Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Description: ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Search

Read the Text Version

ใ'จทวิปริฅผิคแปลกไปนั้น ณ็่พราะ:กิคเห็่นเป็นไปฅามอารมณทเกิคซน กือกวามรัก{กง กวามโลภ{กง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง เมอมอารมณ อย่างไคมากระ:ทบแล้วโอนเอนไปฅามอารมณนั้น ใ'จก็่'จะ:เรํ่มผิคแปลกไป'ไเาก ปกติ กลายเป็นใ'จวิปริฅไป เมึ๋อใ'จวิปริต ศรัทธากี่'จะ:พลอยวิปริตตาม ในทำนองเคยวกัน เมํ่อศรัทธาวิปริต ใ'จกี่'จะ:วิปริตตามไปเช่นกัน คือ เมํ่อไปเชอโคยปราศ'จากปิญญาไม่กิครอบคอบ เพราณอารมโนแปรปรวนค้วย ความรัก ความโลภ เป็นต้น ใ'จกี่'จะ:วั๋งตามอารมโนนั้นไป ทำ ใหคคเห็่นคล้อย ตามอารมโนนั้นเรอยไป แบ้ต่อมาจะ:ไปทำผิคทำสิงเลวร้าย หรือไปพูคผิคพูค เลวร้ายอย่างไรกี่ใม่รู้คืภว่าผิค กลายเป็นใจวิปริตไปโคยปริยาย เรํ่องศรัทธากับเรองใจเป็นของคู่กัน หากไปต้วยกันโคยไม่วิปริต กี่ จะ:'อำนวยประ;โยซน!ห้ ถ้าวิปริตต้วยกันกี่นำหายนะ:มาให้ มากบ้างน้อยบ้าง กี่ แล้วแต่ว่าจะ:วิปริตแคไหน ในเรองศรัทธานั้ท่านแศคงยืนกันไว้ว่า คนทึ๋มศรัทธาตั้งมั่นจร;ยง ปรร;โยซน้ทึ๋ต้องการให้ส์าเร็่จได้โดยไม่ยาก สามารถผร'กดนให้ถงความสุขสม ปรารถนาไต้ แดร;สามารถเป็นเพึ๋อนคราวจำเป็นไต้ เพราร;ใจทมศรัทธาจร; มั่นคง เชอมั่น ไม่วอกแวกมั่นคดอน เหมึอนคนมเพอนเดินทาง ย่อมไม่ กดวเกรงอร;ไรมากนัก คนมศรัทธานั้น ถ้าหากว่าเปีนคนฅ เปีนคนม^ลมร'ฅยศมั๋าเสมอ แล:!เป็นคนมสมบัติถ้วย จะอยู่ทไหน จะไปทใด ก็่ย่อมมผูปีนด มผู้ถ้อนรับ มนู้ ให้เกยรติ ไม่รังเกยจอะไร หากขาดศรัทธา แม้มทรัพยสมบัติมากมาย ก็่ไม่อาจ ดึงคดใจม้คนให้1ว้วางใจหรือให้เกยรติให้ความนับถือไถ้สนิทใจ ๑c»<0 พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

แต่ศรัทธานั้นเป็นคุณธรรมกลางๆ ยังไม่เป็นบุญยังไม่เป็นบาป หรือ ยังไม่เป็นคเป็นชั่วในตัวก่อน เพราร;ศร้ฑธาทเป็นความเชึ๋อในเรองดงามก็่ม ทเป็นความเชอในเรํ่องชั่วร้ายก็่ม ถ้าเชั่อในเรองคืในเรองทเป็นคุณ ก็่ถึอว่า เป็นความเชอทเป็นบุญ นำ สิงดสิงทเป็นปรร;โยชนั้มาให้ถ้าเชั่อในเรํ่องชั่วใน เรึ๋องทใม่ด ก็่ถือว่าเป็นความเชั่อทเป็นบาป นำ สิงทเป็นทุกฃเป็นโทษมาให้ ปกติของกวามเชอเป็นอย่างนั้ ตังนั้น เมอท่านแนะ:นำให้มศรัทธากันแล้ว ยังสอนยํ้าให้มศรัทธาท ประ:กอบด้วยปิญญาซงท่านเรืยกอกอย่างหนั้งว่า ญาณซงหมายถึงปรืซาหยั่ง รู้กวามสามารถกำหนครู้!ด้เป็นพิเศษ ศรัทธาทประ:กอบด้วยญาณนั้ภาษาพรร: เรืยกว่า สิทธาญาณสิมปยุต ศรัทธาเซ่นนั้แหละ:ทเป็นศรัทธาบริสุทธิ ศรัทธา ทแห้พิ ทำ ให้กนมศรัทธาเซ่นนั้มความรอบกอบ ไดร่ฅรองก่อนเชั่อ มิได้ เชั่ออย่างงมงาย ไม่หูเบาเชอง่ายโกยปราศจากการไฅร่ดรอง ปราศจากการ พิจารณาอย่างถ่องแห้ ฅรงกันข้าม ท่านสอนมิให้ศรัทธาโดยปราศจากญาณ โดยปราศจาก การหยั่งรู้ทแน่นอนชงเรืยกว่า สิทธาญาณวิปปยุต กอสอนให้หนักแน่นเข้าไว้ ก่อนแล้วต่อยไดร่ดรองพิจารณาให้เห็่นจริง เห็่นอย่างถ่องแห้แน่นอน เมอเห็่น ว่าเรองนั้นจริง ดรง หรือแห้แน่นอนแล้วต่อยปลงใจเชอ จะ:ไค!ม่ผิดพลาดเถึย หาย จะ:ไค!ม่งมงาย ไม่เชอง่าย ไม่ถูกหลอกได้ง่าย เพราะ:ผู้เชอโดยปราศจาก ญาณเซ่นนั้นักจะ:ถูกหลอกอยู่เสมอ เมอถูกหลอกเถึยหายไปแล้ว ก็่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเปิดเผย เพราะ:ละ:อายใจว่าหูเบาเชั่อง่าย จำ ด้องทนเจ็่บใจ ทนแค้นใจ และทนกลํ้ากลืนกวามชอกชาไว้!นอกอยู่ดลอดเวลา azimaaiSa /๑ร๕ www.kalyanamitra.org

เพราร;ศร้ฑธามสองรูปแบบอปางน็้ จงสามารถกล่าวได้ว่า ศรกธา นันทำใหโลดแล่นไปล่ความล่าเร็่จ ทำ ให้ก้าวหน้าเกิดความผาสุกกึ๋ใด้ ทำ ให้ ดำ รงตนในฐานร;เฟ้นมนุษยได้อย่างสมบูรณกื่ได้ หรือทำให้กรร;โจนลงล่ หุบเหวแห่งความหายนร; ความถอยหลงเดือดร้อน แลร;ไม่อาจดำรงตนสม เฟ้นมนุษย่เลยกใด้ กนทมทรัพย่แต่ฃาคศรัทธาไม่มศรัทธา หรือมศรัทธาไม่มั่นกงไม่เชอ เรืองบุญเรืองบาป ไม่เชอว่าสิงทฅนทำเป็นร่งไม่คเป็นบาป หรือมองข้ามไปว่า ทฅนทำนั้นคแล้ว ]กรๆ เฃาก็่ทำกัน ล้าทำโคยไม่ฉถๆคก็่ทำให้พถาศไ^บ โทษ ม่วนฅนเปีนคนฉถาด รู้วธรู้แนวทางว่าห้องทำอย่างนั้นอย่างนั้จื้งจะไม่ พถาด ไม่มใครจะมาถงโทษอะไรไห้ แล้วก็่ทำชั่วทำบาปไปคัวยกวามมั่นใจ ทั้ง ทํเป็นกวามผิค เป็นกวามไม่ถูกคัอง เป็นกวามเอารัคเอาเปรืยบ เป็นการกคฃ ข่มเหง แม้ว่าการทำอย่างนั้นเป็นการทำไปคัวยศรัทธาก็่จริง แต่เป็นศรัทธาทํ่ ผิค เป็นศรัทธาทํปราศจากปิญญาแท้จริง ย่อมจร:ไครับทุกฃ[คัรับโทษแน่นอน เมั่อโอกาสมากง ซึ่งอาจเป็นในชาฅินั้หรือชาติหน้ากึ๋ใคั ม่วนคนทยากจน ถำ บากขาดแคถน แด่มครัทธานั้นคง เปีนครัทธา ทํถูกห้อง เจือมันในรงทํฅนทำ แม้จะมมัญหาอปสรรคอันใดมาเปีนอุปสรรค ขัดขวางกึ๋โม่ย่อห้อ มุ่งมันเดินหน้ารำไป ไม่ถอยหถังให้ล้มเหถว ก็่ย่อมถี้งจด หมายปถายทางไห้เมอถื้งจดหมายปถายทางแล้วก็่โด้รับร่งmหถือเชอตอบแทน อันเปีนอานิสงม่แห่งสรัทธา กนทํจนทรัพย่แต่ไม่จนศรัทธาอย่างนั้ แม้!นสมัยโบราณก็่ม เมอ เฅ็่มเป็ยมคัวยศรัทธาจึงบุ่งมั่นเฅ็่มท ตังใจเตินหน้าอย่างมั่นกงไม่หวั่นไหว แม้ จะมเรองมาโน้มน้าวใจให้ลคศรัทธาให้ลคกวามเซึ่อมั่นลง โดยทำคามข้อเสนอ พygมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

แตกเปลยนเพอซวิฅจร:ไค้สุขศบาย ก็่ยังไม่สนใจละ:ท^งศรัทธา ท้ายทสุคกึ๋ใค้ทำ ร่งทตั้งใจไว้ค้วยศรัทธาส์าเรจอย่างภากภูมิใจ และ:ไm^บอานิสงส์ทันฅาอย่าง เหลือเชอ เมอเป็นเรองอันเหลือเชอ ท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐานไว้!นกัมภร เรํ่องเกิดขนในส์ม้'ยพรร;กัสสปพุทธเจ้า แลรทํ่เมืองสาวัฅถ ในอดตกาล พระ:พุทธเจ้าพระ:นามว่าบัสสปะ:เสค็่จอุบัฅิชนในโลก คราวหนงพระ:องกเสค็่จไปโปรดลัฅวโลกทเมืองพาราณลืพร้อมค้วยพระสาวก ตั้งหลาย ซาวเมืองพาราณลืฅ่างก็่คใจไค้มืโอกาสถวายอากันตุกทานแด่ พระสงฆทุกวัน วันหนง เมอเสร็่จบัดกิจแล้ว พระศาสดาทรงแสดงอนุโมทนากถา ใจความดอนหนงว่า \"คนบางคนในโถกน คิดว่าเราถวายฃองของฅนเท่านั้นก็่พอ จะ ประโยชนอะไรด้วยการชักชวนคนอน ดังนิ้แถ้วก็่ให้ทานด้วยศนเท่านั้น ไม่ ชักชวนนู้อน เขาย่อมได้แด่โภคสมบัฅิ ไมได้บริวารสมบัฅิ ในทิ่ทศนเกิดแล้ว บางคนได้แด่ชักชวนคนอน แดไมได้ให้ทานด้วยตน เขาย่อมได้แด่บริวารสมบัติ ไมได้โภคสมบัติ ในททฅนเกิดแล้ว บางคนทั้งไมให้ทานด้วยคน ทั้งไม่ชักชวน คนอน เชาย่อมไมได้ทั้งโภคสมบัติ ไมได้ทั้งบริวารสมบัติ เปีนคนกินเดน ในท ทฅนเกิดแล้ว บางคนให้ทานด้วยตน ทัง้ ชักชวนผูอน เชาย่อมได้ทั้งโภคสมบัติ ทัง้ บริวารสมบัติ ในททํ่ตนเกิดแล้ว\" aiimaaiSa /๑๘๗ ^'=^รร!;ร, www.kalyanamitra.org

ชายกนหนงเปีนกนฉลาด ไ^งอนุโมทนาอย่างนั้นแล้วก็่กิคว่าฅน กวรจะ:ทำเพํ่อใหไค้สมบัตินั้งสองอย่างพร้อมกัน จงนิมนฅพระ:ทุทธเจ้าพร้อม ทั้งพระ:สงฆทั้งหมดเพอรบกัฅดาหารในแด่ละ:บ้านทเปีนญาติมิดรพวกพ้องชอง ดนในวันรุ่งขน เมอพระ:พทธเจ้าทรงรับนิมนฅแล้ว ก็่ออกเดินบอกบุญไปทั่วๆ ว่า ดนไค้นิมนฅพระ:พุทธเจ้าและ:พระ:สงฆสาวกทั้งปวงไว้แล้วเพอไปฉันอาหาร ในแด่ละ:บ้าน ชอให้แด่ละ:บ้านไค้ลงบัญซจองพระ:ไว้ว่าจะ:สามารถเลยงพระ:ทํ่ บ้านชองดนไดกรูป แล้วฃอใหจัดเดร้ยมอาหารไว้ส์าหรับถวายในวันพรุ่งนั้ ปรากฏว่าพวกชาวบ้านไค้แจ้งกวามประ:สงกจองพระ:กัน บ้านละ:๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง เชาก็่ลงบัญชไว้ทั้งหมด ในเมืองนั้น มืชายกนหนงชงยากจนทสุด จนผูกนเรยกเขาว่า นาย มหาทุคคตะ; เมอชายทเดินบอกบุญไปถึงหน้าบ้านชองเขาก็่ชักชวน เขาว่า พรุ่งนั้ชาวเมืองเฃาจะ:ถวายทานกัน เจ้าจะ:เลิ้ยงพระ:ไค้!หม เขาดอบว่า \"คุณเอย ผมจะต้องการอะไรฅ้วยพระเล่า อันความ ต้องการพระffงฆนั้นเป็นเรองของคนมทรัพย ล่วนผมนั้นแม้ข้าวอักทะนานหนง เพอจะเลยงปากท้องในวันพรุ่งนั้ยังไม่มเลย ผมแค่ทำงานรับจ้าง ไม่ต้องการ พระปงฆ\" เนองจากชายผู้บอกบุญเปีนกนฉลาด ดังนั้น แบ้ว่านายมหาทุกกดะ: จะ:บอกว่าไม่ค้องการจะ:เลยงพระ: ก็่ไมนงเฉยทั้งกวามพยายาม ยังกล่าวให้ สติแก่เขาว่า \"เพอนมหาทุคคฅะ คนเป็นอันมากในเมืองนั้บริโภคอาหารอย่างด นง ผ้าเนั้อละเอยค แฅ่งศัวต้วยเครองอาภรฌหลากชนิด นอนบนทนอนอันสง่างาม ^๑๘๘^ พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เสวยสุขสมบัฅิกัน doนเจ้าทำงานTบว้างเลยงปากท้องทั้งกัน กังไมไค้อาหาT เฅ็่มท้องเลยก็่ม แม้เป็นอย่างน เจ้ากังไม่มู้รกกัวเลยหรอว่า ณราไมไค้อะไรๆ เหมอนอย่างคนอิ่นเขา เพราะไมไค้ทำบุญอะไรไวIนกาลก่อน\" นายมหาทุกกฅร;ไคยินคังนั้นกใค้สฅิ กิคไค้ว่าตนยากจนเพราร;ไมไค้ ทำ บุญไว้ จึงฅกลงรับปากว่าขอเลยงพรร;รูปหนง โคยจร;ไปรับจ้างทำงานใน วันนเพอไค้ค่าจ้างนำไปซออาหารเลยงพรร;วันพรุ่งน ชายผูชกชวนคิดว่าเขาเด็้ยงพรร;รูปเดยว ไม่จำเร็่เนต้องดงบญชี้1ว้ กโต้ จึงไมใต้ดงบญชชอเขาไว้ นายมหาทุกกฅะกลับไปบ้าน บอกภรรยาให้ทราบว่าจร;เลยงพรร;ท บ้านนองกหนง ขอให้เฅรัยมคัวไว้ส่วนคนจร;ไปรับจ้างทำงานเพอหาเงินมาซอ อาหาร ภรรยาของเขาไค้ยินแล้ว ไมไค้พูคเลยว่าพวกเราเป็นกนจน ไปรับปาก เลยงพรร;กับเขาทำไม กลับพูคว่าทำคแล้ว ถูกค้องแล้ว เราทั้งสองไปช่วยกัน ทำ งานเพํ่อไค้ของมาทำบุญ ทั้งกู่ค่างชนชมยินคิ มศรัทธาในการบุญเฅ็่มเป็ยม ออกไปหางานทำ ผู้สามไค้งานผ่าทืเนทํ่บ้านเศรษจึกนหนง ภรรยากึ๋ใค้ทำงานคำข้าวในโรงกรัว ของบ้านนั้น สามทำงานอย่างขันแข็่งทั้งวัน จนเศรษจึถามว่าทำงานขยันเหลือ เกินอย่างนั้ค้องการค่าจ้างไปทำอร;ไร เขาก็่ฅอบว่าค้องการค่าอาหารถวายพรร; วันพรุ่งนั้ เศรษ^.ค้ท้เงคังนั้นณลอมใสให้ข้าวสาร d ทร;นานแก่เขาเป็นค่าจ้าง แลร;เพั๋มใหอก d ทร;นานเป็นรางวัลทั้ขยัน ส่วนภรรยาของเขาคำข้าวในโรงกรัวคลอคทั้งวัน ภรรยาเศรษ^ก็่ พอใจจึงให้นมล้ม นั้ามัน เกรองเทศ เป็นค่าจ้างแรงงาน อ24เ2«สิอเร่อ /๑ร๙ www.kalyanamitra.org

สองสามภรรยาคใ'จทํ่ทำงานไค้ค่าแรงมาเป็นร่งฃอง แค่ยังฃาคผักทํ่ จะมาปรุง จื้งฃอให้สามไปหายักท'ฮ่งแม่นํ้าในตอนเช้าวันรุ่งขน เมอเช้าขนมา สามก็่ไปทยังแม่นํ้า หาเก็่บยักไปพลางร้องเพลงไปพลาง ค้วยกวามแช่มชนใจ ว่าจะไค้เลยงพระ จนชายหาปลากนหนงไคยนเช้าก็่เช้ามาถาม เมอเขาตอบว่า เก็่บยักไปทำอาหารเพอถวายพระเช้าน ชายหาปลาก็่ยินคกับเขา และมอบปลา ตะเพยนให้เขาไป ๕ ตัว นายมหาทุกกตะจึงไคทงยักและปลากลับบ้าน เช้าตรู่วันนั้น พระศาสคากัสสปพุทธเจ้าทรงตรวจคูลัตวโลก ทรง เหี่นว่านายมหาทุกกตะและกรรยากำลังเตร้ยมอาหารถวายพร2อยู่ สมกวรทํ่ พระองกจะไค้[ปโปรคเขาให้กำเร็่จสมศรัทธาปรารถนา เมอทรงทำสรรกิจเสร็่จ แล้วไค้เสค็่จประทับอยู่ทพระตันธกฎเพอรอเวลาสงเกรา2;หนายมหาทุกกต^ มเรืองแทรกว่า บัณฑุกัมพล^ถาอา^นของท้าวร'กก::แสคงอาการร้อน ท้าวเธอจึงทรงพิจารณาว่าเกิดเหศอ::ไรข็้น ทรงเห็่นว่าสองสามภรรยาจ::ถวาย อาหารแด่พระสงฆ พระพุทธองคจะทรงสงเคราะหพวกเขา จำ เราท้องไปช่วย เหลือ กังนแล้วก็่แปลงพระองคลงมาประกาสฅัวด่อสองสามภรรยาว่าศนเปีน พ่อครัว มาช่วยเหลือคนมสรัทธาท้วยนาใจ ไม่คิดด่าศอบแทนใดๆ ทั้งร้น จน สองสามภรรยาเชอลือ จึงไท้เข้าครัวปรุงอาหารเลิสรสไว้รอท่า เมือพ่อกรัวแปลงกำลังปรุงอาหารอยู่ นายมหาทุกกตะไค้[ปพบกับ ชายผูซักชวนแล้วขอพระรูปหนง ชายผู้นันมืกขนไค้ แค่ก[ม่มืพระเหลือให้เขา เลย เพราะผู้กนค่างก็่มารับพระทตนประสงกตามบัญช้[ปหมคแล้ว เมอเป็น ตังนั้เขาก็่พูคอะไรไปออกไค้แค่บอกว่าไม่มืพระแล้ว ๑๙^ พTgมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

นายมหาทุคคตะได้ปีนศังนั้นก็่มอาการๆกอกเหมอนถูกหอกแทงทท้อง จึงประคองแขนราไห้ว่า ทำ ไมจึงทำให้ตนหายนะอย่างนิ้ ตนได้รบการซักชวน จากท่านแล้วจึงรับปากว่าขอเป็นเจ้าภาพเลยงพระองคหนง จากนั้นพร้อมกับ ภรรยาไคIปรับจ้างทำงานมาทั้งกันแต่เมอวาน เช้านั้ก็่ปรุงอาหารเรยบร้อยแล้ว เมอไม่มพระจะให้ทำอย่างไร ขอพระให้ตนกักองคหนงเถิด มหาชนไค้ยินคังนั้นก็่สงสาร จึงถามชายกนทชักชวนว่าเรองเป็น อย่างไร เขาก็่เล่าใหฉงและ;ว่าฅนสืมจคลงในบัญซ เป็นกวามผิคของเซาเอง แฅ่ก็่พอมทางช่วยเขาไค้ คังนแล้วก็่บอกเขาว่า พรร;พุทธเจ้าปรร;ทับอยูทพรร; คนธกุฎในวด ฃอใหโปนิมนตท่านเองเถิด เพราร;พรร;พุทธเจ้าทั้งหลายจร; ทรงสงเคราร;หคนยากจนเสมอ ตามปกติ พระราชา รบ^ และพวกคนมยคกักติจะพากันมารออย่ ทพระกันธุกฎ เพอทจะได้รับพระมหากรุณาจากพระพุทธองคประทานบาตรให้ แล้วกี่จะกราบทูลเสศ็่จไปฉันทกังหรือทํ่บ้านของตน เมอนายมหาทุกกฅร:ไปถึงพรร;กันธกุฎ พวกทมากอยอยู่ก่อนเหื่นเข้า ก็่ปึกว่าเขามาขออาหารจากพรร:พุทธเจ้า ค้วยเกยเห็่นเขาไปขออาหารดาม โรงอาหารส์าหรับกนจน จึงบอกเขาว่ายังไม่ถึงเวลาอาหาร จร:มาทำไม เขา กล่าวว่ามิไค้มาขออาหาร แด่มาเพํ่อถวายบังกมพรร:ศาสดา ฃอนิมนฅพรร:องกั ไปฉันทบ้าน กังนแล้วก็่ก้มกราบทํ่ธรณปรร:ดู ปรร:กาศนิมนฅขอให้สงเกราร:ห ฅนทเป็นกนยากจน พรร;ศาสดาทรงเปีดพรร;ทวารพรร;คนธกุฎเสด็่จออกมาแล้วปรร;ทาน บาตรให้แก่เขา แสดงว่าทรงรัมนิมนต เขาก็่ถึงความ!เติโสมนัสล้นปรร;มาณ เหมือนไค้สมบติจ้กรพรรคิ www.kalyanamitra.org

แท้จริง เมอพ7:1พทธองศปTะทานบาศทเก่นายมหาทุศศตะแล้ว ก็่ใม่ม ใครกล้าทจะแย่งหรือรับบาศรศ่อจากเขาด้วยอำนาจความเป็นใหญ่หรือความ รารวยใดๆ ได้เป็นแต่กล่าวว่าขอใท้นายทคคศะมอบบาศรใท้ศน ศนจะใท้ทรัพย่ พันหนงบ้าง หมนหนงบ้าง จะได้นำไปเลยงชพ บาย เพราะเป็นคนยากจน นายมหาทุกกฅฟ้.^นคังนั้นก็่กล่าวอย่างนอบน้อมว่า ตนไม่ต้องการ ทรัพย่อฟ้.ร'จากใกร ต้องการถวายอาหารแค่พระพุทธองกเท่านั้น เมํ่อเขาตั้งใจ อย่างนั้ ทำ ให้บุกกลเหล่านั้นค่างหมคหวัง พากันกลับไป ล่วนพระราชาทรงคำริว่า นายมหาทุกกฅะนั้จะถวายอาหารพระพุทธ องกอาหารของเขาจะประณฅอย่างไร พระพุทธองกจะทรงอมหรือไม่ เรากวร ไปคู ถ้ากระไร เมอเศค็่จออกจากบ้านนายมหาทุกกฅะแล้วจักทูลให้[ปฉันทวัง ค่อ จึงไต้ตามเสคื่จไปทบ้านนายมหาทุกกฅะ mfอนของนายมหาทุคคตะนั้นมเชิงชายตา คนทเข้าไปจะต้องก้ม ^รษะนิดหน่อยจงเข้าไปไต้โดยสะดวก แต่ล่าหรับพระพุทรเจ้าย่อมทรงเข้าไป ไต้โดยปกติ แผ่นดินจะยุบต้วลงหรือเรือนยกฅวสูงขนต้วยอำนาจทานบารม ททรงบำเพ็่ญมาดแล้ว เมอพระพุทธเจ้าเสค็่จเข้าไปในเรือน ประทับนั้งบนอาสนะทพ่อกรัว จำ แลงหรือห้าวลักกะไต้ปูไว้ล่วงหน้าแล้ว พ่อกรัวก็่นำอาหารออกมาแล้ว เปิดฝาภาชนะข้าวยาคูและโภชนะออก กลํ่นเกรองอบของอาหารนั้นหอม'ต้ง ออกมาและตลบไปทั่วพระนกร ต้วย'อำนาจบุญบารมของพ่อกรัว จนพระราชา ทรงเกิดกวามละอายทเสค็่จมาต้วยกวามคูถูกนายมหาทุกกฅะว่ากงจัดอาหารท ไม่มรสชาติอะไรถวายพระศาสดา จึงไต้กราบทลลาพระพทธองกแล้วเสคื่จกลับ ^๙๒^ พรร!มหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

พระพุทธองกกรั้นฉันเสรี่'จแล้ว ทรงทำอนุโมทนาแล้วไค้เสคี่'ๆกลับ นายมหาทุกกฅะถือบาตรไปส่งพระพุทธองกถึงพระกันธกฎ ท้าวลักกเทวราชเมอเสคี่'จกลับ ทรงบันคาลไท้ฝนรัตนะ ฟ ประการ ตกลงในบ้านของนายมหาทุกกตะ 'จนบ้านเคี่มไปค้วยรัตนะทั้งหลายล้นเหถือ ภรรยาของเขาค้อง'จูงลูกๆ ออกจากบ้านมาถืนคูอยู่หน้าบ้าน เมอนายมหา ทุกกตะกลับมาแล้วจึงบอกให้ทราบว่าในบ้านเคี่มไปค้วยรัตนะ เขาเคินไปคู เมอ เห็่นกังนั้นคี่คี่ใจว่าทานของเราไคี่ให้ผลในวันนแล้ว แล้วไค้[ปทพระราขวังหลวง ทูลให้พระราขาทรงทราบว่าทํ่บ้านมฝนรัตนะตกเคี่มไปหมค จะให้ทำอย่างไร พระราขาทรงรับลังให้นำเกวยน ๑,๐๐0 เส่มไปขนรัตนะเหส่านั้น มากองทท้องสนามหลวง เกลยจนเคี่มท้องสนามหลวง ทรงรับลังให้ขาวเมอง มาประชุมกันทพระลานหลวงแล้วตรัสถามว่าใกรมทรัพย่มากขนาคนั้บ้าง เมอ ทุกกนเงยบกี่ทรงรับลังถามว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร เถืยงแซ่ซ้องกังขนว่ากวร ทั้งเจ้าของให้เป็นเกรษจึประ'จำ เมือง พระราขาก็่ทรงทำตามเถืยงของขาวเมือง แต่นั้นมา นายมหาทุคคตะก็่ใด้เป็นเกรษเ ครอบครัวก็่อปูเป็นสุข ด้วยอำนาจศรัทธาทั้มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจทรัพยทั้มืผูยึ๋นให้เพึ๋อ แลกกับโอกาสทำบุญ ชงตนได้ทำงานหนักกว่าจะได้[อกาสเซ่นนั้น หลังจากลันชวิตแล้ว เขาไค้[ปเกิคในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ ณ ท นั้นพุทธันครหนั้ง ในพุทธุปาทกาลนั้ ไค้'จุติจากเทวโลกมาเกิคเป็นลูกขายของ ธิคากนโตในตระกูลทเป็น'อุปิฏฐากของพระสารับุตรในกรุงสาวัตถื เคี่กขายยู้นั้น ไค้รับการตั้งขอว่า บัณฑิต บิคามารคาเป็นกนใจบุญ ลูกก็่เป็นกนใจบุญ เมออายุไค้๗ ขวบ ก็่ขออนุญาตพ่อแมใปบวข ชงพ่อแมก ยอม นำ ไปให้พระสารบุตรบวชให้ไค้ซอว่า สามเณรบัณฑิต อ้ณพสิอเร่อ /๑๙ท www.kalyanamitra.org

ศามเณรนั้นเป็นผู้มบุญวาสนา ไค้ทำบุญไว้มากกราวเป็นนายมหา ทุกกฅะแลร:เมอเป็นเกรฟ่แล้ว กรั้นไค้บวชเป็นสามเณรแล้วไค้บำเพื่ญสมณ ธรรม โกยไครับกวามอุปถัมภจากพระอุปิซฌายกือพรร:สารบุตรแลร;'จาก พระพุทธองก ไค้ส์าเร็่จพระอรหัตผลเป็นพระอรหันฅตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ. จากเ7อง บัณฑิต({ๆมเณร บัณฑิตวรรค อรรถกถาธรรมบท - .ชุ่ชุ 3^^ ถ้ากนอย่างถังนากำพระ:ว่า ถูกนินทาสุงสิงก็่นั๋งเฉย ไม่ลอยกิกลมปากไม่ยากเลย ใจเสิบยอยู'สิบายหายกำนิง. ศรจจมทอง พร^มหาโพธวงศาจาTtJ (ทองด) www.kalyanamitra.org

สงบได้เพราร;ใจนง flQ^3Jนง เป็นมนฅวิเศษอย่างหนงททำให้กนเรามกวามวิเศษ มกวามขลัง แลร:มอำนาจเหนือยูอน แต่กวามนํ่งทํ่ว่าต้องอยู่บนพ็้นฐานของ กวามตน กวามรู้แจ้ง แลร:กวามสงบ ทนํ่งไต้เพราร:รู้ว่าทำหรอพูคอร:ไรออกไป, ไม่เป็นปรร:ใยซนแลร:ไม่ก่อให้เกิคคุณแกไกรจึงนงเสิย กวามนํ่งเช่นนแหลร:ท เป็นมนฅวิเศษส์าหรับกนเรา เมอนงได้แสตงว่าใจนง เมอใจนํ่ง ใจก็่สงบ ใจนงใจสงบนแหลร;ท เป็นบ่อเกิดแห่งความขลังความด้กดิ้สิทธิ้ ถ้านั๋งเพราร:ไม่รู้อร:ไร ไม่รู้ว่าจร:ทำอย่างไรไม่รู้ว่าจร:พูคอย่างไร กิคก็่ ไม่ออก จึงไต้แต่นง แม้อย่างนิ้ก็่ยังนับว่าค ไม่เสิยหาย ไม่ก่อโทษก่อภัยอร:ไร ไม่ทำให้เคือคร้อนอร:ไร กนทนํ่งเพราร:ไม่รู้อร:ไรจึงเฉยเส์ย ย่อมอยู่เป็นสุขไต้ ในรร:คับหนง คืกว่ากนทไม่รู้อร:ไรหรอกิคอร:ไรกึ๋โมใต้ แฅใม'ยอมนง ไม่ยอมเฉย เทํ่ยวทำเทยวพูคอร:ไรไปเรอยเป็อยซงไมใต้สารร:อร:ไร อันเพสิอเร่อ /๑๙๕ www.kalyanamitra.org

การไม่นงแบบน็้อันตรายนกไม่รู้อร;ไรหรอเบางไม่รู้บาง แต่กึ๋โมนง ทำ แลร;พูดอย่างหา&!งไมใต้ ก็่ทำ ให้เดือดร้อน ทำ ให้เดืยผู้เสิยคนมามากต่อ มากแล้ว ท่านจึงลอนให้นงไว้เป็นค แฅ่มิใช่สอนให้นงไปจนดาย เพราร;คนเรา เมึ๋อจำเ!!เนต้องนงก็่ต้องนง เมอจำเป็นต้องทำก็่ต้องทำ เมอจำเป็นต้องพูด ก็่ต้องพูด แต่ต้องนง ต้องทำ แลร;ต้องพูดอย่างมสติรู้ดืกต้ว อย่างรอบคอบ รร;ว้งต้วรร;ว้งคำอยู่เสมอ ถ้ารู้ว่ายังไมลงเวลาทจร;ห้องทำจร:ห้องพูด หรอขืน ทำ ไปพูดไปในดอนนก[ปเกิดปร::โยซนอร:ไร จึงไห้นํ่งเกิย อย่างนย่อมดกว่าแลร: จร:ไม่เกิดโทษภายหลัง ดังนั้น เมอมเรองมเหๆอะไรเกิดฃนแก่ดัว ถ้าไม่เกินเลยหรือไม่ เศึอคร้อนอะไรนัก หากนงเh อาจทำให้เรองหรือเหฅุนั้นหดดัวถงหรือหมดร้น ไปโดยไม่ถ้องไปแกไชอะไรก!ด้ เข้าทำนองเรองใหญ่ก็่จะกลายเปีนเรองเล็่ก แด'ถ้าไม่ยอมนงไม่ยอมปล่อยวาง ยดถือว่าเป็นเรองล่ากัญเป็นเรอง เถืยหาย ทั้งทํ่เป็นเรองเล็่กน้อย เป็นเรองทํ่สามารกปล่อยผ่านเลิกแล้วกันไป ไห้ แดไม่ยอมให้ผ่านไป ยดฅิดไว้ เมอถืดติดไว้ก็่จำห้องคำ เนินการ เมอคำเนิน การก็่ก่อเรํ่องก่อเหตุอํ่นดามมาอกเป็นพรวนเพอแกิไขเรองเล็่กน้อยนั้นเพยง เรองเคยว กลายเป็นนั้านั้งหยดเคยวทก่อหายนร:ให้เกิดดามมามากมาย เช้า ทำ นองเรองเล็่กกลายเป็นเรองใหญใป คนเราต่วนใหญ่มกจร;ยดถือเรองต้กดิ้ศร เรึ๋องหน้าดา เรองยศ ตำ แหน่งหน้าทั้การงานเป็นหลักใหญ่ ไม่สามารถยอมกนไต้ ไม่สามารถให้ อภยกันไต้ เมึ๋อใครมาทำอร;ไรให้เสิยหายบ้าง ก็่คิดว่าล้าไม่จดการก็่ทำให้เล้ย ลักคิ้ศรหรือทำให้เล้ยหน้า เพํ่อร้กษาลักดิ้ศรืเพอร้กษาหน้าก็่จำต้องจดการ แล้วไปสร้างเวรสร้างกรรม สร้างลัตรู ถืงกับลัดญาติขาดมิตรกันไปก็่ม ๑๙^ พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

ฅวามนงdวนหนึ่งเกิคจากความฉลาดนัฃ้าใจว่าถ้าทำอ:ilrไปกื่ทำให้ เ^ยหายแก่ฅนและพวกพ้องได้ถ้านึ่งได้ย่อมได้ปTะโยชนึ่มากกว่า ดามคติทว่า \"พูดไปสองไพเบํ้ย นึ่งเ^ยตำลื้งทอง\" จึงยอมนึ่ง ความนึ่งอย่างน็้ถือว่าเปีน ประโยชนึ่ เปีนหลักปฏิบัติได้ทำหรับทกคน ในสมัยพุทธกาล พร2พุทธเจ้าทรงสอนให้นํ่งอย่างฉลาค ถ้านั๋งไค้ กี่สงบไค้สงบไคกสุฃไค้ แล2กนทนํ่งไค้เช่นนถ้วนไค้เร็]นพระอริยบุคคลกัน อย่า ว่าแฅ่ยูใหญ่เลย แม้เบ็เนสามเณรอายุ ๗ ขวบกี่กังนั๋งไค้ เมอถูกพระอุปิซฌาย่ ทำ พลาดถึงกับฅาแฅกกี่ไมโกรธไม่คิดประ:ทุษร้าย กังปรนนิบัติรับไซ้อย่างปกติ ผิดจากยู้มอายุเพยง ๗ ขวบทั่วไปอย่างเหลือเซํ่อ เรองน แสดงถึงลักษณะของคนทสงบไค้ไมโวยวาย ไม่ร้องหาความ เรนธรรมอะไรเกินขอบเขฅ เพราะไจนง จึงทนไค้ เงยบไค้ไม่สร้างความรำคาญ หรือความเดือดร้อนไจไหใคร คนทไจนํ่งจึงสงบ อยู่อย่างเป็นสุขไค้ดามปกติ ส่วนคนทั่จร;เดือดร้อนจริงๆ หาความสุขไมใต้จริงๆ ก็่ดือคนทั่ทำให้ คนอํ่นเดือดร้อนโดยรู้ต้วบ้างไม่ร้ต้วบ้าง หรือคนทั่ใจไม่นง ไม่ปล่อยวาง ไม่ เลืยสลร; มุ่งแต่จร;เอาชนะ มุ่งแต่จะรักษาต้กดิสร หรือมุ่งแต่จะรักษาหน้าตา จึงสงบไมใต้หยุดไมใต้ แล้วกี่ต้องวนเวยนอปูกับการเอาชนะ อปูกับกักดิ้สรื และหน้าตา แม้จะต้องเลืยเวลา เลืยเงินทอง หรือเลืยญาติมิตรอย่างไรกี่ ยอม เมอใจไม่นงกี่สงบไมใต้ ต้วยประการทั้งปวง ยู้ทสงบไค้เพราะไจนงชงเกิดขนสมัยพุทธกาลเป็นเรองอันเหลือเชอ ท่านจึงบันทกเป็นหลักจุานไว!นกัมภรํ aaiwaaiiia /๑๙01^ www.kalyanamitra.org

เรองเกิดฃนทํ่เมืองโกสัมพแลรเมืองสาวฅถ กุลบุฅรซาวเมืองโกร'มพกนหนงมศรัทธาบวชในพระพุทธศาสนา เมอ อายุมากแล้ว กรนบวชแล้วเรยกกันว่า พรร;โกสิ'มพวาล้ติสสเถระ ท่านไค้อยู่ จำ พรรษาทเมืองโกกัมพนั้น โคยมือุบาสกกนหนงไค้อุปิฏฐากดูแล เมอออก พรรษาแล้วอุบาสกไค้นำผ้าไครจํวร นั้านั้ง นั้าอ้อยเมืนค้นชงเป็นของจำเป็น ราหรับการเคินทางมาถวายพระเถระ เพราะไนสมัยนั้นพระสงฆค้องจาริกเรอย ไป จะอยู่เป็นทก็่เฉพาะไนฤดูฝนเท่านั้น เมํ่อออกพรรษาแล้วก็่จะจาริกไปทอน เมอพระเถระถามอุบาสกว่าถวายทำไม อุบาสกบอกว่าเป็นธรรมเนยม ของตระกูล เมอมืพระจำพรรษาอยู่ไนวัคทํ่ฅนอุปีฏฐาก ออกพรรษาแล้วค้อง ถวายร่งฃองทจำ เป็น ถอว่าเป็นลากอันประเสริฐทไค้ถวาย จะเป็นบุญกุศล มหาศาล พระเถระบอกอุบาสกว่าฅนมืเพยงผู้เคยว เคินจาริกผู้เคยว แม้ สามเณรผู้เป็นสืษยช่วยทำกิจก็่ไม่มื อุบาสกจึงบอกว่าเมํ่อท่านไม่มืสามเณร ก็่ ขอมอบลูกชายไห้บวชเป็นสามเณรกอยฅิคคามเป็นลูกรษย พระเถระจึงยอมรับ ทั้งของถวายและลูกชายชองอุบาสก นบเร็่เนความเสิยสละอย่างใหญ่หลวงของซาวพุทธทยอมให้ลูกชาย ของตนบวชและต้องจากตนไปเพึ๋อคอยติดตามธุปีฏฐากพระ ต้วยมองเห็่น ประโยชนํทั้จะเกิดแก่ลูกชายของตนมากกว่าจะให้อยู่ดูแลnjใช้ตน ความคิด เช่นนั้จัดเป็นวิสิยทศนทั้ประเสริฐเหลือเซึ๋อจริงๆ ๑c«3) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

จากนั้น อุบาสกไค้นำบุฅรชายของฅนชงอายุไค้๓)ขวบเท่านั้นไปยัง วัค มอบถวายให้แก่พรร;เถระ:พระ:เถระกื่จัคการซบผมเค็่กพร้อมบอกให้กำหนค ฅจป็ญจกfiมมัฏฐาน ชงเป็นfiมมัฏฐานพิจารณา ให้เห็่นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัฅฅา ของอวัยวะทมอยูในคัว คือ ผม ขน เล็่บ พิน หนัง ช1ห้เห็่นว่า เป็นของไม่งาม ไม่ควรปีคมั่นคือมั่น ว่าเป็นของสวยงาม น่ารัก น่าติดใจ จะได้ คลายความปีคมั่นคือมั่นได้ และปลงผมเศ็่กไปเรอยๆ เมึ๋อปลงผมเสร็่จ ปรากฏว่าเด็่กนั้นได้พิจารณาตามทพรร;เถระ แสดง ได้ดวงตาเห็่นธรรมแล้วยกรร;ด้บฃั้นก่วิ!(สสนา แดร;ได้บรรลุพรร;อรห้ตผด พร้อมด้วยปฏิล้มภิทาในตอนนั้นทเคยว รากนั้นพรร;เถรร; ก็่บวชให้เค็่กนั้น เป็นสามเณรโดยไม่รู้ว่าเธอได้บรรลุเป็นพรร!อรหนตแล้ว เฅ็่กทอายุเพิยง ๗ขวบได้บรรลุพระอรหัตผลย่อมเป็นเรึ่องเหคือเชอ คืาหรับคนมั่วไป แต่ก็่ใช่ว่าจะสามารถบรรลุได้ทุกคนไป ด้องเป็นผู้มบุญวาสนา บารมแก'กล้าทไศป็กฝนอบรมมาอย่างคืแล้วในอฅฅเท่านั้นจึงจะได้บรรลุผล IX อยางน หลังจากไค้สามเณรแล้ว พระเถระก็่อำลาญาติโยม เตินทางไปเมือง สาวัฅถเพึ๋อเล้าพระพุทธองก่ มืสามเณรเป็นติษยหอบหวร่งของจำเป็นไป จนถงวิหารแห่งหนงในระหว่าทางจึงหยุคพักทนั้น สามเณรก็่จัคหาทพักให้พระ อุปิชฌาย จัคแจงสิงของให้จนกระทั่งมืคกํ่าหมคเวลาส์าหรับหาทพักส์าหรับ คัวเอง เมอไมไค้ทพัก พระเถระก็่บอกให้นอนอยูในทพักเคยวกับคน สามเณรนอนร่วมกับพระอุปิชฌาย ๒ คืน พอคืนท ๓ สามเณรรู้ว่า ถ้าคนนอนหลับไปคนเอาคอนเช้า พระอุปีชณายจะค้องสหไสยาบัติคือมืกวาม ผิคทางพระวินัยฐานนอนในทเคืยวกันกับอนปลัมยันเกิน ๓ คืน คังนั้นจึงนั่ง พูโลลังก่อยูใกล้ทนอนของพระอุปีซฌาย www.kalyanamitra.org

ตอนใกล้รุ่งพระอุปิชฌายฅนฃนมา กิคว่ากวรให้สามเณรออกไปข้าง นอก จึงจับพัคทวางอยู่ข้างทนอน เอาพัคตเสือซองสามเณรแล้วยกปลายพัค ขน ปลายพัคไค้กระทบกับเบ้าตาซองสามเณรอย่างแรง'จนกระทั่งตาแตกไป ข้างหนงในทันท สามเณรไม่ร้อง ไม่แสคงอาการเจึบปวค ถามพระอุปิซณาย่ว่าอะไร ซอรับ เมอพระธุปิซฌาย่บอกให้ออกไปข้างนอก จึงใข้มอปิคตาข้างนั้นแล้ว ออกไปอย่างเงยบๆ ถงในเวลาทำกิ'จวัตรต่างๆ ก็่ใม่ปนไม่ร้องไม่บอกให้พระ อุปิซฌาย่รู้ ทำ กิ'จต่างๆ ไปค้วยมือข้างเคยว อกข้างหนั้งกุมปิคตาทแตกไว้ ไม่ว่า'จะเซ็่คถูวั'ๆกุฎ (ห้องนั้า) ทล้างหน้า ปิคกวาคบริเวณ และในเวลาถวาย ไมืสืทันแก่พระอุปิซฌาย่ก็่น้อมถวายค้วยมือข้างเคยว พระอุ!(ซฌายเห็่นดงนั้นจึงตำหนิว่า สามเณรนมิไค้สืาเหนิยกเลย จึงได้ถวายของใช้แก่พระอุ!เซฌายด้วยมือข้างเคยว เมอสามเณรเริยนว่ามือตนไม่ว่าง พระอุ!(ชฌาย่จึงถามว่าทำไม ไม่ว่าง สามเณรจึงเล่าเรองทเกิคฃ็้นเมอสืนให้พระอุปิชฌาย่ทัง พระอุปิซฌาย่ทังแล้วก็่สลคใ'จ กิคว่าตนทำกรรมหนักแล้ว จึงไค้นั่ง กระโหย่งใกล้เห้าสามเณรอายุ ๗ ซวบลูกกิษย่ซองตน ประนมมือกล่าวกำซอ โทษสามเณร เพราะตนไม่รู้ว่าสามเณรตาแตกจึงไค้ตำหนิเธอ ไ^^ พรgมหาโพธวงศาจา?ฆ์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ศามเณรบอกพระอุปิชฌายว่า ทํ่ฅนเล่าเรองนให้พัเงตอนน มิใช่ ต้องการให้พระอุปิซฌายมาขอโทษ แต่ทนํ่งไว่ใมใต้บอกใหรู้แต่เบองต้นก็่เพราะ ต้องการจะรักษาจิตของพระอปิชฌาย[ว้ จะไคไม่เสิยใจในการกระทำของตน แล้วกล่าวว่า \"ในเรองน โทษของพรรแดชพรร!คุณไม่ม โทษของกรร!ผม^ม่ นั่น เปีนโทษของวฏฏร!เท่านั่น\" แม้สามเณรจะพูคให้เบาใจ แต่พระเถระไม่อาจเบาใจไต้ กลับสลคใจ ยั๋งเนว่าตนทำผิคกับสามเณรชงอายุยังน้อยนัก ไต้ถือลัมภาระทั้งหมคต้วย ตนเองเดินทางไปเล้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองกตรัสถามสุขทุกฃของพระเถระและสามเณร พระเถระ กราบทูลเรองราวโคยละเอยคทตนทำและทสามเณรพูคในตอนท้ายไต้กราบทูล ว่า ''สามเณรพยายามพูดให้ข้าพรร!องคเบาใจ ไมให้คิดมาก โดยไม่ ทำ ความโกรธไม่ทำความปรร!ทุษร้ายในข้าพรร!องคเลย ผู้สมบูรกงด้วยคุณเห็่น ปานนั่ ข้าพรร!องเ^ม'เคยเห็่น\" พระบรมศาสคาตรัสกะเธอว่า \"ธรรมดาพรร!ฃณาสพนั่งหลาย ย่อมไม่โกรธไม่ปรร!ทุษร้ายต่อใครๆ เปีนผู้ม่อินทรย่สงบแล้ว เร็่เนผู้ม่ใจสงบแล้ว\" จากนั้นไต้ตรัสพระกาถานว่า aiimaaiia (^๐๑ www.kalyanamitra.org

ส์นฺตนฺตสฺส มนํ โหติ สนฺตา วาจา จ กมม จ สมมทฌ.ฌุา วิมุตฺตสฺส อปสนฺตสฺส ตาทิโน ฯ ภิกษุผู้หลุคพ้นแล้วเพราะ:รู้ชอบ ฒูงบระ:งับแล้ว ผ้กงทนั้น ย่อมมใจสงบแล้ว วาจาและ:การกระ:ทำ ก็สงบ แล้ว. จากเรธง โก^มพวา^ฅิฒเถระ อรหันศวรรค อรรถกถาธรรมบท หาเงินมาเกบไ^ส่หัวถูก คกว่าปลูกรักผิคกิคฟ้นอง เอาเงินใส่กระ;เป้าให้ตามใจปอง กงจะ:ต้องเสิยคายเมึ๋อปลายมือ. ศรจอมทอง ๙ 1ฮ๐1องั พรรมหาโพธิวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

รกอย่างน รักจริงหรือ Tfl เป็นกำทสันแต่ลึกชง กินใจ และ:ยึคฅิคอยูในใจชองกนเราอย่าง แนบแน่น เรืยกอย่างเป็นทางการว่า ความรัก หมายถึง ซอบอย่างผูกพัน พร้อมด้วยซนซมยินด เป็นอาการทเกิคกับใจ อยู่กับใจ และ:กระ:ทบใจ ทำ ให้ ใจชนบานร่าเริงหรือใหอมเอมปลมป็ฅิกให้ทำให้!จหคหู่ห้อแห้หรือให้เศร้าศลค ทุกชระ:ทมกให้ รักหรือความรักจึงมอิทธิพลต่อจิตใจเป็นอย่างมาก อันกวามรักน เมอแน่งคามอาการแล้วไห้เป็น ๒ อย่างกือ ความรัก ทบริสุทธิไม่เกยวห้วยกิเลสรากะ:ไม่เกยวห้วยอารมณปรารถนา เป็นกวามรัก ทิ่แห้จริง กงทแน่นอนไม่เปลํ่ยนแปลง เซ่นกวามรักชองพ่อแม่กับลูก กวามรัก ชองพกับน้อง กวามรักชองกรูอาจารย่กับกิษย่ แล:: ความรักทเจึอด้วยราค:; กือกวามรักทเจือห้วยอารมณปรารถนา เจือห้วยกวามห้องการ เป็นกวามรัก www.kalyanamitra.org

ทแปรปรวนเปลยนแปลงง่าย เซ่น กวามรักของหนุ่มศาว กวามรักของสาม ภรรยา ซ่วนกวามรักรร;หว่างเพอนกับเพํ่อนเป็นกวามรักทไม่แน่นอน อาจ บริสุทธิก็่ไค้ ปรร;กอบค้วยรากร:ก็่ใค้ แล้วแต่สถานการณจร;เปลยนไป ในทนั้^จกกล่าวถงความรักทบริสุทธิอย่างเคยว พ่อแม่ทุกกนย่อมมกวามรักในตัวลูกของฅนแน่นแฟัน ยอมเสิยสลร; ให้ทุกอย่าง ทำ ทุกอย่างเพอลูกไค้ แม้กรร;ทั่งยอมกายแทนลูกก็่โค้ แต่การ แสกงออกถึงกวามรักของพ่อแม่นั้นแตกต่างกันไป อย่างเซ่นการเลยงดูและ; การอบรมปมเพาร;นิกัยแก่ลูก พ่อแม่บางกนเลยงดูลูกอย่างเป็นลูกเทวกา ไม่ ยอมให้ลูกลำบาก ไม่ยอมให้ทำงานอร;ไรค้วยกลัวลูกจร;ลำบาก ทำ เถึยเอง รับ รกชอบเถึยเองทั้งหมก แม้จร;เหนอยยากอย่างไรก็่ทนทำไค้ค้วยกวามสมักรใจ ค้วยรักลูก แม้ลูกจร;ไปไหน จร;ทำอร;ไรก็่ไม่วางกาไม่วางใจ ค้องกามไปล่ง กาม ไปทำแทน อย่างนั้เป็นค้น กวามรักแบบนั้ก็่มให้เห็่นกันอยู่ อกแบบหนํ่ง เลยงดูแบบเลยงใหโกเท่านั้น มิไค้กิกเล็้ยงให้กอย่างไร เพราร;ลำบากยากจนบ้าง มลูกหลายกนบ้าง หามาเลยงลูกแต่ลร;กนให้มกินม ใซ้ปรร;จำวันไคกกับว่าคแล้ว เขาโกไค้กนับว่าคแล้ว เมอโกแล้วจะ;มนิลัยอย่างไร ปรร;พฤติค้หรือเลวอย่างไรมองข้ามไปเถึย เมอลูกปรร;พฤติไม่ค้ ทำ ไม่ค้ ทำ ให้ ตัวเองเกือกร้อนในภายหลัง ก็่ต่าว่าหรือทุบฅ อย่างนั้ก็่มให้เห็่นกัน อกแบบหนง พ่อแม่เป็นกนฉลากรู้ เข้าใจในการเลยงลูก ตังใจเลยง ทั้งใหโกทั้งใหก ปมเพาร;กวามรู้ถึกรับรกชอบชัวกื ปมเพาร;นิลัยแลร;กวามกิก ในแง่บวก ให้เห็่นโทษในแง่ลบ ป็กฝนให้ทำเป็น ให้พูกเป็น ให้กิกเป็น ไม่มโทษ ให้ฉลากในการดูแลตัวเองให้เจริญก้าวหน้าให้อยู่รอกปลอกกัยให้เรืยนรู้เรือง เหล่านั้มาแต่เรั๋มค้น ไม่ปล่อยวาง เอาใจไล่ ติกกาม จนลูกโกแล้วจื้งปล่อยให้ ^๐๕) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เป็นอิสระ จนพงฅัวเองไค้และมนํ้าใ'จช่วยเหลือกนอน และกลับมาดูแลพ่อแม่ ค้วยนํ้าใจประเสริฐทไค้รบการป็กฝน ไครู้เห็่นฅัวอย่างจากพ่อแม่มา ความรกทพ่อแม่มอบให้แก่ลูกในรูปแบบเหล่าน ถือกนว่าเป็นการ แสดงออกชงความรก ชงเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ทุกคน แม้กวามรักระหว่างพลับน้องก็่เช่นเคยวกันน แสคงออกให้เห็่นไค้ว่า มกวามรักต่อลัน ก็่กือการม'นาใจต่อลัน มกวามช่วยเหลือเก็้อกูลลัน มการ ปรกษาหารือให้กำแนะนำ มการไปมาหาส่ลันฐานพฐานน้องไม่ทงลันในยาม คหรือยามยาก เหล่านแสคงว่ามกวามรักต่อลันแน่นแ\"ค้น การช่วยเหลือลันถือว่าเป็นการแสคงออกถืงกวามรักทลืากัญทสุค แต่ การช่วยเหลือลัน'นั้นจะเป็นแบบไหน อันนั้ก็่แฅกต่างลันไป มากบางน้อยบ้าง แล้วแคโอกาสและกวามจำเป็น การไม่ช่วยเหลือลัน แม้จำเป็น แม้มโอกาส ทำ ไค้ แต่ก็่ใม่ทำไม่ช่วยค้วยแล้งนั้าใจ ค้วยเห็่นแก่กัว หรือค้วยเหตุอนก็่คาม ถือว่ากวามรักไค้ลคลงหรือคับมอคไปแล้ว การช่วยเหถืออกแบบหนงคือ การช่วยให้พ้นจากทุก^นโลก ด้วย การชวนใหไปประฬฤฅิรรรมปฏิบัศิธรรมจนถืงสถะเพ^เปีนนักบวชเพึ่อมโอกา^^ ปฏิบัฅิธรรมจนได้บรรลุถืงมรรคมลนิพพาน การช่วยเหถืออย่างน มู้ชวนก็่คิด ว่าฅนช่วยด้วยความรักเพอให้1ด้นลอันเปีนอมฅ:^ แด่คนทมองตรงกันข้าม กลับมองว่าทำให้เถืยหาย ทำ ให้วงด้ตระกูล เถือม อย่างเช่นการชกชวนให้บวชเปีนภิกษ เปีนสามเณร หรือเป็นแม่ช ใน ประเทตไทย ความรักอย่างนั้เป็นความรักทจริงหรือไฉน อ้นเพสิอแ|la_^DoJ www.kalyanamitra.org

เรองอย่างนฟ้นการมองคนละมุมกัน มเป้'าหมายและวัฅชุประสงค ต่างกัน ไม่อาจฅัคสินไค้ อย่างเซ่นในสมัยทพระพทธเจ้ายังทรงพระซนม่อยู่ พระองคก็่ทรงซักซวนให้ผู้กนบวชคามพระองค มผู้เซอถือและบวซคามพระองค แล้วไค้บำเพ็่ญเพยรจนบรรลุถืงพระอรหัคผลกันจำนวนมาก ซงผู้บวซคามนั้น มาจากทุกหมู่เหล่า จากทุกคระกูล จากทุกวรรณะในสมัยนั้น แม้แต่พระสารมุคร ก็่ซักซวนน้องๆ ทั้งหมค V) กน เป็นหญิง ๓ ซาย ๓ให้มาบวซ แม้แม่จะไม่เห็่นค้วยเพราะยังมองไม่เห็่นวัคถุประสงก มอง แต่ว่าเมํ่อบวซแล้วใกรจะดูแลสมบัติ ใกรจะรักษาคระถูลวงต่ จึงไม่สนใจให้ลูก บวซ แต่ลูกๆ ทุกกนกี่ออกบวซ ค้วยเข้าใจเจคนาซองพระสารบุครผู้เป็นพซาย กี่มคำถามตามมาว่า ความรกของพรร;สารับุตรเซ่นนั้เป็นความรัก จริงหรือไฉน จะจริงหรือไม่จริงหรือเหลือเชออย่างไรท่านกี่มันทึกเป็นหลักฐานไว้ ในก้มภร!ห้เรืยนรู้กัน เรองเกิดฃ็้นทํ่ป่าไม้ฟ้ะ;แก นอกเมืองฟ้าวฅถ พระสารืบุครผู้เป็นพระอักรสาวกเบองซวาของพระพุทธเจ้านั้น ท่าน มน้องสาว ๓ กน มน้องซาย ๓ กน ใน ๕ กนแรก ท่านซักซวนให้มาบวซ เป็นภิกษุณและเป็นภิกษุหมคแล้ว ยังเหลือน้องซายกนเล็่กซอเรวคะ อายุ ๗ ซวบทยังไมไค้บวชโยมแม่ของท่านกี่กังวลอยู่ว่าถ้าลูกซายกนเล็่กออกบวชอก กน ทรัพย่สมมัติกี่จะหาผู้กรอบกรองมิไค้ ทั้งวงก้คระถูลกี่จะฃาคไป ก้งนั้นจึง กิคให้ลูกซายมถู่กรองตั้งแต่อายุ ๓)ขวบ จึงไค้!ปหมั้นหมายเคื่กหญิงกนหนง ไว้แล้วกำหนควันแต่งงาน ^๐^ พygมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ฝ่ายพรร:สารบุฅรไคธ่'งภิกษุทั้งหลายไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าเรวฅะ:น้องชาย ของฅนออกจากบ้านมาขอบวช ก็่ใหรบบวชให้เลย ไม่จำห้องให้พ่อแม่พามา เหมือนกับกนอน เพราะ:โยมแม่โยมพ่อของฅนเป็นมิจฉาทิฏฐกั ฅนเป็นพ่อแม่ ชองเรวฅะ:ขอรับผิคชอบเอง เมอถึงวันกำหนคแต่งงานแล้ว แม่ชองเรวฅะ;ก็่แต่งฅัวษุฅรชายแล้วไป ยังฅระ:กูลฃองเค็่กหญิงพร้อมญาติพน้องบริวารเป็นจำนวนมาก เมอถึงเวลา พวกญาติทั้งสองฝ่ายก็่มารวมกัน ให้เค็่กทั้งสองกนจุ่มมือลงในถาคนํ้าเพํ่อ เป็นสิริมงกลฅามธรรมเนยม กล่าวอวยพรอันเป็นมงกลให้ทั้งกู่อยู่กันยืคยาว โคยเฉพาะ:กล่าวกะ:เค็่กหญิงว่าขอให้ไห้เห็่นธรรมแล::มือายุยืนเหมือนยาย เรวตะ:เกิคกวามสงล้ยว่าธรรมอันยายเห็่นแล้วกืออะ:ไร กนไหนเป็น ยาย จึงไห้ถามชน พวกญาติก็่ซให้คูยู้หญิงกนหนํ่งแล้วบอกว่ากนนแหล::ทเป็น ยาย อายุยืนถึง ๑๒๐ป็แล้ว เรวฅ::มองคู เห็่นหญิงชรากนหนงมืพ่นหลุค ผม หงอก หนังเหยวย่น คัวฅกกร:: นั่งหลังโกงอยู่ช้างหนง เรวค::เห็่นแล้วก็่ถาม ว่าเค็่กหญิงทฅนแต่งงานห้วยต่อไปจ::เป็นอย่างนั่ใหม พวกญาติก็่ฅอบว่าถ้า เธออยู่ให้นานก็่จ^เป็นอย่างนเหมือนกัน เรวตร;ได้ยินดงนันจึงคิดว่า ร่างกายคนเราจกถึงความแปลก ปรร;หลาดไปอย่างนเพราร;ชราความแก่ อุปติสสร;พชายของเราคงเห็่นอย่างน จึงได้ออกบวช เรากี่ควรจร;ไปบวชเถึยในวันน หลังจากทำพิธแล้ว พวกญาติกี่พาทั้งสองกนฃ็้นยานพาหน2ทปกปิค ไปยังเรือนหอทอยูหางออกไป เมํ่อไปไห้หน่อยหนั่งเรวค::ก็่บอกว่าขอให้หยุค ยานลักนิคฅนฃอลงไปทำธุระลักหน่อย เมอลงไปไคลักกรู่กี่กลับมาขนยาน ไป ไคอกหน่อยหนั่งเมอเห็่นพ่มไมืกลังให้ยานหยุคอก แล้วลงไปกรู่หนั่งแล้วกี่กลับ www.kalyanamitra.org

มาฃ็้นยานอก เซาทำอย่างนบ่อยๆ 'จนพวกญาติวางใจ กิคว่าเขากงท้องเสิย จึงไค้หยุคยานวํ่งเข้าทุ่มไม้บ่อย สุคท้ายเรวฅร:ไท้หยุคยานแล้วปลกคัวหลบ'จาก พวกญาติไป โคยพวกญาติก็่กิคว่าเขากง'จร:คามมาเอง จึงไค้เดินล่วงหน้าไป ฝ่ายเรวฅร:เมอหลบไปไค้แล้วก็่ไปหาพรร: ไค้พบพรร:ป้า ๓0 รูปใน รร:หว่างทาง จึงเข้าไปขอบวช พรร:เหล่านั้นบอกว่าพวกคนไม่รู้จักเธอชงแต่งคัว เหมือนเป็นพรร:ราชโอรสหรือเป็นบุครมหาเศรษเ ไม่อา'จบวชไห[ค้ เรวฅร:จึง กราบเรืยนว่าคนเป็นน้องชายชองอปติสสร: พรร;ป้าก็่ถามอกว่าอุปติสสร:เป็น ใครเพราร;ไม่รู้มาก่อนว่าอุปติสสร;เป็นซอเดิมของพรร;สารืบุตร เมอเรวคร: บอกว่าอุปติสสร:ก็่คือพรร:สารืบุครพรร:เหล่านั้นทราบแล้วกี่บอกว่าถ้าอย่างนั้น กี่สามารถบวชไห[ค้ เพราร:ท่านพรร:สารืบุครอบุญาคไว้แล้ว จากนั้นกี่จัคการ บวชไท้เธอเป็นสามเณร แลร:ไค้ล่งข่าวไปไท้พรร:สารืบุครไครับทราบ พรร:สารืบุครทราบแล้วกี่ยินค เข้าเ&าพรร:พุทธองกี่แล้วทูลลาไปเยยม สามเณรน้องชายทป้านอกเมือง พรร:พุทธองกี่รับร่'งว่าอย่าเพงไปคอนนั้ อก คัก ๒-๓ วันต่อยไป พรร:เถรร:กี่รออยู่ ผ่านไป ๒-๓ วันกี่กราบทูลลาอก พรร:พุทธองกี่ครัสไท้รอไว้ก่อนแลร:ครัสว่าจะเสค็่จไปค้วย ฝ่ายสามเณรเรวคร:กิคว่าหากคนอยู่ทป้านอกเมืองอย่างนั้พวกญาคิ กงติคคามเรืยกคัวกคับ จึงไค้เรืยนกัมมัฏฐานกับพรร:ป้าแล้วออกจาริกไปถื้ง ป้าไม้สร:แก ห่างจากเมืองสาวัคถปรร:มาณ ๓0โยชน ไค้พักบำเพ็่ญเพยรอยู่ ไนป้านั้นคลอคพรรษา แลร:ไค้บรรลุพรร:อรหัคผลพร้อมทั้งปฏิคัมภิทา ณ ทนัน พรร:สารืบุครเมอออกพรรษาปวารณาแล้วไคไปกราบทูลลาอก พรร:พุทธองกี่จึงไค้เสด็่จออกไปพร้อมค้วยพระสงฆ ๕00 รูป เมอเสค็่จไปไค้ หน่อยหนงถึงทางแยก พระอานนท่กราบทูลว่าถ้าไปทางปกติทมืมบุษย่อยู่กัน ไอ๐<^ พร;!มหาโพริวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เป็นรรเยะๆ จะไกล โยซน หากไปทางลัดจะเหลือแก่ ๓0โยชน แฅ่เปน ทางทพวกอมนุษยกุมอยู่และกันดารอัดลัด จะเศค็่จไปทางไหน พระบรมดาสดา ฅรัดว่าถ้าพระลืวลืมาด้วย ก็่ใหไปทางลัดก็่แล้วกัน ทตรสดงนั้เพราะทรงรู้ว่าพรรfลืวลืเถรร? เป็นผู้ทเทวดาศรทธา เลอมใส เป็นผู้มลาภมากโดยปกติ จงทรงยกย่องให้เป็นพระเอตทคคะใน ทางมลาภมาก เหล่าเทวดาทสถิตอยู่ทนั้นทราบว่าพระลืวลืเถระ:มากับพรระพุทธเด้า ด้วย กื่ฅั้งใจทำลักการะถวายพระลืวลืทพวกฅนเการพนับลือ จึงเนรมิตทพัก เพยงพอแก่พระสงฆทังหมดเป็นจุดๆ ในทุกระยะทางหนึงโยซนั และจดข้าว ทิพย่เข้าไปถวายเฉพาะแก่พระลืวลืเถระ พระเถระกื่แบ่งข้าวเหล่านันถวาย พระพุทธองคและพระสงฆทั้งหมด เป็นอันว่าตลอดระยะทาง ๓0โยชนนัน พระพุทธองคและพระสงฆ ได้อาลัยบุญของพระลืวลืเถระผู้เดยว แม้สามเณรเรวฅะกื่ทราบว่าพระบรมดาสดาเสค็่จมาหาตนพร้อมด้าย พระสารบุตรและพระสงฆ ๕00 รูป จึงได้เนรมิตบรรณดาลาไว้เป็นทประทับ ของสมเค็่จพระบรมกรู และทพักอก ๕00 ลืาหรับพระสงฆ เมือพระพุทธองก่ เสค็่จไปลืงก็่ด้อนรับให้พักตามทเนรมิตไว้พระพุทธองกเสด็่จประทันอยู่ทัฟ้าไม้ สะแกแห่งนั้นเป็นเวลา ๑ เดือน และตลอดเวลาทประทับอยู่ทนันกึ๋ได้เสวยบุญ ของพระลืวลืเถระผู้เคยวเซ่นกัน ในจำนวนพระสงฆทตามเสค็่จไปด้วยนัน มืพระหลวงตา ๒ รูป เมือได้ ไปลืงทอยู่ของสามเณรเรวตะ เห็่นบรรณดาลาและทพักของพระสงฆแล้วก็่กิด กันว่า เจ้าของมัวหมกมุ่นทำนวกรรมก่อสร้างใหญโตอย่างนอยู่ จักมืเวลาทำ www.kalyanamitra.org

สมณธรรมไค้อย่างไร ทพร:;พุทธองณสค็่'ๆมาทนก็่เพราะ:เห็่นแก่หน้ากันแท้ค้วย ทรงกิคว่าเป็นน้องชายของพระ:สารบุฅร จื้งไค้เสคี่'จมาหาผู้ทำนวฦTรมอย่างนิ้ แมว้นทเศ็่จกลับ พระพุทธองคก็่ทTงทราบความศิคฃองพร^หลวงตา ทงสองรูปนน จื้งเมอจะเสคี่จออกจากทนัน ทรงอธิษฐานให้พระทั้งสองรูปลืม หลอศนำมน ลักจันนำ และรองเห้าไว้ ณ ทพัก เมอเสคี่จพ้นจากทนั้นแล้วคี่ ทรงคลายฤทธ กังสองรูปนึกขนไค้ว่าฅนไค้ลืมรงนๆไว้จึงไค้เดินกลับไปเพึ๋อเอาของ แต่เพราะ:สถานทนันไค้กลับสภาพเป็นป้าสะ:แกเหนึอนเดิมแค้ๅหลัง'จากพTะ: สงฆออกไป ทงสองจึงค้องป้าคงสะ:แกเข้าไป ถูกหนามสะ:แกทํ่มแทงถ้วนหน้า ไค้พบสิงของทํฅนลืมไว้แขวนอยู่ทค้นสะ:แกไค้ของแถ้วก็่รบกลับคามหลังพวก พระ:พุทธองกกรันเสคี่'จลืงเมืองสาวัฅถแล้ว ก็่เสคี่'จไปพักทวัคบุพพา- รามทนางวิสาขาสร้างถวาย พระ:สงฆกังปวงคี่คามเสคี่'จไปพักค้วย รุ่งฃนคี่ พากันไปโรงฉัน ขบฉันแล้วคี่นั่งพักกันอยู่ นางวิสาขาไค้เข้าไปสนทนากับพระ;สงฆ กราบเร้ยนถามว่าสถานทไป นนน่ารืนรมย่คอยู่หรืออย่างไร พระ:สงฆกังปวงต่างคอบว่าน่ารนรมย่ เรืยบร้อย สะควกสบายทุกอย่าง บางรูปคี่ว่าสถานทอยู่ของเรวคสามเณร น้องชายพระ: สารืบุครเป็นเหมือนเทวสภาทซึ๋อว่าสุธรรมา เหมือนเกิคข'นค้วยฤทธิ แต่พรร;หลวงตากังสองไค้คดค้านขึนกันใดว่า น่ารนรมยทไหน เป็น เหมือนเทวสภาท!หน เป็นฟ้าทรกค้วยไม้สร;แกหนามขาวชดๆ เป็นเหมือนท อปฃองพวกเปรตมากกว่า ๒๑^ พ»มหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

นางวิสาขาไคยินคังนั้นก็่ทราบไคทันทว่าอะไรเป็นอะไร เพราะคนเป็น มหาอุบาสิกา เป็นยู้ฉลาค และเป็นโสคาบันบุกกล แต่เพอกวามกระจ่างขัคจึง รอท'จะทูลถามพระพุทธองก เมอไค้เวลาแล้วพระพุทธองกเสค็่'จมา ไคองกาส พระพุทธองกค้วยอาหารอันประณฅ เมอเสร็่จบัฅกิจแล้ว นางวิสาขาก็่ทูลเล่า เรองทํ่พระสงฆสองฝ่ายเล่าไหทัง แล้วทูลถามว่าท'จริงสถานทนั้นเป็นอย่างไร พระบรมศาสคาฅรัสว่า จร;เป็นบ้านหรือเป็นป้าก็่ตาม พรร;อรหนต ทั้งหลายอยู่ ณ สถานทั้!ค ทนั้นย่อมน่ารนรมยทั้งสิน คังนแล้วไค้ตรัสพระ กาถานว่า คาเม วา ยทิวาราญเฌ นินฺเน วา ยทิ วา ถเล ยตถ อรหนฺโฅ วิหรนฺติ ตํ ภูมิรามเณยยกํ ฯ สถานททพระอรหันฅทั้งหลายอยู่ จะเป็นหมู่บ้านหรือ ป้าก็่คาม จะเป็นทธุ่มหรือทคอนก็่คาม ย่อมเป็นสถานท น่ารนรมย่ทั้งนั้น. จากเรอง ขทิรวนิยเรวฅเถระ อรหันควรรค อรรถกถาธรรมบท www.kalyanamitra.org

jj กบกนกคกำกนกๆรก้นคิค มั่งมมิฅรมากมายมากหมายหมก เถรละแล้วลวกลายหลากหถายลค ปะโป้'ปกปิงปีงปินมั่งไป. ฟ้จอมทอง '^1 โ^ ไอ๑ พyร;มหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ชวิตทผกผน ชวิตของคนเรามความผกผัน หมุนเวยนเปลยนแปรอยู่ฅลอค เวลา บางช่วงมสภาพคล่องคัวไมมปิญหา บางช่วงกลับเป็นอัฅคัค '&คเคือง มปิญหารอบค้าน ทํ่จ2อยู่นงในสภาพเคืยวเนํ่นนานนันคูจะหาไค้ยาก บางซวิฅ ก็่ล่มๆ คอนๆ แล้วกลับรุ่งโรจนโคคเค่น บางซวิฅก็่กระโคคโลคเค้นแล้วกลับ นํ่งสงบราบคาบ บางซวิฅก็่ผกผันกลับกลายแบบหน้ามือเป็นหลังมอ สารพัค ทจะผกผันกันไป ความผกผันแปรเปลยนอย่างน เป็นจุคทคนเราสามารถมองและปรับ ซวิฅของคัวเองไค้คือ มองไปทซวิฅของคนอํ่นทอยู่รอบๆ คัวเราก่อนก็่ไค้ เมือ เห็่นซวิฅของเขาผกผันแปรไปในทางทดขน ก็่คืกษาวิถคำ เนินช่วิฅของเขาแล้ว นำ มาปรับเปลยนเลยนแบบล่าหรับคัวเองไค้ หรัอคัวเองไค้รับผลจากความ ผกผันไปในทางทน่าพอใจ ก็่กำ หนคจคจำและปรับใหคึให้สูงขึน ทำ ไคืคังน ความ ผกผันทั้งของคนอนและของฅนก็่เป็นเหตุทำให้ตนโคคเด่นขนไค้ aiimaaiia ^๑(ท www.kalyanamitra.org

แต่หากเฒ้จร;เห็่นความผกผันความแปรเปลยนทด้อยลงท้งฃองตน แคร;ของคนอืนแล้ว ก็่มิได้คิดมิได้สนใจ มิได้หาสาเหตุว่าเป็นเพราร;อร;ไรจง ผกผนไปอย่างผัน ปล่อยซวิตไปเลยตามเลย หรือผัวแตโทษคนนั้นคนนว่า ทำ ให้ตนด้องตำด้อยด้อยค่าลงไป อย่างนความผกผันทเกิดฃ็้นแก่ตนหรือแก่ คนอนก!ม่อาจช่วยอร;ไรได้เลย ความผกผันความแปทปลยนแห่งชวิฅนั้นเปีนไปฅามช::ตากTTม อันว่า ชรเตากรรมนนหมายถื้งลกษณ เกิดขนตามเหตุชองกทม คือการกรรเทำของแต่ลรเคน กรรมนแหลร:ทเปีนอัวกำหนคชผัตนปี:;อำนวยให้ ชวิฅผกผันแปรเบ่ปียนไปอย่างไร เพราะทุกชวิฅเปีนไปตามกรรมทั้งร้น ทำ ไว้ อย่างไรก็่ย่อมไค้รับผปีอย่างนั้นแน่นอน ถ้ากรรมศให้ผปี ก็่ปรับชวิตให้คให้ ถ้าวหน้าไคืทนใศ ถ้ากรรรมชัวให้ผปี แน้เ(^วยสุขเพปีตเพปีนอย่ ก็่วิบัติปีมๆม ตก ทุกขไค้ยาก หfอตกระกำลำบากในโอกาปีต่อมา ซงก็่เปีนไปตามกฎแห่งกรรม อย่างทิ่พระ:ท่านแสคงว่า \"ล้ตว่ทงหลายมิกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มิกรรม เป็นกำเนิด มิกรรมเป็นเผ่าพนธุ มิกรรมเป็นทพงอาด้ย กรรมย่อมจำแนก ล้ตว่!ห้เลวแลร;ปรร;ณต\" เพราะ:ฉะ:ผัน เมือรวิฅฅกตำ อับจน หรือลำบากทุกรยากอยู่ กี่พึงไค้สติ ว่าเป็นเพราะ:ทำกรรมไม่คไว้ กำ ลังไครับผลแห่งกรรมนั้น พึงพยายามเปลยน พฤติกรรม หันมาทำกรรมค ทำ ลังทเป็นคุณลังสมเร้าไว้ นานเร้ากรรมคนั้นกี่ จะ:ให้ผล ผกผันซวิฅให้พ้นจากกวามฅกตํ่า ให้ก้าวหน้าโคคเค่นฃนไค้ ไอ๑๕^ พร!!มหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

ฅรงกันข้าม เมอซวิฅเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า อยู่คมสุขอยู่ ก็่โมพง ปร::มาท พื้งมสติว่าเพรา^ทำกรรมคไพงไครับผลเช่นนั้น แล้วพงพยายาม รักษาพฤติกรรมทค ทำ กวามคสืบสานต่อไปมิให้ฃาคสาย ก็่จ::รักษากวามเจริญ ก้าวหน้า รักษากวามสุฃสมบูรถรื!ห้คำรงอยู่ใค้ฅลอคไป หากปร::มาทขาคสติ เลินเล่อเผลอไผลไป เมอฅกคาอยู่ก็่ไม่พยายาม ทำ คเพอแปรเปลํ่ยนซวิฅของคนให้พ้นสภาพอย่างนั้น ก็่จ::จมอยู่กับกาวiเช่น นั้นคลอคไป หรือเมออยู่คมสุขแล้ว มัวประมาท มัวมนเมาเสพสุขอยู่ หากว่า ผลแห่งกรรมคหมคลินไป ทุกอย่างทมอยู่เป็นอยูกจะพลิกผันแปรเปลยนไป ช่วิคก็่จะคกคาค้อยก่าลง เพราะอำนาจกรรมเก่ากำหนคให้เป็นไป บางกรั้งก็่ทำให้กนเราคก ระกำลำบาก ทำ ให้ประพฤติปฏิบัติวิปริคผิคไปจากกนทั่วไป แต่เพราะอำนาจ กรรมใหม่ทไค้ทำค้วยมสติ ยอมรับลิงทั่ไม่คอันเกิคขนแกซวิคแล้วปรับการ กระทำของคนเสืยใหม่ ย่อมทำใหซวิคแปรเปลยนพ้นจากอำนาจกรรมเก่านั้น แล้วมชวิคใหม่ทั่งคงามขนมาไค้ ชวิตย่อมเปลยนแปลงได้ ย่อมผกผันให้ก้าวหน้าได้ ย่อมยกระคบให้ สูงฃ็้นไค้ในทุกทาง ถ้าหากเชอและยอมรับในเรองกฎแห่งกรรม เชอด้วยม เหตุผลด้วยมปีญญาพิจารณาข้อเท็่จจริง เพราะว่าผู้ทั่สามารถพลิกผันชวิต ของตนให้ก้าวพ้นจากความยากจน จากความลำบากและจากความอตคด ชดสน มาเร็่เนชวิตทั่มความสมบูรณด้วยสุขสมบัติต่างๆ ก็่มอยู่จำนวนไม่น้อย แม่ในสมัยพุทธกาล ก็่ม่ผู้ทั่ม่ซวิคผกผัน แปรเปลยน ลุ่มๆ คอนๆ ในคอนค้น มาเป็นซวิคทั่สมบูรณทางสายธรรม ไค้บรรลุธรรมถึงทั่สุค แต่ คอนสุคท้ายซวิคก็่ผกผันไปอก จนไครับผลทั่เหสือเชอ www.kalyanamitra.org

เรองนเป็นเรองอันเหลือเซอเรองหนง ท่านลืงบันทื้กเป็นหลัก^านไว้ เรองเกิดขนทํ่พ่าเรือส์ปปารกร; แลร;ทํ่เมืองสาวฅถ นานมาแล้ว พวกพ่อท้ากลุ่มหนงเคินทางไปค้าขายต่างถั๋นด้วยเรือ เมอเรือแฅกแล5ล่มลงกลางทะเล พ่อท้าส่วนใหญได้จมนํ้า ฅายบ้าง ถูกลัฅว นํ้ากัคกินกลางทะเลบ้าง แต่มพ่อด้ากนหนงซอ พาหิยะ ยึคแผ่นกระคานไว้[ด้ จึงเกาะแผ่นกระคานนั้นว่ายไปเรึ๋อยๆ จนถึงท่าเรือสุปปารกะ เมอถึงท่าเรือ เซาไม่มเลือผ้าฅิคคัวไค!ปพักอยู่ทเทวสถานซองท่าเรือ จากนั้นก็่หาเปลือกไม้เล็่กๆ มายูกฅิคกันเป็นแผ่นแล้วปกปิคร่างกาย ถึอ กระเบองจากเทวสถานไปยังหมู่บ้านท่าเรือขออาหารซาวบ้าน พวกซาวบ้าน เห็่นเซานุ่งเปลือกไม้อย่างนั้นก็่ศรัทธาเลํ่อมใส กิคกันว่าเซาเป็นพระอรหันค จึง ได้นำอาหารมาให้ เซาบริโภกอํ่มหนำแล้วก็่กลับเทวสถาน ต่อมามผ้นำเลือผ้า มาให้ เซาก็่กิคว่าการทเรามอาหารบริโกก มผ้กนไปมาหาส่อย่างนั้ถึเพราะเรา ไม่นุ่งห่มเสัอผ้า ซาวบ้านกิคว่าเราเป็นพระอรหันฅ หากเรานุ่งห่มเสัอผ้า ลาภ ลักการะซองเราก็่จะหมคไป คังนั้นจึงได้ปฏิเสธไม่รับเลือผ้า ตั้งแต่นั้นมาซาวบ้านก็่เรืยกเขาว่า ทารุจึริยะ ชงแปลว่า ผู้นุ่ง เปลือกไม้ เมอเซาไม่นุ่งผ้า นุ่งแต่เปลือกไม้ ซาวบ้านก็่ยั๋งศรัทธายั๋งสรรเสริญ ว่าเป็นพระอรหันฅแน่นอน แม้เซาเองเมํ่อซาวบ้านชนซมยกย่องก็่ลืมคัว กิคว่า ^๒๑^ พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

พระอรหันต!นโลกกงเป็นแบบเรา ตังนั้นเราก็่กงเป็นพระอรหันฅแน่แท้ ท้วย เหฅุนั้เซาจึงไม่ละอายใจ ไมไค้ศฅิ และไมไค้จากไปไหน กอยรับตักการะทํ่ซาว บ้านนำมาให้ เสพสุขอยู่อย่างนั้น ลาภตักการะและคำยกย่องสรรเสริญมกทำให้คนเราลืมตัวและหลง ระเริงได้อย่างนั้ ต่อมา เทวคาตนหนงซงในอคฅชาติเกยเป็นภิกษุปฏิบัติธรรมร่วมกัน มากับเซา แต่มิไค้บรรลุธรรมอะไร ตายแล้วไปเภิคเป็นเทวคา มองเห็่นว่าพาหิยะ เพอนเก่ากำตังหลอกซาวบ้าน ถือตัทธินอกรต ทำ กรรมหนักแล้วจักหายนะ จำ ค้องไปเตือนสติเซาให้สลคใจ ตังนั้แล้วไค้!ปบังเทวสถาน ลอยอยู่ในอากาส กล่าวฃ็้นว่า \"พาหิยะ ท่านไมใช่พระอรหันฅหรึอผู้mr^Tทัศมทคอย่างแปนอน ^าหรับท่านแม้ปฏิปทาทจะทำให้ท่านเปีนพระอรหันศหรึอเปีนนู้บรรลุอรหัต มรรคก็่ยังไม่ม\" พาหิยะไค้ยินตังนั้นกโค้สติเพราะเกยตังสมอบรมเรองอย่างนั้มาแล้ว และเมอเทวคามาพูคจิ้ใจเข้าก็่นกไค้ เภิคกวามสลคใจ จึงไค้ถามเทวคาว่าพระ อรหันฅจริงๆ นั้นอยู่ทไหน เทวคาบอกว่า \"ในแคว้นทางภาคเหนอมพระนครชอว่าาวัศถ ขณะน พระผู้มพระ ภาคอรหันฅหัมมาร'มพุทธเจ้าประหับอยู่ทนั่น ก็่พระผู้ม่พระภาคเจ้าพระองคนั้น ทรงเปีนพระอรหันฅแห้ ทัง้ ทรงแปคงธรรมเพอความเป็นพระอรหันศอกห้วย\" พาหิยะไค้ตังกำของเทวคาในตอนเย็่น มใจสลคหคหูในเพราะการ กระทำของตน จากนั้นจึงริบออกเคินทางจากท่าสุปปารกะม่งหน้าล่เมืองสาวัตถ ซงมระยะทางถง ๑๒0 โยขน้ เขาไปถึงเมืองสาวัตถตอนรุ่งเข้า aamaai§อ /tooclr www.kalyanamitra.org

ถามว่า เขาเดินทางไกลเพยงคืนเคยวถึงเมือง^{าวัฅถี้!ค้อย่างไร ใน คัมภรบันถึกไว้ว่าเขาไปค้วยอำนาจเทวคา แค่อาจารย่บางพวกบันถึกไว้ว่า เขาไปค้วยพุทรานุภาพ เมออ้างถึงอานุภาพอย่างนก!ม่จำค้องวิค้ชนาช็้แจง เพรารเนก็่เ1|นเรึ๋องอนเหลือเชอเหมือนกน ฅอนเช้า สมเค็่จพระยู้มืพระภากเจ้าเสค็่จเช้าเมืองสาวัฅถเพํ่อ บิณฑบาต พาหิยะเช้าไปทวัค เรยนถามพระทฉันเสร็่'จแล้วเดิน'จงกรมกันอยู่ว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ทํ่ไหน พระสงฆตอบว่าเสค็่'จไปบิณฑบาตในเมืองสากัตถ พร้อมบอกให้เขาทานํ้ามันทเท้าเลืยก่อนเพราะเดินทางมาไกลแลร:พักเหนอย เสิยหน่อย แล้วจะไค้พบพระพุทธเจ้าตอนเสค็่'จกลับมา นายพาหิยะไม่อาจรอไค้ ร้บเช้าไปในเมือง เห็่นพระพุทธองก่เสคื่จ บิณฑบาตอยู่ เกิดกวามปลมมืดิอย่างหาทํ่สุคมิไค้ไค้น้อมกายเช้าไปตั้งแต่เหื่น ถวายบังกมค้วยเบญจางกประดิษจ้ทกลางถนนนั่นเอง แล้วจับช้อพระบาทตั้ง สองไว้แน่น กราบทูลขอให้ทรงแสคงธรรมอันจะเป็นไปเพอประโยซน่สุฃแก่ตน สินกาลนาน พระบรมสาสคาตรัสห้ามเขาว่า บังไมใช่เวลาก่อน พระองก่กำลัง บิณฑบาตอยู่ แต่เขาก็่ทูลอ้อนวอนว่า \"ข้าแค่พระองศผู้เจริญ ก็่อันตรายแห่งขวิฅทจะเกิคขนแก่พระองคืก็่ค แก่ข้าพระองคืก็่คื ^ค้ยากนัก ขอให้ทรงแลคงธรรมเพอประโยชนัเกอกูล เพอ ความสขแก่ข้าพระองคืดินกาลนานค้วยเถิค\" ถึงอย่างนั้นพระผู้มืพระภากเจ้าก็่ทรงห้ามเขาเป็นกรั้งทสอง ๒๑ พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

ทตรสห้ามอย่างนเพรารเทรงเหี่นว่า ตั้งแต่เขาเห็่นพรร;องคแล้ว สรรร;ตั้งสินของเขาถูกปีติท่วมทบหาช่องว่างมิได้ ผูมิปีติมกำล้งเช่นน แม้ ห้งธรรมแล้วจกไม่อาจรู้แจ้งแทงตลอดธรรมได้ ให้เขาตั้งอยูในอุเบกขาคือ มึใจเ!!นกลางๆ ก่อน ให้เขาได้รร;งบความกรร;วนกรร;วายจากการเดินทาง เคืยก่อนต่อยฟ้ง ด้งนั้นจงตรสห้ามเขา เมํ่อพาหิยะ:ทูลขอให้ทรงแสดงธรรมอก พระ:พุทธองฅประ:ทับยืนอยู่ บนถนนนั่นแล ทรงแสคงธรรมให้แก่เขาว่า \"ดูก่อนพาหิยร; เพราร;เหตุนั้นแล ท่านพงคืกษาอย่างนั้ว่า เมึ๋อเห็่น ก็่ล้กแต่ว่าเห็่น เมึ๋อได้ยินก็่สกแต่ว่าได้ยิน เมึ๋อทราบก็่ด้กแต่ว่าทราบ เมอรู้ก ด้กแต่ว่ารู้ ดูก่อนพาหิยร; ท่านพงคืกษาตามทกล่าวมานั้ ดูก่อนพาหิยร; เมอใด ท่านเห็่นก็่ล้กแต่ว่าเห็่น ท่านได้ยินก็่ด้กแต่ว่าได้ยิน ท่านทราบก็่ล้กแต่ว่าทราบ ท่านรู้ก็่ล้กแต่ว่ารู้ เมึ๋อนั้น ท่านอย่าไปยืดถือกบการเห็่นเปีนด้นนั้น ดูก่อน พาหิยร; เมํ่อใดท่านไม่ยืดถือในการเห็่นเปีนด้นนั้น เมอนั้นท่านย่อมด้บไปจาก โลกนั้ด้บไปจากโลกหน้า ด้บไปจากรร;หว่างโลกตั้งสอง นั่แหลร;คือทสุดทุกข\" เมอไค้yธรรมจบแล้ว จิศฃองพาหิย!!ไล้หลดพ้นแล้วจากอาสวกิเลส ทั้งหลาย เพราะไม'ยฅมั่นถึอมั่นในฃณ!!นั้นเอง พระ:พุทธองก1ห้ฅรัสเทศนาโดยย่ออย่างนั้แล้วก็่เสค็่จจากไปโดยมิไค้ ประ:ทานการอุปสมบทให้แก่เขา ค้วยทรงทราบว่าพาหิยะ:ไม่มบาตรจวร และ: เธอไม่มบุญทเกิดจากการถวายบาดรจวรมาในอคืฅ จึงไมใครับการอุปสมบท อ้ชเ»1สิอ11รุ่อ_^๑^ www.kalyanamitra.org

กือในอคฅซาฅิ พาหิยะนั้[ค้บำเพ็่ญสมณธรรมมานาน แต่มกวามกิค ทํ่เห็่นแก่ฅัวว่า ธรรมคาภิกษุเมอไ^จจัยอะไรมาแล้ว จะบริโภคใช้Cเอยเฉพาะ ฅัวก็่ควรแล้ว ไม่ควรคำนงถึงมูอนเลย คังนแล้วก็่มิไค้สงเกราะหเพอนภิกษุ อนเลย เพราะฉะนั้น พระบรมสาสกาทรงทราบว่าบากรและจวรอันเป็นทิพย อักไปเภิคขนแก่เธอ จึงมิไค้อุปสมบทให้เธอหลังจากเธอไค้บรรลุพระอรหักแล้ว ด้วยเหตุน็้เมอด้องการบวช พาหิยะจงได้เดินหาผ้าไปตามกองขยะ ถูกเฒ่โคด้วหนึ๋งขวิดเข้าทขาอ่อน จนล้มลงแล้วถึงแก่ความตาย พระบรมสาสกาเสค็่จเทยวบิณฑบาก ฉันเสรื่จแล้ว ก็่พาภิกษุทั้งหลาย ออกจากเมือง ทรงเห็่นร่างของพาหิยะถูกทั้งไว้ทกองขยะ จึงทรงรับลังให้พระ สงฆช่วยกันนำสพฃนเฅยงหามออกไปเผาทั้นอกเมืองแล้วให้ทำสถูปไว้ พระ สงฆทั้งปวงช่วยกันทำอย่างนั้น เสร็่จแล้วไค้กราบทูลให้พระพุทธองก่ทรงทราบ แล้วกราบทูลถามว่าพาหิยะกายแล้ว มืกฅิเป็นอย่างไร มืภพเบองหน้าอย่างไร พระพุทธองกกรัสว่า \"คูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจริยะเปีน บัณฑิค ปฏิบัติธรรมลมควรแก่ธรรม ทั้งไม่ทำให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งการ แลคงธรรม คูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุ^ยะปรินิพพานแล้ว\" จากนั้นพระพุทธองค้ทรงตั้งพาหิยทารุจึริยะนั้นไว้!นเอตทคคะว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุผู้สาวกของพระองคค้านตรัสรู้เร็่ว พระสงฆทูลถามว่าพาหิยะนั้นไค้บรรลุธรรมเมอไร เมํ่อพระพุทธองก่ กรัสว่ากอนทพระองก่กำลังบิณฑบากอยู่กลางถนน พระสงฆจึงกราบทูลถาม ว่า พระธรรมททรงแสกงนั้นมืประมาณเล็่กน้อยเท่านั้น พาหิยะยังคุณวิเสษให้ ยังเภิกข'นแก่กนค้วยธรรมมืประมาณน้อยเช่นนั้นไค้อย่างไร พระบรมสาสกา กรัสว่า ไอ๒0^ พรรมหาโพธิวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

\"ภิกษุทั้งหถาย เรอทั้งหลายอย่านับทพฃองเราว่ามากหรือน้อย แม้ ธรรมทั้งพันคาถา แต่หาประโยชน้มิไค้กใม่ประเย่ริฐอะไร ต่วนบทแห่งคาถาแม้ เพยงบทเคยว แต่มประโยชนั ย่อมประเภิริฐแท้'* จากนั้นไค้ฅTC^พระกาถานว่า สหสฺฟ้มปิ เจ คาถา อนตถปทสฌหิตา เอกํ คาถาปทํ เสยฺโย ยํ สุต.วา อุปสม.มติ ฯ หากกาถาLltfตั้งพันกาถา แต่ประกอบ^วยบทท ไม่เบ็เนประโยชนั้เลย บททเป็นประโยซน ชงกนพังแล้ว สงบระงับไค้ ยังประเสริฐกว่า. จากเรอง ทาร^ยเถระ (เหัCเถารรค อรรถกถาธรรมบท www.kalyanamitra.org

เ£_ หากไฟมากไฟจรซน^นา จรกามลํ้าไวไฟหาโคเหมือน หาก!นามากซนรไฟไม่บิดเบือน อยากจรเสือนรรวังไพ่ไห'จงค. ศรจอมทอง \"3า พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทธงด) www.kalyanamitra.org

ชนร;ใจจงไปรอด 1)ใ4ซวิฅกนเราแฅ่ลร:กน มักมกวามก้องการอย่างหนงเข้ามาบงการ ซวิฅ ร่งนั้นกือ ต้องการชนร; เพราร:กนเราก้องการซนร:จึงทำร่งต่างๆ ในทาง ถกบ้าง ในทางผิคบ้าง จึงสามารถกล่าวโก้ว่ากนเราก้องการซนร: ไม่ก้องการ แพ้ เป็นหลัก เพราร:กิกว่า กวามซนร;ทำให้มชัยไค้ทรัพย่ ทำ ให้มลักกิศร ทำ ใหโคก เต่น ทำ ให้พ้นจากกวามกกฅํ่า พ้นจากกวามคูถูกเหยยกหยาม หรือทำให้มหน้า มฅา ไปทไหนยู้กนกี่ให้เกยรติยอมรับ เป็นก้น ล่วนกวามแพ้ ทำ ให้เส์ยลักคิ้ศรื ทำ ให้ฅํ่าก้อย ทำ ให้เข้าหน้ากนไม่ก่อยไก้ ไม่อาจเชิกหน้าไก้ เป็นก้น เมอเป็น คังนจึงก้องการซนร:อย่างเคยว โลกทั้งในอดตแลร;ในมัจจุบนทวุ่นวายเดือดร้อน ทคุกรุ่นปรร;ห้ต ปรร;หารกน ทั้ต้องรร;แวดรร;ว้งภยอปูตลอดเวลา โดยทํ่สุดแม้สงครามร้อน สงครามเย็่นทั้เกิดฃนปอยครั้งในโลก กี่ล้วนมาจากผู้คนในโลกไม่อาจยอมกน www.kalyanamitra.org

ไค้ในบางเรองหรือในหลายเรอง ต้องการเอาซนร;อกฟ้ายหนงเท่านั้น แลร; ก็่คงเ!เนอปางนั้ตลอดไปตราบเท่าทคนเรายงไม่ยอมร้ไบความจริงว่า ไม่ว่า ซนร;หรือแพ้ทำให้เกิดความทุกฃ เกิดความลำบากยากแค้นในปีจจุบนหรือ ในอนาคตนั้งสิน แฅในโถกของเรา ยังมมู้ทมองการณ[กล มวิยัยทักน มองเห็่นว่า ความยาก'ๆน ความไม่รู้ ความเชองช้า ความรังเกย'ๆเชอชาติ เป็นค้น เป็น เรองททำใหไม่พัฒนา ทำ ใหไม่มยันติถุข จี้งคิศหาทางเอาชนะความยากจน เอาชนะความไม่รู้เป็นค้น ค้วยการกระค้นคนเราใหมความขยัน อดทน ประหยัด อดออม ค้วยการสร้างสถาน^กษาให[ด^กษาเรยนรู้ยัน หรือสร้างติงอำนวย ความสะดวกในการติดต่อยัน เป็นค้น ฃงก็่นับว่าเป็นความค้องการเอาชนะอํก แบบหนง ชงมเจตนาทด เป็นประโยชนั แด่ถึงกรร:นั้น โลกของ เรากี่ยังไมมสิ'นฅิ ไม่มกวามศุฃสงบอย่างทหวัง ยังชิงคชิงเด่น ยังแก่งแย่งผลปรร:โยซน ยังทร:เลาร:เบาร:แว้ง ยังเอารัคเอาเปรยบ กันอยู่ทั่วไป ฅือยังกิคเอาซนร:กันอยู่เสมอทั่วไป กนทั่มฐานร:คกว่า กนทั่มกวาม รูคกว่า กนทั่มอำนาจกกว่า กี่ใซ้กวามไค้เปรยบเหล่านั้[ปเอาเปรยบยู้ก้อยกว่า โกยไม่มเจกนากี่ม ผู้ก้อยกว่าบางกรั้งกี่ใม่รู้ถึกว่ากนถูกเอาเปรยบไม่รูถึกว่ากน ไม่กวรถูกเอาเปรยบจากผู้ทั่มกกว่ากน ต้วยเหตุนั้ คนทั่เฃามค้ซงค้กว่า เด่นกว่า สูงกว่าผู้อํ่นกี่เลยซนร;คน ทั่ต้อยกว่าไปโดยปริยาย หรือกิกแด่เพยงว่า ทำ อย่างไรไค้ กนเราไม่เหมือนกัน เราสร้างร่งท คงามไว้[นฅัวกกว่าแลร:ทำให้มากกว่ากนอํ่น กี่ย่อมไค้รับผลกอบแทนมากกว่า เป็นธรรมกา ล่วนกนทั่เซาไม่มื เพราร:ว่าเซาก้อยในเรั้องด่างๆ แลร:ยอมรับใน ๒๒๕! พรร{มหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ซ้อน เมอกิคยอมรับอย่างนิ้แล้วก็่ปฏิบัฅิภารกิจของฅนไปฅามปกติ มซวิฅเป็น ไปฅามปกติธรรมคา โคยไม่ฅะฃิคฅ2ฃวงใจอฟ้.ร ไม่มกวามพกว่าเป็นกวาม ชนะหรอกวามแพ้อะไร อันทจริง เรองแบบนเป็นมาตั้งแต่เรมมผู้คนแล้ว คนกี่ยอมรับกน ได้ในฃ้อน็้ คนทด้อยกว่าคนอนกี่ยอมไหกบคนทํ่ดกว่า คนทดกว่ากี่ยอมรัม คนทด้อยกว่ามาร่วมงานร่วมกิจกรรมด้วย แม้จรไม่บอกว่าตนเป็นผู้แพ้หรึอ เป็นผู้ชนรเ แต่พฤติกรรมกี่เปรยบเหมือนเป็นผู้แพ้ผู้ชนรไนตว แค่กวามชนะกวามแพ้ททุกกนยอมรับกันก็่กือกวามชนะกวามแพ้ใน การแข่งขัน โคยเฉพาะในการกิพ้า ในการสอบ ในการแข่งขันทางอํ่นๆ อันนิ้ ขัคเจน และยอมรับกวามแพ้ชนะในการสงกรามในการค่อผู้แย่งชิงในกวามไค้ เปรยบเกิยเปรยบ การยอมรับในกรณอย่างน หากเป็นฝ่ายแพ้ก็่เป็นการยอมรับ แบบจำยอม ไม่อาจทำอะไรอนไค้ แคในใจนั้นยังกิคทจะเอาชนะกึน ค้องการท จะยายฝ่ายชนะให้แพ้บ้าง ส่วนฝ่ายชนะก็่ระวังคัว บ้องกันมิให้ฝ่ายแพ้กลับมา ทำ ให้คนวิยัติหายนะไค้ ชงก็่อยูไม่เป็นสุขสงบค้วยกันทั้งสองฝ่าย ในพระพุทธสาสนาสอนว่า การเอาชนร;เซ่นนั้1ม่ยั่งยืน เพราร;กล้บ แพ้!ด้ การแพ้อย่างนั้กี่!ม่ยั่งยืน สามารถเอาชนร;คืนได้เซ่นกัน แต่ท่านว่าชนร;ทั้ใสสร;อาดทั้สุดกี่คือชนะใจตนเอง การชนะใจตนเอง ทำ ให้ตนเองมือิสระ สามารถปล่อยวางได้ให้อกัยได้ไม่ยืดมั่นถือมั่นได้ไม่ ด้องตกเป็นทาสของอารมถป้โลภอารมถแโกรธทเกิดขั้น เพราะเมออารมณ เหส่านั้เกิคฃนแล้วก็่ทำให้วุ่นวายให้คํ้นรนไปทำสิงทคนปรารถนาให้ส่าเร็่จ หรอ ไปทำร้ายผู้ทคนโกรธให้สาสม เป็นการก่อกรรมทำบาปโคยไม่รู้คัว อ้ชเพสิอเส์อ /๒๒๕ www.kalyanamitra.org

การซนร!ใจตนเองก็่คือ การเอาชนร;อารมณกิเลสคืออารมณโลภ แลร;อารมณโกรธทเกิดข'น เมออารมณเหล่านเกิดฃนก็่จร:ลืมตัว ไมใค้สฅิ นกไม่ถงหรือไมใค้นกถงผลพวงทจร:ฅามมาเมอไปทำฅามอารมณนั้น เพราร: เมออารมณโลภเกิดฃ็้นก็่อยากไค้ เมออยากไค้ ก็่ค้องวํ่งวุ่นแสวงหา คนรน ขวนขวายทำงานไม่หยุดหย่อนจนกว่าจร:ไค้ เมํ่อไค้แล้วก็่ยังไม่พอ ยังอยากไค้ อก ไค้อย่างนแล้วก็่ยังอยากไค้อย่างอํ่นอก ณลยไมอมไม่พอ ค้องคิ้นรนรํ่าไป หากไมไค้[คยวิธสจริฅก็่คิคหาทางไหไคในทางทุจริต ทำ ผิดกฎหมายก็่ยอม ทำ ผิดธรรมเนยมปรร!เพณก็่ยอม ทำ ผิดคำสอนของพ่อแมกยอม ขอไห!ด้ เท่านนเร็่เนพอ อย่างนก็่มอยู่ทั่วไป ทั่ทำ อย่างนั้นไคืกเพราร:ทำไปคามอารมณ โลภทเกิดขนเป็นล่ากัญ หรือเมออารมณโกรธเกิดขน ก็่มุทร:ลุตุตัน โผงผาง เอร:อร:โวยวายไป คามเรอง รร:งับไมไค้ก็่กว้ามคกว้าไม้หรืออาวุธไปทุบฅปรร:หัคปรร:หารเพอรร:งับ อารมโน!กรธ เมอทำไปแล้วแม้จร:เย็่นลงไค้ แค่ผลพวงทั่คามมาจากการกรร:ทำ นั้นๆ กี่ทำ ไห้เดือดร้อนวุ่นวาย ทำ ไห้เลืยหายคามมาอกมากแลร:ยาวนาน นั่น เป็นเพราร:ทำไปคามอารมโนโกรธทเกิคฃนเป็นล่ากัญ ตังนั้นท่านจึงว่า หากสามารถรร:งับอารมโนนั้นๆ ไห้สงบลงไค้ มสฅิ ปึกไค้ลืงผลเลืยทั่จร:คามมา จนทำจิคไห้สงบไค้นั๋งไค้เย็่นลงไค้รร:งับลงไค้กี่ซอ ว่าซนร:ใจคนเองไค้แล้วไนรร:ตับหนง ซนร:ไจไค้อย่างนั้กี่โม่ต้องไปทำไปพูคอร:ไร ค้วยอารมโนโลภอารมโนโกรธ แม้อารมโนเหล่านั้จร:เกิดกี่สามารถกวบคุมไจไว้ ไค้ทำไค้อย่างนั้กี่ซอว่ารอดตัว ดือเอาตัวรอดจากกวามทุกฃ กวามกังวล หรือ กวามคิ้นรนเดือคร้อนอันจร:มคามมาไค้อย่างมปรร:สิทธิภาพ ไ^ พรgมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

หากไม่อาจเอาชนะใจฅนเอง ยอมแพ้อารมณ!ลภอารมณโกรธทเกิด ฃนรํ่าไป แม้จะสามารถเอาชนะกนอน เอาชนะกิ'ฅรูหรอซ้ากิกไค้เป็นร้อยเป็น พัน ก็่ยังไม่ซอว่าเป็นผู้ชนะไค้อย่างแท้จริง และไม่อาจเอาตัวรอดไค้ดลอดไป เพราะวันหนงข้างหน้าอาจมปิญหา อาจค้องพ่ายแพยบเยินจากการฅ่อผู้ชอง ผ้ชนะก็่ไค้ การเอาซนร!ใจตนเองได้นั่นแหละปรรแf(ริฐทสุค เอาตัวรอดได้เสมอ เมึ๋อเอาชนร!ใจตนเองไมได้ ใจก็่จร;ถูกป่วนด้วยอารมณร้ายอยู่ตลอดเวลา จากนั้นก็่จร;ไปทำสิงทผิดเป็นบาปทุจริตต่างๆ แลร;กงความวิบติหรือความ หายนร;ในทสุด ไม่อาจเอาตัวรอดได้ ในสมัยพุทธกาล มบุกกลทแพใจตัวเอง ทำ สิงทฅนปรารถนาโดย ปราศจากกวามยั้งคิด คิดเอาแด่จะไค้อย่างเคิยว ท้ายทสุดก็่ใปไม่รอด ส่วนกน ทเอาชนะใจฅนเองไค้ไม่ยอมให้อารมโนฝ่ายฅํ่ามายายไค้ด่อไป กลับตัวกลับใจ ไปปฏิบัติธรรม ก็่นำ ซวิตให้ปลอดมัย ไค้บรรลถงพระนิพพานในทสุด เรํ่องราวของบุกกลทแพ้ใจฅนเองและบุกกลทชนะใจฅนเองเซ่นนเป็น เรองอันเหลือเชอ ท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐานไว่ในตัมภร เรองเกิดฃํ้นทเมืองราชคฤหแลร;เมืองสาวตถ ลูกสาวเศรษจึกนหนงในเมืองราชกฤห มืรูปร่างสวยงาม อายุไค้๑V) ป็ เพราะเป็นสาวร่นจึงมืจิฅใจใฝ่หาบุรุษ ท่านเศรษจึก็่ทราบนิลัยลูกสาวค จึงให้ นางอยู่บนปราสาทชั้นท ๗ มับหโฐงรับใข้เพอมัองมันมิให้นางกลุกกลืมับบุรุษ อ้นmaอเฮุ่ www.kalyanamitra.org

วันหนง เจ้าหน้าทนำชายกนหนึ่งทํ่ถูกวับไคในข้อหาทำโจรกรรม มัค มือไพล่หลัง เฆยนไปเคินไปฅามถนนล่แคนปรร;หาร ผ่านไปทางถนนหน้าบ้าน ชองเศรษวั ผู้กนก็่ออกมาคูกันเอ็่คอง อูกศาวเศรษ^ใค้ยนเสิยงผู้กนจึงเปิค หน้าค่างมองลงมา เห็่นชายกนนั้นmmเพ!จปรารถนาชองคัวเองก:;ทันหัน มื จิฅปฏิพัทธอย่างลึกลํ้าในชายผู้นั้นค้วยการเห็่นเพยงแวบเคยวให้หญิงรับไช!ป บอกพ่อแม่ว่าห้องการไค้ชายกนนั้นมาเป็นศามื พ่อแม่บอกว่าจะหาชายกนอน ทศมกวรแก่นางมาให้นางก็่บอกว่าไม่ห้องการกนอน ห้องการกนนั้เท่านั้น ถ้า ไมไห้ก็่จะไม่มืชวิคอย่ค่อไป เนึ่อลูกศาวยนจำนงอย่างนั้พ่อแมกจำห้องยอมแพ้ คามใจลูกศาวโคยห่อเงินพันหนึ่งมอบให้กนใซ!ปหาเจ้าหน้าท ชอซอคัวนักโทษ กนนั้น ชงเจ้าหน้าทก็่ยอมปล่อยไปแล้วนำกนอนไปประหารแทน ชายผู้นั้นจึงไห้มาอยู่กินกับลูกศาวเศรษจึ นางก็่คูแลปรนนินัฅิศามื อย่างค แค่งเนั้อแค่งคัวงคงามห้วยเกรํ่องประคับรากาแพงเพํ่อให้ถูกใจศามื ชง เขาก็่กลายเป็นหนูคกกังข้าวศารไปโคยปริยาย แค่เพราะหมควาศนาแล้วหรืออย่างไร เซาจึงแพ้!จคัวเอง แม้ศุช ศบายแล้วก็่กิคในทางคไมให้ ไห้แค่กิคแบบวิลัยโจรทเกยเป็นมา โคยเนึ่อเหื่น เกรองแค่งคัวชองภรรยานานวันเข้าก็่อคใจไมไห้อยากจะไห้ศมบัฅิเหล่านั้นมา เป็นชองคน ไห้แล้วจะนำไปชาย ไห้เงินแล้วก็่จะนำไปกินเหล้าและเลยงเพอน คือเขาคิดจะฆ่าภรรยาเพึ๋อยดทรัพยสินเลยทเคืยว นับว่าเป็นโจรแท้ เซากิคไห้แล้วก็่แศรังนอนไม่ศบายอยู่บนเคยง เนึ่อภรรยาถามก็่บอก ว่า คนไห้บนกับเทวคาบนเขาทงโจรไว้คอนทถูกวับไห้ ขอให้รอคคัวออกมาไห้ จะมาแก้บน ซงหื่รอคคายไห้จริง แน้ทไห้มาอยู่กับนางกี่เพราะอานภาพของ ■'๒๒๘) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เทวคานั้นเหมือนกัน จำ ต้องไปแก้บนแก่เหวคา นางไค้ท้เงคงนั้นก็่บอกว่านาง 'จะจัคการแก้บนให้ เขาจึงบอกว่าควรจัคของอะไรไปบ้างและบอกให้นางแต่งคัว ต้วยเครํ่องประคับทสวยงามทสุคคอนไปแก้บน นางก็่รับปากคามนั้น เมํ่อกงกำหนควัน นางก็่จัคเกรองแก้บนพร้อมสรรพ แต่งคัวต้วย เกรองประคับราคาแพง ให้พวกกนใช้หอบหวเกรองแก้บนไป เมํ่อถึงเซิงเขา เขาบอกให้นางร่'งกนใช้กลับให้หมค เขากับนางเพยงสองกน'จะถึอของแก้บน ฃ็้นไปบนเขาเอง นางก็่บอกให้กนใช้กลับ เมอถึงยอคเขาชงเป็นลานกว้าง มื ผาสูงกำหรับเป็นททงโ'จรของเมือง เขาก็่บอกให้นางวางเกรองแก้บนลง แล้ว บอกคามฅรงว่าคนหลอกนางมาฆ่าเพํ่อเอาทรัพย นางไค้ฉงแล้วก็่คกใจ ขอร้องให้เขาปล่อยนางกลับแล้วเอาสมบัติของ นางไปใช้สอยโคยเสร เขาก็่ใม่ยอม ยืนยันว่าต้องฆ่านางอย่างเค้ยวเพอบ้องกัน อันครายทจะคามมาหากนางกลับไป นางไม่อาจขอร้องให้เขาใจอ่อนไต้ก็่กิคว่า วาสนาของคนกับเขากงหมคสินแล้ว เมอเขากิคฆ่าคนไต้ ทำ ไมคนต้องปล่อย ให้เขาอยู่รอคไปทำชั่วต่อไปต้วย คิคแล้วก็่ขอร้องเขาว่า ก่อนคาย ขอให้คนไต้ แสคงกวามรักอาลัยในคัวเขาชงเป็นสามืต้วยการฟ้อนรำแสคงกวามรักอาลัย เป็นกรั้งสูคห้าย เขาก็่ยอมให้ทำคามนั้น นางก็่ทำท่าร่ายฑํไป กอดหน้ากอคหลังไป ต้อนเขาไป หน้าผา ร่ายร่าออกหน้าออกหลังจนเขาเผลอ จึงไต้ผลักเขาศกลงไปในหน้าผา เขา ศกลงไปกระทบลับแง่หินจนร่างเล:!ก่อนถึงพน จบiนชวิศทแพใจฅัวเองและ หมดวาลนาไปอย่างน่าอนาถ เทวคาทสถิคอยู่ทํ่เขาทงโจรเห็่นเหตุการณนั้น จึงให้สาธุการแก่นาง แล้วกล่าวขนว่า am2/iaai§a ๙ www.kalyanamitra.org

\"บุรุษนั้นย่อมเ1เนบณฑิตในททุกสถานก็่หาไม่ แม้สตร ผู้ม่!(ญญาเห็่นปรร;จกษ กื่ฟ้นบณฑิตไ^นทนั้นๆ'' หลังจากนั้น นางก็่กิคว่า หากฅนกลับไปบ้านเล่าเรํ่องให้พ่อแม่ฟิง ท่านกงไม่เชอแลร;คงจร;ค่าฅนว่าเป็นกนคอรั้น ต้องการเซาแล้วกลับมาฆ่าเขา กงไม่อยากเห็่นหน้าเราอก แม้เราก็่ใม่กวรกลับบ้านให้เป็นทกรหาของกนทั่วไป ลังนั้นจื้งไต้ออกเดินทางไปกนเค่ยว จนถึงอาศรมของพวกปริพาชกพวกหนงชง เป็นนักบวชอยู่ในป้า ถามว่าในล่านักนั้สอนเรั้องอร:ไรเป็นล่ากัญ พวกปริพาชก บอกว่า ทำ บริกรรมในกสิณ ๑0 จนไค้ฌาน หรือเริยนวาทร;พนอย่าง กื่ไต้ นางจึงขอบวชเป็นปริพาซิกาแลร:เรืยนวาทร;พันหนงซงเป็นปิญหาสารพันอยู่ ในล่านักนั้นไม่นานนางก็่เรืยนจบ ทบทวนจนซนใจทุกอย่าง แล้วขอกำแนร:นำ จากอาจารย่ว่ากวรทำอย่างไรค่อไป อาจารย่ปริพาชกบอกให้นางเดินทางไปคามทค่างๆปีกกํ่งหว้าไว้แล้ว บอกว่าไกรต้องการจะโต้วาทร:กับฅนก็่ขอให้ล้มกั๋งหว้านั้หากไม่มใกรกล้าออก มาโต้ก็่ขอให้เดินทางต่อไปเรั้อยๆ ถ้ามผู้มาล้มกั๋งหว้าแล้วคอบปีญหาต่างๆ เอาชนะนางไต้ หากเขาเป็นกฤหัสถก็่จงอยู่รับใช้เขา หากเป็นบรรพซิคก็่จง บวชเรืยนในล่านักเขา นางไต้ปฏิบัติคามนั้นไปถึงทใคก็่ปีกกั๋งหว้าไว้ณ ทนั้นๆ แล้วประกาศ หากนมาโต้วาทะต้วย แต่ก!มมใกรกล้ามาโต้กับนาง นางก็่มชอเถึยงขนโคย เรืยกนางว่า ช้มพุปริพาซิกๆ (ปริพาซิกากงหว้า) ทั้งนั้เพราะไม่มใกรรู้ซอจริง ชองนาง เมอไม่ม^คออกมาโคกับนาง นางก็่เดินทางไปคามเมืองต่างๆ จนถึง เมืองสาวัคถึ ไคปีกกั๋งหว้าไว้ทประตูเมืองแล้วเช้าไปขออาหารในเมือง พวก เค็่กๆ ก็่พากันมาล้อมกั๋งหว้าทปีกไว้ '๒๓๐) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

ฅอนนั้นท่านพรรสารบุฅรเข้าไปบิณฑบาฅในเมือง ฉันเสร็่จแล้วก็่กลับ ออกมา เห็่นเค็่กยืนล้อมกั๋งหว้ากันอยู่จึงถามเค็่ก พวกเค็่กก็่ฅอบตามทนาง ซัมทุปริพาซิกาบอก พระ:มหาเถรร;ก็่ให้เค็่กล้มกํ่งหว้า ตน'จร;โต้วาทร:กับนางเอง เค็่กๆก็่ทำตามนั้นแล้วออกมายืนรอคูอยู่ห่างๆ เมอนางกลับมาเห็่นกํ่งหว้าล้ม ลง เห็่นเค็่กยืนกันอยู่จึงคุเค็่กว่าล้มทำไม เพราร;พวกเจ้าไม่สามารถโต้วาทร;อร;ไร ไต้ พวกเค็่กตอบว่าพวกตนล้มกงหว้าตามกำของพรร;มหาเถรร; นางซัมทุปริพาซิกาไคยนคังนั้นก็่ยินคนัก เหลยวไปเห็่นพรร;สาริบุตร อยู่ ณ ทหนั้งจึงเข้าไปหา ถามว่าท่านเป็นยูให้เค็่กล้มกั๋งหว้าเพํ่อโต้วาทร;โซ่ หริอไม่ พรร;มหาเถรร;ตอบว่าโซ่ แล้วเปิคโอกาสโห้นางถามก่อน นางณรํ่มถาม ปิญหาตามวาทร;ทํ่ตนเริยนมาทํลร;ข้อๆ'จนฅรบพันข้อ พระมหาเถรร;ก็่สามารถ ตอบไต้ทํละข้อ'จนกรบทั้งหมค แล้วถามนางว่าหมคข้อวาทะท'จะถามหริอยัง เมอนางตอบว่าหมคแล้ว และขอไห้พระมหาเถระถามตนบ้าง พระมหาเถระจึง ถามชญหาข้อแรกกะนางว่า \"อะไร ซอว่าหนึ๋ง\" นางซัมทุปริพาซิกาไต้ยินปิญหานั้เข้าก็่ไม่อา'จตอบไต้ เพราะไม่รู้ว่า คืออะไร จึงไต้ถามพระมหาเถระว่าทว่านั้นรออะไร พระมหาเถระจึงตอบว่า พระพุทธมนต้ อันทจริง นางเป็นคนฉลาด เริยนรู้เรองอนมามาก แคไม่เคยไค้เรยน ทู้รองพระพุทธมนฅ จึงไม่ทราบว่าเป็นอะไร ต้องการเรยนทู้บ้าง จึงขอให้พระ มหาเถระให้พระพทธมนฅนั้นแก'คนบ้าง amz/iaaiia www.kalyanamitra.org

พร2มหาเถระจี้งบอกว่าจะให้เฉพา:!แก่คนทํ่บวซเหมือนท่านเท่านั้น เมอนางฅอบตกลง จี้งส่งนางไปยังส์านักภิกษุณ ให้พวกภิกษุณบวชให้นาง เมอนางบวชเป็นภิกษุณแล้ว มืชิ่อว่า กุณฑลเกสิ ตั้งใจบำเพ็่ญเพยร เพยง ๒-๓ วันเท่านั้นก!ค้บรรลุพระอรหัตผลและปฏิล้มภิทาตั้งหลาย ต่อมา พระสงฆประชุมสนทนากันในโรงธรรม ตอนหนั้งไค้เอ่ยถง นางว่า นางไต่ทเงธรรมไม่มาก แต่ก็่ไค้บรรลุพระอรหัต และนางเคยทำสงคราม เอาชนะโจรชงเป็นสามืมาไค้พระบรมศาสคาเสค็่จไปยังโรงธรรม ตรัสถามเรํ่อง ทพระสงฆคุยกัน เมอพระสงฆกราบทูลให้ทรงทราบ จี้งตรัสว่า \"ภิกษุทั้งหลาย พวกเรออย่านับธทมmrๆแ^ศงแล้วว่าน้อยหรือมาก บททํ่ไม่เปีนประโยชนัแมทั้ง &)๐๐ บทก!ม่ประเdริฐ ย่วนบทแห่งธรรมแม้เพยง บทเคยวก็่ประเ(1ริฐกว่า อนง แม้จะชนะโจรไล้ทั้งมาก ก็่หาซอว่าชนะไม่ ม่วน คนทชนะโจรล้อกิเลปอันเป็นไปภายในไล้นนแหละ จึงซอว่าชนะแท้จริง\" จากนั้นไค้ตรัสพระคาถานั้ว่า โย สหสฺส์ สหสฺเสน สงคาเม มานุเส ชเน เอกณจ เชยยมต.ตานํ ส เว สง.คามชุต.ตโม ฯ ษุคกลใคพึงชนะหมู่มนุษยัตั้งหนั้งล้านคนในสงครามไค้ ยังไม่ซอว่าเป็นยอคแห่งผู้ชนะในสงคราม ส่วนบุคคลใค ชนะตนเองไค้เพึยงคนเคยว บุคคลนั้นแลซอว่าเป็นยอค แท่งผ้ชนะในสงคราม. จากLTอง กณฑถเก^เถร ถหัถถวรรค อรรถกถาธรรมบท พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

๒<i พร'งปริตรแลร;พรงธรรม อายุ คือ ช่วงเวลาทดำรงซวิตอยู่ ตั้งแต่เกิค'จนถงสินลมหายใจ ช่วงเวลานเรยกวาอายุ และมการนับอายุว่ากวัน ณคือน กนั ทุกคนล้วนมอายุ ค้วยกัน แม้จะ;เพยงวันเคืยวก็่ชอว่ามอายุวันหนง อายุนเรนทํ่ปรารถนากันทุกกน คือทุกกนต้องการมอายุยืน มชวิฅ อยู่ใต้นานทสุคเท่าทจะ:นานไต้ไม่อยากอายุตั้น คือไม่อยากกาย ไม่อยากจาก ผู้กนและ:สิงรอบข้างไป แต่อาจมบางกนอยากกายหรอฆ่าตัวกาย นั่นก็่เพราะ: เลือกทจะ:พ้นจากภาวะ:ทกับแต้นใจ จากกวามทรมานทเกิคจากโรก หรือจาก แรงกระ:ทบอย่างอน ทำ ให้ทนไมไต้ ทนไมไหว แมใจจริงก็่อยากจะ:มซวิกอยู่ แกกกแล้วว่าอยู่ต่อไปก็่ล้ใมไหว กี่'จำต้องทำไหตัวเองกายไปเลืยต้วยกวามกิค แก่วิบกาเคืยว ชงกล่าวกันว่ากิคตั้น แต่กี่สามารถกล่าวไต้ว่ากนเราทุกกนอยากมอายุยืนกันทั้งนั้น ยั๋งผู้ทม ช่วิกอยุ'สุขสบาย อบอุ่น ท่ามกลางทรัพย่สมบัติ ท่ามกลางกรอบกริวลกหลาน <บ <i am2/iaaiia www.kalyanamitra.org