Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ห้าปีในสยาม เล่ม ๑

ห้าปีในสยาม เล่ม ๑

Description: ห้าปีในสยาม เล่ม ๑

Search

Read the Text Version

150 บทที่ ๕ หัวเมืองลาว เมอื่ นำ� มาเปรยี บเทยี บกบั การทำ� ไมข้ นาดเลก็ ทที่ ำ� กนั อยใู่ นอาณาเขตเมอื ง นา่ นเนือ่ งมาจากพวกหัวหนา้ หมบู่ ้านไมเ่ ต็มใจทจ่ี ะใหเ้ ชา่ ปา่ ซงึ่ มีสาเหตุใหญ่มา จากความเกรงกลวั ฝรั่ง ดงั นน้ั จงึ สงวนไมส้ กั ไวไ้ ดเ้ ปน็ จำ� นวนมากในพน้ื ทส่ี ว่ นน้ี ในขณะท่ีกระแสน้�ำในบริเวณใกล้เคียงกับต�ำบลท่ีมีการท�ำซุงกันอย่าง แพรห่ ลายนนั้ กำ� ลงั จะแหง้ ขอด ราคาของซงุ แตล่ ะทอ่ นในรอ่ งนำ้� นนั้ กลบั ยง่ิ เรมิ่ สงู ขน้ึ 9 ความจำ� เป็นในการเพิ่มจ�ำนวนแรงงานมีมากขนึ้ และราคาของซุงก็เรมิ่ สงู ขึน้ ดว้ ย ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ การขยายการปกครองของฝร่งั เศสมายังดนิ แดนฝงั่ ซา้ ยแม่นำ�้ โขงนำ� มาซึ่งความย่งุ ยากอกี อยา่ งหนึง่ ผลของมนั สร้างความเสียหาย โดยตรงให้พวกชาวปา่ ไม้ ชาวขมุ ผมู้ ีอาชพี ขายแรงงานในป่ามานานนบั ปี ซ่ึง เดินทางมาจากดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น�้ำโขง ปัจจุบันนี้หน่วยงานฝรั่งเศสจึง พยายามอย่างสุดความสามารถที่ยับย้ังอพยพเข้ามาจากทางฝั่งซ้ายน้ันเพราะ ขณะนเี้ รมิ่ มผี คู้ นเบาบางเตม็ ทเี ลยทำ� ใหแ้ รงงานชาวขมลุ ดนอ้ ยลง และพวกชาว ป่าไม้ตอ้ งไปวา่ จา้ งแรงงานทข่ี ยนั ขันแขง็ นอ้ ยกว่า และเช่อื ถือได้นอ้ ยกวา่ อยา่ ง พวกกะเหรยี่ ง ฉาน หรอื ลาว พวกนเี้ รยี กเงนิ คา่ จา้ งสงู กวา่ ทเี่ คยตอ้ งจา่ ยใหพ้ วก ขมุผกู้ ระเหม็ดกระแหม่ถงึ ๔๐ เปอรเ์ ซน็ ต์ พวกเราหยุดเดินทางกัน ๑ วันท่ีเมืองแฝกเพื่อให้ช้างได้พักและเพื่อให้ บางคนท่ีอ่อนล้าจากการเดินทางอันยาวนานและทุรกันดารจากเมืองจริมเม่ือ วันก่อนไดค้ ลายเหน่ือย ข้าพเจ้าจึงถอื โอกาสออกไปลอ่ งเรือตามล�ำน�้ำด้วยเรือ เลก็ ๆ ทเี่ รยี กวา่ เรอื ชะลา่ หรอื เรอื ขดุ ชนดิ หนง่ึ โดยพยายามสำ� รวจทางธรณวี ทิ ยา ในตำ� บลแหง่ นนั้ เพมิ่ เตมิ ในภมู ปิ ระเทศทเ่ี ปน็ ปา่ เขาหนาทบึ ไปดว้ ยตน้ ไมใ้ บหญา้ แบบสยามนี้ แทบจะกล่าววา่ ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่นักธรณวี ิทยามากท่สี ดุ พอๆ กับพื้นทซี่ ึ่งเปน็ หิมะหรือน้�ำแข็งเลยทเี ดยี ว พ้นื ทีซ่ ึง่ มีหินโผลม่ ีปรากฏให้ เหน็ อยบู่ า้ ง ๒ ถงึ ๓ แหง่ ฝนซงึ่ ตกลงมาอยา่ งหนกั เกนิ เหตแุ ละการเปลยี่ นแปลง 9 ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ ทอ่ นซงุ ในแม่น้�ำสายหลักมรี าคา ๒๑ รปู ี ในแม่นำ้� สาละวินบริเวณฝัง่ ท่อี ยู่หา่ งมากจากพื้นทปี่ า่ ทีถ่ กู ตัดไม้ หมดแล้ว จะมรี าคาเฉลีย่ ท่อนละ ๔๐ รูปี นับจากนัน้ ก็ไดม้ กี ารขน้ึ ราคาไปอกี ๔๐ เปอรเ์ ซน็ ตแ์ ละมีท่าทีว่าจะข้ึนไปเร่ือยๆ – ตน้ ฉบับ

หา้ ปใี นสยาม เลม่ ๑ 151 ของอณุ หภมู ไิ ดท้ ำ� ใหช้ นั้ พนื้ ผวิ ผพุ งั จนมกั จะไมป่ รากฏสภาพตามธรรมชาตทิ แ่ี ท้ จรงิ ของมนั ใหเ้ หน็ ได้ ทอ้ งนำ้� และทางนำ�้ ไหลจงึ เปน็ สถานทเ่ี พยี ง ๒ แหง่ ทส่ี ามารถ ท�ำการส�ำรวจได้ ผลึกหินที่เห็นตามทางผ่านมาท้ังหมดอยู่ตามลาดเขาชันทาง ด้านตะวนั ตก บางครงั้ อยทู่ ่มี มุ สูงประมาณ ๖๕ องศา ความหนาแน่นของมัน นับว่ามหาศาล การส�ำรวจโดยใช้ค้อนของข้าพเจ้ามักเป็นต้นเหตุแห่งความ ประหลาดใจไมเ่ พยี งแตท่ น่ี เี่ ทา่ นนั้ แตเ่ ปน็ ไปทว่ั ทกุ หนแหง่ ในยามทข่ี า้ พเจา้ เคย ไดไ้ ปมาแลว้ ชาวเหมอื งเพชรคงไมอ่ าจเขา้ ใจไดเ้ ลยวา่ ท�ำไมขา้ พเจา้ ถงึ ไดไ้ ปสนใจ กับวัตถุอ่ืนๆ ท่ีไม่ใช่เพชร คนล้างทองจึงไม่เข้าใจว่าท�ำไมข้าพเจ้าถึงได้เอาแต่ เสาะแสวงหาแรธ่ าตุอื่นๆ ท่ีในผืนทราย ชาวเหมอื งดบี ุกแหง่ คาบสมุทรกแ็ ทบ จะหมดความอดทนกับข้าพเจ้าในเรื่องความสนใจท่ีข้าพเจ้ามีต่อพลอยสีเขียว อมแดงและวลุ แฟรมชิ้นเลก็ ๆ น่ารกั ๆ สว่ นผู้ติดตามของขา้ พเจ้ากไ็ มเ่ คยคำ� นึง ถึงน�้ำหนักของตัวอย่างแร่ธาตุที่เก็บรวบรวมเอาไว้ทุกวันๆ “ดีไหม,นาย” คือ ค�ำถามทพ่ี วกเขาถามอยู่เรอ่ื ยๆ และถา้ ขา้ พเจ้าตอบวา่ ดี หลังจากท่ไี ดพ้ บผลึก แกว้ ชนิ้ งาม พวกเขากจ็ ะถามอกี วา่ ทองคำ� อยไู่ หน เมอ่ื ขา้ พเจา้ พยายามอธบิ าย พวกเขาก็คงจะคิดเพียงอย่างเดียวว่าข้าพเจา้ นน้ั ชกั จะสตไิ ม่ค่อยดีเสียแล้ว จากเมืองแฝกพวกเราเดินทางอย่างล�ำบากล�ำบนจนกระท่ังถึงเมืองหิน ซงึ่ อยทู่ ตี่ อนบนสดุ ของหบุ เขาขนานกบั แมน่ ำ�้ นา่ น แตม่ ที างน�้ำไหลไปพบกนั ทาง ตอนเหนือทเี่ มืองสา เราไดเ้ ชา่ ชา้ งเพิ่มขนึ้ อีก ๒ ตวั เพอ่ื แบ่งเบาสัมภาระจากตวั อนื่ ๆ ช้าง ๒ ตวั นเี้ ปน็ ชา้ งตวั ผกู้ บั ตวั เมยี ซง่ึ ไมเ่ คยแยกหา่ งกนั เกนิ ๑๒ หลา มนั ทง้ั สองบรรทกุ ของหนกั อง้ึ ไปดว้ ยกนั เดนิ ไปขา้ งหนา้ เคยี งกนั เลน่ นำ้� ตอนกลางคนื รว่ มกนั และ พอใจทจ่ี ะกนิ ไผร่ ว่ มตน้ เดยี วกนั หากวา่ เจา้ ตวั ผตู้ น่ื ตระหนกจากสง่ิ แปลกปลอม ที่พุ่งเข้าใส่ควาญช้าง คู่ตัวเมียของมันก็จะหมุนตัววนรอบๆ ปลอบขวัญตัวผู้ โดยใช้ล�ำตัวของมันจนกระทั่งตัวผู้สงบลง หากตัวเมียเดินวนอยู่ด้านข้างศาลา ตัวผู้ก็จะคลอเคลียตามอยู่ด้านหลัง ควาญช้างทุกคนบอกว่ามันจะท�ำเช่นนั้น เสมอ ทัง้ ๒ ตวั เปน็ ช้างทมี่ ีสัดสว่ นดี มจี ังหวะการกา้ วยา่ งแบบช้างภเู ขา คนุ้ เคย กับการบรรทุกหนักและการปืนป่ายทที่ ุรกันดาร

152 บทที่ ๕ หวั เมืองลาว อูฐเหมาะจะอยู่ในทะเลทรายและสุนัขเหมาะกับทะเลน้�ำแข็งฉันใด ช้างกย็ อ่ มเหมาะสมกับปา่ เมอื งนา่ นฉนั น้ัน เราใช้มนั สำ� หรบั การลากท่อนซงุ ไม้ สัก เก็บหวายหรือพชื หญ้าในป่า แบกหามยาสบู ขา้ วสาร หรอื ฝ้าย และใชม้ นั เม่ือต้องการเดินทางไกลบ้านทุกเท่ียว ช้างนับเป็นสิ่งจ�ำเป็นยิ่งส�ำหรับผู้เป็น เจา้ ของมนั และความเสยี หายทเี่ กดิ จากไมไ้ ผล่ ม้ ตายลงพรอ้ มกนั อยา่ งแพรห่ ลาย มนั กค็ อื “วฏั จกั รในการงอกเปน็ ตน้ ใหม”่ ดงั ทพ่ี นั เอกยลู (Colonel Yule) เรยี ก เอาไว้1 และคงไม่ได้เป็นเร่ืองเลวร้ายส�ำหรับชาวลาวมากไปกว่าการสูญพันธุ์ ของชา้ งแนๆ่ ชา้ งสามารถผสมผสานการท�ำหนา้ ทที่ กุ รปู แบบไวใ้ นตวั ของมนั เอง เหมอื นเครอ่ื งจกั ร นอกเหนอื จากหนา้ ทใ่ี นการขนสง่ ในแบบทเี่ ราคนุ้ เคย มนั เปน็ สะพานข้ามพ้นน้�ำท่วมไหลแรงให้เราและน�ำทางในกระแสน�้ำลึกที่เชี่ยวกราก มันปืนป่ายข้ามเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินหรือตะลุยผ่านหนองบึงที่มีแต่น้�ำท่วม ขัง ในทซ่ี งึ่ มันไม่อาจผา่ นไปได้มันกจ็ ะใช้พละกำ� ลงั กรยุ ทางไป แม้ว่าจะมตี น้ ไม้ ล้มขวางหน้าหรือมีป่าดงรกชัฏขวางทางอยู่ เสียงกรุกกริกของกระดิ่งไม้ไผ่ที่ ผกู ไวต้ รงคอของมนั หรอื เสยี งดงั สนน่ั ของกอไมไ้ ผม่ หมึ าทลี่ ม้ ครนื ลงมา แสดงให้ เหน็ ถงึ คณุ สมบตั อิ นั หาคา่ มไิ ดข้ องทาสรบั ใชท้ ซ่ี อื่ สตั ยเ์ สมอมา มนั เปน็ ทม่ี าและ พน้ื ฐานแห่งความมั่งคั่งของชาวลาวทกุ ครัวเรอื น นับเปน็ สตั ว์เล้ยี งประจำ� บ้าน ทีส่ ุภาพออ่ นโยนเป็นท่สี ดุ ทัศนียภาพเงียบสงบเหนือหุบเขาเมืองหิน อันประกอบด้วยหมู่บ้าน ตน้ จากและทอ้ งทงุ่ นาเหลืองอรา่ มท่มี ีวัวเล้ียงตัวเล็กๆ เดินอยู่เพ่นพา่ นนับวา่ มี เสน่ห์จับตาแตกต่างจากพ้ืนท่ีป่าเขาอันทุรกันดารท่ีเราผ่ามาโดยส้ินเชิง ดูเหมือนเราจะได้กลับมาอยู่ในที่ซ่ึงมีความเจริญอีกครั้งหน่ึง เสียงพวกเด็กๆ ก�ำลังตะโกนเล่นกับวัวควาย เสียงกลองดังจากวัดมุงหลังคาสีเทาท่ีเห็นอยู่ ไกลๆ เสยี งนกเขาขนั คอู ยา่ งออ่ นโยน เสยี งกระทบกระแทกจากโรงสขี า้ วทที่ ำ� งาน อย่างขยันขันแข็ง เสียงเหลา่ นี้ดจู ะแปลกหชู วนฟงั ไปเสยี ท้ังส้นิ ในวนั ท่ี ๓ พวก เราจงึ ไดเ้ ดนิ ไปยงั หบุ เขาทสี่ วยงามแหง่ นนั้ แตล่ ะคนื กจ็ ะพกั ผอ่ นกนั ทศี่ าลาตา่ งๆ 1 Mission to Ava (การเดนิ ทางส่เู มอื งอังวะ) – ต้นฉบับ

หา้ ปีในสยาม เลม่ ๑ 153 ซง่ึ มขี นาดกวา้ งขวาง ทซี่ งึ่ หวั หนา้ ผแู้ กช่ ราของแตล่ ะหมบู่ า้ นจะออกมาเยย่ี มเยยี น พวกเราและต้อนรับการมาของเราด้วยมะพร้าวและต้นอ้อย หัวหนา้ หมู่บา้ นผู้ ชราบางคน แต่ค่อนข้างจะเป็นคนท่ีเบ่ือหน่ายอ่อนล้ามาตลอดท้ังวัน อากาศ ที่นี่เป็นอากาศฤดูหนาวในอุดมคติ การเดินในยามเช้าสร้างความร่ืนรมย์ใจให้ เป็นท่ีสุดเม่ือได้เดินตัดผ่านท้องนาที่เต็มไปด้วยฟางข้าวสีทองอร่ามท่ามกลาง หมู่บา้ นอนั เปน็ มิตรหลายครัวเรือนในสภาพแวดล้อมอันอบอุ่น ผ่านฝูงควายท่ี เดินกะพริบตาอย่างสลึมสลืออยู่ในภาพสลัวรางและพร่าเลือนเม่ือมองจากระ ยะไกลๆ ภายใต้แสงอาทติ ย์แห่งสายหมอกในฤดหู นาว หบุ เขาเมืองหิน ในวนั ท่ี ๒๑ มกราคม หลงั จากผา่ นคืนอันหนาวเหน็บที่ทกุ คนต้องเตือน กนั ใหร้ กั ษารา่ งกายใหอ้ บอนุ่ พวกเราตอ้ งพบกบั งานสมบกุ สมบนั ในการปนี ขา้ ม เขาทะลุง (Talung) มีลักษณะเปน็ หนิ ทีโ่ ผล่ข้ึนมาจากชน้ั หินปนู ซง่ึ ยังคงเหลือ อยบู่ นชน้ั ผลกึ หนิ อนั เปน็ โครงสรา้ งของภมู ปิ ระเทศแถบนี้ ในเยน็ วนั เดยี วกนั เรา กถ็ งึ เมอื งสา เมอื งทางตอนใตข้ องเมอื งนา่ นทม่ี คี วามสำ� คญั บางประการ มจี ำ� นวน ประชากรที่น่าสังเกต และมีปัญหาบางอย่างในการชลประทาน เราพักอยู่ท่ี

154 บทที่ ๕ หวั เมืองลาว เมืองสา ๑ สัปดาห์เตม็ ในฐานะแขกของเจา้ เมืองหรอื หวั หน้าหมู่บ้านผูซ้ ่ึงตอน นหี้ นไี ปไกลถงึ เชยี งใหมด่ ว้ ยกระทำ� การซง่ึ ดเู หมอื นจะเปน็ การแขง็ ขอ้ ทไี่ มร่ นุ แรง นักต่อเจา้ เมืองนา่ น ผทู้ ที่ ำ� หน้าท่แี ทนเขา คอื น้องชายท่ีชอื่ เจ้าบญุ ยนื การหยุดพักของเราในคร้ังน้ีดูเหมือนช้างจะได้ก�ำไรมากที่สุด ถึงแม้ว่า ชา้ งตวั หนงึ่ จะถกู เสอื กระโจนเขา้ ใสแ่ ลว้ กด็ เู หมอื นจะถกู ตะปบดว้ ย เจา้ สตั วว์ าย ร้ายกระโดจากกอไม้ไปอยู่บนหลังของมันช้างจึงพุ่งตัวออกไปยังแนวป่า โคก เตยี้ ๆ แลว้ จดั การกวาดเอาเจา้ ลายพาดกลอนตวั ใหญล่ งไปจากหลงั ของมนั ได้ แต่ว่ารอยกรงเล็บท่ีขยุ้มลึกลงไปตลอดแนวสีข้างของมันน้ันบ่งบอกให้เห็น ว่ากวา่ จะท�ำเช่นน้ันไดก้ ไ็ ม่ใชง่ า่ ยๆ นกั ข้าพเจา้ กำ� ลงั ยงุ่ อยกู่ ับการสำ� รวจในหลายๆ ทศิ ทางเพ่อื แสวงหาเหมือง ทองตามค�ำร่�ำลือและงานนี้ก็เป็นประสบการณ์อันยากเข็ญที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้า เคยได้รับมา อุณหภูมินั้นพุ่งสูงร้อนแรง เม่ือเดินทางไป ๓ วันจึงได้ขึ้นไปถึง ลำ� นำ้� วา้ ซง่ึ เปน็ ลำ� นำ้� นอ้ ยขนาดใหญไ่ หลมาจากทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื อนั เป็นทางป่ารกทึบ มีอยู่หลายๆ แห่งที่คนก้มหัวให้ต�่ำไว้เท่าน้ันถึงจะผ่านไปได้ ทำ� ใหพ้ วกเราทกุ คนรวมทง้ั ชาวลาวออ่ นลา้ หมดสนิ้ เรยี่ วแรงกนั ทวั่ หนา้ โดยตลอด ทงั้ วนั นัน้ สิ่งเดียวท่ีสามารถน�ำมาชดเชยกับการส�ำรวจคร้ังนี้ได้ก็คือการพักแรม ตอนกลางคนื ของพวกเรา และการไดน้ ง่ั เรอื ลอ่ งกลบั มาตามแมน่ ำ้� ในวนั สดุ ทา้ ย ของการเดินทาง พวกเราใช้ เรือชะล่า2 ขนาดยาวปกติซ่ึงก็คือเรือขุดนั่นเอง ตลอดทง้ั วนั พวกเราตอ้ งพยายามทรงตวั อยใู่ นเรอื และหลกี เลยี่ งทจี่ ะใชค้ วามเรว็ ขณะท่ีเราแล่นเรือมาจนถึงบริเวณเบ้ืองหน้าท่ีเป็นภูเขาหินมีสันเขายื่นแหลม ออกมา แม่น้�ำก็ขยายกว้างออกและไหลพุ่งสู่ก้นแม่น้�ำที่เป็นกรวดทราย ยาม เม่ือหลังพระอาทิตย์ตกลับไปแล้วจะมีแต่ฝูงแมลงบินว่อนกันอย่างสนุกสนาน อย่ตู ามผืนน�้ำท่แี ผ่กว้างทา่ มกลางเดอื นหงาย เสียงคำ� รามห่งึ ๆ ตรงหนา้ บอกให้ ร้ถู งึ ความเร็วท่พี วกมันบินอยู่ รวมทั้งเสยี งรอ้ งหวีดแหลมของฝงู แมลงมากมาย 2 ล�ำเรือยาวประมาณ ๕๐ ฟุต กว้าง ๒ ฟุต ๘ นวิ้ และลึก ๑ ฟุต ๔ นิว้ – ตน้ ฉบับ

ห้าปใี นสยาม เล่ม ๑ 155 เหลือคณานับอยู่แถวชายฝั่งไกลออกไปท่ีมีต้นจากข้ึนอยู่ริมฝั่ง แต่หากพูดถึง เรอื่ งทองคำ� แลว้ เราพบแตเ่ พยี งแรท่ องแดงสเี หลอื งและแรเ่ หลก็ สเี หลอื งอยบู่ า้ ง เท่านนั้ ทท่ี ำ� ใหข้ า้ พเจา้ รสู้ กึ สะดดุ ใจกบั เรอ่ื งราวของบรเิ วณแมน่ ำ�้ สายนม้ี ากกค็ อื เรือ่ งที่เราไดพ้ บผหู้ ญิงหลายคนต้องทกุ ข์ทรมานอยูก่ ับโรคคอพอก แต่พวกเธอ ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกอาการของโรคน้ีรบกวนแม้แต่น้อย อีกเรื่องหนึ่งคือเหล่า ชายฉกรรจแ์ ละพวกเดก็ ผชู้ ายทมี่ สี ขุ ภาพดเี ยย่ี มไดอ้ อกไปคา้ งคนื อยใู่ นปา่ ชว่ั คราว เพ่ือเก็บของป่าแล้วน�ำไปขายที่เมืองสาหรือเมืองน่าน หรือไม่ก็น�ำไปใช้เองที่ บา้ น ท่ีเกบ็ หนังสอื ของวดั ท่ีเมืองสา

156 บทท่ี ๕ หัวเมืองลาว คนื สดุ ทา้ ยทเ่ี มอื งสา พวกเรารบั ประทานอาหารคำ�่ กนั ทบ่ี า้ นของหวั หนา้ หมู่บ้าน นับเป็นเหตุการณย์ งิ่ ใหญท่ ีด่ เู หมอื นจะมกี ารเตรียมงานกนั ไมจ่ บไม่สิน้ ผู้คนครึ่งหน่ึงที่มีอยู่ใน เมือง เหมือนจะมารวมตัวกันอยู่ทั่วไปที่ลานด้านนอก หรอื ไมก่ อ็ ยบู่ นยกพืน้ เต้ยี ๆ หนา้ บา้ นเพ่อื มองดพู วกเรา เรานั่งขัดสมาธอิ ยตู่ รง หน้าอาหารช้ันยอดท่ีรวบรวมไว้มากมาย ซึ่งท่านเจ้าของบ้านคือเจ้าบุญยืนจะ เป็นผู้ชิมอาหารแต่ละจานก่อนเป็นคนแรกจนครบทุกจานเพ่ือแสดงให้เห็นว่า มไิ ดม้ ีการวางยาพิษ แลว้ พวกเราจึงลงมือรับประทานพวกแกงเผด็ ตา่ งๆ ที่พวก เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ขณะท่ีวงดนตรีขลุ่ย ๓ เลา3 บรรเลงท่วงท�ำนองอ่อน หวานเป็นเสียงเพลงอันไพเราะด้วยการเล่นซ�้ำๆ ในระดับเสียงเดียวและเป็น เสยี งหนง่ึ ซง่ึ เดี๋ยวนเ้ี ร่ิมเป็นที่คุ้นเคยและดูจะเหมาะกับสภาพแวดลอ้ มโดยรอบ เด็กหนุ่มชื่ออานนท์ขับร้องเสภาหรือกลอนสดที่มีสัมผัสบอกเล่าเร่ืองราวเกี่ยว กับสง่ิ ทพี่ วกเราท�ำ แต่คำ� ร้องที่เปน็ ภาษาลาวน้นั ดเู หมือนจะเปน็ ทเี่ ข้าใจได้ยาก แมว้ า่ เฉลยี่ แลว้ ผฟู้ งั จะเปน็ คนลาวทพ่ี ดู สยามกนั เปน็ สว่ นใหญก่ ต็ าม ดงั นน้ั พวก เราจงึ พอใจทจ่ี ะรบั รเู้ รอ่ื งราวแตเ่ พยี งสงั เขปเทา่ นนั้ หลงั จากอานนทก์ ม็ เี ดก็ หญงิ ๒ คนสลับกันร้องคำ� ประพันธ์ร้อยกรองซึ่งเป็นเพลงเก่ยี วกบั สงคราม ซึง่ เธอทงั้ สองวา่ เป็นกลอนสด เสียงรอ้ งขึน้ จมกู ทั้ง ๒ เสียงฟังดเู ป็นอิสระต่อกันอยา่ งน่า ตนื่ ใจ แลว้ กห็ ลบเสยี งลงตำ่� อยา่ งนมุ่ นวลรบั กบั เสยี งขลยุ่ ทผ่ี วิ รบั อยา่ งกลมกลนื อกี คร้ัง สว่ นทา้ ยท่สี ดุ นั้นเดก็ หนุ่มและเด็กสาวได้แสดงละครร้องตอนสน้ั ๆ ให้ เราชม อปุ กรณป์ ระกอบการแสดงทเ่ี พม่ิ เตมิ เข้ามาเพยี งอย่างเดยี วของพวกเขา ก็คือเทียนขี้ผึ้งที่จุดประกายส่องสว่างอยู่บนปลายนิ้วมือ เขาและเธอร้องค�ำ กลอนเสยี งแหลมแสบแกว้ หสู ลบั กนั ทว่ งทา่ รา่ ยรำ� วาดมอื และแขนอยา่ งชดชอ้ ย เปน็ ทา่ ทางทชี่ าวอนิ โดจนี เหน็ กนั วา่ งดงามเสยี เหลอื เกนิ ในระหวา่ งการสนทนา ท่ีโต๊ะของเราก�ำลังด�ำเนินอยู่ก็มีคนหลายคนท่ีข้าพเจ้าไม่อยากจะเรียกเลยว่า เปน็ ผสู้ งั เกตการณเ์ ขา้ มารว่ มวงดว้ ยอยา่ งสบั สนปนเปไปหมด แตถ่ งึ อยา่ งไรเสยี ง ขลุย่ ท่ขี านรับก็ยงั แทรกผา่ นเข้ามาในโสตประสาทของขา้ พเจ้าไดอ้ ย่ดู ี 3 ภาคผนวก ๙ – ตน้ ฉบับ

ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ 157 โนต้ เพลง

158 บทที่ ๑ แม่น้�ำและทา่ เรอื ทกี่ รงุ เทพฯ ชอ่ ฟ้าของวดั แหง่ หนึ่ง บทท่ี ๖ หัวเมืองลาว (ตอนต่อ) เมืองน่าน - การเดนิ ทางสเู่ ชียงของ ----------------------------------- พวกเราหยดุ พักทเ่ี มืองนา่ น ๒ ถงึ ๓ วัน โดยพักกนั ที่ ท�ำเนยี บ หลงั หนึ่ง ในจำ� นวนหลายหลังทต่ี ั้งอยดู่ า้ นนอกก�ำแพงเมืองทางทศตะวันออกไม่ไกลจาก ริมฝั่งแม่น้�ำนัก ทิวทัศน์ที่เราเห็นชวนมองด้วยก�ำแพงอิฐสีแดงและประตูที่มี หลงั คาทรงสูงของตวั เมืองและพวกเรากไ็ ดใ้ ชช้ วี ิตอย่อู ยา่ งสมบรู ณ์พูนสขุ ก่อน พระอาทิตย์ขึ้นมีขบวนของหญิงชาวบ้านซ่ึงอยู่นอกเมืองห่มผ้าลายตารางพาย

ห้าปใี นสยาม เล่ม ๑ 159 เรืออยา่ งรีบเรง่ ไปดว้ ยแม่นำ้� เพอ่ื มุ่งไปยงั ตลาดเช้าภายในกำ� แพงเมือง และเมอื่ ความชนื้ กระจายตวั ขนึ้ สงู และแสงอาทติ ยแ์ ผดจา้ บรรยากาศกจ็ ะฝชี วี ติ ชวี าขน้ึ ด้วยการมาถึงของขบวนคาราวานของพวก ฮ่อ ซ่ึงทั้งล่อท่ีผอมเกร็งแต่ทรหด และลกู มา้ ในขบวนแลดมู ที า่ ทางเหงาหงอยดว้ ยมนั คงตอ้ งการพกั ผอ่ นหลงั จาก ท่ีตอ้ งเดินทางไกลมาจากยูนาน และเมอ่ื ตกค�่ำเสยี งคยุ จอ้ ทีฟ่ ังเหมือนเปน็ การ แลกเปล่ียนสินค้าและเงินตราของชาวตะวันออกก็จะดังมากระทบหูอย่างไม่รู้ จักหยุดจักหย่อน พวกเขาไม่ใช่เพ่ือนบ้านในแบบท่ีนึกฝันเอาไว้เน่ืองจากไม่มี คณุ ลักษณะใดๆ ในตวั พวกเขาทอี่ อ่ นหวานนุ่มนวลนอกไปเสียจากหนา้ ตาและ ถ้อยค�ำท่ีเจรจา คนพวกน้ีคงมีความต้องการผูกพันฉันมิตรกับคนแปลกหน้า พอๆ กับสุนัขดุร้ายของพวกเขาที่มีไว้คอยเฝ้ากองบรรจุหีบห่อในค่ายพัก พวกเขาไม่ชอบปลดเปล้ืองเอาเสื้อผ้ารุงรังนับไม่ถ้วนออกเสียบ้างแม้ในอากาศ ร้อนสุดขีด ซ่ึงเป็นเร่ืองแปลกพอๆ กับที่เกลียดกลัวเสียเหลือเกินกับการที่จะ ตอ้ งพดู ความจรงิ ตามปกตสิ นิ คา้ ของพวกเขาจะไดแ้ กเ่ สอ้ื คลมุ หนงั แกะ รองเทา้ แตะ ฝิ่น ไหมดบิ กระด่งิ ผูกคอววั ชา และขี้ผงึ้ แล้วก็ยงั มีลูกวอลนทั (Walnut) รสเลิศท่พี วกเขาเอาไว้แจกพวกเด็กๆ เหมอื นเป็นการล่อใจ ชายฉกรรจท์ ง้ั หมดในกองคาราวานจะเปน็ พวกนบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม เปน็ พวกทเ่ี หลอื รอดมาจากกบฏไตเ้ ผ็ง ชาวสยามและชาวลาวเรยี กพวกนร้ี วมๆ กนั ว่า ฮอ่ ไมว่ า่ จะมาจากยูนาน กวางสี หรือเมืองต่างๆ ทีอ่ ยู่ใกลเ้ คียงกบั เมอื งจนี กต็ ามที หลงั การกบฏ พวกนไี้ ดร้ วมพลกันจนไดจ้ ำ� นวนคนมากมาย และใชว้ ธิ ี เรียกช่ือตนเองโดยดูจากความแตกต่างเร่ืองสีสัน เช่น ธงด�ำ ธงเหลือง หรือ คล้ายๆ กันนี้ แล้วจึงพากันมาต้ังรกรากอยู่ตามชายแดนตังเกี๋ยและหลวง พระบาง กำ� ลงั พลพรอ้ มอาวธุ ของชาวฮอ่ ไดส้ รา้ งความประหวน่ั ครน่ั ครา้ มใหท้ ง้ั ฝรั่งเศส ญวนและตำ� บลตา่ งๆ ของเมอื งลาวรอบเมอื งหลวงพระบางและเชียง ขวาง ส่วนกองทพั สยามกย็ งั จำ� เป็นต้องใช้กำ� ลงั พลทางบกมากกวา่ หน่งึ กองพล ในการขบั ไล่พวกน้อี อกไปจากดนิ แดนตอนเหนอื ของประเทศ

160 บทท่ี ๖ หวั เมืองลาว (ตอนตอ่ ) เสน้ ทางการเดนิ ทางของกองคาราวานนโี้ ดยปกตมิ าจากทางบา้ นเปอื และ สะเนาะซ่ึงอยู่ค่อนไปทางตะวันตกสุดของเมืองน่าน สู่ใจกลางส�ำคัญของเมือง เชยี งใหมผ่ า่ นเชยี งตงุ 1 และทรี่ าบลมุ่ เชยี ง1 แสน หรอื เมอื งฝางหากวา่ นำ้� ทว่ มทน้ ลน้ ออกมาเหนอื บรเิ วณพน้ื ทต่ี ำ่� การค้าของพ้ืนท่ีแถบน้ีโดยท่ัวไปจะค้าขายกันระหว่างพวกชาวบ้านเอง หรือไม่ก็พวกกองคาราวานโคถกึ ชาวฉานและพ่อคา้ เรช่ าวฉาน2 บริเวณร้านค้าท่ีมีอยู่เพียงบริเวณเดียวของเมืองน่านตั้งอยู่บนเส้นทาง หลักทางด้านทิศเหนือและท่ีมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของก�ำแพงเมือง ซึ่งทั้งหมดเป็นร้านของชาวพม่าที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของอังกฤษ เส้นด้ายและ ผา้ ทอชนิ้ ทมี่ ขี ายกนั อยกู่ ม็ าจากโรงงานของชาวองั กฤษทงั้ หมด แตไ่ มไ่ ดใ้ สใ่ จใน เรื่องคุณภาพกนั เลยสกั นิด3 พวกเขานำ� เอาแซฟไฟร์ชน้ั เลว ๒ - ๓ ช้ินจากเชียงของมาใหข้ า้ พเจ้าดู พรอ้ มกับผลกึ แก้วท่ีเปน็ สๆี ท่ีพบจากบริเวณใกล้กนั ในทุกตัวเมืองใหญๆ่ ของ สยามจะมีพวกฉานอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งพวกเขาจะดีอกดีใจเสมอเม่ือได้เจอใคร เขา้ สกั คน และเมื่อเขาได้รวู้ า่ คนท่ีเจอน้นั คอื นายองั กฤษ หรือคนองั กฤษ พวก หวั หนา้ ซงึ่ มคี ณุ สมบตั นิ า่ เชอื่ ถอื ทส่ี ดุ ในกลมุ่ กจ็ ะมารมุ ลอ้ มเราอยา่ งรบี เรง่ พรอ้ ม ทงั้ นำ� เสนอผลไมห้ รอื ขา้ วของหรหู ราเลก็ ๆ นอ้ ยๆ ทมี่ ี รวมทงั้ ใบยามวนและเสน้ ดา้ ยซง่ึ เปน็ สนิ คา้ ทพี่ วกเขานยิ มซอื้ ขายกนั มากทส่ี ดุ พวกเขาสว่ นใหญร่ จู้ กั เมอื ง ย่างกุ้ง กัลกัตตาและยินดีท่ีจะแลกเปล่ียนข้อสังเกตเร่ืองเมืองเหล่าน้ีหรือ เรอ่ื งอน่ื ๆ ยอมทจี่ ะยากลำ� บากเพอ่ื ชว่ ยใหค้ นอนื่ สขุ สบายขน้ึ และเมอ่ื ตอนทเ่ี รา จะจากมาพวกเขากจ็ ะออกมายนื อยตู่ ามถนนเพ่ือดูเราจากไป ในหมพู่ วกเขามี หัวโจกตัวร้ายอยู่หลายคน เป็นท่ีหมายหัวของฝ่ายปกครองพม่า แต่แทนที่จะ 1 ขา้ พเจ้าใชค้ ำ� วา่ เชียง แทนคำ� ว่า เกียง ซงึ่ บางทแี ล้วสำ� หรบั ในประเทศน้อี าจฟังคนุ้ เคยกวา่ เพราะว่า เกียง มาจากความ พยายามของคนพม่าในการออกเสียงคำ� วา่ เชยี ง ในภาษาไทยใหใ้ กล้เคียงทสี่ ุด ซง่ึ ค�ำว่าเชียงก็เปน็ คำ� ท่เี คยใช้กนั ในหมู่ชาว ฉาน – ต้นฉบับ 2 รายละเอยี ดทมี่ ากกวา่ นี้มีอยู่ในภาคผนวก ๘ – ต้นฉบับ ของเขาวา่ ยอดรวมของจำ� นวนสินค้าประจำ� ทค่ี ้าขายคละ 3 มิสเตอร์ลายล์ (Lyle) กลา่ วไว้ในรายงานประจำ� ปี พ.ศ. ๒๔๓๙ กนั ณ ทีน่ ้ันเป็นมลู คา่ ๓๖,๖๐๐ รูปี หรอื ประมาณ ๑๙,๘๐๐ ปอนด์ เขาแสดงใหเ้ ห็นว่าการขาดแคลนเงนิ ตราและความ ติดขัดในการตดิ ต่อสื่อสารทำ� ให้ธรุ กิจต้องชะงกั งนั – ต้นฉบับ

หา้ ปใี นสยาม เลม่ ๑ 161 หลบหลีกจากผู้ประสงค์ร้าย พวกเขากลับเข้าประจบประแจงทางการแทนจน กระทั่งกลายมาเปน็ มิตรทด่ี ตี อ่ กัน จติ ใจของพวกเขานั้นหล่อหลอมขน้ึ มาแบบ ผมู้ นี ำ้� ใจนกั กฬี า ซงึ่ กไ็ มเ่ คยตอ้ งผดิ หวงั ทจ่ี ะไดร้ บั การตอบสนองจากชาวองั กฤษ ทั่วไป และถา้ หากว่าเราเปน็ ศัตรขู องพวกเขา พวกเขาจะไม่ร้องขอส่ิงใดมากไป กวา่ ขอโอกาสยิงเราสักครง้ั เม่อื พวกเราชนะกเ็ ท่ากับว่าเราไดพ้ สิ ูจน์วา่ พวกเรา เหนือกว่าและควรคา่ ท่จี ะไดร้ บั การยอมรบั จากพวกเขา พวกเราไดเ้ ข้าไปสรา้ ง ความสงบในพม่า ซึง่ สวนทางกับความตอ้ งการสูงสดุ ของพวกเขาท่ีจะก่อความ ไม่สงบ และในขณะนี้พวกเขาก็ไม่เคยท้อถอยท่ีจะแสดงออกถึงการยกย่องใน แนวทางที่ไดท้ �ำลงไป ดว้ ย ผ้าโสรง่ อันงดงามแปลกตาและผ้าโพกหวั เรยี บร้อย สชี มพู ดว้ ยพละกำ� ลงั และความเปน็ คนคอ่ นขา้ งรา่ เรงิ ทำ� ใหพ้ วกเขาเปน็ ชาวพนื้ บ้านอธั ยาศัยดที ่ีน่าคบหาเสมอ นอกจากไม้สักแล้ว ผลผลิตท่ีส�ำคัญของจังหวัดน่านยังมีฝ้ายและยาสูบ ซ่ึงปลูกอย่ทู ่ีหมบู่ า้ นตามเนินเขาทุกๆ หมู่บ้านมากบ้างนอ้ ยบ้าง จำ� นวนสง่ ออก ของครงั่ แทง่ และสเี สยี ดนน้ั ไดร้ บั การคาดหมายไวว้ า่ คงจะเพมิ่ จำ� นวนขน้ึ นอกจาก นนั้ กไ็ ด้แกส่ นิ คา้ พวกหนังสตั ว์ งาชา้ ง ควาย และเขากวาง หากจะกล่าวถึงจ�ำนวนช้างท่ีส่งออกไปยังเชียงใหม่และพม่าจะอยู่ใน จ�ำนวนระหว่าง ๒ ถึง ๓ ร้อยเชือกต่อปี แต่ก็น่าจะคงตัวเลขเช่นนี้อยู่ได้ไม่ นานนัก4 เหรียญเงนิ รปู ขี องประเทศอนิ เดียคอื กระแสเงนิ ตราทีใ่ ช้กันอยู่ แมว้ า่ จะ มีความพยายามทีจ่ ะน�ำเงินบาทจากกรุงเทพฯ มาใช้ แตก่ ็เป็นไปได้ยากทจ่ี ะมี การใช้ผ่านมือให้กระจายอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง นอกเสียจากใช้ในหมู่พ่อค้า บางคนที่ทำ� การติดต่อการค้ากบั เมอื งหลวง 4 การสง่ ออกสตั วท์ ี่ใชเ้ สน้ ทางทางทิศตะวนั ตกจากฝง่ั ซา้ ยของแมน่ ำ�้ โขงไดห้ ยดุ ลงอยา่ งส้ินเชิงต้ังแต่ตกอยใู่ นครอบครองของ ฝร่งั เศส - ต้นฉบับ

162 บทท่ี ๖ หัวเมอื งลาว (ตอนตอ่ ) วดั บุญยนื เมืองสา จำ� นวนประชากรในตวั เมอื งนา่ นไม่นา่ จะเกนิ ๑๐,๐๐๐ คน รวมถงึ ท่อี ยู่ ในตัวเมืองเก่าทางทิศเหนือและชานเมืองตามริมแม่น�้ำ และอาศัยอยู่โดยรอบ ท่ีราบลมุ่ แมน่ ้�ำอีกประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน ซึง่ นายแมคคาร์ธีไดส้ รปุ จ�ำนวนรวม ของประชากรในจังหวัดนี้ไว้ว่ามีอยู่ราวๆ ๒๕๐,๐๐๐ คน ทัศนียภาพภายใน กำ� แพงเมอื งยงั แลดเู ปน็ ชนบทอยมู่ าก บา้ นเรอื นตง้ั อยทู่ า่ มกลางปา่ มะพรา้ วและ ดงกลว้ ย มชี า้ ง หมาและสตั วป์ กี อยา่ งนก เปด็ ไก่ อยทู่ ว่ั ๆ ไป มซี อกซอยรม่ ครม้ึ อยทู่ างโนน้ บา้ งทางนบ้ี า้ ง ตรงสว่ นกลางมพี น้ื ทกี่ วา้ งขนาดใหญ่ พรอ้ มดว้ ย สนาม หรอื สถานที่ราชการ ท่พี �ำนักของผดู้ ำ� รงต�ำแหนง่ สูงสุด และวัด ส�ำคัญๆ หลาย แห่ง ส่ิงก่อสร้างอย่างหลังนี้แม้จะค่อนข้างกว้างขวางกับมีการตกแต่งภายใน มากมายดว้ ยภาพเขยี นทีใ่ ช้สจี ดั จา้ แสบตา แต่ถึงอย่างไรกไ็ ม่น่าชนื่ ชมเทา่ วดั ท่ี มขี นาดเลก็ และเรยี บง่ายที่อยู่ในสภาพทุรกนั ดารกวา่ มาก ซง่ึ บางทีวัดท่ีดีทส่ี ุด และเป็นแบบอย่างได้มากที่สุดน่าจะเป็นวัดที่เมืองสา ความเรียบง่ายของวัด ประจำ� หมู่บ้านป่านอกเสน้ ทางนั้นงดงามทส่ี ุด อฐิ ซึ่งเรียงอยเู่ พียงแถวหรือสอง

หา้ ปีในสยาม เลม่ ๑ 163 แถวกอ่ ขนึ้ เปน็ กำ� แพง อากาศเบอื้ งบนทอี่ ยเู่ หนอื ขน้ึ ไป ๓ ฟตุ เปน็ เสมอื นหนา้ ตา่ ง และหลงั คาทรงชแี้ หลมนนั้ ลาดลงตำ�่ เหนอื เสาคำ�้ ยนั ตน้ เตย้ี ๆ ทร่ี องรบั มนั ไวด้ า้ น ในสุดซึ่งอาจก่ออิฐปิดไว้มีพระพุทธรูปประทับนั่งดูสงบแจ่มใส ทอดสายตาไป ยงั ธงทโี่ บกไปมาชา้ ๆ อนสุ รณส์ ขี าวแหง่ ความตายทแี่ กวง่ ไปมาจากหลงั คาเบอ้ื ง หน้าพระองค์ ส่ิงหน่ึงที่เหมือนกันของวัดในพม่าหรือสยามท่ีแม้จะมีขนาดท่ีเล็กท่ีสุด ก็ตาม คือหลังคาท่ีลดหล่ันลงมาเป็นชั้นๆ เหมือนหลังคาไม้แผ่นเล็กๆ แบบ นอรเ์ วย์ ซง่ึ เปน็ หลงั คาทไ่ี มเ่ คยสรา้ งความผดิ หวงั ใหแ้ กท่ กุ คนทโ่ี ชคดที ม่ี โี อกาส ได้เห็นมาแล้วท้ัง ๒ แห่ง ส่วนที่น่านนั้นบางตัวอย่างท่ีดีๆ ก็ยังคงมีเหลือให้ เหน็ อยู่ ทศั นยี ภาพยามเชา้ ของเมอื งนา่ นคอื ตลาดเชา้ กลางใจเมอื งทเ่ี ปดิ โลง่ กวา้ ง ยามเมอื่ แสงสวา่ งค่อยๆ คบื คลานมาจากทุกทิศทกุ ทาง หญงิ ชาวบา้ นจะทยอย กันมาไม่ขาดสาย พร้อมกับน�ำตะกร้าท่ีเต็มปรี่ไปด้วยผลไม้ ข้าว แป้งข้าวเจ้า บหุ ร่ี และผลไม้มาดว้ ย พวกเธอจะนัง่ เปน็ แถวๆ ข้างหลงั สนิ ค้า มีเสียงพูดคยุ และเสียงหัวเราะเบาๆ แทบจะไม่ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมและการเอะอะ วนุ่ วายเชน่ ทเ่ี คยไดย้ นิ กนั บอ่ ยๆ เมอ่ื เวลาทช่ี าวเอเชยี มาชมุ นมุ แลกเปลยี่ นสนิ คา้ และตดิ ตอ่ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ รว่ มกนั ท�ำใหน้ ึกสงสัยไปว่าหญิงชาวน่านคงจะ ตีราคาตลาดของพวกเธอตามสภาพส่วนใหญ่ท่ีโอกาสทางสังคมเอ้ืออ�ำนวยให้ พวกเธอมกั จะแตง่ กายสวยงามนา่ มอง ท�ำใหภ้ าพทเี่ หน็ เตม็ ไปดว้ ยสสี นั การเดนิ เทา้ เปลา่ ทเ่ี งยี บจนไมไ่ ดย้ นิ เสยี งพดู คยุ และเสยี งหวั เราะเบาๆ ความมดื ครมึ้ ยาม เช้าพร้อมด้วยภาพท้ังหมดเลือนหายไปในทันทียามเม่ือพระอาทิตย์สาดแสง เหลอื ไวเ้ พยี งความแปลกใจและรอยประทบั อนั ชวนลมุ่ หลงของภาพลวงตาทยี่ งั วนเวียนอยภู่ ายในจิตใจ แต่เร่อื งอันจรงิ แทแ้ น่นอนท่เี กดิ ข้ึนกบั เพ่ือนร่วมคณะของขา้ พเจ้า ก็คือ เรื่องท่ีพวกเขาได้ต่ืนข้ึนและสวม ผ้านุ่ง ไหมออกไปที่ตลาดเช้าอย่างภาคภูมิ ทั้งที่น่าแปลกใจจริงๆ ว่าท�ำไมถึงต้องนุ่งผ้าไหมกันในตอนเช้าตรู่อย่างน้ัน

164 บทที่ ๖ หัวเมอื งลาว (ตอนต่อ) ตลาดเชา้ ท่เี มอื งนา่ นดจู ะเปน็ เพียงเหตุการณเ์ ดยี วทพ่ี วกเขาจะไม่ยอมสายเปน็ อันขาด เจ้าเมืองน่านคนเก่าเพ่ิงเสียชีวิตไปไม่นานนัก ส่วนเจ้าเมืองคนปัจจุบัน คอื ทา่ นราชวงศ์ (Rajawong) ขณะนย้ี งั ไมไ่ ดร้ บั การแตง่ ตง้ั โดยตรงมาจากทางการ กรุงเทพฯ ข้าพเจ้าได้พบเขาบ่อยคร้ังและประทับใจกับความมานะอดทนของ เขามาก รา่ งสูงสมส่วน ส่วนผมสดี อกเลาคอื สงิ่ ท่ีผสมผสานลกั ษณะอนั ภาคภูมิ และกระฉับกระเฉงเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่ข้าพเจ้าไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก เขาเป็น คนทมี่ รี ูปร่างหนา้ ตาดีมีลกั ษณะแบนๆ แบบชาวอินโดจนี ให้เหน็ เพยี งเลก็ นอ้ ย และเมือ่ ได้สนทนาด้วย ความร้สู กึ บนสหี นา้ ของเขากส็ ะดุดตาผดิ แผกไปจากท่ี ไดเ้ หน็ บนใบหนา้ ของข้าราชการสยามโดยท่วั ๆ ไป เราสามารถพบเหน็ ใบหนา้ อนั สวยงามของชาวสยามไดม้ ากมายทง้ั ในหมู่ เดก็ ๆ ชายหนมุ่ และหญงิ ชาว แตเ่ ปน็ ความงดงามทางสรรี ะซง่ึ ลบเลอื นไปอยา่ ง รวดเรว็ เพราะความเศรา้ หมอง และทสี่ ำ� คญั คอื ความออ่ นแอ ขาดความเขม้ แขง็ ท่คี วรมอี ย่ใู นบุคลิกลกั ษณะและความม่งุ มน่ั ร่องรอยของความมีคุณธรรมซึง่ ปรากฏบนใบหน้าทีเ่ ปน็ ผลจากการกรำ� ศึกมาชั่วชีวิตท้ังยังเปี่ยมล้นด้วยอุดมคติน้ันเห็นจะหาดูได้ยากในหมู่คนสูงอายุ อยา่ งดที สี่ ดุ กเ็ หน็ แตเ่ พยี งความเปน็ มติ รทด่ี อู อ่ นลา้ แตใ่ นชายคนนนี้ นั้ รมิ ฝปี าก ที่เป็นเส้นตรงอย่างเด็ดเด่ียวกับแววตาครุ่นคิดดูจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของ คนที่จริงจังกับชีวิตอยู่บ้างไม่มากก็น้อย สีหน้าท่ีรับรู้อย่างรวดเร็วและความ กระตอื รอื รน้ ในการสนทนาของเขาท�ำใหร้ สู้ กึ วา่ การพดู คยุ กบั เขาเหมอื นการพดู คุยกบั ชาวตะวันตกทีม่ กี ารศึกษา และข้าพเจา้ รสู้ ึกชนื่ ชมด้วยความเพลิดเพลนิ แกมประหลาดใจ ข้าพเจ้ารู้สึกสะดุดใจในรายงานยาวพอควรและการให้เกียรติท่ีเขามีต่อ ความไมจ่ งรักภักดขี องเจ้าสา (Chao Sa) ดเู หมือนเขาจะมองดปู ญั หาทง้ั หมด ดว้ ยมมุ มองของผวู้ จิ ารณอ์ ยวู่ งนอก ปราศจากความเอนเอยี งหรอื ความรสู้ กึ ใดๆ มากไปกว่าเสียใจ ความเรียบง่ายอย่างเข้มงวดกวดขันท่ีบ้านพักของเขา และ

หา้ ปีในสยาม เล่ม ๑ 165 การตอ้ นรบั พวกเราในแบบเกา่ เปน็ ขอ้ สงั เกตทแี่ ตกตา่ งจากความทนั สมยั กำ� มะลอ ท่กี �ำลงั ขยายตัวอย่ทู ว่ั กรงุ เทพฯ มีเร่ืองเล่าเก่ียวกับเจ้าเมืองผู้สูงวัยคนน้ีว่า เม่ือคร้ังที่ลูกชายของเขาได้ เป็นเจ้าเมืองแพร่ ในคร้ังน้ันการจับฝิ่นถือเป็นเร่ืองผิดกฎหมายของเมืองน่าน เขาได้ด�ำเนินการกับลูกอย่างเด็ดขาดโดยออกค�ำสั่งก�ำหนดโทษถึงขั้นประหาร ชวี ิตพรอ้ มด้วยถ้อยคำ� วา่ “หากแม้คนเป็น เจา้ เมอื งยงั ไมป่ ฏบิ ตั ิตามกฎหมาย แลว้ จะใหป้ ระชาชนทำ� เช่นน้ันได้อย่างไร?” แมก้ ระทง่ั กบั เพอ่ื นของขา้ พเจา้ ทไี่ ดม้ โี อกาสคนุ้ เคยสนทิ สนมในชว่ งระยะ ทส่ี นั้ พอๆ กนั กย็ งั ไมอ่ าจทำ� ใหข้ า้ พเจา้ กลา้ รบั รองตวั เขาได้ แตก่ บั ชายผนู้ ขี้ า้ พเจา้ รสู้ กึ แนใ่ จวา่ ไมม่ ขี า้ ราชการในอนิ โดจนี คนใดทไ่ี ดเ้ คยใหค้ ำ� มนั่ ในการกระทำ� ตน เป็นผปู้ กครองที่ดไี ด้มากกวา่ น้ีอกี แล้ว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวเมืองน่านนั้น จะเห็นว่ามีผู้ว่าราชการจังหวัด อยเู่ พยี งไมก่ คี่ นเทา่ นน้ั ทจี่ ะมภี าระหนา้ ทซ่ี ง่ึ งา่ ยไปกวา่ น้ี แมจ้ ะปราศจากตำ� รวจ และไม่มีการบังคับแต่กฎหมายและค�ำส่ังของที่น่ีก็คงอยู่โดยไม่ถูกฝ่าฝืน บท ลงโทษเก่าทตี่ ้องรับโทษถงึ ตายในการสูบฝิ่น ขโมยช้าง และลกั ขโมยถูกแทนที่ ดว้ ยบทลงโทษทเี่ บาลงเนือ่ งมาจากการเข้าแทรกแซงของรฐั บาลทางกรุงเทพฯ เมือ่ ประมาณ ๒ ปกี อ่ นท่ีพวกเราจะมาถงึ และนบั ตงั้ แตน่ ้นั มาก็มีชายเพียงคน เดียวเท่าน้นั ทีถ่ ูกจบั เข้าคกุ ข้าหลวงจากกรงุ เทพฯ เป็นชายชราทไี่ ม่มไี หวพริบ ซึ่งข้าพเจ้ารบั ทราบ มาดว้ ยความยนิ ดวี า่ ผทู้ ไี่ ดร้ บั การแตง่ ตงั้ ตอ่ มาภายหลงั เมอ่ื เรว็ ๆ นเ้ี ปน็ ผมู้ คี วาม สามารถสูงกวา่ มาก ในระหว่างที่พวกเราอยู่ที่นี่ได้เริ่มมีการลงมือสร้างพระเมรุมาศส�ำหรับ ฌาปนกิจพระศพเจ้า ซึ่งเพ่ิงสิ้นพระชนม์ชีพที่บริเวณลานกว้างก่อนถึงก�ำแพง เมืองทางทศิ ตะวันออก ตน้ ไมใ้ นปา่ ขนาดมหมึ าทีย่ าวกวา่ ๖๐ ฟตุ ได้ถกู นำ� มา วางไว้ตอนล่างหรือพูดง่ายๆ ก็คือวางไว้แทนหินก้อนแรกเป็นฐานรากชั่วคราว ไมไ้ ผท่ ผี่ กู เปน็ นงั่ รา้ นสงู ขนึ้ ไปถงึ ๕๐ ฟตุ สรา้ งเปน็ โครงมมุ ฉากขนึ้ มาทง้ั ๓ ดา้ น

166 บทที่ ๖ หัวเมืองลาว (ตอนตอ่ ) ตามแบบ ตรงดา้ นท่ี ๔ ของมมุ ฉากท่พี ้ืนคอ่ นขา้ งเรียบจะถูกขดุ ลึกลงไปถึงก้น หลุมต้นื ๆ ทกี่ �ำหนดไว้ใหเ้ ป็นจดุ ศูนยก์ ลาง เชอื กหวายเสน้ ยาวถกู ดงึ มาจากปลายหวั เสาดา้ นนอก ปลายเชอื กโยงขนึ้ ไปเหนือน่ังร้านและปล่อยท้ิงลงมาบนพ้ืนเบ้ืองหน้า กลุ่มชายฉกรรจ์นับร้อยๆ คนจะไปเตรยี มพร้อมอย่ตู รงปลายเชือกทตี่ กลงมา แลว้ จับมนั ออกวง่ิ พร้อมกับ โห่ร้องไปด้วยและในขณะท่ีส่วนปลายถูกดึงขึ้น ส่วนฐานก็จะค่อยๆ เลื่อนไป ตามพน้ื เรยี บสรู่ ะดบั ทจี่ ดั เตรยี มไว้ ตอนทเ่ี สากำ� ลงั เคลอื่ นตวั ตงั้ ตรงมนั จะถกู ยดึ ไวด้ ว้ ยนงั่ รา้ น และจะยดึ เสาไวต้ รงจดุ นนั้ ในขณะเดยี วกบั ทท่ี ำ� การเสรมิ ฐานราก ยามเม่ืออรุณรุ่งของวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ค่อยๆ ทอแสงแทรกซึมสลาย หมอกหนาครึ้มท่ีเมืองน่าน พวกเราก็เร่ิมเดินเท้าคร้ังใหม่ไปทางตอนเหนือสู่ เชยี งของ มีเส้นทางใหเ้ ราเลือก ๓ เสน้ ทาง และการท่จี ะหาข้อมูลใดๆ ท่ีเช่ือถอื ได้เกี่ยวกับเส้นทางท้ังสามนั้นก็เป็นเรื่องยากเย็นเหมือนเช่นเคย ข้าพเจ้าก็เลย เลอื กไปในทศิ ทางทมี่ งุ่ สทู่ างเหนอื มากทส่ี ดุ เพอื่ ทจี่ ะตามรอยแมน่ ำ�้ เพอื่ นเกา่ แก่ ของเราไปใหน้ านมากทส่ี ดุ เทา่ ทจี่ ะเป็นได้ และจะไดส้ ามารถมองเหน็ ทร่ี าบลุ่ม แม่นำ�้ น่านให้ไดม้ ากทส่ี ดุ เราใช้เวลาเดินทางอย่างสะดวกสบาย ๔ วันคร่ึงผ่านภูมิประเทศซึ่งมีผู้ อยู่อาศัยเข้าสู่เมืองงอบ ผ่านหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ท่ีมีหน้าผาแวดล้อมโดย รอบ และมี วัด ขนาดเลก็ อันงดงามด้วยก�ำแพงฉาบปูนสขี าว ซึง่ เปน็ วดั ทเี่ ราใช้ อาศยั พกั คา้ งแรมในตอนกลางคนื มเี สยี งปลอบประโลมจากแมน่ ำ�้ ทเี่ ตม็ ไปดว้ ย กรวดไหลเชย่ี วรนุ แรงหรอื เสยี ง “กรงุ๋ กรงิ๋ ” ของกระดง่ิ ใบระกาหนา้ จวั่ ทดี่ งั แวว่ อย่ใู นสายลมทพี่ ดั กรรโชกยามดึก สิ่งท่ีพบมากท่ีนี่โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกดูเหมือนเป็นการเผาไม้ ทำ� ลายปา่ มีจ�ำนวนหญ้าวชั พืชที่เจริญพันธ์ุอยา่ งรวดเรว็ และไมไ้ ผ่เข้ายดึ ครอง บรเิ วณทเี่ ปน็ ดนิ ซงึ่ เหน็ แลว้ รสู้ กึ ผดิ ปกตเิ ปน็ อยา่ งยงิ่ การทจี่ ำ� นวนไมป้ า่ หมดสนิ้ ไปเปน็ การชใ้ี หเ้ หน็ วา่ พวกมนั ตอ้ งถกู เผาผลาญอยา่ งรนุ แรงขนาดไหน นโยบาย แบบที่กรมป่าไม้ของสยาม (Siamese Forest Department) ก�ำลงั จะน�ำมา

หา้ ปีในสยาม เลม่ ๑ 167 ใชอ้ ย่างเครง่ ครัดในการป้องกันไฟป่าในวงกวา้ งจงึ เปน็ เรื่องทนี่ ่าสนใจ เร่อื งนด้ี ู จะเป็นปัญหาส�ำคัญส�ำหรับประเทศที่ต้องพ่ึงพาป่าไม้ในการท�ำฝนและใช้เป็น วตั ถดุ บิ ต่างๆ เปน็ จำ� นวนมากมายมหาศาล ทสี่ ยามนัน้ ไร่ หรอื เนินเขาท่เี ตียน โลง่ ได้เพมิ่ จำ� นวนข้ึนทุกๆ ปี ทง้ั หมดเกดิ จากทำ� ลายของชาว ขา่ หลายเผา่ แต่ ทว่าผลประโยชน์หรือผลผลิตท่ีได้รับเป็นจ�ำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับป่าท่ีถูก ท�ำลายลงไปและทั้งหมดที่จะได้ก็คือเนินเขาซ่ึงเอาไปปลูกต้นกล้าและต้นฝ้าย เพยี ง ๒ - ๓ ลกู ในไม่ช้าพวกเขากจ็ ะทง้ิ งานไป ต้นหญา้ กจ็ ะเร่มิ แตกรากออก ใบในพ้ืนที่เตียนโล่งนั้น และก�ำจัดเอาต้นอ่อนท่ีมากประโยชน์กว่าไปด้วย ใน ระหวา่ งฤดรู อ้ นตน้ หญา้ เหลา่ นน้ั กจ็ ะตดิ ไฟและลกุ ลามคบื คลานเรอื่ ยๆ ทกุ ปกี นิ พน้ื ทไ่ี ปจนถงึ รมิ ขอบชายปา่ ทอ่ี ยรู่ อบๆ คงเหลอื ไวแ้ ตต่ อไมไ้ หมเ้ กรยี ม ทำ� ใหไ้ ม้ ที่แตกหน่อถูกไฟเผาลม้ ตายและเหลือแตด่ ินที่ไม่มีความอดุ ุมสมบรู ณ์อีกแล้ว หลักเกณฑ์ด้านการป่าไม้ดูเหมือนจะได้มีการน�ำเอามาตรการป้องกัน ไฟไหม้ป่ามาใช้ซึ่งเป็นการช่วยคงสภาพเน้ือดินและความชุ่มชื้นในป่า โดยใช้ มาตรการสนบั สนนุ ด้วยระบบการถากถางพ้นื ที่ใหโ้ ลง่ เตยี น การลดจ�ำนวนปา่ และการปรบั สภาพภเู ขาใหด้ ขี นึ้ โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเดยี วกนั กบั การสกดั กนั้ ความ เส่ือมโทรมและให้ความช่วยเหลือการแพร่พันธุ์และการเจริญเติบโตของต้น ออ่ นของพนั ธไ์ุ มท้ เ่ี ปน็ ประโยชน์ เมอื่ เปน็ เชน่ นจี้ งึ ตอ้ งทำ� การกำ� จดั ตน้ หญา้ และ ต้องท�ำการตัดไม้ไผ่เพ่ือปล่อยให้เหล่าต้นอ่อนท่ีมีคุณค่าได้มีโอกาสต่อสู้ด้ินรน เพือ่ ให้ยนื ตน้ ต่อไปได้ การทไี่ มส้ กั ถกู ตดั ทำ� ลายไปอยา่ งรวดเรว็ และการขยายตวั ของการทำ� ปา่ ในแตล่ ะปกี ย็ งั คงดำ� เนนิ ต่อไป จงึ เป็นปญั หาท่ีใครๆ กไ็ ด้แต่หวงั วา่ มันคงจะได้ รับการเอาใจใสอ่ ยา่ งจริงจงั จากรฐั บาลสยามเสยี ที เราได้เดินทางข้ามแม่น้�ำเป็นครั้งสุดท้ายที่เมืองงอบ ณ ท่ีนั้นเราจะได้ เสยี งสดชนื่ ของน�้ำเซาะในล�ำธารเลก็ ๆ อนั เปน็ ทม่ี าแหง่ ชอ่ื น้�ำงอบ มนั มลี กั ษณะ ที่ไหลเร่ือยอย่างอ่อนโยนและสงบเสง่ียมจนยากท่ีจะละสายตาไปได้5 ไม่มี 5 แมน่ ้�ำเจ้าพระยาซึง่ เป็นทร่ี ูจ้ กั กนั ดีในสยาม มตี ้นก�ำเนดิ จากกล่มุ ภูเขาในดอยหลวงที่ ๑๙ องศา ๓๕ ลปิ ดาเหนอื และ ๑๐๑ องศา ๒๔ ลิปดาตะวนั ออก ห่างจากแม่น�้ำโขงในระยะประชดิ แค่ ๒๐ ไมลเ์ ท่าน้ัน ความสงู ของมนั เมอ่ื กลายเปน็ กระแสนำ้� ครัง้ แรกอยู่ทค่ี วามสูงประมาณ ๑,๔๐๐ ฟตุ – ต้นฉบบั

168 บทท่ี ๖ หัวเมอื งลาว (ตอนต่อ) ลักษณะใดๆ ท่ีจะท�ำให้คาดเดาได้ถึงหน้าท่ีส�ำคัญและสถานะอันสง่างามท่ีมัน เป็นอยู่ในพื้นท่ีส่วนล่าง ท่ีไกลออกไปใกล้ๆ กับสายน้�ำมีบ่อเกลือหลายบ่อ ซึ่งในระหว่างฤดูฝนน้�ำเค็มจะถูกวิดเข้ามาในบ่อลึกราวๆ ๕ หรือ ๖ ฟาทอม เสร็จแลว้ ก็ปลอ่ ยใหน้ ำ้� ระเหยกลายเปน็ ไอ เกลอื ทไี่ ด้จะน�ำมาใช้ในพื้นท่จี งั หวดั น่านเสียเปน็ ส่วนใหญ่ บอ่ เกลือเหลา่ นก้ี ม็ ีดวงวิญญาณคอยปกป้องซึ่งดเู หมอื น จะเต็มไปดว้ ยความอาฆาตมาดรา้ ยมากกว่าทน่ี ำ�้ พ้เี สียอีก ผู้ผูกขาดค้าเกลือคง พบแล้วว่าวิธีการน้ีได้ผลเสียย่ิงกว่าการใช้ต�ำรวจท้ังยังส้ินเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย กวา่ ด้วย ขณะน้ีเราก�ำลังมุ่งหน้าไปทางตะวันตก และจากการเดินเท้าในทาง ทุรกันดารอันยาวนานน้ีท�ำให้พวกเราได้ข้ามแหล่งน�้ำเข้าสู่ท่ีราบเชียงหองท่ีอยู่ เหนือจากระดับน้�ำทะเลราว ๒,๐๐๐ ฟุต ทัศนียภาพของหุบเขาเมื่อมองจาก ยอดเขาลกู ทผี่ า่ นมาแลดงู ดงามยง่ิ แตส่ ว่ นทอ่ี ยใู่ นระยะหา่ งๆ นนั้ พรา่ เลอื นดว้ ย หมอกควันจางๆ ท่ีมักจะเกิดข้ึนบ่อยๆ ทั่วท้ังภูมิภาคแถบน้ีเม่ือกระแสลมใต้ แห่งเดอื นกมุ ภาพนั ธแ์ ละเดอื นตอ่ ๆ มาพัดผา่ น พวกเราเดินเท้าช่วงส้ันๆ จากเชียงหองผ่านเส้นทางเย็นยะเยือกและ มดื มดิ ทมี่ เี ทอื กเขาถนนธงชยั พาดผา่ น มนั ดงู ดงามและเปน็ ปา่ แถบเสน้ ศนู ยส์ ตู ร ท่มี ีความกดอากาศต่�ำท่ีสดุ เทา่ ที่ข้าพเจา้ เคยเห็นมา นับเปน็ ชวั่ โมง ๆ ที่พวกเรา ไมไ่ ดเ้ หน็ ลำ� แสงอาทติ ย์ ไมม่ แี มเ้ ศษละอองรศั มจี ากแผน่ ฟา้ ทจี่ ะแทรกผา่ นอโุ มงค์ ใบไมห้ นาทบึ ทอี่ ยเู่ หนอื พวกเราลบิ ๆ ลงมาได้ ลำ� ตน้ สเี ทาขนาดใหญพ่ งุ่ ตระหงา่ น มองดูราวกบั เสาหินแทรกผา่ นความมดื ครึ้ม รวมทัง้ เสียงของพวกเราท่ีสะทอ้ น กลบั ไปกลบั มา ยามนน้ั ทง้ั ชาวลาวและชาวสยามตา่ งเลกิ คยุ จอ้ ไมม่ เี สยี งหวั เราะ หรอื เรอื่ งตลกใหไ้ ดย้ ิน มแี ตเ่ สียงฝเี ทา้ ท่ีเดินอยา่ งรบี เร่งผ่านโคลนตมไปใหถ้ ึงท่ี ซึง่ มแี สงตะวัน พวกเราพักแรมกนั ในตอนบา่ ยตรงท่ีโลง่ เพื่อให้ช้างและผู้ที่ออ่ น ลา้ จากการเดินทางร่วม ๑๒ ชัว่ โมงจากเมอื งงอบได้พัก พวกผู้ชายพากนั ร่าเรงิ ภายใต้ผืนฟ้าสีน�้ำทะเลจัดจ้า เป็นการพลิกฟื้นก�ำลังใจของพวกเขาให้กลับคืน โดยเร็วท่ีสดุ พอๆ กับตอนทีพ่ วกเขาได้สญู เสยี มันไป

ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ 169 จากการมารวมตวั กนั ดว้ ยสาเหตหุ ลายประการทำ� ใหต้ อนนคี้ ณะของเรา เพ่ิมจำ� นวนมากข้ึน สภุ าพบุรษุ คนหนงึ่ ถกู ส่งตวั มาจากเชยี งใหม่ในฐานะ “ท่าน ขา้ หลวง” เพอื่ ชว่ ยเหลอื พวกเราในระหวา่ งทางและคอยรบั รายงานจากขา้ พเจา้ ในตอนท้ายท่ีเชียงของ เขาเดินทางด้วยช้างพลายชั้นเยี่ยมพร้อมกับผู้ช่วยของ เขาซึ่งอยู่บนช้างอีกตัวหนึ่ง และเม่ือถึงตอนค่�ำการตั้งค่ายพักแรมตามสภาพท่ี เป็นจรงิ ของเขาก็ทำ� ให้ขา้ พเจา้ อดชน่ื ชมไมไ่ ด้ เขาเดินทางลว่ งหน้าพวกเราเปน็ เวลาชว่ั โมงหรอื ๒ ช่วั โมงเสมอ แตข่ า้ พเจ้ากเ็ คยได้ไปถึงท่ีหมายพรอ้ มกบั เขา เมอื่ ตอนจบวันและได้เฝา้ มองเขาเลือกตำ� แหนง่ สำ� หรับตง้ั ค่ายพกั กูบทแ่ี สนจะ สะดวกสบาย ๒ หลังถูกนำ� ออกมาโดยจัดตำ� แหน่งดา้ นหลงั กูบไวก้ บั กิ่งไม้ที่หนั หนา้ ไปทางปา่ หลงั คาทม่ี ยี อดแหลมยาวดา้ นหนา้ ยน่ื ออกไปยงั รม่ เงาก�ำบงั แสน สบายท่ีเกิดจากผืนเสื่อหรือกอไผ่โดยมีหนังเสือหรือไม่ก็หนังกวางปูแผ่อยู่ ด้านล่าง ในไม่ช้าผู้ช่วยของเขาก็จุดไฟขึ้นและห่อหุ้มรอบตัวด้วยผ้าลายตาราง เมอ่ื งานเสรจ็ ไปแลว้ พวกเขากเ็ หลอื แตก่ ารนงั่ จอ้ งมองควนั ไอจากขา้ วทหี่ งุ สำ� หรบั ม้ือเย็นเท่าน้ัน เขามีลูกม้าสีขาวอยู่ ๒ ตัว ลูกตาและจมูกของมันเป็นสีชมพู เรอื่ ๆ ซง่ึ เขาภาคภมู ใิ จกบั มนั ทงั้ สองตวั มาก อะไรกต็ ามทจ่ี ดั วา่ เปน็ เผอื กนน้ั เปน็ ส่ิงที่เห็นว่ามีคุณค่ากันมากในสยาม และก็แปลกพอดูที่ดูเหมือนจะมีสัตว์หรือ คนเผอื กทด่ี ีๆ ปรากฏขึน้ มากมาย เด็กหนมุ่ ตัวเล็กๆ ที่จงั หวัดนา่ นคนหนงึ่ ถูกพี่ ชายของเขาน�ำมาพบข้าพเจ้าเพ่ือขอร้องว่าข้าพเจ้าสามารถท�ำสิ่งใดกับดวงตา ของเขาได้บ้าง ชาวยุโรปมักถูกอ้อนวอนให้ไปยังทุกหนแห่งที่เกิดมีอาการ บาดเจบ็ ตามรา่ งกาย เขามสี ภาพรา่ งกายทอ่ี อ่ นแอและทกุ ขท์ รมานมากจากการ ถกู เขม่นจ้องมอง แต่กจ็ ัดเปน็ เด็กรา่ เรงิ คนหนึง่ ชา้ งท่ีเรยี กกนั ว่า “ชา้ งเผือก” ก็เป็นสัตว์เผือกดว้ ยเช่นกัน และข้าพเจา้ ก็เคยได้เหน็ ววั และลงิ เผอื กมาแล้ว นอกเสยี จากการตั้งค่ายพักแรมและม้าท้ังสองตวั แลว้ ส่งิ อน่ื ๆ กด็ ูจะไม่ เปน็ ท่ีพงึ พอใจของท่านขา้ หลวงของเรานกั เขาพรำ�่ พรรณนาบทสวดมนต์ท่วี น เวียนไม่รู้จบให้ข้าพเจ้าฟังบ่อยๆ ทั้งๆ ท่ีเห็นได้ชัดว่าเขาหาได้เข้าใจในถ้อยค�ำ เหลา่ นนั้ ไม่ บนใบหนา้ เดยี วกนั นนั้ เขาสามารถตสี หี นา้ ไดท้ ง้ั ประจบประแจงและ

170 บทที่ ๖ หวั เมืองลาว (ตอนต่อ) สภุ าพ แตส่ ง่ิ ท่เี ขาจะทำ� เม่ืออยลู่ บั หลังใครๆ น้ันอย่างน้อยที่สุดก็คือคอยหลอก ลวงชาวบา้ นทีน่ ำ� ขา้ วของตดิ ตวั มาดว้ ย สมาชิกใหม่อีกคนหน่งึ ท่เี ขา้ มารว่ มในคณะของเรากค็ อื เจา้ บญุ ยืน ผซู้ ึง่ เคยให้การต้อนรับขบั สเู้ ราท่เี มอื งสา เขาได้รบั คำ� ส่ังให้ติดตามพวกเราไปตลอด ทางจนกระทง่ั ถึงกรงุ เทพฯ เขาออกจากเมอื งนา่ นมาพรอ้ มกับเด็กหนุ่มทเ่ี ป็นผู้ ติดตามมา ๓ คน หนง่ึ ในนัน้ เปน็ หวั หน้าการแสดงทส่ี รา้ งความเพลดิ เพลินให้ พวกเราเมอ่ื ตอนทยี่ งั พำ� นกั อยทู่ น่ี น่ั พวกเขาหอบขา้ วของพะรงุ พะรงั ทม่ี ที งั้ หมด ซึ่งใส่อยู่ในห่อแกว่งไปมาบนคานไม้ไผ่ที่พาดอยู่บนบ่าแบบเดียวกับพวกฉาน สำ� หรบั พวกเขาแลว้ การตงั้ คา่ ยพกั แรมเปน็ เรอ่ื งงา่ ยดายทส่ี ดุ มหี นงั กวางทำ� เปน็ เตยี งและผา้ ขาวมา้ แทนผ้าหม่ พวกเขาทุกคนลว้ นมรี ูปร่างเล็กและเปน็ คนกล้า หาญทรหดทสี่ ุดในหมูพ่ วกเรา ชายพวกนเี้ ปน็ ลกู ปา่ โดยก�ำเนดิ มีตาทไี่ วในการ สงั เกตพชื สมนุ ไพรทกี่ ินไดต้ ามทาง สว่ นหูกจ็ ะสดบั จบั เสยี งทกุ ๆ สำ� เนยี งเสียง ปา่ พวกเขาร้จู กั ปา่ ไม้รอบๆ ตัวเช่นเดียวกับที่ชาวลอนดอนรู้จักถนนสแตรนด์ (Strand)๑ ดี สามารถเลยี นแบบเสยี งเพลงและเสยี งร้องทุกๆ เสยี งทงั้ ยงั สะกด รอยได้ ระหวา่ งการเดนิ เทา้ พวกเขาเปน็ เพอื่ นรว่ มทางทต่ี ลกขบขนั และกระเซา้ เยา้ แหย่กันอย่างคุ้นเคย แตเ่ ม่ืออยูใ่ นค่ายพัก เจ้า จะเป็นหวั หนา้ และอากัป กรยิ าคุน้ เคยทม่ี กี จ็ ะอันตรธานหายไปทนั ที ข้าราชการคนหนึ่งพร้อมกับบุตรชายของเขาซึ่งล้วนแต่มีต�ำแหน่ง เจ้า6 “เปน็ ผทู้ ร่ี จู้ กั ภมู ปิ ระเทศแถบนเี้ ปน็ อยา่ งดไี ดถ้ กู สง่ ตวั มาไกลจากเชยี งของพรอ้ ม พวกเราโดยท�ำหน้าที่เป็นคนนำ� ทางให้ พวกเขามรี ูปรา่ งหน้าตาดี เปน็ คนหนมุ่ ที่เข้มแข็งบึกบึน มีรอยสักตั้งแต่หัวเข่าไปจนถึงบ้ันเอวแบบเดียวกับท่ีพวกลาว พงุ ดำ� หรือลาวตะวนั ตกนิยมสักกนั พวกเขามปี ระโยชน์ตอ่ เรามาก เพราะการที่ จะไปหวังว่าจะได้ข้อมูลต่างๆ เก่ียวกับเส้นทางสักเส้นหนึ่งจากพวกชาวอินโด จนี โดยทวั่ ไปนน้ั เปน็ เรอื่ งโงแ่ ทๆ้ ทกุ ๆ คนื เมอื่ คำ� สงั่ การของวนั รงุ่ ขนึ้ ถกู แจง้ ออก ๑ The Strand ช่ือถนนในกรุงลอนดอน ตัดขนานกบั ล�ำน�้ำเทมสจ์ าก Trafalgar Square ไปยัง Fleet Street เป็นทๆ่ี มีการ จราจรคับคง่ั – สวป. 6 ในจงั หวัดนา่ นนั้นหมู่บา้ นตา่ ง ๆ ลว้ นแต่เรียกเปน็ “เมือง” ทั้งสิ้น เชน่ เดยี วกับการตั้งถ่ินฐานของผูค้ นทเ่ี รยี กวา่ “เมือง” (cities) ในประเทศสหรัฐอเมรกิ า และจำ� นวนผมู้ ฐี านันดรเปน็ เจ้า นนั้ มอี ยู่มากมายแม้วา่ จะไมม่ คี วามภาคภูมเิ ท่า “เจา้ ชาย” ในโรม – ต้นฉบับ

ห้าปใี นสยาม เล่ม ๑ 171 ไป ค�ำสั่งการน้ันจ�ำเป็นที่จะต้องแจ้งถึงระยะทางการเดินเท้าในครั้งต่อไปด้วย หากสามารถท�ำได้ ตอ้ งบอกให้รวู้ ่าทีใ่ ดจะมนี ำ�้ หรอื หาซ้อื ข้าวสารไดบ้ ้าง ขณะ นี้คณะของพวกเรามีอยู่ประมาณ ๗๐ คน พร้อมด้วยช้างถึง ๒๒ ตัว จงึ เปน็ เรอื่ งทค่ี วรคดิ อา่ นใหร้ อบคอบ เพราะไมม่ ใี ครสามารถเดนิ ทางไปเสย่ี งภยั เอาขา้ งหนา้ เพอ่ื ไปหาขา้ วใสใ่ หเ้ ตม็ กระเปา๋ หรอื หาขวดนำ้� ชาเยน็ แบบทเี่ ราเคย ท�ำในภายหลังตอ่ มาในตอนที่เรามีกำ� ลงั คนอยู่เพยี ง ๔ หรือ ๕ คนเท่านัน้ ใคร กต็ ามทร่ี จู้ กั เสน้ ทางจงึ ถกู เรยี กมานง่ั ลอ้ มวงรอบกองไฟเพอ่ื บอกเลา่ ประสบการณ์ ของเขาแก่พวกเรา ท้ังชาวฉานและชาวสยามมีความสามารถในการก�ำหนด ภมู ปิ ระเทศทเ่ี ชอื่ มตอ่ ถงึ กนั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ฉะนน้ั อะไรทเี่ ปน็ จดุ สงั เกตกจ็ ะทำ� ความ ตกลงกนั และวาดร่างเปน็ แผนที่ไว้ตามความเคยชนิ ภาพร่างแสดงภมู ปิ ระเทศ ท่ีไดม้ าจากการถกเถียงกนั เป็นการรา่ งข้ึนหยาบๆ บนพ้ืน ศาลา ฝนุ่ จบั เขรอะ นนั้ กไ็ มไ่ ดย้ งุ่ ยากเกนิ ความเขา้ ใจของพวกเขา ทง้ั ยงั เปน็ แผนทซี่ งึ่ มคี วามแมน่ ยำ� เอาการด้วยการแสดงถึงทิศส�ำคัญท้ัง ๔ ข้าพเจ้าได้เคยเห็นภาพที่ร่างข้ึนแค่ หยาบ ๆ แต่มีความถูกต้อง เป็นแผนทที่ ร่ี า่ งโดยควาญชา้ งหรอื หัวหน้าหมบู่ ้าน ที่อยู่ในป่าลึก ต�ำแหน่งที่สัมพันธ์กันที่มักจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนจะถูกน�ำมา ใสไ่ ว้ แตเ่ มอื่ พดู ถงึ เรอื่ งอตั ราสว่ นและระยะทางแลว้ พวกเรากจ็ ะเรม่ิ มปี ญั หายงุ่ ยากเกิดขึน้ การหละหลวมในเร่อื งคำ� อรรถาธิบายดังทีเ่ ปน็ อยใู่ นดินแดนตะวนั ออกไมเ่ ออ้ื อำ� นวยในการให้รายละเอยี ดได้ “จากจุดนีไ้ ปถงึ ตรงจุดนัน้ ไกลเทา่ ไหร่” มคี นหนงึ่ ถามข้ึนพรอ้ มกบั ชีไ้ ป ท่ีแผนที่ “รบั ประทาน” ไม่ไกลเทา่ ไหร่, ขอรับ”7 “เดนิ ทางเต็มวนั รเึ ปลา่ ” “อาจมากกว่านน้ั , ขอรับ” “สองวันไดม้ ยั้ ” “ถ้าคุณเดินอย่างขันแข็งก็อาจท�ำได้ภายใน ๑ คืน8 แต่กระผม คิดวา่ ช้างจะตอ้ งใชเ้ วลาถงึ ๒ คืน ขอรับ”

172 บทที่ ๖ หวั เมอื งลาว (ตอนตอ่ ) “ง้ันมันก็ไกลพอๆ กับระยะจากที่ตรงน้ีไปถึงที่ตรงน้ันนะซิ” ใคร คนหนึ่งอุทานอยา่ งดใี จ โดยระบรุ ะยะทางไกลบางแหง่ ทีร่ ูจ้ ัก เขากำ� ลังคดิ วา่ ใน ท่ีสดุ ก็จะมีคนกำ� หนดอตั ราส่วนทีจ่ ะใช้การเดินทางได้ “คงไม่ใชห่ รอก นายขอรับ มันไมไ่ กลอย่างน้ัน” “ก็แล้วท�ำไมเราถงึ ต้องใช้เวลานานอยา่ งน้นั เลา่ ” “รับประทาน. ในวนั แรกนนั้ ทรุ กนั ดารมาก, ขอรบั ผม!” “แค่นั้นเหรอ” “ในเดอื นนจี้ ะไมม่ นี ำ�้ ทใ่ี นหว้ ยเลก็ ดงั นนั้ ทา่ นจะพกั แรมทน่ี น่ั ไดเ้ พยี ง ระยะสัน้ ๆ ตรงหว้ ยสาย คงไม่อาจน�ำชา้ งเขา้ ไปจากหว้ ยสายได้ภายใน ๑ วัน ขอรบั ผม” “แลว้ ใช้เวลาเทา่ ไหร่ถงึ จะพาพวกมันไปได้” “หากเราเร่ิมเดินทางท่ียามสามตอนกลางคืน (คือ ๓ นาฬิกา) พวกมนั อาจไปถงึ ตอนชว่ั โมงที่ ๖ ตอนกลางคนื (เที่ยงคนื ถดั มา)” “นานเกินไปจริงๆ แนใ่ จนะว่าไม่มีน�ำ้ ในห้วยเล็ก” “รับประทาน ตอนนไ้ี ม่มีใครอยู่ทนี่ ่นั ไดเ้ ลยสกั คน ขอรับ” แล้วก็มีบุคคล ๒ คนมาแจ้งให้ทราบว่าพวกเขารู้จักชายคนหนึ่ง ซ่งึ ผา่ นไปทีน่ ัน่ ในตอนเดือนนี้ของปีทแี่ ลว้ ทนี่ ่ันไม่มนี �้ำแมเ้ พยี งหยดเดียวตงั้ แต่ รงุ่ อรณุ จนตกคำ่� ของคนื แรก เนอื่ งมาจากการทตี่ อ้ งคอยระวงั ในเรอื่ งการใหร้ าย ละเอียดของพวกเขาให้ดี จึงได้มีใครคนหน่ึงตัดสินใจว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นความ จริง ดังน้นั จงึ มกี ารก�ำหนดระยะทางทจ่ี ะให้ช้างเดินและเตรยี มโกโกไ้ ว้ส�ำหรบั ตอนกลางวนั ในวนั ตอ่ มาพวกเราจงึ เร่งรดุ เดนิ ทางไปยงั ห้วยเล็กและได้เดนิ ลุย ในกระแสน้�ำลึกท่วมถึงเข่าท่ีไหลพร่ังพรูอย่างน่าอภิรมย์ ในตอนน้ันเราเทิน สัมภาระของการตั้งค่ายพกั ทง้ั หมดไวบ้ นศีรษะและเม่ือถึงเมืองเล็กๆ ข้างหน้า เรากไ็ ด้ยนิ มาว่าหว้ ยเล็กนนั้ ไม่เคยเหือดแห้งมากอ่ นเลย 7 ค�ำว่า “ขอรบั เจ้านาย” เปน็ ค�ำซึ่งชาวสยามหรือชาวลาวฐานนั ดรต่�ำทกุ คนจะสอดแทรกเข้ามาในประโยคต่าง ๆ เป็นประจ�ำ อย่างน่าเบื่อหนา่ ย – ต้นฉบับ 8 การเดนิ ทางหนงึ่ คืนในสยามนนั้ หมายถงึ ๒ วัน จากวิธีคดิ ท่วี า่ นกั เดินทางจะใช้เวลา ๑ คนื อยูบ่ นทอ้ งถนน คลา้ ย ๆ กับที่ “สองคนื ” หมายถงึ การเดินทาง ๓ วนั รวมกบั การพกั แรม ๒ คนื – ต้นฉบบั

หา้ ปีในสยาม เลม่ ๑ 173 ในเรื่องของรูปแบบการต้ังช่ือนั้นเป็นเร่ืองที่นักเดินทางจะต้องท�ำเข้าใจ ให้จงหนัก ใครก็ตามที่ได้ดูแผนท่ีโดยเฉพาะอย่างย่ิงแผนท่ีส่วนอินโดจีนของ ฝร่ังเศสจะต้องงุนงงกับท้ังตัวเลขและช่ือที่พิมพ์ตัวใหญ่เอาไว้ ชื่อเหล่านี้มีอยู่ เต็มไปหมดเหมอื นชอ่ื ตา่ งๆ บนแผนท่ีของประเทศอังกฤษ แตก่ ระนัน้ คนทเ่ี ดิน ทางเป็นวันๆ ก็ยังไม่อาจเห็นหมู่บ้านสักแห่งหนึ่งได้ พวกเราทุกคนต่างตั้งใจ แสวงหาข้อมูลอย่างเอาเป็นเอาตายเพ่ือเก็บรายชื่อของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ ผ่านไปจน นายต่างๆ ที่มากับขา้ พเจ้าตา่ งก็ถูกกระตนุ้ ไปกับความตื่นตัวในเรอื่ ง นไ้ี ปดว้ ย ดงั นน้ั กระแสนำ้� และขนุ เขาทกุ แหง่ บอ่ นำ�้ ทกุ บอ่ และกอ้ นหนิ ทกุ กอ้ น ที่โล่งแจ้งเกือบทุกแห่งและยิ่งไปกว่านั้นคือยอดเขาทุกๆ ยอดจะถูกบันทึกช่ือ ทงั้ หมดไวใ้ นสมดุ โนต้ การคน้ พบรายชอ่ื ซง่ึ ผดิ เพยี้ นกจ็ ะไดน้ ำ� ไปสกู่ ารสบื หาขอ้ เทจ็ จรงิ สำ� หรบั พวกเราทมี่ าดว้ ยกนั แลว้ ผลสรปุ ทไี่ ดก้ ด็ จู ะเชอื่ ถอื ไดม้ ากทเี ดยี ว แมว้ า่ มนั จะไมเ่ หมอื นกบั ชอื่ ทช่ี าวลาวเรยี กกนั จรงิ ๆ เพราะเมอื่ ถามครง้ั หนง่ึ เรา ก็จะได้ค�ำตอบมาช่ือหนึ่งท่ีไม่เคยซ�้ำกัน อย่างตรงซอกหินท่ีเป็นร่องกระแสน�้ำ พวกทีเ่ ป็นเจา้ ของภาษาเรียกมันว่า ห้วยหิน หากว่ามันมีปริมาณน้�ำน้อยเขาก็ จะต้ังชอื่ มันวา่ ห้วยน้อย เมื่อเราตงั้ คำ� ถามถึงยอดเขาบางลกู ท่สี ูงเสียดเมฆร่วม ๕,๐๐๐ ฟตุ เขาจะเรยี กมันวา่ ดอยหลวง หากแสงอาทติ ยร์ ้อนแรงเปน็ พิเศษ แนวปา่ นัน้ ก็จะมชี อื่ ว่า ป่ารอ้ น ทกุ ช่ือจะใชว้ ธิ พี รรณนาถงึ รายละเอยี ดไวอ้ ยา่ ง ครบถ้วนถูกต้องบอกลักษณะกระแสน�้ำท่ีเต็มไปด้วยหินและขุนเขาที่เป็นกลุ่ม ก้อนอยา่ งงดงาม แมว้ ่าเราจะพอใจกับชือ่ ตา่ งๆ ในตอนน้ัน แต่การบรรยายถงึ ลักษณะทางกายภาพอย่างเจาะจงเช่นน้ีก็มักจะท�ำให้ช่ือเหล่าน้ันไม่เป็นที่พึง พอใจในตอนท้ายเสมอ การทชี่ อ่ื เรยี กตามทอ้ งถนิ่ ในหมบู่ า้ นหนงึ่ จะมคี วามแตกตา่ งจากหมบู่ า้ น ถดั ไปกเ็ กิดขึ้นอีกเช่นเคย หว้ ยใน หรอื “กระแสนำ�้ ทีอ่ ยใู่ กล”้ ก็จะกลายเปน็ ก ระแสนำ�้ ท่ีอย่ไู กลเมื่อมองมาจากอีกด้านหนึง่ เขาแดง หรอื “ภูเขาสีแดง” จะดู แดงจดั จา้ สำ� หรบั คนทม่ี องเราจากทางทศิ ตะวนั ตกขณะแสงอาทติ ยย์ ามเยน็ สาด ส่อง แต่กับคนทางด้านทิศตะวันออกนั้นมันจะกลายเป็น เขาเขียว เห็นเป็น สีนำ้� เงนิ เข้มจดั หรอื แมแ้ ตเ่ ป็นสีมว่ งแก่ตดั กับแสงแห่งวันวารที่เพิ่งผา่ นพน้ ไป

174 บทที่ ๖ หัวเมอื งลาว (ตอนต่อ) ดังนั้นส�ำหรับผู้ซักถามแล้วขอให้จ�ำไว้ให้ดีว่าทุกส่ิงทุกอย่างจะต้องมีช่ือ เรยี กพอๆ กบั ทตี่ อ้ งจำ� ใหไ้ ดด้ ้วยวา่ ชือ่ เหล่านนั้ มกั จะเป็นการนำ� ลักษณะสภาพ ภมู ปิ ระเทศมาใชพ้ รรณนาชอ่ื ทอ้ งถน่ิ ซงึ่ ลกั ษณะทรี่ จู้ กั และแพรห่ ลายในหมผู่ คู้ น แถวนน้ั เพยี งจ�ำนวนไม่กพ่ี ันหรอื ไม่ก่รี ้อยคน จริง ๆ แลว้ มันก็ไมไ่ ด้ทำ� ใหเ้ ดอื ด ร้อนเสียหายแต่อย่างใด แต่พวกเขามักจะยึดติดกับการให้ความส�ำคัญในเร่ือง ท่ีไม่สมควร แล้วกม็ กั จะสรปุ เป็นชอ่ื เรยี กกนั ผิดๆ ถูกๆ ในหม่ปู ระชากรทข่ี ยาย ตวั อยู่ในขอบเขตพืน้ ท่ีน้ันๆ บนพน้ื ทรี่ าบลมุ่ หลายๆ แหง่ ทแ่ี มน่ �้ำเจา้ พระยาไหลไปถงึ อาทเิ ชน่ บรเิ วณ ทมี่ หี มบู่ า้ นหลายๆ หลงั อยกู่ นั อยา่ งกระจดั กระจายในระยะหา่ งเปน็ ไมล์ ๆ แตล่ ะ กลุ่มแม้จะมีจ�ำนวนบ้านอยู่เพียง ๒ ถึง ๓ หลัง ก็ยังมีช่ือเรียกเป็น “บาง” วา่ บางนน้ั หรอื บางน้ี และแมแ้ ตไ่ รน่ าอะไรสกั แหง่ ทต่ี งั้ อยอู่ ยา่ งโดดเดยี่ วอา้ งวา้ ง กย็ งั ตอ้ งมชี อื่ เรยี กเปน็ บา้ นอะไรสกั บา้ นหนงึ่ คนเรอื ยนื ยนั วา่ ถา้ เรยี กบางแสดง วา่ เปน็ สถานทคี่ อ่ นขา้ งใหญ่ สว่ นทเ่ี รยี กบา้ นนน้ั บางทอี าจอยใู่ นตำ� แหนง่ สำ� คญั ทร่ี มิ ฝง่ั แมน่ ำ้� ซงึ่ กลมุ่ พวกพอ่ คา้ กส็ ามารถทำ� ใหบ้ รเิ วณรมิ ฝง่ั แมน่ ำ�้ ในแผนทขี่ อง เขาแสดงต�ำแหน่งของบ้านให้เกดิ ข้ึนได้อยา่ งมากมาย ขอ้ เทจ็ จรงิ เหลา่ นแ้ี สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความผดิ หวงั ซง่ึ สำ� นกั พมิ พข์ องอาณานคิ ม ฝรงั่ เศสตอ้ งประสบอยา่ งขมขนื่ อยใู่ นทกุ วนั นใี้ นการคน้ หาชอ่ื สำ� คญั ๆ และชอ่ื ที่ พิมพ์ด้วยอักษรตัวใหญ่ทุกช่ือ ซ่ึงพวกเขาเคยเห็นในแผนท่ีของเมืองหลวง พระบางและบรเิ วณฝงั่ ซา้ ยของแมน่ ้�ำโขงหากแตพ่ บในภายหลงั วา่ ไม่มชี ือ่ เหล่า นัน้ สว่ นพนื้ ทีบ่ ริเวณอันงดงามที่เรียกกนั วา่ ตังเก๋ียนน้ั เป็นแคป่ า่ ที่ลดจ�ำนวนลง อย่างรวดเร็ว ไม่มีถนนหนทางร้านกาแฟหรือความเจริญความสะดวกสบาย อ่ืนๆ ซึ่งแน่ใจได้เลยว่ามันคงจะไม่สร้างความผิดหวังให้กับผู้ปกครองรายใหม่ มากนัก พวกเราเดินทางถึงเมืองกอบ ด้วยการเดินเท้าอันยาวนานท่ามกลาง ทวิ ทศั นง์ ดงามเหนอื เนนิ เขาทแ่ี บง่ แยกเมอื งกอบออกจากหบุ เขาเมอื งเชยี งหอง เราเรมิ่ เดนิ ทางกนั ตอนตี ๓ ทกุ กลมุ่ ชายฉกรรจจ์ ำ� นวน ๖ ถงึ ๘ คนจะมคี บเพลงิ

หา้ ปใี นสยาม เล่ม ๑ 175 ไม้ไผ่ผ่าซีกยาว ๘ ฟุต ไว้ประจ�ำกลุ่ม ๑ อัน แรกทีเดียวเม่ือเราเดินทางข้าม หว้ ย อยหู่ ลายครงั้ หลายคราวเราไดส้ มั ผสั วา่ อากาศในตอนนนั้ หนาวเยน็ ผดิ กวา่ ธรรมชาติ แล้วก็มาถึงตอนท่ีเราต้องปืนป่ายทางข้ึนมาด้านบนพร้อมๆ กันมี ลำ� แสงคบเพลงิ บนคบไมข้ นาดใหญส่ ว่างจา้ อยู่ในราตรอี นั มดื มดิ สวนทางด้าน ลา่ งทแ่ี สงคบเพลงิ สาดไปถงึ นนั้ จะเหน็ วา่ มเี ชงิ เขาหลบเรน้ อยู่ ทศั นยี ภาพดแู ปลก ตาและลึกลับแต่ใครๆ ก็สลึมสลือกันเกินกว่าที่จะมัวมาชื่นชม แสงอาทิตย์น�ำ มาซง่ึ ชวี ติ และความกระปรกี้ ระเปรา่ แตก่ ระนน้ั เมอ่ื แสงแดดสาดสอ่ งมาแตไ่ กล เหมือนเป็นท่ีหมายอยู่เบ้ืองหน้าเช่นเคย ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นส่ิงใดนอกจากป่าอัน เงยี บสงดั ทตี่ ื่นขึ้นรับวนั ใหม่อกี ครัง้ การเปลย่ี นแปลงของอุณหภมู นิ ับเปน็ เรื่องทีน่ า่ สังเกตมาก โดยจะอย่ใู น ชว่ งระหว่าง ๑๘ องศาเซลเซยี สในตอนเชา้ และ ๓๔ องศาในยามบ่าย พวกเราเดนิ ทางเขา้ สหู่ บุ เขาเมอื งกอบอนั งดงาม ลยุ ไปตามกระแสนำ้� อนั เยือกเย็นในโตรกเขาแคบๆ ชื่อห้วยปาด มันซ่อนตัวอยู่โดยถูกปกคลุมด้วย ต้นเฟิรน์ หนาทึบสงู ลบิ และร่มใบอันร่มครมึ้ อุณหภมู ิอยทู่ ี่ ๑๒ องศาเซลเซียส ต�่ำลงไปคือเนินเขาที่เราเดินทางผ่านมา พวกเรารู้สึกกันแต่เพียงอย่างเดียวว่า อยากโผลอ่ อกไปรบั แสงตะวนั เพือ่ ความอบอนุ่ ข้าพเจ้าถึงตัวเมอื งตอนบ่าย ๒ โมงครึ่ง พวกทเ่ี หลอื นั้นมาลา้ หลังในราว ๔ โมงกวา่ ๆ ส่วนพวกชา้ งที่นา่ สงสาร ซ่งึ เหนด็ เหนื่อยกันเตม็ ท่ีแล้วมาถึงทหี่ มายเอาตอน ๖ โมงครึง่ หลังจากที่เดนิ ทางมากว่า ๑๕ ชั่วโมงและปนื ป่ายกันมาไดเ้ กือบ ๔๘ กิโลเมตร เดก็ ชาย ๒ คน ทต่ี ามขา้ พเจา้ มาทนั ลม้ ตวั ลงนอนหลบั สนทิ โดยไมม่ วี แี่ วววา่ จะปลกู ใหต้ นื่ ได้ ใน ช่วงเชา้ ตรู่น้ันสายตาอนั คมกริบของเจา้ บญุ ยนื ก็สำ� รวจเหน็ เสือ ๒ ตวั เดนิ ล่าหา เหย่ือควบคกู่ นั มาตามรอยทาง ตอนนั้นเจา้ บญุ ยืนอย่เู พยี งล�ำพงั แตแ่ คเ่ สียง ดา่ ของเขาเพยี งอยา่ งเดยี วกส็ ามารถยบั ยงั้ การเปดิ ฉากเขา้ บกุ ของมนั ได้ ยงิ่ เมอื่ เหน็ ตวั เขาดว้ ยแลว้ พวกมนั กเ็ ลยรบี เผน่ เชน่ เดยี วกบั เหตกุ ารณท์ มี่ กั เกดิ ขน้ึ เสมอกบั ชายผไู้ มม่ ปี นื อยใู่ นมอื คนนี้ กค็ อื การไดเ้ ผชญิ หนา้ กบั กวางระมาดหลายครง้ั หลาย หนในหุบเขาน�้ำปาด หากเปน็ ไปได้แลว้ สัตวร์ ้ายท้งั หมดในป่ารวมทงั้ เสือและงู

176 บทท่ี ๖ หัวเมืองลาว (ตอนตอ่ ) พิษนั้นมักจะพยายามหลีกเล่ียงมนุษย์ ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็คือพวกท่ีชอบ ท�ำเสียงดังมากทส่ี ุดและเสียงนั้นก็จะเปน็ สัญญาณเตือนให้มนั รูต้ ัวก่อน ดังนัน้ ในความเปน็ จริงแล้วเราจะไดเ้ หน็ การไล่ล่ามนั เพียงเล็กน้อยเท่าน้ัน แม้วา่ จะมี พวกมนั อยกู่ นั ชกุ ชมุ ทวั่ บรเิ วณ ตอนกลางคนื เสยี งของพวกมนั จะดงั กอ้ งจนไดย้ นิ ไปทั่ว และเม่ือถึงตอนเช้าก็จะได้พบร่องรอยของพวกมันได้ตามแหล่งน�้ำ แต่การท่ีมนั ถกู ปกปอ้ งอยา่ งปลอดภัยอยู่ในปา่ ท่รี ม่ คร้ึมเชน่ นี้ แม้จะมสี ายตาท่ี ว่องไวท่ีสุดกย็ ังมองไม่ค่อยจะเห็นพวกมนั เหตกุ ารณไ์ มค่ าดคดิ จะเกดิ ขน้ึ ไดเ้ พยี งประการเดยี วกต็ อ่ เมอื่ เสอื ถกู กดดนั ดว้ ยความหวิ โหยหรอื วา่ งถู กู เหยยี บ การกระโดดเขา้ จโู่ จมของเสอื จะมาโดยไมร่ ู้ เนื้อรู้ตัว ดังน้ันเมื่อชาวลาวจะนั่งกินอาหารท่ีเรียกว่า ข้าวเหนียว พวกเขาจะ น่งั ยองๆ หันหนา้ เขา้ หากัน แตล่ ะฝา่ ยจะคอยสงั เกตเหตกุ ารณ์ด้านหลังอกี ฝ่าย หน่ึง เป็นการช่วยป้องกันเหตุการณ์ท่ีอาจจะเกิดข้ึน แต่กับชาวจีนน้ันจะแตก ต่าง เสือจะเข้าจู่โจมพวกชาวจีนโดยไม่ต้องมีอะไรมากระตุ้นเหมือนการจู่โจม ของฉลาม ดว้ ยชาวจนี นน้ั อว้ นและเหมอื นหมทู ง้ั ยงั ไมม่ คี วามคนุ้ เคยใดๆ กบั ทง้ั สัตวแ์ ละคน วธิ ี “ลอ่ ชา้ ง” ท่ไี ดผ้ ลแนน่ อนส�ำหรบั ชา้ งอารมณด์ ีนัน้ คือการเอา ชาวจนี ไปไวข้ า้ งหนา้ มนั เพราะการทคี่ นจนี แสดงอาการตน่ื กลวั ออกมาจะทำ� ให้ อารมณ์ของชา้ งถูกกระตุ้นจนอยู่เหนอื การควบคมุ อกี เรอ่ื งหนง่ึ ทม่ี กั เกดิ ขนึ้ ระหวา่ งการเดนิ เทา้ ประจำ� วนั กค็ อื การทใ่ี ครบาง คนอาจพูดขึ้นมาก็คือเร่ืองหน่วยวัดระยะท่ีมีใช้กันแตกต่างมากมายในหมู่ชาว พน้ื เมอื งบา้ นปา่ สยามขนึ้ อยกู่ บั วา่ กำ� ลงั เดนิ ทางอยใู่ นพนื้ ทแี่ บบใด ไมว่ า่ จะเปน็ ป่าเขาหรือท่ีราบข้ึนอยู่กับว่าอยู่ในช่วงเวลาใดของปี ไม่ว่าฝนจะตกราวกับฟ้า รัว่ ยามเมอ่ื อาจต้องใช้เวลาถงึ ครึง่ วันในการขา้ มกระแสนำ้� หรือจะเปน็ การเดิน ทางในฤดรู อ้ นแหง้ แลง้ ทใ่ี ครกต็ ามตอ้ งเดนิ ตดิ ตามฝเี ทา้ ของอกี คนไปอยา่ งกระชน้ั ชดิ ตามระยะทางไกลระหวา่ งกระแสนำ�้ หรอื แอง่ นำ�้ ทไ่ี มเ่ คยเหอื ดแหง้ เมอ่ื ตอ้ ง พกเคร่ืองไม้เคร่ืองมือชนิดเบาส�ำหรับการเดินทางช่วงส้ันๆ บางคนก็อาจท�ำ ระยะไดด้ ที ส่ี ดุ มากกวา่ ๗๒ กโิ ลเมตรตอ่ วนั ซง่ึ กท็ ำ� ใหห้ มดเรยี่ วหมดแรงทเี ดยี ว

หา้ ปใี นสยาม เล่ม ๑ 177 กว่าจะท�ำระยะไดเ้ ทา่ นน้ั เทียบระหว่างคนกบั ชา้ งแล้วคนนน้ั มกั จะลม้ ปว่ ยลง ด้วยพิษไข้ ส่วนช้างมักจะปวดหลังและขาดแคลนใบไม้ใบหญ้า ระยะทางท่ี กำ� หนดไวส้ งู สดุ คอื ๒๔ กโิ ลเมตร สว่ นในทอ้ งนำ�้ ทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยกอ้ นหนิ กอ้ นกรวด ในตอนทที่ กุ คนลม้ ลกุ คลกุ คลานในกระแสนำ้� ลกึ เยน็ ยะเยอื กทมี่ กี อ้ นหนิ คมกรบิ ราวกบั ใบมีด ทงั้ คนและสตั วจ์ ะท�ำระยะไดป้ ระมาณ ๑๖ ถงึ ๙ กโิ ลเมตรและ จ�ำเป็นทจี่ ะตอ้ งหยดุ พัก ๑ วนั ด้วย กลา่ วโดยทัว่ ไปแล้วระยะทาง ๗ กโิ ลเมตร ทเ่ี ดนิ ทางในสยามจะพอๆ กบั ระยะ เกอื บ ๑๐ กโิ ลเมตร ในแถบพนื้ ทซ่ี ง่ึ อากาศ ไมร่ อ้ นจดั หรือหนาวจดั และพอๆ กับระยะ ๘ กโิ ลเมตร ในการเดินทางในป่า ใดๆ กต็ ามซงึ่ มีรอ่ งรอยอนั เป็นทีค่ ุ้นเคยอยู่แลว้ หรอื ในทซี่ ่งึ มขี ้าวปลูกไวช้ ั่วนา ตาปี มสี ตั ว์ปีก เกลอื และปลาต่างๆ หลากหลาย เรื่องแปลกประหลาดซง่ึ บางทอี าจเปน็ เรือ่ งนา่ ขายหน้าในยคุ สมัยอนั ยง่ิ ใหญ่ของการใช้สติปัญญาน�ำหน้าทุกสิ่งเช่นในยุคนี้ ก็คือการที่ปล่อยให้ความ ใสใ่ จทง้ั หมดรวมทง้ั ความอยากไดใ้ ครด่ มี งุ่ เนน้ ไปถงึ แตเ่ รอ่ื งของการกกั ตนุ อาหาร การกนิ คงไม่มีใครปฏเิ สธเรอ่ื งความต้องการอาหารดๆี และการยอ่ ยอาหารท่ี ดี ไมว่ า่ Caryle จะเคยกลา่ วไวว้ า่ อยา่ งไรกต็ าม อารมณ์ พลงั ใจ และภาวะความ แตกตา่ งทางรา่ งกายของคนเรายอ่ มเทา่ เทยี มกนั หมดยามเมอ่ื ตกอยใู่ นสถานการณ์ คับขันต่างๆ เมื่อส่ิงหนึ่งส่ิงใดขาดหายไป สถานภาพโดยรวมของคนเราก็จะ เปลยี่ นแปลงไป หากประกอบดว้ ยความชงิ ชงั และความเออื มระอา บางทกี อ็ าจ ทำ� ใหท้ งั้ ๓ สงิ่ นนั้ เพม่ิ มากขนึ้ เหมอื นกบั ความเปน็ จรงิ ของเรอื่ งหลายเรอ่ื งทเ่ี รา ไม่ควรละเลย เรอ่ื งนจี้ ะสงั เกตเห็นไดช้ ัดเจนขึ้นเม่อื เราเดินทางตอ่ ไป ในระยะ นน้ั ข้าวก�ำลงั ให้ผลผลิตดเี ลศิ แตเ่ มื่อใกลจ้ ะถงึ สน้ิ เดือนในบางเดือนชาวยุโรปก็ จะเรม่ิ ยอมรบั ความจรงิ อยา่ งหนา้ ชน่ื ตาบานวา่ เขาไมส่ ามารถหลอ่ เลยี้ งรา่ งกาย ได้ด้วยอาหารอันจ�ำกัดเช่นนั้น ตอนท่ีอยู่ในมณฑลลาวพวกเราคุ้นเคยกับ ขา้ วเหนยี ว ซงึ่ ปลกู อยทู่ วั่ ไปตามเนนิ เขา และมวี ธิ หี งุ ดว้ ยการนง่ึ ดว้ ยไอนำ้� เหนอื นำ้� เดอื ดจดั มนั เปน็ ขา้ วเนอื้ แนน่ และนมุ่ แฉะกวา่ ขา้ วธรรมดา สว่ นมากกนิ เปลา่ ๆ ไดแ้ ละเปน็ ของกนิ ทเี่ หมาะจะพกตดิ ตวั ไวใ้ นระหวา่ งการเดนิ ทางเปน็ ของคกู่ าย

178 บทท่ี ๖ หวั เมอื งลาว (ตอนตอ่ ) กนั และกนั ทกุ คนทเ่ี รมิ่ ตน้ เดนิ ทางสามารถพกขา้ วเหนยี วไวค้ นละหยบิ มอื ขนาด เท่ากอ้ นแป้งท�ำขนม แลว้ เอาใสไ่ วใ้ นกระเป๋าหรือเป้หลัง แตช่ าวสยามไมค่ อ่ ย ถูกกับข้าวเหนียวนัก ดูเหมือนมันจะท�ำให้คนท่ีไม่คุ้นเคยท้องเดินได้ แต่ไม่ว่า มันจะมีรสชาติดขี นาดไหนหลงั จากกินขา้ วเหนียวมาได้ ๓ เดือนทกุ คนกย็ ินดที ี่ จะหนั กลับไปกนิ ข้าวเจา้ ซงึ่ เปน็ ขา้ วหงุ แบบธรรมดา เหมอื นกบั ทห่ี ลังจากน้นั สกั ๖ เดอื นชาวยโุ รปกจ็ ะหนั กลบั มากนิ เนอ้ื อกี ครง้ั เราหาเนอ้ื กวาง เนอื้ ลงิ และ เนอ้ื หมมู าไดบ้ า้ งเลก็ นอ้ ย แตพ่ อกนิ แลว้ กท็ ำ� ใหพ้ วกเราเกดิ อาการอาหารไมย่ อ่ ย บางโอกาสเราจึงต้องห้ามกินหมู่ในค่ายพักแรม เราอาจจะได้รับไข่อยู่บ่อยๆ เหมอื นกนั แตต่ อ้ งเปน็ ในกรณพี เิ ศษเทา่ นน้ั ไขม่ กั จะถกู เกบ็ เอาไวใ้ ห้ ฝรง่ั คนตอ่ ไปที่อาจเดินทางมาถงึ ไขพ่ วกน้ีเอามาทำ� ไขค่ นแลว้ อร่อยมาก เรามสี มนุ ไพรทเี่ จา้ บญุ ยนื เกบ็ มาจากตามรายทางสำ� หรบั เอาไวใ้ สใ่ นแกง เป็นจ�ำนวนมาก และเมอ่ื ชาของเราเริ่มร่อยหรอ เจา้ บุญยืนก็พบว่าตวั เขาไดร้ ับ การยอมรับนบั ถอื อย่างมากในสิง่ ทเ่ี ขาเก็บมาให้เราชงดม่ื แทนชา เนื่องจากขอ้ จ�ำกัดของความสะดวกสบายดา้ นการขนสง่ ท่ัวไป จงึ เป็นไปไมไ่ ดท้ ่ีเราจะจดั หา ของบรรจกุ ระปอ๋ งได้มากนัก แตใ่ นจ�ำนวนขา้ วของไมก่ ่อี ยา่ งอาทิ เช่น โกโก้ ชา กาแฟ หรอื อาหารบรรจกุ ระปอ๋ งบางชนิดเชน่ ซปุ นม หรือแยมผวิ ส้มทั้งหมดก็ ล้วนเป็นท่ีปรารถนายิ่งในฐานะของฟุ่มเฟือยหรูหรา กลายเป็นของที่มีคุณค่า ราวกบั ทองคำ� ยามเมอื่ ภายในจติ ใจของคนเราทอ้ แทแ้ ละตอ้ งการยาชกู ำ� ลงั นบั เปน็ เร่ืองแปลกท่ีอาการโหยหาของหวานๆ มักเกิดขึน้ เสมอสำ� หรับคนท่ีใชช้ ีวิต อยู่ในป่าเหมือนที่ต้องการเกลือมาปรุงอาหารทุกอย่างที่รสชาติไม่ถูกปากด้วย ความเคยตวั เพอ่ื แกป้ ญั หานเี้ ราจงึ มตี ำ� รบั อาหารจานโปรดซงึ่ เรยี กกนั วา่ “พดุ ดง้ิ ของนายสุก” เกิดจากการคิดค้นของเขาเองโดยเป็นส่วนผสมระหว่างข้าว น�้ำ รอ้ น และของรสหวานอะไรกไ็ ดท้ เ่ี รามอี ยู่ เมอื่ กลบั มาถงึ สงั คมกรงุ เทพฯ ขา้ พเจา้ พยายามทจ่ี ะแนะน�ำใหใ้ ครๆ ลองท�ำพดุ ดงิ้ ชนิดน้ีแต่กไ็ ม่เปน็ ท่ีนิยมกนั สำ� หรับ พวกเราแล้วมนั คล้ายๆ กับคสั ตารด์

หา้ ปใี นสยาม เล่ม ๑ 179 เรายังคงอยทู่ เ่ี มอื งกอบตอ่ อกี ๑ วนั เพื่อใหช้ า้ งได้พกั ผอ่ น จงึ ไดร้ ับรเู้ รอื่ ง ตน่ื เตน้ ทเ่ี กดิ จากไฟไหมห้ มบู่ า้ น เมอื่ สญั ญาณเตอื นภยั ดงั ขน้ึ นนั้ เปน็ ตอนทร่ี อ้ น ทส่ี ุดของวนั พวกชาวลาวทเี่ ชอ่ื ถอื ในเรอ่ื งโชคชะตาต่างพากนั งงงนั และไมไ่ ดใ้ ห้ ความช่วยเหลอื อะไร แต่คนของเรานนั้ พากันปฏิบตั ิงานอย่างมีแบบแผน บ้าน เรอื นทหี่ ลงั คามงุ แฝกมงุ หญา้ อยา่ งในดนิ แดนแถบนนั้ เปน็ เชอื้ ทท่ี ำ� ใหไ้ ฟลกุ ลาม ไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึง ๑๐ นาทบี า้ น ๒ หลงั ถูกไฟไหม้เปน็ เถ้าถ่าน พวกเราจงึ รอ้ื หลงั คาของบา้ นขา้ งเคยี งทเี่ จา้ ของกำ� ลงั ตนื่ ตระหนกไปไวท้ างดา้ นอบั ลมโดย ใชเ้ วลาเฉล่ยี ๑ นาทตี ่อบา้ น ๑ หลงั แล้วกเ็ สี่ยงชวี ติ ของพวกเราเขา้ ไปปกป้อง ถังท่ีใช้เก็บข้าวสารที่อยู่ท้ายบ้าน การเก็บเมล็ดข้าวที่ร่วงออกมาใส่ตะกร้าใน ขณะท่ีไฟก�ำลงั ลุกไหม้อยนู่ ้นั เป็นประสบการณ์ที่แปลกเป็นพิเศษ และจากการ ท่ีดวงอาทิตย์เปล่งแสงแผดจ้าจึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเห็นเปลวไฟได้ชัดเจนนัก จนกว่าจะสัมผสั ถูกมันเข้านั่นแหละจึงจะร้สู ึกว่ามีเปลวไฟอยู่ตรงนนั้ เราล้มต้น กลว้ ยลงเปน็ แถวๆ เพราะล�ำต้นผา่ ซีกของมนั ใชเ้ ป็นเหมือนผ้าห่มเปยี กๆ ไดด้ ี เยี่ยมเวลาที่โยนลงไปในกองเพลิง เรารักษาข้าวไว้ได้ท้ังหมดและส่งคืนให้กับ เจ้าของท่มี าขอบอกขอบใจเราดว้ ยความสำ� นึกบุญคุณอยา่ งไม่จบสนิ้ ในตอนท่ี เขากลบั บา้ นมาตอนกลางคนื หลงั จากทอ่ี อกไปทำ� งานมาทงั้ วนั แลว้ ไดพ้ บวา่ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งมอดไหมไ้ ปหมดแลว้ และเมอื่ พวกเขามาเพอ่ื ขอบคณุ เรา ชายฉกรรจ์ ในคณะของเราซง่ึ ผ้คู นพากนั ตราหน้าเสมอมาวา่ เป็นพวกนอกรีตป่าเถอ่ื น กไ็ ด้ ส่งพวกเขากลับไปพร้อมกับให้ขนเสื้อผ้าเคร่ืองประดับที่น�ำมาจากกรุงเทพฯ ไปด้วยเสียจนเพียบแปล้ เพราะตอนนี้มันโหดร้ายเกินกว่าที่คนใดในคณะของ เราจะหวงสิ่งของเหล่านไี้ ด้ เวลา ๒ วนั ในการเดนิ ทางไปทิศตะวันตก และ ๓ วันในการเดินทางทศิ เหนือลงไปตามท่ีราบลุ่มแม่น้�ำอิง๑ ท่ามกลางใบสักท่ีร่วงหล่นในท่ีสุดเราก็เดิน ทางถงึ เมืองเชยี งของ ความร้อนดูจะเพ่มิ สงู ข้ึน ไฟปา่ กบั รม่ เงาไม้และแหล่งนำ้� ที่ขาดหายไปล้วนเป็นส่ิงท่ีสร้างความเหน่ือยล้าแสนสาหัสให้กับคณะของเรา ย่งิ นัก

180 บทที่ ๖ หวั เมอื งลาว (ตอนต่อ) ทีร่ าบลมุ่ แมน่ ้�ำองิ ก�ำลงั ได้รับความสนใจอย่างสงู อยู่ในขณะนี้ โดยได้รับ การรบั รองจากขอ้ ตกลงขององั กฤษและฝรงั่ เศสทม่ี กี บั สยามเมอื่ เดอื นมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ไมว่ า่ การทำ� ปา่ ไมส้ กั จะเคยทำ� ขน้ึ โดยอาจจะตอ้ งขน้ึ อยกู่ บั การเปดิ เสน้ ทางรถไฟไปสพู่ นื้ ทตี่ า่ งๆ กต็ าม แตห่ ากพดู ถงึ เรอ่ื งการลอ่ งทอ่ นซงุ ไมส้ กั แลว้ ทางรถไฟกด็ ูจะไรป้ ระโยชนถ์ า้ นำ� มาเทยี บกับแม่นำ้� โขง คชสหี ์ ๑ แมน่ ้�ำองิ มียอดนำ�้ เกดิ จากดอกหลวงในอ�ำเภอแม่ใจ จงั หวัดพะเยา ลำ� นำ�้ ตอนต้นเรียกว่า นำ�้ แมใ่ จ สว่ นใหญไ่ หลลงทาง ทิศตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของจงั หวดั เปน็ เส้นแบง่ เขตอำ� เภอดอกคำ� ใตก้ ับอ�ำเภอเมือง และอ�ำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จากนนั้ จงึ เขา้ เขตจงั หวดั เชยี งรายผา่ นอำ� เภอเทงิ ไปลงแมน่ ำ้� โขงในเขตอำ� เภอเชยี งของ กวา้ ง ๑๐๐ เมตร ยาว ๒๗๐ กโิ ลเมตร มีน�้ำตลอดปี – สวป.

นางเมขลา เทพธิดาผเู้ ปน็ สาเหตุให้เกิดฟา้ ผ่า บทที่ ๗ หัวเมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แมน่ ้�ำโขง ทิศทางการไหลของแมน่ ำ�้ - ทางหลวงและทางรถไฟสู่ยนู าน คณะกรรมาธกิ ารแห่งรฐั กันชน - ความตกลงของอังกฤษและฝรงั่ เศส พ.ศ. ๒๔๓๙ ----------------------------------- น้อยคนนักท่ีสามารถท�ำใจไม่ให้หลงใหลเสน่ห์อันตราตรึงใจเป็นพิเศษ ของล�ำนำ้� โขงยามเมื่อมองดูสายนำ�้ แหง่ น้ีได้ ทางนำ้� สายแคบๆ นน้ั เชือ่ มต่อกบั นานาประเทศอันไกลโพ้นไว้ด้วยมหาสมุทรอันห่างไกล ภาพใดเล่าท่ีมันรับรู้ เรอื่ งราวใดเลา่ ทม่ี นั สามารถเลา่ ขานได้ การเคลอ่ื นตวั อยา่ งละมนุ ละมอ่ มทบี่ รเิ วณ นชี้ า่ งแตกตา่ งจากเสยี งคำ� รามอยา่ งคลมุ้ คลงั่ ตรงจดุ ทม่ี นั ไกลมาบรรจบกนั และ

182 บทที่ ๗ หวั เมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แมน่ ำ�้ โขง สรา้ งผลงานอนั ยง่ิ ใหญม่ าอยา่ งตอ่ เนอื่ งทง้ั ในการกดั เซาะทำ� ลายหนิ ตรงทแี่ ขง็ แกรง่ และเปน็ เส้นทางขนสง่ วัสดุต่างๆ มันใช้ความอดทนมาชัว่ นาตาปใี นการไหลหัก ลา้ งถางพงลงมาจากทางดา้ นขา้ งของภูเขาพร้อมๆ กบั ที่มนั ไดส้ ร้างให้เกดิ ประ เทศใหม่ๆ อันห่างไกลของคนต่างชาติต่างภาษา ไม่เคยเลยที่มันจะหยุดการ เคลื่อนไหวมีคนอยเู่ พยี งไมก่ ีค่ นเทา่ น้ันทีเ่ คยไดเ้ หน็ ตน้ สายของมัน ส่งิ ใดที่รวม กนั เปน็ ชวี ติ อนั เปลย่ี วเหงาสง่ิ นน้ั กเ็ ทยี บไดก้ บั แมโ่ ขงนน่ั เอง มนั ไหลจากอนู่ ำ�้ เชน่ เดียวกับที่แม่น้�ำ Gergu ในท่ีราบสูงทิเบตอันไกลโพ้นและไหลมาส้ินสุดใน ทะเลจีนใต้ที่พายุโหมกระหน�่ำ ไม่เคยได้ไหลผ่านเมืองท่ีมีประชากรหนาแน่น หรอื มตี กึ รามอนั ทรงคณุ คา่ มนั ตอ้ งไหลฝา่ คลน่ื ลมอยา่ งโดดเดย่ี วมาตลอดระยะ เวลาเกอื บ ๓,๐๐๐ ไมล์ หรอื ไมก่ ไ็ หลซอกซอนอยา่ งเอ่ือยเฉ่ือย ผา่ นปา่ เขาอนั รกร้างว่างเปล่า จึงไม่น่าแปลกใจถ้าจะมีคนมานั่งจ้องมองมันได้เป็นช่ัวโมงๆ เพ่ือสดับตรับฟังเร่ืองราวท่ีมันเล่าขาน แต่แม้กระน้ันปัญญาก็ทึบเกินกว่าจะ ตคี วามได้ ทันความเป็นจรงิ อันลึกลำ�้ กว้างใหญม่ ้วนตวั เคลือ่ นผ่านไปกอ่ นท่ีจะ มใี ครให้ความสนใจแก่ชายผู้เหงาหงอยซึง่ ก็คอื แมน่ ำ�้ โขงไดอ้ ยา่ งจริงจัง เหนือขึ้นไปท่ปี ระมาณ ๓๓ องศา ๑๗ ลปิ ดาเหนอื และ ๙๔ องศา ๒๕ ลปิ ดาตะวนั ออก เปน็ บรเิ วณแหลง่ กำ� เนดิ ตน้ นำ�้ อนั ยงิ่ ใหญข่ องแมน่ ำ้� สำ� คญั หลาย สายในโลกที่ซ่ึงเป็นต้นน�้ำของแม่น้�ำขนาดใหญ่มหึมาท่ีมีความสัมพันธ์กันเป็น จ�ำนวนถึง ๖ สายมาเน่นิ นาน โดยทย่ี ังไม่เคยมใี ครพบเห็นต้นก�ำเนิดของแมน่ ้ำ� เหล่านี้มาก่อน มันไหลมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ผ่านอาณาบริเวณประเทศ จีนในเขตทิเบตสู่เคียมโด (Chiamdo) ตรงบริเวณเส้นทางคาราวานขนส่งชา จากลาซา (Lhasa)๑ และทิเบตทางด้านตะวันตกข้ามไปทางตะวันออกมุ่งสู่ ต้าเฉียงลู (Ta Chien Lu) และประเทศจีนบรเิ วณทีส่ ูงกวา่ ระดับนำ�้ ทะเลกว่า ๑๐,๐๐๐ ฟตุ ๑ ชอื่ เมืองหลวงทปี่ กครองตนเองในทเิ บต - สวป.

หา้ ปใี นสยาม เล่ม ๑ 183 มันไหลตรงทะลุสู่อาณาบริเวณที่เป็นหุบเขาลึกและภูผาสูงซ่ึงไม่เป็นที่ รู้จักตามค�ำอธิบายของกัปตันบาวเออร์1 (Captain Bower) นายวู้ดวิล ร็อคฮิล2 (Mr.Woodville Rockhill) และนักสำ� รวจผ้กู ล้าหาญชาญชยั อีกเพยี ง ๒ - ๓ คน กลา่ วไวว้ า่ ครง่ึ หนง่ึ ของจำ� นวนประชากรที่อาศัยอยมู่ ีอิสระไม่ข้นึ กับ ใคร เมื่อไหลสู่ Makham และ Dayul จะเห็นตน้ สับปะรดสะพรั่ง มวี วั ขนยาว พันธุ์ทิเบตและท่ัวบริเวณเต็มไปด้วยหิมะอันเวิ้งว้าง บริเวณนี้รู้จักกันในช่ือ Nam Chu หรอื Chiamdo Chu จนถงึ จุดที่ถูกตดั ผา่ นดว้ ยถนนสาย Gartok - Dayul ตรงจดุ สะพานเชอื กแขวนแบบท่ใี ชท้ ั่วไปในทิเบต ตำ่� จาก Dayul ตรง บริเวณละติจูดท่ี ๒๙ องศามันเป็นท่ีรู้จักกันในช่ือภาษาจีนว่า แม่น้�ำลานฉาง (Lantsan Kiang) และท่ีน่ีเองซ่ึงสายน�้ำบริเวณใกล้เคียงจะไหลมาบรรจบกัน เปน็ เหมอื นกบั การกลา่ วค�ำอำ� ลาของเดก็ นกั เรยี นกอ่ นทจี่ ะแยกยา้ ยกนั ไปท�ำมา หากนิ ในถน่ิ อืน่ และแมน่ ้�ำสำ� คญั ๓ สายท่ีมาบรรจบกันนั้นจะไหลขนานไปกับ หบุ เขา แตล่ ะสายมรี ะยะหา่ งกนั ๘๐.๔ กโิ ลเมตร และไหลไปสนิ้ สดุ ในทอ้ งทะเล อันห่างไกลหลายแห่ง หา่ งจากจดุ ทแ่ี ยกจากกนั น้นั เปน็ ระยะทางนับพันไมล์ เม่อื มันไหลสทู่ างทศิ ตะวันออกของ Kinsha Kiang จะเรยี กวา่ Di Chu หรอื Drechu แหง่ ทเิ บต ซงึ่ กัปตนั กลิ (Gapt. Gill) ให้ชือ่ ว่า “แมน่ ้�ำแหง่ ทราย สที อง” (River of Golden Sand) มนั จะไหลลงส่ตู อนใตจ้ นถึงละตจิ ูดที่ ๒ องศา กอ่ นไหลคดเคยี้ วเลยี้ วไปทางตะวนั ออกสเู่ สฉวน แลว้ กลายเปน็ แมน่ ำ�้ แยง ซีเกยี ง (Yangtse Kiang) แมน่ ำ้� สายสำ� คัญที่เปรียบเสมือนหัวใจของจนี สำ� หรับทางด้านทศิ ตะวนั ตกนน้ั ค�ำวา่ Nu, Lu3 หรือ Lutse Kiang น้ัน จะรูจ้ ักกนั ในชอ่ื แมน่ ำ�้ คง แต่ชาวยุโรปจะเรียกกนั วา่ สาละวนิ เป็นแม่น้�ำทีพ่ ัด พานำ�้ จำ� นวนมหาศาลไหลลงมาทางตอนใตเ้ ขา้ ไปยงั บรเิ วณแนวเขาแคบๆ ขา้ ม ผา่ นหบุ เขาในระยะสนั้ แทบจะไมถ่ งึ ๓๐ ไมล์ เปน็ ทร่ี จู้ กั กนั มานานแลว้ วา่ จำ� นวน นำ้� อนั มากมายนัน้ ไม่ได้เปน็ น�ำ้ ท่ไี ด้มาจากแหล่งนำ�้ ใดๆ ที่บริเวณละติจดู ท่ี ๒๘ 1 วารสารภูมศิ าสตร์ (Geogr, Jour.) vol.i No.5 – ตน้ ฉบบั 2 3 วารสารภมู ิศาสตร์ (Geogr, Jour.) vol.iii No.5 – ตน้ ฉบับ ค�ำว่า Nu ส�ำหรับชาวจีนน้ันจะกลายเปน็ Lu – ตน้ ฉบับ

184 บทที่ ๗ หัวเมืองลาว (ตอนตอ่ ) - แม่นำ้� โขง องศาใต้ แตเ่ ปน็ นำ้� ทไ่ี หลมายาวไกลจากทางเหนอื ในบรเิ วณละตจิ ดู เดยี วกบั เสน้ ทาง Bhamo Tali ซง่ึ มแี ม่น�้ำอยู่ ๓ สายได้แก่ แม่น้�ำโขง สาละวนิ และชเวลี ซึ่ง แม่นำ�้ สาละวินนบั วา่ กว้างใหญ่ทส่ี ุด4 แล้วยงั มีแอ่งน�้ำส่วนทแี่ คบทีส่ ดุ ในบรรดา แม่น้�ำทั้งสามสายด้วย มีพวกมิชชันนารีฝรั่งเศสเข้ามาตั้งรกรากอยู่ใกล้ๆ Nu Kiang มาแล้วชา้ นานทรี่ ะหว่างเส้นรุ้งท่ี ๒๘ องศาและ ๒๙ องศา อนั เปน็ บริเวณท่ีน่าจะพ้นจากอิทธิพลของลมมรสุม แม้แต่ท่ีนั่นก็เรียกมันว่า “Great River”5 (แมน่ ำ้� อนั ยิง่ ใหญ)่ ระดบั น้�ำทีแ่ ปรเปลย่ี นอยู่บอ่ ยๆ อยา่ งรวดเรว็ เชน่ ที่ปรากฏในแม่นำ�้ สาย สนั้ ๆ นน้ั ไม่มที างเกดิ ขนึ้ กบั แม่นำ�้ สาละวนิ การเพิม่ ระดบั นำ้� ในแต่ละปที ่ีแมจ้ ะ เป็นการเพมิ่ ในระดบั สงู ขน้ึ แตก่ เ็ ป็นอยา่ งสม�่ำเสมอทีละเล็กทีละนอ้ ย ดงั นัน้ จะ เหน็ ได้ว่ามันเปน็ แมน่ �้ำท่มี ีขนาดยาวสายหนึง่ ซึ่งทำ� ใหห้ ลายๆ ประเทศท่ีแมน่ ้�ำ ไหลผา่ นใช้เปน็ ทร่ี ะบายนำ้� โสโครก เท่าท่ีทราบมาเราจะไม่พบแม่นำ้� น้ที างตอน ใตท้ เี่ สน้ ละตจิ ดู ๒๘ องศา และจากการทต่ี อ้ งรองรบั น้�ำเสยี เปน็ จำ� นวนไมจ่ ำ� กดั มันจึงต้องมีต้นน้�ำอยู่ทางตอนเหนือของเส้นละติจูด จากข้อยกเว้นเพียงแค่ ๒ - ๓ ขอ้ นีก้ ็ท�ำให้นักภูมิศาสตร์เชอื่ กันมาชา้ นานว่า Nu Kiang6 กบั Giama Nu Chu6 คอื แมน่ �้ำสายสำ� คัญทางตะวันตกซ่งึ มที ม่ี าจากลานฉาง หรอื แมน่ ้�ำ Chiamdo (โขง) ท่ีไหลผ่านทีร่ าบสงู ทเิ บตใน Dayul สว่ นทอ่ี ย่ไู กลออกไปทาง ทิศเหนอื ได้รับน้�ำมาจากแมน่ ้�ำ Seramdo และแม่น้�ำซู (Su Chu)7 ซ่งึ คาดว่า จะไหลผ่านข้ึนไปยังประมาณเส้นแวงที่ ๙๒ องศาตะวนั ออก และเสน้ รุ้งที่ ๓๒ องศาเหนือ เจา้ ชายเฮนร่ี ดอรล์ นี ส์ (Henri d’Orleans) ทรงเดนิ ทางขา้ มแมน่ ำ�้ สาละวนิ ใน พ.ศ.๒๔๓๘ ที่เสน้ รุ้งที่ ๒๘ องศา ทรงยืนยนั ถึงสภาพตน้ กำ� เนดิ ในทเิ บตของ มันอกี ครั้ง แตก่ ไ็ มท่ รงทราบค�ำตอบในเรอื่ งต้นกำ� เนดิ นั้นได้ พระองค์ทรงกล่าว 4 Colborne Baber, Report of the Grosvenor Mission, R.G.S. Suppl. Papers. vol.1 part 1 – ตน้ ฉบับ 5 พนั เอกยูล (Yule) ในหนังสอื เรอ่ื ง แมน่ �้ำแห่งทรายสีทองของกลิ (ค.ศ. ๑๘๘๓), L’Abbe Desgodins ใน Le Thibet. 6–Kตiaน้ nฉgบแับละ Chu เป็นค�ำภาษาจีนและทิเบต หมายถงึ “แม่นำ�้ ” เหมอื นกัน – ตน้ ฉบับ 7 Woodville Rockhill, วารสารภมู ิศาสตร.์ vol.iii No.5 – ต้นฉบบั

ห้าปใี นสยาม เล่ม ๑ 185 วา่ ณ ทนี่ น้ั มแี มน่ �้ำทย่ี าวร่วม ๙๑.๔ เมตร ไหลตัดผ่าน “แม่น�้ำสายใหญแ่ ละลึก ที่ไหลมาไกลจากทางตอนเหนอื ” แตเ่ รื่องที่พระองคไ์ ม่ได้ทรงให้เหตุผลไว้กค็ ือ การท่ีทรงระบไุ ว้ว่า มนั คอื แม่น�้ำ Oi ในทิเบต ซ่งึ เช่อื กนั ว่าเปน็ แมน่ ้�ำนอ้ ยของ แม่น�้ำ Giama Nu ไดไ้ หลลงสู่แมน่ ำ้� สาละวินท่ี Menkong หากการมองเชน่ นี้ ถูกตอ้ งแมน่ ยำ� Giama Nu ก็คงต้องปรากฏอยู่ในทิศทางทต่ี ่�ำกวา่ ผลทต่ี ิดตาม มาจากการทพี่ ระองคไ์ ดท้ รงเดนิ ทางขา้ มตน้ นำ�้ ของแมน่ ำ�้ อริ ะวดโี ดยไปตามเสน้ ทางจากอสั สมั ถงึ อริ ะวดใี น พ.ศ.๒๔๔๘ ทบี่ กุ เบกิ ไวโ้ ดยพนั เอกวดู้ ธอรป์ (Wood- thorpe) ไปยังแมน่ �้ำสายนน้ั 8กค็ อื เรอื่ งทพ่ี ระองคท์ รงใหเ้ หตผุ ลไวว้ า่ ไมม่ แี มน่ ้ำ� สายย่อยสายใดไหลขึ้นไปทางทิศเหนือนอกเสียจากสายน�้ำทางด้านใต้ของ Zayul ดงั นัน้ ตน้ ตอของมนั ย่อมไมใ่ ช่ทเิ บตดงั ท่ผี พู้ ันวอลค์ เกอรไ์ ด้ชี้แนะเอาไว9้ อาจเปน็ ไปไดต้ รงที่เจ้าชายทรงคดิ วา่ Oi Chu น้ันหมายถึงแมน่ ้�ำ Giama Nu ซ่ึงเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ดูจะสอดคล้องกับทรรศนะโดยท่ัวไปในเร่ืองนี้ที่มีมาต้ังแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๘1 และยนื ยันได้ดว้ ยการส�ำรวจของพันตรีฮอบเดย์ (Hobday) เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๓๔ การเดนิ ทางของเจา้ ชายในครงั้ นจ้ี งึ มใิ ชค่ วามกลา้ หาญและไมต่ อ้ งประสบ ความยุ่งยากเว้นเสียแต่ในเรื่องชื่อของต้นกระแสน้�ำของแม่น้�ำอิระวดีบางแห่ง ซงึ่ สลบั ทสี่ ลบั ทางกบั ในแผนทซี่ ง่ึ พมิ พเ์ ผยแพรโ่ ดยสมาคมภมู ศิ าสตรอ์ อกมาเมอ่ื ๑๐ ปีที่แล้ว2 ท�ำใหม้ ผี ลโดยตรงต่อช่ือภูมปิ ระเทศสำ� คัญของแมน่ ้�ำสายหลกั ๓ สายทร่ี วมเปน็ แมน่ ำ้� อริ ะวดี อนั ไดแ้ ก่ แมน่ ำ้� Kiu แมน่ ำ้� Tsan และแมน่ ำ้� Dumai ซ่ึงลงไวใ้ นแผนที่จากการส�ำรวจของพันเอกวู้ดธอรป์ ใน พ.ศ.๒๔๒๘ แมน่ �้ำโขงทางตอนใต้ของ Dayul ซงึ่ มีเสน้ ทางยาว ๔๘๓ กิโลเมตร ผา่ น เมืองจีนนั้นเปน็ เส้นทางทีร่ ้จู กั กนั นอ้ ยมาก 8 Proc. R.G.S. vol.ix. No.1. 1897 – ตน้ ฉบับ 9 แมน่ ำ้� Lu แห่งทเิ บต. Proc.R.G.S. Vol. 9 No.6 – ต้นฉบบั 1 อ้างแล้ว vol.7 No.2 เป็นข้อสงั เกตของพันเอก Yule ในการถกเถียงกันในเรื่อง Pundit A-k’s explorations และอา้ ง 2 แล้ว vol.iv No.5 ข้อสังเกตของพันตรซี ันเดอแมนและพันเอกยูล (Major Sandeman and Colonel Yule)– ตน้ ฉบับ อ้างแล้ว vol.viii. No.8 สงิ หาคม 1886 – ตน้ ฉบับ

186 บทที่ ๗ หวั เมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แม่นำ้� โขง เม่ือ พ.ศ.๒๔๑๑ คูเปอร์ได้แกะรอยเส้นทางของมันลงมาจากบาตัง (Batang) กบั เซกู (Tseku) ขณะทใ่ี นระหวา่ งการเดนิ ทางของเจา้ ชายเฮนร่ี ดอรล์ นี พระองคท์ รงได้สำ� รวจจากตงั เกยี๋ สอู่ สั สมั ใน พ.ศ. ๒๔๓๘ แลว้ ขา้ มแม่นำ้� ทเ่ี ส้น รุ้ง ๒๕ องศา ๕๓ ลปิ ดา จากนน้ั ตดิ ตามมนั ไปทางตอนเหนือประมาณ ๒๙๐ กิโลเมตร ก่อนทีจ่ ะไหลไปสบกบั ทางนำ้� ทางทศิ ตะวันตก ข้ามผ่านแม่นำ�้ สาละ วนิ และไหลขนึ้ ไปทบี่ ริเวณจดุ ระบายนำ�้ ทางตอนเหนอื ของแม่นำ้� อิระวด3ี ภูมิประเทศนั้นเป็นป่ารกชัฏ จุดสูงสุดระหว่างแม่น้�ำโขงช่วงนี้กับแม่น้�ำ สาละวนิ ลว้ นปกคลมุ ไปดว้ ยปา่ สบั ปะรดและปา่ โอค๊ หบุ เขาบรเิ วณแมน่ ำ้� สาละวนิ ซงึ่ เขาแกะรอยมาเป็นระยะทาง ๗๒ กโิ ลเมตร น้ันต่�ำกวา่ หุบเขาบริเวณแม่นำ้� โขงรว่ มรอ้ ยฟตุ ทง้ั ยงั รกเรอื้ กวา่ เขยี วชอมุ่ กวา่ และมตี น้ ไมเ้ นอื้ แขง็ ขน้ึ หนาแนน่ กวา่ ดว้ ย 3 วารสารภูมิศาสตร์ vol.vuuu No.6 เมอ่ื ต้องการรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ท่ีสมบูรณ์ในเรือ่ งของภูมิประเทศและผ้คู นโดย ผูเ้ ขยี นคนเดียวกบั เรือ่ ง ตังเกี๋ยสจู่ นี : ลอนดอน , Methuen & Co., 1898 แตถ่ ึงอยา่ งไรก็มไิ ด้บรรจเุ ร่ืองราวทช่ี ้ี ชดั หรือใหข้ อ้ สรปุ พิเศษเก่ยี วกับแหล่งนำ�้ ทางด้านทิศตะวันออกของแมน่ �้ำอริ ะวดี – ตน้ ฉบับ

ภาพแสดงการไหลของเส้นทางน�้ำบรเิ วณแมน่ ำ้� โขงตอนบน

188 บทที่ ๗ หัวเมืองลาว (ตอนตอ่ ) - แมน่ ำ�้ โขง ตัวล�ำน�้ำโขงอยู่ลึกลงไปในร่องเขาที่เกิดจากการกัดเซาะของมันเองภาย ใตก้ ำ� แพงหนิ โลง่ เตยี นและเตม็ ไปดว้ ยหนิ ขรขุ ระ มหี มบู่ า้ นของเมอื ง Lusus และ Mossos ตั้งกระจัดกระจายอยู่ไม่กี่แห่งตามหุบเขา แต่เส้นทางของแม่น้�ำโขง ตรงส่วนนี้ท�ำให้สภาพชีวิตคลอ่ งตัวขึ้น ซง่ึ คณะของเจ้าชายเฮนร่ไี ดใ้ ช้เวลา ๔๑ วนั ในการเดนิ ทางถงึ เซกู โดยการปลอ่ ยใหฝ้ งู ลอ่ ของพวกเขาเดนิ คบื หนา้ ไปตาม เสน้ ทางของมันเองเรอื่ ยๆ เส้นทางสาย Tali - Bhamo อันมีชื่อเสียงน้ันเป็นเส้นทางท่ีทอดข้าม แมน่ ำ�้ ตรงบรเิ วณเส้นรงุ้ ท่ี ๒๕ องศา ๑๘ ลิปดา ทค่ี วามสูงประมาณ ๔,๗๐๐ ฟุต เหนอื ระดบั นำ้� ทะเล มสี ะพานเหลก็ ซึ่งซ่อมไวอ้ ยา่ งชุ่ย ๆ แขวนคร่อมแม่นำ้� อยู่ มนั ถอื เปน็ หนา้ เปน็ ตาของยนู านแตก่ ลบั เปน็ ทป่ี ระหวนั่ พรน่ั พรงึ ของนกั เดนิ ทางผู้ไม่คุ้นเคยมาก่อน ตรงจุดนี้ของแม่น้�ำในส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในรอยแยก แคบ ๆ มีความยาวประมาณ ๔ - ๕ กิโลเมตร แตไ่ มพ่ บการสร้างเรอื หรือการ ใช้เรือตามเส้นทางน้ีเลย ความเป็นจริงนั้นก็แทบจะไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าใดนัก เพราะสายนำ�้ ไดไ้ หลมาเปน็ ระยะทางหนง่ึ พนั ฟตุ มายงั แมน่ ำ�้ ทไี่ หลขนานมาตาม แนวเสน้ รงุ้ ทกุ เสน้ จาก Chiamdo เฉลย่ี แลว้ น�้ำทกุ ๆ หยดไดไ้ หลลงมาเปน็ ระยะ ๙๐๐ ฟตุ สเู่ ชยี งฮงุ้ ทเี่ สน้ รงุ้ ที่ ๒๒ องศา จากบรเิ วณเหนอื จรดใตไ้ มม่ กี ารคา้ ขาย และตลอดท้งั ๒ แนวฝง่ั ระหว่างทิเบตและรฐั ฉานนัน้ ไม่มเี มืองใดท่ีจะมคี ณุ ค่า เพยี งพอทีจ่ ะได้รบั การต้งั ช่ือเลยสกั เมอื ง เสน้ ทางสาย Tali - Bhamo ไดร้ บั การพรรณนาอยา่ งนยิ มชมชนื่ จากนาย โคลบอร์น เบเบอร์ (Colborne Baber) ในรายงานเร่ือง คณะสอนศาสนา โกรส์เวอเนอร์ (Grosvenor Mission)4 ของเขา ซงึ่ สำ� หรับผู้อ่านท่เี ป็นนกั เดนิ ทางแลว้ มันจดั เปน็ เร่ืองอมตะ เขาได้แสดงถงึ อุปสรรคสำ� คัญของเสน้ ทางทีเ่ กิด ขนึ้ จากทางแคบระหวา่ งหบุ เขา ๒ ขา้ งของแมน่ ำ้� Lantsan Lu และแมน่ ำ�้ Lung แม่น�้ำเหลา่ นเี้ มือ่ เราเขา้ สดู่ นิ แดนของรฐั ฉานแลว้ จะรจู้ ักมนั ในช่ือว่า แมน่ ้�ำโขง แม่นำ้� สาละวนิ และแม่นำ้� ชเวลี (Shweli) 4 R.G.S. Suppl. Papers. vol.i. ตอนที่ 1 – ตน้ ฉบบั

ห้าปีในสยาม เลม่ ๑ 189 ดว้ ยลกั ษณะการไหลกรรโชกรนุ แรงของแมน่ ำ�้ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ซงึ่ ลกั ษณะ การไหลอยา่ งเชย่ี วกรากแบบนนั้ ดเู หมอื นจะเปน็ อปุ สรรคตอ่ การคา้ อยา่ งแทจ้ รงิ มนั แผ่ขยายรอ่ งน�้ำลกึ ของมันออกไปขวางเส้นทางการคมนาคมโดยตรง แมน่ ้�ำ โขงถกู กระหนาบข้างดว้ ยทางชันสงู ถงึ ๘,๐๐๐ ฟุต ส่วนก้นแม่นำ้� สาละวนิ อนั เงียบสงบนัน้ จมลึกลงไปตำ่� จากแมน่ ำ�้ โขงกวา่ ๒,๐๐๐ ฟุต บริเวณโดยรอบมีแต่ บรรยากาศของไขก้ าฬโรค โรคระบาดรา้ ยแรง มาเลเรยี และความเชอื่ ถอื ในเรอ่ื ง โชคลางของขลัง เรื่องเหล่านี้คุกคามกองคาราวานชายฉกรรจ์ได้มากกว่าเรื่อง หนทางปีนสู่แม่น้�ำโขงที่ท้ังล่ืนและคดเคี้ยวเสียอีก อาจจะเป็นเพราะมันเป็น ล�ำน้�ำที่ต้องต่อสู้ด้ินรนผ่านท้องที่ทุรกันดารมาต้ังแต่ต้นสายเพ่ือไหลออกสู่โลก ภายนอก ความอ่อนโยนละมุนละไมจึงไม่ใช่คุณสมบัติของแม่น�้ำสาละวินและ แม่นำ้� โขง นา่ แปลกใจวา่ อะไรคอื อปุ สรรคอนั เหน็ ไดช้ ดั ซง่ึ กดี ขวางแมน่ ำ้� อนั ยงิ่ ใหญ่ แหง่ ภมู ภิ าคนใ้ี นการคมนาคมตดิ ตอ่ ระหวา่ งอาณาจกั รของจนี และอนิ เดยี ประเทศ หนึ่งซ่ึงน่าสนใจกว่าน้ีทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ธรณีวิทยาและมานุษยวิทยาก็ไม่ ปรากฎว่ามอี ยู่ แต่นบั วา่ โชคดีทีย่ ังมีอยู่ ๒ - ๓ ประเทศที่ตดิ ตอ่ การคา้ กนั ได้ อยา่ งไม่น่าเชอื่ ชาวยโุ รปทผี่ า่ นเขา้ มาในเสน้ ทางภมู ภิ าคนตี้ า่ งพากนั หวาดหวนั่ ทจ่ี ะคน้ หา ร่องรอย มันจึงยังเป็นดินแดนท่ียังคงความล้ีลับไว้ได้ในที่สุด นักเดินทางเพียง ไมก่ คี่ นอยา่ งบาวเออร์ (Bower) รอ็ คฮลิ (Rockhill) บอ็ นวอลลอ็ ท (Bonvallot) และเจ้าชายเฮนร่ี ดอร์ลีนต่างเดินทางข้ามแม่นำ�้ โขงโดยใชท้ างหลวงทเิ บตทาง ตอนเหนอื และมมี ชิ ชนั นารฝี รง่ั เศสผกู้ ลา้ หาญและอทุ ศิ ตนเพยี งไมก่ คี่ นทใี่ ชช้ วี ติ อยู่กับคนของเขาที่บาตาง (Batang) เซกู (Tseku) และอนิ โต (Into) สว่ นพวก ทใี่ ช้เส้นทางสาย Tali - Bhamo ในการเดนิ ทางกม็ ีอยเู่ พยี งไม่กีค่ น บางคนที่ ลว่ งลำ�้ เข้าไปจนถึงกม็ ชี ่อื เสยี งเปน็ ที่รจู้ กั กันดเี ช่น คเู ปอร์ (Cooper) มาเจอรีผู้ โศกเศร้า (Margery) โคลบอรน์ เบเบอร์ แมคคารธ์ ีย์ (McCarthy) คาเมรอน (Cameron) กลิ ล์ (Gill) และเม่อื เรว็ ๆ น้ีก็มีทา่ นเคานต์ Szechenyi, นายคอล

190 บทที่ ๗ หวั เมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แมน่ ำ้� โขง คูฮอน (Colquhoun) และนักเดินทางผู้แข็งขันอีกคนชื่อ ดร.มอร์ริสัน (Dr. Morrison) แต่อปุ สรรคทเี่ ห็นไดช้ ดั เพียงอย่างเดยี วกลับเป็นสภาพภมู ิประเทศ ท่ีเต็มไปด้วยความยากล�ำบากท่ีไม่เอื้ออ�ำนวยต่อการคมนาคม และจะเห็นได้ ชดั วา่ เสน้ ทางคมนาคมถาวรและมปี ระสทิ ธภิ าพใดๆ กต็ ามระหวา่ งจนี ทางตะวนั ตกและพมา่ มกั จะพงุ่ ตรงไปยงั แนวอปุ สรรคทางธรรมชาตทิ เ่ี อนเอยี งขนึ้ ไปตาม แนวระบายน�ำ้ ทางตอนเหนอื รวมท้ังบรเิ วณท่ีไกลออกไปทางตอนใต้ มเี ส้นทางมากกว่าหนึ่งเส้นทาง ซ่งึ หากจะพูดอย่างเล่นส�ำนวนแล้วกค็ ือ เสน้ ทางทีม่ งุ่ จะ “รกุ ” เพื่อเอาการคา้ จากยูนานและทางตะวันตกเฉียงใต้ของ จีนออกไปเสียจากการครอบครองของอังกฤษ ดูเหมือนจะมีการยอมรับจาก บคุ คลทเ่ี ชอ่ื ถอื ไดว้ า่ ทงั้ ๆ ทเ่ี กดิ การทำ� ลายจนเสยี หายยอ่ ยยบั จากฝมี อื ของพวก กบฏ Mahomedan๑ ซ่ึงเป็นประชากรและเป็นส่วนที่ม่ังค่ังของเมือง Mahomedan ในประเทศจีนจนส่งผลให้มีการให้ค�ำมั่นในเรื่องท่ีจะให้มีการ ปรับปรุงด้านการค้าโดยเร็วท่ีสุดให้เท่าทันกับความคิดอ่านด้านการคมนาคม นานนบั ปีทมี่ นั ได้กลายเป็นหวั ข้อในหนงั สือหนงั หาต่าง ๆ อยา่ งแพรห่ ลาย บา้ ง กใ็ ห้ค�ำแนะนำ� ส่งั สอน บ้างกเ็ ป็นลกั ษณะของการถกเถียงกันในเร่ืองเสน้ ทางท่ี ไม่ควรจะเดนิ ทางเข้าไปเลยสกั นดิ ตลาดมดื ในตอนนน้ั กม็ กี ารแขง่ ขนั กนั อย่าง ไมธ่ รรมดา สว่ นความสำ� คญั ของจนี ตะวนั ตกเฉยี งใตแ้ ละพนื้ ทบี่ รเิ วณเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ท่ีเรียกกันว่าอินโดจีนในฐานะที่เป็นตลาดการค้าเสรีในอนาคตก็ ก�ำลังขยายตัวพร้อมกับการแพร่อิทธิพลของอังกฤษและฝร่ังเศสทางตะวันตก และตะวันออกของอัสสัม และพมา่ รวมทง้ั ในเขมรและตงั เกย๋ี ดว้ ย ฝรงั่ เศสซงึ่ เปน็ เพอื่ นบา้ นในอนิ โดจนี ของเราไมร่ รี อทจี่ ะรกุ เขา้ ไปยงั ยนู าน เพ่อื ชนชาติของตนเอง โดยเร่ิมต้นอยา่ งฉลาดหลกั แหลมตามนสิ ัยของพวกเขา การส�ำรวจของกองทัพเรือภายใต้การควบคุมของกัปตัน ดูดาร์ เดอ ลาเกร (Doudart de Lagree) ไดเ้ รม่ิ ขน้ึ ที่ไซง่ ่อนใน พ.ศ. ๒๔๐๙ เพอ่ื ท�ำการส�ำรวจ แมน่ ำ้� โขงซงึ่ ในตอนนนั้ เปน็ ทห่ี วงั กนั วา่ มนั จะเปน็ เสน้ ทางหลกั ของการคมนาคม ๑ หมายถึงพระมูฮัมเหมด็ ผู้กอ่ ตง้ั ศาสนาอสิ ลาม - สวป.

หา้ ปใี นสยาม เล่ม ๑ 191 ทางน�้ำเขา้ ส่ใู จกลางของยนู าน ความลึกลบั ของแมน่ ำ�้ ท่กี ว้างใหญ่ไพศาลสายนี้ อยทู่ ว่ี า่ พวกเขาไมร่ วู้ า่ มนั มาจากไหนแตด่ ว้ ยความทเ่ี หน็ แกช่ าตติ นและปรารถนา ท่ีจะเป็นชนชาติแรกในหมู่ชาวตะวันตกท่ีเข้าถึงประเทศต่างๆ ซ่ึงล้วนแต่ ปลกุ เรา้ การเล็งผลเลศิ จึงเปน็ แรงจูงใจให้เกดิ การสำ� รวจเพ่มิ มากขึน้ แต่ความหวังทั้งมวลในการเดินทางโดยใช้เรือในแม่น�้ำโขงก็ได้ถูกก�ำจัด ให้มลายหายไปอีกคร้ังตามเง่ือนไขที่เราทราบกันดีอยู่ พวกเราจ�ำต้องสละเรือ ท้ิง แต่ด้วยความกล้าหาญและความเพียรเป็นเลิศซ่ึงมีแต่ผู้ที่รู้จักภูมิประเทศ แถบนี้ดีเท่าน้ันถึงจะมีความรสู้ ึกชนื่ ชมเป่ียมลน้ ให้ พวกเขาได้ต่อสู้ด้ินรนอย่าง อาจหาญโดยใช้เรอื ขุดแบบพ้นื บ้านเดนิ ทางตอ่ ไปยังเชยี งฮงุ้ จนถึงยนู าน ฟแู ละ ตาลฟี ู ในอีก ๒ ปีตอ่ มาพวกเขาได้นำ� เอาขอ้ มูลอนั ทรงคุณค่ากลบั มาแลว้ นำ� มา ทำ� ใหเ้ ปน็ รปู รา่ งอยใู่ นผลงานทนี่ า่ อา่ นของฟรานซสิ กานเิ ยร่ ์ (Francis Garnier) แต่ เดอ ลาเกร (De Lagree) กลับไม่ไดอ้ ยเู่ หน็ ความสำ� เร็จสมดังจดุ มุง่ หมาย ของตัวเพราะเขาได้เสียชวี ติ ไปทีเ่ มอื งตงิ ฉวน (Ting-Chuan) เมื่อตังเกี๋ยได้กลายเป็นส่วนหน่ึงของอินโดจีนฝร่ังเศส กลุ่มอาณานิคม ฝรงั่ เศสจงึ พากนั หวงั วา่ แมน่ ำ้� แดงนา่ จะทำ� หนา้ แทนในสว่ นทแี่ มน่ ำ้� โขงไมส่ ามารถ ทำ� ไดแ้ ละนา่ จะนำ� เอาพอ่ คา้ ชาวฝรง่ั เศสเขา้ สตู่ ลาดของจนี ทางใตด้ งั ทใ่ี ฝฝ่ นั เอา ไว้ หากแต่ค�ำพยากรณ์ท่ีคาดการณ์เอาไว้ก็กลับต้องล้มเหลวอีกคร้ัง ทั้งที่ได้ เข้าไปเลียบเคียงใกล้ชิดกับตังเกี๋ยจนถึงยูนานทางตะวันออก แต่ก็ไม่มีความ เจริญก้าวหนา้ ทางการคา้ ใดๆ ปรากฏใหเ้ ห็นเลย การได้ครอบครองตังเก๋ียและข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของ ระยะทางซึ่งเอ้ือประโยชน์ให้กับผู้ครอบครองดินแดนได้กระตุ้นความตื่นตัวใน เรอ่ื งการคา้ ใหเ้ กดิ ความกระตอื รอื รน้ ขนึ้ โดยเฉพาะในหมพู่ อ่ คา้ ภายในประเทศ แตผ่ ลทไ่ี ดก้ ลบั กลายเปน็ การไตรต่ รองอยา่ งผวิ เผนิ ของคณะกรรมการหอการคา้ และผดู้ ำ� เนนิ งานดา้ นอน่ื ของโครงการสรา้ งทางรถไฟสว่ นตา่ ง ๆ และการสำ� รวจ เพ่ือเช่ือมพม่าและรัฐฉานของอังกฤษเข้ากับยูนาน ซึ่งได้มีการด�ำเนินการล่วง หน้ามาหลายครงั้ หลายคราแล้ว

192 บทท่ี ๗ หัวเมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แม่นำ้� โขง วธิ ที จ่ี ะทำ� ใหร้ เู้ รอื่ งนไ้ี ดด้ ที ส่ี ดุ ไดม้ าจากขอ้ สนบั สนนุ อยา่ งแขง็ ขนั ของนาย ฮลั เลต็ (Hallett) และนายคอลคฮู อน (Colquhoun)5ซง่ึ สรุปวา่ เปน็ การรุกเข้า สทู่ ร่ี าบสงู ยนู าน ผา่ นรฐั ฉานของสยามจากเมอื งทา่ ตะนาวศรที เ่ี มอื งมะละแหมง่ ขององั กฤษ เสน้ ทางนจ้ี ะหลีกเลยี่ งความทุรกนั ดารบรเิ วณช่องเขาสาละวนิ โดย เรม่ิ ตน้ จากอกี ฟากหนงึ่ ของมนั ซงึ่ คงจะคอ่ ยๆ ตดั ผา่ นชว่ งลา่ งไปสเู่ มอื งระแหง๑ ในสยามผา่ นเมอื งเมยี วดี (Myawadi) ลดั เลาะขนึ้ ไปยงั ลมุ่ แมน่ ำ�้ ปงิ แลว้ ตดั ผา่ น แหลง่ นำ�้ สแู่ มน่ ำ�้ โขงตรงสว่ นทร่ี ะบายออกสเู่ ชยี งรายและเชยี งแสน เสรจ็ แลว้ จะ เลาะลงมาตามฝั่งขวาแม่น้�ำโขงผ่านเมืองเชียงฮุ้งเข้าสู่ชายแดนเมืองจีนโดยมี เมอื ง Sumao เป็นเป้าหมาย ความไดเ้ ปรียบของเส้นทางน้ีคือเรอื่ งค่าใชจ้ า่ ยที่ เมอ่ื เทียบกนั แล้วจะสิ้นเปลอื งน้อยกว่า และไมต่ ้องผ่านเข้าไปยงั ภูมิประเทศท่ี ทรุ กนั ดารและอนั ตรายดงั เชน่ ทป่ี รากฏอยใู่ นเสน้ ทางอน่ื ทเี่ ดนิ ทางไปได้ ซง่ึ คาด วา่ จะทำ� ใหก้ ารสรา้ งทางรถไฟสน้ิ เปลอื งคา่ ใชจ้ า่ ยสงู มาก เสน้ ทางควรจะตดั ผา่ น เขา้ ไปเหนอื ความสงู ไมเ่ กนิ กวา่ ๒,๒๐๐ ฟตุ และควรจะไปตามเสน้ ทางของกอง คาราวานขนาดใหญท่ ย่ี งั คงใชง้ านอยแู่ ละผา่ นเขา้ ไปยงั ดนิ แดนอนั ประกอบดว้ ย ผคู้ นจำ� นวนมหาศาล6และยงิ่ ไปกวา่ นน้ั มนั จะทำ� ใหส้ ามารถเชอื่ มตอ่ กบั กรงุ เทพฯ ไดส้ ะดวกยง่ิ ขึ้น ส�ำหรบั เรื่องความขัดแย้งสำ� คญั ทีเ่ กดิ มกั ขนึ้ ตามปกตนิ ัน้ ก็คือ เมือ่ มกี าร สร้างทางมาได้ระยะเกินกว่า ๓๐๐ ไมล์เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะข้ึนอยู่กับการ ปฏิบัติทางการทูตและความร่วมมือของรัฐบาลต่างชาติซ่ึงก็คือรัฐบาลสยาม นั่นเอง การไดม้ าซงึ่ ดนิ แดนทางตอนเหนอื ของพมา่ พรอ้ มดว้ ยรฐั ฉานในสว่ นของ พม่า ทั้งหมดน้ันคือการนำ� ไปสปู่ มปัญหาปมใหม่ กลายเป็นว่าในขณะนี้ชายแดนของอังกฤษได้มาเช่ือมต่อกับชายแดน ประเทศจีน และเสน้ ทางรถไฟใดๆ กต็ ามทีเ่ รามงุ่ ตัดผ่านเข้าไปสยู่ นู านก็น่าจะ 5 หนึ่งพันไมลบ์ นหลังช้างในดนิ แดนฉาน วารสารของสมาคมศลิ ปะ ฉบบั ท่ี 1 – 789 vol.xxxv และอืน่ ๆ - ต้นฉบบั ๑ ระแหง ปัจจบุ ันคือบริเวณท่ีตงั้ ของจงั หวัดตาก - สวป. 6 ทีน่ ายฮอลต์ ฮัลเล็ต ประมาณการไว้วา่ มีจำ� นวนราว ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน นา่ จะเปน็ ตวั เลขทเ่ี กินความจรงิ – ตน้ ฉบบั

ห้าปใี นสยาม เลม่ ๑ 193 ต้องท�ำขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายของรัฐบาลในวันใดวันหนึ่งหรือไม่ทางใดก็ทางหน่ึง กล่าวคือเพ่ือเป็นการเปิดกว้างอาณาเขตรัฐฉานในครอบครองของเรา และให้ ความสำ� คัญทางด้านยทุ ธศาสตร์พอๆ กับทางดา้ นการค้า นบั ตงั้ แตน่ ั้นมากเ็ ปน็ ธรรมดาท่ีรฐั บาลอนิ เดยี จะให้ความสนอกสนใจตอ่ การสำ� รวจตรวจตราขององั กฤษมากกวา่ ชาวสยามในรฐั ฉาน พรอ้ มกบั ใหข้ อ้ คดิ เห็นเพื่อการวางเสน้ ทางส่ชู ายแดนจนี ผลก็คือเส้นทางท่ีพบตัดผ่านแม่น�้ำสาละวินที่ท่าเรือคุนหลุน (Kunlon Ferry) บรเิ วณเส้นละตจิ ดู ท่ี ๒๓ องศา ๒๕ ลิปดา และไดก้ ำ� หนดใหท้ างรถไฟ เรม่ิ จดุ เชอ่ื มต่อกับทางรถไฟของพมา่ ทเ่ี มืองมันฑเลยต์ รงจุดน้ี นายสก็อตต์ (Scott) ผู้บัญชาการที่มีช่ือเสียงแห่งรัฐฉานตอนเหนือได้ แสดงความคิดเห็นว่าเป็นไปได้ที่จะท�ำการขยายเส้นทางจากคุนหลุนตรงสู่ ชุนนังฟู (Shunning Fu) ซ่งึ ท้ายที่สดุ มนั อาจอย่ใู นทิศทางทีข่ า้ มผ่านแม่น้�ำโขง แลว้ ขน้ึ ไปทางหยางปี (Yang Pi) สูต่ าลีฟู (Tali Fu) ภาพท่ีปรากฏนี้ได้รับการยืนยันจากการส�ำรวจที่มีรัฐบาลอินเดียให้การ รับรองแลว้ รัฐบาลอนิ เดียมีความพงึ พอใจเมอ่ื ไดท้ ราบวา่ เสน้ ทางคุนหลุนไมไ่ ด้ มปี ลายทางเปน็ ทางตนั เพราะไดม้ ีเส้นทางสายใตห้ ลายเส้นทางรองรับอยู่ ท้ังคณะรัฐบาลของสมเด็จพระจักรพรรดิ และรัฐบาลอินเดียได้ให้การ ยอมรบั ในเรอื่ งจดุ ทเ่ี ชอื่ มตอ่ กบั ประเทศพมา่ ตรงทรี่ าบลมุ่ แมน่ ำ้� เหลอื งซงึ่ กำ� หนด ไวอ้ ยา่ งชดั เจนโดยทา่ นลอรด์ ซาลสิ เบอร่ี (Lord Salisbury) เมอื่ เดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ในการให้ค�ำตอบคณะผแู้ ทนสมาชิกของหอการค้าซง่ึ เรยี กรอ้ งขอ ความชว่ ยเหลือจากรฐั บาลในเรอ่ื งการเปิดเสน้ ทางสายการค้า ท้งั เสน้ ทางจาก มะละแหมง่ ผา่ นสยามหรอื จากยา่ งกงุ้ สอู่ าณานคิ มขององั กฤษแลว้ ผา่ นกะเหรย่ี ง ที่ยินยอมให้มีการสร้างหรือรับรองทางรถไฟและยืนยันการให้ค�ำอนุญาตของ รัฐบาลจีนในเรื่องการสร้างทางต่อจากแนวชายแดนผ่านเข้าสู่ดินแดนของตน ผ่านเมือง Sumao ลอร์ด ซาลิสเบอรี่ เผยออกมาว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหวังให้ รัฐบาลจ่ายเงินในการสร้างทางรถไฟดินแดนของชนชาติอื่นและการสร้างทาง

194 บทที่ ๗ หวั เมอื งลาว (ตอนต่อ) - แมน่ ำ้� โขง รถไฟผ่านประเทศเอกราชเช่นสยามโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของต่างชาติ ทงั้ ยงั เปน็ ทางรถไฟอยา่ งทชี่ าวตา่ งชาตติ งั้ ใจทจี่ ะสรา้ งขนึ้ กเ็ ปน็ ไปไดย้ ากเชน่ กนั อยา่ งไรกด็ ถี า้ เปน็ พน้ื ทซ่ี งึ่ มสี ว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั อาณานคิ มขององั กฤษ หากมนี ายทนุ หาเงนิ มาไดพ้ วกเขาก็ควรจะมคี วามมั่นใจได้ในความช่วยเหลอื ของรัฐบาล แต่ ส่งิ ทที่ ่านลอร์ดสงสัยอยู่บา้ งก็คือ เมอ่ื มนั อยทู่ ีบ่ รเิ วณชายแดนของจนี ชาวจีนก็ ควรจะรับรใู้ นผลประโยชน์ที่ตนเองจะไดร้ ับอยา่ งชัดเจน และเพื่อใหล้ กู ค้าของ พวกเขามีความได้เปรียบในการท่ีจะใช้เส้นทางของอังกฤษเดินทางสู่ยูนานได้ โดยงา่ ย เขากล่าวเพม่ิ เตมิ ว่ารัฐบาลอนิ เดียค่อนข้างกังวลในเรอ่ื งทจี่ ะสรา้ งเสน้ ทางท่าเรือคุนหลุนและสะพานเหนือจุดเชื่อมต่อระหว่างสถานที่น้ันกับแนว พรมแดนใหเ้ ป็นผลสำ� เรจ็ นบั แตน่ นั้ มารฐั บาลกไ็ ดถ้ กู สอบถามในเรอื่ งการสำ� รวจทกี่ ำ� ลงั ทำ� ขนึ้ เพอ่ื ช่วยเหลือผูม้ คี วามสนใจในโครงการเมอื งมะละแหมง่ ทางหอการค้าเกิดความ รสู้ กึ อยา่ งชดั แจง้ วา่ รฐั บาลฝรง่ั เศสนนั้ กา้ วลำ�้ นำ� หนา้ เราไปมากในเรอื่ งการปกปอ้ ง สัมปทานสิทธิการสรา้ งทางรถไฟในเมืองจนี ตอนใต้ เปน็ เร่อื งจรงิ แท้แนน่ อนว่า พวกเราค่อนข้างจะปฏิบัติต่อรัฐบาลจีนด้วยความรู้สึกเกรงอกเกรงใจมากเกิน ไป มันไม่ช่วยให้อะไรดีข้ึนเลยท่ีจะติดต่อกับพวกเขาแบบเดียวกับท่ีติดต่อกับ ชาวยโุ รป พวกฝร่ังเศสคงจะส�ำนึกไดอ้ ยา่ งน้จี งึ ม่งุ แต่กระท�ำการข่มเหงเพ่ือผล อนั เปน็ ทพี่ อใจ ขณะทส่ี มั ปทานขององั กฤษทม่ี กี บั ชาวจนี ตามแนวเสน้ ชายแดน ได้ลดความน่าเชื่อถือลงไปอย่างมากมายในสายตาของพวกเรา อย่างไรก็ดีใน เร่ืองท่ีเป็นการงานอยา่ งนเ้ี รามกั จะทำ� กันอย่างช้า ๆ โดยท่วั ไปเรามักจะทำ� งาน กันอยา่ งมั่นอกม่ันใจกเ็ ม่ือตอนท่ีงานใกลจ้ บ7 แลว้ เท่านัน้ ดังนั้น กล่าวโดยย่อมันก็คือผลที่ส่งมาจนถึงปัจจุบันที่ต้องใช้ท้ังความ มานะพยายาม ใช้ก�ำลังคนและก�ำลังเงินเพ่ือกลับไปเปิดใช้เส้นทางสายเก่าสู่ เมืองจนี ท่ีมชี ื่อว่า “ถนนสที อง” (golden road) อกี ครงั้ หนึ่ง มันเปน็ เส้นทาง ทพ่ี วกเขาใชเ้ ปดิ สมั พนั ธไมตรกี บั องั วะใน พ.ศ.๒๓๓๘ ซง่ึ ปลายทางของถนนนน้ั ก็ยังไม่แล้วเสร็จอยู่ดี 7 เรือ่ งนี้เขียนขน้ึ กอ่ นเหตกุ ารณ์สำ� คญั ท่เี กดิ ข้นึ เมอื่ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๔๑ – ตน้ ฉบับ

หา้ ปีในสยาม เลม่ ๑ 195 ทเ่ี มอื งเชยี งฮงุ้ ๑ (เสน้ ละตจิ ดู ท่ี ๒๒ องศา) เปน็ จดุ แรกทชี่ าวบา้ นสามารถ ใช้แม่น�้ำโขงเป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้ มกี ารใช้แพไม้ไผ่ขนขา้ วลงมาจากเมอื ง เชยี งลับ8 สว่ นลกู เรอื จะเดนิ ทางกลับทางบก ตรงจุดนเี้ องทก่ี ารส�ำรวจในข้ันสดุ ทา้ ยของเดอลาเกรไดล้ ะจากแมน่ ำ�้ โขงและมงุ่ หนา้ ไปยงั ตอนเหนอื และตะวนั ออก สูเ่ มืองจีน แมว้ า่ พวกเขายินยอมทีจ่ ะทง้ิ เรือขดุ ไว้ทเ่ี มอื งเลิน๒ หรือตองอู กต็ าม แต่กานิเย่ (Ganier) ได้วกกลับมายังแม่น�้ำซ�้ำแล้วซ�้ำเล่าในขณะท่ีพวกเขามุ่ง หนา้ สเู่ ชยี งฮงุ้ เพอื่ ดลู ทู่ างวา่ สามารถจะเดนิ เรอื ไปไดห้ รอื ไม่ แตก่ ไ็ ดผ้ ลลพั ธอ์ ยา่ ง เดมิ ทกุ ครง้ั ตองอู เปน็ บรเิ วณสงู สดุ ทผี่ คู้ นสามารถจะบงั คบั เรอื ใหแ้ ลน่ ฝา่ กระแส คล่ืนได้ เหนือจากตองอจู ะมีทา่ เรอื อยู่หลายแหง่ เงนิ ค่าผา่ นทางการใช้ท่าเรอื น้ี เป็นของ Sawbwa๓ แห่งเมืองเชียงตุง ท่าเรือส�ำคัญท่ีสุดอยู่ท่ีเมืองเชียงลับ อันเป็นเมืองท่ีมีร่องรอยเส้นทางลัดท่ีลอร์ดเลมิงตัน (Lord Lamington) ใช้เป็นเส้นทางเข้าสู่เมืองสิงห์ในการเดินทางสู่ตังเก๋ียใน พ.ศ.๒๔๓๓ - ๓๔ 9 โดยข้ามผ่านแม่นำ�้ พนั เอกวู้ดธอร์ปไดใ้ หค้ �ำอรรถาธิบายถึงสว่ นเลก็ ๆ ของภมู ิประเทศแหง่ นี้ไว้ในรายงาน1 อย่างช�ำนิช�ำนาญและละเอียดลออซึ่งล้วนมีค่าเป็นอย่างยิ่ง มนั ใหค้ วามรสู้ กึ ประทบั ใจราวกบั รายงานของนกั สำ� รวจผมู้ ากดว้ ยประสบการณ์ เลยทีเดยี ว เชียงฮงุ้ เป็นแควน้ ทเี่ ปน็ ใหญ่ในบรรดาแวน่ แควน้ ท่ีผูกพนั กันมาช้านาน ทงั้ ๑๒ แควน้ มีช่ือเรยี กว่า สบิ สองปนั นา ทั้ง ๑๒ แคว้นมคี วามภักดตี ่อจีนและ พมา่ มาเปน็ เวลานานนบั หลายปจี ากสนธสิ ญั ญาใน พ.ศ.๒๔๓๕ เราไดย้ กเชยี งฮงุ้ และเมืองเลนซึ่งอยู่ทางตะวันตกให้กับจีนภายใตเ้ ง่ือนไขทีว่ ่าจีนไม่อาจแบ่งปัน เขตแดนใดๆ ของทัง้ ๒ เมอื งนีใ้ ห้แก่ประเทศอน่ื ใดไดโ้ ดยปราศจากการยินยอม จากองั กฤษ บางทเี ราอาจคดิ ผดิ ทย่ี อมใหม้ กี ารผอ่ นปรน การโอนออ่ นผอ่ นตาม ๑ Chiang Hung = เชียงฮุ้ง นา่ จะหมายถงึ ช่อื เดิมของเมืองเชียงรงุ้ เมืองหลวงของแคว้นสบิ สองปนั นา – สวป. 8 พันเอก ว้ดู ธอรป์ , วารสารภมู ศิ าสตร์ vol.vii No.6 – ต้นฉบับ ๒ น่าจะหมายถงึ เมืองเลนิ เมอื งทอี่ ยใู่ นเขตเมืองวา้ ทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของเมอื งเชียงตงุ – สวป. ๓ ซับวา หรอื ช่อื ตำ� แหนง่ ผ้ปู กครองเมืองในรัฐฉานของประเทศพม่า – สวป. 9 Proc. R.G.S. vol.viii No.6 – ตน้ ฉบับ 1 Proc. R.G.S. vol.viii No.6 – ต้นฉบบั

196 บทที่ ๗ หัวเมอื งลาว (ตอนตอ่ ) - แมน่ ำ�้ โขง ในทกุ สาระสำ� คัญให้กับจีนล้วนเป็นความผิดพลาด มันถูกชาวจีนถอื เอาเป็นข้อ อ้างที่จะหวาดระแวง และพวกเขาเองกค็ งคิดวา่ ไม่มใี ครสามารถติดต่อกบั พวก เขาไดด้ ไี ปกวา่ ชาวองั กฤษในวถิ ที างแบบเดยี วกบั ทเ่ี ราตดิ ตอ่ กบั ชาตอิ ารยธรรม จากยโุ รปเป็นแน่ เมอ่ื ฝรง่ั เศสยดึ เอาอาณาเขตของสยามทางดา้ นทศิ เหนอื ของพนื้ ทผี่ นื ใหญ่ ตามแนวโคง้ น�้ำทางทิศตะวนั ออกของแมน่ ำ�้ โขงไปใน พ.ศ. ๒๔๓๖ จนี กจ็ ัดการ ยนื่ มอื เขา้ มาแบง่ สนั ปนั สว่ นดนิ แดนแมน่ ำ�้ โขงบรเิ วณสบิ สองปนั นาใหแ้ กฝ่ รงั่ เศส อยา่ งทา้ ทายท้ังๆ ท่ีมสี นธิสญั ญากับองั กฤษอย่แู ลว้ ความเปน็ จรงิ กค็ อื ฝรง่ั เศสนน้ั ตงั้ ใจจะขยายอาณาเขตในครอบครองของ ตนเอนเอียงมาทางตะวันตกของน�้ำอู ในขณะท่ีก�ำลังครอบครองเมืองสิงห์อยู่ ด้วย ซ่ึงเมืองสิงห์น้ันเป็นเมืองหลวงของแว่นแคว้นเล็กๆ ช่ือ เชียงแขง2 ที่อยู่ คร่อมแม่น้�ำโขงตรงเส้นขนานท่ี ๒๑ และยังคงส่งเคร่ืองบรรณาการให้แก่ เชียงตุง รัฐในครอบครองของอังกฤษ ปัจจุบันนับเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ อังกฤษและในไม่ช้าก็จะเป็นท่ีรู้จักกันในรูปของ “ภารกิจรัฐกันชน” จึงเร่ิมมี การไตส่ วนความในเรอื่ งนี้ เมอ่ื ทง้ั สองฝา่ ยเรมิ่ ทำ� การตง้ั ขอ้ กลา่ วหาฟอ้ งกลบั กนั อย่างรุนแรงท้ังในกรุงปารีสและลอนดอน เน่ืองจากท่าทีท่ีรับมาโดยเมอร์สิ เออร์ ปาวี ขา้ หลวงใหญช่ าวฝรงั่ เศสผทู้ ำ� เปน็ ไมร่ บั รทู้ จ่ี ะจดจำ� ความเปน็ มาของ รัฐอย่างเชียงแขง มิสเตอร์สก็อตต์ผู้เป็นข้าหลวงของเราก็ไม่สามารถเจรจา ประนปี ระนอมกบั เขาในประเดน็ นั้นได้อย่างเปน็ ผล และการโตแ้ ย้งพาดพงิ ไป ถงึ รัฐบาลเจ้าของประเทศ คงไม่จำ� เปน็ ทีจ่ ะกล่าวตอ่ ไปใหย้ ืดยาวถึงการโตแ้ ย้ง ทที่ ำ� ทา่ จะเปน็ การแบง่ สดั สว่ นกนั อยา่ งตงึ เครยี ด เพราะเรอื่ งนสี้ ามารถลงตวั กนั ได้โดยการประชุมตกลงร่วมกนั ระหวา่ ง องั กฤษ - ฝร่ังเศส (Anglo - French Convention) ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙ 2 นักเขยี นพมา่ เช้อื สายองั กฤษเรยี กวา่ Keng Cheng คำ� แรกตรงกับคำ� วา่ เชียง ในสยาม ส่วนคำ� หลังนั้นข้าพเจ้านึกถงึ ทมี่ า ของตัว ch ไม่ออก ลอร์ดเลมิงตนั (Lamington) เปน็ ผใู้ หช้ ื่อในภาษาสยามท่ถี ูกต้องดังทใี่ ช้อยู่ ณ ท่นี ี้ Proc. R.G.S. Vol.xiii No 12. - ต้นฉบับ

ห้าปีในสยาม เล่ม ๑ 197 พอจะกลา่ วไดว้ า่ เมอรส์ เิ ออรป์ าวพี อใจทจ่ี ะใหเ้ มอื ง3 สงิ หเ์ ปน็ เพยี งเมอื งๆ หน่ึงในจังหวัดน่านของสยามอันเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนทั้งสองฝั่งของแม่น�้ำโขงที่ เชยี งของและนำ้� องิ เขายนื ยนั ความคดิ เหน็ ของเขาบนขอ้ เทจ็ จรงิ ทว่ี า่ เจา้ เมอื งๆ นนั้ เปน็ ผทู้ ไี่ ดย้ า้ ยถนิ่ ฐานจากฝง่ั ขวาของแมน่ ำ้� สเู่ มอื งสงิ หอ์ ยา่ งชา้ ไมเ่ กนิ ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ เมอื่ ถกู ขเู่ ข็ญด้วยกำ� ลงั จากชาวน่านใน พ.ศ. ๒๔๓๑ จึงได้ปฏญิ าณท่จี ะ จงรักภักดีต่อน่านเพื่อที่จะได้อยู่อย่างสงบโดยไม่ถูกรบกวน อย่างไรก็ดีเม่ือ ฤดูกาลก่อนหน้าน้ีเขาก็ได้ให้การต้อนรับคณะทูตอังกฤษจากพม่ามาแล้ว ซึ่งนน่ั เปน็ การแสดงออกถึงการเปน็ เมืองข้นึ โดยสมบูรณ์ ขณะท่ีฝรั่งเศสเข้าคุกคามสยามอย่างรุนแรงแข็งกร้าว แต่พวกเรากลับ ไตร่ตรองท่ีจะจัดการกับสยามท่ีเมืองเชียงแขงด้วยความเคารพย�ำเกรงในแบบ เดียวกับที่ท�ำกับจีนในเร่ืองเมืองเชียงฮุ้งบริเวณตลอดแนวซ่ึงติดแม่น�้ำโขง เมื่อ สยามตอ้ งตกอยภู่ ายใตค้ วามรนุ แรงของวกิ ฤตการณ์ รศ.๑๑๒ ข้อพิจารณาใน การจัดการกับสยามก่อนหน้านั้นก็เร่ิมเป็นไปไม่ได้ แต่เรายังคงด�ำรงสิทธิของ เราที่เมืองเชยี งแขงเอาไว้ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ประการแรกก็คอื การทมี่ สิ เตอรส์ ก็อตต์ ได้เดินทางไปยังเมืองสิงห์ เริ่มต้นสะสางภารกิจเรื่องเขตแดนและปลดธงของ ฝรัง่ เศสที่เคยชักอย่ทู ่ีนน่ั ลงเสยี ประการท่ีสองคอื การตงั้ ค่ายทหารท่ีมพี วกกขุ ่า อยู่ประจ�ำการเพียงไม่กี่คนภายใต้การดูแลของมิสเตอร์สเตอลิ่ง (Sterling) ซงึ่ เปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ดจี ากผลงานชนั้ เลศิ ทเี่ ขาไดเ้ คยทำ� ไวใ้ นฐานะผบู้ ญั ชาการในการ แบ่งสรรปันส่วนดินแดนสว่ นน้ีทีต่ รงบรเิ วณชายแดนขององั กฤษ ความคิดเหน็ ของปาวีท�ำให้เกดิ มีรฐั กนั ชนขึน้ หรอื เรยี กอกี อย่างหน่ึงกค็ อื บริเวณเปน็ กลางท่ี อยู่ระหวา่ งดนิ แดนในครอบครองของอังกฤษและฝรง่ั เศส ซงึ่ มหาอ�ำนาจทัง้ ๒ แสดงการตกลงอยา่ งชดั แจง้ ในความปรารถนาเร่อื งนี้แต่มนั เปน็ ไปไมไ่ ด้โดยสิน้ เชงิ หากแมน่ ำ�้ โขงเปน็ เสมอื นเสน้ แบง่ เขตและฝรงั่ เศสเปน็ ผกู้ ำ� หนดทจี่ ะยดึ ครอง ทุกสิ่งทุกอย่างบนฝั่งซ้ายแม่น้�ำโขงแล้ว การ “พูดกันด้วยเหตุผล” ของคณะ กรรมาธกิ ารก็คงมอิ าจเกดิ ขนึ้ ไดแ้ ละการกำ� หนดเขตแดนกค็ งไม่ใชเ่ ร่ืองจำ� เป็น 3 นกั เขียนเชือ้ สายอังกฤษ - พม่า เรยี กเมอื งนีว้ า่ มงสิง (Mong sing) แตข่ ้าพเจ้าจะขอใช้ช่อื ตามทีช่ าวสยามเรียก - ตน้ ฉบับ 4 วกิ ฤตการณ์ รศ.๑๑๒ – สวป.

198 บทที่ ๗ หัวเมอื งลาว (ตอนต่อ) - แม่นำ้� โขง ขณะเดยี วกนั เมอื งเชยี งตงุ ซงึ่ เปน็ เมอื งหลวงทมี่ คี วามสำ� คญั ทส่ี ดุ ของเมอื ง ทุกเมืองตามแนวเลียบแม่น้�ำสาละวินในรัฐฉานก็ได้ถูกชาวพม่าเข้าไปต้ังป้อม ทหาร ส่วนการตั้งป้อมทหารท่ีเมืองสิงห์ก็ยังคงเป็นข้อโต้แย้งที่คาราคาซังอยู่ และแลว้ ในเดอื นมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ทา่ มกลางความประหลาดใจและประหวน่ั พรั่นพรึงมิใช่น้อยของผู้คนท้ังหลายท้ังปวงต่อสิ่งที่ลอร์ด โรสเบอรี (Lord Rosebery) ได้ประกาศอย่างชดั แจง้ ซ่ึงแม้จะไม่ไดถ้ ูกต้องไปเสยี ท้งั หมดแต่ก็ นา่ จะเปน็ ทมี่ าของคำ� ประกาศอนั เจบ็ ปวดตดิ ตามมาทเี่ รยี กวา่ “การยอมแพข้ อง สยาม” ขอ้ ตกลงท้งั หมดฝ่ายฝรั่งเศสเปน็ ผกู้ ระท�ำขน้ึ โดยยินยอมคนื สิทธกิ าร ครอบครองดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้�ำโขงให้แก่อังกฤษ ท�ำให้โครงการเร่ือง รฐั กนั ชนในภมู ภิ าคนเี้ ปน็ อนั ต้องยตุ ลิ ง แตจ่ ะตอ้ งท�ำแบบนั้นไปท�ำไมกนั ในเมอ่ื ขอบเขตของการยอมคนื สทิ ธนิ นั้ สามารถวดั เอาจากสงิ่ ทเ่ี ราไดต้ อบแทนจากมนั เพยี งอยา่ งเดยี วเท่าน้นั หลงั จากขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณข์ องลอรด์ ซาลสิ เบอรร์ ี่ พวกทไี่ มร่ สู้ ถานการณ์ มากอ่ นกจ็ ะหลงเชอื่ ดว้ ยความเขา้ ใจผดิ คงจะจำ� กนั ไดด้ วี า่ ทง้ั องั กฤษและฝรง่ั เศส นั้นนอกจากจะท�ำความตกลงร่วมกันแล้วยังจะต้องรับประกันความมั่นคงของ บรเิ วณทร่ี าบลมุ่ แมน่ ำ�้ เจา้ พระยาจากนำ�้ มอื ของผทู้ จี่ ะเขา้ มาลว่ งลำ�้ ดนิ แดนดว้ ย ทง้ั ๒ มหาอำ� นาจไดแ้ ผข่ ยายดนิ แดนออกไปทางตะวนั ออกสหู่ ลายๆ ตำ� บลของ ท่ีราบสูงโคราชและจังหวัดต่างๆ ของประเทศเขมร และขยายไปทางตะวนั ตก ด้านคาบสมุทรมลายู คงไว้ซ่ึงบริเวณรอบนอกตามอนุสัญญาแห่งความเป็น กลางซง่ึ ถอื เปน็ พน้ื ทลี่ ะเวน้ ทอ่ี ยหู่ า่ งไกลจากบรเิ วณตา่ งๆ ทไี่ ดถ้ กู แบง่ แยกอยา่ ง เปน็ ทางการระหวา่ ง ๒ มหาอำ� นาจคสู่ ญั ญาและปลอ่ ยใหม้ นั มที ม่ี น่ั ทางการเมอื ง อย่างเดียวกันอย่างแท้จริงตามท่ีได้เคยเป็นมาก่อน ข้อบังคับตามสนธิสัญญา ท้งั หมดม่งุ เนน้ ไปที่บรเิ วณทร่ี าบลมุ่ แม่นำ้� โขงซึ่งเป็นบรเิ วณที่เมือ่ ปรากฏอยูบ่ น แผนท่ีแล้วคนท่ีไม่รู้จักภูมิประเทศแถบน้ีดีพอก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็นความ สำ� คญั หรือหาประโยชน์อันใดจากพน้ื ท่บี รเิ วณนม้ี ไิ ด้ เปน็ การเอือ้ ประโยชนใ์ ห้ ใช้เปน็ ขอ้ แก้ตัวที่ดสี ำ� หรับเสียงวพิ ากษ์วจิ ารณ์ท่เี ซ็งแซ่อยู่ แทท้ จี่ รงิ แล้วบริเวณ

ห้าปใี นสยาม เลม่ ๑ 199 ท่ีราบลุ่มแม่น้�ำโขงซ่ึงเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการนั้นก็คือสยามนั่นเอง ซ่ึง เมือ่ นับท่จี ำ� นวนประชากรกจ็ ะมีเปน็ จำ� นวนถึง ๕ เทา่ ของภูมิภาคยกเวน้ ท้ัง ๒ แห่งนน้ั รวมกัน และเมื่อมองทางด้านอตั ราการค้าปจั จุบันแล้วจะเหน็ ว่าตกอยู่ ในมือขององั กฤษกว่า ๙๐ เปอร์เซน็ ต์ ซึ่งคดิ คร่าวๆ แล้วเปน็ ๗ เท่าของทงั้ ๒ ดินแดนรวมกัน ในโอกาสนี้ขา้ พเจา้ ใคร่ขอกลา่ วเพ่ิมเติมวา่ จ�ำนวนประชากรและการค้า ของดนิ แดนดา้ นตะวนั ตกทเ่ี ลก็ กวา่ (หรอื มลาย)ู ในสว่ นของภมู ภิ าคทไี่ ดร้ บั การ ละเวน้ ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ดแู ลว้ นา่ จะมจี ำ� นวนประชากรและปรมิ าณการคา้ มากกวา่ ทมี่ อี ยใู่ นอาณาเขตอนั กวา้ งขวางทางตะวนั ออกทง้ั หมด ซงึ่ เปน็ ดนิ แดนในครอบ ครองของฝรงั่ เศส ดงั นนั้ การถกเถยี งกนั โดยใชข้ อ้ มลู แตเ่ พยี งสงิ่ ทปี่ รากฏอยบู่ น แผนทีจ่ ึงไมอ่ าจนำ� ไปสู่ข้อสรุปของผลประโยชน์ทีแ่ ทจ้ รงิ ได้ ดเู หมอื นมนั จะยัง คงเปน็ เร่อื งของความคดิ เหน็ ระดบั ชาติ เมื่อลอร์ดโรสเบอรียังดำ� รงต�ำแหนง่ อยู่ นั้น มูลค่าการค้าจ�ำนวนสี่ล้านห้าแสนของสยามมีความเกี่ยวข้องกับเราตรงท่ี ตอ้ งคอยกันเอาไว้ไม่ใหม้ าขดั แย้งกับกจิ การค้าของเรา ซึง่ ท่จี ริงก็เปน็ มูลคา่ การ คา้ เกอื บทงั้ หมดและเปน็ จำ� นวนทคี่ วรคา่ แกก่ ารตอ่ สปู้ กปอ้ ง เมอื่ เปน็ ดงั นน้ั ขณะ ทลี่ อรด์ ซาลิสเบอรไี ด้รักษามูลคา่ การคา้ จำ� นวน ๗ ไร่ ๘ สว่ นนั้นมาไวไ้ ด้อยา่ ง ปลอดภัยเป็นการถาวรโดยแลกกับการท่ีต้องเสียเชียงแขง ใครท่ีสมควรจะได้ รบั การปรบมอื ยกยอ่ งจากคนทว่ั ไป ขา้ พเจา้ คาดคะเนดแู ลว้ วา่ มนั ไมค่ อ่ ยสอดคลอ้ ง กับข้อเท็จจริงก็ตรงท่ีว่าไม่ค่อยจะมีใครรู้ว่าอะไรคือความตึงเครียดอันน่าเป็น ห่วงที่นโยบายล่วงหน้าของส�ำนักพิมพ์และคณะบุคคลของอาณานิคมฝรงั่ เศส ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ตอนปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ในสภาขนุ นางลอรด์ ซาลสิ เบอรี ไดก้ ลา่ ว ถงึ “ความหวาดวติ กในเรื่องทจี่ ะตอ้ งคำ� นงึ ถงึ ความถูกตอ้ งตามกฎหมาย ในส่งิ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”ของสยามก่อนที่การตกลงจะเสร็จสิ้น และกล่าวว่าส่ิง ตา่ งๆ ทีเ่ ขาได้ตัดสินไปนน้ั มีความนา่ หว่นั วิตกกวา่ ทไี่ ด้รบั รูก้ นั ทั่วไป ข้อสงั เกต น้ีผ่านไปโดยไม่เป็นท่ีสนใจอย่างเห็นได้ชัด แต่มันคือกุญแจท่ีจะไขไปสู่ท่าทีท้ัง ปวง สำ� หรบั ใครทอี่ ยใู่ นสยามและรดู้ วี า่ อะไรกำ� ลงั เกดิ ขนึ้ ตอนนน้ั ยอ่ มตระหนกั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook