การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จะปริ้นใบสั่งช้ินส่วนไปยังเคร่ืองปร้ินท่ีอยู่ตามเส้นทางการจัดส่งชิ้นส่วน และ (6) พนักงานรับใบส่ังชิ้นส่วนจากน้ันจึงไปหยิบ ช้ินส่วนและนาไปส่งตามจุดใช้งานตามทรี่ ะบบเรยี ก 4. ผลของการวิจัย จากการศกึ ษาปญั หาการดาเนนิ งานในปัจจบุ ัน และวิเคราะหค์ วามสญู เปลา่ ในการดาเนินงานการขนย้ายชนิ้ ส่วนเข้า สู่การผลิต และได้นาระบบ PPS พร้อมทั้งปรับแก้รูปแบบเอกสาร Manifest เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดาเนินงานขนย้าย ชนิ้ ส่วนเขา้ สูก่ ารผลติ โดยลดความสญู เปลา่ ในด้านตา่ ง ๆ จากการศึกษาเร่อื งการเพมิ่ ประสิทธิภาพการจัดส่งชน้ิ สว่ นดว้ ยระบบ PPS สามารถนาข้อมูลมาเปรียบเทยี บความแตกต่างหลงั จากการปรับปรุงแกไ้ ขไดด้ งั รูปท่ี 2 รปู แบบเดิมมีการกาหนดการจดั สง่ ชิ้นส่วน 13 เสน้ ทาง โดยมชี ิ้นส่วนบางชิ้นถูกกาหนดอยู่ในเส้นทางท่ไี ม่เหมาะสม สง่ ผลให้การจัดแผนการหยิบชิ้นส่วนเพอื่ จัดสง่ เกิดความล่าช้า อีกทั้งข้อมูลประเภท และปริมาณช้ินส่วนไม่เป็นปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงดาเนินการปรับเปล่ียนข้อมูลช้ินส่วน และ เสน้ ทางการจัดส่งให้สอดคล้องกับการดาเนินงานจรงิ โดยในกลุม่ ของ Local parts มกี ารจัดเกบ็ ชน้ิ ส่วนประเภทสายไฟรวมอยู่ ดว้ ย ซงึ่ มีปริมาณมากและเปน็ ชน้ิ ส่วนทีม่ ีความต้องการในการดั ส่งเพียงเสน้ ทางเดยี ว ดงั นั้นจึงแยกสายไฟออกมาอยใู่ นกลุ่มใหม่ คือ Harness parts เส้นทาง GTC12 ทาให้สะดวกและง่ายต้องการจัดส่ง หลังจากที่ได้ทาการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลพ้ืนฐาน ช้นิ สว่ น ปรบั สมดุลช้นิ ส่วนในแตล่ ะเสน้ ทางการจดั สง่ แต่ละสถานเี ข้าสูร่ ะบบ PPS ปริมาณรวมจากเดิม คอื 2,153 ชนิ้ สว่ น แต่ เมื่อปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้อง ปริมาณคงเหลือในคลังคือ 2,270 ช้ินส่วน แสดงว่าเกิดความผิดพลาดของการจัดเก็บข้อมูลใน ภาพรวมถึง 117 ช้ินส่วน ทาให้เกิดการสั่งซ้ือช้ินส่วนในปรมิ าณทม่ี ากเกินความจาเป็น เน่ืองจากเข้าใจว่ามชี ิ้นส่วนไม่เพียงพอ ต่อการผลิต และเป็นสาเหตุหนึ่งท่ีทาให้การจัดแผนการจัดส่งเดิมมีความผิดพลาด ส่งผลให้พนักงานไม่ใช้ระบบ PPS เพราะ เข้าใจว่าระบบไม่มีศักยภาพ เกิดการกาหนดปริมาณความต้องการช้ินส่วนแต่ละจุดใช้ผิดพลาด เมื่อนาระบบ PPS มา ประยุกต์ใช้จึงตอบสนองการดาเนินการแบบ JIT คือ ดึงช้ินส่วนตามปริมาณความจาเป็นของจุดใช้ ไม่สูญเสียพ้ืนท่ีในการ จดั เก็บเกดิ ความจาเปน็ รปู ที่ 2: ความแตกต่างของจานวนช้ินสว่ นกอ่ นและหลังการปรบั ปรงุ นอกจากขอ้ มลู ในการประสานงานไมถ่ กู ตอ้ ง ไม่ทันสมัย ส่งผลใหก้ ารดาเนินงานผดิ พลาด และเกิดตน้ ทนุ ในหลายสว่ น งาน การศกึ ษากระบวนการทางานยงั พบว่าเอกสาร Manifest มีความซบั ซอ้ น พนักงานจงึ เกดิ ความสบั สนในการดาเนนิ งาน ทา ให้เสียเวลา และเกิดการผิดพลาดในการดาเนินงาน งานวจิ ัยนจ้ี ึงทาการปรับปรงุ รูปแบบเอกสาร Manifest ใหส้ อดคลอ้ งกับ ลาดบั การหยิบช้ินส่วนของพนกั งาน แบบเดิมจะเหน็ ได้ว่าใบ Manifest มีลาดบั การแสดงช้นิ ส่วนทไี่ มถ่ กู ต้อง มกี ารขา้ มตาแหนง่ ทขี่ ้ามไปมา ทาให้ไมส่ ะดวกต่อการจัดช้นิ สว่ นของพนกั งาน ดังรปู ที่ 3 (เสน้ สีแดง = แบบเดมิ และเสน้ สีน้าเงิน = แบบใหม่) 523
การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซอ่ ปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 12 9 10 7 8 345 บบเ ิม 6 1234567 8 9 10 บบ หม่ รูปท่ี 3: ตัวอยา่ งเอกสาร Manifest แบบเดิมและแบบใหมห่ ลงั ปรบั ปรุง ตารางที่ 3: เปรยี บเทียบเวลากอ่ นและหลงั การปรับปรงุ (hh:mm:ss) สถานี เวลาในการปฏิบตั ิงาน เวลาท่ลี ดลง หมายเหตุ ก่อนปรบั ปรุง หลงั ปรับปรงุ 0:51:00 Buffer ไม่เพยี งพอ 1:05:20 Buffer ไม่เพียงพอ 1 7:09:00 6:18:00 1:12:30 0:35:00 2 6:54:40 5:49:20 2:15:00 3:00:00 3 6:47:30 5:35:00 0:40:00 2:11:30 4 7:25:00 6:50:00 2:44:40 2:00:00 5 10:15:00 12:30:00 1:51:00 1:28:45 6 5:00:00 2:00:00 3:00:30 1:08:06 7 8:40:00 9:20:00 1:45:00 3:01:00 8 5:48:30 3:37:00 2:17:20 2:13:00 9 5:15:20 2:30:40 2:21:00 3:23:30 10 6:00:00 4:00:00 2:05:39 1:20:00 11 6:09:00 4:18:00 1:59:00 12 6:31:15 5:02:30 13 4:59:30 1:59:00 14 6:51:54 5:43:48 15 5:15:00 3:30:00 16 4:59:00 1:58:00 17 5:42:40 3:25:20 18 5:47:20 3:34:20 19 5:39:00 3:18:00 20 4:56:30 1:33:00 21 5:54:21 3:48:42 22 6:40:00 5:20:00 23 6:01:00 4:02:00 524
การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จากการเปรียบเทียบเวลาการปฏิบัติงานก่อนและหลังการนาระบบสารสนเทศ PPS และปรับรูปแบบการเดินหยิบ ช้นิ สว่ นเพ่อื การจดั สง่ จุดใช้จานวน 23 สถานี พบว่าสามารถลดเวลาการปฏิบตั ิงานได้ถึง 21 สถานี แตย่ ังมี 2 สถานีท่ีนอกจาก ไม่สามารถลดเวลาแต่เพิ่มเวลาในการปฏิบัติงาน เน่ืองจากในงานวิจัยนี้ไม่ได้พิจารณาถึงปริมาณท่ีเหมาะสมในการใช้ช้ินส่วน ของแต่ละจุดใช้ เพียงแต่จัดส่งตามปริมาณที่จุดใช้ทาการร้องขอ ส่งผลให้ปริมาณท่ีจัดส่งในแต่ละครั้งไม่เพียงพอต่อความ ตอ้ งการใชจ้ ริงของจุดใช้ 5 และ 7 เม่ือพิจารณาในภาพรวมของเวลาในการปฏบิ ตั ิงานทัง้ 23 สถานี เวลาลดลงถึง 878.83 นาที คิดเป็นร้อยละ 10.12 ของเวลาปฏิบตั งิ านเดมิ จึงถือได้ว่าการนาระบบสารสนเทศ PPS และปรับรูปแบบการเดินหยิบช้ินสว่ น เพ่อื การจดั สง่ ท่นี าเสนอมีประสทิ ธิภาพ สามารถสรุปการลดความสูญเปล่าได้ดังตาราง 4 และ 5 ตารางที่ 4: การจดั สง่ ชน้ิ สว่ นเข้าสู่สายการผลติ รถยนตข์ องทีม Store การปรับปรงุ ความสญู เปลา่ ความสญู เปล่า (ก่อนปรับปรงุ ) (หลงั ปรบั ปรุง) มีการจดั เก็บขอ้ มลู เพื่อการจัดเก็บ จัดเตรียม และจัดส่งช้ินสว่ น ความสูญเสยี จากการเคลือ่ นไหว โดยระบบสารสนเทศ น่ันคอื ระบบ PPS ความสญู เสยี จากการรอคอย X ผลท่ีได้: เกดิ การจัดเตรยี มช้นิ ส่วนอยา่ งเปน็ ระบบ ลดการเกิด ความสญู เสยี จากผลติ ภัณฑบ์ กพรอ่ ง X ขอ้ มลู ผิดพลาดและจัดสง่ ผดิ พลาด ลดการจัดส่งชนิ้ ผดิ เขา้ สู่ X กระบวนการผลติ จึงไมเ่ กดิ การทางานซา้ และไมเ่ กดิ ความสบั สน ความสญู เสยี จากการรอคอย ของพนักงานผลิต X คน้ หาช้นิ ส่วนตาม location ท่รี ะบุในระบบ PPS ดงั นัน้ ความสูญเสียจากกระบวนการมากเกนิ ไป ผลท่ไี ด:้ ลดเวลาในการคน้ หาช้นิ สว่ น ระบบสามารถแจ้งสถานะ X และสถานท่กี ารจดั เกบ็ ชิ้นส่วนได้อยา่ งถกู ต้อง ความสญู เสยี จากสนิ คา้ คงคลงั ระบรุ อบเวลาการนบั Stock เนื่องจากมกี ารเบิก-จ่าย จัดเตรยี ม X โดยระบบ PPS ผลทไี่ ด้: ข้อมูลถกู ต้อง ลดการทางานซา้ ทราบปรมิ าณชิ้นสว่ นทีจ่ ดั เก็บอยา่ งแท้จรงิ ลดการสง่ั ซ้อื เกิน ปริมาณทตี่ อ้ งการ ผลที่ได:้ สามารถจัดเตรยี มพื้นทจ่ี ัดเก็บท่เี หมาะสม ลดปรมิ าณชนิ้ ส่วนเกินความจาเป็นในคลงั ได้ ตารางท่ี 5: การจัดสง่ ชนิ้ ส่วนเขา้ สสู่ ายการผลติ ของทีม Kitting การปรบั ปรุง ความสญู เปลา่ ความสูญเปล่า (กอ่ นปรับปรงุ ) (หลังปรับปรุง) จัดเตรยี มชน้ิ สว่ นตามระบบ PPS ความสูญเสยี จากการเคลอื่ นไหว ผลท่ไี ด้: เกิดการจดั เตรียมชน้ิ ส่วนอยา่ งเปน็ ระบบ ลดการเกดิ ความสูญเสยี จากการรอคอย X ข้อมูลผิดพลาดและจัดสง่ ผิดพลาด ลดการจัดส่งชนิ้ ผิดเขา้ สู่ ความสูญเสยี จากผลติ ภัณฑบ์ กพรอ่ ง X กระบวนการผลิต จึงไม่เกิดการทางานซา้ และไมเ่ กดิ ความสับสน X ของพนกั งานผลิต 525
การประชุมสัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 การปรับปรุง ความสญู เปล่า ความสูญเปล่า (กอ่ นปรบั ปรงุ ) (หลงั ปรบั ปรุง) พนักงานยินดใี ช้เอกสาร Manifest เพราะง่ายต่อการดาเนินงาน ความสูญเสียจากการรอคอย ผลที่ได:้ เอกสารมกี ารจดั เรยี งลาดับการหยบิ ชิน้ ส่วนท่ีเหมาะสม X ง่ายต่อการดาเนินการ ลดเวลาในการคน้ หาชิ้นส่วน ความสูญเสยี จากการรอคอย เอกสาร Manifest ถูกปรบั ปรุงใหเ้ รยี งลาดบั ตามหน้าทกี่ ารจัด X ชน้ิ ส่วนของพนักงานแต่ละคน ความสญู เสยี จากการรอคอย ผลทไี่ ด้: เอกสารมีการจดั เรยี งลาดบั การหยบิ ช้นิ ส่วนท่ีเหมาะสม X งา่ ยตอ่ การดาเนนิ การ ลดเวลาในการคน้ หาชน้ิ ส่วน ช้ินสว่ นทุกชนิ้ งานถกู แสดงในเอกสาร Manifest อย่างครบถว้ น ผลที่ได:้ ข้อมูลถูกตอ้ ง ลดการทางานซา้ 5. สรปุ และบทวจิ ารณ์ การดาเนนิ งานในทุกขั้นตอน ขอ้ มูลและสารสนเทศมคี วามสาคญั ในการตดิ ต่อประสานงาน ไปจนถงึ กาหนด กระบวนการดาเนนิ งาน หากผปู้ ฎบิ ตั เิ ข้าใจไมต่ รงกัน ไม่ถกู ต้องตามทคี่ วรปฏบิ ตั ิ จะส่งผลให้การดาเนนิ งานผดิ พลาด เกิดความ สูญเปลา่ ในทุกกระบวนการ งานวิจัยน้ีได้เสนอการเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการดาเนินงานดา้ นการขนยา้ ยวสั ดเุ ข้าสสู่ ายการผลิต รถยนต์ เนน้ ลดความสูญเปล่าในแต่ละด้านทเี่ กดิ ข้นึ จากรปู แบบการดาเนินงานในปจั จบุ นั 2 ส่วน คือ การนาระบบ PPS ประยุกตใ์ ช้ในงานจัดสง่ ชน้ิ ส่วนของทีม Store และปรับปรงุ เอกสาร Manifest สาหรับงานจัดส่งชิน้ สว่ นของทมี Kitting จาก การปรบั ปรงุ การดาเนนิ งานท้งั สองส่วนสามารถลดความสญู เสียจากการเคลอ่ื นไหว ความสญู เสยี จากการรอคอย ความสญู เสีย จากผลติ ภณั ฑ์บกพรอ่ ง ความสญู เสียจากกระบวนการมากเกินไป และความสญู เสยี จากสนิ คา้ คงคลัง จะเห็นไดว้ ่าการปรับปรุง ประสทิ ธภิ าพในการดาเนนิ งานเพยี งขัน้ ตอนใดขั้นตอนหน่งึ สามารถลดความสญู เปลา่ ลดเวลา ส่งผลใหล้ ดต้นทนุ ของการ ดาเนนิ งาน งานวิจัยน้ีมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดาเนินงานเฉพาะส่วนงานการขนย้ายช้ินส่วนเข้าสู่สายการผลิต สาหรบั งานวจิ ัยในอนาคตควรพิจารณาส่วนงานอน่ื ๆ รว่ มด้วย เชน่ ปรมิ าณความตอ้ งการที่แทจ้ ริงในการผลิตของแต่ละจุดใช้ เพือ่ ให้การดาเนินงานเกดิ ประสทิ ธภิ าพ และลดความสูญเปลา่ อยา่ งแท้จรงิ เอกสารอา้ งองิ Aljazzar, S.M., Jaber, M.Y., Moussawi-Haidar, L., 2017, \" Coordination of a three-level supply chain (supplier–manufacturer–retailer) with permissible delay in payments and price discounts,\" Applied Mathematical Modeling, Vol 48, 289-302. Chang, G., 2009, \"Total Quality Management in Supply Chain,\" International Business Research, Vol 2(2), 82-85. Cheng, T.C., Podolsky, S., 1996, Just-in-Time Manufacturing: An introduction, 2e, Chapman & Hall. Kiran, D.R., 2017, Total Quality Management: Key Concepts and Case Studies, Butterworth – Heinemann. Kherbacha, O., Mocana, M.L., 2016, \"The importance of logistics and supply chain management in the enhancement of Romanian SMEs,\" SIM 2015 / 13th International Symposium in Management, Vol 221, 405-413. 526
การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Liao, S.H., Hu, D.C., Ding, L.W., 2017, \"Assessing the influence of supply chain collaboration value innovation, supply chain capability and competitive advantage in Taiwan's networking communication industry,\" International Journal of Production Economic, Vol 19, 143-153. Minkyun, K., Chai, S., 2016, \"The impact of supplier innovativeness, information sharing and strategic sourcing on improving supply chain agility: Global supply chain perspective,\" International Journal of Production Economic, Vol 187, 42-52. 527
Topic M: Technology Solutions การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: TS 03 การพฒั นาระบบสารสนเทศสาหรบั เอกสารสง่ ออกของผผู้ ลิตเส้อื ผา้ กีฬาสาเรจ็ รปู กฤษณา กลนิ่ ระคนธ์1*, ธนญั ญา วสศุ รี2 1* สาขาวชิ าการจดั การโลจสิ ติกส์และซพั พลายเชน บณั ฑติ วิทยาลยั การจดั การและนวัตกรรม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โทร 081-7507127 E-mail: [email protected] 2 สาขาวิชาการจดั การโลจสิ ติกส์และซพั พลายเชน บัณฑติ วิทยาลยั การจัดการและนวตั กรรม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ ธนบุรี โทร 02-470-9799 โทรสาร 02 470-9798 E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บริษัทกรณีศึกษาเป็นธุรกิจผลิตเส้ือผ้ากีฬาสาเร็จรูปเพ่ือส่งออกต่างประเทศ มีระยะเวลาการจัดทาเอกสารส่งออก เกินกว่าเป้าหมายที่ลูกค้ากาหนด โดยมีสาเหตุจากระบบสารสนเทศท่ีเช่ือมโยงไม่มปี ระสิทธิภาพ และขาดการจัดการข้อมลู ที่ เป็นระบบ ดังน้ันการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลและลดความล่าช้าของานเอกสารในฝ่ายงานที่ เกี่ยวข้องกับเอกสารส่งออก รวมท้ังการประยุกต์ใช้โปรแกรมสาเร็จรูป Microsoft Access 2016 ในการเพ่ือใช้ในการจัดการ ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่าระบบสารสนเทศท่ีพัฒนา สามารถลดกิจกรรมและเวลาที่ไม่เกิดมูลค่าในการจัดทาเอกสารส่งออก และลดความผิดพลาดตลอดจนความซา้ ซ้อนจากการส่งต่อข้อมลู ระหว่างฝา่ ยที่เก่ียวข้อง คิดเป็น 29.63% ของเวลาการจดั ทา เอกสารในปัจจบุ ัน คาสาคัญ: การสง่ ออกสนิ คา้ ; การพัฒนาระบบฐานข้อมลู ; แผนภาพกระแสขอ้ มลู ; ระบบสารสนเทศ; Export; Garment 1. ที่มาและความสาคญั ธุรกิจเส้ือผ้ากีฬาสาเรจ็ รปู มีการแขง่ ขนั ทีเ่ พม่ิ ขึน้ ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทนั ต่อโลกธุรกิจ ใน การตอบสนองความตัองการของลูกค้าเพ่ือรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน การพัฒนากระบวนการทางธุรกิจเพื่อลด ความสูญเสีย (Waste) เพ่ือก่อให้เกิดมูลค่าในการทางาน (Value Added) และลดงานท่ีไม่เกิดมูลค่า (Non-Value Added) จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสาคัญที่ผู้ประกอบการควรให้ความสาคัญ บริษัทกรณีศึกษาเป็นธุรกิจผลิตเส้ือผ้ากีฬาสาเร็จรูปเพ่ือการ สง่ ออก มีความลา่ ช้าในกระบวนการจัดทาเอกสารสง่ ออกเน่อื งจากมีการทางานท่มี คี วามซา้ ซ้อน ไม่มีการบรหิ ารจัดการข้อมูลที่ เช่ือมโยงภายในองค์กรท่ดี ี รวมทงั้ ปริมาณเอกสารส่งออกและความหลากหลายของการจัดทาเอกสารสง่ ออกท่ีแตกตา่ งกันเป็น จานวนมาก จึงเป็นที่มาของการศึกษาน้ีเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศในการจัดการฐานข้อมูลของงานเอกสารส่งออกและลด เวลาที่ใช้ในการจดั ทาเอกสารสง่ ออกท้ังหมด 528
การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 2. ทฤษฎีทใ่ี ช้ในงานวิจยั 2.1. ระบบสารสนเทศ ศรีสมรัก อินทุจันทร์ยง (2549) กล่าวว่า การนาระบบสารสนเทศมาดาเนินการน้ันเกิด ประโยชน์ เพ่ือช่วยลดระยะเวลาในการดาเนินงาน, ลดกระบวนการทางานที่มีความซ้าซ้อน, ช่วยในการเพิ่มผลทางการผลิต และช่วยลดต้นทุนในการผลิตสินค้า อีกทั้งยังช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้านการลงทุน และเป็นส่วนหลักท่ีช่วยเพ่ิม ความสามารถทางการแข่งขนั 2.2. แผนภาพกระแสข้อมลู โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์ (2548) ให้ความหมายและการเขียนแผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram: DFD) ว่าเป็นการจาลองรูปแบบของกระบวนการทางานเพื่อวิเคราะห์ระบบการทางาน แผนภาพจะช่วยให้ เห็นความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างกระบวนการ (Process) กับข้อมูล (Data) กระบวนการและขั้นตอนในการจัดทาแผนภาพ กระแสขอ้ มลู 2.3. การสรา้ งฐานข้อมลู ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนันทน์ (2551) กลา่ ววา่ แนวโนม้ ด้านข้อมลู (Data Trends) มีผลต่อระบบ สารสนเทศ เมื่อเกิดการเข้ามาของข้อมูลที่กลายเป็นทรัพยากรที่สาคัญต่อหลายองค์กร เป็นผลให้ระบบการจัดการข้อมูล (Database Management System; DBMS) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เป็นเคร่ืองท่ีนามาใช้เพ่ือการจัดการฐานข้อมูลที่มี รูปแบบการทางาน และยังทาหน้าท่ีในการป้องกันข้อมูล สารองข้อมูล และสามารถเรียกคืนข้อมูลท่ีเกิดความเสียหายได้ จึง สามารถอธิบายไดว้ ่า ระบบการจัดการฐานข้อมูล เป็นระบบท่ีทาหนา้ ที่เปน็ ศนู ยก์ ลางระหว่างผ้ใู ช้กับฐานข้อมูล (โอภาส เอี่ยม สิริวงศ,์ 2548) 2.4. การประยุกต์ใช้โปรแกรมสาเร็จรูป นันทนี แขวงโสภา (2555) กล่าวว่า Microsoft Access เป็นโปรแกรม สาเร็จรูปใช้จัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละตารางเพื่อช่วยในการจัดเก็บข้อมูล การ คน้ หาขอ้ มูล การปรับเพิ่ม ลด หรือแกไ้ ขขอ้ มลู ทง้ั ยงั สามารถรักษาความปลอดภัยขอ้ มลู ได้ 2.5. แผนผังความสัมพันธ์ของปัญหาและสาเหตุ วิฑูรย์ สิมะโชคดี (2547) ) กล่าวว่า แผนผังความสัมพันธ์เป็น เครื่องมือท่ีใชเ้ พื่อการแกไ้ ขปญั หาทมี่ คี วามยุ่งยาก ใช้การแก้ปัญหาด้วยการเชอื่ มโยงกันระหว่างเหตุและผลคลา้ ยแผนผงั สาเหตุ และปัญหา (Cause and Effect) ที่หาความเกี่ยวข้องของปัญหาท่ีมีความสัมพันธ์ของปัญหาและสาเหตุ (วันทรัตน์ จันทกิจ, 2546) จากการรวบรวมทฤษฎีทั้งหมดเพื่อนามาใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ โดยการนาแผนผังความสัมพันธ์ของ ปัญหาและสาเหตใุ นการวิเคราะห์ถึงสาเหตทุ ี่เกิดความลา่ ช้าในกระบวนการทางาน และใช้แผนภาพกระแสข้อมูล (DFD) เพื่อ ใช้ในการวิเคราะห์ถึงปัจจัยและข้อมูล (Data) ท่ีเกิดขึ้นในกระบวนการ โดยการพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) โดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรปู Microsoft Access เพื่อใหเ้ กิดเป็นข้อมูลชุดเดยี วกันในการใชง้ าน 3. การดาเนนิ งานวิจัย 3.1. การวิเคราะห์กระบวนการจัดทาเอกสารส่งออกที่มีความเกี่ยวข้องกับส่วนงานอ่ืน จากการศึกษากระบวนการ ทางานปัจจุบันของฝ่ายเอกสารส่งออก พบว่าปัจจุบันการนาข้อมูลท่ีมาใช้ในการจัดทาเอกสารส่งออกนั้นมีการใช้ข้อมูลจาก ห ล า ย พื้ น ที่ จั ด เ ก็ บ เ กิ ด เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ท า ง า น ที่ มี ค ว า ม ซ้ า ซ้ อ น จ า ก รู ป ท่ี 1 เ ป็ น ก า ร แ ส ด ง ถึงกระบวนการทางานของฝ่ายเอกสารส่งออกที่เกี่ยวของกับฝ่ายอ่ืน โดยเม่ือมีการส่งต่อข้อมูลจากแต่ละฝ่ายงานรับผิดชอบ จาเป็นต้องมีการตรวจสอบซ้า และเมื่พบความผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ฝ่ายเอกสารส่งออกจาเป็นต้องมีการแจ้ง กลบั ไปยงั ฝ่ายงานทีเ่ กีย่ วข้องเพื่อให้ทาแก้ไข และส่งต่อขอ้ มูลมาอกี ครงั้ เป็นผลให้เกดิ ความลา่ ชา้ ในกระบวนการทางาน สง่ ผล ใหร้ ะบบงานปัจจบุ ันไมส่ ามารถดาเนนิ การได้ทนั ตามเปา้ หมายทง้ั ในดา้ นความถกู ต้องของขอ้ มลู (Accuracy) และดา้ นของ 529
การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกสแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 เวลา (Timing) เพ่ือช้ีวัดผลการทางานของพนกั งานประจาฝ่ายเอกสารพบว่าปัจจบุ ันมีระยะเวลาการจัดส่งเอกสารลา่ ช้ากว่าท่ี กาหนด เชน่ กรณกี ารจดั สง่ สนิ ค้าทางอากาศ จะต้องดาเนินการแล้วเสร็จภายใน 4 วนั แตใ่ นปจั จบุ ันทาไดจ้ ริงท่ี 7 วนั เป็นต้น Export work flow Marketing Export Dept Packing Dept Privilege Forwarder Shipping Bank Customer Start Report Check Detail Shipment Revise NG Find Draft NG Revise PL&PO NG OK Check Find Detail BOM OK Add BOM Booking Create Customs Document Invoice Commercial Inv Plan Load Plan Load FTA/CO BL or AWB EXPORT Packing DECLARATION List PackFBiTnLAgo/LrCiAsOtLWL B DOCUMENT PackFBiTnLAgo/LrCiAsOtLWL B PackFBiTnLAgo/LrCiAOstLWL B PackFBiTnLAgo/LrCiAsOtLWL B DOCUMENT DOCUMENT DOCUMENT รปู ท่ี 1: กระบวนการจดั ทาเอกสารส่งออก 3.2 การวิเคราะห์ถึงปัญหาและสาเหตุท่ีเกิดข้ึนในกระบวนการทางาน จากรูปท่ี 2 เป็นการนาทฤษฎีแผนผัง ความสัมพันธ์ของปญั หาและสาเหตุมาวิเคราะหถ์ งึ สาเหตเุ ปน็ ผลตอ่ ความล่าชา้ ของกระบวนการทางานทเ่ี กิดความเกี่ยวข้องกัน ทั้งหมด สามารถวเิ คราะห์ถงึ สาเหตุหลักทเ่ี กิดข้นึ ได้ ดังนี้ 3.2.1. สาเหตจุ ากขอ้ มลู เอกสารผดิ พลาด เปน็ ผลมาจากรายละเอยี ดสนิ คา้ ผิด พนักงานทุกคนสามารถเพิ่มหรือ ปรบั แกไ้ ขข้อมลู ได้ และการไมก่ าหนดสทิ ธิในการเพมิ่ หรอื ปรบั แก้ไขขอ้ มูล 3.2.2. สาเหตจุ ากพิกัดศุลกากรกา้ กับสนิ ค้าผดิ เปน็ ผลมาจากลูกคา้ มีการใช้พิกัดศุลกากรในการนาเขา้ สินค้าตา่ ง และความผิดพลาดจากพนักงาน 3.2.3. สาเหตุทพี่ นักงานทา้ ผิด เปน็ ผลจากการไม่มีมาตรฐานในการทางาน วิธกี ารทางานของพนักงานไมถ่ ูกต้อง พนักงานไม่มีความชานาญ พนกั งานเลือกใชส้ ิทธปิ ระโยชนผ์ ดิ ประเภท และกระบวนการทางานซา้ ซ้อน 530
การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกส์และโซอ่ ปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รปู ท่ี 2: กระบวนการจดั ทาเอกสารสง่ ออก เมื่อทาการศึกษาถึงกระบวนการทางาน และวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ส่งผลต่อความล่าช้าที่เกิดข้ึนในการจดั ทาเอกสาร ส่งออกเพื่อใช้ในการจัดทาแผนภาพกระแสข้อมูล (DFD) และนาไปถึงการพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (RDBMS) เพ่ือสร้างฐานข้อมูลกลางในการใชง้ านและพ่มิ ประสิทธิภาพการทางาน 4. ผลการดาเนินงานวจิ ยั ผลการศกึ ษาถึงกระบวนการจดั ทาเอกสารส่งออกทงั้ ในระบบฐานข้อมลู แบบเดิม และระบบงานใหม่ สามารถนาผลท่ี ได้มาใช้ในออกแบบระบบฐานข้อมลู ของระบบงานใหม่ โดยมีการนาเอาโปรแกรมสาเร็จรูป Microsoft Access มาดาเนินการ และในการศกึ ษากระบวนการทางาน พบว่ามีการใช้งานจากเอกสาร และข้อมลู ท่ีไมม่ ีรูปแบบการจดั เก็บท่มี ีประสิทธภิ าพ จงึ ป ลี่ยนข้อมูลจากเอกสารเป็นข้อมูล (Data) เพ่ือใช้ในการจัดทาระบบฐานข้อมูลใหม่ และจัดทาแบบฟอรม์ เพื่อใช้ในการจัดเก็บ ข้อมลู ของทุกฝ่ายทเ่ี กีย่ วข้องกบั ฝ่ายเอกสารส่งออก เพ่ือใช้ ในกระบวนการทางาน 4.1. การวเิ คราะห์ระบบการจดั ทาเอกสารส่งออกใหม่ ผลจากการวิเคราะห์ถงึ ระบบกรทางานของการจัดทาเอกสารส่งออกในรปู แบบเดิม โดยนาเอาแผนภาพกระแสข้อมลู (Data Flow Diagram) มาทาการวิเคราะห์ แล้วเม่ือมีการปรับปรุงระบบใหม่ จึงทาการออกแบบระบบฐานข้อมูล และสร้าง ฐานขอ้ มลู เพ่อื ให้เกิดมาตรฐานในการจดั เกบ็ ขอ้ มลู เมอ่ื มีการปรับปรงุ กระบวนการทางาน จึงทาการออกแบบแผนภาพกระแสข้อมูลของระบบการจดั ทาเอกสารส่งออก ใหม่ เพ่อื เปรียบเทยี บถึงขอ้ มลู (Data) ท่มี ีในระบบเดมิ และสามารถชว่ ยปรับลดการสง่ ตอ่ ขอ้ มูลในสว่ นใดบ้าง 531
การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รปู ที่ 3: แผนภาพบรบิ ท (Context Diagram) ระบบการจัดทาเอกสารสง่ ออกระบบใหม่ รปู ที่ 3 แสดงแผนภาพบรบิ ทของระบบการจัดทาเอกสารสง่ ออกระบบใหม่ ทบี่ ่งช้ีถงึ หน่วยงานทม่ี ีความรบั ผดิ ชอบใน การกรอกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลท่ีสามารถเรียกมาใช้งานได้ในแผนกท่ีเก่ียวข้อง เช่น ฝ่ายขายจะเป็นผรู้ ะบุข้อมลู ท่ีมีการใช้ งานป็นหลัก ใช้เพียงหมายเลขการผลิตในการแจ้งให้หน่วยงานอ่ืนทราบ จึงสามารถนาข้อมูลมาใช้ได้ทันที และจะไม่เกิดการ เปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยหน่วยงานอื่นเช่นระบบเดิม หรือกรณีฝ่ายสิทธิประโยชน์ท่ีระบบเดมิ มีการสง่ ต่อข้อมูลให้หน่วยงานอน่ื โดยการใชข้ อ้ มูลผา่ นระบบกลาง และเอกสารเพอื่ ใช้งาน เกิดความผดิ พลาดเน่ืองจากข้อมูลที่ถูกสง่ ตอ่ น้ันเกดิ การเปล่ียนแปลง โดยผู้อ่ืน แต่เมื่อมีการปรับปรุงจะสามารถลดความผิดพลาด เนื่องจากฝ่ายสิทธิประโยชน์จะเป็นผู้ดาเนินการ และใช้เพียง หมายเลขสินคา้ ในการนาขอ้ มูลมาใช้ เป็นต้น ท้งั น้สี ามารถสรปุ ผลของการเปลยี่ นแปลงได้ ดงั นี้ 4.1.1. การลดลงของข้อมูล (Data) ท่ีส่งต่อจากฝ่ายท่ีเก่ียวข้องสู่ระบบการจัดทาเอกสารส่งออก เช่น ระบบงาน ปัจจุบันฝ่ายเอกสารมีการรับข้อมลู จากทุกฝ่าย ทั้งรายงานคาสงั่ ซื้อ ข้อมูลลูกค้า วันท่ีจัดส่งสินค้า ฯลฯ แต่เมื่อมีการออกแบบ ระบบใหม่ฝ่ายเอกสารจะมีการรับข้อมูลรหว่างฝ่ายงานเพียง เลขท่ีคาส่ังซ้ือ และหมายเลขส่ังผลิตเท่านั้น เน่ืองจากใช้การ จัดเกบ็ ขอ้ มลู ผา่ นระบบฐานขอ้ มลู เปน็ ตน้ 4.1.2. สว่ นของเอกสารทีเ่ กดิ ขนึ้ ในระบบไมเ่ กิดการเปลีย่ นแปลง เนอื่ งจากกระบวนการจดั ทาเอกสารส่งออกมีการใช้ เอกสารเพ่อื ตดิ ตอ่ กบั ภายในและภายนอกองค์กรเปน็ จานวนมาก 4.2. การเปรยี บเทยี บเวลาในกจิ กรรมการทางาน การออกแบบการจัดเก็บฐานข้อมูลเป็นเครอื่ งมือช่วยในการบรหิ ารจดั การข้อมลู (Data) ให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน ล ด กิ จ ก ร ร ม ก า ร ร อ ค อ ย ( Delay) แ ล ะ ล ด ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ข้ อ มู ล ( Inspection) ที่ มี ม า ก อ ยู่ ใ น ก ร ะ บ ว น การทางาน ท้ังนี้ผลจากการจัดเก็บข้อมูลเป็นศูนย์กลางยังสามารถช่วย ทาให้สามารถนาใช้งานข้อมูลได้ทันที เพราะการ ปรบั ปรุงระบบฐานข้อมูลให้มกี ารจดั เกบ็ ไวใ้ นแฟม้ ข้อมูลเดยี วกนั นน้ั ง่ายตอ่ การค้นหาขอ้ มูลภายในคร้งั เดียว ไมจ่ าป็นต้องค้นหา ข้อมลู ในหลายแฟม้ ข้อมูล 532
การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตารางที่ 1: เปรยี บเทยี บเวลารวมในการทางานก่อนและหลังทาการปรับปรงุ กจิ กรรม เวลาทใี่ ชง้ าน (นาที/ชุด) เวลาก่อนการปรบั ปรงุ เวลาหลงั การปรับปรุง การปฎบิ ตั ิงาน 1235 825 การสง่ ข้อมลู 300 240 การรอคอย 830 746 การตรวจสอบ 315 75 เวลารวม 2,680 1,886 จากตารางท่ี 1 แสดงใหเ้ หน็ เวลาของแต่ละกิจกรรมท่เี กดิ ขึ้นในกระบวนการทางาน โดยมีการแบง่ ออกเปน็ กจิ กจจรม การปฎิบตั งิ าน การสง่ ข้อมลู การรอคอย และการตรวจสอบ โดยเวลารวมกอ่ นการปรับปรุงพบว่ามีการใชเ้ วลาถึง 2,680 นาที หรือคดิ เปน็ 5.58 วนั ตอ่ เอกสารหนึ่งชดุ และเม่ือทาการปรบั ปรงุ ประสิทธภิ าพของระบบฐานขอ้ มลู รวมเวลา 1,886 นาที หรือ คดิ เปน็ 3.49 วันตอ่ การจดั ทาเอกสารหนึ่งชดุ ทั้งนีจ้ ากข้อมลู ดังกลา่ วสามารถลดเวลารวมของกจิ กรรมทีเ่ กดิ ขึน้ ท้งั หมดได้ 794 นาที หรอื คิดเป็นวนั 1.65 วันการจัดทาเอกสารหนึ่งชุด หรอื คิดเปน็ ร้อยละ 29.63 ของเวลาการทางานก่อนทาการปรับปรุง 5. สรุปผลการดาเนินงาน 5.1 การปรบั ปรงุ และเพิ่มประสทิ ธิภาพการทางาน 5.1.1 การวิเคราะห์และพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นการออกแบบเพ่ือจัดเก็บข้อมูลที่มาจากหลายส่วนงานไว้เป็น ศูนย์กลาง เพื่องา่ ยตอ่ การใชง้ าน และลดความผดิ พลาดของเอกสารทเี่ กดิ จากการใช้ขอ้ มลู ทไ่ี มม่ ีประสทิ ธภิ าพ 5.1.2 การออกแบบฟอร์มเพื่อใช้ในการจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพ่ือสร้างฐานข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลด ข้ันตอนการทางาน ปรับเปล่ยี นรปู แบบการจัดเกบ็ ข้อมูล และสามารถตรวจสอบข้อมลู ได้งา่ ย 5.1.3 การกา้ หนดสทิ ธกิ ารเขา้ ใช้งานของพนกั งานในแตล่ ะสว่ นงาน เพอื่ ป้องกันความผิดพลาดทอ่ี าจเกิดขน้ึ กับข้อมูล เชน่ เดยี วกบั ระบบเดมิ เปน็ การช่วยป้องกนั ข้อมูล และสร้างมาตรฐานในการทางาน 5.2 ข้อเสนอแนะสาหรับบริษัทกรณศี ึกษา 5.2.1 กรณีบริษัทมีการใช้นกั ออกแบบระบบ (Programmer) ภายในบรษิ ัท และสามารถสรา้ งหรอื ออกแบบระบบได้ โดยไมต่ ้องเพ่มิ เงินลงทุน แต่ท้ังน้ีจาป็นตอ้ งใช้เวลาในการพัฒนา เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานของแต่ฝ่ายที่มีความเกี่ยวขอ้ ง กนั ในทกุ สว่ น 5.2.2 กรณีที่บริษัทมีการจ้างภายนอกด้าเนินการ (Outsource) เพื่อทาการออกแบบจาเป็นต้องศึกษาถึงการลงทุน ในการสร้าง หรือออกแบบระบฐานข้อมูลให้เกิดความเช่ือมโยงกัน จาเป็นต้องรู้ถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดข้ึนในการออกแบบระบบ เพื่อใชง้ าน อีกทัง้ จาเปน็ ต้องรู้ถงึ ความคมุ้ ค่าในการลงทุน เอกสารอ้างอิง ณฐั พันธ์ เขจรนันทน์, 2551, การวิเคราะหแ์ ละออกแบบระบบสารสนเทศ, พิมพ์ครงั้ ที่ 1, บรษิ ัท ซีเอด็ ยูเคชั่น จากดั (มหาชน), กรงุ เทพฯ, หนา้ ที่ 10-250 นันทนี แขวงโสภา, 2555, คมู่ อื Access 2007 ฉบบั สมบูรณ์ (2012-2013), พิมพค์ รั้งที่ 1, โปรวชิ ัน่ , กรุงเทพฯ 533
การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ สแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 วฑิ ูรย์ สมิ ะโชคดี, 2547, 7 New QC Tools, พมิ พค์ รง้ั ท่ี 5, สานักพิมพส์ มาคมสง่ เสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปนุ่ ), กรุงเทพฯ, หนา้ ที่ 17-20 ศรีสมรกั อินทจุ นั ทรย์ ง, 2549, ระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการ,พมิ พค์ รั้งที่ 1, สานักพิมพม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, กรุงเทพ, หนา้ ท่ี 130-170 Chris Gane and Trish Sarson, 1979, Structure Systens Analysis: Tools and Technique, 1st ed, Gordon Osbourne, USA, pp.9 John Mangan, Chandra Lalwani and Tim Butcher, 2008, Global logistics and Supply chain management, 1st ed, Antony Rowe Ltd, Great Britain, pp. 8-150 Martin Christopher, 1998, Logistics and Supply chain management, 2nd ed, Biddle Ltd, United Kingdom, pp. 4-5 534
Topic M: Technology Solutions การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Paper ID: TS 04 การประยกุ ต์ใช้มาตรฐานการเชอื่ มโยงข้อมลู RosettaNet สาหรับระบบการบรหิ ารเชื้อเพลงิ นาวาอากาศโท ธนินท์รฐั สทิ ธิเวชธนาศิริ1* 1* ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ กองวชิ าวศิ วกรรมเคร่อื งกลและอุตสาหการ กองการศึกษาโรงเรยี นนายเรืออากาศนวมินทกษัตรยิ าธริ าช โทร 02-5345236 โทรสาร 02-5345882 E-mail: [email protected] บทคดั ยอ่ งานวิจัยนี้เป็นการนาเสนอรปู แบบเกี่ยวกับมาตรฐานการเช่ือมโยงข้อมูล RosettaNet ในระบบการบริหารเชื้อเพลงิ โดยสาหรับการส่งกาลังบารุงน้ันการปฏิบัติการทางทหารที่สาคัญคือ การเคลื่อนย้ายหน่วย (deployment) ซ่ึงเป็นการ เคลื่อนย้ายหน่วยจากที่ต้ังปกติไปสู่ท่ีต้ังที่ได้รับมอบหมายให้ไปวางกาลังโดยใช้อากาศยานในการลาเลี ยงดังน้ันเพ่ือการ ปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพจึงจาเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสมในส่วนของผู้ท่ีเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหน่วยงานทางทหารเองและผจู้ ดั หาเชื้อเพลิงที่เป็นหน่วยงานภายนอก ดังนั้นการแลกเปลีย่ นข้อมลู ระหว่างกนั ไม่ สามารถเช่ือมโยงเข้าหากันได้ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างของระบบงานท่ีใช้ในองค์กรของตนเอง การดาเนินการวิจัย ประกอบด้วย การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจโดยใช้แผนภาพ swimlane, การปรับร้ือกระบวนการทางธุรกิจ, เลือก กระบวนการที่สามารถแทนท่ีด้วย PIP และการออกแบบเอกสารในรูปแบบของ XML schema ถึงแม้ว่ามาตรฐาน RosettaNet จะเป็นมาตรฐานการแลกเปล่ียนข้อมูลแต่ไม่สามารถนามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระบบการบริหาร เชอ้ื เพลงิ เนือ่ งจากขัน้ ตอนของการแลกเปลย่ี นเอกสารจาเป็นตอ้ งมผี ูม้ ีอานาจในการลงนามจงึ จะทาให้เกิดความสมบรู ณ์ถกู ต้อง ดังนั้นในส่วนของการออกแบบเอกสารมีการเพิ่มเติมส่วนท่ีเก่ียวข้องกับผู้มีอานาจในการลงนามลงไปเพ่ือให้เอกสารพร้อมใน การดาเนนิ งานตอ่ ไป คาสาคญั : มาตรฐานการเชือ่ มโยงข้อมูล; การสง่ กาลังบารงุ ; การเคลอ่ื นย้ายหนว่ ย; ระบบการบริหารเชื้อเพลิง 1. ทีม่ าและความสาคญั ระบบส่งกาลงั บารงุ ในการทหารถือว่าเป็นเรื่องท่ีสาคัญมากในการรบเพราะว่าหากระบบส่งกาลงั บารุงตา่ งๆ อาทิเช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ เวชภัณฑ์ เสบียงอาหาร เป็นต้น เกิดการคลาดเคล่ือนหรือไม่ตรงตามกาหนดเวลาอาจก่อให้เกิดความ เสียหายมหาศาลถึงขั้นเป็นฝ่ายปราชัยในสงครามเลยก็เป็นได้ ดงั นนั้ แต่ละกองทัพต่างมุ่งเนน้ ทจ่ี ะพัฒนาระบบส่งกาลงั บารุงให้ มีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยมุ่งเน้นที่ระบบสารสนเทศท่ีมีเทคโนโลยีท่ีก้าวหน้าและทันสมัยประกอบกับสามารถนามา ประยุกต์ใช้ในการดาเนินการอื่นท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศรวมถึงการช่วยเหลือประชาชนในยามประสบ ปัญหาภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที กองทัพอากาศเป็นกองทัพที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้นการมีระบบสารสนเทศที่ ตอบสนองไดอ้ ย่างรวดเรว็ ถอื เปน็ สิ่งที่สาคญั อยา่ งย่งิ จึงได้มีการนาระบบสารสนเทศเพื่อการจดั การการส่งกาลงั บารุง (Logistics Management Information System) เข้ามาใชใ้ นการดาเนินการต่างๆที่เก่ยี วข้องกับระบบงานสง่ กาลังบารงุ การแลกเปล่ยี น ข้อมลู ระหวา่ งหน่วยงานท่เี กยี่ วข้องกบั การส่งกาลงั บารุงเปน็ ส่ิงสาคัญแตเ่ นอื่ งจากความหลากหลายของระบบท่ีใช้ปฏบิ ตั กิ าร 535
การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจสิ ติกส์และโซอ่ ปุ ทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รวมถึงการขาดมาตรฐานกลางของข้อมูลจึงทาให้การเช่ือมโยงข้อมูลระหว่างกันมีปัญหาไม่ สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ส่ิงที่ เกิดข้ึนเป็นผลมาจากความแตกต่างของข้อมูลที่ไมเ่ ป็นรูปแบบมาตรฐานรวมถึงความไม่มรี ูปแบบท่ีชัดเจนในการจดั การข้อมูล ในแต่ละหน่วยงานที่มีท้ังในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค งานวิจัยน้ีดาเนินการแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการข้อมูลระหว่าง หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกันในระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการการส่งกาลังบารุงซึ่งมุ่งเน้นในส่วนระบบการบรหิ ารเชื้อเพลิงเป็น ต้นแบบโดยการใช้ RosettaNet ซ่ึงเป็นมาตรฐานที่มุ่งเน้นกระบวนการทางธุรกิจและสามารถส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบ อนิ เตอร์เน็ทซ่ึงเป็นเครือข่ายกลางในการแลกเปลี่ยนเอกสารอเิ ลก็ ทรอนกิ สร์ ะหวา่ งกัน 2. ทฤษฎีพ้ืนฐานและงานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง 2.1 การส่งกาลังบารุงทางทหาร (Military Logistics) การส่งกาลังบารุงทางทหาร (Military Logistics) มีการให้คาจากัดความว่า การจัดหาท่ีถูกใช้ประยุกต์ ในยุทธวิธี และยุทธศาสตรโ์ ดยทีย่ ุทธศาสตร์ถอื เปน็ สง่ิ หน่งึ ซ่ึงใชใ้ นการตดั สนิ ใจในการกระทาเพิ่มและสามารถนาพา กองกาลังทหารสจู่ ดุ ที่เก่ียวข้องในแต่ละสิง่ หรอื บุคคลได้ (Antoine Jomini, 2006) นอกจากนี้ยังปรากฏในคู่มอื ของกองกาลังป้องกันแอตแลนตกิ เหนือความว่า วิทยาศาสตรข์ องการวางแผนทาให้เกิดความเชื่อมนั่ ในการเคลื่อนยา้ ยและการจัดหาบรกิ ารทางดา้ นตา่ งๆใหก้ บั กองทัพและเป็นความรบั ผดิ ชอบต่อการวางแผนและการปฏบิ ัตกิ ารเคลื่อนย้ายไดอ้ ยา่ งสม่าเสมอให้กับกองทัพท่ีระดับปรมิ าณ ความต้องการสงู สดุ ของการสู้รบในสงคราม กลา่ วโดยสรุปการส่งกาลงั บารุงทางทหาร (Military Logistics) เปน็ ศาสตรใ์ นการ วางแผนและจัดการการเคล่ือนย้ายและบารุงรักษากองกาลังซง่ึ การดาเนินงานประกอบไปดว้ ย การออกแบบ การพัฒนา การ เกบ็ รักษา การเคลือ่ นยา้ ย การกระจาย การบารงุ รกั ษา การขนถา่ ย การควบคมุ ทางวัตถุ การกอ่ สร้าง การบารงุ รักษา การ ดาเนินงาน การใหส้ วัสดิการด้านสขุ ภาพแกบ่ ุคลากร การควบคุมสิ่งก่อสรา้ งรวมถึงการใหบ้ ริการตา่ งๆ 2.2 การปรับรอื้ กระบวนการทางธุรกจิ (Business Process Reengineering) BPR (Business Process Reengineering) คือ การคิดทบทวนกระบวนการทางธุรกิจเพ่อื ออกแบบกระบวนการทาง ธรุ กิจใหม่หรอื เปล่ยี นแปลงกระบวนการทางธุรกิจอยา่ งถอนรากทั้งนี้เพ่อื ใหธ้ รุ กจิ ดีขนึ้ ในแง่ต่างๆ ได้แก่ คา่ ใช้จา่ ย คุณภาพ การ บริการ ความรวดเรว็ ของกระบวนการ (Hammer and Champy , 1993) สาหรับ BPR จะมุ่งเน้นในสว่ นของกระบวนการ ทางธุรกิจโดยกระบวนการทางธุรกิจ คือ ลาดับของขั้นตอนเพ่ือให้ได้มา ซึ่งสินค้าหรือการบริการท้ังนี้หมายรวมถึงขั้นตอน ภายในบริษัทท่ีเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าหรือบริการด้วย อย่างหนึ่งท่ีควรทาอย่างยิ่งเมื่อจะทา BPR คือ พยายามมอง กระบวนการในบริษัทจากจุดเริ่มไปถึงจุดจบแทนท่ีจะมองว่าบริษัทมีแผนกอะไรบา้ งแต่ละแผนกทาอะไรบ้างกล่าวคือ เมื่อจะ ทา BPR ต้องมองให้ออกว่าแต่ละแผนก มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการทางธุรกิจ กระบวนการเป็นสิ่งสาคัญ ดังนั้นทุกบริษัทไม่ควรมีเพียงแค่แผนผังองค์กรที่แสดงความสัมพันธ์ของแผนกแต่ควรมีแผนผังกระบวนการทางธุรกิจเพื่อ มองเห็นภาพกระบวนการในบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทาให้สามารถหาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการน้ันได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ 2.3 เทคโนโลยีมาตรฐานการเช่ือมโยงข้อมลู (Data Exchange) จากการศึกษาวิวัฒนาการเทคโนโลยีการเชื่อมโยงข้อมูล สามารถเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละรปู แบบไดด้ งั ตารางท่ี 1 536
การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตารางท่ี 1: คุณลักษณะของการแลกเปลยี่ นขอ้ มลู แตล่ ะประเภท หวั ขอ้ EDI ebXML RosettaNet การตดิ ต้ัง ระบบตายตวั ไม่สามารถเปลีย่ นแปลง ระบบยืดหยนุ่ สามารถรองรบั การ ระบบยดื หยนุ่ สามารถรองรับ เปลย่ี นแปลง การเปล่ียนแปลง มาตรฐานของขอ้ มลู อา้ งอิงตามมาตรฐาน EDIFACT ภาษา XML ท่ีสามารถใช้แลกเปลยี่ น ภาษา XML ท่สี ามารถใช้ ท่ีใช้ ข้อมลู ได้ทว่ั ไป แลกเปลย่ี นขอ้ มลู ในรูปแบบ เฉพาะกลุม่ ธุรกิจ ระบบเครอื ข่าย VAN (Value added network) internet over SOAP internet over HTTP ขอบเขตการ ขอบเขตการดาเนนิ การท่ีครอบคลมุ ขอบเขตการดาเนนิ การระดับโลกผา่ น ดาเนินการ เฉพาะพนื้ ที่ internet ขอบเขตการดาเนนิ การระดบั โลกผ่าน internet 3. วิธกี าร 3.1 การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกจิ (business process) นาข้อมลู ทไี่ ด้จากการเกบ็ ข้อมลู มาสร้างเป็นแผนภาพกระบวนการทางธรุ กจิ โดยใชเ้ ครื่องมอื คือ swimlane เนอื่ งจาก เปน็ แผนภาพท่ีแสดงกระบวนการการทางานระหว่างกันไดอ้ ย่างชดั เจนและมีขั้นตอนในการดาเนินธรุ กจิ ระหว่างกนั อยา่ งไร 3.2 การปรับรอ้ื กระบวนการทางธรุ กิจ (re-engineering) หลังจากที่เขียนแผนภาพโดยใช้ swimlane เข้ามาช่วยดาเนินการแล้วซึ่งเป็นข้ันตอนในการทา business process re-engineering โดยจะได้กระบวนการทางานในปัจจบุ นั ท่ีเกดิ ข้นึ จากนัน้ ทาการวิเคราะหก์ ิจกรรมการทางานที่ซา้ ซ้อนระหว่าง หน่วยงานหรือการทางานที่ใช้ระยะเวลาในการดาเนินงานท่ีค่อนข้างนานซ่ึงเป็นสาเหตุของปัญหาท่ีเกิดข้ึนในการดาเนินการ วจิ ยั แล้วทาการเสนอวธิ ีการแกไ้ ขในรปู แบบของการเช่อื มโยงข้อมลู ระหวา่ งกันผา่ นเอกสารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 3.3 Mapping กระบวนการทางธรุ กจิ ที่ไดจ้ ากการเกบ็ ขอ้ มูลกบั มาตรฐาน RosettaNet เมื่อได้ swimlane ของกระบวนการทางธุรกิจแล้วก็นาไปจับคู่กับกระบวนการทางธรุ กิจของมาตรฐาน RosettaNet โดยเน้นในส่วนของกระบวนการทางธุรกิจท่ีเกิดจากการวิเคราะห์ตามหลัก business process re-engineering (BPR) ให้มี ความสอดคลอ้ งกับ PIP ในมาตรฐาน RosettaNet เพื่อจะไดน้ ากระบวนการทางธุรกิจของ Partner Interface Process (PIP) มาเปน็ ตน้ แบบในการประยุกตใ์ ช้ 3.4 การวเิ คราะหเ์ อกสารทางธุรกจิ เม่อื ทราบแล้วว่าสามารถนากระบวนการทางธุรกิจของ PIP ตัวใดในมาตรฐาน RosettaNet มาประยกุ ตใ์ ช้ได้จากนั้น นาข้อมูลต่างๆท่ีอยูภ่ ายในเอกสารทางธุรกจิ ท่ีได้จากการเก็บขอ้ มูลมาเปรยี บเทียบกับโครงสร้างเอกสารของ PIP แต่ละตวั ตาม มาตรฐาน RosettaNet โดยในส่วนของ PIP แต่ละตัวได้มีการระบุข้อมูลที่จาเป็นในการรับส่งเอกสารระหว่างกันใน กระบวนการทางธรุ กจิ ที่เกดิ ข้ึนในโซ่อุปทานในการนามาใช้อา้ งอิงนนั้ เพียงแค่ปรับในส่วนของข้อมลู ในเอกสารให้สอดคล้องกับ PIP แตล่ ะตัวกส็ ามารถสง่ ผา่ นข้อมูลระหว่างกนั 3.5 การเขยี นโครงสร้างเอกสารทางธุรกจิ เม่ือทราบแล้วว่าเอกสารทางธุรกิจต้องประกอบด้วยข้อมูลใดบ้างก็นามาเขียนเป็นโครงสร้างเอกสารด้วย XML Schema ในรปู แบบใหม่ให้เหมาะสมและสามารถนาไปใช้แทนเอกสารในรปู แบบดงั้ เดิมท่เี ปน็ กระดาษเพ่อื ใช้เป็นตน้ แบบใน 537
การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 การดาเนินการรบั ส่งเอกสารทางอิเลก็ ทรอนิกสร์ ะหว่างกันและยังเป็นการปรับปรุงพัฒนากระบวนการทางานเดิมท่ีเกิดปัญหา ให้มคี วามยดื หยุ่นสามารถเพิม่ ประสทิ ธภิ าพในกระบวนการแลกเปล่ยี นข้อมลู ระหวา่ งกันไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ 4. ผลของการวจิ ยั สาหรับผลการวิจัยเป็นการปรับเปล่ียนกระบวนการทางานในรูปแบบท่ีเป็นการทางานแบบซ้าซ้อนหรือแบบ Manual ซงึ่ เปน็ การดาเนนิ การโดยการปรบั ร้ือกระบวนการทางธุรกจิ เพ่ือให้เกิดประสทิ ธิภาพสงู สุดในการดาเนนิ งานแบบ real time เพอ่ื สอดคล้องและตอบสนองต่อภารกจิ ในการบรหิ ารจดั การเช้ือเพลิง ทัง้ นีโ้ ดยผลการวจิ ยั แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ นประกอบ ด้วย การออกแบบโครงสรา้ งการเชื่อมโยงข้อมลู ระหว่างกันของหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับระบบการบริหารเชื้อเพลิง ดังรูปที่ 1 และการแปลงเอกสารตามรูปแบบ XML schema ดังรูปท่ี 2 ซึ่งเป็นการสร้างโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมต้นแบบสาหรบั การตดิ ตงั้ ระบบการแลกเปลีย่ นขอ้ มูลระหว่างฝา่ ยคลังเชื้อเพลงิ กองพสั ดเุ ชอื้ เพลงิ กรมชา่ งอากาศ กับ บริษัท ปตท. พรอ้ มทั้ง รูปแบบเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในการแลกเปล่ียนข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้ได้รบั ข้อมูลท่ีถูกต้องและรวดเรว็ เพื่อการบรหิ าร จัดการเช้ือเพลิงอย่างมี ประสิทธิภาพตอบสนองต่อภารกิจของกองทัพอากาศต่อไป โดยผลของการแปลงเอกสารใน รูปแบบ XML schema นั้นสามารถนามาประยกุ ต์ใช้ได้แตจ่ าเปน็ ต้องเพ่ิมข้อมลู ผ้มู ีอานาจในการลงนามเข้าไปเพราะเป็นสิ่งที่ สาคญั และถือว่าเป็นไปตามระเบยี บของเอกสารทางราชการ Depot 1 PIP4C1 PIP4C1 Fuel control PIP4A2 PTT section PIP4B2 PIP3B2 Depot 2 RosettaNet RosettaNet Gateway Gateway PIP4C1 Depot 3 รปู ท่ี 1: โครงสรา้ งการเชอื่ มโยงขอ้ มูลระบบการบรหิ ารเชื้อเพลิง 538
การประชุมสัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซอ่ ปุ ทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รปู ท่ี 2: เอกสารตามรปู แบบ XML schema 5. สรปุ และบทวจิ ารณ์ งานวิจัยน้ีเปน็ การนาเสนอวิธีการในการนามาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมลู RosettaNet เข้ามาใช้โดยประกอบไปด้วย ข้ันตอนการวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ การปรับรื้อกระบวนการธุรกิจ การปรับเปลี่ยนกระบวนการโดยการแทนที่ด้วย PIP การออกแบบโครงสร้างการแลกเปลยี่ นข้อมลู และการสรา้ งเอกสารตามรูปแบบ XML schema โดยจากการศึกษาพบวา่ การวิเคราะห์กระบวนการธุรกิจถือเป็นสิ่งสาคัญในการที่จะนา RosettaNet เข้าไปประยุกต์ใช้เน่ืองจากว่ามาตรฐาน RosettaNet มุ่งเน้นท่กี ระบวนการธุรกจิ ทเี่ กดิ ข้นึ ซึ่งตา่ งกับมาตรฐานอื่น ทีม่ ุ่งเนน้ ในสว่ นของการรับส่งขอ้ มูลเพยี งอยา่ งเดยี ว เพราะฉะน้ันกระบวนการทางธุรกิจต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับ PIP ซึ่งเป็นส่ิงที่สาคัญสาหรับการประยุกต์ใช้มาตรฐานนี้ ส่วนขอ้ มลู ตา่ งๆทป่ี รากฏนั้นคอ่ นขา้ งที่จะละเอยี ดและครอบคลมุ สาหรับการติดตอ่ ระหวา่ งกนั บนโซ่อปุ ทานเดียวกัน ดังน้ันการ นามาใช้จาเปน็ ต้องมกี ารปรับเปลย่ี นเพือ่ ให้เกิดความเหมาะสมกับเอกสารทใ่ี ช้อยใู่ นส่วนของกองทัพอากาศก็เช่นเดยี วกันขอ้ มูล ท่ีต้องปรากฏเพ่ิมเติมเขา้ มาในส่วนของข้อมูลที่มอี ยู่เดิมไดแ้ ก่ ผู้มีอานาจในการลงนาม (Approval Authority) ซ่ึงถือเป็นสว่ น หนึ่งที่จะต้องมีเพ่ือให้เกิดความสมบูรณ์ของเอกสารโดยส่วนน้ีปรากฏอยู่ใน PIP4B2 ซึ่งเก่ียวข้องกับการตอบรับการจัดส่ง เชื้อเพลิงตามแต่ละคลังเช้ือเพลิงเมื่อทาการจัดส่งเช้ือเพลิงเรียบร้อยแล้วตามระเบียบจะต้องมีคณะกรรมการในการตรวจรับ เชื้อเพลิงเพื่อตรวจสอบเชื้อเพลิงที่ได้รับว่ามคี ุณภาพและเปน็ ไปตามข้อกาหนดที่ระบุไว้หรือไม่ ดังน้ันหลังจากได้รบั เช้ือเพลิง แล้วคณะกรรมการตรวจรับก็จะทาหน้าที่ตรวจสอบตามข้อกาหนดโดยในส่วนที่เพิ่มน้ีเป็นการระบุช่ือผู้ตรวจรับหรือเป็นรหัส ประจาตัวของผู้ตรวจรับเพื่อทาให้เอกสารมีความสมบูรณ์และสามารถดาเนินการส่งข้อมูลต่อไปเพ่ือใช้ในการบริหารจัดการ เชื้อเพลิงสาหรับบริษัท ปตท.จากัด (มหาชน) ท้ังนี้ทั้งน้ันยังสามารถนาเสนอแนวทางการเช่ือมโยงข้อมูลระหว่างกันสาหรับใน ส่วนของภาครัฐต่อภาคธุรกิจ (Government-to-Business) หรือในส่วนของภาครัฐต่อภาครัฐ (Government-to- Government) โดยเอกสารที่ได้อย่ใู นรปู ของ XML schema แล้วสามารถนาไปใช้ได้ทันทีหรอื ปรับเปลี่ยนเพิ่มเตมิ เพ่ือใหเ้ กิด ความสอดคล้องกับโครงการการเช่ือมโยงข้อมูลในภาครัฐบนพ้ืนฐานภายใต้เงื่อนไขและข้อกาหนด (Protocol) ท่ีเป็นแบบ เดียวกนั ท้งั ประเทศโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารเปน็ ผู้จดั ทาและพฒั นาโครงการตอ่ ไปในอนาคต 539
การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 เอกสารอา้ งองิ กองพสั ดเุ ชอื้ เพลิง. from http://www.ptd.dae.mi.th ชยกฤต เจริญศริ ิวฒั น์ (2551). การประยกุ ต์ใช้มาตรฐาน RosettaNet ในประเทศไทย: ศนู ยเ์ ทคโนโลยี อิเลก็ ทรอนิกส์และ คอมพวิ เตอร์แหง่ ชาต.ิ สมจติ ร อาจอนิ ทร์, และคณะ (2551). โครงการพัฒนามาตรฐานการเชือ่ มโยงขอ้ มลู เกี่ยวกับ Supply Chain & Logistics Management กรณีศกึ ษา: อตุ สาหกรรมช้ินสว่ นรถจกั รยานยนต์. สมนึก ครี โี ต, และคณะ (2550). โครงการจดั ทามาตรฐานขอ้ มูลและแบบจาลองขอ้ มลู สาหรบั ระบบการเชอื่ มโยงข้อมลู เครือข่ายภาครัฐ. BADEA, T. D. Military logistics - The Forerunner of merchandise logistics Behrman W. (2002). Best Practices for the Development and Use of XML Data Interchange Standards. Stanford University. Hammer, M., & Champy, J. Reengineering the corporation: A manifesto for business revolution. Business Horizons, 36(5), 90-91. Jomini, A. (2006). The Art of War. London: Greenhill Books. Paavo Kotinurmi, Armin Haller, & Oren, E. (2006). Ontologically enhanced RosettaNet B2B Integration 540
การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic N Applications in Tourism Logistics 541
การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซอ่ ุปทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic N: Applications in Tourism Logistics Paper ID: AT 01 การประยุกตใ์ ช้วิธเี ชงิ พนั ธุกรรมเพอ่ื ช่วยในการวางแผนเส้นทางการเย่ยี มชมจดุ ท่องเทีย่ ว ภายใตเ้ งื่อนไขดา้ นกรอบเวลา กรณีศึกษา เมอื งจาลอง จงั หวัดชลบรุ ี สวุ มิ ล คาแสน1, อธวิ ัฒน์ บุญม2ี *, อมั ภกิ า บุญมี3 1, 2*, 3 สาขาวชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ กาแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาแพงแสน โทร 089-3956932 E-mail [email protected] บทคัดยอ่ งานวิจัยน้ีมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาแนวทางการตัดสินใจในการแก้ปัญหาการวางแผนเส้นทางการเย่ียมชมจุด ทอ่ งเท่ียวในเมืองจาลอง เพอื่ ให้ได้คะแนนในการเดินมากท่ีสดุ ภายใตเ้ งอื่ นไขด้านกรอบเวลาท่จี ากดั โดยในการวางแผนเพื่อให้ ได้เสน้ ทางทีเ่ หมาะสมทสี่ ุดได้ทาการประยุกตใ์ ช้เทคนิคทางเมตะฮวิ ริสติกส์ทเี่ รยี กวา่ วิธเี ชงิ พนั ธุกรรมเขา้ มาพฒั นาเคร่อื งมอื เพอื่ ช่วยในการแก้ปัญหาท่มี กี ารพจิ ารณาเชือ่ มโยงในส่วนของจานวนนักท่องเทย่ี วทแี่ ตกต่างกัน จานวนจดุ เทย่ี วชมสงู สุด รวมไปถึง เง่ือนไขด้านกรอบเวลาในการเยี่ยมชมท่ีจากัด นอกจากน้ีเพื่อป้องกันการติดอยู่ในคาตอบเฉพาะถิ่นจึงได้นาหลักการของการ เข้ารหัสแบบฮิวริสติกส์มาใช้เพื่อปรับปรุงความสามารถในการค้นหาคาตอบท่ีเหมาะสมในปริภูมิคาตอบ เพื่อแสดง ประสิทธิภาพของฮิวริสติกส์ท่ีนาเสนอน้ี คณะผู้วิจัยได้ออกแบบการทดลองโดยใช้ค่าร้อยละการปรับปรุงตอบในการวัด ประสทิ ธิภาพเปรยี บเทียบกับวธิ กี ารหาเพ่อื นบ้านใกล้ท่ีสดุ และวิธีการคน้ หาตามคา่ ทดี่ ที ส่ี ดุ ซง่ึ ผลการทดลองพบวา่ วิธีท่ีนาเสนอ มผี ลเฉลยที่ดีกวา่ ขั้นตอนวธิ ีการหาเพอื่ นบ้านใกล้ท่สี ุด ท่ีคา่ เฉล่ยี รอ้ ยละ 2.12 และดกี วา่ วิธกี ารค้นหาตามค่าทด่ี ีท่ีสดุ ทีค่ า่ เฉลีย่ รอ้ ยละ 34.78 ตามลาดบั คาสาคญั : การวางแผนเส้นทาง; เมตะฮวิ รสิ ติกส;์ วิธเี ชิงพันธุกรรม; เมอื งจาลอง 1. ทีม่ าและความสาคญั ปัจจุบันเมืองจาลอง จังหวัดชลบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นสถานท่ีร วบรวม สถาปัตยกรรม ปูชนียสถาน และโบราณสถานขนาดจาลองทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศรวมกว่า 90 แห่ง ด้วยจานวน จดุ เทีย่ วชมทีม่ มี ากมาย จงึ เป็นปัญหากับนกั ท่องเที่ยวที่มาในรูปแบบกลุ่มหรือหมูค่ ณะที่มีเวลาในการเท่ยี วชมที่จากัด ส่งผลให้ กลุ่มนักท่องเที่ยวพลาดสถานที่สาคัญ หรือสถานท่ีท่ีเป็นที่นิยม ดังน้ันเพื่อความสะดวกในการตัดสินใจวางแผนเส้นทางการ เย่ียมชมจุดท่องเท่ียวในเมืองจาลอง ให้สามารถเท่ียวชมได้อย่างเหมาะสมภายใต้กรอบเวลารวมที่จากัด ซ่ึงประกอบด้วยเวลา ในการเดินทางระหวา่ งสถานที่แต่ละแห่งและเวลาในการแวะเที่ยวชมในแตล่ ะสถานทีซ่ ่ึงใช้เวลาท่ีแตกตา่ งกนั คณะผู้วจิ ัยจึงได้ ออกแบบเคร่ืองมอื เพ่ือช่วยในการตัดสนิ ใจในการวางแผนเสน้ ทางการเย่ียมชมเมอื งจาลองให้กับนักท่องเท่ียว โดยประยกุ ตใ์ ช้ เทคนิคทางเมตะฮิวริสติกส์ท่ีเรียกว่าวิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm: GA) ซึ่งจะสามารถอานวยความสะดวกให้กับ นักท่องเท่ียวในเร่ืองการวางแผนในการเดินเที่ยวชมเมืองจาลองได้อย่างท่ัวถึง และคุ้มค่าในเวลาที่จากัด โดยให้ได้คะแนนใน การเทยี่ วชมมากทส่ี ดุ และนอกจากน้ีวธิ ีการท่นี าเสนอยังสามารถประยกุ ตใ์ ช้เพือ่ เพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารจัดการธรุ กิจ อ่ืนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันให้มีศกั ยภาพในการแข่งขันได้อกี ด้วย ซ่ึงในงานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์คอื สร้างโครงข่ายเส้นทางของ เมอื งจาลองเพ่ือนาไปหาเส้นทางการเยย่ี มชมจดุ ท่องเทยี่ วในเมืองจาลองใหน้ กั ท่องเท่ยี วทม่ี ีเวลาในการเดนิ เทยี่ วชมที่จากัด 542
การประชมุ สมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 โดยให้ได้คะแนนรวมในการเยี่ยมชมจุดท่องเที่ยวมีค่ามากท่ีสุด และพัฒนาเครื่องมือช่วยในการตดั สนิ ใจโดยประยกุ ต์ใช้วิธีเชงิ พนั ธกุ รรมเพ่ือหาคาตอบท่เี หมาะสมท่ีสุด โดยมีขอบเขตการวิจัยคือ ศึกษาเส้นทางและระยะทางระหว่างสถานท่ีต่างๆ ภายในเมืองจาลอง โดยกาหนด ระยะทางระหว่างสถานที่ต่างๆ เป็นระยะทางจริง (Real Distance) และใช้ความเร็วของการเดินตามมาตรฐานการเดิน โดย พิจารณากรอบเวลาสูงสุดท่ีนักท่องเท่ียวมีในการเยี่ยมชมสถานท่ีต่างๆ ภายในเมืองจาลองท่ีแตกต่างกัน (ภายในกรอบเวลา สูงสุด พิจารณาเวลา 2 ส่วน คือ 1.เวลาในการเดินระหว่างจุด และ 2.เวลาแวะเย่ียมชมแต่ละจุด) ทาการกาหนดค่าน้าหนัก คะแนนในแต่ละจุดเย่ียมชม ให้มีคะแนนแตกต่างกันตามช่ือเสียง หรือความนิยมของนักท่องเที่ยว และพิจารณาจานวน นกั ท่องเท่ยี วทม่ี าแบบกลมุ่ หรือหมูค่ ณะท่ีแตกตา่ งกนั 2. ทฤษฎพี ้นื ฐานและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง คณะผู้วิจัยได้นาทฤษฎีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาเคร่ืองมือในการวางแผนเส้นทางการเยี่ยมชมจุดท่องเท่ียว ภายใตเ้ งอื่ นไขด้านกรอบเวลา ซ่งึ มีทฤษฎที ถ่ี กู นามาใช้ในงานวิจัยน้ี ไดแ้ ก่ 1) ขั้นตอนวิธีของไดค์สตรา (Dijkstra's Algorithm) ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1959 โดยนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ ชาวดัตช์นามว่า แอ็ดส์เคอร์ ไดค์สตรา เพื่อแก้ไขปัญหาเส้นทางท่ีส้ันสุดจากจุดหน่ึงใดๆ สาหรับกราฟท่ีมีความยาวของเส้น เชอ่ื มไม่เปน็ ลบ 2) มาตรฐานการเดนิ โดยพิชิต และคณะ (2556) ได้ทาการศกึ ษาการเดนิ ของผพู้ ิการและคนปกติ โดยการป้ายหมึก ท่ัวพื้นรองเท้าและให้เดินบนกระดาษท่ีปูบนพื้นยาว 6 เมตร ด้วยรองเท้าคู่ท่ีใส่เดินประจา โดยครั้งแรกให้เดินด้วยความเร็ว ปกติ ส่วนครั้งที่สองให้เดินเรว็ บันทึกข้อมูลทั้งสองครง้ั โดยแพทย์ประจาบ้านเวชศาสตร์ฟ้ืนฟู คณะวิจัยมุ่งเน้นในประเด็นเรอื่ ง มาตรฐานในการเดนิ ของคนปกติ โดยสามารถสรปุ ได้ว่าความเร็วมาตรฐานในการเดนิ มีค่าเท่ากับ 1.22 เมตรต่อวินาที 3) การหาค่าคาตอบที่เหมาะสมทีส่ ดุ ในปัญหาการจัดเสน้ ทางด้วยวิธีทางเมตะฮิวรสิ ตกิ สเ์ ป็นวิธีการที่มีประสทิ ธภิ าพ และมีความน่าสนใจด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย จากการทบทวนงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าข้ันตอนวิธีเชิงพันธุกรรม ( Genetic Algorithm: GA) ได้รับความนิยมและมีนักวิจัยจานวนมากนาไปใช้ในการแก้ปัญหาการจัดเส้นทาง โดยเร่ิม ในปี ค.ศ.1975 John H. Holland ได้นา GA มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาโดยจะเรมิ่ จากความน่าจะเป็นของคาตอบท่ีเป็นไปไดด้ ้วยวิธีการ สุ่ม หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1989 David Goldberg ได้ตีพิมพ์หนังสือที่อธิบายรายละเอียดต่างๆ ตลอดจนการนาไประยุกต์ใช้ ซ่ึงเป็นส่วนทาให้เป็นท่ีรู้จักจนกลายเป็นที่นิยมของนักวิจัยอย่างแพร่หลาย จนมาถึงปัจจุบันงานวิจัยจานวนมาก (ปรัชญา , 2555; นันทนชั , 2556; พงศกร, 2556) ไดน้ า GA มาใชใ้ นการแกป้ ัญหาการจดั เส้นทางเดนิ รถในรปู แบบของการลดเวลาในการ เดินทาง ลดจานวนรถที่ใช้ในการขนส่ง เพ่ิมประสิทธิภาพในการขนส่ง พบว่าการหาค่าคาตอบที่เหมาะสมด้วยวิธี GA นั้น สามารถแกป้ ัญหาได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและตอบโจทยค์ วามตอ้ งการในการแก้ปัญหาไดเ้ ปน็ อยา่ งดี 4) ข้ันตอนวิธีเพื่อนบ้านใกล้สุด (Nearest Neighbors: NN) (Larose, D.T., 2005; Wu, X., et. al., 2008) เป็น วิธกี ารในการจดั แบ่งคลาสโดยจะตดั สินใจว่าคลาสใดท่ีจะแทนเงอื่ นไขหรือกรณใี หม่ ๆ ไดบ้ ้างเป็นวิธกี ารหนง่ึ สาหรับ แกป้ ัญหา ประมาณคา่ ฟังก์ชัน่ นอนพาราเมตริกสาหรบั การจาแนกกลุม่ ของขอ้ มูลที่ไม่เป็นรปู รา่ งทด่ี ี หรือ ข้อมลู ทีก่ ระจดั กระจาย โดยทา การตรวจสอบจานวนบางจานวนของกรณหี รอื เง่ือนไขทเ่ี หมอื นกัน หรอื ใกล้เคยี งกันมากทีส่ ดุ เท่ากับจานวน k ท่ตี ้องการ โดย การหาระยะทางทใ่ี กล้สุด 5) ขั้นตอนวิธีค้นหาตามค่าที่ดีที่สุด (Best First Search: BFS) (ณัฐพงษ์, 2552) เป็นการค้นหาแบบท่ีดีท่ีสุดก่อน งา่ ยทีส่ ดุ โดยการหาเส้นทางตอ้ งผา่ นทุกโหนดในกราฟซ่ึงจะนามาแกป้ ญั หา Minimum Spanning Tree และการแกป้ ัญหา 543
การประชมุ สัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Shortest Path ซึ่งคาตอบที่ได้จากข้ันตอนวิธีค้นหาตามค่าที่ดีที่สดุ อาจจะไม่ใช่คาตอบที่ดีท่ีสุด โดยหลักการของวิธีนี้คือการ เลือกโหนดทดี่ ที ่สี ุดตลอดเวลา 3. วธิ กี าร การวางแผนเส้นทางการเยีย่ มชมจุดท่องเท่ยี ว ในการวางแผนเส้นทางการเยี่ยมชมจุดท่องเที่ยว คณะผู้วิจัยได้ทาการประยุกต์ใช้วิธีไดค์สตรา ในการคานวณหา เส้นทางทีส่ นั้ ทีส่ ุดระหว่างจุดเยยี่ มชมในเมอื งจาลอง แสดงดงั รปู ที่ 1 รูปท่ี 1: เสน้ ทางทสี่ ้ันท่สี ุดของจดุ เยยี่ มชมในเมอื งจาลอง ในการค้นหาคาตอบท่ีดีท่ีสุดโดยใช้วิธี GA มีกระบวนการค้นหาคาตอบประกอบด้วย 6 ขั้นตอน โดยสามารถแสดง รายละเอียดของแตล่ ะขน้ั ตอนไดด้ งั น้ี ขนั้ ตอนที่ 1 การสรา้ งประชากรเรมิ่ ตน้ (Initial Population) ในการเข้ารหัสสาหรบั ชดุ ประชากรเร่ิมตน้ ประกอบดว้ ย 2 รปู แบบ คอื 1) เข้ารหสั โดยใช้ขนั้ ตอนวธิ ีการเพ่ือนบา้ นใกลท้ ส่ี ดุ จานวนร้อยละ 10 ของจานวนประชากรท้ังหมด 2) เขา้ รหัส โดยใช้การสุ่มค่าคาตอบที่อยู่ในขอบเขตของปริภูมิคาตอบ ด้วยการแจกแจงแบบสม่าเสมอระหว่าง [0,1] จานวนร้อยละ 90 ของจานวนประชากรทงั้ หมด โดยกาหนดให้จานวนยีนสาหรับแตล่ ะโครโมโซมมีขนาดเทา่ กับจานวนจุดเยยี่ มชม ขั้นตอนท่ี 2 การประเมินความเหมาะสม (Fitness Evaluation) ในการประเมินค่าวัตถุประสงค์ (Objective) หรือ คะแนนรวมสูงสูดตามท่ีโจทย์ต้องการภายใต้กรอบเวลาในการเดินเท่ียวชมท่ีจากัด จะใช้หลักการเรียงลาดับจากความสาคัญ น้อยไปหามาก (Ranked Order Value: ROV) ในแตล่ ะโครโมโซมจะมีตวั เลข ซึ่งตัวเลขทแ่ี สดงในยีนแตล่ ะยีนจะบ่งบอกถึงจุด แวะชม และตาแหนง่ ของยีนจะแสดงถึงลาดบั การเดนิ ทางในแต่ละจดุ แวะชม สามารถคานวณหาค่าวัตถุประสงค์ได้จากสมการ ที่ (1) เม่ือ Weight คือ คะแนนรวมที่ได้ในแต่ละจุด และ Wi คือ คะแนนของจุด i เม่ือ i แทนจุดท่ีนักท่องเที่ยวแวะชม และ สามารถคานวณเวลาในการเดินรวมท้ังหมดได้จากสมการที่ (2) เมื่อ คือ T เวลาท้ังหมดที่ใช้ในการเดินแวะชมจุดท่องเท่ียว (Total Time), Tin คือ เวลาจากทางเขา้ ไปยงั จุดแรก, Tout คือ เวลาจากจุดสุดทา้ ยไปยงั ทางออก, Ti คอื เวลาในการแวะชมจดุ ท่องเทีย่ ว (Visit Time) และ tij คือ เวลาทีใ่ ช้ในการเดนิ จากจุด i ไป j 544
การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Weight Wi (1) T Tin tij Ti Tout (2) ขน้ั ตอนท3่ี การผสมขา้ มพันธ์ุ (Crossover) เลอื กใช้วิธผี สมข้ามพนั ธุ์แบบ 2 จดุ (2-Point Crossover) โดยมคี า่ ความ นา่ จะเป็นในการเกิดการขา้ มพนั ธุ์ Pc เท่ากับ 0.8 ข้ันตอนที่ 4 การกลายพันธุ์ (Mutation) ในครั้งน้ีเลือกวิธีกลายพันธ์ุแบบสลับ (Swap Mutation) โดยมีความน่าจะ เป็นในการเกดิ การกลายพันธ์ุ Pm เทา่ กบั 0.2 และมีอตั ราสว่ นในการสลับ 1 ค่ตู ่อ 10 ยนี ในกรณที ่ีอตั ราส่วนเปน็ ทศนิยมใหท้ า การปดั เศษขึน้ ขัน้ ตอนท่ี 5 การประเมินความเหมาะสม จากการพฒั นาคาตอบในรอบการคานวณท่ี 1 จะทาใหไ้ ด้โครโมโซมทส่ี ร้าง ขนึ้ ใหม่ ขัน้ ตอนท่ี 6 การคดั เลอื กในขั้นตอนนเี้ ลือกใชว้ ิธวี งลอ้ รเู ล็ตต์ เพอื่ ใชค้ ดั เลอื กโครโมโซมสาหรบั ใชใ้ นการพฒั นาคาตอบ ในรอดถดั ไป 4. ผลการทดลอง ในการวางแผนเส้นทางการเยี่ยมชมเมืองจาลองจะทาการทดสอบประสิทธิภาพของวิธี GA จะใช้ค่าร้อยละการ ปรับปรุงคาตอบ (Relative Improvement: RI) ของวิธี GA เปรียบเทียบกับคาตอบท่ีได้จากวธิ ีทางฮวิ รสิ ติกส์ 2 วิธีได้แก่ NN และ BFS โดยสามารถคานวณไดจ้ ากสมการที่ (3) เม่ือ RI คือ ร้อยละของการปรับปรุงคาตอบระหว่างคาตอบท่ีไดจ้ ากวิธีทาง ฮวิ ริสตกิ ส์ เปรยี บเทียบกบั คาตอบท่ีไดจ้ ากวธิ ที ่นี าเสนอ (%), SolGA คือ คา่ คาตอบจากวิธีเชิงพันธกุ รรม และ SolHeuristic คอื คา่ คาตอบท่ไี ดจ้ ากวธิ ที างฮวิ ริวติกส์ RI ((SolGA SolHeuristic ) / SolHeuristic ) 100 (3) ในการออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบประสทิ ธภิ าพของวธิ ี GA ได้ทาการออกแบบการทดลองโดยพจิ ารณาปัจจยั 3 ปัจจยั ดังน้ี 1) ปจั จยั จานวนนักท่องเทย่ี ว แบง่ การพจิ ารณาออกเป็น 3 ระดบั คอื 1-2 คน, 3-4 คน, และ 5 คนขึน้ ไป 2) ปัจจัย จานวนจดุ ทอ่ งเทย่ี ว แบ่งการพจิ ารณาออกเป็น 3 ระดับ คือ 30 จุด, 60 จุด, และ 96 จดุ และ 3) ปัจจัยกรอบเวลาในการเที่ยว ชม แบง่ การพจิ ารณาออกเป็น 2 ระดบั คือ กรอบเวลาในการแวะชมสูงสุด 1 ช่ัวโมง และ 2 ชว่ั โมง จากการพจิ ารณาปจั จัยทั้ง สามนี้ จะทาให้สามารถออกแบบการทดลองออกมาได้เป็น 18 ตัวอย่างปัญหา โดยกาหนดค่าพารามิเตอร์ในวิธีเชิงพันธุกรรม ดังน้ี คา่ Pc = 0.8, Pm = 0.2, จานวนประชากรในแตล่ ะตวั อย่างเทา่ กบั 500 ประชากร จานวนรอบในการหาคาตอบในปัญหา ขนาดเล็กและกลางเท่ากับ 300 รอบ และปัญหาขนาดใหญ่เท่ากับ 200 รอบ ในแต่ละปัญหาจะทาการทดลองด้วยจานวนซ้า เท่ากบั 10 ซา้ ในการกาหนดค่าพารามิเตอรต์ า่ งๆ ผวู้ จิ ยั ไดท้ าการทบทวนงานวจิ ยั ทผ่ี ่านมาพบว่า คา่ Pc = 0.8 และ Pm = 0.2 เป็นค่าท่ีนิยมใช้ในงานวิจัยท่ีผ่านมาและทาให้ค่าคาตอบท่ีได้มีประสิทธิภาพ การกาหนดจานวนประชากร จานวนรอบ และ จานวนซ้า เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริงในการรอคาตอบของนักท่องเที่ยว โดยกาหนดให้เวลาในการคานวณแต่ละซ้าไม่เกิน 30 วินาที จากการทดลองสามารถสรุปผลการทดลองและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของคาตอบของวิธีการท่ีนาเสนอ ได้ดัง ตารางท่ี 1 และรปู ท่ี 2 (ก) 545
การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตารางท่ี 1: ผลการทดลองระหวา่ งวธิ เี ชิงพนั ธุกรรมและวิธีฮวิ ริสติกส์ วิธฮี วิ รสิ ตกิ ส วธิ ฮี วิ ริสตกิ ส วิธที นี่ าเสนอ Best Frist คอมบเิ นชัน่ Nearest Search Average Min Max SD ���R������I���-NN ���R������I���-BFS Time Neighbor (คะ นน) (คะ นน) (คะ นน) (คะ นน) (คะ นน) (%) (%) (วินาท)ี (คะ นน) 31.00 60.40 60.00 94.84 24.13 69.00 69.00 69.00 0.00 25.29 1 60.00 31.00 44.40 44.00 61.00 0.52 0.67 43.23 24.95 60.00 69.00 69.00 69.00 0.00 0.00 15.00 25.90 2 69.00 24.00 36.00 36.00 46.00 0.70 3.26 50.00 24.46 57.00 69.00 69.00 69.00 0.00 0.00 21.05 25.01 3 43.00 40.00 61.10 60.00 36.00 0.00 9.09 52.75 27.12 77.00 133.00 133.00 69.00 0.00 0.00 72.73 28.32 4 69.00 36.00 46.00 46.00 62.00 0.32 1.83 27.78 27.45 62.00 107.40 107.00 133.00 0.00 0.00 73.23 28.15 5 33.00 28.00 36.00 36.00 46.00 0.00 6.98 28.57 27.29 62.00 84.10 84.00 108.00 0.52 0.37 35.65 28.53 6 69.00 73.00 92.90 94.00 36.00 0.00 9.09 26.44 30.71 153.00 182.00 182.00 85.00 0.32 0.12 18.95 31.87 7 60.00 56.00 67.30 67.00 92.00 0.57 3.71 20.18 30.08 111.00 129.30 129.00 182.00 0.00 0.00 16.49 32.91 8 133.00 48.00 51.00 51.00 68.00 0.48 1.97 6.25 30.46 83.00 102.00 102.00 131.00 0.67 1.02 22.89 33.46 9 43.00 51.00 0.00 0.00 102.00 0.00 0.00 10 107.00 11 33.00 12 84.00 13 89.00 14 182.00 15 66.00 16 128.00 17 51.00 18 102.00 จากผลการทดลองท่ไี ดจ้ ากตารางที่ 1 พบวา่ ในการแกป้ ัญหามคี ่าการปรบั ปรุงคาตอบระหว่างวิธี GAเปรยี บเทยี บกบั วิธี NN อยู่ระหว่าง 0 ถึง 9.09 เปอร์เซ็นต์ ท่ีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.12 เปอร์เซ็นต์ และค่าการปรับปรุงคาตอบระหว่างวิธี GA เปรียบเทียบกับวิธี BFS อยู่ระหว่าง 0.00 ถึง 94.84 เปอร์เซ็นต์ ที่ค่าเฉล่ียเท่ากับ 34.78 เปอร์เซ็นต์ แสดงดังรูปท่ี 2 (ข) นอกจากนวี้ ิธี GA ท่นี าเสนอยังมีค่าส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานระหวา่ ง 0 ถึง 0.70 ทค่ี า่ เฉล่ียเท่ากับ 0.23 แสดงให้เห็นวา่ วธิ ี GA ที่ นาเสนอมีประสทิ ธภิ าพในการแกป้ ัญหา (ก) ผลการทดลองคะแนนรวมในแต่ละปญั หา (ข) รอ้ ยละการปรบั ปรุงคาตอบเมอ่ื เทยี บกบั วธิ ฮี วิ รสิ ตกิ ส์ รูปที่ 2: ผลการทดลองในแต่ละปญั หา 546
การประชุมสัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 เม่ือทาการวิเคราะหค์ าตอบทไ่ี ดจ้ ากวิธี GA กับคาตอบทไ่ี ด้จากวิธฮี วิ ริสติกส์ (NN และ BFS) ดว้ ยวิธีการทางสถิติโดย ใชก้ ารวิเคราะห์แบบ Paired Samples Test เพ่ือทดสอบความแตกตา่ งค่าเฉลยี่ ของคาตอบทไ่ี ดจ้ ากการทดลองทง้ั หมด 18 ตวั อย่าง พบวา่ วิธี GA มคี วามแตกตา่ งกับวธิ ี NN และ BFS อย่างมีนยั สาคญั ทรี่ ะดบั นยั สาคญั 0.05 แสดงดังรูปที่ 3 รูปท่ี 3: แสดงการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติดว้ ยโปรแกรม SPSS 5. สรปุ ผลการวจิ ยั การศึกษาเส้นทางการเดินเที่ยวชมเมืองจาลอง จังหวัดชลบุรี ซ่ึงมีขนาดพื้นที่ 29 ไร่ พบว่าเม่ือมีนักท่องเท่ียวที่ เดินทางมาเที่ยวชมในรูปแบบกลุ่มหรอื คณะ (Group Tour) จะประสบปัญหาในการเดินเที่ยวชมท่ีไม่ท่ัวถึงและพลาดสถานท่ี สาคญั เนอื่ งจากขาดแนวทางในการตัดสนิ ใจเลอื กเส้นทางในการเดิน รวมทัง้ มีเวลาในการเทีย่ วชมท่จี ากัด เพอ่ื ตอบสนองความ ต้องการของนักท่องเท่ียวทาให้ต้องมีตัวช่วยในการตัดสินใจ ที่ทาให้นักท่องเท่ียวสามารถเลือกเส้นทางการเดินเที่ยวชมได้ เหมาะสมกับจานวนนกั ทอ่ งเทย่ี วและเวลาทีม่ อี ยอู่ ยา่ งจากัด จากปญั หาขา้ งต้นคณะวจิ ัยจึงได้คิดหาตวั ชว่ ยในการตัดสินใจเดนิ เทย่ี วชมสาหรับนักทอ่ งเทยี่ วที่มเี วลาในการเท่ยี วชม อย่างจากัด และมีจานวนนักท่องเท่ียวในแต่ละกลุม่ ที่ไม่เท่ากัน คือการวางแผนเส้นทางการเดินเย่ียมชมในเมอื งจาลอง โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อใหไ้ ดค้ ะแนนในการเดินเยยี่ มชมจุดท่องเท่ียวรวมมคี ่ามากที่สุดภายใตก้ รอบเวลา ซ่ึงจะพิจารณาเวลา 2 ส่วน คือ 1) เวลาในการเดนิ จากจุดหนง่ึ ไปยังอกี จุดหน่ึง 2) เวลาแวะชมในแตล่ ะจดุ รวมไปถงึ การพิจารณาจานวนนกั ทอ่ งเทย่ี วในแต่ ละกลมุ่ เพื่อนาไปเปน็ ปจั จยั ในการคานวณเวลาแวะชมในแต่ละจดุ ดงั นน้ั จึงมกี ารพัฒนาเคร่อื งมือเพื่อช่วยในการตดั สนิ ใจเลือก เส้นทางการเดินเย่ียมชม โดยได้ทาการประยุกต์ใช้วิธีเชิงพันธุกรรมเพ่ือช่วยในการวางแผนเส้นทางการเยี่ยมชมจุดท่องเท่ียว และทาการวดั ประสทิ ธิภาพ โดยใช้ค่าร้อยละการปรบั ปรงุ คาตอบระหวา่ ง วิธีเชิงพันธุกรรมกับวิธที างฮวิ ริสตกิ ส์ ซึ่งวิธีทางฮิวริ สติกส์ที่นามาเปรียบเทียบมี 2 วิธี คือ 1) วิธีการหาเพื่อนบ้านใกล้ที่สุด 2) วิธีการค้นหาตามค่าท่ีดีท่ีสุด จากผลการทดลอง ท้ังหมด 18 ตัวอย่าง พบว่าวิธีเชิงพันธุกรรมมีประสิทธิภาพสูงสาหรับปัญหาท่ีมีขนาดเล็ก และขนาดกลาง ส่วนปัญหาขนาด ใหญ่ ประสิทธิภาพอาจจะลดลง เนื่องจากปัญหามคี วามซบั ซอ้ นมากยงิ่ ขน้ึ กติ ตกิ รรมประกาศ ขอขอบคุณ เมอื งจาลอง จงั หวดั ชลบรุ ี ท่ีเออื้ เฟ้อื สถานทีใ่ นการเก็บขอ้ มูลเพ่อื ใช้ในงานวิจัยน้ี เอกสารอ้างอิง ณัฐพงษ์ วารีประเสริฐ และสุธี พงศาสกุลชัย, 2552, โครงสร้างข้อมูลและอัลกอริทึม (Data Structures and Algorithms), กรุงเทพมหานคร: เคทีพี. นันทนัช นันทชัย, 2556, การหาเส้นทางเดินรถบัสที่ดีท่ีสุดโดยประยุกต์ขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่ 547
การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซอ่ ปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ปรัชญา เขมาชีวะกุล, 2555, การปรับปรุงระบบการขนส่งของธุรกิจเบเกอรี่โดยใช้ข้ันตอนวิธีเชิงพันธุกรรม, วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่ พงศกร เชมนะศิริ, 2556, การปรับปรุงประสิทธิภาพในงานก่อสร้างเพ่ือประยุกต์การวิเคราะห์ปัญหาการจัดเส้นทางสาหรับ ยานพาหนะโดยวธิ ีเมตา้ ฮิวรสิ ตกิ , วิทยานพิ นธป์ ริญญาโท, มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่ พิชติ แร่ถา่ ย, เอกสิทธิ์ ภู่ศริ ิภิญโญ และ ภทั รา วัฒนพันธ์ุ, 2556, เปรยี บเทียบการเดินบนพ้นื ราบระหวา่ งคนปกติและผ้พู กิ าร ที่ใส่ขาเทียมชนิดข้อเข่า, เวชศาสตรฟ์ นื้ ฟู 23(1): 24-28. Larose, D.T., 2005, Discovering Knowledge in Data. New York: A JOHN WILEY & SONS, p.2. Goldberg, D.E., 1989, Genetic Algorithms in Search, Optimization and Machine Learning. Addison-Wesley, Boston. Dijkstra, E.W., 1959, A Note on Two Problems in Connexion with Graphs, Numerische Mathematik 1: 269– 271. Holland, J.H., 1975, Adaptation in Natural and Artificial Systems, Ann Arbor, University of Michigan press. Wu, X., Kumar, V., Ross Quinlan, J., Ghosh, J., Yang, Q. and Motoda, H., 2008, Top 10 Algorithms in Data Mining, Knowl Inf Syst 14:1-37. 548
การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อปุ ทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic N: Applications in Tourism Logistics Paper ID: AT 02 แนวทางการพัฒนาศักยภาพระบบโลจสิ ตกิ สก์ ารทอ่ งเที่ยวเชงิ นิเวศ จงั หวัดนครศรธี รรมราช ธริ นันท์ วฒั นโยธิน1*, อรพรรณ จนั ทร์อินทร์2, กรกนก โภคสวสั ด3์ิ , วไลพร สุขสมภกั ดิ์4, กฤตกิ า จนิ าชาญ5, นชุ ากร คงยะฤทธิ์6 1*, 4, 5 สาขาการจัดการ คณะเทคโนโลยกี ารจดั การ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรีวิชยั 3, 6 สาขาระบบสารสนเทศ คณะเทคโนโลยกี ารจดั การ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรีวิชยั 2 สาขาการจัดการ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชยั โทร 086-5931789 E-mail [email protected] บทคัดย่อ จากการวิจัยคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพระบบโลจิสติกส์ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ความสอดคล้องของ ศักยภาพ ความต้องการ และการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ของหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนผู้ประกอบการ จังหวัด นครศรีธรรมราช เพ่ือเป็นแนวทางการพัฒนาศกั ยภาพระบบโลจิสติกส์การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพ่ือให้ สามารถรองรับการท่องเที่ยวที่ดีมากข้ึน โดยสอบถามข้อมูลจากนักท่องเที่ยว จานวน 400 ชุด และสัมภาษณ์หน่วยงาน ภาครัฐ/เอกชน และผู้ประกอบการ จานวน 12 ราย ซึ่งมีพื้นท่ี 6 อาเภอ คือ อาเภอท่าศาลา อาเภอสชิ ล อาเภอขนอม อาเภอ นบพิตา อาเภอพรหมคีรี และอาเภอลานสกา พบว่า จากการแจกแบบสอบถามนักท่องเทย่ี วมีระดบั ความคดิ เห็นมาก 6 ด้าน ได้แก่ ด้านการไหลทางกายภาพ( = 3.58,S.D.=0.875) ด้านบุคลากร( = 3.50,S.D.= 0.899) ด้านสิ่งดึงดูดใจ( = 3.47,S.D.= 0.910) ด้านประสบการณ์/กลับมาเที่ยวซ้า ( = 3.47,S.D.= 0.924)ด้านการไหลทางข้อมูลข่าวสาร( = 3.45,S.D.= 0.891) และด้านสถานที่( = 3.45,S.D.=0.878) ตามลาดับ และนักท่องเที่ยวมีระดับความคิดเห็นปานกลาง 2 ดา้ น ไดแ้ ก่ การไหลทางการเงิน( =3.35,S.D.=0.841)และดา้ นการให้บรกิ าร( =3.08,S.D.=0.749) ตามลาดับ และจากการ ประเมินศักยภาพโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสาคัญเป็นลาดับแรกด้านการไหลทาง กายภาพ รองลงมาดา้ นบุคลากร ในสว่ นของผปู้ ระกอบการน้ันต้องการใหห้ น่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริม พัฒนาบุคลากรด้าน การให้บริการ และในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ให้ความสาคัญด้านการไหลทางกายภาพ อย่างไรก็ตามมีการพบว่า ระดับความคิดเห็นต่อองค์ประกอบศักยภาพโลจิสติกส์การท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวกับผู้ประกอบการมีคว ามแตกต่างกัน อย่างชัดเจน แต่จะสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ท้ังน้ีเนื่องจากอาจจะมองประเด็นประโยชน์ท่ีสว่ นงานน้ัน จะได้รบั เปน็ ลาดับแรก จึงทาให้มองประเด็นแตกตา่ งกนั คาสาคัญ : โลจิสตกิ ส์การทอ่ งเท่ียว, การไหลทางกายภาพ, การไหลทางข้อมลู ข่าวสาร, การไหลทางการเงิน 549
การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสตกิ สแ์ ละโซ่อุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 1. ความสาคัญและทม่ี าของปญั หาท่ีทาการวจิ ยั โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน(Logistic & Supply Chain) เป็นหลักการบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือกัน ระหว่างกิจกรรมตา่ งๆ ทาให้การไหลของนักท่องเที่ยวไม่มีข้อผิดพลาดตั้งแตเ่ รมิ่ ต้นจนถึงปลายทาง และเกิดความพอใจสงู สดุ (คมสัน สุริยะ,2552) ซ่ึงความสาคัญของโลจิสติกส์สาหรับการท่องเที่ยว คือ การจัดรูปแบบการเดินทางให้นักท่องเท่ียวเกิด ความสะดวก รวดเร็ว และถึงท่หี มายโดยปลอดภยั ตรงตามความต้องการ (ม่ิงสรรพ์ ขาวสอาด,2551) สรา้ งความประทบั ใจแก่ นักทอ่ งเทีย่ ว พร้อมทง้ั มกี ารประสานงานระหวา่ งกิจกรรมในโซ่อุปทานของธรุ กจิ ทง้ั ในส่วนของภาครัฐ/เอกชน ผปู้ ระกอบการ ในพ้ืนท่ี อนั จะนาไปสู่การสรา้ งมลู ค่าเพมิ่ ให้กบั การบริการ ซึ่งเมือ่ กล่าวถงึ ปจั จบุ ันการจัดการการทอ่ งเท่ยี วเชิงนิเวศของจังหวัด นครศรีธรรมราชได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและได้รับความสนใจจากประชาชนในท้องถิ่นจึงเกิดความกระตือรือร้นที่จะ เข้ามามสี ่วนรว่ มในการจดั การการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยจังหวดั นครศรีธรรมราชได้มีการสารวจแหลง่ ท่องเทีย่ วเชิงนิเวศที่มีอยู่ อยา่ งมากมายมาจัดการใหเ้ กิดความพร้อมในการรองรับนักท่องเทยี่ วเชิงนเิ วศท่ีเขา้ มาทอ่ งเท่ียวในจังหวัดนครศรธี รรมราชการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้แก่ อาเภอพรหมคีรี อาเภอลานสกา อาเภอนบพิตา อาเภอขนอม อาเภอท่าศาลา อาเภอสิชล นกั ท่องเที่ยวสว่ นใหญ่ จะเป็นคนในพ้ืนท่ี และคนในจงั หวดั ใกลเ้ คียง สถานท่ีท่องเท่ยี วยังไม่เปน็ ทีร่ จู้ ักของนักท่องเท่ียวจากถิ่น อื่น และชาวต่างชาติ ซ่ึงการพัฒนาและการจัดการท่องเที่ยว ควรได้รับการพัฒนา ปรับปรุงเพ่ือเพิ่มศักยภาพการท่องเท่ียวให้ พฒั นาไปสูก่ ารตดั สนิ ใจในการเลือกสถานที่นั้นๆ เพ่อื กอ่ ใหเ้ กิดความประทับใจ ความพอใจแกผ่ ทู้ ่ีมาท่องเที่ยว ซึ่งสง่ ผลให้เกิด การกระจายรายได้สู่ชุมชน สามารถช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติส่ิงแวดล้อมไม่ให้เส่ือมโทรมอย่างรวดเร็ว และการ ตื่นตวั ในการอนรุ ักษ์ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มของคนในพนื้ ท่อี ีกทางหนึง่ ดังนั้นจากคากล่าวข้างต้นให้ความสาคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยว พร้อมท้ังแหล่งท่องเท่ียวน้ันควรจะมีการ วางแผน การควบคุม และการจดั การท่ีดี รวมท้ังการท่ีจานวนนักท่องเที่ยวเพ่ิมมากข้ึนก็ยอ่ มสง่ ผลกระทบต่อสถานทท่ี ่องเทีย่ ว ซึ่งการจัดการท่ีดคี วรคานึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของพ้ืนที่และควรทราบศกั ยภาพโลจิสตกิ สก์ ารท่องเทย่ี วในแตล่ ะ แห่งเพ่ือสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างย่งั ยืนตอ่ ไปผวู้ ิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาศักยภาพระบบโลจิสติกสก์ ารท่องเท่ียว เชิงนเิ วศ จงั หวัดนครศรธี รรมราช 2.ทฤษฏีพ้ืนฐานและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ้ ง 2.1 ศักยภาพ คาวา่ “ศกั ยภาพ” หมายถึง ความสามารถหรอื ความพรอ้ มของพ้นื ที่ทจ่ี ะเออื้ อานวยตอ่ การพฒั นา ซ่งึ แหล่งท่องเท่ียว ในพื้นท่ีต่างๆ จาเป็นต้องพิจารณาถึงความพร้อมของแหล่งท่องเท่ียว ว่ามีความพรอ้ มในการใหบ้ ริการ ส่ิงท่ีควรปรบั ปรงุ หรือ พัฒนาแหล่งท่องเท่ียวใดก่อนเป็นลาดับแรก โดยได้เสนอหลักเกณฑ์การพิจารณาและกาหนดศักยภาพหรือความสาคัญของ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ ว โดยพจิ ารณาองคป์ ระกอบหลกั ๆ ดงั น้ี 1. คณุ คา่ ของแหล่งท่องเท่ียว ได้แก่ ความสวยงาม ลกั ษณะเดน่ ในตัวเอง ความเกา่ แก่ทางประวัตคิ วามเปน็ มา ความสาคญั ทางลัทธแิ ละศาสนา บรรยากาศ สภาพภมู ิทศั นท์ างธรรมชาติ และวถิ ชี ีวิตโดยรอบ เป็นต้น 2. สภาพการเข้าถึง ได้แก่ สภาพของเส้นทางลักษณะการเดินทางใช้วิธีใดระยะทางจากตัวเมืองไปยังแหล่ง ทอ่ งเที่ยว เป็นต้น 3. สิ่งอานวยความสะดวก ได้แก่ ที่พักแรม ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สถานบริการต่างๆ ระบบไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ สถานรกั ษาพยาบาล การรักษาความปลอดภยั เปน็ ต้น 550
การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซอ่ ุปทาน คร้งั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4. สภาพแวดลอ้ ม ไดแ้ ก่ สภาพทางกายภาพ สภาพอากาศ กล่นิ เสียง ควัน ระบบนเิ วศ และสภาพอื่นๆ ของ แหล่งทอ่ งเทยี่ วและบริเวณใกลเ้ คยี ง 5. ข้อจากัดในการรับนักท่องเท่ียว ได้แก่ ข้อจากัดทางพ้ืนที่ ข้อจากัดทางการบริการสาธารณูปโภค ปัญหา ความปลอดภยั ของนกั ทอ่ งเท่ยี ว เปน็ ต้น 6. ความมีช่ือเสียงในปัจจุบัน ได้แก่ ความเป็นผู้รู้จักแพร่หลายของแหล่งท่องเที่ยวในแหล่งท่องเท่ียวแต่ละ แหง่ 2.2. โลจิสติกสท์ อ่ งเท่ยี ว โลจสิ ตกิ ส์สาหรบั การท่องเที่ยวครอบคลุมสามเร่อื งใหญ่ คอื การขนส่งนกั ทอ่ งเทย่ี วและวัตถสุ ง่ิ ของ (Physical flow) การให้และรับข้อมูลข่าวสาร (Information flow) และการรับจ่ายเงิน (Financial flow) ในขณะที่เร่ืองการขนส่งสาหรับการ ทอ่ งเทยี่ วจะครอบคลุมเฉพาะเรอื่ งการขนสง่ นกั ทอ่ งเทีย่ วและวัตถุส่งิ ของเท่าน้นั ประกอบดว้ ย 3 ประเดน็ ดงั นี้ (คมสนั สรุ ิยะ, 2551) การเคล่ือนท่ีทางกายภาพ (Physical Flow) หมายถึง กระบวนการใดๆ ในการนานักท่องเท่ียวเข้าสูแ่ หล่งท่องเที่ยว และออกจากแหล่งท่องเที่ยว เช่น การเดินทางของนักท่องเที่ยว การขนส่งนักท่องเทีย่ ว การลาเลียงสัมภาระของนักท่องเทีย่ ว และความสะดวกสบายในการเดนิ ทาง อาหาร ทีพ่ กั เปน็ ต้น การเคลื่อนท่ีของข้อมูลข่าวสาร (Information Flow) หมายถึง การให้ข้อมูลข่าวสาร/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล การ คน้ หาขอ้ มูลแก่นกั ท่องเทีย่ ว ปา้ ยบอกทาง ป้ายแนะนาสถานที่ คาแนะนาเร่อื งข้อควรปฏบิ ตั ิในสถานที่ และคาเตอื นให้ระวังภยั เป็นตน้ เพื่อให้เกดิ ความเขา้ ใจท่ถี ูกต้อง พร้อมปฏิบตั ใิ นแหลง่ ทอ่ งเทีย่ ว การเคล่ือนท่ีด้านการเงิน (Financial Flow) หมายถึง การอานวยความสะดวกเรื่องการจ่ายชาระค่าสินค้าหรือ บรกิ ารท่องเทีย่ วและการซื้อตวั๋ เดนิ ทางตา่ งๆการวเิ คราะหแ์ บง่ ออกเปน็ 3 ขน้ั ตอน คือ -ข้นั การเดินทางเข้าสูเ่ มอื งทอ่ งเทยี่ ว -ขน้ั การอยใู่ นเมืองท่องเท่ยี ว -ขัน้ การเดนิ ทางออกจากเมืองทอ่ งเท่ยี ว 2.3.รูปแบบการทอ่ งเทย่ี ว การจดั ประเภทของกรทอ่ งเทย่ี ว แบ่งได้ 5 ประเภท ได้แก่ 1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) คือ การเดินทางไปสถานที่ท่องเท่ียวที่เป็นแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ เพ่ือให้นักท่องเที่ยวได้ซาบซึ้งกับความงามของธรรมชาติ เช่น เดินป่า ท่องภูเขา ล่องทะเลไปช่ืนชมธรรมชาติ ในพ้ืนท่ีแหล่ง ทอ่ งเท่ียว 2.การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) คือ การเดินทางท่องเที่ยวและเย่ียมชมสถานท่ีท่ีแสดงถึงความ เปน็ มาทางวัฒนธรรม เชน่ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ วัด และประเพณี วิถกี ารดาเนินชีวติ ของบคุ คลในแตล่ ะยุคสมยั 3.การทอ่ งเทีย่ วเชิงเกษตร (Agro Tourism) คือ การเดนิ ทางทอ่ งเที่ยวในพ้ืนทชี่ ุมชนเกษตร เช่น สวนสมุนไพร ฟารม์ ปศุสตั ว์ แลสัตว์เลีย้ ง รวมทง้ั แหลง่ เพาะปลูกทางการเกษตร 4.การท่องเท่ียวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) คือ การเดินทางท่องเท่ียวท่ีผสมผสานระหว่างแหล่งท่องเท่ียวทาง ธรรมชาติ หรือแหล่งทอ่ งเท่ียวอืน่ ๆ โดยมีกจิ กรรมเพือ่ การรักษาสขุ ภาพเปน็ กิจกรรมสาคญั ในการท่องเท่ียว เชน่ การท่องเทีย่ ว สปา การทอ่ งเทีย่ วเพ่อื สุขภาพ/ออกกาลงั กายเพอ่ื สุขภาพทแ่ี ข็งแรง 551
การประชมุ สมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซอ่ ุปทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 5.การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Business Tourism) คือ การเดนิ ทางไปเยีย่ มเยยี นลูกคา้ หรอื ดงู านและได้ไปทอ่ งเทยี่ วใน ทอ้ งถ่ินนั้น 2.4.งานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง (ณัฐพันธุ์ เตชะพันธ์ุ, 2556) การศึกษาแนวทางการพัฒนาโซ่อุปทานการท่องเท่ียวดอยฮาง กรณีศึกษาดอยฮาง ตาบลดอยฮาง อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพโซ่อุปทานการท่องเท่ียวดอยฮาง ซ่ึง ประกอบด้วย มิติท้ัง 6 มิติของประสิทธิภาพดังนี้ (1)ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ดี (2)ด้านการเข้าถึงแหล่ง ท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง (3)ด้านสิ่งอานวยความสะดวกอยู่ในเกณฑ์ควรปรับปรุง (4)ด้านที่พักแรมอยู่ในเกณฑ์ปาน กลาง (5)ด้านกิจกรรมอยู่ในเกณฑ์ดี และ(6)ดา้ นบริหารจดั การแหลง่ ท่องเที่ยวอยูใ่ นเกณฑ์ควรปรบั ปรงุ อย่างไรก็ตามดอยฮาง ยังต้องมีการปรับปรุงหลายจุด เช่นให้มีการเพิ่มการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวภายในดอยฮาง โดยให้มีการติดป้ายบอก ทางเข้าไปยังแหล่งท่องเท่ียว เพ่ิมป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ อีกทั้งควรมีการพัฒนาปรับปรุงในด้านเส้นทางคมนาคมให้ สามารถเข้าถึงได้ง่าย และควรปรับปรุงในเรื่องการประสานงานระหว่างองค์กรภายในโซ่อุปทานการท่องเท่ียว เพื่อทาให้ สถานทที่ ่องเทยี่ วของดอยฮางเปน็ ที่สนใจและเปน็ ท่ีร้จู ักในวงกว้างมากขึ้นตอ่ ไป (เถกิงศักด์ิ ชัยชาญ, 2555) การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ เพ่ือศึกษาโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในปัจจุบันอาเภอวังน้า เขียว จังหวัดนครราชสีมา ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวพึงพอใจปานกลางต่อองค์ประกอบ โลจิสติกส์การท่องเที่ยวใน ปัจจุบันในภาพรวมในรายดา้ นส่วนใหญ่พึงพอใจน้อยถึง ปานกลาง โดยด้านการไหลทางกายภาพได้รบั ความพึงพอใจต่าสดุ ใน ระดับน้อย และเม่อื วิเคราะหค์ วามสัมพันธร์ ะหวา่ งองค์ประกอบ โลจสิ ตกิ ส์การท่องเทีย่ วกับความพึงพอใจของนกั ท่องเท่ียว ท่ีนามาสู่การกลบั มาเท่ียวซา้ พบว่าความพึงพอใจต่อองค์ประกอบเกือบทุกด้าน มีความสัมพันธ์ตอ่ การกลับมาเท่ียวซ้าอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สาหรับกลุ่มชุมชนเห็นว่าการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทาให้มีการพัฒนาชุมชนหลายด้าน และมี ความพึงพอใจต่อการจัดการโลจิสติกส์การท่องเท่ียวในระดับปานกลาง กลุ่มผู้ประกอบการพึงพอใจในระดับมาก กลุ่มผู้นา ชมุ ชนเหน็ ว่ามีความพรอ้ มอยู่ในระดับปานกลาง 3.วิธีการดาเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งน้ีเป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) ซึ่งใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) และวิธี วิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักท่องเที่ยวท่ีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพ้ืนที่ อาเภอพรหมคีรี อาเภอลานสกา อาเภอนบพิตา อาเภอท่าศาลา อาเภอสิชล และอาเภอขนอม โดยการแจกแบบสอบถามแก่ นกั ท่องเทีย่ ว จานวน 400 ชุด ด้วยวิธีการสุม่ แบบบังเอิญ และสมั ภาษณเ์ ชงิ ลกึ หนว่ ยงานภาครฐั /เอกชน และผปู้ ระกอบการใน พน้ื ทีแ่ หล่งทอ่ งเทีย่ ว จานวน 12 ราย ด้วยวิธกี ารสุ่มแบบเจาะจงในพ้นื ทีแ่ หล่งทอ่ งเทย่ี ว 3.1.การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผู้ศกึ ษาวิจัยไดด้ าเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัยตามขนั้ ตอน 2 แบบ ดงั นี้ เก็บรวบรวมข้อมูลทุตยิ ภูมิ (Secondary data) จากการศกึ ษาเอกสาร ตารา บทความ หนงั สือของการท่องเท่ียวเชิง นิเวศ เว็บไซต์การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ กรมส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงงานวิจัยการท่องเทยี่ ว เชงิ นิเวศ โลจสิ ติกส์และโซอ่ ุปทานการท่องเทย่ี วที่เกีย่ วข้องตา่ งๆ เพอ่ื ใช้ประกอบงานวิจัยคร้ังนี้ เก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) จากการศึกษาข้อมูลภาคสนาม โดยแจกแบบสอบถามจานวน 400 ชุด แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเท่ียวเชิงนิเวศ ด้วยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญกลุ่มตัวอย่าง และสัมภาษณ์เชิงลึกหน่วยงาน ภาครัฐ/เอกชน ผปู้ ระกอบการในพ้นื ทแี่ หลง่ ท่องเทยี่ ว จานวน 12 ราย ดว้ ยวธิ ีสุ่มแบบเจาะจงกล่มุ ตวั อย่าง 552
การประชุมสัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซ่อุปทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 3.2.การวเิ คราะห์ข้อมูลและสถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิจัย การวจิ ยั ครั้งน้ีใช้รูปแบบการวเิ คราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) และการวเิ คราะหเ์ น้ือหา (Content Analysis) เพอ่ื การวิเคราะห์ขอ้ มลู สาหรบั การวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถติ ิ ผวู้ ิจัยไดเ้ ลือกใช้สถติ ใิ นการวิเคราะห์ ขอ้ มลู ใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั การวัดขอ้ มลู แตล่ ะประเภท ดังต่อไปน้ี 1. วิเคราะห์ศักยภาพระบบโลจิสติกสก์ ารทอ่ งเทย่ี วเชงิ นิเวศโดยนักทอ่ งเท่ยี วชาวไทย และนาเสนอด้วยคา่ เฉล่ยี ส่วน เบ่ยี งแบนมาตรฐาน 2. เพ่ือศึกษาความสอดคล้องของศักยภาพ ความต้องการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ของหน่วยงาน ภาครฐั /เอกชนและผู้ประกอบการ จังหวดั นครศรีธรรมราช โดยการวเิ คราะหเ์ นอื้ หา 3. เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราช เพ่ือให้ สามารถรองรับการท่องเที่ยวทดี่ ี ส่งเสรมิ การท่องเท่ียวเชงิ นิเวศอย่างย่ังยืน โดยการวิเคราะหเ์ นื้อหา 4.ผลการวิจยั การวิจัยคร้ังน้ีได้ทาการศึกษาท้ังวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยการแจกแบบสอบถามกับ นักท่องเที่ยว และการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์กับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน และ ผู้ประกอบการ ในพืน้ ที่แหลง่ ท่องเทีย่ ว ดงั น้ี 4.1. วิเคราะหศ์ กั ยภาพระบบโลจิสติกสก์ ารทอ่ งเทย่ี วเชงิ นิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยนกั ทอ่ งเที่ยว จากรูปท่ี1 ผลการประเมินศักยภาพโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อองค์ประกอบ ศักยภาพระบบโลจิสติกส์การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนาเสนอค่าเฉลี่ย ( x )และค่าส่วนเบ่ียงแบน มาตรฐาน( S.D.) ทัง้ 8 ด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นการไหลทางกายภาพ ดา้ นการไหลทางขอ้ มลู ขา่ วสาร ด้านการไหลทางการเงิน ดา้ น การใหบ้ รกิ าร ด้านสงิ่ ดงึ ดดู ใจ ด้านสถานที่ ด้านบุคลากร และด้านประสบการณแ์ ละการกลับมาเที่ยวซ้า ดงั น้ี 4.5 ดา้ นการไหลทางกายภาพ 4 ดา้ นการไหลทางขอ้ มลู ข่าวสาร ดา้ นการไหลทางการเงนิ 3.5 ดา้ นการใหบ้ ริการ 3 ดา้ นส่งิ ดึงดดู ใจ ดา้ นสถานที่ 2.5 ดา้ นบคุ คลกร 2 1.5 1 0.5 0 123456789 รปู ที่ 1: 553
การประชมุ สัมมนาเชงิ วิชาการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จากรปู ท2่ี ผลการประเมนิ ศักยภาพระบบโลจิสติกสก์ ารท่องเทย่ี วเชิงนเิ วศของนักท่องเท่ียวชาวไทยต่อองค์ประกอบ ศักยภาพระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยนาเสนอค่าเฉล่ีย ( x )และค่าส่วนเบ่ียงแบน มาตรฐาน( S.D.) ซง่ึ เรียงลาดบั จากมากไปหาน้อย ดังน้ี 4 3.58 3.50 3.47 3.47 3.45 3.45 3.35 3.08 3.5 3 2.5 2 1.5 1 0.875 0.899 0.91 0.924 0.891 0.878 0.841 0.749 0.5 0 ค่าเฉลย่ี คา่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน รปู ท่ี 2: จากรูปท่ี1 และจากรูปที่2 ได้สรุปผลจากการเก็บข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม จานวน 400 ชุด ได้ประเมินศักยภาพ ระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบโลจิสติกส์การท่องเท่ียวเชิงนิเวศ จังหวัด นครศรีธรรมราช พบว่า นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่ให้ความสาคัญเปน็ ลาดบั แรกดา้ นการไหลทางกายภาพ ซ่ึงการเดินทางสู่แหล่ง ท่องเท่ียวมีบริการขนส่งสาธารณะ/รถประจาทาง/รถส่วนบุคคลผา่ นเส้นทางหรือเข้าสู่แหล่งท่องเท่ียว รวมท้ังในการเดินทาง น้ันมีความสะดวกของเส้นทาง มีป้ายหรือสัญลักษณ์บอกทางตลอดเสน้ ทางอย่างชัดเจน รองลงมาด้านบุคลากร ซ่ึงบุคลากรที่ ให้บรกิ ารในแหล่งท่องเที่ยวใหบ้ รกิ ารดว้ ยความสุภาพและเป็นมติ ร ใหก้ ารดูแล คาแนะนา เสมือนเปน็ ครอบครวั ของตนเอง 4.2.วิเคราะห์ความสอดคล้องของศักยภาพ ความตอ้ งการ การพัฒนาแหล่งทอ่ งเทย่ี วเชิงนเิ วศของหน่วยงานภาครัฐ/ เอกชน และผู้ประกอบการ จงั หวดั นครศรธี รรมราช การวิจัยคร้งั นี้เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การสัมภาษณจ์ ากหน่วยงานภาครฐั และผ้ปู ระกอบการ จานวน 12 ราย ซึ่งมพี ื้นที่ 6 อาเภอ คือ อาเภอท่าศาลา อาเภอสชิ ล อาเภอขนอม อาเภอนบพิตา อาเภอพรหมคีรี และอาเภอลานสกา จากการสัมภาษณ์ถึงความต้องการของผู้ประกอบการในแหล่งท่องเท่ียว พบว่า ผู้ประกอบการต้องการให้มีการ สง่ เสริมด้านการให้บรกิ าร ความพร้อมในการให้บริการ และส่งิ อานวยความสะดวกในสถานประกอบการ อกี ท้งั มคี วามต้องการ ใหห้ นว่ ยงานภาครฐั เขา้ มาสง่ เสริม อบรม พฒั นาดา้ นบุคลากรให้สามารถใหบ้ รกิ ารทดี่ อี ย่างต่อเน่ือง 554
การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครงั้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จากการสัมภาษณ์นโยบายและการดาเนินงานเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเชิงนิเวศของหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน พบว่า หน่วยงานภาครัฐใหค้ วามสาคญั ดา้ นการไหลทางกายภาพมาก โดยมีการปรับปรงุ ถนนหนทาง ป้ายบอกทาง น้าประปา ไฟฟา้ ระบบสอ่ื สารใหค้ รอบคลุมทวั่ ถงึ แหลง่ ทอ่ งเท่ยี ว 4.3. แนวทางการพฒั นาศักยภาพระบบโลจิสตกิ สก์ ารทอ่ งเที่ยวเชิงนเิ วศ จังหวัดนครศรธี รรมราช พบว่า นักท่องเท่ียวให้ความสาคัญกับด้านการไหลทางกายภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวของ หน่วยงานภาครัฐที่ได้มีการปรับปรุงถนนหนทาง ป้ายบอกทาง น้าประปา ไฟฟ้า ระบบสื่อสารให้ครอบคลุมทั่วถึงแหล่ง ท่องเที่ยว และในส่วนของผู้ประกอบการให้ความสาคัญด้านบุคลากร และการให้บริการ ซ่ึงสอดคล้องกับความต้องการของ นักท่องเทยี่ วที่ต้องการไดร้ ับบรกิ ารทดี่ ี อยา่ งไรกต็ ามมีการพบวา่ ระดับความคดิ เห็นตอ่ องค์ประกอบศักยภาพระบบโลจิสติกส์ การท่องเท่ียวเที่ยวของนักท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่จะสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐ/ เอกชน ทั้งน้เี น่อื งจากอาจจะมองประเด็นประโยชน์ทส่ี ว่ นงานน้นั จะไดร้ บั เป็นลาดับแรก จึงทาใหม้ องประเด็นแตกต่างกัน และ สิ่งนกั ท่องเทย่ี ว หนว่ ยงานภาครฐั /เอกชน และผ้ปู ระกอบการ ไดม้ องไปในทิศทางเด่ียวกัน คือ การทีจ่ ะเพม่ิ ศักยภาพของแหล่ง ท่องเที่ยวต้อง มีการพัฒนาการข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอยู่เสมอ เพื่อให้การเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมท้ังการรักษาไว้ซ่ึงสภาพแวดล้อมท่ีเป็นธรรมชาติที่สร้างความดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยว พร้อมท้ังมกี ารประชาสัมพันธก์ ารท่องเท่ยี วใหมๆ่ การนาเสนอสินคา้ ของฝากท่มี ีความเป็นเอกลกั ษณ์ของแหล่งท่องเท่ยี วหรอื ชมุ ชนน้นั ๆ การจัดกจิ กรรมการทอ่ งเทีย่ วตลอดเวลา เหล่านเ้ี ปน็ การกระต้นุ การท่องเทยี่ วในพ้นื ที่ให้เปน็ ที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ซึ่งต้องมีการสร้างความร่วมมือกันระหวา่ งหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน และผปู้ ระกอบการในพ้นื ที่อย่างต่อเน่ือง 5.สรุปและบทวจิ ารณ์ สถานการณ์โลจิสติกส์การท่องเท่ียว จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งศึกษาข้อมูลในภาพรวมของ 6 อาเภอ ดังกล่าว ข้างต้นนั้น โดยการแบ่งกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มนักท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มหน่วยงาน ภาครัฐ/เอชน ซึ่งในภาพรวมของนักท่องเที่ยวมองวา่ แหล่งท่องเท่ียวมีศักยภาพในการรองรับนักทอ่ งเที่ยวได้ในระดับมาก โดย สามารถตอบสนองส่งิ อานวยความสะดวกแก่นักทอ่ งเทย่ี วได้ดใี นชว่ งเวลาปกติท่ัวไป ในสว่ นของปญั หาท่ีพบเจอคอื เม่ือถึงช่วง เทศกาลท่องเทย่ี วสง่ิ อานวยความสะดวกยังไมส่ ามารถตอบสนองความตอ้ งการไดเ้ ต็มท่ี ส่วนมมุ มองของผ้ปู ระกอบการ ซ่ึงมอง เร่ืองการให้บรกิ ารพร้อมท้ังสิง่ อานวยความสะดวกแก่นกั ท่องเท่ียวที่สามารถสร้างความประทับใจและการกลับมาเทีย่ วซ้าของ นักท่องเท่ียว รวมท้ังต้องการให้หน่วยงานภาครฐั เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมแหล่งท่องเท่ียว ซ่ึงสอดคล้องกับหน่วยงานภาครฐั / เอกชนที่ได้วางนโยบายในการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว โดยมีการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานภายในพ้ืนที่แหล่งท่องเท่ียว สาธารณูปโภคต่างๆ รวมทงั้ สิง่ อานวยความสะดวกในการเขา้ ถึงแหล่งท่องเท่ยี วอย่างต่อเนอื่ ง จากข้อมูลดงั กล่าวท้งั 3 กลุ่ม ได้ มีประเด็นที่มีความคิดเห็นว่าการท่ีจะเพิ่มศักยภาพของแหล่งท่องเท่ียวต้องมีการพัฒนาการข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวอยู่เสมอ เพ่ือใหก้ ารเดนิ ทางเขา้ ส่แู หลง่ ท่องเทยี่ วมีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พรอ้ มทัง้ มกี ารประชาสัมพนั ธ์การท่องเท่ยี วใหมๆ่ การนาเสนอสนิ ค้า ของฝากท่ีมีความเป็นเอกลกั ษณข์ องแหลง่ ท่องเที่ยวนั้นๆ เป็นการกระตุ้นการท่องเท่ียว ซึ่งต้องมีการสร้าง ความรว่ มมอื กนั ระหว่างหน่วยงานภาครฐั /เอกชน และผู้ประกอบการเพอ่ื สร้างความดงึ ดดู ใจนกั ท่องเท่ยี วเขา้ มาในพืน้ ทตี่ อ่ ไป 6. ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย 1. เพ่ืออานวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเท่ียวได้ง่ายนั้น จะต้องมีความสะดวก ปลอดภัย ซ่ึงต้องมีการ พฒั นาถนนหนทางเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ถงึ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว การให้ขอ้ มูลแก่นกั ท่องเท่ยี วทง้ั สว่ นของการประชาสมั พันธ์ผ่านสอ่ื ออนไลนใ์ น 555
การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ุปทาน คร้ังท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รูปแบบกิจกรรมจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมอย่างต่อเน่ืองทั้งช่วงเทศกาล และไม่เป็นเทศกาลเพื่อกระตุ้นการ ท่องเที่ยว ศูนย์บริการนักท่องเท่ียว และตัวบุคคลในพื้นที่อย่างเต็มที่ การทาแผนป้ายบอกทางให้ชัดเจน เข้าใจง่ายและมี เพยี งพอ รว่ มทง้ั มรี ะบบขนสง่ มวลชนทร่ี องรบั นักทอ่ งเทีย่ ว สามารถเขา้ ถงึ แหลง่ ท่องเท่ยี วได้ 2. การสรา้ งเครือข่ายความรว่ มมอื ระหวา่ งหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ผูป้ ระกอบการ ชุมชนในพ้นื ท่ีแหล่งท่องเทย่ี ว 7.ขอ้ เสนอแนะในการทาวจิ ัยครั้งตอ่ ไป 1. การศึกษาครงั้ ต่อไปควรศกึ ษาถึงปัจจัยและพฤติกรรมที่มีผลต่อการเข้ามาท่องเที่ยวของนกั ท่องเท่ียวชาวต่างชาติ เพ่ือสามารถนาไปพัฒนา ส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศ จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างรายได้ สร้างอาชีพสู่ชุมชนต่อไปใน อนาคต 2. การศกึ ษาครง้ั ตอ่ ไปควรมกี ารสารวจหรอื แยกกรณศี ึกษาเป็นอาเภอ เชน่ อาเภอขนอม อาเภอสชิ ล อาเภอท่าศาลา อาเภอนบพิตา อาเภอพรหมคีรี และอาเภอลานสกา เหล่านี้จะมีแหล่งท่องเท่ียวที่ดึงดูดใจมากมาย เพ่ือให้การศึกษามีความ ละเอียดมากย่ิงขึ้น และสามารถหาความต้องการท่ีแท้จริงของนักท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ/เอกชน และผู้ประกอบการ ซึ่ง แตล่ ะแหล่งทอ่ งเท่ยี วคอ่ นขา้ งแตกตา่ งกัน 3. การศึกษาคร้ังต่อไปควรศึกษาประเด็นของการนารถส่วนบุคคลเข้าไปสู่แหล่งท่องเท่ียว ซ่ึงอาจจะมีการจารจรท่ี ติดขัดมากข้ึน ควรจะมีการบริหารจัดการพ้ืนท่ีในการจอดรถ และมาใช้รถสาธารณะ รถจักรยานนาเท่ียวของแหล่งท่องเที่ยว เพอ่ื ลดการจราจรที่ตดิ ขดั รวมทั้งสามารถสรา้ งอาชพี สร้างรายไดใ้ ห้กับคนในพนื้ ทอ่ี กี ทางหน่งึ เอกสารอา้ งอิง แก้วตา โรหิตรัตนะและคณะ, 2556. การศึกษาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพ่ือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่ม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.กรุงเทพฯ.สานักงานคณะวิจัยแห่งชาติและสานักงานกองทุนสนับสนุนการ วจิ ัย. คมสนั สุรยิ ะ,2552. การพฒั นาโลจิสติกส์ทอ่ งเทย่ี วในประเทศเยอรมน.ี สถาบันวิจัยสังคม.มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. ม่ิงสรรพ์ ขาวสอาด,2551. การพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงนิเวศเชิงบูรณาการท่ีย่ังยืนในลุ่มแม่น้าโขง3.สถาบันวิจัยสังคม. มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่ ณัฐพันธ์ เดชะพันธ์ุ, 2556. แนวทางการพัฒนาโซ่อุปทานการท่องเที่ยวของดอยฮาง กรณีศึกษาดอยฮาง ตาบลดอยฮาง อาเภอเมือง จังหวัดเชียงราย. ปริญญาบริหารธรุ กจิ บณั ฑิต สาขาการจัดการโลจิสติกสแ์ ละซัพพลายเชน. มหาวิทยาลัยแม่ ฟ้าหลวง. เถกิงศักดิ์ ชัยชาญ, 2555. การจัดการโลจสิ ติกสส์ าหรับการท่องเที่ยวในอาเภอวังน้าเขียว จังหวัดนครราชสมี า. สาขาวิชาการ เทคโนโลยีการจัดการ สานักวชิ าเทคโนโลยีสงั คม.มหาวทิ ยาลยั สรุ นารี.จงั หวัดนครราชสีมา. นัยนา ไพบูลย์, 2552. การสารวจความพึงพอใจของนักท่องเท่ียวภายในประเทศตามตัวช้ีวัดการจัดการ โลจิสตกิ สด์ ้าน การทอ่ งเทยี่ ว . กรณศี กึ ษาสถานท่ีทอ่ งเทย่ี วเกาะช้าง เกาะลา้ น และเกาะเสมด็ . สารนพิ นธว์ ทิ ยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขา การจดั การโซ่อปุ ทานแบบบรู ณาการ.มหาวทิ ยาลยั ธุรกจิ บณั ฑิตย์. ศรสี มรกั อนิ ทจุ นั ทรย์ ง และคณะ, 2556. การศกึ ษาโซ่อปุ ทานและตวั แบบข้อมูลในอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทย่ี วของประเทศไทย ไทย.กรงุ เทพฯ.สานักงานคณะวิจัยแหง่ ชาติและสานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ัย. 556
การประชมุ สมั มนาเชิงวิชาการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซอ่ ปุ ทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 สิทธิโชค จติ ตป์ ระสงค์ ,2554. พฤตกิ รรมนกั ทอ่ งเทีย่ วชาวไทยในการท่องเทย่ี ว อาเภอสวนผึง้ จังหวัดราชบุรี. การค้นคว้าอสิ ระ บริหารธรุ กิจมหาบณั ฑิต.มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่ สมใจ อนิ ทานนท์และคณะ , 2553. การศกึ ษาระบบโลจิสติกสแ์ ละโซอ่ ุปทานของการท่องเที่ยววถิ ีชุมชนโดยเช่ือมโยงแนวทาง การตลาดผลิตภัณฑห์ ัตถกรรมชุมชน.คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม.งบประมาณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรนิ ทร์.มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ นิ ทร์. Lumsdon, Les and Stephen Page. 2004. Progress in Transport and Tourism Research : Reformulating the Transport-Tourism Interface and Future Research Agendas. Tourism and Transport : Issues and Agenda for the New Millennium. London : Elsevier. Piboonrungroi P. and S.M. Disney. 2009. Tourism Supply Chain : A Conceptual Framework : Logistics Systems Dynamics Group. Cardiff : United Kingdom. 557
การประชมุ สัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซ่อปุ ทาน ครง้ั ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic O Applications in Healthcare Logistics 558
การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic O: Applications in Healthcare Logistics Paper ID: AH 01 การออกแบบระบบจัดการการดูแลผู้ป่วยท่ีบ้าน กฤษฎา โพธน์ิ ม่ิ แดง1*, สีรง ปรชี านนท์2 1* ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั E-mail [email protected] 2 ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั E-mail [email protected] บทคัดย่อ การดูแลผปู้ ว่ ยท่ีบ้านเป็นการสนับสนุนการรักษาผูป้ ่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตไดต้ ามปกติได้ภายหลังการจาหนา่ ย จากโรงพยาบาล โดยอาศัยการทางานระหว่างเครือข่ายโรงพยาบาลเพื่อกระจายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจังหวัดไปยัง โรงพยาบาลชุมชนและหน่วยเย่ียมบ้านของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลในแต่ละพ้ืนท่ี แต่ด้วยการประสานงานของ เครือข่ายใช้เอกสารเป็นหลักในการส่งต่อและบันทึกข้อมูลผู้ป่วย จึงอาจทาให้เกิดความล่าช้าในข้ันตอนนาส่งข้อมูลผู้ป่วย นอกจากนี้หนว่ ยเยย่ี มยังไม่มีแผนการเยยี่ มท่ีชัดเจนซงึ่ อาจสง่ ผลต่อการจดั สรรทรัพยากรในการดูแลผู้ปว่ ยให้เหมาะสม งานวิจยั นี้จึงมีจุดประสงค์เพ่ือออกแบบระบบส่งข้อมูลและจัดการการดูแลผู้ป่วยท่ีบ้าน เพื่อสนับสนุนการทางานของเครือข่ายระบบ สุขภาพใหม้ ีประสิทธิภาพและทาให้ผู้ป่วยไดร้ ับคุณภาพการรกั ษาท่ีดยี ิ่งขึ้น โดยได้นาการออกแบบกระบวนการมาปรบั ใช้เพื่อ สร้างเว็บแอพพลิเคช่ันสาหรับเป็นเคร่ืองมือประสานงานภายในเครือข่าย และช่วยวางแผนการออกเย่ียมบ้านของหน่วย ผล จากการใชง้ านระบบทาให้สามารถสง่ ข้อมูลผู้ปว่ ยได้รวดเร็วและครบถว้ นย่งิ ข้นึ อีกท้งั ช่วยลดภาระงานเอกสารและเวลาในการ วางแผนงานใหก้ บั หนว่ ยเยย่ี มบ้านภายในเครือขา่ ยได้ คาสาคญั : การดูแลผู้ปว่ ยทบ่ี า้ น; ระบบสขุ ภาพ; การออกแบบกระบวนการ; การออกแบบงานบริการ 1. บทนา การดแู ลผู้ปว่ ยทบี่ ้าน (Home Health care) เปน็ การสนบั สนุนการรักษาผูป้ ่วยให้สามารถกลับมาใช้ชวี ิตไดต้ ามปกติ ได้ภายหลังการจาหนา่ ยจากโรงพยาบาล โดยเป็นบริการสาธารณสุขเชิงรุกทใ่ี ช้บ้านของประชาชนเปน็ สถานบรกิ ารพยาบาล ซึ่ง จะมีทีมบุคลากรจากสาธารณสุขในท้องท่ี อาทิ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบาบัด และนักโภชนาการ เป็นต้น ให้การ สนับสนุน ช่วยเหลอื และใหค้ วามรู้แกผ่ ปู้ ว่ ยและครอบครัวในการดูแลตนเองทางด้านสขุ ภาพอนามยั วัตถุประสงค์ของการดแู ล ผู้ป่วยที่บ้านจะมุ่งจัดบริการเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถดูแลตนเองให้สามารถฟื้นฟูสภาพ ร่างกาย หรือปรับตัวต่อพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่เปลี่ยนไปได้ โดยกลุ่มโรคที่เข้าข่ายในการบริการจะเป็นกลุ่มโรคเรื้อรัง หรือ กลุ่มโรคท่ีสง่ ผลตอ่ การดารงชีวิตของผู้ปว่ ยมาก เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลอื ดเฉียบพลนั ภาวะอัมพาต มะเรง็ เบาหวาน โรคความดนั โลหติ สงู เป็นต้น ด้วยลักษณะโครงสร้างการดูแลสาธารณสุขในปัจจุบัน กลุ่มผู้ป่วยท่ีต้องเข้ารับการเย่ียมบ้านจะเป็นกลุ่มผู้ป่วยท่ียัง ปญั หาสุขภาพทต่ี อ้ งได้รับการดแู ลจากทีมสขุ ภาพอยา่ งเหมาะสมกบั ความจาเปน็ หรอื เป็นกล่มุ ผ้ปู ่วยท่ขี าดทกั ษะการดแู ล 559
การประชุมสมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซอ่ ุปทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ตัวเองและยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดารงชีวิตได้ ซ่ึงผู้ป่วยกลุ่มน้ีอาจพักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลศูนย์ของ จังหวัด หรือพักรักษาตัวต่อเน่ืองในโรงพยาบาลชุมชน แต่เพ่ือให้การติดตามการดูแลผู้ป่วยที่บ้านเป็นไปได้อย่างใกล้ชิดภาย หลังจากการจาหน่ายแลว้ การดูแลผู้ปว่ ยท่ีบ้านจงึ ต้องกระทาโดยบุคลากรจากสาธารณสุขจากท้องที่ที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ซ่ึงอาจ เป็นโรงพยาบาลคนละแห่งกับท่ีผู้ป่วยได้รับการรักษา ดังนั้นการให้บริการผู้ป่วยภายในจังหวัดจึงอาศัยการประสานงานของ เครือข่ายโรงพยาบาลภายในจังหวัด เพื่อส่งมอบข้อมูลการดูแลผูป้ ่วยจากโรงพยาบาลไปยงั หน่วยเยี่ยมบ้านที่รับผิดชอบตาม ภูมิลาเนาของผูป้ ่วย เพื่อนาเข้าสูก่ ารดูแลผู้ป่วยต่อเนอ่ื งที่บ้านต่อไป ซึ่งการส่งมอบข้อมูลจากโรงพยาบาลแตล่ ะแห่ง จะมีศนู ย์ ประสานงานเย่ยี มบ้านของแต่ละโรงพยาบาลทาหน้าที่ส่งข้อมูลการรกั ษาจากใบส่งตัวผปู้ ่วยผา่ นด้วยไปรษณีย์ไปยังหน่วยเย่ียม บ้านแต่ละแหง่ และ และการตอบกลับการเยย่ี มจากหน่วยเยีย่ มบา้ นสู่ศูนย์ประสานงานเย่ยี มบ้านแตล่ ะทอ้ งที่ ดังสามารถเหน็ โครงสร้างการกระจายข้อมลู ผปู้ ว่ ยในรูปท่ี 1 รูปที่ 1: โครงสรา้ งเครือข่ายการกระจายข้อมลู ผปู้ ่วยในปจั จุบัน 2. ปญั หาท่ีพบ จากการทางานของเครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดที่ทาการศึกษา พบว่าด้วยโครงสร้างการกระจายข้อมูลของ เครือข่ายและรูปแบบการทางานในปัจจุบันที่ใช้เอกสารในการกระจายข้อ มูลยังไม่เอื้อให้ระบบสามารถทางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยพบว่าผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาท่ีต่อเน่ืองภายหลังจากการจาหน่ายจากโรงพยาบาล ซึ่งเห็นจาก ระยะเวลาโดยเฉลย่ี ภายหลงั จากการจาหน่ายจากโรงพยาบาลจนถงึ การออกเย่ียมครง้ั แรกของผู้ป่วยจะอยู่ท่ี 30 วนั ซงึ่ มีสาเหตุ จากความล่าช้าในการสง่ มอบข้อมลู ภายในเครือข่าย นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายยงั ไมส่ ามารถติดตามการเยี่ยมผูป้ ่วยที่ส่งได้ ทั้งหมด โดยเห็นจากจานวนผปู้ ่วยท่ีไดร้ ับการตอบกลบั เยี่ยมบ้านจากหน่วยเย่ียมบ้านไปยังศูนย์ประสานงานเย่ียมบ้านมีเพียง 55 % จากจานวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ได้ส่งเย่ียม อีกทั้งยังพบว่าโครงสร้างการดูแลผู้ป่วยของเครือข่ายในปัจจุบันจะครอบคลุม เฉพาะผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลของตนเอง ซึ่งทาให้ไม่มีศูนย์กลางการติดตามผปู้ ่วยท้ังจังหวัดได้ และจากการวิเคราะห์ภาระ งานของหน่วยเย่ียมบ้าน ยังพบว่าหน่วยเย่ียมบ้านยังไม่มีเคร่ืองมือสาหรับช่วยวางแผนการเยี่ยมในหน่วยงาน ซึ่งจะสามารถ ช่วยลดภาระการทางานของหน่วยเยยี่ มบ้านลงได้อีก งานวิจัยนี้จงึ มีจดุ ประสงคเ์ พ่ือออกแบบระบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยที่ บ้าน เพอื่ สนับสนนุ การทางานของเครอื ข่ายระบบสุขภาพใหม้ ีประสิทธภิ าพและทาให้ผูป้ ่วยไดร้ ับคณุ ภาพการรกั ษาทด่ี ยี งิ่ ข้ึน 560
การประชุมสัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซอ่ ปุ ทาน ครงั้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 3. งานวิจัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง ในการศึกษาเพ่ือออกแบบระบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยท่ีบ้าน ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยท่ีประยุกตก์ ารใช้หลักการ ทางวิศวกรรมอตุ สาหการมาใช้ในการเพิ่มประสทิ ธภิ าพการทางานของหนว่ ยเย่ียมบา้ นและเพ่มิ คุณภาพการรักษาของผู้ป่วย วา่ ได้มีการแก้ไขปัญหาในลักษณะท่ีคล้ายกันกับระบบบริการสุขภาพท่ีทาการศึกษาอย่างไร เพ่ือนามาใช้เป็นแนวทางในการ ออกแบบระบบ จากการศึกษางานวจิ ัยต่างๆนน้ั ไดข้ อ้ สรุปออกมาดงั นี้ ในการศึกษาตัวอย่างงานการดูแลผู้ป่วยที่บ้านที่ประสบความสาเร็จในการพัฒนาการให้บริก ารจะพบจากงานวิจัย ของ Parker (2014) ว่า ได้มกี ารใช้วิธีการหลายๆแบบมาปรบั ใช้ในระบบ ดงั เช่น การใชร้ ะบบแพทยท์ างไกล (Telehealth) มา ปรับใช้ในงานเย่ียมบ้าน การเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยมาช่วยในการวิเคราะห์รูปแบบการการรกั ษา เป็นต้น นอกจากน้ียังพบว่ามี ปัจจัยอีกหลายๆด้าน เช่น ความต่อเน่ืองในการออกเยี่ยม การมีส่วนร่วมของหน่วยงานสุขภาพ การรายงานคุณภาพการ ใหบ้ ริการ เป็นต้น ล้วนมีส่วนร่วมทาใหก้ ารดแู ลรกั ษาผูป้ ่วยมีคณุ ภาพดยี ิ่งข้ึน และชว่ ยลดตน้ ทนุ การปฏบิ ัตงิ านของหน่วยเย่ียม บา้ นได้ ในส่วนของการประยุกต์ใช้หลักการทางวิศวกรรมอุตสาหการที่พบในงานวิจัยน้ัน จะเป็นการใช้รูปแบบการวางแผน ในอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้การวางแผนการออกเยี่ยมบ้าน เช่น การใช้แบบจาลองทางคณิตศาสตร์ด้วย Set partitioning เพ่ือค้นหารูปแบบการจัดตารางเย่ียมของพยาบาลในหน่วยเยี่ยม (Eveborn, P., et al., 2006) การออกแผนการเยี่ยมแบบ Master schedule ในรอบสัปดาห์และ แผนเย่ียมแบบ Operational planning ในรอบวันด้วย Constaint programming (Nickel, 2012) การจดั ตารางการทางานรายวนั ของหน่วยเยี่ยมบ้านด้วย Traveling Salesman Problem (Mankowska, D. S., et al., 2014) การประยกุ ต์การวางแผนโครงการมาใช้ในการวางแผนกจิ กรรมการดูแลผปู้ ว่ ยและการวางแผนทรพั ยากรใน ระบบ (Chahed Salma, et al., 2006) เป็นต้น ซึ่งจากงานวิจัยทั้งหมดท่ีศกึ ษาจะนามาใช้พิจารณาวางแนวทางการออกแบบ ระบบจดั การผปู้ ่วยทบี่ ้านทีเ่ หมาะสมกับสภาพปัญหาในงานวิจยั ต่อไป 4. การออกแบบระบบการจัดการการดแู ลผปู้ ่วยทีบ่ า้ น ในการออกแบบระบบการจัดการการดแู ลผู้ปว่ ยท่ีบ้าน ได้ทาการออกแบบใหค้ รอบคลมุ กระบวนการต้ังแต่การส่งต่อ ผ้ปู ่วยจากโรงพยาบาลศนู ยเ์ ขา้ สเู่ ครือข่ายการเย่ียมบา้ น ไปจนถึงการติดตามอาการผู้ป่วยขณะอาศัยอยู่ทบ่ี ้าน ซงึ่ ผ้ใู ชง้ านระบบ จะมีตั้งแต่พยาบาลจากหอผู้ป่วยในของโรงพยาบาลศูนย์ หัวหน้าพยาบาลหน่วยเย่ียมบ้าน พยาบาลท่ีทาการออกเยี่ยม และ ศนู ยป์ ระสานการออกเยย่ี มทจ่ี ะทาหน้าท่ตี ดิ ตามผลการเย่ียมในเขต โดยตัวระบบมุ่งหวังใหก้ ารสง่ ข้อมูลภายในระบบสามารถ ส่งได้รวดเร็วกว่าเดิมท่ีใช้เอกสารในการทางาน สามารถวางแผนการทางานไปจนถึงการกรอกข้อมูลผปู้ ่วยที่ออกเย่ียมได้เสรจ็ สมบรู ณภ์ ายในระบบได้ ในโครงสร้างของระบบโดยรวม ข้อมูลผู้ป่วยจะสามารถสง่ ตรงจากโรงพยาบาลศูนยเ์ ข้าสหู่ น่วยเย่ียมบา้ นได้โดยตรง โดยศนู ย์ประสานการออกเย่ียมจะทาหน้าทตี่ ิดตามผลการทางานของหนว่ ยเยย่ี มบา้ นแทนจากเดิมที่จะรบั หน้าทส่ี ่งตอ่ กระจาย ผูป้ ่วย และรับการตอบกลบั เย่ียมบ้านจากหนว่ ยเยย่ี มแต่ละแหง่ ดว้ ยการเปลยี่ นกระบวนการใหผ้ ใู้ ชง้ านสามารถส่งข้อมูลผู้ป่วย ท้ังขณะที่รักษาตัวในโรงพยาบาล และขณะประเมินสภาพผู้ป่วยอยู่ท่ีบ้าน จะสามารถทาให้ผู้ใช้งานในแต่ละส่วนสามารถ ติดตามอาการผปู้ ่วยไดร้ วดเร็วยงิ่ ขึ้น รวมถึงสามารถประสานงานระหว่างหน่วยและตดิ ตามการทางานได้ง่ายยิ่งข้ึนโดยไม่ต้อง อาศัยเอกสารในการสอ่ื สารงานในระบบ 561
การประชุมสมั มนาเชงิ วิชาการด้านการจดั การโลจสิ ติกสแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 รปู ท่ี 2: โครงสรา้ งเครอื ขา่ ยการกระจายข้อมลู ผปู้ ่วยทท่ี าการออกแบบ กระบวนการทางานภายในระบบการจดั การการดแู ลผู้ป่วยท่บี า้ น จะมขี ัน้ ตอนการทางานดงั น้ี เม่ือพยาบาลผู้ป่วยในพิจารณาสภาพอาการผู้ปว่ ยแล้วว่าผู้ป่วยควรได้รับการติดตามอาการต่อเนื่องที่บ้าน พยาบาล จะป้อนรหัสผู้ป่วยเข้าไปในระบบ เพ่ือให้ระบบดึงข้อมูลผู้ป่วยเดิมจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาลมาเพ่ือป้อนเข้าสู่ฐานข้อมู ล เครือข่ายการดูแลผู้ป่วยท่ีบ้าน เมื่อหน้าจอปรากฏช่ือและนามสกุลของผู้ป่วยแล้ว พยาบาลจะทาหน้าท่ีประเมินอาการก่อน จาหน่าย ประเมินความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย แจ้งการพยาบาลที่ผู้ป่วยควรได้รับเมื่อกลับบ้าน และเลือก สถานพยาบาลทีจ่ ะสง่ ตัวผู้ป่วยเขา้ เย่ียมบ้าน โดยระบบจะแนะนาชื่อสถานพยาบาลที่ใกลก้ ับภูมลิ าเนาของผู้ป่วยใหก้ ่อน ซึ่งตวั พยาบาลสามารถเลือกเปล่ียนสถานพยาบาลตามความต้องการของผู้ป่วยได้ ท้ังนี้ผู้ป่วยที่จะเข้าข่ายควรได้รับการดูแลผู้ป่วย ต่อเน่อื งที่บา้ นจะเป็นผู้ปว่ ยกลุ่มท่ีพยาธิสภาพของโรคส่งผลตอ่ การดารงชีวิตเดิมของผูป้ ่วย หรือเปน็ โรคในกล่มุ โรคเร้อื รัง กล่มุ อาการทมี่ ีการใช้ยาหรอื อปุ กรณ์ทซี่ ับซอ้ น รวมไปถงึ การติดตามผลหลงั คลอด หรอื หลงั การผ่าตดั เปน็ ต้น ข้อมูลผู้ป่วยจะถูกกระจายไปยังหน่วยเยีย่ มบ้านตา่ งๆ และจะขึ้นรายชื่อผปู้ ่วยใหม่ในหน้าจอของหัวหน้าหน่วยเย่ยี ม บ้าน เพ่ือให้หัวหน้าหน่วยเยี่ยมบ้านประสานผู้ป่วยเพื่อนัดเย่ียม โดยหัวหน้าหน่วยเยี่ยมจะสามารถเห็นตารางออกเยี่ยมของ พยาบาลภายในหน่วยได้ผ่านหน้าจอ เพื่อใช้จองเวลาทางานของผู้ป่วย และออกตารางการทางานของพยาบาลในหน่าย โดย วิธีการนัดผู้ป่วยใหม่จะถูกแบ่งวิธีการนัดออกเป็นสองกลุ่มได้แก่ ผู้ป่วยใหม่ที่สามารถเยี่ยมได้ด้วยพยาบาลวิชาชีพอย่างเดียว โดยการนัดกลุม่ นจ้ี ะนัดให้ตรงกับวันออกเย่ียมรอบถัดไปของหน่วย ซงึ่ จะเนน้ ให้ออกเย่ียมผูป้ ว่ ยใหม่ใหร้ วดเร็วท่ีสดุ ท่ีเป็นไปได้ ส่วนอีกกลุ่มคือผู้ป่วยใหม่ที่ต้องได้รับออกเยี่ยมด้วยบุคลากรจากทีมสหสาขาวิชา อาทิ เภสัชกร นักกายภาพบาบัด นัก โภชนาการ นักสังคมสงเคราะห์ ซ่ึงได้แก่กลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มผู้ป่วยท่ีต้องได้รบั กายภาพบาบดั กลุ่มผู้ป่วยท่ีมี ปัญหาเรอ่ื งสทิ ธกิ ารรกั ษา เปน็ ตน้ โดยจะนัดลงในวันเยยี่ มรอบถัดไปท่ีทางหนว่ ยจัดใหม้ ีทมี สหสาขาออกเยีย่ ม เมื่อมอบหมายงานเสรจ็ สิ้น พยาบาลท่ีทาหน้าที่ออกเย่ยี มจะเหน็ ตารางงานตวั เองผ่านหน้าจอการทางานของตนเอง และสามารถเลือกผปู้ ่วยตามตารางงานเพ่ือประเมนิ สภาพผปู้ ่วยและบันทึกข้อมลู ผู้ป่วยผา่ นระบบไดท้ ันที ซึ่งข้อมูลดงั กล่าวจะ ถูกแสดงให้กับแผนกผู้ป่วยในและศูนย์ประสานงานเย่ียมบ้านด้วย เม่ือประเมินเสร็จสิ้น พยาบาลท่ีออกเย่ียมจะวางแผนการ ดูแลต่อเน่ืองกับผู้ป่วย โดยหากผู้ป่วยและผดู้ ูแลสามารถดูแลตนเองได้แล้ว พยาบาลจะหยุดให้การเยี่ยม แต่ถ้ามีอาการที่ต้อง ตดิ ตามตอ่ เนอ่ื ง ระบบจะแนะนารอบเย่ยี มรอบถัดไปโดยคิดจากระดับความรุนแรงของผู้ป่วย เม่ือนดั เยีย่ มแลว้ ระบบจะแสดง ตารางงานทนี่ ัดแลว้ ข้นึ ในตารางรวมของหวั หน้าหนว่ ยเพ่ือใช้เป็นข้อมลู สาหรับการนดั ผปู้ ่วยตอ่ ไป และเม่อื ใกลถ้ งึ เวลากอ่ นการ เย่ียม 1 สัปดาห์ ระบบจะแจง้ เตือนใหห้ วั หนา้ หน่วยเยี่ยมประสานวนั เยี่ยมกบั ผปู้ ว่ ยอกี คร้งั เพือ่ ยนื ยนั การออกเย่ยี มและแจ้งให้ พยาบาลเยยี่ มบา้ นเตรยี มการออกเย่ยี มตอ่ ไป จากกระบวนการทางานท้ังหมด ตัวระบบการจัดการการดูแลท่ีบ้านจึงออกแบบให้มีระบบสาหรับส่งข้อมูลผู้ป่วย เย่ียมบ้าน ระบบจัดตารางสาหรับชว่ ยวางแผนงานเย่ียมในแผนก และระบบประเมินสภาพผปู้ ่วยหนา้ งาน เป็นระบบหลัก 562
การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 สาหรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน และได้จัดระบบสนับสนุนการทางานอื่นๆเพื่อให้หน่วยเยี่ยมบ้านแต่ละหน่วยสามารถ ทางานได้อย่างเป็นระบบ ไดแ้ ก่ ระบบรายงานการปฏิบัตกิ ารของหน่วยเยย่ี มบ้าน ซง่ึ ทาหนา้ ที่สรปุ การทางานของหน่วยให้กับ หัวหน้าหน่วยเยี่ยมบ้านและศูนย์ประสานงานเยี่ยมบ้านติดตามการทางานของพยาบาล รวมถึงเรียกดูข้อมูลสรุปอาการของ ผู้ป่วยแต่ละกลุ่มโรค และเรียกดูข้อมูลผู้ป่วยรายคนเพื่อติดตามการรักษาต่อไปได้ ซ่ึงกระบวนการทางานและระบบที่ได้ ออกแบบสามารถสรุปไดด้ งั รูปที่ 3 หน่วยเยีย่ มบ้าน แ นก ้ปู วยใน หัวหน้าพยาบาลหน่วยเย่ยี มบา้ น พยาบาลเยย่ี มบ้าน สง่ ต่อ ้ปวย ละกระจาย ติดต่อ ้ปวยเพ่อนดั วัน มอบหมายงาน ห้ ออกเยี่ยมเพ่อประเมนิ ประเมิน นการด ล ละ เข้าหนว่ ยเยีย่ ม ออกเยี่ยม พยาบาล นหน่วย ส าพ ป้ วยท่บี ้าน นัดวันติดตามเย่ยี มรอบ ถดั ป ติดตามงานเยยี่ ม ละ ยนยันวันตดิ ตามเยี่ยมกับ ป้ วยเกา่ ศูนยป์ ระสานงานเยย่ี มบา้ น ติดตามการทางานของหนว่ ย ตดิ ตามอาการ ป้ วยโดย ประสานงานข้ามหนว่ ยเยี่ยม เยย่ี ม นเขตพนที่ าพรวม เ ่น การสง่ ตัว ป้ วย ิดเขต ล รปู ท่ี 3: กระบวนการทางานและระบบทไี่ ด้ออกแบบ 5. การสรา้ งระบบปฏิบัติการเพือ่ ทดลองใช้ภายในเครอื ขา่ ย จากระบบท่ีทาการออกแบบไว้ เพ่ือให้สามารถนามาใช้งานได้จริงภายในเครือข่าย ผู้วิจัยได้สร้างเว็บแอพพลิเคช่ัน (Web application) ข้ึนเพ่ือให้บุคลากรในเครือข่ายการออกเย่ยี มบ้านได้ทดลองใช้งานระบบการทางานท่ีได้ออกแบบไว้ โดย การเขียนเว็บแอพพลิเคช่ันได้ออกแบบให้สามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายๆแพลตฟอร์มได้ อาทิ คอมพิวเตอร์และ โทรศัพท์มอื ถือเป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถงึ ตวั ระบบปฏิบัติงานไดใ้ นขณะท่ีปฏบิ ัติงานนอกโรงพยาบาล และเลือกใช้ ฐานข้อมูลแบบ SQL เพ่ือให้สะดวกกับการเช่ือมต่อข้อมูลกับระบบสารสนเทศของแต่ละโรงพยาบาล การสร้างเว็บ แอพพลิเคช่นั ได้ออกแบบฟงั ก์ชันสาหรบั แต่ละผใู้ ช้งานไวด้ ังนี้ 5.1 หอผู้ป่วยในของโรงพยาบาลศูนย์ จะใช้งานระบบส่งข้อมูลเยี่ยมบ้านเป็นหลัก โดยตัวระบบจะประกอบไปด้วย ฟังก์ชันสาหรับส่งต่อผู้ป่วยเข้าเครือข่ายหน่วยเยี่ยมบ้านและฟังก์ชันเรียกดูข้อมูลผู้ป่วย โดยจะดึงข้อมูลผู้ป่วยจากระบบ สารสนเทศของโรงพยาบาลผา่ นเลขประจาตัวผปู้ ว่ ย และใหพ้ ยาบาลประเมินสภาพอาการผู้ปว่ ยเพ่ิมเตมิ ในระบบ สว่ นฟังก์ชัน เรียกดขู อ้ มูลผู้ปว่ ยจะใชผ้ ่านหน้าจอการค้นหาผปู้ ว่ ยจากช่อื ผปู้ ่วย กลมุ่ โรค และสถานพยาบาลท่สี ง่ ตอ่ ได้ โดยฟงั กช์ นั นี้มีเพอ่ื ให้ พยาบาลผู้ป่วยในหรือแพทย์ท่ีทาการรักษาสามารถติดตามอาการผู้ป่วยหลังจาหน่ายไปแล้วได้ ตัวระบบที่ออกแบบจะ ออกแบบให้สามารถทางานผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อให้สะดวกการทางานของพยาบาลท่ีจะประเมินการส่งต่อผู้ป่วยที่ข้างเตียง ผ้ปู ว่ ย รวมถึงทาให้พยาบาลสามารถใชอ้ ุปกรณ์ของตนเองเพ่ือเข้าใชง้ านระบบไดโ้ ดยไม่ตอ้ งอาศยั อปุ กรณ์กลางของแผนก 563
การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ติกส์และโซ่อปุ ทาน คร้งั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 5.2 หัวหน้าหน่วยเยี่ยมบ้าน จะใช้งานระบบจดั ตารางการออกเย่ียมผู้ป่วยเป็นหลัก โดยตัวระบบจะประกอบไปด้วย ฟังก์ชันสาหรับจัดการตารางการทางานของพยาบาลในแผนก ฟังก์ชันเรียกดูข้อมูลผู้ปว่ ยท่ีรบั ผดิ ชอบ และฟังก์ชันรายงานผล การปฏิบตั ิงานของหนว่ ยเยย่ี ม ฟังก์ชันสาหรับจัดการตารางการทางานจะใช้สาหรับการมอบหมายการเยี่ยมผู้ป่วยใหม่ให้กับพยาบาลในแผนกซ่ึง จะต้องลงเวลาออกเย่ยี มและพยาบาลที่รับผิดชอบลงในระบบเพื่อมอบหมายงาน สว่ นการนัดเยยี่ มเพอื่ ตดิ ตามผปู้ ว่ ยที่เคยออก เย่ียมไปแล้วน้ันจะให้พยาบาลท่ีออกเย่ียมรับหน้าท่ีเป็นผู้ประสานนัดเอง โดยเม่ือนัดแล้ว ระบบจะแสดงการจองเวลาเยี่ยม ผปู้ ่วยรายดังกล่าวขึน้ ในตาราง และจะแจง้ เตอื นใหห้ วั หน้างานยนื ยันวนั กับผู้ปว่ ยอีกคร้ังเมือ่ ใกล้ถึงวนั เย่ยี ม สาหรับฟังก์ชันการ เรียกดูข้อมูลผู้ป่วยจะทางานคลา้ ยกับของแผนกผู้ปว่ ยใน ส่วนฟังก์ชันรายงานผลการปฏิบัตงิ านจะเรียกข้อมูลท่ีพยาบาลออก เยี่ยมและประเมินผู้ป่วยขึ้นมาแสดงเป็นหน้าจอรายงานให้ เพื่อให้หัวหน้าหน่วยสามารถติดตามประสิทธิภาพการทางานของ หน่วยตนเองได้อย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลท่ีเรียกขึ้นมานาเสนอจะมีดังเช่น ข้อมูลผู้ป่วยท่ีติดตามเยี่ยมแยกตามระดับความ รนุ แรง ระยะเวลาเฉลี่ยตง้ั แต่เวลาจาหนา่ ยผู้ป่วยจนถึงการไดร้ ับการออกเยยี่ มครัง้ แรก เป็นตน้ 5.3 พยาบาลออกเย่ียมบ้าน จะใช้งานระบบการประเมินผู้ป่วยหน้างานเป็นหลัก ซ่ึงฟังก์ชันจะประกอบไปด้วย ฟังก์ชันการประเมนิ ผ้ปู ่วยหน้างาน โดยเลอื กจากตารางงานที่ไดร้ ับมอบหมายในแตล่ ะวันของพยาบาล และฟังก์ชันการเรยี กดู ข้อมูลผู้ป่วย โดยการประเมินผู้ป่วยจะเกิดขึ้นเม่ือพยาบาลเดินทางถึงบ้านผู้ป่วยแล้วและจะเร่ิมทาการประเมินสภาพผู้ป่วยที่ หนา้ งาน การประเมนิ จะแบ่งออกไปดว้ ยการประเมินสัญญาณชีพ การประเมินร่างกาย ภาวะแทรกซ้อน โภชนาการ การใช้ยา สภาพบ้าน สภาพจิตใจ สังคม และสรุปปัญหาที่ผู้ป่วยควรได้รับการแกไ้ ขในการตดิ ตามเยี่ยมรอบถัดไป และเมื่อประเมนิ เสรจ็ สิน้ พยาบาลจะประเมินระดบั ความรนุ แรงและจองวันเยี่ยมผ้ปู ่วยรอบถัดไปผ่านระบบได้ ซงึ่ หวั หนา้ หน่วยเย่ียมจะสามารถเห็น เวลาท่ีจองวันเยี่ยมไว้เพ่ือตดิ ตามงานและยืนยันวันเยี่ยมกับผปู้ ่วยในภายหลังได้ ตัวระบบจะออกแบบหน้าจอสาหรับให้ใช้งาน ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นหลกั เพื่อให้พยาบาลสามารถใช้ทางานนอกสถานท่ีได้สะดวก และสามารถใช้ประเมนิ ผปู้ ่วยได้โดยไม่ต้อง กลับมากรอกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ซา้ 5.4 ศูนย์ประสานงานเยี่ยมบ้านระดับจังหวัด จะใช้งานระบบรายงานการปฏิบัติงานของหน่วยเย่ียมบ้านเป็นหลัก โดยตัวศูนย์จะทาหน้าทตี่ ดิ ตามสถานการณไ์ ด้รบั การเยีย่ มของผูป้ ว่ ยใหม่ และตดิ ตามคณุ ภาพในการดูแลผปู้ ว่ ยหลังจาหนา่ ยไป แล้ว ตวั ระบบจงึ ออกแบบสาหรบั รายงานตัวชวี้ ัดการทางานโดยดงึ ข้อมูลการทางานชองแต่ละสถานพยาบาลขึ้นมาแสดงเพ่ือให้ ศูนย์ประสานงานเย่ียมบ้านพิจารณาในการปรับปรุงกระบวนการทางานในอนาคตต่อไป ซึ่งจะสามารถลดภาระงาน เอกสารรายงานประจาเดือนของทัง้ หน่วยเยย่ี มและศนู ยป์ ระสานงานเย่ยี มได้ รูปท่ี 3: ตัวอยา่ งหนา้ จอการทางานของโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ (ซา้ ย) และในโทรศพั ทม์ ือถือ (ขวา) 564
การประชุมสมั มนาเชิงวิชาการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครั้งที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 6. ผลการดาเนินงาน จากระบบการจดั การการดูแลผู้ปว่ ยทบ่ี ้านที่ได้ทาการออกแบบระบบไว้ พบวา่ สามารถทาให้หน่วยเยีย่ มบ้านสามารถ ดาเนินการออกเย่ียมผู้ป่วยภายหลังการจาหน่ายได้รวดเร็วข้ึน ส่งผลให้ระยะเวลาการออกเย่ียมคร้ังแรกหลังจาหน่ายลดลง และสามารถลดภาระงานเอกสารของหน่วยเยี่ยมบ้านได้ โดยลดงานการกระจายผู้ป่วยเข้าหน่วยเย่ียมและงานการตอบกลับ ขอ้ มลู จากหนว่ ยเย่ยี มมาท่ีศนู ยป์ ระสานเยีย่ มบ้าน ซึ่งเปลี่ยนมาใช้การทางานผ่านระบบจดั การการดแู ลผปู้ ่วยทบี่ ้าน นอกจากนี้ ยังทาให้หน่วยเย่ียมบ้านสามารถจัดตารางการเยี่ยมบ้านได้อย่างเป็นระบบมากข้ึนด้วยระบบการจัดการตารางเย่ียมบ้าน โดย มอบหมายงานนัดวันเย่ียมผู้ป่วยใหม่ให้กับหัวหน้าพยาบาล และมอบหมายงานนัดวันติดตามอาการให้กับพยาบาลออกเยย่ี ม หลังเยี่ยมเสร็จทันที ซึ่งจะทาให้การตดิ ตามผ้ปู ว่ ยสามารถทางานไดอ้ ยา่ งเป็นระบบมากข้ึน สาหรับการตดิ ตามอาการผปู้ ว่ ยหลงั จาหน่าย เน่ืองด้วยตัวระบบมกี ารเก็บฐานข้อมูลผ้ปู ่วยเย่ียมบา้ นทัง้ หมดไวร้ วมกนั ทาให้สะดวกกับนาข้อมูลผู้ปว่ ยมาวิเคราะห์ อาการแยกตามกลุม่ โรค หรือวิเคราะห์ประสิทธภิ าพการทางานรวมของแตล่ ะหนว่ ยได้มากขนึ้ กล่าวโดยสรุปแล้วระบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยที่บ้านและแอพพลิเคช่ันท่ีสร้างขึ้นสามารถสนับสนุนการทางาน ของเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยที่บ้านในระบบสาธารณสุขสามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเน่ืองจากการออกแบบ ระบบการทางานและกระบวนการให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลการทางานภายในเครือข่ายและประสานการทางานได้สะดวก มากยิ่งขนึ้ รวมไปถึงสามารถใชร้ ะบบเพื่อวางแผนการทางานในหน่วยเย่ียม ซง่ึ ส่งผลให้สามารถลดความล่าช้าในการออกเยี่ยม ครงั้ แรกและลดภาระงานเอกสารที่ไม่จาเป็น อนั จะทาให้คณุ ภาพการรกั ษาของผู้ป่วยภายในเครือข่ายดีย่ิงขนึ้ 7. สรปุ ผลการดาเนินงาน จากปญั หาของเครือขา่ ยระบบการดแู ลผู้ปว่ ยทบี่ ้านของจังหวดั ที่ได้ทาการศึกษา ไดพ้ บว่าระบบการทางานในปจั จบุ นั ยังไม่สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่าการประสานงานของเครือข่ายใช้เอกสารเป็นหลักในการส่งต่อและ บันทึกข้อมูลผู้ป่วย จึงอาจทาให้เกิดความล่าช้าในข้ันตอนนาส่งข้อมูลผู้ป่วยจากระบบ นอกจากน้ีหน่วยเย่ียมยังไม่มีแผนการ เยี่ยมท่ีชัดเจนซึ่งอาจส่งผลตอ่ การจดั สรรทรัพยากรในการดแู ลผ้ปู ่วยให้เหมาะสม และไม่มเี ครือ่ งมือสาหรับจัดการตารางงาน ภายในหน่วยเย่ยี มอยา่ งเป็นระบบ ระบบการจดั การการดูแลผู้ปว่ ยทีบ่ า้ นจึงถูกออกแบบเพ่อื สนับสนนุ การทางานของเครือข่าย ให้สามารถทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพ่ือเพ่ิมคุณภาพการรักษาและดูแลผู้ป่วยที่บ้าน โดยได้ออ กแบบระบบให้ สามารถส่งต่อผู้ป่วย จัดการตารางเยี่ยม ประเมินสภาพผู้ป่วยท่ีบ้าน นัดติดตามเย่ียมผู้ป่วย และรายงานผลการทางานเพ่ือ ติดตามการทางานของหน่วยเย่ียม และติดตามอาการผู้ป่วยภายหลังจาหน่ายให้กับผู้ใช้งานภายในเครือข่ายทราบผ่านเว็บ แอพพลิเคช่ัน โดยเปลีย่ นโครงสร้างการสง่ ข้อมลู ใหแ้ ผนกผปู้ ่วยในของโรงพยาบาลและหน่วยเยยี่ มบ้านสามารถประเมนิ อาการ และบันทึกสภาพผู้ปว่ ยให้แต่ละฝา่ ยติดตามอาการได้ทันที และให้ศูนย์ติดตามงานเยย่ี มบา้ นประจาจงั หวัดติดตามและควบคุม การปฏิบัติงานของหน่วยเย่ียมในจังหวัดผ่านระบบรายงานการปฏิบัติการได้ ตัวระบบส่งผลให้สามารถลดระยะเวลาการออก เยี่ยมครั้งแรกหลงั จาหน่ายผปู้ ่วยได้ รวมไปถงึ ลดภาระงานเอกสารของหน่วยเย่ียม อันจะส่งผลถงึ ประสทิ ธิภาพการทางานของ หนว่ ยและคณุ ภาพการดแู ลรักษาผปู้ ่วยในเครอื ข่าย ในการพัฒนาระบบและงานวจิ ัยเพ่ือต่อยอดในหลังจากน้ี เนื่องด้วยระบบที่ได้ออกแบบยงั อยู่ในช่วงทดลองใช้งานจงึ อาจวดั ประสิทธภิ าพในภาพรวมของทง้ั จังหวัดไดย้ าก จงึ อาจต้องทดสอบระบบในขอบเขตท่กี วา้ งขนึ้ และเกบ็ ความคดิ เห็นของ ผู้ใช้งานระบบเพ่ือนามาใช้ปรับปรุงระบบต่อไป สาหรับตัวระบบ เพื่อให้สามารถรองรับจานวนผู้ป่วยในเครือข่ายที่อาจเพิ่ ม สูงข้ึนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอนาคต ฟังก์ชันที่อาจจะต่อยอดในอนาคตควรจะกระจายการดูแลผู้ป่วยจากเดิมท่ี มอบหมายใหพ้ ยาบาลเย่ยี มบา้ นต้องออกเยีย่ ม ใหส้ ามารถกระจายการออกเยีย่ มไปสู่อาสาสมัครชมุ ชน ในการออกเยี่ยมผปู้ ่วย 565
การประชุมสัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน ครงั้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ทไ่ี มต่ ้องอาศัยทักษะเฉพาะในการดแู ลได้ หรือเพ่ิมฟังกช์ นั สาหรบั บนั ทกึ อาการสาหรับผปู้ ว่ ยเช่น บันทกึ การรับประทานยาของ ผปู้ ว่ ยวัณโรค หรือ บันทึกมอื้ อาหารสาหรบั ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพอื่ ให้พยาบาลสามารถตดิ ตามอาการผู้ป่วยได้มากข้ึน และให้ ผปู้ ่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสขุ ภาพของตนเองมากย่ิงข้นึ หรอื อาจรวมไปถึงการพิจารณาระบบแพทยท์ างไกล (Telemedicine) มาใช้สนับสนุนการติดตามเยี่ยมของพยาบาล เป็นต้น ซึ่งแนวทางเหล่านี้อาจนามาใช้เพื่อพัฒนาระบบการจดั การผ้ปู ่วยที่บา้ น ให้ทางานอย่างมีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ไดใ้ นอนาคต เอกสารอา้ งองิ สานกั การพยาบาล กระทรวงสาธารณสขุ . (2556). การพยาบาลผู้ปว่ ยทบี่ า้ น. (พมิ พ์ครงั้ ที่ 1). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. Chahed Salma, et al. (2006). Improving operations management practices in home health care structures by using patients’ activity projects. Third ieee/international conference service systems and service management, Troyes, France. Chahed, S., et al. (2006). \"Operations Management Related Activities for Home Health Care Providers.\" IFAC Proceedings Volumes 39(3): 641-646. Eveborn, P., et al. (2006). \"Laps Care—an operational system for staff planning of home care.\" European Journal of Operational Research 171(3): 962-976. Parker, E., et al. (2014). \"Exploring Best Practices in Home Health Care.\" Home Health Care Management & Practice 26(1): 17-33. Mankowska, D. S., et al. (2014). \"The home health care routing and scheduling problem with interdependent services.\" Health Care Manage Sci 17(1): 15-30. Nickel, S., et al. (2012). \"Mid-term and short-term planning support for home health care services.\" European Journal of Operational Research 219(3): 574-587. 566
การประชมุ สมั มนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสติกส์และโซ่อปุ ทาน ครัง้ ที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 Topic O: Applications in Healthcare Logistics Paper ID: AH 02 การออกแบบกระบวนการเพ่อื เพิ่มประสทิ ธภิ าพระบบโลจสิ ตกิ ส์สขุ ภาพ ด้วยเทคโนโลยีบารโ์ คด๊ 2 มติ ิ (2D Barcode) และอาร์เอฟไอดี (RFID) กับงานเวชภัณฑ์ปลอดเชอ้ื ในโรงพยาบาล ศริ ิรัตน์ ศรีสกุลวรรณ1*, ดวงพรรณ กริชชาญชยั 2 1* สาขาการจัดการธรุ กิจ วิทยาลยั การจดั การ มหาวิทยาลัยมหดิ ล โทร 096-9745545 E-mail [email protected] 2 ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โทร 02-8892138 E-mail [email protected] บทคัดย่อ ในปจั จุบนั โรงพยาบาลรฐั บาลและเอกชนมีการพฒั นาคุณภาพและเพ่มิ ศกั ยภาพในการให้บรกิ ารมากข้ึน เนื่องจากมี การแข่งขันท่ีสูงมากขึ้น ทาให้ผู้บริหารให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้ดีย่ิงข้ึน เพื่อเพ่ิมโอกาสและ ความสามารถทางการแข่งขัน หนึ่งในการพัฒนา คือ การนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย และหน่ึงในเทคโนโลยีท่ีเป็น ประโยชน์ก็คือ เทคโนโลยีบาร์โค๊ด 2 มิติ (2D Barcode) และเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification : RFID) ที่จะเข้ามาช่วยให้การทางานมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน ลดค่าใช้จา่ ยในการดาเนนิ งาน และเพ่ิมความปลอดภยั ใหก้ บั ผปู้ ่วย เปน็ สาคัญ และจากการศึกษาพบว่าสนิ ค้าประเภทเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ เปน็ สินคา้ ทม่ี ีความสาคัญทางการแพทย์ ซง่ึ ถูกใช้กับหอ ผู้ป่วยและห้องผ่าตัดภายในโรงพยาบาล และในปัจจุบันหน่วยงานพบปัญหาในการทางานเกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดขน้ึ บ่อยครั้ง รวมไปถึงไมส่ ามารถตรวจติดตามเวชภัณฑ์ได้ และเกิดสนิ ค้าคงคลงั เปน็ จานวนมากที่หน่วยบริการปลายทาง เป็นตน้ ดังน้ันผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาประโยชน์ของเทคโนโลยี 2D Barcode และเทคโนโลยี RFID เพื่อนามาออกแบบกระบวนการใหม่ท่ีมี การนาเทคโนโลยีมาใช้กับเวชภัณฑป์ ลอดเชื้อ ซ่ึงจากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดการทางานที่มปี ระสทิ ธิภาพ มากขึ้น ลดภาระของพนักงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล ลดระดับสินค้าคงคลัง เพ่ิมความปลอดภัยในการรักษา เนื่องจากเทคโนโลยีช่วยลดความผิดพลาดในการจดั ชุดเครื่องมือทาใหใ้ นการรักษาเกิดประสิทธิภาพมากขนึ้ และช่วยเรื่องการ ติดตามและทวนสอบ (Traceability) เวชภณั ฑป์ ลอดเชอ้ื ไดใ้ นกรณเี กดิ ปญั หาในการรักษา คาสาคัญ: การออกแบบกระบวนการและเทคโนโลยี; เทคโนโลยี Barcode / RFID; เวชภณั ฑ์ปลอดเชือ้ ; โรงพยาบาล 1. ท่มี าและความสาคญั จากการท่ีธุรกิจด้านโรงพยาบาลมีการแข่งขันที่สูงมากขึ้น ทาให้ผู้บริหารให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาและ ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการให้ดีย่ิงข้ึน เพื่อเพ่ิมโอกาสและความสามารถทางการแข่งขัน หนึ่งในการพัฒนาก็คือ การนา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยปรับปรุงการทางานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ระบบสารสนเทศ โรงพยาบาล (Hospital Information System : HIS) ระบบชว่ ยในการวางแผน (Enterprise Resource Planning system : ERP) เทคโนโลยีบาร์โค๊ด (Barcode) เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification : RFID) และอื่นๆ เปน็ ต้น 567
การประชุมสัมมนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ติกส์และโซ่อุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จากการศึกษาระบบโลจิสติกส์สุขภาพในโรงพยาบาลพบว่าการจัดการการไหลของข้อมูล และสินค้า ประเภท เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ มีโอกาสและศักยภาพในการพัฒนา เนื่องจากเป็นสนิ ค้าท่ีมีความสาคญั ทางการแพทยเ์ ปน็ อย่างมาก และ หน่วยเวชภณั ฑป์ ลอดเช้อื ถอื เปน็ หนว่ ยงานที่มคี วามสาคญั ท่ีตอ้ งบรหิ ารจดั การเวชภณั ฑ์ท่ใี ช้ในทุกๆ หอผู้ป่วยและทกุ ห้องผา่ ตดั ของโรงพยาบาล โดยหน่วยงานตอ้ งให้บริการทาความสะอาดให้ปราศจากเช้ือ และเก็บรักษาจดั เตรยี มชุดเครอื่ งมือแพทย์ ซึ่ง ในปัจจุบันหน่วยงานพบปัญหาในการทางานเกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้ง รวมไปถึงไม่สามารถตรวจติดตาม เวชภัณฑ์ได้ และเกิดสินค้าคงคลังเป็นจานวนมากที่หน่วยบริการปลายทาง และอื่นๆ เป็นต้น โรงพยาบาลต้องสูญเสีย ค่าใช้จ่ายในส่วนน้ีไปค่อนข้างสูง ดังน้ันผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสาคัญของเทคโนโลยีท่ีจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาและปรับปรุงการ ทางานใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพมากขนึ้ เพ่อื ตอบสนองความพึงพอใจสงู สดุ ของผูร้ บั บรกิ ารและเพ่ิมความปลอดภัยใหก้ ับผูป้ ่วย งานวิจัยในครั้งน้ีจึงมุ่งศึกษาประโยชน์ของเทคโนโลยี Barcode และเทคโนโลยี RFID เพ่ือนามาออกแบบ กระบวนการใหม่ท่ีมีการนาเทคโนโลยีมาใช้กับเวชภัณฑ์ปลอดเช้ือ และทาการเปรียบเทียบก่อนและหลังการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี 2. งานวิจัยที่เก่ยี วข้อง 2.1 ความรทู้ ั่วไปเกยี่ วกับเทคโนโลยี 2.1.1 เทคโนโลยบี าร์โค๊ด 2 มิติ (2D Barcode) เป็นเทคโนโลยีท่ีพัฒนาเพ่ิมเติมจากบาร์โค้ด 1 มิติ โดยออกแบบให้ บรรจุได้ทั้งในแนวต้ังและแนวนอน ทาให้สามารถบรรจุข้อมูลมากได้ประมาณ 4,000 ตัวอักษรหรือประมาณ 200 เท่าของ บาร์โค้ด 1 มิติในพื้นท่ีเท่ากันหรือเล็กกว่า อุปกรณ์ที่ใช้อ่านและถอดรหัสบาร์โค้ด 2 มิติมีต้ังแต่เครื่องอ่านแบบซีดีหรือเคร่ือง อ่านแบบเลเซอร์เหมอื นกับของบาร์โค้ด 1 มิติจนถึงโทรศัพท์มือถือแบบมีกล้องถ่ายรูปในตัวซึ่งติดต้ังโปรแกรมถอดรหัสไว้ ใน ส่วนลักษณะของบาร์โค้ด 2 มิติมีอยู่อย่างมากมายตามชนดิ ของบาร์โค้ด เช่น วงกลม สี่เหล่ียมจัตรุ สั หรือสี่เหลย่ี มผืนผา้ คล้าย กับบาร์โค้ด 2 มติ ิ เป็นตน้ ตวั อยา่ งบารโ์ คด้ 2 มติ ิ ได้แก่ PD417, MaxiCode, Data Matrix, และ QR Code เป็นต้น (Denso Wave Incorporated, 2012; Arendarenko,2009; Lin, et al.,2014 ) 2.1.2 เทคโนโลยีอารเ์ อฟไอดี (Radio Frequency Identification : RFID) คือ เทคโนโลยที ีร่ ะบุตัวตนและจบั ข้อมูล แบบอัตโนมตั โิ ดยใช้คล่นื วิทยุ ซง่ึ มีคณุ สมบัติระบวุ ัตถุ สถานท่ี และส่ิงอน่ื ไดอ้ ย่างดี เทคโนโลยอี าร์เอฟไอดีน้ันมีความสามารถใน การระบุวัตถไุ ดม้ ากกว่า 1 อย่างพร้อมกนั โดยสว่ นมากไมจ่ าเป็นต้องมีการใชแ้ รงงานคนในการสื่อสาร และสามารถอ่านผา่ นสงิ่ กดี ขวางได้ (Arendarenko,2009; Yao, Chu, & Li, 2012) 2.2 การนาเทคโนโลยี 2D Barcode และ RFID มาประยุกต์ใชใ้ นบริบทของโรงพยาบาล ในบริบทของโรงพยาบาลทั่วโลก อาทิเช่น ประเทศในฝ่ังยุโรป อเมริกา และเอเชีย ได้มีการนาเทคโนโลยี RFIDมาใช้ งานเพิ่มมากข้ึน (Shang-Wei Wang, 2006) ซึ่งถูกนามาใช้เพ่ือติดตามผ้ปู ่วย อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพิ่มความปลอดภยั และ ประสิทธิภาพของการขนส่งผลิตภัณฑ์โดยการติด RFID Tag กับผู้ป่วย อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ เพ่ือเป็นการบ่งชี้และ ติดตามบุคคลหรือสิ่งของนั้นๆ และจากความสามารถของเทคโนโลยีนี้เอง ทาให้ธุรกิจด้านโรงพยาบาลลดค่าใช้จ่ายในการ ดาเนินการ ลดข้อผิดพลาดในการรกั ษา และช่วยเพิม่ ความปลอดภัยให้กบั ผู้ป่วย เป็นต้น (Ochiai, 2015; Shang-Wei Wang, 2006; Angeles.2005; Yee-Loong Chong,2015) กรณีศึกษา โรงพยาบาล Kanto Medical Centre NTT EC ในโตเกียว (Nippon Telegraph and Telephone East Corporation) ได้เร่ิมนาเทคโนโลยีระบบบ่งชี้และจัดเก็บข้อมูลอัตโนมัติตามมาตรฐานสากล GS1 (GS1 Automatic Identification and Data Capture: AIDC) มาใชก้ บั หอ้ งจัดเตรยี มเครอ่ื งมอื ผา่ ตัด โดยระบบบารโ์ ค้ด 2 มิติ (Data Matrix 568
การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจดั การโลจิสตกิ ส์และโซ่อปุ ทาน ครงั้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 ขนาด3x3 ~ 5x5 mm) และ RFID tag ถูกนามาใช้ในการตรวจสอบเคร่ืองมือแพทย์และภาชนะที่บรรจุอุปกรณ์ดังกล่าว ซึ่ง ส่งผลให้โรงพยาบาลมีการปรับปรุงกระบวนการทางานและทาให้เกดิ ประโยชน์ ดงั น้ี ลดความย่งุ ยากซับซ้อนของงาน ปรับปรงุ ด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนกลับของเครื่องมือ (ความถี่ของการใช้งาน การฆ่าเช้ือ การซ่อมแซม การจัดเก็บ และประวัติต่างๆ เป็นต้น)และการจัดเก็บข้อมูลในรูปสัญลักษณ์ (บาร์โค้ดหรือ RFID) จะบอกให้รู้ถึงข้อมูลต่างๆ ดังต่อไปน้ี เวลาที่การผ่าตัดเริ่มต้นและสิ้นสุดลง ใครเป็นคนเรียกคืนเคร่ืองมือและทาความสะอาด และเกิ ดขึ้นเมื่อไหร่ เคร่ืองมือใดบรรจุอยู่ในภาชนะไหนบ้าง ความถ่ีในการใช้เครื่องมือ เครื่องมือใดถูกนาไปซ่อมแซม และถูกซ่อมแซมเม่ือไหร่ ภาชนะบรรจุเคร่ืองมือถูกจัดเตรียม ถูกฆ่าเช้ือ และถูกจัดเก็บ โดยใคร วิธีใด และเมื่อไหร่ เคร่ืองมือน้ันถูกนามาใช้กับผู้ป่วย ประเภทใด (โรคเอดส์ โรควัวบ้า เปน็ ต้น) (Ochiai, 2015) และงานวิจัยของ Hanada, Hayashi, Ohira & Sawa (2015) ได้ศึกษาเก่ียวกับการเพ่ิมประสิทธิภาพโดยนา เทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้กับเครื่องมือผ่าตัด ที่โรงพยาบาล Shimane ซึ่งเป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในประเทศญ่ีปุ่น ผล การศึกษาสรุปว่าจากการประยุกต์ใช้ เป็นการช่วยเพ่ิมความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย เน่ืองจากเป็นการระบุและเก็บข้อมูลต่างๆ และสามารถสอบทวนและตรวจติดตามเคร่ืองมือผ่าตัดได้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานของพนักงาน ทาให้การ ทางานรวดเร็วและมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ รวมไปถงึ ไดข้ ้อมูลไปบรหิ ารจัดการระดับสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับทเี่ หมาะสมได้ จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี 2D Barcode และเทคโนโลยี RFID เข้ามามีบทบาท ในการเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจด้านโรงพยาบาลมากข้ึน เนื่องจากเทคโนโลยีเองเข้ามาช่วยให้โรงพยาบาลมีระบบการจัดการ การไหลของข้อมลู และสินค้า ที่มปี ระสิทธภิ าพมากขึน้ ช่วยลดภาระงานของพนกั งาน เพม่ิ ความปลอดภยั ในการรักษา รวมไป ถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานให้กับโรงพยาบาล ดงั นั้นผวู้ ิจัยจงึ เล็งเห็นความสาคญั ทีต่ อ้ งทาการศกึ ษาเพือ่ นาเทคโนโลยี เหล่าน้เี ข้ามาชว่ ยปรับปรุงและแกป้ ญั หาให้กบั โรงพยาบาล 3.ระเบียบวิธวี ิจยั งานวิจัยนี้ได้มุ่งศึกษาประโยชน์ของเทคโนโลยี 2D Barcode และเทคโนโลยี RFID เพ่ือนามาออกแบบกระบวนการ ใหมท่ ี่มกี ารนาเทคโนโลยีมาใช้กับเวชภณั ฑป์ ลอดเชอ้ื โดยมวี ธิ กี ารดาเนินงานวจิ ยั ดงั น้ี 3.1 ทบทวนวรรณกรรม ทาการศึกษาและทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับประโยชนแ์ ละการนาเทคโนโลยี 2D Barcode และเทคโนโลยี RFID และศึกษากรณีตวั อย่างทีป่ ระสบความสาเรจ็ ในการนาเทคโนโลยีมาใชก้ ับเวชภณั ฑ์ปลอดเชอื้ เพือ่ นามา เปน็ แบบอยา่ งในการออกแบบเทคโนโลยแี ละกระบวนการ 3.2 ศึกษากระบวนการปัจจุบันและวิเคราะห์หาปัญหา เก็บข้อมูลต่างๆจากการสมั ภาษณ์ของผู้ท่ีเก่ียวขอ้ ง เกี่ยวกับ กระบวนการทางานในปัจจบุ ัน และวเิ คราะห์ปัญหาในแต่ละกระบวนการ เพอ่ื นาข้อมลู ไปออกแบบกระบวนการท่ีมีเทคโนโลยี เข้ามาช่วยแกป้ ัญหาไดต้ รงจดุ 3.3 ออกแบบเทคโนโลยีและกระบวนการ โดยนาแนวคิดจากการศึกษากรณีตัวอย่างที่ประสบความสาเร็จ นามา ออกแบบกระบวนการทีเ่ หมาะสมทส่ี ดุ ในการประยกุ ต์ใช้กับหนว่ ยเวชภณั ฑป์ ลอดเชอ้ื ภายในโรงพยาบาล 3.4 เปรียบเทยี บกระบวนการก่อนและหลังการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยี เพอ่ื ทราบถงึ กระบวนการทเี่ ปลย่ี นแปลงไป 3.5 สรุปผลจากการออกแบบเทคโนโลยี เพื่อนาเสนอประโยชน์ท่ีทางโรงพยาบาลจะได้รับจากการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยี 569
การประชมุ สมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน คร้ังที่ 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4. ผลของการวิจัย 4.1 กระบวนการทางานในปัจจุบนั (As-Is Process) และวเิ คราะห์สภาพปญั หา (Problem Analysis) ผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์พบว่าหน่วยเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ ( Central Sterile Supply Department : CSSD) ในโรงพยาบาลเป็นหนว่ ยงานท่ีทาหนา้ ที่ในการลา้ งและทาความสะอาดเวชภณั ฑใ์ ห้ปราศจากเชอื้ และ สง่ ให้กบั หนว่ ยงานผรู้ ับบริการ นนั่ คอื หอผ้ปู ว่ ยและห้องผ่าตัด ซ่ึงในหน่วยเวชภณั ฑป์ ลอดเช้ือมีกระบวนการทางานท้ังหมด 6 กระบวนการ ไดแ้ ก่ 1) ตรวจรับ/นับ 2) ล้าง 3) จัดเตรียมและบรรจุ 4) ปราศจากเชอ้ื 5) จดั เกบ็ และ 6) แจกจ่าย สินค้าในหน่วย CSSD แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังน้ี 1) เวชภัณฑ์ปลอดเช้ือประเภทใช้ซ้า แบบแลก 2) เวชภัณฑ์ปลอด เชื้อประเภทใช้ซ้า แบบฝากนึ่ง และ 3) เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อประเภทใช้แล้วทิ้ง สาหรับงานวิจัยในครง้ั น้ี ศึกษาเฉพาะเวชภัณฑ์ ปลอดเช้ือประเภทใช้ซา้ แบบแลกและแบบฝากน่ึงเทา่ นั้น เนอ่ื งจากเปน็ สินค้าที่มีการใช้หมุนเวียน ในโรงพยาบาลกรณีศึกษามีการใช้ระบบสารสนเทศที่เรียกว่า ระบบ T-Doc ถูกใช้งานกับสินค้าประเภทเวชภัณฑ์ ปลอดเช้ือ เป็นระบบที่ทาการบันทึกข้อมูลของสินค้าเพียง 20 % ของสินค้าทั้งหมด และระบบนี้เป็นเพียงการบันทึกข้อมูล สินค้า โดยกาหนดเป็นรหัส Barcode แสดงในหน้าจอ เพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูลการเบิกจ่าย ช่วยบอกข้อมูลในการจัดชุด เครื่องมือห้องผ่าตัด ระบบจะแสดงรายการในชุดเครื่องมือ แต่อย่างไรก็ตามยังคงอาศัยพนักงานในการค้นหาเครื่องมือและ จัดเตรียม ซึ่งการบันทึกข้อมูลของระบบนั้นเป็นเพียงการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการตรวจสอบกรณีเกิดปัญหา แต่ต้องอาศัยเวลาค่อนข้างนานในการสอบทวน สินค้าประเภทเวชภณั ฑ์ปลอดเช้ือมีความเกยี่ วข้องกับหนว่ ยงาน ดงั น้ี 1) หน่วยเวชภณั ฑป์ ลอดเช้อื และ2) หนว่ ยงาน ผรู้ บั บริการ ได้แก่ หอผ้ปู ว่ ยและหอ้ งผ่าตดั สามารถอธบิ ายกระบวนการทางาน ไดด้ ังนี้ ดังแสดงในรปู ที่ 1 รูปที่ 1 : กระบวนการทางานปัจจบุ ันของหน่วย CSSD และหนว่ ยงานผรู้ ับบริการ (As-Is Process) 4.4.1 กระบวนการท้างานและปัญหาท่ีพบในหน่วยงานผู้รับบริการ (หอผู้ป่วยและห้องผ่าตัด) เริ่มจากหน่วยงาน ผู้รับบริการใช้เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อเพ่ือทาการรักษาผู้ป่วยท่ีหน่วยงานแต่ละหน่วย โดยก่อนการใช้งานต้องทาการตรวจนับ เวชภัณฑท์ ่ีมาในชุดเครอ่ื งมือใหค้ รบถ้วนกอ่ นใช้รกั ษาผูป้ ่วย เมื่อใช้เวชภณั ฑเ์ สร็จเรยี บรอ้ ยจะตอ้ งทาการตรวจนบั อีกครั้งและ 570
การประชมุ สัมมนาเชิงวชิ าการด้านการจัดการโลจสิ ตกิ ส์และโซ่อุปทาน ครง้ั ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควิชาวศิ วกรรมอตุ สาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 จดบันทึกลงในสมุด (Manual) จากนั้นเขียนใบเบิก-จ่ายตามจานวนที่ใช้ไปหรือมากกว่าและรวบรวมเตรียมจัดส่งให้กับหน่วย เวชภณั ฑ์ปลอดเชื้อต่อไป และเมือ่ เบิกเวชภณั ฑจ์ ากหนว่ ย CSSD หนว่ ยงานผ้รู ับบรกิ ารตอ้ งตรวจนับเวชภัณฑ์และนาเก็บไว้ใน ช้นั วาง เพื่อรอการเบิกมาใชร้ กั ษาผปู้ ว่ ยตอ่ ไป จะเห็นได้ว่ากระบวนการทางานเป็นระบบท่ีถูกควบคุมด้วยคนเป็นส่วนใหญ่ (Manual System) ทาให้มีความเส่ียง ในการเกิดความผิดพลาดข้ึนได้ เช่น เวชภัณฑ์อาจสูญหายหรือไม่ครบตามจานวน เนื่องจากความผิดพลาดจากการตรวจนับ และเกิดกระบวนการทางานท่ีซ้าซ้อน (Redundant Process) ในขั้นตอนการตรวจนับ หลายครั้ง ทาให้สูญเสียเวลาในการ ปฏิบัติงาน และในการจัดเก็บเวชภัณฑ์ปลอดเช้ือพบว่ามีการจัดเก็บในปริมาณที่มากเกินความจาเป็น เน่ืองจากพนักงานใช้ ประสบการณ์ในการคาดเดาเพื่อเบิกเวชภัณฑ์มาใช้ และจากการท่ีมีปริมาณเวชภัณฑ์จานวนมาก ทาให้เกิดปัญหาในบางครั้ง เวชภัณฑ์หมดอายุก่อนการใช้งาน และทาใหส้ ูญเสียต้นทุนในการเก็บรกั ษา รวมไปถึงในการใชเ้ วชภณั ฑ์นั้นไม่สามารถทราบว่า ใช้กบั ผู้ป่วยรายใด ยังขาดการบันทกึ ขอ้ มลู 4.4.2 กระบวนการท้างานและปัญหาท่ีพบในหน่วย CSSD เริ่มจากรับเวชภัณฑ์ท่ีใช้แล้วจากหน่วยผู้รับบริการ โดย ทาการตรวจรบั และนับเวชภัณฑ์ใหต้ รงตามประเภทและจานวนในชุดเครอื่ งมอื และตรงกับใบเบิก-จ่าย จากน้ันทาการคัดแยก ประเภทเพื่อเขา้ สกู่ ระบวนการล้างโดยเครอื่ งลา้ ง เม่ือทาการล้างทาความสะอาดเสร็จเรยี บร้อย จงึ นามาจัดเตรยี มบรรจเุ ปน็ ชดุ เครื่องมอื จากน้ันนาชดุ เครื่องมือเข้าสูเ่ ครือ่ งปราศจากเชื้อ และจัดเก็บทช่ี ้ันวาง เพ่ือรอการแจกจา่ ยตอ่ ไป จะเห็นไดว้ ่ากระบวนการทางานที่กล่าวมาน้ันสว่ นใหญย่ ังคงถกู ควบคุมดว้ ยคน (Manual System) เชน่ เดมิ และพบ ปญั หาท่ีเกิดขึ้นตามกระบวนการ ดังแสดงในตารางท่ี 1 ตารางที่ 1 : ปัญหาทพ่ี บในหนว่ ย CSSD กระบวนการ ปัญหาท่พี บ กระบวนการตรวจรบั / นบั เวลาในการทางาน : ใช้เวลานานในการนับและนับหลายครั้ง / ในกรณีที่เวชภัณฑ์ไม่ครบต้องโทรตามใน หนว่ ยงาน กระบวนการลา้ ง ความผิดพลาด : เกิดการนับผิดพลาด / ต้องใช้เจ้าหน้าที่ท่ีมีทักษะในการคัดแยกเวชภัณฑ์ที่มีลักษณะ กระบวนการจัดเตรียม คล้ายกัน กระบวนการปราศจากเชื้อ ความผดิ พลาด : เวชภัณฑไ์ มค่ รบถว้ น / ไม่ทราบว่าเวชภณั ฑน์ ้ันผ่านการล้างจากเครอ่ื งไหน กระบวนการจดั เก็บ ความผดิ พลาด : เวชภัณฑ์ไม่ครบถว้ น กระบวนการแจกจา่ ย ไม่พบปญั หา ตาแหนง่ การจดั เก็บ : ไมท่ ราบตาแหน่งท่จี ดั เกบ็ ความผิดพลาด : เวชภณั ฑ์ไมค่ รบถว้ นหรืออาจมีการปนเป้อื น / ฉลากท่รี ะบุวันผลิต/หมดอายผุ ิดหรอื ไมม่ กี าร ตดิ จากผลการศกึ ษากระบวนการทางานในหนว่ ยงานทีม่ ีความเก่ยี วข้องกับสินค้าเวชภณั ฑป์ ลอดเช้ือ พบวา่ ส่วนใหญ่เป็น ระบบการทางานท่ีถูกควบคุมด้วยคน (Manual System) เกิดกระบวนการทางานท่ีซ้าซ้อน ก่อให้เกิดความไม่มีประสทิ ธิภาพ ในการทางาน มีความเส่ียงในการเกิดความผิดพลาดจากการทางานของพนักงานบอ่ ยครัง้ ส่งผลทาให้สูญเสยี ทรพั ยากร ไดแ้ ก่ เวลา เงินทนุ คน เปน็ ต้น และขาดระบบการตรวจสอบและตดิ ตาม ส่งผลตอ่ ความปลอดภยั ของผู้ปว่ ยที่มารบั บริการ ซง่ึ ปญั หา เหล่าน้ีมาจากการท่ีโรงพยาบาลขาดระบบท่ีช่วยในการทางานและขาดข้อมูลทเ่ี ชื่อมโยงกัน เป็นผลทาใหก้ ระบวนการการไหล ในระบบโลจสิ ตกิ ส์ในโรงพยาบาลไมม่ ีประสิทธภิ าพเท่าที่ควร 571
การประชุมสมั มนาเชงิ วชิ าการด้านการจดั การโลจสิ ตกิ สแ์ ละโซ่อปุ ทาน ครัง้ ท่ี 17 “Industry 4.0: Challenges, Innovation and Opportunity for Logistics and Supply Chain Management” ภาควชิ าวศิ วกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 19 – 23 ตุลาคม 2560 4.2 ออกแบบเทคโนโลยีและกระบวนการทางานเพื่อเพ่ิมประสทิ ธิภาพระบบโลจิสตกิ ส์ (Technology Design and Process Improvement) จากปัญหาตา่ งๆเหล่าน้ี ทางผู้วิจัยได้เลง็ เห็นถงึ ศักยภาพในการพัฒนา จึงนาเสนอเทคโนโลยีบาร์โคด้ และเทคโนโลยี RFID (Barcode and RFID technology) เขา้ มาช่วยแกป้ ญั หาที่เปน็ อยู่ดังกล่าว 4.2.1 ออกแบบเทคโนโลยเี พื่อเพมิ่ ประสิทธภิ าพระบบโลจิสตกิ ส์ (Technology Design) ผู้วิจัยได้พิจารณาเพ่ือการออกแบบและจัดการกระบวนการการไหลในระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ โดย ออกแบบให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในระดับกล่อง (Container) และใช้บาร์โค้ด 2 มิติ (2D Barcode) ในระดับ เครอ่ื งมอื เด่ียว (Items) ดงั แสดงในรปู ที่ 2 ลักษณะการทางานของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID ในระดับกล่อง (Container) และใช้บาร์โค้ด 2 มิติ (2D Barcode) ในระดับเครื่องมือเดี่ยว (Items) คือ ต้องใช้พนักงานในการสแกนเครื่องมือเดี่ยว แต่ไม่จาเป็นต้องนับ เน่ืองจากมี การบรรจุขอ้ มูลเครือ่ งมือท้ังหมดลงในแท็ก RFID ดังน้ันหากมีการสแกนเครอื่ งมือครบ ระบบจะแสดงผลวา่ ผ่าน หากสแกนยัง ไมค่ รบ ระบบจะทาการแจ้งเตอื น เปน็ การป้องกนั ความผดิ พลาดจากการปฏิบัตงิ านดว้ ยคน หากมีการจัดชุดเครื่องมือครบและติดแท็ก RFID ท่ีหน้ากล่องแล้ว สามารถเข็นผ่านประตูอ่านได้เลย ไม่ต้องใช้ พนกั งานในการสแกน ซงึ่ ชว่ ยลดการทางานของพนักงานลงได้ และสามารถตรวจติดตามชดุ เครื่องมอื ได้ ❖ 2D Barcode ติดลงบนเคร่ืองมือ ทาหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลได้แก่ รหัส เครอ่ื งมอื ช่อื เครอื่ งมอื เครอื่ งท่ีใชแ้ ละอน่ื ๆ เป็นต้น สามารถเก็บข้อมูลได้เยอะ กว่าบาร์โค้ด 1 มิติ (200เท่า) และมีขนาดที่เล็กประมาณ 3-5 ม.ม. ดังน้ันจึง เหมาะกบั การติดบนเคร่ืองมือ ❖ แท็ก RFID ติดในระดับกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ ทาหน้าท่ีในการบันทึกข้อมูล ของเคร่ืองมือท้ังหมดภายในชุดๆหน่ึง สามารถบันทึกข้อมูลเป็นจานวนมาก และแท็กสามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้ ซ่ึงเหมาะกับการใช้งานในลักษณะนี้ เน่ืองจากในการจดั ชุดเครื่องมือเด่ียวจะถกู ใชส้ ลับกนั ไป ดังนั้นจาเป็นต้องมี การบนั ทกึ ขอ้ มูลใหม่ทุกครั้ง รปู ท่ี 2 : การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยี RFID ในระดบั กลอ่ ง (Container) และใชบ้ าร์โคด้ 2 มิติ (2D Barcode) ในระดบั เคร่อื งมอื เดยี่ ว (Items) ประโยชน์ของการประยุกตใ์ ช้ คอื 1) ช่วยลดเวลาในกระบวนการตรวจรบั /นบั และลดเวลาในการค้นหาเคร่ืองมอื ทมี่ ี ลักษณะคล้ายกันในกระบวนการจัดเตรียมและบรรจุ 2) ช่วยในการตรวจติดตามสถานะของเครื่องมือได้ว่าอยู่ส่วนไหนของ กระบวนการและหนว่ ยงานไหนทาการเบิกใช้ 3) ช่วยนบั จานวนครั้งในการใช้ เพ่ือช่วยในการวางแผนการบารงุ รักษาเคร่ืองมือ 4) ช่วยใหม้ รี ะดับสนิ ค้าคงคลงั ที่เหมาะสมกับปรมิ าณการใช้ อย่างไรก็ตามในการออกแบบให้มกี ารประยุกต์ใช้เทคโนโลยี RFID และ Barcode นั้น จะทาให้กระบวนการทางาน เปลยี่ นแปลงไป สามารถอธิบายได้ ดงั น้ี 572
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 639
- 640
- 641
- 642
- 643
- 644
- 645
- 646
- 647
- 648
- 649
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 649
Pages: