ก�ำเนดิ ของรัฐ (Origin of State) 99 ขั้นที่ ๑ สงั คมวงศาคณาญาติ (Kinship Society) เป็นการรวมกลุ่มของมนุษย์ในระดับครอบครัว ยังคงเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีความผูกพันกันอย่าง ใกล้ชดิ มีสายเลอื ดเดียวกัน ถือว่าเป็นชมุ ชนยคุ แรก ๆ ของมนุษย์ ขั้นที่ ๒ เผา่ ชน (Tribe) เปน็ สงั คมทเี่ กดิ จากการรวมตวั ของหลายตระกลู ยงั คมมกี ารเกย่ี วโยงกนั อยบู่ า้ งทางสายโลหติ แต่ที่ส�ำคัญคือ อยู่ในพื้นท่ีท่ีแน่นอน มีภาษาและวัฒนธรรม ที่เป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน แต่เมื่อสังคม ขยายใหญ่ขึ้น ความสัมพันธ์แบบเครือญาตลิ ดความสำ� คัญลง ขน้ั ที่ ๓ นครรฐั (City state) เมอื่ สงั คมขยายตวั ออกไปทง้ั ในแงจ่ ำ� นวนคนและดนิ แดน การจดั องคก์ ารทางการเมอื งกก็ ลาย สภาพจากหลาย ๆ เผ่ารวมกันขึ้นเป็นนครรัฐ โดยมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง นครรัฐเป็นชุมชนที่มีความ เปน็ อิสระทางการเมอื ง สามารถควบคุมวถิ ชี วี ติ ของพลเมอื ง ลักษณะท่สี ำ� คญั ของนครรัฐ คือเป็นเมือง ท่ีมีขนาดเล็ก เช่นกรีก สภาพทางภูมิศาสตร์เป็นตัวก�ำหนดขนาด และโครงสร้างซ่ึงโดยปกติแล้ว นครรัฐ-กรีกอยู่ใกล้ทะเล และตั้งอยู่บนเนินเขาซ่ึงสูงชัน ที่เนินเขาจะมีการสร้างปราการซึ่งมีความ ปลอดภัยสูงและมีบริเวณส�ำหรับเพาะปลูก นครรัฐกรีก เต็มไปด้วยเทือกเขา การคมนาคมติดต่อกับ บรเิ วณอืน่ เปน็ ไปดว้ ยความล�ำบาก ดังนั้นการพัฒนาชุมชนจงึ มขี นาดเล็กและเป็นอสิ ระ ตอ่ มาเมือ่ การ คา้ ขายเจรญิ มากขนึ้ ไดม้ กี ารพฒั นาบรเิ วณลา่ งและบรเิ วณใกลเ้ คยี งมาอยใู่ นอาณตั ิ ความเปน็ นครรฐั จงึ ไดม้ ที งั้ อาณาเขตท้งั ในเชงิ ภมู ศิ าสตรแ์ ละเชิงการเมืองกวา้ งกวา่ เดมิ เรยี กกนั วา่ นครรฐั หรือ Poles สำ� หรบั นครรฐั ของไทยนน้ั ไดแ้ ก่ หรภิ ญุ ไชย (ลำ� พนู ) เวยี งพงิ ค์ (เชยี งใหม)่ เขลางคน์ คร (ลำ� ปาง) และเวยี งโกสยั (แพร)่ เปน็ ต้น ข้นั ท่ี ๔ จกั รวรรดิ (Empire) ขน้ั น้ีเป็นขัน้ ทว่ี ิวัฒนาการมาจากนครรัฐ เกดิ ขน้ึ โดยการทน่ี ครรัฐหนง่ึ รุกรานและเข้ายดึ ครอง ดนิ แดนของนครรฐั อน่ื ไปเรอื่ ย ๆ จนมอี าณาเขตใหญโ่ ตกวา้ งขวาง อำ� นาจจะอยทู่ อี่ งคจ์ กั รพรรดแิ ตเ่ พยี ง ผู้เดยี ว จกั รวรรดนิ มี้ ที ั้งโลกทางตะวนั ออก และโลกทางตะวนั ตก ลักษณะของจักรวรรดิทางตะวันตก ได้แก่ จักรวรรดิโรมัน เริ่มจากนครรัฐโรม ได้ขยาย แสนยานุภาพออกไปไดอ้ าณาเขตเพ่มิ ข้ึนมากมาย ไมว่ าจะเปน็ อาณาจักน้อยใหญใ่ นอติ าลี ในเขตทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ในเอเซียไมเนอร์ และในยุโรปตะวันตก รวมท้ังประชากรก็ได้เพ่ิมมากข้ึน จักรวรรดิ
100 รฐั ศาสตร์เบื้องตน้ โรมันรุ่งเรืองอยู่นานหลายศตวรรษ ท่ีส�ำคัญคือจักรวรรดิโรมันได้ท้ิงมรดกไว้ให้ชาวโลกคือ มีการจัด วางขอ้ กฎหมายอยา่ งเปน็ ระเบยี บและมีระบบสะดวกแกก่ ารใช้ มีความสมบรู ณ์ถว้ นทวั่ ในทกุ แงท่ กุ มุม จึงไดร้ บั การยกยอ่ งว่าเป็นประมวล ในช่วงปี พ.ศ. ๑๐๑๙ (ค.ศ.๔๗๖) จักรวรรดิโรมันตะวนั ตกก็ลม่ สลายเมอื่ ถกู พวกชนเผ่าตวิ ตนั (Teuton) เชื้อสายเยอรมันเข้ารุกรานจักรวรรดิโรมันจึงสลายตัวลง อาณาจักรถูกพวกติวตันแบ่งออก เปน็ สว่ น ๆ แบง่ กนั ปกครอง จงึ เปน็ สาเหตใุ หม้ รี ะบบศกั ดนิ าขน้ึ การแตกสลายของจกั รวรรดโิ รมนั เทา่ กบั เป็นการเร่มิ ตน้ เขา้ สูย่ ุคกลางของยโุ รป แผนภาพประกอบ กษตั รยิ ์ ขุนนางผใู้ หญ่ ขนุ นางผู้นอ้ ย ทาสติดทด่ี ิน ขัน้ ที่ ๕ รัฐศกั ดนิ า (Feudal state) รูปแบบการปกครองน้ีอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางกับข้า (lord and vassals) คือ มลี กั ษณะเปน็ การแลกเปลยี่ นกรรมสทิ ธทิ์ จ่ี ะพงึ มใี นทรพั ยส์ นิ ของขา้ กบั การทจ่ี ะไดร้ บั การคมุ้ ครองและ บรกิ ารจากขนุ นางเป็นการตอบแทน ลักษณะส�ำคัญของรูปการปกครองแบบน้ี คือกษัตริย์ยอมรับรองอ�ำนาจของขุนนางในฐานะ ท่ีเป็นเจ้าของท่ีดินท่ีมีอยู่เหมือนข้าที่เคยเป็นเจ้าของท่ีดินมาก่อน ขุนนางมีสิทธิบังคับบัญชาข้า และมี การจัดต้ังกองทัพของขุนนางข้ึนเพื่อใช้ในการคุ้มครองป้องกันท่ีดินและทรัพย์ รวมทั้งชีวิตของพวกข้า ภายใตก้ ารปกครองของตน ฉะนน้ั การปกครองขา้ โดยทวั่ ไปจงึ อยใู่ นอำ� นาจของขนุ นางในแควน้ (Country) ต่าง ๆ ขณะเดียวกันบรรดาขุนนางต่าง ๆ ก็ยกย่องกษัตรยิ ์เปน็ หวั หนา้ (First among equals) และ ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกษัตริย์ โดยกระท�ำหน้าที่คอยช่วยเหลือกษัตริย์ในการท�ำสงคราม ส่วนที่ดินที่ขุนนางครอบครองอยู่น้ัน พวกข้าซ่ึงเป็นเจ้าของที่ดินอยู่เดิม (แต่ได้มอบกรรมสิทธ์ิให้แก่ ขุนนางเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้รับความคุ้มครอง) ก็ท�ำมาหากินในท่ีดินนั้นต่อไป และข้าก็มีหน้าที่ที่ จะต้องรับใช้ขุนนางในฐานะท่ีเป็นข้าของขุนนางอีกทางหนึ่งด้วย รัฐศักดินานี้เกิดขึ้นในสมัยกลาง (Middle age) ราว ๆ คริสต์ศตวรรษที่ ๕ -๑๖ รูปของรัฐด�ำรงอยไู่ ดด้ ว้ ยความผกู พนั ทางเศรษฐกิจ
กำ� เนดิ ของรัฐ (Origin of State) 101 ข้ันที่ ๖ รฐั ชาติ (Nation State) เกดิ ขน้ึ หลงั จากรฐั ศกั ดนิ าไดเ้ สอ่ื มลงไปพรอ้ ม ๆ กบั อทิ ธพิ ลของขนุ นางในปลายครสิ ตศ์ ตวรรษ ท่ี ๑๖ ลักษณะส�ำคัญของรัฐชาติ คือเกิดขึน้ จากความร้สู ึกผกู พนั ของประชาชนท่มี คี วามร้สู กึ ภาคภมู ใิ จ ในความเป็นสมาชิกของชุมชุนเดียวกัน มีสัญลักษณ์อย่างเดียวกัน เช่น มีกษัตริย์องค์เดียวกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเดียวกัน มีวิถีชีวิตและยึดถือวัฒนธรรมเดียวกัน มีศาสนาและภาษา เดียวกัน และมีรัฐบาล มีอ�ำนาจอธิปไตยท่ีสมบูรณ์ตลอดจนดินแดนท่ีครองครองอยู่ก็มีอาณาเขตที่ แน่นอนข้ึน ปัจจัยส�ำคญั ทเี่ อื้ออ�ำนวยก่อใหเ้ กดิ รฐั ชาติขึ้น คือ ๑. ครสิ ตศ์ าสนา ซง่ึ มสี ว่ นอยา่ งมากทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ รฐั ชาตขิ นึ้ ในยโุ รป กลา่ วคอื ตามรปู การปกครอง ของศาสนจักร ได้มอบอ�ำนาจให้พระสังฆราชควบคุมดูแลสังฆมณฑล ฉะนั้นวัดในคริสต์ศาสนาจึงมี โครงสรา้ งทางการบรหิ ารและอาณาเขตในลกั ษณะท่ีเอือ้ อ�ำนวยใหม้ ีการพัฒนาเปน็ รฐั ตอ่ ไป ๒. การเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกิจอันเป็นผลให้เกดิ การเปลี่ยนแปลงทางสงั คม และการเมอื ง เน่ืองจากในยุคน้ันมีการตื่นตัวในการส�ำรวจดินแดน และมีการค้นพบเส้นทางเดินเรือใหม่ท�ำให้ยุโรป สามารถขยายกิจการด้านการค้าออกไปอย่างกว้างขวาง และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการน้ี ได้แก่ พวกพอ่ ค้า นักธุรกิจ และนายธนาคาร ซงึ่ ต่อมาพวกนีไ้ ดก้ ลายมาเปน็ ชนชั้นกลาง กษตั ริย์ซงึ่ ไดร้ ับการ ท้าทายพระราชอ�ำนาจจากขุนนางหันมาพึ่งชนชั้นกลางเหล่านี้เพราะมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ขณะเดียวกันชนช้ันกลางก็อาศัยอ�ำนาจของกษัตริย์ปกป้องคุ้มครองการค้าขายโพ้นทะเลของตน เป็นการพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกัน และกันน�ำไปสู่การสร้างรัฐชาติ และส่งเสริมการปกครองในระบอบ สมบูรณาญาสิทธริ าชย์ รฐั ชาตไิ ดว้ วิ ัฒนาการมา ๒ ยุค คือ ยุคกษัตริย์ และยุคประชาธปิ ไตย ๑. ยุคกษัตริย์ ( Dynastic Period ) ในยุคกษัตริย์นี้ เป็นยุคท่ีกษัตริย์มีอ�ำนาจเด็ดขาด ในการปกครองประเทศ หรือที่เรียกว่า “ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (Absolute Monarchy) คือว่า กษัตริย์เป็นตัวแทนของพระเจ้าและเป็นตัวแทนของประเทศแต่พระองค์เดียว ดังน้ันพระราชประสงค์ ของกษตั ริยจ์ ึงเปรยี บเสมือนกฎหมาย ๒. ยุคประชาธิปไตย (Democratic period) หรือท่ีเรียกว่า “ยุคปัจจุบัน” (Modern period) ซงึ่ เปน็ ยคุ ทปี่ ระชาชนไดต้ นื่ ตวั ในการปกครองตนเอง และเรม่ิ ไมย่ อมรบั วา่ กษตั รยิ เ์ ปน็ ตวั แทน ของพระเจ้าหรอื ผ้ทู ีศ่ กั ดสิ์ ิทธิ์ (Divines rights of king) อีกต่อไป รฐั แห่งชาตใิ นยุคน้ีจงึ ได้น�ำเอาแนว ความคดิ เรอ่ื งประชาธปิ ไตยเปน็ ของปวงชนมาอา้ ง (Popular sovereignty) และไดม้ กี ารปฏวิ ตั อิ ญั เชญิ กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย (Constitutional monarchy) หรือที่เรียกว่าเป็นการปกครองรูปแบบ
102 รัฐศาสตรเ์ บ้ืองตน้ “กษตั รยิ ถ์ กู จำ� กดั อำ� นาจ” (Limited monarchy) และในบางประเทศทก่ี ษตั รยิ ม์ ไิ ดท้ รงไวซ้ งึ่ ความเปน็ ธรรมกจ็ ะถูกโค่นลม้ และเปลย่ี นแปลงเปน็ ระบบการปกครองเปน็ ระบบสาธารณรัฐ (Republic) คือมี บุคคลธรรมดาขึน้ ไปเป็นประมุขของรัฐแทนกษัตริย์ ข้ันท่ี ๗ รฐั โลก (World state) ขั้นนี้ส�ำหรับในปัจจุบันรัฐโลกยังคงเป็นเพียงความเพ้อฝัน ที่เรียกว่า “ยูโธเปีย” (Utopia) มากกว่าท่ีจะเป็นจริงได้ อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาจากอดีตท่ีผ่านมา การขยายอ�ำนาจของพระเจ้า อเล็กซานเดอร์ (Alexander) ในยคุ จักรวรรดิโรมนั การขยายอำ� นาจของพระเจา้ นโปเลียนของฝรั่งเศส การก่อสงครามโลกครั้งท่ี ๒ ของฮิตเลอร์ เป็นผลท�ำให้เกิดความพยายามที่จะรวมกันเข้าเป็นอันหน่ึง อันเดียวกันเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยการจัดต้ังองค์การระหว่างประเทศข้ึน ท่ีเรียกว่า องคก์ ารสหประชาชาติ แตเ่ ปน็ เพยี งกา้ วหนงึ่ เทา่ นน้ั แมป้ จั จบุ นั ในแตล่ ะภมู ภิ าคของโลก ประเทศตา่ ง ๆ กไ็ ดม้ กี ารรวมกลมุ่ กนั ในรปู ระบบเหนอื ชาติ (Supranationality) ซง่ึ หมายถงึ ระบบการเมอื งทอี่ ยรู่ ะหวา่ งระบบสหพนั ธรฐั (Federation) และระบบ องคก์ ารระหว่างประเทศ (Intergovernmental organization) ซ่งึ ถอื เปน็ ระดบั การรวมกลุ่มทางการ เมืองท่ีลึกซึ้งขึ้นมาอีกระดับหน่ึง ประเทศสมาชิกจะมีการมอบหมายอธิปไตยส่วนหน่ึงไปให้แก่องค์กร กลาง ซึ่งจะมีอ�ำนาจในการตัดสินใจแทนประเทศสมาชิกท้ังหมด เช่นประชาคมยุโรป (European community) หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ท่มี ีองคป์ ระกอบของระบบเหนอื ชาติอยบู่ า้ ง ไดแ้ ก่ นาโต้ (NATO) และความร่วมมือระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมภายในภูมิภาคเดียวกัน อาทิเชน่ อาเซยี น (ASEAN) ซาร์ค (SARC) เป็นตน้ แต่กย็ งั คงเปน็ เพียงกา้ วต่อไปเท่านั้น ความพยายาม ในการจดั ตงั้ รฐั โลกกย็ งั คงมอี ยู่ จะเหน็ ไดจ้ ากเมอ่ื เสรจ็ สนิ้ สงครามอา่ วเปอรเ์ ซยี ประธานาธบิ ดี จอรจ์ บชุ ซงึ่ เปน็ ประธานาธบิ ดขี องสหรฐั อเมรกิ าในขณะนน้ั ไดป้ ระกาศออกมาวา่ จะตอ้ งมกี ารจดั ระเบยี บโลกใหม่ ซ่งึ ชาวโลกกค็ งจะต้องเฝ้ามองกนั ตอ่ ไปว่าจะเปน็ ไปในรูปใดในอนาคต ทฤษฎีก�ำเนิดรฐั กบั สังคมไทย การศกึ ษาทฤษฎเี กย่ี วกบั การกำ� เนดิ รฐั เพอ่ื จะไดท้ ราบวา่ การรวมตวั ของมนษุ ยข์ นึ้ เปน็ องคก์ ร ทางการเมืองน้ันเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และสามารถอยู่รวมกันได้โดยยึดหลักการอะไรในการปกครอง มนษุ ยใ์ หอ้ ยรู่ วมกนั ได้ โธมสั ฮอบส์ นกั รฐั ศาสตรช์ าวองั กฤษไดส้ นบั สนนุ ทฤษฎสี ญั ญาประชาคมทชี่ มุ ชน ยอมมอบอ�ำนาจให้กษัตริย์เด็ดขาด ซึ่งประเทศยุโรปใช้ทฤษฏีน้ี ในระยะคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๗ ส่วน ประเทศไทยไดน้ ำ� เอาแนวคดิ ของศาสนาพราหมณม์ ากำ� หนดรปู แบบของระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช คอื มกี ษตั รยิ เ์ ปน็ ผมู้ อี ำ� นาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ ตง้ั แตป่ ลายสมยั กรงุ สโุ ขทยั โดยขอมเปน็ ผนู้ ำ� เข้ามา ซ่ึงขอมเองก็ได้รับอิทธิพลเทวสิทธิ์ในการปกครองประเทศมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง ทฤษฎี เทวสิทธ์ิเขา้ มามีอิทธพิ ลเหนอื การปกครองของคนไทย เปน็ ไปตามล�ำดบั สมยั ดังน้ี
ก�ำเนิดของรฐั (Origin of State) 103 ๑. สมยั กรงุ สโุ ขทยั ตอนตน้ และตอนกลาง อำ� นาจของผปู้ กครองบา้ นเมอื งจะอยทู่ ตี่ วั ผมู้ อี ำ� นาจ เป็นใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการเรียกขานนามว่าพ่อบ้าน พ่อเมือง หรือพ่อขุน อ�ำนาจสิทธิ์ขาดในการ ตดั สนิ คดคี วาม การปกครอง จะอยทู่ บี่ คุ คลเหลา่ นี้ ไมใ่ ชอ่ ยทู่ ป่ี ระชาชน ซงึ่ เปน็ ลกั ษณะคลา้ ยกบั ทฤษฎี เทวสทิ ธ์ิ ใครมฐี านะ มบี ารมบี ญุ ญาธกิ ารอยใู่ นสายเลอื ด หรอื ไดร้ บั การรบั รองจากอำ� นาจศกั ดส์ิ ทิ ธถ์ิ อื วา่ เป็นผู้ที่เหมาะสมท่ีจะเป็นผู้น�ำ อิทธิพลของทฤษฎีนี้เข้ามาในไทยต้ังแต่สมัยสุโขทัย จนถึงสมัยกรุง ศรอี ยธุ ยา และเรอ่ื ยมาจนถงึ รชั กาลที่ ๔ แห่งกรงุ รัตนโกสินทร์ ๒. เม่ือสิ้นสมัยรัชกาลท่ี ๔ ถือว่าเป็นการเร่ิมต้นแห่งทฤษฎีสัญญาประชาคม แต่ก็ยังไม่แพร่ หลายและใช้กันเต็มรูปแบบ เต็มรูปแบบหมายถึง กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ท้ังน้ีเพราะ ก่อนท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะสิ้นพระชนม์พระองค์มิได้มอบหมายให้ผู้ใดสืบทอด เป็นรัชทายาท แต่ไดม้ อบให้ขา้ ราชการช้นั ผใู้ หญ่ประชุมปรึกษาหารือกนั เลือกรชั ทายาทแทนพระองค์ การประชุมปรึกษากันน้ีเรียกว่า “เอนกนิกรสโมสรสมมติ” หมายถึงการชุมนุมการจัดตั้งข้ึนจาก ประชาชนจำ� นวนมาก ซ่งึ มลี ักษณะใกล้เคียงกับระบอบประชาธิปไตยมากขน้ึ ๓. สมยั พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดมกี ารเปล่ยี นแปลงการปกครองอยา่ งใหญห่ ลวงในประเทศไทย คือ เปล่ียนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศ แต่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ น่ันคือการเร่ิมต้นเข้าสู่ทฤษฎีสัญญาประชาคม โดยการน�ำ ระบบเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร เขา้ ไปเพอื่ จดั ตง้ั รฐั บาล ออกกฎหมายปกครองประเทศ ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ การนำ� ทฤษฎสี ญั ญาประชาคมมาใช้น่ันเอง สรปุ ทฤษฎีกำ� เนดิ ของรัฐดังกล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นไดว้ ่า แต่ละทฤษฎีพยายามอธิบายจดุ กำ� เนดิ ของรฐั ใหใ้ กลเ้ คยี งและชดั เจนทส่ี ดุ แตล่ ะทฤษฎลี ว้ นมจี ดุ เดน่ และจดุ ดอ้ ยอยใู่ นตวั เอง ไมม่ คี วามสมบรู ณ์ ถกู ต้องชดั เจนพอที่จะชีช้ ัดลงไปวา่ แทจ้ รงิ แล้วรัฐมจี ดุ กำ� เนิดมาอย่างไร แต่ตามพืน้ ฐานของความเปน็ จริงแล้ว หากน�ำจุดเด่นของแต่ละทฤษฎีมาประมวลกันเข้าเป็นอันเดียวแล้ว ก็สามารถอธิบายก�ำเนิด ของรฐั และจดุ ประสงคท์ างการเมอื งของแตล่ ะทฤษฎไี ดเ้ ชน่ กนั ทฤษฎเี ทวสทิ ธอิ์ ธบิ ายการกำ� เนดิ รฐั ตาม หลักการของคริสตศ์ าสนาทถ่ี อื ว่า พระเจ้าใหก้ �ำเนิดทุกสรรพส่ิงในโลกรวมทั้งรฐั ดว้ ย ซึ่งเป็นการงา่ ยใน การตง้ั ทฤษฎนี ี้ แตเ่ ปน็ การยากตอ่ การพสิ จู นข์ อ้ เทจ็ จรงิ ทฤษฎนี สี้ นบั สนนุ อำ� นาจสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช ของพระมหากษัติรย์ หรืออ�ำนาจของผู้น�ำท่ีไม่สนับสนุนในระบอบประชาธิปไตย โดยถือว่าอ�ำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงมีอย่างเตม็ ทใ่ี นฐานะเปน็ ตัวแทนพระเจ้า ไม่มีใครจะละเมดิ หรอื ล้มลา้ งได้ ทกุ คน ตอ้ งเชอ่ื ฟัง ซ่ึงเปน็ ผลดีต่อการเมอื งการปกครองในยคุ หนึ่งเช่นกนั ทฤษฎกี ารแบง่ งานไมส่ ามารถอธบิ ายไดว้ า่ รฐั เกดิ ขนึ้ มากอ่ นแลว้ จงึ แบง่ งาน หรอื การแบง่ งาน เกดิ ขนึ้ กอ่ นแลว้ จงึ กอ่ ใหเ้ กดิ รฐั ประชาชนทถ่ี กู แบง่ งานใหท้ ำ� ตามความเหมาะสมมาจากไหน รวมตวั กนั เขา้ เปน็ สงั คมโดยวธิ ใี ด
๑๐๔ รฐั ศาสตรเ์ บือ้ งตน้ ทฤษฎที ส่ี ามารถอธบิ ายกำ� เนดิ รฐั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน คอื ทฤษฎพี ลกำ� ลงั หรอื ทฤษฎอี ำ� นาจบงั คบั ในการใช้ก�ำลังรวบรวมเผ่าชนทอ่ี ่อนแอกว่าเข้ามาอยู่ในอำ� นาจ แล้วก่อตั้งรฐั ข้นึ ซึ่งมีรฐั ท่ีกำ� เนิดข้ึนมา ในลักษณะนี้ไม่น้อยเช่นกัน แต่รัฐทุกรัฐในโลกก็ไม่ได้เกิดในลักษณะนี้ทั้งหมด ทฤษฎีนี้ไม่อาจอธิบาย การกำ� เนิดรัฐไดค้ รอบคลุมทงั้ หมดไดอ้ ยดู่ ี ส่วนทฤษฎีอภิปรัชญานั้น อธิบายการก�ำเนิดรัฐในรูปแบบของนามธรรม พิเศษแตกต่างจาก สงั คมมนุษยท์ ่ัวไป แตเ่ ป็นสภาวะท่มี ีอยู่จรงิ ไม่อาจตอบคำ� ถามได้อย่างแทจ้ ริงวา่ รฐั เกดิ ข้ึนไดอ้ ยา่ งไร ทฤษฎีนีน้ ่าจะจดั อยู่ในกลุ่มทฤษฎเี ทวสทิ ธ์ิได้ ทฤษฎกี ำ� เนิดรฐั ที่มีทฤษฎแี ละสมมติฐานไปในแนวทางเดียวกัน คือ ทฤษฎสี ัญชาตญาณหรือ ทฤษฎีธรรมชาติ ทฤษฎีสัญญาประชาคม และทฤษฎีทางกฎหมาย ทฤษฎีวิวัฒนาการ สามารถให้ ค�ำตอบเกี่ยวกับการก�ำเนิดของรัฐได้อย่างสมเหตุผล ตามแนวทางของทฤษฎีอัคคัญญสูตร คือรัฐน้ัน พัฒนาไปจากรูปแบบของครอบครัวแล้วค่อยๆเจริญขึ้น มีการสร้างบ้านเรือนมากข้ึน มีการเร่ิมสะสม อาหารและทรัพยส์ มบัติ มีการออกกฎเกณฑ์ กติกา ท่เี ปน็ ลกั ษณะสัญญาประชาคม ทใี่ ช้ควบคุมสงั คม มีความจ�ำเป็นท่ีจะมีหัวหน้ามาคุ้มครองรักษากฎเกณฑ์ กติกา รักษาความสงบสุขแก่สมาชิกในสังคม ตลอดจนรักษาทรัพย์สินก็เกิดข้ึนตามมา และเร่ิมมีการถือกรรมสิทธ์ิในท่ีดินเกิดขึ้น กษัตริย์พระองค์ หน่ึงๆ ก็จะทรงครอบครองอาณาจกั รท่มี อี าณาเขตแน่นอน รัฐท่สี มบูรณ์แบบก็เกิดข้ึนแต่บดั นนั้
บทท่ี ๔ อ�ำนาจอธปิ ไตย (Sovereignty) ความหมายของอ�ำนาจอธิปไตย อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) มาจากค�ำในภาษาลาตินวา่ “Superanus” ภาษาฝรั่งเศสใช้ คำ� ว่า “Sourverainete” แปลว่า อำ� นาจสูงสดุ ในการปกครอง นงเยาว์ พีระตานนท์ ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า “อำ� นาจอธปิ ไตย๕๑ (Sovereignty) เป็นอ�ำนาจ สงู สดุ ในการปกครองประเทศ เปน็ องคป์ ระกอบอยา่ งหนง่ึ ของรฐั เปน็ องคป์ ระกอบทแ่ี สดงวา่ รฐั นน้ั เปน็ อสิ ระในการปกครองตนเอง เปน็ รฐั เอกราช ในรฐั ธรรมนญู จะตอ้ งบญั ญตั เิ รอื่ งราวของอำ� นาจอธปิ ไตยไว้ ในแง่ของความเป็นเจ้าขององคก์ รท่ีใช้อ�ำนาจน้ี และการแบง่ กันใช้อำ� นาจเปน็ ตน้ พลศักด์ิ จิรไกรศิริ สรุปความหมายของอ�ำนาจอธิปไตยในปัจจุบัน๕๒ ว่า “รัฐเป็นผู้มีอ�ำนาจ ทางการเมอื งแตเ่ พยี งผเู้ ดยี ว ภายในขอบแดนภมู ศิ าสตรข์ องรฐั และมอี ำ� นาจอสิ ระจากอำ� นาจภายนอก” จรูญ สุภาพ ได้ให้ทัศนะเก่ียวกับอ�ำนาจอธิปไตย๕๓ ไว้ว่า “อ�ำนาจอธิปไตยเป็นอ�ำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ อ�ำนาจนี้ท�ำให้บังเกิดผลต่อรัฐหลายประการ ที่ส�ำคัญคือ ท�ำให้รัฐมีอ�ำนาจ ดำ� เนินการภายในประเทศ และกิจกรรมระหว่างประเทศได้อย่างเต็มท่ี ท�ำให้รัฐมีอ�ำนาจบังคับเพ่ือให้ มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่รัฐได้ก�ำหนดขึ้น รัฐสามารถใช้ก�ำลังเพ่ือที่จะด�ำเนินกิจการ ภายใจประเทศตลอดจนจดั การในการปอ้ งกนั อธปิ ไตยของชาติ ผทู้ เ่ี ปน็ เจา้ ของอำ� นาจนไ้ี ดแ้ กป่ ระชาชน ทวั่ ไป สำ� หรบั ผทู้ ี่ใชอ้ ำ� นาจนี้ ประชาชนไดม้ อบหมายใหป้ ระชาชนอีกกลมุ่ หนงึ่ เปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การ ทำ� การ งานแทนปวงชนท้ังประเทศ เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยว่า รัฐบาล รัฐบาลน้ีน�ำ เจตนารมณข์ องปวงชนมาใชบ้ งั คบั โดยใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ เครอ่ื งสนบั สนนุ เพอ่ื ทำ� ใหเ้ จตนารมณน์ น้ั บังเกิดผล เนอ่ื งจากอำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ อำ� นาจสงู สดุ ดงั กลา่ วแลว้ เพราะฉะนนั้ จงึ ไมม่ อี ำ� นาจใดในรฐั อยู่ เหนืออ�ำนาจอธปิ ไตย ฉะน้นั ไมม่ ีขอ้ จำ� กัดใด ๆ ในการใชอ้ �ำนาจอธิปไตย ถ้ามอี �ำนาจมาจ�ำกัดอ�ำนาจ อธปิ ไตย อำ� นาจอธปิ ไตยกไ็ มเ่ ปน็ อำ� นาจอกี ตอ่ ไป และอำ� นาจทม่ี าจำ� กดั กก็ ลายเปน็ อำ� นาจอธปิ ไตยใหม่ ๕๑ นงเยาว์ พรี ะตานนท์ เรอ่ื งเดมิ หนา้ ๓๕ ๕๒ พลศกั ด?ิ จริ ไกรศริ ิ รศ. ดร. เรอ่ื งเดมิ หนา้ ๔๑ ๕๓ จรญู สภุ าพ ศ. เรอ่ื งเดมิ หนา้ ๗๙
106 รัฐศาสตรเ์ บื้องต้น ในทางปฏิบัติ รัฐบาลผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยน้ี แม้ว่าจะมีอ�ำนาจสูงสุดในการด�ำเนินกิจการ และการใช้อ�ำนาจบังคับ แต่รัฐบาลก็ไม่ใช้อ�ำนาจที่ฟุ่มเฟือย ในประเทศประชาธิปไตย รัฐบาลได้เปิด โอกาสใหป้ ระชาชนไดใ้ ชเ้ สรภี าพ โดยแสดงเจตนารมณข์ องตนใหป้ รากฏชดั แจง้ และในการใชเ้ สรภี าพนน้ั รัฐบาลก็ไม่ไปก้าวก่ายหรือยับยั้ง แต่ในกรณีที่ได้มีการกระท�ำผิด หรือกระท�ำการที่เป็นที่เดือดร้อนใน หมู่ประชาชน รัฐบาลก็อาจจะเข้าแทรกแซงได้ โดยการใช้อธิปไตยท่ีตนมีอยู่ ในประเทศเผด็จการ การมีและการใช้อำ� นาจอธิปไตยนีแ้ ตกต่างกนั ออกไป คือ อำ� นาจอธปิ ไตยไมเ่ ป็นของปวงชน อำ� นาจน้ี เป็นของชนช้ันการปกครองหรือผู้เผด็จการ และผู้เผด็จการจะใช้อ�ำนาจนี้ไปในทางใด ๆ ก็ได้ตาม ปรารถนา” สุขุม นวลสกุล และคณะ ได้ให้ความหมายของอ�ำนาจอธิปไตย๕๔ ว่า “อ�ำนาจอธิปไตย คือ อ�ำนาจเด็ดขาด และเต็มท่ีท่ีจะบัญญัติ บังคับ และตัดสินกฎหมายส�ำหรับประชาชนภายในอาณาเขต ของรฐั เปน็ อำ� นาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศ ประเทศทเี่ ปน็ เอกราชจะตอ้ งมอี ธปิ ไตยเปน็ ของตนเอง คอื สามารถทจ่ี ะดำ� เนนิ กจิ การภายในหรอื ภายนอกประเทศโดยอสิ ระ ไมถ่ กู บงั คบั ควบคมุ หรอื แทรกแซง โดยประเทศอ่ืน” จากความหมายดงั กลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ อำ� นาจอธปิ ไตย คอื อำ� นาจสงู สดุ ในการปกครอง และบริหารประเทศ ไมม่ อี ำ� นาจอ่ืนใดอยเู่ หนอื อธิปไตยของรัฐ และไม่มอี ิทธพิ ลอนื่ ใด หรอื อทิ ธพิ ลจาก ภายนอกรัฐจะครอบง�ำได้ การใช้อ�ำนาจอธิปไตยไม่มีขอบเขตจ�ำกัด เป็นการแสดงถึงความเป็นรัฐท่ีมี อธิปไตยภายในและความเปน็ เอกราชของประเทศ ดังน้ัน อ�ำนาจอธิปไตยจึงเป็นอ�ำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ไม่มีอ�ำนาจอ่ืนใดมา เท่าเทียมหรือเหนือกว่าได้ ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเป็นผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยในการด�ำเนินการบริหาร ทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ สำ� หรบั รฐั บาลประชาธปิ ไตยจะไมใ่ ชอ้ ำ� นาจฟมุ่ เฟอื ย ยงั คงเปดิ โอกาส ใหป้ ระชาชนไดใ้ ชส้ ทิ ธแิ ละเสรภี าพ ทง้ั นป้ี ระชาชนเปน็ เจา้ ของอำ� นาจอธปิ ไตย สว่ นในประเทศเผดจ็ การ อำ� นาจนเี้ ป็นของผู้ปกครองหรอื ผู้น�ำ และจะใช้อ�ำนาจนี้อย่างใดกต็ ามที่ต้องการ ววิ ฒั นาการทฤษฎีวา่ ด้วยอ�ำนาจอธปิ ไตย ศพั ท์ “อธปิ ไตย” และสงั กปั หรอื มโนทศั น์ (Concept)๕๕ เกยี่ วกบั อำ� นาจอธปิ ไตยวา่ เปน็ อำ� นาจ เดด็ ขาดไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากนกั คดิ ฝรง่ั เศสชอื่ ฌอง โบแดง็ (Jean Bodin) และเรม่ิ ใชโ้ ดยโบแดง็ ในปี ค.ศ. ๕๔ สขุ มุ นวลสกลุ รศ. ดร. วทิ ยา นภาศริ กิ ศุ ลกจิ รศ. ดร. และวเิ ศษฐ์ ทวเี ศรษฐ์ รศ. ดร. “การเมอื งและการปกครองไทย” (กรงุ เทพฯ หจก. แสงจนั ทรก์ ารพมิ พ์ : ๒๕๓๑) หนา้ ๒ ๕๕ จริ โชค (บรรพต) วรี ะสยั ดร. สรุ พล ราชภณั ฑารกั ษ์ ดร. สรุ พนั ธ์ ทบั สวุ รรณ์ ผศ. เรอื่ งเดมิ หนา้ ๑๐๔-๑๐๕
อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) 107 ๑๕๗๕ ประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้ว โบแด็งสนับสนุนกษัตริย์ฝรั่งเศสเพ่ือให้มีอ�ำนาจเต็มท่ี ทั้งนี้เพ่ือลด อ�ำนาจของ ๑) องค์การศาสนาคริสต์ คือบรรดานักบวชท้งั หลาย ๒) บรรดาผ้มู ีอำ� นาจศักดนิ า โบแด็ง ได้พฒั นาทฤษฎีอำ� นาจอธิปไตยขนึ้ มา โดยกล่าวว่ารฐั จะต้องมีอำ� นาจเด็ดขาด จะแบ่ง แยกไมไ่ ด้ และอำ� นาจนน้ั จะตอ้ งอยกู่ บั ผถู้ อื อำ� นาจโดยชอบธรรม สำ� หรบั โบแดง็ ผมู้ อี ำ� นาจอนั ชอบธรรม ได้แก่ กษัตริย์ แต่ทั้งนี้อยู่ภายใต้ ๑) กฎเกณฑ์ของพระผู้เป็นเจ้า (Law of God) ๒) กฎธรรมชาติ (Law of nature) และ ๓) กฎหมายระหวา่ งประเทศตา่ ง ๆ ในศตวรรษที่ ๑๗ มีนักคิดชาวอังกฤษคนหน่ึงชื่อ ธอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ๑๕๘๘ – ๑๖๗๙) ไดพ้ ฒั นาความคิดเรอ่ื งอำ� นาจอธิปไตยย่งิ ขึ้นไปอีก โดยกล่าวว่า อำ� นาจอธปิ ไตยจะ ตอ้ งอยทู่ บ่ี คุ คลผมู้ อี ำ� นาจเพยี งคนเดยี ว ฮอบสย์ กยอ่ งใหอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยสงู สดุ โดยปราศจากการเหนย่ี ว ร้ังใด ๆ ผลกค็ อื เทา่ กับเปน็ การสนบั สนุนระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ โดยเฉพาะพระเจา้ ชาร์ลส์ที่ ๑ ตอ่ มามกี าร “ปฏวิ ตั อิ นั รงุ่ โรจน”์ (The Glorious Revolution, ๑๖๘๘ – ๑๖๘๙) เกดิ ขนึ้ จาก การท่ีพระเจ้าเจมส์ที่ ๒ (King James II) ซ่ึงเป็นผู้เคร่งในศาสนาคริสต์นิกายแคธอลิกและได้ขยาย กองทัพเพราะมุ่งท่ีจะก�ำราบฝ่ายรัฐสภา และต้องการให้อังกฤษซึ่งส่วนใหญ่นับถือนิกายแองกลิคัน (Anglicans) เป็นประเทศคาทอลกิ ดังนั้น เม่อื ราชโอรสได้ประสตู ิขน้ึ มาจึงทำ� ใหก้ ลุ่มการเมือง ๒ กล่มุ คือ วิกส์ (Whigs) และทอรี่ส์ (Tories) รวมกันได้และอัญเชิญเจ้าชายดัชต์จากฮอลแลนด์ คือวิลเลียม ที่ ๓ แหง่ โอเร้นจ์ และชายา คือ Mary มาเป็นกษัตรยิ ์และพระราชนิ อี ังกฤษ พระเจ้าเจมส์ที่ ๒ เสด็จ หนไี ปยงั ฝรงั่ เศส ตอ่ มาในปี ค.ศ. ๑๖๘๙ รฐั สภาองั กฤษไดอ้ อกกฎหมาย กำ� หนดขอบเขตอำ� นาจกษตั รยิ ์ และตรา “บทบญั ญตั ิแห่งสิทธ”ิ (Bill of Rights) เพ่อื ค้มุ ครองราษฎรอังกฤษขนึ้ ในปี ค.ศ. ๑๘๖๙ คอื ประมาณ ๑๒๐ ปมี าแลว้ ภายหลงั การปฏวิ ตั ดิ งั กลา่ ว คอื ในปี ค.ศ. ๑๖๙๐ จอหน์ ลอ้ ค (John Locke, ๑๖๓๒ – ๑๗๐๔) นักปรัชญาอังกฤษได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับ “อ�ำนาจจ�ำกัดของรัฐบาล” ในหนังสือชื่อ The Second Treatise of Government ทั้งฮอบส์และล้อคใช้ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social contract) แต่ได้ พฒั นาสงั กปั หรือมโนทัศน์ (Concept) แหง่ “สญั ญาประชาคม” สิทธติ ามธรรมชาตแิ ละอนื่ ๆ จนเปน็ ทฤษฎที แ่ี ตกต่างกันออกไป ธอมสั ฮอบส์ ไดเ้ สนอทฤษฎที ว่ี า่ รฐั บาลเกดิ ขน้ึ จากการทำ� สญั ญามนษุ ยใ์ นยคุ โบราณ เปน็ การ มอบอ�ำนาจให้กับผู้ปกครองคนหน่ึง แต่เม่ือมอบให้แล้วเรียกคืนไม่ได้ เป็นการมอบแบบให้แล้วให้เลย เมอื่ ผปู้ กครองผนู้ นั้ เสยี ชวี ติ ไป กม็ อบตอ่ เปน็ มรดกใหท้ ายาท สำ� หรบั ลอ้ คนน้ั ถอื วา่ การมอบอำ� นาจจาก สัญญาเช่นว่านั้นเป็นการมอบโดยมีเงื่อนไขคือ ๑) ผู้ปกครองชาติจะต้องกระท�ำต่อผู้มอบอ�ำนาจให้คือ ตอ้ งปกครองดี และ ๒) สทิ ธขิ องมนษุ ยเ์ ปน็ ของมมี าโดยธรรมชาติ (natural right) ดงั นนั้ จงึ ยอ่ มสามารถ เรยี กรอ้ งอ�ำนาจท่ีมอบใหไ้ ปแล้วกลบั คืนมาได้
108 รฐั ศาสตรเ์ บอื้ งต้น ทฤษฏีของ จอห์น ล้อค เป็นท่ียอมรับกันอย่างกว้างขวาง คือถือว่าอ�ำนาจที่รัฐบาลใช้นั้นไป จากปวงชน ดังนั้น จงึ ไมใ่ ชอ่ ำ� นาจตลอดกาล อ�ำนาจอธิปไตยตามทฤษฎีของล้อคไม่เป็นตลอดกาล เพราะจะต้องผ่านการมอบให้เป็น คราว ๆ คือดว้ ยการเลอื กตัง้ อยา่ งเสรี อำ� นาจอธปิ ไตยของจอหน์ ลอ้ ค ไมเ่ ดด็ ขาด เพราะจะตอ้ งถกู ควบคมุ โดยประชาชน (ผา่ นผแู้ ทน) ลักษณะของอ�ำนาจอธปิ ไตย จากค�ำนิยามข้างต้น จะเห็นได้ว่าอ�ำนาจอธิปไตยเป็นอ�ำนาจท่ีมีความเด็ดขาดกว้างขวาง ครอบคลุม ทุกคนที่อยู่ภายใต้รัฐจะต้องอยู่ภายใต้อ�ำนาจอธิปไตยของรัฐนั้นทั้งส้ิน ตามความเห็นของ นกั รัฐศาสตรเ์ ห็นว่าลักษณะส�ำคัญของอ�ำนาจอธิปไตยมี ๔ ประการ๕๖ คอื ๑. ความเดด็ ขาด (Absoluteness) ๒. เปน็ การท่ัวไป (Comprehensiveness) ๓. ถาวร (Permanence) ๔. แบ่งแยกไมไ่ ด้ (Indivisibility) ความเดด็ ขาด (Absoluteness) ในขอ้ นห้ี มายความวา่ อำ� นาจอธปิ ไตยนน้ั ยอ่ มเปน็ อำ� นาจสงู สดุ ในแผน่ ดนิ ไมม่ อี ำ� นาจใดเหนอื กวา่ ถา้ มีอำ� นาจอน่ื ใดมาจำ� กดั อ�ำนาจอธปิ ไตย อำ� นาจน้นั ก็กลายเปน็ อำ� นาจอธิปไตยแทนที่ โดยหลักทัว่ ไป แล้วในประเทศ ในรัฐย่อมมีอ�ำนาจหลายชนิด แต่ละอ�ำนาจก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น อ�ำนาจของ บคุ คล อำ� นาจของกลมุ่ บคุ คล อำ� นาจของขา้ ราชการ อำ� นาจของหนว่ ยงาน เหลา่ นซี้ งึ่ มรี ะดบั แหง่ อำ� นาจ ไม่เท่ากัน แต่ท้ังหมดก็อยู่ภายใต้อธิปไตยท้ังส้ิน ในทางปฏิบัติจะไม่ใช้อ�ำนาจอธิปไตยท่ีขัดต่อหลักศีล ธรรม ขดั ตอ่ หลกั จรยิ ธรรมและจรรยา ทัง้ ๆ ทีอ่ ำ� นาจอธิปไตยเป็นอ�ำนาจทีเ่ ดด็ ขาดในแผ่นดิน แต่หลัก แก่งมนุษยธรรมน้ันกย็ ังจะเปน็ ขอ้ ทจี่ ำ� กัดการใช้อ�ำนาจอธิปไตยในแผ่นดนิ ลักษณะเช่นนจ้ี ะปรากฏอยู่ ในประเทศประชาธิปไตย ส�ำหรับประเทศเผด็จการนั้นการใช้อ�ำนาจอธิปไตยอาจเป็นไปอย่างรุนแรง โดยไม่คำ� นงึ ถงึ หลักศลี ธรรม และหลกั มนุษยธรรม ๕๖ จรญู สภุ าพ เรอื่ งเดมิ หนา้ ๘๐-๘๑
อ�ำนาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 109 เป็นการท่วั ไป (Comprehensiveness) หมายความว่า อ�ำนาจอธิปไตยน้ันมีอ�ำนาจครอบคลุมทั่วไปในรัฐ อ�ำนาจบังคับแห่งอ�ำนาจ อธปิ ไตยนน้ั อยเู่ หนอื ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งในรฐั ไมว่ า่ เปน็ บคุ คลหรอื ดนิ แดน หรอื องคก์ าร หรอื กลมุ่ คน อำ� นาจ น้ีย่อมแผ่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่งตลอดอาณาเขตของรัฐน้ัน ๆ เพราะฉะนั้น บุคคลใดก็ตาม หน่วย งานใดก็ตาม องค์การใดก็ตาม หากละเมิดกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่อ�ำนาจอธิปไตยได้ก�ำหนดข้ึนแล้ว ต้องถกู ลงโทษหรอื รับผลใด ๆ ทจี่ ะบังเกิดจากการบงั คบั ใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยนนั้ อาจจะมีขอ้ ยกเว้นบาง ประการเกี่ยวกับอ�ำนาจทัว่ ไปของอธปิ ไตย เช่น อ�ำนาจอธปิ ไตยจะไมบ่ ังคบั เขา้ ไปในหมหู่ รือกลมุ่ ของผู้ แทนรฐั ตา่ งประเทศทมี่ าประจำ� ในรฐั หนงึ่ รฐั ใด แตก่ ารยกเวน้ นเ้ี ปน็ เรอื่ งทดี่ ที แี่ ตล่ ะรฐั มอบใหต้ อ่ กนั และ แต่ละรฐั จะเรยี กคืนเม่ือใดกไ็ ด้ ถาวร (Permanence) อ�ำนาจอธิปไตยนี้จะคงอยู่ในรัฐโดยไม่มีวันสลาย ถ้าอ�ำนาจอธิปไตยสลายไปหรือหมดไป กเ็ ทา่ กบั วา่ รฐั นนั้ สลายไปดว้ ย ขอ้ ทน่ี า่ สงั เกต คอื รฐั บาลอาจจะเปลย่ี นไป อาจมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขหนว่ ย งานของรฐั แตอ่ �ำนาจอธิปไตยนนั้ จะตอ้ งคงอยู่ในรัฐไม่เปลย่ี นแปลง อสิ รภาพของรฐั นนั้ อยคู่ กู่ บั อำ� นาจอธปิ ไตย ไมม่ รี ฐั ใดซงึ่ สามารถเปน็ เอกราชอยไู่ ดโ้ ดยปราศจาก อ�ำนาจอธิปไตย เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่ารัฐเอกราชจะมีความม่ันคงถาวรแค่ไหน เพียงไรน้ัน อยู่ท่ี สามารถจะรักษาอ�ำนาจอธิปไตยไว้ได้อย่างไร ข้อส�ำคัญคือ ถ้าจะเป็นเอกราชและเป็นรัฐโดยสมบูรณ์ แลว้ ความมน่ั คงถาวรแหง่ อ�ำนาจอธปิ ไตยภายใจรัฐเป็นส่ิงจำ� เปน็ มากทส่ี ุด การแบง่ แยกไม่ได้ (Indivisibility) อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ อำ� นาจทมี่ องไมเ่ หน็ แตท่ ราบวา่ มอี ยใู่ นรฐั ทงั้ นเ้ี พราะเหตวุ า่ ผลของอำ� นาจ อธิปไตยน้ันมีอยู่ คือความเป็นเอกราชของรัฐน้ัน อ�ำนาจอธิปไตยน้ีไม่อาจที่จะแบ่งตัวเองออกไปได้ เพราะถ้าแบ่งออกไปแล้วจะท�ำให้รัฐเดิมสลายไป จะมีรัฐใหม่มาแทนที่ตามส่วนของการแบ่งอ�ำนาจ อธปิ ไตย จะเหน็ ไดว้ า่ ประเทศเกาหลี ประเทศมาเลเซยี เวยี ดนาม เยอรมนี จนี อนิ เดยี ประเทศเหลา่ น้ี เดมิ มอี ำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ อนั หนง่ึ อนั เดยี ว แตเ่ มอื่ มกี ารแบง่ ออกไปแลว้ กท็ ำ� ใหเ้ กดิ เปน็ ประเทศใหมเ่ พมิ่ ขน้ึ ประเทศเดิมสลาย คือ มีเกาหลีเหนอื – เกาหลใี ต้ เวยี ดนามเหนอื – เวยี ดนามใต้ เยอรมนั ตะวนั ตกและ เยอรมนั ตะวันออก อนิ เดีย – ปากสี ถาน จีนแดง แแ จนี ขาว มาเลเซีย – สิงคโปร์ เปน็ ต้น สำ� หรบั อำ� นาจอธปิ ไตยน้ี ไมอ่ าจจะแบง่ ตวั ออกเปน็ หลายสว่ น ดงั กลา่ วแลว้ แตอ่ าจจะแบง่ การ ใช้อ�ำนาจอธิปไตยได้ หมายความว่าในทุกประเทศ รัฐบาลจะเป็นผู้ที่น�ำอ�ำนาจอธิปไตยของ ประเทศไปใช้ให้บังเกิดผล และในการใช้อ�ำนาจอธิปไตยนั้นหน่วยงานของรัฐบาลมีหลายหน่วย เช่น
110 รัฐศาสตร์เบ้ืองตน้ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เพราะฉะน้ัน จึงเป็นหน้าที่ที่หน่วยต่าง ๆ ของรัฐจะแบ่งอำ� นาจอธิปไตย กันใช้ เช่น สภาก็จะใช้อ�ำนาจอธิปไตยในทางการออกกฎหมาย คณะรัฐมนตรีก็จะใช้อ�ำนาจอธิปไตย ในการกำ� หนดนโยบายของประเทศ บริหารประเทศ ฝ่ายตลุ าการกใ็ ช้ในการพพิ ากษาคดตี ่าง ๆ ยง่ิ กวา่ นน้ั ในประเทศทเ่ี จรญิ แลว้ อำ� นาจอธปิ ไตยไดม้ กี ารแบง่ การใชใ้ นหลายระดบั เชน่ ระดบั ชาติ ระดบั ทอ้ งถนิ่ เปน็ ตน้ ระดบั ชาตกิ ค็ อื รฐั บาลกลาง ระดบั ทอ้ งถนิ่ กไ็ ดแ้ กร่ ฐั บาลมลรฐั ตำ�่ กวา่ มลรฐั กไ็ ดแ้ กเ่ ทศบาลหรอื เมอื ง ซ่งึ มอี ยเู่ ป็นจ�ำนวนมาก เช่น ในสหรฐั อเมรกิ ามไี ม่ต�ำ่ กว่า ๗ แสนหน่วย เป็นตน้ ประเภทของอ�ำนาจอธปิ ไตย๕๗ ไดม้ กี ารพจิ ารณาถงึ การจำ� แนกประเภทของอำ� นาจอธปิ ไตย ซงึ่ อาจแยกอำ� นาจอธปิ ไตยในแง่ ของการใชอ้ อกได้เปน็ ๕ ประเภท ดังต่อไปน้ี ๑. อำ� นาจอธิปไตยทางกฎหมาย (Legal Sovereignty) ๒. อำ� นาจอธิปไตยทางการเมอื ง (Political Sovereignty) ๓. อำ� นาจอธปิ ไตยตามข้อเท็จจรงิ (De Facto Sovereignty) ๔. อ�ำนาจอธปิ ไตยตามนติ นิ ัย (De Jure Sovereignty) ๕. อ�ำนาจอธปิ ไตยภายนอก (External Sovereignty) ๑. อำ� นาจอธิปไตยทางกฎหมาย กลา่ วได้วา่ อ�ำนาจอธิปไตยตามกฎหมายกค็ ือ อำ� นาจสูงสดุ ในการออกกฎหมายนั่นเอง หรือกล่าวอีกนัยหน่ึงได้ว่าเป็นอ�ำนาจสูงสุดภายในรัฐ ซ่ึงรัฐมีอ�ำนาจท่ีจะ ออกกฎหมายบังคับให้มีการปฏิบัติตามและองค์การท่ีมีอ�ำนาจดังกล่าวได้แก่ รัฐสภา และกฎหมายที่ ออกมาไดร้ บั การรบั รองวา่ มผี ลใชบ้ งั คบั โดยศาล จอหน์ ออสตนิ (John Austin) ชาวองั กฤษไดอ้ ธบิ ายวา่ สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษเป็นผู้มีอ�ำนาจอธิปไตยตามกฎหมายเพราะเป็นองค์การเดียวที่มีอ�ำนาจออก กฎหมายได้ และกฎหมายทผ่ี า่ นสภาพแลว้ จะไมม่ อี งคก์ ารอนื่ ใดบอกเลกิ ลม้ ลา้ งได้ ฉะนนั้ อำ� นาจอธปิ ไตย ทางกฎหมายจึงเปน็ เร่ืองของรฐั สภา ๒. อ�ำนาจอธิปไตยทางการเมือง หมายความว่าอ�ำนาจอธิปไตยโดยทางการเมืองเป็นความ คดิ เหน็ ของประชาชนในการออกเสยี งเลอื กตง้ั ฉะนนั้ ในประเทศทม่ี กี ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตย จึงถือว่าอ�ำนาจอธิปไตยทางการเมืองมีความส�ำคัญมาก เพราะเป็นการแสดงออกที่อ�ำนาจอธิปไตย ทางการเมอื งของประชาชน นน่ั กค็ อื การไปใชส้ ทิ ธอิ อกเสยี งเลอื กตง้ั เพอ่ื เลอื กผแู้ ทนของตนไปใชอ้ ำ� นาจ อธปิ ไตยทางกฎหมายโดยผา่ นทางรฐั สภาและผแู้ ทนราษฎรนไี้ ดร้ วมกนั ขน้ึ เปน็ สภานติ บิ ญั ญตั ิ ซง่ึ มหี นา้ ทใ่ี นการออกกฎหมายใชบ้ งั คับภายในประเทศได้เปน็ การทั่วไป ๕๗ อานนท์ อาภาภริ ม เรอื่ งเดมิ หนา้ ๔๐-๔๒
อำ� นาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 111 อนง่ึ มผี เู้ หน็ วา่ อำ� นาจอธปิ ไตยทางการเมอื งอยเู่ หนอื อำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย ทงั้ นเี้ พราะ อำ� นาจอธปิ ไตยทางการเมอื ง จะเปน็ ตวั กำ� หนดบคุ คลผใู้ ชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมายโดยกระบวนการ ของการเลือกตั้ง ๓. อ�ำนาจอธิปไตยตามข้อเท็จจรงิ ในกรณีทีเ่ กดิ การปฏิวตั ิ (Revolution) หรอื รฐั ประหาร (Coup d’etat) ขน้ึ ภายในรฐั จะเหน็ ไดว้ า่ อำ� นาจการปกครองของรฐั จะเกดิ มซี อ้ นขนึ้ มา กลา่ วคอื อำ� นาจ อธปิ ไตยจะตกอยกู่ บั ทงั้ ฝา่ ยรฐั บาลทถี่ กู ตอ้ งตามกฎหมายกบั คณะปฏวิ ตั ิ หรอื คณะรฐั ประหารอกี คณะหนงึ่ และเมอื่ เกดิ การช่วงชงิ อ�ำนาจกันขึน้ ท�ำใหเ้ กิดรัฐบาลทีถ่ กู ตอ้ งตามกฎหมาย (De jure government) ซ่ึงเป็นผใู้ ช้อ�ำนาจอธิปไตยตามกฎหมาย ส่วนคณะบคุ คลทท่ี ำ� การปฏวิ ัติหรอื รัฐประหาร ก็พยายามจดั ต้ังอ�ำนาจเพื่อที่จะปกครองรัฐต่อไป ซึ่งบุคคลคณะนี้จะมีอ�ำนาจอธิปไตยตามข้อเท็จจริง (De facto government) และถา้ คณะทย่ี ดึ อำ� นาจการปกครองมาจากคณะรฐั บาลทถี่ กู ตอ้ งตามกฎหมาย สามารถ ประสบชยั ชนะ คอื สามารถยดึ อำ� นาจการปกครองมาจากรฐั บาลทถี่ กู ตอ้ งตามกฎหมายไดเ้ ปน็ ผลสำ� เรจ็ เดด็ ขาด กลา่ วคอื สามารถรกั ษาความสงบภายในประเทศไวไ้ ด้ และประชาชนสว่ นใหญใ่ หค้ วามเคารพ เชื่อฟังต่อคณะผู้ปกครองที่ได้อ�ำนาจมาด้วยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร รวมท้ังนานาประเทศให้การ รับรอง (Recognition) ต่อรัฐบาลของคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหาร ก็จะท�ำให้รัฐบาลตามข้อเท็จ จรงิ กลายเปน็ รฐั บาลทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย และจะเปน็ รฐั บาลทมี่ อี ำ� นาจอธปิ ไตยตามกฎหมายขน้ึ มาแทน อ�ำนาจอธปิ ไตยตามขอ้ เท็จจรงิ นักวิชาการได้ก�ำหนดประเภทของอ�ำนาจอธิปไตย โดยมองอ�ำนาจอธิปไตยในแง่ของการใช้ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังน้ี ๑. อ�ำนาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย (Legal sovereignty) ๒. อ�ำนาจอธิปไตยทางการเมือง (Political sovereignty) ๓. อำ� นาจอธปิ ไตยของปวงชน (Popular sovereignty) ๔. อ�ำนาจอธปิ ไตยตามขอ้ เท็จจรงิ (De Facto sovereignty) ๕. อำ� นาจอธปิ ไตยตามกฎหมาย (De Jute sovereignty) ๖. อำ� นาจอธปิ ไตยภายนอก (External sovereignty) อำ� นาจอธิปไตยทางกฎหมาย คืออ�ำนาจสูงสุดในการออกกฎหมาย กล่าวได้ว่า รัฐหน่ึง ๆ นั้นมีอ�ำนาจท่ีจะออกกฎหมาย บงั คบั ใหม้ ีการปฏบิ ัติตามและองคก์ ารทมี่ ีอำ� นาจในการออกกฎหมายกค็ ือ รฐั สภา
112 รฐั ศาสตรเ์ บ้ืองต้น จอห์น ออสตนิ (John Austin) นักนิตศิ าสตร์ชาวองั กฤษ อธิบายว่า ผทู้ ม่ี อี �ำนาจอธิปไตยน้ัน เป็นผู้ท่ีมีอ�ำนาจสูงสุดในประเทศ สามารถท่ีจะบังคับให้มีการปฏิบัติตามความปรารถนาของผู้มีและผู้ ใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยในประเทศองั กฤษ สภาผแู้ ทนราษฎรเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจในการออกกฎหมาย และกฎหมาย ทีผ่ ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้วไมส่ ามารถมีผูใ้ ดลบลา้ งได้ ดงั น้ันอำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมายจึงเป็นของ สภาผแู้ ทนราษฎร สว่ นในสหรฐั อเมรกิ า สภาผแู้ ทนราษฎรมอี ำ� นาจในการออกกฎหมายใชไ้ ดใ้ นประเทศ แต่ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาก็มีอ�ำนาจท่ีจะตัดสินว่ากฎหมายนั้น ๆ เป็นโมฆะได้ ถ้าหากขัดต่อ รัฐธรรมนูญ และศาลสูงสุดน้ันก็ยังคงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะน้ัน ผู้ใดเป็นผู้ร่างหรือ ผเู้ ปลย่ี นแปลงแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ผนู้ นั้ คอื ผทู้ ม่ี อี ำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย อำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย ของสหรฐั อเมริกาจงึ ไม่ได้อยูท่ อ่ี งค์การ หรือสถาบันใดโดยเฉพาะ แตอ่ ยู่ในหนว่ ยงานทง้ั หลายที่มสี ว่ น ในการใช้อ�ำนาจเปล่ียนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือสภาคองเกรส และสภานิติบัญญัติของมลรัฐต่าง ๆ โดยพจิ ารณาร่วมกัน อำ� นาจอธิปไตยทางการเมือง คือความคดิ เห็นของประชาชนในทางการเมอื ง โดยการก�ำหนดตวั บุคคลเข้าไปดำ� รงต�ำแหน่ง ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจึงเป็นผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยทางการเมือง เลือกตัวแทนหรือท่ีเรียกว่า ผู้แทนราษฎรและผู้แทนราษฎรน้ีจะรวมตัวกันเป็นสภานิติบัญญัติ ท�ำการ ออกกฎหมายใช้บังคับภายในประเทศได้ อาจกล่าวได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังจะเป็นผู้ใช้อ�ำนาจ อธปิ ไตยทางการเมอื ง ไปเลอื กบคุ คลซงึ่ จะใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย ดงั นน้ั โดยทว่ั ไปแลว้ อำ� นาจ อธิปไตยทางกฎหมายและอำ� นาจอธิปไตยทางการเมอื ง จะตอ้ งสองคลอ้ งเป็นไปในแนวเดียวกัน อ�ำนาจอธปิ ไตยของปวงชน คอื อ�ำนาจสูงสุดของประชาชนในการแสดงออกไดโ้ ดยมติมหาชน เชน่ การแสดงความคิดเห็น การชมุ นมุ เรียกรอ้ ง เปน็ ต้น ในประเทศทีพ่ ฒั นาแลว้ การแสดงออกของมติมหาชนน้ีเปน็ เรือ่ งที่สำ� คัญ ทรี่ ฐั บาลจะตอ้ งรบั ฟงั และนำ� ไปปฏบิ ตั ิ การแสดงออกซง่ึ อำ� นาจอธปิ ไตยของปวงชน แสดงไดโ้ ดยวธิ กี าร ต่าง ๆ เช่น เสนอกฎหมาย รบั รองกฎหมาย และการแสดงความคดิ เห็น เป็นตน้ อ�ำนาจอธปิ ไตยตามขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื อกี นยั หนงึ่ คอื อำ� นาจอธปิ ไตยเชงิ พฤตนิ ยั เปน็ อำ� นาจทจ่ี ะเกดิ เมอื่ มกี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ ง รุนแรงทางการเมือง เช่น มีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร หรือรัฐบาลที่ได้อ�ำนาจโดยการปฏิวัติหรือ รฐั ประหารนี้ จะออกค�ำสัง่ บงั คับใหเ้ ช่อื ฟงั และใหป้ ฏบิ ตั ิตามความต้องการของตน เราเรียกรฐั บาลนีว้ ่า เปน็ รฐั บาลโดยพฤตนิ ยั และอำ� นาจทเี่ ปน็ ของรฐั บาลชดุ นเ้ี รยี กวา่ อำ� นาจอธปิ ไตยเชงิ พฤตนิ ยั หรอื อำ� นาจ อธิปไตยตามข้อเทจ็ จริงนัน่ เอง
อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) 113 ลกั ษณะของการเกิดอำ� นาจอธปิ ไตยตามข้อเทจ็ จริง ๑. ไดเ้ กดิ การปฏวิ ัตหิ รือรฐั ประหารขน้ึ ๒. คณะปฏวิ ตั หิ รอื คณะรฐั ประหาร สามารถลม้ ลา้ งอำ� นาจอธปิ ไตยตามกฎหมาย และสามารถ รกั ษาความสงบภายในประเทศไวไ้ ด้ ๓. ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศใหค้ วามเคารพเช่อื ฟงั ต่อคณะผูป้ กครองใหม่ ๔. นานาประเทศให้การรบั รองคณะรัฐบาลใหม่ อำ� นาจอธิปไตยตามกฎหมาย เป็นอ�ำนาจอธิปไตยของรัฐบาลท่ีชอบด้วยกฎหมาย ซ่ึงได้แก่รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศ ตามกระบวนการทางการเมืองท่ีถูกต้อง เช่นในรปู การปกครองแบบรฐั สภา ประชาชนมสี ทิ ธอิ อกเสียง เลือกตัง้ และเลือกตวั แทน และตัวแทน (สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร) ที่เปน็ เสยี งส่วนใหญจ่ ะเปน็ ฝา่ ยจัด ตัง้ รฐั บาล รฐั บาลน้กี ็จะเป็นรฐั บาลท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย และเปน็ ผู้ใชอ้ ำ� นาจอธิปไตยตามกฎหมาย ในอีกกรณีหนึ่ง เมื่อมีการยึดอ�ำนาจเกิดขึ้น เช่นมีการปฏิวัติ หรือรัฐประหาร คณะท่ีท�ำการ ปฏวิ ัติหรือรฐั ประหาร จะได้อ�ำนาจอธปิ ไตยเชิงพฤตินยั หรอื อ�ำนาจอธปิ ไตยตามขอ้ เท็จจรงิ และจะได้ อำ� นาจอธปิ ไตยตามกฎหมาย เมอ่ื ทำ� การส�ำเร็จและได้รบั การรับรองในเวลาต่อมา อำ� นาจอธปิ ไตยภายนอก หมายถึงความเป็นเอกราชนั่นเอง ซึ่งรัฐท่ีเป็นเอกราชได้จะต้องมีอิสระภาพและเสรีภาพ ในการทจ่ี ะดำ� เนนิ การระหวา่ งประเทศกบั รฐั อนื่ ๆ โดยปราศจากการแทรกแซงหรอื อยภู่ ายใตก้ ารบงั คบั ควบคุมจากรัฐเช่นสามารถท�ำสนธิสัญญา ให้สัตยาบัน (Ratify) รวมท้ังการประกาศสงคราม หรือยุติ สงคราม เปน็ ต้น ๕. อำ� นาจอธปิ ไตยตามนติ ินัย ไดแ้ ก่อ�ำนาจอธปิ ไตยซงึ่ รฐั บาลท่ีชอบด้วยกฎหมายเปน็ ผูใ้ ช้ใน การปกครองประเทศ รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายได้แก่รัฐบาลที่จัดต้ังขึ้นมาตามกระบวนการทางการ เมอื งทถี่ กู ตอ้ งตามกฎหมาย กลา่ วคอื เปน็ รฐั บาลทไ่ี ดร้ บั การแตง่ ตง้ั จากรฐั สภา ซง่ึ ประชาชนเลอื กขนึ้ มา หมายความว่า เป็นรฐั บาลทีไ่ ด้รับการแต่งต้ังจากประชาชนส่วนใหญข่ องประเทศ ๖. อ�ำนาจอธิปไตยภายนอก ได้แก่ความเป็นอิสระเสรีของรัฐที่จะด�ำรงได้โดยปราศจากการ ควบคุมหรือการแทรกแซงจากรฐั อ่ืน หมายความว่ารัฐน้นั มอี ำ� นาจอธปิ ไตยในการดำ� เนินความสัมพนั ธ์
114 รฐั ศาสตรเ์ บอื้ งต้น ระหวา่ งประเทศกบั รฐั อนื่ เชน่ สามารถทำ� ขอ้ ตกลง ทำ� สนธสิ ญั ญาใหส้ ตั ยาบนั รวมทง้ั การประกาศและ การยตุ สิ งคราม หรอื กลา่ วโดยสรปุ ไดว้ า่ อำ� นาจอธปิ ไตยภายนอกกค็ อื ความเปน็ เอกราชของรฐั นนั่ เอง ข้อจ�ำกดั ในการใชอ้ �ำนาจอธปิ ไตยของรัฐบาล ในเชิงทฤษฎีแล้ว อ�ำนาจอธิปไตยถือว่าเป็นอ�ำนาจสูงสุด เด็ดขาด และไม่มีข้อจ�ำกัดใด ๆ แต่ในทางปฏิบตั อิ ำ� นาจอธิปไตยจะถกู จำ� กัดการใชอ้ ยู่บางประการ ท้งั ในยามปกติ และในยามสงคราม สำ� หรบั ยามปกติ อ�ำนาจอธิปไตยอาจถูกจำ� กัดได้ ๓ กรณีดว้ ยกัน คือ ๑. จ�ำกัดโดยขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรม หากรัฐใดใช้อ�ำนาจอธิปไตยโดยไม่ค�ำนึง ถึงขนบธรรมเนียมประเพณแี ละศลี ธรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถปกครองประเทศไดอ้ ยา่ งปกตสิ ุข และไม่ อาจธ�ำรงรักษาความเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั ของชาติได้ ๒. จ�ำกัดโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ เน่ืองจากรัฐธรรมนูญจะก�ำหนดรูปแบบการปกครอง กำ� หนดการดำ� เนนิ การปกครอง ผปู้ กครองหรอื รฐั บาลตอ้ งยดึ ถอื กฎหมายรฐั ธรรมนญู หลกั ไมม่ กี ฎหมาย ใดสามารถจะออกมาขัดแย้งกับรฐั ธรรมนญู ได้ ๓. ถูกจ�ำกัดโดยสนธิสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ การใช้อ�ำนาจอธิปไตยภายนอก จะถูกจ�ำกัดในรูปประเพณีนิยมปฏิบัติระหว่างประเทศ ข้อตกลงตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ ท�ำใหร้ ัฐบาลต้องปฏิบตั ิตามหรือไมอ่ าจมีอำ� นาจในการดำ� เนินการไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี การแสดงออกซ่งึ อำ� นาจอธิปไตยของประชาชน ในประเทศท่ีใช้การปกครองแบบประชาธิปไตยได้รับการก�ำหนดว่าประชาชนเป็นเจ้าของ อำ� นาจอธปิ ไตย ประชาชนสามารถแสดงออกถงึ การเปน็ เจา้ ของอำ� นาจอธปิ ไตยไดโ้ ดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ ดงั น้ี คอื ๑. การออกเสียงเลือกตงั้ (Election) ๒. การออกเสียงประชามติ (Referendum) ๓. ประชาชนมสี ิทธเิ สนอร่างกฎหมาย (Initiative) ๔. ประชาชนสามารถตัดสนิ ปญั หาส�ำคญั ๆ ของชาติ (Plebiscite) ๕. ประชาชนสามารถถอดถอนผ้ดู �ำรงต�ำแหน่งสำ� คัญ ๆ ได้ (Recall)
อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) 115 การออกเสียงเลือกต้ัง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย การแสดงออกซึ่งอ�ำนาจของประชาชนก็คือ การที่ประชาชนสามารถจะเลือกรัฐบาลท่ีจะด�ำเนินงาน หรือกิจการของรัฐน้ันจะต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เพราะการเลือกตั้งเป็นการชี้ให้เห็นถึง เจตนารมณข์ องประชาชนในการกำ� หนดนโยบายการปกครองประเทศ แตก่ ารออกเสยี งเลอื กตง้ั ยงั ไมใ่ ช่ การแสดงออกซง่ึ อำ� นาจอธปิ ไตยของประชาชนทง้ั ประเทศ ทงั้ นเี้ พราะประชาชนทมี่ สี ทิ ธอิ อกเสยี งเลอื ก ต้งั เท่านั้นทเ่ี ป็นผมู้ สี ิทธิ์แสดงออกได ้ การออกเสียงประชามติ คือการท่ีประชาชนได้มโี อกาสแสดงออกซ่งึ เจตนารมณข์ องตน ในทางปฏบิ ัติส่วนใหญ่จะเปน็ เร่ืองท่ีเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐเท่านั้น คือ หากมีการแก้ไขเพ่ิมเติม กฎหมายรฐั ธรรมนญู หรอื จะมกี ารประกาศใชก้ ฎหมายรฐั ธรรมนญู กอ่ นใชบ้ งั คบั ตอ้ งใหป้ ระชาชนออก เสียงประชามติว่าจะอนุมัติหรือไม่ เช่นในประเทศฝร่ังเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และ สหรฐั อเมรกิ า ไดบ้ ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู ทจี่ ะใหป้ ระชาชนออกเสยี งประชามติ เพอื่ รบั รองหรอื ไมร่ บั รอง ในการแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ประชาชนมีสิทธิเสนอร่างรฐั ธรรมนูญ สิทธิในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนน้ี ประชาชนมีสิทธิเสนอได้ทั้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญและกฎหมายธรรมดา โดยผ่านทางฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ประชาชนก็มีสิทธิที่จะแสดงอ�ำนาจ อธิปไตยในการเสนอร่างกฎหมายเองได้ ส�ำหรับกฎหมายธรรมดามีข้อจ�ำกัดอยู่บ้างคือ จะเสนอร่าง กฎหมายใชบ้ งั คบั คนทง้ั ชาตไิ มไ่ ด้ เปน็ เพยี งอำ� นาจทจี่ ะเสนอรา่ งกฎหมายใชบ้ งั คบั ในทอ้ งถน่ิ เทา่ นน้ั เชน่ ทสี่ วติ เซอรแ์ ลนด์ และสหรฐั อเมริกา เป็นตน้ ประชาชนสามารถตดั สินปัญหาสำ� คัญ ๆ ของชาติ คอื การใหป้ ระชาชนไดต้ ดั สนิ ปญั หาบางอยา่ งทร่ี ฐั บาลไมส่ ามารถตดั สนิ ใจได้ เพราะเกรงวา่ เมอื่ ตัดสินไปแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนต่อประชาชน รัฐบาลก็จะน�ำปัญหานั้นมาให้ประชาชนตัดสินใจ โดยการให้ประชาชนอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ (yes or no) ส่วนใหญ่แล้วจะท�ำในขั้นรัฐบาลท้องถิ่น ใช้กันอย่างแพรห่ ลายในสหรัฐอเมรกิ า
116 รัฐศาสตร์เบอ้ื งตน้ ประชาชนสามารถถอดถอนผูด้ �ำรงต�ำแหน่งส�ำคัญ ๆ ได้ อ�ำนาจน้ีเคยใช้กันมากในสหรัฐอเมริกา ทั้งน้ีเพราะต�ำแหน่งต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาน้ันส่วน ใหญม่ าจากการเลอื กต้ัง วธิ นี แี้ สดงวา่ ประชาชนมอี ำ� นาจเหนอื เจ้าหน้าท่รี ัฐบาล แต่ความจริงแล้วใชใ้ น ระดบั ทอ้ งถน่ิ เทา่ นนั้ สทิ ธดิ งั กลา่ วนไ้ี ดแ้ ก่ การทปี่ ระชาชนยนื่ คำ� รอ้ งขอใหถ้ อดถอนเจา้ หนา้ ทใ่ี นตำ� แหนง่ ทไี่ ดม้ าจากการเลือกตั้ง ไม่ใชโ่ ดยการแต่งต้ัง ถ้าหากประชาชนไมพ่ อใจในการปฏบิ ตั งิ านของบุคคลนั้น และจะมีการเลือกต้ังบคุ คลใหมเ่ ขา้ ดำ� รงตำ� แหนง่ แทนตามระยะเวลาท่ีเหลืออยู่ สรปุ ไดว้ า่ อำ� นาจอธปิ ไตยซงึ่ เปน็ องคป์ ระกอบหนงึ่ ในสขี่ ององคป์ ระกอบของรฐั นนั้ เปน็ อำ� นาจ สูงสดุ ท่มี าจากประชาชนท่ีเปน็ พลเมอื งของรัฐ หากรัฐใดไมม่ อี ำ� นาจอธิปไตยจะไมม่ สี ภาพเปน็ รัฐอยา่ ง แทจ้ ริง และการแสดงออกซ่ึงอ�ำนาจอธิปไตยของประชาชนนน้ั ประชาชนจะตอ้ งมคี วามร้คู วามเขา้ ใจ ถึงสิทธแิ ละหน้าท่ขี องตนเป็นอย่างดี เจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย๕๘ โดยที่อ�ำนาจอธิปไตยมีความส�ำคัญและจ�ำเป็นต่อความเป็นรัฐ จึงมีปัญหาว่าบุคคลหรือกลุ่ม บุคคลใดจะเป็นผู้แสดงเจตนารมณ์ของรัฐและใช้อ�ำนาจปกครองในนามของรัฐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ใครเป็นเจา้ ของอ�ำนาจอธปิ ไตย ฉะน้นั จงึ มนี กั ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ไดแ้ สดงทศั นะที่ส�ำคัญไวด้ ังน้ี ๑. กษัตริย์เป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย เดิมทีเดียวเช่ือกันว่า อ�ำนาจอธิปไตยเป็นของ พระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของรัฐ และในศตวรรษท่ี ๑๖ นักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์หลายท่านชี้ให้เห็นว่า อำ� นาจอธิปไตยเป็นอำ� นาจของพระมหากษัตรยิ ์ พระมหากษัตริย์เปน็ องคอ์ ธิปไตย ดงั ท่ีพระเจา้ หลยุ ส์ ท่ี ๑๔ ตรัสว่า รัฐคือตัวฉันเอง และทฤษฎีน้ีถือว่า กษัตริย์เป็นที่มาแห่งกฎหมายและอ�ำนาจทั้งปวง ทฤษฎีนไี้ ดถ้ กู ท�ำลายลงโดยการปฏิวตั ิ ซ่ึงก่อให้เกิดประชาธปิ ไตยแผนใหมข่ ึ้นในเวลาต่อมา ๒. ปวงชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย ทฤษฎีนี้ได้มีผู้คิดค้นข้ึนต้ังแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน เนอื่ งจากไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากปรชั ญาของพวกสโตอคิ ส์ แตถ่ งึ แมท้ ฤษฎนี จ้ี ะมคี นเชอ่ื อยมู่ ากในสมยั โรมนั กต็ าม แตว่ า่ ไปขดั กบั หลกั การสำ� คญั อนั หนงึ่ ทวี่ า่ “เจตนารมณข์ องจกั รพรรดิ คอื อำ� นาจแหง่ กฎหมาย” ในสมัยน้ันได้มอบอ�ำนาจท้ังหลายให้แก่สันตะปาปา หรือจักรพรรดิ ซ่ึงท�ำให้เกิดทฤษฎีเทวสิทธิข้ึน อย่างไรก็ดี ได้มีผู้วิจารณ์ทฤษฎีน้ีไปในทางไม่ดีอยู่มาก ในขณะเดียวกันความคิดท่ีว่า อ�ำนาจอธิปไตย เปน็ ของปวงชนนม้ี คี ณุ คา่ หลายอยา่ ง รฐั สมยั ใหมม่ กั จะตงั้ ระบอบการปกครองขนึ้ โดยใหอ้ ำ� นาจอธปิ ไตย ไดแ้ สดงออกทางมตมิ หาชน โดยใหม้ รี ัฐธรรมนูญ สทิ ธิออกเสยี งเลอื กต้ัง และมรี ัฐสภาพ เป็นต้น ๕๘ ประสาร ทองภกั ดี พ.ท. เรอื่ งเดมิ หนา้ ๕๑-๕๖
อำ� นาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 117 ๓. อ�ำนาจบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย นักนิติศาสตร์ในศตวรรษที่ ๑๙ เห็นพ้องต้องกันว่ากลุ่มบุคคลผู้เขียนรัฐธรรมนูญของรัฐ หรือกลุ่มบุคคลผู้มีอ�ำนาจแก้ไขเพ่ิมเติม รัฐธรรมนูญหรือท่ีเรียกว่าอ�ำนาจบัญญัติรัฐธรรมนูญ (Constitution Power) น่ันแหละเป็นเจ้าของ อธิปไตย โดยให้เหตผุ ลว่า กฎหมายสงู สดุ ในรฐั หนงึ่ ๆ ก็คือรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจงึ มอี ำ� นาจตามท่ี รฐั ธรรมนญู กำ� หนดให้ และถกู จำ� กดั โดยรฐั ธรรมนญู จงึ เชอ่ื กนั วา่ รฐั มอี ำ� นาจนอ้ ยกวา่ ผเู้ ขยี นหรอื แกไ้ ข เปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญ ผู้ใดมีอ�ำนาจเขียนรัฐธรรมนูญก็เป็นผู้ท่ีแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์โดยตรง ของรัฐ ในบางรัฐมอบให้รัฐสภาเป็นผมู้ อี �ำนาจแกไ้ ขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนญู ในบางรัฐก็มีองคก์ ารพเิ ศษทำ� หน้าท่ีนโ้ี ดยเฉพาะ ๔. องค์การนติ ิบญั ญัตเิ ปน็ เจา้ ของอำ� นาจอธิปไตย ทฤษฎีนี้เชอ่ื ว่า อำ� นาจอธิปไตยเปน็ ของ องค์การนติ บิ ญั ญัติ ซง่ึ ได้กระทำ� หน้าทีข่ องตนภายใจขอบเขตแห่งกฎหมาย และโดยวธิ กี ารท่กี �ำหนดไว้ ในรัฐธรรมนญู และกฎหมายอ่ืน ๆ ของรัฐ ทฤษฎีนี้เหน็ วา่ รฐั เป็นหน่วยงานอันหนงึ่ และรัฐบาลของรฐั กเ็ ปน็ หน่วยงานอนั หนึ่ง อ�ำนาจอธิปไตยกเ็ ป็นอกี อนั หน่ึง แตก่ ารใชอ้ �ำนาจอธิปไตยนัน้ อาจจะถกู แยก ไปใหอ้ งคก์ ารตา่ ง ๆ ของรฐั องคก์ ารเหล่านี้บางองคก์ ารก็ได้รบั ส่วนแบ่งมาก บางองคก์ ารก็ได้รับน้อย ทฤษฎีน้ีเช่ือว่า องค์การนิติบัญญัติได้รับส่วนแบ่งอ�ำนาจอธิปไตยมากกว่าองค์การอื่น และโดยสภาพ ของอ�ำนาจท่ีได้รับมอบหมายนั้น ท�ำให้องค์การนิติบัญญัติมีอ�ำนาจมากกว่าองค์การอื่น ทฤษฎีนี้จึง ยอมรับว่า องค์การนติ ิบัญญัติเปน็ เจา้ ของอำ� นาจอธิปไตย เหตุผลทสี่ นบั สนุนทฤษฎีนก้ี ็คอื กฎหมายท่ี ออกโดยองค์การนิติบัญญัติย่อมมลี กั ษณะเปน็ การท่ัวไป ซึ่งองค์การอนื่ ๆ จะตอ้ งปฏิบตั ติ ามเสมอ การแสดงออกซึง่ อำ� นาจอธปิ ไตยของปวงชน ประเทศท่ีปกครองแบบประชาธิปไตย และเจริญแล้ว มักจะให้ปวงชนแสดงออกซึ่งอ�ำนาจ อธปิ ไตยที่ชอบดว้ ยกฎหมายได้ ดังตอ่ ไปน้ี ๑. การออกเสียงเลือกตัง้ (Election) ตามทฤษฎถี ือว่า การเลือกต้งั เปน็ วิธกี ารใหป้ ระชาชน แสดงความเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย โดยเป็นการให้ประชาชนแสดงให้เห็น เจตนารมณ์ทั่วไป (General Will) ของประชาชนวา่ สว่ นใหญต่ อ้ งการอะไร แตใ่ นทางปฏบิ ตั มิ กั จะกลายเปน็ การแสดงออก ซงึ่ ความคดิ เหน็ ของประชาชนกลมุ่ นอ้ ยกลมุ่ หนง่ึ เทา่ นน้ั ฉะนน้ั การทจี่ ะใหไ้ ดผ้ ลทงั้ ในทางทฤษฎแี ละใน ทางปฏิบัติ ก็จะต้องจัดและควบคุมระบบการเลือกต้ังให้เป็นไปด้วยดี ตามหลักที่ว่า ต้องยุติธรรม เสมอภาค เปิดเผย และเสรี (Fair, Equal, Open, and Free) และควรให้น�้ำหนักของเสียงหนึ่งของ บุคคลหน่งึ มีน้�ำหนักเทา่ กบั เสยี งหนงึ่ ของบคุ คลหนึ่งตามหลกั One man one vote ด้วย ๒. การออกเสียงเป็นประชามติ (Referendum) มีหลักการว่า โดยปกติเม่ือสภาประชุม ปรกึ ษาออกกฎหมายตามขน้ั ตอนของสภาแลว้ กฎหมายจะมผี ลใชบ้ งั คบั ได้ กต็ อ่ เมอื่ ประชาชนไดร้ บั รองแลว้ คือต้องน�ำมาให้ประชาชนลงมตริ บั หรอื ไม่รบั อีกครั้งหนึง่ เป็นหลกั บังคบั ให้ต้องทำ� เสมอ
118 รัฐศาสตรเ์ บือ้ งตน้ ๓. สิทธิเสนอร่างกฎหมายของปวงชน (Initiative) เป็นวิธีการให้ประชาชนบังคับให้สภา ออกกฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ โดยมีหลักว่า เมื่อมีพลเมืองเท่าจ�ำนวนท่ีก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยลงมตใิ นเคา้ โครงรา่ งกฎหมายเรอื่ งใดเรอ่ื งหนงึ่ เสนอขนึ้ ไป รฐั สภามหี นา้ ทตี่ อ้ งพจิ ารณากฎหมายนนั้ และเม่ือใชร้ ะบบน้แี ลว้ กต็ ้องใช้วิธีออกเสยี งเป็นประชามติ (Referendum) ดว้ ยเสมอ ๔. สทิ ธยิ บั ยงั้ กฎหมายของประชาชน (Population Veto) มหี ลกั การวา่ เมอื่ รฐั สภาประชมุ ปรกึ ษาออกกฎหมายแลว้ ยงั จะประกาศใชบ้ งั คบั ไมไ่ ด้ ตอ้ งรอไวช้ ว่ั ระยะเวลาหนงึ่ กอ่ น เพอ่ื ใหป้ ระชาชน ใชส้ ทิ ธอิ อกเสยี งเป็นประชามติ (Referendum) ก่อน เม่ือพน้ ก�ำหนดนัน้ แลว้ ไม่มีประชาชนมาขอใหม้ ี ประชามติดงั กล่าว กฎหมายฉบับนัน้ ก็ใช้บังคับได้ ๕. วิธีให้ประชาชนตัดสินปัญหาส�ำคัญหรือประชาพินิจ (Plebiscite) เป็นกรณีท่ีเมื่อมี ปญั หาใดๆเกดิ ขนึ้ รฐั บาลไมส่ ามารถตดั สนิ ปญั หาได้ เพราะเกรงจะกระทบกระเทอื นประชาชน รฐั บาล ก็จะน�ำปญั หานีใ้ ห้ประชาชนตัดสินเอง เช่น เมื่อเดอื นมถิ นุ ายน ๒๕๑๘ รัฐบาลองั กฤษให้ประชาชนลง มติว่า ควรเปน็ สมาชกิ ตลาดร่วมยุโรปตอ่ ไปหรือไม่ และเสยี งสว่ นมากคงให้เปน็ สมาชิกต่อไป หรือเมอื่ เดอื นธนั วาคม ๒๕๑๗ รฐั บาลกรกี ใหป้ ระชาชนลงประชามตวิ า่ จะเปน็ ราชอาณาจกั ร (Kingdom) หรอื สาธารณรัฐ (Republic) และเสียงส่วนใหญใ่ หเ้ ป็นสาธารณรฐั ๖. วิธีให้ประชาชนเปลี่ยนตัวผู้ด�ำรงต�ำแหน่งส�ำคัญได้ (Recall) หลักปฏิบัติในเร่ืองนี้มีว่า ให้ประชาชนมีสิทธิท่ีจะออกเสียงถอดถอนเจ้าหน้าท่ีในต�ำแหน่งต่าง ๆ ซ่ึงได้มาโดยการเลือกต้ังได้ ทกุ โอกาส เมอื่ ประชาชนไมพ่ อใจ และรวมท้งั เมอื่ ถกู ถอดแลว้ ก็เลอื กตั้งได้ใหม่ดว้ ย ทฤษฎีทคี่ ดั ค้านอ�ำนาจอธิปไตย๕๙ เปน็ ทยี่ อมรบั กนั วา่ อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ อำ� นาจสงู สดุ เดด็ ขาดและไมม่ อี ำ� นาจใดอยเู่ หนอื อำ� นาจ อธิปไตยของรัฐ แต่มีบางส�ำนักวิชาการพิจารณาเห็นว่า ถึงแม้อ�ำนาจอธิปไตยจะมีความเด็ดขาดและ สามารถใชไ้ ดเ้ ปน็ การทว่ั ไป รวมทง้ั เปน็ การแบง่ แยกมไิ ด้ แตใ่ นทางปฏบิ ตั แิ ลว้ มไิ ดเ้ ปน็ การเชน่ นน้ั เสมอไป จึงเกิดทฤษฎที ่ีคดั ค้านอ�ำนาจอธิปไตยน้ัน กล่าวคือ ๑. สหพนั ธรัฐ (Federalism) ๒. กลุม่ นิยม (Pluralism) ๓. สากลนยิ ม (Internationalism) ๕๙ อานนท์ อาภาภริ ม เรอ่ื งเดมิ หนา้ ๔๖-๔๘
อ�ำนาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 119 สหพนั ธรฐั แนวความคดิ นไ้ี ดเ้ กดิ ขนึ้ ในสหรฐั ทง้ั นเ้ี พราะไดม้ กี ารแบง่ อำ� นาจอธปิ ไตยระหวา่ ง รฐั บาลกลาง (Federal Government) กบั รฐั บาลมลรฐั (State Government) กลา่ วคอื รฐั บาลกลาง ไดม้ อบหมายให้กระท�ำหนา้ ท่สี ำ� คญั ในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศ เช่น การตดิ ตอ่ สมั พันธ์กบั นานา ประเทศ การประกาศสงคราม การท�ำสนธิสัญญาสันติภาพและการออกเงินตราเป็นต้น ส่วนรัฐบาล มลรัฐจะมีอำ� นาจภายในมลรฐั ของตนตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นรัฐธรรมนูญ เช่น กจิ การในส่วนที่เก่ียวขอ้ งกบั การออกกฎหมายปกครองและการศาลภายในเขตมลรฐั ซง่ึ แตล่ ะมลรฐั ตา่ งมอี ำ� นาจในการดำ� เนนิ กจิ การ เรอ่ื งดงั กลา่ วภายในมลรฐั ของตน ตามทรี่ ฐั ธรรมนญู ไดก้ ำ� หนดไว้ โดยฝา่ ยรฐั บาลกลางจะเขา้ ไปยงุ่ เกยี่ ว หรือแทรกแซงมิได้ ฉะนั้น จึงท�ำให้เกิดทฤษฎีน้ีข้ึนมา คือความเช่ือท่ีว่ามีการแบ่งแยกอ�ำนาจอธิปไตย ดังกล่าวข้างตน้ กลมุ่ นยิ ม นกั นติ ศิ าสตรบ์ างกลมุ่ มคี วามเหน็ วา่ ในรฐั หนง่ึ ๆ นน้ั ประกอบดว้ ยบคุ คลหลายกลมุ่ เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มกรรมกร กลุ่มพ่อค้า กลุ่มศาสนา และกลุ่มการเมือง เป็นต้น กลุ่มดังกล่าวมี อ�ำนาจในการดำ� เนินกิจการภายในกลุ่มของตน กล่าวคอื สามารถออกกฎหรอื ระเบยี บเพื่อใชบ้ งั คบั แก่ สมาชิกของกลุ่ม บังคับให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหรือระเบียบตามที่กลุ่มก�ำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลมุ่ การเมอื งหรอื พรรคการเมอื งในประเทศทม่ี กี ารปกครองโดยใชล้ ทั ธคิ อมมวิ นสิ ตน์ นั้ จะมพี รรคการเมอื ง เพยี งพรรคเดยี ว คอื พรรคคอมมิวนิสต์ ซ่งึ มอี ำ� นาจควบคมุ กลไกขององคก์ ารของรัฐบาลได้ ทำ� ใหเ้ หน็ ไดว้ า่ พรรคคอมมวิ นสิ ตม์ อี ำ� นาจมากกวา่ รฐั บาลเสยี อกี เพราะรฐั บาลตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามนโยบายของพรรค กล่มุ นิยมจงึ ได้เสนอวา่ ๑. ใหอ้ งคก์ ารตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ องคก์ ารธรุ กจิ องคก์ ารอตุ สาหกรรม และพรรคการเมอื ง ประสานงานซึ่งกันและกนั เพ่ือทีจ่ ะแบ่งเบาภารกิจของรัฐบาลได้บา้ ง ๒. กลมุ่ นยิ มอา้ งว่า รัฐน้นั ถอื วา่ เป็นองค์กรทีส่ ำ� คญั เปน็ กรณีพิเศษ แต่รัฐควรมฐี านะเทา่ เทียม กันกบั กลุ่มตา่ ง ๆ นอกจากนยี้ งั มีความเหน็ วา่ รฐั ควรมอี ำ� นาจหนา้ ทีจ่ ำ� กดั คือ มีหน้าที่เป็นเพียงผู้คอย ประสานระหวา่ งกลุม่ ตา่ ง ๆ เขา้ ดว้ ยกัน กลุ่มสากลนิยม นักคิดกลุ่มน้ีเข้าใจว่ารัฐมิได้มีอ�ำนาจท่ีจะท�ำอะไรได้ตามความปรารถนาได้ เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้อ�ำนาจอธิปไตยภายนอก ทั้งนี้เพราะในการด�ำเนินความสัมพันธ์ ระหวา่ งประเทศนนั้ อำ� นาจอธปิ ไตยของรฐั จะถกู จำ� กดั โดยขนบธรรมเนยี มประเพณขี อ้ ตกลงสนธสิ ญั ญา และกฎหมายระหว่างประเทศ จึงท�ำให้รัฐต่าง ๆ ไม่สามารถใช้อ�ำนาจอธิปไตยได้อย่างไม่มีขอบเขต อนั จำ� กดั กลา่ วคอื ในบางกรณรี ฐั จำ� ตอ้ งงดใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตย เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ไมม่ สี ทิ ธติ รวจตราสงิ่ ของ ทางการทตู ของประเทศอน่ื และไมม่ สี ทิ ธจิ ะเขา้ ไปในบรเิ วณอนั เปน็ ทตี่ งั้ สถานทตู อนื่ โดยมไิ ดร้ บั อนญุ าต จากสถานทตู ทงั้ นเี้ ปน็ เรอื่ งการถอ้ ยทถี อ้ ยปฏบิ ตั ติ อ่ กนั ตามขนบธรรมเนยี มประเพณที เ่ี รยี กวา่ “เอกสทิ ธ์ิ คุ้มกันทางการทูต” นอกจากน้ันการท่ีรัฐต่าง ๆ ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศใด
120 รฐั ศาสตร์เบอื้ งตน้ ประเทศหน่งึ หรือการเป็นสมาชกิ สหประชาชาติ รัฐนั้น ๆ จะต้องปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลงสนธิสัญญา หรอื กฎขอ้ บงั คับขององคก์ ารดงั กลา่ ว ซึง่ ถอื ได้ว่าเป็นการจ�ำกัดการใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยดว้ ยเหมอื นกัน องค์กรทใ่ี ชอ้ ำ� นาจอธิปไตย๖๐ ตามท่ีกล่าวมาแล้ว่าอ�ำนาจอธิปไตยเป็นอ�ำนาจสูงสุดทางการปกครอง ดังน้ันจึงมีนักปราชญ์ ทางรฐั ศาสตรห์ ลายทา่ นมคี วามเหน็ วา่ อ�ำนาจอธปิ ไตยนไี้ ม่ควรมีผูใ้ ช้เพยี งคนเดียว เพราะจะทำ� ให้เกิด การหลงอ�ำนาจขึ้นได้ แต่ควรจะมีการแบ่งการใช้หรือแบ่งแยกหน้าท่ี ในเร่ืองน้ีมีนักปราชญ์คนหนึ่ง คอื มองเตส กเิ ออร์ (Montesquieu) ชาวฝรงั่ เศสมคี วามเหน็ วา่ อำ� นาจอธปิ ไตยควรแบง่ การใชอ้ อกเปน็ ๓ ฝ่าย เพอ่ื เป็นการคานอ�ำนาจกนั และแต่ละฝ่ายต้องเปน็ อิสระ มีความส�ำคญั เทา่ เทียมกนั ในความ เห็นของ มองเตส กิเออร์ อ�ำนาจอธิปไตยควรประกอบด้วย ๓ ฝ่าย คือ ๑. ฝา่ ยนิตบิ ญั ญัติ เป็นผู้ใช้อำ� นาจนิติบัญญัติ ๒. ฝา่ ยบรหิ าร เปน็ ผู้ใช้อ�ำนาจบริหาร ๓. ฝา่ ยตุลาการ เปน็ ผใู้ ชอ้ ำ� นาจตลุ าการ อำ� นาจนิตบิ ัญญตั ิ คอื อำ� นาจในการออกกฎหมาย เพอ่ื นำ� มาใชป้ กครองประเทศ องคก์ ารทท่ี ำ� หนา้ ทนี่ ี้ คอื รฐั สภา อำ� นาจหนา้ ท่ขี องรฐั สภา รัฐสภาเป็นผู้ก�ำหนดนโยบายของประเทศ เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล เป็นองค์กรท่ีประชาชนเข้าไปท�ำหน้าที่โดยตรง อ�ำนาจหน้าท่ีย่อมแตกต่างกันอยู่บ้างใน แตล่ ะประเทศ แตโ่ ดยทว่ั ไป จะมอี �ำนาจหน้าทีเ่ กีย่ วกบั ๑. การแก้ไขรฐั ธรรมนญู ๒. การเลือกตั้งผบู้ รหิ ารประเทศ ๓. การบัญญัติกฎหมาย ๔. การควบคุมการด�ำเนินงานของฝ่ายบรหิ ารประเทศ ๖๐ นงเยาว์ พรี ะตานนท์ เรอื่ งเดมิ หนา้ ๓๘-๔๓
อ�ำนาจอธิปไตย (Sovereignty) 121 ๕. การควบคมุ กจิ การท่เี ก่ียวขอ้ งกบั ต่างประเทศ วธิ กี ารต่าง ๆ ที่จะใช้เกี่ยวกับอ�ำนาจหนา้ ท่ี ทัง้ ๕ อย่างน้ี ยอ่ มแตกต่างกันไปในแตล่ ะประเทศ โครงสร้างของรัฐสภา รัฐสภา อาจจะประกอบด้วยสภาเดียว หรือ ๒ สภาก็ได้ ถ้ามี ๒ สภา จะมีสภาสูง (Upper House) กบั สภาลา่ ง (Lower House) ถา้ มสี ภาเดยี ว กจ็ ะมแี ตส่ ภาลา่ งเทา่ นน้ั ในปจั จบุ นั ประเทศตา่ ง ๆ มกั จะนยิ มแบบ ๒ สภา โดยเฉพาะประเทศทเี่ ปน็ ผนู้ ำ� ของโลกเสรปี ระชาธปิ ไตยจะมแี บบ ๒ สภาทงั้ สน้ิ เช่น องั กฤษ สหรัฐอเมรกิ า ฝรัง่ เศส ญ่ปี ุ่น เปน็ ต้น ลักษณะท่ัว ๆ ไปของสภาสงู ๑. มขี นาดเล็กว่าสภาล่าง (สมาชิกนอ้ ยกวา่ ) ๒. สมาชิกของสภามักจะเป็นผมู้ ีคณุ วฒุ แิ ละวัยวุฒสิ งู ๓. การเขา้ เปน็ สมาชกิ มหี ลายวธิ ี เชน่ เปน็ โดยตำ� แหนง่ (องั กฤษ) เปน็ โดยสบื ตระกลู (องั กฤษ) เป็นโดยการแต่งตัง้ หรือโดยการเลือกตง้ั (สหรฐั ) ๔. วาระของการเป็นสมาชกิ จะนานกว่าสภาล่าง และบางประเทศใหส้ มาชิกของสภานี้ ด�ำรง ตำ� แหน่งตลอดชีวิต ๕. สภาสูงจะมีอำ� นาจน้อยกวา่ สภาลา่ ง เช่นไม่มอี �ำนาจในการเสนอร่างกฎหมายใด ๆ ยกเวน้ บางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ซง่ึ สภาสงู มอี �ำนาจทัดเทยี มสภาล่าง อ�ำนาจหน้าท่ีของสภาสูง รฐั ธรรมนูญบางประเทศให้สภาสูงมีหน้าท่ีดงั ต่อไปน้ี ๑. ให้สภาสูงเป็นศาลส�ำหรับวินิจฉัย คดีที่มีลักษณะทางการเมือง (เช่น คดีฟ้องร้องประมุข แหง่ รัฐหรอื รฐั มนตรที ำ� ผดิ ทางการเมอื ง) ๒. ให้สภาสูง ปกปักรักษารัฐธรรมนูญ ให้เป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรอื ไม่ ๓. ใหส้ ภาสูงรว่ มมือกับสภาล่าง ลงมตใิ ห้ความไว้วางใจฝา่ ยบรหิ ารได้
122 รฐั ศาสตร์เบ้อื งตน้ ลกั ษณะท่วั ๆ ไปของสภาล่าง ๑. สมาชิกมาจากการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง และการเลอื กตัง้ ตอ้ งกระท�ำเปน็ การลับ ๒. จ�ำนวนสมาชิกจะมากหรือน้อย จะยึดจำ� นวนประชาชนเป็นเกณฑ์ โดยมักจะก�ำหนดว่า ประชาชนกคี่ นต่อผู้แทน ๑ คน ๓. หลายประเทศกำ� หนดใหส้ มาชกิ ของสภาลา่ ง ตอ้ งมอี ายแุ ละคณุ วฒุ สิ งู กวา่ ผมู้ สี ทิ ธอิ อกเสยี ง เลือกตัง้ ท้ังนี้เพ่อื ต้องการใหผ้ ู้แทนราษฎรมคี วามสขุ ุมรอบคอบ ๔. วาระในการเป็นสมาชิกมักจะสั้น เพ่ือเปิดโอกาสให้ประชาชนคุมผู้แทนได้ กล่าวคือถ้าผู้ แทนคนใดไมป่ ฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลดี ประชาชนก็จะไมเ่ ลือกผูแ้ ทนคนน้นั ตอ่ ไป ๕. บางประเทศห้ามมใิ หข้ า้ ราชการประจำ� เข้าเป็นสมาชิกของสภาล่าง อ�ำนาจหน้าทขี่ องสภาลา่ งโดยทว่ั ๆ ไป ๑. ออกกฎหมาย ๒. แก้ไขเปลยี่ นแปลงรัฐธรรมนูญ ๓. ควบคุมการทำ� งานของฝ่ายบริหาร ๔. ควบคมุ การเงิน การคลงั ของประเทศ อ�ำนาจบริหาร (Executive) อ�ำนาจบริหาร คืออ�ำนาจในการน�ำกฎหมาย มาใช้ปกครองประเทศ เป็นอ�ำนาจท่ีจะรักษา กฎหมาย องคก์ รทมี่ อี ำ� นาจหน้าทใ่ี นเรื่องนค้ี อื รฐั บาล รัฐบาล (Government) คือองค์การของรัฐ ท่ีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตย เปน็ องคก์ รทเ่ี สนอนโยบาย และดำ� เนนิ นโยบายทจี่ ำ� เปน็ เพอ่ื สนองความตอ้ งการของพลเมอื ง เพอื่ รกั ษา ผลประโยชนข์ องพลเมอื งและทำ� หนา้ ทจ่ี ดั ระเบยี บปกครอง เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสงบเรยี บรอ้ ย และเพอื่ ให้ รฐั คงอยูต่ ลอดไป รปู แบบของรัฐบาล (Form of Government) ประเทศเอกราชท้ังหลายจะก�ำหนดรูปแบบการปกครอง หรือรูปแบบรัฐบาลแตกต่างกันไป ตามสภาพแวดลอ้ มทั้งทางสงั คม เศรษฐกิจ และการเมือง ดังนน้ั เกณฑ์ท่สี ามารถนำ� มาวเิ คราะหใ์ หเ้ ห็น ถงึ ความเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั กค็ อื การไดม้ าและการใชซ้ ง่ึ อำ� นาจอธปิ ไตยของรฐั บาลนนั้ เอง เราทราบ
อ�ำนาจอธิปไตย (Sovereignty) 123 แลว้ ว่าอำ� นาจอธปิ ไตยนั้นประกอบด้วย อ�ำนาจนิตบิ ญั ญัติ อ�ำนาจบรหิ าร และอำ� นาจตลุ าการ รฐั อาจ จะมวี ธิ ไี ดม้ าและวธิ ใี ชไ้ มเ่ หมอื นกนั เปน็ ผลทำ� ใหเ้ กดิ รปู แบบการปกครองหรอื รปู แบบรฐั บาลหลายแบบ แตใ่ นที่นี้จะแสดงใหเ้ หน็ ทสี่ �ำคญั ๆ เทา่ นัน้ คือ ๑. ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ๒. ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) ๓. ระบบกง่ึ ประธานาธบิ ดี (Semi-Presidential System) ระบบรฐั สภา ประเทศอังกฤษเป็นผู้คิดข้ึนมาใช้ และประสบผลส�ำเร็จเป็นอย่างมาก จึงมีประเทศต่าง ๆ น�ำเอาไปใช้เป็นแบบอย่างในการปกครอง เช่นประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้และเอเชีย ประเทศไทย ก็ได้นำ� เอาระบบนม้ี าใชอ้ ยู่ในปจั จุบัน ลักษณะส�ำคัญของรัฐบาลแบบรัฐสภา คืออ�ำนาจนิติบัญญัติและอ�ำนาจบริหารจะมาด้วยกัน โดยวธิ ที ป่ี ระชาชนเลอื กตัวแทน (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) เข้ามาท�ำหน้าท่ใี นสภา และคณะรฐั มนตรี หรือฝ่ายบริหารจะมาจากพรรคการเมืองท่ีมีเสียงข้างมาก ส่วนพรรคท่ีมีเสียงข้างน้อยจะเป็นฝ่ายค้าน ท�ำหน้าท่ีตรวจสอบและถ่วงดุลซ่ึงกันและกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นการยากที่จะกระท�ำ เพราะถ้า ฝา่ ยบรหิ ารมอี ำ� นาจเหนอื นติ บิ ญั ญตั แิ สดงวา่ คณะรฐั มนตรเี ปน็ ผมู้ คี วามสามารถ สมาชกิ ในรฐั สภาสว่ น ใหญส่ นบั สนนุ อำ� นาจของรฐั สภากม็ กั จะออ่ นลง แตถ่ า้ ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั มิ อี ำ� นาจเหนอื ฝา่ ยบรหิ าร รฐั สภา ก็จะใช้สทิ ธิในการควบคุมคณะรฐั มนตรี โดยการลงมติไม่ไว้วางใจ เป็นผลทำ� ใหฝ้ า่ ยบรหิ ารต้องลาออก อายขุ องฝา่ ยบรหิ ารจงึ ไมแ่ นน่ อน และเพอ่ื เปน็ การดลุ อำ� นาจกบั ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั จิ งึ ใหฝ้ า่ ยบรหิ ารมอี ำ� นาจ ยุบสภา เพื่อออกไปหาเสียงเลือกต้ังกันใหม่ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงไม่สามารถขัดพรรคการเมืองใดได้ เพราะตอ้ งได้รบั การสนับสนนุ จากพรรคการเมอื งหลาย ๆ พรรค ถ้าประเทศใดมีรัฐบาลท่ปี ระกอบไป ด้วยพรรคการเมืองหลายพรรค จะท�ำให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ม่ันคง อยู่ไม่ครบวาระ อาจต้องลา ออกกอ่ น หรอื ยบุ สภา ดงั นนั้ รฐั บาลแบบรฐั สภาจึงต้องมีลกั ษณะดงั นี้ ๑. รฐั บาล (บริหาร นติ บิ ญั ญตั ิ ตุลาการ) ในดา้ นทม่ี าและความรบั ผิดชอบในสาระส�ำคัญไม่มี การแยกออกจากกนั โดยเด็ดขาด ท้ังน้เี ปน็ ไปตามหลักการเช่อื มอำ� นาจซง่ึ เปน็ หลกั การสำ� คัญท่ีสดุ ของ การปกครองในระบบรัฐสภา กล่าวคือคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมาจากพรรคท่ีมีเสียงข้างมากใน สภาส่วนพรรคทีม่ เี สยี งข้างน้อยก็จะเป็นฝ่ายคา้ น ท้งั น้ีเพอ่ื มิให้ฝ่ายรฐั บาลลมื ตัวใช้อ�ำนาจเกินขอบเขต
124 รัฐศาสตร์เบ้ืองต้น ๒. สภามีอ�ำนาจสูงสุด เพราะมาจากการเลือกต้ัง ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อฝ่าย นติ บิ ญั ญตั ิ ถา้ ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ลิ งมตไิ มไ่ วว้ างใจ ฝา่ ยบรหิ ารตอ้ งลาออก อายขุ องฝา่ ยบรหิ ารจงึ ไมแ่ นน่ อน ต้องคอยเอาใจฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เพ่ือเป็นการดุลอ�ำนาจกับฝ่ายนิติบัญญัติ จึงให้ฝ่ายบริหารมีอ�ำนาจ ยบุ สภา เพอ่ื ออกไปหาเสยี งเลอื กตง้ั กนั ใหม่ ดว้ ยเหตนุ ส้ี มาชกิ รฐั สภาจงึ ไมแ่ นว่ า่ จะอยใู่ นตำ� แหนง่ ไดค้ รบ วาระอาจจะต้องพน้ จากต�ำแหนง่ ถ้าสภาถูกยุบ ๓. ส่วนอ�ำนาจตุลาการในระบบรัฐสภานั้น มีเพียงระบบเดียวประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎกี า ทำ� หนา้ ทต่ี ัดสนิ คดีความโดยอสิ ระ ปลอดพ้นจากการควบคมุ และแทรกแซง ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายท่ีฝ่ายนิติบัญญัติเป็น ผูอ้ อก และการโยกยา้ ยแตง่ ต้งั ถอดถอนผพู้ ิพากษา เป็นอำ� นาจของคณะกรรมการตลุ าการ (ก.ต.) คณะกรรมการตุลาการ ความเป็นอิสระของข้าราชการตุลาการเป็นสิ่งส�ำคัญโดยเฉพาะใน ปจั จบุ นั รฐั ธรรมนญู ของไทยทมี่ ลี กั ษณะเปน็ ประชาธปิ ไตยไดม้ กี ารรบั รองความเปน็ อสิ ระของผพู้ พิ ากษา ไวอ้ กี ทงั้ ขา้ ราชการตลุ าการในฐานะขา้ ราชการประจำ� ในลกั ษณะของประชาธปิ ไตย จะตอ้ งมคี วามเปน็ กลางทางการเมือง นอกจากจะมีหลักประกันตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังได้มีการก�ำหนดหลักประกันใน กฎหมายทเี่ รยี กวา่ “พระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม” คอื รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ธิ รรมซงึ่ เปน็ ขา้ ราชการ การเมอื ง จะมอี ำ� นาจหนา้ ทแี่ ละรบั ผดิ ชอบ เฉพาะงานธรุ การของศาลเทา่ นน้ั จะเขา้ ไปยงุ่ เกยี่ วแทรกแซง ในการพจิ ารณาคดหี รอื การแตง่ ตงั้ เลอื่ นชนั้ เลอ่ื นเงนิ เดอื น เลอ่ื นตำ� แหนง่ ตลอดจนการลงโทษถอดถอน ข้าราชการตุลาการ (ผู้พิพากษา) ไม่ได้ ต้องได้รับความเป็นชอบจากคณะกรรมการตุลาการเสียก่อน การทกี่ ำ� หนดหลักการและวิธีการเช่นนี้ กเ็ พ่อื หอ้ งกนั มใิ ห้รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ธิ รรม ซ่งึ มาจาก ฝ่ายบริหารใช้อ�ำนาจในทางมิชอบต่อข้าราชการตุลาการ ซึ่งจะท�ำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติ หน้าท่ีและความเป็นอสิ ระของผพู้ ิพากษาได้ คณะกรรมการตุลาการของประเทศไทย ได้เริ่มมีขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ตุลาการ พ.ศ. ๒๔๗๗ แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการหลาย คร้ังตามเหตุการณ์บ้านเมือง คือบางคร้ังฝ่ายบริหารจะเข้ามาก้าวก่ายโดยการก�ำหนดตัวบุคคลท่ีเป็น กรรมการตุลาการ หรือบางคร้ังก็ให้ฝ่ายบริหารเข้ามาเป็นคณะกรรมการตุลาการเสียเอง ท�ำให้ฝ่าย บรหิ ารมอี ทิ ธพิ ลเหนอื ฝา่ ยตลุ าการ ทำ� ใหค้ วามเปน็ อสิ ระของสถาบนั ตลุ าการเสยี ไป ฉะนน้ั เพอื่ เปน็ การ ปอ้ งกนั ความเปน็ อสิ ระของสถาบนั ตลุ าการ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการฝา่ ยตลุ าการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๔ บญั ญัติใหม้ คี ณะกรรมการตลุ าการ ประกอบดว้ ย ๑. กรรมการตลุ าการโดยตำ� แหนง่ ๔ คน ไดแ้ ก่ ประธานศาลฎกี า อธบิ ดผี พู้ พิ ากษาศาลอทุ ธรณ์ รองประธานศาลฎกี าซงึ่ มีอาวุโสสูงสุด และปลดั กระทรวงยตุ ิธรรม
อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) 125 ๒. กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ ๘ คน ซึ่งข้าราชการตุลาการท่ีได้รับเงินเดือนต้ังแต่ช้ัน ๒ ขึ้นไปเป็นผูเ้ ลอื กจาก ๒.๑. รองประธานศาลฎกี า ผูพ้ ิพากษาหัวหนา้ คณะในศาลฎกี า รองอธบิ ดีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ซึ่งมิได้เป็นกรรมการ ตลุ าการโดยตำ� แหน่ง ๔ คน ๒.๒. ข้าราชการตุลาการผ้รู บั บำ� นาญ ซงึ่ มิได้เปน็ ข้าราชการการเมือง สมาชิกรัฐสภา กรรมการพรรคการเมือง เจ้าหนา้ ทใี่ นพรรคการเมอื ง หรอื ทนายความ อีก ๔ คน ดงั นน้ั องคป์ ระกอบของคณะกรรมการตลุ าการจงึ มที งั้ หมด ๑๒ คน ซงึ่ มาจากผทู้ เี่ ปน็ หรอื เคย เป็นผู้พิพากษาอาวุโสทั้งส้ิน ไม่มีบุคคลภายนอกหรือนักการเมืองเข้ามาเป็นคณะกรรมการ แต่ในทาง ปฏบิ ตั แิ ลว้ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ธิ รรมยงั มอี ำ� นาจบางสว่ นเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งกบั การแตง่ ตงั้ โยกยา้ ย และถอดถอนขา้ ราชการตุลาการด้วย จะเหน็ ไดจ้ ากเหตกุ ารณ์ที่เรยี กว่า “วิกฤตติ ุลาการ” ที่เกดิ ขึ้นใน สมัยรัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีนายประภาส อวยชัย เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรมในวันท่ี ๑๑ กันยายน ๒๕๓๕ คณะรัฐมนตรีได้ออกพระราชก�ำหนดแก้ไข เพ่ิมเตมิ พระราชก�ำหนดขา้ ราชการตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมีสาระส�ำคัญ คือ ๑. ใหค้ ณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ตามองค์ประกอบเดมิ ส้ินสดุ ลง ๒. ใหม้ ี ก.ต. ตามองคป์ ระกอบใหมเ่ พม่ิ จากเดมิ ๑๒ คน เปน็ ๒๘ คน มาจาก ก.ต. โดยตำ� แหนง่ ๑๘ คน คอื ประธานศาลฎีกา อธิบดศี าลอทุ ธรณ์ รองประธานศาลฎีกา ๔ คน อธิบดีศาลอุทธรณ์ภาค ๓ คน อธบิ ดผี ้พู พิ ากษาชน้ั ต้น ๗ คน อธบิ ดีผู้พิพากษาเยาวชนและครอบครัวกลาง และปลดั กระทรวง ยตุ ธิ รรม นอกนน้ั เปน็ ก.ต. ผทู้ รงคณุ วฒุ อิ กี ๑๐ คน แบง่ เปน็ ประเภทเลอื กตงั้ ๖ คน และ ก.ต. ประเภท ท่เี คยเป็นประธานศาลฎีกา ๔ คน ๓. ใหม้ เี งินประจ�ำตำ� แหน่งของข้าราชการตุลาการทกุ ระดับ ภายหลังการออก พระราชก�ำหนดดังกล่าวได้เกิดปฏิกิริยาอย่างกว้างขวางในวงการตุลาการ โดยเฉพาะในกลมุ่ ผพู้ พิ ากษา และนกั วชิ าการทางดา้ นนติ ศิ าสตรใ์ นสถาบนั การศกึ ษาตา่ ง ๆ ถงึ ขน้ั มกี าร ชุมนุมและกรีดเลือดประท้วง พระราชก�ำหนดดังกล่าว มีการหยุดพิจารณาคดีในศาลจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดทั่วประเทศ และเม่ือวันท่ี ๑๔ กันยายน ๒๕๓๕ ได้มีผู้พิพากษาส่วนหน่ึงเดินทางไปย่ืน หนังสอื ถึง ส.ส. เพ่ือเคล่อื นไหวล้มพระราชก�ำหนดดงั กล่าวเพ่อื น�ำเขา้ ส่สู ภาผแู้ ทนราษฎร ปัจจุบันองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการยังคงมีเพียง ๑๒ คน ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๓๔ บัญญัติไว้ทุกประการ ท้ังนี้เพราะในคราว
126 รัฐศาสตร์เบ้อื งตน้ ประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร ประจำ� ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ครง้ั ที่ (สมยั สามญั ครงั้ ที่ ๑) วนั พธุ ที่ ๗ ตลุ าคม ๒๕๓๕ ทป่ี ระชมุ ไดม้ ีมตไิ ม่อนุมตั ิพระราชกำ� หนดดังกล่าว จงึ ท�ำใหพ้ ระราชก�ำหนดตกไป รปู แบบการปกครองแตล่ ะระบบยอ่ มมจี ดุ ออ่ นจดุ แขง็ ขอ้ ดี ขอ้ เสยี เสมอ ไมม่ รี ะบบใดสมบรู ณ์ ทส่ี ดุ ทงั้ นป้ี ระเทศใดจะใชร้ ปู แบบการปกครองใดยอ่ มมปี จั จยั ตา่ ง ๆ เปน็ เครอ่ื งกำ� หนดความเหมาะสม อยา่ งไรกด็ รี ะบบรฐั สภากม็ ีท้ังข้อดแี ละขอ้ เสยี เช่นกัน คอื ขอ้ ดี ๑. ถ้าให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติสามารถร่วมมือกันได้ ซ่ึงจะช่วยให้รัฐบาลสามารถ บรหิ ารประเทศไดอ้ ยา่ งราบรนื่ โดยเฉพาะถา้ มพี รรคการเมอื งนอ้ ยพรรค และแตล่ ะพรรคมรี ะเบยี บวนิ ยั เชน่ ประเทศอังกฤษ ไมเ่ คยปรากฏวา่ รัฐบาลกับรัฐสภาขดั แย้งกนั ๒. เนื่องจากรัฐบาลต้องได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภา แต่ก็สามารถเสนอให้ประมุขของ ประเทศยบุ สภาได้ เทา่ กบั เป็นการป้องกนั มิให้รัฐสภาปฏิบตั ิงานตามใจชอบ ๓. ทำ� ให้การด�ำเนนิ งานเปน็ ไปในรูปของคณะบคุ คลที่ต้องรบั ผิดชอบรว่ มกัน เปน็ การปอ้ งกัน มิใหม้ กี ารปกครองแบบรวมอ�ำนาจไว้ทีบ่ ุคคลคนเดียว อนั อาจกลายเป็นเผด็จการไดง้ า่ ย ข้อเสีย ๑. ระบบน้ไี มส่ ามารถท่จี ะใช้ไดผ้ ลในประเทศท่ีรัฐสภาออ่ นแอ มกี ารขดั แย้งทางชนชนั้ และมี พรรคการเมอื งมากพรรค แต่ละพรรคไมไ่ ด้รบั เสียงขา้ งมากและภายในพรรคยงั ไม่มีระเบยี บวนิ ัย ๒. ระบบนม้ี ผี โู้ จมตวี า่ ประชาชนไมไ่ ดเ้ ปน็ ผเู้ ลอื กตงั้ ฝา่ ยบรหิ ารโดยตรง ถงึ แมว้ า่ นายกรฐั มนตรี และคณะส่วนมากเป็นสมาชิกสภาท่ีได้รับเลือกจากประชาชนแต่ก็เป็นเพียงประชาชนบางส่วนเท่าน้ัน ทีไ่ ดเ้ ป็นผู้เลอื กสมาชกิ สภาที่จะได้เป็นฝ่ายบรหิ าร สำ� หรบั ระบบรฐั สภาทป่ี ระเทศไทยนำ� มาใชน้ นั้ ในทางปฏบิ ตั ปิ ระเทศไทยมปี ญั หามาตลอดนบั ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ปัญหาท่ีประสบเช่น มีพรรคการเมืองมากเกินไป พรรคการเมืองขาด อุดมการณ์และระเบียบวินัย การด�ำเนินการของพรรคการเมืองเป็นไปอย่างไม่ต่อเน่ือง ไม่มี พรรคการเมอื งใดไดเ้ สยี งขา้ งมากโดยแทใ้ นสภา ตอ้ งจดั ตงั้ รฐั บาลผสมหลายพรรค ทำ� ใหก้ ารบรหิ ารงาน ของรฐั บาลไมม่ คี วามมน่ั คงขาดเสถยี รภาพ รฐั บาลตอ้ งลม้ ลกุ คลกุ คลานดว้ ยการถกู อภปิ รายไมไ่ วว้ างใจบา้ ง การปฏวิ ตั ริ ฐั ประหารบา้ ง แมก้ ระทง่ั รฐั บาลเองกป็ ระกาศยบุ สภา ทำ� ใหก้ ารบรหิ ารงานของรฐั บาลแตล่ ะ ชุดไม่ครบวาระ โดยเฉพาะรฐั บาลทม่ี าจากการเลอื กต้ัง จะอยู่ได้เพียงระยะสน้ั ๆ เทา่ นั้น
อำ� นาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 127 ระบบประธานาธิบดี ระบบนี้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่ม บางทีก็เรียกระบบอเมริกัน (American System) ระบบน้ี ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร ตา่ งเปน็ อสิ ระตอ่ กนั และตา่ งกป็ ฏบิ ตั งิ านของตนตามทก่ี ฎหมายรฐั ธรรมนญู กำ� หนดไว้ ทงั้ นเ้ี พราะตา่ งกม็ อี ำ� นาจทไ่ี ดร้ บั มอบมาจากประชาชนเปน็ สดั สว่ นแยกออกจากกนั คอื มกี าร เลอื กตง้ั ประธานาธบิ ดมี าทำ� หนา้ ทปี่ ระมขุ ของประเทศ และเปน็ หวั หนา้ ฝา่ ยบรหิ าร และเลอื กตงั้ สมาชกิ สภามาทำ� หนา้ ทน่ี ิตบิ ัญญัติ โดยเป็นไปตามหลกั การแบ่งแยกอำ� นาจ (Separation of Power) อำ� นาจ และความรับผดิ ชอบของแตล่ ะฝา่ ยไม่ขนึ้ ตอ่ กนั ตา่ งอยใู่ นตำ� แหนง่ จนครบวาระ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาต้องมาจากการเลือกต้ัง และจะด�ำรงต�ำแหน่งคราวละ ๔ ปี และอาจไดร้ บั เลอื กตงั้ ใหมไ่ ดอ้ กี วาระหนงึ่ คณะรฐั มนตรใี นระบบนไี้ มไ่ ดม้ าจากสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร หรอื สมาชิกสภาสงู แต่เปน็ การแต่งตัง้ จากบุคคลภายนอกโดยประธานาธิบดีเปน็ ผู้แต่งตงั้ ท�ำหนา้ ท่ีให้ คำ� ปรึกษาและรับนโยบายจากประธานาธบิ ดีไปปฏบิ ัติ สภาคองเกรส (Congress) ไม่มีอ�ำนาจที่จะต้ังกระทู้ถาม หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงควบคุมฝ่ายบริหารได้โดยการตั้งคณะกรรมการสอบสวน (Impeachment) เพียงอย่างเดียว และการลงโทษคือให้ออกจากต�ำแหน่งเท่านั้น จะลงโทษอย่างอ่ืนไม่ได้ ส�ำหรับหน้าท่ีหลักของสภา คองเกรส คือออกกฎหมาย ประธานาธิบดีในฐานะประมขุ ของประเทศ มีอำ� นาจยบั ยงั้ (Veto) รา่ งกฎหมายของสภาคอง เกรสได้ แตเ่ ปน็ การชวั่ คราวเทา่ นน้ั เพราะถา้ สภาคองเกรสตอ้ งการใหร้ า่ งกฎหมายไดร้ บั การประกาศใช้ กจ็ ะต้องมกี ารลงมตไิ ดร้ บั เสยี งสนบั สนนุ ๒ ใน ๓ จงึ จะเอาชนะการยบั ย้ังของประธานาธบิ ดไี ด้ ศาลในระบบนี้เป็นสถาบันอิสระ ท�ำหน้าท่ีเป็นตุลาการตัดสินคดีท้ังแพ่งและอาญา และท�ำ หน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ มิให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารละเมิดได้ ถ้าเห็นว่ากฎหมายของรัฐสภา หรอื คำ� สงั่ ของฝา่ ยบรหิ ารใดขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู ศาลสงู กม็ อี ำ� นาจพพิ ากษาวา่ กฎหมายหรอื คำ� สงั่ นนั้ เปน็ โมฆะ ดังนั้น รัฐบาลในระบบนีจ้ งึ มลี ักษณะแยกเปน็ ข้อ ๆ ได้ดังน้ี ๑. ผใู้ ชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยทง้ั สามสว่ น คอื ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร และฝา่ ยตลุ าการ เปน็ อสิ ระ ต่อกนั แต่ละฝา่ ยปฏบิ ตั งิ านได้อยา่ งอิสระ ภายใต้ขอบเขตของรฐั ธรรมนญู ซ่ึงเป็นกฎหมายสงู สุด ๒. ท่ีมาของผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยท้ังสามทาง มาจากการเลือกตั้งเป็นสัดส่วนแยกออกจากกัน คอื ประชาชนเลอื กประธานาธบิ ดเี ปน็ ประมขุ และหวั หนา้ ฝา่ ยบรหิ าร ประชาชนเลอื ก ส.ส. มาทำ� หนา้ ที่ นิตบิ ญั ญตั ิ และศาลสูงของประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากการเลอื กต้งั โดยตรง แต่ก็ได้รับการแตง่ ต้ัง โดยฝา่ ยบรหิ ารและรบั รองโดยฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ อำ� นาจและความรบั ผดิ ชอบของแตล่ ะฝา่ ยไมข่ นึ้ ตรงตอ่ กนั ต่างฝา่ ยต่างอยใู่ นต�ำแหนง่ จนครบวาระ
128 รฐั ศาสตรเ์ บ้อื งต้น ๓. คณะรัฐมนตรี มีฐานะเป็นคณะกรรมการคอยช่วยเหลือประธานาธิบดี รัฐมนตรีมาจาก บุคคลภายนอก ไม่ได้มาจากการเลือกต้ัง เข้าสู่ต�ำแหน่งโดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งต้ัง จึงรับผิดชอบ ตอ่ ประธานาธิบดีแตเ่ พยี งผเู้ ดียว ๔. สมาชกิ รฐั สภามาจากการเลอื กตงั้ สมาชกิ รฐั สภาจะดำ� รงตำ� แหนง่ รฐั มนตรใี นเวลาเดยี วกนั แบบรฐั สภาไมไ่ ด้ แตถ่ า้ ตอ้ งการดำ� รงตำ� แหนง่ รฐั มนตรี ตอ้ งลาออกจากการเปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ๕. ศาลเป็นสถาบันอิสระ อ�ำนาจการแต่งตั้งผู้พิพากษาเป็นของประธานาธิบดี แต่ต้องได้รับ การเหน็ ชอบจากรฐั สภา โดยเฉพาะศาลสงู มอี ำ� นาจชข้ี าดวา่ กฎหมายฉบบั ใดทฝ่ี า่ ยนติ บิ ญั ญตั ผิ า่ นออก มานนั้ ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ไม่ ทง้ั นเ้ี พอ่ื ตรวจสอบการใชอ้ ำ� นาจของฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ หากศาลสงู พจิ ารณา ตัดสินวา่ กฎหมายฉบบั ใดขัดต่อรัฐธรรมนญู กฎหมายฉบับน้นั กจ็ ะถกู ยกเลกิ ไป การปกครองระบบนี้จะเห็นได้ว่ามีความม่ันคง ฝ่ายบริหารมีเสถียรภาพ ท้ังนี้เพราะไม่มีการ ยบุ สภา หรอื การลาออกของรฐั บาล ตา่ งฝา่ ยตา่ งอยทู่ ำ� งานจนครบวาระ การทำ� งานเปน็ ไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ผลของงานก็จะเห็นอย่างชัดเจน ท�ำให้ประชาชนตัดสินใจเลือกได้ง่ายเมื่อมีการเลือกต้ังตามวาระ สว่ นข้อเสียคือ ถ้าหากประธานาธิบดอี ยใู่ นต�ำแหนง่ นาน กอ็ าจจะบรรจพุ รรคพวกของตนเขา้ ทำ� งานได้ ก่อใหเ้ กิดระบบอปุ ถมั ภ์ข้ึน ระบบกึง่ ประธานาธบิ ดี ฝรงั่ เศสไดค้ ดิ ระบบนข้ี น้ึ มาใช้ หลงั จากทปี่ ระสบปญั หาการขาดเสถยี รภาพหรอื ความไมม่ นั่ คง ทางการเมอื ง เชน่ รัฐสภามีอำ� นาจมากเกินไป ความล้มเหลวของระบบพรรคการเมือง เปน็ ตน้ ทำ� ให้ไม่ เป็นที่ยอมรับจากหลาย ๆ ฝ่าย ถ้านับจากการปฏิวัติใหญ่ของฝร่ังเศสในปี พ.ศ. ๒๓๓๒-๒๕๐๑ (ค.ศ.๑๗๘๙-๑๙๕๘) แลว้ สามารถสรปุ ระบอบการเมอื งการปกครองที่ผา่ นมาของฝรัง่ เศสไดด้ ังนี้ ๑. กลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ๒ คร้งั ๒. สถาปนาระบอบจักรวรรดิ ๒ ครง้ั ๓. ระบบวีชี ๑ ครง้ั ๔. สถาปนาระบอบสาธารณรฐั ๔ ครั้ง ความไมม่ ีเสถียรภาพทางการเมอื งการปกครองของฝร่งั เศสท่ีผ่านมา สาเหตุมาจากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ จนวนั ที่ ๑ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๐๑ ไดม้ กี ารรา่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม่ โดยมเี งอ่ื นไข วา่ รา่ งรัฐธรรมนูญต้องผ่านการเหน็ ชอบจากประชาชน (ประชามติ)
อ�ำนาจอธิปไตย (Sovereignty) 129 ผทู้ ม่ี บี ทบาทในการรา่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั นกี้ ค็ อื นายพลเดอโกลด์ (De Gaulle) และ นายมเิ ชล เดอเบร (Micheal Debre) และรัฐธรรมนูญฉบับน้ีเรียกว่า “ฉบับสาธารณรัฐท่ี ๕” หรือมีช่ือเรียก อีกอย่างหนึ่งวา่ “รัฐธรรมนูญฉบับเดอโกลด์” (De Gaulle Constitution) รัฐธรรมนูญฉบับน้ีก�ำหนดให้รูปการปกครองฝรั่งเศสเป็นแบบรัฐสภาแต่ประมุขของประเทศ เปน็ ประธานาธบิ ดี ไดร้ บั การเลอื กตงั้ โดยตรงจากประชาชน ประธานาธบิ ดมี อี ำ� นาจแตง่ ตง้ั คณะรฐั มนตรี และคณะรัฐมนตรีร่วมกันทำ� หนา้ ทบ่ี รหิ ารและประธานาธิบดมี อี �ำนาจในการยบุ สภา รัฐสภา ประกอบดว้ ย ๒ สภา คอื “วฒุ สิ ภา และสภาผู้แทนราษฎร” วฒุ สิ ภาเลือกตงั้ โดยออ้ ม สว่ นสภาผ้แู ทนราษฎรมาจากการเลือกตง้ั โดยตรงของประชาชน ท�ำหน้าท่คี วบคมุ บรหิ ารงานของฝา่ ย รฐั บาล สภามีอ�ำนาจลงมตไิ มไ่ ว้วางใจคณะรฐั บาลได้ สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถด�ำรงตำ� แหนง่ รฐั มนตรี ในขณะเดียวกนั ได้ ถ้าจะเป็นรฐั มนตรตี ้องลาออกจากสมาชกิ ภาพแหง่ รัฐสภา ตุลาการ เป็นสถาบันอิสระ ท�ำหน้าที่พิจารณาคดีตามกฎหมาย ไม่มีอ�ำนาจในการพิจารณา ตดั สนิ วา่ กฎหมายฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ หรอื ฝา่ ยบรหิ ารออกมาวา่ ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ไม่ ทำ� หนา้ ทเี่ ชน่ เดยี ว กับศาลแบบรัฐสภา ดงั นัน้ รฐั บาลในระบบก่ึงประธานาธิบดี จึงมลี ักษณะดังน้ี ๑. ประมุขของรฐั ไดร้ บั เลอื กตัง้ มาจากประชาชน ด�ำรงต�ำแหนง่ ประธานาธิบดี ทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ประมุขของรฐั และมีบทบาททางการเมอื งดว้ ย คือมีอำ� นาจแตง่ ต้ังคณะรฐั มนตรี และมอี �ำนาจยุบสภา ไดท้ กุ กรณี ประธานาธบิ ดจี งึ อยใู่ นฐานะเปน็ ดลุ ถว่ งอำ� นาจของรฐั สภามใิ หใ้ ชอ้ ำ� นาจขม่ ขฝู่ า่ ยบรหิ ารจน ท�ำให้ขาดเสถียรภาพในการบรหิ ารประเทศ ๒. รัฐสภา อาจมีสภาเดียวหรือสองสภาก็ได้ สมาชิกรัฐสภามีอ�ำนาจมากกว่าสมาชิกรัฐสภา ในระบบประธานาธิบดี แต่มีอ�ำนาจน้อยกว่าสมาชิกรัฐสภาในระบบรัฐสภา คือมีอ�ำนาจควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดินโดยวิธี ตั้งกระทู้ถาม และเปิดอภิปรายได้ แต่ไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีในขณะ เดียวกันได้ ๓. คณะรัฐมนตรี ท�ำหน้าท่ีบริหารประเทศ ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งต้ัง ดังนั้นคณะรัฐมนตรี จึงต้องรับผดิ ชอบตอ่ ประธานาธิบดี และยังตอ้ งรับผิดชอบต่อรัฐสภาด้วย เพราะท้ังประธานาธบิ ดแี ละ รัฐสภา อาจท�ำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรฐั มนตรตี ้องพ้นจากตำ� แหน่งได้ ๔. ศาล เป็นสถาบันอิสระ ท�ำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีไม่มีอ�ำนาจพิจารณาว่ากฎหมายท่ี ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือค�ำส่ังของฝ่ายบริหารใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีหน้าที่เช่นเดียวกับศาลแบบ รฐั สภา
130 รฐั ศาสตร์เบ้อื งตน้ รฐั บาลแบบนมี้ ลี กั ษณะเปน็ แบบผสมโดยนำ� หลกั การทด่ี ขี องทงั้ ระบบประธานาธบิ ดแี ละระบบ รฐั สภามาผสมกนั ตามความเหมาะสมทจี่ ะใชใ้ นประเทศของตน เชน่ ประเทศอนิ เดยี กใ็ ชร้ ะบบผสมแต่ ใช้ระบบรัฐสภาเป็นหลัก ซึ่งไม่จ�ำเป็นว่าจะต้องเหมือนกับระบบท่ีฝร่ังเศสใช้ในทางปฏิบัติแล้วรัฐบาล แบบน้ีเป็นไปอย่างราบร่ืนสมควรถึงแม้จะมีพรรคการเมืองมากหรือน้อยพรรคก็ตาม ท้ังน้ีเพราะ ประธานาธบิ ดมี อี ำ� นาจไกลเ่ กลย่ี มใิ หร้ ฐั สภาและคณะรฐั มนตรปี ะทะกนั อยา่ งรนุ แรง และถา้ เหน็ วา่ ฝา่ ย ใดใช้อ�ำนาจโดยขาดความรับผิดชอบ ก็สามารถปลดคณะรัฐมนตรีหรือยุบสภาได้ตามแต่กรณีในฐานะ ประมขุ ของประเทศ ดังนัน้ ถ้าจะแบง่ รปู แบบของรัฐบาลโดยอาศยั หลักการแยกอำ� นาจ (Separation of Power) เราอาจแบ่งรปู ของรฐั บาลได้ ๒ รปู แบบดังนี้ รฐั บาลแบบคณะรฐั มนตรี (Cabinet Government or Parliament Government) คอื แบบ ของรัฐบาลท่ีมกี ารรวมอ�ำนาจบริหาร และอำ� นาจนิติบญั ญตั บิ างสว่ นใหอ้ งคก์ ารหนึ่งเป็นผูใ้ ช้ ทง้ั น้เี พอื่ ส่งเสริมความราบร่ืน และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการปกครองรัฐ องค์การดังกล่าวก็คือ คณะรัฐมนตรนี ่นั เอง กล่าวคือคณะรฐั มนตรีนอกจากจะเป็นผ้ใู ชอ้ �ำนาจบรหิ ารแลว้ ยังเปน็ ผ้นู �ำในการ ออกกฎหมายอีกด้วย รัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรจี ะมีลักษณะดงั น้ี ๑. ฝ่ายบริหารประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า และมีรัฐมนตรีต่าง ๆ รวมเรียกว่า คณะรฐั มนตรี เปน็ ผ้ใู ชอ้ ำ� นาจบรหิ าร และต้องรบั ผดิ ชอบร่วมกัน ๒. คณะรัฐมนตรี มาจากพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรค จะเป็นนายกรัฐมนตรี และรฐั มนตรสี ว่ นมากเปน็ สมาชกิ รฐั สภา และมฐี านะเปน็ บุคคลชนั้ นำ� ของพรรค ๓. ก่อนเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และนโยบายของรัฐบาลจะ ต้องได้รบั ความไวว้ างใจจากรัฐสภา ๔. ระยะเวลาท่ีอยู่ในต�ำแหน่งของคณะรัฐมนตรี ข้ึนอยู่กับรัฐสภา ถ้าสภาไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีต้องลาออก หรือยุบสภาเพ่ือให้มีการเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีจะอยู่ในต�ำแหน่งต่อไป หรือไม่ ข้ึนอยู่กับผลการเลอื กตง้ั หลงั ยุบสภาน้ี ๕. รฐั มนตรมี สี ทิ ธอิ ภปิ รายในรฐั สภาได้ และจะตอ้ งตอบขอ้ ซกั ถาม หรอื กระทถู้ ามของสมาชกิ ในสภา ๖. คณะรัฐมนตรีเปน็ ผูเ้ สนอรา่ งกฎหมาย เพ่อื ให้รัฐสภาพิจารณาออกใช้เป็นกฎหมายตอ่ ไป ๗. อ�ำนาจนิติบัญญัติ และอ�ำนาจบริหารมีความสัมพันธ์กัน คน ๆ เดียวอยู่ได้ ๒ อ�ำนาจ (เปน็ ทง้ั สมาชิกสภาผ้แู ทนและรฐั มนตรี)
อำ� นาจอธิปไตย (Sovereignty) 131 รัฐบาลแบบคณะรัฐมนตรีน้ี อังกฤษเป็นผู้น�ำขึ้นก่อน และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ ท้ังทีม่ กี ษตั ริย์หรือประธานาธิบดีเปน็ ประมขุ รัฐบาลแบบประธานาธิบดี (Presidential Government) คือรัฐบาลที่ก�ำหนดให้อ�ำนาจ นิติบัญญัติและอ�ำนาจบริหารแยกจากกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ แต่ก็มีอ�ำนาจท่ีจะควบคุมและ เหน่ียวร้งั ซงึ่ กนั และกัน (Checks and Balances) รฐั บาลแบบประธานาธบิ ดีมลี กั ษณะดังนี้ ๑. ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นผู้แต่งต้ังรัฐมนตรี รัฐมนตรีรับผิดชอบโดยตรง ตอ่ ประธานาธิบดแี ต่เพียงผูเ้ ดียว ๒. รฐั มนตรไี มเ่ ปน็ สมาชกิ รฐั สภา ไมม่ สี ทิ ธเิ ขา้ ประชมุ ในรฐั สภา เพอ่ื อภปิ รายหรอื ตอบกระทถู้ าม ๓. นโยบายของฝ่ายบริหารไม่ต้องรับความไว้วางใจจากรัฐสภา รัฐบาลไม่ต้องแถลงนโยบาย ตอ่ รฐั สภา ๔. ฝา่ ยบรหิ ารสามารถอยใู่ นตำ� แหนง่ ไดจ้ นครบวาระตามทร่ี ฐั ธรรมนญู กำ� หนด มไิ ดอ้ ยภู่ ายใต้ การควบคมุ ของรฐั สภา สมาชกิ รฐั สภา ไมม่ สี ทิ ธลิ งมตไิ มไ่ วว้ างใจรฐั บาล และรฐั บาลไมม่ อี ำ� นาจทจ่ี ะยบุ สภาผแู้ ทนเพอ่ื เลอื กตง้ั ใหม่ ๕. ฝ่ายบริหารไม่ได้มีส่วนเก่ียวข้องในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพียงแตเ่ สนอแนะต่อรัฐสภาวา่ ควรออกกฎหมายเรอ่ื งใด ๖. ฝา่ ยบริหารและฝา่ ยนติ ิบญั ญตั ิ มอี �ำนาจทดั เทียมกนั และมอี ิสระแยกจากกนั คน ๆ เดียว จะอยู่ ๒ อำ� นาจไมไ่ ด้ (สมาชิกสภาผู้แทนเปน็ รัฐมนตรไี มไ่ ด)้ รัฐบาลแบบนี้เริ่มต้นในสหรัฐ และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศท่ีหลุด พ้นจากการเป็นเมืองข้ึน หรือประเทศท่ปี ฏวิ ัตลิ ้มล้างการปกครองแบบราชาธิปไตย อำ� นาจหน้าทข่ี องฝา่ ยบริหาร (Function) ฝา่ ยบรหิ ารมอี �ำนาจใช้อ�ำนาจบริหารโดยทัว่ ไป คอื ๑. ด้านความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศ ฝ่ายบริหารมสี ิทธทิ จี่ ะทำ� สนธสิ ญั ญากบั ประทศตา่ ง ๆ รวมทั้งมีสิทธิท่ีจะแต่งต้ังผู้แทนทางการทูต ไปประจ�ำยังต่างประเทศ และรับทูตท่ีประเทศท่ีมี สมั พนั ธไมตรสี ง่ เขา้ มาประจำ� ภายในรฐั นอกจากนน้ั กม็ อี ำ� นาจทจ่ี ะรบั รองฐานะของประเทศอนื่ ๆ ไดด้ ว้ ย ๒. ในดา้ นการทหาร ฝา่ ยบรหิ ารมอี ำ� นาจทจ่ี ะแตง่ ตง้ั ถอดถอน เลอ่ื นยศ เลอ่ื นตำ� แหนง่ บรรดา นายทหารทุกกองทัพ แต่ในการประกาศสงครามกับต่างประเทศนั้น ฝ่ายบริหารจะต้องขออนุมัติจาก ฝ่ายนติ ิบญั ญัตเิ สียกอ่ น
132 รฐั ศาสตร์เบ้ืองต้น ในทางปฏบิ ตั นิ ้นั ระหวา่ งทป่ี ระเทศอยู่ในสภาวะสงคราม ฝ่ายบริหารมักจะมีอ�ำนาจมาก เชน่ อาจจะประกาศใชก้ ฎอัยการศกึ ได้ ซง่ึ การประกาศใชก้ ฎอัยการศึกนี้ แมจ้ ะเปน็ การจ�ำกดั สทิ ธิ เสรภี าพ ของประชาชนตามรฐั ธรรมนญู ก็ตาม แตฝ่ ่ายบริหารก็ยอ่ มทำ� ไดเ้ พ่ือความปลอดภยั ของประเทศ ๓. ในด้านการปกครองหรือการบริหาร ฝ่ายบริหารมีอ�ำนาจหน้าท่ีในการบริหารประเทศ ให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย ที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ในการนี้ฝ่ายบริหารอาจจะออกกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ได้ตามความเป็นจ�ำเป็น และฝ่ายบริหารมีอ�ำนาจท่ีจะแต่งต้ัง หรอื ถอดถอนข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมตา่ ง ๆ ได้ ๔. ในดา้ นการออกกฎหมาย ประเทศทมี่ ีรัฐบาลแบบคณะรฐั มนตรนี ้นั ฝ่ายบริหารมีสว่ นร่วม โดยตรงในการออกกฎหมาย โดยมีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งสามารถเข้าไปอภิปรายใน สภานติ บิ ัญญตั ิได้ นอกจากน้นั ฝา่ ยบรหิ ารยงั มอี �ำนาจ ส่งั ยบุ สภานิติบัญญตั ไิ ด้ เพื่อจัดให้มกี ารเลอื กต้ัง ทวั่ ไปใหม่ และมอี ำ� นาจทจ่ี ะยบั ยงั้ กฎหมาย ทง้ั นเ้ี พอ่ื ใหฝ้ า่ ยนติ บิ ญั ญตั นิ ำ� กฎหมายนนั้ กลบั ไปพจิ ารณา ใหม่ ใหล้ ะเอียดรอบคอบจริง ๆ ๕. ดา้ นตลุ าการ ฝา่ ยบรหิ ารมอี ำ� นาจใหอ้ ภยั โทษแกผ่ กู้ ระทำ� ความผดิ ได้ และฝา่ ยบรหิ ารมหี นา้ ท่ีช่วยเหลือใหก้ ระบวนการยุตธิ รรมของรฐั ด�ำเนนิ ไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ สถาบนั ของอ�ำนาจตลุ าการ (Judicial) อำ� นาจตลุ าการเปน็ อำ� นาจทดี่ ำ� รงไวซ้ ง่ึ ความยตุ ธิ รรม สถาบนั ทเี่ ปน็ ผใู้ ชอ้ ำ� นาจตลุ าการคอื ศาล เม่ือมีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น ศาลจะเป็นผู้ใช้อ�ำนาจตุลาการ เป็นผู้พิจารณาคดี เป็นผู้ให้ความ ยุติธรรม เป็นผู้ตีความกฎหมาย และป้องกันสิทธิต่าง ๆ ของบุคคล ในประเทศประชาธิปไตย ฝา่ ยตลุ าการมฐี านะเปน็ พเิ ศษและทำ� หนา้ ทส่ี ำ� คญั อยา่ งยง่ิ การแบง่ แยกอำ� นาจตลุ าการออกมาเปน็ หนง่ึ ในอำ� นาจอธปิ ไตย กเ็ พอื่ ใหฝ้ า่ ยตลุ าการมอี สิ ระในการปฏบิ ตั งิ าน ไมต่ กอยภู่ ายใตอ้ ทิ ธพิ ลหรอื ใตบ้ งั คบั ของ อำ� นาจใด ระบบศาลยตุ ธิ รรมของแตล่ ะประเทศ สว่ นใหญจ่ ะคลา้ ยคลงึ กนั แตก่ อ็ าจจะมแี ตกตา่ งกนั อยบู่ า้ ง โดยเฉพาะการจดั ระเบยี บศาล มแี ตกตา่ งกนั อยใู่ นหลายประเทศ บางประเทศถอื วา่ ศาลเปน็ ผใู้ ชอ้ ำ� นาจ ตุลาการในนามประมุข บางประเทศประมุขฝ่ายบริหารเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการ บางประเทศผู้พิพากษา เป็นผูร้ ับฟังคำ� ใหก้ ารและพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้วส่ังการลงโทษ บางประเทศกม็ ีคณะลูกขนุ เปน็ ผฟู้ งั คำ� ใหก้ าร และชข้ี าดวา่ ฝา่ ยใดผดิ หรอื ถกู แลว้ เสนอใหผ้ พู้ พิ ากษาพจิ ารณาลงโทษ และบางประเทศกจ็ ะ มีศาลส�ำหรับพิจารณาคดีเฉพาะเร่ือง เช่น ศาลปกครอง ศาลเกษตร ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลจราจร เป็นตน้ การทจี่ ะทราบเกยี่ วกับเรื่องศาลของประเทศใดนนั้ จะตอ้ งศกึ ษาจากธรรมนญู ศาล ยุติธรรมของประเทศนั้น
อ�ำนาจอธปิ ไตย (Sovereignty) 133 สำ� หรบั ประเทศไทย มศี าลยตุ ธิ รรมสงั กดั อยใู่ นกระทรวงยตุ ธิ รรม และศาลทหารสงั กดั กระทรวง กลาโหม ศาลทหารมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีท่ีทหารเป็นจ�ำเลยในความผิดทางอาญาเท่านั้น โดยมีทหารเป็นตุลาการทหาร เป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี และมีอัยการศาลทหารเป็นผู้ฟ้องคดี ส่วนศาลยุติธรรมน้ันจะมีพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นกฎหมายก�ำหนดระเบียบราชการของ ศาลยุติธรรมก�ำหนดบุคคลผู้มีต�ำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบต่าง ๆ วางล�ำดับขั้นของศาล และเขตอ�ำนาจ ในการพิจารณาพิพากษาคดที ัง้ ปวง สรปุ อ�ำนาจอธิปไตยเป็นอ�ำนาจสูงสุดของประเทศ อันเป็นการแสดงถึงความเป็นรัฐที่มีอธิปไตย ภายใน (Internal Sovereignty) คือ อ�ำนาจเด็ดขาดทางกฎหมายที่จะบัญญัติ บังคับเหนือบุคคล ตลอดจนเจา้ หนา้ ทที่ งั้ หลายภายในรฐั และความเปน็ รฐั ทม่ี อี ธปิ ไตยภายนอก (External Sovereignty) อนั ไดแ้ ก่ อำ� นาจอสิ ระ สามารถจะดำ� เนนิ กิจการทงั้ ภายในและภายนอกประเทศได้ โดยปราศจากการ ถูกบังคับ ควบคุม หรือแทรกแซงโดยประเทศอ่ืน อันเป็นการแสดงถึงความเป็นประเทศเอกราชที่มี อธปิ ไตยเปน็ ของตนเอง โดยทว่ั ไปแลว้ อำ� นาจอธปิ ไตยจะตอ้ งมลี กั ษณะเปน็ อำ� นาจเดด็ ขาด (Absolute- ness) อ�ำนาจที่ครอบคลุมท่ัวไปในรัฐ (Comprehensiveness) เป็นอ�ำนาจถาวรคงที่ในรัฐตลอดไป (Permanence) และเป็นอ�ำนาจที่แบ่งแยกไม่ได้ (Indivisibility) ส่วนการใช้อ�ำนาจอธิปไตยสามารถ แยกไดเ้ ปน็ หลายทางด้วยกัน คือ อำ� นาจอธิปไตยในทางกฎหมาย (Legal Sovereignty) ทางการเมือง (Political Sovereignty) ทางตามข้อเท็จจริง (De Facto Sovereignty) ทางตามนิตินัย (De Jure Sovereignty) และทางภายนอก (External Sovereignty) แตโ่ ดยทอี่ ำ� นาจอธปิ ไตยมคี วามจำ� เปน็ และ ส�ำคัญต่อความเป็นรัฐ ผู้ใช้อ�ำนาจอธิปไตยหรือเจ้าของอธิปไตยนั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการปกครอง และความเปน็ มาของรฐั เช่น กษัตริยเ์ ปน็ เจ้าของอธปิ ไตย ปวงชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย อ�ำนาจ บัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย และองค์การนิติบัญญัติเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย การแสดงออกซ่ึงอ�ำนาจอธิปไตยของเจ้าของอ�ำนาจน้ีก็แตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของการ ปกครอง แต่ประเทศท่ีปกครองแบบประชาธิปไตย ปวงชนสามารถแสดงออกซึ่งอ�ำนาจอธิปไตยโดย ชอบด้วยกฎหมายได้ เชน่ การออกเสยี งเลือกต้งั (Election) การออกเสยี งประชามติ (Referendum) สิทธิเสนอร่างกฎหมาย (Initiative) สิทธิยับย้ังกฎหมาย (Population Vote) วิธีประชาพินิจ (Plebiscite) วธิ เี ปลย่ี นตัวผูด้ �ำรงตำ� แหนง่ สำ� คัญโดยประชาชน (Recall) เป็นต้น แตอ่ ย่างไรกต็ าม ในยคุ ปัจจบุ นั ซึง่ เปน็ ยคุ ขอ้ มลู ข่าวสาร สารสนเทศ อำ� นาจอธปิ ไตยที่ยอมรบั กนั วา่ เปน็ อำ� นาจสงู สดุ เดด็ ขาด ใชเ้ ปน็ การทวั่ ไป ถาวร แบง่ แยกไมไ่ ด้ ไมม่ อี ำ� นาจอน่ื ใดอยเู่ หนอื อำ� นาจ อธิปไตยของรัฐได้นั้น กลับได้รับการทดสอบ ก้าวก่ายด้วยความสามารถของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น
๑๓๔ รัฐศาสตร์เบ้ืองต้น ดาวเทียม อินเทอร์เนต การสื่อสารสมัยใหม่ ขีปนาวุธข้ามทวีป และการแทรกแซงทางการเมืองและ การทหารจากประเทศมหาอ�ำนาจ ตลอดจนต้องปฏิบัติตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจของโลกในยุค โลกาภวิ ัฒน์ และตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง สนธิสัญญา กฎข้อบังคบั ขององคก์ รระหวา่ งประเทศ ต้ังแต่ ประเทศกล่มุ เลก็ ๆ จนถึงองค์การสหประชาชาติ ซงึ่ ถอื ไดว้ ่า อ�ำนาจอธปิ ไตยของรัฐในทางปฏบิ ตั แิ ล้ว มีข้อจำ� กัดเชน่ กนั
บทที่ ๕ อุดมการณท์ างการเมอื ง (Political Ideology) ความหมายอุดมการณท์ างการเมือง (Political Ideology) อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) หมายถึง รูปแบบหรือกรอบความคิด และความเชอ่ื ทางการเมอื ง ทงั้ ในสว่ นทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ และการประเมนิ คา่ เกย่ี วกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ทางการเมืองนั้น โดยอุดมการณ์ทางการเมืองจะเน้นถึงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ทางการเมืองท่ีมี ลักษณะเป็นข้อเสนอให้ยอมรับและมีศรัทธาเพื่อให้เกิดความร่วมมือภายในกลุ่มตน และเม่ือคนกลุ่ม ใหญเ่ กดิ ความศรทั ธาและมคี วามเชอื่ ในอดุ มการณว์ า่ เปน็ สง่ิ ทถี่ กู ตอ้ งและเปน็ ความจรงิ แลว้ กจ็ ะมกี ารนำ� ไปใชเ้ ป็นหลักในการปฏบิ ัตโิ ดยท่วั ไป๖๑ การแบ่งประเภทของอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถท�ำได้ภายใต้กฎหมายที่แตกต่างกัน ออกไป๖๒ แตท่ ีน่ ยิ มและเพ่อื เข้าใจไดโ้ ดยง่ายจึงขอแบ่งอดุ มการณท์ างการเมืองออกโดยใช้ความสำ� คัญ ของรัฐเป็นหลัก จากอุดมการณ์ทางการเมืองท่ีมีไม่ให้ความส�ำคัญต่อรัฐ ไปจนถึงการให้ความส�ำคัญ แกร่ ฐั สงู สดุ ซงึ่ โดยทว่ั ไปเรามกั จะพบอยภู่ ายใตศ้ พั ทค์ ำ� วา่ ฝา่ ยซา้ ย ซงึ่ หมายถงึ พวกทไ่ี มไ่ ดค้ วามสำ� คญั แกร่ ฐั กบั ฝา่ ยขวา ทหี่ มายถงึ พวกทใ่ี หค้ วามสำ� คญั แกร่ ฐั สงู สดุ การจดั เรยี งประเภทอดุ มการณท์ างการ เมืองจากกลุ่มซา้ ยสุดถึงกลุ่มขวาสุดอาจจดั เรยี งไดด้ งั น้ี คอื อรัฐนยิ ม คอมมวิ นิสต์ สังคมนยิ ม เสรีนยิ ม ประชาธิปไตย อนรุ ักษน์ ยิ ม และฟาสซสิ ม์ ท่ีมาของศัพท์ค�ำว่า “ฝ่ายซ้าย” และ “ฝ่ายขวา” เกิดข้ึนคร้ังแรกท่ีประเทศฝร่ังเศส ในช่วง เวลาแห่งการปฏวิ ตั ิครั้งใหญ่ ปี ค.ศ. ๑๗๘๙ (French Revolution of ๑๗๘๙) เหตมุ าจากการประชมุ ในสภาแหง่ ชาติ (National Assembly) ของฝรง่ั เศส กลุ่มที่ใหก้ ารสนบั สนนุ กษัตรยิ ์จะนัง่ อยู่ทางขวา และกลุ่มที่ต่อต้านอ�ำนาจของกษัตริย์จะนั่งอยู่ทางซ้ายของประธานสภา ท�ำให้เกิดการเรียกกลุ่มของ นักการเมืองท่ีมีอุดมการณ์สนับสนุนอ�ำนาจรัฐว่าเป็นฝ่ายขวา และกลุ่มที่ต่อต้านอำ� นาจรัฐฝ่ายซ้ายใน เวลาตอ่ มา ๖๑ อานนท์ อาภาภริ ม รฐั ศาสตรเ์ บอื้ งตน้ (กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์ ๒๕๒๘) น. ๑๐๔ ๖๒ เชน่ การแบง่ ออกเปน็ อดุ มการณแ์ บบเปดิ และปดิ (Democration Non-Democratic and Semi-Democratic) รายละเอยี ดใน มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช เอกสารการสอนชดุ วชิ าหลกั รฐั ศาสตรแ์ ละการบรหิ าร พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓ (นนทบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช ๒๕๓๓) น. ๒๘๐-๒๘๑
136 รัฐศาสตรเ์ บอื้ งต้น ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งลัทธกิ ารเมืองกับอดุ มการณ์ทางการเมือง ลทั ธทิ างการเมอื งเปน็ พนื้ ฐานสำ� คญั ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ระบบการเมอื งการปกครองอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ ดงั นน้ั หลกั การทป่ี รากฏอยใู่ นลทั ธกิ ารเมอื ง จงึ อาจเปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความเชอ่ื ทมี่ ลี กั ษณะเปน็ อดุ มการณ์ ทางการเมืองได้ และอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นความเช่ือท่ีลึกซ้ึง เป็นศรัทธาที่ม่ันคงหนักแน่น กเ็ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความคดิ ในการคน้ หาหรอื สรา้ งลทั ธกิ ารเมอื งขนึ้ มาใหส้ อดคลอ้ งกบั อดุ มการณท์ างการ เมือง เช่น ลัทธิการเมืองแบบเสรีนิยม ซึ่งมีเน้ือหาเกี่ยวข้องกับเสรีภาพและระบบการเมืองท่ียกย่อง เสรีภาพเปน็ หลักส�ำคัญ จดุ เดน่ คือ เสรภี าพ ซง่ึ ในที่สดุ กท็ ำ� ใหเ้ กดิ อดุ มการณห์ รือการความเชอ่ื ในเร่ือง เสรภี าพ ซงึ่ เปน็ พลงั ผลกั ดนั ใหเ้ กดิ การพฒั นาและการเปลย่ี นแปลงทางการเมอื ง เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ เสรภี าพ อยา่ งแทจ้ รงิ ในหลายประเทศ หรอื ในลทั ธกิ ารเมอื งและเศรษฐกจิ แบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย ซงึ่ เนน้ ความเปน็ ธรรมทางสงั คมเปน็ ประการสำ� คญั นน้ั หลกั เกณฑเ์ กยี่ วกบั ความเปน็ ธรรม ทำ� ใหเ้ กดิ ความเชอื่ มนั่ หรอื อดุ มการณท์ ยี่ กยอ่ งความเปน็ ธรรมและศรทั ธาในเรอื่ งนเี้ ปน็ อยา่ งยง่ิ อดุ มการณด์ งั กลา่ วไดเ้ ปน็ พลังผลักดันให้มีการปฏิรูปในหลายประเทศ และได้มีส่วนในการเปล่ียนแปลงระบบการเมืองและ เศรษฐกิจแบบเสรนี ิยม หรือทุนนยิ มใหก้ ลายมาเปน็ ระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม อาจกลา่ วไดว้ า่ ทง้ั ลทั ธกิ ารเมอื งและอดุ มการณท์ างการเมอื งมสี ว่ นสนบั สนนุ เกอ้ื กลู กนั และกนั และมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชดิ อรฐั นิยม (Anarchism) Anarchism มีฐานศัพท์มาจากภาษากรีกคือ an ที่แปลว่าไม่ กับค�ำว่า archos ท่ีแปลผู้นำ� เมอื่ รวมกนั จงึ แปลวา่ การปกครองในรปู แบบทไี่ มม่ ผี นู้ ำ� อดุ มการณข์ องกลมุ่ อรฐั นยิ มกค็ อื การพยายาม ลดอ�ำนาจของรัฐให้ไมม่ คี งเหลอื อย่ใู นสังคมเลย๖๓ เพราะมีความเช่อื พนื้ ฐานวา่ มนษุ ย์เป็นคนดี ไม่เห็น แก่ตัวจงึ สามารถอยรู่ ว่ มกนั ไดอ้ ย่างสงบ และรจู้ กั การเสยี สละเพือ่ สว่ นรวม ส่วนอ�ำนาจรัฐ (State au- thority) เปน็ สงิ่ ทชี่ ว่ั รา้ ย และเปน็ อปุ สรรคตอ่ เสรภี าพของมนษุ ย์ เพราะฉะนน้ั รฐั จงึ ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งมอี ยู่ ในสังคม อุดมการณ์อรัฐนิยมแตกต่างไปจากลัทธิของมนุษย์ เพราะฉะน้ัน รัฐจึงไม่จ�ำเป็นต้องมีอยู่ใน สงั คม อดุ มการณอ์ รฐั นยิ มแตกตา่ งไปจากลทั ธอิ นาธปิ ไตย (Anarchy) ในรายละเอยี ดของเนอื้ หาสามารถ อนาธิปไตยหมายถึงสภาพความเป็นไปของสังคมอันเป็นผลมาจากการปกครองท่ีไร้ระเบียบ๖๔ ซ่ึงอาจ เกดิ จากการไมม่ อี งคอ์ ธปิ ัตยอ์ นั เปน็ สถาบนั ทมี่ ีอ�ำนาจสูงสดุ ในรฐั แต่อรัฐนิยม หมายถงึ การปกครองที่ มีรัฐหรือองค์การทางการเมืองมาควบคุมประชาชนเพราะฉะนั้นประชาชนจึงสามารถอยู่ร่วมกันอย่าง ๖๓ Julius Gold, Winlliam Kolb. Eds.A Dictionary of the Social Sciences. (Free Press of Glencoe,๑๙๖๕). pp.๒๕ ๖๔ บรรพต วรี ะสยั , สรุ พล ราชภณั ฑารกั ษ์ และสรุ พนั ธ์ ทบั สวุ รรณ.์ รฐั ศาสตรท์ วั่ ไป. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๗, (กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ประชาชน จำ� กดั ๒๕๒๘) น. ๖๒๗
อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) 137 มอี ิสระ และเสรภี าพ ซ่งึ อาจส่งผลให้เกดิ อนาธิปไตยหรือไมก่ ไ็ ด้ เพราะหากสมาชกิ ภายในสังคมไมไ่ ด้มี คุณสมบตั เิ ป็นคนดี สามารถอยรู่ ่วมกนั ไดโ้ ดยสงบ และยอมเสยี สละเพื่อสว่ นรวมตามความเชื่อพ้ืนฐาน ของอุดมการณ์อรัฐนิยมก็อาจส่งผลให้เกิดความสับสนวุ่นวายและความไร้ระเบียบในสังคมกลายเป็น ภาวะอนาธิปไตย แนวความคิดเก่ียวกับอรัฐนิยมเร่ิมมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยเฉพาะนักคิดกลุ่ม สโตอคิ (Stoicism) ทนี่ ยิ มการสงบ และนกั คดิ กลมุ่ อพิ คิ วิ เรยี น (Epicureanism) ทน่ี ยิ มความสนกุ สนาน ซึ่งทั้งสองกลุ่มไม่ต้องการให้รัฐเข้าไปแทรกแซง หรือยุ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนอันถือเป็นการขัดขวาง การดำ� เนนิ ชวี ติ แบบเสรที สี่ ามารถกระทำ� หรอื ไมก่ ระทำ� การใด ๆ ได้ ตามทต่ี นเองตอ้ งการโดยไมม่ อี ำ� นาจ อื่นใดมากำ� หนด หรอื สรา้ งกรอบให้แกพ่ วกตน ตอ่ มาในศตวรรษท่ี ๑๗-๑๘ อดุ มการณร์ ฐั นยิ มไดร้ บั อทิ ธพิ ลเสรมิ มาจากแนวคดิ เรอื่ งสทิ ธติ าม ธรรมชาติ (Natural rights) อันเป็นสิทธิที่ทุกคนมีมาแต่ก�ำเนิดอย่างเท่าเทียมกันทุดคนซ่ึงไม่มีใคร สามารถล่วงละเมิดได้แม้แต่อ�ำนาจรัฐ เพราะฉะน้ัน รัฐจึงควรเป็นสถาบันท่ีมีอ�ำนาจอย่างจ�ำกัด (Limited government) และใหป้ จั เจกชนมสี ทิ ธิและเสรีภาพให้มากท่สี ุด แนวความคดิ นเี้ ปน็ แนวคดิ ของลทั ธปิ จั เจกชนนยิ ม (Individualism) ทต่ี อ่ ตา้ นการทจี่ ะตอ้ งกระทำ� ตามสงั คม (Social conformity) แต่ก็ไม่ห้ามการท่ีปัจเจกชนจะมีการกระท�ำคล้ายคลึงหรือเหมือนกันกับคนอ่ืนหากกระท�ำน้ันเป็นโดย เสรีไม่ไดถ้ กู อ�ำนาจอ่ืนใดมาบงั คบั แนวคิดที่พยายามใหป้ ัจเจกชนมีสิทธิและเสรภี าพโดยปราศจากการ แทรกแซงจากอ�ำนาจรัฐได้ปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างมากในช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติในอเมริกา (ค.ศ. ๑๗๗๖) ที่ชาวอเมริกันพยายามแยกตนออกจากการเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษจนเป็น ผลส�ำเร็จ และต่อมาในช่วยของการปฏวิ ัตใิ นประเทศฝรั่งเศส (ค.ศ. ๑๗๘๙) แนวคิดเรอ่ื งอรัฐนิยมยิ่งได้ รบั การยอมรับเปน็ อย่างมาก นกั คิดในชว่ งศตวรรษที่ ๑๗- ๑๙ ไดห้ นั มาสนับสนุนแนวคิดปจั เจกชนนยิ มและต่อต้านกรถูก แทรกแซงจากอ�ำนาจรัฐมากข้ึน เช่น Thomas Paine (ค.ศ. ๑๗๓๗- ๑๘๐๙) William Godwin (ค.ศ. ๑๗๕๖-๑๘๓๖ ) ชาวองั กฤษ Joseph Proudhon (ค.ศ. ๑๘๐๙ – ๑๘๖๕) ชาวฝรง่ั เศส Michael Bakunin (ค.ศ. ๑๘๑๔ – ๑๘๗๖) Peter Kropotkin (ค.ศ. ๑๘๔๒ – ๑๙๒๑) และ Count Leo Tolstoi (ค.ศ. ๑๘๒๘ – ๑๙๑๐) ชาวรัสเชีย คอมมิวนิสต์ (Communism) ผู้ให้ก�ำเนิดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์คือ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx, ค.ศ. ๑๘๑๘ – ๑๘๘๓) ชาวเยอรมัน ซง่ึ ไดร้ ับอทิ ธพิ ลทางความคิดมาจาก ยอร์จ วลิ เฮลม์ ฟรีดรกิ ซ์ เฮเกล (George Wilhem Friedrich Hegel, ค.ศ. ๑๗๗๐ – ๑๘๓๑ ) ชาวเยอรมัน ที่มองการเปลี่ยนแปลงของสังคมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรืออ่ืนใด ล้วนแต่เป็นผลมาจากความคิด น่ันคือ เฮเกล
138 รัฐศาสตรเ์ บอื้ งต้น ให้ความส�ำคัญแก่ความคิดของมนุษย์ว่าเป็นรากฐานแห่งการเปล่ียนแปลงสรรพสิ่งบนสังคมมนุษย์แต่ มาร์กมีแนวความคิดที่แตกต่างไปจากเฮเกลคือ มาร์กซ์เชื่อว่า วัตถุต่างหากท่ีเป็นรากฐานแห่งการ เปลี่ยนแปลงในสรรพสิ่ง หรืออกี นัยหนึ่งกค็ ือ วัตถุเปน็ สงิ่ กำ� หนดความคดิ ไมใ่ ช่ความคดิ เป็นสงิ่ กำ� หนด วัตถุตามที่เฮเกลเชื่อ ซ่ึงเขากล่าวว่าปรัชญาของเฮเกลเปรียบเสมือนการยืนกลับทิศทางโดยเอาเท้าไว้ ข้างบนส่วนศรีษะไว้ข้างล่าง เพราะฉะน้ัน ปรัชญาของเขาช่วยท�ำให้การอธิบายของเฮเกลสามารถยืน ได้อย่างถูกทศิ ทาง (Set him the right way up) อิทธิพลจากเฮเกลอีกประการหน่ึงก็คือ ทฤษฏีวิภาษ (Dialectic) ท่ีอธิบายการเปลี่ยนแปลง ของสังคมว่ามีอยู่ตลอดเวลา และการเปล่ียนแปลงนั้นสาเหตุมาจากการขัดแย้งระหว่างส่ิงที่มีอยู่ (thesis) กับสิ่งที่ต่อต้านสิ่งที่มีอยู่ (Anti – thesis) และจะได้ผลสรุปใหม่ท่ีเกิดจารการขัดแย้งของ ท้ังสองส่ิง (Syntheses) และข้อสรุปใหม่ที่เกิดจากการขัดแย้งนั้นก็จะกลายเป็นส่ิงท่ีมีอยู่ (Thesis) ในอกี สภาวะหนึ่ง และจะเกดิ สง่ิ ทต่ี ่อตา้ นสง่ิ ทม่ี อี ยู่ (Anti – thesis) ในสภาวะใหม่ ท�ำให้ได้ข้อสรปุ แหง่ ความขัดแย้งในสภาวะใหม่ (Synthesis) และจะเป็นเช่นนี้ไปเร่ือย ๆ อันแสดงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่เป็น ผลมาจากการปะทะหรอื การขดั แยง้ ระหว่างสง่ิ เกา่ และการเปลีย่ นแปลงจะเกดิ ข้นึ อยตู่ ลอดเวลา หรือ อาจกล่าวได้ว่าสรรพส่ิงล้วนมีความขัดแย้งเป็นองค์ประกอบอยู่ภายใน และเพราะความขัดแย้งท่ีแฝง อยภู่ ายในน่งั เองที่ท�ำให้สรรพส่ิงเจริญกา้ วหนา้ มารก์ ซไ์ ดน้ ำ� ทฤษฎวี ภิ าษมาอธบิ ายถงึ การเปลยี่ นแปลงในสงั คมโลก โดยมกี รอบปรชั ญาทเ่ี ชอื่ ว่าวัตถุเป็นตัวก�ำหนดความคิดและการเปล่ียนแปลงเป็นพ้ืนฐาน จึงเรียกวิธีการอธิบายถึงการ เปล่ียนแปลงทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นการอธิบายตาม “ลัทธิวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ (Historical materialism)” โดยวตั ถตุ ามแนวคดิ ของมารก์ ซห์ มายถงึ เรอื่ งทเ่ี กยี่ วกบั เศรษฐกจิ จงึ มกี ารเรยี กทฤษฎี ของเขาวา่ เปน็ ทฤษฎกี ารเปลยี่ นแปลงของสงั คมทม่ี เี ศรษฐกจิ เปน็ ตวั กำ� หนด (Economic determinism) และความเชอ่ื ในทฤษฎวี ภิ าษทำ� มารก์ ซม์ องการเมอื งวา่ เปน็ การตอ่ สรู้ ะหวา่ งสองชนชน้ั (Social class) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขัดแย้งกันในผลประโยชน์ทางบรรพกาล (Primitive communism) ยังไมม่ ีการขดั แย้งระหว่างชนชนั้ มารก์ ซ์แบ่งประวัตศิ าสตร์ของมนษุ ยต์ ามลัทธิวัตถนุ ยิ มเชิงประวตั ศิ าสตรไ์ ด้ ๕ ยุค คือ ๑. ยคุ คอมมวิ นสิ ตบ์ รรพกาล (Primitive communism) ทรพั ยส์ นิ จะเปน็ ของสว่ นกลางเพราะ ทรัพยากรมีอยู่มากในขณะที่ประชากรมนุษย์มีจ�ำนวนน้อย จึงไม่เกิดการแก่งแย่งทรัพยากรมนุษย์จึง อยรู่ ่วมกันอย่างเรียบงา่ ย ไม่มีรฐั ไมม่ ผี ูป้ กครอง ไมเ่ กดิ ชนช้นั และยงั ไมม่ คี วามส�ำนึกในเร่ืองกรรมสิทธิ์ แต่ต่อมามกี ารเปลี่ยนแปลงในวิถีการผลติ (Mode of production) เกิดขน้ึ ทำ� ใหส้ งั คมเรม่ิ มีชนช้นั ขึน้ ในสงั คม
อดุ มการณท์ างการเมอื ง (Political Ideology) 139 ๒. ยุคทาส จากการเปล่ียนแปลงในวิถกี ารผลติ มกี ารเลย้ี งสัตวแ์ ละท�ำเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ทำ� ใหก้ ลมุ่ บคุ คลทมี่ คี วามแขง็ แรงกวา่ ใชก้ ำ� ลงั บงั คบั และขดู รดี แรงงานจากผทู้ อี่ อ่ นแอกวา่ เพอื่ นำ� มาเปน็ ปัจจัยในการผลิตงานให้แก่กลุ่มตน ท�ำให้เกิดชนช้ันข้ึน กล่าวคือ ชนชั้นท่ีแข็งแรงกว่าหรือชนชั้น ผปู้ กครองคอื นายทาส กบั ชนชนั้ ผทู้ อี่ อ่ นแอกวา่ หรอื ชนชนั้ ผถู้ กู ปกครองคอื ทาส ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง สองชนชนั้ เป็นไปในลกั ษณะการเอารดั เอาเปรียบ และกดขขี่ ม่ เหงผอู้ ยู่ใต้ปกครอง ระบบทาสส่งผลให้ เกิดระบบกรรมสทิ ธ์สิ ว่ นบคุ คลและระบบชนชัน้ ในท่สี ดุ ๓. ยุคศักดินา (Feudalism) เมื่อการผลิตในรูปแบบการกดขี่บังคับ และขูดรีดแรงงานทาส ไม่ได้ให้ผลผลิตในปริมาณท่ีมากพอจนเป็นที่พอใจของนายทาส เพราะการท�ำงานของทาสเกิดข้ึนจาก การใช้อ�ำนาจบังคับกดข่ีขูดรีดท�ำให้ทาสไม่ได้ตั้งใจท่ีจะผลิตงาน การปลดปล่อยทาสจึงเกิดข้ึนเพื่อให้ ทาสเชา่ ทด่ี นิ ประกอบอาชพี โดยผเู้ ชา่ และผสู้ บื สายโลหติ ตอ้ งตดิ อยกู่ บั ทดี่ นิ นนั้ ทำ� ใหเ้ กดิ ระบบศกั ดนิ า ซึ่งสังคมยังประกอบด้วยสองชนช้ัน คือ ชนชั้นปกครองคือเจ้าศักดินา (feudal lords) ผู้เป็นเจ้าของ ปัจจัยการผลิตคือ ท่ีดินอันมีลักษณะก่ึงการเป็นเจ้าของผู้ท่ีท�ำกินบนท่ีดินของตนด้วย กับชนชั้นผู้ถูก ปกครอง คอื ทาสตดิ ดนิ หรอื ไพร่ (Sorts) ทที่ ำ� กนิ บนทดี่ นิ ของเจา้ ศกั ดนิ าและจะตอ้ งสง่ ผลผลติ บางสว่ น ให้แกเ่ จ้าศักดินา โดยผทู้ ำ� กนิ จะเปน็ ทาสติดดินไปตลอดชวี ติ อนั รวมทัง้ ผสู้ บื สกุลของทาสดว้ ย ๔. ยุคทุนนิยม หรือสังคมทุนนิยม (Capitalist) อันเป็นยุคท่ีมาร์กซ์มีชีวิตอยู่ เขาอธิบายว่า หลังจากการผลิตได้พัฒนาถึงระดับเป็นการผลิตเพื่อการค้า ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมและ เครอื่ งจกั รสงู ขน้ึ แตก่ ย็ งั ตอ้ งการแรงงานเพอื่ ทำ� งานในโรงงานตา่ ง ๆ ไพรห่ รอื ทาสตดิ ดนิ จงึ ถกู ปลดปลอ่ ย อีกคร้ังสู่การเป็นเสรีชนเพ่ือแรงงานท่ีไม่มีปัจจัยการผลิตนอกจากการขายแรงงานเพื่อประทังชีวิต ในขณะที่นายทุนจะพยายามกดค่าแรงให้ต่�ำท่ีสุดเพื่อให้เกิดมูลค่าส่วนเกิน (Surplus value) ให้มาก ทสี่ ดุ เพอ่ื การสรา้ งความมนั่ คงใหต้ นเอง สงั คมยงั คงเปน็ ไปในลกั ษณะของการกดขที่ างชนชน้ั แตเ่ ปลยี่ น จากชนชนั้ เจา้ ศกั ดนิ ากบั ชนชนั้ ไพรห่ รอื ทาสตดิ ดนิ มาเปน็ การขดู รดี ระหวา่ งชนชน้ั นายทนุ หรอื กระฎมุ พี (Capitalists of bourgeoisie ) กับผู้ใชแ้ รงงานหรือชนชัน้ กรรมาชีพ (Proletariat) ๕. ยคุ คอมมวิ นสิ ต์ (Communism) เปน็ ยคุ แหง่ ความเสมอภาค ไมม่ ชี นชน้ั ไมม่ กี ารกดขขี่ ม่ เหง หรอื การเอารดั เอาเปรยี บ (Exploitation) โดยชนชน้ั หนง่ึ ตอ่ อกี ชนชนั้ หนงึ่ ดงั ทผี่ า่ นมาทรพั ยส์ นิ จะเปน็ ของส่วนกลางที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการท�ำงานตามความ จำ� เปน็ ของแตล่ ะคน และในทสี่ ดุ รฐั กจ็ ะหมดความสำ� คญั และรว่ มโรยหมดสน้ิ ไปจากสงั คม (The state will wither away) จากจดุ มงุ่ หมายของอดุ มการณค์ อมมวิ นสิ ตจ์ ะพบวา่ มลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ กบั อดุ มการณร์ ฐั นยิ ม นน่ั คอื จดุ สงู สดุ แหง่ การไมม่ รี ฐั อยใู่ นสงั คมมนษุ ย์ มารก์ ซม์ องวา่ รฐั เปน็ เครอื่ งมอื ของชนชนั้ ปกครองเพอื่ ใชใ้ นการเอารดั เอาเปรยี บและเออื้ ประโยชนแ์ กก่ ลมุ่ นายทนุ ในการฉกฉวยผลประโยชนใ์ หแ้ กช่ นชน้ั ของตน
140 รฐั ศาสตร์เบือ้ งตน้ แตร่ ัฐก็ยงั มีความจ�ำเปน็ ในการมอี ำ� นาจควบคมุ สมาชกิ ในสงั คมเพอื่ ทีจ่ ะนำ� พาสังคมใหเ้ ปล่ียนผา่ นไปสู่ สงั คมยคุ คอมมิวนสิ ต์ แต่ตอ้ งเป็นรัฐทป่ี กครองโดยเผดจ็ การของชนชน้ั กรรมาชีพ เพ่ือเร่งการเปล่ียนแปลงสังคมให้ไปสู่ยุคคอมมิวนิสต์ให้เร็วขึ้น การปฏิบัติจึงเป็นส่ิงที่จ�ำเป็น เพื่อการล้มล้างผู้ปกครองในขณะนั้น ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความแตกต่างระหว่างคอมมิวนิสต์กับ สงั คมนยิ ม เพราะสงั คมนยิ มไมน่ ยิ มความรนุ แรง แตค่ อมมวิ นสิ ตส์ นบั สนนุ การปฏวิ ตั ทิ เ่ี รยี กวา่ “สงคราม ปลดแอก (War of national liberation) อันถือเป็นสิ่งท่ีมิอาจหลีกเลียงได้ คอมมิวนิสต์เช่ือว่า แมต้ ลอดเวลาแหง่ ประวตั ศิ าสตรม์ นษุ ยชาตจิ ะมกี ารปฏบิ ตั หิ รอื การตอ่ สรู้ ะหวา่ งชนชน้ั (Class struggle) เกิดขึ้นเสมอมา แต่น่ันเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในระบบการปกครองและเปล่ียนถ่ายระบบการถือ ครองกรรมสิทธ์ิในปัจจัยการผลิตจากชนช้ันปกครองกลุ่มหน่ึงไปยังชนชั้นปกครองอีกกลุ่มหน่ึงเท่าน้ัน แตก่ ารขดู รดี ระหว่างชนช้นั ยงั คงด�ำเนนิ อยอู่ ย่างต่อเน่อื งเพราะฉะนั้นการปฏิวตั คิ รงั้ ส�ำคัญทส่ี ดุ คือการ ปฏวิ ตั เิ พอ่ื ลม้ ลา้ งระบบนายทนุ อนั จะทำ� ใหก้ ารขดู รดี สนิ้ สดุ ลง เพราะเมอื่ สงั คมปราศจากชนชนั้ นายทนุ ปจั จยั ในการผลติ ถกู โอนเปน็ สมบตั ขิ องสว่ นรวมการขดู รดี ระหวา่ งชนชน้ั กจ็ ะถงึ จดุ จบ๖๕ แตใ่ นชว่ งแรก ภายหลังการปฏิวัติยังคงต้องมีรัฐในรูปแบบองค์กรทางการเมืองคือ “เผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ (Dictatorship of the proletariat)” แต่เปน็ รฐั ทแ่ี ตกต่างไปจากรัฐของยคุ ทผ่ี า่ นมา เพราะรัฐใหมน่ ้ี เป็นรัฐของชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นตัวแทนของชนชันกรรมาชีพที่ปราศจากการต่อต้านของชนชั้น ผู้ปกครอง เน่ืองจากชนช้ันผู้ปกครองหรือชนชั้นนายทุนได้ถูกก�ำจัดจนหมดสิ้นไปจากสังคมแล้ว เรียกการปกครองท่ีมีเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพเป็นเคร่ืองมือว่า “รัฐสังคมนิยม” ซึ่งเป็นช่วงแห่ง การเช่ือมต่อก่อนไปสยู่ คุ คอมมวิ นสิ ตอ์ ย่างแทจ้ ริง มารก์ ซท์ ำ� นายวา่ ประเทศทจ่ี ะเปลย่ี นไปสยู่ คุ คอมมวิ นสิ ตโ์ ดยผา่ นการเปน็ เผดจ็ การของชนชน้ั กรรมาชีพจะเกิดในประเทศท่ีมีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมสูง เพราะในประเทศดังกล่าวจะมีชนชั้น กรรมาชีพมาก และถูกกดข่ีจากนายทุนจนเกิดการรวมตัวและต่อสู้ อันน�ำไปสู่การปฏิวัติเพื่อล้มล้าง ชนชนั้ ผ้ปู กครองในทส่ี ดุ เขาทำ� นายว่า ในปี ค.ศ. ๑๘๗๐ อังกฤษจะเหมาะสมกับการเปล่ียนแปลงไปสู่ การปกครองด้วยรัฐเผด็จการของชนช้ันกรรมาชีพมากท่ีสุด แต่การท�ำนายของเขาก็ผิดพลาด เพราะ ประเทศทพ่ี ยายามเปลยี่ นแปลงการปกครองไปสสู่ ังคมแบบคอมมวิ นิสตก์ ลับเกิดขนึ้ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๗ ในประเทศรัสเชีย ซงึ่ เป็นประเทศที่มกี ารพฒั นาทางอุตสาหกรรมคอ่ นขา้ งตำ่� ภายใต้การปกครองของ พระเจา้ ซาร์ ๖๕ ทพิ ย์ นาถสภุ า,ลทั ธเิ ศรษฐกจิ การเมอื ง (กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ ๒๕๑๙) น. ๑๐๑
อดุ มการณท์ างการเมอื ง (Political Ideology) 141 สงั คมนิยม (Socialism) แนวคดิ เกยี่ วกบั สงั คมนยิ มในยคุ แรกชว่ งการปฏริ ปู ทางศาสนาครสิ ต์ (The Reformation ชว่ ง ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ ๑๖) ในยโุ รป มลี กั ษณะตอ่ ตา้ นลทั ธปิ จั เจกชนนยิ ม ทใี่ หค้ วามสำ� คญั ในตนเองมากกวา่ การยอมปฏิบัติตามระเบียบของสังคม หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ไม่จ�ำเป็นต้องปฏิบัติตามแต่แนวคิด สงั คมนยิ ม มลี กั ษณะทเี่ นน้ ถงึ การยอมเสยี สละเพอื่ ประโยชนข์ องสงั คมสว่ นรวม เปน็ การใหค้ วามสำ� คญั กบั สงั คมมากกวา่ ปจั เจกบคุ คล โดยถอื วา่ บคุ คลไมส่ ามารถแยกออกจากสงั คมได้ เมอ่ื คนตอ้ งอยใู่ นสงั คม การยอมเสียสละเพ่ือสังคมในลักษณะสาธารณประโยชน์ (Public welfare) จึงเป็นส่ิงส�ำคัญกว่าผล ประโยชน์ส่วนตน หลักการส�ำคัญคือ ก�ำไรของคนส่วนน้อยควรแบ่งให้เป็นผลดีแก่คนจ�ำนวนมาก๖๖ เพราะฉะน้ัน รัฐจะต้องเข้าไปควบคุมปัจจัยในการผลิตทางเศรษฐกิจท่ีส�ำคัญ ๆ อันได้แก่ เครื่องจักร โรงงาน ทด่ี ิน และทนุ เพื่อให้เกดิ ประโยชน์สงู สดุ แก่คนจำ� นวนมากทีส่ ดุ ในสังคม ลักษณะหนึ่งของอุดมการณ์สังคมนิยมคือ การปกครองด้วยระบบรัฐสวัสดิการ (Welfare state) อันหมายถึงการที่รัฐมีหน้าที่ในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนตั้งแต่เร่ิมต้นการมีชีวิตจน กระทั่งการจบชีวิตลง อุดมการณ์สังคมนิยมจึงต่อต้านระบบเศรษฐกิจแบบเสรี (Laissez faire) หรือแบบทุนนิยม (Capitalism) เพราะการปล่อยเศรษฐกิจโดยรัฐไม่เข้าไปจัดการจะท�ำให้เกิดการ ผูกขาด (Monopoly) อ�ำนาจทางเศรษฐกจิ และเกิดการเอารดั เอาเปรียบประชาชน การค้าทไี่ ดร้ ับการ สง่ เสรมิ ในอุดมการณส์ งั คมนิยมคอื การคา้ แบบสหกรณ์ อันเปน็ การแลกเปลี่ยนที่มไิ ด้มุ่งหวังเพื่อสรา้ ง กำ� ไรแกน่ ายทนุ แตจ่ ะเปน็ การจำ� หนา่ ยสนิ คา้ ดว้ ยราคาทเ่ี ปน็ ธรรมซง่ึ จะเกดิ ขน้ึ ไดด้ ว้ ยการจดั เปน็ ระบบ สหกรณท์ สี่ มาชกิ สามารถนำ� ผลผลติ ของตนมาขายไดโ้ ดยใหส้ มาชกิ เปน็ ผกู้ ำ� หนดราคา การคำ� นวณราคา อยู่บนพ้ืนฐานจากจ�ำนวนช่วั โมงของแรงงานที่แตล่ ะคนใช้ในการท�ำงานชน้ิ นั้น การสหกรณจ์ ึงเปน็ การ คา้ ระหวา่ งผูผ้ ลติ กับผู้บรโิ ภคโดยตรง สงั คมนิยมจงึ มีแนวทางในการดำ� เนินนโยบายทางเศรษฐกิจแบบ สายกลางระหวา่ งทนุ นยิ มทป่ี ลอ่ ยใหม้ กี ารคา้ แบบเสรกี บั คอมมวิ นสิ ตท์ ร่ี ฐั ผกู ขาดเรอื่ งเศรษฐกจิ ไวจ้ นหมด น่ันคือ สังคมนิยมจะยอมให้เอกชนสามารถด�ำเนินการทางเศรษฐกิจได้ยกเว้นในกิจการท่ีส�ำคัญ ๆ หรือมผี ลกระทบต่อประชาชนโดยสว่ นรวม นักคิดในกลุ่มอดุ มการณ์สังคมนิยมทีมีชื่อเสยี ง คอื โธมสั มอร์ (Thomus More,ค.ศ.๑๔๗๘ – ๑๕๓๕) เขียนหนังสือ Utopia ในปี ค.ศ. ๑๕๑๖ ซ่ึงสร้างอิทธิพลทางความคิดแก่นักคิดรุ่น ต่อ ๆ มาเช่น ฟรานชิส เบคอน (Francis Bacon) ลักษณะของอุดมการณ์สังคมนิยมคือ การต่อต้าน ปัจเจกบุคคลในการที่จะมีทรัพย์สินส่วนตัว โดยเฉพาะทรัพย์สินท่ีได้มาจากการเอารัดเอาเปรียบ ๖๖ เกษม อทุ ยานนิ ,รฐั ศาสตร์ พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒ (กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ ๒๕๑๖) น. ๓๘
142 รฐั ศาสตรเ์ บือ้ งตน้ แต่ตอ้ งการใหท้ รัพยส์ นิ หรือความมงั่ ค่งั ต่าง ๆ ตกเปน็ ของรฐั ทง้ั หมด เพอ่ื รฐั จะได้จดั สวัสดกิ ารได้อยา่ ง เทา่ เทยี มและทวั่ ถงึ แกป่ ระชาชนทกุ คน และการทจ่ี ะสรา้ งรฐั แบบสงั คมนยิ มไดจ้ ะตอ้ งมพี นื้ ฐานมาจาก การใหก้ ารศกึ ษาอยา่ งทว่ั ถงึ โดยเฉพาะความรทู้ างสงั คมศาสตรเ์ พอื่ จะไดน้ ำ� ไปจดั ระเบยี บทางสงั คมให้ เหมาะสมตามความเชอ่ื ใน “วศิ วกรรมทางสงั คม (Social engineering)” อยา่ งไรกด็ ี รปู แบบสงั คมนยิ ม ยงั อาจแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท คอื สงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ กบั สงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย ซงึ่ อาจมคี วาม แตกตา่ งกนั ในรายละเอยี ด กลา่ วคือ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมแนวมาร์กซิสม์ (Marxian Socialism) อุดมการณ์ คอมมิวนิสต์ ของมาร์กซ์จะมีความเป็นสังคมนิยมแฝงอยู่ในช่วงหน่ึงก่อนการเปลี่ยนแปลงเป็นยุค คอมมิวนิสต์ ดังจะเป็นได้จากการให้ทรัพย์สินเป็นสมบัติของส่วนรวม กิจการทั้งปวงจะต้องถูกด�ำเนิน การโดยรฐั เผด็จการของชนช้นั กรรมาชพี อนั เปน็ รัฐชว่ั คราวก่อนการเส่อื มสลายและร่วงโรยไปในท่ีสดุ ท้งั นีก้ เ็ พ่ือขจดั การเอารดั เอาเปรยี บ และการขดู รีดจากชนชัน้ นายทุน สงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย (Democratic Socialism) เปน็ อดุ มการณก์ ารทใี่ ชก้ ระบวนการทาง ประชาธปิ ไตยเพอื่ เปา้ หมายสงั คมนยิ ม คอื การเลอื กตง้ั ผแู้ ทนเพอื่ เขา้ ไปบรหิ ารประเทศตามเจตนารมณ์ ของประชาชน มกี ารใชก้ ระบวนการใหค้ วามรแู้ ละการรว่ มมอื อภปิ รายแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล เพอ่ื ไปสจู่ ดุ มงุ่ หมายของสงั คมนยิ ม สงั คมนยิ มประชาธปิ ไตยจงึ สนบั สนนุ การเปลย่ี นแปลงไปสสู่ งั คมนยิ ม อยา่ งคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป ใชก้ ระบวนการทางการศกึ ษาเปน็ การเผยแพรค่ วามคดิ ทางสงั คมนยิ มใหป้ ระชาชน ยอมรบั แตม่ คี วามยดื หยนุ่ เรอ่ื งกรรมสทิ ธใิ์ นทรพั ยส์ นิ มากกวา่ สงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ นน่ั คอื ยอมรบั ใน สทิ ธิตามธรรมชาตขิ องมนษุ ย์และยอมให้มที รัพยส์ นิ ส่วนตัวได้ หากทรพั ย์สนิ ท่ีไดม้ าน่นั ได้ถกู ใช้ไปเพื่อ ประโยชนข์ องสงั คมสว่ นรวม ลกั ษณะทส่ี ำ� คญั ของสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตยคอื การเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มหรอื เปน็ เจา้ ของกิจการบางอยา่ งทสี่ ่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยวธิ กี ารทีไ่ มใ่ ชค้ วามรนุ แรง เสรนี ยิ ม (Liberalism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองท่ียอมรับความเช่ือพ้ืนฐานของแนวความคิดเรื่องปัจเจกชนนิยม (Individualism) ว่ามนุษย์มีเหตุผลและความสามารถ หากปล่อยให้มนุษย์มีโอกาสได้ใช้เสรีภาพ อยา่ งเตม็ ทแ่ี ลว้ สงั คมอนั เปน็ ผลรวมของการกระทำ� ของปจั เจกบคุ คลกจ็ ะเจรญิ กา้ วหนา้ ไปดว้ ย นนั่ คอื เสรีนิยมต้องการให้ปัจเจกบุคคลมีอิสระและเสรีภาพในการด�ำเนินชีวิต โดยปราศจากการถูกควบคุม หรอื ครอบงำ� จากอำ� นาจของบคุ คลอนื่ อนั รวมถงึ อำ� นาจรฐั ดว้ ย ในบางครง้ั เสรนี ยิ มกบั ปจั เจกชนนยิ มจงึ ถกู ใชใ้ นความหมายเดยี วกนั การยอมรบั ในสทิ ธแิ ละเสรภี าพมคี วามหมายครอบคลมุ ไปถงึ เรอ่ื งเศรษฐกจิ คอื การคา้ เสรี (Free enterprise) ทย่ี อมใหเ้ อกชนสามารถดำ� เนนิ กจิ การทางเศรษฐกจิ ไดอ้ ยา่ งเสรที สี่ ดุ และรัฐเข้าไปแทรกแซงให้น้อยท่ีสุด อันเป็นลักษณะตามแนวคิดของ อดัม สมิธ (Adam Smith)
อุดมการณ์ทางการเมอื ง (Political Ideology) 143 นักเศรษฐศาสตร์ชาวสกอตที่เช่ือว่ารัฐไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหรือยุ่งเก่ียวกับเร่ืองเศรษฐกิจของ ปจั เจกบคุ คล นน่ั คอื ควรปลอ่ ยใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งเสรี (Laissez Faire) เพราะภายใตร้ ะบบเศรษฐกจิ แบบเสรี จะมมี อื ทม่ี องไมเ่ หน็ (invisible hand) ท�ำหน้าที่จัดการให้ระบบเศรษฐกิจสามารถด�ำเนินไปได้โดย ไมเ่ กดิ ความวนุ่ วาย ซึ่งมือทีม่ องไม่เห็นนัน้ เขาหมายถงึ กฎแห่งอปุ สงคแ์ ละอปุ ทาน Lew of Demand and Supply นน่ั เอง อย่างไรก็ดีขบวนการเสรีนิยมก็มีการเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดไปบ้างในแต่ละยุคสมัยเช่น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองหลักการเสรีนิยมก็ได้ยอมรับถึงสภาพความเป็นจริงมากข้ึนกว่าเดิม มลี กั ษณะยดื หยนุ่ มากขนึ้ แมจ้ ะใหค้ วามสำ� คญั กบั เสรภี าพของบคุ คลแตก่ ไ็ ดย้ อมรบั ในกฎเกณฑท์ รี่ ฐั จะ ใช้อ�ำนาจในการบังคับประชาชน เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ท่ีรู้จักกันว่าเป็นระบบเสรีนิยม สมัยใหม่ (Neo –liberalism) แต่ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยมด้ังเดิมหรือเสรีนิยมสมัยใหม่ก็จะมีเนื้อหาสาระ ของอุดมการณ์ส�ำคัญน่ันคือ การเน้นที่เสรีภาพในการด�ำเนินการของปัจเจกบุคคลโดยรัฐจะเข้าไป เก่ียวข้องน้อยท่ีสุดเท่าท่ีจะเป็นได้ ความแตกต่างระหว่างเสรีนิยมดั้งเดิมกับสมัยใหม่จึงเป็นเร่ืองของ ขอบเขตการเขา้ มสี ่วนเก่ียวข้องของรัฐเท่าน้ัน๖๗ แนวคิดเสรีนิยมจึงมีความหวังในอนาคตที่เช่ือว่าทุกอย่างมีการปรับปรุง เปล่ียนแปลงไปใน ทศิ ทางทดี่ ีขนึ้ กวา่ เดมิ นน่ั คอื มีความหวังในอนาคตและเช่อื มั่นในการเปลีย่ นแปลงวา่ จะนำ� มาซง่ึ ความ เจรญิ อดุ มการณเ์ สรนี ยิ มแมจ้ ะมแี นวคดิ และความเชอ่ื ทแ่ี ตกตา่ งและขดั แยง้ กบั อดุ มการณท์ างการเมอื ง อน่ื ๆ เชน่ อดุ มการณค์ อมมวิ นสิ ตห์ รอื อดุ มการณเ์ ผดจ็ การในรปู แบบตา่ ง ๆ แตแ่ นวคดิ เสรนี ยิ มกย็ อมรบั ฟังความคิดจากอุดมการณ์ท่ีแตกต่าง เพราะเชื่อในหลักเหตุผลว่าเป็นหนทางท่ีดีท่ีสุดในการแก้ปัญหา ประเทศที่ปกครองด้วยอุดมการณ์เสรีนิยมจึงยินยอมให้มีการแข่งขันทางการเมืองอย่างเสรีจากกลุ่ม นกั การเมอื งทม่ี อี ดุ มการณแ์ ตกตา่ งไปจากตน เชน่ พรรคคอมมวิ นสิ ต์ พรรคสงั คมนยิ มมารก์ ซสิ ต์ เปน็ ตน้ ในทางการต่างประเทศพวกเสรีนิยมจะสนับสนุนการมีความสัมพันธ์แบบมิตา และประณามการก่อ สงครามทุกรูปแบบ ประชาธปิ ไตย (Democracy) ประชาธปิ ไตย เปน็ ศพั ทท์ ถี่ กู ใชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลาย แตจ่ ะมคี วามแตกตา่ งกนั ในแงป่ ฏบิ ตั ดิ งั จะ เหน็ ไดจ้ ากการนำ� คำ� วา่ ประชาธปิ ไตยไปใชใ้ นประเทศทมี่ กี ารปกครองดว้ ยระบอบสงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ โดยเรยี กการปกครองประเทศตนวา่ เปน็ ระบอบประชาธปิ ไตยของประชาชน (People’s Democracy) ๖๗ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ “อุดมการณ์ในการเมืองระหว่างประเทศ” ใน เอกสารประกอบค�ำบรรยายการฝึกอบรมความรู้ทาง รฐั ศาสตร์ เรอื่ ง อดุ มการณก์ บั สงั คมการเมอื ง วนั ทีื่ ๗-๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๒๖ (โครงการฝกึ อบรมหลกั สตู รพเิ ศษ คณะรฐั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ น. ๑๗
144 รฐั ศาสตรเ์ บอ้ื งต้น โดยอธบิ ายวา่ ประชาธปิ ไตยทถี่ กู ตอ้ งจะตอ้ งเปน็ การปกครองเพอ่ื ประโยชนข์ องประชาชนโดยสว่ นรวม เป็นการเน้นรูปแบบการปกครองท่ีมีรัฐบาลเพ่ือประชาชนแต่มิใช่รัฐบาลโดยประชาชน๖๘ ดังจะเห็นได้ จากการปกครองในประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์จะมีพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายได้เพียง พรรคการเมืองเดียว นน่ั คือพรรคคอมมวิ นิสต์ แม้จะมีการเลอื กต้งั แตก่ ็เป็นการเลอื กตัง้ บุคคลทม่ี าจาก พรรคการเมืองเดียวท่ีมีอยู่ เป็นการแข่งขันทางการเมืองในแง่ผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ จึงไม่อาจ ถือว่าเป็นการเลือกต้ังอย่างแท้จริงได้เพราะเป็นการเลือกต้ังที่ปราศจากคู่แข่งขันที่มีอุดมการณ์ทาง การเมอื งทแ่ี ตกตา่ งกนั จงึ เปน็ ไปในลกั ษณะเพยี งการใหค้ วามเหน็ ชอบในตวั บคุ คลทพี่ รรคการเมอื งของ ชาติคดั เลือกมาแลว้ เทา่ นั้น ค�ำวา่ ประชาธปิ ไตย ไดถ้ ูกนำ� ไปใช้แมใ้ นการปกครองแบบฟาสซิสม์ (Fascism) ดงั ท่ีเบนนโิ ต มุสโสลนิ ี (Benito Mussolini) ผนู้ ำ� ลัทธฟิ าสซิสม์ในอิตาลีก็กล่าววา่ การปกครองของตนเปน็ การบรรลุ ถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หรือ อด๊อฟ ฮิตเลอร์ (Adoft Hitler) ผู้น�ำลัทธิฟาสซิสม์ของ เยอรมนั กก็ ลา่ วถงึ การปกครองของเขา เปน็ รปู แบบการปกครองทดี่ ที ส่ี ดุ ของรฐั ประชาธปิ ไตยสมยั ใหม่ จากการท่ีประชาธิปไตยถูกใช้ในแนวทางท่ีแตกต่างกันท�ำให้ต้องมีการน�ำค�ำอธิบายถึงรูปแบบที่เป็น ลักษณะของการปกครองในรูปแบบของตนเพ่ือเข้าไปประกอบกับค�ำว่าประชาธิปไตย เช่น เสรีประชาธิปไตย (Liberal democracy) ประชาธิปไตยแบบตะวันตก (Western Democracy) ประชาธปิ ไตยพหุนยิ ม (Plural Democracy) หรือ ประชาธิปไตยสงั คมนิยม (Socialist Democracy) แต่ในที่น้ีจะขอกล่าวถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่อยู่ระหว่างอุดมการณ์เสรีนิยม (Liberalism) ท่ีเน้นถึงอิสระและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลอย่างมากกับอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม (Conservatism) ทเี่ นน้ ถงึ อำ� นาจรฐั และความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยของสงั คมมากกวา่ การใหส้ ทิ ธแิ ละ เสรีภาพแกป่ ัจเจกบุคคลในสงั คม อุดมการณ์ประชาธิปไตย จะมีหลักการท่ีเป็นพ้ืนฐานคือ การยอมรับว่าอ�ำนาจอธิปไตยเป็น ของปวงชน (Popular Sovereignty) การใหป้ ระชาชนทกุ คนมคี วามเสมอภาคทางการเมอื ง (Political Equality) การรบั ฟงั ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะจากประชาชน (Popular Consultation) และการ ปกครองโดยยอมรับมตขิ องเสยี งขา้ งมาก (Majority Rule)๖๙ จะเห็นได้วา่ อดุ มการณ์ประชาธปิ ไตยจะ ประกอบไปดว้ ย ๑. หลักปจั เจกชนนิยม (Individualism) เป็นการยอมรบั ในสทิ ธิและเสรภี าพของมนษุ ย์และ เปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมสี ทิ ธแิ ละเสรภี าพ โดยรฐั จะเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มหรอื แทรกแซงในกจิ การของปจั เจก ชนให้นอ้ ยท่ีสดุ ๖๘ Austin Renney, The Governing of Men.(New York : Holt Rinehart and Winston, ๑๙๖๒) pp. ๑๗๒ - ๑๗๓ ๖๙ Renney,op. Cit, pp. ๑๗๓ - ๑๗๖
อดุ มการณ์ทางการเมอื ง (Political Ideology) 145 ๒. เสรีภาพ (Liberty) ให้ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพ เช่น เสรีภาพในการพูด (freedom of speech) เสรีภาพในการตีพิมพ์โฆษณา (Freedom of the Press) เสรีภาพในการนับถือศาสนา (freedom of Religion) เสรีภาพในการชุมนมุ อยา่ งสันติ (freedom of Assembly) เปน็ ตน้ แต่ทั้งน้ี จะต้องไมข่ ัดความสงบเรียบรอ้ ยของสังคม ๓. ความเสมอภาค (Equality) โดยถือว่าทุกคนเกิดมามีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันย่อมมี สิทธิและโอกาสเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคท่ีเป็นอุดมการณ์พ้ืนฐานของประชาธิปไตยได้แก่ ความเสมอภาคในความเป็นมนษุ ย์ ความเสมอภาคทางกฎหมาย ความเสมอภาคในโอกาส และความ เสมอภาคทางการเมือง ๔. ภราดรภาพ (Fraternity) คือการอยู่กันอย่างเป็นมิตร มีความสัมพันธ์เสมือนญาติหรือ พน่ี อ้ งกนั อนุรกั ษ์นิยม (Conservatism) เปน็ อดุ มการณท์ างการเมอื งทน่ี ยิ มเสรภี าพแบบเดมิ คอื ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎธรรมชาติ (Natural law) จงึ มกี ารต่อตา้ นการเปล่ยี นแปลงทก่ี อ่ ใหเ้ กิดความแตกต่างไปจากสถานภาพเดมิ (Status guo) เพราะ เชอื่ วา่ สง่ิ ทยี่ ดึ ถอื มาแตเ่ ดมิ เปน็ เครอื่ งพสิ จู นใ์ หเ้ หน็ แลว้ วา่ สง่ิ นนั้ เหมาะสมทส่ี มควรยดึ ถอื และปฏบิ ตั ติ อ่ ไป ไม่ยอมรับในความสามารถของมนุษย์ท่ีมีความเทียมกัน จึงท�ำให้ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากบุคคล อน่ื และไมไ่ วว้ างใจบคุ คลจากกลมุ่ ตน อนั เปน็ ลกั ษณะทต่ี รงขา้ งกบั อดุ มการณเ์ สรนี ยิ ม อาจแบง่ ประเภท ออก ๔ ประเภท๗๐ คือ ๑. อนุรักษ์นิยมทางจิตใจ (Temperamental conservative) เป็นพวกมีพ้องและขัดขวาง การเปลยี่ นแปลงในเรือ่ งทั่ว ๆ ไป ๒. อนรุ กั ษน์ ยิ มทางวตั ถุ (Possessive conservative) จะพยายามรกั พวกของตนเอง และขดั ขวางการเปลีย่ นแปลงใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์อย่างหนึ่งของตนเอง ๓. อนุรักษ์นิยมทางการปฏิบัติ (Practical conservative) พวกน้ีจะต่อต้านขัดขวางการ เปลย่ี นแปลงทจี่ ะสง่ ผลกระทบตอ่ ผลประโยชนข์ องสงั คมโดยชอบการเปลย่ี นแปลงหรอื มคี วามคดิ แบบ ใหม่ เพราะมคี วามเชอื่ โดยพนื้ ฐานการเปลย่ี นแปลงนนั้ อาจสง่ ผลกระทบทำ� ใหส้ งั คมตอ้ งเสยี ผลประโยชน์ ด้วย ๗๐ รายละเอยี ดใน Clinton Rossiter Conservatism in America : The Thankless Persuasion. ๒. (New York : vintage Books Random House ๑๙๖๒)
146 รัฐศาสตรเ์ บอ้ื งต้น ๔. อนรุ ักษ์นยิ มทางปญั ญา (Philosophical conservative) มีลกั ษณะดแี ละสตปิ ญั ญาอย่าง ลึกซึ้งในการอธิบายความคิดหรือความเชื่อในลัทธิเหตุผลและใช้ความระมัดระวัง นักวิชาการบางท่าน จึงถือวา่ พวกน้คี ือนำ� แท้จรงิ แตกต่างไปจากสามประเภทแรก นอกจากนี้ยังมีการแง่ประเภทของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมโดยพิจารณาจากพฤติกรรมที่เกิด ขึ้นในโลกตะวนั ตกได้เปน็ ๓ ประเภท๗๑ คือ ๑. อนรุ กั ษน์ ิยมด้งั เดมิ (Traditional conservative) มีลกั ษณะที่ตอ่ ต้านการเปลีย่ นแปลงท่ี จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม มีความศรัทธาต่อกฎของธรรมชาติ มีมนุษย์ไม่มีอ�ำนาจหรือ ความชอบธรรมทจี่ ะกระทำ� การใด ๆ ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงทส่ี ำ� คญั ได้ โครงสรา้ งทางอำ� นาจและ ความรบั ผดิ ชอบในสงั คมเปน็ ผลมาจากเจตนารมณข์ องพระผเู้ ปน็ เจา้ ทำ� ใหเ้ กดิ ความเชอ่ื มน่ั และพยายาม รักษาสถานภาพของชุมชนในชาติและวิถีชีวิตของชุมชนไว้ในสภาพดั้งเดิม เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็น รากฐานแห่งความมั่งคงของสังคม หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นหลักความเป็นจริงของชีวิต กจ็ ะยอมใหม้ กี ารเปล่ยี นแปลงไดใ้ นกรอบแห่งความสอดคลอ้ งกับขนบธรรมเนียมประเพณีของชาตทิ ่ีมี อยู่ก่อน และตอ้ งไมใ่ ช่การเปล่ยี นแปลงทเี่ กิดอย่างรวดเรว็ และรุนแรง ๒. อนรุ กั ษน์ ยิ มสมยั ใหม่ (New conservative) เปน็ กลมุ่ อนรุ กั ษน์ ยิ มทเ่ี กดิ ขน้ึ หลงั สงครามโลก ครง้ั ทส่ี อง ซงึ่ สภาพเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งไดเ้ ปลย่ี นไปจากเดมิ ทเี่ ปน็ อยกู่ อ่ นเกดิ สงคราม ทำ� ให้ แนวคดิ ของกลมุ่ อนรุ กั ษน์ ยิ มดง้ั เดมิ ไมส่ ามารถทจ่ี ะตอบหรอื อธบิ ายเหตกุ ารณท์ างการเมอื งการปกครอง ไดค้ รอบคลมุ ทกุ ประเดน็ ได้ สาระสำ� คญั ของอดุ มการณอ์ นรุ กั ษน์ ยิ มสมยั ใหม่ คอื การพยายามทจี่ ะหลกี หนีสภาพท่ีเป็นอยู่จริงในขณะน้ัน เพ่ือกลับไปหาสิ่งท่ีเคยเกิดขึ้นในอดีต เป็นลักษณะของการเรียก หาความสงบสขุ และการดำ� เนนิ ชวี ติ ในรปู แบบของวถิ ชี วี ติ ในอดตี ทผี่ า่ นมา มคี วามศรทั ธาตอ่ อำ� นาจสวรรค์ ท่ีเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ก�ำหนดรูปแบบและวิวัฒนาการของสถาบันท้ังปวงของมนุษย์ มนุษย์จึงไม่มีอ�ำนาจอันใดที่จะท�ำการเปล่ียนแปลงหรือปรับปรุงสถาบันของตนให้แตกต่างไปจากรูป แบบที่พระผู้เป็นเจ้าได้ก�ำหนดมาและถึงแม้จะกระท�ำได้ก็เป็นเพียงประเด็นเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถท�ำให้ มนุษย์บรรลเุ ป้าหมายได้ก�ำหนดมา ๓. อนรุ กั ษน์ ิยมเทยี ม (Pseudo –conservative) มีลักษณะเป็นอุดมการณ์ขวาจัดท่ใี ห้ความ ส�ำคัญกับสถาบันรัฐและผู้น�ำ หลักการของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเทียม คือ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ อนั รวมไปถงึ ลทั ธสิ งั คมนยิ มดว้ ย โดยถอื วา่ ลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตห์ รอื ลทั ธสิ งั คมนยิ มเปน็ ลทั ธทิ เี่ ปน็ อนั ตราย ต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง นอกจากน้ันต่อต้านการผสมผสานทางเช้ือชาติเพราะมีความ ๗๑ จรญู สภุ าพ หลกั รฐั ศาสตรฉ์ บบั พนื้ ฐาน พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓ (กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ ๒๕๒๗) น. ๑๕๖-๑๖๐
อดุ มการณ์ทางการเมือง (Political Ideology) 147 เชอ่ื พนื้ ฐานวา่ มนษุ ย์ ไมม่ คี วามเทา่ เทยี มหรอื เสมอภาคกนั รวมทงั้ การไมย่ อมรบั ความชว่ ยเหลอื ระหวา่ ง ประเทศและตอ่ ตา้ นองคก์ ารระหวา่ งประเทศ จะเหน็ ไดว้ า่ โดยสาระของแนวคดิ มคี วามแตกตา่ งไปจาก หลักการของอนุรักษน์ ยิ ม จงึ ถกู เรียกวา่ กลุ่มอนรุ กั ษ์นิยมเทียม ฟาสซิสม์ (Fascism) เปน็ อดุ มการณท์ เี่ นน้ อำ� นาจของรฐั แบบเบด็ เสรจ็ นยิ ม (Totalitarianism) ทม่ี งุ่ ใชอ้ ำ� นาจรฐั ใน การควบคมุ ใหป้ ระชาชนปฏิบตั ติ ามทร่ี ัฐตอ้ งการ จงึ เป็นการจำ� กัดอิสระและเสรภี าพของประชาชนให้ มนี อ้ ยทสี่ ดุ เทา่ ทจี่ ะทำ� ได้ คำ� วา่ รฐั รฐั บาล และผนู้ ำ� จงึ มคี วามหมายในลกั ษณะเดยี วกนั หรอื ในบางครง้ั ก็ใช้แทนกันไดเ้ ลยทีเ่ ดยี ว ฟาสซสิ มจ์ ึงมลี กั ษณะเปน็ อดุ มการณ์ขวาจัด (Extreme right) ซ่งึ มกั ไดก้ าร ยอมรบั และแพรห่ ลายในประเทศทมี่ คี วามพฒั นาทางเทคโนโลยแี ละอตุ สาหกรรมสงู งานเขยี นทบี่ ง่ บอก ถึงอุดมการณ์ฟาสซิสม์ คือ หนังสือ Mein Kampf ของอด๊อฟ ฮิตเลอร์ ในปี ค.ศ. ๑๙๒๕ – ๑๙๒๗ และหนงั สือ The Doctrine of Fascism ของ เบนนิโต มสุ โสลนิ ี ในปี ค.ศ. ๑๙๓๒ หลักการของฟาสซิสม์สว่ นหน่ึงไดร้ ับอทิ ธพิ ลมาจากนกั ชวี วิทยาคอื ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ผคู้ น้ พบทฤษฎวี วิ ฒั นาการโดยผา่ นกระบวนการเลอื กสรรตามธรรมชาติ (Natural selection) ที่ผู้ที่แข็งแรงและเหมาะสมท่ีสุดเท่าน้ันท่ีจะมีชีวิตอยู่รอด (Survival of the fittest) เม่ือน�ำทฤษฎี ดังกล่าวมาตีความทางการเมืองการปกครองท�ำให้เกิดแนวความคิดท่ีว่าประเทศที่แข็งแรงที่สุดจะเป็น ประเทศที่เหมาะสมและสามารถดำ� รงอยู่ได้ในสังคมโลก ส่วนประเทศท่ีอ่อนแอกว่าสมควรถูกท�ำลาย จงึ มลี กั ษณะเปน็ ลทั ธชิ าตนิ ยิ ม (Nationalism) จากความเชอ่ื นเ้ี องทำ� ใหเ้ กดิ การยอมรบั และเนน้ ถงึ การ ใช้อ�ำนาจทางทหาร (Militarism) ที่เข้มแข็งเพื่อการรุกรานหรือท�ำลายประเทศอ่ืน โดยชี้ว่ารัฐเปรียบ เสมอื นส่ิงทม่ี ีชวี ติ ท่ีต้องมีการเจรญิ เตบิ โต ด้วยเหตุผลดังกลา่ วมาท้งั หมดท�ำให้เกิดอดุ มการณฟ์ าสซิสม์ ตอ้ งขยายอำ� นาจเพอ่ื ทำ� ลายชาตทิ อี่ อ่ นแอกวา่ และตอ้ งขยายดนิ แดนอนั แสดงถงึ ความเจรญิ เตบิ โตของรฐั ฟาสซิสม์ต่อต้านท้ังอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เพราะฟาสซิสม์ไม่ ต้องการให้สังคมไร้ชนช้ันดังท่ีคอมมิวนิสต์ต้องการ และไม่เห็นด้วยกับการปกครองท่ีไม่มีรัฐเพราะจะ ทำ� ใหเ้ กดิ ความสบั สนวนุ่ วายไรพ้ ลงั อำ� นาจ การบชู ารฐั เปน็ ลกั ษณะสำ� คญั ลกั ษณะหนง่ึ ของฟาสซสิ มด์ งั คำ� กลา่ วทวี่ า่ “ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งเพอื่ รฐั ไมม่ สี งิ่ ใดทจ่ี ะตอ่ ตา้ นรฐั (Everything for state, nothing against state” นอกจากน้ียังต่อต้านและไม่ยอมรับในการมีสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เพราะมีความเช่ือว่าคนที่เกิดมามีความแตกต่างกันในทางสติปัญญาและความสามารถ อันเป็นความแตกตา่ งทมี่ มี าโดยชาตพิ นั ธ์ุ ทำ� ใหเ้ กดิ การฆา่ ลา้ งเผ่าพันธุ์เพ่ือท�ำลายชาตพิ ันธุท์ ีต่ นเชอ่ื ว่า เป็นชาติท่ีอ่อนแอ และเป็นชาติพันธุ์ที่ไม่ได้ดี การมีพรรคการเมืองมากกว่าหน่ึงพรรคจะน�ำไปสู่ความ ขัดแย้งและความอ่อนแอของรัฐ เพราะฉะน้ันการมีพรรคการเมืองพรรคเดียวจึงเป็นส่ิงท่ีดีและเหมาะ
๑๔๘ รฐั ศาสตรเ์ บื้องต้น สมในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่รัฐ ลักษณะอีกประการหนึ่งก็คือ การยอมรับในหลักผู้น�ำ (Leadership principle) วา่ ผนู้ ำ� จะไมม่ กี ารทำ� อะไรผดิ พลาด (Fallible) เพราะฉะนนั้ ประชาชนจงึ ตอ้ ง เชื่อฟังผูน้ �ำและปฏิบัติตามโดยไม่มีขอ้ โต้แยง้ สรปุ ค�ำว่า อุดมการณ์ คือ ความคิด ความเชื่อ บวกกับ บรรทัดฐานแบบแผน ความประพฤติ หมายถึง คิดอย่างไรท�ำอย่างนั้น โดยไม่มีปัจจัยอ่ืนเข้ามาเก่ียวข้องส�ำหรับความเช่ือให้เช่ือในระบบ ปกครองแบบประชาธิปไตย ดังนั้นจะต้องทราบว่าประชาธิปไตยคืออะไร เมื่อทุกคนเข้าใจค�ำว่า ประชาธปิ ไตยดแี ลว้ จะไมม่ กี ารแบง่ แยกการจะสรา้ งความสามคั คใี หเ้ กดิ ขน้ึ กบั มวลมนษุ ยชาตใิ หไ้ ดค้ อื สรา้ งความเข้าใจในอดุ มการณ์ ก่อนอ่นื ตอ้ งมีความเช่อื รว่ มกัน เขา้ ใจซึง่ กนั และกัน การสรา้ งอดุ มการณท์ างการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย จำ� เปน็ จะตอ้ งมแี ผนพฒั นาทางการ เมอื ง โดยไมใ่ ช่ต่างคนต่างท�ำอย่างทเ่ี ป็นอยใู่ นปัจจุบัน ควรจะมีแผนพฒั นาชาตอิ อกมาเพยี งฉบบั เดียว โดยแบ่งออกเป็นแผนหลัก ๓ แผนด้วยกันคือ ๑. แผนพฒั นาทางการเมอื ง ๒. แผนพฒั นาทางเศรษฐกจิ ๓. แผนพฒั นาทางสงั คม แผนพัฒนาทง้ั ๓ แผน จะต้องประสานสอดคลอ้ งกนั ถา้ ดูจากแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๗ น้ี จะเห็นได้ว่ามีเพียง ๒ แผน หลักเท่านั้น คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นจึงควรต้องพิจารณากันให้รอบคอบ เพราะสิ่งเหล่านี้มีความส�ำคัญต่ออุดมการณ์ทางการเมือง อย่างยง่ิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 460
Pages: