Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_52

tripitaka_52

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:41

Description: tripitaka_52

Search

Read the Text Version

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 326 ตัง้ เราไวในเอตทัคคสถาน คณุ วเิ ศษเหลา น้ี คือปฏสิ ัมภิทา ๔ ...ฯลฯ... คาํ สัง่ สอนของพระพทุ ธเจาเราไดท าํ เสร็จ แลว ดงั น.ี้ ก็ทานพระกาฬุทายี ครนั้ บรรลุพระอรหัตแลว จงึ คิดวา รอกอนกาลนยี้ ังไมส มควร เพ่อื การเสดจ็ ไปสูพระนครอันเปนสกลุ เดิมของพระ-ทศพล, แตเ มือ่ ถงึ ฤดูฝนแลว ไพรสณฑจ ะมดี อกไมบ านสะพรัง่ จึงจกัเปน กาลเหมาะเพ่อื การเสด็จไป บนภูมิภาคที่ดารดาษดว ยตณิ ชาติเขียวขจีดังนแี้ ลว จงึ เฝา รอกาล เม่ือถึงฤดฝู นแลว พอจะพรรณนาชมหนทางไปเพอื่ การเสด็จไปยังพระนครอนั เปน สกลุ เดมิ ของพระศาสดา จึงกลา วคาถา๑เหลานี้วา :- ขา แตพ ระองคผ เู จริญ บัดน้ี หมูไ มท้ังหลาย มีดอก และใบสีแดงดจุ ถานเพลิง ผลผิ ลสลัดใบเกา รว งหลนไป หมูไมเ หลานน้ั งดงามรงุ เร่อื งดจุ เปลวเพลิง ขา แตพ ระองค ผมู คี วามเพยี รใหญ เวลาน้เี ปน เวลาสมควรอนุเคราะหห มู พระญาติ ขาแตพ ระองคผแู กลว กลา หมูไมท้ังหลายมี ดอกบานงดงามดี นา ร่ืนรมยใ จ สง กลนิ่ หอมพงุ ตลบไป ท่ัวทศิ โดยรอบ ผลัดใบเกา ผลดิ อกออกผล เวลานี้เปน เวลาสมควรจะหลีกออกไปจากทีน่ ้ี ขอเชิญพระพิชิตมาร เสด็จไปสูกรงุ กบิลพัสดเุ ถดิ ขา แตพ ระองคผ ูเ จรญิ ฤดูน้ี ก็เปน ฤดทู ี่ไมห นาวนกั ไมร อ นนกั เปน ฤดูพอสบาย ทัง้ มรรคากส็ ะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทง้ั หลาย จง๑. ข.ุ เถร. ๒๖/ขอ ๓๗๐.

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 327ไดเ ขา เฝา พระองคท่แี มน ้าํ โรหณิ ี อันมีปากนํ้าอยูทางทศิ ใตเถดิ ชาวนาไถนาดวยความหวงั ผล หวา นพชื ดวยความหวงั ผล พอ คาผูเ ทย่ี วหาทรพั ย ยอมไปสูสมทุ รดว ยความหวังทรพั ย ขา พระองคอยใู นทีน่ ้ี ดว ยความหวังผลอนั ใดขอความหวังผลอันนัน้ จงสาํ เรจ็ แกขา พระองคเ ถิดชาวนาหวานพชื บอย ๆ ฝนตกบอย ๆ ชาวนาไถนาบอย ๆ แวนแควนสมบูรณดวยธัญญาหารบอย ๆ พวกยาจกเทย่ี วขอทานบอ ย ๆ ผูเปนทานบดใี หบอย ๆ คร้ันใหบ อย ๆแลว ยอมเขาถึงสวรรคบ อย ๆ บรุ ษุ ผมู ีความเพยี ร มีปญ ญากวา งขวาง เกิดในสกุลใด ยอมยังสกลุ น้นั ใหบริสทุ ธ์สิ ะอาดตลอด ๗ ชัว่ คน ขา พระองคย อ มเขาใจวาพระองคเ ปน เทพเจา ประเสรฐิ กวา เทพเจา ทั้งหลาย ยอมทรงสามารถทําใหส กุลบริสุทธิ์ เพราะพระองคเกดิ แลวโดยอริยชาติ ไดส จั นามวา เปนนกั ปราชญ สมเดจ็พระบดิ าของพระองค ทรงแสวงหาคณุ อันย่งิ ใหญ ทรงพระนามวา สทุ โธทนะ สมเดจ็ พระนางเจามายาพระมเหสีของพระเจาสุทโธทนะ เปน พระพทุ ธมารดา ทรงบรหิ ารพระองคผ เู ปนพระโพธสิ ตั วม าดว ยพระครรภ เสด็จสวรรคตไปบันเทงิ อยใู นไตรทิพย สมเด็จพระนางเจามายาเทวนี ้นั ครัน้ สวรรคตจุติจากโลกน้ีแลว ทรงพรัง่ -พรอมดวยกามคุณอันเปน ทพิ ย มีหมูนางฟา หอ มลอมบันเทิงอยดู วยเบญจกามคณุ อาตมภาพเปน บตุ รของพระ-

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 328 พทุ ธเจา ผไู มมีส่งิ ใดจะยํ่ายีได มพี ระรัศมแี ผซานจาก พระกาย ไมมผี ูจะเปรียบปาน ผูคงท่ี ดกู อ นมหาบพติ ร พระองคเปนพระบิดาของพระพุทธเจา ผเู ปน พระบิดาแหง อาตมภาพ ดกู อนมหาบพิตร พระองคเ ปน พระอยั กา ของอาตมภาพโดยธรรม. บรรดาบทเหลา นัน้ บทวา องฺคาริโน ไดแกถานเพลงิ ซงึ่ แปลวาดจุ ถานเพลงิ , ช่อื วา องคฺ าริโน เพราะอรรถวา หมไู มทง้ั หลายเหลาน้นัมดี อกและใบ มสี ดี ังแกวประพาฬแดง, อธบิ ายวา ดจุ ฝนถา นเพลิง เกลอื่ นกลนดวยตมุ ดอกไมโกสุมสแี ดงเขม . บทวา อิทานิ แปลวา ในกาลนี้. บทวา ทุมา แปลวา ตน ไมทั้งหลาย. บทวา ภทนฺเต ไดแ ก ขา แตท านผูเ จริญ ขอความเจรญิ จงมีแกทา นเพราะเหตนุ ้นั ทา นผูป ระกอบดวยคุณวเิ ศษ เขาจงึ เรียกวา ภทนเฺ ตเพราะทําการลบ ท อักษรเสยี อกั ษรหนึง่ , แตพ ระศาสดาเปน ผเู ลศิ กวา ผูประกอบดว ยคุณวเิ ศษท้ังหลาย. เพราะฉะน้ัน คาํ วา ภทนเฺ ต จึงเปนคาํรองเรยี กสาํ หรับพระศาสดา. ก็คําวา ภทนฺเต น้ี เปนคําปฐมาริภตั ติ มีทสี่ ุดอักษรเปน เอ ดจุ ในประโยค เปน ตน วา ถาทํากรรมดีบา ง กรรมช่ัวบาง กไ็ ดรับความสุขบาง ทุกขบาง ดังน้.ี แตใ นท่ีน้ี บณั ฑิตพงึ เห็นวาภทนเฺ ต ลงในอรรถวา การตรัสรชู อบ. ดว ยเหตนุ ้ัน ทา นจงึ กลาววาภทนเฺ ต เปน อาลปนะ อาจารยบางพวกกลา ววา ภทนฺต ศัพทเ ดยี วทีม่ ีในระหวางบท มคี วามหมายเสมอกับ ภททฺ ศพั ท.

พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 329 ชอ่ื วา ผเลสิโน เพราะอรรถวา ยอ มตองการเผลด็ ผล. อธบิ ายวาจรงิ อยู แมเม่ือไมมีเจตนา แตกลบั ยกข้ึนสูก ริ ยิ าที่มเี จตนาแลว กลาวเหมือนปรารภทจ่ี ะเดด็ ผล จนถึงเวลาท่เี ด็ดเอาผลอนั เผลด็ แลว ยอมมุง จะใหเหลากอสญู สนิ้ ไปฉะนัน้ . บทวา ฉทน วปิ ปฺ หาย ไดแ ก สลัดใบไมเ กา ๆ คอื ใบไมเหลอื งทวั่ ไปทง้ิ เสีย. บทวา เต โยค ทุมา แปลวา ตนไมเ หลา นนั้ . บทวา อจจฺ มิ นโฺ ต ว ปภาสยนฺติ ความวา ยอ มสอ งสวา งทัว่ ทุกทิศดุจเปลวไฟ หรอื ดจุ กองไฟทล่ี ุกโพลง. บทวา สมโย ไดแ กก าล คอื กาลพเิ ศษแหง คาํ วา เพอ่ื อนุเคราะห. บทวา มหาวีร ไดแก ขา แตพระองคผูม ีความกลาหาญมาก. บทวา ภาคี รสาน ไดแ ก ผมู ีสว นแหง อรรถรส สมจรงิ ดงั คาํ ที่พระธรรมเสนาบดีกลาวไวว า ขาแตพ ระผูมพี ระภาคเจา ขา พระองคเปนผมู สี ว นแหง อรรถรส และธรรมรส ดังนี้เปน ตน . ก็คําวา มหาวรี ภาคีแมน ี้ บณั ฑติ พงึ ทราบท้ังสองคําวา กลา วมุงถึงการตรสั รู. ก็พระราชาองคต น ชื่อวา ภครี ถ ในปาฐะวา ภาครี ถาน , อธิบายวา พวกเจาศากยะเปน พระราชากอ น เพราะตง้ั วงศก อนกวาเขา เพื่ออุปการะพระราชาเหลานัน้ . บทวา ทมุ านิ ทา นกลาวไวโ ดยความเปน ลงิ ควิปลาส, ไดแ ก ทมุ าแปลวา ตน ไมท ง้ั หลาย. บทวา สมนตฺ โต สพพฺ ทิสา ปวนตฺ ิ ความวา หมไู มท ้ังหลาย มีดอกบานแลว ในทิศท้งั ปวง โดยรอบ คอื โดยทุกพื้นที่ เพราะบานแลวอยางนัน้ จงึ สง กลน่ิ คือปลอ ยกลิน่ หอมฟงุ ไปทุกทศิ .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 330 บทวา อาสมานา ไดแก หวังอยู คือตองการจะเกบ็ เอาผล. พระ-เถระคร้ันแสดงถึงความรื่นรมยแหง หนทางที่จะไป เพราะงดงามดวยหมไู มอยางนแ้ี ลว บดั นจ้ี ึงแสดงถึงความสมบูรณแหง ฤดู ดวยคําวา เนวาติสตี ดงั นเ้ี ปนตน. บทวา สขุ า ฤดูท่ีสบาย คอื นา ปรารถนา เพราะความเปนฤดไู มหนาวนกั ไมรอนนกั . บทวา อุตุ อทฺธนิยา ไดแ ก ฤดูประกอบดว ยหนทางไกล ทีค่ วรไป. บทวา ปสสฺ นฺตุ ต สากิยา โกลยิ า จ ปจฉฺ ามขุ  โรหนิ ยิ  ตรนฺตความวา แมน ํา้ ช่ือวา โรหิณี มีปากนา้ํ อยูท างทิศใต ไหลไปทางทศิ เหนอืระหวา งสากิยะชนบทและโกลิยะชนบท. และไหลจากทิศตะวนั ออกเฉยี งใตแหงแมนาํ้ นั้นไปยังกรุงราชคฤห เพราะฉะนั้น เมอ่ื จะขามแมน ํ้าจากกรงุราชคฤหไปยังกรงุ กบิลพัสดุ จึงตองขามท่ีปากนาํ้ ทางทศิ ใต. เพราะเหตนุ น้ัทานจงึ กลาววา ปสสฺ นตฺ ุ ต ฯเปฯ ตรนตฺ  ดังน้ีเปนตน . พระเถระพยายามออ นวอนพระผูมีพระภาคเจา เพอ่ื การเสด็จไปยงั กรงุ กบิลพสั ดวุ า ชาวสากยิ ะและโกลิยะชนบท จะเห็นพระผมู ีพระภาคเจา เม่อื ลวงถงึ ปากแมน้ําโรหิณี ทางทศิ ใต. บดั นี้ พระเถระเมือ่ จะประกาศความปรารถนาของตนดว ยขอ อุปมาจึงกลาวคาถาวา อาสาย กสเต ดงั นี้เปน ตน. บทวา อาสาย กสเต เขตตฺ  ความวา ชาวนา เมอ่ื จะไถนา ก็ไถนาดว ยความหวังผล. บทวา พชี  อาสาย วปปฺ ติ ความวา กค็ รน้ั ไถแลว เมือ่ จะหวา นพืช ก็หวา น คอื หยอดพืชดว ยความหวงั ผล

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 331 บทวา อาสาย วาณชิ า ยนฺติ ความวา พวกพอ คา ผูแ สวงหาทรพั ยยอ มแลนเรอื ไปสูม หาสมุทร เพ่ือขามมหาสมุทร คอื เพื่อเขาไปยังประเทศหนงึ่ ดวยความหวังทรัพย. บทวา ยาย อาสาย ติฏามิ ความวา พระเถระกราบทลู วา ขาแตพระผมู ีพระภาคเจา แมขาพระองคก อ ยูใ นท่ีนีด้ วยความหวงั คือความปรารถนาผลอนั ใด คือดว ยความตองการจะใหพระองคเสดจ็ ไปกรุงกบิล-พัสด,ุ ขอความหวังขอ น้นั ของขาพระองคจงสาํ เรจ็ เถิด. พระองคควรเสดจ็ ไปยังกรงุ กบลิ พสั ดไุ ดแ ลว ดังน้,ี กใ็ นขอน้ี พระเถระกลา วถึงความพอใจคอื ความเปนผใู ครเพอ่ื จะทําวา อาสา เพราะเปน เชน กับความหวัง. พระเถระเพ่อื จะแสดงถึงเหตแุ หง การออ นวอนตง้ั หลายครั้ง โดยมีการพรรณนาถงึ หนทางที่จะเสดจ็ ไปเปน ตน จงึ กลา วคําวา ปนุ ปฺปุน ดังนี้เปน อาทิ. ความแหงบาทคาถานั้นวา :- เม่อื หวานพืชดว ยเพยี งการหวานครัง้เดียวยังไมสมบูรณ พวกชาวนา ยอมหวานพชื บอ ย ๆ คอื หวานซาํ้ เปนครง้ั ท่ี ๒ ที่ ๓ อกี , แมเทพเจา ผูเปน เจาแหง ฝนไมตกครงั้ เดยี วเทา น้นัแตต กบอ ย ๆ คือตกตามฤดูกาลทีส่ มควร. ถึงพวกชาวนา ก็มิใชไถนาเพียงครั้งเดียวเทานน้ั แตไ ถนาบอยๆ เพอื่ ทําดินใหร ว น หรอื ทาํ โคลนใหเปน เทอื ก อันจะมีประโยชนทาํ ใหข า วกลา สมบูรณ, แวนแควน ยอมเขาถงึคอื เขา ถึงความสมบูรณด วยธญั ญาหาร มขี าวสาลีเปน ตนบอ ย ๆ ท่พี วกมนุษยน อ มนาํ เขาไป ดวยอํานาจการเกบ็ ไวใ นยงุ ฉางเปน ตน เพราะทาํ การสงเคราะหธัญชาตคิ รั้งเดยี วเทา น้ัน ไมย นิ ดีวา เทานีก้ ็เพยี งพอละ. แมพ วกยาจกเท่ยี วไป คอื เขา ไปขอยงั สกุลท้งั หลายบอ ย ๆ มใิ ชขอ

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 332เพยี งครัง้ เดยี วเทา นัน้ , ฝา ยพวกทานบดี ท่ถี กู พวกยาจกเหลานัน้ ขอแลวก็ใหบอย ๆ มใิ ชใ หเพยี งครง้ั เดียวเทานั้น. ก็พวกทานบดี ครั้นใหไ ทยธรรมบอ ย ๆ อยา งน้นั แลว คอื ส่งั สมบญุ ทีส่ ําเรจ็ ดว ยทานไวแลว ยอมเขาถงึ สวรรคบ อย ๆ คอื ไป ๆ มา ๆไดแ ก ยอมเขาไปถึงเทวโลก ดวยอาํ นาจการถอื ปฏสิ นธิ, อธิบายวาเพราะฉะน้นั แมข าพระองค ก็จะออ นวอนบอย ๆ ขา แตพ ระผูมพี ระ-ภาคเจา ขอพระองคจ งยังมโนรถของขา พระองคใ หถ งึ ที่สดุ เถิด. บดั นี้ พระเถระออ นวอนพระศาสดา จะใหเ สด็จไปยังกรงุ กบลิ -พัสดุเ พื่อประโยชนใ ด เพ่ือจะแสดงซึง่ ประโยชนน น้ั จึงกลา วคาถาวาวีโร หเว ดังน้ีเปน ตน . ความแหง บาทคาถานั้นวา :- บุรษุ ผมู คี วามเพยี ร มีความอาจหาญมปี ญญากวา งขวาง คอื มีปญญามากเกดิ คอื เกดิ ในสกลุ ใด ยอมชําระตนในสกุลนนั้ ตลอด ๗ ชัว่ คนคอื คแู หงบุรุษ ๗ จนถงึ ปต ามหยุคะท่ี ๗ ใหบรสิ ุทธสิ์ ะอาดดวยสัมมาปฏบิ ตั ิ โดยสวนเดียว เพราะเหตุนั้น จะปว ยกลา วไปไยถงึ วาทะของชาวโลก ที่เปน คาํ ตเิ ตยี น จักมีในชนเหลาอ่ืนเลา . ขาพระองคยอมเขา ใจวา ก็พระผูม พี ระภาคเจา พระองคเ ปนเทพเจาผูประเสรฐิ เพราะพระองคเ ปน เทพเจาผูสงู สุดกวา เทพเจา ทงั้ ปวงยอมทรงอาจสามารถเพือ่ ทาํ สกุลแมท่ีนอกเหนอื ไปกวาน้ันใหบรสิ ุทธไ์ิ ดดว ยการหามเสียจากความชว่ั และดว ยการใหด ํารงอยใู นความด.ี เพราะเหตุไร ? เพราะพระองคเ กดิ แลว โดยอรยิ ชาติ ไดสจั นามวาเปนนกั ปราชญ อธบิ ายวา เพราะความที่พระองคผ ูพ ระศาสดาเกดิ แลวโดยอรยิ ชาติ เปน นกั ปราชญ พระองคเ ปน ผรู ู จึงไดพ ระนามตามความ

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 333จรงิ วา มนุ ี เพราะอรรถวา รูประโยชนส ว นพระองค และประโยชนสว นสังคม และเพราะอรรถวา รซู ึง่ โลกน้ีและโลกหนา . อกี อยา งหน่งึผูมีความรู ชอ่ื วา มุนิ, พระองคม ีพระนามตามความเปนจรงิ วา สมณะบรรพชิต ฤาษี ดงั นี้ ฉะนัน้ ขา แตพ ระผูม ีพระภาคเจา เพราะเหตุแหงการไดเฉพาะซ่งึ ประโยชนโ ดยสวนเดียว แกปวงสตั ว ขา พระองคจ งึ ทลูออนวอนพระองค เพ่อื การเสด็จไปในกรุงกบลิ พสั ดุนัน้ . บดั นี้ เม่ือพระเถระกลา ววา สตฺตยุค ดงั น้ีแลว เพอ่ื จะแสดงยุคะแหง บิดา จึงกลา วคําวา สุทโฺ ธทโน นาม ดงั นเี้ ปน ตน . ชื่อวา สุทโฺ ธทโนเพราะอรรถวา ผูม ีขา วบริสุทธ์ิเปนชวี ิต. จริงอยู พระพทุ ธบดิ า ผูมกี ายสมาจาร วจสี มาจาร และมโนสมาจาร อันบริสุทธ์พิ เิ ศษ โดยสว นเดียวจึงเปนผูมีอาชพี อันบริสุทธดิ์ ี เพราะพระองคเ ปน ผเู พยี บพรอ มดว ยอภนิ หิ ารอยา งนน้ั . บทวา มายนามา ไดแ ก ไดน ามวามายา เพราะพระองคม ีพระคณุท่หี มญู าตแิ ละมิตรเปน ตน จะพึงกลาววา อยา ไปเลย ดังนี้ เหตุสมบรู ณดว ยคณุ มสี กลุ , รูปรา ง, ศลี และมารยาท เปน ตน . บทวา ปริหรยิ า แปลวา ประคับประคอง. บทวา กายสสฺ เภทา ไดแ ก เบ้ืองหนาแตก ายของตนลวงลบั ไปก็เปน เชน กบั เจดียข องชาวโลก พรอ มท้งั เทวโลก. บทวา ติทิวมหฺ ิ ไดแก ในดุสติ เทวโลก. บทวา สา โยค มายาเทวี แปลวา สมเดจ็ พระนางเจา มายาเทวีนนั้ . บทวา โคตมี ความวา พระเถระ ระบถุ ึงพระนางเจา โดยพระโคตร.

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 334 บทวา ทพิ ฺเพหิ กาเมหิ ไดแก ดวยวัตถุกามอันเปน ทิพย ท่นี ับเนื่องดวยภพชน้ั ดสุ ติ , บทวา สมงคฺ ิภูตา แปลวา ประกอบพรอมแลว . บทวา กามคเุ ณหิ ไดแกด ว ยสวนแหง กามคณุ ท้ังหลาย, กค็ ร้ันกลาววา กาเมหิ ดงั นแี้ ลว จงึ แสดงวา ยอ มบาํ รุงบําเรอดว ยวตั ถกุ ามอันมีสว นมากมาย ดวยคําวา กามคุเณหิ ดงั นี.้ บทวา เตหิ ความวา บังเกิดแลว ในหมเู ทพช้นั ใด อันหมูเทพชั้นดุสติ เหลานั้น หอมลอมหรอื บันเทิงอยดู วยกามคณุ เหลานั้น. กค็ ําวาสมงคฺ ภิ ตู า ปรวิ ารติ า น้ี ทา นแสดงเปนอติ ถีลงิ ค ทีห่ มายถึงอัตภาพในกาลกอ นซงึ่ สําเร็จเปน หญิง หรือหมายถึงความเปนเทวดา, สวนการอปุ บตั ิของเทพเกดิ โดยความเปนบุรษุ เทานัน้ . พระผูมีพระภาคเจา ถูกพระเถระออ นวอนแลว อยา งน้ัน ทรงเหน็ วาประชาชนเปน อนั มากจะไดบ รรลุคณุ วิเศษ ในเพราะการเสด็จไปในกรุงกบลิ พสั ดุนน้ั จงึ มพี ระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รปู แวดลอ มแลว เสดจ็ ดําเนินไปยังหนทางทีจ่ ะไปยังกรงุ กบิลพัสดุ โดยการเสด็จออกจากกรุงราชคฤหไมร บี ดวนนกั . พระเถระเขาไปยงั กรุงกบิลพสั ดดุ วยฤทธ์ิ ยืนทามกลางอากาศ ขางหนาพระราชา พระราชาทรงเหน็ เพศท่ีไมเ คยเห็นมากอ น จึงตรสั ถามวา ทา นเปน ใคร เม่อื จะแสดงวา ถา พระองคจําอาตมภาพผูเปนบุตรอาํ มาตยท่พี ระองคสง ไปเฝาพระผมู ีพระภาคเจาไมไ ดไซร ขอพระองคจงทรงรอู ยา งนเ้ี ถิด ดังนี้ จงึ กลา วคาถาสดุ ทา ยวา อาตมภาพ เปนบุตรของพระพทุ ธเจา ผไู มม สี ง่ิ ใด ย่ํายีได มพี ระรศั มีแผซานจากพระกาย ไมมีผเู ปรียบปาน

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 335 ผคู งท่ี ดกู อ นมหาบพิตร พระองคเ ปนพระบดิ าของพระ- พทุ ธเจา ผูเ ปน พระบดิ าแหงอาตมภาพ ดูกอ นมหาบพติ ร พระองคเ ปน พระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม. บรรดาบทเหลานน้ั บทวา พทุ ฺธสฺส ปตุ โฺ ตมหฺ ิ ความวา อาตมภาพเปน บุตรผเู ปน โอรส ของพระสพั พญั พู ุทธเจา เพราะเกิดในอก. บทวา อสยฺหสาหิโน ความวา ชอื่ วาไมม ีใครจะยํ่ายไี ด เพราะคนเหลาอืน่ ไมอาจเพ่อื จะอดกลน้ั นําไปซึง่ พระมหาโพธิสตั ว เวนไวแ ตใ นกาลกอ นแตการตรัสรู คอื เพราะการอดกล้นั การนาํ ไปซ่งึ โพธสิ มภารและบญุ ญาธิการท่เี ปนสวนพระมหากรุณาทง้ั สน้ิ ใคร ๆ ยํา่ ยีไมไ ด, แมท่ียงิ่ ไปกวานัน้ เพราะขม ครอบงํามาร ๕ ท่ีใคร ๆ ไมอาจจะครอบงําไดเด็ดขาด เพราะคนเหลา อนื่ ไมสามารถจะขมครอบงําได และเพราะอดทนตอพุทธกิจ ท่ีคนเหลาอนื่ อดทนไมได กลา วคอื คาํ พรํ่าสอน ดว ยทิฏฐ-ธรรมิกตั ถประโยชน สมั ปรายิกตั ถประโยชน และปรมตั ถประโยชน แกเวไนยสตั วผสู มควร ดวยการหยง่ั รถู ึงการจําแนกสตั วตาง ๆ ตามอาสยะอนสุ ัย จรติ และอธมิ ุตติ เปนตน. อีกอยางหนึ่ง ชื่อวา อสยั หสาหโิ นเพราะความทีพ่ ระองคทรงบําเพ็ญคุณงามความดใี นขอ น้ันไว. บทวา องคฺ รี สสฺส ไดแก เปน ผูส มบรู ณด วยพระคณุ มศี ีลท่ีพระองคทรงบาํ เพญ็ มาแลว เปนตน. อาจารยพ วกอ่ืนกลา ววา มพี ระรัศมีแผซานออกจากพระวรกายทกุ สวน ดังน.้ี สว นอาจารยบ างพวกกลาววา ชือ่๒ ช่อื คือพระอังครี ส และพระสทิ ธตั ถะ นี้ พระพุทธบิดาเทา น้นั ทรงขนานพระนามถวาย.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 336 บทวา อปปฺ ฏมิ สสฺ ไดแก ไมมผี เู ปรียบเสมอ. ช่ือวา ตาทโิ นเพราะสมบรู ณดวยพระลกั ษณะท่ีคงที่ ในอฏิ ฐารมณ และอนฏิ ฐารมณ. บทวา ปต ปุ ต า มยฺห ตวุ  สิ ความวา โดยโลกโวหาร พระองคเปนพระบดิ าของพระสมั มาสัมพุทธเจา ผูเปนพระบดิ าของอาตมภาพ โดยอริยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยชาติวา สกกฺ . บทวา ธมฺเมน ไดแกโ ดยสภาวะ คอื อรยิ ชาติ และโลกยิ ชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระโคตรวา โคตม. บทวา อยฺยโกสิ ความวา พระองคเปน พระบิดาใหญ (ปู). ก็ในคาถาน้ี พระเถระเม่ือจะกลาวคําเริม่ ตน วา พุทฺธสฺส ปตุ ฺโตมฺหิ ดังนี้จึงไดพยากรณความเปน พระอรหัตไว. กพ็ ระเถระครั้นแสดงตนใหพ ระราชาทรงรูจักอยางนนั้ แลว ไดร บัการนมิ นตจากพระราชาผทู รงเบกิ บานสําราญพระทัย ใหนั่งบนบลั ลังกอันมคี า มากแลว พระราชาก็ทรงบรรจุโภชนะมรี สเลศิ ตา ง ๆ ทเ่ี ขาจัดแจงไวเพอื่ พระองค ถวายแลว จึงแสดงอาการจะไป. ก็เม่อื พระราชาตรสั ถามวาเพราะเหตไุ ร ทา นจงึ ประสงคจะไปเสยี เลา ? จงฉนั กอ นเถอะ. พระเถระจงึ ตอบวา อาตมภาพจักไปเฝาพระศาสดาแลว จึงจักฉนั . พระราชาตรสัถามวา ก็พระศาสดาประทบั อยทู ี่ไหน ? พระเถระตอบวา พระศาสดามีภกิ ษจุ ํานวนประมาณ ๒๐,๐๐๐ รปู กําลังเสดจ็ ดาํ เนนิ มาตามหนทาง เพือ่เฝา พระองคแลว . พระราชาตรสั วา นมิ นตท านฉนั บณิ ฑบาตนี้เสียกอนที่บตุ รของเราจะมาถึงพระนครน้ี แลวถึงคอยนาํ บณิ ฑบาตจากทจี่ นไปเพ่ือบตุ รของเราตอนหลงั .

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 337 พระเถระ กระทําภัตกิจเสรจ็ แลว บอกธรรมถวายแดพระราชาและบรษิ ทั กอ นหนา พระศาสดาเสดจ็ มานั่นเทยี ว กท็ ําคนในพระราชนเิ วสน ทง้ั หมดใหเล่ือมใสในพระรัตนตรยั เมื่อคนท้งั หมดกาํ ลังเห็นอยูนั่นแหละ กป็ ลอยบาตรท่เี ต็มดว ยภตั ร อนั คนนาํ มาเพอ่ื ถวายพระศาสดาในทา มกลางอากาศ แมต นเองก็เหาะขน้ึ สเู วหาแลว นอ มเอาบิณฑบาตเขาไปวางบนพระหตั ถ ถวายพระศาสดา. พระศาสดาทรงเสวยบิณฑบาตนั้นเสร็จแลว . เมอ่ื พระเถระเดนิ ทางวนั ละ ๑ โยชน สนิ้ หนทาง ๑๐๐ โยชนอยา งนี้ นาํ เอาภตั ตาหารจากกรุงราชคฤหม าถวายแดพ ระศาสดา. ลาํ ดับนั้น พระผูมพี ระภาคเจา ทรงตง้ั เธอไวในตาํ แหนง ทเ่ี ลิศกวาภกิ ษุทัง้ หลาย ผทู ําสกลุ ใหเล่ือมใสวา เธอทาํ ตนในพระราชนเิ วศนท ั้งหมดของพระมหาราชเจาผูพระบดิ าของเรา ใหเ ลือ่ มใสได ดังน้แี ล. จบอรรถกถากาฬทุ ายีเถรคาถา

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 338 ๒. เอกวหิ าริยเถรคาถา วา ดวยคาถาของพระเอกวหิ ารยิ เถระ[๓๗๑] ถา ไมมผี ูอ ื่นอยขู า งหนา หรือขางหลงั เรา ความสบาย ใจอยา งยิ่งคงจะมีแกเราผูอยใู นปาผเู ดยี ว มิฉะน้ัน เรา ผเู ดยี วจักไปสูปาอนั พระพุทธเจาทรงสรรเสริญวา ความ ผาสุกยอมมแี กภ กิ ษผุ อู ยูแตผ ูเดยี ว มีใจเด็ดเด่ยี ว เรา ผเู ดยี วเปนผูชาํ นาญในส่ิงท่เี ปน ประโยชน จกั เขา ไปสูปา ใหญ อันทําใหเ กดิ ปต แิ กพ ระโยคาวจร นา รนื่ รมย เปน ท่อี ยูข องหมูชางตกมนั โดยเร็วพลนั เราผเู ดยี วจักอาบนาํ้ ในซอกเขาอันเยอื กเย็น ในปา อนั เยน็ มีดอกไมบาน สะพรัง่ จักจงกรมใหเปนท่ีสาํ ราญใจ เมอื่ ไรเราจึงจักได อยูในปา ใหญอ นั นารืน่ รมยแ ตผูเดยี ว ไมม ีเพอ่ื นสอง จัก เปนผูทาํ กิจสาํ เรจ็ หาอาสวะมิได ขอความประสงคของ เราผูปรารถนาจะทําอยา งนจี้ งสําเร็จเถิด เราจักยงั ความ ประสงคของเราใหส ําเรจ็ จงได ผอู ืน่ ไมอาจทาํ ผอู ่นื ให สําเร็จไดเ ลย. เราจักผกู เกราะคือความเพียร จักเขาไปสปู า ใหญ เรายังไมบ รรลถุ งึ ความสนิ้ อาสวะแลว จกั ไมออกไปจาก ปานน้ั เมอื่ ลมพัดเย็นมา กลน่ิ ดอกไมก็หอมฟุง มา เรา จักนุงอยบู นยอดเขาทาํ ลายอวิชชา เราจกั ไดร ับความสุข ร่ืนรมยอ ยูดว ยวมิ ตุ ตสิ ุข ในถ้ําท่เี งอื้ มเขาซ่ึงดารดาษไป

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 339 ดว ยดอกโกสมุ มภี าคพื้นเยอื กเย็น อนั มอี ยใู นปาใหญ เปน แน เรามีความดําริอันเต็มเปย ม เหมือนพระจันทร ในวันเพญ็ เปนผูสิ้นอาสวะทง้ั ปวงแลว บัดนี้ ภพใหม มไิ ดม ี. จบเอกวหิ ารยิ เถรคาถา อรรถกถาเอกวหิ ารยิ เถรคาถาท่ี ๒ คาถาของทานพระเอกวหิ ารยิ เถระ เริม่ ตน วา ปรุ โต ปจฺฉโต วาปดงั นี.้ เรือ่ งนั้นมเี หตเุ กดิ ขน้ึ อยางไร ? พระเอกวหิ ารยิ ะแมน ้ี เปนผมู อี ธิการไดบ ําเพ็ญมาแลว ในพระ-พทุ ธเจาพระองคกอนๆ ในภพน้ันๆ ไดส งั่ สมบุญเปน อนั มากไว ในกาลแหงพระทศพลทรงพระนามวา กสั สปะ บังเกดิ ในเรอื นมีสกุล ถึงความรูเดียงสาแลว ไดฟ งธรรมในสํานักพระศาสดาแลว ไดมคี วามเลอ่ื มใสบรรพชาแลวเขาไปสปู า อยแู บบสงบสงัด. ดวยบญุ กรรมนนั้ ทานจงึ ทอ งเทย่ี วไปในเทวโลกและมนษุ ยโลกตลอดพุทธนั ดรหน่งึ ในพุทธุปบาทกาลน้ี เม่ือพระผมู พี ระภาคเจาปรนิ พิ พานแลว ไดบงั เกดิ เปน พระกนิษฐภาดา ของพระเจา ธรรมา-โศกราช. ไดยนิ วา ในปท ี่ ๒๑๘ นบั แตพ ระศาสดาไดปรนิ พิ พานมา พระ-เจาอโศกมหาราช ทรงไดรับการอภิเษกเปน เอกราชในชมพทู วีปท้ังส้นิแลว ทรงสถาปนาติสสกุมารผพู ระกนษิ ฐภาดาของพระองค ไวใ นตําแหนง

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 340อปุ ราช ทรงใชพ ระอุบายอยา งหน่ึง ทําพระกนษิ ฐภาดานั้น ใหมีความเลอื่ มใสยิ่งในพระศาสนา. วนั หน่งึ ติสสกุมารน้ันเขาไปหานายพรานเนอ้ืแลว มองเหน็ พระโยนกมหาธรรมรกั ขิตเถระในปา ซ่ึงชา งตวั ประเสริฐกาํ ลังจับกิง่ ไมสาละนง่ั พดั ถวาย จงึ เกิดความเลื่อมใสคิดวา โอ ! หนอ เราบวชแลว พึงเปน ดจุ พระมหาเถระนี้ อยูใ นปา บา ง. พระเถระทราบถงึ ความเปนไปแหงจติ ของเขา เมื่อเขากําลังเหน็ อยูนัน่ แหละ จึงเหาะขึ้นสอู ากาศแลวมายืนบนนํ้าแหง สระโบกขรณี ในอโศการาม ไมท าํ ใหน ้ําแตกแยกกันแลว คลอ งจวี รและผาอุตราสงคบนอากาศ เรม่ิ จะอาบน้าํ . พระกมุ าร เห็นอานุภาพของพระเถระแลว มคี วามเล่ือมใสเปนอยา งยง่ิ กลับจากปา แลวเขาไปยงั กรงุ ราชคฤห แลวกราบทลู แดพระราชาวา หมอมฉนั จกั บวช ดังน.้ี พระราชาทรงออนวอนพระกมุ ารน้นั มีประการตา ง ๆ กไ็ มอ าจจะลม เลกิ ความประสงคท จ่ี ะบวชได. พระกุมารนั้นเปนอุบาสก เมอ่ื ปรารถนาถึงความสขุ ในการบวช จงึ กลาวคาถา ๖ คาถา๑เหลานีว้ า :- ถาไมม ผี อู ื่นอยูขางหนา หรอื ขา งหลงั เรา ความสบาย ใจอยา งย่ิง คงจะมแี กเ ราผอู ยูในปา ผูเดยี ว มฉิ ะน้ันเรา ผเู ดียวจักไปสปู า อนั พระพุทธเจา ทรงสรรเสริญวา ความ ผาสกุ ยอ มมแี กภ ิกษผุ อู ยแู ตผเู ดยี ว มใี จเด็ดเด่ยี ว เรา ผเู ดียว เปนผชู าํ นาญในสง่ิ ทเ่ี ปนประโยชน จกั เขา ไปสู๑. ขุ. เถร. ๒๖/ขอ ๓๗๑.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 341 ปาใหญ อนั ทําใหเ กดิ ปติแกพ ระโยคาวจร นาร่นื รมย เปน ทอี่ ยขู องหมชู า งตกมนั โดยเร็วพลัน เราผูเดียวจัก อาบนํา้ ในซอกเขาอันเยอื กเยน็ ในปา อนั เยน็ มีดอกไม บานสะพรั่ง จักจงกรมใหเปนทสี่ ําราญใจ เมอื่ ไรเราจึง จักไดอยูใ นปาใหญอ ันนา รืน่ รมยแตผ เู ดยี ว ไมม ีเพ่ือนสอง จักเปน ผทู ํากจิ สาํ เรจ็ หาอาสวะมิได ขอความประสงค ของเราผูปรารถนาจะทาํ อยางนี้ จงสําเรจ็ เถิด เราจกั ยัง ความประสงคของเราใหสาํ เร็จจงได ผอู น่ื ไมอาจทําผอู ่ืน ใหสําเร็จไดเลย. บรรดาบทเหลานัน้ บทวา ปรุ โต ปจฺฉโต วา ความวา ถาคนอน่ืไมมอี ยขู า งหนา หรอื ขา งหลงั ตน คอื เพราะการทตี่ อ งกําหนดเสียง หรอืการทีต่ องมองดูกไ็ มม ี. ความสขุ สบายใจอยา งยงิ่ จะมแี กเรา. แกเ ราผูเดยี วคือไมม ีสหายโดยความเปนอยผู เู ดยี ว. บทวา วสโต วเน ความวา อบุ าสกนนั้ มีหัวใจอนั อธั ยาศยั ในความสงบท่ีตนสงั่ สมมาแลว เปนเวลานาน ชกั ชวนอยเู สมอ เมอ่ื ตนมีมหาชนแวดลอ มอยูทัง้ กลางคืนกลางวนั จงึ พลนั เกดิ ความเบื่อหนา ยตอ การอยูคลกุ คลีดว ยคณะ สาํ คัญหมายถึงความสขุ อันเกิดแตความสงัด และความสขุ เปนอนั มาก จึงกลา วไว. ศพั ทว า หนฺท เปนนิบาต ลงในอรรถวา สละวาง. ดว ยเหตนุ ้นับัดนี้ เขาจงึ กลา วถงึ กริ ิยาท่ีตนกาํ ลงั ทาํ ซ่งึ ละหมคู ณะไปสูปา . บทวา เอโก คมสิ สฺ ามิ ความวา เราผูเ ดียว ไมม เี พอ่ื น จกั ไป

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 342คือจักเขาไป โดยความประสงคจะอยปู า ท่พี ระพทุ ธเจาท้งั หลายสรรเสริญไว โดยพระดาํ รสั มอี าทิวา ดกู อนคฤหบดี พระตถาคตท้งั หลาย ยอมยินดียง่ิ ในเรอื นวางแล. เพราะความผาสกุ ในการอยปู า ยอ มมแี กภ กิ ษผุ ูอยูแตผเู ดยี ว คือผูอยูคนเดยี ว เพราะไมม ีเพ่ือนในที่ท้งั หลายเปน ตน ผูมีตนอนั สง ไปแลว ไดแ กผูศกึ ษาสิกขา ๓ มอี ธศิ ลี สิกขาเปนตน เพราะตนมจี ิตสง ไปเฉพาะพระนิพพาน อธบิ ายวา นาํ สิง่ ทน่ี า ปรารถนาและความสขุ มาให. บทวา โยคปี ติกร ไดแก ช่ือวา อนั กระทาํ ใหเ กิดปต แิ กพ ระ-โยคาวจร เพราะการนํามาซึง่ ปติทเี่ กดิ แตฌานและวิปสสนาเปน ตน แกพระโยคาวจรทง้ั หลาย ผูประกอบความเพยี รในการภาวนา ดวยความไมม ีศรทั ธาเปนตน . ชอ่ื วา รมฺม เพราะเปน สถานทีส่ มควรแกการหลกี เรน โดยที่ไมมีวิสภาคารมณ. บทวา มตตฺ กุ ฺชรเสวติ  ไดแ ก เปน ที่เท่ยี วไปของหมชู างตกมัน,ดว ยบทน้ี ทา นแสดงถึงทอ่ี ยอู นั สงดั จากหมูช นเทา น้ัน เพราะมปี า ข้ึนหนาแนน. สมณธรรม ทา นประสงคถงึ ประโยชน ในบทวา อตถฺ วสี น,้ี ไดแ ก 1ไปสูอํานาจของประโยชนน น้ั วา ทําอยางไรหนอ สมณธรรมนั้นจะพึงมีแกเ รา ดังน.ี้ บทวา สปุ ุปผฺ ิเต ไดแก มีดอกไมอนั บานสะพรั่งดวยดี. บทวา สีตวเน ไดแก ในปาทีเ่ ย็น เพราะมรี ม เงาและนา สมบูรณ.ดวยบทแมทั้งสอง ทา นแสดงถงึ สถานท่ีน้ันวา รม รื่นเทา นั้น.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 343 บทวา คริ กิ นทฺ เร ไดแ ก ในซอกระหวางแหงภเู ขา. จริงอยู นํ้าทา นเรยี กวา ก , สถานท่ีลมุ อนั นํ้าน้ันเซาะแลว ชอ่ื วา กนั ทระ. ทา นแสดงถงึ ความประพฤตทิ ่ไี มครอบครองที่อยอู าศยั ในที่ไหน ๆ วา เราผเู ดียวบรรเทาความเรา รอ นในฤดูรอ นเสีย ในซอกเขาอันเยอื กเย็นเชนนั้นแลว ราดรด อาบตวั ของตัวแลวจกั จงกรม ดังน.ี้ บทวา เอกากิโย ไดแ ก ผผู เู ดียวไมมเี พ่อื น. บทวา อทตุ ิโย ไดแ ก ไมมีเพ่ือน เพราะไมมเี พอื่ นกลาวคือตณั หาจริงอยู ตณั หาชอ่ื วา เปน เพอ่ื นของบุรษุ เพราะอรรถวา ไมล ะทิ้งในกาลทั้งปวง. ดวยเหตุนน้ั พระผมู พี ระภาคเจาจึงตรัสวา บุรุษมีตัณหาเปนเพ่ือน ทองเท่ยี วไปอยตู ลอดกาลอนั ยาวนาน ดงั น.้ี บทวา เอว เม กตฺตกุ ามสสฺ ความวา ขอความประสงคของเราผูปรารถนาจะไปปาทาํ การประกอบความเพียรเจรญิ ภาวนา โดยวิธีทกี่ ลา วแลว เปน ตน วา เอาเถอะ เราผูเดียวจกั ไป ดังนี.้ บทวา อธิปฺปาโย สมชิ ฺฌตุ ความวา ขอมโนรถท่ีเปน ไปแลวอยางน้ีวา ในคราวนั้น เราจักเปน ผูเสรจ็ กิจ ไมมอี าสวะ ดังนี้ จงสําเร็จคือจงถงึ ซงึ่ ความสาํ เรจ็ เถิด. ก็เพราะการบรรลุพระอรหัต จะสําเรจ็ ดว ยเพียงการออ นวอน กห็ ามิได ทั้งผูอ่ืนจะพงึ ใหส าํ เร็จ กห็ ามไิ ด ฉะน้นัทา นจึงกลา ววา เราจกั ทาํ ความประสงคข องเราใหส ําเรจ็ ใหไ ด, ผูอ่นื ไมอาจจะทาํ ผูอื่นใหส ําเร็จไดเลย ดังน้ีเปนตน . พระราชาทรงทราบวา อปุ ราชมคี วามปรารถนามน่ั คงในการบรรพชาอยางน้ัน จึงทรงมีรบั ส่งั ใหค นประดบั ทนทางที่จะไปยงั อโศการามแลว ทรงนําพาพระกุมารผูป ระดับดว ยอลงั การพรอมสรรพ ไปยังพระ-

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 344วหิ าร ดวยราชานุภาพอันย่ิงใหญ ดว ยเสนาหมใู หญ. พระกุมารไปยังเรือนทบ่ี ําเพญ็ เพยี รแลว บวชในสาํ นักของพระมหาธรรมรักขิตเถระ, พวกมนษุ ยหลายรอ ยคน พากันบวชตามพระกมุ ารนัน้ แลว . แมทานอคั คพิ รหมผเู ปนราชภาคิไนย และผเู ปนพระสวามีของพระนางสังฆมิตตา ก็ออกบวชตามพระกุมารนัน้ เหมือนกนั . พอพระกมุ ารนัน้ บวชแลว เปน ผูมีจิตรา เรงิยินดี เมอ่ื จะประกาศถงึ กิจท่ตี นควรจะกระทํา จึงกลา วคาถา ๓ คาถาวา เราจกั ผกู เกราะคอื ความเพียร จกั เขาไปสปู าใหญ เรา ยังไมบรรลถุ งึ ความสน้ิ อาสวะแลว จกั ไมอ อกไปจากปา นนั้ เมอ่ื ลมพดั เยน็ มา กล่ินดอกไมก็หอมฟงุ มา เราจกั น่ังอยบู นยอดเขาทาํ ลายอวิชชา เราจกั ไดรบั ความสขุ ร่ืนรมยอยูดว ยวมิ ตุ ติสขุ ในถํ้าที่เงอื้ มเขาซงึ่ ดารดาษไป ดวยดอกโกสุม มภี าคพื้นเยอื กเย็น อนั มอี ยใู นปา ใหญ เปนแน. บรรดาบทเหลานนั้ บทวา เอส พนธฺ ามิ สนฺนาห ความวาเราน้นั จักผกู เกราะคอื ความเพียร ไดแ กเ ราไมห วงใยในรา งกายและชวี ติจะผกู ไวด ว ยเกราะคอื ความเพียร. มคี าํ ทท่ี า นกลา วอธบิ ายไวว า เปรยี บเสมอื นบุรุษผูกลาหาญ มีความประสงคจ ะเอาชนะเหลาขา ศึกท่ลี ุกขน้ึ ตง้ั รบัจึงละทิ้งกจิ อ่นื แลว ผกู สอดเคร่อื งรบ มเี ส้ือเกราะเปนตน และไปยังยทุ ธภูมิแลว ยังไมช นะเหลาขา ศึกแลว ก็ไมยอมกลบั มาจากทน่ี ั้น ช่ือฉนั ใด แมเราเองก็ฉนั นั้นเหมือนกนั มงุ เพือ่ จะเอาชนะเหลา ขา ศกึ คอื กิเลส ไมหว งใยศีรษะและผา ถึงวา จะถกู ความรอ นแผดเผาท่วั ก็ตาม จะผกู สอดเกราะคือ

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 345ความเพยี ร อนั ไดแ กส ัมมัปปธาน ๔ อยางไว, ยังไมช นะเหลากเิ ลส จะไมย อมสละละทงิ้ ท่ีอันสงดั สาํ หรบั ทําความเพยี รเพ่อื ชนะกเิ ลสใหไ ด. ดวยเหตนุ น้ั ทา นจึงกลา ววา เราจักเขา ไปสปู า ใหญ เรายงั ไมบ รรลถุ งึ ความสิน้ อาสวะแลว จักไมย อมออกไปจากปา นน้ั ดงั นเ้ี ปนตน . ดวยบทวา มาลุเต อปุ วายนฺเต ดงั น้เี ปน ตน ทา นกลา วถงึ สถานที่อยูในปา เหมาะแกการเจริญกมั มฏั ฐาน, ประกอบความวา เราจักรืน่ รมยอยูในถ้าํ ทเ่ี งื้อมเขาแนน อน, อธบิ ายวา ทา นกลาวกาํ หนดความทเี่ ปนอนาคตกาลวา เราเห็นจกั อภิรมยท่ีเชิงบรรพต. คําท่ีเหลือพงึ รูไดโดยงา ยทีเดยี ว. พระเถระกลาวอยางนั้นแลว เขา ไปสูปา บําเพญ็ สมณธรรมพรอมกบั พระอปุ ชฌาย ไดไปยงั แควนกลิงคะ. ในแควน นน้ั พระเถระเกิดเปนโรคผิวหนงั ขึ้นท่เี ทา. หมอคนหนึ่งเห็นทา นแลวจึงกลา ววา ขา แตทา นผเู จรญิ ทา นหาเนยใสมาเถิด, ผมจะรักษาเยยี วยาใหทา น. พระเถระไมยอมแสวงหาเนยใส มงุ แตจะบาํ เพ็ญวิปส สนาถา ยเดียว. โรคกําเริบขึ้นหมอเหน็ วาพระเถระมีความขวนขวายนอ ยในท่นี น้ั แลว ตนเองจึงแสวงหาเนยใสเสยี เองแลว ไดทาํ พระเถระใหหายขาดจากโรค. พระเถระนั้นไมม ีโรค ตอ กาลไมนานนักกบ็ รรลุพระอรหตั . ดว ยเหตนุ ั้น ทา นจงึ กลา วไวอปทาน๑วา :- ในภัทรกัปนี้ พระพทุ ธเจาพระนามวา กัสสปะ โดย พระโคตร เปน เผาพรหม มีพระยศใหญ ประเสรฐิ กวา นักปราชญท งั้ หลาย เสด็จอบุ ตั ิขนึ้ แลว พระองคไมมี๑. ขุ. อ. ๓๓/ขอ ๒๑.

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 346ธรรมเครือ่ งใหเ น่ินชา ไมม ีเครื่องยดึ หนว ง มพี ระทัยเสมอดวยอากาศ มากดว ยสญุ ญตสมาธิ คงที่ ยนิ ดใี นอนมิ ติ ตสมาธิ ประทบั อยแู ลว พระองคผมู พี ระทยั รังเกยี จไมมตี ณั หาเครื่องฉาบทา ไมเกีย่ วขอ งในสกลุ ในคณะประกอบดวยพระกรุณาใหญ เปนนกั ปราชญ ทรงฉลาดในอุบายเครอ่ื งแนะนํา ทรงขวนขวายในกิจของผูอ นื่ ทรงแนะนาํ ในหนทางอันยิง่ สัตวใ หถึงพระนพิ พาน ซึ่งเปนเหตทุ าํ เปอกตมคือคติ ใหแ หง ในโลกพรอมท้งั เทวโลกประทบั นง่ั แสดงอมตธรรม อนั เปนความแชมชื่นอยางย่ิงซึ่งเปนเครือ่ งหามชราและมรณะ ในทามกลางบริษทั ใหญยงั สตั วใหข ามโลก พระวาจาไพเราะเหมือนนกการะเวกเปน นาถะของโลก มพี ระสรุ เสยี งกอ งประหน่งึ เสียงพรหมผเู สด็จมาดว ยประการน้นั ถอนพระองคข ึ้นจากมหนั ตทกุ ขในเมื่อโลกปราศจากผูแ นะนํา ทรงแสดงธรรมทปี่ ราศจากธุลี นําสตั วอ อกจากโลก เราไดเ หน็ แลว ไดฟง ธรรมของพระองค จึงออกบวชเปนบรรพชิต ครน้ั เราบวชแลวในกาลนนั้ คิดถงึ คาํ สั่งสอนของพระชินเจา ถกู ความเกย่ี วของบีบคนั้ จงึ ไดอยูเสยี ในปาที่นา รนื่ รมยแตผเู ดียวเทานั้น การท่ีเรามกี ายหลีกออกมาได เปน เหตแุ หงการหลกี ออกแหงใจของเราผเู หน็ ภัย ในความเกี่ยวขอ ง เราเผากเิ ลสท้งั หลายแลว. . .ฯลฯ. . .พทุ ธศาสนาเราไดท าํ








Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook