6 อดีตและมักจะเป็นข้อมูลท่ีผ่านการวิเคราะห์เบ้ืองต้นมาแล้ว เช่น สถิติการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของคนไทย ในปี ค.ศ. 2018 จากสานกั งานพัฒนาธรุ กรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์ (องคก์ ารมหาชน) เปน็ ต้น 1.3 ประเภทของขอ้ มลู ตามลักษณะของข้อมลู ฃ 1.3.1 ขอ้ มลู เชิงปรมิ าณ (Quantitative Data) คือ ข้อมลู ท่อี ยู่ในรปู ตวั เลข (Numerical Data) ท่แี สดงถงึ ปริมาณ อาจเป็นคา่ ที่ไม่ต่อเน่อื ง (Discrete) คอื ค่าทีเ่ ป็นจานวนเต็มหรือจานวนนับ เชน่ จานวนประชากรในจงั หวัดอดุ รธานี จานวนครวั เรือนในจงั หวัดหนองคาย เป็นต้น หรอื เป็นคา่ ท่ีต่อเน่อื ง (Continuous) คอื ค่าที่มีจุดทศนิยมได้ เชน่ ความสูง นา้ หนัก คะแนนสอบ เป็นต้น 1.3.2 ข้อมูลคุณเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ข้อมูลท่ีไม่สามารถบอกถึงจานวนได้ แต่จะแสดงถึงคุณลักษณะของส่ิงนั้น เช่น เพศ ฐานะทางการเงิน ศาสนา สถานภาพ อาชีพ ข้อความท่ีเป็น ความคิดเห็น ระดับความพึงพอใจท่ีเขียนในรปู แบบการบรรยาย เป็นต้น 1.4 ลาดับชัน้ ของขอ้ มลู ลาดับช้ันของของข้อมูล (Data Hierarchy) ในระบบสารสนเทศ เป็นการเก็บข้อมูลที่อ้างถึง โครงสร้างแบบเดียวกัน ดังน้ัน การจัดลาดับชั้นข้อมูลจึงมีความสาคัญ การจัดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure) จะต้องเป็นตามลาดับชั้น โดยจะเร่ิมจากหน่วยที่เล็กท่ีสุดที่คอมพิวเตอร์เข้าใจหรือเลขฐานสอง คือ บิต (Bit) อยู่ในรูปแบบของรหัสแอสกี (ASCII Code) ซ่ึงเป็นรหัสมาตรฐานเพ่ือการแลกเปล่ียนข้อมูล ระหวา่ งระบบคอมพิวเตอร์ มีโครงสร้างลาดับช้นั ของขอ้ มลู ดงั นี้ (มนตรี วบิ ูลยรตั น,์ 2558: 96) 1.4.1 บิต (Bit) คือ หน่วยข้อมูลท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุด เป็นข้อมูลที่เคร่ืองคอมพิวเตอร์สามารถ เข้าใจได้ อยู่ในรปู แบบของเลขฐานสอง มคี า่ เปน็ 0 หรอื 1 1.4.2 ไบต์ (Byte) คือ กลุ่มของบิตท่ีสามารถแทนค่าตัวอักษรได้ ในรูปแบบรหัส ASCII โดย ใน 1 ไบต์ เทา่ กับ 8 บติ จะแทนตวั อักษร 1 ตวั เชน่ 01000001 แทนตัวอกั ษร A เป็นตน้ และรปู แบบรหัส Unicode เป็นเลขฐานสอง ขนาด 16 บิต แทนค่าตวั อกั ษร เชน่ 0000 0000 1110 0110 แทนตวั อกั ษร ae เปน็ ตน้ 1.4.3 เขตข้อมูล (Field) คือ กลุ่มตัวอักษรท่ีใช้แทนข้อมูลจริงหรือเรียกว่าฟิลด์ เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ หมายเลขประจาตวั ประชาชน เปน็ ต้น 1.4.4 ระเบียน (Record) คือ เขตข้อมูลท่ีมากกว่าหน่ึงเขตข้อมูล ท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กัน รวมกันเป็น 1 ระเบียน เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ หมายเลขประจาตัวประชาชน สาขาวิชา คณะ มหาวิทยาลยั ของนักศึกษา 1 คน เป็น 1 ระเบียน เป็นต้น 1.4.5 ไฟล์หรือแฟ้มข้อมูล (File) คือ ระเบียนที่มากกว่าหนึ่งระเบียน โดยจะต้องเป็นข้อมูล ลักษณะเดยี วกนั เชน่ แฟม้ ขอ้ มูลประวัตินกั ศกึ ษา สาขาวชิ าสารสนเทศศาสตร์ เป็นต้น 1.4.6 ฐานข้อมูล (Data Base) คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ แฟ้มข้อมูลที่มีความ เก่ียวข้องกัน เข้าด้วยกัน เช่น แฟ้มข้อมูลของของนักศึกษาในแต่ละคณะ ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ ธานี เป็น ฐานข้อมลู นกั ศกึ ษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี เปน็ ตน้
7 (Bit) 01 ... ... (Character) ... ... - (Field) 1 (Files) (Files) - 1 (Database) 2 3 ... ... ... ... ภาพที่ 1.2 ลาดบั ช้ันของหน่วยข้อมลู ทีม่ า: (ศรไี พร ศักด์ิรงุ่ พงศากุล, 2549: 130) 1.5 หนว่ ยวดั ขนาดขอ้ มลู หน่วยวัดขนาดข้อมูล คือ การวัดขนาดหน่วยความจาของคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยท่ีเล็กทส่ี ดุ ของระบบคอมพิวเตอร์ คือ บติ (Bit) และหนว่ ยทเ่ี ลก็ ท่ีสุดของระบบขอ้ มลู คือ ไบต์ (Byte) ดงั ตารางที่ 1.2 ตารางท่ี 1.2 หนว่ ยวัดขนาดข้อมลู 8 bit = 1 byte (B) 1,024 byte (210) = 1 Kilobyte (Kb) 1,024 Kilobyte (220) = 1 Megabyte (Mb) 1,024 Megabyte (230) = 1 Gigabyte (Gb) 1,024 Gigabyte (240) = 1 Terabyte (Tb) 1024 Terabyte (250) = 1 Petabyte (Pb) 1024 Petabyte (260) = 1 Exabyte (Eb) 1024 Exabyte (270) = 1 Zettabyte (Zb) 1024 Zettabyte (280) = 1 Yottabyte (Yb)
8 1.6 ประเภทของข้อมลู ประเภทของข้อมูล (Data Type) คือ การกาหนดประเภทของข้อมูลให้มีความถูกต้อง ตรง กบั โครงสร้างของขอ้ มลู ที่จะนาไปใช้งาน เช่น ขอ้ มลู ตวั เลข ตวั อักษร วนั เวลา เป็นต้น มีรายละเอยี ดประเภท ขอ้ มลู ดังตารางท่ี 1.3 ตารางท่ี 1.4 และตารางที่ 1.5 ตารางท่ี 1.3 ข้อมูลประเภทตัวเลขจานวนเตม็ (Integer Type) ชนิด (Type) ขนาด (Size) พิสยั (Range) การใช้งาน Sort 8 บติ -128 ถึง 127 เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็มแบบส้ัน นับเคร่ืองหมายทาง คณิตศาสตร์ โดยใชพ้ ืน้ ทหี่ นว่ ยความจา 8 บติ (1 ไบต)์ Unsigned 8 บิต 0 ถึง 255 เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็มแบบส้ัน ไม่นับเครื่องหมายทาง Shot คณติ ศาสตร์ โดยใช้พนื้ ทีห่ นว่ ยความจา 8 บติ (1 ไบต์) Int 16 บติ -32,768 ถงึ 32,767 เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็ม นับเคร่ืองหมายทางคณิตศาสตร์ โดยใชพ้ ้นื ท่ีหนว่ ยความจา 16 บิต (2 ไบต)์ Unsigned Int 16 บติ 0 ถึง 65,535 เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็ม ไม่นับเคร่ืองหมายทาง คณิตศาสตร์ โดยใชพ้ ้นื ท่หี นว่ ยความจา 16 บิต (2 ไบต)์ Long 32 บติ -2,147,483,648 ถึง เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็ม นับเคร่ืองหมายทางคณิตศาสตร์ 2,147,483,647 โดยใชพ้ นื้ ทีห่ นว่ ยความจา 32 บิต (4 ไบต์) Unsigned 32 บิต 0 ถึง เก็บข้อมูลชนิดจานวนเต็ม ไม่นับเครื่องหมายทาง Long 4,294,967,295 คณติ ศาสตร์ โดยใชพ้ นื้ ท่หี น่วยความจา 32 บิต (4 ไบต)์ ตารางท่ี 1.4 ข้อมูลประเภทตัวเลขทศนยิ ม (Floating Point Type) ชนดิ (Type) ขนาด (Size) พิสัย (Range) การใชง้ าน Float 32 บติ 3.4 e-38 ถึง 3.4 e+38 เก็บข้อมูลจานวนทศนิยม ใช้พ้ืนที่หน่วยความจา (3.4x10-38 ถงึ 3.4x1038) 32 บติ (4 ไบต์) โดยเก็บค่าทศนิยมได้ 6 ตาแหนง่ Double 64 บติ 1.7 e-308 ถึง 1.7 e+308 เก็บข้อมูลจานวนทศนิยม ใช้พื้นที่หน่วยความจา (1.7x10-308 ถึง 1.7x10308) 64 บิต (8 ไบต์) โดยเกบ็ คา่ ทศนิยมได้ 12 ตาแหน่ง Long 96 บิต 3.4 e-4932 ถึง 3.4 e+4932 เก็บข้อมูลจานวนทศนิยม ใช้พ้ืนที่หน่วยความจา Double (3.4x10-4932 ถึง 3.4x104932) 96 บิต (16 ไบต์) โดยเก็บค่าทศนิยมได้ 24 ตาแหนง่
9 ตารางที่ 1.5 ข้อมลู ประเภทอักขระ (Character Type) การใช้งาน เก็บขอ้ มูลอักขระรูปแบบรหัส ASCII นับเคร่ืองหมาย ชนดิ (Type) ขนาด (Size) พิสัย (Range) ทางคณติ ศาสตร์ ใช้พ้นื ท่หี น่วยความจา 8 บิต (1 ไบต)์ Char 8 บิต -128 ถึง 127 เกบ็ ขอ้ มลู อักขระรปู แบบรหัส ASCII ไม่นบั เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ ใชพ้ น้ื ทีห่ นว่ ยความจา 8 Unsigned 8 บติ 0 ถึง 255 บิต (1 ไบต์) Char 2. สารสนเทศ สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลท่ีผ่านการประมวลผล โดยการนาข้อมูลมาจัดเรียง วิเคราะห์ คานวณ จัดระเบียบ หรือประมวลผลใหม่ เพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ที่ส่ือความหมาย เข้าใจง่าย มีคุณค่า และสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ภายหลัง โดยส่วนใหญ่มักจะใช้เครื่องมือสาหรับการประมวลผลข้อมูล โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความรวดเร็วในการประมวลผล และให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง แม่นยา โดยข้ันตอนการทางานหลักของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ Input Process และ Output (วิโรจน์ ชยั มลู และสพุ รรษา ยวงทอง, 2552: 13) ภาพที่ 1.3 การประมวลผลขอ้ มูลใหเ้ ปน็ สารสนเทศ ทม่ี า: (วิโรจน์ ชัยมลู และสพุ รรษา ยวงทอง, 2552: 13)
10 2.1 Input ส่วนรบั ขอ้ มลู หรือการนาเขา้ ข้อมลู มหี นา้ ท่รี บั ข้อมูลเข้าเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ อาจเป็น ข้อมูลดิบหรือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลมาก่อนแล้ว รูปแบบการรับข้อมูลเข้าจะอยู่ในรูปของสัญญาณ ดิจิทัล (0 กับ 1) ตัวอย่างอุปกรณ์นาเข้าข้อมูล เช่น คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) สแกนเนอร์ (Scanner) เคร่ืองสแกนลายนิ้วมือ (Finger Scan) ไมโครโฟน (Microphone) กล้องเว็บแคม (Webcam) กา้ นควบคุม (Joystick) เป็นต้น (ณัฐกร สงคราม, 2550: 12) 2.2 Process การประมวลผลข้อมูล เป็นการดาเนินการกับข้อมูลท่ีนาเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ ตามคาสั่งท่ีได้รับ แล้วทาการประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามท่ีต้องการ เช่น หาผลรวมของข้อมูล จัดกลุ่ม ข้อมลู หาคา่ สูงสุดหรือคา่ ต่าสดุ เป็นต้น 2.3 Output การแสดงผลข้อมูล เป็นการนาผลลัพธ์ท่ีได้จากการประมวลผลมาแสดงในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น ข้อความ ภาพ แผนภูมิ กราฟ ฯลฯ โดยรูปแบบของการแสดงผลลัพธ์ ประกอบด้วยรูปแบบท่ี สามารถจัดเก็บไว้ใชง้ านภายหลังได้ เชน่ เครื่องพิมพ์ (Printer) เครือ่ งวาด (Plotter) ไฟล์จากโปรแกรม เป็น ต้น และรูปแบบท่ีใช้แสดงผลเท่าน้ัน เช่น จอแสดงผลภาพ (Monitor) เครื่องฉายภาพ (Projector) ลาโพง (Speaker) เป็นต้น 16000 15000 12000 14000 กระเป๋าเป้ กระเปา๋ ลายทหาร 12000 9800 10000 8000 6000 5600 4000 4000 2000 500 180 0 กระเป๋าเดก็ กระเปา๋ สไตลเ์ กาหลี กระเป๋าเงนิ กระเป๋าโน๊ตบคุ๊ กระเป๋าผา้ ภาพท่ี 1.4 การแสดงผลในรปู แบบสารสนเทศ 3. การทาขอ้ มูลใหเ้ ป็นสารสนเทศ การทาข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน ต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในการดาเนินการ เร่ิมต้ังแต่การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การประมวลผลข้อมูลใหเ้ ป็นสารสนเทศ และ การดแู ลรักษาสารสนเทศเพื่อการใชง้ านอย่างย่งั ยืน มีข้นั ตอนดังน้ี (ยนื ภู่วรวรรณ, 2543: 1)
11 3.1 การรวบรวมและตรวจสอบขอ้ มลู 3.1.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล คือการเก็บรวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และต้องเก็บให้ ทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลการสารวจผู้ป่วยไข้เลือดออก เป็นต้น โดยใช้ กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลท่ีตอบสนองวัตถุประสงค์ของการนาไปใชป้ ระโยชน์และใช้เทคโนโลยชี ว่ ย จัดเก็บข้อมูล เช่น การใช้แบบสอบถาม การป้อนข้อมูลเข้าเคร่ืองคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง (Bar Code) การอ่านขอ้ มลู จากคลนื่ วทิ ยุ (RFID - Radio Frequency Identification) เป็นตน้ 3.1.2 การตรวจสอบข้อมูล เม่ือมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จาเป็นต้องมีการ ตรวจสอบข้อมูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ข้อมูลท่ีเก็บเข้าในระบบจะต้องมีความน่าเช่ือถือ หากตรวจทานแล้วพบข้อผิดพลาดของข้อมูลต้องดาเนินการแก้ไขให้มีความถูกต้อง วิธีการตรวจสอบข้อมูล เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูล 2 คน ป้อนข้อมูลชุดเดียวกันเข้าเคร่ืองคอมพิวเตอร์แล้วเปรียบเทียบกัน หรือใช้ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์เพอ่ื ตรวจสอบขอ้ มูลแบบอัตโนมัติ เปน็ ตน้ 3.2 การประมวลผลขอ้ มูลใหเ้ ป็นสารสนเทศ 3.2.1 การจัดแบ่งข้อมูล โดยการแบ่งเป็นกลุ่มข้อมูลเพื่อเตรียมไว้สาหรับการใช้งานในด้าน ต่าง ๆ เชน่ ข้อมลู ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มกี ารแบง่ เป็นแฟ้มประวัตินักศึกษา แฟม้ การลงทะเบียน เรยี นของนกั ศึกษา แฟ้มข้อมูลบคุ ลากร เป็นต้น 3.2.2 การจัดเรียงข้อมูล เม่ือจัดแบ่งกลุ่มเป็นแฟ้มข้อมูล ควรมีการจัดเรียงข้อมูลตามลาดับ ตัวเลข หรือตัวอักษร เพ่ือให้เรียกใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว ทันต่อการใช้งาน ตัวอย่างการจัดเรียงข้อมูล เช่น การจดั เรียงขอ้ มูลนักศกึ ษาตามรหัสนักศกึ ษา ตามช่ือนักศกึ ษา ตามคณะ ตามสาขาวิชา เปน็ ตน้ 3.2.3 การประมวลผลด้วยมือ เหมาะสาหรับข้อมูลจานวนไม่มาก การคานวณไม่ซับซ้อน ต้องการผลลัพธ์ทันที โดยอปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นการคานวณ เชน่ เคร่ืองคดิ เลข ลกู คิด เป็นต้น 3.2.4 การประมวลผลด้วยเครื่องจักร เหมาะสาหรับข้อมูลจานวนน้อยถึงปานกลาง ยังไม่ ตอ้ งการใชผ้ ลลัพธ์จากการคานวณทันที ตอ้ งอาศัยเครอ่ื งจักรและแรงงานคนเพื่อการประมวลผล เช่น เครอ่ื ง ตรวจข้อสอบทฝี่ นดว้ ยดนิ สอ 2B เปน็ ตน้ 3.2.5 การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เหมาะสาหรับขอ้ มูลท่ีมีจานวนมหาศาล ไม่สามารถ ใช้แรงงานคนหรือเครื่องจักรได้ มีการคานวณที่ยุ่งยาก ซับซ้อน เช่น การคานวณค่าทางสถิติด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์ ซง่ึ จะใหผ้ ลลัพธ์ท่ถี กู ต้อง แม่นยา และรวดเร็ว เป็นต้น 3.2.6 การสรุปผล หากข้อมูลท่ีจัดเก็บมีจานวนมาก จาเป็นต้องมีการสรุปผลหรือสร้างเป็น รายงานเพื่อนาไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลที่สรุปได้อาจสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าการแสดงข้อมูลท้ังหมด เช่น สถติ ิจานวนนกั ศึกษาแยกตามคณะ สาขาวิชา เปน็ ต้น
12 3.3 การดูแลรกั ษาสารสนเทศ 3.3.1 การเก็บรักษา คือ การบันทึกข้อมูลไว้ในสื่อบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือเรียกใช้งาน ภายหลัง เช่น แผ่นบันทึก CD ROM, DVD ROM, Thumb Drive, External Hard Disk เป็นต้น หรือการ เกบ็ รักษาขอ้ มูลไว้บนระบบอินเทอร์เน็ต เช่น Cloud Computing, Drive Online เปน็ ตน้ 3.3.2 การสืบค้น คือ การเรียกใช้งานข้อมูลภายหลังจากที่มีการจัดเก็บ การสืบค้นข้อมูล จะต้องสืบค้นได้อย่างถูกต้อง แม่นยา ซึ่งการนาคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการทางาน จะทาให้การ สืบคน้ ข้อมูลทาไดอ้ ยา่ งรวดเร็วและมปี ระสิทธภิ าพมากย่งิ ข้นึ 3.3.3 การทาสาเนา คือ การทาสาเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนาสาเนาไปแจกจ่าย จึงควร จัดเก็บข้อมูลให้ง่ายต่อการทาสาเนา และควรมีการทาสาเนาข้อมูลไวห้ ลาย ๆ แห่ง เพื่อป้องกันการสูญหาย ของข้อมูล อันเน่ืองมาจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์ การเสื่อมสภาพของเครื่องบันทึก ข้อมูล เป็นต้น 3.3.4 การส่ือสารและเผยแพร่ คือ การกระจายหรือส่งต่อข้อมูลไปยังผู้ใช้งานที่อยู่ห่างไกล เป็นการส่งข่าวสารไปยังผูใ้ ช้ด้วยความรวดเร็วและทันเวลา โดยใช้เทคโนโลยชี ่วยในการส่ือสารและเผยแพร่ โดยเฉพาะการใช้งานเทคโนโลยีอินเทอร์เนต็ เพื่อช่วยส่ือสารและเผยแพร่ข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว และประหยดั คา่ ใช้จา่ ย 4. ระดบั ของสารสนเทศ ปัจจุบันข้อมูลและสารสนเทศมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เน่ืองจากสังคมยุค ปัจจุบันเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge-based Society) มนุษย์มีการเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศได้ อย่างสะดวก อีกท้ังยังมีการนาสารสนเทศไปใช้ประกอบการตัดสินใจและใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนั้น เพ่ือการใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงสามารถแบ่งระดับของสารสนเทศตามลักษณะการนาไปใช้ งาน โดยแบง่ ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ (นงลกั ษณ์ เยน็ สุข, 2560: 25) 4.1 สารสนเทศระดบั บคุ คล คอื สารสนเทศท่สี ง่ เสริมการทางานให้แก่ผู้ใช้แต่ละคน สง่ ผลให้การ ทางานในหน้าที่ท่ีรับผิดชอบมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ซ่ึงสารสนเทศที่ใช้จะมีความแตกต่างกันไปตาม ลักษณะของการทางานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล เช่น พนักงานขายสินค้าใช้สารสนเทศในการ นาเสนอสินคา้ ให้มคี ุณคา่ เกดิ ความน่าสนใจ เป็นตน้ 4.2 สารสนเทศระดับกลุ่ม คือ สารสนเทศที่ช่วยส่งเสริมการทางานของกลุ่มบุคคลที่มี จุดมุ่งหมายในการทางานอย่างเดียวกัน ซ่ึงส่งเสริมการใช้ข้อมูลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ร่วมกัน สารสนเทศระดับกลุ่มจึงมีการใช้ระบบเครือข่ายมาร่วมในการทางาน ทาให้สามารถใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และข้อมูลท่ีเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลร่วมกัน ด้วยการสร้างแฟ้มข้อมูลไว้ในเครื่องแม่ข่าย (Server) หรือ ระบบ Cloud Computing ซึ่งทาหน้าท่ีเป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลให้กับกลุ่มผู้ใช้
13 เช่น นักศึกษาท่ีทารายงานกลุ่ม สมาชิกทุกคนสามารถพิมพ์รายงานผ่านทางระบบ Cloud Computing โดยที่ไมต่ ้องเดนิ ทางมาพบกนั เปน็ ตน้ 4.3 สารสนเทศระดับองค์กร คอื สารสนเทศท่สี ง่ เสรมิ การทางานในภาพรวมขององค์กร ซ่ึงจะมี ความเก่ียวข้องสมั พันธก์ ันในหลายฝา่ ย จึงมีการเช่ือมโยงสารสนเทศระดบั กล่มุ หลาย ๆ กลุ่มเข้าด้วยกัน ทา ใหเ้ กิดประโยชน์ในการบริหารงานในระดับผู้ปฏบิ ัตกิ ารและผบู้ ริหารระดบั สงู ซ่งึ สามารถใชข้ อ้ มลู จากฝ่ายใด ก็ได้ เพอื่ เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ 5. ประโยชน์ของสารสนเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับความสนใจอย่างมาก ถูกนามาใช้งานในหลายลักษณะและ เกือบทุกธุรกิจ โดยท่ีพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปทุกวงการ ทั้ง ภาคเอกชนและราชการ ซง่ึ ระบบสารสนเทศชว่ ยใหผ้ ู้ใช้สรา้ งประโยชน์ต่อการดาเนนิ งานขององค์กรได้ ดงั น้ี (ชาญณรงค์ วงสนุ า, 2553: 1) 5.1 ช่วยใหผ้ ใู้ ช้สามารถเขา้ ถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเรว็ และทันต่อเหตกุ ารณ์เน่อื งจาก ข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ ทาให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่ เหมาะสมและสามารถนาขอ้ มลู มาใชป้ ระโยชน์ไดท้ นั ต่อความต้องการ 5.2 ช่วยในการกาหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหารสามารถนา ข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกาหนดเป้าหมายในการดาเนินงาน เนื่องจาก สารสนเทศถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นระบบ ทาให้มีประวัติของข้อมูลอย่างตอ่ เนื่อง สามารถท่ีจะบ่งชี้ แนวโน้มของการดาเนินงานวา่ น่าจะเป็นไปในลกั ษณะใด 5.3 ช่วยในการตรวจสอบการดาเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนาไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหน่ึง ผู้ ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลการดาเนินงานโดยนาข้อมูลบางส่วนมาประมวลผลเพ่ือประกอบการประเมิน สารสนเทศท่ไี ดจ้ ะแสดงให้เห็นผลการดาเนินงานว่าสอดคล้องกับเปา้ หมายท่ตี ้องการเพยี งใด 5.4 ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ผู้บริหารสามารถใช้ระบบสารสนเทศ ประกอบการศึกษาและการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดท่ีเกิดข้ึนในการดาเนินงาน ถ้าการดาเนินงานไม่ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดใน การปฏบิ ัตงิ านเกดิ ข้ึนจากสาเหตุใดหรอื จดั รูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปญั หาใหม่ 5.5 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดข้ึน เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุง และ แก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ได้ว่า การดาเนินงานในแต่ละ ทางเลือกจะชว่ ยแก้ไขและควบคุมปัญหาที่เกิดขน้ึ ได้อย่างไร ธรุ กิจต้องทาอย่างไรเพ่ือปรบั เปลย่ี นและพัฒนา ใหก้ ารดาเนนิ งานเปน็ ไปตามแผนงานหรอื เปา้ หมาย 5.6 ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศท่ีมีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และ ค่าใช้จ่ายในการทางานลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ต้องใช้แรงงานจานวนมาก
14 ตลอดจนช่วยลดข้ันตอนในการทางาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจานวนคนและระยะเวลาในการ ประสานงานให้น้อยลงได้ โดยผลงานที่ออกมาอาจเท่าหรือดีกว่าเดิม ซ่ึงจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและ ศกั ยภาพในการแขง่ ขันของธรุ กิจ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer Technology) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเทคโนโลยี สาหรับการ บันทึก ประมวลผล จัดเก็บ และค้นคืนสารสนเทศหรือแสดงผลสารสนเทศ ซึ่งเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ถือเป็นส่วนสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีองค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ ดังน้ี (พรรณี สวนเพลง, 2552: 93-99) 1. ฮารด์ แวร์ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่นามาประกอบขึ้นเพ่ือให้คอมพิวเตอร์สามารถ ทางานได้ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถมองเห็นและจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น เคร่ืองคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ จอภาพ เมาส์ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น หากอุปกรณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งชารุดเสียหาย สามารถเปลี่ยน อปุ กรณช์ น้ิ นน้ั ได้ โดยไม่ต้องเปลีย่ นอปุ กรณ์ทั้งหมด โดยแบ่งอปุ กรณต์ ามลกั ษณะการทางานเป็น 5 ประเภท ดังนี้ ภาพท่ี 1.5 ฮาร์ดแวร์ ท่ีมา: (Solve Computers, 2016: 1) 1.1 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทาหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจาหลัก เพ่ือนา ข้อมูลไปประมวลผล และแสดงผลทางหน่วยแสดงผลลัพธ์ รูปแบบข้อมูลที่นาเข้า เช่น ข้อความตัวอักษร ภาพน่ิง เสียง วิดีโอ เป็นต้น อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่เป็นหน่วยรับข้อมูล เช่น แป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) เคร่ืองกราดภาพ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) กล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น 1.2 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processor Unit: CPU) ทาหน้าที่เป็นอุปกรณ์หลัก หรือเป็นศูนย์กลางในการประมวลผลและควบคุมการทางานของส่วนต่าง ๆ ในเครืองคอมพิวเตอร์ ให้ทุก
15 หน่วยสามารถทางานได้สอดคล้องกัน หรือเรียกกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) ซิป (Chip) หรือ โปรเซสเซอร์ (Processor) ความเรว็ ของหนว่ ยประมวลผลกลาง ถกู ควบคุมดว้ ยระบบสัญญาณนาฬิกา (System Clock) มีหน่วยวัดความเร็วเป็นเมกะเฮิรตซ์ (Megahertz: MHz) โดยหน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วย 2 สว่ นสาคัญ ไดแ้ ก่ 1.2.1 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าท่ีควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยรับข้อมูลให้รับข้อมูล จากนั้นนาข้อมูลไปประมวลผล แล้วตัดสินใจว่าจะจัดเก็บข้อมูลไว้ใน พืน้ ท่ีสว่ นไหน ตลอดจนควบคมุ การแสดงผลลัพธ์ เปน็ ต้น 1.2.2 หนว่ ยคานวณและตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit: ALU) ทาหน้าที่คานวณทาง คณิตศาสตร์ (Arithmetic Operations) เช่น การบวก ลบ คูณ หาร เป็นต้น และการคานวณทาง ตรรกศาสตร์ (Logical Operations) เช่น มากกวา่ นอ้ ยกวา่ เท่ากับ เปน็ ต้น 1.3 หน่วยความจาหลัก (Main Memory) ทาหน้าท่ีเก็บข้อมูลและคาสั่ง เพื่อใช้ในการะ ประมวลผล ขนาดของหน่วยความจา มีหน่วยวัดเป็นไบต์ (Byte) แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1.3.1 Random Access Memory: RAM หรือ หน่วยความจาแบบช่ัวคราว ทาหน้าที่รับ ขอ้ มูลหรือชดุ คาส่งั จากโปรแกรมสาเรจ็ รปู ต่าง ๆ ทีก่ าลงั เปดิ ใชง้ านอยู่ในคอมพวิ เตอร์ แล้วส่งต่อไปยงั หน่วย ประมวลผลกลางให้ประมวลผลข้อมูลตามต้องการ เมื่อหน่วยประมวลผลกลาง ประมวลผลเสร็จเรียบร้อย จะส่งผลการประมวลกลับมายังหน่วยความจาแบบชั่วคราว เพ่ือส่งต่อไปยังโปรแกรมชุดคาส่ัง แล้วจึง แสดงผลทางหน่วยแสดงผล โดยที่ หน่วยความจาแบบชั่วคราว ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าในการทางาน เนอ่ื งจากเมือ่ ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ขอ้ มลู ในหน่วยความจาแบบชัว่ คราว จะถูกลบทั้งหมด 1.3.2 Read Only Memory: ROM หรือ หน่วยความจาแบบถาวร สามารถเขียนหรือลบ ข้อมูลได้ ซ่ึงหน่วยความจาแบบถาวรบางชนิด ไม่สามารถลบข้อมูลออกได้ มีประโยชน์ในการเก็บข้อมูลท่ี สาคัญ เช่น โปรแกรมควบคุมการจัดการพ้ืนฐานของระบบ (Basic Input Output System: BIOS) เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติท่ีสามารถอ่านข้อมูลได้เพียงอย่างเดียวจึงมีความปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ROM เป็นหน่วยความจาที่ไม่ต้องการกระแสไฟฟ้าในการทางาน หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลที่อยู่ใน ROM จะไมถ่ กู ลบออกจากหน่วยความจา 1.3.3 Complementary Metal-Oxide Semiconductor: CMOS หรือ ซิปท่ีใช้สาหรับ เก็บข้อมูลท่ีเป็นค่าเฉพาะของแต่ละระบบ เพ่ือให้ BIOS นาไปใช้ในการเริ่มต้นระบบ ตรวจสอบความพร้อม ของอปุ กรณ์ต่าง ๆ จะทาการเก็บขอ้ มลู เมื่อเปิดเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ เชน่ วันท่ี เวลาของระบบ เป็นต้น 1.4 หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) ทาหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยความจา ซึ่งข้อมูลได้ ผ่านการประมวลผลเรียบร้อยแล้ว นามาแสดงผลผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อส่ือสารให้มนุษย์เกิดความเข้าใจ ข้อมูลอาจอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ข้อความ ภาพนิ่ง เสียง ภาพเคล่ือนไหว วิดีโอ เป็นต้น โดย อุปกรณส์ าหรบั แสดงผลสามารถแบง่ ตามประเภทของผลลพั ธ์ได้ 2 ประเภท ได้แก่
16 1.4.1 หน่วแสดงผลช่ัวคราว (Soft Copy) เป็นอุปกรณ์การแสดงผลในรูปแบบสัญญาณ ดิจิทัล ผลลัพธ์อยู่ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล แสดงผลในรูปแบบของภาพเสมือน เพ่ือให้มนุษย์รับรู้ในสิ่งท่ี มองเห็น เม่ือส้ินสุดการแสดงผล ภาพผลลัพธ์จะหายไป แต่สามารถจดั เก็บไว้ในหน่วยเก็บข้อมลู สารอง เพื่อ นามาแสดงผลภายหลังได้ อุปกรณ์การแสดงผลชว่ั คราว เช่น จอภาพ (Monitor) ลาโพง (Speaker) เป็นต้น 1.4.2 หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) เป็นอุปกรณ์การแสดงในรูปแบบส่ิงพิมพ์ถาวร สามารถจับต้องหรือเคลื่อนย้ายได้ตามความต้องการ อุปกรณ์การแสดงผลถาวร เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) เครอื่ งวาดภาพ (Plotter) เป็นต้น 1.5 หน่วยจัดเก็บข้อมูล (Storage Unit) ทาหน้าที่บันทึกข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลลงในสื่อ บันทึกอเิ ล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากการบนั ทึกในหน่วยความจาหลัก โดยขอ้ มลู จะอยู่ในรปู แบบดิจิทลั เพ่ือ จัดเก็บหรือสารองข้อมูล สามารถคัดลอกข้อมูลและเรียกใช้งานภายหลังได้ หน่วยสารองข้อมูล เช่น Hard disk, CD-ROM, DVD-ROM, Thumb Drive, Memory Card เปน็ ต้น 2. ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ชุดโปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่ควบคุมและส่ังการให้ฮาร์ดแวร์ทางาน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทางานเองได้โดยไม่มีชุดคาส่ัง โดยซอฟต์แวร์สาหรับเครื่อง คอมพิวเตอร์สามารถแบง่ ตามลกั ษณะการทางานเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ภาพท่ี 1.6 ซอฟตแ์ วร์ ท่มี า: (James, 2015: 1) 2.1 ซอฟต์แวรร์ ะบบ (System Software) คอื โปรแกรมหรือชุดคาส่ังท่ีพัฒนาข้นึ เพื่อควบคุม การทางานของระบบคอมพิวเตอร์ ทาหน้าที่ติดต่อระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับคอมพิวเตอร์ ในด้านการ จัดเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล รวมถึงตรวจสอบข้อผิดพลาดท่ีเกิดขึ้นในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยส่วน ใหญ่จะถูกตดิ ต้ังมากบั เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ ไดแ้ ก่
17 2.1.1 ระบบปฏิบัติการ (Operation System) เป็นชุดโปรแกรมที่ควบคุมการทางานของ ระบบคอมพิวเตอร์ทุกส่วน ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ตัวอย่างระบบปฏิบัติการ เช่น DOS, Microsoft Window, Linux, Unix, Mac OS เป็นต้น 2.1.2 โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs) เป็นโปรแกรมที่ทาหน้าท่ีเพิ่ม ประสิทธิภาพของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ ทาให้การทางานง่ายและรวดเร็วย่ิงขึ้น และป้องกันการรบกวนจาก โปรแกรมท่ีไม่พึงประสงค์ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส (Anti-Virus) โปรแกรมสาหรับถอนการติดตั้ง โปรแกรมอ่ืน (Uninstall Program) โปรแกรมสารองข้อมูล (Backup Data) โปรแกรมรักษาหน้าจอ (Screen Saver) เปน็ ตน้ 2.1.3 โปรแกรมควบคุมการทางานของอุปกรณ์ (Device Driver) เป็นโปรแกรมที่ทาหน้าท่ี ติดต่อระหว่างอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์กับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ เพื่อให้อุปกรณ์ สามารถทางานได้บนเคร่ืองคอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โปรแกรมควบคุมการทางานของ เครอื่ งพมิ พ์ ซ่ึงหากไมต่ ิดต้ังโปรแกรมควบคุมท่ตี รงกบั รุ่นของเครื่องพมิ พ์ เครือ่ งพิมพจ์ ะไม่สามารถใช้งานได้ หรือโปรแกรมควบคุมการ์ดเสียง ที่แยกติดต้ังเพิ่มเติม หากไม่ติดตั้งโปรแกรมควบคุมท่ีตรงกับรุ่นของการ์ด เสียง คอมพวิ เตอรก์ ็จะไมส่ ามารถเลน่ เสยี งได้ หรอื เลน่ เสียงได้ไม่เตม็ ประสิทธิภาพ เปน็ ตน้ 2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่พัฒนาข้ึน สาหรับใช้งานด้านต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สามารถ ติดต้งั ลงในเครอ่ื งคอมพิวเตอร์หรือถอนการติดต้ังไดต้ ลอดเวลา โดยแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกตต์ ามลักษณะการ ใชง้ าน ได้แก่ 2.2.1 ซอฟต์แวร์เฉพาะด้าน คือ โปรแกรมที่พัฒนาข้ึนเพ่ือใช้งานตามเงื่อนไขท่ีผู้ใช้ต้องการ เป็นหลัก สามารถกาหนดเง่ือนไขในการทางาน หรือแก้ไขเพ่ิมเติมให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ เช่น ซอฟตแ์ วร์ทางการแพทย์ ซอฟต์แวรร์ ้านค้า ซอฟตแ์ วรท์ างด้านบญั ชี เปน็ ต้น 2.2.2 ซอฟต์แวร์ทั่วไป คือ โปรแกรมท่ีพัฒนาข้ึนเพ่ือใช้ประโยชน์ทั่วไป สามารถประยุกต์ใช้ กับงานด้านต่าง ๆ ได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขโปรแกรมได้ เช่น Microsoft Office, Adobe Photoshop, Google Chrome, SPSS, Internet Explorer เปน็ ตน้ 3. บุคลากร บุคลากร (People Ware) คือ บุคคลท่ีมีความเกี่ยวข้องในการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ มี ความรู้ ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซ่ึงมนุษย์เป็นผู้พัฒนาโปรแกรมและกาหนดวิธีการใช้งาน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ บุคลากรจึงเป็นองค์ประกอบที่สาคัญในระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีหน้าท่ีแตกต่างกัน ไปตามระดับของการใชง้ าน แบ่งได้เป็น 4 ระดบั ดงั น้ี
18 3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้กาหนดนโยบายการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือ การพัฒนาซอฟตแ์ วร์ใหเ้ ป็นไปตามเปา้ หมายของหนว่ ยงาน 3.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst: SA) คือ ผู้ที่มีหน้าที่ศึกษาและรวบรวมความ ต้องการของผู้ใช้ระบบ ทาหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักพัฒนาโปรแกรม โดยการศึกษา ระบบงานเดิมหรืองานใหม่ แล้วทาการวิเคราะห์ความต้องการ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้ คอมพวิ เตอรก์ ับระบบงาน เพ่อื ให้นกั พัฒนาโปรแกรมเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมใหก้ บั ระบบงาน 3.3 นกั พัฒนาโปรแกรม (Programmer) คือ ผู้เขยี นโปรแกรมสงั่ งานเครือ่ งคอมพวิ เตอรเ์ พื่อให้ ทางานไดต้ ามความต้องการของผใู้ ช้ โดยเขยี นตามแผนผังทีน่ กั วิเคราะหร์ ะบบไดอ้ อกแบบไว้ 3.4 ผใู้ ช้ (User) ผ้ใู ชง้ านคอมพิวเตอร์ทวั่ ไป ซงึ่ ต้องเรียนรวู้ ธิ กี ารใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ และ วิธีการใช้งานโปรแกรม เพ่ือให้สามารถใช้โปรแกรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการ ทางาน เทคโนโลยีเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ (Computer Network Technology) เปน็ เทคโนโลยสี าหรบั การ ติดต่อส่ือสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลในยุคปัจจุบัน ซ่ึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ท้ังในระดับบุคคล ระดับ องค์กรขนาดเล็ก และองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ โดยมีผู้ให้ความหมายเกี่ยวกับ เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ ดังน้ี ภทั รสนิ ี ภทั รโกศล (2555: 4) กลา่ ววา่ เครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ คือ กลุ่มของวตั ถุท่ีมีการเชื่อมต่อกัน ภายใต้เง่ือนไขหรือกลไกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เครือข่ายโทรศัพท์ เป็นต้น ดังน้ัน เครอื ข่ายคอมพิวเตอรจ์ ึงหมายถึงการนาเครื่องคอมพวิ เตอร์มาเชื่อมต่อกนั โดยใช้ส่ือประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น สายเคเบิล สายใยแก้วนาแสง เป็นต้น สามารถส่งข้อมูลสารสนเทศจากตาแหน่งหน่ึงไปยังอีกตาแหน่ง หนง่ึ ท่อี ยใู่ นระยะไกลได้ ปจั จุบันนิยมใชก้ ารเชอื่ มตอ่ ผา่ นระบบการสื่อสารไรส้ าย วรนิตย์ ทองอยู่ (2556: 133-134) กล่าวว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนาคอมพิวเตอร์และ อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จานวนต้ังแต่ 2 เคร่ืองขึ้นไป มาเช่ือมต่อภายใต้มาตรฐานและโพรโทคอล (Protocol) ของระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์เดียวกัน เพ่อื ใชใ้ นการติดต่อส่ือสาร แลกเปลี่ยนซอฟตแ์ วร์และ ข้อมูลข่าวสาร รวมท้ังทาให้มนุษย์สามารถใช้อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ร่วมกันบนระบบ เครือขา่ ยได้ มนตรี วิบูลยรตั น์ (2558: 76-77) กลา่ ววา่ เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ คือ การนาอุปกรณส์ ารสนเทศมา เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการส่ือสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่อง อุปกรณ์สารสนเทศ และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น เพื่อการเช่ือมโยง ข้อมูลสารสนเทศ
19 โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2552: 24-25) กล่าวว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ การนากลุ่มคอมพิวเตอร์ และอุปกรณต์ ่าง ๆ มาเชอื่ มต่อกันเปน็ เครือข่าย ใชส้ ือ่ กลางซงึ่ อาจเป็นสายเคเบิลหรือคล่ืนวิทยุ เปน็ เส้นทาง การลาเลียงข้อมูลเพ่ือส่ือสารระหว่างกัน โดยต้องอาศัยระบบปฏิบัติการเครือข่ายซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ระบบท่ี สาคัญ เพื่อให้สามารถเช่ือมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ และทาหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรบน เครือขา่ ยไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ ทาให้ผู้ใช้สามารถเขา้ ใช้งานทรัพยากรรว่ มกันบนเครือขา่ ยไดอ้ ยา่ งสะดวก IM2 (2017: 1) กล่าวว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ ระบบท่ีมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 เคร่ือง เช่ือมต่อกัน โดยใช้สื่อกลางที่เป็นสายเคเบิลหรือสื่อไร้สาย เพ่ือการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอ่ืน ๆ ที่อยู่ห่างไกล ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีหลายขนาดตัง้ แต่ขนาดเลก็ ท่ีเช่ือมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์จานวนไม่มาก เพ่ือ ใช้งานในบ้านหรือในองค์กรเล็ก ๆ ไปจนถึงเครือข่ายขนาดใหญ่ท่ีเช่ือมต่อกันท่ัวโลก ทาให้สามารถ แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสารกับคนท่ัวโลกได้ ช่วยให้การติดต่อส่ือสารหรือการทาธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่าย ไดม้ าก กล่าวโดยสรุป คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นการส่อื สารโทรคมนาคมระหวา่ งคอมพิวเตอร์ต้ังแต่ 2 เครื่องขึ้นไป นามาเช่ือมต่อกันผ่านอุปกรณ์การเช่อื มต่อและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ใช้สื่อที่เป็นสายเคเบิลหรอื สอื่ ไร้สาย ใช้งานอยู่บนมาตรฐานการเชื่อมต่อที่เรียกกว่า “โพรโทคอล” เพ่ือให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง สามารถติดต่อส่ือสาร แลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างกัน ด้วยข้อตกลงสาหรับการใช้งานร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ใน พื้นท่ีใดบนโลกมนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ รวมถึงการใช้ทรัพยากรบนเครือข่ายร่วมกันได้อย่างไร้ พรมแดน ภาพท่ี 1.7 การเชอื่ มโยงเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ ทีม่ า: (Fisher, 2017: 1) 1. ประเภทของเครือข่าย ประเภทของเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ มกั จาแนกตามขนาดและลักษณะความสามารถของเครือข่าย รวมถึงระยะทางของเครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายระดับท้องถ่ิน เครือข่ายระดับเมือง และเครือข่าย ระดับประเทศ มีรายละเอียดแต่ละประเภท ดังน้ี (ภัทรสินี ภัทรโกศล, 2555: 25-38, วิทยา สุคตบวร, 2548: 15-45 และโอภาส เอี่ยมสิรวิ งศ์, 2552: 33-36)
20 1.1 เครือข่ายระดับบุคคล (Personal Area Network: PAN) คือ เครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล ทใ่ี ช้เครือข่ายร่วมกับอปุ กรณ์เคล่ือนทีต่ ่าง ๆ เชน่ คอมพิวเตอร์ต้ังโต๊ะ คอมพวิ เตอร์พกพา โทรศพั ทเ์ คลื่อนที่ แท็บเล็ต หรือเคร่ืองพิมพ์ เป็นต้น มีจานวนของอุปกรณ์ติดต้ังบนเครือข่ายที่สามารถเปล่ียนแปลงได้ ตลอดเวลา ระยะในการเช่ือมต่อไม่เกนิ 10 เมตร และอยูใ่ นพื้นท่สี ว่ นบุคคล เพ่ือใชใ้ นการติดต่อส่ือสารหรือ แลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างกัน ใช้เทคโนโลยีในการเช่ือมต่อ เช่น Ultra Wideband (UWB) ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.3a หรอื Bluetooth ตามมาตรฐาน IEEE 802.15.1 เปน็ ต้น 1.2 เครือข่ายระดับท้องถ่ิน (Local Area Network: LAN) คือ เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันใน ระยะใกล้ไม่เกิน 100 เมตร เพื่อให้การรับ - ส่งข้อมูล ทาได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น เช่ือมโยงภายในอาคาร ภายในหน่วยงาน หรือระหว่างอาคารสานักงาน เป็นต้น โดยอาศัยสายสัญญาณ เช่น สายคู่บิดเกลียว (Unshielded Twisted Pair: UTP) หรือสายใยแก้วนาแสง (Optical Fiber) เป็นต้น นอกจากนี้ ระบบ LAN ได้มีการพัฒนาเครือข่ายแบบไร้สาย (Wireless LAN) เพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่อกับเครือข่าย เหมาะสาหรับอุปกรณ์สื่อสารเคล่ือนที่แบบพกพา เช่น คอมพิวเตอร์พกพา โทรศัพท์เคล่ือนท่ีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เปน็ ต้น หากต้องการเช่ือมโยงเครือข่าย LAN ใหค้ รอบคลุมในระยะทางไกล จะตอ้ งใช้อุปกรณ์ทวน สัญญาณ (Repeater) เพอื่ ขยายสญั ญาณใหไ้ ปไดไ้ กลมากยิ่งขึน้ 1.3 เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network: MAN) คือ เครือข่ายท่ีมีการ เชอื่ มโยงกันในระยะทางประมาณ 10 กโิ ลเมตร ครอบคลุมพ้นื ท่ีในระดับตาบล อาเภอ และจงั หวัด เปน็ การ ขยายเครอื ขา่ ยระดบั ทอ้ งถิน่ ให้กว้างมากยิง่ ขน้ึ ทาใหส้ ามารถแลกเปลีย่ นข้อมลู ไดใ้ นระยะไกล โดยอาศัยการ เช่อื มต่อกับโครงขา่ ยการส่ือสารโทรคมนาคมทีส่ ามารถรับ - ส่งขอ้ มลู ในอัตราความเร็วสูง และจาเป็นต้องมี แกนหลัก (Backbone) ของระบบ ที่ใช้เป็นช่องทางในการเชื่อมการส่ือสารระหว่างโหนด (Node) หรือจุด เชื่อมต่อหลัก เพ่ือเชื่อมต่อเครือข่ายย่อยเข้ากับแกนหลักของระบบเครือข่ายในระดับเมือง เช่น เครือข่าย ของธนาคาร เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย เครือข่ายมหาวิทยาลัยของรัฐ เครือข่ายของผู้ให้บริการ ระบบโทรศพั ทเ์ คลอ่ื นที่ เปน็ ต้น 1.4 เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network: WAN) คอื เครือข่ายทมี่ ีการเชือ่ มโยงกัน ในระยะไกลมาก สามารถสื่อสารระหว่างเมือง ระหว่างภูมิภาค หรือระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว โดย อาศัยเทคโนโลยีโครงข่ายในการเชื่อมต่อทางไกลความเร็วสูง เช่น สัญญาณดาวเทียม สายใยแก้วนาแสง เป็นต้น ซ่ึง WAN อาจมีช่องทางการเชื่อมต่อของเครือข่ายมากกว่า 1 ช่องทาง เพื่อรองรับปริมาณข้อมูล จานวนมหาศาลท่ีมีการส่งผ่านเครือข่าย แต่ข้อจากัดของการสื่อสารและการออกแบบระบบ WAN คือ ระยะทาง เนอื่ งจากสญั ญาณจะอ่อนลงเมอ่ื ต้องส่งข้อมลู ในระยะไกล ซึง่ มผี ลต่อประสิทธภิ าพในการรับ - ส่ง ข้อมลู ดังนั้น การออกแบบระบบ WAN จงึ เปน็ การแลกเปลย่ี น Bandwidth หรือปริมาณการรบั - สง่ ข้อมูล (Data-Transfer) ระหว่างผู้ให้บริการ เพ่ือให้ได้ระยะทางท่ีไกลมากข้ึน ตัวอย่างผู้ให้บริการในประเทศไทย เช่น บริษทั กสท โทรคมนาคม จากดั (มหาชน) เป็นตน้
21 ภาพท่ี 1.8 ระดบั ของเครอื ขา่ ยแตล่ ะประเภท ทีม่ า: (Assignment Help, 2017: 1) 2. รูปแบบการเช่ือมตอ่ เครือขา่ ย รูปแบบการเชื่อมตอ่ เครือข่าย (Topology) หรือ โทโพโลยี คือลักษณะการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ทแ่ี สดงรูปแบบทางกายภาพ เพอ่ื ใหส้ ามารถส่อื สารรว่ มกนั ได้ มรี ูปแบบของโทโพโลยี ดังน้ี 2.1 Bus Topology หรอื การเชือ่ มตอ่ แบบบัส เป็นการเชอ่ื มตอ่ คอมพวิ เตอร์หรืออุปกรณ์ทุกช้ิน บนสายสัญญาณหลกั เส้นเดยี ว ปลายทั้งสองด้านของสายสัญญาณปิดดว้ ยอปุ กรณ์ทเ่ี รยี กว่า Terminator ไม่ มีคอมพิวเตอร์เคร่ืองใดเคร่ืองหนึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ หากคอมพิวเตอร์เคร่ืองใดหยุดทางาน จะ ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอ่ืน ๆ ในเครือข่าย หากข้อมูลท่ีส่งไปบนบัสไม่สามารถหาผู้รับได้ ข้อมูลจะถูก กาจดั ออกจากระบบเม่ือข้อมูลเดนิ ทางถึงปลายทางการเช่ือมต่อแลว้ ข้อดี คือ ติดตั้งได้ง่าย เช่ือมต่อสายสัญญาณได้ง่าย เน่ืองจากเป็นโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน ประหยัดคา่ ใช้จ่าย เนอ่ื งจากสามารถเชื่อมต่อกับสายสัญญาณหลักได้ทันที และงา่ ยต่อการเพิ่มคอมพวิ เตอร์ หรืออุปกรณ์ใหม่ในระบบ ข้อเสีย คือ การส่งข้อมูลต้องรอให้ช่องทางการส่ือสารว่างก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของ สัญญาณ อาจส่งผลให้ข้อมูลสูญหายได้ และหากสายสัญญาณเส้นใดเส้นหนึ่งเสียหายหรือขาดการเช่ือมต่อ อปุ กรณท์ ุกชนิ้ บนเครอื ขา่ ยจะไม่สามารถสื่อสารกนั ได้ ภาพที่ 1.9 การเชื่อมตอ่ แบบ Bus Topology ท่มี า: (Google Code Archive, n.d.: 1)
22 2.2 Ring Topology หรือ การเช่ือมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรือ อปุ กรณบ์ นโครงสรา้ งแบบวนรอบ ลกั ษณะการเชอื่ มต่อเปน็ แบบจุดต่อจุด อปุ กรณแ์ ต่ละจดุ จะทาหนา้ ท่ีเป็น เคร่อื งทวนสัญญาณ (Repeater) ให้กับอปุ กรณจ์ ุดถัดไป การรบั สง่ ขอ้ มลู ในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกจดุ โดย มตี ัวนาสารวง่ิ บนสายสัญญาณ อุปกรณแ์ ต่ละจดุ จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่สง่ มา หากไม่ใช่ขอ้ มูลของตน ต้อง ส่งผา่ นไปยงั อปุ กรณจ์ ุดอื่น ขอ้ มลู ทส่ี ่งบนวงแหวนจะไม่มีการสูญหาย ข้อดี คือ ใช้สายสัญญาณน้อย เหมาะกับการเช่ือมต่อด้วยสายสัญญาณแบบใยแก้วนาแสง (Optical Fiber) เนื่องจากสง่ ข้อมลู ไปในทิศทางเดยี วดว้ ยความเร็วสงู ข้อเสีย คือ หากอุปกรณ์เกิดความเสียหาย จะไม่สามารถทางานต่อได้จนกว่าจะแก้ไขแล้ว เสร็จ การตรวจสอบจุดท่ีมีปัญหาเป็นไปได้ยาก และหากต้องการเพ่ิมอุปกรณ์ใหม่ อาจเกิดความยุ่งยาก ภายหลงั ภาพที่ 1.10 การเชื่อมต่อแบบ Ring Topology ทม่ี า: (Google Code Archive, n.d.: 1) 2.3 Star Topology หรือ การเช่ือมต่อแบบดาว เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ออกจากจุดศูนย์กลางหรือเคร่ืองแม่ข่าย นิยมใช้อุปกรณ์ฮับ (Hub) เป็นจุดศูนย์กลาง อุปกรณ์แต่ละจุดจะมี สายสญั ญาณเชอื่ มต่อกับจุดศนู ย์กลาง ไมม่ กี ารใช้สายสญั ญาณรว่ มกัน เมอ่ื อปุ กรณจ์ ุดใดจุดหนึ่งเสียหาย จะ ไมส่ ่งผลกระทบกับอุปกรณ์จดุ อนื่ ข้อดี คือ ง่ายต่อการใช้บริการ เนื่องจากมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือฮับ เม่ือ เกิดความเสียหายท่ีคอมพวิ เตอร์เครอื่ งใดเครื่องหนง่ึ จะไมส่ ่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์เครื่องในระบบ ข้อเสีย คือ ต้องใช้สายสัญญาณจานวนมาก เน่ืองจากอุปกรณ์แต่ละจุดมีสายสัญญาณ เชื่อมต่อกับศูนย์กลาง จึงเหมาะกับเครือข่ายระยะใกล้ การขยายระบบอาจเกิดความยุ่งยาก เน่ืองจากต้อง เช่ือมตอ่ สายสัญญาณจากศูนย์กลางไปยงั อปุ กรณ์ หากศนู ยก์ ลางเสียหายระบบจะไมส่ ามารถใช้งานได้ทุกจดุ
23 ภาพท่ี 1.11 การเช่ือมต่อแบบ Star Topology ทีม่ า: (Google Code Archive, n.d.: 1) 2.4 Mesh Topology หรือ การเช่ือมต่อแบบเมช เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ทุกชิ้นเข้าหากัน การรับ - ส่งข้อมูลเป็นอิสระจากกัน ทาให้การรับ - ส่งข้อมูลมีความรวดเร็ว จึงเป็นระบบ เครือข่ายทส่ี ามารถป้องกนั ความผดิ พลาดท่ีอาจเกดิ ขึน้ บนระบบได้ดีที่สดุ และมคี วามเสถียรมากที่สุด ข้อดี คือ คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ทุกชิ้นสามารถสื่อสารกันได้ โดยที่ไม่ต้องการศูนย์การ หรอื ผ่านจุดอื่น ๆ หากเกิดความเสียหายกับเคร่ืองใดเคร่อื งหน่ึง คอมพวิ เตอรห์ รืออปุ กรณ์ยงั สามารถสื่อสาร กันได้ปกติ ข้อเสีย คือ ในการซื้อสายสัญญาณอาจมีค่าใช้จา่ ยสงู เนื่องจากทุกจุดจะต้องเชื่อมโยงเข้าหา กัน และต้องใชส้ ายสญั ญาณจานวนมาก ภาพท่ี 1.12 การเช่ือมต่อแบบ Mesh Topology ทีม่ า: (Google Code Archive, n.d.: 1)
24 2.5 Tree Topology หรือ การเช่ือมต่อแบบต้นไม้ เป็นการเช่ือมต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ ในลักษณะสายสัญญาณแยกออกแบบกิ่ง เหมาะกับการประมวลผลแบบกลุ่ม ประกอบด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์ระดับต่าง ๆ และเป็นการรวมรูปแบบการเชื่อมต่อหลายรปู แบบเข้าด้วยกัน ทาให้การเช่ือมต่อ มปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น ข้อดี คอื สามารถรับ - ส่งขอ้ มูลไดป้ รมิ าณมาก หากสายสัญญาณสายใดสายหน่งึ เสยี หาย จะ ไมส่ ง่ ผลต่อเครือขา่ ยโดยรวม ข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากต้องใช้สายสัญญาณจานวนมาก ใช้พ้ืนท่ีสาหรับเครือข่าย จานวนมาก จึงทาให้การแก้ไขระบบทาได้ยาก ภาพที่ 1.13 การเช่ือมต่อแบบ Tree Topology ที่มา: (Google Code Archive, n.d.: 1) 3. อุปกรณส์ าหรับระบบเครือข่าย อุปกรณ์สาหรับระบบเครือข่าย (Network Hardware) คือ อุปกรณ์สาหรับการเช่ือมต่อเคร่ือง คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพ่ือให้เกิดระบบเครือข่ายและเป็นสื่อกลางในการรับ - ส่ง ขอ้ มูลบนระบบ ทง้ั การสือ่ สารด้วยสายสัญญาณ และการสอื่ สารแบบไร้สาย มีอุปกรณ์ท่ีสาคญั ดงั นี้ 3.1 Server คือ เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ที่มีการติดต้ังระบบปฏิบัติการสาหรับเครื่องแม่ข่าย โดยเฉพาะ ใช้สาหรับจัดเก็บทรัพยากรและให้บริการทรัพยากร (Resources) อาทิ แฟ้มข้อมูล เว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ และอ่ืน ๆ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ประเภทน้ี จะเป็นเครื่องขนาดใหญ่ท่ีมีสมรรถนะสูง เก็บข้อมูลได้ จานวนมาก และเช่ือมต่อกับระบบเครือข่ายตลอดเวลาเพื่อให้บริการกับลูกข่าย ซึ่งบริการหลักของเครื่อง คอมพิวเตอร์แม่ขา่ ย ไดแ้ ก่ 3.1.1 Web Server มหี นา้ ทีใ่ หบ้ ริการดา้ นการจดั การเว็บไซต์ 3.1.2 Mail Server มีหน้าที่ใหบ้ ริการดา้ นอเี มล 3.1.3 DNS Server มีหน้าที่ให้บริการด้าน Domain Name โดยจะเปลี่ยนช่ือเว็บไซต์ท่ี ตอ้ งการใหเ้ ป็นหมายเลข IP Address 3.1.4 Database Server มีหนา้ ทใ่ี ห้บรกิ ารด้านการจดั การ และดูแลฐานข้อมูล
25 ภาพท่ี 1.14 เคร่ืองคอมพวิ เตอร์แม่ขา่ ย ท่มี า: (Tiana, 2015: 1) นอกจากน้ี ยังมีการแบง่ ประเภทของเคร่ืองแม่ขา่ ยตามลกั ษณะการใชง้ าน ดงั น้ี 1. Shared Server คือ เครื่องแม่ข่ายท่ีถูกแบ่งพ้ืนที่เพ่ือใช้งานร่วมกับเว็บไซต์อื่น ๆ เหมาะ สาหรับเว็บไซต์ท่ีรองรับการใชง้ านโปรแกรมต่าง ๆ ท่ี Shared Server มีเท่าน้ัน ไม่สามารถติดตั้งโปรแกรม เพิ่มเติมได้ 2. Dedicated Server คือ เคร่ืองแม่ข่ายท่ีไม่มีการแบ่งพ้ืนท่ีให้กับผู้เช่ารายอ่ืน สามารถใช้ พืน้ ทที่ ้งั หมดของเครอื่ งได้อยา่ งเตม็ ประสิทธิภาพ สามารถตดิ ต้งั โปรแกรมเพ่มิ เติมได้อยา่ งอิสระ 3. Virtual Private Server: VPS คอื เครอื่ งแม่ขา่ ยเสมือน เปน็ การจาลองเครื่องใหส้ ามารถ ทางานได้เหมือนเครอ่ื งแม่ข่าย โดยการนาพื้นทจี่ ากเคร่ืองแม่ข่าย 1 เครือ่ ง มาแบง่ ย่อยใหเ้ สมือนมีเครื่องแม่ ข่ายหลายเครือ่ ง 4. Cloud Server คือ การนาเครื่องแม่ข่ายหลาย ๆ เครอื่ งมาเชื่อมต่อเพื่อทางานร่วมกนั ซง่ึ จะมปี ระสทิ ธภิ าพในการทางานสูง เมอื่ ตอ้ งการเรยี กใช้งานทรัพยากร เคร่ืองแมข่ ่ายทุกเครื่องจะประมวลผล รว่ มกัน หากเกดิ ปญั หากับเครือ่ งใดเคร่อื งหน่ึง เครื่องแมข่ ่ายอน่ื ๆ จะทาหนา้ ที่ประมวลผลแทน 3.2 Client คือ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ลูกข่ายหรือเคร่ืองผู้รับบริการ โดยจะติดตั้งระบบปฏิบัติการ ทั่วไป เช่น Window หรือ MAC เป็นต้น เครื่องลูกข่ายจะทาการร้องขอรับบริการต่าง ๆ จากเครื่องแม่ข่าย เพ่อื ให้สามารถเข้าถึง จดั การ หรือกระทาการอย่างใดอยา่ งหนึง่ ต่อแฟ้มขอ้ มูลหรือทรัพยากรที่มใี นเคร่ืองแม่ ข่าย ตามสิทธ์ทิ ไ่ี ดร้ ับอนุญาต ภาพที่ 1.15 เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ลกู ขา่ ย ทม่ี า: (Choudhary, 2017: 1)
26 3.3 Network Interface Card หรือ LAN Card คือ อุปกรณ์ที่ทาหน้าท่ีเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เข้ากับระบบเครือข่าย ติดตั้งอยู่บนแผงวงจรหลัก (Main Board) ของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ จะทาการแปลง สญั ญาณจากเคร่ืองคอมพวิ เตอรส์ ง่ ผ่านทางสายสัญญาณหรือระบบไรส้ าย ทาใหเ้ ครอื่ งคอมพวิ เตอร์สามารถ ส่ือสารกันได้บนระบบเครือข่าย ปัจจุบันเคร่ืองคอมพิวเตอร์มักจะติดตั้ง LAN Card มาจากผู้ผลิตเรียบร้อย แลว้ ผู้ใชไ้ มจ่ าเปน็ ตอ้ งติดต้งั เพม่ิ เตมิ กส็ ามารถใชง้ านได้ ภาพที่ 1.16 Network Interface Card ที่มา: (IGCSE ICT, n.d.: 1) 3.4 สายสัญญาณ คือ อุปกรณ์สาหรับเช่ือมต่อเคร่ืองคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้า ด้วยกัน เพ่ือให้สามารถรับ - ส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ได้ โดยแบ่งประเภทของสายสัญญาณในระบบ เครอื ขา่ ยได้ ดังนี้ 3.4.1 Coaxial Cable สายสัญญาณที่มีลักษณะกลม นิยมใช้ในการเช่ือมต่อระบบเครือข่าย ขนาดเล็ก ใช้เพ่ือการเชื่อมต่อแบบบัส (Bus Topology) สามารถเช่ือมต่อได้ดีในระยะไกล เนื่องจาก สายสัญญาณถูกออกแบบมาให้ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี ใช้หัว T-Connector สาหรับเชื่อมต่อ สายสญั ญาณกับ LAN Card ภาพที่ 1.17 สาย Coaxial และหวั ตอ่ T-Connector ทีม่ า: (Editer, 2014: 1)
27 3.4.2 Unshielded Twisted Pair: UTP สายคพู่ ันเกลยี วแบบไม่มฉี นวนหุ้ม สายสัญญาณท่ี นิยมใช้งานในระบบเครือข่าย เนื่องจากมีราคาไม่สูงนักและติดต้ังได้ง่าย ใช้เพื่อการเชื่อมต่อแบบดาว (Star Topology) ใช้หัว RJ-45 สาหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับ LAN Card หรือ Switch แต่อาจจะมีปัญหาใน เร่ืองของสญั ญาณรบกวน ภาพที่ 1.18 สาย UTP และหัวตอ่ RJ-45 ที่มา: (Belden Page, 2016: 1) 3.4.3 Shielded Twisted Pair: STP สายคู่พันเกลียวแบบมีฉนวนหุ้ม ช่วยแก้ปัญหา สญั ญาณรบกวนในสายสญั ญาณแบบ UTP แตไ่ ม่เป็นทน่ี ยิ ม เนอ่ื งจากราคาสงู เมือ่ เทียบกับสาย UTP ภาพที่ 1.19 สาย STP ทม่ี า: (Laura, 2016: 1) 3.4.4 Optical Fiber Cable หรือสายใยแก้วนาแสง สายสัญญาณที่มีรูปแบบเป็นตัวกลาง ของสัญญาณแสง จึงมีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสง เนื่องจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถรบกวน สัญญาณการรบั - ส่งข้อมลู ได้ ใช้ใยแกว้ (Glass) และพลาสติก (Plastic) เปน็ แกนของสาย เป็นสายสญั ญาณ ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพสูงกวา่ สายสญั ญาณแบบอืน่ โดยสายใยแก้วนาแสงทด่ี ีต้องสามารถสง่ สัญญาณได้ โดยมกี าร สูญเสียของสัญญาณน้อยท่ีสุด สายใยแก้วนาแสงสามารถแบ่งตามความสามารถในการนาแสงออกได้เป็น 2 ชนิด คือ สายใยแก้วนาแสงชนิดโหมดเด่ียว (Single-mode Optical Fibers, SM) และชนิดหลายโหมด (Multimode Optical Fibers, MM)
28 ภาพท่ี 1.20 สาย Optical Fiber ทม่ี า: (Sikora, 2018: 1) 3.5 Hub คือ อปุ กรณท์ ี่ใช้สาหรบั กระจายสัญญาณไปยังคอมพวิ เตอร์หรืออปุ กรณ์ต่าง ๆ ทอี่ ยใู่ น ระบบเครอื ข่ายเดียวกนั มชี อ่ ง Input/output (I/O) Port สาหรบั รบั – สง่ สัญญาณ ทาหน้าท่ีเปน็ ศนู ยก์ ลาง ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อ่ืนในเครือข่ายเข้าด้วยกัน และทาหน้าท่ีหลบเลี่ยงการชนกันของช่องสัญญาณ และ จดั การช่องสัญญาณใหก้ บั ทุกพอรต์ ทางานในระดับ Physical Layer (Layer 1) ตามแบบจาลอง OSI ภาพที่ 1.21 Hub ทีม่ า: (Kishore, 2018: 1) 3.6 Switch คอื อุปกรณ์ที่ใชส้ าหรับกระจายสัญญาณไปยงั คอมพวิ เตอร์หรืออุปกรณต์ ่าง ๆ ทอ่ี ยู่ ในระบบเครือข่ายเดียวกัน มีช่อง Input/output (I/O) Port สาหรับรับ – ส่งสัญญาณ เช่นเดียวกับ Hub ความสามารถของ Switch จะทา Packet Switching โดยการรบั ประมวลผล และสง่ ขอ้ มูลไปยังปลายทาง เพียงพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง หรือหลายพอร์ต แต่จะไม่ส่งไปทุกพอร์ตเหมือนกับ Hub โดยท่ี Switch จะมีการ ระบุหมายเลข IP Address ให้กับทุกพอร์ต ประมวลผลก่อนส่งข้อมูลไปในระดบั Data Link Layer (Layer 2) ตามแบบจาลอง OSI และ Switch บางรุ่น สามารถประมวลผลในระดับ Network (Layer 3) เรียกว่า L3 Switch ภาพที่ 1.22 Switch ท่ีมา: (IT Support, 2016: 1)
29 3.7 Router คือ อุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่หาเส้นทางและส่ง Packet ข้อมูลระหว่างเครือข่าย คอมพวิ เตอร์ ไปยังเครือข่ายปลายทาง โดยจะหาเส้นทางในการสง่ ผา่ นข้อมลู ท่ดี ีท่ีสุด และเป็นตัวกลางสง่ ต่อ ข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทาการเช่ือมต่อกับ 2 เส้นทางหรือมากกว่า จากเครือข่ายท่ีแตกต่างกัน และเมื่อมี Packet ข้อมูลเข้ามา Router จะทาการอ่านท่ีอยู่ของ Packet เพ่ือค้นหาปลายทางสุดท้าย ปัจจุบันนิยมใช้ แบบไร้สาย (Wireless) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณ Wi-Fi เพ่ือให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เช่ือมต่อเข้า ระบบเครอื ขา่ ยได้ ทางานในระดับ Network (Layer 3) ตามแบบจาลอง OSI ภาพท่ี 1.23 Router ท่มี า: (Constantin, 2015: 1) 3.8 Repeater คือ อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ทาหน้าท่ีเช่ือมต่อเครือข่ายและขยายสัญญาณให้กับ เครือขา่ ย เพ่ือเพิม่ ระยะทางในการรับ – ส่งข้อมลู ให้มีระยะทางท่ีไกลมากย่ิงขึ้น เน่อื งจากสัญญาณทสี่ ่งผ่าน ตัวกลางอาจอ่อนลงตามระยะทางท่ีเพ่ิมข้ึน ทาให้ไม่สามารถส่งข้อมูลไปตามเส้นทางเป็นระยะทางไกลได้ Repeater ทางานในระดบั Physical Layer (Layer 1) ตามแบบจาลอง OSI ภาพท่ี 1.24 Repeater ทีม่ า: (Varinder, 2016: 1) 3.9 Bridge คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับเช่ือมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายเข้าด้วยกัน เครือข่ายท่ีนามา เชอื่ มตอ่ จะต้องเปน็ เครือข่ายชนิดเดียวกัน ใชโ้ พรโทคอลในการรับ – ส่งข้อมูลเหมอื นกัน Bridge จะชว่ ยลด ปริมาณข้อมูลบนสายสัญญาณ โดยจะแบ่งเครือข่ายออกเป็นเครือข่ายย่อย และกรองข้อมูลท่ีจาเป็นเพ่ือส่ง ต่อให้กับเครือข่ายย่อย การใช้งาน Bridge จะคล้ายกับ Hub คือไม่จาเป็นต้องตั้งค่าใด ๆ สามารถใช้งานได้ ทนั ที ทางานในระดับ Data Link Layer (Layer 2) ตามแบบจาลอง OSI
30 Hub Bridge Hub ภาพท่ี 1.25 Bridge 3.10 Gateway คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับเชื่อมต่อเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถเชื่อมต่อ ระบบเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอลต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้ หากโพรโทคอลท่ีใช้รับ – ส่งข้อมูลต่างกัน Gateway จะทาหน้าท่ีแปลงโพรโทคอลให้ตรงกับปลายทางและเหมาะสมกับอุปกรณ์ของแต่ละเครือข่ายท่ี ใช้งานอยู่ และสามารถใช้รับ – ส่งข้อมูลต่างชนิดกันได้อย่างไม่จากัด อุปกรณ์ท่ีทาหน้าท่ีเป็น Gateway อาจมฟี งั ก์ชนั การทางานท่ีเรียกกว่า Firewall ซึง่ ทาหน้าทีเ่ สมือนกาแพงป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่นอก เครอื ขา่ ย ลกั ลอบเขา้ มาในระบบเครอื ขา่ ยเพ่ือกระทาการโจรกรรมข้อมลู หรือทาลายข้อมูลในระบบได้ SERVER GATEWAY SERVER Switch Switch PC1 PC2 PC3 PC4 PC1 PC2 PC3 PC4 ภาพที่ 1.26 Gateway 4. แบบจาลองเครือข่าย OSI แบบจาลองเครอื ขา่ ย OSI (Network Model) คือ แบบจาลองทางสถาปัตยกรรมของการทางาน บนระบบเครือข่าย ซ่ึงเป็นมาตรฐานสากลทีถ่ ูกกาหนดโดยองค์กรมาตรฐานระหวา่ งประเทศ (International Organization for Standardization: ISO) เพื่อใช้เป็นรูปแบบมาตรฐานในการส่ือสารระหว่างเครือข่าย คอมพิวเตอร์ เรียกกว่า แบบจาลองเครือข่าย OSI (Open System Interconnection) มีการประกาศใช้ อยา่ งเป็นทางการเม่ือปี ค.ศ. 1984 แบบจาลองเครือข่าย OSI มีกรอบการทางานโดยแบ่งเป็นช้ันสื่อสารเรียกกว่า เลเยอร์ (Layer) แต่ละช้ันจะมีช่ือเรียกที่แตกต่างกัน รวมถึงฟังก์ชันหรือหน้าท่ีการทางานที่แตกต่างกัน เพ่ือใช้อ้างอิงการ
31 ส่ือสาร (Reference Model) ประกอบดว้ ยชนั้ 1 ถึงช้นั 7 และมีการแบ่งชั้นการทางานออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ช้ัน 1 - 4 เรียกกว่า Lower Layer และชั้น 5 - 7 เรียกกว่า Upper Layer ดังภาพท่ี 1.27 มีรายละเอียด ดังนี้ (โอภาส เอย่ี มสริ ิวงศ์, 2552: 58; ภทั รสินี ภทั รโกศล, 2555: 43-46; และ Netprime, 2015: 1) ภาพที่ 1.27 แบบจาลอง OSI 7 Layer ที่มา: (Router-Switch Limited, 2013: 1) 4.1 Layer 1 (Physical Layer) มหี นา้ ที่ตดิ ต่อระหว่างอปุ กรณ์การสอื่ สารโดยตรง แปลงขอ้ มูล ที่ต้องการส่งให้เป็นสัญญาณท่ีสอดคล้องกับอุปกรณ์ท่ีใช้ส่งข้อมูลไปสู่ระบบเครือข่าย และจัดการแปลง สัญญาณข้อมูลท่ีรับจากระบบเครือข่ายให้เป็นเลขฐาน 2 (Binary Number) รับส่งข้อมูลในระดับบิต (Bit) เพอื่ ใหร้ ะบบคอมพิวเตอรส์ ามารถอ่านและเข้าใจได้ 4.2 Layer 2 (Data Link Layer) มีหน้าที่ในการจัดข้อมูลให้อยู่ในลักษณะของเฟรมข้อมูล (Data Frame) จึงเก็บข้อมูลในรูปแบบเฟรม (Frame) กาหนดรูปแบบของการส่งข้อมูลข้าม Physical Network โดยใช้ Physical Address อ้างอิงที่อยู่ต้นทางและปลายทาง ด้วยการระบุ MAC Address ของ แหล่งข้อมูล และมีการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับมีความผิดพลาด (Error) หรือไม่ ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น Parity bit, Checksum, Cyclic Redundancy Check: CRC เปน็ ต้น 4.3 Layer 3 (Network Layer) มีหน้าที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลสามารถส่งข้ามระบบ เครือขา่ ยทแ่ี ตกต่างกนั ได้ โดยส่งขอ้ มูลผ่าน Internet Protocol (IP) ซงึ่ มกี ารสรา้ งท่ีอยู่ (Logical Address) เพ่ือใชอ้ า้ งอิงเม่ือมีการส่งข้อมูล เรียกวา่ IP Address หน่วยข้อมลู จะถูกแบ่งออกเป็นสว่ น ๆ เรียกกว่า แพ็ก เก็ต (Packet) โดยข้อมูลท่ีถูกส่งจากต้นทางเพื่อไปยังปลายทางที่ไม่ได้อยู่บนเครือข่ายเดียวกัน จาเป็น จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ทางานบน Layer 3 ได้แก่ Router หรือ Switch Layer 3 โดยใช้ Routing Protocol (OSPF, EIGRP) เพื่อหาเส้นทางและสง่ ขอ้ มูลข้ามเครอื ขา่ ย การทางานของ Internet Protocol เป็นการทางานแบบ Connection-less คือ ไม่มีการ ตรวจสอบข้อมูลว่าส่งไปถึงปลายทางหรือไม่ แตจ่ ะสง่ ข้อมูลออกไปดว้ ยความพยายามท่ีดที ส่ี ดุ (Best-Effort)
32 ดังนั้น ข้อมูลที่ส่งออกไปแล้วไม่ถึงปลายทาง ต้นทางจะไม่สามารถรับรู้ได้ หากส่งข้อมูลไปไม่ถึงปลายทาง ต้นทางจะต้องทาการส่งไปใหม่ การทางานบน Layer 3 จึงมีโพรโทคอลเพ่ือใช้ตรวจสอบว่าปลายทางยังมี การทางานอยู่หรือไม่ ก่อนที่จะส่งข้อมูล คือ Internet Control Message Protocol: ICMP แต่ผู้ใช้งาน จะตอ้ งเป็นผู้เรยี กใช้ ICMP ดว้ ยตนเอง 4.4 Layer 4 (Transport Layer) มหี นา้ ทีเ่ ชอ่ื มตอ่ กับ Upper Layer โดยใช้โพรโทคอลในการ เช่ือมต่อ คือ TCP (Transmission Control Protocol) มีคุณสมบัติ คือ จัดแบ่งข้อมูลจากระดั บ Application ใหม้ ขี นาดพอเหมาะทจ่ี ะส่งไปบนเครอื ข่าย มกี ารสรา้ งการเชื่อมต่อก่อนทีจ่ ะมกี ารส่งข้อมลู ใช้ Sequence Number เพื่อจัดลาดับการส่งข้อมูล และมีการตรวจสอบข้อมูลท่ีส่งไปว่าถึงปลายทางอย่าง สมบรู ณ์หรือไม่ และใชโ้ พรโทคอล UDP (User Datagram Protocol) ซง่ึ มคี ณุ สมบัติ คือ ไม่มกี ารสร้างการ เชอื่ มตอ่ กอ่ นที่จะมีการ รบั -ส่งขอ้ มูล ทาใหข้ ้อมูลถูกส่งไปอย่างรวดเรว็ โดยจะสง่ ขอ้ มลู ด้วยความพยายามที่ ดีท่ีสุด แต่ไม่มีการตรวจสอบว่าข้อมูลท่ีส่งไปถึงปลายทางหรือไม่ หรือเกิดข้อผิดพลาดระหว่างส่งข้อมูล หรือไม่ การทางานใน Layer 4 จะใช้การระบุหลายเลขพอร์ต (Port Number) เพ่ือส่ือสารระหว่างต้นทาง กบั ปลายทาง 4.5 Layer 5 (Session Layer) มหี นา้ ท่ีใหบ้ รกิ ารด้านการจดั โครงสร้างและควบคุมการสื่อสาร ระหว่างต้นทางกับปลายทาง โดยการส่ือสารที่กาลังดาเนินการอยู่ เรียกกว่า Session มีการบริหารรูปแบบ การส่ือสารที่เกิดข้ึน เช่น การสื่อสารในระบบ 2 ทิศทางสลับกัน (Half-duplex Transmission) เช่น การ สื่อสารในระบบ 2 ทิศทางพร้อมกัน (Full-duplex Transmission) หรือการสื่อสารทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการควบคุมการไหลของข้อมูลระหว่าง Layer 5 กับ Layer 4 หากสูญเสียการเช่ือมต่อ Session จะสร้างการเชื่อมต่อใหม่ทันที เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่าง Session คง อยู่ 4.6 Layer 6 (Presentation Layer) มีหน้าที่ในการตรวจสอบไวยากรณ์ของชุดข้อมูลที่มีการ เปลี่ยนแปลง ให้มีรูปแบบและความหมายเดียวกัน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ท่ัวไป จะใช้รหัส ASCII หรือ Unicode ในขณะที่เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) จะใช้รหัส EBCDIC หากไม่มี กระบวนการจัดการกับรหัสแทนข้อมูลท่ีแตกต่างกัน จะส่งผลต่อการนาเสนอข้อมูลระหว่าง 2 ระบบ ผิดพลาดได้ ดังน้ัน Layer 6 จะทาให้ทั้ง 2 ระบบสามารถนาเสนอข้อมูลได้อย่างเข้าใจกัน โดยจะมี กระบวนการแปลขอ้ มลู (Translation) ใหส้ ามารถนาเสนอขอ้ มูลไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง 4.7 Layer 7 (Application Layer) มีหน้าทต่ี ิดต่อระหว่างผใู้ ช้ (User) กบั ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ (Application) ท่ีมกี ารใช้งานบนระบบเครือขา่ ย โดยอนุญาตใหผ้ ู้ใช้ซ่ึงอาจเป็นบคุ คลหรอื ซอฟตแ์ วร์สามารถ เข้าถึงเครือข่ายได้ โดยจะมีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) สนับสนุนงานบริการต่าง ๆ เช่น การส่ง จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์ การถา่ ยโอนข้อมลู ระยะไกล เป็นตน้
33 5. ประโยชนข์ องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ มกี ารประยกุ ตใ์ ช้งานในหลากหลายรูปแบบ สามารถสร้างประโยชน์ ในด้านต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากระบบเครือข่ายสามารถเช่ือมโยงทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน สามารถส่ือสารและใช้งานทรัพยากรร่วมกันได้ โดยประโยชน์ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้ (ดารัส วงศ์ สว่าง, พิณทพิ รืน่ วงษา และภญิ โญ พานิชพันธ์, 2547: 1) 5.1 การใช้งานอุปกรณ์ในเครือข่ายร่วมกัน โดยอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายน้ัน เป็น ทรัพยากรส่วนกลางท่ีผ้ใู ชเ้ ครอื ขา่ ยสามารถใช้งานร่วมกนั ได้ เช่น คอมพวิ เตอรท์ ุกเครอ่ื งในเครือข่ายสามารถ ใช้เครื่องพิมพ์เคร่ืองเดียวกันได้ โดยส่ังงานจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ประจาโตะ๊ ทางานของแต่ละบุคคล ทาให้ ประหยดั ค่าใช้จา่ ยในการจดั หาอุปกรณ์ตอ่ พว่ งเคร่ืองพมิ พ์เพื่อเชื่อมต่อเข้ากบั คอมพิวเตอรท์ กุ เครอื่ ง เปน็ ต้น 5.2 การใช้ซอฟต์แวร์และข้อมูลร่วมกัน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนกลางจะทาหน้าที่จัดเก็บ ทรัพยากรทางด้านซอฟต์แวร์และข้อมูลด้านอื่น ๆ ผู้ใช้เครือข่ายจึงสามารถใช้งานซอฟต์แวร์และข้อมูลจาก เคร่ืองคอมพิวเตอร์ส่วนกลางได้ ซ่ึงปัจจุบันนิยมใช้ทรัพยากรบนระบบ Cloud Computer เนื่องจากมี บริการซอฟต์แวร์พ้ืนฐานต่าง ๆ เช่น Word Online, Excel Online, PowerPoint Online, Google Sheet Google Doc, Google Form เป็นต้น โดยท่ีไม่จาเป็นต้องติดตั้งบนเคร่ืองคอมพิวเตอร์ตนเอง และ ยังสามารถแบ่งปันไฟล์เอกสารจากซอฟต์แวร์ที่ให้บริการ ทาให้สามารถใช้งานร่วมกันกับบุคคลอ่ืน หรือใช้ งานร่วมกนั ภายในองค์กรไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ 5.3 การติดต่อสื่อสารระยะไกล โดยการสื่อสารผ่านระบบเครือข่าย สามารถติดต่อส่ือสารกันได้ ทั่วทุกมุมโลก เช่น การส่งจดหมายอิเลก็ ทรอนิกส์ การส่งไฟล์เอกสาร การถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นตน้ ซ่ึงระยะเวลาในการเดินทางของข้อมูลมีความรวดเร็วกว่าการติดต่อสื่อสารด้วยวิธีการอ่ืน ปัจจุบันมี เทคโนโลยีในการส่ือสารทางไกลผ่านระบบเครือข่ายในรูปแบบโปรแกรมประยุกต์ เช่น การถ่ายทอดสด สัญญาณภาพและเสียงผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ Facebook live การติดต่อผ่านโปรแกรม Line ที่สามารถ โต้ตอบกับคู่สนทนาแบบเห็นภาพใบหน้าและเสียงของทั้ง 2 ฝ่าย การประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference เป็นต้น จงึ ทาให้ประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยและลดระยะเวลาในการติดต่อส่ือสารได้เปน็ อยา่ งดี 5.4 การประยุกต์ใช้งานด้านธุรกิจ หากองค์กรธุรกิจมีการเชื่อมโยงระบบงานเข้ากับระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะทาให้การดาเนินธุรกิจมีความรวดเร็ว ทันเวลา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทางานขององค์กร เช่น เครือข่ายธุรกิจของสายการบิน ลูกค้าสามารถจองบัตรโดยสารและโอนเงินผ่าน ระบบของสายการบินได้ หรือเครือข่ายธุรกิจธนาคาร ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีรูปแบบการให้บริการผ่านเว็บ แอพพลิเคชนั และ Mobile Banking มากขึ้น ทาใหผ้ ูใ้ ชบ้ ริการสามารถ โอนเงิน จา่ ยค่าสาธารณูปโภค และ รับบริการอ่ืน ๆ ผา่ นทางแอพพลเิ คชนั ของทางธนาคาร โดยทไ่ี มต่ ้องเสียเวลาเดนิ ทางไปที่ธนาคาร เป็นต้น ปัจจุบันการใช้งานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันของมนุษย์ใน ดา้ นตา่ ง ๆ ซ่ึงโดยสว่ นใหญจ่ ะช่วยอานวยความสะดวกในการดาเนินชวี ิต การทางานขององค์กร การดาเนิน ธุรกิจ และการติดต่อส่ือสาร ให้เกิดความรวดเร็ว ทันเวลา ดังนั้น มนุษย์ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้
34 ประโยชน์จากเทคโนโลยีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรับข้อมูลข่าวสารท่ีมีการส่งต่อมา บนเครือข่าย ต้องพิจารณาถึงความถูกต้อง ความครบถ้วน และความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้น ๆ และต้อง ระมัดระวังหากต้องใช้งานธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายเป็นประจา โดยรักษาข้อมูลส่วนตัวให้เป็น ความลับ เนื่องจากอาจมีมิจฉาชีพหลอกลวงหรือทาการโจรกรรมข้อมูลสาคัญของผู้ใช้ ซ่ึงจะทาให้เกิด อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ไดง้ า่ ย และอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมลู ส่วนตัวหรอื ทรัพยส์ ิน ภาพที่ 1.28 อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทม่ี า: (Bhattarai, 2016: 1) เทคโนโลยีอนิ เทอร์เน็ต เทคโนโลยีอนิ เทอร์เน็ต (Internet Technology) คือ เครือขา่ ยแบบสาธารณะ (Public Network) ขนาดใหญ่ที่เช่ือมโยงหลาย ๆ เครือข่ายทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมต่อ ภายใต้ข้อกาหนดมาตรฐานการเชื่อมโยงท่ีเรียกว่า โพรโทคอล (Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถ ส่ือสารกันได้ มรี ายละเอียดดงั นี้ (โอภาส เอ่ยี มสิรวิ งศ,์ 2552: 39-40) 1. โพรโทคอล โพรโทคอล (Protocol) คือ ข้อกาหนดสาหรับรูปแบบการส่ือสารในระบบเครือข่าย เพื่อช่วยให้ ระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่มีความแตกต่างกัน สามารถส่ือสารกันได้ เช่น การรับ – ส่งข้อมูล การ ตรวจสอบข้อผิดพลาดของการรับ – ส่งข้อมูล การแสดงผลข้อมูล เป็นต้น โพรโทคอลจึงมีความสาคัญต่อ การสอ่ื สารบนระบบเครือขา่ ยเปน็ อย่างยิง่ โดยโพรโทคอลที่ใช้ในการสอื่ สาร มีดังน้ี 1.1 TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) คือ โพรโทคอล สาหรับใช้ในการสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายระหว่างคอมพิวเตอร์ มีการกาหนดข้อตกลงมาตรฐานสาหรับ กาหนดเสน้ ทางและการเชือ่ มตอ่ ภายในเครือขา่ ย สามารถใชส้ อ่ื สารจากต้นทางข้ามเครือข่ายไปยังปลายทาง สามารถหาเส้นทางท่ีจะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ ทางานด้วย Packet-Switching และ Stream
35 Transport มีคาส่ังและโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ โอนย้ายไฟล์ระหว่างระบบ ใช้งานระบบควบคุมทางไกล (Remote) (IBM Knowledge Center, n.d.: 1) 1.1.1 TCP ต้นทางมีหน้าที่ในการแยกข้อมูลเป็นส่วนหรือเรียกว่า Package เพ่ือส่งข้อมูล ออกไป ส่วน TCP ปลายทาง มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อนาไปประมวลผล โดย ระหว่างการรับ – ส่งข้อมูล จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล หากเกิดความผิดพลาด TCP ปลายทางจะร้องขอไปยงั TCP ตน้ ทางให้สง่ ข้อมูลใหมอ่ ีกคร้ัง 1.1.2 IP มีหน้าท่ีในการจัดส่งข้อมูลจากเครื่องต้นทางไปยังเครื่องปลายทางโดยอาศัย หมายเลขประจาเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออปุ กรณ์ (IP Address) ประกอบด้วยตวั เลข 4 ชุด มเี ครื่องหมายจุด ขั้นระหว่างชุด เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1 เป็นต้น โดยแบ่งขนาดของ IP Address เป็น 5 คลาส (Class) ไดแ้ ก่ คลาส A ช่วง 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 สาหรับจัดสรรให้กับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มี คอมพิวเตอรเ์ ชื่อมตอ่ ภายในเครอื ขา่ ยจานวนมาก คลาส B ชว่ ง 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255 สาหรับจดั สรรใหก้ ับเครอื ขา่ ยขนาดกลาง คลาส C ช่วง 192.0.0.0 ถงึ 223.255.255.255 สาหรับจดั สรรให้กับเครอื ขา่ ยขนาดเล็ก คลาส D ชว่ ง 224.0.0.0 ถงึ 239.255.255.255 สาหรบั ใช้กบั เครือขา่ ยแบบ Multicast คลาส E ชว่ ง 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.255 สาหรับการสารองไวใ้ ชใ้ นอนาคต 1.2 HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) คอื โพรโทคอลสาหรบั การเผยแพรข่ อ้ มูลและ แลกเปล่ียนข้อมูลบนระบบเครือข่าย ทางานร่วมกับ TCP/IP เพื่อเรียกใช้งาน WWW (World Wide Web) มีโครงสร้างเป็นข้อความและตัวเลข สามารถเรียกใชง้ านผ่านโปรแกรมแสดงผลเว็บ เช่น Google Chrome Firefox Internet Explorer เป็นต้น โดยโปรแกรมแสดงผลเว็บจะร้องขอข้อมูลไปยังเคร่ืองแม่ข่าย และ เคร่ืองแม่ขา่ ยจะส่งข้อมลู ผา่ น HTTP เพ่ือแสดงผลในรปู แบบของเวบ็ เพจ HTTP Request Client Brower HTTP Response Web Server ภาพที่ 1.29 หลักการทางานของ HTTP 1.3 HTTPS (Hypertext Transfer Protocol over Secure Socket Layer) คือ โพรโท คอลสาหรับการส่ือสารบนระบบเครือขา่ ย รบั – ส่งขอ้ มลู ด้วยการเข้ารหัสมลู เปน็ การนา HTTP มารวมกับ SSL โดยเน้นการยืนยันตวั ตัว (Authentication) ในการเข้าใชง้ านเว็บ เพือ่ ความปลอดภยั ในการแลกเปลี่ยน ข้อมูลโดยตรงระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการเว็บ (Web Server) ไม่ให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลระหว่างเส้นทาง การสื่อสาร และป้องกันการเปล่ียนแปลงข้อมูลระหว่างทาง เหมาะสาหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องรักษาความ
36 ปลอดภัยของข้อมูล เช่น ระบบธนาคารออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น หรือหากข้อมูลถูกดักจับได้ ระหวา่ งเสน้ ทางการส่ือสาร กไ็ ม่สามารถอ่านขอ้ มลู ได้ 1.4 POP3 (Post Office Protocol version 3) คือ โพรโทคอลสาหรับการรับอีเมลและ แสดงผลในรูปแบบออฟไลน์ โดยจะทาการคัดลอกข้อมูลอีเมลท้ังหมดจาก Mail Server มาเก็บไว้ในเครื่อง Client ที่เชื่อมต่อกับ Mail Server ทาการคัดลอกเฉพาะข้อมูลใหม่ที่พบใน Mail Server เท่านั้น และเม่ือ ขอ้ มูลถูกจัดเกบ็ ไว้ในเครื่องเรยี บร้อยแล้ว ระบบมกั จะลบข้อมูลในกล่องอีเมลบน Mail Server โดยสามารถ อ่านอีเมลและจัดการอีเมลได้ในเคร่ืองท่ีเชื่อมต่อเท่านั้น ประกอบด้วย 3 สถานะ ได้แก่ สถานะขออนุมัติ สถานะรับ - ส่งรายการ และสถานะปรบั ปรงุ ข้อมลู 1.5 SMTP (Simple Mail Transfer Protocol) คือ โพรโทคอลสาหรับการส่งอีเมลบน เครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตไปยังเคร่ืองอ่ืน ๆ ใชง้ านร่วมกับ POP3 ทาการสื่อสารระหว่าง Mail Server กับ Mail Client โดยจะมีผู้ให้บริการ Mail Server ทาหน้าที่ในการส่งข้อมูล และผู้ส่งจะต้องมีช่ือผู้ใช้งานกับผู้ ให้บริการ เช่น [email protected] ผใู้ ห้บริการคือ udru.ac.th เป็นตน้ Your Computer SMTP POP3 (Sending Mail) (Receiving Mail) Internet Mail Server Mail Server ภาพท่ี 1.30 หลักการทางานของ POP3 กบั SMTP 1.6 IMAP4 (Internet Message Access Protocol version 4) คือ โพรโทคอลสาหรับการ รับอเี มลและแสดงผลในรปู แบบออนไลน์ โดยจะทาการตรวจสอบข้อมลู ระหว่าง Mail Server กับเคร่ืองที่มี การเชื่อมตอ่ จากนน้ั จะทาขอ้ มลู ใหต้ รงกัน (Synchronize) สามารถอา่ นอีเมลไดจ้ ากทกุ อปุ กรณ์ ทุกสถานท่ี ทม่ี กี ารเชื่อมต่อกับ Mail Server แต่ไม่สามารถจัดเก็บลงบนเครือ่ งคอมพิวเตอร์ได้ 1.7 FTP (File Transfer Protocol) คือ โพรโทคอลสาหรับถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายท่ีมีการเชอื่ มต่อกัน พื้นที่ของเครื่องแม่ข่าย เรียกว่า Hosting โดยจะทาการถ่ายโอนข้อมูลด้วยวิธีการอัพโหลดผ่านโปรแกรม FTP เช่น Filezilla WinSCP เปน็ ต้น ไฟลข์ ้อมูลทมี่ กั ถา่ ยโอน เชน่ ไฟล์เว็บเพจ ไฟล์เอกสาร ไฟล์วิดโี อ เปน็ ต้น
37 1.8 DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) คือ โพรโทคอลสาหรับกาหนดและ แจกจ่ายหมายเลข IP Address ให้แก่เครื่องลูกข่ายแบบอัตโนมัติ เมื่อเคร่ืองลูกข่ายเร่ิมทางานจะมีการร้อง ขอหมายเลข IP มายัง DHCP Server และ DHCP Server จะกาหนดหมายเลข IP แล้วแจกให้กับเคร่ืองลูก ข่ายทุกเคร่ืองโดยไม่ซ้ากัน ถึงแม้จะมีเครื่องลูกข่ายจานวนมากก็ตาม โดยอุปกรณ์ท่ีทาหน้าที่เป็น DHCP Server เชน่ Router, ADSL Modem, Wireless Access Point เปน็ ตน้ 2. บริการทางอนิ เทอร์เน็ต การพัฒนาเทคโนโลยีทางดา้ นอนิ เทอร์เนต็ และเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ในปจั จุบัน สง่ ผลใหเ้ กดิ การ บริการทางอินเทอร์เนต็ หลากหลายรูปแบบ มกี ารนาอนิ เทอร์เนต็ ไปใช้เพอื่ อานวยความสะดวกในการดาเนิน ชวี ติ โดยบริการหลักทางอินเทอรเ์ นต็ ท่มี กี ารใช้งานทวั่ ไป มีดงั นี้ 2.1 บริการเวิล์ด ไวด์ เว็บ (World Wide Web: WWW) คือ บริการข้อมูลข่าวสาร ความ บนั เทิง การศึกษา ตลอดจนการทาธรุ กิจ ท้ังภาครฐั และเอกชนหรือส่วนบุคคล ในรปู แบบของส่ือมลั ตมิ ีเดียท่ี สามารถโต้ตอบกับผูใ้ ช้ได้ (Interactive Multimedia) ผ่านเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ หรือเรียกกว่า “เครือข่าย ใยแมงมุม” บริการจะอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ใช้งานผ่านโปรแกรมแสดงผลเว็บ เนื้อหาท่ีให้บริการ ประกอบด้วย ข้อความ ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวิดีโอ สามารถเช่ือมโยงไปยังเว็บเพจอื่นหรือ เว็บไซต์อน่ื ผา่ นทาง Hypertext ซง่ึ WWW เป็นแหลง่ ขอ้ มูลทมี่ ขี นาดใหญ่ มีผู้ให้บรกิ ารทว่ั โลก 2.2 บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail: Email) คือ บริการสาหรับรับ – ส่ง ข้อมูลจดหมายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถส่งจดหมายในรูปแบบข้อความ และสามารถแนบไฟล์ เอกสารต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังผู้รับ ผ่านทางท่ีอยู่อีเมล (Email Address) ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างผู้ให้บริการ รบั - สง่ อีเมล เชน่ Gmail Hotmail Yahoo เป็นตน้ นอกจากนี้ ผูใ้ หบ้ ริการอาจเปน็ หน่วยงานหรือองค์กรท่ี มีการติดตั้ง Mail Server ภายในหนว่ ยงาน 2.3 บริการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูล (File Transfer Protocol: FTP) คือ บริการสาหรับการถ่าย โอนไฟล์ข้อมลู จากเครือ่ งคอมพิวเตอร์สว่ นบคุ คลไปยังเคร่ืองคอมพิวเตอร์แม่ข่าย โดยอาศยั โปรแกรมสาหรับ ถ่ายโอนข้อมูล ซ่ึงไฟล์ข้อมูลท่ีมักมีการถ่ายโอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย เช่น ไฟล์เว็บไซต์ ไฟล์ เอกสารสาหรับดาวน์โหลด เป็นต้น ตัวอย่างโปรแกรมสาหรับถ่ายโอนไฟล์ข้อมูล เช่น FileZilla SSH Secure Shell เป็นตน้ 2.4 บริการควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล (Remote Desktop Connection) คือ บริการที่ สามารถเชื่อมต่อและควบคุมเคร่ืองคอมพิวเตอร์เป้าหมายที่อยู่ต่างพ้ืนที่ เช่น ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ ต้ังอยู่ในที่ทางานโดยควบคุมอยู่ท่ีบ้าน เป็นต้น การเชื่อมต่อต้องอาศัยโปรแกรมควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ระยะไกล เพ่ือใช้ Username และ Password สาหรับยืนยันการเชื่อมต่อ โดยจะต้องเปิดใช้งานโปรแกรม ในเครื่องคอมพิวเตอร์ท้ังเครื่องที่ใช้ควบคุมและเคร่ืองเป้าหมาย ซ่ึงจะสามารถมองเห็นหน้าจอของเครื่องที่
38 กาลังถูกควบคุม เสมือนกาลังใช้งานเครื่องเป้าหมายจริง ตัวอย่างโปรแกรมควบคุมคอมพิวเตอร์ระยะไกล เชน่ Chrome Remote Desktop, Team Viewer เปน็ ตน้ 2.5 บริการสืบค้นข้อมูล (Search Engine) คือ บริการสาหรับสืบค้นข้อมูลที่มีอยู่บน อินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ เพื่ออานวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูลด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทาง การศึกษา ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติ และข้อมูลอื่น ๆ อีกมากมาย ซ่ึงข้อมูลอาจอยู่ในรูปแบบของข้อความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ บริการประเภทน้ีผู้ใช้จะต้องใช้ งานผ่านเวบ็ ไซตข์ องผูใ้ ห้บรกิ ารเคร่ืองมอื ในการสบื คน้ เชน่ Google Yahoo Bing เปน็ ตน้ 2.6 บริการสอ่ื สังคมออนไลน์ (Social Media) คือ บรกิ ารสาหรบั การสื่อสารข้อมูล ในรปู แบบ การนาเสนอบทความ ข้อมูลข่าวสาร หรือความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นส่ือกลางท่ีให้ บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านอินเทอร์เน็ต อยู่ในรูปแบบของส่ือมัลติมีเดีย โดยเนื้อหาอาจสรา้ งขึ้นเองหรอื เป็นเน้ือหาท่ีแบ่งปนั มาจากแหลง่ อื่น ซ่ึงมีความแตกต่างจาก WWW คือ ส่ือ สังคมออนไลน์สามารถส่ือสาร โต้ตอบหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระในลักษณะของกระดานสนทนา (Webboard) ตัวอย่างส่ือสังคมออนไลน์ เช่น Facebook Twitter YouTube Instagram Line Skype WhatsApp เปน็ ตน้ ภาพท่ี 1.31 สื่อสงั คมออนไลน์ ท่มี า: (Jamie, 2017: 1)
39 3. การประยกุ ต์ใช้งานอนิ เทอร์เน็ต การใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน มีความสาคัญกับการดารงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เน่ืองจากบนอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลและสารสนเทศจานวนมหาศาล ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการ ติดต่อส่ือสาร การเรียนรู้ การลดระยะเวลา ลดระยะทาง และลดค่าใช้จ่าย ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน อนิ เทอรเ์ น็ตทส่ี าคญั มีดังน้ี (Dek-D, 2552: 1) 3.1 ด้านการศึกษา เป็นการใชง้ านอินเทอรเ์ น็ตเพ่อื สบื ค้นข้อมลู สามารถทาไดง้ ่ายและรวดเร็ว มี แหล่งข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้จานวนมหาศาล ในทุกภาษาท่ัวโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการแพทย์ ด้าน วิทยาศาสตร์ ด้านวิศวกรรม และด้านอ่ืน ๆ อีกมากมาย อยู่ในรูปแบบของสื่อประเภทต่าง ๆ ท้ังข้อความ ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ทาให้นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ตลอดจนผู้ท่ีสนใจ สามารถนาข้อมูลที่ได้จาก อนิ เทอร์เน็ตไปใชใ้ นการศึกษา คน้ คว้า ทดลอง วจิ ัย หรอื การทางานได้ และยงั สามารถจดั การเรียนการสอน ผา่ นระบบเครือขา่ ย ทาใหผ้ ้เู รียนกับผ้สู อนทอี่ ยู่ห่างไกลกนั สามารถสอื่ สารกนั ได้ ลดระยะเวลาและคา่ ใชจ้ ่าย ในการเดนิ ทางไปยังสถานศึกษา เชน่ การเรียนการสอนผา่ นระบบ E-Learning การอ่านหนังสือในห้องสมุด ดิจิทัล (Digital Library) เป็นตน้ 3.2 ด้านการดาเนนิ ธุรกจิ เปน็ การใชง้ านอนิ เทอร์เน็ตเพื่อจาหนา่ ยสินค้าและบรกิ าร การโฆษณา สินค้าและบริการ รวมถึงการทาการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E- Commerce) ซึ่งจะมีระบบสาหรับการซ้ือขายสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ สามารถชาระเงินผ่าน อินเทอร์เน็ตโดยหักจากบัญชีธนาคารหรือหักจากบัตรเคดิตได้ทันที เช่น การซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ การจองบัตรโดยสารเครื่องบิน การชาระค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น นอกจากน้ี ยังมีบริการตอบคาถาม การ ให้คาแนะนา การแจ้งข่าวสารของทางร้านค้าหรือองค์กรธุรกิจให้กับลูกค้าผ่านเว็บไซต์ ช่วยให้ร้านค้าหรือ องค์กรธุรกิจลดต้นทุนด้านงานบริการ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคไม่จาเป็นจะต้อง เดินทางไปยังรา้ นค้าดว้ ยตนเอง 3.3 ด้านการเงินและธนาคาร เป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อดาเนินธุกรรมทางการเงินผ่าน อินเทอร์เน็ตหรือแอพพลิเคชันผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เรียกกว่า E-Banking, Internet Banking หรือ Mobile Banking การให้บริการหลัก เชน่ การตรวจสอบบัญชี การโอนเงิน การชาระสินค้าและบรกิ าร การ ลงทุนกับกองทุนต่าง ๆ เป็นต้น ผู้ใช้สามารถทาธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สามารถทาธรุ กรรมไดต้ ลอดเวลา ไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการเดนิ ทางไปยงั ธนาคาร 3.4 ด้านความบันเทิง เป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าถึงสาระความบันเทิงในรูปแบบ ต่าง ๆ เหมาะกับผู้ใช้ทุกเพศ ทุกวัย เช่น การอ่านข่าวสารจากวารสารหรือหนังสือพิมพ์ออนไลน์ การรับชม รายการทางสถานโี ทรทัศน์ออนไลน์ การดหู นงั ฟงั เพลงจากเวบ็ ไซต์ผใู้ หบ้ ริการ การใช้งานสือ่ สงั คมออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยงั มีชอ่ งทางสาหรับการสนทนา หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านโปรแกรม สนทนาหรือเว็บบอร์ด ดังน้ัน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสื่อที่ใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ ให้ความเพลิดเพลิน และ สันทนาการไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
40 3.5 ด้านการประชาสัมพันธ์ เป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร การโฆษณาผ่านเว็บไซต์หรือสื่อสังคมออนไลน์ ในรูปแบบของสื่อมัลติมีเดีย ซ่ึงมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกวา่ การประชาสัมพันธ์ในรูปแบบอ่ืนหรือบางเว็บไซต์อาจไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการลงโฆษณา สามารถเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริม ภาพลักษณใ์ หก้ ับองคก์ รในด้านของความทันสมยั บทสรุป เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการข้อมูลให้ได้สารสนเทศตามที่ต้องการ เพื่อให้สามารถนาสามารสนเทศไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม การศึกษาองค์ประกอบของ ขอ้ มูลและสารสนเทศ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยเี ครือข่ายคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีอนิ เทอร์เน็ต จึงกอ่ ให้เกดิ ความรู้ความเขา้ ใจในกระบวนการจดั การสารสนเทศมากย่งิ ข้ึน ในยุคสงั คมเศรษฐกจิ ฐานความรู้ (Knowledge Based Economy) เทคโนโลยีสารสนเทศมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการนาเทคโนโลยี สารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการสังคม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเปรียบเสมือนเคร่ืองมือ สาหรับช่วยในการตัดสินใจ มนุษย์จึงจาเป็นจะต้องมีความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือความสะดวกในการติดต่อส่ือสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ อันจะเป็นประโยชน์ ต่อการดาเนินชีวิต เป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการภายในองค์กรหรือ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน จาเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาขับเคล่ือนองค์กรให้มี ความก้าวหน้าและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ทั้งน้ี เทคโนโลยีสารสนเทศยังมีผลต่อการเปล่ียนแปลงทาง วฒั นธรรม เศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง ให้มีลักษณะเป็นสังคมโลกมากขนึ้
41 แบบฝึกหดั ท้ายบท 1. จงอธบิ ายถงึ ความแตกตา่ งระหว่างขอ้ มูล (Data) กบั สารสนเทศ (Information) 2. ข้อมูลที่ดี ควรมีลกั ษณะอย่างไร 3. เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์มกี ่ีประเภท แตล่ ะประเภทจาแนกตามลักษณะของส่งิ ใด 4. ตามแบบจาลอง OSI Layer แบ่งสถาปัตยกรรมของการทางานบนระบบเครือข่ายออกเป็นกี่ชน้ั อะไรบา้ ง และแตล่ ะชั้นมีหนา้ ท่ีอยา่ งไร 5. IP Address แบ่งออกเป็นกคี่ ลาส แตล่ ะคลาสเหมาะกบั การใช้งานแบบใด 6. HTTP คอื โพโทรคอลในระบบเครือขา่ ยที่มีหนา้ ท่ีเกี่ยวกับด้านใด 7. FTP คือโพโทรคอลในระบบเครอื ขา่ ยทีม่ ีหน้าทเ่ี กีย่ วกับด้านใด 8. จงยกตัวอย่างบริการทางอนิ เทอรเ์ นต็ ท่ีมคี วามสาคัญต่อการดาเนินชีวติ 9. บริการควบคมุ คอมพวิ เตอร์ระยะไกลมปี ระโยชน์อยา่ งไร 10. เทคโนโลยีสารสนเทศมคี วามสาคัญตอ่ การดาเนินชีวติ อยา่ งไร
42
เอกสารอา้ งอิง ชาญณรงค์ วงสุนา. (2550). ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ. สืบคน้ เมื่อ 18 ธันวาคม 2560, จาก https://www.gotoknow.org/posts/380033. ณฐั กร สงคราม. (2550). การทางานของคอมพิวเตอร์. สบื ค้นเมอ่ื 25 พฤศจิการยน 2560, จาก http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/page12.htm. ดารัส วงศ์สว่าง, พณิ ทพิ ร่ืนวงษา และภิญโญ พานิชพนั ธ.์ (2547). ประโยชน์ของเครอื ข่าย. สืบคน้ เมอ่ื 25 ธนั วาคม 2560, จาก http://www.il.mahidol.ac.th/e- media/computer/network/net_network2.htm. นงลักษณ์ เยน็ สุข. (2560). บทเรียนออนไลน์ วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ: ระดับของสารสนเทศ. สบื คน้ เมือ่ 5 ธันวาคม 2560, จาก http://www.krunonglak.com/2017/10/25.html. พรรณี สวนเพลง. (2552). เทคโนโลยสี ารสนเทศและนวัตกรรมสาหรับการจัดการความร.ู้ กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชนั่ . ภทั รสินี ภัทรโกศล. (2555). เครือข่ายคอมพิวเตอร์. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . มนตรี วิบูลยรตั น์. (2558). ระบบสารสนเทศเพื่อการจดั การ Management Information Systems. กรงุ เทพฯ: พิมพ์ดกี ารพมิ พ์. ยืน ภวู่ รวรรณ. (2558). ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล. สบื ค้นเมอ่ื 25 พฤศจิการยน 2560, จาก https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet2/knowledge_math/data_acc.htm. วรนิตย์ ทองอยู่. (2556). เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร. อดุ รธานี: สานกั วิชาศึกษาทว่ั ไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี. วทิ ยา สุคตบวร. (2548). ระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีอินเทอรเ์ น็ต. กรงุ เทพฯ: ซเี อด็ ยเู คชน่ั . วโิ รจน์ ชัยมลู และสุพรรษา ยวงทอง. (2552). ความรู้เบ้อื งตน้ เกยี่ วกบั คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยี สารสนเทศ. กรุงเทพฯ: โปรวชิ นั่ . ศรีไพร ศักดร์ิ ุ่งพงศากลุ . (2549). เทคโนโลยคี อมพวิ เตอ์และสารสนเทศ. กรุงเทพฯ: ซเี อด็ ยเู คชนั่ . สขุ ุม เฉลยทรพั ย.์ (2548ก). เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology). กรุงเทพฯ: คณะ มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนดสุ ติ . โอภาส เอ่ยี มสิรวิ งศ์. (2552). เครือข่ายคอมพิวเตอรแ์ ละการสอ่ื สาร Computer Networks and Communications. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. Assignment Help. (2014). Types of Computer Networks. Retrieved 5 January 2018, from http://www.assignmenthelp.net/assignment_help/Computer-Networks-and-Types.
44 Belden Page. (2016). Why Category 5e Cabling is Becoming Outdated. Retrieved 5 January 2018, from https://community.spiceworks.com/topic/1465787-why- category-5e-cabling-is-becoming-outdated. Bhattarai, S. (2016). 5 Types of Cyber Crime in Nepal You should know About. Retrieved 8 January 2018, from https://www.gadgetbytenepal.com/5-cyber-crimes- nepal. Choudhary, S. (2017). Explain Client Server Architecture. Retrieved 5 January 2018, from https://practice.geeksforgeeks.org/problems/explain-client-server-architecture. Constantin, L. (2015). New SOHO router security audit uncovers over 60 flaws in 22 models. Retrieved 5 January 2018, from https://www.pcworld.com/article/2930292/security/new-soho-router-security-audit- uncovers-over-60-flaws-in-22-models.html. Dek-D. (2552). การประยุกตใ์ ชอ้ ินเตอรเ์ นต็ . Retrieved 10 Decamber 2017, from https://www.dek-d.com/board/view/1460805. Editer. (2014). Cable modem. Retrieved 10 Decamber 2017, from https://www.ourpcb.com/cable-modem.html. Effectual Systems. (2014). You Have The Data But You Need INFORMATION. Retrieved 10 Decamber 2017, from http://effectualsystems.com/data-need-information. Fisher, T. (2017). Internet & Network. Retrieved 10 Decamber 2017, form https://www.lifewire.com/what-are-hops-hop-counts-2625905. Google Code Archive. (n.d.). Computer Networking and Network Topologies. Retrieved 10 February 2018, form https://code.google.com/archive/p/cbse- 065/wikis/module16.wiki. IBM Knowledge Center. (n.d.). Transmission Control Protocol/Internet Protocol. Retrieved 12 February 2018, form https://www.ibm.com/support/knowledgecenter/th/ssw_aix_61/com.ibm.aix.netwo rkcomm/tcpip_intro.htm. IGCSE ICT. (n.d.). Network Interface Card (NIC). Retrieved 12 February 2018, form https://www.igcseict.info/theory/4/hware. IM2. (2017). เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ หมายถึง (computer network) ?. สืบค้นเมื่อ 18 ธนั วาคม 2560, จาก https://www.im2market.com/2017/08/16/4527.
45 IT Support. (2016). หนา้ ที่ของ switch คืออะไร ?. สืบค้นเมอ่ื 18 ธันวาคม 2560, จาก http://www.comsiam.com/what-is-switch. James, T. (2015). Do you know why you are wasting money on unused software ?. Retrieved 12 February 2018, form http://nhprice.com/what-is-ios-model-the- overall-explanation-of-ios-7-layers.html. Jamie. (2017). 60+ Social Networking Sites You Need to Know About in 2018. Retrieved 10 February 2018, form https://makeawebsitehub.com/social-media- sites. Kishore, A. (2018). Router vs Switch vs Hub vs Modem vs Access Point vs Gateway. Retrieved 12 February 2018, form https://helpdeskgeek.com/networking/router-vs- switch-vs-hub-vs-modem-vs-gateway. Laura. (2016). STP vs. UTP, Which One Is Better ?. Retrieved 15 February 2018, form http://www.fiber-optic-equipment.com/stp-cable-vs-utp-cable-difference.html. Netprime. (2015). มาทาความรู้จกั กบั OSI Model 7 Layers กนั ดีกว่า. Retrieved 15 February 2018, form http://netprime-system.com/osi-model-7-layers. Router-Switch Limited. (2013). What is OSI Model & the Overall Explanation of ISO 7 Layers. Retrieved 20 December 2017, form http://www.sustainableit.co.za/do-you- know-why-you-are-wasting-money-on-unused-software. Sikora. (2018). Quality assurance at the production of optical fiber cables. Retrieved 20 December 2017, form https://sikora.net/en/sikora-quality-assurance-at-the- production-of-optical-fiber-cables. Solve Computers. (2016). Hardware Problem. Retrieved 10 February 2018, form http://www.solvecomputers.net/HWproblems.php. Tiana, E. (2015). Apa itu Server ?. Retrieved 10 February 2018, form http://ermatiana.blogspot.com/2015/11/apa-itu-server.html. Varinder. (2016). Repeater White Background Images. Retrieved 10 February 2018, form http://www.allwhitebackground.com/repeater.html.
46
แผนบริหารการสอนประจาบทที่ 2 Microsoft Word 2016 หัวข้อประจาบท 1. โปรแกรมประมวลผลคำ 2. เริ่มตน้ กำรใชง้ ำน Microsoft Word 2016 3. เคำ้ โครงหน้ำกระดำษ 4. รูปแบบเอกสำร 5. หวั กระดำษและทำ้ ยกระดำษ 6. ตำรำงและภำพประกอบ 7. สำรบัญอัตโนมตั ิ 8. สมกำรและสัญลักษณ์ 9. จดหมำยเวียน 10. บทสรุป วตั ถุประสงค์ท่ัวไป ศึกษำวิธีกำรใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 ศึกษำควำมหมำยของเคร่ืองมือ และ วิธีกำรใช้งำนเคร่ืองมือที่ถูกต้อง เทคนิคกำรใช้งำนโปรแกรม กำรจัดรูปแบบเอกสำรให้เหมำะกับงำน ฝึก ปฏิบัติกำรใช้งำนโปรแกรม เพื่อให้ผู้ศึกษำสำมำรถใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 ได้อย่ำงเต็ม ประสิทธิภำพ วัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม 1. เพอ่ื ใหผ้ ้ศู ึกษำมคี วำมรู้ควำมเขำ้ ใจเกย่ี วกับกำรใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 2. เพอื่ ให้ผศู้ ึกษำสำมำรถใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 ไดอ้ ย่ำงถูกตอ้ ง 3. เพ่ือใหผ้ ้ศู ึกษำมีทักษะในกำรใชเ้ ครอ่ื งมือไดอ้ ย่ำงถูกต้อง เหมำะสม และชำนำญ 4. เพอ่ื ให้ผศู้ ึกษำมที ักษะในกำรแกไ้ ขปญั หำท่เี กิดจำกกำรใชง้ ำนโปรแกรมด้วยวิธีทีถ่ กู ต้อง
48 วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ผสู้ อนบรรยำยบทนำก่อนเข้ำส่เู น้ือหำประจำบท 2. ผ้สู อนบรรยำยเก่ียวกับโปรแกรม Microsoft Word 2016 และสำธิตวธิ ีกำรใชง้ ำนโปรแกรม 3. ผศู้ กึ ษำฝึกปฏิบตั ิกำรใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 4. ผู้สอนเปดิ โอกำสให้ผศู้ ึกษำร่วมอภิปรำย ซักถำมประเด็นสงสยั และแลกเปลย่ี นเรียนรู้ร่วมกนั 5. ผู้สอนบรรยำยสรปุ เน้อื หำประจำบท 6. ทบทวนเนื้อหำประจำบท โดยใช้คำถำมทำ้ ยบทและแบบฝกึ หดั ทำ้ ยบท สื่อการเรียนการสอน 1. เอกสำรประกอบกำรสอนรำยวชิ ำเทคโนโลยีเพื่อกำรจัดกำรสำรสนเทศ 2. โปรแกรม Microsoft Word 2016 3. หนังสอื ตำรำ และเอกสำรทเ่ี กีย่ วข้อง 4. สอ่ื นำเสนอ PowerPoint 5. อนิ เทอรเ์ นต็ และเวบ็ ไซต์ 6. เครอื่ งฉำยภำพ 3 มิติ (Visualizer) การวัดผลและประเมนิ ผล 1. สังเกตควำมสนใจและควำมตง้ั ใจของผู้ศึกษำขณะผู้สอนบรรยำยและสำธติ กำรใช้งำนโปรแกรม 2. สงั เกตจำกกำรฝึกปฏบิ ัตแิ ละกำรแก้ไขปัญหำของผู้ศึกษำ 3. สงั เกตจำกกำรมสี ่วนรว่ มและกำรตอบคำถำมของผู้ศกึ ษำ 4. ควำมสำมำรถของผู้ศึกษำในกำรทำแบบฝึกหัดท้ำยบท
บทที่ 2 Microsoft Word 2016 กำรสร้ำงเอกสำรที่มีรูปแบบเป็นข้อควำมหรือสัญลักษณ์ให้ปรำกฏบนแผ่นกระดำษ เพ่ือใช้สำหรับ อ่ำนหรือใช้ประโยชน์ด้ำนอ่ืน ๆ ไม่ว่ำจะเป็น รำยงำน หนังสือ ตำรำ แผ่นพับ ใบปลิว สลำก ฯลฯ เกิดจำก กำรพิมพ์ด้วยมือของมนุษย์ กำรสร้ำงเอกสำรในยุคแรกได้มีกำรคิดค้นและประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับพิมพ์ ตัวอักษรลงบนแผ่นกระดำษแทนกำรเขียนด้วยมือ เรียกกว่ำ เครื่องพิมพ์ดีด (Typewriter) เพ่ือช่วยอำนวย ควำมสะดวกในกำรสร้ำงเอกสำรรูปแบบข้อควำม ทำให้เอกสำรมีควำมเป็นระเบียบ อ่ำนง่ำย อีกทั้งยังช่วย ประหยัดเวลำไดม้ ำกกวำ่ กำรเขียนดว้ ยมอื เมื่อวิวัฒนำกำรทำงด้ำนเทคโนโลยีสำรสนเทศมีควำมก้ำวหน้ำ ประกอบกับควำมก้ำวหน้ำทำงด้ำน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จึงเกิดกำรคิดค้นและพัฒนำแป้นพิมพ์ดีด (Keyboard) ซ่ึงเป็นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งำนร่วมกับคอมพิวเตอร์ และมีกำรพัฒนำโปรแกรมประเภทประมวลผลคำ (Word Processing) ที่มีควำมสำมำรถในกำรสร้ำงและจัดกำรกับเอกสำรรูปแบบต่ำง ๆ (จีระสิทธิ์ อึ้งรัตนวงศ์, 2558: 125) ซ่ึงโปรแกรมประมวลผลคำท่ีได้รับควำมนิยมและมีกำรใช้งำนอย่ำงแพร่หลำย คือ โปรแกรม ไมโครซอฟท์เวิร์ด (Microsoft Word) ซ่ึงเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป ผลิตโดยบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่รวมอยู่ในชุดของไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ (Microsoft Office) มี ควำมสำมำรถในกำรสร้ำงเอกสำร แก้ไขเอกสำร และจัดกำรเอกสำรให้มีรูปแบบต่ำง ๆ ได้อย่ำงมี ประสิทธภิ ำพ โปรแกรมประมวลผลคา โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing Software) คือ โปรแกรมท่ีสำมำรถสร้ำงเอกสำร ประเภทต่ำง ๆ ได้อย่ำงสะดวก สำมำรถจดั กำรเอกสำรใหอ้ ยูใ่ นรูปแบบต่ำง ๆ ตำมที่ผใู้ ช้ตอ้ งกำร มีเครื่องมือ สำหรบั จัดกำรเนื้อหำในเอกสำร เชน่ กำหนดขนำดตวั อกั ษร กำหนดสีตวั อักษร แทรกภำพประกอบ กำหนด บรรทัดข้อควำม กำหนดจำนวนหน้ำของเอกสำร เป็นต้น สำมำรถแก้ไขเอกสำร คัดลอกเอกสำร และส่ัง พิมพ์เอกสำรได้ ตลอดจนกำรบันทึกเอกสำรให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัลและจัดเก็บลงในเครื่องบันทึก อิเล็กทรอนิกส์ สำมำรถเรียกใช้งำนภำยหลังได้อย่ำงสะดวก รวดเร็ว โดยแบ่งโปรแกรมประมวลผลคำ ออกเป็น 2 ประเภท ดังน้ี
50 1. โปรแกรมประมวลผลคา โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processor) คือ โปรแกรมที่ใช้ในกำรทำงำนด้ำนเอกสำรมี ควำมสำมำรถในกำรจัดรูปแบบเอกสำรข้ันสูง นิยมใช้เพื่องำนสื่อส่ิงพิมพ์ เช่น แทรกภำพกรำฟิก แทรก ตำรำง แบ่งคอลัมน์ กำหนดแนวหน้ำกระดำษ กำหนดรูปแบบตัวอักษร เป็นต้น ตัวอย่ำงโปรแกรม ประมวลผลคำ เชน่ WordPerfect KingsoftOffice AbilityOffice เปน็ ต้น ดังภำพท่ี 2.1 ภำพที่ 2.1 โปรแกรมประมวลผลคำ 2. โปรแกรมแก้ไขขอ้ ความ โปรแกรมแก้ไขข้อควำม (Text Editor) คือ โปรแกรมประมวลผลคำที่ใช้ในกำรทำงำนด้ำน เอกสำรมีควำมสำมำรถในกำรจัดรูปแบบเอกสำรขั้นพ้ืนฐำน เช่น กำรกำหนดขนำดตัวอักษรและรูปแบบ ตวั อกั ษร เป็นตน้ ตวั อยำ่ งโปรแกรมแก้ไขข้อควำม เชน่ Notepad WordPad เปน็ ต้น ดังภำพท่ี 2.2 ภำพท่ี 2.2 โปรแกรมแกไ้ ขข้อควำม นอกจำกนี้ โปรแกรมประมวลผลคำยังสำมำรถทำงำนในรูปแบบออนไลน์บนระบบประมวลผล แบบกลุ่มเมฆหรือคลำวด์คอมพิวต้ิง (Cloud Computing) ผ่ำนหน้ำจอโปรแกรมแสดงผลเว็บ ซ่ึงผู้ใช้งำน สำมำรถใช้งำนโปรแกรมในกำรจัดกำรเอกสำรได้เช่นเดียวกับโปรแกรมที่ติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์ และ ผู้ใช้งำนสำมำรถแบ่งปันทรัพยำกรเพ่ือใช้งำนร่วมกับผู้อื่นหรือทำงำนร่วมกันภำยในองค์กรได้อย่ำงสะดวก ตัวอย่ำงโปรแกรมประมวลผลคำที่สำมำรถสร้ำงและใช้งำนผ่ำนระบบอินเทอร์เน็ต เช่น Word Online Google Docs เป็นตน้ ดังภำพที่ 2.3
Word Online 51 Google Docs ภำพที่ 2.3 โปรแกรมประมวลผลคำออนไลน์ เริม่ ต้นการใชง้ าน Microsoft Word 2016 ไมโครซอฟท์เวิร์ด (Microsoft Word) คือ โปรแกรมประมวลผลคำที่ผลิตโดยบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) มีสำนกั งำนใหญ่อยทู่ เี่ มอื งเรดมอนด์ รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกำ ออกแบบมำเพ่ือ ช่วยสร้ำงเอกสำรให้มีคุณภำพ ด้วยเครื่องมือสำหรับจัดรูปแบบเอกสำรแบบมืออำชีพ สำมำรถสร้ำงเอกสำร จัดกำรเอกสำรได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ และยังมีเคร่ืองมือสำหรับตรวจทำนและแก้ไขเอกสำรเพ่ือให้กำร ทำงำนสะดวก รวดเร็วมำกยิ่งขึ้น จึงเหมำะกับงำนด้ำนจัดกำรเอกสำร เช่น กำรจัดทำใบปลิว แผ่นพับ กำร จัดทำรำยงำน กำรจดั ทำหนังสอื และกำรจัดทำเอกสำรท่ัวไป เปน็ ตน้ ปัจจุบันบริษัทผู้พัฒนำโปรแกรมได้ผลิตโปรแกรมในรุ่นออฟฟิศ 2016 (Office 2016 หรือ Office 365) ซ่ึงมีคุณลักษณะเด่นของโปรแกรม คือ กำรออกแบบหน้ำจอให้สำมำรถเรียกใช้งำนเคร่ืองมือได้อย่ำง สะดวก รวมถึงกำรใช้งำนโปรแกรมผ่ำนหน้ำจอสัมผัส (Touch Screen) เหมำะสำหรับอุปกรณ์ส่ือสำร เคล่ือนท่ี (Mobile Devices) ในยุคปัจจุบัน (ดวงพร เก๋ียงคำ, 2559: 18-19) โดยส่วนประกอบหลักของ โปรแกรม มดี ังน้ี 1. Start Screen หน้ำจอเร่ิมต้น (Start Screen) คือ หน้ำจอที่แสดงเป็นอันดับแรกเม่ือเปิดใช้งำนโปรแกรม Microsoft Word 2016 ผู้ใช้สำมำรถสร้ำงเอกสำรเปล่ำ เลือกแม่แบบเอกสำร ค้นหำแม่แบบเอกสำร และ เปิดเอกสำรท่มี ีอยู่เดิม รวมถงึ กำรทำงำนอื่น ๆ มรี ำยละเอียดดังภำพที่ 2.4
52 E A C D B ภำพท่ี 2.4 หนำ้ จอเรม่ิ ต้นของโปรแกรม MS Word 1.1 Recent (A) แสดงรำยช่ือเอกสำรท่ีมีกำรเปิดใช้งำนล่ำสุด สำมำรถคลิกเลือกช่ือเอกสำร เพื่อเปิดใช้งำนเอกสำรไดท้ ันที 1.2 Open Other Documents (B) เปดิ เอกสำรอื่นท่ีมีอยู่ในเครอื่ งคอมพิวเตอร์ 1.3 Blank Document (C) สรำ้ งเอกสำรใหม่ในรูปแบบเอกสำรเปลำ่ 1.4 Template (D) สร้ำงเอกสำรใหม่จำกแม่แบบเอกสำร 1.5 Search Online Template (E) ค้นหำแมแ่ บบเอกสำรจำกอนิ เทอรเ์ นต็ หำกผู้ใช้สร้ำงเอกสำรใหม่ในรูปแบบเอกสำรเปล่ำ โปรแกรมจะแสดงหน้ำกระดำษเปล่ำสำหรับ สรำ้ งเอกสำรและจัดรูปแบบเอกสำรด้วยตนเอง และหำกสรำ้ งเอกสำรใหม่จำกแม่แบบเอกสำร โปรแกรมจะ แสดงหน้ำกระดำษที่มีกำรสร้ำงเอกสำรและจัดรูปแบบเอกสำรไว้แล้ว ผู้ใช้เพียงเปล่ียนเนื้อหำหรือเปล่ียน ภำพประกอบเทำ่ นนั้ ดงั ภำพที่ 2.5 เอกสำรเปลำ่ แม่แบบเอกสำร ภำพท่ี 2.5 เอกสำรเปล่ำและแมแ่ บบเอกสำร
53 2. Home Screen หน้ำจอหลัก (Home Screen) คือ หน้ำจอหลักสำหรับเริ่มต้นกำรทำงำนเมื่อมีกำรสร้ำงเอกสำร ใหม่ จะแสดงสว่ นประกอบของโปรแกรม โดยมสี ว่ นประกอบหลัก ประกอบด้วย Title bar, Quick Access Toolbar, Menu bar, Ribbon, Workspace, Cursor, Status bar และ View bar มีรำยละเอียดดังภำพ ท่ี 2.6 B A C D F E GH ภำพที่ 2.6 หน้ำจอหลักของโปรแกรม MS Word 2.1 Title Bar (A) คือ แถบแสดงช่ือโปรแกรมและแสดงชอ่ื ไฟล์เอกสำรท่ีกำลงั เปิดใชง้ ำนอยู่ จะ แสดงในตำแหนง่ บนสุดของหนำ้ ตำ่ งโปรแกรม ดงั ภำพที่ 2.7 ภำพท่ี 2.7 แถบแสดงชื่อไฟลเ์ อกสำร 2.2 Quick Access Toolbar (B) คือ แถบเครื่องมือด่วนหรือเคร่ืองมือที่มีกำรใช้งำนเป็น ประจำ ผู้ใช้สำมำรถคลกิ ทเ่ี ครื่องมือเพ่อื สัง่ ให้โปรแกรมทำงำนตำมที่ต้องกำรไดท้ นั ทีโดยท่ีไม่ต้องเลือกในเมนู หลัก เครอื่ งมือทม่ี กั ถูกเรยี กใช้งำน เช่น สร้ำงเอกสำรใหม่ เปิดเอกสำร บนั ทกึ แสดงตัวอยำ่ งก่อนพมิ พ์ พมิ พ์ ด่วน เป็นต้น และสำมำรถเพิ่มเครื่องมือให้แสดงในแถบเคร่ืองมือด่วนได้ โดยให้คลิกท่ีปุ่ม Customize Quick Access Toolbar จำกน้ันให้เลือกเคร่อื งมือทีต่ อ้ งกำรแสดงในแถบเคร่ืองมือด่วน ดงั ภำพท่ี 2.8
54 Save เลอื กเครอ่ื งมือท่ีตอ้ งกำรแสดง ภำพที่ 2.8 แถบเครอ่ื งมือด่วน 2.3 Menu Bar (C) คือ แถบเมนูหลักของโปรแกรม เมื่อคลิกที่เมนูหลัก โปรแกรมจะแสดง คำสั่งหรือเคร่ืองมือที่ใช้สำหรับทำงำนด้ำนต่ำง ๆ โดยเมนูหลักจะแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ตำมลักษณะกำรใช้ งำน ประกอบด้วยเมนู File Home Insert Design Layout Reference Mailings Review และ View ดัง ภำพที่ 2.9 ภำพท่ี 2.9 แถบเมนหู ลัก 2.4 Ribbon (D) คือ แถบรวมเคร่ืองมือและคำส่ังสำหรับจัดกำรเอกสำรในโปรแกรม ไมโครซอฟท์เวิร์ด ออกแบบมำเพื่อช่วยให้สำมำรถค้นหำเคร่ืองมือหรือคำส่ังที่ต้องกำรได้อย่ำงรวดเร็ว โดย แถบ Ribbon จะแสดงเครอื่ งมอื และคำส่งั ตำมเมนูหลกั ทีผ่ ู้ใชง้ ำนเลอื กในภำพที่ 2.9 มีรำยละเอยี ดดงั น้ี 2.4.1 Home ribbon คือ แถบรวมเครื่องมือและคำสั่งท่ีแสดงในหน้ำแรกของโปรแกรม เคร่ืองมือและคำส่ังจะเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับจัดรูปแบบของเอกสำร เช่น กำหนดขนำดอักษร กำหนดสี อักษร กำหนดย่อหน้ำ กำรคัดลอก กำรวำง เป็นต้น เม่ือเปิดโปรแกรมหรือเปิดเอกสำร โปรแกรมจะแสดง Home ribbon เป็นแถบเรม่ิ ต้น ประกอบดว้ ยกลมุ่ เครอื่ งมือและกลุ่มคำส่งั จำนวน 5 กลมุ่ ดงั ภำพที่ 2.10 ab c de ภำพท่ี 2.10 Home ribbon
55 จำกภำพที่ 2.10 มีรำยละเอียดเคร่ืองมือและคำสั่งของแต่ละกลุ่ม ประกอบด้วยชื่อของ เคร่ืองมอื และคำส่ัง ควำมหมำยหรอื กำรใชง้ ำน และคยี ล์ ัดสำหรับเรยี กใช้งำน ดงั ตำรำงท่ี 2.1 ตำรำงท่ี 2.1 รำยละเอยี ดเครื่องมือและคำสั่งแถบ Home ribbon กลมุ่ คาสัง่ /เครอื่ งมือ ความหมาย/การใช้งาน Hot Key a. Clipboard Cut กำรตดั ขอ้ ควำม ภำพ หรือวตั ถุ (ไม่ใชก่ ำรลบ) Ctrl + X คลปิ บอร์ด Copy กำรคดั ลอกข้อควำม ภำพ หรือวตั ถุ Ctrl + C Paste กำรวำงขอ้ ควำม ภำพ หรือวตั ถุ Ctrl + V Format Painter กำรคดั ลอกรูปแบบข้อควำมจำกตน้ ฉบับ Ctrl + Shift + C b. Font Font เลือกแบบตวั อักษร (ฟอนต)์ Ctrl + Shift + F แบบอักษร Font Size กำหนดขนำดตัวอักษร (ฟอนต)์ Ctrl + Shift + P (ฟอนต์) Ctrl + Shift + ] Increase Font Size เพิ่มขนำดตัวอักษร (ฟอนต)์ Decrease Font Size ลดขนำดตวั อักษร (ฟอนต์) Ctrl + Shift + [ Change Case กำรเปล่ียนขนำดตัวอกั ษร ประกอบดว้ ย - Sentence case. กำหนดให้อักษรเป็นตัวพิมพ์ ใหญ่เฉพำะอักษรแรกของประโยค กำหนดให้ สน้ิ สดุ ประโยคเมอ่ื พมิ พจ์ ดุ (.) lowercase เปล่ียนอักษรท้ังหมดให้เป็นตัวพิมพ์ เล็ก UPPERCASE เปลี่ยนอักษรท้ังหมดให้เป็นตวั พมิ พ์ ใหญ่ Capitalize Each Word กำหนดใหอ้ ักษรแรกของ คำเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ อักษรตัวถัดไปเป็นตัวพิมพ์ เลก็ ท้งั หมด tOGGLE cASE กำหนดให้อักษรตัวแรกของคำ เป็นตัวพิมพ์เล็ก อักษรตัวถัดไปเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ ทั้งหมด Clear All Formatting ลำ้ งรูปแบบทมี่ กี ำรกำหนดใหก้ บั ตวั อกั ษรทัง้ หมด - Bold กำหนดตัวอักษร (ฟอนต)์ ให้เป็นตวั หนำ Ctrl + B Italic กำหนดตัวอักษร (ฟอนต)์ ให้เป็นตวั เอียง Ctrl + I Underline กำหนดตวั อักษรให้มเี สน้ ใต้ สำมำรถเลอื กรปู แบบ Ctrl + U เส้นใตไ้ ด้ Strikethrough แสดงเส้นขีดทับข้อควำม - Subscript กำหนดตัวอักษรหอ้ ย Ctrl + = Superscript กำหนดตัวอักษรยก Ctrl + Shift + = Text Effect and กำหนดลกั ษณะของข้อควำมและกำรจัดรปู แบบ -
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 651
Pages: