Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_45

tripitaka_45

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:40

Description: tripitaka_45

Search

Read the Text Version

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนาท่ี 101 ๑๐. โทสสตู ร วา ดวยละโทสะไดเปนพระอนาคามี [๑๘๘] จรงิ อยู พระสูตรน้ีพระผมู ีพระภาคเจาตรสั แลว พระสตู รน้ีพระผูมพี ระภาคเจา ผูเปนพระอรหนั ตตรัสแลว เพราะเหตุน้นั ขาพเจา ไดส ดบัมาแลววา ดูกอนภิกษุทง้ั หลาย ภิกษไุ มรยู ่งิ ไมกําหนดรูโ ทสะ ไมยังจติ ใหคลายกําหนดั ในโทสะน้ัน ยังละโทสะน้นั ไมไดเดด็ ขาด เปนผไู มควรเพ่อื ความสิน้ ทุกข ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย สว นภกิ ษรุ ยู ง่ิ กาํ หนดรโู ทสะ ยังจติ ใหค ลายกําหนดั ในโทสะน้นั ละโทสะน้นั ไดเดด็ ขาด เปนผคู วรเพ่อื ความส้นิ ทกุ ข. พระผมู พี ระภาคเจา ไดตรัสเนอื้ ความนี้แลว ในพระสตู รนั้น พระผมู -ีพระภาคเจาตรสั คาถาประพันธด ังนีว้ า ชนผเู หน็ แจง ท้งั หลาย รชู ดั ดว ยดีซ่งึ โทสะอนั เปน เหตใุ หส ัตวผ ูประทษุ รายไปสู ทคุ ติ แลว ละได คร้ันละไดแลว ยอ ม ไมมาสโู ลกนีอ้ ีกในกาลไหน ๆ. เน้ือความแมน พ้ี ระผูมีพระภาคเจาตรัสแลว เพราะเหตุนนั้ ขา พเจาไดสดับมาแลว ฉะนีแ้ ล. จบโทสสูตรท่ี ๑๐ จบปาฏิโภควรรคที่ ๑

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย อิตวิ ุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ที่ 102 อรรถกถาโลภสูตรและโทสสตู ร ในโลภสตู รท่ี ๙ และโทสสตู รที่ ๑๐ ไมม ีเร่อื งท่ีไมเ คยพดู . ไดเ คยพดู เร่อื งโลภะและโทสะมาแลว. พึงเห็นวาพระสตู รเหลาน้ัน พระผมู พี ระภาคเจาทรงแสดงแกผรู โู ดยเทศนาวิลาส หรือแกเ วไนยสตั วด ว ยอธั ยาศยั . จบอรรถกถาโลภสูตรท่ี ๙ และโทสสูตรที่ ๑๐ จบปาฏิโภควรรควรรณนาที่ ๑ รวมพระสตู รทม่ี ีในวรรคนี้ คือ ๑. โลภสูตร ๒. โทสสตู ร ๓. โมหสตู ร ๔. โกธสูตร ๕. มักขสตู ร๖. มานสตู ร ๗. สพั พสูตร ๘. มานสตู ร ๙. โลภสตู ร ๑. โทสสตู รและอรรถกถา.

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนิกาย อติ ิวุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนาที่ 103 อิติวตุ ตกะ เอกนบิ าต วรรคที่ ๒ ๑. โมหสูตร วาดว ยโมหะใหไปสูทุคติ [๑๘๙] จริงอยู พระสตู รนพี้ ระผมู พี ระภาคเจา ตรัสแลว พระสตู รน้ีพระผมู พี ระภาคเจาผูเปน พระอรหนั ตตรสั แลว เพราะเหตุนน้ั ขาพเจา ไดส ดับมาแลววา ดกู อ นภกิ ษุทั้งหลาย ภิกษไุ มรูย ง่ิ ไมกาํ หนดรโู มหะ ไมย งั จิตใหคลายกําหนดั ในโมหะนั้น ยังละโมหะน้นั ไมไ ดเ ด็ดขาด เปนผไู มควรเพอื่ ความส้นิ ทุก ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย สว นภกิ ษุรยู ิ่ง กําหนดรโู มหะ ยงั จิตใหค ลายกาํ หนัดในโมหะน้ัน ละโมหะนนั้ ไดเ ด็ดขาด เปน ผูค วรเพื่อความส้ินทกุ ข. พระผมู พี ระภาคเจา ไดต รัสเน้อื ความนแี้ ลว ในพระสตู รน้นั พระผูม-ีพระภาคเจาตรสั คาถาประพนั ธดงั นวี้ า ชนผูเห็นแจง ทัง้ หลาย รูชัดดว ยดซี ึง่ โมหะอนั เปน เหตุใหส ตั วผูหลงไปสูทคุ ติ แลวละได ครัน้ ละไดแ ลว ยอ มไมม าสู โลกนอี้ กี ในกาลไหน ๆ. เนอื้ ความแมน ี้พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสแลว เพราะเหตุนน้ั ขา พเจาไดส ดับมาแลว ฉะนแ้ี ล. จบโมหสตู รท่ี ๑

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย อติ ิวตุ ตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนาท่ี 104 ๒. โกธสตู ร วาดวยโกธะใหไปสูทคุ ติ [๑๙๐] จริงอยู พระสูตรนีพ้ ระผมู ีพระภาคเจา ตรสั แลว พระสูตรน้ีพระผูมพี ระภาคเจา ผเู ปนพระอรหันตต รสั แลว เพราะเหตุน้นั ขา พเจาไดส ดบัมาแลว วา ดกู อ นภิกษุทง้ั หลาย ภกิ ษุไมร ูย งิ่ ไมก ําหนดรโู กธะ ไมย ังจิตใหคลายกาํ หนัดในโกธะนั้น ยังละโกธะนนั้ ไมไ ดเด็ดขาด เปนผูไ มค วรเพอ่ื ความสน้ิ ทกุ ข ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย สว นภกิ ษรุ ูย ่งิ กําหนดรูโกธะ ยังจติ ใหคลายกําหนัดในโกธะนัน้ ละโกธะนนั้ ไดเดด็ ขาด เปน ผูควรเพือ่ ความสนิ้ ทุกข. พระผูมพี ระภาคเจา ไดต รสั เน้ือความน้แี ลว ในพระสูตรนน้ั พระผมู -ีพระภาคเจา ตรัสคาถาประพันธดังนว้ี า ชนผูเหน็ แจง ทง้ั หลาย รชู ดั ดว ยดีซงึ่ โกธะอนั เปน เหตุใหสตั วผ ูโ กรธไปสูทคุ ติ แลว ละได คร้นั ละไดแ ลว ยอมไมมาสู โลกนอี้ กี ในกาลไหน ๆ. เนือ้ ความแมนีพ้ ระผมู พี ระภาคเจาตรสั แลว เพราะเหตนุ ัน้ ขา พเจาไดสดับมาแลว ฉะนนั้ แล. จบโกธสตู รท่ี ๒

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย อิตวิ ุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ที่ 105 ๓. มักขสูตร วา ดวยมกั ขะใหไปสูทุคติ [๑๙๑] จรงิ อยู พระสูตรน้ีพระผมู พี ระภาคเจาตรสั แลว พระสตู รน้ีพระผูมีพระภาคเจาผเู ปนพระอรหนั ตต รัสแลว เพราะเหตุนนั้ ขา พเจา ไดส ดับมาแลว วา ดูกอนภิกษทุ ้งั หลาย ภิกษไุ มรูยง่ิ ไมกําหนดรูม ักขะ ไมย ังจิตใหคลายกําหนัดในมกั ขะน้ัน ยงั ละมกั ขะนน้ั ไมไดเดด็ ขาด เปน ผไู มค วรเพือ่ ความสน้ิ ทกุ ข ดูกอ นภิกษทุ ง้ั หลาย สวนภิกษรุ ยู งิ่ กาํ หนดรูม กั ขะ ยังจิตใหคลายกาํ หนดั ในมักขะนัน้ ละมักขะนัน้ ไดเ ดด็ ขาด เปน ผคู วรเพือ่ ความสน้ิ ทุกข. พระผมู พี ระภาคเจาไดต รสั เน้อื ความนีแ้ ลว ในพระสตู รน้ัน พระผมู ี-พระภาคเจาตรสั คาถาประพนั ธดงั น้ีวา ชนผเู ห็นแจงทงั้ หลาย รูชัดดว ยดซี ึ่ง มกั ขะอนั เปน เหตุใหส ัตวผ ูลบหลไู ปสูทคุ ติ แลวละได ครั้นละไดแลว ยอมไมมาสู โลกนอี้ กี ในกาลไหน ๆ. เน้อื ความแมนี้พระผูมีพระภาคเจา ตรัสแลว เพราะเหตุน้นั ขาพเจาไดส ดับมาแลว ฉะนี้แล. จบมกั ขสูตรที่ ๓ สามสูตรมีสตู รที่ ๑ เปนตน แมใ นวรรคท่ี ๒ มีนยั ดงั ไดกลาวมาแลวแมเ หตแุ หง เทศนาก็ไดก ลาวมาแลวอยางน้นั .

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย อติ ิวุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ท่ี 106 ๔. โมหสตู ร วาดว ยโมหะใหไ ปสทู คุ ติ [๑๙๒] จริงอยู พระสตู รนพี้ ระผูมีพระภาคเจาตรสั แลว พระสตู รนี้พระผูม ีพระภาคเจาผเู ปนพระอรหนั ตต รัสแลว เพราะเหตนุ นั้ ขาพเจา ไดสดับมาแลววา ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย เราไมพิจารณาเห็นแมนวิ รณอ นั หนึง่ อยางอืน่ซงึ่ เปน เหตุใหหมสู ตั วถ กู นิวรณห มุ หอแลว แลนไป ทอ งเที่ยวไปสิ้นกาลนานเหมือนนวิ รณ คอื อวิชชานี้เลย ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย หมูสตั วผถู ูกนิวรณคอื อวชิ ชาหุมหอ แลวยอ มแลน ไป ทอ งเท่ียวไปสิ้นกาลนาน. พระผมู พี ระภาคเจา ไดตรัสเน้ือความนแ้ี ลว ในพระสูตรนัน้ พระ-ผมู พี ระภาคเจาตรสั คาถาประพนั ธด งั นี้วา ธรรมอ่ืนแมอ ยา งหนึ่ง ซึ่งเปนเหตุ ใหหมสู ตั วถ ูกธรรมน้นั หุม หอแลว ทอง- เท่ยี วไปส้ินกาลนาน เหมอื นหมูสัตวผ ูถ กู โมหะหุนหอ แลว ไมมีเลย สวนพระอริย- สาวกเหลาใดละโมหะแลว ทาํ ลายของ แหง ความมดื ไดแลว พระอริยสาวกเหลา น้ันยอ มไมท องเทยี่ วไปอีก เพราะอวิชชา อนั เปนตน เหตุ (แหง สงสาร) ยอมไมมี แกพ ระอริยสาวกเทานนั้ . เน้ือความแมน พ้ี ระผูม ีพระภาคเจาตรัสแลว เพราะเหตนุ น้ั ขาพเจาไดสดับมาแลว ฉะน้แี ล. จบโมหสูตรที่ ๔

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย อิติวตุ ตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ที่ 107 อรรถกถาโมหสตู ร ในโมหสูตรท่ี ๔ พงึ ทราบวนิ ิจฉัยดงั ตอไปนี้ :- น อกั ษรในบทเปน ตน วา นาห ภิกขฺ เว มีอรรถปฏิเสธ. พระผมู ี-พระภาคเจา ทรงอา งถึงพระองควา อห . บทวา อฺ ไดแ ก ธรรมอืน่จากนวิ รณ คอื อวิชชาที่จะตองกลาวในบัดน้ี . บทวา เอกนีวรณมฺป ไดแกธรรมปอ งกนั ไมใหบรรลคุ วามดีอยา งหนึง่ . บทวา สมนุปสสฺ ามิ ไดแกสมนุปสสนา (การพจิ ารณาเห็น) ๒ อยาง คือ ทฏิ ฐิสมนุปส สนา (การพจิ ารณาเห็นดวยทฏิ ฐ)ิ ๑ ญาณสมนปุ ส สนา (การพิจารณาเหน็ ดวยญาณ) ๑. ในสมนปุ สสนา ๒ อยางน้นั การพิจารณาเหน็ ทม่ี าโดยบาลี มีอาทิวารูป อตตฺ โต สมนุปสฺสติ พิจารณาเหน็ รปู โดยความเปนตวั ตน นี้ชอ่ืทฏิ ฐสิ มุนุปส สนา. สวนสมนุปส สนาที่มาโดยบาลี มีอาทิวา อนิจจฺ โต สมนุ-ปสฺสติ โน นิจฺจโต พิจารณาเห็นโดยความเปนของไมเทีย่ ง ไมพ ิจารณาเห็นโดยความเปนของเที่ยง นชี้ อ่ื วา ญาณสมนปุ ส สนา. ในพระสตู รทา นประสงคเ อาญาณสมนุปส สนาอยางเดยี ว. บทวา สมนปุ สฺสามิ เช่ือมดว ยน อักษร. ดังที่พระผูมีพระภาคเจา ตรัสไววา ดกู อ นภกิ ษุท้งั หลาย เราแมตรวจตราดธู รรมทั้งปวง ดว ยสมนั ตจกั ษุ (จักษรุ อบคอบ) อนั ไดแ กสัพพัญ-ตุ ญาณ ดุจมะขามปอมในมอื ก็ยงั ไมเ หน็ แมนิวรณอนั หนง่ึ อยา งอืน่ . บทวา เยน นีวรเณน นวิ ุตา ปชา ทีฆรตฺต สนฺธาวนฺติส สรนฺติ แปลวา หมูสตั วถ กู นิวรณห ุมหอ แลว แลน ไป ทอ งเที่ยวไปสิ้นกาลนาน ความวา สตั วท ั้งหลายถูกนวิ รณค รอบงํา ปกคลมุ หุม หอใหม ดื มัวไมใหเ พื่อจะรู เพื่อจะเหน็ เพ่ือแทงตลอดสภาวธรรมทั้งหลาย เพราะสภาว-

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย อติ ิวุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ที่ 108ธรรมถกู ปกปด ยอมแลน ไปยอมทอ งเทีย่ วไปในสงสารอนั หาเบ้ืองตน มไิ ดและในภพใหญน อยตลอดกปั อนั กาํ หนดไมได โดยประการท้งั ปวงดว ยการเกิดแลว เกดิ อีก. การแลนไป คือ การกาวไปในระหวา งอารมณ การแลน ไป คือการกา วไปในระหวางภพ. หรอื วา การแลน ไปดว ยกิเลสมกี ําลังแรง การแลนไปดว ยกเิ ลสมกี ําลงั ออ น. หรือวา การแลนไปในชาติหนง่ึ คือตายไปชัว่ ขณะการแลนไปในหลาย ๆ ชาติ คอื ตายตามคําพูด หรอื การแลน ไปดว ยจิต. ดังทีท่ า นกลา ววา จิตของเขายอ มแลน ไป การทอ งเที่ยวไปดว ยกรรม. พึงทราบความตา งกันของการแลน ไปและการทองเทยี่ วไป ดว ยประการฉะน.้ี บทวา ยถิยทิ  ตัดบทเปน ยถาอทิ  . ย อกั ษรเปนบทสนธิ ทาํ เปนตรสั สะ ดว ยวิธสี นธิ. ในบทวา อวิชฺชานวี รณ น้ี พงึ ทราบความดงั ตอไปนี้ กายทุจริตเปน ตน ชือ่ วา ไมควรรู โดยอรรถวา ไมควรบําเพ็ญ อธบิ ายวา ไมค วรได.ชอ่ื วา อวิชชฺ า เพราะอรรถวา รูส่งิ ไมค วรรูน ้ัน. โดยตรงกนั ขาม กายสจุ ริตเปนตน ช่อื วา เปนส่ิงควรร.ู ช่ือวา อวชิ ชา เพราะอรรถวา ไมรสู ่งิ ควรรนู ัน้ . ทานกลาวถงึ กองขันธท ง้ั หลาย เคร่อื งตดิ ตอ อายตนะท้งั หลาย ความสญู ของธาตทุ ั้งหลาย ความเปนใหญข องอินทรยี ทั้งหลาย ความเปน จริงของสจั จะท้ังหลาย ดวยการบบี ค้ันของทกุ ขเ ปน ตน . ช่อื วา อวิชชา เพราะอรรถวาไมร ูเนื้อความ ๔ อยา งนนั้ . หรอื วา ชอ่ื วา อวชิ ชา เพราะอรรถวา ยังเหลา สตั วใหแลน ไปในสงสารอันไมม ที ่ีสดุ . หรอื วา โดยปรมตั ถ ชอ่ื วา อวชิ ชา เพราะอรรถวา ยอ มแลนไป คือ ยอ มเปนไปในอวชิ ชมานบญั ญตั ิทงั้ หลายมีสตรแี ละบุรษุ เปนตน ยอมไมแ ลน ไป คอื ยอมไมเปน ไปในวิชชมานบญั ญตั ทิ งั้ หลายมขี นั ธเ ปนตน. อีกอยางหนึ่ง ช่อื วา อวชิ ชา เพราะปกปด วตั ถุและอารมณมีจกั ขวุ ญิ ญาณเปน ตน และธรรมคือปฏิจจสมุปบาท. นวิ รณค ืออวชิ ชา ช่อื วาอวิชชานิวรณ.

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย อิติวตุ ตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ท่ี 109 บทวา อวิชฺชานวี รเณน หิ ภิก ขเว นวิ ุตา ปชา ทีฆรตตฺ สนฺธาวนตฺ ิ ส สรนฺติ น้ี พระผมู ีพระภาคเจา ตรัสเพื่อทําความในกอนใหหนกั แนนน่นั เอง. หรอื บทกอนวา ยถยทิ  ภกิ ขฺ เว อวิชฺชานวี รณ แปลวาเหมอื นนิวรณค อื อวชิ ชา นพี้ ระผมู พี ระภาคเจาตรัสเพื่อใหแสดงขออปุ มาอยางน้.ีบทนต้ี รัสเพื่อแสดงอานภุ าพของนวิ รณ. ถามวา กเ็ พราะเหตุไร ในสตู รนี้พระผมู พี ระภาคเจา จึงตรัสอวชิ ชาเทาน้นั ไมตรัสถึงธรรมเหลา อน่ื ดว ย ตอบวาเพราะอวิชชาเปนวเิ สสปจ จยั แหง กามฉันทะเปนตน ดวยการปกปด โทษ. จรงิดังนั้น กามฉันทะเปน ตน ยอมเปน ไปในอาการของโทษที่ถกู อวชิ ชานนั้ปกปดไว. พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสคาถามอี าทวิ า นตถฺ ฺโ ดังนี้ ดวยรวบรวมความท่ตี รัสแลว และท่ยี ังไมไ ดตรัส. ในบทเหลานนั้ บทวา นิวตุ า ไดแ กปกคลมุ หมุ หอ ปด บังไว. บทวา อโหรตฺต แปลวา ทง้ั กลางวันกลางคนื .อธิบายวา ตลอดเวลา. บทวา ยถา โมเหน อาวุตา ความวา โดยประการที่หมูสตั วถกู โมหะคืออวชิ ชานิวรณห ุมหอปกปดไว ไมรแู มธรรมทีค่ วรรูดวยดียอ มทองเที่ยวไปในสงสาร พงึ ประกอบเน้ือความวา ธรรมอยา งหน่ึงอืน่ เหน็ปานนั้นก็ดี นวิ รณอยา งหน่งึ ก็ดี ยอมไมมี. บทวา เย จ โมห ปหนฺตวฺ านตโมกฺขนธฺ  ปทาลยุ แปลวา พระอริยสาวกเหลาใดละโมหะแลว ทาํ ลายกองแหง ความืดไดแ ลว ความวา ก็พระอรยิ สาวกเหลา ใดละโมหะ อันมรรคนั้น ๆ พงึ ฆา ดวยมรรคเบอื้ งตํา่ ดวยตทงั คปหานเปน ตน ในสว นเบอ้ื งตนแลวทาํ ลายกองแหง ความมืด อน่ื ไดแกโ มหะนนั่ เอง ดว ยญาณเปรยี บดว ยเพชรอนั เปนญาณชน้ั เลศิ คอื ตดั ขาดโดยไมใหม สี วนเหลือ. บทวา น เต ปนุส สรนฺติ ความวา พระอริยสาวกคอื พระอรหันตเหลานั้น ยอมไมท อ งเที่ยวไปคอื ไมห ันกลบั ไปในสงสารน้ี ทที่ า นกลา ววา

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เลม ๑ ภาค ๔ - หนา ที่ 110ขนธฺ าน ปฏิปาฏิ ธาตุ อายตนา น จอพฺโพจฺฉนิ นฺ  วตตฺ มานา ส สาโรติ ปวจุ จฺ ติลําดับแหงขันธ ธาตุ อายตนะ ยงัเปนไปไมข าดสาย ทา นเรียกวา สงสาร.ถามวา เพราะเหตุไร. ตอบวา เพราะอวิชชาอนั เปน ตนเหตุ คือเปนมลู เหตุแหง สงสาร ยอมไมม ีแกพระอรยิ สาวกเหลาน้ัน เพราะตดั ขาดแลวโดยประการท้ังปวง ดังนี้. จบอรรถกถาโมหสูตรท่ี ๔ ๕. กามสตู ร วาดว ยกามตณั หาเปน เพ่อื น ทองเทีย่ วไปนาน [๑๙๓] จริงอยู พระสูตรนีพ้ ระผูมพี ระภาคเจา ตรสั แลว พระสตู รนี้พระผมู ีพระภาคเจาผูเปน พระอรหนั ตตรัสแลว เพราะเหตุนน้ั ขาพเจาไดส ดบัแลว วา ดูกอ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย เราไมพ ิจารณาเหน็ แมสังโยชนอันหนึง่ อยา งอืน่ซึง่ เปนเหตุใหส ัตวผปู ระกอบแลว แลน ไป ทอ งเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมอื นสงั โยชน คือ ตัณหาน้ีเลย ดูกอ นภกิ ษุทงั้ หลาย สตั วท้งั หลายผูป ระกอบดว ยสงั โยชน คอื ตณั หายอมแลน ไป ทอ งเท่ยี วไปส้นิ กาลนาน. พระผมู พี ระภาคเจาไดตรัสเนอื้ ความนแ้ี ลว ในพระสูตรนัน้ พระผูม ี-พระภาคเจา ตรัสคาถาประพนั ธดงั น้วี า บุรุษ ผูม ีตัณหาเปนเพอื่ น ทอง- เท่ยี วไปส้ินกาลนาน ยอ มไมก า วลว ง
















































































Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook