Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Description: ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Search

Read the Text Version

คังนแต้วไค้ฅรสพร^กาลานว่า อนุธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตุถ วิปสฺสติ สกุโณ ชาลมุตุโตว อปฺโป สคคาย คจฺฉติ ฯ ต้ฅวโลกนเป็นเหมือนคนตาบอคในโลกนิ้น้อยกนนักจ2 เห็่นแจ้ง น้อยกนนักจ:;ไปสวรรก เหมือนนกน้อยท หลุครอกจากตาข่ายไค้ มืน้อยฉ:;นั้น. เมือจบเทศนา ธิคาข่างหูกไค้คำรงอยูในโสดาปิตฅิผล ส่วนมหาซนไค้ ปร:;โยซนั้จากเทศนาตามบารมืของตน จากนนนางไคํถือกร2เช้าค้ายหลอกไปยังโรงหูกของบิคา ซณ::นั้นบิกา กำ ลังนั่งหลับอยู่ แต่นางไม่ทราบว่าบิกาหลับจึงยึ๋นกรรเช้าส่งให้บิดา กรรเช้าไป กระทบกับขอบทืเมส่งเส่ยงกังแต้วหลุกมือนางหส่นไป บิกาของนางสรค้งฅํ่นฃน แต้วกระขากทืเมโกยแรง ทืเมไค้กระทุ้งไปทอกของนาง ทำ ให้นางถึงกับร้นขวิต ลงทันท แต้วไปบังเกิกทสวรรกํชั้นดุสิต บิกาของนางเมอเห็่นนางร้นชวิตแต้วก็่เสิยใจอย่างมาก ไคํไปเต้า พระพุทธองกํ ไคํรับการเทศนาโปรกให้กลายเศร้าไค้ ทูลขอบวขในพรรศาสนา กรั้นไค้บวขแต้วก็่ฅั้งใจบำเพ็่ญเพยรปฏิบัติธรรม ไม่นานนักก็่ไค้บรรลุพรร อรหัตผล. จากLTอง ธิดานายช่างหูก โถกวTTค อทถกถาธทมบท cicse') พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

6^ ^— ะะgะ ■ะ ไม่เว้น แม้พรร;พุทธเจ้า 1)14ซวิฅของกนเราแต่ละ:กนย่อมมรงหนงเกิคฃึนไค้เสมอคือการ \"หาเรอง\" ชงหมายถึงการไปก่อเรํ่องก่อราวข็้น หรอไปทำร่งทํ่ทำให้เกิดเป็น เรํ่องฃ็้น โดยไปทำสิงทไม่คืไม่ถูกค้อง ทำ ให้เกิดกวามเคือดร้อนวุ่นวาย กลาย เป็นปิญหาทค้องแกไข หรอมผลค้องไคืรับทุกข!คืรับโทษกันไป การหาเรองนั้นม ๒ รูปแบบคือ หาเรืองใส่ตว กับ หาเรืองผู้อึน หาเรองใส่ตว คือตัวอยู่คืๆ ไม่ว่าคื แส่ไปทำโน่นทำนั้ ดินรนไปเรืยก ร้องอย่างนั้นอย่างนั้โดยไม่ถูกทาง หรือสนุกสนานไปทำไปเทยวอย่างเลยเถิด ทำ ให้เกิดกวามผิดพลาด เกิดกวามเคือดร้อนดามมา ต้องแกิปิญหากันวุ่นไป ถ้าอยู่เฉยๆ เป็นปกดิ ไม่แส่ไม่ดินรนไปอย่างนันก็่'จะ:ไม่มอะ:ไรเลย หาเรือง แบบนั้เรืยกว่าหาเรํ่องใส่ตัว อ1แ»1สิอเร่อ /^๕ www.kalyanamitra.org

ส่วน หาเรืองผูอน กี่กือคนรนไปทำกวามเคือคร้อนให้เกิคขนแก่ กนคืน ทำ ร้ายบ้าง ว่าร้ายบ้าง ใส่กวามบ้าง ขัคขวางบ้าง โคยทํ่สุคศนับสนุน ส่งเ^1ริมให้กนทฅัวไม่ชอบไปทำกวามขัวกวามผิค'จiไค้ถูกลงโทษหรือไคืร้บกวาม วิบัติเคืยหายบ้าง กวามคนรนอย่างนเรืยกว่าหาเรองยูอน คนทชอบหาเรืองจ!:มนิร'ยอย่างน ชอบทำอย่างน บางทํก็่เห็่นเป็น เรือง^เนุก^^นานหรือเป็นเรือง^^ะใจก็่ม โศยไม่คิคว่านคการทาเTองนั้นจ!;ย้อน กลับมาหาคัวร'ควันหนง คามปกติการหาเรือง^นบันเกิคขนไคืโคยไม่รู้ค้วก็่ม ไม่ยอมรับว่า คัวเองเป็นกนหาเรืองเป็นผู้ก่อเหตุโคยเฉพา2หาเรองทๆร;ทำลายล้างยูอนก็่ม การหาเรองแบบนิ้มค้นเค้ามาจากค้นเหตุใหญ่ ๒ ปรร;การคือ ความ กลว กับ ความอิจฉาริษยา เมือเกิดความกลัวว่าคนอืนจ!:โดดเด่นกว่าคัว กลัวว่าคัวเองจ!:ย้อย ดำ กว่าเขา หรือกลัวว่าเขาจ!:มาทำใหคัวเองเดึอดร้อนในภายหลัง กี่หาเรอง ไหเขาหายน!:ไปเรยก่อน หรือเกิดความอิจฉาริษยา ทนคูทนเกี่นเขาเ€{วย^ข หรือไย้รับเกิยรติไย้รบยกย่องไมไหว กี่จำ ย้องหาเรองทำคายเขาไป คาเหคู ๒ ปร!:การนเป็นหลักในการหาเรองทำลายค้างคัน เรืองเซ่นน บางทํเกิคขนโคยทํกนหาเรืองไม่รู้คัวเองก็่ม โคยจงใจกี่ ม แค่จร;อย่างไรกี่คามล้วนมโทษคามมาทังบัน เมอไคืรับโทษหรือมกวามทุกฃ เคือคร้อนขนบางทไม่รู้คัวเคืยค้วยซํ้าไปว่าเกิคจากการทคัวเองไปทำอร;ไรเข้าไว้ หรือไม่ยอมรับว่าการกรร;ทำบันไค้ส่งผลมาให้คนเคือคร้อนอย่างน พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

คนฑถูกหาเรองนั้น มิใช่จร;มเฉพาร;คนธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แม้ ผู้ทรงส์ลทรงธรรม ผู้หลกผู้Iหญ่ทผู้คนยอมรบนบถือ กึ๋ใมมยกเว้น ถูกหา เรองให้เดือดร้อนก็่มอยู่ แม้สมเด็่จพรร;ร'มมาร'มพุทธเจ้าก็่ยงไม่วายถูกหาเรอง ถูกใส่ร้าย แลร: ถูกหาเรองอย่างร้ายแรงเรยด้วย คือถูกผู้หญิงมากส่าวหาว่าได้เสพสมกับนาง จนนางดั้งท้องข็้น แล้วเร้ยกร้องให้พระ;พุทธองกทรงรับผิคชอบ แด่ด้วยอำนาจ พุทธานุภาพ ทำ ให้มผู้มาม้องกันพระ;พุทธองกใว้ ทำ ให้ข้อกล่าวหานันแตก จนผู้กล่าวหาไม่อาจล้หน้าผู้กนได้ วํ่งหนออกจากวัคไป เมอพ้นเขตวัคเท่ากัน ก็่ถูกแผ่นดินสูบไปตกนรกตามบาปกรรม เรองนั้เปีนเรองโค่งคัง เปีนเกรองเฅือน€^ฅิผู้ชอบหาเรองคนอืน ไม่เว้น แม้ผู้ทรง^ถ ไม่เว้นแม้รูใหญทผู้คนเคารพนับถือยอมรบว่าเปีนคนค่แน่นอน ชอบไปใค่ร้ายม้วยความมิคหรือชอบนินทาว่าร้ายทำให้เถืยชือเถืยง จะค้วย เจศนาอย่างไรกื่คาม ก็่จัคว่าเปีนผู้หาเรองใค่ฅ'วโคยไปหาเรองมิอน ผู้กระทำ เช่นนั้นย่อมไม่พ้นจากเวรกรรมนั้นไปไค้ จะช้าหรือเร็่วเท่านั้น คังเรองการ หาเรองใค่ร้ายพระพุทธองค้ ชงไค่รับผถทนคาเห็่นเลยทเคยว เรองนั้เร็เนเรองอันเหลือเซํ่อ ตังนั้นท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐานไว่ใน ตัมภร เรองเกิดฃ็้นทเมืองสาวัตถ กรั้งปฐมโพธิกาล เมอแรกพระ;พุทธศาสนาหยั่งรากลงในชมพูทวป พระ;สาวกของพระ;พุทธองกมมากขนเรั้อยๆ ซอเลืยงเกยรดิกณของพระ;พุทธ องกแผ่ขยายไพศาลมากยํ่งฃนตามลำตับ แด่พวกเคืยรถืย่กลับเลือมลาภ www.kalyanamitra.org

ร'กการร;และกนนับถือลงเรอยๆ จึงเทยวประกาศในหมู่ปร:;ชาชนกำพร^€1มณ- โกคม'จะเป็นพระพุทธเจ้าผู้เคยวเมือไร พวกฅนก็่เป็นพร:;พุทธเจ้าเหมือนกัน ทานทถวายแก่พระมณโกคม'จะมืผลมากป่ายเคยวเมอไT แม้ทถวายแก่พวก คนกมืผลมากเหมือนกัน ขอให้ถวายแก่พวกคนบ้างคังนเป็นค้น แค่การโฆษณาสร้างศรัทธาเซ่นนันไมใค้ผล ลาภรกการะก็่มิไค้เพํ่ม ฃ็้น พวกเคยรถืยจึงกิคหาอุบายใหม่กำ'จะทำอย่างไรกันค กรั้งนั้น ในเมืองสาวัคถืมืปริพาซิกากนหนงซอ จิญจมาณวิกๆ เป็น ลูกสืษยชองพวกปริพาชกซึงนับเมืองในพวกเคยรถืย่ค้วย นางเป็นกนรูปร่าง งคงามคุ'จนางฟ้า มืรัศมืเปล่งปรงน่าชม เคยรถืย่กนหนงเกิคกวามกิคขนมากำ ค้องอารยนางเป็นเกรั้องมือในเรองนั้จึงนำความไปปรึกษากับพๆกเคยรถืย่กำ พวกเรา'จะอากัยนางจิญ'จมาณิกาบ้ายกวามผิคให้พร::สมณโคคมเถืยชอเถืบง แล้วลาภรกการะก็่'จะเกิคซึนแก'พวกเราค้วยวิธอย่างนๆ พวกเคยรถืย่ทั้งหมค ก็่คกลงเห็่นพ้องค้วย คังนัน เมือนางจิญ'จมาณวิกามายังวัคเคยรถืย่ พวกเคยรถืย่เหล่านั้น ทำ ทเป็นไม่พอใ'จไม่พูคกับนาง นางก็่สงรยกำคนมืกวามผิคอ:;ไรพร::คุณเจ้า จึงปินป็งเซ่นนจึงไค'ถามถืงสามกรั้ง พวกเคยรถืย่จึงบอกกำเจ้าไม'รู้หรึอกำ พระสมณโกคมเบยคเบยนพวกเราอยู่ ทำ ให้พวกเราเถือมลาภรกการ^ หาก เจ้านับถือพวกเรา'จริงก็่'จงไปสร้างความอัปยศให้เกิคแก่พTiสมณโกคมเถิค นางเช้าใ'จกวามหมายกำพูคนั้นคเพรา::เป็นผู้ฉลาคในอุบายจึงรับปๅกกำไจ้ เป็นธุระชองคนก็่แล้วกัน จึงนับแค'นันมา นางไคจิ'คคอกไม้ของหอมแค่งคัวอย่างงามเคินไปท วคเชควนในคอนเย็่นๆ สวนทางกับชาวบ้านทไปฟ้งธรรมทํ่วัคแล้วกรบม้านกัน mgมหาโพธวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

เมอเขาถามว่า'จร:ไปไหนก็่ฅอบว่ามันเรองอฟ้.รของพวกท่านท'จะ:ต้องรู้ค้วย แต้ว เคินผ่านวัคเซตวันทะ:ลุออกไปยังวัคเคยรถยซงอยู่ต้านหลัง คอนสายวันรุ่งขน นางออก'จากวัคเ^ร^ผ่านทะ:ลุวัคเซตวันออกมา เคินสวนกับยู้กนท่จะ:ไปเต้า พรร:'ทุทธเ'จ้าอก เมอถูกถามว่าไปไหนมาแฅ่เซ้าก็่ตอบเหมือนอย่างเคิม ทำ ให้ ผู้กนเรั๋มสงลัยว่านางไปไหนในตอนเย็่นแต้วกลับเอาตอนสายรุ่งขน ผ่านไปไค้สองเดือนนางกี่ตอบว่าไปพกค้างคืนในพระ:คันธกุฎกบ พรร;พทธองคัมา กำ พูคนทำให้พวกปุถุซนเกิคกวามสงลัยมากยิงขนแลร:เกิคลังเลสงลัย ว่า'จริงหรอไม่จริงหนอ ถ่วงไปไค้f!เดือนนางก็่ใช้Lfiษผ้ามาพันท้องไว้แfiคงอาการว่าเปีนคน ท้อง ใช้ผ้าแดงคลุมไว้เมอถูกถามว่าไปท้องกับไคTมาก็่ศอบว่าท้องกับฬร:!สมณ โคคม ทำ ไท้พวกคนพาลโง่เขถาเบาปีญญาเจอกันทว่าเปีนเรองจริงเพราะเห็่น นางเช้าออกวัคทุกวันมา ผ่านไปถงเดือนทเก้า นางเอาไม้รูปวงกลมผูกไว้ทท้อง ใช้ผ้ากลุม ช้างบน ให้พวกเคยรถย่ทุบหลังมือหลังเท้าให้บวมต้วยไม้กางโกเพือแสคงว่า มืกรรภแกใกต้กลอค กรั้นเวลาเย็่นกี่เช้าไปทวัดเขตวัน ยืนตรงหน้าธรรมาสน ทพรร:ทุทธองกํทรงแสคงธรรมอยู่ในธรรมสภา เหมือนหญิงทํพยายามใช้กูถ ขว้างควงจันทร นางค่าว่าพรร:ตถากตเจ้าท่ามกลางทุทธบริษัทว่า \"ท่านสมณโคคม ท่านแสคงธรรมแก่มหาชนค้วยเถ่ยงไพเราะ ริม ^ปากเรยบสนิทค แต่ทฉันมท้องก็่เพราะท่าน เวลานกื่ไกล้จะคลอคแล้ว ท่านกัง ไม่เฅรยมเรือนคลอคไท้ฉันเลย เนยไสและนำมันก็่กังไม่ม เมอท่านไม่ทำเอง ก็่น่า aaiMaaiSa www.kalyanamitra.org

จะร่'งพวกอุปีฏฐากเช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล หรืออนาถป็ณฑิกเศรษ^หรือนาง วิสาขาให้ช่วยทำแทน ฟานรู้จักแต่อภิรมยเท่านั้น ไม่รู้จักการบริหารกรรภเลย\" พระพทธองกทรงสดับดังนันจึงทรงหยุคธ-รรมกถา มพระอาการนํ่ง สงบเหมือนพญาสิหราซ ทรงบันสือสิหนาทฅรัสว่า **ดูกรน้องหญิง ฉันกบเรอสองคนเท่านั้นmว่าคำทเรอพูดจริงหรือ ไม่จริง\" นางจึญจมาณิกาก็่คอบว่าถูกต้องแล้ว เรํ่องนเกิคฃนเพรา::ท่านดับ ฉันรู้ดัน ขณะนัน ร้อนไปสิงภพของพระอินทร ท้าวเธอทรงสอคส่องทิพยเนคร ก็่แจ้งเหตุทังปวง จึงเสค็่จมาพร้อมดับเทพยุครสิองกโคยเร็่วพลัน เทพยุครนั้น แปลงเพศเป็นหนูเข้าไปดัคเชือกทยูกไม้ทท้องของนางจิญจมาณวิกาพร้อมดัน มืลมพัคเปิคผ้าทกลมท้องออก ไม้วงกลมก็่คกลงมาทหลังเท้าของนางจนเท้า แคก ผู้กนเห็่นดังนั้นก็่สาปแช่งนางว่ากนกาลกิณมาค่าว่าพร::พุทธองกแล้ว พาดันถ่มถุยนำลายรค ฉวยไม้ กว้าก้อนหินไล่ทุบตขว้างปานางซงรบวั๋งหน เมอกวามแคกออกจากธรรมสภาไปทางหลังวัคเซควัน พอนางพ้นคลองพระจกษุของพระตถาคตเจ้าเท่านั้น แผ่นดินใหญ่ ก็่แหวกเป็นช่อง เปลวไฟพลุ่งขนมาจากอเวจึมหานรกห่อหุ้มนางจิญจ- มาณวิกาไว้เหมือนกบท่อด้วยผ้ากมพลแดงทังตวพาคํ่งลงไปเกิดในมหานรก นั้น เมือความจริงถูกเปีฅเผยออกมา ลาภร'กการะของพวกเคยรถยก็่ยั๋ง หคหายไปมากกว่าเดิม C)C«^ พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

วันรุ่งขน ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถี้งเรองนิ้ในโรงธรรมสภา สมเค็่'จพรร:กัมมากัมพทธmเสค็่'จมาแล้วฅรัสไต่ถาม ครันทราบความทสนทนา กันจงไค้ฅรัสว่า มิใซ่แต่ในบัคนเท่านันทนางจิญจมาณวิกานหาเรองค่าเราค้วย เรองไม่จริงแล้วถึงความพินาค แมในกาลก่อนกี่เคยหาเรืองค่าเราแลร:ถึงความ พินาคเซ่นกัน คังน็้แล้วไค้ฅรัสมหาปทุมชาคกให้ภิกษุกังหลายฟิง แล้วตรัสว่า \"ภิกษุทั้งหลาย ชนซอว่าบาปกรรม อันษุคคลผู้ละทิงคำภิ^ฅยซึงเปีน ธรรมอย่างเอกแล้ว ทั้งอยูlนมt^าวาท ผูม้ ปรโลกอัน^ละแล้ว จะไม่พื้งทำ ย่อม คังนแล้วไค้ตรัสพรร:คาถานิ้ว่า เอกธมมมตตสฺส มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน วิติณฺณปรโลกสุส นตกิ ปาป้ อการิยํ ฯ คนทลร:เมิคธรรมซั้นหนั่ง(คือคำกัตย)เถึยแล้ว ชอบพูค โกหก มองข้ามปรโลกไป ทจร:ไม่ทำบาปกรรมเป็นไม่ม. จากเพง นางจิญจมาณวิกา โตกวรรค อรรถกถาธรรมบท อ้นเฬสิอเร่[อ /ท๙๑ www.kalyanamitra.org

กนคแมซพวายกดายเป็นฆ ชึ๋อแซ่ซอึงอดเขาบ'นพรา ยังรูจักเกึยรติยกเรยนจคจำ ซึ๋อไม'ฅํ่าฅกกายไปกับฅน. กรจอมทอง 0๙1^ พfgมหาโพธิวงศาจาTtJ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ทานนั้นส์าคญฉรเนั้ ทาน หมายถึง การให้, กาท^ยสละ, การบริจาค, การช่วยเหลือ เก็้อกูล, การอปถัมภสนับสนุน ไม่ว่าจ:;ด้วยวัตถุรงของสิงอุปโภกบริโภค สิง อำ นวยความส2ควก ทรอด้วยคำพูค คำ แนะนำตักเตือน คลอคถึงด้วยกิริยา อาการทแสคงออกถึงความมนํ้าใจ มความเอ็้ออาทร การให้และกิริยาอาการ ลักษณะอย่างนั้จัคว่าเป็นทานทั้งสิน ทานน1นพระพุทธสาสนากำหนดว่าเป็นวิธการทำบุญทลืาคัญระคับ ค้น ค้วยเหฅุผลว่าเนอคนเราสามารถเลืยสละไค้ ช่วยเหลือเลือกูลคนอืนไค้ แสดงว่านใจกว้างขวาง นควานเอือเห้อเรอแผ่อยูในคัว จะทำบุญอย่างอนก็่ ไม่เป็นการยากแล้ว จะรักษาลืลให้เคร่งครัดมั่นคงก็่ไม่เป็นการยาก จะเจริญ ภาวนา บำ เพ็่ญกรรนฐาน สวดนนต!หว้พระ ก็่ไม่เป็นการยากอก สานารถ ดั้งใจทำดั้งใจปฏิบัติได[ดยไม่ค้องป็นใจอะไร อ้ชเ2/1สิอเร่อ /o5n www.kalyanamitra.org

หากรงไม่สามารถให้ทาน ไม่สามารถเก็้อกูลคนอึ๋นได้ รงตรร;หน เสิยดาย หรือมความห่วงกังวลด้างคาใจอยู่ ทจร;มาร้ฑษาด้ล มาเจริญภาวนา ย่อมเฟ้นการยาก แม้ว่าทานจร:ส์ากัญแลร;อยู่ในรร;คับด้นซงฅ้องทำให้เกยชินจึงจ^นับว่า ค แด่การทำให้เกยชินนแหลร;ททำได้ยากยงนัก มิใซ่ยากทการหยิบสิงของให้ มิใช่ยากทํซ่วยเหลือกนอืนด้วยกำลัง เพราร;การทำอย่างนั้นย่อมไม่ยากอยู่แล้ว แต่การทำทานนันยากอยู่ทึใจ ว่าใจชอบ ใจยินดทํจร;ให้ ยินดทจร; เลืยสลร; มองเห็่นปรร;โยชนจากการให้หรือไม่ กนส่วนหนงไม่อาจให้[ด้ ยังฅรร:หนเลืยคาย ยังมฃ้อแม้เงํ่อนไขอยู่ ในใจมากมาย หรือยังลังเลคัคสินใจไมได้ จึงยังให้อร;ไรใกรไมได้ ทำ ให้พลาค จากการให้!ปก็่ม เมือไมไค!ห้ ผลอานิสงส่จากการใหกไม่มื มิใช่แด่จร;ไมได้อานิสงส่ เท่านั้น การไมไค!หยังมืผลพวงทคามมาอกมาก เช่นทำให้ยากานและยากๆ/น คลอศช่พ ทำ ให้ขาดผู้อุปถัมภทำจน กว่าจะไค้อะไทปีนชนเปีนอันร'กอย'างก็่ เลือดคาแทบกTะเศ็่น ไค้ยากเหลือเกิน ทังทมิใช่เปีนคนเกิยจกร้าน มิใช่คน ลืามะเลเทเมา บางคริงเฟ้นคนฉลาด มืการสืกษาดเลืยด้วยชำไป แตกขาดแคลน ไม่พอกินพอใช้ ฅรงกันข้ามกับบางกนแม้จร;ยากจนมาแด่เกิค หรือมืการลืกษา น้อย หรือขาคผู้อปกัมภท่แน่นอน แด่ด่อมากลับรํ่ารวยซ็้นมาได้ มืปิญญามื ปรร:สบการโน!นการทำมาหากิน เกิคมรรกเกิคผลมืกินมืใข้ ได้ทรัพย่สินมา ๓๙<^ พรgมหาโพธวงศาจา?ย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

โคยไม่ยากนัก อนใดทใม่น่ามก็่ม อนใดท!ม่น่าได้ก!ค้อันใดทไม่น่าฟ้นก็่เ!เน ชงการม การได้ การเ!เนนั้น ทำ ให้อยู่ด้มสุขทงสิน อนน่แหลรแ!เนผลพวง ของการให้ทเคยทำไว้แลร;ติดตามมาให้ผล ค้วยเหตุน ท่านจึงแนะนำให้เ^ย ให้บริจาค ทำ ให้เป็นปกติธรรมคา ของชวิฅ ทำ ให้เป็นความเคยชิน และขยับปีงขิ้นไปเรอยๆ เมอมผลอานิ^ง^ ตามมาบ้างแล้ว หากยงคิดแลร;มเงอนไขอยู่ว่าไม่จำด้องให้ทานก็่!ด้ขอให้รกษาคิล ให้บริสุทธิ เจริญภาวนาไปอย่างเหน่ยวแน่นก็่พอแล้ว ก็่ถึอว่าเร็่เนบุญสูงสุด แล้ว ก็่นับว่าดอยู่ แต่เมอไมได้!ห้ทาน ก!มใด้อานิสงส์แห่งทาน ซวิตสุขสงบ จริง ม่ปีญญาฉลาดรู้จริง แต่ขาดสิงอำนวยความสร;ดวกในขวิดปรร;จำว้น ห้องอาจหิว การเ!เนอยู่อาจอดคดขาดแคลน ชงด้องพิจารณาให้ลร;เอํยด ในเรองเซ่นนั้ ในพรร:พุทธศาสนาท่านแนร!นำใหให้ทานเป็นเบองค้น ซาวพุทธใน สมัยพุทธกาลกื่ให้ทานกันเป็นหลัก จากนันก็่รักษาสืลแล้วเจริญภาวนา หรือ ออกบวชบำเพ็่ญเพยรจนไค้ส์าเรจเป็นพระ:อริยบุคคลกันทังซายและ!หญิง ทัง เค็่กแลร:^หญ่ แม้จร;ไค้ส์าเร็่จมรรคผลในระ:ทับค้นแล้ว แต่กังครองเรือน กังม ภารร:กรอบครัวอยู่ก็่เน้นไปทการให้ทานไม่ทิงไม่มองข้ามการให้ทาน กังให้ทาน อย่างมั่นคง เซ่นอนาถบิณฑิกคฤหบคิ นางวิสาขามหาอุบาสิกา หรือแม้แต่ พรร:ราซาในแคว้นต่างๆ รวมถึงปรร:ซาซนทั่วไปก็่ยินคิในการให้ทาน แม้ในปรร;เทศไทย ซาวพุทธไทยก็่ดรร;หนักดถึงการให้ทานให้อย่าง เป็นลาเป็นล้น ให้อย่างถูกด้อง ทำ ให้ปรร;เทศไทยอยู่ร่มเย็่นเป็นสุขมาโดย ดลอด แม้จร;ม้เหตุ๓ทภยบ้างกี่สามารถเอาตวรอดได้ เป็นอิสร^ได้ ไม่อด aaizflaaiia /๓๙๕ www.kalyanamitra.org

ไม่อยากยากแค้นอร;ไรมากนัก ภาวร;อย่างนั้สามารถดำรงอยูใค้ตลอดไปหาก ชาวพุทธไทยยงมั่นคงอยู่กบการให้ทาน แต่ถ้ามองข้ามหfอไม่เห็่นความ^าคัญของทาน มองไม่ถี้งเถ้าหมาย ทแท้จริงของทาน แถ้วห่างเหินจากทาน เมอนันอานิสง^แห่งทานก็่จะห่างเหิน ไปเช่นกัน แถ้วความอุฅมสมบูรณแบบในนํ้ามปลาในนามข้าวกี่จ::ต่อยๆ ลศน้อยไป แล้วความขาศแคลนกี่จ::ต่อยๆ ฅามมา ในสมัยพุทธกาล ผู้กนต่างก็่นิยมให้ทาน แม้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นคินก็่ทรง ถือเป็นกิ'าส์ากัญ ทรงให้ทานอย่างเป็นลํ่าเป็นกัน บางกราวถืงกับแข่งขันกันทำ ทาน ตกแต่งทาน เพือให้!คขัยซนร: ไม่ยอมแพกัน เรยกว่าแข่งกันทำกวามก อย่างเซ่นกรังหนึง พรร:เจ้าปเสนทิโกศลกับซาวเมืองสาวัตถืแข่งกันทำทาน ต่างทำให้คฃึนปรร:ณฅซนตามลำกับ 'จนสุกห้ายพรร:เจ้าปเสนทิโกศลทรงไค้ รบกำแนร:นำ'จากพรร:นางมัลลิกาพรร:มเหถืให้ทำทานอันเป็นบุญพิเศษสุกทซอ ว่า อสทิสทาน นับเป็นทานทอัศ'จรรย่ นอก'จากพรร:มหากษัตรีย่แล้วย่อมไม่มื ผู้!กทำไค้ แลร:สามารถทำไค้กรังเคยวเท่านันในกาลซองพรร:พุทธเจ้าพรร:!]งกํ หนง แกในการให้ทานพิเศษนั้นก็่มืกนเห็่นค้วยก็่มื ไม่เห็่นค้วยก็่มื ท เห็่นค้วยก็่อบุโมทนา ทไม่เหื่นค้วยก็่ว่าลินเปลือง สร้างกวามหายนร: ให้แก่วงกัตรร:กูล ซื้งกักษณร:เข่นนมืมาทุกยุกทุกสมัย แม้ทุกวันนั้กึ่มื เมอผู้กน ส่วนหนงให้ทานอยู่ กนทยินคอนุโมทนาก็่มื กนทแกร;ไค้นินทาไม่ซอบไม่เหื่นค้วย ก็่มื ทังทกัวเองก็่ใมไค้เลืยวัตถุลิงซองอร:ไรเลย นอก'จากเลืยกวามรูลืกเท่านั้น พร;{มหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

LTองการให้อสทิสทานนั้นฟ้นเรองอันเหลือเชอเหมือนกัน ท่านจึง บันทกเป็นหลักฐานไว!นคัมภร เรองเกิดฃ็้นทเมืองฟ้าวฅถ กราวหนั้ง พรร;พุทธองกเสค็่'จออกจากเมืองสาวัฅถจาริกไปต่างเมือง พร้อมห้วยพรร;สงฆ ๕00รูปเป็นเวลาก่อนข้างนาน แล้วเสค็่จกลับมาปรร;ทับ ทวัคเซฅวัน เมืองสาวักกอก พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสค็่จไปทวัคแล้วกราบ ทูลนิมนฅพระพุทธองก!ห้ไปฉันทวังพร้อมห้วยภิกษุสงฆทั้งหมก และทรงไห้ ประกาศบอกซาวเมืองไปคูทานทพระองก่จัคถวายห้วย พระพุทธองก่ทรงรับ นิมนกแล้วไปฉันกามนิมนฅนั้น พวกซาวเมืองพอเห็่นทานของพระราชาแล้วก็่กิคว่า พวกกนก็่ สามารถจักถวายไห้เช่นกัน จึงไปนิมนกพระพุทธองก่และพระสงฆพร้อมทั้งทูล เชิญพระราชาเสค็่จไปทอกพระเนกรทานซองพวกกนห้วย วันรุ่งฃนก็่พร้อมกัน ถวายกักกาหาร พระราชาทอกพระเนกรเห็่นทานของชาวเมืองแล้วก็่ทรงกิกว่าพวก ชาวเมืองจักชองถวายพระทประณกกว่าชองพระองก่ วันรุ่งชนจึงจักถวายทาน ทยงกว่าดกว่าชองซาวเมือง แม้พวกชาวเมืองก็่ฃันล้วันต่อมาก็่จักถวายทาน อันประณกยํ่งกว่าสูงกว่าชองพระราชาอก จึงต่างฝ่ายต่างก็่แช่งชันกันถวาย ทานไห้ประณกกว่ากันเช่นนั้ ไนวาระท V)พวกชาวเมืองต่างทั้งไจว่าจะถวายทานเพมฃนเป็นร้อย เท่าพันเท่า จนพระเจ้าอยู่ทัวไม่อาจจักเหมือนไห้ แล้วก็่จัคถวายอย่างนั้นอย่าง ประณก พระเจ้าปเสนทิโกศลทอกพระเนกรเห็่นทานชองชาวเมืองแล้วก็่ทรง อ้ฆเพสิอเร่อ /ท๙๗ www.kalyanamitra.org

คิคว่า ถ้าเราไม่อาจจัคทานใหยงกว่านั้นไค้ จะมซวิฅอยูไปเพอปร5โยซนอันโค แล้วก็่บรรทมเหนือพระแท่นทรงกรุ่นฅิคหาวิธอยู่ พระนางมัลลิกาเทวิเข้าไปเล้าถึงทบรรทม ทูตถามว่าเพราะเหตุไรจึง ทรงคูเหน็่คเหนั้อยและทุกซพระหฤทัย เมอท้าวเธอตรัสบอกกวามกิคทจะถวาย ทานเอาซนะพวกซาวบ้าน จึงกราบทูลว่า \"ฃ้าแฅ่f^มมฅิเทพ อย่าทรงพระคำ?ให้มากไปเถย พระราชาผู้เปีนใหญ่ ในแผ่นดิน อันชาวพระนครให้พ่ายแพ้อยู่ พระองคทรงเคยเห็่นหรือทรงเคยสอับ ว่ามทไหน ขอให้เบาพระราชหฤทัยเถิฅ หม่อมฉันจักจัคแจงเอง\" พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสทับทังนั้นก็่สบายพระราซหฤทัย รับร่งถาม พระนางมัลลิกาว่าจะจัคแจงอย่างไร พระนางกราบทูลว่า \"ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอให้พระองครับอังให้เขาสร้างมณฑป ห้วย ไม้สาถะและไม้ชานางไว้กถางวงเว่ยน เพอให้พระสงฆ ๕๐๐ รูปนั่ง ภิกษุท เหถือจักนั่งภายนอกวงเว่ยน ขอรับอังให้ทำเควตฉัตร๕๐๐ อัน จัศข้าง ๕๐๐ เชือกให้ถือเสวฅฉัตรเหล่านั้นกั้นห้านบนถืรษะพระสงฆ ๕๐๐ รูปนั้น ขอ รับอังให้ทำเรือล่าเร็่จรูปห้วยทองคำถืสุก ล่าหรือ ๐๐ ล่า แห้วให้ตงไว้ กถางมณฑป ขอให้จัศเจ้าหญิง นั่งบดของหอมอยู่ในระหว่างพระ kn รูปทุก ระหว่าง และในระหว่างนั้นๆ ขอให้จัศเจ้าหญิงถือพัดคอยพัดโบกพระแต่ถะรูป ขอให้จัดเจ้าหญิงmหถือล่วนหนงคอยนำของหอมทบศแห้วไปใล่ในเรือทองคำ ล่วนหนงให้เคห้าดอกอุบลเขยวอับของหอมทํ่นำมาใล่เรือนั้นให้มกถั๋นหอมไป ทังล่าเรือ พระสงฆจะไดรับกถั๋นหอมทอบอวลไปทั่ว เมอทรงทำไห้อย่างนั้ก็่จะ ทำ ให้พวกขาวเมืองทำตามอย่างไมไห้ เพราะขาวเมืองไม่มืเสวตฉัตร ไม่มืข้าง พygมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

แล:;เจ้าหญิงของชาวเมืองกIม่ม เมึ่อเปีนดังนพT:;องฅก็่จ:;ทรงชน:;ชาวเมืองไค้ ขอให้พระองคทรงทำอย่างนเถิศ\" พระราชาทรงสคับแล้วทรงพอพรร:ราชหฤทัยตรัสซมว่านางไค้บอกวิธ อันงคงามแล้ว จากนั้นก็่ทรงรับอังใหจัคแจงตามนั้น ก่อนถึงวันถวายทาน ปรากฏว่ายังฃาคช้างอยู่เชือกหนั้ง ทรงรับอัง ถามพรร:นางมัลลิกาว่าจร:ให้ทำอย่างไร เพราร:ช้างยังมพอก็่จริง แต่เป็นช้าง ทมิไต่ป็ก เป็นช้างไม่กวรนำเช้ามาในพิธ ช้างทชาคไปนั้นป็กไวิคแล้วแต่ตกมัน พอค ไม่อาจนำเช้าพิธไค้ทัน พรร:นางไค้ทูลว่าไม่เป็นไร ชอให้นำช้างตกมัน นั้นไปยืนช้างหลังพรร:องคุลมาลก็่แล้วกัน เพราร:พรร:มหาเถรร:สามารถปราบ ช้างตกมันนั้นไค้ ก็่ทรงยินยอมตามนั้น แลร:เมอถึงเวลาทำพิธช้างนั้นก็่อยูใน อำ นาจพรร:มหาเถรร: เมอทุกอย่างพร้อมแล้ว พรร:พุทธองฅเสค็่จไปพร้อมค้วยภิกษสงฆ เสคี่จเช้าไปปรร:ทับในมณฑป พรร:เจ้าปเสนทิโกสลกราบทูลถวายภัตตาหาร แลร:ลิงชองทั้งปวงทั้งทเป็นกัปปิยกัณฑแลร:มิไค้เป็นกัปปิยกัณฑIนโรงทานนั้น แต่พรร:พุทธองก่ กี่ทานทั้พรร;เจ้าปเสนฑิโกศลทรงถวายในครงนนมซํ่อว่า \"อสทิส ทาน\"ซงหมายถึงทานทั้ไม่มึใครเหมือนหรือทั้ไม่เหมือนใครใช้จ่ายทรัพยใป ๑<£โกฏิ ชงพรร;เจ้าปเสนฑิโกศลทรงเถึยสลร{บริจาคภายในวันเคยว อันเป็น ทานททรงบริจาคแล้วโดยไม่มืใครบริจาคได้เหมือนอก พรร;นางมัลลิกาทรง เป็นด้นคิดจ้ดแจง แลร;มืฃองลํ้าค่า d อย่างถวายพรร;พุทธองค่คือ เศวตฉฅร บลล้งกี่ลิาหรับนั่ง เซิงบาตร แลร;ตั่งลิาหรับเซ็่ดพรร;บาท อ้พเฬสิอเร่อ /ort^ www.kalyanamitra.org

ฃณร!นันอำมาฅยยูใหญ่ ๒ กนซอ กาฬ'ร! กับ ชุณหรเ เห็่น พระ:เจ้าอยู่หัวพร๓ซทานทรพยมากมายถวายอศทิสทานอย่างนั้น ต่างก็่ม กวามกิคเห็่นต่างกัน กาฬ'อำมาฅย่กิคว่า \"ราชกุลเ^อมแล้วคราวนิ้พระเจ้าอยู่หัวผลาญ ทรัพยรนไปถึง (ริ}d โกฏิภายในวันเคยว ภิกษุเหล่านบริโภคทานแล้วกื่กลับโป นอน โอ ราชสกุลฉิบหายแล้ว\" ชุณหอำมาฅย่กิคว่า \"โอ้ทานชองพระราชา ใครๆ ทไมไอ้อยู่ในฐานะ พระราชา จักไม่อาจถวายทานเหี่นปานนั้ไอ้พระราชาทจะไม่ให้ล่วนบุญแก'คน ทั่วไปย่อมไม่ม เราขออนุโมทนาบุญของพระองค\" นฟ้นลกษณร;ปกติธรรมดาของมนุษย ทเมือเห็่นผู้บริจาคทรัพย์ มากๆ แก่สาธารณร; แก่พรร;สงฆ แก่วด หรือแก่ใครก็่ตาม ก่วนหนงก็่จร! กรร!แนะ;กระ;แหนอย่างนนอย่างน มืใจยินดด้วยไมใต้ ก่วนหนึ๋งก็่จร!ซนซม ยกมือท่วมหัวอนุโมทนาสาธุด้วย เมือพระ:พุทธองกทรงทำกัฅกิ'ไแสร็่จแล้ว ก่อนทรงอนุโมทนา ทรงเห็่น ว่าอำมาฅย์สองกนนันกิคอย่างไร ทรงพระ:ดำริว่าหากอนุโมทนาเฅ็่มท กาฬ อำ มาตย์จักสมองแฅกคาย ชุณหอำมาตย์จักไค้บรรลุโสคาปิฅฅิกล เพํ่อทรง สงเคราะ:หักาฬอำมาตย์จังตรัสอนุโมทนาเพยงนั้นๆ แล้วเสคื่จกกับ ฝ่ายพระ:เจ้าปเสนทโกศลทรงน้อยพรร:ราชหฤทัยว่า ไค้เสืยสลร:จัค ถวายรงของมากมาย เรยกำกังเส์ยเวลาไปมาก แต่พรร:พุทธองกทรงอนุโมทนา น้อยเหลือเกิน เราถวายทานอันไม่สมกวรเลืยแล้วกรร:มัง เราทำร่งทพระ: ๕๐^ พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

พุทธองคทรงขุ่น๓องเสิยแล้วกร๙มัง การอนุโมทนาทานอย่างไรกันหนอจึง เหมาร:กวร กังนั้นจึงเสค็่'จไปทํ่วัคเซฅวัน กราบทูลถามสาเหตุททรงอนุโมทนา น้อยเหลือเกิน พรร:พุทธองคฅรัสว่า ทานททรงถวายน้นเร็่เนทานทสมควรแล้ว ม ชํ่อว่าอสทิสทาน ใครๆ อาจเพือถวายแด่พรร:พุทธเจ้าพรร:องคหนงครัง เดยวเท่านั้น ทานเห็่นปานนเร็่เนของยากท่คนอืนจร:ถวายไล้อก แล้วฅรัสว่า ททรงอนุโมทนาน้อยนั้นกี่เพราร:จร:อนุเคราร:หอำมาฅย่คนหนื้ง จร:ไค!ม่ฅาย ไปในเพราร:เรองการให้ทานนั้ แล้วฅรัสเล่าถงความคิคฃองอำมาฅย่กังสองคน พรร:ราชาฅรัสเรยกอำมาฅย่ทั้งสองคนมาฅรัสถาม ทรงทราบ ความจริงแล้ว ทรงรับร่'งเนรเทศกาฬ'อำมาฅย่ออกไปจากแคว้นโกสล แลร: พรร:ราชทานราชสมบัติให้ชุณหอำมาฅย่ ๗ วันเพือจร:ไค้มกำลังในการบริจาค ทานคามค้องการ จากนั้นไค้กราบทูลพรร:บรมศาสคาว่า \"ข้าแต่พร:เองศผู้เจริญ ขอไคโปรดทอศพระเนตรการกร:เทำของ คนพาล เขาให้ความลบหลู่ในทานทํ่หม'อมฉันถวายแล้ว\" พรร:พุทธองคตรัสว่า \"อย่างนั้นแหละมหาบพิตรขึนขอว่าคนพาลย่อมไม่ยินคทานของรูอืน จึงเปีนรูมทุคติเป็นท!ปในเบองหน้า ต่วนพวกนักปราชญอนุโมทนาทานแม้ของ คนเหต่าอน จึงเป็นผู้ม^^วรรคเป็นทไปในเบองหน้าโคยแห้\" กังนั้แล้วไค้ฅรัสพรร:คาถานั้ว่า aamaaiia /๙๐^ www.kalyanamitra.org

น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ พาลา หเว นปฺปส์สนฺติ ทานํ ธโร จ ทานํ อนุโมทมาโน เตเนว โส โหติ สุข ปรตฺถ ฯ กนตระหนํ่ไปเหวโลกไมใค้เลย กนพาลนั่นแลย่อมไม่ ศรรเริญทาน ย่วนธรซนย่อมอนุโมทนาทาน เพราะ เหฅนั้นแล จึงเ?!นผู้มกวามสุฃในโลกหน้า. จากเรอง อ({ทิสทาน โลกวรรค อรรถกถาธรรมบท กนชั่วฅายกถายฉดับก็่ลับหมค ซอณ็่หม็่นกายกี่เน่าเขาไม่ยด เกิค เป็นกนลับเขาไม่เข้าการ. ศรจอมทอง ^๐๒1 พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

สรณร;อ้นสูงสุด กำ ว่า สรณร; เรานำมาใ^นภาษาไทยในกวามหมายว่า ทพง, ท รร;ลก โกยใช้อย่างภาษาธรรมคา แมในกำเดิมชงเป็นกำบาลก็่ใช้[นกวามหมาย ธรรมคาว่าทพงทระ:ลึกเซ่นกัน แต่เมอนำคำนมๆใช้กับคำว่าพรร;รตนตรยเข้า คำ ว่าสรณร;น็้ กลายเป็นคำสูงฃ็้นมาทนท แลร;โบราณก็่กำทนคขอบเขตการไซ!ว้เฉพาร;กับ คำ ว่าพรร;รตนตรย ไม่นิยมใช้กับคำอนต่อไป ตัวอย่าง ราชาตัพทหลายกำ เซ่นกำว่า บรรทม ฅรัส เสวย แม้กำ เดิมชงเป็นกำเขมร'จร;ใช้เป็นกำธรรมคาทั่วไป แค่เมอไทยนำมาใช้แลร:กำหนค ให้เป็นราชาตัพทขนมาก็่กลายเป็นกำสูง นิยมใช้เฉพาร:ในการนั้น มิไค่ใช้เป็น ธรรมคาทั่วไปกำว่าสรณร;นั้ก็่เซ่นกัน แค่ยังไม่ลึงรร:ตับกำหนคคายตัวเหมือน ราชาตัพทั่ จึงยังกงมืใซทั่วไปก็่มื อั2นุฬสิอ]สิอ_^๕๐^ www.kalyanamitra.org

กำ หนดไว้ฟ้นเบืองต้นก่อนว่า คำ ว่า สรณร; น็้เ!เนคำสูง ควรใช้ เฉพาร;แก่พรร;รตนตรัย จงจร;เหมาร;จร;ควร อย่างเช่น^ช้ว่า สรณคมน ชง หมายถงการถึงพรร;รัตนตรัย สรณร; ทพึ๋งทระลึกนั้นมหลายรร:คับ ไม่ว่าสมัยโบราณหรอสมัยนั้ล้วน มรงทํ่เป็นทพํ่งทํ่ระลึก เป็นทํ่ยื้คเหนั้ยวจิตใจกันทั้งร้น และเรยกร่งนั้นๆ ว่า รริ ก็่ม มงคล ก็่ม ของวิเศษ ก็่ม ร่งนั้นๆ อาจเป็น อัญมณ เช่น เพชร แก้วมณ อาจเป็นธรรมชาติ เช่น ก้นไม้ ภูเขา อาจเป็นคัฅว่ เช่น แมว ช้าง อาจเป็นกน เช่น บรรพบุรุษ พระราชา หรืออาจเป็นของอย่างอึ๋น แล้วแต่กลุ่มกนในกังคม นั้นๆ จะยกย่องเชิคชูอะไรไครับแรงมันกาลใจมาอย่างไร ทำ ใหยึคถึอร่งนั้นว่า เป็นสรณะ แล้วเการพ กราบไหว้ นับถือ บูชาต่อเนั้องกันมายาวนาน สรณะเหล่านั้นเป็นทพงไต้หรือไม่ ย่อมฅอบไmศเจนว่าไต้พระพทธ สาสนาก็่มิไต้ปฏิเสธว่าเป็นไมไต้เป็นแค่พระพุทธสาสนาบอกว่าสรณะเหล่านั้น เป็นทํ่พงทยังไม่เกษม ยังไม่ปถอคภัย ยังไม่สูงสุศ สามารถพงไต้จริงในระคับ หนง แฅไม่อาจเป็นทพงหนำพาให้ปถอคภัยและสูงสุฅไต้จริง คือไม่อาจนำพา ให้พ้นจากทก^ต้จริง ในพระพุทธศาสนากำหนตสิงทั้เป็นสรณะอนสูงสุตและปลอตภย ใต้จริงคือพระรัตนตรัย ใต้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เพราะสามารถ พงพาอาคัย นำ พาให้พ้นทุกข!ต้จริง อนนั้เป็นหลกทั้ท่านเห็่นว่าเหมาะสม กับคำว่าสรณะ กล่าวอย่างสรุปก็่ว่า ทพงทระลึกนั้นมมากอย่าง และสามารถพงไต้ ระลึกลึงไต้ ทำ ให้เกิคความสุขสงบไต้ ทำ ให้เกิฅความรักความสาภัคคืภันไต้ ปลอศภัยไต้ แตกเป็นไปไค[นระคับหนง ยังไม่ถงระคับสูงสุดคือพ้นจากความ go<^ พTgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ทุก^นวัฏฏะไค้จริง แฅ่พrะTตนฅรัยจัดว่าเปีนทํ่พงmะถึก เปีนทพึ่งไค้โะถึก ถึงไค้ และเปีนทพงทระถึกระดับMด ทำ ให้พ้นจากทุกข!นวัฏฏะไค้จริง จึง เรยกว่า สรณคบน การถึงพระไตรสรณคมน หรือถึงพระรัฅนตรัยเปีนสรณะ นั้นจึงเปีนการถึงทถูกค้องทสมควร แต่'จะถูกฅ้องอย่างไร สมกวรอย่างไร และถึงอย่างไรจึง'จะไครับ ประโยชนอานิสงส์อย่างทกวรไค้ควรเป็น นั่นเป็นกรณยะทส์ากัญทสุค เป็นเรือง ใหญ่ทสุคเรองหนั่งในพระพุทธศาสนา อย่ทคนทเป็นพุทธะ ^ค้คืน ผ้เบิกบาน «-» ๆ ๆ ข จ ข'บ ข 'บ 'จะไค้ถึกษาใหใค้ฃ้อเที่'จ'จริง 'จะไค้ประพฤติปฏิบัติอย่างถูกค้องเป็น'จริง แล้วไค้ รับผล'จริงคามปรารถนา แมในสมัยพุทธกาล ก็่ยังมผู้เข้าใ'จผิคพลาคในเรองสรณะนั่ โคยยัง เข้าใ'จว่าค้นไม้ ภูเขา เป็นสรณะทพง ทสามารถทำให้พ้น'จากทุกฃในวัฏฏะไค้ ค้วยยังไม่^ม'เข้าใ'จ ยังไม่มยู้เสนอแนวคิคและการปฏิบัติใหม่ทถูกค้องใหรัเง ทำ ให้หลงผิคปฏิบัติผิคกันมายาวนาน แต่เพราะ'อุปนิกัยบารมของบุคคล เหล่านั้นมอยู่ ทำ ให้พระพุทธองกทรงมองเที่นในพระญาณ ไค้เสค็่'จไปโปรค ทำ ให้เกิคควงคาสว่างเที่นกั'จธรรม ไค้เที่นสรณะอันสูงสุคแท้'จริง สอัคความ เที่นเก่าที่'งไป ทำ ให้บรรลุพระอริยผลสูงสูคเป็นพระอรหันฅใค้ เป็นเรํ่องอันเหลือเซอที่เกิคฃ็้น'จริง ท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐานไวั้ใน กัมภร www.kalyanamitra.org

เรืองเกิดขนรรหว่างแคว้นโกศอกับแคว้นองคร! ทเมืองสาวัฅถ มืปุโรหิฅคนหนงซอ อัคคิทต เป็นปุโรหิตอาวุโส โคย เป็นปุโรหิตมาแต่สมัยพรร;ราชบิคาซองพร::เจ้าปเสนทิโกคล เมอร้นพร::ราซ บิคาแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็่ทรงให้คำรงอยูในตำแหน่งเคิม และทรงยกย่อง ให้เกยรติเสมอกับพระองก เสค็่จลุกซนรับเมอปุโรหิตมา ตรัสเรยกว่าอาจารย่ ค้วยความเการพในฐานะเป็นหลักซองเมือง อัคคิหัตปุโรหิตคิคว่า พระราซาปเสนทิโกคลทรงทำความเคารพในตัว เราอย่างเหลือเกิน แต่เราไม่อาจทจะทำตัวให้เสมอกับพระราซาหรือให้เหนือ กว่าไค้ ผู้ทสมควรเสมอกับพระราซาควรเป็นผู้มือายุไล่เลยกันจึงจ::เหมา2 เรา อายุมากแล้ว ความคิคความเห็่นและความคล่องแคล่วไม่อาจหันคนหน่มไค้เรา ควรบวซคิกว่า ตังนืแล้วก็่ทูลลาพระราซา เมอไคิรับพระบรมราซานุญาตแล้วกี่ ซักซวนลูกหลานและคนทั่วไปออกบวซค้วยกัน มืยู้ติคตามไปบวซค้วยนับ หมนคน เตินทางออกจากเมืองสาวัตถไปบวซเป็นฤษบิกหลักอยู่ร::หว่างแคว้น ๓ แคว้น คือแคว้นโกคล แคว้นอังคะ และแคว้นกรุ เนองจากบวซโคยไม่มืครูอาจารย่ ไม่มืยู่'แนะนำลังสอน แต่อาตัย ความคิคไนฐานะยู้สูงวัย ฤษอัคคิหัตจึงสอนคิษย่ทติคตามมาบวซค้วยว่า เมึ๋อ กามวิตกเกิดฃั้น คือเมือคิดถงความสุฃทเคยเสพ ความสุฃทั่เคยอยู่กับ ครอบครัว หรือความสุขในรูป รส กลน เคืยง ฃ็้นมา ขอให้นำหม้อนํ้าไปขน ทรายทั่แม่นํ้าฃ็้นมาเกลยไว้บนลาน กามวิตกจะระงับไปได้ ฤษเหล่านั้นกี่ปฏิมัติตาม จนเกิคกองทรายทั่ใหญ่โตซนเรอยๆ และท กองทรายนั้นมืนาคราซมาอาตัยอยู่ พวกฤษเหล่านั้นกี่ไม่กล้าซับไล่และไม่กล้า กรํ้ากรายไปแถวนั้นนอกจากซนทรายซนมาทงเท่านั้น พรgมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ฟวนคำสอนทฟ้นหลักนั้น อคคิทตให้หลักว่า เพอให้จตสงบ จงกง ภูเขาเป็นสรณร; จงถึงป่าเป็นสรณร; จงถึงสวนเป็นสรณร; หรือ จงถึงต้นไม้ เป็นสรณร; เมอทำไต้อย่างนั้ก็่จกพ้นจากทุกข!ด้ทงสิน เหล่าฤษทั้งหลายก็่พากันปฏิบัติฅามและมจิฅสงบไคํในระคับหนง ประชาชนใน ๓ แกว้นเมอทราบว่าทชอบชายแคนมพวกฤษอยู่เป็นจำนวนมาก ก็่พากันมาทำบุญ นำ อาหารและเกรองกักการะมาบูชากันไม่ขาคสาย ทำ ให้ พวก!.'^ ยู่\"'^'' ต่อมา เมอพระรทธัฅถะราชกุมารเสค็่จออกมหาภิเนษกรมณไค้บรรลุ พระกัมมากัมโพธิญาณเป็นพระทุทธเจ้าแล้วเสค็่จกังสอนธรรมเรึ๋อยไปจนถึง เมืองสาวัฅถึ และมืวัคทั้ประทับกือวัคเชควัน วันหนงทรงฅรวจคูกัฅวโลก ทรง มองเห็่นกักกิทัฅและเหล่าฤษว่าเป็นยู้มือุปนิกัยสมบูรณ จื้งฅรัสให้พระมหา โมกคัลลานะไปป็กและโน้มน้าวใจกักกิทัฅและฤษทั้งหลายก่อนแล้วจะเสค็่จ คามไปภายหกัง พระมหาโมกคัลลานะรับพระพุทธบัญชาแล้วไค[ปยังสถานทั้นั้น คอน เย็่นก็่ถึง ถึงแล้วกิคว่าฤษทั้งหลายมืจำนวนมากและมืกำกัง หากคนเช้าไปคอน นั้และซักชวนให้เลิกสอนเลิกปฏิบัติทั้โมใช่ทาง กงไครับการต่อค้านคัคก้าน อาจ ถึงลงไม้ลงมือทำให้เจ็่บคัวไค้ ถ้ากระไรกวรแยกให้เหล่าฤษกกับไปยังอาศรม ทั้พักก่อนแล้วเช้าไปหากักกิทัคหัวหน้าคามลำพังจะสะควกกว่า กิคแล้วก็่แสคง ฤทธิ้ทำให้ฝนทรายคกลงมาบริเวณนั้น พวกฤษทั้งหลายทั้ธุมนมกันอยู่ครงนั้น ครงนั้เมอฝนทรายตกลงมาหนาเม็่คก็่พากันหลบไปยังอาศรมชองคนๆ เมอแยกพวกฤษไต้แล้ว พระมหาเถระก็่เข้าไปหาอคคิทัตแล้วเรืยก ว่า อคคิหัต aamaaiia /๕๐^ www.kalyanamitra.org

ฤษอักกิทัฅอยู่ในอาศรม พอไคยินเสิยงเรยกก็่กิคว่าไกรกันทกล้ามา เรยกออกเอคน ซึงไม่เกยมกนกล้าเรยกอย่างนมานานแล้ว จึงออก'จากอาศรม เห็่นพรรเมหาเถร^เฃ้าก็่ถามว่าฅ้องการอรไร พรร:มหาเถระก็่บอกว่าเคินทางมา ไกล ขอนอนพักอักกืนหนง ขอให้บอกทพักค้วยว่า'จะพักไค้ฟ้,หน เมอฤษอักกิกัฅ บอกว่าทพักไม่ม ก็่ฅอบว่า ธรรมดามนุษยปอมไปยงอัานกมนุษย พวกโคก็่ ไปยังคอกโค บรรพชิตกโปยังส์านกบรรพชิต ท่านอย่าปฏิเสธเลย ขอให้บอก ทพักแก่คน เมอพระมหาเถระกล่าวว่าเป็นบรรพซิค อักกิทัคจึงถามว่าเมอเป็น บรรพซิค แล้วบริขารของบรรพซิฅเซ่นสาแหรกของท่านอยู่ทไหน เมอพระมหา เถระคอบว่าเก็่บไว้ข้างใน มิไค้อยู่ข้างนอก จึงแสคงอาการโกรธพระมหาเถระ เมอพระมหาเถระบอกไหใ'จเย็่นไม่ค้องโกรธ ขอให้บอกทํ่พักแก่คนเท่านั้นเป็น พอ จึงไค้บอกให้!ปพักทกองทราย ค้วยกิคว่าให้นากราซจัคการแทนไป พระมหาเถระเคินไปทกองทราย นากราขเห็่นแล้วกื่กิคว่า สมณะยู้นั้ กงไม่รู้ว่าเราอยู่ครงนั้จึงเคินเข้ามา อย่าให้เข้ามาเลย กิคแล้วก็่บังหวนกวันขน พระมหาเถระก็่บังหวนกวันโค!นทันท่ กวันไค้ปะทะกันกล้งฃ็้นไป'จนถึงพรหม โลก กวันไม่อา'จทำอันครายพระมหาเถระไค้ แค่นากราชส์าอักกวันทั้งของ พระมหาเถระและของคัวเอง จึงโกรธแล้วพ่นไพั!ล่พระมหาเถระเพํ่อกำวัคให้ สินซากไป พระมหาเถระก็่บังหวนไฟโค้กอับไฟค่อไฟปะทะกันคังสนั่นหวั่นไหว แค่มิไค้ทำอันครายพระมหาเถระ ล่วนนากราชผิวหนังถลอกปอกเปิกปวคแสบ ปวคร้อนร้าวไปทั้งคัว หมคฤทธิลง รุ่งเข้าพวกฤษไค้พากันไปทกองทรายเพอคูศพของพระมหาเถระ ท ถูกนากราชอังหาร ค่างพูคกันว่าสมณะนั้รนหาทแท้ๆ ไม่เชออา'จารย่ของเรา ^๐๘) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

จื้งถึงกวามฉิบหายอย่างน แฅ่เมอไปถึงกองทราย เห็่นนาคราชชงร้นฤทธิแล้ว ขนควงหางให้พระ:มหาเถระ:นั่งอยู่บนฃนค แล้วแผ่พังพานอยู่บนถึรษะ:ชอง พระ:มหาเถระ: จึงเข้าไปถามพระ:มหาเถระ:ว่าแสคงฤทธิอย่างไรจึงปราบนากราช ไค้ แค่พระมหาเถระมิไค้คอบ จึงไค้รนล้อมพระมหาเถระกันอยู่ ขณะนั้น พระบรมศาสคาเสค็่'จมาถึง พระมหาโมกคัลลานะจึงไค้ ลุกชนถวายบังกมพระบรมสาสคา พวกฤษจึงถามพระมหาเถระว่าสมณะท่าน นั้เป็นใหญ่กว่าท่านอกหรือ เมอพระมหาเถระคอบว่าพระยู้มพระภากเข้านั่น ทรงเป็นพระศาสคา คนเป็นสาวกของพระองก จึงพากันยกย่องชมเชยอึงมํ่ว่า พระสาวกบังมอานุภาพขนาคนั้ พระสาสคาเล่าจะมอานุภาพมากขนาคไหน พระบรมสาสคาประทับนั่งบนกองทราย หมู่ฤษทั้งหลายพร้อมใจกัน ถวายบังคม เมอสงบนั่งกันหมคแล้ว พระบรมสาสคาไค้ครัสเรืยกอักกิทัคมา อักกิทัคไค้กราบทูลว่า ไค้สอนเหล่าฤษมาคลอคว่า นั่นภูเขา จงถึง ภูเขาเป็นทั้พง นั่นป้า จงถึงป้าเป็นทพง นั่นสวน จงถึงสวนเป็นทั้พง นั่น ต้นไม้จงถึงต้นไม้เป็นฑพึ๋ง เมอถึงไต้แต้วปอมพ้นจากทุกขโนวฏฏะทั้งสินไต้ พระบรมสาสคาครัสว่า \"อัคกิทัฅ บุคคลถื้งวัฅถุทั้งหลายมภูเขาเป็นต้นนั่นว่าเปีนทพงแล้ว ย่อมไม่พ้นจากบุกข[ต้เลย ม่วนบุคคลมูถงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ว่า เป็นทพง ย่อมพ้นจากบุกข1นวัฏฏะทั้งทั้นไต้' คังนั้แล้วไค้ครัสพระกาถานั้ว่า อัชเ2«สิอฟอ /๔๐๙ www.kalyanamitra.org

พหุ๊ เว สรณํ ยนฺติ ปพฺพตานิ วนานิ จ อารามรกฺฃเจตุยานิ มนุสฺสา ภยตชุซิตา จ' ' จิ' ฯ เป ฯ มนุษยเป็นจำนวนมากทเคยวถูกภัยคุกกามแล้วต่าง ยึคเอาภูเขาบ้าง ป้าบ้าง สวนบ้าง ค้นไม้บ้าง เจคยบ้าง เป็นสรณะทพง ทพงทกล่าวมานนั้นยังไม่ปลอดภัย ยังไมใช่ทพํ่งสูงสุด เพราะบุกคลจะอาภัยทพงเช่นนั้น แล้วพ้นจากทุกฃนั้งปวงไมไค้ ล่วนยูใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ เป็นทพง เห็่นค้วยปิญญาอันชอบชงอริยภัจ <i คือ ทุกฃ ทุกฃสบุทัย ทุกฃนิโรธ และอริยมรรกมองก ๘ ทใหถึงกวามคับทุกช่ ทพึ๋งดามทกล่าวมานั้ชองผู้นั้นแล เป็นทพงทปลอดภัย เป็นทพงสูงสุด เพราะบุกกลย่อม อาภัยทพงเช่นนั้นแล้วพ้นจากทุกฃทั้งปวงไค้. จากเรอง อัคคิทัฅฅปุโรหิต พุทธวรรค อรรถกถาธรรมบท '''พ ^๑^ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

แก้กรรม 11กกรรม เรนคำทเกิคฃนใหม่เมอไม่นานมานิ้ แต่ก็่ฅิคปากและพูด ถึงกันโดยไม่ต้องแปลกวามหมาย เพราะคิดกันว่าเข้าใจความหมายกันค คำ น บางทกี่เรยกไปอกอย่างหนงว่า การสะเดาะเคราะห กาทเก้กรรมทเฃ้าใจกัน เป็นการกร:!ทำเพึ่อป็'องกันกรรมมิให้กรรม ให้ผถ เพธมิให้ห้องมารับผลกรรมทำให้เศือศร้อน หรือเมอกรรมให้ผลอยู่ก็่ให้ กรรมนั้นหมดไป ไม่มผลอะไรติดห้างอยู่อก กล่าวง่ายๆ ว่า การแก้กรรมก็่คึอการทำให้ตนพ้นจากกรรมไม่ต้อง รับผลกรรม การแก้กรรมททำกันนั้นมหลากหลายวิธ แล้วแต่เจ้าพิธจะกำหนด หรือบอกให้ทำ ผู้เป็นเจ้าพิธแก้กรรมนั้นมทั้งmilนพระ เป็นผู้ทรงถึล เป็น พ่อมดหมอผผู้ทรงวิทยาคุณ หรือเป็นผู้ฉลาดในการลวงโลกเพอผลประโยซน มทุกระดับชั้น มวิธการทแดกต่างกันไป อ้!แพสิอเร่อ /ร๑๑ www.kalyanamitra.org

การแก้กรรมจึงมทงวิธการทถูกต้อง มทั้งวิธการทหลอกลวง ก็่อยู่ ทผู้จร;แก้กรรม จำ ต้องมวิจารณญาณค่อนข้างสูงจึงจร;สมปรร;ลงค ในพรร:พุทธศาสนาก็่มเรองแก้กรรมนิ้เซ่นกัน แฅ่มิไค้เรยกว่าแก้กรรม เรยกว่าทำบุญเหมือนการทำบุญอืนๆ แค่ผลทไครบเหมือนกับเป็นการแก้กรรม เพราะ:ไครับผลพ้นจากอคฅกรรมไค้จริง ทส์ากัญก็่คือ ในพระ:พุทธศาสนานั้นผู้ กำ หนคให้ทำอย่างนั้นเป็นพระ:อริยบุกกล ท่านกำหนคให้ทำอย่างนั้นโคยฅรง และ:กำหนครายละ:เอยคการทำอย่างนั้นค้วย ทำ ให้ผู้ทำซงมืกรรมไค้พ้นจาก กรรมนั้น จากต้วอย่างเรองในพรร;พุทธศาสนาเช่นนั้ก็่พอมองเห็่นกงวิธแก้ กรรมในพรร;พุทธศาสนาไต้ว่า ต้องทำบุญเป็นหลก แต่จร;ทำบุญอร;ไรอย่างไร นน ก็่อย่ทํผู้มืกรรมนันไต้รบผลกรรมอร;ไรมา มืทุกฃเดือดร้อนอยู่เพราร; ทำ กรรมอร;ไรไวIนอตต เมํ่อกำหนดรู้แล้วก็่ทำบุญเพึ๋อแก้การกรร;ทำนั้น อย่างเช่น ลำ บากยากจนอยู่ แสคงว่าไม่เกยให้ทานมา หรอเกยทำลาย ศรัทธาของผู้คกำลังทำทานมาในอคฅ ค้วยผลกรรมนั้นทำให้เกิคมายากจน เมอ จะ:แก้กรรมนั้นก็่จำค้องทำบุญค้วยการให้ทานค้วยการบริจากเสียสลร:เป็นหลัก หรือค้วยการซักชวนกนอนให้ทาน หรือค้วยการสนับสนุนค่งเสริมกนทให้ทาน ช่วยให้เขาให้ทานค้วยกวามสะ:ควก เป็นค้น อย่างนั้เรืยกว่าแก้กรรมค้วยการ ทำ บุญ ชงเป็นการแก้กรรมอย่างถูกวิธ นักแก้กรรมทมืขอเสียง มืผู้กนเการพนับถือมาก ต่วนใหญไค้นำแบบ อย่างการทำบุญนั้มาแก้กรรมและ;ไครับผลลำเร็่จ จึงถือเป็นสูฅรลำเร็่จในการ แก้กรรม และ:เจริญก้าวหน้าฃนเรอยๆ ^๑^ พygมหาโพธวงศาจารย์(ทองค) www.kalyanamitra.org

มเรองแก้กรรมในพรร:พทธศาสนาเรองหนงอันเป็นเรองอันเหลือเชอ ทเกิคฃนจริง ท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐานไว!นอัมภร ^ เรํ่องเกิดฃนทํ่เมืองกบิลพสคุ สมัยหนง เมอพระ:พุทธองกเสค็่จประทับอยู่ทนิโครธาราม เมืองกบิล พสคุ ท่านพระอนุรุทธะ ผู้เป็นพระเถระศากยราชสกล ไค!ปเมืองกบิลพัสคุ พร้อมก้วยภิกษุจำนวนมาก เหล่าพระญาติศากยะเมอทราบว่าท่านมาจึงพาอัน ไปหา เว้นเจ้าหญิงโรหิณผู้เป็นพระภกินของพระเถระมิไค้มาค้วย พระเถระ จึงถามว่าพระนางอยู่ทํ่ไหน พระญาติคอบว่าพระนางโรหิณไม่กล้ามา เพราะ ละอายทจะพบพระพํ่ซาย ค้วยพระนางเป็นโรคผิวหนัง พระเถระจึงไห้คนไป เชิญพระนางมาพบ เมอพระนางมาแล้วพระเถระไค้ถามว่าเพราะเหตุไรจึงไม่มาพบ เมอ พระนางตอบว่ารู้สิกละอายเพราะตนเป็นโรคผิวหนังน่ารงเกยจ จึงชักชวน ไห้พระนางทำบุญด้วยการสร้างโรงฉนเพอจะไค้หายจากโรค เมึ๋อพระนาง ตกลงจึงมอบหมายไห้พวกพระญาติช่วยอันคำเนินการโคยเจ้าหญิงโรหิณเป็น เจ้าภาพโคยฃายเครองประอับไค้ราคาหนงหมนมาเป็นทุน เมอฅกลงอันเริยบร้อยแล้ว พระเถระก็่บอกไห้สร้างโรงฉันเป็น ๒ ชั้น แนะนำไห้เจ้าหญิงโรหิณคอยมาปิคกวาคพ็้นชั้นล่างททำเสร็่จแล้วสมํ่าเสมอไห้ ปูอาสนะไว้ล่าหรับพระสงฆประจำ ไหคงหม้อนํ้าคมไว้ประจำ พระนางกี่ทรง ปฏิบัติตามนั้น พระสงฆกี่มานั่งอันเป็นประจำ เมอทำชั้นสองเสร็่จพระนาง กี่บัคกวาคชั้นล่างชั้นบนไห้สะอาคเป็นประจำ จนต่อมาไม่นานโรคผิวหนังกี่ ค่อยๆ หายราบไป www.kalyanamitra.org

การแก้กรรมทเ!เนโรคผิวหนงค้วยการสร้างโรงฉันแลร;ปรนนิบติ ปีดกวาดณ!เนอนสินสุด เมือสร้างเสร็่จ พรร:นางก็่นิมนฅพรร;พทธเจ้าแลร:พรร:สงฆ!ปฉันทโรง ฉันเป็นการสมโภชใหจัคแ'จงซาทนยร:โภชนยร:พร้อมมูลถวายพรร:สงฆทนั่งกัน เฅ็่มโรงฉัน แต่พรร:นางไม่กล้ามาถวายด้วยฅนเอง พรร:พุทธองคจึงทรงไห!ปฅามพรร:นางมา เมํ่อพรร:นางถูกบังกับให้ มาก็่จำด้องมา ถวายบังกมพรร:บรมศาสคาแล้วนั่งนั่งอยู่ พรร:พุทธองคจึงตรัส ถาม พรร:นางก็่ฅอบว่าไม่กล้าล้หน้าพรร:พุทธองกัเพราร:ลร:อายทฅนเป็นโรก ผิวหนัง พรร:พุทธองคจึงตรัสถามว่ารู้หรือไม่ว่าทำไมจึงเป็นโรกผิวหนังเซ่นนั่ เมอพรร:นางกราบทูลว่าไม่ทราบจึงตรัสว่าเป็นเพรา::กรรมเก่าทพรร:นางได้ทำ ไว้แต่อตต ผลกรรมนั้นก็่ตามมา แล้วได้ตรัสเล่าถึงบุรพกรรมของพรร:นางว่า ในอดตกาล พร:!อัครมเห^ของพระเจ้าพาราณ^ ทรงมความริษยา หญิงนัก1จ้อนคนหนงทเป็น รดปรานของพระราชา จึงทรงผูกอาฆาฅไว้เพํ่อ ทำ ให้นางเกิดความทุกขทรมาน เมอปบโอกาอัในวันหนง ได้เริยกนางมาพบท พระตำหนัก เมอนางมาแล้วได้โรยนงหมามุ่ยไปทเiอผ้าของนางโดยทนางไม่รู้ คัว และให้ใปโรยบนทนอนทนั่งและmiอน้าในห้องของนางด้วย นางนักจ้อน เกิดอาการคันอย่างรุนแรง รบกลับไปยังห้องของคน เปลยนเ§อน้าแล้วก็่ยํ่ง คันหนักขน เมอยั๋งคันก็่ยงเกา เกิดเป็นแผลพุพองขนทั่วร่าง ไดรบทุกขเวทนา แปนปาทัปแล้ว นั่คือกรรมทเจ้าหญิงโรหิณกรร;ทำไว้ตอนเป็นพรร;อครมเหสิของ พรร;เจ้าพาราณสิครั้งนั้น <£๑<^ พygมหาโพธวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

กรนทรงเล่าบุรพกรรมนแล้ว พระพุทธองก!คัฅรัสว่า \"โพิณ ก็่กรรมในอศตนั้นเธอไค้ทำไว้แล้ว ความโกรธก็่ศ ความริษยา ก็่ค แม้เพยงเล็่กน้อย เปีนร่งไม่ควรทำเลยทํเคยว\" คังนิ้แล้วไค้ฅรัศพระกาถานว่า โกธํ ซเห วิปุปซเหยย มานํ ส์โยซนํ ส์พพมติฦกเมยฺย ตํ นามรูปฟ้มิมสชฺชมานํ อภิฌจนํ นานุปตนฺติ ทุก.ขา ฯ บุกกลพึงละกวามโกรธ พึงทิ้งกวามถือตัว พึงก้าวล่วง ตังโยซน!ห้หมคทุกอย่าง ทุกฃทิ้งหลายจะไม่ฅกค้องเขา จากเรอง เจ้าหญิงโรหิณ โกธวรรค อรรถกถาธรรมบท พว้^^^พ^ อ้นmลอฟอ /๙๑๕ www.kalyanamitra.org

_gj L£_ อันโบสถ์รามสฑ้งมาช้านานนัก มวันหักกรรเค็่นไม'เห็่นหน เฉกร่างกายของมนุษยสุคแยบยล มหรือค้นหลกหลบไม่พบพาน. สรจอมทอง ^ ๕๑^ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

<i<M เมตตาอุปถมภ 3Jคำพระทท่านแf^ศงไว้ว่า ''เมตตาเ^นเครืองอุปถมภโลก\" คือ เมฅฅามไว้เพึ๋อศํ้าๅน เพอคุ้มครองโลก ทำ ใหร้ายกลายเป็นคืไศ้ทำใmiงบลุฃไค้ เมตตา หมายถึง ศวามมจิศคิศสนิทสนมค้วยความรักใคร่ เหมือน บิดามารคารักใคร่บุตร เมตตานเป็นคุณธรรมส์ากัญส์าหรับซาวโลกทอยู่รามกัน จะเกิคขนไค้ ก็่ค้วยมจิตใจกิคเห็่นทํ่แยบกายอุบายทชอบ โดยยกตนเป็นทฅังก่อนว่า ตนรักสุฃเกลยศทกขฉันใด คนอนก็่รักสุขเกลยฅทุกฃฉันนั้น ตน พอใจอยากไค้ความสุขกายสบายใจ ไม่ชอบไม'อยากพบกับความทุกข ค้วย ประการไรๆ แม้คนอนก็่พอใจอยากไค้ความสุขกายสบายใจ ไม่ชอบ ไม่อยาก พบกับความทุกขเหมือนกัน เมอเป็นอย่างน ก็่ควรเอาใจเขามาใว่ใจเรา ไม่ควร ทำ ความเคือดร้อนให้แก'คนอน แต่ควรทจะรัก ควรทจะเห็่นอกเหี่นใจคนอน ควรทจะช่วยเหลือเกอกูลคนอน ama/iaaiSa (^^^ www.kalyanamitra.org

เมือคิดเห็่นแดร;ฟ้าไค้อย่างนชึ๋อว่าได้'สร้างเมตตาข็้นในใจแค้ว กนเราหากฃาคเมฅฅาต่อกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็่รร:ปรร;พฤติเหยมโหด เข้าหากัน เข่นฆ่ากัน ทำ ร้ายเบยคเบยนกัน ชงเป็นการขาดเมฅฅาอยูในฅัว เมอ ขาดเมฅฅาต่อกันก็่จร:ไมมกวามสุข ไม่มืกันติไม่มืกวามปรองดองสามักก เมอ ขยายไปถึงวงกว้าง กังกมหรือปรร:เทกทมืแต่กนขาดเมฅฅาต่อกัน กังกมนั้น ปรร:เทศนั้นก็่จร:เดือดร้อน ไม่ปลอดกัย แลร:หากวามเป็นอิสรร:ไมไค้ ดงนน ทท่านกล่าวไว้ว่า เมตตาเป็นเครืองอุปถมภโลก จึงเป็นการ กล่าวทถูกค้องทสุต เมฅฅานั้น หากแกฝนไห้เกิดมืแผ่กว้างออกไป มิใข่มเฉพาร:ในกน ไกลชดสนิทสนม กนทเป็นญาติหรือเป็นมิตรเท่านั้น หากแต่มไปถึงกนอนๆ ทั่วไป ถึงสรรพกัฅว่ทั้งหลาย ค้วยการเข้าไปทั้งกายกรรมวจึกรรม มโนกรรม อันปรร:กอบค้วยเมตตา คือช่วยเหดึอเกือกูด พูดจาแนร;นำตกเคือนร่งทั่เป็น ปรร;โยชนํ ให้ดร;ทิงการกรร;ฟ้าทั่ผิตร้าย แดร:คิดให้อภยไม่มืเวรต่อกัน คิดถึง ความคืทคนอืนเขามืต่อตนแม้จร;ไม่มาก มืนำ ใจค้องการให้คนอึ๋นพ้นจาก ความยากดำบาก เมอมืเมตตาไค้อย่างนั้ ชอว่า เป็นผู้ปรร;กอบด้วยเมตตา คนมืเมตตาปรร:กอบด้วยเมตตาอย่างน ย่อมได้ปรร;โยชนได้ อานิสงล่ แม้จร;บงเอิญให้มืกัยพิบติเฉพาร;หน้า หรือไค้พบกับความเดือดร้อน กร;ทนห้น ก็่พาให้แคค้วคดาดผ่านพ้นไปไค้หรืออาจนำบดเหตุนั้นให้หมดสิน ไป หรือให้กดบร้ายกดายมาเป็นดไค้ เพราะฉะนั้น นักปราชญแฅ่โบราณมาจื้งแนะนำให้เจริญเมตตากัน คือให้มเมตตาประจำตัว ไปไหนหริออย่ทไหนก็่ไม่ทงเมตตา ภาวนา เมตตา ๕๑๘^ พTgมหาโ'พธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

แผ่เมฅฅา ไม'ว่าา:เอยู่ในอี?ยาบถใฅ กจะทำใ'!^จชุ่มเยน ไม'ร้อนรน มทุกขอะไร มากระทบก็่สงบลงได้โดยอัฅโนมัฅิ ถงหถับก็่เป็นสุขเพราะหลับได้สนิท แมฅึ๋น กี่ศนเป็นสุขเพราะได้หลับเฅ็่มคน คนมเมตตาปรร!จำตวถือว่ามของสืกดิสิทธิอยูในตว ย่อมปลอดภย เสมอในทุกสถานการณ เมตตาย่อมคอยอุปถมภ!ห้ความคุ้มครองในทุก เหตุการถร ในสมัยพุทธกาล มเหตุการณทรายแรงเกิดขนด้วยกวามริษยา ทำ ให้ เผลอตัวไปทำร้ายกนอํ่นด้วยการสาดเนยใสร้อนใส่หน้าผู้ทฅนริษยา แด่ผู้นนเป็น กนมเมฅฅา ดั้งจิฅเมดดาไว้เป็นเบองหน้าว่าผู้ทกำลัง รเข้ามาสาดเนยใสใส่ดน นั้นเป็นผู้มบุญคุณแก่ดน ดนนึกถืงบุญคุณนั้เสมอ และไม่เกยแก้นเกืองอะไร กันมาก่อน ด้วยเมดดาจิดทส่ารวมนั้งขณะนั้น ทำ ให้เนยใสร้อนนั้นเย็่นลงไป เหมือนนั้าปกติ ทำ ให้ปลอดกัยไม่มืโทษ ชงเป็นเหตุการณทร้ายแรงเหตุการณ หนั้งในสมัยพุทธกาล เป็นเรองอันเหลือเชํ่อทเกิดขนแล้ว ท่านจึงบันทํกเป็นหลักฐานไว้!น ตัมภร้ ^ เรํ่องเกิดขนทเมืองกบิลพสดุ ในเมืองราชกฤห มืกรอบกรัวทฃัดสน'จนทรัพย่อยู่กรอบกรัวหนั้ง มืกน อยู่ ๓ กนลือนายบุณณะผู้เป็นสามื ภรรยา และนางอุดดราผู้เป็นธิดา นาย บุณณะอาตัยงานรับข้างในน้านของสุมนเศรษ^เป็นประจำ มืรายได้พอเลยง ซพดั้งกรอบกรัว อ้^นพลอเร่อ_ www.kalyanamitra.org

วันหนงมการประ:กาศให้ผู้คนออกไปเล่นนักษัตรกัน ๓) วัน สุมน เศรษ^จึงถามนายปุณณะ;ว่า'จะ:หยุคเล่นนักษัตรหรือทำงาน นายปณณะ:บอกว่า การเล่นนักษัตรเรนเรองทํ่กนรวยเขาเล่นกัน ตนเรนคน'จน แม้ข้าวสาร'จะ: กรอกหม้อก็่กังขาคแคลน ขอทำงานตกว่า ขอให้!ค[คแล้วก็่'จะ:ไปไถนา เศรษ^ จึงให้โคเขาไปล่าหรับไถนา นายปุณณะ:กลับไปม้านแล้วบอกภรรยาว่าตนไค้งานรับจ้างไถนามา ขอให้นางจัคอาหารไปล่งทนาเศรษจึค้วย แล้วก็่ออกไปไถนา เข้านั้น พระ:สารืบุตรมองเห็่นค้วยญาณว่านายปุณณะ:จักไค้เป็น เศรษจึเพราะ:ไค้ทำบุญ จึงถือบาตรออกไปยังททไถนาของเขา ยืนอยู่ข้างพุ่มไม้ ริมปอนั้า นายบุณณะ:เห็่นพระ:เถระ:แล้วก็่วางไถ เข้าไปกราบแล้วคิคว่าพระ:เถระ: คงค้องการไม้ชำระฟินจึงมายืนอยู่ข้างพุ่มไม้จึงทำไม้ชำระฟ้นถวาย พระเถระ รับไม้ชำระฟินแล้วมอบบาตรและผ้ากรองนั้าให้เขา เขาก็่กิตว่าพระเถระคง ค้องการนั้า จึงไค้กรองนั้าใล่บาตรแล้วถวาย พระสารืบุตรรับนำแล้วก็่เคินย้อนกลับไปทหมู่ม้าน ในขณะทภรรยา ของนายปุณณะถือกระเข้าอาหารสวนทางมา พอนางเห็่นพระเถระเข้าก็่ปลมใจ คิคว่าวันนั้มอาหารทํ่จะถวาย และพระเถระผู้ปฏิคาหกก็่เคินมา จึงม้อมอาหาร เข้าไปถวาย พระสารืบุตรรับแล้วก็่อบุโมทนา ภรรยานายบุณณะถวายอาหารแล้วค้องกลับไปหงข้าวทบ้านใหม่ กว่าจะย้อนกลับมาถืงทนายปณณะไถนาอยู่ก็่สายแล้ว นายบุณณะหยุคโค พักผ่อนรอภรรยาอยู่ เมอภรรยามาและขอโทษทํ่มาข้าเพราะนำอาหารททำมา ครั้งแรกถวายพระสารืบุตรไป นายบุณณะก็่บอกว่าตนก็่ไค้ถวายไม้ชำระพัน และกรองนั้าถวายพระเถระเซ่นกัน ทั้งคู่ต่างก็่อั๋มใจในบุญ ๔๒ พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ฃณร;นั้นเกิคอัศ'จรรยฃน โโอนคินทนายปุณณร:ไถไปฅอนเช้านั้นไค้ กลายเป็นทองไปทั้งหมค เขานำทองตัวอย่างเช้าไปทูลพรร:ราซา พรร:ราซาให้ เ'จ้าหน้าทั้มาคู เจ้าหน้าทั้เห็่นทองเช้าก็่กิคว่าไม่ควรเป็นศมบัฅิของนายปุณณะ จึงไค้พูดกันว่าเป็นศมบัฅิของพรร:ราซา เพยงเท่านั้น ทองทั้งหมดก็่กลับเป็นดิน ไปอย่างเดิม เจ้าหน้าทั้ไปทูลพรร:ราซาให้ทรงทราบ เมอฅรัศถามเรํ่องก็่ทราบ ว่าเจ้าหน้าทพูคไม่ถูก จึงทรงรับลังว่าเป็นทองของนายปุณณร: เมอเจ้าหน้าทํ่ กล่าวเซ่นนั้นดินก็่กลับเป็นทองเหมือนเดิม เมอขนทองไปกองทท้องพระ:ลานหลวงเป็นกองใหญ่แล้ว พระ:ราซา ทรงแต่งทั้งให้นายปุณณร:เป็นเศรษจึปรร:'จำ เมืองกนใหม่ และ:พรร:ราซทานท ให้ศร้างบ้านอยู่ต่างหาก ต่อมา ลุมนเศรษจึไคไปล่ขอนาง'อุฅฅราซงเป็นธิดาของปุณณ เศรษจึมาแต่งงานกับบุตรของฅน แต่เพราร:ดรร:ถูลของลุมนเศรษจึไมใค้นับถือ พรร:พุทธเจ้า นาง'อุฅฅราจึงไมไค้ทำบุญเลยหลัง'จากไปอยู่ในกรอบครัวนั้น 'จนกรร:ทั่งเช้าพรรษาก็่ยังไม่มืโอกาส 'จนเหลือเวลาอกกรงเดือน'จร:ออกพรรษา แล้ว นาง'อุฅฅราจึงล่งข่าวไปยังปุณณเศรษจึยู้บิดาว่าเหตุไฉนจึงให้ตนมา รับกรรมไปอยู่ในตระ:กูลอย่างนั้น การทั่บิคาทำให้ตนเลืยโฉมแล้วยกให้[ปเป็น ทาลืของกนอนยังจร:ประ:เสริฐกว่า แต่การไปอยู่ทนั่น ไมไค้ทำบุญอะไรเลย แท้จะไค้เห็่นพระก็่ยังไม่มืโอกาสเลย ปุณณเศรษJIคท้เงข่าวตังนั้นก็่ใม่สบายใจ เห็่นว่าธิดาของตนมืทุกข จริง จึงล่งเงินไปให้ ๑๕,00๐ กหาปณะ เพอให้[ปว่าจ้างนางสิริมาซงเป็น หญิงนกรโสเภณประ'จำ เมืองราซกฤห้1ห้มาเป็นผู้บำเรอสามืของบุตรสาว ค้วย ค่าจ้างวันละ ๑,000 กหาปณะ อ้ชเฬสีอเร่อ ๑^ www.kalyanamitra.org

นางอุฅฅฑเมอไครบเงินแล้วก็่ใปว่าจ้างนางสิริมา นางสิริมาก็่ยินคมา เพราฟ้.ค้ก่าจ้างประจำวันคามปกติ สามนางธุคคราก็่ชอบใจเพราร:นางสิริมาม รูปงามและมชอเสิยง จึงรับนางไว่ในบ้าน อนุญาคให้นางอุคคราเป็นอิสระไค้ ๑๕ วัน นางอุคคราไค้[อกาสอย่างนั้นก็่นิมนฅพระพุทธองกแลร:พรร:สงฆไป ฉันทบ้านชองคนคลอค ๑๕ วันก่อนออกพรรษา เมอพระบรมศาสคาทรง รับนิมนฅแล้วกื่คใจ ไคจัคเคริยมอาหาร เกรองใช้ และชองทำบุญทุกอย่างไว้ พร้อม ทั้งเช้าครัวทำอาหาร บัญชาใหจคให้ทำชองถวายพรร:อย่างขันแข็่งไป เหน็่คเหนํ่อย ค้วยกิคอยู่คลอคเวลาว่าคนไค้มโอกาสทจะทำบุญอย่างเฅ็่มทํ่ คลอคกงเคึอน จึงลงแรงวัคอย่างเฅ็่มท คนทมศรัทธาทํฟ้นคนใจบุญ ย่อมคิดถงบุญมากกว่าเรองอึ๋น โดย เฉพาะเรองการดูแลตัวเอง นั้เป็นเรองปกติธรรมดา วันหนั้งชงเป็นวันออกพรรษา สามชองนางอุคคราไค้เปิคหน้าค่าง ปราสาทขันบนเยยมหน้าลงไปมองทโรงกรัวใหญ่ว่านางอุคคราทำอร:ไรอยู่ เห็่น นางอุคคราง่วนอยู่กับการทำอาหาร กังการ และหยิบยกช้าวชองวุ่นวายไป ไม่สนใจว่าคัวจะสกปรกมอมแมมอย่างไร เหงอไหลและชะบุกชะมอมค้วยถ่าน และชเล้าอย่างไร เมอเห็่นแล้วก็่กิคว่า ช่างโง่เชลาเสิยจริงๆไม่ยอมเสวยสิริสุช สมบัติในบ้านในฐานะเจ้าของบ้าน แค่มายินคทำอาหารเพออุบัฏฐากผู้มสิรษร: โล้น และมอมแมมไปทั้งคัว กิคแล้วก็่หัวเราะเยาะปิคหน้าค่างไป นางสิริมายืนอยู่ใกล้ๆ นั้น เหี่นสามชองนางอุคคราหัวเราะแล้ว ออกไป จึงไปเปิคหน้าค่างมองไปทโรงกรัว เห็่นนางอุคครากำกังทำงานอยู่ ก็่ กิคว่าเชากงหัวกระซิกกระซกับภรรยาอย่างมกวามสุช ค้วยเหตุนั้ ทำ ให้นาง ^๒1^ พรgมหาโพธวงศาจาTtJ (ทองค) www.kalyanamitra.org

ลมฅัว ค้วยปรนนิบัติดูแลลามนางอุฅฅรามากรงเดือนแล้วจึงลืมตัวกิคไปว่า ตัวเองเร็เนภรรยาของเขา เกิคกวามอิจฉาริษยาขนมากะทันหัน ริบลงจาก ปราสาทไปทโรงกรัว กว้าทัพพใหญ่ตักเนยใสทเดือคพล่านอยูในกระทะทอค ขนม หวังจะสากเนยใสใล่หน้านางอุฅฅราจึงเกินรเข้าไปบังนางอุฅฅรา นางอุฅฅราเห็่นนางสิริมาลือทัพพเนยใสเกินรฅรงมาทฅนก็่ทราบว่า นางจะทำอะไร จึงไคยืนนงแผ่เมฅฅาไปว่า ''หญิงคนนเปีนผู้มอุปการะมากแก'เรา จักรวาลนกื่ยังแคบไป พรหม โลกก็่ฅานัก แค่บุญคุณของหญิงนกว้างและปีงกว่านัก เพราะได้อายัยนาง เรา จึงได้ถวายทานและไค^งธรรม ถ้าเรามความโกรธในหญิงนู้นอยู่บ้าง ก็่ขอให้ เนยใลนจงลวกเราเถิด ถ้าไม่ม ก็่ขออย่าได้ลวกเลย'' ปรากฏว่าเนยใสร้อนทนางสิริมาสาดไปทใบหน้านางอุตตราน้นได้ เป็นเหมือนนํ้าเย็่นธรรมคา นางสิริมาเห็่นตังนั้นก็่กิคว่าเนยใสกงเย็่นแล้ว จึงหันกลับจะไปตักมา สากใหม่ แก่พวกกนรับใข้ของนางอุฅฅราพากันเข้ามาจับมือจับขานางไว้ แล้ว ก่างก็่ฅบดืกระซากลากท็้งจนนางสิริมาล้มลุกกลุกกลานออกไป นางอุฅฅราเห็่น เข้าก็่ฅะโกนห้าม แกใม่มืไกรทัง จนนางสิริมาล้มฟุบลง จึงถามว่าทำไมจึงทำ อย่างนั้ แล้วให้กนรับไข้พานางไปอาบนั้าอุ่น ทานั้าบันให้ แล้วให้นอนพักผ่อน เมอไครับผลอย่างนั้ นางสิริมาเรั๋มคิกไค้ว่าฅนกิกผิกลืมตัวไป กนเป็น กนภายนอก เขาจ้างมาให้ทำงาน มิใซให้มาเป็นภรรยาของเขา คิกแล้วกื่ละอาย ใจว่ากนทำกรรมหนักแล้ว จึงไค้!ปขอโทษนางธุกกรา นางอุกกราบอกว่ากน เป็นกนมืบิกา ล้าบิกายกโทษใหักจักยกโทษให้เหมือนกัน นางสิริมาจึงบอกว่า อช12/รสิอเร่อ /๕๒ท www.kalyanamitra.org

ฅน'จะไปขอโทษปุณณเศรษ^เอง แต่นางรริมาบอกว่าปุณณเศรษ^นั้นเป็นบิคา บังเกิคเกล้าในวัฏฏะ แต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นบิคาในวิวัฏฏะ ถ้าพระองกยกโทษ ให้ ฅนก็่จะยกโทษให้เหมือนกัน วันรุ่งขน เมํ่อพระพุทธองกเศค็่จมาพร้อมห้วยพระศงฆ นางสิริมา เฅร้ยมอาหารใวิใต่บาฅรพร้อมแล้ว แคใม่กล้าใส่บาฅรพระ จึงใคยึนนํ่งอยู่ นางธุฅฅราจึงจัคการแทนเสิยเอง ในเวลาเศร็่จกัฅกิจแล้ว นางสิริมาเข้าใปเถ้าพระพุทธองค หมอบลง ทแทบพระบาทของพระบรมศาศคาแล้วกราบทูลขอโทษ เมอพระพุทธองกฅรัศ ถาม จึงกราบทูลว่าคนให้ทำกรรมหนักอย่างนั้ต่อนางอุคครา เมํ่อให้ส์ามืกผิค แล้วกี่ขอโทษนาง แต่นางขอให้ขอโทษต่อศมเค็่จพระพุทธองกัโคยครง พระพุทธองกี่จึงครัศถามนางอุคคราว่าเรองเป็นอย่างใร นางอุคครา กี่กราบทูลถึงความใม่กิคโกรธและการแผ่เมคคาแก่นางสิริมาให้ทรงทราบโคย ละเอยค พระบรมศาลคาครัสว่า \"ศถ:!ศแถ้ว อุฅฅรา การชน มโกรธอย่างนั้นสมควรแท้กื่รรรมคา คนทมักโกรธ พึงชน:!ไท้ศ้วยความไม่โกรธ คนทชอบค่าเขาคัดพ้อเขา พึงชน:!ไท้ ท้วยการไม่ค่าไม่คัดพ้อตอบ คนทศระหนจัด พึงชนะไท้ท้วยการใท้ของของตน คนทํ่พูดเท็่จ พึงชนะไท้ท้วยคำจริง\" คังนั้แล้วครัศพระคาถานั้ว่า ๙๒๕) พ«มหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

อฦโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุ สาธุนา ซิเน ซิเน กทริยํ ทาเนน สจเจนาลิกวาทินํ ฯ พื้งซนะกนโกรธด้วยกวามไม่โกรธ พึงชนะกนไม่คด้วย กวามก พึงชนะกนกระหนด้วยการให้ พึงชนะกน เหลวไหลด้วยกำร'ฅย. เรอง นางอตฅราอบา^กา โกธวรรค อรรถกถาธรรมบท ร®^'\"' แต่บางองก์อนิจจาน่าอนาถ พระฟ้ยรขาค อนาถใจในสิงขาร เจ้าขโมยหยาบช้าใจสามานย์ มารอนรานคัดไปเสิยหลายองค์. สรจอมทอง อ้นmสิอเร่อ /5๒๕ www.kalyanamitra.org

เ£_ แม้เป็นรงห์ร้ายกาจอาจหาญนัก ก็่ยังรกลูกซิคฅิคตามต้อย วิญญาณแม่ยังสิงไม'ทิ้งรอย มภัยกอยม้องลกปถกฅาแถ. ศรจอมทอง \"^1 ๙๒?) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

มิง่ายอย่างทคิด mTiJงธรรม ท่านแสคงไว้ว่ามประโยชนมากมอานิสงส์มาก ใน พระสูตรท่านแสคงถงอานิสงส์แห่งการฟิงธรรมไว้ ๕ ประการ คือ ๑. ย่อมไคืฟิงร่งทํ่ยังไม่เกยฟิง ๒.ร่งใคไค้เกยฟ้งแล้วแฅไม่เช้าใ'จซัค ย่อมเช้าใ'จซัค ๓.บรรเทากวามสงล้ยเคืยไค้ <1. ทำ กวามเห็่นให้ถูกค้องไค้ ๕. ริฅฃอง^งย่อมผ่องใส การฟ้งธรรมท'จร;ไหได้อานิสงส์ ๕ ปรร;การน มิได้ทำได้ง่ายนก เพราร;เพงจร;ต้องมสติ มิสมาธิ มิความตั้งใจพงอย่างนงสงบ จึงจร;ทำให้รู้ เรึ๋อง เข้าใจเรอง ได้!!ญญา แลร;จิตผ่องใส มิใช่ส์กแต่ว่ามิเส์ยงเข้าหูแล้วกี่ จร;ร้แลร;เข้าใจเรํ่องได้ท'นทํกี่หาไม่ อัช12/1สิอเร่อ ๗ www.kalyanamitra.org

การฟิงธรรมอย่างทฟิงกันพอเป็นพิธ พอให้ผ่านๆ ไป ฟิงบ้างไม่ฟิง บ้าง สนใจบ้างไม่ศนใจบ้าง หลับบ้างฅนบ้าง อย่างทเห็่นแลร:ทเป็นกันอยู่ทั่วไป นั้นไม่อาจให้เกิคปรร:โยซนอานิสงส์อันไคไค้เลย ฟิงจบแล้วไม่รู้เสียค้วยซํ้าไปว่า ฟ้งธรรมเรํ่องอร:ไร ไม่จำค้องถามว่ามปรร:เคื่นมสารร:ทสำคัญอร:ไรเลย การฟ้งธรรมทั่ฟ้งกันพอเป็นพิ^นมกจร;พูดกันว่าฟ้งเอาบุญหรือ ^a-/ >1 I <4 >ๆ SL/ t ^1 ^ การฟิงธรรมทํ่จร:ให้[ค้ปรร:โยซนอานิสงส์จริงๆ นั้นจึงเป็นเรํ่องยาก มิใซ่ง่ายอย่างทกิคกัน เมอเป็นคังนั้ จำ ค้องสนใจใส่ใจเมอฟิงธรรม เรั๋มค้น จำ ค้องสนใจทจร:ฟิงก่อนว่าฟ้งไปเพออร:ไร จร;ไค้ปรร:โยซน อานิสงส์อย่างไร จากนั้น เมอไคใ^งแล้วกี่ใส่ใจตั้งใจฟิง ฟิงให้ใค้ปรร:เค็่นแลร: สารร:ทสำคัญ เพอเกี่บมาเป็นแนวกิค เป็นแนวปฏิบัติ แม้จร:ไมใค้ปรร:เค็่น สารร:อร:ไรมาก เพราร:ผู้แสคงธรรมมองข้ามปรร:เค็่นสารร:ไปง่ายๆ ไม่สามารถ แยกแยร:แลร:สรุปปรร:เค็่นสารร:อร:ไรเป็นเรองเป็นราวนัก ถงกรร;นั้น แม้ผู้แสดงธรรมไม่อาจสรุปปรร;เด็่นสารร;อร;ไรให้เข้าใจ ได้อย่างชดเจน รู?}งทั่ฉลาดกี่ย่อมจร;ได้สารร;ไปอกรูปแบบทนั้ง คึอรู้ว่าการ ถ่ายทอดธรรมนั้นจำด้องมทกษร;มความเข้าใจ แลร;สามารถถ่ายทอดให้คน ห้งเข้าใจได้โดยง่าย เมอรู้แล้วกี่ทำให้ดรร;หนกได้ชดเจนว่าการทำอร;ไรแบบ มักง่ายนั้นทำให้เสียปรร;โยชน แล้วสอนตนเองว่าไม่ควรเป็นรูมักง่ายไม่ควร มองข้ามสิงเล็่กน้อยว่าไม่จำเป็น เมึ๋อดรร;หมักด้งนั้กี่จร;ทำให้ตนรืงเกยจความ มักง่าย ทำ ให้ตนมความลร;เอยดลออ มความรอบคอบในการแสดงออก ให้คนอนเข้าใจเรองต่างๆ (^๒^ พรgมหาโพธวงศาจารย์(ทองด) www.kalyanamitra.org

หากไม่สนใจไมใส่ใจเรองปรร;เค็่นสาระอะ:ไร จะ:บอกว่าฟิงเอาบุญ เป็นพอ ก็่ฅ้องถามต่อว่า เอาบุญฅรงไหน ไค้บุญฅรงไหน เพราะ:เมอเอาบุญกี่ ค้องไค้บุญ เมอไค้บุญกี่ค้องไค้อานิสงส่ เพราะ:บุญทุกอย่างมอานิสงส่ เมอไส่ ไปอย่างนิ้กี่จะ:พบว่าฟิงเอาบุญนั้นกี่ยังเข้าใจกลาคเกลอนไป เมํ่อเข้าใจกลาก เกลอนกี่ไม่เกิคประ:โยซนอะ:ไรกามมา อย่างทํ่?เงธรรมกันมาเนั้นนานแกไมไค้ อะ:ไร ไม่มอานิสงส่อะ:ไรฅิคตัว เข้าใจแต่เพยงว่าพัเงเอาบุญ ฟ้งแล้วไค้บุญ ชง เป็นกวามเข้าใจทกลากเกตอนโดยแท้ เรองฟิงธรรมเอาบุญ ฟิงธรรมไปกามประ:เพณ หรือฟิงธรรมพอเป็น พิธ อย่างนั้มต่อเนั้องมายาวนานแล้ว แม้สมัยพระ:พุทธกาลกี่มกนฟิงธรรมท ไมใส่ใจต่อการฟิงธรรมเหมือนกัน แม้จะ:ไคใ^งธรรมจากพระ:พุทธองกซงเป็น โอกาสทส์ากัญสุกยอกแล้ว แต่กี่มิไค้!ส่ใจทจะ:ฟิง กลับไปทำอย่างอํ่นทเป็น กวามเกยชินเส์ย ทำ ไหไมไค้ประ;โยชนอะ:ไรเลย นับเป็นเรึ๋องเหลอเชอว่ากน ประ:เภทอย่างนั้นมือยู่ แม้จะ:ไค้!อกาสฟิงธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว แต่กี่พลาก จากประโยซน!ปอย่างน่าเสิยกาย เรองอย่างนั้เกิคขนแล้วชงเป็นเรํ่องอันเหลอเชอ ท่านจึงบันทึกเป็น หลักฐานไว!นตัมภร เรํ่อง เกิดข็้นท เมืองสาวตถ สมัยหนั้ง สมเกี่จพระลัมมาลัมพุทธเจ้าประตับอยู่ทกักเชกวัน เมือง สาวักถ เมอประตับอยู่ย่อมทรงแสกงธรรมกามเวลาทุกวัน และเมอทรงแสกง ธรรม แม้จะทรงปรารภบุกกลไกบุกกลหนั้งให้เป็นเหฅกี่ทรงทำกวามเการพ ธรรมไว้เป็นเบองหน้า แล้วจึงแสกงอย่างไพเราะหยกย้อย เพํ่อประโยชน่แก่ยูท้เง ทั่วหน้า ประหนั้งเทพเจ้ายู้มืฤทธิ้บันกาลให้ฝนกกลงมาซนฉาทั่วหน้ากันฉะนั้น อ้ชเฬสิอเรุ่อ_ www.kalyanamitra.org

อันว่าความดำริว่า ผู้นํ้ฟ้นกษตริย ผู้น็้ฟ้นพราหมณ ผู้น็้ฟ้นคน มั่งม ผู้นเมั่นคนยากจน เราจกแสคงธรรมให้ยวคยงแก่ผู้น แต่จกไม่แสดง เซ่นนั้นแก่ผู้น ย่อมไม่เกิดฃั้นแก่พรร;พุทธเจ้าทั้งหลาย วันหนง มอุบาสก ๕ กนไปวัคแล้วนั่งฟิงธรรมกันอยู่ฅามสร;ควก แค่ ขณะฟิงธรรมนั้นไค้แสคงอาการแฅกค่างกัน คนหนั่ง?}งธรรมไปได้โม่นานก็่มั่งหลบ คนหนั่งได้แต่มั่งเขยดินเล่น คนหนั่งจ้บกงไม้ทย้อยลงมาข้างหน้าตนแล้วโยกเล่น คนหนั่งแหงนมองห้องห้า คนหนั่งทั้งใจห้งธรรมโดยเคารพ พวกเขาแม้มวาt^นาไ^งธTTมทพTะพุทธเจ้าทTงแสดงอยู่ กลับไม่ สนใจทจะ^^ง นั่งหลับบ้าง แหงนหน้ามองบ้าบ้าง ทำ โน่นทำนบ้าง ทำ ให้เ^ย ประโยชนั่โปอย่างน่าเ^ยดาย พระอานนทนั่งพัคพระพุทธองกอยูกไค้เห็่นอาการแปลกๆ ของ อุบาสกเหล่านั้น เมอทรงแสคงธรรมจบแล้ว จึงกราบทูลถามว่า พระองก่ทรง แสคงธรรมบันลือลั่นคังมหาเมฆกำรามอยู่ แค่อุบาสกเหล่านั้นทสนใจห้งก็่ม ทไม่สนใจห้ง มัวแค่ทำสิงทไม่เหมาะก็่ม พระพุทธองกํฅรัสถามว่า เธอไม่รู้จักอุบาสกเหล่านั้นหรือไร เมอพระ อานนทํกราบทูลว่าไม่รู้จัก จึงตรัสเล่าประวัติของอุบาสกเหล่านั้นใหห้งว่า \"อุบาสกศนทึ๋นั่งหลับนั่นเคยเกิดเป็นงูซงม่ธรรมชาฅิชอบหลับศถอด เวลาฅิดฅ่อกันมา ๕00 ชาติ แมIนชาตินั่ ความอมในการหลับก็่ยังไม่ม แบ้ บ้งธรรมอยู่จื้งหลับง่ายๆ เติยงของเราย่อมไม่เช้าหูเขา ง๔่ ๓^ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองต) www.kalyanamitra.org

อุบา^กคนทนั่งเขยแผ่นดินเล่นนั้นเคยเกิดเปีนไ^เดือนมา ๕00ชาดิ ถึงในบัดนั้ก็่ชอบขดชอบเชยนแผ่นดินเล่น ดามแบบพฤดิกรรมของไล่'เดือนทดน เคยชินมา เขาจงไม่^^นใจทจะฟิงเล่ยงของเรา อุบาสกคนทึ๋จับกงไมโยกเขย่าเล่นนั้นเคยเกิดเป็นลิงมา ๕0๐ ชาดิ มาในชาดินั้ก็่ยังโยกเขย่ากํ่งไม้เล่นด้วยความเคยชิน เขาย่อมไมใล่ใจทจะ ฟงธรรม อุบาสกคนทแทงนมองท้องม้านั้นเคยเกิดเป็นหมอดูมองดวงดาวหา ฤกษยาม ความเคยชินนั้นกื่ยังคงดิดตามมาจนถึงวนนั้ เถึยงของเราย่อมไม่ เข้าถึงทูของเขา ล่วนอุบาสกคนทํ่ตั้งใจม้งธรรมโดยเคารพนั้นเคยเกิดเป็นพราหมณ บักดืกษามนศ บรรถไฅรเพทมาดลอด ๕๐๐ ชาติ มาบัดนั้จื้งยังตั้งใจม้งธรรม โดยเคารพเหมือนเทยบเคยงมนฅอยู่\" พระ:อานนทกราบทูลถามว่า \"ปกติพร:^ธรรมเทสนาของพระองค ย่อมแทรกซมเข้าไปยังอวัยวะทั้งหลายตั้งแด'ผิวหนังไปจนถึงเยึ๋อกระดูกอยู่ แด' อุบาสกเหล่านั้ก็่ยังม้งธรรมโดยไม่เคารพ\" พระ:พุทธองกฅรัศว่า \"อานนท้ เธอเห็่นจะล่ายัญว่าธรรมของเรายัน บุคคลพงม้งไดืโดยง่ายหรือ ยันทจริง บทว่าพุทโธก็่ดื บทว่าธัมโมก็่ดื บทว่า ยังโฆก็่ดื ยันคนทั้งหลายเหล่านั้1ม'เคยสดับแล้วในหลายแสนยัปมืมานั้ เพราะ ฉะนั้น คนเหล่านั้นจึงไม่สามารถม้งธรรมนั้[ด้แดในวัฏฏะmวยนดายเวยนเกิด มานั้น คนเหล่านั้!ดม้งแด่ดิรัจฉานกถามืประการด่างๆ กันมา เพราะฉะนั้น คน เหล่านั้จึงเทยวสนุกเสสาขับร้องม้อนรำยันอยูในททั้งหลายมืร้านสุราและโรงป็ก กำ ยังเป็นด้น จึงไม่สามารถจะยังธรรมได้\" amฬสิอเร่อ www.kalyanamitra.org

เมอพร::อานนทกราบทูลถามสาเหตุว่าอุบาสกเหล่านิ้อาร'ยอะไรจึงไม่ สามารถฟิงธรรมไฅ้ จึงตรัสว่า \"อานนท อุบาสกเหล่านอๆ^ยราคะ อาล่'ยโทสะ อาffยโมหะ อาค้(ย ตัณหา จึงไม่สามารถตังธรรมไค้ไม่มไฟใศทจะเสมอเหมอนกับไฟคึอราคะ ไม่ม ไ'ตั1ศแม้จะไม่มเถ้าปรากฏแฅํก็่ใหม่กัฅวทั้งหลายอบูไค้แม้!ฟซุงกังกัปปีไmนาส ทํ่เกิฅฃนเพราะควงอาทิศยปรากฏพร้อมกัน๗ควงไหม้โลก จนไม่ม่อะไรเหลือ อยูไคก็่จริง ถงอย่างนั้น ไฟนั้นย่อมไหม้!นบางคราวเท่านั้น ซอว่ากาลเวลาทั้!ฟ คือราคะจะไมไหม้ย่อมไม่ม่ เพราะฉะนั้น ไฟทเสมอค้วยราคะก็่ศ ผู้จับทั้สมอ ค้วยโทสะก็่คื ข่ายmสมอค้วยโมหะก็่คื แม่นั้าทเสมอค้วยตัณหาก็่คื จึงไม่ม\" ตังนิ้แล้วไค้ตรัสพระกาถานว่า นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ นตถิ โทสสโม คโห นตถิ โมหสมํ ซาลํ นตฺถิ ตณฺหาสมา นท ฯ ไม่มไฟโคเสมอค้วยไฟกือรากะ ไม่มยูตั'บไคเสมอค้วย ยูตับกือโทสะ ไม่มข่ายโคเสมอค้วยข่ายกือโมหะ ไม่ม แม่นํ้าโคเสมอค้วยแม่นํ้ากือตัณหา. จากifอง ปีญจอบา(เก มลวรรค อรรถกถาธรรมบท ๔ฑ๒! พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ปากมหาง V--'' หาง เป็นอวัยวร:ของ^ฅวโคยทั่วไป เป็นหางเนอเซ่นหางสุนัขบ้าง เป็นหางขนเซ่นหางบ้าบ้าง เป็นหางกรบเซ่นหางปลาบ้าง ซ่วนใหญ่จร:เกิคอยู่ ซ่วนท้ายของร่างกาย เพือเป็นปรร:โยชนั!นการเกลือนไหวบ้าง ทำ ไท้สวยงาม บ้าง ส่วนกนเราไม่มหาง ถ้าหากมหางฃนมาก็่ลือว่าผิคปกติ เป็นกนทพิกล แปลกปรร:หลาคไป ยั๋งมหางงอกออกมาจากปากก็่ยงประหลาคพันลืกหนักขน แมใน ปิจจุบัน กนทเป็นเซ่นนหรอกนทพิกลพิการแปลกประหลาคอย่างลืนก็่ม'อยู่ไน โลก เว้นแค่เราไม่เกยเห็่นหรือเกิคไม่ท้นเท่านั้น เพราร:โคยข้อเท็่จจริง กนทํม อวัยวร:ผิคปกติ มกวามแปลกปรร:หลาค แลร:พิกลพิการเหลือเชอนนมอยู่ไน โลกนั้ฅลอคมา โดยเฉพาะเรองปากมหาง คือมหางงอกออกมา'^ากปากนนมแอ้ก ในt^มัยพุทธกาล มพระมหาเถระเห็่น พระพุทธเ'อ้าก็่ทรงรับรองว่าทรงเคยเห็่น และไค้ฅรัสเล่าบุรพกรรมคือความมิศทึ๋ทำให้เกิคนถเช่นนัน aaiwaaiia www.kalyanamitra.org