Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Book08_กฎหมายอาญา

Book08_กฎหมายอาญา

Published by thanatphat2606, 2020-04-14 00:47:30

Description: Book08_กฎหมายอาญา

Keywords: Book08_กฎหมายอาญา

Search

Read the Text Version

วชิ า กม. (LA) ๒๑๒๐๒ กฎหมายอาญา

ตาํ ÃÒàÃÂÕ ¹ ËÅÑ¡ÊμÙ Ã ¹¡Ñ àÃÂÕ ¹¹ÒÂÊºÔ ตําÃǨ ÇªÔ Ò ¡Á. (LA) òñòðò ¡®ËÁÒÂÍÒÞÒ เอกสารนี้ “໹š ¤ÇÒÁÅºÑ ¢Í§·Ò§ÃÒª¡ÒÔ หา มมใิ หผหู นึง่ ผูใดเผยแพร คัดลอก ถอดความ หรอื แปลสว นหนง่ึ สว นใด หรอื ทง้ั หมดของเอกสารนเ้ี พอื่ การอยา งอนื่ นอกจาก “à¾Í×è ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒͺÃÁ” ของขาราชการตํารวจเทานั้น การเปดเผยขอความแกบุคคลอื่นที่ไมมีอํานาจหนาที่จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา ¡Í§ºÞÑ ªÒ¡ÒÃÈ¡Ö ÉÒ สาํ ¹¡Ñ §Ò¹ตํา¾ÃÇ.Ȩá.òËõ§‹ ªöÒóμÔ

1

คาํ นาํ หลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจ (นสต.) เปนหลักสูตรการศึกษาอบรมท่ีมีเปาหมาย เพื่อเสริมสรางใหบุคคลภายนอกผูมีวุฒิประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเทา ท่ีเขารับการฝกอบรมมีความรู ความสามารถ และ ทักษะวิชาชีพตํารวจ รวมถึงพัฒนาบุคลิกภาพรางกายใหเหมาะสมสําหรับการปฏิบัติงานตํารวจ ในกลุมสายงานปองกันปราบปราม ตลอดจนเตรียมความพรอมทางดานจิตใจและวุฒิภาวะใหมี จติ สํานึกในการใหบ ริการเพื่อบําบัดทกุ ขบ าํ รุงสขุ ของประชาชนเปน สาํ คัญ กองบัญชาการศึกษา ไดรวมกับ ครู อาจารย และครูฝก ในสังกัดกองบังคับการ ฝก อบรมตาํ รวจกลาง และกลมุ งานอาจารย กองบญั ชาการศกึ ษา ศนู ยฝ ก อบรมตาํ รวจภธู รภาค ๑ - ๙ และกองบัญชาการตํารวจตระเวนชายแดน ตลอดจนผูทรงคุณวุฒิจากภายนอก จัดทําตําราเรียน หลกั สตู รนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจชดุ นี้ ซงึ่ ประกอบดว ยองคค วามรตู า งๆ ทจี่ าํ เปน ตอ การพฒั นาศกั ยภาพ ของนกั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจใหเ ปน ขา ราชการตาํ รวจทพ่ี งึ ประสงคข องประชาชน เพอ่ื ใชส าํ หรบั ประกอบ การเรียนการสอนนักเรียนนายสิบตํารวจใหมีความพรอมทั้งดานความรู ความสามารถ กําลังกาย และจติ ใจ จนสามารถเปน ขา ราชการตาํ รวจทป่ี ฏบิ ตั งิ านใหบ รกิ ารสงั คมและประชาชนไดอ ยา งตรงตาม ความตอ งการอยา งแทจรงิ และมคี วามพรอมในการเขา สปู ระชาคมอาเซยี น ขอขอบคุณครู อาจารย ครูฝก และผูทรงคุณวุฒิทุกทาน ที่ไดรวมกันระดมความคิด ใหคําปรึกษา คําแนะนํา ประสบการณท่ีเปนประโยชน รวมถึงการถายทอดองคความรู ท่ีเปนประโยชน จนทําใหการจัดทําตําราเรียนหลักสูตรนักเรียนนายสิบตํารวจสําเร็จลุลวงไดดวยดี ซึ่งกองบัญชาการศึกษาหวังเปนอยางย่ิงวาตําราเรียนชุดนี้คงเปนประโยชนตอการจัดการเรียน การสอนและการจดั การฝกอบรมของครู อาจารย และครฝู ก รวมตลอดถึงใชเปนคูมือการปฏบิ ัตงิ าน ของขาราชการตํารวจ อันจะสงผลทําใหสํานักงานตํารวจแหงชาติสามารถสรางความเชื่อม่ัน ศรัทธา และความผาสุกใหแกประชาชนไดอ ยา งแทจ รงิ พลตํารวจโท ( อภิรตั นยิ มการ ) ผูบ ัญชาการศกึ ษา

1

ÊÒúÑÞ ÇªÔ Ò ¡®ËÁÒÂÍÒÞÒ ÀÒ¤àÃÕ¹·èÕ ñ ˹Ҍ º··Õè ñ â¤Ã§ÊÌҧ¤ÇÒÁÃºÑ ¼Ô´·Ò§ÍÒÞÒáÅк·¹ÂÔ ÒÁ ñ ôñ º··èÕ ò ¡ÒÃ㪡Œ ®ËÁÒÂÍÒÞÒ õù ๖๐ º··Õè ó ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´·Ò§ÍÒÞÒ ๖๓ - การกระทําโดยเจตนา ๖๖ - การกระทาํ โดยประมาท ๖๘ - การกระทําโดยพลาด ๗๐ - ความสาํ คญั ผดิ ในตวั บุคคล ๗๕ - ความสาํ คญั ผิดในขอเท็จจรงิ ๗๗ - ความไมร กู ฎหมาย ๗๘ - ความมนึ เมา ๘๑ - การกระทําความผิดดวยความจําเปน ๙๑ - การปอ งกนั โดยชอบดว ยกฎหมาย ๙๖ - การกระทาํ ความผดิ ในฐานะเปนญาตหิ รอื สามภี รรยา ๙๙ - บันดาลโทสะ ñð÷ - ผกู ระทาํ ผดิ ท่ีไดรับผลดเี น่ืองจากเกณฑอ ายุ ๑๐๗ ๑๑๓ º··Õè ô ¡ÒþÂÒÂÒÁ¡ÃÐทาํ ¤ÇÒÁ¼´Ô ๑๑๕ - การพยายามกระทาํ ความผิด - การพยายามไมสามารถบรรลผุ ลไดอยา งแนแท - การยบั ยงั้ หรือกลับใจแกไ ข

º··èÕ õ μÇÑ ¡Òà ¼ÙŒãªŒ áÅмŒÊÙ ¹ºÑ ʹع ˹Ҍ - ตัวการ - ใชใ หผูอื่นกระทาํ ความผิด ñòñ - ผสู นับสนุน ๑๒๑ ๑๒๕ º··Õè ö ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ¤ÇÒÁÁÑ蹤§á˧‹ ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ à ๑๒๙ - ความผิดตอองคพระมหากษตั ริย พระราชินี รชั ทายาท ñóù ๑๓๙ และผูสาํ เรจ็ ราชการแทนพระองค ๑๔๒ - ความผิดเกย่ี วกบั การกอ การราย ñôù ๑๕๐ º··Õè ÷ ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡èÕÂÇ¡ºÑ ¡Òû¡¤Ãͧ ๑๗๖ - ความผิดตอ เจา พนกั งาน - ความผดิ ตอ ตาํ แหนงหนา ท่รี าชการ òòó ÇªÔ Ò ¡®ËÁÒÂÍÒÞÒ ÀÒ¤àÃÕ¹·Õè ò ๒๒๓ ๒๒๔ º··èÕ ñ ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡èÂÕ Ç¡Ñº¤ÇÒÁʧºÊ¢Ø ¢Í§»ÃЪҪ¹ ๒๒๖ ๒๒๖ - ความผดิ ฐานเปน อง้ั ย่ี ๒๒๘ - ความผดิ ฐานเปนซอ งโจร ๒๒๙ - ความรบั ผดิ รวมกับอ้ังยี่หรอื ซองโจร ๒๓๐ - ความผดิ ฐานชว ยเหลอื พวกอั้งยี่หรือซองโจร - ความผิดฐานชว ยเหลอื ผูกระทําความผดิ òó÷ - ความผดิ ฐานกอ ความวุน วายในบา นเมอื ง ๒๓๗ - ความผดิ ฐานไมย อมเลกิ มัว่ สุมเมื่อเจาพนกั งานส่งั ใหเ ลิก ๒๕๒ º··Õè ò ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕÂè ǡѺ¡Òá‹ÍãËàŒ ¡Ô´ÀÂ¹Ñ μÃÒÂμ‹Í»ÃЪҪ¹ - วางเพลิงเผาทรัพยผ อู ืน่ - การกระทําแกยานพาหนะหรอื ใชย านพาหนะรบั จา งขนสงคนโดยสาร

º··èÕ ó ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕèÂǡѺ¡ÒûÅÍÁáÅСÒÃá»Å§ ˹Ҍ - ปลอมเอกสาร - ปลอมเอกสารสทิ ธหิ รอื เอกสารราชการ òõ÷ - ปลอมเอกสารสิทธิอันเปนเอกสารราชการ พินยั กรรม ใบหนุ ต๋วั เงิน ๒๕๗ - แจง ใหเจา พนกั งานจดขอความเทจ็ ๒๗๑ - ใชหรืออา งเอกสารปลอม ๒๗๕ - ความผดิ เกี่ยวกับบตั รอเิ ลก็ ทรอนกิ ส ๒๗๘ - ความผดิ เกี่ยวกบั หนงั สือเดินทาง ๒๘๑ ๒๘๕ º··Õè ô ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂÇ¡ºÑ à¾È ๒๙๔ - การขม ขนื กระทาํ ชําเรา óðõ - การกระทาํ ชาํ เราเด็กอายุไมเกิน ๑๕ ป ๓๐๖ - กระทาํ อนาจาร ๓๑๖ - กระทาํ อนาจารแกเดก็ อายยุ ังไมเ กินสิบหาป ๓๒๐ - กระทําอนาจารอนั ยอมความได ๓๒๕ - คา ส่งิ ลามก ๓๒๘ ๓๔๑ º··èÕ õ ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂǡѺªÕÇÔμáÅÐËҧ¡Ò óõó - ความผิดตอ ชวี ิต ๓๕๓ - ความผิดตอรางกาย ๓๖๔ ó÷÷ º··Õè ö ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂÇ¡ºÑ àÊÃÕÀÒ¾áÅЪèÍ× àÊÂÕ § ๓๗๗ - ความผดิ ตอ เสรภี าพ ๓๘๒ - จับคนเรยี กคาไถ ๓๘๕ - พรากผเู ยาว ๓๙๕ - หมนิ่ ประมาท ôðõ ๔๐๕ º··Õè ÷ ¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÂÕè Ç¡ºÑ ·Ã¾Ñ  ๔๑๓ - ลกั ทรัพย ๔๑๘ - ลกั ทรัพย เหตุฉกรรจ - วิ่งราวทรัพย

- กรรโชกทรพั ย ˹ŒÒ - รดี เอาทรพั ย - ชิงทรัพย ๔๑๙ - ปลนทรพั ย ๔๒๓ - ฉอ โกง ๔๒๔ - ฉอ โกงประชาชน ๔๒๙ - โกงเจา หนี้ ๔๓๒ - ยกั ยอก ๔๓๕ - รับของโจร ๔๓๖ - ทําใหเ สียทรัพย ๔๓๗ - ทําใหเสยี ทรพั ยเหตฉุ กรรจ ๔๔๑ - บกุ รุก ๔๔๓ - บุกรกุ โดยไมม เี หตุอันสมควร ๔๔๕ - บุกรุกเหตุฉกรรจ ๔๔๖ ๔๔๘ º··èÕ ø º·ºÞÑ ÞμÑ ·Ô ãèÕ ª¡Œ ºÑ ¤ÇÒÁ¼´Ô ÅËØâ·É ๔๕๐ - บทบัญญัติในลกั ษณะ ๑ ใหใชก ับความผิดลหโุ ทษ ôöñ - ความผิดลหุโทษไมตองกระทาํ โดยเจตนา ๔๖๒ - ไมม พี ยายามกระทําความผดิ ลหุโทษ ๔๖๒ - ผูส นบั สนุนในความผดิ ลหโุ ทษไมต อ งรับโทษ ๔๖๓ ๔๖๓ º··èÕ ù ¤ÇÒÁ¼´Ô ÅËØâ·É ôöõ - ความผิดเกยี่ วกับเจา พนักงาน และเก่ียวกับการกอ ใหเ กิด ๔๖๕ ๔๖๕ ความเดอื ดรอนหรอื อันตรายตอความสงบสขุ ของประชาชน ๔๗๕ - ความผดิ เกี่ยวกบั เจาพนกั งาน ๔๙๒ - ความผิดเกี่ยวกับการกอ ใหเ กดิ ความเดือดรอนหรอื อันตราย ๔๙๒ ตอความสงบสุขของประชาชน - ความผิดเก่ยี วกบั การกอใหเกดิ ความเสียหายตอทรพั ยส ินสาธารณะ และเกี่ยวกับสตั ว - ความผิดเกีย่ วกบั การกอใหเกิดความเสียหายตอทรัพยสนิ สาธารณะ

- ความผิดเก่ยี วกับสตั ว ˹Ҍ - ความผดิ เกย่ี วกบั การกอ ใหเกิดอันตรายแกกายหรอื จิตใจ ๔๙๗ และความผิดลหุโทษอ่ืนๆ ๕๐๒ - ความผดิ เกี่ยวกบั การกอ ใหเ กดิ อนั ตรายแกก ายหรอื จิตใจ ๕๐๒ - ความผิดลหโุ ทษอื่นๆ ๕๑๓

1

ÇªÔ Ò ¡Á. (LA) òñòðò ¡®ËÁÒÂÍÒÞÒ ÀÒ¤àÃÂÕ ¹·èÕ ñ

1

๑ º··èÕ ñ â¤Ã§ÊÃÒŒ §¤ÇÒÁÃѺ¼´Ô ·Ò§ÍÒÞÒáÅк·¹ÔÂÒÁ ๑. วัตถปุ ระสงคการเรยี นรปู ระจําบท ๑. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรคู วามเขา ใจเรอ่ื งโครงสรา งความรบั ผดิ ทางอาญา และบทนยิ าม ๒. เพอ่ื ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจ ทราบถงึ การวดั ผลและประเมนิ ผล วชิ ากฎหมายอาญา ๑ ๓. เพ่ือใหนักเรียนนายสิบตํารวจทราบถึงรายละเอียดโครงสรางความรับผิดทางอาญา และบทนิยามลักษณะและการใชกฎหมายอาญาความรับผิดทางอาญา การพยายามกระทําความผิด ตัวการ ผูใช ผูสนับสนุนความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแหงราชอาณาจักร และความผิดเก่ียวกับ การปกครอง ๒. สวนนาํ นกั เรยี นจะไดศ กึ ษาประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๑ เรอ่ื ง บทบญั ญตั ทิ ใ่ี ชแ กค วามผดิ ทว่ั ไป ซง่ึ ประกอบดว ยเนอื้ หาในเรอื่ ง โครงสรา งความรบั ผดิ ทางอาญา บทนยิ าม ลกั ษณะและการใชก ฎหมาย อาญา ความรบั ผดิ ทางอาญา การพยายามกระทาํ ความผิด ตวั การ ผใู ช ผสู นบั สนุน ความผดิ เกย่ี วกับ ความมน่ั คงแหงราชอาณาจักร และความผิดเก่ยี วกบั การปกครอง บทบญั ญตั ทิ ว่ั ไป ลกั ษณะ ๑ บทบญั ญตั ทิ ใี่ ชแ กค วามผดิ ทว่ั ไป ซงึ่ ประกอบดว ยเนอื้ หาในเรอื่ ง ๑. โครงสรางความรับผดิ ทางอาญา ๒. บทนิยามตามมาตรา ๑(๑) – (๑๗) ๓. ขอบเขตการใชก ฎหมายอาญา ๔. โครงสรางความรบั ผิดทางอาญา ความรับผดิ ทางอาญา มาตรา ๕๙ ๕. การกระทําโดยพลาด การกระทําโดยสําคญั ผดิ ในตัวบคุ คล การกระทําโดยสาํ คญั ผิด ในขอ เทจ็ จริง มาตรา ๖๐-๖๒ ๖. เหตยุ กเวน ความผดิ เหตยุ กเวนโทษ เหตลุ ดโทษ มาตรา ๖๔-๗๒ ๗. การพยายามกระทาํ ความผิด ตัวการ ผใู ช ผูส นบั สนนุ มาตรา ๘๐-๘๖ ๘. ความผิดเกี่ยวกับความม่นั คงแหงราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๗-๑๑๒ ๙. ความผดิ เกย่ี วกบั การปกครอง มาตรา ๑๓๖-๑๖๒

๒ ๓. เนอ้ื หา ๓.๑ ความหมายของกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา คือ กฎหมายท่ีบัญญัติวา การกระทําหรือไมกระทําอยางใดเปนความผิด และกําหนดโทษทีจ่ ะลงแกผูก ระทําความผดิ ไวด วย หรืออาจกลา วไดวา กฎหมายอาญาคือกฎหมายท่ี บัญญัติหามมิใหมีการกระทําอยางหน่ึงอยางใด หรือบังคับใหมีการกระทําอยางหนึ่งอยางใดโดยผูท่ี ฝา ฝนหรือไมปฏบิ ตั ติ ามจะตอ งไดรบั โทษ ดงั นัน้ กฎหมายอาญาจะมี ๒ กรณี คอื เปน บทบัญญตั ิท่ี ๓.๑.๑ หามมิใหมีการกระทําอยางหนึ่งอยางใด ผูท่ีฝาฝนก็จะมีความผิด เชน ฆาผูอื่น (มาตรา ๒๘๘) ขม ขืนกระทําชําเรา (มาตรา ๒๗๖) ลกั ทรพั ยผอู น่ื (มาตรา ๓๓๔) เปน ตน หรือ ๓.๑.๒ บังคับใหมีการกระทําอยางหน่ึงอยางใด ผูที่ไมปฏิบัติตามก็จะมีความผิด เชน มาตรา ๓๗๔ เห็นผูอื่นตกอยูในอันตรายแหงชีวิต ซึ่งตนสามารถชวยไดแตไมยอมชวย ซ่ึงเรียกวา การกระทําดว ยการละเวน กฎหมายอาญานน้ั นอกจากทปี่ รากฏอยใู นประมวลกฎหมายอาญาซงึ่ ถอื วา เปน กฎหมาย อาญาหลักของประเทศแลว ยังรวมถงึ กฎหมายอืน่ ๆ อีกมากมาย ซ่ึงมลี กั ษณะดงั กลาวขางตน เชน พระราชบัญญตั ิอาวธุ ปน พระราชบัญญตั จิ ราจรทางบก พระราชบญั ญตั ปิ รามการคา ประเวณี ซง่ึ เมือ่ ถือวาพระราชบัญญัติน้ัน ๆ เปนกฎหมายอาญาแลวจะมีผลทําใหตองนําบทบัญญัติในภาค ๑ แหง ประมวลกฎหมายอาญาไปใชในพระราชบญั ญตั นิ นั้ ๆ ดว ย ทงั้ น้ีตามท่ีมาตรา ๑๗ ซง่ึ ไดบ ญั ญตั ไิ วว า “บทบญั ญัติในภาค ๑ แหงประมวลกฎหมายนี้ ใหใ ชใ นกรณีแหง ความผดิ ตามกฎหมายอ่ืนดว ย เวน แต กฎหมายน้ัน ๆ จะไดบญั ญตั ไิ วเปน อยางอนื่ ” สาํ หรบั โทษหรอื สภาพบงั คบั ในทางอาญา จะตอ งเปน ไปตามทรี่ ะบไุ วใ นมาตรา ๑๘ เทา นนั้ กลา วคือ ประหารชีวติ จําคกุ กักขงั ปรบั และริบทรัพยส นิ ๓.๒ การใชก ฎหมายอาญา เนอ่ื งจากโทษในทางอาญามผี ลกระทบตอ ชวี ติ รา งกาย เสรภี าพ และทรพั ยส นิ ของประชาชน ดวยเหตุนี้กฎหมายอาญาจึงตองมีลักษณะพิเศษหรือมีเอกลักษณของตนเอง แตกตางจากกฎหมาย อื่น ๆ เชน กฎหมายแพง เปน ตน มาตรา ๒ วรรคแรก บัญญัติวา “บุคคลจะรับโทษในทางอาญาก็ตอเม่ือไดกระทําการ อนั กฎหมายท่ีใชใ นขณะกระทํานน้ั บญั ญตั เิ ปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่จะลงแกผ กู ระทํา ความผดิ นั้นตอ งเปนโทษท่บี ญั ญตั ไิ วในกฎหมาย” ซ่งึ ในหัวขอ การใชก ฎหมายอาญา นัน้ นกั เรียนนายสิบตาํ รวจจะไดเรยี นบทที่ ๒

๓ ๓.๓ โครงสรางความรบั ผิดทางอาญา กฎหมายอาญาของไทยน้ันเปนกฎหมายอาญาในรูปแบบของระบบประมวลกฎหมาย หรือระบบลายลักษณอักษร ซ่ึงไดรับอิทธิพลมาจากการปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงจัดให มีการจัดทําประมวลกฎหมายอาญาข้ึนใหมใหมีความทันสมัยและไดรับการยอมจากนานาประเทศ ซงึ่ ไดน าํ ระบบประมวลกฎหมายแบบประเทศซวิ ลิ ลอวม าใช ซงึ่ ในปจ จบุ นั เปน ทย่ี อมรบั กนั วา โครงสรา ง ความรับผดิ ทางอาญาของไทยน้นั มีความแตกตางไปจากโครงสรางความรบั ผดิ ชอบของทงั้ common law และ civil law บา ง ซ่งึ เม่ือพจิ ารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในลักษณะ ๓ คําพิพากษาและคําสั่งในมาตรา ๑๘๕ “ถาศาลเห็นวาจําเลยมิไดกระทําผิดก็ดี การกระทําของจําเลย ไมเ ปน ความผดิ ก็ดี คดขี าดอายคุ วามแลว ก็ดี มเี หตตุ ามกฎหมายที่จาํ เลยไมค วรตองรับโทษกด็ ี ใหศ าล ยกฟอ งโจทก ปลอ ยจาํ เลยไป แตศาลจะสัง่ ขงั จาํ เลยไวหรือปลอ ยชั่วคราวระหวา งคดยี ังไมถึงทส่ี ดุ ก็ได เมื่อศาลเห็นวาจําเลยไดกระทําผิดและไมมีการยกเวนโทษตามกฎหมายใหศาลลงโทษแกจําเลย ตามความผิด แตเม่ือเห็นสมควร ศาลจะปลอยจําเลยช่ัวคราวระหวางคดียังไมถึงท่ีสุดก็ได” จากมาตรา ๑๘๕ ทศี่ าลจะตอ งพิจารณาพพิ ากษาลงโทษจาํ เลยตามกฎหมาย เปน ทม่ี าของโครงสรา ง ความรับผดิ ทางอาญา โครงสรางความรบั ผดิ ทางอาญา ๑. มกี ารกระทําครบตามองคป ระกอบทีก่ ฎหมายบัญญตั ิ (แยกพิจารณา ๔ สวน) ๒. ไมมกี ฎหมายยกเวน ความผดิ ๓. ไมม กี ฎหมายยกเวน โทษ ๑. การกระทําครบ “ͧ¤» ÃСͺ” ท่ีกฎหมายบญั ญตั ิ การกระทาํ ทค่ี รบ “องคป ระกอบ” ความผดิ ทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ หลกั นม้ี าจากมาตรา ๒ และมาตรา ๕๙ ประกอบดว ยหลักเกณฑ ๔ ประการ คือ ๑.๑ มกี ารกระทํา โดยผกู ระทาํ ตอ งกระทาํ โดยรสู าํ นกึ หมายความวา รสู กึ ตวั รวู า จะทาํ อะไร และ ตัดสินใจทําแลวเคล่ือนไหวอิริยาบถไปตามที่คิดน้ัน คือ การกระทําที่อยูภายใตการบังคับของจิตใจ การกระทาํ ทไี่ มอ ยภู ายใตบงั คบั ของจติ ใจ ไมถ อื วา เปน การกระทําทจ่ี ะทําใหตองรบั ผิดทางอาญา เชน แดงนอนละเมอใชมือฟาดไปถูกตาของดํา ทําใหตาบอด แดงเคล่ือนไหว รางกายขณะไมรสู ึกตวั เน่ืองจากเปนโรคลมชกั การเคล่อื นไหวรา งกายดงั กลา วไมอยภู ายใตบ ังคับของ จติ ใจ ถือวาแดงไมร สู าํ นึกในการท่ีกระทาํ จงึ ไมตองรบั ผิดในทางอาญา หรอื ดําเปนคนปญญาออนถึงขนาดท่ีไมอาจรูไดวาการกระทําของตนเปนสิ่งที่ผิด กฎหมาย ดําเหน็ คนอื่นเล่ือยไมกท็ ําตาม โดยไมร กู ารกระทํานนั้ เปน ความผดิ ตาม พ.ร.บ.ปาไม ถอื วา ดํากระทาํ โดยมไิ ดรูสาํ นึกในการที่กระทํา ดําไมต อ งรับผดิ ทางอาญา

๔ การกระทํานั้น จะตองถึงข้ันลงมือกระทําความผิดแลวการเคลื่อนไหวหรือไม เคล่ือนไหวรางกายในขั้นตระเตรียม แมเปนการกระทําโดยรูสํานึกแตถาไมมีกฎหมายบัญญัติวาเปน ความผดิ ผกู ระทําไมมคี วามรับผดิ ทางอาญาในขั้นตระเตรียม เชน แดงตอ งการฆา ดาํ แดงพกอาวธุ ปน ไปดกั ยงิ ดาํ แตถ กู เจา พนกั งานตาํ รวจจบั กมุ เสียกอน แดงมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปน และความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑ แตไมมี ความผิดฐานพยายามฆาดําเพราะยังไมไดกระทําจนถึงข้ันลงมือฆาดํา เปนเพียงตระเตรียมการ เพอื่ ฆา ดาํ เทา นน้ั ซึ่งไมมกี ฎหมายบัญญัติวา เปน ความผดิ ๑.๒ การกระทํานัน้ ครบองคป ระกอบภายนอกของความผดิ ในเรื่องน้นั ๆ หมายถงึ การเคลอื่ นไหวอริ ยิ าบถโดยรสู กึ ตวั นน้ั ตอ งเปน การเคลอ่ื นไหวอริ ยิ าบถ เขาตามองคป ระกอบความผิดฐานตา ง ๆ ตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ไิ ว เชน - ความผิดฐานฆาผูอื่น ตองมีการกระทําที่เปนการฆา ไดแก การบีบคอ ใชป น ยงิ หรอื ใชไ มต ี เปน การกระทาํ อนั เปน การฆา ซงึ่ เปน องคป ระกอบภายนอกของความผดิ ฐานฆา ผอู นื่ - ความผิดฐานลักทรัพย มีการเอาทรัพยของผูอ่ืนไป เปนการกระทําใน องคป ระกอบความผดิ ฐานลกั ทรพั ย ถอื วา มกี ารกระทาํ ครบตามองคป ระกอบภายนอกแลว การกระทาํ นนั้ จะเปนความผดิ หรือไมเปนความผดิ ก็ไปดูเรือ่ งเจตนาซึ่งองคประกอบภายในตอ ไป ๑.๓ การกระทาํ ครบองคป ระกอบภายในของความผดิ ในเร่ืองนั้น ๆ ผกู ระทาํ ตอ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง ซงึ่ รวมไปถงึ เจตนาโดยผลของ กฎหมายตามมาตรา ๖๐ ดว ย หรอื กระทาํ โดยประมาทและมผี ลอยา งใดอยา งหนงึ่ เกดิ ขนึ้ และมกี ฎหมาย บญั ญตั ใิ หต อ งรบั ผดิ เมอ่ื กระทาํ โดยประมาทโดยใชห ลกั ผลโดยตรงหรอื ไมม เี จตนาแตม กี ฎหมายบญั ญตั ิ ใหต อ งรบั ผดิ แมไ มม เี จตนา เชน ความผดิ ลหโุ ทษบางฐาน ๑.๔ ผลของการกระทาํ สมั พันธกบั การกระทํา การกระทําความผิดบางฐานตองการผล ผลน้ันจะตองเปนผลโดยตรงตาม ทฤษฎเี งือ่ นไข ถาไมมกี ารกระทาํ ผลจะไมเกดิ ขอสังเกต เรอื่ งเจตนาจะมี ๒ กรณี คอื เจตนาโดยตรงตามมาตรา ๕๙ และเจตนาโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา ๖๐ สําหรับมาตรา ๖๑ ไมใชบทกฎหมายในสวนของเจตนา เพราะผูกระทําความผิด โดยสําคัญผิดในตัวบุคคลมีเจตนากระทําความผิดตามมาตรา ๕๙ อยูแลว การกระทําความผิด โดยสําคัญผิดในตัวบุคคล เปนกรณีที่กฎหมายไมใหผูกระทําความผิดยกเรื่องความสําคัญผิดเปน ขอ แกตัวใหพ นผิดเทา นัน้ ไมเก่ียวกบั เรอ่ื งเจตนาเพราะมีเจตนากระทาํ ผิดตามมาตรา ๕๙ อยูแลว ทง้ั นี้ แมก ารกระทาํ ของบคุ คลใดจะครบ “องคป ระกอบ” ทบี่ ญั ญตั ติ ามโครงสรา งขอ ๑ กย็ งั ไมอาจจะสรุปไดวาบคุ คลนั้นตอง “รบั ผดิ ในทางอาญา” เพราะจะตอ งพจิ ารณาในโครงสรางขอ ๒ และ ขอ ๓ ตอ ไป

๕ ๒. การกระทําไมม ีกฎหมายยกเวน ความผิด การกระทําท่ีครบ “องคประกอบ” ท่ีกฎหมายบัญญัติตามโครงสรางขอท่ี ๑ หากเปน การกระทาํ ท่มี ีกฎหมายยกเวนความผดิ ผกู ระทาํ กไ็ มต อ งรบั ผิดในทางอาญา กฎหมายยกเวนความผิด มผี ลทาํ ใหผ กู ระทาํ “ไมม คี วามผดิ ” (ดมู าตรา ๖๘) หรอื กลา วอกี ในหนงึ่ คอื ทาํ ใหผ กู ระทาํ มอี าํ นาจกระทาํ ได กฎหมายยกเวนความผิดมมี ากมายหลายกรณี เชน ๑. กฎหมายยกเวนความผิดในประมวลกฎหมายอาญา เชน ๑. การกระทําโดยปอ งกัน ตามมาตรา ๖๘ ๒. การทาํ แทงกรณีพิเศษ ตามมาตรา ๓๐๕ ๓. การแสดงความคิดเห็น หรือขอความใดโดยสุจริต ตามมาตรา ๓๒๙ หรือการแสดงความคิดเห็นหรือขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลโดยคูความหรือทนายความ ของคูความตามมาตรา ๓๓๑ ๒. กฎหมายยกเวนความผิดท่ีมิไดมีบัญญัติไวเปนลายลักษณอักษร เชน หลักในเร่ือง ความยินยอม ซ่ึงยกเวนความผิดในบางกรณี หลักดังกลาวไมมีกฎหมายบัญญัติไวโดยตรงดังเชน เร่อื งปอ งกนั แตกน็ าํ มาใชไดโ ดยถอื เปน “หลกั กฎหมายทว่ั ไป” การนาํ มาใชไ มขดั ตอ หลักในมาตรา ๖ เพราะนาํ มาใชเพอ่ื เปน คุณแกผ กู ระทํา จารีตประเพณี ก็ถือไดวาเปนหลักกฎหมายท่ัวไปท่ียกเวนความผิดได เชน จารีต ประเพณีใหอํานาจครูตีเด็กนักเรียนพอสมควรเพื่อวากลาวส่ังสอน หรือพระภิกษุมีอํานาจลงโทษ ศิษยวดั ได (ฎีกาท่ี ๔๒๙-๔๓๐/๒๕๐๕) ๓. กฎหมายยกเวนความผิดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เชน ป.วิอาญา มาตรา ๗๘ (๑) การจบั บุคคลตามหมายจบั ท่อี อกโดยชอบดว ยกฎหมายผูจ บั ไมมคี วามผิดตอเสรภี าพ หรอื หากการจับนนั้ จําเปน ตอ งทาํ ใหทรพั ยข องผูถ ูกจบั เสียหาย เชน จําตอ งยงิ ยางทลี่ อ รถจนยางแตก เพื่อรถหยุดจะจับกุมคน ซึ่งเปนการกระทําท่ีเหมาะแกพฤติการณแหงเรื่องในการจับ ตาม ป.วิอาญา มาตรา ๘๓ ผูจ ับไมมคี วามผิดฐานทําใหเ สยี ทรพั ย อยา งไรกต็ าม แมก ารกระทาํ ทค่ี รบ “องคป ระกอบ” ทก่ี ฎหมายบญั ญตั ติ ามโครงสรา ง ขอ ๑ จะไมม กี ฎหมายยกเวน ความผดิ ตามโครงสรา งขอ ๒ กย็ งั ไมอ าจสรปุ ไดท นั ทวี า ผกู ระทาํ ตอ งรบั ผดิ ในทางอาญาจะตองพิจารณาโครงสรางขอ ๓ ตอไปดวยวา การกระทําน้ันมีกฎหมายยกเวนโทษ หรือไม ๔. กฎหมายยกเวน ความผิดในประมวลกฎหมายแพงและพาณชิ ย เชน ๔.๑ ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย มาตรา ๑๓๔๗ ที่บญั ญตั ใิ หเจา ของท่ีดนิ ใชส ทิ ธติ ดั รากไมท ร่ี กุ เขา มาในทดี่ นิ ทตี่ ดิ ตอ และเอาไวเ สยี ผกู ระทาํ ยอ มไมม คี วามผดิ ฐานทาํ ใหเ สยี ทรพั ย ๔.๒ ประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย มาตรา ๔๕๐ การทําบบุ สลายหรอื ทาํ ลาย ทรัพยสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อบําบัดปดปองภยันตรายซ่ึงมีมาเปนสาธารณะโดยฉุกเฉิน เชน ทําลายทํานบ

๖ ก้ันน้ําในที่ดินของผูอ่ืนเพื่อเปล่ียนทิศทางไหลของน้ํามิใหเขาทวมบานเรือนในหมูบาน ผูกระทําไมมี ความผิดฐานทาํ ใหเ สยี ทรัพยแ ละบกุ รุก ๔.๓ ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา ๔๕๒ การทผี่ คู รอบครองอสงั หารมิ ทรพั ย ฆา สัตวท่ีเขามาทําความเสียหายในอสงั หาริมทรัพย ผกู ระทําไมมีความผดิ ฐานทาํ ใหเสยี ทรัพย ๔.๔ ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา ๑๕๖๗ (๒) การทผี่ ใู ชอ าํ นาจปกครอง เชน บิดา มารดาทําโทษบตุ รตามสมควรเพ่ือวากลาวส่ังสอน ๔.๕ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา ๑๓๗๘ การใชสิทธิเหนือที่ดิน แปลงอืน่ อันตกอยใู นภาระจํายอม ผูกระทําไมมคี วามผิดฐานบกุ รกุ (ฎกี าท่ี ๓๙๒๖/๒๕๔๑) ๔.๖ การที่ผูกระทํามีอํานาจตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย ทก่ี ระทาํ เชน การทผ่ี ใู หเ ชา และผเู ชา มขี อ ตกลงกาํ หนดไวใ นสญั ญาเชา บา นวา หากผเู ชา ผดิ นดั ไมช าํ ระคา เชา ผูเชายอมใหผูใหเชาเขาไปในบานเชา และตัดน้ํา ตัดไฟฟา หรือใชกุญแจคลองประตูบานเชาได เม่อื ผเู ชาผิดนัดไมช าํ ระคา เชา ผใู หเชา ก็มีสทิ ธิดาํ เนนิ การตาง ๆ ดังกลาวไดไ มเ ปนความผิดฐานบุกรุก หรอื ทาํ ใหเ สยี ทรพั ย (เทยี บเคยี งคาํ พพิ ากษาฎกี าที่ ๔๘๕๔/๒๕๓๗, คาํ พพิ ากษาฎกี าที่ ๓๐๒๕/๒๕๔๑) ๕. กฎหมายยกเวน ความผิดในรัฐธรรมนญู เชน รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๔ บัญญตั วิ า “ในท่ปี ระชมุ สภาผูแทนราษฎร ทีป่ ระชุมวุฒิสภาหรอื ทป่ี ระชุมรวมกันของรฐั สภา สมาชิกผใู ดจะกลาว ถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน ยอมเปนเอกสิทธิ์ โดยเดด็ ขาด ผูใดจะนําไปเปนเหตฟุ อ งรองวากลา วสมาชกิ ผูนน้ั ในทางใดมไิ ด” ๓. การกระทําน้นั ไมม ีกฎหมายยกเวนโทษ กฎหมายทยี่ กเวนโทษใหแ กการกระทาํ ตา งๆ ทีเ่ ปน ความผดิ มีหลายกรณีดวยกัน เชน ๑. การกระทาํ ความผดิ โดยจาํ เปน (มาตรา ๖๗) ๒. การกระทําความผิดของเด็กอายุไมเกิน ๑๐ ป และไมเกิน ๑๕ ป (มาตรา ๗๓ และ ๗๔) ๓. การกระทาํ ความผิดของคนวกิ ลจรติ (มาตรา ๖๕) ๔. การกระทําความผิดของผูมนึ เมา (มาตรา ๖๖) ๕. การกระทําความผดิ ตามคาํ สั่งทีม่ ิชอบดวยกฎหมายของเจาพนกั งาน (มาตรา ๗๐) ๖. การกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยในบางความผิดระหวางสามีภรรยา (มาตรา ๗๑ วรรคแรก) นอกจากน้ันกฎหมายยังยกเวนโทษในกรณีที่ความผิดอยูในข้ันพยายาม แตผูกระทํา ยับยง้ั หรอื กลับใจ (มาตรา ๘๒) หรอื เปนการพยายามทําแทงตามมาตรา ๓๐๑ และ ๓๐๒ วรรคแรก (ดมู าตรา ๓๐๔) และการพยายามกระทาํ ความผดิ ลหุโทษ ตามมาตรา ๑๐๕

๗ การกระทําที่ครบ “องคประกอบ” ที่กฎหมายบัญญัติตามโครงสรางขอ ๑ หากไมมี กฎหมายยกเวน ความผดิ ตามโครงสรา ง ขอ ๒ หรอื ไมม กี ฎหมายยกเวน โทษตามโครงสรา งขอ ๓ ผกู ระทาํ กจ็ ะตองรับผิดในทางอาญา อยางไรก็ตาม หากการกระทําน้ันมีเหตุลดโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว ผูกระทําก็อาจ ไดร บั การลดโทษถา ศาลเหน็ สมควรทจี่ ะลดโทษให เหตุลดโทษ คือ เหตุที่อาจทําใหผูกระทํารับโทษนอยลง ซ่ึงข้ึนอยูกับดุลพินิจของศาล ทีจ่ ะลดโทษใหแกผ กู ระทาํ หรือไมก ไ็ ด กฎหมายมักจะบัญญัติเกี่ยวกบั การลดโทษไวใ นทํานองวา “ÈÒÅ ¨ÐÅ´â·Éà¡Ô¹¡Ç‹Ò·Õè¡®ËÁÒ¡íÒ˹´äÇŒÊíÒËÃѺ¤ÇÒÁ¼Ô´¹éѹà¾Õ§㴡çä´Œ” (กรณีบันดาลโทสะตาม มาตรา ๗๒) หรือบางกรณีก็จํากัดขอบเขตการลดโทษของศาลไว เชน “ถาศาลเห็นสมควรจะลดโทษ ไมเ กนิ กงึ่ หน่งึ ของโทษที่จะลงแกผ ูกระทาํ ความผิดนน้ั กไ็ ด” (มาตรา ๗๘) เหตลุ ดโทษ ทบี่ ญั ญัตไิ วม หี ลายกรณี เชน ๑. ความไมรกู ฎหมาย (มาตรา ๖๔) ๒. คนวิกลจริตซ่ึงยังสามารถรูผิดชอบอยูบางหรือยังสามารถบังคับตนเองไดบาง (มาตรา ๖๕ วรรคสอง) ๓. คนมึนเมา ซึ่งยังสามารถรูผิดชอบอยูบางหรือยังสามารถบังคับตนเองไดบาง (มาตรา ๖๖) ๔. ปอ งกัน จําเปน เกินขอบเขต (มาตรา ๖๙) ๕. การกระทําความผิดเกี่ยวกับทรัพยบางความผิดระหวางญาติสนิท (มาตรา ๗๒ วรรคสอง) ๖. ผกู ระทาํ อายกุ วา ๑๕ ป แตต า่ํ กวา ๑๘ ป (มาตรา ๗๕) หรือตัง้ แต ๑๘ ป แตไ มเ กิน ๒๐ ป (มาตรา ๗๖) ๗. เหตุบรรเทาโทษ (มาตรา ๗๘) ๘. บันดาลโทสะ (มาตรา ๗๒) ผูกระทําตองรับผิดชอบในทางอาญา แตมีเหตุลดโทษตามที่กลาว อาจไดรับการลดโทษ จากศาล หากศาลเห็นเปนสมควรท่ีจะลดโทษให เชน แดงมีความผิดฐานฆาคนตายโดยเจตนา ตามมาตรา ๒๘๘ และจะตองไดรับโทษจําคุกขั้นต่ําคือ จําคุก ๑๕ ป แตหากมีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา ๗๘ ก็อาจไดรับการลดโทษบาง หรือหากมีเหตุลดโทษอื่น ๆ เชน เปนการกระทํา โดยบนั ดาลโทสะตามมาตรา ๗๒ ศาลกอ็ าจลดโทษจาก ๑๕ ป ลงเพยี งใดกไ็ ด ซงึ่ หากศาลลงโทษจาํ คกุ แดงไมเ กนิ ๓ ป แดงกอ็ าจไดร บั การรอลงอาญาไดต ามมาตรา ๕๖ หากเขา เงอื่ นไขของการรอลงอาญา



๙ ๓.๔ บทนยิ าม บทนิยามตามประมวลกฎหมายอาญาเปนการกําหนดไววาในแตละคําในบทนิยามน้ัน มีความหมายอยางไร เนื่องจากคําตางๆ ในบทนิยามน้ันอาจเปนองคประกอบของความผิดในบาง มาตรา หรืออาจเปนบทบัญญัติท่ีทําใหผูกระทําความผิดรับโทษหนักขึ้น ดังนั้น ความหมายของ บทนยิ ามในแตละคาํ จงึ มีความสาํ คญั ซ่ึงนักเรยี นจะตองรแู ละทําความเขา ใจเปนอยางดี เพราะถาไมรู หรอื ไมเ ขา ใจในความหมายของบทนยิ ามในแตล ะคาํ อาจทาํ ใหก ารวนิ จิ ฉยั ฐานความผดิ ตา งๆ เกดิ ผดิ พลาดได บทนยิ ามในแตละคํากจ็ ะมคี าํ พิพากษาของศาลฎีกาวนิ จิ ฉัยไวเปน บรรทดั ฐานอีกดว ย บทนิยาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ อนมุ าตรา ๑ ถงึ อนุมาตรา ๑๗ ไดแ ก ๑. โดยทจุ รติ ๒. ทางสาธารณะ ๓. สาธารณสถาน ๔. เคหสถาน ๕. อาวธุ ๖. ใชกาํ ลงั ประทษุ รา ย ๗. เอกสาร ๘. เอกสารราชการ ๙. เอกสารสิทธิ ๑๐. ลายมือช่ือ ๑๑. กลางคืน ๑๒. คมุ ขัง ๑๓. คา ไถ ๑๔. บตั รอิเลก็ ทรอนกิ ส ๑๕. หนงั สือเดนิ ทาง ๑๖. เจาพนักงาน ๑๗. สอ่ื ลามกอนาจารเด็ก ๑๘. กระทาํ ชาํ เรา ÁÒμÃÒ ñ ã¹»ÃÐÁÇÅ¡®ËÁÒ¹Õé (๑) “â´Â·Ø¨ÃÔμ” หมายความวา เพื่อแสวงหาประโยชนที่มิควรได โดยชอบดวย กฎหมายสําหรบั ตนเองหรือผอู ่ืน (๒) “·Ò§ÊÒ¸ÒóД หมายความวา ทางบกหรือทางนํ้าสําหรับประชาชน ใชในการจราจรและใหหมายความรวมถึงทางรถไฟและทางรถรางท่ีมีรถเดินสําหรับประชาชน โดยสารดว ย

๑๐ (๓) “ÊÒ¸Òóʶҹ” หมายความวา สถานท่ีใดๆ ซ่ึงประชาชนมีความชอบธรรม ทจ่ี ะเขา ไปได (๔) “à¤Ëʶҹ” หมายความวา ที่ซึ่งใชเปนท่ีอยูอาศัย เชน เรือน โรง เรือ หรือ แพ ซ่ึงคนอยูอาศัย และใหหมายความรวมถึงบริเวณของท่ีซ่ึงใชเปนที่อยูอาศัยน้ันดวย จะมีรั้วลอม หรอื ไมก็ตาม (๕) “ÍÒÇØ¸” หมายความรวมถึงส่ิงซึ่งไมเปนอาวุธโดยสภาพ แตซึ่งไดใชหรือเจตนา จะใชประทษุ รายรา งกายถึงอนั ตรายสาหสั อยา งอาวธุ (๖) “㪌กําÅѧ»ÃзØÉÌҔ หมายความวา ทําการประทุษรายแกกายหรือจิตใจ ของบุคคล ไมวาจะทําดวยใชแรงกายภาพหรือดวยวิธีอื่นใด และใหหมายความรวมถึงการกระทํา ใดๆ ซึ่งเปนเหตใุ หบคุ คลหน่งึ บุคคลใดอยูในภาวะท่ีไมส ามารถขดั ขนื ได ไมว า จะโดยใชยาทาํ ใหม ึนเมา สะกดจติ หรือใชว ธิ ีอน่ื ใดอันคลายคลึงกัน (๗) “àÍ¡ÊÒÔ หมายความวา กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งไดทําใหปรากฏความหมาย ดวยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผนแบบอยางอื่น จะเปนโดยวิธีพิมพถายภาพหรือวิธีอื่น อนั เปน หลักฐานแหงความหมายน้ัน (๘) “àÍ¡ÊÒÃÃÒª¡ÒÔ หมายความวา เอกสารซึ่งเจาพนักงานไดทําขึ้น หรือรับรอง ในหนา ที่ และใหหมายความรวมถงึ สําเนาเอกสารนั้นๆ ท่ีเจาพนกั งานไดร บั รองในหนาทด่ี วย (๙) “àÍ¡ÊÒÃÊ·Ô ¸”Ô หมายความวา เอกสารทเี่ ปน หลกั ฐานแหง การกอ เปลยี่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงับซ่งึ สทิ ธิ (๑๐) “ÅÒÂÁ×ͪ×èÍ” หมายความรวมถึงลายพิมพน้ิวมือและเคร่ืองหมายซ่ึงบุคคล ลงไวแทนลายมอื ชือ่ ของตน (๑๑) “¡ÅÒ§¤×¹” หมายความวา เวลาระหวางพระอาทติ ยตกและพระอาทติ ยข ึน้ (๑๒) “¤ÁØ ¢Ñ§” หมายความวา คมุ ตัว ควบคมุ ขงั กกั ขงั หรอื จาํ คุก (๑๓) “¤Ò‹ ä¶”‹ หมายความวา ทรพั ยส นิ หรอื ประโยชนท เี่ รยี กเอา หรอื ให เพอื่ แลกเปลยี่ น เสรีภาพของผูถูกเอาตัวไป ผถู ูกหนวงเหนีย่ วหรอื ผูถ ูกกกั ขัง (๑๔) “ºÑμÃÍÔàÅ¡ç ·Ã͹¡Ô ʏ” หมายความวา (ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไมวาจะมีรูปลักษณะใดท่ีผูออกไดออกใหแก ผูมีสิทธิใชซ่ึงจะระบุชื่อหรือไมก็ตาม โดยบันทึกขอมูลหรือรหัสไวดวยการประยุกตใชวิธีการ ทางอิเลก็ ตรอนไฟฟา คลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟา หรือวธิ อี ื่นใดในลกั ษณะคลายกัน ซึ่งรวมถึงการประยกุ ตใช วธิ กี ารทางแสงหรอื วิธีการทางแมเ หล็กใหปรากฏความหมายดวยตวั อักษร ตัวเลข รหัส เลขหมายบตั ร หรือสัญลักษณอ่นื ใด ทัง้ ทสี่ ามารถมองเหน็ และมองไมเห็นดวยตาเปลา (ข) ขอมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกสหรือ เคร่ืองมอื ทางตวั เลขใดๆ ทีผ่ อู อกไดออกใหแ กผ มู ีสิทธใิ ช โดยมิไดมกี ารออกเอกสารหรือวัตถุอืน่ ใดให แตมีวิธกี ารใชใ นทํานองเดยี วกับ (ก) หรอื

๑๑ (ค) สิ่งอ่ืนใดที่ใชประกอบกับขอมูลอิเล็กทรอนิกส โดยมีวัตถุประสงค เพื่อระบุตวั บคุ คลผเู ปน เจาของ “(๑๕) “˹ѧÊ×Íà´Ô¹·Ò§” หมายความวา เอกสารสําคัญประจําตัวไมวาจะมี รูปลักษณะใดท่ีรัฐบาลไทย รัฐบาลตางประเทศ หรือองคการระหวางประเทศออกใหแกบุคคลใด เพอ่ื ใชแ สดงตนในการเดนิ ทางระหวา งประเทศ และใหห มายความรวมถงึ เอกสารใชแ ทนหนงั สอื เดนิ ทาง และแบบหนงั สือเดินทางทีย่ ังไมไ ดก รอกขอ ความเก่ียวกบั ผถู อื หนังสือเดนิ ทางดว ย “(๑๖) “à¨ÒŒ ¾¹¡Ñ §Ò¹” หมายความวา บคุ คลซงึ่ กฎหมายบญั ญตั วิ า เปน เจา พนกั งานหรอื ไดรับแตงต้ังตามกฎหมายใหปฏิบัติหนาท่ีราชการ ไมวาเปนประจําหรือครั้งคราว และไมวาจะไดรับ คาตอบแทนหรอื ไม” “(๑๗) “Ê×èÍÅÒÁ¡Í¹Ò¨ÒÃà´ç¡” หมายความวา วัตถุหรือส่ิงที่แสดงใหรูหรือเห็นถึง การกระทําทางเพศของเด็กหรือกับเด็กซ่ึงมีอายุไมเกินสิบแปดป โดยรูป เร่ือง หรือลักษณะสามารถ สื่อไปในทางลามกอนาจาร ไมวาจะอยูในรูปแบบของเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ ภาพระบายสี ส่งิ พมิ พ รปู ภาพ ภาพโฆษณา เครือ่ งหมาย รปู ถา ย ภาพยนตร แถบบันทกึ เสยี ง แถบบนั ทึกภาพ หรือ รูปแบบอื่นใด ในลักษณะทํานองเดียวกัน และใหหมายความรวมถึงวัตถุหรือสง่ิ ตา งๆ ขางตน ท่จี ัดเกบ็ ในระบบคอมพวิ เตอร หรือในอุปกรณอ ิเลก็ ทรอนกิ สอ่นื ท่สี ามารถแสดงผลใหเขาใจความหมายได” ในประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น ขอความใดท่ีมีความหมายพิเศษ กฎหมายจะกําหนดความหมายไวในบทนิยาม สําหรับประมวลกฎหมายอาญาไดบัญญัติไวใน มาตรา ๑ ดังนี้ “(๑๘) *“¡ÃÐทาํ ชาํ àÃÒ” หมายความวา กระทาํ เพอ่ื สนองความใครข องผกู ระทาํ โดยการใช อวยั วะเพศของผูกระทาํ ลว งลํา้ อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือชองปากของผูอ่นื ” (ñ) “â´Â·¨Ø ÃμÔ ” หมายความวา เพอ่ื แสวงหาประโยชนท ม่ี คิ วรไดโ ดยชอบดว ยกฎหมาย สําหรบั ตนเองหรือผูอนื่ ͧ¤» ÃСͺ ¤Í× ๑. เพ่อื แสวงหาประโยชน ๒ เปนประโยชนท ีม่ ิควรไดโดยชอบดว ยกฎหมาย ๓. ประโยชนสาํ หรับตนเองหรือผูอ ื่น คํา͸ԺÒ ๑. คําวา “ประโยชน” ตามขอน้ียอมมีความหมายทั้งประโยชนท่ีเปนทรัพยสินและ ทม่ี ิใชท รพั ยส นิ ดวย สว นการแสวงหาอาจจะเกิดความเสยี หายแกบุคคลอน่ื หรือไม ไมใชส าระสําคัญ ๒. สําหรับประโยชนที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายนั้น หมายความวา ประโยชน ท่ีแสวงหาน้ัน ผูแสวงหาไมมีสิทธิท่ีจะไดประโยชนนั้นตามกฎหมายและประโยชนท่ีแสวงหานั้น * มาตรา ๑ (๑๘) เพ่มิ เตมิ โดย พ.ร.บ.แกไ ขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบบั ท่ี ๒๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ ลง รกจ.เลม ๑๓๖/ ตอนท่ี ๖๙ ก/หนา ๑๒๗/๒๗ พ.ค. ๖๒

๑๒ จะเปน เพอื่ ตนเองกไ็ ด หรอื เพอ่ื ประโยชนแ กผ อู นื่ กไ็ ด เชน ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นความผดิ เกยี่ วกบั เจา พนกั งาน ตามมาตรา ๑๔๓, ๑๔๔, ๑๔๗, ๑๕๗, ๑๖๗ ความผดิ เกี่ยวกับการปลอมและการแปลงมาตรา ๒๔๒ ความผดิ เกย่ี วกบั เสรภี าพตามมาตรา ๓๑๕, ๓๑๗, ๓๒๔ และความผดิ เกยี่ วกบั ทรพั ยต ามมาตรา ๓๓๔, ๓๔๒, ๓๕๐, ๓๕๓ เปนตน ๓. คําวา “โดยทุจริต” เปนมูลเหตุจูงใจหรือเจตนาพิเศษ นอกเหนือจากเจตนาธรรมดา ®¡Õ Ò·èÕ ñðññ/òôö÷ จําเลยเปนตํารวจมีหนาท่ีทําบัญชีเครื่องแบบตํารวจท่ีออกจาก ราชการแลว นําสงกรมตํารวจ จําเลยเอากางเกงของจําเลยท่ีขาดแลวมาสับเปล่ียนเอากางเกงดี ทจ่ี ะสงกรมตาํ รวจไวใ ชในราชการตอ ไป โดยไมไดร ับอนุญาตจากผบู ังคับบัญชา ตัดสินวาจาํ เลยไมผ ดิ ลักทรัพยเพราะไมมีเจตนาทุจริตกางเกงที่สับเปลี่ยนไปน้ัน จําเลยก็นําไปไวใชในราชการเองไมได เอาเปนประโยชนส ว นตวั อันน้กี ็เห็นชัดวา ไมมีเจตนาทุจริต ®¡Õ Ò·èÕ òñö/òõðù จําเลยยอมใหผูเสียหายรวมประเวณีโดยมีสิ่งตอบแทน แตผูเสียหายผิดขอตกลง จําเลยไมพอใจจึงไดทํารายผูเสียหาย แลวเอาปนไปทิ้งที่ปรักนํ้ากลางทุงนา เพราะกลวั ผเู สียหายจะยิงเอา ไมมีเจตนาทจุ รติ ®Õ¡Ò·èÕ ñõù/òõñò ผูเสียหายปลอยกระบือใหกินหญา กระบือตัวหน่ึงยังจับไมได เพราะติดอยูในกระบือฝูงอื่น ไมใชกระบือเพริดไปจนพนการติดตาม เชนน้ีตามกฎหมายตองถือวา ผูเ สยี หายยังครอบครองกระบอื ทีผ่ เู สยี หายจบั ไมไ ดอยู เพราะยังไมส ละการครอบครอง ฉะน้นั การที่ จําเลยยิงกระบือของผูเสียหาย และชําแหละเน้ือกระบือไปโดยไมไดรับอนุญาตจากผูเสียหาย จึงเปนการเอาไปโดยทุจริต และเปนความผิดฐานลักทรัพย สวนการท่ีจําเลยชําแหละเนื้อกระบือไป ก็เปนการครอบครองเพราะยึดถือเพื่อตน แตเปนผลภายหลังจากการที่จําเลยลักกระบือแลว ไมผิด ฐานยกั ยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง (การยงิ แลว ชําแหละเนอ้ื ดงั กลา วถอื ไดว า มเี จตนาทจุ ริตเปน ลักทรัพย ไมใชท ําใหเสียทรพั ย) ®¡Õ Ò·èÕ ôôó/òõñõ จําเลยแอบเอารถของผูเสียหายออกมา เพ่ือจะขับไปกินขาวตม แลวจะเอากลับมาคืน กอนหนานี้จําเลยเคยแอบเอารถของผูเสียหายไปขับ โดยผูเสียหายทราบเร่ือง ก็ไมไดหามปรามแตอยางใด แสดงวาไมมีเจตนาเอารถคันน้ันเปนของตนหรือผูอ่ืน การกระทําของ จําเลยไมเ ปนความผิดฐานลักทรพั ย ®¡Õ Ò·Õè ñðñø/òõòù จําเลยไปเลนไพแลว จับไดวาผูเสียหายเลนไพโกง จึงใช เหล็กปลายแหลมจ้ีผูเสียหายบังคับใหคืนเงิน ๙๒๐ บาทที่ถูกโกง เปนการกระทําโดยจําเลยเช่ือวา ตนมีสิทธิอันจะพึงไดเงินที่เสียการพนันไปคืน เพราะผูเสียหายเลนโกง ไมเปนความผิดฐานชิงทรัพย เพราะไมม ีเจตนาทจุ ริต ®Õ¡Ò·èÕ ôôôñ/òõóð จําเลยกับผูเสียหายอยูกินดวยกันฉันสามีภริยา และทํางานอยู ทเ่ี ดยี วกนั จาํ เลยเปน ผซู อ้ื สรอ ยคอใหผ เู สยี หาย บางครงั้ จาํ เลยกน็ าํ ไปใชเ อง วนั เกดิ เหตจุ าํ เลยทราบวา ผูเสียหายจะไปเที่ยวจึงไดไปพูดหามปราม ผูเสียหายไมยอมเชื่อจึงเกิดการโตเถียงกัน จําเลยโมโห ดึงสรอยคอที่ผูเสียหายใสอยูขาดและเอาสรอยน้ันไป แสดงวาจําเลยเอาสรอยไปเพื่อตองการมิให ผูเ สียหาย นําสรอ ยติดตัวไปดว ยเทา นนั้ ถือไมไ ดว าจําเลยมเี จตนาทุจริต

๑๓ ®Õ¡Ò·èÕ òô÷ô/òõóñ จําเลยไปทวงหน้ีจากผูเสียหายแทนเจาหนี้โดยใชอาวุธปนขูบังคับ ใหผูเสียหายมอบทรัพยใหและพูดวา เมื่อมีเงินใหผูเสียหายไปไถคืน เชนนี้ถือไดวาเปนการขูเข็ญ เอาทรัพยของผูเสียหายไปเพ่ือประโยชนของจําเลยโดยเจตนาทุจริต จําเลยจึงมีความผิดฐาน ชงิ ทรัพย และไมมคี วามผดิ ฐานทําใหเสือ่ มเสรภี าพตาม ป.อาญา มาตรา ๓๐๙ วรรคสองอกี ®¡Õ Ò·èÕ óõ÷ö/òõóñ จําเลยเลนการพนันกับ ข. และเลนเสียจนหมดตัวจึงตามมาที่ บาน ข. แลวขอเงนิ คืนจาก ข. สวนหน่งึ อางวา เพอื่ จะนาํ ไปซอื้ ของกินกบั ผูเ ขา เลนการพนันคนอ่ืน เมื่อ ข. ใหเงิน ๒๐ บาท จําเลยตองการจะเอาอกี แต ข. ไมย อมให จําเลยจงึ แยงจะเอาเงนิ จากกระเปา เสอ้ื ของ ข. แตแยงไมได จําเลยถูก ข. ตีศอกถูกท่ีศีรษะหลายครั้งจนศีรษะแตก แตจําเลยก็มิไดโตตอบ ดวยการทําราย ข. ใหไดรับบาดเจ็บ เมื่อมีคนรองหามปรามจําเลยก็จากไป ลักษณะการกระทําของ จําเลยเปนการถือวิสาสะหาไดกระทําไปโดยเจตนาท่ีจะใชกําลังประทุษราย ข. ไม ทั้งการกระทําของ จําเลยก็ถือไมไ ดวามีเจตนาทุจริต ®Õ¡Ò·èÕ ó÷÷ô/òõóò จาํ เลยเปน สามขี อง ส. บตุ รของผเู สยี หาย โดยไมไ ดจ ดทะเบยี น สมรสกัน จําเลยและ ส. ทํานาขายขาวไดเงิน ๗,๕๐๐ บาท ส. นําเงินดังกลาวใสไวในกระเปาถือ ฝากเก็บไวในหีบของผูเสียหาย เชนนี้ การที่จําเลยไขกุญแจเปดหีบของผูเสียหายแลวเอาเงินดังกลาวไป โดยเขาใจวาเปนเงินของจําเลย จําเลยมีสิทธิเอาไปได จึงเปนการกระทําท่ีขาดเจตนาทุจริตไมเปน ความผิดฐานลักทรพั ย ®¡Õ Ò·Õè ô÷ùò/òõóó จําเลยท่ี ๑ กับพวกชกตอยกับพวกผูเสียหาย จําเลยกับพวก ไดด งึ เอาปากกาและกระเปา ของผเู สยี หายท้งั สองไป ไดพูดวาอยากไดของกต็ ามมาเอา จําเลยที่ ๑ กับ พวกไมไดหลบหนีจนกระท่ังถูกเจาพนักงานตํารวจจับกุม พฤติการณของจําเลยท่ี ๑ ดังกลาวท่ีมีการ ดึงทรัพยสิน ก็เปนการหยามนํ้าหนากันเทานั้น เปนการกระทําไปดวยความคะนองเพ่ือแสดงอวด เพ่ือนเห็นเทานั้น จําเลยที่ ๑ ไมมีเจตนาเอาทรัพยสินของผูเสียหายท้ังสองไปโดยทุจริต จําเลยท่ี ๑ จึงไมมีความผดิ ฐานชงิ ทรพั ย ®Õ¡Ò·Õè ÷õ÷/òõóô จับเอาปลาในสระของวัดมาทําอาหารกินกันโดยเขาใจวา สามารถทาํ ได เพราะเหน็ วา วัดเปน สมบตั ิสว นกลาง ซ่งึ ชาวบา นใชส อยรว มกัน และเม่ือมพี ระทกั ทวง ก็มิไดด ้ือดงึ ทําตอ ไป แสดงวา ขาดเจตนาทุจรติ ®Õ¡Ò·èÕ ññô÷/òõôð เอาวิทยุมือถือของเขาไปขณะเขานอนหลับ แมจะรูจักกัน แตไมปรากฏวามีความสนิทสนมกันถึงขนาดที่จะสามารถหยิบฉวยสิ่งของของเขาไปไดโดยพลการ กเ็ ปน การทจุ ริต ®Õ¡Ò·èÕ òðð/òõôô โจทกชําระคารถยนต และเคร่ืองนวดขาวยังไมครบ จําเลยจึงไป บา นบอกภรยิ า บตุ ร และนอ งชายโจทก วา จะเอารถและเครอื่ งนวดขา วกลบั ไปเกบ็ ไวท บ่ี า นของจาํ เลย เปนเจตนาเอาไปเพอื่ ใหโจทกชาํ ระหนี้ท่คี า ง ไมทุจริต

๑๔ ®Õ¡Ò·Õè öóùð/òõôô การท่ีจําเลยนําน้ํามันซ่ึงจําเลยมีสิทธิเบิกไปใชไดดวยตนเอง ไปเติมใสร ถยนตคนั อื่นเพอ่ื ใชในการปฏบิ ัติหนาทตี่ ามปกติ ไมปรากฏวาจาํ เลยไดนาํ รถยนตค ันอน่ื น้นั ไปใชใ นกจิ กรรมอน่ื ซงึ่ ไมอ ยใู นอาํ นาจหนา ทท่ี จี่ าํ เลยจะพงึ ใชไ ดอ นั อาจถอื ไดว า จาํ เลยไดป ระโยชนจ าก การใชน้ํามันเช้ือเพลิงดังกลาวเปนสวนตัว เมื่อขอเท็จจริงท่ีโจทกนําสืบยังมีความสงสัยตามสมควร วาจําเลยไดกระทําการเบียดบังเอาน้ํามันเช้ือเพลิงท่ีจําเลยสั่งจายไปเปนของจําเลยหรือของผูอ่ืน โดยทุจริตหรือไม จึงใหยกประโยชนแหงความสงสัยน้ันใหจําเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ®Õ¡Ò·èÕ òò÷ù/òôõñ การท่ีจําเลยเอาเคร่ืองรับโทรทัศนสี ๑ เครื่อง เครื่องเสียง สเตอริโอ ๑ เคร่ือง ของกลางของผูเสียหายไปจากบานของผูเสียหายเพราะ ส. ซึ่งเปนสามีของ ผูเสียหายเปนหน้ีจําเลย โดยจําเลยไมไดทําใหทรัพยสินอยางอ่ืนเสียหาย คงยกเอาทรัพยของกลาง ไปเทาน้ันโดยจําเลยบอกวาถาอยากไดคืนให ส.เอาเงินไปไถ ซ่ึงวันรุงข้ึนเม่ือเจาพนักงานตํารวจไป ที่บานของจําเลย ก็พบจําเลยและและทรัพยของกลางดังกลาว เชื่อวาจําเลยเอาทรัพยของกลางไป เพื่อให ส. หรือผูเสียหายไปติดตอชําระหนี้ที่คางชําระตอกันการกระทําของจําเลยจึงมิไดเปนการเอา ทรัพยของผูอ่ืนไปโดยทุจริตหรือเพื่อแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายสําหรับตนเอง หรอื ผอู ื่น ไมเ ปนความผิดฐานลกั ทรัพย ®Õ¡Ò·èÕ ñððñõ/òõõó การที่จําเลยที่ ๑ กับพวกและผูเสียหายนั่งด่ืมเบียรอยูดวยกัน แลว จาํ เลยท่ี ๑ ลว งกระเปา กางเกงของผเู สยี หายหยบิ กระเปา เงนิ ออกมา เมอ่ื เหน็ วา ไมม เี งนิ ในกระเปา จงึ ลว งหยบิ เอาโทรศพั ทเ คลอื่ นทข่ี องผเู สยี หายออกมาโดยจาํ เลยที่ ๑ บอกวา ถา ไมใ หโ ทรศพั ทจ ะทาํ รา ย หลงั เกดิ เหตผุ เู สยี หายกลบั ไปบา นพกั สกั ครหู นง่ึ จาํ เลยที่ ๑ กน็ าํ โทรศพั ทเ คลอื่ นทมี่ าคนื ใหผ เู สยี หายแมจ ะคนื โดยโยนลงพนื้ เอาเทา เหยยี บแลว บอกใหผ เู สยี หายคลานมาเอา จากพฤตกิ ารณด งั กลา วเหน็ วา การกระทาํ ของ จาํ เลยที่ ๑ เปน การทาํ ไปดว ยความคกึ คะนองมไิ ดป ระสงคต อ ทรพั ยโ ดยมเี จตนาทจุ รติ เพอ่ื เอาทรพั ยไ ป เปน ของตนเอง อนั เปน การขาดองคป ระกอบของความผดิ ฐานลกั ทรพั ย จงึ ไมเ ปน ความผดิ ฐานชงิ ทรพั ย ตามฟอ ง การกระทําของจาํ เลยท่ี ๑ เปน เพยี งความผดิ ตอ เสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง ®¡Õ Ò·èÕ ö÷ô/òõõô แมข อ เทจ็ จรงิ จะฟง ไดว า จาํ เลยกบั พวกเขา ไปทาํ รา ยรา งกายผเู สยี หาย จนไดรับบาดเจ็บและบังคับเอาทรัพยสินของผูเสียหายไปเทาที่คิดวาพอกับคาจางท่ีผูเสียหายเปนหนี้ พวกจําเลยอยูเทานั้น ไมไดเอาทรัพยสินอื่น ๆ ท่ีมีคามากไปดวยก็ตามแตการกระทําของจําเลย กบั พวกดงั กลา วเปน การกระทาํ ทไี่ มม อี าํ นาจตามกฎหมาย ศาลฎกี าโดยมตทิ ปี่ ระชมุ ใหญ เหน็ วา เปน การ กระทาํ โดยมีเจตนาทุจรติ แลว การกระทําของจําเลยกับพวกเปน การรว มกนั ปลนทรัพยของผเู สียหาย (ò) “·Ò§ÊÒ¸ÒóД หมายความวา ทางบกหรือทางน้ําสําหรับประชาชนใชในการ จราจรและใหห มายความรวมถึงทางรถไฟและทางรถรางท่ีมรี ถเดินสาํ หรับประชาชนโดยสารดว ย ͧ¤» ÃСͺ ¤×Í ๑. ทางบกหรอื ทางนํ้า ๒. สาํ หรบั ประชาชนใชใ นการจราจร

๑๕ ความผิดเกี่ยวกับทางสาธารณะ ไดแก ความผิดที่กอใหเกิดภยันตรายตอประชาชน ตามมาตรา ๒๒๙ และความผดิ ลหุโทษตามมาตรา ๓๗๒, ๓๗๘, ๓๘๕, ๓๘๖, ๓๘๗, ๓๙๖ คํา͸ԺÒ ทางบก คือ ทางสําหรับคนเดิน หรือท้ังคนและยานพาหนะเดิน รวมท้ัง ทางรถไฟ ทางรถรางทมี่ รี ถเดนิ ดว ย สว นทางนา้ํ นนั้ คอื แมน า้ํ ลาํ คลองตา งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ เองโดยธรรมชาติ หรอื ทาํ การขดุ ขน้ึ แตท างบกหรอื ทางนาํ้ ดงั กลา วนจี้ ะเปน ทางสาธารณะมสี าระสาํ คญั อยทู วี่ า ประชาชน ใชใ นการจราจรได ไมวา จะใชเ ดนิ เขาออกหรือโดยยานพาหนะเขา ออก แตก็มีขอยกเวนอยูในสวนทางของเอกชน ซึ่งเจาของเขาสงวนสิทธ์ิไวแมจะอนุญาตให ประชาชนเดนิ ก็ไมใชท างสาธารณะ ทางหลวงแผน ดนิ ทางหลวงจงั หวดั ไมว า จะใชใ นการจราจรระหวา งจงั หวดั อาํ เภอ ตาํ บล หรือหมูบาน แมนํ้าลําคลองตางๆ ซ่ึงเกิดจากธรรมชาติยอมถือวาเปนทางสาธารณะ สวนทางบก หรอื ทางนา้ํ ของเอกชนทาํ ขน้ึ เมอื่ มกี ารอทุ ศิ ใหเ ปน ทางสาธารณะแลว กย็ อ มถอื เปน ทางสาธารณะดว ย (ทางหลวง คอื ทางสาธารณะ) ®Õ¡Ò·èÕ ÷ðö/òô÷ð ท่ีชายเลนริมทะเลซึ่งน้ําทะเลขึ้นทวมถึง แตมีตนไมงอกข้ึน จนเปนปา ราษฎรใชเดนิ เรอื ไมได ไมเ ปน ทางหลวง (ทางหลวง คือ ทางสาธารณะ) ®¡Õ Ò·èÕ ò÷/òôöö ที่ชายตลิ่งซึ่งติดตอกับถนนหลวง หาใชถนนหลวงไม (เปนทาง สาธารณะ) ®¡Õ Ò·èÕ øùôó/ôò บานเปนเคหสถานซึ่งใชเปนท่ีอยูอาศัยของจําเลยและบริเวณ เพิงหนาบานเปนบริเวณของบานซึ่งใชเปนรานคาและที่อยูอาศัยดวย จําเลยพาอาวุธปนติดตัวอยูใน บรเิ วณท่ีอยอู าศัยของตนจงึ ไมเ ปน ความผดิ ฐานพาอาวุธปน ไปในเมอื งหมูบา น ®Õ¡Ò·Õè ñðòð/òõðó ท่ีดินของจําเลยเปนท่ีดินมือเปลา มีทางพิพาทมาไมนอยกวา ๔๐ ป สาธารณชนไดใชเดินและชักลากไมมาประมาณ ๒๐ ป ตั้งแตเจาของเดิมกอนจําเลยไมมี การหวงหามแสดงสทิ ธิใดๆ เลยดงั นี้ ถือวา เปน การอทุ ศิ โดยปริยายเปนทางสาธารณะแลว จําเลยไป ปด กั้นยอมเปนผิดตามมาตรา ๓๘๕ ®¡Õ Ò·èÕ ÷öõ/òôùø การอุทิศท่ีดินใหทางสาธารณะน้ันแมจะยังมิไดแกโฉนดท่ีดิน และใชมายังไมถ ึง ๑๐ ป กไ็ มส าํ คัญตอ งถือวาเปน ทางสาธารณะ ®Õ¡Ò·èÕ ññøö/òõðð ฎีกาท่ี ๑๐๒๐-๑๐๒๑/๒๕๐๕ คลองที่เจาของที่ดินขุดขึ้น แมจะมีผูใชเ รอื เขา ออกมานาน แตเจา ของมิไดอ ทุ ิศใหเ ปนทางสาธารณะน้นั ไมใ ชท างสาธารณะ (ó) “ÊÒ¸Òóʶҹ” หมายความวา สถานที่ใดๆ ซ่ึงประชาชนมีความชอบธรรม ที่จะเขา ไปได ͧ¤»ÃСͺ ¤Í× ๑. สถานทีใ่ ดๆ ๒. ประชาชนมคี วามชอบธรรมทีจ่ ะเขาไปได ความผิดเก่ียวกับสาธารณสถาน ไดแก ความผิดเก่ียวกับการกอใหเกิดภยันตราย ตอประชาชน มาตรา ๒๑๘(๔) ความผิดเกี่ยวกับทรัพย มาตรา ๓๓๕(๙) และความผิดลหุโทษ ตามมาตรา ๓๗๒, ๓๗๘ และ ๓๙๗

๑๖ คํา͸ºÔ Ò ๑. คําวา สาธารณสถาน เปนคําตรงขามกับคําวา “ที่รโหฐาน” ตามที่บัญญัติไวใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๓) “ท่ีรโหฐาน” หมายถึง สถานท่ีใดๆ ซง่ึ มิใชสาธารณสถาน ๒. คาํ วา สถานที่ใดๆ น้ัน จะเปนทีม่ ีส่งิ ปลกู สรางหรือที่วางเปลา มีขอบเขตกไ็ ด เชน สวนสัตว โรงภาพยนตร แมจ ะตอ งเสยี คาธรรมเนยี มเขาชม กย็ งั ถือวาเปน ทส่ี าธารณสถาน ขอสาํ คัญ จึงอยูที่วาเปนสถานท่ีท่ีประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเขาไปไดหรือไม และการเขาไปนั้นไมวา จะเปนการเปดชั่วคราวหรือประจําตลอดไป แตมีขอยกเวนอยูวาในสถานท่ีแหงเดียวกันน้ันอาจแยก ออกไดเปนสดั สว นวา สวนใดเปนทส่ี าธารณสถาน และสวนใดไมถ อื เปนสถานทีส่ าธารณสถาน ®¡Õ Ò·Õè ñ÷óò/òõñö สถานท่ีเกิดเหตุท่ีโจทกฟองวาจําเลยเลนการพนันโดยไมไดรับ อนุญาตเปนรานขายกาแฟ ประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเขาไปได จึงเปนสาธารณสถานตองดวย ขอยกเวนตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๖ ตอนทาย จึงมิใหสันนิษฐานวา จําเลยเปนผเู ขา เลน ดวย ®¡Õ Ò·Õè ñùðø/òõñø จาํ เลยจอดรถขวางกนั้ ไมใ หโ จทกถ อยรถออกไปจากซอยทเี่ กดิ เหตุ เปนเพียงขัดขวางไมใหโจทกนํารถออกไปไดเทานั้น สวนตัวโจทกมีอิสระที่จะออกไปจากซอยได การกระทําของจําเลยยังไมเปนความผิดตามประมวลกฎหมายความอาญามาตรา ๓๑๐ แตเปนการ รังแกขมเหงทําใหโจทกไดรับความเดือดรอนรําคาญ แมซอยนั้นจะอยูในท่ีดินของผูมีช่ือแบงใหผูอื่น เชา ปลูกบา น แตป ระชาชนก็ชอบทจ่ี ะเขา ออกไปติดตอกบั ผูท ่ีอยูในซอยนั้นได ถอื ไดวา จาํ เลยไดกระทํา ในท่ีสาธารณสถาน จึงมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๗ ®¡Õ Ò·Õè øøó/òõòð หองโถงในสถานการคาประเวณีผิดกฎหมายเวลารับแขก มาเท่ียวเปนสาธารณสถานซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมท่ีจะเขาไปได พลตํารวจมีอํานาจคน โดยไมตองมีหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๙๓ จําเลยขัดขวาง เปน ความผิดตามมาตรา ๑๔๐ ตํารวจจบั ไดตามมาตรา ๗๘ (๓) ๓. สถานท่ีบางแหงเปนสาธารณสถานบางเวลา เชน โรงภาพยนตร สถานที่ราชการ รา นคา เฉพาะเวลาท่ีเปดทาํ การ ๔. สถานท่ีบางแหงเปน สาธารณสถานบางสวน เชน ที่ทําการศาลยุติธรรม รา นอาหาร ๕. สถานทบ่ี างแหงอาจจาํ กดั อายผุ เู ขา เชน สถานบรกิ ารทบ่ี คุ คลท่จี ะเขา ไปตอ งมอี ายุ ไมต ่าํ กวา ๒๐ ป ก็เปนสาธารณสถาน ๖. คาํ วาสาธารณสถาน ตรงขา มกบั คาํ วา ทรี่ โหฐาน ตาม ป.วอิ าญา ซึ่งหมายความถงึ สถานที่ใด ๆ ซึ่งมิใชสาธารณสถานตามกฎหมายลักษณะอาญา ไดแก ประมวลกฎหมายอาญา ในปจ จุบันนัน่ เอง - รานคาเปนที่ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเขาไปได ถือเปนสาธารณสถาน (คําพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๓๖/๒๕๐๘)

๑๗ - รานขายกาแฟเปน สาธารณสถาน (ฎีกาท่ี ๑๗๓๒/๒๕๑๖) - ถนนในซอยเปน สาธารณสถาน (ฎกี าที่ ๑๙๐๘/๒๕๑๘) ¢ŒÍÊѧà¡μ สถานที่ใดจะเปนสาธารณสถานหรือไม ไมคํานึงวาสถานท่ีนั้นเปนสถานที่ ผดิ กฎหมายหรือไม เพียงแตพ จิ ารณาวา สถานท่นี ้นั ประชาชนมคี วามชอบธรรมท่จี ะเขา ไปใชไ ดห รือไม สถานคา ประเวณถี อื ไดว า เปน สถานทปี่ ระชาชนมคี วามชอบธรรมทจ่ี ะเขา ไปไดถ อื วา เปน สาธารณสถาน ไมใชท ีร่ โหฐาน (ฎกี าที่ ๘๘๓/๒๕๒๐) ®Õ¡Ò·èÕ õôõö/òõõó โจทกบรรยายฟองวา จําเลยลักเหรียญกษาปณรวมเปนเงิน ๘๔๒ บาท ของวัดผูเสียหายโดยเหรียญกษาปณดังกลาวอยูในพานและบาตรวางอยูบนชั้นสามของ อาคารเจษฎาบดนิ ทร ซง่ึ เปน ทปี่ ระดษิ ฐานพระพทุ ธรปู เพอื่ ใหป ระชาชนมากราบไหวส กั การะบชู าภายในวดั ผูเสียหาย สถานท่ีเกิดเหตุลักทรัพยจึงเปนสถานที่ซึ่งประชาชนท่ัวไปมีความชอบธรรมที่จะเขาไปได ตรงกับคํานยิ ามคาํ วา “สาธารณสถาน” ตาม ป.อ.มาตรา ๑ (๓) ท้งั น้เี พ่อื การสักการะบชู าพระพุทธรปู ซึ่งประดิษฐานไวใหประชาชนกราบไหวสักการะบูชา จึงเปนการลักทรัพยในสถานท่ีบูชาสาธารณะ ดงั ทโ่ี จทกบรรยายฟองไวแ ลว (ô) “à¤Ëʶҹ” หมายความวา ท่ซี ึง่ ใชเปนทีอ่ ยูอาศยั เชน เรือน โรง เรอื หรือ แพ ซึ่งคนอาศัยอยู และใหหมายความรวมถึงบริเวณของท่ีซึ่งใชเปนท่ีอยูอาศัยน้ันดวย จะมีรั้วลอม หรอื ไมก ต็ าม ͧ¤» ÃСͺ¤Í× ๑. เปน ท่ซี ึง่ ใชอยูอาศัย ๒. ที่น้นั คนอยอู าศัย รวมถงึ บรเิ วณท่ซี ่งึ ใชเ ปนทอ่ี ยอู าศยั นน้ั ดว ย ความผิดเกีย่ วกบั เคหสถาน ไดแก ความผิดฐานลกั ทรัพยตามมาตรา ๓๓๕ (๘) ความผดิ ฐานบุกรุกตามมาตรา ๓๖๔ นอกจากน้ันกฎหมายจะใชคําวาโรงเรือน เชน ความผิดเกี่ยวกับ การกอ ใหเ กิดภยนั ตรายตอประชาชน ตามมาตรา ๒๑๘ และมาตรา ๒๒๖ เปน ตน คาํ ͸ԺÒ ๑. ท่ีซ่ึงใชอยูอาศัยนั้น ไดแก เรือน โรง เรือ หรือแพ ตามที่ระบุไว นอกจากที่ระบุ แลวอาจจะมีส่ิงอื่นๆ อีก ขอสําคัญอยูท่ีวา ท่ีซึ่งใชอยูอาศัยน้ันเปนที่คนอยูอาศัยจริงๆ ถาไมมี คนอยูอ าศยั แลวกไ็ มเรยี กวา เคหสถาน เชน เรอื นปลกู ไว แตไ มม คี นอาศัยอยเู ลย เปน ตน แตถ า เปน ที่อยอู าศยั แลว ขณะทีเ่ กิดเหตุไปธุระเสยี หรือปดใสก ุญแจไวชว่ั คราวก็ยังนับวา เปน เคหสถาน สําหรับหองเชาในโรงแรม บังกะโล แฟลต ท่ีใหคนเชาเปนปกติคงถือเปนเคหสถานได แมผูอาศัยจะเปล่ียนหนากันอยูตลอดเวลา สวนหองนอนในขบวนรถไฟหรือในเรือซึ่งคนโดยสาร ใชน อนชวั่ คราวในระหวา งเดนิ ทางไมเ ปน เคหสถาน แตห อ งนอนของตน เรอื ในเรอื ทอ่ี ยปู ระจาํ เปน เคหสถาน กางเต็นทปลูกเพิงขัดหางนอนระหวางเดินทางเปนระยะๆ ไมเปนที่หลับนอนตามปกติ ถงึ แมจ ะเปน เตน็ ทช นดิ พเิ ศษมเี ครอ่ื งปรบั อากาศกไ็ มเ ปน เคหสถาน ทง้ั น้ี ไมร วมถงึ เตน็ ทท ใี่ ชห ลบั นอน

๑๘ ระหวางทําการสํารวจ ณ ท่ีใดเปนคราวๆ แมเสร็จแลวจะยายไปท่ีอ่ืน ก็ถือเปนเคหสถาน ไดเ ชนเดยี วกับทพี่ กั คนงานกนิ อยูหลับนอนชั่วคราวระหวางกอ สรางอาคารก็เปนเคหสถาน ๒. ขอความทวี่ า รวมถึงบรเิ วณของที่ซงึ่ ใชเ ปนทอี่ ยอู าศัยนน้ั ยอ มหมายถึงเคหสถาน ทต่ี อ เน่อื งกบั ที่ซง่ึ คนใชเปนทอ่ี ยูอ าศัยนั้น เชน นอกชาน หรอื เฉลียง หรือครัว หรอื เลา ไก ซ่ึงติดตอ เกย่ี วเน่อื งกบั เรือน หรือหางเรอื นเล็กนอ ย เปนตน ®Õ¡Ò·èÕ õòò/òô÷õ รั้วบานเปนขอบเขตเคหสถานไมใ ชเ ปน เคหสถาน ®Õ¡Ò·èÕ õñõ/òôøö โรงกลึงแมอยูในรั้วบานแตหางตัวเรือน ๑ เสนไมใชอยูอาศัย ไมเ ปนเคหสถาน ®Õ¡Ò·Õè óùó/òõðù เลาไกไมใชท่ีซ่ึงคนอยูอาศัยก็จริง แตอยูหางจากเรือนผูเสียหาย ประมาณ ๑ เมตร แมแยกออกไปตา งหากจากตวั เรอื นแลว กย็ ังอยูในท่ดี นิ อนั เปนบรเิ วณของโรงเรือน ซ่ึงมีรั้วอยูดวย มิใชอยูในท่ีซ่ึงเปนบริเวณตางหากจากโรงเรือนซึ่งใชเปนที่คนอยูอาศัย จําเลยลักไก ในเลา ซง่ึ อยใู นบรเิ วณทอี่ ยอู าศยั จงึ เปน การลกั ทรพั ยใ นเคหสถานทจี่ าํ เลยไดเ ขา ไปโดยไมไ ดร บั อนญุ าต เปนความผิดตามมาตรา ๓๓๕ (๘) ดว ย ®Õ¡Ò·èÕ ñòõð/òõòð สถานท่ีเกิดเหตเุ ปน คอกสกุ รและหองพกั คนงาน ซึง่ มีรวั้ สังกะสี ลอมรอบทุกดาน คอกสุกรสรางขึ้นเปนวัตถุประสงคอันสําคัญของผูเสียหายสําหรับเก็บรักษาสุกร โดยเฉพาะ สวนหองพักคนงานและหองแถวเปนวัตถุประสงคอันดับรองที่สรางขึ้นใหคนงาน พักอาศัยชว่ั คราวเพือ่ ดแู ลสกุ ร คอกสกุ รแมจะอยูติดกับหอ งแถว ก็ไมใชบ ริเวณของหองแถวซึง่ ใชเปน ทอ่ี ยูอ าศัยของคนดังกลา ว คอกสกุ รจงึ ไมใ ชเคหสถาน ®¡Õ Ò·Õè òðñô/òõóö กฏุ พิ ระเปน เคหสถาน ®Õ¡Ò·Õè ó÷øð/òõóö แผงลอยในตลาดสดท่ีทางราชการจัดใหพอคา แมคาเชา เปน ท่ีขายสินคาของแตละคนเปนสัดสวน ผูเสียหายไดเชาทําเพิงพักเปนท่ีขายของ และไดพักอาศัย ท่ีบริเวณคา ขายนั้นดวย เพิงพกั แผงลอยนัน้ จงึ เปน เคหสถาน ®¡Õ Ò·Õè öù/òõóù สนามหญาหนาบานพักแมจะเปนผืนเดียวตลอดแนวเขตบานพัก ไมมรี ัว้ ลอมหรือเครือ่ งหมายแสดงเขตกต็ ามเปน บริเวณท่อี ยูอาศยั จึงเปน เคหสถาน ó. โดยทว่ั ไปเคหสถานกค็ อื สถานทอี่ ยอู าศยั แตบ ทนยิ ามตามมาตรา ๑(๔) ใหห มายความ รวมถงึ บรเิ วณของทซ่ี งึ่ ใชเ ปน ทอ่ี ยอู าศยั ดว ย บรเิ วณของทซ่ี งึ่ อยอู าศยั หมายถงึ บรเิ วณทอี่ ยใู กลช ดิ ตดิ กบั ทซี่ งึ่ คนใชอ ยูอ าศยั น้นั ถา อยูไ กลออกไปมากก็ไมถ อื วา เปนเคหสถาน μÑÇÍ‹ҧ โรงเก็บรถยนตท ่ีอยูตดิ กับตวั บาน กุฏิพระ นอกชานเรอื น รถตทู เ่ี จา ของใชเ ปน ท่อี ยูอ าศยั หลบั นอน เลา ไกใ ตถ ุนบา น เพิงพักสําหรบั นอนเฝาอวนเวลาตากอวน เคหสถานตอ งเปน ทท่ี ม่ี วี ตั ถปุ ระสงคห ลกั เพอ่ื ใชเ ปน ทอี่ ยอู าศยั คอื ตอ งมคี นอยอู าศยั แลว ถา ยังไมม ีคนอยูอ าศยั กไ็ มเปน เคหสถาน เชน บานที่ยงั ไมมีคนอยอู าศยั บานเชาท่ีไมม คี นเชา เลาไก ไมใ ชท ซี่ งึ่ คนอยูอาศยั ก็จริงแตอยูหางจากเรอื นผูเสียหายประมาณ ๑ เมตร แมจ ะ แยกออกไปจากตัวเรือนแลว ก็ยังอยูในที่ดินอันเปนบริเวณของโรงเรือนซ่ึงมีร้ัวอยูดวยมิใชอยูในท่ีดิน

๑๙ ซ่ึงเปนบริเวณตางหากจากโรงเรือนซึ่งใชเปนที่อยูอาศัย จําเลยลักไกในเลาซ่ึงอยูในบริเวณที่อยูอาศัย จึงเปนการลักทรพั ยใ นเคหสถาน (ฎกี าที่ ๓๙๒/๒๕๐๙) - คอกสกุ ร แมจ ะอยตู ดิ กบั หอ งแถวกไ็ มใ ชบ รเิ วณของหอ งแถว คอกสกุ รจงึ ไมใ ชเ คหสถาน (ฎีกาท่ี ๑๒๕๐/๒๕๒๐) - สนามหญาหนาบานพักแมจะเปนผืนเดียวตลอดแนวเขตบานพักไมมีร้ัวลอม หรือ เครือ่ งหมายแสดงแนวเขตก็ตามเปนบริเวณที่อยูอาศัยจึงเปนเคหสถาน (ฎีกาท่ี ๒๕๕๗/๒๕๓๖) - ทพ่ี กั คนงานกนิ อยหู ลบั นอนระหวา งการกอ สรา งเปน เคหสถาน (ฎกี าที่ ๒๔๕๗/๒๕๑๖) - กฏุ ิพระเปนเคหสถาน (ฎกี าที่ ๒๐๑๔/๒๕๓๖) - ร้ัวบานเปนเพยี งขอบเขตของเคหสถาน ไมถอื เปนเคหสถาน ®Õ¡Ò·Õè ñùðô/òõôö จาํ เลยท่ี ๑ นาํ บนั ไดวางรมิ หนา ตา งชนั้ บนบา นผเู สยี หายและปน ไปเรียกผเู สียหาย เม่อื ผูเสยี หายเปด ประตอู อกมา จําเลยที่ ๑ กอดอมุ ผูเสยี หายและกระทาํ อนาจาร ปลกุ ปลาํ้ ผเู สยี หายทบ่ี รเิ วณสนามหญา ขา งหนา บา นพกั ผเู สยี หาย แมส นามหญา กบั บา นพกั ไมม รี ว้ั ลอ มรอบ และไมมีเครื่องหมายแสดงวาเปนแนวเขตของบานพักแตก็อยูขางหนาบานพักซึ่งเปนท่ีอยูอาศัยของ ผูเสียหายถือไดวาจําเลยท่ี ๑ เขาไปในเคหสถานของผูเสียหายในเวลากลางคืนอันเปนการรบกวน การครอบครองอสังหาริมทรัพยของผูเสียหายโดยปกติสุขและกระทําอนาจารโดยใชกําลังประทุษราย อนั เปน การกระทาํ ตอเนอ่ื งไมข าดตอนกัน จงึ เปนกรรมเดยี วผดิ ตอ กฎหมายหลายบท ®¡Õ Ò·èÕ ÷ðøø/òõõð ทเ่ี กดิ เหตอุ ยบู รเิ วณหนา หอ งพกั ของผเู สยี หายท่ี ๑ มกี ารกน้ั ผนงั ดว ยอฐิ บล็อกและมชี อ งประตทู างเขา กัน้ ไวเ ปนสดั สว น บริเวณดังกลาวเปน พื้นท่ใี ชส อยของผูเสียหาย ที่ ๑ บุคคลอ่ืนไมส ามารถทจ่ี ะเขาไปใชส อยได ทีเ่ กิดเหตถุ อื ไดวา เปน เคหสถานของผูเ สียหายที่ ๑ ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๔) การทจี่ าํ เลยกบั พวกเขา ไปรมุ ชกตอ ย เตะผเู สยี หายทง้ั สองทบี่ รเิ วณหนา หอ งพกั ของ ผเู สียหายที่ ๑ ถือวา เปน การเขาไปในเคหสถานของผอู ่นื โดยไมม เี หตอุ นั สมควร การกระทาํ ของจาํ เลย เปนความผิดฐานรวมกันบุกรุกเคหสถานของผูอื่นในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา ๓๖๕ (๒) (๓) ประกอบ มาตรา ๓๖๔ ®¡Õ Ò·Õè ù÷ùõ/òõõò แมจ ะไดค วามวา บา นของผเู สยี หายไมม รี ว้ั ลอ มและบรเิ วณหลงั บา น ผเู สยี หายอยูติดกับถนนสวนบคุ คลก็ตาม กรณจี ะถือเอาเพียงฝาผนงั และประตเู หล็กดานหลังเปนแนว ของเคหสถานยอมไมได เพราะเคหสถานตามกฎหมายใหหมายความรวมถึงบริเวณของท่ีซ่ึงใชเปน ทอี่ ยอู าศยั นนั้ ดว ย เมอ่ื ผเู สยี หายไดใ ชป ระโยชนบ รเิ วณรอบบา นเปน ทว่ี างสงิ่ ของ เครอ่ื งใชอ ยโู ดยรอบ ทางดานหลังมีโองน้ําและถวยชามวางอยู กับมีหลังคาย่ืนออกมาคลุม การที่จําเลยท้ังสองไปอยูตรง บริเวณดังกลาวยอมตองถือวาเปนการเขาไปในเคหสถานของผูเสียหายแลว จําเลยท้ังสองเขาไปใน ขณะผูเสียหายไมอยูบาน ท้ังไดความวาผูเสียหายกับจําเลยทั้งสองมีสาเหตุโกรธเคืองกันมากอน เรื่องจําเลยลักลอบตอสายไฟจากมิเตอรบานของผูเสียหาย จึงย่ิงไมมีเหตุสมควรท่ีจะเขาไปอยูท่ี บรเิ วณประตหู ลงั บา นของผเู สยี หายและการทจี่ าํ เลยทงั้ สองนาํ สบื ปฏเิ สธวา ไมไ ดเ ขา ไปในบรเิ วณประตู หลงั บา นของผเู สยี หาย จงึ ยงิ่ เปน พริ ธุ สอ แสดงใหเ หน็ ถงึ เจตนาอนั ไมส จุ รติ ของจาํ เลยทง้ั สอง พฤตกิ ารณ

๒๐ ของจาํ เลยทง้ั สองดงั กลา วฟง ไดว า จาํ เลยทงั้ สองกระทาํ ความผดิ ฐานบกุ รกุ เขา ไปในเคหสถานของผอู น่ื โดยไมมีเหตอุ ันสมควร (õ) ÍÒÇØ¸ ใหหมายความรวมถึงส่ิงซ่ึงไมเปนอาวุธโดยสภาพ แตซึ่งไดใชหรือเจตนา จะใชป ระทษุ รา ยรา งกายถงึ อันตรายสาหัสอยางอาวธุ ความผิดเก่ยี วกบั อาวุธ ไดแก ความผดิ ตอความม่ันคงของรฐั ตามมาตรา ๑๑๔ ความผิด ตอเจาพนักงาน มาตรา ๑๔๐ ความผิดเก่ียวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา ๒๑๕ ความผิด เกยี่ วกบั เพศ มาตรา ๒๗๖ ความผดิ ตอ เสรภี าพ มาตรา ๓๐๙ ความผดิ เกยี่ วกบั ทรพั ย มาตรา ๓๓๕(๗), ๓๓๖ ทวิ, ๓๓๗ (๒), ๓๔๐, ๓๔๐ ทวิ, ๓๔๐ ตรี, ๓๖๕ และความผิดลหุโทษ ตามมาตรา ๓๗๑ และ ๓๗๙ คํา͸ºÔ Ò กฎหมายไมไดใหความหมายของคําวา อาวุธไว ดังน้ัน ความหมายของอาวุธจึงอยูใน ความหมายท่วั ไป หมายถงึ เครอื่ งไมเ คร่อื งมือทส่ี รา งขึ้นมาใชประหตั ประหารโดยตรง เชน ปน, มีด, ลกู ระเบิด สิ่งเหลานเี้ ปนอาวธุ โดยสภาพ บทนิยามบทนี้ใหรวมถึงส่ิงที่มิใชอาวุธโดยสภาพ แตไดใชหรือเจตนาจะใชประทุษราย รา งกายถงึ สาหสั ไดอ ยา งอาวธุ หมายถงึ ใชป ระทษุ รา ยทาํ นองเดยี วกบั อาวธุ โดยสภาพ เชน สว่ิ มดี ทาํ ครวั ขวานผาฟน ไขควง เหลก็ ขดู ชารป เปนตน ÊÃ»Ø อาวุธ แยกออกเปน ๒ ประเภท ๑. อาวธุ โดยสภาพ หรือ เคร่ืองมอื ทําราย ประหัตประหาร ®Õ¡Ò·èÕ ñùðó/òõòð ปนท่ีไมอาจใชยิงทําอันตรายแกชีวิตและวัตถุไดก็เปนอาวุธปน ตาม พ.ร.บ.อาวธุ ปนฯ และเปนอาวธุ โดยสภาพ ®Õ¡Ò·èÕ ñôõù/òõòó อาวุธปนไมมีลูกโม แกนลูกโมไมสามารถใชยิงไดเปนอาวุธ โดยสภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๕) ๒. อาวุธโดยการใช ไมใ ชเครอื่ งมอื ทํารา ยประหตั ประหารโดยตรง แตไดใชห รือเจตนา จะใชป ระทุษรา ยรางกายถงึ สาหัสไดทาํ นองเดียวกับอาวธุ ®Õ¡Ò·èÕ ññòñ/òôøñ ไมพ าย ตามสภาพเปนเคร่อื งใชสําหรับเรอื ชนดิ หนึ่ง แตเ มือ่ ได นํามาทํารายรา งกายถึงอนั ตรายสาหสั กถ็ ือไดวาไมพ ายน้ันเปนอาวุธ ®¡Õ Ò·èÕ òððù/òõòò เหลก็ ขดู ชารป หรอื สวิ่ ทจี่ าํ เลยชกั ออกมาขจู ะทาํ รา ยในการปลน เปน อาวธุ ®¡Õ Ò·èÕ ñøôô/òõóö ปากกา เปน อาวุธโดยการใชได ®Õ¡Ò·èÕ ñôðð/òõóø มีดคัตเตอรแมจะไมเปนอาวุธโดยสภาพ แตจะเอามาใชขมขู ผูเ สยี หายทกุ ครั้ง จึงเปนอาวุธโดยเจตนาจะใช ®¡Õ Ò·èÕ òõôø/òõôõ จาํ เลยใชก อ นหนิ ซงึ่ ถงึ แมจ ะไมใ ชอ าวธุ โดยสภาพ แตเ มอ่ื ขอ เทจ็ จรงิ ปรากฏวาเปน กอ นหนิ ทีม่ นี า้ํ หนกั ถึง ๑ กโิ ลกรัมเศษ และครง่ึ กิโลกรมั จาํ นวนหลายกอนทมุ มาจากท่สี ูง

๒๑ ลงมาในหมคู นจาํ นวนมากทีอ่ ยูในพน้ื ท่จี าํ กัด เชน เรือท่เี กิดเหตเุ ชน นี้ จาํ เลยหรอื บคุ คลผูอยูในฐานะ เชนเดียวกับจําเลยยอมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้นไดวากอนหินอาจจะไปถูกที่ศีรษะซึ่งเปนอวัยวะ ทีส่ าํ คัญเปน ผลทาํ ใหถ งึ ตายได แตจําเลยกห็ าไดไ ยดตี อผลท่ีจะเกิดขึ้นไม จึงถือวาจาํ เลย มีเจตนาฆา ®¡Õ Ò·èÕ òðóñ/òõõô สเปรยพริกไทย ผลิตข้ึนโดยมีวัตถุประสงคในการใชฉีดพน เพื่อยับย้ังบุคคลหรือสัตวรายมิใหเขาใกลหรือทําอันตรายผูอ่ืน ผูท่ีถูกฉีดพนสารในกระปองสเปรยใส จะมอี าการสาํ ลกั จาม ระคายเคอื งหรอื แสบตา หลงั จากนน้ั ไมน านกส็ ามารถหายเปน ปกตไิ ด เหน็ ไดว า การผลิตสเปรยพริกไทยดังกลาว มิไดผลิตข้ึนเพ่ือทํารายผูใดจึงไมเปนอาวุธโดยสภาพ ท้ังไมอาจใช ประทุษรายรางกายถึงอันตรายสาหัสอยางอาวุธ สเปรยพริกไทยจึงไมเปนอาวุธตามความหมายของ ป.อ.มาตรา ๑ (๕) (ö) 㪡Œ Òí Å§Ñ »ÃÐ·ÉØ ÃÒŒ  หมายความวา ทาํ การประทษุ รา ยแกก ายหรอื จติ ใจของบคุ คล ไมว าจะทําดวยใชแ รงกายภาพหรือดว ยวิธีอนื่ ใด และใหห มายความรวมถงึ การกระทําใดๆ ซึ่งเปน เหตุ ใหบ ุคคลหนงึ่ บุคคลใดอยใู นภาวะทไี่ มส ามารถขัดขืนได ไมว า จะโดยใชย า ทําใหม ึนเมา สะกดจติ หรือ ใชวิธอี น่ื ใดอันคลายคลงึ กัน คาํ ͸ԺÒ แยกการใชกําลงั ประทุษรายออกได ๒ ประเภท ๑. ทําการประทุษรายแกกายหรือจิตใจโดยตรง กลาวคือ กระทําตอเนื้อตัวรางกาย จติ ใจโดยแท เชน ตี ฟน แทง ๒. ทําใหอยูในภาวะไมอาจขัดขืนได เชน การใชยาทําใหมึนเมา สะกดจิตหรือใชวิธี อ่นื ใดอนั คลายคลึงกัน เชน ใชย านอนหลับใสก าแฟใหดม่ื จนหลับ (ฎกี า ๓๕๖๒/๒๕๓๗) ความผิดเกี่ยวกับการใชกําลังประทุษราย ไดแก ความผิดเกี่ยวกับความม่ันคงแหง ราชอาณาจักร ตามมาตรา ๑๑๓, ๑๑๗, ๑๓๐, ๑๓๑, ๑๓๘ และ ๑๓๙ ความผิดตอเจาพนักงาน ในการยุติธรรม มาตรา ๑๙๐, ๑๙๑ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา ๒๑๕ ความผดิ เกีย่ วกบั เพศ มาตรา ๒๗๙, ๒๘๓ และ ๒๘๔ ความผดิ เกยี่ วกับเสรีภาพ มาตรา ๓๐๙, ๓๑๓, ๓๒๐ และความผดิ เก่ยี วกบั ทรพั ยต ามมาตรา ๓๓๗, ๓๓๙ และ ๓๖๕ ¡ÒÃãªกŒ ําÅ§Ñ »ÃзØÉÌҠกระทาํ ได ๒ วธิ ี ๑. ใชแ รงกายภาพ หมายถงึ การใชค วามสามารถทางกาย เชน ตบ, ชก, ตอ ย ®¡Õ Ò·èÕ ò÷ó/òõðù การใชเทาเง้ือจะถีบไมเปนอันตรายตอจิตใจ เพราะอันตราย ตอจิตใจน้ันตองเปนผลจากการทําราย แตความรูสึกวาถูกเหยียดหยาม เจ็บใจ แคนใจ เหลาน้ีเปน อารมณหาใชเปน อันตรายตอ จติ ใจไม ®Õ¡Ò·Õè ñöðù/òõñö จ. เฝาบา นของ น. กําลงั ถางหญาอยูห นาบา น ไดยนิ เสียงแตร รถในบานจึงเดินไปเปดประตแู ตเปดไมออก ขณะเรยี กบตุ รของ น. อยู จาํ เลยท่ี ๑ เขามาจบั มือ จ. และบอกใหเขาไปในบานและไมใหสงเสียงดัง ซึ่งขณะน้ันจําเลยท่ี ๒ และท่ี ๓ กําลังลักทรัพยของ

๒๒ เจา ทรพั ยอ ยู การกระทาํ ของจาํ เลยดงั กลา ว เปน การใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย จ. ถอื ไดว า จาํ เลยรว มกนั ลกั ทรพั ย โดยใชก ําลงั ประทษุ รา ยมีความผิดฐานปลนทรพั ย ®Õ¡Ò·èÕ òñðó/òõòñ ลกั นกเขาพรอมกรง โดยแยงกรงกับผูเสียหาย ผเู สียหายสกู าํ ลงั จําเลยไมได จําเลยแยงเอาไปไดไมถือเปนการประทุษรายแกกายหรือจิตใจ และไมใชทําใหอยูใน ภาวะไมสามารถขัดขืนไดไมเปนชิงทรัพย (แตการปดไฟฉายท่ีถืออยูจนหลุดจากมือ เปนการใชกําลัง ประทุษราย (ฎีกาท่ี ๓๖๑/๒๕๒๐)) ®Õ¡Ò·Õè òñðð/òõòñ จําเลยรวบคอผูเสียหาย เพ่ือใหรูวาสวมสรอยคออยู แลวกระตุกสรอยคอทองคําหนัก ๒ สลึง สรอยบาดคอเปนแผล ไมถึงเปนอันตรายแกกาย ไมเปน ชงิ ทรพั ยเปน การฉกฉวยเอาซ่งึ หนามคี วามผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย (ไมมเี จตนาใชกาํ ลังประทษุ ราย) ®Õ¡Ò·èÕ õò/òõòó การกอดเอว หรือดึงเสื้อเจาพนักงานเพ่ือไมใหเขาจับกุมผูตองหา เปนการใชแ รงกายภาพ ®¡Õ Ò·èÕ òøõð/òõôó ใชมือผลักเจาพนักงาน กระเด็นไปติดประตูและใชตัวดัน เพ่ือแยง ของกลางเปน การใชกาํ ลงั ประทษุ ราย ๒. ใชวิธีอ่ืนใด หมายถึง การกระทาํ ท่เี กินไปกวา ความสามารถทางกาย อาจจะมีอาวุธ หรอื เคร่อื งมอื อยางอนื่ เขา มาชวยเหลือ เชน ใชย า, ใชไฟฟา ®¡Õ Ò·èÕ õòù/òõðù ใชย านอนหลบั และยาระงบั ประสาทใสก าแฟใหเ จา ทรพั ยก นิ ทาํ ให เจา ทรัพยม นึ เมา เปนเหตุใหตกอยูในภาวะทไ่ี มสามารถขดั ขืนได ถือไดวาเปนการใชก าํ ลงั ประทุษราย ®¡Õ Ò·Õè ñôöõ/òõñù ใชลวดขึงขวางถนน ใหคนขี่จักรยานยนตชนลวดเปนอันตราย แกตนเอง เปนการกระทําท่ีไมไดใชแรงกายภาพโดยตรง แตเปนการกระทําโดยวิธีอื่น ในทํานอง เดยี วกบั การใชแรงกายภาพ ®Õ¡Ò·èÕ óòöù/òõóñ (ประชุมใหญ) จําเลยกับพวกใชยากดประสาทอยางแรง ใสลง ในกาแฟใหผูเสียหายด่ืม เมื่อผูเสียหายดื่มแลวสิ้นสติไปแทบจะทันที แลวจําเลยกับพวกไดลัก เอาทรัพยของผูเสียหายไป ผูเสียหายฟนคืนสติที่โรงพยาบาลหลังจากเวลาลวงเลยไปประมาณ ๑๒ ชว่ั โมงดงั นี้ แมผ เู สยี หายจะไมไ ดร บั อนั ตรายแกก ายอยา งหนงึ่ อยา งใดกถ็ อื ไดว า เปน อนั ตรายแกจ ติ ใจ ของผูเสียหายแลว การกระทําของจําเลยจึงเปนความผิดฐานชิงทรัพยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ®Õ¡Ò·èÕ ùòôñ/òõô÷ จําเลยกับพวกนําธูปซง่ึ มสี วนผสมของสิ่งของบางอยางท่ีทาํ ให มึนเมาออกมาใหโจทกรวมและ บ. ดม ทําใหโจทกรวมเกิดอาการมึนศีรษะ เปนเหตุใหอยูในภาวะ ไมส ามารถขดั ขนื ไดแ ลว จาํ เลยกบั พวกอกี ๒ คน ไดล กั ทรพั ยข องโจทกร ว มไป ถอื ไปวา เปน การลกั ทรพั ย โดยใชกําลังประทุษรายเพ่ือใหความสะดวกแกการลักทรัพยและการพาทรัพยน้ันไปเม่ือรวมกระทํา ความผิดตั้งแต ๓ คนขนึ้ ไป การกระทําของจาํ เลยจงึ เปนความผดิ ฐานปลน ทรพั ย

๒๓ อาการมึนศีรษะท่ีโจทกรวมและ บ. ไดรับหลังจากดมธูปที่จําเลยกับพวกนํามาใหดม จนจาํ เลยกบั พวกบอกใหท าํ อะไรกท็ าํ ใหท กุ อยา ง ทงั้ หลงั เกดิ เหตโุ จทกร ว มและ บ. กย็ งั อาเจยี นออกมา เปน เลอื ดจนแพทยต อ งฉดี ยาใหน นั้ ยอ มเปน การบง ชชี้ ดั แจง แลว วา ธปู นน้ั มสี ารพษิ ซง่ึ เปน โทษแกร า งกาย และจติ ใจ หากสูดดมแลวจะทําใหเกิดอาการมนึ เมาถึงขนาดตกอยใู นภาวะไมส ามารถขดั ขนื ได ดงั น้ัน โจทกแ ละโจทกรวมจึงไมจําเปนตอ งนําพยานผชู ํานาญการพิเศษสืบอกี (÷) “àÍ¡ÊÒÔ หมายความวา กระดาษหรือวตั ถุอื่นใด ซงึ่ ไดท าํ ใหปรากฏความหมาย ดวยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอยางอ่ืน จะเปนโดยวิธีพิมพ ถายภาพ หรือวิธีอ่ืนอันเปน หลักฐานแหง ความหมายนัน้ ͧ¤»ÃСͺ คอื ๑. กระดาษหรือวัตถอุ นื่ ใด ๒. ซง่ึ ไดท าํ ใหปรากฏความหมายดวยตวั อักษร ตัวเลข ผงั หรือแผนแบบอยางอ่ืน ๓. โดยวธิ ีพมิ พ หรอื ถายภาพ หรอื วธิ อี ่ืน ๔. เปน หลกั ฐานแหงความหมายนั้น ความผิดเก่ียวกับเอกสาร ไดแก ความผิดเกี่ยวกับความม่ันคงของรัฐ มาตรา ๑๒๓, ๑๒๔, ๑๒๕ ความผิดเกี่ยวกับเจาพนักงาน มาตรา ๑๔๒ ความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ มาตรา ๑๕๘ ความผดิ เกย่ี วกบั การยตุ ธิ รรม มาตรา ๑๖๙, ๑๗๐, ๑๘๕, ๑๘๖ ความผดิ เกย่ี วกบั เอกสาร มาตรา ๒๖๔ ถงึ ๒๖๙ ความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท มาตรา ๓๒๘ และความผดิ ลหโุ ทษ มาตรา ๓๖๙ คํา͸ºÔ Ò ๑. ประมวลกฎหมายอาญานีไ้ ดเอาความหมายของคําวา “จดหมาย” และ “หนงั สอื ” ในกฎหมายลักษณะอาญาเดิมมารวมกันเขาใชคําวา “เอกสาร” แทน ซ่ึงมีความหมายกวางกวาเดิม และเปล่ยี นความผดิ ท่ีเก่ยี วกบั การปลอมหนงั สือเปนความผิดเกยี่ วกบั เอกสารไปดวย ๒. เอกสารนี้ นอกจากจะทําบนกระดาษแลว อาจจะทําไวบนวัตถุอ่ืนใดๆ ก็ได เชน บนแผนทองแดง แผนศิลา แผนไม บนกําแพง บนตนไม บนแผนพลาสติก บนผา หรือโลหะอ่ืนใด ขอสําคัญก็คือจะตองมีการทําใหปรากฏความหมายบนวัตถุน้ัน จะเปนตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรอื แผน แบบอยางอ่นื เชน แบบแปลนกอ สรา ง แผนผัง การประดิษฐ เครอ่ื งบนิ รถยนต แบบบาน ลายพมิ พ น้วิ มือ รอยตราประทับ ๓. การทําใหปรากฏความหมายตางๆ ดังกลาวมาแลวนั้น จะทําใหปรากฏโดย การเขียน การพิมพ การถายภาพ หรือวิธีอื่นใด เชน การแกะสลัก การปน การหลอดวยโลหะก็ได และการทําใหปรากฏความหมายนี้ จุดประสงคก็คือ ใหเปนหลักฐานแหงความหมายน้ัน โดยใชเปน พยานหลกั ฐานแสดงถงึ ส่งิ ท่ีปรากฏนนั้ ได ®Õ¡Ò·Õè ñòðù/òõòò ภาพถายหอง เครื่องใช ตูเส้ือผา และของอ่ืนๆ ในบานไมได แสดงความหมายอยางใด ไมเ ปน เอกสารตามมาตรา ๑ (๗)

๒๔ ®Õ¡Ò·Õè ñõóð/òõòò จําเลยเอาภาพถายผูอ่ืนรับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และสวมครุยวิทยฐานะมาปดภาพถายเฉพาะใบหนาของจําเลยลงไปแทน แกเลข พ.ศ.๒๕๐๘ เปน ๒๕๐๔ แลว ถา ยเปน ภาพใหมด แู ลว เปน ภาพจาํ เลยรบั ปรญิ ญา มตี วั อกั ษรวา มหาวทิ ยาลยั แพทยศาสตร พ.ศ.๒๕๐๔ เปนภาพถายที่ไมไดทําใหปรากฏตามความหมายดวยตัวอักษรฯ ตามมาตรา ๑ (๗) เลข พ.ศ. ก็ไมป รากฏความหมายในตวั เองไมเ ปนปลอมเอกสาร ®Õ¡Ò·èÕ óð/òõòø แบบพิมพเช็คท่ียังมิไดกรอกรายการนี้ยังมิไดทําใหปรากฏ ความหมาย หรือเปนหลักฐานแหงความหมายอยางใดเลย จึงไมเปนเอกสารตามมาตรา ๑(๗) แหง ประมวลกฎหมายอาญา ®¡Õ Ò·Õè ôôùõ/òõôø คําวา “เอกสาร” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๗) หมายความวา กระดาษหรือวตั ถอุ ่นื ใดซึ่งทาํ ใหป รากฏความหมายดว ยอักษร ตวั เลข ผงั หรอื แผนแบบ อยา งอื่น จะเปน โดยวิธีพมิ พ ถายภาพ หรือวิธีอน่ื ใดอนั เปน หลักฐานความหมายน้นั ดงั น้ัน เอกสาร จะมขี ึ้นในรูปใด ๆ ก็ได การปลอมเอกสารจงึ ตองมีเอกสารทแี่ ทจ รงิ อยูกอ น จําเลยปลอมหนังสือลาออกจากตําแหนงผูชวยผูใหญบานและคํารับรองความเห็นชอบ ของกํานันโดยลงลายมือชื่อปลอมบุคคลทั้งสองในหนังสือลาออก กับปลอมหนังสือขอแตงต้ังผูชวย ผูใหญบานโดยจําเลยลงลายมือชื่อปลอมของกํานันลงในเอกสารเพ่ือแสดงวาจําเลยไดรวมกับกํานัน พิจารณาคัดเลือกและจัดทําหนังสือขอแตงต้ังผูชวยผูใหญบานเสนอตอนายอําเภอตามระเบียบ เปนการทาํ เอกสารปลอมขน้ึ ทง้ั ฉบับ จึงเปนความผดิ ฐานปลอมเอกสาร μÇÑ Í‹ҧ·èÕäÁ‹ãª‹àÍ¡ÊÒà ®¡Õ Ò·èÕ õö÷ô/òõôô แบบพิมพเช็คท่ียังไมไดกรอกรายการเทากับยังมิไดทําให ปรากฏความหมายดวยตัวอักษร ตัวเลข อันเปนหลักฐานแหงความหมายน้ันจึงไมเปนเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑ (๗) แมจ าํ เลยเอาแบบพมิ พเ ชค็ ของผเู สยี หายไป กไ็ มม คี วามผดิ ตามมาตรา ๑๘๘ (ø) “àÍ¡ÊÒÃÃÒª¡ÒÔ หมายความวา เอกสารซ่ึงเจาพนักงานไดทําข้ึนหรือรับรอง ในหนาท่ี และใหห มายความรวมถงึ สําเนาเอกสารนั้นๆ ท่ีเจาพนกั งานไดรับรองในหนาท่ีดวย á¹Çคํา¾Ô¾Ò¡ÉÒ àÍ¡ÊÒëÖè§à¨ÒŒ ¾¹Ñ¡§Ò¹ä´ทŒ ํา¢é¹Ö ઋ¹ - บัตรประจําตัวประชาชน (ฎีกาที่ ๒๔๐๙/๒๕๓๔) - บัตรประจาํ ตวั ขา ราชการ (ฎีกาที่ ๒๙๗๙/๒๕๒๒) - ใบอนญุ าตขบั ข่รี ถยนต (ฎกี าท่ี ๔๐/๒๕๐๗) - ปา ยทะเบียนรถยนต (ฎีกาที่ ๔๔๙๒/๒๕๓๖) - แผน ปายวงกลมแสดงการเสียภาษรี ถยนต (ฎีกาท่ี ๒๔๕๗/๒๕๒๔) - หมายเลขเครอ่ื งยนต (ฎีกาท่ี ๒๐๙๐/๒๕๓๖) - หนังสือคมู อื จดทะเบยี นรถยนต (ฎีกาท่ี ๒๕๗๐/๒๕๔๑) - บันทึกการจบั กมุ (ฎกี าท่ี ๒๐๑๔-๒๐๑๕/๒๕๓๙)

๒๕ ®Õ¡Ò·èÕ ôöøö/òõôñ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวาดวยการขอบใจ หรอื อนุโมทนาบัตร พ.ศ.๒๕๒๓ ขอ ๓ ระบุวา เมื่อมีผบู ริจาคทรัพยสินแกวดั ใหเจา อาวาสหรอื อธิบดี เจา สงั กดั ตอบขอบใจหรอื อนโุ มทนา เหน็ ไดว า การออกอนโุ มทนาบตั รจะตอ งออกโดยเจา พนกั งานซง่ึ กระทาํ การ ตามหนา ทซ่ี ง่ึ ป.อ.มาตรา ๑ (๘) ระบวุ า “เอกสารราชการ” หมายความวา เอกสารซงึ่ เจา พนกั งานไดท าํ ขนึ้ หรือรับรองในหนาที่ และใหหมายรวมถึงสําเนาเอกสารน้ัน ๆ ที่เจาพนักงานไดรับรองในหนาท่ีดวย และตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ พ.ศ.๒๕๐๕ มาตร ๔๕ บัญญัติไวใหไวยาวัจกรและเจาอาวาสเปน เจา พนักงานดวย ดงั น้ันอนุโมทนาบัตรจงึ เปน เอกสารราชการ การกระทาํ ของจาํ เลยทกี่ รอกขอ ความลงในแบบอนโุ มทนาบตั ร จาํ นวน ๓๘ ฉบบั กบั ปลอม หนงั สอื ราชการของจงั หวดั กาฬสนิ ธแุ ละจงั หวดั รอ ยเอด็ รวม ๓ ฉบบั เปน การกระทาํ ตา งกรรมตา งวาระกนั จึงถือไดวา จาํ เลยไดก ระทําหลายกรรมและผดิ ตอ กฎหมายรวม ๔๑ กระทง ®Õ¡Ò·èÕ õôöö/òõóó คําวา “เอกสารราชการ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑(๘) หรอื มาตรา ๒๖๘ หมายถงึ เอกสารของราชการไทยเทา นนั้ การทจ่ี าํ เลยนาํ หนงั สอื เดนิ ทาง ปลอมและเช็คเดินทางปลอมไปแสดงตอพนักงานจายเงินและรับแลกเปลี่ยนเงินตราตางประเทศ ของธนาคารในคราวเดียวกัน เพ่ือขอแลกเงินตามเช็คเดินทางปลอมนั้น เปนการกระทํากรรมเดียว เปนความผิดตอกฎหมายหลายบท ตองใชกฎหมายบทที่มีโทษหนักท่ีสุดลงโทษ สวนปญหาการปรับ บทลงโทษ แมจ าํ เลยจะมไิ ดฎ กี า แตเ ปน ขอ กฎหมายทเี่ กย่ี วกบั ความสงบเรยี บรอ ย ศาลฎกี าเหน็ สมควร แกไ ขใหถูกตอ งและพพิ ากษาตลอดไปถึงจําเลยซ่งึ มไิ ดฎ กี าดว ยเพราะเปนเหตุอยูใ นสวนลกั ษณะคดี เอกสารราชการตามบทนยิ ามนี้ ยอมแบง ออกไดเ ปน ๓ อยา งดวยกนั คอื ๑. เอกสารซงึ่ เจา พนักงานไดทาํ ขึน้ ในหนา ท่ี เชน สํานวนการสอบสวน ใบตรวจโรคที่ เจาพนกั งานแพทยออกให ใบอนญุ าตอาวุธปน หมายแดงแจงโทษของศาลท่มี ถี ึงผูบัญชาการเรอื นจํา เปน ตน ๒. เอกสารซึ่งเจาพนักงานไมไดทําข้ึน แตไดรับรองในหนาที่ เชน จาศาลรับรอง คาํ พพิ ากษาซง่ึ คคู วามขอใหร บั รอง ใบมอบอาํ นาจซงึ่ ทาํ ขนึ้ แลว นาํ ไปใหน ายอาํ เภอรบั รอง เจา พนกั งาน หอทะเบยี น หนุ สวนบริษัทกลางรับรองสําเนาคาํ ขอจดทะเบียนหุน สวนบรษิ ัท เปนตน ๓. สําเนาเอกสารที่เจาพนักงานไดรับรองในหนาท่ี ดังเชน สําเนาเอกสารตาง ๆ ท่ี เจาพนักงานไดทาํ ข้ึนใน ขอ ๑ ซึง่ เจา พนกั งานไดร ับรองในหนาที่ ซ่ึงสาํ เนาเอกสารนัน้ ความผิดเก่ียวกับเอกสารราชการ ไดแก ความผิดเก่ียวกับเอกสารตามมาตรา ๒๖๕ และ มาตรา ๒๖๗ คาํ ͸ºÔ Ò ๑. การที่จะถือวาเปนเอกสารราชการไดนั้น เบ้ืองตนจะตองมีองคประกอบครบถวน ตามความหมายของบทนิยามคําวา เอกสารน้ันบริบูรณเสียกอน ถาไมเปนเอกสารแลวก็ยอมเปน เอกสารราชการไมไ ด

๒๖ ๒. นอกจากเปนเอกสารแลว องคประกอบอันสําคัญท่ีจะเปนเอกสารราชการก็คือ ผกู ระทําเอกสารนน้ั จะตองเปน เจาพนักงาน และตอ งเปน การทาํ ในหนา ท่ดี ว ย ไมวาเอกสารน้นั จะทาํ ขึ้นเองหรือผูอื่นทําข้ึนแลวจึงนํามาใหเจาพนักงานรับรองในหนาที่ แตถาไมใชเปนการกระทํา ในหนาที่ดวยแมบุคคลผูกระทําจะเปนเจาพนักงาน ก็ไมถือวาเปนเอกสารราชการ เชน มีบุคคล วานใหส ารวตั รตาํ รวจ หรอื นายอาํ เภอมาเขียนสัญญากูยมื เงนิ ใหเปนการสวนตวั เปน ตน ๓. ใครบางจะเปนเจาพนักงาน ผูมีหนาที่ทําเอกสารราชการ หรือรับรองในหนาท่ี ไดน ั้น จะตอ งพจิ ารณาดตู ามตวั บทกฎหมาย และตามคําส่ังของทางราชการทีแ่ ตง ตั้งเจาพนักงานผนู ้นั เปนรายๆ ไป เชน ขา ราชการทไ่ี ดแตง ต้งั ตาม พ.ร.บ.ระเบียบขา ราชการพลเรอื น ตลุ าการ พนกั งาน อัยการ ตํารวจ หรือทหาร ถือวาเปนเจาพนักงาน นอกจากน้ีก็มีเจาพนักงานที่กฎหมายบัญญัติ ไวเปนพิเศษ เชน เจาพนักงานในองคการแหงรัฐ พนักงานเทศบาล ฯลฯ ซ่ึงมีกฎหมายบัญญัติไว โดยชัดแจง ๔. การท่ีแยกเอกสารราชการมาไวเปนอีกสวนหน่ึงของเอกสารธรรมดาน้ัน เพราะ กฎหมายเห็นวา สําคัญ และมุงจะคมุ ครองเอกสารราชการนี้มากกวาเอกสารธรรมดา ®Õ¡Ò·èÕ ÷õ/òôöù โฉนดทดี่ นิ เปน หนังสือสําคญั ในราชการ (เอกสารราชการ) ®Õ¡Ò·èÕ ôðù/òô÷ð ตั๋วพิมพรูปพรรณโค เปนหนังสือสําคัญในราชการ (เอกสาร ราชการ) ®¡Õ Ò·Õè óõó/òô÷ø หมายเรียกพยาน ท่ีทางอําเภอจัดทําขึ้นเพ่ือนําสงแกพยานน้ัน เปนหนังสือราชการ (เอกสารราชการ) ®¡Õ Ò·Õè òöö/òô÷ô หมายแจงโทษของศาลถงึ เรอื นจาํ เปนเอกสารราชการ ®Õ¡Ò·Õè ÷óñ/òõðù หนังสือขอยืมเงินทดรองราชการมีลายเซ็นผูบังคับบัญชาอนุมัติ ใหจ ายไดเปน เอกสารราชการ ®Õ¡Ò·èÕ óõö/òôöõ ใบอนุญาตมปี นเอกสารราชการ ®Õ¡Ò·Õè ñó÷õ/òõòò ภาพถายหนังสือรับรองราคาท่ีดินซ่ึงเจาพนักงานที่ดินออกให แตเ จา พนกั งานยงั ไมไ ดร บั รองในหนา ท่ี ไมใ ชเ อกสารราชการ เปน เพยี งเอกสารตามมาตรา ๑(๗) เทา นน้ั ®¡Õ Ò·èÕ õõùù/òõôñ ใบสั่งจายน้ํามันที่พลขับมีหนาที่ตองกรอกวาเติมน้ํามันไปใช ในราชการใด จาํ นวนเทาใด เปน เอกสารท่ีทําขน้ึ ในหนาที่เปน เอกสารราชการ ®¡Õ Ò·Õè òò/òõôò แผน ปา ยแสดงการประกนั คมุ ครองผปู ระสบภยั จากรถมใิ ชเ อกสาร ที่เจา พนักงานไดท ําขนึ้ หรือรับรองในหนาท่ีจึงไมใชเ อกสารราชการ ¡Ã³·Õ èäÕ Áã‹ ª‹àÍ¡ÊÒÃÃÒª¡Òà - สลากกินแบงของรฐั บาล (ฎกี าท่ี ๕๕๗/๒๕๐๙) - ใบเสรจ็ รบั เงินของการไฟฟา (ฎกี าที่ ๑๖๑๔/๒๕๑๗) - ใบมอบฉันทะตาง ๆ เพราะเปนเอกสารท่ีเอกชนทําย่ืนตอทางราชการ (ฎีกาที่ ๓๕๒/๒๔๗๘)

๒๗ - แผนปายแสดงการประกันภัยคมุ ครองผปู ระสบภัยจากรถยนต (ฎกี าท่ี ๒๒/๒๕๔๒) - ใบรบั รองการตรวจสภาพรถ ทกี่ รมการขนสง ทางบกมอบใหบ รษิ ทั ซงึ่ ไดร บั อนญุ าตให จดั ตงั้ สถานตรวจสภาพรถเพอ่ื ตรวจสภาพรถยนตแ ละออกใบรบั รองเพอ่ื เปน หลกั ฐานวา รถยนตไ ดผ า น การตรวจสภาพแลว (ฎีกาท่ี ๖๒๘๘/๒๕๔๕) (ù) “àÍ¡ÊÒÃÊÔ·¸”Ô หมายความวา เอกสารท่เี ปนหลักฐานแหง การกอ เปลยี่ นแปลง โอน สงวน หรอื ระงบั ซง่ึ สิทธิ ตามบทนิยามนพ้ี อจะแยกเอกสารสิทธิไดเ ปน ๕ ประเภท คือ ๑. เอกสารท่ีเปน หลกั ฐานแหง การกอ ใหเ กดิ สทิ ธิ เชน สัญญากยู มื เงนิ กอใหเกิดสิทธิ แกผใู หกู ๒. เอกสารท่ีเปนหลักฐานแหงการเปลี่ยนแปลงสิทธิ เชน สัญญากูยืมเงินท่ีตอมา ไดทําหนังสือแปลงหนี้กนั ใหม เชน ใหชาํ ระขาวสารแทนการใชเ งินกู หรอื เปลี่ยนลูกหนี้ ๓. เอกสารท่ีเปนหลักฐานแหง การโอนสทิ ธิ เชน สัญญากูยืมเงิน ซ่ึงตอ มาผูใหก ไู ดทํา สัญญาโอนสทิ ธเิ รยี กรอ งเงินกูใหบุคคลอืน่ ไป และแจง การโอนสทิ ธใิ หผ ูก ูทราบ ๔. เอกสารที่เปนหลักฐานแหงการสงวนสิทธ์ิ เชน การกูยืมเงินท่ีจะหมดอายุความ ๑๐ ป ผูใหกูจึงไดใหผูกูทําหนังสือรับสภาพหน้ี ทําใหอายุความสะดุดหยุดลงเปนการสงวนสิทธิ์ เรียกรอ ง ๕. เอกสารที่เปน หลกั ฐานแหง การระงบั สิทธิ เชน ก. เปน หน้ี ข. จํานวน ๑,๐๐๐ บาท ข. สงสาร ก. จงึ แสดงเจตนาตอ ก. วาจะยกหน้ใี ห แลว ทาํ หนงั สอื ปลดหน้ี ความผดิ เกย่ี วกบั เอกสารสทิ ธิ ไดแ ก ความผดิ เกย่ี วกบั เอกสาร มาตรา ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘ และความผิดเกี่ยวกับทรัพย มาตรา ๓๔๑ คาํ ͸ºÔ Ò ๑. คาํ วา “àÍ¡ÊÒÃÊÔ·¸”Ô น้ี ตามกฎหมายลักษณะอาญาเดิมใชค ําวา “หนงั สอื สําคัญ” ซ่ึงมีความหมายอยางเดียวกัน แตคําวา “àÍ¡ÊÒÃÊÔ·¸Ô” ตามประมวลกฎหมายอาญาใหมนี้ มีความหมายกวางกวา คาํ วา “˹ѧÊÍ× สํา¤ÞÑ ” ๒. “ÊÔ·¸Ô” หมายถึง อํานาจอยางหน่ึงของบุคคลท่ีกฎหมายรับรองใหมีสิทธิน้ันขึ้น ฉะนัน้ คาํ วา “เอกสารสทิ ธ”ิ จึงหมายถงึ หลกั ฐานท่ีจะเกดิ ผลบังคับไดต ามกฎหมาย ถาไมมีผลบงั คบั ได ตามกฎหมายกไ็ มเ รยี กวา “เอกสารสทิ ธ”ิ ตวั อยา ง ก. ทาํ สญั ญากเู งนิ ข. ไป ๕๐๐ บาท ทาํ หนงั สอื สญั ญา กูยืมใหไวเปนหลักฐาน แตปรากฏวาเงินกูยืมนั้นเกิดจากการพนัน ดังนี้ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชยบญั ญัตวิ า การพนนั ขนั ตอ ไมกอ ใหเกิดหนี้ สญั ญากูฉ บบั ดังกลาวจงึ ไมเ ปนเอกสารสิทธิ ®Õ¡Ò·Õè ñóøõ/òõòò หนังสือรับรองการทําประโยชนเปนเอกสารสิทธิอันเปน เอกสารราชการ ®Õ¡Ò·Õè ùòø/òõðö คํารองทุกขของผูเสียหายตาม ป.วิอาญา ไมใชเอกสารสิทธิ ตาม ป.อาญา ม.๑(๙) ฉะนั้น แมจะไดความวาจําเลยเจตนาทุจริตหลอกลวงใหผูเสียหายถอน คํารองทุกขก็ดี กล็ งโทษจาํ เลยฐานฉอโกง ตาม ป.อาญา ม.๓๔๑ ไมได

๒๘ ®Õ¡Ò·èÕ ñññò/òôù÷ ใบทะเบียนสมรส แสดงฐานะบุคคลวาเปนสามีภริยากัน ความเปนสามีภริยาท่ีกอตั้งขึ้นโดยทะเบียนสมรสน้ันเปนฐานะบุคคลไมใชสิทธิและหนาที่ตอกัน เกดิ จากฐานะบุคคลน้ันตามกฎหมายบัญญัตไิ วอกี ช้ันหน่งึ มไิ ดก อตง้ั ขน้ึ โดยเอกสารทะเบียนสมรสนนั้ จึงไมใ ชเ อกสารสิทธิ (เปน เอกสารราชการ) ºμÑ Ã»ÃÐจาํ μÇÑ Ë¹§Ñ ÊÍ× à´¹Ô ·Ò§, ãºสาํ ¤ÞÑ »ÃÐจาํ μÇÑ ¤¹μÒ‹ §´ÒŒ Ç ไมเ ปน เอกสารสทิ ธิ เอกสาร เหลานีแ้ มผ ถู ือจะอาศัยเปนหลักฐานเพื่อเดนิ ทางเขา ออกหรืออยใู นราชอาณาจกั ร หรอื ไดร ับเอกสทิ ธิ์ เชน ลดราคาคาบริการตางๆ ได ก็เปนแตเอกสารแสดงฐานะบุคคล หรือแสดงขอเท็จจริงบางอยาง มใิ ชกอ ใหเกดิ สิทธใิ ดๆ ขึ้นในตวั เอกสารนน้ั เอง (ฎกี าที่ ๙๒๕/๒๔๙๓) (เปนเอกสารราชการ) 㺷ÐàºÂÕ ¹Ã¶Â¹μ มไิ ดท ําขึ้นเพอ่ื กอสิทธิ แตท ําขน้ึ เพื่อความสะดวกในการควบคมุ ของ เจา พนกั งานเทานั้น ไมใ ชเอกสารสิทธิ แตเปน เอกสารราชการ (ฎีกาท่ี ๑๗๐๒/๒๕๐๖) ®¡Õ Ò·Õè õóñ/òôùø สลากกนิ แบงรัฐบาลไมเปนเอกสารราชการแตเ ปน เอกสารสทิ ธิ ®Õ¡Ò·Õè ññð÷/òõð÷ (ประชุมใหญ) ใบแตง ทนายความไมใ ชเอกสารสิทธิ ®¡Õ Ò·èÕ ñôõö/òõðö แบบแจง การครอบครองทด่ี ิน (ส.ค.๑) เปน เอกสารสิทธิ ®¡Õ Ò·Õè øùð/òõðø ประชมุ ใหญเฉพาะปญหาแรก ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ใหแจงการครอบครองที่ดินตามแบบ ส.ค.๑ ตอนายอําเภอทองที่ โดยมีกํานันหรือผูใหญบานรับรอง วาขอความถูกตองและเปนความจริงนั้นเปนประกาศหลักเกณฑและวิธีการ ไมใชเปนขอกําหนด หนาท่ีของกํานันหรือผูใหญบาน การเซ็นชื่อรับรองดังกลาวเปนแตเพียงพยานเทานั้น ไมใชรับรองวา หนงั สอื นนั้ เปน เสมอื นหนงั สอื ราชการ ดงั นน้ั หนงั สอื ส.ค.๑ นจ้ี งึ ไมใ ชเ อกสารสทิ ธอิ นั เปน เอกสารราชการ ถาหากขอเท็จจริงฟงไดวาจําเลยไดปลอมแบบ ส.ค.๑ และไดใชดวยแลวตองลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสองกระทงเดียว (และฎีกาที่ ๒๘๕/๒๕๐๗ ส.ค.๑ เปนเอกสารสิทธิท่ีผคู รอบครองท่ีดนิ ทาํ ขน้ึ ประมวลกฎหมายที่ดนิ ) ®Õ¡Ò·Õè òôñ÷/òõòð ใบมอบอาํ นาจใหจ ดทะเบียนแกโ ฉนด ไมใชเ อกสารสิทธิ ®¡Õ Ò·Õè óòø÷/òõòò ใบรับรองของผูขอรับเงินชวยเหลือคารักษาพยาบาล เปนคําช้ีแจงของผูขอเบิกเงิน บันทึกของเจาหนาที่วาตรวจถูกตองอนุมัติใหจายเงิน เปนคําชี้แจงของ เจาหนาท่ีบัญชีหนางบ สมุดคูมือวางฎีกาเปนแตเอกสารราชการ มิใชหลักฐานแหงสิทธิไมเปน เอกสารสิทธิ ®¡Õ Ò·Õè ùòø/òõðö, ò÷òð/òõóõ คํารอ งทกุ ขไ มใ ชเ อกสารสิทธิ ®¡Õ Ò·Õè ñöóö-ñöõð/òõñø บัตรอนุญาตของเจาหนาที่เปนแตเอกสารราชการ ไมเ ปน เอกสารสิทธิ ®Õ¡Ò·èÕ òõùù/òõóô สมุดคูฝากบัญชีเงินฝากพิเศษยอมเปนหลักฐานแหงการกอต้ัง สิทธิแกผูฝากทจ่ี ะเรียกถอนเงนิ ฝากคนื จึงเปน เอกสารสทิ ธิ ®¡Õ Ò·Õè ñõðø/òõóø ต๋ัวเครื่องบินเปนเอกสารสิทธิ เพราะมีมูลคาหรือราคาตามที่ ปรากฏในตั๋ว ผูมีชือ่ ในต๋วั มสี ทิ ธทิ ีจ่ ะใชโดยสารเครอ่ื งบินจงึ เปนหลักฐานแหง การกอสิทธิ

๒๙ ®Õ¡Ò·èÕ óùô/òõôô สําเนารายงานการประชุมวิสามัญผูถือหุนท่ีระบุใหจําเลยผูเดียว มอี าํ นาจลงลายมอื ชอื่ ผกู พนั บรษิ ทั เปน หลกั ฐานในการระงบั สทิ ธขิ องโจทก ในการลงลายมอื ชอ่ื ผกู พนั บรษิ ัท จึงเปนเอกสารสิทธิ คํา¾¾Ô Ò¡ÉÒÈÒů¡Õ Ò·èÕ õñùõ/òõõ÷ ».Í. àÍ¡ÊÒÃÊ·Ô ¸Ô ÁÒμÃÒ ñ (ù) เอกสารสิทธิตามบทนิยามแหง ป.อ. มาตรา ๑ (๙) หมายความวาเอกสารที่เปน หลกั ฐานแหง การกอ เปลยี่ นแปลง โอน สงวน หรือระงบั ซึ่งสิทธิ แตใบขอซื้อสนิ คา (PR) เปน เพียง คําเสนอที่จะซ้ือสินคาของผูเสียหายเทาน้ัน หาใชเอกสารที่เปนหลักฐานแหงการกอ เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิไม ดังน้ันใบขอซ้ือสินคา (PR) ดังกลาวจึงไมใชเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๙) การกระทําของจําเลยเปนเพียงการปลอมเอกสารธรรมดา มิใชเปนการปลอมเอกสาร สิทธิและใชเ อกสารสิทธปิ ลอม ®Õ¡Ò·èÕ óø÷ð/òõõð การท่ีจําเลยใชหรืออางสัญญาเงินกูซ่ึงเปนเอกสารสิทธิปลอม ก็เพื่อนําคดีไปฟองศาล ตอมาท่ีจําเลยเขาเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาวาโจทกส่ังจายเช็ค จาํ นวน ๓ ฉบบั เพอ่ื ชาํ ระหนเี้ งนิ กู แมจ ะเปน ความเทจ็ แตจ าํ เลยกระทาํ โดยมเี จตนาทจี่ ะใหศ าลพพิ ากษา ลงโทษโจทกตามฟองเปนสําคัญ การกระทําของจําเลยในความผิดฐานใชหรืออางเอกสารสิทธิปลอม กบั ความผดิ ฐานเบกิ ความอนั เปน เทจ็ ในการพจิ ารณาคดอี าญาจงึ เปน กรรมเดยี วผดิ ตอ กฎหมายหลายบท ®Õ¡Ò·Õè ñ÷öò/òõõò ใบสั่งซอ้ื สนิ คา เปนเพยี งคาํ เสนอทีจ่ ะซ้อื สินคาของโจทกเ ทา นนั้ ใบสง่ั ซอ้ื สนิ คา จงึ มใิ ชเ อกสารทเ่ี ปน หลกั ฐานแหง การกอ เปลยี่ นแปลง โอน สงวนหรอื ระงบั ซงึ่ สทิ ธิ มใิ ช เอกสารสิทธิตามความใน ป.อ.มาตรา ๑(๙) ®¡Õ Ò·Õè ñðùõù/òõõó ผูเสียหายวาจางจําเลยใหซอมและเปลี่ยนเคร่ืองยนตรถยนต รวมท้ังใหดําเนินการจดทะเบียนเปล่ียนหมายเลขเคร่ืองยนต จําเลยซื้อเคร่ืองยนตจากบริษัท จ. โดยบรษิ ทั จ. ออกเอกสารใบสงของ/บิลเงนิ สด ใบกาํ กับภาษี กบั หนังสือแจง จําหนา ยและการรับรอง หลกั ฐานการสงบญั ชีรบั และจาํ หนา ยเครอ่ื งยนต ระบชุ ื่อผเู สียหายเปน ผซู ้อื จําเลยนําเอกสารดังกลา ว ไปใหบริษัท จ. แกไขเปล่ียนแปลงชื่อผูซื้อเปน ส. โดยผูเสียหายไมยินยอมทําใหผูเสียหายไดรับ ความเสียหายแม พ. เปน กรรมการผูมอี าํ นาจของบริษทั จ. และเปนผทู ําเอกสารจะเปน ผแู กไข แตเ มื่อ การแกไ ขเกิดจากการแจงของจาํ เลยโดยไมไดรับความยินยอมจากผูเสียหาย ยอมไมมอี ํานาจ เปนการ ปลอมเอกสารโดยถอื ไดว าจาํ เลยเปน ผกู ระทาํ ความผดิ นด้ี วยการใช พ. เปน เคร่ืองมือ ใบกํากับภาษีเปนหลักฐานแสดงวาผูขายไดเรียกเก็บภาษีจากผูเสียหายซ่ึงเปนผูซื้อ เครื่องยนตแลว บริษัท พ. ไมมีสิทธิเรียกเก็บภาษีจากผูเสียหายอีกจึงเปนหลักฐานแหงการระงับไป ซ่งึ สทิ ธิ เปน เอกสารสทิ ธิ ¡Ã³Õ·ÕèäÁ‹ãª‹àÍ¡ÊÒÃÊÔ·¸Ô ใบทะเบียนสมรส บัตรประจําตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ใบสาํ คญั ประจาํ คนตา งดา ว ใบทะเบยี นรถยนต เอกสารเหลา นเี้ ปน เพยี งเอกสารแสดงฐานะของบคุ คล หรือแสดงขอ เทจ็ จริงบางอยา ง มิไดกอ ใหเกดิ สทิ ธใิ ด ๆ ขน้ึ ดว ยเอกสารน้นั

๓๐ คําพพิ ากษาของศาล เปน แตแ สดงสิทธทิ ่มี ีอยูแ ลว มใิ ชก อ ต้ังสิทธใิ ด ๆ ขนึ้ ใหม คําÌͧ·Ø¡¢ เปนแตคําบอกกลาวแกพนักงานสอบสวนใหดําเนินคดี ไมเปนหลักฐาน แหงการกอตงั้ สทิ ธิ (ฎีกาท่ี ๙๒๘/๒๕๐๖) ดวยเหตนุ ี้ การหลอกใหถอนคํารองทุกขจงึ ไมผ ิดฐานฉอ โกง (ฎีกาท่ี ๒๗๒๐/๒๕๓๕) เพราะไมใชก ารถอนเอกสารสทิ ธิ Ẻ¤Òí ¢Í㪺Œ Ã¡Ô ÒúμÑ ÃàÍ·àÕ ÍÁç มใิ ชเ อกสารทเี่ ปน หลกั ฐานแหง การกอ สทิ ธใิ นการฝาก- ถอนเงินกับธนาคารผูเสียหายโดยตรง จึงไมใ ชเอกสารสทิ ธิ (ฎกี าที่ ๒๒๒๗/๒๕๔๗) μÇÑ Í‹ҧàÍ¡ÊÒÃÊ·Ô ¸ÍÔ Ñ¹à»š¹àÍ¡ÊÒÃÃÒª¡Òà บนั ทกึ นาํ สง รายงานการเดนิ ทางและรายงานการใชจ า ยคา พาหนะและคา ทพ่ี กั ของตาํ รวจ เพื่อเบกิ เงนิ ทางราชการกรมตํารวจ (ฎีกาที่ ๗๓๑/๒๕๐๙) ⩹´·´èÕ ¹Ô (ฎีกาท่ี ๗๕/๒๔๖๙) ãºàÊèç ÃºÑ à§¹Ô ¤Ò‹ ÀÒÉÕÃ¶Â¹μ· Õ·è Ò§ÃÒª¡ÒÃÍÍ¡ãËŒ (ฎีกาที่ ๒๒๖-๒๒๒๘/๒๕๑๙) μÑëǾÔÁ¾Ã Ù»¾ÃóÊμÑ Ç¾ Ò˹Р(ฎีกาท่ี ๔๐๙/๒๔๗๐) ãºÍ¹ÞØ ÒμãËÁŒ ÕÍÒÇ¸Ø »„¹ (ฎีกาท่ี ๗๑๒/๒๔๘๖, ๓๕๖/๒๔๖๕) (ñð) “ÅÒÂÁ×ͪè×Í” หมายความรวมถึงลายพิมพน้ิวมือ และเคร่ืองหมายซ่ึงบุคคลลงไว แทนลายมือชอ่ื ของตน คํา͸ԺÒ ๑. ลายมอื ช่ือของบคุ คล ๒. ลายพิมพน ิ้วมอื ซ่ึงบคุ คลลงไวแทนลายมอื ชื่อ ๓. เคร่ืองหมายซงึ่ บคุ คลลงไวแ ทนลายมือชื่อของตน เชน แกงได ตราประทับ ความผดิ เกย่ี วกบั ลายมอื ชอื่ ไดแ ก ความผดิ เกย่ี วกบั การปลอมเอกสาร ตามมาตรา ๒๖๔ วรรค ๒ ประมวลกฎหมายอาญามีบทนิยามไวเปนพิเศษแสดงวาไมประสงคจะใหเก่ียวของกับ ป.พ.พ. มาตรา ๙ วรรคสุดทาย คือ ลายพิมพน้ิวมือ แกงได หรือเครื่องหมายอยางอื่น ซ่ึงตองมี พยานลงชอ่ื รับรอง ๒ คน จึงจะใชเ ปน หลกั ฐานทางแพงได แตตามประมวลกฎหมายอาญาไมต อ งมี พยานรับรองก็เปนลายมอื ชอื่ ฉะน้นั ในทางอาญา หากผทู ําเอกสารไมล งลายมอื ชอ่ื แตพ ิมพล ายพิมพ น้วิ มือ แกงได หรือเครอ่ื งหมายอืน่ ใด ถือวาเอกสารไดลงลายมือชื่อของผทู ําเอกสารน้ันแลว ®Õ¡Ò·Õè öøùø/òõóù ลายพมิ พนว้ิ มอื ถา ทําถกู ตองกถ็ อื เปน ลายมือชอ่ื ®¡Õ Ò·èÕ ôñôõ/òõôø แมลายพิมพน้ิวมือในหนังสือมอบอํานาจของโจทกเปนเพียง รอยเปอนหมึกไมเห็นลายของนิ้วมือ แตใตลายพิมพก็มีคําอธิบายในวงเล็บวา เปนลายพิมพน้ิวมือ ของบคุ คล ทาํ ใหส ามารถเขา ใจไดว า รอยดงั กลา วเปน รอยของลายนว้ิ มอื มใิ ชร อยเปอ นหมกึ เมอ่ื โจทก มพี ยานลงลายมอื ชอ่ื รบั รองสองคนและโจทกม พี ยานมาเบกิ ความประกอบเอกสารวา ลายพมิ พด งั กลา ว

๓๑ เปนลายพิมพน้ิวหัวแมมือขางขวาของโจทกซึ่งนําสืบไดเพราะเปนรายละเอียด การลงลายมือชื่อใน หนังสอื มอบอาํ นาจของโจทกจงึ ชอบดวยกฎหมายแลว (ññ) “¡ÅÒ§¤×¹” หมายความวา เวลาระหวา งพระอาทิตยตกและพระอาทติ ยขน้ึ คาํ ͸ºÔ Ò กลางคนื ตามบทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย ไมถ อื เวลาตามนาฬก า แตถ อื เอาเวลาพระอาทติ ยต ก กลาวคอื ถือเอาเกณฑม องไมเห็นดวงอาทติ ยแ ลว จนกระท่ังถงึ เวลาเหน็ ดวงอาทิตยข ึน้ ®Õ¡Ò·Õè ñòùò/òôùø เวลาจวนพลบค่ํา ยงั ไมม ดื ไมใ ชเ วลากลางคืนตามกฎหมาย ®Õ¡Ò·Õè öôñ/òôùù ตะวนั ตกดนิ แลว แมจ ะยงั ไมม ดื ดี กเ็ ปน เวลากลางคนื ตามกฎหมาย (ñò) “¤ØÁ¢§Ñ ” หมายความวา คมุ ตวั ควบคมุ ขงั กกั ขัง หรือจาํ คกุ คาํ ͸ԺÒ ¤ØÁ¢Ñ§ เปน คํารวมทีก่ ินความหมายถึง การกระทาํ ทกุ อยางท่จี ํากัดเสรภี าพ ¤ÁØ μÇÑ มีทีใ่ ชในมาตรา ๓๙ (๔), ๔๘, ๔๙ ในกรณคี ุมตัวไวในสถานพยาบาล ¤Çº¤ØÁ มีที่ใชในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๒๑) โดยพนักงานฝายปกครอง หรือตาํ รวจควบคมุ ผถู ูกจับในระหวางสบื สวนและสอบสวน ¢Ñ§ มีที่ใชในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๒๒) โดยศาลขัง จาํ เลยหรือผูตองหาโดยศาลออกหมายขัง ¡¡Ñ ¢Ñ§ เปนโทษอยางหนึง่ ซ่งึ บัญญตั ไิ วในมาตรา ๑๘ (๓) จํา¤Ø¡ เปน โทษอยางหนึ่งซง่ึ บัญญตั ิไวใ นมาตรา ๑๘ (๒) ความผิดเกี่ยวกับการคุมขัง ไดแก ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรมตามมาตรา ๑๙๐, ๑๙๑, ๑๙๒, ๑๙๕, ๒๐๔, ๒๐๕ และความผิดเกย่ี วกับเสรภี าพตามมาตรา ๓๑๐, ๓๑๑, ๓๑๓ และ มาตรา ๓๑๖ ®¡Õ Ò·èÕ óõùø/òõóñ แมการท่ีพนักงานสอบสวนจะรับตัวผูตองหาควบคุมไว โดยมไิ ดย น่ื คาํ รอ งตอ ศาลขอหมายขงั อนั เปน การไมป ฏบิ ตั ติ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๘๗ กต็ าม แตก ารควบคมุ นนั้ กย็ งั คงเปน การควบคมุ ตามอาํ นาจของพนกั งานสอบสวนอยู ดงั นนั้ จาํ เลยซงึ่ เปน เจา พนกั งานตาํ รวจมหี นา ทคี่ วบคมุ ดแู ลผตู อ งขงั ตามอาํ นาจของพนกั งานสอบสวนไดป ลอ ยตวั ผูตองขงั ไป จึงเปน การกระทาํ ใหผ ทู อ่ี ยใู นระหวา งคมุ ขงั นนั้ หลุดพนจากการคมุ ขัง จาํ เลยจึงมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมาย มาตรา ๒๐๔ (ñó) “¤‹Òä¶‹” หมายความวา ทรัพยสินหรือประโยชนที่เรียกเอา หรือให เพ่อื แลกเปลย่ี นเสรีภาพของผถู กู เอาตวั ไป ผถู กู หนว งเหนย่ี ว หรือผูถกู กักขัง ความผิดเก่ยี วกับคาไถ ไดแก ความผดิ เกยี่ วกับเสรภี าพตามมาตรา ๓๑๓ และ ๓๑๖

๓๒ คาํ ͸ԺÒ ตามความหมายของบทนยิ ามนี้กรณีจะถือวา เปน “คาไถ” จะตองประกอบดว ย ËÅѡࡳ± ó »ÃСÒäÍ× ๑. ตองเปนทรัพยสินหรือประโยชน คําวา “ทรัพยสิน” ประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ยม าตรา ๑๓๘ บญั ญตั วิ า “ทรพั ยส นิ นนั้ ทา นหมายความวา รวมทงั้ ทรพั ยแ ละวตั ถไุ มม รี ปู รา ง ซึ่งอาจมีราคาไดและถือเอาได” เชน ที่ดิน บานเรือน ตึก ทองคํา เพชรนิลจินดา รถยนต หรือ วัตถุอ่ืนใดที่มีราคาและถือเอาได คําวา “ประโยชน” น้ันรวมทั้งประโยชนที่ไมเก่ียวกับทรัพยสินดวย เชน ยกลูกสาวใหเพ่ือใหถอนฟองคดที ่ีถกู ฟองอยใู นศาล ๒. ทรัพยสินหรือประโยชนน้ัน ตองเปนส่ิงที่ผูกระทําผิดเรียกเอาหรือฝายผูเอาตัวไป ผูถูกหนวงเหนี่ยวหรือกักขังใหเองก็ได ประโยชนที่เรียกเอาน้ีไมมีขอจํากัดวาควรไดโดยชอบดวย กฎหมายหรอื ไม ซ่ึงตา งกับทุจริตในมาตรา ๑ (๑) ฉะน้นั ถึงแมจ ะเปนประโยชนท ่ีควรได แตถาเรยี กเอา โดยวธิ กี ารเพื่อแลกเปลย่ี นเสรภี าพของผูถ ูกเอาตวั ไป ก็ถอื วา เปน คาไถแ ลว ๓. ในการเรียกทรัพยสินหรือประโยชนน้ัน ตองเปนการเรียกเอาหรือให เพื่อแลกเปลย่ี นเสรีภาพของผถู ูกเอาตวั ไป ผถู ูกหนว งเหน่ียวหรือกักขงั เมอ่ื ประกอบดวยหลกั เกณฑท ัง้ ๓ ประการแลว จงึ เปน “คา ไถ” ®¡Õ Ò·Õè ñðöñ/òõðô จับเจามือสลากกินรวบขูเรียกเอาเงินที่ติดคางที่เช่ือวาตนควร จะได ศาลเห็นวาไมใ ชคา ไถ ®¡Õ Ò·èÕ ÷÷ôò/òõôò การที่จําเลยท้ังสองกับพวกรวมกันหนวงเหนี่ยวกักขังตัว ผูเสียหาย ก็เพ่ือใหผูเสียหายชําระหน้ีใหแกจําเลยท่ี ๑ โดยจําเลยทั้งสองเช่ือวาสามารถกระทําได ดงั นนั้ ประโยชนท ี่จาํ เลยท่ี ๑ เรยี กรองใหผเู สียหายชําระหนจ้ี งึ ไมใ ชคา ไถต ามความหมายในบทนิยาม คําวา “คาไถ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑ (๑๓) การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงไมเปน ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคสอง (ñô) “ºμÑ ÃÍÔàÅç¡·Ã͹ԡʏ” หมายความวา (ก) เอกสารหรอื วตั ถอุ น่ื ใดไมว า จะมรี ปู ลกั ษณะใดทผ่ี อู อกไดอ อกใหแ กผ มู สี ทิ ธใิ ช ซง่ึ จะระบชุ อ่ื หรอื ไมก ต็ าม โดยบนั ทกึ ขอ มลู หรอื รหสั ไวด ว ยการประยกุ ตใ ชว ธิ กี ารทางอเิ ลก็ ตรอนไฟฟา คลื่นแมเหล็กไฟฟา หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคลายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกตใชวิธีการทางแสงหรือ วิธีการทางแมเหล็กใหปรากฏความหมายดวยตัวอักษร ตัวเลข รหัส เลขหมายบัตร หรือสัญลักษณ อน่ื ใด ท้ังท่สี ามารถมองเห็นและมองไมเหน็ ดวยตาเปลา (ข) ขอมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกสหรือ เครื่องมือทางตวั เลขใดๆ ทผี่ อู อกไดอ อกใหแ กผูมสี ิทธใิ ช โดยมไิ ดม กี ารออกเอกสารหรือวัตถอุ ่นื ใดให แตมวี ธิ กี ารใชใ นทํานองเดียวกับ (ก) หรือ (ค) ส่ิงอ่ืนใดท่ีใชประกอบกับขอมูลอิเล็กทรอนิกส โดยมีวัตถุประสงค เพอ่ื ระบุตวั บุคคลผเู ปน เจา ของ

๓๓ นยิ ามดังกลาวมี ๓ กรณีดวยกนั คือ (ก) (ข) (ค) ¡Ã³áÕ Ã¡ ไดก ําหนดความหมายของคําวาบัตรอิเล็กทรอนกิ สไ ว ดังน้ี (¡) àÍ¡ÊÒÃËÃ×ÍÇÑμ¶ØÍè׹㴠ไมวาจะมีรูปลักษณะใดท่ีผูออกไดออกใหแกผูมีสิทธิใช ซงึ่ จะระบชุ อื่ หรอื ไมก ต็ าม โดยบนั ทกึ ขอ มลู หรอื รหสั ไวด ว ยการประยกุ ตใ ชว ธิ กี ารทางอเิ ลก็ ตรอนไฟฟา คล่ืนแมเหล็กไฟฟา หรือวิธีอ่ืนใดในลักษณะคลายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกตใชวิธีการทางแสง หรอื วธิ กี ารทางแมเ หลก็ ใหป รากฏความหมายดว ยตวั อกั ษร ตวั เลข รหสั หมายเลขบตั ร หรอื สญั ลกั ษณ อื่นใด ท้ังทสี่ ามารถมองเหน็ และมองไมเหน็ ดวยตาเปลา นิยามตามขอ (ก) ดังกลาวขางตนนี้ หมายถึง ºÃôҺÑμÃμ‹Ò§æ หลากหลายประเภท ท่ใี ชกันอยูในปจ จบุ ัน เชน บตั รเครดติ บตั รเดบิต บตั รเอทเี อม็ บัตรซิมการด บัตรสมารทการด ฯลฯ บัตรเหลา นอ้ี าจเปน เอกสารตามนยิ ามของมาตรา ๑(๗) หรือไมก็ได หากไมใชเ อกสาร กถ็ อื วาบัตรนนั้ คือ วัตถอุ น่ื ใด นั่นเอง กรณตี ามขอ (ก) นี้ อาจจะไมไดออกมาในรปู แบบของบัตรกไ็ ด อาจจะเปนรปู แบบของ อุปกรณต างๆ ทํานอง remote control กไ็ ด ซ่งึ กเ็ ปนÇμÑ ¶ØÍè¹× ã´อยา งหนง่ึ น่ันเอง หรืออาจหมายถึง ¡ÃдÒÉ หรือ ËÕºË‹Í ตางๆ ท่ีหอหุมสินคา ซึ่งระบุตัวเลขและ ลายเสนตางๆ ท่ีเรียกกันวา ÃËÊÑ á·‹§ (bar code) หรือปกหลังของหนงั สือทแ่ี สดงลายเสนและตัวเลข ตา งๆ เชนนถ้ี อื วา กระดาษ หีบหอ ปกหลังของหนังสอื ลวนเปน “บตั รอเิ ล็กทรอนิกส” ตามขอ (ก) นี้ เชนกัน (¢) ¢ÍŒ ÁÙÅ ÃËÊÑ ËÁÒÂàÅ¢ºÞÑ ªÕ ËÁÒÂàÅ¢ª´Ø ทางอเิ ล็กทรอนิกสหรือเครอื่ งมือทาง ตวั เลขใดๆ ที่ผูออกไดออกใหแ กผ ูมสี ทิ ธิใช โดยมไิ ดม ีการออกเอกสารหรือวัตถุอนื่ ใดให แตมีวิธกี ารใช ทาํ นองเดยี วกบั (ก) นิยามตามขอ (ข) ขางตนมุงเนนเรื่องของ “¢ŒÍÁÙÅ ÃËÑÊ ËÁÒÂàÅ¢ºÑÞªÕ ËÁÒÂàÅ¢” ที่ผูออกไดออกใหแกผูมีสิทธิใชโดยมิไดมีการออกเอกสารหรือวัตถุอ่ืนใดให แตมีวิธีการใชทํานอง เดียวกบั (ก) μÇÑ Í‹ҧ หมายเลขบัญชหี รือหมายเลขรหสั ตา งๆ ท่บี รษิ ัทผูออกไดออกใหแกล ูกคาของ บริษัทในการทําธุรกรรมกับบริษัททางอินเทอรเน็ต โดยบริษัทมิไดออกบัตรใดๆ ใหแกลูกคา ขอมูล ตา งๆ เหลา นเ้ี ปนบตั รอเิ ลก็ ทรอนิกส ตามขอ (ข) น้ี ดว ยเหตนุ ี้ หากมผี แู อบดกั ฟงทางโทรศพั ทขณะที่ บริษัทแจงหมายเลขหรือรหัสใหแกลูกคา และจดจําไว แลวนําไปใชโดยมิชอบ ผูนั้นก็มีความผิด ตามมาตรา ๒๖๙/๕ เพราะเปนการใช “บัตรอิเล็กทรอนิกส” ของผูอื่นโดยมิชอบ เพราะหมายเลข เหลา นค้ี อื บตั รอิเล็กทรอนิกสตามนยิ ามขอ (ข) นี้ ¡Ã³·Õ ÊÕè ÒÁ ไดก าํ หนดอกี ความหมายหนึง่ ของคาํ วา บัตรอิเลก็ ทรอนกิ สไว ดงั น้ี (ค) ส่ิงอื่นใดท่ีใชประกอบกับขอมูลอิเล็กทรอนิกส เพื่อแสดงความสัมพันธระหวาง บคุ คลกบั ขอมลู อิเลก็ ทรอนกิ ส โดยมวี ัตถุประสงคเ พอ่ื ระบุตัวบคุ คลผูเ ปนเจา ของ μÇÑ Í‹ҧ ลายนว้ิ มอื ลายมือ ลายเทา (ถอยคําจาก ป.ว.ิ อ. มาตรา ๑๓๒ อนมุ าตรา ๑)

๓๔ อวัยวะในนัยนตา คล่ืนเสียง ส่ิงเหลานี้ ก็เปน “บัตรอิเล็กทรอนิกส” ตามกฎหมายนี้ เพราะเปน “สิ่งอื่นใด” ที่เม่ือ “ใชประกอบกับขอมูลอิเล็กทรอนิกส” เชน ใชน้ิวมือหรือฝามือไปสัมผัสกับเคร่ือง ประตหู อ งกจ็ ะเปด ออกเพราะแสดงวา บคุ คลนนั้ เปน บคุ คลจรงิ ทไี่ ดร บั อนญุ าตใหเ ขา ไปในหอ งนน้ั เปน ตน ¢ŒÍÊѧà¡μ ปจจุบันมีการใชวิธีการยืนยันตัวบุคคลดวยการนํานิ้วมือไปสัมผัสกับเคร่ือง เพอื่ แสดงวาบคุ คลนัน้ เปน เจาของบัตรเครดิต ฯลฯ ทแ่ี ทจริงแทนการใหล งลายมือช่ือนวิ้ มอื ของบุคคล นั้นกค็ ือ บตั รอิเล็กทรอนิกสตาม (ข) นั้นเอง ¢ÍŒ 椄 à¡μ ๒. บัตรอิเล็กทรอนิกส เปนเอกสารสิทธิอยูดวยในตัว การที่ผูกระทําผิดปลอมบัตร เครดติ นอกจากจะผิดมาตรา ๒๖๙/๒ แลว ยังผดิ ปลอมเอกสารสิทธิ ตามมาตรา ๒๖๕ และนอกจากนี้ บัตรอิเล็กทรอนิกสอยูในความหมายของเอกสารตามมาตรา ๑ (๗) ผูกระทําผิดเอาไปโดยไมมีสิทธิ กจ็ ะเปนความผดิ ตามมาตรา ๑๘๘ ®¡Õ Ò·èÕ ñðùô/òõõò การท่ีจําเลยเอาไปเสียซ่ึงเอกสารบัตรเครดิตวีซาการดของ บริษัท บ. อันเปนบตั รอิเล็กทรอนิกส และเอกสารตาม ป.อ.มาตรา ๑ (๗) ซงึ่ ออกใหแก น. ในประการ ทน่ี า จะเกดิ ความเสยี หายแก น. และบรษิ ทั บ. แลว การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ เปน ความผดิ ตามบทบญั ญตั ิ มาตรา ๑๘๘ การที่จําเลยเอาไปเสียซ่ึงบัตรเครดิตวีซาการดของบริษัท บ. ซ่ึงออกใหแก น. แลวใช บัตรเครดิตวีซาการดดังกลาวชําระคาสินคาแทนการชําระดวยเงินสดอันเปนความผิดฐานใช บัตรอิเล็กทรอนิกสของผูอ่ืนชําระคาสินคา คาบริการหรือหนี้อื่นแทนการชําระดวยเงินสดโดยมิชอบ ตาม ป.อ.มาตรา ๒๖๙/๕ และมาตรา ๒๖๙/๗ รวม ๓ ครงั้ เมอื่ ปรากฏวาโจทกฟอ งจําเลยแยกออก เปนขอ ๆ และการกระทําตามที่โจทกบรรยายฟองมาในแตละขอตางเปนความผิดสําเร็จในตัวเอง ตางกรรมตางวาระ ท้ังทรัพยท่ีจําเลยไดจากการกระทําผิดก็เปนทรัพยคนละประเภทแตกตางกัน เม่ือจําเลยใหการรับสารภาพตามฟองถือไดวาจําเลยกระทําความผิดโดยมีเจตนาตางกัน การกระทํา ของจําเลยฐานเอาไปเสียซ่ึงเอกสารบัตรเครดิตกับฐานใชบัตรเครดิตจึงเปนความผิดหลายกรรม ตาม ป.อ.มาตรา ๙๑ และเมื่อขอ เท็จจรงิ ฟง ไดตามฟองและคาํ ใหก ารรบั สารภาพของจาํ เลยวาจําเลย นาํ บตั รเครดติ วซี า การด ดงั กลา วไปใชช าํ ระคา สนิ คา โทรศพั ทเ คลอื่ นที่ กลอ งวดิ โี อและกลอ งถา ยรปู ดจิ ทิ ลั แทนการชาํ ระดว ยเงนิ สดจาํ นวน ๓ คราว การกระทาํ ของจาํ เลยในสว นนจ้ี งึ เปน ความผดิ ๓ กรรมตา งกนั *(ñõ) “˹ѧÊ×Íà´Ô¹·Ò§” หมายความวา เอกสารสําคัญประจําตัวไมวาจะมี รปู ลกั ษณะใดทรี่ ฐั บาลไทย รฐั บาลตา งประเทศ หรอื องคก ารระหวา งประเทศออกใหแ กบ คุ คลใด เพอื่ ใช แสดงตนในการเดินทางระหวางประเทศ และใหหมายความรวมถึงเอกสารใชแทนหนังสือเดินทาง และแบบหนงั สอื เดินทางท่ียงั ไมไ ดก รอกขอ ความเกยี่ วกบั ผถู อื หนังสอื เดนิ ทางดวย * มาตรา ๑ (๑๕) เพม่ิ เตมิ โดย พ.ร.บ.แกไขเพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับท่ี ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓

๓๕ ͸ºÔ Ò หนงั สอื เดนิ ทางตามมาตรา ๑ (๑๕) และมาตรา ๒๖๙/๘ ไมจ าํ กดั วา ตอ งเปน หนงั สอื เดนิ ทาง ของทางราชการไทย เมอ่ื จาํ เลยผดิ เอาหนงั สอื เดนิ ทางทแี่ ทจ รงิ ของประเทศออสเตรเลยี ไปทาํ ปลอมขนึ้ ก็จะมีความผิดท้ังมาตรา ๒๖๙/๘ และมาตรา ๑๘๘ เปนกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษ มาตรา ๒๖๙/๘ ซงึ่ เปน บทหนักท่ีสุด (ฎีกาที่ ๑๐๙๔/๒๕๕๒) แตเ อกสารราชการตามมาตรา ๑ (๘) หมายความเฉพาะราชการไทยเทา นน้ั หนงั สอื เดนิ ทางของไทย จงึ เปน เอกสารราชการหากทาํ ปลอมขนึ้ ก็จะมคี วามผดิ ตามมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๒๖๙/๘ กรรมเดยี วผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม มาตรา ๒๖๙/๘ ซ่ึงเปนบททห่ี นกั ทีส่ ุด ¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕÂè Ç¡ºÑ ˹ѧÊÍ× à´¹Ô ·Ò§ ®Õ¡Ò·Õè ñðùô/òõõò การที่จําเลยกับพวกรวมกันไปเอาเสีย ซ่ึงหนังสือเดินทาง ประเทศออสเตรเลียและปลอมหนังสือเดินทางเลมดังกลาว โดยนํารูปถายของจําเลยมาติดแทน ภาพของผูมีช่ือในหนังสือเดินทาง จากนั้นจําเลยกับพวกไดปลอมรอยตราประทับบันทึกการตรวจ อนุญาตใหคนเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของเจาพนักงานตํารวจตรวจคนเขาเมือง เปนการกระทําที่เก่ียวเนื่องเช่ือมโยงโดยมีเจตนาเดียวกัน คือ เพ่ือใหจําเลยออกนอกราชอาณาจักร ความผดิ ฐานเอาไปเสียซงึ่ เอกสารของผอู ่ืนและความผดิ ฐานปลอมเอกสาร กับปลอมเอกสารราชการ จงึ เปน กรรมเดยี วเปนความผดิ ตอกฎหมายหลายบท ®Õ¡Ò·Õè ñò÷÷/òõó÷ การที่จําเลยเอาหนังสือเดินทางซ่ึงกระทรวงตางประเทศ ออกใหแก ส. มาแกะเอาภาพถายของ ส. ท่ีปดอยูปกหนาดานในออกแลวเอาภาพถายของจําเลย ปดลงไปแทน แมภาพถายจะไมใชเอกสารแตเมื่อนําไปปดในหนังสือเดินทางดังกลาวยอมทําให ความหมายท่ีแทจริงเปลี่ยนแปลงไปวาจําเลยคือนาย ส. และเปนหนังสือเดินทางท่ีกระทรวง ตางประเทศออกใหแกจําเลยโดยตรง การกระทําของจําเลยจึงเปนการปลอมเอกสารราชการ และเมื่อจําเลยนําไปแสดงตอเจาหนาท่ีตรวจคนเขาเมือง เพื่อเดินทางออกไปและเขามาใน ราชอาณาจกั ร ยอ มมคี วามผดิ ฐานใชเ อกสารราชการปลอมดว ย จาํ เลยใชห นงั สอื เดนิ ทางปลอมดงั กลา ว แสดงตอ เจาหนา ทีต่ รวจคนเขาเมืองทัง้ ขาเขาและขาออกคนละคราวกนั จงึ เปน ความผิดหลายกรรมตา งกัน ครั้งแรกจําเลยปลอมเอกสารราชการและใชเอกสารปลอมดวย มีความผิดตามมาตรา ๒๖๕ และ มาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบดว ยมาตรา ๒๖๕ ใหล งโทษตามมาตรา ๒๖๘ วรรคสอง กระทงหนง่ึ ครงั้ ทส่ี องจาํ เลยเพยี งแตใ ชเ อกสารปลอมฉบบั เดมิ มไิ ดท าํ ปลอมขน้ึ ใหมม คี วามผดิ ฐานใชเ อกสารปลอม อยา งเดยี วตามมาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบดวยมาตรา ๒๖๔ อกี กระทงหนึง่ เรียงกระทงลงโทษ ตามมาตรา ๙๑ (ñö) “਌Ҿ¹Ñ¡§Ò¹” หมายความวา บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติวาเปนเจาพนักงาน หรือไดรับแตงตั้งตามกฎหมายใหปฏิบัติหนาท่ีราชการไมวาจะเปนประจําหรือคร้ังคราว และไมวา จะไดรบั คาตอบแทนหรือไม

๓๖ การที่จะพจิ ารณาวา บคุ คลใดเปนเจาพนักงาน เจา พนกั งาน หมายถึง ñ. ºØ¤¤Å·èÕÁÕ¡®ËÁÒ¡Ó˹´ãËŒºØ¤¤Å¹éѹ໚¹à¨ŒÒ¾¹Ñ¡§Ò¹โดยไมตองคํานึงวา เปน ขาราชการหรอื ไม เชน ตามพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ พ.ศ.๒๔๘๔ กําหนดให “เจาอาวาส” เปน เจา พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา ดงั นนั้ “เจา อาวาส” กเ็ ปน “เจา พนกั งาน” หรอื พระราชบญั ญตั ิ การรถไฟแหง ประเทศไทย พ.ศ.๒๔๙๔ มาตรา ๑๘ บัญญตั ิใหพนักงานของการรถไฟแหง ประเทศไทย เปนเจาพนักงานตามความหมายแหงประมวลกฎหมายอาญา ดังน้ันพนักงานของการรถไฟ แหงประเทศไทยจึงเปน เจาพนกั งาน แมจะมใิ ชข าราชการโดยเปน พนักงานรฐั วสิ าหกจิ กต็ าม ®¡Õ Ò·èÕ ñ÷ø÷/òõòô เจา พนกั งานยอ มหมายถงึ บคุ คลผปู ฏบิ ตั หิ นา ทรี่ าชการโดยไดร บั แตงตัง้ ตามกฎหมาย กลา วคอื ในการแตง ต้ังนนั้ มกี ฎหมายระบุถงึ วธิ กี ารแตงตัง้ ไว และไดมีการแตงตั้ง ถกู ตอ งตามกฎหมายทร่ี ะบไุ วน นั้ จาํ เลยท่ี ๑ เปน กาํ นนั จาํ เลยท่ี ๒ เปน แพทยป ระจาํ ตาํ บล จาํ เลยท่ี ๓ เปนผูใหญบานโดยไดรับการแตงต้ังตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ฯ จําเลยทั้งสามจึงมี ฐานะเปน เจา พนักงาน เมือ่ จาํ เลยท้ังสามเปน กรรมการสภาตาํ บลตามกฎหมายวา ดวยการจดั ระเบียบ บริหารของตําบล และมีระเบียบของสํานักนายกวาดวยการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาทองถิ่นและ ชว ยประชาชนในชนบทในฤดูแลง พ.ศ.๒๕๑๘ กําหนดใหกาํ นัน แพทยป ระจําตําบล และผใู หญบ า น เปน คณะกรรมการดาํ เนนิ การตามโครงการพฒั นาทอ งถนิ่ และชว ยประชาชนในชนบทฯ เรยี กโดยยอ วา ปชลต. ซงึ่ ระเบยี บดงั กลา วนน้ั เปน ระเบยี บทอ่ี อกโดยชอบดว ยกฎหมาย การทจ่ี าํ เลยทง้ั สามดาํ เนนิ การ ในฐานะเปน คณะกรรมการ ปชลต. ยอ มเปน การปฏบิ ตั หิ นา ทร่ี าชการของเจา พนกั งานผมู ตี าํ แหนง หนา ท่ี ราชการนน้ั อนั อาจเปนความผดิ ตอ ตําแหนง หนาที่ราชการได ò. º¤Ø ¤Å·Õäè ´ŒÃºÑ áμ‹§μéѧμÒÁ¡®ËÁÒÂãË»Œ ¯ºÔ ÑμËÔ ¹ÒŒ ·èÃÕ Òª¡Òà ¢ŒÒÃÒª¡Òà เปนเจาพนักงาน เพราะมีคําพิพากษาฎีกาหลายเร่ืองท่ีไดวินิจฉัยไววา เจา พนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา หมายถงึ บุคคลผูป ฏิบัติหนาทร่ี าชการโดยไดรับการแตงตั้ง ตามกฎหมาย กลาวคือ ในการแตงต้ังน้ันมีกฎหมายระบุถึงวิธีการแตงต้ัง และไดมีการแตงต้ังถูกตอง ตามกฎหมายทรี่ ะบไุ วน นั้ (ฎกี าที่ ๑๗๘๔/๒๕๔๔) ดงั นนั้ จากคาํ พพิ ากษาฎกี าดงั กลา ว บรรดาขา ราชการ ตามกระทรวง ทบวง กรม ตาง ๆ ตามพระราชบญั ญัติระเบียบขา ราชการพลเรอื น พระราชบญั ญัติ ขา ราชการกรงุ เทพมหานคร พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา ราชการฝา ยตลุ าการศาลยตุ ธิ รรม พระราชบญั ญตั ิ ระเบียบขาราชการอัยการ ฯลฯ จึงเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและหมายความถึง บรรดาขาราชการการเมือง เชน รัฐมนตรี กเ็ ปน เจาพนกั งานดว ย (ฎีกาท่ี ๙๔๘/๒๕๑๐) แตสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ไมใชเจาพนักงาน เพราะมิใชขาราชการ การเมอื ง แตเ ปน “ผดู าํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง” มหี นา ทคี่ วบคมุ การบรหิ ารราชการแผน ดนิ หรอื ควบคมุ คณะรฐั มนตรี äÁÇ‹ ‹ÒÁËÕ ¹ÒŒ ·èÕ»ÃÐจําËÃÍ× ªèÑǤÃÒÇáÅÐäÁ‹ÇÒ‹ ¨Ðä´ŒÃºÑ ¤‹Òμͺ᷹ËÃÍ× äÁ‹ ดังน้ัน สาํ หรับ กรณีลูกจางประจํา หรือลูกจางช่ัวคราวของหนวยงานราชการตาง ๆ ท่ีไดรับแตงตั้งใหปฏิบัติหนาท่ี ราชการน้นั ¶×֧ͨ໹š “à¨ÒŒ ¾¹Ñ¡§Ò¹”

๓๗ การเปนเจาพนักงานนี้ไมตองคํานึงวาจะไดรับคาตอบแทนหรือไม แมไมมีคาตอบแทน หากมีกฎหมายบัญญัติหรือไดรับแตงต้ังตามกฎหมายใหปฏิบัติราชการ ก็ถือเปนเจาพนักงานตาม กฎหมายแลว ¢ŒÍ椄 à¡μ ๑. บุคคลบางประเภท แมมิใชเ ปน “ขา ราชการ” ศาลฎีกากว็ ินิจฉัยวา เปน เจา พนักงาน เชน กาํ นนั ผใู หญบ า น แพทยป ระจาํ ตาํ บล เพราะไดร บั การแตง ตง้ั ตามพระราชบญั ญตั ลิ กั ษณะปกครอง ทองที่ พ.ศ.๒๔๕๗ อันเปนกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการสวนภูมิภาคใหปฏิบัติราชการ (ฎกี าท่ี ๑๗๘๗/๒๕๒๘) ๒. ถา ไมไ ดเ ปน เจา พนกั งานแตร ว มกระทาํ ความผดิ กบั เจา พนกั งาน เปน ตวั การไมไ ดเ ปน ไดแ ตผสู นบั สนุน (ฎกี าที่ ๕๒๘๖/๒๕๔๔) ๓. ความผดิ เกยี่ วกบั เจา พนกั งานอยใู นมาตรา ๙, ๒๕, ๑๓๖-๒๐๕, ๒๑๖, ๒๕๑, ๒๕๕, ๒๖๗, ๒๘๙, ๓๒๓, ๓๒๙ (๒), ๓๓๕ (๖), ๓๕๗, ๓๖๗-๓๖๙ และ ๓๘๓ “(ñ÷) “Ê×èÍÅÒÁ¡Í¹Ò¨ÒÃà´ç¡” หมายความวา วัตถุหรือส่ิงท่ีแสดงใหรูหรือเห็นถึง การกระทาํ ทางเพศของเดก็ หรอื กบั เดก็ ซ่งึ มอี ายไุ มเกนิ สบิ แปดป โดยรปู เร่อื ง หรือลกั ษณะสามารถสอื่ ไปในทางลามกอนาจาร ไมว า จะอยใู นรปู แบบของเอกสาร ภาพเขยี น ภาพพมิ พ ภาพระบายสี สงิ่ พมิ พ รปู ภาพ ภาพโฆษณา เครอ่ื งหมาย รูปถา ย ภาพยนตร แถบบนั ทึกเสยี ง แถบบันทกึ ภาพ หรอื รูปแบบ อน่ื ใด ในลกั ษณะทาํ นองเดยี วกนั และใหห มายความรวมถงึ วตั ถหุ รอื สงิ่ ตา งๆ ขา งตน ทจี่ ดั เกบ็ ในระบบ คอมพิวเตอร หรอื ในอุปกรณอ เิ ลก็ ทรอนกิ สอนื่ ที่สามารถแสดงผลใหเขา ใจความหมายได” ความผิดเกี่ยวกับเพศ แหงประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา ๒๘๗/๑ ผูใดครอบครอง สื่อลามกอนาจารเด็กเพอ่ื แสวงหาประโยชนใ นทางเพศ สําหรับตนเองหรอื ผูอ่ืน ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ หาป หรือปรบั ไมเ กนิ หน่งึ แสนบาท หรือทัง้ จําทัง้ ปรับ ถา ผกู ระทําความผิดตามวรรคหนึ่งสง ตอ ซง่ึ สอื่ ลามกอนาจารเดก็ แกผ อู น่ื ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ เจด็ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หนงึ่ แสนสหี่ มนื่ บาท หรอื ทั้งจาํ ท้งั ปรบั มาตรา ๒๘๗/๒ ผูใด (๑) เพื่อความประสงคแ หง การคา หรือโดยการคา เพ่อื การแจกจายหรือเพื่อการแสดงอวด แกป ระชาชน ทํา ผลิต มไี ว นําเขา หรือยงั ใหนําเขาในราชอาณาจักร สงออกหรอื ยงั ใหส งออกไปนอก ราชอาณาจกั ร พาไปหรอื ยงั ใหพาไปหรือทําใหแ พรหลายโดยประการใดๆ ซง่ึ ส่ือลามกอนาจารเด็ก (๒) ประกอบการคา หรือมีสวนหรือเขาเก่ียวของในการคาเก่ียวกับสื่อลามกอนาจาร เด็ก จายแจกหรือแสดงอวดแกประชาชนหรอื ใหเ ชาสือ่ ลามกอนาจารเด็ก (๓) เพื่อจะชวยการทําใหแพรหลาย หรือการคาสื่อลามกอนาจารเด็กแลว โฆษณา หรอื ไขขา ว โดยประการใดๆ วา มบี คุ คลกระทาํ การอนั เปน ความผดิ ตามมาตราน้ี หรอื โฆษณาหรอื ไขขา ว วา ส่อื ลามกอนาจารเดก็ ดังกลาวแลวจะหาไดจ ากบุคคลใด หรือโดยวธิ ใี ด ตองระวางโทษจําคุก ตัง้ แต สามปถ ึงสิบป และปรบั ตงั้ แตหกหม่ืนบาทถึงสองแสนบาท”


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook