Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Description: ✍️อันเหลือเชื่อ พระมหาโพธิวงศาจารย์(ทองดี)

Search

Read the Text Version

3^ รักฅัวผูรกจริงยิงซวิฅ รักจับจิฅรักลูกผูกใจแน่ หากกนทิ้งลูกน้อยถธยเป็นแพ กวามเป็นแม่ก็่กดายอายรงโก แม้เป็นสิงห์คุร้ายทำลายขวัญ จับเหยึ๋อพดันเข่นฆ่ามาอักโข มิเกยร้ายต่อเมยลูกผูกมโน ถึงอกโซยังป้'องปกกกลูกเมิย. อมทอง พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

สมหวงด้วยตั้งใจ ความตั้งใจ เป็นจุคเรมต้นแห่งกวามส์าเร็่จ เพรา2เนอตั้งใจแล้ว ย่อมดำเนินการไปตามทตั้งใจ จากนั้นก็่จฟ้.ครับกวามส์าเร็่จสมหวัง อันนิว่าไป ตามธรรมคาในวงกว้าง แต่ข้อเท็่จจริง แม้จะเรํ่มต้นต้วยความตั้งใจ แต่กึ๋โปไม่รอคไปไมกง จุคหมายปลายทาง หรือไมใครับกวามดำเร็่จสมหวังอันใคก็่นิอยู่ ทังนิเพราะ ในระหว่างกวามตั้งใจกับกวามดำเร็่จนั้นมเงํ่อนไขมข้อแม้ และมประเค็่นท เกยวข้องกั่นกลางอยู่มากมาย เซ่น เมอตั้งใจเรั๋มต้นแล้ว แคไม่ผ่านเงอนไข ไม่ผ่านข้อแม้ หรือไม่ผ่านประเค็่นนั้นๆ ไปไต้ กวามดำเร็่จกั่โม่เกิคขนหรือเกิค ฃนแตใม่สมหวัง อังนั้น เราจื้งเห็่นผู้ทมกวามตั้งใจทำการงาน ดำ เนินกิจการ ต่างๆ อย่างแฃ็่งขันเป็นเบองต้น แต่ก็่ล้มเหลวในทสุค หรือล้มเหลวกลางอันก็่ม อ้ช12/1สิอเส์อ /๔0๕. www.kalyanamitra.org

เงือนไฃหรือข้อแม้บางอย่างเฟ้นเรองทตนเองคิดตั้งฃ็้นเองเพอให้ ตนเองได้รบความสร;ดวกหรือได้ผลปรร;โยชน[ดยไม่ยาก หรือเฟ้นสิงทตน คิดว่าเฟ้นอุปสรรคสำคญทเข้ามาขวางกั้นในการทำงาน เงอนไขหรือข้อแม้ เช่นนจำด้องผ่านใหโด้ หนทางส่ความสำเร็่จจงจร:ราบrน กวามดังใจนั้นจำด้องอาด้ยองกปรร:กอบ ต้องอาดัยเครองอุปถัมภอก หลายอย่างมาเฟ้นดัวช่วย หากมเงอนไฃมข้อแม้อร:ไรทเกิคฃ็้น ต้องผ่านเงอนไฃ ผ่านข้อแม้นั้นไปให[ต้หรือเมึ๋อมปรร:เค็่นอร:ไรททำใหคิคฃัคมปิญหา ก็่ต้องผ่าน ปรร:เค็่นนันใหไต้ ร่งททำทคำเนินการจึงจร:มกวามกล่องดัวเกินหน้าไปไต้ แลร: ไครับกวามสำเร็่จ หากไม่อาจผ่านเงํ่อนไฃ ข้อแม้หรือปรร:เค็่นเหล่านั้นไต้ กั้[ม่ อาจสำเร็่จสมหวังไต้ เพราะฉะนั้น เมอมความตั้งใจเป็นเบองต้น จำ ต้องรักษาใจใหมั่นคง เข้าไว1ห้แน่วแน่ ไม่ท้อแท้ ไม่ถอยหลัง ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ หากม เงอนไข มข้อแม้ มประเฅ็่นอะไรมาขวางนั้น ก็่ใข้สติใชปีญญา ใข้อุบายวิธท ชอบธรรมมาแก้[ข มากำจัด มาบรรเทา หรือมาพลิกจากร้ายให้กถายเป็นด โดย ยดความพากเพยรพยายาม ความอดทน ความชอลัฅย่สุจริต และความถูกต้อง เป็นหลักปฏิบัติอย่างมันคง ทำ ไดดงน ความลิาเร็่จย่อมมดามมาอย่างแน่นอน กวามดังใจอย่างหนงทํ่นิยมกันกื่กือ ตั้งใจปรารถนา หรือ ตั้งความ ปรารถนา เมอทำกวามคิหรือทำบุญอร:ไรแล้วก็่มักจร:ตั้งกวามปรารถนา ขอ นั่นขอน ขอให้เฟ้นอย่างนั้นอย่างนั้ หรือขอให้[ม'เฟ้นอย่างนั้นอย่างนั้ ชงการ ดังใจอย่างนิย่อมนำไปล่กวามสำเร็่จไต้เช่นเคยวกัน หากสามารถทำร่งทจร:ให้ ไครับนลเช่นนั้นไต้อย่างแห้จริง ๙(3^ พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

ความตั้งใจปรารถนาโดยมุ่งผลอย่างใดอย่างหนง จดเ!เนบารม อย่างหนึ๋งเรยกว่า อธิษฐานบารม เมอศามารถทำสิงทดงามซงจ ผลส์าเรจดามปรารถนาอย่างต่อ เนํ่องยาวนานโดยไม่แปรเปลยนหรือหยุดนั๋งกลางคันชงเรืยกว่า บำ เพ็่ญบารม ย่อมจร:ไครับผลสิาเร็่จดามปรารถนาอย่างแน่นอน ไม่ว่ากวามปรารถนานั้น จร:อยูในระ:คับใด โดยทสุดแม้กวามปรารถนาพทธภาวร:กือฅ้องการเป็น พรร:พุทธเจ้าก็่ส์าเร็่จไค้ ค้วยการบำเพื่ญบารมทั้งหลาย ในสมัยพุทธกาล พรร:อนรุทธร:ชงเป็นพรร:เถรร:องกสิาคัญ เป็นพรร: ญาติของพรร:พุทธองก ไค้รบยกย่องว่าเป็นเอดทักกร:ผู้เป็นเลิสกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทางมทิพยจักษุ ในอคดกาลกรั้งพรร:พุทธเจ้าองกก่อน ^ค้คังใจ ปรารถนาจร:ไครับยกย่องเป็นเอดทักกะในทางนั้เหมือนกัน จึงไค้สร้างสมบารมื มาอย่างต่อเนั้องไม่ชาดดอน ท้ายทสุดเมํ่อเกิดมาแลร:ไค้บวชในพระศาสนาของ พระสิทธัดกพุทธเจ้า จึงไครับยกย่องให้เป็นเอดทักกะในทางมัน เรื่องกวาฆดิ้ง]จปรารถนาพจงฟ้มหลักสิากัญรงหื่จ^สร้างส5^5 ความ^าเร็่จในร่งทต้องการให้เกิดขนไค้ โดยมข้อแม้ว่า ต้อง(^ามารถทำความ ด ทำ บุญกุกิถ ^ร้างประโยชนแก่นู้อนอย่างแห้จริงฅ่อเนอง จื้งก่าเร็่จไต้ หาก ไต้แด่ตั้งใจปรารถนาให้มให้เปีนอย่างนั้นอย่างนิ้ชงเป็นตัวผล แด่ม้lต้สร้างt^รรค ความด่งาม มิไต้ทำบุญกุคลอันเป็นตัวเหฅุ อย่างเป็นชินเป็นอันเป็นหอักเป็น ฐานอะไร ทำ ไปพอเป็นพิร ตั้งมิไต้ทำอย่างเฅ็่มใจหรือเด็่มทนัก แม้จะตังใจ ปรารถนาจะไดรับผลอย่างไร กโม่อาจรับผลไต้ง่ายนัก เรั้องนั้มืคัวอย่างเป็นสิาคัญอันเหลือเชอ ท่านจึงบันทึกเป็นหลักฐาน ไว่ในคัมภิร อ้นเ2/1สิอ1ร่อ /๕๘ClT www.kalyanamitra.org

เรํ่องเกิดฃนทํ่เมืองกบิลพัสดุ ในสมัยพรร:พุทธเจ้าทรงพระ:นามว่าปทุมุฅฅรร: กุลบุตรกนหนงเห็่น พรร:พุทธเจ้าทรงตั้งภิกษุรูปหนงไว่ในตำแหน่งเอฅทักก2ผู้มทิพยจักบุ ใน ท่ามกลางพุทธบริษัท <i กี่เภิคกวามปรารถนาฅ้องการจ^เป็นอย่างนั้นบัาง จึง นิมนฅพรร:พุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆฉันภัตตาหารเป็นเวลา ๗ วันในวันสุคท้าย ไคฅงกวามปรารถนาไว้ว่า ฃอให!ด้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุท้งหลายผู้มทิพยจักษุ ในอนาคต พรร:พุทธองกทรงตรวจคูแล้วไค้พยากรโน!ว้ว่าจักส์าเรี่'จ เขาไเฟิง กำ พยากรโนแล้วณกิคกวามปลมป็ฅิเหมือนไค้บรรลถึงกวามตำเรี่จในวันนั้น ต่อมา เมือพรร:ปทุมตตรพุทธเจ้าเสต็่จปรินิพพานแล้ว เขาไค้ถาม ภิกษุทังหลายว่าจร:ค้องทำอร:ไรบ้างจึงจ^ไค้มืทิพยจักษุ พวกภิกษุไค้บอกให้ เขาทำโกมไฟเป็นค้นๆ หลายพันค้น ล้อมพระสถูปทองของพร::พุทธเจ้าชงสูง ๗โยขน่ แล้วให้ทำการบูชาค้วยประทิป เขาก็่ทำตามนั้น หลังจากร้นซวิตแล้ว ไค้[ปบังเภิคบนเทวโลก จากนั้นก็่เวยนวายตายเภิคอยูในมนุษยโลกกับเทวโลก นับแสนภัลป็ ในภัลฟ้นั้เขาเภิคมาในตระถูลกนเฃ็่ญใจในเมืองพาราณตํ มืซอว่า อนนภาระ อาภัยสุมนเศรษ^เป็นอยู่โคยทำงานขนหโบ้าให้เศรษจึ ซงเศรษจึนั้น ก็่เป็นกนใจบุญ ถวายมหาทานเป็นประจำ กราวหนงพระบัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าอุปริฏฐะออกจากนิโรธ สมาบัฅิทิเขาภันธมาทนแล้วไคถอบาตรจึวรมายังเมืองพาราณตํค้วยกุทธิพอค กับนายอันนภาระชงหาบหโ;^ามาเห็่นท่านเข้าก็่เริยนถามว่าไค้อาหารแล้วหรือ ยัง เมือท่านตอบว่าจักไค้เคึ๋ยวนแหละ ก็่ทราบกวามหมายในถ้อยกำนั้นค้วย กวามฉลาค จึงกราบเรืยนให้ท่านหยุครออยู่ก่อน แล้วก็่ทงหาบหโyาไว้ รืบ พTgมหาโพธิวงศาจาTil (ทองด) www.kalyanamitra.org

กลับบ้านไปถามภรรยาว่าอาหารทหุงไว้ฟ้าหรับฅนเศร็่จหรือยัง เมอภรรยาตอบ ว่าเสร็่จแล้ว ก็่รืบไปทพระปิจเจกพุทธเจ้า รับบาตรของท่านแล้วกลับมาทบ้าน ให้ภรรยาใฟ้อาหารลงในบาตรแล้วนำกลับไปถวายในมื้อของพระ!ปิจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งกวามปรารถนาว่า \"ก็่ด้วยทานอนน ขอความขดสนอย่าได้มื้แก่ข้าพเจ้า คำ ว่าไมม กี่ อย่าได้มื้ ในทุกภพทุกชาติเถิด\" แล้วกราบเรืยนพระปิจเจกพุทธเจ้าว่า ขอให้ตนพ้นจากการเลยงซพ อัน'รคเกืองเห็่นปานน ไมพงไคํยนกำว่าไม่มื้เลย พระปิจเจกพุทธเจ้าทรงทำ อนโมทนาว่า ขอกวามปรารถนาของท่านจงฟ้าเรืจอย่างนั้นเถิค เทพคาผูล้งอยูในเรือนของสุมนเสรษจ้1ครู้เห็่นเหตุนั้นจึงได1ห้สาธุกา^ ๓ กรั้ง เมอเสรษจ้ถาม กี่ตอบไปตามตรงว่าให้สาธุการแก่นายอันนภาระ: ด้วย เลํ่อมใสในบิณฑบาตทเขาถวายแก่พระปิจเจกพุทธเจ้า เศรฬกิคว่า ปาอัfเจรรยจริง เราถวายทานมาฅั้งนานเท่าน แฅ่ก็่ไม่ เคยไ^บสาธุการจากเทพคาเลย นายอันนภาระอา^ยเราเป็นอยู่แท้ๆ ถวาย ทานครั้งเคยวยังไ^บสาธุการจากเทพคาไค้ เราควรจ:!ทำรณ7เบาคทานของ เขาให้เป็นของเรา จื้งได้เรืยกนายอันนภาระมาแล้วบอกว่า เธอรับเงินจากฉัน ไปแล้วให้บิณฑบาตทานนั้นแก่ฉัน เมํ่อเขาตอบว่าไมได้ กี่เพิมรากาขนเรือยๆ จนถงหนงพันกหาปณะ แต่นายอันนภาระกี่ไม่ยอมรับเงิน สุคท้ายเสรษจ้ได้ พูคว่า \"เธอไม่รับเงินเพอแลกยับบิณฑบาตทาน^ม่เป็นไร แค่เธอรับเงินพัน กหาปณะไปแล้วแบ่งค่วนบญใท้แก่ฉันก็่แล้วยัน\" amz/iaaiia www.kalyanamitra.org

นายอันนภารฟ้งไม่รับปาก ขอไปถามพร2ก่อนจึง'ไบฅอบไค้ว่าแล้วก็่ ไปถามพระ:ปี'ๆเจกพุทธเ'จ้าว่า ท่านสุมนเศรษห้ทรัพยพันหนงแล้วขอก่วนบุญ จากบิณฑบาฅทํ่ถวายท่าน กระ;ผมจะ:ทำอย่างไร พระ:ปีจเจกพุทธเจ้านำข้อกวามมาเปรยบเทํยบแก่เขาว่า ''ในบ้านตร:!กูถหนงม (5)00 หลังคาเรือน ประทปโคมไฟในเรือน หลังหนงถูกๆศขน คนทเหลือก็่นำใบ้ชุบนํ้ามันมาฅ่อไฟ'ๆากเรือนหลังนั้นแค้วไป ๆศMคมไฟศวงอืนๆ แ(^งปว่างจากประทปควงเติม จะกล่าวไค้ว่ามหรือไม่ม*' เมอเขาฅอบว่า \"แสงสว่างย่อมม่มากกว่า\" จึงบอกว่า \"ฉันนั้นนั้นแล ท่านผู้เปีนบัณฑิต จะเปีนข้าวยาคูกระบวย หนงหรือภิกษาทัพพหนึงกื่ตาม เมือบคคถให้ล่วนบุญในรณฑบาตของตนแก่ ผูอนอยู่ ให้แก่คนอนไปเท่าใค บุญย่อมเจริญขนเท่านั้น ก็่ท่านไตให้บิณฑบาต ล่วนหนงเท่านั้น เมอท่านให้ล่วนบุญแก่เสรษ^ บิณฑบาตขอว่าเปีน ๒ ล่วน ล่วนหนงเปีนของท่าน ล่วนหนงเปีนของเสรษข้\" เมอเ?!นคังน นายอันนภาระ:จึงไค้กลับมาบอกเศรษ^ใหรับก่วนบุญ ของฅน เมือเศรษ^มอบเงินให้พันกหาปณะ;เป็นค่าตอบแทน ก็่ตอบว่าตนไม่ ได้ขายบิณฑบาต แต่ให้ส่วนบุญด้วยศรัทธา เศรษ^ก็่เลอมใศบอกว่า ต่อไป ไม่ค้องทำงานเป็นลูกจ้างของฅนอก ขอให้มาปลูกบ้านอยู่ใกล้ถนนแล้วไข้ สิงของในบ้านของตนไค้ทุกอย่าง แม้พระ:ราซาเมอทรงทราบข่าวก็่ทรงให้เรยกตัวนายอันนภาร:;มาแล้ว ทรงขอรับส่วนบุญค้วย และพระ;ราชทานโภกะ:มากมายพร้อมตำแหน่งเกรบจึ แก่นายอันนภาระ ๙๙0^ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองค) www.kalyanamitra.org

บิณฑบาตทถวายแก่ท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบติมอานิสงส์ มากมายเห็่นปานน็้ท่เดยว นายอันนภารร:นั้นในพุทธุปบาทกาลนใค้เกิคมาเป็นพรฟ้อรสพระเจ้า อมิโฅทนะ พระกนิฏฐภาคาของพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิคา เมืองกบิลพัสคุ มื พระนามว่า อนุรุทธร; เป็นสุขุมาลชาติอย่างยั๋งและมืบุญมาก วันหนง เมํ่อพระราชกุมารทั้งหลายในเมืองกบิลพ'สคุทรงเล่นขลุบเอา คะแนนค้วยขนมกันอยู่ เจ้าอนุรุทธะแพ้ จึงล่งกนไปทํ่ฅำหนักพระมารคา ให้ พระมารคาล่งขนมมาให้พระมารคาก็่อัคการให้คามนั้น เมอไค้ขนมมาแจกจ่าย กันแล้วก็่ทรงเล่นขลุบกันต่อไป เมอทรงแพ้อก ก็่ล่งกนไปเซ่นนั้นและไค้ขนมมา เซ่นเติม ในกรั้งท d พระมารคาล่งซ่าวไปว่า ขนมไม่มื เจ้าอนุรุทธะ เมอไค้ยินว่า ขนมไม่มื ก็่ล่ากัญไปว่ากำนั้เป็นซอของ ขนม เพราะไม่เกยไคยินกำว่า \"ไมม\" มาก่อน จึงล่งกนไปทูลพระมารคาให้ ล่งขนมไม่มืนั้นมาให้ พระมารคาสกับแล้วทรงคำริว่า พระโอรสอนุรุทธะไม่เกยไคํยินกำว่า ไม่มื จึงไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร จะทำอย่างไรจึงใหรู!ค้ว่าไม่มืกืออะไร ทรงคำริ แล้วก็่ทรงล้างถาคทองกำใบหนงแล้วปิคค้วยถาคทองกำอกใบหนง ทรงล่งไป ให้[คยร่'งให้บอกพระกุมารว่าขนมไม่มือยู่ในถาคนั้ ขณะทกนรับใซ้ถึอถาคทองนั้นไป เทพคาทั้งหลาย^กษาพระนกรกิค ว่า พระกุมารอนุรุทธะไค้ถวายทานไวัในอคฅไม่เกยไคยินกำว่าไม่มื และไม่รู้ว่า ไม่มืนั้นคืออะไร แม้เธอเห็่นถาคเปล่าก็่กงไม่รู้กงโกรธพระมารคาว่าโกหกเพราะ ในถาคว่างเปล่า จึงไค้เนรมิคขนมไว่ในถาคทองนั้นจนเค็่ม เมอเจ้าอนุรุทธะ อ้ช^สิอเร่อ fSc(๑J www.kalyanamitra.org

เปิคถาคออก กลํ่นขนมได้อบอวลไปทั่วเมือง เมอเศวยเข้าไปแล้ว กลํ่นนั้นได้ แผใปฅลอคเล้นประ;ลาทรับรสทั้งเจ็่ค เด้าอนุรุทธะ;เลิกเล่นขลุบแล้วได้[ปถามพระ;มารคาว่าไม่ทรงรักคนหรือ อย่างไร จงไม่ทำขนมไม่มืให้เสวยมาแค่แรก เมอพระ;มารคาคอบว่าเร็เนทรักยง กว่าควงใจและ;ถามว่ามือะ;ไรอยู่ในถาค จึงทูลว่าในถาคมืแค่ขนมทอร่อยไม่เกย เสวยมาก่อน พระ;มารคาจึงคำริว่าพระ;กุมารกงเป็นผู้มืบุญเก่าทำไๆคแล้ว ขนม ทิพย่เช่นนจึงเกิคชื้น จึงหลังจากนั้นเมอเด้าอนุรุทธะ;ทรงด้องการเสวยขนมไม่มื ก็่ทรงจัคการอย่างเค็ม และ;เทพคาก็่เนรมิคขนมไล่ให้เฅ็่มถาคคลอคมา ค่อมา เมอพระ;โอรสทั้งหลายของเด้าศากยะ;ออกบวชฅิคคามพร::พุทธ องกคามลำคับมา เด้ามหานามะ;ผู้ทรงเป็นพระ;เชษฐาเด้าอนุรุทธ:;ได้ครัสปรืกษา กับเด้าอนุรุทธะ;ว่าใกรกวรจะบวช เด้าอนุรุทธะ;ทูลว่าคนเป็นสุขุมาลชาค็ไม่อาจ บวชได้ เด้ามหานามะ;ทรงเห็่นชอบด้วย แล้วครัสว่าเมอเป็นอย่างนั้เธอกวร เรืยนทู้รองการงานเข้าไว้ เจ้าอนุรทธร;จึงถามว่าการงานเป็นอย่างไร ด้วยไม่เคยรู้จกคำ เทล่าน ไม่เคยทำงานอร;ไรมาก่อน แม้ทั่เกิดของข้าวก็่ยังไม่รู้จ้ก จร;ไหรู้จก การงานได้อย่างไร ไคยนว่า สมัยหนงเด้าศากยะ;๓ พระ;องกกือเด้าอนุรุทธะ; เด้ากัททิยะ; เด้ากิมพิละ; ถามกันว่า ข้าวเกิดท1หน เด้ากิมพิละ;ครัสว่า ข้าวเกิดในฉาง เพราะ;ทรงเกยเห็่นเชาชนข้าว เปลือกไปไวในฉางแล้วนำออกมาคำเป็นข้าว แล้วหุงออกมาเป็นข้าวสุก ๕๙1^ พygมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เจ้าภัททิย:;ฅรสว่า ข้าวเกิดในหม้อข้าว เพรา::ทรงเห็่นแฅ่เขากคข้าว ออกจากหม้อ เจ้าอนุรุทธะฅรัสว่า ข้าวเกิดในถาดทองใบใหญ่ เพรา รงเกยเห็่น แต่อย่างนั้น ไม่เกยเห็่นเขากำข้าว ไม่เกยเห็่นเขาทุงข้าวหรือกกข้าวจากหม้อ จึงฅรัสอย่างนั้น แม้ทเกิดของข้าวยงไม่รู้ จ้กรู้เรืองการงานได้อย่างไร เจ้ามหานาม:;จึงทรงศอนเรํ่องการงานให้เจ้าอนุรุทธ^ท้เงโกยนัยว่า ก่อนอนต้องเฅรยมนาแถ้วจื้งไถนา แต้วทำอย่างนๆ จนถี้งเก็่บเก่ยวแต้วนำมา เก็่บไวIนฉาง จากนั้นจึงนำออกมาดำเป็นข้าวสาทเต้วนำมาหุงเปีนข้าวสุก เจ้าอนุรุทธ:;ฟิงแล้วกิกว่าการงานนั้!ม่มทศุกเลย จึงกกลงขอบวช กกว่า แล้วไปทูลลาพระมารกา เศคื่จออกบวชพร้อมล้วยพร:;กุมารอก & พระองกกิอ เจ้าภททิยะ เจ้าอานนท เจ้าภคุ เจ้ากิมพิละ เจ้าเทวทต มช่าง กักผมซอ อุบาล ออกบวชฅิกกามไปด้วย เมือได้อุปศมบทแล้ว^ด้ปฏิบัฅิธรรม ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันฅกันทั้งหมก เว้นพระเทวหัก ส์าหรับพระอนุรุทธะนั้น เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ทำ ให้แจ้งชงวิชชา ๓โกย ลำ กับ นั่งอยู่บนอาศนะเคยว สามารถเล็่งคูโลกธาตุพันหนงด้วยทิพยจกษุได้ ชักเจน เหมือนกังมองเห็่นมะขามบัอมทวางไว้บนฝ่ามือ เพราะฉะนัน จึงได้ รับยกย่องให้เป็นเอกหักกะผู้ยอกเยยมในทางมืทิพยจักนุสมปรารถนาทํกังไว้ แต่กรั้งอกก. จากเรอง สุมนอามเณร ภิกขุวรรค อรรถกถาธรรมบท www.kalyanamitra.org

_gj เ£^ เมึ๋อเข้าโบสถ์ทำใจให้หยุคนํ่ง ปล่อยวางทิ้งอารมโถ์หมองจิฅย่องใส เพ่งพิศองกพุทธาอ่าอำไพ นึกน้อมให้องถ์อยู'กู่ใจคน ว่า สืบมา อiTsrn ตั้งใจนึก ให้เพิยร'!เกหน่อยเห็่นเป็นมรรคผล จะเย็่นกายสงบใจหายร้อนรน ไค้กุศสอกค่อพอเป็นทุน. ศรจอมทอง ค P ๕๙๙ไ) พระมหาโพธิวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

ร<M สิลรกษา d ส์ม1คจพรร:ร'มมาร'มพุทธเจ้าทรงแสคงข้อธรรมไว้มากประ:การ เพอเป็นเกรองคำรงซวิฅอย่างเร็เนสุฃ มกวามปลอคภัย ไม่มเวรมกรรมอะ:ไร กร:ไกร แม้คายไปก็่ไปค ไค้เกิคในสุกฅิทค แลร:เมือมาเกิคใหม่ก็่มกวามพร้อม มูลรองรับ ข้อธรรมเหล่านั้นกรร:'จายอยูในบทเทศนา บทสนทนา แลร:บทธรรม ค่างๆ ชงภายหลังเมํ่อมืการรวบรวมไว้เป็นหมวคหมู่ ข้อธรรมนันๆ ก็่อยูใน พรร:สูฅรค่างๆ ในหมวดธรรมค่างๆ อันเรยกรวมว่า พรร:ไตร่ปิฎก อย่างเซ่น สุขสูตร ทรงแสดงเหตุแห่งกวามสุขไว้เป็นหลักล่วนหนั้ง ผู้ค้องการกวามสุขในชวิฅแบบนั้น ก็่ค้องปฏิบัติคามข้อธรรมอย่างนันๆ เมือ ปฏิบัติไค้ถูกค้องคํแล้วก็่ย่อมไครับกวามสุฃทํ่ค้องการ ในสุขสูครนั้นทรงแสดงกวามสุฃทกนเราปรารถนาภันล่วนใหญ่ ๓ ปรร:การ กือ อชเพสิอเร่อ /๕๙๕^ www.kalyanamitra.org

๑. ขอให้ฆู้กนจงยกย่องสรรฟริญ อยู่ในร'งกมไค้อย่างปกฅิสุฃ มเกยรฅิมค้กคิ้ศร ๒. ขอให้มทรัพย่สมบัติ รํ่ารวย มฐานะ;ก ไปยากจน ไม่ลำบาก ๓. หลังจากร้นชวิฅไป ขอให้!ค้เซ้าถื้งสุกติโลกสวรรก มสุขใน ลัมปรายภพ เมอปรารถนากวามสุขอย่างน พระ!พุทธองกทรงแสกงข้อปฏิบัติ เพอ เข้าถึงไว้ว่า พงรักษาติล ข้อกวามข้างค้นนั้นแสกงให้เห็่นถึงกวามลำกัญของติล แสกงถึง อานิสงร้ถึลในระ:กับหนั้ง กังนันเมื้อค้องการกวามสุขในระ:กับนั้ก็่พึงรักษาถึล เมอไครักษาถึล ถึลก็่จะ:ให้กวามสุขระ:กับนั้นเป็นอานิสงส์ อาจกล่าวไค้ว่า เมอรักษาพึล พึลก็่รักษา คำ ว่า เปีนคำทไศปีนกันมาจนเคยชิน แค่ความเข้าใจในสาระอาจ แฅกค่างกัน บ้างก็่เข้าใจว่า คํถคํอข้อห้าม ข้อจำกัค เปีนข้อกดกั้นทำอายปีทธิ บางอย่าง เพราะไม่อาจทำไดทงทสามารถทำได้อย่างสบาย บ้างเข้าใจว่า ปีล คึอข้อห้าม ๕ประการ(F^ ประการเปีนด้น เพึ่อให้มระเปียบวินัย อยู่กันอย่าง มความสุขสงบ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่กันและกัน บ้างกี่เข้าใจว่า ดืลเป็นเรอง ของคนทปลกตัวออกจากกังคม ไม่ด้องการยุ่งเกี่ยวกับคนอนมากนัก ไม่สนใจ เรองความเป็นอยู่ เรองความเจริญพัฒนา ตังนเป็นด้น เพรารแห็่นอย่างน จงไม่ค่อยสนใจเรืองพึลกันนก คิดว่าเป็นเรึ๋อง ห่างตัว เป็นเรืองไม่จำเป็นลำหรับชวิต เป็นเรองของคนบางกลุ่มบางพวก ๙'ร) พรรมหาโพธิวงศาจารย่ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เมอไม่สนใจเรองส์ลก็่ทำให้ดำรงซวิตไปตามทตนต้องการ ทำ ผิดทำชวอรไร ^ม่รู้สิก ขออย่างเคยวอย่าให้ถูกจบไต้ หรือขอให้เอาต้วรอดไต้เฟ้นดํ ตามทเข้าใจกันว่า สิลเฟ้นข้อห้าม เฟ้นข้อปฏิบติของนกบวช ของ ภิกษุสามเณร เท่านั้น นั่นก็่เป็นกวามเข้าใจท่ถูกในร๙คับหนึง แต่สืลมิใช่อยู่ ในวงแกบส์าหรบนักปฏิบัติเพอบรรลุธรรมเท่านั้น หากบังมกวามหมายเพอ การปฏิบัติแบบทั่วไปซงก็่เป็นเรองของ^ลอกมาก แท้จริง ติล เป็นข้อธรรมส์าหรับปฏิบัติในซวิฅปรร:จำวัน เพราร: สิล ก็่คือการปร:!พฤฅิหfอการปฏิบัฅิฅัวไปคามปกฅิ ไปคามกฎคามร:!เปียบ ไม่ ละเมิดกฎ ไม่ละเมิดมิทธิของผู้อน ไม่สร้างศวามเดือดร้อนให้แก'มูอนไม่ว่าด้วย กายหรือด้วยวาจา การทำคัวปฏิบัติตัวไปคามปกติธรรมดา ทำ มาหากินไปคาม ปกติธรรมคา อยู่กันอย่างปกติธรรมดา อย่างนเรืยกว่ามดืล หากไปทำร้าย ไปล่วงละเมิดผูอน ทำ ศวามเดือดร้อนให้แก่ผูอน อย่างนั้เรืยกว่านิดดืล สืล เมอบุกกลรักษาแลร:ปฏิบัติตามอย่างบริลุทธิ ไม่ต่างพร้อย ไม่ม มลทิน คึอไม่รักษาไปก่อกวามเคือคร้อนใท้กนอนไปในรูปแบบต่างๆ ^ลนัน ก็่จร:รักษาผูรักษาคืล เรํ่มฅ้นกี่ใท้ปรร:โยซนตามปรารถนา ดก ปรร:การคังกล่าว ข้างต้น ในฃณร:เคืยวกัน กื่ใท้กวามปลอคกัย ใท้กวามลุฃสงบ ใท้พ้นจากทุกฃ ให้พ้นจากอันตรายหรือภัยพิบัติต่างๆ ไต้[คยตรงบ้าง โคยอ้อมบ้าง คนทั่มคืลรักษาคืลเฟ้นปกติ ย่อมทราบผลตอบแทนอันเฟ้นอานิสงส์ คืลเหล่านั้ด รูรักษาคืลซงบกพร่องมมลทินมข้อด่างพร้อย ย่อมไม่อาจทราบ อย่างลึกซั้งกงอานิสงส์คืลเช่นนั้ไต้ ทั่กล่าวว่า เมอรักษาลึล ลึลย่อมรักษา บันหมายถงยูรักษาคืลท บริสุทธไม่บกพร่องไม่มมลทินนั้นั่นเอง นอกนั้นคืลย่อมรักษาบ้างไมไคืรักษา aamaaiSอ /SSctT www.kalyanamitra.org

บ้าง ร'กษาไม่สมบูรณกรบวง'จรบ้าง เป็นเกรองเตือนสติเสือนใจอย่างทว่า เมํ่อ รักษาตืลกื่ขอไหรักษาอย่างมั่นใจมั่นกง ใหตืลบริสุทธิเข้าไว้เป็นตืทสุค แล้วตืล ก็่จะสะ:ท้อนกลับมารักษาฅนให้ฅนไครับอานิสงส์น่าอักจรรย่อย่างกากไมกง ในพระ;พุทธศาสนา มอัวอย่างเรองตืลย่อมรักษาให้ปลอคภัย ให้ รอคตัวจากผู้คิคร้ายไค้ ภิกษุยูรักษาตืลบริสุทธิ้ฅั้งแค่บวชมา เริยนภัมมัฏฐาน แล้วออกไปปฏิบัติธรรมในป้าเขา ชาวบ้านให้กวามศรัทธาเลอมใส ทั้งทมิใช่ลูก หลาน แค่รักเหมือนลูกหลาน ถวายข้าวถวายนํ้าให้กวามอุปภัมภ แค่ถูกรังแก หาเรืองเพือมิให้อยู่ในทนัน แบ้จะ;ออกอุบายทำอย่างไรก!ม่อาจทำอันครายพระ; ไค้ห้ายทั้สุคก็่พ่ายแพ้บารมืของพระ ทั้พระ;ท่านไครับขัยชนะสูงสุคก็่กอไค้บรรลุ พระอรหัตผล กื่เพราะอาตัยตืลบริสุทธิ้ของคนเป็นหลัก เรืองนก็่เป็นเรืองอันเหลอเซือ จึงไครับการบันทึกเป็นหลักฐานไว้!น ตัมภิร ^ เรองเกิดฃนทํ่เมืองสาวัตถ พระเถระรูปหนงซํ่อ ติสสะ อยู่ทั้วัคเขควัน เมืองสาวัฅถ ไค้เรืยนพระ ภัมบัฏฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลลาไปปฏิบัติธรรมในป้า มาถึงเงอม ถำ แห่งหนงเป็นสบาย อยูใมใกลหมู่บ้านนัก เมํ่อเห็่นแล้วจิฅของท่านก็่เรํ่ม แน่วแน่ ชอบใจสถานทนันค้วยกิคว่าจักสามารถบำเพ็่ญเพยรไค้ส์าเรืจ จึงตกลง ใจอยู่ทั้เง็้อมถํ้านั้น ก็่ทึถำ นันมืเทพคาและกรอบกรัวอาลัยอยู่ เทพคานั้นกิคว่า การทภิกษุ ผู้ทรงตืลมา เราจะอยูในทั้แห่งเคยวภันภับภิกษุนั้นย่อมลำบาก แค่ท่านกงพัก อยูกนเคยวแล้วก็่ใป จึงพากรอบกรัวออกไปอยู่ข้างนอก ๕๙๘) พรรมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

วันรุ่งขน พระเถร:;ไค้เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแต่เช้า อบารกาคน หนํ่งเห็่นท่านเข้าก็่เกิดความรักในตัวท่านเหมือนเร็)นบุตรชาย จึงนิมนตัให้ เข้าไปในเรือน ถวายอาหารแล้วอ้อนวอนขอให้ท่านอยู่ทถํ้านั้นตลอด ๓ เคอน ชงพระเถระกื่รับปาก ค้วยเห็่นว่าเมอไค้อาตัยอุบาสิกานั้ก็่'จะไค้หมดกังวลเรอง อาหาร แล้วไค้กลับไปทถํ้าอก ฝ่ายเทพดาคิดว่า คงมืคนนิมนต!ห้พระท่านอยู่ท่านจึงกลับมา แต่ คง'จะไปในอกวันสองวันข้างหน้า แต่แบ้'จะล่วงไปถึงครงเคือนแล้ว พระเถระก็่ยังไมไป เทพดานั้นจึง คิดว่า พระท่านคงอยู่นาน'จนถึงออกพรรษา เราไม่อา'จ'จะบอกให้ท่านออกไป 'จากทนั้[ค้ พระรูปนั้มืข้อผิดพลาดอะไรในเรองคืลบ้างหรือไม่ เรา'จะไค้หาเหตุ ให้ท่านออกไปไค้ ตรว'จคูค้วยทิพยวักบุของตน ก็่มองไม่เหื่นข้อเถึยหายอะไร ในเรองคืลของพระเถระนับแต่ท่านไค้อุปสมบทมาเลย เมอไม่เหื่นทางอย่างอน จึงไค้สร้างเรํ่องฃนเพอให้เป็นเหตุโดยเข้าไปสิงอยู่ในร่างของลูกชายคนโตของ อุบาสิกา บิดคอเธอ'จนตาเหลือกถลน นั้าลายไหลออกมา อุบาสิกาเหื่นลูกขายเป็นอย่างนั้นก็่ตกใ'จร้องว่านมันอะไรกัน เทพดา จึงปรากฏร่างให้เหื่นแล้วร้องบอกว่า \"เราจับถูกของท่านไว้แล้ว เราไม่ฅ้องการด้วยพลกรรมเกรองเซ่นไหว้ อะไร แท่ขอให้ท่านไปขอชะเอมเกพมาจากพระทท่านอุปีฏฐากอยู่ นำ มาทอด นํ้ามันแล้วให้ถูกชายท่านนัฅถุเข้าไป ทำ ไดด้งน เราจึงจะปล่อยถูกของท่าน\" อุบาสิการ้องบอกว่า ลูกของมัน'จะฉิบหายหรือตายไปก็่ตามเถิด มัน ไม่อา'จขอชะเอมเครือ'จากพระไค้ เมํ่อไค้ยนตังมัน เทพดาไค้ต่อรองลงมาว่าขอ ให้!ปขอผงหิงตุมาไล่'จมูกลูกขายท่าน แบ้อย่างนั้อุบาสิกาก็่ตอบว่าไม่อา'จขอไค้ aamaaiSa www.kalyanamitra.org

เทพคาจื้งไค้ฅ่อรองลงมาว่า ฃอให!ปฃอนํ้าล้างเท้าของพรร;มารคลงบนหัวของ ลูกท่านก็่แล้วหัน อุมารกาคอบว่าถ้าอย่างนก็่พอทำไค้ เมอพรร:เถระ;มาทบ้าน อุบารกาไค้ขออนุญาฅล้างเท้าพรร;เถรร; เมอ พรร:เถรร;อนุญาฅ จึงไค้ล้างเท้าของพรร;เถรร;แล้วขออนุญาตนำนํ้าล้างเท้าน!ป รคจึรษะ:ของลูกชายของคนชงถูกอมนุษย่รงอยู่ ชงพรร;เถรร;ก็่อนุญาคว่านำไป รคเถิค อุบารกาจึงนำนํ้านั้นไปรคทจึรษร;ของบุครขาย เทพคาไค้ออกจากร่าง ของเค็่กแล้วไปยืนรอพรร;เถรร;อยู่ทปากถํ้า ฝ่ายพรร;เถรร;เสร็่จหัคกิจทํบ้านอุบารกาแล้ว เคินกลับไปทํ่พักพร้อม สาธยายอาการ ๓๒ ไป เพราร;เป็นยู้มปกติไม่ลร;เลยหัมมัฏฐาน เมอถึงปรร;คู ถา เทพคาไคยืนขวางทางไว้พร้อมกล่าวว่า \"พ่อหมอใหญ่ อย่าเข้ามาในถํ้านั้\" พระเถรร;ถามว่าท่านเป็นใคร เมํ่อเทพคาคอบว่าคนเป็นเทพคารง อยู่ในถำนํ จึงกิคว่าทำไมเทพคาจึงมาเร้ยกเราว่าพ่อหมอใหญ่ เราเกยทำ เวชกรรมทํไหนหรึอ จึงครวจคราคูฅังแค่คนอุปสมบทมา ก!ม่เห็่นความเศร้า หมองหรือความค่างพร้อยในเรืองนของคน จึงกล่าวว่าคนไม่เห็่นสถานทํ่ทคน ไค้ทำเวชกรรมท้!หนเลย เมอเทพคาบอกว่าท่านไม่เห็่นหรือ ก็่เมอลักครู่ท่านไค้ ใท้รคนำล้างเท้าของคนทถึรษะของลูกขายอุบารกาทถูกอมนุบย่รง หรือไม่ ไค้ทำเล่า จึงถามเทพคาว่าท่านเรืยกเราว่าพ่อหมอใหญ่เพราร;หมายถึงการ กระทำเซ่นนั้นหรือ เมํ่อเทพคาคอบว่าใซ่แล้ว พระเถระจึงคิคว่า \"โอหนอ เราตังตนไว[ศยชอบแล้ว เราปร:!พฤฅิ(^มกวรแก่พร:!^าสนา แล้วอย่างแท้จริง แม้เทพศาก็่มิไท้มองเห็่นความเสร้าหมองหรอความต่างพร้อย พTgมหาโพธิวงศาจารย (ทองด) www.kalyanamitra.org

ในปารีสทธิ^ล d ปกาTของเรา ได้เห็่นเพยงนาล้างเท้าทเรารอบน^รษ:^ของ เศ็่กเท่านั้น\" เมอกิคคังนิ้ ความป็ฅิปล็้มเปรมใ'จอันมกำลังกล้าด้วยเห็่นสืลซองฅน บริสุทธ[ด้เกิคฃนแก่ท่าน ท่านข่มป็ฅิอันมกำลังนั้นไว้แล้วยืนนั๋งสงบ กึ๋ใด้บรรลุ พรร;อรหัตผลในทนั้นในขณะนั้นนั้นเอง แล้วได้เปล่งอุทานฃ็้นว่า \"การอยู่ของเราบริสุทธิแล้วหนอ ท่านอย่าได้ประทุฟ้าย ท้ยเรายู!ม่มมลทิน ผูมตบะ ยู้บริสุทธิแล้วเลย ท่านจง ออกจากป่านั้ไปเสิยเถิด\" พระเถระได้อยู่ทนั้นฅลอคไตรมาd เมอออกพรรษาแล้วได้1ปวัตเซตวัน ถูกภิกษุทั้งหลายถามว่ากิจของบรรพชิตของท่านกึงทํ่สุตแล้'วฟ้อไ^ จึงได้เล่า เรองทั้เกิดขนทั้งหมคในทนันใฟ้?งกัน เมอถูกถามอกว่า ก็่เมอถูกเทพคามา กล่าวโทษอยู่อย่างนั้นไม่โกรธบ้างหรืออย่างไ^ ได้ตอบไปว่าไม่โกรธเลย พระทั้งหลายจึงได้นำเรองนั้นไปกราบทูลให้พระ!พุทธองด้ทTงทราบ แล้วกราบทูลว่าพระติddเถระพยากรณพระอรหัต โคยบอกว่าไมโกรธเมือถูก เทพคากล่าวโทษ พระพุทธองกตรัdว่า \"ภิกษุนั้งหลาย บฅรของเราย่อมไม่โกรธเลย เพราะขื้นชือว่าความ เกยวข้องด้วยคฤหัสถหรือด้วยบรรพชิฅทั้งทลาย ย่อมไม่มแก่ษุฅรของเรา ษุฅรของเรานั่นเป็น^ม'เกยวข้องในเรองข้าวยาคู การหัง การสนทนา การ บรีโภค เปีนผู้ปรารถนาน้อย และเปีนมูล้นโคษ\" อั^นพสิอเร่อ ^ www.kalyanamitra.org

จากนั้นไค้ฅรัสพรร:กาถานว่า อสํสคูจํf คหฏฺเจ?หิ อนาคาเรหิ จูภยํ อโนกสาร อปป็จฺฉํ ตมหํ พฺรูมิ พราหุมณํ ฯ ยู้ทไม่กลุกกลกับคฤหัสถแลร:บรรพชิฅทั้งสองฝ่ายไมม กวามอาลัยเทิ่ยวจาริกไป มกวามปรารถนาน้อย เราเริยก ว่าเป็นพราหมโน. จากเรือง พTะฅิc^c^เถTะกู้อย่mงั้อมเชา พราหมณวรรค อรรถกถาธรรมบท 3^ เมํ่อซํ้ากายชํ้าไม่ใกรพอรู้ แฅ่เาอยูในใจใกรจะเห็่น จะเอือนเอ่ยออกปากก็่ยากเย็่น มันลำเก็่ญใจชาไม'ลำราญ. ส์รจอมทอง /๕๐»^ พรgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เสือกให้ใจฟ้นทุกฃ ™พ^^r ใ/\\IT๙พทธองคฅรัสศอนซาวพุทธไว้ว่า \"วิเจย.ย ทานํ สุคตป.ปสต.ถํ\" แปลความว่า \"การเสือกให้พรร;สุคตเจ้าสรรเสริญ\" หมายความว่า ในการให้ในการเสืยสละ:ในการบริจาค หากสามารถ เสือกให้[ห้ย่อมเป็นการค ย่อมไค้ประ:โยซน!ค้อานิสงส์แห้จริง แคทว่า เลือกให้ใจเปีนทุกข คามหัวข้อนเปีนอกกTtuหนึง การเสือกให้ ฅามพรร:พุทธพจนนั้น หมายถงการเสือกในลักษณะ: เหล่านั้กือ เสือกเจตนาทึ่ให้ เสือกของ^ห้ เสือกวิรการฑึให้ แลร; เสือก ปฏิคาหกคือผูรม เสือกเจตนาทให้ คือจร:ให้อะ:ไรจำค้องคูว่ามเจตนาอย่างไรในการ ให้ ค้องคูวิ'คถปรร:สงคืเป็นเบองค้น ให้เพอสงเคราร:ห เพออนุเคราะ:ห เพํ่อ ตอบแทนบุญคุณ เพอเป็นบุญกุศล หรือเพํ่อแสคงความมนั้าใจไม่ทอคทงกัน อัชmสิอเร่อ www.kalyanamitra.org

เพราะ:เจตนานจะฟ้นเหตุให้ศามารถกะ:กำหนคสิงทใ\"^ห้มท0ามเหมาะศม ม จำ นวนทเหมาะ:สมไค้ เลือกของทให้ ณซ่นกัน จำ ค้องเลือกว่าของทให้เหมาะ:แก่ยูรับ อย่างไร ให้!ปแล้ว^บไค้ประ:โยซน[ด!ซ้สอยเหมาะ:สมหรือไม่ การเลือกของ ทให้มความจำเป็นมาก หากให้สิงทไม่เหมาะ:ไม่ควรให้สิงทไม่เป็นปร2โยซนต่อ ผูรับ และ:ผูรับไม่อาจนำไปให้แก่คนอนต่อไค้ ของนั้นก็่เลืยหาย ^ห้กเพยงไค้ ซอว่าเป็น^ห้เท่านั้น ไม่อาจต่อยอดการให้ให้กว้างฃิ้นไค้ เลือกวิธการทึให้ ก็่ส์ากัญไม่น้อย คอเมือค้องการให้อะไรแกใคร ควร ให้ค้วยความเคารพ ให้ค้วยกิริยาอ่อนน้อม ก่งให้หรือยนให้ค้วยความนั้มนวล ลืหน้าเบิกบาน มิใซให้แบบเลือกให้ โยนให้ หรือขว้างให้เหมือนทงของทไม่มื ประ;โยซนํ การให้ค้วยความนิมนวล ค้วยวิธการทอ่อนน้อมนั้นท่านเรืยกว่า มืความเคารพในทาน ซงเป็นการให้ทจะ:มือานิสงก่มาก เลือกปฏิคาหกผู้รบ นันย่อมสำกัญไม่น้อย ล้ายูรับเป็นยู้มืลืล ประ:พฤติปฏิบัติอย่ในธรรม มืจิฅใจทงดงาม มืความซํ่อสิ'ฅย่สุจริตเป็นค้น ย่อม เป็นยูรับทมืคุณค่า เหมาะ:ควรแก่การให้ หากเป็นยู!ร้ลืลไร้ธรรม เป็นยูไม่ ซือกัตย่สุจริต แต่สมควรจะ:เป็นยูรับ เพราะ:มืความสำบากยากแค้นหรือมืเหตุ จำ เป็นค้องไครับความช่วยเหลือ ก็่สามารถให้!ค้ค้วยตั้งใจว่าจ^อนุเครา2ห แต่ ผลอานิสงส์ย่อมลดน้อยลง แม้จะ;เป็นการให้กจริง แดกสิ'กว่าให้เท่าบัน ยู!ห้ เองก็่รู้ลืกเช่นนั้เหมือนกัน คงไม่มืใครหวงปรร;โยซน้อนเลิศเลอจากการให้แก่ผู้!ร้ลืลไร้ธรรม แน่นอน ๕๐๕ไ พรรมหาโพธิวงศาจารย (ทองค) www.kalyanamitra.org

กาทลือกให้ทพระพุทธองคตรัสไปีงมนัยดังกถ่าวน เป็นทางเถือก ถืาหรับผู้มใ'^ใป็อยู่กับการให้การเถืยละเพือประโยชนัพุขแก่นูอึน เฬือให้มผล อานิสงถืฅอบแทนอย่างมบูรฌ แต่การเลือกให้ทํ่กิคหรอทำกันอยู่จะเป็นอกลักษณะ:หนง ลือ มกวาม ตั้งใจจะให้เป็นเบองก้นชงเป็นเรํ่องทถูกต้องงกงาม แต่กวรจะให้แกใกรกลันเป็น กำ ถามต่อมา การจะให้แกใกรนั้นลัวนใหญ'ผูให้จะเลือกผูรับเอง ส่วนใหญ่ก็่จะ เลือกให้แก'ภิกษุเป็นหลัก เพราะเชอว่าการให้เซ่นนั้เป็นษุญ ในการให้แก่ภิกษุ นั้น ก็่จะเลือกภิกษุทฅนรู้จักก้นเกย หรือเป็นญาติกัน หรือเป็นภิกษุ^หญ่ม ฟ้มณกักกิ หรือเป็นภิกษุมซํ่อเลืยง มหน้ามฅา อย่างนั้เรืยกว่าเลือกผูรับทํฅน รู้จักหรือชอบพอ โกยไม่ต่อยกำนึงลืงกวามรู้'กวามสามารถ ไม่กำนงลืงลืลา- จารจักรการประพฤติปฏิบัติของรูรับเท่าไรนัก อกทางหนงในกรณนั้ลือ ตั้งใจเลือกภิกษุทํมกวามประพฤติคปฏิบัติ ชอบทรู'กนยอมรับไปเการพกราบโหว่กันเป็นประจำ หรือเลือกภิกษุทํมกวามรู้ เป็นกรูอาจารย่ มลูกติษย่ลูกหามาก กรณอย่างนจะรู้จักหรือไม่รู้จักเป็นส่วน ตัวอย่างไรก็่เลือก เพราะมั่นใจว่าเป็นพระคพระแห้ เป็นเนั้อนาบุญไต้ การเลือกรูรับในกรณเหส่านั้กี่เป็นไปกามหลักพุทธพจนั แต่เป็นการ เลือกทอาจทำให้มทุกฃใจกามมาไต้ เพราะเป็นการเลือกกามทํตัวเองกิคหรือ กามทกนอนเขาปฏิบัติกัคเลือกกันมาแก้วไมไค้กกลืกซื้งถงข้อจักรปฏิบัติแห้จริง เพราะไม'มเวลาไปติคกาม อั!112/5สิอเร่อ /๕^ www.kalyanamitra.org

การเสือกให้อย่างนแหลร:ทกล่าวไว้ว่า \"เสือกให้ใจฟ้นทุกข\" กล่าว คือหากเสือกให้!นลักษณร:นิ้ ถ้าไค้^บทฅรงกับใจกิคหรอทเป็นทยอมรับกัน หัวไปก็่สบายใจไม่มทุกข!จอร:ไรให้ทานไปห้วยกวามเชอมั่น ก็่เป็นบุญเป็นกุศล แต่หากเสือกแล้วให้ ภายทล้งทราบว่าผูรับทตนเสือกไม่ดอย่างท ตนหวง ก็่จร;ทำให้ผิดหวง เสิยศร้าๆธา เสืยความรู้ส์ก ความทุกข!จก็่จร;เกิด ขน เมือเกิดแล้วอกุศลจิตก็่จร;ตามมา เช่นเกิดความไม่พอใจ เกิดความโกรธ หรือเกิดความเสืยดายสิงของทํต้องให้ ล้วนเป็นเรืองของทุกข!จหังสิน เพราะฉะนัน การเถือกให้จำฅ้องพินิจ วางใจเปีนกถางตท^ศ เมอ ฅัง้ใจให้แล้ว ก็่ใหคคแฅ่เพิยงว่าผูรับเปีนกู้บริถุm เปีนเนํ้อนาบุญอันประเล้โจ เปีนปอเกิดแห่งบุญกุสถทฅนจะไครับ เพยงเท่านกี่เปีนการเถือกนู้รับอย่างหนง ซงเปีนการเถือกทบริกุทธิใจ เปีนการแสดงถืงใจทเปีดกว้าง เปีนอิสระ เปีน ขอบเฃฅแห่งบุญอันหาทสุดมิไค้ ในสมัยพุทธกาล ก็่มืการเสือกให้โกยเจาร:จงเหมือนกัน โกยเจาร:จง ยูรับว่าห้องเป็นพรร:แก่อายุมากเท่ามัน แก่เมือไห้สามเณรมารับทานกื่ไม่พอใจ ให้!ปนิมนกมาใหม่ โกยไม่สนใจสามเณรทมาก่อน ทั้งทสามเณรเหล่านั้นแม้จร: มือายุเพยง ๗ ขวบ แก่ก็่เป็นฃณาสพคือเป็นพรร:อรหันฅร้นกิเลสแถ้วทุกรูป แก่เจ้าภาพไม่รู้'แลร:ไมให้สนใจ กังใจแก่เพยงจร:ถวายทานแก่พรร:แก่เท่านั้น ฅอนหลงไห้พรร:แกชงเป็นห้าวลักกร:ปลอมมาก็่กใจ แก่พรร:แก่นั้นกลับไปไหว้ สามเณรทุกรูปแล้วมั่งก่อห้ายสามเณร เจ้าภาพกี่โอกกรวญว่าไปนำพรiม้า มาเข้าบ้าน ถึงกับห้องจุกกร่าพรร:แก่ออกไปจากบ้าน ไคืรับกวามทุกฃตามมา เรืองนเป็นเรองอันเหสือเซอทเกิกฃนจริงสมัยพุทธกาล ท่านจึงจารืก «3 (^^^^ พรgมหาโพธิวงศาจาTtJ (ทองด) www.kalyanamitra.org

เรองเกิดฃั้นทํ่เมืองสาวัฅถ นางพราหมณกนหนงไคจัคแจงอุทเทสภัฅเพํ่ออุทิศแก่ผู้ฅายไว้แล้ว ไค้บอกให้พราหมณผู้เป็นศามไปทวัค นิมนฅพราหมณแก่ๆ มา d รูปเพือรับ f สมัยพุทธกาล นิยมเรยกบรรพชิฅหรอมักบวชว่าพราหมณ เพราะ เป็นชึ๋อเรยกทเคยชินและเปีนธรรมศาทรู้จักกันทั่วไป แม้ภิกษุก็่ถูกเรยกว่า พราหมณ พระพุทธองคก็่ทรงยอมรับคำเรยกน บางครังก็่ฅรัสเรยกภิกษุว่า พราหมณเช่นกัน พราหมณ!ปทวัคแล้วนิมนฅพรร^ d รูป พระ;เจ้าหน้าทเรองกิจนิมนฅ ไคจ'คศามเณร d รูปให้ สามเณร d รูปนั้นเป็นฃณาสพ มอายุ ๗ขวบทุกรูป คือ สามเณร สิงกิจจะ; สามเณรบณฑิต สามเณรโสปากร; สามเณรเรวัต พราหมณ!ค้สามเณรแล้วก็่พามาทบ้าน นางพราหมณเห็่นสามเณร เข้าก็่โกรธไปพอใจ ปนพึมพำว่าสามไปเลือกเค็่กคราวลูกกราวหลานมาทำไม แล้วร่'งให้สามไปทวัคใหม่ นิมนคพราหมณทํ่แก่ๆ มา ทั้งทไคืจคเฅรยมอาสนะ: ราคาแพงไว้ แคไม่ยอมให้สามเณรขนไปนั่งบนอาสนะ:นั้น ไค้แค่บอกให้นั่งบน ผ้าทปูไว้บนพ็้น แล้วรอคอยสามอยู่ ธรรมดาคนทั่วไปเป็นอย่างนิ้ เมึ่อดั้งใจทำบุญแก'พระอาวุโสหรือผู้ มอายุมาก แดไปไค้พระทมอาวุโสน้อยหรือสามเณรเช้าย่อมรู้^กนิศหวังหรือ ไม่พอใจไค้ เพราะไม่รู้พึ้นฐานทางความทู้เละการปฏิบัติของพระหรือสามเณร นั้นว่าสูงศํ่าแคไหน ศูแศ่อายุและหน้าดาภายนอกเท่านั้น อ้น12/Jสิอเร่อ /๕0๗ www.kalyanamitra.org

พรามหณใปทวัค พบพระสารบุตรเข้าจึงนิมนฅแล้วรับบาตรพามาท บ้าน พระสารบุตรเข้าไปในบ้านเห็่นสามเณรทังหลายนั่งอยู่จึงถามว่า พราหมณ เหล่านั่ใค้ภัตแล้วหรือยัง เมอเขาตอบว่ายังไมไคกทราบว่าเขาวัคอาหารไว้ d ทเท่านั้น จึงขอบาตรคืนแล้วหลกไป นางพราหมณเห็่นแล้วจึงถามพราหมณสามว่า พราหมณยู้นั้พูค อะไร เมอสามบอกว่าท่านพูคว่ากวรถวายอาหารแก่พราหมณยู้มาก่อนแล้วถี่ ขอบาตรคืนออกไป จึงบอกสามว่า พราหมณผู้นั้นเถี่นจะไม่ประสงกจร:ฉันจึง หลกไป ขอให้สามไปทวัคแล้วเลือกพราหมณมาใหม่ พราหมโนใปทวัค กราวนั้[ค้พาพระมหาโมกคัลลานะมา พระเถระ เห็่นสามเณรเข้าถี่กามเหมือนพระสารืบุตร เมอทราบแล้วถี่ขอบาตรคืนแล้ว ออกไป นางพราหมโนถี่กิคเหมือนเคิม แล้วนั่งให้สามืไปทหอสวคมนต!นวัค แล้วพาพราหมโนมา สามเณรทังหลายนั่งคอยเพอTบภ้ฅแต่เช้า แต่เจ้าภาพไม่ยอมถวาย อะไรไค้แต่ให้สามย้อนไปย้อนมาหลายเทยว จึงถูกความหิวครอบงำนั่งกันอยู่ ร้อนถึงห้าวสิ'กกเทวราช ห้าวเธอทรงเห็่นสามเณรเคือคร้อนภันอยู่ จึงแปลงพระองกเป็นพระแก่ทชราภาพมาก นั่งอยู่หัวแกวภิกษุทั้งหลายในหอ สวคมนฅ พราหมโน!ปเห็่นเข้าถี่นิมนฅแล้วพามาทบ้าน นางพราหมโนเห็่น พราหมโนแปลงชงชราภาพมากเข้าถี่ชอบใจนักหนา ปูอาสนะเพมฃ็้นอกชั้น หนงแล้วนิมนต!ห้นั่ง ห้าวสิ'กกะพราหมโนแปลงเข้าไปในบ้านแล้วไหว้สามเณรทั้งลืรูปห้วย เบญจางกประเคิษ^แล้วไปนั่งบนพนต่อห้ายสามเณร พfgมหาโพธวงศาจารย์ (ทองด) www.kalyanamitra.org

นางพราหมณเห็่นแล้วก็่กล่าวกฬามว่า \"แย่'^ริง ท่านนำพราหมณ เค็่กคราวลูกมาแล้วยังไม่พอ ยังไปพาพราหมณบ้ามาอก เท่ยวไหว้เฅ็่กคราว ลูกของคนไล้อย่างไรประโยชนอะไรล้วยพราหมณบ้าอย่างน ขับไถ่ออกไปเท่ย\" พราหมณแปลงถูกเขาจับทกอบ้าง ทรอบ้าง ทฃาบ้าง ถูกฉคกร่าออก ไปแต่^ม่ปรารถนาจะลุกขน จึงไม่มใกรสามารถคึงฅัวออกไปไค้นางพราหมณ จึงร่งให้สามจับรอพราหมโนข้างหนง ฅนจับอกข้างหป็ง ช่วยกันยกและฅทหลัง ชุคกระซากออกไปข้างนอกบ้านจนไค้ เมอทั้งสองหันกลับเข้ามาในบ้าน เห็่นพราหมโนนั้นนั่งอยู่บนอาสนะ เหรอนเดิมและกวักรอเรยกเข้าไปหาอก ก็่ฅกใจกลัวร้องลั่นบ้าน ห้าวลักกะจึง แสคงหัวให้เห็่นฅามเป็นจริง สองสามภรรยาเห็่นเช่นนันณ็่ลือมใส แล้วถวาย อาหารแค่สามเณรทุกรูป ทั้งลืรูปเมอเสร็่จกัฅกิจแล้วก็่ออกจากเรื้อนไป โคย รูปหนั่งทะลุช่อฟ้าเรื้อนออกไป รูปหนั่งทะลุหลังกาค้านหน้าออกไป รูปหนงทะลุ หลังกาค้านหลังออกไป รูปหนั่งดำดินออกไป ล่วนห้าวลักกะก็่ใปอกทางหนง เมอสามเณรกลับไปถึงวัค ถูกพวกภิกษุถาม จึงเล่าเรองทประสบมา ใหัฟ้งอย่างละเอยค เนั่อภิกษุทังหลายถามว่าแล้วไม่โกรธหรื้อทเขาทำอย่างนัน ไค้คอบว่าไม่โกรธ ภิกษุเหล่านั้นจึงไปกราบทูลพระพุทธองกว่าสามเณรเหล่านัน พยากรโนอรหัตผลทพูคว่าไม่โกรธ พระพุทธองกฅรัสว่า \"ภิกษทั้งหลาย ธรรมคาพระขณาสพย่อมไม่ เคยศแล้นในชนทั้งหลายผู้เคยคแค้นล้วยอำนาจความอาฆาฅเลย\" หังนั้แล้วตรัสพระกาถานั้ว่า อัชเพลอเรุ่อ_^o๙^ www.kalyanamitra.org

อวิรุทฺธํ วิรุทฺเธสุ อตฺตทณฺเฑสุ นิพพตํ สาทาเนสุ อนาทานํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหมณํ ฯ ผู้ทไม่กิคปองฑ้ยฅอบในยูกิคปองฑ้ยฅน เป็นผู้ปล่อยวาง อาชญาไค!นผู้ทมอาชญาฅ่อฅน เป็นยู!ม่ยึคมั่นถือมั่น ในฃณ^ทกนเหล่าอืนยึคมั่นถือมั่นอยู่ เราเรยกว่าเป็น พราหมณ. จากเรอง ^^ามเณร พราหมณวรรค อรรถกถาชาคก f -3^ โบราณกล่าวนอนไม่คราสืฃาค กรนหืเคฟาคชํ้าซากแถมปากอ้า นํ้าดายใหดคอหคขคกายา กางแขนขาไม่สิ'งวรก่อนหดับไป. fitจอมทอง ๕๑^ พTgมหาโพธวงศาจารย์(ทองค) www.kalyanamitra.org