พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 66 เถรคาถา ปญจกนบิ าต ๑. ราชทตั ตเถรคาถา วาดวยคาถาของพระราชทตั ตเถระ[๓๓๕] ภกิ ษไุ ปปา ชาผีดิบ ไดเหน็ ซากศพหญงิ คนหนงึ่ ซงึ่ เขา ท้ิงไวในปา ชา มหี มูหนอนฟอนกดั กินอยู กธ็ รรมดาคนที่ ชอบสวยชอบงาม บางพวกไดเ ห็นซากศพอนั เปนของเลว- ทราม ยอมเกลยี ด แตความกําหนดั รกั ใครยอมเกิดแกเ รา เราเปนเหมอื นคนตาบอด เพราะไมเ ห็นของไมสะอาดท่ี ไหลออกจากทวารท้ัง ๙ ในซากศพน้นั ภายในเวลาหงุ ขา วหมอหน่ึงสกุ เราหลกี ออกจากท่ีนนั้ เรามีสต-ิ สมั ปชญั ญะ เขาไปสทู ีค่ วรแหง หนง่ึ ทนี น้ั การกระทาํ ไวใ นใจโดยอบุ ายอันชอบจงึ เกิดขัน้ แกเ รา โทษปรากฏ แกเ รา ความเหนือ่ ยหนายกต็ ั้งมั่น ลาํ ดับน้นั จิตของเรา หลดุ พน จากกเิ ลส ขอทานจงดคู วามทธ่ี รรมเปน ธรรม ดีเลศิ เถดิ เพราะวชิ ชา ๓ เราไดบ รรลุแลว เราไดทาํ กจิ พระพุทธศาสนาเสร็จแลว. จบราชทัตตเถรคาถา
พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 67 อรรถกถาปญ จกนบิ าต อรรถกถาราชทตั ตเถรคาถาท่ี ๑ ในปญ จกนบิ าต คาถาของทานพระราชทตั ตเถระ มีคาํ เรม่ิ ตนวาภกิ ฺขุ สวี ถกิ คนฺตวฺ า ดังน้ี. เรือ่ งน้ันมเี หตเุ กิดขึ้นอยา งไร ? พระเถระแมน้ี ไดก ระทาํ บุญญาธิการไวใ นพระพุทธเจา ในปางกอนส่งั สมไวใ นภพนัน้ ๆ ในกปั ท๑ี่ ๔ แตภทั รกัปน้ี เมือ่ โลกวางพระพุทธเจาบังเกดิ ในเรือนมีตระกูล ถงึ ความเปนผูรูเดยี งสาแลว วนั หนง่ึ เขาไปยังไพรวนั ดวยกรณยี กิจบางอยาง เหน็ พระปจเจกพุทธเจาองคห น่ึงน่ังที่โคนไมในไพรวนั นั้น มีจิตเลอื่ มใสไดถ วายผลมะกอก อนั บรสิ ทุ ธิด์ ี. ดวยบุญกรรมนนั้ ทานทอ งเท่ยี วไปในเทวโลกและมนษุ ยโลก ในพทุ ธุปบาทกาลน้ี บงั เกดิ ในตระกลู แหงพอคาเกวยี น ในกรุงสาวัตถีมารดาบดิ าไดต้งั ชอื่ ทานวา ราชทัตตะ เพราะอาราธนาทาวเวสวณั มหาราชไดม า. ทา นเจรญิ วยั แลว เอาเกวียน ๕๐๐ เลมบรรทุกสนิ คา ไดไปยังกรุงราชคฤหโ ดยการคา ขาย. ก็สมัยนนั้ หญงิ แพศยาคนหนึง่ ในกรุงราชคฤห มีรูปงามนาดนู าชมเพราะประกอบดว ยความเปนผูเ ลอโฉมอยา งยงิ่ จงึ ไดทรัพยวนั ละ ๑,๐๐๐ครั้ง บุตรของพอคา เกวียนใหท รพั ย ๑,๐๐๐ แกหญงิ แพศยาน้ันทุก ๆวัน สําเรจ็ การอยรู วมกัน ไมน านนัก ทรัพยท้งั หมดก็ส้ินไป เปน คนทกุ ขยาก เมอ่ื ไมไดรว มวตั ถุแมส กั วาอาหารและเคร่อื งนุงหม เท่ยี วหมุนเวยี นไปขา งโนนขางนี้ ไดถ ึงความสงั เวชแลว. วันหน่งึ ทานไดแกไ ปยังพระเวฬวุ นัมหาวิหารกับอบุ าสกทัง้ หลาย.
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 68 ก็สมัยนั้น พระศาสดาแวดลอมไปดวยบรษิ ทั เปน อนั มาก ประทับน่ังแสดงธรรมอยู. ทานนั่งอยูท่ที า ยบรษิ ัท ฟง ธรรมในสํานกั พระศาสดาไดศรัทธาบวชแลว สมาทานธดุ งคอยใู นปาชา ในกาลนน้ั บตุ รของพอ คาเกวยี นคนหนึง่ ไดใ หท รพั ยพันหนึง่ แลวอยรู วมกับหญิงแพศยาน้นั . และหญิงแพศยานั้น เหน็ รัตนะมคี ามากในมอื ของเขา ใหเ กิดความโลภข้ึนจึงใหผ เู ปน นกั เลงเหลาอื่นฆา ใหตายแลว ถือเอารตั นะนัน้ . ลําดบั นนั้ พวกมนุษยรูเร่ืองนั้นของบุตรพอ คา เกวียนน้นั แลว จึงสง พวกนน้ั มนษุ ยผ ูสอดแนมไป มนุษยผสู อดแนมเหลาน้ันไดเขาไปยังเรือนหญิงแพศยาน้ัน ในเวลาราตรี พากันฆา นางใหต ายโดยไมทาํ ผวิ ใหถลอก แลวทงิ้ ไวใ นปาชา. พระราชทตั ตเถระ เท่ียวอยใู นปา ชา เพื่อถอื เอาอสุภนิมิต เขา ไปเพอ่ืทาํ ไวใ นใจซงึ่ ซากศพของหญิงเพศยาน้ัน โดยเปนของปฏกิ ูล กระทําไวในใจโดยแยบคายส้นิ วาระเล็กนอ ย กระทําไวในใจโดยอบุ ายไมแยบคายโดยภาวะที่ตายแลว ไมนาน โดยทีส่ นุ ขั บานและสุนขั จงิ้ จอกไมกระทบกระทง่ั ผวิ เปน ตน และเปน วัตถุวิสภาคไมถ กู สวนกัน ใหเ กดิ กามราคะขน้ึ ในรา งน้ัน มีใจสลดยงิ่ นัก อบรมจิตของตน หลีกไป ณ ท่สี มควรสว นขางหน่ึง โดยครูเดียว แลว ถือเอาเฉพาะอสุภนมิ ติ ท่ปี รากฏต้งั แตตนเทานน้ั การทาํ ไวในใจโดยแยบคาย ทาํ ฌานใหเ กิดขึ้น ทําฌานนน้ั ใหเปนบาท เรม่ิ ตัง้ วปิ ส สนาบรรลพุ ระอรหัตในขณะนนั้ น่ันเอง. ดว ยเหตนุ น้ัทา นจึงกลา วไวใ นอปทาน๑วา เราไดเ ห็นพระสยมั ภพู ุทธเจา ผไู มท รงพายแพอะไร ในปาใหญ จงึ ไดเอาผลมะกอกมาถวายแดพระสยัมภู๑. ขุ. อ. ๓๓/ขอ ๑๑๒.
พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 69 ในกปั ท่ี ๓๑ แตภ ทั รกปั น้ี เราไดถ วายผลไมใ ดในกาลน้ัน ดว ยการถวายผลไมนัน้ เราไมรูจกั ทคุ ตเิ ลย นี้เปนผลแหง การถวายผลไม เราเผากเิ ลสทงั้ หลายแลว . . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเราไดท ําเสร็จแลว ดังน้.ี กค็ ร้นั ทา นบรรลุพระอรหตั แลว พิจารณาการปฏิบัตขิ องตน เกิดปตโิ สมนสั ไดกลาว ๕ คาถา๑เหลานวี้ า ภกิ ษไุ ปปา ชา ผดี บิ ไดเ หน็ ซากศพผหู ญงิ คนหนึ่ง ทเ่ี ขา ทง้ิ ไวในปาชา มีหมหู นอนฟอนกัดกินอยู กธ็ รรมดาคนหนึ่ง ชอบสวยชอบงามบางพวกไดเห็นซากศพ อันเปนของเลว- ทราม ยอ มเกลียด แตค วามกําหนัดรกั ใครยอ มเกิดแกเ รา เราเปน เหมือนคนตาบอด เพราะไมเหน็ ของไมส ะอาดที่ ไหลออกจากทวารท้ัง ๙ ในซากศพนนั้ ภายในเวลาหุงขาว หมอหนงึ่ สุก เราหลีกออกจากท่นี นั้ เรามสี ติสัมปชญั ญะ เขาไปสทู ่ีควรแหง หนงึ่ ทนี ้นั การกระทาํ ไวใ นใจโดยอุบาย อนั ชอบจงึ เกิดขนึ้ แกเรา โทษปรากฏแกเรา ความเหนื่อย หนา ยกต็ ้งั มัน่ ลําดับนนั้ จติ ของเราก็หลดุ พน จากกเิ ลส ขอทา นจงดคู วามทธี่ รรมเปนธรรมดเี ลศิ เถิด เพราะวชิ ชา ๓ เราไดบรรลุแลว เราไดท ํากิจในพระพุทธศาสนาเสรจ็ แลว. บรรดาบทเหลานน้ั บทวา ภกิ ฺขุ สีวถกิ คนตฺ ฺวา ความวา ช่อื วา๑. ขุ. เถร. ๒๖/ขอ ๓๓๕.
พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 70ภิกษุ เพราะเหน็ ภัยในสงสาร เขา ไปใกลป า ชาผีดิบ เพื่อตอ งการอสุภ-กรรมฐาน. กค็ ําวา ภิกขฺ ุ นี้ พระเถระกลา วคํานี้ดว ยตนเองหมายเอาตน. พงึ ทราบวิเคราะหในบทวา อิตฺถึ ดังตอไปน้ี ชื่อวา ถี คือมาตุคามเพราะเปน ทไ่ี ปคือไหลไปแหงเลอื ดคอื สุกกะ โดยภาวะเปน ที่สืบตอแหง สัตว.อนึ่ง เมือ่ วาดว ยภาษาเดิม ภาษาท่ีถูกอยางนี้ ทา นเรยี กวา อติ ถฺ ี ดังนี้ก็มีอน่งึ ในบรรดาหญิงมหี ญิงหมนั เปนตนกม็ ีบัญญตั วิ า หญิง เพราะเปนเสมือนกบั หญิงนนั้ และเพราะไมล วงสภาวะความเปน หญงิ ไปได. กด็ วยบทวา อติ ถฺ ี นี้ พระเถระกลา วถงึ ซากศพหญงิ . บทวา อชุ ฌฺ ิต แปลวา อนั สละแลว คอื อนั เขาทอดทิ้งแลว เพราะเปนสิง่ ทนี่ าตเิ ตยี นนัน่ เอง ไดแ ก อนั เขาทิง้ แลว โดยภาวะทไ่ี มมีความอาลัย. บทวา ขชชฺ นตฺ ึ กิมหิ ี ผุฏ ความวา เปนของเต็มไปดวยหมหู นอนกดั กนิ อยู. บทวา ย หิ เอเก ชคิ จุ ฺฉนตฺ ิ มต ทิสฺวาน ปาปก ความวา ผทู ่ีมชี าตหิ ลุดพน พวกหนึง่ ยอมเกลยี ด ท้ังไมป รารถนาจะดูซากศพที่ชวั่ ชาลามก ซ่งึ ตายไปแลว เพราะปราศจากอายุไออนุ และวิญญาณ. บทวา กามราโค ปาตุรหุ ความวา กามราคะ ไดปรากฏคือไดเกดิแกเ ราแลว เพราะไมมกี ารใสใ จโดยแยบคายเปน กาํ ลงั ในซากศพนัน้ . บทวา อนฺโธว สวตี อหุ ความวา ของอันไมสะอาดไหลออกจากทวารทง้ั ๙ ในซากศพนั้น เม่ือมนั กาํ ลังไหลอยู เรากเ็ ปน เหมือนคนบอดเพราะไมเห็นของอนั ไมสะอาด. ดว ยเหตนุ น้ั ทานจงึ กลาววา
พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 71 คนกาํ หนดั ยอ มไมร ูอรรถ คนกาํ หนัดยอมไมร เู หน็ ธรรม ความมืดบอดยอมมีในคราวท่ีคนถูกราคะครอบงาํ .และอาจารยบ างพวกกลาววา \"ดกู อ นพราหมณ กามฉนั ทแ ล กระทาํ ซง่ึความเปน ดังคนบอด และวา กระทาํ ใหเ ปนดังคนไมมจี กั ษุ,\" แตใ นทีน่ ้ีอาจารยบางพวกลง ต อาคม แลวกลาวความวา ความไมเปน ไปในอาํ นาจเพราะถกู กเิ ลสกลุม รุม หรอื เปน ไปในอาํ นาจแหงกเิ ลส. อาจารยอกี พวกหนง่ึ กลาวบาลีวา อนฺโธว อสติ อหุ เราเปน ผไู มมีสติดังคนบอด แลวกลา ววา เราเปน ผูเวน จากสติเหมือนคนบอดเพราะกามราคะ แตคําทงั้ สองนน้ั ไมมใี นบาล.ี บทวา โอร โอทนปากมหฺ า ความวา ภายในเวลาท่หี มอ ขาวสุกคร้ังหนึ่ง คือขา วสุกในทะนานแหงขาวสารทล่ี างเปย กชุมดแี ลว ยอมสกุ โดยเวลาเทา ใด ภายในเวลาแตกาลเทาน้นั น่นั แล โดยกาลรวดเร็วแมแ ตก าลนนั้ เราเมื่อบรรเทาราคะหลีกออกจากที่นน้ั ราคะเกดิ ข้นึ แลวแกเราผยู นือยใู นทใ่ี ด เราหลกี ไปแลว ปราศไปแลว จากทีน่ น้ั . เราหลกี ไปมีสตมิ สี ัมปชัญญะ เขา ไปตั้งสมณสัญญาไว ชอ่ื วามีสติโดยมนสกิ ารถึงสตปิ ฏฐาน และเปน ผูช่อื วา มสี ัมปชัญญะ เขาไปใกลท ค่ี วรสวนขา งหนึ่ง ไดน ัง่ เขาสมาธิ เพราะรสู ภาวะแหงธรรมโดยชอบนน่ั เองคาํ วา กเ็ ม่ือเรานงั่ แลว แตน ัน้ มนสกิ ารเกิดขนึ้ แกเ ราแลว คอื เกิดขน้ึแลวโดยแยบคาย ดงั นเ้ี ปนตนท้งั หมด มนี ยั ดงั กลา วในหนหลังนน้ั แลฉะน้.ี จบอรรถกถาราชทตั ตเถรคาถาที่ ๑
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 72 ๒. สุภตู เถรคาถา วา ดว ยคาถาของพระสุภตู เถระ [๓๓๖] บรุ ุษผูป ระสงคจ ะทาํ ธรุ กจิ เม่อื ประกอบตนในกิจท่ี ไมค วรประกอบ ถา เมอื่ ขึน้ ประพฤติอยอู ยา งนัน้ กไ็ มพึง ไดสําเรจ็ ผล การประกอบในกจิ ท่ีไมควรประกอบน้นั มิใช ลกั ษณะบญุ ถาบุคคลใด ไมถ อนความเปนอยอู ยา ง ลําบาก แลวมาสละธรรมอันเอกเสีย บคุ คลนน้ั กพ็ ึงเปน ดงั คนกาลี ถา สละทง้ิ คุณธรรมแมทง้ั ปวง ผูนนั้ ก็พึงเปน เหมอื นคนตาบอด เพราะไมเห็นธรรมที่สงบและธรรมไม สงบ บคุ คลพงึ ทําอยา งใด พงึ พดู อยา งนั้นแล ไมพ งึ ทํา อยางใด ไมพึงพูดอยา งน้นั บณั ฑิตทง้ั หลายยอ มกาํ หนด รวู า บคุ คลผไู มทาํ ดแี ตพูดน้นั มมี าก ดอกไมงาม มสี ี แตไมม ีกลิน่ ฉนั ใด วาจาอันเปนสภุ าษติ ยอ มไมม ีผลแก บุคคลผูไมท าํ อยู กฉ็ นั นัน้ ดอกไมง าม มีสี มกี ลน่ิ ฉนั ใด วาจาอันเปนสุภาษติ ยอ มมีผลแกบุคคลผูทําอยฉู ะน้นั . จบสุภตู เถรคาถา อรรถกถาสุภูตเถรคาถาที่ ๒ คาถาของทานพระสภุ ตู เถระ มคี ําเริ่มตน วา อโยเค ดังน.้ี เร่อื งนน้ั มีเหตุเกิดขึน้ อยางไร ?
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 73 พระเถระแมน ้ี ไดทาํ บญุ ญาธกิ ารไวในพระพทุ ธเจาในปางกอ นส่ังสมบุญไวในภพนั้น ๆ ในกาลแหงพระผูม ีพระภาคเจาพระนามวากัสสปะบงั เกดิ ในตระกูลคหบดีมหาศาล ในกรุงพาราณสี ถงึ ความเปน ผูร เู ดยี งสาแลว วนั หน่งึ ฟง ธรรมในสาํ นักของพระศาสดามีจติ เลื่อมใส ตงั้ อยใู นสรณะและศลี ไดใ หเ ชด็ ทาพระคันธกุฎีของพระศาสดา ดว ยของหอม ๔อยาง (จนั ทนแ ดง, กานพลู, กฤษณา, กาํ ยาน) เดอื นละ ๘ ครัง้ ทุกเดือน. ดว ยบญุ กรรมนั้น ทา นเปนผูม รี า งกายหอมตลบในทเี่ กดิ แลว ๆในพทุ ธุปบาทกาลนบี้ ังเกิดในตระกูลคฤหบดใี นมคธรัฐ ไดนามวา สภุ ตู ะเจรญิ วัยแลวละฆราวาส เพราะความที่ตนเปนผูมีอัธยาศยั ในการสลดั ออกจงึ บวชในเดียรถยี เมอ่ื ไมไดส ่ิงอันเปน สาระในท่นี ัน้ เหน็ สมณพราหมณเปน อันมาก มีอปุ ติสสะโกสติ ะและเสละเปนตน บวชในสํานกั ของพระ-ศาสดาเสวยความสขุ ในความเปนสมณะ ไดศรัทธาในพระศาสนา จึงบวชแลว ใหอาจารยและอุปชฌายยินดี เรยี นพระกรรมฐาน อยโู ดยวิเวก เจรญิวปิ สสนาบรรลพุ ระอรหตั . ดว ยเหตนุ นั้ ทา นจงึ กลาวไวในอปทาน๑วา ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจามพี ระนามวา กัสสป ผเู ปน พงศพันธพุ รหม ทรงยศใหญ ประเสริฐกวา นักปราชญ ท้ังหลาย ไดเ สดจ็ อบุ ตั ิขน้ึ แลว พระองคส มบูรณดว ย อนุพยญั ชนะ มีพระลกั ษณะอนั ประเสริฐ ๓๒ ประการ มพี ระรัศมีลอ มรอบขา งละวา ประกอบดวยขายรศั มี ทรง๑. ข.ุ อ ๓๓/ขอ ๑๔๐.
พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 74ยงั สตั วใหยินดีไดเหมอื นพระจันทร แผดแสงเหมอื นพระอาทติ ย ทาํ ใหเยอื กเย็นเหมอื นเมฆ เปนบอเกดิ แหงคณุ เหมือนสาคร มศี ลี เหมอื นแผน ดนิ มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต มีปญ ญาเหมอื นอากาศ ไมขอ งเหมอื นกบั ลม ครั้งนน้ั เราเกดิ ในสกลุ ใหญ มที รพั ยแ ละธญั ญา-หารมากมาย เปนที่สัง่ สมแหงรตั นะตา ง ๆ ในพระนครพาราณสี เราไดเ ขาเฝาพระองคผ ูเปน นายกของโลก ซงึ่ประทับน่ังอยูกบั บรวิ ารมากมาย ไดสดบั อมตธรรมอนั นํามาซง่ึ ความยนิ ดแี หง จิต พระพุทธองคท รงพระมหาปุรสิ -ลักษณะ ๓๒ ประการ มนี กั ขตั ฤกษดเี หมือนพระจนั ทรทรงสมบูรณด วยอนุพยญั ชนะ บานเหมอื นตน พญารงัอนั ขายคอื พระรัศมีแวดวง มีพระรัศมรี งุ เรอ่ื ง เหมอื นภเู ขาทอง มีพระรัศมีลอ มรอบดา นละวา มรี ัศมนี ับดว ยรอยเหมอื นอาทติ ย มีพระพักตรเ หมอื นทองคํา เปน พระ-พิชติ มารผูประเสริฐ เปน เหมือนภูเขาอันใหเ กดิ ความยนิ ดี มพี ระหฤทยั เตม็ ดวยพระกรณุ า มพี ระคณุ ปานดงัสาคร มีพระเกียรติปรากฏแกโลก เหมอื นเขาสิเนรซุ ึ่งเปนภูเขาสูงสุด มพี ระยศ เปน ที่ปล้มื ใจ เปน ผปู ระกอบดวยปญญาเชน เดียวกับอากาศ เปน นักปราชญ มพี ระทัยไมของในท่ีทงั้ ปวงเหมอื นลม เปน ผูนาํ เปน ที่พ่ึงของสรรพสตั ว เหมอื นแผนดนิ เปนมนุ ีผูส งู สุด อันโลกไม
พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 75เขาไปฉาบทาได เหมอื นปทมุ ไมค ดิ น้าํ ฉะนั้น เปน ผเู ชนกบั กองไฟเผาหญา คือวาทะลวงโลก พระองคเ ปนเสมอื นยาบาํ บัดโรค ทาํ ใหยาพิษคอื กิเลสพินาศ ประดบั ดวยกลิน่ คือคณุ เหมอื นภเู ขาคนั ธมาทน เปนนกั ปราชญท ี่เปนบอเกิดแหง คณุ ดจุ ดังสาครเปนบอ เกดิ แหง รตั นะทั้งหลายฉะนัน้ และเปน เหมอื นมาสนิ ธพอาชาไนย เปน ผนู าํ ไปซงึ่ มลทินคอื กิเลส ทรงยาํ่ ยมี ารและเสนามารเสยี ไดเหมือนนายทหารใหญผ มู ีชยั โดยพิเศษ ทรงเปน ใหญเพราะรตั นะคือโพชฌงค เหมือนพระเจา จักรพรรดิ ทรงเปน ผเู ยยี วยาพยาธิคือโทสะเหมือนกบั หมอใหญ ทรงเปนหมอผาฝคอื ทิฏฐิ เหมือนศลั ยแพทยผ ปู ระเสริฐสุดครงั้ นั้น พระองคทรงสองโลกใหโ ชตชิ วง อันมนุษยแ ละทวยเทพสกั การะ เปนดงั พระอาทติ ยส องแสงสวา งใหแกนรชน ทรงแสดงปฐมเทศนาในบริษัทท้งั หลาย พระ-องคทรงพร่าํ สอนอยางน้วี า บุคคลจะมีโภคทรพั ยมากไดเพราะทํางาน จะเขาถึงสุคติกเ็ พราะศลี จะดบั กิเลสไดเ พราะภาวนา ดังน้ี บริษทั ทั้งหลายฟงเทศนาน้นั อันใหเ กดิ ความแชม ช่นื มาก ไพเราะท้ังเบอ้ื งตนทามกลางและทสี่ ุด มีรสใหญประหน่งึ น้ําอมฤต เราไดส ดบั พระ-ธรรมเทศนาอนั ไพเราะดี ก็เล่ือมใสในพระศาสนาของพระพิชิตมาร จงึ ถึงพระสุคตเจา เปน สรณะ นอบนอ ม
พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ท่ี 76ตราบเทาสิน้ ชีวิต คร้ังนัน้ เราไดเอาของหอมมชี าติ ๔ ทาพ้ืนพระคันธกฎุ ีของพระมหามุนเี ดอื นหนง่ึ ๘ วนั โดยต้งัปณธิ านใหส รรี ะทีป่ ราศจากกลนิ่ หอมไดม ีกลิ่นหอม คร้ังนั้นพระพิชติ มาร ไดพยากรณเ ราผูอยากไดก ายมกี ล่ินหอมวา นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคนั ธกฎุ ีคราวเดียว ดวยผลของกรรมนนั้ นระนนั้ เกิดในชาตใิ ด ๆ จกั เปน ผมู ีตวัหอมทกุ ชาติไป จกั เปน ผเู จรญิ ดว ยกลิ่นคือคุณ จกั เปน ผูไมม อี าสวะปรินิพพาน เพราะกรรมท่ีทาํ ไวด ีนน้ั และเพราะการตัง้ เจตนจาํ นงไว เราละรางมนษุ ยแ ลว ไดไ ปสวรรคช ้นั ดาวดงึ ส ก็ในภพสุดทา ยในบัดนี้ เราเกดิ ในสกุลอันมั่นคง เมอื่ เรายังอยูในครรภม ารดา มารดาเปนหญงิ มกี ลิ่นตวั หอม และในเวลาท่ีเราคลอดจากครรภมารดานั้น พระนครสาวตั ถีหอมฟงุ เหมอื นกบั ถกู อบดวยกล่นิ หอมทุกอยา ง ขณะนัน้ ฝนดอกไดอ นั หอมหวล กลน่ิทพิ ยอันนารน่ื รมยใ จ และธุปมีคา มาก หอมฟุงไป เราเกิดในเรือนหลงั ใด เรือนหลงั น้นั เทวดาไดเ อาธูปและดอกไม ลว นแตมกี ล่นิ หอม และเคร่ืองหอมมาอบ กใ็ นเวลาทเี่ รายังเยาว ตง้ั อยใู นปฐมวยั พระศาสดาผูเปนสารถีฝก นระ ทรงแนะนาํ บรษิ ัทของพระองคท่เี หลือแลวเสดจ็ มายังพระนครสาวตั ถี พรอมดว ยพระภิกษสุ งฆเหลา นั้นท้งั หมด ครง้ั น้นั เราไดพบพทุ ธานุภาพจงึ ออก
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 77 บวช เราเจรญิ ธรรม ๔ ประการคือ ศลี สมาธิ ปญ ญา และวมิ ุตติอันยอดเย่ียม แลวบรรลธุ รรมเปน ท่ีสิน้ อาสวะ ในคราวท่เี ราออกบวช ในคราวที่เราเปนพระอรหันต และ ในคราวท่ีเราจกั นิพพาน ไดมีฝนกลน่ิ หอมตกลงมา กก็ ลิ่น สรีระอันประเสรฐิ สุดของเราครอบงําจันทนอนั มคี า ดอก จาํ ปาและดอกอบุ ลเสีย และเราไปในที่ใด ก็ยอ มขมข่ี กล่นิ เหลาน้ีเสียโดยประการทั้งปวง ฟงุ ไปเชนน้ันเหมือน กัน เราเผากเิ ลสทัง้ หลายแลว . . . ฯลฯ . . . พระพทุ ธ- ศาสนาเราไดท ําเสร็จแลว ดังน้ี. ก็แลครนั้ ทา นบรรลพุ ระอรหัตแลว คดิ ถงึ ทุกข คือ อตั ตกลิ ม-ถานุโยค ท่ีคนบวชในพวกเดียรถียไดร บั มา และสุขอันเกิดแตฌ านเปน ตนท่ีตนบวชในพระศาสนาไดมา เม่อื จะพยากรณพ ระอรหัตผล โดยยกเอาการพิจารณาขอปฏบิ ตั ิของตน จึงไดก ลาวคาถา ๕ คาถา๑เหลาน้วี า บรุ ุษผูประสงคจ ะทาํ ธุรกิจ เมอ่ื ประกอบตนในกิจท่ี ไมค วรประกอบ ถา เมอ่ื ข้นึ ประพฤติอยอู ยา งนัน้ ก็ไมพงึ ได สําเรจ็ ผล การประกอบในกจิ ทีไ่ มควรประกอบนัน้ มใิ ช ลกั ษณะบุญ ถาบุคคลใด ไมถอนความเปน อยูอยา งลําบาก แลว มาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลน้ันกพ็ ึงเปน ดังคน กาลี ถา สละทง้ิ คุณธรรมแมทัง้ ปวง ผนู ้ันก็พงึ เปน เหมือน คนตาบอด เพราะไมเ หน็ ธรรมท่ีสงบและเห็นธรรมไม๑. ข.ุ เถร. ๒๖/ขอ ๓๓๖.
พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 78 สงบ บุคคลพงึ ทาํ อยางใด พงึ พดู อยา งนั้นแล ไมพ ึงทาํ อยา งใด ไมพ ึงพดู อยางนน้ั บณั ฑติ ท้ังหลายยอ มกําหนด รวู า บุคคลผูไมตํ่า ดีแตพ ดู นน้ั มีมาก ดอกไมง าม มสี ี แตไ มมีกลนิ่ ฉันใด วาจาอันเปนสภุ าษติ ยอมไมมผี ล แกบุคคลผไู มทําอยู กฉ็ นั นัน้ ดอกไมง ามมสี ี มกี ล่นิ ฉันใด วาจาอันเปนสุภาษติ ยอมมผี ลแกบ ุคคลผทู ําอยู ฉนั นั้น. บรรดาบทเหลา นัน้ บทวา อโยเค ไดแกใ นท่สี ุด ๒ อยา ง ท่ไี มควรประกอบ คอื ไมควรเสพ. แตใ นทน่ี ้ีพึงทราบความ ดวยสามารถแหงอัตตกิลมถานุโยค ประกอบเนอื ง ๆ ในการทรมานตน. บทวา ยุ ชฺ ความวา ประกอบตนในท่สี ดุ ๒ อยางนัน้ คือปฏิบตั ิเหมอื นอยา งนั้น. บทวา กจิ จฺ มจิ ฺฉโก ความวา ปรารถนากิจทีน่ าํ ประโยชนท้ังสองมา,หากวา พึงประพฤตอิ ยใู นกิจไมควรประกอบ โดยเปน ปฎปิ กษต อกจิ ท่คี วรประกอบนนั้ ไซร. บทวา นาธิคจเฺ ฉยฺย ความวา ช่ือวา ญายะ เพราะไมพ ึงบรรลุหติ สุขตามทีป่ ระสงค เพราะฉะนนั้ เราถูกหลอกลวงดว ยมตขิ องพวกเดยี รถีย จงึ ประกอบในสง่ิ ไมค วรประกอบ นนั่ ไมใชลักษณะบุญคือไมใ ชสภาวะแหงบญุ ของเรา. ทานแสดงวา เราหลงเพราะกรรมเกา จึงประกอบในสงิ่ ไมควรประกอบ. บทวา อพฺพูฬฺห อฆคต วชิ ิต ความวา กเิ ลสมีราคะเปนตนช่ือวา อฆา เพราะมีการเบียดเบียนเปน สภาวะ, ความเปนอันลําบาก คอื
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 79อฆา ความเปนอยูแหงกเิ ลสทีล่ ําบาก คือความเปน ไปในสงสาร ความเปนอยแู หงกเิ ลสที่ลําบากเหลา นน้ั ไดแกความครอบงํากศุ ลธรรม. ทานกลา ว อฆคต วชิ ติ เพราะไมล บนคิ คหติ . อธบิ ายวา ผูใดยังละความเปน อยอู นั ลาํ บากไมได ผูน น้ั กเ็ ปน อยอู ยา งน้ัน เพราะทําการเปนอยูลําบากที่ยังถอนไมไ ดน น้ั ใหเ ปนแวนแควน คอื ยงั ถอนกิเลสข้นึ ไมได. บทวา เอกเฺ จ โอสฺสเชยยฺ ความวา หากพงึ ละ คอื พงึ สละความไมประมาทอันหน่งึ และความประกอบชอบ ดว ยเปน ผไู มม เี พื่อน ๒และดว ยความเปนผมู ีความเพยี ร. บุคคลนัน้ เหมอื นกาลี คือพง่ึ เปน เหมือนคนกาลกณิ ี. บทวา สพพฺ านปิ เจ โอสสฺ เชยยฺ ความวา หากบคุ คลน้ัน พงึสละ. สัทธินทรีย วรี ิยนิ ทรยี สตนิ ทรยี สมาธินทรยี และปญญินทรยี อันบมดว ยวมิ ุตติแมท ้ังหมด, คือหากพงึ ทิ้งเสยี ดวยการไมอบรม, คนนนั้กพ็ ึงเปน เหมอื นคนบอด เพราะไมเ หน็ ธรรมที่สงบและธรรมท่ไี มสงบ. ศพั ทวา ยถา เปนนิบาต ใชในอรรถเปรยี บเทียบโดยอุปมา. บทวา วณฺณวนฺต แปลวา สมบูรณดว ยสแี ละสัณฐาน. บทวา อคนฺธก ไดแ ก เวน จากกลิน่ อันตางดว ยดอกทองกวาวดอกอญั ชันเขียว ดอกชัยพฤกษเ ปน ตน . บทวา เอว สุภาสติ า วาจา ความวา พุทธพจนคอื ปฎก ๓ อันเสมือนกบั ดอกไมอ ันสมบรู ณด วยสีและสณั ฐาน ชอ่ื วา วาจาสุภาษิต เหมือนอยางวา กลนิ่ ยอมไมแ ผไปในสรรี ะของผทู ัดทรงดอกไมท่ไี มม กี ลิ่น ฉนั ใดพระพทุ ธพจนกฉ็ นั น้ัน ผใู ดไมประพฤตใิ หสมา่ํ เสมอดว ยกจิ มกี ารฟง โดย
พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 80เคารพเปนตน ยอมไมนาํ มาซงึ่ กล่นิ คือสตุ ะ และกล่นิ คอื การปฏิบัติ คือไมม ผี ลแกผ นู น้ั ผูไ มป ระพฤติโดยเคารพ ชอ่ื วา แกผ ูไมก ระทํากจิ ที่พึงกระทําในพระพทุ ธพจนน ัน้ เพราะฉะน้ัน ทานจึงกลา ววา วาจาอนั เปนสภุ าษิต ยอมไมมีผลแกผ ูกระทํา ดว ยประการฉะน้ี. บทวา สุคนธฺ ก ไดแ ก ดอกไมหอมตางดว ยดอกมะลิ ดอกจําปาและดอกอุบลเขยี วเปน ตน. บทวา เอว ความวา กล่ินยอ มแผไปในสรรี ะของบคุ คลผทู ัดทรงดอกไมฉันใด แมวาจาอันเปน สภุ าษิตกลา วคือพระพุทธพจน คือปฎ ก ๓ก็ฉนั น้นั ยอ มมผี ลคือยอมมผี ลมากมีอานิสงสม าก แกบคุ คลผูก ารทํากิจทคี่ วรกระทาํ ในพระพทุ ธพจนนั้น ดว ยกจิ มกี ารฟงโดยเคารพเปนตน.เพราะฉะนน้ั พงึ ปฏบิ ัติในโอวาท คอื พึงทาํ อยางไร พึงกลา วอยางนนั้คาํ ท่ีเหลือมีนยั ดังกลาวแลวแล. อรรถกถาสุภตู เถรคาถาท่ี ๒
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 81 ๓. คริ มิ านันทเถรคาถา วา ดว ยคาถาของพระคริ ิมานันทเถระ [๓๓๗] ฝนตกเสียงไพเราะเหมอื นเพลงขบั กุฎีของเรามงุ ดี แลว มปี ระตหู นาตา งมิดชดิ ดี เราเปน ผสู งบอยใู นกุฎีนน้ั ถาประสงคจ ะตกก็ตกลงมาเถดิ ฝน ฝนตกไพเราะเหมือน เพลงขับ กุฎขี องเรามุงดแี ลว มปี ระตหู นา ตา งมิดชิดดี เราเปน ผมู จี ติ สงบอยูในกฎุ นี นั้ ถา ประสงคจ ะกต็ กลง มาเถดิ ฝน ฯลฯ เราเปน ผูป ราศจากราคะอยูในกุฏี นนั้ ฯลฯ เราเปน ผูป ราศจากโทสะอยใู นกุฎนี ้ัน ฯลฯ เรา เปน ผูปราศจากโมหะอยใู นกฎุ นี ั้น ถา ประสงคจ ะตกก็ตก ลงมาเถดิ ฝน. จบคิรมิ านนั ทเถรคาถา อรรถกถาคิรมิ านันทเถรคาถาท่ี ๓ คาถาของทา นพระคิรมิ านันทเถระ มีคําเริ่มตน วา วสฺสติ เทโวดงั นี้. เรอื่ งน้นั มเี หตุเกิดข้นึ อยางไร ? พระเถระแมน ้ี ไดก ระทําบุญญาธกิ ารไวใ นพระพุทธเจา ในปางกอนสง่ั สมบญุ ไวในภพนัน้ ๆ ในกาลแหง พระผูมพี ระภาคเจา พระนามวา สเุ มธบังเกดิ ในเรือนมตี ระกูล เจริญวยั แลว อยคู รองฆราวาส เมอ่ื ภรรยาและบุตรของคนทาํ กาละแลว เพียบพรอมไปดว ยลกู ศรคอื ความโศก เขาไปสปู าเม่อื พระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นแสดงธรรม ถอนลูกศรคอื ความโศกไดแลว
พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 82มีจติ เลอ่ื มใสบูชาดวยของหอมและดอกไม ถวายบังคมดว ยเบญจางค-ประดิษฐ ประคองอญั ชลีขน้ึ เหนอื เศยี รแลว กลา วชมเชย. ดวยบญุ กรรมนนั้ ทานทอ งเทยี่ วไปในเทวโลกและมนษุ ยโลก ในพทุ ธปุ บาทกาลนี้ เกิดเปนบุตรแหง ปโุ รหติ ของพระเจา พมิ พสิ ารในกรงุราชคฤห, ทานไดนามวาคิรมิ านนั ทะ, ทานถงึ ความเปน ผูร เู ดยี งสาแลวเห็นอานภุ าพของพระพุทธเจา ในการเสด็จไปกรุงราชคฤหแหง พระศาสดาไดศรัทธาบรรพชา กระทาํ สมณธรรมอยูในหมบู านส้นิ ๒-๓ วนั แลวไดไปยังกรงุ ราชคฤหเพือ่ ถวายบังคมพระศาสดา. พระเจาพิมพิสารมหาราช ทรงทราบการมาของทาน จึงเสด็จเขาไปหา ทรงปวารณาวา ทานขอรบั ขอทา นจงอยูในทน่ี ้แี หละ ขาพเจาจะอุปฏฐากดวยปจ จยั ๔ ดงั น้แี ลว เสด็จไปไมทรงระลกึ ถงึ ความทพ่ี ระองคมีกิจมาก เทวดาทงั้ หลายคดิ วา พระเถระยอ มอยใู นโอกาสกลางแจง จงึ หามฝน เพราะกลัวพระเถรจะเปยก. พระราชาทรงกาํ หนดถงึ เหตทุ ฝี่ นไมต กจงึ ใหสรา งกระทอมสําหรับพระเถระ. พระเถระอยใู นกระทอมไดทําความเพียรชอบ โดยไดเ สนาสนะเปนสัปปายะ ประกอบความเพยี รสมาํ่ เสมอบําเพ็ญวปิ ส สนาบรรลุพระอรหตั . ดว ยเหตุน้นั ทานจงึ กลา วไวใ นอปทาน๑วา ภริยาของเราทาํ กาละแลว บุตรของเรากไ็ ปสูปา ชา มารดา บดิ า และพ่ีชายของเราเผาท่เี ชิงตะกอนเดยี วกัน เพราะความเศราโศกน้นั เราเปน ผูเ รารอน เปน ผูผ อม เหลอื ง จติ เราฟงุ ซาน เพราะเราประกอบดวยความเศรา- โศกน้นั เรามากดวยลูกศรคือความโศก จงึ เขา ไปสูชาย๑. ข.ุ อ. ๓๒/ขอ ๓๙๙.
พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 83ปา บริโภคผลไมทีห่ ลน เองอยูท่โี คนตนไม พระสมั พุทธ-ชนิ เจา พระนามวา สุเมธ ผกู ระทาํ ท่สี ุดทุกข พระองคประสงคจ ะชว ยเหลอื เรา จงึ เสด็จมาในสาํ นกั ของเรา เราไดย นิ เสยี งพระบาทของพระพทุ ธเจาพระนามวา สเุ มธ ผูแสวงหาคณุ อันใหญยง่ิ จงึ ชะเงอศรี ษะดูพระมหามุนีพระมหาวรี เจา เสดจ็ เขา มา ปต เิ กิดขึน้ แกเรา ในกาลนั้นเราไดเหน็ พระองคผ ูเปนนายกของโลก แลว มใี จไมฟ งุ -ซา นกลบั ไดส ติ แลวไดถวายใบไมก ํามอื หนงึ่ พระผูมพี ระ-ภาคเจาผมู จี กั ษุประทับนง่ั บนใบไมน ้ันดว ยความอนุเคราะหพระผมู พี ระภาคเจาพระนามวาสเุ มธ ผูเปน นายของโลกผตู รสั รูแลว คร้ันประทบั นง่ั บนใบไมน น้ั แลว ทรงแสดงธรรมเครือ่ งบรรเทาลูกศรคอื ความโศกแกเราวา ชนเหลา -น้นั ใครไมไดเชือ้ เชญิ ใหมากม็ าจากปรโลกนนั้ เอง ใครไมไ ดอ นญุ าตใหไปกไ็ ปจากมนุษยโลกนีแ้ ลว เขามาแลวฉนั ใด กไ็ ปฉันน้นั จะปริเทวนาไปทําไมในการตายของเขานนั้ สตั วมเี ทา เม่ือฝนตกลงมา เขาก็เขาไปอาศัยในโรงเพราะฝนตก เม่ือฝนหายแลว เขากไ็ ปตามปรารถนาฉันใด มารดาบิดาของทา นกฉ็ ันนน้ั จะปรเิ ทวนาไปทาํ ไมในการตายของเขานั้น แขกผจู รไปมา เปนผสู น่ั หวน่ั -ไหวฉันใด มารดาบดิ าของทานก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทาํ ไมในการตายของเขาน้ัน งลู ะคราบเกา แลว ยอ มไปสูกายเดมิ ฉนั ใด มารดาบิดาของทา นก็ฉนั นัน้ จะปริเทวนา
พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาท่ี 84ไปทําไมในการตายของเขานน้ั เราไดฟงพระพทุ ธเจาตรัสแลว เวนลูกศรคอื ความโศกได ยงั ความปราโมทยใหเกดิ แลว ไดถ วายบังคมพระพทุ ธเจา ผปู ระเสรฐิ สดุ คร้ันถวายบงั คมแลว ไดบชู าพระพุทธเจา ผูลวงพน ภูเขาคือกเิ ลส เปน พระมหานาค ทรงสมบูรณด วยกลน่ิ หอมอนั เปนทพิ ย พระนานวา สุเมธ เปน นายกของโลก ครน้ั บชู าพระสมั พทุ ธเจา แลว ประนมกรอญั ชลีขึ้นเหนอื เศยี รอนุสรณถงึ คณุ อนั เลศิ แลว ไดส รรเสรญิ พระองคผ เู ปนนายกของโลกวา ขา แตพระมนุ มี หาวรี เจา พระองคเ ปนสัพพญั ู เปน นายกของโลก ทรงขา มพน แลวยังทรงรื้อขนสรรพสตั วด ว ยพระญาณอีก ขาแตพระมหามุนผี ูมีจกั ษุพระองคต ดั ความเคลือบแคลงสงสยั แลว ไดท รงยังมรรคใหเ กดิ แกขาพระองค ดวยพระญาณของพระองค พระ-อรหนั ตผูถึงความสาํ เรจ็ ไดอภญิ ญา ๖ มีฤทธม์ิ ากเที่ยวไปในอากาศได เปนนกั ปราชญ หอ มลอมอยูท กุ ขณะพระเสขะผูกําลังปฏิบตั ิ และผตู ั้งอยใู นผลเปน สาวกของพระองค สาวกทง้ั หลายของพระองคย อ มบาน เหมอื นดอกปทุมเม่อื อาทติ ยอ ุทยั มหาสมทุ รประมาณไมไ ด ไมม ีอะไรเหมือน ยากท่จี ะขามไดฉ ันใด แตขา พระองคผ มู ีจักษุ พระองคสมบรู ณด วยพระญาณกป็ ระมาณไมไดฉันนน้ัเราถวายบังคมพระพุทธเจาผชู นะโลกมีจักษุ มยี ศมากนมัสการทวั่ ๔ ทศิ แลว ไดก ลับไป เราเคลอ่ื นจากเทวโลก
พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 85 แลว รูสึกตัว กลับมสี ติ ทองเทยี่ วอยูในภพนอ ยใหญล งสู ครรภมารดาออกจากเรือนแลวบวชเปนบรรพชติ เปน ผูม ี ความเพยี ร มปี ญ ญา มีการหลกี เรนอยเู ปนอารมณ ต้งั ความเพยี ร ยงั พระมหามุนีใหทรงโปรดปราน พน แลว จาก กิเลส ดังพระจนั ทรพน แลวจากกลบี เมฆอยทู กุ เมือ่ เรา เปนผขู วนขวายในวิเวก สงบระงับ ไมม อี ุปธิ กําหนดรู อาสวะทัง้ ปวงแลว เปน ผไู มม อี าสวะอยู ในกัปท่ี ๓ หมืน่ แตก ปั นี้ เราไดบูชาพระพทุ ธเจา ใด ดว ยการบูชานั้น เรา ไมรูจ ักทุคตเิ ลย นเ้ี ปน ผลแหงพุทธบูชา เราเผากเิ ลส ทงั้ หลายแลว ...ฯลฯ... พระพทุ ธศาสนาเราไดทําเสรจ็ แลว ดังน.ี้ ครัน้ เม่ือพระเถระบรรลพุ ระอรหัตแลว เมอื่ ฝนตกอยูดจุ มีเสียงราเริงยนิ ดี เมอ่ื จะพยากรณพ ระอรหัตผลนน้ั โดยประกอบขอ ทฝ่ี นหลัง่ ลงมาแตเบ้อื งบน จึงไดกลา วคาถา ๕ คาถา๑น้ีวา ฝนตกเสียงไพเราะเหมอื นเพลงขบั กุฎขี องเรามุงดี แลว มีประตหู นาตางมดิ ชิดดี เราเปนผูสงบอยูในกฎุ นี นั้ ถา ประสงคจะตกก็ตกลงนาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมอื น เพลงขบั กฎุ ขี องเรามงุ ดแี ลว มปี ระตูหนา ตางมิดชิดดี เราเปนผูม จี ิตสงบอยูใ นกฎุ นี นั้ ถา ประสงคจ ะตกก็ตกลงมา เถดิ ฝน. ฯลฯ เราเปน ผูปราศจากราคะอยใู นกฎุ ีน้ัน ฯลฯ๑. ข.ุ เถร. ๒๖/ขอ ๓๓๗.
พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 86 เราเปนผปู ราศจากโทสะอยูในกุฎีน้นั ฯลฯ เราเปนผู ปราศจากโมหะอยูในกุฎีน้ัน ถา ประสงคจะตกก็ตกลงมา เถดิ ฝน. บรรดาบทเหลา นนั้ บทวา ยถาสุคีต แปลวา สมควรแกเพลงขบัทไ่ี พเราะ, อธิบายวา สมควรแกเพลงขับแหงเมฆฝนอนั ดนี นั่ เอง. จริงอยู เมฆเม่อื ตงั้ ข้ึนโดยชัน้ พนั ชั้นแลวคาํ รนรอ งกระหม่ึ แมแ ลบอกจากสายฟาไมต กลงยอมงาม เหมอื นเม่ือไมรอ งกระหม่ึ ตกลงอยางเดยี ว ยอมไมงามฉะนนั้ แตเมือ่ เปน อยา งนน้ั แลว ตกลงยอ มงาม เพราะฉะน้นั ทา นจงึ กลา ววา วสสฺ ติ เทโว ยถาสุคตี ฝนตกลงเหมอื นเสียงเพลงขบั . เพราะเหตุนั้นทา นจงึ กลาววา เมฆทเี่ ปลง เสยี งนา ชมเชยยง่ิ และวา คํารามรอ งและตกลง. บทวา ตสสฺ วหิ รามิ ความวา ยอ มอยใู นกระทอมน้ัน โดยหอ งอรยิ วหิ ารธรรม คือโดยอริ ิยาบถวิหาร. บทวา วปู สนฺตจิตโฺ ต ไดแกมจี ิตสงบโดยชอบดว ยสมาธอิ ันสมั ปยตุดว ยอรหัตผล. วลาหกเทวบุตร รับการขวนขวายทีพ่ ระเถระกระทําหลายครั้งดวยเศยี รเกลา อยา งนี้ ยงั ท่ลี มุ และท่ีดอนใหเ ตม็ ยังฝนใหญใหต ก. จบอรรถกถาคิริมานนั ทเถรคาถาที่ ๓
พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 87 ๔. สุมนเถรคาถา วาดว ยคาถาของพระสมุ นเถระ [๓๓๘] ทา นพระอปุ ช ฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรม ท้งั หลายเพือ่ เรา อนเุ คราะหเ ราผูจาํ นงหวงั อมตนพิ พาน กิจท่คี วรทําในธรรมน้นั เราทาํ เสรจ็ แลว ธรรมทม่ี ใิ ชส ิ่งท่ี อางวา ทา นกลาวมาอยางนี้ เราไดบรรลแุ ลว ทาํ ใหแจง แลว ดว ยตนเอง เรามญี าณอนั บรสิ ุทธิ์ หมดความสงสัย จงึ ไดพยากรณในสาํ นกั ของทาน เรารูจ กั ขนั ธท เ่ี คยอยู อาศัยในกอ น ทพิ ยจกั ษุเราไดชาํ ระแลว ประโยชนของตน เราไดบ รรลแุ ลว คาํ ส่ังสอนของพระพุทธเจาเราไดท ําแลว สกิ ขา ๓ อนั เราผไู มประมาทไดฟงดแี ลว ในสํานักของ ทา น อาสวะท้งั ปวงของเราสิ้นแลว บัดนี้ ภพใหมไ มมี ทา นเปน ผมู ีความเอ็นดู อนุเคราะหส ั่งสอนเราดว ยวัตรอนั ประเสริฐ โอวาทของทา นไมไรป ระโยชน เราไดศกึ ษา อยูในสาํ นักของทาน. จบสมนุ เถรคาถา อรรถกถาสมุ นเถรคาถาที่ ๔ คาถาของทานพระสมุ นเถระ มีคําเร่มิ ตนวา ย ปตถฺ ยมาโน ดงั นี้.เรอ่ื งนน้ั มีเหตเุ กดิ ข้นึ อยา งไร ?
พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนาที่ 88 พระเถระแมน ้ี ไดท าํ บญุ ญาธิการไวในพระพทุ ธเจา ในปางกอ นสั่งสมบุญไวในภพนัน้ ๆ ในกปั ท่ี ๙๕ แตภัทรกัปน้ี เม่ือโลกวา งพระ-พุทธเจา บังเกิดในเรอื นมตี ระกูล ถึงความเปน ผรู เู ดยี งสาแลว เหน็พระปจ เจกพทุ ธเจาองคหนึง่ ปวยไขไดถ วายชน้ิ สมอ. ดวยบุญกรรมนั้น ทา นทองเทีย่ วไปในเทวโลกและมนษุ ยโลก ในพุทธปุ บาทกาลน้ี บงั เกดิ ในตระกูลคฤหบดี ในโกศลรฐั ไดนามวา สมุ นเจริญดว ยความสุข. ก็ลุงของทา นบวชแลวเปน พระอรหนั ตอ ยูในปา เมื่อทานสุมนเจริญวยั แลว จึงใหท า นบรรพชา ไดใหก ัมมัฏฐานอนั เหมาะแกจริต. ทา นประกอบความเพียรในท่นี ้ัน ยังฌาน ๔ และอภญิ ญา ๕ ใหเกิด.ลําดับนน้ั พระเถระไดบอกวปิ สสนาวธิ แี กท าน, ก็ทานเจริญวปิ ส สนาโดยไมน านเลย ดาํ รงอยใู นพระอรหตั . ดวยเหตุนน้ั จึงกลาวไวใ นอปทาน๑วา เรากําลงั นําผลสมอ ผลมะขามปอ ม ผลมะมวง ผล หวา สมอพิเภก กระเบา ผลรกฟา มะตมู มาดว ยตนเอง เราไดเห็นพระมหามุนผี ูม ีปกตเิ พง พนิ จิ ยินดีในฌาน เปน นักปราชญ ลกู อาพาธเบียดเบียน เสดจ็ เดินทางไกล ประทับอยูที่เง้อื มเขา จงึ ไดเอาผลสมอถวายแดพ ระสยมั ภู ก็เราพอทําเภสัชเสรจ็ แลว พยาธหิ ายไปในทนั ใดนน้ั เอง พระพุทธเจา ผูมคี วามกระวนกระวายอนั ละไดแ ลว ได ทรงทําอนโุ มทนาวา ก็ดว ยการถวายเภสัชอันเปน เครือ่ ง ระงับพยาธนิ ้ี ทานเกดิ เปนเทวดา เปน มนษุ ย หรือจะ๑. ขุ. อ. ๓๓/ขอ ๒๘.
พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย เถรคาถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๓ - หนา ที่ 89 เกดิ ในชาตอิ นื่ จงเปน ผูถ งึ ความสขุ ในทีท่ ุกแหง และ ทานอยา ถงึ ความปว ยไข ครน้ั พระสยัมภพู ทุ ธเจาผไู มทรง พายแพอ ะไร เปนนกั ปราชญ ตรสั ดังน้แี ลวไดเสด็จเหาะ ข้นึ สูนภากาศ เหมือนพญาหงสในอมั พรฉะน้ัน เฉพาะ เราไดถวายสมอแดพระสยมั ภพู ุทธเจาผูแสวงหาคณุ อนั ยิง่ ใหญ ความปวยไขจงึ มิไดเกิดแกเ ราเลยจนถงึ ชาตนิ ี้ น้เี ปน ความเกิดครั้งหลงั ของเรา ภพสุดทายกําลังเปน ไป วิชชา ๓ เราไดบรรลุแลวโดยลําดับ พระพทุ ธศาสนา เราไดทาํ เสร็จแลว ในกปั ท่ี ๙๕ แตก ัปนี้ เราไดถวายเภสชั ในกาลนน้ั ดว ยการถวายเภสัชนัน้ เราไมรจู ักทคุ ตเิ ลย นเี้ ปน ผลแหงเภสชั ทาน เราเผากเิ ลสทง้ั หลายแลว ...ฯลฯ ... พระพุทธศาสนาเราไดท าํ เสร็จแลว ดังน.ี้ กท็ านดํารงอยูในพระอรหัตแลว วนั หนึ่งไดไ ปยังท่อี ปุ ฏ ฐากพระ-เถระผเู ปน ลุง. พระเถระถามถงึ การบรรลุกะทา น, ทานเมอ่ื พยากรณก ารบรรลนุ นั้ จึงพยากรณพระอรหัตผล บันลอื สหี นาทดว ย ๕ คาถา๑ ดังน้ี ทานพระอปุ ช ฌายะ ปรารถนาธรรมใด ในบรรดา ธรรมทัง้ หลายเพ่อื เรา อนเุ คราะหเราผูจํานงหวงั อมต- นพิ พาน กจิ ทีค่ วรทําในธรรมน้นั เราทําเสร็จแลว ธรรมที่ มิใชส่งิ ที่อา งวา ทานกลา วมาอยา งนี้ เราไดบ รรลุแลว ทํา ใหแจงแลวดว ยตนเอง เรามีญาณอนั บรสิ ทุ ธิ์ หมดความ สงสยั จึงไดพยากรณใ นสํานกั ของทา น เรารจู กั ขนั ธท่ี๑. ขุ. เถระ. ๒๖/ขอ ๓๓๘.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 515
Pages: