พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 78มรี ปู นัน้ เปน อารมณยอมตง้ั อยไู มไ ด. บทวา ย อนุมยิ ยฺ ติ ความวา รปู ใดตายไปตามความครุนคิดใด. บทวา เตน สงุ ฺข คจฉฺ ติ ความวา ดว ยความครุนคิดนั้น บคุ คลยอมถงึ การนบั วา รัก โกรธ หลง อกี อยา งหน่งึคําวา ย เปน ตตยิ าวภิ ัตติ ความวา บคุ คลยอ มถงึ การนับวา รกั โกรธหลง ดว ยความครุนคิดถึงรปู ท่ีตายไปนัน้ . จบ อรรถกถาภิกขสุ ูตรท่ี ๒ ๕. อานันทสูตรที่ ๑ วา ดว ยความเปน อนจิ จังแหงขันธ ๕ [๗๙] กรุงสาวตั ถี ฯลฯ ครงั้ นั้นแล ทา นพระอานนทอ อกจากทพี่ ักผอ นในเวลาเย็น เขาไปเฝาพระผูมีพระภาคเจา ถึงทีป่ ระทบัถวายบงั คมพระผูม ีพระภาคเจาแลว น่ัง ณ ท่คี วรสวนขา งหนงึ่ คร้นั แลวพระผมู พี ระภาคเจา ไดตรสั กะทานพระอานนทวา ดกู อนอานนท ถาภิกษุทงั้ หลายพึงถามเธออยางน้ีวา ทานอานนท ความเกดิ ขน้ึ แหง ธรรมเหลา ไหนยอ มปรากฏ ความเสอ่ื มแหง ธรรมเหลาไหนยอมปรากฏความเปนอยา งอ่นื แหงธรรมเหลา ไหนท่ตี ้ังอยูแลวยอมปรากฏ ดงั นไ้ี ซรเธอถูกถามอยางน้แี ลว จะพงึ พยากรณวาอยา งไร. ทานพระอานนทก ราบทูลวา ขาแตพระองคผ ูเจรญิ ฯลฯขา พระองคถูกถามอยา งนี้ พึงพยากรณอยางนี้วา ดูกอนอาวโุ สท้ังหลายความบังเกดิ ขน้ึ แหง รปู แลยอ มปรากฏ ความเส่ือมแหงรปู ยอมปรากฏความเปนอยางอื่นแหง รปู ท่ีต้ังอยแู ลวยอมปรากฏ ความบังเกดิ ข้นึ แหงเวทนา ฯลฯ สญั ญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณยอ มปรากฏ ความเสอ่ื มแหงวญิ ญาณยอมปรากฏ ความเปนอยา งอืน่ แหงวิญญาณทต่ี ัง้ อยูแลวยอ มปรากฏ
พระสุตตนั ตปฎ ก สงั ยุตตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 79ดกู อ นอาวโุ สทัง้ หลาย ความบังเกดิ ข้นึ แหงธรรมเหลานแี้ ลยอ มปรากฏความเสอื่ มแหง ธรรมเหลา นีแ้ ลยอ มปรากฏ ความเปน อยางอืน่ แหงธรรมที่ตง้ั อยูแลว ยอ มปรากฏ ขาแตพระองคผเู จรญิ ขาพระองคถกู ถามอยางน้แี ลวพึงพยากรณอ ยางนี้แล. [๘๐] พ. ถูกแลว ถกู แลว อานนท ความบงั เกดิ ขึ้นแหง รปู แลยอ มปรากฏ ความเสอ่ื มแหง รปู แลยอ มปรากฏ ความเปน อยางอน่ื แหงรูปทีต่ ้ังอยูแลวยอ มปรากฏ ความบงั เกดิ ขึ้นแหงเวทนา ฯลฯ สัญญาฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณยอมปรากฏ ความเส่อื มแหงวิญญาณยอมปรากฏ ความเปนไปอยา งอืน่ แหงวิญญาณท่ีตั้งอยแู ลวยอ มปรากฏดูกอนอานนท ความบังเกิดขน้ึ แหง ธรรมเหลานแ้ี ลยอมปรากฏความเส่ือมแหง ธรรมเหลาน้แี ลยอ มปรากฏ ความเปน อยา งอืน่ แหงธรรมเหลา น้ที ่ตี งั้ อยูแลว ยอมปรากฏ ดูกอ นอานนท เธอถกู ถามอยา งน้ีแลว พงึ พยากรณอ ยา งนี้. จบ อานนั ทสูตรท่ี ๑ อรรถกถาอานนั ทสตู รที่ ๑ ในอานนั ทสตู รที่ ๑ มีวนิ จิ ฉัยดังตอไปนี้ :- บทวา ิตสฺส อฺถตตฺ ปฺายติ ความวา เมื่อรปู ยงั ดํารงอยูคอื เปนอยู ชรายอ มปรากฏ. กค็ ําวา ติ ิ เปนชือ่ ของการหลอ เลีย้ งกลาวคอื ชีวิตนิ ทรยี . คําวา อฺ ถตตฺ เปนชือ่ ของชรา. ดวยเหตุนน้ัโบราณาจารยทงั้ หลายจงึ กลาววา อปุ ฺปาโท ชาติ อกฺขาโต ภงโฺ ค วุตโฺ ต วโยติ จ อฺ ถตฺต ชรา วตุ ตฺ า ติ ิ จ อนุปาลนา.
พระสุตตันตปฎ ก สังยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 80 ความเกดิ ขึน้ เรียกวา ชาติ ความดบั เรียกวา วยะ ความแปรปรวน เรยี กวา ชรา ความหลอ เล้ียง เรียกวาฐติ ิ ขนั ธแตล ะขนั ธม ลี กั ษณะ ๓ อยา ง คอื อปุ ปาทะ ชรา และภังคะ ดว ยประการฉะน้ี ทพี่ ระองคห มายถึงตรัสไวว า ดูกอ นภิกษุทงั้ หลาย สงั ขตลักษณะแหง สังขตะเหลา น้ีมี ๓ อยาง ดังน.ี้ ในคํานัน้ทช่ี ่ือวา สังขตะ ไดแ กส ังขารชนดิ ใดชนิดหนึ่งทเี่ กิดแตปจ จยั . แตสงั ขารไมช่อื วาลักษณะ และไมช ือ่ วาสงั ขาร ดว ยวา เวน ลักษณะเสยี ใครๆไมอาจจะบัญญัติสงั ขารได ทง้ั เวน ลักษณะเสยี กช็ ่ือวา สังขารไมไ ด.แตสังขารก็ยอมปรากฏดวยลกั ษณะ. เหมอื นอยา งวา แมโคนั่นแหละไมจ ดั เปนลักษณะ. ลกั ษณะนนั่ แหละเปน แมโค. แมละลกั ษณะเสีย ก็ไมอาจบญั ญตั แิ มโคได แมล ะแมโ คเสยี กไ็ มอ าจบัญญัตลิ ักษณะได แตแมโดยอมปรากฏดวยลักษณะฉันใด ขอ อุปไมยน้ีกพ็ ึงทราบฉันนน้ั . บรรดาขณะทั้ง ๓ นัน้ ในอปุ าทขณะแหงสงั ขารท้งั หลาย สังขารก็ดี อุปาทลกั ษณะกด็ ี ขณะแหง สังขารนนั้ กลา วคือกาละกด็ ี ยอ มปรากฏ. เมอ่ื กลา ววา อุปปฺ าเทติ ยอมเกดิ ขึน้ สังขารก็ดี ชราลักษณะกด็ ีขณะแหง สังขารนนั้ กลา วคอื กาสะกด็ ี ยอมปรากฏ. ในภังคขณะสงั ขารกด็ ี สังขารลักษณะกด็ ี ขณะแหงสงั ขารนัน้ กลา วคือกาละก็ดียอ มปรากฏ. แตอาจารยอ ีกพวกหน่งึ กลาววา ขน้ึ ชอื่ วา ชราขณะแหงอรปู ธรรมทงั้ หลาย ใครๆไมอ าจบัญญัตไิ ด และพระสมั มาสมั พุทธเจาเม่อื ตรัสวา ความเกิดขึ้นแหงเวทนายอ มปรากฏ ความเสอ่ื มแหง เวทนา
พระสตุ ตันตปฎ ก สงั ยุตตนกิ าย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 81ยอมปรากฏ เมื่อเวทนาตั้งอยู ความแปรปรวนยอมปรากฏ ทรงบญั ญัติลกั ษณะ ๓ แมแ หงอรูปธรรม ยอ มไดล กั ษณะ ๓ เหลา นั้น เพราะอาศัยขณะปจ จบุ นั ครน้ั กลา วดังนแ้ี ลว สําเร็จความนั้นตามอาจรยิ คาถานว้ี า อตถฺ ิตา สพพฺ ธมมฺ าน ิติ นาม ปวจุ จฺ ติ ตสเฺ สว เภโท มรณ สพฺพทา สพพฺ ปาณิน ความทธ่ี รรมทั้งปวงเปน ปจจบุ ัน ทา น เรียกวา ฐติ ขิ ณะ ความแตกดบั แหง รูปนัน้ แล ของสรรพสตั วใ นกาลทกุ เมือ่ เรียกวา มรณะ ดังนี้ อน่งึ ทา นยงั กลา ววา พงึ ทราบวา ปาณะปราณดวยอาํ นาจสนั ตติ. กเ็ พราะเหตุท่ีในพระสตู รไมมคี วามแปลกกัน ฉะนนั้ ตามมติของอาจารยก ็ไมพงึ เพิกถอนพระสูตร พึงกระทาํ พระสตู รเทานน้ั เปน สําคญั . จบ อรรถกถาอานันทสูตรท่ี ๑ ๖. อานันทสตู รที่ ๒วาดว ยความเปน อนิจจงั แหงขนั ธ ๕ ในสามกาล [๕๑] กรุงสาวัตถี. ฯลฯ คร้นั แลว พระผมู พี ระภาคเจา ไดตรสั กะทา นพระอานนทวา ดูกอนอานนท ถา ภิกษุท้งั หลายพงึ ถามเธออยา งนวี้ าทานอานนท ความบังเกิดขนึ้ แหงธรรมเหลา ไหนปรากฏแลว ความเสือ่ มแหงธรรมเหลาไหนปรากฏแลว ความเปน อยางอน่ื แหงธรรมเหลา ไหนที่ต้ังอยูป รากฏแลว ความบังเกดิ ข้ึนแหงธรรมเหลาไหนจักปรากฏ
พระสุตตนั ตปฎก สงั ยุตตนิกาย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ที่ 82ความเส่อื มแหงธรรมเหลา ไหนจักปรากฏ ความเปน อยางอ่นื แหง ธรรมท่ตี ง้ั อยแู ลว เหลาไหนจกั ปรากฏ ความบงั เกิดข้นึ แหงธรรมเหลา ไหนยอมปรากฏ ความเส่อื มแหง ธรรมเหลา ไหนยอ มปรากฏ ความเปนอยางอื่นแหงธรรมทีต่ ง้ั อยแู ลวเหลาไหนยอมปรากฏ กอนอานนทเธอถูกถามอยางนี้แลว พึงพยากรณอ ยา งไร. ทา นพระอานนทก ราบทลู วา ขาแตพระองคผเู จรญิ ฯลฯขา พระองคถกู ถามอยา งน้แี ลว พึงพยากรณอ ยางน้ีวา ดกู อนอาวโุ สท้งั หลาย รูปใดแลท่ีลว งไปแลว ดับแลว แปรไปแลว ความบังเกิดขึ้นแหงรูปนน้ั ปรากฏแลว ความเสอ่ื มแหงรูปนั้นปรากฏแลว ความเปน อยางอื่นแหง รูปที่ตง้ั อยแู ลวน้นั ปรากฏแลว เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สงั ขารฯลฯ วญิ ญาณใดท่ลี วงไปแลว ดบั แลว แปรไปแลว ความบงั เกดิ ข้นึแหงวิญญาณนัน้ ปรากฏแลว ความเส่ือมแหงวิญญาณนนั้ ปรากฏแลวความเปน อยา งอ่นื แหง วิญญาณท่ตี ้ังอยูแลวนนั้ ปรากฏแลว ดกู อ นอาวุโสท้งั หลาย ความบงั เกดิ ขึน้ แหง ธรรมเหลานแ้ี ลปรากฏแลว ความเส่ือมแหง ธรรมเหลา น้ีแลปรากฏแลว ความเปนอยา งอน่ื แหง ธรรมทต่ี ้งั อยูแลว เหลา น้ีแลปรากฏแลว ดกู อ นอาวโุ สทั้งหลาย รูปใดแลยงั ไมเ กิดยงั ไมป รากฏ ความบงั เกดิ ขนึ้ แหงรูปนนั้ จกั ปรากฏ ความเสือ่ มแหงรปูนนั้ จักปรากฏ ความเปน อยา งอนื่ แหงรปู ทตี่ ั้งอยแู ลวน้ันจักปรากฏเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สงั ขาร ฯลฯ วิญญาณใดยงั ไมเ กิด ยงั ไมปรากฏ ความบังเกิดข้ึนแหงวญิ ญาณนน้ั จกั ปรากฏ ความเสื่อมแหงวญิ ญาณนั้นจักปรากฏ ความเปน อยางอน่ื แหงวิญญาณท่ตี ง้ั อยูแลวนั้นจกั ปรากฏ กอนอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกดิ ข้ึนแหงธรรมเหลา นี้แลจักปรากฏ ความเส่ือมแหงธรรมเหลา น้แี ลจกั ปรากฏ ความเปน
พระสุตตันตปฎก สังยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ที่ 83อยา งอนื่ แหง ธรรมเหลา นี้ที่ตัง้ อยูแลว แลจกั ปรากฏ ดูกอนอาวุโสทง้ั หลายรปู ใดแลทเ่ี กดิ ทป่ี รากฏ ความบังเกดิ ขึน้ แหงรูปน้นั ยอ มปรากฏความเสอ่ื มแหง รูปนน้ั ยอมปรากฏ ความเปน อยางอ่ืนแหงรูปทีต่ ้งั อยแู ลวน้นั ยอ มปรากฏ เวทนา ฯลฯ สญั ญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดท่เี กดิทป่ี รากฏ ความบังเกิดขึน้ แหง วญิ ญาณนัน้ ยอ มปรากฏ ความเส่อื มแหงวญิ ญาณนน้ั ยอ มปรากฏ ความเปนอยา งอน่ื แหง วิญญาณทต่ี ง้ั อยูแลว นั้นยอ มปรากฏ ดกู อนอาวุโสท้ังหลาย ความบงั เกดิ ขึน้ แหง ธรรมเหลานีแ้ ลยอมปรากฏ ความเส่ือมแหงธรรมเหลา น้แี ลยอ มปรากฏความเปนอยางอืน่ แหงธรรมทต่ี ัง้ อยแู ลว เหลา นี้แลยอมปรากฏ ขา แตพระองคผูเจรญิ ขา พระองคถูกถามอยา งน้ีแลว พึงพยากรณอ ยางนีแ้ ล. [๘๒] พ. ถกู แลว ถูกแลว อานนท รปู ใดท่ลี ว งไปแลว ดับแลวแปรไปแลว ความบังเกดิ ข้นึ แหง รูปนัน้ ปรากฏแลว ฯลฯ๑ ดกู อ นอานนทความบังเกดิ ขนึ้ แหง ธรรมเหลา นี้แลยอมปรากฏ ความเสอื่ มแหงธรรมเหลา นแ้ี ลยอมปรากฏ ความเปนอยา งอ่นื แหงธรรมทีต่ ้ังอยเู หลานแ้ี ลยอ มปรากฏ ดกู อนอานนท เธอถูกถามอยา งนี้แลว พึงพยากรณอยา งน้ี. จบอานนั ทสูตรที่ ๒ อรรถกถาอานนั ทสูตรที่ ๒ ในอานันทสตู รที่ ๒ มเี นื้อความงายท้ังนัน้ จบ อรรถกถาอานนั ทสูตรท่ี ๒๑. แยกเปน เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ทง้ั ๔ กาล เหมอื นขอ ๘๑
พระสตุ ตันตปฎ ก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนาที่ 84 ๗. อนธุ รรมสตู รที่ ๑ วาดว ยความหนา ยในขนั ธ ๕ [๘๓] กรงุ สาวัตถี. พระผูมีพระภาคเจา ไดต รสั วา ภิกษุผปู ฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธรรม ยอ มมีธรรมอนั เหมาะสม คือ พงึ เปนผมู ากไปดว ยความหนา ยในรปู อยู พงึ เปน ผูม ากไปดวยความหนา ยในเวทนาอยู พงึ เปนผมู ากไปดว ยความหนายในสญั ญาอยู พึงเปนผูมากไปดวยความหนา ยในสังขารอยู พึงเปนผูมากไปดวยความหนา ยในวิญญาณอยู ภกิ ษนุ นั้ .เมอื่ เปน ผมู ากไปดวยความหนา ยในรปู ในเวทนาในสญั ญา ในสงั ขาร ในวิญญาณอยู ยอมกําหนดรูรูป เวทนา สญั ญาสงั ขาร วญิ ญาณ เมื่อกาํ หนดรูรปู เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณยอ มหลดุ พนจากรูป ยอ มหลุดพน จากเวทนา ยอมหลดุ พน จากสัญญายอ มหลุดพน จากสงั ขาร ยอมหลดุ พน จากวญิ ญาณ ยอมหลดุ พนจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข โทมนสั อุปายาส เรากลา ววา ยอ มหลุดพน ไปจากทกุ ข. จบ อนุธรรมสตู รท่ี ๑ อรรถกถาอนุธรรมสูตรที่ ๑ ในอนุธรรมสตู รท่ี ๑ มีวินิจฉัยดังตอ ไปน้ี บทวา ธมมฺ านุธมมฺ ปฏปิ นฺนสฺส ความวา ผปู ฏิบัติปพุ พภาค-ปฏปิ ทาอันเปน ธรรมสมควรแกโ ลกุตตรธรรม ๙. บทวา อยมนธุ มโฺ มความวา ธรรมน้เี ปนอนุโลมธรรม. บทวา นิพฺพิทาพหุโล ไดแกเ ปน
พระสุตตันตปฎก สงั ยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 85ผูไมมากไปดว ยความกระสนั . บทวา ปริชานาติ ไดแ กกาํ หนดรูดว ยปริญญา ๓. บทวา ปริมุจฺจติ ไดแ กห ลดุ พน ดว ยปหานปริญญาท่ีเกิดข้ึนในมรรคขณะ. ในพระสูตรน้ี เปน อนั ตรัสเฉพาะมรรคเทา นนั้ ดว ยประการฉะน้.ีในปรญิ ญา ๓ นอกจากนก้ี เ็ หมือนกัน. แตใ นทีน่ ี้ ทา นไมกาํ หนดเอาอนุปส สนา กําหนดเอาในปริญญา ๓ เหลา นัน้ เพราะฉะน้นั แมใ นท่นี ้ีอนุปสสนานัน้ พงึ กําหนดตามท่ีทา นกาํ หนดไวแลวในปริญญา ๓ น่นั แล.จรงิ อยู ในปรญิ ญา ๓ เหลา น้นั เวน อนุปสสนาอยา งใดอยา งหน่ึงเสยีใครๆไมอาจจะเบอ่ื หนายหรือกําหนดรูไ ด. จบ อรรถกถาอนธุ รรมสตู รที่ ๑ ๘. อนธุ รรมสตู รที่ ๒วา ดว ยการพจิ ารณาเห็นอนจิ จงั ในขนั ธ ๕ [๘๔] กรงุ สาวตั ถ.ี ดูกอ นภกิ ษทุ ัง้ หลาย ภิกษุผูป ฏบิ ัตธิ รรมสมควรแกธ รรม ยอมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พงึ เปน ผพู ิจารณาเหน็ ความไมเ ทย่ี งในรปู ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวญิ ญาณอยู เมือ่ เธอพิจารณาเห็นความไมเท่ยี งในรปู ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารในวญิ ญาณอยู ยอ มกําหนดรูรูป เวทนา สัญญา สังขาร วญิ ญาณ เมอ่ืเธอกาํ หนดรูรปู เวทนา สญั ญา สังขาร วิญญาณ ยอ มหลดุ พน จากรปูยอ มหลุดพนจากเวทนา ยอมหลดุ พน จากสญั ญา ยอมหลุดพนจากสงั ขารยอ มหลดุ พนจากวิญญาณ ยอมหลุดพน จากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส เรากลาววา ยอ มหลุดพนจากทุกข. จบ อนุธรรมสตู รท่ี ๒
พระสตุ ตนั ตปฎก สังยุตตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนาที่ 86 ๙. อนธุ รรมสูตรที่ ๓วา ดว ยการพจิ ารณาเห็นทุกขในขันธ ๕ [๘๕] กรงุ สาวตั ถี. พระผมู พี ระภาคเจาไดต รัสวา ดกู อนภิกษุท้งั หลาย ภกิ ษผุ ูปฏิบัติธรรมสมควรแกธรรม ยอ มมธี รรมอันเหมาะสม คือพึงเปน ผพู ิจารณาเหน็ ทกุ ขใ นรูป ในเวทนา ในสัญญาในสังขาร ในวญิ ญาณอยู เมื่อเธอพิจารณาเห็นทุกขใ นรปู ในเวทนาในสญั ญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู ยอ มกาํ หนดรูรูป เวทนา สญั ญาสังขาร วิญญาณ เมือ่ กาํ หนดรรู ปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณยอ มหลุดพนจากรูป ยอมหลดุ พนจากเวทนา ยอ มหลดุ พนจากสญั ญายอ มหลุดพน จากสงั ขาร ยอ มหลุดพน จากวิญญาณ ยอมหลุดพน จากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส อปุ ายาส เรากลาววายอมหลดุ พน จากทกุ ข. จบ อนธุ รรมสูตรที่ ๓ ๑๐. อนุธรรมสูตรท่ี ๔วา ดวยการพิจารณาเหน็ อนตั ตาในขันธ ๕ [๘๖] กรุงสาวัตถ.ี พระผมู ีพระภาคเจา ไดตรสั วา ดูกอนภกิ ษทุ ั้งหลาย ภิกษผุ ูปฏบิ ัตธิ รรมสมควรแกธ รรม ยอ มมธี รรมอนัเหมาะสม คอื พึงเปน ผูพจิ ารณาเหน็ อนัตตาในรูป ในเวทนา ในสญั ญาในสงั ขาร ในวญิ ญาณอยู เมอื่ เธอพจิ ารณาเหน็ อนตั ตาในรปู ในเวทนาในสญั ญา ในสังขาร ในวญิ ญาณอยู ยอมกาํ หนดรูรปู เวทนา สญั ญา สงั ขารวญิ ญาณ เมื่อเธอกําหนดรูรปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยอ ม
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ที่ 87หลดุ พน จากรปู ยอมหลดุ พน จากเวทนา ยอ มหลดุ พน จากสญั ญา ยอมหลดุ พน จากสังขาร ยอมหลุดพน จากวญิ ญาณ ยอมหลุดพนจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนสั อปุ ายาส เรากลา ววายอมหลุดพน จากทุกข. จบ อนธุ รรมสูตรที่ ๔ จบ นตมุ หากวรรคท่ี ๔ จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑-๗ จบ อรรถกถานตมุ หากวรรคท่ี ๔ รวมพระสตู รทม่ี ใี นวรรคน้ี คือ๑ ๑. นตมุ หากสูตรท่ี ๑ ๒. นตุมหากสตู รท่ี ๒ ๓. ภกิ ขุสูตรที่ ๑๔. ภิกขุสูตรที่ ๒ ๕. อานันทสูตรที่ ๑ ๖. อานนั ทสูตรท่ี ๒ ๗. อน-ุธรรมสตู รท่ี ๑ ๘. อนธุ รรมสตู รที่ ๒ ๙. อนุธรรมสตู รที่ ๓ ๑๐.อนธุ รรมสตู รท่ี ๔๑. สตู รท่ี ๘ - ๑๐ ไมมีอรรถกถา
พระสตุ ตนั ตปฎก สังยตุ ตนิกาย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 88 อัตตทีปวรรคที่ ๕ ๑. อตั ตทปี สูตร วา ดวยการพงึ่ ตนพ่งึ ธรรม [๘๗] ขาพเจาไดสดับมาแลวอยา งนี้. สมัยหนึ่ง พระผูม ีพระภาคเจา ประทบั อยู ณ พระวิหารเชตวนัอารามของทานอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ทนี่ น้ั แล พระผมู -ีพระภาคเจาตรสั เรยี กภิกษทุ ั้งหลายแลวตรัสวา ดกู อนภกิ ษทุ งั้ หลายเธอท้ังหลายจงเปน ผมู ตี นเปน ที่พ่งึ มีตนเปนสรณะ ไมม สี ง่ิ อนื่ เปน สรณะจงเปนผูมธี รรมเปน ทพี่ ่งึ มธี รรมเปนสรณะ ไมมสี ง่ิ อน่ื เปน สรณะอยูเ ถดิ ดกู อ นภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทงั้ หลายจะมตี นเปน ทีพ่ ่งึ มตี นเปนสรณะ ไมม ีสิ่งอื่นเปนสรณะ มีธรรมเปนท่พี งึ่ มธี รรมเปน สรณะ ไมม ีสิง่ อ่นื เปน สรณะอยู จะตองพิจารณาโดยแยบคายวา โสกะ ปริเทวะทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาส มีกาํ เนดิ มาอยา งไร เกดิ มาจากอะไรดูกอนภิกษุท้งั หลาย ก็โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาส มีกําเนดิ มาอยา งไร เกดิ มาจากอะไร ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย ปุถชุ นผมู ไี ดสดับแลว ในโลกน้ี ไมไดเ หน็ พระอรยิ เจา ทั้งหลาย ไมฉลาดในธรรมของพระอริยเจา ไมไดรบั แนะนําในอรยิ ธรรม ไมไ ดเ ห็นสัตบรุ ุษทัง้ หลาย ไมฉ ลาดในธรรมของสตั บุรุษ ไมไ ดร ับแนะนําในสปั ปรุ สิ ธรรมยอมตามเห็นรปู โดยความเปนตน ๑ ยอ มเหน็ ตนมีรปู ๑ ยอมเหน็ รูปในตน ๑ ยอมเห็นตนในรปู ๑ รปู นัน้ ของเขายอมแปรไป ยอ มเปนอยางอนื่ ไป โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาส ยอมเกดิ ข้ึน
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ที่ 89แกเ ขา เพราะรปู แปรไปและเปนอน่ื ไป ยอ มเหน็ เวทนาโดยความเปนตน ฯลฯ ยอ มเห็นสญั ญาโดยความเปน ตน ฯลฯ ยอมเหน็ สงั ขารโดยความเปน ตน ฯลฯ ยอ มเหน็ วิญญาณโดยความเปนตน ๑ ยอมเห็นตนมีวญิ ญาณ ๑ ยอ มเหน็ วิญญาณในตน ๑ ยอมเหน็ ตนในวญิ ญาณ ๑วญิ ญาณนน้ั ของเขายอ มแปรไป ยอมเปน อยางอน่ื ไป โสกะ ปริเทวะทุกข โทมนัส และอปุ ายาส ยอ มเกดิ ข้ึนแกเ ขา เพราะวิญญาณแปรไปและเปน อยางอื่นไป. [๘๘ ] ดูกอ นภิกษทุ ้ังหลาย กเ็ มือ่ ภิกษรุ ูว ารปู ไมเทีย่ งแปรปรวนไป คลายไป ดับไป เหน็ ตามความเปนจรงิ ดว ยปญ ญาอันชอบอยางน้ีวา รปู ในกาลกอ น และรปู ท้งั มวลในบดั น้ี ลว นไมเทีย่ งเปนทกุ ข มคี วามแปรปรวนเปนธรรมดา ดังนี้ ยอ มละโสกะ ปรเิ ทวะทุกข โทมนัส และอปุ ายาสได เพราะละโสกะเปน ตนเหลา นนั้ ได จงึ ไมสะดุง เมอื่ ไมส ะดงุ ยอมอยูเปน สขุ ภกิ ษุผมู ปี รกตอิ ยูเ ปน สขุ เรากลา ววาผูดับแลวดวยองคนัน้ ดกู อนภกิ ษุทั้งหลาย กเ็ มื่อภกิ ษรุ วู าเวทนาไมเทย่ี งฯลฯ สญั ญาไมเทย่ี ง ฯลฯ สงั ขารไมเ ทย่ี ง ฯลฯ วญิ ญาณไมเทยี่ งแปรปรวนไป คลายไป ดับไป เหน็ ตามความเปน จรงิ ดวยปญ ญาอันชอบอยา งนว้ี า วญิ ญาณในกาลกอน และวญิ ญาณทงั้ มวลในบดั น้ี ลว นไมเ ทีย่ ง เปน ทุกข มคี วามแปรปรวนเปนธรรมดา ดังนี้ ยอ มละโสกะปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส และอปุ ายาสได เพราะละโสกะเปนตน เหลาน้ันได ยอมไมสะดงุ เมือ่ ไมสะดงุ ยอ มอยูเปน สุข ภิกษุผมู ีปรกติอยเู ปน สุขเรากลา ววาผูดบั แลว ดวยองคนั้น. จบ อัตตทปี สูตรท่ี ๑
พระสตุ ตนั ตปฎ ก สงั ยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 90 อตั ตทปี วรรคที่ ๕ อรรถกถาอตั ตทีปสตู รท่ี ๑ อัตตทีปวรรค สูตรท่ี ๑ มวี ินิจฉยั ดงั ตอ ไปนี้ บทวา อตตฺ ทีปา ความวา ทานท้ังหลายจงทําตนใหเ ปนเกาะเปน ท่ีตา นทาน เปนทเี่ รน เปน คติ ทไ่ี ปในเบอ้ื งหนา เปนที่พึ่งอยูเถิด.บทวา อตฺตสรณา น้เี ปนไวพจนของบทวา อตตฺ ทปี า น้ันแล. บทวาอนฺสรณา น้ี เปน คาํ หา มพงึ่ ผูอ่นื ดว ยวา ผูอื่นเปน ท่พี ึง่ ไมไ ด เพราะคนหน่ึงจะพยายามทําอกี คนหน่ึงใหบริสุทธ์หิ าไดไ ม สมจริงดงั ทต่ี รัสไวว า ตนน่ันแลเปน ทีพ่ งึ่ ของตน คนอื่นใครเลาจะเปน ท่ีพ่ึงได เพราะเหตุนัน้ พระผมู ีพระภาคเจา จงึ ตรสั วา อนฺสรณา ไมมีสงิ่ อนื่ เปน สรณะ. ถามวา ก็ในทีน่ ี้ อะไรชือ่ วา ตน ? แกว า ธรรมทีเ่ ปน โลกยิ ะและเปน โลกตุ ตระ (ชอื่ วา ตน). ดว ยเหตุน้ันนั่นแล พระองคจงึ ตรัสวา ธมฺมทปี า ธมมฺ สรณาอนฺสรณา มธี รรมเปน เกาะ มธี รรมเปน สรณะ ไมม สี ง่ิ อื่นเปน สรณะดังนี.้ บทวา โยนิ ไดแก เหตุ ดจุ ในประโยคมีอาทวิ า โยนิ เหสา ภมู ิชผลสฺสอธคิ มาย น้ีแลเปน เหตใุ หบรรลุผลอนั เกดิ แตภมู ิ. บทวา กปึ โหติกาไดแก มีอะไรเปน แดนเกิด อธบิ ายวา เกิดจากอะไร บทวา รปู สฺส เตวฺ ว
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยุตตนกิ าย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 91นี้ ทานปรารภเพ่ือแสดงการละความโศกเปนตน เหลาน้นั น่นั แล.บทวา น ปริตสสฺ ติ ไดแ ก ไมดนิ้ รน คือไมสะดุง. บทวา ตทงคฺ นิพฺพุโต ไดแ กดบั สนทิ ดว ยองคน้ันๆ เพราะดับกเิ ลสทงั้ หลายดว ยองคค ือวิปสสนาน้นั .ในพระสตู รนท้ี า นกลาวเฉพาะวปิ สสนาเทานนั้ . จบ อรรถกถาอตั ตทีปสตู รที่ ๑ ๒. ปฏิปทาสตู รวา ดวยขอปฏบิ ตั ิเพอ่ื ความเกิดและความดับสกั กายทฏิ ฐิ [๘๙] กรุงสาวัตถี. ดูกอนภกิ ษทุ ัง้ หลาย เราจักแสดงปฏปิ ทาอนั จะยงั สัตวใ หถ ึงสกั กายสมทุ ัย (ความเกดิ ขึน้ แหง กายตน)และปฏปิ ทาอนั จะยังสัตวใ หถ ึงสักกายนโิ รธ (ความดับแหงกายตน)เธอท้ังหลายจงฟงปฏิปทาทง้ั ๒ นั้น ดูกอ นภิกษุท้งั หลาย ก็ปฏิปทาอนัจะยงั สตั วใหถึงสักกายสมทุ ยั เปนไฉน ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย ปุถชุ นผมู ไี ดสดับแลว ในโลกนี้ ไมไ ดเ ห็นพระอรยิ เจาทั้งหลาย ไมฉลาดในธรรมแหงพระอรยิ ะ มิไดร บั การแนะนําในอริยธรรม ไมไ ดเ ห็นสตั บรุ ุษทง้ั หลายไมฉ ลาดในธรรมของสัตบุรษุ ไมไ ดรบั การแนะนาํ ในสปั ปุริสธรรมยอมตามเหน็ รูปโดยความเปน ตน ๑ ยอมเหน็ ตนมรี ปู ๑ ยอมเหน็ รปูในตน ๑ ยอมเห็นตนในรูป ๑ ยอ มเหน็ เวทนาโดยความเปนตน ฯลฯยอ มเหน็ สัญญาโดยความเปนตน ฯลฯ ยอมเห็นสงั ขารโดยความเปน ตนฯลฯ ยอมเห็นวญิ ญาณโดยความเปนตน ๑ ยอมเห็นตนมวี ิญญาณ ๑ยอมเห็นวิญญาณในตน. ยอ มเหน็ ตนในวญิ ญาณ ๑ ดูกอนภิกษุทัง้ หลาย
พระสตุ ตันตปฎก สังยุตตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 92นีเ้ รยี กวา ปฏปิ ทาอันจะยังสตั วใหถ งึ สักกายสมทุ ยั ดกู อ นภิกษทุ งั้ หลายคําทก่ี ลาวแลวนี้ เรยี กวาการตามเห็นอันจะยังสัตวใ หถ งึ ทกุ ขสมุทัย(ความเกดิ ข้นึ แหง ทุกข) นี้แลเปนใจความขอ น้.ี [๙๐] ดกู อนภกิ ษทุ ง้ั หลาย ก็ปฏปิ ทาอันจะยังสตั วใหถึงสกั กาย-นโิ รธเปนไฉน ดูกอนภิกษุท้ังหลาย อรยิ สาวกในศาสนาน้ี ผไู ดส ดับแลวไดเห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอรยิ ะ ไดรบั การแนะนาํ ดีแลว ในอรยิ ธรรม ไดเ ห็นสัตบุรษุ ท้งั หลาย ฉลาดในธรรมของสัตบรุ ษุ ไดรบั การแนะนําดีแลวในสัปปุรสิ ธรรม ยอ มไมตามเหน็รปู โดยความเปนตน ๑ ยอ มไมตามเห็นตนมีรูป ๑ ยอมไมตามเห็นรปูในตน ๑ ยอ มไมต ามเหน็ ตนในรปู ๑ ไมต ามเหน็ เวทนาโดยความเปนตน ฯลฯ ไมตามเหน็ สญั ญาโดยความเปน ตน ฯลฯ ไมตามเหน็ สังขารโดยความเปน ตน ฯลฯ ไมต ามเหน็ วญิ ญาณโดยความเปน ตน ๑ ไมตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑ ไมต ามเหน็ วิญญาณในตน ๑ ไมต ามเห็นตนในวิญญาณ ๑ ดกู อนภกิ ษุท้งั หลาย น้เี รยี กวา ปฏิปทาอันจะยังสตั วใหถ งึสกั กายนิโรธ ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย คําท่กี ลาวแลวน้ี เรยี กวาการพิจารณาเหน็ อนั จะยงั สัตวใ หถ งึ ทกุ ขนโิ รธ น้แี ลเปนใจความในขอ นี.้ จบ ปฏปิ ทาสตู รท่ี ๒ อรรถกถาปฏปิ ทาสตู รที่ ๒ ในปฏปิ ทาสตู รท่ี ๒ มวี ินจิ ฉัยดงั ตอไปน้ี. ในบทวา ทุกขฺ สมทุ ยคามินี สานุปสฺสนา นี้ มอี ธบิ ายดงั น้วี าเพราะช่ือวาปฏปิ ทาเครอื่ งใหถงึ เหตเุ กิดข้ึนแหง สักกายะอนั เปนตวั ทุกข
พระสตุ ตันตปฎก สังยุตตนิกาย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 93ทีท่ า นตรสั วา ทิฏฐิสมนปุ สสนาอยางนว้ี า พิจารณาเห็นรปู โดยเปน ตนฉะนน้ั จึงช่อื วา ทกุ ขสมทุ ยคามินี สมนุปส สนา. มรรคญาณ ๔ พรอ มดว ยวิปส สนา ตรสั วา สมนปุ ส สนา ในคาํ นี้วา ทกุ ฺขนิโรธคามนิ ีสมนุปสสฺ นา ดังน้ี. ในสูตรนี้ทานกลา ววัฏฏะและพระนพิ พานไวดวยประการฉะนี้ จบ อรรถกถาปฏิปทาสูตรท่ี ๒ ๓. อนจิ จสูตรท่ี ๑วา ดว ยความเปน ไตรลักษณแหง ขันธ ๕ [๙๑] กรงุ สาวตั ถ.ี ดูกอนภกิ ษทุ ้ังหลาย รปู ไมเท่ียง สิ่งใดไมเทีย่ ง สิ่งนนั้ เปนทุกข สิง่ ใดเปนทุกข สงิ่ นนั้ เปนอนตั ตา สงิ่ ใดเปนอนัตตา เธอทงั้ หลายพึงเห็นสงิ่ นั้นดวยปญ ญาอนั ชอบตามความเปนจรงิอยางน้ีวา นนั่ ไมใชของเรา เราไมเปน นัน่ นัน่ ไมใ ชตวั ตนของเราเมอื่ เหน็ ดวยปญ ญาอนั ชอบตามความเปน จรงิ อยางน้ี จิตยอ มคลายกาํ หนัดยอ มหลดุ พนจากอาสวะท้ังหลาย เพราะไมถือมน่ั เวทนาไมเ ทย่ี ง...สญั ญาไมเท่ยี ง... สังขารไมเ ท่ยี ง... วิญญาณไมเ ที่ยง สง่ิ ใดไมเ ท่ยี งสิ่งนนั้ เปนทกุ ข สง่ิ ใดเปน ทุกข สงิ่ นั้นเปนอนัตตา สิ่งใดเปน อนัตตาเธอท้ังหลายพึงเหน็ สง่ิ นนั้ ดว ยปญญาอันชอบตามความเปน จริงอยางนวี้ านัน่ ไมใชข องเรา เราไมเปนนัน่ นนั่ ไมใ ชตวั ตนของเรา เม่ือเห็นดว ยปญ ญาอันชอบตามความเปนจรงิ อยา งน้ี จติ ยอ มคลายกําหนัด ยอ มหลุดพน จากอาสวะทง้ั หลาย เพราะไมถือม่ัน.
พระสตุ ตันตปฎก สงั ยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 94 [๙๒] ดูกอนภกิ ษทุ ้ังหลาย ถา จติ ของภิกษคุ ลายกาํ หนัดแลวจากรปู ธาตุหลดุ พนแลว จากอาสวะทงั้ หลาย เพราะไมถือมนั่ ถา จิตของภกิ ษุคลายกาํ หนัดแลว จากเวทนาธาตุ... จากสัญญาธาต.ุ .. จากสังขารธาต.ุ .. จากวิญญาณธาตุ หลดุ พนั แลวจากอาสวะทง้ั หลาย เพราะไมถือมนั่ เพราะหลุดนั้นแลว จิตจงึ ดํารงอยู เพราะดาํ รงอยู จึงยินดีพรอม เพราะยินดพี รอ ม จงึ ไมส ะดงุ เมื่อไมส ะดงุ ยอมดบั รอบเฉพาะตนเทานั้น ภิกษนุ ้นั ยอ มรชู ัดวา ชาตสิ นิ้ แลว พรหมจรรยอ ยจู บแลวกิจที่ควรทาํ ทาํ เสร็จแลว กิจอ่นื เพ่ือความเปน อยา งน้มี ิไดม .ี จบ อนจิ จสูตรท่ี ๑ อรรถกถาอนจิ จสูตรท่ี ๑ ในอนิจจสูตรที่ ๑ มีวินิจฉยั ดังตอไปน้ี บทวา สมฺมปปฺ ฺ าย ทฏพพฺ ความวา พึงเห็นดว ยปญ ญาอนัสัมปยุตดว ยมรรค พรอมดว ยวปิ ส สนา. บทวา วริ ชฺชติ วิมุจฺจติ ไดแ กยอมคลายกาํ หนดั ในขณะแหง มรรค ยอมหลดุ พน ในขณะแหงผล. บทวาอนุปาทาย อาสเวหิ ความวา เพราะไมยดึ ถอื จึงหลดุ พนจากอาสวะทง้ั หลายทีด่ บั สนทิ ดว ยการดับสนิทโดยไมเ กดิ ขน้ึ . บทวา รปู ธาตุยาเปน ตน ตรัสไวเพื่อแสดงปจจเวกขณญาณ. อาจารยบ างพวกกลาววาเพื่อแสดงปจจเวกขณญาณพรอมดวยผล ดังน้กี ม็ .ี บทวา ิต ไดแ กตัง้ อยูโ ดยความเปนกจิ ทีจ่ ะพงึ กระทําใหส งู ขึน้ ไป บทวา ติ ตฺตาสนตฺ ุสติ ไดแ ก ยินดีโดยภาวะเท่ียงแทท จี่ ะพงึ บรรล.ุ บทวา ปจจฺ ตฺต เยวปรินพิ ฺพายติ ไดแก ยอมปรินพิ พานดวยตนเองทเี ดียว. จบ อรรถกถาอนจิ จสตู รที่ ๑
พระสตุ ตนั ตปฎ ก สังยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 95 ๔. อนิจจสตู รที่ ๒วาดวยความเปนไตรลักษณแ หง ขนั ธ ๕ [๙๓] กรุงสาวัตถ.ี ดกู อ นภิกษุทง้ั หลาย รปู ไมเท่ียงส่งิ ใดไมเที่ยง สง่ิ นนั้ เปน ทุกข สิง่ ใดเปน ทุกข สง่ิ นนั้ เปนอนัตตา สิ่งใดเปน อนัตตา เธอท้งั หลายพงึ เหน็ ส่ิงนนั้ ดว ยปญญาอนั ชอบตามความเปน จรงิ อยา งนวี้ า นัน่ ไมใชของเรา เราไมเปนนน่ั นน่ั ไมใ ชต วั ตนของเรา เวทนาไมเ ที่ยง... สญั ญาไมเ ทีย่ ง... สังขารไมเ ทย่ี ง... วญิ ญาณไมเ ท่ียง สิ่งไดไมเ ทีย่ ง ส่งิ นั้นเปน ทกุ ข ส่งิ ใดเปน ทุกข สิง่ น้นั เปน อนตั ตาส่งิ ใดเปน อนัตตา เธอท้ังหลายพึงเห็นสง่ิ นั้นดว ยปญ ญาอนั ชอบตามความเปน จริงอยา งน้วี า น่นั ไมใ ชข องเรา เราไมเ ปนนั่น นั่นไมใ ชตวั ตนของเรา เมื่อเห็นดว ยปญญาอันชอบตามความเปนจรงิ อยา งน้ีทฏิ ฐเิ ปนไปตามสว นเบื้องตน (อดตี ) ยอ มไมมี เมื่อทฏิ ฐิเปน ไปตามสว นเบ้ืองตนไมม ี ทฏิ ฐิเปนไปตามสวนเบื้องปลาย (อนาคต) ยอ มไมมีเมื่อทิฏฐิเปน ไปตามสวนเบื้องปลายไมม ีความยึดม่ันอยางแรงกลายอมไมม ี เมอื่ ความยดึ ม่นั อยางแรงกลาไมม ี จติ ยอมคลายกาํ หนัดในรูปเวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ ยอ มหลุดพนจากอาสวะท้งั หลายเพราะไมถือมน่ั เพราะหลุดพน จติ จึงดํารงอยู เพราะดํารงอยู จงึ ยนิ ดีพรอม เพราะยนิ ดพี รอ ม จงึ ไมส ะดงุ เมื่อไมสะดงุ ยอ มดบั รอบเฉพาะตนเทานั้น ภกิ ษนุ ้นั ยอมรูช ดั วา ชาตสิ ิน้ แลว พรหมจรรยอ ยจู บแลว กิจที่ควรทํา ทาํ เสรจ็ แลว กจิ อืน่ เพื่อความเปน อยา งนม้ี ไิ ดมี. จบ อนจิ จสตู รที่ ๒
พระสตุ ตนั ตปฎ ก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนา ที่ 96 อรรถกถาอนิจจสตู รที่ ๒ ในอนิจจสตู รท่ี ๒ มีวินิจฉยั ดงั ตอไปน้ี บทวา ปุพฺพนตฺ านุทิฏิโย ความวา ทฏิ ฐิ ๑๘ ท่ไี ปตามท่ีสดุเบือ้ งตนไมมี. บทวา อปรนตฺ านุทิฏิโย ความวา ทิฏฐิ ๔๔ ทไ่ี ปตามท่สี ดุเบ้ืองปลายไมม.ี บทวา ถามโส ปรามาโส ความวา ความแรงของทิฏฐิและความยดึ ม่นั ของทฏิ ฐิไมมี. ดว ยอันดับคาํ เพียงเทานี้ เปนอันทรงแสดงปฐมมรรคแลว . บัดนี้ เพือ่ จะทรงแสดงมรรค ๓ และผล ๓ พรอมดว ยวปิ ส สนาจึงเร่มิ คํามีอาทิวา รปู สฺมึ ดังนี้. อกี อยางหนึง่ ข้ึนช่อื วา ทฏิ ฐทิ ั้งหลายละไดด ว ยวปิ ส สนาน่ันเอง แตคําน้ี ทานเริม่ เพอื่ แสดงมรรค ๔ พรอมดวยวปิ สสนาชนั้ สูง จบ อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๒ ๕. สมนุปส สนาสตู รวาดวยการพจิ ารณาเหน็ อุปาทานขนั ธ ๕ [๙๔] กรุงสาวัตถ.ี ดูกอ นภกิ ษทุ ้งั หลาย กส็ มณะหรือพราหมณเ หลา ใดเหลาหนึ่ง เม่ือพจิ ารณาเหน็ ยอ มพิจารณาเห็นตนเปน หลายวิธี สมณะหรือพราหมณเหลา นนั้ ทัง้ หมด ยอมพิจารณาเหน็อปุ าทานขันธท ั้ง ๕ หรอื แตอยา งใดอยางหนึง่ อุปาทานขนั ธ ๕ เปนไฉนดกู อนภกิ ษุทง้ั หลาย ปุถชุ นไมไ ดสดบั แลว ในโลกน้ี ไมไดเหน็
พระสุตตนั ตปฎ ก สังยตุ ตนิกาย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 97พระอริยเจา ทัง้ หลาย ฯลฯ ไมไดรบั การแนะนาํ ในสัปปุริสธรรม ยอมตามเห็นรปู โดยความเปนตน ๑ ยอมตามเห็นตนมรี ปู ๑ ยอ มตามเห็นรปู ในตน ๑ ยอ มตามเห็นตนในรปู ๑ ยอมตามเหน็ เวทนาโดยความเปนตน... ยอ มตามเหน็ สญั ญาโดยความเปน ตน... ยอ มตามเห็นสังขารโดยความเปน ตน... ยอมตามเห็นวิญญาณโดยความเปน ตน ๑ ยอมตามเหน็ ตนมวี ิญญาณ ๑ ยอ มตามเห็นวญิ ญาณในตน ๑ ยอมตามเห็นตนในวญิ ญาณ ๑ การตามเหน็ ดว ยประการดังนแี้ ล เปนอันผูนั้นยึดมัน่ถอื มน่ั วา เราเปน เมอื่ ผูนัน้ ยืดม่ันถอื มน่ั วา เราเปน ในกาลน้นั อินทรยี ๕คือ จักขุนทรีย โสตนิ ทรีย ฆานนิ ทรีย ชิวหนิ ทรีย กายนิ ทรีย ยอ มหย่งั ลงดูกอนภิกษทุ ั้งหลาย มนะมีอยู ธรรมท้งั หลายมีอยู อวิชชาธาตุมีอยูดกู อนภิกษุท้ังหลาย เม่อื ปุถุชนผไู มไ ดสดับแลว อนั ความเสวยอารมณซ่งึ เกดิ จากอวชิ ชาสัมผัสถูกตองแลว เขายอมมคี วามยึดม่นั ถอื ม่ันวาเราเปนดังนี้บาง เราเปน อยางนี้ ดงั นบ้ี า ง เราจักเปนดงั น้ีบา ง จกั ไมเปนดงั นีบ้ า ง จกั มีรปู ดังนบี้ าง จักไมม ีรปู ดงั น้บี า ง จักมสี ญั ญาดงั นีบ้ าง จกัไมมีสญั ญาดงั นี้บา ง จกั มีสัญญากห็ ามไิ ด ไมม สี ัญญากห็ ามไิ ดด งั นบี้ างดูกอ นภกิ ษุท้ังหลาย กอ็ ินทรยี ๕ ยอ มตั้งอยู ในเพราะการตามเหน็ น้ันทีเดยี วเมือ่ เปน เชน น้ี อรยิ สาวกผไู ดสดับแลว ยอมละอวิชชาเสยี ได วชิ ชายอมเกิดขึ้น เพราะความคลายไปแหง อวชิ ชา เพราะความเกิดข้ึนแหงวชิ ชา อริยสาวกนัน้ ยอมไมม ีความยึดมนั่ ถอื มนั่ ในอินทรียเหลานน้ั วาเราเปน ดังนบี้ าง เราเปน อยา งน้ดี ังน้บี าง เราจักเปน ดงั น้บี าง จักไมเ ปนดังน้บี าง จักมีรปู ดังนี้บาง จกั ไมม ีรูปดงั นบ้ี า ง จักมีสญั ญาดังนี้บา งจักไมม ีสญั ญาดังนี้บา ง จักมีสัญญาก็หามิได ไมม ีสัญญากห็ ามิไดดงั น้บี า ง. จบ สมนุปสสนาสูตรที่ ๕
พระสตุ ตันตปฎ ก สังยุตตนิกาย ขนั ธวารวรรค เลม ๓ - หนา ท่ี 98 อรรถกถาสมนปุ สสนาสูตรท่ี ๕ ในสูตรท่ี ๕ มวี นิ ิจฉยั ดังตอ ไปนี้ :- บทวา ปจฺ ุปาทานกขฺ นฺเธ สมนปุ สสฺ นตฺ ิ เอเตส วา อฺ ตรความวา สมณะหรือพราหมณพจิ ารณาเหน็ เบญจขนั ธดวยอํานาจยดึ ถอืขันธทบี่ รบิ ูรณ พิจารณาเหน็ บรรดาขันธเหลานน้ั ดว ยอํานาจยดึ ถอื ขนั ธที่ไมบริบรู ณขนั ธไดข นั ธห น่ึง. บทวา อติ ิ อยเฺ จว สมนุปสฺสนาความวา กอ็ นปุ สสนาน้ี ชือ่ วาทฏิ ฐสิ มนุปส สนา ดว ยประการฉะนี.้ บทวาอสฺมตี ิ จสฺส อธคิ ต โหติ ความวา ธรรมเปน เครอ่ื งเนิน่ ชา ๓ อยาง คือตัณหา มานะ และทิฏฐิวา เราไดเ ปน แลวในธรรมเปน เครื่องเนิน่ ชา๓ อยางน้ัน ซ่งึ มีตวั สมนปุ ส สนาอยู เปน อันเราบรรลแุ ลว . บทวา ปฺจนนฺ อนิ ทฺ รฺ ยิ าน อวกฺกนตฺ ิ โหติ ความวา เม่อื กิเลสชาตน้ันมีอยู อินทรยี ๕ ซง่ึเปน ปจ จยั แหงกรรมกเิ ลส ยอ มบงั เกดิ . คําวา อตฺถิ ภิกฺขเว มโน น้ี ทา นกลา วหมายเอาใจซ่ึงมธี รรมเปนอารมณ. บทวา ธมมฺ า ไดแ ก อารมณ. บทวา อวชิ ฺชาธาตุ ไดแก อวิชชาในขณะแหง ชวนจิต. บทวา อวิชฺชาสมฺผสสฺ เชน ไดแ ก เกิดจากผสั สะอนั สัมปยตุ ดว ยอวชิ ชา. อีกอยางหน่ึง บทวา มโน ไดแก ใจทมี่ วี ิบากเปน อารมณใ นขณะแหงภวังคจิต มโนธาตุฝา ยกิริยาในขณะแหง อาวชั ชนจติและธรรมเปนตน ซึง่ มีประการดงั กลาวแลว. บทวา อสมฺ ตี ปิ ส ฺส โหติความวา เขาไดยึดมั่นอยางนวี้ า เราไดเปนแลวดวยอํานาจตณั หามานะทิฏฐิ. นอกจากนี้ คําวา อยมหมสฺมิ ทา นยดึ ถือธรรมในอารมณม รี ูปเปน ตนอยา งใดอยา งหนง่ึ กลาวดวยอาํ นาจอัตตทิฏฐิ ถอื วาเปนตน วา
พระสตุ ตนั ตปฎ ก สังยตุ ตนิกาย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 99เราเปนนี้. คําวา ภวสิ สฺ ทา นกลา วดวยอํานาจสัสสตทิฏฐิ ถือวาทุกสง่ิเที่ยง คําวา น ภวสิ สฺ ทานกลาวดวยอาํ นาจอจุ เฉททฏิ ฐิ ถือวา ทกุ สิ่งขาดสูญ. คําทงั้ หมดมี รูป ภวิสสฺ เปน ตน หมายเอาสสั สตทิฏฐิเทาน้นั .บทวา อเถตฺถ ความวา เมอื่ เปน เชนน้ัน คอื เมือ่ อนิ ทรยี เหลานัน้ ดาํ รงอยูโดยประการนน้ั นนั่ แล. บทวา อวิชชฺ า ปหียติ ความวา เราละอวชิ ชาอนั เปน ตวั ไมรใู นสจั จะ ๔. บทวา วชิ ฺชา อปุ ปฺ ชฺชติ ความวา วิชชาในอรหัตตมรรคยอมเกดิ ขน้ึ . ในท่นี ้ีพึงทราบวนิ จิ ฉัยอยา งนี้ บทวา อสมฺ ิ ไดแ กต ัณหามานะและทิฏฐ.ิ อธบิ ายวา ระหวา งกรรมกับอินทรยี ๕ เปน สนธหิ นึ่ง ระหวา งอินทรยี ๕ นบั ใจท่ีมีวิบากเปน อารมณซ่งึ เปน ฝายอนิ ทรีย ๕ กบั ใจท่มี ีกรรมเปนอารมณเปน สนธหิ นึง่ . ธรรมเครอื่ งเน่นิ ชา ๓ อยาง จัดเปนอดตี อทั ธา อินทรียเ ปนตน จัดเปน ปจจุบนั อัทธา ในอัทธา ๒ อยา งนั้นทานแสดงปจ จัยแหงอนาคตอทั ธา เร่ิมตน แตใจท่มี ีกรรมเปน อารมณดวยประการฉะนแ้ี ล. จบ อรรถกถาสมนุปส สนาสตู รที่ ๕ ๖. ปญจขนั ธสตู ร วาดวยขนั ธและอปุ าทานขนั ธ ๕ [๙๕] กรงุ สาวตั ถ.ี ดูกอนภกิ ษุท้ังหลาย เราจักแสดงขนั ธ ๕และอปุ าทานขันธ ๕ เธอทั้งหลายจงฟง ดูกอนภกิ ษทุ ้ังหลาย กข็ นั ธ ๕เปน ไฉน ดูกอ นภิกษทุ ั้งหลาย รปู อยางใดอยางหน่งึ เปนอดีต อนาคตและปจ จุบนั เปนภายในหรอื ภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ
พระสุตตันตปฎก สังยตุ ตนกิ าย ขันธวารวรรค เลม ๓ - หนาท่ี 100ประณตี อยใู นท่ไี กลหรอื ใกล นีเ้ รยี กวา รปู ขนั ธ เวทนาอยา งใดอยา งหน่ึง ฯลฯ สัญญาอยา งใดอยางหนึง่ ฯลฯ สงั ขารเหลาใดเหลา หนงึ่ฯลฯ วิญญาณอยางใดอยา งหนงึ่ เปนอดีต อนาคต และปจจุบันเปน ภายในหรอื ภายนอก หยาบหรือละเอยี ด เลวหรอื ประณีต อยูในทไี่ กลหรอื ใกล น้ีเรยี กวา วญิ ญาณขันธ ดกู อ นภิกษทุ ้งั หลาย เหลา นี้เรียกวา ขันธ ๕. [๙๖] ดกู อนภกิ ษทุ ้ังหลาย กอ็ ุปาทานขันธ ๕ เปนไฉน ดูกอนภิกษุท้ังหลาย รูปอยา งใดอยา งหน่งึ เปนอดตี อนาคต ปจ จุบนั เปนภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอยี ด เลวหรือประณีต อยูใ นท่ไี กลหรอื ใกล เปนไปกับดวยอาสวะ เปน ปจ จัยแกอุปาทาน นี้เรยี กวาอปุ าทานขนั ธค ือรูป เวทนาอยางใดอยางหนึ่ง ฯลฯ สญั ญาอยางใดอยางหน่งึ ฯลฯ สงั ขารเหลาใดเหลา หน่ึง ฯลฯ วิญญาณอยางใดอยางหนึ่งเปน อดตี อนาคต ปจ จุบัน เปน ภายในหรอื ภายนอก หยาบหรอื ละเอียดเลวหรอื ประณีต อยใู นที่ไกลหรอื ใกล เปน ไปกับดวยอาสวะ เปนปจจยั เเกอปุ าทาน นเ้ี รยี กวา อปุ าทานขนั ธค ือวิญญาณ ดกู อ นภกิ ษุท้ังหลาย เหลานี้เรยี กวาอุปาทานขันธ ๕. จบ ปญจขนั ธสตู รท่ี ๖ อรรถกถาปญจขันธสตู รท่ี ๖ ในปญ จขันธสูตรที่ ๖ มวี ินจิ ฉัยดงั ตอ ไปน้ี รปู ขนั ธเ ปนกามาพจร ขนั ธ ๔ เปนไปในภูมิ ๔ (กามาวจรภูมิรปู าวจรภูมิ อรปู าวจรภมู ิ โลกตุ ตรภมู ิ). บทวา สาสว ไดแ กเปน ปจ จยัแหงอาสวะโดยเปนอารมณ. บทวา อปุ าทานยี ไดแกและเปนปจจัยแกอุปาทานอยางนน้ั เหมอื นกัน. ก็ในขอ น้มี อี รรถแหงคําดงั ตอไปน้ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 616
Pages: