พระสุตตันตปฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 66 ๒. อุณณาภพราหมณสูตร อนิ ทรีย ๕ มอี ารมณต า งกนั [๙๖๖] สาวัตถนี ิทาน. ครง้ั นัน้ อุณณาภพราหมณเขา ไปเฝา พระผ-ูมีพระภาคเจาถงึ ที่ประทับ ไดป ราศรัยกับพระผูมีพระภาคเจา ครนั้ ผา นการปราศรัยพอใหระลึกถึงกนั ไปแลว จงึ นง่ั ณ ทค่ี วรสวนขางหนึง่ ครนั้ แลว ไดทลู ถามพระผูมีพระภาคเจาวา [๙๖๗] ขา แตพ ระโคดมผเู จรญิ อินทรีย ๕ ประการน้ี มีอารมณตา งกัน มโี คจรตางกัน ไมเ สวยอารมณอนั เปนโคจรของกนั และกัน อินทรยี ๕ประการเปน ไฉน คือ จกั ขนุ ทรีย ๑ โสตินทรีย ๑ ฆานนิ ทรยี ๑ ชิวหินทรยี ๑กายนิ ทรยี ๑ อะไรเปน ทยี่ ึดเหนี่ยวของอินทรีย ๕ ประการนี้ ซึ่งมีอารมณตางกนั มโี คจรตา งกัน ไมเสวยอารมณอ ันเปนโคจรของกันและกนั และอะไรยอ มเสวยอารมณอันเปนโคจรของอินทรยี ๕ ประการนี.้ [๙๖๘] พระผมู พี ระภาคเจา ตรัสวา ดกู อนพราหมณ อินทรยี ๕ประการนี้ มอี ารมณต างกัน มีโคจรตางกนั ไมเสวยอารมณอ นั เปนโคจรของกันและกัน อินทรยี ๕ ประการเปนไฉน คอื จักขนุ ทรีย ๑ โสตินทรีย ๑ฆานนิ ทรยี ๑ ชวิ หินทรยี ๑ กายนิ ทรยี ๑ ใจเปนทย่ี ดึ เหนีย่ วของอนิ ทรยี ๕ประการน้ี ซงึ่ มีอารมณต า งกัน มีโคจรตา งกนั ไมเสวยอารมณอันเปน โคจรของกนั และกนั และใจยอ มเสวยอารมณอ ันเปน โคจรของอินทรยี ๕ ประการนี้. [๙๖๙] อุ. ขา แตพระโคดมผูเจรญิ กอ็ ะไรเปน ท่ยี ึดเหนีย่ วแหง ใจเลา. พ. ดกู อนพราหมณ สติเปน ทีย่ ึดเหนี่ยวแหงใจ. [๙๗๐] อุ. ขา แตพ ระโคดมผเู จรญิ ก็อะไรเปน ทีย่ ึดเหนี่ยวแหง สตเิ ลา .
พระสตุ ตนั ตปฎก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 67 พ. ดกู อนพราหมณ วมิ ุตตเิ ปนทย่ี ึดเหนยี่ วแหง สต.ิ [๙๗๑] อ.ุ ขา แตพระโคดมผเู จรญิ ก็อะไรเปน ทย่ี ดึ เหนย่ี วแหงวิมุตติเลา . พ. ดกู อนพราหมณ นิพพานเปน ทย่ี ึดเหน่ยี วแหงวมิ ตุ ต.ิ อุ. ขาแตพ ระโคดมผเู จริญ กอ็ ะไรเปน ที่ยึดเหนี่ยวแหง นพิ พานเลา . พ. ดกู อนพราหมณ ทา นลว งเลยปญหาไปเสียแลว ไมอ าจถือเอาที่สุดแหง ปญญาได ดว ยวา พรหมจรรยที่บุคคลอยจู บแลว มนี ิพพานเปน ท่หี ย่ังลง มีนิพพานเปนเบ้ืองหนา มนี พิ พานเปนทีส่ ุด. [๙๗๒] คร้งั นั้น อุณณาภพราหมณช น่ื ชมอนุโมทนาพระภาษติ ของพระผมู พี ระภาคเจา ลกุ จากอาสนะ ถวายบังคมพระผมู พี ระภาคเจา กระทําประทักษิณแลวหลีกไป. [๙๗๓] ครัน้ อุณณาภพราหมณห ลีกไปแลวไมน าน พระผูมพี ระภาค-เจา ตรสั เรียกภิกษุทง้ั หลายมาแลว ตรสั วา [๙๗๔] ดูกอ นภกิ ษุทัง้ หลาย เรือนยอดหรือศาลาคลา ยเรือนยอด มีหนา ตางในทิศเหนือหรือทิศตะวนั ออก เม่ือพระอาทติ ยขน้ึ ไปแสงสอ งเขาไปทางหนา ตา งต้ังอยทู ฝี่ าดา นไหน ภิกษทุ ั้งหลายกราบทลู วา ต้งั อยูท่ฝี าดานตะวนั ตก พระเจา ขา. พ. อยางนน้ั เหมือนกนั ภิกษุทงั้ หลาย ศรทั ธาในพระตถาคตของอณุ ณาภพราหมณมัน่ คงแลว มีรากเกิดแลว ต้งั อยูม น่ั แลว อนั สมณพราหมณเทวดา มาร พรหม หรอื ใคร ๆ ในโลกจะพึงชักนาํ ไปไมได ถาอณุ ณาภ-พราหมณ พงึ ทาํ กาละในสมยั น้ไี ซร ยอ มไมม ีสงั โยชนซงึ่ เปน เครื่องประกอบใหอ ุณณาภพราหมณต องมายังโลกนอ้ี ีก. จบอณุ ณาภพราหมณสูตรที่ ๒
พระสุตตนั ตปฎ ก สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 68 อรรถกถาอุณณาภพราหมสตู ร อุณณาภพราหมณสูตรที่ ๒. คาํ วา โคจรวสิ ย ไดแ กอ ารมณอันเปน ท่เี ท่ยี วไป (ของจิต). คําวา ของกันและกัน คือ อนิ ทรยี อยา งหนึ่งยอมไมเสวยอารมณอกี อยางหนึ่ง เชน ตาจะเสวยอารมณแ ทนหูไมได หรอื หูจะเสวยอารมณแทนตา (ก็ไมได) จริงอยู หากจะเอาอารมณค อื รูปท่ีแตกตา งกนั ดว ยสเี ขยี วเปนตน มารวมกนั แลวก็ปอ นเขาไปใหโสตินทรียว า เอาสิแกลองช้ีแจงมนั มาใหแจม แจงทวี า นมี่ ันช่ืออารมณอ ะไรกัน ? จักษุวิญญาณแมจะยกเอาปากออกแลว กจ็ ะตอ งพูดโดยธรรมดาของตนอยา งน้ีวา เฮย !ไอบ อดโง ตอ ใหแ กว่ิงวุนตัง้ รอยป พนั ปก็ตาม นอกจากขา แลว แกจะไดผูรอู ารมณน ีท้ ่ไี หน แกลองนําเอามันมาปอนเขา ไปท่ีจักษปุ ระสาทสิ ขาจะรจู กั อารมณ ไมวามันเปน สีเขยี วหรอื สแี ดง เพราะนี่มันมิใชว สิ ยั ของผูอ่ืนแตมนั เปน วิสยั ของขาเองเทา นนั้ . แมในทวารที่เหลอื กท็ ํานองนีแ้ หละ อินทรยี เหลานี้ ช่ือวาไมเสวยอารมณข องกนั และกันดงั ท่ีวามานี.้ คําวา กึ ปฏิสรณ คอื ทานถามวา อะไรเปนทพี่ ่ึงอาศัยของอนิ ทรยี เหลานี้ คืออนิ ทรียเ หลานี้พึ่งอะไร. คาํ วา มโน ปฏิสรณ คอื ใจทเ่ี ปนชวนะ (แลน ไปเสพอารมณ) เปนท่ีพ่งึ อาศยั . คาํ วา มโน จ เนสความวา ใจนัน่ แล ทแ่ี ลนไปตามมโนทวารน่ันแหละ ยอ มเสวยอารมณข องอนิ ทรยี เหลานัน้ ดวยอาํ นาจความรกั เปนตน . จริงอยู จักษุวญิ ญาณ เห็นแตรปู เทา นนั้ เอง ความรักความโกรธหรอื ความหลงในความรแู จง ทางตานี้หามอี ยไู ม แตชวนะในทวารหนง่ึ ยอ มรัก โกรธ หรือหลง. แมใ นโสตวิญญาณเปนตน กน็ ัยน้ีแหละ. ในเรอ่ื งนน้ั มขี อ เปรียบเทยี บดงั นี.้
พระสุตตันตปฎ ก สังยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 69 เลา กนั วา มกี าํ นันทุรพล ๕ คน ดว ยความยากลําบาก คบพระราชาไดสว ยเล็กนอยในหมบู าน ๕ ตระกลู แหงหนึง่ ในหมูบานน้นั พวกเขาไดรับของเพยี งเทาน้ีเองคือ สว นปลา สวนเนื้อ กหาปณะพอซ้ือเชอื กไดกหาปณะกงึ่ เดยี ว กหาปณะมคี า หนง่ึ มาสก กหาปณะแปดเหรียญ กหาปณะ๑๖ เหรียญ กหาปณะ ๖๘ เหรียญ และการปรับ (หรือลงโทษสถานเบา ๆ).พระราชาเทานั้น ทรงรบั เอาสวยใหญโต มวี ัตถุตง้ั รอยอยา ง หารอ ยอยาง พันอยาง. ในเร่ืองเปรยี บเทยี บน้ัน พึงเห็นประสาททั้ง ๕ เหมือนหมูบ านของ ๕ตระกูล วญิ ญาณทัง้ ๕ เหมอื นกํานนั ทุรพล ๕ คน ชวนะเหมือนพระราชาหนา ท่ีสักวา เห็นรูปเปนตน ของจกั ขุวญิ ญาณเปน ตน เหมอื นการรบั สว ยเล็กนอ ยของพวกกาํ นนั ทุรพล แตความกาํ หนัดเปน ตน ไมมใี นจักษุวญิ ญาณเปน ตน น้ี พงึ ทราบวา ความกําหนดั เปนตนเปน เรื่องของชวนะในทวารเหลานัน้เหมอื นการทรงรับเอาสวยใหญโ ตของพระราชา. ชวนะทง้ั ท่ีเปน กุศลและอกุศลทานเรียกวา ใจ ในท่นี ี้ ดังท่ีวามาน.ี้ คาํ วา สติ ปฏิสรณ ไดแก ความระลกึ ในมรรค เปน ท่พี ่ึงอาศัย. จริงอยู ใจท่เี ปน ชวนะ ยอ มพึง่ อาศัยความระลึกในมรรค. คาํ วา วมิ ตุ ฺติ คอื ความหลดุ พน ดว ยอาํ นาจผล. คาํ วานิพพาน คือนิพพานเปนที่พึ่งอาศัยของความหลดุ พนดวยอาํ นาจผล เพราะความหลุดพน นั้นยอมอาศยั นิพพานนนั้ . คําวา ไมอ าจถอื เอาทส่ี ดุ ของปญหาได คอื ไมสามารถถอื เอาประมาณอันเปน ขนั้ ตอนของปญ หาไดทา นถามส่ิงซ่ึงหาท่พี ่งึ พาอาศยั มิไดว า มที ี่พ่ึงพาอาศัย ธรรมดาวา นิพพานน้ีไมเ ปนท่ีพ่ึงพาอาศยั คอื ไมพ ง่ึ พาอาศยั อะไร ๆ ดวยประการฉะน้.ี คําวานพิ พฺ าโนคธ คือ หย่งั ลงไปภายในนพิ พาน เขาไปตามนพิ พาน. คาํ วาพรหมจรรย หมายถงึ มรรคพรหมจรรย. คําวา มีนพิ พานเปนเบื้องหนาคอื นพิ พานเปน ทไี่ ปขา งหนา คอื เปน คติเบอื้ งหนาของพรหมจรรยนน้ั
พระสุตตนั ตปฎ ก สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 70หมายความวา นอกจากนิพพานน้นั พรหมจรรยนน้ั ไมไปท่อี นื่ (อีกแลว).ทช่ี ือ่ วา มนี พิ พานเปนทีส่ ดุ กเ็ พราะนพิ พานเปน ทลี่ งทายคอื เปนที่สดุ ของพรหมจรรยน นั้ . ทา นเรยี กความเชอื่ ทม่ี าดวยกันกบั มรรควา รากต้งั มนั่ แลว พระผมู พี ระภาคเจาทรงหมายเอาอะไร จงึ ตรสั วา ภกิ ษทุ ง้ั หลาย หากในสมยั น้ีทรงหมายเอาความเปน อนาคามที ่ปี ระกอบดว ยฌาน. จรงิ อยา งน้นั ในสมัยน้นัจติ ท่ีเปน อกศุ ลทัง้ ๕ ดวงเปนสภาพทีพ่ ราหมณละไดแลว ดวยมรรคแรกนิวรณท งั้ ๕ กล็ ะไดแลวดวยฌานที่ ๑ เพราะฉะนัน้ พราหมณน น้ั ตัง้ อยูใ นตําแหนงอนาคามที ่ีประกอบดว ยฌาน ไมเ สือ่ มจากฌาน ตายไปกต็ อ งปรนิ พิ พานในทีน่ ้นั นั่นแหละ แตถาเมื่อพราหมณปกครองลูกเมีย จัดการจดังานอยู ฌานหายไป เมือ่ ฌานหายไปแลว คตกิ ไ็ มเกี่ยวเนอื่ งกัน แตเมอ่ื ฌานไมห าย คตจิ งึ จะเกี่ยวเนอ่ื งกนั เพราะฉะนนั้ จึงตรสั หมายเอาความเปนอนาคามีทีป่ ระกอบดวยฌานน้ี อยางน้.ี จบอรรถกถาอุณณาภพราหมณสูตรท่ี ๒ ๓. สาเกตสูตร วาดว ยอนิ ทรยี ๕ พละ ๕ [๙๗๕] ขาพเจา ไดสดบั มาแลวอยางน้:ี - สมยั หนึ่ง พระผูม ีพระภาคเจาประทับอยู ณ ปาอญั ชนมิคทายวันใกลเมอื งสาเกต ณ ท่ีนน้ั แล พระผมู ีพระภาคเจาตรสั เรยี กภิกษุทง้ั หลายมาแลวตรัสถามวา ดูกอนภิกษทุ ้งั หลาย ปรยิ ายทอ่ี นิ ทรีย ๕ อาศัยแลว ยอ มเปนพละ ๕ ทีพ่ ละ ๕ อาศัยแลว ยอ มเปนอนิ ทรีย ๕ มอี ยูหรือหนอ ภิกษุท้ังหลาย
พระสตุ ตนั ตปฎก สงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาท่ี 71กราบทูลวา ๔ ขา แตพ ระองคผ เู จรญิ ธรรมของขา พระองคท้ังหลาย มีพระผมู ีพระภาคเจา เปนมลู มีพระผูมีพระภาคเจา เปน แบบอยา ง มีพระผูมพี ระภาคเจาเปนที่พง่ึ ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อความแหงภาษติ นจี้ งแจม แจง กะพระผมู ีพระภาคเจา เถดิ ภิกษทุ ้งั หลายไดสดับแลวจกั ทรงจาํ ไว. [๙๗๖] พ. ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย ปริยายที่อนิ ทรยี ๕ อาศัยแลวเปนพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศยั แลว เปนอินทรีย ๕ มีอยู ปริยายท่อี นิ ทรยี ๕อาศัยแลว เปน พละ ๕ ทพี่ ละ ๕ อาศยั แลว เปน อินทรีย ๕ เปนไฉน ? [๙๗๗] ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย สิง่ ใดเปนสทั ธนิ ทรีย ส่งิ นั้นเปนสทั ธาพละ สง่ิ ใดเปน สทั ธาพละ สงิ่ นัน้ เปน สัทธินทรีย ส่ิงใดเปนวิริยินทรียสงิ่ น้นั เปนวริ ิยพละ สิง่ ใดเปนวิริยพละ ส่งิ น้นั เปนวริ ยิ ินทรยี สิง่ ใดเปนสตินทรยี ส่ิงน้นั เปนสตพิ ละ สิ่งใดเปน สตพิ ละ ส่ิงนน้ั เปนสตินทรีย สิ่งใดเปนสมาธินทรีย ส่งิ นนั้ เปน สมาธิพละ ส่งิ ใดเปน สมาธิพละ สิง่ นน้ั เปนสมาธินทรยี สงิ่ ใดเปน ปญ ญินทรยี สิ่งนน้ั เปน ปญ ญาพละ สิ่งใดเปนปญ ญาพละ สงิ่ นนั้ เปนปญ ญินทรยี . [๙๗๘] ดกู อ นภิกษุทัง้ หลาย เปรยี บเหมอื นแมน ้ํา ซึง่ ไหลไปทางทิศตะวนั ออก หลงั่ ไปทางทิศตะวนั ออก บา ไปทางทศิ ตะวนั ออก ที่ตรงกลางแมนา้ํ นนั้ มเี กาะ ปริยายท่ีกระแสแหงแมนํ้าน้ันอาศัยแลว ยอมถึงซ่ึงความนบั วากระแสเดียวมีอยู อนงึ่ ปรยิ ายท่กี ระแสแหง แมน ํา้ น้ันอาศัยแลว ยอมถึงซ่งึ ความนับวา สองกระแสที่มอี ยู. [๙๗๙] ดูกอ นภิกษุทงั้ หลาย กป็ ริยายที่กระแสแหงแมน ํ้าน้นั อาศัยแลว ยอ มถึงซ่ึงความนบั วา กระแสเดยี วเปนไฉน คือ นาํ้ ในท่สี ุดดานตะวนั ออกและในทส่ี ุดดา นตะวนั ตกแหง เกาะน้นั ปริยายนีแ้ ล ที่กระแสแหงแมนา้ํ นน้ัอาศัยแลว ยอมถึงซึ่งความนับวา กระแสเดยี ว.
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 72 [๙๘๐] ดกู อนภิกษทุ ัง้ หลาย กป็ รยิ ายทกี่ ระแสแหงแมน้ํานั้น อาศยัแลว ยอ มถึงซึ่งความนับวาสองกระแสเปน ไฉน คอื น้ําในท่ีสดุ ดานเหนือและในทีส่ ุดดานใตแหง เกาะนั้น ปรยิ ายนี้แล ท่ีกระแสแหงแมน าํ้ นัน้ อาศยั แลวยอ มถึงซึ่งความนับวา สองกระแสฉนั ใด. [๙๘๑] ฉนั น้ันเหมอื นกัน ภกิ ษุท้ังหลาย สงิ่ ใดเปนสทั ธินทรียสง่ิ นัน้ เปน สัทธาพละ ส่ิงใดเปน สัทธาพละ สง่ิ นัน้ เปน สัทธนิ ทรีย สิ่งใดเปนวิรยิ นิ ทรีย สิ่งนน้ั เปน วริ ยิ พละ ส่ิงใดเปนวริ ิยพละ สิ่งนน้ั เปนวิรยิ นิ ทรียสง่ิ ใดเปน สตินทรยี สิ่งนั้นเปนสติพละ สิ่งใดเปน สติพละ สิ่งนั้นเปนสตินทรยี ส่ิงใดเปน สมาธินทรีย สง่ิ นั้นเปนสมาธิพละ สง่ิ ใดเปน สมาธพิ ละ ส่งิ นั้นเปนสมาธินทรีย สงิ่ ใดเปน ปญญนิ ทรยี สงิ่ นน้ั เปนปญ ญาพละ สิ่งใดเปน ปญ ญาพละ สง่ิ นน้ั เปน ปญญินทรีย. [๙๘๒] ดูกอ นภิกษุทงั้ หลาย เพราะความทีอ่ นิ ทรีย ๕ อนั ตนเจรญิ แลว กระทําใหม ากแลว ภกิ ษุจึงกระทาํ ใหแ จง ซึ่งเจโตวมิ ตุ ติ ปญญาวิมตุ ติอันหาอาสวะมไิ ด เพราะอาสวะทัง้ หลายสน้ิ ไป ดวยปญญาอนั ยงิ่ เอง ในปจจุบนั เขา ถึงอย.ู จบสาเกตสตู รที่ ๓ อรรถกถาสาเกตสูตร สาเกตสตู รที่ ๓. คาํ วา ในปา อญั ชนั คือในปาท่ีปลกู ตนไมมดี อกสเี หมือนดอกอัญชัน. คาํ วา ภกิ ษทุ ัง้ หลาย สงิ่ ใดเปนสัทธินทรยี สง่ิ น้ันเปน สัทธาพละ คอื ก็ท่ชี ือ่ วา สทั ธินทรยี เพราะอรรถวาใหญ ในส่ิง
พระสตุ ตันตปฎ ก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 73ทมี่ ีความนอมเช่ือไปเปน ลักษณะ ช่ือวาเปน สัทธาพละ เพราะไมหวนั่ ไหวในอนิ ทรยี ท ี่ไมพึงเชือ่ ความทคี่ ณุ ธรรมนอกนี้เปนอนิ ทรยี ก็เพราะอรรถวาใหญใ นลักษณะคอื ความประคับประคอง ความปรากฏ ความไมฟ งุ ซา นและความรูชัด. พึงทราบความเปน พละเพราะไมห ว่นั ไหวในเพราะความเกียจครา นความลมื สติ ความซดั สา ยและความไมรู. พงึ ทราบเหตทุ ่ีทาํ ใหอินทรียแ ละพละเหลานนั้ ไมแ ตกตางกันดว ยอาํ นาจ สัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ และปญญาเหมือนกระแสน้ําสายหน่งึ ของแมนา้ํ น้นั ดวยคาํ วา เอวเมว โข. พึงทราบเหตทุ ีท่ าํ ใหแตกตา งกนั ดวยอาํ นาจอนิ ทรยี แ ละพละ ดวยอรรถวา ใหญและไมหวน่ั ไหวเหมือนกระแสน้ําสองสาย ฉะน้ัน. จบอรรถกถาสาเกตสตู รท่ี ๓ ๕. ปุพพโกฏฐกสูตร พระสารีบตุ รไมเชอื่ พระพุทธเจา [๙๘๓] ขาพเจาไดสดับมาแลว อยางนี:้ - สมัยหน่ึง พระผมู พี ระภาคเจาประทับอยู ณ ปุพพโกฎฐกะ ใกลกรงุ สาวัตถี ณ ทนี่ ้ันแล พระผมู พี ระภาคเจาตรัสเรยี กทานพระสารบี ตุ รมาแลวตรัสวา [๙๘๔] ดูกอ นสารีบุตร เธอเชื่อหรือวา สทั ธินทรียท ี่บคุ คลเจริญแลว กระทําใหม ากแลว ยอมหย่งั ลงสอู มตะ มีอมตะเปนเบ้อื งหนา มอี มตะเปนทส่ี ุด วริ ยิ นิ ทรีย ฯลฯ ปญญินทรยี ทบ่ี ุคคลเจริญแลว กระทาํ ใหมากแลว ยอมหยงั่ ลงสอู มตะ มีอมตะเปนเบอ้ื งหนา มีอมตะเปน ที่สุด.
พระสุตตนั ตปฎ ก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 74 [๙๘๕] ทานพระสารีบุตรกราบทูลวา ขาแตพ ระองคผเู จริญ ในเรื่องนี้ ขาพระองคไมถงึ ความเช่ือตอพระผมู ีพระภาคเจา วา สทั ธนิ ทรีย ฯลฯปญญินทรีย อนั บคุ คลเจริญแลว กระทาํ ใหมากแลว ยอมจติ หย่ังสอู มตะมอี มตะเปน เบือ้ งหนา มีอมตะเปนที่สุด ดว ยวาอมตะนัน้ ชนเหลาใดยังไมรูไมเ หน็ ไมท ราบ ไมกระทาํ ใหแ จง ไมพิจารณาเห็นดว ยปญ ญา ชนเหลาน้นัพงึ ถึงความเช่อื ตอชนเหลา อนื่ ในอมตะนั้นวา สัทธินทรีย ฯลฯ ปญ ญนิ ทรียอนั บุคคลเจริญแลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอมหลงั่ ลงสอู มตะ มีอมตะเปนเบือ้ งหนา มีอมตะเปนท่สี ุด กแ็ ลอมตะนั้น ชนเหลา ใดรเู เลว เหน็ แลวทราบแลว กระทําใหแจงแลว พจิ ารณาเหน็ แลวดวยปญญา ชนเหลา นน้ัหมดความเคลอื บแคลงสงสัยในอมตะน้นั วา สัทธินทรยี ฯลฯ ปญ ญินทรยี อนั บุคคลเจรญิ แลว กระทําใหมากแลว ยอ มหล่ังลงสอู มตะ มีอมตะเปนเบ้ืองหนา มีอมตะเปนท่ีสุด ขาแตพ ระองคผเู จรญิ ก็อมตะน้นั ขาพระองครแู ลว เหน็ แลว ทราบแลว กระทําใหแ จงแลว พจิ ารณาเหน็ แลวดวยปญ ญาขาพระองคจ งึ หมดความเคลอื บแคลงสงสยั ในอมตะนนั้ วา สทั ธินทรยี ฯลฯปญ ญนิ ทรีย อนั บุคคลเจริญแลว กระทาํ ใหมากแลว ยอมหลง่ั ลงสอู มตะมีอมตะเปน เบ้อื งหนา มอี มตะเปน ทส่ี ดุ . [๙๘๖] พ. ดลี ะ ๆ สารบี ุตร ดวยวา อมตะน้ัน ชนเหลา ใดยงั ไมรูไมเ ห็น ไมทราบ ไมกระทําใหแ จง ไมพจิ ารณาเหน็ แลว ดว ยปญญา ชน-เหลานน้ั พึงถงึ ความเชอ่ื ตอชนเหลา อ่ืนในอมตะนัน้ วา สทั ธินทรีย ฯลฯปญญินทรยี อันบคุ คลเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอ มหล่งั ลงสอู มตะมอี มตะเปน เบือ้ งหนา มอี มตะเปนทีส่ ดุ กแ็ ลอมตะนั้น ชนเหลา ใดรแู ลวเหน็ แลว ทราบแลว กระทาํ ใหแ จงแลว พจิ ารณาเห็นแลวดว ยปญญา
พระสตุ ตันตปฎก สังยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 75ชนเหลาน้ันหมดความเคลอื บแคลงสงสยั ในอมตะนั้นวา สัทธนิ ทรีย ฯลฯปญ ญินทรยี อันบคุ คลเจรญิ แลว กระทาํ ใหมากแลว ยอมหยัง่ ลงสูอมตะมีอมตะเปน เบอ้ื งหนา มีอมตะเปน ทสี่ ดุ . จบปุพพโกฏฐกสตู รที่ ๔ อรรถกถาปุพพโกฏฐกสูตร ปุพพโกฏฐกสูตรที่ ๔. คําวา หยั่งลงสอู มตะ คือสภู ายในอมฤต.คําวา มอี มตะเปนเบื้องหนา คอื ท่เี กิดจากอมตะสาํ เรจ็ จากอมตะ. คาํ วามอี มตะเปนทส่ี ุด คอื สิ้นสุดที่อมตะ. คําวา สาธุ สาธุ ดลี ะ ๆ คือ เม่อืจะทรงสรรเสริญคําพยากรณของพระเถระ ก็ประทานสาธกุ าร. จบอรรถกถาปุพพโกฏฐกสตู รที่ ๔ ๕. ปฐมปพุ พารามสตู ร วา ดว ยปญญินทรยี เปนใหญ [๙๘๗] ขาพเจา ไดส ดบั มาแลวอยา งนี้:- สมยั หน่ึง พระผมู พี ระภาคเจาประทบั อยู ณ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ในปุพพาราม ใกลกรุงสาวตั ถี ณ ทน่ี ัน้ แล พระผมู ีพระภาคเจาตรสั เรียกภกิ ษทุ ้ังหลายมาแลวตรัสถามวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เพราะความ
พระสุตตันตปฎ ก สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 76ทีอ่ นิ ทรยี เทาไรหนอ อนั ตนเจรญิ แลว กระทาํ ใหมากแลว ภกิ ษุผูขีณาสพยอมพยากรณอรหตั ผลไดว า เรารูชัดวา ชาติสิน้ แลว พรหมจรรยอยูจบแลวกจิ ทค่ี วรทํา ทาํ เสรจ็ แลว กิจอ่ืนเพื่อความเปนอยางนม้ี ิไดมี ภกิ ษทุ ง้ั หลายกราบทูลวา ขา แตพ ระองคผเู จริญ ธรรรมทัง้ หลายของพวกขาพระองค มีพระผูมีพระภาคเจา เปน แบบอยา ง ฯลฯ [๙๘๘] พ. ดูกอนภกิ ษุท้งั หลาย เพราะความท่ีอินทรียป ระการหน่งึอนั ตนเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ภกิ ษุผูขีณาสพยอมพยากรณอ รหัตผลไดวา เรารูช ดั วา ชาติส้ินแลว . . . กจิ อน่ื เพ่อื ความเปนอยางนม้ี ิไดม ี อนิ ทรียอยางหน่งึ เปน ไฉน คอื ปญ ญนิ ทรีย. [๙๘๙] ดกู อนภกิ ษุท้ังหลาย สัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ อันไปตามปญ ญาของพระอรยิ สาวกผูมีปญญา ยอมตัง้ มัน่ . [๙๙๐] ดกู อ นภกิ ษทุ ั้งหลาย เพราะความที่อินทรยี ป ระการหน่ึงนแ้ี ลอันตนเจรญิ แลว กระทําใหม ากแลว ภิกษุผขู ณี าสพยอมพยากรณอ รหตั ผลไดว า เรารชู ดั วา ชาติสิน้ แลว . . .กิจอ่ืนเพ่ือความเปน อยา งน้มี ไิ ดม ี. จบปฐมปพุ พารามสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปฎก สงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 77 อรรถกถาปฐมปพุ พารามสูตร ปฐมปุพพารามสตู รที่ ๕. คําวา ตทนฺวยา คอื ไปตามปญ ญานนั้หมายความวา หมนุ ไปตาม (ปญ ญาน้ัน ). พระผมู พี ระภาคเจาทรงกระทาํ สว นเบอื้ งตน ใหเ ปน ตน แลว ตรสั แตอ ินทรียใ นผลเทาน้ัน ใน ๖ สตู รตามลาํ ดบั . จบอรรถกถาปฐมปพุ พารามสูตรท่ี ๕ ๖. ทุติยปพุ พารามสูตร* วา ดวยอนิ ทรีย ๒ [๙๙๑] นทิ านนน้ั เหมือนกัน. พระผูมพี ระภาคเจา ตรสั ถามวา ดูกอนภิกษุท้งั หลาย เพราะความที่อนิ ทรยี เ ทา ไรหนอ อันตนเจริญแลว กระทําใหมากแลว ภิกษผุ ขู ีณาสพยอ มพยากรณอ รหตั ผลไดว า เรารูชัดวา ชาติสนิ้แลว...กิจอน่ื เพอื่ ความเปน อยางนมี้ ิไดมี ภิกษทุ ง้ั หลายกราบทูลวา ขาแตพระองคผูเจริญ ธรรมทง้ั หลายของพวกขาพระองค มีพระผมู พี ระภาคเจาเปนแบบอยาง ฯลฯ [๙๙๒] พ. ดกู อ นภกิ ษทุ ั้งหลาย เพราะความทอ่ี ินทรยี ๒ ประการอันตนเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ภกิ ษุผขู ีณาสพยอมพยากรณอ รหตั ผลไดวา เรารชู ัดวา ชาติสน้ิ แลว...กิจอื่นเพ่อื ความเปน อยางน้มี ิไดมี* สูตรที่ ๖-๗-๘ ไมมีอรรถกถาแก
พระสตุ ตันตปฎ ก สงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 78 [๙๙๓] อินทรีย ๒ ประการเปนไฉน. คอื ปญ ญาอันเปน อรยิ ะ ๑วิมตุ ตอิ นั เปน อรยิ ะ ๑ กป็ ญญาอนั เปน อริยะของภกิ ษุนั้น เปนปญญินทรยี วมิ ุตตอิ นั เปนอริยะของภกิ ษุน้ัน เปนสมาธนิ ทรยี . [๙๙๔] ดูกอนภกิ ษทุ ้งั หลาย เพราะความทีอ่ นิ ทรยี ๒ ประการนแี้ ลอันตนเจรญิ แลว กระทําใหม ากแลว ภกิ ษุผขู ีณาสพยอมพยากรณอรหตั ผลไดว า เรารูชดั วา ชาติสน้ิ แลว . .. กจิ อื่นเพ่อื ความเปนอยางนม้ี ไิ ดม ี. จบทุตยิ ปพุ พารามสตู รที่ ๖ ๗. ตตยิ ปพุ พารามสูตร วา ดว ยอนิ ทรยี ๔ [๙๙๕] นทิ านนั้นเหมือนกัน. พระผูมีพระภาคเจา ตรัสถามวาดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย เพราะความที่อินทรียเทาไรหนอ อันตนเจรญิ แลวกระทําใหมากแลว ภกิ ษุผูข ีณาสพยอ มพยากรณอ รหัตผลไดว า เรารชู ัดวาชาติสน้ิ แลว ....กิจอื่นเพอื่ ความเปน อยางนี้มไิ ดม ี ภิกษทุ ้ังหลายกราบทลู วาขาแตพระองคผเู จรญิ ธรรมท้ังหลายของพวกขา พระองค มีพระผูมีพระภาคเจาเปน แบบอยาง ฯลฯ [๙๙๖] พ. ดูกอนภกิ ษทุ ง้ั หลาย เพราะความท่อี ินทรีย ๔ ประการอันตนเจริญแลว กระทําใหมากแลว ภิกษุผขู ีณาสพยอมพยากรณอรหัตผลไดวา เรารูชัดวา ชาติสิน้ แลว .... กจิ อื่นเพ่ือความเปนอยางนมี้ ไิ ดม.ี [๙๙๗] อินทรยี ๔ ประการเปนไฉน คือ วิรยิ ินทรีย ๑ สตินทรีย ๑สมาธินทรีย ๑ ปญญนิ ทรยี ๑.
พระสุตตนั ตปฎก สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 79 [๙๙๘] ดูกอ นภกิ ษุท้งั หลาย เพราะความท่อี ินทรีย ๔ ประการนแี้ ลอนั ตนเจรญิ แลว กระทําใหม ากแลว ภิกษุผูข ีณาสพยอ มพยากรณอ รหตั ผลไดวา เรารชู ัดวา ชาตสิ ้ินแลว .. .กจิ อ่นื เพอื่ ความเปน อยา งนีม้ ิไดมี. จบตตยิ ปพุ พรามสตู รท่ี ๗ ๘. จตุตถปพุ พารามสูตร วา ดว ยอนิ ทรีย ๕ [๙๙๙] นทิ านนน้ั เหมือนกัน. พระผูมีพระภาคเจา ตรัสถามวาดูกอนภิกษุทัง้ หลาย เพราะความทอี่ นิ ทรยี เ ทา ไรหนอ อนั ตนเจรญิ แลวกระทําใหม ากแลว ภกิ ษุผูข ณี าสพยอ มพยากรณอรหตั ผลไดว า เรารูชัดวาชาติสิ้นแลว...กจิ อ่ืนเพ่อื ความเปนอยา งน้มี ิไดมี ภิกษทุ ั้งหลายกราบทลู วาขา แตพ ระองคผเู จริญ ธรรมทัง้ หลายของพวกขา พระองค มพี ระผูม ีพระภาคเจาเปนแบบอยาง ฯลฯ [๑๐๐๐] พ. ดูกอนภิกษุท้งั หลาย เพราะความท่ีอินทรีย ๕ ประการอันตนเจริญแลว กระทําใหม ากแลว ภกิ ษุผขู ีณาสพยอมพยากรณอรหตั ผลไดวา เรารชู ัดวา ชาติสิ้นแลว ...กิจอ่ืนเพอื่ ความเปนอยา งนี้มิไดม .ี [๑๐๐๑] อนิ ทรยี ๕ ประการเปน ไฉน. คอื สัทธนิ ทรยี ๑ วิร-ิยนิ ทรีย ๑ สตนิ ทรยี ๑ สมาธนิ ทรยี ๑ ปญ ญินทรยี ๑ [๑๐๐๒] ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย เพราะความที่อนิ ทรีย ๕ ประการนแ้ี ลอนั ตนเจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ภิกษผุ ูขณี าสพ ยอ มพยากรณอรหัตผลไดว า เรารูชัดวา ชาตสิ ิ้นแลว . .. กิจอ่นื เพื่อความเปนอยา งนีม้ ิไดม.ี จบจตตุถปุพพารามสตู รท่ี ๘
พระสตุ ตันตปฎ ก สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 80 ๙. ปณโฑลภารทวาชสูตร วาดวยอินทรยี ๓ [๑๐๐๓] ขาพเจาไดส ดบั มาแลวอยางน้:ี - สมยั หนง่ึ พระผมู ีพระภาคเจา ประทับอยู ณ โฆสิตาราม ใกลกรงุโกสมั พี กส็ มัยนั้น ทา นพระบณิ โฑลภารทวาชะ ไดพ ยากรณอรหัตผลวาเรารชู ัดวา ชาติส้นิ แลว....กจิ อนื่ เพ่ือความเปน อยางนีม้ ิไดม.ี [๑๐๐๔ ] คร้ังนน้ั ภิกษุมากรปู เขาเฝา พระผูม ีพระภาคเจาถึงทีป่ ระทบัถวายบงั คมพระผมู พี ระภาคเจา แลว จงึ นัง่ ณ ทค่ี วรสวนขา งหนง่ึ ครัน้ แลวไดก ราบทลู พระผมู ีพระภาคเจา วา ขา แตพระองคผเู จริญ ทา นพระบิณโฑล-ภารทวาชะพยากรณอ รหตั ผลวา เรารูชดั วา ชาติส้นิ แลว . . . กจิ อื่นเพ่อื ความเปนอยางนีม้ ไิ ดม.ี [๑๐๐๕] ขาแตพ ระองคผูเจรญิ ทานพระบณิ โฑลภารทวาชะเห็นอาํ นาจประโยชนอ ะไรหนอ จึงพยากรณอรหัตผลวา เรารชู ัดวา ชาตสิ น้ิแลว . . กจิ อ่นื เพือ่ ความเปนอยา งนี้มิไดม .ี [๑๐๐๖] พระผมู พี ระภาคเจาตรสั วา ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย เพราะความท่ีอนิ ทรีย ๓ ประการ อันตนเจรญิ เเลว กระทําใหมากแลว ภกิ ษุบณิ โฑลภารทวาชะ จึงพยากรณอ รหตั ผลไดว า เรารชู ัดวา ชาติสน้ิ แลว ....กจิ อืน่ เพ่ือความเปน อยางนม้ี ิไดม ี. [๑๐๐๗] อนิ ทรยี ๓ ประการเปน ไฉน คือ สตินทรยี ๑ สมาธิน-ทรยี ๑ ปญญนิ ทรยี ๑.
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 81 [๑๐๐๘] ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย เพราะความทอี่ ินทรยี ๓ ประการนีแ้ ลอันตนเจรญิ แลว กระทําใหมากแลว ภิกษบุ ิณโฑลภารทวาชะจงึ พยากรณอรหัตผลไดว า เรารูชัดวา ชาติสิน้ แลว .. .กจิ อนื่ เพอ่ื ความเปน อยา งน้มี ไิ ดม.ี [๑๐๐๙] ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย กอ็ นิ ทรยี ๓ ประการนี้ มีอะไรเปนทสี่ ดุ มีความสิน้ เปนที่สุด มคี วามสน้ิ แหงอะไรเปน ที่สดุ มีความส้ินแหง ชาติชราและมรณะเปน ทส่ี ดุ ดูกอนภิกษุท้งั หลาย ภิกษบุ ิณโฑลภารทวาชะเหน็ วาความสน้ิ แหง ชาติ ชราและมรณะดังน้แี ล จงึ พยากรณอรหตั ผลวา เรารชู ดั วาชาติสนิ้ แลว . . .กจิ อ่ืนเพือ่ ความเปนอยางนม้ี ไิ ดม.ี จบปณโฑลภรทวาชสูตรที่ ๙ ๑๐. สัทธาสูตร วา ดวยศรทั ธาของพระอริยสาวก [๑๐๑๐] ขา พเจาไดสดบั มาแลว อยา งน:้ี - สมยั หนงึ่ พระผูม ีพระภาคเจาประทบั อยู ณ นคิ มของชาวองั คะชอื่อาปณะ ในแควนอังคะ ณ ที่นั้นแล พระผูมีพระภาคเจาตรัสเรยี กทา นพระสารบี ุตรมาแลวตรัสวา ดูกอ นสารีบตุ ร อรยิ สาวกผูใดมีศรทั ธามัน่ เล่ือมใสยิ่งในพระตถาคต อริยสาวกนั้นไมพ ึงเคลอื บแคลงหรือสงสัยในตถาคตหรือในศาสนาของตถาคต. [๑๐๑๑] พระสารบี ุตรกราบทูลวา ขาแตพระองคผ ูเจรญิ อรยิ สาวกใดมีศรัทธามน่ั เล่อื มใสยิง่ ในพระตถาคต อรยิ สาวกนั้นไมพ งึ เคลือบแคลง
พระสตุ ตันตปฎก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาท่ี 82หรอื สงสัยในพระตถาคต หรือในศาสนาของพระตถาคต ดว ยวาอริยสาวกผมู ีศรทั ธา พึงหวงั ขอนไี้ ดวา จักเปน ผปู รารภความเพยี รเพอ่ื ละอกศุ ลธรรมเพ่ือยงั กศุ ลธรรมใหถ ึงพรอ ม มีกําลัง มคี วามบากบ่นั มนั่ คง ไมท อดธรุ ะในกุศลธรรมท้งั หลาย. [๑๐๑๒] ขา แตพระองคผูเจริญ กร็ ยิ ะของอรยิ สาวกนัน้ เปนวิริยนิ -ทรยี ดว ยวา อรยิ สาวกผูม ศี รทั ธา ปรารภความเพียรแลว พึงหวังขอ น้ไี ดวาจกั เปนผมู สี ติ. ประกอบดวยสติเปน เครือ่ งรกั ษาตนอยา งยง่ิ จกั ระลึกถึง ตามระลึกถึงกจิ ท่ีทําและคําท่ีพดู แมน านได. [๑๐๑๓] ขาแตพ ระองคผูเ จริญ ก็สติของอรยิ สาวกนน้ั เปนสตนิ ทรยี ดวยวา อรยิ สาวกผมู ศี รทั ธา เราปรารภความเพยี ร เขาไปตั้งสตไิ วแ ลว พงึ หวงัขอ นีไ้ ดวา จกั ยดึ หนวงนพิ พานใหเ ปน อารมณ ไดสมาธิ ไดเ อกัคคตาจิต. [๑๐๑๔] ขาแตพ ระองคผ เู จริญ ก็สมาธิของอรยิ สาวกนน้ั เปนสมา-ธนิ ทรยี ดว ยวา อริยสาวกผูมศี รัทธา ปรารภความเพยี ร เขา ไปตั้งสติไว มจี ติต้ังมั่นโดยชอบ พึงหวังขอน้ไี ดวา. จกั รชู ดั อยางนี้วา สงสารมีท่ีสุดและเบอื้ งตนอันบุคคลรูไมไ ดแ ลว เบือ้ งตนทสี่ ดุ ไมป รากฏแกเหลาผมู อี วชิ ชาเคร่ืองกน้ั มีตณั หาเปน เคร่ืองผกู ไว ผูแลนไปแลว ทองเที่ยวไปแลว กค็ วามดับดวยการสาํ รอกโดยไมเ หลอื แหง กองมืดคืออวชิ ชา นน้ั เปน บทอนั สงบ นน่ั เปนบทอันประณตี คือ ความระงบั สงั ขารทงั้ ปวง ความสละคืนอปุ ธทิ ง้ั ปวง ความสน้ิ ตัณหา ความสน้ิ กําหนดั ความดับ นิพพาน. [๑๐๑๕] ขา แตพระองคผ เู จรญิ ก็ปญ ญาของอรยิ สาวกน้ันเปนปญญินทรยี อริยสาวกนน้ั แลพยายามอยา งนี้ คร้นั พยายามแลว ระลกึ อยา งนี้คร้ันระลกึ แลว ตงั้ ม่ันอยางนี้ คร้ันต้ังมั่นแลว รูชดั อยางน้ี คร้นั รชู ดั แลว
พระสตุ ตันตปฎก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 83ยอมเช่อื มั่นอยางนวี้ า ธรรมเหลานี้ กค็ ือธรรมทีเ่ ราเคยไดฟงมาแลว นนั่ เองเหตนุ ้นั บัดนี้ เราถกู ตองดวยนามกายอยู และเหน็ แจงแทงตลอดดว ยปญญา. [๑๐๑๖] ขาแตพ ระองคผูเจริญ กศ็ รัทธาของสาวกเปน สัทธนิ ทรียดังน้ีแล. [๑๐๑๗] พ. ดีละ ๆ สารีบุตร อริยสาวกใดมศี รทั ธามนั่ เลอ่ื มใสในตถาคต อรยิ สาวกน้ันไมพ ึงเคลอื บแคลงหรอื สงสยั ในพระตถาคตหรอื ในศาสนาของพระตถาคต ดว ยวา อรยิ สาวกผมู ศี รทั ธา พงึ หวงั ขอนไ้ี ดว า จักเปน ผูปรารภความเพยี รเพ่อื ละอกศุ ลธรรม เพอ่ื ยงั กุศลธรรมใหถ ึงพรอ ม มีกาํ ลัง มีความบากบน่ั มัน่ คง ไมท อดธรุ ะในกุศลธรรมทง้ั หลาย. [๑๐๑๘] ดูกอ นสารบี ุตร กว็ ริ ยิ ะของอริยสาวกน้ัน เปน วิรยิ นิ ทรียดว ยวา อริยสาวก ผูมศี รทั ธา ปรารภความเพยี รแลว พึงหวงั ขอนไ้ี ดวา จักเปน ผูมสี ติ ประกอบดว ยสติเปน เครอื่ งรกั ษาตนอยางยิง่ จกั ระลกึ ถงึ ตามระลกึถึงกจิ ทีท่ ําและคาํ ที่พดู แมนานได. [๑๐๑๙] ดกู อ นสารบี ุตร กส็ ติของอรยิ สาวกนั้น เปน สตินทรีย ดวยวา อรยิ สาวกผมู ศี รัทธา ปรารภความเพียร เขาไปตง้ั สติไวแ ลว พงึ หวังขอ น้ีไดวา ซงึ่ ทาํ ความสละอารมณแ ลว ก็ไดส มาธิ จักไดเ อกัคคตาจติ . [๑๐๒๐] ดกู อนสารบี ุตร กส็ มาธิของอริยสาวกนน้ั เปน สมาธินทรียดวยวา อริยสาวกผูมีศรัทธา ปรารภความเพยี ร เขา ไปตง้ั สตไิ ว ทจี่ ิตต้งั ม่ันโดยชอบ พงึ หวงั ขอ นไี้ ดวา จกั รชู ดั อยางนวี้ า สงสารมที สี่ ดุ และเบื้องตน อันบุคคลรูไมไดแลว เบือ้ งตน ที่สุดไมป รากฏแกเหลาสัตวผมู อี วชิ ชาเปนเครื่องก้นั มีตัณหาเปน เครื่องผูกไว ผูแลน ไปแลว ทอ งเท่ยี วไปแลว ก็ความดบั ดวยการ
พระสุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ที่ 84สาํ รอกโดยไมเหลือแหงกองมืดคืออวิชชา น่ันเปน บทอนั สงบ นนั่ เปนบทอนัประณตี คอื ความระงับสงั ขารทั้งปวง ความสละคืนอปุ ธิท้งั ปวง ความสนิ้ตัณหา ความสิน้ กําหนัด ความดบั นิพพาน. [๑๐๒๑] ดูกอ นสารีบตุ ร ก็ปญญาของอรยิ สาวกนั้น เปน ปญญนิ ทรียอรยิ สาวกนนั้ แลพยายามอยางนี้ ครน้ั พยายามแลว ระลึกอยา งนี้ ครน้ั ระลกึ แลวต้ังม่ันอยา งนี้ ครั้นต้ังม่ันแลว รูชดั อยางน้ี ครัน้ รชู ัดแลว ยอมเช่ือมั่นอยา งน้ีวาธรรมเหลา นี้ ก็คอื ธรรมทเี่ ราเคยไดฟง มาแลวนนั่ เอง เหตนุ ้ัน บัดน้ี เราถกู ตองดวยนามกายอยู และเหน็ แจงแทงตลอดดวยปญ ญา. [๑๐๒๒] ดกู อ นสารีบตุ ร สงิ่ ใดเปน ศรัทธาของอริยสาวกน้ัน ส่ิงนัน้เปน สัทธินทรียข องอริยสาวกนน้ั ดังนแ้ี ล. จบสทั ธาสูตรที่ ๑๐ จบชราวรรคที่ ๕
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 85 อรรถกถาสัทธาสูตร สทั ธาสตู รที่ ๑๐. คําวา อเิ ม โข เต ธมฺมา ไดแกม รรค ๓เบ้อื งบนท่พี รอ มกับวิปสสนา. คําวา ธรรมเหลาใดที่ขาพเจา ฟงมากอนแลวเท่ียว ไดแ ก ธรรมเหลาใด ของพวกทานท่กี ําลงั กลาวอยวู า อินทรียแหงอรหตั ผล มีอยูทเี ดียว เปนธรรมทข่ี าพเจา ไดฟ ง มากอ นแลว . คาํ วาและถูกตอ งดว ยกาย คือ และถูกตอง คอื ไดเ ฉพาะดว ยนามกาย. คาํ วาและเห็นแจง แทงตลอดดวยปญญา คือ และเหน็ แจง แทงตลอดอยา งยงิ่ดวยปญญาเครอ่ื งพจิ ารณา. คาํ วา พระเจาขา ก็ศรทั ธาอันใดของเขา คอืศรทั ธาอนั ไหนนี้ คอื ศรัทธาท่ปี ระกอบดวยอนิ ทรียทั้ง ๔ อยา งทต่ี รสั ไวใ นหนหลงั แลว. กแ็ หละ ศรทั ธา เปนศรัทธาสาํ หรับพจิ ารณา จริงอยู สมั ปยุตต-ศรัทธา เปน ศรทั ธาท่เี จือกัน. ปจ จเวกขณศรทั ธาเปนโลกิยะอยางเดยี ว. คาํที่เหลอื ทกุ บท ตืน้ ทัง้ นัน้ แล. จบอรรถกถาสทั ธาสตู รที่ ๑๐ จบชราวรรควรรณนาท่ี ๕ รวมพระสูตรท่ีมใี นวรรคนี้ คอื ๑. ชราสูตร ๒. อณุ ณาภพราหมณสตู ร ๓. สาเกตสูตร ๔. ปพุ พ-โกฏฐกสูตร ๕. ปฐมปุพพารามสตู ร ๖. ทตุ ยิ ปพุ พารามสตู ร ๗. ตติยปพุ พารามสตู ร ๘. จตุตถปุพพารามสตู ร ๙. ปณโฑลภารทวาชสตู ร ๑๐. สัทธาสตู ร
พระสุตตันตปฎก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 86 สูกรขาตวรรคท่ี ๖ ๑. โกสลสตู ร* ปญญินทรียเปน ยอดแหง โพธปิ กขยิ ธรรม [๑๐๒๓] ขาพเจา ไดสดับมาแลวอยางน:้ี - สมัยหนึง่ พระผูมีพระภาคเจา ประทบั อยู ณ โกสลพราหมณคามในแควน โกศล ณ ทีน่ นั้ แล พระผูม ีพระภาคเจา ตรัสเรยี กภกิ ษทุ ง้ั หลายแลวตรสั วา [๑๐๒๔] ดูกอ นภกิ ษุทง้ั หลาย บรรดาสตั วดิรจั ฉานทกุ จาํ พวกสหี มฤคราชโลกกลา ววา เปน ยอดของสัตวเ หลา น้นั เพราะมีกําลัง มีฝเทา มีความกลา ฉันใด บรรดาโพธปิ กขิยธรรมทุกอยาง ปญญินทรีย เรากลาววาเปนยอดแหง โพธปิ กขิยธรรมเหลานนั้ เพราะเปนไปเพอ่ื ความตรัสรู ฉนั นนั้เหมือนกัน. [๑๐๒๕] ดูกอนภิกษทุ ้ังหลาย โพธปิ ก ขิยธรรมเปน ไฉน คอืสทั ธนิ ทรียเ ปน โพธปิ ก ขยิ ธรรม ยอ มเปนไปเพอื่ ความตรสั รู วิริยินทรยี สตนิ ทรยี . .. สมาธนิ ทรีย... ปญญนิ ทรียเ ปน โพธปิ ก ขิยธรรม ยอ มเปนไปเพอื่ ความตรสั ร.ู [๑๐๒๖] ดูกอนภิกษุท้ังหลาย บรรดาสัตวดริ ัจฉานทกุ จําพวกสีหมฤคราชโลกกลา ววาเปนยอดของสัตวเ หลา น้ัน เพราะมกี ําลัง มีฝเทา มีความกลา ฉนั ใด บรรดาโพธิปก ขยิ ธรรมทุกอยา ง ปญญนิ ทรีย เรากลา ววาเปน ยอดแหง โพธิปก ขยิ ธรรมเหลา นัน้ เพราะเปนไปเพ่ือความตรัสรู ฉันนน้ั เหมอื นกนั . จบโกสลสตู รท่ี ๑
พระสตุ ตนั ตปฎ ก สังยตุ ตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 87 สูกรขาตวรรควรรณนาท่ี ๖ อรรถกถาโกสลสูตร สูกรขาตวรรคที่ ๖ โกสลสตู รท่ี ๑. คําวา ดว ยความกลาคอื ดว ยความเปน ผูกลาหาญ. คําวา เพื่อความรู คอื ประโยชนแกความร.ู จบอรรถกถาโกสลสูตรที่ ๑ ๒. มัลลกสตู ร วาดว ยอินทรยี ๔ [๑๐๒๗] ขาพเจา ไดส ดับมาแลวอยา งนี้:- สมัยหนงึ่ พระผมู ีพระภาคเจา ประทับอยู ณ นิคมของชาวมลั ละชือ่ อุรเุ วลกปั ปะ ในแควนมลั ละ ณ ท่นี น้ั แล พระผูมพี ระภาคเจา ตรัสเรียกภิกษุท้ังหลายแลว ตรสั วา [๑๐๒๘] ดูกอนภกิ ษทุ ้งั หลาย กอ็ ริยญาณยังไมเ กิดขึ้นแกอรยิ สาวกเพยี งใด อนิ ทรีย ๔ กย็ ังไมต ้ังลงมน่ั เพยี งนั้น เมือ่ ใดอริยญาณเกดิ ขน้ึ แลวแกอริยสาวก เมื่อน้ัน อนิ ทรยี ๔ กต็ ้งั ลงม่นั . [๑๐๒๙] ดกู อนภกิ ษทุ ้ังหลาย เปรียบเหมือนเรอื นยอด เมอื่ เขายงัไมไดยกยอดข้ึนเพียงใด กลอนเรือนก็ยงั ไมชอ่ื วา ต้งั อยมู นั่ คง เพยี งนั้น เมอื่ใด เขายกยอดขึ้นแลว เม่ือนั้นกลอนเรอื นจึงเรยี กวา ตั้งอยูมน่ั คง ฉนั ใด
พระสตุ ตนั ตปฎก สงั ยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 88อรยิ ญาณยังไมเกิดขนึ้ แกอรยิ สาวกเพียงใด อนิ ทรยี ๔ ก็ยังไมต ้ังลงม่ันเพยี งนน้ัเมือ่ ใด อริยญาณเกิดข้ึนแลวแกอ รยิ สาวก เม่อื น้นั อนิ ทรยี ๔ ก็ตงั้ ลงมัน่ฉนั น้ันเหมอื นกนั อนิ ทรีย ๔ เปน ไฉน คือ สัทธินทรยี ๑ วริ ิยินทรีย ๑สตนิ ทรยี ๑ สมาธินทรีย ๑. [๑๐๓๐] ดกู อนภกิ ษทุ ้งั หลาย สทั ธา วิริยะ สติ สมาธอิ นั ไปตามปญ ญาของอริยสาวกผมู ีปญ ญา ยอ มต้ังมัน่ . จบมลั ลกสตู รท่ี ๒ อรรถกถามลั ลกสตู ร มลั ลกสตู รท่ี ๒. คาํ วา ในแควน มลั ละ คอื ในชนบทที่มีชือ่อยา งน้นั ในสูตรนี้ อนิ ทรยี ทง้ั ๔ เจอื กัน อริยญาณเปน โลกตุ ระ. แหละก็อริยญาณแมน้นั กค็ วรจาํ แนกวา ทาํ ใหอาศัยอนิ ทรยี ทง้ั * ๔ เปน ของเจือกนั . จบอรรถกถามลั ละสตู รที่ ๒ ๓. เสขสูตร วา ดว ยพระเสขะและพระอเสขะ [๑๐๓๑] ขา พเจา ไดสดับนาแลว อยางนี:้ - สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภาคเจาประทับอยู ณ โฆสติ าราม ใกลกรุง-โกสมั พี ณ ทนี่ ้นั แล พระผูมพี ระภาคเจา ตรัสเรยี กภิกษุทง้ั หลายแลว ตรสั วาดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย ปรยิ ายท่ีภิกษุผูเ ปน เสขะอาศัยแลว ตงั้ อยใู นเสขภูมิ พึงรูวา เราเปน พระเสขะ ที่ภกิ ษุผเู ปนอเสขะอาศัยแลว ตัง้ อยใู นอเสขภูมพิ งึ รวู าเราเปนพระอเสขะ มีอยหู รอื ภกิ ษทุ ้งั หลายกราบทูลวา ขาแตพระองคผเู จริญ* พมาเปนอาศยั อนิ ทรียท่ี ๔
พระสุตตนั ตปฎก สังยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 89ธรรมทั้งหลายของพวกขาพระองค มีพระผูม ีพระภาคเจาเปน แบบอยาง ฯลฯ [๑๐๓๒] พ. ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลาย ปรยิ ายทีภ่ ิกษผุ ูเ ปน เสขะอาศยัแลว ตง้ั อยใู นเสขภมู ิ พึงรูวา เราเปนพระเสขะ ท่ภี กิ ษุผเู ปน อเสขะอาศัยแลวตง้ั อยใู นอเสขภมู ิ พึงรวู า เราเปน พระอเสขะมีอย.ู [๑๐๓๓] ดูกอ นภิกษทุ ัง้ หลาย ปรยิ ายทภ่ี ิกษุผูเ ปน เสขะอาศัยแลว ต้ังอยูในเสขภมู ิ ยอมรวู า เราเปนพระเสขะ เปนไฉน ภกิ ษผุ ูเ ปนเสขะในธรรมวินัยนี้ ยอมรชู ัดตามความเปน จริงวา นีท้ ุกข น้ีทกุ ขสมุทยั น้ีทกุ ขนิโรธน้ที กุ ขนโิ รธคามนิ ีปฏปิ ทา ดกู อนภิกษุทง้ั หลาย ปรยิ ายแมนแ้ี ล ที่ภิกษุผเู ปนเสขะอาศัยแลว ตงั้ อยูใ นเสขภูมิ ยอ มรชู ดั วา เราเปน พระเสขะ. [๑๐๓๔] ดูกอ นภกิ ษุทั้งหลาย อกี ประการหนงึ่ ภิกษุผูเ ปน เสขะ ยอ มพจิ ารณาเห็นดงั น้ี วา สมณะหรอื พราหมณอน่ื ภายนอกจากศาสนาน้ี ซึ่งจะแสดงธรรมท่จี ริงแทแนนอนเหมอื นพระผมู ีพระภาคเจา มอี ยูหรือ พระเสขะนั้นยอ มรชู ัดอยางน้ีวา สมณะหรอื พราหมณอน่ื ภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมทจ่ี ริงแทแนน อนเหมือนพระผมู ีพระภาคเจา ไมมี ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ปรยิ ายแมน ้ีแล ทีภ่ ิกษผุ ูเปนเสขะอาศัยแลว ตัง้ อยูใ นเสขภนู ิ ยอ มรูวา เราเปนพระ-เสขะ. [๑๐๓๕] ดูกอนภิกษุท้ังหลาย อกี ประการหน่งึ ภิกษผุ ูเปน เสขะยอมรชู ดั ซ่ึงอินทรีย ๕ คือ สัทธนิ ทรยี ๑ วิริยนิ ทรีย ๑ สตนิ ทรีย ๑ สมาธนิ ทรีย ๑ปญ ญินทรยี ๑ อินทรีย ๕ น้นั มีส่ิงใดเปนคติ มีสงิ่ ใดเปนอยา งยิ่ง มสี ิ่งใดเปน ผล มีสง่ิ ใดเปน ทีส่ ดุ ภกิ ษุผูเปน เสขะยงั ไมถูกตองส่ิงนัน้ ดวยนามกายแตเ หน็ แจงแทงตลอดดว ยปญ ญา ดกู อ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ปรยิ ายแมน้ีแล ทีภ่ ิกษุเปนเสขะอาศัยแลว ต้งั อยใู นเสขภมู ิ ยอมรวู า เราเปนพระเสขะ.
พระสุตตนั ตปฎก สงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 90 [๑๐๓๖] ดูกอ นภกิ ษุท้ังหลาย กป็ รยิ ายท่ีภิกษผุ เู ปนอเสขะอาศัยแลวตงั้ อยูใ นอเสขภูมิ ยอ มรวู า เราเปนพระอเสขะ เปนไฉน ภกิ ษุผเู ปนอเสขะในธรรมวนิ ยั น้ี ยอมรูชดั ซง่ึ อินทรีย ๕ คือ สทั ธินทรยี . .. ปญญินทรียอินทรีย ๕ มีสง่ิ ใดเปน คติ มีสง่ิ ใดเปนอยา งยิง่ มีสิง่ ใดเปน ผล มีสิ่งใดเปน ท่ีสดุอรยิ สาวกผูเ ปน อเสขะถกู ตอ งสงิ่ นัน้ ดวยนามกาย และเหน็ แจงแทงตลอดดวยปญญา ดกู อนภกิ ษุทั้งหลาย ปริยายแมน ีแ้ ล ทีภ่ ิกษผุ เู ปน อเสขะอาศยั และตั้งอยูใ นอเสขภมู ิ ยอ มรวู า เราเปน พระอเสขะ. [๑๐๓๗] ดูกอนภิกษทุ ง้ั หลาย อกี ประการหน่งึ ภกิ ษุผูเ ปน อเสขะยอมรูช ัดซงึ่ อนิ ทรยี ๖ คือ จักขุนทรีย ๑ โสตนิ ทรีย ๑ ฆานินทรีย ๑ ชิวหิน-ทรยี ๑ กายนิ ทรยี ๑ มนินทรยี ๑ อริยสาวกผเู ปนอเสขะยอ มรูชดั วา อินทรีย๖ เหลานี้จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไมม เี หลอื และอินทรีย ๖เหลา อืน่ จกั ไมเกดิ ขนึ้ ในภพไหน ๆ ดกู อ นภกิ ษุทั้งหลาย ปรยิ ายแมน ีแ้ ล ที่ภกิ ษผุ ูเปนอเสขะอาศัยแลว ตัง้ อยใู นอเสขภมู ิ ยอมรชู ดั วา เราเปนพระอเสขะ.9 เ ส. ร ๓ จบเสขสูตรที่ ๓ อรรถกถาเสขสตู ร เสขสตู รท่ี ๓. คําวา น เหวโข กาเยน ผุสิตฺวา วหิ รติ ไดแกยอมไมถกู ตอง คอื ไดเฉพาะดว ยนามกายแลว แลอยู อธบิ ายวา ยอมไมอาจถกูตองคอื ได เฉพาะ. คาํ วา แตเ ห็นแจงแทงตลอดดวยปญญา คือ ก็แลยอมรูชดั ดวยปญ ญาเครือ่ งพิจารณาวา ชื่อวาอนิ ทรยี คอื อรหัตผลเบอื้ งบน ยังมีอย.ู ในภูมิของอเสขะ คําวา ถูกตอ งแลว อยู คอื ไดเฉพาะแลวแลอยู. คาํ วา ดวยปญญา คือ ยอ มรชู ัดดว ยปญญาเคร่ืองพจิ ารณาวา
พระสุตตันตปฎ ก สงั ยุตตนกิ าย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 91 ช่ือวาอนิ ทรียคืออรหัตผล ยังมอี ยู. แมค าํ ทงั้ สองวา น กหุ ิ จฺ ิ กสิ มฺ ิฺจกเ็ ปน คําทใ่ี ชแ ทนกันและกนั . อธิบายวา จะไมเ กิดขึน้ ในภพไรๆ. ในสูตรน้ีอินทรยี ท งั้ หา เปนโลกตุ ระ พระผมู ีพระภาคเจาตรสั อนิ ทรยี ๖ ทเ่ี ปนโลกิยะอาศยั วฏั ฏะเทานั้น. จบอรรถกถาเสขสูตรท่ี ๓๕. ปทสูตรบทธรรมท่เี ปนไปเพอ่ื ความตรสั รู [๑๐๓๘] ดูกอนภกิ ษุทัง้ หลาย รอยเทาของสัตวผูเทีย่ วไปบนพื้นแผนดนิ ชนดิ ใดชนดิ หน่ึง รอยเทา เหลานั้นทง้ั หมดยอมรวมลงในรอยเทาชา ง รอยเทา ชา ง โลกกลา ววา เปน ยอดของรอยเทาเหลาน้ัน เพราะเปนรอยใหญ แมฉนั ใด บทแหง ธรรมเหลา ใดเหลา หนงึ่ ยอมเปนไปเพื่อความตรสั รู บท คือปญ ญนิ ทรยี เรากลาววาเปนยอดแหง บทธรรมเหลา นนั้ เพราะเปน ไปเพ่อื ความตรสั รู ฉนั นน้ั เหมอื นกนั . [๑๐๓๙] ดูกอนภิกษุทง้ั หลาย บทแหง ธรรมทั้งหลายเปนไฉน ยอ มเปน ไปเพ่ือความตรัสรู ไดแ กบ ทแหงธรรม คอื สัทธนิ ทรีย . . .วิริยินทรยี .....สตนิ ทรีย. ..สมาธินทรยี ..ปญ ญินทรยี ยอมเปนไปเพอื่ ความตรสั ร.ู จบปทสูตรท่ี ๔อรรถกถาปทสูตร ปทสูตรท่ี ๔. คาํ วา บทแหง ธรรมเหลา ใดเหลาหนงึ่ ยอมเปนไปเพอ่ื ความตรสั รู คอื บทธรรมบทใดบทหน่ึง ไดแกส วนธรรมสวนใดสว นหนึง่ ยอมเปน ไปเพอื่ ความตรสั รู. จบอรรถกถาปทสูตรที่ ๔
พระสตุ ตันตปฎ ก สงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 92 ๕. สารสูตร ปญ ญนิ ทรียเปน ยอดแหง บทธรรม [๑๐๔๐] ดกู อ นภิกษทุ ัง้ หลาย รอยเทา ของสัตวผูเที่ยวไปบนพื้นแผนดนิ ชนิดใดชนดิ หนึง่ รอยเทา เหลาน้ันท้ังหมด ยอมรวมลงในรอยเทาชา งรอยเทา ชา ง โลกกลา ววา เปนยอดของรอยเทาเหลา นัน้ เพราะเปนรอยใหญแมฉ ันใด บทแหง ธรรมเหลา ใดเหลา หนึ่ง ยอ มเปน ไปเพ่อื ความตรสั รู บทคือ ปญญินทรยี เรากลา ววาเปน ยอดของบทแหง ธรรมเหลา นน้ั เพราะเปนไปเพื่อความตรสั รู ฉนั นัน้ เหมือนกนั . [๑๐๔๑] ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย ไมม ีกล่นิ ทแ่ี กน ชนิดใดชนดิ หนง่ึจันทนแ ดง โลกกลา ววาเปนยอดของไมเ หลา น้นั แมฉ ันใด โพธิปก ขยิ ธรรมเหลา ใดเหลาหน่ึง ปญ ญินทรีย เรากลา ววา เปน ยอดแหง โพธิปก ขยิ ธรรมเหลานน้ั เพราะเปนไปเพอื่ ความตรัสรู ฉันนนั้ เหมือนกนั . [๑๐๔๒] ดูกอนภกิ ษทุ งั้ หลาย ก็โพธปิ ก ขิยธรรมเปนไฉน คอืสัทธินทรีย. .. วิริยนิ ทรีย... สตินทรีย. .. สมาธินทรีย. .. ปญ ญนิ ทรยี เปน โพธิปก ขิยธรรม ยอ มเปนไปเพื่อความตรัสร.ู [๑๐๔๓] ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย ไมม ีกลนิ่ ทีแ่ กนชนดิ ใดชนิดหนึ่งจันทนแดง โลกกลา ววาเปน ยอดของไมเหลานัน้ แมฉ ันใด โพธปิ กขิยธรรมเหลา ใดเหลา หนงึ่ ปญญนิ ทรยี เรากลา ววาเปนยอดแหง โพธิปกขยิ ธรรมเหลานัน้ เพราะเปนไปเพือ่ ความตรัสรู ฉนั นั้นเหมอื นกนั . จบสารสูตรท่ี ๕
พระสตุ ตนั ตปฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 93 สารสตู รที่ ๕ มีเน้ือความตื้นทัง้ น้ัน. ๖. ปติฏฐิตสูตร วา ดว ยธรรมอันเอก [๑๐๔๔] ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลาย อนิ ทรยี ๕ เปน อนั ภิกษผุ ูตัง้ อยูใ นธรรมอนั เอกเจริญแลว เจริญดแี ลว ธรรมอันเอกเปน ไฉน คือ ความไมประมาท. [๑๐๔๕] ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ก็ความไมประมาทเปน ไฉน ภกิ ษใุ นธรรมวินยั น้ี ยอมรกั ษาจิตไวใ นอาสวะและธรรมทม่ี อี าสวะ เมื่อเธอรกั ษาจติ ไวในอาสวะและธรรมทม่ี ีอาสวะ สัทธนิ ทรยี วิรยิ นิ ทรยี สตินทรยี สมาธนิ ทรยี แมปญ ญนิ ทรีย กย็ อ มถงึ ความเจรญิ บริบรู ณ. [๑๐๔๖] ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย อินทรีย ๕ เปน อันภิกษุผตู ้งั อยใู นธรรมอันเอกเจริญแลว เจรญิ ดีแลว แมด ว ยประการฉะน้ันแล. จบปตฏิ ิฐติ สตู รท่ี ๖ อรรถกถาปตฏิ ฐิสตู ร ปติฏฐติ สูตรที่ ๖. คําวา ยอ มรกั ษาจิตไวในอาสวะและธรรมท่มี ีอาสวะ คือ ผปู รารภธรรมท่ีเปนไปในสามภมู แิ ลว หามการเกิดขน้ึ แหงอาสวะ ชอ่ื วายอ มรักษาในสง่ิ ท่ีเปน อาสวะและท่ปี ระกอบดวยอาสวะ. จบอรรถกถาปตฏิ ฐิตสตู รที่ ๖
พระสตุ ตนั ตปฎก สังยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนา ท่ี 94 ๗. พรหมสตู ร วาดว ยทา วสหมั บดีพรหม [๑๐๔๗] ขาพเจา ไดสดบั มาแลวอยา งน:ี้ - สมัยหน่งึ พระผมู พี ระภาคเจาแรกตรสั รู ประทบั อยู ณ ควงไมอชปาลนิโครธ แทบฝงแมน ํา้ เนรัญชรา ตาํ บลอุรุเวลา ครง้ั นนั้พระผูมพี ระภาคเจาทรงหลีกเรน อยูในทลี่ ับ ทรงเกิดความปริวติ กแหง พระ-หฤทยั อยางนี้วา อินทรยี ๕ ท่ีเจริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมหยง่ั ลงสูอมตะ มอี มตะเปน เบอื้ งหนา มอี มตะเปนทีส่ ุด อินทรีย ๕ เปน ไฉน คอืสัทธนิ ทรียท ี่เจรญิ แลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอ มหย่งั ลงสูอมตะ มอี มตะเปนเบื้องหนา มีอมตะเปน ทีส่ ุด ฯลฯ ปญ ญินทรยี ท เ่ี จรญิ แลว กระทําใหมากแลวยอมหยัง่ ลงสอู มตะ มอี มตะเปน เบื้องหนา มีอมตะเปน ท่ีสดุ อินทรยี ๕เหลา นี้ ทเี่ จรญิ แลว กระทาํ ใหมากแลว ยอมหยงั่ ลงสูอมตะ มอี มตะเปนเบือ้ งหนา มีอมตะเปนทีส่ ุด. [๑๐๔๘] ครัง้ นน้ั ทา วสหัมบดพี รหมทราบความปริวติ กแหง พระ-หฤทยั ดว ยใจแลว จึงหายตัวจากพรหมโลกมาปรากฏเบอ้ื งของพระพกั ตรพ ระผมู ีพระภาคเจา เหมือนบุรุษผมู ีกําลงั เหยียดแขนที่คู หรือคแู ขนที่เหยียด ฉะนัน้ . [๑๐๘๙] ครง้ั น้ัน ทาวสหมั บดีพรหมกระทาํ ผาหม เฉวยี งบาขางหนงึ่ประณมอญั ชลีไปทางพระผมู ีพระภาคเจา แลวกราบทลู วา ขา แตพระผมู พี ระภาคเจา ขอนเ้ี ปนอยางน้นั ขา แตพระสคุ ต ขอ น้ีเปน อยา งนน้ั อินทรีย ๕ทีเ่ จริญแลว กระทําใหมากแลว ยอ มหยั่งลงสอู มตะ มีอมตะเปนเบอ้ื งหนามีอมตะเปน ทีส่ ุด อินทรยี ๕ เปน ไฉน คอื สทั ธนิ ทรยี ทเ่ี จริญแลว กระทํา
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค เลม ๕ ภาค ๒ - หนาที่ 95ใหมากแลว ยอ มหยั่งลงสูอ มตะ มีอมตะเปน เบ้อื งหนา มอี มตะเปน ท่สี ดุ ฯลฯปญญินทรยี ทเี่ จริญแลว กระทาํ ใหม ากแลว ยอ มหยงั่ ลงสูอมตะ มอี มตะเปนเบ้ืองหนา มอี มตะเปนที่สดุ อินทรยี ๕ เหลา น้ี ท่เี จริญแลว กระทําใหมากแลว ยอมหย่งั ลงสูอมตะ มีอมตะเปน เบอื้ งหนา มอี มตะเปนท่ีสดุ . [๑๐๕๐] ขาแตพ ระองคผูเ จริญ เรื่องเคยมีมาแลว ขาพระองคไ ดประพฤตพิ รหมจรรย ในพระสัมมาสมั พทุ ธเจาทรงพระนามวา กสั สปะ แมในเวลานัน้ เขารจู ักขาพระองคอ ยา งนีว้ า สหกะภกิ ษุ ๆ เพราะความทีอ่ ินทรยี ๕ เหลา นี้ อันขา พระองคเจริญแลว กระทาํ ใหม ากแลว ขาพระองคจงึ คลายกามฉนั ทใ นกามทั้งหลายเสยี ได เม่ือตายไป ไดเ ขาถึงสุคตพิ รหมโลก แมใ นพรหมโลกนั้น เขาก็รจู ักขาพระองคอ ยางนวี้ า ทาวสหมั บดพี รหม ๆ. [๑๐๕๑] ขาแตพ ระผูมีพระภาคเจา ขอ นีเ้ ปน อยา งนัน้ ขา แตพ ระสุคตขอ น้เี ปน อยางนัน้ ขาพระองครู ขาพระองคเหน็ ขอ ทีอ่ นิ ทรีย ๕ เหลาน้ีท่ีบคุ คลเจริญแลว กระทําใหม ากแลว ยอมหยงั่ ลงสูอ มตะ มอี มตะเปนเบื้องหนามอี มตะเปน ที่สดุ . จบพรหมสูตรที่ ๗ พรหมสูตรที่ ๗ มีเนื้อความงายท้งั นน้ั .
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 514
Pages: