Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ວິຊາ การออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศ

ວິຊາ การออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศ

Published by lavanh9979, 2021-08-24 09:10:19

Description: ວິຊາ การออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศ

Search

Read the Text Version

ความรเู้ ก่ยี วกับขอ้ มลู และฐานข้อมลู | 219 1.2 แบบฝังในตัวโปรแกรม (Embedded SQL) คือการเขียนโปรแกรมในการบริหารจัดการทาคาส่ังจากภาษา SQL ด้ ว ย ก า ร ฝ่ั ง ค า ส่ั ง ไ ว้ ใ น โ ป ร แ ก ร ม เ พื่ อ ล ด ค ว า ม ซั บ ซ้ อ น ใ น ก า ร เ รี ย ก ใ ช้ ค า ส่ั ง เพื่อประสทิ ธิภาพในการทางานย่ิงขน้ึ ดังตัวอย่างภาพที่ 4.38 แสดงโค้ดเขียนโปรแกรม ภาษา PHP แบบ Embedded SQL <?php //session_start(); if ($_POST['input_captcha']!= $_SESSION['captcha']) { header(\"Location:err.php?error_id=0&back_file=form_login.php\"); exit; //ยกเลกิ การใชง้ าน session session_unset(); session_destroy(); } else { $sql=\" SELECT * FROM users WHERE username='$_POST[username]' AND pass='$_POST[pass]' \"; $res = mysqli_query($conn,$sql); if ( ! $res ) die ( \"SELECT Username or password มขี อ้ ผดิ พลาด\"); $row=mysqli_fetch_array($res,MYSQLI_ASSOC); if(empty($row['username'])) { header(\"Location:err.php?error_id=1&back_file=form_login.php\"); //ยกเลกิ การใช้งาน session session_unset(); ภาพที่ 4.38 เขยี นโปรแกรมภาษา PHP แบบ Embedded SQL 2. ประเภทคาสั่ง SQL คาส่ังภาษา SQL ได้แบ่งประเภทการทางานออกเป็น 3 กลุ่มมีหน้าที่ดาเนิน เกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูลคือ ภาษานิยามข้อมูล ภาษาจัดการข้อมูล ภาษาควบคมุ ข้อมูล ดังท่ี 4.39 ภาพแผนภูมิแสดงกลมุ่ คาส่งั SQL

ความรเู้ กย่ี วกบั ข้อมูลและฐานขอ้ มลู | 220 คาส่งั ภาษา SQL ภาษานยิ ามข้อมลู (Data Definition ภาษาจัดการขอ้ มลู (Data ภาษาควบคุมขอ้ มูล (Data Control Language: DDL) Manipulation Language: DML) Language: DCL) CREATE SELECT GRANT DROP UPDATE REVOKE ALTER INSERT DELETE ภาพท่ี 4.39 ประเภทคาสัง่ SQL 2.1 ภาษานยิ ามขอ้ มลู (Data Definition Language: DDL) เป็นคาสั่งท่ีใช้ในสร้างฐานข้อมูลและการจัดการโครงสร้างข้อมูล เช่น การเพิม่ ลบ แกไ้ ข เพิ่ม และการสรา้ งดัชนี เปน็ ตน้ 2.1.1 คาส่ังในการสรา้ งตารางด้วยคาสั่ง CREATE และสรา้ งเขตขอ้ มูล พร้อมกาหนดคุณสมบัติของเขตข้อมูล ดังตัวอย่างภาพที่ 4.40 การใช้คาส่ัง DDL จาก โปรแกรม Microsoft Access เพ่ือสรา้ งตารางช่ือ emp CREATE TABLE emp (empid integer, title char (6), sname char (30), lname char (30), PRIMARY KEY (empid )); ภาพท่ี 4.40 การใช้คาส่ังสรา้ งตารางช่ือ emp ดว้ ย Microsoft Access

ความรเู้ กีย่ วกบั ขอ้ มูลและฐานขอ้ มูล | 221 2.1.2 คาส่ังในการลบตารางดว้ ยคาสั่ง DROP ดังตัวอย่างภาพท่ี 4.41 การใชค้ าสัง่ DDL จากโปรแกรม Microsoft Access DROP TABLE emp; ภาพท่ี 4.41 การใช้คาสงั่ ลบตารางชื่อ emp ดว้ ย Microsoft Access 2.1.3 คาสั่งในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตารางด้วยคาส่ัง ALTER จะมีคาส่ังที่ใช้ ADD MODIFY DROP การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจะต้องกาหนดคาสั่ง ดังภาพที่ 4.42 การใช้คาส่ัง ADD เพิ่มเขตข้อมูล nickname และ username จากโปรแกรม Microsoft Access ALTER TABLE emp ADD nickname char (10), username char (15); ภาพที่ 4.42 การใช้คาสงั่ เพ่ิมเขตขอ้ มูล nickname และ username 2.2 ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language: DML) เป็นคาส่ังหลักทใ่ี ชใ้ นการเรียกใช้ข้อมูลการอัปเดตขอ้ มูล ปรับปรุงข้อมูล ดว้ ยภาษา SQL ทง้ั รปู แบบการโต้ตอบและการฝงั ในโปรแกรม 2.2.1 คาส่ัง SELECT ใช้สาหรับค้นหาสอบถามข้อมูลในฐานข้อมูล ดังภาพที่ 4.43 การใช้คาสั่ง SELECT เขตข้อมูล nickname และ username จาก ตาราง emp ดว้ ยโปรแกรม Microsoft Access SELECT nickname, username FROM emp; ภาพที่ 4.43 คาสั่ง SELECT

ความรเู้ ก่ียวกับขอ้ มูลและฐานข้อมลู | 222 ใน SQL สามารถใชเ้ คร่อื งหมายเปรยี บเทยี บข้อมูล เช่น > มากกวา่ < นอ้ ยกวา่ = เทา่ กับ ! ไม่เท่ากับ >= มากกวา่ หรือเท่ากบั <= น้อยกว่าหรือเทา่ กับ <> ไม่เทา่ กับ 2.2.2 คาส่ัง UPDATE ใช้สาหรับปรับปรุงข้อมูลในตารางข้อมูล ดังภาพที่ 4.44 การใช้คาส่ัง UPDATE เขตข้อมูล nickname bobpy เปลี่ยนเป็น big ในตาราง emp จากโปรแกรม Microsoft Access UPDATE emp SET emp.nickname = \"big\" WHERE (((emp.nickname)=\"bobpy\")); ภาพที่ 4.44 คาสั่ง UPDATE 2.2.3 คาส่ัง INSERT ใช้สาหรับเพ่ิมข้อมูลในตารางข้อมูล ดังภาพที่ 4.45 การใชค้ าสั่ง INSERT ในตาราง emp จากโปรแกรม Microsoft Access Insert into emp (empid,title,sname,lname,nickname,username) Values('203','Mrs.','onanong','thakong','tu','onanong'); ภาพท่ี 4.45 คาสั่ง INSERT 2.2.4 คาส่ัง DELETE ใช้สาหรับลบข้อมูลในตารางข้อมูล ดังภาพท่ี 4.46 การใช้คาสั่ง DELETE เขตข้อมูลตาราง emp มีการกาหนดเง่ือนไขจากเขตข้อมลู รหสั พนักงาน empid ทีม่ ีค่าเท่ากับ 201 จากโปรแกรม Microsoft Access

ความรูเ้ กีย่ วกับขอ้ มลู และฐานขอ้ มลู | 223 DELETE emp.empid, emp.title, emp.sname, emp.lname, emp.nickname, emp.username FROM emp WHERE (((emp.empid)=201)); ภาพท่ี 4.46 คาส่ัง DELETE 2.3 ภาษาควบคุมขอ้ มลู (Data Control Language: DCL) เป็นกลุ่มคาส่ังในการควบคุมการกาหนดสิทธิของการใช้ฐานข้อมูล ตามประเภทผู้ใช้งาน เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ดูแลบริหารฐานข้อมูลสามารถตรวจสอบ กาหนดสทิ ธิการใชง้ าน เชน่ การกาหนดสิทธกิ ารเข้าถงึ หรือการยกเลิกการเขา้ ถงึ ข้อมูล ในการเรยี กใช้ข้อมูลตามหลกั การทรานแซกชัน 2.3.1 คาส่ัง GRANT คือคาส่ังท่ีใช้ในการกาหนดสิทธิในการเข้าถึง ขอ้ มลู ของผ้ใู ชบ้ ริการระบบฐานข้อมลู ดงั ภาพท่ี 4.47 การใช้คาสงั่ GRANT กาหนดสทิ ธิ ผู้บนั ทึกขอ้ มูล โดยให้สทิ ธใิ นการเพิม่ ข้อมลู ปรับปรุงขอ้ มูล ลบข้อมลู ดงั ตัวอย่างภาพท่ี 4.47 แสดงการกาหนดให้ชือ่ ผ้ใู ช้ user1 เรยี กใชข้ อ้ มลู ไดใ้ นหมายเลขที่ 1 และแสดงการ ใหช้ ่ือผใู้ ช้ user1 ใชค้ าส่งั ลบข้อมลู หมายเลขที่ 2 GRANT SELECT  ON emp TO user1 GRANT DELETE  ON emp TO user1 ภาพท่ี 4.47 คาสั่ง GRANT

ความรู้เก่ยี วกับข้อมลู และฐานข้อมลู | 224 2.3.2 คาส่ัง REVOKE คือคาสั่งที่ใช้ในการยกเลิกสิทธิในการเข้าถึง ขอ้ มลู ของผใู้ ช้บรกิ ารระบบฐานขอ้ มลู ดังภาพที่ 4.48 การใช้คาสง่ั REVOKE ยกเลกิ สิทธิ ผู้ใช้ user1 เรียกใช้ข้อมูลได้ในหมายเลขท่ี 1 และกาหนดยกเลิกสิทธิการลบข้อมูล ตวั อย่างหมายเลขท่ี 2 REVOKE SELECT  ON emp TO user1 REVOKE DELETE  ON emp TO user1 ภาพท่ี 4.48 คาสั่ง REVOKE

ความรู้เกีย่ วกบั ขอ้ มลู และฐานขอ้ มลู | 225 บทสรปุ ข้อมูลคือข้อเท็จจริงที่ผู้สนใจรวบรวม มีรูปแบบข้อมูลหลากหลายรูปแบบเช่น ขอ้ ความ รูปภาพ เสยี ง ภาพเคลื่อนไหว เปน็ ตน้ ในการจดั เกบ็ ตอ้ งอาศัยเครอ่ื งมอื ในการ จัดเก็บการรวบรวมเพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ ดังนั้นการเข้าใจรายละเอียดข้อมูลและ โครงสร้างจึงทาให้เข้าใจรายละเอียดต่างๆ โครงสร้างข้อมูล ซึ่งส่วนประกอบข้อมูลที่ ลาดับจากหน่วยท่ีเล็กท่ีสุดคือบิตจนถึงหน่วยท่ีใหญ่ที่สุดของโครงสร้างที่เรียกว่า ฐานข้อมูล กระบวนการสร้างฐานข้อมูลจะต้องกาหนดความสัมพันธ์ เพื่อเช่ือมโยงข้อมูล ระหว่างตารางในฐานข้อมูลมีรูปแบบความสัมพันธ์ 3 ชนิด คือ ความสัมพันธ์แบบหนึ่ง ตอ่ หนึง่ หนึง่ ต่อกลมุ่ และกลุ่มต่อกล่มุ การออกแบบฐานข้อมูลเพ่ือให้ได้ฐานข้อมูลทีส่ ามารถรับรองการทางานขององค์กร เป็นส่ิงสาคัญที่จะต้องศึกษาประเภทของแบบจาลองระบบฐานข้อมูล โดยผู้เขียนได้ อธบิ ายรปู แบบการทางานของแต่ละแบบจาลองทงั้ หมด 5 แบบจาลอง ในยุคปจั จบุ นั มกี ารใช้ข้อมลู หลายหลากรปู แบบ และมปี ริมาณเพ่มิ ข้ึนอย่างรวดเร็ว จึงจะต้องเรียนรู้ฐานข้อมูลเพื่อรองรับการทางานท้ังรูปแบบทั้งภายในและนอกองค์กร รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลท่ีให้บริการแบบออนไลน์และออฟไลน์จะต้องสนับสนุนการ ให้บริการท่เี รยี กใชข้ ้อมลู ในยุคของเทคโนโลยมี ากท่ีสดุ ในบทนไี้ ด้อธบิ ายฐานข้อมลู แบบ กระจายทร่ี องรบั การทาแบบทมี่ ากกวา่ หนึ่งจดุ ซงึ่ ปัจจบุ ันการทางานของฐานขอ้ มลู เป็น พ้นื ฐานทสี่ าคญั ในการพฒั นาฐานข้อมูลด้วยรปู แบบคลงั ข้อมูล เหมอื งขอ้ มลู อีกท้ังการ วิเคราะห์ความสัมพันธ์เพื่อหาความต้องการแนวโน้มให้ตรงเป้าหมายวัตถุประสงค์ท่ี สาคัญประเด็นหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายองค์กร การรวบรวมของข้อมูลภายใน องค์กรจึงไม่เพียงต่อการวิเคราะห์ แต่ต้องอาศัยการนาเข้ามาวิเคราะห์ท่ีมีความ หลากหลายรูปแบบทั้งมีโครงสร้าง ก่ึงมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างมาใช้ในการ วิเคราะห์ โดยข้อมูลน้ีอาจจะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ทเี่ รียกวา่ “Big Data” ก็ได้ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จะต้องอาศัยเทคโนโลยีท่ีนิยมใช้ปัจจุบันหลากหลาย รูปแบบ เชน่ Data Warehouse, Hadoop, Big Data Lakes, NoSQL, Hortonworks, SAS เป็นต้น และบทนี้ได้เสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานข้อมูลขนาดใหญ่ท่ีองค์กร หรือหน่วยงานใชง้ าน

ความร้เู ก่ยี วกบั ขอ้ มูลและฐานขอ้ มลู | 226 แบบฝกึ หดั บทท่ี 4 ตอนท่ี 1 ตอบคาถามดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ชนิดข้อมูลมีกี่ชนิดอะไรบ้าง จงอธิบายความหมายของข้อมูลพร้อมยกตัวอย่าง การใชง้ าน 2. จงอธิบายความหมายของโครงสรา้ งข้อมูลแต่ละชนดิ 3. จงอธิบายข้อแตกตา่ งระหว่างคลงั ขอ้ มูลและเหมืองข้อมลู 4. จงอธิบายฐานขอ้ มูลแบบกระจายมหี ลกั การทางานอยา่ งไร 5. จงอธิบายประยกุ ต์ใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ พรอ้ มยกตัวอยา่ งการประยกุ ตใ์ ช้งาน 6. จงอธิบายความสาคญั ของระบบการจัดการฐานข้อมลู 7. จงอธิบายคาสง่ั ภาษา SQL มีกี่กลุม่ อะไรบา้ ง แตล่ ะกลมุ่ ทาหน้าทอ่ี ย่างไร ตอนที่ 2 จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี 1. การใช้คาสั่ง SQL สรา้ งตาราง .......................................................... 2. การใช้คาสงั่ SQL ลบตาราง .......................................................... 3. การใชค้ าสง่ั SQL เพ่ิมโครงสร้างเขตข้อมูล...................................................... 4. การใช้คาส่งั SQL ลบโครงสร้างเขตข้อมลู ....................................................... 5. การใชค้ าสัง่ SQL คน้ หาดูขอ้ มลู .......................................................... 6. การใชค้ าสงั่ SQL ปรับปรุงขอ้ มูล .......................................................... 7. การใช้คาสง่ั SQL เพมิ่ ข้อมลู .......................................................... 8. การใชค้ าสง่ั SQL ลบข้อมูล .......................................................... 9. การใชค้ าสงั่ SQL กาหนดสิทธกิ ารเข้าถึงฐานข้อมลู ....................................... 10.การใชค้ าสงั่ SQL ยกเลกิ สทิ ธิการเขา้ ถึงฐานข้อมูล.......................................

ความรูเ้ กี่ยวกบั ข้อมูลและฐานขอ้ มูล | 227 ตอนท่ี 3 จงเขยี นคาส่ัง SQL จากตารางตอ่ ไปน้ี ตารางประเภทสินคา้ Id Type name 1 กลอ่ ง 2 ชิน้ เลก็ 1. จงเขยี นคาสง่ั ในการสร้างเขตขอ้ มูลตารางประเภทสนิ ค้า...…………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงเขยี นคาส่ังเพม่ิ ข้อมูลตารางประเภทสนิ คา้ ……………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………… ตารางรายการสินคา้ Id Name Price Quantity date stock 1 เปด็ น้อย 120 10 2015-05-05 10 2015-05-05 2 ดอกไม้ 80 20 2015-05-05 200 2015-05-05 3 หวั ใจ 180 4 ช้ินเลก็ ผสม 2 3. จงเขยี นคาสัง่ ปรบั ปรุงข้อมลู ตารางรายการสินคา้ กาหนดเง่ือนไขช่ือสนิ คา้ เป็ดนอ้ ย เปลย่ี นเป็นดอกไมก้ ุหลาบ…………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………

ความรู้เก่ียวกบั ข้อมลู และฐานข้อมลู | 228 4. จงเขียนคาส่ังลบขอ้ มูลตารางรายการสนิ คา้ รหสั สินคา้ 3 …………………………………………….…………………………………………………………………………… …………………………………………….…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. 5. จงเขียนคาสั่งค้นหาขอ้ มลู โดยกาหนดเง่อื นไขคน้ หาราคาสนิ ค้ามากกว่า 65 บาท …………………………………………….…………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. ตารางลูกคา้ id title First name Last name Village No sub-district district province 1001 นาง อรอนงค์ ทะกอง 45 บา้ นจ่ัน เมอื ง อุดรธานี 1002 นางสาว นฤมล นาชัย 345 บ้านผือ อุดรธานี 1003 นาย วรวฒั น์ ขยันใจ 90 ตลาด เมือง ขอนแกน่ 6. จงเขียนคาสั่งค้นหาข้อมลู ตารางลกู ค้า กาหนดเงอ่ื นไขคน้ หาลูกค้ารหัสลูกค้า 1001 …………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. 7. จงเขยี นคาส่งั ค้นหาข้อมลู ตารางลกู คา้ กาหนดเงอ่ื นไขคน้ หาลกู ค้าจังหวดั อุดรธานี …………………………………………….…………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………….

บทที่ 5 แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ การนาระบบสารสนเทศมาช่วยในการดาเนินงาน จะทาให้องค์กรสามารถ บริหารจัดการระบบการให้บริการสารสนเทศได้ดียิ่งข้ึน เพ่ิมผลผลิตหรือประสิทธิภาพ ตอบสนองความตอ้ งการของผใู้ ชง้ านในยุคปจั จบุ ัน สามารถสืบคน้ ข้อมูลไดอ้ ย่างรวดเร็ว ลดข้ันตอนการทางาน นาสารสนเทศท่ีมใี นระบบมาพฒั นารูปแบบการทางาน วิเคราะห์ ให้ตรงตามความต้องการตามเป้าหมายขององคก์ ร ดังน้ัน การศกึ ษาแนวทางการพัฒนา ระบบสารสนเทศ รูปแบบการพัฒนาระบบสารสนเทศ ทีมงานระบบสารสนเทศและ การใช้เครื่องมือมาช่วยในการบริหารจัดการโครงการขององค์กร จึงเป็นสิ่งจาเป็น ท่ีต้องศึกษาข้ันตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ ต้องมีการวางแผนการบรหิ ารจัดการ ให้เกิดปญั หาข้อผิดพลาดนอ้ ยทส่ี ุด หรือมีแนวทางในการแก้ไขปญั หาการบรหิ ารจัดการ โครงการ ติดตามประเมนิ ผล โดยผู้เขยี นจะกล่าวรายละเอียดในบทน้ี ทาไมจึงตอ้ งพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ คือ กระบวนการ ข้ันตอนการทางาน ที่ใช้องค์ประกอบของ ระบบคอมพวิ เตอรใ์ นการรวบรวม ประมวลผล วิเคราะห์ข้อมลู ใหไ้ ดผ้ ลลัพธ์สารสนเทศ หรือองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ สนับสนุนการบริหารงานในองคก์ ร ดังน้ัน การพัฒนาระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในองค์กร จึงจะต้องมีกระบวนการ วิเคราะห์ ตรวจสอบ ความต้องการใช้ระบบสารสนเทศให้ตรงตามบริบทและลักษณะ องค์กร อีกท้ังจะต้องมีบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศดาเนินการควบคุมอย่าง ตอ่ เนอ่ื ง การพฒั นาระบบสารสนเทศใหม่ให้สามารถใชง้ านในบริหารจัดการหรือแก้ปัญหา ตามความตอ้ งการของผ้ใู ช้บริการ จึงเปน็ วตั ถปุ ระสงค์หลกั ในการนาระบบสารเทศมาใช้ ในการดาเนินงาน ผู้พัฒนาระบบจะต้องคานึงผลลัพธ์ ความคุ้มค่าในการลงทุน และ คานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของข้อมูลหรือผู้ใช้บริการ เพ่ือป้องกันความเส่ียง ทจี่ ะเกิดข้ึน

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 230 1. เหตผุ ลทีต่ อ้ งพัฒนาระบบสารสนเทศ ปัญหาจากการดาเนินงาน เป็นประเด็นปัญหาที่ทาให้เกิดการพัฒนาระบบ ใหม่มีดงั นี้ 1. มีการสืบค้นข้อมูลที่ล่าช้า มีระบบเอกสารที่มีการจัดเก็บไม่เป็นระบบ สืบค้นยาก 2. ระบบสารสนเทศที่มอี ยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการใชง้ านได้ 3. ระบบสารสนเทศทมี่ ีอยู่ไมส่ นับสนนุ เทคโนโลยคี วามทันสมยั ในปจั จบุ นั 4. ระบบสารสนเทศเดิมมีข้อบกพร่องในการดาเนินงาน มีความยุ่งยาก ซับซ้อน 5. ค่าบารุงรักษามรี าคาสงู เนื่องจากครุภัณฑเ์ ก่าและประสทิ ธิภาพลดลงไม่ คุ้มคา่ ตอ่ การลงทนุ 6. ความเจริญด้านเทคโนโลยีเพิ่มข้ึน ทาให้ลูกค้าหรือคนใช้บริการมีความ สนใจที่จะใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร จึงเป็นเหตุผลท่ีองค์กรต้องนาระบบ สารสนเทศมาประยุกตใ์ ชบ้ รหิ ารจัดการ 2. หลกั การในการพัฒนาระบบสารสนเทศ 1. ศกึ ษาปัญหาและแนวทางการแกไ้ ขปญั หาทมี่ ีระบบเดมิ หรือการสร้างระบบ ใหม่ จากการรวบรวม วิเคราะห์ปัญหาที่เกดิ ข้ึนทั้งในหน่วยงานย่อยภายในองค์กร หรือ หนว่ ยงานภายนอกทีม่ กี ิจกรรมเก่ยี วขอ้ งร่วมกนั 2. กาหนดข้ันตอนการดาเนินในการพฒั นาระบบ ตรวจสอบ ติดตาม ประเมิน ความเส่ียงในการบริหารจัดการโครงการ 3. กาหนดรูปแบบ มาตรฐานในการพัฒนาระบบ 4. วางแผนการดาเนินระบบกรณีใช้ระบบใหม่ หรือการใช้ระบบเดิมคู่ขนาน เพ่อื เตรยี มความพร้อมยกเลิกการใชง้ านระบบเดิม 5. คานงึ ถงึ การพฒั นาระบบใหส้ ามารถรองรบั เทคโนโลยที ่ีทนั สมัยในอนาคต

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 231 3. วิธกี ารพัฒนาระบบ การพัฒนาระบบสารสนเทศให้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ และ รองรับเทคโนโลยีปัจจุบันและอนาคต เป็นการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้บริการ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดข้ึน ดังน้ันการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ตอบสนอง ความตอ้ งการทัง้ ผู้ใช้บรกิ ารและผใู้ หบ้ รกิ ารจึงต้องศกึ ษาองคป์ ระกอบ พันธกิจ วสิ ัยทัศน์ ของแต่ละองค์กร ทฤษฎีในการพัฒนาระบบรูปแบบต่าง ๆ ไม่สามารถนาไปพัฒนา องค์กรได้บรรลุเป้าหมายทั้งหมด หากแต่ทีมพัฒนาต้องวิเคราะห์ตามความต้องการ และนามาประยุกต์ใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั องคก์ รนน้ั ๆ ตามบรบิ ทขององคก์ ร 3.1วงจรการพฒั นาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) แนวคิดในการพัฒนาระบบแบบดั้งเดิมที่นิยมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีกระบวนการหลักประกอบด้วยการวางแผนการดาเนินพัฒนาระบบ วิเคราะห์ ความต้องการขององค์กร ผู้ใช้บริการระบบสารสนเทศ ออกแบบการใช้งานทั้งรูปแบบ เชิงตรรกะและกายภาพ และพฒั นาระบบสารสนเทศ โดยการพฒั นาในแตล่ ะข้ันตอนจะ ดาเนินการวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถดูแลติดตาม ปรับปรุงระบบให้สามารถทางานได้ อย่างต่อเน่ืองและมีประสิทธิภาพ ข้ันตอนวงจรการพัฒนาระบบมีข้ันตอนท้ังหมด 6 ขั้นตอน ดังน้ี 3.1.1 ศกึ ษาความต้องการผู้ใชง้ าน คณะกรรมการองค์กรหรือผู้บริหารมีวัตถุประสงค์ที่ประยุกต์ใช้ ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการระบบงานในองค์กร จึงเกิดการค้นหาหัวข้อและ แนวทางการแกไ้ ขปญั หา เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในองคก์ ร ลักษณะการค้นหาส่วนมาก เกิดจากปัญหาการดาเนินงานหรือเกิดจากความต้องการในการแลกเปล่ียนข้อมูล สารสนเทศ ชว่ ยบริหารจดั การเพิม่ ประสิทธภิ าพในการดาเนินงาน ซ่ึงในการดาเนินงาน ข้ันตอนนี้ ผบู้ รหิ ารโครงการและนักวิเคราะห์ระบบ จะต้องเข้ามาสารวจความต้องการ ของผใู้ ช้ระบบ และผู้มีส่วนเกยี่ วขอ้ งกบั ระบบการทางานท้ังหมด รวมถึงศึกษาเอกสาร สภาพปัญหาปัจจุบัน การรวบรวมเอกสาร ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เข้าไปศึกษา ปัญหาให้เข้าใจครอบคลุมความต้องการ ภายใต้ขอบเขตของระบบตามข้อตกลงไว้ จะทาให้ขัน้ ตอนการออกแบบและพัฒนาระบบหรือซอฟต์แวรม์ ีประสิทธภิ าพทสี่ ดุ

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 232 กระบวนการศกึ ษาความต้องการสรา้ งความเข้าใจระหว่างผู้ใชร้ ะบบ ผู้บริหาร ที่นักวิเคราะห์ระบบต้องศึกษารวบรวมข้อมูล ดังน้ันการวิเคราะห์ ความต้องการจงึ ต้องวิเคราะห์ภาพรวมขององค์กร และขนั้ ตอนการทางานของผู้ใชแ้ ตล่ ะ สว่ นแตล่ ะคนใหช้ ัดเจนภายในขอบเขตท่กี าหนด เพ่อื ใหไ้ ดร้ ะบบท่ตี รงต่อความต้องการ ตามท่ีผู้บริหาร ผู้ใช้ระบบต้องการ โดยอาจจะมีการใช้เทคนิคในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล เช่น การออกแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น ผลจากการศึกษาความต้องการกจ็ ะ นาเขา้ สขู่ ัน้ ตอนการวิเคราะหร์ ะบบต่อไป ดงั ภาพที่ 5.1 ผ้จู ดั การ หวั หน้าฝ่ายขาย หวั หน้าฝ่ายผลิต หวั หน้าฝ่ายตลาด ฐานข้อมลู ผู้บรหิ าร บคุ ลากรท่ใี ชร้ ะบบ ผู้ใช้บริการ ศกึ ษาความตอ้ งการ นกั วเิ คราะห์ระบบ ภาพที่ 5.1 ภาพรวมการศกึ ษาความตอ้ งการระบบงานขององคก์ ร

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 233 3.1.2 การวิเคราะห์ การวิเคราะห์ระบบจะนาข้อมูลจาการศึกษาความต้องการ จากผู้ใชง้ านระบบ ผูเ้ กีย่ วขอ้ งและความตอ้ งการของผู้บรหิ ารมาทาการวิเคราะห์ รวมถงึ การวิเคราะห์ปัญหาจากการทางานของระบบเดิม และแนวทางการพัฒนาระบบใหม่ เพ่ือให้รองรับการใช้งานกับเทคโนโลยที ี่มีอยู่ในปัจจบุ ัน และแนวโน้มการเปลีย่ นแปลง ในอนาคต ข้ันตอนนี้ ทีมผู้พัฒนาจะเห็นภาพรวมความต้องการท้ังหมด จะนาข้อมูลท่ีได้มาทาการวิเคราะห์เพื่อหากระบวนการทางาน ขั้นตอน ฟังก์ชัน การทางานของระบบท้ังหมด ดังนัน้ นกั วเิ คราะหร์ ะบบทาการวเิ คราะหก์ าหนดขอบเขต การทางาน และสร้างกรอบแนวทางพฒั นาระบบนาเสนอขอ้ มลู ให้ผ้บู ริหาร บคุ ลากรท่ใี ช้ งานระบบ ตรวจสอบ พิจารณา โดยใช้เคร่ืองมือในการแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล ที่นาเสนอต่อผบู้ ริหาร เชน่ แบบจาลองระบบ (Process Model) แบบจาลองแบบข้อมลู (Data Model) เปน็ ตน้ หากไดร้ ับการอนุมัติ ทมี พฒั นาก็สามารถบริหารจัดการดาเนิน โครงการตามขัน้ ตอนต่อไป 3.1.3 การออกแบบ ข้ันตอนนี้เป็นการออกแบบลักษณะการทางานระบบ นักออกแบบ ระบบต้องทาการออกแบบตามความต้องการและขอบเขตที่กาหนดงาน ซึ่งต้องออกแบบ กระบวนการทางานข้อมูลที่เริ่มต้นเม่ือใช้งานระบบ การออกแบบฐานข้อมูล หรือแฟ้มข้อมูลท่ีเกิดจากกิจกรรมการดาเนินงานแต่ละข้ันตอน การออบแบบเชิง สถาปตั ยกรรมแสดงให้เหน็ ส่วนประกอบของซอฟตแ์ วร์ เพอื่ สง่ ต่อไปยงั นกั พัฒนาโปรแกรม ต่อไป การออกแบบระบบสามารถออกแบบระบบ โดยแยกรายละเอยี ด 2 ส่วน คอื 1) ออกแบบระบบเชิงตรรกะ การออกแบบเชงิ ตรรกะน้ียงั ไม่ได้มี การระบุถึงคุณลักษณะของอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่จะนามาใช้งานในระบบ แต่การ ออกแบบนี้จะเป็นการกาหนดรูปแบบรายงานท่ีจะเกิดจากการทางานของระบบ ลักษณะการเข้าสู่ระบบกระบวนการทางานของระบบและผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบ ดังน้ัน การออกแบบเชิงตรรกะแสดงให้เห็นภาพรวมของขั้นตอนการทางาน รูปแบบ การจัดเก็บแฟ้มข้อมูล แผนภาพกระแสข้อมูล ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เป็นต้น ดงั แสดงตวั อย่างภาพท่ี 5.2

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 234 บุคลากร ภาพท่ี 5.2 ความสมั พันธ์ของกจิ กรรม (ทีม่ า : อรอนงค์ ทองหล่อง ทะกอง, 2557, น. 22) 2) การออกแบบเชิงกายภาพ ข้ันตอนการระบุถึงลักษณะการ ทางานของระบบทางกายภาพหรอื ทางเทคนิค คานึงถึงเทคโนโลยที ใ่ี ช้ พัฒนาซอฟตแ์ วร์ ฐานข้อมูล ระบบปฏิบัติการ และระบบเครือข่ายที่เหมาะสมกับระบบทางกายภาพ ทั้งหมดข้อมูลเฉพาะของการออบแบบ การแสดงโครงสร้างข้อมูลและแสดงกระแส ความสัมพันธ์กับข้อมูล การแสดงหน้าจอภาพหลักมีการใช้งานอย่างไร นักวิเคราะห์ ระบบทาการออกแบบลักษณะการทางานของระบบ ฟอร์มการบันทึกข้อมูลและ ออกแบบการแสดผลลัพธ์ของจอภาพ ผลลัพธ์จากการออกแบบจะได้รูปแบบหน้าจอ ของแอปพลิเคชันหรือข้ันตอนการเข้าสู่ระบบ ออกแบบฟอร์มบันทึกข้อมูล ออกแบบ รายงานผลลพั ธ์ รวมถงึ ออกแบบรายงานผลลัพธจ์ ากการประมวลข้อมูลเป็นต้น ดังภาพ ที่ 5.3 การออกแบบการจดั การข้อมลู พ้ืนฐานสาหรบั ผู้ใชบ้ รกิ าร

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 235 การจัดการขอ้ มูลพ้ืนฐาน สินคา้ พนกั งาน ลูกค้า  เพ่มิ /ลบ/แกไ้ ข  เพิ่ม/ลบ/แก้ไข  เพม่ิ /ลบ/แก้ไข  ประเภทสินค้า  ข้อมูลฝ่ าย  ข้อมูลประเภทสมาชิก ภาพที่ 5.3 การออกแบบหนา้ จอแสดงการจัดการขอ้ มูลพืน้ ฐาน 3.1.4 การพัฒนาซอฟต์แวร์ ข้ันตอนนี้จ ะ เป็น กา ร นา ข้ อมูล เ ฉพ า ะ กา รอ อก แบบ มา พั ฒ น า โปรแกรมหรือเขยี นซอฟตแ์ วร์ใหเ้ ปน็ ไปตามคุณลักษณะและวตั ถปุ ระสงค์ รูปแบบต่าง ๆ ทไี่ ด้กาหนดไว้ หลงั จากเขยี นเรียบร้อยแล้ว นักทดสอบซอฟต์แวร์ ตรวจสอบขอ้ ผิดพลาด ของซอฟต์แวร์ท่ีพัฒนาขึ้นมา และสดุ ทา้ ยคือการตดิ ต้ังระบบ จัดทาคู่มือการติดตัง้ ระบบ มีการจัดอบรมผู้ใช้และคอยช่วยเหลือระหว่างทางาน กิจกรรมท่ีทาคือการเขียน ซอฟต์แวร์ การทดสอบซอฟต์แวร์ ติดต้ังระบบ จัดทาเอกสาร ฝึกอบรมให้บริการ ช่วยเหลือและซอฟต์แวร์แก้ไขข้อผิดพลาด ในการพัฒนาซอฟต์แวร์นักพัฒนาจะต้องมี ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ทจี่ ะพัฒนา เชน่ ความรู้เรือ่ งการเขยี นโปรแกรม ดว้ ยภาษา C, PHP, Java เปน็ ตน้ 3.1.5 การสง่ มอบและติดตั้งซอฟต์แวร์ ขั้นตอนน้ีการพัฒนาระบบได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ทีมนักพัฒนา ระบบจะต้องทาการส่งมอบระบบด้วยการติดต้ังซอฟต์แวร์ให้กับผู้ใช้งาน ในระบบน้ี ผู้พัฒนาจะตอ้ งทาการตดิ ตั้งและทาการทดลองใชเ้ มือ่ ตดิ ตง้ั เรยี บร้อยแล้ว จากนนั้ ทาการ อบรมผู้ใช้งาน ผู้ดูแลระบบ โดยมีเอกสารประกอบการอบรม คู่มือการปฏิบัติงานและ แนวทางการบรหิ ารจัดการในการจัดการปัญหาเบ้ืองต้นสาหรับองค์กร 3.1.6 ซอ่ มบารงุ รักษาระบบ ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่มีการพฒั นาระบบเรียบร้อย ผู้ใช้ระบบ อาจจะพบกับปัญหาท่ีเกิดขึ้น หรือข้อบกพร่องจากการใช้งาน หรือปัญหาที่เกิดจาก

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 236 ความต้องการเพิ่มเติม จะทาการแจ้งทีมพัฒนาระบบให้ทาการแก้ไข ปรับปรุง ข้อบกพร่องท่ีเกิดข้ึน หรือการตรวจสอบสภาพการใช้งานผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสทิ ธิภาพและตอ่ เนือ่ ง ดังนั้น นกั วิเคราะห์ระบบและทีม พัฒนาระบบจะต้องคอยแก้ไขปัญหาการเปลีย่ นแปลง เพื่อให้ตรงต่อความต้องการกบั ผใู้ ช้บรกิ าร 3.2 การพัฒนาระบบแบบหลากหลาย วิธีการออกแบบโครงสร้าง นอกจากทฤษฎีวงจรการพัฒนาระบบแลว้ ยัง มีวิธีการพัฒนาระบบอีกหลายรูปแบบ dennis, wixom, & roth (2006, pp. 11) ได้กล่าววิธีการพัฒนาระบบมี 3 รูปแบบ คือ การพัฒนาระบบแบบออกแบบโครงสร้าง (Structured Design) การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบรวดเร็ว (Rapid Application Development) และการพัฒนาแบบแอจไจล์ (Agile Development) มรี ายละเอียดดังนี้ 3.2.1 การออกแบบที่เปน็ โครงสรา้ ง (Structured Design : SD) แนวคิดการพัฒนาระบบท่ีนิยมใช้แบบด้ังเดิมท่ีนิยมใช้คือวงจร การพัฒนาระบบ(SDLC) มีแนวทางในการพัฒนาระบบทีละข้ันตอนหากมีข้อบกพร่อง ก็สามารถพัฒนา ปรับปรุงใหม้ คี วามสมบูรณ์ทส่ี ุด นอกจากการพฒั นาระบบแบบ SDLC ยังมีการพัฒนาออกแบบในลักษณะที่เป็นรูปแบบโครงสร้าง โดยการใช้เทคนิค การพัฒนาระบบจากการวิเคราะห์และสารวจความต้องการจากผู้ใช้งานระบบแต่ละ ข้ันตอนและมกี ารไดร้ ับความเห็นชอบในการพัฒนาจากเจ้าของในการทางาน เนน้ ขอ้ มูล เป็นศูนยก์ ลาง มรี ูปแบบการพฒั นา 2 รูปแบบ ดงั น้ี 1) การพัฒนาแบบน้าตก (Waterfall Development) วิ ธี ก า ร อ อ ก แ บ บ โ ค ร ง ส ร้ า ง แ บ บ ด้ั ง เ ดิ ม ท่ี เ ป็ น วิ ธี ก า ร ดาเนินงานตามลาดับขั้นตอน โดยมีการกาหนดหน้าที่ในแต่ละขั้นตอนทั้งหมด 4 ข้ันตอน คือ การวางแผน การวิเคราะห์ การออกแบบ และพัฒนาระบบ โดยแต่ละ ข้นั ตอนจะต้องมกี ารทางานจากบนลงล่าง ในการทางานแต่ละขนั้ ตอนจะต้องสิน้ สุดก่อน จึงจะทางานในข้ันตอนต่อไปได้ ระบบดังกล่าวสามารถติดตามโครงการและตรวจสอบ ความถูกต้องไดง้ า่ ยในแต่ละข้ันตอน

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 237  ข้อดี 1. กาหนดหน้าท่ีการมอบหมายงานแต่ละส่วน แต่ละ ขั้นตอน อย่างชัดเจน 2. มีการบริหารจัดการง่ายต่อการควบคุมบริหารจัดการ ตามเปา้ หมายและตรวจสอบอย่างท่วั ถงึ 3. พฒั นาระบบตามความต้องการและบริบทขององค์กร  ข้อจากัด 1. หากเกิดข้อผิดพลาดหรือปัญหา ทีมพัฒนาต้อง วเิ คราะหใ์ หม่จากจุดเร่ิมต้น ทาให้ค่าใชจ้ า่ ยในการดาเนินงานเพิม่ ขน้ึ เกินความจาเปน็ 2. ลักษณะการทางานทีละขั้นตอนทาให้ใช้เวลาในการ ดาเนินงาน จงึ นิยมใช้พัฒนาระบบงานขนาดใหญ่ 3. การเปล่ียนแปลงทางด้านเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนไป อย่างรวดเร็ว ทาให้องค์กรต้องวางแผนระบบงานที่ทันสมัย สามารถรองรับการใช้งาน ระบบสารสนเทศในปัจจุบัน แต่เนื่องจากรูปแบบการพัฒนาระบบน้ีต้องใช้เวลาในการ พัฒนา ทาให้ระบบท่ีสรา้ งขึ้นอาจทาใหไ้ มส่ ามารถรองรบั กบั เทคโนโลยใี นยุคปจั จุบนั อย่าง ต่อเนือ่ ง วางแผน วิเคราะห์ ออกแบบ พฒั นา ระบบงาน ภาพท่ี 5.4 ข้ันตอนการพฒั นาระบบแบบน้าตก (ทีม่ า : ดดั แปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 11) จากภาพที่ 5.4 แสดงให้เห็นข้ันตอนการทางานในการพฒั นาระบบ เร่ิมจาก วางแผนกาหนดรายละเอียดการทางาน กาหนดระยะเวลาดาเนินงาน งบประมาณใน

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 238 การดาเนินงาน เม่ือได้แผนโครงการจะดาเนินงาน ข้ันตอนท่ีสอง คือ การวิเคราะห์ ความต้องการของระบบจากผ้ใู ช้งาน ข้อมูล สารสนเทศในองค์กรและนาข้อมูลมาเข้าสู่ ข้ันตอนที่สาม คือ การออกแบบระบบงาน จากนั้นข้ันตอนสุดท้าย คือ การนาผล การออกแบบมาพัฒนาระบบหรอื เขียนโปรแกรมน่ันเอง 2) การพฒั นาแบบคขู่ นาน (Parallel Development) รูปแบบการทางานแบบคู่ขนานได้พัฒนาพ้ืนฐานจากการ วางแผนโครงการ วิเคราะห์ความต้องการ ออกแบบระบบ และกระบวนการสุดท้ายส่ง ข้อมูลให้กับข้ันตอนการพัฒนา ซึ่งการทางานข้ันตอนการวางแผนถึงขั้นตอนการ ออกแบบตอ้ งใชเ้ วลานานในการดาเนินงาน ดังน้นั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพลดช่วงเวลา การทางาน จงึ ทาให้มีการแบง่ โครงการย่อยในการทางานข้นึ การแบ่งงานเป็นโครงการย่อยในการออกแบบพัฒนาตาม ช่วงเวลาที่กาหนด โดยมีโครงการหลักควบคุมดูแลจะรวมโครงการย่อยกลับมานาเสนอ เป็นโครงการหลักช่วยลดเวลาระหว่างการออกแบบระบบกับการพัฒนา การทางาน ดังกล่าวจะสามารถตรวจสอบปรับปรุงระบบได้ตามลาดับข้ันตอนอย่างต่อเน่ือง ดงั ภาพที่ 5.5 แสดงข้นั ตอนการปรับปรุง วางแผน โครงการย่อย 1 วเิ คราะห์ ออกแบบ ออกแบบ พฒั นา ออกแบบ โครงการย่อย 2 พฒั นา ออกแบบ โครงการย่อย 3 พฒั นา ภาพที่ 5.5 ข้นั ตอนการพัฒนาระบบแบบคู่ขนาน พฒั นา (ทีม่ า : ดัดแปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 12) ระบบ

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 239 3.2.2 วธิ ีการพฒั นาแอปพลิเคชันแบบรวดเรว็ (Rapid Application Development: RAD) เป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยใช้พื้นฐานของ วงจรพัฒนาระบบในการดาเนินงาน แต่ลดข้ันตอนบางอยา่ งลง ทาให้การพัฒนาระบบ มคี วามรวดเร็ว รวมถึงลดขั้นตอนบางประการ ส่งผลใหก้ ารลงทนุ ลดลงด้วย ผูใ้ ชร้ ะบบ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ วิธีการพัฒนาระบบจะออกแบบให้มีผลกระทบ การเปล่ียนแปลงให้น้อยที่สุด การพัฒนาแบบน้ีเป็นความร่วมมือระหว่างผู้ใช้ระบบกับ ทีมพัฒนา ทาให้ระบบที่ได้มาตรงกับความต้องการ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องมีการปรับเปล่ียนขอ้ บกพร่องเพอื่ ใหไ้ ด้ระบบท่ีสมบูรณท์ ่ีสุด โดยจะทาหน้าท่ี วิเคราะห์ออกแบบ มีข้ันตอนการทางาน 4 ข้ันตอน คือ การวางแผน การวิเคราะห์ ออกแบบและการพัฒนา โดยในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบรวดเร็ว มีการแบ่งวิธีการ พฒั นาระบบออกแบบ 3 รูปแบบดังนี้ 1) รูปแบบการพัฒนาแบบเป็นระยะ (Phased Development) การพัฒนาจะกาหนดรายละเอียดภาพรวมแสดงการทางานทั้งหมดของระบบ โดยให้ผู้ใช้ ระบบกาหนดความต้องการในการใช้งาน ให้ความสาคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลความ ต้องการผใู้ ช้งานเปน็ หลัก และส่งต่อไปยงั ข้ันตอนการออกแบบและขั้นตอนการพัฒนาเป็น รุ่น (Version) การพัฒนาระบบแต่ละรุ่นจะพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทางานและ รองรับกับการทางานขององค์กร ผู้ใช้ระบบจะเป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาระบบและ ออกแบบ จากการทางานแบบมีส่วนร่วม จึงทาให้ระบบท่ีเกิดข้ึนตรงต่อความต้องการ มากที่สุด มีการบริหารจัดการวางแผนการดาเนินงาน ควบคู่กับผู้ใช้ระบบและปรับปรุง เสมอ หากพบข้อบกพร่องหรือมีความต้องการการใช้งานเพมิ่ ดังภาพที่ 5.6 แสดงให้เห็น ข้ันตอนการพัฒนาระบบท่ีมีแนวคิดการลดข้ันตอนการทางาน โดยกระบวนการทางาน ข้นั ตอนทีห่ นึ่งวางแผนการทางานโครงการภาพรวมและวเิ คราะห์ความต้องการ จากน้ัน ทีมผู้พัฒนาจะทาการออกแบบและพัฒนาจนได้ระบบงานรุ่นท่ีหนึ่งการวิเคราะห์ และ ออกแบบจะเป็นการทางานร่วมกันจากผูใ้ ช้ระบบที่กาหนดคุณสมบัติและความต้องการ พร้อมกับทีมพัฒนา จึงทาให้ระบบที่สร้างข้ึนตรงต่อความต้องการของผ้ใู ช้ระบบ และ เกิดประสทิ ธิภาพ ประสิทธผิ ล ในการพัฒนาปรับปรุงในรนุ่ ต่อไป

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 240 วางแผน วเิ คราะห์ วเิ คราะห์ ออกแบบ วิเคราะห์ พัฒนา ระบบ version 1 ออกแบบ พัฒนา วิเคราะห์ ระบบ version 2 ระบบ version 3 ออกแบบ พฒั นา ภาพท่ี 5.6 รปู แบบการพัฒนาแบบเป็นระยะ (ท่ีมา : ดัดแปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 13) 2) รูปแบบการพัฒนาแบบต้นแบบ (Prototyping) เป็นวิธี การพัฒนาระบบจากการพฒั นาต้นแบบ และนาต้นแบบให้ผู้ใช้บริการได้ทดลองใชง้ าน เพื่อประเมนิ หาจุดบกพร่อง และประเมินค่าความพึงพอใจ และนาผลการประเมินไปใช้ พัฒนาระบบตามกระบวนการท้ังระบบและนาระบบงานมาใช้งานจริง การใช้งานอาจ พบข้อบกพร่องหรือมีความต้องการเพิ่มเติม แต่เป็นวิธีการทางานที่รวดเร็วอีก วิธีการ หน่งึ ดงั ภาพท่ี 5.7 แสดงให้เหน็ การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบรวดเรว็ มีข้นั ตอนวางแผน โครงการและดาเนนิ การวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาเพือ่ ใหไ้ ด้ตน้ แบบระบบ จากการ นาต้นแบบระบบมอบให้ผู้ใช้ทดสอบการใช้งาน นาผลการประเมินการใช้งาน รายละเอยี ดขอ้ บกพรอ่ ง กลบั ไปวางแผน วิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนาให้ไดร้ ะบบงาน ฉบับสมบรู ณ์

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 241 วางแผน วเิ คราะห์ ออกแบบ พัฒนา ต้นแบบ พฒั นาระบบ ระบบ ภาพที่ 5.7 รูปแบบการพัฒนาแบบต้นแบบ (ทม่ี า : ดัดแปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 13) 3) รูปแบบการพัฒนาแบบต้นแบบโยนทิ้ง (Throwaway Prototyping) เป็นวิธีการพัฒนาระบบท่ีมกี ารวิเคราะหแ์ ละทาต้นแบบโดยใช้เคร่ืองมอื อ อ ก แ บ บ เ ช่ น Flow Chart Use Case Diagram, DFD เ ป็ นต้ นก า ร อ อ ก แ บ บ กระบวนการทางานแสดงการออกแบบหน้าหรือรายละเอียดข้ันตอนการดาเนินงาน จะทาให้ผู้ใช้งานเข้าใจข้ันตอนการทางาน และได้ร่วมมือในการออกแบบแสดง ข้อเสนอแนะหรือข้อบกพร่อง เพื่อให้ทีมพัฒนานาข้อเสนอแนะไปปรับปรุงต้นแบบ เพ่ือนามาเสนอ จนกวา่ ผู้ใช้ระบบจะอนุมตั ิ เม่อื ผใู้ ช้ระบบอนมุ ัตแิ ล้ว ทมี พัฒนากจ็ ะนา ต้นแบบไปพัฒนาเป็นระบบงานฉบับสมบูรณ์ท่ีองค์กรใช้ได้ต่อไป จากภาพที่ 5.8 แสดงให้เห็นขั้นตอนการพัฒนาระบบต้นแบบโยนท้ิง เริ่มจากขั้นตอนการวางแผน โครงการ จากนั้นวิเคราะห์ความต้องการขององค์กร นาผลวิเคราะห์มาออกแบบและ พัฒนาได้ต้นแบบโยนท้ิง โดยนาเสนอกระบวนการทางานและรูปแบบการใช้งาน ผู้ใช้ ระบบหรือผู้บรหิ าร จากนน้ั รับฟังข้อเสนอแนะ ข้อบกพร่อง ปญั หารวมถงึ ความต้องการ ของผู้ใช้งานจะต้องนากลับมาวิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนาต้นแบบใหม่อีกคร้ัง โดยท้ิงแบบเดิมท่ีทามา ทีมพัฒนาจะทาวนซ้าการวิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนาและ นาเสนอต่อผู้ใช้ระบบและผู้บริหารจะกว่าจะผลลัพธ์ท่ีมีความพึงพอใจและอนุมัติการ ทางาน หากได้รับการอนุมัติต้นแบบ ทีมพัฒนาจะนาต้นแบบที่ได้มา ไปทาการ ออกแบบระบบและพัฒนาระบบสกู่ ารดาเนินงานใชร้ ะบบจริงตอ่ ไป

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 242 วางแผน วเิ คราะห์ ออกแบบ พัฒนา ออกแบบ ออกแบบ ตน้ แบบ พฒั นาระบบ ระบบ ภาพที่ 5.8 รูปแบบการพฒั นาแบบต้นแบบโยนท้งิ (ทมี่ า : ดดั แปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 15) 3.2.3 วธิ ีการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบแอจไจล์ (Agile Development) การเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นจากการดาเนินงานท้ังปัจจัยภายใน และภายนอกองค์กร ทาให้การพัฒนาระบบมีความคลาดเคล่ือน ต้องใช้งบประมาณ เกินความจาเปน็ ท่กี าหนด จึงมีแนวคิดในการนาวงจรพฒั นาแบบด้ังเดิมมาปรับปรุง ด้วย การลดข้ันตอน ประหยัดเวลา งบประมาณ สามารถกาหนดกิจกรรมและระบุความ ต้องการตามเป้าหมายท่ีกาหนด โดยใช้หลักในการสื่อสารกับผู้ใช้ระบบงาน วิธีการ พัฒนาแอปพลิเคชันแบบแอจไจล์เป็นวิธีการใหม่สาหรับการพัฒนาอีกวิธีหน่ึงที่มี การออกแบบ และเน้นกระบวนการดาเนินงานท่ีประหยัดเวลาและงบประมาณตาม แผนที่กาหนดมาตรฐานไว้ เน้นความร่วมมือกับการสื่อสารกับผู้ใช้ระบบ การพัฒนา ระบบส่วนใหญ่จะทางานเฉพาะระบบย่อยๆ เพราะมีการทดสอบและปรับเปลี่ยนตาม ความต้องการของผู้ใช้ระบบจึงจะสมบูรณ์ และหากมีการปรับเปลี่ยนระบบจะมีความ คล่องตัวกวา่ ระบบใหญ่ โดยมีรายละเอยี ดกระบวนการดังน้ี 1) ลกั ษณะวธิ ีการพัฒนาแบบแอจไจล์  การพัฒนาต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้งาน หรือสถานการณ์ท่ีเกิดข้นึ ในอนาคต มกี ารปรบั เปลย่ี นหยืดหยนุ่ ตามสถานการณ์  มีผู้ใช้ระบบงานร่วมทางานทุกกระบวนการตลอดจน สน้ิ สดุ โครงการ ทาให้ได้รบั ระบบท่ีตรงตอ่ ความต้องการผใู้ ชง้ าน

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 243  มี แ ผ นง า นใ นก ร ะ บ ว นก า ร มี ส่ ว นร่ ว ม ติ ด ต า ม ความก้าวหน้าโครงการ พร้อมส่งเสรมิ กระบวนการทางานร่วมกนั ระหว่างผใู้ ช้ระบบกบั ทมี พฒั นาระบบ 2) ขอ้ จากัดวิธีการพัฒนาแบบแอจไจล์  ทีมพัฒนาต้องมีทักษะการส่ือสาร การปฏิสัมพันธ์ที่ดี ตดิ ตอ่ กบั ผู้ใช้ระบบและผเู้ กยี่ วขอ้ งทั้งหมดตลอดทั้งโครงการ  ขั้นตอนการทางานระบบเกิดจากการออกแบบโดยผู้ใช้ ระบบโดยตรง ทาให้เกิดความต้องการในการขยายขอบเขตเพิ่มนอกเหนือจากข้อตกลง ดังน้ันทีมพัฒนาจะต้องมีการควบคุม วางแผนขอบเขตการดาเนินงานตามเป้าหมาย ที่กาหนดอยา่ งเครง่ ครดั  ทีมพัฒนาต้องมปี ระสบการณแ์ ละคณุ ภาพในการทางาน พร้อมเผชญิ เหตกุ ารณ์การเปลย่ี นแปลงในการดาเนินงานแต่ละข้ันตอน วางแผน วิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ระบบ ภาพที่ 5.9 การทางานของวธิ กี ารพฒั นาแบบแอจไจล์ (ทม่ี า: ดัดแปลงจาก dennis, wixom, & roth, 2006, pp. 17) จากภาพที่ 5.9 แสดงกระบวนการพฒั นาแบบแอจไจล์ มีกระบวนการทางานหลัก 4 ข้ันตอนคือ 1) การวางแผนการดาเนินงานจาก องคป์ ระกอบ สิ่งแวดลอ้ ม บรบิ ทภาพรวมขององคก์ ร จากความตอ้ งการระบบภาพรวม 2) จากน้ันทมี พัฒนากด็ าเนนิ การวเิ คราะห์ 3) ออกแบบ 4) พัฒนา โดยทกุ ขน้ั ตอนมีผู้ใช้ ระบบร่วมออกแบบพัฒนา และระยะเวลาดาเนินงานผู้ใช้ระบบได้มีการทดสอบ และ แนะนาข้อบกพรอ่ งจึงสิน้ สุดโครงการ จงึ นาระบบไปใชง้ านจริงในองคก์ ร

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 244 ทมี งานพัฒนาระบบ การพัฒนาระบบจะมีทีมงานท่ีต้องดาเนินการตามข้ันตอนพัฒนาระบบ ต้ังแต่ การเร่ิมวางแผนโครงการ วิเคราะห์ ออกแบบ และทดสอบการดาเนินงาน ต้องอาศัย บุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการพัฒนาระบบที่มีหน้าท่ีรับผิดชอบจากทักษะ ความรู้ ประสบการณท์ างานพัฒนาระบบดงั น้ี 1. ผู้บริหารโครงการ ทาหน้าท่ีรับผิดชอบการวางแผน การจัดการ และควบคุม ติดตาม การดาเนนิ งานให้เป็นไปตามแผนงาน ควบคุมระยะเวลาการดาเนินงานในสาเรจ็ เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของเป้าหมายโครงการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ งบประมาณท่ีกาหนด และทาหน้าท่ีประสานงานการบริหารจัดการระหว่างผู้บริหาร ระบบและทมี พฒั นา 2. นักวเิ คราะห์ระบบ ทาหน้าที่รับผิดชอบเก็บรวบรวม สารวจความต้องการขององค์กรและผู้ใช้ ระบบ เพื่อทาการวิเคราะห์ความต้องการ ให้ครอบคลุมตามต้องการขององค์กรและ ผใู้ ช้งาน 3. นักออกแบบระบบ ทาหน้าที่รับผิดชอบการประสานงานระหว่างนักพัฒนาโปรแกรมและผู้ใช้ ระบบงานทาหน้าท่ีวิเคราะห์ความต้องการและออกแบบโครงสร้างระบบตาม ความต้องการขององค์กร ผู้ใช้ระบบทั้งรูปแบบเชิงกายภาพและตรรกะ โดยมีเป้าหมาย และขอบเขตตามแผนงานทกี่ าหนด 4. นกั พัฒนาระบบ ทาหน้าท่ีพัฒนาระบบหรือเขียนโปรแกรม ตามท่ีนักวิเคราะห์และออกแบบ ระบบได้วางโครงสร้างกับผู้ใช้ระบบ โดยนักพัฒนาจะต้องมีความรู้ ทักษะ และ ประสบการณเ์ พ่ือใหร้ ะบบท่ีมปี ระสทิ ธิภาพตามความต้องการขององค์กรและผู้ใชง้ าน 5. นักบรหิ ารฐานข้อมลู ทาหน้าท่บี รหิ ารจดั การระบบฐานขอ้ มลู กาหนดโครงสร้างรปู แบบฐานข้อมูล วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคการเรียกใช้ข้อมูล และบริหารจัดการสารองจัดเก็บ กาหนด

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 245 คุณลักษณะการเข้าถึงข้อมูลกาหนดสิทธิให้กับทีมพัฒนาและผู้ใช้งาน ร่วมถึงประสาน การดาเนนิ งานกับนักพัฒนาระบบ 6. นักทดสอบระบบ ทาหน้าท่ีทดสอบซอฟต์แวร์หาจุดบกพร่องในซอฟต์แวร์เพ่ือให้ได้ระบบท่ี มี ประสิทธภิ าพ ตรงตามความต้องการขององค์กรและผู้ใช้ระบบ 7. นักบารงุ รักษาระบบ ทาหน้าที่ตรวจสอบ ซ่อมบารุงซอฟต์แวร์ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ รองรับการใช้งานระบบใหต้ รงตามความตอ้ งการขององค์กร และผใู้ ช้ระบบ 8. ผูใ้ ช้ระบบ ทาหน้าทป่ี ฏิบัติงานหรอื ใช้งานระบบ โดยการใชง้ านระบบเปน็ บคุ คลท่ีมีส่วน ร่วมในการทดสอบการใช้งาน แจ้งข้อบกพร่องของระบบงานให้ทีมพัฒนาทาหน้าท่ี ปรับปรุงแกไ้ ขข้อบกพร่องเพอ่ื ให้องคก์ รมรี ะบบทีม่ ีประสทิ ธิภาพในการดาเนินงาน ผ้ใู ช้ระบบ ผู้บริหาร นกั วิเคราะห์ โครงการ ระบบ นัก ระบบสารสนเทศ นกั บารุงรกั ษา ออกแบบ ระบบ ระบบ นกั ทดสอบ นักบริหาร นกั พฒั นา ระบบ ฐานข้อมลู ระบบ ภาพท่ี 5.10 แสดงความสัมพนั ธก์ ารทางานทีมพฒั นาระบบ จากภาพท่ี 5.10 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในการทางานของทีมพัฒนา ระบบทุกหน้าที่มีความสาคัญในการขับเคล่ือนการทางานทุกตาแหน่ง เริ่มต้นจากการ วางแผนโครงการ เปน็ หน้าท่ีของผู้บรหิ ารโครงการซง่ึ ทาหน้าทีว่ างแผน ติดตามควบคุม การดาเนินโครงการ เม่อื ไดแ้ ผนงานทีก่ าหนด นักวิเคราะห์ระบบก็ดาเนินการวิเคราะห์ ความต้องการของระบบงานและความต้องการของผใู้ ช้ นักวิเคราะห์ระบบนาข้อมูลสง่ ต่อให้นักออกแบบระบบได้วิเคราะห์ออกแบบระบบ เมื่อได้ผลการออกแบบ หน้าท่ี

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 246 ตอ่ ไปก็ คือ นักพัฒนาระบบพฒั นาระบบหรือเขียนโปรแกรมตามรูปแบบที่นกั ออกแบบ ระบบ กาหนดเงื่อนไขไว้ ซงึ่ มีนักบริหารฐานข้อมลู กาหนดสทิ ธิในการใช้งาน การบรหิ าร จัดการดูแลฐานข้อมูลสาหรับผู้ใช้งานระบบ เม่ือนักพัฒนาระบบได้ดาเนินการพัฒนา ระบบก็จะส่งต่อให้นักทดสอบระบบตรวจสอบข้อบกพร่อง หากพบข้อบกพร่องก็ทา การแจ้งกลับท่ีนักพัฒนาระบบให้แก้ไขปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและสมบูรณ์ แ ล ะ นั ก บ า รุ ง รัก ษ า ระ บบ จ ะ ท า ห น้ า ท่ี ดู แล ร ะ บ บ ส า ม า รถ ใ ช้ ง า น ไ ด้อ ย่ า งต่ อ เนื่อง และมีประสิทธิภาพ ดังน้ัน จะเห็นได้ว่าบุคลากรทุกตาแหน่งทาหน้าที่สัมพันธ์กัน และในการดาเนินโครงการตลอดโครงการจะต้องมีการประชุมร่วมมือทุกฝ่าย ทงั้ ผใู้ ชง้ านระบบและทมี พัฒนา เพือ่ ให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลสูงสดุ ต่อองคก์ ร ความรเู้ กี่ยวกบั โครงการ การดาเนินงานโครงการ คอื กิจกรรมท่อี งคก์ รแต่ละองคก์ รกาหนดตามเปา้ หมาย การปฏิบัติงาน ดังนั้น การบริหารงานโครงการจะเป็นการควบคุมทรัพยากร และ จัดสรรงาน ให้เป็นไปตามแผนงานกับทีมพัฒนาที่กาหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย โครงการเพ่ือใหไ้ ด้มาซ่งึ เปา้ หมาย 1. เครือ่ งมือวางแผนโครงการ การดาเนินโครงการแต่ละโครงการ จะมกี จิ กรรมกระบวนการท่ซี บั ซ้อน และ มีรายละเอยี ดผู้รบั ผิดชอบหลายฝ่าย ทาให้การติดตามประเมินผลมีความลาบาก ดังนั้น การมองหาเคร่อื งมือท่ใี ช้ในการบริหารจดั การโครงการใหม้ ีความสะดวก อกี ทง้ั แสดงให้ เห็นภาพรวมในการดาเนินงาน กาหนดระยะเวลาในการดาเนินงานได้ง่ายยิ่งข้ึน มีเครื่องมือที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ แผนภูมิกาหนดเวลาหรือท่ีเรียกกว่า “แผนภูมิ แกนต์” การนาแผนภูมิแกนต์มาใชใ้ นการวางแผนโครงการ มีวัตถุประสงคด์ ังนี้ 1.1 วางแผนและบริหารจัดการโครงการ ในการนาแผนภูมิมาใช้เป็น เคร่ืองมือวางแผน แสดงให้เหน็ กจิ กรรมยอ่ ยในการดาเนนิ งานท้ังหมด สามารถวางแผน ปรับเปลี่ยนการทางานได้ตามสถานะการณ์ที่เกิดข้ึนได้ และตามกาหนดเวลาขอบเขต การดาเนนิ งาน 1.2 บรหิ ารทรพั ยากร ในการใชแ้ ผนภูมิจะสามารถบรหิ ารจัดการทรัพยากร แตล่ ะส่วนงานให้เปน็ ไปตามเป้าหมายและใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งคมุ้ คา่

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 247 1.3 ควบคุมโครงการ สามารถควบคุมการดาเนินงานให้เป็นไปตาม ระยะเวลา ปอ้ งกนั ความคลาดเคลือ่ นของแผนงานและตรวจสอบได้ ภาพที่ 5.11 แสดงภาพรวมกิจกรรมการทางาน ระยะเวลาการทางาน หนา้ ท่ี ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย โดยมีการประเมินความเสี่ยง ทาให้มีการวางแผน ปรับเปล่ยี นการทางานให้บรรลุเป้าหมายทส่ี ุด ภาพท่ี 5.11 แผนภมู ิแกนต์ 2. ปัจจัยทีส่ ง่ ผลกระทบการบริหารโครงการซอฟต์แวร์ การดาเนนิ โครงการแต่ละโครงการ จะมีกจิ กรรมกระบวนการทซี่ บั ซอ้ น และ มีรายละเอียดเป้าหมายของแต่ละองค์กรแตกต่างกันไป การบริหารจัดการโครงการให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร ในแนวทางการบริหารจัดการต้องมีการกาหนด ความสาคัญ วัตถุประสงค์ท่ีเกี่ยวข้อง ท่ีทาให้เกิดปัญหากระทบการบริหารจัดการ โครงการ มีการบริหารโครงการและสิ่งแวดล้อมท่ีส่งผลกระทบที่ทาให้การบริหาร โครงการเกดิ การเปลยี่ นแปลงประกอบด้วย 2.1 ปัญหาที่เกิดจากสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกินคาดหมายเกินขอบเขต ท่ีกาหนด รวมถงึ เกิดจากข้อจากัดที่ ทาใหเ้ กิดการวางแผนและวิเคราะห์โครงการเพ่ิมข้ึน หรือเกิดจากสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรเหตุการณ์แต่ละส่วนส่งผลกับการพัฒนา เช่น บคุ ลากรท่ีไดร้ ับมอบหมายดูแลระบบและผู้ใช้งานนั้นลาออก เป็นตน้ 2.2 บุคลากรเป็นองค์ประกอบสาคัญท่ีทาให้เกิดซอฟต์แวร์ แต่การบริหาร จัดการท่ีมอบหมายงาน และระบุบทบาทหน้าที่ เก่ียวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ จะตอ้ งมีการตรวจสอบ ติดตามการดาเนินงานให้เป็นไปตามงาน

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 248 2.3 กระบวนการ เป็นส่ิงสาคัญท่ีในการกาหนดเป้าหมาย ในการดาเนินงาน จะต้องมีการติดตาม ประเมินผลโครงการ หรือกิจกรรมที่เริ่มต้นดาเนินงานจนถึงสิ้นสุด มีการแจ้งสถานะการดาเนินงานต่อทีมพัฒนาอย่างสม่าเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อโครงงานน้ัน หากมีข้อบกพร่องหรือลักษณะการทางานคลาดเคลื่อนไม่ตรงตาม แผนการดาเนินงาน ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรท่ีมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและ เกดิ ประสทิ ธิภาพสงู สดุ จากการดาเนินโครงการ  ปญั หา  แนวทางการแกไ้ ขปัญหา  ติดตาม  ประเมนิ ผล  เปา้ หมาย  ขอบเขตาน  ระยะเวลา  หนา้ ทที่ มี พฒั นา ภาพท่ี 5.12 ปจั จัยทสี่ ่งผลกระทบการบริหารโครงการ ภาพที่ 5.12 แสดงให้เหน็ ปัจจัยที่สง่ิ ผลกระทบ หรอื เหตกุ ารณ์ สงิ่ แวดล้อมท่ี ทาให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเกิดข้ึนจากบุคลากร กระบวนการการ ดาเนินโครงการจะมีการติดตาม ควบคุม ประเมินผลการดาเนินโครงการ หากปัจจัยท่ี เกิดข้ึนจะต้องมีการปรึกษาหารือประเมินผลกระทบท่ีเกิดขึ้นต่อระบบ และเกิดการ ปรับเปล่ยี นแผนงานเพ่อื ใหเ้ กิดประสิทธภิ าพสงู สุดในการดาเนินงาน

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 249 3. กระบวนการบริหารโครงการซอฟต์แวร์ การบริหารโครงการมีกระบวนการข้ันตอน ในการบริหารจัดการ ดาเนินงาน โดยแบ่งข้ันตอนการบริหารโครงการเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผนโครงการ 2) การจดั ระเบียบ 3) การตดิ ตาม และ 4) การปรับเปล่ียน ข้นั ตอนการบรหิ ารโครงการ เร่ิมจากการวางแผนโครงการ และดาเนินการจัดรูปแบบระเบียบโครงการให้ตรงตาม เปา้ หมายวัตถปุ ระสงคโ์ ครงการ และทาการตดิ ตามประเมินผลทเ่ี กิดข้ึนตามสถานการณ์ จริงหรือความเส่ียงท่ีจะเกิดขึ้น และหากส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อระยะเวลา งบประมาณ ก็จะเกิดการประชุมทีมพัฒนาที่ปรับเปล่ียนโครงการให้ได้ตามเป้าหมาย ของโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังจะแสดงให้เห็นตามภาพที่ 5.13 มีข้ันตอน การทางานในการตดิ ตามสถานะการปรบั เปล่ยี นหลักจากพจิ ารณาการดาเนินงาน วางแผน จัดระเบยี บ ติดตามสถานะ ปรบั เปล่ยี น ภาพที่ 5.13 กระบวนการของการบริหารโครงการ (ทีม่ า : ดดั แปลงจาก นา้ ฝน อัศวเมฆนิ , 2558, น. 108) 3.1 การวางแผนโครงการ ขั้นตอนการวางแผนเป็นขั้นตอนแรกในการดาเนินงานท่ีผู้บริหาร โครงการต้องศึกษาความต้องการทั้งภายในและภายนอก เพื่อนาข้อมูลไปวางแผน กาหนดเป้าหมาย งบประมาณ ทรัพยากร และสภาพแวดล้อมเกี่ยวข้องอื่นๆ มี รายละเอียดขน้ั ตอนการวางแผน ดังนี้ 3.1.1 การประมาณ เปน็ การคาดคะเนประมาณการ รายละเอียด หน้าที่การทางาน ประมาณระยะเวลาการทางาน หรือประมาณการกาหนดการดาเนิน โครงการ

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 250 3.1.2 การระบุเป้าหมายโครงการ ระบุความต้องการของผู้บริหารและ ผู้ใชบ้ รกิ าร 3.1.3 จดั สรรทรพั ยากรของโครงการ ตามกาหนดการแผนการดาเนินงาน เช่น ทีมพัฒนา กระบวนการ เคร่ืองมือ ส่ิงอานวยความสะดวกเพ่ือใช้ในการดาเนิน โครงการ เปน็ ต้น 3.2 การจัดระเบียบโครงการ ขั้นตอนน้ีเป็นการดาเนินการวางแผนงานโครงการในแต่ละส่วนงานย่อย ทาให้เกิดกระบวนการทางาน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรท่ีต้องจดั หาเพอ่ื ใชใ้ นการดาเนนิ การ ทาให้การทางานขับเคลื่อน และการจดั การกลไกสาหรับการติดตาม และลดความเส่ียง ให้ได้ผลลพั ธข์ องซอฟต์แวร์หรอื ระบบท่มี ีประสิทธิภาพ 3.3 การติดตามสถานะโครงการ การดาเนินการติดตาม ประเมินผลโครงการเพื่อตรวจสอบขั้นตอน การทางานตลอดโครงการ จะเป็นการติดตามความก้าวหน้า หรือประเมินความเสี่ยง จะเกิดขึ้นในทิศทางใดเป็นขั้นตอนการเก็บรวบรวม เพื่อนาเสนอผู้บริหาร ผู้ใช้งาน รวมถึงรายงานความก้าวหน้าให้ทีมพัฒนาทราบถึงการดาเนินงาน การติดตามสถานะ โครงการต้องทาการรายงานโดยใช้เครื่องมือที่ช่วยในการติดตาม เช่น แผนภูมิเวลา แผนภูมคิ วบคมุ เปน็ ต้น 3.4 การปรับเปลย่ี นโครงการ ข้ันตอนการปรับเปลี่ยนโครงการ เป็นข้ันตอนที่เกิดเน่ืองจากมี การดาเนินงานผิดปกติ มีความเสี่ยงท่ีจะเกิดความเสียหายต่อโครงการข้ึน กรอบของ การบรหิ ารโครงการ ประกอบดว้ ยความรู้ 9 ดา้ น คือ 3.4.1 การบริหารขอบเขต คือควบคุมขอบเขตการดาเนินตามแผน โครงการท่กี าหนด 3.4.2 การบริหารเวลา คือการบริหารควบคุมติดตามโครงการให้อยู่ใน ระยะเวลาทก่ี าหนด 3.4.3 การบริหารค่าใช้จา่ ย คือการตรวจสอบควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดใน การดาเนินโครงการ ใหค้ มุ้ ค่าต่อแผนงานโครงการ

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 251 3.4.4 การบริหารคุณภาพ คือการควบคุม ตรวจสอบ ติดตาม ข้ันตอน การทางานให้ตรงกับความตอ้ งการและเปา้ หมายผูบ้ ริหารและใช้งาน 3.4.5 การบริหารทรัพยากรบุคคล คือการติดตามความก้าวหน้า บริหาร การจดั การ ผลการดาเนินงานของทีมพัฒนาซอฟตแ์ วร์ 3.4.6 การบริหารการส่ือสาร คือประสานงาน ติดต่อสื่อสารแสวงหา ช่องทางการส่ือสารเพ่ือให้ได้เกิดการแลกเปล่ียน ทาให้เกิดการส่ือสารดาเนินงาน อยา่ งตอ่ เน่ือง ระหว่างทีมพฒั นาซอฟต์แวร์และผูใ้ ช้งาน 3.4.7 การบริหารความเส่ียง คือการติดตาม การทางานท่ีมีความเส่ียง ทีจ่ ะเกดิ ขึ้นสูง หรอื ความผดิ ปกตขิ องโครงการอยา่ งต่อเน่อื งจนสิน้ สดุ โครงการ 3.4.8 การบริหารการจัดหา คือการบริหารจัดการ การจัดหาทรัพยากร ทใี่ ชใ้ นการดาเนนิ โครงการ หรือการจัดซอื้ จัดจา้ ง ท่เี ปน็ เคร่ืองมอื ในดาเนนิ โครงการ 3.4.9 การบริหารโครงการซอฟต์แวร์ คือความรู้ด้านการบริหารจัดการ ควบคมุ การทางานทกุ ด้านทง้ั หมดทกุ ข้นั ตอน ตง้ั แต่เรมิ่ โครงการจนสิ้นสุดโครงการ การบริหารโครงการท่ีใช้เทคนิคการบรหิ ารงานและการประสานงาน ทักษะ การบริหารโครงการ 9 ด้าน อีกทั้งการบริหารจัดการโครงการผู้ที่ทาหน้าที่บริหาร โครงการต้องมีลักษณะเป็นผู้นา และมีการประสานการทางานได้ระหว่างผู้ใช้งาน ผู้บริหารและทีมพฒั นาได้ทุกระดับ สามารถปรบั เปลี่ยนรูปแบบการทางานแก้ไขปญั หา ตามสถานการณ์จริงได้ ร่วมถึงมีความยืดหยุ่นในการทางานตามกระบวนการข้ันตอนที่ เกดิ ขน้ึ ดังภาพที่ 5.14 กรอบของการบริหารโครงการซอฟต์แวร์

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 252 ขอบเขต ค่าใช้จา่ ย เวลา คณุ ภาพ การ การจัดหา สอื่ สาร ความ บรหิ าร ทรพั ยากร เสย่ี ง ซอฟต์แวร์ บุคคล ภาพท่ี 5.14 กรอบของการบรหิ ารโครงการซอฟตแ์ วร์ 4. การเลือกวิธกี ารพฒั นาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศสามารถดาเนินการทาให้ได้ระบบอย่าง รวดเร็วขึ้น ประกอบด้วย 3 แนวทาง คือ 4.1 การพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นมาใช้งานเอง ( Custom Development) การพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นมาใช้งานเอง ในการพัฒนาจะได้ ศกึ ษาความตอ้ งการองคก์ รโดยตรงจากผู้บริหาร ผู้ใช้บรกิ ารในองคก์ รและนอกองค์กร มี ความยืดหยุ่นสูง กรณีท่ีองค์กรมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร ในการพัฒนาน้ี จะมีทีมพัฒนาทดี่ าเนินการในองค์กร ซ่ึงจะทางานตามภาระหน้าที่ทผ่ี ูบ้ ริหารมอบหมาย ภาระงานให้ การพัฒนาระบบสารสนเทศโดยใช้บุคลากรของตนเองในองค์ กรมี ข้อดีคือลดความเสี่ยงในการเปิดเผยข้อมูล การบารุงรักษาสะดวกรวดเร็ว มีข้อมูลใน การศึกษาจากบุคลากรผู้ร่วมงาน แต่หากมองถึงข้อเสียในด้านงบประมาณบุคลากร

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 253 จะต้องมีค่าใช้จ่ายประจาค่อนข้างสูง และหากมีการบริหารจัดการไม่ประสบ ความสาเรจ็ ก็อาจจะมคี า่ ใช้จา่ ยสูงเกินจาเป็น 4.2 จัดซ้อื ซอฟตแ์ วรส์ าเรจ็ รูป (Packaged Software) เนอ่ื งจากเทคโนโลยสี ารสนเทศมกี ารเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็ว และ มีบริษัทที่ผลิตและจาหน่ายโปรแกรม แอปพลิเคชันเพ่ิมมากขึ้น จึงทาให้องค์กรมี ตวั เลือกในการใชง้ านใหเ้ หมาะสมกบั ความตอ้ งการหรือบรบิ ทขององคก์ รมากขึน้ การเลือกจัดซ้ือซอฟต์แวร์จะคานึงถึงการทางานของระบบทั้งหมด ในแต่ละฝ่ายมกี ารทางานเหมือนหรอื ตา่ งกัน จงึ จะเห็นการจาหน่ายซอฟตแ์ วรส์ าเร็จรูป มีโมดูลย่อยให้เลือกใช้งาน และสามารถขยายการจัดซ้ือเพิ่มภายหลังได้ในยุคปัจจุบัน แต่มีจุดที่ต้องคานึงถึง คือ หากใช้งานในระบบน้ันแล้ว ในระยะยาวหากมีการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างการทางาน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาระบบ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งตามแนวโนม้ ของเทคโนโลยี 4.3 จา้ งนกั พฒั นาซอฟต์แวร์จากภายนอก (Outsourcing) การพิจารณาจ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ จะมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญมา ช่วยพัฒนาระบบงานขององค์กร โดยมีการกาหนดเง่ือนไขในการดาเนินงาน ตามระยะเวลาดาเนินงาน การจ้างแบบนี้มีหลายองค์กรนิยมทา โดยทาสัญญา การพัฒนาและเม่ือใช้งานจริง ให้มีการบารุงรักษาระบบงานพร้อมส่งซอร์สโค้ด เม่ือส่งมอบงาน ข้อดี ในการพัฒนาระบบแบบน้ี คือ องค์กรไม่ต้องจ่ายงบประมาณ ดา้ นบุคลากรทางดา้ นเทคโนโลยใี นการพฒั นาระบบ ไมม่ ีความเส่ยี งในการบรหิ ารจัดการ วางแผนดาเนินงาน ข้อเสีย มีความเส่ียงด้านความปลอดภั ยขอ งข้ อ มู ล และการบารุงรกั ษาตอ้ งมกี ารวางแผนกาหนดช่วงเวลาและมีคา่ ใช้จา่ ยในการบารุงรักษา ระบบงาน 5. ความเสีย่ งที่เกิดจากการพัฒนาซอฟตแ์ วร์ การดาเนินโครงการผู้บริหารโครงการ จะต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อม องคก์ ร และดาเนนิ งานวางแผนบริหารจัดการโครงการ จากสาเหตุที่มกี ารเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ทาให้ส่งผลกระทบต่อความสาเร็จของโครงการ ดังนั้น การประมาณ

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 254 เหตุการณ์ แนวโน้มที่จะส่งผลกระทบทาให้โครงการเกิดความเสยี หาย โดยส่วนใหญ่จะ เกดิ จากความเสี่ยงดังน้ี 5.1 ความเส่ียงด้านเทคนคิ 5.1.1 เป็นความเส่ยี งทเี่ กดิ จากการออกแบบทไ่ี มเ่ หมาะสม 5.1.2 เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ไมค่ รอบคลมุ ครบถว้ น 5.1.3 เป็นความเสี่ยงท่ีเกิดจากการทดสอบระบบไม่ครอบคลุม ครบถว้ น 5.1.4 เกิดปัญหาท่ีเกิดข้อผิดพลาดจากการไม่ตรวจสอบระบบเดมิ ท่มี ีอยู่ 5.1.5 เกดิ จากการขอ้ บกพรอ่ งในการพัฒนาซอฟตแ์ วร์ 5.1.6 เกดิ ข้อผิดพลาดจากการทดสอบระบบงาน 5.1.7 เกิดข้อผดิ พลาดจากการตดิ ต้งั ซอฟต์แวร์ 5.1.8 โครงสร้างฮารด์ แวรเ์ ดมิ ไม่สนับสนุนระบบใหม่ 5.2 ความเสีย่ งด้านการบรหิ ารโครงการ 5.2.1 ทีมพัฒนายังขาดประสบการณ์และทักษะในการทางาน 5.2.2 การลาออกของทมี พฒั นาซอฟตแ์ วร์ 5.2.3 ทรัพยากรทีใ่ ช้ในโครงการพฒั นาไมเ่ พยี งพอ 5.2.4 แผนงานการดาเนินของโครงการไมช่ ัดเจน 5.2.5 ขาดการตดิ ตาม ประเมินผล ให้เปน็ ไปตามแผนงาน 5.2.6 ขาดการตดิ ตอ่ ส่ือสารงานระหวา่ งผู้ใชร้ ะบบและทมี พฒั นา 5.3 ความเสี่ยงด้านผูบ้ รหิ ารและผู้ใชร้ ะบบ 5.3.1 ผู้ใช้ระบบ ผู้บริหารเพม่ิ หรือปรับเปล่ียน ความตอ้ งการในการ พฒั นาระบบ รวมถงึ การกาหนดความตอ้ งการไมช่ ัดเจน 5.3.2 ผูใ้ ช้งานไม่มีเวลาในการทดสอบซอฟต์แวร์ 5.3.3 ผู้ใช้งานไมม่ ีความพงึ พอใจในระบบใหม่

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 255 6. เครือ่ งมอื ประเมนิ ความเสย่ี งของโครงการ 6.1 แผนภมู ิแกนต์ (Gantt Chart) แผนภูมิแบบแกนต์ เป็นแผนภูมิที่แสดงการทางานท่ีใช้ในการ วางแผนและกาหนดกิจกรรมการดาเนินงาน ท่ีแสดงให้เห็นลาดับกิจกรรมท่ีดาเนินงาน และวัน เวลาท้ังหมดของโครงการ และไดร้ บั ความนยิ มมากในการวางแผนโครงการ ซ่ึง ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในช่วยในการวางแผนงาน เช่น Microsoft Project, Gantt Project เปน็ ตน้ ดังภาพท่ี 5.15 แสดงแผนภูมดิ ว้ ยโปรแกรม Microsoft Project ภาพท่ี 5.15 แผนภมู แิ กนต์ดว้ ยโปรแกรม Microsoft Project การบริหารจัดการโครงการได้นาตามติดตามแผนงานกิจกรรมด้วย แผนภูมิแกนต์มาใช้งานยังสามารถแสดงกิจกรรมในโครงการ ด้วยการแสดงความ เชือ่ มโยงกจิ กรรมจากจุดเรม่ิ ตน้ จนถงึ จดุ สนิ้ สุดของระบบงานในแต่ละกิจกรรมได้ 6.2 เพิร์ตและซีพีเอ็ม (Programmer Evaluation and Review Technique: PERT/ Critical Path Method: CPM) เทคนิคการประเมินค่าและควบคุมโครงการเพิร์ต ได้พัฒนาเพ่ือใช้ ในการบรหิ ารจัดการโครงการ โดยการทางานจะแสดงใหเ้ ห็นขั้นตอนกิจกรรม ลาดับการ

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 256 ทางาน หน้าที่ความสัมพันธ์ในแต่ละกิจกรรมในทีมพัฒนาระบบหรือซอฟต์แวร์ โดยมี วตั ถุประสงค์การพฒั นาซอฟต์แวร์ดงั นี้ 6.2.1 การวางแผนโครงการ คือการจัดลาดับความสาคัญของงาน และการคานวณเวลาการทางานของแต่ละงานหรือกิจกรรมว่าเร่ิมต้นและส้ินสุด ระยะเวลาใด 6.2.2 การควบคุมโครงการ คือผู้บริหารโครงการติดตาม ประเมินผล ควบคุมการดาเนินงานไม่ให้เกิดความช้าล่าในการทางาน ให้ดาเนินงาน เปน็ ไปตามเวลาและแผนงานทีก่ าหนด 6.2.3 การบรหิ ารทรพั ยากร คอื การกาหนดแผนงานในการจัดสรร ทรพั ยากรในการดาเนินโครงการให้คมุ้ ตอ่ การดาเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสงู สุด เช่น เครือ่ งมอื บุคลากรทีมพฒั นา เป็นต้น 6.2.4 การบริหารโครงการ คือผู้บริหารโครงการดาเนินงาน ตรวจสอบ หรือปรับเปลี่ยนงานเพื่อแก้ไขปัญหา หรือกิจกรรมท่ีเกิดข้อบกพร่องให้ ประสบความสาเรจ็ ตามแผนงานท่ีกาหนด ดงั แสดงการทางานในภาพท่ี 5.16 สญั ลกั ษณแ์ ทนค่ากจิ กรรมเทคนคิ การประเมนิ คา่ และควบคุมโครงการ จดุ เชอ่ื มโยง กจิ กรรม A กิจกรรมเสน้ ตรงเริม่ ถงึ สิ้นสดุ กิจกรรมเส้นปะเร่ิมถึงสิ้นสุดท่ีกิจกรรมท่ีไม่ได้ดาเนินการ แต่ต้องใสร่ ายละเอียดใหเ้ หน็ กิจกรรมการดาเนนิ งาน ภาพท่ี 5.16 สญั ลกั ษณ์การใช้เทคนคิ PERT

แนวคิดการพฒั นาระบบสารสนเทศ | 257 a,5 d,3 Task 3 b,1 3 Task 2 Task 1 g,3 e,3 c,3 Task 7 Task 4 f,3 h,3 Task 5 Task 6 ภาพที่ 5.17 เครือข่ายของการบรหิ ารโครงการ การทางานจากภาพที่ 5.17 แสดงให้เห็นการทางานเครือข่ายของ โครงการ โดยเริ่มจาก Task 1 จากน้ันเร่ิมจัดทา Task 2 มีโดยมีการทางานขนาน ทั้งหมดเส้นทางให้เลือกทางาน 3 เส้นทาง มีข้ันตอนกิจกรรม มีความหมายการดาเนนิ กจิ กรรมตา่ งๆ ตามความเหมาะสม และให้เกดิ ประโยชน์คุ้มค่ามากท่ีสดุ ระเบียบวิธีซีพีเอ็ม (Critical Path Method: CPM) เป็นวิธีท่ีนาแนวทาง โครงการก่อสร้างและซ่อมบารุงเคร่ืองจักร มาใช้ในการหาเส้นทางวิกฤต เส้นทางวิถี วิกฤตหมายถึงเส้นทางท่ีใช้เวลานานท่ีสุดทาให้เกิดความล่าช้า ทาให้เกินงบประมาณที่ กาหนดตามแผนงาน ดังน้ันการวางแผน ควบคุมการทางานระยะเวลา ที่ต้องติดตาม กิจกรรมไมใ่ ห้เกิดความเสียหายตอ่ โครงการ การนาเทคนิคการประเมินค่าและควบคุมโครงการเป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ใน การหาเส้นทางวิกฤตในการดาเนินงานหรือแผนงานกิจกรรมต่าง ๆ ซ่ึงเม่ือคานวณหา เส้นทางแล้วจะเหน็ เสน้ ทางการทางานท่ีรวดเร็วที่สดุ และวิกฤตท่ีสุด เพ่ือนาผลจากการ คานวณไปปรับเปล่ียนหรือวางแผนต่อไป ยกตัวอย่างการวาดเครือข่ายของโครงการดงั ตารางท่ี 5.1

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 258 ตารางที่ 5.1 แสดงรายละเอยี ดระยะเวลาทางาน เร่ง (วัน) คา่ แรง/วนั งาน งานท่ตี อ้ งทากอ่ น ปกติ (วนั ) 2 1,000 2 800 A- 3 6 600 3 1,500 B- 3 2 900 1 400 CA 7 DA 4 EB 3 FC 2 จากภาพท่ี 5.18 แสดงข้อมลู การทางานสามารถนาข้อมลู ไปวาดเครือขา่ ย งานเส้นทางคานวณวธิ วี ิกฤตของโครงการทงั้ 2 เส้นทาง C 3 F 2 A 6 D4 1 5E B ภาพที่ 5.18 เครือข่ายงานของโครงการ การทางานจากภาพที่ 5.18 แสดงให้เห็นการทางานเครือข่ายของ โครงการ โดยเรมิ่ จากกจิ กรรมท่ี 1 จากน้นั เร่ิมจัดทากิจกรรมที่ 2 โดยมีการทางานขนาน ทั้งหมดเส้นทางให้เลือกทางาน 3 เส้นทาง มีข้ันตอนกิจกรรมมีความหมายการดาเนิน กิจกรรมดงั น้ี

แนวคดิ การพฒั นาระบบสารสนเทศ | 259  เส้นทางที่ 1 มกี จิ กรรมท่ี A ทางาน 3 วนั กจิ กรรมท่ี D ทางาน 4 วนั และกิจกรรมสุดท้าย  เส้นทางท่ี 2 มีกิจกรรมท่ี A ทางาน 3 วัน กิจกรรมท่ี C ทางาน 7 วนั กิจกรรมที่ F ทางาน 3 วนั และกิจกรรมสุดท้าย  เส้นทางท่ี 3 มีกจิ กรรมท่ี B ทางาน 4 วัน กิจกรรมท่ี E ทางาน 2 วัน และกจิ กรรมสุดท้าย แสดงการคานวณจานวนวันแต่ละเสน้ ทาง เส้นทางท่ี 1 (A,3)+(D,4) =7 เสน้ ทางท่ี 2 (A,3)+(C,7)+(F,3) = 13 เส้นทางท่ี 3 (B,4)+(E,2) =6 จากการดาเนินการกิจกรรมต่าง ๆ จะทาใหผ้ ู้บริหารโครงการสามารถเหน็ เส้นทางการดาเนินงานที่ค้นหาเสน้ ทางที่ดีที่สุดได้คือ สายงานท่ี 3 และมีเส้นทางวิกฤต คือสายที่ 1 และ 2 การคานวณหาเส้นวิกฤตควรจะเร่งการทางานสายที่ 2 เนื่องจากมี คา่ ใชจ้ า่ ยตา่ สดุ วนั ละ 400 บาท โดยเรง่ งานได้ระยะเวลาทางาน 3 วนั คงเหลือ 10 วัน เสน้ ทางที่ 1 A (1,000x3) +D (1,500x4) = 9,000 บาท เส้นทางที่ 2 A (1,000x3) +C (600x7) + F(400x3) = 8,400 บาท เส้นทางท่ี 3 B (800x4) +E (900x2) = 5,000 บาท

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 260 บทสรุป การพัฒนาระบบสารสนเทศคือกระบวนการ ข้ันตอนในการประยุกต์ด้าน คอมพิวเตอร์ ในการใช้ระบบสารสนเทศในการช่วยบริหารจัดการภายในองค์กร การนาระบบสารสนเทศมาช่วยในการสืบค้น ได้สะดวกรวดเร็ว ช่วยสนับสนุนการ ทางานให้มปี ระสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลยง่ิ ขึ้น การนาระบบสารสนเทศมาใช้ ทีมพัฒนาจะต้องศึกษาปัญหาความ ต้องการ ขนั้ ตอนการดาเนินงาน และวางแผนพฒั นาระบบสารสนเทศที่ตรงตอ่ ความ ตอ้ งการและรองรับเทคโนโลยีทท่ี ันสมยั ในอนาคต โดยแนวทางการพฒั นา 2 รปู แบบ คือแนวคิดวงจรการพัฒนาระบบ เป็นแนวคิดในการออกแบบด้ังเดิมมีข้ันตอนการ ทางานเริ่มต้ังแต่วางแผนการดาเนินงาน วิเคราะห์ระบบ ออกแบบระบบ พัฒนา ระบบและดูแลปรับปรุงระบบ และการพัฒนาระบบแบบหลากหลาย เช่น วิธีแบบ พัฒนาระบบแบบออกแบบโครงสร้าง พัฒนาแอปพลิเคชันแบบรวดเร็ว พัฒนาแบบ แอจไจล์การเลอื กแนวทางการพฒั นาตอ้ งคานงึ ถงึ ลกั ษณะการทางานและขนั้ ตอนการ ทางานของแต่ละองค์กร โดยในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ต้องมีบุคลากรที่มี ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการทางาน เช่น ผู้บริหารโครงการ นักวิเคราะห์ ระบบ นักพฒั นาระบบ เปน็ ตน้ การดาเนินโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจะต้องมีทีมพัฒนาท่ีมี ประสบการณแ์ ละมคี วามเชยี่ วชาญในการดาเนินงาน มีประเดน็ สาคญั ในการวางแผน โครงการบริหารจดั การโครงการให้เปน็ ไปตามเปา้ หมาย ตอบสนองความตอ้ งการของ ผใู้ ชง้ านและผบู้ รหิ ารองคก์ ร โดยในการบรหิ ารจัดการโครงการ ใหเ้ กิดความคมุ้ ค่าท้ัง งบประมาณ ระยะเวลา ตรวจสอบติดตามควบคุม การทางาน ลดความเสี่ยงท่ีจะ เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องอาศัยเครื่องมือในการดาเนินการบริหาร โครงการซอฟต์แวร์ เช่น แผนผังเพริ ์ตและแผนภมู ิแกนต์ เป็นตน้

แนวคดิ การพัฒนาระบบสารสนเทศ | 261 แบบฝึกหัดบทที่ 5 ตอนที่ 1 ตอบคาถามดงั ตอ่ ไปนี้  อธบิ ายเหตุผลทที่ าใหเ้ กิดการพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้น  วิธกี ารพฒั นาระบบสารสนเทศมีกีป่ ระเภท อะไรบา้ ง  วงจรการพฒั นาระบบคืออะไร มคี วามสาคญั อยา่ งไรบา้ งมี ข้นั ตอนอยา่ งไรบ้าง  การพัฒนาระบบแบบหลากหายมีรูปแบบการทางานอย่างไรบ้าง การพัฒนาในยุค ปจั จุบนั มกี ่ีรูปแบบ  ทมี งานพฒั นาระบบมหี น้าทีใ่ ดในการดาเนินงาน มีหน้าท่อี ย่างไรบา้ ง  การบรหิ ารจดั การโครงการมีเครอื่ งมือในการช่วยบริหารจัดการใดบ้าง ตอนท่ี 2 ให้นกั ศกึ ษาใช้เทคนคิ เพิรต์ และซพี เี อม็ ตอบคาถามดังตอ่ ไปน้ี งาน งานท่ีต้องทากอ่ น ปกติ (วัน) เร่ง (วนั ) ค่าแรง/วัน A- 2 1 200 B- 3 1 300 CA 6 4 530 DA 4 2 500 EB 9 3 300 FD 3 2 300 GC 6 4 250 1. ให้สรา้ งเครือข่ายแผนผงั งาน

แนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ | 262 2. เส้นทางใดท่เี หมาะสมและดที ส่ี ดุ ในการเดินทาง 3. แต่ละเสน้ ทางมกี ารทางานกวี่ นั 4. มคี ่าใช้จ่ายในการดาเนินงานเทา่ ไร …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………..

บทที่ 6 ศกึ ษาปญั หาความต้องการของระบบ การดาเนินงานการพัฒนาซอฟต์แวร์ เร่ิมต้นจากทีมพัฒนาจะต้องศึกษา ปัญหาหรือความต้องการ เพ่ือนาผลการวิเคราะห์ไปดาเนินงานการพัฒนาซอฟต์แวร์ ตามข้ันตอนกระบวนการดาเนินงาน ในเนื้อหาบทนี้ ผเู้ ขยี นได้อธบิ ายประเด็นการศกึ ษา ปัญหาและความต้องการใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์และนาผลการวิเคราะห์ มาเขียน แผนผังสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยอาศัยเคร่ืองมือในการวิเคราะห์ระบบ เช่น ผังงาน แผนผงั กระแสข้อมูล แผนผงั ความสัมพันธ์ เป็นตน้ การพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์จะต้องทาความเข้าใจและศึกษา ความต้องการของผู้ใช้ระบบและผู้บริหารองค์กร การศึกษาความต้องการของระบบให้ ตรงตามเป้าหมาย จะทาให้ทีมพัฒนาได้ผลการวิเคราะห์และซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ ตรงต่อความต้องการผู้ใช้ โดยอาจจะมีการใช้เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น การออกแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น ผลจากการศึกษาความต้องการ ก็จะนาเข้าสู่ข้ันตอนการวิเคราะห์ระบบต่อไป ดังน้ัน ข้ันตอนการศึกษาความต้องการ ของผูใ้ ช้บริการและองค์กร นักวเิ คราะห์ระบบจะตอ้ งสรา้ งความเข้าใจระหวา่ งผู้ใช้ระบบ ผู้บริหาร จะเป็นเหมือนขั้นแรกที่เริ่มต้นทางาน ที่สาคัญอีกขั้นตอนหน่ึง เม่ือศึกษา ระบบการรวบรวมข้อมลู วิเคราะห์สภาพปัญหา นักวิเคราะหร์ ะบบตอ้ งหาแนวทางการ วิเคราะห์ความต้องการขอบเขตท่ีกาหนด ดังนั้น การศึกษาปัญหาเพ่ือให้เกิดแนว ทางการวิเคราะห์ระบบจึงเป็นแนวทางพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ บทนี้ จะกล่าวถึง กระบวนการและขั้นตอนการศึกษารวบรวมข้อมลู เพอื่ นาข้อมูลไปวิเคราะห์ระบบนาส่ง ต่อไปยังข้นั ตอนการพฒั นาซอฟต์แวร์ตอ่ ไป

ศกึ ษาปญั หาความตอ้ งการของระบบ | 264 ฐานขอ้ มูล  ปญั หา ความตอ้ งการ ผบู้ รหิ าร  นโยบายองคก์ ร ผู้ใชบ้ ริการ  ระบบงานเดมิ  SWOT บคุ ลากร แบบจาลองระบบ (Process Model) แบบจาลองแบบข้อมลู (Data Model) ภาพที่ 6.1 ภาพรวมกระบวนการศกึ ษาปัญหาความตอ้ งการของระบบงาน จากภาพท่ี 6.1 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กระบวนการศึกษาข้อมูลจาก องค์กร โดยนักวิเคราะห์ระบบจะศึกษาแบบฟอร์ม ปัญหา นโยบายองค์กร ระบบงาน เดิมหรือส่ิงแวดล้อมขององค์กรจากผู้บริหาร ผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบงาน และนาชอ้ มูลที่ได้รับไปวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ใหม่ เสนอผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ กาหนดขอบเขตตามเปา้ หมายทอ่ี งค์กรกาหนด จดุ เรมิ่ ตน้ ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ การศกึ ษาปัญหาเป็นจดุ เร่มิ ต้น ทาให้นักวิเคราะห์ไดท้ ราบถึงปญั หาและกาหนด ปัญหา เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ทีมนักพฒั นาจะตอ้ งศึกษาปัญหา ที่เกิดขึ้นและสร้างระบบงานใหม่ ให้สามารถตอบสนองการใช้งานได้ตามความต้องการ ขององค์กร ซ่ึงจุดเริ่มต้นในการกาหนดปัญหาจะเป็นความต้องการของผู้บริหารองค์กร และผู้ใช้งาน แต่ยังไม่กาหนดขอบเขตปัญหาของระบบท้ังหมด ดังน้ัน ส่ิงสาคัญในการ เริ่มต้นกาหนดปัญหาเพือ่ นาไปสกู่ ารศึกษาความต้องการ จะต้องคานึงถึงประเด็นทีจ่ ะ เกย่ี วข้องในการเขา้ ไปดาเนนิ งานกาหนดปญั หาระบบงานใหม่ ดังนี้ 1. เป้าหมายความตอ้ งการในการสรา้ งระบบงานใหม่ 2. รบั รสู้ ภาพปัญหาจากการดาเนนิ งานทเ่ี กดิ ขน้ึ จากอดตี หรอื ระบบเดิม

ศกึ ษาปัญหาความตอ้ งการของระบบ | 265 3. ศึกษาโครงสร้างการบริหารงานองค์กร จะทาให้ทราบถึงหน้าท่ี ลาดับการ บรหิ ารงานรวม ถึงบุคลากรทีเ่ กย่ี วข้องในการบริหารจัดการของแตล่ ะองค์กร 4. กรอบและแนวทางในการประสานงานตามขั้นตอนในการประสานงานของ แตล่ ะองคก์ ร นกั วิเคราะห์ระบบ นักวิเคราะห์ระบบเป็นทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ท่ีทาหน้าที่รับผิดชอบเก็บรวบรวม สารวจความต้องการขององค์กรและผู้ใช้ระบบงาน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการให้ ครอบคลุมตามความต้องการขององค์กรและผูใ้ ช้งาน เมื่อวิเคราะห์ศึกษาความต้องการ แลว้ จะนาผลการวเิ คราะห์ไปออกแบบระบบให้ตรงต่อความตอ้ งการผู้ใชง้ าน และนาผล การออกแบบวิเคราะหร์ ปู แบบตรรกะและกายภาพให้นักพฒั นาทางานตอ่ ไป 1. หนา้ ท่ีของนักวเิ คราะหร์ ะบบ 1.1 วิเคราะห์วางแผน ศึกษาความต้องการขององค์กรจากผู้บริหาร ผู้ใช้ ซอฟต์แวร์รวมถงึ ผู้เกี่ยวขอ้ ง 1.2 วิเคราะห์ความต้องการนาเสนอข้อมูลให้ผู้บริหาร และทีมพัฒนาตาม ขอบเขตความตอ้ งการผู้ใชซ้ อฟตแ์ วร์ 1.3 ออกแบบระบบซอฟต์แวร์ที่ศึกษาให้ตรงต่อความต้องการและขอบเขต ทีก่ าหนด เพอ่ื นาผลลพั ธใ์ หน้ ักพฒั นาระบบไปเขียนซอฟตแ์ วรห์ รือพัฒนาตอ่ ไป 2. คุณสมบตั ขิ องนักวเิ คราะห์ระบบ นักวิเคราะห์ระบบที่ดีควรมีลักษณะคุณสมบัติหลัก คือ มีความรู้ทาง ระบบงานธรุ กิจ สามารถควบคุมแผนงานการปฏิบัติงานไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื งและเรียบร้อย มี ความเป็นผู้นา มีอัธยาศัย ดีเนื่องจากต้องติดต่อประสานงานกับผู้บริหาร บุคคลากร ดาเนนิ งานและมคี วามรู้ในการพัฒนาซอฟตแ์ วรแ์ ละการเขียนโปรแกรม ซึง่ สอดคล้องกบั แนวคิดของนักวิชาการโอภาส เอี่ยมสิริสวงศ์ (2554) สรุปแนวคิดคุณสมบัติของ นักวิเคราะหไ์ ดด้ งั น้ี 2.1 นกั วิเคราะห์ระบบต้องมีความรู้ทางระบบงานธุรกิจ การสรา้ งระบบงาน จะตอ้ งมีความเขา้ ใจในกระบวนการทางานของระบบงาน

ศึกษาปญั หาความต้องการของระบบ | 266 2.2 นักวิเคราะห์ระบบต้องมีความเป็นผู้นา สามารถวิเคราะห์ควบคุม แผนการปฏบิ ัติงานได้ หากมีข้อบกพร่องสามารถปรบั ปรุงหรอื แกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ด้วยความเรียบร้อย ดังน้ัน ในการควบคุมและนาทีมงาน จะต้องใช้ความเป็นผู้นาใน การบริหารจัดการ และกระตุ้นให้มีประสิทธิภาพในการทางานอย่างต่อเน่ือง และ สาเรจ็ ตลอดโครงการ 2.3 นักวิเคราะห์ระบบมีอัธยาศัยและมนุษยสัมพันธ์ท่ีดี นักวิเคราะห์ระบบ จะต้องทาการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ใช้งาน ผู้บริหาร ผู้เก่ียวข้องหลายระดับ นกั วเิ คราะหร์ ะบบทดี่ ี ต้องมีบคุ ลกิ นเี้ ป็นหลักเพ่ือให้การตดิ ต่อสอื่ สารราบรน่ื ยิ่งขน้ึ 2.4 นักวิเคราะห์ระบบต้องมีทักษะความสามารถในวางแผนงานต้นทุน ค่าใช้จ่าย นักศึกษาวิเคราะห์ระบบจะต้องมีทักษะการวางแผนการดาเนินงาน ควบคุม การดาเนินงาน และสามารถคานวณต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสดุ กบั องค์กร 2.5 นักวิเคราะห์ระบบต้องมีทักษะการแก้ไขปัญหา การวิเคราะห์ระบบ จะตอ้ งค้นหาปญั หาการดาเนินงานเพอ่ื วิเคราะหแ์ นวทางการพัฒนาระบบ เพอื่ นาเสนอ ใหผ้ ูบ้ รหิ ารหรือทีมงานได้ 2.6 นักวิเคราะห์ระบบต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรม นักวิเคราะห์ ระบบจะต้องมีทักษะในการเขียนโปรแกรม เพ่ือนาความรู้ในการเขียนไปใช้วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาระบบงาน จะทาให้นักวิเคราะห์ระบบสามารถเข้าใจการทางานและ สามารถส่ือสารกับโปรแกรมเมอร์หรือนักพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ นักวิเคราะห์ระบบจะต้องติดตามแนวโน้มความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่าเสมอ หากนักวิเคราะห์ระบบมีประสบการณ์ในการ ทางานด้านวิเคราะห์ระบบ จะช่วยให้สามารถทราบถึงแนวโน้มหรือเหตุการณท์ ่อี าจจะ เป็นปัญหาในโครงการได้ และสามารถออกแบบแนวทางการแก้ไขได้อย่างมี ประสิทธภิ าพข้ึน จากการรวบรวมข้อมูล นักวิเคราะห์ระบบจะต้องนาข้อมูลเข้าสู่ข้ันตอนการ วิเคราะห์ระบบ เปน็ การวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากการทีน่ ักวเิ คราะหไ์ ดศ้ กึ ษาปัญหาและความ ต้องการของผู้บริหารและบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องในการใช้งานระบบ เพื่อให้ได้ทราบถึง

ศึกษาปญั หาความต้องการของระบบ | 267 ภาพรวมทั้งหมดจากการทางาน ตั้งแต่เริม่ ตน้ จนส้ินสดุ การจดั ทารายงาน การวิเคราะห์ ข้อมูลจะเป็นการแสดงให้เห็นรายละเอียดระบบ ท้ังรูปแบบทางตรรกะและกายภาพ ของระบบ เม่ือวิเคราะห์ระบบท่ีผ่านการตรวจสอบความต้องการ และข้ันตอนการ ทางานของระบบเรียบร้อยแลว้ ก็จะถกู ส่งตอ่ ไปยงั นักพัฒนาระบบ เพ่ือเขยี นโปรแกรม หรอื พัฒนาโปรแกรมตามลาดับต่อไป การศึกษาปญั หาขอ้ มลู พนื้ ฐาน การศึกษาข้อมูลพื้นฐานขององค์กร หรือข้อมูลระบบเดิมหรือจากบุคลากรท่ี เก่ียวข้อง ถือเป็นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานสาคัญ ในการได้มาซ่ึงข้อมูลเพื่อนาข้อมูลท่มี ี ไปวิเคราะห์เพื่อศึกษาความต้องการ เป็นข้ันตอนสาคัญนักวิเคราะห์จะต้องสอบถาม เพ่ือใหไ้ ด้มาซึ่งขอ้ มูลทหี่ ลากหลาย เช่น สมั ภาษณ์ผเู้ ก่ียวข้อง ศกึ ษาแบบฟอร์ม เอกสาร ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เปน็ ตน้ ดงั นั้นการสรา้ งความสมั พนั ธก์ บั ตัวแทนผใู้ ช้บรกิ าร จงึ เป็นอกี ทักษะ ท่ีนักวิเคราะหร์ ะบบสร้างปฏสิ มั พันธ์ให้เกดิ ความไว้วางใจในการทางาน การดาเนินงาน ศกึ ษาความต้องการ จะเกดิ ก็ตอ่ เมอื่ มีการตกลงบนั ทกึ ความรว่ มมอื ทางานหรอื ผูบ้ ริหาร อนุมัติให้จัดทาระบบใหม่ การพัฒนาระบบในรูปแบบวงจรการพัฒนาและการพัฒนา ระบบแบบหลากหลาย ทัง้ สองรปู แบบจะตอ้ งมีขั้นตอนการวางแผนการดาเนินงาน การ วิเคราะห์ระบบ การออกแบบซอฟต์แวร์ พัฒนาระบบงาน การติดตั้งระบบและซ่อม บารุง ดังน้ันการศึกษาความต้องการขององค์กรจะมีความยืดหยุ่นและปรับไปตาม สถานการณท์ ่ีเกิดขนึ้ แต่ก็ตอ้ งตรวจสอบช่วงเวลาไม่ให้กระทบต่อขน้ั ตอนการทางานอ่ืน ในการทางานทีมพัฒนาจะตอ้ งมกี ารตรวจสอบตารางทางานโดยมผี ู้บรหิ ารโครงการเป็น ผู้ทางานท่ตี รวจสอบ ตดิ ตาม ประเมินผลความเสี่ยงตัง้ แต่เร่มิ ต้นจนสิ้นสุดโครงการ โดย มีเทคนิคในการศกึ ษาความต้องการขององคก์ ร ดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากเอกสาร การศึกษาความต้องการแบบนี้จะเป็นการ นาข้อมลู ท่ีองค์กรให้เอกสารจากกระบวนการทางานท่ผี ่านมา ไมว่ ่าจะเป็นงานเอกสาร หรอื แบบฟอร์มระบบเดมิ แบบสอบถาม รายงานผลการดาเนนิ งาน เอกสารต่างๆ จะทา ให้นกั วิเคราะหเ์ หน็ กระบวนการทางานท่ีผ่านมา และเห็นปญั หาแนวทางพัฒนาได้ 2. สัมภาษณ์ผู้บริหาร บุคลากร ผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้อง เทคนิคด้ังเดิมท่ีนิยมใช้ กันจากอดีตถึงปัจจุบัน เพราะการสมั ภาษณจ์ ะเป็นการสร้างความสมั พันธ์ความคุ้นเคย

ศึกษาปญั หาความต้องการของระบบ | 268 ระหว่างนักวิเคราะห์กับผู้บริหาร บุคลากรที่เก่ียวข้องในการใช้ระบบท้ังหมด นอกจากนั้น จะทาให้นกั วเิ คราะห์ได้ทราบแนวคิดและปัญหาในการดาเนินงานโดยตรง ได้รับรู้ความต้องการของผู้บริหารและบุคลากร ส่งผลให้ได้ข้อมูลท่ีนาไปพัฒนามี ประสิทธิภาพและตรงต่อความตอ้ งการมากทสี่ ุด 3. สังเกตข้อมูลส่ิงแวดล้อมที่เกี่ยวข้องขององค์กร เป็นการเข้าไปศึกษา ดูกระบวนการทางานจริงขององค์กร เพื่อให้ได้ทราบปัญหาและวิธีการข้ันตอนการ ทางานจากสถานการณจ์ รงิ ขององคก์ ร 4. ศึกษาการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ศักยภาพขององค์กร เป็นการศึกษา จดุ ออ่ นจดุ แขง็ ของการแข่งขัน ที่ใชเ้ ทคโนโลยีในการเพมิ่ ศักยภาพการแข่งขันของคู่แข่ง รวมถึงการวิเคราะห์ความแปรผันสิ่งแวดล้อมภายนอกขององค์กร เช่น ความพร้อม ดา้ นโครงสร้างพ้ืนฐาน อปุ กรณส์ ิง่ อานวยความสะดวก ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เป็นตน้ 5. การศึกษาจากซอฟต์แวร์หรือระบบงานเดิมในกรณีที่มีซอฟต์แวร์เดิม นักวิเคราะห์ก็ต้องศึกษาข้อมูลจากระบบงานหรือซอฟต์แวร์เดิม การศึกษาโครงสร้าง ขอ้ มูลรูปแบบการจดั เกบ็ ข้อมลู หรอื ขั้นตอนการทางาน จะทาให้ทราบกระบวนการหรือ แนวทางขัน้ ตอนการใช้งานในระบบซอฟต์แวร์เดิม เพื่อรองรับการทางานของซอฟต์แวร์ ใหม่ กรณีที่ผู้บริหารองค์กรมีความต้องการนาข้อมูลเดิมมาใช้กับซอฟต์แวร์ใหม่ กส็ ามารถดาเนินงานไดอ้ ย่างตอ่ เนื่อง วธิ ีการรวบรวมความต้องการของผใู้ ช้ระบบงาน ศึกษาความต้องการขององค์กรแล้ว นักวิเคราะห์ระบบจะต้องศึกษาแนวโน้ม ความเป็นไปไดใ้ นการดาเนินการพฒั นาระบบ เพื่อเปน็ โยชนใ์ นการนาขอ้ มูลไปวิเคราะห์ ระบบใหต้ รงตามเป้าหมายทีก่ าหนด เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิคไม่ว่า จะเปน็ อปุ กรณต์ ่อพ่วงหรือครุภัณฑใ์ นการดาเนนิ งาน การศึกษาความเปน็ ไปได้ทางด้าน การปฏิบัติงานท่ีเกี่ยวกับบุคลากรรวมถึงทักษะผู้ใช้งานระบบ และการศึกษาความ เปน็ ไปได้ทางดา้ นความคมุ้ คา่ ในการลงทุนดาเนนิ งานคา่ ใช้จ่าย รายรับในการดาเนนิ งาน ตั้งแต่ต้นจนส้ินสุดโครงการ มีวิธีการรวบรวมความต้องการของผู้ใช้งาน โดยแบ่ง การรวบรวม 2 กลมุ่ หลัก คือ การรวบรวมข้อมูลแบบดั้งเดมิ และการรวบรวมขอ้ มูลแบบ ใหม่มรี ายละเอียดดังน้ี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook