โปรดป๎ญจวัคคีย์แลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๕๓ พราหมณ์ ! คํากล่าวท่ียืนยันลงไปด้วยทิฎฐิว่า \"ส่ิงทั้งปวง มีสภาพเป็น อยา่ งเดยี วกนั \" ดงั นี้ : น้ี เปน็ ลทั ธโิ ลกายตะอยา่ งทส่ี าม. \"ข้าแตพ่ ระโคดมผเู้ จรญิ ! กส็ ิ่งท้งั ปวง มีสภาพตา่ งกันหรือ?\" พราหมณ์ ! คํากลา่ วทย่ี นื ยันลงไปด้วยทิฎฐิว่า \"ส่ิงท้งั ปวง มสี ภาพต่างกัน\" ดังน้ี : นี้เป็นลทั ธโิ ลกายตะอยา่ งท่ีส่.ี พราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดท้ัง สองน้ัน. ....(ต่อจากน้ี ทรงแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซ่ึงทําให้กล่าวไม่ได้ว่า สิ่งใดมีตัว ของมนั เองโดยเด็ดขาดจนนําไปเปรยี บกับส่ิงอ่นื ได้วา่ เหมอื นกนั หรือตา่ งกนั ). ไม่ทรงบัญญตั อิ ะไรเปน็ อะไร โดยส่วนเดยี ว๑ (พระผู้มีพระภาค มิได้ทรงเป็น เอกํสวาที คือพวกท่ีบัญญัติอะไรดิ่งลงไปโดยส่วนเดียว ดังขวานผ่าซาก แต่ทรงเป็น วิภัชชวาที คือ แบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นส่วนที่ควรและไม่ควร ในสิ่งที่มีช่ือเรียกอย่างเดียวกัน ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความข้างล่างนี้; ควรท่ีพุทธบริษัทจะพึง ระวงั สงั วรเป็นอยา่ งยง่ิ เพ่อื คงอยใู่ นร่องรอยแห่งมัชฌมิ าปฎปิ ทา). ถูกแล้ว ถูกแล้ว คหบดี! คหบดี! โมฆบุรุษเหล่าน้ัน เป็นผู้ท่ีควรถูกข่มขี่ด้วย การข่มขี่อยา่ งถูกตอ้ งเปน็ ธรรม ตลอดกาลโดยกาล. คหบดี ! เรายอ่ มไมก่ ลา่ วตบะทกุ อย่าง ว่าเป็นตบะท่ีควรบําเพ็ญ หรือว่าไม่ ควรบําเพ็ญ; เราไม่กล่าวการสมาทานทุกอย่าง ว่าควรสมาทาน หรือไม่ควร สมาทาน; เราไม่กลา่ วความเพียรทง้ั ปวงวา่ ควรต้ังไว้ หรือไม่ควรตัง้ ไว้; เราไม่ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๒๐๕/๙๔. ตรัสแกว่ ัชชิยมาหติ คหบดี ทฝ่ึ ๎ง่ สระโบกขรณีชอื่ คัคครา ใกล้เมืองจมั ปา ภายหลังท่ีคหบดนี ้ันไปโต้วาทะกบั พวกปริพพาชกอญั ญเดียรถีย์มาแลว้ กลบั ไปสารบัญ
๒๕๔ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ กล่าวการสลัดท้ังปวง ว่าควรสลัด หรือไม่ควรสลัด; เราไม่กล่าวความหลุดพ้น ท้งั ปวง วา่ ควรหลดุ พ้น หรอื ไม่ควรหลดุ พ้น. คหบดี ! เม่ือบําเพ็ญตบะใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเส่ือมเรา กล่าวการบําเพ็ญตบะชนิดน้ี ว่าไม่ควรบาเพ็ญ; แต่เมื่อบําเพ็ญตบะใดอยู่อกุศล ธรรมเสื่อม กศุ ลธรรมเจริญ เรากลา่ วการบําเพ็ญตบะชนดิ นี้ วา่ ควรบาเพ็ญ. คหบดี ! เมื่อสมาทานการสมาทานใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรม เส่ือม เรากล่าวการสมาทานชนิดนี้ ว่าไม่ควรสมาทาน; แต่เม่ือมีการสมาทานการ สมาทานใดอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการสมาทานชนิดน้ีว่า ควรสมาทาน. คหบดี ! เมื่อต้ังไว้ซ่ึงความเพียรใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม เรากล่าวการตั้งไว้ซึ่งความเพียรชนิดน้ี ว่าไม่ควรต้ังไว้; แต่เมื่อตั้งไว้ซ่ึงความเพียร ใดอยู่ อกุศลธรรมเส่ือม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการตั้งไว้ซ่ึงความเพียรชนิดนี้ วา่ ควรตงั้ ไว้. คหบดี ! เม่ือสลัดซึ่งการสลัดใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อมเรา กล่าวการสลัดชนิดนี้ ว่าไม่ควรสลัด; แต่เม่ือสลัดซึ่งการสลัดใดอยู่ อกุศล-ธรรม เส่ือม กุศลธรรมเจรญิ เรากล่าวการสลัดชนดิ น้ี วา่ ควรสลดั . คหบดี ! เม่ือหลุดพ้นด้วยความหลุดพ้นใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญกุศลธรรม เสอื่ ม เรากล่าวความหลดุ พน้ ชนดิ น้ี วา่ ไม่ควรหลุดพ้น; เม่ือหลุดพ้นด้วยความหลุด พ้นใดอยู่ อกุศลธรรมเส่ือม กุศลธรรมเจริญเรากล่าวความหลุดพ้นชนิดนี้ ว่าควร หลุดพ้น, ดงั น้ี. (เกี่ยวกับเรื่องน้ี ควรอ่านข้อความที่หน้า ๒๔๕ ภายใต้หัวข้อว่า \"ทรงมีหลักเกณฑ์ในการ กล่าว ผดิ จากหลกั เกณฑ์ของคนทว่ั ไป\" เปน็ เคร่อื งประกอบด้วย). กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคียแ์ ลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๒๕๕ ทรงแสดงทัง้ เอกังสิกธรรมและอเนกงั สิกธรรม๑ โปฎฐปาทะ ! ปริพพาชก ท. เหล่าน้ัน เป็นคนบอดไม่มีจักษุกว่าคนท้ังปวง โดยแท้. ในบรรดาคนเหล่านั้น ท่านคนเดียวเท่าน้ัน เป็นคนมีจักษุ.โปฎฐปาทะ ! ก็ เราแสดง บญั ญตั ิธรรมทั้งที่เป็นเอกังสิกะ(ที่ควรแสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว) และ เราแสดง บญั ญัติธรรมท้ังท่ีเป็นอเนกงั สกิ ะ (ท่ไี มค่ วรแสดงบัญญตั โิ ดยสว่ นเดยี ว). โปฎฐปาทะ ! ธรรมท่ีเราแสดง บัญญัติ ว่าเป็นอเนกังสิกะ น้ันเป็น อย่างไรเล่า? โปฎฐปาทะ ! ธรรมท่ีเราแสดงบัญญัติว่า เป็นอเนกังสิกะน้ัน คือข้อ ที่ว่า \"โลกเที่ยง\" ดังนี้บ้าง; ----\"โลกไม่เท่ียง\" ดังน้ีบ้าง; ----\"โลกมีที่สิ้นสุด\"ดังน้ีบ้าง; ----\"โลกไม่มีท่ีส้ินสุด\" ดังนี้บ้าง; ----\"ชีวะก็ดวงนั้น ร่างกาย ก็ร่างน้ัน\"ดังนี้บ้าง; ----\"ชีวะก็ดวงอื่น ร่างกายก็ร่างอ่ืน\" ดังน้ีบ้าง; ----\"ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็น มาแล้วอีก\" ดังนี้บ้าง; ----\"ตายแล้วไม่เป็นอย่างที่เป็นมาอีกแล้ว\" ดังนี้บ้าง; ----\"ตายแล้ว ย่อมเปน็ อยา่ งที่เป็นมาแล้วอีกก็มี ไม่เป็นก็มี\" ดังน้ีบ้าง; ----\"ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างท่ีเป็นมารแล้วอีกก็ไม่ใช่ ไม่เป็นก็ไม่ใช่\" ดังน้ีบ้าง.โปฎฐปาทะ ! เพราะเหตไุ รเลา่ เราจึงแสดง บญั ญัตธิ รรมเหลา่ น้ี ว่าเปน็ อเนกังสกิ ธรรม (ธรรมท่ี ไม่ควรแสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว)? โปฎฐปาทะ ! ข้อน้ี เพราะว่าธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบด้วยอรรถะ ไม่ประกอบด้วยธรรมะ ไม่เป็นเบ้ืองต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพ่ือความคลายกําหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพ่ือความสงบรํางับ ไม่เป็นไปเพ่ือความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพ่ือความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน; เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่าน้ัน เราจึงแสดงบัญญัติ ว่า เป็นอเนกงั สิกธรรม. _______________________________________________________________________________ ๑. บาลี โปฎฐปาทสตู ร สี.ท.ี ๙/๒๓๕/๒๙๗. ตรัสแก่โปฎฐปาทปรพิ พาชกทเ่ี ชตวันใกลเ้ มอื งสาวตั ถ.ี กลบั ไปสารบัญ
๒๕๖ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ โปฎฐปาทะ ! ธรรมที่เราแสดง บัญญัติ ว่าเป็นเอกังสิกะ น้ัน เป็นอย่างไร เล่า? โปฎฐปาทะ ! ธรรมท่ีเราแสดง บัญญัติ ว่าเป็นเอกังสิกะนั้น คือข้อท่ีว่า\"นี้ เป็นทุกข์\" ดังน้ีบ้าง; ---\"น้ี เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์\" ดังน้ีบ้าง; ---\"น้ี เป็นความดับไม่ เหลือแห่งทุกข์\" ดังน้ีบ้าง; ---\"น้ี เป็นข้อปฎิบัติให้ถึงความ ไม่เหลือแห่งทุกข์\" ดังนี้ บ้าง. โปฎฐปาทะ ! เพราะเหตุไรเล่าเราจึงแสดงบัญญัติธรรมเหล่านั้นว่าเป็น เอ กังสิกธรรม (ธรรมท่ีควรแสดงบญั ญตั โิ ดยส่วนเดียว)? โปฎฐปาทะ ! ข้อนี้เพราะว่า ธรรมเหล่าน้ัน ประกอบด้วยอรรถะ ประกอบด้วยธรรมะ เป็นเบ้ืองต้นแห่ง พรหมจรรย์ เป็นไปเพ่ือความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกําหนัด เป็นไปเพื่อ ความดับ เปน็ ไปเพอื่ ความสงบราํ งบั เป็นไปเพ่อื ความรยู้ ง่ิ เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพ่ือนิพพาน; เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น เราจึงแสดง บัญญัติ ว่าเป็น เอกงั สิกธรรม. ทรงแสดงธรรมด้วยความระมดั ระวงั อย่างยิง่ ๑ ภกิ ษุ ท.! พญาสัตวช์ ื่อ สีหะ ออกจากถํ้าท่ีอาศัยในเวลาเย็น เหยียดยืดกาย แล้วเหลียวดูทิศท้ังส่ีโดยรอบ บันลือสีหนาทสามคร้ังแล้ว ก็เท่ียวไปเพ่ือหาอาหาร. ราชสีห์น้ัน เม่ือตะครุบช้าง ก็ตะครุบ ด้วยความระมัดระวังอย่างย่ิงไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบควายปุา ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. เม่ือ ตะครุบวัว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. เม่ือตะครุบเสือ ดาวก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. แม้ที่สุดแต่เม่ือตะครุบ สัตว์เล็ก ๆ เช่นกระต่ายและแมวก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างย่ิง ไม่ หละหลวม. เพราะเหตุไรเล่า? เพราะ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ปํจฺ ก. อ.ํ ๒๒/๑๓๗/๙๙. ตรสั แกภ่ ิกษุท้งั หลาย. กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคียแ์ ล้ว – จวนจะปรินิพพาน ๒๕๗ ราชสีห์นั้นคิดว่า เหลี่ยมคูของราชสีห์อย่าได้เสื่อมเสียไปเสียดาย ดังน้ี. ภิกษุ ท.! ก็ คําว่า ราชสีห์ ๆ น้ีเป็นคาแทนชื่อตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ด้วย เหมอื นกัน การแสดงธรรมแกบ่ รษิ ทั นนั่ แหละ คือการบันลือสหี นาทของตถาคต. ภิกษุ ท.! เม่ือตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความ ระมดั ระวังอย่างย่ิง ไม่หละหลวม. เมอ่ื แสดงแก่ภิกษณุ ที ัง้ หลาย ก็แสดงด้วยความ ระมัดระวังอย่างย่ิง ไม่หละหลวม. เม่ือแสดงแก่อุบาสกทั้งหลาย ก็แสดงด้วย ความระมัดระวังอย่างย่ิง ไม่หละหลวม. เม่ือแสดงแก่อุบาสิกาทั้งหลาย ก็แสดง ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. แม้ท่ีสุดแต่เมื่อแสดงแก่ปุถุชนชั้นตํ่า ทั่วไปเช่นแก่คนขอทานหรือพวกพรานท้ังหลาย ก็ย่อมแสดงด้วยความระมัดระวัง อยา่ งยิ่งไม่หละหลวมเลย. เพราะเหตุไรเลา่ ? ภิกษุ ท.! เพราะเหตุว่า ตถาคตเป็นผู้ หนักในธรรม เป็นผูเ้ คารพต่อธรรม ดังน้.ี ทรงแสดงธรรมเพ่ือปลอ่ ยวางธรรม มใิ ช่เพื่อยึดถือ๑ ภิกษุ ท.! เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล ไปพบแม่น้ําใหญ่ : ฝ่๎งข้างนี้ก็เต็ม ไปด้วยอนั ตรายนา่ รังเกียจนา่ กลัว ฝ่ง๎ ขา้ งโนน้ ปลอดภัย. แต่เรือหรือสะพานสําหรับ ข้าม ไม่มีเพื่อจะข้ามไป. เขาใคร่ครวญเห็นเหตุนี้แล้ว คิดสืบไปว่า \"กระน้ันเราพึง รวบรวมหญ้าแห้ง ไม้แห้ง กิ่งไม้ และใบไม้ มาผูกเป็นแพแล้วพยายามเอาด้วยมือ และเท้า กจ็ ะพึงขา้ มไปโดยสวสั ดี\". บุรุษน้ันคร้ันทําดังน้ันและข้ามไปโดยสวัสดีแล้ว ลังเลว่า \"แพนี้ มีอุปการะแก่เราเป็นอันมาก ถ้าไฉนเราจักทูนไปด้วยศีรษะ หรือ แบกไปด้วยบ่า พาไปด้วยกัน\" ดังนี้. ภิกษุ ท.! พวกเธอจะสําคัญข้อน้ีว่าอย่างไร : บรุ ษุ นน้ั จกั เปน็ ผ้มู กี ิจเกี่ยวขอ้ งกบั แพถงึ อยา่ ง ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ม.ู ม. ๑๒/๒๗๐/๒๘๐. ตรัสแก่ภกิ ษุ ท. ที่เชตวนั . กลับไปสารบัญ
๒๕๘ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ น้ันเทียวหรือ? (\"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า!\") ภิกษุ ท.! เขา จะพึงทําอย่างไร: ถ้าไฉน เขาจะพึงคร่ามันขึ้นบก หรือปล่อยให้ลอดอยู่ในน้ําส่วน เขาเองก็หลีกไปตามปรารถนา เท่านั้นเอง, ฉันใด; ธรรมท่ีเราแสดงแล้วก็เพื่อรื้อ ถอนตนออกจากทุกข์ ไม่ใช่เพ่ือให้ถือเอาไว้ เปรียบได้กับพ่วงแพ ก็ฉันน้ัน เหมือนกัน. ภิกษุ ท.! เธอ ท. ผู้รู้ท่ัวถึงธรรมอันเราแสดงแล้ว เปรียบด้วยพ่วงแพ ควรละแม้ธรรม ท. เสีย จะปวุ ยกลา่ วไปไยถงึ ส่งิ ไม่ใช่ธรรม. อาการที่ทรงบัญญัติวนิ ยั ๑ สารีบุตร ! เธอจงรอก่อน, ตถาคตเอง จกั เป็นผู้รเู้ วลาท่ีควรบัญญัตวิ นิ ยั . สารีบุตร ! ศาสดาย่อมไม่บัญญัติสิกขาบท แสดงข้ึนซ่ึงปาติโมกข์แก่สาวก ทง้ั หลาย ตลอดเวลาที่ยงั ไม่มีอาสวฐานยิ ธรรม๒เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์.สารีบุตร! เม่ือใด อาสวฐานิยธรรมบางเหล่าปรากฏข้ึนในหมู่สงฆ์ เม่ือนั้นศาสดาย่อมบัญญัติ สิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกท้ังหลาย เพ่ือกําจัดเสียซ่ึงอาสวฐานิยธรรม เหลา่ นนั้ . สารีบุตร! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏข้ึนในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่ สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน. สารีบุตร ! เม่ือใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะ ตั้งมานาน เมื่อน้ันอาสวฐานยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์,เมื่อน้ัน ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพ่ือกําจัดเสียซึ่ง อาสวฐานิยธรรมเหลา่ นน้ั . ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาว.ิ ว.ิ ๑/๑๕/๘. ตรสั แก่พระสารบี ุตรทเี่ มอื งเวรัญชา. ๒. อาสวฐานยิ ธรรม คอื ความเสื่อมเสยี , หรอื การกระทําอนั เปน็ ท่ตี งั้ แห่งความเสื่อมเสีย. กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคีย์แลว้ – จวนจะปรินิพพาน ๒๕๙ สารีบุตร ! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่ สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มท่ี. สารีบุตร! เม่ือใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะ แผ่ไปเต็มท่ี เมื่อนั้นอาสวฐนิยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์,เม่ือน้ัน ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกท้ังหลาย เพื่อกําจัดเสียซ่ึง อาสวฐานยิ ธรรมเหล่าน้นั . สารีบุตร ! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏข้ึนในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่ สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ. สารีบุตร! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โต เพราะเจริญด้วยลาภ เม่ือน้ันอาสวฐานิยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่ สงฆ์,เม่ือนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพ่ือ กาํ จัดเสยี ซ่ึงอาสวฐานยิ ธรรมเหล่าน้ัน. สารีบุตร ! ก็สงฆ์หมู่น้ี ยังประกอบด้วยคุณอันสูง ไม่มีความตํ่าทรามไม่มี จุดดาํ ยงั บริสทุ ธ์ิ ขาวผ่อง ต้ังม่ันอยู่ในสาระ. สารีบุตร เอย!ในบรรดาภิกษุห้าร้อย รูปเหล่านี้ รูปท่ีล้าหลังเขาท่ีสุด ก็ยังเป็นโสตาบัน เท่ียงแท้ต่อการตรัสรู้ มีอันไม่ ตกตํ่าเป็นธรรมดา, ดังนี.้ เหตผุ ลทีท่ าใหท้ รงบัญญัติระบบวนิ ยั ๑ ภิกษุ ท.! ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก ท. เพราะอาศัยอํานาจแห่ง ประโยชน์ สองอย่าง (สองอย่าง ฯลฯ) เหล่านี้. (ตรัสทีละคู่ ๆ ถึง ๑๐ ครั้ง, รวมเป็น ๑๐ค;ู่ แต่ในทนี่ ีน้ าํ มาต่อทา้ ยกนั ท้ัง ๑๐ คู่ ในคราวเดียวกัน, เพื่อความง่ายแก่การศึกษา ดังต่อไป ขา้ งลา่ งน)ี้ . สองอย่าง (สองอย่าง ฯลฯ) เหล่าน้ี คืออะไรเลา่ ? คือ :- ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ทุก. อ.ํ ๒๐/๑๒๓/๔๓๖. ตรัสแก่ภกิ ษทุ ัง้ หลาย. กลบั ไปสารบัญ
๒๖๐ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ เพ่ือ ความตง้ั อยู่ดขี องหมสู่ งฆ์ และ เพอื่ ความอยู่เป็นผาสกุ ของหมู่สงฆ์; เพอ่ื ขม่ บคุ คลดอ้ื ด้านเกอ้ ยาก และ เพอ่ื ความอยู่เปน็ ผาสุกของภิกษุ ท.ผู้ มีศลี เปน็ ท่ีรกั ; เพื่อปิดก้ัน อาสวะ ท. อันเกิดข้ึนในธรรมอันตนเห็นแล้ว (กําลังรู้สึกอยู่) และ เพ่ือกาจัดอาสวะ ท. อันจักเกิดข้ึนในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบ้ืองหน้า (ท่ีจะ รู้สกึ ในกาลต่อไป); เพ่ือ ปิดกั้น เวร ท. อันเกิดข้ึนในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพ่ือกาจัด เวร ท. อันจักเกิดขนึ้ ในธรรมอนั สัตว์พึงถึงในเบอ้ื งหนา้ ; เพื่อ ปิดกั้นโทษ ท. อันเกิดข้ึนในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพ่ือกาจัด โทษ ท. อนั จกั เกิดขน้ึ ในธรรมอนั สตั ว์พงึ ถงึ ในเบ้อื งหน้า; เพ่ือปิดกั้น ภัย ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพื่อกาจัดภัย ท. อนั จกั เกดิ ขน้ึ ในธรรมอนั สตั วพ์ ึงถึงในเบอื้ งหน้า; เพื่อ ปิดกั้น อกุศลธรรม ท. อันเกิดข้ึนในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพ่ือ กาจดั อกศุ ลธรรม ท.อันจกั เกิดขึน้ ในธรรมอันสัตว์พึงถงึ ในเบ้ืองหนา้ ; เพื่อ ความเอ็นดูแก่คฤหัสถ์ ท. และ เพ่ือความเข้าไปตัดรอนภิกษุ ท.ผู้มี ความปรารถนาลามก เพ่ือ ความเล่ือมใสแก่บุคคลท่ียังไม่เล่ือมใส ท. และ เพ่ือ ความเลื่อมใส ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป แกบ่ คุ คลผู้เล่ือมใสอยูแ่ ล้ว ท.; เพอื่ ความตัง้ ม่นั แห่งพระสทั ธรรม และ เพ่ืออนเุ คราะหซ์ ่ึงวนิ ยั ท. ภกิ ษุ ท.! ตถาคตบญั ญัติสกิ ขาบท แกส่ าวก ท. เพราะอาศยั อํานาจแหง่ ประโยชน์ สองอยา่ ง(สองอย่าง ฯลฯ) เหลา่ น้แี ล. กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คีย์แล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๒๖๑ (เท่าที่กล่าวมาข้างบนนี้ เป็นการทรงแสดงประโยชน์ในการบัญญัติสิกขาบท; ต่อจากนี้ ไป ทรงแสดงประโยชน์ทั้ง ๑๐ คู่ข้างบนน้ี ในการบัญญัติระบบพระวินัย อีก ๒๙ ระบบ กล่าวคอื ในการบญั ญัติปาติโมกข์... ในการบัญญัติปาติโมกขุทเทส... ในการบัญญัติปาติโมกขัฎฐป นะ...ปวารณา... ปวารณาฎฐปนะ... ตัชชนียกรรม... นิยัสสกรรม... ป๎พพาชนียกรรม... ปฎิสาร- ณี ยกรรม... อุกเขปนียกรรม... ปริวาสทานะ... มูลายปฎิกัสสนะ... มานัตตทานะ... อัพภานะ... โอ สารณะ... นิสสารณะ... อุปสัมปทา... ญัตติกรรม... ญัตติทุติยกรรม... ญัตติจตุตถ- กรรม... ส่ิงซึ่ง ยังไม่ทรงบัญญัติ... ในการไม่ถอนส่ิงที่ทรงบัญญัติแล้ว... ในการบัญญัติสัมมุ-ขาวินัย... สติวินัย... อมูฬหวินัย... ปฎิญญาตกรณะ... เยภุยยสิกา... ตัสสปาปิยสิกา...ในการบัญญัติติณวัตถารกะ; รวมกนั ทั้งหมดเป็นระบบวินยั ๓๐ ระบบ ที่ทรงบญั ญัติโดยอาศยั ประโยชน์ทัง้ ๑๐ คู่นั้น.) หัวใจพระธรรมในคา \"บริภาส\" ของพระองค์๑ สทุ ินน์ ! จริงหรอื ไดย้ ินวา่ เธอเสพเมถนุ ธรรมด้วยภรรยาเก่า? \"ขา้ แตพ่ ระผ้มู พี ระภาคเจา้ ! เป็นความจรงิ พระเจ้าข้า\". โมฆบุรุษ ! น่ันไม่สมควร ไม่เหมาะสม ไม่เข้ารูป ไม่ใช่เร่ืองของสมณะ ไม่ สาํ เร็จประโยชน์ไม่นา่ ทาํ เลย. โมฆบุรุษ ! อย่างไรกันเล่า ท่ีเธอบวชเข้ามาในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้ว เชน่ นี้ ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรยใ์ หบ้ ริสุทธบ์ิ ริบูรณจ์ นตลอดชวี ติ . โมฆบรุ ุษ ! เราแสดงธรรมแล้วโดยหลายแงห่ ลายมมุ เพื่อความหน่าย หา ใชเ่ พอ่ื ความกาหนดั ไม่เลย, เราแสดงธรรมแล้ว โดยหลายแง่หลายมุมเพ่ือความ คลาย หาใชเ่ พื่อความรัดรงึ ไม่เลย, เราแสดงธรรมแล้วโดยหลายแง่ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๓๕/๒๐. ตรัสแก่ภิกษุชื่อสุทินน์ ผู้ทําผิดเป็นคนแรกในปฐมปาราชิก สิกขาบท, ทป่ี ุามหาวัน ใกล้เมอื งเวสาล.ี กลับไปสารบัญ
๒๖๒ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ หลายมุม เพ่ือความไม่ยึดถือ หาใช่เพ่ือความยึดถือไม่เลย, มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! ในธรรมน้ีเอง เมื่อเราแสดงธรรมเพ่ือหน่าย เธอก็กลับคิดไปในทางกําหนัด, เมื่อ เราแสดงธรรมเพื่อความคลาย เธอกลับคิดไปในทางที่รัดรึง, เมื่อเราแสดงธรรม เพ่อื ไมย่ ึดถอื เธอกลับคิดไปในทางยดึ ถือ. โมฆบุรุษ ! เราได้แสดงธรรมแล้ว โดยหลายแง่หลายมุม เพ่ือความหน่าย แห่งราคะ เพื่อความสร่างจากเมาของความเมา เพื่อดับเสียซึ่งความกระหาย เพื่อถอนเสียซึ่งความอาลัย เพื่อตัดเสียซ่ึงวงกลมคือวัฎฎะ เพื่อความหมด ตณั หาเพอ่ื ความจาง เพ่ือความดับ เพื่อนพิ พาน มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! อุบายเครื่องละกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้ว มิใช่หรือ. การกาหนดรู้กามสัญญา โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่ หรือ. อุบายเครื่องดับเสียซ่ึงความกระหายในกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เรา ได้บอกแล้ว มิใช่หรือ. อุบายเครื่องถอนเสียซ่ึงกามวิตกโดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ. อุบายเคร่ืองสงบรางับความแผดเผาของกาม โดยวิธี หลายแงห่ ลายมมุ เราได้บอกแล้วมใิ ช่หรอื . โมฆบรุ ุษ ! มันเปน็ การดสี าํ หรบั เธอ ท่ีจะใส่องคชาตของเธอเข้าในปากของ งูท่ีมีพิษร้ายดีกว่าท่ีจะใส่เข้าในองคชาตแห่งมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดี สําหรับเธอ ท่ีจะใส่องคชาตของเธอเข้าในปากของงูเห่าดํา ดีกว่าท่ีจะใส่เข้าใน องคชาตของมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสําหรับเธอในการท่ีจะหย่อน องคชาตของเธอลงในหลุมถ่านเพลิงที่กําลังลุกโชติช่วง ดีกว่าท่ีจะใส่เข้าในองคชา ตแห่งมาตุคาม. เพราะเหตุไรเล่า? เพราะการตายเสียด้วยเหตุน้ัน ก็ยังไม่เข้าถึง อบายทุคติวินิบาตนรก. โมฆบุรุษ ! ข้อท่ีเธอพึงเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก ภายหลังแต่การตายนนั้ ยอ่ มมาจากการที่เธอเสพอสทั ธรรมอันเป็นการกระทํา กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๒๖๓ สาํ หรบั คนชาวบ้าน เป็นการกระทาํ ชั้นต่ําทราม หยาบคายลึกลับ เพราะต้องปกปิด เปน็ การกระทําของสัตว์ท่ียงั ต้องอยู่กนั เปน็ คู่ ๆ. โมฆบรุ ษุ ! เธอเป็นผรู้ ิเริ่มการประกอบอกุศลมากหลาย. โมฆบุรุษ ! การทํา เช่นน้ี ไม่ทําให้เกิดความเล่ือมใสแก่ผู้ท่ียังไม่เล่ือมใส ไม่ทําผู้ท่ีเลื่อมใสแล้วให้ เลื่อมใสย่ิงขึ้นไป; มีแต่จะทําผู้ไม่เล่ือมใสไม่ให้เล่ือมใส และทําผู้ท่ีเคยเล่ือมใสบาง คน ใหเ้ ปลย่ี นไปเปน็ อยา่ งอ่นื เท่านนั้ . (พระผู้มีพระภาคตรัสตําหนิภิกษุชื่อสุทินน์ โดยประการต่าง ๆ แล้ว ได้ตรัสช้ีโทษของ ความเป็นคนเล้ียงยาก ความเป็นคนเอาใจยาก ความมักใหญ่ ความไม่สันโดษ ความคลุกคลีกัน เป็นหมู่ ความเกียจคร้าน แล้วตรัสชี้คุณของความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความปรารถนาน้อย ความ สันโดษความขัดเกลาเป็นต้นแล้ว ได้ตรัสธรรมิกถาโดยสมควรแก่เหตุการณ์ แล้วตรัสแก่ภิกษุ ท้ังหลาย:-) ภิกษุ ท.! เม่ือเป็นเช่นนี้ เราจักบัญญัติสิกขาบท เพราะอาศัยอํานาจแห่ง ประโยชน์ ๑๐ ประการคอื เพ่ือความตั้งอยู่ดีของหมู่สงฆ์ เพ่ือความอยู่เป็นผาสุก ของหมู่สงฆ์ เพ่ือข่มคนด้ือด้าน เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุที่รักศีล เพ่ือปิดก้ัน อาสวะในทิฏฐธรรม เพื่อกาจัดอาสวะในสัมปรายะ เพื่อให้เป็นท่ีเลื่อมใสแก่ผู้ท่ี ยังไม่เล่ือมใสเพื่อให้คนท่ีเลื่อมใสอยู่แล้วเล่ือมใสย่ิง ๆ ข้ึนไป เพื่อความต้ังม่ัน แห่งพระสัทธรรมเพอ่ื อนเุ คราะห์วนิ ยั อันเปน็ ระเบยี บสาหรับหมู่....ดงั น้.ี ทรงแสดงหลักพระศาสนา ไมม่ ีวญิ ญาณทเ่ี วยี นว่ายตายเกดิ ๑ สาติ ! จริงหรือตามท่ีได้ยินว่า เธอมีทิฎฐิอันลามกเกิดขึ้นแล้วอย่างน้ีว่า \"เราย่อมรู้ท่ัวถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า วิญญาณน้ีน่ี แหละ ย่อมแลน่ ไป ย่อมท่องเท่ยี วไป, หาใชส่ ่งิ อื่นไม\"่ ดังนี้? ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาตัณหาสัขยสตู ร ม.ู ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒. ตรัสแกภ่ กิ ษุสาตเิ กวฎั ฎบตุ ร ทเี่ ชตวนาราม ใกล้เมอื งสาวัตถ.ี กลับไปสารบัญ
๒๖๔ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มี พระภาคทรงแสดงแล้วเช่นน้ันว่า วิญญาณน้ีน่ีแหละ ย่อมแล่นไป ย่อม ท่องเท่ียวไป, หาใชส่ ิ่งอ่ืนไม่ดงั นี\"้ . สาติ ! วญิ ญาณน้ัน เป็นอย่างไร? \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! นั่นคือสภาพที่เป็นผู้พูด ผู้รู้สึก (ต่อเวทนา) ซ่ึง เสวยวิบากแหง่ กรรมดกี รรมช่วั ท. ในภพน้ัน ๆ\". โมฆบุรุษ ! เธอรู้ท่ัวถึงธรรมท่ีเราแสดงแล้วอย่างน้ี เมื่อแสดงแก่ใครเล่า. โมฆบรุ ษุ ! เรากล่าววิญญาณ ว่าเป็นปฎิจจสมปุ ป๎นนธรรม (ส่ิงท่ีอาศัยป๎จจัยแล้ว เกิดขึ้น) โดยปริยายเป็นอันมาก; ถ้าเว้นจากป๎จจัยแล้ว ความเกิดแห่งวิญญาณ มิได้มี ดังนี้มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! เม่ือเป็นอย่างน้ัน เธอช่ือว่า ย่อมกล่าวตู่เราด้วย ถ้อยคําที่ตนเองถือเอาผิดด้วย ย่อมขุดตนเองด้วย ย่อมประสบส่ิงมิใช่บุญเป็นอัน มาด้วย; โมฆบุรุษ ! ข้อน้ันแหละ จักเป็นไปเพ่ือความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอด กาลนาน ดังน้.ี ครั้งนน้ั พระผู้มพี ระภาคตรัสเรียกภกิ ษุ ท. แล้วตรสั วา่ :- ภิกษุ ท.! พวกเธอจะสําคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ภิกษุสาติเกวัฎฎบุตรนี้ ยงั จะพอนบั วา่ เป็นพระเปน็ สงฆ์ ในธรรมวนิ ยั นีไ้ ด้บา้ งไหม? \"จะเปน็ ได้อยา่ งไร พระเจ้าข้า ! หามไิ ดเ้ ลย พระเจ้าข้า!\" (เมื่อภิกษุ ท. ทูลอย่างนี้แล้ว ภิกษุสาติผู้เกวัฎฎบุตร ก็เงียบเสียง เก้อเขิน คอตกก้ม หนา้ ซบเซา ไมป่ ฎิภาณ นิง่ อย.ู่ พระผมู้ พี ระภาคทอดพระเนตรเห็นดงั นน้ั แลว้ ไดต้ รสั วา่ :-) โมฆบุรุษ ! เธอจักปรากฏด้วยทิฎฐิอันลามกน้ันของตนเองแล; เราจัก สอบถามภิกษุ ท. ในท่ีนี้. (แล้วทรงสอบถามภิกษุ ท. จนเป็นท่ีปรากฏว่า พระองค์มิได้ทรง แสดงธรรมดังที่สาติภิกษุกล่าว แล้วทรงแสดง การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ โดยอาการ แหง่ ปฎจิ จสมุปบาทครบทงั้ ๖ อายตนะ). กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คีย์แลว้ – จวนจะปรนิ ิพพาน ๒๖๕ ทรงแสดงหลักกรรมชนดิ ที่เปน็ \"พุทธศาสนาแท้\"๑ ปุณณะ ! กรรม ๔ อย่างเหล่าน้ี เราทําให้แจ้งด้วยป๎ญญาอันย่ิงเองแล้ว ประกาศใหร้ ทู้ ว่ั กนั .กรรม ๔ คอื อะไรเล่า? ปุณณะ ! กรรมดา มีวิบากดา ก็มีอยู่; ปุณณะ ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็ มีอยู่; ปุณณะ ! กรรมทั้งดาทั้งขาว มีวิบากท้ังดาทั้งขาว ก็มีอยู่; ปุณณะ ! กรรม ไม่ดาไม่ขาว มีวิบากไมด่ าไม่ขาว เปน็ ไปเพ่ือความส้ินกรรม ก็มีอย.ู่ ปุณณะ ! ___คนบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งซ่ึงกายสังขาร ___วจีสัง- ขาร ___มโนสงั ขารอันเปน็ ไปเพอ่ื ทกุ ข์ แล้วย่อมเข้าถึงซึ่งโลกอันประกอบด้วยทุกข์ ถูกต้องผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์ ___ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์โดย ส่วนเดียว ดังเช่นพวกสัตว์นรก ___ฯลฯ___ : ปุณณะ! นี้เรียกว่า กรรมดา มวี บิ ากดา. ปุณณะ ! ___คนบางคนในกรณีน้ี ย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร ___วจี- สังขาร ___มโนสังขารอันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วย่อมเข้าถึงซึ่งโลกอันไม่ ประกอบด้วยทุกข์ ถูกต้องผัสสะอันไม่ประกอบด้วยทุกข์ ____ย่อมเสวยเวทนาอัน ประกอบด้วยสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นพวกเทพสุภกิณหา ___ฯลฯ___ : ปุณณะ ! นเ้ี รยี กวา่ กรรมขาว มีวบิ ากขาว. ปุณณะ ! ___คนบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งซ่ึงกายสังขาร ___วจี- สงั ขาร ___มโนสงั ขารอันเป็นไปเพอื่ ทกุ ข์บ้าง อันไมเ่ ป็นไปเพ่อื ทุกขบ์ ้าง แล้วยอ่ ม ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี กุกกุโรวามสตู ร ม.ม. ๑๓/๘๒/๘๘. ตรัสแก่ปุณณโกลิยบุตรผ้ปู ระพฤติวตั รดงั โค ท่ี นคิ มหลิททวสนะ แควน้ โกลยิ ะ. กลบั ไปสารบัญ
๒๖๖ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ เขา้ ถึงซ่ึงโลกอันประกอบด้วยทุกข์บ้าง อันไม่ประกอบด้วยทุกข์บ้าง ถูกต้องผัสสะ อันประกอบด้วยทุกข์บ้างอันไม่ประกอบด้วยทุกข์บ้าง ___ย่อมเสวยเวทนาอันเป็น สุขและทุกข์เจือกัน ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก___ ฯลฯ___ : ปุณณะ ! นเ้ี รียกวา่ กรรมทัง้ ดาทัง้ ขาว มวี บิ ากทัง้ ดาทัง้ ขาว. ปณุ ณะ ! ___ในกรณีน้ี เจตนาเพ่ือละเสียซึ่งกรรมดํามีวิบากดํา,เจตนาเพ่ือ ละเสียซ่ึงกรรมขาวมีวิบากขาว, เจตนาเพ่ือละเสียซ่ึงกรรมท้ังดําท้ังขาวมีวิบากทั้ง ดําทั้งขาว : ปุณณะ ! (สามอย่าง)นี้ เรียกว่า กรรมไม่ดาไม่ขาวมีวิบากไม่ดาไม่ ขาว เปน็ ไปเพ่อื ความส้ินกรรม. ปุณณะ ! เหล่าน้ีแล กรรม ๔ อย่าง ที่เราทําให้แจ้งด้วยป๎ญญาอันยิ่งเอง แล้ว ประกาศใหร้ ูท้ ั่วกนั . หมายเหตุ: เร่ืองกรรม ๔ นี้ มีท่ีมาในท่ีอื่นอีกหลายแห่ง มีรายละเอียดตรงกันก็มี ต่างกนั ก็มี: ในจตุกกฺ . อํ. ๒๑/๓๑๓/๒๓๒ และ ๒๓๔ มีข้อความเหมือนกับข้อความข้างบนนี้ทั้ง ๔ กรรม; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๑๘/๒๓๕ ทรงแสดงกรรมดําด้วยการทุศีลห้า ทรงแสดงกรรมขาว ดว้ ยการมศี ลี ห้า ส่วนกรรมอกี สองอยา่ งทรงแสดงเหมือนกัน; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๑๙/๒๓๖ ทรง แสดงกรรมดํา ด้วยอนันตริยกรรมห้าทรงแสดงกรรมขาว ด้วยกุศลกรรมบถสิน ส่วนกรรมอีก สองอย่งทรงแสดงเหมือนกัน; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๐/๒๓๗ ทรงแสดงกรรมท่ี ๑-ที่ ๒-ท่ี ๓ เหมือนกัน ทรงแสดงกรรมท่ี ๔ ด้วยอัฎฐังคิกมรรค; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๑/๒๓๘ ทรงแสดง กรรมที่ ๑-ท่ี ๒-ที่ ๓ เหมือนกัน ทรงแสดงกรรมที่ ๔ ด้วยสัมโพชฌงค์เจ็ด. ผู้รับการแสดงเป็น ภิกษบุ า้ ง เปน็ คนพวกอนื่ บ้าง. -ผรู้ วบรวม. กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คียแ์ ล้ว –จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๖๗ ทรงเปน็ ยามเฝาู ตลง่ิ ให้ปวงสัตว์๑ ภกิ ษุ ท.! เปรียบเหมือนมีบุรุษผู้หนึ่ง ว่ายล่องกระแสน้ําลงไปเพราะเหตุจะ ไดส้ ่งิ นา่ รักน่าเพลินใจ. มีบุรุษบัณฑิตผู้หน่ึง ยืนอยู่บนฝ่๎ง เห็นบุรุษผู้ว่ายนํ้านั้นแล้ว ร้องบอกไปว่า \"ทา่ นผเู้ จริญ! ทา่ นยอ่ มว่ายลอ่ งตามกระแสน้ํา เพราะเหตุจะได้สิ่งน่ารักน่าเพลินใจ โดยแท้. แต่ว่า ทางเบ้ืองล่างน้นั มีหว้ งน้าํ ลึก มคี ลืน่ มนี ํ้าวน มียกั ษม์ รี ากษส ซึ่งเมื่อ ท่านไปถงึ ที่นน่ั แลว้ จกั ตอ้ งตาย หรือไดร้ ับทกุ ข์เจยี นตาย\". ภกิ ษุ ท.! บุรุษผวู้ ่ายลอ่ งตามกระแสน้ํา น้ัน ครั้นได้ฟ๎งดังน้ันแล้วก็พยายาม ว่ายทวนกระแสนาํ้ กลับมา ดว้ ยกําลังมือและเทา้ ทงั้ หมดของเขา. ภิกษุ ท.! คําอุปมาน้ี ตถาคตผู้ขึ้น เพ่ือให้รู้เนื้อความ. เน้ือความในเร่ืองน้ัน ดังนี้ : คําว่า`กระแสน้า' เป็นช่ือแห่งตัณหา. คําว่า `สิ่งน่ารักน่าเพลินใจ' เป็นช่ือ แหง่ อายตนะภายในหก. คาํ วา่ `ห้วงน้าลึก' เป็นช่อื แห่งสัญโญชน์เบื้องต่าห้าอย่าง. คาํ วา่ `คล่นื ' เปน็ ชือ่ แหง่ ความโกรธ และความคับแค้น. คําว่า `น้าวน' เป็นชื่อแห่ง กามคุณห้า. คําว่า `ยักษ์' และ `รากษส' เป็นช่ือแห่งเพศตรงข้าม.คําว่า `ว่ายทวน กระแสกลับมา' เป็นชื่อแห่งเนกขัมมะ.คําว่า `พยายามด้วยกาลังมือและเท้า ท้ังหมด' เป็นชื่อแห่งการปรารภความเพียร.คําว่า `บุรุษบัณฑิต ผู้ยืนอยู่บนฝ่๎ง' เป็นชื่อแหง่ ตถาคต ผู้เปน็ พระอรหนั ตสมั มาสัมพทุ ธเจา้ นแี้ ล. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี อิติว.ุ ขุ. ๒๕/๓๑๖/๒๘๙. ตรัสแกภ่ ิกษุทงั้ หลาย. กลับไปสารบัญ
๒๖๘ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงปล่อยปวงสัตว์ เหมอื นการปล่อยฝงู เน้อื ๑ ภิกษุ ท.! เปรียบเหมอื นฝงู เน้ือฝูงใหญ่ เข้าไปอาศัยอยู่ที่ราบลุ่มใหญ่ใกล้ปุา กว้าง. เกิดมีบุรุษคนใดคนหน่ึง ซ่ึงเป็นผู้ปรารถนาความไม่ปลอดภัย ไม่เป็น ประโยชน์เก้ือกูล แก่ฝูงเน้ือน้ัน. เขาปิดหนทางอันเกษม สะดวก ไปได้ตามชอบใจ ของเนื้อเหล่าน้นั เสยี ; เปิดทางอันตรายไว้; วางเน้อื ลอ่ ตวั ผไู้ ว้; ต้ังเนื้อล่อตัวเมียไว้ : ภิกษุ ท.! ด้วยการกระทําอย่างนี้ เน้ือฝูงใหญ่นั้น ก็ถึงความวินาศเบาบางไป ใน สมัยตอ่ มา. ภิกษุ ท.! กะเนื้อฝูงใหญ่ฝูงนั้นเอง, เกิดมีบุรุษคนใดคนหน่ึง ซึ่งเป็นผู้ ปรารถนาความปลอดภัย เปน็ ประโยชน์เกือ้ กูล. เขาเปดิ หนทางอันเกษม สะดวกไป ได้ตามชอบใจ ของเนื้อเหล่าน้ัน; ปิดหนทางอันตรายเสีย; ถอนเน้ือล่อตัวผู้เสีย; ทําลายเน้ือล่อตัวเมียเสีย : ภิกษุ ท.! ด้วยการกระทําอย่างนี้ เน้ือฝูงใหญ่น้ัน ก็ถึง ความเจรญิ งอกงาม คบั คั่ง ในสมยั ต่อมา. ภิกษุ ท.! อุปมานี้เราทําขึ้น เพ่ือให้รู้เน้ือความ. ข้อความต่อไปนี้เป็น เน้ือความในอุปมานนั้ : คาํ ว่า \"ที่ราบล่มุ ใหญ\"่ น่นั เป็นชอ่ื ของกาม ท.; คาํ วา่ \"ฝูงเน้ือฝงู ใหญ่\" น่ันเป็นช่อื ของสตั ว์ ท.; คําว่า \"บุรุษผู้ปรารถนาความไม่ปลอดภัย ฯลฯ\" นั่นเป็นช่ือของมารผู้มี บาป; คําวา่ \"ทางอนั ตราย\" นนั่ เป็นช่ือของมิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์แปด กลา่ วคอื มจิ ฉาทิฎฐิ (ความเหน็ ผดิ ), มิจฉาสังกปั ปะ (ความดํารผิ ิด), ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี เท๎วธาวติ ักกสตู ร มู.ม. ๑๒/๒๓๘/๒๕๔. ตรัสแก่ภกิ ษุ ท. ทีเ่ ชตวัน ใกลเ้ มืองสาวตั ถ.ี กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคยี ์แล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๒๖๙ มิจฉาวาจา (การพูดจาผิด), มิจฉากัมมันตะ (การทําการงานผิด), มิจฉาอาชีวะ (การเล้ยี งชีวติ ผดิ ), มิฉาวายามะ (ความพากเพียรผิด), มิจฉาสติ (ความระลึกผิด), มจิ ฉาสมาธิ (ความตงั้ ใจมัน่ ผดิ ); คําว่า \"เนอ้ื ล่อตวั ผ\"ู้ น่ันเปน็ ชื่อของนนั ทิราคะ; คําวา่ \"เน้อื ลอ่ ตวั เมีย\" นนั่ เป็นช่ือของอวชิ ชา; คําว่า \"บุรุษผู้ปรารถนาความปลอดภัย ฯลฯ\" นั่นเป็นชื่อของตถาคต อรหนั ตสมั มาสมั พุทธะ; คําว่า \"หนทางอันเกษม ฯลฯ\" น่ันเป็นช่ือของอริยอัฎฐังคิกมรรค กล่าวคือ สัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ), สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การทําการงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ), สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ), สัมมาสติ (ความ ระลึกชอบ), สัมมาสมาธิ (ความต้งั ใจมน่ั ชอบ). ภิกษุ ท.! ดังน้ีแล เป็นอันกล่าวได้ว่า หนทางอันเกษม สะดวกไปได้ตาม ชอบใจ เป็นทางท่ีเราเปิดแล้ว; ทางอันตรายเราปิดแล้ว; เนื้อล่อตัวผู้เราถอนแล้ว; เนอื้ ลอ่ ตัวเมยี เราทําลายแลว้ . ภิกษุ ท.! กิจอันใด ท่ีพระศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เก้ือกูลอาศัย ความเอ็นดูแล้วจะพึงทําแก่สาวก ท.; กิจอันนั้น เราได้ทําแล้วแก่พวกเธอ ท. ภิกษุ ท.! น่ันโคนไม้ ท. นั่น เรือนว่าง ท. ภิกษุ ท.! พวกเธอ ท. จงเพียรเผากิเลส, อยา่ ไดป้ ระมาท. พวกเธอ ท. อย่าได้เป็นผู้ท่ีต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เป็น วาจาเครอื่ งพราํ่ สอนพวกเธอ ท. ของเรา. กลบั ไปสารบัญ
๒๗๐ พุทธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงจัดพระองค์เองในฐานะเปน็ ผฉู้ ลาดในเร่อื งหนทาง๑ ดูก่อนติสสะ ! มีบุรุษอยู่ ๒ คน คนหนึ่งไม่ฉลาดในเร่ืองหนทาง คนหน่ึง ฉลาดในเรื่องหนทาง.คนท่ีไม่ฉลาดในเรื่องหนทาง ได้ถามเรื่องหนทางกับคนที่ ฉลาดในเร่ืองหนทาง, คนผู้ฉลาดในเร่ืองหนทางนั้นได้กล่าวว่า \"บุรุษผู้เจริญ! มา เถดิ นี่หนทาง ท่านจงไปตามทางน้ีสักครู่หนึ่ง ครั้นไปสักครู่หน่ึงแล้ว จักเห็นทาง ๒ แพร่ง ท่านจงเวน้ ทางซา้ ยเสีย แลว้ ไปตามทางขวา เม่ือไปตามทางขวาครู่หน่ึงแล้ว จักเห็นราวปุาหนาทึบ ไปตามทางนั้นอีกครู่หนึ่ง จักเห็นลุ่มนํ้าใหญ่อันมีเปือกตมไป ตามทางนั้นอีกครู่หน่ึงแล้ว ท่านจักเห็นเหวอันโกรกชัน ไปตามทางนั้นอีกครู่หน่ึง แล้ว ท่านจักเห็นภูมภิ าคอนั สมํ่าเสมอ น่าร่นื รมย\"์ . ตสิ สะ ! อปุ มาน้ี เราทําข้ึนเพอ่ื ใหร้ ู้เนอ้ื ความ นค้ี ือเนอื้ ความในอุปมานนั้ :- คําว่า \"บรุ ษุ ผไู้ มฉ่ ลาดในเรอ่ื งทาง\" น่ัน เปน็ คาํ หมายถงึ ปถุ ชุ น. คําว่า \"บุรุษผู้ฉลาดในเรื่องทาง\" นั่น เป็นคําหมายถึง ตถาคตผู้อรหันต สัมมาสัมพุทธะ. คําว่า \"ทาง ๒ แพร่ง\" นน่ั เปน็ คาํ หมายถงึ วจิ กิ ิจฉา. คําว่า \"ทางซ้าย\" นั่น เป็นคําหมายถึง มิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กล่าวคือ มจิ ฉาทฎิ ฐิ มิจฉาสงั กัปปะ มจิ ฉาวาจา มฉิ ากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉา วายามะ มจิ ฉาสติ มจิ ฉาสมาธิ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ธนธฺ . ส.ํ ๑๗/๑๓๑/๑๙๗. ตรัสแก่พระตสิ สะผ้ไู มป่ ระสบความสาํ เรจ็ ในการปฎบิ ตั ิ ไม่ ยนิ ดใี นพรหมจรรย์ มคี วามสงสัยอยู่; ที่เชตวนั . กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คียแ์ ล้ว – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๗๑ คําว่า \"ทางขวา\" นั่น เป็นคําหมายถึง อริยอัฎฐังคิกมรรค กล่าวคือ สมั มาทิฎฐสิ ัมมาสังกปั ปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. คาํ วา่ \"ราวปาุ หนาทึบ\" นั่น เปน็ คาํ หมายถึง อวิชชา. คาํ ว่า \"ลุ่มนา้ ใหญม่ ีเปอื กตม\" นน่ั เป็นคาํ หมายถงึ กามทั้งหลาย. คาํ ว่า \"เหวโกรกชนั \" นนั่ เปน็ คาํ หมายถึง ความโกรธ คบั แคน้ ใจ. คําว่า \"ภูมิภาคอันสม่าเสมอ น่ารื่นรมย์\" น่ัน เป็นคําหมายถึง พระ นิพพาน. ติสสะ ! เธอจงยินดี, ติสสะ! เธอจงยินดีตามท่ีเรากล่าวบอก ตามที่เรา อนเุ คราะห์ ตามทเี่ ราพรํา่ สอบเถิด ดงั น้ี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อความนี้แล้ว ท่านพระติสสะมีความพอใจ ยินดียิ่งใน ถ้อยคําของพระผู้มพี ระภาคแล้ว แล. ทรงสอนเช่นเดียวกบั พระพุทธเจา้ ท้ังปวง๑ กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีแล้วในกาลยืดยาว ส่วนอดีต, พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าน้ัน ล้วนแต่ได้สอนให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติชอบแล้ว มีอย่างนี้เป็นอย่างยิ่ง คือเหมือนอย่างท่ีเราสอนให้แก่ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ปฎิบัติชอบ อยู่. กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จักมีมาในกาลยืดยาว ส่วนอนาคต, พระผู้มีพระภาคเจ้าเหลา่ นั้น ก็ล้วนแต่จักไดส้ อนใหภ้ กิ ษุสงฆ์ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒/๒. ตรัสแก่กันทรกปริพพาชก, ท่ีสระคัคครา นครจัมปา. กลบั ไปสารบัญ
๒๗๒ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ปฎิบัติชอบ มีอย่างน้ีเป็นอย่างย่ิง คือเหมือนอย่างที่เราสอนให้ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ ปฎิบตั ชิ อบอยู.่ กันทรกะ ! เหล่าภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะ จบพรหมจรรย์หมดกิจ ควรทํา ปลงภาระลงได้ผู้มีประโยชน์ของตัวเองอันตามบรรลุได้แล้วมีสัญโญชน์ใน ภพส้ินรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบมีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้; และ เหลา่ ภิกษผุ เู้ ปน็ เสขะ (คอื พระโสดา สกิทาคา อนาคา) ผู้มีศีลทุกเม่ือ มีวัตรทุกเม่ือ มีป๎ญญา มชี ีวติ อยูด่ ว้ ยปญ๎ ญาเคร่อื งรกั ษาตน กม็ ีอยใู่ นภกิ ษุสงฆ์ หมู่น้.ี ทรงเป็นศาสดาท่ไี มม่ ีใครท้วงติงได้๑ ....\"ขา้ แต่พระโคดมผู้เจริญ ! ศาสดาท่ใี คร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลกนี้ มีอยูห่ รือ?\" โลหิจจะ ! ศาสดาทีใ่ คร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลกนี้ มอี ย.ู่ \"ข้าแตพ่ ระโคดมผู้เจรญิ ! ก็ศาสดาเชน่ นัน้ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?\" โลหิจจะ ! ตถาคตบังเกิดขึ้นในโลกน้ี เป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบด้วย ตนเอง ___ฯลฯ___(ตามข้อความในสามัญญผลสูตร จนกระท่ังถึง ทรงแสดงธรรม มี กลุ บุตรเข้ามาบวชปฎิบัตธิ รรมอยู่ ดูหนังสือเลม่ น้ีท่ีหน้า ๔๙๓ ต้ังแต่บรรทัดที่ ๖ ไปถึงหน้า ๔๙๔ บรรทัดท่ี ๑๕). โลหิจจะ ! ภิกษุ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ ___ฯลฯ___ เข้าถึง ปฐมฌาน แล้วแลอยู่. โลหิจจะ ! สาวกย่อมถึงทับคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานน้ี ในเพราะศาสดาใด. โลหิจจะ ! นี้แล คือศาสดาที่ใคร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลก. การทั้งติงศาสดาเห็นปานน้ีของผู้ใดก็ตาม การท้วงติงนั้น ไม่จริง ไม่แท้ไม่ ประกอบด้วยธรรม แต่ประกอบไปด้วยโทษ. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี โลหิจจสูตร สี. ที. ๙/๒๙๓/๓๖๓. ตรสั แก่โลหจิ จพราหมณ์ ท่ีนเิ วศน์ของโลหจิ จพราหมณ.์ กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรินิพพาน ๒๗๓ (ในกรณีแห่ง ทุติยฌานก็ดี ตติยฌานก็ดี จตุตถฌานก็ดี จนถึงกรณีแห่งญาณทัสสนะ จนกระทั่งถงึ อาสวกั ขยะ แต่ละตอน ๆ กม็ ขี ้อความอยา่ งเดยี วกนั ). ทรงสามารถในการสอน๑ นิโค๎รธะ ! เรากล่าวอยอู่ ย่างน้ีว่า จงมาเถดิ บุรุษผู้เป็นวิญํูชนไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง, เราพร่ําสอนอยู่ แสดงธรรมอยู่เธอปฎิบัติตาม อยู่อย่างท่เี ราสอน ก็จักทําให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (คืออรหัตตผล)อันไม่มี อะไรยิ่งไปกว่า อันเป็นิส่งที่กุลบุตร ท. ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่เก่ียวข้องด้วย เรือนโดยชอบ ปรารถนาอยู่, ได้อยู่ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยป๎ญญาอันยิ่งของ ตนเอง เขา้ ถึงแล้วแลอยไู่ ด,้ ในชัว่ เวลา ๗ ปี. นโิ ค๎รธะ ! ๗ ปยี กไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ...๒ได,้ ในชว่ั เวลา ๖ ป.ี นโิ ค๎รธะ ! ๖ ปี, -๕ ปี, -๔ ปี, -๓ ปี, -๒ ป,ี -๑ ปี, ยกไว้กไ็ ด้...ฯลฯ... นิโค๎รธะ ! ๗ เดือน, -๖ เดือน, -๕ เดือน, -๔ เดือน, -๓ เดือน-๒ เดือน, -๑ เดือน, -กง่ึ เดือน ยกไวก้ ็ได้. นิโคร๎ ธะ ! จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญํูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยามีสัญชาติ แห่งคนตรง, เราพรา่ํ สอนอยู่, แสดงธรรมอย,ู่ เธอปฎิบัตติ ามอยู่อย่างท่ีเราสอน ก็ จักทําให้แจ้ง ซ่ึงท่ีสุดแห่งพรหมจรรย์ (คืออรหัตตผล) อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า อนั เป็นสง่ิ ทป่ี รารถนาของกุลบุตร ท. ผอู้ อกจากเรือน ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี อทุ ุมพรกิ สูตร ปา.ที. ๑๑/๕๘/๓๑. ตรัสแกน่ ิโครธปริพพาชก ที่อุทุมพริกาปริพพาชกา- ราม ใกลก้ รุงราชคฤห.์ ๒. ตามสาํ นวนภาษาบาลเี ต็ม: ตรสั ทีละอย่างซํ้ากนั ตา่ งกนั แตล่ ดจาํ นวนเวลาลงมาเทา่ นน้ั . กลบั ไปสารบัญ
๒๗๔ พุทธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ บวชไมเ่ กี่ยวขอ้ งด้วยเรือนโดยชอบ, ไดอ้ ยใู่ นภพอันตนเห็นแล้วน้ี ด้วยป๎ญญาอันย่ิง ของตนเอง เขา้ ถึงแล้วแลอยไู่ ด้ ช่ัวเวลา ๗ วนั . ทรงแสดงสติปฎ๎ ฐานสี่เพอื่ ขจัดทิฎฐนิ สิ สัยทง้ั สองประเภท๑ จุนทะ ! สติป๎ฎฐาน ท. ๔ ประการ เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วอย่างน้ีเพ่ือ ละเสีย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซ่ึงทิฎฐินิสสัย ท. ทั้งประเภทสี่สหรคตด้วยปุพพันตขันธ์ และประเภทท่สี หรคตด้วยอปรันตขนั ธ์ ๒ เหล่าน้ัน. สติป๎ฎฐาน ท. สี่ประการเหล่าไหนเล่า? จุนทะ ! สี่ประการคือภิกษุใน ธรรมวินัยน้ี เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในการอยู่ มีความเพียรเผากิเลสมี สัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติตาม เห็นเวทนาในเวทนา ท. อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติตามเห็นจิตในจิตอยู่ มีความ เพยี รเผากิเลส มสี ัปชัญญะ มสี ติ กําจดั อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้;เปน็ ผู้ มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ กําจดั อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. จุนทะ ! สติป๎ฎฐาน ท. ๔ ประการเหล่าน้ีแล อันเราแสดงแล้วบัญญัติแล้ว เพ่ือละเสยี เพอื่ กา้ วลว่ งเสยี ซงึ่ ทฎิ ฐินิสสัย ท. ท้งั ประเภทสี่สหรคต ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสตู ร ปา. ที. ๑๑/๑๕๕/๑๒๘. ตรสั แกจ่ ุนทสมณทุ เทส ท่อี ัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธญั ญา. ๒. คําวา่ \"ปุพพันตขนั ธ\"์ และ \"อปรนั ตขนั ธ์\" ดรู ายละเอยี ดทีค่ ําวา่ \"พวกปรารภขนั ธ์ใน อดีตกาล\" และ \"พวกปรารภขันธ์ในอนาคตกาล\", แห่งหวั ข้อทีว่ ่า \"ทรงทราบทฎิ ฐวิ ัตถุ ทีล่ กึ ซึ้ง\" ท่หี นา้ ๑๗๕ แห่งหนังสอื เลม่ น้.ี กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี แ์ ลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๒๗๕ ด้วยปุพพันตขันธ์ และประเภทส่ีสหรคตด้วยอปรันตขันธ์ เหล่าน้ัน ด้วยอาการ อยา่ งนี.้ หมายเหต:ุ ภิกษผุ ู้มสี ตปิ ฎ๎ ฐานทง้ั ๔ อยู่ ย่อมไม่มคี วามรู้สึกวา่ มสี ัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา; ดงั นนั้ จึงไม่มีทางทจ่ี ะเกดิ ความเห็นวา่ อตั ตาและโลกเปน็ ของเทย่ี ง ดงั นี้เปน็ ต้น. -ผูร้ วบรวม. ทรงสามารถสอนให้วญิ ํชู นรไู้ ด้เองเห็นไดเ้ อง๑ กัจจานะ ! สามณพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้ซึ่งส่วนสุดข้างต้น (ปุพพันตะ:ภพ ชาติในอดีต) ไม่รู้ซ่ึงส่วนสุดข้างปลาย (อปรันตะ : ภพชาติในอนาคต)แล้ว จะปฎิญญาว่า ข้าพเจ้ารู้ว่า \"ชาติส้ินแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจท่ีควรทําได้ทํา สําเร็จแล้ว กิจอ่ืนที่ต้องปฎิบัติเพ่ือความเป็นอย่างน้ี มิได้มีอีก\" ดังนี้น้ัน;สมณ พราหมณ์เหล่านั้น ควรได้รับการข่มขี่โดยชอบธรรมนั่นเทียว. กัจจานะ ! ก็แต่ว่า เร่ืองปพุ พันตะจงยกไว้ เร่อื งอปรันตะก็จงยกไว้ก่อน; บุรษุ ผ้เู ปน็ วญิ ํูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง จงมาเถิด, เราจะพรํ่าสอน เราจะแสดงธรรม, เม่ือปฎิบัติอยู่ตามท่ีเราสอนแล้ว จักรู้เอง จักเห็นเองโดยแท้ต่อกาลไม่นานทีเดียว; ดังท่ีได้ยินกันอยู่แล้วว่า มีการพ้นพิเศษโดยชอบ จากเคร่ืองผูกกล่าวคืออวิชชา ดว้ ยอาการอยา่ งนี้. กัจจานะ ! เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะ ถูกผูกอยู่ด้วย เครื่องผูกคือด้าย มีที่คอเป็นคํารบห้า; เพราะอาศัยความเจริญ ความเติบโต แหง่ อนิ ทรีย์ ท. ก็พน้ จากเครอื่ งผกู เหลา่ นน้ั ; เขารสู้ กึ ว่า \"เราพ้นจากเครื่องผูกแล้ว\" ดงั น้ีแล, ไม่มเี ครอ่ื งผูกอะไรเหลืออยู่, ฉันใด; กัจจานะ! ขอ้ น้ี ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี เวขณสสูตร ม.ม. ๑๓/๓๗๒/๔๐๑. ตรัสแก่เวขณสปริพพาชก กจั จานโคตร ท่เี ชตวัน. กลับไปสารบัญ
๒๗๖ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ก็ฉนั นั้น กล่าวคือ บุรุษผู้เป็นวิญํูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง จงมาเถดิ , เราจะพราํ่ สอน เราจะแสดงธรรม, เมอ่ื ปฎิบัติอยู่ตามที่เราสอนแล้วจักรู้ เอง จักเห็นเองโดยแท้ ต่อกาลไม่นานทีเดียว; ดังที่ได้ยินกันอยู่แล้วว่ามีการ พ้นพิเศษโดยชอบ จากเครอื่ งผกู กล่าวคอื อวชิ ชา ดว้ ยอาการอยา่ งน้ีดงั นี.้ ทรงสามารถย่ิง ในการสอน๑ ราชกุมาร ! องค์อันควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์ คืออะไรบ้าง เล่า? ๕ องคค์ ือ ราชกมุ าร ! ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยน้:ี - (๑) เป็น ผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อความตรัสรู้ของตถาคต ว่า \"แม้เพราะเหตุน้ี ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าน้ัน เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและ จรณะ ดําเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก อย่างไม่มีใครย่ิงไปกว่า เป็น ครูของเทวดาและมนุษย์ เปน็ ผูเ้ บกิ บานแล้ว จาํ แนกธรรมออกสอนสัตว\"์ ดงั นี้. (๒) เป็น ผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสําหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้ สม่ําเสมอ ปานกลาง ไม่รอ้ นเกิน ไม่เยน็ เกิน พอควรแก่การบาํ เพญ็ เพยี ร. (๓) เป็น ผู้ไม่โอ้อวด ไม่มารยา เป็นผู้เปิดเผยตนเองตามท่ีเป็นจริงใน พระศาสดา, ในท่านผู้รู้, หรอื ในเพ่อื นพรหมจารที งั้ หลาย กต็ าม. (๔) เป็น ผู้ปรารภความเพียร เพ่ือการละส่ิงอันเป็นอกุศล เพื่อถึงพร้อม ด้วยสง่ิ อันเป็นกุศลมีกําลัง มีความบากบ่ัน หนักแน่น ไม่ทอดท้ิงธุระในสิ่งทั้งหลาย อันเปน็ กศุ ล. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี โพธริ าชกุมารสตู ร ม.ม. ๑๓/๔๗๒/๕๑๘. ตรสั แกโ่ พธริ าชกมุ าร ทโี่ กกนทุ ปราสาท ของเขา, แควน้ ภัคคะ. กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๗๗ (๕) เป็น ผู้มีป๎ญญา ประกอบด้วยป๎ญญาซ่ึงสามารถกําหนดความเกิดขึ้น และความดับหายไปเป็นป๎ญญาอันประเสริฐ เป็นเคร่ืองเจาะแทงกิเลสเป็นเคร่ือง ใหถ้ ึงความสิน้ ทกุ ข์ไดโ้ ดยชอบ. ราชกุมาร ! เหล่านี้แล เปน็ องคอ์ นั ควรแกก่ ารประกอบความเพียร ๕ องค์. ราชกุมาร ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ องค์เหล่านี้, เม่ือได้ตถาคตเป็นผู้นํา ก็พึง ทําให้ลุแจ้ง ซึ่งท่ีสุดแห่งพรหมจรรย์อันเป็นสิ่งไม่มีอะไรอ่ืนย่ิงไปกว่า อันเป็นที่ ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เก่ียวข้องด้วยเรือน โดยชอบ, ได้ในภพอันตนเห็นแลว้ นี้ ด้วยปญ๎ ญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ได,้ ช่วั เวลา ๗ ป.ี ราชกุมาร ! ๗ ปีจงยกไว้กไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๖ ปีจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๕ ปีจงยกไว้กไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๔ ปีจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๓ ปีจงยกไวก้ ไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๒ ปีจงยกไว้กไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๑ ปีจงยกไวก้ ไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๗ เดอื นจงยกไวก้ ไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๖ เดอื นจงยกไวก้ ไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๕ เดือนจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๔ เดอื นจงยกไว้กไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๓ เดอื นจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๒ เดือนจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... กลบั ไปสารบัญ
๒๗๘ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ราชกมุ าร ! ๑ เดือนจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! กึ่งเดือนจงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๗ วนั ๗ คืน จงยกไว้กไ็ ด้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๖ วัน ๖ คืน จงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๕ วัน ๕ คืน จงยกไว้ก็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๔ วนั ๓ คืน จงยกไว้ก็ได้ ...ฯลฯ... ราชกมุ าร ! ๓ วัน ๓ คืน จงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๒ วนั ๒ คนื จงยกไวก้ ็ได้ ...ฯลฯ... ราชกุมาร ! ๑ วัน ๑ คืน จงยกไว้, ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ควรแก่การ ประกอบความเพียร ๕ องค์เหล่านี้แล้ว ได้ตถาคตเป็นผู้นา, อันเรากล่าวสอน แล้วในตอนเย็น รุ่งเช้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษ, อันเรากล่าวสอนแล้วในตอนเช้า เยน็ ลง ก็จักได้บรรลุคณุ วเิ ศษ. \"อโห! พุทโธ, อโห! ธัมโม, อโห! ความที่พระธรรมเป็นส่ิงที่พระผู้มีพระ ภาคตรัสไว้อย่างดีแล้ว, ในเพราะเหตุที่กุลบุตร ซึ่งเม่ือพระผู้มีพระภาคกล่าว สอนในตอนเย็น เช้าขึ้นก็จักบรรลุคุณวิเศษ,พระผู้มีพระภาคกล่าวสอนในตอน เชา้ เยน็ ลงกจ็ กั บรรลุคุณวิเศษ\" โพธิราชกุมาร ทูลสนองด้วยความอศั จรรย์ใจตนเอง. ทรงประกาศพรหมจรรย์ ในลกั ษณะที่เทวดามนษุ ย์ประกาศตามได้๑ ภิกษุ ท.! ก็รอยทางเก่าที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทง้ั หลายในกาลกอ่ นเคยทรงดาํ เนนิ แล้ว นั้นเปน็ อยา่ งไรเลา่ ? นั่นคอื อริยอฎั ฐงั คิก- ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สูตรท่ี ๕ มหาวรรค อภสิ มยสยํ ุตต์ นทิ าน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓. ตรสั แก่ภิกษทุ ัง้ หลาย ทเ่ี ชตวนั . กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คีย์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๒๗๙ มรรคน้ีนั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท.! น้ีแล รอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน เคยทรงดําเนินแล้ว. เราน้ัน ได้ดําเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางน้ัน, เมื่อดําเนินตามไป อยู่ ซึ่งหนทางน้ัน, เราได้รู้ย่ิงเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดข้ึนแห่งชรา มรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซ่ึงข้อปฎิบัติเครื่องทาสัตว์ให้ลุถึง ความดบั ไม่เหลอื แหง่ ชรามาณะ; (ข้อความต่อไปน้ี ได้ตรัสถึง ชาติ-ภพ-อุปาทาน-ตัณหา-เวทนา-ผัสสะ-สฬายตนะ-นาม รูป-วิญญาณ-สุดลงเพียง-สังขาร (แต่ละอย่าง) โดยอาการทั้งส่ี ดังที่ได้ตรัสในกรณีแห่งชรา มาณะ เหมอื นกนั ทุกตัวอักษร เวน้ แตช่ ื่อของตวั ปฎิจจสมุปป๎นธรรมนน้ั ๆ เท่านน้ั ). ภิกษุ ท.! เราน้ัน, ครั้นรู้ย่ิงเฉพาะแล้วซึ่งหนทางน้ัน, ได้บอกแล้ว แก่ภิกษุ ภิกษณุ ี อุบาสก อบุ าสกิ า ทั้งหลาย. ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์นี้ ทีเ่ รากล่าวบอกแลว้ น้นั ไดเ้ ป็นพรหมจรรย์ตั้งมั่น และรุ่งเรืองแลว้ เป็นพรหมจรรยแ์ ผไ่ พศาล เป็นทีร่ ู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่น หนา จนกระท่งั เทวดาและมนษุ ยท์ งั้ หลายสามารถประกาศไว้ด้วยดีแล้ว,ดังน้.ี ทรงประกาศพรหมจรรย์ น่าดม่ื เหมือนมณั ฑะ๑ ภิกษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างน้ี เป็นธรรมอันทําให้ เปน็ ดจุ ของควํ่าที่หงายแลว้ , เปน็ ธรรมอนั ทําใหเ้ ปน็ ดุจของปิดท่ีเปิดแลว้ , เป็น ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ทุติยสูตร ทสพลวรรค นทิ าน.สํ. ๑๖/๓๔/๖๖ กลบั ไปสารบัญ
๒๘๐ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว, เป็นธรรม มีส่วนข้ีริ้ว อันเราตถาคตเฉือน ออกหมดส้ินแลว้ . ภิกษุ ท.! เม่ือธรรมนี้ เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างน้ี ฯลฯ ย่อมเป็น การสมควรแลว้ นั่นเทยี ว ทก่ี ุลบตุ รผบู้ วชแลว้ ดว้ ยสัทธา จะพึงปรารภการกระทา ความเพียร ดว้ ยการอธิษฐานจิตว่า \"แมห้ นงั เอ็น กระดูก เทา่ นัน้ จักเหลืออยู่,เนื้อ และเลอื ดในสรรี ะนี้ จกั เหือดแห้งไป ก็ตามที : ประโยชน์ใด อันบุคคลจะพึงลุถึงได้ ด้วยกําลัง ด้วยความเพียรความบากบ่ันของบุรุษ; ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์น้ันแล้ว จักหยุดความเพียรของบุรุษเสยี เปน็ ไม่ม\"ี ดงั น.้ี ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์น้ี น่าด่ืม เหมือนมัณฑะยอดโอชาแห่งโครส ทั้งพระศาสดา ก็อยู่ ณ ท่ีเฉพาะหน้านี้แล้ว. ภิกษุ ท.! เพราะฉะนั้น เธอท้ังหลาย จงปรารภความเพียรเถิด เพื่อการบรรลุถึงซึ่งธรรมอันยังไม่บรรลุ เพ่ือการถึงทับ ซ่ึงธรรมอันยังไม่ถึงทับ, เพ่ือการทําให้แจ้งซ่ึงธรรมอันยังไม่ได้ทําให้แจ้ง. เมื่อเป็น อย่างย่ิง บรรพชานี้ของเราทั้งหลาย จักเป็นบรรพชาไม่ต่ําทราม จักไม่เป็นหมัน เปลา่ แตจ่ ักเปน็ บรรพชาทมี่ ผี ล เป็นบรรพชาที่มีกําไร. พวกเราทั้งหลาย บริโภคจีวร บิณฑบาตเสนาสนะและเภสัชของชนท้ังหลายเหล่าใด, การกระทําน้ัน ๆ ของชน ทั้งหลายเหล่านัน้ ในเราท้ังหลาย จักเป็นการกระทํามีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ดังน้ี. ภกิ ษุ ท.! เธอทัง้ หลาย พงึ ทําความสําเหนยี ก อยา่ งน้ีแล. ภิกษุ ท.! คนผู้เกียจคร้าน ย่อมอยู่เป็นทุกข์, ระคนอยู่ด้วยอกุศลธรรมอัน ลามกท้ังหลายด้วย, ย่อมทําประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้เสื่อม ด้วย.ภิกษุ ท.! ส่วนบุคคลผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข, สงัดแล้วจากอกุศลธรรม อันลามกท้งั หลายด้วย, ยอ่ มทาํ ประโยชนอ์ ันใหญ่หลวงของตนใหบ้ รบิ รู ณ์ กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคยี แ์ ล้ว – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๘๑ ดว้ ย. ภกิ ษุ ท.! การบรรลธุ รรมอนั เลศิ ด้วยการกระทําอันเลว ย่อมมีไม่ได้เลย; แต่การ บรรลุธรรมอนั เลิศ ดว้ ยการกระทําอนั เลศิ ย่อมมไี ด้ แล. ทรงแสดงหนทางท่ีผู้ปฎิบัตติ ามแลว้ จะเหน็ ไดเ้ องว่าถูกตอ้ ง๑ กสั สปะ ! หนทางมอี ยู่ ปฏิปทามอี ยู่ ซ่ึงผ้ปู ฎบิ ัตติ ามนั้นแลว้ จกั รู้ได้เอง จักเห็น ไดเ้ องทเี ดียวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีปรกติกล่าวถูกต้องตามกาลกล่าวถูกต้องตามที่ เป็นจรงิ กล่าวโดยอรรถ กลา่ วโดยธรรม กล่าวโดยวนิ ยั ดงั น.ี้ กัสสปะ ! หนทางนั้นเป็นอย่างไรเล่า? ปฎิปทานั้นเป็นอย่างไรเล่า?หนทางนั้น คือ หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ ได้แก่สิ่งเหล่าน้ี คือ ความ เห็นชอบ ความดําริชอบ การพูดจาชอบ การทําการงานชอบการเลี้ยงชีวิตชอบ ความ พากเพยี รชอบ ความระลึกชอบ ความตง้ั ใจม่ันชอบ. กัสสปะ ! นแ้ี ลเป็นหนทาง เป็นปฎิปทา ซ่ึงผู้ปฎิบัติตามน้ันแล้ว จักรู้ได้เอง จัก เห็นได้เองทีเดียว ว่าพระสมณโคดมเป็นผู้มีปรกติ กล่าวถูกต้องตามกาลกล่าวถูกต้อง ตามทีเ่ ป็นจรงิ กลา่ วโดยอรรถกล่าวโดยธรรม กลา่ วโดยวนิ ัย ดังน้.ี ทรงแสดงสว๎ ากขาตธรรมที่มีผล ๖ อนั ดับ (มสี วรรคเ์ ปน็ อย่างตา่ สดุ )๒ ภิกษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของ ควา่ํ ท่ีหงายแล้ว เปน็ ธรรมอันทําให้เป็นดจุ ของปดิ ทเ่ี ปิดแล้ว เปน็ ธรรม ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาสหี นาทสูตร สี.ที. ๘/๒๐๘/๒๖๕. ตรสั แก่อเจลกัสสปะ ท่ีกัณณกถลมคิ ทายวนั ใกล้เมอื งอุชญุ ญา. ๒. บาลี อลคทั ทูปมสตู ร ม.ู ม. ๑๒/๒๘๐/๒๘๘. ตรสั แกภ่ ิกษุ ท. ทเ่ี ชตวัน. กลบั ไปสารบัญ
๒๘๒ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ อันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนข้ีร้ิวอันเราตถาคตเฉือนออกหมด สิ้นแล้ว. ภิกษุ ท.! ในธรรมท่ีเรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนข้ีร้ิวอันเราตถาคตเฉือน ออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, เกิดมีภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้วมี พรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว มีกิจท่ีต้องทําอันทําเสร็จแล้ว มีของหนักอันปลงลงได้ แล้วมีประโยชน์ตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้ว ด้วยป๎ญญาเป็นเคร่ืองรู้โดยชอบ; วัฏฏะของภิกษุ ท. เหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อการ บญั ญตั ติ อ่ ไป. (นค้ี อื ผลอนั ดับที่หนึ่ง). ภิกษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจ ของควํ่าที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของปิดท่ีเปิดแล้ว เป็นธรรมอันเรา ตถาคตประกาศกอ้ งแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริว้ อนั เราตถาคตเฉือนออกหมดส้ินแล้ว. ภิกษุ ท.! ในธรรมท่ีเรากล่าวไว้ดีแล้ว....มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้น แล้ว อย่างนี้, โอรมั ภาคยิ สญั โญชนท์ ง้ั หา้ อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว; ภิกษุ ท. เหล่านั้นหมด เป็นผู้เป็นโอปปาติกะ เป็นผู้ปรินิพพานในภพน้ัน มีธรรมดาไม่เวียน กลบั จากโลกนั้น. (นี้คอื ผลอันดบั ท่สี อง). ภิกษุ ท.! ธรรมเป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจ ของควํ่าท่ีหงายแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเรา ตถาคตประกาศกอ้ งแล้ว เป็นธรรมมสี ่วนขร้ี ้ิวอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภกิ ษุ ท.! ในธรรมทเี่ รากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ร้ิวอันเราตถาคตเฉือนออกหมดส้ิน แล้ว อย่างน้ี, สัญโญชน์ทั้งสาม อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว เป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง; ภิกษุ ท. เหล่าน้ันทั้งหมด เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้ครั้ง เดยี วเท่านัน้ แลว้ จักกระทาํ ท่ีสดุ แห่งทุกขไ์ ด้. (น้ีคือผลดันดบั ที่สาม). กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี ์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๒๘๓ ภิกษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจ ของควํ่าท่ีหงายแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของปิดท่ีเปิดแล้ว เป็นธรรมอันเรา ตถาคตประกาศกอ้ งแลว้ เป็นธรรมมสี ่วนขร้ี วิ้ อนั เราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภกิ ษุ ท.! ในธรรมท่ีเรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ร้ิวอันเราตถาคตเฉือนออกหมดส้ิน แล้ว อย่างน้ี, สัญโญชน์สาม อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว;ภิกษุ ท. เหล่าน้ัน ท้งั หมด เปน็ โสดาบัน มีอนั ไมต่ กตาํ่ เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้มีสัมโพธิเป็นที่ไปใน เบอ้ื งหน้า. (น้ีคือผลอันดับทส่ี ่ี). ภกิ ษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้ เป็น ดุจของคว่ําท่ีหงายแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอัน เราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้น แล้ว. ภิกษุ ท.! ในธรรมท่ีเรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนข้ีริ้วอันเราตถาคตเฉือนออก หมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, เกิดมีภิกษุ ท. เหล่าใด เป็นธัมมาสุสารี เป็นสัทธานุสารี; ภกิ ษุ ท.เหลา่ นน้ั ทั้งหมด มสี ัมโพธิเป็นทไ่ี ปในเบือ้ งหน้า. (น้ีคือผลอนั ดบั ที่หา้ ). ภิกษุ ท.! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจ ของควํ่าที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทําให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเรา ตถาคตประกาศก้องแลว้ เป็นธรรมมีส่วนขี้ร้วิ อนั เราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท.! ในธรรมทเี่ รากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนข้ีริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดส้ิน แลว้ อย่างน้ี, คุณธรรมสกั วา่ สทั ธา สักว่าความรกั ของบุคคล ท.เหลา่ ใด เกดิ ขึ้นใน เรา; บุคคล ท. เหล่าน้ันท้ังหมด มีสวรรค์เป็นท่ีไปในเบื้องหน้า. (น้ีคือผลอันดับท่ี หก). กลบั ไปสารบัญ
๒๘๔ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ส่ิงทต่ี รัสรู้แต่ไมท่ รงนามาสอน มมี ากกว่าทท่ี รงนามาสอนมากนัก๑ พระผมู้ ีพระภาคเจ้าทรงกาํ ใบไม้สีสปา ท่รี ่วงอยูต่ ามพนื้ ดินขน้ึ มาหน่อยหน่ึงแลว้ ตรัสแก่ ภกิ ษทุ ัง้ หลายวา่ :- ภกิ ษุ ท.! เธอท้งั หลายเขา้ ใจว่าอยา่ งไร : ใบไมส้ ีสปาทเี่ รากาํ ขน้ึ หน่อยหนึ่งน้ี มาก หรือวา่ ใบไม้สสี ปาทย่ี งั อย่บู นตน้ เหล่าน้นั มาก? \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกําข้ึนหน่อยหนึ่งนั้น เปน็ ของนอ้ ย ส่วนใบไม้ที่ยังอยบู่ นต้นสสี ปาเหล่านน้ั ย่อมมีมาก.\" ภกิ ษุ ท.! ฉนั ใดก็ฉนั นัน้ ธรรมะส่วนท่ีเรารู้ย่ิงด้วยป๎ญญาอันย่ิงแล้วไม่กล่าว สอน นั้น มีมากกว่าส่วนท่ีนํามากล่าวสอน. ภิกษุ ท.! เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอน ธรรมะส่วนน้ัน ๆ? ภิกษุ ท.! เพราะเหตุว่า ธรรมะส่วนนั้น ๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วย ประโยชน์ ท่ีเป็นเง่ือนต้นแห่งพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปเพ่ือความหน่าย ไม่เป็นไป เพื่อความคลายกาหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่ เป็นไปเพ่ือความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพ่ือความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน, ฉะนั้น เราจึงไมก่ ล่าวสอน. ภิกษุ ท.! ธรรมะอะไรเล่า เป็นธรรมะท่ีเรากล่าวสอน? ภิกษุ ท.!ธรรมะท่ี เรากล่าวสอนคือข้อที่ว่า ความทุกข์เป็นอย่างน้ี ๆ, เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์ เปน็ อย่างนี้ ๆ, ความดับสนิทของความทุกข์ เปน็ อยา่ งนี้ ๆ, ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒. ตรสั แก่ภิกษุทั้งหลาย ทปี่ าุ ไมส้ ีสปา ใกล้เมือง โกสมั พ.ี ไมส้ ีสปานแ้ี ปกนั มาวา่ ไมป้ ระดูลาย. ปทานุกรมสันสกฤตแปลว่าไม้อโศก, และ บางฉบับให้คําแปลไวว้ ่า Dalbergia Sissoo\" กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคีย์แลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๘๕ ข้อปฎิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุ ไรเล่า ธรรมส่วนนี้เราจึงนํามากล่าวสอน? ภิกษุ ท.! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอย่ดู ว้ ยประโยชน์ เป็นเง่ือนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพ่ือความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกาหนัด เป็นไปเพ่ือความดับ เป็นไปเพ่ือความสงบเป็นไป เพ่อื ความรู้ย่ิง เป็นไปเพือ่ ความรูพ้ ร้อม เปน็ ไปเพ่ือนิพพาน, เพราะเหตุนน้ั แล เรา จงึ นาํ มากลา่ วสอน. คาของพระองค์ ตรงเป็นอันเดยี วกันหมด๑ ภิกษุ ท.! นับต้ังแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ท่ีตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลา ระหว่างนัน้ ตถาคตไดก้ ลา่ วสอน พร่ําสอนแสดงออก ซ่ึงถ้อยคําใดถ้อยคําเหล่านั้น ทง้ั หมด ยอ่ มเขา้ กนั ได้โดยประการเดียวทง้ั สิ้น ไมแ่ ย้งกนั เป็นประการอนื่ เลย. ภกิ ษุ ท.! (อนึง่ ) ตถาคตกล่าวอย่างใด ทําอย่างนั้น, ทําอย่างใดกล่าวอย่าง น้ัน. ทรงมีการกลา่ วทไ่ี ม่ขดั แยง้ กับบณั ฑติ ชนในโลก๒ ภิกษุ ท.! เราย่อมไม่กล่าวขัดแย้ง (วิวาท) กะโลก แต่โลกต่างหากย่อม กล่าวขัดแย้งต่อเรา. ภิกษุ ท.! ผู้เป็นธรรมวาที ย่อมไม่กล่าวขัดแย้ง กะใคร ๆ ในโลก. ภกิ ษุ ท.! สง่ิ ใดทบ่ี ัณฑิตในโลกสมมติ (รู้เหมอื น ๆ กัน) ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี อติ ิว.ุ ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓. ตรสั แก่ภิกษทุ ง้ั หลาย. ๒. บาลี ขนํธ. สํ. ๑๗/๑๖๙/๒๓๙. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ทีเ่ ชตวัน. กลบั ไปสารบัญ
๒๘๖ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ วา่ ไมม่ ี แมเ้ รากก็ ลา่ วสิ่งนั้นว่าไม่มี. ภิกษุ ท.! ส่ิงใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามีแม้เรา กก็ ลา่ วสง่ิ นน้ั ว่าม.ี ภกิ ษุ ท.! อะไรเลา่ ทีบ่ ัณฑิตในโลกสมมตวิ า่ ไมม่ ี และเรากก็ ลา่ วว่าไมม่ ี? ภิกษุ ท.! รูป ที่เที่ยง ที่ย่ังยืน ท่ีเที่ยงแท้ ท่ีไม่มีการแปรปรวน เป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าไม่มี. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปท่ีกล่าว แล้ว). ภิกษุ ท.! ข้อนีแ้ ล ที่บณั ฑติ ในโลกสมมติวา่ ไมม่ แี ละเรากก็ ล่าววา่ ไมม่ .ี ภิกษุ ท.! อะไรเล่า ทบี่ ณั ฑิตในโลกสมมตวิ ่ามี และเราก็กลา่ ววา่ มี? ภิกษุ ท.! รูป ที่ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่ามีแม้เราก็กล่าวว่ามี. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท.! ข้อนแี้ ล ที่บัณฑติ ในโลกสมมตวิ า่ มี และเราก็กลา่ วว่ามี, ดงั นี้. ทรงสอนเฉพาะแตเ่ ร่อื งทุกข์ กบั ความดับสนทิ ของทุกข์๑ ภิกษุ ท.! ทั้งท่ีเรามีถ้อยคําอย่างน้ี มีการกล่าวอย่างนี้ สมณะและ พราหมณ์บางพวก ยังกล่าวตู่เราด้วยคําเท็จเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีจริงเป็นจริงว่า \"พระสมณโคดมซึ่งเป็นคนจูงคนให้เดินผิดทางไปสู่ความฉิบหาย; ย่อมบัญญัติลัทธิ ความสญู เปลา่ ความวินาศ ความไมม่ ี ของสตั ว์ คน ตัวตนเราเขา ขน้ึ สัง่ สอน\" ดังน.้ี ________________________________________________________________ ๑. บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖. ตรัสแกภ่ ิกษุท้งั หลาย ทเ่ี ชตวัน. กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี ์แล้ว – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๘๗ ภิกษุ ท.! สมณะและพราหมณ์บางพวกเหล่าน้ัน กล่าวตู่เราด้วยคําเท็จ เปล่า ๆ ปลี้ ไม่มีจริงเป็นจริง โดยประการที่เรามิได้กล่าว หรือจะกล่าวอย่างน้ันก็ หามิได้. ภิกษุ ท.! ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่อง ความทุกข์ และความดบั สนทิ ไม่มเี หลือของความทุกข์ เทา่ นัน้ . ภิกษุ ท.! ในการกล่าวแต่เร่ืองความทุกข์และความดับสนิทของความทุกข์ เช่นนี้ แม้จะมีใครมาด่าว่าถากถางกระทบกระเทียบเสียดสี ตถาคตก็ไม่มีความ โกรธแค้นขุ่นเคืองเดือดร้อนใจเพราะเหตุน้ันแต่ประการใด. ภิกษุ ท.! ในเรื่อง เดียวกันน้ันเอง แม้จะมีใครมาสักการะเคารพสรรเสริญบูชา, ตถาคตก็ไม่มี ความรู้สึกเพลิดเพลินชื่นชม หรือเคลิ้มใจไปตาม. ถ้ามีใครมาสักการะเคารพ สรรเสริญบูชา ตถาคตย่อมมีความคิดอย่างน้ีว่า ก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกตัว ทั่วถึงอย่างไร บัดน้เี รากต็ ้องทําความร้สู กึ ตวั ท่วั ถงึ อย่างนั้น, ดงั น้.ี คาสอนที่ทรงสงั่ สอนมากท่ีสดุ ๑ \"พระโคดมผู้เจริญ ทรงนําสาวกทั้งหลายไปอย่างไร? อน่ึง อนุสาสนีของพระ โคดมผู้เจรญิ ยอ่ มเปน็ ไปในสาวกท้ังกลาย, ส่วนมาก มสี ่วนคอื การจําแนกอย่างไร?\" อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนําสาวกทั้งหลายไปอย่างนี้, อนึ่ง อนุสาสนีของ เรา ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก มีส่วนแห่งการจําแนกอย่างนี้,ว่า \"ภกิ ษุ ท.! รูปไมเ่ ทยี่ ง เวทนาไม่เทย่ี ง สญั ญาไม่เท่ยี ง สงั ขาร ท. ไม่เทยี่ ง ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี จฬู สัจจกสตู ร ม.ู ม. ๑๒/๔๒๖/๓๙๖. ตรัสแกส่ จั จกนิครนถบุตร ทีก่ ูฎคารศาลา ปุามหาวนั ใกลเ้ มืองเวสาลี. กลับไปสารบัญ
๒๘๘ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ วิญญาณไม่เทีย่ ง. ภิกษุ ท.! รปู ไม่ใชต่ น เวทนาไม่ใชต่ น สัญญาไมใ่ ช่ตนสังขาร ท. ไม่ใช่ตน วิญญาณไม่ใช่ตน. สังขาร ท. ท้ังปวงไม่เที่ยง; ธรรม ท.ทั้งปวงไม่ใช่ ตน.\" ดังน้ี. อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนําสาวกท้ังหลายไปอย่างน้ีแล; อนึ่งอนุสาสนีของ เรา ย่อมเป็นไปในสาวกทงั้ หลาย, ส่วนมาก มีสว่ นคือการจาํ แนกอย่างน้ี ดังน.ี้ ทรงมีหลกั เกณฑก์ ารฝึกตามลาดบั (อยา่ งยอ่ )๑ ดูก่อนพราหมณ์ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฏเกณฑ์แห่ง การศึกษาตามลําดับ การกระทําตามลําดับ และการปฏิบัติตามลําดับ ได้เหมือน (กบั ท่ที ่านมวี ธิ ีฝึกสอนศษิ ย์ของท่านให้นับตามลําดบั ) พราหมณ์ ! เปรียบเหมอื นผู้ชาํ นาญการฝึกม้า ได้ม้าชนิดที่อาจฝึกได้มาแล้ว ในขัน้ แรกย่อมฝกึ ใหร้ จู้ ักการรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึงฝึกอย่างอื่น ๆให้ย่ิงขึ้นไป ฉันใด; พราหมณ์เอย! ตถาคตคร้ันได้บุรุษที่พอฝึกได้มาแล้วในขั้นแรกย่อมแนะนํา อย่างนี้ก่อนว่า \"มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้มีศีล สํารวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึง พร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นเป็นภัยแม้ในโทษท่ีเล็กน้อย จงสมาทาน ศึกษาในสกิ ขาบทท้ังหลายเถดิ \" ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภกิ ษุนั้นเป็นผมู้ ศี ีล (เชน่ ที่กล่าวแลว้ ) ดแี ลว้ ตถาคตยอ่ มแนะนาํ ใหย้ ่ิงข้นึ ไปวา่ \"มาเถดิ ภกิ ษ!ุ ท่านจงเปน็ ผสู้ ารวมในอินทรีย์ ท้ังหลาย : ได้เหน็ รูปด้วยตาแล้ว จักไมถ่ ือเอาโดยนิมิต (คือรวบถอื ท้งั หมดวา่ งามหรอื ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปร.ิ ม. ๑๔/๘๒/๙๔. ตรสั แกพ่ ราหมณ์ ช่ือคณกโมคคลั ลานะ ทบี่ ุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถ.ี กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คียแ์ ล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๒๘๙ ไม่งามแล้วแต่กรณี), จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือแยกถือเอาแต่บางส่วนว่าส่วนใด งามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี), บาปอกุศลกล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตาม อารมณ์เพราะการไม่สํารวมจักขุอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักสํารวมอินทรีย์น้ันไว้เป็น ผู้รักษาสํารวมจักขุอินทรีย์. (ในโสตินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์คือจมูก ชิวหาอินทรีย์คือล้ิน กายินทรยี ค์ ือกาย และมนินทรีย์คือใจ ก็มีขอ้ ความนัยเดียวกนั ),\" ดงั น.้ี พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สํารวมอินทรีย์ (เช่นท่ีกล่าวน้ัน) ดีแล้วตถาคตย่อมแนะนําให้ย่ิงข้ึนไปอีกว่า \"มาเถิดภิกษุ! ท่านจงเป็นผู้รู้ ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ จงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพ่ือประดับตกแต่ง, แต่ฉันเพียงเพ่ือให้กายน้ีตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ ชีวิตเป็นไปเพ่ือปูองกันความลําบาก เพ่ืออนุเคราะห์พรหมจรรย์, โดยคิดว่า เราจักกําจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสียแล้วไม่ทําเวทนาใหม่ (อ่ิมจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น. ความที่อายุดําเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหารและความอยู่ผาสุกสําราญ จักมีแก่เรา\" ดงั น.้ี พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุน้ันเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ (เช่นท่ีกล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนําให้ย่ิงขึ้นไปอีกว่า \"มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงประกอบ ความเพียรในธรรมเป็นเคร่ืองตื่น (ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มืนชา). จงชําระจิตให้หมดจด ส้ินเชิงจากอาวรณิยธรรมท้ังหลาย ด้วยการเดิน การน่ัง ตลอดวันยังค่ํา ไปจนส้ินยามแรกแห่งราตรี. คร้ันยามกลางแห่งราตรี สําเร็จการนอนอย่าง ราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหล่ือมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกข้ึน. ครั้นถึง ยามท้ายแห่งราตรี ลุกข้ึนแล้ว ชําระจิตให้หมดจดจากอาวรณิยธรรมด้วยการเดิน การนงั่ อกี ต่อไป\" ดังนี้. กลบั ไปสารบัญ
๒๙๐ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรม เป็นเครื่องต่ืน (เช่นท่ีกล่าวน้ัน) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนําให้ย่ิงข้ึนไปอีกว่า \"มาเถิด ภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการ ก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสงั ฆาฎิบาตรจวี ร, การฉนั การดื่ม การเคี้ยว การล้ิม การถ่าย อุจจาระ ป๎สสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนง่ิ \" ดังน้ี. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุน้ันเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ (เช่นท่ีกล่าวน้ัน) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนําให้ย่ิงข้ึนไปอีกว่า \"มาเถิดภิกษุ ! ท่านจง เสพเสนาสนะอันสงัด คือปุาละเมาะ โคนไม้ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ํา ปุาช้า ปุาชัฎ ท่ีแจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหน่ึง). ในกาลเป็นป๎จฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว น่ังคู้บัลลังก์ต้ังกายตรงดํารงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจาก อภิชฌา คอยชาระจิต จากอภิชฌา; ละพยาบาทมีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้ กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชําระจิตจากพยาบาท; ละถีนะ มิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนะมิทธะมีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชําระจิตจากถีนมิทธะ; ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟูุงซ่านมีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชําระจิตจากอุทธัจจะกุกกุจจะ;ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้อง กล่าวว่า `น่อี ะไร นีอ่ ย่างไร' ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชําระจิต จากวจิ ิกจิ ฉา\" ดังน.้ี ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเคร่ืองเศร้าหมองจิต ทําป๎ญญาให้ถอยกําลังเหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศล- ธรรมท้ังหลาย จึงบรรลุฌานท่ี ๑ มวี ิตกวิจารมปี ตี ิและสขุ อนั เกิดแต่วิเวก กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คีย์แล้ว - จวนจะปรินิพพาน ๒๙๑ แล้วแลอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุฌานท่ี ๒ เป็นเคร่ืองผ่องใสใน ภายใน เป็นท่ีเกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่. เพราะความจางแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลฌุ านท่ี ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานน้ี เป็นอยู่อุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข. และเพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัส และโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุฌานท่ี ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุขมีแต่ความท่ีมีสติเป็น ธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอเุ บกขาแลว้ แลอย.ู่ พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่าใดท่ียังเป็นเสขะ (คือยังต้องทําต่อไป) ยังไม่ บรรลุอรหัตตมรรคยังปรารถนานิพพานอันเป็นท่ีเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า อยู่, คาสอน ท่ีกล่าวมานี้แหละ เป็นคาสอนสาหรับภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น. ส่วน ภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์ส้ินอาสวะแล้ว จบพรหมจรรย์แล้วทํากิจที่ต้องทําสําเร็จ แลว้ มภี าระอนั ปลงไดแ้ ล้ว มีประโยชน์ตนอันได้บรรลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้น ไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบแล้ว, ธรรมทั้งหลาย (ในคําสอน) เหล่าน้ี เป็นไปเพ่ือความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมและเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุ ทงั้ หลายเหลา่ นด้ี ้วย. ทรงฝึกสาวกเปน็ ลาดับ ๆ๑ อัคคิเวนะ ! เมื่อใด๒ ช้างท่ีถูกฝึกรู้จักทําตามคําของคนฝึกในการลุกข้ึน และการทรดุ ลงแล้วตอ่ จากน้ันผูฝ้ กึ ก็ฝกึ ใหร้ ้จู ักอาการทีเ่ รยี นวา่ อาเนญชะ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ทันตภมู ิสตู ร อุปริ. ม. ๑๔/๒๖๖/๓๙๕. ตรสั แก่สามเณร อจรี วตะ ผู้อัคคเิ วสนโคตร, ท่สี วนไผ่ ใกลก้ รุงราชคฤห.์ ๒. ตรสั เรื่องการฝึกช้างเป็นลําดบั ๆ มาแล้วต้ังแตน่ ําออกจากปาุ มาเป็นลาํ ดบั เพ่ือเปรยี บเทยี บกบั การฝึกภิกษุ. กลบั ไปสารบัญ
๒๙๒ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ (คือไม่หวั่นไหว), เขาผูกโล่ไว้ที่งวง มีผู้ถือหอกซัด น่ังบนคอคนหน่ึง และหลายคน ล้อมรอบ ๆ คนฝึกถือหอกซัดขนาดยาวยืนหน้าช้างน้ันแหละสอนให้ทําอาการท่ี เรียกว่า อาเนญชะ, ช้างน้ันมิได้ทําเท้าหน้าให้ไหวมิได้ทําเท้าหลัง,กายตอนหน้า, กายตอนหลัง, ศีรษะ, ใบหู, งา, หาง, งวง ให้ไหวเลยเป็นช้างควรทรงสําหรับ พระราชา, ย่อมทนการประการด้วยหอก, ดาบ, ลูกศร,การประหารของข้าศึก, ทน ต่อเสียงบันลือลั่นของกลอง บัณเฑาะว์ สังข์และเปิงมางทั้งหลาย, มีความ บิดเบือน ดุร้าย เมามัน อันส้ินแล้ว ควรแก่พระราชา เป็นของใช้สอยของ พระราชา เรียกไดว้ า่ เป็นองค์อวยั วะของพระราชาดงั น,้ี น่ฉี นั ใด; อัคคิเวสนะ ! อันน้ีก็ฉันน้ัน : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดําเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถี ฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จําแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้นทําให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับท้ังเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมท้ังมนุษย์ ด้วยป๎ญญา อันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อ่ืนให้รู้แจ้งตาม.ตถาคตน้ันแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ บริสุทธ์ิบริบูรณ์สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใด ตระกูลหนึ่ง ในภายหลังก็ดี ได้ฟ๎งธรรม น้ันแล้ว เกิดศรัทธา ใจตถาคต. เขาผู้ประกอบด้วย ศรทั ธา ยอ่ มพิจารณาเห็น ว่า \"ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี,บรรพชาเป็น โอกาส (คือท่ีโปร่งโล่ง) อันย่ิง; การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ ให้บริสุทธิบ์ รบิ ูรณ์โดยสว่ นเดียวเหมือนสงั ขท์ เ่ี ขาขดั แลว้ นนั้ ไมท่ าได้โดย กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๒๙๓ ง่าย. ถ้ากระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวช เปน็ ผไู้ มเ่ ก่ยี วขอ้ งดว้ ยเรอื นเถิด\", ดังน้.ี โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เก่ียวข้องด้วยเรือนแล้ว. อัคคิเวสนะ ! เพียงเท่าน้ี ย่อมชื่อว่า เขาได้ไปถึงท่ีโล่งโปร่งแล้ว, (ดุจช้าง ที่นําออกมาจากปาุ แลว้ ). อัคคิเวสนะ ! ก็เทวดาและมนุษย์ ท. มีเคร่ืองยั่วยวนคือ กามคุณห้า. ตถาคตจึงแนะนะกลุ บุตรผู้บวชแลว้ น้ันใหย้ ่ิงขน้ึ ว่า \"แน่ะภิกษุ ! ทา่ นจงมา, ท่านจง เป็นผู้มีศีล สํารวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร เห็นเป็นภัย ในโทษแม้เล็กน้อย จงสมาทานศกึ ษาในสขิ าบทท้ังหลาย\". อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีล ฯลฯ๑แล้ว ตถาคตจึงแนะนํา ให้ย่ิงข้ึนไปว่า \"แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้สารวมทวารในอินทรีย์ ท. ได้ เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะบาปอกุศลคืออภิชฌา และโทมนัส มักไหลไปตาม เพราะการไม่สํารวมจักขุอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักปิด ก้ันอินทรีย์น้ันไว้ เป็นผู้รักษาสํารวมจักขุอินทรีย์. (ใน หู จมูก ล้ิน กายใจ ก็มีนัย เดียวกนั )\". อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สํารวมทวารในอินทรีย์ ท. ฯลฯ แล้ว, ตถาคตจึงแนะนําให้ยิ่งขึ้นไปว่า \"แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้รู้ ประมาณในโภชนะ อยู่เสมอ, จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่น เพื่อมวั เมา เพอ่ื ประดบั ตกแตง่ แตฉ่ นั เพียงเพอื่ ใหก้ ายนี้ต้งั อยไู่ ด้ เพอ่ื ให้ชวี ิตเป็น ____________________________________________________________________________ ๑. ท่ลี ะเปยยาลตรงน้ี และต่อ ๆ ไป หมายความว่าซาํ้ กับข้างบน อา่ นเลยไปกไ็ ด้. กลับไปสารบัญ
๒๙๔ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ไป เพ่ือปูองกันความลําบาก เพื่อนุเคราะห์พรหมจรรย์, โดยคิดว่า เราจักกําจัด เวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทําเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนหมดสุข) ให้เกิดขึ้น. ความท่ี อายุดําเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร ความอยู่ผาสุกสําราญจักมีแก่เรา\" ดังนี.้ อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุน้ันเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ฯลฯ แล้ว,ตถาคต กแ็ นะนาํ ให้ยง่ิ ข้นึ ไปว่า \"แน่ะภิกษุ ! ทา่ นจงมา, ท่านจงตาม ประกอบ ในธรรมเป็นเคร่ืองต่ืน, จักชําระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรม ด้วยการ เดินการนั่ง ตลอดวันยังคํ่า จนส้ินยามแรกแห่งราตรี, คร้ันยามกลางแห่งราตรี นอนอยา่ งราชสหี ์ (คือ) ตะแคงขวา เทา้ เหล่ือมเท้า, มีสติสัมปชัญญะในการลุกข้ึน, คร้ันยามสุดท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชําระจิตให้หมดจดจากอาวรณิยธรรมด้วย การจงกรม และการนง่ั อกี \" ดังนี.้ อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็น เครอ่ื งตน่ื ฯลฯ แลว้ ,ตถาคต ก็แนะนําให้ยิ่งขึ้นไปว่า \"แน่ะภิกษุ! ท่านจงมา,ท่านจง เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ, จักรู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด,การทรง สงั ฆาฎิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคย้ี ว การล้มิ , การถ่ายอุจจาระ ป๎สสาวะ, การไป การหยดุ , การนง่ั การนอน, การหลับ การตื่น,การพูด การนงิ่ \" ดงั น.้ี อัคคิเวสนะ ! ในกาลใดแล ภกิ ษนุ ั้น เปน็ ผูป้ ระกอบพร้อมดว้ ยสติ สัมปชัญญะ ฯลฯ แลว้ , ตถาคตกแ็ นะสาํ ใหย้ ง่ิ ขึน้ ไปวา่ \"แนะ่ ภกิ ษุ ! ทา่ นจงมา, ทา่ นจงเสพเสนาสนะอนั สงดั คือปาุ ละเมาะ โคนไม้ ภเู ขาซอกห้วย ทอ้ งถาํ้ ปุาชา้ ปาุ ชัฎ ทีแ่ จง้ ลอมฟาง. ในกาลเปน็ ปจ๎ ฉาภตั ต์ กลบั จากบณิ ฑบาตแล้ว กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี ์แลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๙๕ นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดํารงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจาก อภิชฌา คอยชาระจิต จากอภิชฌา; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาทเป็นผู้ กรุณามีจิตหวังเก้ือกูลในสัตว์ ท. คอยชําระจิตจากพยาบาท; ละถีนมิทธะมุ่งอยู่แต่ ความสวา่ งในใจ มจี ติ ปราศจากถ่นิ มทิ ธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวคอยชําระจิตจาก ถีนมิทธะ; ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟูุงซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายในคอยชําระจิตจาก อุทธัจจกุกกุจจะ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า `นี่อะไร, นี่ อย่างไร' ในกศุ ลธรรมทัง้ หลาย คอยชําระจติ จากวจิ กิ จิ ฉา\" ดงั น.ี้ อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุน้ัน ละนิวรณ์ห้า อย่าง อันเป็นเครื่อง เศรา้ หมองจติ ทาํ ป๎ญญาให้ถอ้ ยกาํ ลังเหลา่ น้ีได้แล้ว เป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกาย,... เห็นเวทนาในเวทนา ท., ...เห็นจิตใจจิต,...เห็นธรรมในธรรม ท. มีความเพียรเผา บาป รู้ตัวรอบคอบ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้; ในกาลนั้นเปรียบ เหมือนคนผ้ฝู กึ ชา้ ง ฝง๎ เสาใหญ่ลงในแผ่นดินแล้ว ผูกช้างปุาเข้าท่ีคอเพื่อยํ่ายีกําจัด เสียซึ่งปรกตินิสัยท่ีเป็นปุาเถื่อน เพ่ือย่ํายีกําจัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างนิสัยปุา เถ่ือน, และความกระวนกระวายด้ินรนเร่าร้อน อย่างนิสัยปุาเถ่ือนน้ันเสีย;เพ่ือให้ ยินดีต่อบ้าน ชวนให้คุ้นเคยในปรกตินิสัย อันเป็นท่ีพอใจของมนุษย์; นี้ฉันใด; อัคคิเวสนะ ! สติป๎ฎฐานทั้งส่ีน้ี ก็เป็นที่เข้าไปผูกแห่งใจของอริยสาวกเพื่อย่ายี กาจดั เสยี ซ่งึ ปรกตินิสัยอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ เพื่อย่ายีกาจัดเสียซ่ึงความคิดครุ่น อยา่ งบา้ น ๆ เรือน ๆและความกระวนกระวายดิ้นรนเร่าร้อนอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ นัน้ เสยี ; เพือ่ ให้ถงึ ทบั ญายธรรม เพอื่ ทานพิ พานให้แจ้ง ฉนั นนั้ เหมือนกัน. (ต่อจากน้ีทรงกล่าวถึงการที่สาวกน้ัน จะต้องไม่มีวิตกท่ีเข้าไปผูกพันกับ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วบรรลุฌานท้ังส่ี และวิชชาสามอย่าง ยืดยาวโดยนัยดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องการ ตรสั รูข้ องพระองคเ์ อง จงดใู นท่นี น้ั จกั ไดก้ ลา่ วเนื้อความอ่นื ทสี่ บื ต่อจากนนั้ ไป). กลบั ไปสารบัญ
๒๙๖ พทุ ธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ...ฯลฯ... ภิกษุน้ัน รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจควรทาได้ ทาเสร็จแลว้ กิจอื่นทต่ี อ้ งทาเพอ่ื ความเป็นอยา่ งนมี้ ไิ ด้มีอีก. อัคคิเวสนะ ! ภิกษุน้ัน ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อนความหิว ความระหาย และสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เล้ือยคลาน ทง้ั หลาย เป็นผ้มู ชี าติแห่งบุคคลผู้อดกลั้นได้ต่อถ้อยคาท่ีกล่าวร้าย กล่าวมาไม่ดี, อดทนได้ต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดขึ้นแล้วอย่างกล้าแข็งแสบเผ็ดหมดความ สาราญเบิกบานใจ ปลิดเสียได้ซึ่งชีวิต. ภิกษุนั้นเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะอัน กาจัดเสียส้ินแล้วมีกิเลสอันย้อมใจดุจน้าฝาด อันตนสารอกออกเสียได้แล้ว,เป็น อาหุเนยยบุคคล เป็นปาหุเนยยบุคคล เป็นทักขิเฌยยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การ กราบไหว้เปน็ เนื้อนาบญุ ของโลก ไมม่ ีนาบุญอนื่ ใดยิ่งไปกว่า. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ท่ียังไม่เป็น ขีณาสพ ทํากาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทํากาละแล้วทั้งที่ยังฝึกไม่ เสร็จ ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่ม ของพระราชาท่ียังฝึกไม่ได้ตายลง ก็ ถงึ ซึ่งการนบั ว่า ตายแลว้ ทง้ั ท่ียงั ฝึกไมเ่ สรจ็ ฉันใดกฉ็ นั นั้น. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ก็ตามเป็น ขีณาสพแล้ว ทํากาละลงไป, ก็ย่อมถึงซ่ึงการนับว่าตายแล้ว ทํากาละแล้วอย่าง เสร็จส้ินการฝึกแล้ว ดุจด่ังช้างแก่ หรือปูนกลางหรือหนุ่มก็ตาม ของพระราชา ที่ เขาฝึกดีแล้ว ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายไปอย่างได้รับการฝึกสาเร็จแล้ว ฉัน ใดก็ฉันน้นั เหมือนกนั . กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคีย์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๒๙๗ เร่อื งท่ไี มท่ รงพยากรณ์๑ มาลุงกยบุตร ! ได้ยินเธอว่า (เอง) ว่า ตถาคตมิได้พูดไว้กะเธอว่า`ท่านจง มาประพฤติพรหมจรรย์ ในสํานักเราเถิด เราจะพยากรณ์ทิฎฐิ ๑๐ ประการแก่ ท่าน'; อน่ึง เธอก็มิได้พูดว่า`ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในสํานักพระผู้มี พระภาคเจา้ ถ้าพระผู้มพี ระภาคเจา้ จกั พยากรณ์ทิฎฐิ ๑๐ ประการ แก่ข้าพระองค์' ดงั น้ีเลย. ดูก่อนโมฆบุรษุ ! เม่ือเป็นดงั นี้ จักบอกคืนพรหมจรรย์กะใครเลา่ . มาลุงกยบุตร ! ถึงผู้ใดจะกล่าวว่า `พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงพยากรณ์ ทิฎฐิ ๑๐ ประการแก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพียงน้ัน. ต่อเม่ือทรงพยากรณ์แล้ว เราจึงจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี- พระภาค' ดังนี้ก็ตาม ทิฎฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเป็นสิ่งที่ตถาคตไม่พยากรณ์อยู่ นั่นเองและผูน้ ้ันกต็ ายเปล่า. มาลุงกยบุตร ! เปรียบเหมือนบุรุษ ต้องศรอันอาบด้วยยาพิษอย่างแก่. มิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิตของเขา ก็ตระเตรียมศัลยแพทย์สําหรับการผ่าตัด, บุรุษนั้นกล่าวเสียอย่างน้ีว่า `เราจักไม่ให้ผ่าลูกศรออก จนกว่าเราจะรู้จักตัวบุรุษผู้ ยิงเสียก่อน ว่าเป็นกษัตริย์ หรือ พราหมณ์, เวสส์, สูทท์, เป็นผู้มีชื่ออย่างนี้ ๆ มี สกุลอย่างน้ี ๆ, รูปร่างสูงต่ําหรือปานกลางอย่างไร, มีผิวดําขาวหรือเร่ืออย่างไร, อยู่ในหมู่บ้าน, นิคม, หรือนครไหน, และคันศรที่ใช้ยิงเราน้ันเป็นหน้าไม้ หรือ เกาทัณฑ์, สายทําด้วยปอ,เอ็น, ไม้ไผ่, หรือปุานอย่างไร, ฯลฯ' ดังนี้ มงลุงกยบุตร! เรอ่ื งเหล่าน้ี อนั บุรุษนนั้ ยงั ไมท่ ราบไดเ้ ลย ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี จฬู มาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๔๗/๑๔๙. ตรสั แกพ่ ระภิกษมุ าลงุ กยะ ท่เี ชตวัน. กลบั ไปสารบัญ
๒๙๘ พทุ ธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ เขาก็ทํากาละเสียก่อน, น้ีฉันใด; บุคคลผู้กล่าวว่า `พระผู้มีพระภาคยังไม่พยากรณ์ ทิฎฐิ ๑๐ ประการแกเ่ ราเพยี งใด, เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพียงน้ัน ฯลฯ' ดังนี้ ทิฎฐิ ๑๐ ประการก็ยังเป็นเร่ืองที่ตถาคตไม่พยากรณ์อยู่ น่ันเอง, และบุคคลนัน้ ก็ตายเปล่าเป็นแท.้ มาลุงกยบุตร ! ต่อเม่ือมีทิฎฐิเท่ียงแท้ลงไปว่า \"โลกเที่ยง\" (เป็นต้นอย่างใด อย่างหน่ึงลงไปแล้วในบรรดาทฎิ ฐิทง้ั สิบ) หรอื , คนเราจึงจกั ประพฤตพิ รหมจรรย์ได้? “หามิได้ พระองค์ !” มาลุงกยบุตร ! ในเมื่อมีทิฎฐิว่า `โลกเท่ียง' (เป็นต้นอย่างใดอย่างหน่ึงในบรรดา ทิฎฐิสิบ) อยู่, ก็ยังมีความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ําครวญ ทุกข์ กาย ทุกข์ใจ และความแห้งผากในใจ อันเป็นความทุกข์ ซ่ึงเราบัญญัติการกําจัดเสียได้ ในภพที่ตนเห็นแล้วน้ี อยู่น่ันเอง. มาลุงกยบุตร! เพราะฉะน้ัน พวกเธอจงจําส่ิงท่ีเราไม่ พยากรณ์ โดยความเปน็ สงิ่ ทีเ่ ราไมพ่ ยากรณ์,และจําส่ิงทีเ่ ราพยากรณ์ โดยความเป็นสิ่ง ทเ่ี ราพยากรณ์แลว้ . มาลุงกยบุตร ! ก็อะไรเล่า ท่ีเราไม่พยากรณ์? สิ่งท่ีเราไม่พยากรณ์ คอื (ทิฎฐขิ อ้ ใดขอ้ หน่งึ ในบรรดาทิฏฐิทง้ั สบิ ) ว่า:- โลกเทยี่ ง, โลกไมเ่ ที่ยง, โลกมที สี่ ้ินสุด, โลกไมม่ ที ส่ี นิ้ สดุ , ชีวะกด็ วงนน้ั ร่างกายกร็ ่างนน้ั , ชีวะกด็ วงอน่ื ร่างกายกร็ า่ งอน่ื , ตายแล้ว ยอ่ มเป็นอยา่ งทเ่ี ปน็ มาแล้วน้ี อกี , กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคีย์แลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๒๙๙ ตายแลว้ ไม่เป็นอย่างทเี่ ป็นมาแล้วน้ี อีก, ตายแล้ว ย่อมเป็นอยา่ งท่เี ปน็ มาแล้วนอ้ี ีกกม็ ี ไม่เปน็ ก็มี, ตายแลว้ ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อกี กไ็ มใ่ ช่ ไมเ่ ปน็ กไ็ มใ่ ช่. เพราะเหตไุ ร เราจึงไม่พยากรณ์? มาลุงกยบุตร ! เพราะเหตุว่า น่นั ไมป่ ระกอบด้วย ประโยชน์ ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปพร้อมเพ่ือความหน่าย ความ คลายกําหนัด ความดับ ความรํางับ ความรู้ยิ่งความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุน้ัน เราจึงไม่พยากรณ์. ตรัสเหตุทีไ่ ม่ทรงพยากรณ์อนั ตคาหิกทฎิ ฐิสบื ๑ \"พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรหนอ เป็นเหตเุ ป็นป๎จจัย ท่ีปริพพาชกเดียรถีย์อ่ืนเม่ือ ถูกถามแล้วย่อมพยากรณ์ว่าโลกเท่ียง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดังน้ี? อะไรหนอ เป็นเหตุเป็น ปจ๎ จัย ทพี่ ระโคดมผู้เจรญิ เมอื่ ถกู ถามแลว้ ยอ่ มไม่ทรงพยากรณว์ า่ โลกเที่ยง หรอื วา่ โลก ไม่เที่ยง...ฯลฯ...หรือว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดงั น?้ี \" วัจฉะ ! ปริพพาชกเดียรถีย์อ่ืน ท. ย่อมตามเห็นซ่ึงจักษุ ...ซึ่งโสตะ... ซึ่งฆานะ...ซึ่งชิวหา...ซึ่งกายะ...ซ่ึงมนะ ว่า \"น่ันของเรา; นั่นเป็นเรา;น่ันเป็นอัตตา ของเรา\" ดังน้ี; วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้น ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น เมื่อถูกถาม แล้ว จึงพยากรณ์ว่าโลกเท่ียง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ...หรือว่าตถาคตภายหลัง แตก่ ารตาย ย่อมมีอีกกห็ ามไิ ดไ้ มม่ ีอีกก็หามิได้ ดังนี.้ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สฬา.สํ. ๑๘/๔๗๘/๗๙๒. ตรสั แกว่ ัจฉโคตรปริพพาชกท่ไี ปทูลถามเรอื่ งนกี้ ะพระองค์. กลับไปสารบัญ
๓๐๐ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ วัจฉะ ! ส่วนตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ย่อมตามเห็นซ่ึงจักษุ ...... ซ่ึงโสตะ...ซึ่งฆานะ...ซึ่งชิวหา...ซ่ึงกายะ...ซึ่งมนะ ว่า \"น่ันไม่ใช่ของเรา; น่ันไม่เป็น เรา; น่ันไม่ใช่อัตตาของเรา\" ดังน้ี; วัจฉะ ! เพราะเหตุน้ันตถาคต เมื่อถูกถามแล้ว จึงไม่พยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เท่ียง ...ฯลฯ...หรือว่าตถาคตภายหลังแต่ การตาย ยอ่ มมอี กี กห็ ามิไดไ้ มม่ ีอีกก็หามิได้ ดงั น้.ี (อกี นยั หนึง่ ตรัสตอบวา่ :-)๑ วัจฉะ ! ปริพพาชกเดียรถีย์อื่น ท. ย่อมตามเห็นซ่ึงรูป โดยความเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป หรือเห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป (ในกรณีแห่ง เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสด้วยข้อความท่ีมีหลักเกณฑ์ในการตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง รูปน้ีทุกประการ); วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้น ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น เม่ือถูกถาม แลว้ จงึ พยากรณ์ว่าโลกเท่ียง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลัง แต่การตาย ยอ่ มมีอกี กห็ ามไิ ด้ ดังนี.้ วัจฉะ ! ส่วนตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ย่อมไม่ตามเห็นซ่ึงรูปโดย ความเป็นตน หรือไม่เห็นตนมีรูป หรือไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป. (ในกรณี แห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสด้วยข้อความท่ีมีหลักเกณฑ์ในการตรัสอย่าง เดียวกันกบั ในกรณแี ห่งรปู นท้ี กุ ประการ); วัจฉะ ! เพราะเหตนุ ้นั ตถาคต เมือ่ ถกู ถามแล้ว จงึ ไมพ่ ยากรณ์วา่ โลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เท่ียง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลังแต่ การตาย ย่อมมอี ีกกห็ ามิได้ไมม่ อี ีกก็หามิได้ ดังน.ี้ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สฬา. ส.ํ ๑๘/๔๘๐/๗๙๕. ตรัสแกว่ จั ฉโคตรปริพพาชก. กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี แ์ ล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๓๐๑ ตรสั เหตุทีไ่ มท่ รงพยากรณ์อันตคาหิกทิฏฐิ สว่ นทีเ่ กี่ยวกบั \"ตถาคตส\"ี่ ๑ \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ทําไมหนอ พระองค์เม่ือถูกถามว่า \"ตถาคต ภายหลังแต่การตายยอ่ มมีอีกหรือ?\" ดังน้ี, ก็ตรัสว่า \"นั่นเราไม่พยากรณ์\"; เมื่อถูก ถามว่า\"ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีกหรือ?\" ดังนี้, ก็ตรัสว่า \"นั่นเราไม่ พยากรณ์\"; เมื่อถูกถามว่า \"ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มี หรือ?\" ดังน้ี, ก็ตรัสว่า \"น่ันเราไม่พยากรณ์\"; เมื่อถูกถามว่า \"ตถาคตภายหลังแต่ การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้หรือ?\" ดังนี้, ก็ยังตรัสว่า \"นั่นเราไม่ พยากรณ์\" ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุเป็นป๎จจัย ท่ีพระผู้มี พระภาคไมท่ รงพยากรณ์ ซง่ึ ข้อความน้ันพระเจา้ ข้า?\" มหาราชะ ! ...บคุ คลเมอ่ื บัญญัติตถาคต เขาบัญญตั ิโดยรปู (ขันธ)์ ใด, รูป นน้ั อันตถาคตละหมดแล้ว มีมลู รากอนั ถอนขน้ึ ได้แลว้ กระทาํ ใหเ้ หมอื นตน้ ตาลไม่ มวี ัตถสุ าํ หรับงอก กระทาํ ใหถ้ ึงความไมม่ ไี ม่เปน็ เปน็ สง่ิ ท่ไี มอ่ าจจะเกดิ ขน้ึ อกี ตอ่ ไปเป็นธรรมดา. มหาราชะ ! ตถาคต ผพู้ ้นแลว้ จากการนับว่าเปน็ รปู เป็นสภาพ ทล่ี ึกซ่งึ ประมาณไม่ได้ หย่ังถงึ ไดย้ าก เหมอื นกับมหาสมุทร การทจ่ี ะกล่าวว่า\" ตถาคตภายหลังแต่การตาย ยอ่ มมอี กี \" ดังน้ี กด็ ี; ว่า \"ตถาคตภายหลงั แต่การตาย ย่อมไม่มีอีก\" ดังนี้ ก็ดี; วา่ \"ตถาคต ภายหลงั แตก่ ารตาย ยอ่ มมีอีกกม็ ไี ม่มีอกี ก็ม\"ี ดังน้ี กด็ ี; วา่ \"ตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกกห็ ามิได้ไมม่ ีอกี กห็ ามิได\"้ ดังน้ี กด็ ี; ยอ่ มเปน็ ไปไม่ได.้ (ในกรณแี หง่ เวทนาขนั ธ์ สญั ญาขันธ์สังขารขนั ธ์ และ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๖๑/๗๖๐. ตรสั แก่พระเจา้ ปเสนทิโกศลทเ่ี สดจ็ ไปทูลถามพระองค์. คาํ ตรสั ตอบนนั้ ในพระบาลี ม.ม. ๑๓/๒๔๗/๒๕๑ กม็ ี ตรัสแกว่ จั ฉโคตรปริพพาชก ท่เี ชตวัน. กลบั ไปสารบัญ
๓๐๒ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ วญิ ญาณขันธ์ ก็ตรัสด้วยข้อความที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปน้ีทุก ประการ). ตรัสเหตุที่ทาใหไ้ ม่ทรงขอ้ งแวะดว้ ยทิฏฐสิ บิ ๑ \"ก็พระโคดมผู้เจริญ ! เห็นอยู่ซึ่งโทษอะไรหรือ จึงไม่เข้าถึงซึ่งทิฏฐิเหล่านี้ โดยประการท้ังปวง อยา่ งน้ี?\" วัจฉะ ! ทิฏฐิที่ว่า \"โลกเที่ยง\" ดังนี้น้ัน เป็นเพียงการจับฉวยด้วยทิฏฐิ เป็นทิฏฐทิ ี่สรา้ งกันดาร เป็นทิฏฐิท่ีเป็นข้าศึก เป็นความผันแปรแห่งทิฏฐิ เป็นความ ผูกพนั แห่งทิฏฐิ; เป็นไปเพ่ือทุกขเ์ ป็นไปเพ่ือกระทบกระทั่ง เป็นไปเพื่อความคับแค้น เป็นไปเพ่ือความเร่าร้อน; ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกําหนัด ไม่เป็นไป เพอ่ื ความดบั ความสงบรํางับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพ่ือ นิพพาน. (ในกรณีแห่งทิฏฐิที่ ๒ ว่าโลกไม่เท่ียงเป็นต้น จนกระท่ังถึงทิฏฐิที่ ๑๐ ว่าตถาคต ภายหลังแต่ตายแล้วมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ อันเป็นทิฏฐิสุดท้าย ก็ได้มีการตรัสโดย ทํานองเดียวกัน, ต่างแต่ชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิเท่านั้น). วัจฉะ ! เราเห็นอยู่ซึ่งโทษนี้แล จึงไมเ่ ขา้ ถึงซ่งี ทิฏฐเิ หล่านี้ โดยประการท้งั ปวง อยา่ งน้ี. \"พระโคดมผู้เจริญ ! กท็ ฏิ ฐิไรๆ ของพระสมณโคดมผู้เจริญ มอี ยหู่ รือ?\" วจั ฉะ ! ส่งิ ท่ีเรยี กว่า \"ทฏิ ฐิ\" นน้ั ตถาคตนาํ ออกทงิ้ หมดแล้ว. วัจฉะ ! มี อยู่แตส่ จั จะนี่อนั ตถาคตเหน็ แล้ว ว่า \"รปู เป็นอยา่ งนี้, เหตเุ กิดขนึ้ แห่งรปู เปน็ อย่าง น้ี, ความตั้งอยไู่ ม่ไดแ้ หง่ รปู เป็นอยา่ งนี้; (ในกรณีแห่งเวทนา--สัญญา--สงั ขาร--วิญญาณ กไ็ ดต้ รัสดว้ ยถ้อยคําอยา่ งเดยี วกัน)\"; เพราะฉะนนั้ เราจึงกล่าวว่า ตถาคต หลดุ พน้ วิเศษแล้ว เพราะความส้นิ เพราะความหน่าย ความดับความสละ ความ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี อคั ควิ จั ฉโคตรสตู ร ม.ม. ๑๓/๒๔๓/๒๔๗. ตรสั แกว่ ัจฉโคตรปรพิ พาชก ทีเ่ ชตวัน ใกล้เมอื งสาวตั ถ.ี กลบั ไปสารบัญ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 754
Pages: