โปรดปญ๎ จวคั คียแ์ ล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๔๐๓ อทุ เทส; และเรามิไดก้ ลา่ วอยา่ งนน้ั เพราะเป็นผู้ต้องการให้ท่านเคล่ือนจากอาชีวะ; และเรามไิ ด้กลา่ วอย่างน้ัน เพราะเปน็ ผู้ต้องการให้ท่านต้ังอยู่ในธรรมอันเป็นอกุศล นับเนื่องในอกุศล ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของตน เหล่านั้น; และเรามิได้กล่าวอย่าง นัน้ เพราะเปน็ ผตู้ ้องการให้ท่านเลิกร้างจากธรรมอันเป็นกุศลนับเนื่องในกุศล ตาม ลัทธิแหง่ อาจารย์ของตน เหล่าน้นั . นิโค๎รธะ ! ธรรม ท. อันเป็นอกุศลท่ีท่านยังละไม่ได้ มีอยู่ เป็นธรรมเศร้า หมอง เป็นธรรมนํามาซึ่งภพใหม่ เป็นไปเพื่อทุกข์ทรมาน มีทุกข์เป็นวิบากเป็นไป เพ่ือชาติชรามรณะสืบต่อไป, อันเป็นอกุศลธรรม ที่เราแสดงธรรมเพ่ือให้ละเสีย; เมื่อท่าน ท. ปฏิบัติตามแล้ว ธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมอง ท. จักละไป,ธรรมเป็น เครื่องผ่องแผ้ว ท. จักเจริญโดยย่ิง; ท่าน ท. จักกระทําให้แจ้งซ่ึงความเต็มรอบ แห่งป๎ญญา และความเป็นผู้ไพบูลย์ ด้วยป๎ญญาอันยิ่งเอง ในทิฎฐธรรมเข้าถึง แล้วแลอยู่. บางกฎทีท่ รงยกเว้นแก่บางคน๑ กัสสปะ ! ผู้ใดเป็นพวกเดียรถีย์อื่นมาก่อน, หวังการบรรพชา หวังการ อปุ สมบท ในธรรมวนิ ัยน้ี ผู้นัน้ ย่อมตอ้ งอย่ปู ริวาสสี่เดือน,๒ครัน้ ล่วงส่เี ดือน ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาสหี นาทสูตร ส.ี ท.ี ๙/๒๒๑/๒๗๔. ตรสั แกอ่ เจลกัสสปะ. ๒. ปรวิ าสเช่นน้ี มีการลองบงั คบั ให้ถือ หรอื ใหท้ ําอย่างนนั้ อยา่ งนี้ดู จนเปน็ ท่พี อใจคนครบ ๔ เดือน ไมม่ ีบกพรอ่ งในระหวา่ ง. บกพรอ่ งนบั ใหม.่ กลบั ไปสารบัญ
๔๐๔ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ พวกภิกษุ ท. มีจิตสิ้นสงสัยรังเกียจแล้ว ย่อมให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความ เปน็ ภิกษุ. กแ็ ต่วา่ เราร้จู กั ความแตกต่างระหว่างบุคคลในเร่ืองน้ี. (พระบาลีเช่นน้ีมีทั่ว ๆ ไป ทรงยกสิทธิพิเศษให้อัญญเดียรถีย์บางคน ที่พระองค์ทรง สังเกตเห็นแล้วว่าไม่จําเป็น, ไม่ต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน. ทรงเรียกภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มาพาตัวไป บรรพชาเสียทีเดียว แล้วจึงให้สงฆ์ให้อุปสมบททีหลัง. กฎหลายข้อ ท่ีมีอนุบัญญัติ หรือ \"ข้อแม้\" ไว้สําหรับบางบุคคล, บางกาล, บางเทศะ, ท้ังนี้ก็เพราะทรงเป็นธรรมราชา. เน้ือความเช่นน้ี อธิบายไวช้ ดั ในอรรถกถาแห่งพระบาลี ท่กี ล่าวถงึ เรือ่ งเช่นน้ี ทุกแหง่ ไป). ทรงแสดงหลกั แห่งกรรมตา่ งจากพวกอืน่ ๑ อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่าน้นั (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใด กล่าว อย่างนี้ว่า \"ทา่ นผ้เู จริญ ท.! กรรมท่ีเป็นบาป (บาปกมมฺ ) มีอยู่, วิบากแห่งทุจริต ก็มี อย\"ู่ ดงั น;ี้ คาํ กล่าวข้อน้ีของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เรายอมรับรู้ด้วย. (ข) แม้ข้อใดท่ี สมณพราหมณ์ผู้น้ันกล่าวต่อไปว่า \"ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้กระทําปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน ประพฤติผิดในกาม พูดเด็จ พูดส่อเสียด พูดคําหยาบ พูดคํา เพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฎฐิ, ภายหลังแต่การตาย เพราะการทําลายแห่งกายเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อน้ี ของสมณพราหมณผ์ ูน้ ัน้ เราก็ยอมรบั ร้ดู ้วย. (ค) แต่ข้อท่ีสมณพราหมณ์ผู้น้ันกล่าว อย่างนว้ี า่ \"ท่านผูเ้ จริญ ท.! บคุ คลใด เปน็ ผู้กระทําปาณาตบิ าต กระทาํ อทนิ นาทาน ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหากัมมวภิ งั คสตู ร อุปร.ิ ม. ๑๔/๓๙๔/๖๐๘. ตรัสแก่พระอานนท์ กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คีย์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๔๐๕ ...ฯลฯ...มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฎฐิ บุคคลน้ันทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะ การทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก\" ดังนี้; คํากล่าวข้อน้ีของ สมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดท่ีสมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าว อย่างนี้ว่า \"ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่าน้ัน ผิด\" ดังนี้; คํากล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อท่ีสมณพราหมณ์ผู้น้ัน ป๎กใจตามกําลังแห่งความรู้ตาม ความลูบคลําแห่งทิฎฐิ แล้วกระทําซ่ึงโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างนี้ว่า \"ข้อนี้เท่าน้ันจริง, ข้ออ่ืนเป็นโมฆะ\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อนี้ ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อน้ันเพราะเหตุไรเล่า? อานนท์! ข้อน้ันเพราะเหตุว่า ญาณในการจําแนกซึ่งกรรมอันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมี โดยประการอ่ืน. อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใดกล่าว อย่างน้ีว่า \"ท่านผู้เจริญ ท.! กรรมท่ีเป็นบาปไม่มี, วิบากแห่งทุจริตก็ไม่มี\"ดังน้ี; คํา กล่าวข้อน้ีของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ข) แต่ข้อใดที่สมณ พราหมณ์ผู้น้ันกล่าวต่อไปอีกอย่างน้ีว่า \"ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้กระทําปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน...ฯลฯ...มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฎฐิ, ภายหลังแต่การตาย เพราะการทําลายแห่งกาย เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์\" ดังน้ี; คํากล่าวข้อน้ีของสมณ พราหมณ์ผู้นั้น เรายอมรับรู้ด้วย. (ค) ส่วนข้อท่ีสมณพราหมณ์ผู้น้ันกล่าวอย่างน้ีว่า \"ท่านผูเ้ จริญ ท.! บุคคลใด เปน็ ผกู้ ระทาํ ปาณาตบิ าตกระทําอทนิ นาทาน กลับไปสารบัญ
๔๐๖ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ...ฯลฯ...มีจติ พยาบาท เปน็ มิจฉาทฎิ ฐิ บคุ คลน้นั ทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะ การทําลายแห่งกายย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์\" ดังนี้; คํากล่าวข้อนี้ของสมณ พราหมณผ์ ู้น้นั เราไม่ยอมรับรูด้ ้วย. (ฆ) แม้ข้อใดท่สี มณพราหมณ์ผู้น้นั กลา่ วอยา่ งนี้ ว่า \"ชนเหลา่ ใด รอู้ ยา่ งน้ี ชนเหลา่ นัน้ ช่ือว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใดรู้อย่างอ่ืนความรู้ของ ชนเหล่าน้ัน ผิด\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราก็ไม่ยอมรับรู้ ดว้ ย. (ง) แม้ข้อท่ีสมณพราหมณ์ผูน้ ั้น ป๎กใจตามกําลังแห่งความรู้ตามความลูบคลํา แห่งทิฎฐิ แล้วกระทําซ่ึงโวหารตามท่ีเขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างนี้ว่า \"ข้อน้ีเท่านั้นจริง, ข้ออื่นเป็นโมฆะ\" ดังน้ี;คํากล่าวแม้ข้อนี้ของสมณ พราหมณ์ผู้นั้น เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อน้ันเพราะเหตุไรเล่า? อานนท์ ! ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ญาณในการจําแนกซึ่งกรรมอันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมีโดย ประการอ่ืน. อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ ผูใ้ ด กลา่ วอยา่ งนี้ว่า \"ท่านผูเ้ จรญิ ท. ! กรรมที่เป็นกรรมงาม (กลฺยาณกมฺม) มีอยู่, วิบากแห่งสุจริต ก็มีอยู่\" ดังนี้; คํากล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เรายอมรับ รู้ดว้ ย. (ข) แม้ขอ้ ใดท่ีสมณพราหมณผ์ นู้ ้ันกล่าวต่อไปว่า \"ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้เว้น ขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เวน้ ขาด จากการพูดเทจ็ พูดส่อเสียด พูดคําหยาบ พูดคําเพ้อเจ้อ ไม่เป็นผมู้ ากด้วย อภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาทเป็นสัมมาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทําลาย แห่งกาย เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรากย็ อมรับรู้ด้วย. (ค) แต่ขอ้ ท่ีสมณ- กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คยี แ์ ล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๔๐๗ พราหมณ์ผู้น้ันกล่าวอย่างนี้ว่า \"ท่านผู้เจริญ ท.! บุคคลใด เป็นผู้เว้นขาดจาก ปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ...ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ บคุ คลน้ัน ทกุ คน, ภายหลังแต่การตายเพราะการทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์\" ดังน้ี;คํากล่าวข้อน้ีของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดท่ีสมณพราหมณ์ผู้น้ันกล่าวอย่างนี้ว่า \"ชนเหล่าใดรู้อย่างน้ี ชนเหล่านั้นช่ือ ว่ารู้ชอบ,ชนเหล่าใดรู้อย่างอ่ืน ความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อน้ี ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อท่ีสมณพราหมณ์ผู้น้ันป๎ก ใจตามกําลังแหง่ ความรู้ตามความลบู คลําแห่งทิฎฐิ แล้วกระทาํ ซ่งึ โวหารตามท่ีเขารู้ เอง เหน็ เอง แจม่ แจ้งเอง (สืบต่อไป) อยา่ งนีว้ า่ \"ขอ้ นีเ้ ทา่ นัน้ จรงิ ,ข้ออ่ืนเป็นโมฆะ\" ดังน้ี; คํากล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย.ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจําแนกซึ่งกรรมอัน กวา้ งขวางของตถาคต ยอ่ มมีโดยประการอืน่ . อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ ผู้ใด กล่าวอย่างน้ีว่า \"ท่านผู้เจริญ ท.! กรรมที่เป็นกรรมงาม ไม่มี, วิบากแห่ง สุจริตก็ไม่มี\" ดังนี้; คํากล่าวข้อน้ีของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราไม่ยอม รับรู้ด้วย. (ข) แต่ข้อใดท่ีสมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า \"ข้าพเจ้า ได้เห็นบุคคลผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฎฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทําลาย แห่งกาย เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก\" ดังนี้; คํากล่าวข้อนี้ของ สมณพราหมณผ์ ู้น้นั เรายอมรับรดู้ ้วย. (ค) ส่วนขอ้ ทส่ี มณพราหมณ์ผนู้ ้ันกล่าว กลับไปสารบัญ
๔๐๘ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ อย่างนี้ว่า \"ท่านผู้เจริญ ท.! บุคคลใดเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจาก อทนิ นาทาน ...ฯลฯ..ไม่มจี ิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฎฐิ บุคคลนั้น ทุกคน, ภายหลังแต่ การตายเพราะการทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก\" ดังน้ี; คํา กล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดท่ีสมณ พราหมณ์ผู้น้ันกล่าวอย่างน้ีว่า \"ชนเหล่าใดรู้อย่างน้ี ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ, ชน เหล่าใดรู้อย่างอ่ืนความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด\" ดังนี้; คํากล่าวแม้ข้อน้ีของสมณ พราหมณ์ผู้นั้น เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้น้ันป๎กใจตาม กําลังแห่งความรู้ตามความลูบคลําแห่งทิฎฐิ แล้วกระทําซ่ึงโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างน้ีว่า \"ข้อนี้เท่านั้นจริง, ข้ออ่ืนเป็นโมฆะ\" ดังนี้;คํากล่าวแม้ข้อน้ีของสมณพราหมณ์ผู้น้ัน เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจําแนกซ่ึงกรรมอัน กว้างขวางของตถาคต ยอ่ มมีโดยประการอน่ื . (ตรัสอธิบายเกยี่ วกับพวกทท่ี าบาปแลว้ ตายไปสู่นรก) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่าน้ัน บคุ คลใดในโลกแหง่ กาลปจ๎ จบุ ันนเี้ ป็น ผู้กระทาํ ปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน ...ฯลฯ...เปน็ มิจฉาทฎิ ฐ,ิ ภายหลงั แต่การ ตายเพราะการทําลายแห่งกาย ยอ่ มเข้าถึงอบายทุคติวนิ บิ าตนรก ข้อน้ีเปน็ เพราะ ในกาลกอ่ น เขาไดก้ ระทาํ บาปกรรมอันมีทกุ ขเ์ ปน็ ผลไว้; หรอื ว่าในกาลภาย หลังเขาไดก้ ระทําบาปกรรมอนั มีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่า ในเวลาจะตาย เขาเปน็ ผู้ กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๐๙ เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฎฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลน้ัน ภายหลังแต่การตายเพราะ การทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้กระทํา ปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน ...ฯลฯ...เป็นมิจฉาทิฎฐิ ในโลกแห่งกาลป๎จจุบันน้ี น้ัน เขาย่อมเสวยซ่ึงวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฎฐธรรม(ทันควัน)บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปะป๎ชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอปรปริยายะ (เวลาถัดมาอีก) บา้ ง. (ตรสั อธบิ ายเกี่ยวกบั พวกท่ที าบาปแลว้ ตายไปสู่สวรรค์) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดในโลกแห่งกาลป๎จจุบันนี้เป็น ผู้กระทําปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน ...ฯลฯ...เป็นมิจฉาทิฎฐิ, ภายหลังแต่การ ตายเพราะการทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้อนี้เป็นเพราะในกาล ก่อนเขาได้กระทํากัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่า ในกาลภายหลังเขาได้ กระทาํ กลั ยาณกรรมอนั มสี ุขเป็นผลไว้; หรือว่าในเวลาจะตายเขาเป็นผู้เพียบพร้อม ด้วยสัมมาทิฎฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลน้ัน ภายหลังแต่การตายเพราะการทําลาย แห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ส่วนข้อท่ีเขาเป็นผู้กระทําปาณาติบาต กระทําอทินนาทาน ...ฯลฯ...เป็นมิจฉาทิฎฐิ ในโลกแห่งกาลป๎จจุบันน้ีนั้นเขาย่อม เสวยซง่ึ วิบากแหง่ กรรมนนั้ ในกาลอนั เปน็ ทิฎฐธรรม (ทันควัน) บ้าง,หรือในกาลอัน เปน็ อุปะป๎ชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอปรปริยายะ(เวลาถัดมาอีก) บา้ ง. กลบั ไปสารบัญ
๔๑๐ พทุ ธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ (ตรัสอธิบายเกย่ี วกบั พวกที่เวน้ จากบาปแล้วตายไปสสู่ วรรค์) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่าน้ัน บุคคลใดในโลกแห่งกาลป๎จจุบันน้ีเป็นผู้ เวน้ ขาดจากปาณาตบิ าต เว้นขาดจากอทนิ นาทาน ...ฯลฯ...เป็นสัมมาทิฎฐิ,ภายหลัง แต่การตายเพราะการทาํ ลายแหง่ กาย ยอ่ มเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้อน้ีเป็นเพราะ ในกาลก่อนเขาได้กระทํากัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่าในกาลภายหลัง เขาได้กระทาํ กลั ยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่าในเวลาจะตายเขาเป็นผู้เพียบ พร้อมด้วยสัมมาทิฎฐิ เพราะเหตุน้ัน บุคคลน้ัน ภายหลังแต่การตายเพราะการ ทําลายแห่งกายย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ส่วนข้อท่ีเขาเป็นผู้เว้นขาดจาก ปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ เป็นสัมมาทิฎฐิ ในโลกแห่งกาล ป๎จจุบันนี้ น้ัน เขาย่อมเสวยซึ่งวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฎฐธรรม (ทันควัน) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปะป๎ชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอัน เป็นอปรปรยิ ายะ(เวลาถดั มาอกี ) บา้ ง. (ตรัสอธบิ ายเกี่ยวกบั พวกที่เวน้ จากบาปแลว้ ตายไปสู่นรก) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่าน้ัน บุคคลใดในโลกแห่งกาลป๎จจุบันนี้เป็นผู้ เวน้ ขาดจากปาณาตบิ าต เวน้ ขาดจากอทนิ นาทาน ...ฯลฯ...เป็นสัมมาทิฎฐิ,ภายหลัง แต่การตายเพราะการทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรกข้อน้ีเป็น เพราะในกาลก่อนเขาได้กระทําบาปกรรมอันมีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่าในกาล ภายหลังเขาได้กระทําบาปกรรมอนั มีทกุ ข์เปน็ ผลไว้; หรือวา่ ในเวลาจะตาย กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คีย์แล้ว – จวนจะปรินิพพาน ๔๑๑ เขาเป็นผเู้ พยี บพร้อมดว้ ยมิจฉาทิฎฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลน้ัน ภายหลังแต่การตาย เพราะการทําลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้ เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ...เป็นสัมมาทิฎฐิในโลก แหง่ กาลปจ๎ จบุ นั นี้ นนั้ เขายอ่ มเสวยซ่ึงวิบากแห่งกรรมนั้นในกาลอันเป็นทิฎฐธรรม (ทนั ควนั ) บา้ ง, หรอื ในกาลอนั เป็นอปุ ะป๎ชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง,หรือในกาลอันเป็น อปรปริยายะ (เวลาถดั มาอีก) บ้าง. อานนท์ ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล กรรมที่ไม่ควรทํา แสดงตัวออกมาเป็น กรรมท่ีไม่ควรทําก็มี; กรรมไม่ควรทํา แสดงตัวออกมาเป็นกรรมท่ีควรทําก็มี;และ กรรมท่ีควรทําแท้ ๆ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมท่ีควรทําก็มี; กรรมท่ีควรทําแสดง ตวั ออกมาเป็นกรรมที่ไม่ควรทาํ กม็ ี; ดงั น้แี ล. ทรง \"เยาะ\" ลัทธิทวี่ ่าสุขทุกข์เพราะกรรมเกา่ อยา่ งเดียว๑ ภกิ ษุ ท.! ลทั ธิ ๓ ลิทธิเหล่านม้ี อี ยู่, เปน็ ลัทธิซง่ึ แมบ้ ัณฑติ จะพากันไตร่ตรอง จะหยิบข้ึนตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะบิดผันกันมา อย่างไร กช็ วนใหน้ ้อมไปเพอื่ การไมป่ ระกอบกรรมท่ีดีงามอยนู่ ัน่ เอง. ภิกษุ ท.! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้นเป็นอย่างไรเล่า? ๓ ลัทธิคือ (๑) สมณะ และพราหมณบ์ างพวกมีถอ้ ยคําและความเหน็ วา่ \"บุรุษบคุ คลใด ๆ ก็ตาม ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ตกิ . อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑. ตรสั แกภ่ ิกษุทงั้ หลาย. กลบั ไปสารบัญ
๔๑๒ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ท่ีได้รบั สขุ รบั ทกุ ข์ หรอื ไมใ่ ชส่ ุขไม่ใช่ทุกข์ ท้งั หมดน้นั เปน็ เพราะกรรมทึ่ทาไว้แต่ ปางก่อน\" ดังน้ี. (๒) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคําและความเห็นว่า \"บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่มีสุขไม่ใช่ทุกข์ท้ังหมดน้ัน เป็นเพราะการบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนาย (อิศวร)\" ดังนี้. (๓) สมณะและ พราหมณ์บางพวก มีถ้อยคําและความเห็นว่า \"บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตามท่ีได้รับสุข หรือได้รับทุกขห์ รอื มใิ ช่สุขมิใช่ทุกข์ ทั้งหมดน้ัน ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย\" ดังน้.ี ภิกษุ ท.! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคําและ ความเห็นว่า \"บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรมท่ีทา ไวแ้ ตป่ างก่อนอย่างเดียว\" อยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถาม ความท่ีเขายังยืนอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า \"ถ้ากระน้ันคนที่ฆ่าสัตว์...ลัก ทรพั ย.์ ..ประพฤตผิ ิดพรหมจรรย.์ ..พดู เท็จ...พดู ยุให้แตกกนั ...พดู คําหยาบ...พดู เพอ้ เจ้อ ...มีใจละโมบเพ่งเล็ง...มีใจพยาบาท...มีความเห็นวิปริต เหล่าน้ีอย่างใดอย่างหน่ึง (ในเวลานี้) น่ันก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทําไว้แต่ปางก่อน. เมื่อมัวแต่ถือเอากรรมท่ี ทาไว้แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสาคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทา หรือความพยายามทาในข้อที่ว่า สิ่งน้ีควรทา ส่ิงนี้ไม่ควรทาอีกต่อไป. เมื่อกรณีย กิจและอกรณียกิจไม่ถูกทําหรือถูกละเว้นให้จริง ๆจัง ๆ กันแล้ว คนพวกท่ีไม่มีสติ คุ้มครองตนเหล่าน้ัน ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.\" ดังน้.ี กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี ์แลว้ – จวนจะปรินิพพาน ๔๑๓ ภิกษุ ท.! น้ีแล แง่สําหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ท้ังหลาย ผู้ มถี อ้ ยคาํ และความเหน็ เชน่ นนั้ แงท่ ห่ี นงึ่ . ทรง \"เยาะ\" ลัทธิท่ีว่าสุขทกุ ข์เพราะการบนั ดาลของเจ้านาย๑ (เรื่องตอนตน้ ของเรอื่ งน้ี ต่อเปน็ เรื่องเดียวกับตอนตน้ ของเรอ่ื งก่อน) ภิกษุ ท.! ในบรรดาลัทธิท้ังสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคําและ ความเหน็ วา่ \"บุคคลได้รบั สุขหรอื ทกุ ข์ หรอื ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทกุ ข์ ทัง้ หมดนนั้ เป็นเพราะ การนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย(อิศวร)\" ดังน้ีมีอยู่ เราเข้าไปหาสมณ พราหมณ์เหล่าน้ันแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้วเรากล่าวกะเขา ว่า \"ถ้ากระนั้น (ในบัดน้ี) คนท่ีฆ่าสัตว์ ...ลักทรัพย์ ...ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ...พูด เท็จ ...พูดยุให้แตกกัน ...พูดคําหยาบ ...พูดเพ้อเจ้อ ...มีใจละโมบเพ่งเล็ง ...มีใจ พยาบาทมีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหน่ึงอยู่นั่นก็ต้องเป็นเพราะการ นิรมิตบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนายด้วย. ก็ เม่ือมัวแต่ถือเอาการนิรมิตบันดาล ของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย มาเป็นสาระสาคัญดังน้ีแล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความ อยากทา หรือความพยายามทา ในข้อท่ีว่า ส่ิงน้ีควรทา สิ่งน้ีไม่ควรทาอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจ ไม่ถูกทํา หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆอันแล้ว คน พวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่าน้ัน ก็ไม่มีอะไรท่ีจะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะอย่าง ชอบธรรมได้.\" ดังน้.ี ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อ.ํ ๒๐/๒๒๓/๕๐๑. ตรัสแกภ่ ิกษุทั้งหลาย. กลบั ไปสารบัญ
๔๑๔ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ภิกษุ ท.! น้ีแล แง่สําหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ท้ังหลาย ผูม้ ถี ้อยคาํ และความเหน็ เช่นนัน้ แง่ที่สอง. ทรง \"เยาะ\" ลัทธิท่วี ่า สุขทุกข์ไมม่ ีอะไรเปน็ เหตเุ ป็นปจ๎ จยั ๑ (เรื่องตอนตน้ ของเรอ่ื งน้ี ตอ่ เป็นเร่อื งเดียวกับตอนตน้ ของเร่ืองกอ่ น) ภิกษุ ท.! ในบรรดาลัทธิท้ังสามน้ัน, สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคําและ ความเห็น ว่า \"บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ท้ังหมดนั้นไม่มี อะไรเป็นเหตเุ ป็นปจั จัยเลย\" ดังนี้มีอยู่, เราเข้าไปหาสมณะและพราหมณ์เหล่าน้ัน แล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า\"ถ้ากระน้ัน (ในบดั น)ี้ คนทฆี่ า่ สตั ว์ ...ลกั ทรัพย์ ...ประพฤติผดิ พรหมจรรย.์ ..พูดเท็จ ...พูดยใุ หแ้ ตก กัน ...พูดคําหยาบ ...พูดเพ้อเจ้อ ...มีใจละโมบเพ่งเล็ง ...มีใจพยาบาท ...มีความเห็น วิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหน่ึงอยู่น้ันก็ต้องไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นป๎จจัยเลย ด้วย. ก็ เม่ือมัวแต่ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นป๎จจัยเลย มาเป็นสาระสาคัญ ดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทาหรือความพยายามทา ในข้อท่ีว่าสิ่งนี้ ควรทา ส่ิงนไี้ มค่ วรทา อกี ต่อไป. เม่อื กรณียกิจและอกรณียกจิ ไม่ถูกทํา หรือถูกละ เว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกท่ีไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่าน้ัน ก็ไม่มีอะไรที่จะ มาเรยี กตน ว่าเปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได.้ \"ดงั น.ี้ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ตกิ . อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑. ตรสั แก่ภิกษทุ ง้ั หลาย. กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี ์แลว้ – จวนจะปรินิพพาน ๔๑๕ ภิกษุ ท.! นี้แล แง่สําหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ท้ังหลาย ผูม้ ีถอ้ ยคําและความเห็นเชน่ น้ัน แง่ท่สี าม. ทรงมวี ิธีสกัดสแกงพวกท่ีถือลัทธวิ า่ มอี ตั ตา๑ โปฎฐปาทะ ! มีสมณพราหมณ์พวกหน่ึง ซ่ึงมีวาทะ มีทิฎฐิ อย่งนี้ว่า \"มีอัตตา (ตัวตน) ซ่ึงมีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ภายหลังแต่การตาย\" ดังน้ี. เราได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่าน้ัน แล้วกล่าวอย่างน้ีว่า ได้ยินมาว่า ท่านผู้มี อายุ ท. มีวาทะ มีทิฎฐิว่า \"มีอัตตา ซึ่งมีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ภายหลังแต่ ตายแลว้ \" ดังน้ี จรงิ หรอื ? เมื่อเขาตอบว่า จริง. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า เออก็ ท่าน ท.รู้อยู่เห็น อยู่ ซ่งึ โลกอันมสี ุขโดยส่วนเดียว อยู่หรือ? เมอ่ื เขาตอบวา่ หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างน้ีว่า เออก็ ท่าน ท.รู้ท่ัวถึง ซงึ่ อัตตา(ตวั ตน) อนั มสี ุขโดยส่วนเดยี ว ตลอดคืนหน่ึงบ้าง วันหน่ึงบ้างคร่ึงคืนบ้าง ครงึ่ วนั บา้ ง แลหรอื ? เมอื่ เขา ตอบว่า หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนว้ี า่ ก็ ทา่ น ท.ยอ่ มรู้ว่า นี้ เปน็ หนทางน้เี ป็นปฎปิ ทาเพื่อทาํ ให้แจง้ ซ่ึงโลกอนั มสี ขุ โดยส่วนเดียวอยู่หรอื ? ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี โปฎฐปาทสูตร ส.ี ที. ๙/๒๓๗/๒๙๙. ตรสั แกโ่ ปฎฐปาทปรพิ พาชก ทีเ่ ชตวัน ใกลเ้ มอื งสาวตั ถี. กลบั ไปสารบัญ
๔๑๖ พุทธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ เมอื่ เขาตอบว่า หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างน้ีว่า ก็ท่าน ท. ได้ยินเสียง แห่งเทวดาผ้เู ขาถงึ ซงึ่ โลกอันมีสขุ โดยส่วนเดียว สนทนากันอยู่ว่า \"เพ่ือนเอ๋ย!เพ่ือน ปฏบิ ัตดิ แี ล้ว เพอื่ นเอย๋ ! เพ่อื นปฏบิ ตั ติ รงแลว้ เพื่อทาํ ใหแ้ จง้ ซง่ึ โลกอนั มสี ุขโดยส่วน เดียว; เพ่ือนเอ๋ย! ถึงแม้เราก็ปฏิบัติแล้วอย่างนั้นจึงเข้าถึงโลกอันมีสุขโดยส่วน เดียว\" ดังนี้ บา้ งหรือ? เขาตอบว่า หามไิ ด้. โปฎฐปาทะ ! ท่านจะสําคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ก็เมื่อเขาพูดอยู่อย่างนี้ ถ้อยคําของพวกสมณพราหมณ์เหล่าน้ัน ย่อมถึงซึ่งความเป็นคําที่ใคร ๆ จะไม่ยอม คล้อยตาม (อปฺปาฏิหิริก)ํ มใิ ช่หรือ? \"แน่นอน พระเจา้ ขา้ !\" โปฎฐปาทะ ! เหมือนอย่างว่า : บุรุษคนหน่ึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องการใคร่ จะได้หญิงงามแห่งชนบท ในชนบทนี้. ชน ท. ถามเขาว่า \"บุรุษผู้เจริญ!หญิงงาม แห่งชนบทที่ท่านปรารถนาใคร่จะได้นั้นท่านรู้หรือว่า หญิงงามนั้นเป็นวรรณะ กษัตริย์หรือ หรือว่าเป็นวรรณะพราหมณ์ หรือว่าเป็นวรรณะสามัญ หรือว่าเป็น วรรณะศูทรชั้นต่ํา\"? เมื่อถูกถามเช่นน้ีแล้ว เขาตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ทราบ.ชน ท. ถามเขาต่อไปว่า \"บุรุษเจริญ! หญิงงามแห่งชนบทที่ท่านปรารถนาใคร่จะได้นั้น มี ชื่อย่างไร, เป็นโคตรอะไร, เป็นคนสูง หรือเป็นคนต่ํา หรือปานกลาง,เป็นคนผิวดํา หรือผิวคลํ้า หรือผิวสีทอง; อยู่ในหมู่บ้าน หรือในนิคมหรือในนครไหน\"? เม่ือถูก ถามเชน่ นแี้ ล้ว เขาตอบว่า ขา้ พเจ้าไมท่ ราบ. ชน ท. ถามเขา กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคยี แ์ ล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๑๗ ต่อไปว่า \"บุรุษผู้เจริญ ! ท่านก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหญิงงามแห่งชนบทที่ท่าน ปรารถนาใคร่จะได้น้ัน นะซิ\". เม่ือถูกถามเช่นนั้น เขาตอบว่า ถูกแล้ว โปฎฐปาทะ ! ท่านจะสําคัญความข้อนี้อย่างไร : เม่ือเขากล่าวอยู่อย่างน้ี คําของ บุรุษน้ันย่อมถึงซึ่งความเป็นคําท่ีใคร ๆ จะไม่ยอมคล้อยตาม มิใช่หรือ? \"แน่นอน พระเจ้าข้า!\" โปฎฐปาทะ ! ข้อน้ีเป็นฉันใด ถ้อยคําของสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ อย่างนน้ั มีทฎิ ฐอิ ย่างน้ัน ก็เปน็ ฉนั นน้ั . โปฎฐปาทะ ! หรือว่าเหมือนอย่างว่า : บุรุษคนหน่ึงกระทําบันได (สูงชนิดที่ทําเพื่อ) พาดขึ้นสู่ปราสาท อยู่ท่ีหนทางสี่แพร่ง. ชน ท. ถามเขาว่า \"บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้หรือว่า ปราสาทท่ีท่านทําบันไดเพื่อจะพาดนั้น อยู่ทางทิศ ตะวันออกหรือทางทิศใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกหรือทางทิศเหนือ; เป็นปราสาทสูง หรือปราสาทตาํ่ หรือปนู กลาง?\" เม่ือถกู ถามเชน่ นีแ้ ล้วเขาตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ. ชน ท. ถามเขาต่อไปว่า \"บุรุษผู้เจริญ ! ท่านก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นปราสาทที่ท่าน ทําบันไดเพ่ือจะพาดน้ัน นะซิ. \" เม่ือถูกถามเช่นน้ี เขาตอบว่า ถูกแล้ว. โปฎฐปาทะ ! ท่านจะสาํ คัญความขอ้ นี้ว่าอย่างไร : เมอ่ื เขากล่าวอยู่อย่างน้ี คําของ บุรุษน้ัน ย่อมถึงซ่ึงความเป็นคําที่ใคร ๆ จะไม่ยอมคล้อยตาม มิใช่หรือ? \"แน่นอน พระเจ้าข้า!\" โปฎฐปาทะ ! ข้อนี้เป็นฉันใด ถ้อยคําของสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ อย่างน้นั มีทฎิ ฐิอย่างนน้ั ก็เปน็ ฉนั นั้น. กลบั ไปสารบัญ
๔๑๘ พทุ ธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงระบลุ ทั ธิมักขลวิ าท ว่าเปน็ ลทั ธิทาลายโลก๑ ภิกษุ ท.! ในบรรดาผ้าที่ทอด้วยส่ิงที่เป็นเส้น ๆ กันแล้ว ผ้าเกสกัมพล (ผ้า ทอด้วยผมคน) นับว่าเป็นเลวที่สุด. ผ้าเกสกัมพลนี้ เมื่ออากาศหนาว มันก็เย็นจัด, เมื่ออากาศร้อน มนั กร็ อ้ นจัด. สีกไ็ มง่ าม กลิ่นก็เหมน็ เน้ือก็กระด้าง;ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท.! ในบรรดาลัทธิต่าง ๆ ของเหล่าปุถุสมณะแล้ว ลัทธิมักขลิวาท นับว่า เปน็ เลวที่สุด ฉันนั้น. ภิกษุ ท.! มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถ้อยคาและหลักความเห็นว่า \"กรรมไม่มี, กิริยาไม่มี, ความเพียรไม่มี\" (คือในโลกนี้ อย่าว่าแต่จะมีผลกรรมเลยแม้แต่ ตวั กรรมเองกไ็ มม่ ี, ทาํ อะไรเท่ากับไม่ทํา.กริ ิยาและความเพียรกน็ ยั เดียวกัน). ภกิ ษุ ท.! แมพ้ ระอรหันตสัมมาสมั พุทธเจ้าทั้งหลาย ท่ีเคยมีแล้วในอดีตกาล นานไกล ท่านเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยามีวิริยะ. มักขลิ โมฆบุรษุ ย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าน้ัน ว่าไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มี วริ ยิ ะ ดังน.ี้ ภิกษุ ท.! แมพ้ ระอรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจ้าท้ังหลาย ท่ีจักมีมาในอนาคตกาล นานไกลข้างหน้าท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรษุ ย่อมคดั ค้านพระอาหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าน้ัน ว่า ไม่มีกรรม ไม่ มกี ริ ิยา ไม่มวี ริ ยิ ะ ดังน้.ี ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี โยธาชวี วรรค ตกิ . อ.ํ ๒๐/๓๖๙/๕๗๗. ตรสั แกภ่ กิ ษทุ ้งั หลาย. กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคียแ์ ล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๔๑๙ ภิกษุ ท.! ในกาละน้ี แม้เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ก็เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้าน เราว่า ไม่มีกรรม ไม่มกี ริ ิยา ไม่มีวริ ยิ ะ ดังนี.้ ภิกษุ ท.! คนเขาวางเคร่ืองดักปลา ไว้ที่ปากแม่น้ํา ไม่ใช่เพ่ือความเก้ือกูล, แต่เพ่ือความทุกข์ ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่พวกปลาทั้งหลายฉันใด ; มักขลิโมฆบุรุษเกิดข้ึนในโลก เป็นเหมือนกับผู้วางเคร่ืองดักมนุษย์ไว้ ไม่ใช่เพ่ือ ความเก้ือกูล, แต่เพ่ือความทุกข์ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่สัตว์ทั้งหลายเป็น อนั มาก ฉันนนั้ . (จ. เก่ยี วกบั การท่ีมีผอู้ ืน่ เข้าใจผิด ๒๓ เร่ือง) ทรงทาผูม้ ุง่ รา้ ยให้แพ้ภัยตวั เอง๑ อัคคิเวสนะ ! ท่านสําคัญว่าอย่างไร ในข้อท่ีท่านกล่าวว่า `รูปเป็นตัวตน ของเรา' ดงั น,้ี ก็อํานาจของทา่ นอาจเป็นไปได้ในรูปน้ันว่า รูปจงเป็นอย่างนี้ ๆ เถิด อยา่ งได้เปน็ อยา่ งนั้น ๆ เลย' ดังนีห้ รอื ? สัจจกอัคคิเวสนะ ไดท้ ูลตอบวา่ \"ขอ้ นไ้ี มเ่ ป็นอย่างน้ันดอก พระโคดม !\" อัคคิเวสนะ ! ท่านจงใครค่ รวญ, ใคร่ครวญแลว้ จึงกลา่ วแก.้ คําหลัง ของ ทา่ นไมเ่ ข้ากนั ได้กบั คาํ กอ่ น คํากอ่ นไมเ่ ข้ากบั คําหลังเสียแล้ว. อัคคิเวสนะ ! ท่านจะ สาํ คัญขอ้ นี้วา่ อย่างไร : รูปเทยี่ งหรือไม่เทยี่ ง? ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี จฬู สัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๙/๓๙๘. ตรัสแก่สัจจกนิครนถบุตร อัคคิเวสนโคตร. กลับไปสารบัญ
๔๒๐ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ \"ไมเ่ ทย่ี ง, พระโคดม !\" อัคคเิ วสนะ ! สงิ่ ใดไม่เท่ียง สงิ่ น้ันสอ่ ทกุ ข์หรือสอ่ สขุ ? \"สอ่ ทุกข์, พระโคดม !\" ส่ิงใดไม่เท่ยี ง ส่อทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา, ควรหรือจะตามเห็น สง่ิ นั้นว่า ของเรา เป็นเรา เปน็ ตัวของเรา ดังน?ี้ \"ไม่ควรเลย, พระโคดม!\" (ในกรณีแห่งเวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ กม็ กี ารถามตอบ โดยทาํ นองเดยี วกันน้ี.) อัคคเิ วสนะ ! ท่านจะเขา้ ใจอยา่ งไร : เม่อื รูปการณ์เปน็ เชน่ นตี้ ัวท่านติดทุกข์ แล้ว เข้าถึงทุกข์แล้ว จมเข้าในทุกแล้ว ท่านจักเห็นทุกข์นั้นว่า`นั่นของเรา นั่นเป็น เรา น่ันเป็นตวั ตนของเรา' ดังน้ี เจยี วหรือ? \"ทาไมจะไมเ่ ป็นเช่นน้ันเล่า, พระโคดม !\" อัคคิเวสนะ ! เปรียบเหมือนบุรุษต้องการไม้แก่น เท่ียวหาไม้แก่นถือเอา ขวานถากท่คี มกริบเข้าไปในปุา เห็นกล้วยต้นใหญ่ ต้นตรง ยังไม่ทันจะตกเครือ ยัง ไม่ต้ังปลีภายใน. เขาตัดกล้วยต้นน้ันท่ีโคน แล้วตัดยอดปอกกาบแล้ว ก็ยังไม่พบ แม้แต่กระพ้ี แก่นจักมีมาแต่ไหน, ฉันใดก็ฉันน้ัน, อัคคิเวสนะ ! ท่านถูกเราซักไซ้ สอบถาม ทบทวนในคําของท่านเอง ก็เป็นผู้มีถ้อยคําว่างเปล่าละลายไป. อัคคิเวสนะ ! ท่านได้ปุาวประกาศในท่ีประชุมชนเมืองเวสาลี ว่า\"ข้าพเจ้าไม่ มองเห็นสมณะ หรือพราหมณ์ใด ท่เี ปน็ เจา้ หม่เู จา้ คณะ แม้จะ กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คยี ์แล้ว – จวนจะปรินพิ พาน ๔๒๑ ปฏิญญาตนเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ที่ถ้าข้าพเจ้าโต้วาทะด้วยวาทะแล้วจัก ไม่เป็นผู้ประหม่าตัวส่ันระรัว มีเหง่ือไหลจากรักแร้ ไปได้เลย, เพราะถ้าแม้ข้าพเจ้า โต้วาทะด้วยวาทะ กับเสาที่เป็นของไม่มีจิตใจ เสาน้ันก็จะต้องสั่นสะท้าน, ปุวย กล่าวไปไย ถึงสตั วท์ เี่ ป็นมนุษย์\" ดังนี้. แต่มาบัดนี้ เหงื่อเป็นหยด ๆ ตกลงแล้วจาก หนา้ ผากของท่าน ถกู ผา้ ห่มแล้วลงถูกพนื้ , ส่วนเหงอ่ื ในกายเราเดี๋ยวน้ี ไม่มีเลย. ไมเ่ คยทรงพรน่ั พรึงในทา่ มกลางบรษิ ัท๑ สารีบุตร ! บริษัทสมาคมแปดชนิด คือขัติยบริษัท พราหมณบริษัทคหบดี บริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัทและพรหม บริษัท. ตถาคตประกอบด้วยความองอาจสี่อย่าง๒ เข้าไปสู่ที่ประชุมแห่งบริษัท แปดชนิดเหล่านี้. สารีบุตร ! ตถาคตเคยเข้าไปสู่ ขัตติยบริษัท (หรือ) พราหมณบริษัท ฯลฯ พรหมบริษัท.จํานวนบริษัทนับด้วยร้อยเป็นอันมาก. เคยน่ังประชุม เคยเจรจา เคย สากจั ฉา, เราย่อมจาํ เร่ืองนนั้ ๆ ไดด้ ี และนึกไม่เห็นว่ีแววอันใดเลยว่า ความกลัว ก็ ดี ความประหมา่ กด็ ี เคยเกดิ ขึน้ แก่เราในที่ประชุมนั้น ๆ, เม่ือไม่นึกเห็น ก็เป็นผู้ถึง ความเกษม ถึงความไม่กลวั ถึงความเปน็ ผู้กลา้ หาญอยู่ได้. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๑๔๖/๑๖๘. ตรสั แก่ทา่ นพระสารีบตุ ร ทีน่ อกนครเวสาลี. ๒. เวสารชั ชญาณ คอื ธรรมเครอ่ื งทาํ ผู้น้ันให้องอาจ ๔ อยา่ ง, เปิดดใู นภาค ๓. กลบั ไปสารบัญ
๔๒๒ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงสมาคมได้อย่างสนทิ สนม ทกุ บริษทั ๑ อานนท์ ! บริษัทสมาคมแปดชนิดคือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดี บริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัทและพรหม บริษทั . อานนท์ ! ตถาคตยังจําได้ว่าเคยได้สู่ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัทคหบดี บริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัทและพรหม บริษัท นับด้วยร้อย ๆ, ทั้งเคยน่ังร่วม เคยเจรจาร่วม เคยสนทนาและสมาคม รว่ มกบั บรษิ ทั นัน้ ๆ. เราย่อมจาํ เรื่องน้ันๆ ได้ดีว่า (คราวนั้น ๆ) ผิวกายของพวกนั้น เป็นเช่นใด ผิวกายของเรากเ็ ป็นเช่นน้ัน, เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด เสียงของเรา ก็เป็นเช่นนั้น. อนึ่ง เรายังเคยได้ชี้แจงพวกเขาเหล่านั้นให้เห็นจริงในธรรม ให้รับ เอาไปปฏบิ ัติ ให้เกดิ ความกล้าท่จี ะทําตาม ให้พอใจในผลแห่งการปฏิบัติที่ได้รับแล้ว ด้วยธรรมกี ถา. บรษิ ัทเหล่านั้น ไม่รู้จักเราผู้กําลังพูดให้เขาฟ๎งอยู่ว่าเราเป็นใคร คือ เป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์. คร้ันเรากล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ก็จากไปทั้งที่ชน ท้ังหลายเหล่านั้น ก็ยังไม่รู้จักเรา. เขาได้แต่เกิดความฉงนใจว่า ผู้ที่จากไปแล้วน้ัน เป็นใคร: เปน็ เทวดา หรือมนุษย์แน่, ดังนี.้ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาปรนิ พิ พานสตู ร มหา. ที. ๑๐/๑๒๗/๙๙. ตรสั แกพ่ ระอานนท.์ กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คีย์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๔๒๓ ทรงทา้ ให้ใครปฏเิ สธธรรมะทพี่ ระองค์รบั รอง๑ พระผ้มู พี ระภาคเจา้ เสดจ็ ไปเยี่ยมเยยี นสํานกั ปริพพาชก และสนทนากนั เป็นของมีโดยปรกต.ิ ปริพพาชก ท.! ธรรมบทมีอยู่ ๔ บท ซ่ึงรู้จักกันว่าเป็นของเลิศเป็นของมีมา นาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งใน อดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในป๎จจุบัน และจักไม่ถูกทอดท้ิงในอนาคตสมณพราหมณ์ ทั้งหลายที่เป็นผรู้ ไู้ ม่มใี ครคดั คา้ น.๒ ๔ บทนัน้ คอื อะไรเลา่ ? คือ อนภิชฌา (ความไม่ เพ่งด้วยความใคร่ในอารมณ์), อพยาบาท (ความไม่คิดประทุษร้าย), สัมมาสติ (ความระลึกชอบอยเู่ สมอ) และ สมั มาสมาธิ (ความต้ังใจชอบแนว่ แนอ่ ยูเ่ สมอ). ปรพิ พาชก ท.! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า \"เราขอปฏิเสธธรรมบทคือความไม่ มีอภชิ ฌา; เราขอบญั ญตั สิ มณะหรือพราหมณ์ ที่มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะกล้า ในกามทั้งหลายแทน\" ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้น้ันว่า \"มาซิท่าน จงกล่าว ออกไปจงสําแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ\" ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธความไม่มีอภิชฌา แล้วไปยกย่องสมณ พราหมณ์ผูม้ ากไปด้วยอภชิ ฌา มีราคะกลา้ ในกามทั้งหลายแทน. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๓๘/๓๐. ตรสั แก่ปริพพาชกทงั้ หลาย ทส่ี ํานกั ปรพิ พาชก ใกล้เมือง ราชคฤห์. ๒. ธรรมบทสีน่ ้ี เป็นของเก่า ที่พระองคท์ รงรบั รอง ไม่ใชท่ รงบญั ญตั ขิ ้นึ เอง, เปน็ การแสดง ให้เห็นวา่ ส่ิงใดเปน็ ของถูกของดีมาก่อน กท็ รงรบั เขา้ ไว้. กลบั ไปสารบัญ
๔๒๔ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ปรพิ พาชก ท.! ถา้ จะพึงมีผู้ใดกลา่ วว่า \"เราขอปฏเิ สธความไมพ่ ยาบาท,เรา ขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความประทุษร้ายเป็นเครื่องดาริอยู่ เป็นประจาใจแทน\" ดังน้ีแล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า \"มาซิท่าน ท่านจงกล่าว ออกไป จงสําแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ\" ดังน้ี. ปริพพาชก ท.! มันไม่ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ท่ีใครจะปฏิเสธความไม่พยาบาท แล้วไปยกย่องสมณ พราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาทมีความประทษุ รา้ ยเป็นเครื่องดาํ รอิ ยู่ประจําใจแทน. ปริพพาชก ท.! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า \"เราขอปฏิเสธสัมมาสติ; เราขอ บญั ญตั สิ มณพราหมณ์ ผไู้ ร้สติปราศจากสัมปชัญญะ ขึ้นแทน\" ดังน้ีแล้ว เราก็จะ กล่าวท้าผู้น้ันว่า \"มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสําแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจัก ขอดูอานุภาพ\" ดังน้ี. ปริพพาชก ท.! มันไม่เป็นส่ิงที่เป็นไปได้เลย ท่ีใครจะปฏิเสธ สัมมาสติ แลว้ ไปยกย่องสมณพราหมณผ์ ไู้ รส้ ติปราศจากสมั ปชญั ญะ ขนึ้ แทน. ปริพพาชก ท.! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า \"เราขอปฏิเสธสัมมาสมาธิ;เราขอ บัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตกลับกลอกไม่ต้ังมั่น ขึ้นแทน\" ดังนี้แล้ว, เราก็จะ กล่าวท้าผู้นน้ั ว่า \"มาซิทา่ น ทา่ นจงกลา่ วออกไปจงสาํ แดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดู อานุภาพ\" ดังนี้. ปริพพาชก ท.! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลยท่ีใครจะปฏิเสธ สมั มาสมาธิ แลว้ ไปยกยอ่ งสมณพราหมณผ์ มู้ จี ติ กลบั กลอกไม่ตั้งมัน่ แทน. ปริพพาชก ท.! ผู้ใดเห็นว่าธรรมบท ๔ บทนี้ ควรตําหนิควรคัดค้านแล้วไซร้ ในป๎จจุบันนีเ้ องผนู้ ้ันจะต้องไดร้ ับการตําหนทิ ่ีชอบแกเ่ หตุ ถกู ยนั ด้วย กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคียแ์ ลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๔๒๕ คําของตนเอง ถึง ๔ ประการ. ๔ ประการคืออะไรบ้างเล่า? ๔ ประการคือถ้ามี สมณพราหมณ์พวกใดมากดว้ ยอภิชฌามรี าคะแก่กลา้ ในกามทั้งหลาย มา เขากต็ ้อง บูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่าน้ัน. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใดที่มีจิตพยาบาทมี ความประทุษร้ายเป็นเครื่องดําริอยู่ประจําใจมา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณ พราหมณ์เหล่าน้ัน. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใด ที่ไร้สติปราศจากสัมปชัญญะมา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่าน้ัน. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใด ที่มีจิต กลบั กลอกไม่ต้ังมั่น มา เขากต็ ้องบูชายกยอ่ งสมณพราหมณ์เหลา่ น้ัน, ดังนี้. ปริพพาชก ท.! แม้แต่ปริพพาชกชื่อ วัสสะ และปริพพาชกชื่อภัญญะ ซ่ึง เป็นลัทธิอเหตุกทิฎฐิ อกิริยทิฎฐิ นัตถิกทิฎฐิ ก็ยังถือว่า ธรรมบทท้ัง๔ บทนี้ ไม่ ควรดูหม่ิน ไม่ควรคัดค้าน. เพราะเหตุใดเล่า? เพราะกลัวถูกนินทาว่าร้ายและ ชงิ ชงั น่ันเอง. ทรงท้าว่า ธรรมทที่ รงแสดงไม่มใี ครคา้ นได้๑ (เมือ่ ได้ตรัสถงึ ลทั ธิที่มที างค้านได้ ๓ ลทั ธิ คือ ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรมแต่ปางก่อน อย่างเดียว, ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะผู้เป็นเจ้าเป็นนายบันดาลให้, และลัทธิที่ว่าสุขทุกข์ไม่มีป๎จจัย อะไรเลย (ดูทีห่ น้า ๔๑๑-๔๑๔ แห่งหนังสือนี)้ แล้วไดต้ รสั ขอ้ ความต่อไปน:ี้ -) ภิกษุ ท.! ธรรมอันเราแสดงแล้วน้ี ไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรม ไม่มัวหมอง ไมม่ ีทางถูกติไมม่ ที างถูกคดั ค้าน จากสมณพราหมณผ์ ้รู ้ทู ้งั หลาย. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๕/๕๐๑. ตรสั แก่ภกิ ษทุ ั้งหลาย. กลบั ไปสารบัญ
๔๒๖ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ภกิ ษุ ท.! ธรรมนนั้ เป็นอยา่ งไรเลา่ ? ธรรมนน้ั คอื ธาตุ ๖ อยา่ ง, ผัสสายตนะ ๖อย่าง, มโนปวจิ าร ๑๘ อย่าง, และอริยสจั จ์ ๔ อย่าง. ภกิ ษุ ท.! ท่ีเรากลา่ ววา่ ธาตุ ๖ อยา่ ง น้นั เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว? เราอาศยั ข้อความนี้กลา่ ว คอื ธาตุเหลา่ นี้มหี ก คอื ปฐวธี าตุ อาโปธาตเุ ตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดงั น้.ี ภกิ ษุ ท.! ทเี่ รากล่าววา่ ผสั สายตนะ (แดนเกดิ แห่งการกระทบ) ๖ อย่าง นน้ั เราอาศัยข้อความอะไรกลา่ ว? เราอาศัยข้อความน้กี ล่าว คอื ผสั สายตนะเหลา่ นม้ี ี หก คือ ตา เปน็ ผัสสายตนะ หู เป็นผัสสายตนะ จมูก เป็นผสั สายตนะล้นิ เปน็ ผัส สายตนะ กาย เปน็ ผัสสายตนะ ใจ เปน็ ผัสสายตนะ ดังน้ี ภิกษุ ท.! ท่ีเรากล่าวว่า มโนปวิจาร (ท่ีเที่ยวของจิต) ๑๘ อย่าง นั้นเราอาศัย ข้อความอะไรกล่าว? เราอาศัยข้อความน้ีกล่าว คือ เห็นรูปด้วยตาแล้วใจย่อมเข้า ไปเทยี่ วในรูปอนั เป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในรปู อนั เปน็ ทเี่ กิดแหง่ โทมนสั ๑ ในรูปอัน เป็นท่ีเกิดแห่งอุเบกขา ๑; ฟ๎งเสียงด้วยหูแล้ว ใจย่อมเข้าไปเท่ียวในเสียงอันเป็นท่ี เกิดแห่งโสมนัส ๑; ในเสียงอันเป็นท่ีเกิดแห่งโทมนัส ๑ ในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่ง อุเบกขา ๑; ได้กล่ินด้วยจมูกแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นท่ีเกิดแห่ง โสมนัส ๑ ในกล่ินอันเป็นท่ีเกิดแห่งโทมนัส ๑ ในกลิ่นอันเป็นท่ีเกิดแห่งอุเบกขา ๑; รรู้ สดว้ ยล้ินแล้ว ใจยอ่ มเขา้ ไปเที่ยวในรสอนั เป็นทเ่ี กิดแหง่ โสมนัส ๑ ในรสอันเป็นที่ เกดิ แห่งโทมนัส ๑ กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี แ์ ลว้ – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๒๗ ในรสอันเป็นท่ีเกิดแห่งอุเบกขา ๑; สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยผิวกายแล้ว ใจย่อมเข้าไป เทีย่ วในโผฎฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในโผฏฐพั พะอนั เปน็ ท่เี กดิ แห่งโทมนัส ๑ ในโผฏฐัพพะอันเปน็ ทเ่ี กดิ แห่งอเุ บกขา ๑; รู้สกึ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่ง โทมนัส ๑ ในอารมณ์อันเปน็ ทีเ่ กดิ แหง่ อุเบกขา ๑; ดังน้ี. ภิกษุ ท.! ที่เรากล่าวว่า อริยสัจจ์ ๔ อย่างน้ัน เราอาศัยข้อความอะไร กล่าว? เราอาศัยข้อความน้ีกล่าว คือ เม่ือได้อาศัยธาตุทั้งหกแล้ว การก้าวลงสู่ ครรภ์ก็ย่อมมี. เม่ือการก้าวลงสู่ครรภ์มีอยู่(สิ่งท่ีเรียกว่า) นามรูป ก็ย่อมมี.เพราะ นามรูปเป็นป๎จจัย อายตนะหก ก็ย่อมมี. เพราะอายตนะหกเป็นป๎จจัยผัสสะก็ย่อม มี. เพราะผัสสะเป็นปจ๎ จัย เวทนา กย็ ่อมม.ี ภกิ ษุ ท. ! เราบัญญัติทุกข์ บัญญัติเหตุ ใหเ้ กิดทกุ ข์ บัญญตั ิความดับสนิทของทุกข์ และบัญญัติทางปฏิบัติให้ถึงความดับ สนิทของทกุ ข์ ไวส้ าหรบั สตั ว์ผยู้ งั มีเวทนาอยู่, วา่ เปน็ อยา่ งน้ี ๆ. ภิกษุ ท.! อริยสัจจ์ว่าด้วยความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? คือ ความเกิดเป็น ทุกข์ ความชราเป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์, โสกปริเทวะ ทุกข์กายทุกข์ใจ และ ความแห้งใจเป็นทุกข์, ประจวบกับส่ิงที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์, พลัดพรากจากสิ่งท่ีรัก เป็นทุกข์, ปรารถนาส่ิงใดแล้วไม่ได้ส่ิงน้ันเป็นทุกข์; โดยย่อแล้วขันธ์ห้าที่ยังมีความ ยึดถือเป็นทกุ ข์. ภิกษุ ท.! น้แี ลอรยิ สัจจว์ า่ ดว้ ยความทกุ ข.์ กลบั ไปสารบัญ
๔๒๘ พทุ ธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ภิกษุ ท.! อริยสัจจ์ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? คือเพราะมี อวิชชาเป็นป๎จจัยจึงมีสังขาร ท.; เพราะมีสังขารเป็นป๎จจัย จึงมีวิญญาณ;เพราะมี วิญญาณเป็นป๎จจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นป๎จจัย จึงมีอายตนะหก; เพราะมีอายตนะหกเป็นป๎จจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นป๎จจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นป๎จจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นป๎จจัยจึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นป๎จจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นป๎จจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติ เป็นป๎จจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นป๎จจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นป๎จจัย จึงมี ชรามรณะ โสกปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสอุปายาสข้ึนครบถ้วน : กองทุกข์ทั้งส้ินย่อม เกิดมีข้นึ ได้ดว้ ยอาการอย่างนี.้ ภิกษุ ท.! นแ้ี ล อรยิ สจั จว์ ่าดว้ ยเหตุให้เกดิ ทกุ ข.์ ภิกษุ ท.! อริยสัจจ์ว่าด้วยความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? คือ เพราะอวิชชาน่ันเอง จางดับไปไม่มีเหลือ จึงมีความดับแห่งสังขาร;เพราะมี ความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแหง่ นามรูป จงึ มคี วามดับแห่งอายตนะ หก; เพราะมีความดับแห่งอายตนะหก จึงมีความดับแห่งผัสสะ;เพราะมีความดับ แหง่ ผัสสะจึงมีความดับแหง่ เวทนา; เพราะมคี วามดับแหง่ เวทนา จึงมคี วามดับแห่ง ตณั หา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับ แห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับ แห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จงึ ดบั สนทิ ไป : กองทกุ ขท์ ั้งสน้ิ ยอ่ ม กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คียแ์ ล้ว – จวนจะปรนิ พิ พาน ๔๒๙ ดับไปด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท.! นี้แล อริยสัจจ์ว่าด้วยความดับสนิทของความ ทุกข.์ ภิกษุ ท.! อริยสัจจ์วา่ ดว้ ยขอ้ ปฏบิ ตั ิใหถ้ ึงความดบั สนิทของความทุกข์ เป็น อย่าไร? คือหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดนี้เอง,ได้แก่ความเห็น ถูกต้อง ความดาํ ริถกู ตอ้ ง ความมีวาจาถูกต้อง ความมีการกระทําทางกายถูกต้อง ความมีอาชีวะถูกต้อง ความมีความพยายามถูกต้อง ความมีการระลึกประจําใจ ถูกต้อง และความมีการต้ังใจมั่นอย่างถูกต้อง. ภิกษุ ท.! นี้แลอริยสัจจ์อันว่าด้วย ขอ้ ปฏบิ ัตใิ หถ้ งึ ความดับสนิทของความทกุ ข์. ภิกษุ ท.! ข้อใดท่เี รากลา่ วว่า ธรรมทเี่ ราแสดงแล้วไม่มีใครข่มข่ีได้เป็นธรรม ไม่มัวหมองไม่มีทางถูกตําหนิถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ท้ังหลายดังน้ีน้ัน ข้อความนน้ั เราอาศยั ข้อความเหล่าน้แี ลกล่าวแลว้ . ทรงยนื ยนั เอง และทรงให้สาวกยืนยัน ว่ามสี มณะในธรรมวินยั น้ี๑ ภิกษุ ท.! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะที่สอง ก็มีในธรรมวินัยน้ี. สมณะที่สาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สี่ ก็มีในธรรมวินัยน้ี.ลัทธิอื่นก็ว่างจาก สมณะของลทั ธอิ ่ืน. ภกิ ษุ ท.! เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบอย่างน้เี ถดิ . ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๓๒๓/๒๔๑. ตรัสแกภ่ กิ ษุทง้ั หลาย. กลบั ไปสารบัญ
๔๓๐ พุทธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ภิกษุ ท.! สมณะ (ท่ีหน่ึง) เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยน้ี เพราะสน้ิ สัญโญชน์สาม ยอ่ มเป็นโสดาบัน (คือแรกถึงกระแสแห่งนิพพาน) มีอันไม่ กลบั ตกตา่ํ เป็นธรรมดา เป็นผเู้ ท่ียงแทต้ อ่ การตรสั ร้ใู นวนั หน้า. นแ้ี ลสมณะ (ทห่ี นงึ่ ). ภิกษุ ท.! สมณะท่ีสอง เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยน้ี เพราะสัญโญชน์สามอย่างก็สิ้นไป ราคะโทสะโมหะก็เบาบางน้อยลงย่อมเป็น สกทาคาม,ี มาสโู่ ลกนีอ้ กี คราวเดยี วเทา่ น้นั ก็ทาํ ทีส่ ุดแหง่ ทุกข์ได้.น้ีแล สมณะที่สอง. ภิกษุ ท.! สมณะที่สาม เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสนิ้ สญั โญชน์ในเบอ้ื งตํา่ ๕ อยา่ ง ยอ่ มเปน็ โอปปาตกิ ะ(เกิดในรูปภาพ) มีการ ปรนิ พิ พานในภพนน้ั ๆ ไม่เวยี นกลบั จากโลกนั้น ๆ เปน็ ธรรมดา. น้แี ล สมณะทสี่ าม ภิกษุ ท.! สมณะท่ีส่ี เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ทําให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติป๎ญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะส้ินอาสวะด้วยป๎ญญาอันย่ิง เอง ในชาตเิ ปน็ ปจ๎ จุบนั น้ี เข้าถึงแล้วแลอย.ู่ น้ีแล สมณะท่สี ่ี. ภิกษุ ท.! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะท่ีสอง ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะท่ีสาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะท่ีส่ี ก็มีในธรรมวินัยน้ี.ลัทธิอ่ืน ก็ว่างจาก สมณะของลัทธอิ ื่น. ภิกษุ ท.! เธอทงั้ หลายจงบนั ลือสีหนาทโดยชอบ อย่างน้.ี กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คีย์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๓๑ โพชฌงค์ปรากฏ เพราะพระองค์ปรากฏ๑ ภกิ ษุ ท.! เพราะการปรากฏแหง่ พระเจ้าจักรพรรดริ าช จึงมีการปรากฏแห่ง รัตนะทั้งเจ็ด, เจ็ดคือ จักรแก้ว๒ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว : (นี้เป็นฉันใด); ภิกษุ ท.! เพราะการปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีการปรากฏแห่ง โพชฌงครัตนะทั้งเจ็ด.เจ็ดคือ สติ สัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ปีติสัมโพชฌงค์ ป๎สสัทธิ สมั โพชฌงค์ สมาธสิ มั โพชฌงค์ และ อุเบกขาสมั โพชฌงค.์ ภกิ ษุ ท.! เพราะการปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมีการ ปรากฏแห่งโพชฌงครตั นะทั้งเจด็ ดง่ั น้แี ล. ไม่ได้ทรงประพฤตพิ รหมจรรยเ์ พ่ือใหเ้ ขานับถือ๓ ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติมิใช่เพ่ือหลอกลวงคนให้นับถือ มิใช่ ประพฤติเพอื่ เรยี กคนมาเปน็ บริวาร มิใช่เพ่ืออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเสียง สรรเสริญ มิใชเ่ พ่ืออานิสงส์จะไดเ้ ปน็ เจ้าลัทธหิ รือเพือ่ ค้าน ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๑๓๘/๕๐๕. ตรสั แก่ภิกษทุ ั้งหลาย ท่ีเชตวนั . ๒. ของแก้วมี ช้างแก้ว เป็นต้นน้ัน คงหมายความเพียงดีมากจนเป็นท่ีนํามาซึ่งความยินดีอย่าง เอก. โพชฌงค์เปน็ ของเทยี บเคียงกันได้ ตา่ งกันแต่ฝุายหนงึ่ เปน็ โลก อีกฝาุ ยหนงึ่ เป็นธรรม. ๓. บาลี จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๓๓/๒๕. ตรสั แกภ่ ิกษุท้งั หลาย. กลบั ไปสารบัญ
๔๓๒ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ลัทธิอื่นใดให้ล้มไป และมิใช่เพ่ือให้มหาชน เข้าใจว่าเราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น อยา่ งนก้ี ็หามไิ ด.้ ภิกษุ ท.! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพ่ือสารวม เพ่ือละ เพ่ือคลาย กาหนัด เพอื่ ดบั ทุกข์สนทิ . ทรงหวงั ใหช้ ว่ ยกันทาความม่ันคงแก่พรหมจรรย์๑ จุนทะ ! เพราะเหตุน้ัน เธอพึงปฏิบัติในกรณีน้ีว่า ธรรมเหล่าใดอันเรา แสดงแล้วด้วยป๎ญญาอันย่ิง, ในธรรมเหล่าน้ัน อันเธอ ท. ทุกคนพึงประชุมกัน ม่ัวสุมกัน แล้วพึงสังคายนาซ่ึงอรรถโดยอรรถซ่ึงพยัญชนะโดยพยัญชนะ พึง ประพฤติกระทาให้วิเศษ โดยประการท่ีพรหมจรรย์นี้ จักดารงอยู่ยืนนาน จัก ต้ังอยู่ตลอดกาลยาวนาน. พรหมจรรย์นั้นแหละ จักเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ มหาชนเพื่อความสุขแก่มหาชนเพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเก้ือกูล เพื่อ ความสขุ แก่เทวดาและมนุษย์ ท. จุนทะ ! ธรรม ท. อันเราแสดงแล้ว ด้วยป๎ญญาอันย่ิง เหล่านั้น เป็น อย่างไรเล่า...? ข้อน้ีได้แก่ธรรมเหล่าน้ีคือ สติป๎ฎฐาน ท. สี่ สัมมัปปธาน ท.สี่ อิทธิบาท ท. ส่ี อินทรีย์ ท. ห้า พละ ท. ห้า สัมโพชฌงค์ ท. เจ็ด อริยมรรคอัน ประกอบดว้ ยองค์แปด. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ปาสาทกิ สูตร ปา. ท.ี ๑๑/๑๓๙/๑๐๘. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ทีอ่ ัมพวันปราสาท ของ เจา้ ศากยะพวกเวธญั ญา. กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี ์แลว้ – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๓๓ จุนทะ ! ธรรมเหลา่ น้ีแล เป็นธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยป๎ญญาอันย่ิง อัน เธอ ท. ทุกคนเทียวพึงประชุมกัน มั่วสุมกัน แล้วพึงสังคายนาซึ่งอรรถโดยอรรถ ซึง่ พยญั ชนะโดยพยัญชนะ พงึ ประพฤตกิ ระทําใหว้ เิ ศษ โดยประการที่พรหมจรรย์นี้ จักดํารงอยู่ยืนนาน จักตั้งอยู่ตลอดกาลยาวนาน. พรหมจรรย์นั้นแหละ จักเป็นไป เพ่ือความเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพ่ืออนุเคราะห์โลก เพ่ือ ประโยชนเ์ พื่อเกอื้ กูล เพ่อื ความสขุ แกเ่ ทวดาและมนุษย์ ท. พรหมจรรยน์ ้ี มใิ ช่มีลาภเปน็ อานสิ งส์๑ ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็น อานิสงส์, พรหมจรรย์น้ีมิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์น้ี มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์,พรหมจรรย์น้ี มิใช่มีความถึงพร้อม แห่งญาณทัสสนะเป็นอานสิ งส์. ภิกษุ ท.! ก็เจโตวิมุตติอันไม่กําเริบอันใด มีอยู่, พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติ นั้นน่ันแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. เจโตวิมุตตินั่นแหละ เป็นแก่นสาร เป็น ผลสดุ ท้ายของพรหมจรรย.์ ___________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาสาโรปมสตู ร มู.ม. ๑๒/๓๗๓/๓๕๒. ตรัสแกภ่ ิกษุท้ังหลาย ทภ่ี เู ขาคิชฌกูฎ ใกล้เมือง ราชคฤห,์ ปรารภพระเทวทตั . กลับไปสารบัญ
๔๓๔ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงบัญญตั พิ รหมจรรยใ์ นลักษณะท่ี บรรพชาจักไม่เป็นโมฆะ๑ \"ท่านผู้เจริญ ท.! ขอท่าน ท. จงใคร่ครวญซ่ึงธรรมน้ีท่ี ตรัสไวโ้ ดยพระผูม้ พี ระภาคผู้มีธรรมจักษุ เป็นด่ังแพทย์ผู้ผ่าตัด เป็น มหาวีระ ดุจดังสีหะบันลือ สีหนาทอยู่ในปุา, ใครเล่าเห็นพระองค์ผู้ เป็นพรหม ทรงพระคุณเกินกว่าที่จะวัดได้ ผู้ยํ่ายีมารและเสนามาร เสียได้แลว้ จะไม่เลอ่ื มใส แม้วา่ เขาผนู้ ้ันจะเป็นพวกอภิชาติแห่งกัณห โคตร. ผู้ใดปรารถนาก็จงตามเรามา; ผู้ใดไม่ปรารถนา จงกลับไป; ข้าพเจ้าจักบรรพชาในท่ีนี้ ในสํานักแห่งพระองค์ผู้มีป๎ญญาอัน ประเสริฐ.\" คําของเสลพราหมณก์ ลา่ วแกบ่ รวิ าร. \"ถ้าคําส่ังสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นท่ีชอบใจแก่ ท่านอย่างนี้ไซร้ แม้พวกเราก็จักบวชในสํานักแห่งพระองค์ผู้มี ป๎ญญาอันประเสริฐน้ันด้วยเหมือนกัน.\" พราหมณ์ ๓๐๐ คนเหล่าน้ัน มี เสลพราหมณ์เป็นหัวหน้า กระทําอัญชลีขอบรรพชาว่า \"ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาค ! ขา้ พเจ้า ท. ขอประพฤตพิ รหมจรรย์ในสาํ นกั ของพระองค.์ \" (พระผมู้ ีพระภาค ตรสั แก่พวกเสลพราหมณ์วา่ :-) \"พรหมจรรย์ เป็นส่งิ ท่เี รากลา่ วไว้ดแี ลว้ มผี ลอนั ผู้ ปฏบิ ัติจะพงึ เห็นไดด้ ้วยตนเอง ไม่จากดั อยดู่ ้วยเวลา; ซึ่ง ________________________________________________________________ ๑. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๕/๖๐๙, สุตตฺ . ขุ. ๒๕/๔๔๕/๓๗๗. ตรสั แก่เสลพราหมณ์ ที่อาปณนิคม แควน้ องั คตุ ตราปะ กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวัคคยี ์แลว้ – จวนจะปรนิ พิ พาน ๔๓๕ ในพรหมจรรยน์ ัน้ บรรพชาของผูไ้ ม่ประมาท ศึกษาอยู่ ย่อม ไมเ่ ปน็ โมฆะเลย\" ดังนี้. พรหมจรรยน์ ีข้ องพระองค์ บรบิ ูรณโ์ ดยอาการทง้ั ปวง๑ จุนทะ ! ศาสดา ท. เท่าที่เกิดขึ้นแล้วในโลก ในบัดน้ี, เราไม่เห็นว่ามีศาสดา อน่ื ใดสกั ผูเ้ ดียว ท่เี ปน็ ผถู้ งึ แล้วซ่ึงลาภและยศ เหมอื นอยา่ งเราน้.ี จุนทะ ! สงฆ์หรือหมู่คณะเท่าที่เกิดข้ึนแล้วในโลก ในบัดนี้, เราไม่เห็นว่ามี สงฆ์หรือคณะอื่นใดสักหมู่เดียว ที่เป็นหมู่ท่ีถึงแล้วซึ่งลาภและยศ เหมือนอย่าง ภิกษสุ งฆน์ ้.ี จุนทะ ! บุคคลเม่ือจะกล่าวโดยชอบ ซึ่งพรหมจรรย์ใด ว่าสมบูรณ์ด้วย อาการท้ังปวง ว่าบริบูรณ์ด้วยอาการท้ังปวง ไม่หย่อน ไม่ย่ิง มีการกล่าวดีแล้ว บริบูรณ์สิ้นเชิง ประกาศไว้ดีแล้ว, แล้วไซร้; เขาเม่ือจะกล่าวโดยชอบพึงกล่าว พรหมจรรย์นี้แหละ ว่าสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ว่าบริบูรณ์ด้วยอาการท้ังปวง ไม่หยอ่ น ไมย่ ิ่ง มีการกลา่ วดีแล้ว บรบิ ูรณส์ ิน้ เชิง ประกาศไว้ดีแล้ว,ดังนี้. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ปาสาทกิ สตู ร ปา. ที. ๑๑/๑๓๘/๑๐๗. ตรัสแกจ่ ุนทสมณทุ เทส ทอี่ มั พวนั ปราสาท ของเจา้ ศากยะพวกเวธัญญา. กลบั ไปสารบัญ
๔๓๖ พุทธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงแก้ข้อท่เี ขาหาว่าเกียดกนั ทาน๑ \"พระโคดมผู้เจริญ! ข้าพเจ้าได้ฟ๎งมาว่า พระสมณโคดมได้กล่าวแล้วว่า ` ใคร ๆพึงทําทานกะเราเท่านั้น ไม่ควรทําทานกับคนพวกอื่น, ใคร ๆ พึงทําทานกะ สาวกทั้งหลายของเราเท่านั้น ไม่ควรทําทานกับสาวกของคนพวกอ่ืน, ทานท่ีทํากะ เราเท่านั้นมผี ลมาก ทํากบั คนอ่ืนไม่มีผลมาก, ทานที่ทํากับสาวกของเราเท่าน้ันมีผล มาก ทํากับสาวกของคนพวกอื่นไม่มีผลมาก'ดังน้ี. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! ใคร ๆ ที่กล่าวเช่นนี้ ช่ือว่ากล่าวตรงตามที่พระโคดมกล่าวหรือไม่ได้กล่าวตู่พระโคดมด้วย คาํ ไมจ่ ริงดอกหรือ เขากล่าวถูกตามยุติธรรมอยู่หรือ เพื่อน ๆ ของเขาท่ีกล่าวตาม เขาย่อมพ้นจากการถูกติเตียนหรือ? พวกข้าพเจ้าไม่อยากจะกล่าวตู่พระโคดม เลย.\"...คําถามของปรพิ พาชกวจั ฉโคตร. วัจฉะ ! ผู้ใดกล่าวว่าเรากล่าวเช่นนี้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตรงตามท่ีเรากล่าวเขา กล่าวตู่เราดว้ ยเรอื่ งไม่เป็นจริง. วัจฉะ ! ผใู้ ดห้ามผอู้ ืน่ ซึง่ ให้ทาน; ผนู้ ัน้ ช่ือว่าเป็นอมิตร ผู้ทาอันตรายสิ่ง ๓ สิ่ง คือ ทาอันตรายต่อบุญของทายก, ทาอันตรายต่อลาภของปฎิคาหก,และ ตัวเองกข็ ุดรากตัวเอง กาจัดตัวเองเสียต้ังแต่แรกแล้ว. วัจฉะเอย ! ผู้ท่ีห้ามผู้อ่ืน ซึ่งให้ทาน ชอ่ื ว่าเป็นอมติ ร ผ้ทู ําอันตรายส่งิ ๓ สิ่ง ดงั น้ีแล. วัจฉะ ! เราเองย่อมกล่าวอย่างน้ีว่า \"ผู้ใดเทนํ้าล้างหม้อ หรือน้ําล้างชาม ก็ตาม ลงในหลมุ นํา้ ครําหรือทางน้าํ โสโครก ซง่ึ มีสตั ว์มีชีวิตเกดิ อย่ใู นน้นั ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ติก. อ.ํ ๒๐/๒๐๕/๔๙๗. ตรัสแกป่ รพิ พาชกวัจฉโคตร. กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี ์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๓๗ ด้วยคิดว่า สัตว์ในนั้นจะได้อาศัยเล้ียงชีวิต ดังน้ีแล้ว เราก็ยังกล่าวว่าน่ันเป็นทาง มาแห่งบุญเพราะการทําแม้เช่นน้ัน ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ด้วยกัน\" ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวว่าทานท่ีให้แก่ผู้มีศีล เป็นทานมีผลมาก. ทาน ที่ให้แก่ผู้ทุศีล หาเป็นอย่างน้ันไม่. และผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละเสียซ่ึงองค์ ๕ และ ประกอบอยู่ด้วยองค์ ๕. ละองค์ห้าคือ ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถ่ินมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา. ประกอบด้วยองค์ห้าคือ ประกอบด้วยกองศีล ชั้นอเสขะ (คือชั้นพระอรหันต์) ประกอบด้วยกองสมาธิช้ันอเสขะ ประกอบด้วย กองป๎ญญาชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุตติช้ันอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุตติ- ญาณทัสสนะชั้นอเสขะ. เรากล่าวว่าทานท่ีให้ในบุคคลผู้ละองค์ห้าและ ประกอบด้วยองค์หา้ ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี มีผลมาก ดังน้.ี ทรงแก้ขอ้ ท่ถี ูกกล่าวหาวา่ เปน็ \"กาฝากสงั คม\"๑ คามณิ ! ตลอดเวลาล่วงมา ๙๑ กัปป์ นับแต่กัปป์น้ี เราระลึกไม่ได้ว่าเรา เคยเข้าไปทําลายตระกูลใด ๆ เพราะการรับเอาข้าวสุกมา. โดยท่ีแท้น้ัน ตระกูลใด ๆ ท่เี ป็นตระกลู มัง่ คัง่ มที รัพย์มากมโี ภคะมาก มีทองและเงินมาก มอี ุปกรณ์ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สฬา. ส.ํ ๑๘/๔๐๐/๖๒๒. ตรสั ท่ปี าวาริกมั พวนั ใกลเ้ มอื งนาลันทา แก่คามณิ- อสพิ ันธกบุตร ผู้รบั คาํ นิครนถนาฎบุตรมา เพอ่ื กล่าวทับถมพระองค์ว่า เปน็ ผู้ทาํ ลายโลกด้วย การรับไทยทาน ทําประโยชนไ์ ม่คมุ้ ค่าขา้ วสกุ ในคราวทพุ ภิกขภัย. กลบั ไปสารบัญ
๔๓๘ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ แห่งทรัพย์มาก มีข้าวเปลือกเป็นหลักทรัพย์เป็นอันมาก ก็เพราะตระกูลเหล่าน้ัน เพยี บพร้อมด้วย ทาน เพียบพร้อมดว้ ย สจั จะ เพยี บพร้อมดว้ ย สัญญมะ. คามณิ ! เหตปุ ๎จจยั มีอยู่ ๘ อย่าง เพอื่ การทาลายแห่งสกุล; กล่าวคือ :- ตระกูลถงึ ความขาดสญู เพราะ ราชภัย ๑, ตระกลู ถงึ ความขาดสูญเพราะ โจรภัย ๑, ตระกูลถึงความขาดสญู เพราะ อัคคภี ัย ๑, ตระกูลถงึ ความขาดสูญเพราะ อุทกภยั ๑, ตระกลู ถึงความขาดสูญเพราะ ทรัพย์ทฝี่ ๎งไว้เคลื่อนจากท่ี ๑, ตระกูลถงึ ความขาดสญู เพราะ การงานวบิ ัตเิ พราะบรหิ ารไมด่ ี ๑, บคุ คลกุลงั คาร (แกะดา) เกดิ ขน้ึ ล้างผลาญโภคทรพั ยใ์ นตระกลู ๑, ความไมเ่ ทย่ี ง (แห่งสงั ขาร ท.) นับเปน็ ทแี่ ปด ๑. คามณิ ! เหล่านแ้ี ล คือเหตปุ ๎จจัย ๘ อย่าง เพือ่ การทาํ ลายแห่งกศุ ล. คามณิ ! เมื่อเหตุป๎จจัย เพือ่ การทาํ ลายแหง่ สกุล มอี ยู่ ๘ อย่างเช่นน้ี,ใครมา กล่าวหาเราอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อความขาดสูญแห่งสกุล พระผู้มี- พระภาคปฏบิ ตั ิเพอื่ ความเส่ือมแห่งสกุลพระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อการทําลายแห่ง สกุล อยู่ดังนี้; คามณิ ! ผู้นั้นยังไม่ละคํากล่าวน้ัน ไม่ละจิตนั้น ไม่สละความเห็นน้ัน จะจมอยู่ในนรกเหมอื นถูกนาํ ตวั ไปเกบ็ ไว้ ฉะนัน้ . กลับไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คยี ์แลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๔๓๙ ทรงแกข้ ้อที่ถูกเขาหาว่า ทรงหลง๑ \"พระโคดมผูเ้ จริญ! พระโคดมยังจําการนอนหลับกลางวันได้อยู่หรือ?\" สัจจ กะทลู ถาม. อัคคิเวสนะ ! เรายังจําได้อยู่, ในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน กลับจาก บิณฑบาตในเวลาหลังอาหารแลว้ ให้ปูสังฆาฎิเป็นสี่ช้ัน เรามีสติสัมปชัญญะหย่ังลง สู่ความหลบั โดยตะแคงขา้ งขวา. \"พระโคดมผ้เู จริญ ! ข้อนี้แหละ สมณะและพราหมณ์ท้ังหลายบางพวกเขา กลา่ ววา่ พระสมณโคดมหลับ เพราะการเปน็ อยดู่ ว้ ยความหลง\". อัคคเิ วสนะ ! คนเราจะช่ือว่าเป็นคนหลงหรือไม่หลง เพราะเหตุเพียงเท่านี้ ก็หาไม่.แต่ว่า จะเป็นคนหลงหรอื ไม่หลงโดยเหตุใดน้ัน ท่านจงกําหนดในใจให้ดี เรา จะกล่าวให้ฟง๎ : อคั คิเวสนะ ! อาสวะเหลา่ ใดทท่ี าํ ผูน้ น้ั ให้เศร้าหมองพร้อม เป็นไปเพ่ือความ เกดิ อีกประกอบดว้ ยความทุรนทราย มีทกุ ขเ์ ป็นผล ทําให้มีชาติชรามรณะอีกสืบไป, เม่ือผู้ใดละมันไม่ได้ เรากล่าวว่าผู้น้ันเป็นคนหลง, เมื่อผู้ใดละได้ขาด เรากล่าวว่า ผู้น้ันเปน็ คนไมห่ ลง เพราะวา่ จะเป็นผ้ไู มห่ ลงได้ กเ็ พราะ ________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๖๑/๔๓๐. ตรสั แก่สัจจกะนคิ รนถบุตร อคั คิเวสนะ ทป่ี าุ มหาวัน ใกลเ้ มืองเวสาล.ี กลับไปสารบัญ
๔๔๐ พทุ ธประวัตจิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ การละอาสวะไดข้ าด. อัคคิเวสนะ! อาสวะท้ังหลายเหล่านั้น เป็นส่ิงท่ีตถาคตละได้ ขาดแลว้ ถอนขน้ึ ไดก้ ระท่งั ราก ทาํ ให้เป็นเหมอื นตาลไม่มวี ตั ถุ (คอื หนอ่ ยอดสาํ หรับ งอกอีกต่อไป) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไปดุจว่าต้นตาลถูกตัดท่ีคอแห่งต้นแล้ว ไม่ อาจงอกไดส้ ืบไป ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ . ทรงแกค้ าตู่ของพวกอืน่ ท่ีตู่ว่าเขากส็ อนเหมอื นทพี่ ระองค์สอน๑ \"...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! พวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ได้กล่าวกะพวกข้า พระองค์ว่า`อาวุโส ! พระสมณโคดมย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่ง กาม ท. แม้พวก เราก็บญั ญัติความรอบรซู้ ่งึ กาม ท; อาวุโส! พระสมณโคดมย่อมบัญญัติความรอบรู้ ซ่ึงรูป ท. แม้พวกเราก็บัญญัติความรอบรู้ซ่ึงรูป ท.; อาวุโส ! พระสมณโคดมย่อม บัญญัติความรอบรู้ซ่ึงเวทนา ท. แม้พวกเราก็บัญญัติความรอบรู้ซึ่งเวทนา ท. อาวุโส ! ในข้อน้ีอะไรเป็นความผิดแปลก อะไรเป็นข้อสังเกตเฉพาะ อะไรเป็น เครื่องกระทําซ่ึงความแตกต่าง ระหว่างพระสมณโคดมกับพวกเรา โดยการ เปรียบเทียบธรรมเทศนากับธรรมเทศนาอนุศาสนีกับอนุศาสนี?' ดังนี้. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ! พวกข้าพระองค์ มิได้ชอบใจมิได้คัดค้านถ้อยคําของพวกปริพพา ชกผู้เป็นลัทธิอื่นเหล่าน้ัน; ครั้นไม่ชอบใจ ไม่คัดค้านแล้วลุกจากอาสนะหลีกมาด้วย คิดวา่ จกั ไดท้ ราบเน้ือความแหง่ ภาษติ น้ี ในสาํ นกั ของพระผ้มู พี ระภาค\". ภิกษุ ท.! พวกปริพพาชกลัทธิอ่ืนผู้มีวาทะอย่างนี้ อันพวกเธอพึงกล่าวกะ เขาอยา่ งน้ีวา่ \"อาวโุ ส! อะไรเล่า เปน็ อัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งกาม ท., ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาทกุ ขกั ขนั ธสูตร ม.ู ม. ๑๒/๑๖๗/๑๙๕. ตรสั แก่ภกิ ษุ ท. ท่ีเชตวัน. กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคีย์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๔๑ อะไร เป็นอาทีนพ (โทษตํ่าทราม) แห่งกาม ท., อะไรเป็นนิสสรณะ (อุบายเป็น เครือ่ งออกจากโทษ) แห่งกาม ท.? อะไร เปน็ อสั สาทะแห่งรูป ท., อะไร เป็นอาทีน วะแห่งรูป ท., อะไร เป็นนิสสรณะแห่งรูป ท.? อะไร เป็นอัสสาทะแห่งเวทนา ท., อะไร เปน็ อาทนี วะแห่งเวทนา ท., อะไร เป็นนสิ สรณะแหง่ เวทนา?\" ภิกษุ ท.! พวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ถูกถามอย่างน้ีแล้วจักไม่มีคําตอบ จักถึงซ่ึงความคับแค้นใจอย่างย่ิง. ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ภิกษุ ท.! เพราะเหตุว่าไม่ อยใู่ นวสิ ยั ทพี่ วกปริพพาชกเหล่าน้ันจะรู้ได้. ภิกษุ ท.! เราไม่มองเห็นบุคคลใดในโลก น้ี พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมท้ังสมณพราหมณ์พร้อม ท้ังเทวดาและมนุษย์ ที่จะพึงยังจิตให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ซึ่งป๎ญหาเหล่าน้ี, เวน้ เสยี แต่ตถาคต หรอื สาวกของตถาคต หรอื ว่าเพราได้ฟ๎งจากตถาคต หรือสาวก ของตถาคตน้ี. หมายเหตุ : ข้อความข้างบนน้ีแสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า พวกปริพพาชกทั้งหลาย ไม่มีความรู้ ในเรื่อง กาม รูป เวทนา อย่างท่ีพระองค์ทรงทราบ; ดังน้ัน จะสอบเรื่องเหล่านี้ ให้ ตรงเป็นอย่างเดียวกันได้อย่างไร. รายละเอียดเก่ียวกับเร่ืองกาม รูป เวทนา มีอยู่ อยา่ งไร พึงดไู ดจ้ ากมหาทกุ ขักขันธสตู ร ม.ู ม. ๑๒/๑๖๘/๑๙๖-๒๐๘. -ผูร้ วบรวม ทรงถกู ตวู่ า่ ตรสั วา่ ในสุภวโิ มกข์มคี วามรู้สึกไมง่ าม๑ ภัคควะ ! กะเราผู้มีวาทะอยู่อย่างน้ี มีการบอกการสอนอยู่อย่างน้ี ก็ยังมี สมณพราหมณบ์ างพวก กลา่ วตู่เราด้วยเรือ่ งทม่ี ิไดม้ ีอยู่ เปน็ คาํ เปลา่ คาํ เท็จ คาํ ไม่ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ปาฎกิ สูตร ปา. ท.ี ๑๑/๓๖/๑๗. ตรัสแก่ภัคควโคตตปรพิ พาชก ทีอ่ ารามของเขา. กลบั ไปสารบัญ
๔๔๒ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ จริงว่า วิปริตไปแล้วท้ังพระสมณโคดมและพวกภิกษุ คือข้อท่ีพระสมณโคดมได้ กลา่ วอยา่ งนี้ว่า \"สมัยใดบุรุษบุคคลเข้าถึงสุภวิโมกข์แล้วแลอยู่; สมัยนั้น เขาย่อมมี ความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นของไม่งามไปหมด โดยแท้\" ดังนี้. ภัคควะ! ก็เรา ไม่ได้กล่าวอย่างนั้นเลย; แต่ว่า เราย่อมกล่าวอย่างน้ีว่า \"สมัยใดบุรุษบุคคลเข้าถึง สุภวิโมกข์ แล้วแลอยู่; สมัยนั้น เขาย่อมมีความรู้สึกต่อส่ิงทั้งปวง ว่าเป็นของงาม ไปหมดโดยแท้\" ดงั นี.้ \"ข้าแตพ่ ระองค์ผู้เจริญ ! พวกเหล่าน้ันแหละ เป็นพวกวิปริตไปเองแล้ว คือ พวกน้เี พราะมคี วามวิปริตของตน, จงึ ได้กล่าวจ้วงจาบพระผู้มีพระภาคและภิกษุ ท. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคถึง อย่างนีแ้ ล้ว; และพระผู้มีพระภาคก็สามารถท่ีจะทรงแสดงธรรมชนิดท่ีข้าพระองค์ จะพึงเข้าถึงซง่ึ สภุ วิโมกข์ แลว้ แลอยู่\". ภัคควะ ! นั่นเป็นสิ่งที่ทําได้ยากเกินไป สําหรับเธอผู้มีทิฎฐิเป็นอย่างอ่ืน มี ขันติเป็นอย่างอ่ืน มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น, ท้ังยังขาดอาโยคธรรมและธรรม เป็นลัทธิพ้นื ฐานแห่งอาจารย์โดยเฉพาะอย่างน้ี, ทจ่ี ะเขา้ ถึงซึ่งสภุ วิโมกข์แล้วแลอยู่. ภัคควะ ! เอาเถิด, เธอจงตามรักษาความเล่ือมใสของเธอซึ่งมีอยู่ในเรา ไว้ให้เป็น อยา่ งดกี แ็ ลว้ กัน. \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าว่า น่ันเป็นสิ่งที่ทําได้ยากเกินไป สําหรับข้า พระองค์ดังนี้แล้วไซร้; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์จักตามรักษาความ เล่อื มใสของพระองค์ ซึง่ มอี ยใู่ นพระผูม้ ีพระภาค ไว้ใหเ้ ป็นอยา่ งดี พระเจ้าขา้ .\" กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คีย์แลว้ – จวนจะปรินิพพาน ๔๔๓ ทรงถกู ตวู่ า่ ไม่บญั ญัติส่งิ ซ่ึงทแ่ี ท้ไดท้ รงบัญญตั แิ ล้ว (พระผู้มพี ระภาคได้ตรสั กะภกิ ษุ ท. ว่า ในแควน้ กาสโี กศล พระเจา้ ปเสนทิโกศลปรากฏ ว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม (ความเปล่ียนแปลง); ใน สหัสสโลกธาตุ มหาพรหมาปรากฏว่า เลิศ, แตก่ ย็ ังมวี ิปรณิ ามธรรม; ในสังวัฎฎกัปป์ อาภัสสรพรหม ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณาม ธรรม; ในสัญญีสัตว์ทุกพวก สัญญีสัตว์ท่ีเกิดจากวิญญาณกสิณ ปรากฏว่าเลิศ,แต่ก็ยังมีวิ ปรฌิ ามธรรม; ในอภิภายตนะทง้ั แปดสัตวท์ ม่ี ีสัญญาในอรูปอันเป็นภายใน ปรากฏว่าเลิศ, แต่ ก็ยงั มีวปิ รฌิ ามธรรม; ในบรรดาผู้ปฎิบัติท้ัง ๔ พวกพวกสุขาปฎิปทาขิปปาภิญญา ปรากฏว่าเลิศ, แต่กย็ ังมวี ปิ ริฌามธรรม; ในบรรดาสตั วท์ ี่มสี ัญญา ๔ พวก พวกที่มีอากิญจัญญายตนสัญญา ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริฌามธรรม; ในบรรดาทิฎฐิในภายนอก ท. ทิฎฐิที่แสดงความไม่มี อัตตา ๔ ความหมาย ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมี วิปริฌามธรรม; ในบรรดาพวกท่ีบัญญัติปรม ยักขวิสุทธิ ท. ผู้ท่ีตั้งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริฌามธรรม; ในบรรดาพวกท่บี ัญญัติ ปรมทิฎฐธรรมนพิ พาน ท. ผู้ท่ีมีอนุปาทาวิโมกข์ ปรากฏว่าเลิศ; ดังน้ีแล้ว ไดต้ รสั ขอ้ ความตอ่ ไปนว้ี ่า :-) ภิกษุ ท.! กะเราผู้มีวาทะอย่างน้ี มีการกล่าวอย่างน้ี ก็ยังมีสมณพราหมณ์ บางพวกกล่าวตดู่ ว้ ยคาํ เทจ็ คําเปล่า คํามุสา คําไมเ่ ปน็ จริง วา่ \"พระสมณโคดม ไม่ บัญญัติความรอบรู้ ซึ่งกาม ท. ซ่ึงรูป ท. ซึ่งเวทนา ท.\" ดังนี้.ภิกษุ ท.! เราบัญญัติ ความรอบรู้ซึง่ กาม ท. ดว้ ย ซึ่งรปู ท. ด้วย ซงึ่ เวทนา ท.ดว้ ย; เปน็ ผไู้ ม่มีความอยาก ดับเยน็ ในทฎิ ฐธรรม บญั ญตั อิ นุปาทาปรนิ พิ พาน,ดังนแ้ี ล. ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๖๒/๒๙. กลบั ไปสารบัญ
๔๔๔ พุทธประวตั ิจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ทรงถูกตู่เรอ่ื งฉันปลาฉนั เน้อื ๑ ชีวกะ ! การท่ีชนเหล่านั้นมากล่าวว่า \"มหาชนฆ่าสัตว์มีชีวิต อุทิศเฉพาะ พระสมณโคดม, พระสมณโคดมรู้อยู่ ก็บริโภคเน้ือที่เขาทําแล้วอุทิศเฉพาะ\" ดังนี้; ชนพวกนั้น ไม่ช่ือว่ากล่าวส่ิงที่เรากล่าวเขากล่าวตู่เรา ด้วยสิ่งไม่มีจริงไม่เป็นจริง. ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเน้ือท่ีไม่ควรบริโภค ก็เพราะเหตุสามอย่างคือ ได้เห็นแล้ว ได้ ฟ๎งแล้ว ได้เกิดรังเกียจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่าน้ีแลเหตุสามอย่าง ที่ทําให้ เรากล่าวว่า เน้ือน้นั ไม่ควรบริโภค. ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเน้ือท่ีควรบริโภค ก็เพราะเหตุสามอย่าง คือไม่ได้เห็น แลว้ ไมไ่ ดฟ้ ๎งแล้ว ไม่ได้รังเกยี จโดยท่วั ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่านี้แลเหตุสามอย่าง ท่ที าํ ให้เรากล่าวว่า เนอ้ื นัน้ ควรบริโภค. ทรงรบั ว่าทรงทราบมายา แตไ่ ม่ทรงมีมายา๒ \"ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า `พระสมณ โคดมทรงทราบซึ่งมายา ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ! พวกใดกล่าวว่า พระสมณโคดมทรงทราบ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี ชีวกสตู ร ม.ม. ๑๓/๔๘/๕๗. ตรัสแกห่ มอชีวก ทีส่ วนมะม่วง นอกเมืองราชคฤห.์ ๒. บาลี สฬา. ส.ํ ๑๘/๔๑๙/๖๔๙. ตรสั แก่ปาฎลิยคามณิ ท่ีอุตตรนิคม แคว้นโกลยิ ะ. กลบั ไปสารบัญ
โปรดป๎ญจวคั คียแ์ ลว้ – จวนจะปรินพิ พาน ๔๔๕ ซึ่งมายา ดังน้ี, พวกนั้น มีการกล่าวตามพระผู้มีพระภาคกล่าวหรือ ไม่ได้กล่าวตู่ พระผมู้ ีพระภาคด้วยคําไม่จริงหรือ เขากลา่ วถูกต้องตามธรรมหรือ และสหธรรมิก บางคนที่กล่าวตามก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ที่ควรถูกติเตียนไปด้วยหรือ? พวกข้า พระองคไ์ มป่ ระสงคจ์ ะกล่าวคําซ่ึงเป็นการกลา่ วตพู่ ระผมู้ พี ระภาค พระเจ้าข้า !\" คามณิ ! ชนเหล่าใดท่ีกล่าวว่า พระสมณโคดมทรงทราบซึ่งมายานั้นชื่อว่า เป็นการกล่าวตามที่เรากล่าว ไม่ได้กล่าวตู่เราด้วยคําไม่จริง เขากล่าวถูกต้องตาม ธรรม และสหธรรมิกบางคนท่ีกล่าวตามก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ท่ีควรถูกติเตียน ไปด้วย. \"ข่าวเล่าลือน้ันมีจริง พระโคดมผู้เจริญ! แต่พวกข้าพระองค์ไม่เชื่อสมณ พราหมณ์เหล่านั้นที่กล่าวว่าพระสมณโคดมทรงทราบซึ่งมายา ดังน้ี; แต่ยังมีผู้ที่ กล่าววา่ `ทา่ นผู้เจรญิ ! พระสมณโคดม เปน็ ผู้มมี ายา' ดังน.้ี \" คามณิ ! ผู้ใดกล่าวว่าเรารมู้ ายา แล้วก็เป็นอันกล่าวว่าเราเป็นผู้มีมายาด้วย ดงั นน้ั หรอื ? \"ข้าแต่พระผู้มีภาค ! ข้อนั้น มันเป็นอย่างนั้น. ข้าแต่พระสุคต ! ข้อนั้นมัน เป็นอย่างนนั้ .\" คามณิ ! ถ้าอย่างนั้น เราขอย้อนถามท่านในเร่ืองน้ีอีก ท่านจงตอบตามที่ ควร: กลบั ไปสารบัญ
๔๔๖ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ คามณิ ! ท่านจะสําคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ท่านรู้จักพวกขุนนางผมย้อย ของกษัตรยิ พ์ วกโกฬยิ ะหรือ? \"รู้จัก พระเจ้าข้า !\" คามณิ ! ทา่ นจะสําคัญความขอ้ น้อี ยา่ งไร : พวกขุนนางผมยอ้ ยของกษัตริย์ พวกโกฬิยะ มีหน้าท่ีอะไร? \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีหน้าที่ปูองกันโจรให้แก่พวก กษตั รยิ ์โกฬิยะด้วย มีหนา้ ท่ีกาํ จัดจารชนให้แก่พวกกษัตริย์โกฬิยะด้วย. พวกขุนนาง ผมยอ้ ยของกษัตริยพ์ วกโกฬิยะ มหี นา้ ทอ่ี ย่างน้ี พระเจา้ ข้า !\" คามณิ ! ท่านจะสําคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ท่านทราบว่าพวกขุนนาง เหล่านั้น เป็นคนมีศีลหรือเป็นคนทุศีล? \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ข้าพระองค์ทราบ ว่าขุนนางเหล่านั้น เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลว, รวมอยู่ในบรรดาพวกคนทุศีล มี ธรรมอันเลวที่มีอยู่ในโลก พระเจ้าขา้ !\" คามณิ ! ผู้ใดกล่าวว่า ปาฎลิยคามณิรู้จักพวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์ พวกโกฬิยะ ว่าเป็นคนทุศีลมีธรรมอันเลว แล้วจะเป็นว่าปาฎลิยคามณิก็เป็นคน ทุศีล มีธรรมอันเลวไปด้วย ดังนั้นหรือ, ผู้กล่าวเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวโดยชอบ หรือ? \"ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! พวกขุนนาง ผมย้อย ของกษัตรยิ ์พวกโกฬยิ ะ เปน็ อย่างหนึ่ง, ข้าพระองค์เป็นอีกอย่างหนึ่ง, พวกขุนนาง ผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ มีธรรมเป็นอย่างหน่ึง, ข้าพระองค์มีธรรมเป็นอีก อย่างหนง่ึ พระเจ้าข้า !\" คามณิ ! ท่านนั่นแหละ จักได้ในข้อท่ีว่า ปาฎลิยคามณิรู้ว่าพวกขุนนาง เหลา่ น้นั เปน็ คนทุศีล มีธรรมอนั เลว แตป่ าฎลยิ คามณหิ าไดเ้ ปน็ คนทศุ ีล กลบั ไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คยี ์แลว้ – จวนจะปรินิพพาน ๔๔๗ มีธรรมอนั เลวไปดว้ ยไม่ ดงั น้ี. เพราะเหตุนั้น ตถาคตก็จักได้ในข้อท่ีว่า ตถาคตรู้ซึ่ง มายา แตต่ ถาคตหาได้เป็นผมู้ ีมายาไปด้วยไม่ ดงั นี้. (ต่อจากน้ัน ได้ตรัสถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ในฐานะเป็นมายา; และตรัสอบายทุคติ วนิ ิบาตนรก ในฐานะเป็นวิบากของมายา.) แงท่ ี่เขากลา่ วหาพระองคอ์ ย่างผดิ ๆ๑ พราหมณ์ ! แง่ (ปริยาย) ท่ีเมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม มีความไม่มีรสเป็นรูป (คือเป็นท่ีสังเกต)\" นั้น, มีอยู่.พราหมณ์! คือว่า ความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ เหล่าใดความยินดีเหล่าน้ัน ตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระท่ังราก ทําให้เป็นเหมือนตาลไม่มีวัตถุ (คือหน่อ ยอดสําหรับงอกอีกต่อไป) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป.นี้แลเป็นแง่ท่ีผู้ใดเมื่อจะ กล่าวหาเราโดยชอบ ว่า พระสมณโคดมมีความไม่มีรสเป็นรูป, หาใช่เป็นดังท่ีท่าน หมายถงึ แล้วกลา่ วไม.่ พราหมณ์ ! แง่ที่เม่ือผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนไร้โภคะ\" น้ัน, มีอยู่. พราหมณ์! คือว่า โภคะ กล่าวคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐพั พะ เหลา่ ใด โภคะเหลา่ นน้ั ตถาคตละได้ขาด ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค อฎฐก. อํ. ๒๓/๑๗๕/๑๐๑. ตรัสแกเ่ วรญั ชพราหมณ์ ที่ใกล้โคนสะเดา ชื่อนเฬรุ เมอื งเวรัญชา. กลับไปสารบัญ
๔๔๘ พทุ ธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ แล้ว ฯลฯ ทําไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป. น้ีแลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่าน หมายถึง แล้วกลา่ วไม่. พราหมณ์ ! แง่ท่ีเมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนกลา่ วแต่การไม่ทา\" นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเทียว คือว่าเรากล่าวการไม่ ทํากายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, กล่าวการไม่ทําส่ิงที่เป็นบาปเป็นอกุศล มี ประการตา่ ง ๆ ตา่ งหาก. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังท่ีท่านหมายถึง แล้วกล่าว ไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนกล่าวแต่ความขาดสูญ\" นั้น มีอยู่. จริงเทียว พราหมณ์!คือว่าเรากล่าว ความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ, ความขาดสูญแห่งสิ่งเป็นบาปอกุศล มี ประการตา่ ง ๆ ตา่ งหาก. น่ีแลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าว ไม่. พราหมณ์ ! แง่ท่ีเม่ือผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนมักเกลียด\" น้ันมีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเทียว, เรากล่าวความน่าเกลียดด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, กล่าวความน่าเกลียดเพราะถึงพร้อมด้วยสิ่งเป็น บาปอกุศลมีประการต่าง ๆ. น่ีแลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้ว กลา่ วไม่. กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวคั คียแ์ ล้ว – จวนจะปรินิพพาน ๔๔๙ พราหมณ์ ! แง่ท่ีเมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนนาไปทาให้พินาศ\" น้ัน มีอยู่. พราหมณ์! จริงเทียว, เราแสดงธรรมเพ่ือ นําไปทําเสียให้พินาศ ซ่ึงราคะ โทสะโมหะ, แสดงธรรมเพ่ือนําไปทําเสียให้พินาศ ซ่ึงส่ิงเป็นบาปอกุศลมีประการต่าง ๆ. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่าน หมายถงึ แล้วกลา่ วไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เม่ือผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนเผาผลาญ\" นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! เรากล่าวความควรแก่การเผาผลาญ ใน สิ่งอันเป็นบาปอกุศล มีประการต่าง ๆ คือกายทุจริต วจีทุจริตมโนทุจริต , พราหมณ์ ! บาปอกุศลท่ีควรเผาผลาญเสีย อันผู้ใดเผาผลาญได้แล้วเราเรียกผู้นั้น ว่า ผู้เผาผลาญ (ตป๎สสี). พราหมณ์ ! บาปอกุศลที่ควรเผาผลาญนั้นตถาคตละได้ ขาดแลว้ ถอนขน้ึ กระทั่งราก ทาํ ใหเ้ หมอื นตาลหน่อเน่า, ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นแ่ี ละเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เปน็ ดงั ที่ท่านหมายถึง แลว้ กลา่ วไม.่ พราหมณ์ ! แง่ที่เม่ือผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า \"พระสมณโคดม เป็นคนไม่มีที่ผุดที่เกิด\" นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! คือว่า การต้องนอนในครรภ์คร้ัง ต่อไป การต้องเกิดอีกในภพใหม่ อันผใู้ ดละได้ขาดแล้ว, เราเรียกผู้น้ันว่า คนไม่รู้จัก ผุดจักเกิด (อปฺปคพฺโภ). พราหมณ์ ! การต้องนอนในครรภ์ครั้งต่อไปการต้องเกิด อีกในภพใหม่ สาํ หรบั ตถาคตนน้ั ตถาคตละได้ขาดแล้ว กลบั ไปสารบัญ
๔๕๐ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ ถอนขึ้นกระท่ังราก ทําให้เหมือนตาลหน่อเน่าเสียแล้ว ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นแี่ ลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใชเ่ ป็นดังทที่ ่านหมายถึง แล้วกลา่ วไม.่ (ในบาลีแห่งอื่น (มหา. วิ. ๕/๑๐๑, ๑๐๓/๗๙. อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๑๘๖, ๑๘๘/๑๐๒.) มี กล่าวแปลกออกไปในข้อท่ีว่า เขากล่าวหาพระองค์ว่า เป็นกิริยวาท แสดงธรรมและนําสาวกไป โดยกิริยวาท, พระองค์ตรัสว่า ถูกแล้ว เรากล่าวการกระทํากายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และ กศุ ลธรรมมปี ระการต่าง ๆ. แต่ขอ้ น้ไี มค่ วรถือเป็นการกล่าวร้าย และถือกันว่าเป็นสิ่งท่ีถูกต้องมา แต่ก่อนพุทธกาล. อกี ข้อหนึง่ กลา่ วหาวา่ พระองคเ์ ปน็ อสั สตั โถ (มีความเบาใจเป็นท่ีตั้งแห่งการ บําเพ็ญประโยชน์) แสดงธรรมและนําสาวกไปเพื่อเป็นอย่างนั้น, พระองค์ตรัสว่า ถูกแล้ว เรา เป็นอสั สัตโถแสดงธรรมเพ่ือความเบาใจ ด้วยธรรมเป็นเครื่องเบาใจอย่างย่ิง และย่อมนําสาวก ไปด้วยธรรมเป็นเครื่องเบาใจนั้น. ข้อนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีลักษณะว่าเป็นการกล่าวร้าย แล้วทําไม มาอยใู่ นหมู่แห่งคํากลา่ วร้าย กไ็ มอ่ าจจะทราบได้; ชะรอยจะมคี วามหมายเป็นอย่างอื่น คือเบาใจ ชนิดใจเบา ใจลอย เตลิดเปิดเปิงไป กไ็ ด้. ขอใหน้ กั ศกึ ษาพจิ ารณาดูเอาเองเถิด. -ผูร้ วบรวม.) ทรงหยามมารวา่ ไมม่ ีวันรจู้ ักทางของพระองค์๑ (มารได้เข้ามาหาพระองค์เม่ือทรงประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ กําลังกระทํา สากัจฉาอยู่ด้วยเร่ืองอนั เก่ียวกบั นิพพาน มาในภาพแห่งชาวนา แบกไถถอื ปฏกั เน้อื ตวั เลอะเทอะ ด้วยโคลนตะโกนถามขึ้นว่า \"เฮ้ยสมณะ! เห็นวัวมาทางนี้บ้างไหม?\" พระองค์ตรัสว่า \"ดูก่อนมาร! จะมีประโยชน์อะไร เก่ียวกับวัวของท่าน\" ซ่ึงทําให้มารกล่าวขึ้นว่า \"สมณะเอ๋ย ! ตาก็ของข้า รูปก็ของข้า ส่ิงที่เน่ืองอยู่กับจักขุสัมผัสและวิญญาณก็ ของข้า; สมณะเอ๋ย ! ทา่ นจะ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี สคา. ส.ํ ๑๕/๑๖๘/๔๗๒. ตรัสแกม่ าร. กลับไปสารบัญ
โปรดปญ๎ จวัคคยี ์แล้ว – จวนจะปรนิ ิพพาน ๔๕๑ หนีพ้นไปจากเราได้ท่ีไหน. (ในกรณีแห่ง หู จมูก ล้ิน กาย ใจ มารก็ได้กล่าวอย่างเดียวกัน.) พระผู้มพี ระภาคไดต้ รัสตอบกะมารวา่ :-) มาร, เออน่ะ ! จักษุก็ของท่าน รูปก็ของท่าน ส่ิงท่ีเนื่องอยู่กับจักขุสัมผัส และวิญญาณก็ของท่าน. มารเอ๋ย ! แต่ในที่ท่ีไม่มีจักษุ ไม่มีรูป ไม่มีส่ิงที่เน่ืองอยู่ กบั จกั ขุสัมผัสและวญิ ญาณเลา่ ทา่ นก็หมดหนทางไป นะมารนะ. (ในกรณีเก่ียวกับ หู จมูก ลน้ิ กาย ใจ กต็ รสั อย่างเดียวกัน. มารไดก้ ลา่ ววา่ :-) \"ชนเขากลา่ วส่ิงใด วา่ นี้ \"ของเรา\" ดังนี้ และชนเหลา่ ใด กล่าววา่ \"เรา\" ดังน้ี; สมณะเอย๋ ! ถ้าใจของทา่ นเขา้ ไปมอี ยใู่ นสงิ่ นั้นๆ ทา่ นก็ไมพ่ น้ ไปจากเราได้.\" (พระผู้มพี ระภาคตรัสตอ่ ไปว่า :-) ชนเขากล่าวสง่ิ ใด ว่า \"ของเรา\" ส่ิงนั้นไมใ่ ชข่ องเรา- ตถาคต. ชนเหลา่ ใดกล่าววา่ \"เรา\" เราตถาคตกม็ ิใชช่ นเหล่า น้ัน. ดกู ่อนมาร! ท่านจงรู้อย่างนี้เถดิ วา่ คนอย่างทา่ น ไมม่ วี ัน จะรจู้ ักทางของเรา ดังน.ี้ ลาํ ดบั นน้ั มารผมู้ ีบาป รู้สึกว่า พระผู้มพี ระภาครกู้ ําพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กําพืดเรา เสยี แลว้ มที ุกข์โทมนัส อนั ตรธานไปแล้วในทนี่ ้ันนั่นเอง. มนุษย์บุถชุ น รู้จกั พระองค์น้อยเกนิ ไป๑ ภิกษุ ท. ! นั่นยังน้อยไป ยังต่ําไป เป็นเพียงส่วนศีลเท่าน้ัน คือข้อที่บุถุชน กล่าวสรรเสรญิ คณุ ของตถาคตอย.ู่ ภิกษุ ท. ! บุถชุ นกลา่ วสรรเสรญิ ____________________________________________________________________________ ๑. บาลี พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๔/๒. ตรัสแกภ่ ิกษุทัง้ หลาย ท่ีอทุ ยานอมั พลฎั ฐกิ า, ระหว่าง กรุงราชคฤห์ กับเมืองนาลนั ทา ต่อกัน. กลบั ไปสารบัญ
๔๕๒ พุทธประวตั จิ ากพระโอษฐ์ - ภาค ๔ คณุ ของตถาคตอยู่ ยังน้อย ยังต่า สักว่าศีลเท่าน้ัน, นั้นเป็นอย่างไรเล่า?คือบุถุชน กล่าวสรรเสริญตถาคตอยู่ว่า พระสมณโคดมละการทําสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป เป็นผู้งดขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว มีความละอายต่อ บาป มคี วามเอน็ ดูกรณุ า หวงั ประโยชนเ์ กื้อกูลแก่สตั ว์ ท. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการถือเอาส่ิงของที่เจ้าของมิได้ให้ งดขาดจาก อทนิ นาทาน ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้แล้ว หวังอยู่แต่ในของท่ีเจ้าของเขาให้,เป็น คนสะอาด ไมเ่ ปน็ ขโมย. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์, เป็นผู้ประพฤติ พรหมจรรย์โดยปรกติประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็นของ สําหรับชาวบ้าน. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวเท็จ งดขาดจากมุสาวาท พูดแต่คําจริง รักษาคําสัตยม์ น่ั คงในคาํ พูด ควรเชือ่ ได้ ไม่แกลง้ กลา่ วให้ผิดต่อโลก. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวคําส่อเสียด งดขาดจากปิสุณาวาท,ได้ฟ๎ง จากฝุายนแ้ี ล้วไม่เก็บไปบอกฝาุ ยโน้น เพอ่ื ทาํ ลายฝาุ ยน.้ี หรือได้ฟง๎ จากฝุายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกฝุายนี้ เพ่ือทําลายฝุายโน้น, แต่จะสมานชนท่ีแตกกันแล้วให้กลับ พร้อมเพรียงกนั , อุดหนุนชนทพ่ี รอ้ มเพรยี งกนั อยู่ ใหพ้ ร้อมเพรียงกันยิง่ ขึน้ , เป็นคน ชอบใจในการพร้อมเพรยี ง กล่าวแตว่ าจาทท่ี ําใหพ้ ร้อมเพรยี งกนั . และ กลับไปสารบัญ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 650
- 651
- 652
- 653
- 654
- 655
- 656
- 657
- 658
- 659
- 660
- 661
- 662
- 663
- 664
- 665
- 666
- 667
- 668
- 669
- 670
- 671
- 672
- 673
- 674
- 675
- 676
- 677
- 678
- 679
- 680
- 681
- 682
- 683
- 684
- 685
- 686
- 687
- 688
- 689
- 690
- 691
- 692
- 693
- 694
- 695
- 696
- 697
- 698
- 699
- 700
- 701
- 702
- 703
- 704
- 705
- 706
- 707
- 708
- 709
- 710
- 711
- 712
- 713
- 714
- 715
- 716
- 717
- 718
- 719
- 720
- 721
- 722
- 723
- 724
- 725
- 726
- 727
- 728
- 729
- 730
- 731
- 732
- 733
- 734
- 735
- 736
- 737
- 738
- 739
- 740
- 741
- 742
- 743
- 744
- 745
- 746
- 747
- 748
- 749
- 750
- 751
- 752
- 753
- 754
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 650
- 651 - 700
- 701 - 750
- 751 - 754
Pages: