Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ ม.ปลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

แผนการจัดการเรียนรู้ ม.ปลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Published by Teacher JA ครูจา, 2021-06-28 07:08:30

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ ม.ปลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Search

Read the Text Version

เรือ่ ง ภมู ิประเทศภาคกลาง คำชแ้ี จง ให้นักศึกษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี 1. ภาคกลางมีทั้งหมดกี่จงั หวดั อะไรบ้าง 2. ภเู ขาและแม่นำ้ ทีส่ ำคัญในภาคกลางไดแ้ ก่อะไรบ้าง 3. ลกั ษณะภูมิประเทศในภาคกลางมอี ิทธพิ ลตอ่ การดำรงชีวิตของประชากรอย่างไร 4. ใหต้ วั อย่างการประยุกตใ์ ชอ้ งค์ความรู้ เรอื่ ง ลักษณะภมู ิประเทศภาคกลาง ในการดำเนนิ ชวี ติ

เรอ่ื ง ภมู ิประเทศภาคกลาง คำช้แี จง ให้นกั ศึกษาตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปนี้ 1. ภาคกลางมที ้ังหมดกี่จงั หวัด อะไรบ้าง ภาคกลางประกอบด้วย 22 จงั หวดั ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พจิ ิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อทุ ัยธานี ชัยนาท สิงห์บรุ ี ลพบุรี สระบรุ ี อ่างทอง นครปฐม พระนครศรอี ยุธยา สุพรรณบรุ ี นนทบรุ ี ปทมุ ธานี นครนายก กรงุ เทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 2. ภูเขาและแมน่ ้ำที่สำคัญในภาคกลางได้แก่อะไรบ้าง ภาคเกลางมีลกั ษณะพนื้ ท่ีส่วนใหญเ่ ป็นทร่ี าบจงึ มภี ูเขาไมม่ าก ภูเขาท่สี ำคัญ ได้แก่ ทวิ เขาเพชรบรู ณ์ ตา่ งจากแมน่ ้ำซ่ึง ภาคกลางมแี ม่น้ำทส่ี ำคญั หลายสาย ไดแ้ ก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ทา่ จนี แมก่ ลอง ปา่ สัก 3. ลกั ษณะภมู ิประเทศในภาคกลางมีอิทธิพลต่อการดำรงชวี ิตของประชากรอย่างไร ภ าค ก ล างเป็ น ท่ี ราบ ลุ่ ม แม่ น้ ำขน าด ก ว้างให ญ่ จึ งเป็ น บ ริเวณ ท่ี มี ป ระช ากรอ าศั ย อยู่ ม ากต้ั งแ ต่ อดี ต โด ยเฉพ าะบ ริเวณ ส องฝั่งของแม่ น้ ำต่ างๆ ภ าค ก ลางจึงเป็ น แห ล่ งเศ รษ ฐกิ จขอ งป ระเท ศ มี เก ษ ต รก รรม สำคัญ ปลกู พชื เศรษฐกจิ เช่น ข้าวเจ้า ขา้ วโพด อ้อย ผลไมต้ ่างๆ นอกจากนี้ยังมกี ารประมงท้ังจบั ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และ เล้ียงในบ่อ กระชัง และเป็นเขตโรงงานอุตสาหกรรม ที่ต้ังของท่าเรอื ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ปัจจบุ ันภาคกลางตอนล่าง จงึ เปน็ บรเิ วณท่มี ปี ระชากรหนาแน่น และเปน็ ที่ต้ังของเมืองหลวง 4. ใหน้ ักเรยี นยกตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ช้องค์ความรู้ เร่ือง ลักษณะภูมิประเทศภาคกลางในการดำเนนิ ชวี ิต เขา้ ใจสภาพสงั คม เศรษฐกจิ ของภาคกลางท่ีมีทง้ั อตุ สาหกรรมที่เจรญิ กา้ วหนา้ และเขตเกษตรกรรมสำคญั และทราบ สาเหตขุ องภัยธรรมชาตติ า่ งๆ ท่เี กดิ ข้ึนในภาคกลาง เชน่ อุทกภัย ดนิ ถล่ม น้ำปา่ ไหลหลาก เพื่อการป้องกันอนั ตรายและ บรรเทาความเสยี หายทีจ่ ะเกิดข้นึ ได้

เรอ่ื ง ภมู ิประเทศภาคตะวันตก คำช้ีแจง ใหน้ กั ศกึ ษาตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปนี้ 1. ภาคตะวันตกมีทง้ั หมดกจี่ ังหวัด อะไรบ้าง 2. ภูเขาและแมน่ ำ้ ท่ีสำคัญในภาคตะวนั ตกไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง 3. ลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวนั ตกมอี ิทธิพลต่อการดำรงชีวติ ของประชากรอย่างไร 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เร่ือง ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันตก ในการดำเนิน ชวี ิต

เรอื่ ง ภูมิประเทศภาคตะวนั ตก คำชีแ้ จง ใหน้ ักศึกษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ 1. ภาคตะวนั ตกมีทงั้ หมดกจี่ ังหวัด อะไรบ้าง ภาคตะวันตกประกอบด้วย 5 จังหวัด ไดแ้ ก่ จังหวัดตาก กาญจนบรุ ี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขนั ธ์ 2. ภูเขาและแม่น้ำทส่ี ำคัญในภาคตะวนั ตกได้แก่อะไรบ้าง ภูเขาทสี่ ำคัญในภาคตะวนั ตก ได้แก่ ทวิ เขาถนนธงชยั กลาง ตะนาวศรี ภูเกต็ ซ่งึ ทำให้เกิดแมน่ ำ้ บรเิ วณหบุ เขาเหล่าน้ี เช่น แม่น้ำแควน้อย (ไทรโยค) แควใหญ่ (ศรสี วัสด์ิ) 3. ลกั ษณะภูมปิ ระเทศในภาคตะวนั ตกมอี ิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของประชากรอย่างไร ภ าคตะวัน ตกมีลักษ ณ ะภู มิป ระเทศส่วน ให ญ่ คล้ายคลึงกับ ภ าคเห นื อ แต่บ ริเวณ ทิ วเขาต่างๆ อากาศ ไม่หนาวเย็นเท่าและเป็นเขตอับฝน เพาะปลูกพืชได้น้อย มีประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างเบาบาง ทางตอนล่างของภาคมีภูมิ ประเทศแบบชายฝ่ังติดต่อกับอ่าวไทย มีหาดเลนและหาดทราย รวมถึงเกาะใกล้ชายฝั่ง ซ่ึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีได้รับความ นยิ ม 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เร่ือง ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันตก ในการดำเนิน ชวี ิต เขา้ ใจปจั จัยทางภูมิประเทศที่มีตอ่ ลกั ษณะภูมอิ ากาศของเขตอับฝน ลักษณะทรพั ยากรธรรมชาติของบรเิ วณภูเขาวา่ มีแร่ ธาตุหลากหลาย รวมถึงเข้าใจสาเหตขุ องปรากฏการณ์ธรรมชาตติ ่างๆ เช่น แผ่นดินไหว ที่มีผลกระทบตอ่ การดำเนินชีวิตของ มนุษย์ในด้านต่างๆ

เร่ือง ภูมปิ ระเทศภาคตะวันออก คำชีแ้ จง ใหน้ ักศึกษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี 1. ภาคตะวันออกมีทัง้ หมดกจ่ี ังหวัด อะไรบ้าง 2. ภูเขาและแมน่ ำ้ ที่สำคัญในภาคตะวันออกไดแ้ ก่อะไรบา้ ง 3. ลกั ษณะภูมปิ ระเทศในภาคตะวนั ออกมอี ิทธพิ ลตอ่ การดำรงชวี ิตของประชาชนอย่างไร 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เรื่อง ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออก ในการดำเนิน ชวี ิต

เรื่อง ภูมิประเทศภาคตะวนั ออก คำชี้แจง ใหน้ กั ศกึ ษาตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปนี้ 1. ภาคตะวนั ออกมที ั้งหมดก่ีจงั หวดั อะไรบ้าง ภาคตะวนั ออกประกอบดว้ ย 7 จังหวดั ไดแ้ ก่ จังหวดั ปราจีนบุรี สระแกว้ ฉะเชงิ เทรา ชลบรุ ี ระยอง จันทบุรี และตราด 2. ภเู ขาและแมน่ ำ้ ท่ีสำคัญในภาคตะวนั ออกไดแ้ ก่อะไรบ้าง ภเู ขาท่ีสำคญั ในภาคตะวนั ออก ไดแ้ ก่ ทวิ เขาพนมดงเร็ก บรรทัด สันกำแพง จันทบุรี ซง่ึ เป็นตน้ กำเนิด ของแม่นำ้ สายสนั้ ๆ เช่น แม่น้ำบางปะกง ระยอง ประแส เวฬุ และตราด 3. ลักษณะภมู ิประเทศในภาคตะวันออกมอี ิทธิพลตอ่ การดำรงชวี ิตของประชากรอยา่ งไร ภูมิประเทศเด่นของภาคตะวันออก คือ ท่ีราบชายฝ่ังและเกาะ ที่เป็นสถานท่ีท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากท้ังชาวไทย และชาวตา่ งชาติ นอกจากนี้ภาคตะวันออกยังเปน็ แหล่งของอัญมณีจำพวกพลอย บริเวณภูเขาไฟเก่าในจงั หวดั จันทบรุ ี ตราด ซึ่งลกั ษณะท้ังสองประการเป็นที่มาของรายได้หลักของประชากรส่วนใหญข่ องภาค 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เรื่อง ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออก ในการดำเนิน ชวี ิต เข้าใจความสำคัญและประโยชน์ของที่ตั้ง โดยภาคตะวันออกเจริญก้าวหน้าจากการมีที่ตั้งเหมาะสมในการเป็นเมืองท่า และแหลง่ ท่องเทยี่ วสำคัญท่ีอยใู่ กล้เมืองหลวง

เรือ่ ง ภูมิประเทศภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ คำชี้แจง ให้นักศึกษาตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปนี้ 1. ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มีท้งั หมดก่จี ังหวดั อะไรบา้ ง 2. ภเู ขาและแม่น้ำที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่อะไรบา้ ง 3. ลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือมอี ิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของประชากรอย่างไร 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เร่ือง ลักษณ ะภูมิประเทศภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการดำเนินชวี ิต

เร่อื ง ภูมปิ ระเทศภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ คำช้ีแจง ใหน้ ักศึกษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ 1. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มที ัง้ หมดกีจ่ งั หวัด อะไรบ้าง ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือประกอบด้วย 19 จังหวัด ไดแ้ ก่ จังหวดั เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสนิ ธ์ุ ขอนแกน่ ชยั ภมู ิ มหาสารคาม รอ้ ยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจรญิ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บรุ ีรมั ย์ และนครราชสีมา 2. ภูเขาและแม่น้ำท่ีสำคัญในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือได้แก่อะไรบา้ ง ภูเขาทส่ี ำคญั ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ทิวเขาพนมดงเร็ก ภูพาน เพชรบรู ณ์ ดงพญาเย็น ส่วนแมน่ ำ้ ทส่ี ำคญั ได้แก่ แม่น้ำโขง ชี มูล 3. ลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือมีอิทธิพลต่อการดำรงชวี ติ ของประชากรอย่างไร ภูมิประเทศหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นท่ีราบสูง ที่มีโครงสร้างของดินร่วนปนทราย ทำให้ถึงแม้จะมีปริมาณ น้ำฝนต่อปีมาก แต่เพาะปลูกไม่ได้ผลดีเท่าท่ีควร อย่างไรก็ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักของประชากรในภาคนี้ คือ การเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ พืชอ่ืนๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และการประมงตามแหล่งน้ำ ธรรมชาติต่างๆ และเนื่องจากการประกอบอาชีพไม่ได้ผลดเี ท่าที่ควร ประชากรภาคนี้จึงมักอพยพไปหางานทำตามเมืองใหญ่ ตา่ งๆ 4. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ เร่ือง ลักษณะภูมิประเทศภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในการดำเนิน ชีวิต การแก้ปัญหาด้านเกษตรกรรมโดยใช้เทคโนโลยีสมยั ใหมท่ างการเกษตร เช่น การชลประทาน การบำรุงดิน การเลือกพืช พันธ์ุใหม่มาทดลองเพาะปลูก เช่น ยางพารา เงาะ ในปัจจุบัน เป็นแบบอย่างของการปรับแก้ปัญหาธรรมชาติ โดยคำนึงถึง สาเหตเุ ป็นหลกั ประกอบกบั การคิดนอกกรอบ สามารถนำมาประยุกต์ใชใ้ นการอนรุ กั ษ์ธรรมชาตใิ นท้องถิน่ ของตนได้

เรือ่ ง ภมู ปิ ระเทศภาคใต้ คำชแ้ี จง ใหน้ กั ศึกษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ 1. ภาคใตม้ ที ัง้ หมดกจ่ี ังหวดั อะไรบา้ ง 2. ภเู ขาและแม่น้ำที่สำคัญในภาคใตไ้ ด้แก่อะไรบ้าง 3. ลกั ษณะภูมิประเทศในภาคใต้มีอิทธิพลตอ่ การดำรงชีวติ ของประชากรอย่างไร 4. ให้ นั ก เรีย น ยกตั วอ ย่างการป ระยุก ต์ ใช้ อ งค์ ค วาม รู้ เรื่อง ลั ก ษ ณ ะภู มิ ป ระเท ศภ าค ใต้ ใน ก ารด ำเนิ น ชวี ิต

เร่อื ง ภูมปิ ระเทศภาคใต้ คำชแ้ี จง ใหน้ กั ศกึ ษาตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี 1. ภาคใตม้ ีทั้งหมดกจ่ี ังหวดั อะไรบ้าง ภาคใต้ประกอบด้วย 14 จังหวัด ได้แก่ จงั หวดั ชมุ พร สุราษฎรธ์ านี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบ่ี ตรงั และสตลู 2. ภเู ขาและแม่นำ้ ท่สี ำคัญในภาคใต้ได้แก่อะไรบ้าง ภเู ขาท่สี ำคญั ในภาคใต้ ไดแ้ ก่ ทิวเขาตะนาวศรี ภูเกต็ นครศรธี รรมราช สนั กาลาคีรี ทเ่ี ปน็ ต้นน้ำของแมน่ ้ำสายสั้นๆ ไดแ้ ก่ แม่นำ้ ตาปี ปตั ตานี โก-ลก 3. ลักษณะภูมปิ ระเทศในภาคใต้มีอทิ ธิพลตอ่ การดำรงชวี ิตของประชากรอย่างไร ภาคใตม้ ีพนื้ ทท่ี เี่ หมาะสมต่อการตัง้ ถิน่ ฐานค่อนข้างนอ้ ยเม่ือเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ เน่อื งจากภูมิประเทศเป็นคาบสมุทร ทมี่ ีทิวเขาเป็นแกนกลาง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยูบ่ ริเวณชายฝั่งอา่ วไทยที่มีทรี่ าบกว้าง ในขณะท่ีชายฝั่งทะเลอันดามนั มีที่ ราบแคบ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักของประชากรมีความคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีการเพาะปลูกพืชจำพวกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ต่างๆ มีการประมงบริเวณชายฝ่ังและในทะเล นอกจากนั้นยังมีรายได้จากการท่องเที่ยว เนื่องจากมีหาด ทราย เกาะใกลช้ ายฝั่งที่มีทศั นียภาพสวยงาม 4. ให้ นั ก เรีย น ยกตั วอ ย่างการป ระยุก ต์ ใช้ อ งค์ ค วาม รู้ เร่ือง ลั ก ษ ณ ะภู มิ ป ระเท ศภ าค ใต้ ใน ก ารด ำเนิ น ชีวติ การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น การทำการประมงเป็นอาชีพสำคัญ เพราะมีอาณาเขตติดต่อกับ ทะเลมาก การส่งเสริมการท่องเท่ียวทางทะเล เพราะมรี ะบบนเิ วศทางทะเลที่สวยงาม การเพาะปลูกพืชทเ่ี หมาะสมกับลมฟ้า อากาศ ทำใหป้ ระชากรในภาคใตส้ ว่ นใหญพ่ ่งึ พาตนเองได้ และเปน็ แบบอย่างในการดำเนนิ ชีวติ ของเราได้

ใบความรู้ ภมู ิศาสตร์ กายภาพ เรื่อง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ เี่ กิดขึน้ ในโลก ก ปรากฏการณธ์ รรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ ทั้งในระยะยาวและระยะสนั้ สภาพแวดลอ้ ม ของโลกเปล่ยี นแปลงไปตามเวลา ทง้ั เปน็ ระบบและไม่เป็นระบบ เป็นสิง่ ท่ีอยูร่ อบตวั เรา มักส่งผลกระทบต่อเรา ในธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงบางอยา่ งมีผลกระทบต่อเรารุนแรงมาก สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงมีทัง้ เกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติและเป็นสิ่ง ทมี่ นุษยท์ ำให้เกดิ ขึ้น ในเรื่องนจ้ี ะกล่าวถงึ สาเหตุและลักษณะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทส่ี ำคญั ดงั น้ี 1) พายุพายุ คือ สภาพบรรยากาศที่เคลือ่ นตวั ดว้ ยความเร็วมีผลกระทบต่อพืน้ ผวิ โลกโดยบางครัง้ อาจมีความเรว็ ที่ ศูนยก์ ลางถึง 400 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาณาบริเวณทจ่ี ะไดร้ ับความเสียหายจากพายวุ ่าครอบคลมุ เท่าใดขึ้นอยู่กบั ความเรว็ ของ การเคลื่อนตวั ของพายุขนาด ความกวา้ ง เส้นผ่าศูนย์กลางของตวั พายุ หน่วยวัดความเรว็ ของพายุคือ หนว่ ยริกเตอร์เหมอื น การวดั ความรนุ แรงแผน่ ดินไหว พายุแบง่ เปน็ ประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คือ 2.1 พายฝุ นฟ้าคะนอง มลี ักษณะเป็นลมพัดย้อนไปมา หรือพัดเคลอื่ นตวั ไปในทิศทางเดียวกนั อาจเกิดจากพายุท่ี ออ่ นตัวและลดความรนุ แรงของลมลง หรือเกดิ จากหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่องความกดอากาศตำ่ อาจไมม่ ที ิศทางท่ีแน่นอน หากสภาพการณแ์ วดลอ้ มตา่ งๆ ของการเกิดฝนเหมาะสม ก็จะเกิดฝนตก มลี มพดั 2.2 พายหุ มุนเขตร้อน (Tropical cyclone) ได้แก่ เฮอร์ริเคน ไตฝ้ ุ่น และไซโคลนซึ่งลว้ นเปน็ พายหุ มุนขนาดใหญ่ เช่นเดียวกนั และจะเกิดข้นึ หรือเรม่ิ ต้นก่อตัวในทะเล หากเกิดเหนือเส้นศนู ย์สตู ร จะมีทิศทางการหมนุ เวียนทวนเขม็ นา กิ า และหากเกดิ ใตเ้ ส้นศูนยส์ ตู รจะหมุนตามเข็มนา ิกา โดยมีชอ่ื ต่างกันตามสถานทเ่ี กิด คือ 2.1.1 พายุเฮอรร์ ิแคน (hurricane) เป็นช่อื เรยี กพายุหมนุ ทเี่ กดิ บรเิ วณทิศตะวนั ตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซโิ ก ทะเลแคริบเบียน เปน็ ตน้ รวมท้ังมหาสมุทรแปซิฟิกบรเิ วณชายฝั่งประเทศ เม็กซโิ ก 2.1.2 พายุไตฝ้ ุ่น (typhoon) เป็นชื่อพายหุ มุนที่เกิดทางทิศตะวนั ตกของมหาสมุทรแปซิฟกิ เหนือ เช่น บริเวณทะเล จีนใต้ อา่ วไทย อา่ วตงั เก๋ยี ประเทศญีป่ นุ่ แตถ่ ้าเกดิ ในหม่เู กาะฟลิ ิปปินส์ เรียกวา่ บาเกยี ว (Baguio) 2.1.3 พายไุ ซโคลน (cyclone) เป็นชอ่ื พายุหมนุ ท่ีเกดิ ในมหาสมุทรอนิ เดียเหนอื เช่น บริเวณอ่าวเบงกอล ทะเล อาหรับ เปน็ ต้น แต่ถ้าพายุนี้เกดิ บริเวณทะเลติมอรแ์ ละทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือ ของประเทศออสเตรเลีย จะเรยี กว่า พายวุ ิล ลี-วลิ ลี (willy-willy) 2.1.4 พายโุ ซนร้อน (tropical storm) เกิดขึ้นเมอื่ พายุเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง ขณะเคล่ือนตัวในทะเล และความเร็วท่ีจดุ ศนู ยก์ ลางลดลงเมอ่ื เคลื่อนเข้าหาฝั่ง 2.1.5 พายดุ เี ปรสชัน (depression) เกิดขึ้นเมื่อความเร็วลดลงจากพายโุ ซนร้อน ซึง่ ก่อให้เกดิ พายฝุ นฟ้าคะนอง ธรรมดาหรือฝนตกหนัก

2.1.6 พายุทอร์นาโด (tornado) เปน็ ชอ่ื เรียกพายหุ มนุ ทเ่ี กดิ ในทวปี อเมรกิ ามขี นาดเน้อื ท่ีเลก็ หรอื เสน้ ผ่าศูนย์กลาง น้อย แตห่ มนุ ดว้ ยความเรว็ สงู หรือความเรว็ ทจี่ ดุ ศูนย์กลางสงู มากกวา่ พายหุ มนุ อื่นๆ ก่อความเสยี หายได้รุนแรงในบรเิ วณท่ี พดั ผา่ นเกดิ ได้ทั้งบนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกว่า นาคเลน่ นำ้ (water spout) บางครง้ั อาจเกดิ จากกลุ่มเมฆ บนท้องฟา้ แตห่ มุนตวั ยน่ื ลงมาจากท้องฟ้าไม่ถึงพ้นื ดนิ มีรูปรา่ งเหมือนงวงชา้ ง จงึ เรียกกันว่า ลมงวง__ อันตรายของพายุ 1. ความรนุ แรงและอันตรายอันเกิดจากพายไุ ตฝ้ ุน่ เม่ือพายทุ ่ีมีกำลังขนาดไตฝ้ ุ่น พัดผ่านทใ่ี ดยอ่ มทำให้เกิดความ เสียหายรา้ ยแรงทว่ั ไปเชน่ บนบกต้นไม้จะล้ม ถอนราก ถอนโคน บ้านเรือนพงั ทับผู้คนในบา้ นและท่ใี กลเ้ คยี งบาดเจ็บหรอื ตาย สวน ไรน่ าเสยี หายหนักมาก เสาไฟฟ้าล้ม สายไฟฟ้าขาด ไฟฟ้าช็อต เกิดเพลงิ ไหม้และผู้คนอาจเสยี ชวี ิตจากไฟฟา้ ดูดได้ ผูค้ นท่ี มอี าคารพักอาศัยอยรู่ ิมทะเลอาจถูกนำ้ พดั พาลงทะเลจมน้ำตายได้ดังเช่นปรากฎการณ์ท่ีแหลมตะลมุ พุกจังหวัด นครศรธี รรมราชในทะเลลมแรงจัดมากคลนื่ ใหญ่ เรือขนาดใหญ่ ขนาดหม่ืนตนั อาจจะถูกพดั พาไปเกยฝั่งล่มจมได้ บรรดาเรอื เลก็ จะเกิดอนั ตรายเรือลม่ ไม่สามารถจะต้านความรุนแรงของพายุได้ คล่นื ใหญซ่ ดั ขนึ้ รมิ ฝั่งจะทำให้ระดับนำ้ ขน้ึ สูงมากจนทว่ ม อาคารบ้านช่องริมทะเลได้บรรดาโปะ๊ จับปลาในทะเลจะถูกทำลายลงโดยคลื่นและลม 2. ความรนุ แรงและอนั ตรายจากพายโุ ซนร้อน พายโุ ซนร้อนมีความรนุ แรงนอ้ ยกว่าพายุไต้ฝุ่น ฉะนั้น อนั ตรายจะ เกิดจากการที่พายนุ ้ีพัดมาปะทะลดลงในระดบั รองลงมาจากพายุไต้ฝ่นุ แต่ความรุนแรงที่จะทำให้ความเสียหายกย็ ังมีมาก เหมอื นกนั ในทะเลลมจะแรงมากจนสามารถทำให้เรือขนาดใหญ่ๆ จมได้ ต้นไม้ ถอนรากถอนโคน ดังพายุโซนร้อนท่ีปะทะฝงั่ แหลมตะลมุ พกุ จงั หวดั นครศรีธรรมราชถา้ การเตรียมการรับสถานการณ์ไมเ่ พยี งพอ ไม่มีการประชาสมั พนั ธใ์ ห้ประชาชนได้ ทราบเพื่อหลกี เลี่ยงภยั อันตรายอยา่ งทว่ั ถึง ไม่มีวธิ กี ารดำเนินการท่เี ข้มแข็งในการอพยพการชว่ ยเหลอื ผ้ปู ระสบภยั ตา่ งๆ ใน ระหวา่ งเกิดพายุ การสูญเสยี ก็ย่อมมีการเสยี ทงั้ ชีวติ และทรัพย์สมบัติของประชาชน

3. ความรนุ แรงและอนั ตรายจากพายดุ ีเปรสชั่นพายุดีเปรสช่นั เป็นพายทุ มี่ ีกำลงั อ่อน ไม่มีอันตรายรนุ แรงแต่ทำใหม้ ี ฝนตกปานกลางทั่วไป ตลอดทางที่พายุดีเปรสชัน่ พัดผ่าน และมฝี นตกหนักเป็นแห่งๆ พร้อมดว้ ยลมกรรโชกแรงเป็นคร้งั คราว ซงึ่ บางคราวจะรุนแรงจนทำให้เกดิ ความเสยี หายได้ ในทะเลค่อนข้างแรงและคลื่นจดั บรรดาเรอื ประมงเล็กขนาดต่ำกว่า 50 ตนั ควรงดเว้นออกทะเลเพราะอาจจะล่มลงได้ และพายุดเี ปรสช่นั นี้เมอื่ อย่ใู นทะเลไดร้ บั ไอนำ้ หล่อเลย้ี งตลอดเวลา และไม่มี สง่ิ กดี ขวางทางลมอาจจะทวีกำลงั ข้นึ ได้ โดยฉับพลัน ฉะน้นั เมอื่ ได้รบั ทราบข่าววา่ มีพายุดีเปรสชั่นขนึ้ ในทะเลก็อยา่ วางใจว่า จะมีกำลังอ่อนเสมอไปอาจจะมีอันตรายได้เหมือนกันสำหรับพายุพัดจดั จะลดน้อยลงเป็นลำดับ มแี ตฝ่ นตกท่ัวไปเป็นระยะ นานๆ และตกได้มากถึง 100 มลิ ลิเมตร ภายใน 12 ชว่ั โมง ซ่ึงต่อไปก็จะทำให้เกดิ น้ำป่าไหลบ่าจากภเู ขาและป่าใกลเ้ คียงลง มาท่วมบ้านเรือนได้ในระยะเวลาสนั้ ๆ หลงั จากพายุไดผ้ า่ นไปแลว้ 4. ความรนุ แรงและอันตรายจากพายุฤดูร้อนพายุฤดูร้อนเป็นพายทุ ่เี กดิ ขึ้นโดยเหตุและวิธกี ารตา่ งกบั พายุดีเปรสชน่ั และเกิดบนผืนแผ่นดนิ ทรี่ ้อนอบอ้าวในฤดูรอ้ นแตเ่ ปน็ พายุที่มบี รเิ วณยอ่ มๆ มีอาณาเขตเพียง 20-30ตารางกโิ ลเมตร แต่อาจ มลี มแรงมากถงึ 47 น็อต หรอื 87 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุน้มี ีกำลังแรงที่จะทำให้เกิดความเสียหายได้มาก แต่เป็นชว่ ง ระยะเวลาสน้ั ๆ ประมาณ 2-3 ชว่ั โมง อันตรายทเี่ กิดขน้ึ คือ ต้นไมห้ ักล้มทบั บ้านเรือนผู้คน ฝนตกหนกั และอาจมีลกู เหบ็ ตก ได้ ในกรณีที่พายมุ กี ำลังแรง การเตรยี มการปอ้ งกันอันตรายจากพายุ 1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอุตนุ ิยมวิทยาสมำ่ เสมอ 2. สอบถาม แจ้งสภาวะอากาศร้อนแกก่ รมอุตุนยิ มวทิ ยา 3. ปลูกสร้าง ซอ่ มแซม อาคารใหแ้ ข็งแรง เตรยี มปอ้ งกนั ภัยให้สัตวเ์ ลยี้ งและพืชผลการเกษตร 4. ฝึกซ้อมการป้องกนั ภัยพิบัติ เตรียมพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเป็น 5. เตรยี มเคร่อื งอุปโภค บรโิ ภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วทิ ยกุ ระเปา๋ หิว้ เพอื่ ตดิ ตามข่าวสาร 6. เตรียมพร้อมอพยพเม่ือได้รับแจง้ ให้อพยพ 2) น้ำทว่ ม สาเหตสุ ำคัญข้นึ อยูก่ บั สภาพท้องที่ และความวิปริตผันแปรของธรรมชาติแต่ในบางท้องที่ การกระทำ ของมนษุ ยก์ ็มสี ว่ นสำคญั และ เกดิ จากมนี ้ำเปน็ สาเหตุ อาจจะเป็นน้ำท่วม นำ้ ปา่ หรอื อน่ื ๆ โดยปกติ อุทกภัยเกดิ จากฝนตก หนักต่อเนื่องกนั เปน็ เวลานาน บางครง้ั ทำให้เกิดแผ่นดนิ ถล่ม อาจมสี าเหตุจากพายุหมนุ เขตร้อน ลมมรสมุ มกี ำลงั แรง รอ่ ง ความกดอากาศ ต่ำมกี ำลังแรงอากาศแปรปรวน นำ้ ทะเลหนนุ แผ่นดินไหว เขอ่ื นพังซึ่งทำใหเ้ กดิ อทุ กภยั ได้ สาเหตกุ ารเกดิ อทุ กภัยแบ่งไดเ้ ป็น 2 ชนดิ ดังนี้

2.1 จากน้ำป่าไหลหลากและนำ้ ทว่ มฉับพลัน เกดิ จากฝนตกหนักตดิ ต่อกนั หลาย ชั่วโมง ดนิ ดดู ซับไม่ทนั น้ำฝน ไหลลงพ้นื ราบอยา่ งรวดเร็ว ความแรงของน้ำทำลายตน้ ไม้ อาคาร ถนน สะพาน ชีวติ ทรัพย์สิน 2.2 จากนำ้ ท่วมขังและนำ้ เอ่อนอง เกิดจากนำ้ ในแม่น้ำ ลำธารลน้ ตลงิ่ มีระดบั สงู จากปกติ ท่วมและแช่ขัง ทำให้ การคมนาคมชะงัก เกิดโรคระบาด ทำลายสาธารณปู โภค และพชื ผลการเกษตร การปอ้ งกนั นำ้ ท่วมปฏิบัตไิ ด้ดงั น้ี 1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟังคำเตือนจากกรมอตุ นุ ิยมวิทยา 2. ฝกึ ซ้อมการป้องกันภยั พบิ ัติ เตรยี มพร้อมรับมือ และวางแผนอพยพหากจำเปน็ 3. เตรยี มน้ำด่มื เครื่องอปุ โภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วิทยุกระเป๋าหวิ้ เพื่อติดตามขา่ วสาร 4. ซ่อมแซมอาคารให้แข็งแรง เตรียมป้องกนั ภยั ใหส้ ตั วเ์ ล้ียงและพืชผลการเกษตร 5. เตรยี มพรอ้ มเสมอเม่ือได้รับแจ้งใหอ้ พยพไปท่ีสงู เมื่ออยู่ในพ้นื ทีเ่ ส่ียงภยั และฝนตกหนักตอ่ เนื่อง 6. ไมล่ งเล่นนำ้ ไมข่ บั รถผา่ นนำ้ หลากแม้อยู่บนถนน ถ้าอยู่ใกล้น้ำ เตรยี มเรือเพ่ือการคมนาคม ภูมิศาสตร์กายภาพ 7. หากอยใู่ นพ้ืนท่นี ้ำท่วมขัง ปอ้ งกันโรคระบาด ระวังเร่อื งนำ้ และอาหารต้องสุก และสะอาดก่อนบรโิ ภค 3) แผ่นดินไหว เปน็ ปรากฏการณ์ การส่นั สะเทือนหรอื เขยา่ ของพื้นผิวโลก สาเหตุของการเกดิ แผน่ ดินไหวน้ันส่วน ใหญเ่ กดิ จากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำของมนุษย์ไดเ้ ชน่ การทดลองระเบดิ ปรมาณู การปรับสมดุลเนอื่ งจากนำ้ หนกั ของน้ำท่ีกักเกบ็ ในเข่ือนและแรงระเบิดการทำเหมืองแร่เป็นตน้ การปฏบิ ัตปิ อ้ งกนั ตัวเองจากการเกิดแผน่ ดินไหว ก่อนเกิดแผ่นดินไหว 1. ควรมีไฟฉายพร้อมถา่ นไฟฉาย และกระเปา๋ ยาเตรียมไว้ในบา้ น และให้ทุกคนทราบวา่ อยู่ที่ไหน 2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ 3. ควรมีเคร่อื งมือดับเพลงิ ไว้ในบา้ น เช่น เคร่ืองดับเพลิง ถุงทราย เปน็ ต้น 4. ควรทราบตำแหนง่ ของวาลว์ ปิดนำ้ วาลว์ ปดิ กา๊ ซ สะพานไฟฟา้ สำหรบั ตดั กระแสไฟฟ้า 5. อยา่ วางส่ิงของหนักบนชนั้ หรือหงิ้ สงู ๆ เมื่อแผน่ ดนิ ไหวอาจตกลงมากเป็นอันตรายได้ 6. ผูกเคร่อื งใช้หนักๆ ให้แนน่ กับพื้นผนังบา้ น 7. ควรมกี ารวางแผนเร่อื งจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกนั เพ่ือมารวมกันอีกครั้งในภายหลงั

ระหวา่ งเกิดแผ่นดินไหว 1. อยา่ ต่นื ตกใจ พยายามควบคุมสตอิ ยู่อย่างสงบ 2. ถา้ อยูใ่ นบ้านให้ยนื หรือหมอบอยู่ในสว่ นของบา้ นทีม่ โี ครงสรา้ งแขง็ แรงที่สามารถรับน้ำหนกั ไดม้ าก และให้อยูห่ า่ ง จากประตู ระเบยี ง และหน้าต่าง 3. หากอยู่ในอาคารสงู ควรต้ังสติ และรบี ออกจากอาคารโดยเร็วหนีให้ห่างจากสง่ิ ที่จะลม้ ทับได้ 4. ถา้ อยู่ในทโี่ ลง่ แจง้ ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า และส่งิ ห้อยแขวนตา่ งๆ ทีป่ ลอดภัยภายนอกคือท่ี โล่งแจ้ง 5. อย่าใช้ เทียน ไม้ขดี ไฟ หรอื ส่ิงท่ที ำให้เกดิ เปลวหรอื ประกายไฟ เพราะอาจมแี กส๊ รว่ั อยู่บรเิ วณนั้น 6. ถ้ากำลงั ขบั รถใหห้ ยุดรถและอยภู่ ายในรถ จนกระทัง่ การสัน่ สะเทอื นจะหยุด 7. หา้ มใชล้ ิฟทโ์ ดยเด็ดขาดขณะเกดิ แผน่ ดนิ ไหว 8. หากอยชู่ ายหาดให้อยหู่ ่างจากชายฝ่งั เพราะอาจเกดิ คลื่นขนาดใหญซ่ ดั เขา้ หาฝั่ง หลังเกดิ แผน่ ดินไหว 1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงวา่ ได้รบั บาดเจบ็ หรอื ไม่ ใหท้ ำการปฐมพยาบาลขน้ั ต้นกอ่ น 2. ควรรีบออกจากอาคารทีเ่ สียหายทนั ที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมา อาคารอาจพังทลายได้ 3. ใสร่ องเทา้ หุม้ สน้ เสมอ เพราะอาจมเี ศษแก้ว หรือวสั ดุแหลมคมอ่ืนๆ และสิง่ หักพงั ท่ิมแทงได้ 4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแกส๊ ร่วั ใหป้ ิดวาล์วถงั แก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจดุ ไม้ขดี ไฟ หรือกอ่ ไฟจนกวา่ จะ แน่ใจวา่ ไมม่ ีแกส๊ ร่วั 5. ตรวจสอบว่า แก๊สรวั่ ดว้ ยการดมกลน่ิ เท่านนั้ ถา้ ได้กลิน่ ให้เปดิ ประตหู นา้ ต่างทุกบาน 6. ใหอ้ อกจากบรเิ วณที่สายไฟขาด และวสั ดสุ ายไฟพาดถึง 7. เปิดวิทยุฟงั คำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใชโ้ ทรศพั ท์ นอกจากจำเป็นจรงิ ๆ 8. สำรวจดูความเสียหายของทอ่ สว้ ม และท่อน้ำท้ิงก่อนใช้ 9. อย่าเขา้ ไปในเขตท่ีมคี วามเสยี หายสงู หรอื อาคารพัง 4) ปรากฏการณเ์ รอื นกระจก คำวา่ เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบรเิ วณที่ปดิ ลอ้ มด้วยกระจก หรือวัสดุอ่ืนซ่ึงมีผลในการเก็บกักความร้อนไว้ภายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใช้เรือนกระจกในการเพาะปลูกต้นไม้เพราะ พลังงานแสงอาทิตย์สามารถผ่านเขา้ ไปภายในได้แต่ความร้อนท่ีอยู่ภายในจะถกู กกั เก็บ โดยกระจกไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ ภายนอกได้ทำให้อุณหภูมิของอากาศภายในอบอุน่ และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแตกต่างจากภายนอกทีย่ ังหนาว เย็น นักวทิ ยาศาสตร์จึงเปรียบเทยี บปรากฏการณ์ที่ความร้อนภายในโลกถูกกับดักความรอ้ นหรือก๊าซเรอื นกระ(Greenhouse gases) เก็บกักเอาไว้ไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ภายนอกโลกว่าปรากฏการณ์เรือนกระจกโลกของเราตามปกติมีกลไกควบคุม ภูมิอากาศโดยธรรมชาติอยู่แล้ว กระจกตามธรรมชาติของโลก คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำซ่ึงจะคอยควบคุมให้ อณุ หภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีคา่ ประมาณ 15 °C และถ้าหากในบรรยากาศไมม่ ีกระจกตามธรรมชาติอุณหภูมิของโลกจะลดลง เหลือเพียง -20°C มนุษย์และพืชก็จะล้มตายและโลกก็จะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งืสาเหตุสำคัญของการเกิดปรากฎการณ์

เรือนกระจกมาจากการเพ่ิมขึ้นของก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไอน้ำ (H2O) โอโซน (O3) มีเทน(CH4)ไนตรัสออกไซด์ (N2O) และคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ในส่วนของก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์จะเกิด การหมุนเวียนและรักษาสมดุลตามธรรมชาติ ปัญหาในเรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจกจะไม่ส่งผลกระทบท่ีรุนแรงต่อมนุษย์ ชาติโดยเด็ดขาดแต่ปัญหาท่ีโลกของส่ิงมีชีวิตกำลังประสบอยู่ในปัจจุบันก็คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกท่ีอยู่ในบรรยากาศเกิด การสูญเสียสมดุลขึ้น ปริมาณความเข้มของก๊าซเรือนกระจกบางตัวเช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์และคลอ โรฟลอู อโรคาร์บอนกลับเพ่มิ ปรมิ าณมากข้ึน นับต้ังแต่เกดิ การปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม (industrial revolution) หรอื ประมาณปี พ.ศ. 2493 เป็นต้นมากิจกรรมต่างๆ ท่ีทำให้เกิดการเพ่ิมขึ้นของก๊าซเรือนกระจกมีดังน้ีคือ 57% เกิดจากการเผาไหม้ของ เชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมันเช้ือเพลิง ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) 17%เกิดจากการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน 15% เกิดจากการผลิตในภาคเกษตรกรรม 8% เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนอีก 3% เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตาม ธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ท่ัวโลกได้ติดตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น การใช้ดาวเทียมสำรวจอากาศและสามารถสรุปได้ว่าในแต่ละปีสัดส่วนของก๊าซเรือนกระจกท่ีถูกปล่อยออกจากโลก โมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์จะมีผลต่อการตอบสนองในการเก็บกักความร้อนน้อยมาก แต่เนื่องจากปริมาณ คาร์บอนไดออกไซดท์ ่ีเกิดจากกิจกรรมตา่ งๆ ของมนุษยม์ ีมากท่ีสุด ดังน้นั หัวใจสำคัญของการแก้ปญั หาจึงต้องมงุ่ ประเด็นตรง ไปท่ีการลดปรมิ าณคารบ์ อนไดออกไซด์ซ่งึ เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ฟอสซิลก่อนเป็นอันดับแรก ต่อจากน้ันจงึ ค่อยลด และเลกิ การใชค้ ลอโรฟลูออโรคาร์บอนรวมถงึ การควบคุมปรมิ าณของมีเทนและไนตรัสออกไซด์ทจี่ ะปล่อยขึ้นสบู่ รรยากาศ ผลกระทบต่อมนษุ ย์ชาติจากการเกิดปรากฎการณเ์ รือนกระจก จากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ อุณหภูมิ โดยเฉล่ียของโลกสงู ขึ้นถึงแม้การเพิ่มสูงขึน้ จะแสดงออกมาเปน็ ตัวเลขเพยี งเลก็ น้อย แต่อาจสง่ ผลกระทบท่รี นุ แรงต่อโลกของ ส่ิงมีชีวิต เพราะการเปลีย่ นแปลงอุณหภมู เิ ฉล่ียของโลกดังทีเ่ กิดข้ึนในปัจจุบนั ทำให้ความแตกตา่ งระหว่างอณุ หภมู ิบริเวณเสน้ ศูนยส์ ตู รกบั บริเวณข้วั โลกลดนอ้ ยลงทำใหเ้ กิดความผนั ผวนขนึ้ ในอุณหภมู ิอากาศของโลก เช่น แนวปะทะระหวา่ งอากาศรอ้ น กับอากาศเยน็ ของลมเปลย่ี นไปอยา่ งมากเกิดสภาวะความกดอากาศต่ำมากข้ึนทำให้มีลมมรสุมพดั แรง เกิดลมพายุชนิดต่างๆ เชน่ พายโุ ซนร้อน ใตฝ้ ุ่น ดีเปรสชนั่ และทอรน์ าโดขนึ้ บ่อยๆ หรืออาจเกิดฝนตกหนักผิดพ้ืนท่ี สมดลุ ทางธรรมชาติเปลย่ี นแปลง ไปทำใหเ้ กิดภยั ธรรมชาติ เชน่ ดินถกู นำ้ เซาะพังทลายหรือเกิดอทุ กภยั เฉยี บพลนั เป็นต้นนอกจากนี้นกั วิทยาศาสตรย์ งั มีความ เชือ่ ว่าหากอุณหภมู เิ ฉล่ยี ของโลกสูงมากจะทำให้น้ำแขง็ บรเิ วณขวั้ โลกละลาย น้ำในทะเลและมหาสมุทรจะเพม่ิ ปรมิ าณและ ท่วมท้นทำให้เกาะบางแหง่ จมหายไป เมืองท่ีอยใู่ กลช้ ายทะเลหรอื มีระดับพนื้ ที่ต่ำเช่น กรุงเทพฯจะเกดิ ปัญหาน้ำท่วมขึ้นและ ถ้านำ้ แข็งบริเวณข้ัวโลกละลายอย่างต่อเนอื่ ง กจ็ ะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทวั่ โลกเพิ่มสูงขึน้ อกี สามเมตรหรือมากกว่านน้ั ซง่ึ หมายถงึ อทุ กภัยคร้งั ใหญจ่ ะเกิด ขน้ึ ในโลกอยา่ งแน่นอน จากเอกสารของโครงการส่งิ แวดล้อมขององค์การสหประชาชาตไิ ด้ ประมาณการณ์ว่าอุณหภมู เิ ฉล่ยี ของโลกอาจสูงขนึ้ 2 ถงึ 4°C และระดบั นำ้ ทะเลอาจสงู ขึน้ 20-50 เซนติเมตร ในระยะเวลา อกี 10 – 50 ปนี บั จากปัจจุบัน มาตรการปอ้ งกนั ผลกระทบจากการเกดิ ปรากฎการณเ์ รือนกระจก หลกั จากท่เี ราได้ทราบมลู เหตแุ หง่ เกดิ ปรากฎการณเ์ รือนกระจกแลว้ ขอ้ สรุปท่ดี ที สี่ ุดในการแกไ้ ขปัญหา คือ การลดปรมิ าณก๊าซเรือนกระจกทจี่ ะถกู ปล่อยออกสู่ บรรยากาศให้อย่ใู นสดั สว่ น และปรมิ าณทนี่ ้อยท่ีสุดเท่าทจ่ี ะกระทำได้ การรักษาระดับความหนาแนน่ ของก๊าซเรอื นกระจกใน บรรยากาศที่ทั่วโลกกำกลงั ปฏิบตั มิ ีหลายวิธี ยกตัวอยา่ งเช่นมาตรการของ IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change) ซงึ่ ประมาณการณเ์ อาไวว้ า่ การรักษาระดับความหนาแน่นของกา๊ ซเรือนกระจกในบรรยากาศให้อย่ใู นระดับเดียวกับ

ปัจจบุ ันจะตอ้ งลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนษุ ย์ให้ตำ่ ลงจากเดมิ 6% และไดเ้ สนอมาตรการต่างๆ ดงั นี้ 1. สง่ เสรมิ การสงวนและการใช้พลงั งานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพสูงสุดดังจะยกตัวอย่างในบ้านเมอื งของเราก็เช่น การใช้ เครอ่ื งไฟฟา้ ท่ีมสี ลากประหยดั ไฟ หรอื การเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ ชนิดหลอดผอมเป็นต้น 2. หามาตรการในการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ เชน่ กำหนดนโยบายผู้ทำให้เกิดมลพษิ ต้องเป็นผู้รับผดิ ชอบ ค่าใช้จา่ ยในการบำบัด ในบางประเทศมกี ารกำหนดให้มีการเก็บภาษีผทู้ ่ีทำใหเ้ กิดกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากข้ึน ทงั้ น้จี ะ ส่งผลต่อการประหยัดพลงั งานของประเทศทางอ้อมด้วย 3. เลิกการผลิตและการใชค้ ลอโรฟลอู อโรคารบ์ อน (CFCs) รวมทัง้ ค้นหาสารอน่ื มาทดแทนคลอโรฟลอู อโรคารบ์ อน ในบางประเทศกำหนดใหใ้ ช้ไฮโดรฟลูออโรคารบ์ อน(HFCs)แทน สำหรับประเทศไทยของเรามีการส่งเสริมการสร้างค่านิยม ในการใชส้ เปรย์ และอุปกรณ์ทีอ่ ยใู่ นประเภททป่ี ราศจากคลอโรฟลอู อโรคารบ์ อน (Non-CFCs) เป็นตน้ 4. หนั มาใชเ้ ช้ือเพลงิ ทก่ี ่อให้เกดิ คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นปริมาณทนี่ อ้ ยกวา่ เมื่อเทยี บกับค่าพลงั งานที่ได้ เช่น การ กอ่ สร้างโครงการรถไฟฟา้ ของกรุงเทพมหานครจะชว่ ยลดการใช้นำ้ มนั เชอ้ื เพลงิ จากการขนสง่ มวลชนในแตล่ ะวันได้อย่างดี และประสิทธิภาพท่ีสุด 5. สนับสนุนการวจิ ัยเก่ยี วกบั แหล่งพลังงานทดแทนอืน่ ๆ เช่น พลงั งานแสงอาทติ ยแ์ ละพลังงานนิวเคลยี ร์ให้เกดิ เป็น รูปธรรมและไดร้ ับความเช่ือมั่นจากประชาชนว่าจะไม่ก่อให้เกดิ มหนั ตภยั มวลมนษุ ยช์ าติดังทีเ่ กิดขน้ึ ในเชอรโ์ นบิวล์ 6. หยุดยงั้ การทำลายป่าไมแ้ ละสนับสนุนการปลูกป่าทดแทน สำหรบั ในประเทศไทยการรณรงคใ์ นเร่ืองการปลกู ป่า เฉลมิ พระเกยี รตนิ ับเป็นโครงการทน่ี า่ สนับสนุนอยา่ งมาก 5) ภาวะโลกรอ้ น ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทเ่ี กดิ จากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อณุ หภูมิเฉล่ยี ของโลกเพิม่ สงู ข้ึน เราจึงเรียกว่า ภาวะโลกรอ้ น (Global Warming)กจิ กรรมของมนษุ ยท์ ี่ทำให้เกิด ภาวะโลกร้อนคือ กจิ กรรมท่ที ำใหป้ รมิ าณกา๊ ซเรือนกระจกในบรรยากาศเพ่ิมมากข้ึน ได้แก่ การเพ่ิมปรมิ าณก๊าซเรอื นกระจก โดยตรง เช่น การเผาไหมเ้ ช้ือเพลงิ และการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม คือ การตัดไม้ทำลายป่า หากไม่มกี ารชว่ ยกันแก้ไขปญั หาโลกในวนั น้ี ในอนาคตจะส่งผลกระทบดังน้ี 1. ทำใหฤ้ ดูกาลของฝนเปลี่ยนแปลงไป กระบวนการระเหยและการกลนั่ ตัวจะเร็วขนึ้ หมายถึงวา่ ฝนอาจจะตกบ่อย ขน้ึ แตน่ ้ำจะระเหยเร็วข้ึนดว้ ย ทำใหด้ นิ แห้งเรว็ กว่าปกติในช่วงฤดูกาลเพาะปลกู 2. ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง นอกจากผลกระทบโดยตรงจากอุณหภมู ิ ฝนช่วงระยะเวลาฤดกู าลเพาะปลูกแลว้ ยังเกิดจากผลกระทบทางออ้ มอกี ด้วย คือ การระบาดของโรคพชื ศตั รูพืชและวชั พืช 3. สตั วน์ ้ำจะอพยพไปตามการเปลี่ยนแปลงของอณุ หภูมนิ ้ำทะเล แหลง่ ประมงทสี่ ำคัญๆ ของโลกจะเปลย่ี นแปลงไป 4. มนุษย์จะเสยี ชวี ิตเน่ืองจากความรอ้ นมากขึ้น ตัวนำเช้ือโรคในเขตร้อนเพ่ิมมากข้นึ ปัญหาภาวะมลพิษทางอากาศ ภายในเมืองจะรนุ แรงมากขึ้น

วธิ ีการลดภาวะโลกร้อน มี 10 วธิ ีดงั นี้ 1. ลดการใช้พลงั งานที่ไม่จำเป็นจากเคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ เช่น เครอ่ื งปรับอากาศ พดั ลมหากเป็นไปได้ใช้วิธี เปดิ หน้าตา่ ง ซึ่งบางชว่ งทอี่ ากาศดีๆ สามารถทำได้ เช่น หลังฝนตกหรือชว่ งอากาศเยน็ เป็นการลดค่าไฟ และ ลดความร้อน เนื่องจาก หลกั การทำความเย็นนัน้ คือ การถ่ายเทความรอ้ นออก ดังน้ันเวลาเราใชเ้ ครอื่ งปรับอากาศ จะเกดิ ปริมาณความร้อน บริเวณหลงั เคร่ืองระบายความรอ้ น 2. เลอื กใช้ระบบขนส่งมวลชน ในกรณีทส่ี ามารถทำได้ ได้แก่ รถไฟฟา้ รถตู้ รถเมล์เนื่องจากพาหนะแตล่ ะคัน จะเกิด การเผาผลาญเช้ือเพลงิ ซง่ึ จะเกิดความร้อน และกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนัน้ เมอ่ื ลดปริมาณจำนวนรถ ก็จะลดจำนวนการ เผา่ ไหมบ้ นท้องถนนในแต่ละวันลงได้ 3. ช่วยกนั ปลกู ตน้ ไม้ เพราะต้นไมจ้ ะคายความชุม่ ชนื้ ใหก้ บั โลก และชว่ ยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซ่ึงเป็นสาเหตุ ภาวะเรอื นกระจก 4. การชวนกนั ออกไปเทย่ี วธรรมชาตภิ ายนอก ก็ชว่ ยลดการใช้ปรมิ าณไฟฟ้าได้ 5. เวลาซ้ือของพยายามไม่รับภาชนะทเ่ี ป็นโฟม หรอื กรณีที่เปน็ พลาสตกิ เช่น ขวดน้ำพยายามนำกลบั มาใชอ้ ีก เนือ่ งจากพลาสติกเหลา่ นี้ทำการยอ่ ยสลายยาก ต้องใชป้ รมิ าณความร้อน เหมอื นกับตอนท่ผี ลิตมันมา ซ่งึ จะก่อใหเ้ กิดความ รอ้ นกบั โลกของเรา เราสามารถนำกลับมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำแทนกระตกิ น้ำ หรือใชป้ ลูกตน้ ไม้ก็ได้ 6. ใชก้ ระดาษด้วยความประหยดั กระดาษแตล่ ะแผ่น ทำมาจากการตดั ต้นไม้ ซง่ึ เป็นเสมือนปราการสำคัญของโลก เรา ดังนน้ั การใช้กระดาษแต่ละแผ่นควรใชใ้ หป้ ระหยัดทงั้ ด้านหน้าหลงั ใช้เสร็จควรนำมาเปน็ วสั ดรุ อง หรอื นำมาเช็ดกระจกก็ ได้ นอกจากนี้การนำกระดาษไปเผากจ็ ะเกิดความรอ้ นตอ่ โลกเราเชน่ กนั 7. ไมส่ นบั สนนุ กิจการใดๆ ที่ส้นิ เปลอื งทรัพยากรของโลกเรา และควรสนับสนุนกจิ การทีม่ กี ารคำนงึ ถึงการรักษา สงิ่ แวดลอ้ ม

ใบงาน ภมู ิศาสตร์ กายภาพ เร่อื ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติทเี่ กดิ ขนึ้ ในโลก ลักษณะปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่สี ำคัญและการป้องกนั อันตราย 1. ปรากฏการณเ์ รอื นกระจกคอื อะไร ............................................................................................................................. ....................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........... ....................................................................................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ....................................................................................................................................................................... ............................. ..................................................................................................... ............................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... 2. ในฐานะทที่ ่านเปน็ ส่วนหนงึ่ ของประชากรโลกท่านสามารถจะชว่ ยปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาภาวะโลกรอ้ นได้อยา่ งไรใหบ้ อก มา 5 วธิ ี ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ........................................................................................................................................................ ............................................ ....................................................................................... ............................................................................................................. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ...................................................................................................................................... .............................................................. ..................................................................... ............................................................................................................................. .. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................................................................... ..................... .............................................................................................................. ...................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................

แนวเฉลย ใบงาน ภมู ศิ าสตร์ กายภาพ เรอื่ ง ปรากฏการณท์ างธรรมชาติที่เกิดข้นึ ในโลก 1. ปรากฏการณ์เรอื นกระจกคอื อะไร คำว่า เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบริเวณท่ีปิดล้อมด้วยกระจกหรือวัสดุอ่ืน ซึ่งมีผลในการ เก็บกักความรอ้ นไว้ภายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใชเ้ รอื นกระจำในการเพาะปลูกต้นไม้เพราะพลังงานแสงอาทติ ย์สามารถ ผ่านเข้าไปภายในได้แต่ความร้อนที่อยู่ภายในจะถูกกักเก็บโดยกระจกไม่ให้สะท้อน หรือแผ่ออกสู่ภายนอกได้ทำให้ แนวเฉล อุณหภูมิของอากาศภายในอบอุ่นและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแตกต่างจา กภายนอกท่ียังหนาวเย็น นกั วิทยาศาสตร์จึงเปรียบเทียบปรากฏการณ์ ทคี่ วามร้อนภายในโลกถกู กับดกั ความร้อนหรอื ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse agses) เก็บกักเอาไว้ไม่ให้สะท้อนหรือแผ่ออกสู่ภายนอกโลกว่าเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกโลกของเราตามปกติมีกลไก ควบคมุ ภูมิอากาศโดยธรรมชาติอยู่แล้ว กระจกตามธรรมชาติของโลกคือก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละไอน้ำ ซ่ึงจะคอยควบคุม ให้อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยมีค่าประมาณ 15 °C และถ้าหากในบรรยากาศไม่มีกระจกตามธรรมชาติอุณหภูมิของโลกจะ ลดลงเหลอื เพียง -20°C มนษุ ย์และพืชก็จะลม้ ตายและโลกก็จะเข้าสู่ยคุ นำ้ แขง็ อีกครงั้ หนงึ่ 2. ในฐานะทท่ี า่ นเปน็ ส่วนหน่งึ ของประชากรโลกทา่ นสามารถจะช่วยป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาภาวะโลกร้อนได้ อยา่ งไรให้บอกมา 5 วธิ ี 1. อาบน้ำด้วยฝักบัวจะชว่ ย ประหยดั ว่าการตักนำ้ อาบหรอื ใช้อ่างอาบน้ำถงึ คร่ึงหนงึ่ ในเวลาเพยี ง 10 นาที และ ปิด น้ำขณะแปรงฟนั 2. ใชห้ ลอดไฟตะเกียบ ประหยดั กว่าหลอดธรรมดา 4 เท่า ใชง้ านนานกวา่ 8 เทา่ แตล่ ะหลอดช่วยลดการปล่อยก๊าซ คารบ์ อนไดออกไซด์ ได้ 4,500 กโิ ลกรัม หลอดไฟธรรมดาเปล่ียนพลงั งานนอ้ ยกวา่ 10% ไปเป็นแสงไฟ ส่วนท่เี หลอื ถูก เปล่ยี นไปเปน็ ความร้อน เท่ากับสญู พลังงานเปล่าๆ มากกวา่ 90% 3. ถอดปลก๊ั เครื่องใชไ้ ฟฟ้าทุกคร้ังจากใชง้ าน 4. พกถุงผ้าแทนการใชถ้ ุงพลาสตกิ 5. เช็คลมยาง การขับรถโดยทย่ี างมลี มน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมนั

ใบงาน ภมู ิศาสตร์ กายภาพ เรอ่ื งวิธีใช้เครอื่ งมือทางภูมศิ าสตร์ 1. แผนท่ีหมายถงึ ............................................................................................................................. ....................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........... ....................................................................................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ....................................................................................................................................................................... ............................. ..................................................................................................... ............................................................................................. .. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ..................................................................... 2. จงบอกประโยชนข์ องการใช้แผนท่ีมา 5 ข้อ ............................................................................................................................. ....................................................................... .......................................................................................................................................................................... .......................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ........... ....................................................................................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ....................................................................................................................................................................... ............................. 3. ใหบ้ อกวิธีการใชเ้ ข็มทิศคู่กับการใช้แผนที่พอสังเขป ............................................................................................................................................................................. ....................... ............................................................................................................ ........................................................................................ ............................................................................................................................. ....................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................................... ........................................................................................................................................................... ......................................... ......................................................................................... ........................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................................

ใบความรู้ ภูมิศาสตร์ กายภาพ เร่อื ง ปญั หาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นัน้ ไดม้ กี ารสำรวจทศั นคติของประชาชน ปัญหาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม นั้นได้มีการสำรวจทศั นคติของประชาชนพบว่า ปัญหาสำคัญ 5 ลำดบั แรก มีดงั นี้ ลำดับที่ 1 การสญู เสียทรัพยากรป่าไม้ ลำดับที่ 2 อุทกภยั และภัยแล้ง ลำดบั ท่ี 3 ความเส่ือมโทรมของ ทรพั ยากรดนิ และการใชท้ ด่ี นิ ลำดับที่ 4มลพษิ จากขยะ และลำดบั ท่ี 5 มลพิษทางอากาศ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมคือ เอ้ือประโยชน์ให้ส่ิงมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์อยู่รวมกันอย่างมีความสุข มีการ พึ่งพากันอย่างสมดุล มนุษย์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาศัยปัจจัยพื้นฐานจากส่ิงแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยอาหาร อากาศ น้ำ ท่ีอยู่ อาศัย และยารกั ษาโรค สง่ิ แวดล้อมเปน็ องค์ประกอบท่สี ำคัญของสิ่งมชี วี ติ ทุกชนิด แต่ “ทำไมสง่ิ แวดล้อมจงึ ถูกทำลาย” และ เกิดปัญหามากมายทั่วทุกมุมโลก เมื่อทำการศึกษาพบว่า “มนุษย์” เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด สาเหตุท่ีมนุษย์ทำลาย สง่ิ แวดล้อมเกดิ จากความเห็นแกต่ วั ของมนษุ ย์เอง โดยมงุ่ เพอ่ื ดา้ นวัตถุและเงนิ มาตอบสนองความต้องการของตนเอง เม่ือส่ิงแวดล้อมถูกทำลายมากขึ้น ผลกระทบก็ย้อนกับมาทำลายตัวมนุษย์เอง เช่นเกิดการเปล่ียนแปลงบรรยากาศของโลก เกิดสภาวะเรอื นกระจก ภาวะโลกร้อนตลอดจนเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น นำ้ ท่วม แผ่นดินถล่ม ควนั พิษ นำ้ เนา่ เสีย ขยะมูล ฝอย และส่ิงปฏิกูล ซึ่งส่ิงเหล่านี้มีผลโดยตรงและทางอ้อม และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ผลกระทบจากการใช้แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี4 ของไทยเกิดจากการโดยนำนโยบายการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเข้ามาใช้เพื่อมุ่งพัฒนา เศรษฐกจิ เปน็ หลกั ทำให้ประชาชนต่ืนตัวในการทำไร่ปลกู พชื เชงิ เดยี่ ว เช่น มนั สำปะหลงั อ้อย ปอ จึงเกิดการทำลาย ป่าและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อหาพ้ืนที่ในการปลูกพืชเชิงเด่ียวตามนโยบายรัฐบาล มีการใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาปราบศัตรูพืช เกิด โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ภาครัฐยังขาดการควบคุมอย่างเป็นระบบและชัดเจน จึงทำให้เกิดผลกระทบมาจนถึง ปัจจบุ ัน เช่นป่าไมถ้ กู ทำลาย ดินเส่ือมคณุ ภาพ นำ้ เนา่ เสีย เกดิ สารเคมีสะสมในแหลง่ นำ้ และดิน เกิดมลพิษ ซ่งึ ส่งิ เหลา่ น้ีเกดิ ผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม ตอ่ สุขภาพและการดำรงชวี ิตของประชาชน ทำให้เกดิ ความเสียหายตอ่ ประเทศโดยรวม จากการศึกษาของนักวิชาการ พบว่า การแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อมต้องแก้ที่ตัว“มนุษย์” นั่นคือจะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจ ธรรมชาติ เจตคติ มีคุณธรรมจริยธรรม และสรา้ งจิตสำนึกให้เกิดความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อม ต่อประชาชน โดยเรียนรู้จาก แหล่งเรยี นรู้ใหม่ๆ สรา้ งความตระหนกั ในปัญหาทเ่ี กิดขนึ้ และสรา้ งการมีสว่ นรว่ มในการป้องกันและ แก้ไขปญั หาท่เี กดิ ขน้ึ ปญั หาสิ่งแวดลอ้ มสำคญั ๆ ดวั ต่อไปนี้ คือ 1. ป่าไม้“ป่าไม้” เป็นศูนย์รวมของสรรพชีวิต เป็นที่ก่อกำเนิดสายน้ำ ชีวิตพืชและสัตว์ที่หลากหลายอีกทั้งเป็นท่ี พึ่งพิงและให้ประโยชน์แก่มนุษย์มาแต่โบราณกาล เพราะป่าไม้ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ควบคุมสภาพ ดนิ ฟ้าอากาศ กำบงั ลมพายุ ปอ้ งกันบรรเทาอุทกภยั ป้องกนั การพังทลายของหน้าดิน เปน็ เสมอื นเขอื่ นธรรมชาติท่ปี ้องกนั การ ตืน้ เขินของแม่น้ำลำคลอง เป็นแหล่งดูดซบั ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นโรงงานผลติ ออกซเิ จนขนาดใหญ่ เป็นคลงั อาหาร และยาสมุนไพร และป่าไม้ยงั เป็นแหล่งศึกษาวจิ ัยและเปน็ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของมนษุ ย์ นอกจากนีใ้ นผนื ป่ายังมีสัตว์ป่า นานาชนิด ซึ่งมี ประโยชนต์ อ่ มนุษยแ์ ละสงิ่ มชี ีวติ อืน่ ๆ ในหลายลักษณะ ไดแ้ ก ่ การรักษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ เช่น การ ควบคุมปริมาณสัตว์ป่าให้อยู่ในภาวะสมดุล การช่วยแพร่พันธุ์พืช การควบคุมแมลงศัตรูพืช เป็นปุ๋ยให้กับดินในป่า เป็นต้น การเป็นแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลาย การเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์อ่ืน และการสร้างรายได้ให้แก่มนุษย ์ เชน่ การคา้ จากช้ินสว่นต่างๆ ของสัตว์ป่า การจำหน่าย สัตว์ป่า และการเปิดให้บริการ ชมสวนสัตว์ เป็นต้น ดังนั้น จึงนับว่าป่าไม้ให้ คณุ ประโยชน์ท้ังทางตรงและทางอ้อมแก่มวลมนุษย์เป็นอย่างมากมาย หากป่าไม้เสื่อมโทรม ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และ สตั วอ์ ย่างหลกี เล่ียงไม่ได้

ประเภทของปา่ ไม้ในประเทศไทย ประเภทของป่าไมจ้ ะแตกต่างกนั ไปขน้ึ อยู่กบั การกระจายของฝน ระยะเวลาท่ีฝนตกรวมทง้ั ปริมาณน้ำฝนทำใหป้ า่ แต่ ละแหง่ มีความชมุ ชืน้ ต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ป่าประเภททไ่ี ม่ผลดั ใบ (Evergreen) 2. ปา่ ประเภททีผ่ ลดั ใบ (Deciduous) ปา่ ประเภทท่ไี ม่ผลัดใบ (Evergreen)ปา่ ประเภทนีม้ องดเู ขียวชอุ่มตลอดปี เน่ืองจากต้นไม้แทบท้ังหมดท่ีขนึ้ อยู่เปน็ ประเภทที่ไม่ผลัดใบ ป่าชนิดสำคัญซ่งึ จดั อยใู่ นประเภท นี้ ไดแ้ ก่ 1. ปา่ ดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)ปา่ ดงดิบทีม่ ีอยู่ท่ัวในทุกภาคของประเทศ แตท่ ี่มี มากทีส่ ุด ได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวนั ออก ในบรเิ วณนม้ี ีฝนตกมากและมีความช้นื มากในท้องท่ีภาคอน่ื ป่าดงดิบ มักกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มช้ืนมากๆ เช่น ตามหุบเขา ริมแม่นำ้ ลำธาร หว้ ย แหลง่ นำ้ และบนภเู ขา ซ่งึ สามารถ แยกออกเป็นป่าดงดิบชนดิ ตา่ งๆ ดังน้ี 1.1 ป่าดิบชืน้ เป็นป่ารกทึบมองดเู ขียวชอุ่มตลอดปีมพี ันธุ์ไม้หลายร้อยชนดิ ขึ้นเบียดเสียดกนั อยู่มกั จะพบกระจดั กระจายตั้งแตค่ วามสงู 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ไม้ท่ีสำคัญกค็ ือ ไม้ตระกลู ยางต่างๆ เช่น ยางนา ยางเสียน ส่วนไม้ช้ัน รอง คือ พวกไมก้ อเช่น กอน้ำ กอเดือย 1.2 ป่าดิบแลง้ เป็นปา่ ท่ีอยู่ในพ้นื ท่ีค่อนขา้ งราบมีความชุ่มชนื้ น้อย เช่น ในแถบภาคเหนือและภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนือมกั อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-600 เมตรไม้ทส่ี ำคญั ได้แก่ มะคา่ โมง ยางนา พะยอม ตะเคยี นแดง กระเบากลัก และตาเสอื 1.3 ป่าดบิ เขา ป่าชนิดน้ีเกดิ ขึ้นในพน้ื ทสี่ ูงๆ หรือบนภูเขาต้ัง 1,000-1,200เมตร ขน้ึ ไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ สว่ นมากเปน็ พวก Gymnosperm ไดแ้ ก่ พวกไม้ขนุ และสนสามพันปี นอกจากนีย้ ังมไี ม้ตระกูลกอขึน้ อยู่ พวกไม้ช้ันท่สี อง รองลงมา ไดแ้ ก่ สะเดาช้างและขมิ้นชนั 2. ปา่ สนเขา (Pine-Forest)ป่าสนเขามักปรากฏอยตู่ ามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีซง่ึ มีความสูงประมาณ 200- 1,800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางทีอาจปรากฏในพนื้ ท่ีสูง 200-300 เมตร จากระดับนำ้ ทะเลในภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้ ป่าสนเขามลี ักษณะเปน็ ปา่ โปร่ง ชนิดพนั ธไ์ุ มท้ ส่ี ำคญั ของป่า ชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ สว่ นไม้ชนิดอนื่ ท่ีขึ้นอยู่ด้วยไดแ้ ก่พนั ธไ์ุ ม้ป่าดบิ เขา เช่น กอชนดิ ตา่ งๆ หรือพันธ์ไุ ม้ป่าแดง บางชนดิ คอื เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นตน้ 3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)บางทีเรียกวา่ “ปา่ เลนน้าํ เคม็ ” หรอื ปา่ เลน มตี น้ ไมข้ ้นึ หนาแนน่ แต่ล ะชนิดมีรากคํ้ายนั และรากหายใจ ปา่ ชนิดน้ีปรากฏอยู่ตามทดี่ ินและรมิ ทะเลหรอื บริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญๆ่ ซง่ึ มีน้ำเค็มทว่ มถึงในพ้นื ทภี่ าคใตม้ ีอย่ตู ามชายฝงั่ ทะเลทง้ั สองดา้ น ตามชายทะเลภาคตะวันออกมีอย่ทู กุ จังหวดั แตท่ ี่มากท่สี ุดคอื บริเวณปากนำ้ เวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจนั ทบุรพี นั ธ์ไุ ม้ทข่ี น้ึ อยูต่ ามป่าชายเลน สว่ นมากเปน็ พันธไ์ุ ม้ขนาดเลก็ ใชป้ ระโยชน์ สำหรบั การเผา่ ถ่าน และทำฟืนไม้ชนดิ ท่สี ำคัญ คอื โกงกาง ถัว่ ขาว ถวั่ ขำ โปรง ตะบนู แสมทะเล ลำพนู และลำแพน ฯลฯ ส่วนไม้พ้ืนล่างมักเป็นพวก ปรงทะเล เหงือกปลาหมอ และปอทะเลเป็นต้น

4. ปา่ พรุหรอื ป่าบึงนำ้ จืด (Swamp Forest)ป่าชนดิ นีม้ ักปรากฏในบริเวณทมี่ นี ้ำจืดทว่ มมากๆ ดนิ ระบายนำ้ ไมด่ ี ปา่ พรุในภาคกลาง มลี ักษณะโปร่งและมตี น้ ไม้ขน้ึ อยูห่ า่ งๆ เช่น สน่นุ จกิ โมกบา้ น หวายน้ำ หวายโปรง่ ระกำ อ้อ และแขม ในภาคใตป้ า่ พรุมขี นึ้ อยตู่ ามบริเวณทมี่ ีนำ้ ขงั ตลอดปี ดนิ ป่าพรุ ท่มี เี นื้อทม่ี ากท่สี ดุ อยู่ในบรเิ วณจงั หวดั นราธวิ าส ดนิ ปา่ พรุเปน็ ซากพชื ผสุ ลายทับถมกนั เปน็ เวลานาน ป่าพรแุ บง่ ออกได้ 2 ลกั ษณะ คอื ตามบริเวณซ่งึ เปน็ พรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเลต้น เสมด็ จะขนึ้ อยหู่ นาแนน่ พน้ื ท่ีมีตน้ กกชนดิ ตา่ งๆ เรียก “ป่าพรเุ สม็ด หรือ ป่าเสม็ด” อีกลักษณะเป็นปา่ ท่ีมีพันธุ์ไมต้ ่างๆ มาก ชนิดขึน้ ปะปนกนั ชนดิ พนั ธ์ุไม้ทีส่ ำคัญของป่าพรุ ได้แก่ อนิ ทนลิ นำ้ หวา้ จกิ โสกน้ำ กระทุม่ น้ำกันเกรา โงงงัน ไมพ้ ืน้ ล่าง ประกอบดว้ ย หวาย ตะคา้ ทอง หมากแดง และหมากชนิดอ่ืนๆ 5. ป่าชายหาด (Beach Forest)เป็นป่าโปรง่ ไม่ผลดั ใบข้นึ อยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล นำ้ ไม่ทว่ มตามฝง่ั ดนิ และ ชายเขาริมทะเล ต้นไมส้ ำคญั ท่ขี ้ึนอยู่ตามหาดชายทะเล ตอ้ งเปน็ พชื ทนเค็ม และมักมีลักษณะไมเ้ ปน็ พุม่ ลักษณะต้นคองอ ใบ หนาแขง็ ได้แก่ สนทะเล หกู วาง โพธิ์ทะเล กระทิงตีนเปด็ ทะเล หยนี ํ้า มักมีตน้ เตยและหญา้ ตา่ งๆ ขน้ึ อยเู ่ ปน็ ไมพ้ ้ืนลา่ ง ตามฝงั่ ดินและชายเขามักพบ มะคา้ แต้ กระบองเพชร เสมา และไม้หนามชนดิ ต่างๆ เชน่ ซงิ ซ่ี หนามหนั กำจาย มะดันขอ เปน็ ตน้ ป่าประเภททผ่ี ลดั ใบ ต้นไมท้ ี่ข้ึนอยู่ในปา่ ประเภทนีเ้ ป็นจำพวกผลัดใบแทบทงั้ สน้ิ ในฤดูฝนปา่ ประเภทนี้ จะมองดเู ขยี วชอุ่มพอถงึ ฤดูแล้งต้นไม้ ส่วนใหญ่จะพากนั ผลัดใบทำใหป้ ่ามองดูโปรง่ ขนึ้ และมกั จะเกิดไฟป่าเผาไหมใ้ บไม้และ ต้นไมเ้ ล็กๆ ปา่ สำคญั ซ่ึงอย่ใู นประเภทน้ี ได้แก่ 1. ป่าเบญจพรรณ ป่าผลดั ใบผสมหรือป่าเบญจพรรณมลี ักษณะเป็นป่าโปรง่ และยงั มีไม้ไผ่ชนิดต่างๆขื้นอยู่กระจดั กระจายทั่วไปพืน้ ทีด่ นิ มักเปน็ ดนิ รว่ นปนทราย ปา่ เบญจพรรณ ในภาคเหนอื มกั จะมไี มส้ กั ขึน้ ปะปนอยูท่ ว่ั ไปครอบคลุมลง มาถึงจงั หวัดกาญจนบุรี ในภาคกลางในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื และภาคตะวนั ออก มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจดั กระจาย พันธ์ุไม้ชนดิ สำคญั ได้แก่ สกั ประดู่แดง มะคา่ โมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง ลา้ น ยมหอมยมหิน มะเกลอื เกด็ ดำ เก็ด แดง ฯลฯ นอกจากนม้ี ีไม้ไผท่ ี่สำคัญ เชน่ ไผ่ปา่ ไผบ่ งไผซ่ าง ไผร่ วก ไผไ่ ร่ เปน็ ต้น 2. ป่าเตง็ รัง หรอื ที่เรียกกันว่าปา่ แดงปา่ แพะ ป่าโคก ลกั ษณะท่วั ไปเป็นปา่ โปรง่ ตามพื้นปา่ มักจะพบตน้ ปรง และ หญ้าเพ็ก พืน้ ท่แี ห้งแลง้ ดินร่วนปนทราย หรือกรวด ลกู รงั พบอยู่ทั่วไปในทร่ี าบและที่ภเู ขา ในภาคเหนอื สว่ นมากขึน้ อยูบ่ นเขาท่ีมดี ินต้นื และแหง้ แลง้ มาก ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ มปี า่ แดงหรือปา่ เต็งรังน้ีมากท่สี ดุ ตามเนนิ เขาหรือทรี่ าบดนิ ทราย ชนดิ ของพันธไุ ์ มที้่สำคัญในปา่ แดง หรอื ปา่ เตง็ รงั ไดแ้ ก เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ตว้ิ แตว้ มะคา่ แต ประดู่ แดง สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก ได้แก่ มะพร้าวเต่า ปมุ่ แปง้ หญ้าเพก็ ปรง และหญ้าชนิดอื่นๆ 3. ปา่ หญา้ (Savannas Forest) ป่าหญา้ ที่อยทู่ ุกภาคเกิดจากป่าท่ีถูกแผว้ ถางทำลายบริเวณพ้นื ดินที่ขาดความ สมบูรณ์ และถูกทอดทิ้ง หญา้ ชนดิ ต่าง ๆ จงึ เกดิ ขนึ้ ทดแทนและพอถงึ หน้าแล้งกเ็ กดิ ไฟไหมท้ ำให้ตน้ ไม้บรเิ วณข้างเคยี งล้มตาย พื้นทป่ี ่าหญ้าจึงขยายมากข้ึนทกุ ปี พืชท่ีพบมากที่สุดในปา่ หญ้าคอื หญา้ คา หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็กและปุ่มแปง้ บรเิ วณทีพ่ อจะมคี วามชนื้ อยู่บ้าง และการระบายน้ำไดด้ ีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟขึน้ อยู่ เช่น ตบั เตา่ รกฟ้า ตานเหลือ ตว้ิ และแตว้

ประโยชนข์ องทรัพยากรป่าไม้ ป่า ไม้นอกจากเปน็ ทรี่ วมของพันธุ์พชื และพนั ธุ์สตั ว์จำนวนมาก ปา่ ไมย้ งั มีประโยชน์ มากมายตอ่ การดำรงชวี ิตของมนษุ ย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดงั น้ี ประโยชนท์ างตรง ได้แก่ ปัจจยั 4 ประการ 1. จากการนำไม้มาสรา้ งอาคารบา้ นเรอื นและผลติ ภณั ฑ์ต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เปน็ ต้น 2. ใช้เปน็ อาหารจากสว่ นต่างๆ ของพชื ทะเล 3. ใชเ้ สน้ ใย ท่ไี ดจ้ ากเปลอื กไมแ้ ละเถาวัลยม์ าถกั ทอ เปน็ เครื่องนงุ ่ หม่ เชือกและอื่นๆ 4. ใช้ทำยารกั ษาโรคต่างๆ ประโยชน์ทางออ้ ม 1. ปา่ ไม้เป็นเปน็ แหล่งกำเนดิ ต้นนำ้ ลำธารเพราะตน้ ไม้จำนวนมากในปา่ จะทำให้นำ้ ฝนท่ีตกลงมาค่อย ๆ ซึมซบั ลงใน ดินกลายเปน็ นำ้ ใต้ดนิ ทซี่ ึง่ จะไหลซมึ มาหล่อเลยี้ งให้แมน่ ้ำลำธารมนี ้ำไหลอยูต่ ลอดปี 2. ป่าไม้ทำให้เกิดความช่มุ ชนื้ และควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพชื ซ่งึ เกดิ ข้ึนอยู่มากมาย ในป่าทำให้อากาศเหนือปา่ มคี วามชน้ื สูงเมอื่ อุณหภูมิลดตำ่ ลงไอนำ้ เหลา่ นัน้ ก็จะกล่ันตวั กลายเปน็ เมฆแล้วกลายเปน็ ฝนตกลง มา ทำให้บรเิ วณท่ีมพี ื้นป่าไม้มีความชมุ่ ชนื้ อยเู่ สมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแหง้ แล้ง 3. ป่าไม้เป็นแหลง่ พักผอ่ นและศกึ ษาความรู้ บริเวณป่าไมจ้ ะมภี มู ิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาตริ วมท้ังสัตว์ป่าจงึ เป็นแหล่งพักผ่อนไดศ้ ึกษาหาความรู้ 4. ป่าไมช้ ่วยบรรเทาความรนุ แรงของลมพายุ และป้องกนั อุทกภัย โดยชว่ ยลดความเร็วของลมพายุที่พัดผา่ นได้ตั้งแต่ 11 – 44% ตามลักษณะของป่าไม้แตล่ ะชนิด จงึ ชว่ ยใหบ้ ้านเมอื งรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเปน็ การป้องกันและควบคุมน้ำ ตามแมน่ ้ำไม่ให้สงู ข้ึนมารวดเรว็ ลน้ ฝั่งกลายเปน็ อุทกภยั 5. ปา่ ไมช้ ่วยปอ้ งกันการกัดเซาะและพดั พาหน้าดนิ จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการหลุดเลือ่ นของดิน จึงเกดิ ขึ้นน้อย และยังเปน็ การชว่ ยใหแ้ ม่นำ้ ลำธารต่างๆไม่ต้นื เขินอีกดว้ ย นอกจากนี้ป่าไมจ้ ะเปน็ เสมือนเคร่ืองกดี ขวางตาม ธรรมชาติ จงึ นับว่ามปี ระโยชนใ์ นทางยุทธศาสตร์ด้วยเชน่ กัน สาเหตสุ ำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไมใ้ นประเทศไทย 1. การลักลอบตัดไมท้ ำลายป่า ตวั การของปัญหาน้คี ือ นายทนุ พ่อค้าไม้ เจา้ ของโรงเลือ่ ย เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ ผู้รบั สัมปทานทำไมแ้ ละชาวบ้านทัว่ ไป ซง่ึ การตดั ไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวธิ ที ถ่ี ูกและผิดกฎหมาย ปรมิ าณป่าไม้ท่ีถกู ทำลายนี้นับวันจะเพิ่มขึน้ เรื่อยๆ ตามอตั ราเพมิ่ ของจำนวนประชากร ยิง่ มปี ระชากรเพมิ่ ขึน้ เทา่ ใด ความต้องการในการใชไ้ ม้ก็ เพิ่มมากข้ึน เชน่ ใช้ไม้ในการปลูกสรา้ งบา้ นเรือน เครอ่ื งมือเครือ่ งใชใ้ นการเกษตรกรรม เครอื่ งเรือนและถ่านในการหงุ ต้ม เป็น ตน้ 2. การบุกรุกพ้ืนท่ีป่าไมเ้ พื่อเข้าครอบครองท่ีดิน เม่ือประชากรเพ่ิมสงู ข้นึ ความต้องการใช้ท่ีดินเพือ่ ปลูกสร้างท่ีอยู่ อาศยั และที่ดนิ ทำกนิ กอ็ ยู่สงู ข้ึน เปน็ ผลผลักดันใหร้ าษฎรเข้าไปบกุ รุกพืน้ ท่ปี ่าไม้ แผ้วถางปา่ หรือเผาป่าทำไรเ่ ล่อื นลอย นอกจากนี้ยงั มนี ายทุนท่ดี นิ ท่ีจา้ งวานให้ราษฎรเข้าไปทำลายป่าเพือ่ จับจองท่ดี นิ ไวข้ ายต่อไป 3. การสง่ เสรมิ การปลกู พืชหรือเล้ียงสัตวเ์ ศรษฐกจิ เพื่อการส่งออก เชน่ มันสำปะหลังปอ เป็นต้น โดยไม่สง่ เสริมการ ใชท้ ี่ดินอยา่ งเต็มประสิทธิภาพทง้ั ๆ ที่พ้ืนที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเกษตร

4. การกำหนดแนวเขตพืน้ ท่ปี ่ากระทำไม่ชดั เจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ พื้นท่ีทำใหเ้ กดิ การพพิ าทในเรื่องทีด่ นิ ทำกินของราษฎรและท่ีดินป่าไมอ้ ยู่ตลอดเวลา และเกดิ ปัญหาในเรื่องกรรมสทิ ธิท์ ีด่ นิ 5. การจดั สรา้ งสาธารณปู โภคของรัฐ เชน่ เข่อื น อ่างเกบ็ น้ำ เส้นทางคมนาคม การสรา้ งเขือ่ นขวางลำน้ำจะทำให้ พ้ืนทเ่ี ก็บนำ้ หน้าเขื่อนท่ีอดุ มสมบรู ณ์ถูกตัดโค่นมาใชป้ ระโยชนส์ ว่ นต้นไมข้ นาดเลก็ หรือท่ีทำการยา้ ยออกมาไม่ทันจะถูกน้ำ ท่วมยืนตน้ ตาย เช่น การสร้างเขอ่ื นรชั ประภาเพื่อกัน้ คลองพระแสงอนั เปน็ สาขาของแม่น้ำพมุ ดวง แมน่ ้ำตาปี ทำให้นำ้ ทว่ มบรเิ วณป่าดงดบิ ซึ่งมีพนั ธ์ไุ ม้หนาแนน่ และสตั วน์ านาชนดิ เป็นบริเวณนบั แสนไร่ ต่อมาจึงเกิดปัญหานำ้ เนา่ ไหลลงลำน้ำพุ มดวง 6. ไฟไหมป้ า่ มกั จะเกิดข้ึนในช่วงฤดูแล้ง ซง่ึ อากาศแหง้ แล้งและร้อนจดั ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทำของ มนุษย์ท่ีอาจลกั ลอบเผาปา่ หรือเผลอ จุดไฟทิ้งไว้ 7. การทำเหมืองแร่ แหล่งแร่ท่ีพบในบรเิ วณท่มี ีป่าไมป้ กคลุมอยู่ มีความจำเป็นทจ่ี ะต้องเปิดหนา้ ดินก่อนจึงทำให้ป่า ไม้ที่ขน้ึ ปกคลมุ ถูกทำลายลง เส้นทางขนยา้ ยแร่ในบางครงั้ ต้องทำลายปา่ ไม้ลงเปน็ จำนวนมากเพื่อสรา้ งถนนหนทาง การ ระเบดิ หน้าดนิ เพ่ือให้ไดม้ าซ่ึงแรธ่ าตุ ส่งผลถึงการทำลายป่า การอนุรกั ษป์ า่ ไม้ ปา่ ไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก จงึ ทำให้เกดิ ผลกระทบต่อสภาพภูมอิ ากาศไปท่วั โลกรวมทงั้ ความ สมดลุ ในแง่อื่นดว้ ย ดงั น้นั การฟ้ืนฟูสภาพป่าไม้จึงต้องดำเนินการเรง่ ดว่ น ท้ังภาครัฐภาคเอกชนและ ประชาชน ซึ่งมีแนวทาง ในการกำหนดแนวนโยบายดา้ นการจดั การปา่ ไม้ ดังนี้ 1. นโยบายด้านการกำหนดเขตการใชป้ ระโยชนท์ ่ดี ินป่าไม้ 2. นโยบายดา้ นการอนุรกั ษ์ทรัพยากรปา่ ไมเ้ กี่ยวกับงานป้องกนั รักษาป่า การอนุรกั ษ์ส่ิงแวดลอ้ ม 3. นโยบายด้านการจดั การที่ดนิ ทำกินให้แกร่ าษฎรผู้ยากไร้ในท้องถนิ่ 4. นโยบายด้านการพฒั นาป่าไม้ เชน่ การทำไม้และการเก็บหาของปา่ การปลกู และการบำรุงป่าไม้ การคน้ คว้าวจิ ยั และดา้ นการอุตสาหกรรม 5. นโยบายการบรหิ ารท่วั ไปจากนโนบายดังกล่าวข้างต้นเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจดั การทรัพยากรป่าไม้ ของชาตใิ ห้ได้รบั ผลประโยชน์ ทัง้ ทางด้านการอนรุ ักษ์และด้านเศรษฐกิจอย่างผสมผสาน ท้ังน้ีเพื่อใหเ้ กิดความสมดุลของ ธรรมชาตแิ ละมที รัพยากรป่าไมไ้ วอ้ ยา่ งย่ังยนื ตอ่ ไปในอนาคต สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ การใชป้ ระโยชนจา์ กพ้ืนทปี่ ่า อย่างต่อ เนือ่ งในชว่ งสที่ ศวรรษท่ผี า่ นมาทำใหป้ ระเทศ ไทยสญู เสีย พ้นื ท่ปี ่าไมแ้ ลว้ ประมาณ 67 ล้านไร่ หรือเฉลีย่ ประมาณ 1.6 ลา้ นไร่ต่อปี กลา่ วคอื ปี พ. ศ. 2504 ประเทศไทย มพี ้นื ทป่ี า่ อยู่ถึงร้อยละ 53.3 ของพน้ื ที่ประเทศ หรือประมาณ171 ล้านไร่ และลดลงมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ. 2532 ประเทศไทยเหลือพน้ื ทปี่ ่าเพียงร้อยละ 27.95 ของพ้นื ทีท่ ้ังหมด หรอื ประมาณ 90 ล้านไร่ รัฐบาลในอดีตได้พยายามจะ รักษา พ้นื ที่ป่า โดยประกาศยกเลิกสัมปทานการทำไมในป่าทง้ั หมด ในปพี .ศ. 2532 แต่หลังจากยกเลิกสัมปทานป่าไม้ สถานการณ์ ดขี ึ้นในระยะแรกเท่านน้ั ต่อมาการทำลายกย็ งั คงเกดิ ข้ึนไม่แตกต่างจากสถานการณ์ก่อนยกเลกิ สมั ปทานปา่ ไมเ้ ทา่ ใดนัก โดย พนื้ ทปี่ ่าที่ถกู บุกรุกกอ่ นการยกเลกิ สัมปทาน (ปี พ.ศ. 2525-2532) เฉลย่ี ต่อปีเท่ากบั 1.2 ล้านไร่ และพน้ื ท่ีป่าที่ ถกู บกุ รุกหลังการยกเลิกสมั ปทาน (ปี พ.ศ. 2532-2541) เฉล่ยี 1.1 ล้านไร่ต่อปี (ตารางท่ี 1) 2. ภูเขา และแร่ธาตุ ภเู ขา เป็นแหลง่ ต้นกำเนดิ ของแรธ่ าตุ ป่า และแหล่งนำ้ ทีส่ ำคัญของประเทศไทยภาคเหนอื เป็น ภาคท่อี ุดมดว้ ยทรพั ยากรแร่ธาตภุ าคหนึง่ ของประเทศไทย เพราะมีภูมปิ ระเทศท่ีมโี ครงสร้างเป็นภเู ขา เนนิ เขาและแอง่ แผ่นดิน ในยคุ กลางเก่า กลางใหม่ ท่ีบรเิ วณตอนกลางทผี่ า่ นการผกุ รอ่ นและมีการเปล่ียนแปลงของแผ่นดิน โดยเฉพาะภเู ขา

ทางตะวนั ตกทเ่ี ปน็ แนวของทิวเขา อดุ มดว้ ยแรโ่ ลหะ แร่อโลหะและแรเ่ ช้ือเพลงิ แรโ่ ลหะ ท่สี ำคัญท่ีพบตามภเู ขาหินแกรนติ ใน ภาคเหนอื ได้แก่ 1. แร่ดบี ุก แหล่งแร่ดบี ุกที่พบในภาคเหนือ อยู่ในเขตภูเขาของจงั หวัดท่ีอยทู่ างเหนือและทางภาคตะวันตกของภาค คือ จังหวดั แม่ฮอ่ งสอน จังหวัดเชยี งใหม่ จังหวัดลำปางจงั หวดั เชยี งราย แตม่ ปี รมิ าณการผลิตไมม่ ากเท่ากับแหลง่ ดีบุกสำคัญ ทางภาคใต้ 2. ทังสเตนหรือวลุ แฟรม ท่ีพบมากในภาคเหนอื คือแหล่งแร่ซไี รท์ เป็นแร่ท่สี ำคญั ทางเศรษฐกจิ การค้า และยุทธ ปัจจัยสำคญั มีการทำเหมืองท่ี อำเภอดอยหมอก อำเภอเวยี งปา่ เปา้ จงั หวัดเชยี งราย และพบแถบภเู ขาสงู ในเขต จงั หวดั แมฮ่ ่องสอนมีเหมืองดำเนนิ การผลติ ถงึ 10 เหมือง ที่สำคญั คือเหมืองท่ี อำเภอแม่ลาน้อย เหมืองห้วยหลวง และเหมือง แมส่ ะเรียง ทางด้านตะวนั ตกของล่มุ นำ้ ยม 3. ตะกั่วและสังกะสี แรต่ ะกว่ั และสังกะสมี กั จะเกิดรว่ มกันแตท่ พ่ี บยงั มปี ริมาณน้อยไม่เพียงพอ ท่จี ะนำมาใชใ้ นเชิง พาณิชยเ์ หมือนท่ีพบในภาคตะวนั ตก ภาคเหนือมแี หล่งแรต่ ะกวั่ และสงั กะสีในแถบจงั หวัดแมฮ่ อ่ งสอน จงั หวัดเชียงใหม จงั หวดั ลำปางและ จงั หวดั แพร่ 4. ทองแดง แหล่งแร่ทองแดงมีอยู่หลายในแห่งประเทศ แต่เปน็ แหล่งแร่ท่มี ีมูลคา่ ทางเศรษฐกิจเพียงไม่กแ่ี ห่ง บริเวณท่พี บ ได้แก่ ในเขตจงั หวดั ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เชน่ จงั หวดั นครราชสมี า จังหวัดเลย แต่ท่ภี าคเหนือพบในเขต จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวดั แพร่ จงั หวดั น่าน และ จังหวดั ลำปาง 5. เหลก็ แหลง่ แร่เหล็กในประเทศไทยมีหลายแหง่ เชน่ กนั ทัง้ ที่กำลังมกี ารผลติ ท่ีผลติ หมดไปแลว้ แต่แหล่งที่น่าสนใจ ท่อี าจมีค่าในอนาคต ไดแ้ กท่ ่ี อำเภอตาคลี จังหวดั นครสวรรค ์ ทีเ่ ขาทับควาย จงั หวดั ลพบุรี แหลง่ ภยู าง อำเภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย แหลง่ อมึ ครมึ จังหวดั กาญจนบรุ ี ในภาคเหนือพบที่ อำเภอแมแ่ จ่ม จงั หวัดเชียงใหม่ แหล่งเดมิ อำเภอเถนิ จงั หวัด ลำปาง 6. แมงกานีส แหล่งแมงกานีสในภาคเหนอื มีแหลง่ ผลิตทสี่ ำคญั อยู่ใน จงั หวดั ลำพูนจงั หวดั เชียงใหม่ จังหวดั ลำปาง จังหวัดแพร่ จงั หวดั เชียงราย และ จังหวัดนา่ น 7. นิกเกิลและโครเมียม พบที่ บ้านหว้ ยยาง อำเภอทา่ ปลา จงั หวัดอตุ รดิตถ์ นอกจากนย้ี งั มีแรโ่ ครไมต์ที่ใหโ้ ลหะ โครเมียม ซง่ึ เปน็ แร่ผสมเหลก็ แร่อโลหะ ที่สำคญั ทพี่ บในภาคเหนือ ได้แก่ 1. ฟลอู อไรต์ แหล่งแรฟ่ ลูออไรตท์ ่สี ำคัญของประเทศพบในภาคเหนอื และภาคตะวนั ตก ไดแ้ ก่ ที่ อำเภอบา้ นโฮ่ง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพนู อำเภอฝาง แมแ่ จ่ม อำเภอฮอด อำเภออมก๋อย จงั หวัดเชียงใหม่ อำเภอแมส่ ะเรียง จังหวดั แม่ฮ่องสอน นอกจากนก้ี ็มที ่ภี าคตะวนั ตก และภาคใตข้ องไทยอกี ด้วย 2. แบไรต์ แหล่งแรแ่ บไรต์ทส่ี ำคญั นอกจากจะมีมากในภาคใตท้ บี่ ริเวณเขาหลวงจังหวัดนครศรธี รรมราชและใน จงั หวดั สรุ าษฏร์ธานแี ล้ว ยังมีแหลง่ สำคัญในภาคเหนืออีกที่บริเวณภไู ม้ตอง อำเภอดอยเต่า อำเภอฮอด จังหวดั เชยี งใหม่ นอกจากนี้ยังมีใน จงั หวัดแม่ฮ่องสอน จังหวดั ลำพูน ลำปาง อตุ รดติ ถ์ เชยี งราย และแพร่ 3. ยิปซัม แหล่งยปิ ซมั ที่สำคัญมีท่ี จงั หวดั นครสวรรคแ์ ละพิจติ ร ในภาคเหนือไดแ้ ก่แหล่งแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จงั หวดั ลำปาง แหล่งแม่กวั๊ ะ อำเภอเกาะคา จังหวดั ลำปางและแหลง่ สองห้อง อำเภอน้ำปาด จงั หวดั อตุ รดติ ถ์ 4. ฟอสเฟต มแี หล่งเลก็ ๆ อยู่ท่ี ต.นาแกว้ อำเภอเกาะคา จังหวดั ลำปาง 5. ดินขาวหรือเกาลนิ ได้มีการพบและผลติ ดนิ ขาวในหลายบริเวณท้ังภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ในภาคเหนือมี แหล่งดนิ ขาวท่ี อำเภอแจห้ ่ม จงั หวดั ลำปาง นอกจากนย้ี งั มีแร่อโลหะอ่นื ๆ ท่พี บในภาคเหนืออีกเช่น แรห่ นิ ม้าที่ จังหวัด เชยี งใหม่ แมฮ่ ่องสอน แร่ใยหินพบใน จงั หวดั อุตรดิตถ์ แร่เชอื้ เพลงิ ที่สำคญั ทางเศรษฐกิจ คอื มีการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำคญั ในโรงงานไฟฟา้ เครือ่ งจักรกล โรงงาน อตุ สาหกรรมเคมีภณั ฑแ์ ละในกจิ กรรมขนส่งต่าง ๆ เช่น ในเครือ่ งบนิ รถยนต์ เรือยนต์ เป็นต้น 1. หินน้ำมัน พบท่ี บา้ นป่าค่า อำเภอล้ี จังหวดั ลำพูน แตย่ ังไมไ่ ด้นำมาใช้ประโยชน์ในเชงิ พาณิชย์ เน่อื งจากการแยก น้ำมนั ออกจากหินน้ำมนั ต้องลงทนุ สูง

2. ปโิ ตรเลยี่ ม น้ำมนั ดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว พบที่ อำเภอฝาง จงั หวัดเชยี งใหมน่ ำมาใช้เป็นนำ้ มันหล่อลื่น นำ้ มนั ดเี ซลหมนุ เร็วปานกลางและน้ำมันเตา 3. ลิกไนต์ พบท่ี อำเภอแมเ่ มาะ อำเภอแม่ทะ จงั หวัดลำปาง ใช้เปน็ เชื้อเพลิงในโรงงานบ่มยาโรงไฟฟา้ 3. แหลง่ นำ้ ปญั หาเกยี่ วกบั ทรัพยากรน้ำ จากพฤตกิ รรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาตขิ องมนุษย์ ซ่ึงมผี ลกระทบต่อสภาวะ แวดล้อมในโลก โดยเฉพาะปัญหาเก่ยี วกับทรัพยากรน้ำ ซงึ่ เปน็ ปัจจยั สำคัญในการดำรงชีวติ ของมนุษย์ เพราะนำ้ ได้ใช้ในการ บรโิ ภคและผลิตเคร่ืองอปุ โภคตา่ งๆ ปัจจบุ นั ปญั หาทรัพยากรนำ้ มีดังนี้ 1. ปญั หาทางดา้ นปรมิ าณ 1) การขาดแคลนนำ้ หรือภยั แล้ง สาเหตทุ ่สี ำคัญได้แก่ 1.1 ป่าไมถ้ ูกทำลายมากโดยเฉพาะปา่ ต้นนำ้ ลำธาร 1.2 ลกั ษณะพ้ืนทไี่ ม่เหมาะสม เชน่ ไมม่ แี หล่งน้ำ ดนิ ไมด่ ูดซับนำ้ 1.3 ขาดการวางแผนการใชแ้ ละอนุรกั ษน์ ำ้ ท่ีเหมาะสม 1.4 ฝนตกนอ้ ยและฝนทิ้งช่วงเปน็ เวลานาน 2) การเกิดน้ำทว่ ม อาจเกิดจากสาเหตุหน่งึ หรอื หลายสาเหตรุ ว่ มกันดงั ต่อไปน้ี 2.1 ฝนตกหนักตดิ ตอ่ กนั นานๆ 2.2 ป่าไม้ถกู ทำลายมาก ทำใหไ้ มม่ ีส่ิงใดจะช่วยดูดซบั น้ำไว้ 2.3 ภูมิประเทศเป็นที่ลุ่มและการระบายน้ำไม่ดี 2.4 นำ้ ทะเลหนนุ สูงกว่าปกติ ทำให้น้ำจากแผ่นดินระบายลงสทู่ ะเลไมไ่ ด้ 2.5 แหลง่ เก็บกักนำ้ ต้ืนเขนิ หรือได้รบั ความเสียหาย จงึ เกบ็ นำ้ ได้นอ้ ยลง 2. ปญั หาด้านคุณภาพของน้ำไมเ่ หมาะสม สาเหตทุ ่ีพบบ่อยได้แก่ 1) การทง้ิ สิ่งของและการระบายน้ำท้งิ ลงสู่แหลง่ น้ำ ทำให้แหลง่ น้ำสกปรกและเน่าเหม็นจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ มกั เกดิ ตามชุมชนใหญๆ่ ท่อี ยู่ใกลแ้ หล่งนำ้ หรือท้องถน่ิ ที่มโี รงงานอุตสาหกรรม 2) สงิ่ ทปี่ กคลุมผวิ ดนิ ถูกชะลา้ งและไหลลงสู่แหลง่ น้ำมากกว่าปกติ มที ้ังสารอนิ ทรยี ์ สารอนินทรยี ์ และสารเคมีต่างๆ ทีใ่ ช้ในกิจกรรมต่างๆ ซ่ึงทำให้นำ้ ขนุ่ ไดง้ ่าย โดยเฉพาะในฤดูฝน 3) มีแรธ่ าตเุ จือปนอยมู่ ากจนไม่เหมาะแกก่ ารใช้ประโยชน์ น้ำท่มี ีแร่ธาตปุ นอย่เู กนิ กวา่ 50 พพี เี อม็ นัน้ เม่ือนำมาดื่ม จะทำใหเ้ กิดโรคนวิ่ และโรคอื่นได้ 4) การใช้สารเคมีท่ีมีพิษตกค้าง เช่น สารทใ่ี ช้ป้องกนั หรือกำจดั ศตั รูพืชหรอื สตั ว์ซ่งึ เมอ่ื ถูกฝนชะลา้ งลงสแู่ หลง่ นำ้ จะ ก่อใหเ้ กดิ อันตรายต่อส่ิงมชี วี ิต

3. ปญั หาการใช้ทรพั ยากรน้ำอย่างไมเ่ หมาะสม เช่น ใชม้ ากเกินความจำเปน็ โดยเฉพาะเม่ือเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ หรอื การสูบน้ำใต้ดินขนึ้ มาใชม้ ากจนดนิ ทรุด เป็นต้น ปีพ.ศ. 2541 ธนาคารโลกพยากรณว์ า่ น้ำในโลกลดลง 1 ใน 3 ของ ปริมาณน้ำท่เี คยมเี มอื่ 25ปกี ่อน และในปี ค. ศ. 2525 หรอื อีก 25 ปีข้างหน้า การใชน้ ้ำจะเพิ่มอีกประมาณร้อยละ 65 เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพ่ิมข้ึน การใช้นำ้ อยา่ งไม่ถกู ตอ้ งและขาดการดูแลรกั ษาทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะเป็นผลให้ประชากร โลกกวา่ 3,000 ลา้ นคน ใน 52 ประเทศประสบปญั หาการขาดแคลนน้ำ 4. ปญั หาความเปลี่ยนแปลงของฟ้า อากาศ เนื่องจากปรากฏการณ์ เอล นิโน(EI Nino ) และลา นนิ า (La Nina) โดยปรากฏการณ์ที่ผิดธรรมชาตจิ ะเกิดขึ้นประมาณ5 ปีต่อคร้ัง ครั้งละ 8 -10 เดือน โดยกระแสน้ำอนุ่ ในมหาสมุทรแปซิฟกิ ตะวันตก บริเวณตะวนั ออกเคล่อื นลงไปถึงชายฝง่ั ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศเปรูเอกวาดอร์ และชิลี ตอนเหนือ) ทำใหผ้ ิวน้ำทเ่ี คยเย็นกลับอุน่ ขึ้นและทเ่ี คยอุ่นกลบั เยน็ ลงเม่ืออุณหภูมขิ องผวิ น้ำเปลยี่ นแปลงไปกจ็ ะส่งผลทำให้ อุณหภูมเิ หนือนำ้ เปลีย่ นไปด้วยเช่นกนั เป็นผลให้ความร้อนและความแห้งแลง้ ในบริเวณที่เคยมีฝนชุก และเกิดฝน ตกหนกั ในบรเิ วณท่ีเคยแหง้ แลง้ ลมและพายุเปล่ยี นทิศทาง เนื่องจากการเปลยี่ นแปลงดงั กล่าวเกดิ เปน็ บรเิ วณกวา้ ง จึงส่งผล กระทบตอ่ โลกอย่างกว้างขวาง สามารถทำลายระบบนเิ วศในซกี โลกใต้ รวมทั้งพ้นื ทบ่ี างส่วนเหนอื เสน้ ศูนย์สตู รได้ สาหร่าย ทะเลบางแห่งตายเพราะอุณหภูมสิ งู ปลาทีเ่ คยอาศยั น้ำอนุ่ ต้องวา่ ยหนไี ปหาน้ำเย็นทำให้มีปลาแปลกชนิดเพ่ิมขึน้ และหลงั การเกิดปรากฎการณ์ เอล นิโน แลว้ ก็จะเกดิ ปรากฎการณ์ลา นนิ า ซ่ึงมีลกั ษณะตรงกันขา้ มตามมา โดยจะเกิดเมอ่ื กระแสน้ำอนุ่ และคลนื่ ความร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เคลือ่ นย้อนไปทางตะวันตก ทำใหบ้ ริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันออกท่ีอุณหภมู เิ ริ่มเย็น จะมกี ารรวมตวั ของไอนำ้ ปริมาณมาก ทำให้อากาศเย็นลง เกดิ พายุ และฝนตกหนักโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศอาเซียนเอล นิโน เคยก่อตัวครง้ั ใหญใ่ นปี พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งผลทำให้อณุ หภมู ิผวิ นำ้ สูงกวา่ ปกตถิ ึง 9 องศา ฟาเรนไฮต์ ทำลายชีวติ มนุษยท์ ั่วโลกถงึ 2,000 คน คา่ เสียหายประมาณ 481,000 ล้านบาท ปะการังในทะเล แครบิ เบยี นเสยี ความสมดลุ ไปรอ้ ยละ 50 – 97แตใ่ นปี พ.ศ. 2540 กลับกอ่ ตวั กว้างกว่าเดิม ซ่ึงคิดเปน็ พ้นื ท่ีได้กวา้ งใหญ่ กวา่ ประเทสหรฐั อเมรกิ า โดยเขตนำ้ อ่นุ นอกชายฝั่งประเทศเปรูขยายออกไปไกลกว่า 6,000 ไมล์ หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเสน้ รอบโลก อณุ หภมู ิผิวนำ้ วัดได้เท่ากนั และมคี วามหนาของน้ำถึง 6นิ้ว ส่งผลให้เกดิ ปรากฎการณธ์ รรมชาติทเ่ี ลวร้าย ทีส่ ดุ ในรอบ 15 0 ปี โดยเร่มิ แสดงผลต้งั แต่เดือนเมษายน 2541นอกจากนี้ปรากฏการณเ์ รือนกระจกและการลดลงของ พ้ืนท่ีปา่ ยังส่งเสริมความรุนแรงของปัญหาอีกด้วย ดังตวั อย่างต่อไปนี้ 1) ประเทศไทย ประสบความรอ้ นและแห้งแล้งรุนแรงทวั่ ประเทศ ฝนตกน้อยหรือตกลา่ ชา้ กว่าปกติ (ยกเว้นภาคใตท้ ่ี กลางเดอื นสงิ หาคมเกดิ ฝนตกหนักจนน้ำทว่ ม) ปริมาณน้ำในแมน่ ำ้ อา่ งเกบ็ น้ำและเข่ือนลดน้อยลงมาก รวมท้งั บางจังหวดั มี อณุ หภูมิในฤดรู ้อนสงู มาก และเกดิ ติดตอ่ กนั หลายวัน เชน่ จงั หวดั ตากมีอณุ หภูมใิ นเดือนเมษายน พ.ศ. 2541 สูงถงึ 43.7 องศาเซลเซยี ส ซึ่งนับว่าสงู ที่สุดในรอบ 67 ปี นอกจากนยี้ ังทำใหผ้ ลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไม้ผลลดลง 2) ประเทศอนิ โดนีเซยี ประสบความแห้งแล้ง ทั้งที่อย่ใู นเขตมรสุมและมีปา่ ฝน เมอ่ื ฝนไม่ตกจึงทำให้ไฟไหม้ป่าท่ี เกิดข้นึ ในเกาะสุมาตรา และบอร์เนียวเผาผลาญป่าไปประมาณ14 ล้านไร่ พร้อมทั้งก่อปัญหามลพษิ ทางอากาศเปน็ บริเวณ กวา้ ง มผี ู้คนปว่ ยไข้นับหมนื่ ทัศนวิลัยไมด่ จี นทำให้เคร่ืองบนิ สายการบนิ การดู าตกและมผี ้เู สยี ชวี ติ 234 คน อีกท้งั ยังทำให้ ผลิตผลการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะเมลด็ กาแฟโรบสั ตาที่สง่ ออกมากเป็นอนั ดับหนึง่ ไดร้ บั ความเสยี หายมากเป็นประวัติการณ์ 3) ประเทศปาปวั นวิ กินี ไดร้ บั ผลกระทบรนุ แรงท่สี ุดในภมู ภิ าคเอเชียแปซิฟิก มคี นตายจากภัยแล้ง 80 คนและ ประสบปัญหาแล้งอกี ประมาณ 1,000,000 คน

4) ประเทศออสเตรเลยี อากาศแหง้ แล้งรุนแรงจนตอ้ งฆา่ สตั วเ์ ลีย้ งเพราะขาดแคลนนำ้ และอาหาร ซ่ึงคาดวา่ ผลผลติ การเกษตรจะเสยี หายประมาณ 432 ล้านเหรียญ 5) ประเทศเกาหลเี หนอื ปัญหาความแหง้ แล้งรนุ แรงและอดอยากรนุ แรงมาก พชื ไรเ่ สยี หายมาก 6) ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดพายเุ ฮอร์ริเคนทางดา้ นฝัง่ ตะวนั ตกมากขน้ึ โดยเฉพาะภาคใตข้ องรัฐแคลฟิ อร์เนียได้รับ ภยั พบิ ัติมากที่สุด สว่ นทางฝง่ั ตะวนั ออกซึ่งมเี ฮอรร์ เิ คนคอ่ นข้างมาก คลนื่ ลมกบั สงบกว่าปกติ 7) ประเทศเปรแู ละซลิ ี เกดิ ฝนตกหนักและจบั ปลาไดน้ ้อยลง (เคยเกดิ ฝนตกหนักและนำ้ ท่วมในทะเลทรายอะตาคา มา ประเทศซลิ ี อยา่ งไมเ่ คยปรากฏมาก่อน ทงั้ ๆ ท่ีบรเิ วณน้ีแหง้ แล้งมากจนประเทศสหรัฐอเมริกาขอใช้เปน็ สถานทฝ่ี ึกนัก อวกาศ โดยสมมติว่าเป็นพนื้ ผิวดาวอังคาร) 8) ทวีปแอฟรกิ า แห้งแลง้ รนุ แรง พืชไร่อาจเสยี หายประมาณคร่ึงหนง่ึ ปญั หาเก่ียวกบั ทรพั ยากรน้ำในประเทศไทย 1. การขาดแคลนนำ้ หรอื ภยั แล้งในหนา้ แล้ง ประชากรไทยจะขาดแคลนน้ำด่ืมน้ำใชจ้ ำนวน 13,000 – 24,000 หม่บู ้าน ประชากรประมาณ 6 -10 ลา้ นคน ซ่ึงโดยส่วนใหญอ่ ยู่ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนล่าง การขาดแคลนน้ำใน ระดบั วิกฤตจะเกิดเป็นระยะๆ และรนุ แรงขนึ้ นำ้ ในเขื่อนสำคญั ต่างๆ โดยเฉพาะเข่ือนภูมิพลมีปรมิ าณเหลือน้อยจนเกือบจะมี ผลกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟา้ และการผลติ นำ้ ประปาสำหรับใชใ้ นหลายจงั หวัด การลดปริมาณของฝนและน้ำท่ีไหล ลงสอู่ า่ งเก็บนำ้ และการเกิดฝนมแี นวโน้มลดลงทุกภาค ประมาณร้อยละ 0.42 ตอ่ ปี เป็นสิง่ บอกเหตุสำคญั ทแ่ี สดงให้เห็นถงึ แนวโนม้ ความรุนแรงของภยั แลง้ สำหรบั ปริมาณน้ำท่ีไหลลงสูอ่ ่างเกบ็ น้ำของเข่ือนและแม่นำ้ สำคัญ เช่น เขอื่ นภูมิพล เข่อื นสิริกิติ์และแมน่ ำ้ เจา้ พระยา ต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2515 เป็นตน้ มา ก็มปี ริมาณลดลงเช่นกันเน่ืองจากตน้ น้ำลำธารถูกทำลายทำ ใหฝ้ นและน้ำนอ้ ย และขณะเดยี วกันความต้องการใช้น้ำกลับมมี ากและเพ่ิมขึ้นเรอ่ื ยๆ เช่น การประปานครหลวงใช้ผลติ นำ้ ประปาประมาณ 1,300ล้านลกู บาศก์เมตรต่อปี การผลักดนั นำ้ เค็มบรเิ วณปากแมน่ ำ้ เจา้ พระยา และแมน่ ้ำท่าจีนจะ ต้องใชน้ ำ้ จืด ประมาณ 2,500 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตรต่อปี การทำนาปีใชป้ ระมาณ 4,000 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร และการทำนา ปรงั จะใช้ประมาณ 6,000 ลา้ นลกู บาศก์เมตร โดยมแี นวโนม้ ของการใช้เพิ่มมากขึ้นทกุ ปี 2. ปญั หานำ้ ท่วมหรืออุทกภัยเกดิ จากฝนตกหนักหรอื ตกติดตอ่ กันเปน็ เวลานานๆ เนอ่ื งจากการตดั ไม้ทำลายปา่ แหล่งนำ้ ตื้นเขินทำใหร้ องรบั น้ำได้นอ้ ยลง การก่อสร้างที่ทำใหน้ ำ้ ไหลได้น้อยลง เช่น การก่อสรา้ งสะพาน นอกจากน้ีนำ้ ท่วม อาจเกิดจากน้ำทะเลหนุนสงู ข้ึน พ้นื ดินทรดุ ตวั เน่ืองจากการสูบน้ำใตด้ ินไปใช้มากเกินไป พื้นที่เป็นที่ตำ่ และการระบายน้ำไมด่ ี และการสูญเสียพื้นทน่ี ำ้ ท่วมขัง ตัวอย่าง ได้แก่ การถมคลองเพ่ือก่อสรา้ งที่อย่อู าศยั รวมท้ังการบุกรุกพื้นท่ชี ุ่มนำ้ เช่น กว๊าน พะเยา บึงบอระเพ็ด ทะเลสาบสงขลา และหนองหาร จงั หวดั สกลนครเพือ่ ใชป้ ระโยชน์อยา่ งอ่นื 3. เกิดมลพษิ ทางน้ำและระบบนิเวศถกู ทำลายโดยสว่ นใหญแ่ ลว้ น้ำจะเกดิ การเน่าเสียเพราะการเจือปนของ อนิ ทรยี สาร สารพษิ ตะกอน สิ่งปฏิกลู และน้ำมนั เช้ือเพลิงลงสแู่ หล่งนำ้ ซ่งึ มีผลให้พืชและสัตวน์ ำ้ เป็นอันตรายเช่น การที่ ปะการงั ตัวอ่อนของสตั ว์นำ้ และปลาทเี่ ลย้ี งตามชายฝงั่ บริเวณเกาะภูเกต็ ตายหรือเจรญิ เติบโตผดิ ปกติ เพราะถูกตะกอนจาก การทำเหมืองแร่ทบั ถม ไปอดุ ตนั ช่องเหงอื กทำใหไ้ ด้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

4. แหลง่ น้ำต้ืนเขนิ ดนิ และตะกอนดนิ ที่ถูกชะล้างลงสู่แหลง่ นำ้ นั้นทำให้แหลง่ นำ้ ตนื้ เขินและเกดิ นำ้ ท่วมได้ง่าย ซง่ึ เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ และยงั เป็นผลเสียต่อการดำรงชวี ติ ของสัตว์นำ้ โดยเฉพาะบรเิ วณอ่าวไทยตอนบน โดยในแตล่ ะปี ตะกอนดินถูกพัดพาไปทบั ถมกนั มากถงึ ประมาณ 1.5 ลา้ นตนั การสูบน้ำใตด้ ินไปใชม้ ากจนแผน่ ดินทรุดตวั ชาว กรงุ เทพมหานครและปริมณฑลทง้ั 6 จังหวดั ใช้นำ้ บาดาลจำนวนมาก เมอ่ื ปี2538 พบวา่ ใช้ประมาณวันละ 1.5 ลา้ น ลกู บาศกเ์ มตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคธรุ กิจใช้ประมาณวนั ละ 1.2 ลา้ นลกู บาศกเ์ มตร ทำให้ดนิ ทรุดตวั ลงทลี ะนอ้ ย และ ทำให้เกดิ นำ้ ทว่ มขงั ได้ง่ายขึ้น 4. ทรพั ยากรดนิ ปญั หาการใชท้ ดี่ นิ ไม่เหมาะสม และไมค่ ำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อส่งิ แวดลอ้ ม ได้แก่ 1. การใชท้ ี่ดินเพอื่ การเกษตรกรรมอย่างไม่ถกู หลักวิชาการ 2. ขาดการบำรุงรกั ษาดิน 3. การปล่อยให้ผวิ ดนิ ปราศจากพชื ปกคลุม ทำใหส้ ญู เสียความชุม่ ช้ืนในดนิ 4. การเพาะปลูกท่ที ำให้ดินเสีย 5. การใช้ปุ๋ยเคมแี ละยากำจัดศตั รพู ืชเพอื่ เร่งผลติ ผล ทำให้ดินเส่ือมคุณภาพและสารพิษตกคา้ งอยใู่ นดิน 6. การบกุ รุกเขา้ ไปใชป้ ระโยชน์ทด่ี ินในเขตป่าไม้บนพ้นื ทท่ี ี่มคี วามลาดชันสงู 7. รวมทั้งปัญหาการขยายตัวของเมืองที่รุกล้ำเข้าไปในพ้ืนที่เกษตรกรรม และการนำมาใช้เป็นท่ีอยู่อาศัย ท่ีตั้ง โรงงานอุตสาหกรรม 8. หรือการเก็บท่ีดินไว้เพ่ือการเก็งกำไร โดยมิได้มีการนำมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใดนอกจากนีการเพิ่มข้ึนของ ประชากรประกอบกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ทำใหค้ วามต้องการใช้ท่ีดินเพ่ือการขยายเมือง และอุตสาหกรรม เพิ่มจำนวนตามไปด้วยอยา่ งรวดเรว็ โดยปราศจากการควบคมุ การใช้ทด่ี ินภายในเมอื งใหเ้ หมาะสม เปน็ สาเหตุให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในเมือง หลายประการ เช่น ปัญหาการตั้งถิ่นฐาน ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาการจราจร ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาขยะมูลฝอย และการบริการสาธารณูปโภคไม่เพียงพอนอกจากน้ันปัญหาการพังทลายของดินและ การสูญเสียหน้าดินโดยธรรมชาติ เช่นการชะล้าง การกัดเซาะของน้ำและลม เป็นต้น และที่สำคัญคือ ปัญหาจากการกระทำ ของมนุษย์ เช่น การทำลายป่า เผาป่า การเพาะปลูกผิดวิธี เป็นต้น ก่อให้เกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินทำให้ใช้ ประโยชน์จากท่ีดินได้ลดน้อยลง ความสามารถในการผลิตทางด้านเกษตรลดน้อยลงและยังทำให้เกิดการทับถมของตะกอน ดินตามแมน่ ้ำ ลำคลอง เขอ่ื นอ่างเกบ็ นำ้ เป็นเหตใุ หแ้ หล่งนำ้ ดังกล่าวตน้ื เขิน รวมท้งั การทต่ี ะกอนดนิ อาจจะทบั ถมอยู่ใน แหล่งท่อี ย่อู าศัย และทว่ี างไขข่ องสตั วน์ ้ำ อกี ทงั้ ยังเป็นตัวกัน้ แสงแดดที่จะส่องลงสู่พนื้ นำ้ สิง่ เหลา่ นลี้ ว้ นก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งมีชีวิตในน้ำ นอกจากน้ีปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน อันเนื่องมาจากสาเหตุด้ังเดิมตามธรรมชาติ คือ การท่ีมีสารเป็นพิษ เกิดข้นึ มาพรอ้ มกับการเกดิ ดนิ เช่น มโี ลหะหนัก มีสารประกอบที่เป็นพษิ ซ่ึงอาจทำให้ดนิ เค็ม ดินด่างดินเปร้ียวได้ โดยเฉพาะ ปัญหาการแพร่กระจายของดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการดำเนินกิจกรรมเพ่ือใช้ประโยชน์จากท่ีดินอย่างไม่ เหมาะสม และขาดการจัดการท่ีดี เช่นการสร้างอ่างเก็บน้ำในบริเวณที่มีเกลือหินสะสมอยู่มาก น้ำในอ่างจะซึมลงไปละลาย เกลือหินใต้ดนิ แล้วไหลกลับข้นึ สู่ผิวดินบริเวณรอบๆ การผลิตเกลือสินเธาว์ในเชิงพาณิชย์ โดยการสูบนำ้ เกลือใต้ดินข้ึนมาต้ม หรือตาก ทำให้ปัญหาดินเค็มแพร่ขยายออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้นยังมีสาเหตุท่ีเกิดจากสารพิษและสิ่งสกปรกจากภายนอก ปะปนอยูใ่ นดิน เชน่ ขยะจากบา้ นเรือนของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมีตกค้างจากการใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรพู ืช เปน็ ต้นล้วนแตส่ ง่ ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม และกอ่ ให้เกดิ การสูญเสียทางเศรษฐกจิ

5. 5. สัตวป์ า่ สัตว์ป่า สาเหตปุ ญั หาของทรัพยากรสตั วป์ ่า สาเหตขุ องการสูญพนั ธ์หุ รอื ลดจำนวนลงของสัตว์ปา่ มีดงั นี้ 1. การทำลายที่อยู่อาศัย การขยายพ้ืนที่เพาะปลูก พ้ืนท่ีอยู่อาศัยเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์ ได้ทำลายท่ีอยู่อาศัย และทด่ี ำรงชพี ของสัตว์ป่าไปอย่างไม่รู้ตัว 2. สภาพธรรมชาติ การลดลงหรือสูญพันธ์ุไปตามธรรมชาติ ของสัตว์ป่า เน่ืองจากการปรับตัวของสัตว์ป่าให้เข้ากับ การดำรงชวี ิตในสภาพแวดลอ้ มท่เี ปลี่ยนแปลงอย่ตู ลอดเวลา สตั ว์ป่าชนิดท่ีปรบั ตวั ไดก้ จ็ ะมีชีวิตรอด หากปรับตวั ไม่ได้ 3. การล่าโดยตรง โดยสัตว์ป่าด้วยกันเอง สัตว์ป่าจะไม่ลดลงหรือสูญพันธ์ุอย่างรวดเร็ว เช่น เสือโคร่ง เสือดาว หมาไน หมาจ้ิงจอกล่ากวางและเก้ง ซึ่งสัตว์ท่ีถูกล่าสองชนิดนี้ อาจจะตายลงไปบ้างแต่จะไม่หมดไปเสียทีเดียว เพราะใน ธรรมชาติแล้วจะเกิดความ สมดุลอยู่เสมอระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่า แต่ถ้าถูกล่าโดยมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการล่าเพื่อเป็นอาหาร เพื่อการกฬี า หรือเพ่อื อาชีพ สตั วป์ า่ จะลดลงจำนวนมาก 4. เนื่องจากสารพิษ เม่ือเกษตรกรใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เช่น ยาปราบศัตรูพืชจะทำให้เกิดสารพิษตกค้างใน สง่ิ แวดล้อม นอกจากน้ีการสาธารณสขุ บางครัง้ จำเปน็ ตอ้ งกำจัดหนู และแมลงเชน่ กัน สารเคมีท่ใี ชใ้ นกิจกรรมต่างๆ เหลา่ นี้ มี หลายชนดิ ทีม่ ีพิษตกคา้ ง ซ่ึงสตั วป์ า่ จะไดร้ ับพษิ ตามหว่ งโซอ่ าหาร ทำใหส้ ารพิษไปสะสมในสตั วป์ ่ามาก หากสารพษิ มี จำนวนมากพออาจจะตายลงได้หรือมีผลต่อลูกหลาน เช่น ร่างกายไม่สมบูรณ์ ไม่สมประกอบประสิทธิภาพการให้กำเนิด หลานเหลนตอ่ ไปมีจำกัดข้ึน ในทส่ี ุดจะมีปริมาณลดลง และสญู พันธไ์ุ ป 5. การนำสัตว์จากถิ่นอื่นเข้ามา ตัวอย่างน้ียังปรากฏไม่เด่นชัดในประเทศไทย แตใ่ นบางประเทศจะพบปญั หาน้ี เช่น การนำพังพอนเขา้ ไปเพอื่ กำจัดหนู ต่อมาเมอื่ หนูมจี ำนวนลดลงพงั พอนกลบั ทำลายพืชผลทปี่ ลูกไวแ้ ทน เปน็ ต้น 6. มลพิษทางอากาศ“มลพิษทางอากาศ” มลพิษทางอากาศเป็นปญั หาสำคญั ปัญหาหนง่ึ ที่เกิดข้ึนใน เขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมลพิษทางอากาศก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย ไม่ว่าจะเป็นด้าน กลิ่น ความรำคาญ ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบการหายใจ หัวใจและปอด ดังนั้นการติดตามเฝ้าระวัง ปริมาณมลพิษในบรรยากาศจงึ เปน็ ภารกิจหน่ึงม่มี ีความสำคัญ กรมควบคุมมลพิษเป็นหนว่ ยงานท่ีทำการตรวจวัดคณุ ภาพ อากาศมาอย่างต่อเน่ือง โดยทำการตรวจวัดมลพิษทางอากาศทีส่ ำคญั ได้แก่ ฝนุ่ ละอองขนาดเล็ก (ฝนุ่ ละอองขนาดไม่เกนิ 10 ไมครอน : PM-10) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)สารตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไนไตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และกา๊ ซโอโซน (O3) สถานการณ์มลพษิ ทางอากาศผลจากการตรวจวดั คุณภาพอากาศในช่วงเกือบ 20 ปีท่ีผา่ นมาก พบว่า คุณภาพ ทางอากาศในประเทศไทยมีคุณภาพดีข้ึน โดยพิจารณาได้จากค่าสูงสุดของความเข้มข้นของสารมลพิษส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน ยกเว้นฝุ่นขนาดเล็ก และก๊าซโอโซน ทั้งน้ีการที่คุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึน้ มีสาเหตุมาจากการ ลดลงของปรมิ าณการใช้เช้อื เพลงิ ในช่วงวกิ ฤติเศรษฐกิจ และอีกส่วนหนงึ่ มาจากมาตรการของรัฐทม่ี สี ว่ นทำใหม้ ลพิษ ทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซ่ึงได้แก่การรณรงค์ให้ใช้รถจักรยานยนต์ 4 จังหวะแทนรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะ เน่ืองจากรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของการปล่อยฝุ่นละออกสู่บรรยากาศ การปรับเปล่ียนมาใช้ รถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ จึงจะช่วยให้มีการปล่อยฝุ่นละอองสู่บรรยากาศลดลงการติดต้ังอุปกรณ์กำจัดสารซัลเฟอร์ (Desulfurization) ในโรงไฟฟ้าแม่เมาะในปีพ.ศ. 2535 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าท่ีใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็น เชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณก๊าซ

ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศลดลงอย่างต่อเน่ืองจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ตั้งแต่มีการติดต้ังอุปกรณ์กำจัดสาร ซัลเฟอร์การบังคับใช้อุปกรณ์ขจัดมลพิษในระบบไอเสียรถยนต์ประเภท Catalytic converterในรถยนต์ใหม่ในปี พ.ศ. 2536 เน่อื งจากยานยนตเ์ ปน็ แหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ทีส่ ำคัญ สง่ ผลใหร้ ะดบั ก๊าซคารบ์ อนมอนอกไซดล์ ดลงจน อยู่ในระดับท่ีต่ำกว่ามาตรฐานการลดปริมาณสารตะกั่วในน้ำมัน โดยในปี พ.ศ. 2532 รัฐบาลได้มีมาตรการเริ่มลดปริมาณ ตะกั่วในน้ำมันจาก 0.45 กรัมต่อลิตรให้เหลือ 0.4 กรัมต่อลิตร และในปี พ.ศ. 2535ได้ลดลงมาเหลือ 0.15 กรัมต่อลิตร จนกระทัง่ ปลายปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลได้ยกเลิกการใชน้ ้ำมนั เบนซินท่มี ีสารตะกว่ั ทำให้ระดับสารตะกว่ั ลดลงอยา่ งรวดเร็วจน อยู่ในระดับท่ีต่ำกว่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก และกา๊ ซโอโซน ยงั เปน็ สารมลพิษท่ีเป็นปัญหา ซง่ึ ถึงแม้จะมแี นวโนม้ ลดลง เช่นกันแต่มลพิษทั้ง 2 ตัวก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ท้ังนี้อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองมีแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทำให้การออก มาตรการเพื่อลดฝุ่นละอองทำได้ยาก โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองท่ีสำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะ ฝุ่นละอองแขวนลอยคงค้างใน ถนน ฝนุ่ จาก การก่อสร้าง และอุตสาหกรรม สำหรับในพื้นท่ีชนบท แหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่สำคัญ คือการเผาไหม้ในภาคเกษตร ขณะท่ี ก๊าซโอโซนเป็นสารพิษทุติยภูมิท่ีเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซด์ของไนโตรเจน โดยมีความรอ้ นและแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏกิ ิรยิ า ทำให้ก๊าซโอโซนมีปริมาณสงู สดุ ในช่วง เท่ียงและบ่าย และถูกกระแสลมพัดพาไปสะสมในบริเวณต่างๆ ซ่ึงจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ยากต่อการควบคุมการ เกิดของก๊าซโอโซน ทำให้มาตรการต่างๆ ท่ีกล่าวมาของภาครัฐ ยังไม่สามารถลดปริมาณก๊าซโอโซนลงให้อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานได้มลพิษทางอากาศมีแหล่งกำเนิดมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมแตกต่าง และรุนแรง ต่างกันไป

ใบงาน ภมู ศิ าสตร์ กายภาพ เร่อื ง การทำลายทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม จงเลอื กคำตอบทถ่ี กู ต้องที่สดุ เพียงคำตอบเดียว 1. ปัญหาการจราจรตดิ ขดั ตามเมืองใหญๆ่ นอกจากจะทำ 7. ข้อใดไม่ใชป่ ญั หาการสน้ิ เปลอื งพลงั งานอนั เกิดจาก ให้เกดิ ผลเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังจะทำให้เกิดผลเสยี ทาง ปญั หาทรัพยากรและสิ่งแวดลอ้ ม ใดอีก ก. ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ ก. ทำให้คนฝ่าฝนื กฎหมาย ข. ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ข. ทำให้สง่ิ แวดลอ้ มเป็นพษิ ค. ปญั หาการจราจรติดขัด ค. ทำให้รถยนตเ์ ส่อื มสภาพเร็ว ง. ปัญหาการศกึ ษา ง. ทำให้สญู เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ 8. ข้อใดเปน็ การใชพ้ ลังงานเพือ่ ป้องกนั และแก้ไขปญั หา 2. เราจะแกอ้ ากาศเปน็ พิษอย่างเชน่ ในกรงุ เทพฯ โดยวธิ ี ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ใดจงึ จะดีทสี่ ดุ ก. การทิ้งขยะมูลฝอย ก. ลดจำนวนรถยนต์ลง ข. การปลอ่ ยนำ้ เสีย ข. ไมส่ ่งเสียงดงั ในโรงภาพยนตร์ ค. การคุมกำเนิดของประชากร ค. ปลูกตน้ ไม้ให้มาก ง. การควบคมุ หรอื ป้องกันอากาศเสีย ง. ขยายเขตเมืองให้กว้างออกไปอีก 3. การป้องกันไมใ่ ห้เกดิ ปญั หามลพิษ ควรปฏบิ ตั ิอย่างไร ก. ไม่สบู บุหรใี่ นทส่ี าธารณะ ข. ไม่สง่ เสยี งดงั ในโรงภาพยนตร์ ค. ข้ามถนนตรงทางม้าลายหรอื สะพานลอย ง. ตดิ ตงั้ ระบบป้องกนั ไอเสยี ในรถยนต์ 4. ประเทศไทยขาดดลุ การคา้ กบั ต่างประเทศ เพราะเหตุใด ก. สนิ คา้ มจี ำนวนน้อยกวา่ เป้าหมาย ข. ปรมิ าณการผลติ สนิ ค้าน้อยลง ค. ไมส่ นบั สนนุ ใหเ้ อกชนส่งสนิ คา้ ออก ง. มูลคา่ ราคาสนิ คา้ ส่งออกน้อยกว่ามลู คา่ สินคา้ นำเขา้ 5. สาเหตุอะไรท่ีทำให้ฝนมสี ภาพเปน็ กรด ก. กา๊ ซทมี่ ีออกไซด์เปน็ ตัวประกอบ ข. ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ค. ออกไซด์ของไนโตรเจน ง. คารบ์ อนมอนนอกไซด์ 6. มลภาวะเป็นพิษท่ีเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ หมายถงึ ก. ออกซิเจนในอากาศมีปริมาณเพิ่มขน้ึ ข. คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีปรมิ าณเพ่ิมขึ้น ค. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเท่าเดมิ ง. คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีปรมิ าณนอ้ ยลง

การทแนวเฉลย ใบงาน ภมู ิศาสตร์ กายภาพ กรธรรมชาตแิ ละสิเรือ่ ง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม จงเลือกคำตอบท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข 2. ค 3. ง 4. ง 5. ก 6. ข 7. ง 8. ง

แผนการจัดกจิ กรรม

มการเรยี นรู้คร้งั ท่ี 6

แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอ สาระพฒั นาสงั คม รายวิชาสังคมศึกษา ครั้งท่ี วนั /เดอื น/ปี หัวเรือ่ ง/ตัวช้ีวัด เน้ือหาสาระการเรยี นรู้ 1. วเิ คราะหป์ ญั หาและ 1. ระบบเศรษฐกิจของประเทศ แนวโน้มทางเศรษฐกจิ ไทย ของประเทศไทยได้ -แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม 2. เสนอแนวทางการ แหง่ ชาติ แก้ปัญหาทาง 2. ปัญหาเศรษฐกจิ ของไทยใน เศรษฐกิจของ ปจั จุบัน ประเทศไทยใน 3. ความสำคัญและความจำเป็น ปัจจุบันได้ ในการร่วมมือทางเศรษฐกิจกับ 3. รแู้ ละเข้าใจ ตระหนัก ประเทศตา่ งๆ ในความสำคญั ของการ 4. ระบบเศรษฐกิจในโลก รว่ มกล่มุ เศรษฐกิจ 5. ความสมั พนั ธแ์ ละผลกระทบ ระหวา่ งประเทศ และ ทางเศรษฐกิจระหวา่ งประเทศ ประเทศตา่ งๆ ในโลก กับภูมภิ าคต่างๆ ทว่ั โลก 4. รู้และเข้าใจ ในระบบ 6. รปู แบบของระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจแบบต่างๆ ใน และวธิ ีการเลือกจัดกจิ กรรมทาง โลก เศรษฐกจิ 5. ร้แู ละเขา้ ใจ 7. กลไกราคากบั ระบบ

อนปลาย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 า รหัส สค31001 จำนวน 3 หนว่ ยกิต การจดั กระบวนการเรียนรู สอ่ื /แหล่ง การวัดและ เรยี นรู้ ประเมินผล ข้ันที่ 1 กำหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ 1. หนงั สอื แบบทดสอบ -ครูและผูเ้ รยี นรว่ มกนั สนทนาเกีย่ วกับ แบบเรยี น ใบงาน สภาพเศรษฐกจิ ในปจั จุบันและแนวโน้ม 2. สอื่ มัลติมีเดยี เล่มรายงาน การพัฒนาเศรษฐกจิ ไทยไปสอู่ นาคต 3. อินเทอร์เน็ต สงั เกตพฤติกรรม ข้นั ท่ี 2 แสวงหาขอ้ มลู และจัดกจิ กรรม 4. ใบความรู้ การเรยี นรู้ 1.ให้ผู้เรยี นศึกษาค้นคว้าสาเหตุและแนว ทางแก้ไขการมีรายได้ที่ไม่มั่นคงและ ผลกระทบของเศรษฐกิจของประเทศ ไทย จากสื่ออินเตอร์เน็ต/ห้องสมุด แล้ว นำมาวิเคราะห์ ทำรายงานสรุปเป็น รปู เลม่ และรว่ มกันอภิปรายในวนั พลกลุ่ม กศน.ตำบล 2.ให้ผ้เู รียนศกึ ษาคน้ คว้าราคากลไกล ระบบเศรษฐกจิ สาเหตุทีท่ ำใหเ้ กิด ปญั หาเศรษฐกจิ ของไทยตกต่ำ ปญั หา หน้ีนอกระบบจากสื่อห้องสมุด/ 164

แผนการจดั การเรียนรู้ ระดบั มัธยมศึกษาตอ สาระพฒั นาสังคม รายวิชาสังคมศกึ ษา ครัง้ ที่ วัน/เดือน/ปี หวั เรอื่ ง/ตัวช้ีวดั เนอ้ื หาสาระการเรียนรู้ ความสัมพันธ์และ เศรษฐกจิ ในปัจจบุ ัน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ -การแทรกแซงกลไกราคาของ ระหวา่ งประเทศของ รฐั บาลในการส่งเสรมิ และแก้ไ ประเทศไทยกบั กลุม่ ระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศ 8. ความหมาย ความสำคญั ขอ ตา่ งๆ ในภูมภิ าค ในโลก เงนิ ประเภท สถาบนั การเงนิ 6. วิเคราะหค์ วามสำคัญ และสถาบันทางการเงิน ของระบบเศรษฐกจิ และ 9. การธนาคาร การเลือกจัดกจิ กรรมทาง - ระบบของธนาคาร เศรษฐกิจของประเทศ - ประเภทของธนาคาร ต่างๆ ในโลก และ - บทบาทหนา้ ทข่ี องธนาคาร ผลกระทบ แห่งประเทศไทย (ธนาคาร 7. เข้าใจใจในเรอื่ งกลไก กลาง) ราคากับระบบเศรษฐกิจ 10. การคลัง รายได้ประชาชา - รายไดข้ องรัฐบาล และการ จดั ทำงบประมาณแผ่นดิน

อนปลาย ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 า รหัส สค31001 จำนวน 3 หนว่ ยกติ การจัดกระบวนการเรียนรู สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ การวดั และ ประเมนิ ผล อินเตอรเ์ นต็ นำมาสรปุ ประเดน็ ปัญหา เปน็ รูปเล่มพรอ้ มเสนอแนะแนว ไข ทางแก้ไข แล้วนำมาสรปุ อภิปราย แลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ ห้เพื่อนฟงั ในวันพบ อง กลุ่ม กศน.ตำบล 3 .ให้ ผู้เรียน ศึกษ าค้น คว้าคำศัพ ท์ ภาษาองั กฤษที่ใช้ในการสนทนาซอ้ื ขาย สนิ คา้ และวิธีการแก้ไขปญั หาสินคา้ อปุ โภคบริโภคราคาแพง จาก อนิ เตอรเ์ น็ต แลว้ นำมาสรุปรายงานเปน็ ร รูปเลม่ พรอ้ มนำเสนออภิปรายให้เพอื่ น ฟังในวันพบกลมุ่ กศน.ตำบล 4.ให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าข้อมูลระหว่าง าติ บุคคลที่ทำบัญชีรับ-จ่าย กับบุคลท่ีไม่ได้ ร ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย จากบุคลใน ชุมชน-หมบู่ า้ น สรุปใจความสำคญั ทำ 165

แผนการจดั การเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอ สาระพฒั นาสงั คม รายวิชาสังคมศกึ ษา คร้งั ท่ี วนั /เดอื น/ปี หัวเร่อื ง/ตัวช้ีวัด เนือ้ หาสาระการเรียนรู้ 8. ร้แู ละเข้าใจในเร่ือง - ภาษกี บั การพัฒนาประเทศ การเงิน การคลงั และ - ดุลการค้า การธนาคาร - ดลุ การชำระเงิน 9. เขา้ ใจในระบบของ การธนาคาร 10. ตระหนักใน ความสำคญั ของเงนิ สถาบนั การเงนิ 11.การวิเคราะห์ ผลกระทบจากปญั หา ทางเศรษฐกจิ ในเร่ือง การเงิน การคลังของ ประเทศไทย และสงั คม โลก 12.รู้และเขา้ ใจ เรอ่ื ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหง่ ชาติ

อนปลาย ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 า รหัส สค31001 จำนวน 3 หนว่ ยกิต การจัดกระบวนการเรียนรู สอื่ /แหล่ง การวัดและ ประเมนิ ผล เรยี นรู้ เปน็ รปู เลม่ พร้อมทั้งอภปิ รายและให้ เพื่อนร่วมแสดงความคดิ เหน็ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ ข้อดี/ข้อเสีย ในเนือ้ หาท่ีได้ ค้นคว้ามาในวนั พลกลมุ่ กศน.ตำบล ข้ันท่ี 3. ข้นั การปฏบิ ัตแิ ละการนำไป ประยุกต์ใช้ - ครแู ละนักศึกษาร่วมกนั สรปุ ผลการ เรียนรู้ จดบนั ทึกผลการเรยี นรู้ ขั้นท่ี 4. ขนั้ การประเมนิ ผล - ประเมนิ ผลการเรยี นร้จู ากการมสี ่วน รว่ มโดยใช้กระบวนการกลุ่มนักศกึ ษา 166

ใบความรู้ ระบบเศรษฐกิจของไทย ความหมายระบบเศรษฐกจิ - รัฐเขา้ มาดำเนินการจดั ระเบียบทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกจิ ชนดิ ใดรฐั จดั ทำกิจกรรมใดให้เอกชนดำเนนิ การ - การรวมกันของหนว่ ยเศรษฐกจิ (หน่วยธุรกิจ/หนว่ ยครัวเรอื น) เพื่อดำเนนิ กิจกรรทางเศรษฐกิจ โดยมีการ กำหนดหนา้ ทีข่ องหนว่ ยเศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ ประเภทระบบเศรษฐกจิ ในปัจจุบนั แบง่ ระบบเศรษฐกิจเป็น 3 ประเภท 1. ระบบเศรษฐกิจแบบบังคับหรอื สงั คมนิยม 2. ระบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยมหรือระบบตลาด 3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระบบเศรษฐกิจไทย 1. ระบบเศรษฐกิจแบบสงั คมหรือแบบบังคับ - รฐั กำหนดควบคุม วางแผน ตดั สนิ ใจเกี่ยวกับ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ของประเทศ - ทรัพยส์ นิ ทรัพยากรและปัจจัยการผลติ เป็นของรัฐ - เช่นในประเทศเวียดนาม เกาหลเี หนอื ควิ บา 2. ลกั ษณะระบบเศรษฐกิจแบบทุนนยิ มหรือระบบตลาด - เอกชนหรือหนว่ ยธรุ กิจตา่ ง ๆ มีอิสระในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ - เน้นการแขง่ ขนั ของเอกชน เกิดการผลติ สินค้าท่ีมีคุณภาพเพือ่ แย่งตลาดการขาย เป็นไปตามกลไกราคา - เอกชนมีสิทธิ์ในทรัพยส์ ินและปจั จัยการผลิต เงิน - สหรฐั อเมรกิ า แคนาดา ญี่ปุ่น 3. ลกั ษณะระบบเศรษฐกจิ แบบผสม - กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอยา่ งรัฐเปน็ ผดู้ ำเนินการบางอย่างเอกชนดำเนนิ การ - เอกชนมีสทิ ธ์ิในทรัพยส์ ินมเี สรีภาพในการประกอบกิจกรรมภายใตก้ ฎหมาย มีการแข่งขัน ภายใตก้ ลไกราคา มีกำไร - รัฐประกอบกจิ กรรมที่เปน็ สาธาณูปโภคพื้นฐานทจ่ี ำเปน็ - รฐั เขา้ แทรกแซงการผลิตของเอกชนเพอ่ื ป้องกันการเอารดั เอาเปรยี บ ลกั ษณะเศรษฐกิจไทย ไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสมแตค่ อ่ นขา้ งไปทางทุนนิยมเอกชนมีบทบาทในการผลิตดา้ นต่าง ๆ มากกวา่ รัฐบาลเอกชนมสี ิทธิ์ในทรัพย์สนิ และปัจจยั การผลิต มเี สรภี าพในการดำเนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจ มกี าร แขง่ ขนั เพื่อพัฒนาคณุ ภาพของสินค้ารฐั บาลดำเนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ด้านกจิ กรรมสาธารณูปโภค

การแลกเปลี่ยนสนิ คา้ ความเป็นมา มนุษย์มีความสามารถในการผลิตสนิ ค้าแต่ละชนดิ แตกต่างกัน ทำใหเ้ กดิ การซอ้ื ขายและ แลกเปล่ียนสินคา้ ที่ตนไม่ไดท้ ำเอง ประเภทการแลกเปลีย่ น 1. แลกเปลีย่ นสินคา้ ต่อสนิ คา้ เช่นชาวบา้ น เอมขา้ วสารมาแลกปลา ผลไมแ้ ลกพริก 2. แลกเปล่ยี นโดยใชเ้ งนิ เป็นส่ือกลางซ่งึ รวมถงึ บัตรเครดิต มีตลาดเป็นศนู ย์กลาง ความสมั พนั ธข์ องการแลกเปล่ียน หนว่ ยเศรษฐกิจต่าง ๆ ต้องพึ่งพาอาศยั กนั ทั้งในด้านการแลกเปล่ยี นสนิ คา้ ตอ่ สนิ ค้าและบรกิ ารการให้ปัจจัยการผลติ และความสมั พนั ธใ์ นด้านรายรับรายจ่าย กลไกราคา หมายถึง ภาวะการณข์ องตลาดเปน็ การเคลื่อนไหวของราคาสนิ ค้าที่ขนึ้ อยู่กบั ความต้องการของผบู้ รโิ ภค และผู้ผลิตร่วมกันในตลาด อปุ ทาน (Supply)คือ ปริมาณสนิ คา้ ทผ่ี ้ผู ลติ หรอื ผขู้ ายพอใจ จะผลติ หรอื ขายแก่ผ้บู รโิ ภค กฎของอุปทานเมอ่ื สินคา้ ราคาแพง ผู้ผลติ หรอื พ่อคา้ จะนำสินคา้ ออกมาขายมาก หรือผลติ มากข้ึน เม่ือ สนิ คา้ ต่ำลงจะนำออกมาขายน้อยหรือผลติ นอ้ ยลง ปจั จยั ที่มีผล 1. ราคาสินคา้ 2. รายได้ของผูบ้ ริโภค ตน้ ทนุ การผลติ 3. รสนิยมของผู้บรโิ ภค 4. ราคาสนิ คา้ อืน่ ทีใ่ ช้แทนกนั ได้ 5. จำนวนผู้ผลิตค่แู ขง่ 6. สภาพลมฟา้ อากาส ลกั ษณะธรรมชาติ สถาบนั การเงนิ คือ สถาบนั ทท่ี ำหนา้ ท่ีระดมเงนิ ออมจากประชาชน โดยจ่ายดอกเบีย้ ใหจ้ ากน้นั กจ็ ะนำเงินออมดังกล่าวไป ปล่อยกหู้ รอื สินเชื่อแกผ่ ตู้ ้องการใช้เพ่ือใช้ในการบรโิ ภคหรอื เพอ่ื การลงทุน

ประเภทของสถาบนั การเงนิ สถาบนั การเงนิ ต่างๆ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย มหี น้าท่จี ดั การดูแล ควบคมุ ระบบเงนิ ของประเทศมีชือ่ เรยี กวา่ ธนาคารชาติ ธนาคารพาณิชย์ มีหนา้ ท่ีเปน็ แหล่งเงนิ ออมและเงนิ กู้สำคญั ของประชาชน ซ้ือขายเงนิ ตราตา่ งประเทศให้ เช่าต้นู ิรภยั โอนเงนิ ชำระค่าไฟฟา้ ประปา ฯลฯ ธนาคารทตี่ ้ังขนึ้ เพ่ือวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธกส. ธนาคารเพอ่ื การนำเขา้ และส่งเอก บริษัทเงนิ ทนุ มหี น้าท่ี ระดมเงินทุนหรอื กยู้ ืมเงนิ จากประชาชน โดยออกตว๋ั สัญญาใชเ้ งนิ ใหเ้ ป็นประกนั ครง้ั ละ ไมต่ ่ำกว่า 10,000 บาท บางครง้ั เรยี กว่า ไฟแนนซ์ หรือ ทรสั ต์ บริษัทหลกั ทรัพย์ มหี น้าที่ เป็นนายหนา้ หรอื ตวั แทน (โบรกเกอร)์ ซื้อขายหลกั ทรัพย์ (หุ้น) แก่บุคคลอ่ืน หรอื แนะนำการซื้อขายหนุ้ แก่ประชาชน บรรษัทเงนิ ทุนอตุ สาหกรรมแห่งประเทศไทย จดั ตงั้ เพื่อใหส้ นิ เชือ่ แก่เอกชนในระยะยาว เพ่ือการลงทนุ ผลติ ภาคอุตสาหกรรม โดยคิดดอกเบี้ยเงนิ กู้ในอตั ราตำ่ บรรษัทประกนั ชีวิตและประกนั ภัย ทำหนา้ ท่รี ะดมเงินออมจากประชาชนในรปู ของการขายกรมธรรม์ เปน็ หนังสอื สัญญาการประกันชวี ิต ประกนั ภยั หรอื ประกันอบุ ัติเหตุให้แก่ผซู้ ้ือ บรษิ ัทจะไดร้ ับผลประโยชนจ์ ากการ นำเงินการขายกรมธรรม์ไปลงทนุ ในรปู แบบตา่ ง ๆ บรษิ ัทเครดิตฟองซเิ อร์ ทำหนา้ ท่ีปลอ่ ยสนิ เชอ่ื ใหล้ ูกคา้ โดยมที ี่อสังหาริมทรัพย์ประเภททีด่ ินหรอื บ้าน เป็น หลกั ประกนั (จำนอง) แหลง่ ที่มาของเงนิ ทนุ มาจากการกู้เงนิ จาก ธนาคารพาณชิ ย์ โรงรับจำนำ มหี น้าท่เี ปน็ สาถาบนั การเงินขนาดเล็ก มที ั้งของรัฐและเอกชน โดยมีทรพั ย์สนิ ประเภท สังหารมิ ทรัพย์ (แหวน สรอ้ ย ทองคำ เป็นต้น) มีช่ือเรียกว่าสถานธนานบุ าล สถานธนานุเคราะห์ สหกรณอ์ อมทรพั ย์ เกดิ จากสมาชกิ ทปี่ ระกอบอาชีพเดยี วกัน รวมกลุ่มกนั เพือ่ ชว่ ยเหลอื สมาชิกดา้ นการเงนิ โดยรับฝากเงนิ และให้ก้เู งนิ เมื่อมีความจำเปน็ ตลาดหลกั ทรพั ย์แหง่ ประเทศไทย เป็นสถาบนั การเงินภายใตก้ ารควบคุมของรัฐ (กระทรวงการคลงั ) ทำ หน้าท่เี ปน็ ศนู ยก์ ลางในการ ซื้อขายหลกั ทรพั ย์ (ห้นุ ) ควบคุมการซื้อขายให้มีระเบยี บยตุ ิธรรม เกดิ ผลดตี ่อการ พฒั นาเศรษฐกจิ ของประเภท ความสำคัญของสถาบนั การเงิน สถาบันการเงนิ มบี ทบาทต่อการพฒั นาเศรษฐกจิ ของชาติ เนื่องจากเงนิ ทุน เปน็ ปจั จัยทางเศรษฐกิจทีส่ ำคัญและมจี ำนวนจำกัดสถาบนั การเงนิ จงึ ตอ้ งจดั สรรเงนิ ทุนเหลา่ น้นั ใหเ้ พียงพอ

แผนพฒั นาเศรษฐกิจฯ แผน 9 คือ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกจิ ของประเทศให้ประชาชนอยดู่ ีกินดี มีงานทำ มรี ายได้มคี วามมน่ั คงและ ปลอดภยั ปจั จุบันใช้แผนพัฒนาฉบับที่ 9 จากปี พ.ศ. 2545-2549 ความเป็นมาแผนพฒั นาเศรษฐกจิ ฯ มีขึ้นครงั้ แรกในสมัยจอมพลสฤษดธิ์ นะรัชต์เปน็ นายกรฐั มนตรี โดย กำหนดทศิ ทาง นโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างเป็นระบบ ปัจจบุ ันใช้แผนพัฒนา เศรษฐกจิ ฯ ฉบบั ที่ 9 แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 9 จดุ เดน่ คอื การนำเอาพระราชดำรสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวในเรอ่ื ง “ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักในการพัฒนาเศรษฐกจิ โดยเน้นหลักของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศสร้างความ เขม้ แข็งระดบั รากหญ้าจนถงึ ระดบั ประเทศ แกไ้ ขปญั หาความยากจน และปัญหาสงั คมอนื่ ๆ เป้าหมาย 1. ฟ้ืนฟูเศรษฐกิจ มีภมู ิคุม้ กนั และแข่งขันทางเศรษฐกิจยคุ ใหม่ได้ 2. วางรากฐานการพฒั นาประเทศใหย้ ัง่ ยนื พ่ึงตนเองอย่างรู้เทา่ ทนั โลก 3. เพ่ือให้เกดิ การบริหารจัดการท่ดี ีในสังคมไทย 4. แกไ้ ขปัญหาความยากจน เพ่ิมศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึง่ พาตนเอง รายได้และรายจา่ ยของรัฐ รายจ่ายของรฐั รัฐมบี ทบาทในการบรหิ ารเศรษฐกจิ และกิจกรรมทางเศรษฐฏิจผา่ นงบประมาณรายขา่ ยจำแนก ตามกระทรวง 1. งบกลางที่จดั สรรโดยคณะรฐั มนตรีให้แกก่ ระทรวง กรมตา่ ง ๆ หนว่ ยงาน รัฐวสิ าหกจิ 2. งบหมุนเวยี น งบประมาณท่ีจดั สรรให้กองทนุ ต่าง ๆ ของรฐั เชน่ กองทนุ กยู้ ืนเพ่ือการศกึ ษา กองทนุ ชว่ ยเหลือเกษตรกร เป็นตน้ รายได้ของรัฐ 1. ภาษอี ากร 2. การเรยี กเก็บคา่ บรกิ ารของรฐั 3. เงนิ กู้ - ก้โู ดยตรงของรฐั บาล - กู้โดยรัฐวสิ าหกิจโดยรฐั คำ้ ประกัน ความสำคัญของการทำบัญชี การทำบัญชรี ายได้ (รายรับ) และรายจา่ ยของตนเองหรือครอบครวั จะสง่ ผลให้ รจู้ ักตนเอง รจู้ ักการใช้จา่ ย และการออม เพ่ือสร้างความม่ันคงแก่ตนเองครอบครวั การออมจะสง่ ผลใหเ้ กิด ความม่นั คงระดบั ครวั เรอื น และระดับประเทศ เพราะฉะนั้นเราจงึ ควรทำบญั ชีรายรบั -รายจา่ ย

ใบงานท่ี 1 1. ใหบ้ อกลกั ษณะภมู ิประเทศและลักษณะเศรษฐกิจของประเทศไทยและทวีปยโุ รป ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกิจ ประเทศ ................................................................................. ........................................................................................... ไทย .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. ................................................................................ ............................................................................................ ทวปี ยุโรป .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .............................................................................. .......................................................................................... ............................................................................... ..........................................................................................

จงเลอื กคำตอบท่ถี กู ต้องทส่ี ุดเพียงคำตอบเดยี ว 1. ปัญหาการจราจรติดขัดตามเมืองใหญ่ๆ นอกจากจะทำให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจแล้วยังจะทำให้ เกดิ ผลเสียทางใดอกี ก. ทำใหค้ นฝา่ ฝนื กฎหมาย ข. ทำใหส้ ิ่งแวดลอ้ มเปน็ พิษ ค. ทำใหร้ ถยนต์เสือ่ มสภาพเร็ว ง. ทำให้สูญเสยี เวลาไปโดยเปลา่ ประโยชน์ 2. เราจะแกอ้ ากาศเปน็ พิษอย่างเช่นในกรงุ เทพฯ โดยวิธีใดจึงจะดที ส่ี ุด ก. ลดจำนวนรถยนต์ลง ข. ไมส่ ่งเสยี งดังในโรงภาพยนตร์ ข. ปลูกตน้ ไมใ้ ห้มาก ง. ขยายเขตเมืองให้กวา้ งออกไปอีก 3. การปอ้ งกนั ไม่ให้เกดิ ปญั หามลพษิ ควรปฏิบตั ิอย่างไร ก. ไม่สูบบุหรใ่ี นที่สาธารณะ ข. ไม่สง่ เสยี งดังในโรงภาพยนตร์ ค. ขา้ มถนนตรงทางม้าลายหรอื สะพานลอย ง. ติดตั้งระบบป้องกันไอเสยี ในรถยนต์ 4. ประเทศไทยขาดดลุ การค้ากบั ตา่ งประเทศ เพราะเหตุใด ก. สินค้ามีจำนวนน้อยกว่าเป้าหมาย ข. ปรมิ าณการผลติ สินค้าน้อยลง ค. ไม่สนับสนุนใหเ้ อกชนสง่ สินคา้ ออก ง. มูลคา่ ราคาสินคา้ สง่ ออกน้อยกวา่ มูลค่าสนิ ค้านำเข้า 5. สาเหตุอะไรท่ีทำให้ฝนมีสภาพเปน็ กรด ก. ก๊าซท่มี ีออกไซด์เป็นตัวประกอบ ข. ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ข. ออกไซด์ของไนโตรเจน ง. คารบ์ อนมอนนอกไซด์ 6. มลภาวะเปน็ พิษที่เกดิ ผลกระทบต่อระบบนิเวศนห์ มายถึง ก. ออกซิเจนในอากาศมปี ริมาณเพมิ่ ขนึ้ ข. คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีปรมิ าณเพ่ิมข้นึ ค. ออกซิเจนในอากาศมปี รมิ าณเทา่ เดมิ ง. คารบ์ อนไดออกไซด์ในอากาศมีปริมาณน้อยลง

7. ขอ้ ใดไม่ใชป่ ัญหาการสิ้นเปลืองพลังงานอนั เกิดจากปัญหาทรพั ยากรและสิ่งแวดล้อม ก. ปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ ข. ปญั หานำ้ ท่วมกรงุ เทพฯ ค. ปญั หาการจราจรตดิ ขัด ง. ปญั หาการศึกษา 8. ข้อใดเปน็ การใชพ้ ลังงานเพอื่ ป้องกนั และแก้ไขปญั หาทรพั ยากรและสงิ่ แวดลอ้ ม ก. การทิ้งขยะมูลฝอย ข. การปล่อยน้ำเสยี ค. การคุมกำเนดิ ของประชากร ง. การควบคุมหรอื ปอ้ งกันอากาศเสยี