Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_52

tripitaka_52

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:41

Description: tripitaka_52

Search

Read the Text Version

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 151 พทุ ธเจา ผเู ลิศในโลก เปนสารถฝี กนรชน ไดเสดจ็ มา หาเรา ทรงทาํ ปาฏิหารยิ ต าง ๆ แกเราแลว ทรงแนะนํา เรากับบริวารพนั หน่งึ ไดอปุ สมบทดว ยเอหภิ กิ ขุ ไดบ รรลุ พระอรหัตพรอมกับภกิ ษเุ หลานั้นทุกองค ภิกษุเหลา น้นั และภกิ ษพุ วกอน่ื เปนอันมากแวดลอ มเราเปน ยศบริวาร และเราก็สามารถทจ่ี ะส่ังสอนได เพราะฉะนั้น พระผูมี- พระภาคเจาผสู ูงสุด จงึ ทรงตงั้ เราไวใ นตําแหนง เอตทัคคะ ในความเปนผูมีบริวารมาก โอ สักการะที่ไดทําไวใ นพระ- พทุ ธเจาไดกอ ใหเกิดสิ่งที่มผี ลแกเ ราแลว เราเผากิเลสทัง้ - หลายแลว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราไดทาํ เสร็จแลว . กค็ รัน้ บรรลพุ ระอรหัตแลว จึงพจิ ารณาการปฏบิ ตั ิของตน เม่อื จะบันลือสหี นาท จงึ ไดกลา วคาถา ๖ คาถาเหลา น้วี า เรายงั ไมเหน็ ปาฏหิ าริยข องพระโคดม ผูเรืองยศ เพยี งใด เราก็ยังเปน คนลวงโลกดวยความริษยาและมานะ ไมน อบนอ มอยูเพยี งนนั้ พระผูมพี ระภาคเจา ผูเ ปน สารถี ฝก นรชน ทรงทราบความดําริของเรา ทรงตักเตือนเรา ลําดับนน้ั ความสลดใจไดเกดิ แกเรา เกดิ ความอัศจรรยใจ ขนลกุ ชูชัน ความสําเรจ็ เล็กนอ ยของเราผูเปน ชฎลิ เคยมี อยใู นกาลกอน เราไดส ละความสาํ เร็จน้ันเสีย บวช ในศาสนาของพระชนิ เจา เมอ่ื กอ นเรายินดกี ารบชู ายัญ หอมลอมดว ยกามารมณ ภายหลงั เราถอนราคะ โทสะ และโมหะไดแ ลว เรารบู พุ เพนวิ าสญาณ ชําระทิพยจกั ษุ

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 152 หมดจด เปนผูมฤี ทธร์ิ ูจติ ของผูอ ่นื แล บรรลทุ พิ โสต อน่ึง เราออกบวชเปน บรรพชติ เพ่อื ประโยชนใด ประโยชนนน้ั เราไดบ รรลุแลว ความส้ินสังโยชนท้งั ปวง เราไดบรรลุ แลว . บรรดาบทเหลา นั้น บทวา ทิสวฺ าน ปาฏหิ รี านิ ความวา ไดเ หน็ปาฏิหาริย ๓,๕๐๐ ประการ มีการทรมานพระยานาคเปน ตน . จรงิ อยูบทวาปาฏหิ รี  , ปาฏเิ หร , ปาฏิหารยิ  . โดยใจความ เปนอยา งเดียวกันตางกันแตพยญั ชนะเทา น้ัน. บทวา ยสสฺสโิ น ไดแ ก ผมู ีพระกิตตศิ ัพทแพรไปในโลกพรอมทงั้ เทวโลก โดยนยั มอี าทิวา อิตปิ  โส ภควา ดงั น้.ี บทวา น ตาวาห ปณิปตึ ความวา พระผูมพี ระภาคเจา ยงั มไิ ดทรงกําราบเราเพยี งใดวา ดกู อ นกสั สป เธอยังไมเ ปนพระอรหนั ต ทง้ั ยงัไมบรรลุพระอรหัตมรรค ท้งั เธอกย็ ังไมม ีปฏิปทาเคร่อื งเปนพระอรหันตหรอื เครอื่ งบรรลุพระอรหตั มรรค ดังน้ี เราก็ยงั ไมกระทาํ การนอบนอ มเพยี งนนั้ . เพราะเหตไุ ร ? เพราะเราลวงดวยความรษิ ยาและมานะ.อธิบายวา เปนผูล วง คอื หลอกลวงดว ยความริษยาอนั มลี กั ษณะไมอดทนคือสมบตั ิของผอู ่ืนอยา งน้ีวา เม่ือเรายอมเขาเปนสาวกของทา นผนู ้ี เรากจ็ ักเส่อื มลาภสกั การะ ลาภสักการะจกั เพม่ิ พูนแกทานผูน ้ี และดว ยมานะมีลกั ษณะยกตนอยา งน้ีวา เราเปนผอู ันชนจํานวนมากสมมตใิ หเ ปน หวั หนาคณะ. บทวา มยฺห สงกฺ ปปฺ มฺ าย ความวา ทรงทราบความดาํ ริผดิของเรา คอื แมท รงทราบความดํารผิ ิดซงึ่ เราไดเ หน็ ปาฏหิ ารยิ ทพ่ี ระผมู ี-พระภาคเจาทรงแสดงจากอุตริมนสุ ธรรม แมคิดวา มหาสมณะมฤี ทธิ์มาก

พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 153มีอานภุ าพมาก กย็ งั (มมี จิ ฉาวติ ก) เปนไปอยา งน้วี า ยังไมเ ปนพระ-อรหนั ตเหมือนเรา ก็ทรงรอความแกก ลา ของญาณจงึ ทรงวางเฉย ภายหลงัทรงทําน้ําใหแ หง โดยรอบ ๆ ตรงกลางแมน ้าํ เนรญั ชรา เสดจ็ จงกรมทีพ่ ืน้อันฟุงดว ยละอองธุลี แลว ประทับยนื ในเรอื ที่ชฎิลนน้ั นํามา แมในกาลน้ันกท็ รงรคู วามดาํ ริผดิ ทีเ่ ราคดิ มีอาทวิ า เปนผูมีฤทธ์ิ ดังนี้ ก็ยงั ประกาศวายังไมเ ปนพระอรหนั ตเ หมือนเรา. บทวา โจเทสิ นรสารถี ความวา ในกาลนัน้ พระศาสดาผเู ปนสารถฝี ก บรุ ุษทรงทราบความแกก ลาแหง ญาณของเราแลว จึงทรงทกั ทว งคือขมเรา โดยนยั มอี าทิวา ทา นยังไมเ ปนพระอรหันตเลย ดังน.ี้ บทวา ตโต เม อาสิ ส เวโค อพฺภุโต โลมห สโน ความวาแตน น้ั คอื เพราะการทกั ทว งตามท่ีกลา วแลว เปน เหตุเกดิ ความสลดใจ คอืเกดิ ญาณความรูพรอมทงั้ ความเกรงกลัวบาปอันชือ่ วา ไมเ คยเปน เพราะไมเคยมีมากอ นตลอดกาลมปี ระมาณเทาน้ี ชอื่ วาชนลกุ ชชู นั เพราะเปน ไปโดยอํานาจขนพองสยองเกลา ไดมีแกเราวา เราไมไ ดเปน พระอรหนั ตเลยสําคญั วา เปนพระอรหนั ต. บทวา ชฏิลสฺส แปลวา เปน ดาบส. บทวา สทิ ธฺ ิ ไดแก มงั่ คง่ั ดวยลาภสกั การะ. บทวา ปรติ ตฺ กิ า แปลวา มีประมาณนอย. บทวา ตาห ตัดเปน ต อห . บทวา ตทา ไดแก ในเวลาเกิดความสลดใจ ดว ยการทกั ทวงของพระผูมีพระภาคเจา.





















































































พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 196 แสดงแลว เพ่ือทาํ ลายรากเหงา แหง อวชิ ชา ญาณเพียง ดังแกววิเชยี รตกไป ในเม่อื กําหนดถอื เอาวิญญาณทั้งหลาย ปรากฏขึน้ ธรรมเครือ่ งประกาศเวทนา ปลดเปลอื้ ง อุปาทาน เปนเครือ่ งพิจารณาเหน็ ภพเปน ดุจหลมุ ถานเพลิง ดว ยญาณ มีรสมาก ลึกซึง้ เปนธรรมหามความแกค วาม ตาย อริยมรรคอนั ประกอบดว ยองค ๘ เปนทางสงบทุกข ปลอดโปรง พระผมู พี ระภาคเจาทรงแสดงแลว. ธรรม อันเปน เครอ่ื งเห็นแสงสวางตามความเปน จรงิ ถึงความ ปลอดโปรง มาก สงบระงบั เจริญในทส่ี ดุ อนั พระพทุ ธ- เจาผูมพี ระจักษุทรงแสดงไวด ีแลว เพราะทรงทราบกรรม วา เปนกรรม และทรงทราบวิบากโดยความเปน วบิ ากแหง ธรรมท่ีอาศัยกนั เกิดขึ้น. บรรดาบทเหลาน้ัน บทวา สเุ ทสิโต แปลวา ทรงแสดงดแี ลวอธิบายวา ทรงแสดงโดยการประกาศตามเปน จริงถึงประโยชนปจจุบนัประโยชนใ นสัมปรายภพ และประโยชนอยางย่งิ อนั สมควรแกอ ัธยาศัยแหงเวไนยสตั ว. อกี อยา งหนงึ่ บทวา สเุ ทสโิ ต ไดแ ก ทรงแสดงไวโ ดยชอบอธบิ ายวา ทรงภาษติ คอื ตรัสไวด ีแลว โดยการประกาศทุกขสัจและนโิ รธสจั และเหตุของสัจจะท้ังสองนนั้ โดยไมผ ดิ แผกกนั . บทวา จกฺขุมตา ไดแกทรงมีพระจักษุดวยจกั ษุ ๕ ประการนี้ คือมังสจกั ษุ ทิพยจักษุ ปญ ญาจักษุ พทุ ธจักษุ และสมนั ตจักษ.ุ บทวา พุทเฺ ธน ไดแก พระสพั พญั ูพทุ ธเจา .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 197 บทวา อาทจิ จฺ พนฺธนุ า ไดแก ผูเปนอาทติ ยโคตร. จรงิ อยู วงศ-กษตั ริยในโลกมี ๒ วงศ คอื อาทิตยว งศ ๑. โสมวงศ ๑. ใน ๒ วงศน้นัพึงทราบวา วงศของพระเจา โอกกากราช เปนอาทิตยวงศ เจาศากยะท้ังหลายชอ่ื วาอาทติ ยโคตร เพราะมสี ัญชาตมิ าจากวงศข องพระเจาโอก-กากราชน้ัน เพราะเหตุน้นั พระผมู ีพระภาคเจา อันชาวโลกเรยี กกนั วาอาทิจจพนั ธุ เผา พันธพุ ระอาทติ ย. อีกอยา งหนึ่ง พระผมู พี ระภาคเจา ชื่อวา อาทจิ จพันธุ เพราะเปนเผาพันธแุ หง พระอาทิตย ดงั น้กี ม็ ,ี เนอ้ื ความน้นี ั้น ไดก ลา วไวแลว ในหนหลังนั่นแล. ธรรมชอื่ วาเปนไปลวงสงั โยชนทง้ั ปวง เพราะกาวลวงสงั โยชนทัง้ มวล มีกามราคะสงั โยชนเปนตน ชอ่ื วา ทําวัฏฏะท้งั ปวงใหพินาศ เพราะทําใหพินาศ คือกําจัดกเิ ลส วฏั กรรม วฏั และวิปากวัฏนัน้ น่นั แหละ ชือ่ วานาํ ออกจากทกุ ข เพราะนาํ ออกไปจากการระหกระเหินไปในสงั สาร ชอ่ื วาเปนเคร่ืองขา มพน เพราะอรรถวา ขามพนจากโอฆะใหญค ือสงสาร ช่อื วาทํารากเหงา ของตัณหาใหเหีย่ วแหง เพราะทาํ รากเหงา แหงตัณหาทัง้ ปวงมกี ามตณั หาเปนตน อนั ไดแกอวชิ ชาและอโยนโิ สมนสกิ าร ใหเ หยี่ วแหงคือใหเ หือดแหง. ตดั คือตดั อยา งเด็ดขาดซึง่ กรรมหรอื กิเลส อันช่ือวาเปน เครอื่ งตอภพตอชาติ เพราะเปนสถานท่ีอุบตั ขิ นึ้ แหง ความพนิ าศของเหลาสตั ว ชอื่ วา มรี ากเหงา เปน พษิ เพราะเปนเหตแุ หงทุกขอันเปน พิษโดยกาํ จัดการรแู จง เวทนาแมท ้งั ๓ ใหถึงความดับ คอื พระนิพพาน. รากเหงาของอวชิ ชา ไดแก อโยนโิ สมนสิการและอาสวะทั้งหลาย.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 198จรงิ อยู ทานกลาววา เพราะอาสวะเกดิ อวชิ ชาจงึ เกดิ ดังน้ี เพอื่ ทําลายคอื เพอ่ื ตอ งการทําลายรากเหงาของอวชิ ชานน้ั ดว ยญาณอันเปรียบเพชร. อีกอยา งหนง่ึ เช่ือมความวา พระพุทธเจา ทรงแสดงธรรมเพอ่ืทําลายภวจักรอันช่ือวา มอี วิชชาเปน รากเหงา เพราะมีอวิชชาเปนมลู รากโดยพระดาํ รัสวา สังขารทง้ั หลายเกดิ มี เพราะอวิชชาเปน ปจจัย เปนตน น้ันดว ยเพชรคอื มรรคญาณ. บทวา กมมฺ ยนตฺ วิฆาฏโน ไดแก เปน เครอื่ งกําจัดยนตค อื อตั ภาพซงึ่ สืบตอดวยกรรม. ในบทวา วิฺาณาน ปรคิ ฺคเห น้ี พงึ เชอ่ื มคําที่เหลือวา เมือ่ การยดึ ถอื วญิ ญาณปรากฏขึ้นตามกรรมของตนในกามภพเปนตน. จริงอยู เมื่อถอื ปฏิสนธิในภพน้นั ๆ แมว ญิ ญาณทอี่ าศยั ภพนัน้ ๆ กย็ อ มเปนอันถอื เอาเหมอื นกัน. บทวา าณวชริ นปิ าตโน ไดแก ทําเพชรคอื ญาณใหตกลง (ใหสําเรจ็ ) คอื ทําเพชรคอื ญาณใหสําเรจ็ แลวทาํ ลายวิญญาณเหลา นั้น. จริงอยูโลกตุ รธรรมเม่ือเกดิ ข้ึน ยอมเกิดขน้ึ ทาํ ลายวิญญาณอนั ควรแกการเกิดในภพท่ี ๗. เปน ตนเทาน้ัน. บทวา เวทนาน วิ ฺ าปโน ความวา ประกาศเวทนา ๓ มีสขุ -เวทนาเปน ตน ตามความเปน จริง ดวยอาํ นาจเปนทุกข เปน ดังลกู ศรและความไมเท่ียง ตามลาํ ดับ. บทวา อุปาทานปปฺ โมจโน ความวา ปลดเปลือ้ งจติ สันดานจากอุปาทานทง้ั ๔ มีกามปุ าทานเปน ตน.

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 199 บทวา ภว องคฺ ารกาสุ ว าเณน อนุปสฺสโน ความวา แสดงภพทงั้ ๙ อยา ง มีกามภพเปนตน โดยประจักษเ นืองๆดว ยมรรคญาณ ใหเปนดจุ หลมุ ถา นเพลงิ ลึกชว่ั บรุ ษุ โดยถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแลว . ช่ือวา มีรสมาก เพราะอรรถวา กระทําความไมเ บ่ือโดยความเปนธรรมละเอยี ดและประณีต อกี อยา งหนง่ึ ชือ่ วา มีรสคอื กิจมาก เพราะเปนธรรมมีกจิ มากดว ยปริญญากิจเปนตน และเพราะเปน ธรรมมีสมบัติมากดวยสามญั ผลเปน ตน ช่ือวา เปนธรรมลึกซึง้ มาก เพราะเปนธรรมที่หยง่ั ไดย ากดว ยสัมภาระที่ไมไดก อสรา งไว และเพราะเปนทพี่ ่งึ อนั ไมควรจะได เปนธรรมหา มความแกและความตาย คอื เปนธรรมปฏิเสธชราและมัจจุ โดยหา มเกดิ เฉพาะในภพตอ ไป. บัดน้ี พระเถระเม่อื จะแสดงธรรมอนั ประกอบดวยคณุ วเิ ศษตามทีก่ ลา วแลว โดยสรปุ จึงกลา ววา ประกอบดวยองค ๘ อนั ประเสรฐิ เพอื่ จะประกาศซา้ํ ถงึ คณุ อนั นดิ หนอยของธรรมนนั้ จึงกลา วคํามีอาทวิ า เปนทางสงบทุกข ปลอดโปรง. คํานน้ั มเี นื้อความวา ชอื่ วา ประเสริฐ เพราะอรรถวา บรสิ ทุ ธ์ิชือ่ วา ประกอบดว ยองค ๘ เพราะเปน ทป่ี ระชมุ ธรรม ๘ ประการมสี ัมมา-ทฏิ ฐเิ ปน ตน . ชือ่ วา มรรค เพราะอรรถวาแสวงหาพระนพิ พาน ช่ือวาเปนทางสงบทุกข เพราะอรรถวา สงบระงบั วฏั ทกุ ขท ้งั สนิ้ ชอ่ื วา ปลอดโปรง เพราะปลอดภยั . เพราะรูก รรมวา เปนกรรม และรูวิบากโดยความเปนวิบากแหง ธรรมท่อี าศัยกันเกดิ ขนึ้ โดยไมคลาดเคล่อื น เหมือนในลทั ธิภายนอกจากพระศาสนาน้ี ปรากฏวากรรมและวบิ ากของกรรมปรากฏวา คลาดเคล่อื น เพราะผทู ไ่ี มใ ชพ ระสมั มาสัมพุทธเจาประกาศ คอื เพราะเหตุท่รี ดู วยญาณอนั เปน สว นเบอื้ งตน จึงเปน เครื่องเหน็ แสงสวางตามท่ี

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 200เปนจริง คือเปนเครื่องเห็นแสงสวา ง คอื โลกตุ รญาณอนั ทาํ ความรูเ หน็ นัน้เพราะกําจัดการยดึ ถอื ดว ยสสั สตทฏิ ฐิและอุจเฉททิฏฐิเสียได. ชื่อวา ถึงความปลอดโปรง เปน อนั มาก เพราะถงึ และยังสตั วท ้ังหลายใหถงึ พระนิพพานอนั ชื่อวาปลอดโปรงมาก เพราะใคร ๆ ไมป ระทุษรา ยใครๆ ทงั้ ในกาลไหนๆ. มวี าจาประกอบความวา ธรรมชอ่ื วา สงบระงับ เพราะสงบระงบัความกระวนกระวาย และความเรารอ นอันเกิดจากกเิ ลสทั้งปวง ชอ่ื วาเจริญในทีส่ ดุ เพราะใหถงึ เจโตวิมตุ ติอนั ไมกาํ เริบ และอนปุ าทเิ สส-นพิ พานธาตุ อนั พระพุทธเจา ผูมีจักษทุ รงแสดงไวแลว. พระเถระเมื่อไดสรรเสริญอรยิ ธรรมโดยนัยตางๆดว ยประการอยางนี้จึงไดป ระกาศความทตี่ นไดบรรลธุ รรมนัน้ โดยอา งถึงพระอรหัตผล. จบอรรถกถามคิ ชาลเถรคาถาท่ี ๘


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook