Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานสืบเนื่องจากการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ครั้งที่ 17

รายงานสืบเนื่องจากการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ครั้งที่ 17

Published by Nuchakorn Kongyarit, 2021-04-29 14:06:08

Description: รายงานสืบเนื่องจากการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ครั้งที่ 17

Proceedings Thai Value Chain Management and Logistics Conference 2017

แนวคิด "Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management"

วันที่ 19 - 23 ตุลาคม 2560

ณ โรงแรมบุรีศรีภู บูติค, อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

Search

Read the Text Version

การประชมุ สมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจสิ ติกส์และโซ่อุปทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4. แนวทางในการปรับปรุงประสิทธภิ าพการรวบรวมและกระจายผลปาล์มนา้ มนั จากปัญหาทีพ่ บในสภาพปจั จบุ ันดงั หวั ขอ้ 3.1 และ 3.2 ไดแ้ ก่ การขนส่งที่ไม่จาเป็น นน่ั คอื การรวบรวมปาล์มน้ามนั ของผู้ประกอบการลานเทที่มีสาขาย่อยแสดงดังรูปที่ 4 (ก) ซึ่งมีสาเหตุจากแต่ละสาขารวบรวมได้น้อยและได้น้าหนักไม่เต็ม พกิ ัดบรรทุก และปัญหาการขนสง่ ทีไ่ มเ่ ตม็ พกิ ัดของลานเทที่มีสาขาเดียว ซ่งึ อาจจะเป็นผลมาจากการเปิดลานเทอย่างหนาแน่น จงึ ทาใหเ้ กดิ การแก่งแยง่ วัตถุดบิ วัตถดุ ิบท่ีรวบรวมได้จงึ ไมเ่ พียงพอต่อพกิ ัดความสามารถของลานเท ซงึ่ ทงั้ 2 ปัญหาข้างต้น ทา ให้โซ่อุปทานไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอ อันเป็นเหตุที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงกว่าที่ควรจะเป็น จากความแตกต่างในเชิงนโยบาย ระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย หากประเทศไทยมีการจัดการตามรูปแบบของ MPOB โดยการควบคุมระยะห่างระหว่าง ลานเท จะทาให้ไม่เกิดการแย่งชิงวัตถุดิบ เนื่องจากเกษตรกรจะเลือกจาหน่ายให้กับลานเทท่ีอยู่ใกล้ และระยะทางที่กาหนด สามารถทาให้ลานเทรวบรวมผลผลติ ไดเ้ ตม็ พกิ ดั บรรทุก จงึ ไมเ่ กิดการขนส่งรวบรวมระหวา่ งลานเท อกี ทงั้ การกาหนดระยะทาง โดยคานึงถึงจานวนเท่ียวที่ลานเทสามารถขนส่งได้ต่อวัน เพ่ือรักษาคุณภาพผลปาล์มน้ามัน น่ันคือการหารูปแบบท่ีเหมาะสม ตามแนวทางการบริหารจัดการพื้นท่ีจะช่วยกาจัดปัญหาการขนส่งที่ไม่จาเป็นและปัญหาการขนส่งท่ีไม่เต็มพิกัดบรรทุก ซ่ึง รูปแบบการรวบรวมและกระจายปาลม์ นา้ มนั ทค่ี วรจะเป็นตามแนวทางการบริหารจัดการพน้ื ที่ แสดงดังรปู ที่ 4 (ข) จากแนวคิด การบรหิ ารจดั การพื้นท่โี ดยการหาทาเลที่ต้งั ของลานเทที่เหมาะสมจะส่งผลใหโ้ ซ่อปุ ทานของการรวบรวมและกระจายผลปาล์ม น้ามันมีพฤติกรรมท่ีไม่ซับซ้อน นั่นคือ เกษตรกรจะดาเนินการขนส่งให้กับลานเทที่อยู่ในรัศมีที่กาหนด และลานเทจะ ดาเนินการขนสง่ ใหก้ บั โรงสกัดไดเ้ ตม็ ประสทิ ธภิ าพการขนสง่ น่นั คือเตม็ พกิ ัดบรรทกุ ของรถ 10 ล้อพว่ ง ดังนั้นแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพในการรวบรวมและกระจายปาล์มน้ามันในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมปาล์ม นา้ มันในจังหวดั กระบี่ จะตอ้ งพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ 1. การกาหนดระยะห่างระหวา่ งลานเท เพ่อื แกป้ ญั หาตาแหน่งท่ตี ัง้ ของลานที่อยู่ใกลก้ นั เกินไป ซ่งึ เป็นสาเหตุของการ แก่งแย่งวตั ดุดิบ 2. การกาหนดประเภทรถท่ีใชใ้ นการขนส่งปาล์มจากลานเทไปโรงสกดั เปน็ รถ 10 ล้อพว่ งเท่านน้ั เพือ่ ให้มตี น้ ทุนการ ขนส่งทต่ี า่ สุด 3. กาหนดปริมาณที่รวบรวมได้ของลานเท(Capacity) ต้องไม่ต่ากว่า 900 ตันต่อเดือน เพื่อมั่นใจว่าทุกเท่ียวการ ขนสง่ ในทกุ ๆ วนั ของลานเทจะมีการบรรทกุ เตม็ พกิ ดั ของรถ 10 ลอ้ พว่ ง (ก) (ข) รปู ท่ี 4: (ก) รูปแบบการรวบรวมและกระจายปาลม์ น้ามนั ในปจั จบุ ัน, (ข) รูปแบบการรวบรวมและกระจายปาลม์ นา้ มันทคี่ วรจะเปน็ 23

การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 5. สรปุ ผลการวจิ ยั จากภาพรวมในการสารวจสภาพปัจจุบัน พบว่า จังหวัดกระบ่ีมีจานวนลานเทก่อต้ังขึ้นจานวนมากถึง 452 ลานเท อีกท้ังในบางพื้นที่มีการกระจายตัวอย่างหนาแน่น เช่น อาเภอคลองท่อม มีลานเทมากถึง 105 ลานเท สาเหตุหนึ่งเนื่องจาก ภาครัฐไม่มีมาตรการควบคุมการก่อต้ังลานเท ทาให้ผู้ประกอบการบางรายมีการเปิดสาขาเพิ่ม ซ่ึงสามารถเปิดในพื้นท่ีใดก็ได้ เม่ือลานเทที่เปิดอยู่ติดกันมากทาให้เกิดการแย่งชิงวัตถุดิบ ส่งผลให้ลานเทประมาณร้อยละ 45.7% รวมรวมผลปาล์มได้น้อย กวา่ 500 ตัน/เดือน อีกทง้ั ขอ้ จากดั ด้านคณุ ภาพทต่ี อ้ งดาเนนิ การขนสง่ ปาล์มทกุ วนั ทาใหก้ ารขนสง่ ไมเ่ ตม็ พกิ ัดบรรทุก สาหรบั ลานเททมี่ ีหลายสาขาที่แตล่ ะสาขารวบรวมไดน้ ้อย เลือกทจ่ี ะรวบรวมจากสาขายอ่ ยเพื่อให้เต็มพิกัดบรรทกุ ถึงแม้การขนส่งจะ เต็มพิกัดบรรทุกแต่ส่งผลให้เกิดระยะทางรวมการขนส่งท่ีไกลข้ึน นั่นคือต้นทุนการขนส่งท่ีเพ่ิมขึ้นนั่นเอง โดยปัจจุบันมีต้นทนุ การขนส่งรวมจากเกษตรกรไปยังลานเท 823,364,750 บาท/ปี ต้นทุนรวมการขนส่งจากลานเทไปยังโรงสกัด 275,496,259 บาท/ปี คิดเป็นต้นทนุ การขนส่งรวมของโซ่อุปทานปาลม์ นา้ มัน จังหวดั กระบ่ี 1,098,861,009 บาท/ปี สาหรับแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของโซ่อุปทานฯ มีดังน้ี (1) ควรใช้การบริหารจัดการพื้นท่ี โดยการ กาหนดระยะห่างระหว่างลานเท เพ่ือแก้ปัญหาตาแหน่งทีต่ ั้งของลานที่อยู่ใกล้กนั เกนิ ไป ซึ่งเปน็ สาเหตขุ องการแก่งแย่งวัตถุดิบ (2) การกาหนดประเภทรถท่ีใช้ในการขนส่งปาล์มจากลานเทไปโรงสกัดเป็นรถ 10 ล้อพ่วงเท่านั้น เพ่ือให้มีต้นทุนการขนส่งที่ ต่าสุด (3) การกาหนดปริมาณที่รวบรวมได้ของลานเท (Capacity) ต้องไม่ต่ากว่า 900 ตันต่อเดือน เพ่ือม่ันใจว่าทุกเที่ยวการ ขนส่งในทุก ๆ วนั ของลานเทจะมกี ารบรรทกุ เตม็ พกิ ัดของรถ 10 ลอ้ พว่ ง 6. กติ ตกิ รรมประกาศ ผลงานนไี้ ด้รับการสนับสนนุ จากงบประมาณแผน่ ดิน ของมหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ รหัสโครงการ ENG600190S ผู้แต่งจึงขอขอบคุณสานักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ท่ีได้สนับสนุนทุนวิจัยงบประมาณแผ่นดิน ประจาปี 2560 และขอขอบคุณผู้ใหข้ ้อมูลทุกท่าน ทอ่ี นุเคราะห์ขอ้ มลู ในการทาวิจยั เรือ่ งน้ี เอกสารอา้ งองิ Farahani, R. Z., Asgari, N., Heidari, N., Hosseininia, M., & Goh, M. (2012). Covering Problem in facility location: A review. Computer & Industrial Engineer , 62(1), 368-407. เกษสุดา เดชภิมล. (2557). โครงการจัดทาต้นทุนผลผลิตและถ่ายทอดความรู้ เพ่ือลดต้นทุนการผลิตอ้อยของเกษตรกร. สานักงานคณะกรรมการออ้ ยและน้าตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม. จันทร์ศิริ สิงห์เถื่อน. (2554). การเลือกตาแหน่งท่ีต้ังของสถานท่ีให้บริการ ด้วยวิธีการหาคาตอบท่ีดีท่ีสุด. วิศวกรรมสาร มก, 24(78), 107-122. จุมพล สวัสดยิ ากร. (2520). หลกั และวิธีการวิจยั ทาง สังคมศาสตร.์ กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์สุวรรณภูม.ิ นิกร ศิริวงศ์ไพศาล, และ คณะ. (2556). การศึกษาระบบโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปาล์มน้ามันและ น้ามันปาลมในการ ปรับตัวรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนการศึกษาระบบโซอุปทานของ อุตสาหกรรมปาล์มน้าและน้ามันปาล์มในการ ปรับตวั รองรับประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน. วัชรินทร์ ดงบัง, และ สุพจน์ ศิริเสนาพันธ์. (2550). การศึกษาอัตราการส้ินเปลืองเช้ือเพลิงของรถบรรทุกหนัก . การประชุม วชิ าการเครอื ขา่ ยวิศวกรรมเครื่องกลแห่งประเทศไทยครง้ั ท่ี 21 . ประเทศไทย. 24

การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซ่อปุ ทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 สานักงานชั่งตวงวัด. (2560). ทะเบียนรายนามผู้ประกอบการลานเท. จังหวัดกระบ่ี: สานักงานชั่งตวงวัด เขต 3-6 จังหวัด กระบ.่ี สานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร. (2558). สถติ ิการเกษตรของประเทศไทย. 25

การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครงั้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic B Performance Measurement 26

Topic B: Performance Measurement การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน ครั้งท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: PM 01 การศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหวา่ งความคาดหวงั ในการรักษาความสัมพนั ธร์ ะยะยาวของผู้ใช้บรกิ ารและผล การดาเนนิ งานของผู้ให้บรกิ ารโลจสิ ตกิ สอ์ ุตสาหกรรมอาหารประเทศไทย กรกนก ชน่ื ขา1, ปิยากร บวรสุจริตกลุ 2, พงศกร โพธ์ิพุฒรกั ษ์3, ภทั รวรรณ สิรอิ ัคคะโชติ4, อัจฉรีย์ เยาวสาลี5, สนั ตชิ ยั คชรนิ ทร์6* 1, 2, 3, 4, 5, 6* ภาควชิ าบรหิ ารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจสิ ตกิ สแ์ ละการขนสง่ คณะพาณชิ ยศาสตร์และการบญั ชี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 0-2354-1449 E-mail [email protected] บทคดั ย่อ งานวิจัยช้ินนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว (Long-term expectation) ของผู้ใชบ้ ริการและผลการดาเนนิ งานของผ้ใู หบ้ ริการโลจสิ ติกส์ ในบริบทอตุ สาหกรรมอาหารของ ประเทศไทย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากผู้ใช้บริการ โลจิสติกส์ผ่านแบบสอบถามท่ีมี ลักษณะให้เลือกระดับคาตอบ โดยแบบสอบถามดังกล่าวได้รับการตรวจสอบความ ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ดังกล่าว หลังจากน้ันผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Multiple Regression จากผลการศึกษา พบว่าความคาดหวังในการ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการดาเนินงานของผู้ ให้บริการโลจิสติกส์ทั้งในด้านการส่งมอบ คุณภาพและความยืดหยุ่นในการให้บรกิ าร คาสาคญั : การจัดจ้างโลจสิ ตกิ สภ์ ายนอก; ความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธร์ ะยะยาวของผู้ใช้บรกิ ารและผลการ ดาเนนิ งานของผู้ให้บริการโลจิสตกิ ส์ 1. บทนา ปัจจบุ ันบริษทั ทท่ี าการจดั จ้างผู้ให้บริการโลจิสตกิ ส์ภายนอกมีแนวโนม้ เพ่มิ ข้ึนอย่างต่อเนื่อง (Lieb, 2008) เพ่ือช่วย ให้องค์กรมุ่งเน้นไปท่ีกิจกรรมหลักขององค์กรมากขึ้น อีกท้ังยังเป็นลดตน้ ทุนการจัดการห่วงโซอ่ ุปทานและเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขัน (Bolumole et al., 2007) โดยหน่ึงในปัจจัยที่ทาให้การจัดจ้างโลจิสติกสภ์ ายนอกประสบความสาเร็จ คือ การ สร้างความสัมพันธ์ทดี่ รี ะหว่างลกู ค้ากับผู้ให้บรกิ ารโลจสิ ตกิ ส์ (Rai et al., 2006) ซ่ึงจะช่วยปรบั ปรุงผลการดาเนินงานดา้ นโลจิ สติกส์ขององค์กร (Gadde and Hulthen, 2009) อย่างไรก็ตามหลายองคก์ รยงั ขาดความพรอ้ มและความรูค้ วามเข้าใจในการ ดาเนินงานร่วมกับในการใช้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Ackerman, 1996) อาทิ การขาดการควบคุมการดาเนินงานร่วมกัน การ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างไม่มีประสิทธิภาพ นามาสู่ปัญหาในบริบทความร่วมมือที่เหมาะสมกับผู้ให้บริการ (Panayides, 2007) อกี ท้งั ผู้ประกอบการของไทยยงั คงมีจุดอ่อนดา้ นวัฒนธรรมในการทางานร่วมกนั เป็นทมี เนื่องจากการขาด ความไว้วางใจระหวา่ งกนั รวมถึงการวางแผนที่มคี วามร่วมมือและการแบง่ ปันข้อมลู ระหวา่ งกนั ในระดบั ตา่ ถอื เปน็ ปัญหาในการ 27

การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซ่อปุ ทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 พัฒนาโลจิสติกส์ทางการค้า (วิทยา สุหฤทดารง และ คณะ, 2550) จะเห็นได้ว่าการบริหารความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการโลจิ สตกิ สภ์ ายนอกนนั้ เป็นงานท่ซี ับซอ้ น ในบริบทความสัมพันธร์ ะหว่างองคก์ รซงึ่ ให้ความสาคัญกับการเป็นหุน้ สว่ นหรือคู่คา้ ระหว่างสมาชิกในหว่ งโซ่อปุ ทาน (Stank et al., 2001) การศึกษาของ Hofer et al. (2009) ได้กล่าวถึงการพัฒนาแนวคิดพฤติกรรมการเป็นคู่ค้าของผู้ ให้บริการโลจิสติกส์กับผลการดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ขององค์กร อาทิ การส่งตรงเวลา เพ่ือเป็นงานวิจัยในอนาค ต ซึ่ง สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของ Deepen et al. (2008) ทก่ี ลา่ วถึงการขาดการศึกษาเชงิ ประจักษ์ในเร่อื งผลการดาเนนิ งานของการ จัดจ้างโลจิสติกส์ภายนอก ดังน้ันทางคณะผู้วิจัยจึงได้เล็งเห็นถึงความสาคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการ เป็นคู่ค้าของผู้ใช้บริการในด้านความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวและผลการดาเนินงานของผู้ให้บริการผ่าน มุมมองของผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานองค์กรท่ีต้องการจัด จา้ งผใู้ หบ้ รกิ ารโลจสิ ติกสภ์ ายนอก 2. ทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวความคดิ 2.1. ความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธร์ ะยะยาว ความสมั พันธ์ของการจัดจา้ งโลจสิ ติกส์ภายนอกถือเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกจิ รูปแบบหนึ่งท่ีมิใชจ่ ะประสบความสาเร็จ ท้ังหมด (Lambert et al., 1999) ซึ่งหนึ่งในวิธีการสร้างเสถียรภาพในการจัดจ้างภายนอก คือ การพัฒนาความสมั พันธ์ระยะ ยาวระหว่างองค์กรกับผู้ให้บริการกล่าวคือ การจัดจ้างภายนอกที่มีเป้าหมายระยะส้ันเพียงเพื่อต้องการประหยัดต้นทุนโดย ปราศจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ให้บริการมักจะนาไปสู่การช่วยลดต้นทุนอย่างรวดเร็วแต่ไม่ถาวร แต่หากองค์กรมี วัตถุประสงค์ในการจัดจ้างภายนอกเพ่ือพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพในการให้บริการจะนาไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ระยะ ยาวระหว่างองคก์ รกับผู้ให้บรกิ าร (Bolumole, 2001) Hofer et al. (2009) ไดอ้ ธิบายถึง พฤตกิ รรมการเปน็ คคู่ า้ ของลกู คา้ ภายใต้ความสัมพนั ธข์ องการจัดจา้ ง โลจิสติกส์ ภายนอกไว้ 5 ด้านโดยหน่ึงในน้ันคือความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว (Extendedness) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลูกค้าคาดหวังว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะยังคงดาเนินต่อไปในอนาคตอย่างไมม่ ีท่ีส้นิ สุด อีกท้ังยังหมายถึงความจงรักภักดี และความคาดหวังในผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย (Gardner et al., 1994) ซ่ึงความจงรักภักดีนั้นเป็นผลมาจาก ความพึงพอใจในความสัมพนั ธ์ของลูกค้า อันมาจากผลการดาเนนิ งานในการให้บริการทดี่ ขี องผูใ้ ห้บริการโลจิสตกิ ส์ (Stank et al., 2003) นอกจากน้ีความไว้วางใจของลูกค้ายังมีผลต่อการรับรู้ผลการดาเนินงานในการให้บริการโลจิสติกส์อี กด้วย (Knemeyer and Murphy, 2005) 2.2. ผลการดาเนนิ งานในการให้บรกิ าร แม้ว่าการประเมินผลการดาเนินงานการจัดจ้างโลจิสติกส์ภายนอกจะสามารถทาได้หลายหลายรูปแบบ แต่พบว่า ยังคงขาดการศึกษาเชิงประจกั ษใ์ นเรอื่ งผลการดาเนนิ งานของการจดั จา้ งโลจสิ ติกสภ์ ายนอก (Deepen et al., 2008) ประกอบ กับการศึกษาของ Hofer et al. (2009) ได้กล่าวถึงการพัฒนาแนวคิดพฤติกรรมการเป็นคู่ค้าของผู้ให้บริการโลจิสติกส์กับผล การดาเนินงานด้านโลจิสติกส์ขององค์กร อาทิการส่งตรงเวลา เพื่อเป็นงานวิจัยในอนาคต ซ่ึงงานวิจัยก่อนหน้าน้ีพบว่า พฤติกรรมการเป็นคู่ค้าของผู้ให้บริการโลจิสติกส์มีผลต่อผลการดาเนินงานการจัดจ้าง โลจิสติกส์ภายนอก กล่าวคือ การ ประสบความสาเรจ็ ในสิ่งท่ีลูกค้าคาดหวงั โดยเฉพาะพฤติกรรมการเป็นคู่ค้าของผู้ให้บรกิ ารโลจิสติกสใ์ นด้านความคาดหวังใน การรกั ษาความสัมพนั ธร์ ะยะยาวอยา่ งไรกต็ ามยงั คงไมม่ งี านวิจัยใดศึกษาความสัมพนั ธข์ องความคาดหวังในการรกั ษา 28

การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อุปทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ความสัมพันธ์ ระยะยาวและผลการดาเนินงานในให้บริการโลจิสติกส์ทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ การส่งมอบ คุณภาพและความ ยืดหยนุ่ ในการ ให้บริการ (Slack et al., 2004) การจดั ส่งหมายถงึ การนาสินคา้ ไปยังผใู้ ชบ้ ริการหรอื สถานที่ ณ ปลายทาง ท่ีใดท่หี นง่ึ ซง่ึ เป็นบทบาทหนา้ ทแี่ ละความ รับผิดชอบของผู้ให้บริการ โดยผู้ใช้บริการตั้งความคาดหวังของคุณภาพการให้บริการ ความพร้อมและ ทันเวลาของ กระบวนการบริการจัดส่งในการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจ โดยงานวิจัยของ Prajogo and Olhager (2012) กลา่ วว่าการมคี วามสมั พันธร์ ะยะยาวกับซพั พลายเออรม์ ีผลตอ่ ผลการดาเนนิ งานดา้ นความรวดเรว็ ในการจัดสง่ อยา่ งไร ก็ตามงานวิจัยของ Zsidisin et al. (2007) พบวา่ ความสมั พนั ธ์ที่ใกล้ชดิ ระหวา่ งผใู้ หบ้ รกิ ารและผใู้ ชบ้ รกิ ารโลจิสตกิ ส์ไมม่ ีผลต่อ ผลการดาเนนิ งานในด้านการสง่ มอบตรงเวลาของผู้ใหบ้ ริการ คุณภาพของการให้บริการมีความสมั พันธ์อยา่ งใกล้ชิดกับความคาดหวังของลกู คา้ และทาให้ลูกค้าเกิดความพงึ พอใจ ในการใช้บริการ (Meidute-Kavaliauskiene et al., 2014) อาจกล่าวได้ว่าคุณภาพการให้บริการคือความพยายามในการ เขา้ ใจถึงความพึงพอใจของผู้ใชบ้ ริการ ซึ่งความพงึ พอใจในความสมั พันธข์ องผใู้ ช้บรกิ ารเป็นผลมาจากมาจากผลการดาเนินงาน ในการใหบ้ ริการทด่ี ีของผูใ้ หบ้ ริการโลจิสติกส์ (Stank et al., 2003) ความยดื หยุน่ ในการให้บรกิ าร คือ ความสามารถของผ้ใู ห้บรกิ ารในการเปลี่ยนแปลงปริมาณและเวลาของการบริการ รวมถึงความสามารถของผู้ให้บริการในการสร้างหรือรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันและให้บริการที่รวดเร็ว เช่น ความสามารถในการตอบสนองคาขอพิเศษของลูกค้า ความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ท่ีไม่คาดคิด ( Lai, 2004) ความสามารถในการตอบสนองลูกค้าอย่างรวดเร็ว (Panayides and So, 2005) ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับ ข้อกาหนดใหม่ท่ีแตกต่างหรือเปล่ียนแปลงได้ (Fawcett et al., 1996) ความสามารถของบริษัทในการตอบสนองความ ต้องการที่หลากหลายในสภาพแวดล้อมแบบไดนามิค ซ่ึงอาจหมายถึงการตอบสนองหรือทาสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว (Bower and Hout, 1988) ซ่ึงการมีความสัมพันธ์ระยะยาวกบั ซัพพลายเออร์จะช่วยให้องค์กรมีผลการดาเนินงานท่ีดียิ่งข้ึน ท้ังในด้าน การปรับปรุงคณุ ภาพและช่วยเพม่ิ ความสามารถในการตอบสนองตอ่ ลูกคา้ หรือความยืดหยนุ่ ในการใหบ้ ริการ (De Toni et al., 1994) 2.3. กรอบแนวคิดและสมมติฐาน รปู ภาพที่ 1: แสดงสมมติฐานของงานวจิ ัย 29

การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อปุ ทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการวิจัยท่ีผ่านมาในอดีตและทาความเข้าใจในเร่ืองความคาดหวังในการรักษา ความสัมพันธ์ระยะยาวของผู้ใช้บริการและผลการดาเนินงานของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ โดยรูปภาพข้างต้นแสดงให้เห็นว่าตัว แปรตน้ ของงานวิจยั คอื ความคาดหวังในการรักษาความสมั พนั ธ์ระยะยาวของผใู้ ชบ้ รกิ าร สว่ นตวั แปรตามของงานวจิ ยั คอื ผล การดาเนินงานของผ้ใู ห้บริการโลจสิ ติกสท์ ั้งในดา้ นการจดั ส่ง คุณภาพและความยดื หยนุ่ ในการให้บริการ โดยการตงั้ สมมติฐาน ของงานวิจยั นอ้ี ยบู่ นพ้ืนฐานแนวคดิ ที่วา่ ความสมั พนั ธ์ทแ่ี น่นแฟ้นและใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในห่วงโซอ่ ุปทานจะชว่ ยเพ่ิมผลการ ดาเนินงานให้กับองค์กร (Stank et al., 2001) ซ่ึงผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ถือเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน เดียวกัน นอกจากน้ีทั้งสองฝ่ายก็ต่างให้ความสาคัญกับการพันธมิตรที่ดีระหว่างกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ ความสัมพนั ธป์ ระสบความสาเร็จ (Langley et al., 2009) จนนามาสู่สมมติฐานของงานวจิ ัย ดงั นี้ H1 พฤติกรรมการเป็นคคู่ า้ ในดา้ นความคาดหวังในการรกั ษาความสมั พันธ์ระยะยาวร่วมกับผใู้ ห้บริการ โลจสิ ตกิ สม์ ี ความสัมพันธ์เชงิ บวกต่อผลการดาเนนิ งานในการให้บริการดา้ นการจดั สง่ H2 พฤติกรรมการเป็นคคู่ ้าในดา้ นความคาดหวงั ในการรักษาความสมั พนั ธ์ระยะยาวร่วมกับผู้ใหบ้ รกิ าร โลจสิ ตกิ สม์ ี ความสัมพนั ธเ์ ชงิ บวกตอ่ ผลการดาเนนิ งานในการให้บริการด้านคณุ ภาพ H3 พฤติกรรมการเป็นคคู่ ้าในด้านความคาดหวังในการรกั ษาความสมั พันธร์ ะยะยาวรว่ มกบั ผใู้ ห้บริการ โลจสิ ติกสม์ ี ความสมั พันธ์เชงิ บวกตอ่ ผลการดาเนนิ งานในการใหบ้ ริการด้านความยดื หยุน่ 3. ระเบยี บวธิ ีวจิ ัย 3.1. กล่มุ ตวั อย่างและผ้ตู อบแบบสอบถาม ในการวิเคราะห์ข้อมูลน้ันมีวัตถุประสงค์เพ่ือตอบสมมติฐานข้างต้นผ่านมุมมองของผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ ทางคณะ ผ้จู ดั ทาจึงได้ทาการสง่ แบบสอบถามออนไลนแ์ ละจดหมายใหก้ ับกลุ่มตวั อย่าง 430 ราย ซงึ่ มีรายชื่ออยู่ในสมาคมผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมอาหารดังนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสาเร็จรูป สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมกาแฟไทย บริษัทผู้ผลิตเคร่ืองดื่ม สมาคมผู้ผลิตไก่เพ่ือการส่งออกไทย สมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย สมาคม อุตสาหกรรมเคร่ืองดื่มไทยและสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพ่ือการส่งออก หลังจากการส่งแบบสอบถามมีจานวนผู้ตอบ แบบสอบถามทั้งส้ิน 90 รายสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้ บริษัทที่มีการจัดจ้างผู้ให้บริการโลจิสติกสภ์ ายนอกจานวน 42 ราย คิด เป็น 9.76% บริษัทที่ไม่มีการจัดจ้างผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ภายนอกจานวน 41 ราย คิดเป็น 9.5% และข้อมูลไม่ครบถ้วน จานวน 7 ราย คิดเป็น 1.62% โดยผู้ตอบแบบสอบถามนนั้ เปน็ ผจู้ ดั การแผนกทีเ่ กย่ี วข้องกบั โลจสิ ตกิ ส์ของบริษทั 3.2. เคร่ืองมือท่ใี ช้ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม โดยได้มีการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อคัดเลือกเกณฑ์การ ประเมินพฤติกรรมของการเป็นคู่ค้าของผู้ใช้บริการและผลการดาเนินงานของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ซ่ึงเป็นตัวแปรสาหรับ งานวิจัยนี้ จากน้ันได้นาไปสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหารเพ่ือพัฒนาและปรับปรุง แบบสอบถาม และนามาทดสอบความน่าชื่อถือของแบบสอบถามผา่ นกลุ่มตวั อยา่ งก่อนจะนาไปเก็บขอ้ มลู จรงิ โดยมาตราวัดท่ี ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ ส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ตามแบบ Likert scale และทาการวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่าง พฤติกรรมของผู้ใช้บริการโลจิสติกส์และผลการดาเนินงานของผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ผ่านการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) 30

การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครั้งท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4. ผลการวิจยั จากการวิเคราะห์ถดถอยพหคุ ูณเพอ่ื ทดสอบสมมตฐิ านของงานวจิ ยั ท่ีวา่ ความคาดหวังในการรักษาความสมั พนั ธร์ ะยะ ยาวของลูกค้ามีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อผลการดาเนนิ งานของผ้ใู ห้บรกิ ารโลจสิ ติกส์ ไดด้ ังน้ี รูปภาพท่ี 2: แสดงผลการวเิ คราะหค์ วามสมั พันธ์ หมายเหตุ : * ค่า Beta ทีม่ ีค่า P-value น้อยกวา่ 0.05 ตารางท่ี 1: แสดงผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู Model Variables Entered Model Summary ANOVA Coefficients R Square Std. Error of the df Sig B Sig 2 Extendedness - Delivery 3 Extendedness - Estimate 1 0.00 0.547 0.000 Quality 0.355 0.5561 1 0.00 0.527 0.000 0.409 0.47832 Extendedness – Flexibility 1 0.014 0.313 0.014 0.142 0.57912 จากการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้น พบว่า ความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสัมพันธ์เชิงบวกตอ่ ผลการดาเนนิ งานของผู้ให้บริการโลจิสตกิ สท์ ัง้ ดา้ นการจดั ส่ง คุณภาพและความยดื หยุน่ ในการใหบ้ ริการ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี ความคาดหวงั ในการรกั ษาความสัมพันธร์ ะยะยาวมีความสัมพนั ธ์เชิงบวกกบั ผลการดาเนนิ งานของผใู้ ห้บริการโลจิสติกสใ์ นด้าน การจัดส่ง โดยมีค่า Beta เท่ากับ 0.547 ณ ระดับค่า P-Value ที่น้อยกว่า 0.05 ซ่ึงไม่สอดคล้องกับงานวิจัยก่อน หน้าที่กล่าว ว่า ความสมั พนั ธท์ ใ่ี กล้ชิดระหวา่ งผู้ใหบ้ ริการและผู้ใชบ้ ริการโลจิสติกส์ไมม่ ีผลตอ่ ผลการดาเนนิ งานในด้านการส่งมอบตรงเวลา ของผู้ให้บริการ (Zsidisin et al., 2007) ในส่วนความคาดหวังในการรักษาความสมั พันธ์ระยะยาวมคี วามสัมพันธเ์ ชิงบวกกับ ผลการดาเนนิ งานของผู้ ให้บริการโลจสิ ตกิ ส์ในด้านคุณภาพการให้บรกิ าร โดยมคี ่า Beta เทา่ กับ 0.527 ณ ระดบั คา่ P-Value ที่น้อยกว่า 0.05 ซ่ึง สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าท่ีกล่าวว่าคุณภาพของการให้บริการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความ คาดหวงั ของลูกคา้ และทาใหล้ กู ค้าเกิดความพึงพอใจในการใช้บริการ (Meidute-Kavaliauskiene et al., 2014) นาไปส่คู วาม คาดหวงั ในการรักษาความสมั พันธ์ระยะยาว ในสว่ นความคาดหวังในการรักษาความสัมพนั ธร์ ะยะยาวมีความสัมพันธ์เชงิ บวก 31

การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 กบั ผลการดาเนนิ งานของผู้ใหบ้ รกิ ารโลจสิ ติกส์ในด้านความยดื หย่นุ ในการให้บริการ โดยมีค่า Beta เทา่ กบั 0.313 ณ ระดับคา่ P-Value ทนี่ อ้ ยกวา่ 0.05 ซง่ึ สอดคล้องกบั งานวจิ ัยกอ่ นหน้าทกี่ ลา่ ววา่ ความยดื หยุ่นในการทางานร่วมกันระหวา่ งองคก์ รมี ความสัมพนั ธ์กบั การประเมินผลการดาเนนิ งานและความพงึ พอใจของลูกค้า (Johnston et al., 2004) ซ่งึ นาไปสูค่ วาม คาดหวงั ในการรกั ษาความสมั พันธ์ระยะยาว 5. สรุปผลและข้อเสนอแนะ 5.1. อภปิ รายและสรุปผลการวจิ ัย งานวิจัยช้ินนี้แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังในการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสมั พันธ์ต่อผลการดาเนินงาน ของผู้ใหบ้ รกิ ารโลจสิ ตกิ ส์ในหลากหลายมติ ิไม่วา่ จะเป็นด้านการจดั ส่ง คุณภาพ และความยืดหยุ่นซ่ึงสอดคล้องกบั งานของ Evi Hartmann and Alexander de Grahl (2012) ที่กล่าวว่าหากลูกค้าคาดหวังที่จะรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ ให้บริการโลจสิ ตกิ ส์จะส่งผลให้ผลการดาเนนิ งานในการจดั จ้างโลจสิ ติกส์ภายนอกเป็นไปตามท่ีลูกค้าคาดหวังไว้ นอกจากนผี้ ล ของการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผลลพั ธ์ของความคาดหวังในการรกั ษาความสัมพันธ์ระยะยาวสามารถถูกอธิบายได้หลากหลาย มุมมองและยงั สนบั สนนุ งานของ Lambert et al. (2004) ท่ีกล่าวถึงการรักษาความสมั พันธ์น้ันนาไปส่กู ารประสบความสาเร็จ ในการเป็นพันธมิตรกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเกดิ ขึ้นบนพ้ืนฐานความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์หรือตรงไปตรงมา รวมทั้งการ ยอมรับความเสย่ี งและผลประโยชน์ซงึ่ กนั และกนั ส่งผลให้เกดิ ผลการดาเนินงานทางธุรกจิ ท่ีดกี วา่ การท่ีบริษัทท้ังสองน้ันทางาน ร่วมกันแต่ไม่ได้เป็นพันธมิตรกัน ดังนั้นหากผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ต้องการปรับปรุงผลการดาเนินงานในการจัดจ้างโลจิสติกส์ ภายนอกก็ควรให้ความสาคัญกับการสร้างและรักษาความสมั พันธ์ระยะยาว ในส่วนผู้ให้บริการโลจิสติกส์หากต้องปรับปรงุ ผล การดาเนินงานในการจัดจา้ งโลจิสติกส์ภายนอกก็ควรให้ความสาคัญกับการปรับปรงุ ผลการดาเนินงานในการให้บรกิ าร เพราะ ส่งผลการรบั รู้และความเชื่อใจของลกู คา้ (Knemeyer and Murphy, 2005) จากการสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ในอุตสาหกรรมอาหาร พบว่า การปรับปรุงผลการดาเนินงานในการ ให้บริการโลจิสติกส์ภายใต้บริบทการคาดหวังความสัมพันธ์ระยะยาว สามารถทาได้ผ่านการลงทุนในเรื่องของการอบรม ทรัพยากรบุคคลร่วมกับผู้ให้บริการโลจิสติกสซ์ ่ึงจะช่วยปรับปรุงผลการดาเนินงานในการจัดจ้างโลจิสติกสภ์ ายนอกให้ดียง่ิ ขน้ึ เน่ืองจากวัฒนธรรมในแต่ละองค์กรแตกต่างกันประกอบกับสินค้าประเภทอาหารโดยเฉพาะสินค้าท่ีต้องการการควบคุม อุณหภูมิมกั จะพบเจอปญั หาสินค้าเสียหายขณะจัดสง่ เปน็ ผลมาจากอณุ หภมู ทิ ี่เปลีย่ นแปลงไประหว่างการเคลอ่ื นยา้ ย จงึ เป็นสิง่ สาคัญท่ีผูใ้ ช้บรกิ ารจะตอ้ งลงทุนในเร่ืองของการอบรมทรพั ยากรบุคคลของบรษิ ทั ผูใ้ ห้บรกิ ารโลจสิ ตกิ สใ์ หม้ คี วามรู้ความเข้า ใจ ในการทางานร่วมกัน ซ่งึ สอดคล้องกบั งานวิจัยก่อนหนา้ น้ี ทก่ี ลา่ ววา่ การคาดหวงั ในความสัมพนั ธร์ ะยะยาวนามาสูค่ วามเต็มใจ ของผู้ใช้บริการที่จะลงทุนในความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ อาทิ การลงทุนในเร่ืองของการอบรมทรัพยากรบุคคล ร่วมกันจะช่วยให้ผลการดาเนินงานในการจัดจ้างโลจิสติกส์ภายนอกประสบความสาเร็จ (Narus and Anderson, 1987) นอกจากนี้จากการสมั ภาษณ์ผูใ้ ห้บริการโลจสิ ติกส์ ยงั พบวา่ หากผู้ใหบ้ ริการมกี ารทาสัญญาระยะยาวกบั ผใู้ ช้บริการจะสง่ ผลให้ ผใู้ ชบ้ ริการมีความเต็มใจทีจ่ ะลงทนุ ในความสัมพนั ธ์ดงั กลา่ ว อาทิ การลงทนุ จดั ซ้อื รถยนตห์ รอื การพัฒนาระบบการแลกเปล่ียน ข้อมูลเพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บรกิ าร กล่าวได้ว่า การไว้วางใจและความมุ่งมน่ั ในความสัมพันธร์ ะยะยาวก่อใหเ้ กิดการ ทางานร่วมกันระหวา่ งผู้ใช้บรกิ ารและผใู้ หบ้ รกิ ารโลจสิ ติกสเ์ พือ่ พัฒนาผลการดาเนนิ งานในการจัดจ้างโลจสิ ติกสภ์ ายนอก 5.2. ขอ้ จากัดของงานวิจัยและขอ้ เสนอแนะ ข้อจากัดของงานวิจยั ชิน้ นี้ คือ กลุ่มตัวอยา่ งในการเกบ็ ข้อมลู เนือ่ งจากผตู้ อบแบบสอบถามนั้นอยใู่ นระดบั ผจู้ ดั การ และเลอื กเฉพาะบริษทั ในอุตสาหกรรมอาหารประเทศไทยเทา่ นั้น นอกจากนีย้ ังเก็บขอ้ มูลจากฝงั่ ผใู้ ช้บริการโลจสิ ติกสเ์ พียงฝ่ัง 32

การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 เดียว ในช่วงเวลาหน่ึงเท่าน้ัน ดังนั้นผลการวิจัยจึงอาจมีความแตกต่างในด้านวัฒนธรรม รวมทั้งทัศนคติของผู้ ตอบ แบบสอบถามที่อาจเปลย่ี นแปลงไปในอนาคต สาหรบั งานวจิ ัยในอนาคต หากผู้วิจัยต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ ภักดีของลูกค้าและผลการดาเนินงานของผู้ให้บริการโลจิสติกส์สามารถนาไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมหรือบริบทอื่นๆได้ หรืออาจศึกษาความสัมพันธ์นี้ผ่านมุมมองของทั้งสองฝ่ายโดยเลือกเกณฑ์การประเมินในส่วนของผลการดาเนินงานของผู้ ให้บริการโลจิสติกส์ท่ีสามารถวัดได้ในรูปแบบภววิสัยแทนการให้คะแนนแบบ Likert scale ท่ีเป็นรูปแบบอัตวิสัย ซึ่งจะทา ใหผ้ ลการศกึ ษาเปน็ ทีน่ า่ เชอื่ ถอื ย่ิงข้ึน ในสว่ นอตั ราการตอบกลับแบบสอบถามอยใู่ นระดบั ท่ตี า่ โดยอยู่ที่รอ้ ยละ 9.76 ซงึ่ ส่งผล ต่อความถูกต้องและแม่นยาของการวิเคราะห์ข้อมูล ในส่วนสุดท้ายงานวิจัยช้ินน้ีศึกษาเพียงมุมมองความภักดีของลูกค้า เทา่ นนั้ ซง่ึ แนวคิดเรอ่ื งการสรา้ งและพัฒนาความสัมพนั ธ์นนั้ มีหลากหลายมมุ มอง นอกจากนผี้ ลการดาเนินงานของผ้ใู หบ้ ริการ ที่นามาศึกษาเป็นเพียงปัจจัยด้านการให้บริการจึงควรศึกษาปัจจัยด้านการเงินร่วมด้วยเพ่ือให้ผลการวิจัยมีความครอบคลุม มากย่ิงข้นึ เอกสารอ้างองิ วิทยา สุหฤทดารง, 2550, การพัฒนาแบบจาลองโซ่อปุ ทานในการทางานร่วมกันระหว่างธรุ กจิ คา้ ส่ง – ค้าปลกี และการพฒั นา ดชั นชี ว้ี ัดสมรรถนะโซ่อปุ ทานธรุ กจิ การค้าปลีก, คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนคร เหนือ. Ackerman, K. B., 1996, \"Pitfalls in logistics partnerships.\"International Journal of Physical Distribution & Logistics Management, 26(3), 35-37. Bolumole, Y. A., 2001, \"The supply chain role of third-party logistics providers.\" The International Journal of Logistics Management, 12(2), 87-102. Bolumole, Y. A., Frankel, R., & Naslund, D., 2007, \"Developing a theoretical framework for logistics outsourcing.\" Transportation Journal, 35-54. Bower, J. L., & Hout, T. M., 1988, \"Fast-cycle capability for competitive power.\" Harvard Business Review, 66(6), 110-118. De Toni, A., Nassimbeni, G., & Tonchia, S., 1994, \"Service dimensions in the buyer-supplier relationship: a case study.\" International Journal of Physical Distribution & Logistics Management, 24(8), 4-14 Deepen, J. M., Goldsby, T. J., Knemeyer, A. M., & Wallenburg, C. M., 2008, \"Beyond expectations: an examination of logistics outsourcing goal achievement and goal exceedance.\" Journal of Business Logistics, 29(2), 75-105. Fawcett, S. E., Calantone, R., & Smith, S. R., 1996, \"An investigation of the impact of flexibility on global reach and firm performance.\" Journal of Business Logistics, 17(2), 167. Gadde, L. E., & Hulthén, K., 2009, \"Improving logistics outsourcing through increasing buyer–provider interaction.\" Industrial Marketing Management, 38(6), 633-640. Garavelli, A. C., 2003, \"Flexibility configurations for the supply chain management.\" International Journal of Production Economics, 85(2), 141-153. 33

การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Gardner, J. T., Cooper, M. C., & Noordewier, T. G., 1994, \"Understanding shipper-carrier and shipper- warehouser relationships: partnerships revisited.\" Journal of Business Logistics, 15(2), 121. Hartmann, E., & de Grahl, A., 2012, \"Logistics outsourcing interfaces: the role of customer partnering behavior.\" International Journal of Physical Distribution & Logistics Management, 42(6), 526543. Hofer, A. R., Knemeyer, A. M., & Dresner, M. E., 2009, \"Antecedents and dimensions of customer partnering behavior in logistics outsourcing relationships.\" Journal of Business Logistics, 30(2), 141-159. Johnston, D. A., McCutcheon, D. M., Stuart, F. I., & Kerwood, H., 2004, \"Effects of supplier trust on performance of cooperative supplier relationships.\" Journal of operations Management, 22(1) Knemeyer, A. M., & Murphy, P. R., 2005, \"Exploring the potential impact of relationship characteristics and customer attributes on the outcomes of third-party logistics arrangements.\" Transportation Journal, 5-19. Lai, K. H., 2004, \"Service capability and performance of logistics service providers.\" Transportation Research Part E: Logistics and Transportation Review, 40(5), 385-399. Lambert, D. M., Emmelhainz, M. A., & Gardner, J. T., 1999, \"Building successful logistics partnerships.\" Journal of business logistics, 20(1), 165. Lambert, S. F., Brown, T. L., Phillips, C. M., & Ialongo, N. S., 2004, \"The relationship between perceptions of neighborhood characteristics and substance use among urban African American adolescents.\" American journal of community psychology, 34(3-4), 205-218. Langley Jr, C. J., & Capgemini, U. S., 2009, LLC, 2009, \"The State of Logistics Outsourcing.\" Lieb, R., 2008, \"The North American third-party logistics industry in 2007: the provider CEO perspective.\" Transportation Journal, 47(2), 39-53. Meidute-Kavaliauskiene, I., Aranskis, A., & Litvinenko, M., 2014 \"Consumer satisfaction with the quality of logistics services.\" Procedia-Social and Behavioral Sciences, 110, 330-340. Narus, J. A., & Anderson, J. C., 1987, \"Distributor contributions to partnerships with manufacturers.\" Business horizons, 30(5), 34-42. Panayides, P. M., & So, M., 2005, \"Logistics service provider–client relationships.\" Transportation Research Part E: Logistics and Transportation Review, 41(3), 179-200. Panayides, P. M., 2007, \"The impact of organizational learning on relationship orientation, logistics service effectiveness and performance.\" Industrial marketing management, 36(1), 68-80. Prajogo, D., & Olhager, J., 2012, \"Supply chain integration and performance: The effects of long- term relationships, information technology and sharing, and logistics integration.\" International Journal of Production Economics, 135(1), 514-522. Rai, A., Patnayakuni, R., & Seth, N., 2006, \"Firm performance impacts of digitally enabled supply chain integration capabilities.\" MIS quarterly, 225-246. 34

การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Slack, N., Lewis, M., & Bates, H., 2004, \"The two worlds of operations management research and practice: can they meet, should they meet?.\" International Journal of Operations & Production Management, 24(4), 372-387. Stank, T. P., Keller, S. B., & Daugherty, P. J., 2001, \"Supply chain collaboration and logistical service performance.\" Journal of Business logistics, 22(1), 29-48. Stank, T. P., Goldsby, T. J., Vickery, S. K., & Savitskie, K., 2003, \"Logistics service performance: estimating its influence on market share.\" Journal of business logistics, 24(1), 27-55. Zsidisin, G. A., Voss, M. D., & Schlosser, M., 2007, \"Shipper-carrier relationships and their effect on carrier performance.\" Transportation Journal, 5-18. 35

Topic B: Performance Measurement การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกส์และโซอ่ ปุ ทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: PM 02 ตวั ชว้ี ัดผลการดาเนนิ งานของหว่ งโซ่อุปทานอาหาร กรวภิ า เอกวานิช1*, ธยาน์ ธวบรุ ี2, ภทั รวรินทร์ พรมจักร3, อรสิ รา นวลเพชร์4, อัจฉริยา สิงหเ์ ท5, ศิริรัตน์ โสมาภา6 1*, 2, 3, 4, 5, 6 สาขาวิชาบรหิ ารธุรกิจระหวา่ งประเทศ โลจิสตกิ สแ์ ละการขนส่ง ภาควชิ าบรหิ ารธุรกจิ คณะพาณิชยศาสตรแ์ ละการบญั ชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 081-4077104 E-mail [email protected] บทคัดยอ่ ในงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการประเมินผลการดาเนินงานในห่วงโซ่อุปทาน (Performance Measurement in Supply Chain) ท่ีผ่านมาน้นั ยังขาดการมองในมุมมองแบบเครอื ข่ายห่วงโซอ่ ุปทาน (Supply chain network) งานวิจัยนี้จึง มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ นาเสนอตัวชว้ี ัดผลการดาเนินงานทมี่ ีการบรู ณาการการวัดผลการดาเนนิ งานหว่ งโซอ่ ปุ ทานอาหารเขา้ กับการ มองหน่วยวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Unit of Analysis) เป็นแบบเครือข่าย (Network) ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพความเป็นจริง ของห่วงโซ่อุปทาน โดยที่ลาดับชั้น (Tier) ของสมาชิกแต่ละรายจะส่งผลต่อผลการดาเนินงานของห่วงโซ่อุปทานในระดับท่ี แตกต่างกัน ระเบียบวิธีวิจัยจะใช้วิธีในเชิงปริมาณ โดยการเก็บข้อมูลจะเก็บจากบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารโดยการใช้ แบบสอบถามซึ่งประเมินแบบ Likert’s Scale แล้วนาข้อมูลที่ได้มาทาการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพ่ือคัดเลือกตัวช้ีวัดท่ีมี ความสาคัญ จากนนั้ ผนวกเขา้ กบั การลาดับความสาคญั สมาชิกในระดับเครอื ขา่ ยซึ่งไดม้ าจากการทบทวนวรรณกรรมโดยมีการ นาตัวชี้วัดไปตรวจสอบความเหมาะสมในการนาไปใช้ โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญท่ีปฏิบัติงานใน อตุ สาหกรรมอาหาร เพือ่ เป็นการแสดงใหเ้ ห็นวา่ แนวคิดและตวั ช้วี ัดเหลา่ น้ีสามารถใช้ไดใ้ นทางปฏบิ ตั ิ คาสาคญั : ห่วงโซอ่ ปุ ทานอาหาร; การวดั ผลการดาเนนิ งานของหว่ งโซ่อปุ ทานอาหาร; ระบบการประเมินผลการดาเนนิ งาน; กรอบแนวคดิ ในการประเมนิ ผลการดาเนนิ งาน; เครอื ขา่ ยห่วงโซ่อุปทาน 1. ทม่ี าและความสาคัญ จากกระแสเศรษฐกิจในยุคโลกาภวิ ัตน์ ก่อให้เกิดการแข่งขันในการดาเนินธุรกิจเป็นอย่างสูง ซึ่งการแข่งขันมิใช่เพียง การแข่งขันระหว่างองค์กรกบั องค์กรอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่างห่วงโซ่อปุ ทานกบั ห่วงโซอ่ ุปทาน (Bowersox, 1997; Christopher, 1998; Bradley et al. , 1999; Cox, 1999; Christopher and Lynette, 1999; Lambert and Cooper, 2000) การทาความเข้าใจถึงการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทาน จาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องเข้าใจถึงผลการดาเนินงานโดยรวมของห่วงโซ่ อุปทาน (Zaman and Ahsan, 2014) ในปี 2558 การส่งออกอาหารไทยมีมูลค่าสูงกว่า 890,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มสูงข้ึนในปีต่อไป(สถาบันอาหาร, 2559) ประกอบกับการแข่งขันท่ีสงู ขึ้นทาให้การบริหารห่วงโซ่อุปทานอาหารใหม้ ีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสาคัญย่ิง การทาให้ห่วง โซ่อุปทานเกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล องค์กรจาเป็นต้องมีระบบประเมินผลการดาเนินงาน (PMS: Performance Measurement System) ที่รวบรวมมุมมองการดาเนินงานท่ีแตกต่างกันในระดับห่วงโซ่อุปทานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้องค์กร มองผลการดาเนินงานโดยภาพรวมท้ังห่วงโซม่ ิใชม่ องเพยี งองคก์ รของตน (Aramyan et al., 2007) โดยผลลพั ธ์ท่ีไดจ้ ากการ 36

การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ประเมินจะเปน็ ขอ้ มูลสาคญั ในการตัดสนิ ใจ ควบคมุ และปรับปรุงกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเพอื่ ตอบสนองความตอ้ งการของลูกค้า ปลายนา้ ซง่ึ เปน็ เป้าหมายหลักของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Gunasekaran and Kobu, 2007; Chae, 2009) โดยมีการนาเสนอแนวทางการประเมินผลการดาเนินงานของห่วงโซ่อุปทานด้วยการใช้แนวคิดที่หลากหลาย เช่น SCOR model, Balance scorecard, Decision level, Component of performance measure เป็นต้น รวมถึงมีหน่วย ในการวิเคราะห์(Units of analysis) ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ระดับการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานแบบเป็นคู่ (Dyad), ระดับ การวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานแบบเชิงเส้น (linear supply chain) และระดับการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานแบบเครือข่าย (Network supply chain) โดย Caridi et al. (2010) กล่าวว่างานวิจัยส่วนใหญ่มีการศึกษาห่วงโซ่อุปทาน เป็นแบบ dyad, linear supply chain โดยลกั ษณะการมองเช่นน้ีไม่สะท้อนถึงการดาเนนิ ธกุ ิจในสภาพแวดล้อมจรงิ นอกจากน้ี Lambert and Pohlen (2001) ยังกลา่ วอกี ว่า ประเด็นทีเ่ ก่ียวข้องกบั การวดั ผลการดาเนนิ งานในหว่ งโซอ่ ปุ ทานน้ัน ได้แก่ การขาดมาตรวดั ผล การดาเนินงานของห่วงโซ่อุปทานที่เหมาะสม, ควรมีมาตรวัดผลการดาเนินงานที่วัดในมุมมองห่วงโซ่อุปทานมากกว่าการวัด เพยี งภายในองค์กร, ความยากในการตระหนกั ถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างผลการดาเนินงานขององค์กรและห่วงโซอ่ ุปทาน, ความ ซบั ซอ้ นของการบริหารห่วงโซอ่ ปุ ทาน, การขยายขอบเขตของการมองหว่ งโซอ่ ปุ ทาน, การสรา้ งความแตกต่างในหว่ งโซอ่ ุปทาน เพ่อื สร้างความได้เปรยี บในการแขง่ ขัน, และ การสนับสนนุ ให้มีการทางานร่วมกันท้งั ภายในองค์กรและห่วงโซอ่ ปุ ทาน โดยหน่งึ ในเหตผุ ลท่เี ปน็ ไปไดส้ าหรับปญั หาต่างๆทส่ี รุปโดย Lambert and Pohlen (2001) คอื การท่งี านวจิ ยั ต่างๆ สนใจห่วงโซอ่ ปุ ทานในมมุ มองที่แคบเกินไปซึง่ ก็คือความสมั พันธแ์ บบคู(่ dyadic relationships) ผวู้ ิจยั จงึ ใช้หน่วยการวเิ คราะห์ ในระดบั เครือข่าย (Network) ซงึ่ เป็นหน่วยวเิ คราะหท์ ่แี สดงถึงความซบั ซอ้ นของหว่ งโซอ่ ุปทานและมองในมุมมองทีก่ ว้างกวา่ ความสมั พนั ธแ์ บบเปน็ คู่ ในห่วงโซจ่ ะประกอบไปด้วยสมาชิกจานวนหลายรายทีม่ ีความสมั พนั ธ์และความเชื่อมโยงกนั อย่าง ซับซอ้ น โดยลาดับชนั้ (Tier)ของแตล่ ะสมาชกิ จะส่งผลใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธใ์ นระดับที่แตกตา่ งกนั ไป และความสัมพันธด์ ังกลา่ ว ส่งผลกระทบต่อผลการดาเนินงานโดยรวมของหว่ งโซอ่ ุปทานในระดบั ทแี่ ตกตา่ งกนั ไป (Meenakshi Sundaram and Mehta, 2002; Mikkola, 2008) งานวิจัยน้ีมีเป้าหมายในการพัฒนาตัวชี้วัดสาหรับการวัดผลการดาเนินงานที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อน ของหว่ งโซ่อุปทานตามสภาพความเป็นจรงิ ด้วยการมองห่วงโซ่อุปทานเปน็ ระดับเครือข่าย (Network) ซึง่ สมาชิกแต่ละรายใน แต่ละลาดับชั้นของหว่ งโซอ่ ุปทานน้ันจะส่งผลตอ่ การดาเนินงานของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Performance) ในระดบั ท่ีแตกต่างกัน โดยที่งานวิจัยแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ (1) แสดงถึงท่ีมาและความสาคัญของงานวิจัย ส่วนท่ี (2) การ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่วนท่ี (3) ระเบียบวิธีวิจัย ส่วนที่ (4) ผลการวิเคราะห์ข้อมลู และส่วนสุดท้ายเปน็ การสรุปผล การอภิปราย และข้อเสนอแนะ โดยคาถามวิจัยของงานวิจัยนี้คือ การวัดผลการดาเนินงานท่ีสะท้อนความเป็นจริงในห่วงโซ่ อุปทานอาหารสามารถวัดไดอ้ ยา่ งไร และงานวิจยั นี้มเี ป้าหมายในการพัฒนาตัวช้ีวัดสาหรับการวัดผลการดาเนินงานทสี่ ามารถ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานตามสภาพความเป็นจริง ด้วยการมองห่วงโซ่อุปทานเป็นระดับเครือข่าย (Network) 2. ทบทวนวรรณกรรม 2.1 Food supply chain performance measurement Neely et al. (1995) ได้ให้คาจากัดความของการวัดผลการดาเนินงานไว้ว่า เป็นข้ันตอนการวัดประสิทธิภาพและ ประสทิ ธผิ ลของการดาเนนิ งาน โดยความหมายของประสทิ ธภิ าพ คือ การใชท้ รัพยากรขององค์กรให้ไดอ้ ยา่ งคุม้ ค่า เพอื่ 37

การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าตามที่บริษัทได้คาดการณไ์ ว้ และประสิทธิผล คือ ขอบเขตท่ีความต้องการของลูกค้าไดร้ บั การตอบสนอง จากสภาพแวดล้อมของธุรกิจรูปแบบใหม่ ทาใหห้ ว่ งโซ่อปุ ทานจาเปน็ ตอ้ งมตี วั วัดผลการดาเนนิ งาน หรอื ระบบ การวัดผลการดาเนินงาน (Performance Measurement System) เนื่องจากการวัดผลการดาเนินงานเป็นเครื่องมอื พื้นฐาน สาคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ( J.E. Hernandez, 2014 ) รวมถึงสามารถชี้นาวิธีที่จะบรรลุการเป็นห่วงโซ่อุปทานท่ีเป็นเลิศได้ (P. Bolstorff et al., 2003, P.M. Ralston et al., 2015 มีงานวิจัยจานวนมากท่ไี ด้พฒั นาตวั ชี้วดั ในการประเมนิ ผลการดาเนินงานของห่วงโซอ่ ปุ ทานอาหาร โดย ตัวช้ีวัดนั้นจะถูกแบ่งเป็นหลายๆมิติ ซ่ึงงานวิจัยส่วนใหญ่น้ันมีลักษณะการแบ่งมิติในการประเมินห่วงโซ่อุปทานอาหารท่ี คล้ายคลึงกัน โดยมิติท่ีพบได้มากคือด้านต้นทุน (cost), ความยืดหยุ่น (flexibility), คุณภาพ (quality) ซ่ึงแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ คณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ์ (product quality) และคุณภาพของกระบวนการ (process quality) และมิตดิ า้ นเวลา (time) (Gattorna and Walters, 1996; Soo Wook Kim, 2006; Alireza Shokri et al., 2013; Ming Juan Ding and Ferry Jie, 2013; Hugo Afonso and Maria do Rosário Cabrita, 2015) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พูดถึงมิติในด้านอื่นๆอีก เช่น มิติ ด้านประสิทธิภาพ (efficiency), ด้านการตอบสนอง (responsiveness) (Aramyan et al., 2007; Jie, Ferry et al., 2007 ;Trienekens et al., 2008; Xiaoyong Zhang and Lusine H. Aramyan, 2009; Ferry et al, 2013) ด้านความยั่งยืน (sustainability) (R. Manzini และ R. Accorsi, 2013) และมติ ขิ องการเงนิ (Faranak Fattahi et al., 2013) เป็นต้น งานวจิ ัยจานวนมากมีการพฒั นาตวั ชีว้ ัดและระบบการประเมนิ ผลการดาเนินงาน (Performance Measurement Systems)ในหว่ งโซ่อปุ ทานอาหาร เพ่ือเปน็ แนวทางในการดาเนินงานและจัดการกจิ กรรมต่างๆที่เกิดขนึ้ ในห่วงโซ่อุปทาน จาก งานวจิ ยั ท้ังหมดทีศ่ กึ ษาเร่อื งการประเมนิ ผลการดาเนินงานของหว่ งโซอ่ ุปทานอาหาร ซึ่งแตล่ ะงานไดม้ องการวัดผลการ ดาเนนิ งานในหลากหลายมมุ มองทแี่ ตกตา่ งกันออกไป ไม่วา่ จะเปน็ มมุ มองแบบ balanced scorecard, มุมมองตามมติ ขิ องการ วดั (Component of performance measure),มมุ มองหว่ งโซ่อปุ ทานแบบเป็นคู่ (Dyadic) ซ่งึ ขาดการมองในมมุ มอง เครอื ขา่ ยหว่ งโซอ่ ุปทาน (Supply chain network) โดยตัวชี้วัดและมิตขิ องตัวชวี้ ดั ถูกรวบรวมและสรปุ ไดท้ ้งั ส้ิน 47 ตวั ชว้ี ดั ทไ่ี ม่ ซา้ กัน และแบ่งได้เปน็ 4 มิตสิ าคญั 2.2 Focal firm จากแนวคิดของ Mentzer et al. (2001) ได้มีการระบุว่าในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทานประกอบด้วย focal firm เป็นสมาชิกตัวกลางในห่วงโซ่ โดยท่ี focal firm ถือเป็นสมาชิกท่ีมีอานาจต่อรองสูงสุด และเป็นผู้ที่สามารถกาหนดทิศทางใน การบริหารงานของสมาชกิ อืน่ ได้ ดังนัน้ focal firm จงึ ถูกมองวา่ เป็นผนู้ าของทงั้ ห่วงโซ่อปุ ทาน มหี นา้ ท่เี สมือนเปน็ ตัวแทนและ ผู้รับผิดชอบต่อสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นด้วยกระบวนการในห่วงโซ่น้ันๆโดยปราศจากเง่ือนไข (R. Duffy, A. Fearne, 2004; Gagalyuk and Hanf, 2008; Hanf and Pall, 2009) focal firm จึงพยายามหลีกเลี่ยงความบกพร่องที่จะเกิดขึ้นจากการ ดาเนินงาน (Gagalyuk and Hanf, 2008) ส่วน Wang and Ma (2010) ได้พูดถึง focal firm ในลักษณะท่ีเป็น hub node ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในการจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์ เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานมุ่งไปสู่ความสาเร็จ focal firm จึงมีอีกบทบาทหนึ่งท่ีสาคัญคือ การเป็นผ้ปู ระสานงานระหว่างสมาชิกในเครอื ขา่ ยเพื่อให้เครือข่ายมีแนวทางปฎิบัติงานท่ี เหมาะสม โดยแนวทางดังกล่าวถือเป็นแนวปฏิบัตทิ ี่ดีที่สุดของห่วงโซ่อุปทาน ทาให้ความสามารถในการแข่งขันเกิดกับท้ังหว่ ง โซ่ได้ (Möller et al., 2005) von Geibler (2013) ยังกล่าวในงานวิจัยของเขาอีกว่า focal firm เป็นผู้ผลักดันมาตรฐานและ พัฒนาแผนงานต่างๆ โดยร่วมมือกับองค์กรจากภายนอกและคู่ค้า (Seuring, 2011ย่ิง focal firm ท่ีมีความสามารถในการ จัดการการไหลของสินค้า ข้อมูล และการเงินมากเท่าใด ก็จะส่งผลดีต่อคู่ค้าและประสทิ ธิภาพโดยรวมของห่วงโซ่อุปทานมาก ข้นึ เช่นกัน (Rai et al., 2006) 38

การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 เมอื่ พจิ ารณาจากอุตสาหกรรมอาหารแลว้ Jarillo (1988) พบวา่ focal firm มักจะเป็นเจ้าของตราสินค้าอาหารนนั้ ๆ หรือในกรณีของอาหารแปรรูป ผู้ประกอบการอาหารแปรรูปจะถูกมองว่าเป็นบริษัทท่ีมีอานาจต่อรองสูงสุดในห่วงโซ่อุปทาน ส่วน Hanf (2008) มองว่าร้านค้าปลีก (retailer) เป็นผู้มีอานาจต่อรองในสินค้าท่ีถูกจัดจาหน่ายภายใต้ตราสินค้าของตนเอง Lambert (2008) ได้กล่าวว่า focal firm ของแต่ละหว่ งโซจ่ ะมีลกั ษณะแตกตา่ งกันไป โดยข้ึนอยู่กบั ตาแหน่งของสมาชิกน้นั ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม Lambert (2008) ได้ตั้งข้อสังเกตเก่ียวกับ focal firm ไว้ว่า เป็นสมาชิกที่มีการเชื่อมโยงและ สามารถเข้าถงึ ลูกค้าคนสดุ ทา้ ยท่ีปลายนา้ ไปจนถงึ ซพั พลายเออร์ในระดับขั้นต่างๆ ของเครือขา่ ยทเี่ ป็นตน้ น้าได้ การที่ focal firm เป็นผู้ปฎบิ ตั ิที่ดีสุดของหว่ งโซ่อุทาน จงึ ถอื ได้ว่ามมุ มองในการตดั สินใจของ focal firm สามารถใช้ เป็นมุมมองหลักสาหรับการประเมินผลการดาเนินงานและประสิทธิภาพของท้ังห่วงโซ่อุปทานได้(Gagalyuk et al., 2013) อยา่ งไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการดาเนนิ งานของแต่ละสมาชกิ จะส่งผลกระทบตอ่ ประสทิ ธภิ าพโดยรวมของหว่ งโซ่อุปทานใน ระดับที่แตกต่างกัน (Caridi et al., 2010) ผู้ท่ีศึกษางานจึงควรคานึงถึงประเด็นดังกล่าวในการวัดประสิทธิภาพในห่วงโซ่ อปุ ทานดว้ ยเช่นกัน (Duffy and Fearne, 2004) 2.3 Network Supply Chain แนวคิดเครอื ข่าย (Network) ไดถ้ กู นามาประยุกต์ใช้ในการศึกษาในด้านต่างๆมากมาย การจัดการหว่ งโซ่อปุ ทาน กไ็ ด้ มีการใหค้ วามสนใจกบั ประเด็นดังกลา่ วดว้ ยเช่นกนั (Kahn et al., 2006) เนือ่ งด้วยสภาพแวดลอ้ มของธุรกจิ ในปจั จบุ ันที่ เปล่ยี นรปู แบบไปอยา่ งมาก ไดส้ ่งผลให้หว่ งโซ่อปุ ทานทวีความซบั ซอ้ นมากยิง่ ขึน้ (Arndt ,2006; Koch, 2014) จึงเกดิ การ เปล่ียนแปลงแนวทางการจดั การหว่ งโซ่อปุ ทานจากแบบด้ังเดมิ ใหไ้ ปสคู่ วามเปน็ เครือข่ายการบริหารห่วงโซอ่ ปุ ทานอยา่ งมพี ล วัตร (a highly dynamic demand-supply network) (Jabbarzadeh et al., 2014) Bellamy et al. (2014) ได้กล่าวว่า โดยแทจ้ ริงแลว้ หว่ งโซอ่ ุปทานน้นั คือเครือข่ายของบริษทั ต่างๆ ทป่ี ระกอบไปด้วยสมาชิกอนื่ ๆ ท่ีอย่ตู ดิ กนั ไดแ้ ก่ ซัพพลายเออร์ ของซัพพลายเออร์ ซัพพลายเออร์ ผ้ผู ลติ ผู้ให้บรกิ ารโลจสิ ตกิ ส์ และลูกคา้ Dyer and Singh (1998) ได้เสนอว่าการวิเคราะห์แบบเครือข่ายในห่วงโซ่อุปทาน สามารถสร้างความได้เปรียบใน การแขง่ ขันใหก้ ับองคก์ รน้ันๆได้ นอกจากนแี้ ล้วนักวจิ ยั อกี จานวนหน่ึงกเ็ ห็นพ้องตรงกันว่า การใช้มุมมองแบบเครือข่ายมาปรับ ใช้ในการดาเนินงาน ถือเป็นแนวทางที่สาคัญสาหรับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Anderson et al., 1994; Lazzarini et al., 2001; Taylor and Fearne, 2009; Jraisat and Sawalha, 2013, Banterle et al., 2013) เน่ืองจากเป็นการสะท้อนความ จริงที่ว่า ห่วงโซ่อุปทานนั้นมีโครงสร้างระบบที่ใกล้เคียงกับรูปแบบเครือข่าย (e.g. Bourland and Powell, 1996; Lee et al. , 1997; Chen et al. , 2000; Cachon and Fisher, 2000; Lee et al. , 2000; Li et al. , 2001; Yu et al. , 2001; Gavirneni, 2002; Croson and Donohue, 2003; Ryu et al., 2009; Sahin and Robinson, 2005) อยา่ งไรก็ตาม ในงาน ศึกษาโดยทัว่ ไป พบว่ามงี านจานวนมากที่ทาการศึกษาหว่ งโซ่อุปทานโดยใช้หนว่ ยในการศกึ ษา (unit of analysis) เป็นห่วงโซ่ อุปทานแบบง่าย เช่น dyad, two-level supply chain ,linear supply chain เป็นต้น (Bititci et al., 2012) กล่าวคือ เป็น การมองว่าแต่ละสมาชิกมีการปฏิสัมพันธ์กับแบบเป็นคู่ (dyadic) โดยจะเชื่อมความสัมพันธ์เพียงแค่กับซัพพลายเออร์และ ลูกค้าของตนเองเพียงอย่างละ 1 รายเท่าน้ัน (Cox et al., 2006) ซึ่งมุมมองดังกล่าวเป็นการละเลยความเป็นจริงของห่วงโซ่ อุปทานสมัยใหม่ (Choi et al., 2001) ดังนัน้ มมุ มองหว่ งโซอ่ ุปทานแบบงา่ ยจึงไม่เพยี งพอทจ่ี ะอธบิ ายความสมั พนั ธข์ องสมาชิก จานวนมากที่มีความแตกต่างกันในระบบห่วงโซ่อุปทาน (Choi et al., 2001; Meenakshi Sundaram and Mehta,2002; Mikkola, 2008) 39

การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 2.4 Measuring Network Supply Chain Caridi et al, 2009 ได้ทาการนาเสนอ model ที่เหมาะสมสาหรับในการวัด complexity ของ supply chain network โดยใช้มุมมองของ focal firm ที่คานึงถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ท่ีว่าการดาเนินงานของแต่ละสมาชิกในห่วงโซ่ อปุ ทานสง่ ผลตอ่ ความสามารถในการดาเนินงานของซัพพลายเชนไม่เท่ากัน บรษิ ัทท่มี คี วามสมั พันธก์ บั focal firm โดยตรงจะ ส่งผลตอ่ ผลการดาเนนิ งานของซพั พลายเชนมากกว่า จงึ ได้สรา้ งโมเดลในการให้นา้ หนกั ความสาคญั ของแต่ละสมาชกิ ที่ส่งผลต่อ ผลการดาเนินงานของเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain network) โดยค่าน้าหนักของแต่ละสมาชิกข้ึนอยู่กับความ ร่วมมือกันในแนวตั้งของ focal firm และสมาชิก และ จานวนซับพลายเออร์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ Caridi et al. (2010) ยังได้ศึกษาเกยี่ วการวดั ผลการปฏิบัตงิ านเชิงปริมาณในห่วงโซอ่ ุปทาน แต่ให้ความสาคัญกบั การวัดผลในระดบั เครอื ขา่ ย โดยมองในมุมมอง focal firm Caridi et al. (2010) มองวา่ ซพั พลายเออรแ์ ตล่ ะรายในห่วงโซอ่ ุปทานสาคญั ไมเ่ ท่ากันตอ่ focal firm ดังนั้น จึงจาเป็นต้องมีการวัดระดับความสาคัญของซัพพลายเออร์แต่ละรายเพ่ือที่ Focal firm จะสามารถสร้างความ ไดเ้ ปรยี บในการแข่งขันไดด้ ยี ิง่ ข้นึ งานวจิ ยั น้ไี ด้พฒั นาโมเดลขึ้นมาวัดระดับความสาคัญของซพั พลายเออรแ์ ตล่ ะลาดับชั้นท่ีมีต่อ focal firm การวัดแบ่งออกเป็น 2 แบบคือแบบ Localization ซ่ึงจะจัดลาดับความสาคัญของซัพพลายเออร์แต่ละรายโดย ประเมินจากระยะห่าง(Distance) ของซัพพลายเออร์แต่ละรายกับ focal firm และแบบ Significance ซ่ึงจะเป็นการวัด ความสาคัญของซัพพลายเออร์แตล่ ะรายโดยประเมินจากยอดขายท่ซี ัพพลายเออร์รายน้นั ๆขายให้ Focal firm งานวิจัยระบุวา่ ย่ิงมียอดขายสูง แสดงให้เห็นว่าซัพพลายเออร์รายนั้นสาคัญต่อ focal firm นอกจากนี้ทั้งสองวิธีดังกล่าวนี้ได้หาหาค่าถ่วง น้าหนักเพ่ือมาประเมินความสาคญั ของซพั พลายเออรแ์ ตล่ ะราย การหาถว่ งนา้ หนักเพ่อื หาความสาคญั ของซพั พลายเออร์ในแต่ ละลาดับชนั้ จะใช้วิธี Significance ตามแบบของ Caridi et al. (2010) เน่ืองจากเป็นวิธที ี่สะดวกต่อบรษิ ทั ข้อมูลทตี่ อ้ งนามาใช้ คานวนไม่มีความซบั ซ้อน เปน็ ข้อมูลที่ไมต่ อ้ งผ่านการคานวนมาก่อน บรษิ ัทมอี ยู่แล้วประกอบกบั มีวิธีคานวณท่งี า่ ย 3. ระเบยี บวิธีวจิ ัย ในการศกึ ษาเรื่องตวั ชีว้ ัดทม่ี คี วามสาคญั ในการประเมนิ ผลการดาเนนิ งานของห่วงโซ่อปุ ทานอาหาร ในงานวิจยั ช้ินนี้ ได้เก็บขอ้ มลู ดังนี้ 3.1 ขอ้ มลู ทตุ ิยภูมิ (Secondary Data) ศกึ ษาคน้ คว้าจากวรรณกรรมและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง โดยคน้ ควา้ จาก ฐานขอ้ มูลออนไลน์ (Online Data Base) Science Direct, ABI inform, Emerald Management 3.2 ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ (Primary Data) ใช้แบบสอบถามเปน็ เครอื่ งมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ปฐมภมู จิ ากบริษัทใน อุตสาหกรรมอาหาร โดยแบบสอบถามทส่ี ร้างขั้น แบ่งออกเป็น 2 สว่ น ดงั น้ี สว่ นท่ี 1 เป็นแบบสอบถามปลายปิด (Closed-ended Form) แบบเตมิ คาสน้ั ๆ (Short Answer) และแบบ ตรวจสอบรายการ (Checklist) สอบถามข้อมูลทั่วไปของบรษิ ัท ส่วนท่ี 2 ประเมินความสาคญั แตล่ ะตัวชวี้ ดั ในการประเมินผลการดาเนนิ งานหว่ งโซ่อุปทานอาหาร โดยการนาตวั ช้ีวดั ท่ไี ดจ้ ากการรวบรวมจากวรรณกรรมและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วขอ้ งจากฐานขอ้ มลู ออนไลน์ มีทั้งสิน้ 123 ตัวช้วี ดั โดยมติ ขิ องตวั ชว้ี ดั ใน การประเมนิ ผลการดาเนนิ งานของหว่ งโซอ่ ุปทาน มี 9 มิติ โดยแบบสอบถามเปน็ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) การ ประเมนิ แตล่ ะตัวชี้วดั ในแบบสอบถาม จะประเมินแบบไลเคิรท์ (Likert’s Rating Scale) ระดับ 1-5 ตัวชีว้ ดั ทงั้ หมดสามารถแบง่ ได้ดงั ตารางที่ 1 ในภาคผนวก จากขอ้ มลู ในตารางดงั กล่าว สามารถพจิ ารณาตดั ตัวชี้วดั ที่ ซา้ กนั ออก จะทาให้มตี ัวช้ีวัดทใี่ ชป้ ระเมนิ ท้งั สิน้ 78 ตัวช้วี ดั และเลอื กเฉพาะตวั ช้วี ดั ท่อี ยใู่ น 4 มติ ิ ทม่ี คี วามสาคญั ใน 40

การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 อุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ Efficiency, Responsiveness, Quality, และ Flexibility (Aramyan et al., 2007; Jie et al, 2007; Trienekens et al., 2008; Jie et al., 2013) และพิจารณาตดั ตวั ชวี้ ดั ท่ีไม่มคี วามเก่ยี วขอ้ งออก จะทาให้เหลือตัวช้ีวัด ที่ใชป้ ระเมินทง้ั ส้นิ 38 ตัวชวี้ ดั เพ่ือนามาใชส้ ร้างแบบสอบถาม จากนั้นจึงใหผ้ ชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ สาขาวชิ าการบริหารธุรกจิ ระหวา่ งประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง ทาการตรวจสอบความถูกต้องของแบบสอบถาม แลว้ จึงสง่ แบบสอบถามให้กลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยส่งทางจดหมาย, โทรสาร (FAX), และ จดหมายอเิ ลคทรอนิกส์ (E-mail) และตดิ ตามการตอบแบบสอบถามทาง โทรศัพท์ และนาแบบสอบถามทง้ั หมดมาวเิ คราะห์ประมวลผลขอ้ มลู เพื่อเรียงลาดับความสาคัญของตวั ชีว้ ัด โดยระยะเวลาใน การเกบ็ แบบสอบถามคอื วนั ที่ 6 มิถนุ ายน 2560 ถงึ วันท่ี 15 กรกฎาคม 2560 ประชากรของงานวิจัยน้คี ือบรษิ ัทผเู้ ปน็ Focal Firm โดยได้ถูกนยิ ามไว้ว่า คือผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารซ่ึงมีตรา ยี่หอ้ เป็นของตนเอง ซึ่งในบรรดาผูร้ ะกอบการเหล่าน้ี อาจเป็นผผู้ ลติ , ผูก้ ระจายสนิ คา้ หรอื เปน็ ผคู้ า้ ปลีกกไ็ ด้ เพียงแตต่ อ้ งเป็น เจ้าของตราย่หี ้อของสินค้าในห่วงโซ่อปุ ทานน้นั ๆ ซงึ่ จานวนของประชากรนัน้ ไม่ทราบไดแ้ น่นอน สว่ นกล่มุ ตัวอย่างของงานวิจัย น้ี มที ง้ั สนิ้ 104 บริษทั ทีไ่ ดท้ าการตอบแบบสอบถามและเปน็ กล่มุ ตวั อย่างท่ีสามารถนามาวเิ คราะหไ์ ด้ หลงั จากทไี่ ด้ทาการรวบรวมขอ้ มลู ในแบบสอบถาม ผู้วิจยั จะนาข้อมลู ดงั กล่าวไปวเิ คราะห์เพ่ือเรยี งลาดบั ความสาคัญ ของตัวชี้วัดในการประเมินห่วงโซ่อุปทานอาหาร ได้นาผลจากแบบสอบถาม มาทาการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสารวจ (Exploratory Factor analysis: EFA) เพ่อื จดั กลมุ่ ตวั ชีว้ ัด และทาการตัดตวั ชีว้ ัดบางตวั ออก โดยตดั ตัวทีม่ ีความสัมพันธก์ บั แต่ ละองค์ประกอบน้อย และนาตัวชี้วัดท่ีได้จากการคัดเลือกมาสร้างกรอบในการประเมินห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ร่วมกับ สูตรการคานวณหา Significance ของ M. Caridi (2009) จากการใชส้ ัดสว่ นของยอดขาย 4. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ในส่วนน้ีจะเป็นการการทาการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสารวจ (Exploratory Factor Analysis) โดยใช้โปรแกรม SPSS For Window เวอร์ชัน 19.0 โดยข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามนั้น เม่ือนามาทดสอบ พบว่า ค่า KMO เท่ากับ 0.654 ซ่ึง มากกวา่ 0.5 สรปุ ได้ว่าข้อมลู ทีม่ ีอยู่เปน็ ข้อมลู ทีเ่ หมาะสมทจี่ ะสามารถนามาวิเคราะห์ปัจจยั (factor analysis) หากดคู ่าผลการ วิเคราะห์ข้อมลู ในตารางค่า Bartlett’s Test จะพบว่าคา่ Sig เท่ากับ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 แสดงว่าตวั ชี้วัดในการประเมิน ประสทิ ธิภาพมคี วามสาคญั เพียงพอท่ีจะนามาวิเคราะหป์ จั จัย (factor analysis) ได้ เม่ือพิจารณาผลการแล้วจะพบว่าปัจจัยที่ถูกคัดออก ได้แก่ Negotiate Cycle Time, Shelf Life, Material Inspection, Logistics Flexibility, Customer Returns, Operating Cost, Capacity Utilization, Stockout Probability, Distribution Cost, Inventory Cost, Loss Sales, Handle in Late Order, Market Share, Record of all Inspection, และ Product Lateness รวมเปน็ 15 ตัวช้วี ดั และสามารถจาแนกปัจจัยทย่ี ังคงอยู่ได้ดังตารางที่ 1 ตารางท่ี 1: แสดงตัวช้วี ัดทถ่ี กู จาแนกตามแตล่ ะปจั จยั จากการวิเคราะห์ปัจจยั (Factor Analysis) ปจั จยั เกณฑใ์ นการให้ความสาคญั 1. Interchanged information management Information Systems Flexibility Information Management Cost 2. Reliability Transaction Cost Handling Conditions Storage and Transport Conditions Customer Satisfaction 41

การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ปัจจยั เกณฑใ์ นการให้ความสาคัญ Order Fulfillment Lead Time 3. Responsiveness Fill Rate Backorders 4. Managerial Errors Shipping Errors Returning Products 5. Opportunity cost Percent of Scrap and Rework Customer Complaints 6. Transportation Cost Source Cycle Time 7. Labor Cost Waste Cost 8. Truthfulness of Demand Transportation Cost 9. Financial Operation Labor Cost Truthfulness of Demand 10. Flexibility Production Cost Cash-to-cash Cycle Time 11. Delivery on Time Volume Flexibility (ที่มา: คณะผู้วจิ ยั ) Delivery Flexibility Delivery on Time โดยตัวชวี้ ัดทไ่ี ด้ จะนามาเปน็ ตัวแปรในสตู รการวัดผลการดาเนินงานท่คี านงึ ถงึ การดาเนินธุรกิจในสภาพแวดล้อมจริง เมอ่ื นาตวั แปรของตัวชว้ี ัด มาผนวกเขา้ กับการหาความสาคญั ตามแนวคดิ Network ของ Caridi (2009) จะสามารถสรา้ ง วิธีการคานวณผลการดาเนนิ งานไดด้ ังนี้ - First-tier Supplier ������������ = ∑im=1 [(∑jn=1 Xij) ]Si,FC (1) n ∑p∈Z1 Sp,FC PI = Performance Index Xij = คะแนนจากการประเมินประสทิ ธิภาพของ Supplier i ในตวั ชีว้ ดั j Si,FC = ปรมิ าณยอดซอ้ื ขายระหวา่ ง Supplier i กับ Focal Firm Sp,FC = ปริมาณยอดซื้อขายระหวา่ ง 1st tier Supplier กบั Focal Firm m = จานวนของ 1st tier supplier n = จานวนของตัวชว้ี ัด p = Supplier ใดๆที่เปน็ 1st Tier Supplier FC = Focal Firm Zth Tier Supplier (Z≥2) 42

การประชมุ สมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซอ่ ุปทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ������������ = ∑mi=1 [(∑jn=1 Xij) Si,k ∗ ������������������������������] (2) ∑q∈Zz Sq,k n PI = Performance Index Xij = คะแนนจากการประเมินประสทิ ธิภาพของ Supplier i ในตวั ชีว้ ัด j Si,k = ปรมิ าณยอดซ้อื ขายระหวา่ ง Supplier i กบั Supplier k Sq,k = ปรมิ าณยอดซื้อขายระหว่าง Zth tier Supplier กบั Supplier k m = จานวนของ Zth tier supplier n = จานวนของตวั ชวี้ ดั q = Supplier ใดๆทีเ่ ปน็ Zth Tier Supplier k = (Z-1)thTier Supplier ท่สี ่งั ซ้อื สนิ ค้าจาก Zth Tier Supplier wsigk = คา่ significance ของ Supplier k 5. อภปิ รายและสรปุ ผล จากผลวิเคราะห์การทา Exploratory Factor Analysis (EFA) จะได้ปัจจัยท้ังหมด 11 ด้านซึ่งแต่ละด้านก็จะ ประกอบด้วยตัวชี้วัดของตนเอง คะแนนท่ีได้แสดงถึงความสาคญั ท่ีผตู้ อบแบบสอบถามให้ ตัวช้ีวัดท่ีมีค่าเฉล่ียสงู สุดคือตัวชีว้ ดั ด้านต้นทุนการผลิต (production cost) และจากผลคะแนนท้ังหมด จะเห็นได้ว่าปัจจัยท้ัง 11 ด้านส่งผลกระทบท้ังต่อด้าน ตน้ ทุนและดา้ นการตอบสนองของลูกค้า แต่จะเนน้ ความสาคญั ดา้ นต้นทุนมากกว่าส่วนใหญ่ เนื่องจากผตู้ อบแบบสอบถามเป็น ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมีการแขง่ ขันคอ่ นขา้ งสงู ในมมุ มองการใหค้ วามสาคญั ตามประเภทของผลติ ภณั ฑพ์ บวา่ ผปู้ ระกอบการหรือผู้ผลิตผลิตภณั ฑต์ า่ งๆกนั ก็มกั จะให้ ความสาคัญกับตัวชี้วัดต่างกันด้วย เช่น ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ประมงและผู้ประกอบการของห่วงโซ่ อุปทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จะให้ความสาคัญกับ labor cost ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุทานของผัก-ผลไม้สด แปรรูปและผลิตภัณฑ์ชาและกาแฟ จะให้ความสาคัญกับตัวชี้วัดด้าน cash-to-cash cycle time เป็นต้น หากมองในมุมมอง ของขนาดธุรกิจ วิสาหกิจขนาดใหญ่ให้ความสาคัญกับต้นทุนของอาหารท่ีเสียไปในห่วงโซ่อุปทาน ( Waste cost) และ ระยะเวลาในการส่ังซื้อจากผสู้ ง่ วัตถุดิบ (Source cycle time) มากท่ีสุด วิสาหกิจขนาดกลางให้ความสาคญั กับต้นทุนแรงงาน (Labor cost), การจัดเก็บและขนสง่ สนิ ค้าเป็นไปตามมาตรฐานท่ีกาหนดไว้ (Storage and transport conditions) และการ จัดการสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานท่ีกาหนดไว้ (handling conditions) ส่วนวิสาหกิจขนาดย่อม ให้ความสาคัญกับตัวช้ีวัด ต้นทุนการผลิต (Production Cost) ต้นทุนแรงงาน (Labor Cost) จะเห็นได้ว่าธุรกิจแต่ละประเภทและแต่ละขนาดย่อมให้ ความสาคัญกับตัวชว้ี ัดตา่ งๆกันไปอกี ไมเ่ พียงแคจ่ ะตอบสนองดา้ นตน้ ทุนและดา้ นความพึงพอใจของลกู ค้าเทา่ น้ัน ตัวชี้วัดท้ังสิ้น 23 ตัวชี้วัดท่ีจะนาไปใช้ประเมินผลการดาเนินงานของห่วงโซ่อุปทานอาหารในงานวิจัยนี้ จะถูกนามา สรา้ งเปน็ แบบประเมินเพื่อใหบ้ ริษัทสามารถนาไปใช้งานในการประเมินผลการดาเนนิ งานของห่วงโซ่อปุ ทานของตนเองได้ โดย ในการประเมนิ ผลการดาเนนิ งานในแตล่ ะตัวชีว้ ัดน้นั เกณฑ์ในการประเมนิ ตา่ งๆ จะถกู แบง่ เปน็ 10ระดับ เนือ่ งจากการใชก้ าร ประเมินโดยในลักษณะมาตราสว่ นประมาณค่า จะทาใหแ้ ต่ละสมาชกิ ในห่วงโซ่อปุ ทานนั้นเตม็ ใจทจี่ ะแบง่ ปันขอ้ มูลมากกวา่ การ ใช้ข้อมูลตวั เลขจรงิ โดยการประเมินจะอ้างอิงคะแนนจาก ผลการประเมนิ ประสทิ ธิภาพโลจิสตกิ สข์ องอตุ สาหกรรมอาหาร จาก โครงการศนู ย์บริการขอ้ มูลโลจสิ ตกิ ส์ สานกั โลจสิ ตกิ ส์ กรมอุตสาหกรรมพนื้ ฐานและเหมอื งแร่ และขอ้ มลู จาก Profit Key 43

การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 International ผู้สร้างระบบสารสนเทศเพือ่ การบูรณาการขอ้ มูล โดยแบบประเมินจะมลี ักษณะดงั ตาราง 2 ในภาคผนวกท่หี น้า V – X จากนั้นจึงนาแบบประเมินรวมถึงวิธีการคานวณค่าความสาคัญ ให้ผู้เช่ียวชาญในอุตสาหกรรมอาหารพิจารณาความ เหมาะสม ซ่ึงพบว่า ตัวชี้วัดจานวนครั้งที่ลูกค้าร้องเรียนเฉล่ียต่อเดือน การจัดเก็บและขนส่งสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่ กาหนดไว้ การจัดการสินค้าเป็นไปตามมาตรฐานทกี่ าหนดไว้ อัตราสว่ นสินคา้ ท่ถี ูกตกี ลบั และสดั สว่ นสนิ คา้ ท่ตี ้องทาลายหรอื นามาปรับปรุงใหม่ต่อจานวนสินค้าท่ีผลิตทั้งหมด เป็นสิ่งท่ีสาคัญ เน่ืองจากเป็นตัวสะท้อนตัวหนึ่งได้ว่าบริษัทสามารถ ดาเนินการได้ตามมาตรฐานทางด้านอาหารท่ีกาหนดไว้ ได้หรือไม่ เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานอาหารให้ความสาคัญกับด้านความ ปลอดภยั เป็นอันดับแรก ความคิดเห็นขัดแย้งกันในตัวช้ีวัดระยะเวลาตั้งแต่ส่ังซื้อวัตถุดิบจนถึงได้รับวัตถุดิบ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ ความสาคัญกับตัวชี้วัดน้ี เนื่องจากหากเกิดความผิดพลาด หรือ การนาส่งท่ีมีระยะเวลานานจะส่งผลกระทบต่อการผลิต การ จัดส่งให้ลูกค้า และสุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจของลูกค้าในที่สุด แต่ผู้ประกอบการรายเล็กมองเห็นว่า ผู้ประกอบการทุกรายมคี วามต้องการท่ีจะขายผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ไดร้ วดเรว็ ที่สดุ เนื่องจากจะเป็นกาไรใหผ้ ู้ประกอบการ รายนัน้ ๆ จงึ มองวา่ ตัวชีว้ ัดน้ีไมม่ คี วามสาคญั และไม่มกี ารเกบ็ ข้อมูลไว้ นอกจากนน้ั ความสามารถในการปรับเปลยี่ นระยะเวลา ขนส่ง ท้ัง 2 บริษัทได้มีมุมมองที่ต่างกัน โดยผู้ประกอบการรายใหญ่มองว่าไม่มีความสาคัญ เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่เกิดขึ้น ต้งั แตแ่ รกในการซอ้ื -ขายกนั ไมค่ วรมกี ารปรับเปล่ยี นในภายหลงั แต่ผู้ประกอบการรายเล็กมองวา่ การปรับเปลี่ยนได้จะเป็นการ เพม่ิ ความพึงพอใจให้ลกู คา้ ในส่วนของการประเมินความสามารถในการดาเนินงานของซพั พลายเชนที่สะท้อนสภาพแวดล้อมจริงในการดาเนนิ ธุรกิจในปัจจุบัน ที่ทางผู้วิจัยเสนอให้มีการนายอดซื้อจากซัพพลายเออร์แต่ละรายมาเป็นคะแนนความสาคัญท่ีสะท้อนถึงผล การดาเนินงานของแต่ละผู้เล่นที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้เช่ียวชาญมีความเห็นว่าต้องมองจากสองด้าน นั้นคือ ความสาคัญของซัพพลายเออร์ตอ่ focal firm และ ความสาคัญของ focal firm ตอ่ ซพั พลายเออร์ ในกรณที ่ี focal firm ไม่ได้ มีความสาคัญกบั ซพั พลายเออร์ ซัพพลายเออรอ์ าจจะปฏิบัติกับ focal firm ต่ากวา่ มาตรฐานของบรษิ ัท หาก focal firm การ ให้ซัพพลายเออร์ประเมินตนเองตามใบประเมินท่ีได้จากงานวิจัยน้ี จากน้ันนาไปคูณกับค่าความสาคัญของซัพพลายเออร์ อาจจะไม่ได้สะท้อนผลการดาเนินงานต่อผลการดาเนินงานของทั้งซัพพลายเชนที่แท้จริง ซึ่งประเด็นในเรื่อง ความสาคัญ ระหวา่ งผู้ประกอบการกับซพั พลายเออร์ ทมี่ ีความขดั แยง้ กัน เปน็ ประเดน็ ทีค่ วรมกี ารศกึ ษาตอ่ ไปในอนาคต เนื่องจากเปน็ เร่ือง ท่ีมคี วามซบั ซ้อน และอาจแตกตา่ งกันในแตล่ ะห่วงโซอ่ ปุ ทาน เอกสารอา้ งองิ Achrol Ravi, S. & Philip, K. (1999). Marketing In The Network Economy. Journal Of Marketing 63: 146. Afonso, H., & do Rosário Cabrita, M. (2015). Developing A Lean Supply Chain Performance Framework In A SME: A Perspective Based On The Balanced Scorecard. Procedia Engineering,131, 270-279. Agami, N., Saleh, M., & Rasmy, M. (2012). Supply Chain Performance Measurement Approaches: Review And Classification. The Journal Of Organizational Management Studies, 1-20. Angerhofer, Bernhard J., & Marios, C. A. (2006). A Model And A Performance Measurement System For Collaborative Supply Chains. Decision Support Systems, 42(1), 283-301. Aramyan, L.H., Lansink, A.O.,Van der Vorst, J., & van Kooten, O. (2007). Performance measurement 44

การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 in agri-food supply chains. Supply Chain Management: An International Journal, 12(4), 304-315. Aramyan, L.H., Oude Lansink, A.G.J.M., & van Kooten, O. (2005). Testing a Performance Measurement Framework for Agri-food Supply Chains. Developing entrepreneurship abilities to feed the world in a sustainable way, 15th International Farm Management Association Congress, Sao Paulo, 14-29 August 2005. - Sao Paulo, Brazil : - ISBN 9299003823 - p. 86 - 97. Aramyan, L.H., Oude Lansink, A.G.J.M., Vorst, J.G.A.J. van der & Kooten, O. van. (2007). Performance Measurement In Agri‐Food Supply Chains: A Case Study. Supply Chain Management: An International Journal, 12(4), 304-315. Balfaqih, H., Mohd. Nopiah, Z., Saibani,N. & T. Al-Nory, M. (2016). Review Of Supply Chain Performance Measurement Systems: 1998–2015. Computers In Industry, 82(C), 135-150. Beamon, B.M. (1999). Measuring supply chain performance. International Journal of Operations & Production Management, 19(3), 275-292. Bhagwat, R., & Sharma, M.K. (2007). Performance Measurement Of Supply Chain Management: A Balanced Scorecard Approach. Computers & Industrial Engineering, 53(1), 43-62. Bhagwat, R., & Sharma, M.K. (2009). An Application Of The Integrated AHP-PGP Model For Performance Measurement Of Supply Chain Management. Production Planning & Control, 20 (8), 678-690. Bhagwat, R., & Sharma, M.K. (2017). Performance Measurement Of Supply Chain Management Using The Analytical Hierarchy Process. Production Planning & Control, 18(8), 666-680. Cao, M., & Zhang, Q.Y. (2010). Supply chain collaborative advantage: A firm’s perspective. International Journal of Production Economics, 128(1), 358-367. Caridi, M., Luca, C., Alessandro, P., Andrea, S., & Angela, T. (2010). Do Virtuality And Complexity Affect Supply Chain Visibility? International Journal Of Production Economics, 127(2), 372-383. Chae, B.K. (2009). Developing key performance indicators for supply chain: an industry perspective. Supply Chain Management: An International Journal, 14(6),422-428. Chan, F.T.S., & Qi, H.J. (2003). An innovative performance measurement method for supply chain management. Supply Chain Management: An International Journal, 8(3), 209-223. Choi, T. Y., & Krause D. R. (2006). The Supply Base And Its Complexity: Implications For Transaction Costs, Risks, Responsiveness, And Innovation. Journal Of Operations Management, 24(5), 637-652. Craig, S., & Günter, H. (2006). Measuring Supply Chain Performance: Current Research And Future Directions. International Journal Of Productivity And Performance Management, 55(3/4), 242-258. Fredriksson, A., & Liljestrand, K. (2014). Capturing Food Logistics: A Literature Review And Research Agenda. International Journal Of Logistics Research And Applications, 18(1),16-34. Gagalyuk, T., Hanf, J. & Hingley, M. (2013). Firm and whole chain success: network management in the Ukrainian food industry. Journal on Chain and Network Science, 13(1), 47-70.Gavirneni, S. (2002). 45

การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซ่อุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Information flows in capacitated supply chains with fixed orderingcosts. Management Science, 48(5), 644– 651. Gopal, P.R.C., & Thakkar, J. (2012). A Review On Supply Chain Performance Measures And Metrics: 2000‐2011. International Journal Of Productivity And Performance Management, 61(5), 518-547. Grigg, N.P., & Walls, L. (2007). Developing Statistical Thinking For Performance Improvement In The Food Industry. International Journal Of Quality & Reliability Management, 24(4), 347-369. Gunasekaran, A., and Kobu, B. (2007). Performance Measures And Metrics In Logistics And Supply Chain Management: A Review Of Recent Literature (1995–2004) For Research And Applications. International Journal Of Production Research, 45(12), 2819-2840. Gunasekaran, A., Patel, C., & McGaughey R.E. (2004). A framework for supply chain performance measurement. International Journal of Production Economics, 87(3), 333–347. Gunasekaran, A., Patel, C., & Tirtiroglu, E. (2001). Performance Measures And Metrics In A Supply Chain Environment. International Journal Of Operations & Production Management, 21 (1/2), 71-87. Hanf, J. & Pall, Z. (2009). New dimension in retailing-retailer as focal company. FourthAspects and Visions of Applied Economics and Informatics. Leibniz Institute of Agricultural Development. Halle, Germany, 26–17 March 2009, 349–355. Harland, C. M. (1996), Supply Chain Management: Relationships, Chains and Networks. British Journal of Management, 7: S63–S80 Lee, H.L., So, K.C., & Tang, C.S. (2000). The value of information sharing in a two level supply chain. Management Science, 46(5), 626–643. Li, D. & Nagurney, A. J Glob Optim (2017). Supply chain performance assessment and supplier and component importance identification in a general competitive multitiered supply chain network model. Journal of Global Optimization, 67(1), 223-250. Lorenzoni, G. & Baden-Fuller, C. (1995). Creating a Strategic Center to Manage a Web of Partners. California Management Review, 37(3), 146-163. Manzini, R., & Accorsi R.(2013). The new conceptual framework for food supply chain assessment. Journal of Food Engineering, 15(2), 251-263. Mentzer, J., DeWitt, W., Keebler, J., Min, S., Nix, N., Smith, C. & Zacharia, Z. (2001). Defining Supply Chain Management. Journal of Business Logistics, 22(2), 1-25. Möller, K., Rajala, A. & Svahn, S. (2005). Strategic business nets—their type and management. Journal of Business Research, 58(9), 1274-1284. Morgan, F., Deeter‐Schmelz, D. & Moberg, C. (2017). Branding implications of partner firm‐focal firm relationships in business‐to‐business service networks. Journal of Business & Industrial Marketing, 22(6), 372-382. 46

การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Odongo, W., Dora, M., Molnár, A., Ongeng, D., & Gellynck, X. (2016). Performance perceptions among food supply chain members: A triadic assessment of the influence of supply chain relationship quality on supply chain performance. British Food Journal, 118(7), 1783-1799. Sharma, V.K., Chandna, P. & Bhardwaj, A. (2017). Green Supply Chain Management Related Performance Indicators In Agro Industry: A Review. Journal Of Cleaner Production, 141, 1194-1208. Van Der Vorst, J.G.A.J. (2006). Quantifying the Agri-Food supply Chain, Retrieved from https://www.researchgate.net/publication/227088252_Performance_measurement_in_agri- food_supply-chain_networks_-_An_overview (at 13/06/2017). Van Hoek, R.I. (1998). \"Measuring the unmeasurable” ‐ measuring and improving performance in the supply chain. Supply Chain Management: An International Journal, 3(4), 187-192. Zhang, X.Y., & Aramyan, L.H. (2009). A conceptual framework for supply chain governance: An application to agri‐food chains in China. China Agricultural Economic Review, 1(2), 136-154. 47

Topic B: Performance Measurement การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ ส์และโซ่อุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: PM 03 การพัฒนาตัวชี้วัดความเสีย่ งในโลจิสตกิ ส์ กฤษฏิ จิตอารยะกุล1, ชวัลยา ศรไี ทย2, ยุวนุช นันทวรพันธ์ุ3*, วรรณวิสา รื่นภิรมย์4, ศริ ยศ มหาขันธ์5, สถาพร โอภาสานนท์6 1 ภาควิชาบริหารธรุ กิจระหว่างประเทศ โลจสิ ติกส์ และการขนส่ง คณะพาณชิ ยศาสตร์และการบัญชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 096-9952251 Email [email protected] 2 ภาควชิ าบรหิ ารธรุ กจิ ระหวา่ งประเทศ โลจสิ ตกิ ส์ และการขนส่ง คณะพาณชิ ยศาสตร์และการบญั ชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 089-8151399 Email [email protected] 3* ภาควิชาบรหิ ารธรุ กจิ ระหว่างประเทศ โลจสิ ติกส์ และการขนสง่ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 085-0564228 Email [email protected] 4 ภาควิชาบริหารธรุ กิจระหว่างประเทศ โลจสิ ตกิ ส์ และการขนส่ง คณะพาณชิ ยศาสตร์และการบัญชี มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 083-0165706 Email [email protected] 5 ภาควิชาบริหารธรุ กจิ ระหวา่ งประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบญั ชี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 083-1309321 Email [email protected] 6 ภาควชิ าบริหารธรุ กิจระหวา่ งประเทศ โลจสิ ติกส์ และการขนสง่ คณะพาณชิ ยศาสตร์และการบญั ชี มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ โทร 02-613-2276 E-mail [email protected] บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดสาหรับการประเมินความเสี่ยงในโลจิสติกส์ โดยใช้วิธี Systematic literature review และทาการค้นหาจากฐานข้อมูล ซึ่งประกอบไปด้วย ScienceDirect และ ABI/INFORM จากนั้นทาการ รวบรวมตัวช้ีวัดความเสี่ยงของแต่ละงานวิจัยออกมา และนามาทาการวิเคราะห์ปัจจัย เพ่ือจัดกลุ่มตัวชี้วัด ซึ่งผลที่ได้พบว่า สามารถจัดกลุ่มตัวชี้วัดออกเป็น 9 ปัจจัย และ 61 ตัวช้ีวัดย่อย จากน้ันจึงทาการวิเคราะห์ค่าถ่วงน้าหนักของแต่ละดัชนีเพื่อ สร้างดัชนีรวมสาหรบั วัดความเสย่ี งในโลจสิ ติกส์ โดยดชั นดี ้านข้อมูลมีความสาคัญท่ีสุด และได้นาดชั นีท่ีไดไ้ ปประยุกต์ใช้จรงิ กบั บริษัท ท้ังนี้ได้เลือกบริษัทโลจิสติกส์ที่ผู้บริหารระดับสูงสามารถให้ข้อมูลในการประเมินความเส่ียงของบริษัทได้อย่างเต็มใจ และสนใจที่จะตดิ ตามผลจากการประเมนิ ความเสยี่ ง ท้งั นจี้ ากการทดสอบ พบวา่ บรษิ ทั สามารถนาตวั ชี้วดั ไปใชไ้ ด้จริง แตย่ ังมี บางท่านไม่ได้วิเคราะห์อย่างละเอียดในการใหค้ ะแนน ซ่ึงอาจทาให้เม่ือนาไปใช้เปรียบเทียบต่อไปมีความไม่สมบูรณ์ จึงควรมี การพฒั นารปู แบบการประเมนิ ความเสยี่ งของแตล่ ะตัวช้ีวดั ท่เี ป็นมาตรวัดเชิงปริมาณทไ่ี ด้ผลที่สะทอ้ นความเป็นจรงิ มากยง่ิ ข้นึ คาสาคัญ: ตัวชี้วัด; ความเส่ียง; โลจสิ ตกิ ส์; การวเิ คราะห์ปจั จัย; กระบวนการที่เป็นระบบ 48

การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อุปทาน ครั้งท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 1.บทนา ความเส่ียงในโลจิสติกสก์ ็ไดร้ ับความสนใจมากเช่นกันเนื่องจากเป็นส่วนสาคัญที่แต่ละบริษัทต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น ความเส่ียงที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง การจัดเก็บ หรือการบริหารสินค้าคงคลัง (Cavinato, 2004 cited in Govindan and Chaudhuri, 2016) การท่ีบริษัทมีการบริหารความเสี่ยงท่ีดีจะสามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนได้ (Svensson, 2002 cited in Lam, Choy, Ho, Cheng and Lee, 2015) จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับความเส่ียงในโลจิสติกส์พบว่า งานวิจัยท่ีผ่านมามีการศึกษาความเสี่ยงอยู่ 3 ประเด็นหลักด้วยกันได้แก่ การประเมินความเส่ียง การวิเคราะห์ผลกระทบและรับมือกับความเส่ียง และการบริหารจัดการ ความเสี่ยง ซึ่งจากงานวิจัยท่ีผ่านมาน้ันยังไม่มีงานวิจัยใดท่ีทาการพัฒนาตัวชี้วัดความเส่ียงในโลจิสติกส์ โดยตัวช้ีวัดมี ความสาคัญ คือ ทาให้บริษัทสามารถประเมินตนเองได้ รวมถึงสามารถช่วยให้บริษัทสามารถเปรียบเทียบตัวเองกับมาตรฐาน ของบริษัทอ่ืนในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ (Logistics Service Information Center, 2015) นอกจากนี้ ตัวชี้วัดความเส่ียงยัง ช่วยให้บริษัทเตรียมรบั มือกบั ความเสยี่ งไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ (Tuncel and Alpan, 2010) 2. ทบทวนวรรณกรรม 2.2. ความเส่ียงในโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ความเสย่ี งในโลจสิ ติกส์ เปน็ ส่วนสาคญั ท่ีแตล่ ะบริษัทต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความเสย่ี งท่เี กี่ยวข้องกบั การขนส่ง การ จัดเก็บ หรือการบรหิ ารสินคา้ คงคลัง (Cavinato, 2004 cited in Govindan and Chaudhuri, 2016) การบริหารความเสี่ยง ในโลจิสติกส์ (Logistics risk management) ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงในโซ่อุปทาน (Govindan and Chaudhuri, 2016) และยังเป็นตัวขับเคล่ือนท่ีสาคัญของความเสี่ยงในโซ่อุปทาน (Cavinato, 2004; Manuj and Mentzer, 2008 cited in Govindan and Chaudhuri, 2016) จากการทบทวนงานวิจัยท่ีผา่ นมาแบบ Systematic literature review โดยค้นหาในประเด็นของความเสย่ี งในโลจิ สติกส์ โดยใชค้ าสาคญั ในการคน้ หา ว่า Logistics Risk จากฐานข้อมูลด้านการบริหารธุรกิจและการจดั การ ซึ่งประกอบไปด้วย ScienceDirect และ ABI/INFORM และใช้การสืบหาขั้นสูง (Advance Search) โดยกาหนดปีต้ังแต่ 2000-2017 เนื่องจาก เปน็ ชว่ งทเ่ี ริม่ มีจานวนงานวิจัยเกีย่ วกบั ประเด็นความเส่ยี งในโลจิสตกิ ส์เพมิ่ มากขึ้นอยา่ งเห็นไดช้ ดั ทั้งนพ้ี บงานวิจัยจานวน 861 งาน ซ่ึงได้ทาการคัดงานวิจัยท่ีซ้ากันออกแล้ว และเพ่ือให้ได้งานวิจัยท่ีเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการค้นหา คณะผู้วิจัยจึง กาหนดเกณฑห์ ลักในการคัดเลือก (Screening) คือ งานวิจัยต้องประกอบไปด้วยส่วนที่มีการบรรยายถึงคานิยามหรือลักษณะ ของความเสี่ยง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่างานวิจัยมีความเก่ียวข้องกับความเส่ียง และเป็นบทความภาษาอังกฤษ (Yingvilasprasert, Banomyong and Vilko, 2012) โดยได้งานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งกับความเสย่ี งในโลจสิ ตกิ สจ์ านวน 30 งานวิจัย โดยจากการคน้ หาและวิเคราะห์เบอ้ื งต้น สามารถแบ่งประเด็นทศี่ กึ ษาสว่ นใหญ่ ไดด้ ังนี้ 1. การประเมินความเสย่ี ง (Risk assessment) ซึ่งในประเด็นนี้ พบว่าแต่ละงานวิจัยจะมี 2 ขั้นตอน โดยมีขั้นตอนการระบุตัวชี้วัด และขั้นตอนการทาการประเมินความเสย่ี ง ด้วยวิธีการต่างกันออกไป ซึ่งขั้นตอนการระบุตัวช้ีวัดเป็นขั้นตอนที่สาคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงในโลจิสติกส์ (Spekman and Davis, 2004; Govindan and Chaudhuri, 2016 cited in Prakash et al., 2015) 2. การวิเคราะหผ์ ลกระทบและรบั มอื ความเสย่ี ง (Risk Response) 3. การบรหิ ารจัดการความเสี่ยง (Risk management) 49

การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซ่อุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 2.3. ความสาคัญของตวั ช้ีวัด และเครอื่ งมือทใ่ี ช้ในการพัฒนาตัวชวี้ ดั ตวั ชี้วัดสามารถใช้เป็นเครือ่ งมือในการตัดสนิ ใจทม่ี ีประสทิ ธภิ าพไดส้ าหรับองคก์ รท้งั ภาครฐั และภาคเอกชน รวมถงึ ชว่ ยลดการสูญเสยี ทรัพยากรโดยผา่ นการประเมนิ และระบุกลยุทธท์ ่ีเป็นไปได้ (Hyman, 1980 cited in Ndamani and Natadabe, 2016 จากการทบทวนวรรณกรรมด้านความเสย่ี งในโลจสิ ติกส์ ท้ังหมด 30 งานวิจัย พบว่ามี 18 งานวิจัยท่ีทาการศึกษาใน ประเด็นการประเมินความเสี่ยงและมีการระบุตัวช้ีวัด คณะผู้วิจัยจึงได้ทาการแจกแจงวิธีการระบุตัวชี้วัดของแต่ละงานวิจัย พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการสมั ภาษณ์ผู้เช่ียวชาญในการระบุและคัดเลือกตัวช้ีวัดต่างๆ ซึ่งวิธีน้ีมีจุดอ่อน คือ ต้องระวัง เร่อื งความคดิ เห็นส่วนตวั ทไี่ มเ่ ป็นกลาง (Subjective) ทีส่ ามารถส่งผลต่อความเชอ่ื ม่นั ของผลลพั ธไ์ ด้ (Ake et al.,2008 อา้ งถึง ใน รจุ ิรตั น์ เธียรธนู,อาทติ า คงคารัตนรักษ์ และ สถาพร โอภาสานนท์, 2555) 3. ระเบียบวธิ ีวจิ ัย งานวจิ ัยน้มี วี ตั ถุประสงค์เพอื่ พัฒนาตัวชี้วดั สาหรับการประเมินความเสี่ยงในโลจิสติกส์ โดยระเบยี บวธิ ีวจิ ยั แบง่ ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 3.1. การรวบรวมและจดั กลมุ่ ตวั ชว้ี ดั 3.1.1. การรวบรวมตัวชว้ี ัด คณะผู้วิจัยทาการคัดเลือกจากงานวิจัยที่มีประเด็นของการประเมินความเส่ียง ซ่ึงมีทั้งหมด 18 งาน โดยผ่านการ ทบทวนงานวจิ ัยทผี่ ่านมาแบบ Systematic literature review ซ่ึงรวบรวมได้ทัง้ หมด 104 ตวั ช้ีวัด 3.1.2. การเก็บรวบรวมข้อมลู เพอ่ื จัดกลมุ่ ตวั ช้วี ดั การเก็บข้อมลู ดาเนนิ การโดยส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวชี้วัดความเส่ียงในโลจิสติกส์ให้กบั บริษัทโลจสิ ติกสเ์ พื่อทาการ ประเมนิ ระดบั ผลกระทบของความเสี่ยงทีม่ ตี ่อประสทิ ธิภาพโลจสิ ติกส์ขององคก์ ร 3.1.2.1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศไทย โดยใช้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 200 กลุ่ม ตัวอย่าง ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐานของกลุ่มตัวอย่างของ principal component analysis ท่ีควรมีกลุ่มตัวอย่างข้ันต่า 200 ตวั อยา่ ง (Gorsuch, 1983) 3.1.2.2 วธิ กี ารสุม่ ตวั อย่าง ใชว้ ิธีการสมุ่ ตวั อย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) ไดร้ ับการตอบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิน้ 214 ราย 3.1.2.3. เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนในแบบสอบถาม ตามมาตรวัดของ Likert Scale ระดับความคิดเหน็ ตอ่ ตัวช้ีวัดความเสี่ยงของบรษิ ัท มีเกณฑก์ ารให้คะแนนคาตอบ ดังน้ี 1 = สง่ ผลรุนแรงน้อยท่ีสุด 2 = ส่งผลรุนแรงน้อย 3 = สง่ ผลรุนแรงปานกลาง 4 = สง่ ผลรุนแรงมาก 5 = ส่งผลรุนแรงมากท่สี ดุ (Punniyamoorthy, Thamaraiselvan, & Manikandan, 2013; Tsai et al., 2008) 3.1.3. การจัดกลุ่มตัวชวี้ ัด การจัดกลุ่มตัวช้ีวัดใช้วิธีการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสารวจ (Exploratory factor analysis : EFA) ซึ่งเป็นวิธีการที่มี จุดประสงค์ เพื่อลดจานวนตัวแปรซ่ึงในงานวิจัยนี้หมายถึงตัวช้ีวัด และใช้ระบุจานวนปัจจัยและตัวชี้วัดท่ีอยู่ในปัจจัยเพื่อนา ขอ้ มูลไปใชใ้ นการวเิ คราะห์ในภายหลงั (Gorsuch, 1983) (DiStefano, Zhu, Mîndrilă, 2009) โดยสาหรบั งานวิจยั น้ผี ลจาก 50

การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 การวิเคราะหป์ ัจจัยจะช่วยลดจานวนตัวช้วี ดั และนาไปสร้างโครงสร้างของดัชนชี ้ีวดั ความเสี่ยงในขั้นต่อไป โดยใชโ้ ปรแกรม IBM SPSS Version 19 และใช้วธิ ี Principal Components Analysis (Pohlmann, 2004; Bosten et al., 2017) ในการค้นหา จานวนองค์ประกอบท่ีมีความสามารถเพยี งพอในการอธิบายความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปรที่สังเกตได้ และใช้วิธีหมุนแกนแบบ Orthogonal-Varimax และกาหนดค่า Loading สาหรับตัวแปร ที่ 0.5 เพ่ือให้ได้ผลการจัดกลุ่มตัวช้ีวัดที่เหมาะสมที่จะ นาไปใช้ในการพฒั นาตัวชว้ี ัดสาหรับงานวจิ ัยต่อไป ท้ังน้ี ก่อนขั้นตอนการวิเคราะห์ปัจจัย Kaiser-Meyer-Olkin (KMO) และ a Measure of Sampling Adequacy (MSA) จะถูกพิจารณาเพ่ือตรวจสอบความหลากหลายในข้อมูลเพื่อทดสอบความ เหมาะสมในการดาเนินการวิเคราะห์ปัจจัย สาหรับข้อมลู ที่ทางกลุ่มวิจัยได้รับอย่ทู ี่ 0.923 ซึ่งแสดงว่าสามารถใช้วิธกี ารในการ วิเคราะห์ปัจจยั เชิงสารวจได้ สาหรับการพิจารณาในการเลือกจานวนของปัจจัยจะใช้เกณฑ์ของ Kaiser’s ในการคัดปัจจัยท่ีจะนามาใช้ โดยจะ พิจารณาดังน้ี: ค่า Total ควรมีค่ามากกวา่ 1 สามารถนาไปใช้เปน็ ปัจจัยได้ ซ่ึง Component ที่ 1 ถึง 9 มีค่า Total มากกวา่ 1 นอกจากน้ีการพิจารณาเลือกปัจจัยยังต้องดูที่เปอร์เซ็นต์ของค่า Cumulative ปัจจัยที่จะคัดมาใช้ควรรวมกันมีค่ามากกว่า 60% รวมถึงมีใช้การตรวจสอบ Scree plot ประกอบการพิจารณาในการคัดเลือกแต่ละปัจจัย ซ่ึงจะทาให้เห็นแนวโน้มค่า Eigenvalues ของแต่ละปจั จัยและสามารถช่วยในการคดั เลอื กปจั จัยได้ (Catell’s, 1966) จากเกณฑท์ เ่ี ลอื กใช้ ผลจากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลทีไ่ ด้ จาก Component Matrix สามารถแยกปัจจัยไดจ้ านวน 9 ดา้ น โดยปัจจัยที่ 1 ถึง 9 สามารถอธิบายความแปรปรวนท้ังหมดของข้อมูลได้ถึง 71.898% จากนั้นจึงทาการตั้งชื่อปัจจัยแต่ละ ปจั จยั ให้สอดคลอ้ งกับตวั ชว้ี ัดท่ีอยู่ในแตล่ ะปจั จยั โดยแต่ละปจั จยั จะมตี ัวช้ีวัดยอ่ ย 3.2. การจัดทาดัชนีรวม (Composite Index) สาหรบั ค่าถ่วงน้าหนกั ของปจั จัย จะคานวณจากค่าเฉลย่ี ของคะแนนปจั จัย (average factor score) ซงึ่ จะไดจ้ ากผล การวเิ คราะห์ทไ่ี ด้จากการวเิ คราะห์ปัจจัยซึ่งจะใช้ค่า Factor Loading ที่ได้จากตาราง Component Score Coefficient Matrix ของตวั แปรที่อยใู่ นแต่ละปจั จยั และผลคาตอบของแบบสอบถามสารวจจากกลมุ่ ตัวอยา่ งแตล่ ะราย โดยมฟี งั ก์ชนั การ คานวณคะแนนของแตล่ ะปัจจยั (Wfi) ได้แก่ ������������������ = ∑[(factor loading ������������) x (คะแนนของ ������������ จากคาตอบของแบบสอบถามที ������)] (1) จานวนแบบสอบถามทไี ดร้ ับคาตอบ เมื่อไดค้ ะแนนเฉลย่ี ของแต่ละปจั จยั จงึ ทาการคานวณสัดส่วนของคะแนนเฉลี่ยของแต่ละปัจจัยต่อคะแนนปัจจัยรวม เพ่ือให้ได้สัดส่วนของคะแนนปัจจัยท่ีจะนาไปเป็นค่าถ่วงน้าหนักสาหรับดัชนีย่อยของแต่ละปัจจัย ซ่ึงค่าถ่วงน้าหนักของแต่ละ ปัจจยั จะต้องรวมกนั เท่ากับ 1 สาหรับค่าถ่วงน้าหนักของตัวช้ีวัดแต่ละตัวในแต่ละปัจจัย จะคานวณจากสัดส่วนของค่า Factor Loading ของ ตัวช้ีวัดต่อค่า Factor Loading รวมของตัวชี้วัดท่ีอยู่ในปัจจัยเดียวกัน โดยค่าถ่วงน้าหนักของตัวช้ีวัดทุกตัวในแต่ละปัจจัย จะตอ้ งมผี ลรวม = 1 แตเ่ นอ่ื งจากสาหรบั ปจั จัยท่ี 9 มีตวั ชีว้ ัดย่อยเพยี งหนง่ึ ตวั จึงใช้คา่ ถ่วงนา้ หนกั ของตัวชี้วดั ย่อยเท่ากับ 1 3.2.1. การประเมินความเสยี่ ง สาหรบั คะแนนประเมนิ ตวั ช้ีวัดยอ่ ยของแต่ละปจั จัย จะคิดจากการสร้างชุดแบบประเมนิ ความเส่ยี งสาหรับตัวชี้วัดแต่ ละตัว โดยใช้หลักการให้คะแนน 5 point Likert scale สาหรับแต่ละตัวชี้วัด สาหรับงานวิจัยน้ีจะแบ่งการให้คะแนน 2 ด้าน ได้แก่ ดา้ นความนา่ จะเปน็ หรอื โอกาสของเหตุการณท์ จี่ ะเกิดข้ึนแตล่ ะเหตกุ ารณ์ของแต่ละตวั ชีว้ ัด และ ด้านผลกระทบจาก การเกิดขึ้นของเหตุการณ์ โดยหลังจากได้คะแนนประเมินของท้ังสองด้านแล้ว จะนาคะแนนทั้งสองด้านมาคูณกันเพ่ือเป็น คะแนนการประเมนิ ความเส่ียงของตัวช้วี ัดแตล่ ะตวั 51

การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ปุ ทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 3.3. การทา Pilot test เมื่อไดแ้ บบประเมนิ ตวั ชว้ี ัดความเส่ยี งแล้ว จะนาไปประยกุ ตใ์ ช้จรงิ กับบรษิ ัท เพอ่ื ทดสอบตัวช้ีวัดว่าสามารถใช้ได้จริง ทั้งนี้ได้เลือกบริษัทท่ีสามารถให้ข้อมูลในการประเมินความเส่ียงของบริษัทได้ จานวน 5 บริษัท โดยที่ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหาร ระดบั สงู ที่มีความรแู้ ละมคี วามสามารถในการประเมนิ ความเสี่ยงจากมมุ มองที่กว้างขวาง เมอื่ ได้ผลการประเมินความเสยี่ งสาหรับแตล่ ะตัวชว้ี ัดจากแต่ละบริษัทแล้ว จะนามาคณู กับคา่ ถ่วงนา้ หนกั ของตัวชี้วัด ย่อยแต่ละตวั ท่เี ปน็ ผลจากการวิเคราะห์ปัจจยั เพอ่ื ให้ได้คะแนนสาหรับแต่ละปัจจยั ของแต่ละบรษิ ัท จากนัน้ เมอื่ ไดผ้ ลการประเมนิ ความเส่ียงสาหรบั แต่ละตัวชวี้ ดั จากแตล่ ะบริษัทแล้ว จะนาผลคะแนนทไ่ี ดม้ าทาการ Normalization ดว้ ยวิธี Simple Linearization เพอื่ ให้ไดผ้ ลคะแนนของแตล่ ะตัวชวี้ ัดทเี่ ปน็ ค่ามาตรฐาน ซง่ึ จะทาใหค้ ่าผล คะแนนประเมนิ ของแต่ละตัวชวี้ ัดมคี า่ อยรู่ ะหวา่ ง 0-1 และท้ายที่สดุ จงึ หาผลรวมของดชั นชี ี้วัดความเสีย่ งของแตล่ ะบรษิ ัท แล้ว นาผลมาเปรยี บเทยี บกัน ซึง่ ผลของคา่ ดชั นจี ะมคี า่ อยรู่ ะหว่าง 0-1 ทงั้ น้คี า่ ดชั นที ี่สงู จะสะทอ้ นถงึ ระดับความเสีย่ งดา้ นโลจิ สตกิ สโ์ ดยรวมท่สี งู เชน่ กนั โดยมีวธิ กี ารในการคานวณดงั นี้ ������ = ∑������������=1 ������������������ (������������������−������������������������������) (2) (������������������������������−������������������������������) ������������ ������������ ������������������ คอื ค่าผลคะแนนประเมินของปจั จัยท่ี y ของบริษทั i โดยท่ี y = ปัจจยั ท่ี 1-9 ������������������ คอื ค่าถว่ งนา้ หนักของตัวชว้ี ดั ย่อย x ในปัจจยั ท่ี y ������������������ คอื คา่ ทไี่ ด้จากการประเมนิ ของตวั ชี้วดั ยอ่ ย x ในปัจจัย y ของบรษิ ัท i ������������������������������ คอื คา่ ท่ีได้จากการประเมินของตัวชวี้ ดั ย่อย x ในปจั จยั y ทม่ี ีคา่ มากทีส่ ดุ ������������������������������ คือ ค่าท่ไี ดจ้ ากการประเมนิ ของตวั ชว้ี ัดยอ่ ย x ในปจั จยั y ทม่ี ีค่าน้อยทีส่ ุด ������������ คือ จานวนตวั ชี้วัดย่อยในปจั จัย y 4. ผลการศกึ ษา 4.1. ผลค่าถว่ งนา้ หนกั สาหรับผลคา่ นา้ หนกั ของตัวชว้ี ัดยอ่ ย คิดจากค่า Factor Loading ของตัวชว้ี ดั ย่อยในปจั จยั นัน้ ๆรวมกนั และเทียบ สัดส่วน Factor loading ของแตล่ ะปจั จยั โดยทผี่ ลรวมของ Factor Loading ในปจั จัยนนั้ ๆต้องเทา่ กบั 1 อย่างไรก็ตามในทนี่ ี้ จะยกตัวอยา่ งการคานวณของ F8 : Financial Risk โดยสัดส่วนของตวั ช้วี ัดยอ่ ยมวี ธิ คี ิด ดงั น้ี - สดั สว่ นตัวช้วี ดั ย่อย ความไมแ่ น่นอนของอัตราแลกเปล่ียน (X49) = 0.414/1.185 = 0.35 - สดั สว่ นตวั ชี้วัดย่อย ความไม่แนน่ อนของอตั ราภาษี (X50) = 0.385/1.185 = 0.33 - สดั สว่ นตัวช้วี ดั ย่อย ความไม่แน่นอนของราคาน้ามัน (X51) = 0.285/1.185 = 0.32 52

การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตารางท่ี 1: ตารางแสดงตัวอย่างการคานวณค่าถ่วงนา้ หนักของตวั ชีว้ ัดยอ่ ย ปจั จัย ตวั ชี้วัดยอ่ ย ค่า factor loading สดั ส่วนของตัวช้วี ัดย่อย 0.35 F8 : Financial Risk ความไมแ่ นน่ อนของอตั ราแลกเปล่ยี น (X49) 0.414 0.33 ความไม่แนน่ อนของอัตราภาษี (X50) 0.385 0.32 ความไมแ่ นน่ อนของราคานา้ มัน (X51) 0.285 1.00 1.185 ผลรวม จากนั้นจึงทาการการคานวณค่าถว่ งนา้ หนกั ของปจั จัย โดยนา Factor loading ของตัวชี้วดั ย่อยในปจั จัยนน้ั ๆคณู กับ คะแนนคาตอบทีไ่ ด้จากแบบสอบถามทง้ั หมด และนาผลรวมทไ่ี ด้ของแตล่ ะคาตอบไปหาคา่ เฉลยี่ เพอื่ ให้ได้ Factor score เปน็ คะแนนของแตล่ ะปจั จัย แล้วนาคา่ Factor score ของแตล่ ะปจั จยั คิดเปน็ สดั ส่วนต่อค่า Factor score ของปจั จัยท้ังหมด โดย คานวณจากคา่ Factor score ของแตล่ ะปจั จยั หารดว้ ยผลรวม Factor score ของทกุ ปจั จัย ซ่ึงตวั อยา่ งการคานวณคา่ ถ่วง นา้ หนักของปัจจัย F8 : Financial Risk มีวิธกี ารดงั นี้ F8 ประกอบด้วย ความไมแ่ นน่ อนของอัตราแลกเปล่ียน (X49), ความไมแ่ นน่ อนของอัตราภาษี (X50) และ ความไม่ แน่นอนของราคานา้ มัน (X51) - ค่า factor score F8 จากคาตอบจากแบบสอบถามคนท่ี 1 = (4x0.414) + (3x0.33) + (4x0.32) = 3.926 - ค่า factor score F8 จากคาตอบจากแบบสอบถามคนที่ 2 = (3x0.414) + (5x0.33) + (4x0.32) = 4.172 - ค่า factor score เฉล่ยี ของ F8 = (3.926+4.172)/2 = 4.049 ตารางที่ 2: ตารางแสดงตัวอยา่ งการคานวณค่าถว่ งน้าหนกั ของปัจจยั ปัจจัย ตวั ชว้ี ดั ย่อย คา่ factor คาตอบจาก คาตอบจาก F8 : Financial Risk loading แบบสอบถามคนที่ 1 แบบสอบถามคนที่ 2 ความไมแ่ นน่ อนของอตั ราแลกเปลย่ี น (X49) 0.414 ความไม่แนน่ อนของอัตราภาษี (X50) 4 3 การสญู เสยี ความสามารถในการควบคุมผู้ให้ 0.33 บริการด้านอนื่ ๆ (X6) 0.32 3 5 4 4 โดยผลรวมคะแนน factor score ของทกุ ปจั จัยเทา่ กับ 46.26 ดังนน้ั ค่าน้าหนกั ของปจั จัยที่ 8 เทา่ กบั 4.049/46.26 = 0.09 จากผลการคานวณค่าถ่วงน้าหนักของปัจจัยแตล่ ะตวั และค่าถว่ งนา้ หนกั ของตวั ชีว้ ดั ยอ่ ย สามารถสรปุ โครงสรา้ งของ ดัชนี ในการสรา้ งดชั นชี ี้วัดความเสย่ี งในโลจิสตกิ ส์ ได้ดงั น้ี 53

การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ปุ ทาน ครั้งท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตารางที่ 3: ตารางค่าถ่วงน้าหนกั ของตัวช้ีวัด ปจั จัย น้าหนกั ของ ตัวช้วี ัด นา้ หนักของ F1 : Management Risk ปจั จยั ตวั ชว้ี ดั ยอ่ ย 0.15 ไม่มีความสามารถในการบรหิ ารจดั การโลจสิ ตกิ ส์ (X8) ผบู้ ริหารระดบั อาวุโสขาดทกั ษะในการบรหิ ารจดั การ (X14) 0.09 ความสูญเสยี จากการท่บี ริษทั ไม่มี visibility (X12) 0.10 การขาดทักษะความรู้เกยี่ วกับอุตสาหกรรมทเี่ หมาะสม (X10 ) 0.10 การไมส่ ามารถพฒั นาทรพั ยากรในระดับกลยุทธ์เพอ่ื สนบั สนุนความ 0.10 0.08 ยดื หยุ่นของธรุ กิจ และเตรียมรับมอื กบั ความเปลย่ี นแปลงของตลาด (X17) F2 : Information Risk มีโครงสรา้ งพ้ืนฐานและการจัดการท่ีไมม่ ปี ระสิทธิภาพ (X9) 0.09 ขาดทกั ษะในการแกป้ ญั หาในสถานการณ์ที่ซับซอ้ น (X11) 0.09 0.07 การไม่สามารถรกั ษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้ หรอื จากการ 0.07 ท่ปี รบั ตัวตามตลาดไม่ทนั (X18) 0.04 ความผดิ พลาดในการเลือกใช้กลยทุ ธข์ องบริษัท (X13) 0.06 การตดั สนิ ใจผดิ พลาด (X2) 0.07 การทพี่ นั ธมิตรทางธรุ กจิ ไมม่ ีความสามารถในการวางแผน บรหิ ารจดั การ 0.04 0.10 และควบคมุ การทางาน (X7) 0.10 การไมม่ ีความสามารถในการใหบ้ ริการทมี่ ี Value added (X16) 0.10 การประเมนิ ประสิทธภิ าพอยา่ งไม่สมเหตุสมผล (X3) 0.08 0.16 ข้อมูลที่ไม่แม่นยา (X34) 0.09 ข้อมลู ที่ไมแ่ นน่ อน (X35) 0.09 การส่ือสารบกพร่อง (X29) 0.08 ขอ้ มลู ทไ่ี ม่สมบูรณแ์ ละไมส่ มดลุ (X32) 0.06 การบิดเบอื นข้อมลู (X39) 0.06 การสูญเสียการควบคมุ ในระบบสารสนเทศ (X40) 0.06 ปญั หาการตีความเอกสารต่างๆ (X42) การสือ่ สารและกลไกการตอบกลับไม่สมบรู ณ์ (X31) 0.07 ข้อมูลท่ีสาคญั รัว่ ไหล (X33) 0.06 ข้อมูลทางธุรกจิ ไม่ปลอดภัยจากการใชบ้ ริการภายนอก (Outsourcing) 0.05 (X36) ตน้ ทุนท่ไี ม่ได้ระบุไวใ้ นสัญญาหรอื ไม่ไดร้ วมไวใ้ น actual cost เกดิ ขึ้น (X45) การแลกเปลีย่ นขอ้ มูลไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ (X38) การตดั สนิ ใจด้านตน้ ทนุ (X48) 54

การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ปัจจัย น้าหนกั ของ ตัวชว้ี ัด นา้ หนักของ F3 : Operational Risk ปจั จัย ตัวชวี้ ัดยอ่ ย F4 : Transportation Risk 0.09 การขาดแคลนวตั ถดุ บิ ในการทา Packaging (X82) ความไม่แม่นยาของสนิ คา้ คงคลัง (X81) 0.18 F5 : External Risk 0.14 การใช้ประโยชนข์ องพื้นที่จัดเกบ็ สินค้า (X80) 0.17 การพยากรณค์ วามตอ้ งการของลกู คา้ ไมแ่ ม่นยา (X83) 0.16 F6 : Supplier Risk 0.12 อัตราการปฏเิ สธสนิ ค้าสงู (X84) 0.18 F7 : Employee Risk การขาดแคลนสินค้าคงคลงั (X79) 0.17 0.11 การเกดิ อุบตั เิ หตุ (X77) 0.14 0.11 การที่สินคา้ เสยี หายระหว่างการขนสง่ (X71 ) 0.15 การขนส่งสนิ ค้าผิดพลาด (X72) 0.14 สินคา้ สูญหาย (X78) 0.14 การขนส่งล่าชา้ (X73) 0.15 ไมม่ ีความสามารถในการจัดส่งสินคา้ (X76) 0.12 เวลาในการขนส่งท่ีไมแ่ น่นอน (X74) 0.12 การสญู เสียลูกค้าคนสาคญั (X86) 0.09 ความไม่แนน่ อนของสถานการณท์ างการเมืองในแตล่ ะประเทศ X96) 0.09 ภัยธรรมชาติ (X103) 0.16 การเกิดโรคระบาด (X104) 0.17 ความไม่แนน่ อนของกฎหมาย (X99) 0.16 การเปลี่ยนแปลงในกฎระเบยี บขอ้ บังคบั หรือการควบคุมตา่ งๆ (X98) 0.12 ความไมแ่ นน่ อนในนโยบายของรฐั บาล (X97) 0.11 ขอ้ บังคับเก่ียวกับสง่ิ แวดลอ้ ม (X101) 0.09 ความเสี่ยงด้านจราจร (X102) 0.11 ความน่าเชอ่ื ถือของ Supplier (X94) 0.08 การสญู เสยี supplier (X93) 0.30 ความสมั พนั ธก์ ับ Supplier (X92) 0.28 อานาจในการตอ่ รองกับ Supplier (X90) 0.25 การขาดแคลนแรงงาน (X26) 0.17 พนกั งานทมี่ ีอัตราการลาออกสงู (X27) 0.25 การทพ่ี นักงานนดั กันหยดุ งานหรอื ประทว้ ง (X23) 0.22 การทพ่ี นกั งานไม่มคี วามจงรกั ภกั ดตี อ่ บริษัท (X22) 0.19 พนักงานได้รับความบาดเจ็บ (X28) 0.18 0.16 55

การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ปัจจยั นา้ หนกั ของ ตัวช้วี ดั นา้ หนกั ของ F8 : Financial Risk ปัจจัย ตวั ช้วี ัดยอ่ ย 0.09 ความไมแ่ น่นอนของอตั ราแลกเปลี่ยน (X49) F9 : Culture Risk ความไม่แนน่ อนของอัตราภาษี (X50) 0.35 0.03 ความไม่แน่นอนของราคานา้ มัน (X51) 0.33 ความแตกตา่ งทางดา้ นวฒั นธรรมในการดาเนนิ ธุรกจิ ระหว่างบริษทั อื่นๆที่ 0.32 เกย่ี วขอ้ ง (X1) 0.03 4.2. ผล Logistics Risk Index จากผลการคานวณค่าถ่วงน้าหนักของตัวช้ีวัดย่อยและคา่ ถ่วงน้าหนักของปัจจัย จะได้โครงสร้างดัชนีชี้วัดความเส่ยี ง ในโลจสิ ตกิ ส์ สาหรบั การประเมนิ ความเส่ียงในโลจิสตกิ สข์ องแต่ละบริษทั ดงั น้ี LRIi= 0.15(������1������)+0.16(������2������)+0.09(������3������)+0.14(������4������)+0.12(������5������)+0.11(������6������)+0.11(������7������)+0.09(������8������)+0.03(������9������) (3) ตารางที่ 4: ตารางแสดงตัวอยา่ งการคานวณ F8: Financial Risk ������49 ������50 ������51 ความไมแ่ น่นอนของอัตราแลกเปล่ยี น ความไมแ่ น่นอนของอัตราภาษี ความไมแ่ นน่ อนของราคานา้ มนั บรษิ ัท A 9 4 20 บริษทั B 8 12 25 บริษัท C 9 99 บริษทั D 4 12 12 บริษัท E 3 29 จากผลคะแนนการประเมินความเสี่ยงของแต่ละตัวชี้วัด เม่ือนามาทาการ Normalization แบบ Simple Linearization จะได้ผลคะแนนการประเมินความเสย่ี งของปจั จยั ที่ F8 : Financial Risk ของบริษัท A เทา่ กบั = 0.212������ = [0.35((99−−33))+0.33((142−−22))+0.32((2250−−99))] 8������ 3 และคานวณผลคะแนนประเมินจนครบทุกปัจจัย จากนั้นจึงนาผลคะแนนประเมินของแต่ละปัจจัยไปแทนค่าในสตู ร โครงสร้างดัชนีช้วี ดั ความเสีย่ ง (LRIi) ข้างต้น เพ่ือรวมเปน็ คา่ ดัชนชี ีว้ ัดความเส่ยี งของแต่ละบริษทั 4.3. ผลการนาตวั ชี้วดั ไปประยกุ ตใ์ ช้จริงกบั บริษัท (Pilot Test) พบวา่ ไดผ้ ลการประเมนิ ความเสยี่ ง ดงั น้ี บรษิ ัท A มผี ลการประเมนิ ความเสีย่ ง เทา่ กับ 0.0728 บรษิ ัท B มผี ลการประเมินความเสย่ี ง เทา่ กบั 0.0439 บริษัท C มผี ลการประเมินความเสี่ยง เท่ากับ 0.2361 บรษิ ทั D มีผลการประเมนิ ความเสย่ี ง เทา่ กับ 0.0675 บริษัท E มีผลการประเมนิ ความเสย่ี ง เท่ากบั 0.0511 56

การประชุมสัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จากการประเมินตัวช้ีวัดความเสีย่ งของแต่ละบริษัท พบว่าสาหรับผู้บริหารระดับสงู ท่ีทาการประเมินความเส่ยี งของ บรษิ ัทตน ซงึ่ บางท่านไม่ไดว้ ิเคราะหอ์ ยา่ งละเอียดในการคะแนนมากนัก จงึ ทาใหเ้ ป็นขอ้ จากัดของงานวจิ ัยที่ทาให้การประเมิน รูปแบบดังกล่าวไม่สามารถสะท้อนความเส่ียงของบริษัทได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะทาให้เม่ือนาไปใช้เปรียบเทียบตอ่ ไปมีความ ไม่สมบูรณ์ จึงควรมีการพัฒนารูปแบบการประเมินความเส่ียงของแต่ละตวั ชี้วัดที่เป็นมาตรวดั เชิงปรมิ าณที่สามารถอธิบายถงึ ระดับความเส่ียงได้อยา่ งชดั เจน 5. สรปุ ผลอธิปรายและข้อเสนอแนะ งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาตัวชี้วัดสาหรับการประเมินความเสี่ยงในโลจสิ ตกิ ส์ ซึ่งใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมท่ีผ่านมา และคดั เลอื กงานวิจยั ดว้ ยกระบวนการที่เป็นระบบ ทัง้ นี้สามารถรวบรวมตวั ช้วี ดั ความเสย่ี งของแต่ละงานวิจยั ออกมาได้ท้ังหมด 104 ตัวชี้วัด จากน้ันทาการวิเคราะห์ปัจจัย เพื่อจัดกลุ่มตัวชี้วัด ซึ่งใช้โปรแกรม IBM SPSS Version 19 และใช้วิธี Principal Components Analysis มีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้การส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวช้ีวัดความเส่ียงในโลจิสติกส์ให้กับ บริษัทโลจิสติกส์ และมีการให้คะแนนแบบ 5 point Likert scale ผลการศึกษาพบว่า สามารถจัดกลุ่มตัวช้ีวัดออกเป็น 9 ปัจจัย และมี 61 ตัวช้ีวัดยอ่ ย และสุดท้ายสรา้ งดัชนีรวม เพื่อจัดทาดัชนีชี้วดั ความเสยี่ งในโลจิสติกส์ สาหรับการประเมินความ เสีย่ งในโลจิสติกส์ จากนัน้ จะทาการทดสอบการพฒั นาตัวช้วี ัด ทัง้ นไ้ี ด้เลอื กบริษทั ทส่ี ามารถให้ข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง ของบริษัทได้ จานวน 5 บรษิ ัท และเม่อื ได้ผลการประเมินความเสย่ี งแลว้ จะนาผลคะแนนทไ่ี ด้มาทาการ Normalization ด้วย วธิ ี Simple Linearization ทง้ั น้คี ่าดัชนีที่สูง จะสะท้อนถึงระดับความเสยี่ งด้านโลจิสตกิ สโ์ ดยรวมที่สงู เช่นกนั สาหรบั งานวิจยั นม้ี ีขอ้ จากัด คอื ในสว่ นของการประเมนิ ความเสีย่ ง เป็นการประเมินเชิงคุณภาพ ซึง่ มจี ุดออ่ นคอื ข้ึนอยู่ กับดลุ พินจิ และประสบการณ์ของผู้ใหค้ ะแนน ทง้ั น้ีงานวิจัยนม้ี คี ณุ ค่า 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ คุณคา่ ของงานวิจยั เชิงธรุ กิจ คือ บริษัท สามารถนาตัวช้ีวัดที่เก่ียวข้องกับความเสี่ยงในโลจิสติกส์ไปใช้ได้อย่างง่ายและเหมาะสม รวมถึงสามารถทาการเปรียบเทียบ (Benchmark) ตัวช้ีวัดกับบริษัทอ่ืนๆได้ ส่วนคุณค่าเชิงวิชาการ คือ ในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาการพัฒนาตัวช้ีวัดความ เสี่ยงในโลจสิ ติกสแ์ บบท่ีทางคณะผ้วู จิ ัยทามากอ่ น อยา่ งไรกต็ ามงานวิจัยในอนาคต สามารถนาไปทาการศึกษาต่อได้ ในขน้ั ตอนการประเมนิ ความเสย่ี ง ซ่ึงควรมีการศกึ ษา หาบริษัทท่ีเป็น best practice ของอุตสาหกรรม เพ่ือที่แต่ละบรษิ ัทจะได้สามารถนาคะแนนความเสี่ยงที่ไดไ้ ปใช้เปรยี บเทียบ นอกจากน้ีด้วยข้อจากัดหลายประการ ทาให้ผลที่ได้ยังดูไม่สมบูรณน์ ัก เพ่ือให้ผลท่ีได้มีความสมบูรณ์และน่าเช่ือถือมากย่ิงขึน้ สาหรบั การนาไปประเมินความเส่ียงในโลจสิ ตกิ ส์ต่อไปได้ ควรมกี ารเกบ็ ข้อมลู มาตรวดั ของแตล่ ะตัวชี้วัดในรูปแบบเชงิ ปรมิ าณ เพ่อื ให้ไดผ้ ลที่สะท้อนความเป็นจริงมากยง่ิ ข้ึน เอกสารอ้างองิ A. El Mokrini, E. D. (2016). An approach to risk Assessment for Outsourcing Logistics: Case of Pharmaceutical Industry. IFAC-PapersOnLine, 49(12), 1239-1244. doi:10.1016/j.ifacol.2016.07.681 Abareshi, M. W. (2015). Evaluating logistics capability for mitigation of supply chain uncertainty and risk in the Australian courier firms. Asia Pacific Journal of Marketing and Logistics, 27(3), 486-498. doi:10.1108/APJML-11-2014-0157 57

การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Andra Badeaa, G. P. (2014). Assessing risk factors in collaborative supply chain with the analytic hierarchy process (AHP). Procedia - Social and Behavioral Sciences, 124, 114-123. doi:10.1016/j.sbspro.2014.02.467 Beasley, M. S., Branson, B. C., & Hancock, B. V. (2010). Developing Key Risk Indicators to Strengthen Enterprise Risk Management. Raleigh: ERM Initiative at North Carolina State University and the Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission. Bernard Kamsu-Foguem, P. T. (2017). Risk information formalisation with graphs. Computers in Industry, 85, 58-69. doi:10.1016/j.compind.2016.12.004 Bernard Kamsu-Foguema, P. T. (2017). Risk information Formalisation with graphs. Computers in Industry, 85, 58-69. Retrieved February 14, 2017, from https://doi.org/10.1016/j.compind.2016.12.004 Bi, K., Huang, P., & Ye, H. (2015). Risk identification, evaluation and response of low-carbon technological. Technological Forecasting and Social Change, 100, 238-248. doi:10.1016/j.techfore.2015.07.005 Christine DiStefano, M. Z. (2009). Understanding and Using Factor Scores: Considerations for the applied researcher. Practical Assessment, Research & Evaluation, 14(20), 1-11. Cirjaliu, B., Weinschrott, H., Gaureanu, A., & Boatca, E. M. (2016). A Proposal for a Risk Assessment Management in a Transport Company. (pp. 229-234). Rome: Elsevier B.V. Congjun Rao, X. X. (2017). Compound mechanism design of supplier selection based on multi-attribute auction and risk management of supply chain. Computers & Industrial Engineering, 105, 63-75. doi:10.1016/j.cie.2016.12.042 Curtis, P., & Carey, M. (2012). Risk Assessment in Practice. The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission. Djalma Araújo Rangel, T. K. (2015). Supply chain risk classification: discussion and proposal. International Journal of Production, 53(22), 6868-6887. doi:10.1080/00207543.2014.910620 Fuchs, H. W. (2009). Risk Management in Logistics systems. Advances in Production Engineering & Management, 4(4), 233-242. Giulio Mangano, A. D. (2014). The role of maintenance and facility management in logistics: a literature review. Facilities, 32(5/6), 241-255. doi:10.1108/F-08-2012-0065 Govindan, K., Fattahi, M., & Keyvanshokook, E. (2017). Supply chain network design under uncertainty: A comprehensive review and future research directions. European Journal of Operational Research, 2-48. doi:10.1016/j.ejor.2017.04.009 Heckmann, I., Comes, T., & Nickel, S. (2015). A critical review on supply chain risk – Definition, measure and modeling. Omega, 52, 119-132. doi:10.1016/j.omega.2014.10.004 Huan Fan, G. L. (2017). An information processing perspective on supply chain risk management: Antecedents, mechanism, and consequences. International Journal of Production Economics, 185, 63- 75. doi:10.1016/j.ijpe.2016.11.015 58

การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Huth, S. D. (2016). Risk Analysis and Evaluation for Critical Logistical Infrastructure. Review of contemporary business, entrepreneurship and economic issues, 29(s), 11-19. Retrieved March 2, 2017, from http://hrcak.srce.hr/171941 Ilona Jacyna-Golda, A. M.-G.-R. (2014). Some aspects of Risk Assessment in the Logistics Chain. Journal of KONES Powertrain and Transport, 21(4), 193-201. doi:10.5604/12314005.1130470 Kache, F., & Seuring, S. (2014). Linking collaboration and integration to risk and performance in supply chains via a review of literature reviews. Supply Chain Management: An International Journal, 9(5/6), 664 –682. doi:10.1108/SCM-12-2013-0478 Kannan Govindan, A. C. (2016). Interrelationships of risks faced by third party logistics service providers: A DEMATEL based approach. Transportation Research Part E: Logistics and Transportation Review, 90, 177-195. Retrieved February 16, 2017, from https://doi.org/10.1016/j.tre.2015.11.010 Karaman, A., & Duymaz, İ. (2006). RISK MANAGEMENT IN LOGISTICS. Izmir University of Economics Publication (pp. 244-250). Turkey: Izmir University of Economics. Katerina Gotzamani, P. L. (2010). The logistics services outsourcing dilemma: quality management and financial perspectives. Supply Chain Management: An International Journal, 15(6), 438-453. doi:10.1108/13598541011080428 Kefan Xie, J. L. (2009). Early-warning management of inner logistics risk in SMEs based on label-card system. Production Planning & Control, 20(4), 306-319. doi:10.1080/00107510902914290 Kengpol, A., & Tuammee, S. (2016). The development of a decision support framework for a quantitative risk assessment in multimodal green logistics: an empirical study. International Journal of Production Research, 54(4), 1020–1038. doi:10.1080/00207543.2015.1041570 Kim, K., Kim, H., Kim, S.-K., & Jung, J.-Y. (2016). i-RM: An intelligent risk management framework for context- aware ubiquitous cold chain logistics. Expert Systems With Applications, 46, 463-473. doi:10.1016/j.eswa.2015.11.005 KORECKÝ, M. (2012). RISK MANAGEMENT IN LOGISTICS. Carpathian Logistics Congress. Lan, R. (2011). Research on Sequencing of Risk Factors in Virtual Logistics Alliance Based on Triangular Fuzzy Number Analytic Hierarchy Process. Contemporary Logistics, 2, 3-8. Lavastre, O., Gunasekaran, A., & Spalanzani, A. (2012). Supply chain risk management in French companies. Decision Support Systems, 52(4), 828-838. doi:10.1016/j.dss.2011.11.017 M.N. Qureshi, D. K. (2008). An integrated model to identify and classify the key criteria and their role in the assessment of 3PL services providers. Asia Pacific Journal of Marketing and Logistics, 20(2), 227-249. doi:10.1108/13555850810864579 Marcin Stępień, S. Ł.-Ś. (2016). Identification and Measurement of Logistics Cost Parameters in the Company. Transportation Research Procedia, 16, 490-497. doi:10.1016/j.trpro.2016.11.046 59

การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Ming-Chih Tsai, C.-H. L.-s. (2008). Risk perception on logistics outsourcing of retail chains: model development and empirical verification in Taiwan. Supply Chain Management: An International Journal, 13(6), 415-424. doi:10.1108/13598540810905679 Mokrini, A. E., Kafa, N., Dafaoui, E., Mhamedi, A. E., & Berrado, A. (2016). Evaluating outsourcing risks inthe pharmaceutical supply chain: Case of a multi-criteria combined fuzzy AHP-PROMETHEE approach. IFAC- PapersOnLine, 49(28), 114-119. doi:10.1016/j.ifacol.2016.11.020 Oguzhan Kırılmaz, S. E. (2017). A proactive approach to supply chain risk management: Shifting orders among suppliers to mitigate the supply side risks. Journal of Purchasing and Supply Management, 23(1), 54-65. doi:10.1016/j.pursup.2016.04.002 Park, J. B.-B. (2014). An Early Warning model for the Risk M anagement of Global Logistics systems based on principal component regression. International Journal of Industrial Engineering , 21(4), 179-189. Retrieved April 2, 2017 Prakash, S., Soni, G., & Pal Singh Rathore, A. (2015). A grey based approach for assessment of risk associated with facility location in global supply chain. A grey based approach for assessment of risk associated with facility location in global supply chain, 5(3), 419-436. doi:10.1108/GS-12-2014-0059 Punniyamoorthy, M., Thamaraiselvan, N., & Manikandan, L. (2013). Assessment of supply chain risk: scale development and validation. Benchmarking: An International Journal, 20(1), 79-105. doi:10.1108/14635771311299506 Sanchez-Rodrigues, V., Potter, A., & Naim, M. M. (2010). Evaluating the causes of uncertainty in logistics operations. The International Journal of Logistics Management, 21(1), 45-64. doi:10.1108/09574091011042179 Schumacher, J., & Bemeleit, B. (2004). Risk Management in self controlled logistic processes. Symposium on Risk Management and Cyber-Informatics: RMCI, 4, 18-21. Shimizu, Y., & Rusman, M. (2012). Hybrid Approach for Multi-stage Logistics Network Optimization under Disruption Risk., (pp. 1035-1039). Singapore. Shital Thekdi, T. A. (2016). An enhanced data-analytic framework for integrating risk management and performance management. Reliability Engineering & System Safety, 156, 277–287. doi:10.1016/j.ress.2016.07.010 Surya Prakash, G. S. (2015). A grey based approach for assessment of risk associated with facility location in global supply chain. Grey Systems: Theory and Application, 5(3), 419-436. doi:10.1108/GS-12-2014- 0059 Thun, J.-H., & Hoenig, D. (2011). An empirical analysis of supply chain risk management in the German automotive industry. nternational Journal of Production Economics, 131(1), 242-249. doi:10.1016/j.ijpe.2009.10.010 60

การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Tsan-Ming Choi, C.-H. C.-K. (2016). Risk management of logistics systems. Transportation Research Part E, 90, 1-6. doi:10.1016/j.tre.2016.03.007 Tuncel, G., & Alpan, G. (2010). Risk assessment and management for supply chain networks: A case study. Computers in Industry, 61(3), 250-259. doi:10.1016/j.compind.2009.09.008 Turi, A., Goncalves, G., & Mocan, M. (2014). Challenges and competitiveness indicators for the sustainable development of the supply chain in food industry. Procedia - Social and Behavioral Sciences, 124, 133- 141. doi:10.1016/j.sbspro.2014.02.469 Vladimir Vikulov, A. B. (2014). Risk Assessment and Management Logistics Chains. LogForum, 10(1), 43-49. Retrieved February 16, 2017, from http://www.logforum.net/vol10/issue1/no5 Wenyan Song, X. M.-C. (2017). Identifying critical risk factors of sustainable supply chain management: A rough strength-relation analysis method. Journal of Cleaner Production, 143, 100-115. doi:10.1016/j.jclepro.2016.12.145 Xiaoyu LI, Y. S. (2016). Research on Risk Assessment of China’s Fresh Agricultural Products Logistics Outsourcing Based on Risk Matrix. Management & Engineering, 23, 237-244. doi:10.5503/J.ME.2016.23.020 Zhang Jianwei, Z. M. (2011). Risk Evaluation of the Logistics Ecological Environment System Based on FAHP. Procedia Engineering, 15, 381-385. doi:10.1016/j.proeng.2011.08.073 61

Topic B: Performance Measurement การประชุมสัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: PM 04 การประเมินประสทิ ธิภาพพลังงานของโซอ่ ปุ ทานอตุ สาหกรรมสับปะรดกระปอ๋ ง เตือนใจ สมบรู ณว์ ิวัฒน์1*, เจรญิ ชยั โขมพัตราภรณ์2, ธนากร เมยี งอารมณ์3 1*, 2, 3 ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบรุ ี โทร 086-6698635 โทรสาร 02-4709175 E-mail [email protected]*,[email protected], [email protected] บทคดั ย่อ งานวจิ ัยน้ีศึกษาลักษณะการใชพ้ ลังงานภาพรวมของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสบั ปะรด โดยทาการเก็บข้อมลู ในจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ซ่ึงมีสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูก และโรงงานแปรรูปสับปะรดมากท่ีสุด การศึกษาการใช้พลังงานในโซ่อุปทาน มงุ่ เน้นสว่ นของโรงงานแปรรปู ซ่ึงมกี ารใช้พลงั งานมากในโซ่อปุ ทาน โดยศึกษาโครงสร้างการประเมนิ ประสิทธภิ าพพลังงานของ อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องซึ่งได้แบ่งเป็นระดับองค์กร (Plant Level) ระดับผลิตภัณฑ์ (Product Level) และระดับ กระบวนการ (Process Level) การศึกษาพลังงานใช้ค่าดัชนกี ารใช้พลังงานจาเพาะ (Specific Energy Consumption: SEC) โดยเรมิ่ จากการศกึ ษาในภาคอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องเพ่ือหาความสัมพันธร์ ะหว่างค่าดัชนีการใช้พลงั งานจาเพาะ (SEC) กบั ปริมาณการผลติ (Production) ในรปู สมการถดถอยเชิงเสน้ (Linear Regression) และประเมนิ การใชพ้ ลังงานของโรงงาน ตัวอย่างเทยี บกบั ภาคอตุ สาหกรรม พบว่าโรงงานตัวอยา่ งมีการใช้พลงั งานสูงเมื่อเทยี บกบั ภาคอุตสาหกรรม จงึ ทาการวิเคราะห์ การใช้พลังงานในกระบวนการ สาหรับผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องพบว่ากระบวนการบรรจแุ ละผนึกฝามีดัชนีการใช้พลังงาน ไฟฟ้าและความร้อนสูง โดยมีค่าการใช้พลังงาน 53.25 kWh/ton และ 246.00 MJ/ton และน้าสับปะรดเข้มข้นพบว่า กระบวนการระเหยมดี ัชนีการใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อน 95.35 kWh/ton และ 4,086.48 MJ/ton การวิเคราะหก์ ารใช้ พลังงานนี้นาไปสู่การวางแผนปรับปรุงและกาหนดมาตรการในการอนรุ ักษ์พลังงานของกระบวนการผลิตสบั ปะรดเพื่อการเพิ่ม ประสทิ ธภิ าพการใชพ้ ลังงานขององคก์ ร คาสาคญั : สบั ปะรดกระปอ๋ ง; โซอ่ ปุ ทาน; การประเมินประสทิ ธิภาพ; ดชั นีการใชพ้ ลงั งาน 1. ทมี่ าและความสาคัญ อุตสาหกรรมสบั ปะรดเปน็ อุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวเพิ่มมากข้ึน เพ่ือตอบสนองความต้องการบริโภคโดยผลผลิต ประมาณร้อยละ 80 เข้าสู่โรงงานแปรรูป โดยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีจานวนโรงงานแปรรูป และพ้ืนที่ในการเพาะปลูกมาก ท่ีสุด จึงเป็นตัวแทนในการเกบ็ ข้อมลู ปัจจุบันอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น (กรมวิชาการ เกษตร, 2558) การใช้พลังงานจึงเป็นปัจจยั ที่สาคัญในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง โดยพบว่า แนวโน้มความตอ้ งการในการใช้พลงั งานมีค่าเพ่ิมข้ึนตามความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลติ โดยเฉพาะพลังงานไฟฟา้ และพลังงานความร้อนที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยการวัดการใช้พลังงานเป็นปัจจัยสาคัญในกระบวนการผลิตและแปรรูป ผลติ ภณั ฑ์ ซึง่ โรงงานแปรรปู มีการวัดพลังงานในระดับภาพรวม แตย่ งั ไมม่ กี ารบง่ ชีถ้ ึงระดบั และจดุ ท่ตี ้องทาการปรบั ปรงุ การใช้ พลังงานในระดบั กระบวนการ อย่างไรก็ตามการปรบั ปรุงการใช้พลงั งานของกระบวนการผลติ เพอ่ื ลดคา่ ดชั นีชีว้ ดั คา่ การใช้ 62

การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซ่อปุ ทาน ครั้งท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 พลังงานจาเพาะต่อหน่วยผลผลิต (SEC) นั้นต้องทาการปรับปรุงแต่ละกระบวนการ ซึ่งโรงงานยังไม่มีการประเมินการใช้ พลังงานของแตล่ ะกระบวนการเพอ่ื นาไปสกู่ ารบ่งช้ีถึงสว่ นท่ีสาคัญที่สง่ ผลต่อการประหยัดพลังงานได้ ดังน้ันจึงมคี วามสาคญั ใน การศึกษาแนวทางในการเมนิ การใชพ้ ลังงานเพือ่ เพ่มิ ประสทิ ธิภาพพลงั งานของอตุ สาหกรรมสบั ปะรดกระป๋อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดในโซ่อุปทานของโรงงานอุตสาหกรรม และมีงานวิจัยที่ทาการศึกษาวิเคราะห์การใช้ พลงั งานในโซอ่ ุปทานในอตุ สาหกรรมตา่ งๆ ซงึ่ ประกอบไปด้วย งานวิจยั ที่ศึกษาปจั จัยส่งเสรมิ ทีท่ าให้โซ่อปุ ทานในอุตสาหกรรม อาหารเปลีย่ นไปเพ่ือตอบสนองความต้องการในอนาคต ตง้ั แตเ่ กษตรกร ผผู้ ลิต ผแู้ ทนจาหนา่ ย จนถึงผูบ้ ริโภค (Stock, 2004) การศึกษาการใช้พลังงานไฟฟา้ และแนวทางการอนรุ ักษ์พลงั งานไฟฟ้าในโรงพยาบาล โดยการวเิ คราะห์ปริมาณการใช้พลังงาน ไฟฟ้า (เสกสนั ต์, 2549) การวจิ ัยการจดั การพลังงานของโรงงานผกั และผลไมอ้ บแหง้ โดยการวเิ คราะหพ์ ลังงานไฟฟ้าและความ ร้อน (ปฐวี, 2551) งานวิจัยการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการใช้พลังงานรวมถึงมาตรการลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยรวมของเคร่ืองจักรของโรงงานผลิตผ้าเบรกรถยนต์ (อานาจ, 2557) ซ่ึงมีงานวิจัยที่ศึกษาโซ่อุปทานในอุตสาหกรรม สบั ปะรดโดยการพยากรณค์ วามตอ้ งการปริมาณสบั ปะรด (เจรญิ ชัย, 2548) แตย่ ังไม่มีงานวจิ ยั ที่นาเสนอเก่ยี วกบั การบรหิ ารจดั การพลังงานของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ดังน้ันในงานวิจัยนี้ได้นาเสนอการประเมินการใช้พลังงานของโซ่ อุปทานอุตสาหกรรม และวิเคราะห์กระบวนการท่ีมีการใช้พลงั งานสงู เพื่อเป็นแนวทางในการกาหนดมาตรการในการปรบั ปรุง การใช้พลงั งานของอุตสาหกรรม 2. โครงสร้างและรูปแบบการใชพ้ ลังงานในโซอ่ ุปทานอตุ สาหกรรมสบั ปะรด 2.1. โครงสร้างโซอ่ ปุ ทานอตุ สาหกรรม โซอ่ ปุ ทานอุตสาหกรรมสบั ปะรดกระป๋อง มีโครงสร้างทที่ ่ีเช่อื มโยงกนั ระหวา่ ง ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยการแปรรปู สับปะรดสดใหเ้ ปน็ สับปะรดกระป๋อง จนเป็นสนิ ค้าสาเร็จรูปเพ่ือส่งต่อไป ยังผู้บริโภค โครงสร้างโซ่อุปทานประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนต้นน้า คือ ส่วนของภาคการเกษตร ส่วนกลางน้า คือ ผู้ประกอบการของแผงรวบรวมและรับซื้อสับปะรดอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดกระป๋องของโรงงานอุตสาหกรรมในพ้ืนท่ี จังหวัดภาคกลางตอนล่าง ส่วนปลายนา้ คือ ผู้บริโภคภายในประเทศ และส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศ กิจกรรมของโซ่ อปุ ทานอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องมคี วามเกี่ยวขอ้ งกบั หลายสว่ น ตั้งแต่เกษตรกรเร่ิมทาการเพาะปลูกสบั ปะรด โดยผลผลติ ท่ีเก็บเก่ียวแล้วจะถูกขายไปยงั ผ้ปู ระกอบการแผงรับซ้ือสับปะรดและโรงงานแปรรูปสับปะรด เม่ือมีการแปรรปู เป็นผลิตภัณฑ์ สบั ปะรดแล้วจะใชบ้ รโิ ภคภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ แสดงดงั รปู ที่ 1 รปู ท่ี 1: โครงสรา้ งโซอ่ ุปทานของอุตสาหกรรมสบั ปะรดกระป๋อง 63

การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 2.2. รูปแบบการใช้พลังงานในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสับปะรด ลักษณะการใช้พลังงานภาพรวมของโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ต้ังแต่แปลงเกษตร แผงรวบรวมสับปะรด การขนส่ง จนถึงอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรด ใน สว่ นของอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดประกอบด้วยกระบวนการผลติ สับปะรดกระปอ๋ ง และรวมถงึ ลักษณะการใช้พลงั งานของ เครอ่ื งจกั ร อุปกรณ์ในแตล่ ะกระบวนการของการใช้พลังงานในโรงงานอตุ สาหกรรม ดังแสดงในรปู ที่ 2 ภาคการเกษตร แผงรบั ซือ้ สับปะรด อุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรด กิจกรรม ไถพรวณ บารุงรักษา ช่ังน้าหนัก ลาเลียง เตรียมวตั ถดุ ิบ แปรรูป บรรจุ/ผนกึ ฆา่ เชอื้ เคร่ืองจักร รถแทรกเตอร์ อุปกรณ์พน่ เคร่อื งชั่ง ไฮดรอริก มอเตอร์ เครอื่ งปอก เครอ่ื งหน่ั เครอ่ื งปดิ ฝา เคร่อื งฆ่าเช้ือ พลงั งาน น้ามนั ดีเซล ไฟฟ้า ไฟฟา้ ความรอ้ น(ไอนา้ ) รูปท่ี 2: ลักษณะการใชพ้ ลังงานในโซอ่ ุปทานอุตสาหกรรมสบั ปะรด 2.2.1. การใช้พลังงานในแปลงปลูกสับปะรด สาหรับการใช้เชื้อเพลิงในส่วนของแปลงปลูกสับปะรด ส่วนใหญ่ใช้ นา้ มนั ดเี ซลในการขับเคลอื่ นเคร่อื งจักรในกระบวนการไถพรวน การปลกู และการดูแลรกั ษา 2.2.2. ลักษณะการใช้พลังงานในแผงรวบรวมสับปะรดและการขนส่ง ในแผงรับซ้ือสับปะรดมีการใช้พลังงาน 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 พลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วยสานักงาน เคร่ืองช่ังน้าหนักระบบไฮดรอลิค และมอเตอร์ขับเคลื่อน สายพานลาเลียงสับปะรด ประเภทที่ 2 น้ามนั ดีเซล เปน็ เชอ้ื เพลงิ ที่ใช้ในการขบั เคลอ่ื นรถบรรทกุ ในการขนส่งวัตถดุ บิ 2.2.3. ลักษณะการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมสับปะรด ในกระบวนการผลิตสับปะรดกระป๋อง มีการใช้พลังงาน เช้ือเพลิง พลังงานความร้อน (ไอน้า) และไฟฟ้า เป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องจักร อุปกรณ์ ระบบสนับสนุนของกระบวนการที่ส่ง แหล่งพลังงานไปยงั กระบวนการต่างๆ เช่น หมอ้ ไอน้า เครื่องอัดอากาศ ระบบทาน้าเยน็ เป็นต้น และระบบสนับสนุนอื่นๆ เช่น อาคารคลังสินคา้ อาคารผลติ อาคารสานกั งาน เปน็ ตน้ 3. วิธีการวิจัย การดาเนินงานวิจยั มขี น้ั ตอนดงั ต่อไปนี้ 3.1. ศึกษาโครงสร้างการประเมินประสิทธิภาพพลังงานของอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ในงานวิจัยนี้ได้แบ่ง โครงสร้างจากระดับภาพรวมขององค์กรถงึ ระดับยอ่ ยของกระบวนการผลติ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับองค์กร (Plant Level) หมายถึง การใช้พลังงาน ค่าดัชนีการใช้พลังงานในระดับภาพรวมท้ังโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ระดับ ผลิตภัณฑ์ (Product Level) หมายถงึ การใชพ้ ลังงานของผลิตภัณฑท์ ่เี ปน็ สบั ปะรดกระปอ๋ ง และระดับกระบวนการ (Process Level) หมายถึง การใชพ้ ลงั านของกระบวนการผลิต และระบบสนบั สนุน เช่น รบั สบั ปะรด คดั ขนาด ปอกเปลอื ก เป็นตน้ 3.2. ศึกษาดัชนีการประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การประเมินการใช้พลังงานของกระบวนการผลิตสับปะรด กระปอ๋ ง โดยการใชค้ ่าดัชนกี ารใช้พลังงานจาเพาะ (Specific Energy Consumption: SEC) ของพลังงานไฟฟ้าและความร้อน คา่ เกณฑก์ ารใชพ้ ลงั งาน ในแต่ละกระบวนการผลติ มี 3 ค่า ไดแ้ ก่ 64

การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 1. ค่าเกณฑก์ ารใชพ้ ลังงานไฟฟ้า (SECE) เปน็ การวดั การใชพ้ ลังงานไฟฟ้าเทียบกบั ผลผลิตของแตล่ ะกระบวนการ SECE = ปริมาณการใชพ้ ลังงานไฟฟ้า(������������ℎ) (1) ปริมาณผลผลติ (ตัน) 2. ค่าเกณฑ์การใช้พลังงานความร้อน (SECTH) เป็นการวัดการใช้พลังงานความร้อนของกระบวนการผลิตน้ันๆ โดย การแปลงหน่วยของปริมาณเช้ือเพลิงให้เป็นรูปแบบของไฟฟ้าจะต้องทาการคูณด้วยค่าแฟคเตอร์การแปลง (Conversion Factor) (สานักนโยบายและพลังงาน, 2559) SECTH = ปรมิ าณการใช้พลงั งานความรอ้ น (������������) (2) ปริมาณผลผลติ (ตนั ) เนื่องจากขอบเขตในการพิจารณาในระดับกระบวนการผลิตและพลงั งานความรอ้ น ได้แก่ พลังงานความร้อนของไอ น้าท่เี ข้าสกู่ ระบวนการนน้ั การใช้พลังงานความรอ้ น (MJ) = ตนั ของไอนา้ ทีใ่ ช้ (ตนั ) x เอนธาลปขี องไอน้า (kJ/kg) (3) 3. ค่าเกณฑ์การใช้ไอน้าของโรงงาน (SECST) เปน็ การวดั ไอน้าของผลผลิตที่ได้ SECST = ปรมิ าณตนั ไอนา้ (ตัน) (4) ปริมาณผลผลติ (ตัน) 3.3. เก็บข้อมลู คา่ ดชั นีการใชพ้ ลังงานจาเพาะ (SEC) 3.3.1. เก็บข้อมูลค่าดัชนีการใช้พลังงานจ้าเพาะ (SEC) ของอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง เป็นการเก็บข้อมูลใน ภาพรวมของการใช้พลงั งานไฟฟา้ และความร้อนในหลายโรงงานของอตุ สาหกรรมแปรรปู สบั ปะรดกระปอ๋ ง เพอ่ื คานวณค่าดัชนี การใช้พลงั งานจาเพาะของภาคอุตสาหกรรม 3.3.2. เก็บข้อมูลและค้านวณค่าดชั นีการใช้พลังงานจ้าเพาะ (SEC) ของโรงงานตัวอย่าง เป็นการเก็บรวมรวมข้อมลู การใช้พลังงานไฟฟ้าและความรอ้ น ของโรงงานแปรรปู สับปะรดกระปอ๋ งตวั อย่าง และคานวณคา่ ดัชนีการใช้พลงั งานจาเพาะ 3.4 วิเคราะห์ค่าดัชนีการใช้พลงั งานจาเพาะ เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้พลงั งานไฟฟ้าและความร้อน ในการปรบั ปรุงประสิทธิภาพการใช้พลงั งานจะมีการเปรียบเทียบคา่ ดัชนีการใช้พลงั งานจาเพาะ (SEC) ของโรงงานตวั อย่างกับ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปรียบเทียบประสทิ ธิภาพสาหรบั การปรับปรงุ การใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อนในระดับกระบวนการ ดังแสดงในรูปที่ 3 65

การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ภาพรวมของอตุ สาหกรรมสับปะรด เป ีรยบเทียบ โรงงานสบั ปะรดกระป๋องตวั อย่าง ภาพรวมของอุตสาหกรรมสับปะรดกระปอ๋ ง ระดับองคก์ ร (Plant Level)  SECSector พลงั งานไฟฟ้า  SEC พลงั งานไฟฟา้  SECSector พลังงานความร้อน SEC พลังงานความร้อน ระดับผลิตภณั ฑ์ (Product Level)  SEC พลงั งานไฟฟ้า SรEะCดับพกลรงั ะงบานวคนวกาามรร(้อPนrocess Level)  SEC พลังงานไฟฟา้ และความร้อน รับ ปอกเปลอื ก แปรรปู บรรจุ ฆ่าเชอ้ื ชื้อ วิเคราะห์และเปรยี บเทยี บ  SEC พลงั งานไฟฟ้าของกระบวนการ SEC พลงั งานความรอ้ นของกระบวนการ รปู ที่ 3: กรอบแนวคดิ ของการดาเนนิ งานวิจยั 4. ผลการดาเนนิ งานวจิ ยั จากข้อมูลการใช้พลังงานของกลุ่มโรงงานสับปะรดกระป๋อง ทาการวิเคาระห์ข้อมูลและประเมินค่าเกณฑ์การใช้ พลังงาน ซง่ึ จะมีประโยชนอ์ ย่างยิ่งตอ่ การปรบั ปรงุ ประสทิ ธภิ าพการใช้พลังงานในการผลิตให้ดีขน้ึ 4.1. ค่าดัชนีการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เมื่อนาข้อมูลปริมาณการผลิตและค่าดัชนีการใช้พลังงานของกลุ่ม โรงงานอตุ สาหกรรมสับปะรดกระปอ๋ ง สามารถแบ่งเป็นโรงงาน ได้ 2 กลุ่ม คอื โรงงานขนาดเล็ก-กลาง และโรงงานขนาดใหญ่ (กรมโรงงานอตุ สาหกรรม, 2560) โดยการวิเคราะหส์ มการถดถอย (Regression) คา่ R-Squared ดงั สมการท่ี 5 R-Squared = A/B ; โดย A = ความผนั แปรทสี่ ามารถอธบิ ายได้ (5) B = ความผันแปรทั้งหมด (Total Variation) เมอ่ื ทาการวิเคาะห์ข้อมูลดงั แสดงในรปู ที่ 3 และ 4 ซึ่งสามารถเขียนสมการถดถอยเชิงเสน้ ดังสมการท่ี 6 และ 7 66

การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 6,000 5,000 R² = 0.7102 Overall SEC (MJ/ton) 4,000 โรงงาน A 3,000 โรงงาน B R² = 0.3056 โรงงาน C 2,000 โรงงาน D 1,000 R² = 0.6226 R² = 0.3543 0 0 1,000 2,000 3,000 4,000 5,000 6,000 7,000 8,000 9,000 Production ( รูปที่ 4: ความสมั พันธร์ ะหว่างดชั นีการใชพ้ ลงั งานรวมกับปริมาณการผลติ ของโรงงานขนาดเลก็ และกลาง 9,000 Overall SEC (MJ/ton) 8,000 E F 7,000 G H 6,000 R² = 0.6808 5,000 R² = 0.284 4,000 R² = 0.0855 3,000 I 2,000 R² = 0.5603 1,000 R² = 0.6432 0 0 2,000 4,000 6,000 8,000 10,000 12,000 14,000 16,000 18,000 20,000 Production ( รปู ที่ 5: ความสัมพันธร์ ะหวา่ งดชั นีการใช้พลังงานรวมกบั ปริมาณการผลิตโรงงานขนาดใหญ่ SEC Total โรงงานขนาดเล็ก-กลาง = - 0.1364 (XSM) + 2,360.20 (6) SEC Total โรงงานขนาดใหญ่ = - 0.0340 (XL) + 1,731.90 (7) 4.2. ค่าดชั นกี ารใชพ้ ลงั งานของโรงงานตัวอย่าง 4.2.1. คา่ ดัชนีการใช้พลงั งานของโรงงานตวั อยา่ งระดับองคก์ ร (Plant Level) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1: คา่ ดชั นีการใชพ้ ลังงานไฟฟา้ และความร้อนรวมระดบั องคก์ รของโรงงานตวั อยา่ ง รายละเอยี ด ดัชนีการใชพ้ ลงั งาน ดัชนีการใชพ้ ลงั งานรวมของโรงงานตัวอย่าง ไฟฟา้ (kWh/ton) ความรอ้ น (MJ/ton) 309.62 4,454.77 67

การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4.2.2. ค่าดัชนีการใชพ้ ลงั งานของโรงงานตวั อย่างระดบั ผลิตภัณฑ์ (Product Level) ดงั แสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2: ค่าดัชนีการใช้พลงั งานไฟฟ้าและความรอ้ นรวมระดบั ผลติ ภัณฑข์ องโรงงานตวั อยา่ ง ผลิตภณั ฑ์ ดัชนีการใชพ้ ลังงาน สับปะรดกระป๋อง ไฟฟา้ (kWh/ton) ความรอ้ น (MJ/ton) น้าสับปะรดเขม้ ขน้ 67.86 368.29 141.09 4,086.48 4.2.3. คา่ ดัชนกี ารใช้พลังงานของโรงงานตวั อย่างระดบั กระบวนการ (Process Level) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3: ค่าดชั นกี ารใชพ้ ลังงานไฟฟา้ และความร้อนรวมระดบั กระบวนการของโรงงานตัวอยา่ ง ผลติ ภณั ฑ์ กระบวนการผลิต ดชั นกี ารใช้พลังงาน สบั ปะรดกระป๋อง การรับวตั ถดุ บิ ไฟฟ้า (kWh/ton) ความรอ้ น (MJ/ton) น้าสบั ปะรดเขม้ ขน้ การปอกเปลอื ก สาธารณูปโภค การแปรรูป 10.78 114.29 การบรรจุและผนึกฝา การฆา่ เช้ือ 2.47 - การระบายความรอ้ นและการเปา่ ลม การค้ันเน้ือ 1.27 - การป่นั การระเหย 53.25 246.00 ระบบอัดอากาศ ระบบผลิตน้าเย็น 0.09 8.00 ระบบนา้ ระบบบาบัดนา้ เสีย 0.0022 - ห้องเย็น อาคารสานักงาน 43.96 - 1.78 - 95.35 4,086.48 5.57 - 5.94 - 26.76 - 17.38 - 36.12 - 8.90 - 68

การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รปู ที่ 6: ดชั นีการใช้พลงั งานไฟฟา้ และความรอ้ นของโรงงานตัวอยา่ ง 4.3. ค่าดัชนีการใช้พลงั งานของโรงงานตวั อย่างเปรยี บเทยี บกบั ภาคอตุ สาหกรรม การวเิ คราะห์และเปรียบเทียบดัชนี การใชพ้ ลังงานเฉพาะ (SEC) ของโรงงานตัวอย่างกับภาคอตุ สาหกรรม การปรับปรุงเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการใช้พลงั งานพบว่าจะทาให้ค่าดัชนีการใช้พลงั งานลดลงของโรงงานตวั อย่างใน ระดับองค์กร (Plant Level) ระดับผลิตภัณฑ์ (Product Level) โดยทาการปรับปรุงปริมาณการใช้พลังงานของระดับ กระบวนการ (Process Level) จงึ ทาการเปรียบเทียบดัชนกี ารใช้พลังงาน ดงั แสดงในตารางท่ี 4 ตารางท่ี 4: เปรยี บเทยี บปรมิ าณการใชพ้ ลังงานของโรงงานตวั อยา่ งและภาคอุตสาหกรรม รายละเอียด ปรมิ าณการใชพ้ ลงั งานรวม (MJ) ดัชนกี ารใชพ้ ลงั งานจาเพาะรวม (SECTotal) โรงงานตัวอยา่ ง ภาคอตุ สาหกรรม 5,569.40 2,354.74 5. สรปุ และบทวจิ ารณ์ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลโรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง พบว่าชุดข้อมูลของโรงงานมีค่า R-Squared ตั้งแต่ 0.0855-0.6808 สาหรับโรงงานขนาดใหญ่ และค่า R-Squared ต้ังแต่ 0.3056-0.7102 สาหรับโรงงานขนาดเลก็ -กลาง เห็นว่าค่าดัชนีการใช้พลังงานของอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง ขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ มีรูปแบบการใช้พลังงานต่อหน่วย ผลผลิตที่มีความแตกต่างกัน ดังน้ันการบริหารจัดการพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรดที่ดีจะส่งผลถึงประสิทธิภาพ ของการใชพ้ ลงั งาน จากการเปรยี บเทยี บปรมิ าณการใช้พลงั งานรวมของโรงงานตัวอย่างมีค่าสูงกว่าภาคอตุ สาหกรรม โดยปริมาณการใช้ ไฟฟ้าในโรงงานตัวอย่างมีการใช้ไฟฟ้ากับการผลิตสัปปะรดกระป๋องประมาณร้อยละ 50 ในส่วนของสัปปะรดกระป๋อง ใน ขั้นตอนการบรรจุและผนึกฝา มีดัชนีการใช้พลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนมากท่ีสุด 53.25 kWh/ton และ 246.00 MJ/ton ส่วนกระบวนการผลิตน้าเข้มข้น ในขั้นตอนการระเหยมีการใช้พลังงานไฟฟ้าและความร้อนสูงสุด 95.35 kWh/ton และ 4,086.48 MJ/ton ตามลาดบั ในสว่ นของสาธารณปู โภคในระบบห้องเย็นมีดชั นีการใชไ้ ฟฟ้าสงุ สดุ 36.12 kWh/ton ซึ่ง 69

การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซ่อุปทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ควรมมี าตรการอนุรกั ษ์พลังงานในส่วนของกระบวนการบรรจุ ผนกึ ฝา และระบบการระเหย ในงานวิจยั ตอ่ ไปจะนาขอ้ มูลไปใช้ ประโยชน์ในการวางมาตรการการอนุรักษ์พลังงงาน และวางแผนในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรด กระปอ๋ ง เอกสารอ้างองิ กรมโรงงานอตุ สาหกรรม, 2560, “บัญชปี ระเภทโรงงานอุตสาหกรรม,” http://www.diw.go.th/hawk/content. php?mode=dataservice&tabid=1 [1 มิถนุ ายน 2560] กรมวิชาการเกษตร, 2558, “ร่างยทุ ธศาสตร์สบั ปะรด ปี 2558 – 2569,” http://www.doa.go.th/hortold/ images/stories/academy/pine-statusfruit.pdf [ 5 มิถนุ ายน 2560] เจริญชยั โขมพัตราภรณ์, รวพิ มิ พ์ ฉวีสุข, ปรารถนา ปรารถนาดี, รวพิ ิมพ์ ฉวสี ุข, ธนัญญา วสุศรมี , 2548, “ระบบโซอ่ ปุ ทาน ของอตุ สาหกรรมสบั ปะรดกระปอ๋ งไทย,” the 5th Industrial-Academic Annual Conference on Supply Chain and Logistics Management, Bangkok, Thailand, November, 35-46. เตือนใจ สมบรู ณ์ววิ ัฒน์, เจริญชยั โขมพตั ราภรณ,์ วิทิดา จงศุภชยั สทิ ธ,ิ์ ศริ ิวรรณ แดงฉา่ , อนุศักดิ์ เผอื กเกษม, 2560, “รายงานความกา้ วหนา้ การเพิ่มประสิทธภิ าพพลงั งานของโซอ่ ปุ ทานอตุ สาหกรรมสบั ปะรดในจงั หวดั ภาคกลางตอนลา่ ง,” สานักงานนโยบายและแผนพลังงาน, กระทรวงพลงั งาน. ปฐวี ปุยะติม, 2551, “การจดั การพลงั งานเชิงบรู ณาการของโรงงานผกั และผลไม้อบแห้งตัวอย่าง,” วทิ ยานพิ นธป์ ริญญา วิศวกรรมศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาการจัดการงานวิศวกรรม มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. เสกสนั ต์ พนั ธ์ุบญุ มี, 2549, “การจดั การพลังงานไฟฟ้า : กรณศี กึ ษาโรงพยาบาลเลดิ สิน,” วิทยานิพนธป์ ริญญาวศิ วกรรม ศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการพลงั งาน คณะพลงั งานสิง่ แวดล้อมและวสั ดมุ หาวทิ ยาลัยเทคโนโลยพี ระ จอมเกลา้ ธนบรุ .ี สานักนโยบายและแผนพลงั งาน, 2559, รายงานสถิติพลังงานของประเทศไทย 2559, กระทรวงพลังงาน. อานาจ หลงแป้น, 2557, “การจัดการพลังงานของเครื่องจักรในระบบสนับสนุนการผลิตเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโรงงาน ควบคุม กรณีศึกษา โรงงานผ้าเบรครถยนต์,”วิทยานพิ นธ์ปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิศวกรรมการจดั การ อตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนอื . Stock, J.R., (2004). The US Food Supply Chain. Food Supply Chain Management. 211-220, Blackwell Publishing, Great Britain. 70

Topic B: Performance Measurement การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: PM 05 ดชั นชี ว้ี ัดประสิทธภิ าพการทางานที่เหมาะสมเพ่อื ประเมนิ บรษิ ัทผใู้ หบ้ ริการส่งมอบสินค้า กรณีศึกษา บริษัทสง่ ออกสนิ คา้ Key Performance Indicators for Assessing Performances of Freight Forwarders a case study of exporting companies นาฏวดี เลขาวจิ ิตร1*, ธนัญญา วสุศรี2 1* สาขาการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละซัพพลายเชน บัณฑติ วิทยาลัยการจดั การและนวตั กรรม มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบรุ ี โทร 086-9957178 E-mail [email protected] 2 สาขาการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละซพั พลายเชน บณั ฑติ วทิ ยาลยั การจดั การและนวัตกรรม มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบรุ ี โทร 0-2470-9790 โทรสาร 0-2470-9798 E-mail [email protected] บทคดั ยอ่ การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือคดั เลอื กดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทางานที่เหมาะสมใช้ในประเมนิ บรษิ ัทผใู้ ห้บรกิ าร ส่งมอบสินค้าและเปรียบเทียบผลการทางานของผู้ให้บริการส่งมอบสินค้าตามดัชนีช้ีวัดใหม่ วิธีการศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิง คุณภาพประเภทค้นคว้าเอกสารและสังเคราะห์เน้ือหาเอกสารงานวิจัยเพื่อหากลุ่มปัจจัยและดัชนีช้ีวัดตามแนวทฤษฎีการวัด คุณภาพบรกิ าร (SERVQUAL) จากนนั้ ทาการหาข้อสรปุ ดัชนีช้ีวดั ที่มีความเหมาะสมโดยกลุ่มผู้เช่ียวชาญด้านโลจสิ ติกสแ์ ละซัพ พลายเชน ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มผู้ใช้บริการและกลุ่มผู้ให้บริการ ด้วยแบบสอบถาม สุดท้ายนาดัชนีช้ีวัดท่ีได้จาก การศึกษาประยุกต์ใช้กับข้อมูลจริงของบริษัทกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าการประเมินประสิทธิภาพตามดัชนีชี้วัดใหม่ สามารถแสดงถงึ ประสิทธิภาพการทางานของผู้ให้บริการส่งมอบสนิ ค้าตามความเป็นจริงไดม้ ากกวา่ แบบเดิม และสามารถบ่งชี้ ประเด็นที่ผู้ให้บริการต้องปรับปรุงแก้ไขการทางานได้ เช่น การตอบสนองลูกค้าด้วยความถูกต้องและการพัฒนา เทคโนโลยี เพ่ืออานวยความสะดวกแกผ่ ใู้ ช้บรกิ าร คาสาคัญ: การวดั ประสทิ ธภิ าพการทางาน; คุณภาพบริการ SERVQUAL; ผ้ใู หบ้ ริการทางโลจิสตกิ ส์ Abstract This study is to select appropriate key performance indicators to evaluate freight forwarders and apply the key performance indicators to measure the freight forwarders of an exporting company. A literature research survey was conducted to synthesize related research papers to discover appropriate factors and key performance indicators according to Service Quality ( SERVQUAL) . The selection of appropriate key performance indicators was conducted by experts in the field of logistics and supply chain management that are academics, logistics users and logistics providers using a questionnaire. Finally, the 71

การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 key performance indicators selected were applied with real data of the case study. It was found that the application of the key performance indicators proposed can reflect the performance of freight forwarders better than previous key performance indicators. It can identify issues that freight forwarders should improve such as correctly customer responsiveness and development of technology to let users more comfortable. Keywords: Performance measurement, Service Quality (SERVQUAL), Logistics service providers 1. ทีม่ าและความสาคญั ในสภาวะปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันสูง บริษัทต้องเพ่ิมขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นด้านการลด ต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทางธุรกิจ โลจิสติกส์เป็นส่วนสาคัญของการดาเนินธุรกิจดังจะเห็นไดจ้ ากมูลค่า ของกิจกรรมโลจิสติกส์เม่ือเปรยี บเทียบเป็น Gross Domestic Product (GDP ) แล้วพบว่า ในสหรัฐอเมริกาต้นทุนโลจสิ ตกิ ส์ คิดเป็น 8.5% (The World Bank, 2012) และประเทศไทยต้นทุนทางโลจิสติกส์ ในปี 2557 คิดเป็น 14.1% (สานักส่งเสริม พัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2559) บริษัทได้ตระหนักถึงประโยชน์ของการจัดการโลจิสติกส์ แต่ด้วยทรัพยากรและ ความสามารถท่ีมีอยู่อย่างจากัด ทาให้ไม่สามารถดาเนินการกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง จึงเลือกใช้ผู้ให้บริการ ด้านโลจสิ ตกิ สป์ ฏิบัตงิ านแทน ไดแ้ ก่ เรือ่ งการขนส่ง เรอ่ื งการจัดการคลังสนิ คา้ และการกระจายสนิ คา้ เปน็ ต้น งานศึกษาน้ีเป็นกรณีศึกษาของบริษัทผู้ผลิตและจาหน่ายอาหารสัตว์น้า ที่มีฐานการผลิตต้ังอยู่ท่ีจังหวัดพิจิตร จัด จาหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้รูปแบบการขนส่งทางรถ ทางน้าและทางอากาศ ปัจจุบันได้มีการจ้างบริษัทผู้ ใหบ้ รกิ ารส่งมอบสนิ ค้าเพือ่ ดาเนินการจัดส่งสินคา้ ใหแ้ ละมีการควบคุมประสทิ ธิภาพการทางานของผใู้ ห้บริการด้วยการใช้ระบบ ประเมินประสิทธิภาพการทางาน (Key Performance Indicator) โดยกาหนดการประเมนิ ไว้ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านความตรง ต่อเวลาของการจัดส่งสนิ ค้า 2) ด้านการใหบ้ รกิ าร 3) ดา้ นความถูกตอ้ งของเอกสารในการส่งออก และ 4) ด้านมาตรฐานความ ปลอดภัยของตู้คอนเทนเนอร์ เป็นต้น การประเมินผลในปัจจุบันเป็นลักษณะหักคะแนนเม่ือพบข้อผิดพลาด สรุปผลการ ประเมินแบ่งเป็นดีมาก(เกรดเอ) ดี(เกรดบี) พอใช้(เกรดซี) และควรปรับปรุง(เกรดเอฟ) ผลการประเมินประสิทธิภาพของผู้ ให้บริการแต่ละรายอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทกรณีศึกษายังได้รับข้อร้องเรียนที่เกิดจากการ บริการ เช่น เรื่องความถูกต้องของราคา เร่ืองความถูกตอ้ งของการบริการ เร่ืองตู้คอนเทนเนอร์ทไ่ี มไ่ ดค้ ุณภาพ เป็นต้น ดังน้ัน การศึกษานี้จงึ มวี ัตถุประสงคห์ ลักเพอ่ื คัดเลือกดชั นชี ี้วัดประสิทธิภาพของบรษิ ัทผู้ให้บริการสง่ มอบสินค้า (freight forwarder) ทีเ่ หมาะสมและสะท้อนประสทิ ธิภาพการทางานอยา่ งแท้จริงทนี่ าไปสกู่ ารพัฒนาการให้บริการในลาดบั ตอ่ ไป 2. ทฤษฎีที่ใชใ้ นงานวจิ ัย 2.1. การวดั ประสิทธิภาพ อภิชาต โสภาแดง (2551) ได้กล่าวว่า Key Performance Indicator (KPI) หรือ ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ คือ เคร่ืองมือที่สามารถนามาใช้วัดผลหรือประเมินการดาเนินงานในรูปแบบของการประเมินเชิงปริมาณ เพื่อให้เห็นภาพการ ดาเนนิ งานและประสทิ ธิผลการดาเนินงานหรือการปฏิบัติงานขององค์กร ลกั ษณะของ KPI จะต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับ วสิ ัยทศั น์ ภารกิจ และกลยทุ ธ์ขององค์กร ดัชนีช้วี ดั ทีม่ คี วามสาคัญตอ่ องค์กรและหนว่ ยงานมี 2 ลกั ษณะ คอื ดัชนีชว้ี ดั ท่ี 72