสาหกรรมกระดาษ สไี ฟเบอร์กลาส และใช้เปน็ สว่ นผสมของเนือ้ ดนิ ป้ัน ในอตุ สาหกรรมเคร่อื งเคลอื บดินเผาที่ตอ้ งการความขาวเปน็ พเิ ศษ แหล่งทีม่ าข้อมลู : กรมทรพั ยากรธรณ.ี (2555). ทรัพยากรธรณี สญั ลกั ษณ์ของจงั หวัด. กรงุ เทพมหนาคร: สายธุรกิจ โรงพิมพ์ บริษทั อมรนิ ทร์พริน้ ต้งิ แอนด์พับลซิ ซ่งิ จำ� กดั (มหาชน). สบื คน้ เม่ือ 25 เมษายน 2563, จาก http://www.dmr.go.th/download/article/article_20161110144257.pdf/ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 337755
ช่ือ-สกลุ เดอื น ช้ัน เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๓ วันท่ ี พ.ศ. คำ� ถามหลงั จากทำ� กิจกรรม ๑. ในประเทศไทยมีแหลง่ แรใ่ ดบ้าง และพบทใ่ี ด ประเทศไทยมีแหลง่ แรย่ ปิ ซมั พบมากในจังหวดั พจิ ิตร นครสวรรค์ สรุ าษฎรธ์ านี แหลง่ แรด่ ีบุก พบมากทางภาคใต้ของประเทศ แร่ดินขาว พบมากทจ่ี ังหวดั ลำ� ปาง เชยี งใหม่ ปราจนี บรุ ี ๒. แรท่ พ่ี บนำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สงิ่ ใดไดบ้ า้ ง แรย่ ิปซมั นำ� มาทำ� ปนู ปลาสเตอร์ ปูนซีเมนต์ แผน่ ยิบซมั อดั ชอล์คและป๋ยุ แรด่ บี กุ นำ� มาเคลอื บแผ่นเหล็ก เคลอื บโลหะ แร่ดนิ ขาว นำ� มาทำ� เครอ่ื งปน้ั ดินเผา ทำ� เซรามคิ ท�ำเครื่องประดบั ๓. จากกจิ กรรมนี้ สรปุ ได้ว่าอย่างไร แร่แต่ละชนดิ มลี กั ษณะและสมบตั ิที่แตกตา่ งกนั จงึ มกี ารนำ� ไปใช้ประโยชน์ในการท�ำส่งิ ต่าง ๆ ได้แตกต่างกัน 337766 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชือ่ -สกุล เดอื น ชน้ั เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๔ วันที่ พ.ศ. ใบงาน ๐๔ : แบบฝึกหดั เรอื่ งประโยชน์ของหนิ และแร่ ตอบคำ� ถามต่อไปนีใ้ หถ้ กู ตอ้ ง ๑. เพราะเหตใุ ดจงึ มกี ารนำ� หนิ และแรช่ นดิ ตา่ ง ๆ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน หนิ และแรแ่ ตล่ ะชนดิ มลี กั ษณะและสมบตั ทิ แี่ ตกตา่ งกนั จงึ มกี ารนำ� ไปใชป้ ระโยชนใ์ นการทำ� สง่ิ ตา่ ง ๆ ได้แตกตา่ งกัน ๒. สิ่งใดทำ� มาจากหนิ และสงิ่ ใดทำ� มา ทำ� เครอื่ งหมาย √ ลงในชอ่ ง ทเ่ี ลอื ก ไส้ดนิ สอดำ� หนิ √ แร่ ท�ำมาจาก ครก แร่ ทำ� มาจาก √ หนิ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 337777
ชอ่ื -สกุล เดอื น ช้นั เลขท่ี บ. ๓.๑ / ผ. ๑.๒ - ๐๔ วนั ท ่ี พ.ศ. แกว้ น้�ำ หนิ √ แร่ ท�ำมาจาก ช้อน หิน √ แร่ ท�ำมาจาก ก�ำแพง แร่ ท�ำมาจาก √ หนิ ถ้วยกระเบื้อง ทำ� มาจาก หิน √ แร่ 337788 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
หนว่ ยยอ่ ยที่ ๒ ซากดึกดำ� บรรพแ์ ละการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 379
หน่วยย่อยท่ี ๒ ซากดกึ ด�ำบรรพแ์ ละการนำ� ไปใช้ประโยชน์ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๓ ช่อื หนว่ ย หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ จำ� นวนเวลาเรยี น ๙ ช่วั โมง จำ� นวนแผนการจัดการเรียนรู้ ๒ แผน ส าระสำ� คญั ของหน่วย ซากดึกด�ำบรรพ์เกิดจากการทับถมหรือการประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต จนเกิดเป็น โครงสร้างของซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏอยู่ในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกด�ำบรรพ์ ที่หลากหลาย เช่น พืช ปะการัง หอย ปลา เต่า ไดโนเสาร์ และรอยตีนสัตว์ ซากดึกด�ำบรรพ์ สามารถใชเ้ ปน็ หลกั ฐานหนง่ึ ทช่ี ว่ ยอธบิ ายสภาพแวดลอ้ มของพน้ื ทใี่ นอดตี ขณะเกดิ สงิ่ มชี วี ติ นน้ั เชน่ หากพบซากดึกด�ำบรรพ์ของหอยน�้ำจืด สภาพแวดล้อมบริเวณน้ันอาจเคยเป็นแหล่งน�้ำจืดมาก่อน และหากพบซากดึกด�ำบรรพ์ของพืช สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอาจเคยเป็นป่ามาก่อน นอกจากน้ี ซากดึกดำ� บรรพ์ยังสามารถใช้ระบอุ ายุของหนิ และเปน็ ข้อมูลในการศึกษาววิ ัฒนาการของสงิ่ มีชวี ติ มาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชวี้ ัด มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลกและ บนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทัง้ ผลต่อสง่ิ มีชีวติ และสิง่ แวดล้อม ตวั ชว้ี ัด ว ๓.๒ ป. ๖/๓ สรา้ งแบบจำ� ลองทอ่ี ธบิ ายการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพแ์ ละคาดคะเนสภาพแวดลอ้ ม ในอดตี ของซากดกึ ดำ� บรรพบ์ รรยายและยกตัวอยา่ งการใช้ประโยชน์ของหิน 380 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ลำ� ดับการนำ� เสนอแนวคดิ หลกั ของหน่วยยอ่ ยท่ี ๒ ซากดึกด�ำบรรพแ์ ละการนำ� ไปใช้ประโยชน์ ซากดึกดำ� บรรพ์เกดิ จากโครงร่างหรือรอ่ งรอยของสิ่งมีชวี ิตในอดีตโดยอาศยั ปจั จยั ต่าง ๆ ตามธรรมชาติ สว่ นใหญพ่ บในหนิ ตะกอนหรืออาจพบอยใู่ นวัสดุอน่ื ๆ ตามธรรมชาติ ซากดึกดำ� บรรพท์ ่ีพบในหนิ ตะกอนสว่ นใหญจ่ ะเกิดข้นึ พรอ้ ม ๆ กับการเกิดหนิ ตะกอน ซากดึกดำ� บรรพม์ ีประโยชนท์ ง้ั ใชศ้ กึ ษาการล�ำดบั ชั้นหนิ ระบุอายขุ องหิน เปรยี บเทยี บอายชุ ัน้ หิน ใชศ้ ึกษาสภาพแวดลอ้ มในอดีตของพืน้ ท่ี และใชศ้ กึ ษาวิวัฒนาการของส่ิงมชี ีวติ ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 381
โครงสร้างของหน่วยย่อยท่ี ๒ ซากดกึ ด�ำบรรพ์และการนำ� ไปใช้ประโยชน์ หนว่ ยการเรยี นรู้ ชอ่ื หน่วยย่อย จำ� นวนแผน ชื่อแผนการจดั การเรียนรู้ จ�ำนวนช่วั โมง หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๓ หนว่ ยย่อยที่ ๒ ๒ ๒.๑ การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ๖ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ ซากดึกด�ำบรรพ์ ๓ ๒.๒ ป ร ะ โ ย ช น ์ ข อ ง และการน�ำไป ซ า ก ดึ ก ด� ำ บ ร ร พ ์ ใช้ประโยชน์ 382 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ค�ำชแี้ จงประกอบแผนจดั การเรยี นรู้ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๓ แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ ๒.๑ การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ เวลา ๖ ชั่วโมง ๑. สาระสำ� คัญของแผน ซากดึกด�ำบรรพ์เป็นโครงร่างหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต ส่วนใหญ่พบในหินตะกอน จนเกิดเป็นโครงสร้างของซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตท่ีปรากฏอยู่ในหิน พบซากดึกด�ำบรรพ์ ทหี่ ลากหลาย เชน่ พชื ปะการงั หอย ปลา เตา่ ไดโนเสาร์ และรอยตนี สตั ว์ ๒. ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ ในการนำ� ไปใช้ (ใหร้ ะบสุ งิ่ ทต่ี อ้ งการเนน้ หรอื ขอ้ สงั เกต ขอ้ เสนอแนะคำ� แนะนำ� ) ในเรื่องต่อไปน้ี คือ ๒ .๑ ขอบขา่ ยเน้ือหา ซากดกึ ดำ� บรรพเ์ กดิ จากการทบั ถมหรอื การประทบั รอยของสงิ่ มชี วี ติ ในอดตี จนเกดิ เปน็ โครงรา่ ง หรือร่องรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีตที่ปรากฏอยู่ในหิน ซากดึกด�ำบรรพ์ที่เกิดจากโครงร่างของ สง่ิ มชี วี ติ ในอดตี เชน่ ซากดกึ ดำ� บรรพไ์ ม้ ซากดกึ ดำ� บรรพป์ ลา หอย สตั วท์ ะเล ซงึ่ ซากดกึ ดำ� บรรพน์ ี้ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชั้นหินตะกอน เกิดเม่ือสิ่งมีชีวิตนั้นตายลงในแอ่งสะสมตะกอน แล้วไม่มีสิ่งใด มารบกวนให้ซากของสิ่งมีชีวิตกระจัดกระจาย เม่ือซากสิ่งมีชีวิตถูกย่อยสลายเหลือแต่โครงร่างแข็ง แล้วเม่ือเวลาผ่านไป ตะกอนชุดใหม่มาสะสมปิดทับโครงร่างของสิ่งมีชีวิต สารต่าง ๆ ที่ละลาย อยู่ในน้�ำจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปในโครงร่างแข็ง เมื่อเวลาผ่านไปสารต่าง ๆ นี้จะแข็งตัว กลายเปน็ ซากดกึ ดำ� บรรพซ์ ง่ึ จะมรี ปู รา่ งเหมอื นโครงรา่ งแขง็ ชองสงิ่ มชี วี ติ และตะกอนทท่ี บั ถมรอบ ๆ และอยู่เหนือซากดึกด�ำบรรพ์จะแข็งตัวเป็นหินตะกอน แล้วเม่ือเวลาผ่านไป หินตะกอนน้ีผุพังและ กร่อนออกไป ท�ำให้ซากดึกด�ำบรรพ์โผล่ออกมาให้เห็น ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีเกิดจากร่องรอยของ ส่ิงมีชีวิตในอดีต เช่น รอยตีนไดโนเสาร์ ส่วนใหญ่เกิดในหินตะกอน โดยเมื่อสัตว์เดินไปท่ีตะกอน ยงั ไมแ่ ขง็ เปน็ หนิ จะทงิ้ รอยไว้ เมอ่ื มตี ะกอนชดุ ใหมม่ าสะสมตรงรอย แลว้ ตะกอนนน้ั แขง็ ตวั เกดิ เปน็ ซากดึกด�ำบรรพ์ที่ลักษณะเป็นรูปเหมือนรอยประทับท่ีสัตว์ท้ิงไว้ ตะกอนที่ทับถมนั้นจะแข็งตัว กลายเป็นหินตะกอนทั้งหมด เม่ือเวลาผ่านไปหินตะกอนท่ีทับถมซากดึกด�ำบรรพ์นั้นแตกออก ตามแนวระนาบของชน้ั หินทมี่ ซี ากดกึ ดำ� บรรพอ์ ยู่ ท�ำให้เห็นซากดึกดำ� บรรพท์ ี่เรียกว่ารอยพิมพ์และ รปู พิมพ์ ๒.๒ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ (ความรู้ ทักษะ คุณธรรมจริยธรรม ค่านยิ ม) (ถา้ มี) จดุ ประสงคด์ ้านความรู้ ๑. อธบิ ายการเกดิ ซากดกึ ด�ำบรรพ์ที่เกิดจากโครงรา่ งของสิง่ มชี ีวิตในอดีต ๒. อธบิ ายการเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ท่เี กดิ จากรอ่ งรอยของสงิ่ มชี ีวิตในอดีต 383 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
จุดประสงคด์ า้ นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ๑. การสงั เกต ๒. การวัด ๓. การหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างสเปซกับสเปซ ๔. การจัดกระทำ� และสอ่ื ความหมายข้อมลู ๕. การลงความเห็นจากขอ้ มูล ๖. การตคี วามหมายและลงข้อสรุป ๗. การสร้างแบบจำ� ลอง จุดประสงคด์ า้ นคณุ ธรรม ๑ . มุ่งม่นั ในการท�ำงาน ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๒.๓ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ๑) การเตรยี มตัวของครู นกั เรียน (การจัดกลมุ่ ) (ถ้ามี) การจดั กลุ่ม โดยแบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุม่ กลมุ่ ละ ๔-๕ คน ๒) การเตรยี มสอ่ื วสั ดุอุปกรณ์ ของครู นกั เรียน (ถ้ามี) ส่งิ ทค่ี รูตอ้ งเตรียม คอื ๑. ทรายละเอียด ๕๐ กรัม/กลุม่ ๒. ปูนปลาสเตอร์ ๒๕๐ กรมั /กล่มุ ๓. เปลอื กหอยทม่ี ีขนาดเล็กสำ� หรบั วางในกล่องนมได้ ๒-๓ อัน/กลมุ่ ๔. สีผสมอาหารแบบนำ้� ๒ ส ี สีละ ๑ ขวด/หอ้ ง ๕. น้ำ� ๒๐๐ ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร/กลมุ่ ๖. ชอ้ นพลาสตกิ หรือไม้ส�ำหรบั คนสารผสม ๑ คนั /กลุ่ม ๗. หลอดหยด ๑ อัน/กลุม่ ๘. พู่กันหรอื แปรงขนาดเลก็ ๑ ด้าม/กล่มุ ๙. ไม้ไอศกรมี ๑ อัน/กลุ่ม ๑๐. ภาชนะสำ� หรบั ผสม ๑ ใบ/กลมุ่ ๑๑. กรรไกร ๑ เล่ม/กลมุ่ ๑๒. กล่องนมขนาด ๓๐๐ ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร ๒ กลอ่ ง/กล่มุ ๑๓. บีกเกอร์ ๑๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ๑ ใบ/กลุม่ ๑๔. ไดโนเสารพ์ ลาสติกท่มี ขี นาดรอยตีนไม่เกนิ ๓ เซนติเมตร ๑ ตวั /กลมุ่ ๑๕. ดนิ นำ�้ มนั ๑๕๐ กรัม/กลุ่ม ๑๖. เครอื่ งชัง่ ผลไมข้ นาดเลก็ หรอื เครื่องชัง่ ดิจิตอล ๑ เคร่อื ง/ห้อง ๑๗. กระดาษหนังสอื พมิ พ์ส�ำหรับรองโต๊ะ 384 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ส่งิ ทนี่ กั เรยี นตอ้ งเตรียม คือ - ๓) เตรยี มใบงาน ใบความรู้ ใบกิจกรรม (ถา้ ม)ี ๓.๑ ใบงาน ๐๑ การเกดิ ซากดกึ ด�ำบรรพท์ ่เี กิดจากโครงรา่ งของสงิ่ มชี ีวิตในอดตี ๓.๒ ใบงาน ๐๒ การเกิดซากดึกด�ำบรรพท์ ี่เกิดจากรอ่ งรอยของสิ่งมชี ีวติ ในอดีต ๓.๓ ใบงาน ๐๓ แบบฝกึ หดั เรอ่ื งการเกิดซากดกึ ดำ� บรรพ์ ๓.๔ ใบความรู้เรื่องการเกดิ ซากดกึ ด�ำบรรพ์ทเี่ กิดจากโครงร่างของส่ิงมชี ีวิตในอดตี ๓.๕ ใบความรู้เร่อื งการเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีเกิดจากรอ่ งรอยของส่ิงมีชวี ติ ในอดตี ๒.๔ วดั ผลประเมินผล (ถา้ มี) ๑) วิธกี ารวัดผลประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ การตอบคำ� ถามในใบงาน ๑.๒ สังเกตทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการท�ำกิจกรรม ๑.๓ สงั เกตพฤตกิ รรมด้านคุณธรรมขณะท�ำกิจกรรม ๒) วธิ กี าร เครือ่ งมอื เกณฑ์ ๒.๑ เคร่ืองมอื และเกณฑใ์ นการประเมินดา้ นความรู้ ตรวจใหค้ ะแนนจากการตอบค�ำถามในใบงาน แลว้ ใช้เกณฑใ์ นการใหค้ ะแนนดังนี้ - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ�่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๒.๒ เครอ่ื งมือและเกณฑ์ในการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สงั เกตทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ โดยใช้แบบประเมินทกั ษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตร์ (ดังแนบ) นำ� คะแนนมารวมกัน แล้วใชเ้ กณฑ์ในการใหค้ ะแนนดงั น้ี - มากกว่า ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ่� กว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๒.๓ เครือ่ งมือและเกณฑ์ในการประเมินด้านคณุ ธรรม สงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรมโดยใชแ้ บบประเมนิ ดา้ นคณุ ธรรม (ดงั แนบ) นำ� คะแนน มารวมกนั แลว้ ใช้เกณฑใ์ นการให้คะแนนดงั นี้ - มากกว่า ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน - ๕๐ % - ๗๙ % ได้ ๒ คะแนน - ตำ�่ กว่า ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 385
๓) การทดสอบก่อนเรยี น หลังเรียน แบบฝึกหดั กอ่ นเรยี น หลังเรียน ท�ำแบบฝกึ หดั ในใบงานหลงั เรยี น ๓. อน่ื ๆ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... 386 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ )
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 387 แนวการจดั กิจกรรมการเรียนรขู้ องแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒.๑ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ เรอ่ื งการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ ์ เวลา ๖ ชั่วโมง ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร ์ แนวการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขน้ั นำ� • ตรวจสอบความรูเ้ ดมิ เกย่ี วกบั การเกดิ ซากดึกดำ� บรรพ์ ขั้นสอน • ท�ำใบกิจกรรมที่ ๑ ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีเกิดจากโครงร่างของสิ่งมีชีวิตในอดีตเกิดข้ึนได้อย่างไร และท�ำใบงาน ๐๑ ขัน้ สรปุ การเกิดซากดกึ ด�ำบรรพท์ ีเ่ กิดจากโครงรา่ งของสง่ิ มีชวี ติ ในอดตี ขัน้ ประเมนิ ผล • อา่ นใบความรเู้ รอ่ื งการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จากโครงรา่ งของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี อภปิ รายและเปรยี บเทยี บการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ในแบบจำ� ลองกบั การเกดิ ตามธรรมชาตแิ ละเขยี นแผนภาพการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เ่ี กดิ จากโครงรา่ งของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี • ท�ำใบกิจกรรมท่ี ๒ ซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีเกิดจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตเกิดข้ึนได้อย่างไร และท�ำใบงาน ๐๒ การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จากรอ่ งรอยของส่งิ มชี ีวิตในอดีต • อ่านใบความรู้เรื่องการเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ที่เกิดจากการประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต อภิปรายและเปรียบเทียบ การเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ในแบบจ�ำลองกับการเกิดตามธรรมชาติ และเขียนแผนภาพการเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ ท่เี กดิ จากการประทับรอยของส่ิงมีชวี ติ ในอดตี • อภิปรายและลงขอ้ สรุปเกยี่ วการเกิดซากดึกดำ� บรรพ์ทเ่ี กิดจากโครงรา่ งของสิ่งมชี ีวิตในอดีต • อภปิ รายและลงขอ้ สรุปเกย่ี วการเกิดซากดึกดำ� บรรพท์ ่ีเกดิ จากการประทับรอยของสง่ิ มีชีวติ ในอดีต • ทำ� ใบงาน ๐๓ แบบฝึกหัด เรอื่ งกระบวนการเกดิ ซากดึกด�ำบรรพ์ • ประเมนิ จากการตอบค�ำถาม • ประเมนิ จากการทำ� กิจกรรมในช้ันเรยี น • ประเมินจากการทำ� แบบฝกึ หดั
388 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๒.๑ การเกิดซากดึกดำ� บรรพ์ เวลา ๖ ช่ัวโมง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยที่ ๒ ซากดึกด�ำบรรพ์และการน�ำไปใชป้ ระโยชน์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ขอบเขตเนือ้ หา กจิ กรรมการเรียนรู้ (๖ ชว่ั โมง) สื่อ / แหลง่ เรียนรู้ ซากดกึ ดำ� บรรพเ์ กดิ จากการทบั ถม ชวั่ โมงที่ ๑ ๑. ทรายละเอยี ด หรือการประทับรอยของสิ่งมีชีวิต ขนั้ น�ำ (๕ นาที) ๒. ปนู ปลาสเตอร์ ในอดีต จนเกิดเป็นโครงร่างหรือ ๑. ครตู รวจสอบความรเู้ ดมิ เกย่ี วกบั ซากดกึ ดำ� บรรพ์ โดยนำ� รปู กา้ งปลา กระดกู หมู ๓. เปลอื กหอย ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีต กระดกู ไก่ ซากดกึ ดำ� บรรพป์ ลา ซากดกึ ดำ� บรรพร์ อยตนี ไดโนเสาร์ มาใหน้ กั เรยี น ๔. สีผสมอาหารแบบน้�ำ ทปี่ รากฏอยใู่ นหนิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ สังเกต แลว้ ครใู ช้ค�ำถามดังนี้ ๕. น้�ำ ที่เกิดจากโครงร่างของส่ิงมีชีวิต ๑.๑ จากรปู อะไรบา้ งทเี่ ปน็ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ (นกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจของ ๖. ชอ้ นพลาสตกิ หรือไมส้ ำ� หรับคน ในอดีต เช่น ซากดึกด�ำบรรพ์ไม้ ตนเอง ค�ำตอบที่ถูกคือ ซากดึกด�ำบรรพ์ปลา ซากดึกด�ำบรรพ์รอยตีน สารผสม ซ า ก ดึ ก ด� ำ บ ร ร พ ์ ป ล า ห อ ย ไดโนเสาร์) ๗. หลอดหยด สัตว์ทะเล ซ่ึงซากดึกด�ำบรรพ์นี้ ๑.๒ ถา้ สตั วเ์ ลย้ี งของนกั เรยี นตายแลว้ นำ� ไปฝงั นกั เรยี นคดิ วา่ รา่ งของสตั วเ์ ลยี้ ง ๘. พกู่ นั หรอื แปรงขนาดเลก็ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช้ันหินตะกอน จะกลายเป็นซากดกึ ด�ำบรรพ์ได้หรือไม่ เพราะเหตใุ ด (นกั เรียนตอบตาม ๙. ไมไ้ อศกรมี เ กิ ด เ มื่ อ สิ่ ง มี ชี วิ ต นั้ น ต า ย ล ง ความเข้าใจของตนเอง) ๑๐. ภาชนะสำ� หรับผสม ในแอ่งสะสมตะกอน แล้วไม่มี ๑.๓ ซากดกึ ดำ� บรรพม์ ลี กั ษณะอยา่ งไร (นกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) ๑๑. กรรไกร สง่ิ ใดมารบกวนใหซ้ ากของสง่ิ มชี วี ติ ขน้ั สอน (๕๐ นาท)ี ๑๒. กลอ่ งนม กระจัดกระจาย เม่ือซากสิ่งมีชีวิต ๒. ครชู กั ชวนนกั เรยี นไปหาคำ� ตอบเกยี่ วกบั ซากดกึ ดำ� บรรพ์ โดยใหน้ กั เรยี นอา่ นชอื่ ๑๓. บีกเกอร์ ถูกย่อยสลายเหลือแต่โครงร่างแข็ง กจิ กรรมและจดุ ประสงค์ ในใบกจิ กรรมท่ี ๑ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จากโครงรา่ ง ๑๔. เคร่ืองช่ัง แลว้ เมอื่ เวลาผา่ นไป ตะกอนชดุ ใหม่ ของส่ิงมีชีวิตในอดีตเกิดขึ้นได้อย่างไร หน้า ๑๕๑ จากนั้นร่วมกันอภิปราย ๑๕. ไดโนเสาร์พลาสติก มาสะสมปดิ ทบั โครงรา่ งของสง่ิ มชี วี ติ เพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจเกยี่ วกบั จดุ ประสงคใ์ นการทำ� กจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามดงั น้ี ๑๖. ดินนำ้� มัน
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 389 แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๒.๑ การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ หน่วยย่อยท่ี ๒ ซากดึกด�ำบรรพ์และการนำ� ไปใช้ประโยชน์ เวลา ๖ ช่วั โมง กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ สารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน�้ำจะ ๒.๑ กจิ กรรมนน้ี กั เรยี นจะไดเ้ รยี นเรอ่ื งอะไร (การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จาก ภาระงาน / ชนิ้ งาน ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในโครงร่างแข็ง โครงรา่ งของส่ิงมีชวี ิตในอดีต) ๑. การบนั ทกึ ผลการทำ� กจิ กรรม เม่ือเวลาผ่านไปสารต่าง ๆ น้ี ๒.๒ นกั เรยี นจะไดเ้ รยี นรู้เรื่องนดี้ ว้ ยวธิ ีใด (สรา้ งแบบจ�ำลอง) ในใบกจิ กรรม จะแข็งตัวกลายเป็นซากดึกดำ� บรรพ์ ๒.๓ เมอื่ เรยี นแลว้ นกั เรยี นจะทำ� อะไรได้ (อธบิ ายการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จาก ๒. การตอบค�ำถามในชน้ั เรยี น ซ่ึงจะมีรูปร่างเหมือนโครงร่างแข็ง โครงรา่ งของสิง่ มชี ีวติ ในอดตี ) ชองสิ่งมีชีวิต และตะกอนท่ีทับถม ๓. ครแู จง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ใหน้ กั เรยี นทราบอีกคร้ัง วิธีการประเมนิ รอบ ๆ และอยเู่ หนอื ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ๔. นกั เรยี นอา่ นวสั ด-ุ อปุ กรณ์ หนา้ ๑๕๑ และวธิ ที ำ� ขอ้ ๑-๒ หนา้ ๑๕๒-๑๕๓ โดย ๑. การตอบคำ� ถามในแบบฝกึ หดั จะแข็งตัวเป็นหินตะกอน แล้วเมื่อ ฝึกอ่านตามความเหมาะสม จากนั้นร่วมกันอภิปรายเพ่ือสรุปข้ันตอนการท�ำ ๒. สังเกตทักษะกระบวนการ เวลาผ่านไป หินตะกอนน้ีผุพังและ กจิ กรรม โดยใชค้ ำ� ถามตอ่ ไปน้ี (ครอู าจเขยี นสรปุ เปน็ ขน้ั ตอนสน้ั ๆ บนกระดาน) ทางวิทยาศาสตร์ในการ กร่อนออกไป ทำ� ให้ซากดึกดำ� บรรพ์ ๔.๑ นกั เรยี นจะใชว้ สั ด-ุ อปุ กรณเ์ หลา่ นท้ี ำ� อะไร (จำ� ลองการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ)์ ทำ� กจิ กรรม โผล่ออกมาให้เห็น ซากดึกด�ำบรรพ์ ๔.๒ ขน้ั ตอนแรกนกั เรยี นตอ้ งทำ� อยา่ งไร (ตดั กลอ่ งนมดา้ นบนออกตามรปู ในขอ้ ๑.๑) ๓. สงั เกตพฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม ท่ีเกิดจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ๔.๓ ส่วนผสมท่ีใช้ในแบบจ�ำลองตะกอนชั้นท่ี ๑ มีอะไรบ้าง แต่ละอย่างใช้ ขณะทำ� กจิ กรรม ในอดีต เช่น รอยตีนไดโนเสาร์ ปรมิ าณเทา่ ไร (ใชป้ นู ปลาสเตอร์ ๑๐๐ กรมั นำ้� ๗๐ ลกู บาศกเ์ ชนติเมตร ส ่ ว น ใ ห ญ ่ เ กิ ด ใ น หิ น ต ะ ก อ น และสผี สมอาหารสหี น่งึ จ�ำนวน ๓ หยด) โ ด ย เ มื่ อ สั ต ว ์ เ ดิ น ไ ป ที่ ต ะ ก อ น ๔.๔ นกั เรยี นชงั่ ปนู ปลาสเตอรอ์ ยา่ งไร (นำ� กระดาษหรอื ภาชนะวางบนเครอื่ งชง่ั ยังไม่แข็งเป็นหิน จะท้ิงรอยไว้ อ่านค่าไว้ จากนั้นใส่ปนู ปลาสเตอรล์ งไปจนได้คา่ ท่ีต้องการรวมกับมวล เ ม่ื อ มี ต ะ ก อ น ชุ ด ใ ห ม ่ ม า ส ะ ส ม ของกระดาษหรอื ภาชนะ) ตรงรอยแล้วตะกอนนั้นแข็งตัว ๔.๕ นำ� สว่ นผสมทงั้ หมดมาทำ� อยา่ งไร (นำ� สว่ นผสมทง้ั หมดมาใสภ่ าชนะสำ� หรบั เกิดเป็นซากดึกด�ำบรรพ์ท่ีลักษณะ ผสมคนใหเ้ ขา้ กัน แล้วเทใส่กล่องนมทเ่ี ตรยี มไว้ ทิง้ ไว้ ๕ นาที)
390 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๒.๑ การเกดิ ซากดึกดำ� บรรพ์ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ หนว่ ยยอ่ ยท่ี ๒ ซากดกึ ด�ำบรรพแ์ ละการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ เวลา ๖ ชวั่ โมง กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๖ เป็นรูปเหมือนรอยประทับที่สัตว์ ๔.๖ หลงั จากสว่ นผสมเรม่ิ แขง็ ตวั นกั เรยี นตอ้ งทำ� อยา่ งไรตอ่ ไป (นำ� เปลอื กหอย เกณฑก์ ารประเมิน ทิ้งไว้ ตะกอนที่ทับถมนั้นจะแข็งตัว ๒-๓ อนั ไปวางบนช้นั ตะกอนให้ห่างกันเล็กนอ้ ย) ๑. การตอบค�ำถามในแบบฝกึ หัด ก ล า ย เ ป ็ น หิ น ต ะ ก อ น ท้ั ง ห ม ด ๔.๗ ส่วนผสมท่ีใช้ในแบบจ�ำลองตะกอนช้ันท่ี ๒ มีอะไรบ้าง แต่ละอย่าง ได้ถกู ตอ้ งดว้ ยตนเอง เม่ือเวลาผ่านไปหินตะกอนที่ทับถม มปี รมิ าณเทา่ ไร (ใชป้ นู ปลาสเตอร์ ๕๐ กรมั นำ�้ ๕๐ ลกู บาศกเ์ ชนตเิ มตร - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ซ า ก ดึ ก ด� ำ บ ร ร พ ์ น้ั น แ ต ก อ อ ก และสีผสมอาหารอกี สีหน่งึ จ�ำนวน ๓ หยด) - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน ต า ม แ น ว ร ะ น า บ ข อ ง ช้ั น หิ น ๔.๘ นำ� สว่ นผสมทง้ั หมดมาทำ� อยา่ งไร (นำ� สว่ นผสมทงั้ หมดมาใสภ่ าชนะสำ� หรบั - ตำ�่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ที่มีซากดึกด�ำบรรพ์อยู่ท�ำให้เห็น ผสมคนใหเ้ ขา้ กนั แลว้ เททบั ลงบนตะกอนชนั้ ท่ี ๑ และวางทง้ั ไว้ ๑๕ นาที ๒. มีทักษะกระบวนการทาง ซากดึกด�ำบรรพ์ที่เรียกว่ารอยพิมพ์ หรอื จนกวา่ ช้นั ตะกอนจะแขง็ ตัว) วิทยาศาสตรข์ ณะท�ำกิจกรรม และรปู พมิ พ์ ๔.๙ ปูนปลาสเตอร์ท่ีผสมกับน�้ำและสีผสมอาหารน่าจะใช้แทนสิ่งใด (แทน - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ตะกอนที่มารวมกนั ) - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน จดุ ประสงคด์ า้ นความรู้ ๔.๑๐ การเทปนู ปลาสเตอรท์ ผ่ี สมแลว้ ในแตล่ ะชน้ั แทนอะไร (แทนชนั้ ของตะกอน - ตำ�่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน ๑. อธบิ ายการเกิดซากดึกด�ำบรรพ์ที่ แต่ละช้ันท่ีมาสะสมในเวลาทต่ี า่ งกัน) ๓. มีคุณลักษณะด้านคณุ ธรรม เกิดจากโครงร่างของส่ิงมีชีวิต ๔.๑๑ เปลอื กหอยแทนอะไรในแบบจ�ำลอง (แทนซากดกึ ด�ำบรรพ์) - มากกวา่ ๘๐ % ได้ ๓ คะแนน ในอดีต ๔.๑๒ หลงั จากสว่ นผสมเรม่ิ แขง็ ตวั นกั เรยี นตอ้ งทำ� อยา่ งไรตอ่ ไป (ใชก้ รรไกรตดั - ๕๐ % -๗๙ % ได้ ๒ คะแนน ๒. อธบิ ายการเกดิ ซากดึกด�ำบรรพท์ ี่ กล่องนมออกจากแบบจ�ำลอง) - ตำ�่ กวา่ ๕๐ % ได้ ๑ คะแนน เกิดจากร่องรอยของส่ิงมีชีวิตใน ๔.๑๐ เมอื่ ตดั กลอ่ งนมออกจากแบบจำ� ลองแลว้ ขนั้ ตอนตอ่ ไปทำ� อยา่ ง (รว่ มกนั อดีต อภปิ รายกอ่ นวา่ ถา้ ขดู ตะกอนชน้ั ที่ ๒ จะพบอะไรในชนั้ ตะกอน จากนน้ั ขดู ตะกอนชน้ั ท่ี ๒ ออกโดยใชไ้ มไ้ อศกรมี ขดู และใชพ้ กู่ นั และแปรงขนาดเลก็ คอ่ ย ๆ ปัดเศษปูนออก)
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) 391 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๒.๑ การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ เวลา ๖ ช่วั โมง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนว่ ยย่อยท่ี ๒ ซากดกึ ด�ำบรรพแ์ ละการนำ� ไปใช้ประโยชน์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ จุดประสงค์ด้านทักษะกระบวนการ ๕. เมอื่ นักเรยี นเขา้ ใจวธิ ีการท�ำกจิ กรรมแลว้ ครแู จกวสั ดอุ ปุ กรณ์ และให้นกั เรียน ทางวทิ ยาศาสตร์ ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอน คอยช่วยฝึกทักษะการวัด การใช้อุปกรณ์ให้ถูกต้อง ๑. การสงั เกต และใหช้ ่วยกันรกั ษาความสะอาดด้วย ๒. การวัด ๖. เมอื่ เทตะกอนชนั้ ที่ ๒ ครบ ๑๕ นาทหี รอื จนกวา่ ชนั้ ตะกอนจะแขง็ ตวั แตแ่ ขง็ ไมม่ าก ๓. การหาความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ให้รีบขูดตะกอนชั้นที่ ๒ ออกทันที เพราะถ้านานเกินไปอาจขูดออกไม่ได้ สเปซกับสเปซ หลังจากท่ีนักเรียนขูดตะกอนชั้นท่ี ๒ ออกแล้ว ครูอาจให้นักเรียนน�ำเสนอว่า ๔. การจดั กระทำ� และสอ่ื ความหมาย พบอะไรบ้าง และสิ่งใดเป็นซากดึกด�ำบรรพ์ และให้นักเรียนเก็บกล่องนม ขอ้ มูล ทีท่ �ำน้ไี ว้เพือ่ นำ� มาอภปิ รายในชว่ั โมงตอ่ ไป ๕. การลงความเห็นจากขอ้ มูล ข้นั สรุป (๕ นาท)ี ๖. การตคี วามหมายและลงขอ้ สรปุ ๗. ครูให้นักเรียนสรุปสิ่งท่ีได้เรียนรู้ในชั่วโมงน้ีตามความเข้าใจของตนเองว่า ๗. การสร้างแบบจำ� ลอง ซากดกึ ด�ำบรรพเ์ กิดขน้ึ ไดอ้ ย่างไร ๘. ครใู หน้ กั เรยี นไปสบื คน้ ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การคน้ พบซากดกึ ดำ� บรรพท์ เ่ี กดิ จาก จดุ ประสงค์ดา้ นคุณธรรม โครงรา่ งของสง่ิ มชี วี ติ ในอดตี (ในประเทศไทยหรอื ตา่ งประเทศกไ็ ด)้ ชนดิ และ ๑. มุ่งมนั่ ในการท�ำงาน อายขุ องซากดกึ ดำ� บรรพท์ พ่ี บ และสถานทพี่ บกลมุ่ ละ ๓ บรเิ วณ พรอ้ มกบั จดบนั ทกึ ๒. ใฝเ่ รียนรู้ แหลง่ ทม่ี าของขอ้ มลู โดยครอู าจแนะนำ� คำ� สบื คน้ เชน่ ซากดกึ ดำ� บรรพใ์ นไทย ซากดกึ ดำ� บรรพป์ ลา หอย สตั วท์ ะเล ไดโนเสาร์ และแนะนำ� แหลง่ การเรยี นรทู้ ่ี นา่ เชอ่ื ถอื เชน่ กรมทรพั ยากรธรณี สารานกุ รมไทย ขา่ ว ขอ้ มลู จากมหาวทิ ยาลยั
392 ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สำ� หรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๓ หนิ และซากดกึ ดำ� บรรพ์ แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๒.๑ การเกดิ ซากดึกดำ� บรรพ์ เวลา ๖ ช่ัวโมง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี หน่วยยอ่ ยท่ี ๒ ซากดึกด�ำบรรพ์และการนำ� ไปใชป้ ระโยชน์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๖ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ชวั่ โมงท่ี ๒ ขั้นน�ำ (๕ นาท)ี ๙. ครูทบทวนสง่ิ ทไี่ ดท้ �ำไปในชัว่ โมงทแี่ ล้ว โดยใช้ค�ำถามดงั นี้ ๙.๑ จากแบบจ�ำลองท่ีสร้างไว้ นักเรียนคิดว่าซากดึกด�ำบรรพ์เกิดได้อย่างไร (เกิดจากชนั้ ตะกอนทบั เปลอื กหอยไว้ แล้วเมื่อชนั้ ตะกอนแข็งตวั เป็นหนิ เปลือกหอยก็แข็งตัวเปน็ ซากดกึ ดำ� บรรพด์ ้วย) ๙.๒ นักเรียนคิดวา่ เปลือกหอยท่ีนกั เรียนใสล่ งในแบบจำ� ลองใชแ้ ทนสงิ่ ใดใน ธรรมชาติ (ใช้แทนซากส่ิงมชี วี ิตในอดีต) ๑๐. ครูแจง้ จุดประสงค์ทน่ี ักเรยี นจะได้เรียนรูใ้ นชั่วโมงน้ีใหน้ กั เรยี นทราบ ขั้นสอน (๕๐ นาที) ๑๑. ครใู ห้นกั เรียนอา่ นวธิ ีทำ� ข้อ ๓-๕ ในใบกิจกรรมท่ี ๑ หนา้ ๑๕๓ ดว้ ยวิธีการ อา่ นตามความเหมาะสม จากนั้นครูตรวจสอบความเข้าใจในขน้ั ตอนการท�ำ กิจกรรม โดยใช้ค�ำถามดังตอ่ ไปนี้ ๑๑.๑ นกั เรยี นตอ้ งอา่ นใบความรเู้ รอื่ งอะไร (การเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพท์ เี่ กดิ จาก โครงร่างของส่งิ มีชวี ติ ในอดีต) ๑๑.๒ นกั เรยี นอา่ นใบความรเู้ พอ่ื อะไร (นำ� ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากใบความรอู้ า่ นใบความรู้ มาอภิปรายวา่ วสั ดุทใี่ ชใ้ นการสร้างแบบจ�ำลองน้ี แทนส่งิ ใดในการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพใ์ นธรรมชาติ และเปรยี บเทยี บการเกดิ ซากดกึ ดำ� บรรพ์ ในแบบจ�ำลองกบั การเกิดตามธรรมชาต)ิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 477
Pages: