Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_41

tripitaka_41

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:40

Description: tripitaka_41

Search

Read the Text Version

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 1 พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ท่ี ๑ ภาคที่ ๒ ตอนท่ี ๒ขอนอบนอ มแดพระผูม ีพระภาคอรหนั ตสมั มาสัมพทุ ธเจาพระองคน ้ัน คาถาธรรมบท ปุปผวรรคท๑่ี ๔ วาดวยคนฉลาดและดอกไม [๑๔] ๑. ใครจกั รูชดั ซึง่ แผนดนิ นแ้ี ละยมโลก กบั มนสุ สโลกน้ี พรอ มทั้งเทวโลก ใครจักเลอื กบท ธรรมอันเราแสดงดีแลว เหมือนนายมาลาการผูฉ ลาด เลอื กดอกไมฉ ะน้นั พระเสขะจกั รูช ดั แผนดนิ และ ยมโลกกบั มนุสสโลกนี้ พรอมทง้ั เทวโลก พระเสขะ จกั เลอื กบทธรรมอนั เราแสดงดแี ลว เหมือนนาย มาลาการผูฉ ลาดเลือกดอกไมฉ ะนั้น.๑. วรรคนี้ มอี รรถกถา ๑๒ เร่อื ง.

พระสุตตันตปฎก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 2 ๒. ภิกษุรูแจง กายน้ีวา มฟี องน้ําเปน เครือ่ งเปรยี บ รูชดั กายน้ีวา มพี ยบั แดดเปน ธรรม ตดัพวงดอกไมของมารเสยี แลว พงึ สถานท่ีมจั จุราชไมเ หน็ . ๓. มจั จยุ อมพานระผูมใี จของไปในอารมณตา ง ๆ ผเู ลอื กเกบ็ ดอกไมอยูเท่ียวไป เหมือนหว งนํา้ใหญพัดชาวบานอันหลับแลว ไปฉะนน้ั . ๔. มจั จุผทู ําซ่ึงทส่ี ุด กระทํานระผูมใี จขอ งในอารมณตาง ๆ เลอื กเก็บดอกไมอยูเ ทียว ผูไมอ่มิในกามทั้งหลายนน่ั แล สูอํานาจ. ๕. มุนีพึงเทย่ี วไปในบา น เหมอื นแมลงภไู มยงั ดอก สี และกล่นิ ใหชอกชํ้า ถอื เอาแตร สแลวบนิ ไปฉะนั้น. ๖. บคุ คลผูไมควรทําคําแสยงขนของคนเหลาอืน่ ไวในใจ ไมค วรแลดกู จิ ทท่ี ําแลวและยงั มไิ ดทาํของคนเหลา อื่น พงึ พิจารณากิจที่ทาํ แลว และยงัมิไดทาํ ของตนเทาน้นั . ๗. ดอกไมง ามมีสี ไมมกี ล่นิ แมฉันใด วาจาสภุ าษติ กฉ็ ันนน้ั ยอมไมม ีผลแกผไู มท ําอยู ดอกไมงามมีสี พรอ มดว ยกลิน่ แมฉันใด วาจาสภุ าษติ ก็ฉนั นน้ั ยอมมีผลแกผ ทู ําดีอย.ู

พระสุตตันตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 3 ๘. นายมาลาการพึงทาํ พวงดอกไมใหมากจากกองดอกไมแ มฉันใด มัจจสัตวผ มู ีอันจะพงึ ตายเปน สภาพ ควรทาํ กศุ ลไวใ หม ากฉนั นั้น. ๙. กลิน่ ดอกไมฟงุ ไปทวนลมไมได กล่ินจันทนห รอื กลิ่นกฤษณาและกลมั พกั กฟ็ ุง ไปไมไ ด แตกล่นิ ของสัตบุรษุ ฟุงไปทวนลมได กลน่ิ จนั ทนก็ดีแมกลิ่นกฤษณาก็ดี กลิ่นอุบลกด็ ี กลิ่นมะลกิ ็ดีกลน่ิ ศีลเปนเยีย่ มกวาคันธชาตน่ัน. ๑๐. กล่นิ น้ี คือกลิน่ กลัมพัก และกลิน่ จนั ทนเปน กลนิ่ เพียงเลก็ นอย สวนกลน่ิ ของผมู ศี ีลทัง้ หลายเปน กล่ินช้ันสงู ยอมหอมฟุง ไปในเทพเจา และเหลามนษุ ย. ๑๑. มารยอมไมป ระสบทางของทา นผูมศี ลี ถึงพรอมแลว มีปกตอิ ยูด วยความไมประมาท พนวิเศษแลว เพราะรูชอบเหลานัน้ . ๑๒. ดอกบัวมกี ลนิ่ ดี พงึ เกิดในกองหยากเยอ่ือันบุคคลทง้ิ แลวใกลท างใหญ ดอกบัวน้นั พงึ เปน ท่ีชอบใจฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจาเม่อืปุถุชนเปนดงั กองหยากเย่อื เกิดแลว ยอ มไพโรจนลว งซง่ึ ปุถชุ นผูมดื ทง้ั หลายดวยปญญาฉนั นน้ั . จบปุปผวรรคที่ ๔

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 4 ๔. ปุปผวรรควรรณนา๑. เรอ่ื งภกิ ษุ ๕๐๐ รูปผูข วนขวายในปฐวีกถา [๓๓] ขอ ความเบ้อื งตน พระศาสดา เมอ่ื ประทับอยูใ นกรงุ สาวตั ถี ทรงปรารภภกิ ษุ๕๐๐ รปู ผขู วนขวายในปฐวีกถา ตรสั พระธรรมเทศนานีว้ า \"โกอมิ  ปวึ วิเชสฺสติ\" เปนตน. ควรปรารภแผนดินภายใน ดงั ไดสดบั มา ภกิ ษเุ หลาน้นั เท่ยี วจาริกไปในชนบทกับพระผมู -ีพระภาคเจา มาถงึ พระเชตวนั แลวนั่งในหอฉนั ในเวลาเยน็ เลา ถงึ เร่อื งแผน ดินในสถานที่ตนไปแลว ๆ วา \"ในสถานเปนท่ีไปสูบานโนน จากบานโนน เสมอ ไมเ สมอ มีเปอกตมมาก มีกรวดมาก มีดนิ ดํา มดี ินแดง.\" พระศาสดา เสด็จมาตรสั ถามวา \"ภกิ ษุท้งั หลาย บดั น้ี พวกเธอน่งั สนทนากันดวย เรอื่ งอะไรหนอ ?\" เมอ่ื ภิกษเุ หลาน้นั กราบทลู วา\" ดวยเรอ่ื งแผน ดนิ ในสถานที่พวกขาพระองคเ ที่ยวไปแลว พระเจา ขา\"ดงั นแ้ี ลว จงึ ตรสั วา \"ภกิ ษทุ ง้ั หลาย นั่นชื่อวา แผน ดนิ ภายนอก, การที่พวกเธอทาํ บริกรรมในแผน ดินภายในจึงจะควร\" ดังน้ี แลว ไดทรงภาษิต ๒ พระคาถามนีว้ า :-

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 5 ๑. โก อิม ปวึ วิเชสฺสติ ยมโลกจฺ อมิ  สเทวก โก ธมมฺ ปท สเุ ทสิต กุสโล ปุปผฺ มวิ ปเจสฺสต.ิ เสโข ปวึ วิเชสฺสติ ยมโลกจฺ อมิ  สเทวก เสโข ธมมฺ ปท สเุ ทสิต กสุ โล ปปุ ผฺ มวิ ปเจสสฺ ต.ิ \"ใคร จกั รูชดั ซ่ึงแผน ดินน้ี และยมโลกกับ มนุสสโลกนี้ พรอ มท้งั เทวโลก, ใคร จักเลือก บทธรรม อนั เราแสดงดีแลว เหมอื นนายมาลาการ ผูฉลาดเลอื กดอกไมฉะน้นั . พระเสขะจกั รชู ัดแผนดิน และยมโลกกบั มนสุ สโลกนพี้ รอ มทัง้ เทวโลก. พระ- เสขะจักเลือกบทธรรมอนั เราแสดงดแี ลว เหมอื น นายมาลาการผฉู ลาดเลอื กดอกไมฉ ะนั้น.\" แกอรรถ บรรดาบทเหลา นั้น สองบทวา โก อิม ความวา ใคร (จักรูชดั ) ซ่งึ แผน ดินนี้ กลา วคืออัตภาพ. บทวา วิเชสฺสติ ความวา จักรูแจง คือแทงตลอด ไดแก ทาํ ใหแจง ดวยญาณของตน. บทวา ยมโลกจฺ ไดแก อบายโลก ๔ อยา งดว ย. สองบทวา อมิ  สเทวก ความวา ใคร จักรชู ดั คอื จักทราบชัดไดแ ก แทงตลอด ทาํ ใหแจงซ่งึ มนสุ สโลกนกี้ บั เทวโลกดวย พระศาสดายอมตรสั ถามดงั น้ี. บาทพระคาถาวา โก ธมฺมปท สุเทสติ  ความวา ใคร จกัเลอื ก คือคัด ไดแกพ จิ ารณาเหน็ แทงตลอด ทาํ ใหแ จง ซงึ่ บทธรรม

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 6กลาวคอื โพธปิ กขยิ ธรรม ๓๗ ประการ๑ ทีช่ ่อื วา อันเราแสดงดีแลว เพราะความเปน ธรรมอันเรากลาวแลว ตามความเปน จรงิ เหมอื นนายมาลาการผูฉลาดเลอื กดอกไมอยูฉะน้นั . บทวา เสโข เปนตน ความวา พระอรยิ บุคคล ๗ จาํ พวกตั้งแตทานผตู ้ังอยูใ นโสดาปต ติมรรค จนถงึ ทานผตู ้งั อยใู นอรหตั มรรคชือ่ วา พระเสขะ เพราะยังศึกษาสิกขา ๓ เหลา น้ี คอื อธิสีลสกิ ขา อธจิ ิตต-สกิ ขา อธปิ ญ ญาสกิ ขา ครา ออกอยูซ ง่ึ ฉันทราคะ๒จากอตั ภาพนั้น ดวยอรหัตมรรค ชอ่ื วา จกั รูชดั คอื จักทราบชัด ไดแกแ ทงตลอด ทาํ ใหแจงซ่งึ แผน ดนิ น้ี กลาวคอื อัตภาพ. บทวา ยมโลกฺจ เปน ตน ความวา พระเสขะนั้นนัน่ แหละจกั รชู ัด คือจกั ทราบชัด ไดแกแทงตลอด ทาํ ใหแ จง ซึ่งยมโลก มีประการอนั กลาวแลว อยางน้นั และมนสุ สโลกนี้ กับท้งั เทวโลกทั้งหลายชอ่ื วาพรอ มทั้งเทวโลก. พระผูยงั ตองศกึ ษา ๗ จําพวกน้ันแหละ ชื่อวาเสขะ. อธิบายวา นายมาลาการผฉู ลาด เขา ไปสสู วนดอกไมแลว เวนดอกไมท่ีออ นและตูม ท่ีสัตวเจาะ ทีเ่ ห่ียว และทเ่ี กดิ เปน ปมเสยี แลวเลอื กเอาเฉพาะแตด อกไมท งี่ าม ทเี่ กิดดีแลว ช่ือฉันใด พระเสขะ จกั เลอื กคือคัด ไดแ กพจิ ารณาเหน็ แทงตลอด ทาํ ใหแจง แมซ่งึ บทแหง โพธิ-ปกขยิ ธรรมนี้ ท่ีเรากลา วดีแลว คอื แสดงดีแลว ฉันนั้นน่นั แล.๑. คือ สติปฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย ๕ พละ ๕ โพชฌงค ๗มรรคมอี งค ๘.๒. ฉันทราคะ แปลวา ความกําหนดั ดว ยอํานาจความพอใจ.

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 7 พระศาสดาทรงเฉลยปญ หาเองทเี ดียว. ในเวลาจบเทศนา ภกิ ษุ๕๐๐ รปู บรรลพุ ระอรหตั พรอ มดวยปฏิสัมภทิ าทั้งหลายแลว, เทศนาไดมีประโยชนแ มแกบริษทั ผปู ระชุมกนั ดงั นี้แล. เร่อื งภิกษุ ๕๐๐ รปู ผูขวนขวายในปฐวีกถา จบ.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 8 ๒. เร่ืองพระเถระผเู จริญมรจี ิกัมมฏั ฐาน [๓๔] ขอ ความเบือ้ งตน พระศาสดา เม่อื ประทับอยใู นกรงุ สาวัตถี ทรงปรารภภกิ ษุรปู ใดรปู หนึง่ ผเู จริญมรจี กิ มั มัฏฐาน๑ ตรัสพระธรรมเทศนานวี้ า \" เผณูปม \"เปน ตน. พระเถระเจริญมรจี ิกัมมัฏฐาน ดังไดส ดับมา พระเถระนั้น เรียนกมั มัฏฐานในสาํ นักพระศาสดาแลว คิดวา \" เราจักทาํ สมณธรรม \" ดังนี้แลว เขาไปสปู า พากเพยี รพยายามแลว กไ็ มอ าจบรรลุพระอรหตั ได จงึ กลบั มายงั สาํ นกั พระศาสดาดวยตง้ั ใจวา \" จักทลู อาราธนาใหตรสั บอกพระกมั มฏั ฐานใหวเิ ศษ, \"เหน็ พยับแดดในระหวา งทาง เจริญมรีกัมมัฏฐานวา \" พยบั แดดนี้ตงั้ ขน้ึ แลวในฤดรู อ น ยอ มปรากฏแกบุคคลทัง้ หลายผูย นื อยู ณ ท่ีไกลดจุ มีรูปรา ง, แตไมปรากฏเลย แกบคุ คลผูม าสทู ใ่ี กลฉ ันใด; แมอัตภาพน้ีกม็ รี ูปเหมือนอยา งน้ัน เพราะอรรถวา เกิดขน้ึ และเสือ่ มไป\" เดินมาแลวเมอ่ื ยลา ในหนทาง อาบนํา้ ในแนน ้ําอจริ วดี น่ังท่ีรม (ไม) รมิ ฝงแมน าํ้ มกี ระแสอันเช่ยี วแหงหนง่ึ เหน็ ฟองน้าํ ใหญ ต้ังขึ้นดว ยกําลังแหงน้ํากระทบกันแลวแตกไป ไดถ อื เอาเปน อารมณวา \" แมอตั ภาพนี้ ก็มีรูปรา งอยา งนัน้ เหมือนกัน เพราะอรรถวา เกดิ ข้นึ แลวกแ็ ตกไป.\"๑. กัมมฏั ฐานมอี นั พิจารณาพยบั แดดเปน อารมณ.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 9 ทรงเปรยี บกายดวยฟองน้ําและพยับแดด พระศาสดา ประทบั อยูที่พระคันธกฎุ นี ่ันแล ทอดพระเนตรเหน็พระเถระน้ันแลว จงึ ตรสั วา \"อยางนน้ั น่นั แหละ ภิกษุ อตั ภาพนี้มรี ปูอยางนัน้ แล มอี นั เกิดข้นึ และแตกไปเปน สภาพแนแ ท เหมือนฟองนํ้า(และ) พยับแดด\" ดังนแ้ี ลว ตรสั พระคาถานว้ี า :- ๒. เผณูปม กายมิม วิทติ ฺวา มรจี ธิ มมฺ  อภิสมพฺ ุธาโน เฉตวฺ าน มารสสฺ ปปุปฺผกานิ อทสสฺ น มจฺจรุ าชสฺส คจฺเฉ. \" ภกิ ษรุ แู จง กายน้ีวา มฟี องน้ําเปน เคร่ือง เปรียบ, รูชดั กายนีว้ า มีพยบั แดดเปน ธรรม ตัด พวงดอกไมข องมารเสียแลว พึงถึงสถานที่มจั จุราช ไมเ หน็ .\" แกอ รรถ บรรดาบทเหลานัน้ บทวา เผณปู ม ความวา รูแ จง กายนี้คืออนั นับวาเปน ที่ประชมุ แหงสวนตาง ๆ มีผมเปนตน วา \" เห็นสมดวยฟองนํา้ เพราะอรรถวา ไมม ีกําลงั มกี ําลงั ทราม ไมต ัง้ อยูนานและเปนไปชั่วกาล.\" บทวา มรจี ิรธมฺม เปนตน ความวา รชู ดั คือรู ไดแ กทราบวา\" แมก ายน้ี ชือ่ วา มีพยบั แดดเปนธรรม เพราะอรรถวา เปนไปช่วั ขณะและปรากฏนดิ หนอย เหมือนอยางพยบั แดด เปน ดจุ มรี ปู รา ง (และ)

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 10เปน ดุจเขาถงึ ความเปนของท่ีควรถือเอาได แกบคุ คลทงั้ หลายผยู นื อยู ณ ที่ไกล, ( แต ) เมือ่ บคุ คลเขาไปใกล ยอ มปรากฏเปน ของวางเปลา เขาถงึ ความเปนของถอื เอาไมไดฉ ะนัน้ .\" สองบทวา มารสสฺ ปปปุ ผฺ กานิ เปน ตน ความวา ภิกษผุ ูขณี าสพ๑ ตดั วฏั ฏะอนั เปนไปในไตรภูม๒ิ กลาวคอื พวงดอกไมข องมารเสยี ได ดว ยอริยมรรคแลว พงึ ถึงสถานท่ีไมเห็น คอื ที่อันไมเหน็ คือที่อนั ไมเ ปน วสิ ยั ของมจั จุราช ไดแกพ ระอมตมหานิพพาน. ในกาลจบคาถา พระเถระ บรรลพุ ระอรหตั พรอมดวยปฏิสมั ภทิ าทง้ั หลายแลว ชมเชย สรรเสริญ ถวายบงั คมพระสรีระของพระศาสดาซ่งึ มีพรรณดุจทองคาํ มาแลว ดงั นีแ้ ล. เร่ืองพระเถระผเู จรญิ มรีจิกมั มัฏฐาน จบ.๑. ผมู อี าสวะส้นิ แลว . ๒. ไตรภมู =ิ ภูมิ ๓ คอื กามาวจรภมู ิ รปู าวจรภมู ิ อรปู าวจรภูม.ิ

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 11 ๓. เร่ืองพระเจา วฑิ ูฑภะ๑ [๓๕] ขอ ความเบ้ืองตน พระศาสดา เมื่อประทบั อยใู นพระนครสาวตั ถี ทรงปรารภพระเจาวิฑูฑภะ พรอมทง้ั บริษัท ซ่ึงถกู หวงน้ําทว มทับใหส วรรคตแลว ตรัสพระธรรมเทศนาน้ีวา \"ปปุ ฺผานิ เหว ปจนิ นตฺ  \" เปนตน. อนปุ พุ พกี ถาในเรือ่ งน้นั ดงั ตอ ไปนี้ :- สามพระกุมารไปศกึ ษาศิลปะในกรุงตกั กสลิ า พระกมุ าร ๓ พระองคเ หลานน้ั คือ \" พระราชโอรสของพระเจามหาโกศล ในพระนครสาวัตถี พระนามวาปเสนทกิ ุมาร, พระกุมารของเจาลจิ ฉวี ในพระนครเวสาลี พระนามวา มหาล,ิ โอรสของเจามลั ละ ในพระนครกุสินารา พระนามวา พันธลุ ะ\" เสดจ็ ไปนครตักกสลิ าเพอื่ เรยี นศลิ ปะในสาํ นกั อาจารยท ศิ าปาโมกข มาพบกนั ทศี่ าลานอกพระนคร ตางกถ็ ามถึงเหตุท่ีมา ตระกลู และพระนามของกันและกันแลว เปนพระสหายกนั รว มกนั เขา ไปหาอาจารย ตอกาลไมนานนกั ก็เรยี นศลิ ปะสําเรจ็ จึงกราบอาอาจารยพ รอ มกัน เสดจ็ ออก (จากกรงุ ตกั กสิลา) ไดไ ปสูทีอ่ ยูของตน ๆ. สามพระกุมารไดรับตาํ แหนงตา งกนั บรรดาพระกมุ ารทั้ง ๓ พระองคน น้ั ปเสนทิกุมาร ทรงแสดงศลิ ปะถวายพระชนก อนั พระชนกทรงเลอ่ื มใสแลว (จงึ ) อภิเษกในราชสมบตั .ิ๑. ม. วฏิ ฏภ วัตถ.ุ

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 12 มหาลิกมุ าร เพื่อจะทรงแสดงศลิ ปะแกเจาลจิ ฉวีท้ังหลาย กท็ รงแสดงดวยความอตุ สาหะมาก. พระเนตรของพระองคไ ดแตกไปแลว.พวกเจาลจิ ฉวีปรกึ ษากันวา \"พทุ โธเอย อาจารยข องพวกเรา ถึงความเสยี พระเนตรแลว, พวกเราจะไมท อดทิง้ ทา น, จักบํารงุ ทา น\" ดังน้ีแลวจงึ ไดถวายประตู๑ ดา นหนึ่ง ซ่งึ เกบ็ สว ยไดว ันละแสนแกมหาลิกุมารน้นั .พระองคทรงอาศัยประตูนั้น ใหโอรสของเจา ลจิ ฉวี ๕๐๐ องค ทรงศกึ ษาศิลปะ อยูแลว . (ฝาย) พันธลุ กมุ าร เม่อื พวกตระกูลมัลลราชกลา ววา \"ขอพนั ธลุ -กมุ ารจงฟนไมไผเ หลา นี้\" ดังน้แี ลัว้ ไดก ระโดดขน้ึ ไปยงั อากาศ (สูง)ถึง ๘๐ ศอก เอาดาบฟนมัดไมไ ผ ๖๐ ลํา ท่ีพวกเจา มัลละเอาไมไ ผ๖๐ ลําใสซเี่ หล็กในทา มกลางแถว ใหย กข้นึ ตง้ั ไว ( ขาดกระเด็น )ไปแลว. พนั ธลุ กุมารน้ันไดยินเสยี งดัง \"กรกิ \" ของซีเ่ หล็กในมัดสดุ ทาย (จึง) ถามวา \" น่ีอะไร ? \" ไดย นิ วา เขาเอาซ่เี หล็กใสในไมไผท ุกมัดแลว จึงท้งิ ดาบ รอ งไหพ ลางพดู วา \"บรรดาญาตแิ ละเพื่อนของเราประมาณเทาน้ี แมแตคนเดียว ซงึ่ เปนผูมีความสิเนหา (ในเรา)มไิ ดบอกเหตุน้ี ( แกเรา ); กห็ ากวา เราพึงรูไ ซร, พึงฟนไมใหเ สยี งซ่เี หล็กดังข้นึ เลย\" แลว ทูลแกพ ระชนนแี ละพระชนกวา \"หมอ มฉนั จักฆา เจามัลละเหลาน้แี มท ั้งหมดแลวครองราชสมบตั \"ิ อันพระชนนแี ละพระชนกหามแลว โดยประการตา ง ๆ เปนตน วา \"ลกู เอย น้ี เปนราชประเพณ,ี เจาไมไดเพอื่ จะทาํ อยางนน้ั \" จึงทลู วา \" ถา กระนั้น๑. คาํ วา \"ประต\"ู หมายความวาหมูบานท่ีต้ังอยูทางประตูดา นหน่งึ .

พระสตุ ตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 13หมอมฉันจกั ไปสสู าํ นกั เพ่ือนของหมอมฉัน\" ดังนี้ ไดเสด็จไปเมืองสาวัตถีแลว . พระเจาปเสนทิทรงทราบการเสด็จมาของพนั ธุละนัน้ ก็ทรงตอนรับเชญิ ใหเ สดจ็ เขาพระนคร ดว ยสกั การะใหญแลว ทรงตัง้ ไวในตําแหนงเสนาบด.ี พนั ธลุ เสนาบดีนัน้ ใหเชญิ พระชนนแี ละพระชนกมาพกั อาศยัอยูในเมืองสาวตั ถีนน้ั นนั่ แล พระราชาทรงเลีย้ งภัตตาหารภิกษเุ อง ภายหลังวนั หนึ่ง พระราชาประทับยนื อยปู ราสาทชัน้ บน ทอดพระเนตรไปยังระหวางถนน เหน็ ภิกษหุ ลายพันรปู ซ่งึ ไปเพือ่ ตองการทาํ ภตั กจิ ในคฤหาสนของทานเหลานน้ั คือ \"ทา นอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐีจูฬอนาถบิณฑกิ เศรษฐี นางวสิ าขา นางสุปปวาสา \" จงึ ตรสั ถามวาพระผูเปนเจา ท้ังหลายไปไหนกัน?\" เม่อื พวกราชบรุ ษุ ทลู วา \" ขา แตสมมตเิ ทพ ภกิ ษุสองพนั รปู ไปเพือ่ ประโยชนแ กภตั ทั้งหลายมีนายภตัสลากภตั และคลิ านภตั เปน ตน ในคฤหาสนข องอนาบิณฑกิ เศรษฐีทกุ ๆ วนั , ภกิ ษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหาสนของจูฬอนาบณิ ฑกิ เศรษฐีเปนนิตย. ของนางวสิ าขา ( และ ) นางสัปปวาสา กเ็ ชน เดียวกัน\"ดังน้แี ลว ทรงพระประสงคจ ะบาํ รงุ ภิกษุสงฆดว ยพระองคเองบา ง จงึ เสด็จไปวหิ าร ทรงนิมนตพ ระศาสดา พรอมกับภิกษุพันรปู ถวายทานดว ยพระหตั ถ (เอง) สิ้น ๗ วัน ในวันที่ ๗ ถวายบังคมพระศาสดาแลวทลู วา \" ขาแตพ ระองคผเู จริญ ขอพระองคจงทรงรับภกิ ษาของพระองคพรอมดว ยภกิ ษุ ๕๐๐ รปู เปนนิตยเ ถิด.\"

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 14 พระศาสดา. มหาบพติ ร ธรรมดาพระพุทธเจาทงั้ หลาย ยอ มไมรบั ภิกษาประจําในท่แี หงเดียว. ประชาชนเปน จํานวนมาก ยอ มหวงัเฉพาะการมาของพระพทุ ธเจาท้งั หลาย. พระราชา. ถา กระนนั้ ขอพระองค โปรดสง ภกิ ษรุ ปู หน่งึ ไปประจาํ เถิด พระศาสดาไดท รงทําใหเปน ภาระของพระอานนทเถระ. พระราชาทรงลืมจัดการเลยี้ งภิกษุถึง ๓ วัน พระราชาไมทรงจดั ( เจา หนาท่ี ) ไวว า \"เม่อื ภิกษสุ งฆม าแลวชื่อวาชนเหลานน้ั รับบาตรแลว จงองั คาส \" ทรงอังคาสดว ยพระองคเ องเทา นั้นตลอด ๗ วัน ในวนั ที่ ๘ ทรงลมื ไป จงึ ไดทรงกระทาํ ใหเ นนิ่ ชาแลว. กธ็ รรมดาในราชตระกลู ชนท้งั หลาย อนั พระราชามไิ ดท รงสั่งแลว ยอ มไมไ ดเ พอื่ ปอู าสนะทั้งหลาย นิมนตพ วกภิกษุใหน ง่ั แลวองั คาส.พวกภิกษุ (ก)็ คิดกนั วา \"เราไมอ าจเพื่อยับย้งั อยใู นท่ีนไี้ ด\" พากนัหลีกไปเสียหลายรูป. แมใ นวนั ท่ี ๒ พระราชากท็ รงลมื แลว . แมในวันที่ ๒ ภิกษเุ ปน อันมากกพ็ ากันหลกี ไป. ถึงในวนั ที่ ๓ พระราชากท็ รงลืม ในกาลน้ัน เวนพระอานนทเถระองคเ ดยี วเทาน้นั พวกภิกษุท่เี หลอื พากนั หลกี ไป. คนมบี ญุ ยอ มหนกั ในเหตุ ธรรมดาผูมีบุญท้งั หลาย ยอ มเปนผูเ ปนไปในอาํ นาจแหง เหตุ จึงรกั ษาความเล่อื มใสแหง ตระกูลทั้งหลายไวไ ด. กส็ าวกของพระตถาคต

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 15แมท ัง้ หมดท่ถี งึ ฐานนั ดร ตง้ั แตช นทง้ั ๘ เหลา น้ี คือ อัครสาวก๒ รูป คอื พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ, อคั รสาวิกา ๒ รปูคอื นางเขมา นางอุบลวรรณา, บรรดาอุบาสกทัง้ หลาย อบุ าสกผเู ปนอคั รสาวก ๒ คน คือ จติ คคฤหบดี หคั ถกอบุ าสก ชาวเมอื งอาฬว.ีบรรดาอุบาสิกาทั้งหลาย อบุ าสิกาผเู ปน อคั รสาวกิ า ๒ คน คอื มารดาของนันทมาณพ ชือ่ เวฬกุ ณั ฎกี นางขุชชุตตรา, (ลว น) มีบุญมากสมบูรณด วยอภนิ หิ าร เพราะความเปนผูบาํ เพ็ญบารม๑ี ๑๐ โดยเอกเทศ. พระราชาเสด็จไปกราบทูลพระศาสดา แมพ ระอานนทเ ถระ มีบารมีอนั บาํ เพ็ญแลวต้งั แสนกปะ สมบรู ณดว ยอภนิ ิหาร มีบญุ มาก เมื่อจะรักษาความเลื่อมใสของตระกลู จงึ ไดยับยงั้ อยู เพราะความท่ตี นเปนไปในอํานาจแหงเหตุ, พวกราชบุรษุนมิ นตท า นรปู เดียวเทานน้ั ใหนัง่ แลว อังคาส. พระราชาเสด็จมาในเวลาทีพ่ วกภกิ ษุไปแลว ทอดพระเนตรเห็นขาทนียะและโภชนยี ะต้งั อยูอยางนน้ัแหละ จึงตรสั ถามวา \"พระผเู ปนเจาทงั้ หลายมไิ ดม าหรือ ?\" ทรงสดับวา \"พระอานนทเถระมารปู เดยี วเทา นัน้ พระเจา ขา \" ทรงพิโรธภกิ ษุทั้งหลายวา \"พระผูเปนเจา ทง้ั หลาย ไดทําการตัดขาดตอ เราเพียงเทา น้ีเปนแน จึงเสดจ็ ไปสาํ นักพระศาสดา กราบทูลวา \"ขาแตพ ระองคผูเจรญิ ขาพระองคจัดแจงภิกษาไว เพอ่ื ภิกษุ ๕๐๐ รปู , ทราบวาพระอานนทเถระรูปเดยี วเทา น้ันมา, ภิกษาท่หี มอมฉันจดั แจงแลว ตัง้ อยู๑. บารมี ๑๐ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขมั มบารมี ปญ ญาบารมี วริ ิยบารมี ขนั ติบารมีสัจจบารมี อธษิ ฐานบารมี เมตตาบารมี อเุ บกขาบารมี.

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 16อยา งนนั้ นนั่ เอง ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไมกระทําความสําคัญในพระราชวงั ของหมอมฉนั ( เลย ). จกั มเี หตุอะไรหนอแล ? ตระกูลท่ีภิกษุควรเขาไปและไมควรเขาไป พระศาสดาไมต รสั โทษของพวกภกิ ษุ ตรสั วา \" มหาบพติ ร สาวกทง้ั หลายของอาตมภาพ ไมม คี วามคนุ เคยกับพระองค. เพราะเหตนุ ้ันภกิ ษทุ ั้งหลายจักไมไ ปแลว เมื่อจะทรงประกาศเหตแุ หงการไมเขาไป และเหตุแหง การเขาไปสตู ระกูลท้ังหลาย ตรสั เรยี กภกิ ษุทงั้ หลายมาแลว ตรสัพระสูตร๑น้ีวา :- \"ภกิ ษทุ งั้ หลาย ตระกลู ท่ปี ระกอบดวยองค ๙ ภกิ ษุยังไมเขาไปแลว ก็ไมค วรเขาไป, และคร้ันเขา ไปแลว ก็ไมควรนง่ั ใกล,ตระกลู ทป่ี ระกอบดวยองค ๙ เปนไฉน ? ตระกลู ทีป่ ระกอบดวยองค ๙ เหลา น้ี; คือ เขาไมตอนรบั ดว ยความพอใจ, ไมอ ภิวาทดว ยความพอใจ, ไมใหอ าสนะดวยความพอใจ, ซอนของท่มี ีอยขู องเขาไว, เม่อื ของมีอยูมาก กใ็ หแ ตน อย, เม่อื มขี องประณตี ก็ใหของเศรา หมอง, ใหโ ดยไมเคารพ ไมใ หโดยความเคารพ, ไมนง่ั ใกลเ พ่ือฟงธรรม, เม่อื กลา วธรรมอยเู ขาก็ไมย นิ ดี ภกิ ษทุ ้งั หลาย ตระกลู ที่ประกอบดวยองค ๙ เหลานีแ้ ล ภิกษยุ งั ไมเ ขาไปแลว ก็ไมค วรเขา ไปและคร้ันเขาไปแลว กไ็ มค วรน่งั ใกล. ภิกษทุ ้ังหลาย ตระกลู ทีป่ ระกอบดว ยองค ๙ ภกิ ษุยังไมเขาไปก็ควรเขาไป และเม่อื เขา ไปแลว ก็ควรนงั่ ใกล. ตระกลู ที่ประกอบ๑. องั . นวก. ๒๓/๔๐๑.

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 17ดว ยองค ๙ เปนไฉน ? ตระกูลท่ปี ระกอบดว ยองค ๙ เหลา น้ี คือเขาตอ นรับดว ยความพอใจ, อภวิ าทดวยความพอใจ, ใหอ าสนะดวยความพอใจ, ไมซอนของทม่ี อี ยขู องเขาไว, เมอื่ ของมมี าก ก็ใหมาก,เม่อื มีของประณีต ก็ใหของประณตี , รโู ดยเคารพ ไมใหโ ดยไมเ คารพ, เขาไปน่ังใกลเ พื่อฟง ธรรม, เมอื่ กลาวธรรมอยู เขาก็ยินดีภกิ ษทุ ง้ั หลาย ตระกลู ทป่ี ระกอบดว ยองค ๙ เหลา น้แี ล ภกิ ษุยังไมเขาไป กค็ วรเขาไป และคร้นั เขา รูปแลว ก็ควรนง่ั ใกล\" ดังนี้แลวจึงตรัสวา \" มหาบพิตร สาวกของอาตมภาพ เม่ือไมไ ดค วามคนุ เคยจากสาํ นักของพระองค จงึ จกั ไมไป ดวยประการฉะนแี้ ล; แทจ ริงโบราณกบัณฑิตท้ังหลาย แมเขาบํารุงอยูด ว ยความเคารพในที่ ๆ ไมค ุนเคย ถึงเวทนาแทบปางตาย กไ็ ดไ ปสูที่ของผคู ุน เคยกนั เหมอื นกนั . อันพระราชาทลู ถามวา ในกาลไร ? พระเจาขา \" ทรงนาํ อดีตนทิ านมา( สาธกดงั ตอ ไปนี้ ) :- เรอ่ื งเกสวดาบส ในอดีตกาล เม่อื พระเจา พรหมทัต เสวยราชสมบตั ใิ นพระนครพาราณสี พระราชาทรงพระนามวา เกสวะ ทรงสละราชสมบัตผิ นวชเปนฤาษี. บรุ ุษ ๕๐๐ คน (ออก) บวชตามพระราชาน้ัน. ทาวเธอไดพระนามวา เกสวดาบส. อนึง่ นายภูษามาลาของพระองคกไ็ ดตามบวชเปนอนั เตวาสิกนามวา กัปปกะ เกสวดาบสกับบรษิ ทั อาศัยอยูในหมิ วันต-ประเทศสนิ้ ๘ เดอื น ในฤดูฝน เพื่อตอ งการเสพรสเค็มและรสเปร้ยี วไปถงึ กรงุ พาราณสแี ลว เขา ไปสพู ระนครเพ่ือภิกษา, ลาํ ดบั นั้น พระราชา

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 18ทอดพระเนตรเห็นดาบสนน้ั ทรงเล่ือมใส. ทรงรับปฏญิ ญาเพื่อประโยชนแกการอยใู นสํานกั ของพระองคตลอด ๔ เดือน (นิมนต) ใหพ ักอยูในพระราชอทุ ยาน ยอ มเสดจ็ ไปสูทบ่ี าํ รงุ พระดาบสน้ัน ท้งั เย็นทั้งเชา.พวกดาบสทเี่ หลอื พกั อยู ๒-๓ วัน ราํ คาญดว ยเสยี งอึงคะนงึ ตา ง ๆ มีเสียงชา งเปนตน ๑ จงึ กลาววา \" ทานอาจารยพ วกกระผมรําคาญใจ, จะไปละ\" เกสวะ. จะไปไหนกัน ? พอ. อันเตวาสิก. ไปสหู ิมวันตประเทศ ทา นอาจารย. เกสวะ. ในวันที่พวกเรามาทเี ดยี ว พระเจาแผน ดินทรงรบั ปฏญิ ญาเพอื่ ประโยชนแ กการอยใู นท่นี ีต้ ลอด ๔ เดอื น, พวกเธอจกั ไปเสียอยางไรเลา ? พอ . อนั เตวาสิกกลา ววา \"ทานอาจารยไมบ อกพวกกระผมเสียกอ นแลวจงึ ถวายปฏิญญา, พวกกระผมไมส ามารถจะอยใู นทนี่ ไี้ ด, จักอยใู นที่ ๆ (พอ) ฟงความเปนไปของทานอาจารยไ ด ซ่ึงไมไกลจากทน่ี \"ี้ดงั นี้ พากนั ไหวพระอาจารยแ ลว หลกี ไป. อาจารยค งอยูกับอนั เตวาสิกชอ่ื กปั ปกะ (เทาน้ัน). พระราชาเสด็จมาสูท่ีบาํ รุง ตรสั ถามวา \"พระผเู ปนเจา ท้ังหลายไปไหน ? \" เกสวดาบสทูลวา \" มหาบพิตร พวกดาบสเหลา นัน้ บอกวา' พวกกระผมราํ คาญใจ' ดงั นีแ้ ลว ก็ไปสูห ิมวนั ตประเทศ\" กาลตอ มาไมน านนกั แมกัปปกดาบสกร็ าํ คาญแลว แมถูกอาจารยหามอยูบอ ย ๆ ก็กลา ววา \" ไมอ าจ \" แลว ก็หลกี ไป.๑. อนั เสียงทง้ั หลายมีเสยี งชางเปน ตน เบยี ดเบียนแลว .

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 19 แตกปั ปกดาบสน้ัน ไมไปสํานกั ของพวกดาบสนอกนี้ คอยฟงขาว๑ของอาจารยอ ยูในท่ไี มไ กลนกั . ในกาลตอ มาเมือ่ อาจารยค ิดถงึ พวกอันเตวาสกิ โรคในทองก็เกิดขึน้ พระราชารบั สง่ั ใหแพทยเ ยียวยา. โรคกไ็ มส งบได. พระดาบสจงึทูลวา \" มหาบพิตร พระองคท รงพระประสงคจ ะใหโรคของอาตมภาพสงบหรือ ?\" พระราชา ขา แตท า นผูเจริญ หากวา ขา พเจา อาจ, กพ็ งึ ทาํ ความผาสกุ แกทาน เด๋ียวนแี้ หละ. ดาบส. มหาบพิตร หากวา พระองคท รงปรารถนาความสขุ แกอาตมภาพไซร, โปรดสง อาตมภาพไปสํานักพวกอนั เตวาสกิ เถิด. พระราชาทรงรับวา \"ดีละ ขอรับ\" แลว ใหดาบสน้ันนอนบนเตียงนอ ย ทรงสง อํามาตย (ไป) ๔ นาย มีนารทอาํ มาตยเ ปนหวั หนา ดวยรับสง่ั วา \"พวกทานทราบขา วของพระผเู ปน เจา ของเราแลว พึงสงขา วถงึ เรานะ.\" กัปปกอนั เตวาสิก ทราบวา อาจารยม า กท็ ําการตอ นรับ เมื่ออาจารยกลา ววา \"พวกนอกน้ไี ปอยูทไี่ หนกนั ? \" จงึ เรยี นวา \" ทราบวาอยูท่โี นน.\" อนั เตวาสกิ แมเหลานน้ั ทราบวาอาจารยม าแลว (มา) ประชมุกัน ณ ทนี่ ัน้ นัน่ แล ถวายนาํ้ รอนแลว ไดถ วายผลาผลแกอาจารย.โรคสงบแลวในขณะนนั้ เอง. พระดาบสน้ัน มวี รรณะประดจุ ทองคําโดย๒-๓ วนั เทานัน้ .๑. ปวตตฺ ึ.

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 20 ลาํ ดับนัน้ นารทอํามาตยถ ามวา ๑ :- \" ขาแตเ กสดี าบสผูมีโชค อยางไรหนอ ทา นจึง ละพระราชา ผเู ปน จอมแหงมนษุ ย ผูบนั ดาลสมบัติ นาใครท ั้งส้นิ ใหส าํ เรจ็ เสยี แลวยินดีในอาศรมของ กัปปกดาบส.\" ทา นตอบวา :- \" คาํ ไพเราะชวนใหร ืน่ รมยมีอย,ู รกุ ขชาติเปน ที่เพลนิ ใจมอี ยู, ดกู อ นนารทะ คําทก่ี ปั ปกะกลา วดี แลว ยอ มใหเรายินดไี ด \" นารทอํามาตยถามวา \" ทา นบรโิ ภคขาวสกุ แหง ขาวสาลีอันเจือดวยรส เนอื้ ดี ๆ แลว , ขา วฟา งและลูกเดือย ซ่งึ หารสเค็ม มิได จะทาํ ใหหานยินดไี ดอ ยา งไร ?\" ทานตอบวา \" ผูคนุ เคยกนั บริโภค๒อาหารไมอรอ ยหรอื อรอ ย นอยหรือมากในที่ใด, (อาหารทีบ่ ริโภคในท่ีน้นั กใ็ ห สาํ เรจ็ ประโยชนได) เพราะวา รสทง้ั หลายมคี วาม คนุ เคยเปนอยา งยิง่ .\"๑. ข.ุ ชา. จตกุ ก. ๒๗/๑๖๐. อรรถกถา. ๔/๔๐๕.๒. ภุฺเชยยฺ ในชาดกและบาลเี ปน ภุเฺ ช อรรถถาแกเปน ภุชฺ ิ.

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 21 พระศาสดาทรงยอชาดก พระศาสดาครน้ั ทรงนาํ พระธรรมเทศนาน้มี าแลว ทรงประมวลชาดก ตรสั วา \" พระราชา ในคร้งั น้ัน ไดเ ปน โมคคัลลานะ, นารท-อํามาตย ไดเปนสารีบุตร, อันเตวาสิกช่ือกัปปกะ ไดเปนอานนท,เกสวดาบส เปน เราเอง \" ดังน้แี ลว ตรัสวา อยา งนน้ั มหาบพิตรบณั ฑิตในปางกอ น ถงึ เวทนาปางตาย ไดไ ปสทู ่คี นมคี วามคนุ เคยกนั แลว,สาวกทัง้ หลายของอาตมภาพ ชะรอยจะไมไ ดค วามคุนเคยในสาํ นักของพระองค.\" พระราชาทรงสง สาสนไปขอธดิ าเจาศากยะ พระราชาทรงดํารวิ า เราควรจะทําความคนุ เคยกบั ภกิ ษุสงฆ,เราจักทาํ อยา งไรหนอ ?\" ดังน้แี ลว ทรงดาํ ริ ( อีก ) วา \"ควรทําพระธิดาแหงพระญาติของพระสัมมาสมั พทุ ธเจา ไวในพระราชมนเฑยี ร,เมอื่ เปนเชน น้ี พวกภิกษหุ นุมและพวกสามเณร ( กจ็ ะ) คุนเคยแลวมายงั สํานักของเราเปนนติ ย ดว ยคิดวา \"พระราชาเปน พระญาติของพระ-สมั มาสัมพทุ ธเจา \" ดังน้ี สง พระราชสาสนไ ปสาํ นกั เจาศากยะทั้งหลายวา\" ขอเจาศากยะทงั้ หลาย จงประทานพระธดิ าคนหน่ึง แกหมอมฉนั ,\"แลวรับสง่ั บังคับทูตท้ังหลายวา \"พวกทา นพึงถามวา 'เปน พระธิดาแหงเจาศากยะองคไ หน ?' แลว ( จึง ) มา.\" เจาศากยะใหธิดานางทาสีแกพระเจา ปเสนทิ พวกทตู ไปแลว ทูลขอเจาหญงิ (คนหนึ่ง ) กะเจาศากยะทง้ั หลายเจาศากยะเหลา นั้นประชมุ กนั แลว ทรงดําริวา พระราชาเปน ฝก ฝายอนื่ ;

พระสุตตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 22ผวิ า พวกเราจกั ไมใ หไ ซร, ทาวเธอจักทําใหเ ราฉบิ หาย; ก็ (เมอื่ วา )โดยสกลุ ทา วเธอไมเ สมอกบั เราเลย; พวกเราควรทําอยา งไรกันดี ?\" ทา วมหานาม ตรสั วา \"ธดิ าของหมอ มฉัน ชื่อวาสภขตั ติยา เกิดในทอ งของนางทาสี ถึงความเปนผูมรี ูปงามเลิศมอี ย,ู พวกเราจกั ใหนางนนั้ \" ดงั นีแ้ ลว จึงรับส่งั กะพวกทูตวา \"ดลี ะ พวกเราจกั ถวายเจา หญิงแดพ ระราชา.\" ทตู . เปนพระธิดาของเจา ศากยะองคไ หน ? เจาศากยะ. เปน พระธิดาของทา วมหานามศากยราช ผูเปนพระโอรสของพระเจาอาของพระสัมมาสมั พุทธเจา ชือ่ วาสภขตั ติยา. ทตู เหลานน้ั ไปกราบทลู แดพ ระราชา (ของตน.) พระราชาตรสัวา \" ถาอยา งนั้นกด็ ลี ะ, พวกเธอจงรีบนํามาเถิด; กธ็ รรมดาพวกกษตั รยิ มีเลหก ลมาก ( จะ ) พงึ สง แมล ูกสาวของนางทาสีมา (ก็อาจเปน ได),พวกทานจงนําธิดาผเู สวยอยใู นภาชนะเดยี วกนั กบั พระบิดามา \" ดงั น้ีแลวทรงสงทตู ทั้งหลายไป. พวกเขาไปแลว กราบทลู วา \"ขอเดชะ พระราชาทรงปรารถนาพระธิดาผูเสวยรวมกบั พระองค\" ทา วมหานามรับส่ังวา \" ไดซิ พอ \"(จงึ ) ใหตกแตงนาง ในเวลาเสวยของพระองคร บั ส่ังใหเ รยี กนางมาแสดงอาการ (ประหน่ึง) รวมเสวยกบั นางแลว มอบแกท ูตทัง้ หลาย.พวกเขาพานางไปยังเมอื งสาวัตถีแลว กราบทูลเรอื่ งราวนน้ั แดพระราชา. พระราชาทรงพอพระทยั ต้ังใหน างเปนใหญก วาสตรี ๕๐๐ คนอภิเษกไวใ นตําแหนง อัครมเหสี. ตอกาลไมช านกั นาง (ก็) ประสูติพระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคํา. ตอมาในวันขนานพระนามพระโอรส

พระสุตตนั ตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 23น้นั พระราชาทรงสง พระราชสาสนไ ปสาํ นกั พระอัยยิกาวา \"พระนางวาสภขัตตยิ า พระธิดาแหง ศากยราช ประสตู ิพระโอรสแลว , จะทรงขนานพระนามพระกุมารนน้ั วา อยางไร ?\" ฝายอํามาตยผ ูรบั พระราชสาสนนน้ั ไป คอนขางหูตึง. เขาไปแลวก็กราบทูลแกพระอัยยกิ าของพระราชา. พระกุมารไดพ ระนามวา วิฑฑู ภะ พระอยั ยิกานั้นทรงสดบั เรอื่ งน้ันแลว ตรัสวา \"พระนางวาสภ-ขตั ติยา แมไ มป ระสูตพิ ระโอรส กไ็ ดค รอบครองชนท้ังหมด, กบ็ ัดนี้นางจกั เปนทโี่ ปรดปรานยง่ิ ของพระราชา.\" อาํ มาตยห ตู งึ ฟง คาํ วา \" วัลลภา\" ไมคอยชัด เขาใจวา \"วฑิ ูฑภะ\"ครน้ั เขา เฝาพระราชาแลว ก็กราบทลู วา \"ขอเดชะ ขอพระองคจงทรงขนานพระนามพระกุมารวา ' วฑิ ูฑภะ' เถิด.\" พระราชาทรงดํารวิ า \"คาํ วา 'วฑิ ูฑภะ. จกั เปนชอ่ื ประจําตระกลู เกาของเรา\" จงึ ไดท รงขนานพระนามวา \" วิฑูฑภะ.\" วฑิ ูฑภะเสด็จเย่ียมศากยสกลุ ตอมา พระราชาไดพระราชทานดาํ แหนงเสนาบดแี กว ิฑฑู ภกมุ ารนั้น ในเวลาที่ยงั ทรงพระเยาวน น่ั แล ดว ยตง้ั พระทัยวา \"จะกระทําใหเปนทโ่ี ปรดปรานของพระศาสดา.\" วิฑฑู ภะนัน้ ทรงเจรญิ ดวยเคร่ืองบาํ รงุ สําหรับกุมาร ในเวลามีพระชนม ๗ ขวบ ทรงเหน็ ของเลนตาง ๆ มรี ปู ชา งและรูปมา เปน ตน

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ที่ 24ของกุมารเหลา อ่นื อันบุคคลนาํ มาจากตระกลู ยาย จงึ ถามพระมารดาวา\" เจาแม ใคร ๆ เขากน็ ําบรรณาการมาจากตระกูลยายเพื่อพวกกุมารเหลาอ่ืน, พระญาตไิ ร ๆ ยอมไมส งบรรณาการไร ๆ มาเพ่อื หมอ มฉัน(บางเลย). เจา แมไ มมพี ระชนนีพระชนกหรอื ?\" ทีนนั้ พระมารดาจงึ ลวงโอรสนัน้ วา \" พอ เจาศากยะเปน ยายของเจา มีอย,ู แตอยไู กล, เหตุนัน้ พวกทา น (จงึ ) มิไดส งเครอื่ งบรรณาการไร ๆ มาเพ่อื เจา.\" ในเวลามพี ระชนั ษาครบ ๑๖ ป พระกมุ ารจงึ ทลู พระมารดาอีกวา \"เจาแม หมอ มฉนั ใครจะเยี่ยมตระกูลพระเจา ยาย \" แมถ กู พระมารดาหา มอยวู า \"อยา เลย ลกู เอย, ลูกจกั ไปทาํ อะไรในท่ีน้นั \"กย็ ังออ นวอนร่ําไป. ทนี ้นั พระมารดาของพระกุมาร ก็ทรงยินยอมวา \" ถาอยางนัน้ ก็ไปเถิด.\" พวกศากยะตองรับวิฑูฑภะ พระกมุ ารกราบทูลพระราชบิดาแลว เสดจ็ ออกไป พรอ มดวยบริวารเปน อันมาก. พระนางวาสภขัตติยาทรงสงจดหมายลว งหนาไปกอ นวา \" หมอ มฉนั อยใู นทีน่ ส้ี บายดี, พระญาตทิ ง้ั หลายอยาแสดงโทษไร ๆของพระสวามีแกพ ระกุมารน้นั เลย.\" เจาศากยะทรงทราบวาวฑิ ูฑภกุมารเสด็จมา ทรงปรกึ ษากันวา\" พวกเราไมอาจไหว (วฑิ ฑู ภกุมาร) ได\" จงึ สง พระกมุ ารท้ังหลายทเี่ ด็ก ๆ กวา วฑิ ูฑภะนั้นไปยงั ชนบทเสีย, เมอื่ วิฑูฑภกมุ ารนนั้ เสด็จถงึ

พระสุตตันตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาท่ี 25กบลิ พสั ดบุ รุ ,ี กป็ ระชุมกนั ในทอ งพระโรง. วิฑฑู ภกุมารไดเสดจ็ ไปประทบั อยู ณ ทนี่ ั้น. ลําดับนนั้ พวกเจา ศากยะกลา วกะพระกมุ ารนั้นวา \"พอ ผูนีเ้ ปนพระเจาตาของพอ. ผูน้ีเปน พระเจาลงุ .\" วฑิ ฑู ภกุมารน้นั เทยี่ วไหวเจาศากยะทั้งหมด มไิ ดเห็นเจา ศากยะแมอ งคห น่ึงไหวตน (จึง) ทูลถามวา\" ทาํ ไมหนอ จงึ ไมมเี จา ศากยะทงั้ หลายไหวหมอ มฉนั บา ง ?\" พวกเจา ศากยะตรสั วา \"พอ กุมารทเ่ี ปนนอ ง ๆ ของพอ เสด็จไปชนบท (เสยี หมด) แลว ทรงทาํ สักการะใหแกพ ระกุมารนัน้ . พระ-องคป ระทับอยสู ้ิน ๒-๓ วนั ก็เสดจ็ ออกจากพระนครดวยบรวิ ารเปนอนั มาก. วฑิ ูฑภะกลับสเู มอื งของตน ลาํ ดบั นนั้ นางทาสคี นหนึ่งแชงดาวา \"นี้เปนแผน กระดานท่ีบตุ รของนางทาสชี ่ือวาสภขตั ติยานั่ง\" ดังนี้แลว ลางแผน กระดานที่พระกมุ ารนนั้ นง่ั ในทอ งพระโรง ดว ยน้ําเจือดว ยนํา้ นม. มหาดเล็กคนหนึ่ง ลืมอาวุธของตนไว กลับไปเอาอาวุธนน้ั ไดยนิ เสยี งดา วิฑูฑภกุมาร จงึ ถามโทษน้นั ทราบวา \"นางวาสภขตั ตยิ า เกดิ ในทองของนางทาสขี องทา วมหานามศากยะ\" ( จงึ ) บอกกลาวแกพวกพล. ไดม กี ารออื้ ฉาวกันอยา งขนานใหญวา \"ไดย นิ วา พระนางวาสภขตั ตยิ า เปน ธิดาของนางทาสี.\" วฑิ ูฑภะทรงอาฆาตพวกเจา ศากยะ เจา วฑิ ฑู ภะทรงสดบั คํานั้น ตัง้ พระหฤทยั ไววา \"เจา ศากยะ

พระสุตตันตปฎ ก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 26เหลา น้นั จงลา งแผนกระดานท่ีเรานงั่ ดว ยนา้ํ เจือดว ยนมกอน. แตในกาลท่เี ราดาํ รงราชสมบตั ิแลว เราจักเอาเลือดในลําคอของเจา ศากยะเหลา น้ัน ลางแผนกระดานที่เรานง่ั \" เมือ่ พระองคเสดจ็ ยาตราถึงกรุงสาวตั ถ,ี พวกอาํ มาตยกก็ ราบทลู เรือ่ งทงั้ หมดแดพระราชา. พระราชาทรงพิโรธเจา ศากยะวา \" ไดใ หธ ิดานางทาสแี กเรา\"จึงรับสัง่ ใหรบิ เครือ่ งบรหิ ารทีพ่ ระราชทานแกพ ระนางวาสภขตั ตยิ าและพระโอรสใหพระราชทานเพยี งสิง่ ของอนั ผูเ ปนทาสและทาสีพึงไดเ ทานัน้ . ตอ มา โดยกาลลว งไป ๒-๓ วนั พระศาสดาเสดจ็ ไปยังพระราช-นิเวศน ประทบั นง่ั แลว . พระราชาเสด็จมาถวายบงั คมแลวทูลวา \"ขาแตพระองคผเู จริญ ขา วลือวา พวกพระญาตขิ องพระองคประทานธิดาแหงนางทาสีแกห มอ มฉนั . เพราะฉะน้นั หมอ มฉนั จึงรบิ เคร่ืองบริหารของนางวาสภขตั ตยิ านัน้ พรอมทัง้ บุตร ให ๆ เพียงสิงของอนั ผเู ปนทาสและทาสคี วรไดเทา นน้ั .\" พระศาสดาตรสั วา \"มหาบพติ ร พวกเจาศากยะทํากรรมไมส มควร,ธรรมดาเมอ่ื จะให กค็ วรใหพ ระธิดาท่ีมีชาติเสมอกัน; มหาบพติ ร ก็อาตมภาพขอทูลพระองควา 'พระนางวาสภขัตติยาเปนพระธดิ าของขตั ติย-ราช ไดอภิเษกในพระราชมนเฑียรของขัตตยิ ราช. ฝา ยวฑิ ฑู ภกมุ าร ก็ทรงอาศัยขตั ตยิ ราชน่ันแลประสูตแิ ลว , ธรรมดาวา โคตรฝา ยมารดาจกัทาํ อะไร (ได) โคตรฝายบิดาเทา นั้นเปนสาํ คญั \" ดังนแ้ี ลว ตรสั วา\" โบราณกบัณฑติ ท้งั หลายไดพ ระราชทานตาํ แหนงอัครมเหสี แกห ญิงผูยากจนชื่อกฏั ฐหาริกา๑, และพระกมุ ารท่ีเกดิ ในทองของนางนั้น (ก)็ ถงึ๑. หญิงหาบฟน .

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 27ความเปนพระราชาในพระนครพาราณสี (อนั กวา งใหญไพศาล) ถงึ๑๒ โยชน ทรงพระนามวา \" กฏั ฐวาหนราช\" แลวตรสั กฏั ฐหารยิ -ชาดก๑. พระราชาทรงสดบั ธรรมกถา ทรงยนิ ดีวา \"ทราบวา โคตรฝา ยบิดาเทานัน้ เปนสําคญั \" จึงรบั สง่ั ใหพระราชทานเคร่อื งบรหิ ารเชน เคยนัน่แล แกมารดาและบุตร. พนั ธลุ ะพาภรรยาผแู พท อ งอาบนาํ้ ภรรยาแมข องพนั ธุลเสนาบดแี ล ช่ือมลั ลกิ า ซึ่งเปน พระธิดาของเจามลั ละ ในกสุ ินารานคร ไมคลอดบุตรส้ินกาลนาน. ตอมา พันธุลเสนาบดสี งนางไปวา \"เจาจงไปสูเ รอื นแหงตระกลูของตนเสยี เถดิ .\" นางคดิ วา \"เราจกั เฝา พระศาสดาแลวจึงไป\" จึงเขา ไปยงั พระ-เชตวนั ยืนถวายบงั คนพระตถาคต อันพระตถาคตตรัสถามวา \"เธอจะไป ณ ท่ไี หน ?\" กราบทูลวา \" ขาแตพ ระองคผ ูเจริญ สามีสงหมอ มฉันไปสูเ รือนแหงตระกลู .\" พระศาสดา. เพราะเหตุไร ? นาง. นยั วา หมอมฉันเปนหมนั ไมมีบตุ ร. พระศาสดา. ถา อยางนัน้ . กจิ คือการไปไมม ,ี จงกลับเสยี เถิด. นางดีใจ ถวายบังคมพระศาสดา กลบั ไปสูนิเวศน เมื่อสามถี ามวา\" กลบั มาทาํ ไม ?\" ตอบวา \"พระทศพลใหฉ นั กลบั .\" พนั ธุละคดิ วา๑. ข.ุ ชา. เอก. ๒๗/๓. อรรถกถา. ๑/๒๐๔. แตใ นท่ีนั้น เปน กัฏฐหารชิ าดก.

พระสตุ ตันตปฎ ก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 28\" พระทศพลทรงเหน็ การณไกล จักเห็นเหตุ ( น้ี ) \" จึงรบั ไว. ตอ มาไมน านนัก นางกต็ ้ังครรภ เกดิ แพทอง บอกวา \"ความแพท อ งเกิดแกฉ ันแลว .\" พันธุละ. แพท องอะไร ? นาง. นาย ฉันใครจ ะลงอาบแลว ดม่ื นาํ้ ควรดื่มในสระโบกขรณีอนั เปนมงคล ในงานอภเิ ษกแหงคณะราชตระกูลในนครไพสาล.ี พันธลุ ะกลา ววา \"ดลี ะ\" แลว ถอื ธนูอนั บุคคลพึงโกง ดว ยเรยี่ วแรงของบุรษุ พันหนง่ึ อมุ นางขน้ึ รถ ออกจากเมืองสาวัตถี ขบั รถเขา ไปสูเมอื งไพสาลี โดยประตูทเ่ี จาลิจฉวใี หแ กม หาลลิ ิจฉว.ี ก็ทีอ่ ยอู าศัยของเจา ลิจฉวนี ามวามหาลิ มอี ยู ณ ท่ใี กลป ระตูน่นั แล.พอทา นไดย นิ เสียงรถกระทบธรณปี ระตกู ็รูวา \" เสยี งรถของพันธลุ ะ\"จงึ กลา ววา \"วนั น้ี ภยั จะเกดิ แกพ วกเจา ลจิ ฉวี.\" การอารกั ขาสระโบกขรณี แข็งแรงท้งั ภายในและภายนอก, เบือ้ งบนเขาขึงขา ยโลหะ, แมนกก็ไมมีโอกาส. ฝา ยพันธลุ เสนาบดลี งจากรถ เฆย่ี นพวกมนษุ ยผูรักษาดวยหวายใหหลบหนไี ป แลวตดั ขา ยโลหะ ใหภ ริยาอาบแลว แมตนเองกอ็ าบในภายในสระโบกขรณแี ลว อุมนางขึ้นรถอีก ออกจากพระนคร ขบั ไปโดยทางทมี่ าแลวน่ันแล. พวกเจา ลิจฉวีตดิ ตาม พวกเจา หนา ท่ีผูรักษา ทลู เร่อื งแกพ วกเจา ลจิ ฉวี. พวกเจา ลจิ ฉวีกร้ิว เสดจ็ ขน้ึ รถ ๕๐๐ คนั (ขบั ) ออกไปดวยเจตนาวา \"จักจับเจา

พระสุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 29มัลละชอ่ื พนั ธลุ ะ.\" ไดแจงเรื่องน้นั แกเจามหาลิ. เจา มหาลติ รัสวา \"พวกทานอยา เสด็จไป, เพราะเจา พันธุละนั้นจักฆาพวกทา นทง้ั หมด.\" แมเจาลจิ ฉวีเหลานัน้ กย็ งั ตรสั วา \"พวกขา พเจาจักไปใหได. \" เจา มหาลิ ตรัสวา \" ถากระน้นั พวกทานทรงเห็นท่ี ๆลอ รถจมลงไปสแู ผน ดนิ จนถึงดมุ แลว ก็พงึ เสดจ็ กลับ; เมื่อไมก ลับแตนน้ั จกั ไดยนิ เสยี งราวกบั สายอสนีบาตขา งหนา, พงึ เสดจ็ กลบั จากทนี่ ัน้ ;เม่อื ไมกลับแตน น้ั จกั เห็นชอ งในแอกรถของพวกทาน, พงึ กลบั แตท ี่นัน้ทีเดยี ว, อยาไดเสด็จไปขา งหนา ( เปนอนั ขาด ).\" เจา ลิจฉวเี หลานน้ั ไมเ สด็จกลับตามคําของเจา มหาลิ พากนั ติดตามพนั ธุละเรื่อยไป. นางมลั ลกิ าเหน็ แลว จึงกลาววา \"นาย รถท้ังหลายยอมปรากฏ.\" พันธลุ ะกลา ววา \"ถา กระนน้ั ในเวลารถปรากฏเปน ตนเดียวกนัทีเดยี ว เจา พงึ บอก.\" ในกาลเมือ่ รถทงั้ หมดปรากฏดจุ เปน ตน เดยี วกัน นางจึงบอกวา\"นาย งอนรถปรากฏเปนตน เดยี วกันทเี ดยี ว.\" พนั ธลุ ะกลาววา \" ถากระนนั้ เจาจงจับเชือกเหลาน้ี \" แลว ใหเชือกแกนาง ยนื ตรงอยูบนรถ โกงธนขู ้นึ . ลอรถจมลงไปสแู ผน ดนิถึงดุม. เจาลจิ ฉวีทรงเห็นท่ีนน้ั แลว ก็ยงั ไมเสดจ็ ไป. เจาพนั ธลุ ะนอกนี้ไปไดห นอยหนง่ึ ก็ดดี สายธน.ู เสียงสายธนูน้นั ไดเ ปนประหนึง่ อสนบี าต.เจาลจิ ฉวเี หลาน้นั กย็ งั ไมเ สดจ็ กลับแมจ ากท่ีน้นั , ยงั เสดจ็ ตดิ ตามไปอยูน่ันแล.

พระสตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 30 อํานาจลูกศรของพันธุละ พันธลุ ะยืนอยบู นรถนน่ั แล ยิงลกู ศรไปลูกหน่งึ ลกู ศรนนั้ ทาํงอนรถ ๕๐๐ คนั ใหเ ปน ชองแลว แทงทะลพุ ระราชา ๕๐๐ ในทผ่ี ูกเกราะแลวจมลงไปในแผนดนิ . เจาลจิ ฉวีเหลานั้น ไมร ูว าคนถูกลกู ศรแทงแลวตรัสวา \" เฮย หยดุกอ น, เฮย หยุดกอ น\" ยังเสด็จติดตามไปน่นั แล. พันธลุ เสนาบดีหยุดรถแลวกลาววา \" พวกทานเปน คนตาย. ชือ่ วาการรบของขาพเจากบั คนตายท้ังหลาย ยอ มไมมี.\" เจา ลิจฉวี. ชอ่ื วาคนตาย ไมเหมือนเรา. พันธุละ. ถา กระนนั้ พวกทานจงแกเกราะของคนหลงั ทั้งหมดดู. พวกเจาลิจฉวีเหลา นั้นใหแ กแ ลว. เจาลจิ ฉวีองคนั้น ลม ลงสิ้นชพี ิตกั ษยั ในขณะแกเกราะออกแลว นงั่ เอง. ทีนน้ั พันธลุ ะจงึ กลาวกะเจา ลจิ ฉวีเหลา นัน้ วา \"พวกทา นแมท้งั หมดกเ็ หมอื นกนั , เสดจ็ ไปเรือนของตน ๆ แลว จงึ จัดส่ิงท่ีควรจดั พร่ําสอนลกู เมีย แลวแกเกราะออก. เจาลิจฉวเี หลา นนั้ กระทําอยา งนน้ั ทกุ ๆ องค ถงึ ชพี ิตกั ษัยแลว. พนั ธุละมบี ุตร ๓๒ คน ฝา ยพันธุละ พานางมัลลกิ ามายงั เมืองสาวัตถ.ี นางคลอดบตุ รเปนคู ๆ ถงึ ๑๖ ครัง้ . แมบ ุตรของนางท้ังหมดไดเปน ผแู กลวกลา ถึงพรอ มดวยกาํ ลงั , ถึงความสาํ เร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึง่ ๆ ไดมีบรุ ุษพนั คนเปนบรวิ าร. พระ-

พระสตุ ตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 31ลานหลวงเตม็ ไปดวยบุตรเหลานนั้ แล ซึง่ ไปราชนเิ วศนก ับบดิ า. พันธุละเสนาบดีถูกฆาพรอมท้ังบตุ ร อยูม าวันหนง่ึ พวกมนษุ ยแพความดว ยคดโี กงในการวินจิ ฉยั เห็นพันธลุ ะกําลงั เดินมา ร่ํารองกนั ใหญ แจง การกระทําคดโี กงของพวกอาํ มาตยผวู ินิจฉยั แกพนั ธุละนัน้ . พนั ธุละไปสูโรงวนิ จิ ฉยั พจิ ารณาคดนี ้ันแลว ไดทําผเู ปนเจาของนน่ั แล ใหเปน เจาของ. มหาชนใหส าธกุ ารเปน ไปดว ยเสยี งอันดัง. พระราชาทรงสดับเสียงนน้ั ตรัสถามวา \" นอ่ี ะไรกัน?\" เม่อื ทรงสดบั เร่อื งน้ันแลว ทรงโสมนัส ใหถ อดพวกอาํ มาตยเ หลา นั้นแมท้งั หมดทรงมอบการวนิ จิ ฉัยแกพ นั ธลุ ะเทานน้ั . ตง้ั แตน น้ั มา พันธลุ ะกว็ ินจิ ฉัยโดยถูกตอ ง. จาํ เตมิ ต้งั แตว นั นัน้ มา พวกอาํ มาตยผ วู ินิจฉัยรุน เกา ไมไดคาจา ง มรี ายไดนอ ย ยยุ งในราชตระกูลวา \" พนั ธุละปรารถนาเปนพระราชา.\" พระราชาทรงเชื่อคาํ ของอํามาตยเ หลานั้น มไิ ดอาจจะทรงขม พระ-หฤทัยได, ทรงดํารอิ กี วา \" เมือ่ พันธลุ ะถูกฆาตายในทน่ี ้นี ้นั แล. ความครหากจ็ กั เกิดแกเรา\" ทรงมรี ับสัง่ ใหบุรุษทแ่ี ตงไว โจมตีปจ จันตนครแลวรับสั่งใหห าพนั ธุละมา ทรงสงไปดวยพระดํารสั วา \"ทราบวา จงั หวัดปลายแดน โจรกําเรบิ ข้ึน. ทา นพรอ มทัง้ บุตรของทานจงไปจับโจรมา ,\"แลว ทรงสง นายทหารผใู หญซึง่ สามารถเหลาอื่น ไปกบั พนั ธุละเสนาบดีนัน้ดว ยพระดํารัสวา \"พวกทา นจงตัดศีรษะพันธุลเสนาบดีพรอมทัง้ บตุ ร๓๒ คน ในทนี่ ั้นแลวนาํ มา.\"

พระสตุ ตันตปฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 32 เมือ่ พนั ธลุ ะนน้ั พอถงึ จงั หวัดปลายแดน, พวกโจรที่พระราชาทรงแตงไว กลา วกนั วา \" ทราบวา ทา นเสนาบดีมา\" แลวพากนั หลบหนีไป. พนั ธุลเสนาบดีนั้น ยังประเทศน้ันใหสงบราบคาบแลว ก็กลบั มา.ลาํ ดบั นนั้ ทหารเหลานนั้ กต็ ัดศีรษะพันธลุ เสนาบดีพรอมกบั บุตรทัง้ หมดในทใ่ี กลพ ระนคร. นางมลั ลกิ าเทวีไมม ีความเสียใจ วนั น้ัน นางมลั ลิกาเทวี นมิ นตพระอคั รสาวกทั้งสองพรอมทง้ัภกิ ษุ ๕๐๐ รปู . ครั้นในเวลาเชา พวกคนไดน าํ หนงั สอื มาใหนาง เนอ้ื ความวา\"โจรตดั ศีรษะสามพี รอ มทง้ั บตุ รของทา น.\" นางรูเรอ่ื งน้นั แลว ไมบอกใคร ๆ พบั หนงั สือใสไ วใ นพกผา อังคาสภิกษุสงฆเรือ่ ยไป. ขณะนั้น สาวใชข องนางถวายภัตแกภ กิ ษแุ ลว นําถาดเนยใสมาทาํ ถาดแตกตรงหนา พระเถระ. พระธรรมเสนาบดกี ลา ววา \" สง่ิ ของมีอนั แตกเปน ธรรมดา กแ็ ตกไปแลว , ใคร ๆ ไมค วรคดิ .\" นางมัลลิกานัน้ นาํ เอาหนงั สือออกจากพกผา เรียนทานวา \"เขานําหนังสือนีม้ าใหแ กดฉิ ัน เนื้อความวา 'พวกโจรตดั ศรี ษะบิดาพรอ มดวยบุตร ๓๒ คน,' ดิฉนั แมสดับเรอ่ื งนีแ้ ลว ก็ยงั ไมค ิด; เมอื่ (เพียง)ถาดเนยใสแตก ดิฉนั จกั คดิ อยางไรเลา ? เจา ขา .\" พระธรรมเสนาบดีกลาวคําเปน ตน วา :-

พระสุตตนั ตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนา ท่ี 33 \"ชวี ติ ของสตั วท ้ังหลาย ในโลกนี้ ไมมนี มิ ติ ใคร ๆ กร็ ูไ มได ท้งั ฝดเคอื ง ทั้งนอ ย, และชีวิตนนั้ ซํ้าประกอบดวยทุกข. \"แสดงธรรมเสร็จแลว ลุกจากอาสนะ ไดไ ปวิหารแลว . ฝายนางมัลลิกาใหเ รียกบุตรสะใภท ง้ั ๓๒ คนมาแลว สง่ั สอนวา\"สามขี องพวกเธอไมมคี วามผิด ไดรบั ผลกรรมในชาติกอนของตน, เธอทง้ั หลายอยา เศราโศก อยา ปริเทวนาการ, อยา ทําการผูกใจแคนเบ้ืองบนพระราชา.\" จารบรุ ุษของพระราชา ฟงถอ ยคาํ น้นั แลว กราบทูลความท่ชี นเหลา นนั้ ไมม ีโทษแดพระราชา. พระราชาทรงถงึ ความสลดพระหฤทัยเสดจ็ไปนิเวศนข องนางมลั ลิกานัน้ ใหน างมัลลกิ าและหญิงสะใภข องนางอดโทษแลวไดพระราชทานพรแกน างมลั ลกิ า. นางกราบทูลวา \"พรจงเปน พรอันหมอมฉนั รบั ไวเ ถดิ \" เม่อื พระราชานน้ั เสดจ็ ไปแลว, ถวายภตั เพ่ือผูตาย อาบน้ําแลว เขาเฝาพระราชา ทูลวา \"ขอเดชะ พระองคพ ระ-ราชทานพรแกหมอ มฉนั แลว , อน่งึ หมอมฉันไมมีความตอ งการดว ยของอ่ืน, ขอพระองคจ งทรงอนุญาตใหล กู สะใภ ๓๒ คนของหมอ มฉนั และตวั หมอมฉนั กลบั ไปเรือนแหงตระกูลเถดิ .\" พระราชาทรงรับแลว. นางมลั ลกิ าสงหญิงสะใภ ๓๒ คนไปสูต ระกลูของตน ๆ ดวยตนเอง. สว นนางไดไ ปสเู รอื นแหงตระกูลของตนในกสุ ินารานคร. ฝายพระราชา ไดพ ระราชทานตําแหนงเสนาบดแี กทฆี การายนะผูซงึ่ เปนหลานพันธลุ เสนาบดี.

พระสตุ ตันตปฎก ขทุ ทกนกิ าย คาถาธรรมบท เลม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หนาที่ 34 ก็ทฆี การายนะนน้ั เที่ยวแสวงหาโทษของพระราชาดว ยคดิ อยวู า\" ลงุ ของเรา ถูกพระราชาองคน้ี ใหต ายแลว .\" ขาววา จาํ เดิมแตการท่พี ันธลุ ะผูไมมคี วามผดิ ถกู ฆาแลว พระราชาทรงมวี ปิ ฏิสาร ไมไดร ับความสบายพระหฤทัย ไมไ ดเ สวยความสุขในราชสมบัตเิ ลย. พระราชาสวรรคต คร้ังนนั้ พระศาสดา ทรงอาศัยนิคมชอื่ เมทฬุปะของพวกเจา ศากยะประทับอย.ู พระราชาเสด็จไปทีน่ ั้นแลว ทรงใหต ้ังคา ยในทไี่ มไกลจากพระอารามแลว เสดจ็ ไปวหิ าร ดวยบริวารเปน อนั มาก ดวยทรงดําริวา\" จกั ถวายบังคมพระศาสดา\" พระราชทเี่ ครื่องราชกกธุ ภัณฑท้ัง ๕๑แกท ีฆการายนะแลว พระองคเ ดยี วเทาน้ัน เสด็จเขา สูพ ระคนั ธกุฎี. พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดยทาํ นองแหง ธรรมเจตยิ สตู ร๒. เม่อื พระองคเ สด็จเขาสพู ระคันธกุฎีแลว ทีฆการายนะจงึ ถอื เอาเครือ่ งราชกกุธภัณฑเ หลา น้นั ทาํวฑิ ูฑภะใหเปนพระราชา เหลอื มา ไวต ัวหนงึ่ และหญิงผเู ปน พนกั งานอุปฏฐากคนหน่ึง แลวไดก ลบั ไปเมืองสาวัตถี. พระราชาตรัสปย กถากบั พระศาสดาแลว เสดจ็ ออก ไมทรงเห็นเสนาจงึ ตรสั ถามหญงิ นัน้ ทรงสดับเรอ่ื งนั้นแลว ทรงดาํ ริวา \" เราจักพาหลานไปจบั วฑิ ฑู ภะ\" ดังนแ้ี ลว เสด็จไปกรุงราชคฤห เสดจ็ ถึงพระนครเม่อื ประตู (พระนคร) อันเขาปดแลวในเวลาวิกาล บรรทมแลว ในศาลา๑. เครอ่ื งประดับพระเกยี รตยิ ศของพระเจาแผนดนิ มี ๕ อยาง คือ ๑. แสจ ามรี ๒. มงกฏุ๓. พระขรรค ๔. ธาระพระการ ๕. ฉลองพระบาท บางแหงวา ๑. พระขรรค ๒. เศวตฉตั ร๓. มงกุฏ ๔. ฉลองพระบาท ๕. พดั วาลวิชน.ี ๒. ม. ม. ๑๓/๕๐๖.
































Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook