Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 58 งานวิทยานิพนธ์ ฉบับสมบูรณ์

58 งานวิทยานิพนธ์ ฉบับสมบูรณ์

Published by วิจัย แม่โจ้, 2022-06-10 03:57:25

Description: 58 งานวิทยานิพนธ์ ฉบับสมบูรณ์

Search

Read the Text Version

ภาคผนวก ๙๗ รหสั ๑๗-๕๓ แบบบันทึกข้อมูลงานวิทยานิพนธ์ ช่อื วทิ ยานิพนธ์ ศกึ ษาวิเคราะหค์ วามสอดคลอ้ งระหวา่ งหลักปฏิบตั ิสมั ปชญั ญะในมหาสติปฏั ฐานสตู ร ผูว้ จิ ัย กบั วิธกี ารฝึกเจรญิ สติตามแนวของหลวงพอ่ เทยี น จิตฺตสโุ ภ ปรญิ ญา An Analytical Study of the Consistency Between the Sampajanna Practice Principal in the ปี Mahasatipatthana Sutta and Luagpor Tean Jittasubho’s Meditation Practice วัตถปุ ระสงค์ พระมหาสงิ ห์หน สริ นิ ฺธโร (ฉมิ พาลี) การทบทวน พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวิปัสสนาภาวนา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารและ ๒๕๕๓ งานวิจยั ที่ ๑. เพ่อื ศึกษาวิเคราะห์หลกั ปฏบิ ัตสิ มั ปชัญญะในมหาสติปัฏฐานสูตร เก่ียวขอ้ ง ๒. เพอื่ ศกึ ษาวิเคราะห์วิธกี ารเจรญิ สติตามแนวของหลวงพ่อเทียน จิตตฺ สโุ ภ ๓. เพ่ือศึกษาวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างหลักปฏิบัติสัมปชัญญะปัพพะในมหาสติปัฏฐานสูตร กับ นิยามศัพท์ วธิ กี ารฝึกเจริญสตติ ามแนวของหลวงพอ่ เทยี น จิตฺตสุโภ ๑. หลักปฏบิ ัติสัมปชัญญะในมหาสติปัฏฐานสูตร ได้แก่ แนวปฏบิ ัติในมหาสติปัฏฐานสูตร (นิยามและ ความหมายของมหาปัฏฐานสูตร โครงสร้างของมหาปัฏฐานสูตร) แนวปฏิบัติสัมปชัญญะหมวดกายา นุปัสสนาในอิริยาบถต่างๆ (นิยามและความหมายของสัมปชัญญะ ความแตกต่างระหว่างสติกับ สัมปชัญญะ) แนวการปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถใหญ่ (แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถ เดิน แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถ ยืน แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถ น่ัง แนวปฏิบัติสัมปชัญญะ ในอิริยาบถ นอน) แนวการปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถย่อย (แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในการกา้ ว ใน การถอย แนวปฏบิ ัติสัมปชัญญะในการแล ในการเหลียว แนวปฏิบัติสมั ปชัญญะในการเหยียด ในการ คู้- แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในการทรงผ้าสังฆาฏิ ถือบาตร และเปล่ียนผ้าจีวร แนวปฏิบัติสัมปชัญญะ ในขณะฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มรส แนวปฏิบัติสัมปชัญญะในขณะอุจจาระ ปัสสาวะ แนวปฏิบัติสัมปชัญญะ ในขณะการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ และการตื่น) สัมปชัญญะ ๔ (สาตถกสัมปชัญญะ สัปปาย สัมปชัญญะ โคจรสัมปชัญญะ อสังโมหสัมปชัญญะ) อานิสงส์ของการเจริญสติสัมปชัญญะตามแนว มหาสติปัฏฐานสตู ร ๒. วธิ ีการฝึกเจรญิ สติตามหลกั ปฏบิ ัติของหลวงพอ่ เทียน จติ ฺตสโุ ภ ได้แก่ การปฏิบตั ิกรรมฐานของหลวง พ่อเทียน จิตฺตสุโภ (วิธีการปฏิบัติกรรมฐานตามแบบต่างๆ ของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วิธีการสอน ธรรมะและวิธีฝึกเจริญสติด้วยการเคล่ือนไหวกาย ๑๕ จังหวะ ของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนวการ สอนเก่ียวกับอารมณ์ปฏิบัติในการฝึกเจริญสติ แบบเคล่ือนไหวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ยุทธวิธีการ สอนธรรมะและวิธกี ารฝึกเจรญิ สติ แบบลลี าต่างๆของหลวงพอ่ เทียน จิตตฺ สุโภ) ๓. การปฏิบัติโดยใช้สติกำหนดอิริยาบถต่างๆ ได้แก่ วิธีการฝึกการใช้สติกำหนดอิริยาบถต่างๆของ หลวงพ่อเทียน (วิธีการฝึกการใช้สติกำหนดอิริยาบถ นั่ง วิธีการฝึกการใช้สติกำหนดอิริยาบถ ยืน วิธีการฝึกการใช้สติกำหนดอิริยาบถ เดิน วิธีการฝึกการใช้สติกำหนดอิริยาบถ นอน - วิธีการฝึกการใช้ สติกำหนดอิรยิ าบถ ย่อย) ๑. สติปัฏฐาน หมายถึง ธรรมอันเป็นท่ีต้ังแห่งสติ หรือข้อปฏิบัติท่ีใช้สติเป็นประธาน หรือหลักในการ กำหนดระลึกรู้หรือพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริงของธรรม (ธรรมชาติ) นั้นๆ โดยไม่ถูก ครอบงำด้วยความยินดียินร้ายที่ทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริงตามอำนาจของกิเลสตัณหา หรอื กล่าว ได้ว่าสติปัฏฐาน เป็นธรรมท่ีตั้งแห่งสติ จุดประสงค์เพื่อฝึกสติ และใช้สติน้ันพิจารณาใน กาย เวทนา จิต

ภาคผนวก ๙๘ วิธดี ำเนนิ งาน และธรรม เพื่อให้เกิดนิพพานความคลายกำหนด ยินดี ความยึดความอยาก จากการไปรู้ตามความเป็น วิจัย จริงของสง่ิ นั้นๆ จงึ เป็นไปเพอ่ื นำออกและละเสยี ซงึ่ ตณั หาอปุ าทานความยดึ ม่ันถอื มัน่ ๒. สัมปชัญญาปัพพะ หมายถึง การกำหนดรอู้ ิริยาบถยอ่ ยควบคกู่ ับอิรยิ าบถใหญ่ในการก้าว ในการถอย ใน สรปุ ผลการวิจยั การแล ในการเหลียว ในการเหยียด ในการคู้ ในการทรงผ้าสังฆาฏิ ในการฉัน ในการถ่ายอุจจาระและ ปสั สาวะ และในการเดนิ เปน็ ตน้ ๓. การเจริญสตแิ บบเคลื่อนไหว หมายถงึ วธิ ีการเคลอื่ นไหวร่างกายเพ่อื ให้เกิดความรู้สกึ ตัวหรือมีสติ ซึง่ จะ เข้าไปดคู วามคดิ อันเปน็ ต้นเหตขุ องความทกุ ข์ ๔. วธิ ีการฝึกฝนเจรญิ สติตามแนวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หมายถึง การสร้างจังหวะเคล่ือนไหว ให้มี สติ โดยการยกมือ ให้รู้สึกตัว หยุดอยู่ก็รู้สึกตัว ให้รู้สึกตัวตลอดการเคล่ือนไหวอิริยาบถ ๑๕ ท่าคือเริ่ม ต้ังแต่จังหวะหรือท่า ๑ ว่างฝ่ามือทั้งสองขา้ งไวบ้ นหวั เข่าท้ังสอง จังหวะหรือท่า ๒ พลกิ มือขวา ตะแคง ขึ้น ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๓ ยกมือข้ึนตรงๆ ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๔ ลด มือขวาลงมาแล้วไว้ท่ีสะดือ ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๕ พลิกมือซ้าย ตะแคงขึ้น ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือทา่ ๖ ยกมือซ้ายข้นึ ตรงๆ ให้รสู้ กึ ตวั และหยุด จงั หวะหรือท่า ๗ ลดมอื ซา้ ยลงมา ทับมอื ขวาไว้ที่สะดอื ใหร้ ู้สึกตัว และหยดุ จังหวะหรือท่า ๘ เลอ่ื นมอื ขวาขึ้นมาทีห่ น้าอก ใหร้ ู้สกึ ตวั และ หยดุ จังหวะหรอื ท่า ๙ เล่ือนมอื ขวาออกไปตรงๆ ใหร้ ู้สกึ ตัว และหยุด จังหวะหรือทา่ ๑๐ ลดมอื ขวาลง มาไว้ท่ีหัวเข่า ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๑๑ คว่ำมือขวาลง ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือ ท่า ๑๒ เลื่อนมือซ้ายขึ้นมาท่ีหน้าอก ให้รู้สึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๑๓ เล่ือนมือซ้ายออกไปตรงๆ ให้รูส้ ึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๑๔ ลดมือซ้ายลงมาไว้ที่หัวเขา่ ให้รูส้ ึกตัว และหยุด จังหวะหรือท่า ๑๕ คว่ำมอื ซ้ายลง ให้รสู้ ึกตัว และหยดุ แล้วจงึ สร้างจงั หวะการเคลือ่ นไหวที่แขนท้งั สองขา้ ง ต้ังแต่จังหวะ แรกใหม่ อย่างต่อเน่ืองกันไป และหารเดินจงกรมมาใช้เป็นแนวในการฝึกเจริญสติ อาจน่ังพับเพียบ น่งั ขัดสมาธิ นงั่ บนเก้าอ้ี หรือนั่งเหยยี ดขาก็ได้ ๕. ความสอดคล้อง หมายถึง ลงกัน สมกัน เหมือนกัน เกี่ยวกับหลักปฏิบัติ กรรมฐานที่พระวิปัสสนาจารย์ สอนอยู่ในปัจจุบัน มีความสอดคล้องกันระหว่างหลักปฏิบัติกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน พระไตรปิฎก ซ่ึงในงานวิจัยน้ี หมายถึงแนวการเจริญสติท่ีหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ สอนว่ามีความ สอดคลอ้ งกับหลักปฏบิ ัตทิ ี่ปรากฏในพระไตรปิฎกหรือไม่ การวิจัยลักษณะเชิงเอกสาร (Documentary Research) ขั้นตอนดังน้ี เก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลจาก เอกสาร หนังสือและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของปัญหา และประเด็นท่ีต้องการทราบจากแหล่งข้อมูล ตอ่ ไปน้ี ข้อมูลปฐมภูมิ ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อนื่ ๆ ที่เก่ียวข้อง คัมภรี ์วิสุทธิ มรรค และคัมภีร์วิสุทธมิ รรคฎีกา ข้อมูลทุติยภูมิ ศึกษาข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับหัวข้อวิทยานิพนธ์ งานวิจัย จาก วิทยานิพนธ์ หนังสือ วารสาร และเอกสารต่างๆ วิเคราะห์ตีความ ในประเด็นหลัก ตามโครงสร้างท่ีได้ นำเสนอไว้ แล้วสรปุ ข้อมูลที่ไดจ้ ากการคน้ คว้า และให้ข้อเสนอแนะประเดน็ เพ่ิมเติมเพ่ือความสมบูรณ์ทางด้าน วชิ าการต่อไป หลักปฏบิ ัติสัมปชัญญะในมหาสติปัฏฐานสูตร คือ คัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา คัมภีร์วิสุทธิมรรค พบว่า การเจรญิ สติปฏั ฐานไปตามหลักปฏิบตั ิสัมปชัญญะ น้ี เปน็ วิธีปฏิบตั ิธรรมทนี่ ิยมกนั มาก และยกยอ่ งนับถือกัน อย่างสูง ถือว่ามีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนาในตัว ผู้ปฏิบัติอาจเจริญสมถะจนได้ฌานก่อนแล้วจึงเจริญ วิปัสสนาแนวทางน้ีไปจนถึงที่สุดก็ได้ หรือจะอาศัยสมาธิเพียงขั้นต้นๆ ระดับขณิกสมาธิ มาประกอบ เจริญ วิปัสสนาเป็นตัวนำตามแนวสติปัฏฐานนี้ไปจนถึงท่ีสุดก็ได้ แนวการปฏิบัติสัมปชัญญะ หมวดกายานุปัสสนา ในอิริยาบถต่างๆ คือ การตามรู้อิริยาบถปลีกย่อย ควบคู่กับอิริยาบถใหญ่ ได้แก่ การก้าว การถอย การคู้ การ

ภาคผนวก ๙๙ เหยียด การขบฉัน ดื่มน้ำ เค้ียว ล้ิมรสอาหาร หรือการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ก็ต้องกำหนดรู้ ขณะเดิน ยืน น่ัง หรือ นอน ต่ืน พูด จนท่ีสุดแม้ขณะนิ่ง แนวการปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถใหญ่ น้ัน ประกอบไปด้วย เดิน ยืน น่ัง และนอน ขณะเดิน ยืน นั่ง และนอนนั้น ผู้ปฏิบัติต้องกำหนดรับรู้เพียงอาการต่างๆท่ีปรากฏ เท่านั้น เพราะไม่มีส่วนไหนเลยที่เป็นร่างกายเรา เป็นตัวตนของเรา หรือเป็นของๆ เรามีแต่รูปกับนามเท่านั้น เม่ือกำหนดได้ดังนี้แล้วก็จะสามารถ กำจัดความยืดมั่นถือม่ันในเรื่องตัวตนท่ีเรียกว่า สักกายทิฎฐิ ได้มากที่สุด ทำให้ผู้ปฏิบัติมีปัญญาประจักษ์แจ้งลักษณะ ๓ ประการ คือ อนิจลักษณะ ทุกข์ลักษณะ และอนัตตลักษณะ อันเป็นเป้าหมายของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและจะได้รับผลจากการปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งมีผลานิสงค์ มากมายสดุ จะคณานับ แนวการปฏิบัติสัมปชัญญะในอิริยาบถย่อย คือการตามรอู้ ิริยาบถย่อย เช่น เม่ือก้าว ไปข้างหน้า พึงตามรู้อาการก้าว เมื่อแลดู เหลียวดู หรือเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่ง พึ่งตามรู้อาการดู เมื่อคู้หรือเหยียบ ร่างกาย พึงตามรู้อาการคู้และอาการเหยียด ในเวลาเปล่ียนผ้าสังฆาฏิจีวร พึงตามรู้อาการน้ันๆ ในเวลาถือ บาตร พึงตามรู้อาการถือ ในเวลาฉัน ด่ืม เคี้ยว ลิ้มรส พึงตามรู้อาการเหล่าน้ัน ตลอดเวลามิให้ขาด สายดุจ สายน้ำไปไหลไป ฉะนั้น สัมปชัญญะ ๔ เป็นคำอธิบายของพระอรรถกถาจารย์ กล่าวถึง ความรู้สึกตัวทั่ว พร้อม ๔ ประการ คือ ๑) สาตถกสัมปชัญญะ รู้ชัดว่ามีประโยชน์หรือไม่ ๒) สัปปายสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าเป็น เรื่องท่ีสะดวกสบายหอไม่ ๓) โคจรสัมปชัญญะ รชู้ ัดว่าเปน็ โคจรหรือไม่ และ ๔) อสัมโมหสัมปชญั ญะ รู้ชดั ว่า ไม่หลง วิธีการฝึกเจริญสติตามหลักปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พบว่าเป็นคำสอนที่ได้รับจากการ ประยุกต์จากวิธีไหวนิ่งของพระอาจารยป์ าน อานนฺโท แลว้ นำวิธีดังกล่าวมาประยุกต์ ตามแนวคิดที่ท่านเห็นว่า เหมาะสมกบั ตัวเอง ด้วยการเจรญิ สตแิ บบเคล่ือนไหว จนเกิดความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธองค์ ตาม หลักนี้ โดยไห้เริ่มปฏิบัติ ดังนี้ การเจริญสติตามแนวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ท่านให้ทำความรู้สึกตัว ด้วยการนั่งสรา้ งจังหวะการเคลื่อนไหวมือ ทำความรู้สึกเวลากระพรบิ ตา ให้รู้สกึ เวลาหายใจ ไม่ให้ลืมกายลืมใจ ลอยไปทอี่ น่ื เผลอไปคดิ เรือ่ งมือวา่ จะขยับอยา่ ไร และไมเ่ พ่งมือเพง่ กายทง้ั กายด้วย รู้ ความสอดคล้องระหว่างหลักปฏิบัติสัมปชัญญปัพพะในมหาสติปัฏฐานสูตรกับการฝึกเจริญสติตาม แนวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พบว่า มีท้ังความสอดคล้องและความแตกต่างกัน ดังน้ี การปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานตามวิธีการของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ คือ การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว มีความ สอดคล้องกันดีดังที่ปรากฏในพระไตรปิฎกในมหาสติปัฏฐานสูตร ข้อท่ีว่าด้วยอิริยาบถปัพพะและสัมปชัญญ ปัพพะ ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน วิธีการฝึกเจริญสติตามแนวของหลวงพ่อเทียนเน้นด้วยสติเป็น สำคัญ ซ่ึงมีวิธีการแตกต่างจากสัมปชัญญะในมหาสติปัฏฐานสูตร แต่ก็สงเคราะห์และมีความสอดคล้อง กับ หลักปฏิบัติสัมปชัญญะ เพราะตัวสติกับสัมปชัญญะ เป็นอุปการธรรมกัน เม่ือมีสติก็เชื่อว่ามีสัมปชัญญะ แตกต่างกันในลักษณะรูปแบบของการนเสนอเท่าน้ัน หรือ อาจเรียกว่าสอดคล้องกันโดยเนื้อหาสาระ แต่ ตา่ งกันโดยพยญั ชนะ การรู้ธรรมะของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เปน็ การเข้าใจโดยอาศยั การพฒั นาจิตใจเป็น สำคัญ ซึง่ เปน็ การหยั่งรทู้ ี่นำไปสู่การกำจดั อาสวะกิเลส อันเป็นต้นตอแห่งความทุกขใ์ ห้หมดไปได้- การอธิบาย ธรรมะของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ไม่ใช่การอธบิ ายตามหลักของปริยตั ิธรรมในทางพระพุทธศาสนา แต่เป็น การอธิบายโดยการตีความ ส่วนเน้ือหาของคำสอนถูกสอนตามคำสอนแนวพุทธ คือถูกสอนโดยภาวะธรรมที่ ปรากฏในหลักคำสอน แต่ไม่ถูกต้องตามหลักพยัญชนะที่ปรากฏอยู่ในตำรา การอธิบายธรรมะของหลวงพ่อ เทียน จิตฺตสุโภ เป็นการอธิบายตามสถาวธรรมที่ปรากฏในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นนามธรรมที่ หลักของปรยิ ัติไม่สามารถกำหนดลำดับภาวะท่ีสัมผัสได้ แต่เป็นการอธบิ ายตามแบบภาษาธรรม โดยมีสถาวธร รมเป็นเครื่องรองรับการอธิบาย

ภาคผนวก ๑๐๐

ภาคผนวก ๑๐๑ รหสั ๑๘ – ๕๓ แบบบันทกึ ข้อมูลงานวิทยานิพนธ์ ชือ่ วทิ ยานิพนธ์ การศกึ ษาวิธีการเจรญิ สติในชีวติ ประจำวนั ตามแนวทางของ ตชิ นัท ฮนั ห์ ผ้วู จิ ัย (The Study of the Method of Practicing Mindfulness in Daily Life According to Thich ปริญญา Nhat Hanh’s Way) ปี พระทรพั ย์ชู มหาวีโร (บญุ พฬิ า) วัตถุประสงค์ พุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั การทบทวน ๒๕๕๓ เอกสารและ ๑. เพอ่ื ศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีทเี่ กีย่ วกับการเจรญิ สติในพระพุทธศาสนาในคมั ภีรพ์ ระพุทธศาสนา งานวิจยั ท่ี ๒. เพือ่ ศึกษาแนวคิด วิธีการเจรญิ สติในชวี ิตประจำวนั ตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ เกีย่ วข้อง ๓. เพ่อื ศึกษาผลของการเจรญิ สติตามแนวทางของ ตชิ นัท ฮันห์ กบั การพฒั นาคุณภาพชีวิต ๑. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเจริญสติในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ แนวคิดทฤษฎี นยิ ามศัพท์ เกี่ยวกับการเจริญสติ ความหมายของสติและการเจริญสติ (ความหมายตามแนวทางเถรวาท ความหมายตามแนวทางมหายาน) ความสำคัญของการเจริญสติ ประเภทของการเจริญสติ (สม ถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน) ทฤษฎีการเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ (ความหมายของสติ ปฏั ฐาน การเจริญสตติ ามหลักสติปัฏฐาน ๔ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปฏั ฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) อานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ องค์ ธรรมสำคัญในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ทฤษฎีการเจริญสติตามหลักอานาปานสติ (ความหมาย ของอานาปานสติ ความสำคัญของอานาปานสติ วธิ ีการเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขัน้ อานิสงส์ของ การเจริญอานาปานสติ) ประโยชน์และคุณค่าของการเจริญสติ (ประโยชน์และคุณค่าทางด้าน ร่างกายและพฤติกรรม ประโยชน์และคุณค่าทางด้านจิตใจ ประโยชน์และคุณค่าทางด้านปัญญา ประโยชนแ์ ละคณุ ค่าทางดา้ นสังคม) บทสรปุ การเจรญิ สติในพระพทุ ธศาสนา ๒. วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวันตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ ได้แก่ หลักการเบื้องต้น เกี่ยวกับการเจริญสติ (ความหมายของสติ ความหมายของการเจริญสติ ความสำคัญของการ เจริญสติ บทบาทหน้าที่ของสติ หลักการของการฝึกเจริญสติ แนวทางการฝึกเจริญสติ ๒ ด้าน) แนวทางการเจรญิ สติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ แนวทางการเจริญสติตามหลักอานาปานสติ แนวคิด เก่ียวกับการเจริญสติ (แนวคิดเร่ืองปฏิจจภาวะ แนวคิดเรื่องพระพุทธศาสนาเพ่ือสังคม แนวคิด เรอ่ื งการสร้างสังฆะ) คำสอนเก่ียวกับการเจริญสติ (สติกับการแปรเปล่ียนทางจิต ขอ้ ฝกึ อบรมสติ ๕ ประการ การฟังอย่างลึกซึ้ง) วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวัน (อุบายวิธีในการฝึกเจริญสติ (การหายใจ การมีสังฆะ ระฆังแห่งสติ บทเพลงภาวนา . บทกลอนแห่งสติ)) การเจริญสติใน อิริยาบถหลัก (การนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ การผ่อนพักตระหนักรู้) การเจริญสติกับกิจกรรม ภาวนา (การรับประทานอาหาร การกราบสัมผัสพื้นดิน พธิ ีเร่ิมตน้ ใหม่ การสนทนาธรรม พิธีเข้ารับ ศีล ๕ การภาวนากอ้ นกรวด . การเคลอ่ื นไหวอย่างมีสติ ๘. การฝกึ ปฏบิ ัติและกิจกรรมอ่ืนๆ) ๓. ผลของการเจริญสติตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ การ พัฒนาทางด้านร่างกายและพฤติกรรม การพัฒนาทางด้านจิตใจ การพัฒนาทางด้านปัญญา การ พฒั นาทางด้านสังคม ๑. การเจริญสติหรือการภาวนา หมายถึง การมีสติระลึกรู้ในทุกขณะปัจจุบันถึงส่ิงที่กำลังเป็นใน รา่ งกาย ในความรู้สกึ ในความคดิ และในโลก

ภาคผนวก ๑๐๒ ประชากรและ ๒. ชีวิตประจำวัน หมายถึง การใช้ชีวิตตามปกติในแต่ละวัน หรือการทำกิจกรรมทุกอย่างในสังคมที่ กล่มุ ตวั อย่าง เกย่ี วข้องกบั ตนเองและผูอ้ ่ืน วธิ ดี ำเนินการ ๓. สตปิ ัฏฐาน หมายถงึ ท่ตี งั้ แห่งการเจริญสติ ๔ ประการ ได้แก่ กาย เวทนา จิต และธรรม อันเปน็ วิจยั ทีต่ ้งั ทร่ี ะลึกแหง่ การฝกึ ฝนอบรม เพื่อให้เกิดสติปญั ญารเู้ ทา่ ทนั ตามความเปน็ จรงิ เครอ่ื งมือท่ใี ช้ใน การวิเคราะห์ ๔. อานาปานสติ หมายถงึ การมีสติระลึกรู้ในปัจจุบนั ทุกครัง้ ท่ีหายใจเข้าและหายใจออก การวิจัยภาคสนาม (Field Research) เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากนักบวช สรุปผลการวิจยั แห่งหมู่บ้านพลัม จำนวน ๕ รูป และสัมภาษณ์ผู้ท่ีได้ฝึกปฏิบัติตามแนวทางของ ติช นัท ฮันห์ จำนวน ๑๕ ท่าน การร่วมสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) การดำเนินการวิจัยเป็นการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางเอกสาร และการวิจัยภาคสนาม (Field Research) ดว้ ยการสมั ภาษณ์กลุม่ ตัวอย่างประกอบ ซ่งึ มลี ำดับขน้ั ตอน การวิจัยเอกสาร (Document Research) เป็นการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในชั้นประถมภูมิ(Primary Sources) ที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และศึกษาค้นคว้าข้อมูลในชั้นทุติยภูมิ(Secondary Sources) ได้แก่ หนังสือเอกสารคำสอนของ ติช นัท ฮันห์ ท่ีเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ รวมทั้งศึกษา หนังสอื ตำราวชิ าการ งานวจิ ยั (๑) การศึกษาแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวกับการเจริญสติในทางพระพุทธศาสนา ในทาง พระพุทธศาสนามีแนวคิดที่ว่า การฝึกฝนอบรมจิตใจเป็นเรื่องท่ีสำคัญท่ีสุดของมวลมนุษย์ เพราะการจะ หลดุ พ้นจากความทุกข์และบรรลุถึงบรมสุข คือ นิพพานได้อย่างแท้จริงนั้นต้องอาศัยการฝึกอบรมจิตใจ เท่าน้ัน ซ่ึงหนทางท่ีจะทำให้บรรลุตามแนวคิดดังกล่าวได้ คอื การเจริญสติ อันหมายถึง การฝึกหรอื สร้าง ความระลึกรู้ ความตื่นรู้ ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม ความไม่ประมาท ความตระหนักรู้ การกำหนดรู้ ให้ เกิดข้ึนบ่อยๆ ในทุกขณะ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนามีอยู่๒ แนวทาง คือ (๑) การเจริญสมถะกรรมฐาน (Concentration Meditation) เป็นวิธีปฏิบตั ิเพ่ือให้เกิดความสงบทางจิต หรือการทำจติ ไห้เป็นสมาธิ ให้ แน่วแน่มั่นคงเป็นสัมมาสมาธิ (๒)การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation) เป็นการฝึกฝน อบรมจิตให้มีสติสัมปชัญญะจนเกิดปัญญาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งท้ังหลายตามความเป็นจริงโดยอาศัย หลักการอันเป็นทางสายตรงและทางสายเอก ตามคำสอนในทางพระพุทธศาสนา คือ การเจริญสติปัฏ ฐาน ๔ ได้แก่ การพิจารณากาย เวทนา จิต และสภาวธรรมซึ่งเป็นคำสอนท่ีมีปรากฏเฉพาะในคัมภีร์ ทางพระพุทธศาสนาเท่าน้ัน อน่ึงการเจรญิ อานาปานสติกเ็ ป็นอีกวิธีหน่ึง สำหรับการฝึกอบรมจติ ที่สำคัญ อย่างย่งิ และนิยมปฏบิ ัติกันเป็นอย่างมากโดยท่วั ไปเพราะเป็นส่ิงท่ีอยูก่ บั ตัวผปู้ ฏิบัตติ ลอดเวลา จึงสามารถ ใช้ลมหายใจนี้เปน็ อุปกรณ์ในการฝกึ จิตไดท้ กุ เวลาทกุ โอกาส แม้ในระยะเวลาเพียงส้ัน ๆ กส็ ามารถช่วยให้ ผู้ปฏิบัติได้สัมผัสกับความสงบและผ่อนคลายได้ อีกทั้งยังเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาตามกระบวนการ แห่งสติปัฏฐาน ๔ อีกด้วยกล่าวโดยสรุป การเจริญสติในทางพระพุทธศาสนา ทั้งการปฏิบัติตามหลักสติ ปฏั ฐาน๔ หรือการฝกึ เจริญอานาปานสติก็ตาม ล้วนเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ไปสู่ความพ้นทุกข์ ตามกระบวนการของหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันนำมาซึ่งความสุข สงบ ผ่อนคลายม่ันคง บริสุทธ์ิและผ่องใสท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ ยังชีวติ ให้มีคุณค่าท้ังต่อตนเอง และสังคมจนถึงท่ีสุดคือ การเข้าถึงความเป็นผู้รู้ ผู้ต่ืน เบิกบานที่ยั่งยืน เป็นอิสระจากความทุกข์ท้ังปวง บรรลุถึงบรมสุขแห่งอริย ธรรมขององคส์ มเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า กลา่ วคือพระนิพพานได้อย่างแท้จริง (๒) การศึกษาแนวคิด วิธีการเจริญสติในชีวิตประจำวันตามแนวทางของ ติช นัทฮันห์ จาก การศึกษาพบว่า ติช นัท ฮันห์ เป็นพระมหาเถระในพระพุทธศาสนามหายานนิกายเซน ชาวเวียดนาม ผู้

ภาคผนวก ๑๐๓ ซ่ึงเป็นปรมาจารย์แห่งการตื่นรู้คนสำคัญอีกท่านหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบัน ที่นำพาให้ผู้คนประจักษ์ถึง การนำพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวนั โดยในทัศนะของท่านมองว่า สติเปน็ หัวใจแหง่ คำ สอนในทางพระพุทธศาสนา คนที่มีสติเท่านั้นจึงช่ือว่าเป็นผู้ที่มีชีวิตอยา่ งแท้จริง คติพจน์ของคำสอนและ ในการฝึกปฏิบัติของท่าน คือ การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะ และแนวทางการฝึกเจริญสติของท่านนั้น อาศัยท้ังหลักสมถะ (Stopping) และวิปัสสนา (Looking Deeply) โดยใช้วิธีการเจริญอานาปานสติเป็น หลัก ควบคู่กับการฝึกพิจารณาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม รวมทั้งการเป็นไป ต่าง ๆ ของโลก ผ่านกระบวนการแห่งหลักไตรสิกขาและหลักอริยสัจ ๔ ด้วยความท่ีติช นัท ฮันห์ ได้ ศกึ ษาหลกั พุทธธรรมท้งั ฝ่ายมหายานและเถรวาท และมีความเขา้ ใจในวัฒนธรรมทางตะวันออก และทาง ตะวันตกอย่างลึกซ้ึง ประกอบกับท่านได้ตระหนักรู้ถึงความทุกข์ของผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน จึงทำท่านมี แนวคิดที่โดดเด่นและเข้ากับยุคสมัย เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างศานติภายในและสันติภาพของสังคม บนพ้ืนฐานของการฝึกเจรญิ สติ นั่นคือ แนวคดิ เรื่อง ปฏิจจภาวะ คือ การดำรงอยูอ่ ยา่ งเชื่อมโยงหรือเป็น ดั่งกันและกัน เพราะทุกส่ิงที่เราคิด ทุกกิจที่เราทำ ทุกคำที่เราพูด ล้วนส่งผลถึงผู้อื่นเสมอ, แนวคิด พระพุทธศาสนาเพ่ือสังคม คือ การนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้วิถีทางแห่งพุทธ ธรรมเป็นวิถีทางแห่งชีวิตอย่างแท้จริง โดยการตระหนักรู้ถึงความสุข ความทุกข์ของสังคม และ สง่ิ แวดล้อมของโลกด้วย, แนวคิดการสร้างชุมชนสงั ฆะ คือ ชมุ ชนแห่งกัลยาณมติ รท่ีเน้นการเจริญสติเป็น วถิ ีชีวิต ท่ีสามารถรับฟังกันและกันได้ และดำรงอยู่ร่วมกันด้วยความรักความเมตตา เพ่ือเก้ือหนุนให้การ ปฏิบัติการฝึกปฏิบัติเป็นเร่ืองง่าย มีพลัง มีความก้าวหน้า และต่อเน่ืองด้วยอาศัยหลักการของการฝึก เจริญสติและแนวคิดข้างต้น ทำให้เกิดการปรับประยุกต์มาเป็นคำสอน และวิธีการฝึกปฏิบัติได้อย่าง สอดคล้องกลมกลืนเข้ากับสังคมแห่งยุคสมัย (Applied Buddhism) เช่น คำสอน เร่ืองสติกับการ แปรเปลี่ยนทางจิต ซึ่งเป็นการอธิบายประยุกต์หลักอภิธรรมให้เข้าใจง่ายและนำมาใช้ได้จริงใน ชีวิตประจำวัน ข้อฝึกอบรมสติ ๕ ประการ หรือศีล ๕ ซึ่งปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย ที่มีความ ละเอียด ลึกซ้ึง ครอบคลุม ชัดเจน และเป็นรูปธรรมเพ่ือเป็นแนวทางพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม อยา่ งเปน็ สขุ , และเร่ืองการฟังอยา่ งลกึ ซงึ้ แนวทางทจี่ ะทำใหช้ ุมชนสังฆะและผู้คนสังคมได้เกิดเข้าใจซึ่งกัน และกัน และเมตตากนั ได้อย่างแทจ้ ริง ส่วนวิธีการฝึกปฏิบัตินั้น มีทั้งการฝึกปฏิบัติในรูปแบบหลัก คือ การน่ังสมาธิ การเดินสมาธิ การ ผ่อนพักตระหนักรู้ และการฝึกปฏิบัติในวิถีชีวิตผ่านกิจวัตรประจำวัน พิธีกรรมและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ หลากหลาย เช่น การรับประทานอาหาร การกราบสัมผัสพื้นดิน การเริ่มต้นใหม่ การสวดมนต์ การฟัง ธรรม การสนทนาธรรม การทบทวนข้อฝึกอบรมสติ ๕ ประการ การทำงาน และการเคล่ือนไหวอย่างมี สติ เป็นต้น โดยจะใช้หลักการหายใจ การฝึกร่วมกับสังฆะการใช้เสียงระฆัง การใช้บทคาถาแห่งสติ และ การร้องเพลงมาเป็นตัวช่วย (กุศโลบาย)ในการฝึกปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลให้ผู้ฝึกปฏิบัติได้สัมผัสกับความต่ืนรู้ หรือดำรงอยู่กับปัจจุบนั ขณะได้ง่ายข้ึนและเป็นไปอย่างผ่อนคลาย เบิกบาน สงบ เรียบง่ายและลึกซงึ้ อัน จะชว่ ยให้เกิดการเยียวยาแปรเปลยี่ นไปในทางท่ีดีงามในทุกข้ันตอนดังน้ัน จึงสรุปได้ว่า โดยหลกั การหรือ แก่นสาระในการฝึกเจริญสติของ ติช นัท ฮันห์น้ัน มีความสอดคล้องกับหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา เถรวาทอย่างชัดเจน ส่วนที่เป็นจุดเด่นของท่าน คือ มีคำสอนและวิธีการฝึกปฏิบัติที่ปรับประยุกต์ให้เข้า กับยุคสมัย มีรูปแบบ มีเทคนิคหรือกุศโลบายท่ีหลากหลาย โดยเน้นการปฏิบัติแบบมีส่วนร่วม ที่ดำเนิน บนทางสายกลาง และเปิดโอกาสให้คฤหัสถไ์ ดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการเผยแผ่พุทธธรรมมากขน้ึ (๓) การศึกษาผลของการเจริญสติตามแนวทางของติช นัท ฮันห์ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต จากการศึกษาวจิ ัยพบว่า การเจริญสติตามแนวทางของตชิ นทั ฮนั ห์ เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคณุ ภาพ

ภาคผนวก ๑๐๔ ชีวิตด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑) การพัฒนาด้านสุขภาพร่างกายและพฤติกรรม พบว่า ทำให้มีสุขภาพ ร่างกายท่ีแข็งแรง มีผิวพรรณผ่องใส มีความกระฉับกระเฉง ร่างกายสงบ ผอ่ นคลาย โปร่ง โล่ง เบาสบาย ไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บเบยี ดเบยี น และช่วยใหบ้ รรเทาหรอื หายจากโรคภยั ไขเ้ จบ็ ได้ ส่วนผลดา้ นพฤตกิ รรม ช่วยทำให้การแสดงออกทางกาย (กายกรรม) เป็นไปอย่างถูกต้อง สุภาพ สงบงดงาม อ่อนโยน และมี บุคลิกภาพที่ดีมากข้ึน ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่มีการแสดงออกท่ีรุนแรง ทำให้ลด ละ เลิก เคร่ืองด่ืมของมึนเมา การบริโภคอาหารและการบริโภคส่ือที่ไม่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น ส่วนการ แสดงออกทางวาจา (วจีกรรม) ช่วยทำให้การพูดจา เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นความจริง สุภาพ นุ่มนวล ไพเราะเป็นปิยวาจา สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์มากขึ้น ๒) การพัฒนาด้านจิตใจ พบว่า ทำให้มี สุขภาพจิตดี คือ มีจิตผ่องใส มีใจเบิกบานนิ่งสงบ ผ่อนคลาย มีความสุขมากขึ้นและง่ายขึ้น มีความทุกข์ ความกลัว ความโกรธ ความเกลียด ความกังวล และความเครียดลดน้อยลง เป็นผู้ท่ีมีความฉลาดทาง อารมณ์หรือมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ดีขึ้น ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งที่เข้ามากระทบ เช่น ไม่โกรธง่าย ไม่โกรธ มาก ไม่โกรธนาน ทำให้มีคุณภาพจิตดี คือ มีคุณธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นในจิตใจ เช่น มีจิตใจท่ีสุภาพ อ่อนโยน มองโลกในแง่ดี มีทัศนคติท่ีเปิดกว้าง มีความรัก ความเมตตากรณุ าแก่ตนเองและคนอ่ืนได้มาก ขึ้น, มีศักยภาพจิตที่ดี คือ ทำให้มีสติ สมาธิ หนักแน่น มั่นคงกับการฝึกปฏิบัติและการทำงานใน ชีวิตประจำวันได้ดีมากข้ึน มีความสุขุม รอบคอบ ละเอียดอ่อน และรับฟังคนอ่ืนได้มากข้ึน ๓) การ พัฒนาด้านปัญญา พบว่า วิถีทางท่ีทำให้เกิดปัญญาตามแนวทางของ ติช นัทฮันห์ มีความสอดคล้องกับ หลักพระไตรปิฎกอย่างเด่นชัด น่ันคือ เกิดจากฝึกเจริญสติ(ภาวนามยปัญญา) การฟังอย่างลึกซ้ึง (สุตมย ปญั ญา) และจากการคิดพิจารณาอยา่ งลึกซึ้ง (จินตามยปัญญา)ซึง่ ทำให้เกดิ ความเข้าใจ นำไปส่กู ารพฒั นา ด้านปัญญา น่ันคือ ทำให้สามารถโอบกอด ดูแล และแปรเปล่ียนปมหรือสังโยชน์(อกุศลจิต)บางอย่างใน อาลยวิญญาณหรอื จิตใต้สำนึกได้, ทำใหส้ ามารถรู้เท่าทันอารมณ์ความคิดของตนเองและจัดการกับความ ทุกข์ได้มากข้ึน, สามารถมองได้อย่างลึกซ้ึงทำให้เข้าใจในตนเองและคนอื่นมากข้ึน, สามารถคิดพิจารณา ตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆได้ดี และทำให้มีความรู้ความเขา้ ใจคำสอนในทางพระพทุ ธศาสนามากข้ึน ๔) การพัฒนาด้านสังคม พบว่าเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข มีความรัก ความเข้าใจกันมากขึ้น, ประโยชน์แก่เพ่ือนร่วมงาน ทำให้เกิดความสนใจและมีโอกาสได้ไปร่วมงาน ภาวนาดว้ ย, เป็นประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการเรียนการสอน และประยกุ ต์ใช้สำหรบั การ เยียวยารักษาคนไข้ในโรงพยาบาลได้, เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพ ให้แกส่ ังคม ทั้งยังส่งเสรมิ ใหเ้ กิดแนวทางการปฏิบัติเพ่ือลดภาวะโลกร้อนด้วย เช่น การปฏิบัติวนั ไม่ใช้รถ (No-Car Day) การรับประทานมงั สวิรัติและยังเป็นประโยชน์ด้านการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา คือ ทำให้มี ชุมชน(วัด)ของหมู่บ้านพลัมเกิดขึ้นในหลายประเทศ และทำให้มี “สังฆะ” หรือกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมตาม แนวทางของหมู่บา้ นพลัม เกิดขึ้นเกือบหน่งึ พันกลุ่มในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นวงล้อแห่งพทุ ธธรรมที่ สง่ เสริมวัฒนธรรมแห่งการตื่นรู้ให้แก่สังคม หรอื ช่วยเกอ้ื หนุนให้คณะบริษัททั้ง ๔ ได้มีโอกาสฝึกเจริญสติ มากย่ิงขึ้นกล่าวโดยสรุปแล้ว การฝึกเจริญสติกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวทางของติชนัท ฮันห์ เปน็ ไปอยา่ งสอดคลอ้ งกับการพฒั นาคุณภาพชวี ิตตามหลักทางพระพทุ ธศาสนา คอื “ภาวิตกาย” ส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาทางกาย (Pysical Gowth) ซึ่งเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกายและพฤติกรรม ภาวิตศีล” การพัฒนาทางศีล (Social Growth) ซ่ึงเป็นเรือ่ งของพฤติกรรมท้ังส่วนบุคคลและส่วนรวม “ภาวิตจิต” การพัฒนาทางจิต (Emotional Growth) และ“ภาวิตปัญญา” การพัฒนาทางปัญญา (Intellectual Growth) ซ่ึงการภาวนาท้ัง ๔ ทางนี้ หากฝึกอบรมให้ดีให้มีความเจริญย่ิง ๆขึ้นแล้ว ย่อมเป็นเพ่ือความ รม่ เยน็ เปน็ สุข จนถึงความพ้นทกุ ข์ กลา่ วคือ พระนิพพานได้อยา่ งแทจ้ รงิ

ภาคผนวก ๑๐๕

ภาคผนวก ๑๐๖ รหสั ๑๙ -๕๓ แบบบันทกึ ขอ้ มูลงานวทิ ยานิพนธ์ ช่ือวิทยานิพนธ์ ศกึ ษาผลการเจรญิ สติตามแนวปฏิบัตขิ องหลวงพอ่ เทยี น จติ ตฺ สโุ ภ : กรณศี ึกษาผูป้ ฏิบัตธิ รรมในสำนักปฏบิ ัตธิ รรมมหาสตปิ ฏั ฐาน ๔ บ้านเหล่าโพนทอง ผ้วู ิจัย (A study of the result of Mindfulness According to Luang Poh Tian Cittasubho ปริญญา : A Case Study of Practices In the Four Mahasatipatthana Meditation Center, Ban ปี Laoponthong) วัตถุประสงค์ พระสุวรรณ สุวณฺโณ (เรอื งเดช) การทบทวน ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารและ ๒๕๕๓ งานวิจัยที่ ๑. เพ่ือศึกษาการเจรญิ สติตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสตู ร เกยี่ วขอ้ ง ๒. เพื่อศึกษาการเจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทยี น จติ ฺตสโุ ภ ๓. เพอื่ ศึกษาผลการเจริญสติตามแนวทางของหลวงพอ่ เทียน จติ ตฺ สโุ ภ นยิ ามศัพท์ ๑. การเจริญสตติ ามแนวมหาสติปัฏฐานสูตร ไดแ้ ก่ การเจริญสติตามหลักมหาสตปิ ัฏฐานสตู ร การ เจริญสติที่ปรากฏในสติปัฏฐานสูตร จุดมุ่งหมายของการเจริญสติ อานิสงส์ของการเจริญสติ มูลเหตุให้เกิดมหาสติปัฏฐานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตรโดยย่อ มหาสติปัฏฐานสูตรโดยพิสดาร ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การพิจารณาเวทนาในเวทนา จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานการ พิจารณาจติ ในจติ ธัมมานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน การพจิ ารณาร้ธู รรมในธรรม ๒. การเจรญิ สติตามแนวปฏิบัตขิ องหลวงพ่อเทยี น จิตตฺสุโภ ได้แก่ การเจรญิ สติตามรูปแบบปฏิบตั ิ ของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แนวคิดและรูปแบบการเจริญสติ วิธีการเจริญสติแบบเคล่ือนไหว วิธีการเจริญสติในอิริยาบถใหญ่ วิธีการเจริญสติในอิริยาบถย่อย วิธีการปฏิบัติต่อความคิด การ ควบคมุ อารมณ์และการตรวจสอบการเจริญสติ แนวทางการปฏิบัติ (บุพกิจกอ่ นเข้าเจรญิ สติปัฏ ฐาน ๔ การตัดปลิโพธ ขอ้ วัตรปฏบิ ัติท่ัวไป) หลักคำสอนในการเจริญสติ (หลักคำสอนที่นำมา อบรมมีลักษณะง่าย ลัด สั้น มุ่งการดับทุกข์ เน้นการปฏิบัติเห็นจริงด้วยตนเอง) วิธีการปฏิบัติ (การเข้าถึงสัจธรรมในตัวเอง การควบคุมความคิดที่เป็นฝ่ายอกุศล การใช้สติควบคุมความคิด การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวทำให้สามารถดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน) วิธีการแก้ไขปัญหาและ อุปสรรคในการเจริญสติ (วิธีการแก้ไขความตึงเครียดของจิต วิธีการแก้ไขความง่วง วิธีการ แกไ้ ขความสงบ วธิ ีการแกไ้ ขวปิ ัสสนปู กิเลส วิธกี ารแกไ้ ขวิปลาส) ๓. ผลการเจริญสตติ ามแนวปฏิบตั ิของหลวงพ่อเทยี น จิตฺตสุโภ ได้แก่ ผลแก่บุคคล (การควบคุม อารมณ์ การมีสติสัมปชญั ญะ การรู้จักตนเอง การมีสมาธิ การเข้าใจผ้อู ่ืน การทำงาน) ผลแก่ สังคม ผลแกส่ ่ิงแวดลอ้ ม ๑. การเจริญสติตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสูตร หมายถึง การเจริญสติของผู้ปฏิบัติธรรมโดย พิจารณาจากกาย เวทนา จิตและธรรม ซึ่งเรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ การเจริญสติตามแนวทางของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หมายถึง การปฏิบัติตามหลักของอิริยาบถบรรพ คือ การกำหนดให้รู้ ระลึกในอริ ยิ าบถนอ้ ยและใหญ่ เช่น ยืน เดินเป็นตน้ ๒. ผลการเจริญสติตามแนวทางของหลวงพอ่ เทียน จิตตฺ สุโภ หมายถึง ผลของการปฏิบัติธรรม เจรญิ สตแิ บบเคล่ือนไหวท่ีหลวงพ่อเทยี น จิตฺตสโุ ภ ได้นำไปอบรมส่งั สอนพระภกิ ษุ-สามเณรและ ประชาชนทัว่ ไปโดยผ่านพระสงฆ์ท่เี ป็นศิษย์ เช่น พระอาจารยค์ ำเขียนสุวณฺโณ พระอาจารย์

ภาคผนวก ๑๐๗ ประชากรและกล่มุ สงคราม ธมฺมวโร พระอธิการกุสมุ ผาสุโก เป็นตน้ ตวั อย่าง สำนักปฏิบัติธรรมมหาสติปัฏฐาน ๔ บ้านเหล่าโพนทอง ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัด ขอนแก่น ดังรายนามต่อไปนี้ ๑) พระวิปัสสนาจารย์ จำนวน ๕ รูป คือ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ วิธีดำเนนิ งานวจิ ัย หลวงพ่อสงคราม ธมฺมวโร พระอธิการเอนก เตชวโร พระอาจารย์สุริยา มหาปญโญ และ พระ อธิการกุสม ผาสโุ ก เจ้าอาวาสสำนักปฏิบัติธรรมมหาสติปัฏฐาน ๔ ในฐานะผู้ฝึกปฏิบัติมาเป็นเวลานาน เครือ่ งมือทใี่ ช้ใน โดยใช้แนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ๒) ประชาชน ผู้เข้าร่วมฝึกปฏิบัติการเจริญสติในสำนัก การวเิ คราะห์ ปฏบิ ตั ธิ รรมมหาสติปฎั ฐาน ๔ จำนวน ๓๐ คน สรุปผลการวิจยั เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดังนี้ (๑) วิจัยเอกสาร ( Document Research) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนว ทางการเจริญสติในพระไตรปิฎก เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เพื่อศึกษาถึงแนวคิดรูปแบบการ ปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมสติปัฏฐานส่ี ด้านเน้ือหา ๑) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Source) ได้แก่ พระไตรปิฎก ภาษาไทยและภาษาบาลี คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา เพ่ือศึกษาข้อมูลเก่ียวกับแนว ทางการเจริญสติ ๒) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source) ได้แก่ งานเขียนของนักวิชาการทาง พระพุทธศาสนา และนักวิชาการสาขาอ่ืน ท่ีเก่ียวข้องด้วยเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตาม พระไตรปิฎกและแนวทางการปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน จิตตฺ สุโภ ท้ังทเี่ ป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมท้งั งานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง (๒) การวิจัยภาคสนาม ( Field Research) เพ่อื ศึกษาหลักการปฏิบตั ิธรรมในสำนกั ปฏิบัติธรรมสติ ปฏั ฐาน ๔ บา้ นเหล่าโพนทอง ตำบลบา้ นหวา้ อำเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวัดขอนแกน่ การสัมภาษณ์ โดยสมั ภาษณ์ผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมในสำนักปฏบิ ัติมหาสติปัฏฐาน๔ เพื่อใหไ้ ด้ข้อมูลและ วิธี การปฏิบัติตามหลักการเจริญสติปัฏฐานสูตร และได้ข้อมูลเชิงลึกเก่ียวกับผลของการปฏิบัติ ท่ี เกิดขึ้นตามความสัมภาษณ์ ผู้วิจัยแบ่งข้อมูลออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ๑) เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา วทิ ยานิพนธ์,เอกสารวชิ าการตา่ งๆทีเ่ กยี่ วข้อง ๒) เก็บข้อมูลภาคสนาม โดย ใชแ้ บบสมั ภาษณ์กลมุ่ ผู้เขา้ รว่ มปฏิบัตธิ รรม การปฏบิ ัติธรรมเจริญสติในพระไตรปฎิ ก เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ ประกอบด้วยการพิจารณาหรือ การกำหนดรู้กาย เวทนา จิตและธรรม โดยมีความละเอียดปลีกย่อยในการปฏิบัติแต่ละประเภทแยก ยอ่ ยออกไปอกี หลายข้อ เช่น อานาปานสตบิ รรพ คือ การ กำหนดลมหายใจเขา้ ออก อิริยาบถบรรพ คือ การกำหนดอิริยาบถน้อยใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการปฏิบัติทุกประเภท คือ ความดับทุกข์ เพราะว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเอกสายเดียวท่ีนำผูป้ ฏิบตั ิใหม้ ุ่งตรงไปยังนิพพาน หรือสภาวะที่ดับ ทุกข์ได้สิ้นเชิง ส่วนวธิ กี ารหรอื แนวทางการปฏิบัตธิ รรมเจริญสตขิ องหลวงพ่อเทยี น จิตตฺ สุโภน้ัน ท่านได้ ถือแนวทางอิริยาบถบรรพ เป็นหลักใหญ่ แล้วน้อมเอาสติปัฏฐาน ข้ออ่ืนๆ คือ เวทนา จิต และธรรม เข้ามาพิจารณาภายหลังจากท่ีจิตได้ถืออารมณ์กรรมฐาน คือ อิริยาบถบรรพ ที่เรียกว่า “การเจริญสติ แบบเคลื่อนไหว”ฉะน้ัน จึงเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาที่สอดคล้องกับพระพุทธองค์ทุกประการ เพียงแต่ วิธีการและเทคนิคคำพูดต่างๆ มีความหลากหลายและตรงใจผู้ปฏิบัติตามยุคสมัยปัจจุบันการเจริญสติ ตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ที่สำนักปฏิบัติธรรมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว บ้านเหล่าโพน ทอง ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้นำไปอบรมพุทธศาสนิกชนในพ้ืนท่ีและ ตา่ งจังหวัดน้ี เดิมเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งด้านวิปัสสนาธุระท่ีสืบต่อการปฏิบัติมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จนกระท่ัง ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ พระวิปัสสนาอาจารย์ที่มาจากวัดโมกขวนาราม ตำบลบ้านเป็ด อำเภอ เมือง จังหวัดขอนแก่น ได้เดินทางมาอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน จึงได้นำวิธีการสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ มาอบรมในหลักสูตรนั้นด้วย และมีผลทำให้ผู้สนใจได้นำไปปฏิบัติ จนทำให้ประชาชนรู้จัก

ภาคผนวก ๑๐๘ ขอ้ เสนอแนะ มาถึงปัจจุบัน จุดเด่นของการปฏิบัติแบบเคล่ือนไหว คือ การมีสติรู้ตัวอยู่กับอิริยาบถน้อยใหญ่จน สามารถท่ีจะดับทุกข์ในปัจจุบันได้ ซึ่งผลจากการเจริญสติท่ีนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันใน ลักษณะต่างๆ เช่น การควบคุมอารมณ์ การมีสติสัมปชัญญะ การรู้จักตนเอง การมีสมาธิ การเข้าใจ ผูอ้ นื่ ด้านการทำงาน ดา้ นสงั คม และดา้ นสง่ิ แวดล้อมทางกายภาพของผู้ปฏิบตั ิธรรมเจรญิ สติ ผลการเจริญสติตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ของผู้ปฏิบัติธรรมในสำนักมหาสติ ปฏั ฐาน ๔ บ้านเหล่าโพนทอง พบวา่ เม่อื ผู้ปฏบิ ัติได้ดำเนินการตามหลักสูตรที่พระสงฆอ์ บรมแนวทาง ภาคทฤษฎีและนำสู่ภาคปฏิบัติแล้ว ย่อมทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติน้ันเกิดมีสติซ่ึงถือว่าสติมีความจำเป็นต่อ การดำเนินชีวิตของทุกคนเป็นอย่างย่ิง ดังจะเห็นได้ว่า สติน้ันบุคคลจะต้องทำให้สมบูรณ์ ทำให้เกิดขึ้น โดยเร่ิมมีสติต้ังแต่เช้าตรู่ตื่นนอน แปรงฟัน ล้างหน้าลุกขึ้นไปทำงาน การรับประทานอาหาร เคร่ืองดื่ม การพบปะสังสรรค์กับบุคคลต่างๆ เป็นต้นเพราะสติเป็นตัวป้องกันความพล้ังเผลอของจิต ไม่ให้จิตตก เป็นทาสของอารมณ์ที่เข้ามากระทบท้ังฝ่ายอารมณ์ดีและไม่น่าปรารถนา เหตุน้ัน ผู้ปฏิบัติธรรมท่ีผ่าน กระบวนการฝึกฝนตนเองให้มีสติดีแล้วน้ัน จึงเป็นท่ีพึ่งให้แก่ตนและคนอ่ืนได้ เพราะสติเป็นธรรมที่ส่ง ต่อไปยังสมาธิ และปัญญา หากขาดสติแล้ว ปัญญา คือ เคร่ืองวินิจฉัยเร่ืองราวต่างๆ ย่อมไม่เกิด เม่ือ บุคคลขาดปัญญา ทุกข์ คือสภาพท่ีกัดกรอ่ นหัวใจของมนุษย์ย่อมเข้ามาทำลายผู้น้ันให้ประสบกับความ เสยี ใจ ความเศร้าใจ ในระดับปัจเจกบุคคล ควรแสวงหาวิธีปฏิบัติธรรมเจริญสติอย่างถูกต้อง โดยมุ่งผล คือ ความสงบของ จติ ใจเปน็ สำคัญ และสำนักปฏบิ ัตธิ รรมเจริญสตมิ หาสติปัฏฐาน ๔ บ้านเหล่าโพนทอง เป็นอีกทางเลือก หนึ่ง สำหรับบุคคลท่ัวไปท่ีมุ่งแสวงหาโมกขธรรมดังกล่าวเพราะว่าเป็นวิธีการที่ง่าย เหมาะสำหรับทุก เพศ ทุกวัย เนื่องจากว่า เป็นรูปแบบการเจริญสติในอิริยาบถน้อยใหญ่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน โดย สามารถทำใหใ้ นทุกๆ โอกาสในระดับสถานศึกษา ควรส่งเสริมใหเ้ ด็กและเยาวชน เจริญสติตามแนวทาง ของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ โดยครูอาจจะนิมนต์พระคุณเจ้าท่ีอยู่ใกล้โรงเรียนหรือติดต่อไปยังสำนัก ปฏิบตั ิธรรมเจริญสติมหาปัฏฐาน ๔ เพ่ือเป็นการพัฒนาสติของเยาวชนให้รเู้ ท่าทันต่อสื่อตา่ งๆ ท่ีอยู่ใกล้ ตัว เช่น ส่ือท่ีเข้ามาทางโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ เป็นต้น โดยครูผู้ปกครอง ควรแนะนำ ส่งเสริมตามสติปัญญาของเยาวชนในระดับองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัด ขอนแก่น ควรให้การสนับสนุนการปฏิบัติธรรมเจริญสติมหาสติปัฏฐาน ๔ ตามแนวทางของหลวงพ่อ เทียนจิตฺตสุโภ ทั้งในด้านบุคลากร ทุนทรัพย์ สถานท่ี ปัจจัย ๔ เช่น ยารักษาโรค เป็นต้นในระดับคณะ สงฆไ์ ม่ว่าจะเป็นระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด ควรส่งเสริมให้พระภิกษุ สามเณร ประชาชนโดยทั่วไป ในจังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมการปฏิบัติในแต่ละเทศกาลท่ีสำนักแห่งนี้ จัดข้ึนมา เช่น ในเทศกาลวัน สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น โดย เน้นท่ีพระวิปัสสนาจารย์ผู้ให้อบรมตามหลักสูตรของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เพ่ือเป็นการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาไปสู่พุทธศาสนิกชนในพ้ืนท่ีอื่นๆ ในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั คร้ังต่อไป ๑) ศึกษาเปรียบเทยี บการปฏิบตั ิธรรมเจริญสตติ ามแนวทางของ หลวงพ่อเทียนจิตฺตสุโภ กับสำนักอื่นๆ ในจังหวัดขอนแก่น๒) ศึกษาวิเคราะห์อิริยาบถบรรพตาม แนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ กับแนวการสอนวิปัสสนาของพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ.๙) บ้านหนองหลุบ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น หรือพื้นท่ีจังหวัด ใกล้เคียง๓) ศึกษาผลของการปฏิบัติธรรมเจริญสติมหาสติปัฏฐาน ๔ ของบ้านเหล่าโพนทองกับผู้เข้า ปฏิบัติธรรมสำนกั เวฬวุ นั ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแกน่ หรอื จังหวัดใกลเ้ คยี ง

ภาคผนวก ๑๐๙

ภาคผนวก ๑๑๐ รหสั ๒๐-๕๔ แบบบันทกึ ขอ้ มูลงานวิทยานพิ นธ์ ชอ่ื วทิ ยานิพนธ์ ศึกษารปู นามตามทีป่ รากฏในไตรลักษณ์ในการปฏบิ ตั วิ ิปัสสนาภาวนา ผูว้ ิจัย (A study of form (RUPA) and mental factor (NÃMA) appearing in the three Characteristics ปริญญา ปี (TILAKKHAŅA) in insight meditation practice) วตั ถปุ ระสงค์ พระทนงศักด์ิ ปภาโต (ปิยะสุข) การทบทวน พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เอกสารและ ๒๕๕๔ งานวิจยั ท่ี ๑. เพือ่ ศกึ ษาไตรลกั ษณ์ในคัมภรพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท เก่ยี วขอ้ ง ๒. เพ่ือศึกษาการปฏิบัตวิ ปิ สั สนาภาวนาในคมั ภรี ์พระพทุ ธศาสนาเถรวาท ๓. เพอ่ื ศกึ ษาสภาวะรูปนามในการปฏบิ ตั วิ ิปสั สนาภาวนา นยิ ามศัพท์ ๑. ไตรลกั ษณ์ในคมั ภีรพ์ ระพทุ ธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ความหมายของไตรลักษณ์ ลกั ขณาทิจตกุ ะ วิธดี ำเนินงาน ของไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ที่ปรากฏในพระสูตร พระท่ีแสดง อนิจจัง พระสูตรที่แสดง ทุกขัง พระสูตรที่ วจิ ัย แสดง อนัตตา สรุปผลการวิจัย ๒. การเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ความหมายของวิปัสสนา ภาวนา อารมณข์ องวปิ สั สนา แนวทางการเจรญิ วปิ สั สนาตามหลกั สติปฎั ฐาน ๔ ๓. รูปนามตามที่ปรากฎในไตรลักษณ์ ไดแ้ ก่ ไตรลักษณ์เน่ืองกับขันธ์ ขันธ์ ๕ สงเคราะห์เป็นรูป นาม รูปนามในสภาวะของวิปัสสนาภาวนา สภาวะการปรากฏของรูปนาม ๑. ไตรลักษณ์ หมายถึง ลักษณะ ๓ หรือ อาการ ๓ อย่างได้แก่ อนิจฺจตา ความไม่เท่ียง ทุกฺขตา ความเปน็ ทกุ ข์ อนตตฺ ตา ความไมใ่ ชต่ วั ไม่ใชต่ น ๒. นาม หมายถึง ธรรมท่ีร้จู กั กันดว้ ยช่ือ กำหนดรดู้ ้วยใจเป็นเรอื่ งของจิต ส่ิงที่ไม่มรี ูปร่าง ไม่ใช่รูปแต่ นอ้ มมาเป็นอารมณข์ องจิตได้ ๓. รูป หมายถึง สิ่งที่ต้องสลายไปเพราะปัจจัยต่างๆ อันขัดแย้ง ส่ิงที่เป็นรูปร่างพร้อมทั้ง ลักษณะ อาการของมัน ๔. วิปัสสนาภาวนา หมายถงึ การฝกึ จติ ให้เกดิ ปัญญารู้แจ้ง ตามความเปน็ จริง การวิจัยเรื่องศึกษา รูปนามตามท่ีปรากฏในพระไตรลักษณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ได้เก็บรวบรวม ข้อมูลจาก พระไตรปิฎก และคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องการวิจัยนี้ เป็นแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาเอกสาร (Documentary Research) มีลำดับการศึกษาดังน้ี. ข้อมูลในการศึกษา ได้แก่ พระไตรปิฎก และคัมภีร์ท่ี เกี่ยวขอ้ งพระไตรปิฎก เช่น พุทธธรรม รวมถึงเอกสาร ตำราทางวิชาการอ่ืนๆ และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เป็น ตำรา เอกสารหลักท่ีสำคัญท่ีสุดทางพทุ ธศาสนา เพราะเปน็ ตำราท่บี ันทกึ หลักธรรมคำสอน ของพระพทุ ธเจ้า อย่างละเอียด โดยมีทั้งฉบับภาษาบาลีและภาษาไทย ซ่ึงถือว่าเป็นเอกสาร ท่ีมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ ขอบเขตการวิจัย ผู้วิจัยได้ค้นคว้าหาข้อมูล รูปนาม ไตรลักษณ์ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เพ่ือมุ่ง ประเด็นเก่ียวกับรูปนาม ตามท่ีปรากฏในไตรลักษณ์ ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา โดยอาศัยข้อมูล ใน พระไตรปิฎก และจากเอกสารงานวิจัย ในคัมภีร์ที่เก่ียวข้อง กับพระพุทธศาสนาเถรวาท ขอบเขตในด้าน เน้ือหาขอ้ มูล รูปนาม ไตรลักษณ์ วปิ สั สนาภาวนา การศึกษารูปนามตามที่ปรากฏในไตรลักษณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เป็นหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจา้ มีหลักสำคัญคือ หนึ่งในหลักคำสอนท่ีสำคัญในพระพุทธศาสนา คือ ธรรมนิยาม(General Laws) ธรรมนิยามเป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับส่ิงท้ังหลาย ท่ีเกี่ยวเนื่องกันด้วยเหตุและผลครอบคลุมทัง้ ฝ่าย

ภาคผนวก ๑๑๑ จิตและฝา่ ยวัตถุ ในธรรมนิยามสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า “สังขารท้ังปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็น ทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ” มีความหมายว่า สิ่งท้ังหลายท้ังปวงย่อมข้ึนอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ ความเป็นจรงิ ความเปน็ ทกุ ขัง และความเปน็ อนัตตา ไตรลักษณ์ กล่าวโดย ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ รูป หมายถึง รูปธรรม ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ หมายถึง นามธรรม ได้แก่ นามขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญา ขันธ์ สังขารขันธ์ วญิ ญาณขนั ธ์ เม่อื สงเคราะห์ลงแลว้ กล่าว คือ รปู นาม รูป หมายถึง รูปที่เป็นขันธ์ หรือท่ีเป็น รูปกาย เป็นมหาภูตรูป คือ รูปที่มีภูตะใหญ่ ภูตะ แปลว่า สิ่งท่ีเป็น ส่ิงที่มี รูปที่เป็น ส่ิงท่ีมี ได้แก่ ธาตุทั้ง ๔ ท่ีประกอบกันอยู่ในกายอัน ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุทั้ง ๔ ท่ีมอี ยู่ในกาย อันประกอบเข้ารวมมาเป็นกายเม่ือธาตุท้ัง ๔ คุ้มกันอยู่ กายนี้ย่อมดำรงอยู่ คือการมีชีวติ อยู่ เมื่อธาตุทั้ง ๔ แตกสลายไป ความดำรงอยใู่ นกายกแ็ ตกสลายไป นาม ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รูป คือ มหาภูตรูปทั้ง ๔ และอุปาทายรูป รูป อาศัยแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ รู้จักเหตุเกิด แห่งนามรูป คือ รู้จักว่าเพราะ วิญญาณเกิด นามรูปจึงเกิด รู้จัก ความดับนามรูป คือ รู้จักว่าเพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ผู้ปฏิบัติถึงความดับ นามรูป โดยท่ัวไป สงเคราะห์มาจากขันธ์ ๕ คือ กอง หรือท่ีประชุมทั้ง ๕ ได้แก่ รูปขันธ์ กอง รูป เวทนาขันธ์ กองเวทนา สัญญาขันธ์ กองสัญญา สังขารขันธ์ กองสังขาร วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ รูปธรรม มีรูปร่างที่จะเห็นได้ ด้วยตา นามธรรม น้ันไม่มีรูปร่าง มีแต่ชื่อเรียกว่าเป็น นาม ของภาวะอาการที่บังเกิดขึ้นทางร่างกาย และ ทางจิตใจ ด้วยวิธีที่รู้ดังกล่าวน้ี เปน็ อารมณ์ ด้วยอารมณ์ดังกลา่ ว เกิดข้ึนพร้อมกัน ในขณะเดียวกันเป็นส่ิงที่ ละเอียด และรวดเร็วจึงยากที่จะรู้ หรือแยกได้ ในขบวนการน้ีเป็นวิถีของจิต ซึ่งเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา ของอาการทจี่ ิตออกไปรับร้อู ารมณ์ดงั กลา่ ว จงึ เรียกวา่ นาม ภูมิของการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา ได้แก่ ขันธ์ ๕ อนั เป็นสภาวะท่ีเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมต้องแตกสลาย เม่ือกระทบกับ วิโรธิปัจจัย เป็นส่ิงที่สามารถชำรุดทรุม โทรม แตกสลายหรือผนั แปร ไปตามหลกั ของธรรมชาติ การเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฎฐานเป็นการปฏับัติเพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็น จริงในสภาวะ รูป นาม โดยความเป็นไตรลกั ษณ์ การมสี ตริ ะลึกรใู้ น กาย เวทนา จิตตา ธรรม เมอื่ วา่ โดยการ ปฏิบัติวปิ สั สนา คือ กายานุปัสสนา คือ การพิจารณากายในกาย พิจารณาให้เห็นกายในกายเพ่ือให้มีสติพิจารณาถึง ความเป็นรูป ไม่คงท่ี แปรปรวน เปล่ียนแปลง ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่ไม่สามารถบังคับบัญชา จัดเป็นรูปธรรม เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนา จิตในจิต พิจารณาให้เห็น เวทนาในกาย เห็ยจิตในกาย เพ่ือให้มีสติพิจารณาถึงความเป็นนาม ท่ีเกิดขึ้นในกายน้ี ว่าไม่คงท่ี แปรปรวน เปลีย่ นแปลง ไมเ่ ทย่ี ง เปน้ ทุกข์ เปน็ อนตั ตา ท่ีไม่สามารถบงั คบั บัญชา จดั เป็น นามธรรม ธมั มานปุ ัสสนา คือ การพจิ ารณาธรรมในธรรม พจิ ารณาให้เห็นธรรมในกาย เพ่ือใหม้ สี ติพจิ ารณา ถึงความเป็นนาม ที่เรียกว่าอารมณ์ ของธรรม ท่ีเกดิ ขนึ้ ในกาย ในจิตน้ี ว่าไม่คงท่ีแปรปรวน เปล่ียนแปลง ไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เปน็ อนัตตา ทไ่ี มส่ ามารถบังคบั บัญชา จดั เปน็ ท้ังรปู และนาม จากการศึกษาพบว่า ทุกสรรพส่ิงทั้งหลาย ท่ีถือกำเนิดบังเกิดข้ึน รวมตัวกันเป็นสังขารทุกสรรพ ส่ิงอยู่ภายติกฎอันเดียวของไตรลักษณ์ กล่าวคือ สามัญลักษณ์ โดย อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป้น ทุกข์ อนัตตา ความเป็นของมิใช่ตัวตนไม่บังคับบัญชาได้ เป็นธรรมธาตุ คือ ความเป็นภาวะท่ีทรงตัวอยู่โดย ธรรมดาของธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม รวมตัวกันเป้นสังขารร่างกาย อันเป็นที่มา ของ ขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ กล่าวโดยย่อ คือ รูป นาม รูป คงสภาวะว่าเป็น รูป เวทนา

ภาคผนวก ๑๑๒ สญั ญา สังขาร วิญญาณ คงสภาวะว่าเป็น นาม หลกั ธรรมที่เข้าถึง การรู้รปู ร้นู าม คอื การเจริญสติวิปัสสนา เป็นการปฏิบัติเพอื่ ให้เกดิ ปัญญารแู้ จ้ง เห็นจรงิ ในสภาวะ รูป นาม โดยความเป็น ไตรลักษณ์ คือ อนิจจงั ทุก ขัง อนัตตา องค์ธรรมของวิปัสสนาภาวนา คือ ปัญญาเจตสิกธรรม สามารถให้เกิดข้ึนได้โดย อารมณ์ของ วิปัสสนา คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อริยสัจ ๔ กล่าวโดย สงเคราะห์ เหลือเพียง รูป นาม สภาวะของรปู หมายถงึ สภาวะทีต่ ้องแตกสลาย เมอ่ื กระทบกบั วโิ รธปิ จั จัย ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ ในส่วนของขันธ์ ๕ รูปท้ังหมด จดั เป็น รูปสภาวะของ นาม หมายถึง สภาวะทเี่ ข้า ไปรับรู้อารมณ์ หรือน้อมเข้าไปรับรู้อารมณ์ ในขันธ์ ๕ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จัดเป็นนาม ใน การปฏิบัติเจริญวิปัสสนาโดยการปฏิบัติตามหลักสติปัฎฐาน ๔ เพื่อให้สติไปต้ังมั่นในกาย เรียกว่า กายา นุปัสสนา กายานุปสั สนา จัดเป็น รูป เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา จัดเป็น นาม ธรรมานุปัสสนา เป็นได้ ท้ัง รูปและนาม ปัญญาท่ีพิจารณาเห็นสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในขันธ์ ๕ ชื่อว่าได้พิจารณาเห็น แจ้งในสภาวะรูปนามตามทป่ี รากฎในไตรลักษณ์ ในการปฏิบตั วิ ิปัสสนาภาวนา ดังน้ัน สัจธรรมอันเก่ียวเนื่องกับไตรลักษณ์ ขันธ์ ๕ คือ รูป นาม เป็นสิ่งที่ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ของไตรลกั ษณ์ โดยความเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ตามแนวทางสติปัฎฐาน ๔ เป็นใจความสำคัญมากที่สุด กล่าวโดยอ้อม คือ พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักธรรมในเร่ืองของขันธ์ ๕ รูป นาม ไตรลักษณ์ สติปัฎฐาน ๔ โดยตรง คือ อริยสัจ ๔ หมายถึง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงแสดงไวม้ ากที่สุด ด้วยเหตุน้ี เพื่อให้เขา้ ใจถึงเหตุให้เกิดทุกข์ พระองค์ทรงแสดงถงึ หนทางทางแห่งความ ดบั ทกุ ข์ คือ พระองค์ทรงสอนให้เหน็ ถงึ เหตุเกดิ แห่งทุกข์ และทรงแสดงถึงเหตุแห่งการดบั ของทกุ ข์ ดงั นั้นจึง ควรที่จะต้องได้รับการสนใจเป็นพิเศษเป็นอย่างย่ิง ในเร่ืองการศึกษาสภาวะรูปนามตามที่ปรากฏในไตร ลักษณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เมื่อศึกษาอย่างท่องแท้ย่อมเกิดความเข้าใจ ในหลักสัจธรรมท่ีแท้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง อันเป็นผลนำมา ซึ่งประโยชน์ของการเรียนรู้ การศกึ ษา และนำความรู้ท่ีได้รับ จากศกึ ษา จากประสบการณจ์ รงิ ในการปฏิบตั ิ เพื่อนำไปเผแผพ่ ระพทุ ธศาสนาสืบไป

ภาคผนวก ๑๑๓ รหัส ๒๑ – ๕๔ แบบบนั ทึกขอ้ มูลงานวทิ ยานพิ นธ์ ชอ่ื วทิ ยานิพนธ์ การศึกษาศีลเพ่ือการบรรลธุ รรมในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท ผ้วู จิ ัย (An Analytical study of Sila for Enlightenment in Theravada Buddhism) ปริญญา พระครูสังฆรักษ์ชีพ ธมฺมเตโช (คู่กระโทก) ปี พุทธศาสนามหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วตั ถปุ ระสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพอื่ ศึกษาศลี ทีป่ รากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท เอกสารและ ๒. เพอ่ื ศึกษาวธิ ีปฏิบัติตามศีลในพระพุทธศาสนาเถรวาท งานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง ๓. เพอ่ื วเิ คราะห์ศีลเพือ่ การบรรลธุ รรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท ๑. ศลี ในพระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่ ความหมายและความสำคัญ ความสำคญั ประเภท จุดมุ่งหมายของศีล นยิ ามศัพท์ อานสิ งค์ วิธีดำเนนิ งานวจิ ัย ๒. วิธีการปฏิบัติตามศีลในพระพุทธศาสนา ได้แก่ จุฬศีล มัชฌิมศีล มหาศีล การปฏิบัติตามปาริสุทธิ สรปุ ผลการวิจยั ศีล ๔ ๓. วิเคราะห์ศีลเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักศีลเพ่ือการ บรรลธุ รรม สังโยชน์ ๑๐ การบรรลธุ รรมในพระพุทธศาสนา ๑. ศลี หมายถงึ การรกั ษากาย วาจา ให้เรยี บรอ้ ย เป็นการรกั ษาปรกติตามระเบียบ วินยั หรอื ขอ้ ปฏบิ ตั ิ ในการเวน้ จากความชว่ั ๒. โลกียศ์ ีล หมายถงึ ศีลที่เป็นไปกบั อาสวะ เพราะเรายังมอี าสวะอยู่ ๓. โลกุตระศลี หมายถงึ ศีลทไ่ี มเ่ ป็นไปกับอาสวะ เป็นศีลที่นำออกจากภพชาติ ๔. ปาฏิโมกขสงั วรศีล หมายถงึ ความสำรวมในพระปาฏโิ มกข์ เวน้ จากขอ้ ห้ามทำตามข้ออนุญาต ประพฤตเิ ครง่ ครัดในสิกขาบททัง้ หลาย ๕. อินทรียสงั วรศลี หมายถงึ ความสำรวมอนิ ทรยี ์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลครอบงำ เมื่อรบั รอู้ ารมณ์ด้วย อินทรยี ท์ ง้ั ๖ ๖. อาชีวปาริสุทธศิ ลี หมายถึง ความบรสิ ุทธิแ์ หง่ อาชีวะ เล้ยี งชพี โดยทางทีช่ อบ ไม่ประกอบอเนสนา ไม่ หลอกลวงเล้ยี งชีพ ๗. ปจั จยั สันนิสิตศลี หมายถึง ศลี ทีเ่ กี่ยวกับปัจจยั ๔ ไดแ้ ก่ ปัจจยปจั เวกขณะ คือ พิจารณาใชส้ อยปจั จัย ๔ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชนข์ องส่งิ น้ัน ไมบ่ รโิ ภคด้วยตณั หา ๘. การบรรลุธรรม หมายถงึ การเขา้ ถงึ ซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล และอรหตั ตผล การวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาศีลในพระพุทธศาสนาเถรวาท วิธีปฏิบัติตามศีลในพระพุทธศาสนาเถรวาท และ วิเคราะห์ศีลเพ่ือการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท สำหรับการศึกษาจะสืบค้นรวบรวมข้อมูลจาก พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกาและปกรณ์ วิเสสชั้นหลังๆ และหนังสือวิชาการ ตลอดทั้งงานวิจัยที่ เกย่ี วขอ้ งกบั งานวจิ ัยนี้ (๑) ศีลที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา จากการศึกษาศีลท่ีปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท สรุป ได้ดังน้ี (๑) ความหมายของศีล หมายถึง การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย เป็นการรักษาปกติตาม ระเบยี บวนิ ัย หรือขอ้ ปฏิบัตใิ นการเว้นจากความช่ัว (๒) ความสำคัญของศีล พบว่า การควบคุมกาย วาจา และจิตใจของมนุษย์ให้เรียบร้อย สงบร่มเย็น และเป็นสุข ขัดเกลาพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตมีผลต่อ กจิ กรรม พิธีกรรม และศีลจะทำคนให้เปน็ มนุษย์ได้ เพราะมนุษย์ แปลวา่ ผู้มจี ิตใจสูง นำไปสกู่ ารปฏิบตั ิข้ัน

ภาคผนวก ๑๑๔ สูงของอริยมรรค โดยเร่ิมจาก ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความรู้แจ้ง เป็นต้น (๓) ประเภทของศีล คือ จุฬ ศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) และมหาศีล (ศีลอย่างใหญ่) เป็นเคร่ืองควบคุมความ ประพฤติทางกายวาจาให้อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อยดีงามพ้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกันและเป็นท่ี รองรับกุศลธรรมช้ันสงู ยิง่ ๆ ขึน้ ไปจนถึงมรรคผลและประเภทของศีลแบ่งตามประเภทต่างๆ ท่ีพระพุทธองค์ เจ้าทรงบัญญัติไว้ เช่น วารีตศีล คือ ข้อเบ้ืองต้นของพรหมจรรย์หรือศีลอันเป็นส่วนแห่งบัญญัติ อาทิ พรหมจริยกศีล คือ เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์หรือศีลอันเป็นส่วนแห่งบัญญัติสำหรับป้องกัน ความเสียหาย อภิสมาจาริกศีล คือ ศีลที่เกี่ยวกับความประพฤติมารยาท อาชีวปริสุทธิศีล คือ ศีลที่ เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์หมดจดแห่งอาชีวะและ ปาริสุทธิศีล คือ การเลี้ยงชีวิตในทางท่ีดี ท่ีชอบตาม สมควรแก่ภาวะศีลท้ังหมดนี้เปน็ ศลี พระพุทธองค์เกี่ยวกับระเบียบวินัย ให้ผู้ปฏิบัตติ ามผลย่อมเกิดกบั บุคคล น้นั ตามอำนาจศลี (๔) จุดมงุ่ หมายของศลี พบว่า ก็เพอ่ื จุดประสงค์เพ่ือประโยชน์แกพ่ ระสงฆ์โดยส่วนรวม จุดประสงค์เพื่อประโยชน์คือความดีงามแห่งชีวิต จุดประสงค์เพ่ือประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนและ จุดประสงค์เพ่ือประโยชน์แก่พระศาสนา ไม่ว่าชนเหล่าใดก็ตามปฏิบัติตามศีลย่อมทำให้ชนหมู่น้ันๆ เกิด ความสามัคคี และความผาสุก อาบัติน้ันปรับตามความหนักเบาของการละเมิดวินัย (๕) อานิสงส์ของศีล พบว่า ย่อมมีโภคทรพั ย์ ย่อมแกลว้ กล้า ไม่เก้อเขิน ย่อมไมห่ ลงลืม สติตาย หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดใน สคุ ติโลกสวรรค์ สรุปรวมความ ศีล หมายถึง การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ตามระเบียบวินัย หรือข้อ ประพฤติปฏิบัติในการเว้นจากความช่ัว ทำให้จิตใจของมนุษย์ สงบร่มเย็น และเป็นสุข ถ้ารักษาตาม ประเภทของศีล เช่น วารีตศีล คือ ข้อห้ามเก่ียวกับศีล จารีตศีล คือ การอนุญาตเป็นพุทธบัญญัติเป็นต้น เพ่ือจุดมุ่งหมายในสังคมได้อยู่ด้วยความสามัคคีและความผาสุกและได้รับอานิสงส์ของผู้รักษา เช่น โภค ทรัพย์ และหลังจากตายแล้ว ยอ่ มไปเกิดในสุคตโิ ลกสวรรค์ (๒) วิธีปฏิบัติตามศีลในพระพุทธศาสนาเถรวาท จากการศึกษาวิธีปฏิบัติตามศีลใน พระพุทธศาสนาเถรวาท สรุปได้ ดังนี้ (๑) จุฬศีล คือ ข้อกฎระเบียบและเป็นหลักประพฤติปฏิบัติขั้น พ้ืนฐานสำหรับมนุษย์ทุกมนุษย์ เพื่อป้องกันเวรและภัยทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย (๒) มัชฌิมศีล คือ เป็นเคร่ืองควบคุมความประพฤติทางกายวาจาให้อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อยดีงาม พ้นจากการ เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และเป็นท่ีรองรับกุศลธรรมช้ันสูงยิ่งๆ ข้ึนไปจนถึงมรรคผล นิพพาน อันเป็น เปา้ หมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาด้วยเหตุผลดงั กล่าวนี้เอง ชาวพุทธโดยท่วั ไปเม่ือจะบำเพ็ญบุญกุศลอย่าง อ่ืนจึงต้องสมาทานศีลก่อนและก่อนจะสมาทานศีล จะเป็นศีล ๘ อุโบสถศีล หรือศีล ๑๐ ก็ตาม ต้องเปล่ง วาจาถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นสรณะก่อนทั้งสิ้น (๓) มหาศีล คือ ผู้ประพฤติตามปาฏิโมกขสังวรศีล คือ เป็น ศีลของภิกษุสงฆ์มี ๒๒๗ ข้อ จัดเป็นจาริตศีล คือ ระเบียบปฏิบัติตามแบบอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ ตามสมควรแก่ภาวะของตน เพ่ือขจัดเกลาศีลให้บริสุทธิ์ เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็เป็นเหตุให้จิตบริสุทธ์ิและ ปัญญาบริสทุ ธ์ิโดยลำดับ จนกระท่ังเป็นผู้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวง เป็นไปเพ่ือทำที่สุดแห่งทุกข์ คือ เพื่อพ้น จากทุกข์โดยสิ้นเชิง (๔) การปฏิบัติตามปาริสุทธิศีล ๔ เช่น ๑. ปาติโมกขสังวร คือ การสำรวมในพระ ปาติโมกข์ คือ เว้นข้อทพี่ ระพุทธเจ้าทรงหา้ ม ทำตามข้อทที่ รงอนุญาต ๒. อินทรยี สังวร สำรวมในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ และรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ๓. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีพโดยอาการที่ชอบ ไม่ หลอกลวงเขาเลย้ี งชีพ ๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียกอ่ นจงึ จะเกลาศลี ใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ เม่ือศลี บริสทุ ธแ์ิ ล้ว ก็เป็นเหตุใหจ้ ิตบริสทุ ธ์ิ และปัญญาบริสทุ ธโิ์ ดยลำดบั จนกระทั่งเป็นผู้บรสิ ุทธ์ิจากกเิ ลสทง้ั ปวง เป็นไปเพ่ือทำ ที่สดุ แหง่ ทุกข์ คอื เพ่อื พน้ จากทกุ ขโ์ ดยสิ้นเชิง วิธีปฏิบัติตามศีลในพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ๑) จุลศีล (ศีล

ภาคผนวก ๑๑๕ อย่างเล็กน้อย) คือ ศีล ๕ ศีลของคฤหัสถ์ทั่วไป เพ่ือควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาให้ตั้งอยู่ใน ความดีงาม ความปกติสุข เพ่ือประโยชน์ข้ันพื้นฐานคือ ความสุขและมีการเบียดเบียนกันในสังคม ๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) หมายถึง ศีลของกัลป์ยาณปุถุชน เป็นเคร่ืองควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา ให้อยู่ในสภาพปกติเรียบร้อยดีงาม พ้นจากการเบียดเบียนซ่ึงกันและกัน และเป็นที่รองรับการกุศล ธรรมช้ันสูงยง่ิ ๆ ขึ้นไป และ ๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่) หมายถึง ศีลสำหรับพระภิกษุผู้ถือศีล ๒๒๗ ข้อ เป็นข้อห้ามของพระภิกษุสงฆ์ตามพระวินัยบัญญัติ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงวางข้อกำหนดไม่พึงละเมิดไว้เพื่อ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคณะสงฆ์ และกล้าไปสู่มรรค ผล นิพพาน ตามหลักของพระพุทธศาสนา และเป็นการแสดงออกของบุคคลผู้ได้ฝึกฝนตามพระวินัยแล้วเพ่ือให้ศีลสมบริสุทธิ์ สมาธิสมบริสุทธ์ิ และ ปัญญาบริสุทธิ์ อันเน่ืองมาจากการปฏิบัติตามหลักปาริสุทธิศีล ๔ คือ ปาติโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีว ปาริสุทธิ และปัจจยปัจจเวกขณะ เป็นต้น การปฏิบัติตามสมควรแก่ภาวะของตนๆ เพื่อขัดเกลาศีลให้ บริสุทธ์ิ เม่ือศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็เป็นเหตุให้จิตบริสุทธ์ิ และปัญญาบริสุทธิ์ โดยลำดับจนกระทั่งเป็นผู้บริสุทธิ์ จากกเิ ลสทง้ั ปวง เป็นไปเพอ่ื ทำท่ีสุดแห่งทกุ ข์ (๓) วิเคราะห์ศีลเพ่ือการบรรลธุ รรมในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท จากการศึกษาวิเคราะห์ศีลเพื่อ การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท สรุปได้ดังน้ี การปฏิบัติตามหลักศีลที่มีองค์ธรรมท่ีเก่ียวข้อง กับการบรรลุธรรม คือ สีลสิกขา จิตตสิกขา (สมาธิ) และปัญญาสิกขา เป็นตัวช่วยในการบรรลุธรรม ซึ่งมี ความสัมพันธ์กันท่ีทำงานร่วมกันแบบสัมพันธ์อาศัยซึ่งกันและกันเป็นกระบวนการ และองค์ประกอบทาง สิกขา ๓ หรือ โดยทางธรรมก็คือ “มีศีลเป็นพื้นฐาน มีสมาธิเป็นกำลัง มีการเห็นแจ้งแทงตลอด ปัญญา (วปิ ัสสนา) ซ่งึ เป็นตวั การกระทำอยา่ งที่ไมอ่ าจจะแยกกันได้ “จะต้องอาศัยธรรม ๓ ประการ เหล่าน้ีทำงาน ร่วมกันแบบสัมพันธก์ ันไปตามลำดับ จงึ จะได้ความรทู้ ่ีถูกต้องเปน็ จริง เปน็ ความรู้หรือปัญญาช้ันโลกุตตระท่ี สามารถทำให้บรรลุเป้าประสงค์ คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสสาสวะได้ คือ เรียกว่าเป็นขบวนการของ ไตรสิกขา เพ่ือบุคคลผู้ประเสริฐได้บรรลุธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนามี ๔ ประเภท คือ ประเภทพระ โสดาบัน ๒. ประเภทพระสกทาคามี ๓. ประเภทพระอนาคามี และ ๔. ประเภทพระอรหันต์ เป็นต้น ผู้ใดรู้ แจ้งเข้าใจสัจธรรมท่ีมีอยู่โดยธรรมดาแห่งธรรมชาติผู้น้ันเป็นอริยะคุณธรรมหรือระดับจิตของอริยบุคคลที่ พัฒนาแล้วย่อมข้ึนอยู่กับผลที่ได้รับจากการปฏิบัติน้ันว่าสามารถขัดเกลากิเลส และสังโยชน์ ๑๐ ออกไป จากจิตใจหรอื ภูมขิ องจิตทแ่ี ตกต่างกนั ไปตามลำดบั อาจสรุปได้ว่ามีอยู่ ๔ ระดับ คือ ๑. โสดาบันบุคคล คือ เป็นอริยบุคคลประเภทแรกที่ได้สัมผัส กระแสพระนิพพาน พระโสดาบันสามารถละสังโยชน์ได้ ๓ คือ ๑) สักกายทิฎฐิ ความเห็นว่ามีตัวตน ๒) วิจิกิจฉา ความสงสัยในพระพุทธเจ้า ๓) สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในศีลพรต ๒. สกทาคามีบุคคล คือ ละกิเลสได้เหมือนพระโสดาบัน คือ สักกายทิฎฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่ทำ ราคะ โทสะ โมหะ เหลือบเบาบางยิ่งขึ้น ๓. อนาคามีบุคคลกำจัดสังโยชน์เบ้ืองต่ำได้ ๕ ประการ สักกายทิฎฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และละกิเลสได้เพิ่มขึ้นอีก ๒ อย่างคือ กามราคะและปฏิฆะ ๔. พระอรหันต์ละสังโยชน์ ท้ัง ๑๐ อยา่ ง ท้งั ทีเ่ ป็นสงั โยชนเ์ บอ้ื งสูง และสังโยชน์ทเ่ี ปน็ กิเลสอยา่ งละเอียด ทรงละไดห้ มดทุกประการ

ภาคผนวก ๑๑๖ รหสั ๒๒–๕๔ แบบบันทึกข้อมูลงานวทิ ยานิพนธ์ ชอ่ื วิทยานิพนธ์ ศึกษาการพฒั นาสตโิ ดยใช้หลักกายคตาสติในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท (A Study of the Development of Mindfulness with the Principle of Kāyagatāsati in ผูว้ ิจัย Theravada Buddhist Scriptures ) ปริญญา พระครนู วิ ิฐสาธุวตั ร (ทองล่า ยโสธโร) ปี ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปสั สนาภาวนา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วัตถุประสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน เอกสารและ ๑. เพือ่ ศึกษากายคตาสติทปี่ รากฏในคัมภรี ์พระพทุ ธศาสนาเถรวาท งานวิจยั ที่ ๒. เพ่อื ศึกษาการพฒั นาสตติ ามหลักกายคตาสติ เกย่ี วขอ้ ง ๑. กายคตาสติในคมั ภีร์พระไตรปิฎก ไดแ้ ก่ นิยามและความหมาย กายคตาสติในคัมภีร์ พระไตรปฎิ ก นยิ ามศัพท์ แนวทางการปฏบิ ตั กิ ายคตาสติ ๖ แบบ บทสรปุ เกีย่ วกบั กายคตาสติ ๒. การพัฒนาสติตามหลักกายคตาสติในมหาสติปัฏฐานสูตร ได้แก่ กายคตาสติในมหาสติปัฏฐาน วธิ ดี ำเนนิ การ สตู ร โครงสร้างการปฏิบัติกายคตาสตกิ รรมฐาน ลกั ษณะของกายคตาสติกรรมฐาน การพัฒนาสติ วิจัย ในการปฏิบตั ิกายคตาสติกรรมฐาน สถานทป่ี ฏิบตั ิกายคตาสติกรรมฐาน ๓. ผลของการพัฒนาสติต่อการบรรลุธรรม ได้แก่ หลักธรรมพื้นฐานกับการปฏิบัติกายคตาสติ สรุปผลการวจิ ัย กรรมฐาน พุทธบริษัทสมัยพุทธกาลท่ีปฏิบัติกายคตาสติกรรมฐาน การปฏิบัติกายคตาสติ กรรมฐานเปรยี บเหมอื นการอ้มุ บาตรบรรจุน้ามัน อานิสงสข์ องการปฏิบัติกายคตาสติกรรมฐาน ๑. การพัฒนาสติ หมายถึง การเจริญสติโดยกำหนดให้ทันปัจจุบันขณะ และรับรู้ความรู้สึกตามทวาร ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ให้กำหนดรไู้ ปตามจริงท่ีรบั รู้พร้อมกับกริ ิยาเคลื่อนไหวอ่ืนๆ โดย คมุ จติ ไว้กับส่ิงเก่ยี วข้อง เม่ือพัฒนาไดใ้ นระดับหน่ึงแล้วจะทาใหจ้ ิตมีความสวยงามไม่มีโทษและเป็น ตัวที่ทาให้ละการยึดตดิ ในความเป็นตัวตน ๒. กายคตาสติ หมายถึง การมีสติในการรับรู้ความเป็นไปของกายตามความเป็นจริง สติท่ีเป็นไปใน กาย สติที่พิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบ ซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด ไม่งาม น่า รังเกียจ เป็นของปฏิกูล ทำให้เกิดความรู้เท่าทัน ไม่หลงใหลมัวเมา เกิดความหน่ายหรือนิพพิทาไป ในทง้ั กายตนและผู้อ่นื การศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จะมุ่งเน้นเก่ียวกับหลักการพัฒนาสติในการ ปฏิบัติวิปัสสนาในมหาสติปัฏฐานสูตรซ่ึงมีเนื้อหาในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ ภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัยพุทธศักราช ๒๕๓๙ โดยศึกษาดังนี้ (๑) ศึกษาข้อมูลจากเอกสารด้านพระพุทธศาสนา เถรวาท ในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา รวมทั้งเอกสารวิชาการและรายงานการวิจัยท่ี เกีย่ วข้อง (๒) นำขอ้ มลู มาเรยี บเรยี งเสนอผู้เช่ียวชาญตรวจสอบความถกู ต้อง กายคตาสติเป็นหนง่ึ ในอนุสสติ ๑๐ ท่ีปรากฏในคมั ภีร์ทางพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยเรียงลาดับเนื้อหา ดังนี้ ๑ กายคตาสติท่ีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ คัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์วิสุทธิมรรคและคัมภีร์อื่นๆ พบว่า ๑) พุทธบริษัทผู้ปฏิบัติธรรมต้ังแต่อดีตถึงปัจจุบันล้วนมีความ แตกต่างกันท้ังในด้านร่างกายและจิตใจ ลักษณะที่สำคัญ คือ จิตใจ เป็นองค์ประกอบของพฤติกรรมท่ี พุทธบริษัทแสดงออก และจะพัฒนาจิต เพื่อบรรลุคุณวิเศษได้ในระดับใดดว้ ยเวลาเท่าใด หรือไมส่ ามารถ บรรลุคุณวิเศษได้ในภพนี้ ขึ้นอยู่กับ กำลังอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น กัลยาณมิตร การใคร่ครวญ

ภาคผนวก ๑๑๗ พิจารณาในคลองธรรม การเลือกวิธีปฏิบัติกรรมฐานท่ีเหมาะกับจริตของตน ความเพียรและอุปนิสัยใน การบรรลธุ รรม ๒) คำว่า “กาย” พระพุทธเจา้ ตรสั เรียกดว้ ยพระโวหารต่างๆ เพ่ือให้เหมาะสมแกโ่ อกาส และอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ท่ีทรงแสดงธรรมและตรัสสนทนาด้วย คำว่า “กาย” มีความหมาย ๓ ประการ คือ (๑) “กาย” แปลว่า ที่ประชุมแห่งของอันน่าเกลียดอย่างย่ิง คือ รูปกายทั้งหมดเป็นที่ ประชุมของอาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น (๒) “กาย” แปลว่า หมู่ หมายความว่าอวัยวะ นอ้ ยใหญ่ท้ังหลายมารวมกนั เป็นหมวดหมู่ เป็นกลมุ่ เปน็ ก้อนอยู่ในรปู กายนีท้ ้ังหมด นอกจากน้ียงั มหี มู่จิต เจตสิก รูป มาเกิดรวมกันอยู่ในกายนี้อีก กายน้ี จึงได้ช่ือว่า เป็นเมืองๆ หนึ่ง เรียกว่า กายนคร แปลว่า เมืองกาย (๓) “กาย” แปลว่า ทอง หมายความว่า เม่ือจิต เจตสิก รูป มารวม กันอยู่ในที่นี้แล้ว ก็เกิด เป็นกายสิทธิได้ จะแสวงหามนุษยสมบัติได้ เช่น บุคคลจะม่ังค่ังสมบูรณ์ด้วยปัจจัย ๔ มีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ท่ีอยู่ท่ีอาศัย ยาแก้ไข้ ต่างๆ จะมีเงิน มีทองมากมายก่ายกองเท่าไร ก็ต้องอาศัย สกลกายน้ีทั้งหมด รวมความว่าจะบริบูรณ์พูนสุขด้วยสมบัติภายนอกทุกๆ อย่าง ก็ต้องอาศัยสกลกายน้ี ทั้งหมด ๓) กายคตาสติ และกายานุปัสสนา คือ เป็นการปฏิบัติธรรมเพ่ือพัฒนาสติโดยใช้สติ พจิ ารณากายเป็นอารมณ์ ต้ังแต่เลือกสถานท่ีปฏิบัติเป็นที่สงบ สงัด ปราศจากส่ิงรบกวน เป็นต้นปรากฏ ในกายคตาสติสูตรมี ๖ แบบ ที่ได้อธิบายขยายความถงึ การพิจารณากำหนดลมหายใจเข้าออก พิจารณา อริ ยิ าบถของกาย พจิ ารณารตู้ ัวในความเคล่ือนไหว พิจารณาความน่าเกลียดของร่างกาย ซ่ึงแบ่งออกเป็น ส่วนยอ่ ยต่างๆ พจิ ารณาร่างกายโดยความเป็นธาตุ และพจิ ารณาร่างกายที่เป็นซากศพ และทรงแสดงการ เจริญในฌานต่างๆ กายคตาสติที่ทรงแสดงในพระสูตรต่างๆ เป็นการแสดงตามอัธยาศัยของบุคคลท่ี พระองคท์ รงประสงค์จะแสดงธรรม บางพระสูตรตรัสไว้อยา่ งย่อ โดยขั้นตอนระหวา่ งกลางไม่ไดท้ รงแสดง ไว้ในท่ีน้ันด้วยเนื่องจากทรงแสดงไว้แล้วในพระสูตรอ่ืน หรือไม่จำเป็นต้องแสดงละเอียดทั้งหมดใน ขณะนั้น เช่น การแสดงสติปัฏฐานมีผลถึงพระอรหัตผล ก็ทรงละโพธิปักขิยธรรมไว้ ไม่ได้แสดงโดย ละเอียดว่าต้องเป็นไปตามโพธิปักขิยธรรมด้วยในสูตรท่ีว่าด้วยสติปัฏฐานโดยเฉพาะการแสดงว่า กายค ตาสติ นั้นมีผลถึงพระนิพพานก็ทำนองเดียวกัน มีอีก หลายขั้นตอนต่อจากกายคตาสตินั้น กว่าจะถึง นิพพาน ที่จริงแล้วทุกสูตรย่อมไม่มีการขัดแย้งกัน ๔) การปฏิบัติกายคตาสติกรรมฐาน ประกอบด้วย การปฏิบัติ ๔ ตอน ตอนแรก เป็นขั้นเตรียมการ คือ การเลือกสถานที่อันสมควร การตัดปลิโพธิ การ เลือกหาอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร การเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน เป็นผู้มีศีล มีจิตบริสุทธิ์ ตอนที่ ๒ เริ่มลง มือปฏิบัตดิ ้วยการน่ังขัดสมาธิ ต้ังกายตรง ดำรงจิตให้ม่ัน เจริญอานาปานัสสติ ต้ังสติสาธยายอาการ ๓๒ ด้วยความเพียร มีอาการ ๓๒ เป็นอารมณ์ เกิดจิตเป็นสมาธิม่ันคง มีอารมณ์หน่ึงเดียว อดทนต่อความ ร้อนหนาว อดกล้ันต่อทุกขเวทนา ตอนที่ ๓ กำหนดพิจารณาอาการ ๓๒ เป็นส่วนๆ แล้วกำหนด พิจารณาร่างกายเป็นธาตุ ๔ เจริญอสุภสัญญา เห็นความไม่สวยงาม น่ารังเกียจเป็นส่ิงปฏิกูล ทำให้เกิด ความเบ่อื หน่ายอยา่ งท่สี ุด คลายกำหนัด ละราคะ ดบั กิเลสหมดสิ้นตอนสดุ ท้าย เม่ือจิตหลุดพน้ จาก อาสวะดว้ ยปัญญา ให้พิจารณาเห็นความเกิดขนึ้ ตงั้ อยู่ และดับไปเป็นความไม่เท่ยี ง เปน็ ทุกข์ เปน็ อนัตตา เขา้ ถงึ ความเป็นอมตะ คอื นพิ พาน ๕) การพัฒนาสตติ ามหลักกายคตาสติกรรมฐาน เบื้องตน้ ของการ ฝึก กำหนดสติไวท้ ่ีลมหายใจบ้าง พองยุบบ้าง กายบ้าง อิริยาบถการเคลื่อนไหวบ้าง ความนึกคิดบ้าง คำ บริกรรมบ้าง เป้าหมายของการภาวนา คือการพัฒนาสติ อาการของสติ คือ เม่ือระลึกได้จะเกิดสภาวะ รู้ ต่ืน เบิกบาน เม่ือเราฝึกใช้สติเฝ้าดูกาย จะเหน็ ความรู้สึกและความคิดดว้ ย หรอื เม่ือเราฝึกใช้สติเฝ้าดู ความคิด กจ็ ะเห็นกายและความรู้สึกด้วย ฉะนั้น กาย เวทนา จติ ธรรม จึงเป็นหน่งึ เดียว ในเบื้องต้นของ การฝึกปฏิบัติจำเป็นต้องฝึกปฏิบัติเฝ้าดูทีละอย่าง แต่เม่ือสติเริ่มต้ังมั่นแล้ว สามารถฝึกสติเฝ้าดูกาย เวทนา จิตและธรรมไปพร้อมๆ กัน ฉะน้ัน โยคีผู้ปฏิบัติที่ฝึกปฏิบัติมาพอสมควรแล้ว ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์

ภาคผนวก ๑๑๘ ว่าจะต้องกำหนดอะไรก่อนหลัง หรือมีกฎเกณฑ์ว่ากำหนดแต่อิริยาบถอย่างเดียว หรือกำหนดเฝ้าดูจิต หรอื ความคดิ อย่างเดียว แตค่ วรจะไดพ้ ัฒนาสติใหส้ ามารถรู้ตัวท่ัวพรอ้ มจนถึงรทู้ ั่วถงึ คอื ให้รทู้ ุกอย่างท้ัง กาย เวทนา จิต และธรรมไปพรอ้ มๆ กัน เบื้องต้นเมอื่ ฝกึ กำหนดรู้อยู่ท่ีอารมณ์เดียว ก็ได้สติในระดับหน่ึง พอสามารถกำหนดรู้มากอย่างหรือหลายอย่างมากขึ้น สติก็จะย่ิงพัฒนาได้มากย่ิงข้ึน จนในท่ีสุดไม่ต้อง กำหนด แต่สามารถรู้ได้แบบทั่วถึง คือเห็นกาย เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมๆ กัน น่ันแหละคือการ พฒั นาสติให้เข้มแขง็ และให้วอ่ งไว เมื่อเหน็ ได้ท่ัวถึง จติ กจ็ ะเข้าสู่ภาวะเป็นกลางๆ และเริ่มคลายความยึด ม่ันหรือผูกพันในร่างกาย จิตเริ่มเป็นอิสระและเกิดภาวะต่ืน รู้ และเบิกบานอยู่เสมอ อย่างน้ีแหละ คือ การฝึกสติที่มีการพัฒนาจากเร่ิมต้นรู้ จากการกำหนดอย่างเดียว จนกระท่ังมีสติรู้ ในการกำหนดหลาย แบบหลายอย่างและสามารถสลับไปสลับมาได้ จนทำให้การรู้น้ันกว้างขวางขึ้นและเป็นธรรมชาติขึ้น จึง สามารถท่ีจะดารงสติต่อเน่ืองได้ง่ายในการดำเนินชีวิตประจาวัน เทคนิคของการสลับไปสลับมาของสติ จึงควรนาไปฝึกเพื่อให้สติต้ังมั่นและพัฒนาขึ้น ต่อเนื่องข้ึน และใชใ้ นชีวิตประจาวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ การกำหนดในการฝึกสติ คือสมาธิ และการกำหนดในการฝึกสมาธิ คือสติ ปัญญาเกิดจากการรอบรู้และรู้ รอบของสต ๖) สมถะทเี่ ปน็ บาทของวิปัสสนา คือการเจริญกายคตาสติ ฝ่ายสมถกรรมฐานจนได้ฌาน แล้ว จติ อาจมีความสุข มีความสงบ นิวรณ์ทั้งหลายระงับไปก็จรงิ ที่เป็นเชน่ นี้ เพราะว่าถูกสมาธิข่มไว้ แต่ กิเลสทั้งหลายโดยเฉพาะสังโยชน์ท้ัง ๑๐ ยังอยู่ครบหมดทุกประการ เมื่อเจริญสมถะจนได้ฌาน ตั้งแต่ ปฐมฌานจนถึงอากิญจัญญายตนฌานแลว้ ก็ใช้สมาธินนั้ เป็นบาทฐาน เพ่ือเจรญิ วิปสั สนาตอ่ ไป คือ เม่อื จิต เป็นสมาธิดีแล้ว จากนั้นก็พิจารณาสมถะหรือสมาธิกับท้ังสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดที่ประกอบร่วมกับสมาธิน้ัน ให้ เห็นสภาวะที่เป็นของไม่เท่ียงเป็นต้น จนอริยมรรคเกิดข้ึน โดยจะอยู่ในฌานแล้วเจริญวิปัสสนา หรือ ออกจากฌานแล้วเจริญวิปัสสนาก็ได้ แต่ถ้าฌานสูงสุดคือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และสัญญา เวทยิตนิโรธ (นิโรธสมาบัติ) ต้องออกจากฌานก่อน แล้วจึงเจริญวิปัสสนาได้ ดังนั้น สมาธิที่เป็นบาทฐาน ของวิปัสสนา จงึ เปน็ สมาธิทีเ่ ลิศประเสริฐสดุ เพราะช่วยให้บรรลุธรรม หรือชว่ ยให้ปัญญากำจัดกเิ ลสหลุด พ้นได้ เรียกว่า สมาธิที่เป็นองคม์ รรค หรือสมาธิในมรรค (มคั คสมาธิ) สมาธปิ ระเภทนี้ เรียกว่า อานนั ตริก สมาธิ แปลว่า สมาธทิ ่ีให้ผลต่อเนื่องในทันที คือทาให้บรรลุอรยิ ผลทันทีไม่มีอะไรคั่นหรือแทรกระหว่างได้ ๗) พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัท ให้เจริญกายคตาสติกรรมฐาน เพ่ือการอบรมจิตให้มีอารมณ์เดียว (มีสมาธิ) ด้วยการมีสติม่ันอันเป็นการพัฒนาสติไปในตัวด้วย พิจารณาความไม่งามความเป็นส่ิงปฏิกูล และความแปรผันของสังขาร ให้เกิดความเบ่ือหน่าย คลายกำหนัด ทำให้ราคะดับ ไม่ฟุ้งซ่าน ก้าวพ้น ตัณหา และได้ตรัสว่า ภิกษุผู้เจริญกายคตาสติมาก ย่อมมีกายและจิตสงบ เกิดกุศลธรรม ละอกุศลธรรม ละความสำคัญในตน ถอนอนุสัย ละสังโยชน์ มีความแตกฉานในปัญญาและธาตุ บรรลุอมตธรรม เพื่อ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ นิพพาน กายคตาสติเป็นธรรมอันเป็นเอก เป็นมรรคแห่งวิปัสสนา และเป็นส่ิงท่ี ภิกษุพึงปฏิบัติ เพื่อท่ีจะไม่ทาให้การถวายบิณฑบาตของชาวบ้านสูญเปล่า ๘) พุทธบริษัทผู้ปฏิบัติ กายคตาสติกรรมฐาน ย่อมอยู่เป็นสุขในปัจจุบันด้วยฌาน ได้ ญาณทัสสนะ ได้ในสิ่งท่ีต้องการโดยไม่ ยากลำบาก เป็นผู้มีจติ มั่นคง ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดี ความไม่ยินดี ส่ิงที่เป็นภัยอันตราย หรือความ หวาดกลัว แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ และมีปัญญาหลุดพ้นจากกิเลส และ กองทุกข์ได้ ๙) อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติกรรมฐาน พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงอานิสงส์ คือ ผล พึงได้รับจากการปฏิบัติกายคตาสติกรรมฐานอย่างม่ันคงสม่ำเสมอว่า กายคตาสติอันภิกษุเสพแล้ว โดยมาก เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทาให้เป็นดุจยานแล้ว ทาให้เป็นพ้ืนที่ต้ังแล้ว ให้ดารงอยู่เนืองๆ แล้ว อบรมแล้ว ปรารภสม่ำเสมอแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๐ ประการน้ี คอื มีเป็นผอู้ ดกลั้นตอ่ ความไม่ยินดแี ละ ความยนิ ดีได้ ไม่ถกู ความไม่ยินดคี รอบงา ยอ่ มครอบงาความไมย่ ินดที ่เี กดิ ขน้ึ แลว้ ได้ เปน็ ต้น

ภาคผนวก ๑๑๙ ขอ้ เสนอแนะ แนวทางการปฏิบตั ิกายคตาสตกิ รรมฐานเพื่อพัฒนาสติทป่ี รากฏในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า พระพทุ ธเจา้ ตรสั แนะนาใหป้ ฏิบัติไปตามลาดับ ดังนี้ ๑) เร่มิ จากดำรงตนอยใู่ นศีล สงั วรในปาฏิ โมกข์ มีความประพฤติเพียบพรอ้ มด้วยกุศลกรรมบถ ไมล่ ่วงละเมิดผู้อ่นื ทางกาย ทางวาจา และทางใจ มี ความสำรวมระวังในศีลท้ังปวง ไม่เล้ียงชีพด้วยมิจฉาอาชีวะ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงตำหนิ ไม่เที่ยวไปยัง สถานที่ที่ไม่สมควรเที่ยวไป ไม่คลุกคลีกับบุคคลที่ไม่สมควรคลุกคลีด้วย และไม่คบหากับตระกูลที่ไม่ สมควรคบหาเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ท้ังหลาย ๒) ตัดปลิโพธไม่ให้ค้างไว้ในจิตใจ ๓) เลือกสถานที่ที่เหมาะกับการปฏิบัติกรรมฐานของตน ๔) เข้าหา กัลยาณมิตรผู้มีคุณสมบัติท่ีจะให้กายคตาสติกรรมฐาน ๕) รับเอากายคตาสติกรรมฐานนั้นมาปฏิบัติ ด้วยหลักอิทธิบาท ๔ ในความดูแลของอาจารย์ผู้บอกกรรมฐาน จนกว่าจะเกิดความชำนาญ และบรรลุ เป้าหมายท่ีตอ้ งการ ๖) พุทธบริษัทในสมยั พุทธกาล ผูบ้ รรลอุ รหัตผล มักจะปฏิบัติกายคตาสติเป็นมรรค ท้งั สิ้น ที่ปรากฏเป็นข้อความชัดเจนในพระไตรปิฎก ได้แก่ พระมหากัสสปะเถระ พระมหากาลเถระพระ จนั ทาภเถระ พระจิตตหัตถเถระ พระราหุลเถระ ภิกษุณีมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ พระโสณาเถรี พระสุเมธาเถรี เป็นต้น คำว่า กาย กรรมฐาน สมาธิ กายานุปัสสนา กายคตาสติโดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาสติโดยปฏิบัติ กายคตาสติ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนาให้ปฏิบัติเน่ืองๆ เพ่ือให้เกิดความ เบ่อื หน่ายอย่างท่ีสุด คลายกำหนัด ละราคะ ดบั กิเลส หมดส้ินอาสวะ เกิดความสงบ ร้ชู ัด รู้ยง่ิ พรอ้ มทจี่ ะ ใช้ปญั ญาพิจารณาสงิ่ ต่างๆ ตามความเป็นจริง ผวู้ ิจยั ไดน้ าเสนอข้อมูลไว้ในงานวจิ ยั ช้ินน้อี ย่างละเอียดแล้ว สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้

ภาคผนวก ๑๒๐ รหัส ๒๓–๕๔ แบบบนั ทกึ ข้อมูลงานวิทยานิพนธ์ ชอื่ วิทยานิพนธ์ ศึกษาศรัทธาในการปฏบิ ตั ิวิปัสสนาภาวนาตามแนวสตปิ ัฏฐาน ๔ (A Study of Faith in Insight Meditation Practice According to the Four Foundations of ผวู้ จิ ยั Mindfulness) ปริญญา พระชยั พร จนทฺ วโํ ส (จนั ทวงษ์) ปี พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยามลัยมหาจุฬาลกรณราชวทิ ยาลัย วัตถุประสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพอ่ื ศกึ ษาศรัทธาที่ปรากฏในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท เอกสารและ ๒. เพอื่ ศึกษาศรทั ธาในการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา งานวิจยั ที่ ๑. ศรัทธาที่มีปรากฏในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ความหมายของศรัทธาโดยทั่วไป เก่ยี วขอ้ ง ศรัทธาที่มีปรากฏในหลักธรรมใน พระพุทธศาสนา ประเภทของศรัทธา บ่อเกิดศรัทธา หน้าที่ของ นยิ ามศัพท์ ศรัทธา ความสำคัญของศรัทธา ทศั นะบุคคลเก่ียวกบั ศรัทธา ๒. หลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ ความหมายวิปัสสนาภาวนา ประเภทของวิปัสสนา วิธีปฏิบัติ วิธีดำเนนิ การ วปิ ัสสนา วิจยั ๓. ศรัทธาในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ องค์ธรรมของศรัทธา ปทัฏฐานสัทธาพละ พิจารณา สรุปผลการวจิ ยั สัทธินทรยี ์ให้เป็นศรทั ธาพละ ศรทั ธาในโพชฌงค์ ๑. ศรทั ธา หมายถึง ความเชอ่ื ที่มเี หตมุ ีผล ม่ันใจในหลักท่ีถือและในการดีที่ทำ ๒. วิปัสสนาภาวนา หมายถงึ ปัญญา ทเ่ี หน็ สภาวธรรมรปู สภาวธรรมนามหรือ รูปนาม ๓. สติปัฏฐาน หมายถึงฐานท่ีตั้งของสติ หรือฐานที่รองรับการกำหนด การระลึก การตามรู้สภาวธรรม อารมณ์ ณ ปจั จบุ นั ๔. สัมปชัญญะ คือ ความรู้ท่ัวพร้อม รู้รอบคอบ รู้ตัวเสมอ รู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ จึงมีส่วนท่ีเป็นการ เคลื่อนไหว และ นาม คอื จติ ทท่ี าให้เกดิ การเคล่อื นไหวในอริ ยิ าบถตา่ ง ๆ ๕. อินทรีย์ แปลว่า เป็นผู้ปกครอง หมายความว่า สามารถทาให้สภาวธรรมท่ีเกิดข้ึนพร้อมกันกับตนนั้น ต้องเป็นไปตามอำนาจของตน ความเป็นใหญ่ หรือเป็นผู้ปกครองในสภาวธรรมท่ีเกิดร่วมกันกับตน หรอื เป็นใหญใ่ นกจิ การนน้ั ข้อมูลในพระไตรปิฎก ๒ ฉบบั คอื พระไตรปิฎกเถรวาทฉบบั ภาษาไทยของมหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราช วิทยาลัย และพระไตรปิฏกพร้อม อรรถกถาแปล ชุด ๙๑ เล่ม ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๒๕ ฎีกาปกรณ์วเิ สสอนื่ ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง ศรัทธา หมายถึง ความเช่ือ ซึ่งมีความแตกต่างจากศรัทธาในความหมายโดยท่ัวไป ในคัมภีร์ พระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงศรัทธาไว้ ๒ อย่าง คือ (๑) ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา และ (๒) ศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งในศรัทธา ๒ อย่างนั้น ศรัทธาอย่างท่ี (๒) ศรัทธาชนิดนี้เป็นศรัทธาใน ปัญญาของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะพัฒนาคนให้เป็นอริยะได้จริง ในงานวิจัยน้ีพบศรัทธามี ๓ ระดับจัดเป็นในศรัทธา ระดับภาวนามยปัญญา หมายถึง ศรัทธาจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ จนเกิด ปญั ญารแู้ จง้ ในรปู นามตามความเป็นจรงิ เรียกว่า วปิ ัสสนา สว่ นในด้านการเจริญวิปัสสนาภาวนาในช่วงแรกอัน หมายถึง ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นวิปัสสนา ญาณออ่ นๆ อยู่ เพง่ิ เร่ิมเกดิ ปัญญา ศรทั ธานี้ หมายถงึ อธิโมกข์ ที่เป็นความปักใจเช่อื อย่างแรงกล้า เพราะไม่ เคยพบ เมื่อเกิดปัญญาหยั่งรู้ในรูปนามโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนยาก และ ความไม่มีตัวตน

ภาคผนวก ๑๒๑ ความจริงศรัทธา กับ อธโิ มกขค์ วามแตกตา่ งกันท้ังโดยความหมาย องคธ์ รรมและเหตุทท่ี าให้เกิด คือ ตวั หนึ่ง เป็น สัทธาเจตสิก หมายถึง ความผ่องใสในกุศลธรรมคุณงามความดีโดยเฉพาะเชื่อม่ันในพระรัตนตรัย โดยองค์ธรรม คือ สัทธาเจตสิกคือเชื่อส่ิงท่ีควรเช่ือในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น เหตุที่ทำให้ศรัทธาชนิดนี้ เกดิ ข้ึน คือ การคบสัตบุรษุ การฟังพระสทั ธรรม การใส่ใจในธรรมดงั กล่าว การนอ้ มเอาหลกั ธรรมดังกลา่ ว มาพิจารณา การปฏิบัติตามหลักธรรม ดังกล่าว ตามโอกาสวันเวลาและสถานที่จะเอ้ืออานวย ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีนโยบายเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้มาปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เช่น มีการจัดโครงการ อบรมวิปัสสนาภาวนาในลักษณะ ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน เพื่อสนองนโยบายของสานักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ ถือประเทศเรายังเป็นปฏิรูปเทสวาโส ตามหลักในมงคล ๓๘ ประการ อีกตัวหน่ึงเป็นอธิโมกข์ หมายถึง การตัดสินใจเชื่อ เปน็ สภาวะทีเ่ ชอ่ื มั่นในคุณงามความดีทกุ อย่าง เพราะเป็นศรัทธาท่ีอยู่ในกล่มุ ของ เจตสิกทดี่ ีงาม มคี วามเชื่อในศลี สมาธิ และปัญญา ในความเช่ือท้ังสองประการดังกล่าวนั้น ความเชื่อท่ีประกอบด้วยปัญญาจุดท่ีมีความสำคัญของ ศรัทธา คือ การพัฒนาไปสู่ความพ้นทุกข์ คือ ต้องประกอบด้วยสติปัฏฐาน ๔ เพราะเป็นแนวทางในการ แก้ไขปัญหาเร่ืองความเชื่อที่หลงงมงายต่างๆ นานา ด้วยเหตุน้ี ผู้ปฏิบัติท้ังหลายพึงเจริญในหลักสติปัฏฐาน ๔ จะเข้าถึงสภาวะของความเชื่ออย่างพระอรยิ เจ้า คือ พระโสดาบนั แตย่ ังไมพ่ ้นทุกข์ ถา้ อยากพน้ ความทกุ ข์ จริงๆ ต้องปฏิบัติจนสามารถทำลาย อุปาทานขันธ์ ๕ โดยเพราะการเจริญศรัทธาตามหลักโพชฌงค์ คือ ประกอบด้วยอาตาปี คือ เพียรเผากิเลส ด้วยอำนาจขณิก สมาธิ (วปิ ัสสนาขณิกสมาธิ) ตรงกับ อธจิ ิตตสิก ขา สัมปชาโน ความรู้ตัวทั่วพร้อม (นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้น จนเห็นพระไตรลักษณ์ปรากฏ คือ เห็น ความเกิดดับของรูปนามเปน็ ตน้ ไป) ตรงกับอธิปัญญาสิกขา และ สติมา (การระลกึ รูร้ ปู นามปจั จุบัน ในหมวด กาย คือ อานาปานะ อิริยาบถ สัมปชัญญะ ธาตุมนสิการ จนเห็นอาการของรูปนามดังกล่าว) ตรงกับอธิสี ลสกิ ขา เพราะกำหนดรู้อินทรียส์ ังวรศีล ความเจริญก้าวหนา้ ในการปฏบิ ัติกรรมฐานนั้นอาศยั องค์ประกอบ หลัก คือ ศรัทธา ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติควรมีความเช่ือม่ันในพระสัทธรรม ๓ ประการ คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา เม่ือปฏิบัติตามหลักดังกล่าวด้วยศรัทธาแล้วย่อมพบความพ้นทุกข์ได้ เพราะ มีศรัทธาท่ีไม่สั่นคลอน ในพระรัตนตรัย

ภาคผนวก ๑๒๒ รหสั ๒๔ – ๕๔ แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู งานวทิ ยานิพนธ์ ช่อื วิทยานิพนธ์ ศึกษาอริยมรรคในการปฏิบัตวิ ปิ สั สนาตามหลักสตปิ ฏั ฐาน ๔ (A Study of the Noble Path (Ariyamagga) in Vipassanā Meditation in according to the ผู้วจิ ยั Four Foundations of Mindfulness) ปริญญา พระอำนาจ ขนตฺ โิ ก (ภาคาหาญ) ปี พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวปิ สั สนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วัตถุประสงค์ ๒๕๕๔ ๑. เพ่อื ศึกษาอรยิ มรรคในคัมภีร์พระพทุ ธศาสนาเถรวาท การทบทวน ๒. เพื่อศึกษาอริยมรรคในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในคัมภีร์ของ เอกสารและ พระพทุ ธศาสนาเถรวาท งานวิจยั ที่ ๑. อริยมรรคในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ความหมายของอริยมรรคมีองค์ ๘ ความ เกย่ี วข้อง เป็นมาของอริยมรรคมีองค์ ๘ ความสำคัญของอริยมรรคมีองค์ ๘ หลักธรรมในอริยมรรคมีองค์ นยิ ามศัพท์ ๘ สติปัฏฐาน ๔ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ อรยิ มรรคในไตรสิกขา ผลของการปฏิบตั ิอรยิ มรรคมีองค์ ๘ ๒. การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ความหมายของวิปัสสนา ความหมายของ ภาวนา ความหมายของสติปัฏฐาน ๔ มหาสติปัฏฐานสูตรในพระไตรปิก การปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตา นุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) วิปัสสนาภูมิ ๖ หลักธรรมท่ีเก้ือหนุนในการ ปฏิบัติวิปัสสนา วิธีกำหนดรู้รูปนามตามหลักสติปัฏฐาน ๔ อานิสงส์ของการปฏิบัติตามหลักสติ ปัฏฐาน ๔ ๓. ศึกษาอริยมรรคในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ความสัมพันธ์ของ อริยมรรคกบั สติปฏั ฐาน ๔ (สงเคราะห์อริยมรรคเข้าในสติปัฏฐาน ๔ สงเคราะห์อริยมรรคเข้าใน สิกขา ๓) อริยมรรคกับอริยสัจ ๔ ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลัก อรยิ มรรค การเกดิ ขนึ้ ของวปิ สั สนามรรค ๑. อริยมรรค หมายถึง ทางอันประเสริฐทางดำเนินของพระอรยิ ะ ญาณอันใหส้ ำเรจ็ ความเป็นอรยิ ะ มี ๔ คือ โสดาปตั ติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค ๒. วิปัสสนา หมายถึง ปัญญากำหนดเห็นพระไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เป็นไปเพอื่ การปฏบิ ตั ิให้หลุด พน้ จากอาสวะกเิ ลส ๓. ภาวนา หมายถึง การทำให้เจริญ คือ ธรรมเป็นเครื่องให้กุศลธรรมทั้งหลายเกิดมี คือเสพคุ้น ไดแ้ ก่ ทากุศลธรรมทง้ั หลายให้เจรญิ แห่งชน ๔. วปิ ัสสนาภาวนา หมายถงึ อุบายเรืองปัญญา การฝึกจิตให้เห็นแจง้ เห็นตรงต่อความเป็นจริงของ สภาวธรรมที่ตั้งแห่งการงานของจติ อันเห็นแจ้งวิเศษ กรรมฐานอันเปน็ อุบายเรืองปัญญามีอารมณ์ เป็นปรมัตถ์ ๕. สติ หมายถึง ความระลึกได้ อันไดแ้ ก่ ความนึกได้ ความระลกึ ไว้ได้ ความระลกึ ไดอ้ ยู่ อาการท่ี ระลกึ ขึ้นได้ ความทรงจาไวไ้ ด้ ความไม่หลงลืม สตินั้นมีลักษณะเตอื นใจให้ระลกึ ได้ ช่วยให้ไม่ หลงลืม ๖. สติปัฏฐาน หมายถึง ธรรมเป็นที่ตง้ั แห่งสติ หรือการปฏิบัติทม่ี ีสติเป็นประธานหมายถึง วธิ ีพฒั นา

ภาคผนวก ๑๒๓ วิธดี ำเนินการวิจัย สติของมนุษย์ เป็นหลกั ในการพัฒนาจิตของมนุษย์ เพ่ือใหม้ นุษยพ์ ้นจากความทุกขใ์ นระดับต่างๆ สรปุ ผลการวิจัย จนถึงพน้ จากความทุกขโ์ ดยส้ินเชิง “ธรรมชอ่ื วา่ ปฏั ฐาน เพราะแล่นเขา้ ไปต้งั อยใู่ นอารมณ์ ท้งั หลายมีกายเป็นต้น ปฏั ฐานก็คอื สตนิ ่นั เอง จงึ ได้ชอ่ื ว่า สตปิ ฏั ฐาน ๗. โยคาวจร หมายถึง ผู้หย่ังลงสู่ความเพียร ผูป้ ระกอบความเพียร ผเู้ จริญภาวนา คือผ้กู ำลังปฏิบัติ สมถกัมมฏั ฐานหรอื วิปัสสนากัมมฏั ฐาน การวิจัยงานเอกสาร ข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๑) ศึกษาเนื้อหาอริยมรรค และการ ปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อ่นื ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง (๒) นำข้อมูลที่ไดศ้ กึ ษามาเรยี บเรยี ง บรรยายเชิงพรรณนา การศึกษาอริยมรรคในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ท่ีปรากฏในคัมภีรพ์ ระไตรปฎิ ก พบว่า หลักธรรมท่ีเป็นแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ สามารถเข้าถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ และสามารถบรรลุมรรคญาณ ผลญาณ และนิพพานได้ในท่ีสุด อริยมรรค คือ ทางอันประเสริฐ หรือทางดำเนินของพระอริยะ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมา สังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (เพียรชอบ) ๗. สมั มาสติ (ระลึกชอบ) ๘. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตม่ันชอบ) สติปฏั ฐาน แปลว่า ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ หมายถึง อารมณ์ของสติ ได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม มี หลักปฏิบัติดังน้ี ๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกได้ ๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกาจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๔) พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู่ มีความเพยี ร มีสัมปชญั ญะ มสี ติ พึงกา จัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ สติปฏั ฐาน ๔ เป็นหนทางสายเดียวท่ีจะนาพาผู้ปฏิบัติให้ถงึ ที่สดุ แห่ง ทุกข์ได้ ดังพระพุทธดำรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพ่ือความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อ ล่วงโสกะและปริเทวะ เพ่ือดับทุกข์และโทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรม เพ่ือทาให้แจ้งนิพพาน ทางน้ีคือ สติปฏั ฐาน ๔ ประการ องค์ธรรมท่เี ป็นเครอื่ งเกื้อหนุนใหก้ ารเจรญิ สติปัฏฐานสำเร็จ คือ อาตาปี ความ เพยี รเผากิเลส สัมปชาโน มีปญั ญาหย่ังเหน็ สติมา มสี ติ ความสัมพันธ์กันของหลักอริยมรรคกับสติปัฏฐาน คือ เป็นข้อปฏิบัติที่เก่ียวเน่ืองกัน อิงอาศัย กัน เป็นแนวทางเดียวกัน กล่าวคือ อริยมรรคเป็นข้อปฏิบัติใหญ่ท่ีเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติ อันเป็นทางสายกลาง โดยวิธีการปฏิบัติ คือปฏิบัติในสติปัฏฐาน ๔ เพราะต้องอาศัยกาย เวทนา จิต และธรรม เปน็ อารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา อริยมรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์เข้าในสตปิ ัฏฐาน ๔ และสงเคราะห์เข้าในไตรสิกขา จากสงเคราะห์ดังกล่าวทาให้ทราบว่า การเจริญสติปัฏฐานเท่ากับ เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะ โลกุตตรมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนประตูพระนครหลวง กาย เป็นต้น เหมือนทิศตะวันออก เป็นต้น และผู้ปฏิบัติธรรม เม่ือมาด้วยเจริญ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยวิธี ๑๔ อย่างแล้ว จะไปสู่ท่ีเดียวกัน คือ พระนิพพาน ด้วยอริยมรรคที่เกิดข้ึนด้วยอานุภาพของกา ยานุปัสสนา เหมือนคนท้ังหลายท่ีมาจากทิศตะวันออก ถือเอาส่ิงของที่มีข้ึนทางทิศตะวันออกแล้ว ก็ เขา้ ถงึ พระนครได้เหมอื นกันทางประตู ทศิ ตะวันออกได้ฉะน้ัน เพราะ อริยมรรคมีองค์ ๘ กับสติปัฏฐาน ๔ มีความสอดคล้องกัน ดังนั้นเมื่อมีการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ก็ย่อมจะสามารถเกิดมรรคมีองค์ ๘ ได้ เพราะว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ น้ันปรากฏในสติปัฏฐานหมวดธัมมานุปัสสนาว่าด้วยเร่ืองสัจจะ ๔ คือ มรรคสจั เมือ่ มรรคสจั ปรากฏกเ็ ทา่ กับว่า วปิ ัสสนาญาณได้ปรากฏข้นึ เชน่ กนั โดยเฉพาะมรรคญาณเป็น หลักฐานชี้ให้เห็นว่า การปหานกิเลสในมรรคญาณ คือ อรหัตตมรรคญาณ นั้น คือ ตัวดับตัณหา คือ

ภาคผนวก ๑๒๔ สมทุ ัยสัจ การเจริญสติปฏั ฐาน หมวดจตุสจั จกรรมฐาน (กรรมฐานท่ีทำใหแ้ ทงตลอดสัจจะ ๔ เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา (การเจริญวิปัสสนา) เพราะเป็นบุรพภาคมรรค (หนทางเบ้ืองต้นในการบรรลุโล กุตตรธรรม) ซึ่งการเจริญสติปัฏฐานต้องมี วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ คือ วริ ิยะ ได้แก่ สัมมาวายะ สติ ได้แก่ สัมมาสติ สมาธิ ได้แก่ สัมมาสมาธิ จัดเป็น สมาธิขันธ์ สงเคราะห์ เข้าในอาตาปี ในสติปัฏฐาน ปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ จัดเป็น ปัญญาขันธ์ สงเคราะห์เขา้ ในสัมปชาโน ในสติปัฏฐาน ส่วนมรรค อีก ๓ ประการ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเป็นสีลขันธ์ สงเคราะห์เข้าในสติมาใน สติปัฏฐาน ผู้ปฏิบัติธรรมจาต้องรักษาให้ บริสุทธิ์ก่อนเร่ิมปฏิบัติธรรม สัมมาวาจาเป็นต้นเป็นอริยมรรคที่เกิดขึ้นก่อน เพราะผู้ปฏิบัติธรรมได้ สมาทานศีลก่อนการปฏิบัติ เพื่อให้ความประพฤติทางกายและวาจาบริสทุ ธ์ิ ส่วนอรยิ มรรคอีก ๕ อย่าง อนื่ เป็นสงิ่ ทผี่ ปู้ ฏิบตั ิธรรมสง่ั สมอบรมในเวลาเจรญิ วิปัสสนา เมอื่ เป็นดงั นี้ เขาได้ชื่อวา่ เจริญอรยิ มรรคมี องค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ในขณะท่ีปฏิบัติธรรมซึ่งการเจริญสติปัฏฐาน คือ การเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือเจริญมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง) เมื่อผู้ ปฏิบัติธรรมดำเนินไปตามทางสายกลางนี้เช่นนี้ แล้วต้ังสติระลึกรู้สภาวธรรม (รูปนาม) ปัจจุบันท่ี ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ จะเห็นทุกส่ิงตามความเป็นจริง เกิดญาณปัญญาที่รู้แจ้งนิพพาน สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ ๒ องค์นี้ สงเคราะห์ด้วยวิปัสสนา ยาน (พาหนะ) เคร่ืองนำไป คือ วิปัสสนา ที่ เหลอื อีก ๖ องค์สงเคราะหด์ ้วยสมถะ ยาน (พาหนะ) เครื่องนำไปคือ สมถะ พระอริยสาวกท่านเว้นสว่ น ๒ คือ เว้นกามสขุ ัลลิกานุโยค ดว้ ยวิปสั สนายาน และเวน้ อัตตกิลมถานุโยค ด้วยสมถะยาน ดำเนินไปยัง มัชฌิมาปฏิปทา คือทาง สายกลาง ทำลายกองโมหะด้วยปัญญาขันธ์ ทำลายกองโทสะด้วยสีลขันธ์ ทำลาย กองโลภะด้วยสมาธิขันธ์ ถึงปัญญาสัมปทาด้วยอธิปัญญาสิกขา ถึงสีลสัมปทาด้วย อธิสีลสิกขา ถึงสมาธิสัมปทาด้วยอธิจิตตสิกขา ทันทีท่ีถึงพร้อมด้วยสิกขา ๓ นี้ แจ้งซึ่ง พระนิพพาน ในการปฏิบัติ พบว่า มรรคญาณที่มนี ิพพานเป็นอารมณ์ คือ เห็นอริยสัจ ๔ อย่างแจ่มแจ้ง เปน็ ภาวนามยปัญญา ซ่ึง มุ่งหมายไปท่ีเห็นความดับแห่งทุกข์ (นิโรธสัจ) เป็นหลัก เพราะในขณะที่เห็นนิโรธสัจน้ัน อริยสัจ ๓ ที่ เหลือก็ปรากฏอยู่ในน้ันด้วย อุปมาเหมือนเงาท่ีติดตามต้นไม้ ฉันใด อุปไมยว่า นิโรธเป็นต้นไม้และ อริยสัจ ๓ เป็นเช่นเงาแห่งต้นไม้ ฉันน้ัน การเห็นพร้อมเพียงกันในขณะเดยี ว จึงชอื่ ว่า เห็นแจ้งอริยสัจ ด้วยเหตุน้ี ผู้ท่ีบรรลุอริยมรรคแล้ว มรรคจิตย่อมพบนิพพาน เพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์ (นิโรธสัจ) การทีไ่ ด้บรรลุมรรคญาณ จึงชือ่ วา่ เห็นแจง้ นิโรธสัจดว้ ยมรรคญาณ

ภาคผนวก ๑๒๕ รหสั ๒๕ -๕๔ แบบบนั ทกึ ข้อมลู งานวิทยานิพนธ์ ชื่อวิทยานิพนธ์ การศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งปฏิจจสมุปบาท กับขันธ์ ๕ ในการเจรญิ วิปสั สนาภาวนา (The study of the Relationship between the Dependent : Origination ( āda) ผวู้ ิจยั and the five Aggregates) ปริญญา พระมหาพิสูตน์ จนฺทวโํ ส (พะนิรัมย์) ปี พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วัตถปุ ระสงค์ ๒๕๕๔ ๑. เพ่ือศึกษาหลกั การเจรญิ วปิ สั สนาภาวนาในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท การทบทวน ๒. เพอ่ื ศกึ ษาหลักการปฏิจจสมปุ บาท และขันธ์ ๕ เอกสารและ ๓. เพอื่ ศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างปฏจิ จสมปุ บาท กับขันธ์ ๕ ในการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา งานวจิ ัยที่ ๑. หลักการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ความหมายของวิปัสสนา เกยี่ วข้อง ภาวนา (ความหมายวิปัสสนาโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายวิปัสสนาโดยโดยเน้ือความ (อัตถนัย) ความหมายภาวนาโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายภาวนาโดยเนื้อความ (อัตถนัย) ความหมาย วิปัสสนาภาวนาโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายวิปัสสนาภาวนาโดยเนื้อความ (อัตถนัย) ) หลักการ เจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตา นุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) อารมณ์ของวิปัสสนา องค์ประกอบในการเจริญ วิปัสสนาภาวนา อานสิ งส์การเจริญวิปสั สนาภาวนา ๒. หลักการปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ ได้แก่ ความหมายปฏิจจสมุปบาท (ความหมายโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายโดยเนื้อความ (อัตถนัย)) หลักการปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ (ปฏิจจสมุป บาทเป็นกฎธรรมชาติ ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ประเภทการแสดงปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมลึกซึ้งโดยอาการ ๔ ปฏิจจสมุปบาทมีอรรถ ๔ นัย สังเขป ๔ สนธิ ๓ อาการ ๒๐ วัฏฏะ ๓ ภวจักร วงล้อแห่งภพ) วิธีกำหนดปฏิจจสมุปบาท (กำหนดตามหลักปริญญา ๓ กำหนดตามหลักวิปัสสนาญาณ ๙) ขันธ์ ๕ ประการ ( ความหมายโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมาย โดยเน้ือความ (อัตถนัย) ความหมายรูปโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายรูปโดยเน้ือความ (อัตถนัย) ความหมายเวทนาโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายเวทนาโดยเน้ือความ (อัตถนัย) ความหมายสัญญา โดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายสัญญาโดยเนื้อความ (อัตถนัย) ความหมายสังขารโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมายสังขารโดยเน้ือความ (อัตถนัย) ความหมายวิญญาณโดยศัพท์ (สัททนัย) ความหมาย วิญญาณโดยเน้ือความ (อัตถนัย) ) วิธีกำหนดขันธ์ ๕ (กำหนดโดยเป็นสภาวธรรม กำหนดโดยเป็น ของเสอ่ื ม กำหนดรู้ตามสภาวธรรมแบบนกั ปฏิบัติ กำหนดตามหลกั ปรญิ ญา ๓ กำหนดตามญาณ ๑๖ ) ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาท กับขันธ์ ๕ ในการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา ไดแ้ ก่ ความสมั พันธ์ ระหว่างปฏิจจสมุปบาท กับขันธ์ ๕ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทและ ขันธ์ ๕ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา (ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความสำคัญของขันธ์ ๕ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา) กระบวนการเกิดปฏิจจสมุปบาทและขันธ์ ๕ เนื่องกันและกัน กระบวนการเกิดของปฏิจจสมุปบาทและขันธ์ ๕ เนื่องกันและกนั (กระบวนการเกิด ของขันธ์ ๕ เนื่องกันและกัน กับปฏิจจสมุปบาท) กระบวนการดับปฏิจจสมุปบาทและขันธ์ ๕ ตาม หลกั การเจริญวิปัสสนาภาวนา ( กระบวนการดบั ปฏิจจสมุปบาทตามหลักการเจริญวิปัสสนาภาวนา

ภาคผนวก ๑๒๖ นยิ ามศัพท์ กระบวนการดับขนั ธ์ ๕ ตามหลักการเจริญวิปัสสนาภาวนา ) ผลของการดับปฏิจจสมุปบาทและขันธ์ ๕ ตามหลักการเจริญวิปัสสนาภาวนา (ผลของการเจริญวิปัสสนาภาวนาโดยมีปฏิจจสมุปบาทเป็น วิธดี ำเนิน อารมณ์ ผลของการเจรญิ วปิ สั สนาภาวนาโดยมขี นั ธ์ ๕ เป็นอารมณ์) ดำเนินการวจิ ัย ๑. ปฏิจจสมปุ บาท หมายถึง สงิ่ ทอ่ี าศยั กันและกนั เกดิ ขึ้น สรุปผลการวิจัย ๒. ขันธ์ ๕ หมายถึง หมวด หมู่ หรือ กอง ประกอบดว้ ย ธรรม ๕ ประการ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร และวญิ ญาณ ๓. ความสัมพันธร์ ะหว่างปฏิจจสมปุ บาท กับขันธ์ ๕ หมายถงึ ความสัมพันธ์โดยอาศัยเปน็ ปัจจัยซ่งึ กัน และกนั ๔. สติปัฏฐาน ๔ หมายถึง ท่ีต้ังแห่งสติ ๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม อันได้แก่ รูปธรรม และ นามธรรม ในการเจริญสตแิ ละปัญญา เพ่ือรู้แจ้งความจริงของส่ิงทั้งหลายท้ังปวงว่าเป็นรูปกับนาม และ ปัญญาได้รู้สภาวะลักษณะรูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์คือ ไม่เท่ียง เพราะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เป็นอนัตตา เพราะไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ทาให้เกิด ปัญญา เรียกว่า วปิ ัสสนาปัญญา ๕. วิปัสสนา หมายถึง วิ + ปัสสนา วิ แปลว่า พิเศษ ปัสสนา แปลว่า เห็นวิปัสสนา แปลว่า เห็นเป็นพิเศษ คือ ปัญญาทีเ่ ข้าไปเห็นแจง้ เปน็ พเิ ศษในสภาวธรรมตามความเปน็ จริง ๖. วิปัสสนาภาวนา หมายถึง การเจรญิ เพ่ือให้เห็นเป็นพิเศษได้แก่ เห็นรูปนาม ว่า ไม่เท่ียง เป็นทุกข์ เป็น อนตั ตา ๗. นาม หมายถงึ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ๘. รปู หมายถงึ มหาภตู รูป ๔ และรปู ที่อาศัยมหาภูตรปู ๔ การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ดังน้ี (๑) ศึกษารวบรวมข้อมูลเร่ือง การเจริญวิปัสสนา ภาวนา ปฏิจจสมปุ บาท และขันธ์ ๕ จากคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๓๙ พระไตรปิฎกและอรรถกถา แปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๒๕ และคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา วิสุทธิมรรค ปกรณ์วิเสส ตาราต่างๆ (๒)วิเคราะห์ข้อมูล บรรยาย พรรณนา เสนอผลงานผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ด้านเน้ือหา การ ศกึ ษาวจิ ัยโดยศึกษาหลักการเจริญวปิ สั สนาภาวนา หลกั การปฏิจจสมปุ บาท และขันธ์ ๕ ท่ีปรากฏในคมั ภรี ์ พระพทุ ธศาสนาเถรวาท ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา รวมทั้งเอกสารวชิ าการและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง ด้านความสัมพนั ธร์ ะหว่างปฏจิ จมุปบาท กับขนั ธ์ ๕ ในการเจรญิ วิปสั สนาภาวนา ศึกษาหลักการเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า การเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็น การเจริญปัญญาให้เห็นแจ้งใน ลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น เป็นการเจริญปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ อันเปน็ หนทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหลา่ สัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพ่ือ บรรลุญายธรรม และเพ่ือทาให้แจ้งนิพพานโดยการกำหนดรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม หรือโดยย่อได้แก่ การ กำหนดดูรูปนาม การที่จะเจริญให้ได้ผลดีนั้น ต้องประกอบ อินทรีย์ ๕ มีศรัทธา คู่กับ ปัญญา สมาธิ คู่กับ วิรยิ ะ ให้สมดุลกัน ไม่หนักไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่สาหรับ สติ นั้น มีมากเท่าไรย่ิงดี อุปการะแก่ผู้ปฏิบัติในการ ทุกเมื่อและการเจริญวิปัสสนาภาวนาในพระพุทธศาสนาเถรวาทนี้ มีผล หรืออานิสงส์ตามหลักการเจริญสติ ปฏั ฐาน ๔ ประมวล ได้ดงั น้ี ๑) ผู้เจริญวปิ ัสสนาภาวนาเร่มิ ต้ังแต่ ๗ ปีเป็นเบ้ืองต้น ลดหล่นั ลงมากระทั่ง แม้เพียง ๗วันเป็นทส่ี ุด พึง หวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปจั จุบัน หรือเม่ือยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็จกั เป็นอนาคามี อน่ึง ผล หรืออานิสงส์แห่งการเจริญวิปัสสนาภาวนา อันมาในท่ีอ่ืนๆ ประมวลได้ดังนี้ คือ หากผู้ปฏิบัติจะไม่ได้รับ

ภาคผนวก ๑๒๗ ผลข้ันต่ำ หรือขั้นสูง คือ ชั้นโสดาบัน สกทาคามี อนาคา มีและอรหัตต์ เป็นลำดับไปก็ตาม ในการดำเนิน ชีวิตประจาวันอาจทำให้ผู้ปฏิบัตินั้น ได้รับความสุขกาย สุขใจ ตามกาลังศรัทธา ตามกำลังสติปัญญา โดย สมควรแก่อุปนิสัยของตนๆ เป็นอย่างดี ๒) ศึกษาหลักการปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ พบว่า ธรรมท้ัง ๒ นี้เป็นอารมณ์ ของวิปัสสนา ตามท่ี ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา บัณฑิตท้ังหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นได้อาศัยอารมณ์เหล่าน้ีมาใช้ใน การเจรญิ วิปัสสนาภาวนา จนสามารถทำลายกองแห่งทุกข์ท้ังมวลได้ และได้บรรลุธรรม กระท่ังทราบชัดตาม ความเป็นจริงแหง่ ส่งิ ท้ังหลายในโลก ดงั มีพระพุทธพจน์ว่า “ผ้ใู ดเห็นปฏิจจสมปุ บาท ผนู้ ้ันช่ือว่าเห็นธรรม ผ้ใู ดเห็นธรรม ผู้น้ันชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท” วิธีที่กำหนดธรรมทั้ง ๒ ตามที่กล่าวมานี้ พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงด้วยสามารถแห่งธรรมบ้าง บุคคลบ้าง อุปมาให้เห็นตามด้วยส่ิงต่างๆ บ้าง แต่เมื่อรวมวิธีกำหนด ธรรมท้ัง ๒ น้ี แล้ว ก็จะไม่พ้นไปจากหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปได้ และประมวลรวมอารมณ์เหล่านี้ให้ส้ัน เขา้ กอ็ ยู่ในอารมณ์ คือ รูปนามท้ังสนิ้ ๓) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาท กับขันธ์ ๕ ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา พบว่า ปฏิจจสมุปบาท กับขันธ์ ๕ มีความสัมพันธ์ คือ นำมาซึ่งทุกข์อย่างเดียวกันสงเคราะห์เข้ากันได้กับรูปนาม อวิชชาเป็นเหตุให้เกิดอปุ าทานขันธ์ ๕ โดยปิดบังขันธ์ ๕ ไว้ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และในการวิปัสสนา ภาวนา ผู้ท่ีเจริญปฏิจจสมุปบาท ก็คือเจริญขันธ์ ๕ ผู้ท่ีเจริญขันธ์ ๕ ก็เป็นอันเจริญปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ เจริญธรรมท้ัง ๒ อย่างน้ี เรียกได้ว่า เจริญรูป กับ นาม เมื่อนำเอาหลักธรรม คือ ปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ นี้มาเจริญวิปัสสนาภาวนาแล้วก็สามารถบรรลุโลกุตตรปัญญา หรือ บรรลุโพธิญาณได้ อนึ่ง ความมีเหตุมี ผลในตน ผลจะเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ หรือว่า เหตุจะเกิดขึ้นโดยไม่มีผลไม่ได้ อุปมาเหมือน คนรับประทาน อาหาร รับประทานเอง ตนย่อมอิ่ม หรือ คนปลูกข้าวย่อมไดข้ ้าว ปลูกถั่วงา ย่อมได้ถวั่ งาเป็นต้น น้ี คอื หลัก เหตุและผล มีพระพุทธพจน์รับรองข้อนี้ว่า“เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี ส่ิงนี้จึงมี เพราะส่ิงน้ีเกิดขึ้น สิ่งนี้จึง เกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มีส่ิงนี้จึงไม่มี” เป็นอาทิมวลมนุษย์ท่ีเจริญวิปัสสนาภาวนาจึงทราบชัดในเรื่องนี้ แต่ มวลมนุษย์ท่ีไม่ได้เจริญวิปัสสนาภาวนา ก็ทราบเช่นกัน โดยอาศัยการบอก การแสดง ของพระพุทธเจ้าและ พระอริยสาวกทั้งหลายเป็นต้น ปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ เป็นปัจจุปปันธรรมด้วยกัน ในฝ่ายเกิดต่าง ก่อให้เกิดทุกข์เหมือนกัน และในฝ่ายองค์ธรรมของธรรมทั้ง ๒ นี้ กำหนดรู้ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิด ก็เท่ากับ กำหนดรู้ขันธ์ ๕ ฝ่ายเกิดอย่างเดียวกัน น้ี คือ กระบวนการเกิดแห่งธรรมท้ัง ๒ กระบวนการดับปฏิจจสมุป บาท และขันธ์ ตามหลักการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น จะมีความเหมือนกัน และคล้ายคลึงกันโดยส่วนมาก ต่างแต่องค์ธรรมโดยรวมมีความแตกต่างกันเท่านั้น แต่ก็รวมอยู่ในรูป กับนามปฏิจจสมุปบาท และขันธ์ ๕ ธรรมท้ัง ๒ นี้ เป็นวิปัสสนาภูมิ หรือเป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนาภาวนา ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนา ย่อม ไดผ้ ล หรืออานสิ งส์สูงสดุ เดียวกนั คือเข้าถงึ พระนิพพาน อนั เปน็ ธรรมทเี่ ปน็ บรมสุขอยา่ งเดียวกันแต่ถ้าวา่ แยก ตามอารมณ์ธรรมท่กี าหนด ผูว้ ิจยั ไดจ้ ับประเด็นผล หรืออานสิ งส์ของการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนาได้ดงั ตอ่ ไปนี้ ผลของการเจริญวิปัสสนาภาวนาโดยมีปฏิจจสมุปบาทเป็นอารมณ์ ประกอบด้วย ๑) เข้าถึงพระ นิพพาน อันเป็นบรมสุข ๒) ตัดกระแสแห่งปฏจิ จสมปุ บาทได้ ๓) รู้จักกฎธรรมดาของธรรมหรือธรรมชาตทิ มี่ ี อยู่แล้ว ๔) รู้แจ่มแจ้งหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ๕) ละความเป็นตัวตนได้เด็ดขาด หรือกล่าวตามหลักวิ สุทธิ ๗ เป็นผู้มีสีลวิสุทธิ เป็นต้น มีญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นที่สุด หรือว่า ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนาโดยการ กำหนดปฏจิ จสมปุ บาทเป็นอารมณ์ มีวปิ ัสสนาปญั ญา คือ ปญั ญาเห็นแจง้ ในไตรลักษณ์ ได้แก่ รรู้ ูปนามตาม ความเป็นจริง ตามสมควรแก่อุปนิสัยของตนๆ ผลของการเจริญวิปัสสนาภาวนาโดยมีขันธ์ ๕ เป็น อารมณ์ ประกอบด้วย ๑) เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นบรมสุข อย่างเดียวกัน ๒) รู้จักขันธ์ ๕ โดยเป็นเพียง สภาวธรรมเท่าน้ัน ๓) เข้าใจหลักไตรลักษณ์ ๔) ละความเป็นตัวตนได้ ๕) มีปัญญา ดังนั้น ผล หรือ

ภาคผนวก ๑๒๘ อานิสงส์จากการเจริญวิปัสสนามีมาก ตามหลักธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ได้ในอานิสงส์แห่งการเจริญสติ ปัฏฐาน ๔ และในที่อ่ืน แต่ในท่ีน้ีผู้วิจัยได้ประมวลผลของการเจริญวิปัสสนาภาวนามาแต่เพียงสังเขปเท่าน้ัน ผู้สนใจต่อการศึกษาเรอ่ื งน้โี ดยกว้างขวางพึงค้นคว้าดูในโอกาสตอ่ ไป

ภาคผนวก ๑๒๙ รหัส ๒๖-๕๔ แบบบนั ทึกข้อมูลงานวทิ ยานิพนธ์ ช่อื วทิ ยานิพนธ์ การศึกษาวเิ คราะห์หลักการปฏิบัติธรรมในภัทเทกรตั ตสูตร ผูว้ ิจัย (The Study of Practicing Methods in Bhaddekaratta Sutta) ปริญญา พระครูพิสิฐสรภาณ (นิรันดร์ ศิริรตั น์) ปี ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วตั ถปุ ระสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพอ่ื ศึกษาความเปน็ มา ความสำคัญและเนื้อหาของภัทเทกรตั ตสตู ร เอกสารและ ๒. เพือ่ ศกึ ษาวเิ คราะหห์ ลักการปฏบิ ัตธิ รรมในภัทเทกรตั ตสูตร งานวจิ ัยที่ ๓. เพื่อศึกษาภัทเทกรัตตสตู รกบั การบรรลธุ รรม เก่ยี วข้อง ๑. ความเป็นมา ความสำคัญ และเน้ือหาของภัทเทกรัตตสูตร ได้แก่ เหตุเกิดพระสูตร ชื่อพระ นิยามศัพท์ สตู ร ความเป็นมา ความสำคัญ เนื้อหา รูปแบบการนำเสนอ ผลท่ไี ด้รับจากการแสดงภัทเทกรัตต สตู รของพระพุทธเจา้ ๒. วิเคราะห์หลักการปฏิบัติธรรมในภัทเทกรัตตสูตร ได้แก่ หลักการระลึกรู้อยา่ งชัดเข้าใจชดั เห็น แจ้งธรรมอย่กู ับปัจจุบนั (การไมค่ ำนงึ ถึงสิง่ ท่ลี ว่ งไปแล้ว การไมค่ วรหวังส่ิงที่ยงั ไม่มาถึง การเห็น แจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบันอย่างม่ันคง) หลักการบำเพ็ญเพียร : ชาคริยานุโยค หลักการระลึกถึง ความตาย : มรณัสสติ หลักการระลึกถึงความตายโดยชีวิต หลักการระลึกถึงความตายโดยอายุ หลกั การระลึกถึงความตายโดยขณะ ๓. ภัทเทกรัตตสูตรกับการบรรลุธรรม ได้แก่ การบรรลุธรรม (ความหมายของการบรรลุธรรม ระดับการบรรลุธรรม เหตุแห่งการบรรลุธรรม) หลักปฏิบัติท่ีปรากฏในภัทเทกรัตตสูตรกับหลัก ปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรม (โพธิปักขิยธรรมเป็นหลกั ปฏิบัตเิ พื่อการบรรลุธรรม หลักปฏบิ ัติท่ีปรากฏ ในภัทเทกรัตตสูตรกับสติปัฏฐาน ๔ หลักปฏิบัติท่ีปรากฏในภัทเทกรัตตสูตรกับสัมมัปปธาน ๔ หลักปฏบิ ัตทิ ่ีปรากฏในภัทเทกรตั ตสูตรกบั อทิ ธิบาท ๔ หลักปฏบิ ัติทป่ี รากฏในภทั เทกรตั ตสูตรกับ อินทรีย์ ๕ หลกั ปฏบิ ัตทิ ่ปี รากฏในภทั เทกรัตตสูตรกบั พละ ๕ หลักปฏิบัติที่ปรากฏในภทั เทกรตั ต สตู รกับโพชฌงค์ ๗ หลกั ปฏิบัติท่ปี รากฏในภัทเทกรตั ตสูตรกบั มรรคมีองค์ ๘) การบรรลุธรรมใน ฐานะเป้าหมายของหลักปฏิบัติทป่ี รากฏในภัทเทกรัตตสูตร กรณีศึกษาผ้บู รรลุธรรมด้วยหลักการ ปฏบิ ัติในภัทเทกรัตตสตู ร (กรณีศึกษาพระโลมสกงั คยิ ะ กรณศี ึกษาพระสมิทธิ กรณีศึกษาพอ่ ค้า ผู้มที รพั ยม์ าก กรณศี ึกษาพระอานนท์) ๑. การศึกษาหลักการปฏิบัติธรรมในภัทเทกรัตตสูตร หมายถึง การศึกษาที่ครอบคลุมไปถึงความ เป็นมา ความสำคัญ และเนื้อหาของภัทเทกรัตตสูตร หลักปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรตั ตสูตรและ การวิเคราะห์แนวปฏิบตั ใิ นสตู รน้นั ที่มีผลตอ่ การบรรลุธรรม ๒. ภัทเทกรัตตสูตร หมายถึง ชื่อสูตรหนึ่งในมัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์แห่งพระสุตตันตปิฎก ใน พระพุทธศาสนาเถรวาท ๓. การศึกษาความเป็นมา ความสำคัญ และเน้ือหาของภัทเทกรัตตสูตร หมายถึง การทบทวน ประเด็นต่างๆ ที่เก่ียวกับภัทเทกรัตตสูตรซ่ึงครอบคลุมไปถึงเร่ือง เหตุเกิดพระสูตร ชื่อพระสูตร ความเป็นมา ความสำคัญ เน้ือหาและรูปแบบการนำเสนอของภัทเทกรตั ตสูตร ๔. หลักปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตร หมายถึง เนื้อหาที่ครอบคลุมถึง วิธีการ ปฏิบัติตามภัท เทกรตั ตสตู ร

ภาคผนวก ๑๓๐ วธิ ดี ำเนินงานวจิ ยั ๕. ภัทเทกรัตตสูตรกับการบรรลุธรรม หมายถึง การนำหลักธรรมที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตรมา สรุปผลการวิจยั ศกึ ษาให้ถ่องแท้ ซ่ึงมีเน้ือหาครอบคลุมไปถงึ เรื่องสภาวธรรมและองคธ์ รรมในการปฏิบตั ิ หลักโพธิ ปักขิยธรรม ๓๗ ประการซ่ึงเป็นหลักปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการบรรลุธรรมและกรณีศึกษาการบรรลุ ธรรมของพระสาวกท่ใี ชห้ ลักการปฏบิ ตั ิตามภัทเทกรัตตสตู ร ๖. การบรรลุธรรม หมายถึง การพัฒนาจติ ใจจนสามารถถงึ เปา้ หมายสูงสดุ ของพระพุทธศาสนา โดย เนน้ การบรรลุในชั้นสูงสุดท่ีเรียกวา่ พระอรหตั ตผล มุ่งศึกษาวิเคราะห์เฉพาะหลักการปฏิบัติธรรมที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตร เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) คือพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา ตลอดถึงตำราท่ีเกี่ยวข้องกับภัท เทกรัตตสูตร ขั้นตอน (๑) ทบทวนเนื้อหาของภทั เทกรตั ตสตู ร และรวบรวมข้อมูลอน่ื ท่เี กี่ยวขอ้ งจาก คัมภรี ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทย อรรถกถา ฎีกา อนุฎกี า ปกรณ์วิเสส และเอกสารต่างๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง โดยมุ่งสนใจเร่ืองเหตุเกิดพระสูตร ชื่อพระสูตร ความเป็นมา ความสำคัญ เน้ือหา และรูปแบบการ นำเสนอของภัทเทกรัตตสูตร หลักการปฏิบัติธรรมและเรื่องการบรรลุธรรมท่ีเก่ียวข้องกับสูตรนี้ (๒) รวบรวมข้อมูลท่ีศึกษาท้ังหมดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เรียบเรียง และนำเสนอเน้ือหา โดยที่ประเด็น เหตุเกิดพระสูตร ช่ือพระสูตร ความเป็นมา ความสำคัญ เน้ือหา และรูปแบบการนำเสนอของภัทเทก รัตตสูตร ผู้วิจัยพบว่า การศึกษาความเป็นมา ความสำคัญ และเน้ือหาของภัทเทกรัตตสูตร เป็นพื้นฐานท่ีสำคัญ ในการศึกษาวจิ ัยคร้ังนี้ สรุป ๓ ประเด็น ไดแ้ ก่ (๑) ความเป็นมาของภัทเทกรัตตสูตร ด้วยพระสูตรน้ีต้ังชื่อตามเนื้อหาสาระของพระสูตร ซ่ึงมี เน้ือหาสาระเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติธรรมให้บรรลุถึงความเป็นผู้เจริญในธรรม ที่จะเข้าถึงได้ในปัจจุบัน เนื่องจากมีพระภิกษุกลุ่มหน่ึงได้เข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดาถึงที่ประทับ ณ วัดพระเชตะวัน กรุงสาวัตถี พระองค์ทรงเล็งเห็นอชั ฌาสัยของพระภิกษุท้ังหลายท่ีพอท่ีจะตรสั รูไ้ ด้ในปจั จุบัน จึงทรงแสดงพระสูตร นี้ โดยมพี ระประสงค์ให้เร่งปฏบิ ตั ิธรรมเพ่ือผลในปัจจุบัน สาเหตกุ ารเกิดพระสูตรจึงเป็นไปตามอัธยาศัย ของผู้ฟัง ซึ่งจัดเป็นประเภท ปรัชฌาสยะ ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าได้ใช้รูปแบบและวิธีการนำเสนอ ระดับย่อย ๓ รูปแบบ ได้แก่ รปู แบบและวิธีการนำเสนอประเภทคาถาหรอื ความร้อยกรองรูปแบบและ วธิ ีการนำเสนอโดยการตงั้ ประเดน็ ถามตอบเอง และรปู แบบและวิธีการการกล่าวสรปุ ย้ำปดิ ทา้ ย (๒) ภัทเทกรัตตสูตรมีความสำคัญ เน่ืองจากแสดงให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติและข้อปฏิบัติเบื้องต้น แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ แม้ได้ปฏบิ ัตติ ามเพียง ๑ วัน กับ ๑ คืน ก็สามารถเจริญในธรรมได้ ซ่ึงจะ สง่ ผลให้สามารถบรรลุธรรมอันเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาได้นอกจากนี้ยงั พบว่าพระพุทธเจ้า ไม่เพียงแค่แสดงภัทเทกรัตตสูตรน้ี ท่ีวัดพระเชตะวันเท่าน้ัน แต่ยังทรงแสดงพระสูตรนี้ ณ สวรรค์ชั้น ดาวดงึ สอ์ ีกดว้ ย ซ่งึ ยิ่งย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของพระสูตรน้ี (๓) ในส่วนเนื้อหา เป็นพื้นฐานความรู้ท่ีจะนำไปศึกษาวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงหลักปฏิบัติตามภัทเทก รัตตสูตรได้หลักปฏิบัติในภัทเทกรัตตสูตรที่ผู้วิจัยสนใจ คือหลักการระลึกรู้อย่างชัดเข้าใจชัดเห็นแจ้ง ธรรมอยู่กับปัจจุบัน หลักการใช้ความเพียร และหลักการระลึกถึงความตาย โดยที่ผู้วิจัยพบว่า (ก) หลักการระลึกรู้อย่างชัดเข้าใจชัดเห็นแจ้งธรรมอยู่กับปัจจุบัน ซ่ึงผู้ปฏิบัติจะสามารถเห็นธรรม ปัจจุบนั ได้อย่างชัดเจนนัน้ จะตอ้ งประกอบไปดว้ ยหลักการย่อย ๓ หลักการ คือ(๑) การไม่คำนงึ ถึงสิ่งที่ ล่วงไปแล้ว ซึ่งผู้ปฏิบัติจะต้องไม่คิดถึงขันธ์ ๕ หรืออายตนะในอดีตท่ีผ่านมาแล้ว ท่ีได้ผ่านพ้นไปแล้ว และได้ดับไปแล้ว ปัจจุบันเป็นธรรมที่ไม่ได้มีปรากฏอยู่ ผู้ปฏิบัติไม่ควรท่ีจะหวนระลึกคิดถึงและยึดมั่น ถอื มั่นขันธ์ ๕ หรอื อายตนะทีผ่ ่านไปแล้วด้วยตณั หา เพราะความทะยานอยาก ดงั กล่าวจะเปน็ สาเหตทุ ี่

ภาคผนวก ๑๓๑ ทำให้เกิดความทุกข์ นอกจากน้ัน ยังเป็นสาเหตุท่ีทำให้จิตใจตกไปสู่ความฟุ้งซ่านได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรคำนึงถึงส่ิงที่ล่วงไปแล้ว(๒) การไม่ควรหวังส่ิงที่ยังไม่มาถึง ผู้ปฏิบัติ จะต้องไม่คาดหวังถึงขันธ์ ๕ หรืออายตนะที่ยังไม่มาถึง เพราะการคาดหวังถึงส่ิงที่ยังไม่มาถึงดังกล่าว เปน็ สาเหตุทที่ ำให้ตัณหา (ความทะยานอยาก) และทิฏฐิ (ความยดึ มั่นถือมนั่ ) อาศัยความเพลดิ เพลิน เกิดข้ึน ความทุกข์จึงปรากฏขึ้นเน่ืองจากสภาวปัจจุบันไม่เป็นไปตามที่ตนปรารถนา และยังทำให้จิต กวัดแกว่ง จิตซัดส่าย ส่งผลให้ฟุ้งซ่านในที่สุด จึงไม่ควรคาดหวังถึงขันธ์ ๕ หรืออายตนะที่ยังไม่มาถึง (๓) การเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน เพ่ือให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมาก ยิ่งข้ึน จึงสามารถอธิบายได้เป็น ๒ประเด็น คือ การไม่ม่ันคงในธรรมปัจจุบันและการม่ันคงในธรรม ปัจจุบัน (ข) หลักการใช้ความเพียรที่ปรากฏพระสตู รน้ี เป็นการกล่าวถึงผู้มรี าตรเี ดียวเจริญ จกั ต้อง เป็นผู้ขยนั ไม่เกียจคร้านท้ังกลางวนั กลางคืน ขยันในการเจริญสติในการตามกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ปัจจุบัน ในแต่ละขณะ ๆ ตั้งแต่แรกเร่ิมในการปฏิบัติจนกระท่ังถึงจบการปฏิบัติ ซึ่งเป็นความเพียรตามลักษณะ หนา้ ทีใ่ นชาครยิ านุโยค ผ้ปู ฏบิ ัติที่มคี วามเพยี รตามลักษณะของพระสตู รน้ี จะต้องขยันตื่นตวั อยู่โดยการ ตามรู้ชัดถึงธรรมท่ีกำลงั ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันขณะตลอดเวลา ท้ังในการเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอย่าง ม่ันคงและต่อเน่ืองทั้งกลางวันจนถึงกลางคืน ไม่เห็นแก่การนอน ไม่ประกอบในสุขในการนอนหลับ นอนในยามกลาง ๔ ชั่วโมง ต่อจากน้ันลุกขน้ึ ชำระจิตให้สะอาดจนตลอดยามสุดท้าย จึงจะถอื วา่ เป็น ผู้ มีชีวิตอยู่เพียงแค่คืนเดียวก็นับว่าเป็นผู้เจริญ (ค) หลักการระลึกถึงความตาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึง การระลึกถึงความตายในพระสูตรน้ี โดยทรงมีพุทธประสงค์ให้บุคคลได้รีบเร่งขวนขวายประกอบความ เพียรในการปฏิบัติการระลึกถงึ ความตายตามสาเหตุในลักษณะต่างๆ จะเป็นเหตทุ ่ีทำให้เกิดความเพียร เพราะการระลึกถึงความตายเป็นอุบายปลุกเร้าคุณธรรม หรือ โยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศล เป็น ความคิดเช่ือมโยงให้เกิดการลงมือกระทำด้วยความรู้สึกตื่นตัว ไม่ประมาท เร่งขวนขวายในการปฏิบัติ ตอ่ ไป เร่ิมจาก การพิจารณาความตายโดยชีวติ ผ้ปู ฏบิ ตั ิที่พจิ ารณาวา่ ความตายนั้นเป็นความวิบัตขิ อง ร่างกาย โดยรา่ งกายน้ีเป็นของสาธารณะแก่สตั ว์ท้ังหลาย และปัจจัยท่ีทำให้ถึงความตายน้ันก็มจี ำนวน มาก จากนั้นพิจารณาความตายโดยอายุ ผู้ปฏิบัติท่ีพิจารณาว่า ชีวิตของเราน้ีเป็นชีวิตท่ีน้อยมนุษย์ที่มี อายุยืนยาวมากท่ีสุด อย่างมากก็เป็นอยู่ได้เพียงแค่ ๑๐๐ ปี เกินกว่า ๑๐๐ ปีไปก็มีบ้าง แต่ก็มีน้อย สุดท้ายพิจารณาความตายโดยขณะ ผู้ปฏิบัติที่พิจารณาว่า ระยะกาลแห่งชีวิตน้ีส้ันจนไม่น่าวางใจ ช่วั ขณะหน่งึ ความตายจะเกดิ ขึ้นกบั เราในทกุ ๆ ขณะเลย หายใจเข้าแล้ว ไม่หายใจออกก็ตายหายใจออก แล้ว ไม่หายใจเข้าก็ตาย หรือแม้แต่จิตของเรานั้นมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ในแต่ละขณะๆ ชีวิตของ เราเหมือนตายแล้วในแต่ละขณะๆ น้ันความรู้ในเรื่องเนื้อหา หลักการปฏิบัติธรรมท่ีปรากฏในภัทเทก รัตตสูตรเป็นพื้นฐานท่ีทำให้ผู้วิจัยสามารถศึกษาภัทเทกรัตตสูตรกับการบรรลุธรรมแล้ว พบว่า การ บรรลุธรรมเปน็ เป้าหมายสูงสดุ ในทางพระพุทธศาสนา เม่ือบรรลุธรรมแล้วเปน็ พระอริยะเจ้าทั้งหมด ๔ ระดับข้นั ตั้งแต่ช้ันพระโสดาบันข้ึนไป จนถึงข้ันพระอรหันต์ หมดสิน้ อาสวะกิเลส ไมต่ ้องกลับมาเกิดอีก ต่อไป ซึ่งการบรรลุธรรมจะต้องประกอบด้วยเหตุแห่งการบรรลุธรรมมี ๕ ประการ คือ (๑) ด้วยการ แสดงธรรม (๒) ด้วยการฟงั ธรรม (๓) ด้วยการสาธยายธรรม(๔) ด้วยการตรึกตรองธรรม และ (๕) ดว้ ยการอบรมสมาธินมิ ิต หลักการปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมมี ๗ หมวด ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ ธรรมในแต่ละหมวดน้ีมีความสมบูรณ์ในตัว การปฏิบัติตามหลักปฏิบัติใดหมวดหน่ึงอย่างสมบูรณ์ มีผลเท่ากับปฏิบัติธรรมในหมวดท่ีเหลือ หมวด ธรรมทั้ง ๗ จำแนกแล้วมี ๓๗ หน้าที่แต่บางหน้าท่ีเป็นองค์ธรรมเดียวกัน เม่ือสรุปแล้ว หลักปฏิบัติเพ่ือ

ภาคผนวก ๑๓๒ บรรลุธรรมมีเพียง ๑๔ องค์ธรรม โดยมีสัมมัปปธาน ๔ เป็นตัวขับเคล่ือนให้องค์ธรรมท่ีเหลือทำหน้าที่ อย่างสมบูรณ์ ซ่ึงเป็นหลักปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตรการบรรลุธรรมคือ เป้าหมายของหลัก ปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรตั ตสตู ร คือ หลักการม่ันคงอยู่กับธรรมปัจจุบัน และหลักการมีความเพียร เป็นหัวข้อธรรมที่ปรากฏในหลักปฏิบัติเพ่ือบรรลุธรรม คือสติปัฏฐาน ๔ และสัมมัปปธาน ๔ เป็น วิธีการปฏิบัติจริงที่สามารถทำให้บรรลุธรรมได้ เมื่อปฏิบัติตามหลักปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตร อย่างสมบูรณ์ย่อมครอบคลุมหลักการปฏิบัติท้ัง ๗ หมวดธรรมข้างต้นและเป็นไปเพ่ือการบรรลุธรรม ดังน้ันหากปฏิบัติตามหลักปฏิบัติที่ปรากฏในภัทเทกรัตตสูตรอย่างต่อเนื่องย่อมสามารถเป็นผู้บรรลุ ธรรม ซ่ึงงานวิจัยนี้ได้นำกรณีของพระโลมสกังคิยะ พระสมิทธิ พระอานนท์ และพ่อค้าผู้มีทรัพย์มาก มาเป็นกรณีศึกษา

ภาคผนวก ๑๓๓ รหสั ๒๗ – ๕๔ แบบบนั ทึกข้อมลู งานวทิ ยานิพนธ์ ชอื่ วิทยานิพนธ์ ศึกษาการปฏบิ ตั เิ พอื่ บรรลมุ รรคผลในปุณโณวาทสตู ร ผ้วู จิ ยั (A Study of Practice for Achievement of The Path and Fruition in The Puóóovāda) ปรญิ ญา พระทรงยศ ยสธโร (ต้งั จิตพิทักษ์กุล) ปี พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วัตถุประสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพ่อื ศึกษาหลักธรรมในปณุ ณโณวาทสตู ร เอกสารและ ๒. เพ่ือศกึ ษาการปฏิบัติเพือ่ บรรลุธรรมในปณุ ณโณวาทสูตร งานวจิ ยั ที่ เก่ียวขอ้ ง ๑. หลักธรรมในปุณโณวาทสูตร ได้แก่ ความหมายของปุณโณวาทสูตร เหตุเกิดปุณโณวาท สตู ร หลกั ธรรมในปุณโณวาทสตู ร ผลทีเ่ กิดขน้ึ จากการแสดงพระสูตร อาตยนะเป็นอารมณ์ นิยามศัพท์ ของวิปสั สนา วิธดี ำเนนิ งานวิจยั ๒. หลักการปฏิบัติวิปัสสนาในปุณโณวาทสูตร ได้แก่ ความหมายวิปัสสนา สติปัฏฐาน ๔ วิปสั สนาภมู ิ ๖ วิปสั สนาท่ปี รากฏในปณุ โณวาทสูตร สรุปผลการวจิ ยั ๓. การปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลในปุณโณวาทสูตร ได้แก่ ความหมายการบรรลุมรรคผล การบรรลุมรค ๔ ผล ๔ แนวทางการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลโดยอาศัยอายตนะเป็น อารมณ์ ( การพิจารณาอายตนะภายในภายนอกโดยความเป็นไตรลักษณ์ การพิจารณา อายตนะใน ๓ กาล อดีต ปัจจุบัน อนาคต การกำหนดสภาวธรรมเกี่ยวกับอายตนะ การ พิจารณาอุปมาเปรียบเทียบอายตนะ การกำหนดอายตนะสงเคราะห์เข้าสติปัฏฐาน) บุคคลผูบ้ รรลธุ รรม ๑. ปณุ โณวาทสตู ร หมายถงึ พระสูตรที่พระองคต์ รสั ไว้ มีเนอ้ื หาในพระไตรปิฎกภาษาไทย เลม่ ที่ ๑๔ ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๒. การบรรลุธรรม หมายถึง การบรรลุมรรค ผล นพิ พาน ต้ังแต่ พระโสดาบันจนถงึ พระอรหันต์ตาม ลาดบั คำสอนในพทุ ธศาสนาเถรวาท ๓. มรรค หมายถึง ทาง หนทาง ในท่ีน้หี มายถึง โลกตุ ตรมรรค มรรค ๔ ได้แก่ โสดาปัตตมิ รรค สกทาคามมิ รรค อนาคามมิ รรคและอรหตั ตมรรค ๔. ผล หมายถงึ สิ่งทีไ่ ด้รบั จากการปฏิบัติจนบรรลุเป็นพระอรยิ บุคคล ๕. อายตนะ ๑๒ หมายถึง การกาหนดรู้ ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจและรปู เสียง กลน่ิ รส สัมผัส ธรรมารมณ์ จนจิตเกิดปัญญาในการรูแ้ จ้งเหน็ ตามความเปน็ จริง จติ เกิดปัญญาเห็นพระไตรลกั ษณ์ ๖. วิชชา ๓ หมายถึง ปัญญาร้แู จง้ ๓ อยา่ งคอื ๑) บพุ เพนิวาสานุสสติญาณ ปัญญารูว้ ่าชาติก่อน ๆ เกิดเปน็ อะไร ๒ ) จุตูปปาตญาณ ปัญญารูก้ ารเกดิ การตายของสัตวท์ ัง้ หลาย ๓ ) อาสวักขยญาณ ปัญญารูแ้ จ้งการส้นิ กิเลสอาสวะ การวจิ ัยงานเอกสาร (Documentary Research) ค้นควา้ ข้อมูลจากคัมภีร์ เร่ือง ศึกษาการปฏิบัติเพื่อ บรรลมุ รรคผลในปุณโณวาท สูตร จากคมั ภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๕ พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๕๒ และคัมภีร์ท่ีเกี่ยวข้อง เช่น คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา วิสุทธิมรรค ปกรณ์วิเสสและตา ราอื่น ๆ ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา หลกั ธรรมในปุณโณวาทสตู ร สรุปผลการวิจัย ปุณโณวาทสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทแก่ท่าน พระ

ภาคผนวก ๑๓๔ ปุณณะเพ่ือนาไปปฏิบัติ พระสูตรนีจ้ ดั อยใู่ นประเภทปรชั ฌาสยะ (๑) หลกั ธรรมในปุณโณวาททสูตร หลักธรรมในปณุ โณวาททสูตร กล่าวว่า การกำหนดอายตนะ เป็นภูมิวิปัสสนา ใน การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในการเจริญวิปัสสนา คือ วิชชา ๓ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อริยสัจ ๔ ท่านพระปุณณะใช้หลักธรรมในการปฏิบัติวิปัสสนา คือ สติปัฏฐาน ๔ หมวดอายตนะ เป็น อารมณใ์ นการปฏบิ ัติ (๒) หลักปฏิบัติธรรมในปุณโณวาทสูตร หลักปฏิบัติธรรมที่ปรากฏในปุณโณวาทสูตร ปรากฏ ในข้อความตอนท้ายพระสูตร คือ หลักปฏิบัติเริ่มต้ังแต่การออกบวชด้วยความมีศรัทธาใน พระพุทธศาสนา เมื่อบวชแล้วก็ ต้ังใจปฏิบัติธรรม แต่ไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ จึงได้เข้าไปขอ โอวาทจากพระพทุ ธ องค์ในหลักการปฏบิ ตั ิวปิ สั สนา แล้วนำไปปฏิบัตทิ ่เี มอื งสนุ าปรันตะ พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทหลักการปฏิบัติให้ เรื่องอายตนะ ความสำรวม ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ ท่านปฏิบัติโดยการเจริญสมถะนำหน้าวิปัสสนา ได้บรรลุวิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติ ญาณ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพ จักขุญาณ อาสวักขยญาณ ความรู้ท่ีทำอาสวะให้ส้ิน ที่สามารถแสดงฤทธ์ิได้ ในพระสูตรมีความตอน หนึ่งว่า น้องชายของท่านพระปุณณะได้ ประสบกับภัยทางทะเลแล้วได้ระลึกถึงท่านพระปุณณะ ด้วย อานุภาพของวิชชา ๓ ท่ี พระปุณณะมี จึงได้เหาะข้ึนสู่อากาศทำให้พวกอมนุษย์เห็นจึงเกิดความกลัว แล้วพากันหนีไป สำหรับในการปฏิบัตวิ ิปัสสนาในตอนท้ายของพระสูตรมีความสอดคล้อง กับ พระพทุ ธวจนะ ท่ีตรัสไว้ในหลาย ๆ พระสูตร เช่น ลำดับการปฏิบัติเพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพาน ท่ีพระองค์ทรงตรัส โอวาทแก่พระปุณณะว่า รูปท่ีพึงรู้แจ้งทางตา ท่ีน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พา ใจให้กาหนัดมีอยู่ ถ้าบุคคลยังเพลิดเพลิน เชยชมยึดติดรูปน้ันอยู่ เม่ือเพลิดเพลิน เชยชม ยึดติดรูปน้ัน ความเพลิดเพลินย่อมเกิดขึ้น ทุกข์จึงเกิด รูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้ รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าบุคคลใดไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติดรูปนั้นอยู่ เม่ือไม่ เพลดิ เพลนิ ไม่เชยชม ไมย่ ดึ ตดิ รปู น้ัน ความเพลดิ เพลินยอ่ มดับ ทุกขจ์ ึงดบั พระปณุ ณะทราบถงึ เหตุ และยังได้กล่าวถึงความข่มใจ (ทมะ) ความสำรวมอินทรีย์ ถูกข่มไว้ ด้วยสจั จะแล้ว ความขม่ ใจและสงบใจชื่อว่าผถู้ ึงทสี่ ุดพระเวท อยูจ่ บพรหมจรรย์ (๓) หลักธรรมที่เกยี่ วขอ้ งกับการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา จากการศึกษาเนื้อหาหลักธรรมในปุณโณวาทสูตร พบว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือ สติที่ตั้ง มั่นใน กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน สตทิ ่ีเขา้ ไปต้งั ม่ันโดยพิจารณาเห็นกาย เวทนานุปัสสนา สติปฏั ฐาน สติ ท่เี ข้าไปต้ังม่ันโดยพิจารณาเห็นเวทนา จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติที่เข้าไปตั้งมัน่ โดยพิจารณาเห็นจิต และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติที่เข้าไปต้ังมั่นโดย พิจารณาเห็นธรรมท้ังหลาย เป็นหลักการปฏิบัติ วปิ ัสสนาภาวนา จัดเป็นภาวนามยปัญญา เพ่ือทำความสิ้นไปแห่งทุกข์ท้ังหลาย การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เปน็ การปฏบิ ตั ิเพ่ือความดับ ทุกข์ มีหลักธรรมท่ีสำคัญในการ ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ อายตนะ ท่านพระปุณณะได้รับ โอวาทจากพระพุทธองค์ ในปุณโณวาทสูตรนั้น มีความสอดคล้องในหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ คือ กาย เวทนา จติ ธรรม อายตนะจดั อยใู่ นหมวด ธมั มานุปัสสนาสติปัฏฐาน อายตนะ ๑๒ เปน็ อารมณ์วปิ ัสสนา อารมณ์ภายใน คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ส่วน อารมณ์ภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ เมื่ออารมณ์ทั้งสองเกิดผัสสะ จึงเกิดเวทนาข้ึน พร้อมกับการรับรู้อารมณ์ ที่เกิดจาก อายตนะภายในและภายนอก

ภาคผนวก ๑๓๕

ภาคผนวก ๑๓๖ รหสั ๒๘-๕๔ แบบบันทึกขอ้ มูลงานวิทยานิพนธ์ ชอื่ วิทยานิพนธ์ ศึกษาสมั มปั ปธาน ๔ อนั เป็นองค์แห่งการบรรลุธรรม (A study of the Four Great Efforts (Catu-Sammappadhāna) as the Factors in Achievement of ผู้วิจยั Dhamma) ปรญิ ญา พระวรมน ขนตฺ ิโก (วดั ถุมา) ปี พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวิปสั สนาภาวนา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วัตถปุ ระสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน เอกสารและ ๑. เพอ่ื ศกึ ษาการบรรลธุ รรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท งานวิจัยท่ี ๒. เพื่อศกึ ษาสัมมัปปธาน ๔ ที่เก้อื หนุนตอ่ การบรรลุธรรม เกย่ี วข้อง ๑. การบรรลุธรรมในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ๑๐ ได้แก่ ความหมายของการบรรลุธรรม ๑๐ ความเป็นมาของการบรรลุธรรม หลักการปฏิบตั ิเพ่ือบรรลุธรรม องค์ประกอบของการปฏบิ ัติเพื่อบรรลุ นยิ ามศัพท์ ธรรม หลักธรรมท่ีเก่ียวกบั การบรรลธุ รรม ๒. สัมมัปปธาน ๔ อันเป็นองค์แห่งการบรรลุธรรม ได้แก่ ความหมายของสัมมัปปธาน ๔ ประเภทของ สัมมัปปธาน ๔ ( ในสัมมัปปธานท่ีอธิบายไว้ในพระอภิธรรมปิฏก (สัมมัปปธานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ อภิธรรมภาชนีย์ ปัญหาปุจฉกะ ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา) ) ติกมาติกาวิสัชนา กุสลติกาทิ วสิ ัชนา ทุกมาติกาวิสัชนา)) สัมมัปปธานที่ปราฏกในพระวินยั ปิฏก (บทภาชนีย์ สุทธิกมัคคภาวนา ปา จิตติยกัณฑ์ จัมมขันธกะ โสณโกฬิวิสวัตถุ ปาติโมกขัฎฐปน ขันธกะ อิมัสมิงธัมมวินเยอัฎฐัจฉริยะ) สัมมัปปธานท่ีปรากฏในสุตตันตปิฏก (มหาปรินิพพานสูตร สฬายตนวิภังคสูตร อัคคัญญสูตร สาร สูตร อุโปสถสูตร ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส ตุวฏกสุตตนิทเทส หลักของสัมมัปปธาน ๔ องค์ธรรม ของสัมมปั ปธาน ๔ ) ๓. ความสัมพันธ์ระหว่างสัมมัปปธาน ๔ กับสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การเจรญิ สัมมัปปธาน ๔ ตามแนวสติ ปัฏฐาน ๔ แนวการสงเคราะห์ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอินทรีย์ ๕ และพละ๕ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อทิ ธิบาท ๔ อนิ ทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ๑. สัมมัปปธาน ๔ ความหมาย คือ ต้ังหน้าทำชอบ คือ เพียรพยายามกระทำการงานชอบ ๔ ประการ ปหานปธาน คือ เพียรละบาปที่เกิดข้ึนแล้วในการทาจิตภาวนา เช่น สติปัฏฐาน ๔ จะต้องอาศัย อุปการะธรรม คือ สัมมัปปธาน ๔ มาเป็นเครื่องอุปการะให้การปฏิบัติในสติปัฏฐานท้ัง ๔ น้ี บังเกิดขึ้น เป็นไป และก้าวหน้า จนกระทั่งสำเร็จเป็นสติปัฏฐานท้ัง ๔ ข้ึนได้ สัมมัปปธานอาศัยอิทธิบาท ๔ คือ ทางแหง่ ความสำเรจ็ คอื ฉันทะ วริ ยิ ะ จิตตะ และวิมังสา เปน็ เครอ่ื งอปุ การะ เชน่ กัน ๒. การบรรลุธรรม หมายถึง ผู้ปฏบิ ัตจิ ิตจนรแู้ จ้งด้วยปัญญาถึงทางหลดุ พ้นทุกข์อันแท้จรงิ ว่ามอี ยู่จริง และ เข้าถงึ ได้ แต่ไม่ได้ แปลวา่ ถึงแล้ว คอื รู้ว่ามีจริง มีทางไป และไปเป็น แต่ยงั ไมถ่ ึงที่ไป จะถึงที่ไปอันแน่ แท้เม่ือหมดสิ้นแล้วซึ่งขนั ธ์ท้ังหา้ ตราบเท่าที่ยังมีขันธ์ทั้งหา้ อยู่ ทุกข์ก็มีอยู่ คอื ทุกข์กายก็ยังเกิดได้แม้ไม่ มที กุ ขใ์ จ แต่หากหมดสิ้นขันธ์ทั้งห้าแลว้ กไ็ ม่มีแม้กายให้ทุกข์ ผูบ้ รรลุธรรมแลว้ หากยังไมล่ ะสงั ขารตายลง จึงยังไมแ่ น่วา่ จะไดน้ พิ พานอยา่ งเท่ียงแทก้ ็หาไม ๓. อรยิ บคุ คล หมายถงึ บุคคลผู้ที่ได้บรรลุธรรมในพระพทุ ธศาสนา คอื โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และ อรหันต์ ๔. สตปิ ฎั ฐาน ๔ มหี ลกั การพิจารณาธรรมแบง่ ตามหมวดหมู่มี ๔ ประเภท คือ การพจิ ารณากายในกาย การพิจารณาเวทนาในเวทนา การพิจารณาจิตในจิต การพิจารณาธรรมในธรรม แต่ละประเภทนนั้ มี

ภาคผนวก ๑๓๗ วธิ ีดำเนินงาน วธิ ีการปฏบิ ัติแยกออกไปอีก ซ่งึ จะมีคำอธิบายพอสังเขปดังต่อไปนี้ วจิ ัย ๕. วิปัสสนากัมมัฎฐาน หมายถึง อุบายเรืองปัญญา มีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ การเจริญวิปัสสนากัมมัฎฐาน รวบรวมขอ้ มูล เป็นการฝึกอบรมปญั ญาให้เกดิ ความรเู้ ท่าทันเข้าใจส่ิงทั้งหลายตามความเป็นจริงใจมีอิสระไมถ่ ูกครอบงา ดว้ ยกิเลสและความทุกข์ ได้แก่ การเห็นสังขาร รูปนาม โดยเป็นไตร-ลักษณ์ คือ อนิจจัง ไม่เท่ียง ทุกขัง สรุปผลการวจิ ยั เป็นทุกข์ และอนตั ตาไม่มีตัวตน การวิจัยเอกสาร(Documentary Research) ดังน้ี รวบรวมข้อมูลจากเอกสารด้านคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เถรวาท ได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์วิเสส อ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น วิสุทธิมรรค เป็นต้น นำ ขอ้ มูลมาศกึ ษาวิเคราะห์ เรียบเรยี งตรวจสอบโดยอาจารย์ท่ปี รึกษา โดยผู้เช่ียวชาญ ขอบเขตด้านเน้ือหา คือ สัปมปั ปธาน ๔ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ขอบเขตด้านวิเคราะห์ คือ การ บรรลธุ รรมเปน็ พระอริยบคุ คล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เมื่อศึกษาการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า การเจริญวิปัสสนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธองค์ได้ตรัสการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานไว้โดยสังเขป ดังท่ีปรากฏในมหาสติปัฏฐานสูตร พระสูตรน้ีจัดว่าเป็นการประกาศแนวทางในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เป็นหลักปฏิบัติเพ่ือ ความพ้นทุกข์ ดังมีพระดำรัสว่า เอกายโน อย ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตาน วิสุทฺธิยา โสกปริเทวาน สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสาน อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย, ยทิท จตฺตาโร สติปฏฺฐานา. “ทางน้ีเป็นทางเดียว เพ่ือความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพ่ือล่วงโสกะ และปริเทวะ เพื่อความดับทุกข์และ โทมนัส เพ่ือบรรลุญายธรรม เพื่อทาให้แจ้งนิพพาน ทางน้ีคือ สติปัฏฐาน ๔” การเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพราะผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องกำหนดรู้รูปนามหรือขันธ์ ๕ จนจิตมีความสงบนิ่งอยู่ กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนเกิดปัญญาหย่ัง เห็นพระไตรลักษณ์ว่าสังขารขันธ์นี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มี ตวั ตน หาแก่นสารมิได้จนถอนอัตตาตัวตนเสยี ได้ และหลุดพ้นจากกองกิเลสกองทกุ ข์ทั้งปวง จนกระทั่งบรรลุ มรรคผลนิพพาน การเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพราะผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้อง กาหนดรู้รูปนาม หรือขันธ์ ๕ จนจิตมีความสงบนิ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนเกิดปัญญาหยั่งเห็น พระไตรลักษณ์ว่าสังขารขันธ์ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน หาแก่นสารมิได้จนถอนอัตตาตัวตนเสียได้ และหลุดพ้นจากกองกเิ ลสกองทกุ ข์ทงั้ ปวง จนกระทั่งบรรลมุ รรคผลนพิ พาน เมื่อศึกษาสัมมัปปธาน ๔ ท่ีเกื้อหนุนต่อการบรรลุธรรม พบว่า สัมมัปปธาน ๔ นั้น มีปรากกฎในพระ ไตรปิฏกท้ัง ๓ หมวด กล่าวคือ พระวินัยปิฏก พระสุตตันตปิฏก และพระอภิธรรมปิฏก ส่วนใหญ่แล้วเป็น หลักธรรมที่เก่ียวข้องกับการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เพราะเป็น ๑ ใน ๗ ของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ จะสังเกตได้ว่า เม่ือกล่าวถึง สัมมัปปธาน ๔ ครง้ั ใด ต้องมีหลักธรรมอีก ๖ หมวด มาประกอบด้วย เพราะแต่ ละหมวดนั้น มีความเพียรมาเกี่ยวข้องเสมอ สรุปไดว้ ่า สัมมัปปธาน ๔ ซึง่ เปน็ หลักธรรมหนึ่งใน ๗ หมวด ของ โพธิปักขิยธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สำคัญในการตรัสรู้ จากการศึกษาสัมมัปปธาน ๔ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาพบว่า เป็นหลักธรรมท่ีประกอบด้วยองค์ ๔ ซ่ึงเรียกว่าความเพียร เป็นหลักธรรม มีปราฏกในหลักธรรมอ่ืนๆ อีกมากมาย ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งเป็นหลักธรรมแห่งการตรัสรู้ จะต้องมคี วามเพียรเข้าไปประกอบดว้ ยทกุ ครั้งไป

ภาคผนวก ๑๓๘ รหัส ๒๙ –๕๔ แบบบนั ทึกข้อมูลงานวทิ ยานิพนธ์ ชือ่ วิทยานิพนธ์ ศึกษาปรากฏการณ์ของโอภาสในการปฏิบตั วิ ิปสั สนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ผู้วิจยั (A Study of Obhāsa as an inperfection of insight occurring while Practicing Vipassanā ปรญิ ญา Meditation based on the four foundations of mindfulness) ปี พระจิตตพัฒน์ โสภณปญฺโ ญ (กิจจาณัฏฐ์) วตั ถุประสงค์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพอ่ื ศึกษาหลักการปฏิบตั วิ ิปสั สนาภาวนาตามหลกั สติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในคัมภรี พ์ ระพุทธศาสนา เอกสารและ งานวจิ ัยที่ เถรวาท เกย่ี วขอ้ ง ๒. เพื่อศกึ ษาวปิ สั สนูปกิเลสเฉพาะโอภาสทปี่ รากฏในคัมภรี ์พระพุทธศาสนาเถรวาท ๓. เพือ่ ศกึ ษาปรากฏการณข์ องวิปสั สนปู กเิ ลสเฉพาะโอภาสในการปฏิบัตวิ ิปสั สนาภาวนาตามหลักสติ นิยามศัพท์ ปฏั ฐาน ๔ วิธีดำเนนิ งาน ๑. หลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท วจิ ยั ไดแ้ ก่ ความหมายของวิปสั สนาภาวนา ความหมายสติปัฏฐาน วิปัสสนาภมู ิ ๖ สงเคราะห์ลงในรูป สรปุ ผลการวิจยั นาม ๑๖ ปริญญา ๓ วิธีกำหนดวิปัสสนาภาวนา การเปรียบเทียบโสฬสญาณกับวิสุทธิ ๗ และ ปริญญา ๓ ๒. โอภาสท่ีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ คำนิยามและความหมายของโอภาส ลักขณาทิจตุกกะของโอภาส (ลักษณะของโอภาส จำแนกโอภาสโดยคาหะเป็น ๓ กำหนดมรรค และมใิ ชม่ รรค) วิปสั สนปู กิเลส ตวั อยา่ งโอภาสในคัมภีรท์ างพระพุทธศาสนาเถรวาท ๓. โอภาสในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ตามหลกั สติปัฏฐาน ๔ โอภาสและปรากฏการณ์ โอภาสในการปฏิบัตวิ ิปัสสนาภาวนา หลักในการ กำหนดโอภาสจากวปิ ัสสนาจารย์ ๑. โอภาส คอื แสงสวา่ ง ท่เี กดิ จากการปฏิบตั ิสติปฏั ฐาน ๔ ตามหลกั ฐานในคมั ภีรพ์ ระพุทธศาสนาเถร วาท อันได้แก่ พระไตรปฎิ ก อรรถกถา ฎีกา ปกรณวิเสส และตาราทางวิชาการ ๒. วิปัสสนาภาวนา หมายถงึ การเจรญิ สติปัฏฐาน ๔ ๓. วปิ สั สนูปกิเลส หมายถึง อุปกเิ ลส ๑๐ ท่เี กิดจากการวปิ สั สนา ได้แก่ (๑) โอภาส (๒) ญาณ (๓) ปตี ิ (๔) ปสั สัทธิ (๕) สขุ (๖) อธิโมกข์ (๗) ปัคคหะ (๘) อปุ ฏั ฐาน (๙) อุเบกขา และ (๑๐) นิกนั ติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและจากแบบการบันทึกประสบการณ์ ประจำวัน ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เฉพาะกรณีของนิสิตหลักสูตรวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม (๑) การศึกษาภาคเอกสาร ศึกษา ค้นคว้าวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับหลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ตามท่ีปรากฏในคัมภีร์ พุทธศาสนาเถรวาท พระไตรปิฎก อรรถกถา, หนังสอื ทเี่ กี่ยวขอ้ ง และงานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง (๒) การศึกษา วิเคราะห์โอภาสท่ปี รากฏขึ้นในวิปัสสนูปกิเลส ตามท่ีปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท (๓) การศึกษา ปรากฏการณโ์ อภาสอนั เป็นวิปสั สนปู กิเลส ในการปฏบิ ัติวิปัสสนาภาวนา ตามหลกั สตปิ ัฏฐาน ๔ ผลการวิจัย พบว่า โอภาส หมายถึง แสงสว่าง เกิดจากความศรัทธาที่ประกอบด้วยกุศล ไม่ใช่ศรัทธาที่เป็นอกุศล ตัวอย่างเช่น เร่ืองอนาถบิณฑิกเศรษฐีเกิดความศรัทธาในการทาบุญกับ พระพุทธเจ้า ถงึ กับนอนไมห่ ลบั ทั้งคืน ต้องตื่นแต่ดึกเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพราะศรัทธาทแ่ี รง มอง

ภาคผนวก ๑๓๙ ไม่เห็นความมืด แต่พอผ่านเข้าไปในเขตป่าช้าปรากฏว่าเดินไปสะดุดซากศพตกใจเกิดความฟุ้งซ่าน เป็น ถึง ๓ ครง้ั ได้มเี ทวดามาชว่ ย จึงเกิดพลงั ศรัทธาทำให้เกดิ รัศมีแผ่ซ่านออกนอกร่างกายดว้ ยอำนาจแห่ง ศรัทธา น้ีเป็นลักษณะศรัทธาแต่ยังไมจ่ ัดเป็นวิปสั สนา เพราะยังขาดการเจรญิ ภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เมื่อภาวนาจนเกิดปัญญาญาณ คือ เห็นความเกิดดับของรูปนาม ผู้ท่ีหยั่งรู้ในรูปนามด้วยปัญญาคือ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตวั ตน โอภาสมีลักษณะดังน้ี (๑) โอกปฺปน ลกฺขณา มีความปลงใจ เช่ือด้วยปัญญา เป็นลกั ษณะ (๒) ปกฺขนฺทน รสา มีความแล่นไป เป็นหน้าท่ี (๓) อธิมุตฺติ ปจฺจุปฏฺานา มี ความนอ้ มใจเชอื่ เป็นผลปรากฏ (๔) สทธฺ มฺมสวนาทิโสตาปตตฺ ยิ งฺคปทฏาฺ นา มอี งคแ์ ห่งโสดาปัตตมิ รรค (มี การฟังพระสัทธรรมเป็นต้น) เป็นเหตุใกล้ สัทธาน้ี จัดเป็นธรรมเบ้ืองต้น ในอันที่จะทำให้บุคคลได้ ประกอบคุณงามความดีเป็นบุญ –กุศลข้ึนมา เจริญภาวนาในบุญกิริยาวัตถุและสัทธาท่ีจะเกิดข้ึนได้น้ัน ยอ่ มตอ้ งอาศยั วตั ถอุ นั เป็นทตี่ ้งั แหง่ ความเชอ่ื ได้แก่ พระรตั นตรยั กรรม และ ผลของกรรม เป็นต้น สทั ธา คือ ความเช่ือในสิ่งท่ีควรเช่ือ จำแนกออกไปได้ ๔ ประการ คือ (๑) กัมมสัทธา (๒) วิปากสัทธา (๓) กมั มัสสกตาสัทธา และ (๔) ตถาคตโพธิสัทธา ซงึ่ อาศัยเหตุ ๔ ประการ ในการสร้างหรือทำให้เกิด ดังน้ี (๑) เช่ือเพราะเห็นรูปสวย (๒) เช่ือเพราะเห็นความประพฤติเคร่งครัด (๓) เชื่อเพราะได้ฟังธรรมของผู้ที่ ฉลาดในการแสดง และ (๔) เชื่อเพราะเหตุผลทไี่ ด้ฟังธรรมจากการแสดง อปุ มาเหมือนสารส้มทำน้ำให้ใส ข้ึน จากการยกศรัทธาขึ้นแสดงก็เพราะว่า โอภาสน้ีอาศัยศรัทธาเป็นบ่อเกิดดุจดังเร่ืองที่ได้ยกมาแสดง ขา้ งต้นนั้น ความจรงิ แสงสว่างหรือโอภาส เป็นสิ่งท่ีคนมกั เข้าใจผิดท่ไี ปพบเหน็ กนั ในธรรมชาติว่าเป็นของ วเิ ศษหรือบางคนนั่งสมาธิแล้วเห็นแสงต่างๆแล้วคิดว่าเป็นของดขี องวเิ ศษคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษท่ีได้พบ แสงสว่างดังกล่าว ซึ่งเหตกุ ารณ์ดังกล่าวล้วนแต่เป็นส่ิงท่ีไม่ใช่โอภาสในทางวิปัสสนา เพราะเป็นแสงสว่าง ที่เกิดจากความเช่ือที่งมงาย ไร้สาระ ไร้เหตุผล แต่แสงสว่างท่ีเป็นวิปัสสนาน้ันเกิดจากความศรัทธาใน เหตุผล อีกอย่างหน่ึงแสงสว่างท่ีเรียกว่าโอภาสน้ีต้องเกิดจากความศรัทธาในการปฏิบัติตามหลักสติปัฏ ฐาน ๔ อยา่ งจริงจัง ต้ังแต่ ๗ วัน ๗ เดอื น ๗ ปี ผลท่ีไดร้ ับในการเจริญสติปฏั ฐาน ๔ หมวดธมั มานปุ สั สนา สติปัฏฐาน ในช่วงเกิดสภาวญาณทางปัญญาโดยเฉพาะญาณที่ ๔ อย่างอ่อนหรือเรียกว่า ตรุณอุทยัพพย ญาณ ช่วงนี้เรียกว่าอารัทธวิปัสสนา ผู้เร่ิมวิปัสสนา ซึ่งในช่วงนี้จะพบสภาวธรรมแปลกๆ ๑๐ ประการ มี แสงสว่างเป็นต้น ด้วยอานาจแห่งปัญญาที่รู้แจ้งรูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์อย่างช่าชอง จึงทำให้ผู้ ปฏิบตั ิมีความรู้สึกวางเฉยในรูปนามเรียกวา่ วิปัสสนุเปกขา ถ้าบุคคลใดมีความยินดีพอใจในแสงสว่างเป็น ตน้ จนถึงความวางเฉยดงั กล่าว ช่ือว่า ทาให้วิปสั สนาเศร้าหมอง ความสำคญั ของโอภาสที่เกิดจากการปฏบิ ัติวิปสั สนา คือ ชว่ ยให้คน้ พบ ;วิปสั สนาญาณท่จี ริง เมือ่ ผา่ นพ้นโอภาสไปแล้ว ดังหลักฐานในคมั ภรี ์วิสุทธิมรรคว่า วปิ ัสสนูปกิเลสย่อมไม่เกิดแก่พระอริยสาวก ผู้ได้บรรลุมรรคผลแล้ว แก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิดทาง บุคคลผู้ทอดท้ิงกัมมัฏฐาน และบุคคลผู้เกียจคร้านย่อ หย่อนในการปฏบิ ัติ แต่จะเกดิ ขึน้ เฉพาะแก่โยคผี ู้ปฏิบัติอย่างย่ิงยวด จนได้ชอ่ื วา่ อารัทธวิปสั สกะเทา่ นัน้ ในด้านการปฏบิ ัตวิ ิปัสสนานัน้ อธโิ มกข์ เกิดจากการเจรญิ วิปสั สนาตามหลักสติปฏั ฐาน เปน็ การ ปฏิบัติท่ีเน้นสติเป็นใหญ่ในการกำหนดระลึกรู้รูปนามซ่ึงเมื่อขยายออกไปแล้ว ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า วิปัสสนาภูมิ หมายถึงอารมณ์ของวิปัสสนา ที่ชื่อว่า วิปัสสนา หมายถึง สภาวะการรู้แจ้งในอารมณ์ดังกล่าวโดย ความเป็นของไม่เท่ยี ง เป็นทุกข์ และ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เมือ่ ผูป้ ฏิบตั ิกำหนดรปู นามโดยความเป็น ไตรลักษณ์ได้อย่างชัดเจนเช่น ขันธ์ ๕ โดยลักษณ์ ๕๐ อย่างตามหลักทางศาสนา จะเกิดความเช่ือมั่น ศรัทธาในแนวทางการปฏิบัติดังกล่าว โดยมีสติระลึกรู้อยู่ในรูปนามท่ีเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาภาวนา ความศรัทธาในพระรัตนตรัยจึงจนพบ สภาวะของโอภาส คือ แสงสว่างอันเกิดจากความศรัทธาในแนว

ภาคผนวก ๑๔๐ ทางการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และสภาวธรรม เม่ือกล่าวโดยสรุปในการ ปฏบิ ัติตามหลักสตปิ ฏั ฐานมีองคป์ ระกอบ ดงั น้ี ตารางโครงสร้างสตปิ ฏั ฐาน ๔ ประการ สตปิ ัฏฐาน ๔ องคป์ ระกอบ ฐานที่ ๑ กาย มี ๖ หมวด ฐานท่ี ๒ เวทนา มี ๙ อยา่ ง ฐานที่ ๓ จติ มี ๘ คู่ ๑๖ อยา่ ง ฐานท่ี ๔ ธรรม มี ๕ หมวด สรุปว่า ในฐานกายนี้ มี ๖ หมวด แบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ สมถะ ๒ ส่วน คือ ปฏิกูล และป่าช้า ๙ แบ่งเป็นวิปัสสนา ๓ ส่วน คือ อิริยาบถ ๔ สัมปชัญญะ ๗ และธาตุ ๔ และส่วนที่เป็นท้ังสมถวิปัสสนาคือ อานาปานสติในงานวิจัยน้ีไม่ได้เจาะว่าเป็นสมถะหรือวิปัสสนา แต่กำหนดรู้อยู่จุดเดียวตามคำแนะนำ ของวิปัสสนาจารย์ คือ กำหนดรู้กายและใจตามความเป็นจริง จนเกิดปัญญาหยั่งรู้ในรูปนามว่าไม่ เทีย่ ง เปน็ ทกุ ข์ และไม่ใชต่ วั ตน

ภาคผนวก ๑๔๑ รหัส ๓๐-๕๔ แบบบันทกึ ข้อมูลงานวิทยานิพนธ์ ชือ่ วิทยานิพนธ์ ศึกษาจติ ตวสิ ุทธิในการปฏิบตั วิ ปิ ัสสนาภาวนา ผวู้ จิ ยั ปริญญา (A Study of The Cittavisuddhi Relation With Vipassanābhāvanā Practice) ปี พระครูปรยิ ตั ิกาญจนโชติ (มานติ ย์ ธมมฺ โชโต) วตั ถปุ ระสงค์ พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั การทบทวน ๒๕๕๔ เอกสารและ ๑. เพอ่ื ศกึ ษาการปฏิบตั ิวิปัสสนาภาวนา ในคัมภรี พ์ ุทธศาสนาเถรวาท งานวจิ ยั ที่ ๒. เพ่ือศึกษาหลกั จติ ตวสิ ุทธิ กับการปฏิบัตวิ ิปสั สนาภาวนา เก่ียวข้อง ๑. วิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ ความหมายของวิปัสสนาภาวนา วปิ ัสสนา นิยามศัพท์ ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ หลักของวิปัสสนาภูมิ ๖ ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา อานิสงส์แห่งการเจริญ วธิ ดี ำเนินงานวิจัย สตปิ ฏั ฐาน ๔ ๒. จิตตวิสุทธิในคัมภีรพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท ไดแ้ ก่ ความหมายของจิตตวิสุทธิ ประเภทของจิตตวิสุทธิ สรปุ ผลการวิจยั องคธ์ รรมของจิตตวิสทุ ธิ ๓. แนวทางการปฏบิ ตั จิ ติ ตวิสุทธิ ไดแ้ ก่ สมถยานิกสมาธิ วิปัสสนายานิกสมาธิ ๑. นิวรณ์ ๕ หมายถึง เคร่ืองหน่วงเหน่ียว เครื่องกางกั้น เคร่ืองรัดตรึงตรา ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ถนี มิทธะ อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ และวจิ ิกิจฉา ๒. จิตตวิสุทธิ หมายถึง สมาธิจิตในขณะนั้น ปราศจากนิวรณ์ มีกามฉันทนิวรณ์ เป็นต้น ไม่อาจอาศัย สมาธิน้ันเป็นอารมณ์ได้ ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ที่ต้ังอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน หรือ นามธรรม รปู ธรรม ทเี่ ปน็ ปัจจบุ ันอารมณ์ ๓. สมถกรรมฐาน หรือ สมถภาวนา หมายถึง อุบายสงบใจการฝึกอบรบจิตให้เกิดความสงบตั้งม่ัน ควรแก่ การใช้งานหรือวธิ ฝี ึกจิตใหส้ งบระงับจากนิวรณ์ และอปุ กิเลส ๔. วิปัสสนากรรมฐาน หรือวิปัสสนาภาวนา หมายถึง อุบายเรืองปัญญา การฝึกจิตให้เห็นแจ้งตามความ เป็นจริงในรูปท่ีเห็น อาการเคล่ือนไหว จิตที่คิด เป็นต้น หรือวิธีฝึกอบรมจิตให้เกิดปัญญา เห็นพระ ไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้ถอนความหลงผดิ ในสงั ขารเสียได้ ๕. สติ หมายถึง การนึกได้ในส่ิงทลี่ ่วงมาแล้ว และทีย่ ังมาไมถ่ ึง สติจะถูกนำมาใช้-ก่อน ก่อนกิน ก่อนคิด จำเปน็ ตอ้ งใช้ในกิจการงานทกุ อย่าง โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การเจรญิ ภาวนา ๖. อายตนะ หมายถึง ส่ิงที่เป็นสื่อสำหรับติดต่อกัน ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้น แบ่งเป็น ๒ อย่างคือ อายตนะภายใน ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ล้ินกาย ใจ อายตนะภายนอก ได้แก่รปู เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ การวิจัยงานเอกสาร ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากคัมภีร์ ดังนี้ ศึกษาจิตตวิสุทธิในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา จากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ พระไตรปฎิ กและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๕ และคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา วิสทุ ธมิ รรค ปกรณว์ ิเสสและ ตำราต่างๆ และ รวบรวม ขอ้ มูล บรรยาย พรรณนา เสนอผลงาน จากการศึกษา พบว่า จิตตวิสุทธิในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เป็นการฝึกสมาธิให้ตั้งม่ัน ในอารมณ์เดียว เพื่อจะเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนาต่อไป จะมีเพียงสมาธิท่ีแนบแน่นอยู่ ในสมถารมณ์หรอื วิปัสสนารมณ์ท่ี เกดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เน่ืองสมาธิดังกล่าวเป็นจิตตวสิ ุทธิอย่างแทจ้ ริง จิตที่มสี มาธิร่วมน้ัน ย่อมจะหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยกำลังของสมาธิ องค์ธรรมได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ในจิตตวิสุทธิ เข้าถึงระดับจิตตวิสุทธิมี ๓ ประเภท

ภาคผนวก ๑๔๒ ได้แก่ (๑) อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้ฌาน, สมาธิใกล้จะแนบแน่น (๒) อัปปนาสมาธิ สมาธิแนบแน่น(๓) ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ สมาธิสองประการแรก คือ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ กล่าวไว้ตาม สมถยานิก ผู้เจริญสมถะเป็นบาทของวิปัสสนา ส่วนขณิกสมาธิ กล่าวไว้ตามวิปัสสนายานิกผู้เจริญวิปัสสนา โดยตรง อุปจารสมาธิเป็นกามาวจรสมาธิที่เกิดแก่ผู้เจริญสมถภาวนา ผู้ท่ีบรรลุปฏิภาคนิมิตในขณะที่ ปราศจากนิวรณ์ธรรมแลว้ หรอื สามารถรับร้พู ระพุทธคณุ เป็นต้นได้อยา่ งชดั เจน หมายถึง สมาธิในกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑ พรหมวิหาร ๔ และอารุปปกรรมฐาน ๔ โดยตรง หมายถึง อนสุ สติ ๘ ปฏิกลู สัญญา และธาตวุ วตั ถานโดยอ้อม เพราะกรรมฐาน๑๐ อย่างเหล่าน้ี ทำให้บรรลุถึงสภาวะท่ี ปราศจากนิวรณ์ได้ แต่ไม่อาจทำให้บรรลุฌานได้ จึงจัดเป็นอุปจารสมาธิโดยอ้อมอัปปนาสมาธิเป็นสมาธิท่ี แนบแน่นอยใู่ นกสิณารมณ์เป็นต้น ทก่ี ำลังเพ่งอยู่หมายถงึ สมาบัติ ๘ หรือ รปู ฌาน ๔ หรอื รูปฌาน ๕ และ อรูปฌาน ๔ ขณิกสมาธเิ ป็นสมาธิทเี่ กิดชว่ั ขณะเม่ือกำหนดรสู้ ภาวธรรมอยู่ ย่อมปรากฏข้ึนเมอ่ื จติ ตงั้ มั่น ใน อารมณ์ปัจจุบัน ท่ีเป็นรูปนามอย่างต่อเนื่อง ปราศจากนิวรณ์ ในขณะที่ อินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธาวิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา มีกำลังสม่ำเสมอกันแก่ผู้เจริญวิปัสสนาภาวนาผู้ที่เจริญวิปัสสนาโดยอาศัยอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ชื่อว่า สมถยานิก คอื ผู้ดำเนินไปสูม่ รรค ผล และนิพพานด้วยสมถยาน สมาธิ ทั้งสองอย่าง น้ันจึงเป็นจิตตวิสุทธิ ซ่ึงเป็นท่ีอาศัยของสมถยานิก ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่อาศัยสมาธิท้ัง สองน้ัน ชื่อว่า สุทธวปิ ัสสนายานกิ คือ ผู้ดำเนินไปสู่มรรค ผล และนพิ พานด้วยวปิ ัสสนายานล้วน ๆ บคุ คล ประเภทนี้ มีขณิกสมาธิอย่างเดียวเป็นจติ ตวสิ ุทธิ จากการศึกษาพบว่า สมถยานิกผู้ปรารถนาจะบรรลุ ธรรม ควรพยายามเจริญฌานขั้นใดขั้นหนึง่ ในฌาน ๔ ก่อนเมื่อเขา้ ถึงฌานแลว้ ควรปฏิบัตใิ ห้คล่องแคล่วแล้ว จึงใช้ฌานเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญวิปัสสนา ถึงกำหนดรู้อารมณ์ท่ีปรากฏชัดอันได้แก่ นามธรรม คือ ฌานจิตตุปบาท ในปัจจุบันขณะนั้น หทัยรูปอันเป็นที่ตั้งของจิต หรือรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่ เกิดข้ึนกับ จิต ส่วนวิปัสสนายานิก ท่ีเร่ิมเจรญิ วิปัสสนาเปน็ ลำดับแรก โดยมิได้เจริญสมถภาวนา มาก่อนควร เจริญธาตุกรรมฐาน เพื่อให้เกิดวิปัสสนาขณิกสมาธิ อย่างต่อเนื่องไม่ส่งจิตไปหาอารมณ์ภายนอก เม่ือจิตจด จ่ออยู่กับสภาวะปัจจุบันก็จะเกิดจิตตวิสุทธิสามารถยังวิปัสสนามรรคให้เกิดขึ้นได้ ดังน้ันการปฏิบัติธรรม ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จึงเป็น ส่ิงท่ีต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เรียกว่า เดินทางสายเอกด้วยตัวเพียงคน เดียว เม่ือถึงท่ีสุดแห่งทางที่เดินแล้วกถ็ ึงคนเดียวรู้จักพระนิพพานเพียงคนเดียว และได้รับผลของการปฏิบัติ ธรรมเพียงคนเดียวเท่านัน้ ผู้อน่ื ไมร่ แู้ ละไม่ได้รบั ผลอนั เกดิ จากการปฏิบัติธรรมได้ ดงั คำวา่ “อันผู้รู้ จะพึงรไู้ ด้ เฉพาะตน”

ภาคผนวก ๑๔๓ รหสั ๓๑–๕๔ แบบบนั ทกึ ข้อมลู งานวทิ ยานิพนธ์ ชือ่ วิทยานิพนธ์ ศกึ ษาอธิโมกข์ ในการปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนาภาวนาตามหลักสติปฏั ฐาน ๔ ผ้วู ิจัย (A Study of Adhimokkha in Vipassanābhāvanā in Accordance with the Four Foundations ปรญิ ญา of Mindfulness ) ปี พระครปู ลดั ศุภชัย ปริชาโน (ฉตั รค)ู่ วตั ถุประสงค์ พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวิปสั สนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย การทบทวน ๒๕๕๔ เอกสารและ ๑. เพ่ือศกึ ษาการปฏบิ ัติวปิ สั สนาภาวนาตามหลกั สตปิ ฏั ฐาน ๔ ท่ีปรากฏในคัมภรี พ์ ระพทุ ธศาสนาเถร งานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง วาท ๒. เพอ่ื ศึกษาอธโิ มกข์อนั เป็นวิปัสสนูปกิเลสท่ีปรากฏในคัมภรี พ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท นิยามศัพท์ ๑. หลักปฏิบัติวิปัสสนา ได้แก่ นิยามความหมายวิปสั สนา (วเิ คราะห์วิปัสสนาโดยสัททนัย วิเคราะห์ วิธีดำเนินงาน วิปัสสนาโดยอัตถนัย การเจริญวปิ ัสสนา ๒ วิธ)ี สติปัฏฐาน ๔ (วิเคราะห์สติปัฏฐาน ๔ โดยสทั ทนัย วิจยั วิเคราะห์สติปัฏฐาน ๔ โดยอัตถนัย องค์ธรรมของสติปัฏฐาน) วิปัสสนาภูมิ ๖ (สงเคราะห์วิปัสสนา ภูมิเป็นรูปนาม วิเคราะห์ศัพท์“ขนฺธ” ตามหลักสัททนัย ความหมายของ“ขนฺ ธ” ตามหลักอัตถนัย สรปุ โสฬสญาณ) ผลการวิจัย ๒. อธิโมกข์ท่ีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท นิยามความหมายอธิโมกข์ (ความหมาย อธิโมกข์โดยสัททนัย ความหมายอธิโมกข์โดยอัตถนั้ย องค์ธรรมของอธิโมกข์) ลักขณาทิจตุกกะ ของอธิโมกข์ วิปัสสนูปกิเลส อธิโมกข์ในคัมภีร์ (ประวัติและความเกิดขึ้นของอธิโมกข์ในมัชฌิม นิกาย ความเกิดข้ึนของอธิโมกข์ในขุททกนิกาย อธิโมกข์ในคัมภีร์วิงค์แห่งพระอภิธรรมปิฎก อธโิ มกขใ์ นคัมภีรแ์ หง่ ปุคคลบัญญตั ิ แหง่ พระอภิธรรมปฎิ ก) ๓. อธิโมกข์ในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ แนวทางการเจริญสติปัฏฐาน ๔ (หลักในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ความเป็นมาของการปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนาแบบพอง–ยุบ วิธีการปฏิบัติแบบพอง – ยุบ) วิธีปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ สภาวะอธิโมกข์ท่ปี รากฏในอทุ ยพั พยญาณ การปฏิบตั ิต่ออธิโมกข์ ๑. อธิโมกข์ คือ อธิโมกขท์ เ่ี กดิ จากการเจริญวปิ สั สนาภาวนาตามหลกั สตปิ ัฏฐาน ๔ เท่าน้ัน ๒. วปิ ัสสนปู กิเลส คือ อธโิ มกขท์ เ่ี กดิ ขึ้นในตรณุ อุทยัพพยญาณเท่านั้น ในวิปัสสนูปกิเลส ๓. วิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การกาหนดสติปัฏฐานดาเนินไปในกาย เวทนา จติ และธรรม ตรงตามความเป็นจรงิ เมอ่ื เกิดปญั ญารู้แจ้งรูปนามโดยความเป็นอนิจจัง ทกุ ขงั อนตั ตา การวิจัยท้ังเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ดังต่อไปนี้ (๑) การศึกษาภาคเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหลักปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ที่ ปรากฏในคมั ภรี ์พระไตรปิฎกฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั อรรถกถา ฎีกา และงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง ท่ี ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (๒) การศึกษาอธิโมกข์ที่ปรากฏอันเป็นวิปัสสนูปกิเลส ตามท่ี ปรากฏในคัมภีรพ์ ระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา ท่ีปรากฏใน คัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท แล้วสรุปผลข้อค้นพบ เพื่อนำเสนอแบบบรรยายเชิงพรรณนา โดยศึกษา หลักการ วธิ กี ารปฏิบตั วิ ปิ ัสสนาภาวนา การกำหนดระลึกรู้ในรูปนาม เรียกว่า สติปัฏฐาน หมายถึง สถานท่ีอันเป็นที่ต้ังสติในทางพระพุทธศาสนา เถรวาท ๔ ประการ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ดังแสดงองค์ประกอบของสติปัฏฐาน ๔ ในต่อไปน้ี

ภาคผนวก ๑๔๔ ขอ้ เสนอแนะ สติปัฏฐาน ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ ฐานกาย ๖ ประการ คือ อานาปานะ อิริยาบถ สัมปชัญญะ ปฏิกูล มนสิการ ธาตุมนสิการ และนวสีวถกิ ะ ฐานเวทนา ๙ ประการ คือ สุข ทุกข์ เฉย ท่ีประกอบในอามิส ๓ และท่ีประกอบในนิรามิส ๓ ฐานจิต ๑๖ ประการ แบ่ง เป็น ๘ คู่ คือ ราคะ ไม่มีราคะ โทสะ ไม่มีโทสะ โมหะ ไม่มีโมหะ หดหู่ ไม่หดหู่ มหัคคตะ ไม่เป็นมหัคคตะ อุตตร อนุตตร ต้ังมั่น ไม่ตั้งมั่น และหลุดพ้น ไม่ หลุดพน้ ฐานธรรม มี ๕ หมวด คือ นิวรณ์ อุปาทานขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ และสัจจะ สรปุ ได้ว่า สติปัฏ ฐาน ๔ ได้รูป ๑ กับนาม ๓ ประการ ซึ่งการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ชื่อว่า ภาวนา ดังหลักฐานที่ ปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย อรรถกถาว่า ชื่อว่าการไม่ถูกต้องธรรมบางอย่าง ในกายเวทนาจิตและธรรม ท้ังหลายแล้ว ภาวนาไม่มีเลย ดังนั้น การเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ การระลึกรู้ไปในอารมณ์รูปและนามชื่อ การกำหนดรู้สัจจะ ๓ อันเป็นญาณชั้นโลกิยะเท่าน้ัน คือ การกำหนดรู้ทุกขสัจจ์ด้วยการกำหนดรู้นามและ รูป กระทำมาก่อนแล้วในทิฏฐิวิสุทธิ การกำหนดรู้สมุทยสัจจ์ด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย กระทำมาแล้วใน กังขาวิตรณวิสุทธิ การกำหนดรู้มัคคสัจจ์ ด้วยการจำกัดแต่เพียงมรรคโดยชอบ กระทำแล้วในมัคคามัคค ญาณทัสสนวิสุทธิ ความรู้ว่าทางและมิใช่ทางน้ี ช่ือว่า ได้เกิดวิปัสสนา เพราะการรู้แจ้งเห็นจริงว่ารูปนาม เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง และเป็นอนัตตา อย่างชัดเจนทาให้มีความก้าวหน้าในญาณต่อไป อธิโมกข์ หมายถึง ความตัดสินใจเช่ือโดยอาศัยวิปัสสนาญาณที่ดำเนินไป พบสภาวธรรมวิเศษ ๙ ในอุปกิเลส ๑๐ คือ แสงสว่าง (โอภาส) ความรู้ (ญาณ) ความอิ่มใจ (ปีติ) ความสงบ (ปัสสัทธิ) ความสุข (สุข) ความ นอ้ มใจเช่ือ (อธิโมกข์) ความเพียร (ปัคคาหะ) สติ (อุปัฏฐาน)ความวางจิตเป็นกลาง (อุเบกขา) เพราะ สภาวธรรมดังกลา่ วจงึ ทำให้ผู้ปฏิบัตมิ ั่นใจในการปฏิบตั ิของตนว่า เป็นพระธรรมจริงแท้แน่นอน จึงตัดสินใจ เช่ือโดยไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาในปัจจุบันเลย ทำให้เกิดความพอใจ (นิกันติ) ในคุณธรรมที่ตนพบในการ ปฏิบัตคิ ดิ ว่า ส่งิ เหล่าน้นั เปน็ มรรคผล นิพพาน ความเขา้ ใจเชน่ น้ีทา่ นเรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวสิ ุทธิ ในการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานนั้นอธิโมกข์ปรากฏในหมวดธัมมานุปัสสนาซึ่งตรงกับ หลักฐานในคัมภีร์ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรคเร่ือง ธัมมุทธัจจะ หมายความว่า อธิโมกข์ ช่ือว่า อุทธัจจะ น่ันเอง ท่านให้เหตุผลว่า ผู้ท่ีหลงใหลในธรรมวิเศษที่เป็นปรากฏการณ์ในวิปัสสนาอ่อน ซ่ึงเป็นปัญญาท่ียัง ไมแ่ ก่กลา้ ด้วยอำนาจแหง่ ความยนิ ดีพอใจในผลของการปฏบิ ัติท่ีเกิดขึน้ กับตน จนเป็นเหตุให้วิปัสสนาญาณ เศร้าหมองไม่ผอ่ งใส ความหลงใหลใน อมัคคะ ว่าเป็นมคั คะน้ที ่านเรยี กว่า ความฟ้งุ ซ่านในทางธรรมหรือ ในการปฏิบัติ ซ่ึงต่างจากความฟุ้งของคนท่ัวไป ความฟุ้งน้ีเป็นธรรมที่ละเอียดประณีตเป็นสิ่งท่ีรู้ไม่ได้ด้วย การนึกคิดพิจารณาใดๆ สำหรับท่านผู้อยากรู้ว่าเป็นเช่นไร แตกต่างกันอย่างไรควรท่ีจะปฏิบัติตามหลักสติ ปัฏฐานเถิดเม่ือกล่าวถึงอธิโมกข์ในลาดับแห่งญาณปัญญาที่รู้เห็นความเกิดขึ้นและความดับไป ช่ือว่า อุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ ๔ ในญาณ ๑๖ แต่เป็นญาณที่ ๒ ในญาณ ๑๐ และเป็นญาณที่ ๑ ในญาณ ๙ ดังน้ัน อุทยัพพยญาณ ที่พบในงานวิจัยน้ีมี ๒ อย่าง คือ ๑. อุทยัพพยญาณอย่างอ่อน (ตรุณอุทยัพพย ญาณ) เป็นญาณที่มีวิปัสสนูปกิเลสอยู่ ซ่ึงอยู่ในช่วงแห่งวิสุทธิ คือ รู้ว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง (มัคคามัคค ญาณทัสสนวิสุทธิ) ๒. อุทยพั พยญาณอย่างแก่ (พลวอุทยัพพยญาณ) เป็นปัญญาที่เห็นความเกิดดับของ รูปนามผ่านวิปัสสนูปกิเลสไป จัดเข้าในวิสุทธิท่ี ๖ คือ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นความแน่วแน่แห่ง ปฏปิ ทาเป็นความรู้อยา่ งบริสุทธใิ์ นหนทางทจี่ ะบรรลุมรรค ผล นิพพานมหี ลักฐานในคมั ภีรว์ ิสุทธมิ รรคแสดง ว่า วิปัสสนูปกิเลส จะไม่เกิดขึ้นแก่ พระอริยสาวกผู้บรรลุปฏิเวธแล้ว ผู้ปฏิบัติผิด ผู้ละทิ้งกรรมฐาน บุคคล เกียจครา้ นดังนน้ั อธิโมกข์ จงึ ไม่เกิดกบั บุคคลดังกลา่ ว แนน่ อน ควรมีการศกึ ษาเปรียบเทียบอธิโมกข์กับคัมภีร์ฝ่ายมหายาน

ภาคผนวก ๑๔๕ รหัส ๓๒-๕๔ แบบบันทึกขอ้ มูลงานวิทยานพิ นธ์ ชื่อวิทยานิพนธ์ ศึกษาหลกั ธรรมในอนปุ ทสูตรกบั การปฏบิ ตั วิ ิปสั สนาภาวนา (A Study of the Doctrinal Principles in the Anupada-Sutta and the Practice of ผูว้ ิจยั Vipassanābhāvanā) ปริญญา พระพงษ์สิทธิ์ พาหิโย (เทพอารีนันท์) ปี พทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วตั ถุประสงค์ ๒๕๕๔ การทบทวน ๑. เพื่อศึกษาถึงหลกั ธรรมท่ีปรากฏในอนุปทสูตร เอกสารและ ๒. เพ่ือศกึ ษาวิธกี ารนาหลกั ธรรมในอนปุ ทสตู รไปประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏิบัตวิ ปิ ัสสนา งานวจิ ยั ที่ เกี่ยวขอ้ ง ๑. หลักธรรมในอนุปทสูตร ได้แก่ ความหมายของอนุปทสูตร เหตุเกิดของอนุปทสูตร หลักธรรมใน อนปุ ทสูตร ผลทเ่ี กิดจากแสดงอนปุ ทสตู ร องค์ธรรมที่เปน็ บาทฐานของวปิ สั สนา นยิ ามศัพท์ ๒. หลกั วิปัสสนาที่ปรากฏในอนุปทสตู ร ไดแ้ ก่ ความหมายของวิปัสสนา . หลักธรรมปฏิบัตวิ ิปสั สนาที่ วิธีดำเนินงาน ปรากฏในอนุปทสูตร ประเภทของวิปัสสนา อารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนา หลักสติปัฏฐาน ๔ วิจัย การกาหนดรู้สภาวธรรมที่เกิดจากสมาธิ สรปุ ผลการวิจัย ๓. การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักธรรมในอนุปทสูตร ได้แก่ หลักการในการปฏิบัติของรูปฌาน หลักการในการปฏิบัติของอรูปฌาน องค์ฌานท่ีเป็นปฏิปักษ์กับนิวรณ์ วิธีการปฏิบัติเพ่ือบรรลุรูป ฌาน วิธกี ารปฏิบตั ิเพอ่ื บรรลอุ รูปฌาน สภาวธรรมทก่ี ำหนดรู้ในองคฌ์ าน วธิ ีการเจริญอนุปทธัมม วิปสั สนา ๑. หลักธรรม หมายถงึ หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกบั การปฏบิ ตั ิวิปัสสนาภาวนา ๒. อนุปทสูตร หมายถึง ช่ือพระสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ ท่ีมีเน้ือหาในพระไตรปิฎกภาษาไทยเล่มที่ ๑๔ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตง้ั แตข่ ้อ ๙๓ -๙๗ และ หนา้ ๑๑๐ -๑๑๕ ๓. วปิ ัสสนาภาวนา หมายถึง การกาหนดรู้ กาย เวทนา จติ ธรรม จนจิตเกิดปญั ญาในการร้แู จง้ เหน็ ตาม ความเป็นจริง จติ เกดิ ปัญญาเห็นพระไตรลักษณ์ เปน็ เหตุใหถ้ อนความหลงผดิ ในสงั ขารเสียได้ ๔. สมถกมั มัฏฐาน หมายถงึ การอบรมจติ ให้เกิดสมาธใิ ห้มคี วามสงบทางใจ ๕. สมถยานกิ หมายถงึ ผทู้ ฝี่ กึ สมาธิมากอ่ นจนได้ฌาน แล้วมาเจริญวปิ ัสสนาภายหลงั ๖. วปิ ัสสนายานิก หมายถงึ ผูเ้ จรญิ วปิ ัสสนาล้วนโดยใช้เพยี งขณิกสมาธิเป็นพืน้ ฐานในการเจริญวิปัสสนา วิธีการคน้ คว้าจากเอกสาร (Documentary Research) โดยที่จะมุ่งเนน้ ประเด็นทเ่ี กี่ยวกับหลักธรรมในการ ปฏิบัติวิปัสสนาในอนุปทสูตร ซึ่งมีเน้ือหาในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ ภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัยพุทธศักราช ๒๕๓๙ โดยศึกษา ดังนี้ ๑) ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางด้านพระพุทธศาสนาเถร วาทในคัมภีรพ์ ระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนฎุ ีกา ปกรณ์วิเสส รวมทั้งเอกสารวชิ าการและรายงานการวิจัยที่ เกี่ยวข้องท่ีนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาเถรวาทได้เรียบเรียงไว้ ๒) นำข้อมูลจากการศึกษามาเรียบเรียง แล้วนำเสนอให้ผเู้ ชย่ี วชาญควบคุมวิทยานิพนธต์ รวจสอบความถกู ต้อง อนุปทสูตรเป็นพระสูตรหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๔ ในหมวดอนุปทวรรค สูตรท่ี ๑ เป็นพระ ธรรมเทศนาท่ีมีการบรรยายแบบโวหารมีใจความกะทัดรัด โดยพระสูตรน้ี พระพุทธองค์ทรงตรัสกับภิกษุ ทง้ั หลาย ถงึ การบรรลุธรรมไปตามลำดับบทของพระสารีบตุ ร หรอื การปฏิบัตวิ ิปัสสนาด้วยการเหน็ แจ้งธรรมไป ตามลำดับด้วยอำนาจของฌานสมาบัติ จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ได้พบหลักธรรมที่เป็นแนวการในปฏิบัติ วิปัสสนา ที่พระสารีบุตรได้กำหนดรู้สภาวธรรมที่ปรากฏในองค์ฌานไปตามลำดับ โดยในการกำหนดรู้สภาวะ

ภาคผนวก ๑๔๖ ขององค์ฌานนั้น เบ้ืองต้นท่านได้เข้าปฐมฌาน จากน้ันจึงออกจากปฐมฌาน แล้วจึงได้กำหนดเอาสภาวธรรม ๑๖ ประการ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วริ ิยะ สติ อุเบกขา และมนสิการ ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่เกิดข้ึนมากำหนดพิจารณา โดยสภาวธรรมท่ีปรากฏข้ึน นั้นเมอื่ สงเคราะห์เข้าในอารมณ์วิปัสสนาแล้ว คือขนั ธ์ ๕ หรือรูปนาม การปฏิบัติวิปัสสนาจะมีแนวทางการ ปฏิบตั ิท่สี ำคัญๆ ด้วยกนั ๒ ประเภทคือ การปฏบิ ตั ิวิปสั สนาโดยมีสมถนำหนา้ หรอื สมถยานิก และการปฏบิ ัติ โดยมีวิปัสสนานำหน้าหรือวิปัสสนายานิก ซ่ึงแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนาในอนุปทสูตรนี้เป็นการปฏิบัติโดย อาศัยองค์ฌาน หรอื สมาธิเป็นบาทฐาน จึงเปน็ การปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาโดยมีสมถนาหนา้ ซึ่งในข้ันตอนแรกเป็นการ ปฏิบัติให้เกิดสมาธิหรือองค์ฌานเสียก่อน แล้วจึงอาศัยสภาวธรรมหรือรูปนามที่เกิดจากฐานของสมาธิหรือใน องค์ฌานมากำหนดรู้ โดยพิจารณาเห็นถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา การปฏิบัติวิปัสสนาโดยวิธีน้ี เป็นการปฏิบัติโดยใช้ฌานเป็นบาทฐาน โดยเข้าปฐมฌานแล้วจึงเจริญวิปัสสนาเป็นการกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ที่ ปรากฏในปฐมฌานนั้น โดยเข้าฌานไปตามลาดับจนถงึ นิโรธสมาบัตหิ ลังจากนั้นจงึ กำหนดรรู้ ูปนามทีป่ รากฏใน ฌานนั้นๆ ตามความเป็นจริง การปฏิบัติวิปัสสนานั้น สิ่งท่ีจะต้องขาดเสียไม่ได้คือ อารมณ์ของวิปัสสนาหรือ วิปัสสนาภูมิ ๖ โดยมีขันธ์ ๕ เป็นต้น เม่ือสรุปแล้ว คือ รูปนาม เม่ือกำหนดรูปนามจึงเป็นการเจรญิ วิปัสสนา ครบท้ัง ๖ ภูมิ ซ่ึงการกำหนดวิปัสสนานั้นเป็นการเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือการพิจารณากาย การพิจารณา เวทนา การพิจารณาจิต และการพิจารณาธรรม การกำหนดรู้ในฐานท้ัง ๔ น้ีจึงเป็นการกำหนดรู้รูปนามใน วปิ ัสสนาภมู ิ การเจริญสติปัฏฐานของพระสารีบุตรนั้นท่านกำหนดสภาวธรรม ว่า ก่อนท่ีจะเข้าฌานนั้น สภาวธรรมท้ังหลายเหล่านี้ยังมิได้มีปรากฏ โดยมาปรากฏก็ตอนน้ีนี่เอง ครั้นปรากฏเกิดข้ึนแล้วก็กลับดับ หายไป โดยที่ท่านได้เข้าฌานตามลำดับไปเร่ือยๆ ทั้งรูปฌานและอรูปฌานและได้นาเอาสภาวธรรมในองค์ ฌานเหล่านั้นมากำหนดพิจารณา ในการกำหนดพิจารณาสภาวธรรมนั้นก็คือการกำหนดสติปัฏฐาน จาก การศึกษาพบว่า วิธีการปฏิบัติวปิ ัสสนาตามแนวทางอนุปทสูตรน้ันเป็นการปฏิบัติวิปสั สนาโดยใช้สมาธิเป็น ฐานเสียก่อน โดยที่ผู้ปฏิบัติต้องเข้าปฐมฌานและออกจากปฐมฌาน แล้วจึงนำสภาวธรรมที่ปรากฏนั้นมา กำหนดพิจารณา โดยสภาวธรรมในปฐมฌานก็มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และธรรมสัมปยุตธรรมที่ ปรากฏข้ึน ในการกำหนดรู้วิตกพึงกำหนดวา่ วิตกมีลักษณะเป็นธรรมที่จิตยกขึ้นสู่อารมณ์ หรืออาจจะเรียกอีก อย่างหนึ่งว่า การตรึกนกึ คดิ น่ันเองเมอ่ื วิตกเกิดขนึ้ ก็ร้ชู ัดว่าสภาวธรรมน้ี มีการตั้งอยู่ และก็มีการดบั ไป การที่ ผูป้ ฏิบัติกำหนดรู้นัน้ เป็นการปฏบิ ัติวิปัสสนาตามหลกั สติปัฏฐาน หรือจะกำหนดรสู้ ภาวะของวิจารว่า วิจารน้ี เป็นสภาวธรรมทใี่ คร่ครวญในอารมณ์ ความตรติ รองเปน็ สภาวะท่จี ิตสืบเน่ืองต่อจากวติ ก สภาวะของวิจารน้ีก็มี ลักษณะเกิดข้นึ ตั้งอยู่ และดับไปเชน่ เดยี วกับวิตก การกำหนดรเู้ ช่นนี้กเ็ ป็นการกำหนดรใู้ นสติปัฏฐาน และเม่ือ กำหนดพิจารณาปีติ ก็ย่อมรู้ชัดว่าปีติน้ี เปน็ ธรรมทีย่ ินดีพอใจในอารมณ์ โดยในการกำหนด วติ ก วิจาร ปีติ จึง เป็นการกำหนดสังขารขันธ์หรือความปรุงแต่งของจิตท่ีปรากฏในปฐมฌาน การกำหนดเช่นนี้จึงเป็นการเจริญ สติปัฏฐานในหมวด ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานผู้ปฏิบัติสามารถเข้าปฐมฌาน และออกจากปฐมฌานแล้ว กำหนดสภาวธรรมที่ปรากฏขึ้นมาพิจารณาถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แล้วจึงได้เข้าทุติยฌานและออก จากทุติยฌานนำเอา สภาวะในองค์ทุติยฌานมากำหนดพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา โดยสามารถเข้าฌานไปตามลาดับแห่งฌานสมาบัติ สภาวธรรมท่ีปรากฏขึ้นดังท่ีกล่าวมานี้ เป็น สภาวธรรมท่ีเกิดจากการปฏิบัติโดยมีองค์ฌานเป็นบาทฐาน แล้วพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ เหล่าน้ีเป็นพระ ไตรลักษณ์ การกำหนดเหน็ สภาวธรรมต่างๆ เหลา่ น้ีเปน็ การกำหนดสตปิ ัฏฐาน ซ่ึงวธิ กี ารดงั กล่าวเปน็ การเจริญ วิปัสสนาหรือการกำหนดสตปิ ัฏฐานตามแนวหลักธรรมในอนปุ ทสูตร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook